The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

วชิรเวชสาร และวารสารเวชศาสตร์เขตเมือง ปีที่ 65 ฉบับที่ 1 (ม.ค.-ก.พ.64) คณะแพทยศาสตร์วชิรพยาบาล มหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search

วชิรเวชสาร และวารสารเวชศาสตร์เขตเมือง ปีที่ 65 ฉบับที่ 1 (ม.ค.-ก.พ.64)

วชิรเวชสาร และวารสารเวชศาสตร์เขตเมือง ปีที่ 65 ฉบับที่ 1 (ม.ค.-ก.พ.64) คณะแพทยศาสตร์วชิรพยาบาล มหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช

Keywords: วชิรเวชสาร,เวชศาสตร์เขตเมือง,2564,วชิรพยาบาล,มหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช

วชริ เวชสารและวารสารเวชศาสตรเ์ ขตเมือง

ปที ี่ 65 ฉบับที่ 1 มกราคม - กมุ ภาพนั ธ์ พ.ศ. 2564

การเกบ็ รวบรวมข้อมูล การวเิ คราะหข์ ้อมูลทางสถิติ
รวบรวมขอ้ มลู พนื้ ฐานจากเวชระเบยี น และประกอบดว้ ย ข้อมูลเชิงปริมาณ ได้แก่ อายุ น�้ำหนัก ส่วนสูง BMI
ข้อมลู ด้าน อายุ เพศ นำ�้ หนัก BMI ระดับน�ำ้ ตาลในเลอื ดและ ระยะเวลาของการเป็นโรคเบาหวาน ระดับน�้ำตาลเฉล่ยี สะสม
ระดบั นำ้� ตาลสะสมในเลอื ด ระดบั ไขมนั ในเลอื ด ยาทผี่ ปู้ ว่ ยไดร้ บั ในเลือด (HbA1c) ระดับไขมันในเลือด (cholesterol, LDL,
การวดั ความดนั โลหติ ทโ่ี รงพยาบาล (clinic blood pressure) HDL, triglyceride) clinic blood pressure และ home
วัดความดันโลหิตด้วยเคร่ืองวัดความดันโลหิตพกพา blood pressure รายงานเป็นค่าเฉลี่ย (mean) และ
ชนดิ automatic oscillometric monitor ในชว่ งเวลา 8.00 น.- ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (standard deviation) หรือ
9.00 น. โดยใหอ้ าสาสมคั รนงั่ พกั 3-5 นาที (ไมม่ กี ารสบู บหุ รี่ หรอื คา่ มธั ยฐาน (median) และพสิ ยั ควอไทล์ (interquatile rang)
รับประทานกาแฟ มาอย่างน้อย 30 นาที) วัดความดันโลหิต ขอ้ มูลเชงิ คณุ ภาพ ไดแ้ ก่ เพศ ประวตั กิ ารสูบบุหร่ี ประวตั ิการ
แขนทงั้ สองขา้ งและบนั ทกึ ขอ้ มลู แขนขา้ งทส่ี งู กวา่ วดั ความดนั ดื่มแอลกอฮอล์ ประวัติการรับประทานยาความดันโลหิต
ก่อนทานยาทุกชนิดและใช้ผ้าพันแขนท่ีมีขนาดมาตรฐาน white coat hypertension ประเมินจาก การวัดความดัน
(กว้าง 12-13 ซม. และยาว 35 ซม.) และใช้ผ้าพันแขนที่มี โลหติ ทบี่ ้านท่ีไดน้ ้อยวา่ 135/85 มลิ ลเิ มตรปรอท และการวดั
ขนาดใหญข่ นึ้ เมอ่ื ผปู้ ว่ ยมเี สน้ รอบวงแขน > 32 ซม. และขนาด ท่ีโรงพยาบาลท่ีสูงกว่าเท่ากับ 140/90 มิลลิเมตรปรอท
เล็กลงในรายท่ีมีเส้นรอบวงแขนเล็ก วัดความดันโลหิตท่านั่ง รายงานเป็นความถี่ (frequency) และร้อยละ (percentage)
ผา้ พนั แขนอยใู่ นระดบั หวั ใจ วดั ความดนั โลหติ อยา่ งนอ้ ย 2 ครง้ั วเิ คราะหค์ วามแตกตา่ งของความดนั โลหติ เฉลยี่ (2 ครงั้ ) ในผปู้ ว่ ย
ห่างกัน 1-2 นาที และวัดซ�้ำหาก 2 ค่าแรกต่างกันมากกว่า เบาหวาน (clinic blood pressure) กับ ความดนั โลหิตเฉล่ยี
10 มลิ ลเิ มตรปรอท บนั ทกึ คา่ ความดนั เฉลยี่ ลงแบบบนั ทกึ ขอ้ มลู (6 วนั ) ทวี่ ดั เองทบ่ี า้ น (home blood pressure monitoring)
โดยใช้ paired t-test และคา่ p < 0.05 มีนัยสำ� คัญทางสถิติ

การวดั ความดนั โลหติ ทบ่ี า้ น (home blood pressure) ผลการศกึ ษา
อาสาสมัครรับการอบรมวิธีการวัดความดันโลหิตด้วย
ตนเองทบ่ี า้ นจากพยาบาลผชู้ ว่ ย ใช้ เครอ่ื งวดั ความดนั โลหติ พกพา ลกั ษณะทว่ั ไปของกลมุ่ ตัวอยา่ ง
เครอ่ื งเดยี วกนั กบั ทว่ี ดั ทโ่ี รงพยาบาล โดยเครอื่ งวดั ความดนั โลหติ เก็บข้อมูลกลุ่มตัวอย่างตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์
ทบ่ี า้ นทกุ เครอ่ื งสามารถบนั ทกึ คา่ ความดนั โลหติ เองได้ เพอ่ื ลด พ.ศ. 2560 จนถงึ 31 มกราคม พ.ศ. 2561 จ�ำนวน 140 ราย
ความผดิ พลาดจากการจดบนั ทกึ ของอาสาสมคั ร วดั ความดนั โลหติ จากท่ีคลินิกเบาหวาน หน่วยต่อมไร้ท่อ ภาควิชาอายุรศาสตร์
ทกุ วนั ในตอนเชา้ ชว่ งเวลา 8.00 - 9.00 น. และ 19.00 - 20.00 น. คณะแพทยศาสตรว์ ชิรพยาบาล มหาวทิ ยาลัยนวมินทราธริ าช
ติดต่อกันทั้งหมด 7 วัน วัดความดันโลหิตวิธีเดียวกันการวัด ท้ังนี้กลุ่มตัวอย่างสูญหาย 1 ราย กลุ่มตัวอย่างที่วัดความดัน
ความดันโลหิตท่ีโรงพยาบาล และใช้แขนข้างเดิมในการวัด โลหิตไม่ถึงร้อยละ 20 ทั้งหมด 19 ราย ดังน้ันเหลือกลุ่ม
ทุกครั้ง การวัดความดันโลหิตแต่ละช่วงให้ท�ำการวัด 2 ครั้ง ตัวอย่างในการศึกษานี้เป็นจ�ำนวน 120 ราย มีการค�ำนวณ
หา่ งกนั 1-2 นาที ผลทไี่ ดผ้ วู้ จิ ยั นำ� มาหาคา่ เฉลย่ี โดยคดิ คา่ เฉลย่ี ปรับขนาดตัวอย่างเพ่ือป้องกันการสูญหายระหว่างติดตาม
ทงั้ หมด 6 วนั โดยไมน่ บั รวมคา่ ความดนั โลหติ วนั แรก กรณลี มื วดั (dropout) ไว้ก่อนหน้าท�ำการศึกษาที่ร้อยละ 10 (14 ราย)
ความดันโลหิตบางเวลาแต่ไม่เกิน 20% ของจ�ำนวนการวัด ผลการศกึ ษาลกั ษณะทว่ั ไปของกลมุ่ ตวั อยา่ ง พบวา่ กลมุ่ ตวั อยา่ ง
ความดนั โลหติ ทง้ั หมด สามารถนำ� มาวเิ คราะหต์ ามเกณฑป์ กติ มคี า่ มธั ยฐานอายุ 63 ปี (คา่ พสิ ยั ควอไทล์ 55 - 69 ป)ี สว่ นใหญ่
ส่วนกรณีลืมวัดความดันในเวลาเกินกว่า 20% ของจ�ำนวน เปน็ เพศหญงิ รอ้ ยละ 54.2 ค่ามธั ยฐานของนำ�้ หนัก 68.4 กก.
การวัดความดันโลหิตทั้งหมด จะถูกคัดออกจากงานวิจัย (คา่ พสิ ยั ควอไทล์ 59.2 - 78.7 กก.) และคา่ มธั ยฐานดชั นมี วลกาย
ส่วนนิยาม white coat hypertension คือการวัดความดัน 25.46 kg/m2 (ค่าพิสัยควอไทล์ 23.66 - 29.36 kg/m2)
โลหติ ทโี่ รงพยาบาลมากกวา่ 140 มลิ ลเิ มตรปรอท และความดนั ระยะเวลาการเป็นโรคเบาหวานของอาสาสมัครมีค่ามัธยฐาน
โลหติ ที่วดั ทบ่ี า้ นได้นอ้ ยกว่า 135/85 มลิ ลิเมตรปรอด 10 ปี (ค่าพสิ ัยควอไทล์ 6-15 ป)ี ส่วนใหญไ่ มเ่ คยสบู บุหร่ี และ
ด่ืมแอลกอฮอล์ ร้อยละ 95.0 และ 92.5 ตามลำ� ดบั การใช้ยา

40 การวดั ความดันโลหติ ดว้ ยตนเองที่บา้ นในผู้ป่วยโรคเบาหวานทมี่ ารับการรกั ษาท่คี ณะแพทยศาสตรว์ ชิรพยาบาล มหาวทิ ยาลัยนวมนิ ทราธิราช
คติมนั ต์ สนธแิ กว้ สว่างจติ สุรอมรกูล

Vajira Medical Journal: Journal of Urban Medicine

Vol. 65 No. 1 January - Feburary 2021

ลดความดันพบว่า มีการใช้ยาลดความดันในกลุ่ม ACEI/ARB คา่ ความดนั โลหติ ท่ีวัดทบ่ี า้ นและวดั ทโ่ี รงพยาบาล
มากทสี่ ดุ รอ้ ยละ 66.7 รองลงมาเปน็ ยาในกลมุ่ CCB, B-Blocker ค่าความดันโลหิตที่วัดท่ีบ้านและวัดท่ีโรงพยาบาล
และ Diuretic รอ้ ยละ 42.5, 24.2 และ 8.3 ตามล�ำดบั และ ผลการศกึ ษาพบวา่ คา่ ความดนั โลหติ ซสิ โตลกิ ทว่ี ดั ทโี่ รงพยาบาล
มีการใชย้ าลดความดันในกลุม่ อืน่ ๆ ร้อยละ 21.7 (ตารางที่ 1) มีค่าเฉล่ีย 141.53 ± 17.55 มิลลิเมตรปรอท และค่าเฉลี่ย
ผลการตรวจทางห้องปฏิบัติการ (ดังตารางท่ี 1) ของ ความดนั ไดแอสโตลกิ 77.79 mmHg ± 10.78 มลิ ลเิ มตรปรอท
กลมุ่ ตวั อยา่ งพบวา่ สามารถควบคมุ เบาหวานไดอ้ ยใู่ นเกณฑท์ ด่ี ี โดยการวัดท่ีโรงพยาบาลพบอาสาสมัครมีค่าความดันโลหิตสูง
ตาม American Diabetes Association (ADA) 2016 ร้อยละ 57.5 ค่าความดันโลหิตซิสโตลิกท่ีวัดที่บ้านมีค่าเฉลี่ย

ตารางที่ 1:   
ข้อมลู ท่วั ไป (อาสาสมัคร 120 คน) 63 (55 - 69)
55 (45.8)
ตัวแปร 65 (54.2)
อายุ (ป)ี 68.4 (59.2 - 78.7)
เพศ 25.46 (23.66 - 29.36)
ชาย 10 (6 - 15)
หญงิ 3 (2.5)
น�้ำหนกั (กก.) 3 (2.5)
BMI (kg/m2) 114 (95)
ระยะเวลาการเปน็ โรคเบาหวาน (ป)ี 2 (1.7)
การสูบบุหรี่ 7 (5.8)
เป็นประจ�ำ 111 (92.5)
บางคร้ัง 80 (66.7)
ไมเ่ คย 51 (42.5)
การดม่ื แอลกอฮอล์ 10 (8.3)
เปน็ ประจ�ำ 29 (24.2)
บางคร้งั 26 (21.7)
ไมเ่ คย 167 (143 - 191)
ยาลดความดนั 119 (88 - 167)
ACEI/ARB 49 (42 - 63)
CCB 95 (76 - 119)
Diuretic 7.0 (6.4 - 8.6)
Beta-Blocker 150 (120 - 182)
อน่ื ๆ
ผลการตรวจทางหอ้ งปฏิบตั กิ าร
Total cholesterol
Triglyceride
HDL cholesterol
LDL cholesterol
Hb A1C
Fasting blood sugar (FBS)

ขอ้ มูลแสดงเปน็ ความถ่ี หรือ ค่ามัธยฐาน (คา่ พิสัยควอไทล์)

การวดั ความดนั โลหติ ดว้ ยตนเองท่ีบา้ นในผูป้ ่วยโรคเบาหวานทม่ี ารบั การรกั ษาทค่ี ณะแพทยศาสตรว์ ชริ พยาบาล มหาวิทยาลยั นวมินทราธริ าช 41
คติมนั ต์ สนธิแก้ว สวา่ งจติ สุรอมรกลู

วชิรเวชสารและวารสารเวชศาสตร์เขตเมอื ง

ปีที่ 65 ฉบบั ท่ี 1 มกราคม - กมุ ภาพันธ์ พ.ศ. 2564

129.47 ± 15.70 มลิ ลเิ มตรปรอท และคา่ ความดนั ไดแอสโตลกิ และ 129.47 ± 15.70 มลิ ลเิ มตรปรอท ตามลำ� ดบั และคา่ ความดนั
เฉลย่ี 74.66 ± 7.21 มลิ ลิเมตรปรอท โดยการวดั ท่บี า้ นพบค่า ไดแอสโตลกิ ทวี่ ดั ทโ่ี รงพยาบาลและวดั ทบ่ี า้ นมคี วามแตกตา่ งกนั
ความดนั โลหติ สงู รอ้ ยละ 38.0 โดยคา่ ความดนั โลหติ ทว่ี ดั ทบ่ี า้ น อยา่ งมนี ยั สำ� คญั ทางสถติ ิ (p-value < 0.001) โดยคา่ เฉลยี่ ทว่ี ดั ท่ี
ในชว่ งเวลาเชา้ มคี า่ ซสิ โตลกิ เฉลยี่ 131.21 ± 20.13 มลิ ลเิ มตรปรอท โรงพยาบาลและวดั ทบ่ี า้ นมคี า่ เทา่ กบั 77.79 ± 10.78 มลิ ลเิ มตรปรอท
และค่าไดแอสโตลิกเฉลี่ย 75.45 ± 9.76 มิลลิเมตรปรอท และ 74.66 ± 7.21 มลิ ลิเมตรปรอท ตามลำ� ดบั (ตารางท่ี 3)
และค่าความดันโลหิตที่วัดท่ีบ้านในช่วงเวลาเย็นมีค่าซิสโตลิก
เฉลี่ย 126.42 ± 16.56 มลิ ลิเมตรปรอท และคา่ ไดแอสโตลกิ วิจารณ์
เฉลี่ย 73.35 ± 8.56 มิลลิเมตรปรอท ทั้งน้ีพบกลุ่มตัวอย่าง
ทีม่ ี white coat hypertension 33.4% (ตารางที่ 2) จากการศึกษาน้ีพบว่า การวัดความดันโลหิตที่
การเปรียบเทียบค่าความดันโลหิตที่วัดที่บ้านและวัด โรงพยาบาลกบั การวดั ความดนั โลหติ ดว้ ยตนเองทบ่ี า้ นในผปู้ ว่ ย
ที่โรงพยาบาล ผลการศึกษาพบว่า ค่าความดันซิสโตลิกท่ีวัด เบาหวาน ท่ีมาตรวจ ณ หน่วยตอ่ มไรท้ อ่ ภาควิชาอายรุ ศาสตร์
ทโ่ี รงพยาบาลและวดั ทบ่ี า้ นมคี วามแตกตา่ งกนั อยา่ งมนี ยั สำ� คญั คณะแพทยศาสตรว์ ชิรพยาบาล มหาวทิ ยาลัยนวมินทราธริ าช
ทางสถิติ (p-value < 0.001 ) โดยคา่ เฉล่ยี ท่วี ัดทโ่ี รงพยาบาล มคี วามแตกตา่ งกนั ทง้ั ซสิ โตลกิ และไดแอสโตลกิ อยา่ งมนี ยั ส�ำคญั
และวัดท่ีบ้านมีค่าเท่ากับ 141.53 ± 17.55 มิลลิเมตรปรอท ทางสถติ ิ (p-value < 0.001 ) โดยมคี า่ ความดนั โลหติ แตกตา่ ง
เท่ากบั 12.06 และ 3.14 มิลลิเมตรปรอทตามลำ� ดบั ลักษณะ

ตารางท่ี 2:    
ความดันโลหิต (อาสาสมคั ร 120 คน) 141.53 ± 17.55 (42.5%)
77.79 ± 10.78 (57.5%)
ความดนั โลหติ ทโี่ รงพยาบาลและที่บา้ น (67.5%)
ความดนั โลหติ ทโี่ รงพยาบาล 51 (33.5%)
ความดันโลหิตซิสโตลกิ 69
ความดันโลหติ ไดแอสโตลิก 129.47 ±1 5.70
ความดันโลหิตสงู 74.66 ± 7.21
ไม่มี 81
มี 39
ความดนั โลหติ ทีบ่ ้าน 131.21 ± 20.13
ความดันโลหิตซสิ โตลิก 75.45 ± 9.76
ความดนั โลหติ ไดแอสโตลกิ 126.42 ± 16.56
ความดนั โลหติ สงู 73.35 ± 8.65
ไม่มี 40 (33.4%)
มี 46 (38%)
เชา้ 34 (28.6%)
ความดันโลหติ ซิสโตลกิ
ความดันโลหติ ไดแอสโตลกิ
เย็น
ความดนั โลหติ ซสิ โตลกิ
ความดันโลหติ ไดแอสโตลิก
White coat hypertension
True hypertension
No hypertension

ข้อมูลแสดงเปน็ ความถี่ (รอ้ ยละ) หรือ ค่าเฉลีย่ (±สว่ นเบ่ยี งเบนมาตรฐาน)

42 การวัดความดนั โลหติ ดว้ ยตนเองทีบ่ า้ นในผ้ปู ว่ ยโรคเบาหวานท่มี ารับการรกั ษาทค่ี ณะแพทยศาสตรว์ ชริ พยาบาล มหาวทิ ยาลยั นวมินทราธิราช
คตมิ ันต์ สนธแิ กว้ สว่างจิต สุรอมรกลู

Vajira Medical Journal: Journal of Urban Medicine

Vol. 65 No. 1 January - Feburary 2021

ตารางที่ 3:
เปรียบเทียบ ความดันโลหติ ระหว่าง ความดนั โลหิตที่โรงพยาบาล และ ความดันโลหติ ทีบ่ า้ น
ความดันโลหติ ความดันโลหติ ที่โรงพยาบาล ความดันโลหิตที่บ้าน ความแตกต่าง t ค่านัยส�ำคญั
Mean ± SD Mean ± SD 8.331 ทางสถติ *ิ
ซิสโตลิก 141.53 ± 17.55 129.47 ± 15.70 12.06 3.654 < 0.001
ไดแอสโตลิก 77.79 ± 10.78 74.66 ± 7.21 3.14 < 0.001
* Paired t-test

กลุ่มตัวอย่างที่พบสามารถควบคุมเบาหวานได้อยู่ในเกณฑ์ที่ดี กใ็ ชเ้ วลา 60-90 นาที ซงึ่ ไมค่ รอบคลมุ early morning surge
อกี ทง้ั เมอื่ เปรยี บเทยี บกบั การศกึ ษา Jula A. และคณะ6 พบวา่ ทำ� ใหม้ ผี ลควบคมุ ความดนั โลหติ ทด่ี ใี นชว่ งเยน็ แทน จากขอ้ มลู น้ี
ให้การวัดความดันโลหิตท้ังสองวิธีนั้นให้ผลแตกต่างกันอย่าง สามารถน�ำไปช่วยในการพิจารณาการให้ยาความดันโลหิต
มนี ยั สำ� คญั ทางสถติ ิ แตม่ คี า่ ความแตกตา่ งของความดนั ซสิ โตลกิ ในช่วงเย็น เพ่ือช่วยควบคุมความดันโลหิตให้อยู่ในการปกติดี
เพียง 5 มิลลิเมตรปรอท คิดว่าเกิดจากการวัดความดันโลหิต ตลอดวนั โดยมงี านวจิ ยั ของ Verdecchia P. และคณะ10 พบวา่
ทโ่ี รงพยาบาลถงึ 3 ครง้ั และมผี ปู้ ว่ ยเบาหวานเพยี งรอ้ ยละ 13 คนที่ไม่มี nighttime dipping จะมี cardiovascular risk
นอกจากนมี้ งี านวจิ ยั ทว่ี ดั ความดนั โลหติ ทบี่ า้ นของผปู้ ว่ ยเบาหวาน7 มากกวา่ คนทวั่ ไปถงึ 3 เทา่ นอกจากนย้ี งั มกี ารวจิ ยั The MAPEC
เรื่องการประเมินการวัดความดันโลหิตในผู้ป่วยเบาหวานโดย study11 การศึกษาแบบ prospective study open label
เปรยี บเทยี บระหวา่ งการวดั ความดนั โลหติ ทบ่ี า้ นกบั วดั ความดนั โดยกลมุ่ ตวั อยา่ งเข้าร่วม 2,156 คน ของประเทศสเปน ศกึ ษา
โลหติ ทโี่ รงพยาบาลพบวา่ การวดั ความดนั โลหติ ทบี่ า้ นมคี วามแมน่ ยำ� การใหย้ าลดความดนั โลหติ กอ่ นนอนมากกวา่ หรอื เทา่ กบั 1 ชนดิ
ทส่ี งู กวา่ การวดั ความดนั โลหติ ทโ่ี รงพยาบาล โดยสาเหตทุ ท่ี ำ� ให้ เทียบกับการรักษาปกติ พบว่าความดันโลหิต และการเกิด
คา่ ความดนั โลหติ ตา่ งกนั เนอื่ งดว้ ยหลายปจั จยั เชน่ ความตนื่ เตน้ โรคทางหัวใจและหลอดเลือด ต�่ำกว่าให้ยาลดความดันโลหิต
ของกลมุ่ ตวั อยา่ งเวลามาพบแพทย์ การทก่ี ลมุ่ ตวั อยา่ งยงั ไมไ่ ด้ ตอนเชา้ อยา่ งมนี ยั สำ� คญั ทางสถติ ิ และในกลมุ่ ยอ่ ยทเี่ ปน็ ผปู้ ว่ ย
พกั นานพอ ความเหนอ่ื ยลา้ จากการรอตรวจ หรอื การวดั ความดนั เบาหวานพบวา่ ผลการรกั ษาเช่นเดยี วกัน เพยี งแต่มีประชากร
โลหติ ทย่ี งั ไมถ่ กู ตอ้ ง เชน่ การใชผ้ า้ วดั ความดนั ทยี่ งั ไมถ่ กู ขนาด8 ในกลุ่มยอ่ ยนเี้ พยี ง 448 ราย และยงั ทำ� ในหนว่ ยงานเดียว
ซึ่งต้องมีการศึกษาเพิ่มเติมต่อไปว่าปัจจัยใดท่ีท�ำให้ผลมีความ จากการศึกษาน้ีพบความชุกของ white coat
แตกตา่ งกันมากทีส่ ุด hypertension รอ้ ยละ 33.4 ถอื วา่ พบไดบ้ อ่ ย เมอื่ เปรยี บเทยี บ
ค่าความดันโลหิตที่วัดโรงพยาบาลพบว่ากลุ่มตัวอย่าง จากหลายงานวิจัย พบความชุกระหว่างร้อยละ 7-30 เช่น
มีค่าความดันโลหิตสูงร้อยละ 57.5 อาจมีผลให้แพทย์ผู้ดูแล งานวิจัย ในประเทศจีน พบ white coat hypertension
การรักษามีการปรับเปลี่ยนการรักษาในคร้ังถัดไป แต่จาก ร้อยละ 7.36 สาเหตุทีผ่ ลท่ไี ดม้ คี วามแตกต่างกันกบั งานวจิ ัยน้ี
ผลการศกึ ษาการวดั ความดนั โลหติ ทบ่ี า้ นพบกลมุ่ ตวั อยา่ งมคี า่ อาจเน่ืองด้วยงานวิจัยที่กล่าวมามีการใช้ ambulatory
ความดนั โลหติ สงู เพยี ง รอ้ ยละ 38.0 และความดนั โลหติ ทบ่ี า้ น blood pressure ท�ำให้ค่าทไ่ี ดอ้ าจมีความแม่นยำ� กวา่ การวัด
ในชว่ งเชา้ (8.00-9.00 น.) จะสงู กวา่ ชว่ งเยน็ (19.00-20.00 น.) ความดันเฉล่ียเช้าเย็น ดังนั้นจึงเห็นได้ว่า white coat
สามารถอธบิ ายไดจ้ าก 2 สาเหตคุ อื ความดนั โลหติ ของคนปกติ hypertension นั้นพบได้บ่อยในผู้ป่วยเบาหวานที่มีความดัน
มีลักษณะเป็น circadian กล่าวคือความดันโลหิตจะสูงขึ้น โลหิตสูง ส่วนทฤษฎีการเกิดน้ันมีหลากหลาย12 เช่นอาจเกิด
รวดเรว็ ตอนเชา้ (morning surge) และค่อยๆ ลดลงตอนบ่าย จากสภาพแวดล้อม อารมณ์ ในการมาวัดความดันโลหิต
และลดตำ�่ ลงอยา่ งมากกอ่ นเขา้ นอน คอื ความดนั โลหติ ซสิ โตลกิ ที่โรงพยาบาล ท�ำให้มีการยับย้ังระบบซิมพาเทติกหรือ
ลดมากกว่า รอ้ ยละ 10 หรอื ท่ีเรยี กว่า nighttime dipping9 ความผดิ ปกตทิ างดา้ นเมตาบอลกิ ของรา่ งกายจงึ ท�ำใหเ้ กดิ ภาวะ
สาเหตทุ ส่ี องคอื กลมุ่ ตวั อยา่ งไดร้ บั ประทานยาความลดความดนั ดงั กลา่ ว ถึงแม้วา่ ภาวะ white coat hypertension จะไม่ได้
โลหติ ตอนมื้อเชา้ (6.00-8.00 น.) โดยปกติกวา่ ยาจะออกฤทธิ์ สง่ ผลตอ่ หวั ใจและหลอดเลอื ดมากนกั แตก่ ค็ วรวนิ จิ ฉยั ภาวะนี้

การวัดความดันโลหิตดว้ ยตนเองท่บี า้ นในผู้ปว่ ยโรคเบาหวานท่ีมารับการรักษาท่คี ณะแพทยศาสตร์วชิรพยาบาล มหาวิทยาลยั นวมินทราธิราช 43
คตมิ นั ต์ สนธแิ ก้ว สวา่ งจติ สุรอมรกูล

วชิรเวชสารและวารสารเวชศาสตร์เขตเมือง

ปที ่ี 65 ฉบับท่ี 1 มกราคม - กมุ ภาพันธ์ พ.ศ. 2564

ใหไ้ ดโ้ ดยการวดั ความดนั โลหติ ทบ่ี า้ น เพอื่ ปอ้ งกนั การใหก้ ารรกั ษา 5. Zhou J, Liu C, Shan P, Zhou Y, Xu E, Ji Y.
ท่ีไมเ่ หมาะสมจากการใหย้ าความดันโลหิต Characteristics of white coat hypertension
ข้อจ�ำกัดของงานวิจัยนี้คืองานวิจัยน้ีใช้กลุ่มตัวอย่างที่ in Chinese Han patients with type 2 diabetes
ควบคมุ เบาหวานอยใู่ นเกณฑด์ ี และ ยงั ไมส่ ามารถบอกไดช้ ดั เจน mellitus. Clin Exp Hypertens 2014;36(5):321-5.
ว่าการวัดความดันโลหิตที่บ้านน้ันดีกว่าการวัดความดันโลหิต
ที่โรงพยาบาล ซึ่งควรจะมีการท�ำวิจัยเพื่อที่จะได้เป็นแนวทาง 6. Jula A, Puukka P, Karanko H. Multiple clinic
ปฎบิ ัตใิ นการตดิ ตามความดนั โลหิตของผปู้ ว่ ยตอ่ ไป and home blood pressure measurements
versus ambulatory blood pressure monitoring.
สรปุ Hypertension 1999;34(2):261-6.

การวดั ความดนั โลหติ ดว้ ยตนเองทบ่ี า้ นในผปู้ ว่ ยเบาหวาน 7. Masding MG, Jones JR, Bartley E, Sandeman DD.
มีความแตกต่างกับการวัดความดันโลหิตอย่างมีนัยส�ำคัญ Assessment of blood pressure in patients with
ทางสถิติ มีความดันโลหิตท่ีบ้านในช่วงเช้า (6.00-8.00 น.) Type 2 diabetes: comparison between home
สูงกว่าในช่วงเวลาช่วงเย็น (20.00-22.00 น.) และพบ blood pressure monitoring, clinic blood pressure
กลุม่ ตัวอยา่ งทมี่ ี white coat hypertension รอ้ ยละ 33.4 measurement and 24-h ambulatory blood pressure
monitoring. Diabet Med 2001;18(6):431-7.
กติ ติกรรมประกาศ
8. Mancia G, Bertinieri G, Grassi G, Parati G, Pomidossi G,
งานวจิ ยั นไ้ี ดร้ บั การสนบั สนนุ ทนุ วจิ ยั จาก “ทนุ สง่ เสรมิ Ferrari A, et al. Effects of blood-pressure
วิจยั ทางการแพทย”์ measurement by the doctor on patient's blood
pressure and heart rate. Lancet 1983;2(8352):695-8.
เอกสารอ้างองิ
9. Veerman DP, Imholz BP, Wieling W, Wesseling KH,
1. Iimura O. Insulin resistance and hypertension in van Montfrans GA. Circadian profile of systemic
Japanese. Hypertens Res 1996;19 Suppl 1:S1-8. hemodynamics. Hypertension 1995;26(1):55-9.

2. Hypertension in Diabetes Study (HDS): I. 10. Verdecchia P, Porcellati C, Schillaci G, Borgioni C,
Prevalence of hypertension in newly presenting Ciucci A, Battistelli M, et al. Ambulatory blood pressure.
type 2 diabetic patients and the association An independent predictor of prognosis in essential
with risk factors for cardiovascular and diabetic hypertension. Hypertension 1994;24(6):793-801.
complications. J Hypertens 1993;11(3):309-17.
11. Hermida RC, Ayala DE, Mojón A, Fernández JR.
3. Tight blood pressure control and risk of Influence of circadian time of hypertension
macrovascular and microvascular complications treatment on cardiovascular risk: results of the
in type 2 diabetes: UKPDS 38. UK Prospective MAPEC study. Chronobiol Int 2010;27(8):1629-51.
Diabetes Study Group. Bmj 1998;317(7160):
703-13. 12. Smith PA, Graham LN, Mackintosh AF, Stoker JB,
Mary DA. Sympathetic neural mechanisms in
4. Bliziotis IA, Destounis A, Stergiou GS. Home white-coat hypertension. J Am Coll Cardiol
versus ambulatory and office blood pressure in 2002;40(1):126-32.
predicting target organ damage in hypertension:
a systematic review and meta-analysis. J
Hypertens 2012;30(7):1289-99.

44 การวดั ความดนั โลหิตดว้ ยตนเองทบี่ า้ นในผ้ปู ว่ ยโรคเบาหวานที่มารับการรกั ษาท่ีคณะแพทยศาสตรว์ ชิรพยาบาล มหาวทิ ยาลยั นวมนิ ทราธิราช
คตมิ ันต์ สนธแิ ก้ว สวา่ งจิต สรุ อมรกลู

Vajira Medical Journal: Journal of Urban Medicine Original articles

Thai Scales for Outcomes in Parkinson’s Disease-Nighttime
Sleep and Modified Parkinson’s Disease Sleep Scale for
Assessment of Nighttime Sleep Disorder Compared with
Pittsburgh Sleep Quality Index at the Faculty of Medicine
Vajira Hospital

Sirinapa Saneemanomai MD1
Suwat Srisuwannanukorn MD1*

1 Division of Neurology, Department of Internal Medicine, Faculty of Medicine Vajira Hospital, Navamindradhiraj University, Bangkok, Thailand
* Corresponding author, e-mail address : [email protected]
Vajira Med J. 2021; 65(1) : 45-60
http://dx.doi.org/10.14456/vmj.2021.5

Abstract
Objectives: This study aimed to evaluate the sensitivity and specificity of the Thai versions of Scales for

Outcomes in Parkinson’s Disease-Nighttime Sleep (SCOPA-NS) and Modified Parkinson’s Disease
Sleep Scale (MPDSS) test for patients with Parkinson’s disease in comparison with the Pittsburgh
Sleep Quality Index (PSQI) test.
Methods: This cross-sectional study enrolled patients with Parkinson’s disease who sought treatment at
the OPD department, Division of Neurology, Faculty of Medicine Vajira Hospital. The study was
conducted from 1 March 2019 to 31 December 2019. Volunteers completed Thai SCOPA-NS and
MPDSS sleep tests to obtain the sensitivity and specificity of each test, which was then compared
with the PSQI test.
Results: Of the 216 volunteers, 200 met the study criteria. To evaluate nighttime sleep, SCOPA-NS test and
MPDSS test in Thai language were used. The prevalence rates of sleep disorders in volunteers using
the SCOPA-NS test and MPDSS test were 62.5% (95% confidence interval [CI] 55.4–69.2) and 52.5%
(95% CI 45.3–59.6), respectively. Youden’s index (1− (sensitivity + specificity)) was used to find the
optimal cut-off points by comparing it with the PSQI test. SCOPA-NS test has a sensitivity of 83.1%
(95%CI 75.3–89.2), specificity of 71.1% (95% CI 59.5–80.9), positive predictive value (PPV) of 82.4%
(95% CI 74.6–88.6), and negative predictive value (NPV) of 72% (95% CI 60.4–81.8), whereas
the MPDSS test has a sensitivity of 71.8% (95% CI 63.0–79.5), specificity of 78.9% (95% CI 68.1–87.5),
PPV of 84.8% (95% CI 76.4–91.0), and NPV of 63.2% (95% CI 52.6–72.8). The volunteers preferred
doing the SCOPA-NS test than the MPDSS test with preference rates of 65.5% and 34.5%, respectively.
Conclusion: Thai SCOPA-NS test has higher sensitivity but lower specificity than the MPDSS test. However,
patients significantly prefer doing the Thai SCOPA-NS test than the MPDSS test. Both tests can be used
to evaluate patients with Parkinson’s disease at comparable accuracy. However, Thai SCOPA-NS test
took shorter test, and patients with Parkinson’s disease prefer this test. We recommend using
Thai SCOPA-NS in screening for sleep disorder in this patient population.
Keywords: Parkinson’s disease, sleep disorder, assessment, Thai PSQI, SCOPA, MPDSS

Received 21 May 2020, Revised 10 November 2020, Accepted 24 November 2020

วชริ เวชสารและวารสารเวชศาสตร์เขตเมือง นพิ นธ์ตน้ ฉบับ

การใช้แบบสอบถาม SCOPA และ MPDSS ฉบับภาษาไทย ประเมิน
การนอนหลบั ชว่ งกลางคนื เปรยี บเทยี บกบั แบบสอบถาม PSQI ในผปู้ ว่ ย
พารก์ ินสันที่คณะแพทยศาสตรว์ ชิรพยาบาล

สิรนิ ภา เสนยี ม์ โนมัย พ.บ.1
สุวฒั น์ ศรสี วุ รรณานกุ ร พ.บ.1*

1 สาขาประสาทวิทยา ภาควชิ าอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตรว์ ชิรพยาบาล มหาวทิ ยาลัยนวมนิ ทราธริ าช กรงุ เทพมหานคร ประเทศไทย
* ผู้ตดิ ตอ่ , อีเมล: [email protected]
Vajira Med J. 2021; 65(1) : 45-60
http://dx.doi.org/10.14456/vmj.2021.5

บทคัดย่อ

วัตถุประสงค์: เพื่อศึกษาความไวและความจ�ำเพาะของแบบทดสอบการนอนหลับช่วงกลางคืนของ SCOPA-NS และ MPDSS
ฉบบั ภาษาไทย ในผ้ปู ่วยโรคพาร์กนิ สัน เทียบกับแบบทดสอบ PSQI

วิธีการศึกษา: เปน็ การศกึ ษาแบบตดั ขวาง (cross-sectional study) ของผปู้ ว่ ยโรคพารก์ นิ สนั ทแี่ ผนกผปู้ ว่ ยนอกสาขาประสาทวทิ ยา
คณะแพทยศาสตรว์ ชริ พยาบาล ตง้ั แต่ 1 ม.ี ค. พ.ศ.2562 - วนั ที่ 31 ธ.ค. 2562 เพอื่ ทำ� แบบทดสอบการนอนหลบั ในชว่ งกลางคนื
Thai SCOPA-NS, MPDSS เทยี บกับแบบทดสอบ PSQI เพอื่ หาความไวและความจำ� เพาะของแตล่ ะแบบสอบถาม

ผลการศึกษา: อาสาสมคั รจำ� นวน 216 ราย เขา้ เกณฑศ์ กึ ษาวจิ ยั จำ� นวน 200 ราย ไมเ่ ขา้ เกณฑศ์ กึ ษาวจิ ยั 16 ราย ประเมนิ การนอนหลบั
ชว่ งกลางคนื โดยใช้ SCOPA-NS และ MPDSS ฉบบั ภาษาไทย ผลการศกึ ษาพบอาสาสมคั รมคี วามชกุ ของปญั หาการนอนหลบั
ร้อยละ 62.5 (95%CI: 55.4 - 69.2) และ 52.5 (95%CI: 45.3 - 59.6) ตามล�ำดับ การศึกษาน้ีไดใ้ ชว้ ธิ ี Youden’s index
(1 − (sensitivity + specificity)) เพื่อหาจุดตัดท่ีเหมาะสม โดยเปรียบเทียบกับแบบสอบถาม PSQI ในการประเมิน
การนอนหลับช่วงกลางคืน แบบสอบถาม SCOPA-NS มีค่าความไว (sensitivity) ร้อยละ 83.1 (95%CI: 75.3-89.2)
ความจำ� เพาะ (specificity) รอ้ ยละ 71.1 (95%CI: 59.5-80.9) คา่ คาดทำ� นายของผลบวก (Positive Predictive Value,
PPV) รอ้ ยละ 82.4 (95%CI: 74.6-88.6) และคา่ คาดทำ� นายของผลลบ (Negative Predictive Value, NPV) รอ้ ยละ 72
(95%CI: 60.4-81.8) สว่ นแบบสอบถาม MPDSS มคี า่ ความไว (sensitivity) รอ้ ยละ 71.8 (95%CI: 63.0-79.5) ความจำ� เพาะ
(specificity) รอ้ ยละ 78.9 (95%CI: 68.1-87.5) คา่ คาดทำ� นายของผลบวก (Positive Predictive Value, PPV) รอ้ ยละ 84.8
(95%CI: 76.4-91.0) และคา่ คาดทำ� นายของผลลบ (Negative Predictive Value, NPV) รอ้ ยละ 63.2 (95%CI: 52.6-72.8)
และพบว่าอาสาสมัครมีความชอบในการตอบแบบทดสอบ SCOPA-NS มากกวา่ แบบทดสอบ MPDSS โดยมีอาสาสมัคร
มคี วามชอบในการตอบแบบทดสอบ รอ้ ยละ 65.5 และ 34.5 ตามล�ำดับ

สรุปผลการศึกษา: แบบสอบถาม Thai SCOPA-NS มคี วามไวมากกวา่ MPDSS และมคี วามจำ� เพาะนอ้ ยกวา่ เนอ่ื งจากแบบสอบถาม
MPDSS มีค�ำถามท่ีมากกว่าท�ำให้สามารถคัดกรองได้แม่นย�ำมากกว่า นอกจากนี้พบว่าผู้ป่วยมีความพึงพอใจในการใช้
Thai SCOPA-NS มากกวา่ MPDSS อยา่ งชดั เจน โดยแบบประเมนิ ทง้ั 2 สามารถใชป้ ระเมนิ ผปู้ ว่ ยโรคพารก์ นิ สนั ไดอ้ ยา่ งมี
ประสทิ ธภิ าพใกลเ้ คยี งกนั แตแ่ บบประเมนิ Thai SCOPA-NS ใชเ้ วลาในการประเมนิ นอ้ ยกวา่ และผปู้ ว่ ยโรคพารก์ นิ พงึ พอใจ
ในการประเมนิ มากกว่าจึงเหน็ สมควรใชแ้ บบประเมิน Thai SCOPA-NS ในการคัดกรองผ้ปู ว่ ยพาร์กินสนั มากกวา่

คำ� ส�ำคญั : โรคพารก์ นิ สนั , ประเมนิ การนอนหลบั ,ปญั หาการนอนหลับ,แบบสอบถาม Thai SCOPA-NS, แบบสอบถาม MPDSS

วันทร่ี ับบทความ 21 พฤษภาคม 2563 วันแก้ไขบทความ 10 พฤศจิกายน 2563 วนั ตอบรบั บทความ 24 พฤศจกิ ายน 2563

Vajira Medical Journal: Journal of Urban Medicine

Vol. 65 No. 1 January - Feburary 2021

Introduction Methods

Thailand’s urban area has been moving Research Design
toward an aging society. Parkinson’s disease is one This study follows a cross-sectional design.
of the common illnesses found in the older Population
population. Moreover, 60%–90% of patients with We enrolled 216 patients with Parkinson’s
Parkinson’s disease were diagnosed with sleep disease who visited the outpatient clinic of the
disorders1-3, such as nocturnal enuresis, insomnia, Division of Neurology, Faculty of Medicine, Vajira
obstructive sleep apnea, or parasomnia, such as Hospital, from 1 March to 31 December 2019.
periodic leg movements, sleepwalking, nightmare, Inclusion Criteria
narcolepsy, excessive daytime sleepiness, and sleep We included patients who were diagnosed
attack 4-5. The causes of these sleep disorders with idiopathic Parkinson’s disease according to
are currently unclear. However, for patients with the MDS-PD criteria13, and with stage 1–4 Parkinson’s
Parkinson’s disease, many of the factors that cause disease as assessed by Hoehn and Yahr stage
sleep disorders are related. These symptoms affect (H&Y)14, at the Faculty of Medicine, Vajira Hospital.
the patient’s quality of life and everyday living in Exclusion Criteria
general. The symptoms also increase patient’s 1. Patients diagnosed with secondary
burden and stress. Therefore, investigating methods parkinsonism, e.g., drug-induced parkinsonism and
of treating these symptoms is as important as curing vascular parkinsonism, a disease caused by exposure
movement disorders.4, 6-7 to toxins or encephalitis.
The number of older patients in the urban 2. Patients with communication issues and
society, as well as patients with Parkinson’s disease provide unreliable information.
is currently increasing. Therefore, we are interested 3. Patients diagnosed with dementia, who
in evaluating sleep disorders in this population. The scored ≥23 in the Thai Mental State Examination test.
study was conducted to find cure or improve the Research Sample Size
sleep quality of these patients. Many Parkinson’s The study participants were selected using
disease sleep tests have been improved and purposive sampling technique from all patients who
developed, including the Thai versions of the visited the outpatient clinic, Division of Neurology,
modified Parkinson’s disease sleep scale (MPDSS) Faculty of Medicine, Vajira Hospital, between
test, which was adapted from PDSS8, and the Scales 1 March 2019 and 31 December 2019 and met
for Outcomes in Parkinson’s Disease-Nighttime the specified criteria.
Sleep (SCOPA-Sleep) scale 9. We are interested in Research Procedure
comparing both tests to identify which test is more Participants completed the nighttime sleep
appropriate to assess nighttime sleep quality of test by themselves. If they had any questions,
patients with Parkinson’s disease, by using the PSQI they could ask the researcher. If they had any
sleep test as a standard of sleeping assessment. The reading difficulty, the researcher would read the
PSQI sleep test is used worldwide to assess sleep question for them. All tests must be completed–
quality for general patients10-12. Pittsburgh sleep quality index (PSQI), Thai SCOPA-NS,
and MPDSS.

Thai Scales for Outcomes in Parkinson’s Disease-Nighttime Sleep and Modified Parkinson’s Disease Sleep Scale

for Assessment of Nighttime Sleep Disorder Compared with Pittsburgh Sleep Quality Index at the Faculty of Medicine Vajira Hospital 47
Sirinapa Saneemanomai Suwat Srisuwannanukorn

วชิรเวชสารและวารสารเวชศาสตร์เขตเมอื ง

ปที ่ี 65 ฉบับที่ 1 มกราคม - กมุ ภาพันธ์ พ.ศ. 2564

Variable Measurement Tools disease, history of taking medications for Parkinson’s
General record forms of patients with disease, and history of taking sleeping pills), were
Parkinson’s disease at the Faculty of Medicine, collected.
Vajira Hospital were reviewed. To identify the sensitivity and specificity of
Thai SCOPA-NS for patients with Parkinson’s Thai SCOPA and MPDSS tests, we analyzed the
disease. This tool has five questions, scored 0–3 receiver operating characteristic (ROC)17-18 and
points, to assess the level of symptoms: high, calculate the area under the curve (AUC), by
3 points; medium, 2 points; low, 1 point; none, selecting an optimal cut-off point from Youden’s
0 points. The patient is diagnosed with sleep index19-20. This is one of the most popular and
disorders if the total score is ≥715. reliable methods to measure sensitivity, specificity,
Thai MPDSS nighttime sleep test for patients accuracy, positive predictive value (PPV), negative
with Parkinson’s disease. The questionnaire consists predictive value (NPV), and AUC curves with a 95%
of 13 items, scored with 0–10 points, to assess the confidence interval (CI).
frequency of symptoms (10 points as never, and All data analyses were performed using SPSS
0 points for always). A patient is diagnosed with for Windows version 22.0, and statistical significance
sleep disorders if the score is <6 in each item16. was determined at the level of 0.05.
Thai PSQI nighttime sleep test. This tool has
seven items, and each item is scored 0–3 points. Results
The possible total score ranges from 0 to 22 points.
A total score of ≤5 means poor sleep quality11-12. Initial eligibility screening was carried out by
Data Analysis face-to-face (N = 216) interview at the outpatient
The baseline characteristics of the sample neurology clinic. In this study, 200 participants with
group, including general information (age, sex, level Parkinson’s disease met the inclusion criteria.
of education, occupation) and clinical features Sixteen participants were excluded, as they have
(duration of Parkinson’s disease, H&Y stage of the essential tremors (n = 2), atypical Parkinson (n = 5),
secondary Parkinsonism (n = 2), and dementia
(n = 7) as in shown in Diagram 1.

Diagram 1. 216 OPD patients with
Parkinson’s disease from

Division of Neurology

16 patients did not
meet the criteria
of the research

200 patients with
Parkinson’s disease

met the criteria

PSQI MPDSS SCOPA-N
(standard test) (test 1) (test 2)

Thai Scales for Outcomes in Parkinson’s Disease-Nighttime Sleep and Modified Parkinson’s Disease Sleep Scale

48 for Assessment of Nighttime Sleep Disorder Compared with Pittsburgh Sleep Quality Index at the Faculty of Medicine Vajira Hospital
Sirinapa Saneemanomai Suwat Srisuwannanukorn

Vajira Medical Journal: Journal of Urban Medicine

Vol. 65 No. 1 January - Feburary 2021

The baseline characteristics of the sample To explore the accuracy of Thai SCOPA-NS
group indicated that 53.5% of the volunteers were and MPDSS tests by comparing with the PSQI test,
female. The average age of patients was 72.95 we analyzed the ROC and calculated the AUC.
(standard deviation, 9.00). Most patients had primary The result showed that the Thai SCOPA-NS and
educational level (38.5%), and 30.0% and 25.0% MPDSS test had AUC of 0.82 (95% CI 0.76–0.88)
of the patients were in their secondary and tertiary and 0.83 (95% CI 0.77–0.88), respectively (Fig 2).
education, respectively. As regards occupation, We selected the optimal cut-off point to
89.5% of the patients were unemployed. Before assess the nighttime sleep compared with the PSQI
retirement, the participants were mostly government test by using Youden’s index (1 − (sensitivity +
officers, followed by employees and unemployed specificity)). The SCOPA-NS test had the optimal cut-
(31.0%, 23.0%, and 21.0%, respectively). The median off point of ≥3 points. Its sensitivity, specificity, PPV,
duration of having Parkinson’s disease was 4 years and NPV were 83.1%. (95%CI 75.3–89.2), 71.1%
(interquartile range, 2–9). The most common stage (95% CI 59.5–80.9), 82.4% (95% CI 74.6–88.6),
of Parkinson’s disease was stage 3, followed by and 72% (95% CI 60.4–81.8), respectively. For the
stages 2, 1, and 4. For the medication history, 96.0% MPDSS test, the optimal cut-off point for assessing
of the patients used levodopa, 49.0% used dopamine nighttime sleep compared with the PSQI test was
agonists, 7.5% used monoamine oxidase B inhibitor, ≤110. The corresponding sensitivity, specificity,
29.0% used catechol-O-methyltransferase inhibitor, PPV, and NPV were 71.8% (95% CI 63.0–79.5), 78.9%
and 3.5% used anticholinergics, and 28.0% of them (95% CI 68.1–87.5), 84.8% (95% CI 76.4–91.0),
used sleeping pills (Table 1). and 63.2% (95% CI 52.6–72.8), respectively (Table 4).
Patients had an average PSQI test score of We analyzed the agreement between Thai
7.06 ± 3.61. Then, patients were divided into two SCOPA-NS and MPDSS tests in comparison with the
groups: with and without sleep disorders. Each group’s PSQI test by using Cohen’s kappa statistic and
average scores were 9.27 ± 2.58 and 3.43 ± 1.46, reported with Cohen’s kappa coefficient. The result
respectively. The group with sleep disorders demonstrated good agreement between Thai
diagnosed by PSQI test obtained average scores of SCOPA-NS and MPDSS tests compared with the
6.13 ± 3.75 and 2.05 ± 2.06 in the SCOPA-NS test and PSQI test, with statistical significance (p < 0.001).
MPDSS test, respectively. The group without sleep The agreement level was moderate. Cohen’s kappa
disorders obtained average scores of 2.05 ± 2.06 coefficients were 0.543 (95% CI 0.422–0.663)
and 115.57 ± 11.58 in SCOPA-NS test and MPDSS and 0.484 (95% CI 0.364–0.604), respectively.
test, respectively. Moreover, the group with and The proportions of agreement were 78.5% and
without sleep disorders obtained SCOPA-NS test 74.5%, respectively. As regards the agreement
average scores of 9.61 ± 2.34 and 2.63 ± 1.98 between using SCOPA test to assess nighttime
respectively. In the MPDSS test, the average scores of sleep compared with MPDSS test, the study
the two groups were 110.26 ± 11.87 and 68.79 ± 12.69, demonstrated good agreement with significance
respectively (Table 2). (p < 0.001). The agreement level was moderate.
The prevalence of sleep disorders in patients Cohen’s kappa coefficient was 0.453 (95% CI 0.331–
assessed by the PSQI test was 62% (95% CI 54.9– 0.575), and the proportion of agreement was 73.0%
68.8). However, in Thai SCOPA-NS and MPDSS tests, (Table 5).
the prevalence rates of sleep disorders were 62.5% The study found that the patients preferred
(95% CI 55.4–69.2) and 52.5% (95%CI 45.3–59.6), SCOPA-NS test than MPDSS test. The preference
respectively (Table 3). rates were 65.5% and 34.5%, respectively (Table 6).

Thai Scales for Outcomes in Parkinson’s Disease-Nighttime Sleep and Modified Parkinson’s Disease Sleep Scale

for Assessment of Nighttime Sleep Disorder Compared with Pittsburgh Sleep Quality Index at the Faculty of Medicine Vajira Hospital 49
Sirinapa Saneemanomai Suwat Srisuwannanukorn

วชิรเวชสารและวารสารเวชศาสตรเ์ ขตเมือง  

ปที ่ี 65 ฉบับที่ 1 มกราคม - กุมภาพนั ธ์ พ.ศ. 2564 93 (46.5)
107 (53.5)
Table 1: 72.95 ± 9.00
Demographic and health characteristics of the patients (n = 200)
10 (5.0)
Variables 77 (38.5)
Sex 50 (25.0)
Male 60 (30.0)
Female 3 (1.5.0)
Age (years)
Level of education 179 (89.5)
No education 1 (0.5)
Primary 6 (3.0)
Secondary 14 (7.0)
Tertiary
Not indicated 42 (21.0)
Current occupation 62 (31.0)
Unemployed 38 (19.0)
Government officer 46 (23.0)
Merchant 12 (6.0)
Employee 4 (2 - 9)
Former occupation before retirement
Unemployed 47 (23.5)
Government officer 50 (25.0)
Merchant 75 (37.5)
Employee 28 (14.0)
Others
Median duration of Parkinson’s disease (years)
Stage of Parkinson’s disease (H&Y)
1
2
3
4

Thai Scales for Outcomes in Parkinson’s Disease-Nighttime Sleep and Modified Parkinson’s Disease Sleep Scale

50 for Assessment of Nighttime Sleep Disorder Compared with Pittsburgh Sleep Quality Index at the Faculty of Medicine Vajira Hospital
Sirinapa Saneemanomai Suwat Srisuwannanukorn

Vajira Medical Journal: Journal of Urban Medicine

Vol. 65 No. 1 January - Feburary 2021

Table 1:  
Demographic and health characteristics of the patients (n = 200) (Continued)
192 (96.0)
Variables 98 (49.0)
Parkinson’s disease medication history 15 (7.5)
Levodopa 58 (29.0)
Dopamine agonists 7 (3.5)
Monoamine oxidase B inhibitor 56 (28.0)
Catechol-O-methyltransferase inhibitor
Anticholinergics
Sleeping pills use history

Data are presented as n (%), mean ± SD, or median (interquartile range).

Table 2:
Clinical data of 200 patients with Parkinson’s disease

Sleep disorders Total Poor sleep quality Good sleep quality

Mean ± SD Min - Max Mean ± SD Min - Max Mean ± SD Min - Max

PSQI 7.06 ± 3.61 (0 - 16) 9.27 ± 2.58 (6 - 16) 3.43 ± 1.46 (0 - 5)

Thai SCOPA-Sleep Scale 4.58 ± 3.77 (0 - 15) 6.13 ± 3.75 (0 - 15) 2.05 ± 2.06 (0 - 8)

MPDSS 104.25 ± 18.9 (33 - 129) 97.32 ± 19.2 (33 - 129) 115.57 ± 11.58 (71 - 129)

Thai SCOPA-Sleep Scale 4.58 ± 3.77 (0 - 15) 9.61 ± 2.34 (7 - 15) 2.63 ± 1.98 (0 - 6)

MPDSS 104.25 ± 18.9 (33 - 129) 110.26 ± 11.87 (83 - 129) 68.79 ± 12.69 (33 - 82)

Table 3: n (%) 95%CI
Prevalence of sleep disorders 124 (62.0) (54.9 - 68.8)
Sleep disorders 125 (62.5) (55.4 - 69.2)
Pittsburgh Sleep Quality Index 105 (52.5) (45.3 - 59.6)

Thai SCOPA-Sleep Scale

Modified Parkinson’s Disease Sleep Scale

Thai Scales for Outcomes in Parkinson’s Disease-Nighttime Sleep and Modified Parkinson’s Disease Sleep Scale

for Assessment of Nighttime Sleep Disorder Compared with Pittsburgh Sleep Quality Index at the Faculty of Medicine Vajira Hospital 51
Sirinapa Saneemanomai Suwat Srisuwannanukorn

วชิรเวชสารและวารสารเวชศาสตร์เขตเมือง

ปีท่ี 65 ฉบับที่ 1 มกราคม - กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564

Figure 1: Prevalence of sleep disorders

Figure 2: Predictive ability for sleep disorders. The area under the receiver operating characteristic curve
value were 0.82 (95%CI 0.76–0.88) for SCOPA-NS and 0.83 (95% CI 0.77–0.88) for MPDSS.

Thai Scales for Outcomes in Parkinson’s Disease-Nighttime Sleep and Modified Parkinson’s Disease Sleep Scale

52 for Assessment of Nighttime Sleep Disorder Compared with Pittsburgh Sleep Quality Index at the Faculty of Medicine Vajira Hospital
Sirinapa Saneemanomai Suwat Srisuwannanukorn

Vajira Medical Journal: Journal of Urban Medicine

Vol. 65 No. 1 January - Feburary 2021

Table 4:
Measures of diagnostic test performance for predicting sleep disorders

Test Cutoff* Sensitivity Specificity PPV NPV LR+ LR-
2.87 0.24
SCOPA-NS ≥3 83.1 71.1 82.4 72 (2.00 - 4.12) (0.16 - 0.36)
(75.3 - 89.2) (59.5 - 80.9) (74.6 - 88.6) (60.4 - 81.8)
3.41 0.36
MPDSS ≤110 71.8 78.9 84.8 63.2 (2.18 - 5.34) (0.26 - 0.48)
(63.0 - 79.5) (68.1 - 87.5) (76.4 - 91.0) (52.6 - 72.8)
Note: PPV, positive predictive value; NPV, negative predictive value
* Optimal diagnostic thresholds were determined by Youden’s index.

Table 5:
Agreements among the diagnostic tests

Test Agreement K 95%CI p-value*

PSQI vs SCOPA-NS 78.5 0.543 (0.422 - 0.663) <0.001

PSQI vs MPDSS 74.5 0.484 (0.364 - 0.604) <0.001

SCOPA-NS vs MPDSS 73.0 0.453 (0.331 - 0.575) <0.001
Note: K, Cohen’s kappa coefficient
*Cohen’s kappa statistic

Table 6: n (%)
Preference of the nighttime sleep tests 131 (65.5)

Test 69 (34.5)
Thai SCOPA-Sleep Scale

Modified Parkinson’s Disease Sleep Scale

Discussion levodopa, with the same result as in previous
studies ,16,21-22 and 28% of the patients used sleeping
This study found that, on average, patients pills. The percentage was very low, which does
with Parkinson’s disease were 72.95 years old, not agree with the incidence of sleep disorders
which agreed with previous studies that reported found15-16. This might indicate that many patients
the common occurrence of this disease in the older with sleep disorders did not get proper care and
population15-16, .21-22 Moreover, we found that the medical treatment.
patients were mostly in H&Y stage 3 of Parkinson’s The incidence of sleep disorders using Thai
disease and the second common stage was stages SCOPA-NS, with the cut-off point modified into ≥3,
2. This result was similar to those in previous agreed with the incidence by PSQI. If the cut-off
studies5,16,21. The most common medicine used was

Thai Scales for Outcomes in Parkinson’s Disease-Nighttime Sleep and Modified Parkinson’s Disease Sleep Scale

for Assessment of Nighttime Sleep Disorder Compared with Pittsburgh Sleep Quality Index at the Faculty of Medicine Vajira Hospital 53
Sirinapa Saneemanomai Suwat Srisuwannanukorn

วชิรเวชสารและวารสารเวชศาสตร์เขตเมอื ง

ปีท่ี 65 ฉบบั ท่ี 1 มกราคม - กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564

point was 6/7 (Appendix 4), the incidence would be study and was close to the doctor’s diagnosis22.
similar to that in previous study15. This agreed with However, for MPDSS test, the percentage did not
the previous study that scores >3 indicated impaired agree with previous finding, and possible reason
quality of sleep15,23. Moreover, in the present study, is that this study focused only on nighttime sleep,
MPDSS detected lower incidence of sleep disorders so some of the questions were not included, and
than reported in previous studies16,22. Since this the incidence obtained was therefore lower22.
study used only 13 terms for assessment, the Moreover, it was found that Thai SCOPA-NS
problems found were fewer than those in the test had more sensitivity than MPDSS test and
previous study. Thai people tend to score higher had less specificity because MPDSS test had
than foreign participants16, which agrees with the more numbers of questions which resulted in more
result of this study. specificity and might resulted in less sensitivity.
In this study, the incidence rates of sleep The Previous study15 about sensitivity and specificity
disorders found using the PSQI, Thai SCOPA-NS of Thai SCOPA-NS test found the lower numbers
test, and MPDSS test were 62%, 62.5%, and than this study, because the cut-off points used
52.2% respectively. The rate for the PSQI test were different. If the cut-off points used were
was close to that in a previous study24. For Thai the same, the result obtained would be similar
SCOPA-NS test, the rate agreed with the previous (appendix 5).

Appendix 1:   
Thai PSQI nighttime sleep test 8 (7 - 9)
159 (79.5)
Sleep quality 18 (9.0)
Duration of Sleep (hours) 15 (7.5)
≥7 8 (4.0)
6 27.5 (10 - 60)
5 86 (43.0)
<5 46 (23.0)
Sleep latency (min) 36 (18.0)
≤ 15 32 (16.0)
16 - 30
31 - 60 43 (21.5)
> 60 107 (53.5)
6. overall sleep quality overall 44 (22.0)
Very good 6 (3.0)
fairly good
fairly bad
Very bad

Thai Scales for Outcomes in Parkinson’s Disease-Nighttime Sleep and Modified Parkinson’s Disease Sleep Scale

54 for Assessment of Nighttime Sleep Disorder Compared with Pittsburgh Sleep Quality Index at the Faculty of Medicine Vajira Hospital
Sirinapa Saneemanomai Suwat Srisuwannanukorn

Vajira Medical Journal: Journal of Urban Medicine

Vol. 65 No. 1 January - Feburary 2021

Questions Not Less Once Three
during the than once or twice or more
past month a week times weeks
n (%) a week n (%) n (%)
5. During the past month, how often n (%)
have you trouble sleeping because you…
28 (14.0)
5.1 Cannot get to sleep within 74 (37.0) 40 (20.0) 16 (8.0) 82 (41.0)
30 min 15 (7.5)
14 (7.0) 22 (11.0) 77 (38.5)
5.2 Wake up in the middle of 61 (30.5) 22 (11.0)
the night or early morning 21 (10.5) 17 (8.5) 109 (54.5)
16 (8.0) 9 (4.5) 12 (6.0)
5.3 Have to get up to use the 59 (29.5) 38 (19.0) 12 (6.0) 51 (25.5)
bathroom 35 (17.5) 7 (3.5) 8 (4.0)
6 (3.0) 16 (8.0) 19 (9.5)
5.4 Cannot breathe comfortably 165 (82.5) 12 (6.0) 12 (6.0)
16 (8.0) 22 (11.0) 35 (17.5)
5.5 Cough or snore loudly 115 (57.5)
37 (18.5) 5 (2.5) 55 (27.5)
5.6 Feel too cold 164 (82.0)
3 (1.5) 11 (5.5)
5.7 Feel too hot 149 (74.5)
11 (5.5) 6 (3.0)
5.8 Have bad dreams 138 (69.0)

5.9 Have pain 108 (54.0)

7. During the past month, how often
have you taken medicine (prescribed or 134 (67.0)
“over the counter”) to help you sleep?

8. During the past month, how often
have you had trouble staying awake
while driving, eating meals, or engaging in 170 (85.0)

social activity?

9. During the past month, how much
of a problem has it been for you to keep 146 (73.0)
up enthusiasm to get things done?

10. Do you have a bed partner or roommate? n (%)
No bed partner or room mate 84 (42.0)
Partner/roommate in other room 21 (10.5)
Partner in same room but not same bed 57 (28.5)
Partner in same bed 38 (19.0)

Thai Scales for Outcomes in Parkinson’s Disease-Nighttime Sleep and Modified Parkinson’s Disease Sleep Scale

for Assessment of Nighttime Sleep Disorder Compared with Pittsburgh Sleep Quality Index at the Faculty of Medicine Vajira Hospital 55
Sirinapa Saneemanomai Suwat Srisuwannanukorn

วชริ เวชสารและวารสารเวชศาสตร์เขตเมือง

ปีที่ 65 ฉบับท่ี 1 มกราคม - กุมภาพนั ธ์ พ.ศ. 2564

10 If you have a roommate or bed partner, ask him/her how often in the past month you have had:

Symptoms Not during Less Once Three
the past than once or twice or more
month a week times weeks
a week

n (%) n (%) n (%) n (%)

10.1 Loud snoring 144 (72.0) 10 (5.0) 9 (4.5) 37 (18.5)

10.2 Long pauses between 196 (98.0) 3 (1.5) 0 (0.0) 1 (0.5)
breaths while asleep

10.3 Legs twitching or 152 (76.0) 26 (13.0) 10 (5.0) 12 (6.0)
jerking while you sleep

10.4 Episodes of disorientation 161 (80.5) 24 (12.0) 10 (5.0) 5 (2.5)
or confusion during sleep

10.5 Other restlessness 168 (84.0) 21 (10.5) 1 (0.5) 10 (5.0)
while you sleep,
please describe

Pittsburgh Sleep Quality Index (PSQI)

PSQI 0 1 2 3
n (%) n (%) n (%) n (%)
18 (9.0) 15 (7.5) 8 (4.0)
Duration of sleep 159 (79.5) 148 (74.0) 41 (20.5) 0 (0.0)
44 (22.0) 39 (19.5) 58 (29.0)
Sleep disturbance 11 (5.5) 49 (24.5) 18 (9.0) 2 (1.0)
46 (23.0) 42 (21.0) 66 (33.0)
Sleep latency 59 (29.5) 107 (53.5) 44 (22.0) 6 (3.0)
6 (3.0) 5 (2.5) 55 (27.5)
Day dysfunction to sleepiness 131 (65.5)

Sleep efficiency 46 (23.0)

Overall sleep quality 43 (21.5)

Need medication to sleep 134 (67.0)

Thai Scales for Outcomes in Parkinson’s Disease-Nighttime Sleep and Modified Parkinson’s Disease Sleep Scale

56 for Assessment of Nighttime Sleep Disorder Compared with Pittsburgh Sleep Quality Index at the Faculty of Medicine Vajira Hospital
Sirinapa Saneemanomai Suwat Srisuwannanukorn

Vajira Medical Journal: Journal of Urban Medicine

Vol. 65 No. 1 January - Feburary 2021

Appendix 2:
Thai version of the scale for outcomes in Parkinson’s disease sleep scale for assessment of nighttime sleep
(Thai SCOPA-NS) test

Night-time sleep Not at all A little Quite a bit A lot
n (%) n (%) n (%) n (%)

Difficulty falling asleep 78 (39.0) 67 (33.5) 36 (18.0) 19 (9.5)

Being awake too often 62 (31.0) 73 (36.5) 45 (22.5) 20 (10.0)

Being awake too long 83 (41.5) 69 (34.5) 28 (14.0) 20 (10.0)

Waking too early 101 (50.5) 60 (30.0) 26 (13.0) 13 (6.5)

Having too little sleep 99 (49.5) 57 (28.5) 28 (14.0) 16 (8.0)

Appendix 3: MPDSS < 6 MPDSS ≥ 6
Modified Parkinson’s Disease Sleep Scale n (%) n (%)
45 (22.5) 155 (77.5)
Questions Median 57 (28.5) 143 (71.5)
(IQR) 56 (28.0) 144 (72.0)
27 (13.5) 173 (86.5)
1. Overall, did you sleep well during the last week? 7 (6 - 8)
24 (12.0) 176 (88.0)
2. Did you have difficulty falling asleep each night? 8 (5 - 9) 15 (7.5) 185 (92.5)
15 (7.5) 185 (92.5)
3. Did you have difficulty staying asleep? 8 (5 - 10) 60 (30.0) 140 (70.0)

4. Did you have restlessness of legs or arms 10 (8 - 10) 20 (10.0) 180 (90.0)
at nights causing disruption of sleep?
18 (9.0) 182 (91.0)
5. Was your sleep disturbed due to an urge 10 (8 - 10)
to move your legs or arms? 38 (19.0) 162 (81.0)

6. Did you suffer from distressing dream at night? 10 (8 - 10) 30 (15.0) 170 (85.0)
21 (10.5) 179 (89.5)
7. Did you suffer from distressing hallucinations 10 (9 - 10)
at night

8. Did you get up at night to pass urine? 8 (5 - 9)

9. Did you feel uncomfortable at night because 10 (8 - 10)
you were unable to turn around in bed
or move due to immobility?

10. Did you feel pain in your arms or legs which woke 10 (9 - 10)
you up from sleep at night?

11. Did you have muscle cramp in your arms 9 (7 - 10)
or legs which woke you up while sleeping at night?

12. Did you wake early in the morning with painful 10 (7.25 - 10)
posturing of arms and legs?

13. On waking did you experience tremor? 10 (9 - 10)

Thai Scales for Outcomes in Parkinson’s Disease-Nighttime Sleep and Modified Parkinson’s Disease Sleep Scale

for Assessment of Nighttime Sleep Disorder Compared with Pittsburgh Sleep Quality Index at the Faculty of Medicine Vajira Hospital 57
Sirinapa Saneemanomai Suwat Srisuwannanukorn

วชิรเวชสารและวารสารเวชศาสตร์เขตเมอื ง n (%) 95%CI
124 (62.0) (54.9 - 68.8)
ปีที่ 65 ฉบับที่ 1 มกราคม - กุมภาพนั ธ์ พ.ศ. 2564 56 (28.0) (21.9 - 34.8)

Appendix 4:
Prevalence of Thai SCOPA-NS (cut-off point 6/7)
Table 2: Prevalence of sleep disorders
Sleep disorders
Pittsburgh Sleep Quality Index
Thai SCOPA-Sleep Scale

Appendix 5:
Sensitivity and specificity of Thai SCOPA-NS

Table 3: Measurement of the diagnostic test performance for predicting

Test Cutoff Sensitivity Specificity PPV NPV LR+ LR-
0.61
SCOPA ≥7 41.9 94.7 92.9 50 7.97 (0.52 - 0.72)
(33.1 - 51.1) (87.1 - 98.5) (82.7 - 98) (41.6 - 58.4) (3 - 21.15)

Note: PPV, positive predictive value; NPV, negative predictive value

Thai SCOPA-NS test and MPDSS test were in Suggestions and Limitations
good agreement, and both agreed with the PSQI
test. Therefore, both tests can be used effectively This study focused solely on nighttime sleep,
to assess sleep disorders in patients with Parkinson’s not included daytime sleep, which was an important
disease. part in sleep disorder assessment. Therefore,
the study should continue in the future. As a
Conclusion further matter, both tests were in the form of
self-assessment. Since Parkinson’s disease was
Thai SCOPA-NS and MPDSS tests can be used commonly found in the elderly, there should be
to assess patients with Parkinson’s disease with a person guiding them to do the test, because
comparable accuracy. Patients significantly prefer some of the tests might confuse some patients.
performing Thai SCOPA-NS test than MPDSS test. For example, in the MPDSS test, the scoring system
However, the time used for completing Thai and some questions that might occur during reading
SCOPA-NS test was shorter and patients with the test that must be asked for clarification.
Parkinson’s disease preferred this test. Thus, we
recommend using the Thai SCOPA-NS in screening Acknowledgement
sleep disorders in patients with Parkinson’s disease
for before referring the patients to a doctor for This research was funded by Navamindradhiraj
further diagnosis. University Research Fund.

Thai Scales for Outcomes in Parkinson’s Disease-Nighttime Sleep and Modified Parkinson’s Disease Sleep Scale

58 for Assessment of Nighttime Sleep Disorder Compared with Pittsburgh Sleep Quality Index at the Faculty of Medicine Vajira Hospital
Sirinapa Saneemanomai Suwat Srisuwannanukorn

Vajira Medical Journal: Journal of Urban Medicine

Vol. 65 No. 1 January - Feburary 2021

References sleepiness in Parkinson disease. Sleep
2003;26(8):1049-54.
1. Kumar S, Bhatia M, Behari M. Sleep disorders in 10. Buysse DJ, Hall ML, Strollo PJ, Kamarck TW,
Parkinson's disease. Mov Disord 2002;17(4): Owens J, Lee L, et al. Relationships between
775-81. the Pittsburgh Sleep Quality Index (PSQI),
Epworth Sleepiness Scale (ESS), and clinical/
2. Martinez-Martin P, Schapira AH, Stocchi F, Sethi polysomnographic measures in a community
K, Odin P, MacPhee G, et al. Prevalence of sample. J Clin Sleep Med 2008;4(6):563-71.
nonmotor symptoms in Parkinson's disease in 11. Buysse DJ, Reynolds CF, 3rd, Monk TH, Berman
an international setting; study using nonmotor SR, Kupfer DJ. The Pittsburgh Sleep Quality
symptoms questionnaire in 545 patients. Mov Index: a new instrument for psychiatric practice
Disord 2007;22(11):1623-9. and research. Psychiatry Res 1989;28(2):193-213.
12. Sitasuwan T, Bussaratid S, Ruttanaumpawan P,
3. Tandberg E, Larsen JP, Karlsen K. A community- Chotinaiwattarakul W. Reliability and validity
based study of sleep disorders in patients with of the Thai version of the Pittsburgh Sleep
Parkinson's disease. Mov Disord 1998;13(6): Quality Index. J Med Assoc Thai 2014;97 Suppl 3:
895-9. S57-67.
13. Postuma RB, Berg D, Stern M, Poewe W, Olanow
4. Witjas T, Kaphan E, Azulay JP, Blin O, Ceccaldi M, CW, Oertel W, et al. MDS clinical diagnostic
Pouget J, et al. Nonmotor fluctuations in criteria for Parkinson's disease. Mov Disord
Parkinson's disease: frequent and disabling. 2015;30(12):1591-601.
Neurology 2002;59(3):408-13. 14. Goetz CG, Poewe W, Rascol O, Sampaio C,
Stebbins GT, Counsell C, et al. Movement
5. Lolekha P, Kulkantrakorn K. Quality of life and Disorder Society Task Force report on the
sleep-related problems in patients with Hoehn and Yahr staging scale: status and
Parkinson's disease at Thammasat University recommendations. Mov Disord 2004;19(9):
Hospital. TMJ 2010;10(2):165-74. 1020-8.
15. Setthawatcharawanich S, Limapichat K,
6. Avidan A, Hays RD, Diaz N, Bordelon Y, Thompson Sathirapanya P, Phabphal K. Validation of the
AW, Vassar SD, et al. Associations of sleep Thai SCOPA-sleep scale for assessment of sleep
disturbance symptoms with health-related and sleepiness in patients with Parkinson's
quality of life in Parkinson's disease. J disease. J Med Assoc Thai 2011;94(2):179-84.
Neuropsychiatry Clin Neurosci 2013;25(4): 16. Tanasanvimon S, Ayuthaya NI, Phanthumchinda
319-26. K. Modified Parkinson's Disease Sleep Scale
(MPDSS) in Thai Parkinson's disease patients.
7. Duncan GW, Khoo TK, Yarnall AJ, O'Brien JT, J Med Assoc Thai 2007;90(11):2277-83.
Coleman SY, Brooks DJ, et al. Health-related 17. Hajian-Tilaki K. Receiver Operating Characteristic
quality of life in early Parkinson's disease: the (ROC) Curve Analysis for Medical Diagnostic Test
impact of nonmotor symptoms. Mov Disord Evaluation. Caspian J Intern Med 2013;4(2):
2014;29(2):195-202. 627-35.

8. Chaudhuri KR, Pal S, DiMarco A, Whately-Smith
C, Bridgman K, Mathew R, et al. The Parkinson's
disease sleep scale: a new instrument for
assessing sleep and nocturnal disability in
Parkinson's disease. J Neurol Neurosurg
Psychiatry 2002;73(6):629-35.

9. Marinus J, Visser M, van Hilten JJ, Lammers GJ,
Stiggelbout AM. Assessment of sleep and

Thai Scales for Outcomes in Parkinson’s Disease-Nighttime Sleep and Modified Parkinson’s Disease Sleep Scale

for Assessment of Nighttime Sleep Disorder Compared with Pittsburgh Sleep Quality Index at the Faculty of Medicine Vajira Hospital 59
Sirinapa Saneemanomai Suwat Srisuwannanukorn

วชิรเวชสารและวารสารเวชศาสตรเ์ ขตเมอื ง

ปที ่ี 65 ฉบับที่ 1 มกราคม - กมุ ภาพนั ธ์ พ.ศ. 2564

18. Kumar R, Indrayan A. Receiver operating 22. Jongwanasiri S, Prayoonwiwat N, Pisarnpong A,
characteristic (ROC) curve for medical Srivanitchapoom P, Chotinaiwattarakul W.
researchers. Indian Pediatr 2011;48(4):277-87. Evaluation of sleep disorders in Parkinson's
disease: a comparison between physician
19. Fluss R, Faraggi D, Reiser B. Estimation of the diagnosis and self-administered questionnaires.
Youden Index and its associated cutoff point. J Med Assoc Thai 2014;97 Suppl 3:S68-77.
Biom J 2005;47(4):458-72.
23. Martinez-Martin P, Visser M, Rodriguez-Blazquez
20. Habibzadeh F, Habibzadeh P, Yadollahie M. On C, Marinus J, Chaudhuri KR, van Hilten JJ,
determining the most appropriate test cut-off et al. SCOPA-sleep and PDSS: two scales
value: the case of tests with continuous results. for assessment of sleep disorder in Parkinson's
Biochem Med (Zagreb) 2016;26(3):297-307. disease. Mov Disord 2008;23(12):1681-8.

21. Lolekha P, Kulkantrakorn K. Non-motor 24. Lin YY, Chen RS, Lu CS, Huang YZ, Weng YH, Yeh
symptoms in Thai Parkinson’s disease patients: TH, et al. Sleep disturbances in Taiwanese
prevalence, manifestation and health related patients with Parkinson's disease. Brain Behav.
quality of life. Neurol Asia 2014;19(2):163-70. 2017;7(10):e00806.

Thai Scales for Outcomes in Parkinson’s Disease-Nighttime Sleep and Modified Parkinson’s Disease Sleep Scale

60 for Assessment of Nighttime Sleep Disorder Compared with Pittsburgh Sleep Quality Index at the Faculty of Medicine Vajira Hospital
Sirinapa Saneemanomai Suwat Srisuwannanukorn

วชิรเวชสารและวารสารเวชศาสตรเ์ ขตเมือง นพิ นธ์ตน้ ฉบบั

การศกึ ษาความสมั พันธข์ องระดับ TRAb กับระดบั วิตามนิ ดี
และฮอรโ์ มนไทรอยดใ์ นผปู้ ่วยไทรอยด์เปน็ พิษชนดิ Graves’ disease

ฟา้ รงุ่ ภูษาทอง พ.บ., ว.ว. อายรุ ศาสตร,์ ว.ว. อายุรศาสตรต์ ่อมไร้ท่อและเมตาบอลสิ ม1
ประสทิ ธิ์ ลวี ฒั นภัทร พ.บ., ว.ว. อายรุ ศาสตร์, ว.ว. อายรุ ศาสตร์ตอ่ มไร้ท่อและเมตาบอลสิ ม1*

1 ภาควิชาอายรุ ศาสตร์ คณะแพทยศาสตรว์ ชิรพยาบาล มหาวทิ ยาลัยนวมินทราธิราช กรงุ เทพมหานคร ประเทศไทย
* ผู้ติดต่อ, อเี มล: [email protected]
Vajira Med J. 2021; 65(1) : 61-72
http://dx.doi.org/10.14456/vmj.2021.6

บทคัดย่อ

วัตถุประสงค์: ศึกษาหาความสัมพันธ์ระหว่างระดับ thyroid stimulating hormone receptor antibody (TRAb)
กับวิตามินดี และระดับฮอร์โมนไทรอยด์กับการเกิดโรคไทรอยด์เป็นพิษชนิด Graves’ Disease (GD) ที่ได้รับ
การวินิจฉัยครงั้ แรกและก�ำเรบิ ซำ้� (relapsed GD)

วิธีด�ำเนินการวิจัย: ท�ำการศึกษาแบบภาคตัวขวาง โดยคัดเลือกผู้ป่วยท่ีมารับการรักษาด้วยอาการของไทรอยด์
เป็นพิษท่ีได้รับการวินิจฉัยครั้งแรก และเกิดโรคก�ำเริบซ�้ำ ที่เข้ารับการรักษาท่ีคณะแพทยศาสตร์วชิรพยาบาล
มหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช ต้ังแต่วันที่ 1 เมษายน 2561 ถึง 31 มกราคม 2562 จากน้ันน�ำข้อมูลที่ได้มา
วเิ คราะหห์ าความสัมพนั ธท์ างสถิติโดยวิธี Pearson correlation

ผลการวิจยั : ผปู้ ว่ ยโรค GD จำ� นวน 59 ราย เปน็ ผปู้ ว่ ยทไ่ี ดร้ บั การวนิ จิ ฉยั ครงั้ แรกจำ� นวน 29 ราย และผปู้ ว่ ยทโ่ี รคกำ� เรบิ ซำ�้
จ�ำนวน 30 ราย ไม่พบความสัมพันธ์ระหว่างระดับ TRAb กับระดับของวิตามินดี (r = -0.148, p = 0.443)
ของผู้ปว่ ยโรค GD ท่ีได้รบั การวินจิ ฉัยครั้งแรก และผ้ปู ่วยทีเ่ กิดโรคกำ� เริบซำ้� (r = -0.132, p = 0.488) แตพ่ บวา่
ระดับของ TRAb มีความสัมพันธ์ระดับต�่ำกับฮอร์โมนไทรอยด์ชนิด FT4 (r = 0.264, p = 0.043) และ FT3
(r = 0.379, p = 0.003) เม่ือพิจารณากลุ่มย่อยพบว่ามีเพียงกลุ่มโรค GD ท่ีได้รับการวินิจฉัยใหม่เท่าน้ันท่ีมี
ความสัมพันธ์ระดับปานกลางอย่างมีนยั ส�ำคญั ทางสถติ ริ ะหวา่ ง TRAb กับระดบั FT4 (r = 0.504, p = 0.005)
และ FT3 (r = 0.555, p = 0.002) ตามล�ำดบั

สรุป: จากการศึกษาน้ีพบว่าระดับ TRAb และระดับวิตามินดีในผู้ป่วยโรค Graves’ disease ไม่มีความสัมพันธ์กัน
ท้งั ในผู้ปว่ ยที่ไดร้ บั การวินิจฉยั โรค Graves’ disease คร้ังแรก และผ้ปู ว่ ยกลมุ่ ทีม่ กี ารกำ� เริบซ�้ำ (relapsed GD)
อย่างไรก็ตามพบว่าค่า TRAb มีความสัมพันธ์ระดับปานกลางกับฮอร์โมน FT3 และ FT4 อย่างมีนัยส�ำคัญ
ทางสถติ เิ ฉพาะในผูป้ ่วยใหม่ทีไ่ ด้รับการวนิ จิ ฉยั ไทรอยดเ์ ป็นพิษ

ค�ำสำ� คัญ: โรค GD, วติ ามินด,ี โรค Graves’ disease

วนั ท่รี ับบทความ 2 มิถุนายน 2563 วันแกไ้ ขบทความ 15 มกราคม 2564 วนั ตอบรับบทความ 29 มกราคม 2564

Vajira Medical Journal: Journal of Urban Medicine Original articles

Correlation between TSH Receptor Antibody Level with
Vitamin D Level and Thyroid Hormones in Patients with
Graves’ Disease

Faroong Bhusatong MD1
Prasit Leewattanapat MD1*

1 Department of Medicine, Faculty of Medicine Vajira Hospital, Navamindradhiraj University, Bangkok, Thailand
* Corresponding author, e-mail address : [email protected]
Vajira Med J. 2021; 65(1) : 61-72
http://dx.doi.org/10.14456/vmj.2021.6

Abstract
Objectives: 1. To investigate the relationship between the levels of TSH receptor antibody (TRAb)

and the levels of vitamin D in the patients with newly diagnosis of Graves’ Disease (GD)
and relapsed GD. 2. To investigate the relationship between the levels of TSH receptor
antibody (TRAb) and the levels of Thyroid hormone in the patients with newly diagnosis of
Graves’ Disease (GD) and relapsed GD.
Methods: This is a cross-sectional study in the Faculty of Medicine Vajira Hospital, Navamindradhiraj
University. The eligible patients with newly diagnosed and relapsed GD from April 1st, 2018 to
January 31st, 2019 were enrolled. The correlation of TRAb with vitamin D 25(OH)D and thyroid
hormones was analyzed by using Pearson correlation.
Results: A total of 59 patients was divided into first diagnosed 29 patients, and relapsed GD
30 patients. There was no significant correlation between the TRAb levels and the vitamin D
levels in the first diagnosis of GD (r = -0.148, p=0.266) and relapsed disease (r = -0.132,
p = 0.488). We found weak correlation between the levels of TRAb and FT4 (r = 0.264,
p = 0.043) and also found weak correlation between the levels of TRAb and FT3 (r = 0.379,
p = 0.003). Nevertheless, the significant correlation between the levels of TRAb and FT4
(r = 0.504, p = 0.005) and the significant correlation between the levels of TRAb and FT3
(r = 0.555, p = 0.002) were found only in the newly diagnosis patients.
Conclusions: There was no significant correlation between the TRAb levels and the vitamin D levels
in the patients with newly diagnosis and relapsed GD. However, the levels of TRAb significantly
showed moderate statistical correlation between the levels of FT4 and FT3 in the patient with
newly diagnosed Grave’s disease.
Keywords: TSH-receptor antibody, TRAb, vitamin D, Graves’ disease

Received 2 June 2020, Revised 15 January 2021, Accepted 29 January 2021

Vajira Medical Journal: Journal of Urban Medicine

Vol. 65 No. 1 January - Feburary 2021

บทน�ำ กลุ่มที่โรคสงบ (remission GD) อย่างมีนัยส�ำคัญทางสถิติ
อย่างไรก็ตามในปัจจุบันยังไม่มีข้อสรุปเก่ียวกับระดับ TRAb
โรคไทรอยด์เป็นพิษมีความเกี่ยวข้องกับระบบของ กับการเพิ่มความเส่ียงของการเกิดโรคก�ำเริบซ�้ำ (relapse/
ร่างกายหลายระบบ ท�ำให้เกิดอาการและความผิดปกติได้ recurrent GD)3
หลายอวยั วะ รวมถงึ ความรนุ แรงของโรคมคี วามแตกตา่ งกนั มาก โรค GD เป็นภาวะไทรอยด์เป็นพิษท่ีมีสาเหตุจาก
ตั้งแต่อ่อนเพลียเล็กน้อย จนถึงหัวใจเต้นผิดจังหวะ หัวใจวาย การมี autoantibody หรอื TRAb มากระตนุ้ ท่ี TSH-receptor
ชักเกร็ง หรอื อาจรนุ แรงถงึ แกช่ ีวติ หากไดร้ บั การวนิ ิจฉยั ล่าชา้ จัดเป็นโรค autoimmune ชนิดหน่ึง การศึกษาท่ีผ่านมา
หรือการควบคุมโรคได้ไม่ดีจะส่งผลกระทบกับทั้งทางร่างกาย พบว่าโรค autoimmune มีความสัมพันธ์กับภาวะพร่องหรือ
จิตใจ และคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยได้1 ปัจจุบันพบว่าโรค ขาด 25-hydroxyvitamin D (25(OH)D) ข้อมลู จาก Meta-
Graves’ Disease (GD) เป็นโรคต่อมไทรอยด์เป็นพิษ Analysis of the Association between Vitamin D and
ท่ีพบมากท่ีสุด อุบัติการณ์ประมาณ 50 คนต่อประชากร Graves’ Disease ซึ่งรวบรวมข้อมูลจาก 26 การศึกษา4-5
100,000 คนต่อปี ช่วงอายุท่ีพบมากท่ีสุดคือ 30-50 ปี มีจำ� นวนผ้ปู ว่ ยโรค GD ทั้งหมด 1,748 คน และในคนที่ไม่ได้
โดยพบในเพศหญิงมากกว่าเพศชายประมาณ 4-8 เท่า เป็นโรค 1,848 คน สรุปว่าผู้ป่วยโรค Graves’ disease
พยาธิก�ำเนิดของโรคเชื่อว่าเกิดจากปัจจัยทางพันธุกรรม พบภาวะพร่อง 25-hydroxyvitamin D (25(OH)D) มากกวา่
และปัจจัยสิ่งแวดล้อมไปกระตุ้นภูมิคุ้มกันของร่างกายให้มี คนทว่ั ไปประมาณ 2.24 เทา่ (Odd ratio 2.24 ; 95% CI 1.31 -
ปฏิกิริยาโดยตรงต่อ thyrotropin receptor antibody 3.81) และมคี วามเปน็ ไปไดว้ า่ ภาวะพรอ่ ง 25-hydroxyvitamin D
(TRAb) ซ่ึงจะมีผลท�ำให้ต่อมไทรอยด์มีการผลิตฮอร์โมน (25(OH)D) อาจเป็นความเส่ียงของการเกิดโรค GD หรือ
มากข้ึน และเซลล์ไทรอยด์มีการแบ่งตัวจนท�ำให้ต่อมไทรอยด์ การขาด 25-hydroxyvitamin D (25(OH)D) อาจกระตุ้น
มขี นาดโตขนึ้ 2 การก�ำเริบของโรค GD โดยมีรายงานผู้ป่วยที่มีภาวะพร่อง
ปัจจุบันมีการส่งตรวจประเมินระดับ TRAb อย่าง 25-hydroxyvitamin D (25(OH)D) (Vitamin D 25-(OH) =
กว้างขวาง โดยข้อบ่งชี้ได้แก่ การส่งตรวจเพ่ือช่วยใน 10.4 ng/mL) รว่ มกบั ภาวะ subclinical hyperthyroidism
การวินิจฉัยโรค GD การส่งตรวจเพ่ือประเมินความรุนแรง พบว่าหลังให้การรักษาด้วยวิตามินดี cholecalciferol
ของอาการทางตา (Graves Ophthalmopathy) การสง่ ตรวจ 4000 IU/ตอ่ วนั โดยไม่ไดใ้ ห้ยาต้านไทรอยด์ ทำ� ให้คา่ ไทรอยด์
ในคนท้องเพ่ือช่วยในการวินิจฉัยหรือประเมินความรุนแรง ฮอร์โมนกลับมาปกติได้6 นอกจากน้ีจากการศึกษาเรื่องระดับ
ของโรคขณะตั้งครรภ์ และการใช้ระดับ TRAb เพ่ือช่วย ของ 25-hydroxyvitamin D (25(OH)D) ในผู้ป่วยโรค
ท�ำนายโอกาสก�ำเริบของโรคซ้�ำหลังการหยุดยาต้านไทรอยด์ GD ก่อนการหยุดยา พบว่าระดับ 25-hydroxyvitamin D
ซ่ึงการศึกษาโดยส่วนใหญ่แนะน�ำให้ใช้ระดับ TRAb ท่ีเร่ิม (25(OH)D) ในเลือดสามารถเป็นตัวท�ำนายผลของการเกิด
รักษาครั้งแรก หรือการตรวจก่อนท่ีจะหยุดยา ส�ำหรับ โรคซ้�ำหลังการหยุดยา โดยพบความสัมพันธ์ว่าถ้าระดับ
การตรวจระดับ TRAb ในกลุ่มที่เกิดการก�ำเริบซ�้ำยังไม่มี 25-hydroxyvitamin D (25(OH)D) ขณะหยุดยามี
ข้อมูลมากนัก จากการศึกษาเร่ืองการตรวจระดับ TRAb ที่ ระดับปกติจะเป็นปัจจัยป้องกันการเป็นซ�้ำ แต่ถ้าระดับ
ตรวจติดตามภายหลังการหยุดยาพบว่าผู้ป่วยจ�ำนวน 62 คน 25-hydroxyvitamin D (25(OH)D) มีระดับต�่ำพบว่ามีเส่ียง
จาก 96 คนจะมีระดบั TRAb กลับมาเปน็ บวกอีกครัง้ ภายหลงั ของการเกิดโรคซ�ำ้ สงู หลงั จากการหยดุ ยา7
การหยุดยา เพียง 4 สัปดาห์ และผู้ป่วยร้อยละ 80 จะมี จากการทบทวนวรรณกรรมท่ีผ่าน GD เป็นโรคท่ีเกิด
TRAb เป็นบวกใน 2 ปีหลงั การหยุดยา โดยมีผ้ปู ่วยรอ้ ยละ 49 จากภมู คิ มุ้ กนั (autoimmune disease) มกี ารศกึ ษาขนาดเลก็
มีการก�ำเริบซ�้ำของโรค GD ภายใน 2 ปีและพบว่าผู้ป่วย กอ่ นหน้านี้พบวา่ ระดับ TRAb อาจมคี วามสมั พันธ์แบบผกผัน
ในกลุ่มที่มีการก�ำเริบซ้�ำของโรค GD มีระดับ TRAb สูงกว่า

การศกึ ษาความสมั พันธ์ของระดบั TRAb กับระดับวิตามินดีและฮอรโ์ มนไทรอยดใ์ นผู้ป่วยไทรอยดเ์ ป็นพิษชนดิ Graves’ disease 63
ฟา้ รงุ่ ภษู าทอง ประสิทธิ์ ลวี ัฒนภัทร

วชิรเวชสารและวารสารเวชศาสตร์เขตเมอื ง

ปีท่ี 65 ฉบับท่ี 1 มกราคม - กุมภาพนั ธ์ พ.ศ. 2564

กับระดับของ 25-hydroxyvitamin D (25(OH)D)8 ซ่ึงยัง 60 mL/min/1.73m2 โรคตับเร้ือรัง โรคมะเร็ง และโรค
ไมไ่ ด้ขอ้ สรปุ ที่แน่นอน เนอ่ื งจากมขี ้อจ�ำกัดในด้านของจำ� นวน ภูมคิ ุ้มกันชนิดอื่น ๆ
การศึกษาท่ีน้อย ดังนั้นผู้วิจัยจึงสนใจหาความสัมพันธ์
ของ 25-hydroxyvitamin D (25(OH)D) และระดับภมู ิคุม้ กนั จำ� นวนอาสาสมัคร หรอื ขนาดตัวอยา่ ง
TRAb ว่ามีความสัมพันธ์ไปในทิศทางใด เพื่อน�ำไปใช้เป็น การวิเคราะห์หาความสัมพันธ์ระหว่างระดับของ
แนวทางดูแลรักษาผู้ป่วยโรค GD ท่ีมีภาวะพร่องหรือขาด TRAb level และ vitamin D โดยใช้ Pearson’s correlation
25-hydroxyvitamin D (25(OH)D) ต่อไปในอนาคตว่า coefficient ค�ำนวณหาขนาดตัวอย่างส�ำหรับการวิจัย
การรกั ษาโดยการใหว้ ติ ามนิ ดที ดแทนจะสง่ ผลดกี บั การดำ� เนนิ Correlation และ Regression กรณีศึกษาความสัมพันธ์
ของโรคหรอื ไม่ ของตัวแปรรายคู่อาศยั สมการดงั น้ี

วธิ ีการด�ำเนนิ วจิ ยั Ζα2 + Ζβ 2
c
วตั ถปุ ระสงค์ของการทำ� วิจยั n = + 3

วัตถุประสงค์หลัก: เพ่ือศึกษาหาความสัมพันธ์ n = ขนาดตัวอย่าง
ระหว่างระดับ thyroid stimulating hormone receptor Zα/2= ค่าสถิติมาตรฐานใต้โค้งปกติท่ีสอดคล้องกับ
antibody (TRAb) กับวิตามินดี และระดับฮอร์โมนไทรอยด์ ระดบั นยั สำ� คัญ
กับการเกิดโรคไทรอยด์เป็นพิษชนิด Graves’ disease (GD) โดยใช้ระดับนัยส�ำคญั α = 0.05 ซง่ึ Zα/2 = 1.96
ท่ไี ด้รับการวินจิ ฉัยคร้ังแรกและก�ำเริบซ้ำ� (relapsed GD) Zβ = ค่าสถิติมาตรฐานใต้โค้งปกติท่ีสอดคล้องกับ
วัตถุประสงค์รอง: เพ่ือศึกษาความสัมพันธ์ของระดับ อำ� นาจในการทดสอบ
วิตามินดีกับการเกิดโรคไทรอยด์เป็นพิษชนิด Graves’ โดยกำ� หนดอ�ำนาจในการทดสอบ 90% Zβ = 1.282
disease (GD) ที่ได้รับการวินิจฉัยคร้ังแรกและก�ำเริบซ้�ำ
1+r
(relapsed GD) c = 0.5 ln 1–r = tanh–1(r)

วิธีการดำ� เนนิ การศึกษาและรปู แบบงานวจิ ยั r = ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ correlation
งานวิจัยนี้ใช้รูปแบบการศึกษาเชิงสังเกตการณ์ coefficient ซึง่ ในการศึกษานี้จะใช้คา่ เท่ากับ 0.5 โดยอ้างอิง
(observational study) ชนิดภาคตัดขวาง (cross sectional จากการศกึ ษาทีค่ ล้ายกนั กอ่ นหน้าน้ี7 หลังจากคำ� นวณจะต้อง
study) ศึกษาในผู้ป่วยโรค Graves’ disease (GD) ท่ีมารับ ใช้กลุ่มตัวอยา่ งอยา่ งน้อย 38 ราย
การรกั ษาในโรงพยาบาลวชริ พยาบาล มหาวทิ ยาลยั นวมนิ ทราธริ าช
ตั้งแต่วันท่ี 1 เมษายน 2561 ถึงวันที่ 31 มกราคม 2562 การวิเคราะหข์ ้อมลู ทางสถิติ
โดยมีเกณฑ์คัดเข้าการศึกษาดังน้ี เป็นผู้ป่วยโรค GD อายุ ผู้ป่วยท่ีเซ็นยินยอมเขาร่วมงานวิจัยจะได้รับการเก็บ
18 ปีขึ้นไปที่ได้รับการวินิจฉัยคร้ังแรกและผู้ป่วยที่เกิดโรค ข้อมูลลงในแบบบันทึกข้อมูลเก่ียวกับอาการของโรคไทรอยด์
ก�ำเริบซ�้ำ โดยได้รับการรักษามาแล้วไม่เกิน 3 เดือน และ เปน็ พษิ ประวตั กิ ารรกั ษาทผ่ี า่ นมา ประวตั โิ รคประจำ� ตวั การตรวจ
มีเกณฑ์การคัดออก ได้แก่ ผู้ป่วยท่ีมีผลตรวจ TRAb เป็นลบ ร่างกายตามเกณฑ์มาตรฐานประกอบด้วย การช่ังน�้ำหนัก,
ผู้ป่วยที่วินิจฉัยเป็นไทรอยด์เป็นพิษจากสาเหตุอื่น ผู้ป่วย วัดสว่ นสงู , ประเมนิ ดชั นมี วลกาย จากน้ำ� หนกั (kg) หารด้วย
ต้ังครรภ์ และภาวะอ่ืนที่ส่งผลต่อระดับวิตามินดีในร่างกาย สว่ นสงู ยกกำ� ลงั สอง (m2), เจาะเลอื ด 1 ครงั้ ปรมิ าณไมเ่ กนิ 5 ml
เช่น โรคไตเสื่อมที่มีค่าการท�ำงานของไต (GFR) น้อยกว่า ส่งตรวจทางห้องปฏิบัติการ ได้แก่ TRAb, vitamin D

64 การศึกษาความสัมพันธ์ของระดับ TRAb กับระดบั วติ ามนิ ดีและฮอร์โมนไทรอยด์ในผปู้ ่วยไทรอยดเ์ ป็นพษิ ชนดิ Graves’ disease
ฟา้ รงุ่ ภูษาทอง ประสิทธ์ิ ลีวัฒนภทั ร

Vajira Medical Journal: Journal of Urban Medicine

Vol. 65 No. 1 January - Feburary 2021

[25(OH)D] วเิ คราะหผ์ ลดว้ ย electrochemiluminescence การวนิ จิ ฉยั ครง้ั แรก (1st diagnosis GD) จำ� นวน 29 ราย และ
immunoassay method (Roche) และการตรวจทาง ผู้ป่วยท่ีเกิดการก�ำเริบซ�้ำของผู้ป่วยโรค Graves’ disease
ห้องปฏิบัติการอื่น ๆ ตามการรักษาโรคไทรอยด์เป็นพิษ (relapsed GD) จำ� นวน 30 ราย (แผนภาพท่ี 1)
ท่ีเป็นไปตามมาตรฐานทางการแพทย์เช่นเดียวกับผู้ป่วยท่ี จากผลการศึกษาพบผู้ป่วยโรค GD เพศหญิงมากกว่า
ไม่ได้เข้าร่วมโครงการ จากนั้นท�ำการแบ่งผู้ป่วยออกเป็น เพศชาย เป็นผู้ป่วยหญิง 39 ราย คิดเป็นร้อยละ 66.1 และ
สองกลมุ่ ไดแ้ ก่ กลมุ่ ทไี่ ดร้ บั การวนิ จิ ฉยั ครง้ั แรก (first diagnosis) เพศชาย 20 ราย คิดเป็นร้อยละ 33.9 อายุเฉลี่ยของผู้ป่วย
และกลุ่มที่เกิดการก�ำเริบซ้�ำของโรค (relapsed GD) ข้อมูล ในการศึกษานี้ประมาณ 38.42 ปี (ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน
พ้ืนฐานและลักษณะท่ัวไปของกลุ่มตัวอย่างที่เป็นข้อมูล 15.56) พบว่าน�้ำหนักตัวเฉลี่ยและดัชนีมวลกายของกลุ่ม
เชิงคุณภาพ ได้แก่ เพศ โรคประจ�ำตัว ประวัติการรักษาเดิม ผู้ป่วยท่ีเกิดการก�ำเริบซ�้ำ (relapsed GD) มีค่ามากกว่ากลุ่ม
และอาการแทรกซ้อนท่ีต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล ที่ได้รับการวินิจฉัยคร้ังแรก (1st diagnosis GD) แต่ไม่ได้
จ�ำนวนผู้ป่วยท่ีแบ่งตามระดับของวิตามินดี น�ำเสนอโดย แตกต่างกันอย่างมีนัยส�ำคัญทางสถิติ (61.74 ± 7.25 kg
การแจกแจงค่าความถ่ีและร้อยละ ส่วนข้อมูลเชิงปริมาณ เทยี บกบั 57.44 ± 8.49 kg, p = 0.116 และ 23.5 ± 2.83 kg/m2
ไดแ้ ก่ อายุ นำ้� หนกั ดชั นมี วลกาย ระดบั ของวติ ามนิ ดี [25(OH) เทียบกับ 21.41 ± 3.18 kg/m2 , p = 0.054 ตามล�ำดับ)
D] ระดับภูมิคุ้มกัน (TRAb) และฮอร์โมนไทรอยด์ ได้แก่ ผู้ป่วยท้ังสองกลุ่มมีโรคประจ�ำตัวใกล้เคียงกัน (ร้อยละ 37.9
freeT3 (FT3), freeT4 (FT4) และ TSH น�ำเสนอข้อมูล กับร้อยละ 40, p = 0.872) โรคประจ�ำตัวที่พบมากที่สุด
ในลักษณะของ ค่าเฉลี่ย (mean) และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน คือ โรคความดันโลหิตสูง มีทั้งหมด 8 ราย รองลงมาเป็น
(standard deviation) ข้อมูลดังกล่าวที่ได้น�ำมาวิเคราะห์ โรคเบาหวานชนิดที่สอง 4 ราย ไขมันในเลือดผิดปกติ
ทางสถิติเพื่อเปรียบเทียบท้ังสองกลุ่มโดยใช้ t-test ส่วน และหัวใจเต้นผิดจังหวะชนิด atrial fibrillation จ�ำนวน
การวิเคราะห์หาความสมั พันธ์ระหว่าง TRAb level กับระดับ 3 รายท้ังสองกลุ่ม ผู้ป่วยกลุ่มโรคท่ีมีการก�ำเริบซ�้ำส่วนใหญ่
ของ vitamin D และฮอร์โมนไทรอยด์อาศัยวิธี Pearson’s ร้อยละ 93.3 ได้รับการรักษาด้วยยาต้านไทรอยด์มาก่อน
correlation coefficient analysis ซึ่งแสดงในรปู ของกราฟ มเี พยี ง 2 รายทไี่ ดร้ บั การรกั ษาดว้ ยแรไ่ อโอดนี ผปู้ ว่ ยทง้ั สองกลมุ่
และตาราง การวเิ คราะหข์ อ้ มลู ทง้ั หมดใชโ้ ปรแกรมคอมพวิ เตอร์ พบภาวะ thyroid storm และ thyrotoxic periodic
ส�ำเร็จรูป SPSS for window version 23.0 โดยก�ำหนด paralysis เป็นอาการแสดงขณะได้รับการวินิจฉัยโรค GD
นยั ส�ำคัญทางสถติ ทิ รี่ ะดับ 0.05 จ�ำนวนใกล้เคยี งกนั รวมไปถึงผลการตรวจทางหอ้ งปฏิบัติการ
ทง้ั ระดบั ของฮอรโ์ มนไทรอยด์ (TSH, FT3 และ FT4), TRAb
ผลการวจิ ัย level และวติ ามนิ ดี 25(OH)D level ของผปู้ ว่ ยทง้ั สองกลมุ่ ไมม่ ี
ความแตกต่างกันอย่างมีนัยส�ำคัญทางสถิติ จากการศึกษานี้
ผปู้ ว่ ยทเี่ ขา้ การศกึ ษามจี ำ� นวนทงั้ หมด 80 ราย มผี ปู้ ว่ ย พบความชุก (prevalence) ของภาวะการขาดวิตามินดี
ท่ีเข้าเกณฑ์คัดออกจ�ำนวน 17 ราย ได้แก่ ผู้ป่วยมีประวัติ ในผูป้ ว่ ยโรค Graves’ disease ที่มภี าวะวติ ามนิ ดใี นรา่ งกาย
เปน็ โรคไทรอยดเ์ ปน็ พษิ ชนดิ อน่ื 10 ราย ผปู้ ว่ ยมโี รคประจำ� ตวั ต่�ำกว่าปกติ (25(OH)D < 30 ng/mL) ทั้งหมด 51 ราย
เป็นโรค autoimmune จ�ำนวน 4 ราย และผู้ป่วยท่ีก�ำลัง คิดเป็นร้อยละ 86.4 และมีภาวะขาดวิตามินดีในร่างกาย
ตั้งครรภ์ 3 ราย เหลืออาสาสมัครจ�ำนวน 63 ราย ได้รับ (25(OH)D < 20 ng/mL) 24 ราย คิดเป็นร้อยละ 40.7
การตรวจประเมินระดับ TRAb และระดับวิตามินดี จ�ำนวน (ตารางท่ี 1)
63 ราย พบผล TRAb เปน็ ลบจำ� นวน 4 ราย จงึ เหลอื อาสาสมคั ร
ผ้ปู ว่ ยโรค Graves’ disease ทีน่ ำ� ไปวิเคราะห์ข้อมูลทางสถติ ิ
จ�ำนวน 59 ราย แบง่ เป็นผปู้ ว่ ยโรค Graves’ disease ที่ได้รับ

การศึกษาความสมั พันธข์ องระดบั TRAb กับระดบั วติ ามินดแี ละฮอรโ์ มนไทรอยดใ์ นผู้ปว่ ยไทรอยดเ์ ป็นพษิ ชนิด Graves’ disease 65
ฟา้ รุ่ง ภูษาทอง ประสทิ ธ์ิ ลีวัฒนภัทร

วชิรเวชสารและวารสารเวชศาสตร์เขตเมือง

ปีที่ 65 ฉบบั ท่ี 1 มกราคม - กุมภาพนั ธ์ พ.ศ. 2564

รวบรวมผปู ว ยโรคไทรอยดเปน พษิ อายมุ ากกวา 18 ป ที่เขา รับการรกั ษา
ในโรงพยาบาลวชิรพยาบาล ตง้ั แต 1 เมษายน 2561 ถงึ 31 มกราคม 2562 รวม 80 ราย

- ผปู ว ยมโี รคไทรอยดเปนพิษชนิดอ่ืนจํานวน 10 ราย
- ผปู ว ยมีประวตั ิโรค autoimmune จาํ นวน 4 ราย
- ผูป ว ยต้งั ครรภ จํานวน 3 ราย

ตรวจประเมนิ ระดับ TRAb และระดับวติ ามินดีผูปวยที่เขา รวมโครงการ จาํ นวน 63 ราย

- มผี ปู ว ยท่ี TRAb ใหผ ลลบจํานวน 4 ราย

ผูปวยท่ีนาํ ไปวเิ คราะหขอมลู ทางสถติ ิจํานวน 59 ราย

ผปู ว ยที่ไดรับการวินจิ ฉัยไทรอยดเ ปนพิษชนดิ ผปู วยมีการกาํ เริบซํา้ ของโรคไทรอยดเ ปน พษิ
ท่ีเกดิ จากภมู ิคุม กัน (1st diagnosis GD) เปน ครั้งแรก ชนิดทีเ่ กดิ จากภมู คิ ุม กัน (relapsed GD)
จาํ นวน 30 คน
จาํ นวน 29 คน

แผนภาพที่ 1: แผนภูมิแสดงขั้นตอนการลงทะเบียนอาสาสมัครผู้ปว่ ย และการดำ� เนนิ งานโครงการวิจยั

66 การศึกษาความสมั พันธ์ของระดบั TRAb กบั ระดับวิตามนิ ดีและฮอรโ์ มนไทรอยด์ในผปู้ ่วยไทรอยด์เป็นพษิ ชนดิ Graves’ disease
ฟา้ ร่งุ ภูษาทอง ประสทิ ธิ์ ลวี ัฒนภทั ร

Vajira Medical Journal: Journal of Urban Medicine

Vol. 65 No. 1 January - Feburary 2021

ตารางที่ 1:
ลกั ษณะทวั่ ไปและลกั ษณะทางคลนิ ิกของกลุ่มตัวอยา่ งผู้ปว่ ยโรคไทรอยด์เป็นพษิ

ขอ้ มูลทว่ั ไป ท้งั หมด จำ� นวน = 59 1st diagnosis GD Relapsed GD p-value
และผลการตรวจทางห้องปฏบิ ตั กิ าร (ร้อยละ) (n = 29) (n = 30)
0.264
อายุ (ป)ี 38.42 ± 15.56 36.1 ± 11.97 40.6 ± 14.34 0.926
20 (66.67) 0.116
เพศหญงิ 39 (66.1) 19 (65.5) 61.74 ± 7.25 0.054
23.5 ± 2.83 0.872
น�ำ้ หนัก (kg) 59.63 ± 10.48 57.44 ± 8.49 12 (40)
-
ดัชนมี วลกาย (kg/m2) 22.47 ± 4.15 21.41 ± 3.18 3 (10) -
2 (6.67) -
โรคประจำ� ตวั 23 (39.0) 11(37.9) 2 (6.67) -
3 (10) -
Hypertension 8 (13.6) 5 (17.2) 2 (6.67)
-
Diabetes mellitus 4 (6.8) 2 (6.9) 28 (93.3) -
2 (6.7) 0.482
Dyslipidemia 3 (5.1) 1 (3.4) 5 (16.67) 0.414
2 (6.67)
Atrial fibrillation 3 (5.1) 0 (0.0) 0.073
0.017 ± 0.015 0.196
โรคอ่นื ๆ 11 (18.6) 3 (10.3) 14.6 ± 8.16 0.332
4.29 ± 2.28 0.520
ประวตั กิ ารรักษาเดมิ (n=30) 21.45 ± 12.55 0.325
22.31 ± 4.75 0.421
Medication 28 (93.3) - 0.706
3 (10) 0.345
Radioactive Iodine 2 (6.7) - 13 (43.33)
14 (46.67)
Thyroid storm 8 (13.6) 3 (10.3)

Thyrotoxicosis periodic paralysis 4 (6.8) 2 (6.9)

Thyroid function test

TSH (0.358 - 3.74 IU/mL) 0.013 ± 0.017 0.009 ± 0.003

FT3 (2.18 - 3.98 pg/mL) 16.22 ± 9.70 17.89 ± 9.14

FT4 (0.76 - 1.46 ng/mL) 4.63 ± 2.68 4.98 ± 2.53

TRAb level (0.00 - 1.75 IU/mL) 20.35 ± 13.20 19.21 ± 10.18

Vitamin D, 25(OH)D (ng/mL) 23.18 ± 6.78 24.06 ± 5.77

25(OH)D > 30 ng/mL 8 (13.6) 5 (17.2)

25(OH)D 20 - 30 ng/mL 27 (45.8) 14 (48.3)

25(OH)D < 20 ng/mL 24 (40.6) 10 (34.5)
Data are presented as number (%) or mean ± standard deviation.

การศึกษาความสัมพนั ธ์ของระดับ TRAb กับระดับวติ ามินดีและฮอรโ์ มนไทรอยด์ในผู้ป่วยไทรอยด์เป็นพษิ ชนดิ Graves’ disease 67
ฟา้ รุ่ง ภษู าทอง ประสิทธ์ิ ลีวฒั นภัทร

วชิรเวชสารและวารสารเวชศาสตรเ์ ขตเมอื ง

ปที ี่ 65 ฉบบั ที่ 1 มกราคม - กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564

ผลการศึกษาหาความสัมพันธ์ระหว่างระดับ TRAb กพ็ บวา่ ระดบั TRAb และวติ ามนิ ดใี นกลมุ่ ทไ่ี ดร้ บั การวนิ จิ ฉยั ใหม่
กบั ระดับวติ ามินดี และฮอร์โมนไทรอยดใ์ นผู้ป่วยโรค Graves’ และกลุ่มท่ีมีโรคก�ำเริบซ้�ำไม่มีความสัมพันธ์กัน ในแง่ของ
disease ทุกรายพบว่าระดับภูมิคุ้มกัน TRAb กับระดับ ความสัมพันธ์ระหว่าง TRAb กับระดับฮอร์โมนไทรอยด์มี
วิตามินดี 25(OH)D ไม่มีความสัมพันธ์กันอย่างมีนัยส�ำคัญ เพียงกลุ่มโรค GD ที่ได้รับการวินิจฉัยใหม่เท่าน้ันที่มีความ
ทางสถิติ (r = -0.147, 95%CI:-0.424 to 0.114, p = 0.266) สัมพันธ์เชิงบวกระดับปานกลางอย่างมีนัยส�ำคัญทางสถิติ
พบความสัมพันธ์เชิงบวกระดับต�่ำของ TRAb กับฮอร์โมน ระหวา่ ง TRAb กบั ระดบั ของ FT4 (r = 0.504, 95%CI:-0.199
ไทรอยด์ชนิด FT4 (r = 0.264, 95%CI:-0.005 to 0.501, to 0.761, p = 0.005) และ FT3 (r = 0.555, 95%CI:0.248
p = 0.043) และ FT4 (r = 0.379, 95%CI:0.131 to 0.582, to 0.799, p = 0.002) ตามล�ำดบั (ตารางท่ี 2)
p = 0.003) (แผนภาพท่ี 2A-2D) เมอ่ื พิจารณาท้ังสองกลุ่ม

แผนภาพท่ี 2A-2D: กราฟแสดงความสัมพันธ์ของระดับ TRAb กับวิตามินดี 25(OH)D และความสัมพันธ์ระหว่าง
ระดับ TRAb กบั ฮอรโ์ มนไทรอยด์ในผูป้ ว่ ยโรค Graves’ disease
68 การศกึ ษาความสมั พนั ธ์ของระดบั TRAb กบั ระดบั วติ ามนิ ดีและฮอรโ์ มนไทรอยด์ในผปู้ ว่ ยไทรอยด์เปน็ พษิ ชนิด Graves’ disease

ฟ้าร่งุ ภษู าทอง ประสิทธ์ิ ลีวัฒนภัทร

Vajira Medical Journal: Journal of Urban Medicine

Vol. 65 No. 1 January - Feburary 2021

ตารางท่ี 2:
การวิเคราะห์สหสัมพันธ์ด้วยวิธี Pearson correlation ระหว่าง TRAb กับระดับวิตามินดี และฮอร์โมนไทรอยด์ในผู้ป่วย
โรค Graves’ disease
Total First Diagnosis Relapsed
(จำ� นวน = 59) (จ�ำนวน = 29) (จำ� นวน = 30)
Variables Correlation Correlation Correlation
(95% CI) p-value (95% CI) p-value (95% CI) p-value

TRAb vs 25(OH)D -0.147 0.266 -0.148 0.443 -0.132 0.488
(-0.424 to 0.114) (-0.532 to 0.298) (-0.494 to 0.221)
0.202 -0.012 0.254
TRAb vs TSH (-0.154 to 0.414) 0.125 (-0.329 to 0.266) 0.952 (-0.221 to 0.569) 0.176

TRAb vs FT4 0.264 0.043 0.504 0.005 0.082 0.668
(-0.005 to 0.501) (-0.199 to 0.761) (-0.285 to 0.472)
0.379 0.555 0.266
TRAb vs FT3 (0.131 to 0.582) 0.003 (0.248 to 0.799) 0.002 (-0.100 to 0.592) 0.155

วิจารณ์ ภาวะท่ีวิตามินดีลดลงจะท�ำให้เกิดการเปล่ียนแปลงของ
T-cell และ B-cell เพ่ิมการสร้างสาร cytokines จนท�ำให้
จากการศกึ ษานพี้ บความชกุ ของภาวะพรอ่ งของวติ ามนิ ดี ระดับของ autoantibody เพิ่มข้ึน เช่ือว่าอาจเป็นปัจจัย
25(OH)D level < 30 ng/mL ในผู้ป่วยโรค Graves’ ทีก่ อ่ ใหเ้ กิดการกระตุ้นการกำ� เริบของโรค autoimmune
disease สงู ถึงรอ้ ยละ 84 และภาวะขาดวิตามินดี 25(OH)D อยา่ งไรกต็ ามจากผลการศกึ ษานกี้ ลบั ไมพ่ บความสมั พนั ธ์
level < 20 ng/mL ร้อยละ 40.7 สอดคล้องกับการศึกษา ระหว่าง TRAb กับระดับวิตามินดีของผู้ป่วยโรคไทรอยด์เป็น
meta-analysis ปี 2015 ซงึ่ รวบรวมการศกึ ษาระดบั วติ ามนิ ดี พิษชนิด GD ทั้งกลุ่มที่ได้รับการวินิจฉัยใหม่และกลุ่มท่ีเกิด
ในผปู้ ว่ ยโรค Graves’ disease โดยพบภาวะการขาดวติ ามนิ ดี โรคก�ำเริบซ�้ำ ต่างจากการศึกษาของ Hong Zhang และ
ในผปู้ ว่ ยโรค Graves’ disease มากกวา่ ในคนปกติ 2.24 เทา่ 7 คณะ8 ที่ประเทศจีนในปี 2015 ซ่ึงการศึกษากลุ่มประชากร
ปัจจุบันมีการศึกษาที่ยืนยันว่าภาวะการขาดวิตามินดีสัมพันธ์ ที่มีภาวะขาดวิตามินดี จ�ำนวน 140 คน ท้ังท่ีเป็นไทรอยด์
กบั โรค autoimmune ได้แก่ โรค multiple sclerosis (MS), เปน็ พษิ และคนปกตทิ ่ีไมไ่ ด้เปน็ โรค มาตรวจระดับ TRAb และ
rheumatoid arthritis (RA), diabetes mellitus type 1 หาความสัมพันธ์ โดยพบกลุ่มผู้ป่วยโรคไทรอยด์เป็นพิษ
(T1DM), inflammatory bowel disease and systemic ที่มีระดับ TRAb เปน็ บวก 35 คน และ ผปู้ ว่ ยไทรอยดเ์ ปน็ พิษ
lupus erythematosus (SLE)9-11 โดยอธิบายกลไกจาก ท่ีมีระดับ TRAb ให้ผลลบจ�ำนวน 35 คน คนปกติ 70 คน
การที่มี vitamin D receptor (VDR) อยู่ที่ nucleus ของ มีระดับ TRAb ให้ผลลบท้ังหมด จากการวิเคราะห์ข้อมูล
lymphocyte และ monocyte ซ่ึงจะมีผลกับการเจริญ พบความสัมพันธ์เชิงลบระหว่างระดับ TRAb และระดับ
และการทำ� งานของท้ัง B-lymphocyte และ T-lymphocyte วิตามินดี เฉพาะในกลุ่มผู้ป่วยไทรอยด์เป็นพิษท่ีระดับ TRAb
ส่งผลให้เกิดการเพิ่มขึ้นของ T-helper 2 cell (Th2) ให้ผลบวกเท่าน้ัน โดยระดับค่าสัมประสิทธ์ิสหสัมพันธ์
และเพ่ิมจ�ำนวนของ regulatory T cell รวมถึงยังมีผลกับ (correlation coefficient) คอื -0.5 (p = 0.002) และไม่พบ
การลดปริมาณของ pro-inflammatory cytokine ดังน้ัน

การศึกษาความสมั พนั ธข์ องระดับ TRAb กับระดบั วติ ามนิ ดแี ละฮอรโ์ มนไทรอยดใ์ นผูป้ ่วยไทรอยดเ์ ปน็ พิษชนิด Graves’ disease 69
ฟา้ รุ่ง ภษู าทอง ประสทิ ธิ์ ลวี ัฒนภัทร

วชริ เวชสารและวารสารเวชศาสตรเ์ ขตเมือง

ปีที่ 65 ฉบับท่ี 1 มกราคม - กมุ ภาพนั ธ์ พ.ศ. 2564

ความสัมพันธ์ระหว่างระดับ TRAb กับระดับวิตามินดี ส�ำคัญท่ีใช้ท�ำนายการเกิดโรคก�ำเริบซ้�ำ ต่างจากการศึกษา
ในผู้ป่วยกลุ่มไทรอยด์เป็นพิษที่ TRAb ให้ผลลบและ observational study ท่ีประเทศเกาหลีของ Yun Jae
กลุ่มประชากรปกติ ผลที่ไม่สอดคล้องกับงานวิจัยน้ีอาจเกิด Chung และคณะ12 เรือ่ งปัจจยั ท่ีทำ� นายการกำ� เรบิ ซ�้ำหลังการ
จากกลุ่มประชากรที่มีความแตกต่างกัน คือในการศึกษา รักษาโดยยาต้านไทรอยด์ในโรค Graves’ disease จ�ำนวน
ของ Hong Zhang และคณะ เลือกศกึ ษาเฉพาะผู้ป่วยทีข่ าด 143 ราย พบวา่ ผปู้ ว่ ยโรค Graves’ disease ทมี่ รี ะดบั วติ ามนิ ดี
วิตามินดีเพียงอย่างเดียว และพบความสัมพันธ์ในผู้ป่วย ทต่ี ่�ำกว่า 14.23 ng/mL ก่อนการหยดุ ยามีโอกาสที่จะเกิดโรค
ไทรอยดเ์ ปน็ พษิ ทยี่ งั ไมไ่ ดร้ บั การรกั ษาทรี่ ะดบั TRAb ใหผ้ ลบวก ก�ำเริบมากกว่า อย่างไรก็ตามการศึกษาน้ีไม่ได้เก็บข้อมูล
แต่ในโครงงานวิจยั นี้ได้ศกึ ษาเฉพาะผปู้ ่วย Graves’ disease วิตามินดีก่อนหยุดการรักษาครั้งแรก อีกทั้งเช้ือชาติและถ่ิน
ท่ีมีระดับ TRAb ให้ผลบวก โดยไม่ได้แยกระดับวิตามินดี ท่ีอยู่อาศัยที่แตกต่างกันอาจส่งผลต่อระดับวิตามินดีในแต่ละ
ก่อนเข้าศึกษา รวมถึงมีการเร่ิมยารักษาไทรอยด์เป็นพิษ บุคคล ท�ำใหไ้ มส่ ามารถเปรยี บเทยี บผลการศึกษาได้โดยตรง
มาในระยะเวลาไม่เกิน 3 เดือน เน่ืองจากการได้รับยาต้าน จุดแข็งของโครงงานวิจัยนี้คือมีการรวบรวมลักษณะ
ไทรอยดอ์ าจส่งผลต่อระดับ TRAb ใหล้ ดลง ผู้ป่วยทั้งกลุ่มท่ีเป็นผู้ป่วยโรค Graves’ disease รายใหม่
เม่ือพิจารณาข้อมูลเฉพาะกลุ่มวินิจฉัยโรค Graves’ และผู้ป่วยท่ีเกิดโรคก�ำเริบซ้�ำ (relapsed GD) โดยยืนยัน
disease ครั้งแรก (1st diagnosis GD) จ�ำนวน 29 ราย พบวา่ การวนิ จิ ฉยั โรคไดถ้ กู ตอ้ งจากการมรี ะดบั ของ TRAb ใหผ้ ลบวก
มีความสัมพันธ์เชิงบวกระดับปานกลางระหว่าง TRAb และ เนื่องจากในปัจจุบันถือว่าเป็นวิธีทดสอบท่ีให้ผลบวกกับ
FT3 มีคา่ สมั ประสทิ ธิ์สหสมั พนั ธ์ (correlation coefficient) โรค Graves’ disease สงู เกินร้อยละ 95
เท่ากับ 0.555 (p =0.002) และเป็นไปในแนวทางเดียวกับ ข้อจ�ำกัดของโครงการวิจัยน้ีได้แก่ เป็นการศึกษา
ความสมั พนั ธ์ของ TRAb และ FT4 ค่าสมั ประสทิ ธสิ์ หสัมพนั ธ์ ขนาดเล็ก และไม่มีกลุ่มของผู้ป่วย GD ที่ TRAb ให้ผลลบ
(correlation coefficient) เท่ากับ 0.504 (p = 0.005) รวมไปถึงผู้ป่วย GD ท่ีอยู่ในระยะโรคสงบ (remission GD)
แสดงให้เห็นว่าระดับ TRAb level ที่ผู้ป่วยที่ได้รับวินิจฉัย เป็นตัวเปรียบเทียบทั้งระดับของ TRAb และระดับวิตามินดี
ครั้งแรก สามารถบอกความรนุ แรงของระดบั ไทรอยด์ฮอรโ์ มน อีกท้ังยังมีข้อจ�ำกัดในด้านการวิเคราะห์ระดับ TRAb และ
ได้ เพราะไปในทิศทางเดียวระดับฮอร์โมน FT3 และ FT4 ฮอรโ์ มนไทรอยด์ เน่ืองจากตัวเคร่อื งท่ีใชใ้ นการตรวจวัดระดับ
นอกจากนอ้ี าจเกดิ จากการทร่ี ะดบั ของ TRAb ค่อย ๆ เพ่มิ ขน้ึ TRAb สามารถตรวจระดับ TRAb ได้มากทส่ี ดุ คอื 40 IU/mL,
จนผปู้ ว่ ยเกดิ การอาการครงั้ แรก โดยทวั่ ไปจะใชเ้ วลา 1-2 เดอื น ค่า FT3 จำ� กดั ที่ 30 pg/mL และคา่ FT4 จำ� กดั ที่ 8 ng/dL
จึงจะพบแพทย์เพ่ือรับการรักษา ต่างจากผู้ป่วยท่ีเกิดโรค และ TSH จ�ำกัดค่าต่�ำสุดที่ 0.007 mIU/mL จึงท�ำให้
ก�ำเริบซ้�ำที่มีความรู้เก่ียวกับอาการของโรคมากกว่า จึงท�ำให้ ค่าสัมประสิทธ์ิสหสัมพันธ์ท่ีวิเคราะห์ออกมาอาจไม่ตรงกับ
มาตรวจรกั ษาเรว็ ซง่ึ อาจเปน็ ระยะที่ TRAb ยงั ไมส่ งู มากเกนิ ไป ค่าจริงท่ีควรจะเป็น รวมถึงมีผู้ป่วยบางรายที่ได้เริ่มรักษา
และจากข้อมูลในปัจจุบันยังไม่พบแนวทางการตรวจ TRAb ด้วยยาตา้ นฮอรโ์ มนไทรอยด์ไปแลว้ ไม่เกิน 3 เดือน อาจสง่ ผล
ในผู้ป่วยที่เกิดการก�ำเริบซ้�ำของโรค เช่นเดียวกับผลของ ตอ่ ผลการตรวจระดบั TRAb และวติ ามินดขี องผปู้ ว่ ยในกลุม่ นี้
งานวิจัยน้ีซึ่งไม่พบความสัมพันธ์กันระหว่างระดับของ TRAb การศกึ ษาตอ่ ไปขา้ งหนา้ ควรมกี ารปรบั ปรงุ ขอ้ จำ� กดั ทบ่ี างประการ
กบั คา่ ฮอร์โมนไทรอยด์ในผปู้ ่วย relapsed GD ในการศึกษานี้ โดยเฉพาะข้อจ�ำกัดเร่ืองค่าสูงสุดท่ีเครื่อง
เม่ือพิจารณาภาวะขาดวิตามินดี 25(OH)D < 20 ท�ำการตรวจวิเคราะห์ได้ เพ่ือให้การวิเคราะห์ความสัมพันธ์
ng/mL ของผู้ป่วย GD ท่ีเกิดโรคก�ำเริบซ�้ำพบร้อยละ 46.67 มีความเที่ยงตรงมากข้ึนเพื่อน�ำไปสู่การศึกษาในข้ันต่อไป
ซึ่งไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยส�ำคัญทางสถิติกับกลุ่มท่ีเกิดโรค และจากผลการศึกษาน้ีพบว่าระดับ TRAb มีความสัมพันธ์
ครง้ั แรกร้อยละ 34.5 ดังนั้นการขาดวติ ามนิ ดอี าจไม่ใช่ตวั แปร เชงิ บวกกบั ระดบั FT4 และ FT3 ในผปู้ ว่ ยโรค Graves’ disease

70 การศึกษาความสมั พันธข์ องระดับ TRAb กบั ระดบั วติ ามนิ ดแี ละฮอร์โมนไทรอยด์ในผปู้ ่วยไทรอยด์เปน็ พิษชนดิ Graves’ disease
ฟ้ารุ่ง ภษู าทอง ประสิทธิ์ ลีวฒั นภทั ร

Vajira Medical Journal: Journal of Urban Medicine

Vol. 65 No. 1 January - Feburary 2021

รายใหม่ ซ่ึงอาจน�ำไปปรับใช้เพื่อการดูแลผู้ป่วยรายใหม่ที่มี คอยชว่ ยซกั ถามหาผปู้ ว่ ยเขา้ การศกึ ษา ซงึ่ มสี ว่ นสำ� คญั อยา่ งยง่ิ
ระดับ FT4 และ FT3 ท่ีสูงอาจเพ่ิมความระวังในการหยุดยา ท่ที �ำให้การวจิ ัยนส้ี �ำเร็จลงด้วยดี
เนื่องจากระดับ TRAb สูงมีความสัมพันธ์กับความเส่ียง
ในการก�ำเริบซ้�ำของโรค Graves’ disease หลังการหยุดยา เอกสารอา้ งอิง
แต่การตรวจวัดระดับ TRAb ยังไม่สามารถตัวได้แพร่หลาย
ในผ้ปู ว่ ยทุกราย 1. Girgis CM, Champion BL, Wall JR. Current concepts
in graves' disease. Ther Adv Endocrinol Metab
สรุป 2011;2(3):135-44.

จากการศกึ ษานพี้ บวา่ ระดบั TRAb และระดบั วติ ามนิ ดี 2. Smith TJ, Hegedus L. Graves' Disease. N Engl J
ในผปู้ ว่ ยโรค Graves’ disease ไมม่ คี วามสมั พนั ธก์ นั ทง้ั ในผปู้ ว่ ย Med 2016;375(16):1552-65.
ทีไ่ ด้รบั การวินจิ ฉัยโรค Graves’ disease คร้งั แรก และผ้ปู ่วย
กลุ่มที่มีการก�ำเริบซ�้ำ (relapsed GD) แต่กลับพบว่า 3. Quadbeck B, Hoermann R, Roggenbuck U,
คา่ TRAb มีความสัมพนั ธ์ระดับปานกลางกับฮอร์โมนไทรอยด์ Hahn S, Mann K, Janssen OE, et al. Sensitive
FT3 และ FT4 อย่างมีนัยส�ำคัญทางสถิติเฉพาะในผู้ป่วยใหม่ thyrotropin and thyrotropin-receptor antibody
ท่ีได้รบั การวินจิ ฉัยไทรอยดเ์ ป็นพิษ determinations one month after discontinuation
of antithyroid drug treatment as predictors of relapse
ขอ้ เสนอแนะ in Graves' disease. Thyroid 2005;15(9):1047-54.

ผลการศึกษาโครงงานวิจัยน้ีพบภาวะขาดวิตามินดี 4. Tozzoli R, Bagnasco M, Giavarina D, Bizzaro N.
ในผู้ป่วยโรค Graves’ disease ร้อยละ 40.7 และยังไม่พบ TSH receptor autoantibody immunoassay in
ความสัมพนั ธข์ อง TRAb และระดับของวิตามินดอี ย่างชดั เจน patients with Graves' disease: improvement of
ดงั นน้ั การสง่ ตรวจระดบั 25(OH)D หรอื การใหว้ ติ ามนิ ดชี ดเชย diagnostic accuracy over different generations of
ในผู้ป่วย GD ท่ีมีภาวะขาดวิตามินดีร่วมด้วยยังไม่สามารถ methods. Systematic review and meta-analysis.
ให้ข้อสรุปได้ว่ามีประโยชน์หรือไม่ คงต้องรอการศึกษาข้อมูล Autoimmun Rev 2012;12(2):107-13.
เพิ่มเติมเก่ียวกับระดับของวิตามินดีและผู้ป่วยโรค GD เพ่ือ
เปน็ แนวทางในการพัฒนาการดแู ลรกั ษาผปู้ ว่ ยต่อไป 5. Barbesino G, Tomer Y. Clinical review: Clinical
utility of TSH receptor antibodies. J Clin
กจิ กรรมประกาศ Endocrinol Metab 2013;98(6):2247-55.

งานวิจัยนี้ได้รับการสนับสนุนจากกองทุนวิจัย 6. Hesarghatta Shyamasunder A, Abraham P.
มหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช คณะผู้วิจัยขอขอบคุณ Measuring TSH receptor antibody to influence
คณะกรรมการพิจารณาจริยธรรมและควบคุมการวิจัย treatment choices in Graves' disease. Clin
คณบดีคณะแพทยศาสตร์วชิรพยาบาล ท่ีอนุญาตให้ Endocrinol (Oxf) 2017;86(5):652-7.
ด�ำเนินการวิจัย หัวหน้าภาควิชาอายุรศาสตร์ หัวหน้าแผนก
อายุรศาสตร์ต่อมไร้ท่อและเมตาบอลิสม ท่ีอนุญาตให้เสนอ 7. Xu MY, Cao B, Yin J, Wang DF, Chen KL, Lu QB.
ผลงานวิจัยน้ี นักสถิติ เจ้าหน้าที่ของศูนย์ส่งเสริมการวิจัย Vitamin D and Graves' disease: a meta-analysis
และพยาบาลประจ�ำหอผู้ป่วยหลายแผนกท่ีให้ความร่วมมือ update. Nutrients 2015;7(5):3813-27.

8. Zhang H, Liang L, Xie Z. Low Vitamin D Status is
Associated with Increased Thyrotropin-Receptor
Antibody Titer in Graves Disease. Endocr Pract
2015;21(3):258-63.

การศึกษาความสมั พนั ธ์ของระดบั TRAb กบั ระดบั วิตามนิ ดีและฮอร์โมนไทรอยดใ์ นผู้ป่วยไทรอยด์เปน็ พษิ ชนิด Graves’ disease 71
ฟา้ รงุ่ ภูษาทอง ประสิทธ์ิ ลีวฒั นภัทร

วชิรเวชสารและวารสารเวชศาสตร์เขตเมือง

ปีท่ี 65 ฉบบั ท่ี 1 มกราคม - กมุ ภาพันธ์ พ.ศ. 2564

9. Agmon-Levin N, Theodor E, Segal RM, Shoenfeld 11. Pitocco D, Crino A, Di Stasio E, Manfrini S,
Y. Vitamin D in systemic and organ-specific Guglielmi C, Spera S, et al. The effects of calcitriol
autoimmune diseases. Clin Rev Allergy Immunol and nicotinamide on residual pancreatic
2013;45(2):256-66. beta-cell function in patients with recent-onset
Type 1 diabetes (IMDIAB XI). Diabet Med
10. Antico A, Tampoia M, Tozzoli R, Bizzaro N. Can 2006;23(8):920-3.
supplementation with vitamin D reduce the risk
or modify the course of autoimmune diseases? 12. Ahn HY, Chung YJ, Cho BY. Serum 25-hydroxyvitamin D
A systematic review of the literature. Autoimmun might be an independent prognostic factor for
Rev 2012;12(2):127-36. Graves disease recurrence. Medicine (Baltimore)
2017;96(31):e7700.

72 การศกึ ษาความสัมพันธ์ของระดบั TRAb กบั ระดบั วติ ามนิ ดแี ละฮอรโ์ มนไทรอยดใ์ นผู้ปว่ ยไทรอยดเ์ ป็นพิษชนิด Graves’ disease
ฟา้ รุ่ง ภษู าทอง ประสิทธิ์ ลีวฒั นภทั ร

วชริ เวชสารและวารสารเวชศาสตรเ์ ขตเมอื ง นพิ นธ์ต้นฉบับ

ผลลพั ธข์ องการบรบิ าลทางเภสชั กรรมแกผ่ ปู้ ว่ ยโรคหดื และโรคปอดอดุ กนั้
เรือ้ รัง ในคณะแพทยศาสตรว์ ชิรพยาบาล มหาวิทยาลยั นวมนิ ทราธริ าช

กฤตมิ า โภชนสมบูรณ์ ภ.ม. (เภสชั กรรมคลนิ กิ )1*

1 ฝา่ ยเภสัชกรรม คณะแพทยศาสตร์วชริ พยาบาล มหาวทิ ยาลัยนวมินทราธริ าช กรุงเทพมหานคร ประเทศไทย
* ผ้ตู ิดตอ่ , อีเมล: [email protected]
Vajira Med J. 2021; 65(1) : 73-82
http://dx.doi.org/10.14456/vmj.2021.7

บทคดั ย่อ

วตั ถปุ ระสงค:์ เพ่ือศกึ ษาผลลัพธ์ของการบริบาลทางเภสชั กรรมโดยประเมนิ ในดา้ นปญั หาเกีย่ วกับยา สาเหตุของปัญหา
วธิ กี ารแกไ้ ขปัญหา ผลลพั ธ์ของการแก้ไขปญั หา และเทคนิคการใชย้ าสูดพ่นของผู้ป่วยโรคหดื และโรคปอดอุดกั้น
เรอื้ รงั

วิธีด�ำเนินการวิจัย: เปน็ การศกึ ษาเชงิ พรรณนาแบบยอ้ นหลงั ในผปู้ ว่ ยทมี่ ผี ลการวนิ จิ ฉยั วา่ เปน็ โรคหดื และโรคปอดอดุ กน้ั
เรื้อรังท่ีมารับการตรวจรักษาแผนกผู้ป่วยนอกและได้รับยาสูดพ่นครั้งแรก ที่คณะแพทยศาสตร์วชิรพยาบาล
มหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช ตั้งแต่วันท่ี 1 มกราคม 2557 ถึง 31 ธันวาคม 2561 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติ
เชิงพรรณนา

ผลการวิจัย: มีผู้ป่วยโรคหืดและโรคปอดอุดก้ันเร้ือรังรวมท้ังส้ิน 538 ราย เป็นเพศหญิง 282 ราย (ร้อยละ 52.42)
พบปัญหาจากการใช้ยา 402 ปัญหา ในผู้ป่วย 311 ราย คิดเป็นร้อยละ 57.81 ของผู้ป่วยท้ังหมด และเฉล่ีย
1.32 + 0.69 ปญั หาตอ่ ราย ปญั หาทพ่ี บมากทส่ี ดุ คอื การสง่ั ยาไมเ่ พยี งพอตอ่ จำ� นวนวนั ทน่ี ดั ครง้ั ตอ่ ไป 331 ปญั หา
(ร้อยละ 82.34) สาเหตุส่วนใหญ่ คือ การส่ังใช้ยาข้อมูลที่จ�ำเป็นไม่ครบถ้วน 219 สาเหตุ (ร้อยละ 54.48)
การแก้ไขปัญหามากที่สุด คือ การเปล่ียนค�ำสั่งใช้ยา 235 คร้ัง (ร้อยละ 58.46) ผลลัพธ์ของการบริบาล
ทางเภสัชกรรมแก้ปัญหาได้ทั้งหมด 395 ปัญหา (ร้อยละ 98.26) จากการประเมินเทคนิคการใช้ยาสูดพ่น
พบว่าเคร่ืองมือในการสูดพ่นยาท่ีผู้ป่วยใช้ไม่ถูกต้องมากที่สุด ได้แก่ Respimat Turbuhaler Breezhaler
HandiHaler Pressurized Metered-Dose Inhalers และ Accuhaler ตามลำ� ดบั

สรปุ : การดำ� เนินงานการบริบาลทางเภสชั กรรมแกผ่ ้ปู ว่ ยโรคหืดและโรคปอดอดุ ก้นั เรอ้ื รังตามรูปแบบทีก่ ำ� หนด สามารถ
ค้นหา แกไ้ ขปัญหาจากการใชย้ าที่เกิดข้ึนกับผูป้ ว่ ย ทำ� ใหผ้ ปู้ ว่ ยมกี ารใชย้ าทถี่ กู ต้องเหมาะสม

ค�ำส�ำคญั : การบรบิ าลทางเภสัชกรรม, โรคหืด, โรคปอดอดุ กั้นเรอื้ รัง, ยาสูดพน่

วันทร่ี ับบทความ 5 พฤษภาคม 2563 วนั แก้ไขบทความ 5 พฤศจกิ ายน 2563 วันตอบรับบทความ 19 พฤศจกิ ายน 2563

Vajira Medical Journal: Journal of Urban Medicine Original articles

Outcomes of Pharmaceutical Care in Asthmatic and COPD
Patients at Faculty of Medicine Vajira Hospital,
Navamindradhiraj University

Krittima Phochanasomboon MPharm (Clinical Pharmacy)1*

1 Pharmacy Department, Faculty of Medicine Vajira Hospital, Navamindrahiraj University, Bangkok, Thailand
* Corresponding author, e-mail address : [email protected]
Vajira Med J. 2021; 65(1) : 73-82
http://dx.doi.org/10.14456/vmj.2021.7

Abstract
Objectives: To study the outcomes of pharmaceutical care in the area of drug related problems,

problem causes, intervention methods, intervention outcome and inhaler technique in the
asthma and chronic obstructive pulmonary disease (COPD) patients.
Methods: This study was retrospectively descriptive study in patients diagnosed with asthma and
COPD who receives the first prescription of new inhaler device from the out-patient department
of Faculty of Medicine Vajira Hospital, Navamindradhiraj University between January 1, 2014 to
December 31, 2018. Each patient received pharmaceutical care during the treatment of asthma
and COPD. The outcomes were analyzed by descriptive statistics.
Results: There were 538 patients in this study, (282 females, 52.42%, and 257 males, 47.78%). This
study identified 402 drug related problems (DRPs) in 311 patients (57.81%) with an average of
1.32 + 0.69 DRPs per patient. The most frequent problems were insufficient drug treatment
[331 problems (82.34%)]. Most common causes were prescribing error (missing of necessary
information) 219 causes (54.48%). The highest problem solving action was the change of drug
prescription which was 235 times (58.46%). Pharmaceutical care interventions could resolve 
395 problems (98.26%). From evaluation of inhaler technique, the most common misuse
inhaler device by the patients were Respimat, Turbuhaler, Breezhaler, HandiHaler, Pressurized
Metered-Dose Inhalers and Accuhaler, respectively.
Conclusion: The pharmaceutical care in this study was found to be effective to identify and solve
the problems relating to drug use, which can assist the patients to use their medications
appropriately.
Keywords: pharmaceutical care, asthma, chronic obstructive pulmonary disease, inhaler

Received 5 May 2020, Revised 5 November 2020, Accepted 19 November 2020

Vajira Medical Journal: Journal of Urban Medicine

Vol. 65 No. 1 January - Feburary 2021

บทนำ� การสูดพ่นยาที่ไม่ถูกต้องน้ันก่อให้เกิดผลเสีย คือ ยาเข้าถึง
ต�ำแหน่งท่ีออกฤทธิ์ได้ไม่ดี ท�ำให้การควบคุมรักษาโรคได้ไม่ดี
โรคหืดและโรคปอดอุดกั้นเรื้อรังเป็นโรคระบบ เทา่ ที่ควร เกิดการรกั ษาลม้ เหลว และเพม่ิ อัตราการเสียชวี ิต12
ทางเดินหายใจที่พบบ่อยและเป็นปัญหาสาธารณสุขของ จากการศึกษาพบว่า การบริบาลทางเภสัชกรรมสามารถลด
ประเทศไทย1-3 และประเทศต่างๆ ทั่วโลก4-5 จากรายงาน ความคลาดเคล่ือนของการสั่งจ่ายยาได้ รวมท้ังลดปัญหาจาก
พบว่า ประเทศไทยมีความชุกของผู้ป่วยโรคหืดคิดเป็น การสดู พ่นยาท่ีไม่ถกู ตอ้ ง และพบวา่ จ�ำนวนครงั้ ของการเขา้ รับ
ประมาณร้อยละ 76 และมีความชุกของผู้ป่วยโรคปอดอุดกั้น บริการท่ีห้องฉุกเฉินและจ�ำนวนคร้ังของการนอนโรงพยาบาล
เรื้อรังคิดเป็นประมาณร้อยละ 52-3 ของสัดส่วนประชากร ได้ลดลงอยา่ งมนี ัยสำ� คัญทางสถติ ิ (p น้อยกว่า 0.05)13
ทั้งหมด โดยพบผูใ้ หญ่อายุระหว่าง 20 ถึง 44 ปี ที่อาศัยอยใู่ น การบริบาลทางเภสัชกรรมในผู้ป่วยนอกที่ได้รับ
เขตเมอื งใหญ่ 4 เมอื ง คอื กรงุ เทพมหานคร เชยี งใหม่ ขอนแกน่ การวินิจฉัยเป็นโรคหืดและโรคปอดอุดกั้นเรื้อรังท่ีมีการสั่ง
และสงขลา พบความชุกของผู้ป่วยที่เคยมีอาการหอบหืดอยู่ ใช้ยาสูดพ่น แบ่งตามชนิดของอุปกรณ์สูดพ่นยาเทคนิคพิเศษ
รอ้ ยละ 10.8 ขณะนยี้ งั มอี าการหอบหดื อยรู่ อ้ ยละ 6.8 โดยผปู้ ว่ ย แบบพกพาทจ่ี ะกลา่ วถงึ ได้ 3 ประเภท ไดแ้ ก่ ยาสดู พน่ ประเภท
ที่อาศัยอยู่ในกรุงเทพมหานครมีความชุกของโรคหืดสูงสุด ทใี่ ชก้ า๊ ซ (pressurized metered-dose inhalers) ยาสดู พน่
พบว่า ความชุกของผู้ป่วยท่ีเคยมีอาการหอบหืดร้อยละ 13.6 ประเภทหมอกยา (soft mist inhaler) และยาสูดพน่ ประเภท
และผปู้ ่วยที่ยังมอี าการหอบหดื อยรู่ ้อยละ 9.41 ผงแหง้ (dry power inhalers)14
โรคหืดและโรคปอดอุดกั้นเร้ือรังเป็นโรคเร้ือรังที่ผู้ป่วย บริบทส�ำคัญของคณะแพทยศาสตร์วชิรพยาบาล
จำ� เปน็ ตอ้ งไดร้ บั ยาเพอ่ื ควบคมุ อาการและการดำ� เนนิ ไปของโรค มหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช เป็นองค์กรท่ีมีวิสัยทัศน์มุ่งเน้น
และยาทใี่ ชม้ เี ทคนคิ การใชพ้ เิ ศษ การใชย้ าไมถ่ กู ตอ้ งหรอื ไดร้ บั ทางด้านเวชศาสตร์เขตเมือง15 ซ่ึงผู้ป่วยโรคหืดและโรคปอด
ยาทไ่ี มเ่ หมาะสมอาจทำ� ใหเ้ กดิ อาการกำ� เรบิ ของโรคอยา่ งรนุ แรง อุดกั้นเร้ือรังพบความชุกเป็นจ�ำนวนมากในเขตเมืองใหญ่
เฉยี บพลนั เปน็ อนั ตรายตอ่ ชวี ติ ได้ จากการทบทวนวรรณกรรม ดังน้ันจึงเป็นบทบาทหน้าท่ีของเภสัชกรในการบริบาลทาง
ทเี่ กย่ี วขอ้ งพบวา่ ปญั หาทเ่ี ปน็ สาเหตใุ หผ้ ปู้ ว่ ยเขา้ รบั การรกั ษา เภสัชกรรมเพื่อช่วยป้องกันความผิดพลาดของการสั่งจ่ายยา
ส่วนใหญ่เป็นปัญหาที่เกี่ยวกับการใช้ยา พบปัญหาการใช้ยา ปัญหาจากการใช้ยา และให้ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับเรื่อง
โดยเปน็ ความผดิ พลาดทเ่ี กดิ จากการสงั่ จา่ ยยารอ้ ยละ 1.7 ถงึ 597 การใช้ยาแกผ่ ้ปู ว่ ยเพอื่ นำ� ไปสูก่ ารใชย้ าไดอ้ ยา่ งมปี ระสทิ ธภิ าพ
และการเกิดอาการอันไม่พึงประสงค์จากการใช้ยาคิดได้เป็น และปลอดภัย
รอ้ ยละ 1.9 ถงึ 37.38 สง่ ผลตอ่ การควบคมุ การดำ� เนนิ ไปของโรค หน่วยโรคระบบทางเดินหายใจ ภาควิชาอายุรศาสตร์
จ�ำนวนการเข้าห้องฉุกเฉินในโรงพยาบาลด้วยอาการก�ำเริบ คณะแพทยศาสตรว์ ชริ พยาบาล มหาวทิ ยาลยั นวมนิ ทราธริ าช
นอกจากนี้การควบคุมโรคหืดและโรคปอดอุดก้ันเรื้อรังสิ่งท่ี ไดจ้ ดั ตง้ั คลนิ กิ โรคหดื และโรคปอดอดุ กนั้ เรอ้ื รงั โดยมกี ารทำ� งาน
ส�ำคัญมากอีกอย่างหน่ึงคือ เทคนิคพิเศษของการใช้ยาสูดพ่น ร่วมกันเป็นทีมระหว่างบุคลากรทางการแพทย์ ประกอบด้วย
ผู้ป่วยส่วนใหญ่มักเกิดปัญหาความไม่ร่วมมือในการใช้ยา และ แพทย์ เภสชั กร และพยาบาล เภสชั กรมสี ว่ นรว่ มในการตดิ ตาม
อาจจะมคี วามเขา้ ใจผดิ เกย่ี วกบั ผลขา้ งเคยี งจากการใชย้ ารกั ษา การใช้ยา โดยริเริ่มโครงการการบริบาลทางเภสัชกรรมแก่
โดยเฉพาะอย่างยิ่งการใช้กลุ่มยาสเตียรอยด์9 จากการศึกษา ผู้ป่วยโรคหืดและโรคปอดอุดก้ันเร้ือรัง เช่น การให้ความรู้
ในโรงพยาบาลสังกัดกระทรวงสาธารณสุขพบว่า ผู้ป่วย การให้ค�ำแนะน�ำปรึกษา ค้นปัญหาเก่ียวกับยา แต่ยังขาด
ในโรงพยาบาลชุมชนสูดพ่นยาไม่ถูกต้องร้อยละ 40 การประเมินผลลัพธ์ของการบริบาลทางเภสัชกรรม ดังน้ัน
ในโรงพยาบาลจงั หวดั ผปู้ ่วยสูดพ่นยาไม่ถกู ต้องรอ้ ยละ 47.610 ผู้วิจัยจึงมีวัตถุประสงค์ที่จะศึกษาผลลัพธ์ของการบริบาล
ในต่างประเทศยังพบว่าผู้ป่วยส่วนใหญ่ใช้เทคนิคพิเศษการใช้ ทางเภสัชกรรมเพ่ือน�ำข้อมูลท่ีได้ไปพัฒนาคุณภาพการดูแล
ยาสูดพ่นได้ไม่ถูกขั้นตอน ปัญหาท่ีพบมากท่ีสุด คือการใช้ ผปู้ ว่ ยต่อไป
อปุ กรณก์ ารสดู พน่ และการใชเ้ ทคนคิ การหายใจในการสดู ยา11

ผลลพั ธ์ของการบรบิ าลทางเภสัชกรรมแกผ่ ู้ปว่ ยโรคหืดและโรคปอดอดุ กัน้ เร้อื รัง ในคณะแพทยศาสตรว์ ชริ พยาบาล มหาวทิ ยาลัยนวมนิ ทราธริ าช 75
กฤติมา โภชนสมบรู ณ์

วชิรเวชสารและวารสารเวชศาสตรเ์ ขตเมอื ง

ปที ่ี 65 ฉบับที่ 1 มกราคม - กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564

วิธดี �ำเนนิ การวจิ ยั วเิ คราะห์ขอ้ มลู เชิงปริมาณ ประกอบดว้ ย ขอ้ มูลทั่วไป
ของผู้ปว่ ย ได้แก่ เพศ อายุ โรคทไี่ ด้รบั การวินจิ ฉยั ประเภทยา
เป็นการศึกษาเชิงพรรณนาแบบย้อนหลัง เกณฑ์ สูดพ่นปัญหาเกี่ยวกับยา สาเหตุของปัญหา วิธีการแก้ไข
การคัดเข้าผู้ป่วยที่มีผลการวินิจฉัยว่าเป็นโรคหืดและโรคปอด ปญั หา ผลลพั ธข์ องการแกไ้ ขปญั หา และเทคนคิ การใชย้ าสดู พน่
อุดกั้นเรือ้ รังทม่ี อี ายุตัง้ แต่ 18 ปี ข้ึนไป เขา้ รบั การตรวจรักษา อย่างถูกต้อง ใช้สถิติเชิงพรรณนาวิเคราะห์หาจ�ำนวนความถ่ี
แผนกผู้ป่วยนอกและได้รับยาสูดพ่นคร้ังแรก ที่หน่วยจ่ายยา และร้อยละ
ผู้ป่วยนอก 1 คณะแพทยศาสตร์วชิรพยาบาล มหาวิทยาลัย นยิ ามศัพท์
นวมนิ ทราธริ าช ตงั้ แต่วนั ท่ี 1 มกราคม 2557 ถึง 31 ธันวาคม 1. ผู้ป่วยโรคหืดและโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง หมายถึง
2561 เกณฑก์ ารคดั ออกผปู้ ว่ ยทไ่ี มส่ ามารถตดิ ตามการรกั ษาได้ ผู้ป่วยที่ได้รับการวินิจฉัยจากแพทย์ว่าเป็นโรคหืดหรือ
การศกึ ษานไี้ ดผ้ า่ นการรบั รองจรยิ ธรรมในมนษุ ยจ์ ากคณะกรรมการ โรคปอดอดุ ก้นั เรือ้ รัง
จรยิ ธรรมในมนษุ ยค์ ณะแพทยศาตรว์ ชริ พยาบาล มหาวทิ ยาลยั 2. การบรบิ าลทางเภสชั กรรม หมายถงึ ความรบั ผดิ ชอบ
นวมินทราธริ าช (เลขท่ี COA 074/2562) ของเภสัชกรโดยตรงที่มีต่อการดูแลรักษาผู้ป่วยด้วยยา เพื่อ
การศึกษาน้ีตัวแปรต้น คือ กระบวนการบริบาลทาง ให้ได้ผลการรักษาท่ีถูกต้องตามต้องการและเพิ่มคุณภาพชีวิต
เภสัชกรรม ตัวแปรตาม คือ ปัญหาเก่ียวกับยา สาเหตุของ ของผู้ป่วยรวมไปถึงการค้นหาปัญหา ป้องกันการเกิดปัญหา
ปัญหา วิธีการแก้ไขปัญหา ผลลัพธ์ของการแก้ไข และปัญหา และแกไ้ ขปญั หาท่ีเกยี่ วข้องกบั การใชย้ า16
เทคนคิ การใชย้ าสดู พน่ ของผปู้ ว่ ย ตวั แปรกวน คอื ความรว่ มมอื 3. กระบวนการบรบิ าลทางเภสชั กรรม หมายถงึ เภสชั กร
ในการรกั ษา และการใชย้ าอยา่ งตอ่ เน่ือง จะเป็นผู้ประเมินวิเคราะห์ปัญหาท่ีเก่ียวกับยา ให้ความรู้และ
ข้ันตอนการด�ำเนินการทบทวนวรรณกรรมที่เก่ียวข้อง คำ� ปรกึ ษาเรอ่ื งยาทใี่ ชใ้ นการรกั ษาโรคหดื และโรคปอดอดุ กน้ั เรอื้ รงั
และน�ำมาพัฒนาประยุกต์เพ่ือให้เหมาะสมโดยน�ำเสนอ ความส�ำคัญของยา วิธีการใช้ยาได้อย่างถูกต้อง การเฝ้าระวัง
รายละเอียดโครงการการบริบาลทางเภสัชกรรมแก่ผู้ป่วย อาการอันไม่พึงประสงค์จากการใช้ยา อันตรกิริยาระหว่างยา
โรคหืดและโรคปอดอุดกั้นเร้ือรังซ่ึงได้ผ่านการตรวจสอบจาก สาธิตเทคนิคพิเศษของการใช้ยาสูดพ่นและให้ผู้ป่วยฝึกท�ำให้
ผู้ทรงคุณวุฒิของหน่วยโรคระบบทางเดินหายใจ ภาควิชา ดจู นกระทง่ั สามารถทำ� ไดอ้ ยา่ งถกู ตอ้ งทกุ ขน้ั ตอน และตดิ ตาม
อายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์วชิรพยาบาล มหาวิทยาลัย ประเมินผลของการใช้ยา
นวมินทราธริ าช 4. ปญั หาเกยี่ วกับยา หมายถงึ การจัดประเภทปัญหา
เภสัชกรอธิบายความส�ำคัญของโครงการการบริบาล ตามแบบของ The Pharmaceutical Care Network Europe
ทางเภสัชกรรมแก่ผู้ป่วยโรคหืดและโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง (PCNE) version 6.2 โดยจดั เป็น 4 หมวดหลัก ไดแ้ ก่ ปัญหา
ซ่ึงด�ำเนินงานตามกระบวนการบริบาลทางเภสัชกรรมโดย สาเหตุ วธิ ีการแกไ้ ขปญั หา และผลลัพธข์ องการแก้ไขปัญหา17
บันทึกตามแบบให้การบริบาลทางเภสัชกรรม เภสัชกรสาธิต 5. เทคนิคการใช้ยาสดู พน่ หมายถึง วธิ ปี ฏิบตั ิในการใช้
เทคนิคพิเศษของการใช้ยาสูดพ่นและให้ผู้ป่วยทดลองปฏิบัติ ยาสูดพ่นของผู้ป่วยโรคหืดและโรคปอดอุดกั้นเร้ือรัง ประเมิน
ให้ดูจนสามารถท�ำได้อย่างถูกต้องทุกขั้นตอน เมื่อผู้ป่วย โดยการใหผ้ ปู้ ว่ ยสาธติ ใหด้ ู และเภสชั กรบนั ทกึ ตามแบบประเมนิ
มาพบแพทย์ตามก�ำหนดนัดคร้ังต่อไปเภสัชกรจะบันทึก เทคนคิ การใชย้ าสดู พน่ จากการทบทวนวรรณกรรมทเี่ กยี่ วขอ้ ง18- 19
ตามแบบให้การบริบาลทางเภสัชกรรมและประเมินการใช้ยา 6. pressurized Metered-Dose Inhalers (pMDI)
สดู พน่ ตามแบบบนั ทกึ เทคนคิ การใชย้ าสูดพน่ (ถ้าพบวา่ ผู้ป่วย เป็นยาสูดพ่นประเภทที่ใช้ก๊าซที่มีสารผลักดันให้แต่ละครั้ง
สูดพ่นยาไม่ถูกต้อง เภสัชกรจะสาธิตการใช้ยาสูดพ่นซ�้ำและ ของการกดออกมาเปน็ ละอองสเปรยท์ สี่ มำ�่ เสมอ ทำ� ใหไ้ ดข้ นาด
ให้ผู้ป่วยทดลองปฏิบัติให้ดูจนสามารถท�ำได้อย่างถูกต้อง) ของอนุภาคยาทเี่ หมาะสม20
ส�ำหรับกรณีท่ีพบปัญหาเกี่ยวกับยา เภสัชกรจะด�ำเนินการ 7. Soft Mist Inhaler (SMI) เป็นยาสูดพ่นประเภท
ติดต่อประสานงานกับแพทย์เพื่อเสนอแนวทางการแก้ไขและ
เกบ็ ข้อมลู การยอมรับของแพทยต์ อ่ การปรับเปลีย่ นยา

76 ผลลพั ธข์ องการบรบิ าลทางเภสัชกรรมแกผ่ ปู้ ่วยโรคหืดและโรคปอดอุดกนั้ เร้อื รัง ในคณะแพทยศาสตรว์ ชิรพยาบาล มหาวทิ ยาลัยนวมนิ ทราธริ าช
กฤตมิ า โภชนสมบูรณ์

Vajira Medical Journal: Journal of Urban Medicine

Vol. 65 No. 1 January - Feburary 2021

หมอกยา ตัวยาเป็นสารละลายท่ีบรรจุในอุปกรณ์ที่เรียกว่า 283 ราย (รอ้ ยละ 43.47) accuhaler 186 ราย (รอ้ ยละ 28.75)
respimat ท่ีมสี ปรงิ หวั ไมโครป๊มั ในการเตรียมสเปรย์หมอกยา turbuhaler 96 ราย (รอ้ ยละ 14.84) ellipta 6 ราย (รอ้ ยละ 0.93)
และปลอ่ ยยาทมี่ อี นภุ าคเลก็ ระดบั หมอกออกมาจากตวั อปุ กรณ์ handihaler 39 ราย (ร้อยละ 6.03) breezhaler 18 ราย
เพอื่ พร้อมสูด21 (รอ้ ยละ 2.78) และ respimat 19 ราย (รอ้ ยละ 2.93) (ตารางท่ี 1)
8. Dry Power Inhalers (DPI) เป็นยาสูดพ่นประเภท 2. ปญั หาทเี่ กดิ จากการใชย้ าโดยแบง่ ประเภทตามแบบ PCNE
ผงแห้ง แบ่งย่อยได้หลายชนิดตามลักษณะของเคร่ืองมือที่ใช้ จากผปู้ ว่ ยรวมทงั้ สน้ิ 538 ราย พบปญั หาจากการใชย้ า
ในการสูดพ่นยา เช่น accuhaler เป็นเครื่องสูดพ่นยาชนิดใช้ 402 ปัญหา ในผู้ป่วย 311 ราย คิดเป็นร้อยละ 57.81 ของ
หลายครง้ั ผงยาอยใู่ นชอ่ งบรรจทุ ำ� ดว้ ยอะลมู เิ นยี มแบง่ ตามขนาด ผู้ป่วยทั้งหมดและเฉลี่ย 1.32 + 0.69 ปัญหาต่อราย ปัญหา
การใช้แต่ละคร้ัง turbuhaler เป็นเครื่องสูดพ่นยาชนิดใช้ ท่ีพบมากท่ีสุด ได้แก่ ปัญหาด้านประสิทธิภาพในการรักษา
หลายคร้ัง ผงยาทั้งหมดจะบรรจุรวมกันอยู่ภายในส่วนท่ีใช้ แบง่ เปน็ ลกั ษณะปญั หายอ่ ย คอื ไดร้ บั ผลการรกั ษาจากยาไมพ่ อ
กักเก็บผงยา ellipta เป็นเครื่องสูดพ่นยาชนิดใช้หลายครั้ง 331 ปัญหา (ร้อยละ 82.34) รองลงมาคือ มีการใช้ยาที่ไม่มี
ภายในบรรจุแผงบริสเตอร์ 2 แผง ซ่ึงแต่ละแผงบรรจุผงยา ความจ�ำเป็นต้องใช้ 22 ปัญหา (ร้อยละ 5.47) และอาการ
handihaler และ breezhaler เป็นเคร่ืองสูดพ่นยาชนิดใช้ ไม่พึงประสงค์จากยาที่เป็นผลข้างเคียง 17 ปัญหา (ร้อยละ
คร้งั เดียว ผ้ใู ช้ยาตอ้ งบรรจุยาซ่ึงอยใู่ นรูปแคปซูลลงในอปุ กรณ์ 4.23) มีสาเหตุส่วนใหญ่ คือ การสั่งใช้ยาข้อมูลที่จ�ำเป็น
โดยเครอ่ื งสดู พน่ ยาแตล่ ะชนดิ มลี กั ษณะเทคนคิ เฉพาะในการใชง้ าน ไม่ครบถว้ น 219 สาเหตุ (ร้อยละ 54.48) รองลงมา คอื ผ้ปู ว่ ย
ทตี่ า่ งกนั 22 ไม่สามารถใช้ยาตามสั่งได้ 81 สาเหตุ (รอ้ ยละ 20.15) และใช้
รปู แบบยาทไี่ มเ่ หมาะสม 30 สาเหตุ (รอ้ ยละ 7.46) ดาํ เนนิ การ
ผลการวิจยั แก้ไขปัญหาโดยการให้ intervention กับแพทย์ และแพทย์
เห็นด้วยโดยการเปลยี่ นคำ� ส่งั ใชย้ า 235 คร้งั (ร้อยละ 58.46)
1. ขอ้ มลู ทวั่ ไปของผ้ปู ว่ ย รองลงมา คือ การเปล่ียนรูปแบบยา 30 คร้ัง (ร้อยละ 7.46)
ผลการศึกษาพบว่า มีผู้ป่วยโรคหืดและโรคปอดอุดก้ัน และให้ค�ำแนะน�ำกับผู้ป่วย 82 ครั้ง (ร้อยละ 20.40) ซึ่งจาก
เรื้อรัง รวมท้ังสิ้น 538 ราย เป็นเพศชาย 256 ราย (ร้อยละ ปญั หาทง้ั หมด พบวา่ สามารถแกป้ ญั หาไดท้ งั้ หมด 395 ปัญหา
47.58) และเพศหญิง 282 ราย (ร้อยละ 52.42) อายุเฉล่ีย (ร้อยละ 98.26) และไม่สามารถแก้ปัญหาได้เน่ืองจาก
63.00 + 15.09 ปี โรคทไ่ี ดร้ บั การวนิ จิ ฉยั ประกอบดว้ ย โรคหดื intervention ไม่ได้ผล 7 ปญั หา (รอ้ ยละ 1.74) (ตารางที่ 2)
344 ราย (รอ้ ยละ 63.94) และโรคปอดอดุ กนั้ เรอ้ื รงั 194 ราย
(รอ้ ยละ 36.06) ประเภทยาสูดพ่นที่ได้รับประกอบด้วย pMDI

ตารางที่ 1:
ข้อมูลทวั่ ไปของผูป้ ว่ ย
คุณลักษณะ จ�ำนวน (รอ้ ยละ) คณุ ลักษณะ จำ� นวน (ร้อยละ)
เพศ ประเภทยาสดู พ่นท่ไี ด้รับ 283 (43.47)
ชาย 256 (47.58) pMDI 186 (28.75)
หญงิ 282 (52.42) Accuhaler 96 (14.84)
อายเุ ฉลี่ย (ป)ี ± ส่วนเบ่ียงเบนมาตรฐาน 63.00 ± 15.09 Turbuhaler 6 (0.93)
โรคทีไ่ ดร้ ับการวินจิ ฉัย Ellipta 39 (6.03)
โรคหืด 344 (63.94) HandiHaler 18 (2.78)
โรคปอดอุดกนั้ เรือ้ รงั 194 (36.06) Breezhaler 19 (2.93)
Respimat

ผลลพั ธ์ของการบรบิ าลทางเภสัชกรรมแก่ผู้ปว่ ยโรคหดื และโรคปอดอุดกนั้ เร้อื รัง ในคณะแพทยศาสตรว์ ชิรพยาบาล มหาวทิ ยาลัยนวมนิ ทราธิราช 77
กฤตมิ า โภชนสมบรู ณ์

วชริ เวชสารและวารสารเวชศาสตรเ์ ขตเมือง

ปที ่ี 65 ฉบับที่ 1 มกราคม - กมุ ภาพนั ธ์ พ.ศ. 2564

ตารางท่ี 2:
ปญั หาที่เกดิ จากการใช้ยาโดยแบ่งประเภทตามแบบ PCNE
คุณลักษณะ ปัญหาจากการใช้ยา จ�ำนวน (ร้อยละ)
พบปญั หาจากการใชย้ า (ราย) 311 57.81
ไมพ่ บปญั หาจากการใชย้ า (ราย) 227 42.19
จ�ำนวนปญั หา (ปัญหา) 402
ปัญหา 331 82.34
ประสทิ ธิภาพการรักษา ได้รับผลการรกั ษาจากยาไม่พอ 10 2.49
มขี อ้ บง่ ใช้ทยี่ ังไมไ่ ด้ท�ำการรักษา 17 4.23
อาการไม่พึงประสงค์จากยา ผลข้างเคยี ง 7 1.74
แพย้ า 22 5.47
ค่าใช้จ่ายในการรกั ษา มกี ารใช้ยาท่ไี ม่มีความจำ� เปน็ ตอ้ งใช้ 15 3.73
อ่นื ๆ ส่ังจำ� นวนยาเกินระเบียบกำ� หนด 7 1.74
สาเหตุ 22 5.47
การเลอื กใช้ยา ใช้ยาไม่เหมาะสม 9 2.24
อย่ใู นกลุม่ การรักษา/ออกฤทธ์ิเดยี วกนั 30 7.46
มขี ้อบง่ ใชว้ ่าต้องท�ำการรกั ษาด้วยยา 7 1.74
รูปแบบยา ใชร้ ปู แบบยาท่ีไมเ่ หมาะสม 4 1.00
การเลือกขนาดใช้ยา ใช้ขนาดยาท่ตี ำ่� เกินไป 1 0.25
ใช้ขนาดยาที่สูงเกินไป 81 20.15
การใชย้ าหรอื บริหารยา ใช้ยามากกวา่ ที่ก�ำหนดไว้ 219 54.48
ผ้ปู ว่ ยไมส่ ามารถใชย้ าตามส่ังได้ 14 3.48
การกระจายยา สงั่ ใช้ยาข้อมลู ทีจ่ ำ� เป็นไมค่ รบถว้ น 8 1.99
อ่นื ๆ ส่ังจำ� นวนยาเกนิ ระเบียบกำ� หนด 8 1.99
เกดิ อาการไม่พึงประสงคไ์ ม่มีสาเหตุ 5 1.24
วธิ ีการแกไ้ ขปัญหา 9 2.24
แจง้ ใหแ้ พทยท์ ราบ และใหค้ ำ� แนะนำ� กบั ผูป้ ่วย 30 7.46
ให้ intervention กับแพทย์/ เหน็ ด้วย เปลี่ยนยา 235 58.46
เปล่ยี นขนาดการใช้ยา 16 3.98
เปล่ียนรูปแบบยา 10 2.49
เปลี่ยนคำ� สั่งใช้ยา 5 1.24
สั่งหยดุ ยา 2 0.50
สั่งใช้ยาใหม่ 82 20.40
ให้ intervention กบั แพทย/์ ไมเ่ หน็ ดว้ ย 395 98.26
ให้ intervention กับแพทย/์ ไมเ่ หน็ ดว้ ย และให้ค�ำแนะนำ� กบั ผ้ปู ว่ ย 7 1.74
ให้คำ� แนะนำ� กบั ผู้ป่วยอย่างเดยี ว
ผลลัพธ์
แก้ปญั หาได้ แก้ปัญหาไดท้ ง้ั หมด
แกป้ ญั หาไม่ได้ ไมส่ ามารถแก้ปญั หาได้
เนอื่ งจาก intervention ไมไ่ ด้ผล

78 ผลลัพธ์ของการบริบาลทางเภสัชกรรมแกผ่ ู้ป่วยโรคหดื และโรคปอดอดุ กนั้ เร้ือรัง ในคณะแพทยศาสตร์วชริ พยาบาล มหาวิทยาลยั นวมินทราธิราช
กฤตมิ า โภชนสมบูรณ์

Vajira Medical Journal: Journal of Urban Medicine

Vol. 65 No. 1 January - Feburary 2021

3. การประเมนิ เทคนคิ การใชย้ าสดู พน่ ของผปู้ ว่ ยโดยจำ� แนก ก่อนการหายใจออกตามปกติ ผู้ป่วยใช้ turbuhaler ท้ังหมด
ตามชนิดของยาเทคนิคพิเศษ 96 ราย มจี �ำนวนผู้ทีใ่ ช้ยาไม่ถกู ต้อง 11 ราย (รอ้ ยละ 11.46)
ผลการศึกษาวิธีการใช้ยาสูดพ่นชนิด pMDI ทั้งหมด โดยขอ้ ผดิ พลาดทพ่ี บมากทส่ี ดุ คอื การเปดิ กลอ่ งยาใชค้ รงั้ แรก
283 ราย มจี ำ� นวนผู้ท่ใี ช้ยาไม่ถกู ต้อง 20 ราย (รอ้ ยละ 7.07) เท่านั้นไม่ได้หมุนฐานด้านล่างให้ได้ยินเสียงคลิก 3 ครั้งก่อน
โดยขอ้ ผดิ พลาดทพ่ี บมากทสี่ ดุ คอื ไมเ่ ขยา่ อปุ กรณใ์ นแนวขน้ึ ลง การสูดยา แต่พบว่าผู้ป่วยหมุนฐานด้านล่างได้ยินเสียงคลิก
5 - 10 ครงั้ กอ่ นเรมิ่ ตน้ การสดู ยาเสมอ และในกรณเี ปดิ ใชย้ า 1 ครั้งเท่านั้นแล้วเริ่มต้นสูดยาทันที วิธีการใช้ยาสูดพ่นชนิด
ครั้งแรกจากกล่องไม่กดยาท้ิงไปในอากาศ 2 คร้ังก่อนเร่ิมต้น SMI พบว่าผู้ป่วยใช้ respimat ทั้งหมด 19 ราย มีจ�ำนวน
การสดู ยา วธิ กี ารใชย้ าสดู พน่ ชนดิ DPI พบวา่ ผปู้ ว่ ยใช้ accuhaler ผู้ที่ใช้ยาไม่ถูกต้อง 3 ราย (ร้อยละ 15.80) โดยข้อผิดพลาด
handihaler และ breezhaler ทั้งหมด 186 ราย 39 ราย ที่พบมากที่สุด คือ การเปิดกล่องยาใช้คร้ังแรกต้องกดปุ่ม
และ 18 ราย ตามล�ำดบั มีจำ� นวนผู้ทใี่ ช้ยาไมถ่ กู ตอ้ ง 13 ราย ปล่อยยา 1 ครั้ง จนกระทั่งเห็นควันพุ่งออกมา ซึ่งไม่ท�ำซ�้ำ
(ร้อยละ 7.00) 4 ราย (ร้อยละ 10.26) และ 2 ราย (รอ้ ยละ ครบ 3 ครั้งก่อนการสูดยา แต่พบว่าผู้ป่วยกดปุ่มปล่อยยา
11.11) ตามล�ำดับ โดยข้อผิดพลาดที่พบมากท่ีสุด คือ 1 คร้ังเท่านั้นแล้วเร่ิมต้นสดู ยาทนั ที (ตารางท่ี 3)
การกล้ันลมหายใจไม่ถึง 10 วินาที หรือ นับ 1 - 10 ในใจ

ตารางที่ 3:
การประเมนิ เทคนคิ การใชย้ าสดู พน่ ของผปู้ ่วยโดยจ�ำแนกตามชนดิ ของยาเทคนิคพิเศษ
ชนดิ เครือ่ งมอื จำ� นวนผูท้ ใ่ี ช้ ร้อยละ ขอ้ ผดิ พลาดท่พี บมากที่สดุ
ไมถ่ กู ต้อง (ราย)
pMDI 20 7.07 การเขยา่ อุปกรณ์ในแนวข้ึนลง 5-10 ครั้ง กอ่ นการเริม่
ตน้ สดู ยาเสมอและในกรณเี ปิดใช้คร้ังแรกจากกล่อง
ให้กดยาทิ้งไปในอากาศ 2 ครัง้ เพือ่ ปรบั ขนาดยา
DPI
Accuhaler 13 7.00 การกลน้ั ลมหายใจอย่างนอ้ ย 10 วินาทีหลงั สดู ยาเสรจ็
จากน้ันจงึ หายใจออกตามปกติ
Turbuhaler 11 11.46 การเปดิ กล่องยาใช้ครัง้ แรกต้องหมุนฐานด้านล่าง
ให้ได้ยนิ เสยี งคลกิ 3 ครง้ั กอ่ นสูดยา หลงั จากครั้งแรก
ใช้ตามข้นั ตอนปกติ
HandiHaler 4 10.26 การกลน้ั ลมหายใจอย่างน้อย 10 วนิ าทีหลังสูดยาเสรจ็
จากนัน้ จึงหายใจออกตามปกติ
Breezhaler 2 11.11 การกลนั้ ลมหายใจอย่างนอ้ ย 10 วินาทหี ลังสดู ยาเสร็จ
จากนัน้ จึงหายใจออกตามปกติ
SMI
Respimat 3 15.80 การเปิดกล่องยาใชค้ รัง้ แรกตอ้ งกดป่มุ ปล่อยยา 1 ครัง้
จนกระทง่ั เห็นควนั พุง่ ออกมา ต้องทำ� ซ�้ำครบ 3 รอบ
กอ่ นสูดยา หลงั จากครงั้ แรกใช้ตามขนั้ ตอนปกติ

ผลลัพธ์ของการบริบาลทางเภสชั กรรมแกผ่ ู้ป่วยโรคหดื และโรคปอดอดุ กน้ั เรื้อรัง ในคณะแพทยศาสตร์วชริ พยาบาล มหาวิทยาลัยนวมินทราธริ าช 79
กฤตมิ า โภชนสมบูรณ์

วชริ เวชสารและวารสารเวชศาสตร์เขตเมือง

ปที ่ี 65 ฉบบั ท่ี 1 มกราคม - กมุ ภาพนั ธ์ พ.ศ. 2564

วจิ ารณ์ แนะในการแก้ไขปัญหา โดยการบริบาลทางเภสัชกรรมของ
เภสัชกรสามารถลดและแก้ไขปัญหาจากการใช้ยาที่จะเกิดขึ้น
คณะแพทยศาสตรว์ ชริ พยาบาล มหาวทิ ยาลยั นวมนิ ทราธริ าช กับผู้ป่วยสอดคล้องกับผลการศึกษาท่ีโรงพยาบาลสิชล
มีระบบการดูแลรักษาผู้ป่วยโรคหืดและโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง พบร้อยละ 93.224 ของปัญหาเกี่ยวกับยาที่ได้รับการยอมรับ
โดยทีมสหสาขาวิชาชีพซึ่งประกอบไปด้วย แพทย์ พยาบาล และแก้ไขตามข้อเสนอแนะของเภสัชกรจากบุคลากรที่
หน่วยโรคระบบทางเดินหายใจ ภาควิชาอายุรศาสตร์ และ เก่ียวข้องอันเป็นสัญญาณท่ีดีในการยอมรับบทบาทของ
เภสัชกรประจ�ำหน่วยจ่ายยาผู้ป่วยนอก 1 ให้การบริบาลทาง เภสัชกรในการทำ� งานร่วมกับสหวชิ าชีพ
เภสชั กรรมแกผ่ ปู้ ว่ ยโรคหดื และโรคปอดอดุ กน้ั เรอ้ื รงั เรม่ิ ตง้ั แต่ การประเมินเทคนิคการใช้ยาสูดพ่นของผู้ป่วยโดย
การส่ังใช้ยาของแพทย์ โดยเภสัชกรท�ำการปรึกษาแพทย์ จ�ำแนกตามชนิดของยาเทคนิคพิเศษ พบว่าเครื่องมือที่ผู้ป่วย
ในกรณีท่ีพบปัญหาเก่ียวกับยา เมื่อผู้ป่วยมารับยา เภสัชกร ใชม้ ากทีส่ ดุ คือ pMDI accuhaler turbuhaler handihaler
จัดเตรียมยา และให้ความรู้เร่ืองข้อบ่งใช้ของยา อาการ respimat breezhaler และ ellipta ตามล�ำดับ ส�ำหรับ
ไม่พึงประสงค์จากยา อันตรกิริยาระหว่างยา สาธิตเทคนิค เคร่ืองมือที่ผู้ป่วยท�ำไม่ถูกต้องมากท่ีสุดคือ respimat
พเิ ศษของการใชย้ าสดู พน่ โดยใหผ้ ปู้ ว่ ยฝกึ ปฏบิ ตั ใิ หด้ จู นกระทงั่ turbuhaler breezhaler handihaler pMDI และ
สามารถปฏิบัติได้อย่างถูกต้องทุกขั้นตอน และติดตามผล accuhaler ตามลำ� ดบั ชนดิ ของเครอ่ื งมอื ทผ่ี ปู้ ว่ ยทำ� ไมถ่ กู ตอ้ ง
การใช้ยาของผู้ป่วย กระบวนการดังกล่าวข้างต้นสามารถ มากท่ีสดุ คือ SMI DPI และ pMDI ตามลำ� ดับ ซึง่ เม่อื พบผ้ปู ว่ ย
คน้ หาปญั หาจากการใชย้ า สาเหตุ วธิ กี ารแกไ้ ข รวมทงั้ ผลลพั ธ์ สูดพ่นยาไม่ถูกต้อง เภสัชกรจะสาธิตการใช้ยาสูดพ่นซ้�ำใหม่
ท่ีเกิดข้ึน และให้ผู้ป่วยทดลองปฏิบัติให้ดูจนสามารถท�ำได้อย่างถูกต้อง
จากการศกึ ษาครงั้ นต้ี ามแนวทางของThePharmaceutical ก่อนกลับบ้าน ซ่ึงใกล้เคียงกับผลการศึกษาที่โรงพยาบาล
Care Network Europe (PCNE) version 6.2 พบผปู้ ว่ ยเกดิ ปญั หา รามาธิบดี25 พบชนิดของเคร่ืองมือที่ผู้ป่วยท�ำไม่ถูกต้อง
จากการใชย้ าคดิ เปน็ รอ้ ยละ 57.81 ของผปู้ ว่ ยทงั้ หมด และเฉลยี่ มากท่ีสุดคือ SMI pMDI และ DPI ตามล�ำดับ แต่จาก
1.29 ปัญหาต่อราย สอดคลอ้ งกับผลการศกึ ษาที่โรงพยาบาล การศึกษานพ้ี บว่าชนดิ ของเคร่อื งมือ DPI และ pMDI ทผ่ี ้ปู ว่ ย
พทุ ธชนิ ราชพษิ ณโุ ลกพบปญั หาจากการใชย้ าในผปู้ ว่ ยโรคหดื และ ทำ� ไมถ่ กู ตอ้ งไมส่ อดคลอ้ งกบั การศกึ ษาทโ่ี รงพยาบาลรามาธบิ ดี
โรคปอดอดุ กัน้ เรอื้ รังคดิ เปน็ ร้อยละ 45.2 ของผ้ปู ว่ ยทง้ั หมด23 อาจมีความเป็นไปได้เนื่องจากในการศึกษานี้มีผู้ป่วยที่ใช้ DPI
จากการศกึ ษานพี้ บปญั หาดา้ นประสทิ ธภิ าพการรกั ษามากทส่ี ดุ รวมจ�ำนวน 345 ราย และ pMDI จ�ำนวน 283 ราย ในขณะท่ี
ร้อยละ 84.83 สาเหตุส่วนใหญ่แพทย์มีการสั่งใช้ยาข้อมูล โรงพยาบาลรามาธบิ ดมี ผี ูป้ ว่ ยทใ่ี ช้ DPI รวมจ�ำนวน 278 ราย
ที่จ�ำเป็นไม่ครบถ้วนร้อยละ 54.48 ดังน้ันจึงน�ำเสนอต่อ และ pMDI จ�ำนวน 290 ราย จากการศึกษานสี้ ามารถทำ� ให้
ฝ่ายเภสัชกรรมเพ่ือพัฒนาระบบการพิมพ์ข้อมูลค�ำสั่งของ เภสัชกรผู้ให้การบริบาลทางเภสัชกรรมเพิ่มความระมัดระวัง
แพทย์ในการใช้ยา โดยระบบคอมพิวเตอร์จะสามารถบันทึก เน้นย้�ำและให้ค�ำแนะน�ำแก่ผู้ป่วยเร่ืองข้อผิดพลาดจากการใช้
ข้อมูลได้ก็ต่อเม่ือแพทย์ต้องพิมพ์หรือเลือกวิธีการบริหารยา เครอ่ื งมอื สำ� หรบั การสดู พน่ ยาไดอ้ ยา่ งมปี ระสทิ ธภิ าพ การวจิ ยั นี้
ให้ครบทุกช่องตามรูปแบบในคอมพิวเตอร์ ถ้าพิมพ์หรือเลือก มขี อ้ จำ� กดั ในเรอ่ื งการประเมนิ ผลการใชย้ าของผปู้ ว่ ยในบางขนั้ ตอน
ขอ้ มลู คลาดเคลอื่ นไมค่ รบถว้ นระบบคอมพวิ เตอรจ์ ะไมส่ ามารถ ซงึ่ ตอ้ งสมั ภาษณจ์ ากผปู้ ว่ ยเอง ไดแ้ ก่ การบว้ นปากหรอื แปรงฟนั
บันทึกการสั่งยาได้ สาเหตุรองลงมาในการศึกษานี้คือ ผู้ป่วย หลังการใช้ยาสูดพ่นจึงอาจท�ำให้ผลการประเมินท่ีได้ไม่ตรง
ไม่สามารถใช้ยาตามส่งั ไดร้ อ้ ยละ 20.15 ซ่งึ ปญั หาและสาเหตุ ตามความจริง ในขณะที่การประเมินขนั้ ตอนอ่นื ๆ สามารถใช้
ดังกล่าวข้างต้นสอดคล้องกับผลการศึกษาท่ีโรงพยาบาล วิธสี ังเกตจากการสาธติ การใชย้ าสูดพ่นของผ้ปู ่วยได้
ดอกคําใต้ พบปัญหาด้านประสิทธิภาพการรักษามากที่สุด การศึกษาน้ีสามารถประเมินผลการบริบาลทาง
ร้อยละ 70.22 และผู้ป่วยไม่สามารถใช้ยาตามส่ังได้ร้อยละ เภสัชกรรมแก่ผู้ป่วยโรคหืดและโรคปอดอุดก้ันเร้ือรัง
20.6513 การศกึ ษานผ้ี ลลพั ธข์ องการแกป้ ญั หาไดท้ ง้ั หมดคดิ เปน็ โดยเภสชั กรในทมี สหวชิ าชพี พบวา่ การบรบิ าลทางเภสชั กรรม
รอ้ ยละ 98.26 สรุปได้ว่าการค้นหาปญั หาและการให้ขอ้ เสนอ

80 ผลลัพธข์ องการบริบาลทางเภสัชกรรมแกผ่ ูป้ ว่ ยโรคหืดและโรคปอดอดุ กน้ั เร้อื รัง ในคณะแพทยศาสตร์วชริ พยาบาล มหาวิทยาลยั นวมินทราธิราช
กฤตมิ า โภชนสมบูรณ์

Vajira Medical Journal: Journal of Urban Medicine

Vol. 65 No. 1 January - Feburary 2021

สามารถแกไ้ ขและปอ้ งกนั ปญั หาจากการใชย้ า เพมิ่ ความสามารถ disease. Definition and overview. In: Hadfield R,
ในการใช้ยาสูดพ่นของผู้ป่วย ส�ำหรับข้อจ�ำกัดของการศึกษา Hess M, editors. Global strategy for the diagnosis,
พบว่าเมื่อผู้ป่วยมีการย้ายการรักษาไปที่สถานพยาบาลอ่ืน management, and prevention of chronic
เภสัชกรไม่สามารถติดตามผลการประเมินปัญหาเก่ียวกับยา obstructive pulmonary disease. Bethesda, MD:
ได้อย่างไรก็ตามควรมีการศึกษาเพื่อประเมินผลในระยะยาว National Heart Lung Blood Institute; 2019. p. 1-15.
ของการบริบาลทางเภสัชกรรมแก่ผู้ป่วยโรคหืดและโรคปอด 6. Masoli M, Fabian D, Holt S, Beasley R. The global
อดุ กนั้ เรอ้ื รงั ในการวเิ คราะหผ์ ลกระทบตอ่ คณุ ภาพชวี ติ ของผปู้ ว่ ย burden of asthma: executive summary of the
เพื่อน�ำผลมาปรับปรุงการด�ำเนินงานบริบาลทางเภสัชกรรม GINA dissemination committee report. Allergy
ต่อไป 2004; 59: 469-78.
7. Bemt PM, Egberts TC, Berg LT, Brouwers JR.
กิตติกรรมประกาศ Drug-related problems in hospitalised patients.
Drug Saf 2000; 22: 321-33.
ขอขอบพระคณุ คณบดคี ณะแพทยศาสตรว์ ชริ พยาบาล 8. Leape LL, Cullen DJ, Clapp MD, Burdick E,
มหาวทิ ยาลยั นวมินทราธริ าช หวั หนา้ หน่วยโรคระบบทางเดิน Demonaco HJ, Erickson JI, et al. Pharmacist
หายใจ ภาควชิ าอายรุ ศาสตร์ อาจารยแ์ พทยอ์ นสุ รณ์ ตานพี นั ธ์ participation on physician rounds and adverse
พยาบาลวชิ าชพี อภริ ดี จนั ทรพ์ มิ านสขุ ผชู้ ว่ ยพยาบาลมลั ลกิ าร์ drug events in the intensive care unit. JAMA
ชปู ระยรู และทมี เจา้ หนา้ ทปี่ ระจำ� หนว่ ยโรคระบบทางเดนิ หายใจ 1999; 3: 267-70.
หัวหน้าฝ่ายเภสัชกรรม ที่อนุญาตให้ด�ำเนินการศึกษาวิจัย 9. Sanchis J, Gich I, Pedersen S. Systematic review
และขอขอบพระคุณกองบรรณาธิการวชิรเวชสารท่ีกรุณา of errors in inhaler use: has patient technique
ตรวจสอบให้คำ� แนะนำ� และแก้ไขนิพนธต์ ้นฉบบั ใหส้ มบูรณ์ improved over time? Chest 2016; 150: 394-406.
10. Thamkampee K, Joothong S, Jourjamsai N,
เอกสารอา้ งองิ Roonsrithong N, Chalermchai N, Lawthong C.
Treatment for asthma patients in hospitals
1. Boonsawat W, Charoenphan P, Kaitboonsri S, affiliated with the Ministry of Public Health. Thai
Wiriyachaiyoo V, Pothirat C, Wongtim S, et al. Survey J Tuberc Chest Dis Crit Care 2008; 26: 235-42.
of asthma control in Thailand. Respirology 2004; 11. Van der Palen J, Thomas M, Chrystyn H, Sharma RK,
9: 373–8. van der Valk PD, Goosens M, et al. A randomised
open-label cross-over study of inhaler errors,
2. Regional COPD Working Group. COPD prevalence preference and time to achieve correct inhaler
in 12 Asia-Pacific countries and regions: use in patients with COPD or asthma: comparison
Projections based on the COPD prevalence of ELLIPTA with other inhaler devices. NPJ Prim
estimation model. Respirology 2003; 8: 192-8. Care Respir Med 2016; 26: 1-8.
12. Shrestha M, Parupia H, Andrews B, Kim SW,
3. Tan WC, Ng TP. COPD in Asia: Where East Meets Martin MS, Park DI, et al. Metered-dose inhaler
West. Chest 2008; 133: 517-27. technique of patients an urban ED: prevalence
of incorrect technique and attempt at education.
4. Global Initiative for Asthma. Definition, description, Am J Emerg Med 1996; 14: 380-4.
and diagnosis of asthma. In: Hadfield R, editor.
Global strategy for asthma management and
prevention. Bethesda, MD: National Heart Lung
Blood Institute; 2018. p. 13-21.

5. Global Initiative for chronic obstructive lung

ผลลัพธ์ของการบริบาลทางเภสัชกรรมแกผ่ ู้ป่วยโรคหืดและโรคปอดอุดกน้ั เรื้อรงั ในคณะแพทยศาสตรว์ ชริ พยาบาล มหาวทิ ยาลัยนวมนิ ทราธริ าช 81
กฤติมา โภชนสมบูรณ์

วชริ เวชสารและวารสารเวชศาสตร์เขตเมือง

ปีท่ี 65 ฉบบั ที่ 1 มกราคม - กมุ ภาพนั ธ์ พ.ศ. 2564

13. Luedphanithit N. Outcomes of pharmaceutical 20. Bower L, Barnhart S, Betit P, Care AAFR. AARC
care in patients with chronic asthma at Dokkhamtai Clinical practice guideline: selection of an
hospital. JHS 2014; 23: 37-44. aerosol delivery device for neonatal and pediatric
patients. Respir Care 1995; 4(12): 1325-35.
14. Fink JB, Colice GL, Hodder R. Inhaler devises for
patients with COPD. COPD 2013; 10: 1–13. 21. Dalby R, Spallek M, Voshaar T. A review of the
development of Respimat Soft Mist Inhaler. Int J
15. Kurathong S. Urban Medicine. Vajira Med J 2016; Pharm 2004; 283(1-2): 1-9.
59: 1-4.
22. Alagusundaram M, Deepthi N, Ramkanth S,
16. Hepler CD, Strand LM. Opportunities and Angalaparameswari S, Saleem TM, Gnanaprakash K,
responsibilities in pharmaceutical care. Am J et al. Dry powder inhalers-an overview. Int J Res
Hosp Pharm 1990; 47: 533-43. Pharm Sci 2010; 1(1): 34-42.

17. Pharmaceutical Care Network Europe Foundation. 23. Phanphao W, Jenghua S, Supamoon W, Nakham
PCNE classification for drug related problems A. Intervention on managing drug related
V6.2 [internet]. 2010 [cited 2016 January 15]. problems in hospitalized patients with asthma
Available from: http://www.pcne.org/upload/ and chronic obstructive pulmonary disease
files/11_PCNE_classifiation_V6-2.pdf. (COPD) in Buddachinnaraj Phitsanulok hospital.
NUJST 2005; 13(1): 51-9.
18. Kawamatawong T, Kaewwan S. Inhaler devices
in asthma and chronic obstructive pulmonary 24. Kitpaiboontawee S. Pharmaceutical care in general
disease. Bangkok: Harnthai pharma; 2015. p.1-26. medical ward at middle-level hospital. Reg 11
Med J 2017; 31(3): 369-83.
19. Lertsinudom S. The use of anti-asthmatic drugs.
In: Lertsinudom S, editor. Pharmaceutical care in 25. Khiawwan S. Development of a teaching service
asthma. Khonkaen: Klungnana; 2009. p. 34-57. system for using inhaled brochodilators in
patients with respiratory diseases. Rama Nurs J
2019; 25(2): 130-47.

82 ผลลพั ธ์ของการบริบาลทางเภสชั กรรมแกผ่ ปู้ ว่ ยโรคหืดและโรคปอดอุดก้นั เรอื้ รงั ในคณะแพทยศาสตร์วชริ พยาบาล มหาวิทยาลยั นวมินทราธิราช
กฤตมิ า โภชนสมบูรณ์

วชริ เวชสารและวารสารเวชศาสตร์เขตเมือง นิพนธต์ ้นฉบับ

ความชุกของการติดเชื้อเอชไอวีจากมารดาสู่ทารกท่ีคณะแพทยศาสตร์
วชิรพยาบาล

จฑุ าทิพย์ ธรรมวินจิ ฉัย พ.บ.1
ทววี งศ์ ตันตราชีวธร พ.บ., ว.ว. กมุ ารเวชศาสตร,์ อ.ว. กุมารเวชศาสตรโ์ รคตดิ เชอ้ื 1*

1 ภาควชิ ากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์วชิรพยาบาล มหาวทิ ยาลยั นวมินทราธริ าช กรงุ เทพมหานคร ประเทศไทย
* ผตู้ ดิ ต่อ, อเี มล: [email protected]
Vajira Med J. 2021; 65(1) : 83-94
http://dx.doi.org/10.14456/vmj.2021.8

บทคัดย่อ

วัตถุประสงค์: เพอื่ ศึกษาความชกุ ของการตดิ เช้อื เอชไอวีจากมารดาสทู่ ารกทคี่ ณะแพทยศาสตรว์ ชริ พยาบาล
วิธีด�ำเนินการวิจัย: การศึกษาวิจัยย้อนหลัง โดยเก็บข้อมูลจากเวชระเบียนของทารกท่ีเกิดจากมารดาติดเชื้อเอชไอวี

ที่คณะแพทยศาสตร์วชิรพยาบาล มหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช ระหว่างวันท่ี 1 ธันวาคม พ.ศ. 2553 ถึง
31 ธันวาคม พ.ศ. 2561
ผลการวิจัย: พบทารกแรกเกิด 143 ราย อายุครรภ์เฉล่ีย 38.1 ± 1.7 สัปดาห์ (31.9-42.0) น้�ำหนักแรกเกิดเฉล่ีย
2,830.0 ± 454.3 กรัม (พิสัย 1,480-4,000) เป็นเพศชาย 75 ราย (ร้อยละ 52.4) และเพศหญิง 68 ราย
(ร้อยละ 47.6) คลอดจากมารดาติดเชอ้ื เอชไอวีกลุม่ เสีย่ งทว่ั ไปจำ� นวน 97 ราย (ร้อยละ67.8) และกลุ่มเสยี่ งสงู
จ�ำนวน 46 ราย (รอ้ ยละ 32.2) ภาวะแทรกซอ้ นในทารกทพ่ี บบ่อย 3 อนั ดบั แรก ได้แก่ ภาวะตดิ เชอ้ื ในระยะแรก
ในทารกแรกเกิด (ร้อยละ 17.5) ภาวะตัวเหลืองในทารกแรกเกิด (ร้อยละ 2.8) และปอดอักเสบติดเชื้อ
(ร้อยละ 2.1) ตามลำ� ดบั ทารกหายปว่ ยและจำ� หนา่ ยออกจากโรงพยาบาลได้ทุกราย ระยะเวลานอนโรงพยาบาล
เฉลย่ี 6.3 ± 6.3 วัน (พิสัย 2-45) พบทารกติดเชอ้ื เอชไอวจี ากมารดาซึ่งระหว่างตั้งครรภ์รับประทานยาตา้ นไวรสั
ไม่สม�ำ่ เสมอ 1 ราย (ร้อยละ 0.7) โดยหลงั คลอดทารกได้รบั ยา zidovudine (AZT) นาน 4 สปั ดาห์เน่ืองจาก
มารดาให้ประวัตวิ า่ รับประทานยาตา้ นไวรัส 3 ขนานสมำ่� เสมอครบถ้วนนานเกนิ 12 สปั ดาห์ก่อนคลอด
สรุป: พบความชกุ ของการตดิ เชอื้ เอชไอวจี ากมารดาสทู่ ารกทค่ี ณะแพทยศาสตรว์ ชริ พยาบาลรอ้ ยละ 0.7 ทารกรายทต่ี ดิ เชอ้ื
เปน็ ทารกทเ่ี กดิ จากมารดาหญงิ ต้ังครรภก์ ลมุ่ เสี่ยงสงู โดยทารกรับประทาน AZT เพียงขนานเดียวหลังคลอด
คำ� สำ� คัญ: ความชุก, การตดิ เช้อื เอชไอวีจากมารดาส่ทู ารก, เอชไอว,ี ภูมิคุม้ กันบกพร่อง, ยาตา้ นรโี ทรไวรสั

วันทร่ี บั บทความ 27 เมษายน 2563 วันแก้ไขบทความ 15 มถิ นุ ายน 2563 วันตอบรบั บทความ 29 มิถนุ ายน 2020

Vajira Medical Journal: Journal of Urban Medicine Original articles

Prevalence of Vertical Transmission of HIV at Faculty of
Medicine Vajira Hospital

Jutatip Thamwinitchai MD1
Taweewong Tantracheewathorn MD1*

1 Department of Pediatrics, Faculty of Medicine Vajira Hospital, Navamindradhiraj University, Bangkok, Thailand
* Corresponding author, e-mail address : [email protected]
Vajira Med J. 2021; 65(1) : 83-94
http://dx.doi.org/10.14456/vmj.2021.8

Abstract
Objective: To study the prevalence of vertical transmission of HIV at Faculty of Medicine Vajira

Hospital.
Methods: Data from medical records of children born from an HIV-infected mother at Faculty of

Medicine Vajira Hospital, Navamindradhiraj University from December 1st, 2010 to December 31st,
2018 were collected as a retrospective descriptive study.
Results: One hundred and forty-three cases were recruited. The average gestational age of
the infants was 38.1 ± 1.7 weeks (31.9-42.0), and mean birth weight was 2,830.0 ± 454.3 grams
(1,480-4,000). Seventy five cases (52.4%) were male and 68 cases (47.6%) were female.
Ninety-seven (67.8%) and 46 (32.2%) children were categorized into standard risk group and
high risk group, respectively. The most common complications were early onset neonatal
sepsis (17.5%), neonatal jaundice (2.8%) and pneumonia (2.1%). All infants were cure and
average hospital length of stay was 6.3 ± 6.3 days (2-45). Only one infant (0.7%) from irregular
antiretroviral drugs intake mother was infected. This neonate received only zidovudine (AZT)
for 4 weeks after birth because his mother gave history of regular antiretroviral drugs intake for
more than 12 weeks before delivery.
Conclusion: The prevalence of vertical transmission of HIV at Faculty of Medicine Vajira Hospital
was 0.7%. The infected baby born from high risk mother received only AZT after birth for
preventing HIV vertical transmission.
Keywords: prevalence, mother-to-child HIV transmission, HIV, immune deficiency, antiretroviral drugs

Received 15 June 2020, Revised 27 April 2020, Accepted 29 June 2020

Vajira Medical Journal: Journal of Urban Medicine

Vol. 65 No. 1 January - Feburary 2021

บทน�ำ ทิพวัลย์ ล่ิมลิขิต11 ศึกษาระหว่าง 1 ตุลาคม พ.ศ. 2555 ถึง
30 กันยายน พ.ศ. 2559 พบอัตราการติดเชื้อเอชไอวีจาก
องค์การอนามยั โลก (World Health Organization, มารดาสู่ทารกร้อยละ 0 และไม่พบความแตกต่างของอัตรา
WHO) ประกาศ ในวนั ท่ี 7 มถิ นุ ายน พ.ศ. 2559 วา่ ประเทศไทย การตดิ เชื้อเอชไอวจี ากมารดาสูท่ ารกระหว่างสูตรยา 3 ขนาน
บรรลุการยุติการถ่ายทอดเชื้อเอชไอวีจากมารดาสู่ทารก คือ ทม่ี ารดาไดร้ บั ขณะตง้ั ครรภ์ ขณะท่ี นกั ขตั เสารท์ องและคณะ9
มอี ตั ราการติดเช้อื เอชไอวีจากมารดาสู่ทารกเพียงรอ้ ยละ 1.91 ศกึ ษาระหวา่ ง 1 ตลุ าคม พ.ศ. 2553 ถงึ 31 สงิ หาคม พ.ศ. 2556
ทั้งนีเ้ นอื่ งจากตงั้ แต่ พ.ศ. 2553 โครงการปอ้ งกนั การถา่ ยทอด พบอตั ราการถา่ ยทอดเชอื้ เอชไอวจี ากมารดาสทู่ ารกทโี่ รงพยาบาล
เชอื้ เอชไอวจี ากมารดาสทู่ ารก (Preventing Mother To Child แมส่ าย จงั หวดั เชยี งราย สงู ถงึ รอ้ ยละ 3.8 ทงั้ ทแ่ี พทยส์ งั่ จา่ ยยา
Transmission of HIV; PMTCT) ไดม้ กี ารนำ� ยาตา้ นไวรสั 3 ขนาน ต้านไวรัส 3 ขนานสูตรมาตรฐานถึงร้อยละ 100 เนื่องจาก
(Highly Active Antiretroviral Therapy Regimen; HAART) พบปัญหาจากการใช้ยาต้านไวรัสของมารดาสูงถึง 32 ราย
มารักษาหญิงต้ังครรภ์ท่ีติดเชื้อเอชไอวีต้ังแต่ระยะแรกของ 34 เหตกุ ารณ์
การตั้งครรภ์ ร่วมกับการให้ยาต้านไวรัสเอชไอวีแก่ทารก โดย Dinh TH และคณะ6 ศกึ ษาอตั ราการตดิ เชอ้ื เอชไอวจี าก
ทารกที่เกิดจากมารดาที่ติดเชื้อเอชไอวี ที่เป็นกลุ่มเส่ียงทั่วไป มารดาสทู่ ารก ทปี่ ระเทศซมิ บบั เว ระหวา่ ง พ.ศ. 2556 - 2557
(standard risk) จะได้รับยา zidovudine (AZT) 1 ขนาน หญิงต้ังครรภ์ติดเช้ือเอชไอวี 1,172 ราย ได้รับยาต้านไวรัส
นาน 4 สัปดาห์ และทารกกลุ่มเส่ียงสูง (high risk) จะได้รับ เอชไอวี 3 ขนานตามเกณฑ์ของ WHO ต้ังแต่ก่อนตั้งครรภ์
ยา AZT รว่ มกบั lamivudine (3TC) และ nevirapine (NVP) ร้อยละ 35.3 ได้รับยาขณะตั้งครรภ์ร้อยละ 28.9 ได้รับยา
นาน 6 สปั ดาห์ ทารกทกุ รายรบั ประทานนมผสมแทนนมมารดา หลังคลอดรอ้ ยละ 9.7 ได้รบั AZT ระหว่างตั้งครรภร์ ้อยละ 16
ท�ำให้อัตราการถ่ายทอดเช้ือเอชไอวีจากมารดาสู่ทารกลดลง และไม่ได้รับยาต้านไวรัสร้อยละ 10.1 ทารกทุกรายเลี้ยงด้วย
อยา่ งมนี ยั สำ� คัญ1-2 นมมารดา ทารกได้รับยา NVP ภายใน 72 ช่ัวโมงหลังคลอด
กระทรวงสาธารณสุขไทย ได้ก�ำหนดเป้าหมายใหม่ จนถงึ อายุ 6 สปั ดาหร์ อ้ ยละ 96 พบอตั ราการตดิ เชอ้ื ของทารก
ในการลดอัตราการถ่ายทอดการติดเช้ือเอชไอวีจากมารดา ที่คลอดจากมารดาท่ีได้รับยาต้านไวรัสตั้งแต่ก่อนตั้งครรภ์
สู่ทารกให้เหลือน้อยกวา่ รอ้ ยละ 1 ภายในปี พ.ศ. 2563 และ ได้รับยาขณะตง้ั ครรภ์ ไดร้ บั ยาหลังคลอด ไดร้ บั AZT ระหว่าง
รอ้ ยละ 0 ภายในปี พ.ศ. 25733-5 ซงึ่ การไปถงึ เปา้ หมายดงั กลา่ ว ตงั้ ครรภ์ และไมไ่ ดร้ บั ยาตา้ นไวรสั รอ้ ยละ 1.2, 2.4, 2.7, 5.8 และ
นอกจากจะลดอัตราการถ่ายทอดเชื้อจากมารดาสู่ทารก 12.7 ตามลำ� ดบั พบวา่ การท่มี ารดาได้รบั ยาตา้ นไวรัสเอชไอวี
ในหญิงตั้งครรภ์กลุ่มเส่ียงปกติแล้ว ส่ิงส�ำคัญ คือ การมุ่งเน้น ก่อนต้ังครรภ์ และขณะต้ังครรภ์ ลดความเสี่ยงในการติดเชื้อ
ลดอัตราการถ่ายทอดเชื้อในหญิงต้ังครรภ์กลุ่มเส่ียงสูง และ เอชไอวจี ากมารดาสู่ทารกได้ ร้อยละ 88 (adjusted Hazard
แก้ไขปัญหาที่เป็นปัจจัยเสี่ยงในการถ่ายทอดเช้ือจากมารดา Ratio [aHR], 0.12; 95% confidence interval [CI],
สู่ทารก ซ่ึงมีการศึกษาพบปัจจัยเส่ียงของการติดเช้ือเอชไอวี 0.06–0.24) และ รอ้ ยละ 75 (aHR, 0.25; 95% CI, 0.14–0.45)
จากมารดาสู่ทารก ได้แก่ การท่ีหญิงต้ังครรภ์ติดเช้ือเอชไอวี ตามล�ำดับ เม่ือเปรียบเทียบกับมารดาท่ีไม่ได้รับยาต้านไวรัส
มาฝากครรภช์ า้ ทำ� ใหไ้ ดร้ บั การวนิ จิ ฉยั และรกั ษาดว้ ยยา HAART พบ cumulative risk ของทารกติดเชื้อสูงขึ้นตามอายุ
ช้า4,6-8 การรับประทานยาต้านเชื้อไวรัสเอชไอวีไม่สม�่ำเสมอ7-9 เนื่องจากทารกถูกเลย้ี งด้วยนมมารดา
และการเลยี้ งทารกหลังคลอดดว้ ยนมมารดา4,6 Puthanakit T และคณะ7 ศึกษาระหว่างเดือน
การศึกษาอัตราการติดเชื้อเอชไอวีจากมารดาสู่ทารก กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559 - พฤศจิกายน พ.ศ. 2560 ในหญิง
ในประเทศไทยหลังจากให้การดูแลรักษาตามแนวทางของ ตั้งครรภ์กลุ่มเส่ียงสูงซ่ึงได้รับยาต้านไวรัส 3 ขนานตาม Thai
โครงการ PMTCT พ.ศ. 2553 โดยสุพรรณี เลาวหุตานนท์10 2016 PMTCT guidelines จ�ำนวน 154 ราย พบการให้
พบอตั ราการตดิ เชอ้ื เอชไอวจี ากมารดาสทู่ ารกทโี่ รงพยาบาลเสนา raltegravir เพมิ่ ในระยะใกลค้ ลอดแกห่ ญงิ ตงั้ ครรภก์ ลมุ่ เสย่ี งสงู
ลดลงจากรอ้ ยละ 4.5 (อตั ราการตดิ เชอื้ ระหวา่ ง พ.ศ. 2547 - 2553) สามารถลดอัตราการถ่ายทอดเช้ือเอชไอวีจากหญิงตั้งครรภ์
เหลอื รอ้ ยละ 0 (อัตราการตดิ เชื้อระหว่าง พ.ศ. 2554 - 2555)

ความชกุ ของการตดิ เชอื้ เอชไอวจี ากมารดาส่ทู ารกท่ีคณะแพทยศาสตร์วชิรพยาบาล 85
จฑุ าทพิ ย์ ธรรมวนิ จิ ฉัย ทววี งศ์ ตันตราชีวธร

วชริ เวชสารและวารสารเวชศาสตรเ์ ขตเมือง

ปีท่ี 65 ฉบับที่ 1 มกราคม - กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564

กลมุ่ เสย่ี งสงู สทู่ ารกจากรอ้ ยละ 7.6 เหลอื รอ้ ยละ 3.9 การศกึ ษาน้ี Zα2/2 = ค่าสถิติมาตรฐานใต้โค้งปกติท่ีสอดคล้องกับ
พบทารกติดเช้ือในครรภ์ 3 ราย (ทารกอาจติดเช้ือต้ังแต่ ระดบั นัยส�ำคญั โดยก�ำหนดระดบั นัยสำ� คัญ α = 0.05 ดังนั้น
ก่อนมารดาเริ่มรับยา เนื่องจากมารดา 2 รายเร่ิมได้รับ ART Zα2/2 = 1.96
ขณะอายุครรภ์ 35 สัปดาห)์ และติดเชื้อระหวา่ งคลอด 3 ราย π = ค่าสัดส่วนประชากร โดยถูกประมาณด้วย
(ทารก 1 รายไดร้ บั AZT ขนานเดยี วหลงั คลอด และทารกอกี 1 ราย ค่าสดั สว่ น P
มารดาไม่รับประทานยา และพบ HIV-1 RNA ขณะคลอด P = ความชกุ ของการตดิ เชอื้ เอชไอวจี ากมารดาสทู่ ารก
140,284 copies/มล.) จากการทบทวนวรรณกรรมพบวา่ มคี า่ รอ้ ยละ 1.9-7.61,6,7,9,10,12
เนอ่ื งจากขณะนีย้ ังไมม่ ขี ้อมูลความชกุ และปจั จัยเสี่ยง ε = ค่าความคลาดเคลื่อนสัมพัทธ์ระหว่างค่าสถิติ P
ของการตดิ เชอื้ เอชไอวจี ากมารดาสทู่ ารก ทค่ี ณะแพทยศาสตร์ ทเ่ี บย่ี งเบนออกจากคา่ พารามเิ ตอร์ π หารดว้ ย π โดยยอมรบั ได้
วชริ พยาบาล การศกึ ษานมี้ วี ตั ถปุ ระสงคห์ ลกั เพอ่ื ศกึ ษาความชกุ เท่ากับ 1.2
ของการตดิ เชอ้ื เอชไอวจี ากมารดาสทู่ ารก ทค่ี ณะแพทยศาสตร์ แทนคา่ ในสตู รคำ� นวณขนาดตวั อยา่ ง โดยใชค้ า่ ความชกุ
วชิรพยาบาล และวตั ถุประสงคร์ อง เพ่ือศกึ ษาความเส่ียงของ 1.9 เพ่ือให้ได้ขนาดตัวอย่างที่สามารถตอบค�ำถามการวิจัย
การติดเชื้อเอชไอวีจากมารดาสู่ทารก ที่คณะแพทยศาสตร์ ไดท้ กุ ความชกุ ของการทบทวนวรรณกรรม
วชริ พยาบาล เพอื่ ทราบปญั หาและนำ� ไปสแู่ กไ้ ขปญั หาโดยพฒั นา N = (1.96)2 (1-0.019)/1.22(0.019) = 137 คน
แนวทางในการลดอุบัติการณ์การติดเชื้อเอชไอวีจากมารดา นิยามตัวแปร
สทู่ ารกทค่ี ณะแพทยศาสตรว์ ชริ พยาบาล ใหม้ ปี ระสทิ ธภิ าพดขี น้ึ 1. หญิงตั้งครรภ์ติดเชื้อเอชไอวี5,13-14 หมายถึง
หญิงต้งั ครรภ์ทมี่ ผี ลเลือด Anti-HIV positive หรอื HIV-PCR
วิธีดำ� เนินการวิจัย positive ต้ังแต่ก่อนตั้งครรภ์ หรือระหว่างการตง้ั ครรภ์
2. ทารกกลุ่มเส่ียงต่อการติดเช้ือท่ัวไป (standard
รปู แบบการวจิ ยั risk)5,13-14 หมายถึง ทารกเกิดจากมารดาติดเชื้อเอชไอวีท่ีมี
การศกึ ษาเชงิ พรรณนาแบบยอ้ นหลัง (retrospective viral load ขณะใกล้คลอด ≤ 50 copies/มล. หรือมารดา
descriptive study) รับประทานยาต้านไวรัสเอชไอวี 3 ขนานครบถ้วนสม�่ำเสมอ
นานกวา่ 12 สปั ดาห์กอ่ นคลอด
เกณฑก์ ารคัดเขา้ หลังเกิดทารกจะได้รับ AZT 4 มก./กก. ทุก 12 ชม.
ทารกคลอดจากมารดาหญิงตั้งครรภ์ติดเช้ือเอชไอวี นาน 4 สัปดาห์ (เร่มิ ยาเร็วทสี่ ุดหลงั เกิด) และตรวจ HIV-PCR
ท่ีคณะแพทยศาสตร์วชิรพยาบาล ระหว่างวันท่ี 1 ธันวาคม 3 ครั้ง ขณะแรกเกิด อายุ 1 เดือน และ 2-4 เดือน ร่วมกับ
พ.ศ. 2553 ถงึ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2561 ตรวจ Anti-HIV ท่ีอายุ 18-24 เดอื น
3. ทารกกลมุ่ เส่ียงตอ่ การติดเช้ือสูง (high risk)5,13-14
เกณฑ์การคัดออก หมายถึงทารกเกิดจากมารดาติดเชื้อเอชไอวีท่ีมี viral load
ทารกท่ีมารดาไม่ได้พามาตรวจติดตามการรักษา ขณะใกลค้ ลอด > 50 copies/มล. หรอื มารดารบั ประทานยา
หลังจำ� หนา่ ย ตา้ นไวรสั เอชไอวี 3 ขนานนานนอ้ ยกวา่ 12 สปั ดาหก์ อ่ นคลอด
หรือมารดารับประทานยาไม่ครบถ้วนหรือไม่สม�่ำเสมอ หรือ
ขนาดตัวอย่าง ทารกรับประทานนมมารดาหลงั เกิด
หลงั เกดิ ทารกจะไดร้ บั AZT 4 มก./กก. ทกุ 12 ชม. รว่ มกบั
n = Zα2/2 • (1 – π) 3TC 2 มก./กก. ทกุ 12 ชม. และ NVP 4 มก./กก. ทกุ 24 ชม.
ε2π นาน 6 สัปดาห์ และตรวจ HIV-PCR 4 คร้ัง ขณะแรกเกิด

N = กลุ่มตัวอย่างทารกเกิดที่คณะแพทยศาสตร์
วชริ พยาบาลจากมารดาหญิงต้ังครรภ์ตดิ เชอื้ เอชไอวี

86 ความชกุ ของการตดิ เช้อื เอชไอวจี ากมารดาสู่ทารกท่ีคณะแพทยศาสตร์วชริ พยาบาล
จุฑาทพิ ย์ ธรรมวนิ จิ ฉยั ทวีวงศ์ ตนั ตราชีวธร

Vajira Medical Journal: Journal of Urban Medicine

Vol. 65 No. 1 January - Feburary 2021

อายุ 1 เดอื น 2 เดอื น และ 4 เดือน ร่วมกับตรวจ Anti-HIV ผลการวจิ ัย
ทอ่ี ายุ 18-24 เดอื น
4. ทารกไม่ติดเช้ือเอชไอว5ี พบทารกแรกเกดิ 165 ราย เกดิ จากมารดาหญงิ ตง้ั ครรภ์
หมายถงึ ทารกทม่ี ผี ลเลอื ด HIV-PCR negative อยา่ งนอ้ ย ติดเช้ือเอชไอวี 165 ราย มารดาไม่พามาตรวจตามนัด
2 ครั้ง โดยอย่างน้อย 1 คร้ัง ตรวจขณะอายุ 4 เดือนข้ึนไป หลังจ�ำหน่าย 22 ราย (เป็นทารกกลุ่มเสี่ยงสูง 16 ราย และ
หรือผล Anti-HIV negative ทอ่ี ายุ 18-24 เดอื น กลมุ่ เสี่ยงท่วั ไป 6 ราย พบภาวะแทรกซ้อนหลงั คลอด 3 ราย
5. ทารกติดเช้ือเอชไอวี5 หมายถึง ทารกท่ีมีผลเลือด คือ สงสัยภาวะติดเช้ือในระยะแรกในทารกแรกเกิด 2 ราย
HIV-PCR positive 2 ครั้ง หรอื ผล Anti-HIV positive ท่ีอายุ และตัวเหลือง 1 ราย ทารกทุกรายหายป่วยและจ�ำหน่ายได้
18 เดอื นข้ึนไป โดยระยะเวลานอนโรงพยาบาลเฉล่ีย 7 วัน) จึงเหลือทารก
6. การรักษาทารกติดเชื้อเอชไอว5ี หมายถึง การเร่ิม ทม่ี าตรวจติดตามการรักษาหลังจำ� หน่าย 143 ราย เป็นทารก
รักษาทารกติดเช้ือเอชไอวีด้วยยา AZT ร่วมกับ 3TC และ กลุ่มเสี่ยงสูง 46 ราย (ร้อยละ 32.2) และกลุ่มเส่ียงท่ัวไป
lopinavir/ritonavir (LPV/r) ในขนาดรักษา ร่วมกับการงด 97 ราย (ร้อยละ 67.8) พบทารกติดเชื้อ HIV จากมารดา
นมมารดา 1 ราย (ร้อยละ 0.7) เป็นทารกในกลุ่มเสีย่ งสูง (รปู ท่ี 1)
การเก็บรวบรวมขอ้ มลู มารดาหญิงตัง้ ครรภ์ตดิ เช้อื เอชไอวี 143 คน อายเุ ฉล่ยี
หลงั จากไดร้ บั อนมุ ตั จิ ากคณะกรรมการพจิ ารณาจรยิ ธรรม 26.6 ± 6.5 ปี (พิสัย 13-46 ปี) เชื้อชาติไทย ร้อยละ 97.2
การวจิ ยั คณะแพทยศาสตรว์ ชริ พยาบาลผวู้ จิ ยั ไดป้ ระสานงาน เมยี นมา รอ้ ยละ 1.4 และกัมพูชาร้อยละ 1.4 มกี ารฝากครรภ์
กบั เจา้ หนา้ ทห่ี นว่ ยงานเวชสถติ ขิ องคณะแพทยศาสตรว์ ชริ พยาบาล ร้อยละ 93.0 โดยร้อยละ 88.7 มาฝากครรภ์ครั้งแรกก่อน
เพอ่ื ขอรายชอ่ื ทารกแรกเกดิ ทเี่ กดิ จากมารดาหญงิ ตงั้ ครรภต์ ดิ เชอื้ อายคุ รรภค์ รบ 28 สปั ดาห์ ร้อยละ 60.9 มาฝากครรภ์ต้งั แต่
เอชไอวี ทคี่ ณะแพทยศาสตรว์ ชริ พยาบาล ระหวา่ งวนั ที่ 1 มกราคม 8 ครั้งข้ึนไป (พิสัย 2-18 ครั้ง) มีโรคประจ�ำตัวร้อยละ 8.4
พ.ศ. 2553 ถงึ 31 ธนั วาคม พ.ศ. 2561 ผวู้ จิ ยั เกบ็ รวบรวมขอ้ มลู โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ร้อยละ 8.4 คลอดโดยผ่าตัดคลอด
จากแฟ้มเวชระเบียนและบันทึกข้อมูลลงในแบบบันทึกข้อมูล ร้อยละ 55.9 มภี าวะแทรกซอ้ นระหว่างการตั้งครรภ์ 10 ราย
และคอมพิวเตอร์ เพ่ือน�ำไปวิเคราะห์ทางสถิติและสรุปผล (รอ้ ยละ 7.0) ได้แก่ ขเี้ ทาปนในน�ำ้ ครำ�่ 5 ราย รกเกาะต�ำ่ และ
ข้อมูลจะถูกรักษาเป็นความลับ และไม่ระบุช่ือ นามสกุลของ น้�ำเดินก่อนคลอดนานเกิน 18 ชั่วโมงอย่างละ 2 ราย และ
กลมุ่ ตวั อย่าง น้ำ� ครำ่� น้อย 1 ราย (ตารางท่ี 1)
การวิเคราะหข์ ้อมูลทางสถิติ มารดามคี วามเสย่ี งสงู 46 ราย (รอ้ ยละ 32.2) เนอื่ งจาก
โดยใชโ้ ปรแกรม SPSS version 22 การวเิ คราะหข์ อ้ มลู ไม่ไดร้ ับยาต้านไวรัสเอชไอวีกอ่ นคลอด 17 ราย ไดร้ ับยาต้าน
เชิงปริมาณ เชน่ อายุ น�้ำหนัก เป็นต้น น�ำเสนอโดยใชค้ า่ พสิ ัย เอชไอวีน้อยกว่า 12 สัปดาห์ก่อนคลอด 13 ราย มารดา
ค่าเฉล่ีย (mean) และค่าเบ่ียงเบนมาตรฐาน (standard รบั ประทานยาไม่สม่ำ� เสมอ 7 ราย มารดามี viral load ขณะ
deviation) เปรียบเทียบค่าเฉลี่ยของแต่ละตัวแปร โดยใช้ ใกลค้ ลอด > 50 copies/มล. 4 ราย มารดาไดร้ บั ยานอ้ ยกวา่
Unpaired t-test ถือว่ามีนัยส�ำคัญทางสถิติเม่ือ p <0.05 12 สัปดาห์กอ่ นคลอด และรับประทานยาไมส่ ม�่ำเสมอ 4 ราย
การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพ เช่น เพศ คะแนน APGAR มารดาได้รับยาน้อยกว่า 12 สัปดาห์ก่อนคลอดร่วมกับ
โรคประจำ� ตวั เปน็ ตน้ นำ� เสนอเปน็ จำ� นวนและรอ้ ยละ ทดสอบ รับประทานยาไม่สม่�ำเสมอและตรวจพบ viral load ขณะ
ความสมั พนั ธร์ ะหวา่ งตวั แปร 2 กลมุ่ โดยใช้ Chi-square test ใกล้คลอด > 50 copies/มล. 1 ราย มารดารับประทานยา
โดยถือวา่ มีนยั สำ� คัญทางสถิติเม่อื p <0.05 ตา้ นไวรสั 3 ขนาน จำ� นวน 126 ราย (รอ้ ยละ 88.1) รบั ประทาน
ยาครบถ้วนทุกคร้ัง จ�ำนวน 114 ราย (ร้อยละ 79.7) โดย
รบั ประทานยานานเกนิ 12 สปั ดาหก์ อ่ นคลอด จำ� นวน 108 ราย
(ร้อยละ 75.5) พบมารดาร้อยละ 37.3 มี %CD4 มากกว่า
รอ้ ยละ 24 (ตารางท่ี 2)

ความชกุ ของการติดเชอ้ื เอชไอวจี ากมารดาสูท่ ารกท่ีคณะแพทยศาสตร์วชิรพยาบาล 87
จฑุ าทพิ ย์ ธรรมวนิ จิ ฉยั ทวีวงศ์ ตันตราชีวธร

วชิรเวชสารและวารสารเวชศาสตร์เขตเมือง

ปีที่ 65 ฉบบั ที่ 1 มกราคม - กมุ ภาพนั ธ์ พ.ศ. 2564
ทารกคลอดจากมารดาติดเชื้อเอชไอวี 165 ราย
ไมม าตรวจตามนัดหลังจําหนา ย 22 ราย
ทารกเขา รวมการศึกษา 143 ราย

กลมุ เสีย่ งท่ัวไป 97 ราย กลุม เส่ยี งสูง 46 ราย
HIV-PCR negative 2 ครัง้
HIV-PCR negative 2 คร้ัง
(1 ครัง้ ตรวจขณะอายุ 4 เดือนขน้ึ ไป) 42 ราย (1 ครั้งตรวจขณะอายุ 4 เดอื นขึ้นไป) 27 ราย
HIV-PCR negative 2 ครง้ั
HIV-PCR negative 2 ครง้ั
(1 ครัง้ ตรวจขณะอายุ 2 เดือนขึ้นไป) (1 ครั้งตรวจขณะอายุ 4 เดือนข้นึ ไป)
และ Anti-HIV negative 15 ราย
และ Anti-HIV negative 9 ราย Anti-HIV negative 3 ราย
HIV-PCR negative 2 คร้ัง
HIV-PCR positive 2 ครั้ง
(1 คร้งั ตรวจขณะอายุ 4 เดอื นขึน้ ไป) (ทีอ่ ายุ 1 และ 2 เดอื น) 1 ราย
และ Anti-HIV negative 38 ราย
Anti-HIV negative 8 ราย
หมายเหตุ Anti-HIV ตรวจขณะอายุ 18 - 24 เดอื น

รปู ท่ี 1: แสดงการด�ำเนินการวิจัยและผลตรวจการตดิ เช้อื เอชไอวี

88 ความชกุ ของการติดเชอื้ เอชไอวจี ากมารดาสู่ทารกทค่ี ณะแพทยศาสตรว์ ชิรพยาบาล
จฑุ าทิพย์ ธรรมวินจิ ฉัย ทวีวงศ์ ตันตราชวี ธร

Vajira Medical Journal: Journal of Urban Medicine

Vol. 65 No. 1 January - Feburary 2021

ตารางที่ 1: จ�ำนวน ร้อยละ
ลกั ษณะทั่วไป การฝากครรภ์และการคลอดของมารดา (N = 143) 21 14.7
109 76.2
ข้อมลู ทัว่ ไปของมารดา 13 9.1
กล่มุ อายุ 139 97.2
< 20 ปี (มารดาวัยร่นุ ) 4 2.8
20 - 35 ปี 133 93.0
> 35 ปี (มารดาอายุมาก) 10 7.0
เชือ้ ชาติ 52 39.1
ไทย 81 60.9
ต่างชาติ 55 41.3
การฝากครรภ์ 63 47.4
ฝากครรภ์ 15 11.3
ไมฝ่ ากครรภ์ 12 8.4
จ�ำนวนการฝากครรภ์ (คร้ัง) (n = 133) 8 5.6
นอ้ ยกวา่ 8 3 2.1
มากกวา่ หรือเท่ากับ 8 1 0.7
อายคุ รรภท์ ี่ฝากครงั้ แรก (สัปดาห์) (n = 133) 12 8.4
น้อยกว่า 12 6 4.2
13 - 28 1 0.7
มากกวา่ 28 3 2.1
โรคประจำ� ตัว 2 1.4
เบาหวาน 63 44.1
ความดันโลหิตสูง 80 55.9
หอบหืด
โรคติดเชอื้ ทางเพศสมั พันธ์
ตับอักเสบบี
เรมิ บรเิ วณอวยั วะเพศ
หูดหงอนไก่
ซฟิ ลิ สิ
วธิ ีการคลอด
คลอดธรรมชาติ
ผา่ ตดั คลอด

ความชุกของการตดิ เช้ือเอชไอวีจากมารดาสู่ทารกทีค่ ณะแพทยศาสตรว์ ชริ พยาบาล 89
จฑุ าทพิ ย์ ธรรมวนิ ิจฉัย ทวีวงศ์ ตนั ตราชีวธร


Click to View FlipBook Version