บทที่1 สวรรค์ช่างไม่ยุติธรรม ฉันมีชื่อว่า ลู่เพ่ย หรือเรียกฉันว่าเพ่ยเพ่ย ฉันเป็นเด็กก าพร้า ตั้งแต่ยังเด็ก พ่อแม่ของฉันได้ตายจาก ไปตั้งแต่ฉันอายุได้ 4ขวบ ท าไมพวกท่านถึงได้ตายจากไปนะเหรอ ก็เพราะว่าพวกท่านต้องไปท างานแลกแต้ม จะได้เอาคูปองมาแลกกับอาหาร บางวันก็ได้เสบียงมาน้อยมาก บางวันก็แทบจะไม่ได้กินเลย อยู่อย่างอดอยาก และบ้านฉันมีฐานะยากจน ถ้าไม่ท างานแลกแต้มเพื่อจะเอาคูปอง ก็แทบจะไม่มีของกินในบ้านเลย มีวันหนึ่งพ่อและแม่ ก็ได้เดินทางขึ้นไปบนภูเขาเพื่อจะเก็บผักป่ามาแลกแต้ม ในวันนั้นอยู่ๆ ก็มีพายุฝน กระหน่ าลงมา ท าให้มองไม่เห็นทาง ฟ้าได้ผ่าลงต้นไม้ใหญ่ ซึ่งตอนนั้น พ่อและแม่ของฉันได้นั่งหลบฝนอยู่ บริเวณใต้ต้นไม้ต้นนั้นพอดี ท าให้ต้นไม้ต้นนั้นล้มลงมาทับพวกท่านจนเสียชีวิตในที่สุด ฉันที่ไม่รู้เลยว่าพ่อและ แม่ได้เสียชีวิตในวันนั้น ฉันก็ได้แต่นั่งรอว่าเมื่อไหร่นะพวกท่านจะกลับบ้านนะ มืดค่ าขนาดนี้แล้ว ในขณะนั้นที่ ฉันนั่งรอก็มีคนของกองผลิตมาที่บ้านของฉันและเขาก็ได้กล่าวกับอาของฉัน “ลู่เฉิง ลู่เฉิง... อยู่ในบ้านหรือไม่” “ครับ มีอะไรเหรอครับ พี่ปิ่งฉาง ผมอยู่ข้างในบ้านครับ ก าลังออกไปเดี๋ยวนี้” “นาย ท าใจดีๆ เอาไว้นะ ลู่เฉิง ฉันจะเอาข่าวมาบอก” “ครับ.. มีเรื่องอะไรเหรอครับพี่ปิ่งฉาง” “พี่ชายและพี่สะใภ้ของนายตายแล้ว” “อะ..อะ..อะไรนะครับ” “พี่ลู่ฉี กับ พี่ลู่หลินเสียชีวิตแล้ว ฉันเสียใจด้วยนะ เสียใจด้วยจริงๆ” ตอนนั้นอาของฉันได้แต่ยืนอึ้ง และหน้าก็เริ่มมึนงง ตากับ จมูกเริ่มแดง ขึ้นน้ าตาเริ่มไหลออกมาแบบ ไม่รู้ตัวและร้องไห้หนักขึ้นเรื่อยๆ ฉันได้แต่หันไปมองว่ามันเกิดอะไรขึ้น ท าไมถึงเป็นแบบนี้กัน และฉันก็ได้เดิน ตรงเข้าไป หาอาลู่เฉิง เดินเข้าไปกอดโดยที่ไม่รู้สาเหตุ ว่าอาลู่เฉิงร้องไห้ท าไม อาลู่เฉิงเห็นว่าฉันยืนกอดเขา อาลู่เฉิงจึงรีบอุ้มฉันขึ้นมาแล้ว พร้อมพูดกับฉันว่า “เพ่ยเพ่ย น้อยของอา ยังเด็กอยู่เลย ท าไมกัน ท าไมต้องมาเจอเรื่องแบบนี้ ฮือๆ” “อาลู่เฉิงคะ อาร้องไห้ท าไม อาอย่าร้องไห้เลยนะคะ มีเพ่ยเพ่ยอยู่ เพ่ยเพ่ยน่ะ จะปกป้องอาเอง” เมื่อลู่เฉิงได้ยินที่หลานตัวน้อยของเขาพูดแบบนั้นออกมา ท าให้เขาร้องไห้และสงสารเพ่ยเพ่ยเข้าไปอีก ก็หลานของเขายังเด็กจะรู้เรื่องที่เกิดขึ้นได้อย่างไร และตอนนี้เขาเพียงแค่คิดว่าจะต้องจัดการเรื่องร่างของทั้ง พี่ชายและพี่สะใภ้ให้เรียบร้อย ทางด้านของกองผลิตเห็นใจลู่เฉิงเพราะลู่ฉีและลู่หลินต่างก็ไปเก็บของป่าเพื่อมา แลกแต้มจนเสียชีวิต ปิ่งฉางหัวหน้าของกองผลิตเพื่อนรุ่นน้องลู่ฉี่ ได้ให้โอกาสลู่เฉิงได้มาท างานที่กองผลิต เพื่อที่จะได้เลี้ยงชีพและเลี้ยงหลานของเขาได้ ลู่เฉิงจึงได้โอกาสมาท างาน
...... ~10ปีต่อมา~ ตอนนี้เพ่ยเพ่ยเริ่มโตเป็นสาวแล้ว เธอในตอนนี้มีอายุ 14ขวบ เธอเติบโตมาอย่างดีเพราะอาลู่เฉิงเลี้ยง เธอมาอย่างดี ใส่ใจเธออย่างไม่ขาดตกบกพร่อง อาลู่เฉิงเลี้ยงเพ่ยเพ่ยประหนึ่งเหมือนลูกของอาแท้ๆ ก็ว่าได้ ทั้ง ส่งเล่าเรียน ทั้งดูแลเรื่องต่างๆ ไม่เคยขาด แต่ใช่ว่าเธอจะเป็นเด็กที่อยู่เฉยๆ เธอจะช่วยอาของเธอท างานด้วย เมื่อเป็นวันหยุด หรือเวลาว่าง ไปท างานแลกแต้มเหมือนชาวบ้านทั่วๆ ไป ใช่เหมือนชีวิตเธอจะไปได้ดีนะ แต่ ใครว่าจะเป็นแบบนั้นล่ะ ชีวิตไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบจริงๆ วันนี้เป็นวันหยุดของโรงเรียน เธอจึงมาลงแปลง นาเพื่อจะแลกแต้ม ช่วยอาของเธออีกแรง ในขณะนั้นก็มีคนในกองผลิตมาที่แปลงนา ส่งเสียงตะโกนเรียกหาเธอ “เพ่ยเพ่ย! อยู่ที่นี่หรือเปล่า” เธอได้ยินคนส่งเสียงเรียกชื่อเธอ เธอจึงได้ส่งเสียงกลับไป “อยู่ค่ะ ฉันยืนอยู่ตรงนี้ค่ะ มีอะไรหรือเปล่าคะ” “เพ่ยเพ่ย เกิดเรื่องใหญ่แล้ว” “เรื่อง..อะไรคะ” “อาของเธอ ลู่เฉิงนะ เขาท างานอยู่ แล้วจู่ๆ ก็เป็นลมไป อาการไม่ค่อยดี รีบไปดูเถอะ” “อะ..อา ลู่เฉิง เป็นลม ไปเถอะค่ะ ฉันจะไปเดี๋ยวนี้เลย” “มาๆ นั่งท้ายรถจักรยานของฉันนะ ฉันจะรีบปั่นพาไปนะเพ่ยเพ่ย” “ค่ะ รีบไปกันเถอะคะ” คนของกองผลิตพูดและรีบปั่นจักรยานพาเธอไปจุดที่ลู่เฉิงเป็นลม นั่นก็คือจุดที่เค้าท างาน และตอนนี้ ก็ไม่สามารถรู้ได้ว่า สถานการณ์ตอนนี้จะเป็นเช่นไร ในใจเพ่ยเพ่ยตอนนี้มีแต่ความกังวล เธอแค่หวังว่าขอให้อา ของเธอปลอดภัย เพราะเธอมีแค่อาที่อยู่กับเธอด้วยกันเพียงสองคนเท่านั้น ซึ่งเธอไม่ได้มองเป็นแค่อาแต่เปรียบ เหมือนพ่อคนที่สองของเธอ นั่งรถจักรยานไป ร้องไห้ไป เพราะเธอกลัวมาก ใช้เวลาปั่นมาห้านาที สุดท้ายก็ มาถึงที่ท างานของอาลู่เฉิง เพ่ยเพ่ย รีบลงจากจักรยานและสองก้าวเท้าเมื่อลงจากจักรยานได้ เธอรีบวิ่ง ออกไปหาอาของเธอทันที พร้อมส่งตะโกนเรียกชื่ออาของเธอ ตอนนี้น้ าตาของเธอไหลพรากอาบไปทั้งสองแก้ม “อาลู่เฉิง อาลู่เฉิง!!” ในขณะนั้นก็มีหัวหน้าของกองผลิตเดินออกมา เขาก็คือคนที่มาที่บ้านของเธอตอนเด็กๆ ก็คือปิ่งฉาง นั้นเอง หน้าของปิ่งฉางตอนนี้มีความตาแดงๆ จมูกก็เริ่มแดง เขาหันไปหาเพ่ยเพ่ย ที่ก าลังส่งเสียงเรียกลู่เฉิงอยู่ ไม่ไกลมากนักกับที่เขาเดินออกมา ปิ่งฉางที่เดินออกมาก็เพื่อที่จะมารอรับเสียงเรียกนี้ และแจ้งข่าวร้ายกับเธอ
เมื่อเพ่ยเพ่ย วิ่งมาถึงตรงหน้าเขาเพ่ยเพ่ย ก็รีบถามปิ่งฉางขึ้นทันที “อาลู่เฉิงล่ะค่ะ อยู่ที่ไหน” เสียงสั่นๆ ของเพ่ยเพ่ย ชัดเจนขึ้นแสดงถึงความเป็นห่วงอาของเธอ เพ่ยเพ่ยไม่รู้เลยว่า สิ่งที่เธอภาวนาเอาไว้ ขอให้อาเพียงคนเดียวของเธอไม่เป็นอะไรและปลอดภัย แต่ใครจะคิดว่ามันไม่ได้เป็นอย่างที่เธอได้ภาวนาเลย “ลู่...ลู่เฉิง..ขะ..เขา เสียชีวิตแล้วเพ่ยเพ่ย” เมื่อเพ่ยเพ่ยได้ยินแบบนั้นใจเธอหวิวเหมือนทุกอย่างล่วงลงไป หน้าตาเบลอๆ สีหน้าเริ่มไม่ดี ซีดเผือก จนไม่มีเลือดขึ้นหน้าแล้วในตอนนี้น้ าตาเธอค่อยๆ ไหลมากยิ่งขึ้น เธอร้องไห้ฟูมฟายอย่างไม่มีสติหลงเหลืออยู่ แล้ว แทบจะขาดใจอยู่ตรงนั้น ขาที่ยืนอยู่ถึงกับอ่อนล้มลงพับไปกองกับพื้นข้างๆ ที่ปิ่งฉางยืน “มะ..มะ..ไม่จริง ไม่จริงใช่ไหมคะ ท า..ท า..ไม ท าไมถึงเป็นแบบนี้ ท าไมอาลู่เฉิงถึงตายคะ ท าไมถึงทิ้ง หนูไป ฮือๆ ท าไมกัน” เพ่ยเพ่ยในตอนนี้เธอเสียใจจนสติหลุดไปแล้ว แต่ก็ไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะเธอเสียคนที่ เธอรักไปอีกหนึ่งคน ด้านปิ่งฉางตอนนี้เขารู้ดีเลยว่า เด็กคนนี้น่าสงสารแค่ไหน พ่อแม่ก็เสียชีวิตตั้งแต่เด็ก และอาของเธอก็ ได้เลี้ยงเธอมาคนเดียว ยิ่งตอนนี้แล้วมาเสียอาของเธอไปอีก เธอจึงไม่มีใครเลย ไม่มีญาติที่ไหนด้วย เขาก็ได้เดิน เข้ามาปลอบเธอแล้วค่อยตบบ่าเธอแบบเบาๆ มือ พร้อมเอ่ยขึ้น “เพ่ยเพ่ย อาปิ่งฉางเสียใจด้วยจริงๆ อาช่วยชีวิตลู่เฉิงไม่ทัน เขาเป็นลมแบบกะทันหัน อาก็ได้พาหมอ มาจากหน่วยแล้วแต่ไม่ทัน หมอได้วินิจฉัยแล้วว่าหัวใจหยุดเต้นเฉียบพลัน อาขอโทษเพ่ยเพ่ย ขอโทษจริงๆ” ปิ่งฉางกล่าวขอโทษเพ่ยเพ่ย ในใจเขารู้สึกผิด อย่างมากที่ช่วยชีวิตน้องรุ่นพี่ลู่ฉีไม่ทัน เขาได้แต่โทษ ตัวเองและร้องไห้ออกมา แล้วพูดขอโทษอยู่อย่างนั้น แล้วก็นั่งร้องไห้พร้อมกับปลอบ เพ่ยเพ่ยไปด้วย คราวนี้เพ่ยเพ่ยเริ่มที่จะตั้งสติขึ้นมาได้บ้างแล้ว เธอจึงเริ่มถามปิ่งฉางขึ้น “ตอนนี้อาลู่เฉิงอยู่ที่ไหนคะ” ปิ่งฉาง เริ่มผละตัวออกมาจากที่นั่งปลอบเพ่ยเพ่ย เงยหน้าและมองไปที่ใบหน้าของสาวน้อยเพ่ยเพ่ย ที่ตอนนี้ตาเริ่มบวมแดง แล้วก็บอกกับเพ่บเพ่ยไปว่า “ลู่เฉิง ตอนนี้อยู่ข้างในที่พัก อยากไปดูไหม อาปิ่งฉางจะพาเธอไปหาเขา” “ปะ...ไปค่ะ ฉันอยากเจออาลู่เฉิงเหลือเกิน ฉันอยากเห็นหน้าเขา ฮือ...ฮือๆ” “ไปกันเถอะเพ่ยเพ่ย อาปิ่งฉางจะพาเธอไป เพื่อที่จะได้เห็นหน้าเขาเป็นครั้งสุดท้าย”
ปิ่งฉางไม่อยากพูดค านี้ออกมาแต่ก็ไม่สามารถหนีความจริงของเรื่องนี้ไปได้ แล้วเขาก็ได้พาเพ่ยเพ่ย เดินไปหาร่างของลู่เฉิงซึ่งตอนนี้ เหมือนลู่เฉิงเขาเหมือนคนที่เหมือนนอนหลับไปเฉยๆ เท่านั้น มาถึงที่ตรงนี้ เพ่ยเพ่ยก็ได้โอบกอดร่างอาของเธอ แล้วร้องไห้ออกมา พร้อมพูดขึ้นว่า “อาลู่เฉิงค่ะ เพ่ยเพ่ยไม่เคยคิดว่าอาจะจากไปเร็วขนาดนี้ เพ่ยเพ่ยเสียใจที่สุด ไม่เหลือคนที่เพ่ยเพ่ยรัก เลยสักคน พ่อกับแม่ แล้วก็อาอีก ฮือๆ ท าไมกัน ท าไมสวรรค์ไม่ยุติธรรมกับฉันเลย
บทที่2 ได้รับพรจากเทพบนสวรรค์พร้อมกับการเกิดใหม่ หลังจากที่เรื่องทุกอย่างสิ้นสุดลงคนที่ช่วยจัดการเรื่องทุกอย่างเรียบร้อยคือหัวหน้ากองผลิต เขาก็ได้ แต่หวังว่าจะช่วยเยียวยาจิตใจให้เพ่ยเพ่ยได้บ้าง เขาได้ส่งลูกน้องของเขา มาเพื่อให้ส่งน้ าส่งอาหารให้เพ่ยเพ่ย ที่บ้านในทุกๆ วัน แต่ดูเหมือนไม่เป็นผล เพ่ยเพ่ยไม่แตะน้ าแตะอาหารเลยแม้แต่นิดเดียว เหมือนตรอมใจอยู่ อย่างนั้น จนเธอไม่มีเรี่ยวแรงขึ้นเรื่อยๆ สภาพตอนนี้ไม่ต่างกับร่างที่ไร้วิญญาณ และในตอนนั้นเองเพ่ยเพ่ย ก็ได้ ผล็อยหลับตาลง โดยไม่รู้ตัวแล้วจู่ๆ ก็มีภาพควันขาวๆ ผุดขึ้นเต็มไปหมด นี่มันคือความฝันหรือเรื่องจริงกัน เธอค่อยๆ หันมองไปรอบบริเวณที่เธอยืนอยู่แต่ก็มีแต่ควันขาวๆ อยู่รอบตัวเธอ เธอจึงเริ่มที่จะพูดขึ้น “นี่มันที่ไหนกันนะ ฉันอยู่ที่ไหนฉันฝันไปหรือเปล่านะ” อยู่ๆ ก็มีเสียงใครก็ไม่รู้พูดขึ้นมา เธอยืนอึ้งอยู่ชั่วขณะแต่ก็ท าได้แค่มองหาเสียงนั้น แต่ก็ไม่เจอเลยว่า เสียงนั้นมาจากทางไหนกันแน่ “สาวน้อยเธอไม่ได้ฝันหรอกเพียงแค่ตอนนี้ดวงจิตของเธอได้หลุดออกมาจากร่างนั้นแล้ว” “ฮะ อะไรนะ นี่ฉันตายไปแล้วหรืออย่างไรกัน แต่ก็ดีชีวิตฉันมันไม่เหลืออะไรแล้วอยู่ไปก็เท่านั้นไม่มีค่า อะไรแล้ว” “ท าไมเจ้าพูดเช่นนั้น ชีวิตต่างก็มีค่าทั้งนั้นไม่ว่ามนุษย์หรือสรรพสัตว์” “ไม่จริง ชีวิตฉันไม่มีค่าแล้ว ฉันนะอยู่ไปก็เหมือนตายทั้งเป็นสวรรค์ไม่เคยเมตตาคนอย่างฉัน ฉันมีแต่ความสูญเสียไม่มีคนที่ฉันรักแล้ว สักคน ในโลกนี้ทั้งพ่อและแม่ แล้วก็อาที่ฉันเหลือเพียงคนเดียวสวรรค์ ก็ยังพรากเขาไปจากฉัน ถึงฉันตายไปก็ดีแล้วไม่ใช่หรือไง เอาตัวฉันไปเลยไม่ว่าคุณเป็นใครพาฉันไปเถอะค่ะ” เพ่ยเพ่ย เธอสบถออกมาก็ใช่สิบนโลกนี้เธอไม่เหลือใครแล้วจริงๆ เธอแค่คิดว่าอยู่ไปก็ไม่มีความหมาย อะไรแล้ว สู้ให้เธอได้ตายไปยังจะดีกว่าที่จะต้องมาทรมานอยู่อย่างโดดเดี่ยวเพียงล าพังแบบนี้ อีกอย่างเธออายุ แค่ 14 ปี เอง ต้องมาสูญเสียอะไรแบบนี้ไป เกินที่เด็กวัยนี้จะรับมันไหวได้ แล้วขณะนั้นก็มีเสียงแว่วดังขึ้น ที่เธอไม่รู้เลยว่าเป็นใคร เธอมองไม่เห็นเพราะมีแต่กลุ่มควันขาวๆ ลอย อยู่เต็มไปหมด แล้วเสียงนั้นก็ได้เปล่งพูดกับเธอขึ้น “ข้าคือเทพจากสวรรค์ ข้าเห็นทุกอย่างแล้วที่เจ้านะสบถต่อว่า สวรรค์ไม่ยุติธรรมกับเจ้า แล้วถ้าข้าให้ โอกาสเจ้าไปเกิดใหม่ แล้วการเกิดใหม่ในครั้งนี้ เจ้าก็ได้ไปเกิดกับพ่อและแม่คนเดิมของเจ้า ชื่อก็เหมือนกับใน ชาตินี้แหละ แต่ที่ดีกว่านั้นพ่อและแม่ของเจ้าในชาติที่เจ้าจะไปเกิดมีฐานะร่ ารวยแล้ว ข้าจะให้พรกับเจ้าเพียง 3ข้อ เท่านั้น เจ้าจะยอมรับพรหรือไม่ และจะยอมไปเกิดใหม่หรือไม่” เพ่ยเพ่ยได้ยินแบบนั้นในใจของเธอก็ดีใจมากที่ได้ยินค าว่าพ่อแม่เดิมของเธอ เพราะตัวเธอเองยังไม่ทัน ได้รับความรักจากการที่ผู้เป็นพ่อและแม่ให้เธอได้ ก็เพราะพ่อกับแม่ของเธอเสียไปตอนที่เธอยังอายุได้ 4 ขวบ เองนี่นา เธอจึงอยากได้รับความรักนั้นมากๆ แถมท่านเทพบนสวรรค์ก็ยังให้พร 3 ข้อด้วย เพ่ยเพ่ยจึงพูดขึ้น
“จริงหรือเปล่าคะ ท่านจะให้พ่อแม่คนเดิมแล้วก็ ให้พร 3 ข้อ แก่เพ่ยเพ่ย” “ข้าพูดจริงสิ ว่าอย่างไรเล่าเจ้าจะยอมไปเกิดใหม่หรือไม่” “เอ่อ ข้อถามหน่อยได้ไหมคะ พอดีสงสัยอยู่นิดหน่อยคะ คือว่าที่ ที่ไปเกิดจะไปเกิดอย่างไรท่านเทพ ช่วยคลายความสงสัยก่อนตอบตกลงได้ไหมคะ” “เจ้านี่มันขี้สงสัยนะ เอาล่ะๆ ข้าจะอธิบายให้เจ้าฟังนะ ในการไปเกิดครั้งนี้ดวงจิตของเจ้าจะเข้าไปอยู่ ในร่างหนึ่ง ซึ่งร่างนั้นเป็นร่างของเจ้าในชาตินั้น แต่ที่ต้องเอาดวงจิตในชาตินี้ไปเพราะชาติที่เจ้าก าลังจะไป เจ้านะนั่งเรือ ก าลังจะถึงท่าเรือแล้วแต่เจ้าดันพลัดตกลงไปในน้ า จนหมดสติและดวงจิตก าลังจะสลาย ง่ายๆ เลยคือเจ้านะก าลังจะตายไปแล้ว ข้าเลยเอาดวงจิตเดิมในชาตินี้ไปใส่ให้ยังไงล่ะ เพราะฉะนั้นแล้วเจ้าจะไปเกิด ใหม่หรือไม่” เพ่ยเพ่ย ได้ยินแบบนั้นก็แอบบ่นอยู่ในใจนี่เราซุ่มซ่ามขนาดนั้นเลยนะ โคตรจะโก๊ะเลย จะขึ้นท่าเรือ แล้วดันตกน้ า ซวยจริงๆ เลยนะ แต่นะก็เอาเถอะ ไหนๆ จะได้ไปจากที่นี่แล้วก็ดีเหมือนกัน ความทรงจ า ความ ผูกพัน ขอให้ฉันได้ไปสร้างใหม่ที่นั้นทีเถอะ ขอให้เป็นการเริ่มต้นใหม่ที่ดี สิ่งหนึ่งที่เพ่ยเพ่ยคิดเลยก็คือความรวย เธอใฝ่ฝันมันมาตลอด เพราะเธออยากรวยเพื่ออยากที่จะให้ครอบครัวสบายไม่ต้องดิ้นรนและล าบากเหมือนที่ ผ่านๆ มา ที่ต้องอดมื้อกินมื้อ เมื่อเธอนึกแล้วก็น้ าตาคลอเบ้าขึ้นมา แต่เธอก็ได้ตอบท่านเทพออกไป “ไปค่ะ หนูจะไปเกิดใหม่” “เอาล่ะ เจ้าอยากขอพรอะไรจากเรา เราให้เจ้าเพียงแค่ 3 ข้อเท่านั้นนะ” ท่านเทพกล่าวออกมา “พรเหรอค่ะ หนูขอคิดแป๊ปนึงนะคะ” ท่านเทพถึงกับหัวเราะให้กับเจ้าเด็กน้อยคนนี้ เพราะความใสซื่อและความซื่อตรงออกมาจากค าพูด ของเธอ เพ่ยเพ่ย คิดค าขอพรอยู่ครู่หนึ่งก็ เริ่มที่จะพูดกล่าวออกไป “ถ้าอย่างนั้นหนูจะขอแล้วนะคะ” “ข้อที่ 1. หนูขอ ให้มีสติปัญญาที่เฉลียวฉลาด” “ข้อที่ 2. หนูขอ ให้หนูมีความสามารถในทุกด้าน ที่หนูคิดไม่ว่าจะท าอะไรก็ตาม” “ข้อที่ 3. หนูขอ ให้ที่บ้านสุขภาพแข็งแรงไม่เจ็บไม่ป่วยกลับมาพร้อมหน้าพร้อมตารวมทั้งอาของหนู ด้วย” ท่านเทพก็พอจะเดาได้ว่ายัยเด็กคนนี้มีความเจ้าเล่ห์ไม่ใช่น้อย แต่ก็ไม่ได้ถือสาเพราะเต็มใจที่จะให้พรที่ ขออยู่แล้ว พอทุกอย่างเริ่มที่จะพร้อมหมดแล้ว ท่านเทพก็ได้กล่าวขึ้นมา
“เตรียมรับพรจากข้านะ เอาล่ะหลังจากนี้ไปจงใช้ชีวิตให้ดี ข้าจะพาดวงจิตของเจ้าไปเกิดใหม่แล้ว” “ค่ะ หนูเตรียมรับพรแล้ว พร้อมแล้วกับการไปเกิดใหม่” เพ่ยเพ่ย เธอได้รับพรจากเทพบนสวรรค์และพร้อมจะไปเกิดใหม่แล้ว เธอแค่หวังว่าในชาติที่เธอก าลัง จะไปเกิดใหม่ของเธอคงจะดีขึ้นและไม่รู้สึกปวดใจทรมานกับการที่จะต้องสูญเสียเหมือนในชาตินี้ เธอคิดๆ แล้วสักพักเหมือนตัวของเธอหายแว๊บไปแล้วค่อยๆ หลุดจากควันขาวๆ และเมื่อค่อยๆ หลุดออกจากควันขาวๆ เธอก็ได้ยินเสียงแผ่วเบาของท่านเทพกล่าวออกมา “โชคดีนะ หลังจากนี้จะไม่เจ็บปวดและทรมานใจอีกแล้ว ไปอยู่ในที่ของเจ้าใช้ชีวิตอย่างมีสติ” เธอพยักหน้า พร้อมกับยิ้มอ่อนๆ ส่งให้ท่านเทพโดยที่ไม่เห็นตัวท่านเลยแม่แต้น้อย ใจเธอก็คิดคราวนี้ ฉันคงจะโชคดีเหมือนกับที่ท่านเทพพูดไว้สินะ เพ่ยเพ่ย เรามาสู้กันใหม่ในร่างนี้เถอะนะ ที่ผ่านมาเจอเรื่องสาหัส ด้วยกันไม่ใช่น้อยเลย ความเจ็บปวดตรงนี้เราทิ้งมันไว้ตรงนั้นแล้วกัน ลาก่อน สิ่งที่เธอพร่ าพูดอยู่ในใจ ก็ได้พูดมันไปหมดแล้ว หลังจากนี้ชีวิตเธอในชาติที่ก าลังจะไปจะเป็นเช่นไรนะ เธอหลับตาลงแล้วจิตของเธอก็ล่องลอยเหมือนอยู่บนอากาศ ค่อยๆ ล่องลอยไป อยู่ชั่วขณะหนึ่ง แล้วจู่ๆ เธอก็ เริ่มรู้สึกว่าท าไมเหมือนตัวของเธอหนักอึ้ง เหมือนรู้สึกหายใจไม่ออก หายใจแล้วมันไม่ค่อยทั่วท้อง เท่าไหร่ มี ความพะอืดพะอม อยากจะ อาเจียน จะต้องเอาอะไรออกมาจากช่องท้องของเธอมันอึดอัดอย่างบอกไม่ถูกแล้ว เธอต้องอาเจียนออกมาให้ได้ เพราะตอนนี้เธอทนไม่ไหวแล้ว พอเพ่ยเพ่ยรู้สึกแบบนั้นเธอจึงได้ อาเจียนออกมา แต่แล้วเธอก็ต้องฉงนกับสิ่งที่เธออาเจียนเพราะสิ่งที่ พุ่งออกมา เธอรับรู้และรู้สึกได้ว่ามันคือน้ า น้ าที่อยู่ในช่องท้องของเธอมันออกมาจากล าคอพุ่งออกมาในที่สุด เธอส าลักอยู่แบบนั้นสักพัก ก็รู้สึกได้ว่าเหมือนมีคนเขย่าร่างของเธออยู่ พร้อมกับได้ยินเสียงเรียก แว่วดังในหู “เพ่ยเพ่ย ฟื้นสิ เพ่ยเพ่ย เธออย่าเป็นอะไรนะ” เธอรู้สึกได้เลยว่า เสียงที่เรียกเธอเขย่าตัวเธอแรงขึ้น เหมือนพยายามจะท าให้เธอฟื้นขึ้นมา แล้วเพ่ยเพ่ยก็ค่อยๆ ลืมตา แต่เธอยัง งงๆ กับสิ่งที่มันเกิดขึ้น ในตอนนั้นเธอเห็นหญิงสาว หน้าตาสะสวย ผิวขาว ผมยาวนั่งอยู่ตรงหน้าที่ร่างของเธอนอนอยู่ เพ่ยเพ่ยนอนมองเธออยู่ครู่หนึ่ง แล้วหญิงสาวทีีอยู่ตรงหน้า ก็เริ่มพูดขึ้น “เพ่ยเพ่ย เธอฟื้นแล้ว โอ้ยดีใจจัง ดีที่เธอปลอดภัย เธอนะท าให้ฉันว้าวุ่น ตกใจ ขนาดไหนรู้บ้างไหม ท าไมอยู่ๆ ก็รีบเดิน เรือเทียบท่ายังไม่ดีเท่าไหร่เลย เธอนะซุ่มซ่ามดันพลัดตกลงน้ าไป ดีนะที่มีพ่อค้าแม่ค้า ชาวบ้าน ที่อยู่ละแวกแถวนี้ช่วยเธอเอาไว้” ต้าเหนิงได้แต่บ่นใส่เพื่อนของเธอ เพราะตอนนี้เธอโล่งใจเป็นอย่างมากที่เพ่ยเพ่ย ได้ปลอดภัยจากการ พลัดตกน้ าในครั้งนี้ก็เพื่อนรักของเธอทั้งคน จะไม่ให้ตกใจได้อย่างไร อยู่ๆ ก็พลัดตกน้ าไปต่อหน้าต่อตา ใจเธอนี้ล่วงหล่นไปถึงตาตุ่มแล้วมั้ง แต่ก็นะผ่านมันมาได้และทุกอย่างก็ไม่มีอะไรที่ไม่ดีเกิดขึ้นแค่นี้ก็ดีมากแล้ว
เพ่ยเพ่ยก็ได้แต่จ้องหน้าของเพื่อนสาวเธอ ที่ตอนนี้ก าลังบ่นเธออยู่ เหมือนหมีกินผึ้งก็ว่าได้ แต่เธอก็ได้ นึกคิดอยู่ว่าท าไมตอนที่เธอตกน้ า เหมือนเธอก าลังฝันนะ เหมือนช่วงชีวิตที่ผ่านนั้นเปรียบเสมือนมรสุมชีวิตที่ ถาโถมเข้ามาอย่างหนัก จนเธอรู้สึกปวดใจมากๆ ในฝันนั้นก็ช่างเหมือนเรื่องจริง ที่พึ่งเกิดขึ้นและยังมีเทพบน สวรรค์อะไรอีก ที่ให้พรแก่เธอถึง 3ข้อ เหมือนตอนนี้เพ่ยเพ่ยเริ่มสับสนไปหมด ไม่รู้ว่าเป็นเรื่องจริงหรือแค่ฝัน แต่ช่างเถอะ ตอนนี้เธอควรที่จะค่อยๆ ลุกขึ้นจากท่าเรือตรงนี้ก่อน เพราะตอนนี้ ชาวบ้าน ในละแวกนี้ วุ่นวายเพราะเธอกันหมด ในใจก็รู้สึกผิดกับความซุ่มซ่ามของเธอ อยากจะบ้าตายความโก๊ะ ความจอมแก่นเป็น เหตุนึกๆ ก็เริ่มหน้าบางขึ้นมา ก็อายนะสิ แต่ฉันขอคีพลุค ท าเนียนๆ หน้านิ่งๆ เอาไว้ก่อน พอเธอลุกนั่งขึ้นมา ได้ชาวบ้านแถวนั้นจึงโล่งใจไปกับเธอ เธอก็ค่อยๆกล่าวพูดออกมา “ข..ขอบคุณนะคะ ที่ช่วยชีวิตของหนูเอาไว้ หนูขอโทษที่ท าให้ทุกคนวุ่นวายนะคะ เพราะหนูคนเดียว แท้ๆ เลย ที่ท าให้ต้องเสียเวลากัน” ชาวบ้านในละแวกนั้นที่ช่วยเธอ ก็ได้เอ่ยขึ้นมาเช่นกัน “ไม่เป็นไรนังหนู เห็นเอ็งปลอดภัย ข้าก็โล่งใจไปด้วย คราวหลังเดินค่อยๆ และระวังๆ หน่อย อย่ารีบ เดี๋ยวจะไม่โชคดีเหมือนวันนี้นะ” “ค่ะ คุณลุง ขอบคุณมากนะคะ คราวหลังหนูจะระวังให้มากกว่านี้ ขอบคุณจริงๆ ค่ะ จากใจเลย ที่ช่วยชีวิตหนูเอาไว้” เมื่อทุกอย่างจบลงได้ด้วยดีชาวบ้านก็ต่างคนต่างแยกย้าย เพราะช่วยเธอได้ปลอดภัยแล้ว เพ่ยเพ่ยที่ นั่งอยู่ ก็ได้ ต้าเหนิงเพื่อนสาวของเธอที่ค่อยๆ ประคองตัวเธอขึ้นมา มานั่งตรงที่ศาลา จะมีที่นั่งอยู่ตรงบริเวณนี้ เพราะศาลานี้เป็นศาลาริมน้ าของท่าตลาดที่นี้ เธอให้เพ่ยเพ่ย มานั่งพักตรงนี้ก่อนเพื่อที่จะให้อาการของ เพ่ยเพ่ย ดีขึ้น และจะได้พาเพื่อนของเธอกลับบ้านไปพักผ่อน เธอก็รอเวลาอยู่พักใหญ่ ดูอาการของเพ่ยเพ่ย แล้วก็ได้เอ่ยถามเพื่อนสาวขึ้น “เพ่ยเพ่ย เธอดีขึ้นบ้างหรือยัง ฉันจะพาเธอกลับบ้านไปพักสักหน่อย วันนี้ดูแล้วเราคงไปซื้อของกัน ไม่ได้แล้ว สภาพเธอตอนนี้คือเปียกปอนเหมือนลูกหมาตกน้ าแล้วยัยบื้อ ฮ่าๆ” ต้าเหนิงอดข าไม่ได้ที่เพื่อนสาวของเธอซุ่มซ่าม แต่พอเธอรอดปลอดภัยกลับมาได้ เธอยิ้มและหัวเราะ ออกขึ้นมาทันที และพร้อมที่จะขยี้ยัยเพื่อนจอมแก่นคนนี้ ของเธอ เธอแซวเพ่ยเพ่ย ยกใหญ่ จนหน้าเพ่ยเพ่ย เริ่มแหยๆ แล้วตอนนี้ ส่วนทางเพ่ยเพ่ยตอนนี้เริ่มจะหมั่นไส้เพื่อนของเธอเช่นกัน แต่เธอก็แอบที่จะอดข าตัวเองไม่ได้ ท าไมถึง ซุ่มซ่ามอะไรขนาดนั้น โอ๊ยฉันนี่มันก็จริงๆ เลยนะ ยัยเพ่ยเพ่ย พอเธอคิดแบบนั้นก็พร้อมเอ่ยขึ้นมากับต้าเหนิง “นี่ยัยเพื่อนบ้า ฉันนะเริ่มดีขึ้นแล้วล่ะ ไปเรากลับบ้านกันเถอะ” เธอพูดไปพร้อมกับข าไป ก็มันตลกตัวเองนี่นาที่ต้องมาโก๊ะอะไรแบบนี้ แถมตอนนี้ชุดที่ใส่มา ก็เปียกน้ า ไปหมด เห้อชีวิต
“นี่ยัยจอมแก่นถ้าอย่างนั้นก็รีบไปกันเถอะ เดี๋ยวจะปอดบวมเอาได้” “อื้มมม ไปๆ” หลังจากที่ทั้งคู่ได้คุยกันเสร็จก็ตกลงกันเรียบร้อย ก็พากันเดินไปยังจุดรถของต้าเหนิง รถของเธอได้ จอดเอาไว้บนฟากท่าเรือนี้ เมื่อทั้งคู่ เดินมาถึงที่รถ ต้าเหนิงก็ได้ขับรถพาเพื่อนสาวของเธอมุ่งตรงไปยังที่บ้าน ของเพ่ยเพ่ย ต้าเหนิงเธอต้องไปส่งเพื่อนสาวให้ถึงบ้านก่อนเพราะเธอก็ยังเป็นห่วงเพ่ยเพ่ย เมื่อนั่งรถมาพักหนึ่งก็มาถึงหน้าบ้าน ของเพ่ยเพ่ย ต้าเหนิงหันไปมองเพ่ยเพ่ย พร้อมพูดกับเธอว่า “ถึงบ้านของเธอแล้วยัยบื้อ ตื่นๆ” เพ่ยเพ่ย ที่สะลึมสะลือ ก็ค่อยๆ ลืมตาขึ้น เพราะเธองีบหลับไป แป๊ปนึง ก็เอ่ยขึ้นมา “เอ่อ ถึงแล้วสินะ ไปเธอเข้าไปในบ้านของฉันก่อนสิ ยังไงวันนี้ฉันจะชดเชยให้เธอก่อน เดี๋ยวเข้าไปเอา เอกสารในบ้านได้เลย ฉันนะท าเผื่อเธอไว้แล้ว เพราะฉันรู้ว่าวิชานี้เธอไม่เข้าใจ” ต้าเหนิงตอนนี้มีแววตาที่เป็นประกายขึ้นมาทันที เธอคิดแล้วก็ยิ้มมันออกมา ยัยเพื่อนคนนี้ของเธอนี่ ช่างรู้ใจเธอซะจริงๆ เลย ได้ยินที่เพ่ยเพ่ยพูดแบบนั้น ต้าเหนิงก็ได้ขับรถเข้าไปจอดรถที่ลานข้างบ้านแล้ว แล้วเธอทั้งคู่ก็เปิดประตูรถพร้อมกับก้าวขาลงมาและเดินลงมาจากรถ พร้อมกัน เพื่อที่จะเดินเข้าไป ยังในบ้านของเพ่ยเพ่ย
บทที่3 บ้านของเพ่ยเพ่ยได้เจอพ่อกับแม่ในบ้าน บ้านของเพ่ยเพ่ยเป็นบ้านเดี่ยว 2ชั้น พื้นที่ดินของบ้านขนาด 3หมู่ = 3ไร่ แล้วอีกทางฝั่งหนึ่งแยกไปก็ จะเป็นบ้านของอาชาย ซึ่งเป็นบ้านเดี่ยว 2ชั้น เหมือนกัน สีภายนอกตัวบ้าน เป็นสีขาว ล้วนดูสะอาดตา ส่วน หลังคาเป็นทรงจีนแบบจั่วโบราณ ภายนอกจะตกแต่งแบบจีนโบราณร่วมสมัย มีความลาดพื้นด้วยหินอ่อนตรง ชานหน้าบ้าน ปลูกต้นสนสี ตีไม้ระแนงตรงระเบียงล่าง มีอ่างทรงปูนก่อแบบแนวยาวสีขาว เอาไว้เลี้ยงปลา คาร์ฟ ดูสวยเรียบหรูมาก ส่วนภายในมีเฟอร์นิเจอร์ มีทั้งบันไดในบ้านเป็นแบบไม้วน สวยสะดุดตา ไฟ โซฟา ทีวีเครื่องเล่น ดนตรี ชั้นไม้วางของต่างๆ ล้วนจัดวางไว้อย่างสมบูรณ์แบบเลยทีเดียว บ้านเธอของเธอจัดว่ามีฐานะทีเดียว ใน ยุคนี้ และอาชายของเธอก็ท างานในหน่วยงานรัฐอีกทั้งยังเป็นผู้ที่อยู่ค่อนข้างระดับสูง แถมพ่อแม่ของเธอก็ยัง เป็นพ่อค้าที่เรียกได้ว่าร่ ารวย เพราะทั้งขายและส่ง ด้านการเปิดร้านค้า ขายของสด-ของช า การเกษตร การ เลี้ยงสัตว์ส่งเนื้อเพื่อบริโภค ถือว่าใช้ได้เลยทีเดียวกับฐานะบ้านของเพ่ยเพ่ย ก็คือเป็นคนที่ร่ ารวยเลยแหละ เมื่อเพ่ยเพ่ยและต้าเหนิงได้ เดินเข้ามาถึงภายในตัวบ้าน ก็มีแม่บ้านซึ่งเป็นคนที่อาชายของเธอจ้างมา ท าความสะอาดต่างๆ รดน้ าต้นไม้ ดูแลบ้าน ท าอาหารในครัว อันที่จริงอาของเธอไม่ได้อยากจ้างใคร แต่ที่จ้าง เพราะเป็นภรรยาของลูกน้องเขา และเธออยากท างานเพื่อไปเลี้ยงครอบครัว ช่วยสามีเธออีกแรง อาของเธอ เห็นใจเลยจ้างเธอมาท างาน แม่บ้านจิน ที่ก าลังเดินอยู่ เห็นทั้งสองคนก าลังเข้ามาในบ้าน จึงรีบเดินเข้าไปทักทายเธอทั้งสองคน พร้อมกับเอ่ยขึ้น “อ้าว ท าไมกลับมาเร็วจังล่ะค่ะ เอ๊ะ ท าไมหนูเพ่ยเพ่ย ชุดเปียกอย่างนั้นคะ ไปท าอะไรมาคะเนี้ย” เพ่ยเพ่ยได้ยินอย่างนั้น ก าลังเตรียมจะพูดบอกแม่บ้าน พออ้าปากจะพูด แต่ก็ยังไม่ทัน ได้มีเสียงออก จากปากของเธอ ยัยเพื่อนของเธอก็ดันแย่งตอบ เธอซะก่อน “เพ่ยเพ่ย ซุ่มซ่ามนะคะ คุณแม่บ้านจิน เดินพลัดตกท่าเรือ สภาพก็เป็นอย่างที่เห็นเลยค่ะ” เธอพูดค าตอบพร้อมกับข าเพื่อนสาว ให้คุณแม่บ้านจินฟัง ทางเพ่ยเพ่ยตอนนี้อยากจะซัด ยัยเพื่อนตัวแสบคนนี้ซะจริงๆ เพ่ยเพ่ยท าได้แค่มองค้อนต้าเหนิง แต่แม่บ้านจินเมื่อได้ฟังค าตอบ เธอค่อนข้างตกใจเพราะพลัดตกน้ าท่าเรือ คือที่ท่าเรือนั้นน้ าลึกมาก แต่ดีที่เพ่ยเพ่ยไม่เป็นอะไร เธอก็พลอยโล่งใจไปด้วย เธอก็รีบถามขึ้นทันที “จริงเหรอคะ แล้วเป็นอะไรมากไหมคะเนี้ย โอ๊ยดีนะคะ ที่รอดปลอดภัยกลับมาได้” แม่บ้านจินถามกลับออกไป เพ่ยเพ่ย ได้ยินแบบนั้นก็พูดขึ้น
“ไม่เป็นอะไรมากค่ะ คุณแม่บ้านจิน เพราะมีชาวบ้านที่ฝั่งตลาดช่วยชีวิตเอาไว้เลยกลับมาที่บ้านได้ อย่างที่เห็นค่ะสภาพชุดที่ใส่เลยเปียกแบบนี้” “หนูเพ่ยเพ่ยไปเปลี่ยนชุดเถอะค่ะ เดี๋ยวจะไม่สบายเอา” แม่บ้านจินพูดพร้อมกับเชิญให้ทั้งสองคนขึ้นไปบนห้องเพื่อเปลี่ยนชุดและพักผ่อน ส่วนเธอก็ไปท า หน้าที่ของเธอต่อ ตอนนี้เพ่ยเพ่ยและต้าเหนิง ได้เดินขึ้นมาบนชั้น2 ซึ่งเป็นห้องนอนของเพ่ยเพ่ย พอถึงห้อง เพ่ยเพ่ยจึง ไปอาบน้ า ส่วนต้าเหนิงก็ไปนั่งดูเอกสารที่เพื่อนรักท าให้ เสร็จเรียบร้อยพร้อมส่งอาจารย์ เธอยิ้มอย่างดีใจปลื้ม มากก็ดันเป็นวิชาที่เธอไม่ถนัดเอาซะเลยนี่นา แต่เพื่อนสาวท าให้เธอเสร็จแล้ว มีเพื่อนดีแถมฉลาด เป็นแบบนี้นี่เอง เพ่ยเพ่ย พออาบน้ าเสร็จก็เดินออกมาจากห้องน้ าพร้อมกับออกมาแต่งตัวด้านนอก เธอหันไปก็พบ กับต้าเหนิงที่นอนหลับอยู่บนเตียง เธอคิดในใจ ต้าเหนิง เธอคงเหนื่อยมากเลยกับวันนี้ ที่มีเรื่องวุ่นวายเกิดขึ้น แต่ฉันรู้ดีว่าเธอคือเพื่อนรักที่ไม่เคยทิ้งฉันไปไหนเลย ขอโทษและขอบคุณเสมอเลยนะ ที่ดีกับฉันมาโดยตลอด ฉันจะพยายามใช้ชีวิตอย่างมีสติในทุกวัน เพื่อให้เธอไม่ต้องกังวลใจเพื่อนรัก แต่อยู่ๆ สิ่งที่ผุดขึ้นมาในหัวคือภาพตอนที่เธอจมน้ าที่ท่าเรือ แล้วได้แต่คิดมันใช่ความฝันหรือเรื่องจริง กันแน่นะ เพ่ยเพ่ยเริ่มทรมานในใจ เธอเหลือเกิน เพราะเธอรู้สึกได้ถึงความสูญเสียในทุกๆ อย่าง ภาพยังจ าติด ตา อยู่ๆ น้ าตาก็เริ่มไหลออกมาอาบทั้งสองแก้มนวล เธอจึงคิดแค่ว่าถ้าเป็นเรื่องจริง เธอจะท าทุกอย่างให้ดีขึ้น ให้รวยยิ่งขึ้น จะได้ไม่ล าบาก และขอให้อาของเธอมีชีวิตอยู่ เธอเช็ดน้ าตาและแต่งตัวจนเสร็จพร้อมกับลงไปนอนบนเตียงข้างๆ ต้าเหนิง แล้วหลับไปในที่สุด ……….. เธอทั้งสองคนตื่นขึ้นมาพร้อมกัน ตอนนี้ก็คงจะเริ่มเย็นแล้ว เพ่ยเพ่ยหันมองหน้าเพื่อนสาวของเธอ เอ่ยขึ้นว่า “ต้าเหนิง หิวรึเปล่า ลงไปกินข้าวกันไหม” ต้าเหนิงเมื่อได้ยินที่เพื่อนถาม ก็รีบตอบขึ้นทันที “หิว ฉันหิวมาก พร้อมกินทุกอย่างที่ขวางหน้าแล้วล่ะยัยเพ่ย” เพ่ยเพ่ย อดที่จะหัวเราะออกมาไม่ได้ เมื่อเห็นท่าทีเพื่อนจอมตะกละของเธอ จึงเอ่ยขึ้น “งั้นก็ไปสิ ไปกินข้าวกัน ฉันก็หิวเหมือนกัน วันนี้พลังงานหมดแทบไม่หลงเหลือแล้ว”
พูดพลางขาก็ก้าวลงจากเตียงเพื่อไปเปิดประตูห้อง สองสาวสวย ก าลังเดินลงจากบันไดเพื่อที่จะไปบุก ในครัว จะดูว่าวันนี้แม่บ้านจิน ท าอะไรให้กินบ้างนะ แต่ไม่ทันได้ไปบุกถึงในครัวแค่ลงมาทางบันได้ เดินมาอีก นิดก็ถึงโต๊ะอาหาร มีอาหารวางเตรียมเอาไว้แล้ว เธอทั้งสองตาลุกวาว ท้องก็เริ่มร้องออกมา ในตอนนี้บนโต๊ะอาหารนั้นมีทั้ง ถั่วหวานผัดไข่ หมูผัดซอสเปรี้ยวหวาน ปลานึ่งซีอิ๊ว ต้มจับฉ่าย ไก่ผัดพริก และยังมีซงโหยวปิ่ง ขนมหวานบัวลอยน้ าขิงร้อนๆ แค่เห็นอาหารบนโต๊ะท้องของสองสาวก็ยิ่งร้องดังขึ้น แม่บ้านจินเดินออกมาเพื่อจะวางน้ ากินให้ เห็นสองสาวมองดูบนโต๊ะก็อดเอ็นดูทั้งสองคนไม่ได้ เพราะ ทั้งคู่ก าลังดูอาหารไม่วางตาเลยทีเดียว แถมท้องก็ร้องดังด้วย แม่บ้านจินจึงเอ่ยขึ้น “หนูเพ่ยเพ่ย หนูต้าเหนิง มานั่งกินข้าวเถอะค่ะ ท้องร้องดังทั่วห้องโต๊ะทานข้าวแล้วนะคะ” แม่บ้านจิน อดข าทั้งสองคนไม่ได้เพ่ยเพ่ยและต้าเหนิงรีบตอบพร้อมกัน “ค่ะ แม่บ้านจิน” แล้วทั้งคู่ก็นั่งลงที่โต๊ะอาหาร พร้อมตักอาหารใส่จานเมื่อตักอาหารเข้าปาก ก็เอ่ยชมแม่บ้านจินไม่ขาด ปากว่าอาหารอร่อยมาก ทุกเมนูตอนนี้ทั้งคู่ได้ชิมรส ท าหน้าอย่างฟิน เพราะฝีมือแม่บ้านจิน ไม่เคยตกจริงๆ กินกันไปพูดกันไป สักพักทั้งคู่ก็กินข้าวเสร็จ ต่อด้วยของหวานนั้นก็คือ บัวลอยน้ าขิง ซดร้อนๆ รู้สึกถึงความชื่นใจ พออิ่มก็มานั่งพักที่โซฟาห้องนั่งเล่นกันอยู่ครู่หนึ่ง เปิดทีวีดูไปด้วย และในขณะนั้นก็ได้ยินเสียงรถมาจอดที่หน้าบ้าน ซึ่งแม่บ้านจิน ก็เดินออกไปรอต้อนรับอยู่ด้านนอก ของบ้าน มีเสียงแว่วพูดของทั้งชายวัยกลางคนและหญิงวัยกลางคน พูดกับแม่บ้านจินแต่คนข้างในได้ยินไม่ชัด แม่บ้านจินเอ่ยถามขึ้น “กลับมาแล้วหรือค่ะ คุณลู่ฉี คุณลู่หลิน” ทั้งสองได้ยินที่แม่บ้านจินถามก็ตอบพร้อมกัน “ใช่แม่บ้านจิน” ตอนนี้ลู่ฉีและลู่หลินก าลังเดินเข้าไปภายในบ้าน และสองสามีภรรยาก็เดินมาเจอสองสาวที่ห้องนั่งเล่น นั่งดูทีวีกันอยู่บนโซฟา ตอนนี้ทั้งสองสาวหันมาพร้อมกัน เพื่อดูว่าใครก าลังมา และเธอทั้งสองสาวต่างยืนท า หน้าตกใจและพูดพร้อมกัน “วันนี้ได้เจอพ่อกับแม่ในบ้านด้วย” ที่สองคนตกใจแล้วพูดออกมาแบบนั้นก็เพราะว่าท่านทั้งสอง ไม่ค่อยว่างได้กลับมาบ้านเลย เพราะยุ่ง กับการดูกิจการ และลงขายสินค้าที่ตลาดใหญ่อยู่บ่อยๆ ที่นั้นพวกท่านก็มีบ้านไว้พักอยู่หลังหนึ่งเหมือนกัน
ลู่ฉีที่เดินมากับภรรยาและได้เห็นสีหน้าลูกสาวจอมแก่นกับเพื่อนรักของเธอที่ท าท่าที ตกอกตกใจ ต่าง ก็เอ็นดูกับกริยาของทั้งคู่ เขายิ้มและดีใจที่กลับมาบ้านวันนี้ได้เจอลูกสาวสุดที่รักปานดังดวงใจของเขา กว่าจะได้ เห็นหน้าลูกสาวก็ใช้เวลาไม่ใช่น้อยเลยเพราะแต่ละวันกิจการก็ยุ่งมาก จริงๆ ไม่ค่อยได้มีเวลาให้กับลูกสาวคน เดียวของเขา แถมยังเป็นหัวแก้วหัวแหวนของเขาเลยแหละ ลู่หลินที่เป็นภรรยาของเขาก็เอ่ยขึ้นมา “นี่เด็กๆ วันนี้อยู่ท ารายงานดึกกันเหรอจ๊ะ เห็นวันนี้ทั้งสองคนถึงอยู่กันจนเย็นได้” เมื่อต้าเหนิงได้ยินแบบนั้นก็รีบให้ค าตอบกับลู่หลินทันที “ป่าวค่ะ แม่วันนี้พอดีเกิดเรื่องขึ้นมานิดหน่อย เพราะเพ่ยเพ่ยดันพลัดตกน้ าที่ท่าเรือตรงตลาด นะคะ เลยท าให้หนูต้องอยู่เป็นเพื่อนกับเพ่ยเพ่ยจนเย็น อยู่ดูอาการจนกว่าเพ่ยเพ่ยจะดีขึ้น หนูก็จะกลับบ้าน แต่พอ ขึ้นไปเอาเอกสารรายงานบนห้องนอนเธอ หนูดันเผลอหลับยาวซะอย่างนั้น เลยอยู่มาด้วยกันจนถึงตอนนี้ค่ะ” เมื่อลู่ฉีและลู่หลินได้ยินค าตอบของต้าเหนิงก็ต้องตกใจ กับสิ่งที่เกิดขึ้น ไม่ตกใจได้อย่างไรลูกสาวของ เขาที่มีเพียงคนเดียวไปตกน้ าที่ท่าเรือฟากตลาด รู้กันอยู่ว่าที่นั้นน้ าลึกมากแค่ไหน ทั้งสองสามีภรรยาต่างใจหาย ดีที่ลูกของเขากลับมาอย่างปลอดภัยโดยไม่เกิดเหตุอะไร ทั้งสองสามีภรรยาหันมาถามเพ่ยเพ่ยอย่างทันที “เพ่ยเพ่ยลูกไม่เป็นอะไรใช่ไหม เจ็บตรงไหนหรือเปล่าลูก” คนเป็นพ่ออย่างลู่ฉีถามขึ้นก่อน “แล้วใครเป็นคนช่วยลูก ทีหลังลูกเดินระวังๆ หน่อยได้ไหมลูก” คนเป็นแม่อย่างลู่หลินก็ถามขึ้น เช่นกัน เพ่ยเพ่ยในตอนนี้ ท าหน้าแบบแหยๆ เพราะเธอไม่ต้องการให้คนเป็นพ่อและแม่ต้องเป็นห่วง แต่ยัยเพื่อนตัวแสบ ดันกลับบอกไปหมดเปลือกเลย เพ่ยเพ่ยเธอได้แต่ก่นในใจ ยัยต้าเหนิงนะ ยัยต้าเหนิง ปากนี่ไวซะเหลือเกินนะ แต่เธอก็ท าอะไรไม่ได้ ท าได้เพียงแค่ให้ค าตอบพ่อกับแม่เท่านั้น “พ่อค่ะ คือหนูไม่เป็นอะไรแล้วค่ะ และหนูก็ไม่ได้รับบาดเจ็บด้วยค่ะ อย่าห่วงไปเลยนะคะพ่อ” “แม่ค่ะ ลุงที่ท่าตลาดช่วยหนูเอาไว้ทันค่ะ แฮร่ๆ ทีหลังหนูจะเดินระวังให้มากกว่านี้นะคะ” สองสามีภรรยายืนฟังค าตอบของเพ่ยเพ่ย เอ็นดูท่าทีของลูกสาวจอมแก่นคนนี้ มองแล้วหน้ามั่นเขี้ยว ซะจริง ก็ใช่แหละคนเป็นพ่อเป็นแม่ย่อมรักและหวงแหนลูกเป็นธรรมดา “ถ้าอย่างนั้น หนูขอตัวกลับบ้านก่อนนะคะ คุณพ่อ คุณแม่ ป่านี้ที่บ้านคงเป็นห่วงหนูแย่เลย นี่ก็ เกือบจะค่ าแล้ว”
ที่ต้าเหนิงพูดแบบนั้นก็เพราะอยากให้เพ่ยเพ่ย ได้มีเวลากับพ่อแม่ของเธอบ้าง เพราะไม่ใช่เรื่องง่ายที่ จะมีเวลาให้กัน เธอรู้ดีเลยว่าพวกท่านทั้งสองยุ่งกับกิจการ “อ้าวไม่อยู่ต่ออีกหน่อยล่ะลูก” ลู่ฉีเอ่ยขึ้น “ไม่เป็นไรค่ะพ่อ เดี๋ยวหนูมีรายงานที่จะต้องท าต่อนะคะหนูลากลับเลยนะคะ สวัสดีค่ะ คุณพ่อ คุณแม่” “งั้นเดี๋ยวฉันเดินไปส่งที่หน้าบ้านนะต้าเหนิง” “จ๊ะ เพื่อนรัก ^^” พูดเสร็จสองสาวก็เดินออกกันมา เพ่ยเพ่ยเธอเดินมาส่งต้าเหนิงที่หน้าบ้าน รอจนกว่าเธอจะขับรถออก จากประตูรั้วบ้านของเธอไป ส่งเสร็จเธอก็เดินเข้ากลับมาในบ้านทันที
บทที่4 การได้รับความรักจากพ่อแม่เป็นแบบนี้เอง เมื่อเพ่ยเพ่ยเดินเข้ามาภายในบ้าน ก็ต้องตะลึงกับสิ่งที่พ่อแม่ของเธอเตรียมเอาไว้ให้เธอตอนนี้ของสิ่ง นั้นวางอยู่ที่โต๊ะไม้สีขาว สิ่งที่เธออยากได้มากนั้นก็คือพันธุ์กล้วยไม้ป่า เธอชอบและหลงใหลพวกดอกกล้วยไม้ มาก แต่ภาพที่เห็นตรงหน้าตอนนี้นั้นมีพวกต้นกล้วยไม้วางอยู่ 5-6 ต้นเลยทีเดียว มีดอกหลายสี พันธุ์กล้วยไม้ ป่าก็ต่างกัน ตอนนี้แววตาของเธอเป็นประกาย “เป็นไงจ๊ะ ลูกสาวชอบไหม พ่อกับแม่นะ ไปหากล้วยไม้ที่ตลาดป่าเลยนะ เพราะต้นกล้วยไม้พวกนี้อยู่ ตามแนวชายแดน และอยู่บนภูเขามันจะขึ้นใกล้กับน้ าตกบนเขาแถบนั้น หาได้ยากเลยนะ” สิ่งที่พ่อพูด เพ่ยเพ่ยในตอนนี้ไม่ได้ยินอะไร เธอหูดับไปแล้วเพราะสนใจแต่ของตรงหน้าที่อยู่บนโต๊ะนี้ เท่านั้น จดจ่อไปกับกล้วยไม้ไปแล้ว อาการของเธอเก็บทรงไม่อยู่แล้วยิ้มอย่างระรื่น จนแม่ของเธอต้อง กระแอมใส่ลูกสาวอยู่ข้างๆ เธอจึงได้หันไปมองแม่ “เพ่ยเพ่ยได้ยินที่พ่อพูด ไหมลูก หรือว่าสนใจแต่กล้วยไม้ป่าไปซะแล้ว” “อุ๊ย! หนูขอโทษค่ะ พ่อค่ะ แม่ค่ะ เมื่อกี้พ่อพูดว่าอะไรนะคะ” “พ่อถามว่าลูกชอบมันไหม กล้วยไม้พวกนี้นะ” “ชอบค่ะพ่อ เพ่ยเพ่ยชอบที่สุดเลย ขอบคุณมากนะคะ พ่อกับแม่ที่เอาดอกกล้วยไม้ป่าพวกนี้มาให้หนู หนูนะจะดูแลพวกมันอย่างดีเลย ดอกของพวกกล้วยไม้ทุกต้นนี้ จะต้องสวยออกดอกบานสะพรั่งถ้าเพ่ยเพ่ยได้ ดูแลมัน และเพ่ยเพ่ยจะดูแลมันอย่างดี ให้สมกับที่พ่อและแม่ไปหามันมาจากแถบชายแดนนะคะ” สองสามีภรรยายิ้มอย่างอ่อนโยนให้กับลูกสาวของเขา ไม่มีอะไรที่ลู่ฉีและลู่หลินจะไม่รู้ว่าเพ่ยเพ่ยชอบ อะไรที่สุด ถึงแม้ว่าจะไม่ค่อยมีเวลาให้กับลูกสาวคนนี้สักเท่าไหร่นัก เพราะจะต้องดูแลกิจการที่ยุ่งมากในแต่ละ วัน แต่เมื่อได้กลับมาพักที่บ้านเขาทั้งสองคนก็คอยเติมเต็มให้ลูกสาวตลอดทั้งความรัก ความใส่ใจ ไม่มีแม้แต่ บกพร่อง “ลูกชอบมันก็ดีแล้วจ๊ะ แม่รู้ว่าลูกจะดูแลพวกกล้วยไม้ได้ดีแน่นอน พ่อกับแม่รักลูกนะจ๊ะ” “หนูก็รักพ่อกับแม่นะคะ รักมากๆ ขอบคุณอีกครั้งนะคะกับกล้วยไม้ป่าพวกนี้” เพ่ยเพ่ยในวันนี้เธอยิ้มแก้มแตกไปแล้ว เธอรับรู้ได้ว่าการที่ได้รับความรักจากพ่อกับแม่เป็นแบบนี้เอง เธอรู้สึกว่าท าไมนะ เหมือนเธอไม่เคยได้รับมันมาก่อนเลยหรือว่าตอนเด็ก ไม่มีพ่อกับแม่ เหมือนพวกท่านได้ จากเธอไป อยู่ๆ เธอก็คิดแบบนั้นขึ้นมามันท าให้เธอปวดใจหน่อยๆ และเหมือนกับว่าตอนนี้เธอก าลังฝันไปเลย แต่ไม่ใช่นี้มันคือความจริง นี้คือสิ่งที่ได้รับตอนนี้เธอได้รับความรักนั้นมันท าให้เธอใจฟูขึ้นมากๆ เธอมีความสุข กับช่วงชีวิตนี้ที่สุด
เมื่อพูดถึงต้นกล้วยไม้ที่มอบให้ลูกสาวเสร็จ ตอนนี้พ่อและแม่ของเพ่ยเพ่ยก็ได้ขึ้นไปอาบน้ า เพื่อที่จะลง มาทานข้าวในมื้อค่ า ส่วนเพ่ยเพ่ยตอนนี้ก็ไปสวนหลังบ้านเพื่อน าต้นกล้วยไม้ป่าของเธอไปไว้ก่อน เดี๋ยวเช้ามา เธออาจจะมาท าการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อของกล้วยไม้ เพื่อที่จะขยายพันธุ์ของพวกมันเธออดใจไม่ไหวแต่ก็นั้น แหละตอนนี้มันค่ าแล้วท าได้แค่เอาพวกมันมาเก็บไว้ก่อน จู่ๆ ก็มีเสียงแม่บ้านจินส่งเสียงเรียกเพ่ยเพ่ย อยู่ใกล้บริเวณสวนหลังบ้าน นั้นก็คือบริเวณลาน จอดรถข้างๆ “หนูเพ่ยเพ่ยค่ะ หนูเพ่ยเพ่ย อยู่สวนหลังบ้านหรือเปล่าคะ” เธอได้ยินแล้วจึงตอบกลับแม่บ้านจินไปทันที “ค่ะ แม่บ้านจินหนูอยู่ตรงสวนหลังบ้านค่ะ มีอะไรหรือเปล่าคะ” “พอดีมีสายโทรศัพท์เข้ามานะคะ” แม่บ้านจินตอบ “อ๋อ ได้ค่ะเดี๋ยวหนูไปค่ะ รอแป๊ปนะคะ” เพ่ยเพ่ยได้ยินแบบนั้นก็รีบวางพวกต้นกล้วยไม้บนชั้นวางให้เสร็จ แล้วรีบเดินไปรับโทรศัพท์ เมื่อมาถึง ที่แม่บ้านจิน เธอก็ยื่นโทรศัพท์ให้กับเพ่ยเพ่ย แล้วเพ่ยเพ่ยก็รับสายนั้นทันที “เพ่ยเพ่ย ฉันเองต้าเหนิง คืออย่างนี้ฉันนะลืมบอกเธอว่าอาทิตย์หน้ามหาลัยหยุด เธอตกน้ าฉันเลยลืม บอกไปเลย มัวแต่ตกใจ” “ฮ่าๆ ยัยบ้า ขอบใจมากนะ ดีที่บอกไม่งั้นฉันไปนั่งเหงาอยู่ในห้องเรียนคนเดียวแน่” “ว่าแต่ มีเรื่องอารมณ์ดีหรืออะไรเกิดขึ้นหรือเปล่า เหมือนเสียงเธอสดใสขึ้นนะ” “เธอนี่มันช่างรู้ใจฉันไปซะทุกอย่างเลยนะ ยัยต้าเหนิง” “ว่าแล้วเชียว เธอต้องได้อะไรที่ชอบแน่ๆ ใช่มะ” “ใช่ จ๊ะเพื่อนรัก ฉันได้กล้วยไม้ป่าจากพ่อกับแม่นะ” “ว้าว ชอบใจเลยละสินะ กล้วยไม้จะพันคอแกหรือเปล่าเยอะไปหมดแล้วสวนหลังบ้านนะ ฮ่าๆ” “เดี๋ยวเถอะยัยนี่ ก็ฉันชอบกล้วยไม้นี่นา มาพงมาพันคออะไรล่ะยะ” “โอเคๆ ฮ่าๆ ฉันแซวเล่นเอง แหมๆ งั้นไว้เจอกันใหม่นะฉันโทรมาบอกเธอแค่นี้แหละคนสวย” “อืม ขอบใจมากนะต้าเหนิง ไว้เจอกันนะ บายๆ”
เมื่อจบบทสนทนาเธอก็เดินเข้าไปในบ้านและเดินไปล้างมือในห้องน้ า พอออกมาจากห้องน้ าก็เห็น พ่อกับแม่เดินลงมาจากข้างบนพอดี พวกท่านทั้งสองก าลังเดินมาทานข้าวที่โต๊ะอาหาร เธอเห็นดังนั้นก็ขอร่วม โต๊ะ ทานข้าวกับพ่อแม่ด้วย “มาสิจ๊ะลูกแม่ กินข้าวด้วยกัน มาๆ นั่งเลย” “ค่ะแม่ เพ่ยเพ่ย เริ่มหิวแล้ว อยากกินข้าวกับพ่อแม่ที่สุดเลย” “ลูกสาวของเรานี่อ้อนเก่งเหมือนกันนะหลินหลิน ฮ่าๆ” ลู่ฉีแกล้งพูดกับลู่หลินเพื่อหยอกล้อลูกสาวของเขา “พ่ออ่า ก็เพ่ยเพ่ยหิวจริงๆนี่นา และก็อยากกินข้าวกับพ่อแม่ด้วย กว่าจะได้กินข้าวพร้อมกันมันยาก มากเลยนะคะ คิดถึงพ่อกับแม่มากเลยด้วย ^^” สองสามีภรรยาอดยิ้มข าเอ็นดูเจ้าลูกสาวตัวน้อยของพวกเขาแทบจะไม่ได้เลย ลูกสาวมาอ้อนขนาดนี้ จะไหวได้ยังไงก็แพ้ให้เพ่ยเพ่ยกันไปเลย ระหว่างที่กินข้าวกันไปนั่งคุยกันไป โต๊ะอาหารในวันนี้ดูท่าแล้วมีแต่ เสียงหัวเราะและความสุขปะปนกันไป พอกินข้าวกันเสร็จพ่อกับแม่ของเพ่ยเพ่ยก็นั่งพักผ่อนตรงห้องโถงนั่งเล่น ส่วนเพ่ยเพ่ยขอตัวพ่อกับแม่ ไปอาบน้ าและขึ้นไปนอน เธอรู้สึกเหนื่อยๆ และก่อนจะขึ้นไปเธอก็เข้าไปหาและกอดกับพ่อแม่ของเธอพร้อม บอกฝันดี พวกท่านทั้งสอง ..... ยามเช้าแสงแดดสอดส่องเข้ามาตรงริมหน้าต่าง เช้าวันนี้อากาศค่อนข้างแจ่มใส เหมาะแก่การไปเที่ยว ข้างนอกบ้านและน าอาหารไปรับประทาน ดูธรรมชาติ บ าบัดจิตใจท าและท าของอร่อยๆ ไปนั่งกินกันกับ ครอบครัว วันนี้เพ่ยเพ่ย ลุกขึ้นจากเตียงและมานั่งมองตรงริมหน้าต่างที่ระเบียงห้อง มองออกไปข้างนอกดูแล้ว รู้สึกสดชื่น แล้วเธอจึงคิดว่าชวนพ่อกับแม่ไปเที่ยวข้างนอกบ้านกันดีไหมนะ บรรยากาศดีจริงๆ วันนี้ สักพักเธอ ก็ลุกออกจากที่มุมหน้าต่างตรงระเบียงห้อง แล้วเธอก็ไปอาบน้ า แต่งตัวเพื่อลงไปหาพ่อกับแม่ จะได้ถามเรื่องไป เที่ยวข้างนอกบ้านด้วยกัน พออาบน้ าแต่งตัวอะไรเสร็จ เธอก็รีบลงไปดูข้างล่าง ว่าพ่อกับแม่อยู่ที่ตรงไหน เดิน ลงมาใกล้จะถึงบันไดเกือบจะขั้นสุดท้าย ก็มีกลิ่นหอมของอาหารลอยเข้ามาแตะที่จมูกของเธอ “หืม หอมจังเลย ใครท าอะไรอยู่ในครัวนะ”
เธอจึงเดินเข้าไปในครัวก่อนเพราะกลิ่นนี้เองที่ท าให้ดึงดูดเธอเข้าไปในครัว เพ่ยเพ่ยเดินเข้าไปก็เจอ พ่อกับแม่ก าลังช่วยกันท าอาหารพวกข้าวกล่องและขนมทานเล่น และมีผ้าห่อของสีสันสดใส อยู่2-3ผืน เพื่อที่จะน าอาหารและของกินเล่นวางกับผ้าผูกใส่ของท าเป็นถุงผ้านั้นเอง ในระหว่างที่เธอเดินเข้ามา พ่อกับแม่ของเธอหันมาเห็น พ่อของเธอก็ถามขึ้นทันที “ตื่นแล้วเหรอลูก อาบน้ าแต่งตัวแล้วด้วยแถมวันนี้ยังใส่ชุดสวยเชียวนะ ลูกพ่อ” “ตื่นแล้วค่ะ เพ่ยเพ่ยก าลังจะหาพ่อกับแม่ แต่ได้กลิ่นอาหารมันลอยแตะเข้าจมูก จึงเดินเข้ามาในครัว ก่อน ก็กลิ่นมันหอมจนทนไม่ไหว แต่ก็เจอพ่อกับแม่อยู่ในครัวพอดีไม่ต้องไปหาที่ไหนแล้วล่ะค่ะ” “แล้วลูกสาวแม่ มีเรื่องอะไร ท าไมมาหา พ่อกับแม่แต่เช้าล่ะจ๊ะ” “หนูอยากจะชวนพ่อกับแม่ไปเที่ยวข้างนอกบ้านนะคะ หนูอยากไปเที่ยวกับพ่อแม่ นานๆ พ่อกับแม่จะ ได้กลับมาที่บ้าน และอยู่กับหนู ก็เลยอยากจะชวนไปเที่ยว พ่อกับแม่จะว่ายังไงคะ จะไปหรือเปล่าคะ” “ฮ่าๆ ความคิดตรงกันเลยนะลูก ตอนนี้แม่ของเพ่ยเพ่ย ท าอาหารและพวกขนมทานเล่น ใส่ห่อ เพื่อที่จะเอาไปนั่งทานกันข้างนอก นี่ไงก าลังเตรียมของกันอยู่เลยลูก” “ว้าว ดีจังเลยนะคะ เราจะได้ไปเที่ยวข้างนอกด้วยกัน มาค่ะ เดี๋ยวเพ่ยเพ่ยจะช่วยเตรียม ของพ่อกับ แม่อีกแรงหนึ่ง” “มาๆ ลูกช่วยแม่หยิบพวกผลไม้ ตรงนั้นมา แม่จะหั่นใส่กล่อง และหยิบน้ าส้มที่แม่คั้นมาด้วยนะ” “รับทราบค่ะคุณแม่ คนสวย ^^” “ปากหวานเชียวนะ เด็กคนนี้ ฮ่าๆ” ลู่หลินข าปนเอ็นดู ลูกสาวของเธอ ส่วนทางลู่ฉีตอนนี้ก็ได้เตรียม ชุดจาน ชาม ช้อน ส้อม ตะเกียบ พวกผ้าที่รองนั่ง กระเป๋าใส่ของ เพื่อที่จะน าของส่วนนี้ไปใส่ท้ายรถของเขาเอาไว้ก่อน ส่วนพวกอาหารและของกินเล่น น้ ากิน ที่ตอนนี้ก าลังจัดเตรียมกันอยู่ในครัว ถ้าจัดเรียงเสร็จเดี๋ยวสอง สาว แม่ลูก ก็จะเอามาไว้เอง ตอนนี้สองแม่ลูกก็จัดเตรียมของเกือบจะเสร็จแล้ว และมองดูว่าขาดเหลืออะไรอีก บ้าง แล้วเพ่ยเพ่ยก็เอ่ยขึ้น “แม่ค่ะ เดี๋ยวของที่ห่อผ้าไว้แล้วหนูเอาไปใส่ไว้ท้ายรถก่อนนะคะ แล้วเดี๋ยวจะเข้ามาช่วยขนอีก” “จ๊ะลูก เดี๋ยวแม่เอาของพวกนี้ใส่ไปในกล่องอีกนิดหน่อย ก็เสร็จแล้วล่ะ ไปเถอะจ๊ะ”
เพ่ยเพ่ยได้ยินแบบนั้นก็เดินออกไป เอาของในถุงผ้าไปใส่ไว้ในท้ายรถ และเธอก็เข้าไปในครัว อีกรอบที่ ตอนนี้แม่ของเธอได้จัดเตรียมของใส่ถุงผ้าไว้เสร็จเรียบร้อยแล้ว เธอก็ได้เอาถุงผ้าไปใส่ท้ายรถจนครบ ทีนี้ก็เป็น อันเรียบร้อย พร้อมที่จะเดินทางไปกันแล้ว ในตอนนี้ลู่ฉีกับลู่หลินและเพ่ยเพ่ย ก็ได้เดินออกจากบ้าน มาลานจอดรถข้างๆ เพื่อที่จะขึ้นรถยนต์ ซึีงป็นรถยี่ห้อหงฉีซึ่งสมัยนี้บ้านที่มีรถสัญลักษณ์นี้แสดงถึงฐานะทางสังคมเลยทีเดียว ตอนนี้ทั้งสามคนพ่อแม่ลูก ก าลังจะออกเดินทางไปเที่ยวข้างนอกบ้านกัน เมื่อทุกคนขึ้นรถกันครบ ลู่ฉี่ก็เอ่ยขึ้น “พร้อมกันแล้วเราก็ไปกันเลยนะครับ คุณผู้หญิงทั้งสองท่าน” “ฮ่าๆ พ่อก็ ไปกันเลยค่ะพ่อ ไปกัน เย้ๆ ไปเที่ยวกัน” เพ่ยเพ่ย เธอแสดงถึงความเป็นเด็กออกมา เหมือนเด็กน้อยที่ดีใจเมื่อพ่อแม่ได้พาไปเที่ยวเล่นนอกบ้าน และรถยนต์ ก็ขับเคลื่อนออกมาจากบ้านขับไปสู่ที่จุดหมาย ที่ทุกคนก าลังจะเดินทางกันไป ที่นั้น
บทที่5 ทะเลสาบชิงไห่กับอุบัติเหตุที่ไม่ได้ตั้งใจ ในตอนนี้สามพ่อแม่ลูกก าลังเดินทางถึงเขตเมืองซีหนิง ที่ตั้งอยู่ทางภาคตะวันออกของมณฑลชิงไห่ เมืองซีหนิงเป็นเมืองที่มีแหล่งธรรมชาติและแหล่งวัฒนธรรมมากมาย และยังได้รับการยกย่องว่าเป็นเมืองแห่ง ฤดูร้อนของประเทศจีนอีกด้วย ถ้าผ่านมาเมืองซีหนิงเป็นจุดที่ต้องแวะชมและต้องอดใจไม่ไหวที่จะเยี่ยมชม สถานที่ต่างๆ ของเมืองนี้ พวกเขาทั้งสามคนที่เข้ามาในเมืองซีหลินนี้ก็เพื่อที่จะมานั่งชมทิวทัศน์ ท้องฟ้าบวกกับท้องทะเล ที่เป็น สีครามแทบจะ มองออกไปก็จะเป็นสีครามที่เหมือนเนื้อเดียวกัน และเป็นทะเลสาบที่ใหญ่ที่สุดในประเทศจีน ที่นี้ก็คือ “ทะเลสาบชิงไห่” นั้นเอง เมื่อขับรถมาสักพักใหญ่ก็ใกล้จะถึงที่หมายแล้ว เพ่ยเพ่ย ในตอนนี้เธอตื่นเต้นไม่ไหวแล้ว เพราะสายตาตอนนี้เห็นทะเลสาบทอดยาว ตลอดแนว มัน ช่างสวยงามจริงๆ เธอเอ่ยพูดขึ้นมา “โห่ว ท าไมมันสวยได้ขนาดนี้กันนะ เพ่ยเพ่ยอยากจะลงไปนั่งเร็วๆ อยากไปเห็นใกล้ตากว่านี้” “สวยมากจริงๆ ลูก อดใจรออีกนิดให้พ่อของลูกขับหาที่จอดรถ ที่ใกล้และเหมาะกับการไปปูที่นั่ง ที่เรา จะไปนั่งทานข้าวกันและชมทิวทัศน์อย่างสบายใจยังไงล่ะลูก” “ใช่แล้วหลินหลิน ลูกสาวพ่ออดใจรออีกนิด พ่อขอขับรถดูที่จอดรถที่เหมาะสม โอ๊ะนั้นไงเจอแล้ว” พอเจอที่จอดรถที่เหมาะสมลู่ฉี่ก็ได้ขับรถเข้าไปจอด เป็นมุมที่ใกล้กับทางที่เดินลงตรงไปชายหาดของ ทะเลสาบพอดี จอดรถเสร็จทุกคนก็พร้อมลงมาจากรถ เพ่ยเพ่ยที่ตื่นเต้นกว่าใคร พอลงมาจากรถก็หันไปมองที่ทะเลสาบ เธอรู้สึกมีความสุขมากๆ เพราะวันนี้ ได้ใช้เวลากับพ่อแม่ของเธอ “มาๆ เพ่ยเพ่ย มาช่วยแม่ขนของที่ท้ายรถหน่อยลูก” “ค่ะแม่ มาค่ะหนูจะรีบช่วยขนทุกอย่างเอง เรารีบไปหาที่นั่งกันนะคะ เพ่ยเพ่ยเริ่มหิวแล้วด้วย อิอิ” ลู่ฉีและลู่หลินหันหน้ามองกัน และหัวเราะลูกสาวของเขา ที่ตอนนี้ก าลังร้องหิวอีกแล้ว เมื่อเดินกันไปที่ จุดเหมาะสม ก็ได้กางที่รองนั่งผืนใหญ่ หันไปทางทะเลสาบและน าของกินออกมาจากในถุงผ้ามาวาง เรียงตรง กลางก็จะมีทั้ง ซาลาเปา หมั่นโถว เกี๊ยวแผ่น ผัดพริกฮวาเจียวไก่ หมูแดงอบน้ าผึ้ง หมูสามชั้นอบผักดองแห้ง หมูผัดเปรี้ยวหวาน ต่อด้วยของกินเล่น ก็มีเซาปิ่งไส้ถั่วเหลืองและเผือก โบ๊กเกี๊ย ถังหูลู่ บัวลอยน้ าขิง ผลไม้ ก็ จะมีแตงโม แคนตาลูป เจี๊ยวลิ้ว ส้ม องุ่นและมีอีกหลายอย่าง รวมทั้งน้ าส้มคั้น นมสดร้อน เมื่อน ามาจัดวาง เรียบร้อย ก็พร้อมเสิร์ฟ “หูย น่ากินทุกอย่างเลยนะคะ พ่อกับแม่ตักทานก่อนสิคะ เพ่ยเพ่ยรอเตรียมจะกินแล้ว ตอนนี้พร้อม แล้วนะคะ”
“อ้าว หิวก็ตักทานเลยลูก ไม่ต้องรอให้พ่อกับแม่ทานก่อน ลูกคนนี้นิ” ลู่ฉีเอ่ยบอกลูกสาว “ถ้าอย่างนั้นหนูไม่เกรงใจแล้วนะคะ ^^ ตักทานเลยแล้วกัน” เพ่ยเพ่ยพูดพลาง เอาช้อนตักอาหารเข้าปาก เธอเคี้ยวจนเห็นแก้มป่องๆ ท าหน้าอย่างฟิน ก็พร้อมกับเอ่ยขึ้นมา “หืม อร่อยมากเลยค่ะแม่ อาหารฝีมือแม่ นี่สุดยอดเลยค่ะ นานๆ จะได้กินฝีมือแม่ต้องรอจนกว่าพ่อ กับแม่จะกลับมาที่บ้าน วันนี้เพ่ยเพ่ยจะกินจนกว่าจะอิ่มเลย แถมบรรยากาศวันนี้ก็ดี มีพ่อกับแม่กินข้าวกับ เพ่ยเพ่ยที่ทะเลสาบแห่งนี้” “เอาเลยลูก กินให้อิ่ม วันนี้พ่อกับแม่ตามใจลูกเต็มที่” ลู่ฉี่ พูดพร้อมคีบเนื้อกับตะเกียบ ใส่ในจานลูกสาว เห็นลูกกินได้ เขาก็อิ่มเอมใจ คีบเนื้อให้ลูกสาวเสร็จ ก็ไม่ลืมที่จะคีบให้กับภรรยาสุดที่รักของเขาด้วย ตอนนี้บรรยากาศโดยรอบที่ทะเล สงบลมพัดเย็นๆ ท้องฟ้าใส น้ าทะเลสีครามแทบจะเป็นเนื้อเดียวกัน ผู้คนหลั่งไหลเข้ามาเรื่อยๆ เพื่อพักผ่อน ครอบครัวของเพ่ยเพ่ยเมื่อนั่ง กินกันเสร็จ ก็นั่งพักท้องกันสักหน่อย ให้อาหารได้ย่อย พอเวลาผ่านไปสักพัก เพ่ยเพ่ย ก็ขอพ่อกับแม่ไปเดินเล่น แถวบริเวณชายหาด เห็นมีคนบอกว่าอีกฝั่ง ด้านเหนือจะมีดอกเรพซีด สีเหลืองทองอร่าม บานสะพรั่ง ซึ่งเป็นจุดทิวทัศน์ที่ส าคัญของ ทะเลสาบชิงไห่ “พ่อค่ะ แม่ค่ะ เพ่ยเพ่ยขอไปเดินเล่นซักหน่อยนะคะ เพ่ยเพ่ยอยากไปดูดอกเรพซีด เค้าบอกว่าต้นของ มันขึ้นเต็มพื้นที่ แล้วดอกของเรพซีดจะมีสีเหลืองทองอร่ามเลยค่ะ มันคงสวยมากเลยนะคะ” “ได้ไปสิลูก เดี๋ยวพ่อกับแม่ขอนอนงีบตรงนี้สักหน่อย ลมพัดเย็นๆ รู้สึกง่วงขึ้นมาเลย” “ค่ะ งั้นพ่อกับแม่ก็พักกันให้เต็มที่เลยนะคะ เพ่ยเพ่ยขอตัวไปชื่นชมเจ้าดอกเรพซีดก่อน” “จ๊ะลูกสาวพ่อ” เพ่ยเพ่ย เธอเดินออกมาและเธอก็ได้เห็นว่ามีร้านให้เช่าจักรยาน เพื่อที่จะปั่นดูดอกเรพซีดอีกฝั่งด้าน เหนือ เธอเห็นดังนั้นจึงได้เข้าไปสอบถามราคาในการเช่ารถจักรยาน เพ่ยเพ่ยจึงเอ่ยขึ้น “พ่อค้ารถเช่าจักรยานคะ คิดราคาเท่าไหร่ในการเช่ารถหรือคะ” “คิดราคา 7 หยวน นะครับ” “อ๋อค่ะ ฉันขอเช่ารถจักรยานหนึ่งคันนะคะ” “ได้ครับ เดี๋ยวผมจะเอารถจักรยานคันใหม่ที่สุดของร้าน ที่พึ่งได้มา มาให้นะครับ” “ค่ะ ขอบคุณมากนะคะ” เพ่ยเพ่ยยืนรอจักรยานเพื่อรอพ่อค้าเข็นมาให้
“นี่ครับ รถจักรยานได้แล้ว” “นี่ค่ะ เงิน 7 หยวน นะคะ” “ขอบคุณมากๆ ครับ ขอให้ดูดอกเรพซีดอย่างตื่นตาตื่นใจ ขับขี่ปลอดภัยครับ” “ค่ะ ขอบคุณค่ะ” หลังจากเช่ารถจักรยานเสร็จ เพ่ยเพ่ยก็ได้ปั่นจักรยานคันนี้ออกมา และเธอก็มองดูรถที่สัญจรผ่านไป มาร่วมทั้งรถรางที่ขนส่งผู้คนมาท่องเที่ยวที่เมืองนี้ เธอรู้สึกตื่นเต้นที่ได้ดื่มด่ ากับธรรมชาติมาก ทางที่เธอขี่ก็เห็นทะเลสาบทอดยาวตลอดแนว เธอปั่น จักรยานมาเรื่อยๆ จนใกล้จะถึงฝั่งด้านเหนือของพื้นที่ ที่มีดอกเรพซีด ในขณะนั้นเองก็มีรถยนต์มาจากไหนก็ไม่รู้ ขับรถมาเลนผิดด้าน ที่เธอก าลังปั่นจักรยานมุ่งตรงมาใกล้ ถึงตัวเธอ เธอจึงจับเบรกจักรยานทั้งสองข้างแรงๆ และท าให้เธอเสียหลักลงไปข้างทางที่พุ่มหญ้า รถยนต์คันนั้น ตกใจมาก นึกว่าชนเธอเข้าแล้ว และสุดท้ายพอรถเขาจอดได้ก็รีบลงมาดูเธอ ที่ล้มไปกองกับพุ่มหญ้าตรงนั้น แล้วก็มีเสียงแว่วๆ มา จากคนที่ขับรถยนต์คันนั้นส่งเสียงถึงความเป็นห่วง “คุณครับ คุณเป็นอะไรมากไหมครับ ผมต้องขอโทษด้วย พอดีรถผมอยู่ๆ ก็เกิดยางแตกขึ้นมา กะทันหัน” เพ่ยเพ่ยได้ยินแล้วตอบเขากลับไป โดยที่เธอยังก้มหน้าอยู่เลย “ไม่เป็นไรมากค่ะ ดีที่ล้มตรงพุ่มหญ้าพอดี พอเข้าใจได้ค่ะ รถยางแตกนี่ไม่ได้ตั้งใจเพราะมันบังคับ ทิศทางยาก” “ใช่ครับต้องขอโทษอีกครั้งนะครับ มันเป็นอุบัติเหตุที่ไม่ได้ตั้งใจ จริงๆ แต่ถ้าคุณบาดเจ็บหรือยังไง ผม รับผิดชอบนะครับ มีอะไรก็ติดต่อผมมาได้เลย” เพ่ยเพ่ยได้ยินดังนั้นเธอจึงค่อยๆ เงยหน้าขึ้นมาเห็นใบหน้าผู้ชายรูปหล่อเลยทีเดียว ผิวขาว ร่างโปรงสูง ตอนนี้เธอคิดแค่ในใจ โอ๊ยเทพบุตรชัดๆ หล่ออะไรปานนี้พ่อคุณ แต่เธอก็พูดกับเขาไปว่า “ถ้าอย่างนั้น คุณทิ้งนามบัตรไว้ก็พอค่ะ ถ้าฉันบาดเจ็บหรือไม่ไหวจริงๆ จะให้คุณมารับผิดชอบ แน่นอน” ชายตรงหน้าพอเห็น เพ่ยเพ่ยเงยหน้าขึ้นมาเขาก็อึ้งกับความสวยเช่นเดียวกัน เค้าก็คิดในใจ คนอะไร สวยและน่ารัก หน้าตาจิ้มลิ้มขนาดนี้ แต่แล้วเขาก็เอ่ยขึ้นไปกับเธอ “ได้ครับ อย่างนั้นคุณก็รับนามบัตรของผมไว้นะ”
“ได้ค่ะ” เพ่ยเพ่ยเธอก็ยื่นมือรับนามบัตรของเขา และเธอก็เอ่ยขึ้น “เอ่อว่าแต่คุณชื่ออะไรคะ เวลาฉันติดต่อไปจะได้เรียกคุณถูกนะคะ” “อ่อ ผมชื่อว่า หวัง มู่เฉิน เรียกผมว่ามู่เฉินก็ได้ครับ” “ค่ะ คุณมู่เฉิน” “แล้วคุณล่ะครับ ชื่ออะไร” “ฉันชื่อลูเพ่ย เรียกว่าเพ่ยเพ่ย ก็ได้เหมือนกันค่ะ” “ว่าแต่คุณมาเที่ยวที่นี้เหรอครับ ผมต้องขอโทษมากนะครับที่ท าให้คุณเสียเวลา คุณปั่นจักรยานมา ทางนี้เพื่อที่จะมาดูดอกเรพซีดสินะครับ” “ใช่ค่ะ แต่ไม่ทันได้ดูก็ล้มไปซะก่อนแล้วนะคะ ฮ่าๆ” เพ่ยเพ่ยเธอพูดติดตลก หัวเราะและยิ้มเห็นไรฟัน แต่เธอจะรู้ไหมว่าตอนนี้ หัวใจมู่เฉิน เต้นรัวเป็น กลองแล้ว ก็เพราะแพ้ความน่ารักของเพ่ยเพ่ย “เดี๋ยวผมเอารถจักรยานขึ้นให้นะครับ คุณเพ่ยเพ่ย” “ได้เลยค่ะ ขอบคุณนะคะ ว่าแต่คุณมู่เฉินมาท าอะไรที่นี้เหรอคะ” “อ๋อผมมาท าธุรกิจนะครับ เพราะว่ามีคนจะขายที่ดิน เลยมาดูสักหน่อย” “ค่ะ ถ้าอย่างนั้นเพ่ยเพ่ย ขอตัวก่อนนะคะ ถ้ามีอะไรบาดเจ็บตรงไหนจริงๆ จะติดต่อไปค่ะ” เมื่อบทสนทนาจบลงเธอกับเขาก็ต่างคนต่างแยกย้ายกันไป แต่ในใจทั้งคู่ตอนนี้รู้สึกใจฟูยังไงก็ไม่รู้ เหมือนอาการของคนเจอกันครั้งแรก แล้วสะดุดตากัน แล้วก็นะดันมาเจอกันโดยอุบัติเหตุที่ไม่ตั้งใจอีก เพ่ยเพ่ย เธอออกมาจากตรงจุดที่เกิดเหตุเมื่อกี้ แล้วก็ยังไม่ลดละความตั้งใจที่จะไปดูดอกเรพซีด เพราะเธอปั่นมาใกล้จะถึงแล้ว เมื่อมาถึงทุ่งของดอกเรพซีด เธอก็เดินลงไปยังทุ่งดอกไม้ “ว้าว สวยชะมัด ต้นดอกเรพซีด เต็มพื้นที่เลย สีเหลืองอร่ามทองมากจริงๆ” เธอดื่มด่ าชมกับทุ่งดอกเรพซีดเป็นเวลาพักหนึ่ง แล้วจึงเดินออกจากที่นี่ ปั่นจักรยานเพื่อไปยังจุด ทะเลสาบที่พ่อแม่อยู่ และเมื่อมาถึงเธอก็ได้มาคืนรถจักรยานให้พ่อค้าร้านเช่า และเธอก็ได้เอ่ยกับพ่อค้าร้านเช่า รถขึ้น “คุณค่ะ ช่วยเช็ครถจักรยานอีกทีนะคะ พอดีเมื่อตอนที่ไปดูดอกเรพซีด เกิดอุบัติเหตุกลางทาง ดูว่ามี อะไรเสียหาย ฉันจะจ่ายชดเชยให้เพิ่มค่ะ”
“เหรอครับ เดี๋ยวผมลองเช็คครับ” พ่อค้าร้านเช่ารถก็ได้ตรวจเช็คดูเขาเห็นว่าไม่มีอะไรเสียหายมาก เพียงแค่รถ เป็นรอยถลอกนิดหน่อย เขาเอ่ยบอกเพ่ยเพ่ยอีกครั้ง “ไม่เป็นไรครับ มีรอยถลอกแค่นิดเดียว ไม่คิดอะไรเพิ่มหรอกครับ” “อ๋อ ถ้าอย่างนั้นก็ขอบคุณมากเลยนะคะ และก็ขอโทษด้วยค่ะ ที่ท าให้รถมีรอยถลอก” พ่อค้าให้เช่ารถก็พยักหน้าตอบรับเธอเบาๆ เพ่ยเพ่ยเธอพูดเสร็จ ก็เดินออกมามุ่งตรงไปหา พ่อกับแม่ ที่นอนพักผ่อนอยู่ที่ทะเลสาบ เธอเดินมาถึงจุดที่พวกเขาทั้งสองคนอยู่ ก็พบว่าพ่อกับแม่เริ่มลุกขึ้นนั่งพอดี เธอจึงเดินไปนั่งที่บนผ้าปูด้วย “เป็นยังไงบ้างลูก ทุ่งดอกเรพซีด สวยไหม พ่อกับแม่ว่าจะตามไป แต่บรรยากาศ และลมก็พัดเย็นๆ ท าให้หลับแบบเพลิดเพลิน เลยไม่ได้ตามไปดูดอกไม้นั้นด้วยเลย” “สวยมากค่ะ พ่อ คือแบบดอกไม้นั้นนะ ออกดอกเต็มพื้นที่ สีนี่เหลืองอร่ามเหมือนทอง มองออกไปก็ เต็มทุ่งที่มีดอกชูช่อ ดูแล้วประทับใจมากค่ะ หนูชอบจริงๆ” “ลูกสาว แม่ชอบก็ดีแล้วจ๊ะ แม่กับพ่อได้พาลูกออกมาเที่ยวข้างนอกบ้านแบบนี้ ดีจริงๆ ได้มีเวลาใช้ ร่วมกันถึงไม่มากแต่ก็ ช่วยให้ลูกผ่อนคลายได้บ้าง แม่กับพ่อรักลูกนะจ๊ะ” “เพ่ยเพ่ย ก็รักแม่กับพ่อนะคะ ขอบคุณที่พาหนูออกมาเที่ยวข้างนอกบ้าน และหนูก็อยากหยุด ช่วงเวลานี้เอาไว้มากๆ เพราะมันคือความสุขที่ได้ใช้เวลาร่วมกันกับแม่และพ่อ” เพ่ยเพ่ย เธอเข้าไปสวมกอดทั้งพ่อและแม่ หอมแก้มพ่อทีนึง หอมแก้มแม่ทีนึง ดูแล้วช่างเป็นความ อบอุ่นที่เธอควรได้รับที่สุด เธอเหมือนได้ใช้เวลาและได้รับพลังบวกจากพ่อกับแม่ของเธอเต็มๆ เลยทีเดียว ส าหรับในวันนี้ “ถ้าอย่างนั้น เราเก็บของกันเถอะ จะได้เดินทางกลับบ้านกัน” ลู่ฉีเอ่ยขึ้นและหันไปมองหน้าของสองแม่ลูก ที่ตอนนี้ก าลังกอดกันกลมเชียว “นี่คุณ มาขัดจังหวะฉันกับลูกอยู่นะคะ คนเขารักกันมาขัดจังหวะกันแบบนี้ไม่ได้ฮ่าๆ” ลู่หลินแกล้งพูดแหย่ลู่ฉี่ พร้อมกับท าหน้าทะเล้นใส่สามีของเธอ ยิ้มหวานและหัวเราะจนเห็นไรฟันใส่ สามี จนลู่ฉี่ต้องเอ่ยขึ้น “แหม หลินหลิน คุณนี่น่ารักเหมือนสมัยตอนเป็นสาวๆ ไม่มีผิด ผมจะไม่หลงคุณหัวปักหัวป าได้ยังไง ก็ดูสิคุณหน้ารักแบบนี้”
“อือฮื้อ มาหวานกันตรงนี้เพ่ยเพ่ยจะไปอยู่ตรงไหนดีคะพ่อ รักกันจนหนูอิจฉาไปหมดแล้ว คลั่งรักแม่ ไม่ไหวแล้วนะคะพ่อ ฮ่าๆ” ทั้งสามคนพ่อแม่ลูกคุยหยอกล้อกัน อย่างมีความสุข และพร้อมเตรียม ลุกขึ้นเพื่อที่จะเก็บของ และขน ของทุกอย่างที่เอามาไปไว้ท้ายรถยนต์ จะได้เดินทางกลับบ้านกันต่อ เมื่อขนทุกอย่างมาไว้ที่ท้ายรถเสร็จ ก็ต่าง เช็คว่ามีสัมภาระอะไรที่ยังขาดอีกบ้าง จะได้ไม่ต้องเสียเวลาวนรถกลับ มาอีก พอเช็คครบหมดไม่มีอะไรขาดทั้ง สามก็ขึ้นไปบนรถ พร้อมกับออกเดินทางกลับบ้าน
บทที่6 เรื่องจริงที่ไม่ใช่ความฝันกับการขยายพันธุ์ต้นกล้วยไม้ ตอนนี้ทั้งสามคนก็ได้กลับถึงบ้านซึ่งเป็นเวลาช่วงพลบค่ าพอดี ต่างคนก็ต่างแยกย้าย กันไปพักผ่อน เพราะเหนื่อยกับการเดินทางมาทั้งวัน “เพ่ยเพ่ยขอตัวไปอาบน้ าขึ้นไปข้างบนห้องก่อนนะคะ” “จ๊ะ ไปเถอะลูก เดี๋ยวพ่อกับแม่ก็จะขึ้นไปเหมือนกัน” เมื่อเพ่ยเพ่ยได้ขึ้นมาบนห้องเธอก็ได้อาบน้ า เสร็จกิจส่วนตัว เธอก็มานั่งดูเอกสาร ว่ามีอะไรจะต้องท า อีกบ้าง ถึงมหาลัยจะหยุดถึงอาทิตย์หน้าก็ตาม แต่เธอก็ไม่อยากให้มีงานค้าง ดูเอกสารครบก็ไม่มีงานอะไรที่ค้าง อยู่ เธอจึงได้ล้มตัวลงบนที่นอน อยู่ๆ ในขณะที่เพ่ยเพ่ย ล้มตัวลงมานอน ก็เกิดมีฝนตกหนักลมและฟ้าลงแรงมาก สายฟ้าเสียงดัง กระหึ่ม จนเธอต้องคลุมโปงในผ้าห่มด้วยความกลัวของเสียงฟ้าร้อง และผล็อยหลับไป หลับไปสักพักเธอก็เหมือนเห็นภาพควันขาวๆ ลอยอยู่เต็มไปหมด ไม่เห็นทางอะไร พร้อมมีเสียงแผ่ว เบา พูดขึ้น “เป็นเยี่ยงไรบ้าง นังหนู สิ่งที่เจ้าได้พบเจอ ในตอนนี้มีความสุขบ้างหรือไม่ เจ้าก็คงจะได้รับความรัก จากพ่อแม่ของเจ้าแล้ว เป็นสิ่งที่ทดแทนจากในตอนเด็กที่เจ้านั้นไม่เคยได้รับ เพราะเจ้าเจอความสูญเสียนั้นไป ตั้งแต่ตอนยังเด็ก” “เอ๊ะ! เสียงใครนะ เสียงของใคร! เราฝันอยู่เหรอ หรือยังไงนะ เสียงของคนพูด ฟังแล้วค าพูดก็ ดูโบราณมาก คุณเป็นใครคะ” “เราก็คือเทพจากบนสวรรค์ที่ให้พรเจ้า3 ข้อ อย่างไรล่ะ เจ้าจ าวันที่เจ้า พลัดตกน้ าที่ท่าเรือได้หรือไม่ แล้วตอนนั้นเจ้าเห็นภาพอะไร” “ก็คือ ภาพที่หนูนั้นเห็นความสูญเสีย ทั้งพ่อแม่และก็อา นั้นมันก็แค่ความฝันไม่ใช่หรือคะ” “เจ้าไม่ได้ฝันไป หรอกนังหนู แต่นี้คือเรื่องจริง ที่เจ้าประสบพบเจอ เจ้าได้มาเกิดใหม่ ในร่างใหม่นี้ของ เจ้าแล้ว” “อะไรนะคะ นี่มันคือ เรื่องจริงที่ไม่ใช่ความฝัน” “ใช่แล้ว ทุกอย่างล้วนเป็นเรื่องจริง ที่เรามาในครั้งนี้เพื่อจะมาย้ าเตือนให้เจ้ารู้ว่าเจ้าไม่ได้คิดไปเอง หรือฝันไป จงใช้ชีวิตอย่างมีสติ ในทุกๆ วันนะ นังหนู”
สิ้นเสียงของท่านเทพไป ภาพควันขาวๆ ทุกอย่างก็ค่อยๆ เลือนหายไป เพ่ยเพ่ยจึงค่อยๆ ลืมตาขึ้น พร้อมกับฟ้าที่เริ่มสว่าง เธอจึงลุกขึ้นจากเตียง และนึกถึงค าพูดของท่านเทพ ภาพในความทรงจ าทุกๆ อย่าง ที่ เธอเจ็บปวดทรมานใจ ก็ย้อนคืนมา เธอจึงเอ่ยขึ้นกับตัวเอง “ใช่มันคือเรื่องจริง แล้วตอนนี้เราก็เกิดใหม่ มาในร่างใหม่นี้ หน้าตาหมือนกับเราในอดีตเป๊ะเลย ชื่อก็ยังเหมือนกันอีก แล้ว อาลู่เฉิงอยู่ที่ไหนกันนะ ท าไมเรายังไม่เห็นอาเลยล่ะ” เธอบ่นพึมพ าอยู่กับตัวเอง พักใหญ่ แล้วก็เกือบลืมไปแล้วว่าวันนี้พ่อกับแม่ต้องกลับไปที่ตลาดใหญ่เพื่อ ท ากิจการของครอบครัว เธอนึกขึ้นได้จึงรีบวิ่งลงมาจากบันได เพื่อจะมาดูว่าท่านทั้งสองไปหรือยัง และเธอก็ส่ง เสียงเรียก “พ่อคะ แม่คะ ไปหรือยังค่ะ” สองสามีภรรยาหันมาดูหน้าเพ่ยเพ่ย อย่าง งงๆ ว่าท าไมลูกเขาถึงท าหน้าตาตกใจแบบนั้น เพราะการ ไปตลาดใหญ่ก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร แล้วแม่อย่างลู่หลินก็กล่าวขึ้น “ยังไม่ไป เป็นอะไรลูก ท าไมท าหน้าตกใจแบบนั้น” เพ่ยเพ่ยไม่พูดอะไร แต่โผเข้ากอดคนทั้งสอง และร้องไห้ใส่พ่อกับแม่ของเธอ “ฮือๆ พ่อกับแม่ต้องดูแลตัวเองดีๆ นะคะ อย่าเจ็บอย่าป่วย ห้ามเป็นอะไรทั้งนั้น หนูรักพ่อกับแม่ มากๆ นะ ฮือออ” ทั้งสองสามีภรรยาไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับเพ่ยเพ่ย แต่เขาทั้งสองก็กอดปลอบลูกสาว ปลอบประโลม จนกว่าเธอจะหายสะอึกสะอื้น “นี่ลูกสาวพ่อ ไม่ต้องกังวลอะไร พ่อนะสัญญาเลยว่าจะดูแลตัวเองและแม่ของลูกเป็นอย่างดี” “เข้าใจที่พ่อพูดนะคะ แต่หนูก็ยังเป็นห่วงอยู่ดี ต้องรักษาตัวกันให้มากทั้งพ่อและแม่เลยนะคะ” “จ๊ะลูก แม่รับปากนะ แต่ตอนนี้แม่กับพ่อต้องไปแล้วนะ ลูกก็ดูแลตัวเองด้วย วันนี้ไม่แน่อาของลูก อาจจะกลับบ้าน แต่อาจจะค่ าหน่อยเพราะงานของอาลูกค่อนข้างเยอะ” เพ่ยเพ่ยเธอคิดในใจ อาของเธอหน้าตาแบบไหนกันเพราะตั้งแต่ที่เธอเกิดใหม่ในร่างนี้เธอเองก็ยังไม่ เคยเห็นหน้า “พ่อกับแม่ต้องไปแล้วนะลูก เดี๋ยวจะสายเอา ลูกน้องจะรอนาน เพราะวันนี้ต้องส่งของให้กับพ่อค้าราย ใหญ่หลายคน” “ค่ะ ถ้าอย่างนั้นพ่อกับแม่เดินทางปลอดภัยนะคะ”
เพ่ยเพ่ย ก็ยืนรอให้ท่านทั้งสองขึ้นรถ รอจนกว่าจะขับออกนอกรั้วไป เธอจึงเดินเข้าไปในบ้าน แม่บ้าน จินเห็นเธอจึงเดินเข้ามา จึงเอ่ยขึ้น “หนูเพ่ยเพ่ย จะทานข้าวเช้ารึป่าวคะป้าจะได้ไปเตรียมอาหารมาให้” “ยังค่ะ แม่บ้านจินหนูไม่ค่อย หิวนะคะ วันนี้หนูว่าจะออกไปซื้อ พวกถ่าน กาบมะพร้าว ใยมะพร้าว จะมาขยายพันธุ์กล้วยไม้ที่สวนหลังบ้านนะคะ” “ได้ค่ะ หนูเพ่ยเพ่ย” เพ่ยเพ่ย เธอจึงขึ้นไปอาบน้ าเพื่อจะได้ออกไปร้านขายอุปกรณ์ปลูกต้นไม้เมื่อท าอะไรเสร็จเธอก็ลงมาที่ ลานจอดรถ และเอารถยนต์คันโปรดของเธอออกไป ยังร้านอุปกรณ์ปลูกต้นไม้ เธอขับรถมาได้พักหนึ่ง ตอนนี้ก็ถึงร้าน เธอจึงลงจากรถ เพื่อไปซื้อ อุปกรณ์ที่เธอต้องการ เพ่ยเพ่ยเจอ กับลุงเจ้าของร้านพอดี “คุณลุงคะ หนูต้องการ กาบมะพร้าว ใยมะพร้าว ถ่าน อย่างละ1 กระสอบคะ แล้วก็กระถางต้นไม้5 ช่วยจัดมาให้หนูตามนี้ ทีนะคะ” “ได้ครับ เดี๋ยวลุงจัดการให้ หนูเข้าไปจ่ายเงินที่หน้าเคาน์เตอร์ร้านเลยนะไปบอกตามที่หนูสั่งเดี๋ยวเขา จะคิดเงินให้” “ค่ะ คุณลุง” เพ่ยเพ่ยเดินไปหน้าเคาน์เตอร์ของร้านก็พบกับพนักงานที่ยืนอยู่ “สวัสดีค่ะ คุณลูกค้า ต้องการสั่งของหรือว่า มาจ่ายบิลอุปกรณ์ที่สั่งค่ะ” “มาจ่ายค่ะ ฉันสั่งกาบมะพร้าว ใยมะพร้าว และถ่าน อย่างละ1กระสอบ แล้วก็กระถางต้นไม้5 ทั้งหมดเท่าไหร่ค่ะ ช่วยคิดราคาให้ฉันทีนะคะ” “ได้ค่ะ กาบมะพร้าว1 ใยมะพร้าว1 ถ่าน1 กระสอบละ 10หยวน กระถางต้นไม้5 กระถางละ 15 หยวน รวมทั้งหมดเป็นเงิน 105หยวนค่ะลูกค้า” “นี่ค่ะ 105หยวน ” เพ่ยเพ่ยเธอได้ยื่นเงินให้กับพนักงาน “ขอบคุณนะคะ ทางร้านได้ขนอุปกรณ์ขึ้นท้ายรถให้เรียบร้อยแล้วโอกาสหน้าเชิญใหม่นะคะคุณลูกค้า ขอบคุณที่ใช้บริการร้านของเราค่ะ” เพ่ยเพ่ยยิ้มตอบรับ พร้อมพยักหน้าให้กับพนักงานร้านขายอุปกรณ์ต้นไม้ เธอจึงเดินออกไปและขึ้นรถ แล้วขับรถออกจากร้านเพื่อที่จะกลับบ้านต่อไป
ตอนนี้เพ่ยเพ่ย ก็ขับรถมาถึงบ้านแล้ว เธอจอดรถลานข้างบ้านและได้เข้าบ้านไปเปลี่ยนชุดส าหรับท า สวน สวมเสื้อแขนยาว กางเกงขายาว พร้อมใส่รองเท้าบูท และไม่ลืมที่จะหยิบถุงมือ พรวนขุดดิน มีด ปูนแดง และอุปกรณ์ที่เธอพึ่งจะซื้อมาที่ตอนนี้ได้อยู่ที่สวนหลังบ้านแล้ว เธอเตรียมของเสร็จจึงเดินไปยังสวนหลังบ้าน “โอ๊ะ เจ้ากล้วยไม้ป่าของฉันยังอยู่รอดปลอดภัยดีไหมนะ ไหนลองเข้าไปดูสิ” เพ่ยเพ่ยเปิดเข้าไปดูในซุ้มที่เธอวางต้นกล้วยไม้ป่าบนชั้นไม้ แต่เธอก็โล่งใจเพราะต้นกล้วยไม้ป่าของเธอ ยังอยู่กันครบและรอดปลอดภัย “เอาล่ะ ฉันจะเริ่มขยายพันธุ์พวกกล้วยไม้เหล่านี้ มาจ๊ะสาวน้อยแสนสวยของฉันทั้งหลาย” เพ่ยเพ่ย เธอน าต้นกล้วยไม้มา ตัดยอด แยกหน่อของมัน เธอต้องตัดให้มันติดรากที่แข็งแรงของต้น ตัดได้รากยิ่งเยอะก็จะยิ่งดีเพราะเมื่อน าไปปลูกแล้วจะท าให้แข็งแรงและตั้งตัวเร็วขึ้น วิธีการตัดยอดของมันเธอจะใช้มีด มีดที่จะต้องใช้ต้องเป็นเล่มที่คมและสะอาด ตัดแล้วจึงทาด้วยปูน แดงที่รอยตัดทั้งส่วนต้นและส่วนยอด เพื่อป้องกันเชื้อโรคหรือพวกรา ส่วนยอดก็ต้องน าไปปลูกไว้ในที่ร่มหรือที่ ที่มีแสงแดดน้อยกว่าปกติ จนกว่ายอดนั้นจะตั้งตัวได้แล้วจึงน าไปไว้ในที่ที่มีสภาวะปกติซึ่งจะใช้เวลา 1-2 เดือน ส าหรับส่วนต้นเมื่อน าไปปลูกก็จะมีหน่อของกล้วยไม้เกิดขึ้น เธอท าเรื่อยๆ ไปแบบนี้จนเสร็จ แล้วก็เก็บอุปกรณ์ทุกอย่างและล้างมือท าความสะอาด “เสร็จสักที เจ้าพวกต้นกล้วยไม้แสนสวยของฉัน ได้เวลายืดหลังซักหน่อยเริ่มจะปวดหลังแล้วสิ เรานั่ง ตัดยอดแยกหน่อต้นกล้วยไม้ จนเพลินมากไปแล้วนะ ยัยเพ่ยเพ่ยเอ๋ย ลืมตัวไปเลย” เพ่ยเพ่ยเดินเข้ามาในบ้าน เธอมานั่งพักที่โซฟาที่ห้องโถงนั่งเล่น ก็มีแม่บ้านจินเดินเข้ามา พร้อมกับ หยิบถาดที่มีแก้วน้ าที่มีเครื่องดื่มมานั้นก็คือน้ าเก๊กฮวยและขนมทานเล่นมาให้เธอ แม่บ้านจินวางทั้งน้ าขนมไว้ที่ บนโต๊ะที่อยูตรงกลางโซฟา ที่ตอนนี้เพ่ยเพ่ยได้นั่งอยู่ “มาค่ะ หนูเพ่ยเพ่ย ทานน้ าเก๊กฮวยเย็นๆ ให้ชื่นใจ และกินขนมไปด้วยนะคะ” “ขอบคุณมากนะคะ แม่บ้านจิน เพ่ยเพ่ยจะกินให้หมดเลยค่ะ ตอนนี้ต้องการเพิ่มความหวานให้กับ ร่างกายอยู่พอดีเลยค่ะ ฮ่าๆ” แม่บ้านจินในตอนนี้ยิ้มข าในความเอ็นดูเพ่ยเพ่ย และเธอจึงเดินไปท าหน้าที่ของตัวเองต่อปล่อยให้ เพ่ยเพ่ยได้ทานและพักผ่อนที่ห้องโถง “หืมม น้ าเก๊กฮวยกินแล้วสดชื่นมาก ขนมก็อร่อย รู้สึกดีขึ้นมาเลยจากที่เหนื่อยๆ แต่ก็นะขอฉันยืดหลัง งีบหลับ สักหน่อยแล้วกัน ตอนนี้เริ่มจะง่วงขึ้นมาแล้วสิ” เธอหลับไปเพราะความเหนื่อยล้าจากการขยายพันธุ์ต้นกล้วยไม้ในวันนี้ เธอท าไปหลายต้นเลยทีเดียว
บทที่7 อาชายกลับบ้านและได้เห็นหน้าตาอาเป็นครั้งแรก เพ่ยเพ่ย เธองีบหลับไปจนเวลาตอนนี้ เป็นช่วงบ่ายสาม เธอเหนื่อยล้า จากการขยายพันธ์ีต้นกล้วยไม้ที่ เธอรัก สักพักเธอก็ค่อยๆ หันไปดูนาฬิกาที่ตอนนี้ก าลังเดินบอกเวลาอยู่ “อื้อฮื้อ ฉันหลับเพลินจัง บ่ายสามแล้วเหรอเนี่ย” เธอตื่นมานั่งสักพักก็ขึ้นไปอาบน้ า “วันนี้อาจะกลับบ้านไหมนะ อยากรู้จังว่าอาจะหน้าตาเป็นแบบไหน” เธอพึมพ าอยู่คนเดียว ก็ตั้งแต่เธอมาเกิดใหม่ในร่างนี้ ยังไม่เคยเห็นหน้าอาของเธอเลย เพ่ยเพ่ยเดินลง มาข้างล่างก็ได้ยินแม่บ้านจิน พูดอยู่กับใครคนหนึ่ง “นี่ พี่ตงหยาง ท าไมถึงกลับมาที่นี่คนเดียวล่ะ แล้วไม่มาพร้อมกับท่านนายพลเหรอ พี่ต้องขับรถให้ ท่านไม่ใช่หรือไร” “น้องจินจิน ไม่ใช่ว่าพี่ไม่อยากกลับมาพร้อมกับท่าน แต่ตอนนี้ท่านนายพลติดภารกิจ ท่านจึงให้พี่ กลับมาก่อนและย้ าให้พี่ได้พาตงหลาน ลูกของเราไปหาหมอก่อน” “ท่านนายพลช่างมีเมตตากับเราสองคนผัวเมียจริงๆ เลย ลูกของเราตอนนี้รออยู่ที่โรงเรียน รีบพา ตงหลาน ไปหาหมอกันเถอะพี่ คุณครูได้โทรมาบอกว่าตงหลานตัวร้อนจี๋เลย” “ไปเถอะ น้องจิน เรารีบไปที่โรงเรียนของตงหลานกัน” แม่บ้านจินและตงหยาง หันไปเห็นเข้ากับเพ่ยเพ่ยพอดี แม่บ้านจินจึงเอ่ยขึ้น “หนูเพ่ยเพ่ย เดี๋ยวป้าจินขอตัวไปรับลูกที่โรงเรียนและพาลูกไปหาหมอก่อนนะคะ ถ้าจะกินอะไรหรือ หิวขึ้นมาในครัวมีอาหารไว้พร้อมแล้ว แล้วก็ วันนี้ท่านนายพลอาจจะกลับบ้าน แต่ก็อาจจะช่วงค่ าหน่อยนะคะ ขอตัวก่อนนะคะ” “ค่ะ แม่บ้านจินไม่ต้องห่วงนะคะ ขอให้ตงหลาน ปลอดภัยและหายไวๆ รีบไปรับที่โรงเรียนแล้วพาไป หาหมอเถอะค่ะ” “ค่ะ ขอบคุณ นะคะ” สองสามีภรรยา จึงได้รีบเดินกันออกไป เพื่อที่จะไปที่โรงเรียนและพาลูกของพวกเขาไปหาหมอ “เอ๊ะ ท่านนายพลเหรอ ใครกันนะ อาชายเหรอ?” “ไหนโทรหา พ่อกับแม่สักหน่อยสิ”
....... “ตื้ดดดดดด.....” “สวัสดีค่ะ พ่อค่ะนี่เพ่ยเพ่ยเองนะ ท าอะไรอยู่คะ ยุ่งรึป่าว” “ตอนนี้พ่อสั่งให้ลูกน้องเอาสิ้นค้าใส่ลงในกล่องเพื่อที่จะบรรจุสิ้นค้าให้เรียบร้อยอยู่ลูก วันนี้ส่งของไป หลายล็อตแล้ว ลูกค้ารายใหญ่ทั้งนั้นเลย ส่วนยุ่งไหมก็นิดหน่อยลูก” “วันนี้คงเหนื่อยมากเลยนะคะ เดี๋ยวหนูเรียนจบเมื่อไหร่จะท างานไม่ให้พ่อกับแม่เหนื่อยเลยค่ะ” “ฮ่าๆ ลูกสาวพ่อต่อให้ลูกเรียนจบพ่อกับแม่ก็คงเลิกกิจการที่นี้ไม่ได้ เพราะพ่อแม่ยังสนุกกับการท างาน อยู่เลยลูก” “หูย พ่ออะ แล้วแม่เป็นไงบ้างคะ ตอนนี้” “ตอนนี้แม่นะเหรอ ก็นั่งคิดเงิน ท าบัญชีรายรับ-รายจ่าย สรุปยอดของวันนี้นะลูก” “อ๋อเหรอคะ คือที่หนูโทรมาวันนี้เพราะคิดถึงพ่อกับแม่นะคะ ดูแลตัวเองดีๆ กันด้วยนะคะ ถ้าอย่าง นั้นหนูไม่กวนแล้วนะคะ ฝากบอกแม่ด้วยนะคะ รักนะคะพ่อ” “รักเหมือนกันจ๊ะ ลูกสาว บายๆ ถ้าว่างพ่อจะโทรหานะ” “ค่ะ พ่อ” หลังจากที่เพ่ยเพ่ยคุยโทรศัพท์กับพ่อเสร็จเธอก็เดินไปรดน้ าต้นไม้ที่สวนหลังบ้าน ตอนนี้เป็นช่วงเวลา เย็น อากาศดี ลมพัดเบาๆ “เอ๊ะ! ที่พ่นละอองน้ าอยู่ตรงชั้นไม้ชั้นที่สอง ท าไมมันหายไป 2 อันนะ หรือใครจะเอาไปใช้ ช่างแล้วกัน เดี๋ยวค่อยว่ากัน เอาอันที่เจอพ่นน้ าใส่เจ้าพวกกล้วยไม้แสนสวยนี่ก่อนแล้วกัน” ในระหว่างที่เธอก าลังรดน้ าอยู่ๆ ก็ได้ยินเสียงรถและรถคันนั้น ก็เข้ามาในรั้วบ้านของเธอ แต่รถคันนั้น ขับไปจอดทางด้านบ้านฝั่งขวา เพ่ยเพ่ยท าหน้างง แล้วสักพักเธอก็นึกขึ้นมาได้ว่า วันนี้อาชายของเธอจะกลับมา ที่บ้าน เพ่ยเพ่ยยืนรดน้ าต้นไม้อยู่พักหนึ่ง เธอก็เดินอยู่ที่ลานจอดรถ คอยชะเง้อมองบ้านด้านฝั่งขวา ว่ามีคนอยู่ หรือไม่ แต่เธอมองออกไปกลับไม่มีคนยืนตรงหน้าบ้านนั้น เพราะอาของเธออาจจะเข้าบ้านไปแล้ว เพ่ยเพ่ยเธอจึงเดินเข้าบ้านไป และเธอคิดว่าจะท าวิธีไหนดีเพื่อที่จะได้ไปบ้านฝั่งขวาให้ได้และแล้วเธอ ก็ได้คิดวิธีนี้ออก “เอาล่ะ ยัยเพ่ยเพ่ย เธอนี่มันเก่งจริงๆ เลยนะ อุ๊ย! นี่ฉันชมตัวเอง ก็ได้เหรอ ฮ่าๆ” วิธีที่เธอคิดได้ นั้นก็คือเอาข้าวและอาหารในครัว ตักไปให้บ้านฝั่งขวา ก็คือเอาไปให้อาเธอนั้นเอง
“ฉันหยิบถ้วย ใส่ในถาดนี้ แล้วเลือกภาชนะที่มีฝาปิดดีกว่าจะได้ดูสะอาด” พูดแล้วเธอก็หาจนเจอ คราวนี้เธอตักข้าวตักอาหาร ขนมหวานใส่ถ้วยภาชนะที่มีฝา พร้อมน้ าส้มที่ใส่ โหลแก้ว เสร็จแล้วเธอจึงเดินไป บ้านฝั่งขวา” “หูย บ้านเราพื้นที่ก็กว้างเหมือนกัน แหะ เดินหอบเลย เพ่ยเพ่ยเอ๋ย แต่เอาน่าเพื่ออยากที่จะเห็นหน้า อาชายเราท าได้ จะได้รู้ว่าหน้าตาอาเป็นแบบไหน” เธอเดินไปพึมพ าไปคนเดียวจนมาถึงหน้าบ้านของอาเธอ เธอจึงส่งเสียงเรียก “อาชายค่ะ อาชาย อยู่ข้างใน บ้านรึป่าวคะ” “ใครนะ ใครส่งเสียงเรียกที่หน้าบ้านกัน” “หนูค่ะ เพ่ยเพ่ย นั้นเสียงใครตอบค่ะ” “ผมนายพัน หวังเหว่ย เป็นลูกน้องของท่านนายพลลู่เฉิง คุณคือใครครับ” “หึ ชื่อเหมือนอาชายของเราในชาติที่แล้วนิ” เพ่ยเพ่ยคิดในใจ สิ้นเสียงพูดของหวังเหว่ย เขาก็เดินออกมา ดูว่าใครส่งเสียงเรียก “สวัสดีค่ะ หนูลู่เพ่ย ค่ะ เป็นหลานของอาลู่เฉิง” “สวัสดีครับ คุณลู่เพ่ย เข้ามาข้างในสิครับ ท่านนายพละก าลังตรวจงานอยู่ในห้องท างานนะครับ” “อ๋อ เหรอคะ คือหนูเอาอาหารและขนมมาให้อาชายทานนะคะ ไม่ทราบว่าหนูจะขึ้นไป หาท่านได้ไหมคะ” “สักครู่นะครับ ผมจะไปรายงานท่านนายพลก่อน เผื่อว่าจะมีเอกสารส าคัญ เพราะท่านจะไม่ค่อยให้ ใครเข้ามาสุ่มสี่สุ่มห้าเวลาท่านท างานนะครับ เพราะบางทีมีเอกสารลับ ไม่สามารถให้ใครเห็นได้นะครับ” “เข้าใจแล้วค่ะ ขอบคุณนะคะ ถ้าอย่างนั้นฉันขอนั่งรออาลู่เฉิงตรงโซฟาที่ห้องโถงนั่งเล่นนะคะ” หวังเหว่ย ขึ้นไปยังห้องท างานของ ท่านนายพลลู่เฉิง เพื่อไปรายงานให้ทราบว่าหลานสาว ของเขามาหา ....... “ก๊อก...ก๊อก...ก๊อก..” เสียงเคาะประตูหน้าห้องท างานของ ลู่เฉิงดังขึ้น
“ท่านนายพลลู่เฉิงครับ ตอนนี้สะดวกให้ผมเข้าไปข้างในได้หรือเปล่าครับ” “ท าไม หวังเหว่ย มีอะไร มีเรื่องเร่งด่วนเหรอ” “ป่าวครับท่านนายพล แต่หลานสาวของท่าน คุณลู่เพ่ย มาหาท่านและน าอาหารกับขนม มาให้ ท่านนายพลนะครับ” “หวังเหว่ย เข้าในห้องก่อนเถอะ” “ครับท่านนายพล ถ้าอย่างนั้นผมเข้าไปนะครับ” “อืม เข้ามา เดี๋ยวผมขอเคลียร์งานสักนิด ถ้าเสร็จ เดี๋ยวผมจะลงไปหาเธอ ฝากบอกเธอทีว่า รออีกสิบ นาที ท างานใกล้จะเสร็จแล้วล่ะ” “ครับท่านนายพล เดี๋ยวผมจะไปบอกเธอให้นะครับ” หวังเหว่ย เดินลงมาข้างล่าง ก็พบกับเพ่ยเพ่ย ที่นั่งอยู่บนโซฟาห้องโถงนั่งเล่น เขาเอ่ยขึ้น “คุณลู่เพ่ย ท่านนายพล ให้ฝากมาบอกกับคุณว่า ให้รออีกสิบนาที ท างานเสร็จจะลงมานะครับ” “ได้ค่ะ ขอบคุณมากนะคะ” ....... เวลาผ่านไปสิบนาที เพ่ยเพ่ยที่นั่งรอเจออาของเธอก็ได้แต่เฝ้ามอง ว่าเมื่อไหร่นะ ที่อาจะลงมา ข้างล่าง สักพักก็มีเสียงฝีเท้า ที่เดินดังหนักแน่น เสียงนั้นมาจากบันได ที่เหมือนมีคนก าลังเดินลงมา และมีเสียง เรียกเอ่ยขึ้น “เพ่ยเพ่ย” เธอก็ได้หันไปมองตามเสียง แต่ก็ต้องตะลึง ที่ได้เห็นหน้าตาอาเป็นครั้งแรก ที่เธอได้เกิด ใหม่ในชาตินี้ น้ าตาเธอเริ่มคลอเบ้าเมื่อเห็นอาตรงหน้า เพ่ยเพ่ยรีบวิ่งโผเข้ากอด อาของเธอทันที ที่เขาเดิน มาถึง “อาลู่เฉิง อาค่ะ อาสบายดีไหม อาไม่เจ็บไม่ป่วยใช่ไหมคะ อาต้องอยู่กับเพ่ยเพ่ยอีกนานนะ อาอย่าพึ่ง รีบหนีเพ่ยเพ่ยไป” เพ่ยเพ่ยพูดไปร้องไห้ไป ก็คนที่อยู่ตรงหน้าคนนี้ หน้าเหมือนกับอาลู่เฉิงของเธอในชาติที่ผ่านมา “เพ่ยเพ่ย เกิดอะไรขึ้น ร้องไห้ท าไม อายังสบายดีทุกอย่าง ไม่เจ็บไม่ป่วยด้วย อานะอยู่ กับเพ่ยเพ่ย นานอยู่แล้วล่ะ”
“จริงๆ นะคะ อานะต้องอยู่กับเพ่ยเพ่ยให้นานๆ เลยนะ” “แน่นอนสิ เจ้าหลานขี้แยคนนี้นิ อย่าร้องไห้สิ คิดถึงอามากขนาดนั้นเลย อาไม่อยู่บ้านแค่สามเดือน เอง โอ๋ๆ” “ขอบคุณที่ยังเป็นอา ขอบคุณสวรรค์ ขอบคุณท่านเทพ ที่มีเมตตากับเพ่ยเพ่ยคนนี้” “ยัยหลานคนนี้ นี่เพ้อใหญ่แล้วนะ สะวง สวรรค์ อะไร ยังมีท่านเทพอีก ฮ่าๆ.... ดื้อจริงๆ” เพ่ยเพ่ยผละออกจากลู่เฉิง เธอนึกได้ว่า เอาอาหารกับขนมมาให้อาของเธอทาน เพ่ยเพ่ยเอ่ยขึ้น “อาลู่เฉิงค่ะ รีบไปทานข้าวกับขนมเถอะค่ะ เพ่ยเพ่ยตักมาให้นะคะ” “ดีเลย อาก าลังหิวอยู่พอดี” “เพ่ยเพ่ย วางไว้ให้ที่โต๊ะอาหารให้แล้วค่ะ อาไปทานได้เลยนะคะ” “แล้วเพ่ยเพ่ยล่ะ ทานข้าวหรือยัง นั่งทานข้าวกับอาไหม” “เพ่ยเพ่ย ตักให้อามาชุดเดียวค่ะ อาทานเถอะนะคะ เดี๋ยวเพ่ยเพ่ยค่อยกลับไปทานที่บ้าน อ๋อ แล้ว นายพันหวังเหว่ยหิวไหมคะ เดี๋ยวเพ่ยเพ่ยจะได้ตักมาให้ หรือไปกินที่บ้านเพ่ยเพ่ยได้นะคะ” “ไม่เป็นไรครับคุณลู่เพ่ย ผมฝากให้ ตงหยาง ซื้อเข้ามาให้แล้ว เดี๋ยวก็คงกลับมาจากโรงพยาบาลครับ” “อ๋อ ค่ะ ถ้าหิวมากๆ มาทานที่บ้านได้นะคะ” “ครับ ขอบคุณนะครับ” “เพ่ยเพ่ย อาว่าเราดูเปลี่ยนไปเยอะนะ ตั้งแต่อากลับบ้านมาครั้งนี้” “เปลี่ยนเหรอคะ เปลี่ยนในทางที่ดี หรือไม่ดีค่ะ ฮ่าๆ...” “ทางที่ดีสิ เราดูเข้มแข็งขึ้นกว่าเมื่อก่อน เมื่อก่อนไม่ค่อยกล้าพูด กล้าแสดงความรู้สึก จะพูดเลี่ยงๆ เสมอ แต่ตอนนี้ดีขึ้นมาก ต้องแบบนี้สิ เราต้องมั่นใจในตัวเอง” “ค่ะ หนูจะท าให้อาเห็นว่า หนูแกร่งขึ้นมาก และไม่ยอมแพ้กับอะไรง่ายๆ เลยล่ะค่ะ” “นี่สิ ถึงจะเรียกว่าหลานท่านนายพลลู่เฉิง ต้องเป็นอย่างนี้สิ ต้องแกร่ง ต้องเข็มแข็ง”
สองคนอาหลานพูดคุยกันจนเป็นเวลาค่ า ถามสารทุกข์สุขดิบ เพราะไม่ได้เจอกันนาน และเพราะความ คิดถึง ภาพในค่ าคืนนี้เป็นเพ่ยเพ่ยเองที่มีความสุขที่สุดในชีวิตของเธอ กับการมาเกิดใหม่ในครั้งนี้พูดคุยเสร็จ อาลู่เฉิงก็ได้เดินมาส่งเพ่ยเพ่ยกลับบ้านฝั่งซ้าย แล้วต่างคนต่างแยกย้ายกัน ที่หน้าบ้าน ลู่เฉิงรอจนกว่าเพ่ยเพ่ย จะเดินเข้าบ้านไป เขาจึงเดินกับบ้านของเขาบ้าง คืนนี้เป็นอีกหนึ่งคืนที่เพ่ยเพ่ยยิ้มไม่หุบเลยทีเดียว ก็จะอะไรล่ะ อาของเธอคือ อาลู่เฉิงยังไงล่ะ อาลู่เฉิง คนเดิม คนที่ยังรักและเป็นห่วงเธอไม่เคยเปลี่ยน ไม่ใช่ว่าเธอไม่ดีใจที่เจอกับพ่อแม่ในชาตินี้ แต่ถ้าจะให้ตีเป็น ความผูกพัน อาของเธอคือคนนี้ คนที่เลี้ยงดู ส่งเสียเธอเรียน เลี้ยงเธอมาเป็นอย่างดี ความผูกพันในอดีตมีค่า มากส าหรับเธอเพราะเธอคิดไปแล้วว่าเขาก็คือพ่อของเธออีกคนนั้นเอง
บทที่8 โลกกลมไปไหม ....... หนึ่งอาทิตย์ต่อมา วันนี้เป็นวันที่เพ่ยเพ่ย ต้องเข้าไปเรียนที่มหาลัย เพราะมหาลัยเปิดแล้วหลังจากหยุดมาหนึ่งอาทิตย์ เนื่องจากที่มหาลัยอาจารย์คณะของเธอต้องไปดูงานที่มหาลัยเขตอื่น เพ่ยเพ่ย อาบน้ าแต่งตัวแต่เช้า เพื่อเตรียม ตัวไปมหาลัย ถึงเธอจะรู้แล้วว่าเรื่องของเธอไม่ใช่ความฝันแต่ว่าในชาตินี้เธอจะต้องขยันและหาความรู้เข้าตัวให้ มากๆ เพื่อที่จะท าให้ครอบครัวมีความสุขและไม่ล าบากเหมือนในชาติที่ผ่านมา เธอคิดแค่ว่าเธอต้องรวยให้ได้ ยิ่งกว่านี้และจะท าให้คนอื่นไม่ต้องพูดว่าเธอรวยได้ เพราะมีพ่อแม่รวย แต่จะต้องท าให้เห็นเองว่าเธอจะ สามารถสร้างอาชีพขึ้นมาได้โดยความภาคภูมิใจที่ท าได้จากตัวเธอเอง เพ่ยเพ่ยเมื่ออาบน้ าเสร็จพร้อมกับแต่งตัวเรียบร้อย ตอนนี้เธอจะลงไปทานข้าวเช้าก่อน “แม่บ้านจินค่ะ มื้อเช้าของวันนี้มีอะไรให้เพ่ยเพ่ย ทานหรือเปล่าคะ” “มีค่ะ วันนี้มีข้าวต้มกุ้ง ไข่ลวก ซาลาเปาไส้หมู มื้อเช้าเบาๆ ท้องไปก่อนนะคะ หนูเพ่ยเพ่ย” “ได้ค่ะ หนูขอข้าวต้มกุ้งหนึ่งชาม แล้วก็ซาลาเปาไส้หมู หนึ่งค่ะ ขอบคุณนะคะ” “ได้ค่ะ รอสักครู่นะคะ” แม่บ้านจินยกของทุกอย่างตามที่เพ่ยเพ่ยสั่งมาให้เธอทานมื้อเช้ายกเสร็จเธอก็ไปท าหน้าที่อย่างอื่นต่อ เพ่ยเพ่ยกินเสร็จ ก็เอาของที่ แม่บ้านจินยกมา ไปล้างในครัวเสร็จแล้ว เธอจึงตรวจสอบ ของที่จะไป มหาลัยว่าครบถ้วนไหม พอของครบแล้ว เธอจึงเดินออกไปที่ลานจอดรถ เพื่อที่จะน ารถยนต์คันโปรดของเธอ ออกไป “ไปออกกันเดินทางกันเลย ลูกสาวของแม่” เธอเอ่ยพูดกับรถยนต์คันโปรดของเธอ เพ่ยเพ่ยขับรถออกมาจากบ้านเธอก าลังเดินทางไปยังมหาลัยของเธอ ซึ่งมหาลัยที่เธอก าลังจะไปคือ มหาลัยฟูตัน มหาลัยของเธอตั้งอยู่ในเมืองเซี่ยงไฮ้ ซึ่งตั้งขึ้นในปี ค.ศ. 1905 เธอเรียนด้านวิทยาศาสตร์หรือ สาขาชีววิทยา เธอศึกษาเกี่ยวกับด้านพฤกษาศาสตร์เกี่ยวกับพืชนั้นเอง เธอจึงชอบพวกต้นไม้หรือกล้วยไม้ เป็นพิเศษ
เมื่อเพ่ยเพ่ยถึงมหาลัย เธอจึงได้ขับรถไปยังที่ลานจอดรถในคณะของเธอ เมื่อจอดรถได้แล้วเธอก็ขน สัมภาระของเธอที่ต้องน ามันเข้าเรียนออกจากรถ และเดินไปยังบนตึก เพ่ยเพ่ยพบเข้ากับอาจารย์ของเธอ ที่ตอนนี้ยืนอยู่บริเวณใต้ตึก ท าไมเธอจึงรู้นะเหรอว่าเป็นอาจารย์ของเธอ เพราะความทรงจ าของร่างนี้มันผุด ขึ้นมาในหัว ดีไปอย่างที่เธอไม่ต้องมานั่งคิดเลยว่าคนที่รู้จักนี้คือใครบ้าง เพ่ยเพ่ยจึงเข้าไปทักทายกับอาจารย์ “สวัสดีค่ะอาจารย์ฟางซิน มารอใครตรงนี้เหรอคะ” “สวัสดีจ๊ะ ลู่เพ่ย อาจารย์มารอลูกศิษย์ตัวแสบอยู่นะสิ” “อ๋อ รู้เลยนะคะ ว่าใคร อิอิ” “ก็ใช่นะสิ รุ่นพี่จอมแสบของเธอนั้นแหละ” “อ๋อ ค่ะ ถ้าอย่างนั้นหนูขอตัวไปห้องเรียนก่อนนะคะ” สิ่งที่อาจารย์กล่าวถึงบุคคลดังกล่าว แค่บอกว่ารอลูกศิษย์ตัวแสบก็ย่อมรู้ว่าคือใคร เขาก็คืออี้ซวน เป็นรุ่นพี่ของเพ่ยเพ่ย และเขาก็หน้าตาหล่อเหลา รูปร่างโปร่งสูง ผิวขาว เป็นรุ่นพี่ที่คอยให้ค าปรึกษากับเพ่ย เพ่ยดีเลยทีเดียว เวลาที่เธอมีปัญหาก็ไปปรึกษากับอี้ซวนอยู่เสมอ เพ่ยเพ่ยเดินมาถึงยังห้องเรียน ซึ่งยังไม่ถึงเวลาแต่เธอจะมานั่งรอก่อนเสมอ เธอเดินเข้าไปก็เจอกับ เพื่อนสาวจอมแสบที่วันนี้มาเร็วกว่าปกติ เธอจึงเอ่ยขึ้น “นี่ ต้าเหนิงท าไมวันนี้มาเร็วจัง ฉันรู้สึกว่าเธอเข้าเกือบสายทุกครั้ง เอ๊ะ! ฉันฝันไปแน่ๆ วันนี้เพื่อนของ ฉันมารอเรียนแต่เช้าเลย สงสัยวันนี้พายุต้องเข้าแน่ๆ” เพ่ยเพ่ย ยิ้มข าล้อเลียนต้าเหนิงซึ่งตอนนี้สายตาของต้าเหนิงส่งค้อนขึ้นมาพร้อมเอ่ยขึ้น “นี่เพ่ยเพ่ย เธอก็รู้นิ ว่าฉันมาเร็วซะที่ไหนละ ก็มาเกือบอาจารย์เข้าทุกทีแหละ แต่วันนี้ดันมีเหตุนะสิ คือรถคันโปรดของฉันดันมาเสียซะได้ เลยต้องให้ลูกพี่ลูกน้องมาส่ง ก็เกรงใจพี่เขาอยู่หรอกแต่ท าอะไรไม่ได้ ตอนเลิกเรียนเดี๋ยวพี่เขาก็จะมารับอีกที เพราะรถฉันคาดว่าจะเสร็จช้า เฮ้อ นึกแล้วก็เซ็ง” “เอาน่าไม่เป็นไร เดี๋ยวรถเธอก็ซ่อมเสร็จแล้ว ที่จริงเธอไปกับฉันก็ได้นี่น่า ฉันไปส่งเธอได้อยู่แล้ว ไม่ ต้องรบกวนพี่ชายเธอก็ได้” “ที่จริงฉันกะว่าจะท าแบบนั้นแหละ แต่พ่อของฉันนะสิ บอกว่าให้พี่เขามาส่งเพราะยังไงก็ต้องผ่านมา ท าธุระแถวนี้อยู่แล้ว ขัดค าสั่งพ่อได้ที่ไหนล่ะ” ต้าเหนิงพูดแล้วยิ้มเจื่อนๆ “ฮ่าๆ ยัยต้าเหนิง เอาเหอะ ในระหว่างนี้ก็อดทนไปก่อน” “ว่าแต่ฉันลืมเอาเอกสารที่เพ่ยเพ่ยท าให้มาส่งอาจารย์เนี่ย ท ายังไงดี อาจารย์ให้ส่งภายในตอนเย็นซะ ด้วย ขี้ลืมจริงๆ ฉัน”
“ว่าแล้วเชียว ว่าเธอต้องลืมเอกสารแน่นอน ยัยต้าเหนิง ดีนะที่ฉันท ามาเผื่อไว้อีกชุดหนึ่ง” “อร้าย เพื่อนรักของฉัน น่ารักที่สุด ดีที่สุด ไม่มีใครเทียบเธอได้ ฉันรักเธอ จุ๊บๆ” “อย่ามาท าเป็นพูดเลย แหมพอรู้ว่ามีเอกสารอีกชุด ชมใหญ่เลยนะ อยู่เป็นนะเราอะ ฮ่าๆ” เพ่ยเพ่ยเธอยิ้มข าเพื่อน เพราะรู้ว่าต้าเหนิงชอบขี้ลืม เธอจึงได้เตรียมเผื่อมาไว้แล้ว “ขอบใจนะจ๊ะเพื่อนรัก” สักพักอาจารย์ ก็เข้ามายังในห้องเรียนและได้สอนนักศึกษาที่มาเรียนในคาบนี้ จนเวลาผ่านไป สี่สิบนาที อาจารย์ก็ได้สั่งงานและปล่อยนักศึกษาออกจากห้อง “เย้ เรียนจบไปแล้วหนึ่งวิชาในวันนี้ ว่าแต่ฉันยังไม่เข้าใจเท่าไหร่เลย เรื่องเชื้อราที่อยู่ในพืช เฮ้อ เพ่ยเพ่ยจ๋า เธอช่วยติวให้ฉันด้วยนะ สมองน้อยๆ ของฉันนี่มันไม่ค่อยจ าจริงๆ” “ต้าเหนิง เธอนี่ตลอดเลยนะ จะรู้เรื่องได้ยังไงก็เธอนั่งจะหลับอยู่แล้ว” “แฮร่ๆ ^^ เพื่อนแค่เผลองีบเอง ก็เห็นตัวหนังสือแล้วมันง่วง” “เหอะ อย่ามาพูดเถอะย่ะ ยัยตัวดี” “เพื่อนส านึกผิดแล้วจ้า คนสวย” ต้าเหนิงพูดหยอกล้อเพ่ยเพ่ย เพราะรู้ตัวดีว่าเธอผิด ก็ที่เธอง่วงเป็นเพราะเมื่อคืนที่บ้านของพ่อมีญาติๆ มาเลี้ยงสังสรรค์กันเพราะธุรกิจที่บ้านของเธอค่อนข้างไปได้ในทางที่ดี เธอได้นอนเป็นเวลาตีสามจึงท าให้วันนี้ เธอง่วงมากๆ “อือๆ ฉันเข้าใจเธอแล้วกัน ถ้าอย่างนั้นก็ไปหาไรกินกันเถอะ” ทั้งสองเดินออกจากห้องเรียน เพื่อออกไปหาอะไรกินที่ห้องโรงอาหารที่มหาลัย เธอทั้งสองเมื่อมาถึงก็ ได้ไปสั่งแม่ค้าว่าจะเอาอะไรบ้าง และพร้อมกับหาที่นั่งเพื่อจะได้ทานข้าว ในระหว่างที่เธอเดินกันมาสองคนคอยสอดส่องหาที่นั่ง พวกรุ่นพี่ผู้ชายก็มองตามกันเป็นแถว ก็เธอทั้ง สองคนเป็นคนที่ค่อนข้างสวยมาก แทบจะละสายตากันไม่ได้เลยทีเดียว “น้องเพ่ยเพ่ย นั่งตรงนี้ไหมครับ ตรงนี้ว่างนะ มานั่งกับพี่ได้” เสียงรุ่นพี่ชายคนหนึ่งกล่าวขึ้น “ไม่เป็นไรค่ะ ขอบคุณนะคะ พอดีหนูเจอที่นั่งแล้ว” เพ่ยเพ่ยเธอเดินเจอเข้ากับที่นั่งพอดี “นี่ยัยเพ่ยเพ่ย รุ่นพี่คนนั้นเขาจะจีบเธอ เธอตัดบทเขาเฉยเลยอะ ร้ายจริงๆ ยัยนี่”
“เอ้า ก็เจอที่นั่งแล้วจริงๆ นิ ต้าเหนิง” “จ้ายัยตัวแสบ ฮ่าๆ” ........ สักพักก็มีชายร่างสูงโปร่งคนหนึ่งเดินเข้ามายังโต๊ะ ที่สองสาวก าลังนั่งทานข้าวกันอยู่ “สองสาวพี่ขอนั่งทานข้าวด้วยคนได้ไหมครับ” ทั้งสองสาวเงยหน้าขึ้นพร้อมกันเมื่อได้ยินเสียงที่กล่าวบอก “อ้าว พี่อี้ซวน ไม่มีเรียนเหรอคะ ถึงมากินข้าวกับพวกเราได้” ต้าเหนิงถามขึ้น “นั่งก่อนสิคะ ทานข้าวด้วยกัน” เพ่ยเพ่ยเอ่ยชวนอี้ซวนให้นั่งลง “พี่ไม่มีเรียนแล้วนะ พอดีมาส่งงานเล่มวิจัยเกี่ยวกับพืชและการปรับเรื่องปุ๋ยหน้าดิน กว่าจะเสร็จท า เอาอาจารย์ ฟางซินอารมณ์เสีย พี่ไม่โทษอาจารย์หรอกที่จะโมโหพี่ขนาดนั้น เพราะพี่มัวแต่ลีลา จนอาจารย์รอ ไม่ได้แล้ว มายืนรอพี่ใต้ตึกตั้งแต่เช้าเลยนะ หลบไม่ได้เลย ฮ่าๆ” “โอ๊ย พี่อี้ซวนนี่ก็นะ ท าอาจารย์ฟางซินอารมณ์เสียได้นี่คือสุดยอดเลยนะ ปกติ แกจะเป็นคนที่ใจดี ไม่ค่อยโมโห ใครง่ายๆ ด้วย ถือว่าพี่เป็นคนแรก” ต้าเหนิงเอ่ย “ไม่อย่างนั้นอาจารย์ฟางซินจะเรียกว่าลูกศิษย์จอมแสบเหรอ” เพ่ยเพ่ยพูดขึ้นเพราะเธอได้ยินที่อาจารย์ฟางซินพูดเมื่อเช้าตอนอยู่ที่ใต้ตึก ทั้งสามคนนั่งทานข้าวไป คุยกันไป หัวเราะกันไป อย่างสนุกสนาน แต่แววตาของอี้ซวนมองแต่เพ่ยเพ่ย ตลอด เขารู้สึกชอบเพ่ยเพ่ยตั้งแต่แรกเห็นที่เข้ามาในมหาลัย เขาจึงได้แต่แอบเก็บความรู้สึกนั้นเอาไว้และคอย ให้ค าปรึกษาเธอเสมอ แม้ในใจอยากบอกว่าชอบแต่ก็แอบกลัวอยู่เหมือนกันว่าความสัมพันธ์ความเป็นรุ่นพี่จะ ถอยห่างออกไป ตอนนี้เขาท าได้แค่เพียงเฝ้ามองเธออยู่แบบนี้เท่านั้น รอให้เขาพร้อมเมื่อไหร่ค่อยบอก ความรู้สึกกับเธอ เมื่อทั้งสามคนทานข้าวเสร็จก็ต่างแยกย้ายกันไป เพราะเพ่ยเพ่ยและต้าเหนิงยังมีเรียนอีกวิชาหนึ่ง ซึ่งตอนนี้ใกล้จะถึงเวลาเรียนแล้ว สองสาวจึงเดินขึ้นมายังตึกคณะ เพื่อไปเข้าห้องเรียน วันนี้ต้องเข้าไปดูจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ต่อระบบเกษตรอินทรีย์ในคาบนี้จะต้องเข้าห้องปฏิบัติการหรือ ห้องแล็บ ซึ่งจะต้องศึกษาเกี่ยวกับจุลินทรีย์แบคทีเรีย ถ้าจะเรียกฟังให้คุ้นหูกันดีก็ต้อง บาซิลลัสทูริงจิเอนซิส หรือเรียกสั้นๆ ว่าเชื้อบีที เชื้อแลคโตบาซิลลัส จุลินทรีย์สังเคราะห์แสง จุลินทรีย์ผลิตกรดแลคติคและกรดอะ ซิติก เชื้อไรโซเบียม ฯลฯ
ว่าแล้วทั้งคู่ก็ต่างไปใส่เสื้อคลุมสีขาวเพื่อเข้าห้องปฏิบัติการและเรียนวิชาที่สองในคาบวันนี้ เมื่อสวมชุด คลุมเสร็จก็มานั่งรอตรงโต๊ะเรียน พร้อมเตรียมอุปกรณ์ต่างๆ ในการทดลองตามที่อาจารย์สั่ง ล่วงเลยเวลาในการทดลองทุกอย่างของตัวจุลินทรีย์พืชอาจารย์ก็สั่งงานพร้อมกับ ให้ส่งงานที่อาจารย์ ได้สั่ง อาทิตย์หน้าเนื่องจากต้องน าตัวอย่างพืชที่นักศึกษาเลือกใช้เกี่ยวกับจุลินทรีย์ที่จะปรับกับพืชมาด้วย สั่ง เสร็จอาจารย์ก็ได้ปล่อยนักศึกษาในคาบนี้ “อาจารย์ปล่อยแล้วก็ไม่มีเรียนแล้ว แต่ก็นะเย็นพอดี ส่วนฉันต้องรอพี่ชายมารับนี่นะสิ” “ถ้าอย่างนั้น เดี๋ยวฉันไปรอเป็นเพื่อนเธอแล้วกัน” “เย้ ดีจังเลย ขอบใจนะเพื่อนสาว” “มาขอบจงขอบใจอะไรกัน ฉันต้องไปรอเป็นเพื่อนเธออยู่แล้ว” สองสาวจึงได้เดินลงกันมาจากตึกคณะ เพ่ยเพ่ยและต้าเหนิง มานั่งรอพี่ชายของต้าเหนิง เพื่อที่จะมา รับเพื่อนสาวของเธอกลับบ้าน ทั้งสองก็พูดคุยเล่นกันตามประสาเพื่อนในระหว่างที่รอ ผ่านไปครึ่งชั่วโมงก็มีรถยนต์คันสีด ามาจอดตรงหน้าตึกคณะ พร้อมกับมีชายคนร่างสูงเดินขึ้นมา ทั้ง สองสาวที่นั่งอยู่ไกลๆ ยังไม่เห็นคนที่ก าลังเดินขึ้นมา เพราะคุยกันอย่างสนุกสนาน เมื่อชายคนดังกล่าวเดินมา ใกล้จะถึง เขาก็ท ากระแอมใส่เพื่อให้รู้ว่าเขามาถึงแล้ว “อะแฮ่ม” ทั้งสองสาวตอนนี้ที่คุยกันอย่างสนุกสนานก็หันและมองพร้อมกัน ตอนนี้เพ่ยเพ่ยอึ้งกับความหล่อของ ชายคนนี้แหละเธอก็จ าได้ว่าเขาคือคนที่ ขับเกือบชนรถจักรยานที่ทะเลสาบชิงไห่ เธอก็สงสัยขึ้นเล็กน้อย ชาย คนนี้มาท าไม แล้วมายืนท าไมตรงที่เรานั่งคุยกันอยู่ แต่ไม่ทันได้สงสัยนานยัยเพื่อนตัวแสบของเธอก็เอ่ยขึ้น “อ้าว พี่มู่เฉินมาแล้วเหรอคะหนูรอตั้งนานแหนะ” “ขอโทษที พอดูลูกค้าพี่ พึ่งจะตกลงกับราคาที่ดินได้นะ” “อ๋อ เหรอคะ ถ้าอย่างนั้นก็ไม่เป็นไรหรอกคะ พอเข้าใจได้” ตอนนี้ในใจ มู่เฉินก็จ าได้ขึ้นมาเหมือนกันว่า นี่คือผู้หญิงที่เขาขับรถเกือบจะชนในตอนนั้น เขามองเธอ อย่างละสายตาไม่ได้เลยเพราะเธอสวยเหลือเกิน เขาเคยรอให้เธอติดต่อกลับมาเรื่องค่าใช้จ่ายในการรักษา อุบัติเหตุในครั้งนั้น แต่ก็ไม่ได้รับการติดต่อจากเธอ แต่ยังอึ้งๆ ที่มาเห็นเธอมานั่งข้างน้องสาวของเขา ยังไม่ทัน ได้เอ่ยอะไร ต้าเหนิงก็พูดขึ้น
“พี่มู่เฉิน นี่คือเพื่อนของฉัน เธอชื่อ ลู่เพ่ย หรือเพ่ยเพ่ย” “คุ...คุณ นั้นเอง คนที่ขับรถเกือบจะชนฉันใช่ไหมคะ” “ฮะ!! อะไรใครขับรถชนเธอ!! เพ่ยเพ่ย” เพ่ยเพ่ยชี้ไปที่มู่เฉิน เพราะต้าเหนิงถามว่าใครเป็นคนขับรถเกือบจะชนเธอ “พี่มู่เฉิน จริงเหรอ ตอนไหนกันอะ ท าไมมีแต่ฉันที่ยังไม่รู้ ฉันพลาดอะไรไป พลาดไปได้ยังไง? ปกติไม่ เคยพลาดที่จะรู้เรื่องคนอื่นเลย” ต้าเหนิงท าหน้าสงสัย เพ่ยเพ่ยข าความขี้เผือกของเพื่อน ที่ตอนนี้ต่อมเผือกก าลังจะท างาน “ก็ตอนนั้นพี่นะไป ดูคนที่จะขายที่ดินแถวทะเลสาบชิงไห่ แล้วรถกลับยางแตก ดีที่เบรกทันเกือบจะ ชนกับคุณเพ่ยเพ่ยแล้วนะสิ” “ยัยเพ่ยเพ่ย ท าไมไม่ยอมเล่าให้ฉันฟังบ้าง ดีนะที่เธอไม่ได้เป็นอะไรไปอะ” “ขอโทษที แต่ตอนนั้นฉันอะยุ่งๆ แล้วก็ใช้เวลาอยู่กับพ่อแม่ไง เลยไม่ได้บอกเธอ แล้วกลัวเธอจะเป็น ห่วงด้วย” “น่าตีนักนะ ยัยจอมแก่นนี่นิ” “คุณเพ่ยเพ่ยเป็นเพื่อนกับน้องสาวของผมนี่เอง โลกกลมจังเลยนะครับ” “ใช่ค่ะ โลกกลมไปไหม ฮ่าๆ” “แหมๆ พี่มู่เฉินของเรานี่ก็แปลกๆ อยู่นะ คิดจะจีบเพื่อนสาวต้าเหนิงมันไม่ง่ายหรอกนะคะ” “นี่! ยัยต้าเหนิงพูดอะไรของเธอ” “แหมมม.. ก็ฉันดูท่าทางของพี่ชายฉันแล้วนี่นะ มองเธอแทบจะไม่ละสายตาขนาดนั้น” “ต้าเหนิงก็พูดไป จะกลับบ้านกันเลยไหมละน้องสาวคนนี้” “ฮั่นแหนะ ตัดบทเฉยเลยพี่ชายเรา ฮ่าๆ กลับสิคะ” “ถ้าอย่างนั้นเราก็แยกย้ายกันเถอะคะ นี่ก็เย็นมากแล้ว ไปก่อนนะต้าเหนิง ไปก่อนนะคะ คุณมู่เฉิน” “ครับไว้เจอกันอีกนะครับ คุณเพ่ยเพ่ย” “แปะๆ” เสียงปรบมือของต้าเหนิงแซวพี่ชายของเขา
ท าเอามู่เฉินถึงกับยิ้มเขินๆ ออกมาก แล้วต่างคนก็ต่างแยกย้าย ในใจของมู่เฉินก็แอบคิด ต้องหา ข้ออ้างเพื่อมาส่งต้าเหนิงทุกวันซะแล้วสิ จะได้มาเจอคุณเพ่ยเพ่ยได้ เขายอมรับว่าตั้งแต่เจอกันในอุบัติเหตุครั้ง นั้น สะดุดตากับเพ่ยเพ่ย ตั้งแต่แรกเห็น ส่วนเพ่ยเพ่ยในตอนนี้ที่ก าลังขึ้นรถ ใจเธอก็เต้นไม่เป็นจังหวะ เพราะเธอเขินกับรอยยิ้มของมู่เฉินที่ส่ง มา เธอก็สะดุดตากับเขาในวันที่เกิดอุบัติเหตุในครั้งนั้นเหมือนกัน และไม่คิดว่าจะมาเจอกับเขาอีกได้ โดยที่ไม่รู้ เลยว่าเขาเป็นลูกพี่ลูกน้องกับเพื่อนสาวของเธอ โลกจะกลมเกินไปไหม
บทที่9 ครอบครัวของต้าเหนิงกับมู่เฉิน ในระหว่างที่ต่างคนก็ต่างแยกย้ายกันกลับบ้าน ต้าเหนิงและมู่เฉินก็ได้ขึ้นรถและขับออกจากมหาลัย ต้าเหนิงก็ยังไม่หายสงสัยกับสิ่งที่เกิดขึ้น กับเรื่องอุบัติเหตุที่พี่ชายของเธอขับรถเกือบจะชนเพื่อนรักของเธอ ต้าเหนิงจึงได้เอ่ยขึ้น “พี่มู่เฉิน ฉันขอถามอีกรอบหนึ่งสิ คือเรื่องของเรื่องมันเกิดยังไงที่ขับรถเกือบจะชนเพื่อนของฉันเนี่ย เล่ามาเลยนะ” “ก็อย่างที่พี่บอกไง ก็ตอนนั้นที่ทะเลสาบชิงไห่ รถของพี่ยางแตกขึ้นมาแต่ดีที่พี่บังคับรถไว้ได้ เกือบจะ ชนเข้ากับคุณเพ่ยเพ่ย ดีที่คุณเพ่ยเพ่ยหักหลบได้ทันด้วยเธอล้มลงที่กองหญ้า แต่ตอนนั้นอะ พอเล่าพี่ก็ใจหาย อยู่นะ ดีที่ไม่เป็นอุบัติเหตุที่ร้ายแรง” “ใช่ ดีแล้วแหละที่มันไม่ร้ายแรง เอ่อนี่พี่มู่เฉิน วันนี้ที่บ้านต้องกลับไปเจอใครอีกบ้างอะ ฉันเหนื่อยมาก นะเมื่อคืนก็ช่วยต้อนรับญาติๆ จนดึกวันนี้จะมีแขกที่ไหนมาอีกล่ะ” “น่าจะเป็นคนที่ร่วมธุรกิจในการท าห้างขายสินค้ากับพ่อพี่แล้วก็คุณอานะ” “เฮ้อ ฉันอยากนอนมากๆ เลยตอนนี้เวลานอนก็น้อยเหลือเกิน พอไม่ต้อนรับใคร เดี๋ยวพ่อก็บอกว่าฉัน ไม่สนใจเรื่องธุรกิจอีก ทั้งๆ ที่อยากไปดูแลพวกพืชที่ปลูกไว้ นั้นคือความสุขของฉันนี่นา ท้อจริงๆ เลย เกิดมา เป็นต้าเหนิง” “ฮ่าๆ เอาน่าเดี๋ยวอาก็อาจจะเข้าใจเองแหละ แค่ตอนนี้อาชายคงอยากให้เธอได้เรียนรู้เรื่องธุรกิจด้วย ไง โถวเอ๋ย ต้าเหนิง ยังนิสัยเด็กน้อยไม่เปลี่ยนนะเรา” มู่เฉินที่พูดออกไปแบบนั้น ตอนนี้น้องสาวของเขาได้ท าหน้าตาค้อนใส่เข้าให้ สองคนพี่น้องได้นั่งคุย นั่งบ่น เรื่องต่างๆนาๆ ไปเรื่อยๆ จนเวลาผ่านไปสักพักก็ขับรถมาถึงหน้าบ้าน ของทั้งคู่ ตอนนี้มู่เฉินก็ได้ขับรถเข้ามาภายในบ้าน เขาได้จอดรถไว้ที่ลานข้างบ้าน เมื่อจอดรถเสร็จ ทั้งสองก็เดินลงจากรถ มายังหน้าบ้าน แต่บ้านที่ทั้งคู่อยู่อยู่ในเนื้อที่ผืนเดียวกัน เนื้อ ที่ของบ้าน มีทั้งหมด5หมู่ = 5ไร่ นั้นเอง บ้านลักษณะจะเป็นแบบบ้านแฝด ซึ่งแน่นอนว่าต้องแยกบ้านอยู่แล้ว ไม่ต้องบอกก็รู้ว่ามีฐานะร่ ารวยอย่างแน่นอน เพราะบ้านหลังใหญ่พื้นที่ก็กว้างด้วยเช่นกัน แต่มู่เฉินยังไม่เข้าบ้าน เขาก่อนเพราะเขาต้องไปบ้านต้าเหนิงก่อน และก็จะมีแขกคนส าคัญมาที่บ้านในวันนี้แล้วจู่ๆก็มีเสียงเอ่ยขึ้นมา “มากันแล้วหรือคะ คุณมู่เฉิน คุณต้าเหนิง” “ใช่ครับ / ใช่ค่ะ” เสียงที่เอ่ยถามคนทั้งคู่ก็คือ แม่บ้านอัน ซึ่งเธอเป็นแม่บ้านของบ้านต้าเหนิง
“ตอนนี้แขกคนส าคัญของคุณพ่อและคุณลุง มาหรือยังคะ แม่บ้านอัน” “ตอนนี้ก าลังมาค่ะ คุณต้าเหนิงกับคุณมู่เฉินจะรับน้ าทานก่อนไหมคะเดี๋ยวป้าจะไปเอามาให้ทาน” “ขอบคุณมากครับคุณป้าอัน แต่ผมขอนั่งรอตรงโซฟาก่อนแล้วกัน ว่าแต่คุณพ่อกับคุณอาไปไหนเหรอ ครับ ท าไมไม่เห็นท่านทั้งสองเลย” “อ๋อ ตอนนี้ก าลังไปดูกิจการห้างอยู่นะคะ อีกสักพักก็คงจะมากันแล้ว” “ถ้าอย่างนั้น ต้าเหนิงก็ยังไม่ขอรับน้ าก่อนนะคะ คุณป้าแม่บ้านอัน ขอตัวไปอาบน้ าก่อนเดี๋ยวจะได้ลง มาทานข้าว ก่อนที่คุณพ่อจะมา ไปแล้วนะคะ” ต้าเหนิงรีบขึ้นไปอาบน้ าเพราะกลัวว่าจะลงมาทานข้าวไม่ทัน ก็เธอหิวแล้ว เดี๋ยวพอแขกคนส าคัญมา เธอต้องช่วยต้อนรับอีก ........ ผ่านไปสิบนาที ต้าเหนิงก็ได้อาบน้ าและแต่งตัวเสร็จ เธอรีบลงมาข้างล่างไปเข้าครัวทันที อย่าหาว่าเธอ ตะกละเลย ก็คนมันหิวจะท ายังไงได้ แถมต้องออกมาต้อนรับแขกอีก “แม่บ้านอันคะ หนูขอไปตักข้าวเองนะคะ ไม่ต้องเตรียมมาให้หนูหรอกค่ะ หนูรีบ” “ได้ค่ะ คุณต้าเหนิง ตักใส่ชามทานได้เลยนะคะ” ต้าเหนิงเธอพูดกับแม่บ้านอันเสร็จ พลางยกชามและตักกระเพาะปลาลงในชาม เธอมานั่งทานที่โต๊ะใน ห้องครัว พอทานเสร็จก็ออกมานั่งรอคุณพ่อและคุณลุงที่โซฟาห้องนั่งเล่นกับมู่เฉิน เวลาผ่านไปสักพักก็มีรถขับเข้ามาในบ้าน ทุกคนต่างคุ้นเคยกันดีว่าเป็นรถของ หวัง ต้าเหว่ย ซึ่งเป็น พ่อของมู่เฉิง และคนที่นั่งข้างพ่อของเขาก็คืออาของเขา หวัง ต้าหมิง แล้วรถก็มาจอดอยู่ที่ลานข้างบ้านโดยที่ แม่บ้านอัน ออกไปต้อนรับทั้งสองท่าน เพื่อช่วยดูว่ามีสัมภาระอะไรที่ต้องขนบ้าง เมื่อไม่มีอะไรแม่บ้านอันก็ไป ท าหน้าที่ของเธอต่อ ตอนนี้ต้าเหว่ยและต้าหมิง เดินเข้ามายังในบ้านและเจอกับลูกของเขาทั้งสองคน “คุณพ่อคะ คุณลุงคะ สวัสดีค่ะ หนูพึ่งถึงบ้านได้ไม่นานนะคะ” “อ๋อเหรอ แล้ววันนี้หลานได้ไปรับน้องใช่ไหม” “ใช่ครับคุณอา ผมไปรับเธอมาเองแต่เกินเวลาไปหน่อยนะครับ พอดีติดกับลูกค้าเรื่องขายที่ดินนะ ครับ” “แค่ไปรับอาก็ขอบใจมากแล้วล่ะ” ต้าหมิงพยักหน้าเป็นการขอบใจและส่งยิ้มให้กับหลานชายของเขา
“เอ่อนี่มู่เฉิน พ่อว่าให้แกช่วยต้อนรับแขกคนส าคัญคนนี้หน่อย เพราะว่าแกรู้จักดี ตั้งแต่เด็กจนโตแกก็ ไปที่นั้นกับพ่อบ่อยๆ เขาเอ็นดูกับแกมากอยู่แล้วล่ะ” “เหรอครับคุณพ่อ แล้วเขาเป็นใครครับคุณพ่อ พอจะบอกกับผมได้ไหม” “เอาน่า เดี๋ยวแกก็จะรู้เองเมื่อได้เจอหน้ากับเขา” “ครับคุณพ่อ” “คุณพ่อคะ ต้าเหนิงของีบหลับสักหน่อยได้ไหมคะ ง่วงมากเลยค่ะ” ต้าหมิงถึงหน้าของเขาจะดูเข้มๆ ดุๆ แต่ภายในจิตใจเขาเป็นคนที่ใจดี เมื่อฟังที่ลูกสาวพูดเขาก็เอ่ยขึ้น “ลูกจะหลับก่อนก็ได้นะ กว่าแขกจะมาอีกพักหนึ่ง พ่อไม่ว่าหรอกหลับก่อนเถอะ” “ขอบคุณค่ะคุณพ่อ” สิ้นเสียงพูดเธอก็หลับไปเลยแถมยังมีเสียงกรนอีกต่างหาก ท าเอาทุกคนที่ยืนกันอยู่ตรงนั้นถึงกับข าและเอ็นดูเด็กสาวคนนี้ เพราะที่ต้าเหนิงเป็นแบบนี้ เธอมีความ กลัวพ่อของเธอ ก็พ่อเธอเลี้ยงดูเธอมาแบบแมนๆ ลุยๆ เธอจึงท าเป็นเข้มแข็งต่อหน้าพ่อของเธอ ท าไมต้าหมิง จะไม่รู้ว่าลูกของเขานั้นไม่ได้เข้มแข็งขนาดนั้น แต่ที่ต้องเลี้ยงแบบนี้เพราะเขาต้องเลี้ยงเหมือนเป็นทั้งพ่อและแม่ แต่ความที่เขาเป็นผู้ชายมักมีความกระด้างอย่างแน่นอน ครอบครัวของต้าเหนิงกับมู่เฉิน เป็นครอบครัวที่ท าธุรกิจค่อนข้างเยอะเลยทีเดียว ทั้งเป็นนายทุนขาย ที่ดิน ขายบ้าน รับซื้อและปล่อยเช่าบ้านห้องแถว และยังมีห้างสรรพสินค้าอีก แต่ที่เห็นแค่พ่อของทั้งสองแต่ไม่ เห็นแม่ของทั้งคู่ก็เพราะว่าท่านทั้งสองได้ไปดูที่ดินที่ใกล้กับเชิงเขา ในเวลาตอนนั้นเกิดฝนตกหนักและถนนลื่น ท าให้ทั้งสองเกิดประสบอุบัติเหตุในระหว่างทางที่ก าลังไปดูที่ดิน จึงท าให้เสียชีวิตไปเมื่อ ประมาณ 10 ปีก่อน เป็นเรื่องที่หน้าเศร้า แต่ทุกคนก็ผ่านเรื่องราวร้ายๆ นั้นมาได้ และที่ท าให้ครอบครัวของเขาต้องมาท าธุรกิจนี้ก็เพื่อที่จะสานต่อเจตนารมณ์ของท่านทั้งสอง ให้ ครอบครัวยังคงเดินหน้าต่อไป เพื่อที่จะท าให้ครอบครัวมีความร่ ารวยมั่นคง จนไปถึงชั่วลูกชั่วหลานจะได้ไม่ ล าบากในภายภาคหน้า ครอบครัวตระกูลหวังจึงได้ท าธุรกิจนี้เรื่อยมา แม่บ้านอันได้ยินเสียงโทรศัพท์เธอจึงรีบไปรับสายและไปตามต้าเหว่ยว่ามีคนโทรเข้ามา “คุณต้าเหว่ยคะ มีสายโทรศัพท์เรียกเข้าขอสายคุณต้าเหว่ยนะคะ” “อ๋อได้ๆ เดี๋ยวฉันเดินไปรับสายนะ” เมื่อต้าเหว่ยมาถึงเขาก็ได้รับสายที่โทรเข้ามา “ครับ หวัง ต้าเหว่ยพูดครับ”
“สวัสดีต้าเหว่ย ฉันเองเพื่อนรัก” “หยางอี๋เองเหรอ แกใช่ไหม” “ก็ใช่นะสิ แกนี่มันจ าเสียงฉันไม่ได้หรือไง” “ใครจะจ าแกไม่ได้วะ ฉันก็แกล้งเล่นแกไปอย่างนั้นแหละ” “ฮ่าๆ ก็นึกว่าจะจ ากันไม่ได้จริงๆ” “จ าไม่ได้ก็บ้าแล้วล่ะ ฮ่าๆ” “ว่าแต่วันนี้ ฉันจะเข้าไปบ้านแกตามที่ได้บอกกันไว้นั้นแหละ ตอนนี้รอลูกสาวคนสวยอยู่ ยังไม่กลับ บ้าน เดี๋ยวแกรอฉันอีกสักพัก” “ได้สิ ถ้าอย่างนั้นเดี๋ยวเจอกัน” “ได้ๆ ฉันวางสายก่อน เดี๋ยวจะได้เตรียมเอกสารเพื่อเตรียมเป็นหุ้นส่วนกับแกด้วย” “แล้วเจอกัน หยางอี๋” บทสนทนาของทั้งสองก็ได้จบลง แล้วต้าเหว่ยก็ได้ให้คนที่บ้านช่วยกันจัดแจงเพื่อเตรียมของต้อนรับ แขกที่ก าลังใกล้จะมาถึงที่บ้าน คนงานที่บ้านมีราวๆ 15 คน ตอนนี้เมื่อได้รับสารจากผู้เป็นเจ้านายก็ต่างคนต่าง ไปท าหน้าที่ตามที่ได้รับมอบหมาย ระหว่างนี้ต้าหมิงกับมู่เฉิน ก็ช่วยกันดูเอกสารเพื่อตรวจดูว่ามีผู้ร่วมหุ้นในห้างสรรพสินค้ากี่ราย และ รวมถึงการร่วมลงทุน สร้างห้างสรรพสินค้าที่ใหม่เพิ่ม เพื่อเป็นการต่อยอดก าไรและกระจายรายได้เพิ่มขึ้น ส่วนมากผู้ที่มาร่วมจะเป็นญาติๆ และคนที่สนิทสนมเท่านั้น ส่วนต้าเหนิงของเรา ตอนนี้เธอก็ก าลังหลับอยู่เพราะพ่อของเธออยากให้เธอพักก่อนเพราะเมื่อคืนก็ นอนดึกมากแล้ว และรู้ว่าเดี๋ยวคืนนี้ก็ต้องเจอกับแขกที่ต้องมากันอีก จึงไม่ได้ต่อว่าอะไรเธอเพราะเข้าใจ อีกอย่างเธอก็พึ่งกลับจากมหาลัยด้วย วันนี้คงเหนื่อยมาก จู่ๆ ก็มีเสียงของคนงานทางด้านฝั่งจัดโต๊ะที่สนามหญ้า “นี่ๆ ตรงนี้คุณต้าเหว่ยบอกว่าต้องห้ามใช้น้ าหอมเด็ดขาด ไปเปลี่ยนเสื้อผ้าเดี๋ยวนี้มีคนแพ้กลิ่น น้ าหอม” นี่คือเสียงของพ่อบ้านหลาน ที่ตะโกนบอกคนงานที่จัดโต๊ะตรงสนามหญ้า “อ๋อ ผมขอโทษครับ พอดีเมียผมใส่น้ าหอมในเสื้อตัวนี้มา เดี๋ยวผมไปเปลี่ยนทันทีเลยครับ”
“อย่าให้มีอะไรผิดพลาดได้นะทุกคน เพราะงานนี้จะมีแขกเข้ามาร่วมลงทุนกับคุณต้าเหว่ยและต้าหมิง ต้องท าให้ดีที่สุด เท่าที่จะท าได้” คนงานที่จัดโต๊ะที่สนามหญ้าได้ยินที่พ่อบ้านหลานบอก ก็ต่างพูดพร้อมกัน “ครับ คุณพ่อบ้านหลาน พวกเราจะไม่ท าให้ผิดพลาดและจะท างานนี้ให้ดีที่สุด” “ดีมากทุกคน ท างานกันต่อเลย” ในครัวก็จะมีแม่บ้านอัน คอยดูแลเรื่องอาหาร และคอยก าชับคนในครัวว่าห้ามใส่อะไรบ้าง ที่มีอาหาร บางชนิดที่มีคนแพ้ เธอตรวจดูอย่างละเอียด เพื่อไม่ให้ขาดตกบกพร่องแม้แต่น้อย เธอรู้ดีว่าแขกที่มาร่วมการ ลงทุนในครั้งนี้ ดีต่อตระกูลหวังแค่ไหน “พวกเธอ ต้องเอาเครื่องปรุง และผัก เนื้อต่างๆ เอามาให้ฉันดูก่อนที่จะปรุงท าอาหารเข้าใจใช่ไหม และอย่าให้มีอะไรผิดพลาดด้วย” “เข้าใจค่ะ” ทุกคนที่อยู่ในครัวที่ตอนนี้มีอยู่ด้วยกันหกคน ก็ตอบพร้อมกัน แม่บ้านอันดูในครัวจนเสร็จ ก็เดินไปดูพวกเครื่องดื่มต่างๆ ที่ตอนนี้ก าลังท ากันเสร็จแล้ว พวกเครื่องดื่ม ไม่มีอะไรน่าเป็นห่วงเพราะจากการตรวจดูแขกที่มาที่บ้านไม่มีใครแพ้อะไร ท าให้เธอโล่งใจตรงจุดนี้ไป “เด็กๆ ถ้าเสร็จ ก็พร้อมรอแสตนบายเมื่อแขกมา ฉันจะคอยส่งสัญญาณแล้วจึงค่อยไปเสิร์ฟ” “รับทราบค่ะ/ รับทราบครับ” ส่วนเรื่องพวกขนมต่างๆ แม่บ้านอันได้ท าไว้เสร็จก่อนนั้นแล้ว แม่บ้านอันตรวจดูความเรียบร้อย เกือบจะเสร็จทุกส่วนแล้ว เธอเดินวนอยู่หลายรอบเพื่อไถ่ถามคนงาน ในจุดที่ได้รับมอบหมายงานแต่ละหน้าที่ และผ่านมาเกือบครึ่งชั่วโมง ในตอนนี้ทั้งสถานที่สนามหญ้าที่ตั้งโต๊ะเก้าอี้ อาหาร เครื่องดื่ม และขนมต่างๆ เตรียมและจัดการทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว และเวลานี้ท าได้แค่รอต้อนรับแขกที่ก าลังจะมายังที่บ้านแค่นั้นเอง
บทที่10 ต้อนรับแขกและเจอแขกคนส าคัญในตอนวัยเด็ก ตอนนี้บ้านของตระกูลหวัง พวกคนงานก็เตรียมตัวกันยืนรอรับแขกทั้งหน้าประตูทางเข้าบ้าน มีคนงาน มารอเพื่อเปิดประตูให้กับแขก 2 คน ส่วนทางด้านสนามหญ้าที่มีโต๊ะและเก้าอี้ไว้ส าหรับที่แขกนั่ง พวกเด็ก คนงาน อยู่จุดนี้ประมาณ10 คน เพื่อที่จะได้ช่วยกัน เสิร์ฟอาหาร เครื่องดื่ม และขนมต่างๆ ส่วนอีก 3 คน ก็คอยส่งสัญญาณให้กับพวกคนงานถ้าเกิดมีปัญหาหรือแขกต้องการอะไรเพิ่มเติม เมื่อทุกอย่างพร้อมแล้วทุกคน ก็เตรียมรองานที่ได้รับมอบหมาย และฟังค าสั่งจากหัวหน้าพ่อบ้านและหัวหน้าแม่บ้าน ผ่านเวลามาหนึ่งชั่วโมงแล้ว ตอนนี้คนในบ้านที่เตรียมเรื่องเอกสารก็เป็นอันเสร็จเรียบร้อย ทุกคนก็ได้ อาบน้ าแต่งตัวกันไปเพื่อมารอต้อนรับแขก ส่วนต้าเหนิงในตอนนี้ก็เริ่มจะตื่นขึ้นมา “อือออ เหมือนยังนอนไม่พอเลย” ต้าเหนิงตื่นขึ้นมาพร้อมบิดตัวและบ่นเมื่อลุกขึ้นมานั่งบนโซฟา “ไม่พอ ก็ต้องพอไหมยัยต้าเหนิง น้องนอนกรนขนาดนี้ ดังไปถึงชั้นสองแล้วพี่ก็นึกว่าเสียงใครประกาศ อะไรผ่านเสียงตามสาย ฮ่าๆ” “โอ๊ย พี่มู่เฉิน มาว่าน้องสาวแบบนี้ไม่ได้นะ เสียหายหมด หึ!” สายตาต้าเหนิงส่งค้อนไปยังคนพี่ “พี่แค่แกล้งเล่น แต่จะว่าไป ... ก็ดัง จริงๆ นะ ฮ่าๆ เอาน่าๆ ไปล้างหน้าล้างตาเถอะ” “เหอะ! ฝากไว้ก่อนเถอะไอ้พี่บ้า” “รีบมาเอาคืนละ ไปๆ เดี๋ยวจะไม่ทันถ้าแขกมาเห็น น้ าลายที่ไหลติดข้างแก้มไม่รู้ด้วยนะ” “นี่แหนะ!!” ต้าเหนิงเอามือฟาดหลังพี่ไปหนึ่งทีแล้ววิ่งไปห้องน้ า ส่วนมู่เฉินตอนนี้ ก็ได้แต่นั่งข าที่ได้แกล้งต้าเหนิงส าเร็จ และสักพักก็มีเสียงฝีเท้าหนึ่งเดินเข้ามายังห้อง โถงนั่งเล่น “อ้าว คุณอา มาแล้วเหรอครับ” “ใช่ แล้วน้องสาวเราตื่นหรือยัง” “ตื่นแล้วครับ ผมพึ่งให้เธอไปล้างหน้าล้างตา เดี๋ยวก็คงจะมาครับคุณอา” “อ๋อ ดีแล้วแหละหลาน ถ้าอย่างนั้นอาไปดูความเรียบร้อยที่คนงานได้ท าก่อนนะแขกก าลังจะมาในอีก ไม่ช้าแล้ว” “ได้ครับ คุณอา”