~ ๙๖ ~ หลวงพ่อพระสุก ตํานานของพระสุก เกี่ยวข๎องกับพระพุทธรูป 3 องค๑ คือ พระสุก พระเสริม พระใส ซึ่งเป็น พระพุทธรูปปางมารวิชัย สันนิษฐานวําสร๎างขึ้นราว พ.ศ. 2091 – พ.ศ. 2114 พร๎อมกับพระองค๑เจ๎าตื๊อ สมัยพระเจ๎าไชยเชษฐาธิราช แหํงอาณาจักรล๎านช๎าง (สปป.ลาว ในป๓จจุบัน) พระสุก พระเสริม พระใส ได๎ถูกอัญเชิญมาไว๎ที่ฝ๓่งไทย สมัยรัชกาลที่ 3 คราวปราบกบฏเจ๎าอนุวงศ๑ ผู๎อัญเชิญมา คือ เจ๎าพระยาบดินทร๑เดชา (สิงห๑ สิงหเสนี) แตํขณะที่อัญเชิญมานั้น มีเหตุให๎พระสุกต๎องจมลง ในแมํน้ําโขง มีเพียงแคํ พระเสริม และพระใส ที่สามารถอัญเชิญข๎ามแมํน้ําโขง มาประดิษฐานไว๎ที่เมือง หนองคายได๎สําเร็จ ตํอมาในสมัยรัชกาลที่ 4 ได๎มีการอัญเชิญ พระเสริม และพระใส มาประดิษฐานที่กรุงเทพฯ ผู๎ที่นําการ อัญเชิญครั้งนั้น คือ พระสุนทรราชวงศา (เหม็น) เจ๎าเมืองยโสธร ลําดับที่ 4 (ผู๎บูรณะวัดศรีธรรมาราม ในปี พ.ศ. 2416) แตํการอัญเชิญครั้งนั้น นําไปได๎เฉพาะพระเสริม สํวนพระใสไมํสามารถอัญเชิญไปยัง กรุงเทพมหานครได๎ จึงได๎ถูกอัญเชิญพระใสมาไว๎ที่วัดโพธิ์ชัย จังหวัดหนองคายแทน หลังจากนั้นมีความพยายามที่จะนําพระสุกขึ้นมาจากน้ําโขงหลายครั้ง แตํไมํสําเร็จ เรื่องราวของ พระสุกในตํานาน จึงจบลงที่พระสุกได๎จมหายไป ณ ที่เวินพระสุก กลางแมํน้ําโขง ระหวํางที่จะอัญเชิญ ข๎ามมายังฝ๓่งไทย ประวัติความเป็นมาแหํงพระสุก ณ วัดศรีธรรมารามนั้น ได๎มีการรวบรวมข๎อมูลจากเอกสารหลายแหํง รํวมทั้งจากการสอบถามพยานบุคคลที่ยังมีชีวิตอยูํ มาจัดทําเป็นหนังสือ” เจดีย๑พระสุก และ พิพิธภัณฑ๑ พระเทพสังวรญาณ” เพื่อเป็นที่ระลึกงานสมโภชเจดีย๑พระสุกและพิพิธภัณฑ๑พระเทพสังวรญา ณ เมื่อวันที่ 2 เมษายน 2559 ใจความบางส่วนจากหนังสือที่ระลึก คือ ตามประวัติและหลักฐานที่จารึกไว๎ เลําวํา ผู๎ที่นําพระสุก มามอบไว๎ให๎ที่วัดศรีธรรมาราม คือ พระยา อุดรธานีศรีโขมสาครเขตต๑ (จิตร จิตตยะโศธร) ซึ่งชีวิตในวัยเด็กของทํานมีความผูกพันกับวัดศรีธรรมาราม และ เมืองยโสธรเป็นอยํางมาก ในชํวงที่ทํานดํารงตําแหนํงปลัดมณฑลอุดร ชํวงปี พ.ศ.2467 ทํานได๎ใช๎ให๎นักโทษ ต๎องโทษประหารจํานวน 8 คน ไปค๎นหาพระสุกจากลําน้ําโขง หากทําสําเร็จก็จะได๎รับการละเว๎นโทษตาย ซึ่งปรากฏวํานักโทษงมหาพระสุกจนพบ และสามารถอัญเชิญขึ้นมาได๎ แตํเรื่องราวนี้ไมํเป็นที่เปิดเผย ตู๎เก็บเอกสาร “ใบลานประวัติเมืองยโสธร” ซึ่งเป็นแบบจําลองจากตู๎เก็บพระไตรปิฎก สมัยฉลองปีรัชดาภิเษก สมัยรัชการที่ 5
~ ๙๗ ~ จากบันทึกรายการทรัพย๑สินในพระอุโบสถวัดศรีธรรมาราม คราวที่พระครูวิจิตตวิโสธนาจารย๑ (ทองพูล โสภโณ) เจ๎าอาวาสลําดับที่ 2 บูรณะพระอุโบสถ (ชํวงปี พ.ศ. 2467 – พ.ศ. 2473) รายการทรัพย๑สิน ลําดับที่ 5 ได๎มีการบันทึกไว๎วํา มีพระสมาธิพระนามวํา คําภีรพุทธเจ๎า ฐานเป็นเรือนแก๎ว หน๎าตักกว๎าง 27 นิ้วฟุต นับรวมตั้งฐานสูง 41 นิ้วฟุต สร๎างแตํยุคเวียงจันทน๑ยังดํารงเอกราช เป็นพระขัดเงา พระยาอุดรธานีศรีโขม สาครเขตต๑เป็นเจ๎าของ ราคาประมาณ 800 บาท จากเอกสารนี้ ทําให๎ทราบวํา พระยาอุดรธานีศรีโขมสาครเขตต๑ ได๎อัญเชิญพระพุทธรูปองค๑สําคัญ มาประดิษฐาน ณ พระอุโบสถวัดศรีธรรมาราม คราวบูรณะพระอุโบสถ พ.ศ. 2467 – พ.ศ. 2473 เพื่ออุทิศสํวนกุศลแดํ พระอาจารย๑มี คัมภีร๑โร บิดาของทําน โดยใช๎พระนามวํา คัมภีร๑พุทธเจ๎า ซึ่งพ๎องกับฉายาเดิม ของบิดาทํานเรื่องราวเกี่ยวกับ พระสุก นี้อาจจะคลุมเครือ แตํองค๑ที่ประดิษฐาน ณ เจดีย๑พระสุกและ พิพิธภัณฑ๑พระเทพสังวรญาณ มีลักษณะเป็นจริงที่สุด กลําวคือ ลักษณะขององค๑พระที่อํอนช๎อย งดงาม ตามแบบศิลปะล๎านช๎าง เนื้อองค๑พระมีความเกําและ ความหนัก บริเวณฐานมีรํองรอยกัดกรํอนด๎วยจมน้ําเป็นเวลานาน (ราว 100 ปี จาก พ.ศ. 2371 – 2467 โดยประมาณ) รอยคราบโคลนยังปรากฏให๎เห็น หลวงพํอพระสุก
~ ๙๘ ~ พระยาอุดรฯ อดีต ผวจ.อุดรธานี ผู๎ที่อัญเชิญมาคือ พระยาอุดรธานีฯ อดีตเจ๎าเมืองอุดร ซึ่งเป็นข๎าฯ พระบาทที่ใกล๎ชิดของสมเด็จ กรมพระยาดํารงราชานุภาพ (พระบิดาแหํงประวัติศาสตร๑ไทย) และมีหลักฐานวํา สมเด็จกรมพระยาดํารง ราชานุภาพ ทรงลงความเห็นเกี่ยวกับ พระสุก พระเสริม พระใส วําเป็นพระพุทธรูปล๎านช๎างที่งดงามยิ่งกวํา พระพุทธรูปองค๑อื่น ๆ และทรงสันนิษฐานวํา อาจเป็นพระพุทธรูปที่สร๎างจากเมืองหนึ่งเมืองใด ทางตะวันออกของอาณาจักรล๎านช๎าง และตํอมาตกอยูํในเขตล๎านช๎าง หรืออาจสร๎างขึ้นในเขตล๎านช๎างโดยฝีมือ ชาวลาวพุงขาวล๎านช๎าง ซึ่งเป็นไปได๎วําพระองค๑ทรงเคยเห็นพระพุทธรูปทั้ง 3 พระองค๑นี้ ทํานพระยาอุดรธานีฯ ถือได๎วําเป็นนักประวัติศาสตร๑ เพราะได๎ติดตามสมเด็จกรมพระยาดํารงราชานุภาพ มาตลอด ทําให๎ทราบถึงความสําคัญของพระสุก และสามารถค๎นพบ และได๎อัญเชิญมาไว๎ที่วัดศรีธรรมาราม เมืองยโสธร เพื่อเป็นอนุสรณ๑แทนคุณแผํนดินเกิดของทําน และเมืองยโสธร มีประวัติศาสตร๑เกี่ยวพันกับ เมืองเวียงจันทน๑ และเมืองจําปาศักดิ์มาช๎านาน สมเด็จกรมพระยาดํารงราชานุภาพ เคยเสด็จมาที่วัดศรีธรรมารามนี้ และให๎เปลี่ยนชื่อวัดจาก วัดศรีธรรมหายโศก เป็นวัดอโสการาม กํอนที่จะมีการเปลี่ยนชื่อเป็นวัดศรีธรรมารามในภายหลัง ทํานพระยาอุดรธานีฯ อัญเชิญพระสุกมาที่วัดศรีธรรมาราม ราวปี พ.ศ. 2467 - พ.ศ.2473 เมื่อมีการ บูรณะพระอุโบสถ และเจ๎าอาวาสในขณะนั้นคือ พระครูวิจิตตวิโสธนาจารย๑ (ทองพูล โสภโณ) ซึ่งเคยเป็น ลูกศิษย๑และคนสนิทของบิดาทําน คราวที่พระเทพสังวรญาณ (หลวงตาพวง) ยังมีชีวิตอยูํ ทํานได๎กลําวกับลูกศิษย๑ใกล๎ชิดวํา พระพุทธรูป องค๑นี้มีความสําคัญมากที่สุดคงจะเป็นเพราะพระยาอุดรธานีฯ ได๎อาราธนาให๎ทํานรักษาไว๎ (หลวงตาพวง มาที่วัดศรีธรรมาราม ปี พ.ศ. 2511) ทํานกลําววําเมื่อสิ้นทํานไปแล๎วจึงให๎นํามาเปิดเผย ทํานพระราชสุทธาจารย๑ (รักษาการเจ๎าอาวาดวัดศรีธรรมาราม องค๑ป๓จจุบัน พ.ศ. 2559) เคยเลําวํา หลวงตาพวงได๎กลําวย้ํา ๆ กับทํานวํา นี่แหละพระสุก นี่แหละพระสุก เมื่อครั้งที่หลวงตาพวงยังมีชีวิตอยูํ หลวงตามีความปรารถนาที่จะสร๎างวิหารเพื่อเป็น ที่ประดิษฐาน แหํงองค๑พระสุก แตํเนื่องจากราคาคํากํอสร๎างสูงเป็นสิบ ๆ ล๎านบาท ทํานก็พิจารณาวําคงเป็นไปได๎ยาก เพราะ การรับกิจนิมนต๑แตํละครั้งของหลวงตา ชาวบ๎านได๎ทําบุญด๎วยความศรัทธาตามกําลังของชาวบ๎าน จึงเกรงวํา จะกํอให๎เกิดความยุํงยากลําบากใจในภายหลัง หลวงตาจึงเก็บรักษา พระสุก ไว๎เป็นอยํางดี คอยขยับเปลี่ยน
~ ๙๙ ~ ที่ประดิษฐาน ใช๎ชื่อพระคัมภีร๑พุทธเจ๎า และพระพุทธมงคลรุํงโรจน๑ แทนชื่อพระสุก เพื่อเบี่ยงเบนความสนใจ เกรงวําจะโดนขโมย ได๎มีการทําเรื่องสํงให๎พิพิธภัณฑ๑สถานแหํงชาติอุบลราชธานี ทําการขึ้นทะเบียนไว๎เป็นโบราณวัตถุ ของชาติเมื่อ พ.ศ. 2548 ภายหลังจากที่หลวงตาพวงได๎มรณภาพ ด๎วยดวงจิตที่มั่นคงตั้งมั่นในกตัญ๒ูกตเวทิตาธรรมตํอ หลวงตาพวง ทําให๎คณะศิษย๑รํวมแรงรํวมใจและสามัคคีกัน สร๎างเจดีย๑พระสุกและพิพิธภัณฑ๑พระเทพสังวรญาณ (หลวงตาพวง สุขินฺทริโย) ได๎สําเร็จภายใน 3 ปี ใครมีป๓จจัยก็ถวายป๓จจัย ใครมีปูน มีทราย ก็ขนมาถวายวัด โดยผํานคณะกรรมการที่ทํานประวัติ ถีถะแก๎ว ผู๎วําราชการจังหวัดยโสธร ในสมัยนั้น เป็นผู๎แตํงตั้งให๎ดูแลการ จัดการสร๎างในครั้งนี้พระสุก ได๎ประดิษฐานอยูํที่วัดศรีธรรมาราม เกือบ 100 ปี แล๎ว แตํน๎อยคนนักที่จะรู๎ จนกระทั่ง วันที่ 2 เมษายน 2558 จังหวัดยโสธรได๎มีการทําพิธีสมโภชพระสุกอยํางยิ่งใหญํ และได๎อัญเชิญพระสุก มาประดิษฐานไว๎ที่พิพิธภัณฑ๑พระเทพสังวรญาณ และวันที่ 2 เมษายน 2559 ได๎มีการมีการฉลองและเปิด เจดีย๑ประดิษฐานหลวงพํอพระสุกอยํางเป็นทางการ “พระสุก” พระพุทธรูปปางมารวิชัย ศิลปะรัตนโกสินทร๑หลํอด๎วยสําริด ขนาดหน๎าตักกว๎าง ๙๐ เซนติเมตร สูงรวมฐาน ๑๗๐ เซนติเมตร ประกาศขึ้นทะเบียนเป็นโบราณวัตถุของชาติ ในราชกิจจานุเบกษา เลํม ๑๒๒ ตอนพิเศษ ๖๙ง ลงวันที่ ๒๒ สิงหาคม ๒๕๔๘ หน๎า ๒๙ ป๓จจุบันประดิษฐาน ณ เจดีย๑พระสุก พิพิธภัณฑ๑พระเทพสังวรญาณ (หลวงตาพวงสุขินฺทริโย) วัดศรีธรรมาราม (พระอารามหลวง) ตําบลในเมือง อําเภอเมืองยโสธร จังหวัดยโสธร เจดีย๑พระสุก พิพิธภัณฑ๑พระเทพสังวรญาณ (หลวงตาพวงสุขินฺทริโย) วัดศรีธรรมาราม (พระอารามหลวง) ตําบลในเมือง อําเภอเมืองยโสธร จังหวัดยโสธร
~ ๑๐๐ ~ หลวงพํอพระสุกได๎ถูกเปิดเผยขึ้น โดยพระอริยสงฆ๑เจ๎าที่มีบุญบารมียิ่งนัก ได๎ดูแลปกป๓กรักษาพระสุก ให๎อยูํรอดปลอดภัยตลอดชีวิตของทําน พระรูปนั้น คือ หลวงตาพวง สุขินทริโย หรือ พระเทพสังวรญาณ แหํงวัดศรีธรรมาราม (พระอารามหลวง) ซึ่งนําความปลื้มปิติยินดีมาสูํชาวยโสธรถือได๎วําเป็นพระสําคัญของ จังหวัดและให๎ประชาชนได๎มีโอกาสกราบสักการบูชาอยํางตํอเนื่อง และมีการจัดงานนมัสการหลวงพํอพระสุก ในห๎วงเดือนเมษายนเป็นประจําทุกปี เพื่อแผํบารมีความสงบ ความรํมเย็น ให๎แกํสาธุชนชาวยโสธรและสาธุชน ทั่วประเทศ พระพุทธนวราชบพิตร พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงครองสิริราช สมบัติด๎วยทศพิธราชธรรม ในฐานะที่ทรงเป็น "ธรรมราชา" และองค๑อัครศาสนูปถัมภก มีพระราชประสงค๑ ให๎ชาติบ๎านเมืองมีความรํมเย็นเป็นสุขสมดังพระปฐมบรมราชโองการ เมื่อครั้งพระราชพิธีบรมราชาภิเษก พ.ศ. ๒๔๙๓ วํา "เราจะครองแผํนดินโดยธรรม เพื่อประโยชน๑สุขแหํงมหาชนชาวสยาม ใน พ.ศ. ๒๕๐๙ จึงมีพระราชดําริที่จะจัดสร๎างพระพุทธรูปสําคัญประดิษฐานประจําจังหวัดทั่วพระราชอาณาจักรเพื่อเป็นที่ตั้ง แหํงคุณพระศรีรัตนตรัย ตลอดจนเป็น นิมิตหมายของความเป็นอันหนึ่งอันเดียวของคนไทยทั้งชาติ พระราชทานนามวํา "พระพุทธนวราชบพิตร" พระพุทธนวราชบพิตร เป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัย หน๎าตักกว๎าง ๒๓ เซนติเมตร สูง ๔๐ เซนติเมตร และทรงพระกรุณาโปรดเกล๎าฯให๎นายไพฑูรย๑ เมืองสมบูรณ๑ ข๎าราชการกองหัตถศิลป์กรมศิลปากร เป็นผู๎ป๓้นหุํน พระพุทธปฏิมา ณ พระตําหนักจิตรลดารโหฐาน พระราชวังดุสิต จากนั้นทรงตรวจพระพุทธลักษณะ จนเป็นที่พอพระราชหฤทัยแล๎วจึงได๎โปรดเกล๎าฯ ให๎นายชํางเททองหลํอพระพุทธรูปขึ้น เมื่อวันที่ ๒๘ เมษายน พ.ศ. ๒๕๑๙ เฉพาะที่ฐานบัวหงายของพระพุทธนวราชบพิตรนั้น ทรงบรรจุพระพิมพ๑ไว๎ ๑ องค๑ ซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ๎าอยูํหัวทรงสร๎างขึ้นด๎วยพระองค๑เอง นิยมเรียกกันวํา"พระพิมพ๑ผงจิตรลตา" หรือ พระเทพสังวรญาณ (หลวงตาพวง สุขินฺทริโย) (ภาพ : สํานักงานวัฒนธรรมจังหวัดยโสธร)
~ ๑๐๑ ~ "สมเด็จจิตรสดา"ประกอบด๎วยผงศักดิ์สิทธิ์และสิ่งมงคลตําง ๆ ทั้งในสํวนพระองค๑และที่มาจาก ทั่วพระราชอาณาจักร การพระราชทานพระพุทธนวราชบพิตรนับแตํ พ.ศ. ๒๕๓๐ - พ.ศ. ๒๕๕๕ พระบาทสมเด็จ พระเจ๎าอยูํหัวทรงพระกรุณาโปรดเกล๎าฯ พระราชทานพระพุทธนวราชบพิตร "แกํจังหวัดตําง ๆ โดยพระองค๑เอง และนับตั้งแตํ พ.ศ. 2528 พระบาทสมเด็จพระเจ๎าอยูํหัวทรงพระกรุณาโปรดเกล๎าฯ ให๎ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯสยามมกุฎราชกุมาร เสด็จพระราชดําเนินแทนพระองค๑ในการพระราชทานพระพุทธนวราชบพิตร สําหรับจังหวัดยโสธร พระบาทสมเด็จพระเจ๎าอยูํหัวทรงพระกรุณาโปรดเกล๎าฯ ให๎ สมเด็จพระบรม โอรสาธิราชฯสยามมกุฎราชกุมาร (พระอิสริยยศในขณะนั้น) เสด็จพระราชดําเนินแทนพระองค๑ในการ พระราชทานพระพุทธนวราชบพิตร เมื่อวันที่ 6 สิงหาคม 2533 เวลา 11.25 น. ณ ศาลากลางจังหวัด ยโสธร พระพุทธนวราชบพิตร
~ ๑๐๒ ~ ในการนี้ สํานักพระราชวังได๎วางระเบียบปฏิบัติเกี่ยวกับพระพุทธนวราชบพิตร ดังนี้ ๑. เมื่อจังหวัดใดได๎รับพระราชทานไปแล๎วให๎ประดิษฐานพระพุทธรูปนั้นไว๎ ณ ที่อันควรในศาลากลางจังหวัด ๒. เมื่อทางจังหวัดมีงานพิธีใด ๆ ซึ่งต๎องตั้งที่บูชาพระรัตนตรัยก็ให๎อัญเชิญพระพุทธนวราชบพิตร ประดิษฐานเป็นพระประธานในพิธีนั้น ๆ ทั้งนี้ยกเว๎นพิธีที่กระทําในพระอุโบสถ วิหาร หรือปูชนียสถานใด ๆ ซึ่งมีพระประธาน หรือปูชนียวัตถุอื่นใดเป็นประธานอยูํแล๎ว และยกเว๎นพิธีซึ่งต๎องมีพระพุทธรูปอื่นเป็นประธาน โดยเฉพาะ เชํน พระพุทธค๎นธารราษฎร๑ ๓. เมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ๎าอยูํหัวเสด็จพระราชดําเนินไปยังจังหวัดใด เพื่อทรงเป็นประธาน พระราชพิธีหรือพิธีทางจังหวัดก็ดี ให๎ทางจังหวัดอัญเชิญพระพุทธนวราชบพิตรประดิษฐานเป็นพระประธานใน พระราชพิธีและพิธีนั้น ๆ ทุกครั้งหากพระราชพิธีหรือพิธีนั้น ๆ กระทําในพระอารามหรือปูชนียสถานซึ่งมี พระประธาน หรือปูชนียวัตถุอื่น ใดเป็นประธานอยูํแล๎ว ก็ให๎อัญเชิญพระพุทธนวราชบพิตรประดิษฐาน ณ ที่บูชาตํางหากอีกสีหนึ่ง เพื่อทรงนมัสการ 4. เมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ๎าอยูํหัวเสด็จพระราชดําเนินไปทรงประกอบพระราชกรณียกิจ ณ จังหวัดใด ให๎ทางจังหวัดอัญเชิญพระพุทธนวราชบพิตรประดิษฐานไว๎ ณ ที่บูชา เพื่อทรงนมัสการ ในพลับพลา หรือที่ประทับซึ่งได๎จัดไว๎ ในกรณีนี้หากท๎องที่ที่เสด็จพระราชดําเนินนั้น หํางไกลจากศาลากลาง จังหวัด และเป็นที่ทุรกันดารไมํสะดวกแกํการคมนาคม หรือการเสด็จพระราชดําเนินนั้นเป็นการรีบดํวน หรือเพียงเป็นการเสด็จพระราชดําเนินผําน ทางจังหวัดจะพิจารณาให๎งดเสียก็ได๎ตามแตํจะเห็นควร 5.เมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ๎าอยูํหัวเสด็จพระราชดําเนินไปประทับแรม จังหวัดใดให๎ทางจังหวัด อัญเชิญพระพุทธนวราชบพิตรประดิษฐานไว๎ ณ ที่บูชาในพลับพลาหรือที่ประทับตลอดเวลาที่ประทับแรมอยูํ และให๎อัญเชิญกลับไปยังศาลากลางเมื่อเสด็จพระราชดําเนินกลับแล๎ว ในการนี้ให๎กองมหาดเล็กปฏิบัติ เชํนเดียวกับระเบียบแบบแผนซึ่งมีอยูํแล๎วเกี่ยวกับพระชัยนวโลหะประจํารัชกาล ๖. หากทางจังหวัดเห็นสมควรจะอัญเชิญพระพุทธนวราชบพิตรออกให๎ประชาชนนมัสการบูชาในงาน เทศกาลใด ๆ ก็ให๎กระทําได๎ตามแตํจะเห็นสมควร สํวนการปิดทองที่องค๑พระพุทธรูปนั้นอาจทําให๎พระพุทธรูป เสียความงาม หากทางจังหวัดจะประดิษฐานพระพุทธนวราชบพิตรบนฐานซึ่งทําด๎วยวัตถุที่อาจปิดทองได๎อีก ชั้นหนึ่งให๎ประซาชนปิดทองได๎ ก็จะเป็นการเหมาะสมยิ่งขึ้น สนามบิน "เลิงนกทา" ในปี พ.ศ. 2506 รัฐบาลอังกฤษได๎เสนอที่จะสร๎างสนามบิน ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศ ไทย เพื่อชํวยเหลือปรับปรุงสิ่งอํานวยความสะดวกในการสํงกําลังบํารุงในพื้นที่ที่มีความสําคัญทางยุทธศาสตร๑ แหํงนี้ สนามบินแหํงนี้จะอํานวยความสะดวกแกํเครื่องบินลําเสียงที่มีรัศมีการบินปานกลางทั้งของทหารและ พลเรือน รัฐบาลไทยได๎ตกลงรับข๎อเสนอในการให๎ความชํวยเหลือดังกลําวนี้หลังจากนั้น ในเดือนพฤษภาคม 2506 ขุดวางแผนชุดแรก ซึ่งมี พ.ท.อาร๑.อี.ยัง. เป็นหัวหน๎า ได๎เดินทางจากประเทศอังกฤษ มายัง อําเภอ มุกดาหาร เพื่อสํารวจหาพื้นที่ที่เหมาะสมที่จะสร๎างสนามบิน ในที่สุดได๎เลือกบริเวณใกล๎กับบ๎านโคกตลาด (บ๎านโคกสําราญในป๓จจุบัน) อําเภอเลิงนกทา เป็นบริเวณที่จะทําการกํอสร๎าง ทั้งนี้โดยได๎พิจารณาเห็นวํา เป็นบริเวณที่จะให๎ความปลอดภัยสําหรับการปฏิบัติการบินของเครื่องบิน มีความเหมาะสมและสะดวก แกํหนํวยชํางที่จะดําเนินการกํอสร๎าง และอยูํใกล๎ทางหลวงสาย อุบลราชธานี - มุกดาหาร รัฐบาลไทย ได๎ให๎ความเห็นชอบ และตกลงให๎ใช๎บริเวณที่เลือกนี้เป็นที่กํอสร๎างสนามบินและได๎จัดซื้อที่ดินแปลงนั้นในทันที
~ ๑๐๓ ~ พื้นที่ที่จะกํอสร๎างเป็นสนามบิน กํอนลงมือดําเนินการ
~ ๑๐๔ ~ หลังจากได๎ทําการสํารวจพื้นที่แล๎ว เจ๎าหน๎าที่ทางลอนดอนและสิงคโปร๑ก็ได๎ดําเนินการวางแผนการ กํอสร๎าง และได๎จัดสํงหนํวยทหารอังกฤษหนํวยแรกในบังคับบัญชาขอ พ. ท.เอช.เอน แมคอินไทร๑ จากสิงคโปร๑เดินทางมายังประเทศไทย ในเดือน ธันวาคม 2506 เพื่อเริ่มดําเนินการตามโครงการตํอไป โครงการกํอสร๎างสนามบินแหํงนี้ เรียกชื่อวํา "Operation Crown" และหนํวยทหารชํางที่ดําเนินการ ตามโครงการนี้เรียกวํา "CRE (Works) Crown" มีเครื่องหมายมงกุฎไทยเป็นสัญลักษณ๑ประจําหนํวย ฯพณฯ จอมพล ถนอม กิตติขจร กําลังขับรถบูลโดเซอร๑ ในวันกระทําพิธีเปิดการกํอสร๎าง 3 เมษายน 2507
~ ๑๐๕ ~ เมื่อเริ่มปฏิบัติงานหนํวยทหารชํางพักแรกในเต็นท๑ ระหวํางนี้ทางสิงคโปร๑ได๎จัดสํงพัสดุ รถและ เครื่องมือเครื่องใช๎ในการกํอสร๎างเข๎ามาเรื่อย ๆ หนํวยทหารชํางได๎จัดสร๎างที่พักถาวรขึ้นในระยะตํอมา จํานวนทหารที่เข๎ารํวมในการดําเนินการตามโครงการนี้มี 700 คน ในจํานวนนี้ไมํเพียงแตํทหารของหนํวย ทหารชํางอังกฤษเทํานั้น แตํยังมีทหารจากหลายกองพลและกรมอื่น ๆ ของกองทัพบกอังกฤษ จากกองทัพอากาศอังกฤษและจากกองทหารออสเตรเลียและนิวซีแลนด๑มารํวมโครงการนี้ด๎วย ในวันที่ 3 เมษายน 2507 ฯพณฯ จอมพลถนอม กิตติขจร นายกรัฐมนตรีได๎เดินทางไปเยี่ยมและ ทําพิธีเปิดการสํอสร๎างสนามบิน ขณะที่ ฯพณฯ ไปถึงบริเวณพิธีได๎ตรวจแถวทหารกองเกียรติยศ ซึ่งประกอบด๎วย หนํวยทหารไทย อังกฤษ และประเทศในเครือจักรภพ ฯพณฯ ได๎ขับรถบูลโดเซอร๑ เพื่อโคํนต๎นไม๎เป็นปฐมฤกษ๑อันเป็นการแสดงถึงการเริ่มตันแหํงการปฏิบัติงานกํอสร๎าง การบุกเบิกปุา ถากถางพงรถและหน๎าดินในบริเวณที่จะสร๎างสนามบิน ได๎กระทําเรื่อยมาจนถึง ปลายเดือนพฤษภาคมหลังจากนั้นได๎หยุดพักเพราะเข๎าฤดูฝน ทหารสํวนมากกลับไปอังกฤษ สิงคโปร๑ และนิวซีแลนด๑ เพื่อพักผํอน และจะกลับมาเริ่มปฏิบัติงานตํอไปในปลายเดือนกันยายน ทหารเหลํานี้บางนาย ก็ได๎กลับมาปฏิบัติงานอีกบางนายก็ได๎รับการผลัดเปลี่ยน ในตันเดือนมิถุนายน 2507 พ.ท. เค.เอ็น.ออร๑.เรลล๑ ได๎รับแตํงตั้งให๎มาเป็นผู๎บังคับบัญชาของ หนํวยกํอสร๎าง นายทหารผู๎นี้ได๎อยูํปฏิบัติงานในหน๎าที่จนกระทั่งการกํอสร๎างสําเร็จเรียบร๎อยตามโครงการ ในระหวํางหยุดพักฤดูฝน มีนายทหารและทหารเหลืออยูํในคํายประมาณ 250 คน เพื่อปฏิบัติการซํอมบํารุงรถ และเครื่องจักรกลให๎อยูํในสภาพพร๎อมที่จะปฏิบัติงานได๎เมื่อหมดฤดูฝนได๎มีการปรับปรุงที่พักและได๎ออกแบบ การปูพื้นสนามบินเสร็จเรียบร๎อย เนื่องจากในบริเวณนั้นไมํสามารถจะหาหินสําหรับผสมคอนกรีต หรือเอพัลต๑สําหรับการปูพื้นสนามบินได๎ จึงได๎ตกลงใจใช๎วิธีปูพื้นด๎วยการแตํงผิวหน๎าดินอันเป็นพื้นบานของสนามบิน ด๎วยการอัดดินผสมซีเมนต๑และ ปูนขาว (Soil, cement and lime Stabilisation) และทับผิวบนด๎วย bituminous macadam การสร๎าง สนามบินแหํงนี้นับเป็นโครงการใหญํโครงการแรกในประเทศไทยที่ได๎ใช๎วีการอัดดินผสมซีเมนต๑และปูนขาว หนํวยทหารชํางของไทยดลอดจนนายชํางของกรมทางหลวงและบริษัทปูนซีเมนต๑ ได๎มีความสนใจในวิธีการนี้ เป็นอยํางมาก วิธีนี้เป็นการประหยัดในการสร๎างถนนในบริเวณที่หาหินชนิดแข็งไมํได๎และเป็นที่เชื่อวํา จะได๎นําไปใช๎ในการสร๎างถนนในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทยในโอกาสตํอไป
~ ๑๐๖ ~ เครื่องมือ “ โฮเวิร๑ด เทรน” ขณะกําลังปฏิบัติงาน การกํอสร๎างสนามบินได๎สําเร็จเรียบร๎อยแล๎ว ระหวํางรอกํอสร๎างประมาณ 18 เดือนกํอน สถานที่นี้ยัง เป็นทุํงนาและปุารกซึ่งหนํวยทหารชํางได๎ใช๎ความพยายามเพื่อเอาชนะตํออุปสรรคตําง ๆ มาด๎วยความ ยากลําบากแตํตลอดระยะเวลาของการดําเนินการตามโครงการนี้หนํวยทหารชําง "Crown" ได๎รับความ รํวมมืออยํางดีเลิศจากเจ๎าหน๎าที่ฝุายทหารและฝุายบ๎านเมืองของไทยตลอดจนประชาชนในท๎องถิ่น นั้นกองบัญชาการทหารสูงสุด ได๎ทําหน๎าที่เป็นผู๎ประสานงานในเรื่องการให๎ความชํวยเหลือรํวมมือดังกลําวนี้ โครงการนี้จําเป็นต๎องใช๎น้ํา เป็นจํานวนมากทั้งในการบริโภคและในการกํอสร๎างกรมทรัพยากรธรณี จึงได๎ดําเนินการขุดบํอให๎นอกจากนั้นรัฐบาลไทยได๎อนุญาตให๎นําเครื่องมือใช๎ในการกํอสร๎างตลอดจนของใช๎ ที่จําเป็น สําหรับการครองชีพของทหารเข๎ามาในราชอาณาจักร โดยไมํต๎องเสียภาษี และได๎จัดการขนสํง โดยทางรถไฟไปยังหนํวยกํอสร๎าง
~ ๑๐๗ ~ หนํวยเจาะน้ําบาดของไทยกําลังเจาะน้ําที่หนํวยงาน ในขณะเดียวกันเมื่อมีเวลาวําง หนํวยทหารชําง สหราชอาณาจักร ก็ได๎ดําเนินการให๎ความชํวยเหลือ ประชาชนในท๎องถิ่น โดยได๎ชํวยถากถางที่ดินบริเวณที่จะปลูกสร๎างโรงเรียนแหํงใหมํที่อําเภอเลิงนกทา นอกจากนั้น ยังได๎สร๎างถนนผํานหมูํบ๎านโคกตลาด และหมูํบ๎านกุดคอกํานเป็นระยะทาง 2 กิโลเมตร สร๎างบํอน้ําที่หมูํบ๎าน กุดคอกําน จัดซื้อเครื่องกีฬา โต๏ะเรียน และสร๎างห๎องน้ํา ห๎องส๎วม ให๎กับโรงเรียนบ๎านกุดคอกาน โดยใช๎เงินที่ทหารของหนํวยได๎บริจาค ซึ่งทางหนํวยได๎จัดตู๎รับเงินบริจาคได๎ในโบสถ๑ชั่วคราวของหนํวย เมื่อเดือนกันยายน 2507 ทางหลวงสายอุบลราชธานีถูกกระแสน้ําตัดขาดทหารชํางจากหนํวย "Crown" ได๎ไปชํวยเหลือเจ๎าหน๎าที่หนํวยการทางของไทย ประจําเขตอําเภออํานาจเจริญ ทําการซํอมแซมถนนและสะพาน เป็นเวลา 3 วัน และ 3 คืน จนเปิดใช๎การได๎เป็นปกติ
~ ๑๐๘ ~ ทหารชํางอังกฤษกําลังซํอมสะพาน - กันยายน 2507 หนํวยทหารชําง สหราชอาณาจักร ยังได๎จัดครูสอนภาษาอังกฤษแกํครูของไทยในท๎องถิ่นนั้นเป็นประจํา ทุกสัปดาห๑นายแพทย๑และพยาบาลของหนํวยนี้ก็ได๎ให๎การรักษาพยาบาล แกํผู๎ปุวยที่มาขอรับการรักษาพยาบาล ที่ศูนย๑พยาบาลของหนํวย คิดเฉลี่ยวันละ 100 ราย ศูนย๑พยาบาลแหํงนี้จะได๎มอบให๎เป็นของขวัญแกํรัฐบาลไทย เพื่อใช๎เป็นสุขศาลาประจําอําเภอตํอไป การกํอสร๎างสนามบิน "เลิงนกทา" นี้ได๎นําความเจริญรุํงเรืองมาสูํท๎องถิ่น และได๎ทําให๎ประชาชนในท๎องถิ่นได๎มามีงานทําเพิ่มขึ้นประมาณ 120 คน การจัดงานรื่นเริงสําหรับเด็กๆ ที่โรงเรียนบ๎านกุดคอกําน 2 มกราคม 2508
~ ๑๐๙ ~ ราษฎรที่เจ็บปุวยมารับการรักษาพยาบาลที่ศูนย๑พยาบาลของหนํวยทหารชําง ภาพถํายสนามบิน ถํายจากเครื่องบิน ข้อมูลส าคัญในการสร้างสนามบิน จากการสร๎างสนามบินที่มีทางวิ่งยาว 5,000 ฟุต แหํงนี้ จํานวนดินที่ได๎ขุดย๎ายไป 1,000,000 ลูกบาศก๑หลา จํานวนลูกรังที่ใช๎ 100,000 ลูกบาศก๑หลา น้ําสําหรับใช๎ในการกํอสร๎าง 50,000 แกลลอนตํอวัน ซีเมนต๑ 1,900 ตัน ปูนขาว 1,300 ตัน หินกรวด 18,000 ตัน บิทูเมน 900 ตัน
~ ๑๑๐ ~ ก าหนดการพิธีเปิดสนามบิน วันที่ 17 มิถุนายน 2508 09.๓๐ น. ฯพณฯ รัฐมนตรีวําการกระทรวงกลาโหม เดินทางถึงสนามบิน "เลิงนกทา" 09.35 น. ตรวจแถวทหารกองเกียรติยศ 10.00 น. พิธีทางศาสนา 10.30 น. ฯพณฯ เอกอัครราชทูตอังกฤษ กลําวสุนทรพจน๑และมอบแผํนปูายจารึกแกํ ฯพณฯ รัฐมนตรีวําการกระทรวงกลาโหม 10.35 น. ฯพณฯ รัฐมนตรีวําการกระทรวงกลาโหม กลําวสุนทรพจน๑ และทําพิธีเปิดสนามบิน 11.00 น. ถวายภัตตาหารแดํพระสงฆ๑ 12.00 น. รับประทานอาหารกลางวัน 13.00 น. แขกผู๎ใหญํชมสนามบิน 13.30 น. ฯพณฯ รัฐมนตรีวําการกระทรวงกลาโหม เดินทางกลับ พิธีเปิดสนามบิน 17 มิถุนายน 2508
~ ๑๑๑ ~ แผํนปูายจารึกที่ทาง ฯพณฯ เอกอัครราชทูตอังกฤษ มอบให๎ ฯพณฯ รัฐมนตรีวําการกระทรวงกลาโหม
~ ๑๑๒ ~ แหล่งข้อมูลจาก องค๑การบริหารสํวนตําบลโคกสําราญ อําเภอเลิงนกทา (https://www.khoksamran.go.th/our-local/travel/item/379-crown-field-history) เพจ : เมืองไทยสมัยกํอน น้ าท่วมจังหวัดยโสธร พ.ศ. 2521 ในปี 2521 น้ําทํวมจังหวัดยโสธรเกิดจากอิทธิพลของพายุ 2 ลูก คือ“เบส” และ “คิท” เคลื่อนตัว สูํภาคอีสานของประเทศไทยจนทําให๎เกิดน้ําทํวมครั้งใหญํของจังหวัดยโสธรและพื้นที่ใกล๎เคียง อิทธิพลของพายุ ดังกลําวทําให๎เกิดน้ําไหลบําจากแมํน้ําปุาสักเป็นจํานวนมากทําให๎เกิดน้ําไหลบําจากทุํงด๎านตะวันออก และเข๎า ทํวมพื้นที่กรุงเทพฯ ภาพเหตุการณ์ย้อนอดีตครั้งน้ าท่วมยโสธร ปี2521
~ ๑๑๓ ~ ขอบคุณภาพโดย :คุณหมออํานวยศิลป์ และคุณ Chansiri Dsv คุณ Artry Pholseang เบี้ยกุดชุม ความเป็นมาของ “เบี้ยกุดชุม” มีจุดเริ่มต๎นในปี 2523 โดยมีราษฎรในเขตอําเภอกุดชุมได๎กํอตั้ง “สหกรณ๑ ร๎านค๎า” มาตั้งแตํปี 2523 จนในในปี 2541 ได๎มีราษฎรในเขตตําบลนาโสํ รวมตัวกับเพื่อนบ๎าน จํานวน 16 คน ตั้งกลุํม “เฮ็ดอยู่ เฮ็ดกิน” โดยมีศูนย๑กลางประสานงานอยูํที่วัดทําลาด แนวทางการดําเนิน งานโดยสมาชิกในกลุํม ลงขันกันคนละ 1,000 บาท เป็นกองทุนหมุนเวียนให๎สมาชิกยืมไปใช๎เป็นทุนด๎านการเกษตร สมาชิกกลุํม “เฮ็ดอยู่ เฮ็ดกิน” ประกอบด๎วยราษฎรจาก 5 หมูํบ๎าน ได๎แกํ บ๎านสันติสุข บ๎านโสกขุมปูน บ๎านทําลาด บ๎านกุดหิน อําเภอกุดชุม และบ๎านโคกลาง อําเภอทรายมูล ได๎รวมตัวกันกํอตั้งเป็นกลุํมออมทรัพย๑ขึ้น เพื่อแก๎ไขป๓ญหาเศรษฐกิจภายในชุมชน ลักษณะคล๎ายกับธนาคารท๎องถิ่น มีการฝากเงินออมให๎สมาชิกกู๎ยืม โดยไมํคิดดอกเบี้ย และเพื่ออํานวยประโยชน๑ในการแลกเปลี่ยนผลิตภัณฑ๑จึงมีแนวความคิดสร๎างเป็น “คูปอง” ในการแลกเปลี่ยนของสมาชิกในชุมชน ตํอมาในเดือนมีนาคม ปี 2542 มีอาสาสมัครของกิจการโพ๎นทะเล มหาวิทยาลัยแคนาดา (Canadian University Service Oversea : CUSO) คือ Mr.Jeff Power ชาวแคนาดา และ Mr.Menno Salveroa ชาวเนเธอร๑แลนด๑ ได๎เข๎ามาพัฒนารํวมกับกลุํมเฮ็ดอยูํ เฮ็ดกิน จึงมีการประชุมหาแนวทางในการแก๎ป๓ญหาเศรษฐกิจ ในชุมชน และเสนอแนวทางความต๎องการในการสร๎างระบบแลกเปลี่ยนในชุมชน ภายใต๎โครงการ The Thai Community Currcuey System Project : TCCS ได๎รับการสนับสนุนจาก Japan Foundation Asia Center ในการสนับสนุนการพิมพ๑เบี้ย จํานวน 10,000 ใบ มูลคํา 30,000 เบี้ย และได๎ทดลองใช๎“เบี้ยกุดชุม” ในชํวง เดือนเมษายน – พฤษภาคม 2542 โดยมีวัตถุประสงค๑เพื่อสร๎างความเข๎มแข็งด๎านเศรษฐกิจของชุมชนลดการพึ่งพา จากภายนอก โดยมีการใช๎ “เบี้ยกุดชุม” ในการแลกเปลี่ยนสินค๎าที่ผลิตในชุมชน เชํน ผลผลิตทางการเกษตร อาหารแปรรูป ผลิตภัณฑ๑จากโรงสีข๎าว หัตถกรรมพื้นบ๎าน และสมุนไพรตําง ๆ ในชุมชน “เบี้ยกุดชุม” จะใช๎ควบคูํกับเงินบาทในสัดสํวนที่ตกลงกันและความพอใจของสมาชิก โดยกําหนดราคา และคุณภาพของสินค๎าที่จะแลกด๎วยเบี้ย สํวนธนบัตรโดยทั่วไปที่มีอยูํสมาชิกจะเก็บออมไว๎ใช๎ในยามจําเป็น สมาชิก สามารถเบิกเบี้ยจากธนาคารชุมชนไมํเกินครั้งละ 500 เบี้ย เมื่อสมาชิกเบิกไปแล๎วต๎องจํายของยอด 500 เบี้ย ที่เคยเบิกกํอน จึงจะมีสิทธิ์เบิกใหมํได๎ และเมื่อครบ 1 ปี จะต๎องนําเบี้ยมาคืนให๎ครบตามจํานวนที่เบิก หากไมํ สามารถนํามาคืนในระยะเวลาที่กําหนดต๎องตํอระยะเวลาไปอีก สมาชิกจะต๎องใช๎เบี้ยแลกซื้อจากสมาชิกและ แลกเปลี่ยนรับเบี้ยเข๎ามาด๎วย เพื่อให๎ได๎ครบตามจํานวนเมื่อถึงระยะเวลาครบกําหนด เบี้ยกุดชุมจึงนับได๎วําเป็น การลดการซื้อผลผลิตจากตลาดภายนอก โดยความรํวมมือของชุมชน วัด และองค๑กรพัฒนาเอกชนเข๎ามาให๎ ความชํวยเหลือในการบริหารจัดการแนวใหมํอยํางไรก็ตามภายหลังมีการนําเบี้ยกุดชุมมาใช๎ ทําให๎ถูกจับตามอง จากเจ๎าหน๎าที่ตํารวจ หนํวยงานความมั่นคงของรัฐ และธนาคารแหํงประเทศไทย ถึงประเด็นการใช๎เบี้ยผิดตาม
~ ๑๑๔ ~ พ.ร.บ. เงินตรา จนตํอมาในวันที่ 13 มีนาคม 2543 ธนาคารแหํงประเทศไทย สํานักงานภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ได๎มีคําสั่งให๎ระงับการใช๎เบี้ยกุดชุมอยํางเป็นทางการ จึงทําให๎ชาวบ๎านได๎หยุดใช๎เบี้ยกุดชุมหลังวันที่ 29 เมษายน 2543 เป็นต๎นมา ทั้งนี้เนื่องจากความไมํมั่นใจในการดําเนินการของภาครัฐจากเบี้ยชุมชนถึงบุญกุดชุม ภายหลังที่มีคําสั่งให๎ยุติการใช๎เบี้ยกุดชุม ทําให๎ราษฎรในหมูํบ๎านดังกลําวเปลี่ยนมาใช๎ “บุญกุดชุม” โดยกําเนิดขึ้นเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2545 ภายใต๎โครงการวิจัยระบบแลกเปลี่ยนชุมชน มีการนําธนบัตรเบี้ย กุดชุมนํามาประทับตราใหมํเป็น “ธนบัตรบุญชุมชน” หรือที่เรียกสั้น ๆ วํา “บุญ” นั่นเอง ทั้งนี้ในทุกวัน อาทิตย๑จะมีตลาดนัดบุญกุดชุมเพื่อนําผลผลิตทางการเกษตรและสินค๎าจากชุมชน โดยสมาชิกจะเป็นผู๎ตกลง สัดสํวนกันเอง สํวนธนบัตรบุญกุดชุมจะมีใบละ 1 บุญ 5 บุญ 10 บุญ 20 บุญ และ 50 บุญ จะมีรูปประกอบ แสดงออกถึงศิลปวัฒนธรรม วิถีชีวิต และประเพณีอันดีงามของชาวอีสาน ซึ่งเป็นผลงานการวาดของนักเรียน ในชุมชน และป๓จจุบันยังคงมีการใช๎บุญกุดชุมในหมูํบ๎านสันติสุข ตําบลนาโสํ อําเภอกุดชุม จังหวัดยโสธร โดยถือวําเป็นหมูํบ๎านสาธิตการใช๎บุญกุดชุมและเป็นแหลํงศึกษาดูงานสําหรับสําหรับผู๎ที่สนใจและชุมชน โดยทั่วไป ทั้งนี้ในวันที่ 27 ตุลาคม จะมีสมาชิกจะมาเช็คบุญหรือสรุปบุญเป็นประจําทุกปี การเกิดของเบี้ยกุดชุม บุญกุดชุม จึงนับได๎เป็นการสร๎างความสัมพันธ๑ระหวํางชุมชน กํอให๎เกิดผลผลิต ที่หลากหลาย และความสามารถในการผลิต และถือได๎วําเป็นแนวทางในการแลกเปลี่ยนของสมาชิกทั่วปะเทศ อีก 45 กลุํมทั่วประเทศ ตามเส๎นทางความพึงพอใจของชุมชน อยูํอยํางพอเพียงและเป็นแบบอยํางที่ดีของชุมชน ทั่วประเทศ เบี้ยกุดชุม 1 เบี้ย เบี้ยกุดชุม 5 เบี้ย
~ ๑๑๕ ~ เบี้ยกุดชุม 10 เบี้ย เบี้ยกุดชุม 20 เบี้ย เบี้ยกุดชุม 50 เบี้ย ปัญหาและสาเหตุ ที่ท าให้เกิดเบี้ยกุดชุม เดิมทีชาวบ๎าน ตําบลนาโสํ อําเภอกุดชุม จังหวัดยโสธร ดํารงชีวิตในชุมชนตามปกติ ประกอบอาชีพ เกษตรกรรมเป็นสํวนใหญํ ตํอมาเกิดป๓ญหาคล๎ายๆกันกับชุมชนตํางจังหวัดสํวนใหญํ คือป๓ญหาในการประกอบ อาชีพคือ ขาดเงินทุนในการลงทุนทําไรํทํานา สินค๎าเกษตรที่ขายมีราคาตกต่ํา เกิดความขาดแคลนสินค๎า ที่จําหนํายในชุมชน นั่นเป็นผลมาจากการที่เงินที่ใช๎จํายกันลงมาสูํชุมชนเหลํานี้ได๎น๎อยเพราะด๎วยจากป๓จจัย ตําง ๆ ทั้งการถูกกําหนดราคาจากพํอค๎าคนกลาง ผลผลิตที่ไมํเป็นไปตามคาดการณ๑จากสถานการณ๑ การกําหนดนโยบายการพัฒนาและการกระจายรายได๎ในชุมชนไมํสอดคล๎องกับการดํารงชีวิตของคนในชุมชน พอเกิดป๓ญหาเหลํานี้ก็สํงผลกระทบตํอความเป็นอยูํของชาวบ๎านอยํางหลีกเลี่ยงไมํได๎ การแก้ไขปัญหาเบื้องต้นของชุมชนก่อนมีเบี้ยกุดชุม เมื่อเกิดป๓ญหาตั้งแตํที่มีการบันทึกการทํางานแก๎ไขป๓ญหากันมาราว ๆ พ.ศ. 2526 เป็นต๎นมา ทางชุมชน จึงมีการประชุมรํวมกันและมีการแก๎ไขป๓ญหาเป็นเรื่อง ๆ ไปตลอดเวลา ทั้งการกําหนดราคาสินค๎าภายในชุมชน การพัฒนาสินค๎าเกษตรแบบปลอดสารพิษ การลดใช๎สารเคมีในการเกษตร การกํอตั้งร๎านค๎าสหกรณ๑
~ ๑๑๖ ~ การพัฒนาปุ๋ยธรรมชาติด๎วยตนเองในชุมชน การผลิตข๎าวกล๎อง ข๎าวปลอดสารพิษ การสร๎างโรงสีชุมชน สร๎างธนาคารชุมชนโดยลงขันเงินสํวนกลางรํวมกันเพื่อนําไปใช๎ในการหมุนเวียนการทําเกษตรให๎สมาชิกในกลุํม ยืมเงินไปใช๎ และการแก๎ไขทางด๎านตําง ๆ ตามมาเยอะแยะ จะเห็นได๎วําชุมชนนี้เป็นชุมชนที่รํวมมือกัน เป็นอยํางดี และนี่จึงเป็นสิ่งที่ดีที่เป็นจุดเริ่มต๎นของการมีสํวนรํวมในชุมชนเพื่อพัฒนาและแก๎ไขป๓ญหาที่มี รํวมกันอยํางยั่งยืน ปัญหากับกฎหมายของประเทศไทย “ห้ามมิให้ผู้ใดท า จ าหน่าย ใช้ หรือน าออกใช้ซึ่งวัตถุหรือเครื่องหมายใด ๆ แทนเงินตรา เว้นแต่จะได้รับ อนุญาตจากรัฐมนตรี” มาตรา 9 ของพระราชบัญญัติเงินตรา พ.ศ. 2501 ประเทศไทยมีกฎหมายที่เกี่ยวข๎องกับเรื่องเงินตราคือ พระราชบัญญัติเงินตรา ปีพ.ศ. 2501 ที่มีเจตนารมณ๑ ให๎ระบบเงินตราของรัฐมีสกุลเงินบาทเป็นระบบหลักเพียงระบบเดียวในประเทศไทย ดังนั้น เบี้ยกุดชุม จึงถือเป็น ข๎อขัดแย๎งทางกฎหมายโดยตรง ผิดกฎหมายเต็มๆ แล๎วคราวนี้ผู๎ที่ได๎รับผลกระทบจึงเป็นกลุํมชาวบ๎านที่ใช๎ เบี้ยกุดชุม ที่จะกลับไปมีป๓ญหาเพราะเงินทุนไมํพอแบบเดิมอีกแนํแท๎ เพราะการเข๎าถึงแหลํงเงินสําหรับชาวบ๎านนั้น ถือวําทําได๎ยาก และคูํขัดแย๎งคราวนี้ก็เป็นรัฐที่ถือกฎหมายอยูํในมือ และเป็นเรื่องที่กระทรวงการคลังต๎องมาจัดการ กับป๓ญหาเหลํานี้โดยตรงเลยทีเดียว สําหรับในมุมมองของชาวบ๎านกับรัฐตอนนี้มันมากกวําเรื่องเงินตรา แตํมันคือ อํานาจในการบริหารจัดการด๎วยตนเองโดยลดการพึ่งพาจากภายนอก อาศัยการจัดการภายในซึ่งรัฐพยายาม สํงเสริมการขยายอํานาจกระจายอํานาจสูํท๎องถิ่นโดยผํานองค๑กรตําง ๆ ที่เป็นสํวนงานบริหารงานภาครัฐ แตํกับ “เงิน” ที่เป็นป๓ญหาของชาวบ๎านกลับไมํถูกรัฐกระจายอํานาจมาให๎ท๎องถิ่นจัดการเอง จึงเป็นเรื่องราวของ ความขัดแย๎งและเป็นประเด็นที่ทางกระทรวงการคลังต๎องมีหนังสือถึงคณะกรรมการกฤษฎีกาเพื่อตีความ ทางกฎหมาย แนวทางหรือการแก้ไขปัญหาในระบบกฎหมายประเทศไทย ตามบันทึกสํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา เรื่อง การใช๎เบี้ยกุดชุมแทนเงินตรา ที่กระทรวงการคลัง ได๎มีหนังสือ ดํวนที่สุด ที่ กค ๑๐๐๔/๑๖๑๓๙ ลงวันที่ 25 สิงหาคม 2549 ถึงสํานักงานคณะกรรมการ กฤษฎีกา พอจะสรุปความโดยสังเขปได๎วํา เบี้ยกุดชุมถือเป็นเงินตรา ทําให๎เข๎าขํายผิดตํอกฎหมายตามมาตรา 9 แหํงพระราชบัญญัติเงินตรา พ.ศ. 2501 แตํรัฐมนตรีวําการกระทรวงการคลังอาจอนุญาตให๎ใช๎เบี้ยกุดชุมแทนเงินตราได๎อย่างมีเงื่อนไข โดยไมํต๎องแก๎ไขกฎหมายวําด๎วยเงินตราและกฎหมายวําด๎วยการธนาคารพาณิชย๑ตํอมาจึงมีคําสั่งทาง ปกครองที่อนุญาตให๎ใช๎เบี้ยกุดชุมได๎โดยจํากัดเงื่อนไขให๎ใช๎ได๎ภายในชุมชนทีกําหนด มีกาควบคุมดูแล ประสานการทํางานรํวมกันกับสํวนกลางรวมทั้งมีข๎อกําหนดห๎ามแลกเปลี่ยนเป็นเงินบาทอีกด๎วย ความส าคัญของแนวคิดการจัดการตนเอง พึ่งตนเองของชุมชน การพึ่งพาตนเองโดยการใช๎เงินแบบเบี้ยกุดชุมนั้นไมํใชํเป็นเรื่องใหมํแตํอยํางใด ในตํางประเทศมักเรียก วิธีการใช๎เงินแบบนี้วําสกุลเงินเสริม (Complementary Currency) เชํน เงินปอนด๑บริกซ๑ตัน ของชุมชนบริกซ๑ตัน ในประเทศอังกฤษ หรือ เงินเบิร๑กแชส ของชุมชนรัฐแมสซาชูเซตส๑ ในประเทศอเมริกา ถือเป็นรูปแบบ ในการรักษาผลประโยชน๑และการจัดการของชุมชนรํวมกันที่เป็นประโยชน๑ตํอสมาชิกในชุมชนนั้น ๆ ชุมชน ที่พึ่งพาตนเองได๎นั้น หมายความวํา ชุมชนนั้นมีศักยภาพมากพอในการพัฒนา แก๎ไข ควบคุม และจัดการกับ สิ่งตําง ๆ ได๎ มันหมายถึงความสามารถในการรํวมมือกันจนเกิดเป็นผลสําเร็จในการจัดการกับสิ่งตําง ๆ ได๎ ดังนั้น
~ ๑๑๗ ~ การที่เบี้ยกุดชุมสามารถเป็นหนึ่งในกลไกในการแก๎ไขป๓ญหาเหลํานั้นได๎ ก็ถือวําความสามารถและการตระหนัก รู๎ของคนในชุมชน การเสื่อมความนิยมของเบี้ยกุดชุม เป็นธรรมชาติของสิ่งตําง ๆ มีเกิดก็ยํอมมีดับ เบี้ยกุดชุมก็เชํนกัน กํอนหน๎านี้เบี้ยกุดชุมถือเป็นกลไก หนึ่งในการแก๎ไขป๓ญหาของชุมชนในสภาวะที่เงินหมุนเวียนมีน๎อย จึงใช๎เบี้ยกุดชุมแทนเงินบาทกัน หมุนเวียน แลกเปลี่ยนในชุมชนแทน แตํพอหลัง ๆ มาความเจริญเข๎ามาสูํชุมชนมากขึ้นประชาชนสํวนใหญํสามารถเข๎าถึง แหลํงเงินทุนได๎มากขึ้นสามารถขอกู๎ขอผํอนอะไรได๎มากขึ้น ความนิยมในเบี้ยกุดชุมก็ลดน๎อยลง นอกจากนี้ การแลกเปลี่ยนระหวํางชุมชนอื่น ๆ ที่ไมํได๎ใช๎เบี้ยกุดชุมก็ต๎องใช๎เงินบาทตามปกติ และมีข๎อกฎหมาย ที่ไมํอนุญาตให๎มีการแลกเปลี่ยนเบี้ยกุดชุมเป็นเงินบาทด๎วย นี่เป็นประเด็นสําคัญที่ทําให๎ความนิยมลดลงอยํางมาก พอตลาดมันขยายใหญํ คนอื่น ๆ ใช๎เงินบาทซื้อขายกัน เบี้ยกุดชุมก็ลดความสําคัญลงเรื่อย ๆ จนป๓จจุบัน เบี้ยกุดชุมเหลือไว๎เพียงตํานานในการพึ่งพาตนเองของชุมชนที่ไมํต๎องร๎องขอการชํวยเหลือเงินทุน จากทางภาครัฐ อาศัยเพียงความเชื่อใจกันในสมาชิกกลุํม แม๎จะมีใช๎กันแตํก็หลงเหลือน๎อยมากเพียงเฉพาะผู๎สูงอายุ ในหมูํบ๎าน รวมถึงบางที่จัดทําเป็นเพียงของที่ระลึกเทํานั้น อ้างอิง เบี้ยกุดชุม เงินตราชุมชนสูํการพึ่งตนเอง – มูลนิธิชุมชนท๎องถิ่นพัฒนา (ldi.or.th) บันทึกสํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา เรื่อง การใช๎เบี้ยกุดชุมแทนเงินตรา ลาบยโส "จังหวัดยโสธร" ตั้งอยูํในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ หรือภาคอีสานของประเทศไทย ซึ่งมีวัฒนธรรมการ กินคล๎ายกับจังหวัดอื่น ๆ ที่อยูํในภูมิภาคเดียวกัน รวมถึงภาคเหนือของไทยและบางสํวนของประเทศเพื่อนบ๎าน อาหารอีสานนั้นมีหลากหลายรูปแบบ เชํน ลาบ ต๎ม ปิ้ง ยําง บางเมนูก็จะมีกระบวนการทําที่ไมํผํานความร๎อน เชํน ก๎อยชนิดตําง ๆ ทั้งเนื้อวัว หมู ปลา ฯลฯ คํานิยมและวัฒนธรรมการกินของชาวอีสานโดยเฉพาะในชํวง เทศกาลงานบุญตําง ๆ เชํน บุญผ๎าปุาและบุญบั้งไฟ ที่จะมีลูกหลานญาติมิตรที่ไปทํางานหากินอยูํตํางถิ่น กลับมาเยือนบ๎านเกิด มักจะมีการเตรียมอาหารพิเศษสําหรับเทศกาลและงานบุญโดยเฉพาะเมนูปรุงจากเนื้อวัว ในอดีตแตํละหมูํบ๎านเมื่อถึงวันงานบุญจะมีการชําแหละวัว เพื่อมาแบํงเป็นสํวนๆ ให๎แตํละหลังคาเรือนตามที่ได๎ รวมเงินกันซื้อวัวเป็นตัวมา (แบํงพูด) โดยการชําแหละจะเกิดขึ้นกลางดึกกํอนถึงวันงาน โดยฝุายชายแตํละ หลังคาเรือนจะเป็นผู๎ดําเนินการ ในการชําแหละจะมีคณะกรรมการหมูํบ๎านหรือชาวบ๎านที่ออกมาชํวยกันหรือ ตัวแทนที่ไปรอรับสํวนของตนเองและญาติ เมื่อชําแหละเสร็จถึงเกิดกิจกรรมพิเศษขึ้นในระหวํางนั้น เชํน การประกอบอาหารในขณะที่ชําแหละเสร็จใหมํ ๆ ถือวําเป็นคําแรงในการชําแหละนั้น บางครั้งจะไมํมี ภาชนะเตรียมไปทําอาหารมีเพียงเครื่องปรุงจึงอาศัยโครงของวัวที่ชําแหละเป็นที่รองรับในการคลุกเคล๎าเนื้อกับ เครื่องปรุงจึงเป็นที่มาของคําวํา "ก๎อยคาโครง" ประกอบกับชํวงเวลานั้นจะเป็นชํวงกลางดึกคืนนั้นจึงมีคําเรียก อีกอยํางวํา "ก๎อยเดิก" (ก๎อยดึก) เนื้อวัวจะถือวําเป็นเมนูพิเศษของทุกหลังคาเรือนที่เตรียมไว๎สําหรับต๎อนรับ แขกตํางหมูํบ๎านและญาติทางไกลที่จะมารํวมบุญประเพณีในตอนเช๎า ในบางครั้งที่เป็นงานบุญสํวนตัว เชํน บุญบวช บุญแตํงงาน บุญขึ้นบ๎านใหมํ ถ๎าบ๎านไหนสามารถจัดหาเนื้อวัวมาเลี้ยงแขกจะได๎รับการนับหน๎าถือตา วําเป็นเจ๎าภาพที่มีฐานะ ที่ผํานมาชาวภาคอีสานโดยเฉพาะชาวยโสธรได๎มีการอพยพย๎ายถิ่นฐานไปทํามาหากิน อยูํในตํางถิ่นฐาน เชํน ที่กรุงเทพฯและปริมณฑล ซึ่งเป็นแหลํงที่สามารถทําการค๎าขายได๎เป็นอยํางดี เพราะด๎วยสภาพพื้นที่มีขนาดใหญํกวําพื้นที่จังหวัดยโสธร อาชีพโดยสํวนมากของคนยโสธรสํวนใหญํในอดีต จะเป็นการลงไปรับจ๎างหรืออาชีพอิสระ เชํน เป็นกรรมกรกํอสร๎าง ขับสามล๎อถีบ สามล๎อเครื่อง และขับแท็กซี่ อาชีพเหลํานี้ยังคงอยูํจนถึงป๓จจุบัน จากคําบอกเลําของคนเกําคนแกํ การลงไปขับแท็กซี่หรือสามล๎อมักจะไป
~ ๑๑๘ ~ เชํารถจากเจ๎าของอูํและเชําบ๎านอยูํรวมกันเป็นกลุํมๆ ทําให๎บางครอบครัวเมื่อหมดฤดูกาลทํานาจะสามารถอยูํ ได๎ทั้งครอบครัว เมื่อสามีออกไปขับแท็กซี่หรือสามล๎อ ผู๎เป็นภรรยาจะทําการค๎าขายเล็ก ๆ รวมถึงมีการนํา ความถนัดดั้งเดิมของตนเองคือการทําลาบ โดยเปิดเป็นร๎านอาหารเล็ก ๆ ขายให๎กลุํมสามล๎อและแท็กซี่ด๎วยกัน และได๎มีการพัฒนามาเรื่อย ๆ เมื่อเห็นการค๎าขายเจริญรุํงเรืองบางครอบครัวสามีก็จะออกมาชํวยภรรยาทําร๎าน ลาบแบบเต็มตัว บางคนก็หาแหลํงทําเลอื่นที่รถรับจ๎างเหลํานั้นมักจะไปจอดรอรับลูกค๎า เชํน หน๎าป๓้มน้ํามัน หน๎าป๓้มแก๏ส หน๎าสถานบันเทิงตําง ๆ มีทั้งรูปแบบรถเข็นหรือเปิดเป็นร๎านถาวร วิถีชีวิตเหลํานี้จะพบเห็นใน ทุกพื้นที่หรือทุกแหํงที่มีอูํแท็กซี่ อูํสามล๎อ ตํอมามีพัฒนาการตั้งชื่อร๎านตนเอง โดยนิยมใสํชื่อจังหวัดของตนเอง คือ จังหวัดยโสธร หรือเมืองยศสุนทรตํอท๎ายชื่อร๎าน หรือบางครั้งก็ตั้งแคํชื่อเป็นร๎านลาบยโสลาบเมืองยศ เพื่อให๎คนที่มาอุดหนุนรับรู๎วําร๎านนี้มาจากไหน เชํนเดียวกับร๎านลาบของชาวจังหวัดอื่น ๆ ร๎านลาบยโสได๎มี พัฒนาการขยายออกไปอยํางรวดเร็วจากพื้นที่หนึ่งสูํพื้นที่หนึ่ง จากเมืองหลวงและปริมณฑลกระจายไปอยูํตาม หัวเมืองใหญํ ๆ จนในป๓จจุบันครอบคลุมไปทั่วประเทศ และได๎กลายเป็นร๎านอาหารอีสานที่เป็นที่นิยม ของคนทุกภูมิภาคของประเทศไทย "ลาบยโส” มีความแตกตํางจากลาบอื่น ๆ คือ เนื้อวัวที่สดๆ ที่พิถีพิถันตั้งแตํการเลี้ยงวัว เขียงเนื้อ การเลือกสํวนที่เฉพาะของเนื้อวัวที่มีความกรอบแข็งมาทําลาบ ถ๎าเนื้อที่มีความอํอนจะไมํนิยมนํามาทําลาบ และกระบวนการเก็บเนื้อให๎มีความสดใหมํ ถ๎าเนื้อไมํสดหรือชิ้นสํวนของเนื้อเปลี่ยนไปจะทําให๎รสชาติของลาบ เปลี่ยน นอกจากเนื้อสดๆ แล๎วยังมี เครื่องในวัว ดีสดแท๎ เลือดแท๎ ที่มีกระบวนการเก็บให๎มีความสดใหมํ เนื้อที่มาทําลาบสํวนใหญํจะซอยเป็นชิ้นเล็ก ๆ พอดีคํา รสชาติกลมกลํอม มีกลิ่นหอมจากข๎าวคั่วพริกปุนที่ทํา ขึ้นเอง ต๎นหอม สะระแหนํ หรือผักอื่น ๆ ตามใจชอบ ลาบยโสถ๎าใสํเลือดเรียกวํา "ซกเล็ก” ลาบใสํมะนาวเรียก "ก๎อยมะนาว” จากการวิจัยของวิทยาลัยชุมชนจังหวัดยโสธร ที่เคยเก็บข๎อมูลวิจัยภูมิป๓ญญาลาบยโส ในปี พ.ศ. ๒๕๕๙ พบวํา ลาบยโสเป็นภูมิป๓ญญามาอยํางยาวนาน ที่มีรสชาติที่มีความเข๎มข๎นที่มีความแตกตํางกรรมวิธี ตําง ๆ อาทิ การเลือกสรรเนื้อ การซอยเนื้อ การทําข๎าวคั่วพริกปุนที่คั่วเอง ถ๎าชอบลาบขมก็จะใสํดีวัวหรือบีวัว เพื่อเพิ่มรสชาติ เพลี้ยก็สําคัญที่นิยมใสํซึ่งได๎จากขี้อํอนของวัวที่มีเคล็ดลับกรรมวิธีการปรุงเฉพาะของที่นี่ เพื่อใสํลาบมีกลิ่นหอมอรํอย ซึ่งบ๎านสามเพีย ตําบลดูํทุํง อําเภอเมืองยโสธร จังหวัดยโสธร และ บ๎านดูํลาด ตําบลดูํลาด อําเภอทรายมูล จังหวัดยโสธร ถือได๎วําเป็นชุมชนที่มีคนไปขายลาบยโสและประสบความสําเร็จจํานวนมาก เป็นจุดประกายให๎ลาบยโสมีทั่วทุกมุมทั่วประเทศ ป๓จจุบันมีการใช๎ชื่อ "ลาบยโส” ไปทั่วประเทศ แตํตํางจากยโสธร ที่แทบจะไมํมีคําวําลาบยโสเลย คุณแมํบัวทอง เทพมณี ให๎สัมภาษณ๑วํา ลาบที่จังหวัดยโสธรนั้น รสชาติ การเลือกสรรวัตถุดิบ จะมีเอกลักษณ๑เฉพาะ และการทําลาบเกิดขึ้นมานานทํารับประทานเป็นประจํา ของชาวบ๎านที่นี่จึงไมํมีคําวํายโสตํอท๎าย ด๎วยเอกลักษณ๑เฉพาะทําให๎ลาบที่นี่มีชื่อเสียง จนทําให๎มีคนนํา เอกลักษณ๑นี้ไปเปิดร๎านโดยใช๎ชื่อยโสตํอท๎ายเพื่อหวังผลทางการค๎า แตํรสชาติก็ไมํเหมือนต๎นตํารับยโสธร จังหวัดยโสธรและวิทยาลัยชุมชนยโสธรจึงมีแนวคิดศึกษาสูตรลาบตามแบบภูมิป๓ญญาชาวบ๎านจังหวัด ยโสธร และควรเก็บเป็นองค๑ความรู๎ของชุมชนตลอดทั้งพัฒนาหลักสูตรการทําลาบตามแบบภูมิป๓ญญาชาวบ๎าน เพื่อถํายถอดองค๑ความรู๎ให๎กับผู๎สนใจไปประกอบอาชีพและเสริมสร๎างความเข๎มแข็งของชุมชนเครื่องปรุงตํอ ปริมาณ ๑ จาน ดังนี้ ๑. เนื้อวัว ๑๕๐ กรัม ๒. พริกปุน ๑ ช๎อนโต๏ะ / ๑๐ กรัม ๓. ข๎าวคั่ว ๑ ช๎อนโต๏ะ / ๑๐ กรัม ๔. หอมแดง ๕ หัว /๔๐ กรัม ๕. ใบมะกรูด ๕ - ๖ ใบ / ๑๐ กรัม ๖. ใบสะระแหนํ ๕-๖ ต๎น / ๑๐ กรัม ๗. น้ําปลา ๒ ช๎อนโต๏ะ / ๒๐ กรัม ๘. เพี้ยวัว ๑ ช๎อนโต๏ะ / ๑๐ กรัม ๙. ดีวัว ๑ ช๎อนชา / ๕ กรัม ๑๐. เครื่องเคียง แตงกวา ถั่วฝ๓กยาว ผักกาดเขียว กะหล่ําปลี มะเขือ พริกสด กระเทียมตามใจชอบ
~ ๑๑๙ ~ วิธีการท าลาบยโส ๑. นาข๎าวสารข๎าวเหนียว มาคั่วในกระทะ ใช๎ไฟอํอน ๆ คั่วไปเรื่อย ๆ ประมาณ ๕ - ๑๐นาที จนกวํา ข๎าวสารจะมีสีเหลือง นํามาโขลกในครกให๎ละเอียดหรือนําไปบด ป๓่นให๎ละเอียด ๒. นําพริกแห๎ง มาคั่วในกระทะ ใช๎ไฟอํอน ๆ คั่วประมาณ ๑๐-๑๕ นาที จนกวําพริกแห๎งจะมีสีแดง เข๎มนํามาโขลกในครกให๎ละเอียดหรือนําไปบด ป๓่นให๎ละเอียด ๓. นําหอมแดง และต๎นหอม ผักชีฝรั่ง มาซอย และใบมะกรูดซอยให๎ละเอียด นําใบสะระแหนํมาล๎าง น้ําให๎สะอาด เด็ดเป็นใบ ๆ ไว๎ เหลือสํวนยอดไว๎แตํงหน๎าลาบ ๔. ล๎างเนื้อวัวให๎สะอาด ตํอจากนั้นซอยเป็นชิ้นบาง ๆ หรือสับบดให๎ละเอียดแล๎วแตํจะทานแบบไหน นําไปลวกในน้ําเดือดจนสุก อยําลวกนานเกินไปเพราะจะทําให๎เนื้อวัวแข็ง ถ๎าทําปริมาณมาก ๆ ให๎แบํงลวกที ละสํวน สุกแล๎วนําขึ้นมาสะเด็ดน้ําไว๎ ๕. นําเนื้อวัวใสํหม๎อใบเล็ก ๆ เติมข๎าวคั่ว พริกแห๎งพริกปุน น๎าปลา หอมแดงซอย ใบมะกรูดซอย และ ใบสะระแหนํถ๎าต๎องการรสขมเราจะใสํเพี้ยวัว (มูลวัวอํอนในท๎อง) ที่ต๎มสุก ปรุงรส คนให๎เข๎ากันซึ่งคนสํวนใหญํ จะชอบขมนิด ๆ ชิมรสดูได๎ที่แล๎วจัดใสํจานเสิร๑ฟคูํกับผักสด แตํงหน๎าด๎วยใบสะระแหนํทานกับข๎าวเหนียว หรือข๎าวสวยร๎อน ๆ
~ ๑๒๐ ~ จังหวัดยโสธรมีงานประเพณีประจําปีที่มีชื่อเสียงและยิ่งใหญํในภาคอีสาน และได๎เป็นตัวแทน ระดับชาติที่ได๎ทําหน๎าที่ในการเชิดชูวัฒนธรรมประเพณีของของจังหวัดสูํระดับสากล และได๎เป็นประเพณีสําคัญ 1 ใน 5 ของประเพณีโลกที่มีนักทํองเที่ยวแสดงความสนใจอยากมาเที่ยวชม คือประเพณีบุญบั้งไฟ นอกจากนี้ ยังมีประเพณีที่เป็นเอกลักษณ๑ของจังหวัดที่สามารถดึงดูดนักทํองเที่ยวได๎อีก เชํน ประเพณีแหํมาลัยข๎าวตอก ในงานบุญมาฆบูชา ณ บ๎านฟูาหยาด อําเภอมหาชนะชัย จังหวัดยโสธร ซึ่งได๎นําข๎าวตอกมาร๎อยเป็นมาลัยสาย ยาวแทน “ดอกมณฑารพ” ซึ่งเป็นดอกไม๎ทิพย๑แหํงสวรรค๑แล๎วจัดขบวนแหํงอยํางสวยงามเพื่อเป็นพุทธบูชา โดยประเพณีแหํมาลัยข๎าวตอกนี้ มีเฉพาะในพื้นที่ตําบลฟูาหยาด อําเภอมหาชนะชัย จังหวัดยโสธรเทํานั้น รวมถึงยังมีงานประเพณีที่สําคัญของคริสต๑ชน คือ ประเพณีแหํดาวคริสต๑มาส ณ โบสถ๑เทวดามีคาเอลซํงแย๎ อําเภอไทยเจริญ จังหวัดยโสธร เพื่อแสดงออกถึงความเชื่อ ความศรัทธา และเป็นการสํงมอบความรัก สันติสุข และความเป็นหนึ่งเดียวของคริสต๑ชนด๎วย และประเพณีจุดตูมกาออกพรรษา ซึ่งเป็นวัฒนธรรมดั่งเดิมของ ชุมชนชาวบ๎านตําบลทุํงแตํ อําเภอเมืองยโสธร จังหวัดยโสธร และสืบทอดมายาวนานด๎วยการนําผลตูมกา ซึ่งเป็นผลไม๎ปุามาแกะสลักเป็นลวดลายตําง ๆ และนํามาจุดไฟเพื่อประดับตามสถานที่ที่วัดในชุมชนดังกลําว ได๎จัดเตรียมไว๎ให๎และจะทํากิจกรรมดังกลําวในวันออกพรรษสา เพื่อถวายเป็นพุทธบูชา นับเป็นประเพณีพื้นถิ่น ที่สําคัญและปรากฏเฉพาะในจังหวัดยโสธรเทํานั้น โดยงานประเพณีทุกงานเป็นการสืบสาน รักษาวัฒนธรรม ดั้งเดิมและเผยแพรํให๎เป็นที่รู๎จักอยํางแพรํหลาย เพื่อให๎ประเพณีดังกลําวคงอยูํคูํกับจังหวัดยโสธรสืบตํอไป และ ด๎วยลักษณะพิเศษเฉพาะนี้ สามารถดึงดูดนักทํองเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวตํางชาติเข๎ามาเที่ยวชมงานกํอให๎เกิด รายได๎จากการทํองเที่ยว และนําชื่อเสียงมาสูํจังหวัดและประเทศไทย และเกิดการตํอยอดประเพณีสําคัญ ดังกลําว ซึ่งมีผลมาจากการเล็งเห็นความสําคัญของอัตลักษณ๑ชุมชนที่จะนําประเพณี ศิลปวัฒนธรรมท๎องถิ่น และภูมิป๓ญญาท๎องถิ่นที่สําคัญและโดดเดํนของจังหวัดมาสํงเสริมพัฒนาบูรณาการเพื่อให๎เกิดมูลคําทาง เศรษฐกิจและพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนในชุมชน สามารถนําคํานิยมวิถีอีสานสูํการทํองเที่ยวเพิ่มคุณคําทาง เศรษฐกิจได๎อยํางยั่งยืน ผนวกกับสํงเสริม สนับสนุนให๎สํวนราชการที่เกี่ยวข๎อง องค๑กรปกครองสํวนท๎องถิ่น และชุมชนเข๎ามามีบทบาทในการบริหารจัดการ สํงเสริมการทํองเที่ยวเชิงวัฒนธรรมให๎เกิดความยั่งยืนสืบตํอไป
~ ๑๒๑ ~ ประเพณีบุญบั้งไฟยโสธร บุญบั้งไฟ เป็นประเพณีหนึ่งของภาคอีสานของประเทศไทยตลอดจนประเทศลาวที่เกี่ยวข๎องกับวิถีชีวิต และความเชื่อทางศาสนา โดยมีที่มาจากนิทานพื้นบ๎านเรื่องพญาคันคาก และผาแดงนางไอํ ซึ่งในนิทานพื้นบ๎าน ดังกลําวได๎กลําวถึงการที่ชาวบ๎านได๎จัดงานบุญบั้งไฟขึ้นเพื่อเป็นการบูชาพญาแถน หรือเทพวัสสกาลเทพบุตร ซึ่งชาวบ๎านมีความเชื่อวํา พระยาแถน มีหน๎าที่คอยดูแลให๎ฝนตกถูกต๎องตามฤดูกาล และมีความชื่นชอบบั้งไฟ เป็นอยํางมาก หากหมูํบ๎านใดไมํจัดทําการจัดงานบุญบั้งไฟบูชา ฝนก็จะไมํตกถูกต๎องตามฤดูกาล อาจกํอให๎เกิด ภัยพิบัติกับหมูํบ๎านได๎งานประเพณีบุญบั้งไฟจึงเกี่ยวข๎องกับของชาวอีสานมาช๎านาน โดยกํอนถึงฤดูทํานา จะต๎องจุดบั้งไฟขึ้นไปเพื่อบูชาพญาแถน เทพเจ๎าแหํงฝน ให๎ปลํอยฝนตกลงมาเพื่อความอุดมสมบูรณ๑ ในการทํา เกษตรกรรม งานบุญบั้งไฟยโสธร สมัยกํอน ประมาณปี พ.ศ. 2499 - 2500 ขบวนแห่บั้งไฟ คณะนางร า
~ ๑๒๒ ~ คณะนางร า ในวัดใต้ศรีไตรภูมิ คณะกลองยาว บริเวณศาลาประชาคม ที่ว่าการอ าเภอเมืองยโสธร
~ ๑๒๓ ~ การตีฆ้องประกอบขบวนร า ขบวนแห่บั้งไฟ บริเวณถนนแจ้งสนิท ฝั่งธนาคารออมสิน ขบวนแห่เอ้บั้งไฟ
~ ๑๒๔ ~ ขบวนแห่บั้งไฟ บริเวณถนนแจ้งสนิท หน้าธนาคารกรุงเทพ
~ ๑๒๕ ~ ข๎อมูลภาพประมาณปี 2499 – 2500 กวํา ภาพจาก https://www.facebook.com/yasothonpeople/posts/1153608281414467/ การจัดงานประเพณีบุญบั้งไฟของจังหวัดยโสธร ได๎รับการสนับสนุนจากการทํองเที่ยวแหํงประเทศไทย ในการประชาสัมพันธ๑งานประเพณีให๎เป็นที่รู๎จักแกํชาวไทย และตํางประเทศ มาตั้งแตํปี 2523 ภายในงาน นักทํองเที่ยวจะได๎พบกิจกรรมที่นําสนใจ ได๎แกํ ขบวนแหํบั้งไฟสวยงาม การประกวดแหํกาพย๑เซิ้งบั้งไฟ การสาธิตและรํวมการแกะลายบั้งไฟ การแสดงรถบั้งไฟโบราณ การประกวดเวทีกองเชียร๑บั้งไฟการประกวด ธิดาบั้งไฟโก๎ การแสดงแสงสีสื่อผสม ตํานานพญาคันคาก (ตํานานบุญบั้งไฟยโสธร) การจุดบั้งไฟปฐมฤกษ๑ และ บั้งไฟเสี่ยงทาย การจุดโชว๑บั้งไฟแฟนซี (บั้งไฟติดรํมมีควันสี) การแขํงขันบั้งไฟติดรํมแฟนซี และบั้งไฟขึ้นสูง ตลอดจนจําหนํายสินค๎าและผลิตภัณฑ๑ OTOP ของดียโสธร กําหนดการจัดงานประเพณีบุญบั้งไฟยโสธร จัดขึ้นในวันเสาร๑ที่ 2 ของเดือนพฤษภาคมของทุกปี
~ ๑๒๖ ~
~ ๑๒๗ ~ ประเพณีจุดไฟตูมกา ประเพณีจุดไฟตูมกาออกพรรษา เป็นวัฒนธรรมดั้งเดิมของชุมชนบ๎านทุํงแต๎ โดยการนําผลตูมกา ซึ่งเป็นผลไม๎ปุามีรูปทรงกลมคล๎ายผลส๎ม ขนาดเทํากําป๓้นหรือโตกวํา ขูดผิวสีเขียวแล๎วคว๎านเอาเนื้อและเมล็ด ข๎างในออกให๎หมดและใช๎มีดแกะเป็นลวดลายตามความต๎องการ เจาะรูสําหรับใสํเทียน เมื่อจุดเทียนแสงสวําง จากเปลวเทียนก็จะลอดตามเป็นลวดลายตามรูที่เจาะไว๎ ใช๎เพื่อถวายเป็นพุทธบูชาในวันออกพรรษา ป๓จจุบันชาวบ๎านได๎ใช๎หลอดไฟแทนเทียนเพื่อความสะดวกตํอการใช๎งานและสามารถนําผลตูมกา ไปห๎อยไว๎ในสถานที่ตําง ๆ ได๎สะดวกยิ่งขึ้น โดยชาวบ๎านจะรํวมกันกลําวคําบูชาพระรัตนตรัยและสวดมนต๑ ไหว๎พระพร๎อมกัน ซึ่งประเพณีจุดไฟตูมกาพบจังหวัดยโสธรเพียงแหํงเดียวในโลก ภายในงานนักทํองเที่ยว จะได๎ชมขบวนรถที่ถูกตกแตํงด๎วยไฟตูมกาที่สวยงาม บรรยากาศการประดับ ไฟตูมกา การแสดงศิลปวัฒนธรรมท๎องถิ่น การประกวดร๎องเพลงพร๎อมรีวิวเพลงไฟตูมกา การประกวด จัดต๎นไฟตูมกาของหนํวยงานและชุมชนตําง ๆ การสาธิตการทําไฟตูมกา พร๎อมทั้งการจําหนํายสินค๎า OTOP ของจังหวัดยโสธร
~ ๑๒๘ ~ ประเพณีแห่ดาว จัดในวันที่ 25 ธันวาคม ของทุกปี โดยชุมชนชาวคริสต๑บ๎านซํงแย๎ ตําบลคําเตย อําเภอไทยเจริญ จังหวัดยโสธรจัดขึ้นเพื่อเป็นการระลึกถึงการประสูติของพระเยซูเจ๎า โดยมีขบวนดาวขนาดใหญํที่ประดับด๎วย แสงไฟหลากสีสัน จากคริสต๑ศาสนิกชน 10 ชุมชนที่อาศัยอยูํในจังหวัดยโสธร เพื่อแหํไปยังโบสถ๑อัครเทวดา มิคาแอล ซึ่งจัดเป็นโบสถ๑ไม๎ที่ใหญํที่สุดในประเทศไทย ตัวโบสถ๑มีลักษณะแบบศิลปะไทย กว๎าง 16 เมตร ยาว 57 เมตร ใช๎แผํนไม๎เป็นแปูนมุงหลังคา 80,000 แผํน ใช๎เสาขนาดตําง ๆ กันถึง 360 ต๎น สํวนใหญํเป็น เสาไม๎เต็ง เสาในแถวกลางมีขนาดใหญํยาวที่สุดมี 260 ต๎น สูงจากพื้นดินกวํา 10 เมตร พื้นแผํนกระดานเป็น ไม๎แดงและไม๎ตะเคียนขนาดใหญํ นอกจากจะมีขบวนแหํดาวขนาดใหญํแล๎วชาวชุมชนยังรํวมกันประดับดาว ขนาดตําง ๆ ตามแนวถนนภายในชุมชนและตามบ๎านเรือนของตนอีกหลายหมื่นดวง ถือเป็นเทศกาลแหํงสีสัน ความสุขและรอยยิ้มอีกหนึ่งเทศกาลที่สําคัญของจังหวัดยโสธร ประเพณีแหํดาวของชุมชนคริสเตียนที่บ๎านซํงแย๎ อําเภอไทยเจริญ เป็นการเฉลิมฉลองเทศกาล วันคริสต๑มาส ชาวชุมชนได๎ตกแตํงประดับประดาโคมไฟและดาวมากมายภายในโบสถ๑ไม๎ที่ใหญํที่สุดในประเทศไทย รวมทั้งติดตั้งโคมไฟและดาวตามอาคารบ๎านเรือนและถนนสายตําง ๆ ซึ่งมีความสวยงามตระการตา เป็นอยํางมาก ซึ่งชาวชุมชนซํงแย๎ได๎จัดขึ้นทุกปี นักทํองเที่ยวสามารถชมความงดงามของแสดงดาวนับร๎อยดวง ที่ชาวบ๎านได๎รํวมกันจัดขึ้น พร๎อมชมนิทรรศการวัฒนธรรมคาทอลิกชุมชนซํงแย๎เกี่ยวกับวันคริสต๑มาสและ การแสดงมหรสพอื่น ๆ ได๎อีกด๎วย
~ ๑๒๙ ~
~ ๑๓๐ ~ แหลํงทํองเที่ยววิมานพญาแถนเป็นแหลํงทํองเที่ยวแลนมาร๑คสําคัญของจังหวัดยโสธร เป็นสถานที่ พักผํอนหยํอนใจของจังหวัดยโสธร ตั้งอยูํริมฝ๓่งลําน้ําทวนฝ๓่งขวา ถนนมงคลบูรพา ตําบลในเมือง อําเภอเมือง ยโสธร จังหวัดยโสธร เป็นแหลํงทํองเที่ยวเชิงวัฒนธรรมและเชิงนิเวศ และใช๎เป็นแหลํงเรียนรู๎และพิพิธภัณฑ๑ กลางแจ๎ง โดยจังหวัดยโสธรได๎นําเอาแนวคิดทั้งด๎านการตลาดและนโยบายด๎านการสํงเสริมการทํองเที่ยววิถีไทย ให๎มีศักยภาพในการแขํงขัน จึงได๎ให๎ความสําคัญกับการพัฒนาแหลํงทํองเที่ยวเกี่ยวกับวัฒนธรรมและ ประเพณีของชาวอีสาน โดยบริเวณแหลํงทํองเที่ยววิมานพญาแถนมีพิพิธภัณฑ๑สําคัญที่แสดงถึงประวัติ ความเชื่อ และอัตลักษณ๑ที่สําคัญ ประกอบด๎วย พิพิธภัณฑ๑พญานาค และพิพิธภัณฑ๑พญาคันคากซึ่งเป็น 1 ใน 7 สิ่งมหัศจรรย๑ของจังหวัดยโสธรที่ได๎กลําวถึงแล๎ว ณ ที่นี้จึงขอนําเสนอเพียงพิพิธภัณฑ๑พญานาค พิพิธภัณฑ์พญานาค พิพิธภัณฑ๑พญานาค เป็นอาคารกว๎าง 12.50 เมตร ยาว 99 เมตร สูง 15-16 เมตร งบประมาณ 45.00 ล๎านบาท ดําเนินการกํอสร๎างในปีงบประมาณ พ.ศ. 2557 กํอสร๎างแล๎วเสร็จในปี 2558 เบิกเนตร โดย พระอาจารย๑บุญชวน ธมฺมโฆสโก เมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ๑ 2558
~ ๑๓๑ ~ ภายในพิพิธภัณฑ๑พญานาค มีการแสดงนิทศการแบบถาวร แบํงเป็น 5 ZONE ดังนี้ ZONE 1 เลําขานตํานาน ZONE 2 รากแหํงความเชื่อ ZONE 3 สถิตในศรัทธา ZONE 4.1 ปฐมกาลมหานที ZONE 4.2 จารีตและวิถี ZONE 5 ชีววิทยา พญานาค ก าหนดเวลาเปิดให้เข้าชม - วันเสาร๑ อาทิตย๑ วันหยุดนักขัตฤกษ๑ และวันหยุดพิเศษ เวลา 09.00 - 17.00 น. - วันปฏิบัติราชการ เวลา 10.00 - 16.00 น. - หยุดทุกวันอังคาร - สอบถามรายละเอียดได๎ที่ สํานักงานจังหวัดยโสธร กลุํมงานยุทธศาสตร๑และข๎อมูล เพื่อการพัฒนาจังหวัด ศาลากลางจังหวัดยโสธร (หลังใหมํ) ชั้น 2 ถนนแจ๎งสนิท ตําบลในเมือง อําเภอเมืองยโสธร จังหวัดยโสธร โทรศัพท๑/โทรสาร ๐ ๔๕๗๑ ๔๒๑
~ ๑๓๒ ~ พิพิธภัณฑ์เมืองเก่าบ้านสิงห์ท่า เป็นโครงการที่เป็นผลลัพธ๑อันเป็นรูปธรรมจากวงประชุมประเด็นการอนุรักษ๑บ๎านสิงห๑ทํา อําเภอเมือง จังหวัดยโสธร เป็นบ๎านเรือนสมัยรัชกาลที่ ๕ ด๎วยสถาป๓ตยกรรมแบบ ชิโนโปรตุกีส ย๎อนยุค ในยํานบ๎านสิงห๑ทํา มีการอนุรักษ๑ตึกเกํา บ๎านเกําที่เคยเป็นยํานจับจํายใช๎สอยของเมืองยโสธร พิพิธภัณฑ๑เมืองเกํา บ๎านสิงห๑ทํา จังหวัดยโสธร ตั้งอยูํบริเวณศาลหลักเมืองจังหวัดยโสธร เป็นแหลํงรวบรวมประวัติการกํอตั้งบ๎านสิงห๑ทํา บุคคลสําคัญในการกํอตั้งหมูํบ๎าน รวมถึงอุปกรณ๑ เครื่องของใช๎สมัยโบราณ ตัวอาคารยืนโดดเดํน ทวํากลมกลืนกับหมูํตึกแถวในรูปแบบโคโลเนี่ยลในตําแหนํง อันเป็นเสมือนใจกลางของบ๎านสิงห๑ทํา นับเป็นก๎าวแรกที่สําคัญของกระบวนการศึกษาประวัติศาสตร๑ท๎องถิ่น บ๎านสิงห๑ทําตํอไป ก าหนดการเข้าชม ทุกวันเสาร๑ เวลา 09.00 – 16.30 น. ขอบคุณข้อมูลจาก เพจคนยโสธร
~ ๑๓๓ ~ พิพิธภัณฑ์มาลัยข้าวตอก ข้าวตอก คือ เมล็ดข๎าวเปลือกที่นํามาคั่ว มาลัยข้าวตอก คือ ภูมิป๓ญญาของชาวบ๎านที่เล็งเห็นถึงความสําคัญของข๎าว โดยการนําข๎าวเปลือก ไปคั่ว และนํามาร๎อยเรียงเป็นมาลัยที่มีทั้งความประณีตและสวยงาม เพื่อนํามาลัยข๎าวตอกไปถวายพระกํอนวัน เข๎าพรรษา ที่มาของการถวายมาลัยข้าวตอก เพื่อเป็นการรําลึกถึงคุณขององค๑สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ๎า จึงได๎นําข๎าวตอกมาสักการบูชา เพราะข๎าวถือวําเป็นของสูง เป็นสิ่งที่มีคุณคํา เป็นสิ่งที่มนุษย๑ขาดไมํได๎ ตํอมามี การนําข๎าวตอกมาประดิษฐ๑ตกแตํง ให๎มีความสลับซับซ๎อน และสวยงามมากยิ่งขึ้น จนเป็นที่มาของประเพณี หนึ่งเดียวในไทย มาลัยข๎าวตอก อําเภอมหาชนะชัย
~ ๑๓๔ ~ การถวายมาลัยข้าวตอก เป็นพระเพณีที่สืบตํอกันมา และชาวบ๎านอยากให๎เกิดการอนุรักษ๑ไว๎ เพื่อให๎ คนรุํนหลังได๎เรียนรู๎และสืบตํอ ๆ กันไป จึงเกิดการรํวมมือกับองค๑การบริหารสํวนจังหวัดยโสธร ในการรํวมกันกํอตั้ง พิพิธภัณฑ๑มาลัยข๎าวตอก ขึ้นที่วัดหอกํอง อําเภอมหาชนะชัย จังหวัดยโสธร ในทุกปีจะมีการแหํมาลัยข๎าวตอก จํานวน 2 ครั้ง 1. กํอนวันมาฆบูชา 1 วัน คือวันขึ้น 14 ค่ํา เดือน 3 โดยชาวบ๎านแหํไปถวายที่วัดหอกํอง 2. วัดฟูาหยาดจะทําพร๎อม ๆ กับบุญปีใหมํ ประจําปี อยูํชํวงประมาณเดือนสอง วัสดุหลักในการท ามาลัยข้าวตอก 1. ข๎าวตอกแตก เกิดจากการนําข๎าวเปลือกไปคั่วให๎เปลือกหลุดออกด๎วยความร๎อน วิธีการทําคล๎ายๆ กับการทําข๎าวโพดคั่ว 2. พวงมาลัยแบบเส๎นด๎าย มักเป็นพวงมาลัยที่ทําจากเส๎นฝูายเป็นหลัก ตั้งอยู่ที่ ในวัดหํอกํอง ตําบลฟูาหยาด อําเภอมหาชนะชัย เป็นสถานที่จัดโชว๑มาลัยข๎าวตอก มีประวัติ ความเป็นมาของงานประเพณีแหํมาลัยข๎าวตอกให๎ศึกษา เพื่อให๎นักทํองเที่ยวเข๎าไปเยี่ยมชมความสวยงาม ก าหนดการเข้าชม ทุกวัน เวลา 09.00 – 16.00 น. ขอบคุณข้อมูลจาก : เว็บไซต๑สํานักงานการทํองเที่ยวและกีฬาจังหวัดยโสธร
~ ๑๓๕ ~ พิพิธภัณฑ์วิญญู ยุพฤทธิ์ โดยนายวิญ๒ูยุพฤทธิ์เป็นผู๎รวบรวมพระพุทธรูปและวัตถุโบราณ เครื่องหัตถกรรมแสดงการประกอบ อาชีพตามวิถีของชุมชนตําง ๆ ในอดีตมีพระพุทธรูปปางตําง ๆ และโบราณวัตถุจํานวนมาก เป็นพิพิธภัณฑ๑ เอกชนแหํงแรกของจังหวัดยโสธร เปิดบริการให๎เข๎าชม เพื่อเป็นแหลํงเรียนรู๎และให๎เยาวชนได๎ศึกษาหาความรู๎ ตั้งอยู่ที่ ห๎างหุ๎นสํวนจํากัด วิญ๒ูยโสธร เลขที่ 260 - 6 ถนนแจ๎งสนิท ตําบลในเมือง อําเภอเมืองยโสธร จังหวัดยโสธร ก าหนดการเข้าชม ทุกวัน เวลา 08.00 - 17.00 น. (รับนัดหมายเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ๑เป็นหมูํคณะเทํานั้น) ติดต่อประสานงานล่วงหน้า 081 8775 979
~ ๑๓๖ ~ อริยสงฆ์ จังหวัดยโสธร นับได๎วําเป็นดินแดนอาริยภูมิแหํงหนึ่งของประเทศไทย ที่มีพระอริยสงฆ๑ของแผํนดิน มีอยูํหลายทํานซึ่งมีจริยวัตรงดงามนําเหลื่อมใส เป็นผู๎ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ ในการบําเพ็ญเพียร เผยแพรํ หลักธรรมคําสอน และสร๎างคุณประโยชน๑ให๎แกํพระพุทธศาสนา โดยมีอริยสงฆ๑เป็นที่ศรัทธาของเหลําสาธุชน ดังนี้ หลวงปู่ผั่น ปาเรสโก หลวงปูุผั่น ปาเรสโก มีนามเดิมวํา "ผั่น ลูกคํา" เกิดเมื่อวันที่ ๓๐ ก ร ก ฎ า ค ม พ . ศ . ๒ ๔ ๕ ๑ ณ บ๎า น ห น อ ง หิน ตํา บ ล ห น อ ง หิน อําเภอยโสธร จังหวัดอุบลราชธานี (ป๓จจุบัน อําเภอเมืองยโสธร จังหวัดยโสธร) หลวงปูุผั่นพระผู๎มีวิถีชีวิตปฏิบัติดีปฏิบัติชอบที่ไมํหยุดนิ่ง ในความเพียรที่จะเสาะแสวงหา ที่สงัดวิเวกปุาเปลี่ยว ทํานเป็นศิษย๑ของ หลวงปูุมั่น ภูริทัตโต ที่สําคัญรูปหนึ่ง เริ่มแรกทํานศึกษาธรรมกับพระอาจารย๑ สิงห๑ขนฺตฺยาคโม พระอาจารย๑มหาปิ่น ป๒ฺญาพโล และพระอาจารย๑ฝ๓้น อาจาโร ทํานมีอุบายในการปฏิบัติที่แปลก แตํอุบายนั้นให๎ผลในทางบวก เสมอ ทํานชอบธุดงค๑และทํองเที่ยวอยูํตามถ้ําเป็นสํวนมาก ทั่วทุกภาค ในประเทศไทย ตามบันทึกการเดินทางธุดงค๑ของทํานนับได๎กวํา ๗๒ ถ้ํา จําพรรษามากกวํา ๑๕ วัด ทํานทํองเที่ยวนมัสการปูชนียสถานสําคัญทั้งในและตํางประเทศมากกวํา ๒๕๘ แหํง ถ้ําที่ทํานสร๎างและ อยูํจําพรรษา คือ ถ้ําเอราวัณ อําเภอนากลาง จังหวัดอุดรธานี และถ้ําพระสบาย อําเภอแมํทะ จังหวัดลําปาง ทํานได๎รับการยกยํองจาก พระอาจารย๑อํอน ณาณสิริ วํา "เป็นพระกรรมฐานม๎า" หมายความวํา มีวิถีชีวิต เปรียบเหมือนม๎าศึกตัวปราดเปียวฝีเท๎าเร็วในเชิงรุกและรับ ทํานมีนิสัยต๎องเที่ยวไปเหมือนม๎า คือต๎องเดิน ทํองเที่ยวรอนแรมปีนปุายปุาเขาธุดงค๑อยูํตามท๎องถ้ําในภูเขาอันสูงชัน อาศัยป๓ญญาเป็นอาวุธในการรุกรบกับ กิเลส สถานที่ : วัดป่าหนองไคร้บ้านหนองทองหลาง ต าบลหนองหิน อ าเภอเมืองยโสธร จังหวัดยโสธร หลวงปู่บุญมี ปริปุณฺโณ หลวงปูุบุญมี ปริปุณฺโณ เกิดเมื่อวันที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2469 ณ บ๎านหนองแสง ตําบลสิงห๑ อําเภอยโสธร จังหวัดอุบลราชธานี (ป๓จจุบัน อําเภอเมืองยโสธร จังหวัดยโสธร) หลวงปูุบุญมีเคยไปจําพรรษาอยูํที่วัดปุา หนองโดก (วัดปุาโสตถิผล) จังหวัดสกลนคร และได๎เข๎ารับการอบรมธรรม กับหลวงปูุมั่น ภูริทัตโต ที่วัดปุาบ๎านหนองผือ จนหลวงปูุมั่นละสังขารลง ในปีนั้น ตํอมาได๎ไปอยูํศึกษาธรรมกับหลวงตามหาบัว ญาณสัมป๓นโน ที่วัดปุาบ๎านห๎วยทราย อําเภอคําชะอี จังหวัดมุกดาหาร จากนั้นจึง ติดตามหลวงตามหาบัว ญาณสัมป๓นโน มาสร๎างวัดปุาบ๎านตาด จังหวัด อุดรธานี สมัยที่อยูํที่วัดปุาบ๎านตาด หลวงปูุบุญมีทํานจะมีเมตตาโอบอ๎อม อารีกับพระภิกษุรุํนน๎อง คอยให๎คําแนะนําเรื่องธรรมวินัย บางครั้ง เมื่อหลวงตาทํานดุและไลํพระที่ทําผิดออกจากวัด ทํานก็จะออกรับแทน พระผู๎น๎อยขอโอกาสให๎กับภิกษุนั้น ๆ ความอนุเคราะห๑เหลํานี้ ทํานจึงเปรียบเหมือนพี่ชายใหญํแหํงวัดปุา บ๎านตาด กอปรกับทํานเป็นพระที่มีจริยาวัตรงดงาม ดังคําที่หลวงตามหาบัวเคยกลําวไว๎ “..ทํานเพียร-ทํานบุญมี เรียบร๎อยเหมือนกันหมด ไมํมีดํางพร๎อย เรียบร๎อยในการปฏิบัติธรรมของทําน ทํานเพียร ทํานบุญมี ทํานปฏิบัติเอาจริงเอาจังเหมือนกัน..” สถานที่ : วัดป่าศิลาพร ต าบลหนองหิน อ าเภอเมืองยโสธร จังหวัดยโสธร
~ ๑๓๗ ~ หลวงปู่สอ พันธุโล หลวงปูุสอ พันธุโล มีนามเดิมวํา "สอ ขันเงิน" เกิดเมื่อวันที่ ๗ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๔๖๔ ณ บ๎านทุํงมน ตําบลทุํงมน อําเภอลุมพุก จังหวัดอุบลราชธานี (ป๓จจุบันคืออําเภอคําเขื่อนแก๎ว จังหวัดยโสธร) หลวงปูุสอ ทํานเป็นคนยโสธรโดยกําเนิด ทํานเป็นศิษย๑สายกรรมฐานสาย หลวงปูุมั่น ภูริทัตโต โดยตรง โดยทํานเป็นศิษย๑ของหลวงตามหาบัว ญาณสัมป๓นโณ, หลวงปูุฝ๓้น อาจาโร, หลวงปูุดุลย๑ อตุโล, หลวงปูุขาว อนาลโย , หลวงปูุชอบ ฐานสโม, หลวงปูุหลุย จันทสาโรฯลฯ หลวงปูุสอทํานเป็น พระที่มีอุปนิสัยเด็ดเดี่ยวอาจหาญมากๆ ทํานปฏิบัติจริงชนิดยอมตายได๎ถ๎า ไมํบรรลุธรรม และสิ่งที่เป็นสิ่งที่เป็นบุญวาสนาที่หลวงปูุสอมีไว๎ ได๎แกํ "องค๑หลวงพํอเจ็ดกษัตริย๑" ที่เป็นพระที่ได๎จากสมาธิและเป็นพระที่เป็น คุณอันวิเศษอยํางยิ่ง และเป็นที่พึ่งของคนไทยทั้งประเทศโดยพระบาทสมเด็จ พระเจ๎าอยูํหัว (พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร) ได๎ทรง โปรดให๎หลํอหลวงพํอเจ็ดกษัตริย๑ขนาด 99 นิ้ว ไว๎ในทุก ๆ เขื่อนของประเทศในสํวนภูมิธรรมของหลวงปูุสอ ทํานหลวงตามหาบัว ญาณสัมป๓นโณ ทํานได๎กลําวไว๎วํา "ทํานหลวงปูุสอ พัลธุโล ทํานเป็นพระที่บริสุทธิแล๎ว และทํานไมํเกิดอีกแล๎ว" และที่พิเศษ ก็คือ เกศา และเล็บของหลวงปูุสอ ทํานแปรเป็นพระธาตุ สถานที่ : วัดป่าบ้านหนองแสง ต าบลสิงห์ อ าเภอเมืองยโสธร จังหวัดยโสธร พระครูสุภาจารวัฒน์ (สีหา สุภาจาโร) พระครูสุภาจารวัฒน๑ (สีหา สุภาจาโร) หรือหลวงพํอสีหา เป็นพระ นักพัฒนามีจิตใจหนักแนํน และมีความคิดที่แจํมชัด ที่สําคัญก็คือ ทํานมีความเสียสละ หํวงใยทุกข๑สุขของชาวบ๎าน นําพุทธศาสนา มาเกื้อกูลชุมชน และชํวยยกระดับชีวิตความเป็นอยูํ เริ่มจากการสํงเสริม สมุนไพร และจัดตั้งกลุํมสมุนไพรในหมูํบ๎าน โดยมีวัดเป็นศูนย๑กลาง ขยายไปสูํการทําเกษตรผสมผสาน การทําเกษตรอินทรีย๑ จนมีชาวบ๎าน จํานวนมากหันมาปลูกข๎าวปลอดสารเคมี ตํอมาโครงการนี้ก็เป็นโครงการ ยอมรับของหนํวยราชการ ทํานยังเป็นผู๎นําในการสนับสนุนเครือขําย พระสงฆ๑กุดชุม ซึ่งมีบทบาทที่หลากหลายมาก นอกจากการให๎ความรู๎ ด๎านสมุนไพรแกํชาวบ๎านแล๎ว ยังเป็นกําลังสําคัญในการอนุรักษ๑ปุาชุมชน รวมทั้งการสํงเสริมเศรษฐกิจแบบ พอเพียง โดยเน๎นการพึ่งตนเอง ในเรื่องสําคัญ ๆ ซึ่งก๎าวหน๎ามาก ก็คือ การทําเงินตราชุมชน เรียกวํา “เบี้ยกุดชุม” ซึ่งริเริ่มขึ้นในปีพ.ศ. ๒๕๔๑ หลังเกิดวิกฤตเศรษฐกิจทั่วทั้งประเทศ วัตถุประสงค๑ก็เพื่อกระตุ๎นเศรษฐกิจชุมชน การชํวยเหลือพึ่งพาอาศัยกัน โดยให๎โภคทรัพย๑ของชุมชนยังคงไหลเวียนอยูํในชุมชน แตํด๎วยข๎อกฎหมาย บางประการโครงการนี้จึงยุติไป สถานที่ : วัดท่าลาด ต าบลนาโส่ อ าเภอกุดชุม จังหวัดยโสธร
~ ๑๓๘ ~ หลวงปู่แสง จันดะโชโต (ญาณวโร) หลวงปูุแสง จันดะโชโต (ญาณวโร ) มีนามเดิมวํา "แสง ดีหอม" เกิดเมื่อวันที่ ๑ กันยายน พ.ศ. ๒๔๖๗ ณ อําเภอฟูาหยาด จังหวัดอุบลราชธานี (ป๓จจุบันอําเภอมหาชนะชัย จังหวัดยโสธร) ทํานได๎อุปสมบทเมื่อวันที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2490 ณ วัดศรีจันทร๑ จังหวัดขอนแกํน ซึ่งหลังจากนั้น ทํานได๎ออกจําพรรษา และวิเวกธุดงค๑ ไปในสถานที่ตําง ๆ ทั้งในประเทศ ไทย ลาว และเมียนมาร๑ ตลอดจนศึกษาหลักธรรมกับ หลวงปูุมั่น ภูริทัตโต ณ วัดปุาบ๎านหนองผือ จังหวัดสกลนคร และหลังจากการออกธุดงค๑ รวมถึง ศึกษาธรรมะมาอยํางยาวนาน หลวงปูุแสง ญาณวโร ก็ได๎มาจําพรรษา อยูํที่ วัดปุาดงสวํางธรรม จังหวัดยโสธร จวบจนป๓จจุบัน เดิมทีแล๎ว หลวงปูุแสง มีฉายาแรกเริ่มวํา “จันดะโชโต” ซึ่งมีความหมายวํา ผู๎ที่รุํงเรือง แตํใน ระหวํางการเดินทางไปธุดงค๑ที่อุดรธานี ได๎เกิดเหตุเรือคว่ํา ทําให๎หนังสือสุทธิของทํานลอยหายไปกับน้ํา เมื่อไป แจ๎งทําหนังสือสุทธิใหมํ เจ๎าหน๎าที่ได๎พิมพ๑ฉายาให๎ทํานผิดจากเดิม จันดะโชโต เป็นคําวํา ญาณวโร ทําให๎ทําน ใช๎ชื่อนี้มาตั้งแตํตอนนั้น จนกระทั่งในชํวงปีพ.ศ. 2557 ทํานได๎ให๎เจ๎าอาวาสวัดปุาวังเลิง ดําเนินเรื่องการ เปลี่ยนฉายากลับมาเป็น จันดะโชโต ให๎อีกครั้ง แตํชื่อเสียงของฉายา ญาณวโร ก็ดูจะเป็นที่จดจําของชาวบ๎าน เสมอมา สถานที่ : วัดป่าดงสว่างธรรม บ้านดงสว่าง ต าบลโคกนาโก อ าเภอป่าติ้ว จังหวัดยโสธร หลวงปู่ประสาร สุมโน (พระครูสุมน สารคุณ) หลวงปูุประสาร สุมโน (พระครูสุมน สารคุณ) มีนามเดิมวํา "ประสาร เผําพุทธ" เกิดเมื่อวันที่ ๑๖ มกราคม พ.ศ. ๒๔๗๓ ณ บ๎านหนองเป็ด ตําบลหนองหิน อําเภอยโสธร จังหวัดอุบลราชธานี (ป๓จจุบันอําเภอเมืองยโสธร จังหวัดยโสธร) หลวงปูุประสาร ทํานเป็น พระวิป๓สสนาสายหลวงปูุมั่น ภูริทัตโต ป๓จจุบันทํานเป็นพระวิป๓สสนา รุํนครูบาอาจารย๑อาวุโส มีอัชฌาสัยอันนุํมนวลควรที่ยึดถือ ทํานเป็น แบบอยํางของบูรพาจารย๑ในยามนี้ ความเป็นอยูํในการประพฤติปฏิบัติ ธรรมตํางๆ ถือเป็นแบบอยํางที่ดี เหมาะแกํการครองเพศสมณะ เป็นอีก พระเถระรูปหนึ่งของพระวิป๓สสนาสายพระปุาของ หลวงปูุเสาร๑ กันตสีโล และ หลวงปูุมั่น ภูริทัตโต ที่ได๎พบเห็นมาวําทํานเป็นผู๎สงบเสงี่ยมในศีล สังวรและมีจิตใจที่เยือกเย็น ในการสนทนาก็พูดเบา ๆ พอได๎ยิน จึงมีลูกศิษย๑ลูกหาอยูํมากในทุกวงการ สถานที่ : วัดป่าหนองไคร้ ต าบลหนองหิน อ าเภอเมืองยโสธร จังหวัดยโสธร
~ ๑๓๙ ~ หลวงปู่สารณ์ สุจิตโต หลวงปูุสารณ๑ สุจิตโต เกิดในปี พ.ศ. ๒๔๒๔ ณ บ๎านสังข๑ อําเภอมหาชนะชัย จังหวัดอุบลราชธานี (ป๓จจุบันอําเภอค๎อวัง จังหวัดยโสธร) ได๎อุปสมบทกํอนเข๎าพรรษาขณะมีอายุ ๓๖ ปี ในปี พ.ศ. ๒๔๖๐ ทํานได๎เข๎าฝากตัวเป็นศิษย๑ของทํานหลวงปูุเสาร๑ กนฺตสีโล และหลวงปูุมั่น ภูริทัตโต เมื่อปีพ.ศ. ๒๔๖๐ ที่วัดบูรพาราม อําเภอเมือง อุบลราชธานี จังหวัดอุบลราชธานี และได๎ศึกษาข๎อวัตรปฏิบัติกับ หลวงปูุมั่นเป็นเวลาพอสมควรและยังได๎ธุดงค๑กับทํานพระอาจารย๑ทั้งสอง ไปปฏิบัติธรรมยังสถานที่ตําง ๆ ทั่วทุกภาคของประเทศไทย พร๎อมทั้ง ยังเผยแพรํธรรมขององค๑สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ๎าเข๎าสูํประเทศลาว อีกด๎วย ในปี พ.ศ. ๒๔๘๓ ได๎เดินทางกลับมายังภูมิลําเนาเดิม พาพุทธศาสนิกชนชาวบ๎านสังข๑ สร๎างวัดปุาสุจิตตะสังขวนาราม วัดที่มีแตํความสงบสุขรํมเย็นตราบเทําทุกวันนี้ ทํานจึงเป็นที่เลื่อมใสศรัทธาของบุคคลทั่วไป สถานที่ : วัดป่าสุจิตตะสังขวนาราม ต าบลกุดน้ าใส อ าเภอค้อวัง จังหวัดยโสธร พระเทพสังวรญาณ (หลวงตาพวง สุขินฺทริโย) พระเทพสังวรญาณ (หลวงตาพวง สุขินฺทริโย) มีนามเดิมวํา "พวง ลุลํวง" เกิดเมื่อวันที่ ๖ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๗๐ ณ บ๎านศรีฐาน ตําบลกระจาย อําเภอคําเขื่อนแก๎ว จังหวัดอุบลราชธานี (ป๓จจุบันคือตําบล ศรีฐาน อําเภอปุาติ้ว จังหวัดยโสธร) หลวงตาพวงได๎รับตําแหนํงเจ๎าอาวาส วัดศรีธรรมาราม ตั้งแตํปี พ.ศ. ๒๕๑๑ ถึง พ.ศ. ๒๕๕๒ รวมระยะเวลา ๔๐ กวําปี ทํานได๎สร๎างคุณประโยชน๑แกํพระพุทธศาสนาเป็นอยํางมาก และสร๎างคุณูปการแกํสังคม สนับสนุนโรงพยาบาล สํงเสริมการศึกษา ไมํวําทางโลกและทางธรรม ซึ่งจะเห็นได๎จากผลงานที่ได๎รับการยกยํอง รางวัลสําคัญตําง ๆ ที่สํงเสริมบํารุงพระพุทธศาสนานอกจากนั้นทํานยังได๎ ปลูกศรัทธา แกํพุทธศาสนิกชนทั่วไป ให๎เข๎าใจในธรรมะ โดยนําคําสอน ขององค๑สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ๎า มาบอกกลําว ด๎วยการใช๎คํางําย ๆ และได๎ใจความ ดังคําวํา "คนมีศีล เหมือนดินมีน า คนขาดศีล เหมือนดินขาดน า" เป็นอุบายธรรมที่ชัดเจน เข๎าใจงํายและสามารถนําไปปฏิบัติได๎ให๎เห็นผล สําหรับเรื่องฝูายเจ็ดสีและวัตถุมงคลนั้นทํานไมํได๎เน๎นมากนัก ทํานเมตตาตามสมควร ด๎วยจิตอันบริสุทธิ์ของหลวงตา วัตถุมงคลที่ผํานการอธิษฐานจิต โดยหลวงตา นับได๎วํา เป็นสิ่งที่ผู๎คนตํางทวงแทนเพราะมีคุณคําทางจิตใจแกํผู๎ที่ได๎รับและมีไว๎บูชา หลวงตาได๎ละสังขาร เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๕๒ และได๎รับพระราชทานเพลิงในปี พ.ศ. ๒๕๕๓ สถานที่ : วัดศรีธรรมาราม (พระอารามหลวง) ต าบลในเมือง อ าเภอเมืองยโสธร จังหวัดยโสธร
~ ๑๔๐ ~ หลวงปู่สรวง สิริปุญโญ หลวงปูุสรวง สิริปุญโญ มีนามเดิมวํา "สรวง ลุลํวง" เกิดเมื่อวันที่ ๖ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๗๓ ณ บ๎านศรีฐาน ตําบลกระจาย อําเภอคําเขื่อนแก๎ว จังหวัดอุบลราชธานี (ป๓จจุบันคือตําบลศรีฐาน อําเภอปุาติ้ว จังหวัดยโสธร) หลวงปูุสรวง ทํานเป็นพระในสายกรรมฐานหลวงปูุมั่น ภูริทัตโต และ ทํานเป็นน๎องชายของพระเทพสังวรญาณ หรือหลวงตาพวง สุขินทริโย พระอริยเจ๎าแหํงวัดศรีธรรมมาราม อําเภอเมืองยโสธร ที่ละสังขารไปกํอน หน๎าแล๎ว โดยหลวงปูุสรวง ทํานเคยจําพรรษาอยูํจังหวัดสกลนครมานาน หลายสิบปี ตํอมาจึงย๎ายมาอยูํที่วัดบ๎านเกิดคือวัดศรีฐานใน ทํานได๎บํารุง พระพุทธศาสนาและสาธารณะมาโดยตลอด เป็นพระปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ ทําหน๎าที่เผยแผํพุทธศาสนา ตามคําสั่งสอนขององค๑พระสัมมาสัมพุทธเจ๎า แกํพุทธศาสนิกชนญาติโยม ทั้งหลาย อยํางตํอเนื่อง ระหวํางที่ทํานมีชีวิตอยูํนั้นธาตุขันธ๑ของหลวงปูุสรวงได๎แปร สภาพเป็นพระธาตุ อาทิ เกศาธาตุ (ผม) นขาธาตุ (เล็บ) โลหิตธาตุ (เลือด) หลวงปูุสรวง เป็นพระที่เครํงครัด ในพระธรรมวินัยมีโอกาสออกธุดงค๑ศึกษาธรรมะกับครูบาอาจารย๑หลายรูป และได๎ครองสมณเพศมาจนละ สังขารเมื่อวันที่ ๒๕ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๖๐ สถานที่ : วัดศรีฐานใน ต าบลศรีฐาน อ าเภอป่าติ้ว จังหวัดยโสธร พระครูสุนทรศีลขันธ์ (หลวงปู่สิงห์ทอง ปภากโร) พระครูสุนทรศีลขันธ๑ (หลวงปูุสิงห๑ทอง ปภากโร) มีนามเดิมวํา "สิงห๑ทอง ประมูลอรรถ" เกิดเมื่อวันที่ ๑๘ กุมภาพันธ๑ พ.ศ. ๒๔๖๘ ณ บ๎านกลางใหญํ ตําบลกลางใหญํ อําเภอเขื่องใน จังหวัดอุบลราชธานี หลวงปูุสิงห๑ทอง ปภากโร อดีตเจ๎าอาวาสวัดปุาสุนทราราม เป็นพระสาย วัดปุา เดินธุดงค๑กรรมฐาน ศิษย๑หลวงปูุดี ฉันโน ซึ่งหลวงปูุดี เป็นศิษย๑ หลวงปูุมั่น ภูริทัตโต มีวัตรปฏิบัติที่ดีงาม ปฏิบัติธรรมรักษาศีลไมํได๎ขาด โดยมีความปรารถนา เพื่อพ๎นทุกข๑ในวัฎสงสาร หลวงปูุสิงห๑ทองได๎เดิน ธุดงค๑กรรมฐานในหลายพื้นที่ เพื่อเผยแพรํศาสนาสั่งสอนญาติโยม และโปรดสัตว๑ สํงผลให๎ญาติโยม พุทธศาสนิกชนเกิดความเลื่อมใสศรัทธามาก ตํางก็เดินทางเข๎ามาวัดปุาสุนทรารามไมํได๎ขาด เพื่อฟ๓งเทศนา ปฏิบัติธรรม โดยเฉพาะการนําบุตรทารกน๎อย เพื่อให๎หลวงปูุตั้งชื่อเพื่อความเป็นสิริมงคล เป็นมงคลชีวิตอยํางตํอเนื่องและ ได๎ละสังขารอยํางสงบวันที่ 3 กันยายน พ.ศ. 2563 สถานที่ : วัดป่าสุนทราราม ต าบลกุดแห่ อ าเภอเลิงนกทา จังหวัดยโสธร
~ ๑๔๑ ~ พระบุญชวน ธมฺมโฆสโก หลวงปูุบุญมี ปริปุณฺโณ เกิดเมื่อวันที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2469 ณ บ๎านหนองแสง ตําบลสิงห๑ อําเภอยโสธร จังหวัดอุบลราชธานี (ป๓จจุบันอําเภอเมืองยโสธร จังหวัดยโสธร) หลวงปูุบุญมี เคยไปจําพรรษาอยูํที่วัดปุาหนองโดก (วัดปุาโสตถิผล) จังหวัดสกลนคร และได๎เข๎ารับการอบรมธรรมกับหลวงปูุมั่น ภูริทัตโต ที่วัดปุา บ๎านหนองผือ จนหลวงปูุมั่นละสังขารลงในปีนั้น ตํอมาได๎ไปอยูํ ศึกษาธรรมกับหลวงตามหาบัว ญาณสัมป๓นโน ที่วัดปุาบ๎านห๎วย ทราย อําเภอคําชะอี จังหวัดมุกดาหาร จากนั้นจึงติดตามหลวง ตามหาบัว ญาณสัมป๓นโน มาสร๎างวัดปุาบ๎านตาด จังหวัดอุดรธานี สมัยที่อยูํที่วัดปุาบ๎านตาด พระอาจารย๑บุญชวน ธฺมมโฆสโก ดํารงตําแหนํงเจ๎าอาวาสวัดปุาวังน้ําทิพย๑สถิตวนาราม บ๎านมํวงกาซัง ตําบลสวาท อําเภอเลิงนกทา จังหวัดยโสธรเป็นพระสงฆ๑ที่เน๎นทาง ปริยัติและเป็นพระนักพัฒนาโดยได๎รับการถวายปริญญาปรัชญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขายุทธศาสตร๑การ พัฒนาภูมิภาค(การศึกษาและการจัดการภูมิป๓ญญา) จากสถาบันวิจัยและพัฒนา มหาวิทยาลัยราชภัฎสุรินทร๑ ทํานได๎สงเคราะห๑ญาติโยมในการสอนหลักธรรมในพื้นที่ตําง ๆ โดยเฉพาะเด็กและเยาวชนที่ถือเป็นกําลังหลัก ของชาติ มีการอบรมโดยใช๎หลักธรรมคําสอนของพุทธศาสนา มาหลํอหลอมจิตใจให๎เป็นคนดี มีภูมิคุ๎มกันทาง สังคม โดยมีโครงการสําคัญ คือโครงการพุทธบุตร เป็นโครงการพัฒนาเยาวชนที่ได๎รับผลกระทบจากวิกฤต ยาเสพติด สร๎างเยาวชนแก๎เยาวชน โดยการสร๎างนกตํอ วิธีการ คือ การฝึกเยาวชนแก๎ป๓ญหาเยาวชน คําวํา “พุทธบุตร” คือเยาวชนที่ถูกคัดกรองแล๎ว ทําให๎ป๓ญหาเยาวชนในพื้นที่จังหวัดยโสธรลดน๎อยลง สถานที่ : วัดป่าวังน้ าทิพย์สถิตวนาราม บ้านม่วงกาซัง ต าบลสวาท อ าเภอเลิงนกทา จังหวัดยโสธร
~ ๑๔๒ ~ ปูชนียบุคคล จังหวัดยโสธรมีปูชนียบุคคลที่สร๎างสรรค๑ผลงานด๎านศิลปะที่ทรงคุณคําและเป็นที่ยอมรับหลายแขนง ซึ่งนํามาบันทึกในหนังสือฉบับนี้เป็นบุคคลได๎รับการยอมรับและยกยํองเชิดชูเกียรติให๎เป็นศิลปินแหํงชาติ และบุคคลผู๎เป็นผู๎สืบทอดศิลปะพื้นบ๎านที่แสดงถึงอัตลักษณ๑ของภาคอีสานอยํางการแสดงหมอลําเป็นที่ยอมรับ ของผู๎อํานผู๎ชม ผู๎ฟ๓ง ซึ่งสร๎างความภาคภูมิใจและเป็นแบบอยํางให๎ชนรุํนหลังได๎นําเป็นแบบอยํางในด๎านการ เป็นผู๎มีความใฝุรู๎ ใฝุศึกษา มีความอดทน และไมํยํอท๎อ จนทําให๎มีผลงานในการสร๎างคุณคําและนําชื่อเสียง มาสจังหวัดยโสธร ดังนี้ นายค าพูน บุญทวี นามปากกา คําพูน บุญทวี คร๎าม ควนเปลว พงศ๑พริ้ง เกิดวันที่ 26 เดือนมิถุนายน พุทธศักราช 2471 ที่บ๎านทรายมูล ตําบลทรายมูล อําเภอยโสธร จังหวัดอุบลราชธานี(ป๓จจุบันเป็นตําบล ทรายมูล อําเภอทรายมูล จังหวัดยโสธร) นักเขียนสารคดี เรื่องสั้น และนวนิยายเกี่ยวกับชีวิตของชาวไท อีสานและชีวิตคนในคุก ได๎รับรางวัลซีไรต๑เป็นคนแรกของไทยเมื่อ พุทธศักราช 2522 จากนวนิยายเรื่อง ลูกอีสาน ได๎รับยกยํองให๎เป็นศิลปินแหํงชาติสาขาวรรณศิลป์ประจําปี พุทธศักราช 2544 เสียชีวิต วันที่ 4 เดือนเมษายน พุทธศักราช 2546 อายุ 74 ปี
~ ๑๔๓ ~ นายวิชชา ลุนาชัย (ประชาคม ลุนาชัย) ศิลปินมรดกอีสาน สาขาวรรณศิลป์ เกิดวันที่ ๑๕ เดือนธันวาคม พุทธศักราช ๒๕๐๒ เป็นคนอําเภอกุดชุม จังหวัดอุบลราชธานี (ป๓จจุบัน คือ จังหวัดยโสธร) เป็นนักเขียนที่ร๎อยเรียงเรื่องราวจากชีวิตจริง ถํายทอด แรงบันดาลใจ หลอมรวมสํานึกทางสังคม สํานึกทางมนุษยธรรม สิทธิเสรีภาพ ผสานเป็นงาน เขียนแนวสัจนิยม ได๎รับรางวัล ทางวรรณกรรมที่สําคัญจากคณะกรรมการพัฒนาหนังสือ แหํงชาติคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(สพฐ.) รางวัลเซเวํนบุ๏คอวอร๑ด รางวัลแวํนแก๎ว รางวัลแมํโขงอวอร๑ด พุทธศักราช ๒๕๖๑ ได๎รับรางวัลยกยํองเชิดชูเกียรติเป็นศิลปินแหํงชาติ พุทธศักราช 2564 สาขาวรรณศิลป์ นายทองมี มาลัย ฉายาตํานานราชาหมอลําเพลิน เกิดวันที่ 6 เดือนพฤษภาคม พุทธศักราช 2487 ที่บ๎านหนองเลิง ตําบลดงแคนใหญํอําเภอลุมพุกจังหวัดอุบลราชธานี(ป๓จจุบันคือตําบลแคนน๎อย อําเภอคําเขื่อนแก๎ว จังหวัดยโสธร) เป็นหมอลําที่มีความสามารถยิ่งใหญํในวงการหมอลําอีสาน เป็นอาจารย๑ หมอลําต๎นแบบให๎กับ คณะหมอลําเพลินหลายคณะ เขํน คณะอัศวินดาวรุํง เป็นต๎น เป็นผู๎สืบสานวัฒนธรรมไทย ด๎านศิลปะการแสดง (หมอลํา-พุทธศักราช 2545) รางวัลและเกียรติคุณ พุทธศักราช 2540 ได๎รับรางวัลผู๎มีผลงาน ดีเดํนทางวัฒนธรรมจากสํานักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแหํงชาติ(สวช.) กระทรวงวัฒนธรรม เสียชีวิตเมื่อวันที่ 3 มกราคม พุทธศักราช อายุได๎ 57 ปี นางค าปุน ศรีใส ชํางทอผ๎าอีสาน เกิดวันที่ 5 เดือนมกราคม พุทธศักราช 2476 ที่คุ๎มวัดกลาง ตําบลยโสธร อําเภอยโสธร จังหวัดอุบลราชธานี (ป๓จจุบันคือจังหวัดยโสธร) เป็นชํางทอผ๎าอีสาน ได๎รับการยกยํองเป็น ศิลปินแหํงชาติ พุทธศักราช 2561 สาขาทัศนศิลป์ ประเภทประยุกต๑ศิลป์ (ประณีตศิลป์- ทอผ๎า) ได๎รับการยกยํองเชิดชูเกียรติเป็นบุคคลผู๎มีผลงานดีเดํนทาง วัฒนธรรม สาขาทัศนศิลป์-ถักทอ พุทธศักราช 2537 ศิลปินมรดกอีสาน สาขาทัศนศิลป์ (หัตถกรรมผ๎าทอ) พุทธศักราช 2558 จากมหาวิทยาลัยขอนแกํน ได๎รับการยกยํองเป็นศิลปินแหํงชาติ พุทธศักราช 2561 สาขาทัศนศิลป์ ประเภทประยุกต๑ศิลป์
~ ๑๔๔ ~ ท าเนียบเจ้าคณะจังหวัดยโสธร หลังจากที่อําเภอยโสธร ได๎ยกฐานะเป็นจังหวัดยโสธร ในปี พ.ศ. 2515 ทางการปกครองฝุายสงฆ๑ จึงจําเป็นที่จะมีเจ๎าคณะจังหวัดเพื่อทําหน๎าที่ปกครองสงฆ๑เชํนเดียวกับจังหวัดอื่น ดังนั้น ในปี พ.ศ. 2516 มหาเถระสมาคมจึงได๎มีพระบัญชาแตํงตั้งเจ๎าคณะจังหวัดยโสธรทั้งธรรมยุตและมหานิกาย ตามลําดับ ดังนี้ เจ้าคณะจังหวัดยโสธร (ธรรมยุต) ล าดับที่ ชื่อ - นามสกุล ด ารงต าแหน่ง รูป 1 พระเทพสังวรญาณ (พวง สุขินฺทริโย) พ.ศ. ๒๕๑๖ - พ.ศ. ๒๕๔๑ 2 พระราชสุทธาจารย๑ (สมดี อชิโต) พ.ศ. ๒๕๔๒ - พ.ศ. ๒๕๖๐ 3 พระวินัยสุนทรเมธี (บัลลังก๑ ฉินฺนอนฺโธ) พ.ศ. ๒๕๖๑ - ป๓จจุบัน
~ ๑๔๕ ~ เจ้าคณะจังหวัดยโสธร (มหานิกาย) ล าดับที่ ชื่อ - นามสกุล ด ารงต าแหน่ง รูป 1 พระราชศีลโสภิต (จงกล ขนฺติวโร) พ.ศ. ๒๕๑๖ - พ.ศ. 2536 2 พระราชมงคล (ทัศนัย ฐิตสิริ) พ.ศ. ๒๕๓๖ - พ.ศ. ๒๕๔2 3 พระเทพวงศาจารย๑ (สําลี คุตฺตสีโล) พ.ศ. ๒๕๔๒ - ป๓จจุบัน