The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

กลับมาเกิดในยุค1980 ฉันรวยแล้ว

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Sasikan Chimiat, 2023-11-05 09:57:56

กลับมาเกิดในยุค1980 ฉันรวยแล้ว

กลับมาเกิดในยุค1980 ฉันรวยแล้ว

ต้าหมิงเดินมาดูบริเวณโดยรอบ ดูสิ่งที่มอบหมายหน้าที่ให้กับคนงาน เขาเห็นแล้วพึงพอใจมาก ทุกคนท างานออกมาได้เป็นอย่างดี และพี่ชายของเขาต้าเหว่ยก็เดินตามมาข้างหลังเขาติดๆ ต้าหมิงเอ่ยขึ้น “พี่ครับ ทุกอย่างในการเตรียมงานครั้งนี้ ผมว่าดีนะ ทุกคนท างานได้อย่างรวดเร็วทันใจ เรียบร้อยดี มาก รอแค่แขกของเรามาก็เท่านั้นแล้วล่ะ ตอนนี้” “อืม พี่ก็ว่าอย่างนั้น น่าชื่นชมจริงๆ ทั้งพ่อบ้านหลาน แม่บ้านอัน พวกเด็กๆ อีก เอาล่ะน้องชายพี่เรา ไปรอกันข้างในบ้านเถอะ เดี๋ยวจะมีแขกคนส าคัญอีกหนึ่งคนที่จะมาก่อน” “ครับ ไปรอข้างในบ้านกันเถอะ” ทั้งสองคนเดินกันเข้าไปในบ้านเพื่อรอต้อนรับแขกคนส าคัญที่ก าลังจะมา “เอาล่ะ ทุกคนฟังทางนี้นะ ถ้ามีอะไรที่ขัดข้องตรงไหนให้รีบมาถามฉันได้เลย ฉันจะรอส่งสัญญาณมือ เมื่อแขกมา ทุกคนเข้าใจหรือไม่” “เข้าใจค่ะ / เข้าใจครับ” “เอาไปๆ ตามจุดต่างๆ ที่ได้รับมอบหมายได้เลย” สักพักใหญ่ก็มีรถยนต์คันหนึ่งขับเข้ามายังประตูรั้วของบ้าน เด็กที่ต้อนรับหน้าบ้านก็คอยโบกรถให้เข้า มาเพื่อต้อนรับแขกเป็นอย่างดีพร้อมกับรอยยิ้ม “เอ๊ะ ใครมาแล้วนะ เป็นรถคันแรกที่เข้ามาด้วย” “อ๋อ ต้าหมิงเดี๋ยวพี่ออกไปดูหน้าบ้านเอง น้องนั่งรอในห้องนี่แหละ บอกเจ้ามู่เฉิน กับต้าเหนิงมารอ ตรงห้องโถงนี้ด้วย ถ้าเดาไม่ผิดน่าจะเป็นแขกคนส าคัญของเราในวันนี้” “ได้ ครับพี่ พวกเด็กๆ ก าลังมาแล้วด้วยพี่ต้าเหว่ยไปดูเถอะครับ” ต้าเหว่ยพยักหน้าตอบรับน้องชายของเขาและเดินออกไปยังหน้าบ้าน และรถยนต์คันดังกล่าวก็มาถึง หน้าบ้าน พร้อมกับมีเด็กที่คอยเปิดประตูรถให้แขก ต้าเหว่ยเดินออกมาก็เจอและส่งยิ้มเป็นการทักทายพร้อม เอ่ยขึ้น “มากันแล้วรึ แต่งตัวจัดเต็มมาเชียวนะ” “ฮ่าๆ แกนี่มันยังไงว่ะ ฉันก็ต้องจัดเต็มสักหน่อยสิเพื่อนรัก” ตอนนี้ข้างๆคนขับ ก็พึ่งลงออกจากรถแล้วเดินออกมาพร้อมเอ่ยขึ้น “สวัสดีค่ะ คุณลุงต้าเหว่ย”


“สวัสดีจ๊ะ สวยได้แม่มาเต็มๆ เลยนะลูก” “ขอบคุณค่ะ คุณลุง” “เอาล่ะๆ เดินเข้าไปข้างในบ้านกันเถอะ ตอนนี้ทุกคนรออยู่ที่ห้องโถงนั่งเล่น” “อืม ไปสิ ฉันก็อยากเห็นเหมือนกันว่าตอนนี้หลานชายของฉันโตขนาดไหนแล้ว” เมื่อทั้งสามพูดทักทายหยอกล้อกันเสร็จ ก็เดินเข้ามายังในบ้าน ที่ในตอนนี้ คนที่นั่งกันอยู่ที่โซฟา ห้องนั่งเล่น ต่างก็หันกันมามองตามเสียงที่พูดคุยกัน พอมายังถึงห้องทุกคนก็ยืนต้อนรับ คนที่ท าหน้าตกใจกว่า ใครเพื่อน ก็ต้องเป็นมู่เฉิน เพราะเขาก็ไม่คิดว่าแขกที่มาเป็นคนแรกก็คือ เป็นแขกคนส าคัญในวัยเด็ก ที่มู่เฉิน คุ้นเคยและไปเที่ยวเล่นที่นั้นบ่อยๆ “สวัสดีครับ /สวัสดีค่ะ” “อ้าว พี่หยางอี๋ไม่เจอกันนานเลยนะครับ นั้นพาลูกสาวมาด้วยเหรอครับ” สิ้นเสียงของต้าหมิง เด็กสาวคนหนึ่งก็เอ่ยขึ้น “สวัสดีค่ะ คุณอาต้าหมิง” เธอทักทายและส่งยิ้ม “จ๊ะ โตเป็นสาวแล้วสวยด้วยนะ หน้าตาสวยและน่ารักเชียวล่ะ เอาล่ะ มานั่งกันเถอะครับ” ตอนนี้ต้าเหนิง ยัง งงอยู่ว่าใครกันท าไมพี่ชายอย่างมู่เฉินท าหน้าตกใจอะไรขนาดนั้น แล้วผู้หญิงคนนี้ เป็นใครกันนะ เธออยากฟังเรื่องราวแล้วสิ ได้แต่ครุ่นคิดอยู่ในใจ ส่วนท่าทางของมู่เฉินตอนนี้ หน้ายังตกใจอยู่หน่อยๆ แต่เขาก็เริ่มจะพูดคุยขึ้นมา “เป็นอย่างไรบ้างครับ คุณน้าหยางอี๋สบายดีไหมครับ” “สบายดี หลานชาย โตเป็นหนุ่มแล้วหล่อเหลาเอาการเลยนะเรา” “ขอบคุณครับ” “เอาล่ะๆ เรามาคุยเรื่องธุรกิจกันก่อนว่าเรื่องร่วมหุ้นและเซ็นสัญญาในการสร้างห้างสรรพสินค้าแห่ง ใหม่” ต้าเหว่ยเอ่ยขึ้น “อืม เอาสิ มาๆ ถ้าอย่างนั้นก็ให้พวกเด็กๆ ไปนั่งคุยกันเถอะไม่ได้เจอกันนาน พวกเราก็จัดการเรื่อง ธุรกิจกันไป ไปสิลูกไปคุยกับพี่มู่เฉิน” “ค่ะ คุณพ่อ”


ตอนนี้ก็ถึงเวลาต่อมเผือกท างานของต้าเหนิง เมื่อคุณลุงหยางอี๋พูดเปิดทางให้มาคุยกับพี่ชายเขาขนาด นี้ มีเหรอต้าเหนิงจะไม่ตามออกไปด้วย ต้าเหนิงเดินตามทั้งคู่ ที่ตอนนี้ก าลังออกไปและเห็นพวกเขาก าลังนั่งคุย กันในสวนหลังบ้าน ต้าเหนิงขาเผือกจึงท าท่าทีไปรดน้ าต้นไม้ “เป็นอย่างไรบ้างคะ เราไม่ได้เจอกันนานเลยนะ หยางอิงคิดถึงพี่มู่เฉินมากเลยนะคะ” “พี่สบายดี นึกถึงตอนเด็กๆ ที่พี่กับพ่อต้องไปที่บ้านของหยางอิงเกือบทุกวันเพราะเรามีเรียนกับ คุณครู ที่พ่อของเราก็ต่างจ้างให้มาสอนให้ส่วนตัวที่บ้าน ตอนนั้นหยางอิงอายุห่างกับพี่แค่สองปี แต่สมองช่าง เก่งกาจเทียบเท่ากับพี่ นึกถึงแล้วก็ข าทุกทีน้องร้องไห้เวลาพี่จะกลับบ้านบอกว่าไม่ให้กลับ ต้องอยู่บ้านกับอิงอิง นะห้ามไป” “พี่มู่เฉินยังจ าได้หรือคะ อิงอิงก็คิดถึงช่วงเวลานั้นมากๆ และก็อยากให้เรามีเวลาร่วมกันเหมือนตอน เด็กๆ จังค่ะ มีเวลาเที่ยวเล่นด้วยกัน ไปหาอะไรกินอร่อยๆ ด้วยกัน เวลาใครมาแกล้งอิงอิงพี่ก็คอยปกป้อง ในตอนนั้นนะ อิงอิง ชอบมันมากและไม่อยากให้เป็นความทรงจ าแค่วัยเด็กเลยนะคะ” “ฮ่าๆ ดูแล้วอิงอิง โตขึ้นเยอะเลยนะ ตอนนั้นยังตัวเท่าเอวพี่อยู่เลย ตอนนี้เริ่มจะเกือบไหล่พี่แล้ว” “แล้วโตพอที่จะเป็นแฟนพี่ได้ไหมคะ พี่มู่เฉิน” มู่เฉินได้ยินแบบนั้นเขาก็ตาเบิกกว้างขึ้นมา ไม่คิดว่าหยางอิง จะพูดแบบนั้นขึ้นมาเขาไม่ได้ตั้งตัวด้วยซ้ า อย่าว่าแต่มู่เฉินเลย ต้าเหนิงจอมขาเผือกของเรานางก็ตกใจกับค าพูดของผู้หญิงคนนี้ เธอเกือบฉีดน้ า ที่รดน้ า ต้นไม้ใส่เสื้อตัวเอง ดีที่ปัดสายยางออกไปได้ทัน “อิงอิง พูดอะไรออกมา คนอื่นมาได้ยินจะไม่ดีนะ” “ท าไมล่ะค่ะ ก็อิงอิงคิดแบบนี้จริงๆ ไม่ได้หรือคะ พี่มู่เฉิน” “พี่คิดกับเราได้แค่น้องสาวจริงๆ ไม่เคยคิดเกินเลยกว่านี้” “อิงอิง จะท าให้พี่เปลี่ยนความคิดเองค่ะ ถ้าพี่ไม่มีใครในใจ ในตอนนี้” หยางอิงที่เธอถามแบบนี้ก็เพื่อจะได้รู้ความจริงว่ามู่เฉินมีใครที่ชอบอยู่หรือเปล่า ถ้ามีจริงๆ มีเหรอคน อย่างเธอจะยอมให้ง่ายๆ “ขอโทษนะ อิงอิง แต่พี่มีคนในใจแล้วจริงๆ แต่พี่ยังไม่ได้เริ่มคบหรือคุยอะไรกับเธอหรอก แต่คนนี้นะ มาอยู่ในใจของพี่แล้ว ในตอนนี้” “ใครเหรอคะ พอจะบอกชื่อผู้หญิงคนนี้ให้อิงอิงได้รู้จักหน่อยได้ไหมคะ” “เธอนะหรือ มีชื่อว่า ลู่เพ่ยนะ”


ต้าเหนิงถึงกับเอามือปิดปากตัวเอง อยากกรี๊ดออกมา ก็ไม่ได้เดี๋ยวก็รู้หมดว่าเธอมาแอบฟังพวกเขาทั้ง สองคนคุยกัน แต่เธอก็คิดไว้อยู่แล้วว่ามู่เฉินต้องชอบเพื่อนของเธออย่างแน่นอน เธอยิ้มออกมา ในใจก็เชียร์ พี่ชายเต็มที่เพราะเพื่อนรักของเธอเป็นคนนิสัยยังไงเธอย่อมรู้ดี “ลู่เพ่ย ค่ะ อิงอิงจะจ าชื่อนี้ให้ขึ้นใจเลยนะคะ” “แต่พี่ก็ยังไม่ได้บอกชอบเธอหรอกนะ เธอไม่รู้ด้วยซ้ าว่าพี่ชอบเธอ” หยางอิงในตอนนี้ก ามือไว้แน่น เธอได้แต่คิดไว้ในใจ ยัยลู่เพ่ยนี่เป็นใครกัน มาแย่งพี่มู่เฉินของฉัน แล้วยังดันที่จะมาครอบครองใจของพี่มู่เฉินอีก มีดีอะไร ฉันจะต้องเห็นเธอให้ได้ และอิงอิงท าท่าทีส่งยิ้มอ่อนๆ ให้กับมู่เฉินโดยที่ในใจตอนนี้อยากจะทุบคนที่ชื่อลู่เพ่ยให้แหลก ในขณะนั้นเองก็มีเสียงฝีเท้าของแม่บ้านอันก าลังเดินมายังสวนหลังบ้าน เธอได้รับหน้าที่จากต้าเหว่ยให้ มาตามคนทั้งสองเพราะตอนนี้แขกเริ่มมากันครบแล้ว เมื่อเธอเห็นคนทั้งสองก็เอ่ยขึ้น “ขอโทษที่เข้ามาขัดจังหวะในการคุยนะคะ คือตอนนี้เชิญทั้งสองคนเข้าไปนั่งที่โต๊ะตรงสนามหญ้าได้ แล้วล่ะค่ะ ตอนนี้แขกก าลังมากันครบแล้ว คุณต้าเหว่ยให้ฉันมาตามนะคะ” “อ๋อเหรอครับ แม่บ้านอัน ครับๆ เดี๋ยวผมตามไปเลย แล้วต้าเหนิงล่ะครับไปหรือยัง” “ค่ะ คุณต้าเหนิงยังเลยนะคะ ถ้าอย่างนั้นขอตัวไปตามหาคุณต้าเหนิงก่อนนะคะ” สิ้นเสียงแม่บ้านอัน ต้าเหนิงก็โผล่มาทางหลังบ้านพอดี เธอจึงเอ่ยขึ้น “ค่ะแม่บ้านอัน พอดีหนูมาเข้าห้องน้ าก าลังจะออกไปพอดีไปกันเถอะค่ะ ป่านี้คุณพ่อกับคุณลุง คงรออยู่” แล้วทั้งสี่คนก็เดินออกมาไปยังตรงสนามหญ้าที่ตอนนี้แขกเริ่มมานั่งที่โต๊ะที่ใกล้จะเต็มที่จัดเอาไว้แล้ว ทุกคนก็กล่าวทักทาย และต้อนรับแขกที่มาเป็นอย่างดี ดูแล้วงานของวันนี้ราบรื่นและการร่วมลงทุนก็เป็นไปได้ ด้วยดี ถือว่าธุรกิจในครั้งนี้ตระกูลหวังได้คนร่วมหุ้นไม่น้อยเลยที่เดียว เวลาผ่านไป 3 ชั่วโมง และในตอนนี้งานเลี้ยงแขกที่มาร่วมการลงทุนก็จบได้อย่างสวยงามทุกคนก็ต่าง แยกย้ายกันกลับบ้านโดยคนงานที่บ้านก็ส่งแขกกลับตามที่ได้รับมอบหมายกันเป็นอย่างดี ความเหนื่อยล้า ในค่ าคืนนี้ของทุกคนเมื่อทุกอย่างจบลงก็พากันแยกย้ายและพักผ่อน


บทที่11 สองพ่อลูกจอมวางแผน เมื่องานต้อนรับแขกของบ้านตระกูลหวังจบแล้ว หยางอี๋และหยางอิง สองพ่อลูก ก็ได้กล่าวลา ต้าเหว่ย ต้าหมิง และก็เดินทางกลับบ้าน ....... เวลาผ่านมาพักหนึ่ง สองพ่อลูกก็ถึงยังบ้านตระกูลหยาง ทั้งสองพ่อลูกเมื่อถึงบ้าน ก็ได้เดินเข้ามายังใน บ้าน และหยางอิงก็เอ่ยขึ้น “พ่อค่ะ พ่อร่วมลงทุนหุ้นกับคุณลุงต้าเหว่ย กี่หุ้นเหรอคะ” “พ่อลงไว้ 2 หุ้นนะลูก มีอะไรรึป่าวลูก” “ท าไมรอบนี้ลงแค่ 2 หุ้น ล่ะค่ะ คุณพ่อ หนูนะอยากให้ลงเพิ่มอีกเพื่อที่จะได้ไปหาพี่มู่เฉินได้ง่ายกว่านี้ เพราะจะได้เข้าตัวบริษัทได้ง่าย และได้ใกล้ชิดกับพี่มู่เฉินได้มากกว่านี้นะคะ” “เราค่อยเป็นค่อยไปสิ อิงอิง จะรีบร้อนไปท าไมกัน เดี๋ยวไม่นานหรอก เราจะค่อยๆ ยึดเอามันมาให้หมด” “เรื่องหุ้นนั้นนะ เป็นเรื่องของคุณพ่อจะยึดเอามาหมดหรือไม่หมดก็แล้วแต่คุณพ่อเถอะคะ แต่หนูนะ อยากครอบครองพี่มู่เฉิน ให้ได้ ไม่ว่าใครหน้าไหนก็ห้ามใครเข้ามาแย่งพี่มู่เฉิน ไปทั้งนั้น” “หึๆ ลูกพ่อนี้ลูกไม้หล่นไม่ไกลต้นจริงๆ” “ใช่ไหมล่ะค่ะ เรื่องอะไรเราต้องยอม เสียคนที่เรารักไปล่ะ” “ใช่แล้วล่ะ อิงอิง ต่อไปลูกก็ต้องวางแผนดีๆ ท าให้มู่เฉินเชื่อใจลูกให้ได้ แล้วทุกอย่างในสักวันจะต้อง ตกเป็นของเรา เพราะไอ้ต้าเหว่ย มันก็โง่ ดูอย่างทุกวันนี้สิ มันนะเชื่อพ่อสนิทใจ ว่าเราเป็นเพื่อนรักกัน ไม่เคย คิดเลยว่าจะโง่จนถึงทุกวันนี้ ฮ่าๆ” สองพ่อลูก พูดคุยกัน แบบไม่สนผิดชอบชั่วดีสมแล้วที่เป็นสองพ่อลูกจอมวางแผน ถ้าสงสัยว่าท าไม แม่ของหยางอิงไม่อยู่ในบ้านหลังนี้ ก็เพราะว่าแม่ของเธอหรือหลินจีเอ๋อร์ได้ท าการหย่าร้างกันกับหยางอี๋ ตั้งแต่หยางอิงยังเล็กๆ เพราะทนพฤติกรรม ของหยางอี๋ไม่ได้เพราะเธอแอบจับได้ว่าที่หยางอี๋มาแต่งงานกับ หลินจีเอ๋อร์ ก็เพื่อธุรกิจเขาไม่ได้รักเธอเลยสักนิด แล้วรู้มาด้วยว่าคนอย่างเขาแอบชอบเมียของเพื่อน เธอใช้ เวลาท าเรื่องหย่าและเมื่อหย่ากันเสร็จคนที่ได้เลี้ยงดูลูกสาวก็คือหยางอี๋ เธอจึงจ าใจต้องทิ้งลูกไว้กับเขา ทั้งๆ ที่ เธอไม่อยากให้หยางอี๋เป็นคนดูแลลูกสาวเธอด้วยซ้ าแต่หลินจีเอ๋อร์ท าอะไรไม่ได้ เธอจึงได้เดินออกไปจากชีวิต ของหยางอี๋แบบไม่มีวันหวนกลับต่อให้คิดถึงลูกแค่ไหน คนเห็นแก่ตัวแบบหยางอี๋ก็ไม่เคยให้พบเจอลูกอีกเลย


……. ย้อนไปเมื่อ 20ปีก่อน~ คนรักของต้าเหว่ยหรือแม่ของมู่เฉิน เธอชื่อว่าหลีชิง หรือ ชิงชิง เขาทั้งสามคน หยางอี๋หวังต้าเหว่ยและหลีชิง เป็นเพื่อนด้วยกัน ตั้งแต่สมัยเด็ก มีอะไรก็แบ่งปันกัน เที่ยวเล่น ด้วยกัน รักใคร่กันดี จนกระทั่งเมื่อทั้งสามโตขึ้น หลีชิงเป็นคนที่หน้าตาสะสวย ผิวขาว ความสูงค่อนข้างตัวเล็ก อัธยาศัยดี พูดเก่ง ชายใดเห็นก็ต้องชื่นชอบเธอเป็นเรื่องธรรมดา รวมทั้ง ต้าเหว่ยและหยางอี๋ก็ต่างชอบพอหลี ชิงด้วยเช่นกัน แต่หลีชิง กลับเป็นฝ่ายชอบต้าเหว่ยเพราะเธอเห็นถึงความเอาใจใส่ ความเสมอต้นเสมอปลาย ความมี น้ าใจ ที่มอบให้เธอเสมอ ส่วนหยางอี๋เป็นพวกที่เอาแต่ใจ ชอบบังคับผู้อื่น ไม่ได้ดั่งใจก็ฟ้องพ่อให้มาจัดการ เพื่อที่เขาจะได้สิ่งที่ต้องการ หลีชิง เธอเป็นคนที่สังเกตว่าใครเป็นอย่างไร เธอรู้ดีว่าหยางอี๋ชอบเธอ แต่เธอไม่ได้ คิดกับเขาเกินกว่าเพื่อน และไม่ชอบพฤติกรรมของหยางอี๋ จุดเริ่มต้นของเรื่องก็คือรักสามเศร้า ท าให้หยางอี๋ไม่พอใจเป็นอย่างมากเพราะคนที่ได้ครอบครองใจ หลีชิงก็คือต้าเหว่ย ท าให้เขาโกรธแค้นต้าเหว่ยจนถึงทุกวันนี้แต่ต้าเหว่ย เขาไม่ได้รู้ถึงความรู้สึกของหยางอี๋ที่มี ต่อหลีชิงเลย เพราะตลอดเวลาที่อยู่ด้วยกันมีแต่ต้าเหว่ยที่บอก ความรู้สึกไปว่าชอบหลีชิง แต่หยางอี๋ไม่เคยแม้ จะปริปากพูดกับต้าเหว่ย ว่าเขาก็ชอบหลีชิงเช่นกัน และนี่คือเหตุผลว่าท าไมต้าเหว่ยถึงไม่รู้อะไรเลย ว่าเพื่อนรักของเขา หยางอี๋ชอบหลีชิงเช่นกัน ถึงเรื่องมันจะผ่านไปนานแล้ว แต่คนแบบหยางอี๋ไม่ยอม เขาจะแก้แค้นและเอาคืนต้าเหว่ย โทษฐานที่ท าให้เขา เสียคนรักไป และโทษฐานที่ดูแลหลีชิงได้ไม่ดี เขาเอาแต่โทษต้าเหว่ยเรื่องที่หลีชิงประสบอุบัติเหตุ ทั้งๆ ที่วันนั้นอยู่ๆ ก็เกิดฝนก็ตกหนักหนักและถนนลื่นด้วย ซึ่งที่หลีชิงได้ขับรถไปดูที่ดินเป็นที่ ที่ติดเชิงเขา และทาง ค่อนข้างมีโค้งหักศอกเยอะอีก แต่หยางอี๋เขาไม่คิดแบบนั้น ความคิดของเขาคิดแต่จะแก้แค้นต้าเหว่ยที่ท าให้ หลีชิงต้องตายไปเช่นนี้เขาไม่คิดว่ามันคืออุบัติเหตุเพราะเขาคิดว่าผิดที่ต้าเหว่ยที่ให้หลีชิงออกไปดูที่ดิน ในตอนนั้น ในระหว่างที่อิงอิง เดินขึ้นมายังห้องนอนเธอก็คิดว่าคนที่ชื่อลู่เพ่ยนั้นคือใครกันนะ ท าไมเหมือนเคยได้ ยินชื่อนี้มาจากที่ไหน จะต้องสืบให้ได้ว่าคือใครที่เอาหัวใจของคนที่เธอรักไป คิดพลางก็หยิบโทรศัพท์ขึ้นโทรหา ลูกน้องของพ่อเธอ “ตื้ดดดดด....” “นี่ เข่อซิง แกได้ยินที่ฉันพูดไหม ฉันหยางอิงนะ”


“ได้ยินครับ คุณหนูมีอะไรเหรอครับ” “ฉันมีงานให้แกท า ฉันจะให้แกไปสืบเรื่องของคนที่ชื่อลู่เพ่ยนะ แกลองไปสืบโดยตามต้าเหนิง ซึ่งเป็นลูกพี่ลูกน้องของพี่มู่เฉิง แกตามไปมหาลัยฟู่นะ ฉันรู้สึกว่าต้องสืบที่นี่แหละ” “ได้ครับ แล้วให้ผมจัดการคนที่ชื่อลู่เพ่ยนี่เลยไหมครับ” “แกอย่าพึ่งสิ ฉันแค่ให้แกไปตามสืบก่อนว่าอยู่ที่นั้นหรือเปล่า เป็นคนใกล้ตัวหรือไม่ใช่ แล้วแกแค่มา รายงานฉันว่า มีหรือไม่มีแค่นั้น” “ได้ครับ คุณอย่างอิง เดี๋ยวพรุ่งนี้ผมจะไปตามสืบให้” “ดีมาก ถ้าแกท าส าเร็จฉันจะมีรางวัลให้แก” “ผมจะตั้งใจสืบให้เป็นอย่างดี ไม่ให้ขาดตกบกพร่องตรงไหนเลยครับคุณหยางอิง” “อืมเอาล่ะ ฉันจะวางสายก่อน พรุ่งนี้ได้เรื่องยังไงก็บอกฉัน” “ครับๆ” เมื่อบทสนทนาจบลง เธอก็ไปอาบน้ าและเตรียมตัวเข้านอน เธอหวังว่าพรุ่งนี้คงจะมีข่าวดีที่เธอรอฟัง อย่างแน่นอน เธอก็คิดในใจ ลูเพ่ย ฉันจะต้องเจอตัวเธอให้ได้อย่าได้มาเกาะแกะพี่มู่เฉินของฉันนะ เสียงนกร้อง แสงแดดยามเช้าเข้ามายังหน้าต่าง ท าให้รู้ว่านี้เป็นเวลาเช้าแล้ว ตอนนี้หยางอิงยังนอนอยู่ บนที่นอน ไม่ได้ลุกขึ้น เพราะปกติแล้วเธอเป็นคนที่นอนตื่นสาย ไม่มีใครมากล้าขัดค าสั่งเธอ ถ้าเธอไม่ได้สั่งให้ ปลุกหรือเรียก ไม่เช่นนั้นเธอจะอาละวาดใส่และตบสั่งสอนซะ เลยไม่มีแม่บ้านคนไหนกล้าเข้ามาปลุกเธอ และเวลาที่หยางอิงจะไปเรียนก็สายตลอด เธอท าตัวไม่ค่อยแคร์อยู่แล้วเพราะเธอคิดว่าบ้านของเธอรวย แค่ฟาดด้วยเงินทุกเรื่องก็จบ แต่วันนี้หยางอิงได้สั่งแม่บ้านคนหนึ่งให้ปลุกเพราะวันนี้เธอมีนัดกับผู้ชายที่เธอ เอาไว้ควงเล่นและสนองตัณหาของเธอ “ก๊อกๆ ก๊อกๆ ก๊อกๆ...” เสียงประตูห้องหยางอิงดังขึ้น “คุณหนูหยางอิงคะ ตื่นเถอะคะ วันนี้คุณมีนัดไปข้างนอก เลยให้ฉันมาปลุกนะคะ” “โอ๊ย... รู้แล้วแม่บ้านจู มาปลุกตั้งแต่เช้า” หยางอิงหงุดหงิดและตอบออกไป และเธอยังหลับตาอยู่ “ก็คุณหนูหยางอิงให้ฉันมาปลุกตอนเช้านี่คะ” “รู้แล้วๆ ไปเถอะ ร าคาญ” “ค...ค่ะ”


แม่บ้านจูที่ได้ยินแบบนั้นเธอก็รีบเดินออกไปทันที เพราะรู้ว่าอย่าได้เรียกเซ้าซี้ไม่อย่างนั้นเธอจะโดน รังแกแน่ๆ ก็หยางอิงเป็นคนที่ไม่พอใจก็เหวี่ยงวีนตลอด คนงานในบ้านนี้รู้ดีแต่ท าอะไรไม่ได้เพราะคิดแค่ว่า มาหาเงินเพื่อเลี้ยงครอบครัวเท่านั้น ทางด้านหยางอิงในตอนนี้เธอก็ได้ลุกขึ้นจากที่นอนแล้วก็ไปอาบน้ า เธอคิดอยู่ตลอดตอนอาบน้ าว่า เข่อซิงได้ไปตามสืบเรื่องของคนที่ชื่อลู่เพ่ย แล้วหรือยังในใจเธอก็ว้าวุ่นเพราะอยากรู้เรื่องให้เร็วที่สุด อาบน้ า อะไรเสร็จเธอก็แต่งตัวและลงมายังข้างล่าง พร้อมออกเดินทางไปยังที่นัดหมายกับชายที่เธอคิดแค่จะสนุกแต่ ไม่ได้จริงจังอะไรด้วยเลย เพราะคนที่เธออยากจะได้จริงๆ คือมู่เฉินเท่านั้น เธอขับรถออกมายังบ้านและมายังที่ห้างแห่งหนึ่งในตัวเมือง ชื่อว่าห้างเฟยเจิน ซึ่งห้างนี้ก็เป็นห้างของ พ่อ ชายคนนี้ คนที่เธอได้นัดมาเจอกันที่นี่ เมื่อถึงที่หมายเธอก็เดินลงไปจากรถยนต์ของเธอพร้อมกับเข้าไปหา เขาทันที เมื่อชายคนดังกล่าวเห็นจึงเอ่ยขึ้น “มาแล้วเหรอ หยางอิง ผมรอคุณตั้งนาน คิดถึงจะตายแล้ว” “โอ๊ยปากหวานจังเลยนะคะ เฟยเทียน วันนี้คุณหล่อจังเลยค่ะ” “แหม หยางอิงคุณก็ปากหวานไม่เบาเลยนะ วันนี้กินข้าวก่อนเถอะแล้วผมจะกินคุณต่อ” “เบาๆ สิคะ เดี๋ยวคนอื่นได้ยิน” ทั้งคู่ก็ต่างยิ้มให้กันและเดินควงแขนกันไปยังร้านอาหารที่อยู่ในห้าง สั่งอาหารมารับประทาน และนั่ง ทานข้าวด้วยกัน เวลาผ่านมาสักพักก็ทานข้าวเสร็จ เฟยเทียนจึงเรียกพนักงานให้มาเก็บของได้ เขาไม่ต้องจ่าย ค่าอาหารหรืออะไรเพราะที่นี่คือห้างของพ่อเขาเอง พนักงานที่นี่ก็ต่างเหนื่อยหน่าย เพราะเฟยเทียนลูกชายของท่านเฟยเจิน ไม่ค่อยเอาการเอางาน วันๆ มีแต่นัดสาวๆ เข้ามาบริษัท มีแต่ความโอ้อวดว่าเป็นเจ้าของห้าง และก็ท าแต่เรื่องอย่างว่ากับผู้หญิงเหล่านี้ บนออฟฟิศของชั้นดาดฟ้า ที่มีห้องนอนทั้งหมด 4 ห้อง แน่นอนว่าต้องมีห้องของเฟยเทียนด้วยอย่างแน่นอน และชั้นนี้ก็มีความหรูหราตกแต่งไม่เบาเลยทีเดียวเพราะเวลาเหนื่อยๆ ในการดูแลห้างหรือต้องตรวจงานจนดึก ท่านเฟยจินก็จะมาพักที่นี้ด้วย


บทที่12 สนองตัณหากับการสืบว่าลู่เพ่ยคือใคร ในตอนนี้ทั้งเฟยเทียนและหยางอิง ก็ได้ขึ้นมายังชั้นดาดฟ้าและเดินเข้าห้องของเฟยเทียน ทั้งสอง ตอนนี้แทบจะต่างคนต่างอยากที่จะมีความต้องการของกันและกัน ไม่ทันได้ปิดประตูสนิท เฟยเทียนก็จับ ตัวหยางอิงยืนพิงเข้ากับประตูห้องของเขา และเริ่มประกบปากจูบหยางอิง จูบอย่างดูดดื่ม ลิ้นสากสอดเข้าไป แลกน้ าลายกับหยางอิง ลงมาเริ่มไซร้ไปที่ล าคอของเธอพร้อมกับขบดูดเบาๆ เพื่อสร้างรอยจ้ าแดงเล็กๆ น้อยๆ และพร้อมเอามือเรียวยาวเข้าไปล้วงใต้กระโปรงไปยังน้องสาวของเธอ ที่ตอนนี้ในร่องน้องสาวมีความแฉะและ เริ่มมีน้ าใสๆ ไหลออกมา “อืมมม.. อ๊า... เฟยเทียนหยางอิงจะไม่ไหวแล้วนะคะ จะมาท าแบบนี้อีกนานไหม” เฟยเทียนได้ยินแบบนั้นจึงยิ้มออกมา เขารู้ว่าคนอย่างหยางอิงเป็นยังไงแค่เขาต้องการหยอกล้อเธอ เท่านั้น จึงไม่ได้พาเธอไปขึ้นบนเตียงสักที “หยางอิงจ๋า รออีกแป๊ปนะ เดี๋ยวเฟยเทียนจะจัดให้อย่างหนักเลย” “เร็วๆ สิ ไม่ไหวแล้วนะ หยางอิงต้องการแท่งล าใหญ่ๆ ของเฟยเทียนเต็มทีแล้วนะ” “ได้เลยจ๊ะ หยางอิงจ๋า เฟยเทียนจัดให้ ร้องให้เสียงหลงไปเลยนะ” “อื้มมมม เร็วๆ สิ เฟยเทียนไม่ไหวแล้วนะ” เฟยเทียนจึงอุ้มหยางอิงไปขึ้นเตียงพร้อมกับค่อยๆ ถอดชุดของเธอออกแล้วเริ่มบรรเลงบทเร่าร้อน ที่พร้อมจะสนองตัณหาให้กับเธอ เฟยเทียนน ามือเรียวจับเข้าไปยังน้องสาวของหยางอิงที่ตอนนี้มันทั้งแฉะมีน้ า ลื่นไหลออกมาและเขารู้แล้วว่าตอนนี้หยางอิงพร้อมแล้ว เฟยเทียนเริ่มก้มหน้าลงไปจูบตามร่างกายจนถึง น้องสาวของหยางอิง เฟยเทียนก็เริ่มลงลิ้นของเขาไปยังร่องน้องสาวของหยางอิง ตวัดขึ้นลงอย่างช้าๆ เพื่อให้ เรียกความเสียวซ่านให้กับเธอพอมีน้ าไหลลื่นที่ออกมาจากน้องสาวเธอเยอะขึ้น เฟยเทียนเริ่มจับล าแท่งใหญ่ ของเขาค่อยๆ ใส่เข้าไปยังน้องสาวของเธอ เขาเริ่มกระแทกเร่งขึ้นๆ ตอนนี้หน้าหยางอิงมีความเสียวซ่านมือทั้ง สองข้างก ามือดึงผ้าปูที่นอนแน่น “อ๊า... ตอดแน่นจังเลยหยางอิง ตอดรัดเบาๆ หน่อย อะ...อ๊า” “อ๊ะ อ๊ะ อ๊ะ อ๊า เสียว เสียวจริงๆ เสียวจะแย่แล้วอื๊อ...จุกไปหมดแล้ว ช่วยกระแทกเข้ามา เร็วขึ้นอีกๆ เฟยเทียน อ๊า..อ๊า..” “นั้นแหละโดนล าแท่งใหญ่ของเฟยเทียนไป ถึงกับร้องเสียงหลงแล้วใช่ไหมบอกแล้วว่าจะจัดให้อย่างดี ที่สุด”


เสียงเนื้อกระทบกันดัง จนเป็นเสียงหยาบโลนมันดังขึ้นอย่างไม่หยุดหย่อน แต่ไม่ว่าอย่างไร หยางอิง ก็หนีความซาบซ่านไม่พ้น เนื้อตัวสั่นระริกด้วยความเสียวซ่านเหมือนว่าปลายทางจะถึงฝั่งมันยิ่งใกล้ เข้ามา ตอนนี้เฟยเทียนก็รับรู้ได้ว่าคนใต้ร่างคงจะใกล้ถึงจุดเหมือนกัน เมื่อภายในเธอตอดรัดเขาไม่หยุดร่างหนา ขยับสะโพกใส่ร่องรักไม่ยั้ง เสียงครางกระหึ่มอยู่ในล าคอเมื่อเขาเองก็ใกล้ถึงจุดที่จะปลดปล่อยน้ ารักเต็มที่ “อ๊า..อ๊า..จะ..ออกแล้วซี๊ดดส์..ออก..ออกแล้ว...” เฟยเทียนที่จากเร่งขยับสะโพก ก็เริ่มกระตุกเอวเพื่อปลดปล่อยน้ ารักของเขา จนมันเอ่อล้นออกมา และไม่ต่างจากหยางอิงที่ตอนนี้กอดเอวของเฟยเทียนไว้แน่นด้วยความเสียวซ่าน ที่ทั้งคู่นั้นได้ถึงฝั่งของการร่าย บทที่เร้าร้อนจนเสร็จ ตอนนี้ทั้งสองคนก็ส่งเสียงหอบถี่อยู่บนเตียง แต่ล าแท่งใหญ่ของเฟยเทียนก็ยังคาอยู่ใน ร่องน้องสาวของหยางอิง แต่ทั้งคู่ก็ยังเล่นบทเร้าร้อนอีกครั้งจนกว่าจะพอใจ ........ ในขณะเดียวกันตอนนี้ลูกน้องของพ่อหยางอิง เข่อซิง เขาได้มาท าตามหน้าที่ ที่ได้รับมอบหมายโดย การสืบหาคนที่ชื่อลู่เพ่ย เขาขับรถมาสุ่มจอดรอเพื่อรอให้คนๆ หนึ่งออกมาจากบ้าน เข่อซิงจอดรถตรงข้ามบ้าน ท าเหมือนว่าจอดรถแบบปกติ ซึ่งที่ ที่มาจอดดูก็คือประตูรั้วตรงข้ามของบ้านฝังตระกูลหวังเพื่อจะรอให้ ต้าเหนิงออกมาจากบ้าน เขาจอดรถได้ประมาณครึ่งชั่วโมง ก็มีรถยนต์คันหนึ่งออกมา โดยรถคันนี้ก็คือรถของต้าเหนิง เข่อซิงรับรู้ได้ทันทีว่าเป็นรถของต้าเหนิง เพราะก่อนออกจากบ้านเธอชะโงกดูข้างกระจกรถ เพื่อดูว่าอีกด้าน หนึ่งจะมีรถวิ่งสวนออกมารึเปล่า พอต้าเหนิงขับออกไป เข่อซิงจึงค่อยๆ ขับตามแบบปล่อยระยะห่างทันทีเพื่อ ไม่ให้ต้าเหนิงสงสัยว่ามีคนก าลังขับรถตามเธออยู่ เขาขับตามสักพักก็มาถึงยังหน้ามหาลัยฟูตัน ที่ตอนนี้ต้าเหนิง ก าลังมาเรียนที่นี้อยู่ เข่อซิงเห็นดังนั้นก็เริ่มขับตามเข้าไปด้านในของมหาลัย เข่อซิงเห็นต้าเหนิงจอดรถ เขาจึงจอดระยะห่างของรถมา 2 – 3 คัน เพื่อไม่ให้ต้าเหนิงเห็นถึงความ ผิดปกติได้ ที่มีคนตามเธอมา พอต้าเหนิงเดินลงมาจากรถ แล้วเดินไปยังตึกคณะที่เธอเรียนอยู่ เขาก็ค่อยๆ เดินตามต้าเหนิงเข้าไป และท าทีว่าไปหาน้องสาวที่เรียนคณะนี้ จึงท าเป็นเอ่ยถามต้าเหนิง “เอ่อ ขอโทษนะครับคุณอยู่ตึกคณะนี้ด้วยเหรอครับ” “ใช่ค่ะ มีอะไรหรือเปล่าคะ” “พอดีว่าน้องสาวของผมก็เรียนที่นี่ แต่ไม่แน่ใจว่าเรียนเกี่ยวกับอะไรนะครับ” “อ่อที่นี้ คณะที่หนูเรียนก็คือเรียนด้านวิทยาศาสตร์หรือสาขาชีววิทยานะคะ” “อ่อเหรอครับ” “แล้วน้องสาวของพี่เรียนเกี่ยวกับอะไรคะ หนูจะได้บอกทางไปได้ถูก”


“เอิ่ม...ก็เรียน” ไม่ทันได้พูดจบก็มีเสียงของหญิงสาวคนหนึ่งโผงเข้ามายังที่ต้าเหนิงยืนอยู่ ซึ่งเธอคุยอยู่กับคนแปลก หน้าที่ไม่คุ้นตา เธอเอ่ยถามขึ้น “นี่ยัยเพื่อนตัวแสบมายืนท าอะไรตรงนี้ย่ะ” “อะไรๆ ก็นี่ไงก าลังจะไปขึ้นเรียน” หญิงสาวที่โผงเข้ามาหาเธอนั้นก็คือเพ่ยเพ่ยนั้นเอง ก็เธอเห็นเพื่อนรักเธอมาเช้าก็เลยกะว่าจะเข้ามา แซวสักหน่อย แต่เห็นยืนกับชายแปลกหน้าเธอเลยรีบมาดู เพราะกลัวว่าเพื่อนจะมีเรื่องอะไรหรือเปล่า “เหรอจ๊ะ แหม วันนี้มาเช้าได้ด้วย ปกติเกือบสายตลอด ฮ่าๆ” “นี่อย่ามาพูดแบบนี้นะ คุณลู่เพ่ย ดิฉัน หวังต้าเหนิง เป็นคนมีความรับผิดชอบค่ะ” “จ๊ะๆ คนมีความรับผิดชอบ” “เดี๋ยวเหอะ!!” ทั้งคู่พูดคุยกันจนลืมว่ามีชายแปลกหน้ายืนอยู่ข้างๆ ตอนนี้เข่อซิงได้ยินที่ต้าเหนิงพูดถึงชื่อลู่เพ่ย เขาก็ แอบคิดในใจ ผู้หญิงคนนี้คือคนที่ชื่อลู่เพ่ย คนที่คุณหยางอิงให้มาสืบว่าลู่เพ่ยคือใคร หรือจะเป็นคนนี้จริงๆ “เอ่อว่าแต่ต้าเหนิง แกคุยกับใครอยู่นะ ผู้ชายคนนี้นะเป็นใครกัน” เพ่ยเพ่ยเธอนึกขึ้นได้เธอจึงรีบไถ่ถามเพื่อนของเธอ “อ่อพี่ชายคนนี้เขามาหาน้องสาวของเขานะ แต่ไม่รู้ว่าเรียนสาขาอะไร ก าลังจะถามแต่แกดันมาพอดี นะเพ่ยเพ่ย ฉันเลยยังไม่ได้ค าตอบ” “ถ้าอย่างนั้นก็ถามพี่เขาสิ จะได้ไปหาน้องสาวได้ถูกคณะ” ต้าเหนิงพยักหน้าแล้วเธอก็ได้หันไปถามชายคนตรงหน้า “ขอโทษนะคะ เพื่อนสาวของฉันเดินมาคุยเลยไม่ได้ฟังค าตอบของพี่จบเลย ตกลงน้องสาวพี่เรียนสาขา อะไรเหรอคะ” เข่อซิงได้ยินที่ต้าเหนิงถาม เขาจึงท าท่าทีงงๆ แล้วยืนเกาหัว ท าเป็นว่าเริ่มสับสนและเอ่ยออกไป “อ่อ ผมจ าได้แล้วล่ะครับ เมื่อกี้น่าจะขับรถเขามาผิดฝั่ง หน้าจะอยู่ตึกฝั่งด้านซ้าย พอคุณบอกผมก็เลย เอ๊ะใจขึ้นมาได้ ว่าน้องสาวไม่ได้เรียนสาขาเดียวกันกับคุณครับ แต่ก็ต้องขอบคุณมากๆ นะครับ ที่ผมถามแล้ว คุณคอยตอบผม ในการถามหาน้องสาว”


“ไม่เป็นไรเลยค่ะ ยินดีมากๆ” “ว่าแต่คุณทั้งสองเป็นเพื่อนกันเหรอครับ ถ้าน้องสาวผมมีเพื่อนแบบนี้บ้างก็คงดี พวกคุณดูสนิทสนม กันจังเลยนะครับ” “ใช่ค่ะ เราเป็นเพื่อนรักกันเลยแหละค่ะ เพื่อนของพี่คงมีเพื่อนที่สนิทแบบเราสองคนแน่นอนค่ะ” “ขอบคุณนะครับ ว่าแต่ขอถามชื่อทั้งสองคนอีกครั้งได้ไหมครับ” “ได้สิคะ ฉันชื่อว่า หวังต้าเหนิง ส่วนเพื่อนชื่อว่า ลู่เพ่ย ค่ะ” “แล้วพี่ชื่อว่าอะไรเหรอคะ” “ผมชื่อ เข่อซิงครับ ยินดีที่ได้พบกัน และยินดีที่ได้รู้จักนะครับ” “ค่ะเช่นกันนะคะ” ทั้งต้าเหนิงและเพ่ยเพ่ยต่างพยักและส่งยิ้มให้กับเขา โดยที่ทั้งคู่หารู้ไม่ว่า คนนี้ก็คือคนที่ตามสืบ เรื่องราวของเพ่ยเพ่ยอยู่ และเมื่อตอนนี้เข่อซิงได้รับรู้แล้วว่าหน้าตาของลู่เพ่ยเป็นยังไงเขาก็ยิ้มอย่างพอใจ ไม่ใช่เขายิ้มเพื่อตอบรับให้กับสองสาวที่ยินดีที่ได้รู้จัก แต่ยิ้มยินดีที่ตัวเองท าหน้าที่ ที่ได้รับมอบหมายได้อย่าง ส าเร็จแล้ว เข่อซิงบอกลาสองสาวที่ยืนอยู่ตรงนั้นเขาเดินออกมาและเดินตรงไปยังรถที่จอดอยู่และขึ้นไปบนรถ พร้อมกับเตรียมโทรหา หยางอิง “ตื้ดด..ตื้ดดด..ตื้ดดดด..” เสียงเรียกเข้าโทรศัพท์ของหยางอิงดังขึ้น โดยตอนนี้เธอนั้นได้เสร็จความใคร่กับเฟยเทียนเป็นที่ เรียบร้อยแล้ว หยางอิงเธอหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาแล้วจึงรับสาย “ว่าไง นั้นใครพูด” “ผมเองครับ เข่อซิงครับ” “ว่ามาเข่อซิงได้เรื่องที่สืบแล้วเหรอ แกรู้แล้วเหรอว่าลู่เพ่ยคือใคร” “รู้แล้วครับคุณหยางอิง” “สุดยอดเลย ฉันพึ่งมอบหมายให้แกสืบเรื่องมันเมื่อคืน แกก็หาจนเจอภายในวันนี้ฉันจะจัดรางวัลให้ แกชุดใหญ่ รอรับเงินที่บ้านได้เลย ว่าแต่มันคือใครกันลู่เพ่ยอะไรนี่นะ” “ลู่เพ่ย คนนี้เป็นไปตามที่คุณหยางอิงคิดเลยครับผมนะขับรถตามคุณต้าเหนิงไป จนถึงมหาลัยฟูตัน แล้วท าเป็นพูดคุยกับเธอแล้วจู่ๆ ผู้หญิงที่ชื่อลู่เพ่ยก็เข้ามา ผมเลยได้โอกาสได้ยินที่คุณต้าเหนิงเรียกชื่อเลยรู้ว่า ทั้งสองเป็นเพื่อนกัน”


“หึๆ ว่าแล้วว่ายัยลู่เพ่ยนี่นะ มันต้องเป็นเพื่อนกับต้าเหนิงแน่นอน ไม่อย่างนั้นพี่มู่เฉินจะรู้จักมันได้ ยังไง คนอย่างพี่มู่เฉินไม่ค่อยจีบใครก่อน เพราะผู้หญิงเข้ามาหาเองอยู่แล้ว เขาแค่ไม่ชอบคนที่มาเกาะแกะกับ เขาก็เท่านั้น เพราะรู้ว่าเขารวยเพียงเพื่อจะหวังตกถังข้าวสาร แล้วยัยนี่มันมีดีอะไรถึงได้ชอบมันขนาดนั้นนะ” “ผมว่านะครับ ผมพอจะเดาได้ ผู้หญิงที่ชื่อลู่เพ่ย เป็นคนหน้าตาสวยและน่ารัก พูดจาตรงไปตรงมา อัธยาศัยดีและดูมีความจริงใจ ครับคุณหยางอิง” “โอ๊ย มันจะขนาดนั้นเลยเหรอ จะสวยสักเท่าไหร่กันเชียว ฉันก็สวยท าไมพี่มู่เฉินไม่เก็บฉันไว้ในใจบ้าง ท าไมต้องมียัยนั้นในใจ ฉันล่ะเกลียดจริงๆ ทั้งๆ ที่ยังไม่เห็นหน้ายัยลู่เพ่ยนี่เลย เข่อซิงแกนะไปตามสืบต่อนะ ว่ามันเป็นใคร บ้านมีฐานะยังไง แล้วแกค่อยมารายงานฉันอีกเข้าใจไหม” “ครับ เข้าใจครับคุณหยางอิง ถ้าได้เรื่องยังไงผมจะมารายงานให้ทราบทันที” “ดีมาก ถ้าแกท างานดี ฉันจะจ่ายเพิ่มให้แกอีก ฉันวางสายล่ะ” “ครับ” บทสนทนาก็ได้จบลง แต่หยางอิงตอนนี้ในใจร้อนรุ่มไปหมด เมื่อนึกถึงค าพูดของเข่อซิงที่อธิบายว่า ลู่เพ่ยลักษณะเป็นยังไง เธอก าหมัดในมือไว้แน่นพร้อมที่จะขยี้ลู่เพ่ยได้เลยในตอนนี้ เธอสบถออกมา “ยัยลู่เพ่ย แกจะต้องถอยห่างให้ไกลออกไปจากพี่มู่เฉินของฉัน ไม่มีใครจะเข้ามาแย่งคนของใจ ของฉัน ได้ แกจะไม่มีสิทธิ์ได้พี่มู่เฉินไป ต้องเป็นฉันเท่านั้นหยางอิงคนนี้เท่านั้น ไม่ว่าใครหน้าไหนก็ไม่มีสิทธิ์” เฟยเทียนที่นอนหลับอยู่ก็ได้ยินที่หยางอิงพูดบ่นพึมพ า เขาจึงเอ่ยขึ้น “นี่หยางอิง คนสวยตื่นแล้วเหรอครับ” หยางอิงได้ยินแบบนั้นจึงหันไปคุยกับเฟยเทียน ท าทีว่าไม่ได้เกิดเรื่องอะไรขึ้น “ตื่นแล้วสิคะ กว่าจะตื่นขึ้นมาได้ก็เริ่มหมดแรงแล้วค่ะ ก็เฟยเทียนจัดหนักซะขนาดนี้หยางอิงก็แย่เลย สิคะ” “แล้วไม่ชอบเหรอครับ หืม” “ชอบสิคะ ชอบมากๆ”


เฟยเทียนเอื้อมมือดึงตัวหยางอิงเข้ามากอดในอ้อมอกของเขา พร้อมกับลูบหัวของหยางอิงเบาๆ เฟยเทียนถึงจะมีผู้หญิงหลายคนที่เขาเอาเข้ามานอนด้วย แต่หยางอิงคือคนเดียวที่เขารู้สึกว่าเขารักเธอไปแล้ว แต่มีเหรอที่เฟยเทียนจะไม่รู้ว่าหยางอิงแค่ คิดสนุกและไม่ได้จริงจังกับเขา แต่เขาจะท าอย่างไรได้ เพราะยังไง คนอย่าง หยางอิงก็ต้องการสนองตัณหาจากเขามากที่สุด มันก็แน่ล่ะบทลีลาเร้าร้อนขนาดนี้หยางอิงก็ติดใจใน ความใคร่นี้ไม่เบา ตอนนี้ทั้งเฟยเทียนและหยางอิงต่างก็ต่างเริ่มบทเร้าร้อนนี้อีกครั้งไปจนเช้า และต่างคนก็ต่างแยกย้าย กันไปในตอนบ่ายสาม เพราะต่างคนก็ต่างมีภารกิจที่จะต้องท า และจะมานัดพบกันอีกครั้งตามที่หยางอิง ต้องการเฟยเทียนนั้นเอง


บทที่13 วันหยุดกับการไปเที่ยวและซื้อของ วันนี้เป็นวันหยุดเรียนของเพ่ยเพ่ย เธอนั้นได้นัดเพื่อนสาวของเธอไว้ตั้งแต่ช่วงเย็นของเมื่อวานแล้ว ทั้งเพ่ยเพ่ยแล้วต้าเหนิงก็ต่างตกลงกันว่าจะไปท่าตลาดใหญ่ ซึ่งในตอนนั้นที่เกิดอุบัติเหตุที่เพ่ยเพ่ยได้ตกน้ าที่ ท่าเรือเลยไม่ได้ซื้อของตามที่ต้องการ เธอทั้งคู่จึงได้นัดไปกันใหม่ในครั้งนี้ และเช้านี้เพ่ยเพ่ยก็ต้องเตรียมตัวออกจากบ้านเพื่อที่จะไปรับเพื่อนสาวจอมแสบของเธอที่บ้าน เพราะรถยนต์คันโปรดของต้าเหนิงยังไม่เสร็จต้องรออะไหล่อีกหลายวัน เธอจึงท าหน้าที่นี่แทน ปกติแล้วคนที่ จะมารับเพ่ยเพ่ยไปเที่ยวก็จะเป็นต้าเหนิงตลอด แต่ท ายังไงได้ก็รถของต้าเหนิงดันเสีย เพ่ยเพ่ยขับรถออกไปจากบ้านแล้วมุ่งหน้าไปยังบ้านตระกูลหวัง ซึ่งเธอก็ค่อยๆ ขับรถไป ผ่านเวลามา ระยะหนึ่ง ตอนนี้เพ่ยเพ่ยก็ขับเข้ามาจนถึงหน้าบ้านของต้าเหนิงแล้ว เธอเห็นมีคนออกมาต้อนรับที่หน้าประตู เพ่ยเพ่ยหันยิ้มตอบรับ คนงานที่บ้านนี้ไม่เคยห็นเธอมาที่นี่มาก่อน คนงานที่ไม่คุ้นตากับเพ่ยเพ่ยก็เอ่ยถามขึ้น “สวัสดีครับ ไม่ทราบว่าคุณมาหาใครหรือครับ” “สวัสดีค่ะ ฉันมาหาต้าเหนิงนะคะ เป็นเพื่อนของต้าเหนิงค่ะ” “ต้องขอโทษด้วยนะครับ ผมไม่เคยเจอหน้าคุณเลย” “ไม่แปลกหรอกค่ะที่ไม่เคยเห็นฉัน เพราะเวลามาฉันจะไม่ค่อยเข้าบ้านได้แต่ส่งต้าเหนิงแค่หน้าบ้าน ไม่ค่อยได้เข้าไปในบ้านสักเท่าไหร่ ^^” “อ๋อ แบบนี้นี่เอง ถ้าอย่างนั้นอย่าเสียเวลาเลยครับ ขับรถเข้ามาเลยครับ” “ขอบคุณค่ะ” คนงานชายพยักหน้าตอบรับเพ่ยเพ่ย แล้วเธอก็ขับรถเข้ามายังลานจอดรถข้างบ้านของตระกูลหวัง จอดรถเสร็จ เพ่ยเพ่ยเธอก็เดินลงมาจากรถเพื่อจะเดินไปรอที่ห้องโถงนั่งเล่นของบ้าน เพราะรู้ดีว่าเพื่อนตัวแสบ สายตลอด ต่อให้เธอมาถึงตามเวลานัดต้าเหนิงก็ยังแต่งตัวไม่เสร็จเธอรู้นิสัยของเพื่อนสาวเธอดี ตอนนี้เพ่ยเพ่ยเดินมาถึงหน้าบ้าน แม่บ้านอันก็เดินมาต้อนรับเธอ แล้วเอ่ยทักทายขึ้น “สวัสดีค่ะ คุณเพ่ยเพ่ย” “สวัสดีค่ะ คุณป้าแม่บ้านอัน” “เข้ามาก่อนเลยค่ะ ตอนนี้คุณหนูต้าเหนิง ยังไม่ลงมา คุณเพ่ยเพ่ยจะรับน้ าทานก่อนไหมคะ” “ค่ะ ขอบคุณนะคะ ถ้าอย่างนั้นหนูขอรับน้ าก็ได้ค่ะ”


“ได้เลยค่ะ เดี๋ยวคุณหนูเพ่ยเพ่ย มานั่งรอที่ห้องโถงนั่งเล่นนะคะ เดี๋ยวป้าจะไปเอาน้ ามาให้ทานนะคะ” “ค่ะ ได้เลย” แม่บ้านอันเมื่อบอกกล่าวเพ่ยเพ่ยเสร็จเธอก็ไปเตรียมน้ ามาให้เพ่ยเพ่ย และในระหว่างที่เพ่ยเพ่ยนั่ง รอต้าเหนิง ก็ได้ยินเสียงฝีเท้าของใครบางคนเดินเข้ามาใกล้ๆ กับจุดที่เธอได้นั่งอยู่ เพ่ยเพ่ยจึงค่อยๆ หันไปมอง ว่าเสียงนั้นคือใคร ที่เดินเข้ามาใกล้เธอขึ้นทุกที และแล้วเสียงที่เธอได้ยินและหันไปมอง ก็คือมู่เฉินนั้นเอง เพ่ยเพ่ยถึงกับอึ้งเล็กน้อยเธอคิดว่าเขามาได้ อย่างไร นี่มันบ้านของต้าเหนิงไม่ใช่หรือไร แล้วมาโผล่ที่นี้ได้อย่างไรกัน เพ่ยเพ่ยเธอก าลังจะอ้าปาก ไม่ทันได้ เอ่ยถาม มู่เฉินเขาเอ่ยพูดขึ้นก่อน “อ้าว สวัสดีครับคุณเพ่ยเพ่ย ได้เจอกันอีกแล้วนะครับ มาหาต้าเหนิงเหรอครับ” “เอ่อ สวัสดีค่ะ ใช่ค่ะมาหาต้าเหนิงนะคะ พอดีว่าวันนี้วันหยุดเลยนัดไปเที่ยวและไปซื้อของกันนะคะ” “อ๋อแบบนี้เอง ไปเที่ยวที่ไหนกันหรือครับ” “ไปที่ท่าตลาดใหญ่นะคะ” “ท่าตลาดใหญ่เหรอครับ บังเอิญจังเลยผมก็จะไปที่นั้นด้วย” “จริงเหรอค่ะ” “ใช่ครับ พอดีต้องไปดูลูกค้าที่นั้นด้วย” มู่เฉินคิดในใจไม่ใช่บังเอิญหรืออะไรหรอก เพียงแค่เขาอยากจะตามไปด้วย แต่ท าฟอร์มว่าไปดูลูกค้า เสียอย่างนั้น ที่จริงแล้วเขาอยากที่จะท าความรู้จักกับเพ่ยเพ่ยให้ได้มากกว่านี้อยากรู้นิสัย อยากรู้ความชอบ อยากใกล้ชิดกับเพ่ยเพ่ยให้มากขึ้น จู่ๆ ก็มีเสียงแว่วดังมาแต่ไกล เอ่ยขึ้น “ฮั่นแหนะ~ มาท าอะไรตรงนี้เหรอคะ พี่ชายมู่เฉิน มาคุยอะไรกับเพื่อนสาวคนสวยของน้องกัน” “อะไรๆ พี่ก็แค่มาทักทายคุณเพ่ยเพ่ยไง ว่าแต่เราอะจะไปท่าตลาดใหญ่กันเหรอ บังเอิญมากพี่นะมีนัด ลูกค้าที่นั้นด้วย” “บังเอิญจริงหรือเปล่า ใช่หรือเปล่า ไม่ใช่ว่าอยากไปด้วยเหรอพี่มู่เฉิน” “นี่แหนะ” มู่เฉินใช้มือก าปั้นเขกไปที่หัวของต้าเหนิง “โอ๊ย.. เจ็บนะพี่มู่เฉินแค่แกล้งพูดแค่นี้ร้อนตัวไปได้นะ”


“เดี๋ยวเถอะ!! ต้าเหนิงเดี๋ยวจะได้โดนอีกรอบ” “ฮ่าๆ บังเอิญก็บังเอิญไม่ว่าพี่แล้ว” เพ่ยเพ่ยเห็นสองพี่น้องเธอก็แอบข าความเพื่อนจอมแสบของเธอที่โดนพี่ชายเขกหัวเข้าให้ และเพ่ยเพ่ย ก็ไม่ลืมที่จะเอ่ยขึ้น “นี่ต้าเหนิง จะไปกันได้ยัง” “ไปสิ ฉันเตรียมพร้อมแล้ว ชุดพร้อม กระเป๋าใส่ของก็พร้อม เตรียมซื้อของกระจาย” “อือ ไปกันเถอะ” “เดี๋ยวก่อนครับคุณเพ่ยเพ่ย คือว่าไปรถคันเดียวกันไหม เห็นว่าตอนนี้แถวนั้นซ่อมทางอยู่ พอดีผม ช านาญทางแถวนั้นดีนะครับ” เพ่ยเพ่ยเธอเงียบและฟังที่มู่เฉินพูดเธอก าลังคิดว่าจะ ท าอย่างไรดี แต่ไม่ทันได้เอ่ยเพื่อนสาวของเธอก็ พูดขึ้น “เอายังไงดีล่ะ ยัยเพ่ยเพ่ยพี่มู่เฉินเขาอยากเป็นคนขับรถให้เราสองคนซะด้วยสิ” “นี่ เดี๋ยวเถอะน้องคนนี้ดูพูดจาเข้า” “โถว พี่มู่เฉินถ้าอย่างนั้นก็ไปรถของพี่ก็ได้ค่ะ” “แล้วคุณเพ่ยเพ่ย ว่ายังไงครับ สะดวกจะนั่งรถของผมไหมครับ” “เพ่ยเพ่ยยังไงก็ได้ค่ะ ถ้าคุณมู่เฉิน อ านวยความสะดวกให้แก่เราสองคน ก็ย่อมได้นะคะ ไม่ขัดค่ะ อิอิ” “นี่ยัยเพ่ยเพ่ย อย่าเผยธาตุแท้ความกวนของแกออกมาสิ ฮ่าๆ" ทั้งสามคนต่างหัวเราะและพากันเดินออกมา ยังหน้าบ้าน มู่เฉินให้สองสาวยืนรอที่หน้าบ้านก่อน ส่วนมู่เฉินเขาเดินไปฝั่งที่บ้านของเขา พร้อมกับเอารถออก และขับรถมายังหน้าบ้านที่ตอนนี้สองสาวก าลังรอ เขาอยู่ “เชิญเลยครับ คุณผู้หญิงทั้งสองมาเถอะขับ ขึ้นรถกัน” เพ่ยเพ่ยไม่ทันได้ขึ้นรถก่อนยัยเพื่อนตัวแสบของเธอก็ดันแย่งไปนั่งข้างหลังเบาะของคนขับ เธอเลือก ไม่ได้จึงต้องมานั่งข้างหน้ากับมู่เฉิน ตอนนี้มู่เฉินแอบยิ้มอย่างพอใจ ที่เพ่ยเพ่ย มานั่งข้างๆ เขา เขาคิดว่าต้อง ขอบใจต้าเหนิงที่ให้เพื่อนสาว ของเธอมานั่ง ข้างๆ คนขับ


“เอาล่ะค่ะ อย่ามัวยิ้มอยู่เลย พี่มู่เฉิน ออกเดินทางกันได้แล้ว” “นี่ต้าเหนิง ใครยิ้มอะไร เรานี่ก็พูดไปเรื่อยนะ” “ค่ะๆ คุณพี่มู่เฉินไปเถอะค่ะ เดี๋ยวไม่ถึงท่าตลาดใหญ่สักทีนะคะ” “รับทราบครับ น้องต้าเหนิง” ทั้งสองสาวก็ได้พูดคุยกันในรถอย่างสนุกสนาน ส่วนมู่เฉินก็ท าหน้าที่เป็นผู้ขับรถได้ดีเลยทีเดียว ขับรถกันมาสักพักใหญ่ ก็เริ่มเข้าสู่ถนนที่ก าลังสร้างทางค่อนข้างขรุขระ ท าให้การสัญจรของรถค่อนข้างจะช้า และต่างก็ต้องรอให้รถไปในทางเดียวกัน ใช้เวลาในการขับรถผ่านทางที่ซ่อมถนนอยู่ประมาณ 20 นาที ไม่นาน ก็เริ่มถึงปากทางเข้าของท่าตลาดใหญ่ มู่เฉินขับเข้าไปเพื่อหาที่จอดรถ เมื่อเจอที่จอดรถเหมาะสมแล้วเขาก็ได้ จอดรถและให้ทั้งสองสาวลงมาจากรถ ต้าเหนิงท าท่าทียืดเส้นยืดสาย ขยับร่างกายพร้อมส่งเสียงโอดครวญออกมา “โอ๊ย ถึงสักทีสินะ นี่ถ้าไม่ได้ซ่อมทางถนน ป่านนี้คงจะถึงเร็วกว่านี้แน่นอน ร้อนมากๆเหนื่อยจะแย่” “นี่ต้าเหนิง ท ายังไงได้ล่ะ ก็ถนนยังซ่อมไม่เสร็จ ไหนๆ ก็มาถึงแล้ว เราไปซื้อของกันเถอะ อ๋อลืมไปคุณ มู่เฉินค่ะ จะไปหาลูกค้าก่อนได้เลยนะคะ พวกเราก็ขอแยกกันตรงนี้ไม่รบกวนแล้วค่ะ” “คือว่า..ไม่เป็นไรหรอกครับไม่ได้รบกวนอะไรเลย คุณลู่เพ่ย คือว่าลูกค้าผมยังไม่มานะครับเดินเล่นๆ ไปซื้อของกับพวกคุณได้ครับ” “อุ๊ย! จริงรึเปล่าพี่ชาย นัดลูกค้าไว้จริงเหรอ หรือว่า..แค่..” ไม่ทันได้เอ่ยปากบอก มู่เฉินรีบสกัดน้องสาวแย่งเอ่ยขึ้นมา “นี่ต้าเหนิง เราอะเดินไปซื้อของเถอะ เดี๋ยวลูกค้าของพี่นะจัดการเองได้ ไม่ต้องมาสนใจพี่หรอก” “ฮ่าๆ ค่ะๆ แหม ต้าเหนิงก็แค่แกล้งพูดหยอกไปอย่างนั้นแหละ ก็เดินไปเที่ยวด้วยกันก่อนก็ได้นะคะ เนอะ เพ่ยเพ่ย ใครจะว่าอะไรล่ะนะ” “ใช่ค่ะ มาเดินเที่ยวกับพวกเราก็ได้ค่ะ ถ้าคุณมู่เฉินสะดวกเชิญตามสบายเลยนะคะ” เพ่ยเพ่ยส่งยิ้มให้มู่เฉินพร้อมชวนเขาไปเดินเที่ยวด้วยกัน ตอนนี้ใจของมู่เฉินเต้นไม่เป็นจังหวะอีกแล้ว เจอรอยยิ้มของเพ่ยเพ่ย เหมือนจะกระชากวิญญาณของเขาหลุดลอยไป ก็ใครใช้ให้เพ่ยเพ่ยยิ้มแล้วใจละลายได้ ขนาดนี้กันล่ะ ขืนเป็นแบบนี้มู่เฉินคงหน้าแดงแสดงอาการออกมาให้เห็นชัดเป็นแน่ “พี่มู่เฉินเป็นอะไรท าไมหน้าแดงขนาดนั้นอะ ไม่สบายเหรอคะ” “ป่ะ..ป่าวต้าเหนิง..พี่แค่รู้สึกว่าอากาศค่อนข้างร้อนนะ”


“อ๋อ เหรอคะ ต้าเหนิงก็นึกว่าพี่เขิน อือๆ คิดผิดนี่เอง” หืมม ยัยต้าเหนิงตัวแสบเดี๋ยวเถอะ คุณเพ่ยเพ่ยจะจับพิรุธได้ก็เพราะเธอนี่แหละ เขาได้แต่คิดในใจ แต่อยากจะเขกหัวน้องสาวตัวแสบสักที “มาขง..มาเขินอะไร ไปๆ เดินกันเข้าไปดูในท่าตลาดใหญ่กันเถอะ” ทั้งสามคนเดินเข้ามายังหน้าตลาด ก็ มีทั้งของฝาก ของพื้นเมือง ของใช้และของกินมากมาย แต่ เพ่ยเพ่ยกับต้าเหนิงไม่ได้ต้องการมาซื้อของฝั่งนี้ สิ่งที่ทั้งสองคนอยากได้ อยู่ทางท่าเรือของอีกฟากหนึ่ง ฟากทาง นั้นที่พวกเธอก าลังจะไป ก็จะมีพวกต้นไม้ไม้ดอกไม้ประดับ ที่ดูแล้วสวยงามอีกทั้งไม้ดอกไม้ประดับยังมีความ แปลกตาขายอยู่เต็มไปหมด ซึ่งจะไปซื้อของที่นั้นได้ จะต้องข้ามฟากอีกฝั่งของท่าเรือ เพื่อที่จะไปซื้อของ ที่ทั้งเพ่ยเพ่ยและต้าเหนิง ก็อยากจะได้ ตั้งแต่ตอนนั้นถ้าไม่มีอุบัติเหตุเกิดขึ้นกับเพ่ยเพ่ยเสียก่อน ก็คงได้ซื้อของ กันไปแล้ว และตอนนี้ทั้งสามก็ยืนรอเรือข้ามฟาก เมื่อเรือใกล้มาถึง ต้าเหนิงก็เอ่ยขึ้น “เอาล่ะ เพ่ยเพ่ย คราวนี้เธอนะขึ้นเรือดีๆ นะไม่ต้องรีบ ฉันไม่อยากให้เธอพลาดท่าตกน้ าอีก” เพ่ยเพ่ยพยักหน้าตอบรับเพื่อนสาวของเธอ เพ่ยเพ่ยที่ดูจากแววตาต้าเหนิงตอนนี้ก็รู้ว่าต้าเหนิงดูเป็น ห่วงเธอมาก เพ่ยเพ่ยจึงเอ่ยขึ้น “เข้าใจแล้วต้าเหนิง ฉันจะระวังให้ดีเลยล่ะ คราวนี้ ไม่ต้องเป็นห่วงนะ” มู่เฉินได้ยินที่ทั้งสองสาวพูดแบบนั้นก็เลยรีบเอ่ยถาม “คุณเพ่ยเพ่ย เคยตกน้ าที่ท่าเรือนี่เหรอครับ” “ใช่ค่ะ คุณมู่เฉินคือเพ่ยเพ่ยรีบเหยียบตรงแคมเรือ แล้วเรือยังไม่ทันได้จอดนิ่ง เลยพลาดท่าตกลงไปใน น้ านะคะ” “ดีนะครับที่ไม่เป็นอะไร ท่าเรือนี่น้ าลึกมากเลยนะครับ” “ใช่ค่ะ ยังโชคดีที่มีคุณลุง ชาวบ้านแถวนี้ช่วยชีวิตไว้นะคะ ถ้าไม่ได้คุณลุงช่วยไว้ทัน คงไม่ได้มายืนอยู่ ตรงนี้แน่ๆ” “ก็เธอมันซุ่มซ่าม ยัยจอมแก่น นี่ๆ เรือมาแล้ว ไปๆ ขึ้นไปกันเถอะ ฉันนะตื่นเต้นไม่ไหวแล้ว ที่จะได้ไป ซื้อของฝั่งท่าตลาดนั้น” ต้าเหนิงเอ่ยขึ้น พร้อมกับทั้งสามเตรียมขึ้นเรือข้ามฟากไปยังอีกฝั่งของตลาด นั่งเรือมาประมาณ 10นาที ก็ถึงที่หมาย ในตอนนี้ทั้งสามก็ได้ลงมายังเรือ และเดินเข้าไปยังตลาด "ว้าว ในที่สุดก็มาถึง สักทีนะยัยเพ่ยเพ่ย ตอนนี้ฉันจะไปเลือกต้นไม้อะไรดี ร้านไหนดีนะ”


ต้าเหนิงกล่าว แววตาที่เป็นประกายของเพ่ยเพ่ยและต้าเหนิง บ่งบอกถึงความชอบในสิ่งที่พวกเธอ ต้องการอยากที่จะครอบครองมัน ส่งออกมาจากแววตาอย่างเห็นได้ชัด เพราะตลาดที่พวกเธอมา ทั้งไม้ดอก ไม้ประดับ พืชต่างๆ ดูงามละลานตามาก เพ่ยเพ่ย เธอคิดถึงอนาคตไว้แล้วว่าอีกไม่นานก็จะเรียนจบแล้ว เธอจะต้อง ท าการค้าดอกไม้สวยงาม พัฒนานาอาชีพสู่ความมั่งคั่ง ความส าเร็จและรวยขึ้นจากตัวเองให้ได้ตอนนี้ทั้งสองสาว ก็เดินมาเลือก หาร้าน พวกดอกไม้ ที่เข้าตามากที่สุด แล้วก็เจอเข้าจนได้ เพ่ยเพ่ยจึงเดินเข้าไปดู และเอ่ยถามเจ้าของร้านขึ้น “เจ้าของร้านค่ะ หนูสนใจต้นดอกกุหลาบสีแดงกับต้นดอกเบญจมาศ นะคะ” “ได้เลยจ๊ะ จะเอากี่ต้น หนูจะเอาต้นดอกกุหลาบสีอะไรแล้วเบญจมาศ ก็บอกสีมาได้เลยนะ ป้าจะห่อ ต้นไม้ให้อย่างดี” คนขายส่งยิ้มให้กับเพ่ยเพ่ย พร้อมให้เธอเลือกกับต้นไม้ดอกที่เธออยากได้ “ถ้าอย่างนั้นหนูขอ เอาต้นกุหลาบ สีแดง 1 ต้น สีเหลือง1ต้น แล้วต้นดอกเบญจมาศ ขอเป็นสีขาว 1 สีเหลือง1 นะคะ เอาแค่นี้แหละค่ะ” “ได้เลยจ๊ะหนู รอให้คนงานของป้าเอาไปห่อต้นให้ก่อนนะ เพื่อความปลอดภัยของต้นไม้” “ได้ค่ะ ขอบคุณนะคะ” ส่วนต้าเหนิงตอนนี้ เธอก็เลือกเสร็จแล้วเหมือนกัน ทั้งเพ่ยเพ่ยและต้าเหนิง ส่งยิ้ม ให้แก่กัน ดูแล้วจะมี ความสุขกันมากจริงๆ เมื่อได้อยู่ท่ามกลางดอกไม้พวกนี้และจะลืมไปไม่ได้คือ บุคคลที่สามที่ตามพวกเธอสอง คนมา ตอนนี้มู่เฉินเดินไปอีกร้านหนึ่ง และไม่ได้บอกกับสองสาวเดินออกมาแบบเงียบๆ เขาได้ไปเลือกต้นไม้ มาเหมือนกัน แต่เขาไม่ได้จะซื้อให้ตัวเอง เขาจะซื้อให้ใครได้อีกล่ะ นอกจากเพ่ยเพ่ย แล้วมู่เฉินก็เดินไปยังร้าน ดอกไม้ แล้วเอ่ยถามเจ้าของร้านขึ้น “เจ้าของร้านครับ ช่วยห่อต้นดอกกุหลาบสีชมพู ให้ผมหน่อยนะครับ” “ได้สิ พ่อหนุ่มเดี๋ยวลุงจะห่อต้นไม้ให้ อย่างดีเลย จะซื้อไปให้แฟนรึ แหมช่างตาถึงจริงๆ เลือกดอกสี ชมพูซะด้วย แสดงว่าผู้หญิงคนนี้มีทั้งความอ่อนหวาน สนุกสนาน และเป็นคนที่อยู่ด้วยแล้วมีความสุขนะสินะ” มู่เฉินได้ยินเจ้าของร้านต้นไม้พูดเขาก็ได้แต่ท าเป็นเกาหัว มีความเขินอายออกมา และยิ้มๆ แต่มู่เฉิน ก็เอ่ยกลับไปกับเจ้าของร้านดอกไม้ “^^ เอ่อ..เปล่าหรอกครับ ไม่ใช่แฟน อะไรหรอกครับ เป็นคนที่ผมให้เธออยู่ในใจ ในตอนนี้ แต่ต่อไป ถ้าเธอให้โอกาส ผมก็อาจจะพัฒนาความสัมพันธ์ ก็อาจจะเลื่อนขั้นไปถึงขั้นนั้นก็ได้ครับ”


“ฮ่าๆ อ๋อเหรอ ถ้าอย่างนั้นลุงก็ขออวยพรให้สมหวังแล้วกันนะ เอาล่ะต้นดอกกุหลาบที่ห่อได้แล้ว อย่า ลืมไปมอบให้กับเธอล่ะ” “ครับขอบคุณนะครับคุณลุง ราคาเท่าไหร่นะครับ” “15 หยวน พ่อหนุ่ม” “นี่ครับ ขอบคุณมากเลยนะครับ” “โอกาสหน้าเชิญมาอุดหนุนใหม่นะพ่อหนุ่ม ขอให้โชคดี” มู่เฉินก็ได้เดินออกจากร้าน แล้วเดินมุ่ง ไปหาสองสาวที่ตอนนี้ทั้งเพ่ยเพ่ยและต้าเหนิงก็ก าลังจะเดิน ออกมาจากร้านต้นไม้ เช่นเดียวกัน แต่ต้าเหนิงเธอเดินออกมาก่อนเพ่ยเพ่ย เพราะเจ้าของร้านเรียกเธอให้เข้าไป เอาของแถม แล้วต้าเหนิงก็หันไปเห็นคนพี่อย่างมู่เฉินถือต้นไม้ เธอจึงเอะใจ ว่าเขาซื้อท าไม ปกติไม่เคยเห็น พี่ชายของเธอสนใจเรื่องพวกนี้เลยด้วยซ้ า เธอจึงเอ่ยถาม “พี่มู่เฉิน นั้นพี่ซื้อต้นไม้มาเหรอ” “ใช่ ต้าเหนิง มีอะไรหรือเปล่า” "ฮะ? พี่นี่นะ จะซื้อต้นไม้ เห็นปกติก็อยู่แต่กับธุรกิจ ไม่เคยสนใจเรื่องต้นไม้ หรือพวกไม้ดอกอะไรด้วย ซ้ า เป็นไปได้เหรอ ที่จะซื้อมาปลูกอะ” “ดูพูดเข้าสิ มันน่าจะเขกหัวให้สักทีไหม ต้าเหนิง เดี๋ยวเถอะนะ แต่ก็เรื่องจริงที่พี่ไม่ได้จะซื้อมาปลูกเอง หรอก แต่พี่จะซื้อให้คุณเพ่ยเพ่ยนะ” "ฮะ!! พี่ซื้อให้เพ่ยเพ่ย? ท าไมกัน ในฐานะอะไรไม่ทราบ แล้วของต้าเหนิงล่ะ มีรึเปล่า มีแต่ของเพ่ยเพ่ย แล้วลืมว่ามีน้องสาวแล้วหรือยังไงกัน เอ๊ะ หรือว่าคิดอะไรกับเพื่อนของต้าเหนิง ยังไงๆ ไหนพูด” “ใจเย็นๆ พี่นะไม่ได้ลืมว่ามีน้องสาวหรอกนะ ของเรานะพี่จะซื้อให้ตอนไหนก็ได้ แต่คุณเพ่ยเพ่ย นั้นนะ พี่อยากซื้อให้วันนี้ เพราะไม่ค่อยมีโอกาสได้เจอทุกวันเหมือนเธอไงต้าเหนิง” “ก็นั้นแหละ สรุปมาเลยสิ พี่นะซื้อต้นไม้ให้เพ่ยเพ่ยในฐานะอะไร หรือว่าพี่ชอบเพ่ยเพ่ยจริงๆ” อันที่จริง ต้าเหนิงเธอรู้อยู่แล้ว ว่าพี่ชายของเธอ คิดอะไรกับเพ่ยเพ่ย เพราะตอนนั้นเธอได้แอบฟัง ที่มู่เฉินคุยกับหยางอิง แต่ต้องการเค้นค าตอบของมู่เฉินก็เท่านั้น “ก็คือ..คือว่าพี่นะ... ตอนนี้ในใจของพี่รู้สึกว่ามีคุณเพ่ยเพ่ย อยู่ในใจตั้งแต่ที่เจอเธอครั้งแรก รู้สึกว่าเธอ นะสะดุดตาตั้งแต่แรกเห็น แต่พี่ไม่ได้รีบร้อนอะไรหรอก อยากจะค่อยๆ พัฒนาความสัมพันธ์ ให้ไปต่อแต่ยังไม่มี โอกาส จะได้ลองคุยแบบจริงจังหรือเปิดใจกับเธอเลยสักครั้ง พี่ไม่ได้อยากบังคับเธอนะ ถ้าเธอไม่สานสัมพันธ์ กับพี่ แบบลองศึกษาดูใจกัน พี่ก็จะเป็นพี่ชายของเธออีกคนให้กับเธอก็แค่นั้นเอง”


จู่ๆ เพ่ยเพ่ย เธอก็เดินออกมา เธอจึงได้ยินที่มู่เฉินพูด ความรู้สึกทั้งหมด แต่ต้าเหนิงและมู่เฉิน ยังไม่ได้สังเกตเห็นว่า เพ่ยเพ่ย เดินออกมาแล้ว เพราะทั้งคู่คุยกันอยู่จึงไม่ได้สนใจสิ่งรอบข้าง และไม่ทันได้เห็น ว่า เพ่ยเพ่ย เดินออกมาจากร้านแล้ว เพ่ยเพ่ยยืนอึ้งอยู่พักหนึ่ง แล้วดูไปที่มือของมู่เฉินที่ตอนนี้มีต้นดอกกุหลาบ ที่เขาถืออยู่ เธอท าท่าทาง เลิ่กลั่ก ท าเหมือนไม่ได้ยินสิ่งที่มู่เฉินพูด แล้วเพ่ยเพ่ยก็ท าเป็นเอ่ยขึ้น “ต้าเหนิงฉันมาแล้ว พอดีเจ้าของร้าน แถมเมล็ดดอกไม้มาให้ฉันนะ” ต้าเหนิงและมู่เฉินสะดุ้ง แล้วหันหน้าไปดูทางที่เพ่ยเพ่ยยืนอยู่พร้อมกัน “อ้าว มาแล้วเหรอยัยเพ่ยเพ่ย” “อืม เรากลับกันเลยไหม” “ก็ดีนะ วันนี้ได้ของอย่างที่ต้องการแล้ว ฉันนะคันไม้คันมือ อยากเอาต้นไม้ไปลงกระถางเต็มทีแล้ว ล่ะ” ตอนนี้ต้าเหนิงและมู่เฉินก็คิดเหมือนกันว่า เพ่ยเพ่ยเธอจะได้ยินสิ่งที่มู่เฉินพูดความรู้สึกออกไปหรือ เปล่านะ แต่ก็คงไม่หรอกมั้ง ไม่อย่างนั้นเธอคงพูดอะไรบ้างแล้วล่ะ แล้วทั้งสามจึงเดินทางกลับ โดยขึ้นเรือข้ามฟาก ไปฝั่งที่จอดรถ เมื่อถึงท่าตลาดฝั่งที่จอดรถ ก็ขึ้นรถ และเดินทางกลับบ้านไปยังตระกูลหวังก่อน เพราะรถของเพ่ยเพ่ยจอดอยู่ที่นั้น ขับรถมาพักใหญ่ก็มาถึงยังหน้า บ้านตระกูลหวัง มู่เฉินก็ได้ขับเข้าไป และจอดรถลานข้างบ้านทุกคนก็ได้ลงจากรถ และต้าเหนิงก็เอ่ยขึ้น “เพ่ยเพ่ย ขอบใจมากนะส าหรับวันนี้ ฉันนะดีใจมากที่ได้ไปซื้อพวกต้นไม้ดอกพวกนี้ เอาล่ะเพื่อนรัก ฉันรู้ว่าวันนี้เธอเหนื่อยแล้ว เราแยกย้ายกันเถอะเธอจะได้กลับไปพักผ่อนด้วย” “เธอจะมาขอบใจฉันคนเดียวไม่ได้สิ ต้องขอบคุณ คุณมู่เฉินด้วย เขาเป็นขับรถให้พวกเราได้ไปเที่ยวนะ วันนี้นะ แต่ก็จริงวันนี้เหนื่อยแล้ว ควรจะแยกย้ายกันไปพักผ่อนเนอะ ถ้าอย่างนั้นฉันก็ขอตัวกลับก่อนนะ เพื่อน รัก และก็ ขอตัวก่อนนะคะคุณมู่เฉิน” “ถ้าอย่างนั้นผมเดินไปส่งคุณเพ่ยเพ่ยนะครับ แล้วผมก็มีของจะให้คุณเพ่ยเพ่ยด้วย ไปกันเถอะครับ” “อ๋อ ได้สิคะ คุณมู่เฉิน”


เพ่ยเพ่ยเธอรู้อยู่แล้วว่ามู่เฉิน จะเอาของอะไรให้เธอ แต่ท าเป็น เออ ออ ตามไปแบบนั้น กลัวว่า ถ้ามู่เฉินรู้ว่าเธอได้ยินที่เขาพูดหมดแล้ว เดี๋ยวเขาอาจจะไม่กล้าคุยกับเธอ เพ่ยเพ่ยจึงรอให้เขาเป็นฝ่ายพูดเอง ต่อหน้าดีกว่า ทั้งมู่เฉินและเพ่ยเพ่ย ตอนนี้ยืนอยู่ที่ลานจอดรถข้างบ้าน ที่ตอนนี้รถของทั้งคู่จอดใกล้กัน เพ่ยเพ่ย จึงขนต้นไม้ของเธอมาใส่ที่ท้ายรถ แล้วมู่เฉิน ก็ได้เดินไปหยิบต้นดอกกุหลาบสีชมพู ที่ท้ายรถ ของเขาเช่นเดียวกัน เมื่อหยิบเสร็จมู่เฉินก็เดินไป ที่ท้ายรถของเพ่ยเพ่ย เขายื่นต้นดอกกุหลาบให้กับเพ่ยเพ่ย แล้วเอ่ยขึ้น “คุณเพ่ยเพ่ย ครับ ผมเอาของที่ผมจะให้คุณมาแล้ว นี่ครับ ดอกกุหลาบสีชมพู ผมอยากซื้อมอบให้กับ คุณเพ่ยเพ่ย” “ขอบคุณมากเลยนะคะ คุณมู่เฉิน เกรงใจจังเลยค่ะ ไม่เห็นต้องล าบากซื้อให้เพ่ยเพ่ยเลย” “ไม่เป็นไรครับ ผมเต็มใจที่จะมอบให้กับคุณเพ่ยเพ่ยอยู่แล้ว แล้วก็คือว่า..คือว่าผม..อยากจะบอก ความรู้..." อยู่ๆก็มีเสียง โทรศัพท์ของมู่เฉินดังขึ้น ท าให้เขาประหม่าขึ้นมาเล็กน้อย เขากะว่าจะบอกความรู้สึกให้ เพ่ยเพ่ยรับรู้ แต่โทรศัพท์ก็ดันมาเข้าอะไรเอาตอนนี้ มู่เฉินจึงเอ่ยขึ้น “เอ่อขอโทษนะครับ ผมขอรับโทรศัพท์ก่อนนะครับ” “ค่ะ เชิญรับโทรศัพท์เถอะคะ อาจจะมีธุระส าคัญก็ได้นะคะ” มู่เฉินพยักหน้าตอบรับ เพ่ยเพ่ย เขาจึงรับสาย ที่ตอนนี้โทรศัพท์ก าลังเรียกสายอยู่ “ครับ มู่เฉินพูดครับ อะไรนะครับ มีงานด่วนเข้ามาเหรอครับ อ๋อได้ครับเดี๋ยวผมจะออกไปดูเดี๋ยว นี้เลยครับ” พูดเสร็จมู่เฉินก็วางสาย แล้วหันมาพูดกับเพ่ยเพ่ย “ต้องขอโทษด้วยนะครับ คุณเพ่ยเพ่ย พอดีผมมีงานด่วนเข้ามา เอาเป็นว่า ไว้ผมจะนัดคุณเพ่ยเพ่ย มาคุยกันนะครับ ขอโทษด้วยจริงๆ นะครับ” “ได้ค่ะ ไม่เป็นไรไว้ค่อยคุยกันวันหลังก็ได้นะคะ ถ้าอย่างนั้นเพ่ยเพ่ยก็ขอตัวกลับบ้านก่อนแล้วกัน นะคะ” “ครับ คุณเพ่ยเพ่ยเดินทางปลอดภัยนะครับ ไว้เจอกันครั้งหน้านะครับ” “ค่ะ ลาแล้วนะคะ คุณมู่เฉิน” “ครับ”


หลังจากบอกลากันเสร็จ เพ่ยเพ่ย เธอจึงขึ้นรถยนต์คันโปรดของเธอแล้วขับรถออกไปจากบ้านของ ตระกูลหวัง เพื่อที่จะเดินทางกลับบ้านของเธอต่อไป ตอนขับรถออกเพ่ยเพ่ยในตอนนี้เธอก็ได้แต่บ่นพึมพ ากับ ตัวเอง คุณมู่เฉินเขาจะพูดกับฉันยังไงกันนะ แต่ท่าทางคุณมู่เฉินเขานี่ก็ดูน่ารักไม่เบาเลย ผู้ชายอะไรน่ารักจัง แถมยังซื้อดอกกุหลาบให้เราอีกด้วย โรมแมนติกชะมัดเลย โอ๊ยฉันนี่อยากจะกรี๊ด เพ่ยเพ่ยเธอต้องใจเย็นไว้ก่อนไหม นี่เธอเป็นผู้หญิงนะ ใจเย็นๆ เข้าไว้ สูดลมหายใจเข้าออกอย่างช้าๆ นะ เธอนะ โอ๊ยฉันว้าวุ่นเลยทีนี้มาท าแบบนี้กันได้ยังไง นี่เป็นวันหยุดกับการไปเที่ยวและซื้อของ ที่ท าให้ใจฉัน เต้นแรงแทบจะหยุดหายใจไปแล้ว เล่นกับใจแบบนี้เพ่ยเพ่ยก็ตายได้นะสิ เลิกคิดๆ ตั้งใจขับรถกลับบ้านเรา ดีกว่า ตอนนี้ก็เริ่มจะเย็นแล้วด้วย


บทที่14 การสืบหาฐานะทางบ้านและครอบครัวของเพ่ยเพ่ย หลักจากที่เพ่ยเพ่ยขับรถอยู่พักหนึ่ง ก็ถึงบ้านเป็นเวลใกล้จะค่ าพอดี เพ่ยเพ่ยในตอนนี้นั้นก็ขับรถมาถึง บ้านเป็นที่เรียบร้อยแล้ว แต่เธอไม่ได้รู้เลยว่ามีคนก าลังขับรถตามเธออยู่ ตั้งแต่ที่เธอขับรถออกมาจากบ้านของ ตระกูลหวัง รถคันดังกล่าวก็ตามเธอมาที่บ้านด้วย แต่รถคันนั้นจอดอยู่ห่างจากบ้านของเพ่ยเพ่ยพอประมาณ เพ่ยเพ่ยก าลังขนของลงจากรถ ซึ่งพวกนั้นก็เป็นต้นไม้ดอกที่เธอซื้อมา แล้วก็รวมทั้งได้ต้นกุหลาบจาก มู่เฉินที่ซื้อมอบให้กับเธอ เพ่ยเพ่ยจึงหยิบของทุกอย่างจากท้ายรถยนต์ของเธอ อย่างเบามือเพราะกลัวว่า ต้นไม้ดอกพวกนี้จะช้ าเอาได้ และเธอจึงค่อยๆ ขนต้นไม้ดอกพวกนี้ไปไว้ตรงสวนหลังบ้าน ที่ที่เธอปลูกต้นไม้ที่ เธอรักอยู่ที่สวนหลังบ้านเต็มไปหมด พอขนเสร็จเธอจึงเอาเก็บไว้ในโรงเรือนก่อนเพราะถ้าจะมาลงกระถาง ต้นไม้ตอนนี้ก็คงไม่ทัน ก็คงจะเป็นเช้าของวันพรุ่งนี้ที่เพ่ยเพ่ยจะได้น ามาลงกระถาง เธอขนเสร็จก็ล้างมือเดินเข้าบ้าน เธอปรี่เข้าไปในครัวทันทีเพราะตอนนี้ท้องของเธอเริ่มหิวแล้ว เพ่ยเพ่ยก็ได้เปิดดูกับข้าวในครัว วันนี้มีสิ่งที่เธอชอบทั้งนั้นเลย เธอไม่รีรอ รีบตักใส่จานทันที พอทานเสร็จเธอก็ ขึ้นไปยังห้องนอน เพื่อที่จะอาบน้ าและพักผ่อนเพราะวันนี้เธอนั้นรู้สึกเหนื่อย อยากจะชาร์จแบตตัวเธอเองด้วย การหลับ แม่บ้านจินรู้ว่าเธอจะขึ้นไปห้องนอนจึงไปเตรียมผ้าปูที่นอน ผ้าห่มใหม่ไว้รอเธอเรียบร้อยแล้ว ก่อนที่ เธอจะอาบน้ าและแต่งตัวออกมา แม่บ้านจินเอ่ยเรียกบอกเพ่ยเพ่ย “หนูเพ่ยเพ่ย ค่ะ ป้าเอาผ้ามาปูนอนกับผ้าห่มมาเปลี่ยนให้แล้วนะคะ” “อ๋อ ขอบคุณนะคะป้าแม่บ้านจิน เดี๋ยวเพ่ยเพ่ยอาบน้ าเสร็จจะไปนอนกลิ้งให้สมใจเลย” “ฮ่าๆ ตามสบายเลยนะคะ ถ้าอย่างนั้นป้าขอตัวก่อนนะคะ” “ค่ะ ขอบคุณมากๆ เลยนะคะ” แม่บ้านจินเดินออกไปจากห้องปล่อยให้เพ่ยเพ่ย อาบน้ าต่อไป เพราะเธอต้องตรวจตราดูงานที่ยังท าไม่ เสร็จอีก พักหนึ่งเพ่ยเพ่ยก็อาบน้ าเสร็จ เธอออกมาแต่งตัวและดูพวกงานเอกสารที่อาจารย์สั่งว่ามีอะไรค้างอีก บ้าง เผื่อว่าพรุ่งนี้จะได้เอาออกมาท า เพราะพรุ่งนี้เป็นวันหยุดอีกวันของเธอ พอดูเสร็จเธอจึงเดินไปที่เตียง พร้อมกับนอนบนที่นอน ที่ตอนนี้หอมสุดๆ ไปเลยเพราะแม่บ้านจินเอามาเปลี่ยนใหม่หมด เธอจึงปิดไฟและ นอนในที่สุด ความเหนื่อยล้าของวันนี้ท าให้เพ่ยเพ่ยนอนหลับไป และในขณะหนึ่งนั้นก็มีผู้ชายในรถที่ตามเพ่ยเพ่ย มาก็ยังอยู่บริเวณแถวนั้นเขารอสืบเรื่องฐานะทาง บ้านและครอบครัวของเพ่ยเพ่ย เขาต้องเก็บรายละเอียดให้ได้มากที่สุด เพื่อที่จะได้ไปบอกเจ้านายและได้รับ ค่าตอบแทนที่สูงอย่างแน่นอน เขาก็ได้จดสถานที่ตั้งของบ้าน ข้อมูลบ้านตรงนี้แล้วรู้เลยว่า บ้านของเพ่ยเพ่ย นั้นมีฐานะร่ ารวย แต่ก็ต้องรอสืบอีกว่าใครยังอยู่ในบ้านหลังนี้อีกเพื่อจะได้แจงรายละเอียดให้หยางอิงฟัง


เข่อซิง จึงได้ยกโทรศัพท์ต่อสายหาหยางอิง เพื่อที่จะรายงานความคืบหน้าในตอนนี้ก่อน “สวัสดีครับ คุณหยางอิง ผมเข่อซิง มีเรื่องจะมารายงาน ให้ทราบครับ” เสียงปลายสาย หยางอิงตอบกลับมายังเข่อซิง “ยังไงบ้าง วันนี้แกจะรายงานเรื่องอะไร ไหนรีบบอกฉันมาสิ” “วันนี้ผมตามคนที่ชื่อลู่เพ่ย มาจากบ้านตระกูลหวังครับ” “ฮะ!! อะไรนะ!! นางนั้นมันเข้าไปในบ้านพี่มู่เฉินท าไมกัน มีสิทธิ์อะไร” “คืออย่างนี้ครับ จากที่ผมเห็น เหมือนคุณต้าเหนิง คุณมู่เฉิน และก็คนที่ชื่อลู่เพ่ย จะออกไปข้างนอก กันมา แต่ผมมาตามสืบตอนช่วงที่มาเฝ้าหน้าบ้านคุณต้าเหนิงช่วงใกล้จะเย็นแล้ว เลยไม่รู้ว่ามาจากที่ไหนกัน ครับ” “ว้าย! นี่เข่อซิง ท าไมแกไม่ไปให้เร็วกว่านี้ ทีนี้ฉันก็ไม่รู้สิว่ีา นางนั้นมันไป หว่านเสน่ห์อะไรให้พี่มู่เฉิน ของฉัน” เสียงปลายสาย กรี๊ดใส่เต็มหูของเข่อซิง ท าเอาต้องผละโทรศัพท์ออกจากใบหูของเขา แล้วเข่อซิง จึง เอ่ยพูดกับคนปลายสายต่อ “ผมต้องขอโทษด้วยครับคุณหยางอิง เพราะว่าวันนี้ติดธุระส าคัญของ ท่านหยางอี๋ ผมจึงต้องไปท า หน้าที่ ตามที่ท่านหยางอี๋สั่งนะครับ” “เอาล่ะ ฉันจะให้โอกาสแก แกต้องตามสืบเรื่องมันให้ดี ส่วนเรื่องพ่อเดี๋ยวฉันจะหาคนมาแทนแกเอง แกจะได้สืบให้เต็มที่ ว่าแต่ก็ยังมีเรื่องอะไรรายงานอีกบ้าง ไหนบอกมาสิ” “มีครับ คือตอนที่ผมตามคนที่ชื่อลู่เพ่ยมา แล้วขับรถตามเธอมาจนถึงหน้าบ้านของเธอ ก็พบว่า เธอมี ฐานะที่ร่ ารวยครับ บ้านหลังใหญ่โต มีบ้านอยู่สองฝั่ง ผมจึงจ าเป็นที่จะยังต้องสืบเรื่องครอบครัวของเธอให้ครบ เพื่อที่คุณหยางอิงจะได้รู้เรื่องของเธอได้ง่ายขึ้น” “แกท าได้ดีมาก เข่อซิง แกเฝ้าดูมันต่อไปล่ะ ถ้ามีอะไรคืบหน้า แกก็มาบอกฉันอีกแล้วกัน เรื่องเงิน รางวัล ฉันให้แกเต็มที่อยู่แล้วไม่ต้องห่วง เอาล่ะ ฉันวางสายแกก่อนแล้วกัน” “ครับ คุณหยางอิง ถ้ามีอะไรคืบหน้าผมจะรายงานไปทันที” บทสนทนาของทั้งคู่ก็ได้จบลง เข่อซิงนอนที่รถ เพื่อรอที่จะสืบต่อไป เขานอนเฝ้าจนใกล้จะเช้าก็ยังไม่มี วี่แววของการมีใครมายังบ้านหลังนี้


เช้าวันนี้พร้อมกับอากาศที่แจ่มใสลมพัดเบาๆ ผ่านหน้าต่าง พร้อมแสงยามเช้าส่องลงมายังบนเตียง นอนของเพ่ยเพ่ย เสียงนกร้อง และออกหากินกันแต่เช้า เพื่อต้อนรับสู่เช้าวันใหม่ เพ่ยเพ่ย เธอค่อยๆ ลืมตาแล้ว ลุกขึ้นมานั่งบนเตียง หลังจากที่ตื่นมาเธอก็บิดความขี้เกียจ และก็ได้ลุกขึ้นจากที่นอน พร้อมกับเห็นสภาพ อากาศของวันนี้ เธอก็ยิ้มร่าออกมา เพราะเธอจะต้องเอาต้นกุหลาบ และเบญจมาศ ไปลงกระถาง “อากาศดีจังเลยวันนี้ ดีล่ะ เหมาะกับการปลูกต้นไม้ที่สุด เราต้องไปอาบน้ าก่อน และทานข้าวเช้าก่อน จะไปยังโรงเรือนที่สวนหลังบ้าน” เธอพึมพ ากับตัวเอง พออาบน้ าอะไรเสร็จ ก็ลงไปข้างล่าง แล้วก็ได้ยินเสียงที่คุ้นเคยในทุกวัน จะใคร ไม่ได้อีก ก็ต้องเป็นแม่บ้าน จินอยู่แล้ว “หนูเพ่ยเพ่ย ตื่นแล้วเหรอคะ นั่งก่อนนะคะ เดี๋ยวป้าจะตักอาหารเช้ามาให้” “ขอบคุณมากนะคะ แม่บ้านจิน” แม่บ้านจินเธอเดินไปตักอาหารมาให้ เพ่ยเพ่ย เช้านี่ก็เป็นมื้อเบาท้องในตอนเช้า ก็จะมีโจ๊กหมูร้อนๆ เสี่ยวหลงเปา และเกี๊ยว แม่บ้านจินตักทุกอย่างให้กับเพ่ยเพ่ย พร้อมกับเสิร์ฟที่โต๊ะทานอาหาร “มาแล้วค่ะ หนูเพ่ยเพ่ย เชิญทานได้เลยนะคะ” “ขอบคุณนะคะ เพ่ยเพ่ยจะทานให้อร่อยเลย^^” เวลาผ่านไปพักหนึ่ง ตอนนี้เพ่ยเพ่ยที่พักท้องที่กินจนอิ่ม ก็ได้เวลาที่จะไปลงต้นไม้ใส่กระถางที่สวนหลัง บ้านแล้ว เธอเดินไปยังโรงเรือนหลังบ้านที่ได้เก็บต้นกุหลาบและเบญจมาศเอาไว้ เตรียมอุปกรณ์ที่ปลูกต้นไม้ ถุงมือ ที่พรวนดิน เมื่อทุกอย่างพร้อม เธอจึงนั่งลงบนเก้าอี้ม้านั่ง เอาต้นไม้ดอกทุกต้น เตรียมลงกระถางอย่าง เบามือที่สุด รู้สึกได้ว่าเธอจะ เบามือกับต้นดอกกุหลาบสีชมพูที่สุด เพ่ยเพ่ย เริ่มหยิบต้นดอกกุหลาบสีชมพูขึ้นมา มันเป็นต้นที่มู่เฉินมอบให้กับเธอ แล้วเธอจึงเริ่มที่จะน า ต้นกุหลาบเตรียมลงในกระถางที่เธอจัดวางไว้เธอก็นั่งยิ้มไป พร้อมกับนึกถึงใบหน้าของเขา ตอนที่มอบให้กับ เธอ สักพักเธอก็ไล่ความคิดออกจากหัวที่ก าลังคิดอยู่ในตอนนี้ “เพ่ยเพ่ย เป็นอะไรของเธอเนี่ย นั่งยิ้มกับต้นไม้คนเดียว อาการแบบนี้ไม่ไหวแล้วนะ โอ๊ย ห้ามคิดอะไร ฟุ้งซ่าน ทั้งนั้นเอาต้นกุหลาบ ใส่ลงในกระถางให้หมดก่อน อยากจะบ้าตายกับตัวเอง เลิกคิดถึงผู้ชายก่อนไหม ฉันนี่มันยังไง” ในขณะที่เพ่ยเพ่ยปลูกต้นไม้และพึมพ ากับตัวเองอยู่ ก็มีรถของลู่เฉิงผู้เป็นอาของเธอขับเข้ามา ยังรั้ว บ้าน แต่วันนี้ลู่เฉิง ขับมาคนเดียวเพราะลูกน้องของเขา ยังอยู่ที่กรมทหาร ลู่เฉิงไม่ได้จะกลับบ้านเพียงแค่เขา เข้ามาเอาเอกสารลับ ลู่เฉิงจึงลงจากรถเพื่อปิดประตูรั้วให้แน่นหนา เขาต้องป้องกันไว้ก่อน เพราะเรื่องเอกสาร ลับส าคัญ


แต่ตอนนี้คนที่อยู่ในรถ ที่เฝ้ามาทั้งคืน จนเช้า อย่างเข่อซิง ก็มองดูลู่เฉิงที่เดินลงจากรถ มาปิดประตูรั้ว หน้าบ้าน เข่อซิงถึงกับตาเบิกกว้าง ขึ้นมาพร้อมกับเอ่ยขึ้น “เฮ้ย!! นั้นมันท่านนายพลลู่เฉิง นี่ ท าไมเขาอยู่ในบ้างหลังนี้ งานใหญ่แล้ว เขามีลูกสาวเหรอ คนที่ชื่อ ลู่เพ่ยนั้น เป็นลูกของเขาเหรอเนี่ย ตายแน่ๆ เล่นกับคนใหญ่คนโต อยู่ยากแน่ๆ ท่านนายพลเป็นคนที่เอาจริงอยู่ ด้วย อีกอย่างท่านหยางอี๋นายของเราต้องพึ่งพาท่านอยู่ในการขอท าเรื่องที่สร้างธุรกิจ ถ้าท่านนายพลรู้ว่ามายุ่ง กับคนในบ้าน นายเราจะมีที่ยืนไหม ลูกสาวของนายเราก็ไม่ยอมใครซะด้วย จะท าอย่างไรดี” ที่เขาได้รู้จักลู่เฉิงเพราะเข่อซิงเป็นคนขับรถให้กับหยางอี๋ ไปที่กรมทหารค่อนข้างจะบ่อย เพราะจะต้อง ไปขอเอกสารการอนุมัติ ที่ดินหรือการท าธุรกิจต่างๆ ซึ่งต้องขึ้นตรงกับผู้ที่มียศระดับสูงท างานในหน่วยงานของ รัฐ เขาเจอลู่เฉิงอยู่บ่อยครั้งจึงจ าหน้าลู่เฉิงได้อย่างดี และรู้ด้วยว่า ท่านนายพลลู่เฉิงเป็นคนตรงไปตรงมา เอา จริงเอาจัง เรื่องเอกสารทุกอย่างที่มาขอ ต้องถูกต้องเท่านั้น เขาไม่เคยรับใต้โต๊ะเลยสักครั้ง เป็นชายชาติทหารที่ ซื่อสัตย์และเป็นคนดีมาก เข่อซิงตอนนี้เขานั้นหน้าถอดสี ซีดเผือก คิดอะไรในหัวไม่ออก แล้วไม่รู้จะบอกกับ หยางอิงว่าอย่างไรดี กับเรื่องนี้ เพ่ยเพ่ยในตอนนี้ ก็เอาต้นกุหลาบลงในกระถางหมดแล้ว เธอได้ยิน ว่าอาของเธอมา เธอจึงรีบไปดูที่ บ้านอาสักหน่อย เธอปั่นจักรยานของที่บ้าน ปั่นมาหาอา เพราะเนื้อที่ที่บ้านกว้าง กลัวจะไม่ทันได้เจอกับอา ของเธอ เมื่อถึงหน้าบ้านลู่เฉิง เพ่ยเพ่ยจึงเอ่ยขานเรียกลู่เฉิงผู้ที่เป็นอาของเธอ “อาลู่เฉิงคะ เพ่ยเพ่ยขอเข้าไปในบ้านนะคะ เดี๋ยวจะนั่งรอที่ด้านล่างเองค่ะ เพ่ยเพ่ยรู้ค่ะว่าอาลู่เฉิงต้อง มาเอาเอกสารลับ” ลู่เฉิงได้ยินที่เด็กสาวพูดเขาจึง ตะโกนจากข้างบนบ้านลงมา เพื่อให้เพ่ยเพ่ยได้ยิน “ได้ เข้ามารออาอยู่ตรงนั้นก่อนนะ เพ่ยเพ่ย อาขอเอาเอกสารก่อนเดี๋ยวจะลงไป” เพ่ยเพ่ยเธอก็นั่งรอลู่เฉิงอยู่ที่ห้องนั่งเล่น พักหนึ่งอาของเธอก็เดินลงมา ลู่เฉิงจึงเอ่ยขึ้น “ว่ายังไง หลานสาวคนสวยของอา ท าไมรีบมาหาอาล่ะ” “ก็หนูคิดถึงอาลู่เฉิง นี่คะ มากๆ เลยด้วย ไม่ค่อยได้เจอหน้าอาลู่เฉิงเลย เป็นยังไงบ้างคะ อาเหนื่อยไหม อาทานข้าวหรือยัง” “ฮ่าๆ เพ่ยเพ่ย อาก็คิดถึงหนูเหมือนกัน แต่ด้วยหน้าที่ ที่ต้องรับผิดชอบ อาก็ต้องท างานอย่างเต็มที่ อาไม่เหนื่อยหรอก พักมาบ้างแล้ว แล้วก็ทานข้าวแล้ว ไม่ต้องห่วงนะเด็กดื้อของอา” เพ่ยเพ่ยวิ่งเข้าไปกอดลู่เฉิง พร้อมกับเอ่ยขึ้น


“อาลู่เฉิงต้องทานข้าวให้ครบสามมื้อ ดูแลตัวเองอยู่บ่อยๆ ห้ามท างานหนักจนเกินไปนะคะ เรื่องสุขภาพก็ส าคัญ เพ่ยเพ่ยไม่อยากให้อาไม่สบาย อยากให้อยู่กับเพ่ยเพ่ยไปอีกนาน และรอดูความส าเร็จของ เพ่ยเพ่ยก่อนนะคะ เพ่ยเพ่ยจะท าให้อาภูมิใจให้ได้” “เด็กดื้อคนนี้นิ เอาอีกแล้วนะ อาไม่เป็นอะไรสักหน่อย เห็นไหม ว่าอานะแข็งแรงจะตายไป พร้อมจะ รอดูความส าเร็จของหลานด้วยอยู่แล้ว” ลู่เฉิงพูดพร้อมลูบหัวเบาๆ กับเพ่ยเพ่ยอย่างเอ็นดู ก็เขามีหลานสาวอยู่คนเดียว ต้องรักหลานเป็นเรื่อง ธรรมดา ปลอบใจเพ่ยเพ่ยอยู่พักหนึ่ง เขาก็ได้เวลาที่จะต้องออกไปท างานต่อ จึงเอ่ยขึ้นกับเพ่ยเพ่ย “เอาล่ะ เพ่ยเพ่ย อาต้องไปที่กรมแล้ว อาท างานเสร็จเมื่อไหร่ แล้วถ้าเกิดว่างจริงๆ เราค่อยหาเวลาไป เที่ยวบ้านปู่กับบ้านย่าของหลาน กันสักหน่อยแล้วล่ะ” “อาลู่เฉิงพูดจริงนะคะ เพ่ยเพ่ยจะรอเลยค่ะ คิดถึงปู่กับย่าเหมือนกัน” “พูดจริงสิ ถ้าอย่างนั้นอาขอตัวไปก่อนนะ เดี๋ยวจะส่งเอกสารไม่ทันทางการ” “ได้ค่ะอาลู่เฉิง ขับรถปลอดภัยนะคะ แล้วหนูจะรอวันที่อาลู่เฉิงว่างนะคะ” ลู่เฉิงพยักหน้าตอบรับหลานสาวของเขา และเดินออกไปขึ้นรถ เพื่อขับรถไปยังที่กรมทหารเพื่อท างาน ให้เสร็จลุ่ลวง ตอนนี้เข่อซิง ต้องคิดค าพูดที่ต้องบอกกับหยางอิง เรื่องนี้ เพราะแค่เข่อซิงเห็นท่านนายพลลู่เฉิง จิตใจของเขาก็ไม่อยู่กับเนื้อกับตัว เพราะถ้าเข้ามาวุ่นวาย กับคนที่ชื่อลู่เพ่ย เขาอาจจะต้องเจอชะตะกรรม ที่เปรียบเสมือนเข้ามาอยู่ในถ้ าเสือเป็นแน่ เข่อซิงคิดอยู่นานกว่าที่เขาจะตัดสินใจหยิบโทรศัพท์แล้วต่อสายไป หากับหยางอิง เพื่อรายงานเรื่องนี้ให้หยางอิงทราบ และจะพยายามเจรจาให้เธอหยุด และอย่ามายุ่งกับคนที่ชื่อ ลู่เพ่ยจะดีกว่า เข่อซิงจึงรีบติดต่อไปหาหยางอิง แล้วหยางอิงก็รับสาย “คุณหยางอิงครับ ผมเข่อซิง ผมมีเรื่องส าคัญอย่างมากที่จะต้องรายงานให้ทราบ” “ว่ายังไง ไหนแกว่ามาสิ เกิดอะไรขึ้น” “ผมว่าเราเลิกตามสืบคนที่ชื่อลู่เพ่ยเถอะครับ” “อะไรของแก จู่ๆ มาบอกให้เลิกสืบ แกเป็นบ้าอะไรอีก เข่อซิง” “ฟังผมก่อนนะครับคือเรื่องมันเป็นอย่างนี้....” แล้วเข่อซิงก็เล่าทุกอย่างให้หยางอิงฟัง แต่เมื่อหยางอิงฟังจบแล้วเธอก็เอ่ยขึ้นมาทันที


“นี่แกมันคนขี้ขลาดตาขาว ขนาดนี้เลยเหรอ ก็แค่นายพลคนหนึ่ง จะไปกลัวอะไรกันนักกันหนา ถ้าแก ไม่จัดการสืบเรื่องนี้ ฉันหยางอิงคนนี้แหละจะจัดการมันเอง แกนี่มันไม่ได้เรื่องเลยจริงๆ!” “ผมเตือนคุณหยางอิงแล้วนะครับ ว่าอย่าไปยุ่ง อีกอย่างธุรกิจของท่านหยางอี๋ พ่อคุณหยางอิงก็ต้อง พึ่งพาท่านนายพลลู่เฉิงอีก แต่ถ้าคุณไม่ฟังค าเตือนของผม ผมก็ไม่รู้ว่าจะพูดยังไงแล้วล่ะครับ” “ก็ช่างสิ ฉันไม่สน ฉันจะจัดการยัยลู่เพ่ยนั้นให้ได้ ฉันไม่ยอมเด็ดขาด แกจะถอยก็เรื่องของแก เข่อซิง ฉันจะจัดการยัยลู่เพ่ยนั้น ในรูปแบบฉบับของฉันเอง คนขี้ขลาดอย่างแกก็ไม่จ าเป็นต้องท าหรอก” “ผมยอมรับครับ ว่าผมเกรงกลัว ต่อท่านนายพลลู่เฉิง เพราะผมรู้ดีว่าท่านเป็นคนอย่างไร ถ้าคุณหยางอิง อยากจะท าในสิ่งที่ต้องการ เชิญเลยครับ เรื่องนี้ผมขอถอนตัว ภารกิจนี้ผมไม่เอาแล้วครับ แล้วผมจะคืนเงินให้คุณหยางอิงทุกหยวน ที่คุณให้ผมมา ผมขอไม่รับครับ” “โธ่เอ๊ย!! ไอ้คนขี้ขลาดโว้ย!! เรื่องของแก ถอนตัวก็ถอนตัวไปเลย ส่วนเงินฉันนะ จะมาคืนก็เรื่องของ แกไอ้คนกระจอก” หยางอิงทั้งกรี๊ด ทั้งอาละวาดใส่ในโทรศัพท์ ท าเอาเข่อซิงหูแทบแตก เขาไม่สนใจแล้วว่ายังไง ถอนตัว จากเรื่องนี้ดีที่สุดแล้ว เพราะเขาต้องมีครอบครัวที่ต้องดูแล ลูกเขาก็ยังเล็กอยู่ด้วย ที่ยอมมาสืบให้หยางอิงเพียง แค่จะเก็บเงินเพิ่มไว้ให้ลูกเรียนก็เท่านั้น หลังจากที่เข่อซิงวางสายกับหยางอิง เขาก็ได้ขับรถออกไปจากบริเวณ บ้านของเพ่ยเพ่ย เพราะเขารู้แล้วว่า ควรที่จะเลือกท าแบบนี้และไม่ควรที่จะไปต่อกับเรื่องนี้ด้วย มันดีที่สุดกับ เขาและครอบครัวเพื่อความปลอดภัยและความอยู่รอด ถือว่าเข่อซิง ไตร่ตรองได้ดีทีเดียว


บทที่15 ตระกูลอี้กับวันเกิดของอี้ซวน ณ.บ้านตระกูลอี้... ตระกูลอี้นั้นเป็นตระกูลที่ขึ้นชื่อเรื่องปลูกผัก ท าสวน และเป็นฟาร์มในร่มรายแรก ที่มีบริษัทโรงเรือน ซึ่งปลูกตั้งแต่ มันฝรั่ง ผัก ผลไม้ สมุนไพร รวมถึงเห็ดชนิดต่างๆ ในบ้านของตระกูลอี้ จะมี คนในครอบครัวทั้งหมด 5 คน หัวหน้าของครอบครัวก็คือ อี้หาน ส่วนคู่ชีวิตของเขาก็คือ เยี่ยนฟาง และมีลูก ด้วยกัน 3 คน คนแรกก็คือ อี้ไป๋คนรองอี้ฟาน และคนสุดท้องอี้ซวน ทั้งสามคนเป็นผู้ชายทั้งหมด บ้านนี้มีแต่ ลูกผู้ชาย เยี่ยนฟางเธอบ่นกับลูกชาย อยากให้ลูกคนโตและคนรองหาสะใภ้ให้เขาสักคน เพราะเธอเป็นผู้หญิง คนเดียวของบ้านนี้และรู้สึกเหงา ที่ส าคัญ อยากอุ้มหลานเหมือนกับเพื่อนๆ ของเธอบ้าง วันนี้ลูกชายทั้งสาม ของเธออยู่บ้านกันครบ เพราะวันนี้เป็นวันเกิดของอี้ซวนลูกชายคนเล็กของเธอ เยี่ยนฟางเห็นทั้งสามนั่งกันอยู่ที่โถงห้องนั่งเล่น เธอเดินมาจึงเอ่ยขึ้น “วันนี้ ลูกๆ ของแม่อยู่กันครบเชียวนะ หน้าตาแต่ละคนไม่ต้องบอกเลยว่าได้ใครมาหล่อกันขนาดนี้ เพราะได้ความสวยจากแม่มาเต็มๆ” ทั้งสามหันหน้าไปดูเยี่ยนฟาง พร้อมกับหัวเราะกับค าพูดของแม่พวกเขา เพราะรู้ว่าแม่ของพวกเขาเป็น คนอารมณ์ขันและจิตใจดี “ครับแม่ พวกเรานะได้แม่มา เต็มๆ เลย” พี่ใหญ่อี้ไป๋เอ่ยกลับตอบเยี่ยนฟางผู้เป็นแม่ “ว่าแต่นะ เจ้าใหญ่กับเจ้ารองเนี้ยเมื่อไหร่จะหาสะใภ้มาให้แม่ สักคนล่ะลูก” “แม่ครับ แม่จะรีบให้เราหาสะใภ้ท าไมกัน เรายังสนุกกับการท างานที่ฟาร์มของเรา อีกอย่างอยู่ช่วยพ่อ กับแม่ จะได้ไม่เหนื่อยยังไงล่ะครับ” อี้ฟานคนรองเอ่ยบอกแม่ของเขา “อ้าว ก็แม่อยากได้ลูกสะใภ้มาเพิ่ม แล้วก็ได้มาช่วยงานที่ฟาร์มของเรากันอีกแรง อีกอย่างแม่จะได้ไม่ เหงา แม่อยากอุ้มหลานด้วย ลูกๆ จะไม่เห็นใจแม่คนนี้หรืออย่างไรกัน” “แม่ครับ ถ้าน้องเล็กอย่างผมอยากมีลูกสะใภ้ให้กับแม่ก่อน แม่จะสนใจหรือเปล่า แต่คือผมก็ยังไม่ได้ บอกความรู้สึกกับเธอเลย เฮ้อ เธอก็ไม่รู้จะรับความรู้สึกที่ผมมีให้กับเธอได้ไหม” เยี่ยนฟาง เห็นลูกชายคนเล็กอย่างอี้ซวน ท าหน้าหงอย เธอจึงเอ่ยปลอบเขา “แม่ต้องสนใจอยู่แล้วสิ อี้ซวนในเมื่อแม่คนนี้ของลูกอยากได้ลูกสะใภ้อยู่แล้ว แต่นะลูกต้องบอก ความรู้สึกกับเธอไป ก่อนที่จะมีคนมาตัดหน้าลูก ชอบใครเราก็ต้องบอก อย่าเก็บมันไว้ก่อนที่มันจะสายเกินไป นะลูก แต่ถ้าเธอคนนั้นไม่รับความรู้สึกที่ลูกมีให้ หรือไม่รู้สึกเหมือนกันกับลูก ลูกก็อย่าได้ไปโกรธเธอ ความรู้สึก มันห้ามกันไม่ได้ ไม่มีใครผิดใครถูก เพียงแค่ลูกต้องบอกความรู้สึกนี้ออกไป ส่วนเธอจะตอบกลับมาอย่างไรนั้น ลูกแค่เคารพการตัดสินใจของเธอก็พอ เข้าใจไหมลูก ใช้ความกล้าที่ลูกมีเผชิญกับมัน”


“แปะๆ” เสียงปรบมือดังขึ้น มาจากทางด้านหลัง ทุกคนหันไปดู ก็พบเข้ากับหัวหน้าครอบครัว อย่างอี้หาน “ฟางฟางที่รัก นี่คุณเอาชีวิตของตัวเองมาสอนลูก ฮ่าๆ พ่อจะบอกให้นะทั้งสามคน พ่อไม่ได้เป็นคนเข้า ไปจีบแม่ก่อนเลย มีแต่แม่นี่แหละที่เป็นฝ่ายมาจีบพ่อ เพราะพ่อเป็นคนที่ขี้อายมาก แต่ฟางฟางแม่ของลูก สุดโต่งมาก บอกชอบผู้ชายตรงๆ ไม่อ้อมค้อมอะไรเลย ทุกวันนี้พ่อยังทึ่งกับแม่ของลูกอยู่เลย แต่ความจริงพ่อก็ ชอบแม่ของลูกเพียงแต่พ่อเป็นคนขี้อายเท่านั้น ไม่กล้าบอกความรู้สึกต่อแม่” “นี่! อี้หาน เดี๋ยวเถอะนะ ก็คุณมันขี้อายไม่บอกความรู้สึกฉันสักทีนี่นา ฉันก็ต้องรีบบอกคุณสิ ก็ฉันชอบ คุณ ฉันต้องได้คุณเป็นสามีให้ได้ นี่ฉันนะไม่ยอมเสียคุณไปให้ใครไง ฮ่าๆ” “อื้อหือ แม่ของเรานี่คนจริงนะ น้องรอง น้องสาม พวกเราต้องเอากลยุทธ์ของแม่มาใช้แล้วล่ะ” ทั้งสองหนุ่มพยักหน้าตอบรับพี่ชาย พร้อมกับหัวเราะแม่ของพวกเขา อย่างชอบใจ “ว่าแต่วันนี้ วันเกิดของอี้ซวน ลูกได้เชิญใครมาที่บ้านบ้างล่ะ วันนี้แม่เตรียม ซ่วนหยางโร่ว วันนี้จะเป็น หม้อไฟเนื้อแกะ มีทั้งน้ าใส น้ าข้น และมีเนื้อวัว กระเพาะวัว เนื้อหมู เนื้อปลา เนื้อไก่ ไส้เป็ด เกี๊ยวกุ้ง ผักกาดขาว ใบตั้งโอ๋แป้งหมี่ พร้อมกับน้ าจิ้ม งาบดโรยต้นหอมกับผักชี อีกทั้งขนมเปี๊ยะงาไส้น้ าตาลแดง วันนี้ แม่ท าเต็มที่เลย อี้ซวนว่ายังไงลูกได้เชิญใครมาบ้านเราไหม แม่จะได้ จัดโต๊ะ จัดแจงอาหารเตรียมไว้” “มีสิครับ ผมชวนมาสองคนครับ เป็นรุ่นน้องที่มหาลัย ของผม เพ่ยเพ่ยกับต้าเหนิง นะครับ” “ถ้าอย่างนั้นแม่ไปเตรียมอาหารและจัดโต๊ะให้เสร็จ แม่บ้านฉางตามฉันมาเถอะจ๊ะ เดวจะให้ไปซื้อของ มาเพิ่มเติ่มอีกสักหน่อย” แม่บ้านฉางที่ยืนอยู่ก็ได้เดินตามเยี่ยนฟางไปในครัว และไปซื้อของเพิ่มเติมตามที่เธอบอก ในขณะนั้นเอง ตอนนี้เพ่ยเพ่ยเธอก็รอเพื่อนสาวตัวแสบของเธอให้มารับ เพื่อที่จะไปบ้านของรุ่นพี่ อี้ซวน เพ่ยเพ่ยนั่งรอที่บ้านของเธอ ที่โถงห้องนั่งเล่น ที่ต้าเหนิงมารับได้ก็เพราะว่ารถยนต์คันโปรดของเธอซ่อม เสร็จแล้ว เพ่ยเพ่ยนั่งรออยู่ครึ่งชัวโมงก็ได้ยินเสียงรถเข้ามายังหน้าบ้านของเธอ แม่บ้านจินจึงเดินออกไปดูว่า ใครมาที่บ้าน พอเห็นว่าเป็น ต้าเหนิงทีีมา เธอก็เอ่ยทักทายขึ้น “สวัสดีค่ะ หนูต้าเหนิง” “สวัสดีค่ะ คุณป้าแม่บ้านจิน” “หนูเพ่ยเพ่ย รอคุณอยู่ในบ้านเดี๋ยวป้า จะไปตามเธอมาให้นะคะ” “ขอบคุณค่ะ คุณป้าแม่บ้านจิน”


แม่บ้านจินเดินเข้าไปในบ้าน และได้บอกเพ่ยเพ่ยให้ออกมา เพราะต้าเหนิง ถึงที่นี่แล้ว เพ่ยเพ่ยจึงเดิน ออกไปหาเธอ พร้อมกับทักทายเพื่อนสาว “มาแล้วเหรอต้าหนิง ว่าแต่ท าไมวันนี้มาช้าจังล่ะ” “ก็พ่อนะสิ นัดใครก็ไม่รู้ให้มาดูตัวที่บ้าน นี่ฉันพึ่งฉีกหน้าผู้ชายคนนั้นไป ว่าฉันมีแฟนมีแล้ว ส่วนพ่อมอง หน้าฉันอย่างกับจะกินเลือดกินเนื้อ ก็ไม่ยอมบอกฉันก่อน จะมัดมือชกมันไม่ง่ายหรอกนะ เธอก็รู้นิ ว่าเพื่อนเธอ ไม่เคยยอมอะไรอยู่แล้ว ถ้าไม่มีความยุติธรรมอะ” “อืม ก็แน่ล่ะ ต้าเหนิงเธอมันแสบ ป่านนี้คุณพ่อคงก าไม้เรียวแล้ว ฮ่าๆ” “ฮ่าๆ ถ้าอย่างนั้นเราก็ไปกันเถอะ เดี๋ยวรุ่นพี่อี้ซวน จะคิดว่าเราไม่ไป งานวันเกิดของเขา ตอนนี้เวลา ของเราช้ามากแล้ว” “อืม ไปกันเถอะต้าเหนิง” ทั้งเพ่ยเพ่ยและต้าเหนิง ก็ได้เดินทางไปยังบ้านของอี้ซวน ซึ่งในตอนนี้คนทางนั้น อย่างอี้ซวนกระวนกระวายใจแล้ว ว่าท าไมสองสาวถึงยังไม่ถึงบ้านของเขาสักที ขับรถมาพักหนึ่ง ตอนนี้เพ่ยเพ่ยและต้าเหนิง ก็มาถึงหน้าบ้านของอี้ซวน และอี้ซวนก็ได้รอพวกเธออยู่ ที่หน้าบ้านซึ่งห่างจากประตูรั้ว ไม่มาก คนงานที่เฝ้าอยู่ตรงที่รั้วเห็นรถจอดอยู่ก็เปิดประตูรั้ว ให้ทั้งสองสาวเข้า มา ต้าเหนิงจึงเอ่ยขึ้น “ขอบคุณนะคะ ที่เปิดประตูรั้วให้พวกเรา พวกเรามาวันเกิดของรุ่นพี่อี้ซวนนะคะ” “อ๋อครับ คุณอี้ซวนก าลังรอพวกคุณอยู่ตรงหน้าบ้านเลยครับ เชิญเข้าไปได้เลย” “ค่ะ ขอบคุณนะคะ” “อ้าวรุ่นพี่อี้ซวน ยืนอยู่ตรงนั้น ถ้าอย่างนั้นเราขับรถไปจอด ที่ลานจอดรถกันเถอะ จะได้ไม่เสียเวลา” เพ่ยเพ่ยเอ่ยบอกเพื่อนสาว พอทั้งคู่จอดรถเสร็จ ก็เดินไปหาอี้ซวน ที่ตอนนี้เขายืนรอต้อนรับอยู่และ ยืนส่งยิ้มให้กับสองสาว อย่างดีใจ ที่เห็นเพ่ยเพ่ยกับต้าเหนิงมาถึงที่บ้าน ถ้าถามว่าท าไมทั้งคู่ถึงได้รู้จักบ้านของอี้ซวน ก็เพราะมีอยู่ช่วงหนึ่ง ที่อี้ซวนลืมงานวิจัย แล้วครบ ก าหนดวันส่งงานพอดี แล้วอาจารย์ก็ก าหนดว่าส่งงานภายในวันนี้เท่านั้น อี้ซวน เขาไม่ได้เอารถมา เพราะรถ ของเขาเสีย ตอนที่มามหาลัยตอนเช้าเป็นพี่ใหญ่อี้ไป๋ที่มาส่ง แล้วก็เป็นเวลาเย็นอี้ซวนเห็นทั้งสองสาวจะกลับ บ้าน เพราะเลิกเรียนแล้ว เขาจึงได้ช่วยวานทั้งสองไปส่งเขาที่บ้านเพื่อไปเอางานวิจัยที่บ้าน นั้นคือสาเหตุที่ได้ รู้จักบ้านของอี้ซวนนั้นเอง แต่ว่าเพ่ยเพ่ยกับต้าเหนิงไม่ได้เข้าไปในบ้าน ส่งอี้ซวนที่หน้าบ้านเท่านั้น นี่จะเป็นครั้ง แรกที่ทั้งสองสาว เข้ามาในบ้านของอี้ซวนเป็นครั้งแรก เสียงสดใสดังแว่วมาแต่ไกล ทักทายอี้ซวน “มาแล้วค่ะ รุ่นพี่อี้ซวนเพ่ยเพ่ยกับต้าเหนิง ต้องขอโทษด้วยนะคะ ที่มาช้า”


“ไม่เป็นไร เพ่ยเพ่ย ขอแค่ให้ทั้งสองคนมาก็พอ แค่นี้พี่ก็ดีใจแล้ว ไปเถอะเข้าไปในบ้านของพี่กัน” ทั้งสามคนจึงเดินเข้าไปยังในบ้านของอี้ซวน เพ่ยเพ่ยเธอมองการตกแต่งภายในบ้านของรุ่นพี่อี้ซวนดู แล้วมีความอบอุ่น และสวยงามมาก พอเดินมาถึงห้องโถงนั่งเล่น อี้ซวนก็ให้ทั้งสองสาวนั่งรออยู่ตรงนี้ก่อน เดี๋ยวเขาจะไปดูว่าแม่ของเขาเตรียมของเสร็จแล้วหรือยัง อี้ซวนเดินเข้าไปในครัว ไม่ทันได้เอ่ยถามเยี่ยนฟาง แม่ของเขาก็พูดขึ้น “สาวๆ มากันแล้วใช่ไหมลูก ต้องเป็นคนที่สวยแน่ๆ เลย ปกติแม่ไม่เห็นลูกชวนใครมาที่บ้านง่ายๆ นิ หรือจะเป็นคนที่ลูกชอบหรือเปล่านะ” เยี่ยนฟางพูดกับอี้ซวน แล้วยิ้มๆ เขาเห็นลูกชายของเขาเริ่มหน้าแดงแล้ว เลยรู้ทันทีว่าอาจจะเป็นใคร สักคน ในสองคนนี้ คนที่ลูกของเธอพูดถึง” “แม่ครับ พูดอะไรผมแค่มาดูว่า แม่เตรียมของเสร็จแล้วหรือยัง จะได้ไปบอกพวกเธอให้มานั่งที่โต๊ะ อาหาร” “ฮ่าๆ จ๊ะลูกชายแม่ ตอนนี้เตรียมเสร็จแล้ว อย่าลืมไปบอกพี่ใหญ่ พี่รอง และพ่อของลูก มาด้วยล่ะ ก่อนที่จะไปบอกสาวๆ” “ครับ แม่ผมจะไปเดี๋ยวนี้เลย” ในระหว่างที่รอรุ่นพี่อี้ซวน ต้าเหนิงได้บอกเพ่ยเพ่ยว่าเธอขอตัวไปเข้าห้องน้ าก่อน ต้าเหนิงก็เดินไปแล้ว บังเอิญไปเจอ แม่บ้านฉาง ต้าเหนิงจึงถามทางไปห้องน้ า ก่อนที่เธอจะถึงห้องน้ าเธอเดินไปชนกับใครคนหนึ่ง เข้าให้ “อุ้ย ขอโทษค่ะ” เธอขอโทษแต่ยังไม่ได้เงยหน้าขึ้นมาดู ว่าเดินชนเข้ากับใคร แล้วก็มีเสียงทุ้ม พูดขึ้น “ไม่เป็นไรครับ” ต้าเหนิงเงยหน้าขึ้นมาดู เธอยืนอึ้งเพราะความหล่อของคนตรงหน้า แล้วก็คิดในใจ โอ๊ยเบ้าหน้าฟ้า ประทานชัดๆ เลยพ่อคุณ หล่ออะไรป่านนี้ พระเจ้าปั้นคุณมาหรืออย่างไรกัน อย่าว่าแต่ต้าเหนิงที่ยืนอึ้งเลย อี้ฟานยังยืนอึ้ง นิ่งอยู่ตรงนั้น เขามองหน้าหญิงสาว ที่อยู่ตรงหน้า แล้วก็คิดในใจเหมือนกัน เธอเป็นใครกันนะ หรือจะเป็นรุ่นน้องของน้องสามกันนะ หน้าตาสวยจัง ผิวขาวผ่องใส หน้าตาจิ้มลิ้ม สักพักอี้ฟานที่ยืนอึ้ง ก็รีบเอ่ยขึ้น “เอ่อ คุณคือรุ่นน้องของอี้ซวน ใช่ไหมครับ แล้วนี่คุณจะเดินไปไหนหรือครับ ถามผมได้นะ” “ชะ..ใช่ค่ะ พอดีว่าฉันจะไปเข้าห้องน้ านะคะ” “อ๋อถ้าอย่างนั้นเชิญทางนั้นเลยนะครับ” “ค่ะ ขอบคุณนะคะ”


ต้าเหนิงเมื่อเข้าห้องน้ าเสร็จก็เดินไปยังห้องโถงใหญ่ที่ตอนนี้ มีเพ่ยเพ่ย กับรุ่นพี่อี้ซวนนั่งรอเธออยู่ เพ่ยเพ่ยจึงเอ่ยขึ้น “มาแล้วเหรอ ยัยต้าเหนิง ไปเถอะ รุ่นพี่อี้ซวนมาตาม เราไปที่โต๊ะอาหารแล้ว” “ไปกันเถอะ ตามพี่มา” ทั้งสามจึงเข้าไปยังห้องที่ตั้งโต๊ะอาหาร เมื่อทั้งสามคนเดินเข้ามายังห้องที่ตั้งโต๊ะอาหารก็เจอกับอาหารที่เตรียมไว้รอพวกเขาอยู่เต็มโต๊ะ แล้วก็ เจอกับคนในครอบครัวของอี้ซวน อี้ซวนจึงเอ่ยขึ้น “นี่คือพ่อของพี่คนที่หน้าเข้มๆ นะ ส่วนนี่ก็คือแม่ของพี่คนที่สวยที่สุดในบ้าน ส่วนทางนั้นคือพี่ใหญ่ อี้ไป๋ ส่วนคนถัดมาที่นั่งข้างพี่ใหญ่ก็คือพี่รองอี้ฟาน” อี้ซวนแนะน าทุกคนให้กับเพ่ยเพ่ยและต้าเหนิงได้รู้จัก ที่นี้ก็เป็นคราวที่ทั้งสองสาวก็จะกล่าวทักทาย และแนะน าตัวบ้าง คนที่เอ่ยก่อนก็คือเพ่ยเพ่ย “สวัสดีค่ะ หนูชื่อเพ่ยเพ่ยนะคะ เป็นรุ่นน้องของพี่อี้ซวน ยินดีที่ได้เจอกันในวันนี้นะคะ หนูพึ่งมีโอกาส ที่จะพึ่งได้มาทักทายเพราะวันเกิดของรุ่นพี่อี้ซวนเลย หนูขอฝากตัวด้วยนะคะ” เพ่ยเพ่ยยิ้มให้กับทุกคนอย่าง สดใส “สวัสดีค่ะ หนูชื่อต้าเหนิงนะคะ เป็นรุ่นน้องของพี่อี้ซวนเช่นกันและยินดีที่ได้รู้จักกับทุกคนนะคะ ขอ ฝากตัวด้วยเช่นกันค่ะ” ต้าเหนิงพูดเสร็จเธอก็ยิ้มให้กับทุกคนเช่นกัน “ยินดีที่ได้รู้จักจ๊ะ หนูทั้งสองคน มาๆ มานั่งกันเร็วเดี๋ยวอาหารจะเย็นหมดนะ วันนี้แม่ท าหม้อไฟเนื้อ แกะ เลือกเอาได้เลยจ๊ะ ว่าชอบกินน้ าซุปแบบใสหรือแบบข้น” เยี่ยนฟางกล่าวบอกต้าเหนิงและเพ่ยเพ่ย เพ่ยเพ่ยและต้าเหนิงก็เลือกที่นั่ง ส่วนต้าเหนิงไปนั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามกับเธอซึ่งท าให้เพ่ยเพ่ย งง กับเพื่อน สาวอย่างมาก ว่าท าไมต้าเหนิงไม่นั่งข้างเธอแต่ดันไปนั่งฝั่งตรงข้าม แถมข้างๆ เธอก็เป็นพี่รองอี้ฟานที่นั่งอยู่ เพ่ยเพ่ยเธอแอบคิดขึ้นมา ยัยเพื่อนตัวแสบนี่พอเห็นผู้ชายหล่อหน่อยไม่ได้ ทิ้งเพื่อนเฉย หน่อยแหนะ ส่วนเพ่ยเพ่ยเมื่อต้าเหนิงไม่ได้มานั่งข้างเธอ ก็กลายเป็นรุ่นพี่อี้ซวนแทนที่มานั่ง เพ่ยเพ่ยเธอไม่ได้อะไร อยู่แล้ว เพราะรุ่นพี่อี้ซวนนั่งกินข้าวด้วยกันกับเธอบ่อยมาก แต่เรื่องนี้ก็ไม่รอดพ้นสายตาผู้เป็นแม่อย่าง เยี่ยนฟาง เธอสังเกตลูกชายของเธอ ที่ตอนนี้มองแต่เพ่ยเพ่ย ท าให้เธอรู้ได้ในทันที ว่าลูกชายของเธอชอบ เด็กผู้หญิงคนนี้อย่างแน่นอน และแล้วทุกคนก็ต่างพูดคุยกันไป กินกันไป ถามเรื่องครอบครัวกันบ้างจะได้รู้จัก กันให้มากขึ้น จู่ๆ หัวหน้าครอบครัวอย่างอี้หาน พูดเอ่ยขึ้น “จริงสินะ อีกไม่นานอี้ซวนก็จะเรียนจบแล้ว เพราะนี่ปี4 แล้ว” “ใช่ครับ ผมใกล้จะเรียนจบแล้วล่ะ” “ถ้าอย่างนั้น ลูกก็ต้องมาอยู่ที่บริษัทโรงเรือนของฟาร์มเราแล้ว จะได้ดูแลในส่วนตรงพวกพืชผักและ ผลไม้ เต็มๆ เพราะลูกเรียนเกี่ยวกับด้านนี้ พ่อล่ะโล่งใจจริงๆ จะได้พัฒนาให้ผลผลิตของเรายิ่งเพิ่มขึ้น”


“ครับ ผมก็ยินดีที่จะมาพัฒนาให้ครอบครัวของเราดียิ่งขึ้นครับพ่อ” แม่อย่างเยี่ยนฟางพูดขึ้นมาบ้าง “แต่แม่นะสิ ยังขาดลูกสะใภ้มาช่วยงานในฟาร์มของเราอยู่เลย เฮ้อ เมื่อไหร่จะมีลูกสะใภ้กับเขาบ้าง นะเรา อยากได้ลูกสะใภ้ อยากอุ้มหลาน แต่ลูกชายไม่เอาลูกสะใภ้มาให้สักคน” “ฮ่าๆ แม่ครับพูดอะไรอย่างนั้น เดี๋ยวน้องเพ่ยเพ่ยกับน้องต้าเหนิงก็ตกใจหรอก คิดว่าพวกเราทั้งสาม คนไม่สนใจผู้หญิง จนป่านนี้แล้วเรายังไม่มีแฟนกันสักคน ไม่ใช่เพราะไม่อยากมีแต่เราแค่อยากให้บริษัท โรงเรือนของเราไปได้ไกลกว่านี้ก่อน ครับแม่ ใจเย็นๆ เถอะครับ” พี่คนโตอย่างอี้ไป๋กล่าวพูดออกไปกับแม่ “เอ่อ ว่าแต่หนูทั้งสองคน เพ่ยเพ่ยและก็ต้าเหนิงนะ มีแฟนหรือยังจ๊ะลูก” เยี่ยนฟางเอ่ยถาม “ยังเลยค่ะ” ทั้งคู่ตอบพร้อมกัน เยี่ยนฟางที่ได้ยินอย่างนั้นถึงกับยิ้มเพราะเธอรู้ว่าลูกชายของเธอยังมีโอกาส สินะ “อ๋อ สวยๆ อย่างนี้ไม่มีแฟนเป็นไปได้อย่างไรกัน แต่ก็ดีแล้วล่ะลูก มาเป็นลูกสะใภ้ของแม่กันไหม ฮ่าๆ” “อะแฮ่ม ฟางฟางที่รักใจเย็นๆ ก่อนสิ นี่คุณเล่นซัดตรงยิงค าถามกับทุกคนเลยหรืออย่างไรกัน เด็กๆ อย่าตกใจนะลูก แม่เขาเป็นคนนิสัยแบบนี้แหละ ฮ่าๆ” อี้หานกล่าวออกไป “ไม่เป็นไรค่ะ ฮ่าๆ” เพ่ยเพ่ยเอ่ยขึ้น ส่วนทางด้านต้าเหนิง ก็คิดในใจกับสิ่งที่เยี่ยนฟางพูด โอ้โหว ได้เหรอคะคุณแม่ลูกชายรองของคุณแม่นี่ หล่อมากเลยนะคะ หนูอยากสมัครเป็นลูกสะใภ้ค่ะ โอ๊ยนี่พี่อี้ฟานหล่ออะไรขนาดนี้กันนะ พอต้าเหนิงสะบัด หน้าไล่ความคิดนี้ออกจากหัวได้เธอก็เอ่ยขึ้น “ไม่เป็นไรค่ะ คุณแม่ ถามค าถามตรงๆ มาได้เลยค่ะ ต้าเหนิงไม่ได้คิดมากหรืออะไรเลยค่ะ ชอบด้วยซ้ า คุณแม่น่ารักดีนะคะ หนูชอบค่ะ” “อุ้ย ขอบใจทั้งสองมากเลยนะจ๊ะ ที่ให้แม่พูดได้ นี่สินะการมีลูกสาวในบ้านคงจะดีอย่างนี้ แต่นั้นสิไม่รู้ ว่าเมื่อไหร่ที่แม่จะมี สมาชิกมาเพิ่ม จะได้คุยเล่นกับแม่ แม่เหงามากๆ เลยล่ะ” “เอาอย่างนี้ไหมล่ะค่ะ ถ้าว่างๆ หนูกับเพ่ยเพ่ยจะแวะมาหาคุณแม่บ่อยๆ คุณแม่จะได้ไม่เหงาอย่างไร ล่ะค่ะ” “ดีเลยลูก ถ้าอย่างนั้นว่างๆ ก็แวะมาหาแม่กันบ่อยๆ นะ” “ได้เลยค่ะ”


ทุกคนในบ้านตระกูลอี้รวมทั้งเพ่ยเพ่ยและต้าเหนิง ต่างพูดคุยกันอย่างสนุกสนาน และเมื่อถึงเวลาที่ จะต้องอวยพรวันเกิดให้กับอี้ซวน เยี่ยนฟางเธอจึงไปหยิบเค้กที่ท าขึ้นเองมาให้ลูกชายของเขาพร้อมกับจุดเทียน ให้อี้ซวนเป่าเค้ก พร้อมกับอธิฐานในสิ่งที่เขาต้องการ พอเสร็จทุกคนก็ต่างอวยพรให้อี้ซวน จนมาถึงเพ่ยเพ่ยที่ อวยพรให้กับเขาเป็นคนสุดท้าย เพ่ยเพ่ยเอ่ยขึ้น “ขอให้รุ่นพี่อี้ซวน มีสุขภาพที่แข็งแรง มีความสุขในทุกวันและเพ่ยเพ่ยขอบคุณส าหรับค าปรึกษาดีๆ ที่ มอบให้กันตลอด ต่อไปนี้ถ้ารุ่นพี่อี้ซวนมีอะไรไม่สบายใจก็มาปรึกษากับเพ่ยเพ่ยได้เต็มที่เช่นกันนะคะ สุขสันต์ วันเกิดค่ะ” “ขอบใจนะเพ่ยเพ่ย เดี๋ยวต่อไปพี่จะไปปรึกษากับเธอเยอะๆ ห้ามหนีพี่ไปไหนก่อนแล้วกัน” “ฮ่าๆ เพ่ยเพ่ยจะหนีไปไหนได้ค่ะ รุ่นพี่อี้ซวนก็พูดไป” วันนี้เป็นวันที่อี้ซวนมีความสุขมากที่สุด เพราะเขาไม่คิดเลยว่าจะมีโอกาสดีๆ แบบนี้ที่มีเพ่ยเพ่ยอยู่ใน บ้านของเขา วันเกิดของเขาปีนี้ช่างเป็นปีที่ดีมาก ที่เขาได้อยู่กับคนที่เขาแอบชอบ เมื่องานเลี้ยงจบลงก็ย่อมมี การเลิกลา ตอนนี้อี้ซวนก็ได้ส่งทั้งสองสาวกลับบ้านโดยรอให้รถทั้งคู่ออกไปจากรั้วบ้านก่อนที่เขาจะเข้าไปใน บ้าน ตอนนี้เขารู้สึกอิ่มเอมใจกับวันเกิดในปีนี้มากและหวังว่าเพ่ยเพ่ยจะแวะมาที่บ้านของเขาได้บ่อยขึ้น


บทที่16 ประชุมหุ้นส่วนและสืบเรื่องของหยางอี๋ เนื่องจากในวันนี้เป็นวันนัดประชุมหุ้นส่วนของตระกูลหวัง ทั้งต้าเหว่ย ต้าหมิง และมู่เฉิน เช้านี้ก็ได้ เตรียมตัวที่จะเข้าไปยังบริษัทกันแต่เช้า โดยวันนี้จะชี้แนะในการประชุมเรื่องการเปิดห้างสรรพสินค้าแห่งใหม่ ทั้งสามเตรียมความพร้อมแล้วขับรถออกกันไปที่บริษัท เมื่อมาถึงก็เริ่มไปนั่งข้างในห้องประชุมเพื่อรอให้หุ้นส่วนมากันครบก่อน เพื่อที่ได้ประชุมและ แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกัน ผ่านไปสิบห้านาทีทุกคนก็เริ่มมากันจนครบ “เอาล่ะครับ ในเมื่อทุกคนมากันครบแล้ว ถ้าอย่างนั้นผมขอเริ่มเปิดการประชุมในวันนี้เลยนะครับ” หวังต้าเหว่ยเป็นคนกล่าวบอกกับหุ้นส่วนทุกคนที่อยู่ในห้องตอนนี้ “ถ้าอย่างนั้นในวันนี้ผมขอชี้แจงในด้านการเปิดห้างสรรพสินค้าแห่งใหม่เลยนะครับ ในทางด้านของชื่อ ชื่อว่าห้างเจิ้งต้า เราจะมีสินค้าอาทิเช่น เสื้อผ้า ชุดล าลอง ชุดชั้นในผู้ชายและผู้หญิง รองเท้าสุภาพบุรุษ รองเท้าสุภาพสตรี ชุดว่ายน้ า เครื่องส าอาง อาหารแช่แข็ง อาหารสดคาวและหวาน ผักผลไม้ รวมไปถึงของ เล่นเด็ก และยังมีอีกมากมายตามในเอกสารที่ผมได้ให้พนักงานแจกไว้ให้กับทุกๆ คน เพื่อดูรายละเอียดตามนะ ครับ” มู่เฉินกล่าวบอกในที่ประชุมและชี้แจงต่อ สถานที่ตั้งของห้างและรูปแบบของอาคารที่ก าลังก่อสร้าง ใกล้จะเสร็จในไม่ช้านี้ “ผมขอบอกกับหุ้นส่วนต่อเลยนะครับว่า ห้างเจิ้งต้าของเราเป็นที่ห้างสรรพสินค้าแห่งแรกที่ตั้งที่นี้ ก็ คือใจกลางเมืองของปักกิ่ง และอาคารของห้างมีทั้งหมด 3 ชั้น โดยจะเพิ่มให้มีชั้นใต้ดินเอาไว้เป็นที่จอดรถ ให้กับลูกค้าของเรา และขึ้นชั้นที่1 มาก็จะเป็นหมวดอาหารสด อาหารแปรรูป อาหารแช่แข็ง ของเล่นเด็ก ขนม ขบเคี้ยวพวกของใช้ต่างๆ ร้านหนังสือ และก็จะมีโรงอาหารให้คนที่ท าอาหารเก่งๆ เข้ามา แล้วคัดเลือกให้ ท าอาหารอันนี้เราจะเลี้ยงพนักงานครับ ส่วนในชั้นที่ 2 ก็จะเป็นหมวดเครื่องส าอาง เสื้อผ้า ชุดชั้นใน รองเท้า กระเป๋า นาฬิกา ส่วนของชั้นที่ 3 ก็จะเป็นหมวดเครื่องใช้ไฟฟ้าต่างๆ และเฟอร์นิเจอร์ ทีวีจอสี หลอดไฟ โทรศัพท์ โต๊ะ เก้าอี้ ฯลฯ นี้จะเป็นส่วนคร่าวๆ ที่ผมบอก เราจะจ้างพนักงาน 50 คน โดยประมาณไว้ก่อนนะ ครับ” มีใครอยากบอกอะไรเพิ่มเติมหรือมีข้อสงสัยอะไรถามมาได้เลยครับ ทุกคนมีสิทธิ์ที่จะออกความคิดเห็น กันได้หมดเพราะเราคือหุ้นส่วน เมื่อหยางอี๋ได้ยินที่มู่เฉินพูดเขาก็พูดขึ้น “ไม่ทราบว่าอาจะเป็นคณะกรรมการรองประธานได้หรือเปล่า” “เรื่องการเป็นรองประธาน ต้องพิจารณาจากกรรมการทุกคน อยู่ๆ จะมาเป็นเลยคงไม่ได้นะครับ คุณอา”


“แต่ว่าท าไมต้องพิจารณาด้วยล่ะ ให้อาเป็นเลยไม่ได้หรือยังไงกัน” “ต้องขอโทษด้วยนะครับ ผมไม่สามารถตอบตกลงเรื่องนี้ได้” ต้าเหว่ยที่ได้ยิน หยางอี๋ถามแบบนั้นเขาก็เลยเอ่ยตอบในทันที “นี่ หยางอี๋นายพูดเล่นหรือเปล่า หยอกล้อกับหลานใช่ไหม” “ฮ่าๆ ใช่นะสิ ฉันแค่อยากจะรู้ว่ามู่เฉินจะตอบว่ายังไง” หยางอี๋คิดในใจ ทั้งหุ้นและบริษัทมันจะต้องเป็นของฉันให้ได้ ต้าเหว่ยฉันจะเอาคืนแทนหลีชิงอย่าง สาสม คนอย่างแกมันไม่เคยที่จะมีดีอะไร หยางอี๋คิดแบบนั้นแต่ยิ้มให้ต้าเหว่ยแบบมิตรภาพที่ดี แต่ในใจมีแต่คิด จะแทงข้างหลังเพื่อนของตัวเอง มู่เฉินก็ด าเนินการประชุม บอกเรื่องเกี่ยวกับห้าง ตามล าดับเพื่อที่จะให้ได้เข้าใจกันและประชุมผ่าน ลุล่วงไปด้วยดี เมื่อประชุดกันเสร็จทุกคนในห้องก็ต่างแยกย้าย เหลือแต่สองพ่อลูกที่ยังอยู่ในห้อง และสักพักทั้ง คู่ ก็ได้เดินกันลงมาจากห้องประชุม ในระหว่างที่เดินลงมาจากห้องประชุมกับต้าเหว่ย มู่เฉินก็ได้เอ่ยขึ้น “พ่อครับ ผมว่าอาหยางอี๋ มีอะไรแอบแฝงในใจหรือเปล่าครับ ผมไม่ใช่พึ่งจะมาสังเกตนะ แต่พ่อต้อง ระวังไว้หน่อยก็ดีนะครับ” “เหรอ ท าไมแกถึงคิดแบบนั้นล่ะ ไหนลองบอกพ่อสิ” “คือผมนะให้คนไปสืบเรื่องหุ้น เพราะหุ้นของคุณอาหยางอี๋มันกระจายไปตามห้างที่เราเปิดมีเกือบทุก ห้าง ทีแรกผมก็ไม่ได้เอะใจ อะไร แต่พอผมตรวจเอกสาร คือมันมีหุ้นที่ไม่ได้แนบเอกสารมาแล้วไม่มีการจ่ายเงิน จากหุ้นนั้น ผมจึงแอบให้คนไปสืบเรื่องนี้ แล้วคนที่ผมให้ไปสืบดันเจอข้อมูล หุ้นที่ไม่ได้ซื้อแต่ปลอมแปลง เอกสาร คนที่ไปสืบเจอตรายางปั๊มของบริษัทเราซึ่งไม่สามารถให้ใครออกแบบซ้ าได้เพราะของเราให้ช่างท าจาก ต่างประเทศ แล้วไอ้ตรายางปั๊ม มีแค่ที่บ้านเของเราเขาจะมีได้อย่างไร ซึ่งผมมองว่ามัน ไม่ชอบมาพากลเลย ครับคุณพ่อ” “เฮ้ย! เป็นไปได้อย่างไร ท าไมหยางอี๋ท าแบบนี้กัน เอาล่ะ ในเมื่อแกสืบมาแล้ว ถ้าอย่างนั้นก็ต้องคอย ระวังต่อไป พ่อจะท าเป็นไม่รู้เรื่องอะไรแล้วกัน แกท าดีแล้วมู่เฉิน ต่อไปพ่อก็จะระแวดระวังให้มากขึ้นด้วย เพราะพ่อเองไว้ใจหยางอี๋มากเกินไป ไม่คิดเลยว่าเขาจะมาแทงข้างหลังกันแบบนี้” ทั้งสองพ่อลูกก็ต่างเดินคุยกันไป แล้วเมื่อถึงที่จอดรถก็ได้ขึ้นรถแล้วก็ขับรถออกจากบริษัทกลับไปยัง บ้าน ต้าเหว่ยเขาก็ได้นั่งคิดในรถระหว่างที่เดินทางกลับบ้าน เรื่องที่มู่เฉินลูกของเขา ได้บอกถึงเพื่อนรักของเขา ตลอดทาง เรื่องปั๊มตรายางที่ต้าเหว่ยได้เดินทางไปต่างประเทศเพื่อไปออกแบบด้วยตัวเอง แต่ท าไมที่หยางอี๋ถึง มีได้ ต้าเหว่ยจึงคิดถ้าถึงบ้านเมื่อไหร่จะรีบขึ้นไปดูบนห้องท างานให้ได้ เพราะมันมีอยู่แค่ 2 อัน เท่านั้นและมันก็ อยู่ที่ในลิ้นชักที่โต๊ะท างานของต้าเหว่ยเองด้วย


ขับรถมาสักพักก็มาถึงยังบ้านตระกูลหวัง รถก็วิ่งแล่นเข้ามาจอดตรงลานข้างบ้าน มู่เฉินให้พ่อของเขา ลงรถเพื่อเข้าไปในบ้านก่อน เพราะมู่เฉินต้องออกไปจัดการเรื่องที่ดิน ที่ลูกค้าติดต่อมาเพื่อจะขายให้กับเขา สองพ่อลูกจึงต้องแยกย้ายกันตรงหน้าบ้าน แล้วต้าเหว่ยเขาก็ได้เดินเข้ามายังบ้าน โดยที่คนงานบ้านฝั่งของเขา มาต้อนรับ “มาแล้วเหรอค่ะ คุณต้าเหว่ย คุณจะรับประทานน้ าหรือขนมอะไรก่อนไหมคะ” แม่บ้านอันเอ่ยถาม “ใช่ครับ แต่ว่าไม่เป็นไรครับเดี๋ยวผมค่อยลงมาทาน พอดีผมต้องขึ้นไปข้างบนห้องท างานก่อน” “ได้ค่ะ มีอะไรก็เรียกฉันได้เลยนะคะ” “ครับขอบคุณมากแม่บ้านอัน” แม่บ้านอันพยักหน้าตอบรับต้าเหว่ยพร้อมกับเดินไปท าหน้าที่ของตัวเธอเองต่อ ตอนนี้ต้าเหว่ยเขาคิดปลอบใจตัวเอง ว่าที่เพื่อนรักอย่าง หยางอิง ท านั้นคงไม่จริงดังที่ลูกชายของเขา สืบ ต้าเหว่ยได้แต่ภาวนาขอให้มันไม่เป็นความจริง ขอให้มันเป็นแค่เรื่องที่เข้าใจผิดกันแค่นั้น เพื่อนรักของฉัน คงไม่คิดท าลายฉัน ระหว่างที่เดินขึ้นมาก็คิดจนถึงหน้าห้องท างานของเขาเอง ต้าเหว่ยจึงบิดลูกบิดประตู พร้อม กับเปิดประตูห้องท างานของเขาและเดินเข้าไปยังโต๊ะท างาน นั่งลงบนเก้าอี้และค่อยๆ เปิดลิ้นชักที่อยู่ข้างๆ ใต้ โต๊ะ ออกมาและสิ่งที่เขาก าลังเห็นข้างในลิ้นชักกลับเหลือแค่กล่องใส ที่ใส่ตรายางปั๊มเอาไว้แค่นั้น ตัวล็อค กุญแจก็ยังอยู่เหมือนมีรอยงัดแงะของออกมา เขาถลึงตาอย่างตกใจกับสิ่งที่เห็นเพราะตรายางปั๊มมันหายไป แล้ว “เฮ้ย!! นี่มันเรื่องบ้าอะไรกัน!! ตรายางปั๊มมันหายไปแล้ว หยางอี๋นี่ฉันไม่คิดเลยว่ามันจะเป็นเรื่องจริง แกท าแบบนี้ ท าไมกันวะ จะคิดท าลายฉันด้วยเรื่องอะไร บ้านเราคนแน่นหนาขนาดนี้เข้ามาได้ยังไงกัน ถ้าเดา ไม่ผิดต้องเป็นวันที่จัดงานเลี้ยงต้อนรับแขกแน่นอน เพราะไม่มีใครสนใจในบ้านเลย ถ้าจะสะเพร่าก็คงต้องเป็น ฉันที่ล่ะหลวมเรื่องนี้ไป จากนี้ฉันต้าเหว่ยจะท าเป็นไม่รู้เรื่องคอยตามน้ าแกไป แล้วจะเฉลยให้แกรู้ทีหลังแล้วกัน ว่าฉันต้าเหว่ยคนนี้รู้ทุกอย่างแล้ว แล้วจะคอยจับตาดูแกเอาไว้ เพื่อนที่แทงข้างหลัง ฉันจะไม่เอาไว้หรอก” ต้าเหว่ยสบถออกมาอย่างไม่สบอารมณ์เข้าทั้งไม่รู้ว่าเรื่องที่หยางอี๋ท า ท ามันไปท าไม มันเกิดอะไรขึ้น หยางอี๋ต้องการอะไร และยัง งง กับเรื่องราวทุกอย่างที่เกิดขึ้น นัยน์ตาของต้าเหว่ยตอนนี้มีน้ าตาคลอเบ้า รู้สึก เหมือนจะร้องไห้ เพราะเขาไว้ใจเพื่อนคนนี้มากเหลือเกิน แต่หยางอี๋กลับจะแทงข้างหลัง เขาเข้าแล้ว ในขณะนี้หยางอี๋ก็ถึงบ้านตระกูลหยางแล้วเหมือนกัน เมื่อถึงบ้านหยางอี๋ก็ขึ้นไปยังห้องท างานของเขา ทันที ก็เพราะว่าเพื่อจะเช็คดูเอกสารที่ปลอมแปลงจากตระกูลหวังในการถือครองหุ้น พอถึงห้องท างานหยางอี๋ ก็ได้เดินเข้าไป พร้อมกับนั่งบนเก้าอี้ และก็หยิบของบางอย่างออกมาจากใต้ลิ้นชักที่อยู่ใต้โต๊ะเขาหยิบมาวาง และยิ้มกับมันอย่างพอใจ สิ่งที่หยิบมาวางก็คือตราปั๊มยางของตระกูลหวังนั้นเอง สักพักก็มีเสียงเคาะประตูดังอยู่หน้าห้องท างานของเขา


“ก๊อกๆ...ก๊อกๆ...ก๊อกๆ” หยางอี๋ได้ยินเสียงเคาประตูจึงรีบเอาตรายางปั๊มไปเก็บไว้ในลิ้นชัก แล้วเอ่ยขึ้น “ใครนะ ฉันบอกแล้วว่าถ้าฉันอยู่ในห้องท างานห้ามรบกวนเด็ดขาด” “หนูเองค่ะ คุณพ่อ ลูกสาวคนสวยของคุณพ่อไง ล่ะค่ะ” “อ๋อ ลูกเองเหรออิงอิง ถ้าอย่างนั้นเข้ามาเถอะ” “ค่ะ หนูเข้าไปนะคะ” หยางอิงเธอเข้ามายังห้องท างานของหยางอี๋ และเห็นใบหน้าของพ่อเธอช่างดูอารมณ์ดี ซะเหลือเกิน เพราะตอนนี้หยางอี๋เขายิ้มเหมือนได้อะไรมา อิงอิงย่อมรู้นิสัยของพ่อเธอดีเวลาได้อะไรที่พอใจ เขาจะแสดง อารมณ์และสีหน้า ผ่านมันออกมาจากสายตาและรอยยิ้มที่ดูอิ่มเอมกับความสุขที่ได้รับ หยางอิงจึงเอ่ยถาม “เดี๋ยวนะคะ คุณพ่อดูเหมือนว่าวันนี้จะไปเจอเรื่องอะไรดีๆ มาหรือเปล่าคะ ดูสีหน้าอารมณ์ดีมากๆ แถมยังยิ้ม มันแสดงออกมาอย่างชัดเจนเลยนะคะ ว่าต้องเป็นเรื่องดีแน่ ไหนบอกหนูมาสิคะ” “แหม อิงอิงลูกพ่อ มีแต่ลูกที่รู้นิสัยพ่อ ดีจริงๆ เลย สังเกตเก่งเชียวนะเรา” “ก็แววตารอยยิ้มสีหน้ามันชัดขนาดนี้จะให้แปลว่ายังไงล่ะค่ะ คุณพ่อ ฮ่าๆ” “มันก็ใช่นั้นแหละลูกสาวพ่อ ก็พ่อนะปลอมแปลงเอกสารการถือครองหุ้นของตระกูลหวังแบบง่ายๆ สบายๆ โดยที่ไม่ต้องเสียเงินสักหยวนเดียว แต่พึ่งมาได้ตอนหลังนี้นะ” “ฮะ! ปลอมแปลงเอกสารเหรอคะ ยังไง แบบไหนคะ คุณพ่อท าได้ยังไง” “คืออย่างนี้อิงอิง ลูกจ าวันนั้นได้ไหม วันที่ตระกูลหวังเลี้ยงต้อนรับแขก แล้วพ่อใช้ให้ลูกไปคุยกับมู่เฉิน ส่วนพ่อก็คุยเรื่องเอกสารกับต้าเหว่ยและต้าหมิง” “อ๋อ จ าได้ค่ะคุณพ่อ ท าไมเหรอคะ หลังจากนั้นคุณพ่อวางแผนท าอะไร” “ก็พ่ออาศัยจังหวะช่วงที่เราคุยเรื่องหุ้นกันกับคนงานที่บ้านนั้นก าลังยุ่งและจัดเตรียมของให้แขกที่มา บ้าน เลยให้เข่อซิงแอบเข้าไปในบ้านของต้าเหว่ยซึ่งเป็นบ้านแฝดอีกหลังหนึ่ง บ้านนั้นในตอนนั้นไม่มีใครสนใจ เพราะมัวแต่สนใจกับการจัดงานเลี้ยงแขกที่บ้านต้าหมิง จึงสะดวกมากในการเข้าไปหาสิ่งของที่พ่อต้องการจะ ได้มันมา ฮ่าๆ พ่อนะวางแผนมาดี ใช่ไหม” “โอ้โหว คุณพ่อสุดยอดมากค่ะ วางแผนได้ดี ว่าแต่สิ่งที่พ่อเอามามันคืออะไรหรือคะ ท าไมถึงสามารถ ปลอมแปลงเอกสารได้ง่ายๆ ล่ะค่ะ”


“มันก็คือตราปั๊มยาง ที่มีแต่ตระกูลหวังที่ใช้ปั๊มลงบนแผ่นสัญญาในการร่วมหุ้นได้ซึ่งนี่คือการยืนยันได้ ว่ามันคือของจริง ไม่ใช่เอกสารปลอมแปลง” “สุดยอดเลยนะคะคุณพ่อ แล้วคุณพ่อจะวางแผนยังไงต่อไปค่ะ” “พ่อก็ค่อยๆ ฮุบหุ้นทีละน้อยๆ ไม่ให้มันรู้ตัว แล้วจะมีหุ้นค่อยๆ เพิ่มมากขึ้น จนเราแย่งต าแหน่ง ประธานมาให้ได้ พ่อว่าไอ้ต้าเหว่ยนี่มันช่างโง่งมจริงๆ ไม่รู้อะไรเลย ฮ่าๆ พ่อจะเอาขอมันมาให้หมด ไม่ให้เหลือ อะไร และแก้แค้นกับสิ่งที่มันท ากับหลีชิงคนรักของพ่อให้ได้” “ยังไงก็แล้วแต่คุณพ่อเลยค่ะ จะจัดการแบบไหนก็เอาเถอะค่ะ แต่หนูขออย่างเดียว อย่าท าร้ายพี่มู่เฉิน ก็พอ หนูรักเขาจริงๆ แต่ก็มีมารหัวใจเหมือนกัน หนูจะวางแผนจัดการยัยนั้นให้ได้” “ในส่วนของมู่เฉิน พ่อไม่ยุ่งอยู่แล้ว มารหัวใจอะไรกัน” “ก็พี่มู่เฉินดันไปมียัยคนที่ชื่อลู่เพ่ยอะไรนั้น อยู่ในหัวใจ หนูต้องจัดการมันให้ได้ ก่อนที่มันจะได้รับ ความรู้สึกที่พี่มู่เฉินให้มัน ต่อให้มันเป็นใครหน้าไหนหนูก็ไม่สนใจทั้งนั้น พี่มู่เฉินต้องเป็นแค่ของหนูเท่านั้น” “เอาล่ะๆ อิงอิง ใจเย็นๆ ก่อนสิลูก เราอย่าผลีผลามรีบร้อนท าอะไร ลูกฉลาดอยู่แล้วใช้สมองของลูก วางแผนเรื่องนี้เถอะ” “ค่ะคุณพ่อ ขอบคุณที่เตือนสติหนูนะคะ หนูจะต้องคิดวางแผนเรื่องนี้ให้ดีเลยล่ะค่ะ” “ดีแล้วลูก ท าการใหญ่ใจต้องนิ่ง พ่อขอให้ลูกได้สิ่งที่ต้องการ และจะต้องครอบครองในสิ่งที่ต้องการมา ให้ได้” “ขอบคุณมากนะคะคุณพ่อ ถ้าอย่างนั้นหนูไม่รบกวนคุณพ่อแล้วล่ะค่ะ ขอตัวก่อนนะคะ” “ได้ลูก” สองพ่อลูกเมื่อคุยกันเสร็จก็ต่างแยกกันไปพักผ่อน หยางอี๋เขาอารมณ์ดีที่สุดในตอนนี้เขาคิดแค่ว่า การแก้แค้นครั้งนี้ ทั้งส าเร็จและสะใจอย่างแน่นอน แค่คิดก็หัวเราะออกมาอย่างมีความสุข แต่หยางอี๋ก็ไม่อาจจะรู้ได้ว่าฝั่งของต้าเหว่ยในตอนนี้ก็รับรู้เรื่องนี้แล้วเหมือนกัน ฝั่งต้าเหว่ยไม่ได้คิด สะใจอะไร อย่างที่หยางอี๋เป็นในตอนนี้ เพราะต้าเหว่ย มีแต่เสียความรู้สึก เสียใจกับสิ่งที่หยางอี๋ เพื่อนรักของ เขาได้แทงข้างหลังอย่างเจ็บแสบที่สุด ไม่รู้เลยว่าต้าเหว่ยจะคิดอะไร หรือท าไรต่อไป กับเพื่อนรักอย่างหยางอี๋ แต่มีสิ่งหนึ่งที่หยางอี๋ยังไม่รู้ ว่าหมึกที่ใช้พิมพ์ตรายางปั๊มคือเป็นหมึกเฉพาะทางตระกูลหวังเท่านั้น เพราะหมึกตัวนี้ต้าเหนิงหลานสาวของเขา สกัดมาจากดอกไม้และมีกลิ่นเฉพาะของหมึกและเวลาปั๊มตรายางนี่ ลงบนเอกสาร จะไม่มีรอยข้างหลังกระดาษ ต้าเหนิงท ามันอย่างดีเพราะเรื่องเอกสารทุกอย่างล้วนส าคัญ นี่คือ สิ่งที่จะพิสูจน์ได้ ว่าอันไหนเป็นของจริงหรือของปลอมกันแน่


บทที่17 ติวหนังสือให้ต้าเหนิงและโทรศัพท์นัดคุยกับเพ่ยเพ่ย วันนี้หลังเรียนเสร็จเพ่ยเพ่ยกับต้าเหนิงก็ต่างเดินกันมาเพื่อนั่งใต้ตึกของคณะ และพูดคุยเรื่องสอบ ปลายภาคที่ใกล้จะมาถึง อีกสองอาทิตย์ และเพ่ยเพ่ยเธอก็จะติวหนังสือให้กับต้าเหนิง เพราะรู้ว่าบางวิชาเพื่อน ของเธอยังไม่เข้าใจ ต้าเหนิงเดินมาถึงโต๊ะพร้อมกับนั่งที่เก้าอี้ เธอจึงเอ่ยขึ้น “เพ่ยเพ่ยวันนี้เราเรียนกันเหนื่อยมากเลย อาจารย์ก็ให้งานเพิ่มเยอะมากๆ ฉันนี่เริ่มจะท าไม่ทัน ดินจะ พอกหางหมูอยู่แล้ว แล้วใกล้จะสอบปลายภาคอีกด้วย” “ก็ใช่นะสิแต่ท ายังไงได้ล่ะ อีกไม่นานเราก็จะขึ้นปีสี่กันแล้ว ส่วนวิชาไหนที่เธอไม่ได้ฉันจะช่วยติวเธอ เอง และงานที่อาจารย์ให้มาเธอก็รีบท าล่ะ เดี๋ยวจะไม่ทันเอา” “เฮ้อ~ ยัยเพื่อนคนนี้ บ่นยิ่งกว่าพ่อฉันซะอีก เหนื่อยชะมัดเลย อยากเรียนจบจะแย่แล้ว” ต้าเหนิงท าหน้าอึนๆ เธอเหมือนจะหมดแรงแล้วบ่นๆ จนเพ่ยเพ่ยต้องหัวเราะใส่ เพราะดูแล้วเหมือน เพื่อนสาวของเธอหมดอาลัยตายอยาก “ฮ่า ฮ่า ฮ่า นี่ยัยต้าเหนิงเธอนี่มันจริงๆ เลยนะ ดูท าหน้า ท าท่าทางเข้าสิ หยุดท าหน้าแบบนั้นเหมือน คนหมดอาลัยตายอยาก แล้วมาตั้งใจดูวิชาที่เธอไม่เข้าใจเถอะ เดี๋ยวจะไม่รู้เรื่อง สอบไม่ได้อย่ามางอแงนะบอก เลย ฉันก็ช่วยเธอไม่ได้นะเวลาสอบอะ เพราะอย่างนั้นมารีบท าความเข้าใจกับมันก่อนดีกว่า” “เฮ้อ~ ฉันล่ะอยากเกิดมาฉลาดเหมือนเธอจังเพ่ยเพ่ย จะได้ไม่ต้องมานั่งให้เธอติวอยู่แบบนี้” เพ่ยเพ่ยคิดในใจ ฉันไม่ได้ฉลาดหรอกแต่ได้รับพรมาจากท่านเทพ ต่างหาก ทุกวันนี้เลยเหมือนรู้เรื่อง ทุกอย่างไว หัวไวได้เพราะขอพรแท้ๆ เลยเพ่ยเพ่ยเอ๋ย “เอาล่ะๆ ต้าเหนิงมาเริ่มได้แล้ว อย่ามัวแต่บ่นเดี๋ยวจะได้กลับบ้านไม่ช้ามาก” ต้าเหนิงฟังที่เพ่ยเพ่ยพูดเธอจึงเริ่มหยิบหนังสือและสมุดมาจด ท าความเข้าใจอย่างที่เพ่ยเพ่ย ติวให้เธอ ทั้งสองสาวก็เริ่มนั่งติวกันอยู่ 3 – 4 ชั่วโมง ตอนนี้ก็เริ่มจะใกล้เย็นแล้ว ตอนนี้สมองของต้าเหนิงเริ่มจะรับไม่ไหว เพ่ยเพ่ยจึงบอกว่าถ้าอย่างนั้นก็ควรพัก และค่อยมาติวต่อพรุ่งนี้ ต้าเหนิงได้ยินแบบนั้นจึงยิ้มร่าออกมา และเอ่ย ขึ้น “โอ๊ย ดีจังเลยสมองของฉันเริ่มตันแล้ว เพ่ยเพ่ยพรุ่งนี้เราค่อยมาติวกันต่อเถอะนะ ฉันอยากล้มนอนบน เตียง นุ่นๆ ในห้องนอนตอนนี้ ใจจะขาดแล้ว” เพ่ยเพ่ยเธอก็เหมือนพูดดับฝันต้าเหนิง ขึ้นมา “นี่ต้าเหนิงเธอจะมานงมานอน ที่บนเตียงนุ่มๆ อะไร เธออย่าลืมสิ ว่างานที่เธอค้างนะ เยอะอยู่นะ รีบๆ ท าให้มันเสร็จ เดี๋ยวจะไม่ทันส่งอาจารย์จริงๆ หรอก”


“โหว่ ยัยคนไม่มีน้ าใจ มาพูดดับฝันฉันได้นะ ฉันอยากจะร้องไห้ งานก็ไม่เสร็จนอนก็ไม่ได้ เพื่อนก็ตอก ย้ า อีก ชีวิตต้าเหนิงช่างน่าสงสารจริงๆ T-T” “นี่ๆ ก็มันเรื่องจริง ก็เธอดองงานไว้ แล้วยิ่งอาจารย์สั่งเพิ่มมันจะทันได้ยังไง ยัยแสบ” “ค่ะ รู้แล้วค่ะ คุณเพ่ยเพ่ย อย่าบ่นเยอะนะคะ ส านึกไม่ทันแล้วค่ะ” เพ่ยเพ่ยยิ้มข าให้กับเพื่อนสาวที่พูดกับเธออย่างประชดประชัน พอพูดกันเสร็จก็ต่างเก็บของที่อยู่บน โต๊ะจนหมด และทั้งคู่ก็ดินออกไปยังจุดที่จอดรถ เพ่ยเพ่ยก็เตรียมจะขึ้นรถ แต่เพื่อนสาวของเธอดันส่งเสียง เรียกเธอ “เพ่ยเพ่ย รอฉันก่อนสิ อย่าพึ่งขึ้นรถ” “อะไร ต้าเหนิง ท าไม เกิดอะไรขึ้น” “คืออย่างนี้ ฉันลืมบอกเธอ พี่มู่เฉินขอเบอร์โทรศัพท์ของเธอจากฉัน เธอจะยอมให้ฉันให้กับเขาไหม ฉันต้องถามเพื่อนฉันก่อนสิ มาให้สุ่มสี่สุ่มห้าได้อย่างไรกัน” “อ๋อ พี่มู่เฉินเหรอจะขอไปท าไมกันเบอร์โทรศัพท์ของฉันนะ” “พี่มู่เฉินอาจจะมีธุระจะคุยกับเธอล่ะมั้ง ว่าแต่เธอจะสะดวกให้เขาหรือเปล่าล่ะ ฉันจะได้บอก แต่ถ้า เธอไม่ได้อยากให้บอกฉันได้เลยนะ เพื่อนรัก” “ถ้าอย่างนั้น เธอก็ให้พี่มู่เฉินไปแล้วกันต้าเหนิง ฉันไม่ได้ว่าอะไรสักหน่อย ถ้าเขามีธุระจริงๆ ก็เอา เถอะ ฉันอนุญาตให้เธอบอกพี่เขาแล้วกัน” “รับทราบค่ะ เพื่อนรัก” “ถ้าอย่างนั้นฉันขอตัวกลับก่อนแล้วกัน เธอก็รีบกลับได้แล้วต้าเหนิง ขึ้นรถของเธอได้แล้ว” “อือ ฉันก็ก าลังจะไป ขับรถกลับบ้านดีๆ นะเพ่ยเพ่ย” “เธอเหมือนกันนะ เจอกันพรุ่งนี้ล่ะ บายๆ” “บายๆ” ทั้งสองพูดคุยกันเสร็จก็ต่างแยกย้ายกันกลับบ้าน ระหว่างที่ขับรถตลอดทางเพ่ยเพ่ยเธอก็รู้อยู่ภายในใจ ว่าท าไม มู่เฉินถึงขอเบอร์โทรศัพท์ของเธอ เพราะรู้อยู่แล้วว่ามู่เฉินอาจมีอะไรจะคุยกับเธอ เพียงแต่ว่าตอนนั้น เขาติดธุระซะก่อน ก่อนที่จะได้บอกอะไรบางอย่างกับเธอ นั่งคิดมาตลอดทางจนตอนนี้เธอก็ถึงหน้าบ้านของเธอ เพ่ยเพ่ยจึงขับรถเข้ามายังประตูรั้วบ้านของเธอ และขับไปจอดที่ลานข้างบ้านที่เป็นโรงรถ จอดรถเสร็จ เธอก็เดินลงมาแล้วไปยังหน้าในบ้านของเธอทันที พอถึงบ้านก็มีเสียงของแม่บ้านจินเอ่ยถามขึ้น


“หนูเพ่ยเพ่ยจะรับน้ า ขนมทานหรือไม่ค่ะ” “ขอบคุณนะคะ แม่บ้านจินแต่ยังก่อนค่ะ เพ่ยเพ่ยขอไปอาบน้ าก่อนแล้วกัน วันนี้ร้อนแล้วเหนียวตัว มาก อาจจะลงมาทานข้าวทีเดียวเลยค่ะ” “รับทราบค่ะ เดี๋ยวป้าจินจะมาเตรียมอาหารไว้รอก่อนนะคะ” “ค่ะ แม่บ้านจินขอบคุณนะคะ” เพ่ยเพ่ยเธอก็ขึ้นไปบนห้องแล้วก็ท าธุระส่วนตัวของเธออย่างที่บอกแม่บ้านจินไว้ อาบน้ าอะไรเสร็จเธอ ก็มานั่งเช็ดผมให้แห้ง และมองดูเอกสารต่างๆ ว่าเธอมีอะไรที่ยังค้างบ้าง เธอจะได้ท าให้เสร็จไปทีเดียวเลย ปรากฏว่าไม่มีค้าง แต่มีงานล่าสุดที่อาจารย์พึ่งจะสั่งมา เธอจึงนั่งท าอยู่ประมาณพักใหญ่ๆ จนเวลาล่วงเลยไป ประมาณหนึ่งชั่วโมง งานที่ท าอยู่ก็เริ่มเสร็จ “โอ๊ย~ เสร็จสักทีสินะ เริ่มหิวข้าวแล้วสิเรา ลงไปหาอะไรทานดีกว่า” พึมพ ากับตัวเองเธอก็เดินลงมาข้างล่างและเข้าไปยังห้องโต๊ะอาหาร ที่ตอนนี้แม่บ้านจินก็ได้เตรียม อาหารทุกอย่างไว้ที่บนโต๊ะเรียบร้อยแล้ว เพ่ยเพ่ยจึงนั่งทานข้าวไปแล้วเมื่อทานเสร็จเธอก็มานั่งพัก ที่ห้องโถง นั่งเล่น เปิดโทรทัศน์นั่งฟังนั่นนี่ไปเรื่อย พักผ่อนเสร็จเธอก็ปิดโทรทัศน์และเดินออกจากห้องโถงนั่งเล่น พร้อม กับเดินขึ้นไปข้างบนห้องนอนของเธอ “ถึงที่นอนฉันแล้ว เอาล่ะเหยียดหลังบนเตียงที่นุ่มๆ โอ๊ย สบายหลังจัง คิดถึงพ่อกับแม่จังเลยแต่ป่านนี้ คงยุ่งมากแน่ๆ เลย เฮ้อ~ อยากเจอพ่อกับมาจัง” เพ่ยเพ่ยบนพึมพ ากับตัวเอง สักพักก็มีเสียงเรียกเข้าดังจากโทรศัพท์ของเธอ เธอจึงเอื้อมมือไปหยิบ โทรศัพท์ที่วางอยู่บนโต๊ะข้างๆ หัวเตียงนอนของเธอ เมื่อหยิบดูก็ไม่คุ้นกับหมายเลขของสายที่โทรเข้ามาหาเธอ เธอจึงรับสาย “สวัสดีค่ะ ฉันลู่เพ่ยค่ะ ไม่ทราบว่าคุณคือใครหรือคะ” “สวัสดีครับ คุณลู่เพ่ย ผมเองครับ มู่เฉิน” เมื่อเพ่ยเพ่ยได้ยินว่าเขาคือใคร เพ่ยเพ่ยตอนนี้อึ้งและตาโตขึ้น เธอไม่อยากคิดว่ามู่เฉินที่ได้เบอร์ โทรศัพท์มาจากต้าเหนิง จะโทรมาหาเธอวันนี้เลย ซึ่งมันไวมาก เพราะต้าเหนิงพึ่งจะขอเธอเรื่องเบอร์โทรศัพท์ ตอนเย็น พอตอนค่ าของวันนี้มู่เฉินก็โทรหาเธอทันทีเลย “อ๋อ..เอ่อ..คุณมู่เฉินเหรอคะ” “ใช่ครับ ขอโทษนะครับผมรบกวนเวลาของคุณหรือเปล่า ตอนนี้คุณลู่เพ่ยสะดวกคุยไหมครับ” “อ๋อ ไม่ได้รบกวนอะไรค่ะ คุณมู่เฉิน สะดวกคุยมีเรื่องอะไรหรือเปล่าคะ” “คือว่า.. คือว่าผมนะอยากจะนัดคุยกับคุณเพ่ยเพ่ย ไปที่หนึ่งคุณจะสะดวกไหมครับ”


“คือว่านะคะ ในตอนนี้ยังไม่ได้หรอกคะ เพราะว่าช่วงนี้ใกล้จะสอบปลายภาคแล้วด้วยนะคะ อาจจะไป ได้นะ แต่ว่าต้องให้ผ่านพ้นช่วงนี้ไปก่อน แล้วอีกอย่างพอสอบปลายภาคเสร็จแล้วก็ปิดเทอมแล้วด้วยค่ะ ตอน นั้นอาจจะสะดวกจริงๆ และคงมีเวลาได้ล่ะค่ะคุณมู่เฉิน” “อ๋อ จริงด้วยสินะครับ ผลก็ลืมไปช่วงนี้เห็นต้าเหนิงก็กลับมาท างานทุกวัน และอ่านหนังสือด้วย ไม่ เป็นไรหรอกครับ รอให้สะดวกผมจะนัดคุณเพ่ยเพ่ยอีกครั้งครับ” “ได้สิค่ะ ไม่มีปัญหาอย่างแน่นอนค่ะ” “แล้วคุณท าอะไรครับตอนนี้ ทานข้าวหรือยัง” “นอนคุยโทรศัพท์กับคุณมู่เฉินอยู่ค่ะ ทานแล้วค่ะ คุณมู่เฉินล่ะค่ะ ทานข้าวหรือยัง” “ผมทานแล้วล่ะครับ ผมอยากจะขอรบกวนคุณลู่เพ่ยสักอย่างได้ไหมครับ” “อะไรหรือคะ พูดมาเถอะคะ ถ้าเป็นเรื่องที่ฉันพอจะท าให้ได้ฉันก็รับปากค่ะ แต่ถ้ามันยากเกินก าลัง ของฉันก็อาจจะไม่รับปากนะคะ” “หืม คุณลู่เพ่ยนี่ฉลาดพูดจังเลยนะครับ เรื่องนี้ที่ผมจะรบกวนคงไม่อยากหรอกครับแต่เรื่องนี้จะขึ้นอยู่ ที่คุณลู่เพ่ยล่ะครับว่าจะรับค าที่ผมขอหรือเปล่า” “ว่ามาได้เลยค่ะ เพ่ยเพ่ยรอฟัง” “คือว่าผมนะ จะขอโทรศัพท์มาหาคุณลู่เพ่ยทุกวันแบบนี้ได้ไหมครับ” เพ่ยเพ่ยเธอได้ยินที่มู่เฉินพูด ตอนนี้หัวใจของเพ่ยเพ่ยเต้นรัวเธอพยายามเก็บความรู้สึกเอาไว้ และคุย กับมู่เฉินเหมือนปกติท าแบบว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น เธอบิดตัวไปมาระหว่างที่คุยแทบจะกรี๊ดออกมาแล้ว แต่ต้อง เก็บมันเอาไว้ “เอ่อ คือว่า..ได้สิคะ แต่ว่าถ้ามีช่วงที่สอบแล้วอ่านหนังสืออาจจะคุยกับคุณมู่เฉินได้นิดหน่อยนะคะ” ส่วนมู่เฉินเมื่อได้ยินที่เพ่ยเพ่ยตอบตกลงเขา ใจเขาชื้นขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก ตอนนี้เขาคิดว่าเริ่มจาก การคุยโทรศัพท์จะเป็นการเข้าหาขั้นแรก และขั้นต่อไปถ้านัดเจอ นัดพูดคุยกันได้เรื่อยๆ ก็อาจจะท าให้ ท า ความรู้จักกันมากได้ยิ่งขึ้น มู่เฉินอยากพัฒนาความสัมพันธ์กับลู่เพ่ยแบบไม่ต้องรีบร้อน ค่อยๆเป็น ค่อยๆไป เพราะถ้ารีบจนเกินไป เพ่ยเพ่ยอาจจะไม่ชอบเอาได้ปกติแล้วมีแต่ผู้หญิงเข้าหาเขาแต่ครั้งนี้เขาจะพยายามเข้า หาผู้หญิงที่ชื่อเพ่ยเพ่ยและลองพัฒนาความสัมพันธ์นี้ให้ดี “ขอบคุณมากนะครับ แค่คุณลู่เพ่ยตอบรับมาว่าได้ผมก็ดีใจแล้วครับ” “ค่ะ ถ้าคุณมู่เฉินรับข้อนี้ได้ก็ไม่ติดปัญหาอะไรเลยค่ะ” “ครับ แล้วคุณลู่เพ่ย ง่วงนอนหรือยังครับ” “ก็เริ่มๆ แล้วล่ะค่ะ”


“คุณมู่เฉินล่ะค่ะ ง่วงนอนไหมคะ” “ผมยังไม่ง่วงเลยครับ พอดีช่วงนี้ต้องท างานดึกๆ ทุกวัน เลยเริ่มจะชินไปกับมัน” “หูย ยังไงถ้ามีเวลาพัก ก็พักบ้างนะคะ เดี๋ยวถ้านอนดึกมากร่างกายอาจจะไม่ไหวเอาได้ค่ะ” “ขอบคุณนะครับที่เป็นห่วงผม ผมจะพยายามปรับเวลาให้เร็วขึ้นเพื่อคุณลู่เพ่ยครับ” “ฮ่าๆ คุณมู่เฉินก็เกินไปนะคะ ไม่ต้องขนาดนั้นก็ได้ค่ะ แค่มีเวลาพักบ้างมันท าให้ร่างกายสดชื่นนะคะ” “รับทราบครับ คุณลู่เพ่ย ผมจะท าตามค าแนะน าเป็นอย่างดี” “ค่ะ ก็ตามที่คุณมู่เฉินสะดวกเลยค่ะ ฮ่าๆ” ทั้งคู่คุยโทรศัพท์กันมาสักพัก เพ่ยเพ่ยก็ได้ขอตัววางสายมู่เฉินเพื่อไปนอนเพราะพรุ่งนี้เธอจะต้องไป เรียนแต่เช้า แล้วเพ่ยเพ่ยก็วางโทรศัพท์ลงที่บนโต๊ะ เธอจึงล้มตัวนอนบนที่นอนและพลางคิดถึงค าที่พูดที่มู่เฉิน พูดกับเธอ ท าให้เธอยิ้มแก้มจะปริแล้วมั้ง เธอคิดจนผล็อยหลับไปในที่สุด แล้วตอนนี้ มู่เฉินที่พึ่งได้วางสายเพ่ยเพ่ยไป เขาก็ได้แต่นั่งยิ้ม และคิดว่าต่อไปจะนัดเพ่ยเพ่ย เพื่อบอก ความในใจกับเธอที่ไหนดีนะ มู่เฉินกัดกลุ้มใจมากเพราะเขาอยากให้เพ่ยเพ่ยประทับใจกับครั้งแรก ที่ได้นัด พูดคุยกัน ถึงไม่รู้ว่าเพ่ยเพ่ยจะมีความรู้สึกตรงกับเขาหรือไม่ แต่ก็ต้องหาที่ดีๆ เอาไว้สักแห่งหนึ่ง คิดเรื่องนี้อยู่ สักพัก มู่เฉินก็นั่งท างานของเขาต่อให้เสร็จ เพื่อที่จะได้พักผ่อน ค่ าคืนนี้ของมู่เฉินและเพ่ยเพ่ยเป็นคืนที่มีความตื่นเต้นและรู้สึกได้ถึงความใจเต้นแรงของทั้งคู่ ที่มีความ กล้าๆ กลัวๆ ในการพูดคุยทางโทรศัพท์ แต่เป็นการเริ่มต้นในการเชื่อมความสัมพันธ์ถึงจะเป็นแค่ขั้นแรก แต่ก็ อาจจะเป็นความหวังของมู่เฉินว่าการพัฒนาความสัมพันธ์ในครั้งนี้คงจะไปได้ดี ถึงจะไม่รู้ว่าปลายทางเป็น เช่นไร แต่อย่างน้อยตอนนี้ก็มีความหวังขึ้นแล้ว


บทที่18 หยางอิงเข้ามหาลัยเจอกับเพ่ยเพ่ย ณ.บ้านตระกูลหยาง ตอนนี้เป็นเวลาเช้าที่คนอย่าง หยางอิงไม่เคยจะตื่นเลย แต่ต้องตื่นเพราะวันนี้ จะต้องเข้าไปมหาลัยเพื่อส่งวิจัยให้กับอาจารย์ที่สาขาของเธอ ปกติเธอจะไม่ค่อยสนใจเพราะไปสายตลอดแต่ ครั้งนี้คงไม่ได้เพราะอาจารย์คนนี้ไม่สนใจเรื่องเงินหรืออะไร เพราะถ้าเรื่องเรียนหยางอิงไม่อยากไป ส่วนมากจะ ให้พ่อเธอเป็นคนไปจัดการให้ด้วยซ้ า แค่ให้เงินพวกนั้นในมหาลัยบางคนก็ยอมแล้ว แต่กับอาจารย์คนนี้ ถ้าไม่ สนใจก็ไม่สามารถที่จะจบได้เรียกได้ว่าเอาจริงเอาจังอย่างน่าชื่นชมเลยที่เดียว หยางอิงเธอเรียนเศรษฐกิจทางด้านประเทศจีน ซึ่งก็ต้องเข้าใจได้เพราะเธอต้องบริหารธุรกิจที่บ้านของ เธอ มหาลัยที่เธอเรียนก็คือมหาลัยฟู่ตันนั้นเอง หรือก็คือที่เดียวกับเพ่ยเพ่ยเรียน เธอเรียนอยู่ปีสาม ซึ่งก็ปี เดียวกับเพ่ยเพ่ยเช่นกัน เพียงแต่เรียนคนละคณะ และคนละสาขา หยางอิงเธอเดินลงมาจากชั้นบนพร้อมกับบ่นพึมพ าที่ต้องไปมหาลัยแต่เช้า “โอ๊ย!! อะไรกันนักหนา อาจารย์นี่ก็ไม่ยอมรับเงินจากพ่อฉันอีก จะตรงเกินไปไหม มีด้วยเหรอให้เงิน ถึงขนาดนี้ยังไม่รับอีก น่าเบื่อ ฉันต้องแบกสังขารไปเรียน ตื่นเช้าอีกต่างหาก เซ็งเป็นบ้า!!” “อะไรกันลูกสาวคนสวยของพ่อ บ่นอะไรแต่เช้าเลยนะ เอ๊ะ! เดี๋ยวนะ ท าไมลูกตื่นเช้าละ เป็นไปได้ ด้วยเหรอนี่” “โหย คุณพ่อคะ ก็ต้องจ าใจตื่นนะสิคะ ก็อาจารย์คนนั้นแหละที่พ่อคุยเรื่องเงินให้แล้วไม่ยอมรับอะไร เลยสักหยวน เงินมันซื้อไม่ได้ขนาดนั้นเลยหรือ โง่อะไรขนาดนั้น เงินก็ตั้งเยอะ เนี่ยหนูก็ต้องตื่นเช้าเลยก็ตามที่ คุณพ่อบอกนั้นแหละคะ เป็นไปไม่ได้เลยที่คนอย่างหนูจะตื่นเช้าขนาดนี้” “เอาน่าลูกสาวคนสวยของพ่อ อดทนไปก่อนนะลูก ใกล้จะสอบปลายภาคแล้วไม่ใช่เหรอ เดี๋ยว หลังจากนี้ลูกก็ต้องตื่นเช้าอยู่แล้วพอมีสอบปลายภาค” “ก็ใช่ค่ะ คุณพ่อคะ แต่มันยังไม่ถึงอีกตั้งสองอาทิตย์แหนะ หนูเบื่อ เนี่ยนอนไม่พอหนูก็จะไม่สวย หน้าตาก็จะไม่เปล่งปลั่ง เดี๋ยวก็จะมีรอยนั้นนี่ขึ้นใบหน้า สิ่งที่หนูต้องการคือการนอนให้เต็มอิ่มค่ะคุณพ่อ” “จ๊ะๆ พ่อรู้แล้วนะลูก อิงอิง อดทนอีกนิดเดียวลูก ไปเถอะออกไปเรียนได้แล้ว เดี๋ยวพ่อจะให้คนเตรียม รถให้มาจอดตรงหน้าบ้าน ลูกจะได้ไม่ต้องเสียเวลาเดินไปที่ข้างลานจอดรถเอง” “ค่ะ ขอบคุณนะคะคุณพ่อ ถ้าอย่างนั้นหนูไปก่อนนะคะ” “ขับรถดีๆ ล่ะลูกสาวพ่อ” หยางอิงก้มลงพยักหน้าตอบรับกับหยางอี๋ผู้เป็นพ่อของเธอแล้วเดินออกไปที่หน้าบ้าน ที่ตอนนี้รถยนต์ ของเธอได้จอดอยู่แล้ว เพราะคนงานได้มาเลื่อนรถไว้ตามค าสั่งของหยางอี๋ เธอจึงเดินขึ้นไปบนรถและขับรถ ออกไปจากรั้วบ้าน มุ่งหน้าไปมหาลัยในทันที


...... หยางอิงขับรถมาสักพัก ในตอนนี้เธอก็ได้ขับรถมาถึงมหาลัยฟู่ เธอขับเข้าไปยังในมหาลัยแล้ว และ เลี้ยวไปยังคณะของเธอ ซึ่งเป็นคณะบริหาร พร้อมกับหาที่จอดรถใต้ตึกแล้วก็ขึ้นมายังอาคาร คนที่แปลกใจกับ การมาที่มหาลัยที่เร็วแล้วเช้าด้วยของหยางอิง ก็คือ ถิงถิง เพื่อนสาวของหยางอี๋นั้นเอง ถิงถิงจึงเอ่ยขึ้น “ว้ายตายแล้ว! ฉันตาฝาดหรือเปล่าเนี้ย ยัยอิงอิง เนี่ยอะนะ มามหาลัยเช้าๆ กับเขาเป็นด้วย เป็นไปได้ ด้วยเหรอ วันนี้น้ าท่วมมหาลัยหรือเปล่านี่ แกมาเร็วอะ ไม่อยากจะเชื่อสายตา” “นี่อะไรของแก ถิงถิง ฉันอยากจะมาตายแหละเช้าแบบนี่นะ ให้ตายเถอะแกก็รู้อาจารย์คนนี้ไม่ ยอมรับเงินพ่อฉันสักหยวน ไม่อย่างนั้นฉันจะมาเหรอ มาท าไม เสียเวลานอน” “ถ้าอย่างนั้นแกก็กลับไปนอนสิ ฉันจะบอกอาจารย์ให้แค่แกเอาวิจัยตัวนั้นมา ฉันจะบอกเองว่าแกไม่ สบาย” “แกจะบอกอาจารย์ให้ฉันจริงๆ ใช่ไหม ถิงถิง ขอบใจมาก อะนี่เอาไปสิ เงินเล็กๆ น้อยๆ จากฉัน อย่า เข้าใจผิดละ ฉันอยากเลี้ยงค่าขนมแกเฉยๆ อะนี่ 2000 หยวน เอาไปสิ” “ฉันไม่เข้าใจผิดอะไรแกหรอก อุ้ย!! ขอบใจค่าขนมนะยะ เดี๋ยวทางนี้ฉันจะจัดการแทนแกเอง อิงอิง กลับไปนอนเถอะ” “ขอบใจแกมากนะถิงถิง ฉันไปล่ะ” “อือ บายๆ” สาวน้อยที่ชื่อถิงถิง ชื่อเต็มของเธอก็คือ หลิง ถิง เธอเป็นเพื่อนสนิทของหยางอิง ถ้าถามว่าความสนิท เต็มร้อยหรือเปล่าก็ไม่ขนาดนั้นเพราะบางอย่างถิงถิงเอง ก็ไม่ได้ชอบหยางอิงทุกเรื่อง ไม่ได้เข้าข้างอิงอิงเสมอไป ถิงถิงเธอเป็นเด็กที่มีฐานะปานกลางไม่ได้รวยแต่ที่เธอยอมมาเป็นเพื่อนของหยางอิงก็เพื่อมาคอยรับ ผลประโยชน์จากอิงอิง ไม่มากก็น้อย ถ้าถามว่าเธอร้ายไม่ก็ต้องลุ้นกัน ถิงถิงเป็นคนที่ฉลาดหัวไว หยางอิงเลย เลือกที่จะคบกับเธอเป็นเพื่อน หลังจากที่หยางอิงลงมาจากอาคาร เธอก็เดินยิ้มมาอย่างอารมณ์ดี ก็เพราะคาบเรียนนี้มีคนเอาวิจัย งานไปส่งแทนเธอแล้วยังไงล่ะ เธอก็เลยเดินขึ้นมาบนรถ เธอคิดว่าไหนๆ วันนี้ก็เข้ามาที่มหาลัยแล้ว เธอจึงคิด ว่าจะขับไปตึกที่ต้าหนิงกับเพ่ยเพ่ยเรียน เผื่อว่าจะไปเจอกัน และจะได้รู้กันไปเลยว่าหน้าตาเพ่ยเพ่ยสวยอย่างที่ เข่อซิงบอกรึเปล่า คิดได้ดังนั้นเธอก็ขับรถออกไปที่นั้น เธอจอดรถแล้วขึ้นมาหาที่นั้งใต้อาคารของตึกที่เพ่ยเพ่ย เรียน หยางอิงเธอนั้งพักใหญ่ ก็มีเสียงของต้าเหนิงที่เดินคุยมากับผู้ชายคนหนึ่งและผู้หญิงอีกคนอยู่ไกลๆ เธอ ได้ยินเสียงแล้วหันไปมองทันที จึงรู้ว่าเป็นต้าเหนิง


“นี่รุ่นพี่อี้ซวน วันเกิดพี่อะเพ่ยเพ่ยกับฉันสนุกมากเลยนะ นี่ยังไม่ได้ไปหาคุณแม่อย่างที่สัญญากับท่าน เอาไว้เลยอะ ฮ่า” “ขอบใจที่วันนั้นสนุก พี่ก็รู้สึกดีใจที่พวกเธอมาด้วย แม่พี่ก็ถามถึงพวกเธอด้วยแหละ ว่างเมื่อไหร่ก็แวะ ไปหาที่บ้านได้เลย พี่จะต้อนรับเป็นอย่างดีเลยล่ะ” “เพ่ยเพ่ยว่าเราต้องหาเวลาไปหาคุณแม่แล้วล่ะค่ะ คงเหงามากๆ ถ้าเพ่ยเพ่ยและต้าเหนิงไปก็ขอ รบกวนด้วยนะคะ ฮ่า” “มาได้เลยทั้งสองคนพี่ยินดี ต้อนรับแน่นอน” หยางอิงที่ได้ยินแบบนั้นเธอจึงเห็นหน้าของเพ่ยเพ่ยเต็มจังๆ เธอคิดว่าการเข้ามามหาลัยนี่ไม่เสียเปล่า ซะแล้ว แถมพบเจอกับยัยเพ่ยเพ่ยนี่ด้วย ดีล่ะ ฉันจะเริ่มแผนเลยแล้วกัน เดินเข้ามาใกล้อีกหน่อยสิ หึหึๆ แล้วหยางอิงจึงลุกขึ้นแล้วท าท่าทีเดินซื้อไปซื้อของแล้วชนเข้ากับเพ่ยเพ่ย ตึง!! เสียงชนเข้าไหล่อย่างจังแล้วเพ่ยเพ่ยเกือบจะล้มแต่ดีที่รุ่นพี่อี้ซวนช่วยรับเธอไว้ได้ทัน “อุ้ย! ขอโทษนะคะที่ฉันเดินไม่ระวัง เลยเดินไปชนกับคุณเข้านะคะ” หยางอิงที่แกล้งพูดออกไป เธอที่ก้มหน้าอยู่ก็ค่อยๆ เงยหน้าขึ้นมา เจอกับคนตรงหน้าก็คือเพ่ยเพ่ย ต้าเหนิง อี้ซวน ซึ่งในตอนนี้คนที่ตกใจที่สุดไม่ต้องบอกก็รู้เลยว่าใคร ก็ต้องเป็นต้าเหนิงจอมขาเผือกของเรา แน่นอน เธอจ าได้แม่นว่านี้คือหยางอิง แขกคนส าคัญของลูกพี่ลูกน้องของเธอ ก็คือพี่มู่เฉินนั้นเอง “ไม่เป็นไรค่ะ ฉันไม่ได้เป็นอะไรมาก” เพ่ยเพ่ยเอ่ย “ด...ดะ...เดี๋ยวนะ เธอชื่อหยางอิงใช่หรือเปล่า” ต้าเหนิงเอ่ยขึ้น ทั้งเพ่ยเพ่ย อี้ซวน ต่างมองต้าเหนิงแบบงงๆ เพราะต้าเหนิงถามชื่อเธอคนนั้น แล้วรู้จัก กันด้วยเหรอ พวกเขารอให้อีกฝ่ายหนึ่งตอบอยู่ “ใช่แล้วล่ะ ฉันคือหยางอิง เธอคงจะเป็นต้าเหนิงใช่ไหม ฉันจ าเธอได้ เพราะเธอเป็นลูกพี่ลูกน้องของ พี่มู่เฉินนี่นา” “ใช่ๆ ว่าแต่เธอเรียนสาขานี้ด้วยเหรอ ฉันไม่เคยเห็นเธอเลย” “ป่าวหรอก ฉันเรียนบริหารนะแค่แวะมาหาเพื่อน เอาของมาให้ แต่ว่าบังเอิญจังเลยนะ เธอก็เรียนที่นี่ ด้วย” “อ๋อ ถ้าอย่างนั้นก็ยินดีที่ได้เจอกันอีกครั้งนะ” “เช่นกัน ว่าแต่ นี่เพื่อนๆ ของเธอเหรอต้าเหนิง”


Click to View FlipBook Version