สหวิทยาการในกลอนบทละครเรอ่ื งรามเกียรติ์ ตอนนารายณป ราบนนทก
กรรณกิ าร มาตรมูล
การศึกษาคน ควาดว ยตนเองเสนอเปน สว นหน่ึงของการศึกษา
หลกั สตู รปริญญาศิลปศาสตรมหาบณั ฑิต
สาขาวิชาภาษาไทย
กนั ยายน 2556
ลิขสิทธเิ์ ปน ของมหาวทิ ยาลัยพะเยา
อาจารยท่ีปรึกษาและคณบดีคณะศิลปศาสตรไดพิจารณาการศึกษาคนควาดวย
ตนเอง เร่ือง “สหวิทยาการในกลอนบทละครเร่ืองรามเกียรต์ิ ตอนนารายณปราบนนทก”
เห็นสมควรรับเปนสวนหน่ึงของการศึกษาตามหลักสูตรปริญญาศิลปศาสตรมหาบัณฑิต
สาขาวิชาภาษาไทย ของมหาวทิ ยาลยั พะเยา
…….…….…….……………………………………..
(ดร.วรวรรธน ศรียาภยั )
อาจารยท ป่ี รึกษา
……..……………………………………………...
(รองศาสตราจารยพ นู พงษ งามเกษม)
คณบดีคณะศิลปศาสตร
กันยายน2556
กิตตกิ รรมประกาศ
การศึกษาคนควาดวยตนเองฉบับนี้ สําเร็จลุลวงไดดวยความกรุณาและความ
อนเุ คราะหจากผูม พี ระคณุ หลายทา น ผวู จิ ัยรูส กึ ซาบซ้งึ เปนอยา งยง่ิ จงึ ขอขอบพระคุณไว ณ ทนี่ ่ี
ขอขอบพระคุณ อาจารย ดร.วรวรรธน ศรียาภยั อาจารยท ีป่ รกึ ษาท่ีไดใ หความกรุณา
แนะนาํ แนวทางมาตง้ั แตตน ซง่ึ ไดก รุณาใหความรแู ละขอ คดิ เหน็ ตางๆ ท้ังทางตรงและทางออม
แกผูวิจัย ตลอดจนนําทางไปสืบคนขอมูลจากแหลงเรียนรูตามมหาวิทยาลัยชั้นนําตางๆ ใน
ประเทศ ใหค าํ ปรึกษา ใหย มื ตาํ รา และสละเวลาตรวจแกไขขอบกพรอ ง ดวยความเอาใจใสเปน
อยางดียิง่
ขอขอบพระคุณคณาจารยหลักสูตรศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาภาษาไทย
คณะศิลปศาสตร มหาวทิ ยาลยั พะเยา ทีไ่ ดใ หค วามรู ความชวยเหลือ ใหค าํ แนะนํามาโดยตลอด
ขอขอบพระคุณเจาของเอกสารและงานวิจัยท่ีเก่ียวของทุกทานท่ีไดใหความรู และ
แนวคิดตอ การศกึ ษาคน ควาในครั้งน้ี
ขอกราบขอบพระคุณ คณุ พอ และคณุ แม ผูใ หช ีวติ ความรัก และใหส่ิงท่ีดีงามแกชีวิต
ผูวจิ ยั อันสงผลใหส ามารถประสบความสาํ เร็จในดานการศกึ ษาและหนาที่การงานไดอยางเต็ม
ภาคภมู ิตราบทกุ วนั นี้
ขอขอบคณุ เพือ่ นรว มงาน เพื่อนรวมสถาบัน ทงั้ รุนพร่ี นุ นองทใ่ี หกาํ ลงั ใจดวยนาํ้ ใจอันดี
ตลอดมา
ขอขอบคุณ คุณอภิชาติ มาตรมูล ผูเปนคูชีวิต และขอบใจลูกอานุภาพ มาตรมูล
ลูกอนภุ าค มาตรมูล ลกู อวกาศ มาตรมลู และญาตพิ น่ี องลกู หลานทกุ คนที่ใหก ําลงั ใจ สนบั สนุน
ใหความชว ยเหลือทกุ ๆ ดา นแกผูว จิ ัยจนทาํ ใหการศึกษาคนควาในครั้งน้ีประสบผลสําเร็จลุลวง
ดวยดี
คณุ คาและประโยชนอนั พึงมขี องการศึกษาคนควาดวยตนเองเลมน้ี ผูวิจัยขอมอบแด
บิดา มารดา ปู ยา ตา ยาย ตลอดจนครูอาจารยทุกทานที่ไดอบรมส่ังสอน และประสาธน
วทิ ยาการใหแ กผูศกึ ษาคนควา
กรรณิการ มาตรมลู
ชือ่ เร่ือง สหวทิ ยาการในกลอนบทละครเร่อื งรามเกียรต์ิ ตอนนารายณ
ปราบนนทก
ช่อื ผศู ึกษาคนควา กรรณิการ มาตรมูล
ที่ปรึกษา ดร.วรวรรธน ศรียาภยั
ประเภทสารนพิ นธ การศึกษาคนควาดวยตนเอง ศศ.ม. สาขาวชิ าภาษาไทย,
มหาวิทยาลยั พะเยา, 2556
คําสาํ คัญ สหวทิ ยาการ, รามเกียรติ์, กลอนบทละคร
บทคัดยอ
การวิจัยนี้มีจุดมุงหมายเพ่ือศึกษาวิเคราะหสหวิทยาการในกลอนบทละครเรื่อง
รามเกียรต์ิ ตอนนารายณป ราบนนทก ในดาน สนุ ทรียศาสตร สังคมศาสตร และภาษาศาสตร
ขอมูลท่ีใชในการวิเคราะหเปนกลอนบทละครเรื่องรามเกียรติ์.ตอนนารายณปราบนนทก
ฉบบั พระราชนพิ นธในพระบาทสมเดจ็ พระพทุ ธยอดฟา จฬุ าโลกมหาราช
ผลการวจิ ัยปรากฏ ดงั นี้
1. ดา นสนุ ทรียศาสตร พบวิธีการสรางสุนทรียศาสตร 4 ดาน ไดแก รสวรรณคดี
โวหารภาพพจน ศิลปะการใชค ําและการสรางสรรคเนอื้ เร่อื ง โดยรสวรรณคดสี นั สกฤต มี 8 รส
รสวรรณคดไี ทย มี 4 รส สาํ หรบั โวหารภาพพจน มี 4 ลกั ษณะ สว นศิลปะการใชคาํ มีการใชคํา
คําไวพจน และคาํ ซา้ํ และการสรา งสรรคเน้ือเร่ืองมีการใชฉันทลักษณและการสรางแกนเร่ือง
โครงเรือ่ ง ตัวละคร บทสนทนา และฉาก
2..ดานสังคมศาสตร.ไดสะทอนใหเห็นสภาพสังคมทั้ง.4.สาขา.ไดแก.คติธรรม
เนติธรรม วตั ถธุ รรม และสหธรรม
3. ดานภาษาศาสตร พบการสรางคําตามทางภาษา มีการสรางประโยค 8 ชนิด
และมีกลไกทางสัมพันธสารดานการเชื่อมโยง.ไดแก.การอางถึง.การละ.การใชคําศัพท
และ การใชคําเชื่อม
โดยสรุปกลอนบทละครเร่ืองรามเกียรติ์ ตอนนารายณปราบนนทก เปนวรรณคดีท่ี
รวบรวมเอาศาสตรสาขาตางๆ ทั้งสนุ ทรยี ศาสตร สงั คมศาสตร และภาษาศาสตรเขาไวดวยกัน
อยางสมดุล ทาํ ใหว รรณคดมี ีคุณคาควรแกก ารศกึ ษา
Title MULTIDISCIPLINARY OF RAMAYANA DRAMA VERSE IN NARAI
PRAAP NONTHOK EPISODE
Author Kunnika Matmool
Advisor Dr.Warawat Sriyabhaya
Academic Paper Independent Study Master of Arts in Thai, University of Phayao,
2013
Keywords Multidisciplinary, Ramayana, Verse drama
ABSTRACT
The objective of this research were to study and analyze about multidisciplinary
from Narai Praap Nonthok episode of Ramayana drama verse which were aesthetics, social
science and linguistic domain. Data used for the analysis were collected from Narai Praap
Nonthok episode written by King Rama I.
The study found that
1) The Ramayana drama verse in Narai Praap Nonthok episode had full 4
dimensions of aesthetic which consisted of rasa, figure of speech, art of words using and
content organizing
2) It revealed that there were 4 main points in social that were moral, dharma
of law, dharma of material and
3) There were 3 types of formation in linguistic domain which were words
formation, sentences formation and discourses formation.
In conclusion, the Narai Praab Nonthok episode of Ramayana verse drama is a
literature that balancing between aesthetic, social science and linguistic perfectly which
makes the literature valuable for study.
สารบญั
บทที่ หนา
1 บทนาํ ……………………………………………………………………………………………………………..… 1
ความเปนมาและความสําคัญของปญหา…………………………………………….……… 1
วัตถปุ ระสงคข องการวิจัย…………………………………………………………………………… 4
ขอบเขตของการวจิ ัย…………………………………………………………………………………… 5
นิยามศพั ทเ ฉพาะ………………………………………………………………………………………… 5
ประโยชนทจี่ ะไดร ับจากการวจิ ัย…………………………………………………………………. 6
2 เอกสารและงานวจิ ยั ท่ีเกี่ยวของ…………………………………………………………………… 7
เอกสารท่เี กยี่ วขอ งกบั สหวิทยาการ……………………………………………………………. 7
องคความรูเกี่ยวกับสหวิทยาการ………………………………………………………… 7
องคค วามรเู กยี่ วกับสนุ ทรียศาสตร… …………………………………………………… 10
องคความรูเกี่ยวกบั สงั คมศาสตร… ……………………………………………………... 23
องคความรเู ก่ียวกบั ภาษาศาสตร… ……………………………………………………… 25
เรอ่ื งยอ ………………………………………………………………………………………………… 31
งานวจิ ัยท่ีเกีย่ วขอ ง……………………………………………………………………………………..
งานวิจยั ที่เกีย่ วของวรรณคดแี ละวรรณกรรมทว่ั ไป……………………………. 32
งานวจิ ยั ทเี่ กย่ี วขอ งกบั วรรณคดีเรือ่ งรามเกยี รต…ิ์ ……………………………….. 32
34
3 วธิ ีดําเนนิ การวิจยั …………………………………………………………………………………………… 37
ประชากรและกลมุ ตวั อยา ง…………………………………………………………………….……
เคร่ืองมือเกบ็ ขอมลู …………………………………………………………………………………….. 37
38
สารบญั (ตอ )
บทท่ี หนา
ตารางเก็บขอ มลู ……………………………………………………………………………………….… 39
การเกบ็ รวบรวมขอมูล…………………………………………………………………………………. 48
การวิเคราะหข อ มูล………………………………………………………………………………………. 48
สรปุ ผล อภิปรายผล และขอ เสนอแนะ………………………………………………………… 48
4 สหวิทยาการในกลอนบทละครเรอื่ งรามเกยี รต์ิ ตอนนารายณป ราบนนทก... 49
การวิเคราะหส นุ ทรยี ศาสตร… ………………………………………………………………………. 49
รสวรรณคดี........................................................................................ 54
โวหารภาพพจน................................................................................... 58
ศลิ ปะการใชคาํ .................................................................................... 61
การสรา งสรรคเ นื้อเรอื่ ง....................................................................... 67
การวเิ คราะหส ังคมศาสตร… ………………………………………………………………………… 78
คตธิ รรม.............................................................................................. 79
เนตธิ รรม............................................................................................ 81
วัตถุธรรม............................................................................................ 82
สหธรรม.............................................................................................. 84
การวเิ คราะหภาษาศาสตร… ………………………………………………………………………… 85
การสรา งคาํ ........................................................................................ 85
ประโยค.............................................................................................. 94
สัมพันธสาร…………………………………………………………………………………………… 99
5 สรุปผล อภปิ รายผล และขอเสนอแนะ...................................................... 110
สรปุ ผล…………………………………………………………………………………………………………. 110
อภิปรายผล………………………………………………………………………………………………….. 111
ขอ เสนอแนะ…………………………………………………………………………………………………. 113
สารบัญ (ตอ)
บรรณานกุ รม……………………………………………………………………………………………………………… 114
ภาคผนวก…………………………………………………………………………………………………………………… 120
กลอนบทละครเรอ่ื งรามเกยี รติ์ ตอนนารายณป ราบนนทก…………….………………. 121
ประวตั ิผศู กึ ษาคน ควา ……………………………………………………………………………………….………. 128
สารบญั ตาราง
ตาราง หนา
1 ตารางเก็บขอ มูลรสวรรณคดีสนั สกฤต…………………………………………………………… 39
2 ตารางเกบ็ ขอ มูลรสวรรณคดไี ทย.................................................................. 40
3 ตารางเกบ็ ขอมูลโวหารภาพพจน. .................................................................. 41
4 ตารางเก็บขอมูลศิลปะการใชคาํ .................................................................... 43
5 ตารางเกบ็ ขอมูลวัฒนธรรม........................................................................... 44
6 ตารางเกบ็ ขอ มูลการสรา งคํา........................................................................ 45
7 ตารางเกบ็ ขอมูลประโยค.............................................................................. 46
8 ตารางเก็บขอ มูลสมั พนั ธสาร......................................................................... 47
บทท่ี 1
บทนํา
ความเปนมาและความสาํ คัญของปญหา
วรรณคดีเปนมรดกอันล้ําคาของชาติที่สะทอนใหเห็นถึงประวัติศาสตรความเปนมา
สภาพสังคมตลอดจนขนบธรรมเนียมประเพณีตางๆ และยังมีประโยชนตอผูอานทั้งในดาน
ความรแู ละความเพลดิ เพลินสนุกสนานแกผอู า น วรรณคดีเปนศิลปะแขนงหนง่ึ เกิดขึ้นจากความ
ตองการที่จะถายทอดอารมณและความรูสึกของผูประพันธไปสูผูอานโดยใชภาษาเปนสื่อบท
ประพันธจะงดงามและดเี ดน เพียงใดนน้ั ขน้ึ อยกู บั ความสามารถของผูประพนั ธท่ีจะสรรหากลวิธี
ในการแสดงออกและเลอื กใชภาษาท่ีมีพลงั ในการสอื่ ความหมายตามท่ตี อ งการ
ดว ยเหตทุ ว่ี รรณคดีและวรรณกรรมเปนแหลง รวมของสหวิทยาการหลากหลายแขนง
ดงั น้ันในขณะท่เี ราอา นและศึกษานั้น หากไมม งุ เพยี งแตเ สพรสของงานประพนั ธเ พียงอยางเดียว
หากเราวิเคราะหคนหาลักษณะของศาสตรตางๆ ที่ปรากฏในวรรณคดีและวรรณกรรมน้ัน
จะทําใหวรรณคดีและวรรณกรรมมิไดเปนเครื่องสําเริงอารมณเพียงอยางเดียวแตจะชวย
ประเทอื งปญ ญาเชิงสรา งสรรคด วย
ตัวอยางบทวรรณคดีท่ีเปนแหลงรวมของสหวิทยาการแขนงตางๆ เชน บทตัดตอน
วรรณคดีเรือ่ งขุนชางขุนแผน พระราชนิพนธในพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหลานภาลัย (2547,
หนา 324) ความวา
ครน้ั รุงเชา ขึ้นพลันเปนวันดี ทองประศรีจดั เรือกัญญาใหญ
เอาขันหมากลงบรรทุกขลกุ ขลุย ไป หามโหรใี สทายกญั ญา
ขนั หมากเอกเลือกเอาทีร่ ปู สวย นงุ ยกหมผวยจับผิวหนา
กอ็ อกเรือดวยพลันทนั เวลา ครูหนึ่งถงึ ทาศรีประจนั
จึงจอดเรือเขาหนา สะพานใหญ ตาผลวิง่ ไปเอาไมก น้ั
เสียเงินทองใหข ึ้นไปพลัน ขนขันหมากขน้ึ บนบันได
ยายเปาเถา แกอ ยูท่ีบาน กน็ บั พานเงินตราและผาไหว
ครบจํานวนถว นที่สัญญาไว ใหขนเขาไปในเรือนพลัน
แถมพกยกของมาเลีย้ งดู ครน้ั กินอยอู มิ่ ดขี มีขมนั
กก็ ลับเรือมาพรอมหนากัน ถึงพลนั จอดทา พากนั ไป
2
จากตวั อยางขางตนสามารถวิเคราะหศิลปะการใชคํา ดานตางๆ ได ดังน้ี
1. การใชคําสัมผัสสระ หมายถึง คําคลองจองที่มีสระ และตัวสะกดมาตราเดียวกัน
ไดแก ครัน้ – พลนั – วนั , ขัน – บรร, ทุก – ขลุก, พลัน – ทัน, หน่ึง – ถึง, ไป – ไม -ให –ไป –
ใน, ขนั – บัน, เปา – เถา , ตรา – ผา , นวน – ถว น, พก – ยก, ดี – หมี, มา – หนา , ทา – พา
2. การใชค าํ สัมผสั พยัญชนะ หมายถงึ คาํ คลองจองทใี่ ชพ ยัญชนะตนตัวเดียวกัน หรือ
ใชพ ยญั ชนะตนเสยี งเดียวกนั เชน ข ค ฆ หรือ ห ฮ ไดแก ครน้ั – ข้ึน, ญา – ใหญ, ขนั – ขลุก –
ขลยุ , หาม – โห, เอก – เอา, ผวย – ผวิ , ถงึ – ทา , จึง – จอด, ขบ – ขัน – ข้ึน, บน – บัน,
ยาย – อย,ู เถา – ท,ี่ พาน – ผา, ถวน – ท,่ี พาน – ฝา, ขน – เขา , ขมี - ขมัน, ก็ – กลับ –
กนั , พลัน – พา
จากตัวอยางเปน ตัวอยางขา งตน จัดวา เปนวิทยาการในสาขาสุนทรียศาสตร นอกจากนี้
ในตัวอยา งเดิมยังมีวทิ ยาการดานสงั คมศาสตร ซ่งึ แสดงถึงประเพณี การแตงงาน ซง่ึ เปนตอนท่ี
พลายแกวแตงงานกับนางพิม ในตอนเชาของวันแตงงานฝายเจาบาวก็เคลื่อนขบวนขันหมาก
แตงงานไปที่บานเจาสาว จะมีการก้ันประตูขันหมาก เถาแกฝายเจาบาวจะตองใหเงินคาเปด
ประตูแกผูก้ันประตู ขบวนขันหมากจึงจะผานข้ึนไปบนบานเจาสาวได ตอจากน้ันเถาแกฝาย
เจาสาวก็จะตรวจนับเงินทุน และสินสอดฝายเจาบาว เมื่อถูกตองครบถวนตามที่ตกลงกันไว
ฝายเจา สาวก็จะนําไปเกบ็ ไวใ นหองและจัดอาหารมาเลีย้ งดูพวกขบวนขันหมาก
นอกจากน้ีวิทยาการในสาขาภาษาศาสตรก็สามารถพิจารณาไดจากตัวอยางนี้
โดยเฉพาะดานการสรางคํา ซึ่งเปนการเพ่ิมคําในภาษาใหมีใชมากย่ิงข้ึน จากตัวอยางขางตน
พบวามี คาํ ประสม ไดแก วันดี ทองประศรี ขันหมาก ศรีประจัน เถาแก เงินตรา และคําซอน
ไดแ ก รงุ เชา เงนิ ทอง เลีย้ งดู ขลกุ ขลุย ขมีขมนั
วรรณคดีและวรรณกรรมนบั วาเปน มรดกทางภมู ิปญญาของชาติที่บรรพบุรษุ แตละยุค
สมัยสรางสรรคไวแลวสืบตอมาจนถึงปจจุบัน ความสําคัญดังกลาวเปนที่ตระหนักของ
กระทรวงศกึ ษาธกิ ารเปนอยา งดี จงึ กาํ หนดใหหลักสูตรแกนกลางการศึกษาข้ันพื้นฐานของช้ัน
ประถมศึกษาและมัธยมศกึ ษามกี ารเรยี นการสอนเนือ้ หาสาระเก่ยี วกับวรรณคดีและวรรณกรรม
ของไทย แมจ ะไมไดเ รียนและสอนโดยละเอียดตลอดทง้ั เลม แตจ ะตดั ตอนเฉพาะท่ีมีความลึกซึ้ง
และนัยสําคญั
รามเกยี รตพิ์ ระราชนิพนธใ นพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟาจุฬาโลกมหาราช ไดรับ
การยกยอ งวาเปน บทละครเร่อื งรามเกียรติ์ที่สมบูรณที่สุด นอกจากน้ันวรรณคดีเรื่องน้ียังเปน
วรรณคดมี รดกกลา วคือ เปนเรอ่ื งที่มีคณุ คาสงู เปนมรดกของแผนดนิ ท่คี วรไดศ กึ ษากันโดยท่ัวไป
จะเห็นไดวาในหลักฐานการศึกษาในระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษาจะมีการตัดตอน
3
รามเกียรติ์ตอนใดตอนหน่ึงมาใหนักเรียนไดศึกษากันอันเปนเคร่ืองชวยประเทืองปญญาของ
นกั เรียนน่นั เอง
ในหลักสูตรแกนกลางการศกึ ษาข้ันพื้นฐานในระดับช้ันมัธยมศึกษาปที่ 2 ไดคัดเลือก
รามเกียรติ์ตอนนารายณปราบนนทกมาใหนักเรียนไดศึกษากัน จากท่ีผูวิจัยเปนครูผูสอนใน
ระดับชน้ั มธั ยมศึกษาปท ่ี 2 และสอนวรรณคดีเร่ืองรามเกียรติ์ตอนดังกลาวมาเปนเวลาหลายป
ไดส อนซ้ําแลว ซ้ําเลาจนมองเหน็ องคค วามรูในลักษณะสหวิทยาการแอบเรนอยูในบทวรรณคดี
ดังกลาว หากไดศึกษาวจิ ยั ในดานสหวิทยาการใหเ ห็นเปนรูปธรรม จะสามารถนําไปประยุกตใช
ในการเรียนการสอน อันจะชวยเปดโลกทัศนของผูเรียนใหมองเห็นวรรณคดีเปนขุมทรัพยทาง
ปญญาแหลง ใหญท ่ศี ึกษาหาความรูไดไ มรจู บ นอกจากนีอ้ าจเปน เครอ่ื งมอื ยกระดับความสําคัญ
ของวรรณคดีอนั เปนมรดกของชาตใิ หเยาวชนไดเ หน็ ความสาํ คัญไดด ว ย
สหวิทยาการที่ปรากฏอยูในบทละครเร่ืองรามเกียรต์ิตอนนารายณปราบนนทกนี้มี
หลายลักษณะ ดงั เชน บทตดั ตอนบทละครเรอื่ งและตอนดังกลาวตอ ไปน้ี
โฉมเอยโฉมเฉลา เสาวภาคยแ นง นอ ยพิสมัย
เจามาแตส วรรคช ั้นใด นามกรชอื่ ไรนะเทวี
ประสงคสง่ิ ใดจะใครรู ทําไมมาอยูทน่ี ่ี
ขา เหน็ เปน นาปรานี มารศรีจงแจง กิจจา
จากตวั อยา งขา งตน เม่ือพิจารณาในแงสุนทรียศาสตรดานรสวรรณคดี เห็นวาเปนรส
นารีปราโมทย การกลาวแสดงความรักในการพบกันระยะแรกๆ ซง่ึ เปน ตอนท่ี นนทกไดพบเห็น
นางเทพอปั สรรูปรางงดงามหาทเ่ี ปรยี บมไิ ดกเ็ กดิ หลงรัก จึงเดนิ ตรงเขาไปแลวรองเกยี้ วพาราสี
หรืออกี ตวั อยา งหนึง่ ความวา
เม่ือน้นั พระนารายณท รงสวัสด์ิรัศม.ี ..
ใหสบิ เศียรสิบพักตรเ กรียงไกร เหาะเหนิ เดินไดใ นอมั พร
มีมือยส่ี ิบซายขวา ถอื คทาอาวธุ ธนศู ร
กูจะเปน มนษุ ยแ ตสองกร ตามไปราญรอนชีวี
ใหสน้ิ วงศมึงอันศักดา ประจักษแกเ ทวาทุกราศี
วา แลว กวัดแกวงพระแสงตรี ภูมตี ดั เศยี รกระเดน็ ไป
4
จากตัวอยา งเปน ตอนท่ีนนทกราํ ตามนางเทพอัปสร จนกระทั่งมาถึงทานาคามวนหาง
น้วิ เพชรของนนทกก็ช้ไี ปถูกขาของตนเอง นนทกลมลง ทนั ใดนางแปลงก็กลายเปนพระนารายณ
เหยียบอกนนทกไว.นนทกกลาวดูถูกพระนารายณ.พระนารายณจึงกลาววา.“เอาสิเจานนทก
เอง็ วา ชาตินี้เอง็ มเี พยี งสองมอื ทไี่ หนจะสูขา ส่ีมือได เอ็งจงไปเกิดใหม ตอใหมีสิบเศียรสิบพักตร
ยี่สิบมอื เหาะเหนิ เดนิ อากาศได มอี าวธุ ท้ังกระบองและธนู กจู ะไปเกดิ เปนมนุษยม ีสองมอื ตามไป
ฆา มงึ ใหจงได”.ซง่ึ แสดงใหเ หน็ กลวธิ ีการดาํ เนนิ เรื่องทีช่ วนติดตามอนั เปน ชั้นเชงิ ในวิทยาการดาน
การประพันธท จ่ี ดั อยูในสนุ ทรยี ศาสตร
นอกจากนใี้ นดานภาษาศาสตร แสดงใหเหน็ การสรา งคาํ ซง่ึ เปนการเพ่ิมคําในภาษาให
มใี ชมากย่ิงขึ้นโดยเฉพาะการซอนคําหรอื คําซอ น จะชวยใหมีคําใชในการส่ือสารมาย่ิงข้ึน.ไดแก
เกรียงไกร ราญรอน เหาะเหิน ธนศู ร กวดั แกวง
จากการศึกษาเกี่ยวกับรามเกียรต์ิดังที่กลาวมาลวนมุงเนนไปเฉพาะเร่ืองยังไมมี
การศึกษาแบบสหวิทยาการ ซ่ึงเปนการใชความรูในสาขาวิชาตางๆ วิเคราะหใหเห็นใน
หลากหลายแงมมุ ไดอยา งชัดเจน ผวู ิจยั เปนครูผสู อนวิชาภาษาไทยในช้ันมธั ยมศกึ ษาปท่ี 2 ซึง่ ได
สอนกลอนบทละครเรอ่ื งรามเกียรติ์ ตอนนารายณป ราบนนทก มาเปนเวลาไมน อยกวา 5 ป ได
เ ล็ ง เ ห็ น ว าร าม เ กี ย ร ติ์ ใ น ต อ น น้ี ห าก วิ เ ค ร าะห ต าม แ บ บ ส ห วิ ท ย า ก าร แ ล ว จ ะเ ป น ก าร เ ป ด
โลกทรรศนแกผูเรียนใหรูจักคิดวิเคราะหวรรณคดีในหลายแงมุม เกิดความตระหนักและเห็น
ความสําคัญของวรรณคดีไทยมากย่ิงขึ้น ดังน้ันในการวิจัยคร้ังนี้ผูวิจัยจึงไดเลือกใชความรู
สหวิทยาการสาขาสุนทรียศาสตร สังคมศาสตรและภาษาศาสตร ในการวิเคราะหกลอน
บทละครเรอื่ งรามเกียรติ์ ตอนนารายณปราบนนทก
วตั ถุประสงคของการวจิ ัย
เพ่ือศึกษาวิเคราะหสหวิทยาการในกลอนบทละครเร่ืองรามเกียรติ์ ตอนนารายณ
ปราบนนทกใน 3 ประเดน็ ไดแ ก
1. สนุ ทรียศาสตร
2. สงั คมศาสตร
3. ภาษาศาสตร
5
ขอบเขตของการวจิ ัย
1. ขอบเขตดานขอ มลู
การวิจัยครง้ั น้ีเปน การศกึ ษาวิเคราะหเฉพาะกลอนบทละคร เร่ืองรามเกียรติ์ ตอน
นารายณปราบนนทก รายวิชา ท22101 ภาษาไทย ชนั้ มัธยมศึกษาปท ่ี 2 ตามหลกั สตู รแกนกลาง
การศกึ ษาขน้ั พ้นื ฐาน พุทธศักราช 2551
2. ขอบเขตดานเนอ้ื หา
การวิจัยคร้ังน้ีเปนการวิเคราะหสหวิทยาการเร่ืองรามเกียรต์ิ ในกลอนบทละคร
ตอนนารายณป ราบนนทก โดยจะดาํ เนนิ การศึกษาวิเคราะหเกย่ี วกบั ศาสตรใน 3 สาขา ตอไปนี้
2.1 สนุ ทรยี ศาสตรวเิ คราะห 4 ดา น ดงั นี้
2.1.1 รสวรรณคดี วิเคราะห 2 แนวคิด ไดแก รสวรรณคดีสันสกฤต และ
รสวรรณคดไี ทย
2.2.2 โวหารภาพพจน วเิ คราะห 19 ชนิด ไดแ ก อปุ มา อปุ ลักษณ สญั ลกั ษณ
บุคคลวัตหรือบุคลาธิษฐาน สมมุติภาวะ อติพจนหรืออธิพจน อวพจน อุปนิเษท นามนัย
สัมพจนยั อุปมานทิ ัศน การอางถงึ การแฝงนยั ปฏพิ จนห รอื วภิ าษ ปฏิทรรศนหรือ อรรถวิภาษ
แนวเทยี บ สัทพจน ปฏิปจุ ฉา และอาวัตพากย
2.2.3.ศิลปะการใชคําวิเคราะห.3.ดาน.ไดแก.คําสัมผัส.คําไวพจน.และ
การซาํ้ คาํ
2.2.4 การสรางสรรคเ นื้อเรื่อง วิเคราะห 6 ดาน ไดแก ฉันทลักษณ แกนเรื่อง
โครงเรอื่ ง ตวั ละคร บทสนทนา และฉาก
2.2 สังคมศาสตร วิเคราะหในแงวัฒนธรรม 4 ดาน ไดแก คติธรรม เนติธรรม
วัตถุธรรม และสหธรรม
2.3 ภาษาศาสตร วเิ คราะห 3 ดาน ไดแ ก การสรา งคาํ ประโยค และสมั พนั ธสาร
นยิ ามศัพทเ ฉพาะ
1. สหวิทยาการ หมายถึง ความรูในสาขา สุนทรียศาสตร สังคมศาสตร และภาษา-
ศาสตร
2. กลอนบทละคร เรื่องรามเกียรติ์ ตอนนารายณปราบนนทก หมายถึงวรรณคดีใน
รายวชิ า ท22101 ภาษาไทย ชั้นมัธยมศึกษาปที่ 2 ตามหลกั สตู รแกนกลางการศึกษาข้ันพ้ืนฐาน
พทุ ธศักราช 2551 พระราชนิพนธในพระบาทสมเดจ็ พระพทุ ธยอดฟา จุฬาโลกมหาราช
6
ประโยชนท ่ีจะไดร ับจากการวิจยั
1. ทาํ ใหรแู ละเขา ใจเก่ยี วกับสหวิทยาการดานสุนทรียศาสตร ดานสังคมศาสตร และ
ดานภาษาศาสตร ในกลอนบทละครเรือ่ งรามเกียรต์ิ ตอนนารายณปราบนนทก
2. ไดแนวทางที่จะศึกษาสหวิทยาการในกลอนบทละครเร่ืองรามเกียรต์ิ พระราช-
นิพนธในพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟา จฬุ าโลกมหาราชฉบับเต็ม
3. สามารถใชผลการวิจัยคร้ังน้ีไปใชประกอบการเรียนการสอนในวิชาภาษาไทย
ทกุ ระดับชัน้
7
บทที่ 2
เอกสารและงานวจิ ยั ท่ีเก่ยี วของ
ในการวิจัยเร่ือง.“สหวิทยาการในกลอนบทละครเรื่องรามเกียรติ์ ตอนนารายณ
ปราบนนทก”.ครง้ั น้ีผวู ิจัยไดรวบรวมและศึกษาเอกสารและงานวิจัยท่ีเกี่ยวของเพื่อเปนความรู
พ้ืนฐานสําหรับการดําเนินการศึกษาวิเคราะหแปลความ ตีความตอไปโดยไดจําแนกเอกสาร
และงานวิจยั ทเี่ ก่ยี วของออกเปน 2 หวั ขอหลัก ดังนี้
1. เอกสารทเี่ ก่ยี วขอ งกบั สหวิทยาการ
1.1 องคความรูเกยี่ วกบั สหวิทยาการ
1.2 องคค วามรเู ก่ยี วกับสุนทรยี ศาสตร
1.3 องคค วามรูเ กยี่ วกับสังคมศาสตร
1.4 องคค วามรเู ก่ยี วกบั ภาษาศาสตร
1.5 เรอ่ื งยอ กลอนบทละครเรอ่ื งรามเกยี รต์ิ ตอนนารายณป ราบนนทก
2. งานวิจยั ท่ีเก่ียวของ
2.1 งานวจิ ยั ท่เี กี่ยวขอ งวรรณคดแี ละวรรณกรรมทว่ั ไป
2.2 งานวิจยั ท่เี กี่ยวขอ งกบั วรรณคดีเรื่องรามเกียรต์ิ
เอกสารทเ่ี กี่ยวขอ งกับสหวิทยาการ
การศึกษาเอกสารที่เกี่ยวของกับสหวิทยาการอันที่จะเปนประโยชนกับการวิจัยใน
ครั้งนี้ ผูวิจัยไดศึกษาคนควาองคความรูเก่ียวกับสหวิทยาการ สุนทรียศาสตร สังคมศาสตร
และภาษาศาสตร ดังน้ี
1. องคค วามรูเกยี่ วกับสหวทิ ยาการ
การศึกษาองคความรูเก่ียวกับสหวิทยาการ ไดจําแนกไว 2 ประเด็น ไดแก
ความหมายของสหวทิ ยาการ และประเภทของสหวทิ ยาการ ดังน้ี
1.1 ความหมายของสหวทิ ยาการ
พจนานุกรมฉบับราชบณั ฑิตยสถาน พ.ศ. 2542 (2546, หนา 1075) อธิบาย
วา สห หมายถึง ดว ยกัน, พรอม, รวม, รวมกัน สวน วทิ ยาการ หมายถึง ความรแู ขนงตางๆ
8
วิทยาลัยทองสุข (2554, ส่ือออนไลน) อธิบายวา สหวิทยาการ คือ การใช
ความรูมากกวาหนึ่งสาขารวมกันเพื่อพิจารณาวิเคราะหหรือแกป ญหาทางวิชาการหรือ
การปฏิบัติ
หนวยศึกษานิเทศก กรมสามัญศึกษา (2543, หนา 23) อธิบายวา
สหวิทยาการ มีความหมายตรงกับคําวา “Interdisciplinary” คําวา “inter-” เปนคํานําหนา
แปลวา ระหวา งกันและกัน คําวา “Discipline” ในวชิ าสังคมศาสตร แปลวา ระเบียบวชิ า
สําลี รักสุทธิ และคณะ (2544, หนา 40) ไดรวบรวมแนวความคิดของ
นักการศกึ ษาหลายทาน สรปุ ไวว า สหวทิ ยาการ หรอื การบรู ณาการระหวา งวิชา คือการเรียนรู
แบบองครวมนําเอาความรูหรือศาสตรสาขาตางๆ ท่ีมีความสัมพันธกันมาผสมผสานกัน
เพ่ือประโยชนใ นการดาํ เนนิ ทางการศกึ ษา การเรียนรูแบบน้จี ะทําใหคนมีความรูหลายๆ อยา งไป
พรอ มๆ กนั
เรวัตร แมนผล (2547, หนา 20) กลาววา สหวิทยาการ หรือท่ีเรียกวา
การบรู ณาการระหวางวิชา คือ การรวบรวมเอาความรูในสาขาตางๆ มารวมกันภายใตหัวขอ
เรอ่ื ง หรอื Theme เดียวกนั เปนการเรียนรูจากประสบการณท่ีครอบคลุมลุมลึก โดยใชทักษะ
ความรูความเขาใจในมวลความรูตางๆ มากกวา 1 วิชาข้ึนไป เพ่ือการแกปญหาและแสวงหา
ความรคู วามเขาใจ แนวคดิ ในเร่ืองใดเรอ่ื งหน่งึ ที่ตอ งการ
กลา วโดยสรุป สหวิทยาการ หมายถึง การนําความรูจากศาสตรหลากหลาย
สาขาวิชามาวิเคราะหงานทางวิชาการหรือการปฏิบัติงานใหเห็นหลายแงหลายมุมไดอยาง
ชดั เจน กอ ใหเ กิดการตอยอดองคค วามรเู ดมิ และเกิดแนวคิดใหม ซ่ึงในการศึกษาครั้งน้ีผูวิจัยได
เลือกใชความรูสาขาสุนทรียศาสตร.สังคมศาสตร.และภาษาศาสตร.ในการวิเคราะห
กลอนบทละครเรือ่ งรามเกียรต์ิ ตอนนารายณป ราบนนทก
1.2 ประเภทของสหวทิ ยาการ
วัฒนาพร ระงับทุกข (2542, หนา 47) ไดจําแนกประเภทของสหวิทยาการ
หรอื การบูรณาการระหวางวชิ าทส่ี ามารถทําไดมี 2 ประเภท ดงั นี้
1.2.1 แบบสหวิทยาการ (Interdisciplinary) ทําไดโดยกําหนดหัวขอขึ้นมาแลว
นําความรูจากวิชาตางๆ มาเช่ือมโยงใหสัมพันธกับเร่ืองนั้น บางครั้งเรียกบูรณาการแบบน้ีวา
สหวิทยาการแบบมีหัวขอ หรือสหวิทยาการแบบเนนการประยุกตใช
1.2.2 แบบพหวุ ทิ ยาการ (Multidisciplinary) เปน การนาํ เร่ืองทีต่ อ งการบูรณา-
การไปสอดแทรกในวิชาตาง ๆ บางครั้งเรียกการบรู ณาการแบบเนนเน้ือหา
9
อรทัย มูลคําและคณะ (2542, หนา 13) ไดกลาวถึงประเภทของสหวิทยาการ
หลักสูตรและการเรียนการสอนไว 2 ประเภท คือ แบบสหวิทยาการ (Interdisciplinary) ไดแก
การสรางหัวเรือ่ ง (Topic) ขนึ้ มาแลว นําความรจู ากวิชาตางๆ มาเชื่อมโยงใหสัมพันธกับหัวเร่ือง
น้ัน ซง่ึ บางครัง้ กอ็ าจจะเรียกวธิ ีบรู ณาการแบบนว้ี า สหวทิ ยาการแบบมีหวั เรื่องหรอื การบรู ณา-
การทเี่ นนการนําใชไปใชเปนหลัก และแบบพหุวิทยาการ (Multidisciplinary) ไดแก การนําเนื้อ
เร่ืองท่ีตองการจะจัดใหเกิดบูรณาการไปสอดแทรกไวในวิชาตางๆ ซึ่งบางครั้งเราอาจเรียก
วธิ กี ารบรู ณาการแบบนว้ี าการบรู ณาการทีเ่ นนเน้อื หารายวชิ าเปน หลัก
กิตติ รัตนราษี (2550, หนาท่ี 9) ไดจ าํ แนกสหวิทยาการในการบรู ณาการตาม
กลุมสาระการเรียนรูไว 2 ประเภท คือสหวิทยาการบูรณาการภายในกลุมสาระการเรียนรู คือ
การเช่ือมโยงเนื้อหาสาระในกลุม ประสบการณหรือกลุมวิชาเดียวกันเขา ดวยกันใหเปน
หวั ขอ เรอ่ื ง (Theme) หรอื หนวยการเรียนรู (Learning Unit) และสหวทิ ยาการบรู ณาการระหวา ง
กลุม สาระการเรยี นรู คือ การเชื่อมโยงเน้ือหาสาระจากหลายกลุมประสบการณหรือหลายกลุม
วชิ าเขา ดวยกนั ใหเปนหัวขอ เรือ่ ง (Theme) หรือหนว ยการเรียนรู (Learning Unit)
กระทรวงศึกษาธกิ าร (2544, หนา 10) กลาวถึงรปู แบบของสหวิทยาการหรือ
การบูรณาการระหวางวิชาวามี.4.ลักษณะ.คือ.การบูรณาการแบบสอดแทรก.(Infusion)
เปน การจัดการเรียนรูโดยครูผสู อน วชิ าใดวิชาหน่ึงไดนําเน้ือหาของวิชาอ่ืนๆ เขามาบูรณาการ
กับวชิ าที่ตนสอน เปน การวางแผนการสอนและสอนโดยครูเพียงคนเดียว การบูรณาการแบบ
คู ข น า น . ( Parallel) .เ ป น ก า ร จั ด ก า ร เ รี ย น รู โ ด ย ค รู ตั้ ง แ ต ส อ ง ค น ข้ึ น ไ ป ส อ น ต า ง วิ ช า กั น
แตวางแผนการสอนดวยกัน.เพื่อรวมองคประกอบของหัวเร่ือง.(Theme).ความคิดรวบยอด
(Concept) หรือปญ หา (Problem) แลว ครูผสู อนแยกสอนในแตละวิชา ช้ินงานท่ีใหนักเรียนขึ้นอยู
กับครูผสู อนในแตล ะวิชา แตทงั้ หมดตอ งสะทอ นถึงหวั เรื่อง ความคดิ รวบยอดหรือปญหาที่ระบุ
ไวรวมกัน การบรู ณาการแบบสหวิทยาการ (Multidisciplinary) ครูผสู อนหลายคน จากหลายวชิ า
มาวางแผนรวมกันเก่ียวกับหัวเร่ือง (Theme) ความคิดรวบยอด (Concept) หรือปญหา
(Problem) ครูแตล ะคนแยกกนั สอนตามรายวชิ า แตม ีการมอบหมายงานหรือโครงงานรวมกันซงึ่
จะเช่ือมโยงสาขาวิชาตา งๆ เขาดว ยกนั และกําหนดวา จะแบง โครงงานน้นั ออกเปน โครงงานยอย
ใหผูเรียนปฏิบัติในแตละรายวิชาตามโครงงานยอยน้ัน และการบูรณาการแบบขามวิชาหรือ
รวมกนั สอนเปน คณะ (Tran disciplinary) วิธีการนี้ ครูผูสอนวิชาตางๆ จะรวมกันสอนเปนคณะ
หรือเปน ทีม มกี ารวางแผน ปรกึ ษาหารอื รว มกนั โดยกาํ หนดหัวเรื่อง (Theme) ความคิดรวบยอด
(Concept) หรอื ปญหา (Problem) รวมกัน แลวสอนเปนคณะโดยผูเรียนกลุมเดียวกันแลวสอน
เปน คณะโดยผูเรยี นกลุม เดียวกนั
10
กลาวโดยสรุป สหวิทยาการหรือการบูรณาการขามรายวิชาจําแนกได
2 ประเภท ไดแ ก แบบสหวิทยาการ ทําไดโดยกําหนดหัวขอข้ึนมาแลวนําความรูจากวิชาตางๆ
มาเชอื่ มโยงใหส มั พนั ธก ับเรอ่ื งน้ัน และแบบพหุวิทยาการ เปนการนําเร่ืองที่ตองการบูรณาการ
ไปสอดแทรกในวิชาตางๆ
2. องคค วามรเู กย่ี วกบั สนุ ทรยี ศาสตร
การศึกษาองคความรูเก่ียวกับสุนทรียศาสตร ไดจําแนกไว 3 ประเด็น ไดแก
ความหมายของสุนทรียศาสตร ประเภทของสุนทรียศาสตร และแนวการศึกษาสุนทรียศาสตร
ดงั นี้
2.1 ความหมายของสนุ ทรียศาสตร
กีรติ บุญเจือ (2522, 263) อธิบายวา สุนทรียศาสตร เปนวิชาวาดวยสิ่งที่
สวยงามหรือไพเราะ โดยคําวา Aesthetics มาจากภาษากรีกวา Aisthetikos คือรูไดดวยผัสสะ
สุนทรยี ธาตุ (Aesthetics Elements) ซึ่งมีอยู 3 อยา งคือ ความงาม (Beauty) ความแปลกหแู ปลก
ตา (Picturesqueness) และความนาท่งึ (Sublimity)
หนังสอื พจนานุกรมศัพทศิลป ฉบับไทย-อังกฤษ (2530, หนา 7) อธิบายวา
สุนทรียศาสตร.Aesthetic.คือวิชาที่วาดวยความนิยมความงามหรือความนิยมในความงาม
เปนอารมณ ความซาบซึ้งในคุณคาของสิ่งงดงาม ไพเราะร่ืนรมย ไมวาจะเปนธรรมชาติหรือ
งานศิลปะ ความรูสึกนเ้ี กดิ ข้ึนดว ยประสบการณ
พระราชวรมนุ ี (ประยูร ธมมฺ จิตโฺ ต) (2540, หนา 16) กลาวถึงสุนทรียศาสตร
วาสุนทรียศาสตร คือสาขาปรัชญาท่ีวาดวยความงามและสิ่งท่ีงาม ทั้งในงานศิลปะและใน
ธรรมชาติ โดยศึกษาประสบการณ คุณคาของความงาม และมาตรการตัดสินใจวาอะไรงาม
หรือไมงาม
สุชาติ.สุทธิ.(2535,.หนา.8).ไดใหความหมายไววา สุนทรียศาสตรมาจาก
ความหมายดง้ั เดิมสมัยกรีกโบราณคือ Aisthenathai ซ่ึงหมายถึงการรับรอู ยา งหนงึ่ และส่ิงทีร่ บั รู
อีกอยางหน่ึง ท้ังสองอยางรวมกันเปนคําเดียวคือ Aithetiko หมายถึง สิ่งท่ีเก่ียวกับความรูสึก
รับรู
ลักษณวตั ปาละรตั น (2553, หนา 4) อธิบายวา สุนทรียศาสตร เปนปรัชญา
แขนงที่ศึกษา.แสวงหาความรูและสังเคราะหเก่ียวกับเรื่องความงามวา.ความงามคืออะไร
ความงามมีลักษณะอยางไร จะวินิจฉัยและตัดสินความงามอยางไร อะไรคือมาตรฐานหรือ
เกณฑใ นเรือ่ งความงาม
11
โดยสรปุ สุนทรียศาสตร หมายถงึ ปรชั ญาสาขาหน่ึง ที่วาดวยความงามและสงิ่
ท่ีงามทั้งในงานศิลปะและในธรรมชาติ
2.2 ประเภทของสนุ ทรียศาสตร
พสิ มยั รัตนวรรณ (มปป., สื่อออนไลน) ไดแบงสุนทรียศาสตรตามความคิด
ออกเปน 2 ประเภท คือ สุนทรียศาสตรท่ีเกิดจากความคิดเริ่มแรก คือ ศิลปะที่ความคิดเปน
ผูสรางโดยตั้งใจหรือไมต้ังใจ ศิลปะประเภทน้ี ไดแก กอนหิน ภูเขา แมน้ํา และส่ิงท่ีไมมีชีวิต
เกดิ จากความคดิ เร่ิมแรกเปนผูสราง ศิลปะประเภทนี้เกิดกอนที่ส่ิงมีชีวิตจะอุบัติ หรืออาจเกิด
กอนสิง่ มีชวี ิตจะอบุ ัติ แตไ มว า จะเกดิ กอนหรือเกิดหลังส่งิ มชี วี ติ สง่ิ เหลาน้กี ็ยงั เปนศิลปะทัง้ หมด
และเกดิ จากความคดิ เปน ผูสรา งขึ้นมา และสุนทรียศาสตรที่เกิดจากความคดิ พน้ื ฐาน คือ ศิลปะ
ที่ความคิดเปนผูคิดและใหสัญชานหรือสัมผัสท้ัง 5 อัน ไดแก ตา หู จมูก ปาก และผิวกาย
เปน ผูทาํ ข้นึ หรือบางครงั้ อาจใชส ิ่งอื่นๆ ที่ไมใชสัญชานหรือสัมผัสทั้ง 5 เปนผูทําขึ้น และทําข้ึน
โดยตง้ั ใจมากกวา ไมตัง้ ใจ
สํานักงานสภาสถาบันราชภัฏ (2546, หนา 5-6) ไดจําแนกสุนทรียศาสตร
ออกเปน 2 ประเภท ไดแก สุนทรียศาสตรเชิงความคิด และเชิงพฤติกรรม สุนทรียศาสตรเชิง
ความคิด เปนความเขาใจในสุนทรียศาสตรหรือการเขาถึงความงามดวยวิธีการคิดเปนเหตุ
และผล แบง ได 2 แนวคดิ ไดแ ก สุนทรียศาสตรเชิงความคิด เเนวตะวันตก ไดสรุปความคิดไว
5 ทัศนะ.คือ.ปรนัยนิยม.(Objectivism).เปนทัศนะท่ีอธิบายวา.ความงามเปนคุณสมบัติของ
วตั ถุ ความงามอาจเกิดจากรูปราง ทรวดทรง สีสนั แบบแผน ลีลาการเคลอื่ นไหว หรือเกิดจาก
ความประสานไพเราะของเสียง วัตถุที่มีความงาม การเคลื่อนไหวที่งดงาม หรือเสียงที่ไพเราะ
ยอมเกิดจากปจจยั คณุ สมบัตภิ ายนอก คือ ตัววัตถุ และอัตนัยนิยม (Subjectivism) เปนทัศนะที่
คิดวา ความงามเปนเร่ืองความรสู กึ อยใู นใจของคน ไมไดข นึ้ อยูก บั วตั ถสุ ิ่งของทเ่ี รามองเห็นหรือ
ส่ิงท่ีเราไดยิน ใจของเราเปนตัวกําหนดวา ส่ิงท่ีเรามองเห็นงามหรือไมงาม เสียงท่ีเราไดยิน
ไพเราะหรือไม ทุกอยางลวนเกิดความคิดในใจ จากความรูสึกภายในทั้งส้ิน สุนทรียศาสตร
เชงิ ความคิดแนวตะวนั ออก เหน็ วาความงามและความไพเราะนั้น จะเกิดข้ึนดวยสวนประกอบ
เพียงสวนเดียวไมได ตองเกิดข้ึนจากองครวมพรอมๆ กัน สวนสุนทรียศาสตรเชิงพฤติกรรม
เปน พฤติกรรมทแี่ สดงออกทางสนุ ทรียภาพ 3 ทาง คือ พฤติกรรมทางภาพลักษณ พฤติกรรม
ท า ง เ สี ย ง . แ ล ะ พ ฤ ติ ก ร ร ม ท า ง ก า ร เ ค ล่ื อ น ไ ห ว . แ บ ง ไ ด . 2 . แ น ว คิ ด . ไ ด แ ก . สุ น ท รี ย ศ า ส ต ร
เชิงพฤตกิ รรมแนวตะวันตก บอ เกดิ ของสนุ ทรยี ศาสตรเชิงพฤติกรรมแนวตะวันตก พัฒนาจาก
การเลียนแบบธรรมชาติ กอนแลวจงึ พัฒนาไปสกู ารสรา งสรรคเพ่ือคริสตศาสนา จนกระทั่งถึง
การแสดงออกทางอารมณแ ละความรูส ึกนึกคิดของศิลปน โดยสว นตัว อยา งทเ่ี ปนอยูในปจจุบัน
12
และสุนทรยี ศาสตรเชงิ พฤติกรรมแนวตะวันออก.ศิลปะตะวนั ออกมีพื้นฐานความเชื่อ.ศรัทธาใน
ศาสนา.เชน.พุทธศาสนา.ศาสนาพราหมณ.ศาสนาอิสลาม.เปนตน.คุณคาทางสุนทรียภาพ
จึงเปนคุณคาความงามที่เกิดจากความคิดและปรัชญา.(Ideal.Beauty).อันมีที่มาจากศาสนา
น่ันเอง ถึงแมจะมีจุดกําเนิดจากธรรมชาติเชนเดียวกับตะวันตกก็ตาม แตผลที่ออกมากลับ
แตกตางกัน ชาวตะวันออกจะเสริมเติมแตงอุดมคติตามความเชื่อของแตละชนชาติไวดวย
เปนสําคญั
พดุงศักดิ์.คชสําโรง.(มปป.,.สื่อออนไลน).ไดแบงสุนทรียศาสตรตามหลัก
ในการตัดสิน ส่งิ ตางๆ ออกเปน 3 กลุมแนวคดิ ไดแ ก กลมุ ทใี่ ชต นเองเปน ตวั ตัดสนิ เรยี กเกณฑ
ตัดสินน้วี า .“จติ พิสยั หรอื อัตวสิ ัย”.(Subjectivism).เปนกลมุ ทเ่ี ช่ือวา .ความร.ู ความจริงและความดี
งามทั้งหลายลวนเปนส่งิ ที่ไมมคี วามจริงในตัวเอง.หากแตเปน เพยี งส่งิ ทีม่ นุษยสรางข้ึนมาเทานั้น
มนุษยแตล ะคนตา งมีมาตรวัดความจรงิ ตางกันออกไปโดยไมข นึ้ อยกู ับใครหรือสิ่งใด เกณฑการ
ตัดสินแบบนี้สามารถทําใหเราเกิดความเชื่อม่ันในตัวเองได.แตหากความรูสึกเช่ือมั่นน้ีมีมาก
จนเกินไปอาจจะสงผลทาํ ใหเ ราเปนผูท ี่เหน็ แกต วั .เอาแตใ จตวั เอง.ไมย อมรบั ฟงความคดิ เหน็ ของ
ผอู ืน่ ซ่ึงจะสง ผลตอไปคอื .ทําใหเ รามโี ลกทัศนท ี่แคบ.และเดยี วดายในโลกกวา งนี้ สวนกลุมทเี่ ชื่อ
วามีหลักเกณฑที่ตายตัวท่ีจะใชตัดสินได.เรียกเกณฑตัดสินน้ีวา.“วัตถุพิสัยหรือปรวิสัย”
(Objectivism).เปนกลมุ ท่ีเชอ่ื วา.มเี กณฑม าตรฐานตายตัวแนน อนในทางศิลปะ.ซึ่งสามารถนําไป
ตดั สนิ ผลงานไดในทุกสมัย.เกณฑมาตรฐานนี้ไมมีการเปลี่ยนแปลงและไมขึ้นอยูกับความรูสึก
ใครหรอื ศิลปน คนไหน กลมุ น้ีมคี วามเช่ืออีกวา สุนทรียธาตุมีอยูจ ริง แมวาเราจะเขาถึงมันไมได
ก็ตาม.แตมนั ก็มีอยจู รงิ .และดวยเหตุผลน้ี.การที่เราตัดสินศลิ ปะออกมาไมเ หมอื นกันก็เพราะเรา
แตละคนไมสามารถเขาถึงสุนทรียธาตุท่ีแทจริงไดหรือตัวจริงมาตรฐานน่ันเอง.การที่เราจะ
เขาถึงเกณฑมาตรฐานน้ีไดนน้ั เราจาํ เปนตอ งฝกพฒั นาจิตใหส มบรู ณจ นสามารถเห็นความงาม
มาตรฐานได.บางคนอาจทําสมาธิ.บางคนอาจฝกฝนทางศิลปะจนชํานาญ.และกลุมที่เช่ือวา
หลัก เก ณฑในก ารตัดสินสุนทรียศาสตรน้ันเปลี่ยนแปลงไปตามสภาวะแวดลอม .เรียกเกณฑ
ตัดสินน้ีวา.“สัมพัทธพิสัย”.(Relativism).เปนกลุมที่มีแนวคิดคลายกับกลุมจิตพิสัย.แตตางกัน
ตรงทก่ี ลุม สมั พทั ธพสิ ัยน้ันมีความเชอ่ื วา กฎเกณฑตัดสินทางสนุ ทรียศาสตรน ัน้ ข้นึ อยกู ับสภาวะ
แวดลอ ม.วัฒนธรรมของแตล ะทอ งถ่นิ .หรอื ข้ึนอยูกับสภาพภูมิประเทศ ตลอดจนดินฟาอากาศ
ของแตละพื้นท่ี โดยไมข้ึนอยูกับตัวผูวิจารณ.เพราะผูวิจารณจะตองวางตัวเปนกลางและตอง
สํานึกอยูในใจเสมอวา.ตนเองเปนเพียงสวนหนึ่งของสังคม.ดังน้ีแลว.เกณฑตัดสินทาง
สุนทรียศาสตรจงึ เปลี่ยนแปลงไปตามสงั คมบา ง ตามสภาพของภูมอิ ากาศ ภมู ปิ ระเทศน้ันๆ บาง
แลวแตสภาวะแวดลอ มจะพาไปนั่นเอง
13
2.3 แนวการศึกษาสนุ ทรยี ศาสตร
แนวการศกึ ษาสุนทรยี ศาสตร ไดก าํ หนดขอบเขตของการศึกษาวิเคราะหไว
4 ดาน ไดแ ก รสวรรณคดี โวหารภาพพจน ศลิ ปะการใชคํา และการสรา งสรรคเน้อื เรือ่ ง ดงั น้ี
2.3.1 รสวรรณคดี ไดแก อารมณห รือภาวะตางๆ ที่ปรากฏในวรรณคดี
เชน อารมณซาบซึ้งในความรัก อารมณสงสาร อารมณแ คน เคือง เปนตน ในท่ีนี้จะกลาวถึง
รสวรรณคดีสนั สกฤตและวรรณคดไี ทย
รสวรรณคดีสันสกฤตนั้น เสาวภา ธานีรัตน (2553, หนา 129-141) ได
กลาวถงึ รสของวรรณคดีสนั สกฤตและวรรณคดบี าลที ั้ง 9 รส คือ ไดแ ก
1. ศฤงคารรส (สงิ คารรส) เปน รสรัก อนั เกดิ จากความยนิ ดี ความพอใจทมี่ ี
ข้ึนแกหนุมสาว โดยอาศัยองคประกอบท่ีเหมาะสม เชน เวลาท่ีพอเหมาะ ดวยถอยทีอัน
ออ นหวาน หยอกเยา เอียงอาย ออดออ น เปนตน
2. หาสยรส (หสั สรส) เปน รสแหงความขบขนั อันทําใหจ ิตใจราเรงิ เบิกบาน
อาการทแ่ี สดงออก คือการแยมยมิ้ จนกระทั่งถงึ หัวเราะ
3. กรุณารส เปนรสที่เกิดความโศกเศรา เพราะประสบในส่ิงท่ีไมพึง
ปรารถนาและการสญู เสยี ส่งิ ทีป่ รารถนา เชน การพลดั พรากจากบคุ คลอันเปน ที่รกั การถกู แชง
ดา ตกทุกขไดย าก ทรัพยสมบตั พิ ินาศฉิบหาย ญาตลิ มหายตายจาก ถูกฆา ถูกจองจํา ประสบ
ความเสื่อม เหลานี้ เปน ตน
4. เราทรรส (รุทธรส) เปน รสแหง ความโกรธแคน ความแข็งขึง เพราะเกิด
จากการพูดใสความ พูดใหเจ็บใจ ดูหมิ่นเหยียดหยาม กลาวอาฆาตจองเวร กลาวหยาบคาย
ไดร บั การกดขี่ขมเหง เบยี ดเบยี น เยย หยัน เหลา นีเ้ ปน ตน
5. วีรรส เปนรสแหงความกลาหาญ หมายถึง ลักษณะแหงความองอาจ
กลา หาญ มีเดชท่ีทาํ ใหศัตรูขยาด มคี วามสงา เปนท่คี รั่นครามของศัตรู มีความมั่นคง เด็ดเด่ียว
แนว แน ผยอง กาํ แหงหาญ และแสดงความมตี ระกูลสงู มขี นบธรรมเนียมประเพณี ที่ดีงามดวย
6. ภยานกรส เปน รสแหงความกลวั มักจะเกิดจากการไดยินเสียงผิดปกติ
เหน็ ภตู ผปี ศ าจ เหน็ สัตวร าย ไปสปู า เปล่ยี ว ไปอยูในเรือนราง เห็นหรือไดยินเรื่องญาติท่ีถูกฆา
หรือถูกตองโทษจองจํา เปนตน อาการที่แสดงออก เชน จังงัง เหง่ือแตก พูดจาละลํ่าละลัก
ขนลกุ ตัวสนั่ เสยี งกระเสา หนา ซีด ลมจับ เหลา น้ี เปน ตน
7. พภี ัตสรส (วภิ จั ฉรส) เปนรสแหง ความเบื่อ ความรงั เกียจ ความเกลียด-
ชงั ขยะแขยงอันเกิดเพราะเลอื ด ของเนาเสีย มีหนอน และกลิ่นเหม็นตางๆ หรือเกิดจากความ
จืดจาง เบื่อหนา ย เหลานี้เปนตน
14
8. อัทภูตรส (อพั ภูตรส) เปนรสแหงความแปลกประหลาดใจ อัศจรรยใจ
พิศวงสงสัย สนเทห เชน การเห็นเทวดา ไดรับส่ิงของที่ปรารถนาอยางไมรูเนื้อรูตัว เห็นสิ่ง
สวยงามทน่ี าทึ่งยงิ่ ดูเขาเลน กล เหลาน้เี ปนตน
9. ศานตรส (สนั ตรส) เปนรสแหง ความสงบ สันติสุข รสแหงความเปนไป
ในการหลุดพน สงบชุมชื่น นับเปนรสท่ีสูงสุด ลักษณะท่ีแสดงออก เชน ความไมมีศรัทธา
ไมแ ยแสตอสิ่งใด ต้งั มน่ั อยูใ นองคแ หงภาวนา ปฏบิ ัติอยูใ นอาศรมแหงธรรมท้ังปวง
สวนรสวรรณคดีไทย.เสาวภา.ธานีรัตน.(2553,.หนา.129-141).สรุป
วรรณคดีไทยไว 4 รส ไดแก
1. เสาวรจนี หมายถงึ รสแหง การชมโฉม ชมความงามสวนใหญ จะเนนถึง
การชมโฉมตวั ละครชายหญิง แตก ารชมความงามของบา นเมอื ง สถานที่ สตั ว และปาเขาลําเนา
ไพรก็ถือวาเปนเสาวรจนีเชนกัน เพราะส่ิงเหลานี้ลวนแตใหความรื่นรมยใจ และมีมากมายใน
วรรณคดไี ทย
2. นารปี ราโมทย หมายถงึ บทในลักษณะเกยี้ วพาราสี โอโลม ตลอดจนถึง
บทอัศจรรย เปนบททีแ่ สดงความรักซ่ึงกันและกันระหวางชายหญิงโดยเฉพาะ บทเขาพระเขา
นางของวรรณคดีไทยโดยเฉพาะบทอัศจรรยนี้ถือวาเปนบทที่แสดงความสามารถของกวี
โดยเฉพาะ
3..พิโรธวาทัง.หมายถึงบทที่รวมอาการที่แสดงออกถึงความไมพอใจ
ตัดพอ ตอวา โกรธแคน พยาบาท เหลาน้ี ซ่งึ เปนอารมณส ะเทือนใจฝายรา ยท้งั ปวง
4. สลั ลาปงคพสิ ยั หมายถงึ บทโศกเศรา รวมถึงบทท่ีแสดงความเศราโศก
ครํ่าครวญ หวนหาอาลัย เหตุเนื่องมาจากความพลัดพรากเปนสวนใหญ เปนบทที่แสดงการ
พรรณนาท่กี อ ใหเ กดิ ความสะเทอื นอารมณแ กผ อู า น
2.3.2 โวหารภาพพจน. เปนกลวิธีทางภาษาที่มุงใหเกิดความรูความเขาใจ
แจมแจง ทั้งความหมายนัยตรงและนัยแฝงเรน เนนใหเกิดทั้งอรรถรสและสุนทรียรสในการ
ส่ือสาร ในทน่ี จ้ี ะกลาวถึงโวหารภาพพจน ไวด งั นี้
สมเกยี รติ รักษมณี (2551, หนา 73-97) ไดสรุปโวหารภาพพจนชนิดตางๆ
จํานวน 19 ชนดิ ดงั นี้
1. อุปมา (simile) หมายถึง การเปรียบเทียบของส่ิงหน่ึงใหเหมือนหรือ
คลา ยกับอกี ส่งิ หน่งึ โดยเพง เลง็ ท่รี ปู สมบัติหรอื ลักษณะสมบัติเปนสําคัญ โดยใชค ําเปรียบเทียบ
ตา งๆ เปนคาํ เชอ่ื ม เชน กล ดัง ดจุ ประดจุ ประหนงึ่ เลห ประเลห เพียง ถนัด ละมาย
แมน เหมอื น เฉก เชน เฉกเชน ราว ราวกับ เปน ตน
15
2. อุปลักษณ (metaphor).หมายถึง การเปรียบเทียบของสิ่งหนึ่งวามี
คุณสมบัติรวมหรือเชนเดียวกับอีกสิ่งหน่ึง ทั้งนี้โดยเพงเล็งที่คุณสมบัติมิใชรูปสมบัติ การใช
โวหารภาพพจนชนดิ น้ีอาจใชคํา เปรยี บ เปน คอื เทา เทากับ หรือไมม คี ําเปรียบก็ได
3. สัญลักษณ (symbol).หมายถึง การนําสภาพหรือลักษณะของสิ่งหน่ึง
ใชแ ทนหรือเปนตวั แทนของอกี สง่ิ หน่งึ ที่ตองการกลา วถงึ
4. บุคคลวัต หรอื บุคลาธษิ ฐาน (personification) หมายถึง การทําส่ิงท่ีมิใช
คนใหม ีความรูสึกนกึ คิดอยา งคน ท้งั นี้เพอ่ื ใหเ กดิ ความรสู กึ ประทับใจ มอี ารมณสะเทือนใจ หรือ
ใหภ าพที่งดงามเปนภาษากวี มากกวาการใชภ าษาอยา งตรงไปตรงมา
5. สมมุติภาวะ (apostrophe) หมายถึง ภาพพจนท่ีเปนการกลาวถอยคํา
เจรจากบั สิง่ ทมี่ ใิ ชม นษุ ย
6. อติพจน หรอื อธิพจน (hyperbole) หมายถึง การกลาวเกินจริงกวีมักใช
ในการพรรณนาอารมณ เชน รัก โศก
7. อวพจน (meiosis) เปนภาพพจนท่ีมีลักษณะตรงกันขามกับอติพจน คือ
การกลาวลดน้ําหนักของความรูสึกใหนอยลง.เพ่ือลดความหมายลง บางคร้ังใชในเชิง
ประชดประชัน หรอื ยั่วลอ เพื่อความขบขนั
8. อปุ นิเษท (litotes) เปนภาพพจนท ี่กลาวลดนาํ้ หนกั ความลงในเชิงปฏิเสธ
มลี ักษณะเชน เดยี วกับอวพจน เพียงแตก ารแสดงออกเปน แบบปฏเิ สธ
9. นามนัย (metonymy) หมายถึง การใชคําหรือวลีแทนสิ่งหนึ่งส่ิงใด ท่ีมี
ลกั ษณะเดนหรอื มีความสมั พันธใกลชิดกบั ส่ิงทแี่ ทนน้นั เพื่อใหเห็นภาพลักษณเปน รูปธรรมขึน้
10. สัมพจนัย (synecdoche) หมายถึง การใชถอยคําหรือวลีแทนส่ิงท่ี
ตองการกลาวอา ง อาจจะโดยการใชส ว นยอยที่สาํ คญั แทนสวนใหญทัง้ หมด หรือสวนใหญแทน
สวนยอย หรือกาํ หนดใหน ามธรรมแสดงกิรยิ าอยางรปู ธรรม
11. อุปมานิทัศน (allegory) หมายถึงการใชเร่ืองราว นิทาน มาประกอบ
ขยายหรือแนะใหผูอ านผูฟงทราบโดยนัย ตัวอยา งโดยนัยทย่ี กมากลาวอา งนัน้ จะชว ยไขหรือชวย
ทําใหเขาใจตวั บทที่นาํ เสนอไดชัดเจนแจมแจง ยิง่ ข้ึน
12. การอา งถงึ (allusion) หรือการเทาความ เปนโวหารภาพพจนที่นําเอา
บุคคล เหตุการณ เรื่องราวในอดีต นิทาน วาทะสําคัญ ประวัติ สถานที่ หรือวรรณคดีที่มีมา
กอน มากลา วอางใหเ หน็ เปนอทุ าหรณเปรยี บเทยี บ เพือ่ ใหเร่ืองราวท่ีกําลังกลาวถงึ น้นั เดนชดั ขน้ึ
16
13. การแฝงนยั (irony) หมายถงึ การขดั กันระหวา งความเปน จริงทีป่ รากฏ
เห็นหรอื หมายถงึ ภาพพจนซ ่ึงเจตนาจะสอ่ื สารขอความท่ตี รงกันขาม หรือขัดกันกับถอยคําท่ีใช
ในภาพพจนน ้ัน
14. ปฏิพจน (oxymoron) หรือบางตําราเรียกวา วิภาษ หมายถึง ถอยคํา
หรือวลีท่ีมคี วามหมายไมส อดคลอ ง ขัดแยง หรอื ตรงกันขา ม นํามารวมกันหรือเขาคูกัน เพื่อให
เกดิ ความหมายใหมหรือมีผลทางอารมณเปนพิเศษ คําท่ีนํามาเขาคูกันนี้มองไมเห็นความเปน
ไปไดท ี่จะเกดิ ขึ้นจริงตามทก่ี ลาวนั้น
15..ปฏิทรรศน.(paradox).หรือบางตําราเรียกวา.อรรถวิภาษ.หมายถึง
การกลาวถอยคําแสดงความหมายที่คลายจะขัดแยงกัน ไมสอดคลองกัน ไมนาจะเปนไปได
แตเ ม่ือไดวเิ คราะหตคี วามหรอื พจิ ารณาอยา งถถี่ วนแลว กเ็ ปนไปไดดังทกี่ ลาวน้นั
16. แนวเทยี บ (analogy) คอื การเปรียบเทียบเรอื่ งราว เหตุการณ พฤติกรรม
ความคดิ หรือสภาพใด ๆ ของ 2 สงิ่ ซงึ่ มีลักษณะเหมือนหรือตา งกนั ใหเขา คูกันไป ตา งกับอุปมา
และอุปลกั ษณท ีใ่ ชคุณสมบัตบิ างประการเปรียบเทยี บกัน
17. สทั พจน (onomatopoeia) หมายถึง ภาพพจนท่ีเกิดจากการเลียนเสียง
ธรรมชาติ เปนการถายทอดความคดิ ความรูสกึ ของกวีออกมาในบทประพนั ธ เพ่ือใหผ อู านผูฟง
หรือผูเสพรสจากบทประพนั ธไ ดเกิดมโนภาพทชี่ ดั เจน
18. ปฏปิ ุจฉา (rhetorical.question) หมายถึง การตัง้ คําถามโดยไมตองการ
คําตอบ.เพราะคําตอบน้ันเปนท่ีรูกันแลว.เพื่อใหผูอานผูฟงไดหยุดคิดและตระหนักในส่ิงท่ี
ถามน้ัน เน้ือความท่ีตองการเนนอาจเปนเนื้อความสําคัญหรือเปนอารมณความรูสึกอยางใด
อยา งหน่งึ
19. อาวัตพากย (synesthesia) หมายถึง โวหารท่ีใชคําเรียกผลของการ
สัมผัสที่ผิดไปจากธรรมดา เพ่ือเรียกรองความสนใจ หรือกระทบใจ ภาพพจนชนิดน้ีกวีหรือ
นักประพนั ธจะใชคาํ บอกสมั ผัส รูป รส กลิ่น เสียง อยางหน่ึงกับภาวะหรือสถานการณที่ปกติ
มิไดใ ชกับคาํ เหลานัน้
2.3.3 ศิลปะการใชคํา เปนกลวิธีในการใชคําในคําประพันธ มีหลาย
ลกั ษณะ เชน การเลน คําตามฉนั ทลกั ษณบ งั คับ การเลน คํานอกเหนอื จากท่บี งั คบั ในฉันทลักษณ
ในลกั ษณะคาํ พอ งรปู พอ งเสียง และการลอ ความ ทาํ ใหเ กิดความไพเราะและไดอรรถรสย่ิงขึ้น
ในทน่ี ี้จะกลาวถึงศลิ ปะการใชคํา
17
คาํ สมั ผัส หมายถึง คําที่มีเสียงสระและพยัญชนะอยางเดียวกัน สมเกียรติ
รักษม ณี (2551 หนา 557-558) ไดอธบิ ายถงึ คําสัมผสั วา มี 2 ลกั ษณะ คือ สมั ผัสสระ คอื คาํ ทม่ี ี
เสียงสระและมาตราตัวสะกดเดียวกัน สวนวรรณยุกต จะเปนรูปแบบใดเสียงใดก็ได คือ คํา
สัมผสั สระทีไ่ มมีตัวสะกด เชน มา - นา, มี - ศรี, ดู - หนู, เฉ - เห, ไป - ได และคําสมั ผัสสระ
ที่มีตัวสะกด เชน กิน - ศิลป, น่ิง-ทิ้ง, ทุกข - ยุค, ยศ - พจน, ยาม – คราม และสัมผัส
พยญั ชนะ คอื เสียงพยัญชนะตน เดียวกันภายในคาํ ซง่ึ มีเสียงสระตางกัน โดยไมมีตัวสะกดหรือมี
ตัวสะกดมาตราใดกไ็ ด และมีเสียงวรรณยกุ ตใ ดกไ็ ด ในกรณที ี่มีเสยี ง สระเดยี วกนั จะตอ งเปนคํา
ทม่ี ีตวั สะกดตางมาตรากัน คือ คําสัมผัสพยัญชนะที่ไมมีตัวสะกด เชน ขํา-คู-ฆา, เฉ - ชา –
เฌอ, โถ - ทํา – เธอ, ผา - เพาะ – ภู, ฝา – ฟู, สู - ซา คําสัมผัสพยัญชนะท่ีมีตัวสะกด เชน
ขัน-คาบ–ฆอง, ฉาก - เชิญ – ฌาน, ถาง - ทัน – ธง, แผน - พัง – ภาย, ฝูง – ฝน, ซึม –
ซบั และคาํ สมั ผัสพยัญชนะทีม่ ตี ัวสะกดกับไมมีตัวสะกด เชน ขา - ขนั - คํา – เฆย่ี น, ฉัน - ชัง
- ชา – เฌอ, ถู - ถึง - เฒา – เธอ, ผา - แผน - พาน - ภ,ู โซ - ซัน - ศก - ศาล - เสรจ็ –
เสาะ, ฝา - ฝาก - ฟง - ฟู
คําไวพจน คือ คําที่มีความหมายเหมือนกัน ซ่ึงมีหลากหลายคํา ปยะฤกษ
บญุ โกศล (ส่ือออนไลน) อธบิ ายเพ่ิมเติมวา บางครงั้ เรยี กคาํ ไวพจนว า “การหลากคาํ ” “คําพอง
ความหมาย”.และ “คําพอ งความ” เชน พอ -บดิ า ชนก บิดร ปตุรงค, กษัตริย-กษัตรา ขัตติยะ
ขัตติยา บดี บดินทร บพติ ร
ในประเด็นการซํ้าคํา.ความหมายของการซํ้าคํา กัลยาณี ถนอมแกว
(สอื่ ออนไลน) อธิบายไววา เปนการท่ีใชคําคําเดียวกันซํ้าในคําประพันธ อาจจะวางไวติดกัน
แบบคําซํ้า หรือวางไวแยกจากกันแตเปนระเบียบเรียบรอย โดยความหมายของคําที่ซํ้าน้ัน
จะตองไมเปลี่ยนแปลง จะมีความหมายเหมือนกันทุกคํา ตัวอยางเชน.กาพยเหเรือเจาฟา-
ธรรมาธเิ บศร โคลงโลกนติ ิ และมหาเวสสันดรชาดก กณั ฑม ัทรี ดังน้ี
รอนรอนสุรยิ ะโอ อสั ดง
เรือ่ ยเรื่อยลับเมรลุ ง คาํ่ แลว
รอนรอนจติ จํานง นุชพี่ เพยี งแม
เรอ่ื ยเรอ่ื ยเรียมคอยแกว คลบั คลายเรียมเหลยี ว
(กาพยเ หเรือเจาฟาธรรมาธิเบศร)
18
หามเพลิงไวอยาให มีควนั
หามสุรยิ ะแสงจนั ทร สอ งไซร
หา มอายุใหหนั คืนเลา
หา มดง่ั นไ้ี วได จึ่งหา มนนิ ทา
(โคลงโลกนิติ)
สุดสายนัยนาท่ีแมจะตามไปเล็งแล สุดโสตแลวที่แมจะซับทราบฟงสําเนียง
สุดสรุ เสียงทแี่ มจ ะร่ําเรียกพิไรรอง สุดฝเทาทแ่ี มจะเยอ้ื งยอ งยกยา งลงเหยียบดนิ เปนสุดสิ้นสุด
ปญ ญาสุดหาสดุ คนเห็นสดุ คดิ
(มหาเวสสันดรชาดก กัณฑม ทั รี)
2.3.4 การสรางสรรคเน้ือเรื่อง ในการสรางสรรคเนื้อเร่ืองในงานเขียน
บันเทิงคดผี ูเขียนมีเจตนานใหผ ูอา นไดรบั ความเพลดิ เพลินจากการอานโดยมีเกรด็ ความรู ขอ คดิ
คติธรรม และประสบการณช วี ิตแทรกอยูในเรอ่ื งนั้น ๆ ในทนี่ ีจ้ ะกลา วถงึ การสรางสรรคเ นอ้ื เรอื่ ง
ตามองคประกอบในดา น ฉันทลักษณ แกนเรื่อง โครงเร่อื ง ตัวละคร บทสนทนา และฉาก ดงั น้ี
ฉันทลักษณ หมายถึง ลักษณะบังคับของคําประพันธไทย โดยแบง เปน 7
ชนิด คอื โคลง รา ย ลิลติ กลอน กาพย ฉันท และกล ในท่ีน้ีจะกลาวถึงฉันทลักษณของกลอน
เพยี งอยางเดยี วเพื่อใหส อดคลองกับเรือ่ งทีจ่ ะนําไปวิเคราะหตอ ไป
วิกพิ ีเดยี สารานุกรมเสรี.(2556, ส่อื ออนไลน) อธบิ ายวา กลอนเปน ลักษณะ
คาํ ประพนั ธไทยทีฉ่ ันทลกั ษณป ระกอบดว ยลกั ษณะบงั คบั 3 ประการ คือ คณะ จํานวนคํา และ
สมั ผสั ไมมบี ังคบั เอกโทและครุลหุ ฉันทลักษณของกลอนในวรรณกรรมจําแนกได 5 ประเภท
คือ.จําแนกตามจํานวนคํา.จําแนกตามคําข้ึนตน.จําแนกตามคณะ.จําแนกตามบทข้ึนตน
และจาํ แนกตามการสง สัมผัส จําแนกตามจาํ นวนคํา.จะแบง ได 2.ชนิด คอื .กลอนกาํ หนดจํานวน
คําเทากันทุกวรรค.(กลอนสุภาพ).ไดแก.กลอนส่ี.กลอนหก.กลอนเจ็ด.กลอนแปด.กลอนเกา.
และกลอนกําหนดจํานวนคําในวรรคโดยประมาณ.ไดแก.กลอนดอกสรอย.กลอนสักวา
กลอนเสภา กลอนบทละคร กลอนนิราศ กลอนเพลงยาว กลอนนิทาน และกลอนชาวบาน
จําแนกตามคําข้ึนตน.จะแบงได.2.ชนิด.คือ.กลอนบังคับคําข้ึนตน.ไดแก.กลอนดอกสรอย
กลอนสกั วา กลอนเสภา กลอนบทละคร และกลอนไมบังคับคาํ ข้ึนตน ไดแ ก กลอนส่ี กลอนหก
กลอนเจ็ด กลอนแปด กลอนเกา กลอนนิราศ กลอนนิทาน และกลอนเพลงยาว จําแนกตาม
คณะ จะแบง ได 2.ชนดิ คอื .กลอนไมส งสมั ผัสระหวา งคณะ ไดแก กลอนดอกสรอ ย กลอนสักวา
และกลอนสงสมั ผสั ระหวา งคณะ ไดแก กลอนบท-ละคร กลอนเสภา กลอนนิทาน กลอนนิราศ
กลอนเพลงยาว กลอนสี่ กลอนหก กลอนเจ็ด กลอนแปด และกลอนเกา จําแนกตามบทข้ึนตน.
19
จะแบงได.2.ชนิด.คือ.กลอนบังคับบทขึ้นตนเต็มบท.(4.วรรค).ไดแก.กลอนสี่.กลอนหก
กลอนเจ็ด กลอนแปด กลอนเกา กลอนเสภา กลอนดอกสรอย กลอนสักวา กลอนบทละคร
แ ล ะ ก ล อ น บั ง คั บ บ ท ข้ึ น ต น ไ ม เ ต็ ม บ ท . ( 3 . ว ร ร ค ) . ไ ด แ ก . ก ล อ น นิ ร า ศ . ก ล อ น เ พ ล ง ย า ว
และกลอนนิทานจําแนกตามการสงสัมผัส.จะแบงได.2.ชนิด.คือ.กลอนสงสัมผัสแบบ
กลอนสุภาพ.ไดแก.กลอนสี่.กลอนหก.กลอนเจ็ด.กลอนแปด.กลอนเกา.กลอนดอกสรอย
ก ล อ น สั ก ว า . ก ล อ น เ ส ภ า . ก ล อ น นิ ท า น . ก ล อ น นิ ร า ศ . ก ล อ น เ พ ล ง ย า ว . ก ล อ น บ ท ล ะ ค ร
แ ล ะ ก ล อ น ส ง สั ม ผั ส แ บ บ ก ล อ น ช า ว บ า น . ไ ด แ ก . ก ล อ น ส ง สั ม ผั ส แ บ บ ก ล อ น สั ง ข ลิ ก . ไ ด แ ก
กลอนในบทรองเลน ของเด็ก และกลอนสงสัมผัสแบบกลอนหัวเดยี ว.ไดแก กลอนเพลงชาวบาน
เชน เพลงเรอื ลาํ ตดั เพลงอแี ซว เปน ตน สาํ หรับกลอนแปดนน้ั ถือวา เปน ขนบกวีนิพนธพ้ืนฐาน
ท่ีนิยมท่ีสุดในไทยเหตุเพราะมีฉันทลักษณที่เรียบงายไมซับซอน สามารถแสดงอารมณได
หลากหลาย และคนทว่ั ไปสามารถเขา ถงึ เน้ือความไดไมย าก หน่งึ ในรปู แบบของกลอนแปดก็คือ
รูปแบบกลอนแปดของสุนทรภู ซึ่งความแพรวพราวดวยสัมผัสใน.และขนบดังกลาวน้ีก็ไดรับ
การสบื ทอดตอมาในงานกวนี พิ นธยุคหลังๆ กระทั่งปจ จุบนั
วิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี.(2556, สื่อออนไลน) คณะของกลอนแปดน้ัน
บทหนึง่ ประกอบดว ย 2.บาท บาทละ 2 วรรค วรรคละ 6-9 คํา ตามแผนผัง ดงั นี้
000 OO OO 000 OO OO
000 OO OO 000 OO OO
000 OO OOO 000 OO OOO
000 OO OOO 000 OO OOO
ในดานสัมผัสนอก กําหนดใหมีสัมผัสระหวางคําสุดทายวรรคหนากับคําท่ี
สามของวรรคหลังของทุกบาท และใหม สี ัมผสั ระหวา งบาท คอื คําสุดทายของวรรคท่ีสองสัมผัส
กบั คําสดุ ทายวรรคที่สาม สว นสัมผัสระหวา งบท กาํ หนดใหคําสดุ ทา ยของบทแรก สัมผัสกับคํา
สุดทา ยวรรคทส่ี องของบทถดั ไป สว นสมั ผัสในนน้ั ไมบังคับ แตห ากจะใหกลอนสละสลวยควรมี
สัมผัสระหวา งคาํ ท่ีสามกับคําที่ส่ี หรือระหวางคําท่ีหากับคําที่หกหรือคําที่เจ็ดของแตละวรรค
นอกจากนี้หลักการใชเสยี งวรรณยกุ ตมขี อ กาํ หนดวา คําสุดทาย ของวรรคที่ 1 ใชเสียง สามัญ
เอก โท ตรี จัตวา แตนิยมเสยี งสามญั สําหรับคําสุดทา ยของวรรคที่ 2 หา มใชเ สียง สามญั หรือ
ตรี.นิยมใชเสียงจัตวา.เปนสวนมาก.สวนคําสุดทายของวรรคที่.3.หามใชเสียง.เอก.โท.จัตวา
20
นยิ มใชเสยี งสามัญ.หรือ.ตรี.และคาํ สดุ ทายของวรรคท.่ี 4.หามใชเสยี ง.เอก.โท.จตั วา.นยิ มใชเ สียง
สามัญ หรอื ตรี
ในประเดน็ แกนเรือ่ งนนั้ สมเกียรติ แสงอรุณเฉลิมสุข (มปป., สื่อออนไลน)
อธิบายวา แกนเร่ือง หรือ "แนวคิดของเร่ือง" หมายถงึ ความคิดสําคัญของเรื่อง.หรือเปาหมาย
หรอื วตั ถุประสงคทผี่ ูเขยี นตองการนาํ เสนอแกผูอ าน
ไพโรจน บุญประกอบ (2539, หนา 44) ใหค ํานิยามของคําวา แกน เรื่องวา
แกนเร่อื งคือ แนวคิดรวบยอดหรือสาระสําคัญของเร่ืองที่นักเขียนบรรจงสรา งสรรคขึ้น เปน
ความหมายของเรอื่ ง ทีน่ กั เขยี นตองการจะสื่อ แกนเรื่องไมใชเน้ือเร่ืองหรือโครงเรื่อง แตเนื้อ
เรอ่ื งและโครงเร่ืองจะชวย ใหผ อู า นคน พบแกนเรื่องไดเมอื่ อานจบ
วกิ พิ ีเดยี .สารานุกรมเสรี.(2556,.ส่อื ออนไลน).แกนเร่ือง.(theme) คือประเด็น
เนือ้ หาสําคญั หรอื แกนหลัก.(Main.theme).ของเรอื่ งทีจ่ ะนาํ เสนอ ซ่งึ อาจประกอบดว ยประเด็น
รองๆ (sub theme) อกี กไ็ ด แตตอ งไมอ อกนอกแนวความคิดหลกั
สรุปไดวา.แกนเรื่องคือแนวคิดที่สําคัญของผูเขียนที่ตอ งการจะส่ือใหแก
ผอู า นไดร ับรูซึ่งสอดแทรกไวใ นเร่ือง และแกนเร่ืองสามารถจําแนกได 4 ประเภท คือแกน เร่ือง
แสดงทรรศนะ.แกนเร่ืองแสดงอารมณ.แกน เรื่องแสดงพฤติกรรม.และแกนเร่ืองแสดงภาพ
และเหตกุ ารณ
สวนโครงเรื่อง สุพรรณี โกศลั วฒั น (2530, หนา 6) อธบิ ายวา โครงเรอื่ งคอื
เคา โครงเร่ืองครา วๆ.ท่ีผูป ระพันธว างไวต ั้งแตเ ริ่มเรื่องไปจนกระท่ังจบเรื่อง.โดยกําหนด
พฤติกรรม และเหตุการณ หรือ ความเคลื่อนไหวทเ่ี กิดข้นึ ตลอดระยะเวลาใหผ สมผสานเปน อัน
หนึ่งอนั เดยี วกันซง่ึ ผูเ ขยี นแตละคน อาจจะมีวิธกี ารสรางโครงเร่ืองตางกัน
วาสนา เกตุภาค (มปป., หนา 108) ท่ีกลา ววา โครงเร่ืองคือเคา โครงในการ
เขียนเร่ือง.เปรียบเสมือนแปลนหรือแบบพิมพเ ขียวที่สถาปนิกเขียนข้ึน.สําหรับนําไปเปนแบบ
สรางบา น
เพลินตา (2539, หนา 17-18) กลา วสรุปคํานิยามกวา งๆ.ของโครงเรื่องวา .
โครงเรื่องจะแสดงเหตุการณไมเฉพาะเพียงเรื่องเวลาแตรวมท้ังความสัมพันธท ่ีเปน เหตุ
เปนผลของมนั .นักเขยี นจะตองเลอื กจดั แบงเหตกุ ารณวา เหตุการณใ ดเปน จดุ เริม่ ตน ของเรื่องราว
เหตกุ ารณใ ดเปน ตอนกลางและเหตกุ ารณใ ดเปน จุดจบของเรอ่ื ง
สมเกียรติ แสงอรุณเฉลิมสุข (มปป., สื่อออนไลน) อธิบายวาโครงเรอ่ื ง (Plot)
คอื เหตุการณที่จดั เรยี งลาํ ดับและเปนเหตุเปนผลกนั เหตุการณห นึ่งเปน ผลใหเกดิ เหตกุ ารณหน่ึง
หรือหลายๆ เหตกุ ารณสบื ตามมา โครงเร่ืองทด่ี จี ะตองเกิดจากความขดั แยง
21
จากคํากลา วขา งตน สรปุ ไดวา โครงเรือ่ ง หมายถึงการลําดับเหตุการณกอน
หลังในเร่ืองเหตุการณเหลาน้ันตองมีความตอเน่ือง.ซ่ึงถาโครงเร่ืองมีความนา สนใจ.ลําดับ
เหตุการณไ ดอยางเหมาะสม จะทําใหเ ร่ืองชวนติดตาม สามารถดึงดูดใหผูอานติดตามเรื่องไป
ตลอด จนสามารถคนพบแกนเร่ืองได
ในดานของตวั ละคร เปล้ือง ณ นคร (2540, หนา 128) กลา ววา ตวั ละคร
(Character) เปน คาํ ทีย่ มื เอาคาํ ทางการละครมาใช หมายถึง ตัวซง่ึ มีบทบาทอยใู นเร่อื ง
สมเกียรติ แสงอรุณเฉลิมสุข (มปป., สื่อออนไลน) อธิบายวา ตัวละคร
(Character).คือ.ตัวบุคคล สัตวหรือสิ่งตางๆ ท่ีผูเขียนสรางขึ้นใหมีบทบาทมีชีวิต มีวิญญาณ
แสดงพฤตกิ รรมตางๆ เพื่อใหเ หตกุ ารณด าํ เนินไป ตามเรื่องราวท่ีวางไว ซ่ึงผูเขียนควรคํานึงถึง
ตัวละครในสง่ิ ใดตอ ไปน้ี
วาสนา เกตุภาค (มปป., หนา 109) ไดน ิยามความหมายของตัวละครวา
ตวั ละครคือบคุ คล ทกี่ ลาวถงึ ในเร่อื ง เปนผูที่มีพฤตกิ รรมซ่งึ จะทําใหเ ร่ืองดําเนินไปได ตัวละคร
ในเร่ืองสัน้ อาจแบงตาม ความสาํ คัญไดเปน 2 ประเภท คือ ตัวละครสําคัญ.อันไดแก.ตัวละคร.
ทเ่ี กี่ยวของกับโครงเรอื่ งมากที่สดุ .ซึง่ จะมนี อ ยหรือมีเพียงตัวเดียว อีกประการหนึ่งคือตัวละคร
ประกอบ จะมีกต่ี ัวกย็ อ มขน้ึ อยกู ับเร่ือง
ไ พ โ ร จ น . บุ ญ ป ร ะ ก อ บ . (2 5 3 9 ,. ห น า .7 7 ).ก ล า ว ว า .ตั ว ล ะ ค ร . ห ม า ย ถึ ง
ผูป ระกอบพฤติกรรมตามเหตุการณในเรื่องหรือเปนผูร ับผลจากเหตุการณใ นเร่ือง.ตัวละคร
ไมจ ําเปน ตองเปนคนเทานัน้ .อาจเปน สัตว.ตนไมห รือส่ิงของที่ไมมีชีวิต.แตท วาผูเขียนทําใหมันมี
บทบาทเหมอื นสิ่งมีชีวิต
ดั ง น้ั น ตั ว ล ะ ค ร จึ ง ห ม า ย ถึ ง . บุ ค ค ล ที่ ผู แ ต ง ส ม มุ ติ ขึ้ น ม า เ พื่ อ ใ ห ก ร ะ ทํ า
พฤติกรรมในเร่ือง.คือ.ผูมีบทบาทในเนื้อเร่ือง.หรือเปน ผูท ําใหเ รื่องเคลื่อนไหวดําเนินไปสู
จุดหมายปลายทาง ตัวละครตามนัยดังกลาวน้ีมิไดหมายถึงมนุษยเทา น้ัน.หากแตร วมถึงพวก
พืช.สัตว.และส่ิงของดวย.ผูเขียนบางคนนิยมใชส ัตว. ตนไม.ดอกไม.ภาชนะ.ฯลฯ.เปนตัวละคร
มคี วามคดิ และการกระทาํ อยางคน
สาํ หรับบทสนทนาในงานบันเทิงคดีนั้น ยุพร แสงทักษิณ (2538, หนา 55)
กลาวถึงบทสนทนาวา บทสนทนาเปนสวนประกอบสําคัญย่ิงสําหรับเรื่องสั้นบางเร่ือง เพราะ
ชวยใหเ รื่องดําเนนิ ไป และทําใหเหน็ ลกั ษณะบุคลกิ ของตวั ละคร
สมเกียรติ แสงอรุณเฉลิมสุข (มปป., สื่อออนไลน) อธิบายวา บทสนทนา
(Dialogue) คือ คําพูดของตัวละครแตละตัว บทสนทนานับเปนองคประกอบสําคัญของเร่ือง
บั น เ ทิ ง ค ดี ไ ด ป ร ะ ก า ร ห นึ่ ง . เ พ ร า ะ ช ว ย ใ ห ผู อ า น ไ ด ท ร า บ ถึ ง . แ น ว คิ ด ข อ ง ผู แ ต ง . ท ร า บ ถึ ง
22
บุคลิกลกั ษณะของตัวละคร ขอขดั แยงระหวา งตวั ละคร ภมู หิ ลังและรายละเอยี ดตา งๆ ได โดยที่
ผูแ ตงไมตอ งบรรยาย หรอื พรรณนาความใหยืดยาว
ธวัช ปุณโณทก (2527, หนา 74) กลาววา บทสนทนาเปนลักษณะเดน อยา ง
หนึ่งของเร่ืองสั้น.และเปนการแยกเร่ืองส้ันออกจากการเลา นิทาน.หรือนิยายโบราณของไทย
การมีบทสนทนาเปนการสรา งบรรยากาศใหเ รอ่ื งราวดเู หมอื นจริงมากย่ิงข้นึ นอกจากน้ี
ไพโรจน บุญประกอบ (2539, หนา 45) ยังไดใ หน ิยามของ บทสนทนาวา
คอื ถอยคาํ ทใี่ ชใ นการดําเนนิ เร่ืองระหวางตวั ละครตง้ั แตสองตัวขน้ึ ไป
สรุปไดว า.บทสนทนา.หมายถึงคําพูดของตัวละครที่ใชโตตอบกันในเร่ือง
บทสนทนา.นับเปน องคป ระกอบสําคัญของเรื่องบันเทิงคดีไดประการหน่ึง.เพราะชวยใหผ ู
อานไดทราบถึง แนวคิดของผูแ ตง .ทราบถึงบุคลิกลักษณะของตัวละคร.ขอ ขัดแยง.ระหวา ง
ตัวละคร.ภูมิหลังและรายละเอียดตา งๆ.ได.โดยผูแ ตงไมตอ งบรรยายหรือพรรณนาความให
ยืดยาว นอกจากนยี้ ังทาํ ใหผอู านไดร บั ความเพลดิ เพลนิ ไปพรอมกนั ดวย
ในดานของฉาก สุพรรณี โกศัลวัฒน (2530, หนา 53) กลาวถึง ฉากวา
หมายถึง สถานที่ เวลา และบรรยากาศ ตลอดจนสิ่งแวดลอมทุกอยางท่ีปรากฏในทองเร่ือง
น้ันๆ.ซึ่งลักษณะของฉากที่ดีนั้นควรมีรายละเอียดพอควรมีความสัมพันธก ับเน้ือเร่ือง
และบคุ ลิกลักษณะของตัวละคร
สมเกียรติ แสงอรณุ เฉลมิ สขุ (มปป., ส่ือออนไลน) อธิบายวา ฉาก (Setting)
คอื การบรรยายภาพสถานที่ เวลา และสภาพ แวดลอมท่ปี รากฏในเหตกุ ารณของเร่ือง เปนการ
สรางอารมณจินตนาการใหกับผูอาน.ชวยใหผูอานเพลิดเพลิน.มีอารมณรวมกับตัวละคร
แ ล ะ ค า ด เ ด า เ ห ตุ ก า ร ณ ท่ี เ กิ ด ขึ้ น ใ น เ ร่ื อ ง ไ ด . ก า ร บ ร ร ย า ย ฉ าก . ต อ ง คํ านึ ง ถึ ง ข อ เ ท็ จ จ ริ ง
มีความถูกตองสมจริง.มีความสัมพันธกับเหตุการณ.มีความแจมชัดเปนระเบียบ.ไมสับสน.
ใชภ าษาประณตี ดวยภาพพจนแ ละโวหารตา งๆ.อยางเหมาะสม.โดยทัว่ ไปนยิ มใชพ รรณนาโวหาร
สายทพิ ย นุกลู กิจ (2537, หนา 100) อธิบายวา คําวา “ฉาก” ในบันเทิงคดี
มิไดหมายความเพียงสถานที่ท่ตี วั ละครแสดงบทบาทหรอื นาฏการเทานั้น หากแตหมายรวมท้ัง
สถานที่ เวลา และสภาพแวดลอมทุกอยางท่ีปรากฏในเร่ืองดวย เพ่ือบอกใหผูอานไดทราบวา
ตัวละครกําลงั แสดงบทบาทในชวี ิตของเขาในสิ่งแวดลอมอยางไร สถานที่ เวลาและดังกลาวน้ี
อาจจะมีความหมายเฉพาะหองแคบๆ หองหน่ึง ซึ่งเปนสถานที่ท่ีทําใหเกิดเหตุการณสําคัญ
ในเรอ่ื งข้ึนภายในเวลาไมก่ีนาที หรือจะมีความหมายกวางถึงขนาดเปนประเทศหรือโลก ซ่ึงมี
เหตุการณในเร่อื งเกิดหา งกนั นานเปนศตวรรษๆ ก็ได
23
ดังน้ันจึงสรุปไดว า ฉาก หมายถึง เวลา สถานท่ี หรือสภาพแวดลอมของตัว
ละคร.ท่ีปรากฏ.อยูในเร่ือง.เปน องคป ระกอบสําคัญอีกอยา งหนึ่งของเน้ือหา.ฉากหรือสภาพ-
แวดลอ มของตัวละคร.จะเปน สถานที่และบรรยากาศที่ใหตัวละครโลดแลนไปตามเรื่องราว
ฉากอาจจะเปนสถานทจ่ี ริงๆ ที่มอี ยู หรือไปดไู ปสัมผัสได
3. องคค วามรเู กยี่ วกบั สงั คมศาสตร
การศึกษาองคความรูเกี่ยวกับสังคมศาสตร ไดจําแนกไว 3 ประเด็น ไดแก
ความหมายของสังคมศาสตร ประเภทของสังคมศาสตร และแนวการศกึ ษาสังคมศาสตร ดงั น้ี
3.1 ความหมายของสังคมศาสตร
พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2542 อธิบายวาสังคมศาสตร
หมายถึง ศาสตรวาดวยความรูเกี่ยวกับ สังคม มีหมวดใหญๆ เชน ประวัติศาสตร (เก่ียวกับ
สงั คม) มานุษยวทิ ยา สงั คมวิทยา เศรษฐศาสตร รัฐศาสตร จติ วทิ ยาสังคม
พระเจาวรวงศเธอ กรมหมื่นนราธิปพงศประพันธ (2529 หนา 129) ทรง
กลาวถึงความหมายของไววา สังคมศาสตรเปนวิชาที่เก่ียวกับวิถีชีวิตของมนุษยในทางสังคม
เศรษฐกจิ และการเมือง ศกึ ษาความสมั พนั ธร ะหวางมนษุ ยตามความเปนจรงิ
จมุ พล สวัสดยิ ากร (2520, หนา 2-3) ไดอ ธิบายความหมายของสังคมศาสตร
วาเปนศาสตรที่วาดวยการอยูรวมกันทางสังคมของมนุษยซ่ึงการอยูรวมกันอยางสังคมนี้เอง
จาํ เปนตอ งมีการปกครอง มกี ารแลกเปล่ยี นสนิ คา และบรกิ ารตางๆ มากมาย.จึงเปนสาเหตุให
เกิดปญ หานานปั การในสังคมจึงมีการสรา งกฎเกณฑต า งๆ ขึ้นเพ่อื ความเปนระเบยี บของสังคม
พิศวง ธรรมนันทา (2523, หนา 4) อธิบายวา.สังคมศาสตรเปนศาสตรที่วา
ด ว ย พ ฤ ติ ก ร ร ม ข อ ง ม นุ ษ ย แ ล ะ สั ง ค ม . แ ล ะ ป จ จั ย ต า ง ๆ . ท่ี มี บ ท บ า ท ต อ สั ง ค ม . เ นื้ อ ห า ข อ ง
สังคมศาสตร เปนเร่ืองราวของมนุษยในสังคมหรือเปนพ้ืนฐานทางวัฒนธรรมของมนุษยท่ีจะ
สงเสริมใหมนุษยด าํ รงอยูดวยดใี นสังคม
โดยสรปุ สังคมศาสตร หมายถึงศาสตรท ่ีวา ดวยเก่ียวกับพฤติกรรมทางสังคม
ของมนษุ ยหรือปรากฏการณท างสงั คม ซึ่งจะมีการเกดิ ขน้ึ และการเปลย่ี นแปลงอยูตลอดเวลา
3.2 ประเภทของสงั คมศาสตร
บุญธรรม กิจปรีดาบริสุทธิ์ (2540) อธิบายวา ปทานุกรมสังคมศาสตร
(Encyclopedia of Social Science) ไดแบง สงั คมศาสตรออกเปน 3 ประเภท ไดแก สังคมศาสตร
บรสิ ุทธิ์ กงึ่ สงั คมศาสตร และศาสตรเก่ยี วกับสงั คมศาสตร สังคมศาสตรบริสุทธ์ิ (Pure Social
Sciences).หมายถึง บรรดาวิชาการตางๆ ท่ีเปนเรื่องของสังคมมนุษยโดยตรง เปนเร่ืองของ
มนุษยที่อยรู ว มกัน ไดแก สังคมวิทยา มานุษยวิทยา เศรษฐศาสตร รัฐศาสตร ประวัติศาสตร
24
เปนตน.ก่ึงสังคมศาสตร.(Semi.Social.Sciences).เปนวิชากํ้าก่ึงของศาสตรอยูสองทาง คือ มี
กําเนิดในสังคมเองและมีกําเนิดอิสระ ไดแก ศึกษาศาสตร ปรัชญา จิตวิทยา จริยศาสตร
เปนตน และศาสตรเ กย่ี วกบั สงั คมศาสตร.(Sciences.with.Social.Implication).คือ ศาสตรตางๆ ที่
พวั พนั เกี่ยวขอ งกับสังคมทางธรรมชาติบาง ทางดานวัฒนธรรมบางเปนเนื้อเร่ืองเก่ียวของกับ
สังคมไดแก มนษุ ยศาสตร ศลิ ปะ ภาษาศาสตร ภูมิศาสตร โบราณคดี เปน ตน
ฑิตยา.สุวรรณะชฎ.(2527,.หนา.6-7).ไดแบงสังคมศาสตรออกเปน.2.กลุม
ใหญเชนกัน คือ กลุมวิชาหลัก (Core.discipline).เปนสาขาวิชาท่ีใชเปนรากฐานในการอธิบาย
เพื่อใหเ กิดความเขาใจในปรากฏการณต า งๆ ทางสงั คม จงึ ไมคอ ยมอี คตทิ ี่สบื เน่ืองมาจากคณุ คา
ทางสังคม เพราะมุงช้ีแจงแสดงใหเ ห็นเหตแุ ละผล ไดแก.รัฐศาสตร เศรษฐศาสตร สังคมวิทยา
มานุษยวิทยา.และจิตวิทยา.กลุมวิชาที่มุงประยุกต.(Eclectic.discipline).เปนกลุมวิชาท่ี.นําเอา
ความรูจากสาขาหลักมาใชเปนเคร่ืองมือในอันท่ีจะเสริมสรางวิธีการตางๆ เพ่ือใหบรรลุ
วัตถปุ ระสงคของตน สาขาวิชาเหลา นมี้ ีมากมาย ย่ิงความกา วหนาทางวิทยาศาสตรเพิ่มมากขึ้น
เทา ใดสาขาวิชาเหลานี้ยอ มเกดิ มากขนึ้ เทานน้ั แตก ลุมวชิ านมี้ เี ปา หมายหลักซ่ึงกําหนดโดยอุดม
คตขิ องสาขาวชิ าดว ย ไดแ ก การศกึ ษา รฐั ประศาสนศาสตร บริหารธุรกิจ และกฎหมาย
พระเจาวรวงศเธอ.กรมหม่ืนนราธิปพงศประพันธ.(2529,.หนา.129).ทรง
กลาวถงึ ประเภทของสังคมศาสตรว า สามารถแบงออกไดเปน 2 กลมุ ใหญๆ ไดแ ก สงั คมศาสตร
ลวน และกลุมวิชาท่ีมีสวนเปนสังคมศาสตร กลาวคือสังคมศาสตรลวน ไดแก สาขาวิชา
รัฐศาสตร (political science) เศรษฐศาสตร (economics) สงั คมวทิ ยา (sociology) และ กลุมวิชา
ที่มีสวนเปนสังคมศาสตร.ไดแก.ประวัติศาสตร.(history).ภูมิศาสตร.(geography).จิตวิทยา
(psychology) มานุษยวิทยา (anthropology) และ คติชนวิทยา (folklore) สามารถจัดวาเปนทั้ง
สาขาวิชาในสงั คมศาสตรแ ละมนษุ ยศาสตร
3.3 แนวการศกึ ษาสงั คมศาสตร
แนวการศึกษาสังคมศาสตร ไดกําหนดขอบเขตของการศึกษาวิเคราะหใน
ดานวัฒธรรมตามแนวคดิ ของ เสาวภา ธานรี ัตน (2553, หนา 148) ไดสรุปวัฒนธรรมออกเปน
4 สาขา ไดแก คติธรรม เนตธิ รรม วัตถธุ รรม และสหธรรม ดังนี้
1. คตธิ รรม (ธรรมท่ีเปนแบบอยา ง) หมายถงึ วัฒนธรรมท่ีเกี่ยวกับจิตใจ ที่ใช
เปนหลกั ในการดําเนินชวี ติ สว นใหญไ ดมาจากหลกั ศาสนา
2. เนติธรรม (หลักกฎหมาย) หมายถึง วัฒนธรรมทางกฎหมายรวมทั้ง
ระเบียบประเพณที ีม่ คี วามสําคญั เทากับกฎหมาย เชน จารีตประเพณี เปนตน
25
3. วตั ถุธรรม หมายถึง วฒั นธรรมทางดานวตั ถทุ ั้งปวงทเ่ี ก่ียวของกับการกิน
ดอี ยดู ี เครอ่ื งนงุ หม บา นเรอื น และอน่ื ๆ
4. สหธรรม.(ความเชื่อถืออยา งเดียวกัน) หมายถงึ วัฒนธรรมทางดานสังคม
คุณธรรมตา งๆ ท่ีทําใหค นอยรู วมกนั อยา งเปน ปกตสิ ขุ เชน มารยาทตางๆ ในสังคม เปนตน
4. องคความรูเกย่ี วกับภาษาศาสตร
การศึกษาองคความรูเก่ียวกับภาษาศาสตร ไดจําแนกไว 3 ประเด็น ไดแก
ความหมายของภาษาศาสตร ประเภทของภาษาศาสตร และแนวการศึกษาภาษาศาสตร ดังน้ี
4.1 ความหมายของภาษาศาสตร
พจนานุกรม ฉบบั ราชบณั ฑิตยสถาน พ.ศ. 2542 (2546 หนา 823)อธิบายวา
ภาษาศาสตร หมายถึง วิชาท่ีศึกษาภาษาในแงตางๆ เชน เสียง โครงสราง ความหมาย โดย
อาศยั วิธีทางวทิ ยาศาสตร เชน มีการตัง้ สมมุตฐิ าน เก็บและวเิ คราะหขอมูลแลว สรปุ ผล
จรัลวิไล จรูญโรจน (2548, หนา 5) ใหความหมายภาษาศาสตรวา “เปน
วทิ ยาศาสตรข องภาษา หรือ การศกึ ษาภาษาในเชิงวิทยาศาสตร”
จินดา เฮงสมบูรณ (2542, หนา 9) ใหความหมาย “ภาษาศาสตร วาคือ
การศึกษาภาษาตามแนววิทยาศาสตรกลาวคือ นักภาษาศาสตรจะทําการศึกษาภาษาตาม
ขอมูลท่ปี รากฏจรงิ และศึกษาวเิ คราะหดวยวธิ ีการทางวทิ ยาศาสตรอ ยา งมขี ้นั ตอน”
วิไลวรรณ ขนิษฐานันท (2524, หนา 5) ใหความหมายภาษาศาสตรวา “เปน
การศึกษาภาษาเชิงวิเคราะหคนควา โดยเปนความพยายามที่จะตอบคําถามตางๆ เก่ียวกับ
ภาษา”
ศรีวิไล พลมณี (2545, หนา 13) ใหความหมายไววา “ภาษาศาสตร เปน
การศึกษาภาษาดว ยวธิ ีวทิ ยาศาสตร”
ดงั นนั้ จากความหมายของคําวา “ภาษาศาสตร” ขางตนอาจกลาวสรุปไดวา
เปนการศึกษาภาษาอยา งมีเหตุมผี ล มกี ารพิสูจนท ่ีแนช ัดอยางมีหลักฐานหรือขอ มลู และมีระบบ
ระเบียบแบบวิทยาศาสตร รวมไปถึงความเปนวัตถุวิสัยและเปนเชิงพรรณนาเพื่อตองการให
ขอ มูลท่เี ปนความจรงิ ไมใชขอมูลทเี่ กิดจากสมมตุ หิ รือกําหนดขึน้ มาเองวา ภาษาควรจะอยางนั้น
อยางนี้ เปน ตน
2.2 ประเภทของภาษาศาสตร
วิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี.(2556, สื่อออนไลน) ไดแบงประเภทของ
ภาษาศาสตร ออกได 3 ประเภท คือ ภาษาศาสตรเชิงประวัติศาสตร (Dichotomies.and
language) แบงไดเ ปน การศึกษาเชิงประวัติศาสตรเนนเฉพาะยุคสมัย (synchronic study) เปน
26
การศึกษาคุณสมบัติทางภาษาศาสตร (linguistic feature).ของภาษาในชวงยุคสมัยตางๆ และ
ภาษาศาสตรเชิงประวัตศิ าสตรเ ปรยี บเทยี บ (diachronic study) เปน การศึกษาประวัตศิ าสตรข อง
ภาษาและกลุมของภาษา และความเปล่ียนแปลงเชิงโครงสรา งที่เกิดขึ้นในยคุ ตางๆ ภาษาศาสตร
เชงิ ทฤษฎแี ละเชงิ ประยุกต แบงไดเ ปน ภาษาศาสตรเชงิ ทฤษฎี (หรอื ภาษาศาสตรท่ัวไป) จะเปน
การกาํ หนดอรรถาธิบายใหกบั ภาษาแตล ะภาษา และกําหนดทฤษฎีเก่ียวกับมุมมองตางๆ ของ
ภาษาใหครอบคลุม ภาษาศาสตรเชิงประยุกตจะเปนการประยุกตใชทฤษฎีทางภาษาศาสตร
ตา งๆ กบั งานดานอน่ื ๆ และภาษาศาสตรแบบพึ่งพาบริบทและแบบไมพ่ึงพาบริบท (Contextual
and.Independent.Linguistics).แ บ ง ไ ด เ ป น .ภ า ษ า ศ า ส ต ร แ บ บ พึ่ ง พ า บ ริ บ ท . เ ป น ก า ร ส ร า ง
อรรถาธิบายเกยี่ วกับการใชภาษาโดยมนุษย เชน หนาท่ีเชิงสังคมในภาษา วิธีการใชงานภาษา
และวิธีการสรางและรับรภู าษาของมนุษย และภาษาศาสตรแบบไมพง่ึ พาบริบท เปนการศึกษาท่ี
ตวั ภาษาเอง โดยไมพิจารณาปจจัยภายนอกตา งๆ ทเี่ กยี่ วของ
ศิริพร มณีชูเกตุ (2542, หนา 25-30) ไดแบงภาษาศาสตรตามสาขาวิชา
ออกเปน 5 สาขาวิชา ไดแก ภาษาศาสตรเชิงประวัติ ภาษาศาสตรเปรียบเทียบ ภาษาศาสตร
เชงิ สังคม ภาษาศาสตรเ ชิงจิตวทิ ยา และภาษาศาสตรป ระยุกต ไดแก ภาษา ศาสตรเชิงประวัติ
การศึกษาประวตั ิของภาษาโดยทัว่ ไปมกั จะศกึ ษาจากเอกสารหลักฐานที่ปรากฏอยู เชน ศิลา-
จารกึ ใบลาน การศึกษาภาษาใดภาษาหนึ่งเพียงภาษาเดียว ยอนไปในอดีตไกลเทาท่ีมีเอกสาร
เปนหลักฐานปรากฏอยู เชน การศกึ ษาภาษาไทยยอ นไปถงึ เอกสารช้ินแรกคือ ศลิ าจารกึ หลกั ที่
1 ภาษาศาสตรเปรยี บเทยี บ ถือเปน แขนงหน่ึงของภาษาศาสตรทัว่ ไป เปนการอธิบายภาษาตาม
เหตกุ ารณท ่ีเกิดขนึ้ เชน การเปลี่ยนแปลงของภาษา และความสัมพันธของภาษาที่เกี่ยวของกัน
โดยการตง้ั ขอสมมตุ ิฐานขน้ึ คลายกบั การต้งั สมมตุ ิฐานในสาขาวิทยาศาสตร ซ่งึ ทําใหไ ดขอสรุป
หรือการคนพบใหมๆ หรือวิธีใหมๆ ในการมองภาษาหรือพบระบบข้ึน เชน พบตระกูลภาษา
อนิ โดยโู รเปยน พบกฎของเสียง เปนตน ภาษาศาสตรเชิงสังคม สังคมวิทยาภาษาศาสตร คือ
การศึกษาเร่ืองของภาษาที่เก่ียวของกับสังคมหรืออยูในบริบทของสังคม ภาษาศาสตร
เชิงจิตวทิ ยา เปนศาสตรทีเ่ กดิ ใหมม อี ายุนอย ซ่งึ บางคาํ ถามก็ยงั หาคาํ ตอบไมได แตเปนศาสตร
ทเ่ี ปนพ้นื ฐานสาํ คัญตอการเรียนการสอนภาษาและภาษาศาสตรทั่วไปดวย และภาษาศาสตร
ประยุกต เปนวิชาภาษาศาสตรท ่ีนําเอาความรจู ากภาษาศาสตรสาขาตางๆ มาใชเปนประโยชน
ในเฉพาะดาน เชน การสอนภาษาแรกและการสอนภาษาท่สี อง การสรา งภาษาเขยี นใหก บั ภาษา
ท่ยี ังไมม ตี วั เขียน การแบง เขตภาษาถ่นิ การแกไ ขขอ บกพรอ งในการพดู ของผปู วย และการแปล
เปนตน
27
2.3 แนวการศึกษาภาษาศาสตร
แนวการศึกษาภาษาศาสตร ไดกําหนดขอบเขตของการศึกษาวิเคราะหไว
3 ดาน ไดแ ก การสรา งคาํ ประโยค และสมั พันธสาร ดงั น้ี
2.3.1 การสรางคาํ เปนการนําหนวยคํา คาํ ท่ีประกอบแลว ตง้ั แต 2 หนวยคํา
หรอื คาํ ขนึ้ ไปมาประกอบกนั ไดเ ปน คําใหม
วรวรรธน ศรยี าภยั (2556, หนา 130-142) ซึ่งไดกลา ววา การสรา งคาํ ตามวิธี
ของไทย ไดแ ก คําประสม คาํ ซอน คําซา้ํ รายละเอียดมีดังน้ี
1. คําประสม.(Compound.words) หมายถงึ คําที่ประกอบดวยหนวยคําอิสระ
ตง้ั แต 2 หนวยคาํ ขึน้ ไป โดยหนวยคําอิสระท่ีนํามาประกอบกันนั้นจะตองเปนคําละหนวย ไมมี
ความสัมพันธกัน อีกทั้งความหมายก็แตกตางกันดวย เมื่อประกอบข้ึนมาแลวไดคําใหม มี
ความหมายใหม หรืออาจมีเคาความหมายของคาํ ท่ีนาํ มาประกอบกนั อยูบาง คําประสมจําแนก
ได 5 ประเภท ไดแก คาํ ประสมอสิ ระ คําประสมสมาส คาํ ประสมสนธิ คําประสมประสาน และ
คาํ ประสมทับศพั ท มรี ายละเอียด ไดแก คาํ ประสมอสิ ระ เปนการสรางคาํ ทนี่ ําหนว ยอสิ ระตง้ั แต
2 หนวยคําขึ้นไปมาประกอบกนั ไดค ําประสมที่มีลักษณะไมมีการเปลี่ยนแปลงระหวางรอยตอ
ของคาํ เชน แกว นาํ้ , ตมยาํ กงุ คาํ ประสมสมาส เปน การสรางคาํ ท่ีนาํ หนวยอิสระที่มาจากภาษา
บาลีและสันสกฤต ตั้งแต 2 หนวยคําขึ้นไปมาประกอบกัน ไดคําประสมที่มีลักษณะไมมีการ
เปลี่ยนแปลงเสียงระหวางรอยตอของคํา.เชน.ภารกิจ,.ธรรมชาติ,.สมรรถภาพ,.เทวทูต
คําประสมสนธิ เปนการสรางคําท่ีนําหนวยอิสระที่มาจากภาษาบาลีและสันสกฤต ตั้งแต 2
หนว ยคําข้ึนไปมาประกอบกัน ไดคําประสมที่มีลักษณะการเปล่ียนแปลงเสียงระหวางรอยตอ
ของคาํ เชน วิทยาลัย, ธันวาคม, สุโขทัย คําประสมประสาน เปนการสรางคําท่ีนําหนวยอิสระ
คําประสมหรอื คําประสาน มาประกอบกับหนว ยคําคําประสมหรือคําประสาน ตั้งแต 2 คาํ ขน้ึ ไป
ไดคําประสมท่ีมลี กั ษณะไมมีการเปลยี่ นแปลงระหวางรอยตอของคํา เชน รหัสลับ, ทะเลนอย,
หองรโหฐาน,.พวงมาลัยดอกมะลิ.และคําประสมทับศัพท.เปนการสรางคําที่นําหนวยอิสระ
คําประสมหรือคําประสาน.มาประกอบกับหนวยคํา.คําประสม.หรือคําประสาน.ตั้งแต.2.คํา
ข้ึ น ไ ป . โ ด ย มี คํ า ห น่ึ ง เ ป น คํ า ทั บ ศั พ ท ภ า ษ า ต า ง ป ร ะ เ ท ศ . ไ ด คํ า ป ร ะ ส ม ที่ มี ลั ก ษ ณ ะ ไ ม มี
การเปล่ียนแปลงระหวางรอยตอ ของคาํ เชน รา นโออิชิ, ออฟพิศสวนตวั , พดั ลมฮาตาริ
2. คําซอน (synonymous compound) หมายถึง คําท่ีประกอบดวยหนวยคํา
อิสระตั้งแต 2 หนวยคําข้ึนไป ซึ่งมีความหมายเหมือนกัน ใกลเคียงกัน หรือตรงขามกัน เมื่อ
ประกอบคาํ เปน คาํ ซอนแลวจะตอ งไดความหมายใหม หรือมีความหมายกวางกวาเดิม จําแนก
ได 3 ประเภท ไดแก คําซอนสองหนวยคํา เปนการนําหนวยคําอิสระ 2 หนวยคํามาซอนเขา
28
ดวยกัน และไดเปนคําซอน 1 คํา เชน เสื่อสาด, โยงใย, เกี่ยวของ, ผิดชอบ, อยูกิน, หยูกยา
คาํ ซอนส่ีหนว ยคํา เปน การนําหนวยคาํ อิสระ 4 หนวยคาํ มาซอ นเขา ดว ยกัน และไดเปนคําซอน
1 คํา เชน ผิดชอบชั่วดี, ของซื้อของขาย, หนักนิดเบาหนอย, เขาอกเขาใจ และคําซอนหก
หนว ยคาํ เปนการนําหนวยคาํ อิสระ 6 หนว ยคํา มาซอนเขา ดว ยกันและไดเ ปนคําซอน 1 คํา เชน
นํ้าพงึ่ เรือเสือพึ่งปา , หวานเปนลมขมเปน ยา
3. คําซ้ํา.(reduplication) หมายถึง คําที่ประกอบมาจากหนวยคําอิสระ 2
หนวยคาํ โดยหนวยคําอิสระนน้ั แตเ ดมิ มเี พียง 1 หนวยคาํ แลว นํามาออกเสียง 2 ครั้ง จนไดเปน
2 หนว ยคํา เม่อื รวมกนั แลวไดเ ปน คาํ ซ้ํา 1 คํา จําแนกได 2 ประเภท ไดแก คําซ้ําสมบูรณ เปน
คาํ ซํ้าทีอ่ อกเสยี งเดมิ ซ้ํา 2 คร้งั เชน ใครๆ, เดก็ ๆ, เพื่อนๆ และคําซํ้าบางสวน เปนคําซํ้าคําเดิม
เพียงบางสวน อาจซ้ําพยัญชนะ เสียงสระ หรือเสียงวรรณยุกต เชน ยาวยาว, บาบา, ดํ๊าดํา
นอกจากนี้ยังมีการสรางคําโดยการยืมวิธีการสรางคํา ไดแก คําสมาส คําสนธิ และคําแผลง
โดยคําสมาส คือคําบาลหี รือคําสนั สกฤตตัง้ แต 2 คําข้ึนไปมารวมกัน อานออกเสียงตอเน่ืองกัน
จําแนกได 3 ประเภท ไดแก คําสมาสยืม คําสมาสสราง และคาํ สมาสซอน
สํานักวิชาการและมาตรฐานการศึกษา (2549, หนา 73-78) กลาววา
คาํ สมาสยืม คือ คาํ สมาสของภาษาบาลีและสันสกฤตท่ียืมเขามาใชในภาษาไทย เชน กตัญู,
บังสุกลุ , กรรมกร และคาํ สมาสสราง คอื คําสมาสที่ไทยสรางขึ้นเลียนแบบคําสมาสของภาษา
บาลีและสันสกฤต โดยนําคํายืมมาจากภาษาบาลีและสันสกฤตมารวมกัน เชน ญาติธรรม,
กัมปนาท, โยธวาทิต และคําสมาสซอน คือคําสมาสท่ีนําคํายืมภาษาบาลีและสันสกฤตท่ีมี
ความหมายเหมอื นกันหรอื คลายคลึงกันมารวมกัน เชน ประชาชน, กาลเวลา, มิตรสหาย สวน
คําสนธิ หมายถึง การนาํ คาํ บาลสี นั สกฤต มารวมกนั โดยการเชื่อมทายเสียงทายคําของคําหนา
กับเสียงตนของคําหลังที่ตามมาใหกลมกลืนกัน เพื่อออกเสียงสะดวก ไพเราะ จําแนกได
6 ประเภท ไดแ ก คาํ สนธิระหวางคําบาลกี บั คําบาลี คําบาลีกับคําสันสกฤต คําบาลีกับคําบาลี
สันสกฤต คําสนั สกฤตกบั คาํ สันสกฤต คําสนั สกฤตกับคําบาลีสันสกฤต และคําบาลีสันสกฤต
กับคาํ บาลสี ันสกฤต
จงกล ชาญประเสริฐ (2543, หนา 179-182).กลาววา คําสนธิระหวางคํา
บาลกี บั คําบาลี เชน กจิ จานกุ จิ จ, วชิราวธุ , สรุ ิโยทัย คาํ สนธิระหวางคาํ บาลีกับคําสนั สกฤต เชน
กัลปาวสาน, เชษฐาธิราช, ศาสตราวุธ คําสนธิระหวางคําบาลีกับคําบาลีสันสกฤต เชน
คชาธาร, นภาลัย, มเหสี, บุญญานุภาพ คําสนธิระหวางคําสันสกฤตกับคําสันสกฤต เชน
จันทราทิตย, ภูมินทร คําสนธิระหวางคําสันสกฤตกับคําบาลีสันสกฤต เชน ภักษาหาร,
คชเชนทร, จักราธิบดี, มไหศวรรย และคําสนธิระหวางคําบาลีสันสกฤตกับคําบาลีสันสกฤต
29
เชน จลาจล, ชลาลัย, ชโลทร, ชีวาลัย และคําแผลง เปนคําท่ีมีการเปลี่ยนแปลงตัวอักษรดวย
วิธกี ารตา งๆ ใหผดิ จากรูปเดิมของคาํ ภาษาไทยบาง ภาษาอื่นบา ง เพื่อใชในการแตงคําประพันธ
หรอื เรียบเรียงคําพูดใหสละสลวย จําแนกได 2 ประเภท ไดแก คําแผลงที่อาศัยหลักในภาษา
เขมร และคําแผลงท่อี าศัยหลกั ในภาษาบาลี
พนู พงษ งามเกษม (2549, หนา 70-73) อธิบายวา คําแผลงที่อาศัยหลักใน
ภาษาเขมร เปนการแผลงคาํ โดยการยดื เสียงพยางคในคาํ ใหย าวออกไปเปนอีกพยางคหน่ึง เชน
ตรวจ เปน ตํารวจ, จง เปน จํานง, ตริ เปน ดําริ, ปรุง เปน บํารุง และคําแผลงที่อาศัยหลักใน
ภาษาบาลี เปนการยืดเสียงในคําเดิมอยางเดียว แตไมเปลี่ยนความหมายของคํา เปนการ
เปลย่ี นแปลงเสียงเพอื่ ใหไ ดเ สียงสละสลวย หรือออกเสียงไดสะดวก เชน ครบ เปน คาํ รบ, เจรญิ
เปน จาํ เริญ, ตรสั เปน ดาํ รสั , เผอญิ เปน บังเอิญ, เสรจ็ เปน สําเรจ็ , พัก เปน พาํ นัก, อาจ เปน
อาํ นาจ, ชดั เปน ชงดั , ผก เปน ผงก, พัก เปน พาํ นกั , เสียง เปน สําเนียง นอกจากการเตมิ เสยี ง
แลว ยังมีการเปลี่ยนเสียงของคําเดิม อาจเปนเสียงพยัญชนะ หรือ สระ เชน วัชร เปน เพชร,
วชิร เปน วิเชยี ร, ศาลา เปน ศาล, ปติ เปน บดี, มาตา เปน มารดา
2.3.2 ประโยค หมายถึง หนวยภาษาท่ีสื่อสารไดใจความครบถวนสมบูรณ
มกั ประกอบดว ยภาคประธานและภาคแสดง หรือประกอบดวยสวนใดสวนหน่ึงเพียงสวนเดียว
แตสามารถพูดสื่อสารตอไปได (วรวรรธน ศรียาภัย, 2554, หนา 21-22) จําแนกประโยค
ไว 9 ประเภท ไดแ ก ประโยคบอกใหท ราบ ประโยคเสนอแนะ ประโยคสงั่ ประโยคหาม ประโยค
ชักชวน ประโยคขู ประโยคขอรอง ประโยคคาดคะเน และประโยคถาม ไดแก ประโยคบอกให
ทราบ คอื ประโยคที่ผูสงสารตองการบอกกลาวหรอื อธิบายเรื่องราวใหผรู ับสารทราบ
2.3.3 สัมพันธสาร เปนขอความทางภาษาท่ีมนุษยใชในการปฏิสัมพันธกัน
วรวรรธน ศรียาภัย (2556, หนา 234-244) อธิบายถึงการเชื่อมโยงความ 4 ชนิด ไดแก การ
อางถงึ การละ การใชศ ัพท และการใชค ําเชื่อม ดังนี้
1..การอางถึง.เปนกลไกการเช่ือมประสานใหขอความมีความสัมพันธทาง
ความหมาย กลวธิ กี ารอา งถงึ ในภาษาไทยมี 8 ลกั ษณะ ไดแก การซ้ํานามวลีเดิม คือการใชรูป
ภาษาในครงั้ ท่ี 2 และคร้งั ที่ 3 หรอื ครัง้ ตอๆ ไป เปนรูปเดียวกนั กบั รูปภาษาที่ใชใ นครัง้ แรก การ
ใชค าํ บุรษุ สรรพนาม คือ การใชค าํ แทนชื่อคน สตั ว สิ่งของ ตงั้ แตบ ุรุษที่ 1 ถงึ บุรษุ ที่ 3 การใชค าํ
บรุ ษุ สรรพนามแทนคาํ นามเมือ่ กลา วถึงเปนคร้ังที่ 2 จะชวยใหเกดิ ความหลากหลายในรปู ภาษา
หลกี เลี่ยงการใชคําเดิมซาํ้ การใชคาํ สรรพนามชี้เฉพาะ ไดแก นี่ นี้ นัน่ นั้น โนน โนน นุน นูน ใช
แทนคาํ นามเพอ่ื แสดงการเจาะจงไมตองกลา วซ้ํา ทําใหภ าษาสละสลวย การใชคาํ บอกกาํ หนดช้ี
เฉพาะ ไดแก นี่ นน่ั โนน นี้ นัน้ โนน นูน โดยใชตามหลังติดกันกับคํานามหรือลักษณะนาม ใช
30
ระบเุ จาะจงส่ิงท่ีกลา วมาแลว หรอื กาํ ลังจะกลา วตอไป จะทําใหการส่ือสารชัดเจนย่ิงขึ้น การใช
คาํ ที่เก่ียวกบั จาํ นวน ไดแ ก คาํ พวกที่บอกจาํ นวน อาทิ หนึง่ สอง สาม บาง ลว น ทั้งหมด และคํา
พวกที่บอกลําดับ อาทิ ที่หน่ึง ท่ีสอง ท่ีสาม แรก สุดทาย คําลักษณะนี้จะชวยใหใจความของ
สัมพันธสารชัดเจนยิ่งข้ึน การใชตัวบงบอก คือ คําหรือวลีท่ีบงเฉพาะเจาะจงวาสิ่งท่ีผูพูด
กลา วถึงคอื สิง่ ที่ไดกลาวถงึ มาแลว หรอื สง่ิ ท่ีจะกลาวถึงตอไป ทําใหรูวาขอความที่อางถึงน้ันอยู
ณ สวนใดของสัมพันธสาร เชน ดังกลาว ขางตน ขางลาง ขางทาย ดังกลาวขางตน ดังกลาว
มาแลว ตอ ไปน้ี ท่แี นบมานี้ ดังแจงมาแลว น้นั การใชคําแทนท่ี คือ คําท่ีใชแทนคําหรือขอความ
อน่ื ใชแ ทนนามวลี กรยิ าวลี หรอื ประโยคทมี่ าขา งหนา คาํ แทนที่มักจะเปนคํานามหรือคํากริยา
ซ่ึงมคี วามหมายเปรยี บเทยี บ เก่ียวเน่ือง หรือขยายความของคําหรือขอความท่ีแทน เชน เร่ือง
ส่ิง ทํา และการใชคําเปรียบเทียบบอกความมากนอย ไดแก การใชคํา กวา ท่ีสุด บางครั้ง
ปรากฏเดีย่ วๆ ได บางครัง้ ตองตามหลงั ตดิ กบั นามวลี หรือกรยิ าวลี
2. การละ.เปน การตัดหรือการละคํา วลี ประโยคหรือขอความท่ีผูสงสารกับ
ผรู บั สารรกู ันดอี ยูแ ลว ออกซงึ่ จะชว ยใหภาษากระชบั รดั กมุ หรือไมเ ย่ินเยอ
3. การใชคําศพั ท เปน การทําใหเกดิ การเช่อื มโยงความการเชือ่ มโยงความโดย
ใชค าํ ศัพทที่สัมพนั ธก นั ทางความหมาย ความขดั แยง เปนคาํ ยอ ยของกัน อธบิ ายลักษณะอาการ
ของส่ิงน้ัน และเปน คาํ ทีอ่ ยูใ นทาํ เนียบภาษาเดียวกัน เชน คําวา “ดวงอาทิตย” สื่อความหมาย
อยางเดียวกับ ดวงตะวัน ตาวัน สุริยะ สุริยน สุริเยศ ทินกร จาตุรนต หรือเปนคํายอยของคํา
ใหญ เชน สัตวนา้ํ ไดแก ปลา หอย ปลงิ เตาเหนีย่ ง
4. การใชคําเชื่อม เปนคําที่ใชเชื่อมระหวางประโยคเพื่อใหขอความ มีความ
ตอเน่ืองและสัมพันธก ัน มี 13 ประเภท.ไดแ ก เชอ่ื มอธบิ าย เปน คําเช่อื มท่ขี ยายความหรอื อธิบาย
ความใหชัดเจนยิ่งขึ้น.เชน.กลาวคือ.นั่นคือ.อีกนัยหน่ึง.นั่นหมายความวา.เชื่อมตัวอยาง
เปนคําเช่อื มเมื่อตอ งการยกตัวอยาง หรืออุทาหรณ เชน อาทิ ยกตัวอยางเชน เช่ือมความเนน
เฉพาะ เปนคําเชื่อมที่ใชเชื่อมเพื่อเนนขอความเฉพาะสวนท่ีสําคัญ เชน เฉพาะโดยเฉพาะ
โดยเฉพาะอยา งย่งิ เฉพาะอยางย่งิ เชือ่ มความสรุป เปน คําเช่อื มที่ทําหนา ทสี่ รุปขอ ความท่ีกลาว
มาทั้งหมดขา งหนา เชน โดยสรปุ กลา วโดยสรุป กลาวโดยรวม สรปุ ไดว า สรุปวา โดยทั่วไป
เปน อนั วา เชื่อมความขัดแยง เปนคําเชื่อมท่ที ําหนาที่เชื่อมขอความท่ีแยงกับขอความที่กลาวมา
ขางหนา เชน แต แตทวา อยางไรก็ตาม อยางไรก็ดี กระน้ันก็ตาม ในทางตรงกันขาม ในทาง
กลับกนั เชอื่ มความคลอ ยตาม เปนคําเช่อื มทท่ี ําหนาทเ่ี ชอ่ื มขอ ความที่เปนไปในทํานองเดียวกัน
กบั ขอความทอ่ี ยูขางหนา เชน ในทาํ นองเดยี วกัน โดยนัยเดียวกันน้ัน เชนเดียวกัน เชนเดียวกับ
เชอื่ มความเพ่มิ เปนคําเชือ่ มทที่ าํ หนาท่ีเช่ือมขอความที่เพิ่มเติมขอมูลใหกับขอความที่กลาวมา
31
ขา งหนา เชน นอกจากนี้ นอกจากนนั้ อกี ท้ัง ยง่ิ ไปกวา นน้ั นอกจากที่กลาวมาแลว เช่ือมลําดับ
เวลา เปน คาํ เชื่อมที่ทําหนาที่เชื่อมขอความท่ีแสดงลําดับเวลากอนหลัง เชน แลว หลังจากน้ัน
ภายหลังจาก กอนหนานน้ั ในทส่ี ุด สุดทาย ขณะเดียวกัน ขณะท่ี เม่ือ เวลาน้ัน ขณะน้ัน เชื่อม
ความเปนเหตุเปนผล เปนคําเช่ือมท่ีทําหนาท่ีเช่ือมขอความท่ีเปนเหตุเปนผล หรือผลของ
ขอความท่ีกลาวมาขางหนา เชน ดวยเหตุท่ีวา เน่ืองดวย ดังน้ัน เพราะฉะน้ัน ดวยเหตุฉะนั้น
เมื่อเปนเชนน้ี เชื่อมความเสริม เปนคําเช่ือมท่ีทําหนาท่ีเชื่อมขอความซ่ึงเปนขอมูลเสริมของ
ขอความท่ีกลา วมาขางหนา เชน ทงั้ นี้ เชอ่ื มเรอ่ื งใหม เปน คําเช่ือมทที่ ําหนา ทเี่ ชื่อมขอ ความทีเ่ ปน
เรอ่ื งเปล่ียนใหม หรอื ตา งจากเรอื่ งเดิม แตจ ะมีความสมั พันธก บั เร่อื งเดิมบา งในบางแง เชน อนง่ึ
เชือ่ มความชีแ้ จง เปน คาํ เชือ่ มท่ีทาํ หนาที่เช่อื มขอ ความทเี่ ปนการช้แี จงขอ เท็จจริงใหกับขอความ
ทก่ี ลา วมาขา งหนา เชน อนั ทีจ่ รงิ จรงิ ๆ แลว.ในความเปนจริงคือ และเช่ือมความที่เปนเง่ือนไข
เปนคําเชื่อมที่ทําหนาที่เชื่อมขอความ.ท่ีมีความหมายแสดงเงื่อนไข.เชน.มิฉะนั้น.ไมเชนน้ัน
มเิ ชนนน้ั ไมอยา งน้ัน ไมงัน้
5. เรือ่ งยอกลอนบทละครเรือ่ งรามเกียรต์ิ ตอนนารายณป ราบนนทก
กลา วถึงยกั ษตนหน่งึ ชื่อนนทก ต้งั แตพ ระอศิ วรใหท ําหนาท่ีลางเทาเทวดาอยูบันได
เขาไกรลาส เวลาเทวดามาเฝาพระอิศวร นนทกจะเปนผูลางเทาให ทุกคร้ังท่ีเทวดาเขาเฝา
พระอิศวร จะตอ งแกลงนนทกโดยการตบหัว ลูบหนาบาง ถอนผมบาง จนผมโกรนโลนเกล้ียง
ทาํ ใหแคนใจนัก จงึ เขาเฝาพระอิศวร เพื่อกราบทูลขอพร ใหตนมีนิ้วเพชร มีฤทธิ์เดชชี้ไปท่ีใคร
ก็ขอใหตาย โดยอางวาตัวเองนั้นทําความดีความชอบ รับใชพระอิศวรมา ชานานไมเคยขอ
รางวัลสิ่งตอบแทนใดๆ เลย พระอิศวรมีความเมตตาก็ประทานพรให เมื่อไดนิ้วเพชรจาก
พระอิศวรแลว ครน้ั เทวดามาเขา เฝาพระอศิ วรกแ็ กลง เหมือนเชนเคย นนทกกต็ วาดกองพรอมใช
น้ิวเพชร ช้ีไปท่ีเหลาเทวดา ทาํ ใหเทวดาลมตายกันในพริบตา พระอนิ ทรเหน็ ดังน้ันก็ตกใจ จึงข้ึน
ไปเฝา กราบทลู ใหพระอศิ วรทรงทราบ พระอศิ วรจึงใหพ ระนารายณไ ปปราบ คร้ันพระนารายณ
รับคําส่ัง กไ็ ดแปลงกลายเปน นางสุวรรณอัปสร มีรูปรางงดงามไปชวนใหนนทกรายรํา นนทก
เห็นเชนนั้นก็หลงกลรายรําตามนางสุวรรณอัปสร คร้ันรําถึงทานาคามวนหาง น้ิวเพชรของ
นนทกก็ชี้ไปถูกขาของตนเอง ดวยเดชน้ิวเพชร.ทําใหนนทกลมลง.นางสุวรรณอัปสรก็กลาย
เปน พระนารายณเหยยี บอกนนทกไว นนทกเหน็ เชนน้ันจงึ ถามวา ตวั เองทาํ ผิดอะไร พระนารายณ
จึงรบั สั่งวา เพราะนนทกไมเ กรงกลวั ตอ พระอศิ วรทีบ่ ังอาจฆาเหลาเทวดา นนทกไดฟงดังน้ันจึง
ตอวาทําไมไมสกู ันซง่ึ หนา พระนารายณจึงตอบวา ทําเพราะนนทกจะถึงท่ีตาย ดวยหลงเสนห
มารยาหญิง ไมใชเพราะกลัวฤทธิ์เดชนิ้วเพชร จึงตรัสใหนนทกไปเกิดใหมใหมีสิบหัวสิบหนา
ยี่สิบมือ มีอาวุธครบมือ แลวพระองคจะเกิดเปนมนุษยตามไปปราบ วาแลวจึงใชพระแสงตัด
32
ศีรษะนนทกขาดกระเด็นไป.ตอจากนั้นพระองคก็เหาะกลับไปยังกระเษียรวารี.เมื่อตายไปแลว
นนทกไดไ ปเกดิ เปน ทศกัณฐ.โอรสของเทาลัสเตียนกับนางรัชดามเหสี.มีสิบหัวสิบหนาย่ีสิบมือ
มนี องชอ่ื กุมภกรรณ
งานวจิ ัยทเ่ี กยี่ วขอ ง
1. งานวจิ ยั ท่เี ก่ยี วของวรรณคดีและวรรณกรรมท่วั ไป
งานวิจัยทีเ่ ก่ียวของกับวรรณคดแี ละวรรณกรรมทัว่ ไปท่ีไดคนความา ประกอบดวย
ผลงานวิจยั ของ กาญจนา เรอื งทุง และธีราพร ขวญั คง (2548) เรอื่ ง “รสวรรณคดไี ทยจากเนื้อ
รองเพลงไทยเดิมที่มาจากวรรณคดีไทยเร่ืองขุนชางขุนแผน อิเหนา และพระอภัยมณี”
ผลงานวิจัยของ พนมไพร เทพจิตร และคณะ (2548) เร่ือง “โวหารภาพพจนในพระอภัยมณี
ของสุนทรภู” ผลงานวิจยั ของ ธนันต พสิ ยั สวสั ดิ์ (2531) เรือ่ ง “วรรณคดีอีสานเร่ืองขุนทึง โดย
วิเคราะหศิลปะการเสนอเร่ืองและสุนทรียะเชิงประพันธ” ผลงานวิจัยของกัลยา พลายชุม
(2538) เร่ือง “อุเทนคําฉันทของพระสมุหหนู ฉบับศูนยวัฒนธรรมภาคใต วิทยาลัยครู
นครศรีธรรมราช” ผลงานวจิ ัยของวงเดอื น สุขบาง (2542) เรอ่ื ง “วิเคราะหพ ระปฐมสมโพธิกถา
ในแนวสุนทรียะ” และผลงานวิจัยของ นงลักษณ แชมโชติ (2521) เรื่อง “หาสยรส
ในวรรณกรรมรองกรองของไทยสมยั รัตนโกสินทร พ.ศ. 2325-พ.ศ. 2475” มรี ายละเอียดดังน้ี
กาญจนา เรืองทุง และธีราพร ขวัญคง (2548) ไดศึกษาวิเคราะห “รสวรรณคดี
ไทยจากเนอ้ื รองเพลงไทยเดิมที่มาจากวรรณคดีไทยเรื่องขุนชางขุนแผน อิเหนา และพระอภัย
มณี” ผลการวิเคราะหแสดงใหเห็นวา เน้ือรองเพลงไทยเดิมที่มาจากวรรณคดีไทยเรื่องขุนชาง
ขุนแผน อเิ หนา และพระอภยั มณี ปรากฏรสวรรณคดี สลั ลาปงคพสิ ยั มากท่สี ดุ โดยเปน รสทจี่ ับ
ใจทัง้ ผแู ตงและผฟู งเปน อยา งย่ิง เนอ่ื งจากเน้ือหาของเพลงเหลาน้ีลวนแลวแตมีความเศราโศก
มีการพรรณนาถึงการพลดั พรากจากส่งิ ท่ีรกั เมอ่ื ผฟู งไดฟ งเพลงเหลา นี้ จงึ ทําใหผ ูฟงเกดิ รสเกิด
อารมณค ลอ ยตามเนื้อเพลง ดังน้ันจึงทําใหรสวรรณคดี สัลลาปงคพิสัยไดรับความนิยมนํามา
เปน เนอ้ื รอ งเพลงไทยเดิมมากท่สี ุด
พนมไพร เทพจิตร และคณะ (2548) ไดศึกษา “วิเคราะหโวหารภาพพจนในพระ
อภัยมณี ของสุนทรภู” ผลการศึกษาพบวา วรรณคดีเร่ืองพระอภยั มณี ของสุนทรภู ไดใชโวหาร
ภาพพจน 12 แบบ โดยปรากฏโวหารภาพพจนท่ีใชมากท่ีสุด จนถึงนอยท่ีสุดตามลําดับ ดังน้ี
อุปมา ซํ้าคํา การเลนเสียงเลนจังหวะ ปรพากย เลียนเสียงธรรมชาติ เลนคํา กลาวเสียดสี
เหน็บแนม สัญลกั ษณ กลาวเกินจรงิ อุปลกั ษณ กลาวเทาความ และการสมมติใหมีตวั ตน
33
ธนันต พิสัยสวัสด์ิ (2531) ไดศึกษาวิเคราะห “วรรณคดีอีสานเร่ืองขุนทึง” โดย
วเิ คราะหศ ลิ ปะการเสนอเร่อื งและสนุ ทรียะเชิงประพันธ ผลการศึกษาพบวา ผูนิพนธวรรณคดี
เรื่องขุนทึง สามารถเรียบเรียงถอยคําพรรณนาความตอนตางๆ ใหผูฟงหรือผูอานบังเกิด
อารมณท างใจไดค รบทงั้ เกา รส ซ่งึ ผวู ิจัยไดแสดงรายละเอียดไววารสวรรณคดีใดปรากฏอยูใน
ตอนใดบาง และในสว นของวรี รสหรือรสแหง ความกลาหาญนั้น ปรากฏวามีอยูเพียงตอนเดียว
โดยเปน ความกลา หาญในการตัดสนิ ใจ คือ ตอนขุนทึงตดั สนิ ใจท่จี ะฝาฟนอันตรายจากภูตผีและ
สตั วร ายทีเ่ ฝา รกั ษาสถานท่เี พอ่ื เขา ปา หมิ พานต สว นรสวรรณคดที ีเ่ ดน ท่ีสุดของเร่ือง ขุนทึง คือ
ศานรส กรณุ ารส และศฤงคารรส ตามลาํ ดบั
กัลยา.พลายชุม.(2538).ไดศึกษาวิเคราะห.“อุเทนคําฉันทของพระสมุหหนู
ฉบับศนู ยว ฒั นธรรมภาคใต วทิ ยาลัยครนู ครศรธี รรมราช” ผลการศกึ ษาสรุปไดวา องคป ระกอบ
ของเรื่องมีลักษณะเดนเฉพาะทั้งโครงเรื่อง แนวคิด ทรรศนะของผูแตง ตัวละคร บทสนทนา
และฉาก.ดานรูปแบบคําประพันธมีการใชคําประพันธแตละชนิดไดเหมาะสมกับเนื้อหา
ด า น ข น บ นิ ย ม ใ น ก า ร แ ต ง จ ะ ป ฏิ บั ติ ต า ม ก วี รุ น ก อ น . แ ต มี เ อ ก ลั ก ษ ณ อ ยู บ า ง ใ น บ ท ไ ห ว ค รู
และบทอัศจรรย ดานศิลปะการประพนั ธนับวามีความไพเราะทง้ั รสคํา รสความและรสวรรณคดี
โดยมีรสวรรณคดตี ามทฤษฎอี ลังการศาสตร 8 รส คือ ศฤงคารรส วีรรส กรุณารส อทภูตรส
ภยานกรส เราทรรส พีภัตสรส และศานตรส ซ่ึงรสวรรณคดีแตละรสที่ปรากฏอยูลวนให
ความรูสึกสะเทือนอารมณแกผอู าน ทําใหว รรณกรรมเรื่องนีม้ ีคุณคานาสนใจเปนอยางมาก
วงเดือน สุขบาง (2542) ไดศึกษาวิเคราะหพระปฐมสมโพธิกถาในแนวสุนทรียะ
ผลการศึกษาสรุปไดวา รสความที่เกิดจากการบรรยายและพรรณนาความไดกอใหเกิดรส
วรรณคดีครบทัง้ 9 รส โดยไดย กตัวอยางรสวรรณคดีในดานตางๆ และในสว นของวีรรส ผูวิจัย
ไดส รปุ วา พระปฐมสมโพธกิ ถาปรากฏ วรี รสใน 3 ลักษณะ คือ รณวีระ ไดแก ความกลาหาญ
ในการทําสงคราม ทานวรี ะ ไดแ ก ความกลา หารในการให และธรรมวีระ ไดแก ความกลาหาญ
ในการชวยเหลือ ตอนท่ีแสดงถึงรณวีระ เชน ตอนที่พระพุทธองคทรงผจญ พญามาร ตอนท่ี
แสดงถึงทานวรี ะจะมปี รากฏอยูหลายตอน โดยเฉพาะตอนบําเพ็ญทาน ทั้ง 3 ข้ัน คอื ทานบารมี
ทานอปุ บารมี และทานปรมตั ถบารมี มาเปนเวลาชา นานดวยพระทัยปรารถนาจะชวยมวลสัตว
โลกใหพนจากหวงมหรรณพ เชน ตอนท่ีเสวยพระชาติเปนพระเวสสันดร สวนธรรมวีระหรือ
ความกลาหาญในการชวยเหลือจะปรากฏอยู เดน ชดั มาก เชน ตอนพระสิทธัตถะตัดสินพระทัย
ละทิ้งนางพิมพาพระอัครมเหสีและพระราหุล พระราชโอรส ผูประสูติไดเพียง 1 วัน
พระสุทโธทนะผูเปนพระราชบิดา พระบรมวงศานุวงศ ตลอดจนความสุขทางโลกียทั้งหลาย
เพอ่ื แสวงหาพระสัทธรรมอันเปนหนทางท่จี ะชว ยสรรพสตั วใหพ นจากความทกุ ข การกระทําของ
34
พ ร ะ อ ง ค จั ด ว า เ ป น ธ ร ร ม วี ร ะ อ ย า ง สู ง ส ง . ซึ่ ง วี ร ร ส ดั ง ก ล า ว . ไ ด ก อ ใ ห เ กิ ด ค ว า ม ช่ื น ช ม
ความภาคภมู ใิ จและความเลอื่ มใสศรทั ธาในองคพ ระบรมศาสดาเปน อยา งสงู
นงลักษณ.แชมโชติ.(2521).ไดศึกษาวิเคราะหเร่ือง.“หาสยรสในวรรณกรรม
รอ ยกรองของไทยสมยั รตั นโกสนิ ทร พ.ศ. 2325-พ.ศ. 2475” ผลการศึกษาสรุปไดว า เนื่องจาก
คนไทยมีลักษณะนิสัยรักสนุกและมีอารมณขันจึงไดปรากฏหาสยรสในวรรณกรรมรอยกรอง
ของไทย โดยผูแตงไดสรางหาสยรสเพื่อจุดมุงหมายสําคัญ 3 ประการ คือ เพ่ือสนองความ
ตองการผอนคลายความเครียดอันไดรับจากสังคมหรือชีวิตประจําวัน เพ่ือลอเลียนเน้ือหา
วรรณกรรมซงึ่ ดเู ปนแบบแผนทผ่ี ดิ พลาดหรือบกพรองและเพอื่ เสยี ดสีหรือเหนบ็ แนมบคุ คลหรือ
สงั คม สว นกลวิธีที่ผูแตงใชในการสรางหาสยรส มีอยูหลายวิธี คือ การบรรยายลักษณะหรือ
พฤตกิ รรมของตวั ละคร การเลอื กใชคาํ สาํ นวน โวหาร และวธิ กี ารบรรยายเพ่ือแสดงพฤติกรรม
ท่ีนาขบขัน แตท้ังนี้ หาสยรสในวรรณกรรมรอยกรองของไทยสมัยรัตนโกสินทรตอนตนนี้
สามารถเราอารมณขันของผอู านได
2. งานวิจยั ท่เี ก่ียวของกบั วรรณคดีเร่ืองรามเกยี รติ์
งานวิจัยที่เกี่ยวของกับวรรณคดีเร่ืองรามเกียรติ์ ที่ไดคนความา ประกอบดวย
ผลงานวิจัยของ.นิยะดา เหลา สนุ ทร (2526) เรือ่ ง “รามเกยี รติ์บทละครครง้ั กรงุ เกา เปรยี บเทียบ
กับรามเกียรติ์บทพระราชนิพนธในรัชกาลที่ 1” ผลงานวิจัยของพรรณี กัมมสุทธิ์ (2544) เร่ือง
“บทบาทความเปนผนู ําของพระรามในรามเกียรต”์ิ ผลงานวิจยั ของจงกล ชาญประเสริฐ (2542)
เร่ือง.“การเปล่ียนแปลงทางเสียงของคําและการสรางคําในรามเกียรต์ิ”.ผลงานวิจัยของ
ศรสี ุรางค พูลทรพั ย และสมุ าลย บานกลว ย (2525) เรอื่ ง “ลกั ษณะความเปนมาและพฤตกิ รรม
ของตัวละครในบทละครรามเกียรต์ิ.พระราชนิพนธรัชกาลที่.1”.ผลงานวิจัยของฉัตรชัย
ว อ ง ก สิ ก ร ณ . ( 25 2 9 ) . ไ ด ศึ ก ษ า . “ วิ เ ค ร า ะ ห บ ท ล ะ ค ร เ รื่ อ ง ร า ม เ กี ย ร ติ์ . พ ร ะ ร า ช นิ พ น ธ ใ น
พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟาจุฬาโลกมหาราช”.ตามหลักละครในในดานความสัมพันธ
ระหวางบทละครเรอ่ื งรามเกยี รติข์ องรชั กาลท่ี.1.กบั การตที าราํ .และการใชเปนบทละครใน และ
ผลงานวจิ ยั ของ มณีปน พรหมสุทธริ กั ษ (2530) เรอื่ ง “การเปรยี บเทียบเรอ่ื งรามเกียรตข์ิ องไทย
กับรามายณะฉบบั ภาษาบาลีสนั สกฤตของวาลมิกกิ บั ฉบบั ภาษาถน่ิ อินเดยี ตา งๆ และทป่ี รากฏใน
ปรุ าณะตางๆ มรี ายละเอยี ด ดงั น้ี
นิยะดา เหลาสุนทร (2526) ไดศกึ ษารามเกียรต์ิบทละครครั้งกรุงเกาเปรียบเทียบ
กับรามเกียรต์ิบทพระราชนิพนธในรัชกาลที่.1.ผลการวิจัยพบวา.เน้ือความรามเกียรต์ิฉบับ
กรุงเกาแตกตา งจากรามเกยี รติ์ พระราชนิพนธในรัชกาลท่ี 1 หลายตอน ผูศึกษาสันนิษฐานวา
รามเกียรต์ิสํานวนคร้ังกรุงเกาไมไดเปนตนเคาโดยตรงของรามเกียรติ์พระราชนิพนธใน
35
รัชกาลท่ี.1.หากแตรามเกียรต์ิพระราชนิพนธรัชกาลที่.1.คงจะอาศัยที่มาจากรามเกียรติ์ฉบับ
กรงุ เกาซ่ึงมอี ยูหลายสาํ นวนประสมประสานกนั ขึ้น
พรรณี กมั มสุทธิ์ (2544) ไดศึกษาบทบาทความเปน ผูนาํ ของพระรามในรามเกียรติ์
ผลการศกึ ษาพบวา การเกดิ ภาวะความเปนผูนาํ ของพระรามน้นั มีลักษณะของผูนําทยี่ ่ิงใหญต าม
ทฤษฎีมหาบุรุษ.ซึ่งเปนลักษณะพิเศษท่ีเหนือกวาคนทั่วไป.และเปนผูมีบุญญาธิการ.เชน
การเปนพระนารายณอ วตาร มพี ระวรกายสีเขียว และเปน ผมู รี ปู งาม ส่ิงเหลา นี้เปนลกั ษณะของ
บคุ ลกิ ภาพทางดานรางกาย สวนบุคลิกภาพทางดานจิตใจ พระรามเปนผูที่มีเชาวปญญาและ
เชาวอ ารมณทด่ี ี มคี วามเมตตากรุณา มีความสามารถในการใชภ าษาและเปน ผรู กั ษาความสัตย
ซ่งึ เปนคุณสมบตั ทิ ี่เหมาะสมตอ การเปน ผูนาํ
จงกล ชาญประเสริฐ (2542) ไดศึกษาการเปล่ียนแปลงทางเสียงของคําและการ
สรางคําในรามเกยี รต์ิ ผลการศึกษาสรุปไดว า การเปลี่ยนแปลงทางเสยี งของคาํ มี 7 รูปแบบ คอื
การเพิ่มเสียง การตัดเสียง การซ้ําเสียง การเปล่ียนเสียงสระ การเปลี่ยนเสียงพยัญชนะ
การเปลย่ี นเสียงวรรณยุกต และการสับทพ่ี ยางค รปู แบบท่ีปรากฏจํานวนการเปล่ียนแปลงทาง
เสยี งมากท่สี ดุ คือ การเพิม่ เสยี งซง่ึ สว นใหญเ ปนคําท่ยี มื มาจากภาษาบาลี สันสกฤต และเขมร
สวนการสรางคํา มี 5 วิธี คือ คําประสม คําซอน คําซ้ํา คําสมาส และคําสนธิ วิธีท่ีปรากฏ
จาํ นวนในการสรางคํามากทีส่ ุด คือ คําประสม ซึ่งเปนวธิ กี ารสรา งคําของไทยท่ีแพรห ลายที่สุด
ศรีสรุ างค พลู ทรัพย และสุมาลย บา นกลวย (2525) ไดศึกษาลกั ษณะความเปน มา
และพฤติกรรมของตัวละครในบทละครรามเกยี รติ์ พระราชนพิ นธรชั กาลที่ 1 โดยเลือกตัวละคร
สิบตวั มาศึกษา ซึง่ ถอื ความนา สนใจและความสาํ คญั เปน หลกั บาง ถือความจําเปนตอทองเรื่อง
เปนหลักบาง ผลการวิจัยพบวา ตัวละครดังกลาว ไดแก พระราม พระลักษณ พระพรต
ทศกณั ฐ กมุ ภกรรณ พิเภก นางสีดา นางสํามนักขา สุครีพ และหนุมาน อีกทั้งไดนําตัวละคร
เหลาน้ีมาเปรียบเทียบกับตัวละครในรามายณะของวาลมิกิ เพื่อช้ีใหเห็นความคลายคลึงและ
ความแตกตางดวย ตวั ละครในรามเกียรตจ์ิ ะมีลักษณะคลายคลึงกับมนุษยมากกวาตัวละครใน
รามยณะ แมว า พระรามจะกลาวเสมอวา พระองคเ ปน นารายณอวตารกต็ าม ตัวละครฝา ยดีจะมี
ขอ บกพรอง ในขณะท่ีตวั ละครฝายชั่วก็มีสว นดีบาง สาระสาํ คัญของเรื่องก็คือ ธรรมหรือความ
ถูกตองเปนสิ่งท่ีมีคุณคาท่ีสุด ผูมีธรรมหรือยกคุณคาของธรรมเหนือส่ิงอ่ืนใดจะไดรับผลดี
ตอบสนอง สวนผูท่ีไมถือธรรมจะมีแตความหายนะระหวางความเปนญาติสนิทกับธรรม ผูที่
เลือกส่ิงแรกจะพบความอับเฉา ขณะที่ผูเลือกสิ่งหลังจะพบความรุงเรือง ในปจจุบันคน
มักมองขามธรรม แตค วามจริงหลกั ขอ น้ีกไ็ ดป รากฏเปนที่ประจักษตลอดทั้งเร่ืองและใหคุณคา
ทยี่ นื ยงและมีความหมายอยา งยิ่งแกรามเกียรติ์
36
ฉัตรชยั วอ งกสกิ รณ (2529) ไดศึกษาวิเคราะหบทละครเรื่องรามเกียรต์ิพระราช-
นิพนธในพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟาจุฬาโลกมหาราช ตามหลักละครใน ในดาน
ความสัมพนั ธระหวา งบทละครเรอื่ งรามเกยี รติ์ของรชั กาลท่ี 1 กบั การตีทารําและการใชเปนบท
ละครใน โดยผูว จิ ยั ไดแยกวิจัยทลี ะตอนถึงสว นประกอบของหลักละครใน คอื เปด ฉาก อารมณ
ของตัวละคร บทชมความงาม การเปดเร่ือง และนาฏการตอเน่ือง ผลการศึกษาพบวา
รามเกียรต์ิพระราชนิพนธในรัชกาลที่.1.มีทั้งตอนท่ีเหมาะสมและไมเหมาะสมที่นํามาแสดง
ละครใน สว นการตที ารําไดก ลมกลืน และบททีต่ ที า รําไมกลมกลนื เชน มีที่รําซ้าํ ทา รําขดั
มณีปน พรหมสุทธริ กั ษ (2530) ไดศึกษาเปรียบเทียบเร่ืองรามเกียรต์ิของไทยกับ
รามายณะฉบบั ภาษาบาลีสนั สกฤตของวาลมกี ิ กับฉบับภาษาถ่ินอินเดียตางๆ และที่ปรากฏใน
ปรุ าณะตา งๆ โดยไดเปรียบเทยี บใหเ ห็นวา เนือ้ เรื่องท่ีปรากฏในรามเกียรติ์ไทยมีปรากฏตรงกับ
รามายณะฉบับใดบาง ผลการวิจัยพบวา รามายณะท่ีมีเนื้อเรื่องและเกล็ดตางๆ เหมือน
รามเกียรต์ขิ องไทยมากที่สุด คือ รามรยณะฉบบั ภาษาทมฬิ ผแู ตง คอื กมั พนั มีท้ังหมด 9 ตอน
จากงานวิจัยที่เกี่ยวของกับวรรณคดีเรื่องรามเกียรต์ินี้ ผูวิจัยจะไดนํามาใชเปน
ขอมูลเพ่ือประกอบการวิเคราะหกลอนบทละคร เร่ืองรามเกียรติ์ ตอนนารายณปราบนนทก
ตอ ไป
37
บทท่ี 3
วิธดี ําเนินการวจิ ัย
ระเบียบวิธีในการวิจัยเรื่อง “สหวิทยาการในกลอนบทละครเรื่องรามเกียรต์ิ ตอน
นารายณปราบนนทก” ผวู จิ ยั ใชว ิธกี ารวจิ ัยเชิงคณุ ภาพ (Qualitative Research) มีข้ันตอนในการ
วิจัย 5 ประเดน็ ไดแก
1. ประชากรและกลมุ ตวั อยา ง
2. เครอื่ งมือเกบ็ ขอ มูล
3. การเก็บรวบรวมขอมลู
4. การวเิ คราะหขอมลู
5. สรุปผล อภิปรายผล และเสนอแนะ
ประชากรและกลมุ ตัวอยา ง
ประชากรและกลุมตัวอยางในการวิจัยครงั้ น้ี ประกอบดว ย 2 ประเดน็ ดงั นี้
1. ประชากร
การวิจัยคร้ังนี้ประชากร ไดแก กลอนบทละครเรื่องรามเกียรต์ิ ฉบบั พระราชนพิ นธ
ในพระบาทสมเดจ็ พระพทุ ธยอดฟา จุฬาโลกมหาราช
2. กลมุ ตัวอยา ง
จากประชากรการวิจยั ซงึ่ เปน กลอนบทละครเรื่องรามเกียรติ์ ฉบับพระราชนิพนธ
ในพระบาทสมเดจ็ พระพุทธยอดฟาจุฬาโลกมหาราช ผวู จิ ัยไดเลือกกลุมตัวอยางแบบที่ใหโอกาส
ไ ม เ ท า กั น . ( Non-Probability. Sampling) . โ ด ย วิ ธี ก า ร เ ลื อ ก แ บ บ มี จุ ด มุ ง ห ม า ย . ( Purposive.
Sampling) . ไ ด ต อ น น า ร า ย ณ ป ร า บ น น ท ก . โ ด ย อ า ศั ย ห ลั ก เ ก ณ ฑ ท่ี ว า เ ป น ต อ น สํ า คั ญ ท่ี
กระทรวงศึกษาธกิ าร ไดบ รรจไุ วในหลกั สูตรแกนกลางการศกึ ษาขน้ั พ้นื ฐาน พทุ ธศักราช.2551.
ซ่งึ ผูวจิ ัยรับผิดชอบสอนอย.ู และจะไดนําผลการวิจัยที่ไดไปใชพัฒนาการเรียนรูของนักเรียนให
เกดิ การคิดในหลายมิติ.สง ผลใหน ักเรียนเห็นความสําคญั และคณุ คา ของการเรียนวรรณคดีไทย
ยงิ่ ขนึ้ ตอ ไป
38
เครอื่ งมอื เก็บขอมูล
ในการวจิ ยั คร้งั นผ้ี วู ิจัยไดสรา งเคร่อื งมอื เก็บขอมลู ข้ึนมาเองและออกแบบใหเหมาะสม
กบั การวิจยั ครัง้ น้ี เคร่ืองมือดงั กลาว ไดแก แบบบันทกึ ขอ มูลในรูปแบบตาราง จาํ นวน 8 ตาราง
ในแตละตารางจะระบุประเด็นตางๆ เพื่อประโยชนในการวิเคราะหขอมูล โดยแบงออกเปน
2 สว น ดังนี้
1. สว นตน ของตาราง เปน สว นทร่ี ะบุ ดา นของสหวิทยาการท่ีจะวเิ คราะห
2. สวนหัวของตาราง ไดร ะบสุ าระสาํ คัญ 4 ประการ ดงั น้ี
2.1 ลําดบั ท่ี หมายถึง ลาํ ดับทีข่ องรายการยอ ยที่จะวเิ คราะห
2.2 รายการ หมายถงึ ชอื่ รายการหลกั ในแตละดา นทจ่ี ะวเิ คราะห
2.3 คํา/สาํ นวน หมายถึง คาํ หรอื สํานวนท่ีตรงกบั รายการยอ ยท่จี ะวิเคราะห
2.4 จํานวน หมายถงึ จํานวนคาํ หรือสาํ นวนทีว่ เิ คราะหได
ตาราง 1 ตารางเก็บขอ มลู รสวรรณคดีสันสกฤต 39
จาํ นวน
ลาํ ดบั รสวรรณคดสี ันสกฤต คาํ /สํานวน
ท่ี
1 ศฤงคารรส
2 หาสยรส
3 กรุณารส
4 เราทรรส
5 วีรรส
6 ภยานกรส
7 พีภัตสรส
8 อัทภตู รส
9 ศานตรส
ตาราง 2 ตารางเกบ็ ขอ มูลรสวรรณคดีไทย 40
จาํ นวน
ลําดบั รสวรรณคดไี ทย คาํ /สาํ นวน
ท่ี
1 เสาวรจนี
2 นารีปราโมทย
3 พโิ รธวาทัง
4 สัลลาปงคพสิ ยั
ตาราง 3 ตารางเก็บขอ มลู โวหารภาพพจน 41
จาํ นวน
ลาํ ดับ โวหารภาพพจน คํา/สาํ นวน
ท่ี
1 อุปมา
2 อปุ ลักษณ
3 สัญลกั ษณ
4 บคุ คลวัต
5 สมมุตภิ าวะ
6 อตพิ จน หรืออธพิ จน
7 อวพจน
8 อุปนิเษท
9 นามนัย
10 สมั พจนยั