เอกสารประกอบการบรรยาย วช ิ า ภาษาบาลเ ี พ ื ่ อการศ ึ กษาค ้ นคว ้ าพระพท ุ ธศาสนา (Pali and Buddhist Studies) รหัสวิชา BU๕๐๐๖ อ.ทวศ ีั กด ์ ิใครบ ุ ตร ผ ้ ู บรรยาย มหาวท ิ ยาลย ั มหามกฏุ ราชวท ิ ยาลย ั วิทยาเขตศรีล้านช้าง จังหวัดเลย
เค้าโครงการเรียนการสอน ค าอธิบายรายวิชา ศึกษาหลักไวยากรณ์ การอ่ านและการแปลภาษาบาลี เบื้องต้น การใช้ภาษาบาลีและการใช้ค าภาษาบาลี ในภาษาไทย ภาษาบาลก ี บ ั พระพ ุ ทธศาสนา คม ั ภ ี ร ์ พระพ ุ ทธศาสนาฉบ ั บภาษา บาล ีฝึ กทดลองศ ึ กษาค ้ นคว ้ าเน ื ้ อหาพระพ ุ ทธศาสนาส ้ ั น ๆ หรือ โดยย่อจากเอกสารภาษาบาลี
จ ุ ดประสงค ์ การเร ี ยนร ้ ู : ๑. เพื่อศึกษาวิธีการอ่าน-เขย ี นบาลใี ห ้ ถ ู กต ้ องตามหลกของภาษา ั ๒. เพ ื ่ อศ ึ กษาวธ ิี การแปลบาลใี ห ้ ถ ู กต ้ องตามหลก ั ภาษา ๓. เพื่อศึกษาการใช้บาลีและการใช้ค าภาษาบาลีในภาษาไทย ๔.เพ ื ่ อศ ึ กษาคม ั ภร ี์ พระพท ุ ธศาสนาฉบ ั บบาล ี ๕.เพ ื ่ อฝึ กทดลองศ ึ กษาค ้ นคว ้ าเน ื ้ อหาพระพท ุ ธศาสนาส ้ ั นๆ ๖. เพื่อส่ งเสริมการศึกษาภาษาบาลีซึ่งเป็ นเป็ นภาษาเฉพาะทาง พท ุ ธศาสนาให ้ แพร ่ หลาย
การวัดผลและประเมินผล : คะแนนเต็ม ๑๐๐ คะแนน แบ่งตามกิจกรรมต่าง ๆ ดังนี้ ๑. การมีส่วนร่วม/การเข้าห้องเรียน ๒๐ คะแนน ๒. กิจกรรมมอบหมายงาน ใบงาน ๒๐ คะแนน ๓. สอบกลางภาค ๒๐ คะแนน ๔. สอบปลายภาค ๔๐ คะแนน
เค้าโครงการเรียนการสอนตลอดเทอม : เนื้อหาวิชา ๑.ศึกษาอักขระวิธี สมัญญาภิธาน สระ พยัญชนะ ฐานกรณ์ของอักขระภาษาบาลี เสียงของอักขระ พยัญชนะสังโยค ๒.ศ ึ กษาหลก ัไวยากรณ ์ เร ื่องนามนาม ค ุ ณนาม ส ั พพนาม ลง ิ ค ์ วจนะว ิ ภ ัตติ อายต นิบาต การันต์ ๓.ศึกษาหลักไวยากรณ์วิธีการแจกนามด้วยวิภัตตั้ง ๗ และฝึ กแปลบาลีเป็ น ภาษาไทย ๔.ศึกษาหลักไวยากรณ์เรื่องกติปยศัพท์ วิธีแจก และการแปลเป็ นภาษาไทย ๕.ฝึ กทดลองศ ึ กษาค ้ นคว ้ าเน ื ้ อหาพระพ ุ ทธศาสนาจากคม ั ภ ี ร ์ ทางพ ุ ทธศาสนา
หนังสือประกอบการเรียนการสอน หนังสือบาลีไวยากรณ์ ๑. สมัญญาภิธาน-สนธิ ๒. นาม-อัพยยศัพท์ ๓. อาขยาต-กิตก์ ๔. สมาส-ตัทธิต ๕. อ ุ ภย ั พากยปร ิ วต ั น ์ และคา แปล ๖.พจนาน ุ กรมฉบ ั บพท ุ ธศาสตร ์(ศัพท์ภาษาบาลีพร้อมค าแปล)
ภาษาบาลี อ่าน เขียน อย่างไร สระ ๘ ต ั วค ื อ อ อา อ ิ อ ี อ ุ อ ู เอ โอ มว ี ธ ิี อ ่ านเขย ี นดง ั น ี ้ ๑. สระ อะ เวลาเขย ี นให ้ ละร ุ ปสระ อะ เป็ น อ เช ่ น พท ุ ฺธ(อ ่ านว ่ า พ ุ ด-ทะ), ธมฺม (อ่านว่า ทัม-มะ), สงฺฆ (อ่านว่า สัง – ฆะ) เป็ นต้น ๒. สระอา อ ิ อ ี อ ุ อ ู ไม ่ ม ี พเ ิ ศษอะไรเช ่ น กญฺญา (กัน –ยา), รตฺติ (รัด- ติ), นารี (นา-รี), คร ุ(คะ –ร ุ), วญ ิฺญ ู(วิน –ย ู) เป็ นต้น ๓. สระ เอ เป็ นสระผสมระหว ่ างอะก ั บ อ ิ เป็ น เอเช ่ น พ ุ ทฺเธ ธมฺเม สงฺเฆ เป็ นต้น ๔.สระ โอ เป็ นสระผสมระหว ่ าง อะกบ ั อ ุ เป็ น โอเช ่ น ป ุ คฺคโล ป ุ ร ิโส มโน เป็ นต้น
๒.พยัญชนะวรรค ๒๕ ตัว มีวิธีอ่านเขียนดังนี้ ก วรรค ก ข ค ฆ ง จ วรรค จ ฉ ช ฌ ญ ญ ย ฏ วรรค ฏ ฐ ฑ ฒ ณ ณ น ต วรรค ต ถ ท ธ น ต ฏ ป วรรค ป ผ พ ภ ม ๓.พยัญชนะ อวรรค ๘ คือ ย ร ล ว ส ห ฬ อ
๑. ย ล ส ห ฬ เวลาสกดกับพยัญชนะตัวอื่นให้ออกเสียงกึ่งหนึ่ง เช่ น นิคฺคยฺห , ปคฺคยฺห , กลฺยาณ , ตสฺมา, พราหฺมณ, ทฬฺหี, อาสาฬฺห เป็ นต้น ๒. อ (อัง) เป็ นได้ทั้งสระและพยัญชนะ เรียกว่า นิคคหิต หรืออน ุ สาร -นิคคหิต เวลาออกเสียงจะกดเสียง เช่น อห , พท ุ ฺธ , มย , สงฺฆ เป็ นต้น -อน ุ สาร เวลาเข ี ยนจะต ้ องไปตามสระอ ื ่ นเสมอ เช ่ น ตฺว (ตะ–วัง),ภิกฺข ุ (ภิกฺ-ข ุ ง), กห ุ ึ(ก–ุ หิง), อิตฺถึ (อิด–ถิง) เป็ นต้น -น ิ คคห ิ ตอย ่ ู บนพยญ ั ชนะ ม ี ค ่ าเท ่ ากบ ั “ไม้หันอากาศ และตัว ง” เช ่ น ป ุ ร ิ ส (ป ุ–ริ–สัง), ส ุ นข (ส ุ–นะ–ขัง), กล ุ (ก–ุ ลัง) เป็ นต้น
- น ิ คคห ิ ตอย ่ ู ใต ้ พยญ ั ชนะ มว ี ธ ิี อ ่ าน เขย ี น ดง ั น ี ้ -พยัญชนะที่มีพยัญชนะอื่นสะกดที่ไม่มีสระ ไม่ให้ออกเสียงพยัญชนะที่ สกด เช ่ น ป ุ คฺคลกญฺญาอต ิฺถ ี เสฏฺฐ ี เป็ นต ้ น -พยัญชนะที่มีพยัญชนะสะกด มีค่าเท่ากับ “ไม้หันอากาศ” เช่น สทฺธา (สัด–ทา), ธมฺมา (ทัม–มา), กญฺญา (กัน–ยา) เป็ นต้น - พยัญชนะบางตัวถึงแม้จะเป็ นตัวสะกดให้ออกเสียงด้วย เช่ น ตสฺมา (ตัด–สะ–มา), กลฺยา (กัน–ละ-ยา) เป็ นต้น
สมัญญาภิธาน-สนธิ สมัญญาภิธาน ว่าด้วยเรื่องชื่ออักขระ พร้อมทั้งฐานกรณ์ดังต่อไปนี้ ๑. เน ื ้ อความของถ ้ อยค าท ้ ั งปวง ต ้ องก าหนดร ้ ู ได ้ ด ้ วยอ ั กขระ เมื่อเข้าใจเรื่อง อก ั ขระไม ่ ด ี กเ ็ ข ้ าใจเน ื ้ อความทถ ี ่ ู กต ้ องได ้ ยาก ๒. เสียง (ค าพ ู ด) ก็ดี ตัวหนังสือก็ดี ชื่อว่า อักขระ แปลว่า ไม ่ ร ้ ู จ ั กส ิ ้ นไป, ไม่เป็ นของแข็ง
อักขระในภาษาบาลี อักขระในภาษาบาลี มี ๔๑ ตัว แบ่งเป็ นสระ ๘ ตัว พยัญชนะ ๓๓ ตัว คือ ออาอ ิ อ ี อ ุ อ ู เอโอ(สระ ๘ ตัว) 1. ก ข ค ฆ ง, 2. จ ฉ ช ฌ ญ, 3. ฏ ฐ ฑ ฒ ณ, 4. ต ถ ท ธ น, 5. ป ผ พ ภ ม, ย ร ล ว ส ห ฬ อ (พยัญชนะ ๓๓ ตัว)
๑. ความหมายอักษร ค าว่า "อักษร" มีความหมาย ๒ อย่าง คือ ๑. มีความหมายว่า สภาพที่ไม่เสื่อมสิ้นไป ใช้เป็ นชื่อเรียก พระนิพพาน มีวิเคราะห์ว่า ขรนฺติ วินสฺสนฺตีติ ขรา, สงฺขตา เต ยตฺถ น สนฺติ, ต อกฺขร , ขรสงฺขาตาน วา สงฺขตาน ปฏิปกฺขตฺตา อกฺขร ธรรมที่ชื่อว่า ขระ เพราะ อรรถว่า ย่อมสิ้นไป เสื่อมไป,ได้แก่ สังขตธรรม, สังขตะธรรม เหล่านั้น ไม่มีในที่ใด ที่นั้น ชื่อว่าอักขระ อีกอย่างหนึ่ง ที่ชื่อว่า อักขระ เพราะเป็ นสิ่งที่ตรงกันข้ามกับสังขต ธรรม ในคัมภีร์ อภิธานวรรณนา แปลว่า นิพพานเป็ นธรรมที่ไม่มีความเสื่อม เหล่านั้น จึงชื่อว่า อักขระ, นิพพานชื่อว่า อักขระ เพราะเป็ นปฏิปักษ์ต่อสังขต ธรรม คือสิ่งที่เสื่ อม ค าว่า อักขระ จัดเป็ นชื่อเรียกพระนิพพานอย่างหนึ่งใน บรรดาชื่อพระนิพพานทั้งหมด ๔๖ ชื่อ
๒. หมายถึงตัวหนังสือ ในคัมภีร์ อภิธานัปปทีปิ กา แสดงความหมายไว้ว่า อกฺขร อการาทิ อักษร มี อ อักษรเป็ นต้นฯ คัมภีร์อภิธานวรรณนา แสดง ความหมายของวัณณะ และอักษร ไว้ดังนี้ อตฺโถ วณฺณียติ ปกาสียติ เอเตนาติ วณฺโณ อักษรส าหรับใช้เขียนบอก เนื้อความชื่อว่า วัณณะ น ขรนฺตีติ อกฺขโร วัณณะที่ใช้เขียนบอกเนื้อความนั้นเป็ นสิ่งไม่สิ้น ไป จึงได้ชื่อว่า อักขระ
สร ุ ปความหมายอก ั ษรในทางไวยากรณ ์ สร ุ ปได ้ ว ่ า เส ี ยงกด ็ี ต ั วหน ั งส ื อกด ็ี ส าหร ั บบอกเน ื ้ อความให้เข้าใจกัน ชื่อว่าอักษร อักษรแปลว่า ไม่เสื่อมไม่สิ้นไป เช่ น อักษรบาลี มี ๔๑ ตัว เท ่ าน ้ ั น แต ่ จาร ึ กค ั มภ ี ร ์ พระพ ุ ทธศาสนาได ้ เป็ นหม ื ่ นเป็ นแสนเล่ม อักษร ๔๑ ตัวนั้น ก็ไม่หมดสิ้นไป อกฺขร (น+ขร วินาเส +อ หรือ น+ขีขเย +อร) (อาเทส น เป็ น อ, ซ้อน กฺ, ลบ รฺทส ี ่ ุ ดธาต ุ และสระหน ้ า)
สระ ๘ ตัว ๑. อักขระเบื้องต้น ตั้งแต่ อ จนถึง โอ ชื่อว่า สระ ออกเสียงได้ตามล าพังตนเอง และท า ให้พยัญชนะออกเสียงได้ด้วย ๒. สระ ๘ ตัวนี้ เรียกว่า นิสสัย เพราะเป็ นที่อาศัยของพยัญชนะ บรรดาพยัญชนะ ทั้ง ๓๓ ตัว ต้องอาศัยสระจึงออกเสียงได้ ๓. สระ ๓ ตว ั ค ื อออ ิ อ ุ ช ื่อว ่ าร ั สสะเพราะออกเส ี ยงเร ็ ว/สั้น เหมือนค าว ่ าอต ิ คร ุ ๔. สระ ๕ ต ั ว ค ื ออาอ ี อ ู เอโอ ช ื่อว ่ า ท ี ฆะเพราะออกเส ี ยงช ้ า/ยาว เหมือนค าว่า ภาคี วธ ู เสโข เป็ นต ้ น ๕. เอโอถ ้ าม ี พย ั ญชนะส ั งโยคอย ่ ู หล ั ง เช ่ น เสยฺโย,โสตฺถิ เป็ นต้น ท่านกล่าวว่า เอ โอ นั้นออกเสียงเหมือนเป็ นรัสสะ
๖.สระต ่ อไปน ี ้ ช ื ่ อว ่ า คร ุ ออกเส ี ยงหน ั ก ค ื อ ๑) สระทเ ี ่ ป็ นทฆ ี ะล ้ วนๆ เช ่ น ภ ู ปาล, ีเอสี ๒) สระร ั สสะแต ่ มพ ี ยญ ั ชนะส ั งโยคอย ่ ู หลง ั เช ่ น มน ุ สฺส ิ นฺโท ๓) สระร ั สสะมน ีิ คคห ิ ตอย ่ ู เบ ื ้ องหลง ั เช ่ น โกเสยฺย ๔) สระร ั สสะอย ่ ู ท ้ ายบาทคาถา เช ่ น ยนฺท ุ นฺน ิ มต ิฺต อวมงฺคลญฺจ
๗. สระต ่ อไปน ี ้ ช ื ่ อว ่ า ลห ุ ออกเส ี ยงเบา ค ื อ สระท ี ่ เป็ นร ั สสะล ้วนๆ ไม่มี พยญ ั ชนะส ั งโยคหร ื อไม ่ มน ีิ คคห ิ ตอย ่ ู เบ ื ้ องหลง ั เช ่ น ปต ิ ม ุ น ิ ช ื ่ อว ่ าลห ุ ๘. สระจ ั ดเป็ นวณ ั ณะเร ี ยกว ่ า สวณ ั ณะ ค ื อจ ั ดเป็ นค ่ ู กน ัได ้ ๓ ค ่ ู คือ อ อา เรียกว่า อ วัณณะ อิ อี เรียกว่า อิ วัณณะ อ ุ อ ู เร ี ยกว ่ าอ ุ วณ ั ณะ
๙. เอ และ โอ ๒ ต ั วน ี ้ เร ี ยกว ่ าอสว ั ณณะ ไม ่ เป็ นค ่ ู ก ั บสระใดๆ เพราะฉะนั้นจึง ช ื ่ อว ่ า ส ั งย ุ ตตสระเกด ิ มาจากสระผสมกน ั ค ื อ อ กับ อิ ผสมกันเป็ น เอ อกบ ั อ ุ ผสมกน ั เป็ น โอ
๑๐. การเขียนสระ ๒ แบบ ในการเขียนสระแบบอักษรไทยมีลักษณะการ เขียน ๒ แบบ คือ ๑. แบบสระลอย เป็ นการสระล้วนๆ ไม่มีการผสมกับพยัญชนะใดๆ จะ ปรากฏม ี ออก ั ษรอย ่ ู ท ุ กต ั วเช ่ น ออาอ ิ อ ี อ ุ อ ู เอโอ ๒. แบบสระจม เป็ นการสระผสมกับพยัญชนะ มีลักษณะ เป็ น -, -า, -ิ ิ , - ิ ี , -ิ ุ, -ิ ู, เ-, โ– เช่น ก, กา, กิ, กี, ก, ุ ก, ู เก, โก
พยัญชนะ ๓๓ ตัว ๑. อักขระอันเหลือจากสระ มี ๓๓ ตัวตั้งแต่ ก ถึง มี อ ชื่อว่า พยัญชนะ ๒. พยัญชนะ แปลว่า ท าเนื้อความให้ปรากฎ เช่น โอ เมื่อผสมกับ กฺ เป็ น โก มีความหมายว่า ใคร,อะไร ๓. พยัญชนะมีชื่อว่า นิสสิต เพราะพยัญชนะออกเสียงตามล าพังเหมือนสระไม่ได้ ต้องอาศัยสระจึงออกเสียงได้ ๔. การเขียนพยัญชนะแบบไม่มีสระเป็ นที่อาศัยจึงมี . (จ ุ ด) อย ่ ู ข ้ างล ่ าง เช่น กฺ ขฺ คฺ ฆฺ งฺ ๕. การเขียนพยัญชนะที่มีสระเป็ นที่อาศัย จะไม่เห็น . (จ ุ ด) อย ่ ู ข ้ างล ่ าง เช ่ น กกาก ิ ก ี ก ุ ก ู เกโก ๖. พยัญชนะจัดเป็ น ๒ พวก คือ วรรค ๑ , อวรรค ๑
๗. พยัญชนะวรรคจัดเป็ น ๕ วรรค ๆ ละ ๕ ตัว จึงมี ๒๕ ตัว คือ พยัญชนะ วรรคจัดเป็ น ๕ วรรคๆ ละ ๕ ตัว จึงมี ๒๕ ตัว คือ ก ข ค ฆ ง เรียกว่า ก วรรค จ ฉ ช ฌ ญ เรียกว่า จ วรรค ฏ ฐ ฑ ฒ ณ เรียกว่า ฏ วรรค ต ถ ท ธ น เรียกว่า ต วรรค ป ผ พ ภ ม เรียกว่า ป วรรค พย ั ญชนะเหล ่ าน ี ้ เร ี ยกว ่ า พย ั ญชนะวรรค เพราะเก ิ ดเป็ นหม ่ ู เป็ นพวกในฐาน เกิดที่เดียวกัน
๘. พยัญชนะอวรรค ๘ ตัว คือ ย ร ล ว ส ห ฬ อ เรียกว่า พยัญชนะอวรรค เพราะเกด ิไม ่ เป็ นหม ่ ู เป็ นพวกในฐานเกด ิ เดย ี วกน ั ๙. พยัญชนะ คือ อ เรียกว่า นิคคหิต แปลว่า กดสระ คือเวลาอ่านจะออกเสียง ทางจม ู กไม ่ให ้ อ ้ าปากกว ้ างตามปกต ิ ๑๐. พย ั ญชนะ ค ื อ อ ตามสาสนโวหาร เร ี ยกว ่ า อน ุ สาร ค ื อไปตามสระ ค ื อ น ิ คคห ิ ต น ี ้ ต ้ องไปตามหล ั งสระร ั สสะ ค ื อ อ อ ิ อ ุ เท ่ าน ้ ั น เช ่ น อห เสต ุ อกาสึ ฯลฯ
ฐาน ๖ ฐาน แปลว่า ที่ตั้งที่เกิดของอักขระ มี ๖ ฐาน คือ ๑) กณฺโฐ คอ ๒) ตาล ุ เพดาน ๓) ม ุ ทฺธา ศ ี รษะ หร ื อ ป่ ุ มเหง ื อก ๔) ทนฺโต ฟัน ๕) โอฏฺ โฐร ิ มฝีปาก ๖) นาส ิ ก จม ู ก
๑. การแบ่งอักษรตามฐานเกิด บ ุ รพาจารย ์ ผ ้ ู บ ั ญญ ั ต ิไวยากรณ ์ บาล ีได ้ จ ั ดฐานเก ิ ดของอ ักษรไว้ ๖ ฐานตามลา ด ั บลมหายใจออกค ื อ คอเพดาน ป่ ุ มเหง ื อก ฟั น ร ิ มฝีปาก และ จม ู ก ด ั งน ้ ั น การเร ี ยงอ ั กษรท ี ่ ปรากฏอย ่ ู ในค ั มภ ี ร ์ไวยากรณ ์ทั้งหลาย เริ่ม ต ้ ั งแต ่ ออาอ ิ อ ี อ ุ อ ู เอโอ(สระ ๘ ตัว) และ ก ข ค ฆ ง, จ ฉ ช ฌ ญ, ฏ ฐ ฑ ฒ ณ, ต ถ ท ธ น, ป ผ พ ภ ม, ย ร ล ว ส ห ฬ อ . (พยัญชนะ ๓๓ ตัว ) การเรียงล าดับอย่างนี้ ท่านเรียงตามล าดับฐานเกิดเช่นเดียวกัน
๑.สระตามฐานเกิด คือ อ อา เกิดจากฐานที่ ๑ อิ อี เกิดจากฐานที่ ๒ อ ุ อ ู เกด ิ จากฐานท ี่๕ (ข้ามล าดับที่ ๓, ๔ ซึ่งไม่ใช่ฐานเกิดของสระ) เพียงหลับตานึกมโนภาพฐานเกิดของสระ ตั้งแต่ ฐานที่ ๑ ขึ้นมาตามล าดับ ก็จะจ าฐานเกิดของสระได้ง่าย ส ่ วน เอโอเป็ นประเภทส ั งย ุ ตตสระ สระเส ี ยงส ้ ั นประกอบกน ั ค ื อ อ่าน อ กับ อิ ผสมกันจะเป็ นเสียง เอ อ ่ าน อกบ ั อ ุ ผสมกน ั จะเป็ นเส ี ยง โอ ดง ั น ้ ั น จ ึ งเร ี ยงไว ้ ว ่ าออาอ ิ อ ี อ ุ อ ู เอโอ ตามลา ดบ ั ฐานเกด ิ อ อา เกิดจากคอ จึงมาก่อน อิ อี, อ ิ อ ี เก ิ ดจากเพดาน จ ึ งมาก ่ อน อ ุ อ ู, อ ุ อ ู เกิดจากริมฝี ปาก จึงมาก่อน เอ โอ ซึ่งเป็ นสระเกิดจาก ๒ ฐาน
๒. พยัญชนะตามฐานเกิด พยัญชนะทั้ง ๓๓ ต ั ว บ ุ รพาจารย ์ จ ั ดล าด ั บไว ้ และเล ่ าเร ี ยนท ่ องจ าสืบๆ มา คือ ก ข ค ฆ ง ไปตามล าดับ เพราะนักไวยากรณ์บาลีได้เรียงไว้ตามล าดับฐานเกิด นั่นเอง คือ พยัญชนะวรรค พยัญชนะวรรคที่ ๑ เกิดจากฐานที่ ๑ (ก ข ค ฆ ง เกิดจาก คอ) พยัญชนะวรรคที่ ๒ เกิดจากฐานที่ ๒ (จ ฉ ช ฌ ญ เกิดจาก เพดาน) พยัญชนะวรรคที่ ๓ เกิดจากฐานที่ ๓ (ฏ ฐ ฑ ฒ ณ เกด ิ จาก ป่ ุ มเหง ื อก) พยัญชนะวรรคที่ ๔ เกิดจากฐานที่ ๔ (ต ถ ท ธ น เกิดจาก ฟัน) พยัญชนะวรรคที่ ๕ เกิดจากฐานที่ ๕ (ป ผ พ ภ ม เกิดจาก ริมฝี ปาก) ส่วนพยัญชนะอวรรคมีลักษณะการเกิดต่างฐานกัน จึงเรียกว่า อวรรค
อักขระเกิดในฐานเดียวกันดังนี้ ๑. อ อา, ก ข ค ฆ ง, ห ๘ ตัวนี้ เกิดจากคอ ชื่อว่า กณฺฐชา ๒. อิ อี, จ ฉ ช ฌ ญ, ย ๘ ต ั วน ี ้ เกด ิ จากเพดาน ช ื ่ อว ่ า ตาล ุ ชา ๓. ฏ ฐ ฑ ฒ ณ, ร ฬ ๗ ต ั วน ี ้ เกด ิ จากป่ ุ มเหง ื อก ช ื ่ อว ่ า ม ุ ทฺธชา ๔. ต ถ ท ธ น, ล ส ๗ ตัวนี้ เกิดจากฟัน ชื่อว่า ทนฺตชา ๕. อ ุ อ, ู ป ผ พ ภ ม ๗ ต ั วน ี ้ เกด ิ จากร ิ มฝีปาก ช ื ่ อว ่ า โอฏฺฐชา ๖. อ (นิคคหิต) เกด ิ จากจม ู ก ช ื ่ อว ่ า นาส ิ กฏฺฐานชา
อักขระเกิดจาก ๒ ฐานดังนี้ ๑. เอเก ิ ดจากคอและเพดาน ช ื่อวา ่ กณฺ ฐตาลุโช ๒. โอเก ิ ดจากคอและร ิ มฝีปาก ช ื่อวา ่ กณฺโฐฏฺฐโช ๓. ง ญ ณ น ม เก ิ ดจากฐานของตนและจม ู ก ช ื่อวา ่ สกฏฺฐานนาส ิ กฏฺฐานชา ๔. วเก ิ ดจาก ฟั น และร ิ มฝีปาก ช ื่อวา ่ ทนฺโตฏฺฐโช ๕. ห ท ี่ประกอบกบ ั พยญ ั ชนะ ๘ ตว ั ค ื อ ญ ณ น ม ยลว ฬ เช ่ น ญฺห, ณฺห, ฬฺห ท ่ านกล ่ าววา ่ เก ิ ดมาจากอกถา ้ไม ่ประกอบกบ ั พยญ ั ชนะ ๘ ตัวน ้ น ั ท ่ าน กล ่ าววา ่ เก ิ ดจากฐานของตน ค ื อเก ิ ดจากคอ
กรณ์ กรณ์ คือ อวัยวะส าหรับท าเสียง โดยให้กรณ์กระทบกับฐาน กรณ์มี ๔ คือ ๑) ชิวฺหามชฺฌ ท่ามกลางลิ้น ๒) ชิวฺโหปคฺค ถัดปลายลิ้นเข้ามา ๓) ชิวฺหคฺค ปลายลิ้น ๔) สกฏฺฐาน เอาฐานเกด ิ ของตนเป็ นกรณ ์ ช ิ วฺหามชฺฌ ท ่ ามกลางล ิ ้ นเป็ นกรณ ์ ของอ ั กขระท ี ่ เป็ นตาล ุ ชะ, ชิวฺโหปคฺค ถ ั ดปลายล ิ น ้ เข ้ ามา เป็ นกรณ ์ ของอ ั กขระท ี ่ เป็ นม ุ ทธชะ, ชิวฺหคฺค ปลายลิ้น เป็ นกรณ์ของอักขระที่เป็ นทันตชะ, สกฏฺฐาน ฐานของตนเป็ นกรณ์ของ อักขระที่เหลือ
ตารางสร ุ ปฐานกรณ ์ แสดงฐานกรณ์ของอักขระ (ต ้ องด ู ให ้ เข ้ าใจจะจ าได ้ ด)ี อักขระเกิดในฐานเดียว อักขระ ฐาน กรณ์ อ อา,ก ข ค ฆ ง ห กณฺฐ/คอ กณฺฐ (สกฏฺฐาน) อิ อี,จ ฉ ช ฌ ญ ย ตาล ุ /เพดาน ชิวฺหามชฺฌ ฏ ฐ ฑ ฒ ณ ร ฬ ม ุ ทฺธ/ป่ ุ มเหง ื อก ชิวฺโหปคฺค ต ถ ท ธ น ล ส ทนฺต /ฟัน ชิวฺหคฺค อ ุ อ ู,ป ผ พ ภ ม โอฏฺฐ/ริมฝี ปาก โอฏฺฐ(สกฏฺฐาน) อ นาสิก/จม ู ก นาสิก (สกฏฺฐาน)
อักขระเกิดในสองฐาน อักขระ ฐาน กรณ์ เอ กณฺฐ + ตาล ุ กณฺฐ+ชิวฺหามชฺฌ โอ กณฐ + โอฏฺฐ กณฺฐ + โอฏฺฐ ว ทนฺต + โอฏฺฐ ชิวฺหคฺค + โอฏฺฐ ง ญ ณ น ม สกฏฺ าน + นาสิก สกฏฺฐาน + นาสิก
มาตราการออกเสียงอักขระ ๑. สระร ั สสะค ื อออ ิ อ ุ ม ี ๑ มาตรา คือ อ่านออกเสียง เท่ากับระยะการกระพริบตา ๑ ครั้ง ๒. สระท ี ฆะ ค ื อ อา อ ี อ ู เอ โอ ม ี๒ มาตรา คือ อ่านออกเสียง เท่ากับ ระยะกระพริบตา ติดต่อกัน ๒ ครั้ง ๓. พยัญชนะทั้งปวงที่ไม่มีสระ เช่น กฺ ขฺ คฺ ฯลฯ มีครึ่งมาตรา คือ อ่านออกเสียงเท่ากับ ระยะครึ่งของการกระพริบตา ๔. พยญ ั ชนะทผ ี่สมกบ ั สระร ั สสะเช ่ น กก ิ ก ุ ม ี ๑ มาตราครึ่ง คือ อ่านออกสียงเท่ากับระยะ กระพริบตา ๑ ครั้ง กับอีกครึ่งหนึ่งของการกระพริบตา ๕. พย ั ญชนะท ี่ผสมก ั บสระท ี ฆะ เช ่ น กา ก ี ก ู เก โก ม ี๒ มาตราครึ่ง คือ อ่านออกเสียง เท่ากับระยะกระพริบตาติดต่อกัน ๒ ครั้งกับอีกครึ่งหนึ่งของการกระพริบตา
๑. พยัญชนะแบ่งการออกเสียงเป็ น ๗ อย่างคือ ๑) อโฆสะออกเส ี ยงไม ่ กอ ้ ง ๒) โฆสะออกเส ี ยงกอ ้ ง ๓) ส ิ ถ ิ ลอโฆสะออกเส ี ยงเบาค ื อกรณ ์ กระทบฐานเบาๆ และไม ่ กอ ้ ง ๔) ธน ิ ตอโฆสะออกเส ี ยงหนก ั ค ื อกรณ ์ กระทบฐานหนก ั แต ่ไม ่ กอ ้ ง ๕) ส ิ ถ ิ ลโฆสะออกเส ี ยงเบาค ื อกรณ ์ กระทบฐานเบาๆ แต ่ กอ ้ ง ๖) ธน ิ ตโฆสะออกเส ี ยงหนก ั ค ื อกรณ ์ กระทบฐานหนก ั ๆ และกอ ้ ง ๗) โฆสาโฆสวม ิ ุ ต ิ ออกเส ี ยงวา ่ กอ ้ งกไ็ ม ่ใช ่ไม ่ กอ ้ งกไ็ ม ่ใช ่
๑. พยัญชนะที่ ๑ ที่ ๒ ในวรรค และ ส ๑๑ ตวัน ้ ี เป็ น อโฆสะ ๒. พยัญชนะที่ ๓ ที่ ๔ ที่ ๕ ในวรรค, ย ร ล ว ห ฬ ๒๑ ตัว เป็ นโฆสะ ๓. พยัญชนะที่ ๒ ที่ ๔ ในวรรค เป็ น ธนิต ๔. พยัญชนะที่ ๑ ที่ ๓ ที่ ๕ ในวรรค เป็ น สิถิล ๕. พยัญชนะที่ ๑ ของทุกวรรค เป็ น สิถิลอโฆสะ ๖. พยัญชนะที่ ๒ ของทุกวรรค เป็ น ธนิตอโฆสะ ๗. พยัญชนะที่ ๓ ที่ ๕ ของทุกวรรค เป็ น สิถิลโฆสะ ๘. พยัญชนะที่ ๔ ของทุกวรรค เป็ น ธนิตโฆสะ ๙. พยัญชนะที่ ๕ ของทุกวรรค บางคัมภีร์ เป็ นโฆสาโฆสวิมุติ ๑๐. พยัญชนะ คือ อํ (นิคคหิต) เป็ น โฆสาโฆสวิมุติ
การเขียนพยัญชนะสังโยค พยัญชนะสังโยค หมายถึง การเขียนพยัญชนะซ้อนกัน ๒ ตัว เช่น กฺก กฺข คฺค คฺฆ จะเห ็ นว ่ าไม ่ มส ี ระอย ่ ู ในระหว ่ างพยญ ั ชนะ ๒ ตัวนั้น มีหลักการซ้อน ดังนี้ ๑. พยัญชนะที่ ๑ ซ้อนหน้าพยัญชนะที่ ๑ และที่ ๒ ในวรรคของตนได้ เช่น กฺกกฺข จฺจจฺฉ ฏฺฏ ฏฺฐ ฯลฯ ๒. พยัญชนะที่ ๓ ซ้ อนหน้าพยัญชนะที่ ๓ และที่ ๔ ในวรรคของตนได้ เช่น คฺค คฺฆ ชฺช ชฺฌ ฑฺฑ ฑฺฒ ฯลฯ ๓. พยัญชนะที่ ๕ ซ ้ อนหน ้ าพยญ ั ชนะในวรรคของตนได ้ ท ุ กต ั วยกเว ้น ง ไม่ ซ้อนหน้าตนเองเช่น งฺก งฺข งฺค งฺฆ ญฺจ ญฺฉ ญฺช ฯลฯ ๔. พยัญชนะอวรรคที่ซ้อนกันได้ คือ ย ล ส เช่น ยฺย ลฺล สฺส
สนธิ สนธิ คือ การเชื่อม หรือต่ออักขระให้เนื่องกันด้วยอักขระ ๒. สนธิ มี ๓ ชนิด คือ ๑) สระสนธิ วิธีการเชื่อม หรือต่อสระ ๒) พยัญชนะสนธิ วิธีการเชื่อม หรือต่อพยัญชนะ ๓) นิคคหิตสนธิ วิธีการเชื่อม หรือต่อนิคคหิต
๓. สนธ ิ ม ีประโยชน ์ เพ ื ่ อย ่ ออ ั กขระให ้ น ้ อยลง เป็ นอ ุ ปการะในการประพันธ์ คา พด ู ให ้ สละสลวยและแต ่ งคา ประพน ั ธ ์ ลงในฉ ั นทลก ั ษณ ์ได ้ ตามหลักของ การกา หนด คร ุ ลห ุ และมาตรา ๔. ศัพท์ที่สามารถสนธิกันได้ มีลักษณะ ๒ ประเภท คือ ๑) ศัพท์ที่ประกอบวิภัตติด้วยกันทั้ง ๒ บท เช่น จตฺตาโร+อิเม เป็ น จตฺตาโรเม ๒) ศ ั พท ์ ทบ ี ่ ทหน ้ าไม ่ประกอบวภ ิั ตต ิ เช ่ น กต อ ุ ปกาโรเป็ น กโตปกาโร
สนธิกิริโยปกรณ์ สนธิกิริโยปกรณ์ ค ื อวธ ิี การ หร ื อเคร ื่องม ื อในการเช ื่อมหร ื อต ่ออักขระ มี ๘ ชนิด คือ ๑) โลโป ลบ ๒) อาเทโส แปลง ๓) อาคโม การลงอก ั ษรใหม ่ ๔) วิกาโร ทําให้ผิดไปจากเดิม ๕) ปกติ คงปกติไว้ ๖) ทีโฆ ทําให้มีเสียงยาว ๗) รสฺส ํ ทา ํใหม ้ี เส ี ยงส ้ น ั ๘) สญฺโญโค ซ้อนพยัญชนะเข้ามาข้างหน้า
นาม นามศัพท์ หมายถ ึ ง เส ี ยง หร ื อคา ํ พ ู ดสา ํ หรับใชเ ้ ร ี ยกส ิ่งต ่ างๆ เช ่ น คน, สัตว์, ที่, ส ิ่งของ, สถานที่, ลักษณะ, และสภาพธรรมท ้ งัปวง นามศพัท ์ น ้ันแบ ่ งเป็ น ๓ คือ ๑ นามนาม, ๒ คุณนาม, ๓ สัพพนาม ๑. นามนาม หมายถึง ชื่อของคน, สัตว์, ที่, ส ิ่งของต ่ างๆ แบ ่ งออกเป็ น ๒ ชนิด คือ ๑) สาธารณนาม ค ื อช ื่อสา ํ หรับเร ี ยกไดท ้ วั่ ไป ไม ่ เจาะจง เช ่ น คา ํ วา ่ มนุสฺส สําหรับเรียกมนุษย์ได้ทุกคน, ติรจฺฉาน สําหรับเรียกสัตว์ดิรัจฉานได้ทุก ตัว, ปุริส สําหรับเรียกผู้ชายได้ทุกคน ๒) อสาธารณนาม ค ื อช ื่อสา ํ หรับเร ี ยกเจาะจงไม ่ ทวั่ ไป เป็ นของใครของมัน (ช ื่ออาจจะซ ้ า ํ กนัได) ้ เช ่ น ท ี ฆาว ุ กม ุ ารช ื่อท ี ฆาว ุ สาวตฺถ ี เม ื องสาวัตถี เป็ นต้น
๒. ค ุ ณนาม หมายถึง ชื่อสําหรับขยายหรือแสดงของนามนามให้รู้ คุณภาพ, ปร ิ มาณ ของนามนาม เช ่ น ด ี , ชว ั่, ฉลาด, เลว, ทราม, ดํา, ขาว, ด ่ าง, โง ่ , มาก, น้อย, ฯลฯ คุณนามมีการขยายนามนาม ๓ ช ้ น ั ค ื อ ๑) ปกต ิ ค ุ ณนาม ขยายนามนามโดยปกต ิไม ่ ม ี การเปร ี ยบเท ี ยบกบ ั ใครขยายไปธรรมดาสามญ ั เช ่ น สามเณร ฉลาด, หญิงสาว รูปงาม, บุรุษ อ้วน, โจร ด ุ ร ้ าย เป็ นตน ้ คา ํ ว ่ า ฉลาด, งาม, อ้วน และ ดุร้าย เป็ น ปกติ คุณนาม
๒) ว ิ เสสค ุ ณนาม ขยายนามนามโดยม ี การเปร ี ยบเท ี ยบข ้ น ั กว ่ า เช ่ น สามเณรดา ํ ฉลาดกวา ่ สามเณรแดง, หญ ิ งคนน ้ ี สวยกวา ่ หญ ิ งคนน ้ น ั , บุรุษ น ้ ี อว ้ นกวา ่ บ ุ ร ุ ษน ้ น ั , โจรคนน ้ ี ด ุ ร ้ ายกวา ่ โจรคนน ้ น ั คา ํ วา ่ ฉลาดกวา ่ , สวย กว ่ า, อ ้ วนกว ่ า, ด ุ ร ้ ายกว ่ า เป็ นว ิ เสสค ุ ณนาม ๆ น ้ ีในภาษาไทยม ี คา ํ ว ่ า "กวา ่ " เป็ นตว ั กา ํ หนด, ในภาษาบาลีมี อติ (ยง ิ่, กวา ่ ) อุปสัคค์นําหน้าบ้าง มี ตร, อ ิ ยส ิฺสก ปั จจย ั ตท ั ธ ิ ตต ่ อทา ้ ยศพ ั ทบ ์ า ้ ง เช ่ น อต ิปาโป บาปกวา ่ ปาปตโร บาปกวา ่ อต ิปณฺฑ ิ ตโต ฉลาดกวา ่ ปณฺฑ ิ ตตโร ฉลาดกวา ่
๓) อต ิ ว ิ เสสค ุ ณนาม ขยายนามนามโดยม ี การเปร ี ยบเท ี ยบข ้ น ั ท ี่สุด เช ่ น สามเณรน ้ ี ฉลาดท ี่ส ุ ด, หญ ิ งคนน ้ ี สวยท ี่ส ุ ด, บุรุษคนน ้ ี อว ้ นท ี่ส ุ ด, โจรคนน ้ ี ด ุ ร ้ ายท ี่ส ุ ด เป็ นตน ้ คา ํ วา ่ ฉลาดท ี่ส ุ ด, สวยที่สุด, อ้วนที่สุด, ดุร้าย ท ี่ส ุ ด เป็ น อต ิ ว ิ เสสค ุ ณนาม ๆ น ้ ีในภาษาไทย ม ี ค ํ าว ่ า "ที่สุด" เป็ น ตว ั กา ํ หนด, ในภาษาบาลีมี อติวิย (เก ิ นเปร ี ยบ) อุปสัคค์นําหน้าบ้าง, มี ตม ,อ ิ ฏฐ ปั จจ ั ยตท ั ธ ิ ตต ่ อท ้ ายศพ ั ท ์ บ ้ าง เช ่ น อต ิ ว ิ ย ปาโป บาปเก ินเปรี ยบ ปาปตโม บาปที่สุด ปาปิ ฏโฐ บาปที่สุด ปณฺ ฑิตตโม ฉลาดที่สุด ทุปฺปญฺญ ตโม มีปัญญาทรามที่สุด หีนตโม เลวที่สุด
๓. สัพพนาม (สรรพนาม) หมายถึง ชื่อสําหรับเรียกแทนนามนามที่ ออกช ื่อมาแลว ้ ขา ้ งตน ้ เพ ื่อม ิให ้ ออกช ื่อน ้ น ั ซ ้ า ํ ๆ ซาก ฟั งแลว ้ไม ่ไพเราะห ู เช ่ น ท ่ าน,เธอ,เขา,มัน,สู,เอ็ง,มึง,นน ั่,นี่,น ้ ี นามศพ ั ทท ์ ้ ง ั ๓ น ้ ี เม ื่อจะนา ํไปพ ู ดหร ื อเข ี ยนหนง ั ส ื อในประโยคบาลี ต้องประกอบด้วย ลิงค์ วจนะ วิภัตติ
ลิงค์ ลิงค์ แปลว ่ า "เพศ" หรื อ "เครื่องหมาย" หรื อ รูปแบบของคําที่มี ส ่ วนประกอบครบพร ้ อมท ี่จะประกอบว ิ ภ ั ตต ิได ้ แบ ่ งเป็ น ๓ ชนิด ๒ ประเภท คือ ลิงค์ ๓ ชน ิ ด ไดแ ้ ก ่ ๑) ปุงลิงค์ เพศชาย ๒) อิตถีลิงค์ เพศหญิง ๓) นป ุ งสกล ิ งค ์ไม ่ไช ่ เพศชายไม ่ใช ่ เพศหญ ิ ง
๑. ป ุ งล ิ งค ์ ผ ู ช ้ ายเป็ นเพศเปิ ดเผย ทา ํ ตว ั เขา ้ใจง ่ าย วางตว ั สบายๆ ไม ่ ย ุ ่ งยาก (โดยมาก) ศพ ั ท ์ บาล ี ก ็ เช ่ นเด ี ยวกน ั ศพ ั ท ์ใดท ี่ทา ํ ตวให้สําเร็จ ได้ ั ง ่ ายๆ ไม ่ ย ุ ่ งยากส ั บสน ส ั งเกตว ิ ภต ั ต ิ ท ี่ประกอบไดง ้่ ายท ่ านก ็ จด ั ศพ ั ท ์ น ้ ั น เป็ น ปุงลิงค์
๒. อิตถีลิงค์ ผห ู ้ ญ ิ งเป็ นเพศชอบทา ํ ตว ัปกปิ ด ไม ่ เปิ ดเผย วางตัว และ ก ิ ร ิ ยาท ่ าทางเร ี ยบร ้ อย (โดยมาก) บางท ี ทา ํ ตว ั เขา ้ใจยากส ั บสน ไม ่เหมือน ผช ู ้ าย เพราะผช ู ้ าย ยอ ่ มสามารถน ุ ่ งเพ ี ยงกางเกงตว ั เด ี ยวเด ิ นไปในที่ไหนๆ ได ้ แต ่ เพศหญ ิ ง ย ่ อมไม ่ สามารถน ุ ่ งเพ ี ยงกางเกงไปในท ี่ใดๆ ไดเ ้ป็ นแน ่ ดง ั น ้ ั น ศพ ั ท ์ บาล ี ก ็ เช ่ นเด ี ยวกน ั ศพ ั ท ์ไหนทา ํ ตว ัให ้ส ํ าเร็จได้ยากสับสน สง ั เกตวภ ิ ต ั ต ิไดย ้ ากวา ่ เป็ นวภ ิ ต ั ต ิใดกน ั แน ่ เช ่ น กญฺญาย เป็ นไดท ้ ้ ง ั หมด ๕ วภ ิ ต ั ต ิ ท ่ านกจ ็ ด ั เป็ น อ ิ ตถ ี ล ิ งค ์
๓. นป ุ งสกลง ิ ค ์ คนท ี่เป็ นชายแทก ้ไ็ ม ่ใช ่ จะทา ํ ตว ั เป็ นผห ู ้ ญ ิ งก ็ไม ่ เช ิ ง เป็ นบ ุ คล ท ี่ชอบทา ํ ตว ั บางท ี ก ็ ง ่ าย บางท ี ก ็ ยากแก ่ การเขา ้ใจ ส ั งเกตไดย ้ ากกว ่ า ผ ู ช ้ ายผ ู ห ้ ญ ิ ง ศพ ั ท ์ บาล ี ก ็ เช ่ นเด ี ยวกน ั ศพ ั ท ์ไหนทา ํ ตว ัให ้ส ํ าเร ็ จได ้ ง ่ ายก ็ ไม ่ใช ่ สา ํ เร ็ จไดย ้ ากกไ็ ม ่ใช ่ ท ่ านจ ึ งจด ั เป็ น นป ุ งสกล ิ งค ์
ลิงค์ ๒ ประเภท ได้แก่ ๑. ลิงค์โดยก าเนิด หมายถ ึ งศพ ั ทน ์ ้ น ั ๆ ม ี คา ํ แปลหร ื อความหมายท ี่บ ่ งบอกทา ํ ใหท ้ ราบวา ่ เป็ นเพศอะไรกจ ็ ด ั เป็ นล ิ งคต ์ ามเพศน ้ น ั ๆ เช ่ น ป ุ ร ิ ส บ ุ ร ุ ษ บ ่ ง บอกให ้ ทราบว ่ า เพศชายก ็ จด ั เป็ น ป ุ งล ิ งค ์ กญฺญา นางสาวน ้ อย บ ่ งบอก ให ้ ทราบว ่ า เพศหญ ิ ง จด ั เป็ น อ ิ ตถ ี ล ิ งค ์ วตฺถ ุ ส ิ่งของ ไม ่ บ ่ งบอกเพศชาย หญิง จัดเป็ น นปุงสกลิงค์ ๒. ลิงค์โดยสมมติ หมายถ ึ ง ศพ ั ท ์ น ้ ั น แมจ ้ ะม ี คา ํ แปลหร ื อม ี ความหมายบ ่ ง บอกเพศอย ู ่ แล ้ ว ก ็ไม ่ จด ั ล ิ งค ์ ตามคา ํ แปลหร ื อความหมายท ี่บ ่ งบอกน ้ ั น สมมติเป็ นลิงค์อื่นแทน รุกฺข (ต้นไม้) ปพฺพต (ภูเขา) ทิวส (วันที่)
ลิงค์ (ต่อ) เช ่ น ทาร แปลว ่ า ภรรยา ม ี ความหมายบ ่ งบอกให ้ ทราบว ่ าเป็ นหญ ิ ง แทนท ี่ท ่ านจะจ ั ดเป็ นอ ิ ตถ ี ล ิ งค ์ ท ่ านก ็ สมมต ิให ้ เป็ นป ุ งล ิงค์ เพราะมี ร ู ปแบบการแจกและทา ํ ตว ัใหส้ า ํ เร ็ จร ู ปง ่ ายเหม ื อนป ุ งล ิ งค ์ ภ ู ม ิ แปลว ่ า แผ ่ นด ิ น ม ี ความหมายท ี่ไม ่ บ ่ งบอกให ้ ทราบว ่ าเพศชาย หญ ิ ง แทนท ี่ท ่ านจะจ ั ดเป็ น นป ุ งสกล ิ งค ์ ท ่ านก ็ สมมต ิให ้ เป็นอิตถีลิงค์ เพราะศพ ั ท ์ ว ่ า ภ ู ม ิ น ้ ี ม ี การทา ํ ตว ัให ้ส ํ าเร ็ จร ู ปไดย ้ ากเหม ือนศัพท์ในอิตถี ลิงค์