The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

วชิรเวชสาร และวารสารเวชศาสตร์เขตเมือง ปีที่ 65 ฉบับที่ 1 (ม.ค.-ก.พ.64) คณะแพทยศาสตร์วชิรพยาบาล มหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search

วชิรเวชสาร และวารสารเวชศาสตร์เขตเมือง ปีที่ 65 ฉบับที่ 1 (ม.ค.-ก.พ.64)

วชิรเวชสาร และวารสารเวชศาสตร์เขตเมือง ปีที่ 65 ฉบับที่ 1 (ม.ค.-ก.พ.64) คณะแพทยศาสตร์วชิรพยาบาล มหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช

Keywords: วชิรเวชสาร,เวชศาสตร์เขตเมือง,2564,วชิรพยาบาล,มหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช

วชริ เวชสารและวารสารเวชศาสตรเ์ ขตเมือง จำ� นวน รอ้ ยละ
97 67.8
ปที ี่ 65 ฉบับท่ี 1 มกราคม - กมุ ภาพันธ์ พ.ศ. 2564 46 32.2
ตารางท่ี 2: 17 14.4
การตดิ เชอ้ื เอชไอวีและการรกั ษาของมารดา (N=143) 59 50.0
42 35.6
ขอ้ มลู 22 18.6
ระดบั ความเสย่ี งของการติดเชือ้ เอชไอวี 52 44.1
ความเส่ยี งทัว่ ไป 44 37.3
ความเส่ยี งสูง 24 82.8
CD4, เซลล์/มม3 (n = 125) 5 17.2
< 200 17 11.9
200 - 500 18 12.6
> 500 108 75.5
ร้อยละของ CD4 (n = 125) 70 55.6
< 15 17 13.5
15 - 24 13 10.3
> 24 8 6.3
HIV viral load, copies/มล. (n = 29) 18 14.3
≤ 50 12 9.5
> 50 --
การได้รบั ยาตา้ นไวรัสเอชไอวีของมารดา 114 90.5
ไม่ไดร้ ับยา
ไดร้ ับยา < 12 สปั ดาห์ ก่อนคลอด
ได้รับยา ≥ 12 สัปดาห์ ก่อนคลอด
สูตรยาต้านไวรสั ที่มารดาได้รับ (n = 126)
AZT + 3TC + LPV/r
TDF + 3TC + LPV/r
TDF + 3TC + EFV
TDF + FTC + EFV
สูตรอนื่ ๆ
ความสมำ่� เสมอของการได้รบั ยา (n = 126)
< 80%
90 - 99%
100%

90 ความชุกของการติดเชอื้ เอชไอวีจากมารดาสู่ทารกท่คี ณะแพทยศาสตร์วชิรพยาบาล
จฑุ าทพิ ย์ ธรรมวนิ ิจฉยั ทววี งศ์ ตันตราชวี ธร

Vajira Medical Journal: Journal of Urban Medicine

Vol. 65 No. 1 January - Feburary 2021

ทารกเปน็ เพศชายรอ้ ยละ 52.4 และเพศหญงิ รอ้ ยละ 47.6 ทารกหายปว่ ยและจำ� หนา่ ยไดท้ กุ ราย ระยะเวลานอนโรงพยาบาล
คลอดขณะอายคุ รรภเ์ ฉลย่ี 38.1 ± 1.7 สปั ดาห์ (พสิ ยั 31.9-42.0) เฉลย่ี 6.3 ± 6.3 วนั (พสิ ัย 2-45) แสดงในตารางที่ 3 หลงั เกิด
เป็นทารกเกิดครบก�ำหนดร้อยละ 84.6 น�้ำหนักแรกเกิดเฉลี่ย ทารกได้รบั ยา AZT ขนานเดียว 98 ราย (ร้อยละ 68.5) และ
2,830.0 ± 454.3 กรมั (พสิ ยั 1,480- 4,000) ภาวะแทรกซอ้ น ได้รับ AZT ร่วมกับ 3TC และ NVP 45 ราย (รอ้ ยละ 31.5)
ในทารกทพี่ บบอ่ ย 3 อนั ดบั แรก ไดแ้ ก่ ภาวะตดิ เชอื้ ในระยะแรก โดยมีทารกกลุ่มเส่ียงสูง 1 รายได้รับยา AZT เพียง 1 ขนาน
ในทารกแรกเกดิ (รอ้ ยละ 17.5) ภาวะตวั เหลอื งในทารกแรกเกดิ ทารกรับประทานยาสม่�ำเสมอครบถ้วนร้อยละ 97.9 ทารก
(ร้อยละ 2.8) และปอดอักเสบติดเชอ้ื (ร้อยละ 2.1) ตามล�ำดบั ทกุ รายรบั ประทานเฉพาะนมผสมโดยไมไ่ ดร้ บั ประทานนมมารดา

ตารางที่ 3: จำ� นวน รอ้ ยละ
ลักษณะท่ัวไปของทารก (N=143) 75 52.4
68 47.6
ข้อมลู 38.1 ± 1.7 (31.9 – 42.0)
เพศ 22 15.4
ชาย 121 84.6
หญงิ
อายคุ รรภ์ (สปั ดาห)์ 2,830.0 ± 454.3 (1,480 – 4,000)
Mean ± SD (พิสยั ) 33 23.1
กอ่ นก�ำหนด (< 37) 110 76.9
ครบก�ำหนด (37 - 42) 5 3.5
น�ำ้ หนกั แรกเกิด (กรมั ) 6 4.2
Mean ± SD (พิสยั ) 132 92.3
< 2,500 38 26.6
2,500 – 4,000 25 17.5
APGAR score นาทที ี่ 1 (พิสยั 1-10) 4 2.8
0-3 3 2.1
4-7 2 1.4
>7 2 1.4
ภาวะแทรกซอ้ นหลงั เกิด 1 0.7
Early onset neonatal sepsis 1 0.7
Neonatal jaundice 6.3 ± 6.3 (2 – 45)
Pneumonia 114 79.7
Transient tachypnea of the newborn 29 20.3
Meningitis
Apnea of prematurity
Respiratory distress syndrome
ระยะเวลานอนโรงพยาบาล (วนั )
Mean ± SD (พสิ ัย)
≤7
>7

ความชุกของการติดเชอ้ื เอชไอวจี ากมารดาสู่ทารกท่คี ณะแพทยศาสตร์วชริ พยาบาล 91
จุฑาทพิ ย์ ธรรมวนิ ิจฉยั ทวีวงศ์ ตนั ตราชวี ธร

วชิรเวชสารและวารสารเวชศาสตรเ์ ขตเมือง

ปีที่ 65 ฉบบั ที่ 1 มกราคม - กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564

พบทารกตดิ เชอ้ื เอชไอวจี ากมารดา 1 ราย (รอ้ ยละ 0.7) กอ่ นคลอด รวมทง้ั ทารกกลมุ่ เสยี่ งสงู ไดร้ บั ยาตา้ นไวรสั 3 ขนาน
เป็นทารกเพศชาย เกิดจากมารดากลุ่มเสี่ยงสูง คลอดด้วย นาน 6 สัปดาห์หลังคลอด พบอัตราการติดเช้ือเอชไอวีจาก
วธิ ธี รรมชาติ นำ�้ หนกั แรกเกดิ 2,228 กรมั คะแนน APGAR 9, 10 มารดาสทู่ ารกในการศกึ ษาของ Dinh TH และคณะ6 เพมิ่ สงู ขน้ึ
ไม่มีภาวะแทรกซ้อนปริก�ำเนิด ระยะเวลานอนโรงพยาบาล ตามอายุที่มากขึ้น โดยพบอัตราการติดเช้ือตรวจขณะทารก
หลงั คลอด 3 วนั เปน็ บตุ รคนท่ี 3 ของมารดาหญงิ ไทย อายุ 26 ปี อายุ 18 เดือนสูงถึงร้อยละ 3.0-19.4 เนื่องจากทารกทุกราย
ฝากครรภ์ท้ังหมด 7 คร้ัง โดยเริ่มฝากครรภ์ตั้งแต่อายุครรภ์ ในการศึกษานี้เลีย้ งด้วยนมมารดา
16 สัปดาห์ ปฏิเสธประวัติการด่ืมเหล้า สูบบุหรี่ และการใช้ การศึกษาน้ีพบอัตราการติดเช้ือเอชไอวีจากมารดา
สารเสพติด ปฏิเสธประวัติโรคประจ�ำตัวและโรคติดเช้ือทาง สทู่ ารกตำ่� กวา่ การศกึ ษาของ นกั ขตั เสารท์ องและคณะ9 ทพี่ บ
เพศสัมพันธ์อ่ืนๆ มารดาเร่ิมรับประทานยาต้านไวรัสเอชไอวี อตั ราการถา่ ยทอดเชอื้ เอชไอวจี ากมารดาสทู่ ารกทโ่ี รงพยาบาล
สูตร AZT + 3TC + LPV/r ในช่วง 13 สัปดาห์ก่อนคลอด แม่สาย จังหวัดเชียงราย ระหว่างพ.ศ. 2553-พ.ศ. 2556
แตไ่ มไ่ ดร้ บั การตรวจ viral load เมอ่ื ใกลค้ ลอด เบอื้ งตน้ มารดา ร้อยละ 3.8 ท้ังท่ีแพทย์สั่งจ่ายยาต้านไวรัส 3 ขนานสูตร
ให้ประวัติรับประทานยาสม่�ำเสมอ นานมากกว่า 12 สัปดาห์ มาตรฐานถงึ รอ้ ยละ 100 เนอ่ื งจากมหี ญงิ ตง้ั ครรภร์ บั ประทานยา
ก่อนคลอด จึงจัดอยู่ในกลุ่มความเส่ียงท่ัวไป ทารกจึงได้รับ ไม่ครบถ้วนสูงถึง 32 ราย 34 เหตุการณ์ จากการเกิดอาการ
ยา AZT เพียง 1 ขนาน ขนาด 4 มก./กก. ทุก 12 ชั่วโมง ไม่พึงประสงค์จากการใช้ยา (ร้อยละ 41.2) หรือได้รับยา
นาน 4 สัปดาห์ หลังจากมาตรวจติดตาม พบทารกติดเช้ือ ไม่ครบตามแพทยส์ ั่ง (ร้อยละ 32.4) หรือได้รับยาไมเ่ หมาะสม
เอชไอวี (HIV-PCR positive ท่ีอายุ 1 เดือน และ 2 เดือน) (ร้อยละ 14.7) หรือได้รับยาเหมาะสมแต่ขนาดน้อยเกินไป
มารดาได้ให้ประวัติเพ่ิมเติมว่ารับประทานยาต้านไวรัส (ร้อยละ 5.9)
ไม่สมำ�่ เสมอในระหว่างต้งั ครรภ์ การศึกษาน้ีพบความชุกของการติดเชื้อเอชไอวีจาก
มารดาสู่ทารกใกล้เคียงกับการศึกษาในช่วงหลังของสุพรรณี
วจิ ารณ์ เลาวหุตานนท์10 ซึ่งพบอัตราการติดเช้ือเอชไอวีจากมารดา
สทู่ ารกระหวา่ ง พ.ศ. 2554-2555 รอ้ ยละ 0 และใกล้เคยี งกับ
การศึกษาน้ีพบความชุกของการติดเชื้อเอชไอวีจาก การศกึ ษาของทพิ วลั ย์ ลม่ิ ลขิ ติ 11 ซงึ่ พบอตั ราการตดิ เชอ้ื เอชไอวี
มารดาสู่ทารกร้อยละ 0.7 ต่�ำกว่าการศึกษาในช่วงแรกของ จากมารดาสู่ทารก ระหว่าง 1 ตุลาคม พ.ศ. 2555 ถึง
สุพรรณี เลาวหุตานนท์10 ซึ่งพบอัตราการติดเช้ือเอชไอวีจาก 30 กนั ยายน พ.ศ. 2559 รอ้ ยละ 0 เชน่ กนั เนือ่ งจากชว่ งเวลา
มารดาสู่ทารกระหว่าง พ.ศ. 2547-2553 สูงถึงร้อยละ 4.5 ดงั กลา่ วมารดาไดร้ บั ยาตา้ นไวรสั เอชไอวี 3 ขนานรอ้ ยละ 100 และ
เนื่องจากขณะน้ันยังไม่ได้น�ำยาต้านไวรัส 3 ขนานมารักษา ทารกกลุ่มเสยี่ งสูงได้รับยาต้านไวรัส 3 ขนาน นาน 6 สปั ดาห์
หญิงตั้งครรภ์ติดเชื้อเอชไอวี ความชุกในการศึกษานี้ต่�ำกว่า หลงั คลอดเช่นเดียวกบั การศึกษานี้
การศึกษาของ Dinh TH และคณะ6 ท่ีพบอัตราการติดเช้ือ การศึกษานีพ้ บทารกตดิ เช้อื เอชไอวจี ากมารดา 1 ราย
เอชไอวีจากมารดาสู่ทารกซิมบับเว (ตรวจขณะทารกอายุ เนื่องจากระหว่างตั้งครรภ์มารดารับประทานยาไม่ครบถ้วน
6 สัปดาห์) ใน พ.ศ. 2556-2557 ระหว่างร้อยละ 1.2-12.7 และไม่สม�่ำเสมอซึ่งเป็นปัจจัยเส่ียงต่อการถ่ายทอดเชื้อจาก
เนื่องจากเป็นการศึกษาในทารกที่เกิดจากมารดาที่ได้รับ มารดาสู่ทารก ซึ่งพบในทารกที่ติดเชื้อเอชไอวีจากมารดาจาก
ยาต้านไวรัสไม่ครบถ้วน ตั้งแต่ไม่ได้รับยาต้านไวรัส ได้รับ การศกึ ษาของ นกั ขตั เสารท์ อง และคณะ9 และ Puthanakit T
AZT ขนานเดียว จนถึงได้รับยาต้านไวรัส 3 ขนาน รวมท้ัง และคณะ7 เช่นเดียวกัน ซึ่งควรจัดทารกรายน้ีเป็นทารกกลุ่ม
ระยะเวลาท่ีมารดาเริ่มได้รับยาต้านไวรัสไม่แน่นอน ตั้งแต่เริ่ม เสยี่ งสงู และใหร้ บั ประทานยาตา้ นไวรสั 3 ขนาน นาน 6 สปั ดาห์
ไดร้ ับยาตา้ นไวรสั ตัง้ แตก่ ่อนต้ังครรภ์ ขณะต้ังครรภ์ จนถึงเร่ิม หลงั เกดิ เชน่ เดยี วกบั การศกึ ษาในอดตี 7,9 แตเ่ นอื่ งจากในเบอ้ื งตน้
ไดร้ บั ยาขณะหลังเกิด และทารกได้รับยา NVP เพยี ง 1 ขนาน มารดาใหป้ ระวตั ริ บั ประทานยาสมำ�่ เสมอนานมากกวา่ 12 สปั ดาห์
หลังคลอดจนถึงอายุ 6 สัปดาห์ ขณะที่การศึกษาน้ีมารดา ก่อนคลอด จึงจัดทารกรายน้ีอยู่ในกลุ่มความเสี่ยงทั่วไป และ
ส่วนมากได้รับยาต้านไวรัส 3 ขนาน มากกว่า 12 สัปดาห์

92 ความชกุ ของการตดิ เชือ้ เอชไอวจี ากมารดาสูท่ ารกทีค่ ณะแพทยศาสตรว์ ชริ พยาบาล
จุฑาทพิ ย์ ธรรมวนิ ิจฉัย ทววี งศ์ ตันตราชวี ธร

Vajira Medical Journal: Journal of Urban Medicine

Vol. 65 No. 1 January - Feburary 2021

ใหร้ บั ประทานยา AZT เพยี ง 1 ขนานนาน 4 สปั ดาห์ หลงั จาก จากมารดาสทู่ ารกใหเ้ หลอื นอ้ ยกวา่ รอ้ ยละ 1 ใน พ.ศ. 2563
มาตรวจติดตาม พบทารกติดเช้ือเอชไอวี (HIV-PCR positive 2. ความรู้ท่ีได้จากการศึกษาน้ี เพ่ือน�ำไปสู่การลด
ท่ีอายุ 1 เดือน และ 2 เดอื น) มารดาจงึ ใหป้ ระวัติเพ่มิ เตมิ ว่า อัตราการติดเช้ือเอชไอวีจากมารดาสู่ทารกให้เหลือร้อยละ 0
รบั ประทานยาตา้ นไวรสั ไมส่ มำ่� เสมอและไมค่ รบถว้ นในระหวา่ ง ภายใน พ.ศ. 2573 คอื ควรตรวจ HIV viral load ของหญงิ
ตั้งครรภ์ สิ่งส�ำคญั ในการแก้ปญั หานี้ คือ ควรตรวจ HIV viral ต้ังครรภ์ติดเชื้อเอชไอวีในระหว่างคลอดและช่วงใกล้คลอด
load ของหญิงต้ังครรภ์ติดเช้ือเอชไอวีระหว่างคลอดและช่วง ทุกราย ไม่ว่าหญิงตั้งครรภ์จะให้ประวัติว่ารับประทานยา
ใกลค้ ลอดทกุ ราย ไมว่ า่ จะใหป้ ระวตั วิ า่ รบั ประทานยาตา้ นไวรสั ต้านไวรัสนานเกิน 12 สัปดาห์ก่อนคลอดหรือไม่ ทั้งน้ีเพื่อลด
นานเกิน 12 สัปดาห์ก่อนคลอดหรือไม่ เพราะหญิงตั้งครรภ์ ความคลาดเคลื่อนในการจัดกลุ่มความเส่ียงของท้ังมารดา
อาจลมื หรอื สบั สนในการใหป้ ระวตั กิ ารรบั ประทานยา หรอื กรณี หญิงตั้งครรภ์และของทารกมีประโยชน์ คือ สูตินรีแพทย์
เช้ือดื้อยา แม้จะรับประทานยาต้านไวรัส 3 ขนานนานเกิน สามารถให้ raltegravir เพ่ิมเข้าในสูตรยา 3 ขนานในระยะ
12 สปั ดาหก์ อ่ นคลอดจรงิ แตจ่ ำ� นวน HIV viral load จะยงั คง ใกล้คลอดแก่หญิงตั้งครรภ์กลุ่มเสี่ยงสูงรายน้ัน ท�ำให้ลดอัตรา
สูงอยู่ การตรวจ HIV viral load ของหญิงต้ังครรภ์ติดเชื้อ การถ่ายทอดเชอ้ื เอชไอวีจากหญิงต้ังครรภ์กลุ่มเส่ียงสูงสู่ทารก
เอชไอวชี ว่ งใกลค้ ลอดทกุ ราย มปี ระโยชน์ 2 ประการ คอื ทำ� ให้ ไดด้ ขี นึ้ และทารกกลมุ่ เสยี่ งสงู ซง่ึ เปน็ บตุ รจะไดร้ บั AZT รว่ มกบั
ทราบแนน่ อนวา่ หญงิ ตง้ั ครรภร์ ายใดเปน็ กลมุ่ เสยี่ งสงู (viral load 3TC และ NVP นาน 6 สปั ดาห์หลงั เกดิ แทนทจี่ ะได้รับเพยี ง
ขณะใกล้คลอด > 50 copies/มล.) ทารกของหญิงตั้งครรภ์ AZT เพยี ง 1 ขนานนาน 4 สัปดาห์ ทำ� ใหล้ ดอตั ราการติดเชอ้ื
รายนัน้ จะไดร้ บั AZT ร่วมกับ 3TC และ NVP นาน 6 สปั ดาห์ เอชไอวจี ากมารดาไดด้ ขี ้นึ
แทนที่จะได้รบั เพียง AZT นาน 4 สัปดาห์ ซึง่ จะช่วยลดอัตรา
การตดิ เชอื้ เอชไอวจี ากมารดาไดด้ ขี น้ึ ประโยชนอ์ กี ประการ คอื กติ ติกรรมประกาศ
สตู นิ รแี พทยส์ ามารถให้ raltegravir เพม่ิ เขา้ ในสตู รยา 3 ขนาน
ในระยะใกล้คลอดแก่หญิงต้ังครรภ์กลุ่มเสี่ยงสูงรายน้ัน ซ่ึงมี คณะผู้วิจัยขอขอบคุณคณะกรรมการพิจารณาและ
การศึกษาของ Puthanakit T และคณะ7 พบว่าสามารถลด ควบคมุ การวจิ ยั และคณะกรรมการพจิ ารณาจรยิ ธรรมการวจิ ยั
อัตราการถ่ายทอดเช้ือเอชไอวีจากหญิงต้ังครรภ์กลุ่มเสี่ยงสูง คณะแพทยศาสตร์วชิรพยาบาล ที่อนุญาตให้ด�ำเนินการวิจัย
สู่ทารกจากร้อยละ 7.6 เหลือรอ้ ยละ 3.9 คณบดี คณะแพทยศาสตร์วชิรพยาบาล ท่ีอนุญาตให้เสนอ
การศึกษาน้ีมขี อ้ จำ� กัด คอื เปน็ การเก็บข้อมลู ย้อนหลัง ผลงานวจิ ยั เจา้ หนา้ ทธี่ รุ การ เจา้ หนา้ ทแี่ ผนกเวชระเบยี น นกั สถติ ิ
มีทารกท่ีเกิดจากมารดาติดเชื้อเอชไอวีและไม่ได้มาตรวจ และเจ้าหน้าท่ีศูนย์ส่งเสริมการวิจัย ซึ่งมีส่วนส�ำคัญอย่างย่ิง
ติดตามการรักษาหลังจากจ�ำหน่ายจากโรงพยาบาล 22 ราย ท่ที �ำใหก้ ารศึกษาวจิ ัยนีส้ ำ� เรจ็ ลลุ ว่ งด้วยดี
เป็นทารกกลุ่มเสี่ยงสูงถึง 16 ราย ท่ีมีโอกาสติดเชื้อเอชไอวี
จากมารดา เป็นการศึกษาท่ีสถาบันเดียวผลของการศึกษา เอกสารอา้ งอิง
อาจไม่สามารถน�ำไปใช้ในวงกว้างได้ เนื่องจากจ�ำนวนทารก
ในการศึกษาท่ีติดเชื้อมีน้อย ท�ำให้ไม่สามารถน�ำมาวิเคราะห์ 1. World Health Organization. Antiretroviral drugs
หาปจั จยั ท่ีสัมพนั ธ์กบั การตดิ เชอ้ื ได้ for treating pregnant women and preventing HIV
infection in infants, 2010. Recommendations for
ข้อสรุปและขอ้ เสนอแนะ a public health approach. Geneva, Switzerland:
WHO, 2010.
1. พบความชกุ ของการตดิ เชอ้ื เอชไอวจี ากมารดาสทู่ ารก
ทคี่ ณะแพทยศาสตรว์ ชริ พยาบาล ระหวา่ ง 1 ธนั วาคม พ.ศ. 2553 2. Lolekha R, Boonsuk S, Plipat T, Martin M,
ถงึ 31 ธนั วาคม พ.ศ. 2561 รอ้ ยละ 0.7 ซง่ึ เปน็ ไปตามเปา้ หมาย Tonputsu C, Punsuwan N, et al. Elimination of
ของกระทรวงสาธารณสุขไทย ทจี่ ะลดอตั ราการติดเชอ้ื เอชไอวี mother-to-child transmission of HIV-Thailand.
MMWR Morb Mortal Wkly Rep 2016;65(22):
562-6.

ความชกุ ของการติดเชือ้ เอชไอวจี ากมารดาสูท่ ารกทคี่ ณะแพทยศาสตรว์ ชิรพยาบาล 93
จฑุ าทพิ ย์ ธรรมวินิจฉัย ทววี งศ์ ตนั ตราชวี ธร

วชิรเวชสารและวารสารเวชศาสตรเ์ ขตเมอื ง

ปที ี่ 65 ฉบับที่ 1 มกราคม - กมุ ภาพนั ธ์ พ.ศ. 2564

3. Lolekha R, Chokephaibulkit K, Phanuphak N, 8. Tonpudsa C, Loleka R, Pavaputanondh P,
Chaithongwongwatthana S, Kietiburanakul S, Puthanakit T, Kosalaraksa P, Petdachai W, et al.
Chetchotisakd P, et al. Thailand national Remaining causes of mother to child HIV
guidelines for the prevention of mother-to-child transmission (MTCT) in Thailand: barriers to
transmission of HIV 2016. Asian Biomed 2017; achieving <1% of MTCT rate. 9th IAS Conference
11(2):145-59. on HIV Science;2017 July 23-26. Paris, France.
Poster abstract No. A-854-0250-02238.
4. Phanuphak N, Phanuphak P. History of the
prevention of mother-to-child transmission of 9. Saothong N, Yukhong T. Outcomes of antiretroviral
HIV inThailand. J Virus Erad 2016;2:107-9. drug usage for prevention of mother to child
transmission at Maesai Hospital, Chiang Rai
5. Ongwandee S, Kiertiburanakul S, Avihingsanon A. Province. Nurs Pub Health Educat J 2013;12-24.
Thailand national guidelines on HIV/AIDS treatment
and prevention 2017. Bangkok: The Agricultural 10. Lauwahutanont S. Mother to child HIV transmission
Co-operative Federation of Thailand; 2017. p.29-32. rate in Sena Hospital. J Prev Med 2013;3:55-61.

6. Dinh TH, Mushavi A, Shiraishi RW, Barr BT, 11. Limlikhit T. Mother to child HIV transmission rate in
Balachandra S, Shambira G, et al. Impact of timing Detudom Crown Prince Hospital during Fiscal Year
of antiretroviral treatment and birth weight on 2013-2016. Mahasarakham Hosp J 2016;13:11-21.
mother-to-child human immunodeficiency virus
transmission: Findings from an 18-month prospective 12. Mahy M, Penazzato M, Ciaranello A, Mofenson L,
cohort of a nationally representative sample of Yiannoutsos C, Davies MA, et al. Improving
mother–infant pairs during the transition from estimates of children living with HIV from the
option A to option B+ in Zimbabwe. Clin Infect spectrum AIDS impact model. AIDS 2017;
Dis 2018;66(4):576-85. 31 Suppl 1:S13-22.

7. Puthanakit T, Thepnarong N, Chaithongwongwatthana 13. Manosuthi W, Ongwandee S, Bhakeecheep S,
S, Anugulruengkitt S, Anunsittichai O, Theerawit T, Leechawengwongs M, Ruxrungtham K,
et al. Intensification of antiretroviral treatment Phanuphak P, et al. Guidelines for antiretroviral
with raltegravir for pregnant women living with therapy in HIV-1 infected adults and adolescents
HIV at high risk of vertical transmission. J virus 2014, Thailand. AIDS Research and Therapy
Eradication 2018;4:e1-6. 2015;12:e12. doi: 10.1186/s12981-015-0053-z.

14. World Health Organization. WHO recommendations
on the diagnosis of HIV infection in infants and
children. Geneva, Switzerland: WHO, 2010.

94 ความชกุ ของการตดิ เช้ือเอชไอวีจากมารดาสู่ทารกทค่ี ณะแพทยศาสตร์วชิรพยาบาล
จฑุ าทิพย์ ธรรมวนิ จิ ฉัย ทววี งศ์ ตันตราชีวธร


Click to View FlipBook Version