ค าน า แดนดินถิ่นฐานอันเป็นที่ตั้งจังหวัดยโสธรในป๓จจุบัน มีหลักฐานการสร๎างบ๎านแปงเมืองมาตั้งแตํ ปี พ.ศ. 2314 ในสมัยกรุงธนบุรี ผํานการหลํอหลอมของกาลเวลา ความเชื่อ ภูมิป๓ญญา วัฒนธรรมตาม วิถีอีสานจากชุมชนบ๎านสิงห๑ทํา เป็นเมืองยศสุนทร สูํการเป็นจังหวัดยโสธร ตามประกาศคณะปฏิวัติฉบับที่ 70 ลงวันที่ 6 กุมภาพันธ๑ พ.ศ. 2515 ข๎อ 1 ให๎แยกอําเภอยโสธร อําเภอกุดชุม อําเภอเลิงนกทา อําเภอคําเขื่อนแก๎ว อําเภอมหาชนะชัย และอําเภอปุาติ้ว ออกจากจังหวัดอุบลราชธานีแล๎วรวมจัดตั้งเป็นจังหวัดยโสธร มีเขตท๎องที่ ตามที่อําเภอดังกลําวมีอยูํในวันที่ประกาศของคณะปฏิวัติฉบับนี้ใช๎บังคับ ข๎อ 9 ให๎เปลี่ยนชื่ออําเภอยโสธร เป็นอําเภอเมืองยโสธร ข๎อ 11 ประกาศของคณะปฏิวัติฉบับนี้ให๎ใช๎บังคับตั้งแตํวันที่ 1 มีนาคม 2515 ตํอมาในวันที่ 25 มีนาคม 2522 มีราชกิจจานุเบกษา ตั้งอําเภอค๎อวัง (แยกจากอําเภอมหาชนะชัย) วันที่ 26 กรกฎาคม 2527 มีราชกิจจานุเบกษา ตั้งอําเภอทรายมูล (แยกจากอําเภอเมืองยโสธร) และวันที่ 26 กันยายน 2540 มีราชกิจจานุเบกษา ตั้งอําเภอไทยเจริญ (แยกจากอําเภอเลิงนกทา) รวมเป็น 9 อําเภอ ในป๓จจุบัน ดังนั้น วันที่ 1 มีนาคม 2565 จึงเป็นวันครบ 50 ปี แหํงการสถาปนาจังหวัดยโสธร ทํามกลางกระแสการเปลี่ยนแปลงของโลกในหลากหลายรูปแบบ แตํด๎วยภูมิป๓ญญาของบรรพบุรุษ ที่ถํายทอดจากรุํนสูํรุํน ประกอบกับการมองการณ๑ไกลของทุกภาคสํวนในนาม กรมยโสธร ที่ชํวยกันกําหนด เปูาหมายและแนวทางการพัฒนาให๎สอดคล๎องกับสภาพภูมิสังคมได๎อยํางสมบูรณ๑ในทุกยุคทุกสมัย สํงผลให๎ ยโสธรในวันนี้ สามารถสร๎างรอยยิ้ม สร๎างความสุขให๎แกํประชาชนได๎อยํางยั่งยืน และพร๎อมในการขับเคลื่อน เปูาหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals : SDGs) ในมิติตําง ๆ ซึ่งเป็นกระแสการ พัฒนาของโลกในป๓จจุบันได๎อยํางเป็นรูปธรรม เพื่อเป็นการปลูกฝ๓งจิตสํานึกให๎แกํพี่น๎องประชาชนชาวยโสธร ได๎มีความภาคภูมิใจในประวัติศาสตร๑ ที่เจริญรุํงเรืองของเมืองยโสธร มีสํานึกรักบ๎านเกิด และรักษารากเหง๎าของจังหวัด จึงได๎ดําเนินการรวบรวม ข๎อมูล ภาพถําย เหตุการณ๑ความเป็นมา และอัตลักษณ๑สําคัญของจังหวัดในลักษณะสมุดภาพพร๎อมคําบรรยาย ประกอบ แสดงถึงวิวัฒนาการของจังหวัดยโสธรจากอดีตจนถึงป๓จจุบัน ภายใต้ชื่อ “สมุดภาพประวัติศาสตร์ 5 ทศวรรษ ปริวรรตยโสธร” บันทึกไว๎เป็นอนุสรณ๑แหํงความเสียสละ ความรํวมมือ รํวมใจในการพัฒนา บ๎านเมือง ควบคูํกับการเชิดชูรักษารากเหง๎าอัตลักษณ๑สําคัญของตนเอง สร๎างความภาคภูมิใจแกํพี่น๎อง ประชาชนชาวจังหวัดยโสธรสืบไป คณะผู๎จัดทํา กันยายน 2565 ~ ก ~
สารบัญ เรื่อง หน้า ค าน า ก ความเป็นมาโดยสังเขป 1 หมวด ๑ ยโสธร คําขวัญประจําจังหวัด 7 ตราสัญลักษณ๑ประจําจังหวัด 7 ธงประจําจังหวัด 8 ต๎นไม๎ประจําจังหวัด 8 พันธุ๑ไม๎มงคลประจําจังหวัด 9 ดอกไม๎ประจําจังหวัด 11 ลายผ๎าประจําจังหวัด 11 ลายผ๎าประจําอําเภอ 9 อําเภอ ของจังหวัดยโสธร 12 ประวัติจังหวัดยโสธร 19 ประวัติอําเภอ 9 อําเภอ 30 หมวด 2 ใต้ร่มพระบารมี การเสด็จหัวเมืองภาคตะวันออกเฉียงเหนือของสมเด็จพระเจ๎าบรมวงศ๑เธอ 36 กรมพระยาดํารงราชนุภาพ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช 39 บรมนาถบพิตร สมเด็จพระนางเจ๎าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง 44 เมื่อครั้งดํารงพระราชอิสริยยศ สมเด็จพระนางเจ๎าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ (พ.ศ. 2493 - 2559) พระบาทสมเด็จพระเจ๎าอยูํหัว เมื่อครั้งทรงดํารงพระราชอิสริยยศ 45 สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร (พ.ศ. 2515 - 2559) สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ๎า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ 50 สยามบรมราชกุมารี สมเด็จพระเจ๎าน๎องนางเธอ เจ๎าฟูาจุฬาภรณวลัยลักษณ๑อัครราชกุมารี 53 กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี ทูลกระหมํอมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี 57 สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชนนี 59 สมเด็จพระเจ๎าพี่นางเธอ เจ๎าฟูากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร๑ 62
สารบัญ (ต่อ) เรื่อง หน้า พระเจ๎าวรวงศ๑เธอ พระองค๑เจ๎าอทิตยาทรกิติคุณ 62 พิธีถวายดอกไม๎จันท๑ เนื่องในพระราชพิธีถวายพระเพลิง 63 พระบรมศพ พระบาทสมเด็จพะบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร พุทธศักราช 2560 พระราชพิธีบรมราชาภิเษก พุทธศักราช 2562 67 หมวด 3 เล่าเรื่องเมืองยศ 7 สิ่งมหัศจรรย๑ยโสธร 1. ศาลเจ๎าพํอหลักเมือง เสาหลักเมือง 3 หลัก 74 2. พิพิธภัณฑ๑พญาคันคาก 75 3. พระพุทธบุษยรัตน๑ 77 4. พระธาตุพระอานนท๑ 78 5. พระพุทธรูปหยกขาว วัดพระพุทธบาท 80 6. โบสถ๑คริสต๑บ๎านซํงแย๎ 81 7. ประเพณีแหํมาลัยข๎าวตอก 82 ปืนนางปูอง 83 อนุสาวรีย๑พระสุนทรราชวงศา 84 เหตุการณ๑กบฏผีบุญ 85 เครื่องทรงประกอบของเจ๎าเมือง 95 หลวงพํอพระสุก 96 พระพุทธนวราชบพิตร 100 สนามบิน "เลิงนกทา" 102 น้ําทํวมจังหวัดยโสธร พ.ศ. 2521 112 เบี้ยกุดชุม 113 ลาบยโส 117 ประเพณีบุญบั้งไฟยโสธร 121 ประเพณีจุดไฟตูมกา 127 ประเพณีแหํดาว 128 พิพิธภัณฑ๑พญานาค 130 พิพิธภัณฑ๑เมืองเกําบ๎านสิงห๑ทํา 132 พิพิธภัณฑ๑มาลัยข๎าวตอก 133 พิพิธภัณฑ๑วิญ๒ู ยุพฤทธิ์ 135
สารบัญ (ต่อ) เรื่อง หน้า อริยสงฆ๑ 136 ปูชนียบุคคล 142 ทําเนียบเจ๎าคณะจังหวัดยโสธร 144 ทําเนียบผู๎วําราชการจังหวัดยโสธร 146 ภาพเกําเลําเรื่อง เมืองยโสธร 150 อีสาน 166 ภาพผนวก
~ ๑ ~ ความเป็นมาโดยสังเขป จากประวัติศาสตร๑เมื่อประมาณปี พ.ศ. 2314 พระเจ๎าตา เจ๎าพระวอ เสนาบดีเกํานครเวียงจันทน๑ ได๎อพยพครอบครัวและบริวารหนีมาเพื่อตั้งรกรากใหมํ เนื่องจากไมํพอใจเจ๎านครคนใหมํ โดยใช๎ชื่อเมืองใหมํวํา เมืองหนองบัวลุมภู ขณะเดียวกันพระเจ๎าศิริบุญสารซึ่งเป็นเจ๎านครเวียงจันทน๑อยูํเกิดหวาดระแวงจึงยกกองทัพ จากนครเวียงจันทน๑มาปราบปราม พระเจ๎าตาถูกข๎าศึกยิงด๎วยอาวุธปืน และฟ๓นด๎วยดาบจนถึงแกํพิราลัยในที่รบ เจ๎าพระวอ เจ๎าคําผง และเจ๎าฝุายหน๎าผู๎เป็นน๎องทั้ง 2 ของเจ๎าพระวอ อีกทั้งเจ๎าก่ํา เจ๎าทิดพรมได๎ยกทัพฝุาหนี ออกจากเมืองหนองบัวลุมภูไปพึ่งพาเจ๎านครจําปาศักดิ์ ขบวนทัพของเจ๎าพระวอได๎เดินทางตามลุํมน้ําชีมาพักกับ เจ๎าคําสูผู๎ปกครองบ๎านสิงห๑ทํา (ป๓จจุบัน คือ จังหวัดยโสธร) ภายหลังตํอมาเจ๎าพระวอดําริวําหากอยูํกับเจ๎าคําสู แล๎วถ๎าเวียงจันทน๑ยกทัพมาก็จะเป็นการลําบาก และจะเกิดศึกสงครามกันตํอไป เมื่อประชุมตกลงกันแล๎วจึงได๎ พาไพรํพลอพยพลงไปตามลําน้ํามูล และสร๎างเมืองใหมํที่ดอนวังกองเขตนครจําปาศักดิ์ ตามรับสั่งของพระเจ๎า องค๑หลวงเจ๎านครจําปาศักดิ์ โดยเจ๎าพระวอให๎ขุดคูสร๎างคํายขึ้นเรียกวําคํายบ๎านดูํบ๎านแก พ.ศ. 2354 เจ๎าพระยาพิชัยราชขัตติยวงศาถึงแกํพิราลัย พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล๎านภาลัยโปรดให๎ เจ๎าหนู หลานเจ๎านครจําปาศักดิ์ ครองนครจําปาศักดิ์สืบไป ฝุายเจ๎าราชวงศ๑สิงห๑ บุตรเจ๎าพระยาพิชัยราชขัตติ ยวงศา กลับมาอยูํบ๎านเดิมคือบ๎านสิงห๑ทําและได๎นําเอาอัฐิของเจ๎าพระยาพิชัยราชขัตติยวงศา กลับมาด๎วย แนะนํามากํอเจดีย๑บรรจุไว๎ที่วัดมหาธาตุ ใกล๎กับพระธาตุพระอานนท๑ซึ่งยังปรากฏอยูํจนป๓จจุบัน พ.ศ. 2357 พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล๎านภาลัย ได๎ทรงพระกรุณาโปรดเกล๎าฯ ให๎ยกบ๎านสิงห๑ทําขึ้น เป็นเมืองและพระราชทานนามวํา เมืองยศสุนทร ให๎เจ๎าราชวงศ๑สิงห๑เป็นเจ๎าครองเมืองมีราชทินนามวํา พระสุนทรราชวงศา เป็นเจ๎าเมืองคนแรกของเมืองยโสธร ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล๎าเจ๎าอยูํหัว เมื่อเกิดศึกเจ๎าอนุวงศ๑เวียงจันทน๑ เมืองยศสุนทรก็ได๎รับ เกณฑ๑เข๎ารํวมศึกครั้งนี้ด๎วยได๎ชัยชนะ ได๎รับพระราชทานเชลยเมืองเวียงจันทน๑ 500 ครอบครัว และ พระราชทานปืนใหญํไว๎สําหรับเมืองหนึ่งกระบอกชื่อวํา ปืนนางปูอง ยังปรากฏอยูํที่ศาลหลักเมืองยโสธรมาจนถึง ป๓จจุบัน เมื่อพระสุนทรราชวงศาเห็นได๎เป็นเจ๎าเมืองแล๎ว ได๎นําศิลาจากบ๎านแก๎งหินโงมมาสร๎างพระพุทธบาท จําลอง แล๎วสร๎างวัดปุาอัมพวัน และวัดกลางศรีไตรภูมิไว๎เป็นวัดคูํเมือง ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล๎าเจ๎าอยูํหัว เมื่อปี พ.ศ. 2417 ได๎เกิดศึกฮํอยกกําลังมาตีเมือง หนองคาย เมืองยศสุนทรถูกเกณฑ๑ให๎ยกกําลังไปสมทบกองทัพจากกรุงเทพ ฯ เป็นจํานวน 500 คน ตํอมาเมื่อปี พ.ศ. 2426 พวกฮํอได๎ยกกําลังมาตั้งอยูํที่ทุํงเชียงคํา เมืองยศสุนทรได๎รับเกณฑ๑ให๎เอากําลังช๎างม๎าโคไปเป็น พาหนะบรรทุกเสบียงไปเลี้ยงกองทัพ และพ.ศ. 2433 สมัยรัชกาลที่ 5 ได๎มีการจัดรูปการปกครองใหมํ หัวเมือง อีสานชั้นเอก โท ตรีและจัตวา ถูกรวมเข๎าด๎วยกันเรียกวํา กอง สําหรับเมืองยศสุนทรถูกรวมเข๎าอยูํในหัวเมือง ฝุายตะวันออกเฉียงเหนือ มีข๎าหลวงตั้งกองวําราชการอยูํที่เมืองอุบล ประกอบด๎วยหัวเมือง 12 หัวเมืองคือ อุบลราชธานี กาฬสินธุ๑ สุวรรณภูมิ มหาสารคาม ร๎อยเอ็ด ภูแลํนช๎าง กมลาไสย เขมราฐ นองสองคอนดอนดง เมืองยศสุนทร และศรีสะเกษ ซึ่งขึ้นตรงตํอกรุงเทพฯ ในปี พ.ศ. 2436 เกิดกรณีพิพาทระหวํางไทยกับฝรั่งเศส ฝรั่งเศสได๎ยกกําลังจากเมืองญวนมาตีเมือง สมโบกของไทย เมืองยศสุนทรได๎ถูกเกณฑ๑ให๎ไปชํวยรักษาเขตแดน โดยนํากําลังไปสมทบกองทัพจากกรุงเทพฯ สามกองทัพ กองทัพละ 1,000 คน พ.ศ. 2443 ได๎ยุบเลิกมณฑลอีสาน เมืองยศสุนทรได๎รวมเข๎ากับเมืองอุบล โดยแยกออกเป็น 2 อําเภอ คือ อําเภออุทัยยโสธร ภายหลังเป็นอําเภอคําเขื่อนแก๎ว และอําเภอประจิมยโสธร ภายหลังเป็นอําเภอยโสธร ในปี พ.ศ. 2456 ได๎เปลี่ยนชื่ออําเภออุทัยยโสธร เป็นอําเภอคําเขื่อนแก๎ว เปลี่ยนชื่ออําเภอปจิมยโสธร เป็นอําเภอยโสธร เมืองยโสธร จึงลดฐานะจากเมืองมาเป็นอําเภอ ตั้งแตํนั้นเป็นต๎นมา
~ ๒ ~ คําวํา ยศสุนทร ตํอมากลายเป็นยะโสธร มีความหมายวํา ทรงไว๎ซึ่งยศ แตํการเขียนหรือการเรียกสั้น ๆ วํา ยะโส ไมํเป็นที่ไพเราะหูและไมํเป็นมงคลนาม ร.ต.ท.พวง ศรีบุญลือ นายอําเภอยะโสธร (พ.ศ. 2500 – 2513) ได๎มีหนังสือขอให๎เขียนชื่อเสียใหมํเป็น “ยโสธร” และได๎รับอนุญาตจากกระทรวงมหาดไทย โดยความ เห็นชอบของราชบัณฑิตยสถานให๎เปลี่ยนได๎ และใช๎มาจนบัดนี้ พ.ศ. 2494 กระทรวงมหาดไทยได๎ริเริ่มขอตั้งอําเภอยโสธรขึ้นเป็นจังหวัด จนกระทั่งถึงวันที่ 6 กุมภาพันธ๑2515 จึงได๎มีประกาศ คณะปฏิวัติฉบับที่ 70 ตั้งอําเภอยโสธรขึ้นเป็นจังหวัดยโสธร โดยมีผล บังคับใช๎ตั้งแตํวันที่ 1 มีนาคม 2515 โดยแยกอําเภอยโสธร อําเภอกุดชุม อําเภอเลิงนกทา อําเภอคําเขื่อนแก๎ว อําเภอมหาชนะชัย และอําเภอปุาติ้ว ของจังหวัดอุบลราชธานี รวมกันเป็นจังหวัดยโสธร จังหวัดที่ 71 ของประเทศไทย โดยมีนายชัยทัต สุนทรพิพิธ เป็นผู๎วําราชการจังหวัดคนแรก มีพระราชศีลโสภิต (จงกล ขนฺติโก ป.ธ.3) เป็นเจ๎าคณะจังหวัดยโสธร สังกัดมหานิกาย รูปแรกแรก ประจ าวัดมหาธาตุและมี พระเทพสังวรญาณ (พวง สุขินฺทริโย) เป็นเจ๎าคณะจังหวัดยโสธร สังกัดธรรมยุตกนิกาย รูปแรก ประจ า วัดศรีธรรมาราม พงศาวดารเมืองยโสคอน ฉบับพระสุนทรราชวงศา (เจ้าสุพรม)
~ ๓ ~ พงศาวดารเมืองยโสคอน ฉบับพระสุนทรราชวงศา (เจ้าสุพรม)
~ ๔ ~ ต านานเกี่ยวกับ สิงห์ มีเรื่องเลําวํา สิงห๑ตัวที่เป็นสัญลักษณ๑ของบ๎านสิงห๑นี้ มีบันทึกในใบลาน อักษรไทยน๎อยที่เก็บไว๎ ณ ศาลากลางจังหวัดยโสธร กลําวเป็นภาษาพื้นบ๎านวํา “อินทิราชเจ๎า เรียกชื่อดงหลวง นามกรดง ซีกของทางซ๎าย อันวําเทวบุตรเข๎าสําแดง เป็นที่อยุํมีอํางแก๎วสระใหญํบริคน แปลงสิงห๑หินให๎เป็น ผลานกว๎าง อันสิงโตนี้มีฤทธิ์ขั่ว อันวําสิงห๑แมํนั้นเดินค๎นคัวหา แท๎แหลํว” หากพิจารณาตามบันทึก แสดงให๎ เห็นวํา สิงห๑ที่วัดบ๎านสิงห๑ (วัดศรีธาตุ) เป็นเพศผู๎ และสามารถเหาะเหิน ดําดิน บินบนได๎ โดยมีตํานานเลําวํา สิงห๑ตัวนี้เหาะไปหาสิงห๑เพศเมียที่วัดสิงห๑ทําเป็นประจํา ตามตํานานมีเรื่องเลําวํา วันหนึ่ง เกิดพายุฟูาคะนอง ฟูาผําลงที่ตัวสิงห๑ และตกลงในรํองน้ํา และตํอมาได๎เรียกชื่อรํองนําวํารํองสิงห๑ และได๎เพี้ยนเป็น รํองสิม ซึ่งรํอง น้ํานี้อยูํทางด๎านทิศใต๎ของบ๎านหํองขํา เมื่อชาวบ๎านทราบจึงได๎นําสิงห๑กลับไปไว๎ที่วัดศรีธาตุตามเดิม จากนั้น สิงห๑ได๎ถูกขโมยหลายครั้ง แตํไมํสําเร็จ จนเป็นตํานานความเชื่อในความศักดิ์สิทธิ์ของสิงห๑ ดังนี้ ครั้งที่ 1 พบที่รํองน้ํา บ๎านห๎องขํา ครั้งที่ 2 หายไปเพราะถูกขโมย และมีผู๎พบบริเวณฐานจุดบั้งไฟ ด๎านทิศตะวันออกของวัดศรีธาตุ ครั้งที่ 3 หายไป มีผู๎พบที่บริเวณหนองน้ํา ด๎านตะวันออกของหมูํบ๎าน เมื่อตรวจสอบพบวําถูกเจาะสะดือ เพื่อหาสมบัติและเครื่องรางของขลัง ครั้งที่ 4 พบบริเวณหน๎าวิหาร ขโมยไมํสามารถนําไปได๎ มีรํองรอยการทิ้งเชือกและอุปกรณ๑ไว๎ ครั้งที่ 5 ขโมยใช๎ล๎อเข็น แตํไมํสามารถนําสิงห๑ไปได๎ ตรวจสอบพบล๎อเข็นหัก ครั้งที่ 6 เป็นครั้งที่หายไปนานที่สุด ตั้งแตํปี พ.ศ. 2528 และในคืนวันที่ 30 ตุลาคม ได๎ถูกขโมยไปอีกครั้ง รวมเวลา 3 เดือน 13 วัน และเจ๎าหน๎าที่ตํารวจสามารถติดตามกลับมาได๎ ณ ตําบลยาง อําเภอเมืองบุรีรัม ย๑ จังหวัดบุรีรัมย๑ ซึ่ง พ.ต.อ.เอิบ พรายบัว สารวัตรใหญํ สถานีตํารวจภูธรเมืองยโสธรในขณะนั้น เลําวํา กํอนที่จะ ติดตามสิงห๑คืน มีผู๎พบเห็นแสงสวํางพุํงจากพื้นดินแถวปุาละเมาะขึ้นสูํท๎องฟูาจึงได๎ทําการตรวจสอบ และพบวํา ขโมยได๎ทําการฝ๓งสิงห๑ไว๎ใต๎ผืนดิน จึงได๎ไปแจ๎งตํอตํารวจ ทําให๎สิงห๑ได๎กลับคืนสูํวัดศรีธาตุในที่สุด
~ ๕ ~ “สิงห์ตัวนี้ พระยาศรีวระราช (เจ้ามุม) เป็นผู้ก่อสร้าง ราวศักราช 1218 พร้อมด้วยพระพุทธรูปใหญ่ ในโบสถ์คู่กัน ตั้งแต่ดึกด าบรรพ์มา”
~ ๖ ~ วัดศรีธาตุ บ้านสิงห์ ต าบลสิงห์ อ าเภอเมือง จังหวัดยโสธร หมายเหตุ : ด๎านบนเป็นของจริง ด๎านลํางเป็นของจําลอง
~ ๗ ~ หมวด 1 จังหวัดยโสธร ค าขวัญประจ าจังหวัดยโสธร “เมืองบั้งไฟโก้ แตงโมหวาน หมอนขวานผ้าขิด แหล่งผลิตข้าวหอมมะลิ” ตราสัญลักษณ์ประจ าจังหวัดยโสธร ตราประจ าจังหวัด : รูปพระธาตุอานนท๑ ปูชนียสถานสําคัญของจังหวัดยโสธร ขนาบด๎วยรูปสิงห๑ 2 ตัว เบื้องลํางของภาพดังกลําวรองรับด๎วยรูปดอกบัวบาน "สิงห์" เป็นสัญลักษณ๑ในการตั้งเมืองยโสธร "พระธาตุ" สร๎างเมื่อ พ.ศ. ๑๒๑๘ กรมศิลปากรขึ้นทะเบียนเป็นปูชนียสถานแหํงชาติเรียกวํา"พระธาตุพระอานนท๑" "ดอกบัว" เป็นสัญลักษณ๑ของจังหวัดอุบลราชธานีซึ่งเมืองยโสธรเคยสังกัดมากํอน วันที่ 1 มีนาคม ๒๕๑๕
~ ๘ ~ ธงประจ าจังหวัดยโสธร รูปพระธาตุอานนท๑ มีสิงห๑ขนาบสองข๎าง บนพื้นธงสีชมพู-ฟูา แบํงครึ่งตามแนวนอน ต้นไม้ประจ าจังหวัดยโสธร ไม้ยางนา Dipterocarpus alatus Roxb.
~ ๙ ~ ต้นไม้ประจ า : จังหวัดยโสธร ชื่อพันธุ์ไม้: ไม๎ยางนา ชื่อพ้อง : (Synonyms) ชื่อการค้า (Trade name) : Yang , Gurjan or Garjan ชื่อวงศ์(Family) : DIPTEROCARPACEAE ชื่ออื่น : ชื่อพื้นเมือง (Common name) ยาง ยางขาว ยางแดง ยางหยวก ยางแมํน้ํา ( ทั่วไป) กาตีล (เขมร - กบินทร๑บุรี ปราจีนบุรี) ขะยาง (ชาวบน - นครราชสีมา) เคาะ (กะเหรี่ยง) จะเตียล (เขมร - ศรีสะเกษ) จ๎อง (กะเหรี่ยง) ชันนา (หลังสวน - ชุมพร) ทองหลัก (ละว๎า- กาญจนบุรี) ยางกุง (เลย) ยางควาย (หนองคาย) ยางใต๎(กบินทร๑บุรี ปราจีนบุรี) ยางเนิน (จันทบุรี) เยียง (เขมร - สุรินทร๑) รําลอย (สํวย- สุรินทร๑) ลอยด๑(โซ๎- นครพนม) เหง (ลื้อ) พันธุ์ไม้มงคลประจ าจังหวัดยโสธร ต้นกระบาก (Anisoptera costata)
~ ๑๐ ~ พันธุ์ไม้มงคลประจ า : จังหวัดยโสธร ชื่อพันธุ์ไม้ : กระบาก ชื่อสามัญ : Mesawa ชื่อวิทยาศาสตร์ : Anisoptera costata Korth. วงศ์ : DIPTEROCARPACEAE ชื่ออื่น : กระบาก ตะบาก (ลําปาง), กระบากขาว (ชลบุรี,ชุมพร,ระนอง), กระบากโคก (ตรัง), กระบากชํอ กระบากด๎าง กระบากดํา (ชุมพร), กระบากแดง (ชุมพร,ระนอง), ชอวาตาผํอ (กะเหรี่ยง -กาญจนบุรี), บาก (ชุมพร), ประดิก (เขมร -สุรินทร๑), พนอง (จันทบุรี,ตราด), หมีดังวํา (กะเหรี่ยง -ลําปาง) ลักษณะทั่วไป : เป็นไม๎ยืนต๎นขนาดกลางถึงใหญํ สูง 30 – 40 เมตร ลําต๎นเปลาตรง เรือนยอดเป็นพุํมกลม เปลือกในสีเหลืองอํอนเรียงซ๎อนกันเป็นชั้น ๆ ใบเป็นใบเดี่ยวเรียงสลับ แผํนใบรูปขอบขนานหลังใบมีขนสีเหลือง ปลายใบทูํถึงแหลม โคนใบมน ท๎องใบมีขน ดอกสีขาวปนเหลืองอํอน ขนาดเล็ก ออกดอกชํวงเดือน ธันวาคม - กุมภาพันธ๑ ผลเป็นผลแห๎งทรงกลม ผิวเรียบ มีปีกยาว 2 ปีก พบขึ้นตามปุาชื้น ปุาดิบและ ปุาเบญจพรรณทั่วไปดอกเล็กสีขาวอมเหลืองออกเป็นชํอ ผลกลม เส๎นผํานศูนย๑กลาง ประมาณ 1 เซนติเมตร ขยายพันธุ๑ด๎วยวิธีเพาะเมล็ด เนื้อไม๎ทําไม๎แบบกํอสร๎าง และลังใสํของชันใช๎ผสมน้ํามันทาไม๎ทําน้ํามันชักเงา
~ ๑๑ ~ ดอกไม้ประจ าจังหวัดยโสธร ดอกบัวแดง : ดอกไม๎ประจําจังหวัด ยโสธร ชื่อสามัญ : Water Lily ชื่อวิทยาศาสตร์ : Nymphaea lotus Linn. วงศ์ : NYMPHACACEAE ลักษณะทั่วไป : เป็นพรรณไม๎น้ําประเภทพืชล๎มลุก มีลําต๎นและหัวอยูํในดินใต๎น้ํา การเจริญชูก๎านใบ และดอกขึ้นมาบนผิวน้ํา ใบมีลักษณะกลมกว๎างใหญํ ผิวใบเรียบ สีเขียวขอบน้ําตาล ดอกเป็นกลีบซ๎อน กันหลายชั้น มีสีขาว ชมพู เหลือง ลักษณะ สีสัน ขนาดของใบและดอกขึ้นอยูํกับชนิดของพันธุ๑ ลายผ้าประจ าจังหวัด ลายผ้าอัตลักษณ์ยโสธรผ๎าขิด “ลายลูกหวาย” หรือ “ลายยศสุนทร” สีฟ้า ซึ่งเป็นสีประจําจังหวัดยโสธร
~ ๑๒ ~ ประวัติผ๎าขิดลายลูกหวายหรือลายยศสุนทร จังหวัดยโสธร ได๎รับการสถาปนาเมื่อวันที่ ๑ มีนาคม ๒๕๑๕ คําขวัญจังหวัด "เมืองบั้งไฟโก๎ แตงโมหวาน หมอนขวานผ๎าขิด แหลํงผลิตข๎าวหอมมะลิ" เอกลักษณ๑ของจังหวัด ได๎แกํ บั้งไฟ แตงโม หมอนขิด ข๎าวหอมมะลิ เนื่องจากจังหวัดต๎องการให๎มีผ๎าประจําจังหวัด เพื่อเป็นเอกลักษณ๑ของตนเอง จึงมอบหมายให๎ สภาวัฒนธรรม จังหวัดยโสธร คัดเลือกผ๎าแล๎วนําเสนอตํอผู๎วําราชการจังหวัด โดยคุณลักษณะของผ๎าหรือลายที่เลือกจะต๎อง สอดคล๎องและบํงบอกถึงเอกลักษณ๑ของจังหวัดยโสธรเดํนชัด ประกอบด๎วย ประวัติ วิถีชีวิตของชาวจังหวัดยโสธร ภูมิป๓ญญาท๎องถิ่นและสีของผ๎า สภาวัฒนธรรมจังหวัดยโสธร ได๎เห็นชอบให๎มีคณะกรรมการคัดเลือกผ๎าขึ้น จํานวน ๑๑ คน ประธานสภาวัฒนธรรมจังหวัดยโสธร (นายวิญ๒ู ยุพฤทธิ์) เป็นประธานคณะกรรมการ ผลการคัดเลือกได๎ "ผ้าขิดลายลูกหวาย" จึงได๎นําเสนอที่ประชุม หัวหน๎าสํวนราชการระดับจังหวัด เดือนกุมภาพันธ๑ ๒๕๔๖ ที่ประชุมมีมติให๎ผ๎าขิดลายลูกหวายหรือยศสุนทรเป็นผ๎าประจําจังหวัดยโสธร "ผ้าขิดลายลูกหวาย" หรือ "ลายยศสุนทร" สีฟ้า หมายถึง สีประจําจังหวัดยโสธร สีขาว หมายถึง สีของดอกหวาย มีลักษณะพิเศษ คือ ดอกสีขาวจะยกสูงขึ้นมองเห็นเดํนชัด ลายขิด หมายถึง ภูมิป๓ญญาของชาวบ๎าน คือ การทอขิด ให๎เป็นลาย ซึ่งเป็นภูมิป๓ญญาของชาวจังหวัดยโสธร ลูกหวาย หมายถึง ความชาญฉลาดของภูมิป๓ญญาชาวยโสธร ความหนักแนํน มั่นคง สามัคคี อํอนโยน หวายเป็นพันธุ๑พืชที่มีคุณสมบัติเหนียวแนํน ลูกหวายเกิดจาก ต๎นหวายที่มีหนามแหลมคม สรุปแล้ว "ผ้าขิดลายลูกหวาย" หมายถึง ความชาญฉลาดของภูมิป๓ญญาชาวยโสธร สํวนต๎นหวาย เป็นพืชที่มีลําต๎นอํอนโยน เหนียว ไมํหักงําย ในทางพุทธศาสนาตั้งแตํครั้งอดีตกาล นิยมเอา หวายทําเป็นสาแหรกเพื่อรองรับลูกนิมิตในการสร๎างพระอุโบสถ ซึ่งเป็นที่ศรัทธาของพุทธศาสนิกชน ยโสธรเป็นเมืองพุทธ มีสัญลักษณ๑พระธาตุพระอานนท๑ หอไตร และวัดตําง ๆ มากมาย หวายจึงเป็นตัวแทนของ ความหนักแนํน มั่นคง เหนียวแนํน สามัคคี อํอนโยน เป็นเมืองแหํงคนดีศรียโสธร จังหวัดยโสธร โดยนายสุธี มากบุญ ผู๎วําราชการจังหวัด ได๎ยื่นคําขอแจ๎งข๎อมูลภูมิป๓ญญาท๎องถิ่นไทย ผ๎าขิดลายลูกหวาย (ลายยศสุนทร) ตํอพาณิชย๑ จังหวัดยโสธร ตามระเบียบกรมทรัพย๑สินทางป๓ญญา วําด๎วยการแจ๎งข๎อมูลและขอรับบริการข๎อมูลภูมิป๓ญญาท๎องถิ่น ไทย พ.ศ. ๒๕๔๕ เมื่อวันที่ ๒๔ มิถุนายน ๒๕๔๖ และกรมทรัพย๑สินทางป๓ญญาตอบรับคําขอและสํงหนังสือรับรอง การแจ๎งข๎อมูลภูมิป๓ญญาท๎องถิ่นไทย ทะเบียนข๎อมูล เลขที่ อถ ๑๗๔๕ ให๎จังหวัดยโสธร แหลํงผลิตผ๎าขิดลายลูกหวาย ในเบื้องต๎นสภาวัฒนธรรมจังหวัดได๎มอบให๎นางละมัย โพธิ์ภาษิต ประธานกลุํมสตรีทอผ๎าบ๎านหัวเมือง กรรมการ คัดเลือกผ๎าประจําจังหวัดเป็นผู๎รับผิดชอบ ตํอมาจังหวัดยโสธร ได๎มีประกาศ ลงวันที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2565 เรื่องให๎ผ๎าขิตลายยศสุนทร หรือลายลูกหวาย เป็นผ๎าอัตลักษณ๑ประจําจังหวัดยโสธร ลายผ้าประจ าอ าเภอ 9 อ าเภอของจังหวัดยโสธร จังหวัดยโสธร ได๎ดําเนินงานโครงการสืบสาน อนุรักษ๑ศิลป์ผ๎าถิ่นไทย ดํารงไว๎ในแผํนดิน โดยมี วัตถุประสงค๑สืบสานพระราชปณิธานของสมเด็จพระนางเจ๎าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปี หลวง ตํอการอนุรักษ๑และสืบสานภูมิป๓ญญาของคนไทย เพื่ออนุรักษ๑มรดกทางวัฒนธรรมอันล้ําคํา รากเหง๎าจาก ภูมิป๓ญญาของบรรพบุรุษที่สะท๎อนให๎เห็นบริบททางสังคมและวัฒนธรรมของแตํละพื้นที่ ด๎วยการสํงเสริมและ เผยแพรํผ๎าพื้นถิ่นไทยให๎ดํารงคงอยูํปรากฏเป็นความภาคภูมิใจของคนไทย โดยในเดือนมิถุนายน 2563 จังหวัดได๎มอบนโยบายให๎ทุกอําเภอทําการการสืบค๎น รณรงค๑รักษาอนุรักษ๑ภูมิป๓ญญาด๎านการทอผ๎าพื้นถิ่นที่มี ความโดดเดํน โดยผสมผสานจารีต ประเพณี เอกลักษณ๑ ภูมิหลังความเป็นมา ประวัติศาสตร๑ในอดีต
~ ๑๓ ~ อันทรงคุณคํามาปรับปรุง ออกแบบ สร๎างสรรค๑ลวดลาย เพื่อเป็นการอนุรักษ๑และปลูกฝ๓งคํานิยมในการ เห็นคุณคําของภูมิป๓ญญาไทยผ๎าและแสดงอัตลักษณ๑ของแตํละอําเภอผํานลายผ๎า ประกอบด๎วย “ผ้าลายตูมกา” ผ้าเอกลักษณ์ประจ าอ าเภอเมืองยโสธร “ผ้าลายตูมกา” เป็นลายผ๎าที่นําเอกลักษณ๑ต๎นตูมกา ซึ่งการจุดไฟตูมกาเป็นประเพณีของบ๎านทุํงแต๎ ตงทุํงแต๎ที่มีมาแตํช๎านาน โดยนําผลตูมกามาคว๎านเอาเมล็ดข๎างในออก เจาะฉลุลวดลายให๎สวยงาม นําเทียนไข จุดไว๎ข๎างในลูกตูมกา แล๎วนําไปถวายเป็นพุทธบูชาในวัด ในคืนวันออกพรรษา ซึ่งเป็นวิถีชีวิตของชาวบ๎าน พุทธศาสนิกชนในอดีต ตํอมาวิถีนี้ได๎เลือนหายไป เนื่องจากมีความเจริญและมีไฟฟูาใช๎ เพื่อเป็นการสืบสาน การจุดไฟตูมกาในชํวงวันออกพรรษา ซึ่งเชื่อวําเป็นการถวายพุทธบูชา พระพุทธเจ๎าในโอกาสเสด็จกลับ จากสวรรค๑ เนื่องจากเสด็จไปเทศนาโปรดพุทธมารดา คือจุดไฟตูมกาแล๎วแขวนไว๎บูชาเพื่อให๎ชีวิตประสบ แตํความสุข สงบ และเจริญรุํงเรือง “ผ้าลายดอกลุมพุก” ผ้าเอกลักษณ์ประจ าอ าเภอค าเขื่อนแก้ว “ผ้าลายดอกลุมพุก” อําเภอคําเขื่อนแก๎ว โดยมติของทุกภาคสํวนราชการ คหบดีพํอค๎า ประชาชน ได๎รํวมกันพิจารณาศึกษาและจุดประกาย โดยนางยุพิน ภัทรกุลพงศ๑นายอําเภอคําเขื่อนแก๎ว และ นางสาวอุทุมพร ขวานทอง ได๎ศึกษาค๎นคว๎าผ๎าถิ่นไทย ภายใต๎งานวิจัยเพื่อการพัฒนา พบวํา อดีตกาลพื้นที่แหํง นี้อุดมสมบูรณ๑ไปด๎วยพืชพันธุ๑ธัญญาหารชาวบ๎าน จึงให๎นามวํา “ถิ่นสมบูรณ๑ลุมพุก” หรือ อําเภอคําเขื่อนแก๎ว ในป๓จจุบัน ในสํวนต๎นลุมพุกที่คล๎ายกับต๎นพญาสัตบรรณ จะมีดอกสีขาวนวล 5 กลีบคล๎ายกับดอกโมก เปรียบเสมือนกับความรํวมมือของ 5 ภาคสํวน และเกสรมีสีเหลืองทอง ๑ เกสรตรงกลางดอกประดุจดังพลัง ความรู๎รัก สามัคคีกลมเกลียว เป็นหนึ่งเดียวของชาวอําเภอคําเขื่อนแก๎ว โดยลายผ๎าอัตลักษณ๑“ ดอกลุมพุก” ใช๎ถักทอบนผืนผ๎าได๎กับทุกสีแตํผ๎าลายดอกลุมพุกที่ถักทอให๎ใช๎สีขาว ซึ่งสื่อความหมาย ถึงประชาชนชาวอําเภอ
~ ๑๔ ~ คําเขื่อนแก๎ว ยึดมั่นในหลักพระพุทธศาสนาและสีเหลืองทองของเกสรดอกลุมพุก สื่อความหมายถึง ความเจริญรุํงเรืองคุณภาพชีวิตที่ดีมีความสุขภายใต๎วิถีชีวิตตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง จึงประกาศ ให๎รับทราบโดยทั่วกันวํา “ผ๎าลายดอกลุมพุก” คือ ผ๎าอัตลักษณ๑ และ สีเหลืองทอง คือ สีเอกลักษณ๑ของผ๎าทอมือ ประจําอําเภอคําเขื่อนแก๎ว “ผ้าลายมาลัยข้าวตอก” ผ้าเอกลักษณ์ประจ าอ าเภอมหาชนะชัย “ผ้าลายมาลัยข้าวตอก” เป็นการนําเอาเอกลักษณ๑ของพวงมาลัยข๎าวตอกในงานบุญประเพณีแหํมาลัย ข๎าวตอกมาออกแบบให๎เป็นลวดลายที่โดดเดํนบนผืนผ๎า ซึ่งบุญประเพณีแหํมาลัยข๎าวตอกเป็นงานประจําปีของ ชาวอําเภอมหาชนะชัยที่มีเพียงหนึ่งเดียวในโลก จัดขึ้นในชํวงวันขึ้น ๑๔ ค่ํา เดือน ๓ โดยนําพวงมาลัยข๎าวตอก ที่ประดิษฐ๑ขึ้นไปถวายที่วัดเพื่อเป็นพุทธบูชา มาลัยข๎าวตอก เป็นพวงมาลัยที่เปรียบเสมือนดอกมณฑารพ (ดอกไม๎สวรรค๑) ที่พุทธศาสนิกชนทําขึ้น เพื่อนํามาสักการะบูชาสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ๎าในวันสําคัญทางพระพุทธศาสนา คือ วันมาฆบูชา เพื่อเป็น การสืบทอดขนบธรรมเนียมประเพณีทางพระพุทธศาสนา ถูกสรรค๑สร๎างและประดิษฐ๑ขึ้นด๎วยความศรัทธา ตํอศาสนาพุทธ ในการทําบุญวันมาฆะบูชา ซึ่งมาจากคําวํา “ข๎าวตอกดอกไม๎” ผสมกับความเชื่อเรื่องอานิสงส๑ โดยวิถีชาวบ๎านตามทุนที่มีคือทําบุญด๎วยข๎าว เมื่อเอามาประดิษฐ๑เป็นรูปแบบพวงมาลัยข๎าวตอก จึงเป็นรูปแบบ ที่แปลกกวําที่อื่น ด๎วยความรู๎จากภูมิป๓ญญาชาวบ๎าน เป็นมรดกทางสังคมของชาวบ๎านฟูาหยาด แสดงออก ในงานประเพณีมาลัยข๎าวตอก ที่มีแหํงเดียวที่บ๎านฟูาหยาด ตําบลฟูาหยาด อําเภอมหาชนะชัย จังหวัดยโสธร ผ๎าลายมาลัยข๎าวตอก มีความหมาย ดังนี้ ๑. มัดหมี่มาลัยข๎าวตอก หมายถึง ความอุดมสมบูรณ๑ ความเจริญรุํงเรือง เฟื่องฟู ความศรัทธาของ พุทธศาสนิกชน 2. ดอกบัวแดง หมายถึง ความบริสุทธิ์ ผํองใส และความศรัทธาตํอพระพุทธศาสนา 3. ต๎นสน หมายถึง ความมั่นคง กล๎าหาญ และสงํางาม 4. พื้นสีส๎ม หมายถึง สีประจําอําเภอมหาชนะชัย ซึ่งเป็นสีของดอกทองกวาว ต๎นไม๎ประจําอําเภอมหาชนะชัย
~ ๑๕ ~ “ผ้าลายหอไตร” ผ้าเอกลักษณ์ประจ าอ าเภอทรายมูล “ผ้าลายหอไตร”อําเภอทรายมูล ได๎รํวมกันพิจารณาศึกษาประวัติความเป็นมา ลายผ๎าในอดีต ที่ทรงคุณคํา มาปรับปรุงออกแบบสร๎างสรรค๑ ลายผ๎าเป็นเอกลักษณ๑จากการทอผ๎าของชาวอําเภอทรายมูล โดยศึกษาประวัติศาสตร๑ ที่เป็นเอกลักษณ๑พบวําหอไตรหอไตร วัดสระไตรนุรักษ๑เป็นแหลํงโบราณคดีที่มีความสวยงามทางด๎านศิลปกรรมและ สถาป๓ตยกรรมและเป็นแหลํงประวัติศาสตร๑อันทรงคุณคําของอําเภอทรายมูล ดังปรากฏอยูํในคําขวัญของอําเภอ “พระธาตุฝุ่นล้ าค่า สวนป่าดงมะไฟ หอไตรประวัติศาสตร์ เห็ดธรรมชาติสมบูรณ์”จึงได๎มีการทอผ๎าลายหอไตร ขึ้นเป็นลายผ๎าอัตลักษณ๑ ประจําอําเภอทรายมูล “ผ้าลายไจไม้(แก่นไม้)” ผ้าเอกลักษณ์ประจ าอ าเภอกุดชุม ศิลปะวิถี มีใบไม๎เป็นครู เริ่มจากสิ่งเกํา จึงกํอเกิดสิ่งใหมํ การสํงตํอและสืบทอดจึงเริ่มต๎นจากราก จากโคนเหง๎า ไปสูํดอกผล และการเจริญงอกงามจึงกลายเป็น “หัวใจ” ของกระบวนการซึ่งกํอเกิดขึ้น “ใจไม๎” ใจ คือ หัวใจ ใสสะอาด ที่หวังวาดคุณงามทํามวิถี แหํงชีวิตและชุมชนบนความดี เป็นศักดิ์ศรี งํายงาม ตามครรลอง ใจคน กับ ใจไม๎ คือใจ“ฝูาย” ใจฝ๓น อันผุดผํอง คือดวงใจ หนึ่งใจ ที่ใฝุปอง เป็นใจแหํงเราผอง เพื่อบ๎านของเรา...
~ ๑๖ ~ ผํานการถํายทอดจากคนรุํนแล๎วรุํนเลํา ไมํวําจะเป็นเรื่องของวิถีชีวิต วัฒนธรรมชุมชน วิถีภูมิป๓ญญา ท๎องถิ่นหรือแม๎กระทั่งคุณคําความดีงาม ความภาคภูมิใจในพื้นฐานบ๎านถิ่นของตน ในโคตรเหง๎าเผําพันธุ๑ ของตน ล๎วนแล๎วแตํดํารงอยูํและดําเนินไปด๎วยหัวใจทั้งสิ้น ด๎วยแรงแหํงคุณคําและความงามที่คนรุํนตํอรุํน ได๎สร๎างขึ้นและสํง ตํอด๎วยหัวใจนี้ลายผ๎า “ลายใจไม๎” จึงได๎เกิดขึ้นจากแนวคิดของการดํารงอยูํในวิถีชีวิตชุมชนที่อิงแอบ แนบชิดกับธรรมชาติ กระทั่งหลอมรวมเป็นองคาพยพเดียวกันโดยไมํสามารถตัดขาดจากกันได๎ “ลายใจไม้” จึงเป็นตัวแทนความหมายระหวํางธรรมชาติกับหัวใจผู๎คนในชุมชนที่ผูกพันจนกลายเป็น หัวใจเดียวกัน “ลายใจไม้” ประกอบด๎วยลวดลายคล๎ายริ้วของวงปีต๎นไม๎หรือใจไม๎ มี 10 ริ้ว ขีดขวางตามทางยาว ของผืนผ๎า ไลํจากบนลงสูํด๎านลําง มีริ้วใหญํ 1 ริ้ว เล็ก 3 ริ้ว กลาง 2 ริ้ว เล็ก 3 ริ้ว และลํางสุดเป็นริ้วใหญํ อีก 1 ริ้ว รวมเป็น 10 ริ้ว ซึ่งมีความหมายรวมไปถึงการเป็นผลิตภัณฑ๑ชุมชนของหมูํที่ 10 บ๎านโคกสวาท ตําบลนาโสํ อําเภอกุดชุม จังหวัดยโสธร ที่มีกลุํมทอผ๎าฝูายย๎อมสีธรรมชาติ บ๎านโคกสวาท ได๎รํวมกันทําการ ถักทอผ๎าฝูายและย๎อมสีทุกสีจากธรรมชาติที่มีอยูํในชุมชนตั้งแตํกระบวนการแรกจนถึงกระบวนการสุดท๎าย และได๎สร๎างสรรค๑ลวดลาย “ใจไม๎” ลายผ๎าแหํงความภาคภูมิใจที่มีคุณคําความหมายตํอชุมชนของตนขึ้นมา ผ้าลายขิด “ลายดอกพิกุล” (อ าเภอป่าติ้ว) “ผ้าลายขิดลายดอกพิกุล” ความหมายของลวดลาย ดอกแก๎ว หรือภาคกลางเรียก ดอกพิกุล เป็นดอกไม๎ที่มีกลิ่นหอมเย็น ลักษณะเป็นดอกเล็กกลีบแหลม มีสีขาว ในล๎านนามีการนําดอกไม๎ชนิดนี้มาถวาย บูชาพระทั้งแบบสดหรือตากแห๎งแล๎วบดเป็นผงธูป หรือใช๎ดอกแห๎งแชํน้ํารวมกับฝ๓กส๎มปุอยเพื่อให๎น้ํามีกลิ่นหอม และมีสีเหลืองนวลเป็น "น้ํามุรธาทิพย๑" เสกขจัดป๓ดเปุาสิ่งไมํดีทั้งปวงและใช๎ขอขมาตํอผู๎ใหญํ หรือเอาอาบรดตัว เพื่อเป็นสิริมงคลและเชื่อวํา เมื่อนําลวดลายมาถํายทอดลงบนผืนผ๎า จะทําให๎เกิดความสิริมงคล แกํผู๎สวมใสํ ลายดอกพิกุล เป็นลายผ๎าที่นําเอาเอกลักษณ๑ของผ๎าลายขิด ซึ่งเป็นผ๎าทอพื้นเมืองของภาคอีสาน ซึ่งมี เทคนิคการทอที่ซับซ๎อนยุํงยาก ซับซ๎อนยากกวําการทอธรรมดามาก เพราะต๎องใช๎เวลาและความละเอียด ประณีตในการทอ เพื่อสร๎างสรรค๑ให๎ผ๎าปรากฏลวดลายออกมาในรูปแบบตําง ๆ ตามความต๎องการ โดยการทอ ยกเส๎นหลักหรือเส๎นเครือด๎วยไม๎แบบปลายเรียวมน แล๎วสอดเส๎นสานหรือทอเข๎าไปตามรํองไม๎ที่ยกเอาไว๎แล๎วนั้น ความแตกตํางของสีจากเส๎นสานและเส๎นหลักที่ขัดประสานกันทําให๎เกิดรูปตําง ๆ ซึ่งมีลักษณะลายคมชัด ปรากฏ จึงเรียกลายที่ปรากฏขึ้นนี้วํา “ผ้าลายขิดลายดอกพิกุล”
~ ๑๗ ~ “ผ้าลายตาหม่อง” ผ้าเอกลักษณ์ประจ าอ าเภอเลิงนกทา “ผ้าลายตาม่อง” เป็นลายผ๎าที่ได๎รับถํายทอดความเป็นเอกลักษณ๑ที่มีความโดดเดํนเฉพาะท๎องถิ่น ที่เป็นการสะสมทางศิลปวัฒนธรรมท๎องถิ่นที่ได๎รับสืบทอดมาจากบรรพบุรุษ ที่มีความเป็นมา เป็นลายผ๎าที่ทอ ตั้งแตํสมัยโบราญ รุํน ปูุ ยํา ตา ยาย ชาวผู๎ไทห๎องแซงและผู๎ไทกุดแข๎ดํอน ที่อพยพมาจากสาธารณรัฐประชาธิปไตย ประชาชนลาวจะทอผ๎าเป็นสีพื้น ไมํมีลวดลายงําย ๆ เชํน สีขาว สีคราม สีดํา เป็นต๎น การทอผ๎าไว๎ใช๎เอง สมัยกํอนยังไมํมีลวดลายที่สลับซับซ๎อนเป็นการนําเอาวัสดุรอบตัวตามธรรมชาติที่มีด๎ายที่นํามาทอเป็นเส๎นใย ที่ได๎จากดอกฝูาย ผํานขั้นตอนการเข็น การดีด การป๓่นให๎เป็นเส๎นสีขาว และสีคราม จากการย๎อมสีครามนํามา ทอเป็นผืนสลับลวดลายขาวครามและดํา เกิดเป็นผ๎า “ลายตาม่อง” ที่เป็นเอกลักษณ๑ของชาวผู๎ไท ที่ได๎รับ ความนิยมจนถึงป๓จจุบันนี้มีการนําผ๎าลายตามองมาประยุกต๑ในการตกแตํงเสื้อผ๎ากระเป๋าและเครื่องแตํงกาย สวมใสํในงานประเพณีสําคัญของอําเภอเลิงนกทา ถือเป็นลายเอกลักษณ๑ของอําเภอที่นํามาสวมใสํลายผ๎า เดียวกัน อําเภอเลิงนกทาจังหวัดยโสธร จึงได๎พิจารณาคัดเลือกให๎ “ผ้าลายตาม่อง” เป็นลายผ๎าเอกลักษณ๑ ประจําอําเภอเลิงนกทา “ผ้าลายภูกอย” เอกลักษณ์ประจ าอ าเภอไทยเจริญ “ถิ่นภูกอย” เป็นคําเริ่มต๎นคําขวัญประจําอําเภอไทยเจริญ ซึ่งถือได๎วําเป็นสิ่งแรกที่ชาวอําเภอไทยเจริญ อยากแนะนําให๎ทุก ๆ ทําน ได๎มารู๎จักอําเภอไทยเจริญ “กลอย” เป็นพืชที่ทนตํอทุกสภาพอากาศ เกิดและ ขยายพันธ๑มากในแถบภูกอย อําเภอไทยเจริญ เปรียบเสมือนชาวไทยเจริญที่สามารถปรับตัวให๎เข๎ากับทุกยุค ทุกสมัย โดยเฉพาะยุค new normal เห็นได๎จากสถานการณ๑การแพรํระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา (โควิด-19) ซึ่งไมํวําจะมีการระบาดมากน๎อยเพียงใด แตํชาวไทยเจริญก็สามารถปรับตัวได๎ดีและปฏิบัติตนตามมาตรการ ที่กําหนดได๎อยํางเต็มที่ “ผ๎าลายภูกอย” เป็นผ๎าที่ผลิตจากเส๎นฝูาย หรือเส๎นด๎ายคุณภาพ นํามาย๎อมสีธรรมชาติ
~ ๑๘ ~ ใช๎ทักษะในการทอด๎วยศิลปะที่ประณีต งดงาม โดยผลิตจากผู๎ประกอบการ และกลุํมอาชีพ กลุํมสตรีในพื้นที่ อําเภอไทยเจริญ รายละเอียดประกอบด๎วย 1. ล าต้นที่ตรง เปรียบเสมือนทางสายกลาง การนําทางสายกลางมาใช๎กับการทํางานรํวมกับคนหลาย ๆ คน บางครั้งก็อาจจะเกิดป๓ญหาได๎ เพราะแตํละคนมีความคิด มีการกระทํา มีคําพูดที่แตกตํางกันออกไป เราจึงต๎อง ใช๎หลักในการพิจารณา โดยเอาใจเขามาใสํใจเรา คือมีหลักพรหมวิหารธรรมเสริมเข๎าไปด๎วย พรหมวิหารธรรม คือ มีเมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา ถ๎าเราทําอยํางนี้ได๎ก็จะชํวยให๎เอาใจเขามาใสํใจเรา และถ๎าทุกคนทําอยํางนี้ ก็จะทําให๎การทํางานในองค๑กรดี และจะชํวยลดทอนป๓ญหาความกระทบกระทั่งกันไปได๎ และถ๎าเรานําทาง สายกลางมาปฏิบัติกับชีวิตประจําวัน จะทําให๎เราประสบกับความสําเร็จได๎ เพราะคนเราทุกคนล๎วนแตํต๎องการ ความสุข ความเจริญ และความสันติสุข ความสําเร็จในชีวิต 2. รากของหัวกลอย เปรียบเสมือนสํวนราชการตําง ๆ ที่อยูํในอําเภอไทยเจริญที่บูรณาการการทํางาน รํวมกัน คอยดูแลประชาชน ด๎วยการดูแลทุกข๑สุขของประชาชน เพื่อให๎ประชาชน อยูํดี กินดี ไมํวําจะยาก สักเพียงใด ก็จะทําได๎ไมํยํอท๎อ ดังดุจรากที่หาสารอาหารเพื่อบํารุงหัวกลอย 3. ก้านและใบ แบํงเป็น 2 ก๎าน ก๎านละ 3 ใบ เปรียบเสมือนการน๎อมนําหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ของพระบาทสมเด็จพระเจ๎าอยูํหัว รัชกาลที่ 9 (3 หํวง 2 เงื่อนไข) เข๎ามาเป็นสํวนหนึ่งของอําเภอไทยเจริญ เพื่อให๎ชาวอําเภอไทยเจริญได๎นํามาปรับและประยุกต๑ใช๎ในชีวิตประจําวันให๎เกิดความสมดุลและยั่งยืน พร๎อมรับในการเปลี่ยนแปลงในทุก ๆ ด๎าน ทั้งด๎านเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล๎อม ความรู๎และเทคโนโลยี 4. เสาหลัก 5 เสา หมายถึงความเข๎มแข็งของ 5 ตําบล (ตําบลคําเตย ตําบลน้ําคํา ตําบลคําไผํ ตําบล ส๎มผํอ และตําบลไทยเจริญ) สํวนลายขิดข๎างลําง หมายถึง ความสามัคคีของประชาชนทั้ง 5 ตําบล รวมกันเป็นหนึ่งเดียว นั่นคือ “อําเภอไทยเจริญ” “ผ้าลายเกล็ดปลา” ผ้าเอกลักษณ์ประจ าอ าเภอค้อวัง “ลายผ้าเกล็ดปลา” เป็นลายผ๎าที่นําเอาเอกลักษณ๑ของคนในชุมชนบ๎านฟูาหํวน ที่ได๎สวมใสํผ๎าสีฟูาคราม มาตั้งแตํบรรพบุรุษ ซึ่งแตํกํอนจะทอเป็นผ๎าพื้นธรรมดาตัดสวมใสํในการทํางาน และบ๎านฟูาหํวนแตํกํอนชื่อวํา บ๎านปลาหํวน เนื่องจากเป็นหมูํบ๎านที่อุดมสมบูรณ๑มีปลาชุกชุม ตํอมาคนในชุมชนได๎นําลายเกล็ดปลามาทอผ๎า สีฟูาคราม เพื่อเป็นการสร๎างมูลคําเพิ่มและสร๎างความสวยงามของผ๎าและยังคงความเป็นเอกลักษณ๑ของคนชุมชน บ๎านฟูาหํวน ทั้งนี้ ผ๎าลายเกล็ดปลา มีความหมาย คือ 1. ลายเกล็ดปลา หมายถึง ความอุดมสมบูรณ๑ของคนในชุมชนบ๎านฟูาหํวนที่มีแมํน้ําล๎อมรอบมีปลาชุกชุม
~ ๑๙ ~ ๒. พื้นสีฟูาคราม หมายถึง สีประจําบ๎านฟูาหํวน ซึ่งอําเภอค๎อวังกํอตั้งเป็นกิ่งอําเภอค๎อวังครั้งแรกตั้งอยูํ บ๎านฟูาหํวน กํอนจะย๎ายมาตั้งอําเภอค๎อวัง ณ ป๓จจุบัน โดยบ๎านฟูาหํวนจะทอผ๎าสีฟูาครามโดยการใช๎เปลือกไม๎ จากต๎นครามมาย๎อมผ๎าแล๎วทอตัดเป็นเสื้อผ๎าสวมใสํในทุกโอกาส จนเป็นเอกลักษณ๑ของบ๎านฟูาหํวนมาจนถึง ป๓จจุบัน ประวัติจังหวัดยโสธร สมัยทวาราวดี มีรํองรอยการสร๎างชุมชนด๎วยการขุดคูน้ําล๎อมรอบ แล๎วนําดินที่ขุดมาสร๎างเป็นคันดินล๎อมบริเวณคูํไป กับคูน้ํา ในเขตจังหวัดยโสธร พบการตั้งถิ่นฐานในชํวงพุทธศตวรรษที่ 11 - 16 ได๎แกํ บ๎านตาดทอง บ๎านขุมเงิน อําเภอเมืองยโสธร บ๎านโนนเมืองน๎อย ดงเมืองเตย อําเภอคําเขื่อนแก๎ว บ๎านบึงแก บ๎านคูสองชั้น บ๎านหัวเมือง บ๎านบากเรือ อําเภอมหาชนะชัย บ๎านโพนแพง บ๎านน้ําอ๎อม บ๎านหมากมาย บ๎านแข๎และบ๎านโพนเมือง อําเภอค๎อวัง ตามชุมชนดังกลําวได๎พบศิลปวัตถุรํวมสมัยกับศิลปกรรมแบบอมราวดี ทวาราวดี และลพบุรีปะปน อยูํด๎วย และตามตํานานอุรังคนิทาน (พระธาตุพนม) ยังมีข๎อความวํา ชาวสะเดาตาดทองได๎นําสิ่งของมาชํวย ซึ่งชื่อสะเดาตาดทองนั้นคือ บ๎านตาดทอง และบ๎านสะเดา ตําบลตาดทอง อําเภอเมืองยโสธร สมัยเจนละ ในจังหวัดยโสธรพบจารึกโบราณที่ได๎กลําวถึงอาณาจักรเจนละไว๎4 หลัก ได๎แกํ 1.จารึกดงเมืองเตย บ๎านสงเปือย ตําบลสงเปือย อําเภอคําเขื่อนแก๎ว (ราวพุทธศตวรรษที่ 12) กลําวถึงชื่อ เมืองศังขปุระและราชสกุล 2. จารึกบ๎านตาดทอง ตําบลตาดทอง อําเภอเมืองยโสธร (ราวพุทธศตวรรษที่ 15) กลําวถึงกษัตริย๑ พระนามวํา ศรีอีสานวรมัน (กษัตริย๑แหํงอาณาจักรเจนละ พ.ศ. 1159 - 1178) ได๎พระราชทานบุตรี ชื่อนางสุรัสวดี พร๎อมด๎วยหมูํบุตรหลาน ข๎าทาส เงินทอง ให๎แกํชายหนุํมผู๎เป็นเชื้อพระวงศ๑เพื่อมงคลสมรส แสดงให๎เห็นวําบริเวณจังหวัดยโสธรเคยเป็นชุมชนใหญํ ชื่อวํา เมืองศังขปุระนคร และมีความสัมพันธ๑ กับอาณาจักรขอมในฐานะเครือญาติ และมีความยิ่งใหญํพอสมควรที่กษัตริย๑ขอมจึงพระราชทานบุตรีมาให๎เป็น พระมเหสี 3. ประวัติการกํอสร๎างพระธาตุอานนท๑แหํงวัดมหาธาตุ ตําบลในเมือง อําเภอเมืองยโสธร วํา พระธาตุ พระอานนท๑ได๎ถูกสร๎างขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 1218 โดยเจตตานุวิน และจินดาชานุ สองพี่น๎องชาวนครเวียงจันทน๑ กับเอียงเวธา ผู๎ปกครองชุมชนชาวขอม แสดงให๎เห็นวํา สถานที่ตั้งเมืองยโสธรเคยเป็นชุมชนโบราณมีผู๎คนอาศัย อยูํมาตั้งแตํสมัยนั้น และสอดคล๎องกับยุคของพระเจ๎าชัยวรมันที่ 1 (กษัตริย๑แหํงอาณาจักรเจนละ พ.ศ. 1200 - 1233) พระธาตุพระอานนท๑ วัดมหาธาตุ (พระอารามหลวง) อําเภอเมืองยโสธร จังหวัดยโสธร (ภาพ : นายธวัชชัย จําหมาย)
~ ๒๐ ~ 4. จารึกโนนสัง บ๎านบึงแก ตําบลบึงแก อําเภอมหาชนะชัย (ประมาณ พ.ศ. 1432) กลําวสรรเสริญ เทพเจ๎าพระนามวํา โสมาทิตย๑ ซึ่งไมํปรากฏพระนามวําเป็นกษัตริย๑ของอาณาจักรขอมสมัยพระนคร สันนิษฐาน วําอาจเป็นชุมชนอิสระนอกอาณาเขตอาณาจักรขอม สมัยสุโขทัย ไมํปรากฏวํามีศิลปะสมัยสุโขทัยอยูํเลย อาจจะเนื่องจากที่ตั้งทางภูมิศาสตร๑ซึ่งมีภูเขาสูงใหญํกั้นอยูํ การติดตํอค๎าขายและไปมาหาสูํกันจึงแทบไมํมี ประกอบกับอาณาจักรสุโขทัยทางด๎านตะวันออก มีอาณาเขต มาถึงอาณาจักรล๎านช๎างเทํานั้น สมัยอยุธยา ไมํปรากฏวํามีศิลปะสมัยอยุธยาเข๎ามาถึง อาจจะเนื่องจากดินแดนแหํงนี้อยูํในเขตของอาณาจักร ล๎านช๎าง และได๎เป็นพันธมิตรกับราชอาณาจักรอยุธยา ดังจะเห็นได๎จากการสร๎างพระธาตุศรีสองรัก อันเป็น สักขีพยานถึงความรักใครํ เป็นสัมพันธไมตรีตํอกัน ที่อําเภอดํานซ๎าย จังหวัดเลย ในรัชสมัยสมเด็จพระเจ๎า จักรพรรดิแหํงกรุงศรีอยุธยา และพระเจ๎าไชยเชษฐาธิราช แหํงกรุงศรีสัตนาคนหุตล๎านช๎างหลวงพระบาง ราชอาณาจักรอยุธยาได๎แผํไปถึงจังหวัดนครราชสีมา ในรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ๑มหาราช สมัยธนบุรี อนุสาวรีย๑พระสุนทรราชวงศา (ท๎าวคําสิงห๑) พระประเทศราชผู๎ครองเมืองยศสุนทรประเทศราชองค๑ แรก พ.ศ. 2314 พระวรราชปิตา พระโอรสของเจ๎านอง ขุนนางล๎านช๎างเชื้อสายไทพวนแหํงราชวงศ์แสน ทิพย์นาบัวซึ่งสืบมาแตํต๎นวงศ๑สามัญชนชนชาติไทพวน ผู๎สร๎างนครเขื่อนขันธ๑กาบแก๎วบัวบาน (หนองบัวลุํมภู) ได๎ให๎ท้าวค าสูเจ๎าคําขุย ท๎าวคํามํวง ท้าวค าสิงห์(บุตรคนโตของท๎าวฝุายหน๎า) ญาติพี่น๎อง และไพรํพล ลงมา สร๎างบ๎านเมืองใหมํไว๎เป็นเมืองหน๎าดํานของนครเขื่อนขันธ๑กาบแก๎วบัวบาน เมื่อท๎าวคําสูและคณะเดินทางมาถึง ดงหัวช๎างได๎ตั้งสัจจาธิษฐานตํอเทพยดาอารักษ๑อันศักดิ์สิทธิ์ที่สิงสถิตย๑อยูํในดงแหํงนี้ขอตั้งบ๎านเรือน แล๎วจัดพิธี จับสลากเสี่ยงทาย แตํจับสลากไมํได๎ ท๎าวคําสูจึงให๎คณะหยุดพักอยูํ ณ ดงแหํงนี้กํอน โดยให๎ตั้งบ๎านเรือน ขึ้นเพื่อเป็นที่พักพิงชั่วคราว ตั้งชื่อหมูํบ๎านที่ตั้งขึ้นใหมํนี้วํา "บ๎านสิงห๑หิน" (ภายหลังเปลี่ยนชื่อเป็นบ๎านสิงห๑โคก) ตํอจากนั้นท๎าวคําสูจึงได๎ให๎ท๎าวอินทิสาน ท๎าวเมืองกลาง และพราหมณ๑ ออกตรวจหาภูมิประเทศหาที่ตั้ง บ๎านเมืองตํอไป ท๎าวอินทิสานและคณะได๎พากันเดินทางมาถึงดงใหญํใกล๎ทําชีได๎พบพระพุทธรูปใหญํ อยูํในวัด ร๎างองค๑หนึ่ง และพบรูปสิงห๑ทองอีกตัวหนึ่ง ท๎าวอินทิสานและคณะจึงได๎ทําพิธีขอตั้งบ๎านเมือง โดยให๎ท๎าวเมือง กลางเป็นผู๎จับสลาก ในที่สุดจับสลากได๎ใบที่เป็นอุตมะดีเลิศ จึงได๎กลับรายงานให๎ท๎าวคําสูทราบ และท๎าวคําสู จึงได๎แบํงไพรํพลเป็นสองสํวน สํวนหนึ่งให๎คงไว๎ที่บ๎านสิงห๑หิน โดยให๎ท๎าวคําขุยรักษาญาติพี่น๎องและไพรํพล ที่อยูํที่บ๎านสิงห๑หิน สํวนอีกครึ่งหนึ่งท๎าวคําสูได๎พามาสร๎างบ๎านเมืองขึ้นใหมํที่ดงขวางทําชี ตั้งชื่อหมูํบ๎านที่ตั้งขึ้น ใหมํนี้วํา บ๎านสิงห๑ทํา ให๎สร๎างวัดขึ้นที่บริเวณที่มีพระพุทธรูปใหญํอยูํกํอนนั้น เสร็จแล๎วให๎ชื่อวํา วัดหลวงพระ เจ้าใหญ่ ภายหลังเปลี่ยนชื่อเป็นวัดสิงห๑ทํา ถือได๎วําเป็นพระอารามแหํงแรก ในปีเดียวกันนั้นพระเจ๎าสิริบุญสาร ซึ่งเป็นเจ๎านครเวียงจันทน๑เกิดหวาดระแวงในพระตา และพระวอ จึงยกกองทัพจากนครเวียงจันทน๑มาปราบปราม พระตาถูกข๎าศึกยิงด๎วยอาวุธปืน และฟ๓นด๎วยดาบจนถึงแกํ พิราลัยในที่สนามรบ สํวนพระวอ ท๎าวคําผง ท๎าวฝุายหน๎า ท๎าวทิดพรหม และท๎าวก่ํา ได๎ยกทัพฝุาหนีออกจาก นครเขื่อนขันธ๑กาบแก๎วบัวบานลงมาตามลําน้ําชีมาพักกับท๎าวคําสูผู๎ปกครองบ๎านสิงห๑ทําสิงห๑โคก ภายหลัง ตํอมาพระวอดําริวําหากอยูํกับท๎าวคําสูแล๎ว ถ๎าเวียงจันทน๑ยกทัพมาก็จะเป็นการลําบากแกํบ๎านสิงห๑ทําสิงห๑โคก และจะเกิดศึกสงครามกันตํอไป เมื่อประชุมตกลงกันแล๎วจึงได๎พาไพรํพลอพยพลงไปตามลําน้ํามูล และสร๎าง
~ ๒๑ ~ เมืองใหมํที่เวียงดอนกองเขตนครจําปาศักดิ์ ตามรับสั่งของพระเจ๎าองค๑หลวงไชยกุมาร เจ๎าผู๎ครองนครจําปา ศักดิ์ โดยพระวอให๎สร๎างคํายขุดคูประตูหอรบขึ้นเรียกวํา "คํายบ๎านดูํบ๎านแก" พ.ศ. 2321 เมื่อพระเจ๎าสิริบุญสารทราบเรื่อง จึงได๎ยกทัพมาปราบอีกครั้งจนทําให๎พระวอถึงแกํพิลาลัย ในสนามรบ ท๎าวคําผง ท๎าวฝุายหน๎า ท๎าวทิดพรหม พร๎อมบริวารจึงได๎อพยพตํอไปยังเกาะกลางลําน้ํามูลซึ่ง เรียกวํา "ดอนมดแดง" แตํเนื่องจากเป็นที่ต่ําไมํเหมาะสมที่จะสร๎างเมืองใหมํจึงอพยพขึ้นมาตามลําน้ํามูลถึงห๎วย แจระแม แล๎วมาสร๎างเมืองขึ้นที่ดงอูํผึ้ง เมื่อปีกุน พ.ศ. 2322 แล๎วมีหนังสือกราบบังคมทูลขอขึ้นอยูํในขอบ ขัณฑสีมาของสมเด็จพระเจ๎าตากสินมหาราช แหํงกรุงธนบุรี จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล๎าฯ พระราชทานนาม เมืองที่ตั้งวําเมืองอุบล เพื่อเป็นการรําลึกถึงบ๎านเมืองเดิมของตนคือเมืองนครเขื่อนขันธ๑กาบแก๎วบัวบาน (หนองบัวลุํมภู) จากนั้นท๎าวคําผงได๎รับพระกรุณาโปรดเกล๎าฯ สถาปนาขึ้นเป็นเจ๎าเมืองคนแรก และได๎รับ พระราชทานพระราชทินนามวํา "พระปทุมสุรราช" พ.ศ. 2323 เกิดจราจลในเขมร สมเด็จเจ๎าพระยามหากษัตริย๑ศึก (ทองด๎วง) จึงมีใบบอกมายังพระปทุม สุรราช (ท๎าวคําผง) พร๎อมกับท๎าวฝุายหน๎า ท๎าวทิดพรหม เมืองอุบล และท๎าวคําสิงห๑ (บุตรชายคนโตท๎าวฝุาย หน๎า) แหํงบ๎านสิงห๑ทํา ได๎ยกกําลังลงไปชํวยราชการปราบจราจลที่เขมรคราวนั้น แตํก็หาทันได๎ปราบปราม จนเสร็จสิ้นไมํ ทางกรุงธนบุรีก็เกิดจราจลขึ้น และได๎ยกกําลังเข๎าไปชํวยปราบจราจลในกรุงธนบุรีจนสําเร็จลง สมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น พ.ศ. 2329 ท๎าวฝุายหน๎า ผู๎น๎องพระปทุมสุรราช (ท๎าวคําผง) พร๎อมกับท๎าวฝุายบุตผู๎เป็นบุตร และพระพี่นางอูสา ได๎นําไพรํพลญาติวงศาอีกสํวนหนึ่งขอแยกตัวกลับมาอยูํที่บ๎านสิงห๑ทําซึ่งท๎าวคําสูปกครอง อยูํบูรณปฏิสังขรณ๑วัดมหาธาตุตั้งมั่นเป็นกองนอกหวังจะตั้งบ๎านเมืองขึ้นให๎ใหญํโตสมฐานะดั่งเมืองอุบล และพระปทุมสุรราช (ท๎าวคําผง) ก็เห็นสมควรด๎วยกับท๎าวฝุายหน๎า ไมํขัดข๎องประการใด จึงได๎แยกย๎าย กันไปทํามาหากินที่บ๎านสิงห๑ทํา ได๎ปรับปรุงและสร๎างบ๎านสิงห๑ทําจนเจริญรุํงเรืองตํอจากท๎าวคําสู พ.ศ. 2334 เกิดกบฏอ๎ายเชียงแก๎วได๎พาพรรคพวกเข๎ายึดนครจําปาศักดิ์ ความทราบถึงพระบาทสมเด็จ พระพุทธยอดฟูาจุฬาโลกมหาราช รัชกาลที่ 1 จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล๎าฯ ให๎เจ๎าพระยานครราชสีมา (ทองอิน) เมื่อครั้งเป็นพระพรหม ยกกระบัตร ยกกองทัพเมืองนครราชสีมา มาปราบกบฏอ๎ายเชียงแก๎ว ขณะที่ กองทัพนครราชสีมายกมาไมํถึงนั้น พระประทุมสุรราช (ท๎าวคําผง) และท๎าวฝุายหน๎า ผู๎น๎องซึ่งเป็นนายกองนอก ที่บ๎านสิงห๑ทํา และท๎าวคําสิงห๑ บุตรคนโตได๎รํวมกันยกกําลังไปปราบกบฏอ๎ายเชียงแก๎วกํอน ทั้งสองฝุายได๎ สู๎รบกันที่บริเวณแกํงตะนะ จนกองกําลังอ๎ายเชียงแก๎วแตกพํายไป ท๎าวฝุายหน๎าจับตัวอ๎ายเชียงแก๎วไว๎ได๎ และประหารชีวิตที่แกํงตะนะปากดํานแมํน้ํามูล เมื่อกองทัพเมืองนครราชสีมายกมาถึงนครจําปาศักดิ์เหตุการณ๑ ก็สงบเรียบร๎อยแล๎ว จึงพากันยกกองทัพไปตีพวกขํา ชาติกระเสงสวาง จะรายระแดร๑ ซึ่งตั้งอยูํฝ๓่งตะวันออก แมํน้ําโขง จับพวกขําเป็นเชลยได๎เป็นจํานวนมาก พ.ศ. 2335 จากความดีความชอบในการปราบปรามกบฏอ๎ายเชียงแก๎วครั้งนี้พระบาทสมเด็จพระพุทธ ยอดฟูาจุฬาโลกมหาราช จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล๎าฯ สถาปนาให๎ท๎าวฝุายหน๎าเป็นที่พระวิไชยราชสุริยวงษขัติราช เป็นพระประเทศราชผู๎ครองนครจําปาศักดิ์ องค๑ที่ 3 แทนพระเจ๎าองค๑หลวงไชยกุมารที่ถึงแกํพิราลัยไป และให๎ ท๎าวคําสิงห๑ บุตรคนโตเป็นราชวงศ๑เมืองโขง (สีทันดร) และได๎ย๎ายไพรํพลสํวนหนึ่งจากบ๎านสิงห๑ทําไปที่นคร จําปาศักดิ์ สํวนทางบ๎านสิงห๑ทําได๎ให๎เจ๎าคํามํวง เป็นผู๎ปกครองแทน พ.ศ. 2354 พระวิไชยวรราชสุริยวงศ๑ขัตติยราชได๎ถึงแกํพิราลัย พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล๎านภาลัย รัชกาลที่ 2 จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล๎าฯ ให๎เจ๎านู หลานพระเจ๎าองค๑หลวงไชยกุมาร เจ๎านครจําปาศักดิ์ องค๑กํอน เป็นเจ๎าผู๎ครองนครจําปาศักดิ์สืบตํอไป จึงทําให๎ราชวงศ๑เมืองโขง (ท๎าวคําสิงห๑) ไมํเป็นที่พอใจที่จะทํา ราชการกับเจ๎าผู๎ครองนครจําปาศักดิ์องค๑ใหมํ จึงได๎พาครอบครัว และไพรํพลอพยพมาอยูํที่บ๎านสิงทําดังเดิม
~ ๒๒ ~ พร๎อมนําอัฐิพระวิไชยวรราชสุริยวงศ๑ขัตติยราชมากํอเจดีย๑บรรจุไว๎ข๎างองค๑พระธาตุอานนท๑ที่วัดมหาธาตุ เพราะเกรงวําเจ๎าผู๎ครองนครจําปาศักดิ์องค๑ใหมํ จะไมํเคารพอัฐิเจ๎าพระวิไชยวรราชสุริยวงศ๑ขัตติยราช และได๎ ปรับปรุงพัฒนาบ๎านสิงห๑ทําให๎ใหญํโตรุํงเรืองขึ้นเป็นอันมาก บ๎านเรือนบริเวณเมืองเกําบ๎านสิงห๑ทํา ตําบลในเมือง อําเภอเมืองยโสธร จังหวัดยโสธร (ภาพ : นายธวัชชัย จําหมาย และนายเมธา ชื่นตา) พ.ศ. 2357 ราชวงศ๑คําสิงห๑ได๎มีใบกราบบังคมทูลขอยกบ๎านสิงห๑ทําขึ้นเป็นเมือง พระบาทสมเด็จ พระพุทธเลิศหล๎านภาลัย รัชกาลที่ 2 จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล๎าฯ ให๎ยกฐานะบ๎านสิงห๑ทําขึ้นเป็นเมือง นามวํา เมืองยศสุนทร มีฐานะเป็นเมืองประเทศราชขึ้นตรงตํอกรุงเทพฯ ให๎ราชวงศ๑คําสิงห๑ คือ พระสุนทรราชวงศา (เจ้าค าสิงห์) เป็นผู๎ครองเมืองยศสุนทรคนแรก (พ.ศ. 2357 - 2366) ให๎ท๎าวสีชา เป็นอุปราช ให๎ท๎าวบุตร (บุตรท๎าวคําสิงห๑) เป็นราชวงศ๑ ให๎ท๎าวเสน (บุตรพระวอ) เป็นราชบุตร พระราชทานเครื่องประกอบยศพระประเทศราชผู๎ครองเมือง ดังนี้ พานหมากเงินถมทองปากจําหลัก ลายกลีบบัว เครื่องในทองคํา กระโถนเงินถมทอง ลูกประคําทองคํา 1 สาย สัปทนป๓ศตู 1 คัน กระบี่บั้ง ทองคํา 1 เลํม เสื้อทรงประหาส หมวกตุ๎มปี่ ปืนชนวนทองแดงเลี่ยมเงิน 1 กระบอก และอื่น ๆ ตามสมควร และให๎อาณาเขตเมืองยศสุนทรทิศเหนือจรดภูสีฐานดํานเมยถึงยอดยัง ทิศใต๎จรดห๎วยก๎ากว๎าก ทิศตะวันออก ถึงบ๎านคําพระมะแงลําน้ําเซ ทิศตะวันตกจรดห๎วยไส๎ไกํวังเจ็ก ทิศตะวันตกเฉียงเหนือจรดห๎วยตาแหลว ให๎เมืองยศสุนทรสํงสํวยบํารุงราชการของหลวงคือ น้ํารักสองเลขตํอเบี้ย ปุานสองเลขตํอขวด และ พระสุนทรราชวงศา (ท๎าวคําสิงห๑) ได๎ให๎ไพรํพลกํอสร๎างฉางข๎าว สร๎างที่วําการเมือง สร๎างท๎องพระโรง (โฮงคํา) และปกครองเมืองให๎รํมเย็นเป็นสุขตลอดสมัย จนถึงแกํพิลาลัย ในปี พ.ศ. 2366 จึงทรงพระกรุณาโปรด
~ ๒๓ ~ เกล๎าฯ ให๎อุปราชสีชาขึ้นเป็นที่พระสุนทรราชวงศา (ท๎าวสีชา) พระประเทศราชผู๎ครองเมืองยศสุนทร คนที่ 2 แตํทํานครองเมืองได๎เพียง 3 เดือน ก็ถึงแกํพิลาลัย ในระหวําง พ.ศ. 2369 เกิดสงครามเจ๎าอนุวงศ๑แหํงเวียงจันทน๑กับกรุงเทพมหานคร พระบาทสมเด็จ พระนั่งเกล๎าเจ๎าอยูํหัว รัชกาลที่ 3 ทรงพระกรุณาโปรดเกล๎าฯ ให๎กรมพระราชวังบวรมหาศักดิพลเสพ เป็นแมํทัพที่ 1 ยกทัพขึ้นไปปราบเจ๎าอนุวงศ๑ ให๎พระยาราชสุภาวดี (สิงห๑ สิงหเสนี) ได๎ยกกองทัพหน๎ามาตั้งที่เมืองยศสุนทร ท๎าวฝุายบุตพร๎อมกับท๎าวสุวอธรรมา (บุญมา) (ตํอมาได๎รับแตํงตั้งขึ้นเป็นพระปทุมเทวาภิบาล เจ๎าเมืองหนองคาย คนแรก) และท๎าวเคน บุตรชายของท๎าวสุวอธรรมา (บุญมา) ได๎นํากองกําลังเมืองยศสุนทรเข๎ารํวมกองทัพ เจ๎าพระยาราชสุภาวดียกทัพไปปราบเจ๎าอนุวงศ๑ที่นครเวียงจันทน๑ได๎สําเร็จ พระยาราชสุภาวดีจึงกราบบังคมทูล ความดีความชอบของท๎าวฝุายบุต พ.ศ. 2370 จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล๎าฯ แตํงตั้งท๎าวฝุายบุตเป็นที่พระสุนทรราชวงศา มหาขัตติยชาติ ประเทศราชวงศ์เวียง ด ารงรักษ์ภักดียศฦๅไกร ศรีพิไชยสงคราม หรือ พระสุนทรราชวงศาฯ (ท้าวฝ่าบุต) พระประเทศราชผู๎ครองเมืองยศสุนทร คนที่ 3 (พ.ศ. 2370-2400) พร๎อมพระราชทานพระพุทธรูปสําคัญ คือ พระพุทธปฏิมาบุษยรัตน๑หรือ พระแก๎วหยดน้ําค๎าง อันเป็นพระพุทธรูปคูํบ๎านคูํเมืองยโสธรในป๓จจุบัน พระราชทานเชลยศึกจากนครเวียงจันทน๑ จํานวน 500 ครอบครัว และพระราชทานปืนใหญํ ไว๎สําหรับเมืองยศ สุนทร 1 กระบอก อันมีชื่อวํา "ปืนนางปูอง" ซึ่งยังคงปรากฏอยูํที่ศาลหลักเมืองยโสธรมาจนถึงป๓จจุบัน เมื่อท๎าวฝุายบุตได๎รับพระกรุณาโปรดเกล๎าฯ ตั้งขึ้นเป็นพระประเทศราชผู๎ครองเมืองแล๎ว ได๎ให๎ไพรํพลนําหินศิลาจาก บ๎านแก๎งหินโงม มาสร๎างพระพุทธบาทจําลองประดิษฐานที่มณฑปวัดปุาอัมพวัน สร๎างวัดขึ้นที่ทําน้ําริมฝ๓่งแมํน้ําชี เรียกวําวัดท่าแขก(หรือวัดศรีธรรมาราม ในป๓จจุบัน) และสร๎างวัดขึ้นที่กลางเมือง เรียกวํา วัดกลางศรีไตรภูมิ ไว๎เป็นวัดคูํบ๎านคูํเมืองสืบมา พ.ศ. 2373 พระสุนทรราชวงศาฯ (ท๎าวฝุายบุต) พร๎อมด๎วยอุปราชแพง ราชวงศ๑สุดตา ราชบุตรอินทร๑ แลกรมการเมืองยศสุนทรกํอสร๎างอูบมุงครอบรอยพระพุทธบาท ณ บริเวณลานที่ตั้งคํายพระยาราชสุภาวดี (สิงห๑ สิงหเสนี) ไว๎เป็นที่ระลึกถึงชัยชนะเหนือนครเวียงจันทน๑คราวนั้น ให๎ชื่อวํา วัดชุมพลชัยชนะสงคราม (ป๓จจุบันคือ วัดทุํงสวํางชัยภูมิ) พ.ศ. 2378 เมื่อพระบรมราชา (มัง) เจ๎าผู๎ครองเมืองนครพนมได๎หลบหนีไปกับเจ๎าอนุวงศ๑ แล๎วพระยา มหาอํามาตยาธิบดี (หรุํน) จึงได๎มอบหมายให๎พระสุนทรราชวงศาฯ (ท๎าวฝุายบุต) ขึ้นไปเป็นพระประเทศราช ผู๎ครองเมืองนครพนมอีกตําแหนํงหนึ่ง สํวนทางเมืองยศสุนทรให๎อุปราชแพง แลกรมการเมืองยศสุนทรปกครอง ดูแลแทน พ.ศ. 2400 พระสุนทรราชวงศาฯ (ท๎าวฝุายบุตร) ได๎ถึงแกํพิราลัย ยังแตํพระศรีวรราช (ท๎าวเหม็น) บุตรพระสุนทรราชวงศาฯ (ท๎าวฝุายบุตร) แลกรมการชํวยกันดูแลราชการบ๎านเมืองอยูํ พระบาทสมเด็จ พระจอมเกล๎าเจ๎าอยูํหัว รัชกาลที่ 4 ทรงพระกรุณาโปรดเกล๎าฯ ให๎พระศรีวรราช (ท๎าวเหม็น) บุตรพระสุนทร ราชวงศาฯ (ท๎าวฝุายบุตร) เป็นที่พระสุนทรราชวงศา มหาขัตติยชาติ ประเทศราชดํารงศักดิยศฤๅไกร ศรีพิไชย สงคราม เจ๎าผู๎ครองเมืองยศสุนทร คนที่ 4 (พ.ศ. 2400 - 2420) พระราชทานเครื่องยศประกอบตําแหนํง พระประเทศราชผู๎ครองเมืองดังนี้ พานหมากเงินกลมถมทอง เครื่องในทองคํายวง คณโฑทองคํา กระโถนเงินถม ประคําทองคํา 1 สาย กระบี่บั้งทองคํา สัปทน ป๓ศตู เสื้อกํามะหยี่ หมวกตุ๎มปี่ ปืนชนวนทองแดง ต๎นเหลี่ยมเงิน เสื้อเข๎มขาบริ้วดี เสื้อแพรจีนจาว แพรสีทับทิมติดขลิบ สํานไทยป๓กทอง ผ๎าลายเกี้ยว ผ๎าปูมเขมร ผ๎าขาวหงินไกํ และผ๎าขาวโลํ พ.ศ. 2461 พระสุนทรราชวงศา (ท๎าวเหม็น) พระศรีรราชสุพรหม ผู๎เป็นบุตร พร๎อมด๎วยญาติวงศ๑ และไพรํพลได๎พร๎อมกันปฏิสังขรณ๑วัดทําแขกที่สร๎างขึ้นในสมัยท๎าวฝุายบุตร แล๎วนิมนต๑พระเกตุโล (เกตุ)
~ ๒๔ ~ จากวัดโสมนัสราชวรวิหาร กรุงเทพฯ มาเป็นเจ๎าอาวาส พร๎อมตั้งวงศ๑ธรรมยุติกนิกายในเมืองยศสุนทรเป็นครั้งแรก และให๎ชื่อวัดใหมํวํา "วัดศรีธรรมารามหายโศรก" (วัดศรีธรรมาราม) พระเกตุโล (เกตุ) ยังเป็นพระภิกษุ ที่ได๎รับการอุปสมบทเป็นพระสงฆ๑ธรรมยุติกนิกายโดยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล๎าเจ๎าอยูํหัว รัชกาลที่ 4 ทรงเป็นพระอุป๓ชฌาย๑ จึงเป็นลูกศิษย๑รุํนแรกของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล๎าเจ๎าอยูํหัว และนับวํา วัดศรีธรรมาราม หายโศรกเป็นวัดธรรมยุติกนิกายแหํงแรกของเมืองยศสุนทร ในสมัยรัชกาลที่ 4 ได๎เขียนและเรียกชื่อ เมืองยศสุนทร วํา ยศโสธร หรือหากเรียกเพียงสั้น ๆ ก็จะเป็นเมืองยศ ๆ และได๎แปรเปลี่ยนมาเป็น “ยโสธร” สมัยปฏิรูปประเทศ พ.ศ. 2417 ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล๎าเจ๎าอยูํหัว รัชกาลที่ 5 ได๎เกิดศึกฮํอยกกําลัง มาตีเมืองหนองคาย กองกําลังเมืองยศสุนทรถูกเกณฑ๑ให๎ไปสมทบกองทัพจากกรุงเทพฯ กําลังพล 500 คน โดยมีพระยามหาอํามาตยาธิบดี (หรุํน) เป็นแมํทัพเข๎าปราบปราม พ.ศ. 2420 พระสุนทรราชวงศา (ท๎าวเหม็น) ได๎ประชวรและถึงแกํพิราลัย ตํอมาใน พ.ศ. 2421 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล๎าเจ๎าอยูํหัว จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล๎าฯ ให๎ตั้งพระศรีวรราชสุพรหม บุตรพระสุนทรราชวงศา ฯ (ท๎าวเหม็น) เป็นที่พระสุนทรราชวงศา (ท๎าวสุพรหม) พระประเทศราชผู๎ครอง เมืองยศสุนทร คนที่ 5 (พ.ศ. 2420 - 2429) และใน พ.ศ. 2423 หลวงจุมพลภักดี นายกอง บุตรหลาน ของพระประทุมวรราชสุริยวงศ๑ (ท๎าวคําผง) ไปตั้งบ๎านบึงโดนขึ้นแขวงเมืองยศสุนทร ซึ่งพระสุนทรราชวงศา (ท๎าวเหม็น) พระประเทศราชผู๎ครองเมืองยศสุนทรคนกํอนได๎ตั้งให๎เป็นกรมการเมืองยศสุนทรนั้น จะขอทําสํวย ผลเรํวแยกจากเมืองยศสุนทรขึ้นตํอกรุงเทพฯ โดยตรง แตํฝุายพระสุนทรราชวงศา (ท๎าวสุพรหม) พระประเทศราช ผู๎ครองเมืองไมํยอมตามหลวงจุมพลภักดีๆ มีความขุํนเคืองจึงเอาบัญชีรายชื่อตัวเลขไปสมัครขึ้นกับ พระราษฎรบริหาร เจ๎าเมืองกมลาไสย และมีใบกราบบังคมทูลขอตั้งบ๎านบึงโดนขึ้นเป็นเมือง ขอตั้ง หลวงจุมพลภักดีเป็นเจ๎าเมือง จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล๎าฯ ให๎ตั้งบ๎านบึงโดนขึ้นเป็นเมืองเสลภูมินิคม ให๎หลวงจุมพลภักดีเป็นพระนิคมบริรักษ๑ เจ๎าเมืองเสลภูมินิคม ให๎ท๎าวสุริยะเป็นอัคฮาด ให๎ท๎าวผู๎ชํวย เป็นอัควงษ๑ ท๎าวสุทธิสารเป็นอัคบุตร รักษาราชการเมืองเสลภูมินิคมขึ้นกับเมืองกมลาไสย พ.ศ. 2426 พวกฮํอได๎ยกกําลังมาตั้งอยูํที่ทุํงเชียงคํา เมืองยศสุนทรได๎รับเกณฑ๑ให๎เอากําลัง ช๎าง ม๎า โค ตําง ๆ ไปเป็นพาหนะบรรทุกเสบียงไปเลี้ยงกองทัพ ตํอมาใน พ.ศ. 2429 พระสุนทรวรราชวงศา (ท๎าวสุพรหม) ได๎ถึงแกํพิราลัย พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล๎าเจ๎าอยูํหัว จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล๎าฯ ให๎อุปราช (แก) เป็นที่พระสุนทรราชเดช เป็นข๎าหลวงกํากับราชการเมืองยโสธรคนแรก (พ.ศ. 2430 - 2438) พ.ศ. 2433 มีการเปลี่ยนแปลงการปกครองแบบเมืองประเทศราชมาเป็นการปกครองแบบมณฑล เทศาภิบาล หัวเมืองลาวฝุายตะวันออกเฉียงเหนือ เมืองอุบลราชธานีเป็นเมืองเอก มีเมืองขึ้นกับข๎าหลวง ตํางพระองค๑ทั้งหมด 41 เมือง ประกอบด๎วยหัวเมืองเอก 12 หัวเมือง คือ อุบลราชธานี กาฬสินธุ๑ สุวรรณภูมิ มหาสารคาม ร๎อยเอ็ด ภูแลํนช๎าง กมลาไสย เขมราฐ หนองสองคอนดอนดง และศรีสะเกษ และเมืองยโสธร จึงจัดอยูํใน 41 เมืองดังกลําวด๎วย ปี พ.ศ. 2436 พระเจ๎าบรมวงศ๑เธอ กรมหลวงพิชิตปรีชากร ข๎าหลวงตํางพระองค๑ผู๎สําเร็จราชการ มณฑลลาวกาว โปรดเกล๎าฯ ให๎หลวงพิทักษ๑สุเทพ ข๎าหลวง ท๎าวไชยกุมาร เมืองอุบลราชธานี ขึ้นมาจัดราชการ เมืองยโสธร แล๎วอุปราชแก ราชบุตรหนู พระศรีวรราช ท๎าวสิทธิกุมาร ตํอมาคือพระอุบลศักดิ์ประชาบาล (กุคํา สุวรรณกูฏ) ผู๎ที่รับหน๎าที่ราชวงศ๑ จึงพร๎อมด๎วยหลวงพิทักษ๑สุเทพ รํวมงานพระราชทานเพลิงศพ พระสุนทรราชวงศา (ท๎าวสุพรหม) เมื่องานพระราชทานเพลิงศพฯ เสร็จลงเมืองยโสธรก็วํางเว๎นจากผู๎ครอง เมือง เหลือแตํอุปราชแก ราชบุตรหนู รับราชการกับหลวงพิทักษ๑สุเทพ ในปีนี้เองเกิดกรณีพิพาทระหวําง ไทยกับฝรั่งเศส ฝรั่งเศสได๎ยกกําลังจากเมืองญวนมาตีเมืองสมโบกของไทยฝุายเมืองยโสธรได๎ถูกเกณฑ๑กําลัง
~ ๒๕ ~ ทหารไปสมทบกองทัพจากกรุงเทพฯ ทั้งสามกองทัพ กองทัพละ 1,000 คน จํานวน 1,000 นาย โดยมี หลวงพิทักษ๑สุเทพ เป็นนายคุมทัพไป พ.ศ. 2437 พระเจ๎าบรมวงศ๑เธอ กรมหลวงสรรพสิทธิประสงค๑เสด็จขึ้นมาเป็นข๎าหลวงตํางพระองค๑ ผู๎สําเร็จราชการมณฑลลาวกาว ประดับที่เมืองอุบลราชธานี แล๎วโปรดเกล๎าฯ ให๎นายร๎อยโทสอนเป็นข๎าหลวง มาจัดราชการเมืองยโสธร แล๎วให๎อุปราชแกเป็นที่พระสุนทรราชเดช ให๎ราชบุตรหนูเป็นราชวงศ๑ และหลวงศรีวรราช (แข๎) เป็นราชบุตร พ.ศ. 2438 พระสุนทรราชเดชได๎ถึงแกํอนิจกรรมลง พระเจ๎าบรมวงศ๑เธอ กรมหลวงสรรพสิทธิประสงค๑ จึงโปรดเกล๎าฯ ให๎นายร๎อยโทสอน เป็นขุนราญอริพล (สอน) ผู๎วําราชการเมืองยโสธร คนที่ 2 และตํอมาในปีพ.ศ. 2440 ขุนราญอริพลก็ถึงแกํกรรมลงอีก พระเจ๎าบรมวงศ๑เธอ กรมหลวงสรรพสิทธิประสงค๑ จึงโปรดเกล๎าฯ ให๎หลวงศรีวรราช(แข๎) เป็นพระสุนทรราชเดช (แข๎ ประทุมชาติ) ผู๎วําราชการเมืองยโสธร คนที่ 3 (พ.ศ. 2440 - 2455) พ.ศ. 2442 พระเจ๎าบรมวงศ๑เธอ กรมหลวงสรรพสิทธิประสงค๑ เสด็จขึ้นมาประทับที่เมืองยโสธร โปรดเกล๎าฯ ให๎ราชวงศ๑ทองดี เป็นหลวงยศไกรเกรียงเดช (ทองดี ต๎นสกุลโพธิ์ศรี) เป็นยกบัตรเมือง 4. ท๎าวโพธิสาร (ตา ต๎นสกุลไนยกุล) เป็นหลวงยศเยศสุรามฤทธิ์ เป็นนายอ าเภออุทัยยะโสธร 5. ท๎าวสิทธิสาร (สมเพศ) เป็นหลวงยศวิทยธ ารง ผู๎ชํวย 6. เมืองจันทร๑ (ฉิม) เป็นหลวงยศเขตรวิมลคุณ มหาดไทย เป็นนายอ าเภอปจิม ยะโสธร พ.ศ. 2443 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล๎าเจ๎าอยูํหัว รัชกาลที่ 5 ทรงพระกรุณาโปรดเกล๎าฯ ให๎จัดการ ปกครองในรูปแบบมณฑลเทศาภิบาล เมืองยโสธรจึงถูกจัดอยูํในมณฑลตะวันออกเฉียงเหนือ ตั้งกองบัญชาการ มณฑลที่เมืองอุบลราชธานี (บริเวณอุบลราชธานี) ตํอมา พ.ศ. 2445 พระเจ๎าบรมวงศ๑เธอ กรมหลวงสรรพสิทธิ ประสงค๑ โปรดเกล๎าฯ ให๎ซานนท๑ (ชาย) เป็นหลวงยศอดุลพฤฒิเดช เป็นตําแหนํงพลเมือง พ.ศ. 2452 ทรงพระกรุณาโปรดเกล๎าฯ ให๎ยุบอําเภอคําเขื่อนแก๎ว และอําเภอปจิมเขมราฐ โดยให๎รวม กับอําเภออุไทยเขมราฐ พร๎อมกันนั้นก็ให๎ยุบเมืองเขมราฐ สํวนอําเภอที่อยูํในเขตการปกครองเมืองเขมราฐ ก็ให๎มารวมอยูํในเขตการปกครองของเมืองยโสธร เมืองยโสธรจึงมีอําเภอในเขตการปกครองรวม 6 อําเภอ ได๎แกํ อําเภออุไทยยะโสธร มีท๎าวสิทธิกุมาร (ทุม) เป็นนายอําเภอ อําเภอปจิมยะโสธร มีท๎าวอุเทนวงษา (เขียน) เป็นนายอําเภอ อําเภออุไทยเขมราฐ มีหลวงเขมรัฐการอุตสํห๑ (แสง) เป็นนายอําเภอ อําเภออํานาจเจริญ มีราชวงศ๑ (ซาว) เป็นนายอําเภอ อําเภอโขงเจียม มีท๎าวบุญธิสาร (คําบํอ) เป็นนายอําเภอ พระเจ๎าบรมวงศ๑เธอกรมหลวงสรรพสิทธิประสงค๑ (ภาพ : หอสมุดแหํงชาติ)
~ ๒๖ ~ อําเภอวารินทร๑ชําราบ มีอุปราช (บุญ) เป็นนายอําเภอ จึงเป็นปีที่เมืองยโสธรมีพื้นที่อาณาเขตกว๎างใหญํ และมีจํานวนอําเภอมากที่สุด พ.ศ. 2454 พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล๎าเจ๎าอยูํหัว รัชกาลที่ 6 ทรงพระกรุณาโปรดเกล๎าฯ ให๎ยุบ อําเภอวารินทร๑ชําราบอันอยูํในเขตการปกครองของเมืองยโสธร จังหวัดอุบลราชธานี โดยให๎ท๎องที่ตําบลตําง ๆ ไปรวมกับอําเภอพิมูลมังษาหาร และสํวนหนึ่งไปรวมกับอําเภอบูรพาอุบล (อําเภอเมืองอุบลราชธานี) พ.ศ. 2455 รัชกาลที่ 6 ทรงพระกรุณาโปรดเกล๎าฯ ให๎แยกมณฑลอีสาน เป็น 2 มณฑล คือ มณฑล อุบลราชธานี และมณฑลร๎อยเอ็ด โดยกําหนดให๎มณฑลอุบลราชธานี มี 3 จังหวัด คือ จังหวัดอุบลราชธานี จังหวัดขุขันธ๑ และจังหวัดสุรินทร๑ ในชํวงเวลาดังกลําวได๎เปลี่ยนชื่อเมืองให๎เรียกเป็นจังหวัดแล๎ว แตํยังไมํได๎ ประกาศใช๎อยํางเป็นทางการ เมืองยโสธรก็ถูกยุบไปในคราวเดียวกันนั้น สํวนอําเภอตําง ๆ ที่เคยขึ้นกับเมือง ยโสธร ตั้งแตํปี พ.ศ. 2452 ก็ถูกโอนย๎ายให๎อยูํในเขตการปกครองของจังหวัดอุบลราชธานีตั้งแตํบัดนั้นเป็นต๎นมา พ.ศ. 2456 กระทรวงมหาดไทยได๎ดําเนินการเปลี่ยนชื่ออําเภอในจังหวัดอุบลราชธานีให๎หมาะสม การนี้จึงได๎เปลี่ยนชื่ออําเภออุไทยยะโสธร เป็นอําเภอคําเขื่อนแก๎ว และอําเภอปจิมยะโสธร เป็นอําเภอยะโสธร สมัยเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองจนถึงปัจจุบัน พ.ศ. 2489 นายสุวิชช๑ จิตตยะโสธร คนอําเภอยะโสธรคนแรกที่ได๎รับการเลือกตั้งให๎ดํารงตําแหนํง เป็นสมาชิกสภาผู๎แทนราษฎรจังหวัดอุบลราชธานี โดยได๎เสนอรํางพระราชบัญญัติจัดตั้งอําเภอยะโสธร เป็นจังหวัดยะโสธรตามที่ได๎รับปากไว๎กับประชาชนชาวอําเภอยะโสธรในขณะที่หาเสียง แตํปรากฏวําไมํสําเร็จ เพราะมีกระแสคัดค๎านไมํให๎แยกออกจากจังหวัดอุบลราชธานี และได๎มีการปฏิวัติเกิดขึ้น พ.ศ. 2494 นายดิเรก มณีรัตน๑ (เขยเมืองยศ) ได๎รับการเลือกตั้งให๎ดํารงตําแหนํงเป็นสมาชิกสภาผู๎แทน ราษฎรจังหวัดอุบลราชธานี ก็ได๎พยายามดําเนินการขอจัดตั้งจังหวัดยะโสธร และกระทรวงมหาดไทยได๎ริเริ่ม ขอตั้งอําเภอยะโสธรขึ้นเป็นจังหวัดครั้งแรก แตํก็ไมํได๎รับการตอบรับจากฝุายใด ตํอมาระหวําง พ.ศ. 2500–2513 ร.ต.ท.พวง ศรีบุญลือ ซึ่งดํารงตําแหนํงเป็นนายอําเภอยะโสธร เห็นวําคําวํา "ยะโสธร" อันมีความหมายวํา "ทรงไว๎ซึ่งยศ" แตํการเขียนหรือการเรียกสั้น ๆ วํา เมืองยะโส พูดแล๎วฟ๓งดูไมํเป็นที่ไพเราะหูและไมํเป็นมงคลนามจึงได๎มีหนังสือขอให๎เขียนชื่ออําเภอเสียใหมํเป็น "ยโสธร" และได๎รับอนุญาตจากกระทรวงมหาดไทย โดยความเห็นชอบของราชบัณฑิตยสถานให๎เปลี่ยนได๎และใช๎มา จนบัดนี้ พ.ศ. 2514 จอมพลถนอม กิติขจร ในฐานะหัวหน๎าคณะปฏิวัติได๎นําเรื่องการจัดตั้งจังหวัดยโสธร ที่ค๎างคาอยูํ ออกประกาศของคณะปฏิวัติฉบับที่ 70 ลงวันที่ 6 กุมภาพันธ๑ พ.ศ. 2514 โดยได๎แยกอําเภอตําง ๆ ที่อยูํในการปกครองของจังหวัดอุบลราชธานีเดิม 6 อําเภอ คือ อําเภอยโสธร อําเภอกุดชุม อําเภอเลิงนกทา อําเภอคําเขื่อนแก๎ว อําเภอมหาชนะชัย และอําเภอปุาติ้ว รวมเข๎าเป็นจังหวัดยโสธร จังหวัดที่ 71 ของประเทศไทย มีผลตั้งแตํวันที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2515 เป็นต๎นไป และแตํงตั้งนายชัยทัต สุนทรพิพิธ รองผู๎วําราชการจังหวัด อุบลราชธานี ดํารงตําแหนํงเป็นผู๎วําราชการจังหวัดยโสธรคนแรก
~ ๒๗ ~ คณะกรรมการเรียกร้องการจัดตั้งจังหวัดยโสธร ฝ่ายประชาชน (คณะท างาน) ที่ปรึกษา ๑. ร.ต.ท.พวง ศรีบุญลือ อดีตนายอําเภอยโสธร ๒. นายมานิต วงษ๑อนันต๑ อดีตนายอําเภอชนบท จังหวัดขอนแกํน คณะท างาน ๑. นายสุวิชช๑จิตตะยโศธร อดีต ส.ส.จังหวัดอุบลราชธานี 2. นายสถิตยศสุนทร จิตตะยโศธร อดีตครูใหญํ ร.ร.สุขวิทยากรตั้งตรงจิต ๑๕ ๓. นายทอง งามสะอาด อดีตผู๎จัดการบริษัท ไทยสมุทรประกันภัย จํากัดสาขายโสธร ๔. นายดี ทาระพันธ๑ คหบดีจังหวัดยโสธร ๕. นายเถิง วงศางาม อดีตปลัดอําเภอเมืองยโสธร 6.นายสุทิน ใจจิต อดีต ส.ส.จังหวัดยโสธร 7. นายวิญ๒ู ยุพฤทธิ์ อดีตนายกเทศมนตรีเมืองยโสธร, อดีต ส.ส.จังหวัดยโสธร ประธานสภาวัฒนธรรมจังหวัดยโสธร 8. นายลพ ศรีวะรมย๑ อดีตสมาชิกสภาเทศบาลเมืองยโสธร ๙. นายประจักษ๑ จินาพันธ๑ อดีตเทศมนตรีเมืองยโสธร ๑๐. นายเทอด บุญยรัตพันธ๑ อดีตครูใหญํ โรงเรียนอนุบาลดวงรัตน๑ (ร.ร.อนุบาลยโสธรป๓จจุบัน) ๑๑. นายสมจิตต๑ ไชยราช อดีตผู๎อํานวยการ โรงเรียนสามัคคีวัฒนา และนายกเทศมนตรีเมืองยโสธร ร.ต.ท.พวง ศรีบุญลือ นายมานิต วงษ๑อนันต๑ นายสุวิชช๑ จิตตะยโศธร นายวิญ๒ู ยุพฤทธิ์ นายสมจิตต๑ ไชยราช นายประจักษ๑ จินาพันธ๑ นายลพ ศรีวะรมย๑ นายเทอด บุญยรัตพันธ๑ นายสถิตยศสุนทร จิตตะยโศธร นายทอง งามสะอาด นายดี ทาระพันธ๑
~ ๒๘ ~ นายเถิง วงศางาม นายสุทิน ใจจิต ร.ต.ท.พวง ศรีบุญลือ และนายมานิต วงษ๑อนันต๑ (นายอําเภอชนบท จังหวัดขอนแกํน) เป็นที่ปรึกษา ประสานงาน ซึ่งประชาชนสํวนมากให๎การสนับสนุน ดําเนินการเสนอมติปวงชนตํอหัวหน๎าคณะปฏิวัติ คือจอมพลถนอม กิตติขจร ผู๎ดํารงตําแหนํงนายกรัฐมนตรี จนได๎รับการพิจารณาผํานคณะปฏิวัติลงมติ ให๎มีการประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ ๗0 ลงวันที่ 6 กุมภาพันธ๑ พ.ศ. 2๕๑๕ ให๎แยกอําเภอสํวนหนึ่งออก จากจังหวัดอุบลราชธานี จํานวน ๖ อําเภอ ได๎แกํ อําเภอยโสธร อําเภอกุดชุม อําเภอเลิงนกทา อําเภอคําเขื่อนแก๎ว อําเภอมหาชนะชัย และอําเภอปุาติ้ว เพื่อให๎จัดตั้งเป็นจังหวัดยโสธร ตั้งแตํวันที่ 1 มีนาคม ๒๕๑๕ เป็นต๎นไป นับเป็นจังหวัดที่ ๗๑ ของประเทศไทย โดยมี นายชัยทัต สุนทรพิพิธ เป็นผู๎วําราชการจังหวัดคนแรก ปี พ.ศ. ๒๕๑๘ กระทรวงมหาดไทย ได๎ประกาศให๎จัดตั้งกิ่งอําเภอทรายมูล และกิ่งอําเภอค๎อวัง จนถึง ปี พ.ศ. ๒๕๒๒ ได๎รับการยกฐานะให๎เป็นอําเภอ และปี พ.ศ. ๒5๓5 ได๎ประกาศตั้งกึ่งอําเภอไทยเจริญเพิ่มขึ้นอีก ตํอมาได๎รับการยกฐานะให๎เป็นอําเภอเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๔0 พ.ศ. 2314 พระวรราชปิตา พระโอรสของเจ๎านอง ขุนนางล๎านช๎างเชื้อสายไทพวนแหํงราชวงศ์แสน ทิพย์นาบัว ซึ่งสืบมาแตํต๎นวงศ๑สามัญชนชนชาติไทพวน ผู๎สร๎างนครเขื่อนขันธ๑กาบแก๎วบัวบาน (หนองบัวลุํมภู) ได๎ให๎ท้าวค าสูเจ๎าคําขุย ท๎าวคํามํวง ท้าวค าสิงห์(บุตรคนโตของท๎าวฝุายหน๎า) ญาติพี่น๎อง และไพรํพล ลงมา สร๎างบ๎านเมืองใหมํไว๎เป็นเมืองหน๎าดํานของนครเขื่อนขันธ๑กาบแก๎วบัวบาน เมื่อท๎าวคําสูและคณะเดินทางมาถึง ดงหัวช๎างได๎ตั้งสัจจาธิษฐานตํอเทพยดาอารักษ๑อันศักดิ์สิทธิ์ที่สิงสถิตย๑อยูํในดงแหํงนี้ขอตั้งบ๎านเรือน แล๎วจัดพิธี จับสลากเสี่ยงทาย แตํจับสลากไมํได๎ ท๎าวคําสูจึงให๎คณะหยุดพักอยูํ ณ ดงแหํงนี้กํอน โดยให๎ตั้งบ๎านเรือนขึ้น เพื่อเป็นที่พักพิงชั่วคราว ตั้งชื่อหมูํบ๎านที่ตั้งขึ้นใหมํนี้วํา "บ๎านสิงห๑หิน" (ภายหลังเปลี่ยนชื่อเป็นบ๎านสิงห๑โคก) ตํอจากนั้นท๎าวคําสูจึงได๎ให๎ท๎าวอินทิสาน ท๎าวเมืองกลาง และพราหมณ๑ ออกตรวจหาภูมิประเทศหาที่ตั้ง บ๎านเมืองตํอไป จากคําบอกเลําของชนชั้นผู๎เฒําสืบตํอกันมาวํา ในระหวํางที่ท๎าวอินทิสานและคณะได๎พากันเดินทาง มาถึงดงใหญํใกล๎ทําชี ได๎พบพระพุทธรูปปางมารวิชัย กํอด๎วยอิฐโบกปูน มีขนาดหน๎าตัก ๖ ศอก สํวนสูงสุดยอด เปลวรัศมีประมาณ ๑๐ ศอกเศษ ตั้งอยูํบนแทํนสูงจากพื้นประมาณ ๙ ศอก และอุโมงค๑ที่ซํอนเร๎นของสิงห๑ อยูํไมํหํางกัน (เชื่อวํา มีผู๎คนบําวไพรํของพระวอพระตาบางคน เคยพบเห็นสิงห๑ ซึ่งไมํมีลักษณะดุร๎ายเลย) แล๎วจึงชํวยกันถางปุา และเสี่ยงทายในการสร๎างเมือง ปรากฏวํา จับฉลากได๎ อุตตระ แปลวําดีมากถึง ๓ ครั้ง จึงได๎กลับรายงานให๎ท๎าวคําสูทราบ และท๎าวคําสูจึงได๎แบํงไพรํพลเป็นสองสํวน สํวนหนึ่งให๎คงไว๎ที่บ๎านสิงห๑หิน โดยให๎ท๎าวคําขุยรักษาญาติพี่น๎องและไพรํพลที่อยูํที่บ๎านสิงห๑หิน สํวนอีกครึ่งหนึ่งท๎าวคําสูได๎พามาสร๎าง บ๎านเมืองขึ้นใหมํที่ดงขวางทําชี ตั้งชื่อหมูํบ๎านที่ตั้งขึ้นใหมํนี้วํา บ๎านสิงห๑ทํา ให๎สร๎างวัดขึ้นที่บริเวณที่มี พระพุทธรูปใหญํอยูํกํอนนั้น เสร็จแล๎วให๎ชื่อวํา วัดหลวงพระเจ้าใหญ่ ภายหลังเปลี่ยนชื่อเป็นวัดสิงห๑ทํา ถือได๎ วําเป็นพระอารามแหํงแรก พ.ศ. 2354 เจ๎าพระยาพิชัยราชขัตติยวงศาถึงแกํพิราลัย พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล๎านภาลัย โปรดให๎เจ๎าหนู หลานเจ๎านครจําปาศักดิ์ ครองนครจําปาศักดิ์สืบไป ฝุายเจ๎าราชวงศ๑สิงห๑ บุตรเจ๎าพระยาพิชัย
~ ๒๙ ~ ราชขัตติยวงศา กลับมาอยูํบ๎านเดิมคือบ๎านสิงห๑ทําและได๎นําเอาอัฐิของเจ๎าพระยาพิชัยราชขัตติยวงศา กลับมาด๎วย แนะนํามากํอเจดีย๑บรรจุไว๎ที่วัดมหาธาตุ ใกล๎กับพระธาตุพระอานนท๑ซึ่งยังปรากฏอยูํจนป๓จจุบัน พ.ศ. 2357 พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล๎านภาลัย ได๎ทรงพระกรุณาโปรดเกล๎าฯ ให๎ยกบ๎านสิงห๑ทํา ขึ้นเป็นเมืองและพระราชทานนามวํา เมืองยศสุนทร ให๎เจ๎าราชวงศ๑สิงห๑เป็นเจ๎าครองเมืองมีราชทินนามวํา พระสุนทรราชวงศา เป็นเจ๎าเมืองคนแรกของเมืองยโสธร ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล๎าเจ๎าอยูํหัว เมื่อเกิดศึกเจ๎าอนุวงศ๑เวียงจันทน๑ เมืองยศสุนทร ก็ได๎รับเกณฑ๑เข๎ารํวมศึกครั้งนี้ด๎วยได๎ชัยชนะ ได๎รับพระราชทานเชลยเมืองเวียงจันทน๑ 500 ครอบครัว และพระราชทานปืนใหญํไว๎สําหรับเมืองหนึ่งกระบอกชื่อวํา ปืนนางปูอง ยังปรากฏอยูํที่ศาลหลักเมืองยโสธร มาจนถึงป๓จจุบัน เมื่อพระสุนทรราชวงศาเห็นได๎เป็นเจ๎าเมืองแล๎ว ได๎นําศิลาจากบ๎านแก๎งหินโงมมาสร๎างพระพุทธบาท จําลอง แล๎วสร๎างวัดปุาอัมพวัน และวัดกลางศรีไตรภูมิไว๎เป็นวัดคูํเมือง ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล๎าเจ๎าอยูํหัว เมื่อปีพ.ศ. 2417 ได๎เกิดศึกฮํอยกกําลังมาตี เมืองหนองคาย เมืองยศสุนทรถูกเกณฑ๑ให๎ยกกําลังไปสมทบกองทัพจากกรุงเทพฯ เป็นจํานวน 500 คน ตํอมาเมื่อปี พ.ศ. 2426 พวกฮํอได๎ยกกําลังมาตั้งอยูํที่ทุํงเชียงคํา เมืองยศสุนทรได๎รับเกณฑ๑ให๎เอากําลังช๎าง ม๎า โคไปเป็นพาหนะบรรทุกเสบียงไปเลี้ยงกองทัพ และพ.ศ. 2433 สมัยรัชกาลที่ 5 ได๎มีการจัดรูปการปกครองใหมํ หัวเมืองอีสานชั้นเอก โท ตรีและจัตวา ถูกรวมเข๎าด๎วยกันเรียกวํา กอง สําหรับเมืองยศสุนทรถูกรวมเข๎าอยูํใน หัวเมืองฝุายตะวันออกเฉียงเหนือ มีข๎าหลวงตั้งกองวําราชการอยูํที่เมืองอุบล ประกอบด๎วยหัวเ มือง 12 หัวเมือง คือ อุบลราชธานี กาฬสินธุ๑ สุวรรณภูมิ มหาสารคาม ร๎อยเอ็ด ภูแลํนช๎าง กมลาไสย เขมราฐ นองสอง คอนดอนดง เมืองยศสุนทร และศรีสะเกษ ซึ่งขึ้นตรงตํอกรุงเทพฯ ในปี พ.ศ. 2436 เกิดกรณีพิพาทระหวํางไทยกับฝรั่งเศส ฝรั่งเศสได๎ยกกําลังจากเมืองญวนมาตี เมืองสมโบกของไทย เมืองยศสุนทรได๎ถูกเกณฑ๑ให๎ไปชํวยรักษาเขตแดน โดยนํากําลังไปสมทบกองทัพจาก กรุงเทพฯ สามกองทัพ กองทัพละ 1,000 คน พ.ศ. 2443 ได๎ยุบเลิกมณฑลอีสาน เมืองยศสุนทรได๎รวมเข๎ากับเมืองอุบล โดยแยกออกเป็น 2 อําเภอ คือ อําเภออุทัยยโสธร ภายหลังเป็นอําเภอคําเขื่อนแก๎ว และอําเภอประจิมยโสธร ภายหลังเป็น อําเภอยโสธร ในปี พ.ศ. 2456 ได๎เปลี่ยนชื่ออําเภออุทัยยโสธร เป็นอําเภอคําเขื่อนแก๎ว เปลี่ยนชื่ออําเภอปจิม ยโสธร เป็นอําเภอยโสธร เมืองยโสธร จึงลดฐานะจากเมืองมาเป็นอําเภอ ตั้งแตํนั้นเป็นต๎นมา คําวํา ยศสุนทร ตํอมากลายเป็นยะโสธร มีความหมายวํา ทรงไว๎ซึ่งยศ แตํการเขียนหรือการเรียกสั้น ๆ วํา ยะโส ไมํเป็นที่ไพเราะหูและไมํเป็นมงคลนาม ร.ต.ท.พวง ศรีบุญลือ นายอําเภอยะโสธร (พ.ศ. 2500 – 2513) ได๎มีหนังสือขอให๎เขียนชื่อเสียใหมํเป็น “ยโสธร” และได๎รับอนุญาตจากกระทรวงมหาดไทย โดยความ เห็นชอบของราชบัณฑิตยสถานให๎เปลี่ยนได๎ และใช๎มาจนบัดนี้ พ.ศ. 2494 กระทรวงมหาดไทยได๎ริเริ่มขอตั้งอําเภอยโสธรขึ้นเป็นจังหวัด จนกระทั่งถึงวันที่ 6 กุมภาพันธ๑ 2515 จึงได๎มีประกาศ คณะปฏิวัติ ฉบับที่ 70 ตั้งอําเภอยโสธรขึ้นเป็นจังหวัดยโสธร โดยมีผล บังคับใช๎ตั้งแตํวันที่ 1 มีนาคม 2515 โดยแยกอําเภอยโสธร อําเภอกุดชุมอําเภอเลิงนกทาอําเภอคําเขื่อนแก๎ว อําเภอมหาชนะชัย และอําเภอปุาติ้ว ของจังหวัดอุบลราชธานี รวมกันเป็นจังหวัดยโสธร จังหวัดที่ 71 ของประเทศไทย
~ ๓๐ ~ ประวัติอ าเภอ 9 อ าเภอ อ าเภอเมืองยโสธร จากพงศาวดารเมืองยโสธรลงจารึกเมื่อจุลศักราช 1259 ร.ศ. 116 วํา พระวรวงศา (พระวอ) เสนาบดีเกํา เมืองเวียงจันทน๑ ท๎าวหน๎า ท๎าวคําผง ท๎าวทิดพรม และท๎าวมุม เดินทางอพยพจะไปอาศัยอยูํกับเจ๎านครจําปาศักดิ์ เมื่อเดินทางถึงดงผีสิงห๑เห็นเป็นชัยภูมิ จึงได๎ตั้งหลักฐานและสร๎างเมืองที่นี่ เรียกวํา "บ๎านสิงห๑ทํา" ซึ่งเป็น ที่ตั้งจังหวัดยโสธรในป๓จจุบัน ตํอมาใน พ.ศ. 2357 พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล๎านภาลัยทรงยกฐานะเป็น "เมืองยโสธร" ขึ้นตรงตํอกรุงเทพมหานคร มีเจ๎าเมืองเป็นพระสุนทรราชวงศา จนกระทั่งในปี พ.ศ. 2443 ได๎รวมเข๎าอยูํในบริเวณอุบลราชธานี แล๎วแบํงเป็น 2 อําเภอ เรียกอําเภออุทัยยโสธรและ อําเภอปจิมยโสธร ปี พ.ศ. 2450 เมืองยโสธรถูกยุบลงเพื่อรวมกับจังหวัดอุบลราชธานี ตํอมาในปี พ.ศ. 2453 ทางการได๎ย๎ายอําเภออุทัยยโสธรไปตั้งที่ตําบลลุมพุก และภายหลังเปลี่ยนชื่อ เป็นอําเภอคําเขื่อนแก๎ว สํวนอําเภอปจิมยโสธรซึ่งตั้งอําเภออยูํในเมืองตํอมาเปลี่ยนชื่อเป็น อําเภอยโสธร ในปี พ.ศ. 2456 เมื่อวันที่ ๑๖ พฤศจิกายน ๒๔๙๘ พระบาทสมเด็จพระเจ๎าอยูํหัวฯ และสมเด็จพระนางเจ๎าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงเสด็จพระราชดําเนินเยี่ยมราษฎร ณ ที่วําการอําเภอยโสธร จังหวัดอุบลราชธานี ดังนั้น อําเภอเมืองยโสธร จึงได๎สร๎างสัญลักษณ๑แหํงสถานที่เสด็จพระราชดําเนินไปทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจ เพื่อบําบัดทุกข๑ บํารุงสุข แกํประชาชนเพื่อแสดงถึงความสํานึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จ พระเจ๎าอยูํหัวฯ และสมเด็จพระนางเจ๎าฯ พระบรมราชินีนาถ ที่มีตํอพสกนิกรอําเภอเมืองยโสธร และจังหวัดยโสธร ในปี พ.ศ. 2515 ได๎มีการจัดตั้งจังหวัดยโสธรโดยประกาศคณะปฏิวัติฉบับที่ 70 ลงวันที่ 6 กุมภาพันธ๑ โดยแยกอําเภอยโสธร อําเภอคําเขื่อนแก๎ว อําเภอมหาชนะชัย อําเภอปุาติ้ว อําเภอเลิงนกทา และอําเภอกุดชุมออกจากจังหวัดอุบลราชธานี เพื่อรวมกันเป็นจังหวัดยโสธรตั้งแตํวันที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2515 และเป็นกําเนิด อําเภอเมืองยโสธร ในป๓จจุบัน
~ ๓๑ ~ ค าขวัญอ าเภอเมืองยโสธร “ดินแดนพระธาตุอานนท๑ บรรพชนพระสุนทรราชวงศา ดังทั่วหล๎าประเพณีบุญบั้งไฟ อนุรักษ๑ไว๎คุ๎มวัดสิงห๑ทํา ภูมิป๓ญญาปลาส๎มอรํอย ธาตุกํองข๎าวน๎อยเจดีย๑ตํานาน” อ าเภอค้อวัง เดิมพื้นที่ตั้งของอําเภอค๎อวัง คือ “บ๎านโนนค๎อ” อยูํในเขตตําบลฟูาหํวน อําเภอมหาชนะชัย ตํอมา มีพระภิกษุรูปหนึ่ง ชื่อ “วัง” เดินทางมาจากอําเภอกันทรลักษณ๑ จังหวัดศรีสะเกษ ได๎มาปฏิบัติธรรมอยูํที่บ๎าน โนนค๎อ พระภิกษุรูปนี้เป็นที่นําเลื่อมใสศรัทธาของประชาชนในหมูํบ๎านและหมูํบ๎านใกล๎เคียงเป็นอยํางยิ่ง ราษฎรจึงอพยพมาตั้งบ๎านเรือนอยูํที่บ๎านโนนค๎อ เป็นกลุํมเป็นก๎อนและใช๎ชื่อหมูํบ๎านใหมํวํา “บ๎านค๎อวัง” จนกระทั่งป๓จจุบัน ซึ่ง “โนนค๎อ” ลักษณะเป็นดินโบราณ สันนิฐานวําเป็นที่ตั้งชุมชนโบราณ ป๓จจุบันเป็นที่ตั้ง ของวัดบ๎านค๎อวัง มีวิหารหลวงปูุวัง ลักษณะเป็นศาลาทรงไทยขนาดเล็ก ตั้งบนฐานปูนยกสูง สร๎างไว๎ตรง ตําแหนํงที่หลวงปูุวัง นั่งปฏิบัติธรรม กรรมฐาน พื้นเทปูนปูกระเบื้อง เพื่อให๎ชาวค๎อวังและผู๎เลื่อมใสศรัทธา ได๎มาเคารพสักการะและจัดพิธีทางศาสนา เดิมอําเภออําเภอค๎อวัง เป็นสํวนหนึ่งของอําเภอมหาชนะชัย จังหวัดยโสธร เนื่องจากมีอาณาเขต กว๎างขวาง ประกอบด๎วย 11 ตําบล 108 หมูํบ๎าน การปกครองไมํทั่วถึง โดยเฉพาะท๎องที่ตําบลฟูาหํวน ตําบลกุดน้ําใส และตําบลน้ําอ๎อม อีกทั้ง 3 ตําบลนี้ ระยะทางหํางไกลจากที่ตั้งอําเภอ การคมนาคมติดตํอกับ อําเภอไมํสะดวกและลําบากมีโจรผู๎ร๎ายชุกชุม เพื่อแบํงเบาภาระการปกครองและเป็นการพัฒนาบ๎านเมือง ให๎เจริญยิ่งขึ้น เพื่อคุ๎มครองสวัสดิภาพและอํานวยความสะดวกแกํประชาชน จึงได๎ขอแยกจากอําเภอมหาชนะชัย ตั้งเป็นกิ่งอําเภอค๎อวัง เมื่อพุทธศักราช 2518 แบํงการปกครองออกเป็น 3 ตําบล คือ ตําบลฟูาหํวน ตําบลกุดน้ําใส และตําบลน้ําอ๎อม รวมทั้งสิ้น 30 หมูํบ๎าน ตํอมาได๎ยกฐานะเป็นอําเภอเมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2522 และได๎แบํงการปกครองในขณะนั้นออกเป็น 4 ตําบล คือ ตําบลฟูาหํวน ตําบลน้ําอ๎อม ตําบลกุดน้ําใส และตําบลค๎อวัง ชื่อ “ค๎อวัง” ทํานหลวงปูุมหาแปลง ปคฺโณ ซึ่งมีจิตเลื่อมใสศรัทธาในหลวงปูุวังเป็นอยํางมาก ทํานจึงได๎ใช๎คําวํา “โนนค๎อ + หลวงปูุวัง” มารวมกันตั้งเป็นชื่อวํา “ค๎อวัง” ให๎ประชาชนเรียกขานกันมาจนถึง ป๓จจุบัน ค าขวัญอ าเภอค้อวัง “ค๎อวังเมืองนําอยูํ ถิ่นหลวงปูุมหาแปลง แหลํงข๎าวปลาลุํมน้ําชี ประเพณีล๎วนงดงาม เลื่องลือนามผลิตภัณฑ๑” อ าเภอป่าติ้ว เมื่อประมาณปี พ.ศ. 2432 ภายหลังที่ไทยได๎เสียดินแดนฝ๓่งขวาแมํน้ําโขงให๎แกํฝรั่งเศสแล๎ว มีคนลาว อพยพมาทางภาคอีสานเป็นจํานวนมาก และคนภายในก็อพยพเลือกถิ่นฐานที่อยูํใหมํ โดยอพยพมาจากบ๎านถิ่น (อาฮาม) ซึ่งตั้งอยูํทางทิศเหนือของที่ตั้งที่วําการอําเภอปุาติ้ว ป๓จจุบันหํางไปประมาณ 3 กิโลเมตร มาตั้งบ๎าน ใหมํชื่อวํา บ๎านปุาติ้ว มีคนอพยพมาเพิ่มอีก ตํอมาในราว ปี พ.ศ. 2476 (หลังจากตั้งหมูํบ๎านมาได๎ประมาณ 40 ปี) กรมทางหลวงแผํนดินได๎ตัด ถนนอรุณประเสริฐเชื่อมระหวํางอําเภอยะโสธร - อําเภออํานาจเจริญ - อําเภอเขมราฐ ผํานหมูํบ๎านปุาติ้ว พระอุป๓ชฌาย๑บุญมา เจ๎าอาวาสวัดบ๎านปุาติ้วเกํา ซึ่งอยูํทางทิศใต๎ของหมูํบ๎านใหมํ พิจารณาเห็นวํา หมูํบ๎านนี้ เป็นที่อับไมํมีถนนหนทางที่จะเจริญขึ้นได๎ จึงชักชวนราษฎรบ๎านปุาติ้วเกําอพยพมาอยูํสมทบและได๎สร๎างวัดขึ้น ใหมํชื่อวํา วัดโพธาบัลลังค๑ (วัดปุาสุริยาลัย) ตั้งแตํนั้นมาหมูํบ๎านนี้ก็ขยายใหญํขึ้น เนื่องจากหมูํบ๎านนี้เป็น จุดศูนย๑กลางของหมูํบ๎านอื่น ๆ และการคมนาคมก็สะดวกจึงเกิดศูนย๑กลางการค๎ารายยํอย ๆ จนเป็นที่รู๎จัก
~ ๓๒ ~ ทั่วไป และเมื่อมีความเจริญขึ้นเรื่อย ๆ ทางราชการจึงจัดตั้งเป็นหมูํบ๎าน หมูํที่ 4 ตําบลโพธิ์ไทร อยูํในความ ปกครองของอําเภอคําเขื่อนแก๎ว จังหวัดอุบลราชธานีหํางจากตัวอําเภอประมาณ 30 กิโลเมตร การไปติดตํอ กับอําเภอต๎องเดินด๎วยเท๎าหรือเกวียน หรือถ๎าจะโดยสารรถยนต๑ก็ต๎องเดินทางไปอําเภอยะโสธรกํอนและจึงตํอ รถไปยังอําเภอคําเขื่อนแก๎ว ทําให๎ราษฎรได๎รับความลําบากเป็นอยํางยิ่ง ตํอมาเมื่อปี พ.ศ. 2494 พระครูอุป๓ชฌาย๑บุญมา เปสโร เจ๎าอาวาสวัดบ๎านปุาติ้ว ซึ่งตอนนั้นได๎รับ พระราชทานสมณศักดิ์เป็น พระครูโพธาภินันท๑ มีตําแหนํงเป็นเจ๎าคณะตําบลโพธิ์ไทร และเป็นรองเจ๎าคณะ อําเภอคําเขื่อนแก๎ว ได๎ติดตํอขอตั้งเป็นกิ่งอําเภอที่บ๎านปุาติ้ว แยกเอาตําบลโพธิ์ไทร ตําบลกระจาย และตําบล โคกนาโก รวม 3 ตําบล เป็นเขตปกครอง อยูํประมาณ 15 ปี กระทรวงมหาดไทยจึงได๎ประกาศตั้งเป็น กิ่งอําเภอปุาติ้ว จังหวัดอุบลราชธานี ตามประกาศกระทรวงมหาดไทย ลงวันที่ 17 สิงหาคม 2509 และยกฐานะเป็นอําเภอปุาติ้ว จังหวัดอุบลราชธานี เมื่อปี พ.ศ. 2512 ตํอมาทางราชการได๎ประกาศจัดตั้งจังหวัดยโสธร เมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2515 โดยให๎แยกอําเภอยโสธร อําเภอคําเขื่อนแก๎ว อําเภอมหาชนะชัย อําเภอกุดชุม อําเภอเลิงนกทา และอําเภอปุาติ้ว รวม 6 อําเภอ จากจังหวัดอุบลราชธานี อําเภอปุาติ้ว จึงอยูํในเขตพื้นที่การปกครองของจังหวัดยโสธรนับตั้งแตํนั้นเป็นต๎นมา ค าขวัญอ าเภอป่าติ้ว “แตงไทยโต แตงโมหวาน หมอนขวานผ๎าขิด แหลํงผลิตสินค๎าพื้นเมือง ลือเลื่องพระอาฮาม” อ าเภอค าเขื่อนแก้ว อําเภอคําเขื่อนแก๎ว ตั้งอยูํทางทิศตะวันออกของจังหวัดยโสธร หํางจากจังหวัดยโสธร ประมาณ 23 กิโลเมตร มีพื้นที่รวมทั้งสิ้น 638.40 ตารางกิโลเมตร หรือ ประมาณ 399,000 ไรํ พื้นที่สํวนใหญํ ใช๎ประโยชน๑ในการทํานา ความหนาแนํนของประชากรโดยเฉลี่ยประมาณ 110 คน / ตารางกิโลเมตร อําเภอ คําเขื่อนแก๎ว เดิมชื่อ " อําเภออุทัยยโสธร " ยกฐานะขึ้นเป็นอําเภอหนึ่งขึ้นกับจังหวัดอุบลราชธานี เมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน 2453 โดยมีเจ๎าเหลี่ยม ณ จําปาศักดิ์ เป็นเจ๎าเมืองคนแรก พ.ศ. 2442 เมืองคําเขื่อนแก๎ว ย๎ายมาตั้งอยูํที่บ๎านลุมพุก แขวงเขมราฐธานี พ.ศ. 2450 บ๎านลุมพุก ตั้งเป็นเมืองอุทัยยโสธร มณฑลอุบลราชธานี 1 พฤศจิกายน 2453 บ๎านลุมพุก อําเภออุทัยยโสธร มณฑลอุบลราชธานี พ.ศ. 2456 เปลี่ยนชื่อเป็น อําเภอคําเขื่อนแก๎ว จังหวัดอุบลราชธานี พ.ศ. 2460 เปลี่ยนชื่อเป็น อําเภอลุมพุก จังหวัดอุบลราชธานี 4 เมษายน 2496 เปลี่ยนชื่อเป็น อําเภอคําเขื่อนแก๎ว จังหวัดอุบลราชธานี 1 มีนาคม 2515 ได๎ตั้งจังหวัดยโสธร ขึ้น โดยแยกจากจังหวัดอุบลราชธานี และได๎รวมเอาอําเภอ คําเขื่อนแก๎ว มาขึ้นกับจังหวัดยโสธรตั้งแตํนั้น เป็นต๎นมา ค าขวัญอ าเภอค าเขื่อนแก้ว “เมืองโบราณ ธารสองสาย ไกํรสเด็ด เมล็ดข๎าวหอม” อ าเภอเลิงนกทา เลิงนกทาเดิมเป็นหมูํบ๎านที่อยูํในเขตการปกครองของอําเภออํานาจเจริญ (ป๓จจุบัน คือ จังหวัด อํานาจเจริญ) จังหวัดอุบลราชธานี กระทรวงมหาดไทยได๎ประกาศยกฐานะให๎เป็นกิ่งอําเภอ เมื่อวันที่ ๑๐ สิงหาคม พ.ศ. ๒๔๘๐โดยให๎รวมเอาตําบลกุดเชียงหมี ตําบลหนองสิม ตําบลบุํงค๎า ของอําเภออํานาจเจริญ (ขณะนั้น) และตําบลส๎มผํอ ตําบลห๎องแซง ของอําเภอยโสธร (ขณะนั้น) ตั้งเป็น กิ่งอําเภอ เรียกวํากิ่งอําเภอ เลิงนกทา มีที่ตั้งที่วําการกิ่งอําเภอเลิงนกทา ที่บ๎านเลิงนกทา (ป๓จจุบันเป็นบ๎านสวาท หมูํที่ ๑ ตําบลสวาท
~ ๓๓ ~ อําเภอเลิงนกทา) ตํอมากระทรวงมหาดไทยได๎ยกฐานะขึ้นเป็นอําเภอ “เลิงนกทา” เมื่อวันที่ ๑ พฤศจิกายน ๒๔๙๐ และเมื่อ พ.ศ. ๒๕๐๖ ได๎รับอนุมัติให๎ย๎ายสถานที่ราชการออกมาตั้งอยูํติดถนนชยางกูร ทางหลวง แผํนดินหมายเลข ๒๑๒ อุบลราชธานี- นครพนม บริเวณหลักกิโลเมตรที่ ๑๑๖ บ๎านสามแยก หมูํที่ ๑๘ ตําบล สวาท อําเภอเลิงนกทา (ป๓จจุบันเป็นหมูํที่ ๑๑ ตําบลสามแยก อําเภอเลิงนกทา) ป๓จจุบันนี้อําเภอเลิงนกทา เป็นอําเภอหนึ่งในจังหวัดยโสธร คําวํา “เลิงนกทา” มาจากคําวํา เลิง รวมกับ คําวํา นกทา เลิง หมายถึง ที่ลุํมมีแอํงน้ํา นกทา หมายถึง นกชนิดหนึ่งคล๎ายไกํต๏อก อาหารของนกชนิดนี้ ได๎แกํ ผลไม๎ มด ปลวก เหตุที่เรียกที่นี่วํา “เลิงนกทา” เพราะสมัยกํอนมีนกทาเป็นจํานวนมากอาศัยอยูํตามที่ลุํมและหนองน้ํา แตํป๓จจุบันแทบไมํเหลือให๎เห็นแล๎ว เพราะสภาพพื้นที่เปลี่ยนไป เนื่องจากมีคนเข๎าไปตั้งบ๎านเรือน และทํามาหากิน อยูํทั่วไป ค าขวัญอ าเภอเลิงนกทา “เกษตรกรรมฟูเฟื่อง เมืองนกทาใหญํ ถิ่นภูไทงามเสิศ ต๎นกําเนิดสายธาร งามตระการภูถ้ําพระ แหลํงธรรมะดีเดํน” อ าเภอกุดชุม เมื่อปีพุทธศักราช 2501 ร.ต.ท.พวง ศรีบุญลือ นายอําเภอยโสธร ในสมัยนั้นดําริเห็นวํา ท๎องที่ตําบล โนนเปือย ตําบลโพนงาม ตําบลกําแมด และตําบลไผํ อยูํหํางไกลจากอําเภอยโสธร หนทางทุรกันดาร ลําบาก แกํราษฎรในการไปมาติดตํอราชการ ณ ที่วําการอําเภอยโสธร ประกอบกับเจตนารมณ๑อันแรงกล๎าของราษฎร ทั้ง 4 ตําบล ดังกลําวที่มีความต๎องการให๎ทางราชการยกฐานะ 4 ตําบล เป็นกิ่งอําเภอ โดยราษฎรยินดีจะสร๎าง อาคารสถานที่ราชการให๎ โดยไมํต๎องใช๎งบประมาณของทางราชการแตํอยํางใด เพื่อให๎การดูแลทุกข๑สุขของ ราษฎรเป็นไปอยํางทั่วถึงและสนองเจตนารมณ๑ของประชาชนและเพื่อความเจริญของบ๎านเมืองในอนาคต ร.ต.ท.พวง ศรีบุญลือ จึงประชุมกํานันทั้ง 4 ตําบล ซึ่งได๎แกํ (๑) นายสงค๑ วงษ๑ไกร กํานันตําบลโนนเปือย (๒) นายสาย จันทพาล กํานันตําบลโพนงาม (๓) นายวรรณทอง ยาวะโนภาส กํานันตําบลกําแมด (๔) นายหา ยะวะโนภาส กํานันตําบลไผํ มีมติเป็นเอกฉันท๑คัดเลือกชัยภูมิซึ่งได๎แกํพื้นที่บางสํวนของ “ดงเย็น” เป็นที่ดอนและตั้งอยูํใกล๎ชิดกับหมูํบ๎าน “กุดชุม” ตําบลโนนเปือย เป็นที่ตั้งกิ่งอําเภอ ในปีพุทธศักราช 2503 ก็ได๎ลงมือสร๎างกันอยํางจริงจัง โดยกํานันทั้ง 4 ตําบลดังกลําว เป็นผู๎นําที่เข๎มแข็งรับอาสาชักชวนราษฎร รํวมบริจาคตอไม๎และแรงงานในการปรับพื้นที่ ตั้งกิ่งอําเภอในอาณาบริเวณประมาณ 70 ไรํ และได๎ตั้งปลัดอําเภอ และหัวหน๎าสํวนราชการประจําอําเภอยโสธรผลัดเปลี่ยนกันออกมาดําเนินการกํากับดูแลการกํอสร๎างและ ข๎าราชการผู๎เป็นกําลังอันสําคัญยิ่งที่มีสํวนผลักดันให๎งานนี้ประสบผลสําเร็จ ก็คือ นายพิสุทธิ์ ฟ๓งเสนาะ ปลัดอําเภอโท อําเภอยโสธร ซึ่งนอกจากจะมากํากับดูแลการกํอสร๎างเป็นประจําแล๎วยังได๎รับภารกิจพิเศษ ให๎เป็นหัวหน๎าคณะรํวมกับ นายอํวม นามสละ ที่ดินอําเภอยโสธร นายบุญชู ดีหนองยาง ครูใหญํ ออกดําเนินการ เรี่ยไรข๎าวเปลือกจากราษฎรทั้ง 4 ตําบล เพื่อรวบรวมขายเอาเงินมาเป็นคําใช๎จํายสําหรับคําชํางฝีมือ และวัสดุสําคัญ ในการกํอสร๎าง ในที่สุดผลแหํงการรํวมมือรํวมใจของประชาชนและข๎าราชการก็เสร็จสิ้นลงในราว เดือนพฤษภาคม พ.ศ.2504 มีสถานที่ราชการและบ๎านพักซึ่งสร๎างด๎วยน้ําพักน้ําแรงของราษฎรสําเร็จเรียบร๎อย อนึ่ง ผู๎มีสํวนสําคัญยิ่งอีกทํานหนึ่งในการสนับสนุนเป็นกําลังใจให๎การกํอสร๎างกิ่งอําเภอฯ เป็นผลสําเร็จ คือทํานพระครูปลัดปาเรสโก (ผัน) เจ๎าอาวาสวัดหนองหิน ตําบลหนองหิน อําเภอยโสธร และทํานเป็นผู๎ริเริ่มกํอสร๎าง วัดประชาชุมพลขึ้นมาพร๎อม ๆ กับการสร๎างกิ่งอําเภอ และในระยะเวลาตํอมาหลังจากสร๎างกิ่งอําเภอแล๎วเสร็จ ทํานก็เป็นผู๎ดําเนินการตั้งหลักเมืองให๎เป็นศักดิ์ศรีและเป็นที่สักการบูชายึดเหนี่ยวจิตใจของชาวกิ่งอําเภอกุดชุม เมื่อสร๎างกิ่งอําเภอกุดชุม เสร็จแล๎ว ร.ต.ท.พวง ศรีบุญลือ นายอําเภอยโสธร ก็รายงานผลไปยัง
~ ๓๔ ~ กระทรวงมหาดไทยขอแยกตําบลโนนเปือย ตําบลโพนงาม ตําบลกําแมด และตําบลหนองไผํ จากอําเภอยโสธร ตั้งขึ้นเป็นกิ่งอําเภอกุดชุม ตามนามหมูํบ๎านกุดชุม ซึ่งสถานที่ตั้งกิ่งอําเภออยูํใกล๎ที่สุด กระทรวงมหาดไทย ได๎มีประกาศยกฐานะขึ้นเป็นกิ่งอําเภอกุดชุม เมื่อวันที่ ๑ สิงหาคม 2504 โดยได๎แตํงตั้ง นายพิสุทธิ์ ฟ๓งเสนาะ ปลัดอําเภอโท อําเภอยโสธร มาดํารงตําแหนํงปลัดอําเภอโท ผู๎เป็นหัวหน๎าประจํากิ่งอําเภอกุดชุมคนแรก และเริ่มเปิดใช๎สถานที่ราชการติดตํอกับประชาชน เมื่อวันที่ 21 สิงหาคม 2504 โดยผู๎วําราชการจังหวัดอุบลราชธานี (นายกําจัด ผาติสุวัณณ) เป็นประธานในพิธีเปิดกิ่งอําเภอ กุดชุม และได๎รับการยกฐานะขึ้นเป็นอําเภอกุดชุม เมื่อพุทธศักราช 2514 ตํอมาเมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2514 คณะปฏิวัติได๎ประกาศยกฐานะอําเภอยโสธร ขึ้นเป็นจังหวัดยโสธร อําเภอกุดชุม จึงเป็นอําเภอหนึ่งที่ขึ้นอยูํกับ จังหวัดยโสธรตั้งแตํนั้นเป็นต๎นมา ค าขวัญอ าเภอกุดชุม “พระใหญํคูํบ๎าน ศาลเจ๎าพํอคูํเมือง ลือเลื่องบุญบั้งไฟ สมุนไพรมากมี ข๎าวดีปลอดสารพิษ งานนิมิตภูทางเกวียน” อ าเภอไทยเจริญ อําเภอไทยเจริญ อยูํทิศตะวันออกเฉียงเหนือของจังหวัดยโสธร ตามถนนวารีราชเดช หมายเลข ๒๑๖๙ (สายเลิงนกทา - ยโสธร) ระยะทาง ๔๙ กิโลเมตร และถนน รพช.คําเตย - นาคํา ๕ กิโลเมตร รวม ๕๔ กิโลเมตร ที่วําการอําเภอไทยเจริญตั้งอยูํที่ หมูํที่ ๑ ตําบลไทยเจริญ อําเภอไทยเจริญ จังหวัดยโสธรเดิมอยูํในเขต การปกครองของอําเภอเลิงนกทา ตํอมาเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๓๕ จึงได๎แยกพื้นที่ตําบลคําเตย น้ําคํา คําไผํ ส๎มผํอ และไทยเจริญ มาจัดตั้งเป็นกิ่งอําเภอไทยเจริญ กระทรวงมหาดไทย ได๎มีประกาศฉบับลงวันที่ ๑๓ มีนาคม ๒๕๓๕ แบํงอําเภอเลิงนกทา ซึ่งประกอบด๎วย ๕ ตําบล ได๎แกํ ตําบลคําเตย ตําบลน้ําคํา ตําบลคําไผํ ตําบลส๎มผํอ ตําบลไทยเจริญ ตั้งเป็น กิ่งอําเภอไทยเจริญ เมื่อวันที่ ๑ เมษายน ๒๕๓๕ และยกฐานะเป็นอําเภอ ในวันที่ ๑๑ ตุลาคม ๒๕๔๐ โดยเป็นอําเภอลําดับที่ ๗๘๔ ของประเทศไทย และเป็นลําดับที่ ๙ ของจังหวัด ค าขวัญอ าเภอไทยเจริญ “ถิ่นภูกอย รอยพระพุทธบาท ผ๎าสีธรรมชาติทอมือ เลื่องลือโบสถ๑ไม๎ใหญํ ลําเซบายไหลผําน ลานหินซ๎อนภูฮัง” อ าเภอมหาชนะชัย ในสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล๎าเจ๎าอยูํหัว รัชกาลที่ ๔ แหํงกรุงรัตนโกสินทร๑ พระพรหมราชวงษา (ท๎าวกุทอง) เจ๎าเมืองอุบลราชธานี ทราบวําบริเวณอาณาเขตเมืองอุบลราชธานีกับเมืองศรีสะเกษ มีโจรผู๎ร๎ายชุกชุม ยากแกํการปกครองและปราบปราม จึงให๎ท๎าวคําพูนซึ่งเป็นบุตรออกไปสํารวจพื้นที่ตั้ง เมืองใหมํเพื่อปกครองประชาราษฎรให๎อยูํรํมเย็นเป็นสุข ท๎าวคําพูนเห็นวํา บ๎านเวินไชย (ป๓จจุบันคือบ๎านเวินชัย หมูํที่ ๕ ตําบลผือฮี) มีทําเลเหมาะสมสะดวกแกํการคมนาคมโดยเรือ จึงรายงานพระพรหมราชวงษาให๎ทราบ และขอตั้งเมืองหันชนไชยชํานะ ขึ้นเมื่อ พ.ศ.๒๔๐๒ ครั้นเมื่อถึงวันพุธ แรม ๗ ค่ํา เดือน ๑๒ ปีกุน เบญจศก จ.ศ. ๑๒๒๕ ตรงกับวันที่ ๒ ธันวาคม พ.ศ.๒๔๐๖ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล๎าเจ๎าอยูํหัว ได๎ทรงพระกรุณา โปรดเกล๎าโปรดกระหมํอมให๎ยกตั้งขึ้นเป็นเมือง โดยพระราชทานนามวํา “เมืองมหาชนไชย” ขึ้นแกํเมือง อุบลราชธานี และโปรดเกล๎าโปรดกระหมํอม ให๎ท๎าวคําพูนเป็น “พระเรืองไชยชํานะ” ได๎บังคับบัญชาท๎าวเพี้ย กรมการและราษฎรทั้งปวง บรรดาอยูํในเขตเมืองมหาชนไชยทั้งสิ้น และให๎ฟ๓งบังคับบัญชาพระพรหมราชวงษา เจ๎าเมืองอุบลราชธานี พระเรืองไชยชํานะขณะปกครองบริหารบ๎านเมืองได๎เดือนเศษ พิจารณาเห็นวําบริเวณบ๎านเวินไชย มีสภาพภูมิประเทศคับแคบ ขยายตัวเมืองได๎ยาก เพราะน้ําเซาะตลิ่งพังทุกปี จึงได๎ย๎ายไปตั้งเมืองใหมํ
~ ๓๕ ~ ที่บ๎านฟูาหยาด (ที่ตั้งอําเภอมหาชนะชัยในป๓จจุบัน) พระเรืองไชยชํานะได๎ปกครองเมืองอยูํประมาณ ๒๐ ปี ก็ถึงแกํกรรม พระสิทธิจางวาง (อุปราชหอย) น๎องชาย ได๎ขึ้นปกครองเมืองแทน ๑๕ ปี ก็ถึงแกํกรรม พระสุริยวงศ๑ ได๎ครองเมืองตํอมาอีก ๑๑ ปี และในปี พ.ศ.๒๔๕๒ ได๎เปลี่ยนแปลงรูปแบบการปกครอง เป็นมณฑลเทศาภิบาล ทางราชการได๎ยุบเมืองมหาชนไชย เป็นอําเภอมหาชนะชัย ขึ้นตรงตํอจังหวัด อุบลราชธานี พร๎อมกับตั้งท๎าวสุริยนต๑ (หลวงวัฒนวงษ๑ โทนุบล (โทน สุวรรณกูฏ)) เป็นนายอําเภอคนแรก ตํอมากระทรวงมหาดไทยได๎เปลี่ยนชื่อเป็นอําเภอฟูาหยาด เนื่องจากบ๎านฟูาหยาดเป็นที่ตั้งอําเภอ ตามประกาศกระทรวงมหาดไทย ประกาศ ณ วันที่ ๒๔ เมษายน พ.ศ.๒๔๖๐ วันที่ ๗ เมษายน พ.ศ.๒๔๘๒ กระทรวงมหาดไทยได๎เปลี่ยนชื่อเป็นอําเภอมหาชนะชัย ขึ้นตรงตํอจังหวัดอุบลราชธานี วันที่ ๑ มีนาคม พ.ศ.๒๕๑๕ คณะปฏิบัติได๎ประกาศตั้งจังหวัดยโสธร โดยให๎อําเภอมหาชนะชัย ขึ้นตรงตํอจังหวัดยโสธร จนถึงป๓จจุบัน ค าขวัญอ าเภอมหาชนะชัย “พระเรืองไชยลือเลื่อง เมืองแหํงดอกจาน นมัสการพระพุทธบาท ธรรมชาติลําน้ําชี ประเพณีแหํมาลัย” อ าเภอทรายมูล บ๎านทรายมูล ซึ่งเป็นที่ตั้งอําเภอทรายมูลในป๓จจุบันเดิมเป็นหมูํบ๎านตั้งอยูํทางทิศตะวันตก (ของเขตชั้นในอําเภอในป๓จจุบัน) และอยูํหํางจากหมูํบ๎านทรายมูลในป๓จจุบัน ประมาณ 2 กิโลเมตร ประมาณสมัยชํวงรัชกาลที่ 5 ได๎เกิดโรคระบาดขึ้นในหมูํบ๎าน ราษฎรจึงได๎อพยพย๎ายครัวเรือนมาอาศัย และทํามาหากินอยูํ ณ บริเวณหมูํบ๎านแหํงใหมํซึ่งก็คือบริเวณหมูํบ๎านทรายมูลในขณะนี้ โดยในครั้งนั้นราษฎร ได๎นําทรายและดินจากสถานที่ศักดิ์สิทธิ์และเป็นสิริมงคลหลายแหํงมาโปรยรอบบริเวณหมูํบ๎านแหํงใหมํ เพื่อขับไลํโรคระบาดด๎วยเหตุดังกลําวจึงได๎ตั้งชื่อหมูํบ๎านแหํงใหมํนี้วํา “บ๎านทรายมูล” โดยขณะนั้นมีเขต การปกครองขึ้นอยูํกับอําเภอยโสธร จังหวัดอุบลราชธานี ตํอมาหมูํบ๎านทรายมูล ได๎รับการยกฐานะเป็นตําบลทรายมูล และในปี พ.ศ.2511 ได๎รับการประกาศ เป็นเขตสุขาภิบาลทรายมูล ตํอมาเมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม 2518 กระทรวงมหาดไทย ได๎ประกาศตั้งเป็น กิ่งอําเภอทรายมูลโดยแยกพื้นที่ 4 ตําบลของอําเภอเมืองยโสธร คือ ตําบลทรายมูล ดูํลาด ดงมะไฟและ นาเวียง ขึ้นกับกิ่งอําเภอทรายมูล ตํอมาในปี พ.ศ. 2521 ตําบลไผํ อําเภอกุดชุม จึงได๎แยกมาขึ้นอยูํกับ กิ่งอําเภอทรายมูล และเมื่อวันที่ 26 กรกฎาคม 2527 ได๎มีพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งกิ่งอําเภอทรายมูล เป็นอําเภอทรายมูล ค าขวัญอ าเภอทรายมูล “พระธาตุฝุุนล้ําคํา สวนปุาดงมะไฟ หอไตรประวัติศาสตร๑ เห็ดธรรมชาติสมบูรณ๑”
~ ๓๖ ~ หมวด ๒ ใต้ร่มพระบารมี การเสด็จหัวเมืองภาคตะวันออกเฉียงเหนือของ “สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมพระยาด ารง ราชานุภาพ” วันที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2449 เวลาย่ํารุํง 20 นาทีพระเจ๎าน๎องยาเธอ กรมหลวงดํารงราชานุภาพ ดํารงตําแหนํงเสนาบดีกระทรวงมหาดไทยในขณะนั้นทรงเสด็จจากที่ประทับแรมพลับเพลาบ๎านนากอก แขวงเมือง มุกดาหาร ข๎ามปุาดงบังอี่มายังเมืองยโสธร เวลาเช๎า 5 โมงถึงตําบลกุดเชียงหมี ระยะทาง 180 เส๎น มีที่พักแรม รวมระยะทางวันนี้ 480 เส๎น มีข๎าราชการมณฑลอีสานมารับคือ หลวงสถานบริรักษ๑ กรมวัง และพระอุบลเดช ประชารักษ๑ ปลัดรักษาราชการเมือง พระอุบลศักดิ์ประชาบาล ยกกระบัตรเมืองอุบลราชธานี และกรมการอําเภอ ตําง ๆ หลายนาย สมเด็จพระเจ๎าบรมวงศ๑เธอ กรมพระยาดํารงราชานุภาพ กับข๎าราชการเมืองยโสธร (ภาพ : หนังสือจังหวัดยโสธร ๓๐ ปี) วันที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2449 เวลาย่ํารุํงออกจากที่พักแรมตําบลกุดเชียงหมี ข๎ามลําน้ําเซแดนเมือง เสนางคนิคมกับแดนเมืองยโสธรตํอกัน แล๎วเข๎าทางเขตบ๎านฮํองแซง (ตําบลห๎องแซง) ถึงปากดงภูสะมากัง หรือบ๎าน คําบอน เวลาเช๎าโมงครึ่งกับ 25 นาที ระยะทาง 258 เส๎นมีที่พักร๎อน ชาวบ๎านมาหา ซึ่งชาวบ๎านนี้เป็นผู๎ไทยเดินมา จากเมืองตะโปน เวลาเช๎า 3 โมงครึ่ง เดินทางตํอมาเข๎าดงสะมากัง เป็นดงมีไม๎งาม ๆ และมีไม๎ยมผาอยํางไม๎ทําหีบ บุหรี่ฝรั่ง เป็นดงเล็กกวําดงบังอี่ และหนทางเรียบร๎อยดี เวลาเช๎า 5 โมงพ๎นดงสะมากัง ถึงที่พักแรมตําบลบ๎านส๎มพ๎อ (ตําบลส๎มผํอ) ระยะทาง 260 เส๎น รวมระยะทางวันนี้ 516 เส๎น นายร๎อยเอกหลวงสมรรถสรรพยุทธ ข๎าหลวงโยธา มณฑลอีสานมาคอยรับ
~ ๓๗ ~ วันที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2449 เวลาย่ํารุํงออกจากที่พักแรมบ๎านส๎มพ๎อมาตามเขตบ๎านนาฮีแล๎วเข๎า เขตบ๎านคําไหล ระยะทาง 306 เส๎น ถึงที่พักร๎อนเวลาเช๎าโมงหนึ่งกับ 45 นาที เวลาเช๎า 3 โมงออกจาก ที่พักร๎อนออกจากเขตบ๎านคําไหลเข๎าเขตบ๎านตาสืม แล๎วถึงบ๎านนาซึมที่พักแรมเวลาเช๎า 3 โมง 50 นาที ระยะทาง 211 เส๎น รวมระยะทางวันนี้ 515 เส๎น ราษฎรรอรับเสด็จสมเด็จพระเจ๎าบรมวงศ๑เธอ กรมพระยาดํารงราชานุภาพ (ภาพ : หอสมุดแหํงชาติ)
~ ๓๘ ~ การเดินทางของสมเด็จพระเจ๎าบรมวงศ๑เธอ กรมพระยาดํารงราชานุภาพ (ภาพ : หอสมุดแหํงชาติ) วันที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2449 เวลาย่ํารุํงออกจากที่พักแรมบ๎านนาซึมทางมาเป็นโคกไม๎เล็ก ๆ หนทาง ที่ตัดแลดูแตํไกลเห็นทิวไม๎สองข๎างทางข๎างหน๎าซึ่งงามดี และที่ริมหนทางที่มามีที่นาดี ๆ เป็นอันมาก เมื่อเวลา ออกจากบ๎านนาซึมเข๎าเขตบ๎านนาโปุง และบ๎านเผือฮี มีสระน้ําริมทางแล๎วเข๎าเขตบ๎านนาซวยใหญํ บ๎านนาซวยน๎อย ถึงบ๎านนาสีนวลที่พักร๎อนเวลาเช๎า 2 โมง ระยะทาง 377 เส๎น เวลาเช๎า 3 โมง ออกจากบ๎านนาสีนวล พ๎นเขตบ๎านนาสีนวลมาเข๎าเขตบ๎านหนองสรวง บ๎านหนองแวง และบ๎านคําหม๎อ ถึงเมืองยโสธร เวลาเช๎า 4 โมงครึ่ง ระยะทาง 266 เส๎น รวมระยะทางวันนี้ 643 เส๎น มีหลวงศรีวรราช (แข๎) ผู๎วําราชการ เมืองยโสธร หลวงยศไกรเกรียงเดช (ทองดี) ยกกระบัตร และกรมการเมืองคอยรับอยูํ ในการที่มามณฑล อีสานคราวนี้ อยากจะไปเฝูากรมขุนสรรพสิทธิที่เมืองอุบล แตํเป็นการขัดข๎องด๎วยข๎าหลวงป๓กป๓นแดนกับ ฝรั่งเศสจะประชุมกันที่เมืองอุบล กรมขุนสรรพสิทธิทํานทรงติดพระธุระกับแขกเมือง จะไปเพิ่มความลําบาก ถวายหาควรไมํ จึงกะทางหลีกมาเสียเมืองยโสธรหํางเมืองอุบลอยูํ 2 วัน ฝุายกรมขุนสรรพสิทธิเดิมก็จะเสด็จ มาพบที่เมืองยโสธร แตํเผอิญเวลานี้ข๎าหลวงป๓กป๓นเขตแดนอยูํที่เมืองอุบลราชธานีจึงเสด็จมาไมํได๎ ได๎แตํ สนทนากันโดยทางโทรศัพท๑ เวลาบําย 4 โมงไปที่วัดพระธาตุ มีพระเจดีย๑เกําเป็นรูปปรางค๑องค๑หนึ่ง พระครู ยโสธรอาจารย๑เป็นเจ๎าอาวาส และไปวัดสิงทาและวัดธรรมหายโศก ที่วัดธาตุและวัดธรรมหายโศกมีนักเรียน ร๎องคําชัยมงคล ทํานองสรภัญญะ ซึ่งพระศาสนาดิลก เจ๎าคณะมณฑลได๎เรียบเรียงสํงมา แลวัดธรรมหายโศก เป็นวัดธรรมยุติกา เวลาค่ํา มีหลวงเถกิงรณกาจ ผู๎บังคับการตํารวจภูธร ได๎จัดแคนวงกรมตํารวจภูธรมณฑล อีสานมาเลํนเวลากินด๎วย แคนวงใหญํกรมตํารวจภูธรยโสธรเมื่อครั้งรับเสด็จสมเด็จฯ กรมพระยาดํารงราชานุภาพ ตรวจราชการเมืองยโสธร (ภาพ : หอจดหมายเหตุแหํงชาติ)
~ ๓๙ ~ วันที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2449 เวลาเช๎าโมงหนึ่ง ไปดูตลาดและหมูํบ๎านในเมืองยโสธร ๆ นี้ตั้งอยูํ บนเนินใกล๎ลําน้ําพาชีที่วําใกล๎นี้มิใชํริมน้ําอยํางเมืองที่ตั้งตามริมแมํน้ําเจ๎าพระยา ลําน้ําทางมณฑลนครราชสีมา และมณฑลอุดร อีสาน เชํน ลําน้ําพาชีนี้เป็นต๎นน้ําไหลลงแมํน้ําโขง เวลาฤดูฝนน้ําในแมํน้ําโขงมาก น้ําในลําน้ํา เหลํานี้ไหลลงแมํน้ําโขงไมํได๎ก็ทํวมตลิ่งที่ลุํมเข๎าไปลึก ๆ บ๎านเรือนต๎องตั้งพ๎นที่น้ําทํวมจึงมักอยูํหํางตลิ่ง แตํเมื่อ ฤดูแล๎งน้ําลดแห๎งขอดก็กลายเป็นอยูํดอน หาน้ํายากเป็นอยํางนี้แทบทั้งนั้น เว๎นแตํบางแหํงเชํนเมืองอุบลเพราะ ที่ริมแมํน้ํามูลตรงนั้นเป็นที่ดอน เมืองจึงอยูํชิดลําน้ํา ที่เมืองยโสธรนี้มีถนนใหญํเป็นทางสี่แยก ริมถนนใหญํเป็น ทางสี่แยก ริมถนนใหญํมีร๎านเป็นตึกดินอยํางโคราช มีพํอค๎าจีนและพํอค๎าไทยมาจากโคราชตั้งขายของตําง ๆ ซึ่งนํามาจากเมืองนครราชสีมามากร๎านด๎วยกัน และมีผ๎ามํวงหางกระรอกและโสรํงไหมซึ่งทําในพื้นเมืองมาขาย บ๎างบางร๎านหมูํบ๎านราษฎรก็แนํนหนา มีจํานวนพลเมืองทั้งสิ้นประมาณ 30,000 คน มีถนนเล็ก ๆ เดินถึงกัน ในหมูํบ๎าน แตํเป็นที่มีฝุุนมาก สินค๎าพื้นเมืองยโสธรสํงไปขายเมืองนครราชสีมา มีหนัง เขา เรํว ครั่ง และไหม ได๎ความวําใน ๕ ปีมานี้สินค๎าไหมทวีมากขึ้น สินค๎าฝ๓่งซ๎ายมาทางเมืองมุกดาหารมาขายถึงเมืองยโสธร มียางกะตังกะติ้วบ๎าง และยางกะตังกะติ้วนี้ได๎มาจากเมืองหนองสูงข๎างฝ๓่งขวาก็มี และมีพํอค๎าซื้อโคกระบือ ไปขายคราวหนึ่ง ตั้งแตํ 400 ถึง 500 บ๎าง ลงทางดงพระยาไฟไปขายที่ปากเพรียวทางหนึ่ง ลงทางดงพระยากลาง ไปขายที่อําเภอสนามแจงแขวงเมืองลพบุรีทางหนึ่ง ลงทางชํองตะโกไปขายที่เมืองพนัสนิคม พนมสารคาม และเมืองนครนายกทางหนึ่ง แตํเดิมลงทางชํองเสม็ด แตํเดี๋ยวนี้ใช๎ลงทางชํองตะโก เพราะเป็นทางสะดวกกวํา พํอค๎าที่ไปปากเพรียวนํากระบือลงไปขายเป็นพื้น พํอค๎าที่ไปสนามแจงนําโคลงไปขาย พํอค๎าที่ไปมณฑล ปราจีนบุรีมีกระบือ และโคคละไปด๎วยบ๎าง ฟ๓งดูตามเสียงพํอค๎าวําการนําโคลงไปขาย ได๎กําไรมากกวํากระบือ เพราะโคเลี้ยงงําย กระบือเมื่ออดน้ํามักจะเป็นอันตรายตามทาง เวลาเช๎า 4 โมงครึ่งมีการประชุมบายศรี ผู๎เฒําคนหนึ่งกลําวคําชัยมงคลเป็นทํานองไพเราะ และวันที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2449 เวลาย่ํารุํง เสด็จออก จากที่พักแรมเมืองยโสธรไปยังเมืองเสลภูมิ พระราชกรณียกิจพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศ ร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร วันพุธที่ 16 พฤศจิกายน 2498 เสด็จพระราชดําเนินพร๎อมด๎วยสมเด็จพระนางเจ๎าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถ ทรงเยี่ยมราษฎร ณ ที่วําการอําเภอยะโสธร (สมัยนั้นยังเป็นอําเภอขึ้นตรงกับจังหวัดอุบลราชธานี)
~ ๔๐ ~ ภาพจาก นายอดุลย๑ เยรบุตร
~ ๔๑ ~ ภาพพื้นที่เสด็จพระราชด าเนินทรงงานในปัจจุบัน ศาลาสัญลักษณ๑ของสถานที่เสด็จพระราชดําเนินทางเสร็จพระราชกรณียกิจ เพื่อบําบัดทุกข๑ บํารุงสุข แกํประชาชน เฉลิมพระเกียรติ เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 80 พรรษา 5 ธันวาคม 2550 พระบาทสมเด็จพระเจ๎าอยูํหัวและสมเด็จพระนางเจ๎าฯ พระบรมราชินีนาถ เสด็จพระราชดําเนินเยี่ยมราษฎร ณ ที่วําการอําเภอยะโสธร เมื่อวันที่ 16 พฤศจิกายน 2498 ตั้งอยูํที่บริเวณที่วําการอําเภอเมืองยโสธร จังหวัดยโสธร
~ ๔๒ ~ วันที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2522 เวลา 14.00 น. พระบาทสมเด็จพระเจ๎าอยูํหัวภูมิพลอดุลยเดช พร๎อมด๎วยสมเด็จพระนางเจ๎าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาเจ๎าฟูามหาจักรีสิรินธร รัฐสีมาคุณากรปิยชาติ สยามบรมราชกุมารี สมเด็จพระเจ๎าลูกเธอเจ๎าฟูาจุฬาภรณวลัยลักษณ๑ อัครราชกุมารี เสด็จทรงประกอบพิธียกชํอฟูา และตัดลูกนิมิตพระอุโบสถวัดศรีวีรวงศาราม (ธ) บ๎านราชมุนี ตําบลโนนทราย อําเภอมหาชนะชัย จังหวัดยโสธร เพื่อเป็นศูนย๑รวมในการประกอบพิธีทางศาสนา และให๎ประชาชนได๎ศึกษา และปฏิบัติตามพระธรรมคําสอนของพระพุทธศาสนาสืบไป
~ ๔๓ ~ ภาพพื้นที่เสด็จพระราชด าเนินทรงงานในปัจจุบัน วัดศรีวีรวงศาราม (ธ) บ๎านราชมุนี ตําบลโนนทราย อําเภอมหาชนะชัย จังหวัดยโสธร เป็นศูนย๑รวม จิตใจของประชาชนในพื้นที่ แหล่งอ้างอิง/บรรณานุกรม พระราชมุนี (โฮม โสภโณ) สืบค๎นจาก https://www.wiki.th-th.nina.az/พระราชมุนี_(โฮม_โสภโณ).html ประวัติบ๎านราชมุนี สืบค๎นจาก https://sites.google.com/site/banrachmunihmu7/home/prawati-ban-rachmuni
~ ๔๔ ~ พระราชกรณียกิจสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เมื่อครั้งด ารงพระราชอิสริยยศสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ (พ.ศ. 2493 - 2559) สมเด็จพระนางเจ๎าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ เสด็จเยี่ยมราษฎรบ๎านน๎อมเกล๎า อําเภอเลิงนกทา จังหวัดยโสธร ปี พ.ศ. ๒๕๓๘ วันที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2543 สมเด็จพระนางเจ๎าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในพระบาทสมเด็จ พระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และพระบาทสมเด็จพระเจ๎าอยูํหัว เมื่อครั้งดํารง พระอิสริยยศเป็นสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร เสด็จพระราชดําเนิน ไปทรงเยี่ยมราษฎร ณ บ๎านคําน้ําสร๎าง ตําบลค๎อเหนือ อําเภอเมืองยโสธร จังหวัดยโสธร สมเด็จพระนางเจ๎าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร และพระบาทสมเด็จพระเจ๎าอยูํหัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร เมื่อครั้งดํารง พระอิสริยยศเป็นสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร เสด็จพระราชดําเนินทรงเยี่ยมราษฎร บ๎านคําน้ําสร๎าง ตําบลค๎อเหนือ อําเภอเมือง จังหวัดยโสธร เมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายน 2543 ทรงรับทราบถึง ป๓ญหาความทุกข๑ยากเดือดร๎อนที่ชาวบ๎านได๎ถวายรายงาน จึงได๎พระราชทานพระราชดําริให๎หนํวยราชการให๎ การ ชํวยเหลือดูแลราษฎรให๎อยูํดีกินดีป๓จจุบันโครงการหนองอึ่งอันเนื่องมาจากพระราชดําริ มีผลการ ดําเนินงาน ได๎แกํ
~ ๔๕ ~ 1. ด๎านการพัฒนาพื้นที่และบริหารโครงการ มีการจัดการฝึกอบรมและศึกษาดูงานเพื่อเพิ่ม ประสบการณ๑ให๎แกํคณะทํางานโครงการ ดําเนินการเผยแพรํประชาสัมพันธ๑ และอํานวยความสะดวกให๎กับ ผู๎เดินทางมาศึกษาดูงานในพื้นที่โครงการ 2. ด๎านการพัฒนาทรัพยากรธรรมชาติ มีการขยายผลเกี่ยวกับการเพาะเห็ดปุาในไม๎วงศ๑ยาง เพื่อเป็น แหลํงอาหารในชุมชนและสร๎างรายได๎เสริม โดยการสํงเสริมให๎ราษฎรเพาะพันธุ๑กล๎าไม๎วงศ๑ยาง ปลูกเชื้อเห็ด ไมคอร๑ไรซาเพื่อจําหนํายและปลูกขยายในปุาชุมชนในรูปแบบ“ธนาคารกล๎าไม๎ชุมชน” พร๎อมสนับสนุนการ พัฒนาระบบวนเกษตรในพื้นที่ราษฎรสํงเสริมการมีสํวนรํวมของชุมชนในการฟื้นฟูและพัฒนาธนาคารอาหาร ชุมชน นอกจากนี้ ยังเพาะพันธุ๑กล๎าไม๎วงศ๑ยางปลูกเชื้อเห็ดไมคอร๑ไรซาเพื่อปลูก เพิ่มเติมในพื้นที่โครงการและ แจกจํายทั่วไป รวมถึงมีการดําเนินการสํงเสริมและพัฒนาเครือขํายปุาไม๎ตามแนวพระราชดําริ 3. ด๎านการพัฒนาอาชีพด๎านตําง ๆ เชํน ด๎านการเกษตร มีการจัดฝึกอบรมให๎ความรู๎และฝึกปฏิบัติ ด๎านการเพาะเห็ดนางฟูา การแปรรูปเห็ด และการทําปุ๋ยจากก๎อนเห็ด พร๎อมทั้งสนับสนุนวัสดุอุปกรณ๑ด๎านการ เพาะเห็ดให๎แกํศูนย๑เรียนรู๎เศรษฐกิจพอเพียงชุมชนในโรงเรียน ด๎านประมง มีการผลิตพันธุ๑ปลาปลํอยลงใน หนองอึ่งเพื่อเพิ่มทรัพยากรด๎านประมง และสํงเสริมการเลี้ยงปลาตะเพียนในบํอดิน ด๎านการสํงเสริมศิลปาชีพ มีแผนดําเนินการจัดฝึกอบรมเพิ่มทักษะการย๎อมสีเส๎นไหมให๎แกํสมาชิกโครงการ และยังคงเป็นอาชีพที่สร๎าง รายได๎ให๎กับราษฎรในพื้นที่มาจนถึงป๓จจุบัน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เมื่อครั้งทรงด ารงพระราชอิสริยยศสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามกุฎราชกุมาร (พ.ศ. 2515 - 2559 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เมื่อครั้งทรงด ารงพระราชอิสริยยศ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร (พ.ศ. 2515 - 2559) เมื่อวันที่ ๖ กุมภาพันธ๑ พ.ศ. ๒๕22 สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามกุฎราชกุมาร เสด็จพระราช ดําเนินเปิดปูายโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชเลิงนกทา อําเภอเลิงนกทา จังหวัดยโสธร แหลํงอ๎างอิง/บรรณานุกรม สํานักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดําริ (สํานักงาน กปร.) โครงการพัฒนาพื้นที่บริเวณหนองอึ่งอันเนื่องมาจากพระราชดําริ จังหวัดยโสธร