วชิรเวชสาร
และวารสารเวชศาสตร์เขตเมอื ง
Vajira Medical Journal:
Journal of Urban Medicine
เจ้าของ คณะแพทยศาสตร์วชริ พยาบาล Owner Faculty of Medicine Vajira Hospital
มหาวิทยาลัยนวมนิ ทราธริ าช Navamindradhiraj University
อธกิ ารบดี รศ.นพ. อนันต ์ มโนมยั พิบลู ย์ Chancellor Assoc. Prof. Anan Manomaipibul, MD
คณบดี รศ.นพ. ประยุทธ ศิริวงษ์ Dean Assoc. Prof. Prayuth Sirivongs, MD
รองคณบดี Deputy Dean
ผศ.นพ. สุรวุฒิ ลฬี หะกร Assist. Prof. Surawut Leelahakorn, MD
ผศ.นพ. จักราวธุ มณฤี ทธ์ิ Assist. Prof. Jakravoot Maneerit, MD
รศ.นพ. จริ ะพงษ์ องั คะรา Assoc. Prof. Girapong Ungkhara, MD
ผศ.นพ. จโิ รจน์ สรู พนั ธุ์ Assist. Prof. Chiroj Soorapanth, MD
ผศ.นพ. พรชัย เดชานุวงษ์ Assist. Prof. Pornchai Dechanuwong, MD
รศ.นพ. มนธู รรม มานวธงชัย Assoc. Prof. Manutham Manavathongchai, MD
ผศ.นพ. สาธติ คูระทอง Assist. Prof. Sathit Kurathong, MD
ที่ปรกึ ษา ศ.พเิ ศษ พญ. ภัทรา คูระทอง Adviser Prof. Pathra Kurathong, MD
พญ. สนั ทนา เจริญกลุ Suntana Charoenkul, MD
นพ. โอกาส ไทยพสิ ุทธิกุล Okas Thaipisuttikul, MD
ศ.พเิ ศษ นพ. มานิต ศรปี ระโมทย์ Prof. Manit Sripramote, MD
รศ.นพ. สมชาย เอือ้ รตั นวงศ์ Assoc. Prof. Somchai Uaratanawong, MD
พญ. สมุ นมาลย์ มนัสศิริวิทยา Sumonmal Manusirivithaya, MD
บรรณาธกิ ารกิตติมศักด์ิ Editor Emeritus
ศ.พญ. ศิริวรรณ ต้ังจิตกมล Prof. Siriwan Tangjitgamol, MD
บรรณาธิการ Editor-In-Chief
รศ.พญ. จิราภรณ์ ศรอี ่อน Assoc. Prof. Jiraporn Sri-on, MD
บรรณาธกิ ารภาคภาษาองั กฤษ Editor of English Section
ผศ.นพ. สาธติ ครู ะทอง Assist. Prof. Sathit Kurathong, MD
บรรณาธกิ ารรอง Deputy Editor
รศ.พญ. ชาดากานต์ ผโลประการ Assoc. Prof. Chadakarn Phaloprakarn, MD
รศ.พญ. สุภัทศรี เศรษฐสนิ ธ์ุ Assoc. Prof. Supatsri Sethasine, MD
ผศ.พญ.รพพี ร โรจน์แสงเรือง Assist. Prof. Rapeeporn Rojsaengroeng, MD
ผชู้ ว่ ยบรรณาธกิ าร Editorial Assistant
หวั หนา้ ฝา่ ยวชิ าการ Head of Academic Affairs section
น.ส. ปิยะนนั ท ์ ชยั ศริ พิ านชิ Piyanun Chaisiripanich
น.ส. ญาณี เปรมสุรยิ า Yanee Premsuriya
ผจู้ ดั การ ผศ.นพ. สาธติ คูระทอง Manager Assist. Prof. Sathit Kurathong, MD
สำ�นกั งาน: ฝ่ายวชิ าการ Office: Division of Academic Affairs
คณะแพทยศาสตรว์ ชิรพยาบาล Faculty of Medicine Vajira Hospital
681 ถนนสามเสน เขตดุสิต กรงุ เทพฯ 10300 681 Samsen Road, Dusit, Bangkok 10300
ตดิ ต่อส่งบทความ Manuscript Submission
https://tci-thaijo.org/index.php/VMED https://tci-thaijo.org/index.php/VMED
โทร 0-2244-3694 หรอื email: [email protected] Tel. 0-2244-3694 or email: [email protected]
โรงพมิ พ:์ บริษทั เทก็ ซ์ แอนด์เจอรน์ ลั พบั ลิเคช่นั จ�ำ กัด Publisher: Text and Journal Publication Co.,Ltd.
158/3 ซอยยาสูบ 1 ถนนวิภาวดีรังสติ 158/3 Soi Yasoop 1, Vibhavadi Rangsit Road
แขวงจอมพล เขตจตจุ กั ร กรงุ เทพฯ 10900 Jomphon, Chatuchak Bangkok 10900
โทร. 0-2617-8611-2 แฟกซ์ 0-2617-8616 Tel. 0-2617-8611-2 Fax 0-2617-8616
วชริ เวชสาร
และวารสารเวชศาสตร์เขตเมือง
Vajira Medical Journal:
Journal of Urban Medicine
กองบรรณาธิการต่างประเทศ
Prof. Maurice J Webb Prof. Pedro T Ramirez Assoc. Prof. Wang XiPeng
(Mayo Clinic USA, University (University of Texas (Shanghai First Maternity and Infant
of Woolongong, Australia) MD Anderson Cancer Center, USA) Hospital, Tongji University, China)
ศ.พญ. กนกวลัย กุลทนนั ทน์
(มหาวิทยาลยั มหดิ ล) กองบรรณาธกิ ารต่างสถาบันในประเทศ
ศ.นพ. จตุพล ศรสี มบรู ณ์
(มหาวทิ ยาลยั เชยี งใหม่) ศ.พิเศษ นพ. เศวต นนทกานนั ท์ รศ.นพ. ศริ ิไชย หงษ์สงวนศรี
ศ.พญ. จารพุ ิมพ์ สงู สวา่ ง (โรงพยาบาลไทยนครนิ ทร์) (มหาวิทยาลยั มหิดล)
(มหาวทิ ยาลัยมหดิ ล) ศ.นพ. สมเกียรติ วัฒนศิริชยั กลุ รศ.พญ. ศริ ริ ตั น์ อนุตระกลู ชัย
ศ.ทพ.จินตกร ควู ฒั นสุชาติ (มหาวทิ ยาลยั ศรีนครินทรวิโรฒ) (มหาวิทยาลยั ขอนแกน่ )
(จฬุ าลงกรณ์มหาวทิ ยาลัย) ศ.นพ. สุกจิ แสงนิพันธ์กลู รศ. พ.อ.หญิง พญ. แสงแข ช�ำนาญวนกจิ
ศ.นพ. ชัยรตั น์ นิรนั ตรัตน์ (มหาวิทยาลัยขอนแกน่ ) (วิทยาลัยแพทยศาสตรพ์ ระมงกุฎเกลา้ )
(มหาวทิ ยาลยั ศรีนครนิ ทรวโิ รฒ) ศ.นพ. สุทธพิ งศ์ วชั รสนิ ธุ รศ.พญ. อรอมุ า ชัยวฒั น์
ศ.พญ. ทรงขวัญ ศลิ ารกั ษ์ (จฬุ าลงกรณ์มหาวิทยาลัย) (มหาวิทยาลยั มหิดล)
(มหาวิทยาลยั ขอนแกน่ ) ศ.พญ. สุมติ รา ทองประเสริฐ ผศ.นพ. ชัยพฤกษ์ กสุ ุมาพรรณโญ
ศ.นพ. นครชัย เผื่อนปฐม (มหาวทิ ยาลยั เชียงใหม่) (มหาวิทยาลัยศรีนครนิ ทรวโิ รฒ)
(มหาวทิ ยาลัยสงขลานครินทร์) ศ.พญ. สรุ างค์ นุชประยูร ผศ.นพ. ณัทธร พทิ ยรตั นเ์ สถียร
ศ.นพ. นเรศร สขุ เจรญิ (จุฬาลงกรณ์มหาวทิ ยาลัย) (จุฬาลงกรณ์มหาวทิ ยาลัย)
(จฬุ าลงกรณ์มหาวิทยาลยั ) ศ.นพ. สวุ ิทย์ ศรอี ษั ฎาพร ผศ.พญ. นพวรรณ แสนเจรญิ สทุ ธกิ ุล
ศ.นพ. บรรจง มไหสวริยะ (จฬุ าลงกรณ์มหาวทิ ยาลัย) (มหาวทิ ยาลัยมหิดล)
(มหาวทิ ยาลัยมหิดล) รศ.ดร. กรณุ ี ขวัญบุญจนั ผศ. ภัสพร ข�ำวชิ า
ศ.พญ. มาลยั มตุ ตารักษ์ (มหาวทิ ยาลยั มหดิ ล) (คณะพยาบาลศาสตรเ์ กอ้ื การุณย์)
(มหาวทิ ยาลัยเชียงใหม)่ รศ.ดร.นพ. บญุ ศรี จันทร์รัชชกลู ฐิตพิ ฒั น์ รชตะนันทน์
ศ.ดร. มาลินี เหล่าไพบูลย์ (โรงพยาบาลบ�ำรงุ ราษฎร)์ (โรงพยาบาลพญาไท)
(มหาวทิ ยาลัยขอนแก่น) รศ.นพ. จติ ติ หาญประเสรฐิ พงษ์ ดร.นพ.ดนัย วงั สตุรค
ศ.พญ. วณชิ า ช่ืนกองแกว้ (มหาวิทยาลยั สงขลานครินทร)์ (จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย)
(มหาวิทยาลยั มหดิ ล) รศ.ดร.นพ.เชิดศกั ดิ์ ไอรมณีรตั น์ พ.ต. นพ. บัญชา สถิระพจน์
ศ.นพ. วรชัย ศริ ิกลุ ชยานนท์ (มหาวิทยาลยั มหิดล) (วทิ ยาลยั แพทยศาสตรพ์ ระมงกฎุ เกล้า)
(มหาวิทยาลัยมหดิ ล) รศ.ดร.ภก. ณธร ชัยญาคณุ าพฤกษ์ ดร. วัชราภรณ์ เช่ยี ววัฒนา
ศ.พญ. วมิ ล สขุ ถมยา (Monash University, Malaysia) (คณะพยาบาลศาสตรเ์ กอ้ื การุณย)์
(มหาวทิ ยาลัยเชียงใหม่) รศ.นพ. ทวีกิจ นม่ิ วรพนั ธุ์ พ.อ. นพ. สุรศกั ดิ์ ถนดั ศีลธรรม
ศ.นพ. วฒุ ิชยั ธนาพงศ์ธร (มหาวิทยาลยั มหดิ ล) (วิทยาลยั แพทยศาสตรพ์ ระมงกฎุ เกล้า)
(มหาวทิ ยาลยั ศรีนครินทรวโิ รฒ) รศ.ดร.ภก. เนติ สขุ สมบูรณ์ นพ. สรุ สทิ ธิ์ จติ รพทิ กั ษ์เลิศ
(มหาวิทยาลัยมหดิ ล) (โรงพยาบาลมหาราชนครราชสมี า)
รศ.พญ. พนัสยา เธยี รธาดากุล ดร.นพ. อรรถสทิ ธิ์ ศรีสบุ ตั ิ
(มหาวทิ ยาลยั มหดิ ล) (กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสขุ )
วชริ เวชสาร
และวารสารเวชศาสตร์เขตเมือง
Vajira Medical Journal:
Journal of Urban Medicine
International Editorial Board
Prof. Maurice J Webb Prof. Pedro T Ramirez Assoc. Prof. Wang XiPeng
(Mayo Clinic USA, University (University of Texas (Shanghai First Maternity and Infant
of Woolongong, Australia) MD Anderson Cancer Center, USA) Hospital, Tongji University, China)
National Editorial Board
Prof. Kanokwalai Kulthanun, MD Prof. Sawaet Nontakanun, MD Assoc. Prof. Sirichai Hongsanguansri, MD
(Mahidol University) (Thainakarin Hospital) (Mahidol University)
Prof. Jatupol Srisomboon, MD Prof. Somkiat Wattanasirichaigoon, MD Assoc. Prof. Sirirat Anutrakulchai, MD
(Chiang Mai University) (Srinakharinwirot University) (Khon Kaen University)
Prof. Jarupim Soongswang, MD Prof. Sukit Saengnipanthkul, MD Assoc. Prof. Col. Sangkae Chamnanvanakij, MD
(Mahidol University) (Khon Kaen University) (Phramongkutklao College of Medicine)
Prof. Jintakorn Kuvatanasuchati, DDS Prof. Suttipong Wacharasindhu, MD Assoc. Prof. Onuma Chairat, MD
(Chulalongkorn University) (Chulalongkorn University) (Mahidol University)
Prof. Chairat Neruntarat, MD Prof. Sumitra Thongprasert, MD Assist. Prof. Chaiyapruk Kusumaphanyo, MD
(Srinakharinwirot University) (Chiang Mai University) (Srinakharinwirot University)
Prof. Songkwan Silaruks, MD Prof. Surang Nuchprayoon, MD Assist. Prof. Nuttorn Pityaratstian, MD
(Khon Kaen University) (Chulalongkorn University) (Chulalongkorn University)
Prof. Nakornchai Phuenpathom, MD Prof. Suvit Sriussadaporn, MD Assist. Prof. Nopawan Sanjaroensuttikul, MD
(Prince of Songkla University) (Chulalongkorn University) (Mahidol University)
Prof. Nares Sukcharoen, MD Assoc. Prof. Karunee Kwanbunjan, Dr.oec.troph Assist. Prof. Patsaporn Kamwicha, RN
(Chulalongkorn University) (Mahidol University) (Kuakarun Faculty of Nursing)
Prof. Banchong Mahaisavariya, MD Assoc. Prof. Boonsri Chanrachakul, MD, PhD Thitipath Ratchatanan, MD
(Mahidol University) (Bumrungrad International Hospital) (Phyathai Hospital)
Prof. Malai Muttarak, MD Assoc. Prof. Jitti Hanprasertpong, MD Danai Wangsaturaka, MD, PhD
(Chiang Mai University) (Prince of Songkla University) (Chulalongkorn University)
Prof. Malinee Laopaiboon, PhD Assoc. Prof. Cherdsak Iramaneerat, MD Maj. Bancha Satirapoj, MD
(Khon Kaen University) (Mahidol University) (Phramongkutklao College of Medicine)
Prof. Wanicha Chuenkongkaew, MD Assoc. Prof. Nathorn Chaiyakunapruk, PharmD, PhD Watcharaporn Chewwattana, RN, PhD
(Mahidol University) (Monash University, Malaysia) (Kuakarun Faculty of Nursing)
Prof. Vorachai Sirikulchayanonta, MD Assoc. Prof. Taweekit Nimborapun, MD Col. Surasak Tanadsintum, MD
(Mahidol University) (Mahidol University) (Phramongkutklao College of Medicine)
Prof. Vimol Sukthomya, MD Assoc. Prof. Naeti Suksomboon, PharmD, PhD Surasit Chitpitaklert, MD
(Chiang Mai University) (Mahidol University) (Maharat Nakorn Ratchasima Hospital)
Prof. Wuttichai Thanapongsathorn, MD Assoc. Prof. Panutsaya Tientadakul, MD Attasit Srisubat, MD, PhD
(Srinakharinwirot University) (Mahidol University) (Ministry of Public Health)
วชริ เวชสาร
และวารสารเวชศาสตรเ์ ขตเมอื ง
Vajira Medical Journal:
Journal of Urban Medicine
บรรณาธิการ
บรรณาธิการหลัก
รศ.พญ. จริ าภรณ์ ศรอี ่อน
บรรณาธกิ ารภาคภาษาอังกฤษ / ผจู้ ัดการ
ผศ.นพ. สาธติ คูระทอง
บรรณาธกิ ารรอง
รศ.พญ. ชาดากานต์ ผโลประการ รศ.พญ. สุภัทศรี เศรษฐสินธ์ุ ผศ.พญ.รพพี ร โรจนแ์ สงเรอื ง
ผชู้ ว่ ยบรรณาธกิ าร / ธุรการ / ไอที
หัวหนา้ ฝ่ายวิชาการ น.ส. ญาณี เปรมสรุ ยิ า น.ส. ปิยะนันท์ ชยั ศริ ิพานิช
กองบรรณาธกิ ารในสถาบัน
รศ.พญ.กนั ยรตั น์ กตัญญู นพ.ชวนนั ท์ สุมนะเศรษฐกุล ผศ.นพ.ชาญยุทธ บณั ฑิตวฒั นาวงศ์
นพ.ทรงวุฒิ ฐิติบญุ สุวรรณี รศ.นพ. ทววี งศ์ ตันตราชวี ธร ดร.บษุ บา ศุภวฒั น์ธนบดี
นพ.พลพร อภิวัฒนเสวี พญ.ยพุ ดี ฟสู่ กลุ นพ.ฤทธริ ักษ์ โอทอง
รศ.พญ.วรางคณา มัน่ สกุล ผศ.นพ.วันจักร พงษ์สทิ ธิศักด์ิ พญ.วิไลลกั ษณ์ ทีปประสาน
รศ.พญ.สว่างจิต สุรอมรกลู พญ.อโนมา สรรพชั ญพงษ์ นายอนุชา ค�ำ ส้อม
กองบรรณาธิการเฉพาะสาขา
รศ.นพ.กลวชิ ย์ ตรองตระกลู รศ.ดร. ธมลวรรณ สว่ นอรุณสวสั ด์ิ ผศ.นพ.พรเทพ สริ มิ หาไชยกลุ
นพ.พัฒน์ศมา วจิ ินศาสตรว์ ิจยั ผศ.พญ.สุดารตั น์ เอื้อศิริวรรณ
Editorial Assist. Prof. Rapeeporn Rojsaengroeng, MD
Editor-In-Chief
Assoc. Prof. Jiraporn Sri-on, MD
Editor of English Section / Manager
Assist. PDroefp. uSatythEitdKiutorartshong, MD
Assoc. Prof. Chadakarn Phaloprakarn, MD Assoc. Prof. Supatsri Sethasine, MD
Editorial Assistants / Administrative / IT
Head of Academic Affairs section Piyanun Chaisiripanich, BA
Yanee Premsuriya, BSc
Local Editorial Board
Assoc. Prof. Kanyarat Katanyoo, MD Chavanant Sumanasrethakul, MD Assist. Prof. Chanyoot Bandidwattanawong, MD
Songwut Thitiboonsuean, MD Assoc. Prof. Taweewong Tantracheewathorn, MD Busaba Supawattanabodee, Msc, PhD
Polporn Apiwattanasawee, MD Yupadee Fusakul, MD Rittirak Othong, MD
Assoc. Prof. Warangkana Munsakul, MD Assist. Prof. Wanjak Pongsittisak, MD Wilailuk Teepprasan, MD
Assoc. Prof. Swangjit Sura-amornkul, MD Anoma Sanpatchayapong, MD Anucha Kamsom
Group Section Editorial Board
Assoc. Prof. Konlawij Trongtrakul, MD Assoc. Prof. Thamolwan Suanarunsawat, Ph.D. Assist. Prof.Pornthep Sirimahachaiyakul, MD
Patsama Vichinsartvichai, MD Assist. Prof.Sudarat Eursiriwan, MD
Vajira Medical Journal: Journal of Urban Medicine
Vol. 65 No. 1 January - Feburary 2021
ค�ำช้แี จงการส่งบทความ
วชิรเวชสารเป็นวารสารการแพทย์ของคณะแพทยศาสตร์- รายการตรวจสอบบทความ (checklist guideline)
วชริ พยาบาล มหาวิทยาลยั นวมนิ ทราธริ าช เริม่ พิมพค์ รัง้ แรกในปพี .ศ. 2500
และพิมพ์เผยแพร่อย่างสม่�ำเสมอ ปีละ 6 ฉบับ ทุก 2 เดือน (มกราคม- ผู้นิพนธ์ต้องตรวจสอบต้นฉบับที่จัดเตรียมให้ครบถ้วนถูกต้องตรง
กุมภาพันธ์, มีนาคม-เมษายน, พฤษภาคม-มิถุนายน, กรกฎาคม-สิงหาคม, ตามรายการตรวจสอบบทความ และส่งมาพร้อมกับบทความ บทความที่ส่ง
กนั ยายน-ตลุ าคม และพฤศจิกายน-ธันวาคม) และมีฉบบั เพมิ่ เตมิ ปลี ะ 1 เลม่ มาโดยไม่มีใบรายการตรวจสอบบทความ หรือมีไม่ครบ หรือไม่ถูกต้องตามที่
เพ่ือตีพิมพ์ผลงานที่น�ำเสนอในงานประชุมวิชาการของมหาวิทยาลัยหรือของ ก�ำหนดไว้จะถูกส่งกลับก่อนการด�ำเนินการใด ๆ ท้ังส้ิน ผู้นิพนธ์สามารถ
คณะ โดยมวี ตั ถปุ ระสงคเ์ พอื่ เผยแพรผ่ ลงานวจิ ยั ในรปู แบบของนพิ นธต์ น้ ฉบับ download รายการตรวจสอบบทความชนิดต่าง ๆ ได้จาก website ของ
รายงานผู้ป่วยและบทความวิชาการทางการแพทย์ รวมท้ังผลงานวิชาการ วชริ เวชสาร (http://www.vajira.ac.th/vmj)
ดา้ นแพทยศาสตรศกึ ษาและวทิ ยาศาสตรส์ ขุ ภาพ
วชิรเวชสารมุ่งเน้นความรู้เก่ียวกับเวชศาสตร์เขตเมือง ได้แก่ ค�ำแนะนำ� ในการเขยี นบทความ
วิทยาศาสตร์พื้นฐานและวิทยาศาสตร์การแพทย์คลินิก รวมถึง ระบาดวิทยา
สมุฎฐานวิทยา พยาธิก�ำเนิด การวินจิ ฉยั และการดูแลรกั ษาโรค อันเก่ยี วขอ้ ง การวิจัยแบบสุ่ม การวิจัยเพ่ือการวินิจฉัยโรค และการวิจัยเชิง
กบั สขุ ภาพของประชาชนในเขตเมือง สังเกต ควรจะตรวจสอบความถูกต้องครบถ้วนของเกณฑ์ตามแนวทางของ
บทความที่ส่งมาตีพิมพ์จะได้รับการกลั่นกรองโดยผู้ทรงคุณวุฒิที่มี Consort 2010 checklist, STARD checklist และ STROBE checklist
ความเช่ียวชาญในสาขาน้ัน ๆ อยา่ งนอ้ ย 2 ทา่ นในแง่ของความเหมาะสมทาง ตามล�ำดับ ผู้นิพนธ์สามารถอ่านรายละเอียดเพ่ิมเติมได้ผ่านทาง website
จริยธรรม วธิ กี ารด�ำเนนิ การวิจยั ความถกู ตอ้ ง ความชดั เจนของการบรรยาย ของวชริ เวชสาร
ในการน�ำเสนอ รายชื่อของผู้นิพนธ์และผู้กล่ันกรองจะได้รับการปกปิดโดย ผู้นิพนธ์ควรเตรียมบทความตามแนวทางการเขียนบทความทาง
กองบรรณาธิการก่อนสง่ เอกสารไปให้ผู้เกยี่ วข้องทงั้ 2 ฝ่าย กองบรรณาธกิ าร วทิ ยาศาสตรส์ ขุ ภาพของคณะบรรณาธกิ ารวารสารนานาชาติ (International
ขอสงวนสิทธ์ิในการตรวจแก้ไขบทความก่อนพิจารณาตีพิมพ์ ท้ังนี้ข้อความ Committee of Medical Journal Editors) ซ่ึงมรี ายละเอยี ดทาง website
และความคดิ เห็นในบทความนน้ั ๆ เป็นของเจ้าของบทความโดยตรง http://www.icmje.org/recommendations/ ดังจะสรุปไว้เป็นแนวทาง
บทความที่ส่งมาต้องไม่เคยพิมพ์ท่ีใดมาก่อน และไม่อยู่ระหว่างการ ดังต่อไปนี้ คือ บทความที่ส่งเพ่ือพิจารณาตีพิมพ์ ควรเขียนเรียงตามล�ำดับ
พิจารณาเพื่อพิมพ์ที่ใด ๆ ยกเว้นในรูปแบบบทคัดย่อหรือเอกสารบรรยาย ดงั น้ี ชอื่ เรอ่ื งและผนู้ พิ นธ์ บทคัดย่อ เนอ้ื หาหลัก กติ ติกรรมประกาศ เอกสาร
กรณีท่ีบทความได้รับการพิมพ์ในวชิรเวชสารแล้ว ผู้นิพนธ์จะได้รับส�ำเนา อา้ งองิ
พิมพ์ 30 ฉบับ ภายหลังหนังสือเผยแพร่เรียบร้อยแล้ว และผู้นิพนธ์ไม่ 1. ชื่อเร่ือง (title) ควรต้ังช่ือเร่ืองให้กะทัดรัด ได้ใจความชัดเจน
สามารถน�ำบทความดังกลา่ วไปน�ำเสนอหรอื พมิ พใ์ นรูปแบบใด ๆ ท่อี ื่นได้ ถ้า ไม่ใชต้ ัวย่อใด ๆ ช่ือเร่อื งภาษาไทยใหใ้ ช้ภาษาไทยทั้งหมด ภาษาอังกฤษทม่ี ีใน
ไม่ไดร้ บั ค�ำอนุญาตจากวชริ เวชสาร ช่ือเรื่องให้แปลเป็นไทย ถ้าแปลไม่ได้ให้เขียนทับศัพท์ ถ้าเขียนทับศัพท์ไม่ได้
ให้เขียนเป็นภาษาอังกฤษด้วยตัวพิมพ์เล็กยกเว้นชื่อเฉพาะท่ีให้ใช้ตัวพิมพ์
หลักเกณฑ์ทวั่ ไปในการเตรยี มและส่งต้นฉบับ ใหญ่เฉพาะอักษรต้น ชื่อเรื่องภาษาอังกฤษให้ใช้ตัวพิมพ์ใหญ่ในอักษรต้นตัว
แรกของทกุ ค�ำ ยกเวน้ ค�ำบุพบท
การสง่ ต้นฉบับ ให้ส่ง 3 ชดุ พรอ้ ม diskette หรอื แผ่น CD หรอื ส่ง 2. ผู้นิพนธ์ (authors) เขียนชื่อ นามสกุล และคุณวุฒิของ
ทางระบบ online (https://tci-thaijo.org/index.php/VMED และ ผู้นิพนธ์ คุณวุฒิภาษาไทย เขียนด้วยตัวย่อตามพจนานุกรม เช่น พ.บ.
http://thailand.digitaljournals.org/index.php/VMJ/) หรือส่ง ทาง ว.ว.ศัลยศาสตร์ หรือ วท.บ. กศ.บ. คุณวุฒภิ าษาอังกฤษ ให้เขียนตัวยอ่ โดยไม่
ระบบ online (https://tci-thaijo.org/index.php/VMED และ http:// ตอ้ งมจี ุด เชน่ MD, PhD, FICS, FRCST, MRCOG เปน็ ตน้ หลังคณุ วุฒิใหใ้ ส่
thailand.digitaljournals.org/index.php/VMJ/) พรอ้ มรายการตรวจสอบ เครื่องหมายเชิงอรรถ (footnotes) ก�ำกับให้รายละเอียดสถานท่ีท�ำงานใน
บทความ และจดหมายเพ่ือขอพิมพ์ ไปยงั กองบรรณาธิการ ซึง่ จดหมายน้ตี ้อง บรรทัดล่างของหน้าแรก เชิงอรรถใช้ตัวเลขเรียงจากเลข 1 ข้ึนไป และให้ใส่
มีช่ือ ที่อยู่ หมายเลขโทรศัพท์ โทรสาร และ email address ของผู้นิพนธ์ เครื่องหมายดอกจันหลังคุณวุฒิของชื่อผู้ติดต่อ หรือ corresponding
ระบุว่า ผู้นิพนธ์ท่านใดเป็นผู้รับผิดชอบหลัก และต้นฉบับน้ันเป็นบทความ author และให้ e-mail address ของผตู้ ิดตอ่ ในบรรทัดล่างสุดของหน้าแรก
ประเภทใด (นิพนธ์ต้นฉบับ รายงานผปู้ ่วย หรือบทความวชิ าการ) รวมท้ังตอ้ ง ต่อจากรายละเอียดสถานท่ีท�ำงานของผ้นู พิ นธแ์ ละผ้นู พิ นธ์ร่วม
มีข้อความว่าผู้นิพนธ์ทุกท่านได้อ่านและเห็นด้วยกับต้นฉบับนั้น และเช่ือว่า 3. บทคัดย่อ (abstract) หมายถึง เรื่องย่อของงานวิจัยซึ่งต้องมี
ต้นฉบับน้ันรายงานผลตรงตามผลการวิจัยท่ีได้ศึกษา และต้นฉบับน้ันไม่เคย ทง้ั ภาษาไทยและภาษาองั กฤษ เนื้อหาต้องมีความสมบรู ณ์ในตวั เอง โดยเขียน
พิมพ์ที่ใดมาก่อนและไม่อยู่ระหว่างการพิจารณาเพื่อพิมพ์ท่ีใด ๆ ในกรณีท่ี ให้สั้นที่สุดและได้ใจความ บทคัดย่อท้ังภาษาไทยและภาษาอังกฤษต้องมี
เรื่องนั้นเคยพิมพ์ในรูปบทคัดย่อ หรือวิทยานิพนธ์ หรือเคยน�ำเสนอในที่ เน้อื หาเหมือนกัน ไมใ่ สต่ ารางหรือแผนภมู ิใด ๆ ไม่มีการอ้างองิ เอกสาร ไมใ่ ส่
ประชุมวิชาการใด ๆ จะต้องแจ้งให้กองบรรณาธิการทราบด้วย ส�ำหรับเร่ือง ตัวเลขหรือข้อความที่ไม่ปรากฏในผลการวิจัย ส�ำหรับบทคัดย่อภาษาอังกฤษ
ที่ท�ำการศึกษาในคน จะต้องมีหนังสืออนุญาตจากคณะกรรมการจริยธรรม ให้ใช้ past tense เทา่ นนั้ และให้ใส่ keywords ต่อทา้ ย ไมเ่ กิน 3-5 ค�ำหรอื
การศึกษาวิจัยในมนุษยแ์ นบมาด้วย วลี เพ่ือใช้เป็นดัชนี
ต้นฉบับจะเป็นภาษาไทยหรือภาษาอังกฤษก็ได้ ถ้าเป็นภาษาไทย นิพนธ์ต้นฉบับให้เขียนบทคัดย่อแบบ structured abstract ส่วน
ควรใช้ภาษาไทยให้มากที่สุด ยกเว้นค�ำภาษาอังกฤษท่ีไม่มีค�ำศัพท์นั้น ๆ ใน รายงานผู้ป่วยและบทความวิชาการให้เขียนบทคัดย่อแบบปกติย่อหน้าเดียว
ภาษาไทยหรือแปลแล้วได้ใจความไม่ชัดเจน ภาษาอังกฤษท่ีใช้ให้ใช้ตัวพิมพ์ (standard abstract) ซ่ึงควรมีจ�ำนวนค�ำทง้ั หมดไม่เกิน 300 ค�ำ structured
เล็กทั้งหมดยกเว้นช่ือเฉพาะท่ีให้ใช้ ตัวพิมพ์ใหญ่เฉพาะอักษรต้น ตัวเลขใช้ abstract ให้เขยี น 4 หัวข้อหลัก ซึง่ ประกอบดว้ ย วัตถุประสงค์ (objective)
เลขอารบิก เน้ือหาควรมีความกระชับโดยมีความยาวเหมาะสมกับการพิมพ์ วธิ ดี �ำเนนิ การวิจัย (methods) ผลการวิจยั (results) และสรปุ (conclusion)
การพิมพ์ต้นฉบับให้ใช้ font Cordial New 16 พิมพ์หน้าเดียวบนกระดาษ โดยวัตถุประสงค์ควรกล่าวถึงจุดมุ่งหมายหลักท่ีต้องการศึกษาหรือทฤษฎีที่
A4 และพิมพ์บรรทดั เวน้ บรรทัด โดยเวน้ ระยะหา่ งจากขอบท้ัง 4 ดา้ นไมน่ อ้ ย ต้องการทดสอบ วิธีด�ำเนินการวิจัยควรรวมถึงรูปแบบการท�ำวิจัย สถาน
กว่า 1 นิ้ว โดยไม่ต้องปรับขอบด้านขวาให้ตรงกัน ท่ีท�ำการวิจัย จ�ำนวนและลักษณะของกลุ่มตัวอย่าง วิธีการรักษาหรือทดลอง
วชริ เวชสารและวารสารเวชศาสตรเ์ ขตเมอื ง
ปีท่ี 65 ฉบับที่ 1 มกราคม - กมุ ภาพนั ธ์ พ.ศ. 2564
ผลการวิจัยหมายถึงผลลพั ธส์ ่วนท่ีส�ำคัญทส่ี ุดของการศกึ ษา และสรปุ ควรเนน้ ช่ือผู้เขียน ให้ใช้ชื่อสกุลตามด้วย อักษรแรกของช่ือต้นและชื่อกลาง
ถงึ ความส�ำคัญของผลการวิจัย เป็นตัวพิมพ์ใหญ่ ใสช่ ่ือผเู้ ขยี นทกุ คนค่ันด้วยเครือ่ งหมายจุลภาค ถ้าเกิน 6 คน
4. เน้ือหาหลัก ในส่วนของนิพนธ์ต้นฉบับ ควรประกอบด้วย 4 ใส่ชอ่ื 6 คนแรก ตามด้วย et al
หัวขอ้ หลัก ไดแ้ ก่ บทน�ำ วิธีด�ำเนนิ การวจิ ยั ผลการวจิ ยั และวิจารณ์ รายงาน การอ้างอิงวารสาร ให้ใส่ช่ือผู้เขียน. ช่ือเรื่อง. ช่ือย่อวารสารตาม
ผู้ปว่ ย ควรมี 4 หัวขอ้ หลัก คอื บทน�ำ รายงานผู้ปว่ ย วจิ ารณแ์ ละสรุป สว่ น index medicus. ปี ค.ศ.; ปีที่ (volume): หน้าแรกถึงหน้าสดุ ท้าย. โดยเลข
บทความวชิ าการ ใหป้ รับหวั ข้อหลักตามความเหมาะสมกบั บทความนั้น ๆ หนา้ ท่ซี ้�ำกันไม่ตอ้ งเขียน เชน่ หน้า 124 ถึงหน้า 128 ให้เขยี น 124-8.
บทน�ำ ควรกล่าวถึงความเปน็ มาของปญั หา เช่น ลักษณะและความ ตัวอย่าง: Tangjitgamol S, Hanprasertpong J, Manusirivithaya
ส�ำคัญของปัญหาท่ีจะน�ำมาศึกษา มีการเน้นถึงความรู้เดิมของปัญหาโดย S, Wootipoom V, Thavaramara T, Buhachat R. Malignant ovarian
อ้างอิงจากเอกสารที่เก่ียวข้องตามสมควรเพื่อน�ำผู้อ่านเข้าสู่เร่ืองที่จะท�ำวิจัย germ cell tumors: clinico-pathological presentation and survival
รวมทั้งบอกวัตถุประสงค์ในการท�ำวิจัยอย่างชัดเจน ท้ังนี้บทน�ำไม่ควรยาว outcomes. Acta Obstet Gynecol Scand. 2010; 89: 182-9.
เกินไป ไม่ใส่ข้อมูลผลการวิจัย ตารางหรือแผนภูมิใด ๆ และต้องไม่วิจารณ์ การอ้างอิงหนังสือต�ำรา ให้เขียน ช่ือผู้เขียน. ชื่อหนังสือ. ครั้งที่
หรือสรุปในบทน�ำ พิมพ์ (ถ้าพิมพ์คร้ังแรกไม่ต้องเขียน). ชื่อเมือง (ใช้ชื่อเมืองแรกชื่อเดียว): ชื่อ
วิธีด�ำเนินการวิจัย ควรบอกว่าเป็นรูปแบบการวิจัยชนิดใด กลุ่ม โรงพมิ พ;์ ค.ศ. p.หน้าแรกถงึ หนา้ สุดทา้ ย.
ตัวอย่างขนาดเท่าใด โดยแสดงวิธีค�ำนวณขนาดตัวอย่างอย่างส้ัน ๆ สุ่ม ตวั อยา่ ง: Straus SE, Richardson WS, Glasziou P, Haynes RB.
ตวั อย่างโดยวธิ ใี ด บอกสถานทีท่ ่ที �ำการวิจยั ระยะเวลาทีศ่ กึ ษา เกณฑ์การคัด Evidence based medicine: how to practice and teach EBM. 3rd ed.
เข้าและเกณฑ์การคัดออก บอกรายละเอียดของการวิจัยว่าด�ำเนินการ Edinburgh: Churchill Livingstone; 2005. p.10-5.
อย่างไร เพ่ือให้ผู้อื่นสามารถน�ำไปศึกษาซ้�ำได้ หากเป็นวิธีที่ใช้อยู่ทั่วไปอาจ การอ้างอิงบทหน่ึงในหนังสือต�ำรา ให้เขียน ชื่อผู้เขียน. ช่ือเรื่อง.
บอกเพียงชื่อวิธีการพร้อมเอกสารอ้างอิง แต่ถ้าเป็นวิธีใหม่ ต้องแจงราย In: ชื่อบรรณาธิการ, editor(s). ชื่อหนังสือ. ครั้งท่ีพิมพ์ (ถ้าพิมพ์คร้ังแรกไม่
ละเอียดให้ผู้อ่านเข้าใจ รวมทั้งบอกรายละเอียดของการวิเคราะห์ข้อมูลทาง ตอ้ งเขยี น). ชือ่ เมือง: ช่อื โรงพิมพ;์ ปี ค.ศ. p. หน้าแรก-หนา้ สุดท้าย.
สถิติ ว่าใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์อะไรในการวิเคราะห์ข้อมูล ใช้สถิติอะไร ตัวอย่าง: Meltzer PS, Kallioniemi A, Trent JM. Chromosome
และก�ำหนดระดบั นัยส�ำคัญเท่าใด alterations in human solid tumors. In: Vogelstein B, Kinzler KW,
ผลการวจิ ัย ควรน�ำเสนอให้เข้าใจงา่ ยและชดั เจน โดยใช้ตารางและ editors. The genetic basis of human cancer. New York: McGraw-
แผนภูมิหรือรูปประกอบ แต่ไม่ใช้ตารางและแผนภูมิในเรื่องเดียวกัน ควร Hill; 2002. p.93-113.
ออกแบบใหม้ จี �ำนวนตารางและแผนภมู ินอ้ ยทสี่ ดุ โดยไมค่ วรเกิน 5-7 ตาราง การอ้างอิงบทคัดย่อจากที่ประชุมวิชาการ (published
ตารางและแผนภูมิต้องมีเลขท่ี และชื่อก�ำกับ และมีค�ำอธิบายโดยสรุป เส้น proceedings paper)
ของตารางให้มีเฉพาะเส้นแนวขวาง 3 เส้นท่ีด้านบนสุด ด้านล่างสุดของ ตัวอย่าง: Berger H, Klemm M. Clinical signs of gastric ulcers
ตาราง และเส้นแบ่งหัวข้อตารางกับเนื้อหาเท่านั้น รูปประกอบควรเป็นรูปที่ and its relation to incidence [abstract]. In: Chuit P, Kuffer A,
จัดท�ำขึ้นเอง ถ้าเป็นรูปจากแหล่งอ่ืนจะต้องระบุที่มา รวมท้ังเอกสารส�ำเนา Montavon S, editors. 8th Congress on Equine Medicine and
ลิขสิทธ์ิจากส�ำนักพิมพ์ต้นฉบับด้วย ส�ำหรับรูปผู้ป่วยจะต้องไม่ให้ทราบว่า Surgery; 2003 Dec 16-18; Geneva, Switzerland. Ithaca (NY):
เป็นบุคคลใดโดยได้รับการปกปิดส่วนที่สามารถระบุถึงบุคคลได้ และอาจจะ International Veterinary Information Service (IVIS); 2003. p. 45.
ต้องมคี �ำยนิ ยอมจากผ้ปู ว่ ยดว้ ย การอ้างอิงจากวารสาร/ข้อมลู ทางอเิ ลก็ ทรอนกิ ส์:
วจิ ารณ์ ใหว้ จิ ารณผ์ ลการวจิ ยั ทง้ั หมดทน่ี �ำเสนอ สรปุ ผลการวจิ ยั สน้ั ๆ ตัวอย่าง: International Committee of Medical Journal
โดยไม่ต้องลอกข้อความท่ีเขียนแล้วในผลการวิจัย เปรียบเทียบผลการวิจัย Editors. Recommendations for the Conduct, Reporting, Editing,
กับการศึกษาอื่น ๆ ให้ความเห็นว่าเหตุใดผลการวิจัยจึงเป็นเช่นนั้น ควร and Publication of Scholarly Work in Medical Journals [Internet].
วิจารณ์ข้อจ�ำกัดของการท�ำวิจัย วิธีด�ำเนินการวิจัยและความน่าเช่ือถือทาง 2014 [updated 2014 Dec 1; cited 2015 Jan 30] Available from:
สถติ ิ รวมทัง้ ประโยชนท์ ่จี ะน�ำไปใช้ได้ และการวิจัยทีค่ วรศกึ ษาต่อเนอ่ื งต่อไป http://www.icmje.org/icmje-recommendations.pdf.
ในอนาคต การอา้ งอิงจากวทิ ยานพิ นธ์
5. Conflict of interest ให้ระบุว่าผู้นิพนธ์แต่ละท่านมี ตัวอย่าง: Liu-Ambrose TY. Studies of fall risk and bone
conflict of interest ใด ๆ หรือไม่ ในจดหมายเพอื่ ขอพมิ พ์ morphology in older women with low bone mass [dissertation].
6. กิตติกรรมประกาศ แสดงความขอบคุณผู้สนับสนุนการท�ำวิจัย [Vancouver (BC)]: University of British Columbia; 2004. 290 p.
เช่น ผู้ให้การสนับสนุนทางด้านเทคนิค เครื่องมือท่ีใช้ และทางการเงิน
นอกจากนี้ควรขอบคุณหน่วยงานหรือผู้รับผิดชอบข้อมูล และผู้ให้ค�ำแนะน�ำ การแก้ไขบทความเพื่อส่งตีพมิ พ์
ด้านตา่ ง ๆ
7. เอกสารอา้ งองิ ให้ใส่หมายเลข 1,2,3 ไว้ท้ายประโยคโดยพิมพ์ ให้ผู้นิพนธ์แก้ไขบทความ และอธิบายชี้แจงข้อสงสัยตามท่ีผู้กล่ัน
ตัวยกสูงโดยไม่ต้องใส่วงเล็บ เอกสารท่ีอ้างอิงเป็นอันดับแรกให้จัดเป็น กรอง และกองบรรณาธิการให้ข้อเสนอแนะให้ครบทุกประเด็น และควรเน้น
หมายเลข 1 และเรียงล�ำดับก่อนหลังต่อ ๆ ไป หากไม่มีความจ�ำเป็นไม่ควร หรือขีดเส้นใต้ส่วนท่ีได้แก้ไขในบทความพร้อมทั้งมีจดหมายส้ัน ๆ ระบุว่าได้
อ้างอิง abstract, unpublished paper, in press หรือ personal แก้ในประเด็นใดบ้าง รวมทั้งอธิบายประเด็นท่ีไม่ได้แก้ไขให้ผู้นิพนธ์ส่งคืน
communication นิพนธ์ต้นฉบับควรมีเอกสารอ้างอิงไม่เกิน 30 รายการ บทความที่แก้ไขแล้ว พร้อมท้ังบทความเดิมท่ีได้รับจากกองบรรณาธิการ
และไม่ควรใช้เอกสารอ้างอิงที่เก่าเกินไป เอกสารอ้างอิงท้ังหมด รวมท้ัง ภายใน 4 สัปดาห์หลังได้รับบทความ ถ้าภายใน 12 สัปดาห์ ผู้นิพนธ์ไม่ส่ง
เอกสารอ้างอิงภาษาไทย ให้เขียนเป็นภาษาอังกฤษ โดยเขียนตาม บทความคนื หรอื ไม่ไดแ้ กไ้ ขบทความตามค�ำแนะน�ำ ทางกองบรรณาธกิ ารขอ
Vancouver guideline ซึ่งก�ำหนดโดย International Committee of สงวนสทิ ธใ์ิ นการถอนบทความออกจากการพิจารณาบทความเพ่ือตีพิมพ์
Medical Journal Editors โดยมีหลกั โดยย่อดังนี้
Vajira Medical Journal: Journal of Urban Medicine
Vol. 65 No. 1 January - Feburary 2021
Instructions for Authors
Vajira Medical Journal (Vajira Med J) is the official is not under consideration for publication elsewhere. Previous
medical journal of the Faculty of Medicine Vajira Hospital, publication in the form of abstract, published proceedings in
Navamindradhiraj University. The journal was established in the scientific meetings, or academic thesis is acceptable for a
1957 and, since then, has been regularly published 6 issues duplication or modification with an information (or declaration)
per year (January-February, March-April, May-June, July-August, to the editorial board. If applicable, a copy of ethics approval
September-October and November-December). The aim is to document should be sent along with the manuscript.
provide medical knowledge, medical education, and other The article must be written in clear and concise Thai,
biomedical sciences information in various types of publications: or English. If the manuscript is written in Thai, English is allowed
original article, case report, and review article. only when Thai word/phrase is unable to make the sentence
A Key focus of Vajira Med J is on basic and clinical science clear. When English is used, lowercase letters are required.
in urban medicine, including but not limited to epidemiology, The numbers must be typed in Arabic. The text must be typed
etiology, pathogenesis, diagnosis and management for a better double-spaced, in single column, with 1 inch unjustified right
health of urban population. margin on A4 paper. Cordial New in 16 pt. size is the preferred
Vajira Med J is a peer reviewed journal with an editorial font style.
policy of anonymous (when the reviewers’ name are unrevealed)
and blind review (when the authors’ name are removed from the Checklist guideline for an author to submit a
manuscript submitted for review). All submitted manuscripts manuscript
are promptly assigned, by the Editor-in- Chief, to two or more
members of the editorial board members who are expertise in To facilitate the manuscript preparation and submission,
the field to review the content in terms of ethics, methodology, the authors must complete the checklist form and send it along
accuracy, and clarity. In the event that the article is accepted, with the manuscript. Any submitted manuscript without checklist
the corresponding author will receive 30 copies of the paper form, incomplete data, or incorrect format will be returned to
after it is published. the corresponding author before proceeding. Checklist forms for
Submission of a manuscript implies that the article or various types of manuscript can be downloaded from Vajira Med
any part of its essential substance, tables, or figures has not been J website (http://www.vajira.ac.th/vmj).
previously published or not under consideration for publication
elsewhere. This restriction does not apply to abstract or Manuscript Preparation
published proceedings to the scientific meetings, or an academic
thesis. If accepted, it will not be published elsewhere in the For researches which fit into any of the following study
same form, in Thai, English or in any other languages, without designs: randomized controlled, diagnostic test or observational
written consent from the Journal. The Editorial Board reserves studies should follow consort 2010 checklist, STARD checklist
the right to modify the final submission for editorial purposes. and STROBE checklist respectively. These checklists can be
The intellectual content of the paper is the responsibility of the downloaded through our website.
authors. The Editors and the Publisher accept no responsibility The author should prepare the manuscript according
for opinions and statements of the authors. to the Uniform Requirements for Manuscript Submitted to
Biomedical Journals of the International Committee of Medical
Preparation of manuscripts Journal Editors. (http://www.icmje.org/recommendations/).
Briefly, the manuscripts should be structured in the following
General requirements order: title and authors, abstract, main text, acknowledgments,
All manuscripts can be submitted online (https://tci- and references.
thaijo.org/index.php/VMED and http://thailand.digitaljournals. 1. Title: the title should be concise and suitable for
org/index.php/VMJ/) or sent to email: [email protected] 3 copies indexing purposes. The first letter of each word should be in
in print and on electronic data file via CD, diskette or email capital letter except for a preposition and an article.
along with a cover letter and the checklist guideline. A cover 2. Authors: all contributing author(s) with full name,
letter must include name and title of the first or corresponding graduate degree, and department and institutional affiliation of
author, full address, telephone number, fax number, and e-mail each author are required. E-mail address of the corresponding
address, title and category of the submitted manuscript: original author should also be addressed.
article, case report, or review articles. The letter should contain 3. Abstract: The abstract must be submitted in
the declared statements that the manuscript has been read and duplicate, both in Thai and English. Both Thai and English
approved by all the authors in terms of the content and accuracy, abstract should have similar or parallel contents. It should be
and that the manuscript has not been previously published or concise and stand for the article. Tables, figures, or references are
not included in the abstract as well as the figures or results which
do not appear in the article. A standard abstract in one paragraph
วชริ เวชสารและวารสารเวชศาสตร์เขตเมอื ง
ปีที่ 65 ฉบบั ที่ 1 มกราคม - กุมภาพนั ธ์ พ.ศ. 2564
without subheading is required for case report and review articles subject and be no more than 30 references for original articles.
and should be limited to 300 words. Below the English abstract The ‘Vancouver style’ of references must be applied. List all
list 3-5 keywords for indexing purposes. authors when there are 6 or fewer, and list the first 6 and add
A structured abstract is required for original article. It must ‘et al’ when there are 7 or more authors. Please refer to further
consist of 4 concise paragraphs under the headings: Objective(s), detail of the reference format in the NEJM or official website of
Methods, Results, and Conclusion(s). The objective(s) reflect(s) our journal.
the purpose of the study, i.e. the hypothesis that is being Examples:
tested. The methods should include the study design, setting Journals
of the study, the subjects (number and type), the treatment or Tangjitgamol S, Hanprasertpong J, Manusirivithaya S,
intervention. The results include the salient outcome(s) of the Wootipoom V, Thavaramara T, Buhachat R. Malignant ovarian
study. The conclusion(s) state(s) the significant results of the germ cell tumors: clinico-pathological presentation and survival
study. outcomes. Acta Obstet Gynecol Scand. 2010; 89: 182-9.
4. Main text: The text should be structured with the Books
headings of introduction, methods, results, and discussion for Straus SE, Richardson WS, Glasziou P, Haynes RB.
original articles, and of introduction, case report, discussion Evidence based medicine: how to practice and teach EBM. 3rd ed.
and conclusion for case report. Review articles should have Edinburgh: Churchill Livingstone; 2005. p.10-5.
heading appropriate for the article. Chapter in Books
The introduction should state clearly the objective(s) Meltzer PS, Kallioniemi A, Trent JM. Chromosome
and rationale for the study and cite only the most pertinent alterations in human solid tumors. In: Vogelstein B, Kinzler KW,
references as background. The methods should include study editors. The genetic basis of human cancer. New York: McGraw-
design, subjects with inclusion and exclusion criteria, material, Hill; 2002. p.93-113.
methods and procedures utilized with enough details for the Published proceedings paper
study to be repeated, sample size calculation, and the statistical Berger H, Klemm M. Clinical signs of gastric ulcers and its
software and methods employed. The results should describe relation to incidence [abstract]. In: Chuit P, Kuffer A, Montavon
the study sample and data analyses to answer the objectives. S, editors. 8th Congress on Equine Medicine and Surgery; 2003
There should be no more than 5-7 figures and tables (total) Dec 16-18; Geneva, Switzerland. Ithaca (NY): International
per manuscript. For the table, only horizontal lines above Veterinary Information Service (IVIS); 2003. p. 45.
and below the heading and at the bottom of the table are Electronic journals/data
made without any column line. The figures used should be International Committee of Medical Journal Editors.
original, any modification from other sources should be clearly Recommendations for the Conduct, Reporting, Editing, and
indicated and state the site of the origin with written permission. Publication of Scholarly Work in Medical Journals [Internet]. 2014
If any photographs of the patients are used, they should not [updated 2014 Dec 1; cited 2015 Jan 30] Available from: http://
be identifiable or the photographs should be accompanied www.icmje.org/icmje-recommendations.pdf.
by written permission to use them. The discussion should Thesis
briefly summarize or emphasize the main findings, interpret or Liu-Ambrose TY. Studies of fall risk and bone morphology
explain their findings in comparison with other reports, state any in older women with low bone mass [dissertation]. [Vancouver
limitation of the study, describe an impact on healthcare if any, (BC)]: University of British Columbia; 2004. 290 p.
and comment on the potential for future research.
5. Conflict of interest: the authors should declare the Manuscript revision
conflict of interest in the cover letter.
6. Acknowledgments: the authors should include All comments or queries returned to the authors for
only those who have made a valuable contribution to the work a revision or clarification should be thoroughly addressed or
presented but who do not qualify as authors. This may include revised accordingly. The revised manuscript must be underlined
an involved patient population and any grant support. or highlighted for the changes, and re-submitted, preferably,
7. References: state the references consecutively in within four weeks to prevent a delay of a final decision. A
the order in which they are first mentioned in the text. Use arabic maximum of 12 weeks is allowed for a revision or the editorial
numerals in superscription without parenthesis for reference board will take the right to withdraw the manuscript from the
in the text. Unpublished data and personal communications submission system. The original manuscript must be returned
is not allowed. Published abstracts can be used as numbers along with the printed and electronic revised version. An
references; however, reference to the complete published accompanying summarized letter of revision point by point may
article is preferred. The references should be upto- date in that expedite the re-review.
วชริ เวชสาร
และวารสารเวชศาสตรเ์ ขตเมอื ง
Vajira Medical Journal:
Journal of Urban Medicine
ปที ี่ 65 ฉบับที่ 1 มกราคม - กมุ ภาพนั ธ์ พ.ศ. 2564 Vol. 65 No. 1 January - Feburary 2021
สารบญั หนา้
นพิ นธ์ต้นฉบับ (Original Articles) 1
13
การศึกษาทางสรรี วทิ ยา และผลกระทบของการใชห้ น้ากากซลิ ิโคน N 99 ในบุคลากรทางการแพทย์สุขภาพด ี 27
ในสถานการณร์ ะบาดไวรสั โคโรนา 2019 37
(Physiologic and Other Effects of Silicone Mask Respirator N99 in the Coronavirus 2019 Outbreaks)
45
ยทุ ธนา อภชิ าตบตุ ร
การศกึ ษาเปรยี บเทียบผลการวิเคราะหเ์ ชงิ ก่งึ ปริมาณในการตรวจเพทซีทสี แกนของสมองด้วยสารเภสัชรังสี
[F-18]FDG PET/CT ด้วยโปรแกรมคอมพวิ เตอร์ 2 ชนิดในการวเิ คราะห์โรคสมองเสอ่ื ม
(A Comparative Study between Semi-Quantitative Analysis in [F-18]FDG Brain PET/ CT Scan
using Two Different Software Packages in the Diagnosis of Alzheimer’s Disease)
มณีรตั น์ จบั จิตต,์ ธญั ญลักษณ์ เธียรธญั ญกจิ , จกั รมเี ดช เศรษฐนันท์
ความชกุ และปจั จยั ท่ีมคี วามสมั พันธ์ต่อภาวะอว้ นลงพุงในบคุ ลากรโรงพยาบาลสมเดจ็ พระเจ้าตากสินมหาราช
(Prevalence and Factors Related to Metabolic Syndrome in Personnel of
Somdejphrajaotaksinmaharaj Hospital)
กนกนันท์ สมนกึ , กุลรัตน์ สายธไิ ชย, กิตติพงศ์ อ้วนแก้ว, รุง่ นภา ศิริพรไพบูลย,์ อานนท์ ทองคงหาญ
การวดั ความดนั โลหิตด้วยตนเองที่บ้านในผู้ปว่ ยโรคเบาหวานที่มารบั การรักษาที่คณะแพทยศาสตรว์ ชิรพยาบาล
มหาวทิ ยาลยั นวมนิ ทราธริ าช
(Home Blood Pressure Monitoring in Diabetes Patients at Faculty of Medicine Vajira Hospital,
Navamindhradhiraj University)
คติมันต์ สนธิแก้ว, สวา่ งจติ สรุ อมรกูล
การใช้แบบสอบถาม SCOPA และ MPDSS ฉบับภาษาไทย ประเมนิ การนอนหลับชว่ งกลางคนื เปรยี บเทียบกบั
แบบสอบถาม PSQI ในผปู้ ว่ ยพารก์ นิ สันทค่ี ณะแพทยศาสตร์วชริ พยาบาล
(Thai Scales for Outcomes in Parkinson’s Disease-Nighttime Sleep and Modified Parkinson’s
Disease Sleep Scale for Assessment of Nighttime Sleep Disorder Compared with Pittsburgh
Sleep Quality Index at the Faculty of Medicine Vajira Hospital)
สิรินภา เสนียม์ โนมยั , สวุ ฒั น์ ศรสี ุวรรณานุกร
วชริ เวชสาร
และวารสารเวชศาสตรเ์ ขตเมือง
Vajira Medical Journal:
Journal of Urban Medicine
ปีท่ี 65 ฉบบั ท่ี 1 มกราคม - กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564 Vol. 65 No. 1 January - Feburary 2021
หน้า
สารบญั
การศึกษาความสัมพันธ์ของระดบั TRAb กบั ระดบั วิตามนิ ดี และฮอร์โมนไทรอยด์ในผปู้ ่วยไทรอยด์เปน็ พษิ 61
ชนิด Graves’ disease
(Correlation between TSH Receptor Antibody Level with Vitamin D Level and Thyroid Hormones
in Patients with Graves’ Disease)
ฟ้าร่งุ ภษู าทอง, ประสทิ ธ์ิ ลวี ฒั นภทั ร
ผลลพั ธข์ องการบรบิ าลทางเภสชั กรรมแกผ่ ปู้ ว่ ยโรคหดื และโรคปอดอดุ กนั้ เรอ้ื รงั ในคณะแพทยศาสตรว์ ชริ พยาบาล 73
มหาวทิ ยาลัยนวมนิ ทราธิราช
(Outcomes of Pharmaceutical Care in Asthmatic and COPD Patients at Faculty of Medicine
Vajira Hospital, Navamindradhiraj University)
กฤตมิ า โภชนสมบูรณ์
ความชุกของการตดิ เชือ้ เอชไอวีจากมารดาสทู่ ารกทคี่ ณะแพทยศาสตร์วชิรพยาบาล 83
(Prevalence of Vertical Transmission of HIV at Faculty of Medicine Vajira Hospital)
จฑุ าทิพย์ ธรรมวินจิ ฉัย, ทววี งศ์ ตันตราชวี ธร
วชริ เวชสารและวารสารเวชศาสตรเ์ ขตเมอื ง นิพนธ์ต้นฉบบั
การศกึ ษาทางสรรี วทิ ยา และผลกระทบของการใชห้ นา้ กากซลิ โิ คน N 99
ในบคุ ลากรทางการแพทยส์ ขุ ภาพดใี นสถานการณร์ ะบาดไวรสั โคโรนา 2019
ยทุ ธนา อภชิ าตบตุ ร พบ.,วว. อายรุ ศาสตรท์ ว่ั ไป, วว. อายรุ ศาสตรโ์ รคระบบทางเดนิ หายใจ, วว.เวชบำ� บดั วกิ ฤต1*
1 ภาควิชาอายรุ ศาสตร์ คณะแพทยศาสตรว์ ชริ พยาบาล มหาวิทยาลยั นวมินทราธิราช กรงุ เทพมหานคร ประเทศไทย
* ผตู้ ิดตอ่ , อีเมล: [email protected]
Vajira Med J. 2021; 65(1) : 1-12
http://dx.doi.org/10.14456/vmj.2021.1
บทคัดย่อ
บทน�ำ: ในสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนา 2019 ซ่ึงได้กระจายไปท่ัวโลกส่งผลให้หน้ากากอนามัยทางการแพทย์
ชนดิ N 95 ขาดแคลนอยา่ งมาก ดว้ ยเหตนุ ท้ี างมหาวทิ ยาลยั นวมนิ ทราธริ าช จงึ ไดร้ ว่ มกนั พฒั นาหนา้ กากอนามยั ทางการแพทย์
ทที่ ำ� จากซลิ โิ คน ชนดิ N 99 (silicone mask respirator N 99) ทม่ี คี ณุ สมบตั ใิ นการกรองเชอื้ แบคทเี รยี และไวรสั มากกวา่
รอ้ ยละ 99 การศกึ ษานจี้ ะศกึ ษาสรรี วทิ ยาการหายใจ และผลกระทบของการใชห้ นา้ กากซลิ โิ คน N 99 ในบคุ ลากรการแพทยส์ ขุ ภาพดี
วิธีด�ำเนินการวิจัย: ศกึ ษาวจิ ยั ไปขา้ งหนา้ โดยอาสาสมคั รจำ� นวน 20 รายหายใจผา่ นตวั กรอง HEPA ทปี่ ระกอบเขา้ กบั หนา้ กากซลิ โิ คน
N 99 โดยใส่ไว้ตลอดเวลาท�ำกิจวัตรประจ�ำวันและทดสอบการหายใจผ่านเครื่องวัดคาร์บอนไดออกไซด์ชนิดปริมาณ
(volumetric capnography) ทุก 1 ชั่วโมง จนครบ 3 ช่ัวโมงโดยท�ำการวัดค่าท่ีต้องการศึกษาประกอบด้วย dead
space volume (Vd), dead space volume/tidal volume (Vd/Vt), end- tidal CO2 (EtCO2), alveolar CO2,
ความอมิ่ ตวั ของออกซเิ จนในเมด็ เลอื ดแดง, แรงตา้ นทานทางเดนิ หายใจ เมอื่ สน้ิ สดุ ชวั่ โมงท่ี 1, 2, 3 เปน็ เวลาครงั้ ละ 2 นาที
และท�ำการวัดแรงต้านทานทางเดินหายใจเมื่อส้ินสุดการใช้งานท่ี 3 ชั่วโมง เพ่ือค�ำนวณแรงต้านทานทางเดินหายใจ
และท�ำแบบสอบถามความพงึ พอใจหลังท�ำการศกึ ษาทุกราย
ผลการวิจัย: จำ� นวนอาสาสมัครทั้งส้นิ 20 รายเปน็ อาสาสมคั รเพศชาย 8 ราย เพศหญิง 12 รายอายุเฉล่ีย 31 ปี ดชั นีมวลกาย
21.60 ± 2.23 kg/m2 และไมม่ โี รคประจำ� ตวั ผลการวดั ผา่ นเครอ่ื งวดั คารบ์ อนไดออกไซดช์ นดิ ปรมิ าณ เพอ่ื คำ� นวณหา dead
space volume หลงั ใสห่ นา้ กากซลิ โิ คน N 99 พบวา่ dead space volume เพมิ่ ขน้ึ เฉลย่ี 27.57 ± 7.57 ml (p = 0.001)
คา่ เฉล่ียสดั สว่ น dead space volume/ tidal volume ก่อนและหลังใสห่ น้ากากซลิ โิ คน N 99 คอื 0.22 ± 0.03 และ
0.25 ± 0.03 ตามลำ� ดบั โดยเปลยี่ นแปลงเพมิ่ ขนึ้ 0.03 (p = 0.011) การวดั end tidal CO2 กอ่ นและหลงั ใสห่ นา้ กากซลิ โิ คน
N 99 พบวา่ มคี า่ ประมาณ 35.35 ± 2.32 mmHg และ 36.71 ± 2.25 mmHg ตามลำ� ดบั (p = 0.054) และเมอ่ื คำ� นวณ alveolar
CO2 กอ่ นใสห่ นา้ กากและหลงั ใสห่ นา้ กาก 3 ชว่ั โมง ซลิ โิ คน N 99 มคี า่ ประมาณ 32.94 ± 3.06 mmHg และ 34.52 ± 2.64
mmHg ตามลำ� ดบั (p = 0.085) การวดั แรงตา้ นทานทางเดนิ หายใจกอ่ นและหลงั ใสห่ นา้ กาก ซลิ โิ คน N 99 มคี า่ ประมาณ
2.53 ± 0.37 cmH2O/L/sec และ 4.14 ± 0.8 cmH2O/L/sec เพมิ่ ขนึ้ 1.53 ± 0.72 cmH2O/L/sec (p <0.001) สว่ นคา่ ออกซเิ จน
อยใู่ นเกณฑป์ กตทิ ง้ั กอ่ นและหลงั การใชง้ าน (p = 0.355) จากแบบสอบถามความพงึ พอใจของผใู้ ชง้ าน พบวา่ ไมม่ อี าการปวดศรี ษะ
ในอาสาสมคั ร สว่ นการหายใจลำ� บาก, ความรอ้ นและแสบรอ้ น, การระคายเคอื ง, เหงอ่ื , กลน่ิ คะแนนอยใู่ นชว่ ง 1-2 คะแนนคอื มปี ญั หา
เพยี งเลก็ นอ้ ย และการสอ่ื สารขณะใสห่ นา้ กากและการรดั แนน่ ของหนา้ กากซง่ึ มคี ะแนนชว่ ง 2-3 แตม้ คอื มปี ญั หาเพยี งเลก็ นอ้ ย
จนถึงปานกลาง
สรุป: เมือ่ ใชห้ น้ากากซลิ โิ คน N 99 ต่อเนอื่ งในอาสาสมคั รสุขภาพดีพบวา่ dead space และแรงตา้ นทานทางเดนิ หายใจเพิม่ ขน้ึ
อยา่ งมนี ยั สำ� คญั ทางสถติ ิ แตร่ ะดบั ออกซเิ จนและคารบ์ อนไดออกไซดท์ วี่ ดั จากลมหายใจออกยงั เปน็ ปกตไิ มก่ อ่ ใหเ้ กดิ อนั ตราย
ตอ่ ผ้ใู ช้งานจึงสามารถใช้งานหนา้ กากซิลโิ คน N 99 ไดอ้ ยา่ งปลอดภัย
คำ� ส�ำคัญ: หนา้ กากซลิ โิ คน N 99, ออกซิเจน, คาร์บอนไดออกไซด,์ แรงต้านทานทางเดินหายใจ
วันทรี่ ับบทความ 19 ตุลาคม 2563 วนั แกไ้ ขบทความ 27 ธนั วาคม 2563 วนั ตอบรบั บทความ 8 มกราคม 2564
Vajira Medical Journal: Journal of Urban Medicine Original articles
Physiologic and Other Effects of Silicone Mask Respirator
N99 in the Coronavirus 2019 Outbreaks
Yutthana Apichatbutr MD1*
1 Department of Internal Medicine, Faculty of Medicine Vajira Hospital, Navaminidradhiraj University, Bangkok, Thailand
* Corresponding author, e-mail address : [email protected]
Vajira Med J. 2021; 65(1) : 1-12
http://dx.doi.org/10.14456/vmj.2021.1
Abstract
Introduction: The coronavirus outbreak which has spread across the world resulting in a significant shortage
of the N 95 type of medical mask. For this reason, the University of Navamindradhiraj jointly
developed a medical mask made from silicone type N 99 (Silicone Mask Respirator N 99) that filters
more than 99% of bacteria and viruses. This research shows the study of respiratory physiology and
the impact of using N 99 silicone mask in general volunteers.
Methods: A prospective study was carried out by 20 volunteers breathing through a HEPA filter fitted with
a silicone N 99 mask doing routine work and testing for breathing through volumetric capnography
every 1 hour until at the end of 3-hours. The required measurements were measured dead space
volume (Vd), dead space volume / stiadtaislfavcotliuomn equ(Vedst/ioVntn),aeirneda-fttiedraallCl Ost2u(dEiteCsOw2)e, arelvpeeorlfaorrCmOe2d, .oxygen
saturation, airway resistance and a
Results: Total 20 subjects were eight males and twelve females, mean age was 31 years (SD), mean body
mass index was 21.60 ± 2.23 kg / m2 and no underlying disease. Volumetric capnography was used to
calculate the respiratory parameters. With silicone N 99, the average dead space volume increased
27.57 ± 7.57 ml( p=0.001). The mean proportion of dead space volume / tidal volume before and
after wearing the N 99 silicone mask was 0.22 ± 0.03 and 0.25 ± 0.03 respectively, with 0.03 increments
ta(poft=ebre0w.30e51.a31r5)i.n±Egn2sdi.l3-ic2toidmnaeml CNHOg92a9mnwdeaa3ss6u.37r2e1.m9±4e2n±.2t35s.b0m6emfmoHrmeg a(Hpngd=aan0f.dt0e53r44w)..5eW2ahr±ien2ng.6tch4aelcmuNmla9tH9ingsgirleaiclsovpeneoecltamivr aeCslOyk2w(pbee=rfeo0rfe.o0ua8nn5dd).
Respiratory resistance measurements before and after wearing the N 99 silicone mask was 2.53 ± 0.37
cmH2O/L/sec and 4.14 ± 0.8 cmH2O/L/sec increased by 1.53 ± 0.72 cmH2O/L/sec (p <0.001). The
oxygenation value before and after using the mask is normal (p = 0.355). According to the user satisfaction
questionnaire, there was no headache in the volunteers. Respiration heat and stinging, irritation,
sweating, odor, scores were 1-2 points (not at all uncomfortable to a little uncomfortable), and
masked communication and mask tightening were scored 2-3 points range (a little uncomfortable to
moderately uncomfortable).
Conclusion: When the silicone mask N 99 was continuously used for while it has shown that respiratory
dead space and resistance were increased statistically significant but results of oxygenation and
carbon dioxide levels were typical throughout use. It is therefore safe to use the N 99 silicone mask.
Keywords: silicone mask respiration N99, oxygenation, carbondioxide, airway resistance
Received 19 October 2020, Revised 27 December 2020, Accepted 8 January 2021
Vajira Medical Journal: Journal of Urban Medicine
Vol. 65 No. 1 January - Feburary 2021
บทนำ� การผลิตและพัฒนาต่อยอดให้มีประสิทธิภาพที่ดียิ่งข้ึนต่อไป
ทั้งนี้หน้ากากซิลิโคนดังกล่าวจัดอยู่ในกลุ่มอุปกรณ์ป้องกัน
ตามที่เกิดสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส สว่ นบคุ คลทเ่ี รยี กวา่ elastomeric half facepiece air purifying
โคโรนา 2019 (COVID 19) ข้นึ ทัว่ โลก โดยได้เริ่มมกี ารระบาด respirator ที่จัดเป็นอุปกรณ์ป้องกันในระดับที่เทียบเท่า
มาจากสาธารณรัฐประชาชนจีนต้ังแต่เดือนธันวาคม 2562 หรอื เหนอื กวา่ หน้ากาก N 95 ท่ปี ระสบปัญหาการขาดแคลน
ปัจจุบันในประเทศไทยได้มีการแพร่ระบาดไปท่ัวประเทศ อย่างรนุ แรงเชน่ เดยี วกนั กับหน้ากาก N 95 โดยมหาวทิ ยาลัย
และเน่ืองจากการแพรก่ ระจายของเชอ้ื ไวรสั โคโรนา 2019 จะ นวมินทราธริ าชเรียกช่ือนวัตกรรมนว้ี า่ VJR-NMU N 99 หรือ
แพร่กระจายผ่านทางละอองฝอยของสารคัดหล่ังท่ีเกิดจาก VJR-NMU elastomeric half facepiece respirator ผู้วิจัย
การจามหรือการไอของผู้ป่วย และโดยเฉพาะในผู้ป่วยท่ีมี จึงมีความสนใจที่จะศึกษาความปลอดภัยของหน้ากากซิลิโคน
อาการหนกั หรอื เขา้ รบั การรกั ษาในหออภบิ าลทมี่ กี ารใชเ้ ครอ่ื ง N 99 ตอ่ การเปลย่ี นแปลงของออกซเิ จนและคารบ์ อนไดออกไซด์
ช่วยหายใจ หรือใช้เคร่ืองมือทางการแพทย์ต่าง ๆ จะพบว่า ในอาสาสมคั รทใี่ ชห้ นา้ กากซลิ โิ คน N 99 โดยทำ� การวดั ปรมิ าณ
มกี ารแพรก่ ระจายผา่ นทางอากาศได้ ดงั นน้ั ในการตรวจวนิ จิ ฉยั ออกซิเจนและคาร์บอนไดออกไซด์ตามก�ำหนดเวลาต่อเนื่อง
และดูแลรักษาผู้ป่วยท่ีติดเช้ือไวรัสโคโรนา 2019 บุคลากร ท่ี 1, 2, 3 ช่ัวโมง และวัดแรงต้านทานทางเดินหายใจก่อน
ทางการแพทย์และสาธารณสุขที่ต้องสัมผัสผู้ป่วยอย่างใกล้ชิด และหลงั การใช้หนา้ กากซิลโิ คน N 99 ครบ 3 ชัว่ โมง
จึงมีความจ�ำเป็นท่ีจะต้องสวมหน้ากากอนามัยท่ีมีคุณภาพสูง
เพ่ือป้องกันการติดเช้ือ และในสถานการณ์การแพร่ระบาด วัตถุประสงค์
ของไวรัสโคโรนา 2019 ซึ่งได้กระจายไปท่ัวโลกส่งผลให้
หนา้ กากอนามยั ทางการแพทยช์ นดิ N 95 ขาดแคลนอยา่ งมาก 1. ศกึ ษาการเปลย่ี นแปลงของออกซเิ จน,คารบ์ อนไดออกไซด์
โรงพยาบาลตา่ ง ๆ ไมส่ ามารถจดั หานำ� มาใชง้ านไดอ้ ยา่ งเพยี งพอ และแรงต้านทานทางเดินหายใจในอาสาสมัครท่ีใช้หน้ากาก
บุคลากรด้านสุขภาพจึงมีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อในขณะ ซลิ โิ คน ชนดิ N 99 ในชว่ งระยะเวลาตอ่ เนอ่ื งที่ 1, 2 และ 3 ชว่ั โมง
ปฏิบัติงานสูง ด้วยเหตุน้ีทางมหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช1 2. ประเมินความพึงพอใจของผู้ใช้งานหน้ากาก
จึงได้ร่วมกันพัฒนาหน้ากากอนามัยทางการแพทย์ที่ท�ำจาก ซิลิโคน N 99
ซลิ โิ คน ชนดิ N 99 (silicone mask respirator N 99) โดยใช้ รปู แบบงานวิจัย
ชุดกรองเชื้อโรคในอากาศคุณภาพสูงท่ีใช้กับเคร่ืองช่วยหายใจ การศึกษาไปข้างหน้าโดยอาสาสมัครสุขภาพดีไม่มี
หรือเครื่องดมยาสลบที่มีคุณสมบัติในการกรองเช้ือแบคทีเรีย โรคประจำ� ตวั จ�ำนวน 20 ราย
และไวรสั มากกวา่ รอ้ ยละ 99 ซง่ึ มปี ระสทิ ธภิ าพในการปอ้ งกนั เกณฑก์ ารคดั เข้า
เชื้อโรคไดส้ งู กว่าหนา้ กากอนามัยชนิด N 95 ท่ใี ช้กันอยทู่ ัว่ ไป 1. บคุ ลากรทางการแพทยท์ ี่มอี ายมุ ากกวา่ 18 ปี
ดงั นนั้ การพฒั นาหนา้ กากอนามยั ทางการแพทยท์ ท่ี ำ� จากซลิ โิ คน 2. บุคลากรทางการแพทย์ที่ใส่หน้ากากซิลิโคน ชนิด
ชนิด N 99 ดังกล่าว จะช่วยเพ่ิมประสิทธิภาพในการป้องกัน N 99 ในการปฏิบตั งิ าน
การตดิ เชอ้ื ไวรสั โคโรนา 2019 ใหก้ บั บคุ ลากรทางดา้ นการแพทย์ เกณฑ์การคัดออก
และสาธารณสุขท่ีต้องปฏิบัติงานใกล้ชิดผู้ป่วยได้ และช่วยให้ 1. มีโรคประจ�ำตัวท่ีต้องห้ามต่อการศึกษา เช่น โรค
บคุ ลากรทางการแพทยแ์ ละสาธารณสขุ มอี ปุ กรณช์ นดิ นเ้ี พยี งพอ หอบหดื โรคถงุ ลมโป่งพอง โรคหัวใจขาดเลือด
ในการดแู ลรกั ษาผปู้ ว่ ยทต่ี ดิ เชอ้ื ไวรสั โคโรนา 2019 มหาวทิ ยาลยั 2. บุคลากรทางการแพทย์ที่ใส่หน้ากากซิลิโคน ชนิด
นวมนิ ทราธริ าช โดยบคุ ลากรของคณะแพทยศาสตรว์ ชริ พยาบาล N 99 ทีท่ �ำ fit test ไม่ผ่าน
ทป่ี ระกอบไปดว้ ยอาจารย์ และภาคเอกชนทเ่ี กย่ี วขอ้ งไดร้ ว่ มกนั
พัฒนาต้นแบบรุ่นท่ีหนึ่งพร้อมท�ำการทดสอบมาตั้งแต่เดือน
มกราคม 2563 จนสามารถน�ำมาใช้งานได้จริงในสถานการณ์
การแพร่ระบาดของเช้ือไวรัสโคโรนา 2019 และจะเริ่มท�ำ
การศึกษาทางสรีรวทิ ยา และผลกระทบของการใชห้ นา้ กากซิลโิ คน N 99 ในบคุ ลากรทางการแพทยส์ ขุ ภาพดใี นสถานการณร์ ะบาดไวรัสโคโรนา 2019 3
ยทุ ธนา อภิชาตบุตร
วชริ เวชสารและวารสารเวชศาสตรเ์ ขตเมอื ง
ปีที่ 65 ฉบับที่ 1 มกราคม - กมุ ภาพันธ์ พ.ศ. 2564
3. มภี าวะเหลอื ง (hyperbilirubinemia) หรอื ภาวะซดี ตอ้ งไม่สูงไปกวา่ ค่าปกตขิ องร่างกาย ( dead space volume
(severe anemia) 2.2 ml/kg ideal body weight หรอื Vd/Vt = 0.25-0.3)
4. บคุ ลากรทใ่ี ช้สีทาเลบ็ ตัวกรองอากาศ CareStar 30 เม่ือใช้กับคนปกติที่มี dead
เกณฑ์การหยุดการวิจยั space ประมาณ 150 ml (Vd/Vt = 0.3) ท�ำให้ dead space
1. มอี าการหนา้ มดื วงิ เวยี น ปวดศรี ษะขณะใสห่ นา้ กาก เพม่ิ ข้ึนเปน็ 180 ml หรอื (Vd/Vt = 0.357)
ซิลิโคน ชนดิ N 99
วธิ ดี �ำเนินการวิจัย รูปท่ี 1: แสดงรูป หน้ากากซิลิโคน ชนิด N 99 (VJR-
NMU N 99 หรือ VJR-NMU elastometric half
หนา้ กากซลิ โิ คนทนี่ ำ� มาประกอบเขา้ กบั ชดุ กรองอากาศ facepiece respirator) ประกอบด้วย 1) ซิลิโคน mask
โดยหน้ากากซิลิโคนดังกล่าวเป็นหน้ากากท่ีถูกใช้กันเป็นปกติ 2) ตัวกรองอากาศ บริษัท Draeger รุ่น CareStar 30
ในทางการแพทยอ์ ยแู่ ล้ว โดยเฉพาะการนำ� มาตอ่ กบั ถุงลมบีบ 3) สายรัดใบหนา้ (O-ring)
ในการให้ออกซิเจนก่อนที่จะท�ำการใส่ท่อช่วยหายใจ (ดัดแปลงจาก มหาวิทยาลัยนวมินทราธิราชคู่มือการใช้
(preoxygenation) หน้ากากซิลิโคนดังกล่าวในกรณีที่เป็น นวัตกรรมด้านความปลอดภัยเพ่ือป้องกันการติดเช้ือ
ผู้ใหญ่ มหาวิทยาลัยนวมินทราธิราชจึงได้พัฒนาส่วนของ COVID – 19 ส�ำหรับบุคลากรการแพทย์และสาธารณสุข.
อุปกรณ์สายรัดเพื่อช่วยรัดหน้ากากซิลิโคนดังกล่าวให้กระชับ เมษายน 2663:13-8.)1
กับใบหน้า และใช้ชุดกรองทางการแพทย์ส�ำเร็จรูปของบริษัท รปู ท่ี 2: แสดง Alveolar CO2 (PACO2) ค�ำนวณจาก
Draeger รุ่น CareStar 30 ที่ใช้กับเคร่ืองช่วยหายใจหรือ คา่ กลางของ slope phase III ของ expired volumetric
เคร่ืองดมยาสลบที่มีประสิทธิภาพในการกรองเชื้อแบคทีเรีย capnography และ Dead space volume/tidal
และเชื้อไวรัสได้มากกว่าร้อยละ 99 เม่ือประกอบอุปกรณ์ volume ค�ำนวณจาก Bohr Approach4
ดังกล่าวเข้าด้วยกันและท�ำการทดสอบ fit test กับบุคลากร
ของคณะแพทยศาสตรว์ ชริ พยาบาลพบวา่ ไมม่ ปี ญั หาในการรวั่
ของอากาศเน่ืองจากเป็นหน้ากากซิลิโคนท่ีเป็นมาตรฐาน
ทางการแพทย์อยู่แล้ว จากนั้นจึงท�ำการทดสอบการหายใจ
เมื่อต่อกับชุดกรองโดยตรงและให้หายใจเข้าออกผ่านทาง
ชุดกรองได้ทดสอบประสิทธิภาพในการกรองฝุ่นขนาด 0.3
ไมครอน พบว่าสามารถกรองได้มากกว่าร้อยละ 99 โดยมี
สว่ นประกอบของหนา้ กากดังรปู ท่ี 1
โดยอ้างอิงการศึกษาของ Bourgoin P. และคณะ2-3
เรื่อง Assessment of Bohr and Enghoff Dead Space
Equation in Mechanical ventilated children พบว่า
dead space fraction (dead space volume/tidal
volume) ที่ได้จาก volumetric capnography จะได้ค่า
ใกลเ้ คยี งกับ Enghoff method
เครื่องจะค�ำนวณหา alveolar CO2 (PACO2) ท�ำให้
สามารถค�ำนวณ dead space volume/tidal volume
(Vd/Vt) ได้ โดยใช้ Bohr approach คา่ ทว่ี ดั ไดแ้ ละคำ� นวณได้
4 การศกึ ษาทางสรีรวทิ ยา และผลกระทบของการใชห้ นา้ กากซิลโิ คน N 99 ในบุคลากรทางการแพทย์สุขภาพดีในสถานการณร์ ะบาดไวรัสโคโรนา 2019
ยุทธนา อภิชาตบตุ ร
Vajira Medical Journal: Journal of Urban Medicine
Vol. 65 No. 1 January - Feburary 2021
สว่ นคา่ อนื่ ๆ ทบ่ี ง่ บอกถงึ การระบายคารบ์ อนไดออกไซด์ ใส่ inspiratory pause 5 วินาที เพ่ือค�ำนวณแรงต้านทาน
(ventilation) ในการศึกษานี้ได้แก5่ -8 ทางเดนิ หายใจ อาสาสมคั รหายใจผา่ นตวั กรองทป่ี ระกอบเขา้ กบั
Partial pressure of CO2 in exhaled gas (PetCO2) หนา้ กากซลิ โิ คน N 99 โดยใสไ่ วต้ ลอดเวลาทำ� กจิ วตั รประจำ� วนั
ความดันคาร์บอนไดออกไซด์ในลมหายใจตอนหายใจออก ปกติโดยไม่มีการออกก�ำลังกายเพิ่มและทดสอบหายใจผ่าน
สดุ ค�ำนวณจาก FetCO2*(Pb-PH2O) คา่ ปกติ 35-40 mmHg volumetric capnography ด้วย Continuous Positive
Fractional concentration of CO2 in exhale gas Airway Pressure (CPAP) pressure support 0 cmH2O
(FetCO2) สดั สว่ นเปอรเ์ ซนตค์ ารบ์ อนไดออกไซดใ์ นลมหายใจ PEEP 0 cmH2O ให้ได้ปริมาณอากาศต่อครั้ง (tidal
ออกคำ� นวณจาก V'CO2/minute volume คา่ ปกติ 5.1-6.1% volume) 10-12 ซซี /ี กโิ ลกรัม อัตราการหายใจ 10-16 ครง้ั /
Volume of CO2 eliminated/minute (V' CO2) นาที ทกุ 1 ชว่ั โมง จนครบ 3 ชว่ั โมงโดยทำ� การวดั คา่ ทต่ี อ้ งการ
อัตราการผลิตคาร์บอนไดออกไซด์ของร่างกายค�ำนวณจาก ศึกษาเมื่อสิ้นสุดชั่วโมงที่ 1, 2, 3 เป็นเวลาคร้ังละ 2 นาที
VCO2 × respiratory rate ค่าปกติ 2.6-2.9 ml/min/kg โดยใช้ค่าเฉลี่ย และท�ำการวัดแรงต้านทานทางเดินหายใจซ้�ำ
Airway resistance (cmH2O/L/sec) แรงเสยี ดทาน เม่ือสิ้นสุดการใช้งานที่ 3 ชั่วโมง โดยต้ัง volume control
ทางเดนิ หายใจคำ� นวณจาก airway pressure ชว่ ง inspiratory mode ใช้ tidal volume 10-12 ซซี /ี กโิ ลกรมั อตั ราการหายใจ
pause/respiratory flow (อัตราการไหลของอากาศ) โดย 10-20 ครงั้ /นาที ใส่ inspiratory pause 5 วนิ าที เพอ่ื คำ� นวณ
อา้ งองิ การศกึ ษาของ Bartlett R.G. และคณะ9 คา่ แรงตา้ นทาน แรงตา้ นทานทางเดนิ หายใจ
ทางเดินหายใจท่ีเพิ่มขึ้นท�ำให้ work of breathing และ หลังจากครบ 3 ชั่วโมงอาสาสมัครจะมาตอบ
oxygen consumption เพ่ิมขึ้นและค่าแรงเสียดทานของ แบบสอบถามอาการข้างเคียงที่อาจเกิดหลังการใช้หน้ากาก
ตวั กรองอากาศ CareStar มคี า่ 1.5 millibar/60 L/min หรอื ซิลิโคน N 99 โดยใช้ The modified Borg scale of
ประมาณ 1.53 cmH2O/L/sec ดังนั้นหลังการใส่หน้ากาก perceived exertion โดยใหล้ �ำดบั คะแนน 0-4 คะแนน
ค่าแรงเสียดทานอาจมีค่าสูงกว่าค่าต้ังต้นได้อีกไม่เกิน 1.53 0 = extremely easy (ใชง้ า่ ยมาก)
cmH2O/L/sec10 1 = easy (ใช้ง่าย)
การวัดระดับของออกซิเจน (oxygen) จะวัดด้วย 2 = somewhat easy (ใช้ค่อนข้างง่าย)
pulse oximeter โดยใช้เทคนิค spectrophotometry 3 = somewhat hard (ใช้คอ่ นข้างยาก)
โดยวัดความอ่ิมตัวของออกซิเจนในเม็ดเลือดแดง โดย 4 = hard (ใช้ยาก)
ค่า SpO2 97-100 เป็นค่าปกติ11 โดยเมื่ออาสาสมัคร ในการศึกษาน้ีจะประยุกต์สอบถามเพื่อให้สอดคล้อง
อ่านเอกสารค�ำชี้แจงผู้สมัครและลงช่ือก่อนเข้าสู่การวิจัย กบั งานวจิ ยั โดยอา้ งองิ การศกึ ษาของ Raymond J และคณะ12
อาสาสมัครจะเลือกขนาดหน้ากากให้เหมาะสมกับใบหน้า ในปี ค.ศ. 2010 ทำ� แบบสอบถามบุคลากรทางการแพทย์ที่ใช้
และท�ำ fit test หลังจากนั้นอาสาสมัครจะปฏิบัติงานในหอ หนา้ กาก elastomeric respirator โดยแบง่ คะแนนเรมิ่ จาก 0-4
ผู้ป่วยปกติโดยไม่ได้มีการออกก�ำลังเพิ่ม (light intensity) 0 = not at all uncomfortable (ไม่อดึ อดั )
อาสาสมัครหายใจผ่าน volumetric capnography ด้วย 1 = very slightly uncomfortable (อึดอัด
Continuous Positive Airway Pressure (CPAP) pressure เพยี งเล็กนอ้ ย)
support 0 cmH2O PEEP 0 cmH2O ผา่ นเครอื่ งชว่ ยหายใจ 2 = a little uncomfortable (อึดอัดแต่สามารถ
Hamilton รนุ่ G 5 ใหไ้ ดป้ รมิ าณอากาศตอ่ ครงั้ (tidal volume) ใชต้ ่อจนท�ำงานเสรจ็ )
10-12 ซีซี/กิโลกรัม อัตราการหายใจ 10-20 คร้ัง/นาที เพื่อ 3 = moderately uncomfortable (อึดอัดมาก
บันทึกค่าท่ีต้องการศึกษาเป็นค่าพ้ืนฐานและวัดแรงต้านทาน แตส่ ามารถใชต้ อ่ ไดร้ ะยะสนั้ ๆ)
ทางเดนิ หายใจ (airway resistance) โดยตง้ั volume control 4 = extremely uncomfortable (อึดอัดเป็น
mode ใช้ 10-12 ซีซ/ี กโิ ลกรมั อัตราการหายใจ 10 ครัง้ /นาที อย่างมากตอ้ งหยดุ ทำ� งานทันที)
การศึกษาทางสรีรวิทยา และผลกระทบของการใช้หนา้ กากซลิ ิโคน N 99 ในบคุ ลากรทางการแพทยส์ ขุ ภาพดใี นสถานการณร์ ะบาดไวรสั โคโรนา 2019 5
ยทุ ธนา อภชิ าตบุตร
วชิรเวชสารและวารสารเวชศาสตรเ์ ขตเมอื ง
ปีที่ 65 ฉบับที่ 1 มกราคม - กุมภาพนั ธ์ พ.ศ. 2564
และสอบถามในประเด็น ปวดศีรษะ (headache), ค่าสถิติท่ีใช้ค�ำนวณขนาดตัวอย่างในการศึกษานี้
หายใจลำ� บาก (difficult to breath), ความรอ้ น (facial heat), ท้ังค่าเฉลี่ยและส่วนเบ่ียงเบนมาตรฐาน อ้างอิงจากการศึกษา
แสบร้อน (pinching), การระคายเคือง (skin irritation), ของ Flower W.S.14 ในปี ค.ศ. 1948 พบค่าเฉล่ียและ
เหงื่อ (facial sweating), การส่ือสาร (speech difficulty), ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานของ anatomical dead space
บีบรัด (tightness of elastomeric), เลื่อนหลุด (slippage มคี า่ เทา่ กบั 156 ± 28 ml คดิ เปน็ สดั สว่ น anatomical dead
of elastomeric), กล่ิน (odor of elastomeric), น้�ำหนัก space ต่อ tidal volume 0.28 ± 0.045 (μ0 ) และอ้างอิง
(weight of elastomeric) ค่ามาตรฐานของ Vd/Vt มีค่าเท่ากับ 0.20-0.30 ดังนั้น
ขอ้ มูลแบบตอ่ เน่อื ง (continuous data) แสดงโดยใช้ จงึ กำ� หนดคา่ เฉลยี่ ประชากรทเ่ี ปน็ คา่ มาตรฐานเทา่ กบั 0.30 (μ)
mean±SD เทียบกับค่าอ้างอิงมาตรฐานดังรายละเอียด และค่า dead space ของตวั กรอง CareStar 30 มคี า่ 30 ml
ข้างต้นและเปรียบเทียบโดยใช้ pair T-test ส�ำหรับ ท�ำให้ค่าสัดส่วนVd/Vt เพิ่มจากค่ามาตรฐานไม่เกิน 0.357
independent means ดงั นนั้ จงึ นำ� 0.057 เปน็ คา่ ผลตา่ งทม่ี คี วามสำ� คญั ทางคลนิ กิ (δ)
จ�ำนวนอาสาสมัคร สามารถแทนคา่ ในสูตรค�ำนวณขนาดตัวอย่างได้ดังน้ี
การศกึ ษานมี้ วี ตั ถปุ ระสงคห์ ลกั เพอื่ เปรยี บเทยี บคา่ เฉลย่ี
กับค่ามาตรฐาน และมีสมมติฐานในการทดสอบเพ่ือแสดง n = (1.645 + 0.842)2 x 0.0452
ความไมด่ อ้ ยไปกวา่ (test for non-inferiority) ดงั นนั้ การกำ� หนด (0.02 – 0.057)2
ขนาดตัวอย่างในการศึกษานี้ใช้การประมาณค่าขนาดตัวอย่าง n=8
จากสตู รคำ� นวณขนาดตวั อยา่ งสำ� หรบั การเปรยี บเทยี บคา่ เฉลยี่ จงึ ตอ้ งใชอ้ าสาสมคั รอยา่ งนอ้ ย 8 คน แตใ่ นการศกึ ษาน้ี
1 กลมุ่ (testing for one population mean) ดังน1้ี 3 สามารถรวบรวมอาสาสมัครได้ 20 ราย นิยาม fit test คือ
n = (Ζ1–(α∈+–Ζδ1–)β2)2σ2 การทดสอบความพอดีของอุปกรณ์ปกป้องทางเดินหายใจ
โดยที่ n หมายถึง ขนาดตัวอย่าง แบบเชงิ คณุ ภาพ (qualitative fit test) โดยผใู้ ชง้ านใสอ่ ปุ กรณ์
Z1-α หมายถงึ คา่ สถติ มิ าตรฐานใตโ้ คง้ ปกตทิ สี่ อดคลอ้ ง ป้องกันทางเดินหายใจและสูดดมสารทดสอบแล้วพิจารณา
กบั ระดบั นยั สำ� คญั โดยกำ� หนดระดบั นยั สำ� คญั α = 0.05 ดงั นนั้ ด้วยความเห็นของตนเองว่ารู้สึกถึงสารที่ใช้ทดสอบหรือไม่
Z1-α = 1.645 และถ้าไม่รู้สึกถงึ สารท่ีทดสอบจะแปลผลว่า ผ่าน (pass)
Z1-β หมายถงึ คา่ สถติ มิ าตรฐานใตโ้ คง้ ปกตทิ สี่ อดคลอ้ ง
กบั อำ� นาจการทดสอบ โดยกำ� หนดอำ� นาจการทดสอบ รอ้ ยละ ผลการศึกษา
80 ดังนั้น Z1-β = 0.842
∈ หมายถงึ คา่ ผลตา่ งค่าเฉลี่ย การวิจัยท�ำในในช่วงเดือน กรกฎาคม - กันยายน
โดยที่ ∈ = μ - μ0 2563 ได้จ�ำนวนอาสาสมัครทั้งส้ิน 20 รายเป็นอาสาสมัคร
μ หมายถึง ค่าเฉล่ียประชากรท่ีศึกษา ประมาณด้วย เพศชาย 8 ราย เพศหญิง 12 ราย โดยมีอายุเฉลี่ย 31 ปี
ค่าเฉล่ยี ตวั อยา่ ง ดชั นมี วลกายเฉลย่ี 21.6 ± 2.23 kg/m2 และไมม่ โี รคประจำ� ตวั
μ0 หมายถึง ค่าเฉล่ียประชากรที่เป็นค่ามาตรฐาน การวัดค่าสรีรวิทยาการหายใจก่อนเริ่มใช้หน้ากากได้แก่
หรอื ค่าคงทท่ี ตี่ ้องการทดสอบ dead space volume (Vd), dead space volume/tidal
δ หมายถงึ คา่ ผลต่างท่มี คี วามหมายทางคลินิก volume (Vd/Vt), end tidal CO2 (EtCo2), alveolar
σ2 หมายถึง ค่าความแปรปรวนประชากร ประมาณ CO2, oxygen saturation, airway resistance ดังแสดง
ด้วยค่าความแปรปรวนตัวอย่าง ในตารางท่ี 1
6 การศึกษาทางสรรี วทิ ยา และผลกระทบของการใชห้ น้ากากซลิ โิ คน N 99 ในบุคลากรทางการแพทย์สขุ ภาพดใี นสถานการณร์ ะบาดไวรสั โคโรนา 2019
ยทุ ธนา อภชิ าตบตุ ร
Vajira Medical Journal: Journal of Urban Medicine
Vol. 65 No. 1 January - Feburary 2021
ตารางท่ี 1: N 99 มีค่าเฉลย่ี ประมาณ 0.25 ± 0.03 เปล่ยี นแปลงเพม่ิ ขนึ้
ค่าพน้ื ฐานของอาสาสมัครจ�ำนวน 20 ราย (mean ± SD) 0.03 โดย p = 0.011 (รูปที่ 4) การวัด end tidal CO2
อายุ 31 ปี ก่อนและหลังใส่หน้ากากซิลิโคน N 99 พบว่า มีค่าประมาณ
BMI 21.6 ± 2.23 35.35 ± 2.32 mmHg และ 36.71 ± 2.25 mmHg ตามลำ� ดบั
Vd 136.57 ± 20.20 โดย p = 0.054 (รูปท่ี 5) และเม่ือค�ำนวณ alveolar CO2
Vd/Vt 0.22 ± 0.03 ก่อนใส่หน้ากากและหลังใส่หน้ากาก 3 ชั่วโมงมีค่าประมาณ
EtCO2 35.35 ± 2.32 32.94 ± 3.06 mmHg และ 34.52 ± 2.64 mmHg ตามลำ� ดบั
Alveolar CO2 32.94 ± 3.06 โดย p = 0.085 การวัดแรงต้านทานทางเดินหายใจก่อนใส่
V,CO2 199.5 ± 46.07 หนา้ กาก และหลงั ใสห่ นา้ กากซลิ โิ คน N 99 วดั ได้ 2.53 ± 0.37
resistance 2.53 ± 0.38 cmH2O/L/sec และ 4.14 ± 0.8 cmH2O/L/sec เพ่ิมขึ้น
SpO2 99 - 100% 1.53 ± 0.72 cmH2O/L/sec โดย p <0.001 (รปู ที่ 6) ผลการวดั
age (ป)ี , BMI = body mass index (kg/m2), Vd = dead space volume volumetric capnography ก่อนและหลังการใส่หน้ากาก
(ml), Vd/Vt = dead space volume/tidal volume, EtCO2 = end tidal silicone N 99 แสดงดงั ตารางท่ี 2
carbondioxid (mmHg), alveolar CO2 = alveolar carbondioxide (mmHg), จากแบบสอบถามความพึงพอใจของผู้ใช้งาน พบว่า
V' CO2 = volume of carbondioxide elimination/minute (ml/min/kg) ไม่มีอาการปวดศีรษะในอาสาสมัคร ส่วนการหายใจล�ำบาก,
SpO2 = oxygen saturation (%) ความรอ้ นและแสบร้อน, การระคายเคือง, เหงื่อ, กลิ่นคะแนน
อยู่ในช่วง 1-2 คะแนน (not at all uncomfortable to
ผลการวัด volumetric capnography เพ่ือค�ำนวณ a little uncomfortable) และการสื่อสารขณะใส่หน้ากาก
หา dead space volume หลังใส่ซิลิโคน N 99 โดยพบว่า และการรัดแน่นของหน้ากากซ่ึงมีคะแนนช่วง 2-3 คะแนน
dead space volume เพ่ิมขึ้นเฉลี่ย 27.57 ± 7.57 ml (a little uncomfortable to moderately uncomfortable)
โดยค่า p = 0.001 (รูปที่ 3) ค่าเฉล่ียสัดส่วน dead space แสดงในรปู ที่ 7
volume/tidal volume ก่อนใส่หน้ากากซิลิโคน N 99
ในอาสาสมคั รประมาณ 0.22 ± 0.03 หลังใส่หนา้ กากซลิ ิโคน
รูปที่ 3: แสดง dead space volume (ml) ทีเ่ พมิ่ ขึ้นเมอื่ ครบ 3 ช่ัวโมง
การศึกษาทางสรรี วิทยา และผลกระทบของการใชห้ น้ากากซลิ โิ คน N 99 ในบคุ ลากรทางการแพทยส์ ขุ ภาพดใี นสถานการณร์ ะบาดไวรัสโคโรนา 2019 7
ยทุ ธนา อภิชาตบุตร
วชิรเวชสารและวารสารเวชศาสตร์เขตเมอื ง
ปีที่ 65 ฉบบั ที่ 1 มกราคม - กุมภาพนั ธ์ พ.ศ. 2564
รูปท่ี 4: แสดงสดั ส่วน dead space volume/tidal volume เมือ่ ครบ 3 ชัว่ โมง
รูปท่ี 5: แสดง end tidal CO2 (mmHg) เมื่อครบ 3 ชวั่ โมง
8 การศึกษาทางสรีรวิทยา และผลกระทบของการใชห้ น้ากากซลิ ิโคน N 99 ในบุคลากรทางการแพทยส์ ขุ ภาพดีในสถานการณร์ ะบาดไวรสั โคโรนา 2019
ยทุ ธนา อภิชาตบุตร
Vajira Medical Journal: Journal of Urban Medicine
Vol. 65 No. 1 January - Feburary 2021
รปู ท่ี 6: แสดง airway resistance (cmH20/L/sec) เม่ือครบ 3 ช่ัวโมง
รปู ที่ 7: แสดงอาการขา้ งเคยี งในการใชห้ นา้ กาก silicone N 99 ( 0 = not at all uncomfortable, 1 = very slightly
uncomfortable, 2 = a little uncomfortable, 3 = moderately uncomfortable, 4 = extremely uncomfortable)
การศึกษาทางสรีรวทิ ยา และผลกระทบของการใชห้ น้ากากซลิ ิโคน N 99 ในบคุ ลากรทางการแพทยส์ ขุ ภาพดใี นสถานการณร์ ะบาดไวรัสโคโรนา 2019 9
ยุทธนา อภิชาตบุตร
วชิรเวชสารและวารสารเวชศาสตร์เขตเมอื ง
ปที ่ี 65 ฉบับที่ 1 มกราคม - กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564
ตารางท่ี 2:
แสดง oxygenation , ventilation, resistance หลงั ใส่หน้ากากครบ 3 ชัว่ โมง (mean ± SD)
Respiratory physiology กอ่ นใส่หน้ากาก หลงั ใส่หน้ากาก 3 ช่ัวโมง คา่ นยั ส�ำคัญทางสถติ ิ
Dead space 136.57 ± 20.20 164 ± 21.87 0.001
Dead space/tidal volume 0.22 ± 0.03 0.25 ± 0.03 0.011
EtCO2 35.35 ± 2.32 36.71 ± 2.25 0.054
Alveolar CO2 32.94 ± 3.06 34.52 ± 2.64 0.085
V’CO2 199.5 ± 46.07 219.21 ± 52.77 0.180
SpO2 97 - 100 97 - 100 0.355
resistance 2.53 ± 0.38 4.14 ± 0.8 0.0001
age (ปี), BMI = body mass index (kg/m2), Vd = dead space volume (ml), Vd/Vt = dead space volume/tidal volume, EtCO2 = end tidal
carbondioxid (mmHg), alveolar CO2 = alveolar carbondioxide (mmHg), V' CO2 = volume of carbondioxide elimination/minute (ml/min/kg)
SpO2 = oxygen saturation (%), resistance (cm2/L/sec)
วจิ ารณ์ ที่อาสาสมัครท�ำงานเกิดจากการปฏิบัติงานตลอดระยะเวลา
3 ชวั่ โมง ไมท่ ำ� ใหเ้ กดิ การคง่ั ภายในถงุ ลมและไมท่ ำ� ใหอ้ าสาสมคั ร
จากการศึกษาพบว่าหลังใส่หน้ากากซิลิโคน N 99 มีปัญหาปวดศีรษะ ระดับออกซิเจนในเลือดก่อน,ระหว่าง
พบว่าคา่ เฉลีย่ dead space เพม่ิ ข้นึ จากเดิม 27.5 ml หรอื การใช้หนา้ กากและหลงั การใชห้ นา้ กากซลิ โิ คน N 99 เปน็ เวลา
เพม่ิ สัดส่วน Vd/Vt เพิ่มขึ้นเป็น 0.25 ± 0.03 หลงั ใสห่ นา้ กาก 3 ชว่ั โมง โดยการวดั ดว้ ย pulse oximeter พบวา่ ระดบั ออกซเิ จน
ซลิ โิ คน N 99 โดยเพม่ิ ขึ้นประมาณ 0.03 (ค่า p = 0.001 และ ไม่แตกต่างกันในทุกช่วงเวลา (p = 0.355) ผลการวิจัยชุดนี้
0.011 ตามลำ� ดบั ) แม้ว่าจะเพ่มิ จากคา่ เร่ิมต้นกอ่ นใส่หน้ากาก มีค่าสอดคล้องกับการศึกษาของ Raymond j และคณะ12
อย่างมีนัยส�ำคัญทางสถิติ แต่ก็สามารถอธิบายได้จากข้อมูล ท่ีให้อาสาสมัครใช้หน้ากาก elastomeric respirator
ตัวกรอง CareStar 30 ของบริษัท Draeger จะมีค่า dead และออกแรงโดยปนั่ treadmill เปน็ เวลา 1 ช่ัวโมง ซ่ึงไมพ่ บ
space 30 ml ส่วนค่า Vd/Vt เพิ่มตามสัดส่วนของตัวกรอง การเปลยี่ นแปลงของออกซเิ จนจากการวดั ดว้ ย pulse oximeter
เพิ่มขึ้นและเมื่ออาสาสมัครท�ำงานปกติโดยไม่ออกแรง พบ แต่จะมีปัญหา hypercapnia ในกลุ่มที่ออกแรง treadmill
อตั ราการผลติ คารบ์ อนไดออกไซดส์ งู ขน้ึ และคา่ alveolar CO2 ดว้ ยความเรว็ 2.5 mph โดยมกี ารสะสมของคารบ์ อนไดออกไซด์
เพิ่มข้ึนแต่ใกล้เคียงค่าเร่ิมต้นโดยที่ไม่แตกต่างกันทางสถิติ ทวี่ ดั จากผวิ หนงั ในอาสาสมคั ร 5 ใน 10 ราย (45.4-62.8 mm Hg)
(p = 0.085) และไม่เกินระดับทม่ี ผี ลทางคลินกิ เมื่อวดั ระดับ และการศึกษาของ Rebmann T และคณะ15 ท�ำการศึกษา
end tidal CO2 พบวา่ การวดั end tidal CO2 กอ่ นและหลงั ใส่ กลุ่มพยาบาลท่ีปฏิบัติงานในหออภิบาลผู้ป่วยหนักอายุรกรรม
หน้ากากซลิ โิ คน N 99 มีคา่ ประมาณ 35.35 ± 2.32 mmHg และใส่หน้ากาก N 95 พบมีระดับคาร์บอนไดออกไซด์ที่วัด
และ 36.71 ± 2.25 mmHg ไมเ่ กนิ จากคา่ ปกติ (35-40 mmHg) จากผวิ หนังเพ่ิมขนึ้ แต่ไม่ถึงระดบั ทมี่ ีผลทางคลินกิ (ใชป้ รมิ าณ
และไมแ่ ตกตา่ งกนั ทางสถติ ิ ในการวดั คารบ์ อนไดออกไซดท์ พี่ บ cutaneous CO2 ไมเ่ กิน 45 mmHg)
มกี ารเพมิ่ ของ end tidal CO2 และ alveolar CO2 ไมแ่ ตกตา่ ง ส่วนแรงเสียดทานทางเดินหายใจท่ีเพ่ิมข้ึนหลังการใส่
ทั้งก่อนและหลังการใส่หน้ากากบ่งบอกถึงประสิทธิภาพ หน้ากากการวัดแรงต้านทานทางเดินหายใจก่อนใส่หน้ากาก
ของหน้ากาก N 99 ในเรื่องการระบายอากาศท่ีไม่ก่อให้เกิด และหลงั ใสห่ นา้ กาก ซลิ โิ คน N 99 วดั ได้ 2.53 ± 0.37 cmH2O/
ปญั หาตอ่ การใชง้ าน โดยสาเหตคุ อื การทำ� งานปกตริ ะดบั light L/sec และ 4.14 ± 0.8 cmH2O/L/sec (คา่ นยั สำ� คญั ทางสถติ ิ
intensity โดยการเพิ่มข้ึนของคาร์บอนไดออกไซด์เกิดจาก = 0.0001) เพมิ่ ขนึ้ 1.53 ± 0.76 cmH2O/L/sec คา่ แรงเสยี ดทาน
อัตราการผลิตคาร์บอนไดออกไซด์ ทเ่ี พ่ิมขึ้นในแตล่ ะชว่ งเวลา
10 การศกึ ษาทางสรรี วิทยา และผลกระทบของการใช้หนา้ กากซลิ ิโคน N 99 ในบคุ ลากรทางการแพทย์สุขภาพดใี นสถานการณ์ระบาดไวรัสโคโรนา 2019
ยุทธนา อภชิ าตบุตร
Vajira Medical Journal: Journal of Urban Medicine
Vol. 65 No. 1 January - Feburary 2021
เพมิ่ ขน้ึ เกดิ จากคา่ แรงเสยี ดทานภายในตวั กรองท่ี 1.5 millibar/ 2. Bourgoin P, Baudin F, Brossier D, Emeriaud G,
60L/min (1.53 cmH2O/L/sec)9 โดยไมท่ �ำใหผ้ ูใ้ ชห้ น้ากาก Wysocki M, Jouvet P. Assessment of Bohr and
รู้สึกเหน่ือยจนต้องหยุดใช้ และไม่พบอาการผิดปกติอันเนื่อง Enghoff dead space equations in mechanically
มาจากภาวะคั่งของคาร์บอนไดออกไซด์ เช่น ปวดศีรษะ ventilated children. Respir Care 2017;62(4):
งว่ งซึม สอดคลอ้ งไปกบั การศกึ ษาของ Lim ECH และคณะ16 468-74.
ท่ีใช้หน้ากาก N 95 ต่อเน่ืองระยะเวลา < 4 ชั่วโมงจะไม่ท�ำ
มอี าการปวดศีรษะ แต่หน้ากากซิลโิ คน N 99 ในการศกึ ษาน้ี 3. Siobal MS, Ong H, Valdes J, Tang J. Calculation
จากการประเมนิ ดว้ ยแบบสอบถามจะมปี ญั หาเรอื่ งการสอ่ื สาร of physiologic dead space: Comparison of
ระหวา่ งใชง้ านเนอ่ื งจากตวั หนา้ กากถกู รดั ตรงึ ใหก้ ระชบั ใบหนา้ ventilator volumetric capnography to
ซง่ึ เปน็ ข้อจ�ำกดั ของงานวจิ ยั measurement by metabolic analyzer and
volumetric CO2 monitor. Respir Care 2013;
สรุปผลวิจัย 58(7):1143-51.
เม่ือใช้หน้ากากซิลิโคน N 99 ต่อเน่ืองในอาสาสมัคร 4. Verscheure S, Massion PB, Verschuren F, Damas
สขุ ภาพดพี บวา่ dead space และแรงตา้ นทานทางเดนิ หายใจ P, Magder S. Volumetric capnography: lessons
เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยส�ำคัญทางสถิติ แต่ระดับออกซิเจนและ from the past and current clinical applications.
คาร์บอนไดออกไซด์ท่ีวัดจากลมหายใจออกยังเป็นปกติ Crit Care 2016;20:184-93.
ไม่ก่อให้เกิดอันตรายต่อผู้ใช้งานจึงสามารถใช้งานหน้ากาก
ซลิ โิ คน N 99 ไดอ้ ยา่ งปลอดภยั 5. Wolff G, Brunner JX, Gradel E. Gas exchange
ตวั ยอ่ during mechanical ventilation and spontaneous
BMI = body mass index (kg/m2), Vd = dead breathing. Intermittent mandatory ventilation
space volume (ml), Vd/Vt=dead space volume/ after open heart surgery. Chest 1986; 90:11-7.
tidal volume, EtCO2 = end tidal carbondioxid (mmHg),
alveolar CO2 = alveolar carbondioxide (mmHg), 6. Tusman G, Sipmann FS, Bohm SH. Rationale
V' CO2 = volume of carbondioxide elimination/minute of deadspace measurement by volumetric
(ml/min/kg), SpO2 = oxygen saturation (%) capnography. Anesth Analg 2012;114(4): 866-74.
กติ ติกรรมประกาศ 7. Tusman G, Suarez SF, Borges JB, Hedenstierna G,
Bohm SH. Validation of Bohr deadspace
ขอขอบคุณ รองศาสตราจารย์นายแพทย์ อนันต์ measured by volumetric capnography. Intensive
มโนมัยพิบูลย์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช ท่ีให้ Care Med 2011;37(5):870-4.
การสนบั สนนุ คิดค้นและให้คำ� แนะนำ� ในการทำ� การวิจยั
8. Weissman C, Kemper M, Elwyn DH, Askanazi J,
เอกสารอ้างอิง Hyman AI, Kinney JM. The energy expenditure of
the mechanically ventilated critically ill patient.
1. Navamindradhiraj University. Manual of innovation An analysis. Chest 1986;90:11-7.
for safety NMU-PAPR-2, NMU- mini PAPR, VJR-NMU-
N99 [internet]. 2020 [cited 2020 May 30]. Available 9. Bartlett RG, Brubach HF, Trimble RC, Specht H.
from: http://www.nmu.ac.th>uploads>2020/04. Relation of increase airway resistance to breathing
work and breath velocity and acceleration
patterns with near maximum breathing effort.
J Appl Physiol 1958;13(2): 194-204.
10. Draeger. Breathing System Filters and HME
[internet]. 2020 [cited 2020 Jul 8]. Available
การศึกษาทางสรีรวทิ ยา และผลกระทบของการใช้หน้ากากซลิ โิ คน N 99 ในบุคลากรทางการแพทย์สขุ ภาพดใี นสถานการณ์ระบาดไวรัสโคโรนา 2019 11
ยุทธนา อภชิ าตบุตร
วชริ เวชสารและวารสารเวชศาสตร์เขตเมอื ง
ปีท่ี 65 ฉบับที่ 1 มกราคม - กมุ ภาพันธ์ พ.ศ. 2564
from: https://www.draeger.com/th_th/Hospital/ 13. Chow SC, Shao J, Wang H. Sample size calculations
Productselector/Accessories-and-Consuimable/ in clinical research. New York: Marcel Dekker; 2003.
Ventilation-Accessories/Breathing-system-
Filters-and-HME 14. Fowler W.S. Lung function studies. II. the respiratory
11. Marino PL. The ICU Book. 4th ed. Philadelphia: dead space. Am J Physiol 1948; 154:405-16.
Wolters Kluwer health/Lippincott William &
Wilkins; 2014. 15. Rebmann T, Carrico R, Wang J. Physiologic and
12. Roberge RJ, Coca A, William J, Powell JB, other effects and compliance with long-term
Palmiero BS. Reusable elastomeric air-purifying respirator use among medical intensive care unit
respirators: Physiologic impact on health care nurses. Am J infect control 2013;41:1218-23.
workers. Am J Infect control 2010;38:381-6.
16. Lim ECH, Seet RCS, Lee K-H, Wilder-Smith EPV,
Chuah BYS, Ong BKC. Headaches and the N95
face-mask amongst healthcare providers. Acta
Neurol Scand 2006;113: 199–202.
12 การศกึ ษาทางสรรี วทิ ยา และผลกระทบของการใชห้ นา้ กากซิลโิ คน N 99 ในบุคลากรทางการแพทยส์ ขุ ภาพดีในสถานการณร์ ะบาดไวรสั โคโรนา 2019
ยทุ ธนา อภิชาตบุตร
วชิรเวชสารและวารสารเวชศาสตร์เขตเมือง นพิ นธ์ต้นฉบบั
การศึกษาเปรียบเทียบผลการวิเคราะห์เชิงก่ึงปริมาณในการตรวจเพท
ซีทีสแกนของสมองด้วยสารเภสัชรังสี [F-18]FDG PET/CT ด้วย
โปรแกรมคอมพิวเตอร์ 2 ชนิดในการวเิ คราะห์โรคสมองเสื่อม
มณรี ตั น์ จบั จติ ต์ วท.ม. วิทยาศาสตรร์ งั ส1ี *
ธัญญลักษณ์ เธียรธญั ญกจิ พ.บ. ว.ว. เวชศาสตร์นิวเคลยี ร2์
จักรมีเดช เศรษฐนนั ท์ พ.บ. ว.ว. เวชศาสตร์นิวเคลยี ร2์
1 หลกั สูตรวิทยาศาสตรมหาบณั ฑติ สาขาวทิ ยาศาสตรร์ งั สี คณะแพทยศาสตรศ์ ริ ริ าชพยาบาล มหาวทิ ยาลยั มหิดล กรงุ เทพมหานคร ประเทศไทย
2 สาขาวิชาเวชศาสตรน์ ิวเคลียร์ ภาควชิ ารงั สวี ทิ ยา คณะแพทยศาสตรศ์ ิริราชพยาบาล มหาวทิ ยาลัยมหิดล กรุงเทพมหานคร ประเทศไทย
* ผตู้ ดิ ตอ่ , อเี มล: [email protected]
Vajira Med J. 2021; 65(1) : 13-26
http://dx.doi.org/10.14456/vmj.2021.2
บทคดั ย่อ
วัตถปุ ระสงค์: เพอ่ื เปรยี บเทยี บผลการวเิ คราะหเ์ ชงิ กงึ่ ปรมิ าณในการตรวจ [F-18]FDG PET/CT ของสมอง ดว้ ยโปรแกรม
คอมพิวเตอร์ CortexID และ Q.brain นอกจากน้ียังศึกษาค่าความสามารถในการวินิจฉัยโรคอัลไซเมอร์
(Alzheimer’s Disease; AD) ดว้ ยโปรแกรมคอมพวิ เตอร์ ท้ัง 2 ชนดิ จากภาพ 3D-SSP Z-score map เทยี บกับ
วิธีมาตรฐาน
วิธดี ำ� เนินการวิจยั : การศึกษาข้อมลู ย้อนหลงั โดยนำ� ข้อมูลการตรวจ [F-18] FDG PET ของอาสาสมคั รผู้สงู อายุชาวไทย
จ�ำนวน 85 ราย (ผู้สูงอายุทมี่ รี ะดบั ความรู้คิดปกติ 21 ราย ผู้ปว่ ยสมองเส่ือมเล็กน้อย (MCI) 32 ราย และผปู้ ว่ ย
โรคอัลไซเมอร์ 32 ราย มาวิเคราะห์ดว้ ยโปรแกรมคอมพวิ เตอรท์ ้ังสองชนิดและเปรียบเทียบคา่ Z-score รวมทั้ง
ศกึ ษาค่าความสามารถในการวินจิ ฉยั โรคสมองเส่อื มดว้ ยโปรแกรมคอมพวิ เตอร์เทยี บวิธมี าตรฐาน ใช้สถิติ t-test
กำ� หนดระดบั ความมีนัยส�ำคัญที่ 0.05
ผลการวิจัย: พบความแตกต่างอย่างมีนัยส�ำคัญทางสถิติของค่า Z-score ที่ต�ำแหน่งสมองส่วน medial frontal,
occipital association ท้ังสองซีกจากข้อมูลที่ normalize ด้วยสมองส่วนอ้างอิงทุกต�ำแหน่งและ posterior
cingulate ซีกซ้ายจากข้อมูลท่ี normalize ด้วย global cortex และ cerebellum โปรแกรมคอมพิวเตอร์
CortexID มคี วามไว รอ้ ยละ 79.17 ความจำ� เพาะ รอ้ ยละ 100 ความแมน่ ยำ� ร้อยละ 89.13 และคา่ การทำ� นาย
ผลบวก-ผลลบ ร้อยละ 100 รวมถึงอัตราส่วนความน่าจะเป็นของผลการตรวจท่ีเป็นลบในผู้ท่ีเป็นโรคเทียบกับ
ผทู้ ไ่ี มเ่ ปน็ โรคเทา่ กบั 0.21 ซ่ึงมีค่าสูงกว่าผลท่ีได้จากโปรแกรมคอมพิวเตอร์ Q.brain
สรปุ : คา่ Z-score ทไี่ ดจ้ ากการวเิ คราะห์ [F-18]FDG PET/CT ของสมองดว้ ยโปรแกรมทตี่ า่ งกนั 2 ชนดิ มคี วามแตกตา่ งกนั
อย่างมีนัยส�ำคัญได้ในสมองบางต�ำแหน่ง จึงควรใช้ความระมัดระวังในการแปลผล การใช้ข้อมูลที่ normalize
ดว้ ยสมองสว่ น pons อาจชว่ ยลดความแตกตา่ งน้ี การวจิ ยั นพ้ี บวา่ โปรแกรมคอมพวิ เตอร์ CortexID มคี วามสามารถ
ในการวินจิ ฉัยแยกภาวะ AD จากผสู้ ูงอายปุ กติดกี ว่าโปรแกรมคอมพิวเตอร์ Q.brain
ค�ำสำ� คัญ: อลั ไซเมอร์, การวเิ คราะห์เชงิ ปริมาณ, โรคสมองเสอ่ื ม, เพทซที ี
วนั ท่ีรับบทความ 25 พฤษภาคม 2563 วนั แก้ไขบทความ 22 กันยายน 2563 วันตอบรับบทความ 6 ตลุ าคม 2563
Vajira Medical Journal: Journal of Urban Medicine Original articles
A Comparative Study between Semi-Quantitative Analysis
in [F-18]FDG Brain PET/ CT Scan using Two Different
Software Packages in the Diagnosis of Alzheimer’s Disease
Maneerat Jubjitt MSc (Radiological Science)1*
Tanyaluck Thientunyakit MD (Diploma Thai Board of Nuclear Medicine)2
Chakmeedaj Sethanandha MD (Diploma Thai Board of Nuclear Medicine)2
1 Master of Science (Radiological Science) Faculty of Medicine Siriraj Hospital, Mahidol University, Bangkok, Thailand
2 Nuclear Medicine Division, Department of Radiology, Faculty of Medicine Siriraj Hospital, Mahidol University, Bangkok, Thailand
* Corresponding author, e-mail address : [email protected]
Vajira Med J. 2021; 65(1) : 13-26
http://dx.doi.org/10.14456/vmj.2021.2
Abstract
Objectives: To compare the results from semi-quantitative analysis of [F-18]FDG brain PET/CT scan
obtained from two different software packages (CortexID and Q.brain). In addition, to evaluate
the diagnostic performance of 3D-SSP Z-score map images obtained from 2 software packages
in the diagnosis of Alzheimer’s disease as compared to gold standard.
Methods: Retrospective study was done on pre-existing data of [F-18]FDG PET/ CT images acquired
from 85 elderly Thai participants (21 cognitively normal elderly subjects, 32 patients with mild
cognitive impairment and 32 patients with Alzheimer’s disease). Semi-quantitative analysis of
all PET images was performed using 2 software packages and Z-score results were compared.
The diagnostic performance in Alzheimer’s disease was also assessed using gold standard.
t-test was applied for statistical analysis and p value <0.05 was considered as statistically
significant.
Results: There were statistically significant difference in Z-score results at bilateral medial frontal and
bilateral occipital association regions using all normalized regions and left posterior cingulate
using global cortex and cerebellar normalization. The sensitivity, specificity, accuracy, PPV,
NPV, LR- CortexID were 79.17%, 100%, 89.13%, 100%, 81.48% and 0.21, respectively for
AD diagnosis, which were better than those of Q. brain.
Conclusion: The Z-score results from 2 different software packages in [F-18]FDG brain PET can be
significantly different in some regions, which should be careful for interpretation. Pons
normalization may reduce this difference. In this pilot study, CortexID software package shows
better performance in differentiating AD from normal elderly.
Keywords: Alzheimer, Semi-quantitative analysis, dementia, PET, PET/CT
Received 25 May 2020, Revised 22 September 2020, Accepted 6 October 2020
Vajira Medical Journal: Journal of Urban Medicine
Vol. 65 No. 1 January - Feburary 2021
บทน�ำ ท�ำให้สามารถถ่ายภาพสมองด้วยเคร่ืองเพท (Positron
Emission Tomography: PET) ซ่ึงในปัจจุบันมักจะมีส่วน
การเพ่ิมข้ึนของสัดส่วนผู้สูงวัยเม่ือเปรียบเทียบกับ ของเคร่ืองเอกซเรย์คอมพิวเตอร์หรือซีที (Computed
จ�ำนวนประชากรก�ำลังจะเป็นปัญหาหลักของประเทศไทย Tomography: CT) เป็นส่วนประกอบร่วมเพ่ือเพิ่มข้อมูล
เช่นเดียวกับในประเทศอื่น ๆ รวมถึงองค์การอนามัยโลกได้ ด้านกายวิภาคตลอดจนเพื่อท�ำ attenuation correction
ประมาณการว่าอุบัติการณ์ของภาวะสมองเส่ือมในผู้สูงอายุ ดังนั้น เรียกการตรวจนี้ว่า [F-18] FDG PET/CT เน่ืองจาก
ตั้งแต่ 60 ปีข้ึนไปทั่วโลกรวมท้ังในประเทศไทยจะมีแนวโน้ม สมองเป็นอวัยวะที่ใช้น้�ำตาลกลูโคสเป็นแหล่งพลังงานหลัก
เพ่ิมข้ึนอย่างรวดเร็ว1 ท้ังนี้ภาวะสมองเสื่อมเป็นภาวะเร้ือรัง โดยสัมพันธ์กับระดับการท�ำงานของเซลล์สมองจึงสามารถใช้
ที่มีระยะเวลาการด�ำเนินโรคนาน ผู้ป่วยจะมีการถดถอยลง [F-18] FDG PET/CT มาประเมนิ การทำ� งานของเซลลส์ มองได้
อย่างต่อเนื่องทั้งในด้านความจ�ำและพฤติกรรม มีภาวะพ่ึงพา โดยเซลลส์ มองสว่ นทเ่ี สอ่ื มการทำ� งานจะมกี ารจบั [F-18] FDG
ตอ้ งไดร้ บั การดแู ลอยา่ งใกลช้ ดิ ตามระดบั ความรนุ แรง กอ่ ใหเ้ กดิ ลดลง6-7 จากข้อมูล meta-analysis โดย Morris และคณะ
ผลกระทบต่อเศรษฐกิจ สังคมเมือง2 และการพัฒนาประเทศ ในปี 25598 พบว่าการตรวจน้ีมีความไวประมาณร้อยละ 90
ต่อไปในอนาคต และมีความจำ� เพาะประมาณร้อยละ 89 ในการวนิ ิจฉยั AD
สาเหตุของภาวะสมองเสื่อมท่ีพบมากที่สุดได้แก่ การแปลผลโรคสมองเสอื่ มดว้ ย [F-18] FDG PET/CT
Alzheimer’s Disease (AD) ซึง่ พบได้ถึงรอ้ ยละ 70 โดยอาจ สามารถแบ่งตามวิธใี นการวเิ คราะห์ 3 วธิ ี ไดแ้ ก่ การวิเคราะห์
พบร่วมกับความผิดปกติอ่ืนๆ ของสมอง3 ส�ำหรับการวินิจฉัย ภาพสมองด้วยสายตา (visual analysis) โดยดูลักษณะ
ภาวะสมองเสื่อมจาก AD ตามมาตรฐานโดยท่ัวไปจะอาศัย ภาพการสะสมน้�ำตาลรังสีในสมอง โดยมีเกณฑ์มาตรฐาน
การซักประวัติ การตรวจร่างกาย การท�ำแบบประเมินระดับ ทนี่ ิยมได้แก่ เกณฑข์ อง The National Institute on Aging
ความรู้คิดสมองโดยแพทย์ผู้เช่ียวชาญทางประสาทวิทยา and Alzheimer’s Association: NIA-AA (NIA-AA)9-10
เป็นหลัก4 ส�ำหรับการตรวจทางเวชศาสตร์นิวเคลียร์เป็น อย่างไรก็ตาม การประเมินภาพทางรังสีวิทยาด้วยสายตา
การตรวจแบบ non-invasive สามารถตรวจการท�ำงานหรือ เพียงอย่างเดียวน้ันพบว่าความไวและความจ�ำเพาะอาจยัง
ความผิดปกติในระดับโมเลกุลได้โดยอาศัยสารเภสัชรังสี ไม่เพียงพอและข้ึนกับประสบการณ์ของรังสีแพทย์ โดยพบว่า
ที่มีรูปแบบการสะสมรังสีในอวัยวะเป้าหมายที่แตกต่างกัน การแปลผลภาพสมองดว้ ยสายตามคี วามไวโดยเฉลยี่ รอ้ ยละ 85
ออกไป และอาศัยกระบวนการวิเคราะห์ความเปลี่ยนแปลง แต่มคี วามจ�ำเพาะโดยเฉลีย่ เพียงร้อยละ 6811 วธิ ีท่สี อง ได้แก่
ของรังสีที่สะสมต่อหน่วยเวลาหรืออาศัยรูปแบบความผิดปกติ การแปลผลเชงิ ปรมิ าณ (quantitation) แบง่ ยอ่ ยเปน็ 2 วธิ ี ไดแ้ ก่
ของการสะสมของสารเภสัชรังสี โดยการตรวจเพทสแกนด้วย absolute quantitative analysis ที่มีข้อจ�ำกัดเน่ืองจาก
น�้ำตาลกลูโคสรังสี 2-Deoxy-2-[18F] fluoro-D-glucose มีความยุ่งยากทั้งวิธีการเก็บข้อมูลและการวิเคราะห์ผลจึง
([F-18]FDG) เป็นการตรวจทางเวชศาสตร์นิวเคลียร์ชนิดหน่ึง ไม่เหมาะใช้ในการให้บริการตรวจในกรณีท่ัวไปจึงใช้จ�ำกัด
ที่ได้รับการน�ำมาใช้ประกอบการวินิจฉัยภาวะสมองเสื่อม เฉพาะในการวิจัยเป็นส่วนใหญ่ และ semi-quantitative
โดยการตรวจเริ่มต้นจากการฉีด [F-18]FDG เข้าสู่ร่างกาย analysis ทอี่ าศยั วธิ กี ารวเิ คราะหภ์ าพเชงิ กง่ึ ปรมิ าณ ซง่ี ทำ� ไดง้ า่ ย
ทางหลอดเลือดด�ำ เมื่อสารเภสัชรังสีน้ีอยู่ในระบบไหลเวียน และได้รับความนิยม12-14 โดยเริ่มจากวิธี 3-dimension
โลหิตแล้วจะเข้าสู่เน้ือเยื่อผ่านทาง membrane glucose stereotactic surface projection: 3D-SSP analysis
transporter (glut-1 และ glut-3) และเข้าสู่เซลล์โดยอาศัย เรม่ิ ถกู พฒั นาขนึ้ ตงั้ แตป่ ี ค.ศ. 199515-16 แสดงผลความผดิ ปกติ
เอนไซม์ hexokinase และกลายเป็น FDG-6- phosphate ของสมองเป็นตัวเลขของค่า Z-score ท่ีเปรียบเทียบระหว่าง
กระบวนการนมี้ ลี กั ษณะเชน่ เดยี วกนั กบั กระบวนการท่ี glucose คา่ การสะสมปรมิ าณรงั สใี นสมองตำ� แหนง่ ตา่ ง ๆ กบั คา่ การสะสม
เข้าสู่เซลล์ซึ่งจะได้ glucose- 6- phosphate อย่างไรก็ตาม ปริมาณรังสีในสมองในฐานข้อมูลประชากรปกติ (normal
FDG-6-phosphate ไม่สามารถผ่านเข้าสู่กระบวนการ database; nDB) รวมถงึ แสดงภาพการวเิ คราะหแ์ บบ parametric
glycolysis ได้ยังคงค้างอยู่ในเซลล์ (metabolic trapping)5
การศกึ ษาเปรยี บเทยี บผลการวเิ คราะหเ์ ชงิ กง่ึ ปรมิ าณในการตรวจเพทซที สี แกนของสมองดว้ ยสารเภสชั รงั สี [F-18]FDG PET/CT ดว้ ยโปรแกรมคอมพวิ เตอร์ 2 ชนดิ ในการวเิ คราะหโ์ รคสมองเสอื่ ม 15
มณรี ตั น์ จับจิตต์ ธญั ญลักษณ์ เธียรธัญญกิจ จักรมเี ดช เศรษฐนันท์
วชริ เวชสารและวารสารเวชศาสตรเ์ ขตเมอื ง
ปที ี่ 65 ฉบบั ที่ 1 มกราคม - กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564
เปน็ แถบสที แ่ี สดงถงึ คา่ Z-score ดงั กลา่ วบนภาพแผนทส่ี มอง การเกบ็ ขอ้ มลู กลมุ่ ตวั อยา่ งองิ ตามเกณฑท์ รี่ ะบไุ วใ้ นงานวจิ ยั หลกั
(Z-score map) ปจั จบุ นั มหี ลายโปรแกรมทใี่ ชง้ านในลกั ษณะนี้ ส�ำหรับการวิเคราะห์โดยใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ ด�ำเนิน
เพ่ือการวินิจฉัยโรคสมองเสื่อม ตัวอย่างของโปรแกรม ตามค่มู ือเครอื่ ง CortexID และ Q.brain แบบอัตโนมตั ิ และ
คอมพิวเตอร์สองชนิดท่ีใช้แพร่หลายในปัจจุบัน ได้แก่ การวเิ คราะหท์ างสถติ ใิ ช้ paired t-test และ 2 by 2 table19-20
CortexID และ Q.brain ซง่ึ ไดร้ บั การผลติ และพฒั นาโดยบรษิ ทั 1) รายละเอียดท่ัวไป อาสาสมัครเช้ือชาติไทยอายุต้ังแต่
GE Healthcare (GE Healthcare, Milwaukee, WI, USA) 60 ปขี นึ้ ไป จ�ำนวน 85 ราย ไดแ้ ก่ ผ้สู งู อายทุ ี่มรี ะดับความรู้
ส�ำหรับการแปลผลเพทสแกนด้วย [F-18] FDG ของสมอง คิดปกติ จ�ำนวน 21 ราย, ผู้ป่วยสมองเสื่อมเล็กน้อย (Mild
ทง้ั น้ี คา่ Z-score รวมถงึ ลกั ษณะทพ่ี บจาก Z-score map ทไ่ี ด้ Cognitive Impairment: MCI) จำ� นวน 32 ราย, และผู้ป่วย
จากการใชโ้ ปรแกรมคอมพวิ เตอรว์ เิ คราะหภ์ าพสมอง CortexID Alzheimer’s Disease (AD) จ�ำนวน 32 ราย วินิจฉัยโดย
และ Q.brain นน้ั อาจมคี วามแตกตา่ งกนั เนอื่ งดว้ ยแผนทสี่ มอง แพทยผ์ ้เู ชี่ยวชาญด้านอายุรศาสตร์ปัจฉมิ วยั และอิงตามเกณฑ์
ทใ่ี ชอ้ า้ งองิ ใน CortexID ใช้ Talairach atlas17 ขณะท่ี Q.brain การวนิ จิ ฉยั ของ NIA-AA ไดร้ บั การตรวจ [F-18] FDG PET/CT
ใช้ MNI atlas17-18 รวมทัง้ รายละเอียดดา้ นอื่น ๆ ทแี่ ตกตา่ งกัน ทส่ี าขาเวชศาสตรน์ วิ เคลยี ร์ คณะแพทยศาสตรศ์ ริ ริ าชพยาบาล
ของท้ังสองโปรแกรม ได้แก่ จ�ำนวนและรายละเอียดของ ระหวา่ งเดอื นสงิ หาคม พ.ศ. 2559 ถงึ เดอื นตลุ าคม พ.ศ. 2561
ตำ� แหนง่ ของสมองทใ่ี ชใ้ นการรายงานผล ขน้ั ตอน normalization 2) ขนั้ ตอนการเตรียมตัวก่อนตรวจ การถ่ายภาพการตรวจ
และรูปแบบในการรายงานผล เน่ืองจากการวิเคราะห์ข้อมูล และการสรา้ งภาพสมอง (image acquisition) ของการตรวจ
ภาพสมองรวมถงึ การแปลผลเป็นงานที่มีรายละเอียดมากและ [F-18]FDG PET/CT เปน็ ไปตามมาตรฐานของ Alzheimer’s
การวินิจฉัยโรคได้อย่างถูกต้องมีความส�ำคัญเป็นอย่างมาก Disease Neuroimaging Initiative (ADNI)21-22 โดยเคร่ือง
ต่อการดูแลรักษาผู้ป่วย ดังน้ันการตัดสินใจเลือกโปรแกรม PET/CT scanner (discovery STE PET/CT, GE healthcare,
คอมพิวเตอร์ท่ีท�ำการวิเคราะห์ภาพสมองที่มีความถูกต้อง WI, USA) ซ่งึ มรี ายละเอียดดังน้ี อาสาสมคั รจะไดร้ บั การตรวจ
แม่นย�ำสูงมาช่วยประกอบการวินิจฉัยแยกโรคเพื่อช่วยเพ่ิม PET/CT ด้วย [F-18] FDG ถ่ายภาพสมองท่ีเวลา 30 นาที
ความมั่นใจและความถูกต้องต่อการวินิจฉัยโรคของแพทย์ หลังจากฉีดสารเภสัชรังสี [F-18]FDG (ปริมาณความแรงรังสี
จึงมีความสำ� คญั และเปน็ ท่มี าของการศกึ ษาวจิ ัยนี้ 4.5-5.5 mCi) ทำ� การถ่ายภาพ 1 bed position โดยมี field
of view คลุมส่วนของสมองท้ังหมด แบบ static จ�ำนวน
วัตถุประสงคข์ องงานวิจยั 6 frame ใช้เวลา 5 นาทีต่อ frame รวมเวลาถ่ายภาพนาน
30 นาทแี ละใชว้ ธิ กี ารสรา้ งภาพแบบ iterative reconstruction
เพื่อศึกษาเปรียบเทียบผลการวิเคราะห์เชิงกึ่งปริมาณ โดยท�ำการต้ัง parameters ต่าง ๆ ในการถ่ายภาพและ
ในการตรวจ [F-18]FDG เพทซที ขี องสมองจากผลการวเิ คราะห์ การสร้างภาพ ได้แก่ iterative 4 iterations, 20 subset,
คา่ Z-score ทตี่ ำ� แหนง่ สมองสว่ นตา่ ง ๆ ดว้ ยโปรแกรมคอมพวิ เตอร์ grid 128x128, FOV 256 mm., slice thickness 3.27 mm.
CortexID และ Q.brain นอกจากน้ยี ังศึกษาค่าความสามารถ 3) การค�ำนวณขนาดกลุ่มตัวอย่าง อาศัยเคร่ืองมือทางสถิติ
ในการวินิจฉัยโรคสมองเสื่อมจากโปรแกรมคอมพิวเตอร์ McNemar ดังน้ี
แต่ละชนิดโดยอาศัยผลวิเคราะห์แบบ semi-quantitative (Ζα + Ζβ)2 σd2
จากภาพ 3D-SSP Z-score map โดยอ้างอิงกับวธิ มี าตรฐาน n = (µd)2
การด�ำเนนิ การวจิ ัย
งานวิจัยน้ีได้รับการอนุมัติจาก คณะกรรมการ ก�ำหนด ค่าเฉลี่ยของค่าความแตกต่างของ Z-score
จริยธรรมการวิจัยในคน คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล (µd), ค่าความแปรปรวน (σd), สมั ประสทิ ธค์ิ วามเชอื่ มั่น (Ζα),
(142/2562 EC1) วิธีการด�ำเนินการวิจัยศึกษาจากกลุ่ม อ�ำนาจการทดสอบ (Ζβ) เนื่องจากไม่มีงานวิจัยในลักษณะ
ตัวอย่างมีขนาดเท่ากับงานวิจัยหลัก (จ�ำนวน 85 ราย) เดียวกันน้ีมาก่อน ทางผู้วิจัยจึงได้ท�ำการวิเคราะห์ผลแบบ
น�ำร่องในอาสาสมัคร 46 รายท่ีมารับการตรวจ [F-18] FDG
16 การศกึ ษาเปรยี บเทยี บผลการวเิ คราะหเ์ ชงิ กง่ึ ปรมิ าณในการตรวจเพทซที สี แกนของสมองดว้ ยสารเภสชั รงั สี [F-18]FDG PET/CT ดว้ ยโปรแกรมคอมพวิ เตอร์ 2 ชนดิ ในการวเิ คราะหโ์ รคสมองเสอื่ ม
มณีรตั น์ จบั จติ ต์ ธญั ญลกั ษณ์ เธยี รธญั ญกจิ จักรมเี ดช เศรษฐนนั ท์
Vajira Medical Journal: Journal of Urban Medicine
Vol. 65 No. 1 January - Feburary 2021
PET/CT ในงานวิจัยหลัก เพ่ือหาข้อมูลค่า Z-score ซ่ึง จากระบบ PACs และข้อมูลทางคลินิกของอาสาสมัครรวมถึง
ค�ำนวณจากค่านับวัดรังสีในต�ำแหน่งของสมองจ�ำนวน ผลการตรวจอะมัยลอยด์เพทสแกนด้วย [F-18] florbetapir
14 ต�ำแหน่งท่ีใช้สมองส่วน pons ในการ normalize ด้วย จากฐานข้อมูลของโครงการวิจัยหลัก23 ได้รับการอนุมัติ
การใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่ใช้วิเคราะห์ผลทั้ง 2 ชนิด การท�ำวิจัยจากคณะกรรมการจริยธรรมการวิจัยในคน
มาท�ำการหาค่าความแตกต่างของค่าเฉลี่ยของค่า Z-score ค ณ ะ แ พ ท ย ศ า ส ต ร ์ ศิ ริ ร า ช พ ย า บ า ล เ ม่ื อ เ ดื อ น มี น า ค ม
ส�ำหรับการค�ำนวณขนาดตัวอย่างในการวิจัยก�ำหนดแอลฟา พ.ศ. 2562 โดยน�ำขอ้ มูลภาพสมองมาวเิ คราะหด์ ้วยโปรแกรม
ที่ 0.05 พบว่าขนาดตัวอย่างต�่ำสุด คือ 6 ราย โดยอาศัยค่า คอมพิวเตอร์ CortexID และ Q.brain ด้วยวิธีอัตโนมัติ
Z-score และ SD ท่ีพ้ืนท่ีสมอง medial frontal ซีกขวา โดยนักรังสีการแพทย์ ข้อมูลที่วิเคราะห์ด้วยโปรแกรม
และขนาดตัวอย่างสูงสุดคือ 37,357 ราย ท่ีพ้ืนท่ีสมอง คอมพวิ เตอรท์ งั้ 2 โปรแกรมจะไดร้ บั การแสดงผลออกมาเปน็ คา่
occipital association ซีกขวา แต่เน่ืองจากมีข้อจ�ำกัดของ Z-score และภาพ Z-score map ของสมองแต่ละต�ำแหน่ง
จำ� นวนขอ้ มลู ในงานวจิ ยั หลกั ณ ปจั จบุ นั ทม่ี ขี อ้ มลู ทง้ั หมดเพยี ง โดยแบ่งออกเป็น 3 ผลการวิเคราะห์ย่อยตามต�ำแหน่งท่ีใช้ใน
85 ราย ทางคณะผวู้ จิ ยั จงึ นำ� ขอ้ มลู ของอาสาสมคั รในโครงการ การ normalize ได้แก่ pons, cerebellum และ global
ทั้งหมดมาท�ำการวิเคราะห์ข้อมูลโดยเป็นการศึกษาน�ำร่อง cerebral cortex และคณะผู้วิจัยได้ท�ำการเทียบเคียง
4) การเกบ็ ขอ้ มูลการวจิ ัย มีลกั ษณะการศึกษาแบบยอ้ นหลงั ต�ำแหน่งสมองจากทั้งสองโปรแกรมให้สอดคล้องกัน โดยมี
โดยอาศัยข้อมูลภาพการตรวจ [F-18] FDG PET/CT รายละเอียดตาม ตารางท่ี 1
ตารางที่ 1:
แสดงชื่อท่ีใช้ในการระบุต�ำแหน่งต่าง ๆ ของสมองที่น�ำมาวิเคราะห์เปรียบเทียบด้วยโปรแกรมคอมพิวเตอร์ CortexID และ
โปรแกรมคอมพิวเตอร์ Q.brain
ลำ� ดับ ชื่อพืน้ ที่สมองของ ช่ือพื้นทส่ี มองของ
พ้นื ทสี่ มอง โปรแกรมคอมพวิ เตอร์ CortexID โปรแกรมคอมพิวเตอร์ Q. brain
1 Frontal Association_L Prefrontal Lateral L
2 Frontal Association_R Prefrontal Lateral R
3 Medial Frontal_L Prefrontal Medial L
4 Medial Frontal_R Prefrontal Medial R
5 Sensorimotor_L Sensorimotor L
6 Sensorimotor_R Sensorimotor R
7 Occipital Association_L Occipital Lateral L
8 Occipital Association_R Occipital Lateral R
9 Visual_L Primary Visual L
10 Visual_R Primary Visual R
11 Anterior Cingulate_L Anterior Cingulate L
12 Anterior Cingulate_R Anterior Cingulate R
13 Posterior Cingulate_L Posterior Cingulate L
14 Posterior Cingulate_R Posterior Cingulate R
การศกึ ษาเปรยี บเทยี บผลการวเิ คราะหเ์ ชงิ กง่ึ ปรมิ าณในการตรวจเพทซที สี แกนของสมองดว้ ยสารเภสชั รงั สี [F-18]FDG PET/CT ดว้ ยโปรแกรมคอมพวิ เตอร์ 2 ชนดิ ในการวเิ คราะหโ์ รคสมองเสอื่ ม 17
มณรี ตั น์ จบั จิตต ์ ธัญญลกั ษณ์ เธยี รธัญญกิจ จกั รมเี ดช เศรษฐนนั ท์
วชริ เวชสารและวารสารเวชศาสตร์เขตเมอื ง
ปีท่ี 65 ฉบบั ที่ 1 มกราคม - กุมภาพนั ธ์ พ.ศ. 2564
หลักการในการเลือกต�ำแหน่งของสมองท่ีใช้ในการ การวิเคราะห์ด้วยโปรแกรมท้ังสองชนิดจากการลงความเห็น
normalization ได้แก่ เป็นต�ำแหน่งของสมองที่การสะสม รว่ มกนั ของรงั สีแพทย์ 2 ท่านทีม่ ปี ระสบการณใ์ นการแปลผล
ของสารเภสัชรังสีไม่ได้รับผลกระทบจากโรคที่ต้องการท�ำ 16 ปี และ 10 ปีตามล�ำดับ ซึ่งรังสีแพทย์ทั้งสองท่านให้
การศึกษา ซ่ึงส�ำหรบั การใชก้ ารตรวจ [F-18]FDG PET/CT ใน การวินิจฉัยโดยไม่ทราบข้อมูลของอาสาสมัครและอิงตาม
ผู้ป่วยโรค Alzheimers’ น้นั ต�ำแหนง่ ที่ได้รบั ค�ำแนะนำ� ให้ใช้ เกณฑ์ของ NIA-AA9-10 โดยแบ่งการวินิจฉัยออกเป็น 2 กลุ่ม
เป็นต�ำแหน่งอ้างอิงในการท�ำ normalization จากการวิจัย ได้แก่ normal (ไม่พบว่ามีลักษณะการจับสารเภสัชรังสี
ของ Minoshima และคณะ ไดแ้ ก่ pons และ cerebellum [F-18] FDG ในสมองลดลงอย่างผิดปกติเมื่อเทียบกับ
ตามล�ำดับ24 อย่างไรก็ตาม เนื่องจากในผู้ป่วยบางรายอาจมี ประชากรอ้างอิง) และ AD (มีลักษณะการจับสารเภสัชรังสี
ความผดิ ปกตใิ นตำ� แหนง่ ของสมองสว่ นทกี่ ลา่ วมาซงึ่ อาจสง่ ผล [F-18] FDG ในสมองลดลงผิดปกติอย่างเด่นชัดในต�ำแหน่ง
ต่อความถูกต้องของการแปลผลได้ ดังน้ันจึงได้มีการแนะน�ำ ท่ีเข้าได้กับ AD ได้แก่ posterior cingulate, parietal
ให้ท�ำการเปรียบเทียบผลที่ได้จากการใช้ normalize region cortex และ posterior temporal cortex ทงั้ นใี้ นรายทมี่ ี AD
หลายๆ ต�ำแหน่งรวมท้ัง global cerebral cortex25 มา ระยะรุนแรงจะพบความผิดปกติที่ frontal cortex ร่วมดว้ ย)
พจิ ารณาร่วมกันในการแปลผลเสมอ ดงั น้ัน การวเิ คราะหข์ อ้ มลู ในส่วนน้จี ะทำ� เฉพาะในอาสาสมคั ร
5) การวิเคราะห์ทางสถิติ 5.1) การวิเคราะห์ทางสถิติ จำ� นวน 46 รายทไ่ี ด้รบั การวนิ จิ ฉยั ยืนยนั วา่ เป็นกลมุ่ normal
เพอ่ื เปรยี บเทยี บผลการวเิ คราะหเ์ ชงิ กง่ึ ปรมิ าณในการตรวจ และ AD โดยอาศัยเกณฑ์จากผลการวินิจฉัยทางคลินิกและ
[F-18]FDG PET/CT ของสมอง ดว้ ยโปรแกรมคอมพิวเตอร์ ทางประสาทวทิ ยารว่ มกบั ผลการวนิ จิ ฉยั เพทสแกนดว้ ย [F-18]
CortexID และ Q.brain อาศัยสถิติ paired t-test florbetapir ตามเกณฑ์ท่ีใช้ในงานวจิ ยั ของ Clark และคณะ26
รายละเอียด ดงั น้ี เป็นวิธีมาตรฐาน ส่วนอาสาสมัครที่ได้รับการวินิจฉัย MCI
∑D จะไม่ได้รับการน�ำมาวิเคราะห์ผลในส่วนนี้เนื่องจากเป็นกลุ่ม
t = N∑DN2 –– 1(∑D)2 ท่ียังไม่สามารถให้การวินิจฉัยได้แน่ชัด จากนั้นผลลัพธ์
การวินิจฉัยภาพ Z-score map ท่ีได้จากท้ังสองโปรแกรม
df = n - 1 จะน�ำไปเทียบกับวิธีมาตรฐานและน�ำไปวิเคราะห์ผลทางสถิติ
หรอื t = ∑(χS,E–diffχ2) ได้แก่ ความไว (sensitivity) ความจ�ำเพาะ (specificity)
ก�ำหนด ค่า Z-score ของโปรแกรมคอมพิวเตอร์ ความแม่นย�ำ (accuracy) ค่าการท�ำนายผลบวก (Positive
CortexID ลบ ค่า Z-score ของโปรแกรมคอมพิวเตอร์ Predictive Value: PPV) ค่าการท�ำนายผลลบ (Negative
Q.brain แบบจับคู่ในอาสาสมัครแต่ละรายทั้งหมด 85 ราย Predictive Value: NPV) อัตราส่วนความน่าจะเป็นของ
แบบค่าเฉล่ีย (εD) หารด้วย ค่าความคลาดเคลื่อนของ ผลการตรวจท่ีเป็นลบ ในผู้ท่ีเป็นโรคเทียบกับผู้ท่ีไม่เป็นโรค
ค่าเฉล่ีย (The standard error of the difference: SE) (negative likelihood ratio: LR-) อตั ราส่วนความนา่ จะเปน็
โดยก�ำหนดระดับความมีนัยส�ำคัญ p-value ท่ีระดับ .05 ของผลการตรวจทเี่ ปน็ บวกในผทู้ เี่ ปน็ โรคเทยี บกบั ผทู้ ไ่ี มเ่ ปน็ โรค
ด้วยโปรแกรมทางสถิติ PASW Statistics for Windows, (positive likelihood ratio: LR+) โดยข้ันตอนการวิจัย
Version 18.0 (SPSS Inc., Chicago, IL, USA) ซึ่งขั้นตอน และการสรา้ งวธิ ีมาตรฐานเพ่อื ใช้ทดสอบแสดงในรปู ท่ี 2
การวิจัยแสดงในรูปที่ 1 5.2) การวิเคราะห์ทางสถิติเพื่อ
ศึกษาค่าความสามารถในการวินิจฉัยโรค Alzheimer’s ผลการวจิ ัย
ด้วยโปรแกรมคอมพิวเตอร์ ท้ัง 2 ชนิดจากภาพ 3D-SSP
Z-score map เทียบกับ วิธีมาตรฐาน อาศัยรูปแบบ อาสาสมคั รทง้ั หมด 85 ราย (normal จำ� นวน 21 ราย,
ความผิดปกติท่ีพบจากภาพ Z-score map ท่ีได้จาก MCI จำ� นวน 32 ราย และ AD จำ� นวน 32 ราย) ประกอบดว้ ย
เพศชาย จ�ำนวน 38 ราย เพศหญิง จ�ำนวน 47 ราย อายุเฉลีย่
70.189 + 6.018 ปี
18 การศกึ ษาเปรยี บเทยี บผลการวเิ คราะหเ์ ชงิ กง่ึ ปรมิ าณในการตรวจเพทซที สี แกนของสมองดว้ ยสารเภสชั รงั สี [F-18]FDG PET/CT ดว้ ยโปรแกรมคอมพวิ เตอร์ 2 ชนดิ ในการวเิ คราะหโ์ รคสมองเสอ่ื ม
มณีรัตน์ จับจิตต ์ ธัญญลกั ษณ์ เธียรธญั ญกจิ จกั รมเี ดช เศรษฐนนั ท์
Vajira Medical Journal: Journal of Urban Medicine
Vol. 65 No. 1 January - Feburary 2021
Process of CortexID and Q.brain
(Fully automated) analytical 3D-SSP software packages
Archiving [F-18] FDG PET
brain raw images data
CortexID Q. brain
Anatomical Anatomical
standardization standardization
(Talairach atlas)
(MNI atlas))
Normalization Normalization
Z-score report 3Dim-SaSgPe(nZg=-esnc4eo6rr)aetimonap Z-score report 3Dim-SaSgPe(nZg=-esnc4eo6rr)aetimonap
(n = 85) (n = 85)
Image interpretation Image interpretation
Statistical
analysis
รปู ที่ 1: ขนั้ ตอนการวจิ ยั
การศกึ ษาเปรยี บเทยี บผลการวเิ คราะหเ์ ชงิ กงึ่ ปรมิ าณในการตรวจเพทซที สี แกนของสมองดว้ ยสารเภสชั รงั สี [F-18]FDG PET/CT ดว้ ยโปรแกรมคอมพวิ เตอร์ 2 ชนดิ ในการวเิ คราะหโ์ รคสมองเสอ่ื ม 19
มณรี ตั น์ จับจิตต ์ ธัญญลักษณ์ เธยี รธญั ญกจิ จักรมีเดช เศรษฐนันท์
วชิรเวชสารและวารสารเวชศาสตรเ์ ขตเมอื ง psychological test with
psychological diagnostic
ปีที่ 65 ฉบับที่ 1 มกราคม - กมุ ภาพนั ธ์ พ.ศ. 2564
results (n = 85)
diagnostic results from AD, normal, MCI
[F-18] florbetapir PET/CT
images (n = 85)
positive, negative
select positive case select negative case select normal case select AD case MCI case
(n = 42) (n = 43) (n = 21) (n = 32) (n = 32)
matched negative case with normal case matched positive case with AD case
(n = 19) (n = 27)
case gold standard (n = 46)
n (AD) = 27, n (normal) = 19
CortexID Q.brain
3D-SSP Z-score map 3D-SSP Z-score map
images images
Reader 1 results Reader 2 results Reader 1 results Reader 2 results
Different Different
diagnosis diagnosis
result result
yes yes
Nuclear medicine radiologist no no Nuclear medicine radiologist
consensus interpretation consensus interpretation
(AD, normal) (AD, normal)
CortexID diagnostic results Q.brain diagnostic results
statistical analysis
(2 by 2 table)
รปู ที่ 2: ขัน้ ตอนการสร้าง วธิ ีมาตรฐาน
20 การศกึ ษาเปรยี บเทยี บผลการวเิ คราะหเ์ ชงิ กงึ่ ปรมิ าณในการตรวจเพทซที สี แกนของสมองดว้ ยสารเภสชั รงั สี [F-18]FDG PET/CT ดว้ ยโปรแกรมคอมพวิ เตอร์ 2 ชนดิ ในการวเิ คราะหโ์ รคสมองเสอื่ ม
มณีรตั น์ จบั จิตต ์ ธญั ญลกั ษณ์ เธียรธัญญกจิ จกั รมเี ดช เศรษฐนันท์
Vajira Medical Journal: Journal of Urban Medicine
Vol. 65 No. 1 January - Feburary 2021
การวิเคราะหค์ วามแตกต่างของคา่ Z-score ด้วยสถิติ ท้ังสองท่านให้ผลการวินิจฉัยตรงกันว่าเป็น normal ซ่ึง
paired t-test ของสมอง ทั้ง 14 ต�ำแหน่งมีค่าเฉล่ียของ ไม่ตรงกับผลจากวิธีมาตรฐาน (วินิจฉัย AD) มาปรับค่าสูงสุด
Z-score ระหว่างโปรแกรมคอมพิวเตอร์ CortexID และ ในการแสดงผลส่วนเบ่ียงเบนมาตรฐานของโปรแกรม
Q.brain ที่แตกต่างกันอย่างมีนัยส�ำคัญทางสถิติ ในต�ำแหน่ง คอมพิวเตอร์ CortexID จากเดิมที่ก�ำหนดค่า default ไว้ 7
medial frontal และ occipital association ของสมอง SD เป็น 5 SD ตามค�ำแนะน�ำของผู้เช่ียวชาญที่เป็นผู้พัฒนา
ท้ัง 2 ซีก รวมพื้นท่ีสมองที่พบความแตกต่างระหว่างค่าเฉลี่ย โปรแกรมคอมพิวเตอร์ CortexID สง่ ผลให้ความผิดปกตทิ ่ีพบ
ของ Z-score ทั้งหมด 4 ต�ำแหน่งเม่ือท�ำการ normalize ในภาพ Z-score map มีความชัดเจนมากย่ิงข้ึนเน่ืองจาก
ด้วย pons, เมื่อท�ำการ normalize ด้วย cerebellum แถบสีมีช่วงแคบกว่า 7SD ดังน้ันเมื่อรังสีแพทย์ท้ัง 2 ท่าน
พบต�ำแหน่งท่ีมีความแตกต่างระหว่างค่าเฉล่ียของ Z-score ท�ำการวินิจฉัยซ�้ำโดยไม่ทราบผลลัพธ์ของการวินิจฉัยทั้งจาก
อยา่ งมนี ัยสำ� คญั ทางสถติ ิ ในตำ� แหน่ง medial frontal และ วิธีมาตรฐาน โดยผลลัพธ์จากผลการวินิจฉัยภาพสแกนเดิม
occipital association ของสมองทั้ง 2 ซีกเช่นเดียวกับ ของอาสาสมคั รทั้ง 5 ราย พบวา่ ทกุ รายได้รับการวนิ จิ ฉัยเป็น
เม่ือท�ำการ normalize ด้วย pons และพบความแตกต่าง early AD ซงึ่ ตรงกับวธิ ีมาตรฐาน
อยา่ งมนี ยั สำ� คญั เพม่ิ เตมิ ในตำ� แหนง่ anterior cingulate ของ
สมองทัง้ 2 ซีก, sensorimotor และ posterior cingulate วิจารณ์
ของสมองซีกซ้าย รวมเป็นจ�ำนวน 8 ต�ำแหน่ง และท้ายสุด
เมื่อท�ำการ normalize ด้วย global cerebral cortex งานวิจัยฉบับน้ีเป็นการวิจัยน�ำร่องมีรูปแบบการศึกษา
พบตำ� แหนง่ ทมี่ คี วามแตกตา่ งอยา่ งมนี ยั สำ� คญั ทางสถติ ิ จำ� นวน ยอ้ นหลังเพ่อื เปรียบเทียบโปรแกรมคอมพวิ เตอร์ 2 โปรแกรม
7 ตำ� แหนง่ ไดแ้ ก่ frontal association, medial frontal และ ท่ีใช้ในการวิเคราะห์โรคสมองเสื่อมจาก AD โดยอาศัยผล
visual cortex ของสมองทง้ั สองซกี และ posterior cingulate การวเิ คราะหแ์ บบ semi-quantitative จากคา่ Z-score และ
ของสมองซีกซ้ายแสดงรายละเอยี ดดงั ตารางท่ี 2 ลักษณะของภาพ Z-score map ท่ีได้จากการ normalize
เมอ่ื น�ำภาพ 3D-SSP และ Z-score map ทส่ี ร้างขน้ึ ด้วยต�ำแหน่งอ้างอิงในสมอง 3 ต�ำแหน่ง โดยผลการศึกษา
จากการน�ำค่า Z-score ที่ได้จากแต่ละพื้นท่ีสมองของ พบว่า medial frontal ของสมองทั้งสองซีกเป็นต�ำแหน่ง
อาสาสมคั รจ�ำนวน 46 ราย (เพศชาย 21 ราย และเพศหญงิ ท่ีพบความแตกต่างของค่า Z-score ที่วิเคราะห์ได้จากท้ัง
25 ราย, อายุเฉลี่ย 70.456 + 5.931 ปี) มาท�ำการแปลผล 3 ต�ำแหน่งที่ใช้ในการ normalize อย่างมีนัยส�ำคัญทางสถิติ
ร่วมกันระหว่างรังสีแพทย์ 2 ท่านเพื่อวินิจฉัยแยก AD ในขณะทต่ี ำ� แหนง่ occipital association ของสมองทงั้ สองซกี
และ normal โดยเทียบกับวิธีมาตรฐาน พบว่าความไว พบความแตกต่างอย่างมีนัยส�ำคัญทางสถิติเม่ือ normalize
และความจ�ำเพาะของโปรแกรมคอมพิวเตอร์ CortexID ด้วย pons และ cerebellum แต่ไม่พบความแตกต่างอย่าง
(ร้อยละ 79.17 และร้อยละ 100 ตามล�ำดับ) มีค่าสูงกว่า มีนัยส�ำคัญเม่ือ normalize ด้วย global cerebral cortex
โปรแกรมคอมพวิ เตอร์ Q.brain (รอ้ ยละ 44.44 และ รอ้ ยละ ส่วนต�ำแหน่ง posterior cingulate ของสมองซีกซ้ายพบ
63.16 ตามล�ำดับ) ดังแสดงใน ตารางท่ี 3 รวมท้ังค่า ความแตกตา่ งอย่างมีนัยส�ำคัญทางสถติ ิเมอ่ื normalize ด้วย
ความแม่นย�ำ, ค่าการท�ำนายผลบวก, ค่าการท�ำนายผลลบ, cerebellum และ global cerebral cortex
อตั ราสว่ นความนา่ จะเปน็ ของผลการตรวจทเ่ี ปน็ ลบในผทู้ เี่ ปน็ โรค ท้ังน้ี เมื่อพิจารณาตามเกณฑ์การวินิจฉัย AD ของ
เทียบกับผู้ที่ไม่เป็นโรค อัตราส่วนความน่าจะเป็นของผล NIA-AA9-10 เก่ียวกับต�ำแหน่งของสมองที่มีความผิดปกติ
การตรวจเปน็ บวกในผู้ท่ีเป็นโรคเทียบกบั ผู้ทไี่ มเ่ ปน็ โรค พบวา่ ท่ีได้รับการยอมรับว่ามีความส�ำคัญต่อการวินิจฉัย AD
เมื่อท�ำการวิเคราะห์ผลด้วยโปรแกรมคอมพิวเตอร์ CortexID ตามล�ำดับระยะความรุนแรงของโรค ได้แก่ posterior
มคี า่ สงู กวา่ โปรแกรมคอมพวิ เตอร์ Q.brain ทงั้ หมด อยา่ งไรกต็ าม cingulate, parietal และ posterior temporal cortex
เมื่อน�ำอาสาสมัครจ�ำนวน 5 รายท่ีในเบื้องต้นรังสีแพทย์ และอาจรวมถงึ frontal cortex เฉพาะกรณที กี่ ารดำ� เนนิ ของโรค
เปน็ ไปอยา่ งมากแลว้ นนั้ จะพบวา่ ในตำ� แหนง่ ของสมอง 3 ตำ� แหนง่
การศกึ ษาเปรยี บเทยี บผลการวเิ คราะหเ์ ชงิ กงึ่ ปรมิ าณในการตรวจเพทซที สี แกนของสมองดว้ ยสารเภสชั รงั สี [F-18]FDG PET/CT ดว้ ยโปรแกรมคอมพวิ เตอร์ 2 ชนดิ ในการวเิ คราะหโ์ รคสมองเสอื่ ม 21
มณรี ตั น์ จบั จติ ต ์ ธญั ญลกั ษณ์ เธียรธญั ญกิจ จกั รมีเดช เศรษฐนันท์
วชิรเวชสารและวารสารเวชศาสตรเ์ ขตเมืองตารางท่ี 2:
ปีท่ี 65 ฉบับท่ี 1 มกราคม - กุมภาพนั ธ์ พ.ศ. 2564
22 การศกึ ษาเปรยี บเทยี บผลการวเิ คราะหเ์ ชงิ กงึ่ ปรมิ าณในการตรวจเพทซที สี แกนของสมองดว้ ยสารเภสชั รงั สี [F-18]FDG PET/CT ดว้ ยโปรแกรมคอมพวิ เตอร์ 2 ชนดิ ในการวเิ คราะหโ์ รคสมองเสอ่ื ม
มณีรัตน์ จบั จติ ต ์ ธัญญลกั ษณ์ เธียรธญั ญกิจ จักรมีเดช เศรษฐนันท์
เปรียบเทียบค่าเฉล่ียความแตกต่างของ Z-score ค่าความคลาดเคลื่อนของค่าเฉลี่ย และ ค่านัยส�ำคัญทางสถิติที่ได้จากการวิเคราะห์ด้วยโปรแกรมคอมพิวเตอร์ท้ังสองชนิด
ในสมองตำ� แหน่งต่างๆ เมือ่ normalize ดว้ ย pons, cerebellum และ global cerebral cortex ตามล�ำดับ
ลาํ ดบั พื้นท่สี มอง pons normalization cerebellum normalization global normalization
ค่าเฉลีย่ คา่ ความ คา่ นยั สาํ คัญ คา่ เฉลีย่ คา่ ความ คา่ นยั สําคญั คา่ เฉลยี่ ค่าความ คา่ นัยสําคัญ
ความแตกตา่ ง คลาดเคลือ่ น ทางสถติ ิ ความแตกต่าง คลาดเคล่อื น ทางสถิติ ความแตกต่าง คลาดเคล่ือน ทางสถิติ
ของ Z-score ของค่าเฉลีย่ ของ Z-score ของค่าเฉล่ยี ของ Z-score ของคา่ เฉลยี่
1 Frontal Association L -0.054 0.769 0.487 0.071 0.064 0.274 -0.880 0.125 0.000
2 Frontal Association_R -0.120 0.772 0.123 0.022 0.069 0.751 -0.783 0.125 0.000
3 Medial Frontal L -0.325 0.083 0.000 -0.269 0.072 0.000 -1.320 0.123 0.000
4 Medial Frontal R -0.539 0.087 0.000 -0.495 0.084 0.000 -1.677 0.143 0.000
5 Sensorimotor_L 0.061 0.075 0.420 0.154 0.062 0.012 -0.195 0.110 0.079
6 Sensorimotor_R -0.020 0.085 0.814 0.123 0.071 0.079 -0.108 0.109 0.326
7 Occipital Association_L 0.229 0.083 0.007 0330 0.066 0.000 0.090 0.115 0.435
8 Occipital Association R 0.181 0.080 0.027 0.235 0.069 0.001 -0.197 0.134 0.144
9 Visual_L 0.065 0.065 0.323 0.085 0.060 0.159 -0.287 0.069 0.000
10 Visual_R -0.053 0.085 0.526 -0.080 0.084 0.340 -0.253 0.114 0.029
11 Anterior Cingulate_L 0.079 0.074 0.285 0.191 0.069 0.007 -0.130 0.093 0.167
12 Anterior Cingulate_R 0.060 0.072 0.406 0.135 0.065 0.042 0.069 0.090 0.444
13 Posterior Cingulate_L 0.117 0.085 0.171 0.206 0.084 0.016 0.320 0.109 0.004
14 Posterior Cingulate R -0.002 0.084 0.979 0.059 0.089 0.504 0.145 0.111 0.196
Vajira Medical Journal: Journal of Urban Medicine
Vol. 65 No. 1 January - Feburary 2021
ตารางท่ี 3:
ความไว ความจำ� เพาะ ความแมน่ ยำ� คา่ การทำ� นายผลบวก คา่ การทำ� นายผลลบ อตั ราสว่ นความนา่ จะเปน็ ของผลการตรวจทเ่ี ปน็ ลบ
ในผ้ทู เ่ี ป็นโรคเทียบกบั ผู้ท่ไี มเ่ ป็นโรค อตั ราสว่ นความนา่ จะเป็นของผลการตรวจเป็นบวกในผ้ทู เี่ ป็นโรคเทยี บกบั ผู้ทไ่ี ม่เปน็ โรค
ความไว ความจำ� เพาะ ความ ค่า คา่ อัตราส่วน อตั ราส่วน
(รอ้ ยละ) (ร้อยละ) แมน่ ยำ� การท�ำนาย การทำ� นาย ความนา่ จะเป็น ความนา่ จะเปน็
(รอ้ ยละ) ผลบวก ผลลบ ของผลการตรวจ ของผลการตรวจ
(รอ้ ยละ) (ร้อยละ) ที่เปน็ ลบ ทเี่ ปน็ บวก
ในผทู้ เี่ ปน็ โรคเทยี บกบั ในผทู้ เ่ี ปน็ โรคเทยี บกบั
ผ้ทู ีไ่ มเ่ ปน็ โรค ผ้ทู ี่ไม่เป็นโรค
CortexID
(สว่ นเบยี่ งเบนมาตรฐาน 79.17 100 89.13 100 81.48 0.21 N/A*
เท่ากับ 7
จำ� นวน 46 ราย)
Q.brain 44.44 63.16 52.17 63.16 44.44 0.88 1.21
(จำ� นวน 46 ราย)
* อัตราส่วนความนา่ จะเป็นของผลการตรวจที่เปน็ บวกในผู้ที่เป็นโรคเทียบกบั ผูท้ ่ีไมเ่ ปน็ โรค = ความไว / (1- ความจำ� เพาะ) = 79.17 / (100-100) ผลลพั ธค์ ือ
ไมส่ ามารถหาคา่ ได้ หรือ ไม่นยิ าม
ข้างต้นที่พบความแตกต่างของค่า Z-score ท่ีอาจส่งผล เมอ่ื ใชล้ กั ษณะทไ่ี ดจ้ ากภาพ Z-score map ทว่ี เิ คราะห์
ต่อการวินิจฉัย AD มีเพียงต�ำแหน่ง posterior cingulate ดว้ ยโปรแกรมคอมพวิ เตอร์ CortexID ในการวนิ จิ ฉยั แปลผลรว่ ม
ของสมองซีกซ้ายพบความแตกต่างอย่างมีนัยส�ำคัญทางสถิติ โดยแพทย์ พบว่าค่าความไวเท่ากับร้อยละ 79.17 ใกล้เคียง
เมอ่ื normalize ด้วย cerebellum และ global cerebral กับงานวิจัยของ Kim และคณะ (รอ้ ยละ 70)14 แต่ทว่าต่�ำกวา่
cortex แตไ่ มพ่ บความแตกตา่ งอยา่ งมนี ยั สำ� คญั เมอื่ normalize งานวจิ ัยของ Burdette และคณะ (ร้อยละ 94)12 และงานวจิ ัย
ด้วย pons จึงเป็นต�ำแหน่งท่ีอาจต้องให้ความระมัดระวัง ของ Foster และคณะ (รอ้ ยละ 97.6)13 ทางคณะผ้วู ิจยั เข้าใจ
เป็นพิเศษในการพิจารณาเลือกใช้โปรแกรมต่างชนิดกัน ว่าอาจจะมีสาเหตุจากหลายๆ ปัจจัยที่ส่งผลกระทบ ได้แก่
ในการวิเคราะห์ผลเน่ืองจากอาจมีความคลาดเคล่ือนของ การแปลผลร่วมโดยรังสีแพทย์ทั้งสองท่านได้ให้การวินิจฉัย
ผลการวิเคราะห์เนื่องจากเทคนิคที่ใช้ หรือหากต้องการลด AD โดยจะต้องมีลักษณะที่ผิดปกติของภาพ Z-score map
ความคลาดเคลื่อนทางเทคนิคดังกล่าวอาจพิจารณาเลือกใช้ อย่างชัดเจนตามเกณฑ์ดังท่ีกล่าวมาข้างต้น จึงอาจส่งผลให้
เฉพาะผลการวิเคราะห์ท่ีได้จากการ normalize ด้วย pons ความไวในการวินิจฉัย AD ลดลงในรายที่มีความผิดปกติ
ส่วนในอีก 2 ต�ำแหน่งท่ีเหลือ ได้แก่ medial frontal และ เพียงเล็กน้อย แต่จะส่งผลให้มีความจ�ำเพาะที่เพิ่มมากข้ึน
occipital association น้นั แม้วา่ คา่ Z-score ทวี่ ิเคราะหไ์ ด้ โดยเห็นได้จากค่าความจ�ำเพาะในงานวิจัยนี้มีค่าสูงถึงร้อยละ
จะมีความแตกต่างอยา่ งมนี ยั ส�ำคญั แตไ่ มม่ ผี ลมากนัก ในกรณี 100 ซงึ่ สูงกว่าผลวจิ ัยของ Foster และคณะ13 (รอ้ ยละ 73.2)
ทตี่ อ้ งการวนิ จิ ฉยั ภาวะ AD อยา่ งไรกต็ าม อาจมผี ลตอ่ การวนิ จิ ฉยั รวมถึงงานวจิ ยั อืน่ 14,27 แต่ใกล้เคยี งกับ Burdette และคณะ12
โรคอนื่ ๆ ของสมองได้ เชน่ dementia with Lewy’s bodies (ร้อยละ 99) โดยการตรวจท่ีมีความจ�ำเพาะสูงนี้สอดคล้อง
ซง่ึ จะพบความผดิ ปกตทิ ต่ี ำ� แหนง่ occipital cortex จงึ อาจตอ้ ง กับค่าการท�ำนายผลบวกที่เป็นไปในทิศทางเดียวกัน28 โดย
ใหค้ วามระมดั ระวงั ในการใชโ้ ปรแกรมตา่ งชนดิ กนั ในการประเมนิ ค่าการท�ำนายผลบวก ของงานวิจัยเท่ากับร้อยละ 100
ความผดิ ปกตขิ องสมองโดยอาศยั คา่ Z-score ในกรณดี งั กลา่ ว ส่วนคา่ การทำ� นายผลลบเท่ากบั ร้อยละ 87.48 สอดคลอ้ งและ
ส่วนในสมองต�ำแหน่งอื่น ๆ ซ่ึงไม่พบความแตกต่างของค่า ยืนยันไปในทิศทางเดียวกันกับค่าความไว ส�ำหรับอัตราส่วน
Z-score อยา่ งมนี ยั สำ� คญั นนั้ อาจไมม่ คี วามแตกตา่ งในการเลอื กใช้ ความนา่ จะเปน็ ของผลการตรวจทเ่ี ปน็ ลบในผทู้ เ่ี ปน็ โรคเทยี บกบั
ผลการวิเคราะห์ที่ได้จากโปรแกรมต่างชนิดกันมาประกอบ ผู้ทไี่ มเ่ ปน็ โรค มคี ่าเทา่ กบั 0.21 (0.2-0.9 : poor diagnostic
การวนิ จิ ฉยั ความผดิ ปกติ จากการตรวจโดย [F-18] FDG PET/CT value, 0.1-0.2: good diagnostic value) ส่วนอัตราส่วน
การศกึ ษาเปรยี บเทยี บผลการวเิ คราะหเ์ ชงิ กงึ่ ปรมิ าณในการตรวจเพทซที สี แกนของสมองดว้ ยสารเภสชั รงั สี [F-18]FDG PET/CT ดว้ ยโปรแกรมคอมพวิ เตอร์ 2 ชนดิ ในการวเิ คราะหโ์ รคสมองเสอ่ื ม 23
มณรี ตั น์ จบั จติ ต ์ ธัญญลกั ษณ์ เธยี รธัญญกิจ จกั รมเี ดช เศรษฐนันท์
วชริ เวชสารและวารสารเวชศาสตร์เขตเมือง
ปที ี่ 65 ฉบับท่ี 1 มกราคม - กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564
ความน่าจะเป็นของผลการตรวจที่เป็นบวกในผู้ที่เป็นโรค เวชศาสตร์นิวเคลียร์ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล จึง
เทียบกับผู้ท่ีไม่เป็นโรค ไม่มีผลลัพธ์ ขณะที่งานวิจัยของ ไม่สามารถน�ำไปประยุกต์ใช้กับสถาบันอื่นท่ีใช้โปรแกรม
Frisoni และคณะ11 พบวา่ การใช้เครื่องมือตา่ ง ๆ มอี ตั ราสว่ น คอมพิวเตอร์ชนิดอ่ืนได้โดยตรง อย่างไรก็ตามผลที่ได้จาก
ความนา่ จะเปน็ ของผลการตรวจทเี่ ปน็ ลบในผทู้ เี่ ปน็ โรคเทยี บกบั การวิจัยนี้สามารถใช้เป็นข้อมูลพ้ืนฐานในการท�ำวิจัยต่อยอด
ผู้ท่ีไม่เป็นโรค อยู่ระหว่าง 0.25 ถึง 0.08 ส่วนอัตราส่วน เพ่มิ เตมิ ในอนาคตได้
ความน่าจะเป็นของผลการตรวจที่เป็นบวกในผู้ท่ีเป็นโรค
เทียบกับผทู้ ไี่ ม่เป็นโรค อยูร่ ะหว่าง 4.4 ถึง 9.4 (เกณฑใ์ นการ สรุปผลการวจิ ยั
ประเมินอัตราส่วนความน่าจะเป็นของผลการตรวจที่เป็นลบ
ในผทู้ เี่ ปน็ โรคเทยี บกบั ผทู้ ไี่ มเ่ ปน็ โรค: 1.00 ถงึ 0.01, อตั ราสว่ น ผลการวเิ คราะหค์ า่ Z-score ดว้ ยโปรแกรมคอมพวิ เตอร์
ความน่าจะเป็นของผลการตรวจท่ีเป็นบวกในผู้ท่ีเป็นโรค Cortex ID และ Q. brain มคี วามแตกตา่ งกนั อยา่ งมนี ยั สำ� คญั
เทยี บกบั ผู้ท่ีไม่เปน็ โรค: 1 ถงึ 100) อยา่ งไรก็ตาม ผลลพั ธท์ ไ่ี ด้ ทางสถิติท่ีต�ำแหน่ง medial frontal และ occipital
ในแตล่ ะการศกึ ษาอาจมคี วามแตกตา่ งกนั สว่ นหนง่ึ จากวธิ กี าร association ของสมองท้ังสองซีกและ posterior cingulate
ตลอดจนเกณฑ์ทน่ี �ำมาใชเ้ ป็นวธิ ีมาตรฐาน29 ของสมองซีกซ้าย โดยพบว่าความแตกต่างได้น้อยที่สุด
ส�ำหรับผลลัพธ์ที่ได้จากการวิเคราะห์การแปลผลร่วม หาก normalize ด้วย pons จึงควรให้ความระมัดระวัง
ของรงั สแี พทยด์ ว้ ยโปรแกรมคอมพวิ เตอร์ Q.brain พบวา่ ผลลพั ธ์ ความคลาดเคล่ือนระหว่างการใช้โปรแกรมต่างชนิดกัน
ทางสถติ ทิ กุ ดา้ นตำ�่ กวา่ CortexID โดยอาจมคี วามเกยี่ วขอ้ งกบั ในการวิเคราะห์ผลที่ต�ำแหน่งดังกล่าว นอกจากน้ีการใช้
รงั สแี พทย์ มปี ระสบการณก์ ารใชโ้ ปรแกรมคอมพวิ เตอร์ CortexID ผลภาพ Z-score map จากโปรแกรมคอมพวิ เตอร์ CortexID
มากกวา่ เนอื่ งจากโปรแกรมคอมพวิ เตอร์ Q.brain มกี ารพฒั นา มคี ่าความไว คา่ ความจำ� เพาะ ค่าความถกู ต้อง ค่าการท�ำนาย
มาในภายหลงั ผลบวก-ผลลบ และอัตราส่วนความน่าจะเป็นของผล
ข้อจ�ำกัดของงานวิจัย 1) ขนาดกลุ่มตัวอย่างท่ีใช้ใน การตรวจท่ีเป็นลบในผู้ท่ีเป็นโรคเทียบกับผู้ที่ไม่เป็นโรค
งานวิจัยน้ีค่อนข้างน้อยเมื่อเทียบกับขนาดกลุ่มตัวอย่างสูงสุด ของโปรแกรมคอมพิวเตอร์ CortexID อยู่ในระดบั ท่ดี กี ว่าจาก
ทคี่ ำ� นวณไดจ้ รงิ คอื 37,357 ราย ซงึ่ เปน็ ไปไดย้ ากในการรวบรวม โปรแกรมคอมพิวเตอร์ Q.brain นอกจากนี้ ในการวินิจฉัย
ขอ้ มลู ตวั อยา่ งจำ� นวนมากไดท้ างปฎบิ ตั โิ ดยเฉพาะในการตรวจ ภาวะสมองเสอื่ มจาก Alzheimer’s disease โดยเฉพาะเมอื่ ใช้
ที่มีราคาสูง ดังน้ันการศึกษานี้จึงเป็นการศึกษาพื้นฐานใน ค่าสงู สดุ ในการแสดงผลส่วนเบีย่ งเบนมาตรฐานเทา่ กับ 5SD
อาสาสมัครท่ีมีข้อมูลจ�ำนวน 85 รายเท่าที่มีในงานวิจัยหลัก
และควรมีการวิจัยเพ่ิมเติมต่อไปเม่ือมีข้อมูลในอาสาสมัคร Conflict of interest
จ�ำนวนมากข้ึนเพื่อให้มีข้อมูลท่ีแม่นย�ำเพียงพอ 2) งานวิจัย
ไม่ได้วิเคราะห์เปรียบเทียบค่า Z-score ในต�ำแหนง่ parietal คณะผู้วิจัยไม่ได้มีผลประโยชน์ทับซ้อนแต่อย่างใด
association ซ่ึงเป็นต�ำแหน่งท่ีส�ำคัญส�ำหรับการวินิจฉัย ในงานวิจัยนี้
ความผิดปกติของ AD เน่ืองจากการแบ่งพื้นท่ีสมองด้วย
แผนที่สมอง Talairach และแผนท่ีสมอง MNI-305 ไม่มี กติ ตกิ รรมประกาศ
ความสอดคล้องกันในส่วนของพ้ืนที่สมอง30-31 3) งานวิจัยน้ี
ทำ� ในเฉพาะผปู้ ว่ ยสมองเสอ่ื มทมี่ หี รอื สงสยั วา่ มสี าเหตจุ าก AD คณะผู้วิจัยขอขอบคุณ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ธนพงษ์
เท่าน้นั หากตอ้ งการนำ� ผลทไ่ี ดไ้ ปประยุกต์ใช้กับภาวะผิดปกติ ทองประพาฬ ท่ีกรุณาให้ค�ำแนะน�ำหลักการ และความรู้
ของสมองอื่น ๆ อาจจะต้องมีการขยายขอบเขตการวิจัยให้ ด้านการใช้งานเครื่องเพทซีที คุณดลพร พลเย่ียม ท่ีให้
ครอบคลมุ ผปู้ ว่ ยโรคนน้ั ๆ ดว้ ย 4) งานวจิ ยั นท้ี ำ� การเปรยี บเทยี บ ค�ำแนะน�ำด้านการวิเคราะห์ การแปลผลทางสถิติ รวมถึง
เฉพาะโปรแกรมคอมพวิ เตอร์ 2 ชนดิ เนอื่ งจากมวี ตั ถปุ ระสงคห์ ลกั บคุ ลากรทกุ ทา่ นในสาขาเวชศาสตรน์ วิ เคลยี ร์ ภาควชิ ารงั สวี ทิ ยา
ในการน�ำไปพิจารณาเลือกโปรแกรมเพ่ือใช้งานในสาขาวิชา คณะแพทยศาสตรศ์ ริ ริ าชพยาบาล และงานบรกิ ารทางรงั สวี ทิ ยา
ส�ำนกั งานผู้อ�ำนวยการ โรงพยาบาลวชิรพยาบาล ทส่ี นบั สนนุ
และช่วยเหลือใหง้ านวจิ ยั สำ� เรจ็ ลลุ ่วงเป็นอย่างดี
24 การศกึ ษาเปรยี บเทยี บผลการวเิ คราะหเ์ ชงิ กงึ่ ปรมิ าณในการตรวจเพทซที สี แกนของสมองดว้ ยสารเภสชั รงั สี [F-18]FDG PET/CT ดว้ ยโปรแกรมคอมพวิ เตอร์ 2 ชนดิ ในการวเิ คราะหโ์ รคสมองเสอื่ ม
มณีรตั น์ จับจิตต์ ธญั ญลกั ษณ์ เธยี รธัญญกจิ จกั รมีเดช เศรษฐนันท์
Vajira Medical Journal: Journal of Urban Medicine
Vol. 65 No. 1 January - Feburary 2021
เอกสารอา้ งอิง meta-analysis. Eur J Nucl Med Mol Imaging
2016;43(2):374-85.
1. Ferri CP, Prince M, Brayne C, Brodaty H, Fratiglioni L, 9. Lowe VJ, Peller PJ, Weigand SD, Montoya
Ganguli M, et al. Global prevalence of dementia: Quintero C, Tosakulwong N, Vemuri P, et al.
a Delphi consensus study. Lancet 2005;366(9503): Application of the National Institute on Aging-
2112-7. Alzheimer's Association AD criteria to ADNI.
Neurology 2013;80(23):2130-7.
2. Tupanich W, Chaiyalap K. Problems and Needs 10. Jack Jr CR, Bennett DA, Blennow K, Carrillo MC,
of Older Adults Living in Urban Area, Bangkok Dunn B, Haeberlein SB, et al. NIA‐AA research
Metropolitan. Vajira Med J 2019;63:S83-92. framework: toward a biological definition of
Alzheimer's disease. Alzheimer's & Dementia
3. Fratiglioni L, Launer LJ, Andersen K, Breteler MM, 2018;14(4):535-62.
Copeland JR, Dartigues JF, et al. Incidence of 11. Frisoni GB, Bocchetta M, Chetelat G, Rabinovici
dementia and major subtypes in Europe: A GD, de Leon MJ, Kaye J, et al. Imaging markers
collaborative study of population-based cohorts. for Alzheimer disease: which vs how. Neurology
Neurologic Diseases in the Elderly Research 2013;81(5):487-500.
Group. Neurology 2000;54(11 Suppl 5):S10-5. 12. Burdette JH, Minoshima S, Vander Borght T,
Tran DD, Kuhl DE. Alzheimer disease: improved
4. Beach TG, Monsell SE, Phillips LE, Kukull W. visual interpretation of PET images by using
Accuracy of the clinical diagnosis of Alzheimer three-dimensional stereotaxic surface projections.
disease at National Institute on Aging Alzheimer Radiology 1996;198(3):837-43.
Disease Centers, 2005-2010. J Neuropathol Exp 13. Foster NL, Heidebrink JL, Clark CM, Jagust WJ,
Neurol 2012;71(4):266-73. Arnold SE, Barbas NR, et al. FDG-PET improves
accuracy in distinguishing frontotemporal
5. Zeglis BM, Holland JP, Lebedev AY, Cantorias MV, dementia and Alzheimer's disease. Brain 2007;
Lewis JS. Radiopharmaceuticals for imaging in 130(10):2616-35.
oncology with special emphasis on positron-emitting 14. Kim J, Cho SG, Song M, Kang SR, Kwon SY, Choi KH,
agents. In:H.W. Strauss, editor. Nuclear Oncology: et al. Usefulness of 3-dimensional stereotactic surface
Pathophysiology and Clinical Applications. 1st ed. projection FDG PET images for the diagnosis of
New York: Springer Science+Business Media; dementia. Medicine (Baltimore) 2016;95(49):e5622.
2013. p. 35-78. 15. Minoshima S, Frey KA, Koeppe RA, Foster NL,
Kuhl DE. A diagnostic approach in Alzheimer's
6. Richard K. J. Brown, Nicolaas I. Bohnen, Ka Kit disease using three-dimensional stereotactic
Wong, Satoshi Minoshima, Frey KA. Brain PET in surface projections of fluorine-18-FDG PET.
Suspected Dementia: Patterns of Altered FDG J Nucl Med 1995;36(7):1238-48.
Metabolism. RadioGraphics 2014;34:684-701. 16. Minoshima S, Koeppe RA, Mintun MA, Berger KL,
Taylor SF, Frey KA, et al. Automated detection
7. Patching S. Roles of facilitative glucose transporter of the intercommissural line for stereotactic
GLUT1 in [18F]FDG positron emission tomography
(PET) imaging of human diseases. J Diagn Imaging
Ther 2015;2(1):30-102.
8. Morris E, Chalkidou A, Hammers A, Peacock J,
Summers J, Keevil S. Diagnostic accuracy of (18)
F amyloid PET tracers for the diagnosis of
Alzheimer's disease: a systematic review and
การศกึ ษาเปรยี บเทยี บผลการวเิ คราะหเ์ ชงิ กง่ึ ปรมิ าณในการตรวจเพทซที สี แกนของสมองดว้ ยสารเภสชั รงั สี [F-18]FDG PET/CT ดว้ ยโปรแกรมคอมพวิ เตอร์ 2 ชนดิ ในการวเิ คราะหโ์ รคสมองเสอื่ ม 25
มณีรตั น์ จับจติ ต์ ธญั ญลักษณ์ เธียรธัญญกิจ จกั รมีเดช เศรษฐนนั ท์
วชริ เวชสารและวารสารเวชศาสตรเ์ ขตเมือง
ปีท่ี 65 ฉบบั ที่ 1 มกราคม - กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564
localization of functional brain images. J Nucl Assist Tomogr 1995;19(4):541-7.
Med 1993;34(2):322-9. 25. Dukart J, Mueller K, Horstmann A, Vogt B, Frisch
17. Mandal PK, Mahajan R, Dinov ID. Structural brain
atlases: design, rationale, and applications in S, Barthel H, et al. Differential effects of global
normal and pathological cohorts. J Alzheimers and cerebellar normalization on detection and
Dis 2012;31 Suppl 3:S169-88. differentiation of dementia in FDG-PET studies.
18. Evans AC, Collins DL, Mills SR, Brown ED, Kelly RL, Neuroimage 2010;49(2):1490-5.
Peters TM. 3D statistical neuroanatomical models 26. Clark CM, Schneider JA, Bedell BJ, Beach TG,
from 305 MRI volumes. 1993 IEEE Conference Bilker WB, Mintun MA, et al. Use of florbetapir-PET
Record Nuclear Science Symposium and Medical for imaging beta-amyloid pathology. JAMA
Imaging Conference: IEEE; 1993. p. 1813-7 2011;305(3):275-83.
19. Anvari A, Halpern EF, Samir AE. Statistics 101 for 27. Lehman VT, Carter RE, Claassen DO, Murphy RC,
radiologists. Radiographics 2015;35(6):1789-801. Lowe V, Petersen RC, et al. Visual assessment versus
20. Šimundić A-M. Measures of diagnostic accuracy: quantitative three-dimensional stereotactic
basic definitions. Ejifcc 2009;19(4):203. surface projection fluorodeoxyglucose positron
21. Alzheimer’s Disease Neuroimaging Initiative. emission tomography for detection of mild
ADNI-GO PET Technical Procedures Manual cognitive impairment and Alzheimer disease.
for FDG and AV-45 [Internet]. 2011 [cited 2020 Clin Nucl Med 2012;37(8):721-6.
January 14]. Available from http://adni.loni.usc. 28. Trevethan R. Sensitivity, Specificity, and
edu/wp- content/uploads/2010/05/ADNIGO_ Predictive Values: Foundations, Pliabilities,
PET_Tech_Manual_ 01142011.pdf and Pitfalls in Research and Practice. Frontiers
22. Alzheimer’s Disease Neuroimaging Initiative. in public health 2017;5:1-7.
ADNI 2 PET Technical Procedures Manual 29. Weiner MW, Veitch DP, Aisen PS, Beckett LA,
for FDG and AV-45 [Internet]. 2011 [cited 2020 Cairns NJ, Green RC, et al. Recent publications from
January 14]. Available from http://adni.loni.usc. the Alzheimer's Disease Neuroimaging Initiative:
edu/wp-content/uploads/2010/05/ADNI2_PET_ Reviewing progress toward improved AD clinical
Tech_Manual_0142011.pdf trials. Alzheimers Dement 2017;13(4):e1-85.
23. Thientunyakit T, Sethanandha C, Muangpaisan W, 30. Lancaster JL, Tordesillas-Gutierrez D, Martinez M,
Chawalparit O, Arunrungvichian K, Siriprapa T, et al. Salinas F, Evans A, Zilles K, et al. Bias between
Relationships between amyloid levels, glucose MNI and Talairach coordinates analyzed using
metabolism, morphologic changes in the brain the ICBM-152 brain template. Hum Brain Mapp
and clinical status of patients with Alzheimer’s 2007;28(11):1194-205.
disease. Ann Nucl Med 2020;34:337-48. 31. Laird AR, Robinson JL, McMillan KM, Tordesillas-
24. Minoshima S, Frey KA, Foster NL, Kuhl DE. Gutierrez D, Moran ST, Gonzales SM, et al.
Preserved pontine glucose metabolism in Comparison of the disparity between Talairach
Alzheimer disease: a reference region for and MNI coordinates in functional neuroimaging
functional brain image (PET) analysis. J Comput data: validation of the Lancaster transform.
Neuroimage 2010;51(2):677-83.
26 การศกึ ษาเปรยี บเทยี บผลการวเิ คราะหเ์ ชงิ กง่ึ ปรมิ าณในการตรวจเพทซที สี แกนของสมองดว้ ยสารเภสชั รงั สี [F-18]FDG PET/CT ดว้ ยโปรแกรมคอมพวิ เตอร์ 2 ชนดิ ในการวเิ คราะหโ์ รคสมองเสอื่ ม
มณีรตั น์ จับจิตต์ ธญั ญลักษณ์ เธียรธัญญกิจ จักรมเี ดช เศรษฐนันท์
วชิรเวชสารและวารสารเวชศาสตร์เขตเมือง นพิ นธ์ตน้ ฉบับ
ความชุกและปัจจยั ทม่ี ีความสัมพันธ์ต่อภาวะอว้ นลงพงุ ในบุคลากร
โรงพยาบาลสมเดจ็ พระเจ้าตากสนิ มหาราช
กนกนนั ท์ สมนกึ สพ.บ.1*
กุลรัตน์ สายธไิ ชย วท.บ.1
กิตตพิ งศ์ อว้ นแก้ว ภบ.1
รุ่งนภา ศริ พิ รไพบูลย์ พบ., วว.เวชศาสตร์ครอบครวั 1
อานนท์ ทองคงหาญ พบ., วว.เวชศาสตร์ครอบครัว1
1 ศนู ยแ์ พทยศาสตรศึกษาชั้นคลินิก โรงพยาบาลสมเด็จพระเจ้าตากสนิ มหาราช ตาก ประเทศไทย
* ผู้ตดิ ต่อ, อเี มล: [email protected]
Vajira Med J. 2021; 65(1) : 27-36
http://dx.doi.org/10.14456/vmj.2021.3
บทคดั ย่อ
วัตถุประสงค์: เพ่ือศึกษาความชุกและปัจจัยท่ีมีความสัมพันธ์ต่อภาวะอ้วนลงพุงในบุคลากร โรงพยาบาลสมเด็จ
พระเจ้าตากสนิ มหาราช
วิธีด�ำเนินการวิจัย: เป็นงานวิจัยเชิงพรรณนา ศึกษาในบุคลากรของโรงพยาบาลสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช
จำ� นวน 805 ราย ทไ่ี ด้รบั การตรวจสุขภาพ ปงี บประมาณ 2562 โดยเก็บข้อมลู จากเวชระเบียนและแบบสอบถาม
ซึ่งประกอบไปด้วยปัจจัยส่วนบุคคลและปัจจัยด้านพฤติกรรมส่วนบุคคล ใช้สถิติเชิงพรรณนาและสถิติ
เชิงอนมุ าน โดยการวเิ คราะหค์ วามสัมพันธแ์ บบตัวแปรเชิงเดย่ี ว และความสัมพนั ธ์ด้วยสถติ ถิ ดถอยพหโุ ลจสิ ติกส์
น�ำเสนอคา่ adjusted odds ratio (ORadj) ชว่ งความเช่ือมน่ั ท่ี 95% CI
ผลการวิจัย: ความชุกของบุคลากรที่มีภาวะอ้วนลงพุง คือ 15.80% และจากการวิเคราะห์ตัวแปรเชิงเดี่ยวที่มี
ความสัมพันธ์กับภาวะอ้วนลงพุง ได้แก่ เพศ อายุ โรคประจ�ำตัว การสูบบุหร่ี การด่ืมแอลกอฮอล์ และความถ่ี
ของการออกก�ำลังกาย มีความสัมพันธ์กับภาวะอ้วนลงพุง (p < 0.05) โดยพบว่าเพศชายมีโอกาสอ้วนลงพุง
3.10 เท่า (95% CI: 1.71-5.63) ผู้ท่ีมีอายุมากกว่าหรือเท่ากับ 45 ปีมีโอกาสอ้วนลงพุง 2.35 เท่า (95% CI:
1.27-4.33) ผทู้ มี่ โี รคประจำ� ตวั มโี อกาสอว้ นลงพงุ 5.65 เทา่ (95% CI: 3.05-10.45) ผทู้ สี่ บู บหุ รมี่ โี อกาสอว้ นลงพงุ
2.24 เทา่ (95% CI: 1.05-4.78) ผทู้ ี่ดื่มแอลกอฮอลม์ ีโอกาสอว้ นลงพุง 1.93 เท่า (95% CI: 1.11-3.37) และผทู้ ่ี
ออกก�ำลงั กายน้อยกวา่ 3 วนั มโี อกาสอ้วนลงพงุ 0.45 เท่า (95% CI: 0.26-0.78) สว่ นการวิเคราะห์การถดถอย
พหโุ ลจสิ ติกส์ โดยควบคุมตัวแปรจาก Univariate เพ่อื หาปัจจัยที่มีความสัมพันธต์ ่อภาวะอ้วนลงพงุ ไดแ้ ก่ เพศ
โรคประจ�ำตัวและความถ่ีของการออกก�ำลังกาย (p < 0.05) โดยพบว่า เพศชายมีโอกาสอ้วนลงพุง 0.39 เท่า
(95% CI: 0.19-0.95) ผทู้ ม่ี โี รคประจำ� ตวั มโี อกาสอว้ นลงพงุ 0.20 เทา่ (95% CI: 0.10-0.39) และผทู้ อี่ อกกำ� ลงั กาย
นอ้ ยกวา่ 3 วันมีโอกาสอ้วนลงพงุ 1.34 เทา่ (95% CI: 0.70-2.55)
สรุป: งานวจิ ยั นแ้ี สดงใหเ้ หน็ ถงึ ความชกุ และปจั จยั ทม่ี คี วามสมั พนั ธก์ บั ภาวะอว้ นลงพงุ ของบคุ ลากร ซงึ่ จะเปน็ ประโยชนต์ อ่
การวางแผนการป้องกันและรักษาภาวะอ้วนลงพุงของบุคลากรของโรงพยาบาลสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช
ต่อไปในอนาคต
ค�ำสำ� คญั : ภาวะอ้วนลงพุง, ความชกุ , บคุ ลากรสาธารณสุข
วันทร่ี ับบทความ 29 มถิ นุ ายน 2563 วันแกไ้ ขบทความ 1 ตุลาคม 2563 วนั ตอบรบั บทความ 15 ตุลาคม 2563
Vajira Medical Journal: Journal of Urban Medicine Original articles
Prevalence and Factors Related to Metabolic Syndrome in
Personnel of Somdejphrajaotaksinmaharaj Hospital
Kanoknan Somnuk DVM.1*
Kulrut Saytichai BS.1
Kittipong Ounkeaw Pharm.D.1
Rungnapha Siriphonphaibool MD.1
Arnon Thongkonghan MD.1
1 Somdejphrajaotaksinmaharaj Hospital Medical Education Center, Tak, Thailand
* Corresponding author, e-mail address : [email protected]
Vajira Med J. 2021; 65(1) : 27-36
http://dx.doi.org/10.14456/vmj.2021.3
Abstract
Objective: To study prevalence and factors related to metabolic syndrome in personnel of Somdej-
phrajaotaksinmaharaj Hospital
Method: This was a descriptive research. The sample was 805 personnel of Somdejphrajaotaksinmaharaj
hospital who received annual health checks up in 2019. The data were collected from medical records
and questionnaire which included general characteristics and personal behavioral factors.
Descriptive statistics and inferential statistics were used. Univariate analysis and multiple logistic
regressions were used for identifying risk factors and presenting adjusted odds ratio (ORadj).
Results: The results showed that the prevalence of metabolic syndrome was 15.80% among
Somdejphrajaotaksinmaharaj hospital personnel. The statistically significant factors related to
the metabolic syndrome by using the univariate were the gender, age, disease, smoking, alcohol
drinking and exercise frequency (p<0.05). Male were found to at risk of metabolic syndrome
3.10 times (95% CI: 1.71-5.63) more than female. Over 45 years of age were found to at risk of
metabolic syndrome 2.35 times (95% CI: 1.27-4.33) more than lower than 45 years. Underlying
diseases were found to at risk of metabolic syndrome 5.65 times (95% CI: 3.05-10.45) more than
absence of underlying diseases. Smoking were found to at risk of metabolic syndrome 2.24 times
(95% CI: 1.05-4.78) more than non-smoking. Alcohols drinking were found to at risk of metabolic
syndrome 1.93 times (95% CI: 1.11-3.37) more than non-alcohols drinking. Exercise frequency lower than
3 day were found to at risk of metabolic syndrome 0.45 times (95% CI: 0.26-0.78) more than exercise
frequency over 3 day. The factors related to the metabolic syndrome by using the multiple logistic
regressions were gender, disease and exercise frequency (p<0.05). Male were found to at risk
of metabolic syndrome 0.39 times (95% CI: 0.19-0.95) more than female. Underlying diseases
were found to at risk of metabolic syndrome 0.20 times (95% CI: 0.10-0.39) more than absence
of underlying diseases. Exercise frequency lower than 3 day were found to at risk of metabolic
syndrome 1.34 times (95% CI: 0.70-2.55) more than exercise frequency over 3 day.
Conclusion: This research showed the prevalence and factors related to metabolic syndrome of the
personnel of Somdejphrajaotaksinmaharaj Hospital. This finding can be useful to plan the
prevention and the treatment program in the future.
Keywords: metabolic syndrome, prevalence, public health personnel
Received 29 June 2020, Revised 1 October 2020, Accepted 15 October 2020
Vajira Medical Journal: Journal of Urban Medicine
Vol. 65 No. 1 January - Feburary 2021
บทนำ� คุณค่าทางโภชนาการ เป็นต้น รวมถึง การมีวิถีชีวิตท่ีเร่งรีบ
จากรายงานของ Asia Roundtable on Food แบบคนเมอื ง การมกี จิ กรรมทางรา่ งกายลดลงและการใชเ้ วลากบั
Innovation for Improved Nutrition (ARoFIIN) ซ่ึง สอื่ ออนไลนม์ ากขนึ้ เปน็ ตน้ จนกอ่ ใหเ้ กดิ ภาวะอว้ นลงพงุ เพมิ่ ขน้ึ 2
เป็นหน่วยงานความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน นอกจากนี้ ผู้ป่วยภาวะอ้วนลงพุงส่วนใหญ่มักจะไม่ทราบว่า
ที่จัดต้ังขึ้นเพ่ือแก้ไขปัญหาอันเนื่องมาจากภาวะโรคอ้วน ตนเองก�ำลงั เผชิญปญั หาสขุ ภาพนอ้ี ยู่ จึงท�ำใหผ้ ปู้ ว่ ยหลายคน
ภาวะทุพโภชนาการและกลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ไม่ได้ดูแลตนเองจนประสบปัญหาและความเสี่ยงในการเกิด
พบว่า พ.ศ.2557 ประเทศไทยมีความชุกของประชากร โรคหวั ใจและหลอดเลอื ดตามมา โดยปจั จยั ทส่ี ง่ ผลใหเ้ กดิ ภาวะ
ที่มีภาวะอ้วนลงพุงสูงเป็นอันดับ 2 ในกลุ่มประเทศเอเชีย อว้ นลงพงุ ประกอบดว้ ยหลายปจั จยั อาทิ พฤตกิ รรมการดำ� รงชวี ติ
ตะวันออกเฉียงใต้ที่ร้อยละ 8.50 โดยหากเปรียบเทียบ เช่น การรับประทานอาหารท่ีมีไขมันสูง การไม่ออกก�ำลังกาย
ในระดับภูมิภาค พบว่าคนไทยอ้วนลงพุงสูงสุดเป็นอันดับ 2 เพศ อายุ อาชพี หรือแม้กระทัง่ ความเครยี ด7-8
จากท้ังหมด 10 ประเทศอาเซียน รองจากมาเลเซียเท่าน้ัน1 จากขอ้ มลู ขา้ งตน้ แสดงใหเ้ หน็ วา่ ประชากรไทยมอี ตั รา
ในขณะเดยี วกนั จากการรายงานการสำ� รวจสขุ ภาพประชาชนไทย ภาวะอ้วนลงพุงเพิ่มสูงข้ึนอย่างต่อเน่ือง รวมท้ังกลุ่มบุคลากร
โดยการตรวจรา่ งกาย ครงั้ ท่ี 5 พ.ศ.2557 ในดา้ นภาวะอว้ นลงพงุ โรงพยาบาลสมเดจ็ พระเจา้ ตากสนิ มหาราช พบวา่ ปี พ.ศ.2561
ยังพบประชากรเกือบ 3 ใน 10 ของเพศชายและ 4 ใน 10 บุคลากรมีภาวะอ้วนลงพุงในสัดส่วนร้อยละ 8.00 เช่นกัน9
ของเพศหญิงอยู่ในเกณฑ์อ้วนและเม่ือเปรียบเทียบกับผล ดังนั้น คณะผู้วิจัยจึงสนใจที่จะศึกษาความชุกและปัจจัยท่ีมี
การสำ� รวจฯ ครง้ั ท่ี 4 พ.ศ.2552 ยงั พบความชกุ ทมี่ นี นั้ มแี นวโนม้ ความสัมพันธ์ต่อภาวะอ้วนลงพุงในบุคลากรโรงพยาบาล
สูงข้ึนอย่างชัดเจน โดยเฉพาะในผู้หญิงจากเดิมความชุกอยู่ที่ สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช เน่ืองจากบุคลากรทางด้าน
ร้อยละ 40.70 เป็นร้อยละ 45.00 ซ่ึงกรุงเทพฯ มีความชุก สาธารณสุขต้องเป็นแบบอย่างท่ีดีในการดูแลสุขภาพและ
มากทส่ี ดุ คอื ร้อยละ 46.00 รองลงมา คอื ภาคกลาง (ร้อยละ เป็นหน่วยงานหลักในดูแลรักษาสุขภาพของประชาชน ทั้งนี้
41.70) และภาคเหนอื (ร้อยละ 38.80)2 ข้อมูลที่ได้รับจะเป็นประโยชน์ต่อการวางแผนการป้องกัน
นอกจากนี้ ภาวะอ้วนลงพุงเป็นปัญหาสาธารณสุข และรักษาภาวะอ้วนลงพุงของบุคลากร รวมทั้งขยายผล
ที่ส�ำคัญ ส่งผลกระทบหลายอย่างต่อสุขภาพและยังเป็น การศึกษาไปในพ้ืนที่ชุมชน อันเป็นกลไกส่วนหน่ึงท่ีช่วย
ปจั จยั เสย่ี งทกี่ อ่ ใหเ้ กดิ โรคไมต่ ดิ ตอ่ เรอ้ื รงั (Non-Communicable ลดภาระค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลของภาครัฐ พร้อมทั้ง
Diseases: NCDs) เช่น โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง ลดโอกาสการทพุ พลภาพและเสยี ชวี ติ ของประชาชนไดอ้ กี ดว้ ย
โรคไขมันในเลือดสูง โรคไตเร้ือรัง โรคมะเร็ง3-4 และที่ส�ำคัญ
คือ โรคหัวใจและหลอดเลือด ซ่ึงเป็นสาเหตุของการเสียชีวิต วัตถุประสงคก์ ารวจิ ยั
10 อันดับแรก ที่มีส่วนเก่ียวข้องกับการบริโภคท่ีไม่เหมาะสม 1. เพื่อศึกษาความชุกของภาวะอ้วนลงพุงในบุคลากร
ทั้งในเพศชายและเพศหญิง5 นอกจากน้ี ภาวะอ้วนลงพุง โรงพยาบาลสมเด็จพระเจ้าตากสนิ มหาราช
ยังส่งผลให้เกิดความรู้สึกมีปมด้อยและอับอาย เม่ือถูก 2. เพอื่ ศกึ ษาปจั จยั ทม่ี คี วามสมั พนั ธต์ อ่ ภาวะอว้ นลงพงุ
ล้อเลียนเก่ียวกับภาพลักษณ์ อีกท้ังจะพบว่าคนไข้มีภาวะ ในบคุ ลากร โรงพยาบาลสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช
พึ่งพิงครอบครัวมากกว่าคนปกติ รวมท้ังส่งผลกระทบต่อ
ตนเองในชีวิตประจำ� วนั จนไมส่ ามารถทำ� งานไดต้ ามปกต6ิ วธิ ดี �ำเนนิ การวจิ ยั
ในขณะเดียวกัน ความชุกและอัตราส่วนของภาวะ การศึกษานี้เป็นงานวิจัยเชิงพรรณนา (descriptive
อ้วนลงพุงที่เพิ่มขึ้น ส่วนหน่ึงเกิดจากเศรษฐกิจ สังคมและ research) โดยเก็บข้อมูลทุติยภูมิจากฐานข้อมูล
เทคโนโลยที เี่ ปลยี่ นแปลงไปอยา่ งรวดเรว็ จงึ สง่ ผลใหป้ ระชาชน อิเล็กทรอนิกส์และเวชระเบียนของบุคลากรโรงพยาบาล
ส่วนใหญ่ ดูแลสุขภาพตนเองน้อยลง เกิดความไม่สมดุล สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ที่ได้รับการตรวจสุขภาพ
ของร่างกาย โดยเฉพาะพฤติกรรมการบริโภคอาหารที่ไม่ดี ประจำ� ปี จากกลมุ่ งานอาชวี เวชกรรม ปงี บประมาณ พ.ศ.2562
ต่อสุขภาพ เช่น อาหารจานด่วน น�้ำอัดลมและอาหารที่ขาด จำ� นวน 805 ราย
ความชกุ และปัจจัยท่มี คี วามสมั พันธต์ อ่ ภาวะอ้วนลงพุงในบุคลากร โรงพยาบาลสมเดจ็ พระเจ้าตากสนิ มหาราช 29
กนกนันท์ สมนึก กุลรตั น์ สายธิไชย กติ ตพิ งศ์ อ้วนแกว้ รุ่งนภา ศิริพรไพบลู ย ์ อานนท์ ทองคงหาญ
วชริ เวชสารและวารสารเวชศาสตรเ์ ขตเมอื ง
ปีท่ี 65 ฉบับท่ี 1 มกราคม - กมุ ภาพนั ธ์ พ.ศ. 2564
บุคลากรโรงพยาบาลสมเด็จพระเจา ตากสินมหาราช
ที่ไดรบั การตรวจสขุ ภาพประจําป ปงบประมาณ พ.ศ.2562 ท้ังหมด 805 ราย
เกณฑใ นการคัดออก
1. หญงิ ตัง้ ครรภ 0 ราย
2. เวชระเบียนและขอ มลู การตรวจ
สขุ ภาพไมสมบรู ณ 210 ราย
เกณฑในการคัดเขา
กลุม ประชากรที่มีอายมุ ากกวา หรอื เทากับ 35 ป
รว มกบั เวชระเบียนและขอ มลู การตรวจสขุ ภาพสมบรู ณ 595 ราย
เกณฑก ารวนิ ิจฉยั ภาวะอวนลงพุง (IDF 2006)
มีเสน รอบเอวในเพศชายเกิน 90 ซม. และในเพศหญงิ
เกนิ 80 ซม. รว มกับความผิดปกติ 2 ใน 3 ขอ
1. ระดับไตรกลีเซอไรดในเลอื ด ≥ 50 mg/dl
2. ความดนั โลหิต Systolic ≥ 130 mmHg หรือ
Diastolic ≥ 85 mmHg
3. ระดบั น้ําตาลในเลือดขณะอดอาหาร ≥ 100 mg/dl
สงแบบสอบถามใหต อบ
กลมุ ทีม่ ภี าวะอว นลงพุง 81 ราย (รอยละ 13.6) กลมุ ที่ไมมีภาวะอวนลงพงุ 514 ราย (รอ ยละ 86.4)
จาํ นวนผตู อบแบบสอบถาม 386 ราย
กลมุ ท่มี ภี าวะอว นลงพุง 61 ราย กลมุ ที่ไมมีภาวะอว นลงพุง 325 ราย
รูปท่ี 1: เกณฑก์ ารคดั เลอื กกลมุ่ ตวั อยา่ ง
สำ� หรบั เกณฑก์ ารคดั เลอื กกลมุ่ ตวั อยา่ ง คอื บคุ ลากรทม่ี ี ผู้ท่ีมีภาวะอ้วนลงพุงและไม่มีภาวะอ้วนลงพุง จากนั้นจึงท�ำ
อายมุ ากกว่าหรือเท่ากับ 35 ปี ร่วมกบั เวชระเบียนและข้อมูล การเก็บข้อมูลจากแบบสอบถาม ซ่ึงออกแบบโดยคณะผู้วิจัย
การตรวจสุขภาพประจ�ำปีของบุคลากรที่สมบูรณ์ เกณฑ์ ประกอบไปดว้ ย (1) ปัจจยั สว่ นบคุ คล ไดแ้ ก่ เพศ อายุ อาชพี
ในการคัดออก ได้แก่ หญิงต้ังครรภ์และเวชระเบียนข้อมูล ลกั ษณะการทำ� งาน โรคประจำ� ตวั ประวตั กิ ารเจบ็ ปว่ ยในครอบครวั
การตรวจสุขภาพทไ่ี ม่สมบรู ณ์ ไดจ้ ำ� นวนกล่มุ ตัวอยา่ ง จ�ำนวน และ (2) ปัจจัยพฤติกรรมส่วนบุคคล ได้แก่ การนอนหลับ
595 ราย จากนน้ั จงึ ใชเ้ กณฑก์ ารวนิ จิ ฉยั ภาวะอว้ นลงพงุ ตามนยิ าม การสูบบุหรี่ การดื่มแอลกอฮอล์ การรับประทานอาหาร
ของสหพันธ์เบาหวานโลก (IDF 2006)10 ในการก�ำหนดกลุ่ม และการออกก�ำลังกาย เป็นต้น ท้ังนี้ แบบสอบถามดังกล่าว
30 ความชุกและปจั จยั ท่ีมคี วามสัมพนั ธ์ตอ่ ภาวะอว้ นลงพงุ ในบุคลากรโรงพยาบาลสมเดจ็ พระเจา้ ตากสนิ มหาราช
กนกนันท์ สมนึก กุลรัตน์ สายธิไชย กิตติพงศ์ อ้วนแกว้ รงุ่ นภา ศริ ิพรไพบลู ย ์ อานนท์ ทองคงหาญ
Vajira Medical Journal: Journal of Urban Medicine
Vol. 65 No. 1 January - Feburary 2021
ผ่านการตรวจสอบความถูกต้องจากผู้เช่ียวชาญ จ�ำนวน สายสุขภาพและท�ำงานไม่เป็นช่วงเวลา ไม่มีโรคประจ�ำตัว
3 ทา่ น มคี า่ IOC มากกวา่ 0.5 และงานวจิ ยั นไี้ ดผ้ า่ นการรบั รอง แต่ครอบครัวมีประวัติการเจ็บป่วย อย่างไรก็ตาม ปัจจัยท่ีมี
ของคณะกรรมการจริยธรรมการวิจัยในมนุษย์ โรงพยาบาล ความสัมพันธ์ต่อภาวะอ้วนลงพุง จากการวิเคราะห์แบบ
สมเดจ็ พระเจา้ ตากสนิ มหาราช หมายเลขโครงการที่ 12/2562 Univariate และนำ� เสนอคา่ เป็น Crude OR พบว่า มีตัวแปร
วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนาแสดงผล จ�ำนวน 6 ปัจจัย ท่ีมีความสัมพันธ์ต่อภาวะอ้วนลงพุง ได้แก่
เป็นความถ่ี รอ้ ยละ คา่ เฉลี่ย สว่ นเบี่ยงเบนมาตรฐาน รวมท้ัง ปจั จยั ดา้ นเพศ (OR = 3.10; 95%CI:1.71-5.63; p = <0.001)
ใช้สถิติเชิงอนุมานหาความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยส่วนบุคคล ปจั จัยด้านอายุ (OR = 2.35; 95%CI: 1.27-4.33; p = 0.005)
และปัจจัยพฤติกรรมส่วนบุคคลกับภาวะอ้วนลงพุง แบบ ปจั จยั ด้านโรคประจ�ำตัว (OR = 5.65; 95%CI: 3.05-10.45;
ตัวแปรเดยี่ ว (univariate analysis) คราวละตวั แปรดว้ ยสถติ ิ p = <0.001) ปจั จัยดา้ นการสูบบหุ รี่ (OR = 2.24; 95%CI:
Chi-square test และหาความสัมพันธ์ตัวแปรเชิงซ้อน 1.05-4.78; p = 0.03) ปจั จยั ด้านการดม่ื แอลกอฮอล์ (OR =
(multivariate analysis) คราวละหลายตัวแปรด้วย 1.93; 95%CI: 1.11-3.37; p = 0.01) และปจั จยั ดา้ นความถี่
การวิเคราะห์ถดถอยพหุโลจิสติกส์ (multiple logistic ของการออกก�ำลังกาย (OR = 1.34; 95%CI: 0.70-2.55;
regressions) น�ำเสนอค่า adjusted odds ratio (ORadj) p = 0.03) ดังแสดงในตารางท่ี 1 และ 2 ดงั นี้
ชว่ งความเช่อื ม่ันท่ี 95% CI ตารางที่ 1:
ความชุกของภาวะอ้วนลงพุงในบุคลากร โรงพยาบาลสมเด็จ
ผลการวจิ ยั พระเจา้ ตากสินมหาราช
บุคลากรตอบแบบสอบถามทั้งหมด 386 คน (ร้อยละ ความชุกของภาวะอว้ นลงพุง จ�ำนวน รอ้ ยละ
64.87) โดยพบความชุกของภาวะอ้วนลงพุงของบุคลากร บคุ ลากรทม่ี ีภาวะอ้วนลงพุง 61 15.80
โรงพยาบาลสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช จ�ำนวน 61 คน บคุ ลากรท่ีไมม่ ีภาวะอ้วนลงพุง 325 84.20
คิดเป็นร้อยละ 15.80 โดยข้อมูลท่ัวไปของบุคลากรส่วนใหญ่
เป็นเพศหญิง มีอายุมากกว่าหรือเท่ากับ 45 ปี เป็นบุคลากร
ตารางที่ 2:
ปัจจยั ท่มี ีความสัมพนั ธต์ อ่ ภาวะอ้วนลงพงุ จากการวิเคราะหแ์ บบ Univariate
บคุ ลากรท่ีไมม่ ี บุคลากรทีม่ ี
ภาวะอ้วนลงพุง ภาวะอ้วนลงพุง คา่
ปจั จัย (n = 325) (n = 61) OR (95%CI) นัยส�ำคญั
ทางสถิติ
จ�ำนวน (ร้อยละ) จ�ำนวน (ร้อยละ)
1. ปจั จัยส่วนบคุ คล
1.1 เพศ
หญงิ 272 (83.69) 38 (62.29) 1.00
ชาย 53 (16.21) 23 (37.61) 3.10 (1.71-5.63) < 0.001*
1.2 อายุ
นอ้ ยกว่า 45 ปี 148 (45.53) 16 (26.22) 1.00
มากกว่าหรอื เทา่ กบั 45 ปี 177 (45.47) 45 (73.78) 2.35 (1.27-4.33) 0.005*
ความชุกและปจั จัยทมี่ ีความสัมพนั ธต์ อ่ ภาวะอ้วนลงพงุ ในบุคลากร โรงพยาบาลสมเด็จพระเจา้ ตากสินมหาราช 31
กนกนนั ท์ สมนกึ กลุ รตั น์ สายธไิ ชย กิตติพงศ์ อว้ นแกว้ รงุ่ นภา ศิริพรไพบูลย์ อานนท์ ทองคงหาญ
วชิรเวชสารและวารสารเวชศาสตร์เขตเมือง
ปที ่ี 65 ฉบับที่ 1 มกราคม - กมุ ภาพันธ์ พ.ศ. 2564
ตารางที่ 2:
ปจั จัยทม่ี ีความสัมพันธต์ อ่ ภาวะอ้วนลงพงุ จากการวิเคราะหแ์ บบ Univariate (ต่อ)
บคุ ลากรที่ไม่มี บุคลากรท่ีมี
ภาวะอ้วนลงพงุ ภาวะอว้ นลงพงุ ค่า
ปจั จยั (n = 325) (n = 61) OR (95%CI) นัยส�ำคญั
ทางสถติ ิ
จำ� นวน (รอ้ ยละ) จ�ำนวน (รอ้ ยละ)
1.3 กลมุ่ อาชพี
บุคลากรสายสนบั สนุน 115 (35.38) 21 (34.42) 1.00
บุคลากรสายสขุ ภาพ 210 (64.62) 40 (65.58) 1.04 (0.58-1.85) 0.88
1.4 ลักษณะการทำ� งาน
ทำ� งานเป็นชว่ งเวลา 137 (42.16) 18 (29.51) 1.00
ไมท่ �ำงานเป็นช่วงเวลา 188 (57.84) 43 (70.49) 0.57 (0.31-1.03) 0.06
1.5 โรคประจำ� ตวั
ไม่มีโรคประจ�ำตัว 217 (66.76) 16 (26.22) 1.00
มีโรคประจ�ำตวั 108 (33.24) 45 (73.78) 5.65 (3.05-10.45) < 0.001*
1.6 ประวตั ิการเจบ็ ป่วยในครอบครัว
ไมม่ ีโรค 73 (22.46) 9 (14.75) 1.00
มโี รค 252 (77.54) 52 (85.25) 1.68 (0.79-3.57) 0.17
2. ปัจจยั พฤติกรรมสว่ นบคุ คล
2.1 ระยะเวลาการนอนหลับต่อวนั
มากกวา่ หรอื เทา่ กบั 7 ช่ัวโมง 178 (54.77) 33 (54.10) 1.00
นอ้ ยกวา่ 7 ชว่ั โมง 147 (45.23) 28 (45.90) 0.95 (0.55-1.65) 0.86
2.2 คุณภาพในการนอนหลับ
นอนหลบั สนิท 183 (56.30) 34 (55.73) 1.00
นอนหลบั ไมส่ นทิ 142 (43.70) 27 (44.27) 1.02 (0.59-1.78) 0.92
2.3 การสบู บุหร่ี
ไม่เคยสูบบหุ รี่ 296 (91.07) 50 (81.96) 1.00
สูบบุหร่ี / เคยสบู บหุ รี่ 29 (8.93) 11 (18.04) 2.24 (1.05-4.78) 0.03*
2.4 การด่ืมแอลกอฮอล์
ไมด่ ่มื 194 (59.69) 27 (44.26) 1.00
ด่มื / เคยด่ืม 131 (40.31) 34 (55.74) 1.93 (1.11-3.37) 0.01*
2.5 รสชาติของอาหารม้อื หลัก
รสชาติปกติ 82 (25.23) 19 (31.14) 1.00
รสชาติจดั / หวานจดั / เค็มจัด 243 (74.77) 42 (68.86) 0.76 (0.42-1.39) 0.38
2.6 ความถ่ีของการออกกำ� ลงั กาย
มากกว่าหรือเทา่ กับ 3 วนั 118 (36.31) 34 (55.74) 1.00
นอ้ ยกวา่ 3 วนั 207 (63.69) 27 (44.26) 0.45 (0.26-0.78) < 0.001*
* ค่านัยสำ� คญั ทางสถติ ิ < 0.05
32 ความชกุ และปจั จัยทมี่ ีความสัมพนั ธ์ตอ่ ภาวะอ้วนลงพงุ ในบุคลากรโรงพยาบาลสมเด็จพระเจา้ ตากสินมหาราช
กนกนนั ท์ สมนึก กุลรตั น์ สายธิไชย กติ ติพงศ์ อว้ นแก้ว รุง่ นภา ศิริพรไพบูลย ์ อานนท์ ทองคงหาญ
Vajira Medical Journal: Journal of Urban Medicine
Vol. 65 No. 1 January - Feburary 2021
ส�ำหรับปัจจัยที่มีความสัมพันธ์ต่อภาวะอ้วนลงพุง 2562 มีอัตราส่วนท่ีร้อยละ 15.80 ซึ่งเป็นอัตราส่วนท่ีเพิ่ม
จากวิเคราะห์แบบพหุถดถอย (multiple logistic สูงขึ้นเกือบ 2 เท่าจากเดิม สอดรับกับทิศทางการพยากรณ์
regression) ต้องมีการวิเคราะห์ multivariate ซ่ึงจะต้อง ของรายงานการส�ำรวจสุขภาพประชาชนไทยโดยการตรวจ
ควบคุมตัวแปรกวน (confounder) ในสมการเดียวกัน ร่างกาย ครั้งที่ 5 พ.ศ.2557 ที่น�ำเสนอว่าความชุกของ
โดยจากผลการวิเคราะห์ พบว่า ปัจจัยท่ีมีความสัมพันธ์กับ ภาวะอ้วนลงพุงในประชากรจะมีแนวโน้มสูงขึ้น นอกจากนี้
ภาวะอ้วนลงพุงอย่างมีนัยส�ำคัญทางสถิติ มี 3 ปัจจัย ได้แก่ ยังพบว่าปัจจัยส่วนบุคคลและปัจจัยพฤติกรรมส่วนบุคคล
(1) ปัจจัยด้านเพศ มีความสัมพันธ์ต่อภาวะอ้วนลงพุง ที่มีความสัมพันธ์ต่อภาวะอ้วนลงพุงอย่างมีนัยส�ำคัญทางสถิติ
สูงกว่า 0.39 เท่า (ORadj = 0.39; 95%CI: 0.19-0.95; ที่ 0.05 ยังมีอีกหลายตัวแปร ซ่ึงสามารถอภิปรายผลได้
p = 0.03) (2) ปัจจัยด้านโรคประจ�ำตัว มีความสัมพันธ์ ดงั ตอ่ ไปนี้
ตอ่ ภาวะอว้ นลงพุงสงู กว่า 0.20 เท่า (ORadj = 0.20; 95%CI: ปัจจัยด้านเพศ พบว่ามีความสัมพันธ์กับภาวะ
0.10-0.39; p = <0.001) และ (3) ปัจจัยด้านความถ่ี อ้วนลงพุงอย่างมีนัยส�ำคัญทางสถิตินั้น โดยอัตราเฉลี่ย
ของการออกก�ำลังกาย มีความสัมพันธ์ต่อภาวะอ้วนลงพุง ของภาวะอ้วนลงพุงของเพศชายมีมากกว่าเพศหญิง ซ่ึง
สูงกว่า 1.34 เท่า (ORadj = 1.34; 95%CI: 0.70-2.55; แตกต่างกับการศึกษาของ วิชัย เอกพลากร (2559)2 และ
p = <0.03) ดังแสดงในตารางท่ี 3 ตอ่ ไปน้ี งานวิจัยของ ชญานศิ เมฆอากาศ, นิทรา กจิ ธีระวุฒิวงษ์ และ
พัฒนาวดี พัฒนถาบุตร (2561)11 ที่น�ำเสนอว่าประชากรไทย
วิจารณ์ และบุคลากรสาธารณสุขเพศหญิงจะมีความเส่ียงและ
แนวโน้มที่จะเกิดภาวะอ้วนลงพุงมากกว่าเพศชาย ส่วนปัจจัย
ในการศึกษาวิจัยนี้ พบว่าอัตราความชุกของภาวะ ด้านอายุ สอดคลอ้ งกบั งานวิจัยของ Kuk, Ardern, Church,
อ้วนลงพุงของบุคลากร โรงพยาบาลสมเด็จพระเจ้าตากสิน Sharma, Padwal, Sui และคณะ (2011)12 ที่อธิบายว่า
มหาราช มีอัตราเพ่ิมสูงมากข้ึนจากเดิม ซ่ึงปีงบประมาณ เมื่อมนุษย์มีอายุมากข้ึน ความชุกของการเกิดภาวะอ้วนลงพุง
2561 มอี ตั ราความชกุ เพยี งร้อยละ 8.00 ทวา่ ในปงี บประมาณ
ตารางท่ี 3:
ปัจจัยทีม่ ีความสมั พนั ธ์ตอ่ ภาวะอว้ นลงพุง จากการวิเคราะหแ์ บบ Multiple Logistic Regression
บคุ ลากรที่ไม่มี บคุ ลากรที่มี
ภาวะอ้วนลงพงุ ภาวะอว้ นลงพงุ คา่
ปัจจัย (n = 325) (n = 61) OR (95%CI) ORadj (95%CI) นยั ส�ำคัญ
จำ� นวน (ร้อยละ) จ�ำนวน (ร้อยละ) ทางสถิติ
เพศ 272 (83.69) 38 (62.29) 1.00 1.00
หญงิ
ชาย 53 (16.21) 23 (37.61) 3.10 (1.71-5.63) 0.39 (0.16-0.95) 0.03*
โรคประจ�ำตวั
ไมม่ ีโรคประจำ� ตวั 217 (66.76) 16 (26.22) 1.00 1.00
มีโรคประจำ� ตัว 108 (33.24) 45 (73.78) 5.65 (3.05-10.45) 0.20 (0.10-0.39) < 0.001*
ความถีข่ องการออกกำ� ลังกาย
มากกว่าหรือเทา่ กับ 3 วนั 118 (36.31) 34 (55.74) 1.00 1.00
น้อยกว่า 3 วัน 207 (63.69) 27 (44.26) 0.45 (0.26-0.78) 1.34 (0.70-2.55) 0.03*
* ค่านยั ส�ำคญั ทางสถิติ < 0.05
ความชุกและปัจจัยท่ีมคี วามสมั พันธต์ อ่ ภาวะอ้วนลงพุงในบคุ ลากร โรงพยาบาลสมเดจ็ พระเจ้าตากสินมหาราช 33
กนกนนั ท์ สมนกึ กุลรตั น์ สายธไิ ชย กติ ตพิ งศ์ อว้ นแกว้ รงุ่ นภา ศริ พิ รไพบลู ย ์ อานนท์ ทองคงหาญ
วชิรเวชสารและวารสารเวชศาสตร์เขตเมอื ง
ปีที่ 65 ฉบบั ท่ี 1 มกราคม - กุมภาพนั ธ์ พ.ศ. 2564
ก็เพ่มิ ขน้ึ ตามไปดว้ ย โดยเม่ืออายเุ พม่ิ ขึน้ ทกุ 1 ปี จะมีโอกาส อยา่ งไรกต็ าม ปจั จยั ทมี่ คี วามสมั พนั ธก์ บั ภาวะอว้ นลงพงุ
เกิดโรคอ้วนลงพุงเพิ่มข้ึนเป็น 1.10 เท่า ในขณะท่ีปัจจัย ท่ีพบในการศึกษาน้ี ได้แสดงให้เห็นตัวแปรเชิงพฤติกรรม
ด้านโรคประจ�ำตัว โดยเฉพาะอย่างยิ่ง บุคลากรที่มีประวัติ ของบุคลากรที่เอื้อต่อการเกิดภาวะอ้วนลงพุง แต่ทั้งนี้
โรคความดนั โลหติ สงู และโรคเบาหวาน จะพบวา่ มคี วามสมั พนั ธ์ ตัวแปรหลายด้านท่ีพบจากการวิจัย เป็นพฤติกรรมท่ีสามารถ
กับภาวะอ้วนลงพุงโดยตรง สอดคล้องกับการศึกษาของ ปรับเปล่ียนได้ อาทิ การสูบบุหรี่และการด่ืมแอลกอฮอล์
Alberti, Eckel, Grundy, Zimmet, Cleeman, Donato และการออกก�ำลังกาย โดยผลักดันให้เกิดนโยบายขององค์กร
และคณะ (2009)10 ที่อธิบายว่าโรคความดันโลหิตเป็นหน่ึง ในการสง่ เสรมิ ใหบ้ คุ ลากรมคี วามรคู้ วามเขา้ ใจเกย่ี วกบั ความเสย่ี ง
ในเกณฑ์การวินิจฉัยโรคอ้วนลงพุง หากความดันโลหิตสูง ของภาวะอ้วนพุง ตลอดจนส่งเสริมให้เกิดโปรแกรมลดพุง
มากกวา่ หรอื เทา่ กบั 130/85 มลิ ลเิ มตรปรอท จะถอื วา่ ผปู้ ว่ ยนนั้ ของบุคลากรในโรงพยาบาลสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช
มคี วามเสย่ี งท่ีจะเกดิ ภาวะอ้วนลงพงุ ได้ เพื่อป้องกันความเสี่ยงของบุคลากรท่ีจะเกิดโรคต่าง ๆ เช่น
สว่ นปจั จยั ดา้ นสบู บหุ รแ่ี ละปจั จยั ดา้ นการดมื่ แอลกอฮอล์ โรคหัวใจ โรคเบาหวานและโรคไขมันในเลือดสูง เป็นต้น
ซึ่งมักพบในเพศชายมากกว่าเพศหญิง โดยมีสอดคล้องกับ ในอนาคต
การศึกษาของ ยุพา คู่คงวิริยพันธุ์ (2550)13 ที่น�ำเสนอว่า
การสูบบุหร่ีท�ำให้เพิ่มระดับน้�ำตาลในเลือดสูงขึ้นและ สรุป
สารในบุหรี่ ได้แก่ นิโคติน จะขัดขวางการออกฤทธิ์ของ
อินซูลินในร่างกาย ท�ำให้เกิดภาวะดื้อต่ออินซูลิน ดังนั้น งานวิจัยนี้แสดงให้เห็นถึงความชุก ปัจจัยส่วนบุคคล
การสูบบุหรี่จึงส่งผลให้เกิดภาวะอ้วนลงพุงและเกิดโรค และปัจจัยพฤติกรรมส่วนบุคคลท่ีมีความสัมพันธ์กับภาวะ
เบาหวานในท่ีสุด ในขณะท่ีด้านการด่ืมแอลกอฮอล์นั้น อ้วนลงพุงของบุคลากรสาธารณสุข ซ่ึงมีตัวแปรต่าง ๆ อาทิ
มีความสัมพันธ์สอดคล้องกับการศึกษาของ Eriksson, เพศ โรคประจ�ำตัวและความถ่ีของการออกก�ำลังกาย เป็นต้น
Taimela และ Koivisto (1997)14 ทกี่ ลา่ ววา่ แอลกอฮอลท์ ำ� ให้ อย่างไรก็ตาม การท�ำความเข้าใจในบริบทเชิงสาเหตุของ
เกิดการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนในร่างกาย ได้แก่ Leptin ภาวะอว้ นลงพุงในงานวจิ ัยน้ี จะเป็นประโยชนต์ อ่ การวางแผน
และ Adiponectin ทำ� ใหม้ กี ารสะสมไขมนั ในชอ่ งทอ้ งมมี ากขนึ้ การป้องกันและรักษาภาวะอ้วนลงพุงได้อย่างถูกต้องและ
และท�ำให้ไขมันชนิด HDL-C ลดลง ซ่ึงส่งผลท�ำให้เกิดภาวะ เหมาะสม รวมท้ัง สอดรับกับการเปล่ียนแปลงทางด้าน
อ้วนลงพุงได้ สุดท้ายปัจจัยด้านความถี่ของการออกก�ำลังกาย พฤติกรรมส่วนบคุ คลในโลกยุคปัจจบุ นั อกี ด้วย
ท่ีมีความสัมพันธ์กับภาวะอ้วนลงพุงน้ัน ยังสอดคล้องกับ
งานวิจยั ของ ปวณี า ประเสริฐจติ ร, วงศ์พนั ธ์ ลมิ ปเสนีย์ และ ขอ้ จำ� กดั งานวจิ ยั
ชวนันท์ สุมนะเศรษฐกุล (2563)15 ท่ีน�ำเสนอว่าหากไม่มี
กิจกรรมเคล่ือนไหวร่างกายต่อเน่ืองมากกว่า 30 นาที หรือ เนอื่ งจากงานวจิ ยั นใี้ ชข้ อ้ มลู ทตุ ยิ ภมู จิ ากฐานขอ้ มลู และ
มากกว่า 3 ครั้งต่อสัปดาห์ จะสามารถก่อให้เกิดความเสี่ยง เวชระเบียนบุคลากรของโรงพยาบาลสมเด็จพระเจ้าตากสิน
ของภาวะอ้วนลงพุงได้ มหาราช ย้อนหลัง 1 ปี ดังน้ันข้อมูลท่ีได้ จึงอาจไม่ทันสมัย
นอกจากน้ี จากการวเิ คราะหโ์ ดยใช้ Multiple logistic บุคลากรบางรายได้ลาออกและได้เกษียณอายุไปจ�ำนวนมาก
regression ซึ่งพบว่าปัจจยั ด้านเพศ ปัจจยั ด้านโรคประจ�ำตวั ในปีถัดมา ท�ำให้การตอบแบบสอบถามกลับมาไม่ครบตาม
และปจั จยั ดา้ นความถขี่ องการออกกำ� ลงั กาย ทม่ี คี วามสมั พนั ธ์ ข้อก�ำหนดของผู้วิจัยที่ได้ต้ังไว้ในกรอบแนวความคิดของ
กับภาวะอ้วนลงพุงอย่างมีนัยส�ำคัญทางสถิติน้ัน พบว่าปัจจัย การวิจัย รวมทั้งการวิจัยในคร้ังน้ีได้ท�ำการแจกแบบสอบถาม
ทงั้ 3 ดา้ น มคี า่ ORadj แคเ่ พยี ง 0.39, 0.20 และ 1.34 ตามลำ� ดบั ภายหลังจากการตรวจสุขภาพประจ�ำปีของบุคลากรของ
จึงอาจกล่าวได้ว่าปัจจัยท้ัง 3 ด้าน อาจเป็นปัจจัยป้องกันท่ีมี โรงพยาบาลสมเด็จพระเจา้ ตากสนิ มหาราช ประมาณ 6 เดือน
ความสัมพันธโ์ ดยตรงกับภาวะอว้ นลงพงุ ท�ำให้ข้อมูลท่ีได้ อาจจะไม่สัมพันธ์กับปัจจัยท่ีมีความสัมพันธ์
ภาวะอว้ นลงพุง
34 ความชกุ และปัจจัยทีม่ ีความสัมพันธ์ต่อภาวะอ้วนลงพุงในบุคลากรโรงพยาบาลสมเดจ็ พระเจา้ ตากสนิ มหาราช
กนกนันท์ สมนึก กลุ รัตน์ สายธไิ ชย กติ ตพิ งศ์ อ้วนแกว้ รุ่งนภา ศิริพรไพบูลย ์ อานนท์ ทองคงหาญ
Vajira Medical Journal: Journal of Urban Medicine
Vol. 65 No. 1 January - Feburary 2021
กติ ติกรรมประกาศ 7. Kirkendoll KD, Clark PC, Grossniklaus DA,
Igho-Pemu P, Mullis RM, Dunbar SB. Metabolic
คณะผู้วิจัย ขอขอบคุณ คุณกรุณา ศรีปวนใจ syndrome in African Americans: Views on making
คุณขวัญจิตร สังข์ทอง คุณนิตยา ปริญญาปริวัฒน์ พยาบาล lifestyle changes. J Transcult Nurs 2010; 21(2):
วิชาชีพช�ำนาญการ โรงพยาบาลสมเด็จพระเจ้าตากสิน 104-13.
มหาราช และ ดร.กติ ตพิ ัทธ์ เอี่ยมรอด นกั วชิ าการสาธารณสุข
ชำ� นาญการ ส�ำนักงานสาธารณสุขจังหวดั ตาก ที่ใหค้ �ำปรกึ ษา 8. Saneha C, Boontein P. Factors predicting
จนงานวิจยั สมบูรณ์ metabolic self-management behavior among
patients with metabolic syndrome at one
เอกสารอ้างอิง university hospital in Bangkok. J Nurs Sci 2017;
35(3):70-81.
1. Zainuddin AA, Manickam MA, Baharudin A,
Selamat R, Cheong KC, Ahmad NA. Prevalence 9. Occupation Department, Somdejphrajaotaksinmaharaj
and socio-demographic determinant of Hospital. Summary of health examination in the
overweight and obesity among malaysian personnel of Somdejphrajaotaksinmaharaj
adult. Inter J of Pub Health Re 2016; 6(1):661-69. Hospital, 2018. Tak: Somdejphrajaotaksinmaharaj
Hospital; 2018.
2. Ekpalakorn W. Health status. In: Ekpalakorn W,
editors. The 5th public health survey by physical 10. Alberti K, Eckel RH, Grundy SM, Zimmet PZ,
examination in 2014. Bangkok: Aksorn graphic Cleeman JI, Donato KA, et al. Harmonizing
and design; 2015. p.133-96. the metabolic syndrome: a joint interim
statement of the international diabetes
3. Singh AK, Kari JA. Metabolic syndrome and federation task force on epidemiology and
chronic kidney disease. Curr Opin Nephrol prevention; national heart, lung, and blood
Hypertens 2013; 22:198-203. institute; american heart association; world
heart federation; international atherosclerosis
4. Bjorge T, Lukanova A, Jonsson H, Tretli S, society; and international association for
Ulmer H, Manjer J, et al. Metabolic syndrome the study of obesity. Circulation 2009; 120(6):
and breast cancer in the me-can (metabolic 1640-45.
syndrome and cancer) project. Cancer Epidemiol
Biomarkers Prev 2010; 19(7):1737-45. 11. Mek-a-kat C, Kitreerawutiwong N, Pattanathaburt
P. Factors influencing with abdominal obesity
5. Thai Health Promotion Foundation. Obesity & among village health volunteers in Sukhothai
metabolic syndrome. Bangkok: Sukumvit media province. J Nurs and Health Sci 2018; 12:47-57.
marketing; 2011.
12. Kuk JL, Ardern CI, Church TS, Sharma AM,
6. Saelai M, Piaseu N, Nicharojana LO. Effects Padwal R, Sui X, et al. Edmonton obesity staging
of program promoting aerobic hula hoop system: association with weight history and
exercise and nutritional education with social mortality risk. Appl Physiol Nutr Metab 2011;
support on body mass index, waistline and 36(4):570-6.
blood lipid in persons at risk of metabolic
syndrome. J of Phrapokklao Nurs College 2018;
29(1):54-67.
ความชุกและปจั จัยท่ีมคี วามสมั พันธ์ต่อภาวะอว้ นลงพุงในบุคลากร โรงพยาบาลสมเด็จพระเจา้ ตากสินมหาราช 35
กนกนนั ท์ สมนึก กุลรตั น์ สายธิไชย กติ ติพงศ์ อ้วนแกว้ ร่งุ นภา ศริ ิพรไพบูลย ์ อานนท์ ทองคงหาญ
วชิรเวชสารและวารสารเวชศาสตร์เขตเมือง
ปที ี่ 65 ฉบับที่ 1 มกราคม - กมุ ภาพนั ธ์ พ.ศ. 2564
13. Kukongviriyapan Y. Vascular dysfunction in 15. Prasertjit P. Limpaseni W, Sumanasrethakul C.
metabolic syndrome: the role of oxidant stress. Lifestyle factors associated with obesity in urban
Srinagarind Med J 2007; 22 Suppl:7-16. workers: a case study of faculty of medicine
14. Eriksson J, Taimela S, Koivisto VA. Exercise and personnel, Vajira Hospital. Vajira Med J 2020;
the metabolic syndrome. Diabetologia 1997; 64(1):71-84.
40(2):125-35.
36 ความชุกและปจั จยั ที่มคี วามสมั พนั ธ์ตอ่ ภาวะอ้วนลงพุงในบุคลากรโรงพยาบาลสมเด็จพระเจา้ ตากสนิ มหาราช
กนกนนั ท์ สมนึก กุลรตั น์ สายธไิ ชย กติ ติพงศ์ อว้ นแก้ว รุ่งนภา ศริ ิพรไพบลู ย ์ อานนท์ ทองคงหาญ
วชิรเวชสารและวารสารเวชศาสตรเ์ ขตเมอื ง นิพนธต์ ้นฉบับ
การวัดความดันโลหิตด้วยตนเองที่บ้านในผู้ป่วยโรคเบาหวานท่ีมารับ
การรกั ษาทคี่ ณะแพทยศาสตรว์ ชริ พยาบาล มหาวทิ ยาลยั นวมนิ ทราธริ าช
คติมนั ต์ สนธิแกว้ พบ.1
สว่างจิต สุรอมรกลู พบ.1
1 ภาควชิ าอายรุ ศาสตร์ คณะแพทยศาสตรว์ ชิรพยาบาล มหาวทิ ยาลัยนวมินทราธิราช กรงุ เทพมหานคร ประเทศไทย
* ผตู้ ดิ ตอ่ , อีเมล: [email protected]
Vajira Med J. 2021; 65(1) : 37-44
http://dx.doi.org/10.14456/vmj.2021.4
บทคดั ยอ่
วัตถุประสงค์: เพอื่ ศกึ ษาความแตกตา่ งของความดนั โลหติ ทโี่ รงพยาบาลกบั ความดนั โลหติ ทวี่ ดั เองทบี่ า้ น และหาความชกุ
ของผู้ปว่ ย white coat hypertension ในผูป้ ่วยเบาหวาน
รูปแบบการวิจัย: ใช้การศึกษาเชิงพรรณนาแบบตัดขวางในผู้ป่วยโรคเบาหวานโดยเก็บข้อมูลท่ัวไปและรายงาน
เป็นค่าเฉล่ีย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานและค่ามัธยฐาน เปรียบเทียบความแตกต่างการวัดความดันโลหิตท่ีบ้าน
กบั การวัดความดันโลหิตท่โี รงพยาบาล และรายงานผล white coat hypertension เปน็ ร้อยละ
ผลการศึกษา: ค่าความดันซิสโตลิก และค่าความดันไดแอสโตลิกท่ีวัดที่โรงพยาบาลและวัดที่บ้านมีความแตกต่างกัน
อย่างมนี ัยส�ำคญั ทางสถิติ (p-value < 0.001) ทั้งนพ้ี บอาสาสมคั รท่มี ี white coat hypertension 33.4%
สรุป: การวัดความดันโลหิตด้วยตัวเองท่ีบ้านในผู้ป่วยเบาหวานมีความแตกต่างกับการวัดความดันโลหิตท่ีโรงพยาบาล
อยา่ งมีนัยสำ� คญั ทางสถิติ และพบอาสาสมัครทม่ี ี white coat hypertension 33.4 %
ค�ำสำ� คญั : การวัดความดันโลหติ ดว้ ยตวั เองทีบ่ า้ น, เบาหวาน, ความดนั โลหิตสงู , white coat hypertension
วนั ท่ีรบั บทความ 31 กรกฎาคม 2563 วนั แก้ไขบทความ 15 พฤศจกิ ายน 2563 วนั ตอบรับบทความ 27 พฤศจิกายน 2563
Vajira Medical Journal: Journal of Urban Medicine Original articles
Home Blood Pressure Monitoring in Diabetes Patients at
Faculty of Medicine Vajira Hospital, Navamindhradhiraj
University
Katiman Sonthikaew MD1*
Swangjit Suraamornkul MD1
1 Department of Endocrinology Faculty of Medicine, Navamindradhiraj University, Bangkok, Thailand
* Corresponding author, e-mail address : [email protected]
Vajira Med J. 2021; 65(1) : 37-44
http://dx.doi.org/10.14456/vmj.2021.4
Abstract
Objective: To compare clinical blood pressure with home blood pressure monitoring and
prevalence of white coat hypertension in diabetes patients at Faculty of Medicine Vajira
Hospital, Navamindhradhiraj University
Methods: The cross-sectional study in diabetes patients at Faculty of Medicine Vajira Hospital,
Navamindhradhiraj University. Baseline characteristics were collected and report by mean,
median, standard deviation and interquartile range. Compared clinical blood pressure
with home blood pressure monitoring in diabetes patient. The Prevalence of white coat
hypertension were reported by percentage.
Results: There was significantly different from systolic and diastolic clinical blood pressure
with home blood pressure monitoring (p < 0.001). Prevalence of white coat hypertension in
diabetes was 33.4%
Conclusion: The study showed that clinical blood pressure significantly differences from home
blood pressure monitoring. Prevalence of white coat hypertension in diabetes was 33.4%
Keywords: home blood pressure monitoring, diabetes , HT , white coat hypertension
Received 31 July 2020, Revised 15 November 2020, Accepted 27 November 2020
Vajira Medical Journal: Journal of Urban Medicine
Vol. 65 No. 1 January - Feburary 2021
บทน�ำ ด้วยตนเองท่ีบ้านในผู้ป่วยเบาหวานที่มาตรวจรักษาในคลินิก
ผู้ป่วยนอก ผู้วิจัยจึงสนใจศึกษารูปแบบและความแตกต่าง
เบาหวานเป็นโรคเร้ือรังท่ีเป็นปัญหาทางสาธารณสุข ของความดันโลหิตในผู้ป่วยโรคเบาหวานท่ีมาตรวจ ณ หน่วย
ท่ีส�ำคัญของประเทศไทยก่อให้เกิดภาวะแทรกซ้อนในหลาย ตอ่ มไรท้ อ่ ภาควชิ าอายรุ ศาสตร์ คณะแพทยศาสตรว์ ชริ พยาบาล
ระบบของรา่ งกาย เปน็ โรคท่ีพบไดบ้ ่อย และมักมภี าวะโรคอ่ืน มหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช กับความดันโลหิตในผู้ป่วย
ร่วมด้วย เช่น โรคความดันโลหิตสูง โรคไขมันในเลือดสูง โรคเบาหวานขณะวัดท่ีบ้าน และความชุกของภาวะ white
กลุ่มโรคอ้วนลงพุง ความชุกของโรคความดันโลหิตสูงและ coat hypertension ในผู้ป่วยโรคเบาหวาน ข้อมูลท่ีได้จาก
โรคเบาหวานพบร่วมกันได้บ่อยมากข้ึน1 และเป็นปัจจัยเส่ียง การวจิ ยั จะนำ� ไปวเิ คราะหแ์ ละปรบั ปรงุ ในการวนิ จิ ฉยั การตดิ ตาม
ส�ำคัญท่ีท�ำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนทางหลอดเลือด ได้แก่ การเปลยี่ นแปลงวธิ กี ารวดั ความดนั โลหติ และการรกั ษาผปู้ ว่ ย
โรคหวั ใจและหลอดเลอื ด โรคไตวายเรอ้ื รงั 2 ดงั นน้ั โรคความดนั โรคเบาหวานตอ่ ไป
โลหิตสูงและโรคเบาหวานจึงมีความส�ำคัญท่ีผู้ป่วยจะต้อง
ควบคมุ ความดนั โลหติ และระดบั นำ�้ ตาลในเลอื ดอยา่ งเครง่ ครดั
มีการศึกษาในประเทศอังกฤษพบว่าการลดความดันโลหิต วิธีดำ� เนินการวิจัย
ในผู้ป่วยความดันโลหิตสูงและเบาหวานมีความสัมพันธ์
ในการลดอัตราการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดอย่างมี รปู แบบการวิจัย
นัยส�ำคัญ3 อีกทั้งในปัจจุบันแนวทางการวินิจฉัยและรักษา การศึกษาสังเกตุเชิงพรรณนาแบบตัดขวาง (cross-
โรคเบาหวานของ American Diabetes Association sectional descriptive study)
(ADA) 2016 ได้แนะน�ำให้ควบคุมระดับความดันโลหิต ประชากรตัวอยา่ ง
ในผู้ป่วยโรคเบาหวานให้น้อยกว่า 140/90 มิลลิเมตรปรอท อาสาสมัครที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคเบาหวาน
เพื่อลดความเสี่ยงในการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด จากการบันทึกในเวชระเบียนเป็นลายลักษณ์อักษรโดยแพทย์
ในอนาคต ณ คลินิกหน่วยต่อมไร้ท่อ คณะแพทยศาสตร์วชิรพยาบาล
การวดั ความดนั โลหติ ดว้ ยตนเองทบ่ี า้ นเรมิ่ มคี วามสำ� คญั มหาวทิ ยาลยั นวมนิ ทราธริ าช ตง้ั แตว่ นั ที่ 1 กมุ ภาพนั ธ์ พ.ศ.2560
มากข้ึนในปัจจุบัน เน่ืองจากการวัดความดันโลหิตด้วยตนเอง ถึง 31 มกราคม พ.ศ.2561
ที่บ้านสามารถช่วยให้วินิจฉัยโรคความดันโลหิตสูงได้รวดเร็ว เกณฑก์ ารคัดเขา้
และมีความแม่นย�ำมากย่ิงขึ้น อีกท้ังการสามารถติดตาม 1. อายรุ ะหวา่ ง 18 ปขี ้ึนไป จนถงึ 75 ปี
การรกั ษา และการตรวจพบภาวะ white coat hypertension 2. ได้รับการวินิจฉัยว่าเบาหวานชนิดที่ 2 จากบันทึก
ได้อีกด้วย หลายการศึกษาพบว่าการวัดความดันโลหิต เวชระเบยี นผู้ปว่ ย
ด้วยตนเองท่ีบ้านมีความสัมพันธ์ในการตรวจพบการเกิด 3. ผู้ป่วยมีประวัติมารับการรักษาต่อเนื่องเป็นประจ�ำ
โรคหัวใจและหลอดเลือด และการท�ำลายอวัยวะส่วนปลาย อยา่ งนอ้ ย 1 ปี และไมม่ กี ารปรบั ยาอยา่ งน้อย 3 เดอื น
จากโรคความดันโลหิตสูงโดยเฉพาะหัวใจห้องล่างซ้ายโตได้ เกณฑ์การคดั ออก
ในอนาคต4 นอกจากน้ียังมีงานวิจัยของประเทศจีนศึกษา 1. มกี ารปรบั เปลย่ี นยาประจำ� ทกุ ชนดิ ระหวา่ งการวจิ ยั
ความชุกของ white coat hypertension ในกลุ่มผู้ป่วย 2. หญิงตง้ั ครรภ์
โรคเบาหวานด้วยการวัดความดันโลหิตท่ีบ้านพบความชุก 3. ไดร้ บั การวนิ จิ ฉยั วา่ เปน็ โรคหวั ใจเตน้ ผดิ จงั หวะทกุ ชนดิ
อยู่ที่ 7.36%5 ซ่ึงในปัจจุบันหลายประเทศก็มีการใช้การวัด 4. ได้รับการวินิจฉัยว่ามีความบกพร่องทางปัญญา
ความดนั โลหติ เองทบ่ี า้ นไวใ้ นแนวทางการวนิ จิ ฉยั และการรกั ษา หรือมีความจ�ำกัดด้านสรีระหรือถูกว่าวินิจฉัยว่าเป็นโรค
ความดันโลหติ สูงแล้ว ย้ำ� คดิ ย�้ำทำ�
ปจั จบุ นั การวดั ความดนั โลหติ ยงั ใชก้ ารวดั ทโ่ี รงพยาบาล
เป็นหลัก และยังไม่มีข้อมูลเก่ียวกับการวัดความดันโลหิต
การวัดความดนั โลหิตด้วยตนเองท่ีบา้ นในผู้ป่วยโรคเบาหวานทมี่ ารบั การรักษาทคี่ ณะแพทยศาสตร์วชิรพยาบาล มหาวิทยาลยั นวมินทราธริ าช 39
คติมนั ต์ สนธิแกว้ สวา่ งจติ สรุ อมรกูล