The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

สหวิทยาการในกลอนบทละครเร่อืงรามเกียรติ์ ตอนนารายณ์ปราบนนทก

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search

การศึกษาค้นคว้าด้วยตนเอง (IS)

สหวิทยาการในกลอนบทละครเร่อืงรามเกียรติ์ ตอนนารายณ์ปราบนนทก

สหวิทยาการในกลอนบทละครเรอ่ื งรามเกียรติ์ ตอนนารายณป ราบนนทก

กรรณกิ าร มาตรมูล

การศึกษาคน ควาดว ยตนเองเสนอเปน สว นหน่ึงของการศึกษา
หลกั สตู รปริญญาศิลปศาสตรมหาบณั ฑิต
สาขาวิชาภาษาไทย
กนั ยายน 2556
ลิขสิทธเิ์ ปน ของมหาวทิ ยาลัยพะเยา

อาจารยท่ีปรึกษาและคณบดีคณะศิลปศาสตรไดพิจารณาการศึกษาคนควาดวย
ตนเอง เร่ือง “สหวิทยาการในกลอนบทละครเร่ืองรามเกียรต์ิ ตอนนารายณปราบนนทก”
เห็นสมควรรับเปนสวนหน่ึงของการศึกษาตามหลักสูตรปริญญาศิลปศาสตรมหาบัณฑิต
สาขาวิชาภาษาไทย ของมหาวทิ ยาลยั พะเยา

…….…….…….……………………………………..
(ดร.วรวรรธน ศรียาภยั )
อาจารยท ป่ี รึกษา

……..……………………………………………...
(รองศาสตราจารยพ นู พงษ งามเกษม)

คณบดีคณะศิลปศาสตร
กันยายน2556

กิตตกิ รรมประกาศ

การศึกษาคนควาดวยตนเองฉบับนี้ สําเร็จลุลวงไดดวยความกรุณาและความ
อนเุ คราะหจากผูม พี ระคณุ หลายทา น ผวู จิ ัยรูส กึ ซาบซ้งึ เปนอยา งยง่ิ จงึ ขอขอบพระคุณไว ณ ทนี่ ่ี

ขอขอบพระคุณ อาจารย ดร.วรวรรธน ศรียาภยั อาจารยท ีป่ รกึ ษาท่ีไดใ หความกรุณา
แนะนาํ แนวทางมาตง้ั แตตน ซง่ึ ไดก รุณาใหความรแู ละขอ คดิ เหน็ ตางๆ ท้ังทางตรงและทางออม
แกผูวิจัย ตลอดจนนําทางไปสืบคนขอมูลจากแหลงเรียนรูตามมหาวิทยาลัยชั้นนําตางๆ ใน
ประเทศ ใหค าํ ปรึกษา ใหย มื ตาํ รา และสละเวลาตรวจแกไขขอบกพรอ ง ดวยความเอาใจใสเปน
อยางดียิง่

ขอขอบพระคุณคณาจารยหลักสูตรศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาภาษาไทย
คณะศิลปศาสตร มหาวทิ ยาลยั พะเยา ทีไ่ ดใ หค วามรู ความชวยเหลือ ใหค าํ แนะนํามาโดยตลอด

ขอขอบพระคุณเจาของเอกสารและงานวิจัยท่ีเก่ียวของทุกทานท่ีไดใหความรู และ
แนวคิดตอ การศกึ ษาคน ควาในครั้งน้ี

ขอกราบขอบพระคุณ คณุ พอ และคณุ แม ผูใ หช ีวติ ความรัก และใหส่ิงท่ีดีงามแกชีวิต
ผูวจิ ยั อันสงผลใหส ามารถประสบความสาํ เร็จในดานการศกึ ษาและหนาที่การงานไดอยางเต็ม
ภาคภมู ิตราบทกุ วนั นี้

ขอขอบคณุ เพือ่ นรว มงาน เพื่อนรวมสถาบัน ทงั้ รุนพร่ี นุ นองทใ่ี หกาํ ลงั ใจดวยนาํ้ ใจอันดี
ตลอดมา

ขอขอบคุณ คุณอภิชาติ มาตรมูล ผูเปนคูชีวิต และขอบใจลูกอานุภาพ มาตรมูล
ลูกอนภุ าค มาตรมูล ลกู อวกาศ มาตรมลู และญาตพิ น่ี องลกู หลานทกุ คนที่ใหก ําลงั ใจ สนบั สนุน
ใหความชว ยเหลือทกุ ๆ ดา นแกผูว จิ ัยจนทาํ ใหการศึกษาคนควาในครั้งน้ีประสบผลสําเร็จลุลวง
ดวยดี

คณุ คาและประโยชนอนั พึงมขี องการศึกษาคนควาดวยตนเองเลมน้ี ผูวิจัยขอมอบแด
บิดา มารดา ปู ยา ตา ยาย ตลอดจนครูอาจารยทุกทานที่ไดอบรมส่ังสอน และประสาธน
วทิ ยาการใหแ กผูศกึ ษาคนควา

กรรณิการ มาตรมลู

ชือ่ เร่ือง สหวทิ ยาการในกลอนบทละครเร่อื งรามเกียรต์ิ ตอนนารายณ
ปราบนนทก
ช่อื ผศู ึกษาคนควา กรรณิการ มาตรมูล
ที่ปรึกษา ดร.วรวรรธน ศรียาภยั
ประเภทสารนพิ นธ การศึกษาคนควาดวยตนเอง ศศ.ม. สาขาวชิ าภาษาไทย,
มหาวิทยาลยั พะเยา, 2556
คําสาํ คัญ สหวทิ ยาการ, รามเกียรติ์, กลอนบทละคร

บทคัดยอ

การวิจัยนี้มีจุดมุงหมายเพ่ือศึกษาวิเคราะหสหวิทยาการในกลอนบทละครเรื่อง
รามเกียรต์ิ ตอนนารายณป ราบนนทก ในดาน สนุ ทรียศาสตร สังคมศาสตร และภาษาศาสตร
ขอมูลท่ีใชในการวิเคราะหเปนกลอนบทละครเรื่องรามเกียรติ์.ตอนนารายณปราบนนทก
ฉบบั พระราชนพิ นธในพระบาทสมเดจ็ พระพทุ ธยอดฟา จฬุ าโลกมหาราช

ผลการวจิ ัยปรากฏ ดงั นี้
1. ดา นสนุ ทรียศาสตร พบวิธีการสรางสุนทรียศาสตร 4 ดาน ไดแก รสวรรณคดี

โวหารภาพพจน ศิลปะการใชค ําและการสรางสรรคเนอื้ เร่อื ง โดยรสวรรณคดสี นั สกฤต มี 8 รส
รสวรรณคดไี ทย มี 4 รส สาํ หรบั โวหารภาพพจน มี 4 ลกั ษณะ สว นศิลปะการใชคาํ มีการใชคํา
คําไวพจน และคาํ ซา้ํ และการสรา งสรรคเน้ือเร่ืองมีการใชฉันทลักษณและการสรางแกนเร่ือง
โครงเรือ่ ง ตัวละคร บทสนทนา และฉาก

2..ดานสังคมศาสตร.ไดสะทอนใหเห็นสภาพสังคมทั้ง.4.สาขา.ไดแก.คติธรรม
เนติธรรม วตั ถธุ รรม และสหธรรม

3. ดานภาษาศาสตร พบการสรางคําตามทางภาษา มีการสรางประโยค 8 ชนิด
และมีกลไกทางสัมพันธสารดานการเชื่อมโยง.ไดแก.การอางถึง.การละ.การใชคําศัพท
และ การใชคําเชื่อม

โดยสรุปกลอนบทละครเร่ืองรามเกียรติ์ ตอนนารายณปราบนนทก เปนวรรณคดีท่ี
รวบรวมเอาศาสตรสาขาตางๆ ทั้งสนุ ทรยี ศาสตร สงั คมศาสตร และภาษาศาสตรเขาไวดวยกัน
อยางสมดุล ทาํ ใหว รรณคดมี ีคุณคาควรแกก ารศกึ ษา

Title MULTIDISCIPLINARY OF RAMAYANA DRAMA VERSE IN NARAI
PRAAP NONTHOK EPISODE
Author Kunnika Matmool
Advisor Dr.Warawat Sriyabhaya
Academic Paper Independent Study Master of Arts in Thai, University of Phayao,
2013
Keywords Multidisciplinary, Ramayana, Verse drama

ABSTRACT

The objective of this research were to study and analyze about multidisciplinary
from Narai Praap Nonthok episode of Ramayana drama verse which were aesthetics, social
science and linguistic domain. Data used for the analysis were collected from Narai Praap
Nonthok episode written by King Rama I.

The study found that
1) The Ramayana drama verse in Narai Praap Nonthok episode had full 4

dimensions of aesthetic which consisted of rasa, figure of speech, art of words using and
content organizing

2) It revealed that there were 4 main points in social that were moral, dharma
of law, dharma of material and

3) There were 3 types of formation in linguistic domain which were words
formation, sentences formation and discourses formation.

In conclusion, the Narai Praab Nonthok episode of Ramayana verse drama is a
literature that balancing between aesthetic, social science and linguistic perfectly which
makes the literature valuable for study.

สารบญั

บทที่ หนา

1 บทนาํ ……………………………………………………………………………………………………………..… 1
ความเปนมาและความสําคัญของปญหา…………………………………………….……… 1
วัตถปุ ระสงคข องการวิจัย…………………………………………………………………………… 4
ขอบเขตของการวจิ ัย…………………………………………………………………………………… 5
นิยามศพั ทเ ฉพาะ………………………………………………………………………………………… 5
ประโยชนทจี่ ะไดร ับจากการวจิ ัย…………………………………………………………………. 6

2 เอกสารและงานวจิ ยั ท่ีเกี่ยวของ…………………………………………………………………… 7
เอกสารท่เี กยี่ วขอ งกบั สหวิทยาการ……………………………………………………………. 7
องคความรูเกี่ยวกับสหวิทยาการ………………………………………………………… 7
องคค วามรเู กยี่ วกับสนุ ทรียศาสตร… …………………………………………………… 10
องคความรูเกี่ยวกบั สงั คมศาสตร… ……………………………………………………... 23
องคความรเู ก่ียวกบั ภาษาศาสตร… ……………………………………………………… 25
เรอ่ื งยอ ………………………………………………………………………………………………… 31
งานวจิ ัยท่ีเกีย่ วขอ ง……………………………………………………………………………………..
งานวิจยั ที่เกีย่ วของวรรณคดแี ละวรรณกรรมทว่ั ไป……………………………. 32
งานวจิ ยั ทเี่ กย่ี วขอ งกบั วรรณคดีเรือ่ งรามเกยี รต…ิ์ ……………………………….. 32
34

3 วธิ ีดําเนนิ การวิจยั …………………………………………………………………………………………… 37
ประชากรและกลมุ ตวั อยา ง…………………………………………………………………….……
เคร่ืองมือเกบ็ ขอมลู …………………………………………………………………………………….. 37
38

สารบญั (ตอ )

บทท่ี หนา

ตารางเก็บขอ มลู ……………………………………………………………………………………….… 39
การเกบ็ รวบรวมขอมูล…………………………………………………………………………………. 48
การวิเคราะหข อ มูล………………………………………………………………………………………. 48
สรปุ ผล อภิปรายผล และขอ เสนอแนะ………………………………………………………… 48

4 สหวิทยาการในกลอนบทละครเรอื่ งรามเกยี รต์ิ ตอนนารายณป ราบนนทก... 49
การวิเคราะหส นุ ทรยี ศาสตร… ………………………………………………………………………. 49
รสวรรณคดี........................................................................................ 54
โวหารภาพพจน................................................................................... 58
ศลิ ปะการใชคาํ .................................................................................... 61
การสรา งสรรคเ นื้อเรอื่ ง....................................................................... 67
การวเิ คราะหส ังคมศาสตร… ………………………………………………………………………… 78
คตธิ รรม.............................................................................................. 79
เนตธิ รรม............................................................................................ 81
วัตถุธรรม............................................................................................ 82
สหธรรม.............................................................................................. 84
การวเิ คราะหภาษาศาสตร… ………………………………………………………………………… 85
การสรา งคาํ ........................................................................................ 85
ประโยค.............................................................................................. 94
สัมพันธสาร…………………………………………………………………………………………… 99

5 สรุปผล อภปิ รายผล และขอเสนอแนะ...................................................... 110
สรปุ ผล…………………………………………………………………………………………………………. 110
อภิปรายผล………………………………………………………………………………………………….. 111
ขอ เสนอแนะ…………………………………………………………………………………………………. 113

สารบัญ (ตอ)

บรรณานกุ รม……………………………………………………………………………………………………………… 114
ภาคผนวก…………………………………………………………………………………………………………………… 120

กลอนบทละครเรอ่ื งรามเกยี รติ์ ตอนนารายณป ราบนนทก…………….………………. 121

ประวตั ิผศู กึ ษาคน ควา ……………………………………………………………………………………….………. 128

สารบญั ตาราง

ตาราง หนา

1 ตารางเก็บขอ มูลรสวรรณคดีสนั สกฤต…………………………………………………………… 39
2 ตารางเกบ็ ขอ มูลรสวรรณคดไี ทย.................................................................. 40
3 ตารางเกบ็ ขอมูลโวหารภาพพจน. .................................................................. 41
4 ตารางเก็บขอมูลศิลปะการใชคาํ .................................................................... 43
5 ตารางเกบ็ ขอมูลวัฒนธรรม........................................................................... 44
6 ตารางเกบ็ ขอ มูลการสรา งคํา........................................................................ 45
7 ตารางเกบ็ ขอมูลประโยค.............................................................................. 46
8 ตารางเก็บขอ มูลสมั พนั ธสาร......................................................................... 47

บทท่ี 1

บทนํา

ความเปนมาและความสาํ คัญของปญหา
วรรณคดีเปนมรดกอันล้ําคาของชาติที่สะทอนใหเห็นถึงประวัติศาสตรความเปนมา

สภาพสังคมตลอดจนขนบธรรมเนียมประเพณีตางๆ และยังมีประโยชนตอผูอานทั้งในดาน
ความรแู ละความเพลดิ เพลินสนุกสนานแกผอู า น วรรณคดีเปนศิลปะแขนงหนง่ึ เกิดขึ้นจากความ
ตองการที่จะถายทอดอารมณและความรูสึกของผูประพันธไปสูผูอานโดยใชภาษาเปนสื่อบท
ประพันธจะงดงามและดเี ดน เพียงใดนน้ั ขน้ึ อยกู บั ความสามารถของผูประพนั ธท่ีจะสรรหากลวิธี
ในการแสดงออกและเลอื กใชภาษาท่ีมีพลงั ในการสอื่ ความหมายตามท่ตี อ งการ

ดว ยเหตทุ ว่ี รรณคดีและวรรณกรรมเปนแหลง รวมของสหวิทยาการหลากหลายแขนง
ดงั น้ันในขณะท่เี ราอา นและศึกษานั้น หากไมม งุ เพยี งแตเ สพรสของงานประพนั ธเ พียงอยางเดียว
หากเราวิเคราะหคนหาลักษณะของศาสตรตางๆ ที่ปรากฏในวรรณคดีและวรรณกรรมน้ัน
จะทําใหวรรณคดีและวรรณกรรมมิไดเปนเครื่องสําเริงอารมณเพียงอยางเดียวแตจะชวย
ประเทอื งปญ ญาเชิงสรา งสรรคด วย

ตัวอยางบทวรรณคดีท่ีเปนแหลงรวมของสหวิทยาการแขนงตางๆ เชน บทตัดตอน
วรรณคดีเรือ่ งขุนชางขุนแผน พระราชนิพนธในพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหลานภาลัย (2547,
หนา 324) ความวา

ครน้ั รุงเชา ขึ้นพลันเปนวันดี ทองประศรีจดั เรือกัญญาใหญ
เอาขันหมากลงบรรทุกขลกุ ขลุย ไป หามโหรใี สทายกญั ญา
ขนั หมากเอกเลือกเอาทีร่ ปู สวย นงุ ยกหมผวยจับผิวหนา
กอ็ อกเรือดวยพลันทนั เวลา ครูหนึ่งถงึ ทาศรีประจนั
จึงจอดเรือเขาหนา สะพานใหญ ตาผลวิง่ ไปเอาไมก น้ั
เสียเงินทองใหข ึ้นไปพลัน ขนขันหมากขน้ึ บนบันได
ยายเปาเถา แกอ ยูท่ีบาน กน็ บั พานเงินตราและผาไหว
ครบจํานวนถว นที่สัญญาไว ใหขนเขาไปในเรือนพลัน
แถมพกยกของมาเลีย้ งดู ครน้ั กินอยอู มิ่ ดขี มีขมนั
กก็ ลับเรือมาพรอมหนากัน ถึงพลนั จอดทา พากนั ไป

2

จากตวั อยางขางตนสามารถวิเคราะหศิลปะการใชคํา ดานตางๆ ได ดังน้ี
1. การใชคําสัมผัสสระ หมายถึง คําคลองจองที่มีสระ และตัวสะกดมาตราเดียวกัน
ไดแก ครัน้ – พลนั – วนั , ขัน – บรร, ทุก – ขลุก, พลัน – ทัน, หน่ึง – ถึง, ไป – ไม -ให –ไป –
ใน, ขนั – บัน, เปา – เถา , ตรา – ผา , นวน – ถว น, พก – ยก, ดี – หมี, มา – หนา , ทา – พา
2. การใชค าํ สัมผสั พยัญชนะ หมายถงึ คาํ คลองจองทใี่ ชพ ยัญชนะตนตัวเดียวกัน หรือ
ใชพ ยญั ชนะตนเสยี งเดียวกนั เชน ข ค ฆ หรือ ห ฮ ไดแก ครน้ั – ข้ึน, ญา – ใหญ, ขนั – ขลุก –
ขลยุ , หาม – โห, เอก – เอา, ผวย – ผวิ , ถงึ – ทา , จึง – จอด, ขบ – ขัน – ข้ึน, บน – บัน,
ยาย – อย,ู เถา – ท,ี่ พาน – ผา, ถวน – ท,่ี พาน – ฝา, ขน – เขา , ขมี - ขมัน, ก็ – กลับ –
กนั , พลัน – พา
จากตัวอยางเปน ตัวอยางขา งตน จัดวา เปนวิทยาการในสาขาสุนทรียศาสตร นอกจากนี้
ในตัวอยา งเดิมยังมีวทิ ยาการดานสงั คมศาสตร ซ่งึ แสดงถึงประเพณี การแตงงาน ซง่ึ เปนตอนท่ี
พลายแกวแตงงานกับนางพิม ในตอนเชาของวันแตงงานฝายเจาบาวก็เคลื่อนขบวนขันหมาก
แตงงานไปที่บานเจาสาว จะมีการก้ันประตูขันหมาก เถาแกฝายเจาบาวจะตองใหเงินคาเปด
ประตูแกผูก้ันประตู ขบวนขันหมากจึงจะผานข้ึนไปบนบานเจาสาวได ตอจากน้ันเถาแกฝาย
เจาสาวก็จะตรวจนับเงินทุน และสินสอดฝายเจาบาว เมื่อถูกตองครบถวนตามที่ตกลงกันไว
ฝายเจา สาวก็จะนําไปเกบ็ ไวใ นหองและจัดอาหารมาเลีย้ งดูพวกขบวนขันหมาก
นอกจากน้ีวิทยาการในสาขาภาษาศาสตรก็สามารถพิจารณาไดจากตัวอยางนี้
โดยเฉพาะดานการสรางคํา ซึ่งเปนการเพ่ิมคําในภาษาใหมีใชมากย่ิงข้ึน จากตัวอยางขางตน
พบวามี คาํ ประสม ไดแก วันดี ทองประศรี ขันหมาก ศรีประจัน เถาแก เงินตรา และคําซอน
ไดแ ก รงุ เชา เงนิ ทอง เลีย้ งดู ขลกุ ขลุย ขมีขมนั
วรรณคดีและวรรณกรรมนบั วาเปน มรดกทางภมู ิปญญาของชาติที่บรรพบุรษุ แตละยุค
สมัยสรางสรรคไวแลวสืบตอมาจนถึงปจจุบัน ความสําคัญดังกลาวเปนที่ตระหนักของ
กระทรวงศกึ ษาธกิ ารเปนอยา งดี จงึ กาํ หนดใหหลักสูตรแกนกลางการศึกษาข้ันพื้นฐานของช้ัน
ประถมศึกษาและมัธยมศกึ ษามกี ารเรยี นการสอนเนือ้ หาสาระเก่ยี วกับวรรณคดีและวรรณกรรม
ของไทย แมจ ะไมไดเ รียนและสอนโดยละเอียดตลอดทง้ั เลม แตจ ะตดั ตอนเฉพาะท่ีมีความลึกซึ้ง
และนัยสําคญั
รามเกยี รตพิ์ ระราชนิพนธใ นพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟาจุฬาโลกมหาราช ไดรับ
การยกยอ งวาเปน บทละครเร่อื งรามเกียรติ์ที่สมบูรณที่สุด นอกจากน้ันวรรณคดีเรื่องน้ียังเปน
วรรณคดมี รดกกลา วคือ เปนเรอ่ื งที่มีคณุ คาสงู เปนมรดกของแผนดนิ ท่คี วรไดศ กึ ษากันโดยท่ัวไป
จะเห็นไดวาในหลักฐานการศึกษาในระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษาจะมีการตัดตอน

3

รามเกียรติ์ตอนใดตอนหน่ึงมาใหนักเรียนไดศึกษากันอันเปนเคร่ืองชวยประเทืองปญญาของ
นกั เรียนน่นั เอง

ในหลักสูตรแกนกลางการศกึ ษาข้ันพื้นฐานในระดับช้ันมัธยมศึกษาปที่ 2 ไดคัดเลือก
รามเกียรติ์ตอนนารายณปราบนนทกมาใหนักเรียนไดศึกษากัน จากท่ีผูวิจัยเปนครูผูสอนใน
ระดับชน้ั มธั ยมศึกษาปท ่ี 2 และสอนวรรณคดีเร่ืองรามเกียรติ์ตอนดังกลาวมาเปนเวลาหลายป
ไดส อนซ้ําแลว ซ้ําเลาจนมองเหน็ องคค วามรูในลักษณะสหวิทยาการแอบเรนอยูในบทวรรณคดี
ดังกลาว หากไดศึกษาวจิ ยั ในดานสหวิทยาการใหเ ห็นเปนรูปธรรม จะสามารถนําไปประยุกตใช
ในการเรียนการสอน อันจะชวยเปดโลกทัศนของผูเรียนใหมองเห็นวรรณคดีเปนขุมทรัพยทาง
ปญญาแหลง ใหญท ่ศี ึกษาหาความรูไดไ มรจู บ นอกจากนีอ้ าจเปน เครอ่ื งมอื ยกระดับความสําคัญ
ของวรรณคดีอนั เปนมรดกของชาตใิ หเยาวชนไดเ หน็ ความสาํ คัญไดด ว ย

สหวิทยาการที่ปรากฏอยูในบทละครเร่ืองรามเกียรต์ิตอนนารายณปราบนนทกนี้มี
หลายลักษณะ ดงั เชน บทตดั ตอนบทละครเรอื่ งและตอนดังกลาวตอ ไปน้ี

โฉมเอยโฉมเฉลา เสาวภาคยแ นง นอ ยพิสมัย
เจามาแตส วรรคช ั้นใด นามกรชอื่ ไรนะเทวี
ประสงคสง่ิ ใดจะใครรู ทําไมมาอยูทน่ี ่ี
ขา เหน็ เปน นาปรานี มารศรีจงแจง กิจจา

จากตวั อยา งขา งตน เม่ือพิจารณาในแงสุนทรียศาสตรดานรสวรรณคดี เห็นวาเปนรส
นารีปราโมทย การกลาวแสดงความรักในการพบกันระยะแรกๆ ซง่ึ เปน ตอนท่ี นนทกไดพบเห็น
นางเทพอปั สรรูปรางงดงามหาทเ่ี ปรยี บมไิ ดกเ็ กดิ หลงรัก จึงเดนิ ตรงเขาไปแลวรองเกยี้ วพาราสี

หรืออกี ตวั อยา งหนึง่ ความวา

เม่ือน้นั พระนารายณท รงสวัสด์ิรัศม.ี ..
ใหสบิ เศียรสิบพักตรเ กรียงไกร เหาะเหนิ เดินไดใ นอมั พร
มีมือยส่ี ิบซายขวา ถอื คทาอาวธุ ธนศู ร
กูจะเปน มนษุ ยแ ตสองกร ตามไปราญรอนชีวี
ใหสน้ิ วงศมึงอันศักดา ประจักษแกเ ทวาทุกราศี
วา แลว กวัดแกวงพระแสงตรี ภูมตี ดั เศยี รกระเดน็ ไป

4

จากตัวอยา งเปน ตอนท่ีนนทกราํ ตามนางเทพอัปสร จนกระทั่งมาถึงทานาคามวนหาง
น้วิ เพชรของนนทกก็ช้ไี ปถูกขาของตนเอง นนทกลมลง ทนั ใดนางแปลงก็กลายเปนพระนารายณ
เหยียบอกนนทกไว.นนทกกลาวดูถูกพระนารายณ.พระนารายณจึงกลาววา.“เอาสิเจานนทก
เอง็ วา ชาตินี้เอง็ มเี พยี งสองมอื ทไี่ หนจะสูขา ส่ีมือได เอ็งจงไปเกิดใหม ตอใหมีสิบเศียรสิบพักตร
ยี่สิบมอื เหาะเหนิ เดนิ อากาศได มอี าวธุ ท้ังกระบองและธนู กจู ะไปเกดิ เปนมนุษยม ีสองมอื ตามไป
ฆา มงึ ใหจงได”.ซง่ึ แสดงใหเ หน็ กลวธิ ีการดาํ เนนิ เรื่องทีช่ วนติดตามอนั เปน ชั้นเชงิ ในวิทยาการดาน
การประพันธท จ่ี ดั อยูในสนุ ทรยี ศาสตร

นอกจากนใี้ นดานภาษาศาสตร แสดงใหเหน็ การสรา งคาํ ซง่ึ เปนการเพ่ิมคําในภาษาให
มใี ชมากย่ิงขึ้นโดยเฉพาะการซอนคําหรอื คําซอ น จะชวยใหมีคําใชในการส่ือสารมาย่ิงข้ึน.ไดแก
เกรียงไกร ราญรอน เหาะเหิน ธนศู ร กวดั แกวง

จากการศึกษาเกี่ยวกับรามเกียรต์ิดังที่กลาวมาลวนมุงเนนไปเฉพาะเร่ืองยังไมมี
การศึกษาแบบสหวิทยาการ ซ่ึงเปนการใชความรูในสาขาวิชาตางๆ วิเคราะหใหเห็นใน
หลากหลายแงมมุ ไดอยา งชัดเจน ผวู ิจยั เปนครูผสู อนวิชาภาษาไทยในช้ันมธั ยมศกึ ษาปท่ี 2 ซึง่ ได
สอนกลอนบทละครเรอ่ื งรามเกียรติ์ ตอนนารายณป ราบนนทก มาเปนเวลาไมน อยกวา 5 ป ได
เ ล็ ง เ ห็ น ว าร าม เ กี ย ร ติ์ ใ น ต อ น น้ี ห าก วิ เ ค ร าะห ต าม แ บ บ ส ห วิ ท ย า ก าร แ ล ว จ ะเ ป น ก าร เ ป ด
โลกทรรศนแกผูเรียนใหรูจักคิดวิเคราะหวรรณคดีในหลายแงมุม เกิดความตระหนักและเห็น
ความสําคัญของวรรณคดีไทยมากย่ิงขึ้น ดังน้ันในการวิจัยคร้ังนี้ผูวิจัยจึงไดเลือกใชความรู
สหวิทยาการสาขาสุนทรียศาสตร สังคมศาสตรและภาษาศาสตร ในการวิเคราะหกลอน
บทละครเรอื่ งรามเกียรติ์ ตอนนารายณปราบนนทก

วตั ถุประสงคของการวจิ ัย
เพ่ือศึกษาวิเคราะหสหวิทยาการในกลอนบทละครเร่ืองรามเกียรติ์ ตอนนารายณ

ปราบนนทกใน 3 ประเดน็ ไดแ ก
1. สนุ ทรียศาสตร
2. สงั คมศาสตร
3. ภาษาศาสตร

5

ขอบเขตของการวจิ ัย
1. ขอบเขตดานขอ มลู
การวิจัยครง้ั น้ีเปน การศกึ ษาวิเคราะหเฉพาะกลอนบทละคร เร่ืองรามเกียรติ์ ตอน

นารายณปราบนนทก รายวิชา ท22101 ภาษาไทย ชนั้ มัธยมศึกษาปท ่ี 2 ตามหลกั สตู รแกนกลาง
การศกึ ษาขน้ั พ้นื ฐาน พุทธศักราช 2551

2. ขอบเขตดานเนอ้ื หา
การวิจัยคร้ังน้ีเปนการวิเคราะหสหวิทยาการเร่ืองรามเกียรต์ิ ในกลอนบทละคร

ตอนนารายณป ราบนนทก โดยจะดาํ เนนิ การศึกษาวิเคราะหเกย่ี วกบั ศาสตรใน 3 สาขา ตอไปนี้
2.1 สนุ ทรยี ศาสตรวเิ คราะห 4 ดา น ดงั นี้
2.1.1 รสวรรณคดี วิเคราะห 2 แนวคิด ไดแก รสวรรณคดีสันสกฤต และ

รสวรรณคดไี ทย
2.2.2 โวหารภาพพจน วเิ คราะห 19 ชนิด ไดแ ก อปุ มา อปุ ลักษณ สญั ลกั ษณ

บุคคลวัตหรือบุคลาธิษฐาน สมมุติภาวะ อติพจนหรืออธิพจน อวพจน อุปนิเษท นามนัย
สัมพจนยั อุปมานทิ ัศน การอางถงึ การแฝงนยั ปฏพิ จนห รอื วภิ าษ ปฏิทรรศนหรือ อรรถวิภาษ
แนวเทยี บ สัทพจน ปฏิปจุ ฉา และอาวัตพากย

2.2.3.ศิลปะการใชคําวิเคราะห.3.ดาน.ไดแก.คําสัมผัส.คําไวพจน.และ
การซาํ้ คาํ

2.2.4 การสรางสรรคเ นื้อเรื่อง วิเคราะห 6 ดาน ไดแก ฉันทลักษณ แกนเรื่อง
โครงเรอื่ ง ตวั ละคร บทสนทนา และฉาก

2.2 สังคมศาสตร วิเคราะหในแงวัฒนธรรม 4 ดาน ไดแก คติธรรม เนติธรรม
วัตถุธรรม และสหธรรม

2.3 ภาษาศาสตร วเิ คราะห 3 ดาน ไดแ ก การสรา งคาํ ประโยค และสมั พนั ธสาร

นยิ ามศัพทเ ฉพาะ
1. สหวิทยาการ หมายถึง ความรูในสาขา สุนทรียศาสตร สังคมศาสตร และภาษา-

ศาสตร
2. กลอนบทละคร เรื่องรามเกียรติ์ ตอนนารายณปราบนนทก หมายถึงวรรณคดีใน

รายวชิ า ท22101 ภาษาไทย ชั้นมัธยมศึกษาปที่ 2 ตามหลกั สตู รแกนกลางการศึกษาข้ันพ้ืนฐาน
พทุ ธศักราช 2551 พระราชนิพนธในพระบาทสมเดจ็ พระพทุ ธยอดฟา จุฬาโลกมหาราช

6

ประโยชนท ่ีจะไดร ับจากการวิจยั
1. ทาํ ใหรแู ละเขา ใจเก่ยี วกับสหวิทยาการดานสุนทรียศาสตร ดานสังคมศาสตร และ

ดานภาษาศาสตร ในกลอนบทละครเรือ่ งรามเกียรต์ิ ตอนนารายณปราบนนทก
2. ไดแนวทางที่จะศึกษาสหวิทยาการในกลอนบทละครเร่ืองรามเกียรต์ิ พระราช-

นิพนธในพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟา จฬุ าโลกมหาราชฉบับเต็ม
3. สามารถใชผลการวิจัยคร้ังน้ีไปใชประกอบการเรียนการสอนในวิชาภาษาไทย

ทกุ ระดับชัน้

7

บทที่ 2

เอกสารและงานวจิ ยั ท่ีเก่ยี วของ

ในการวิจัยเร่ือง.“สหวิทยาการในกลอนบทละครเรื่องรามเกียรติ์ ตอนนารายณ
ปราบนนทก”.ครง้ั น้ีผวู ิจัยไดรวบรวมและศึกษาเอกสารและงานวิจัยท่ีเกี่ยวของเพื่อเปนความรู
พ้ืนฐานสําหรับการดําเนินการศึกษาวิเคราะหแปลความ ตีความตอไปโดยไดจําแนกเอกสาร
และงานวิจยั ทเี่ ก่ยี วของออกเปน 2 หวั ขอหลัก ดังนี้

1. เอกสารทเี่ ก่ยี วขอ งกบั สหวิทยาการ
1.1 องคความรูเกยี่ วกบั สหวิทยาการ
1.2 องคค วามรเู ก่ยี วกับสุนทรยี ศาสตร
1.3 องคค วามรูเ กยี่ วกับสังคมศาสตร
1.4 องคค วามรเู ก่ยี วกบั ภาษาศาสตร
1.5 เรอ่ื งยอ กลอนบทละครเรอ่ื งรามเกยี รต์ิ ตอนนารายณป ราบนนทก

2. งานวิจยั ท่ีเก่ียวของ
2.1 งานวจิ ยั ท่เี กี่ยวขอ งวรรณคดแี ละวรรณกรรมทว่ั ไป
2.2 งานวิจยั ท่เี กี่ยวขอ งกบั วรรณคดีเรื่องรามเกียรต์ิ

เอกสารทเ่ี กี่ยวขอ งกับสหวิทยาการ
การศึกษาเอกสารที่เกี่ยวของกับสหวิทยาการอันที่จะเปนประโยชนกับการวิจัยใน

ครั้งนี้ ผูวิจัยไดศึกษาคนควาองคความรูเก่ียวกับสหวิทยาการ สุนทรียศาสตร สังคมศาสตร
และภาษาศาสตร ดังน้ี

1. องคค วามรูเกยี่ วกับสหวทิ ยาการ
การศึกษาองคความรูเก่ียวกับสหวิทยาการ ไดจําแนกไว 2 ประเด็น ไดแก

ความหมายของสหวทิ ยาการ และประเภทของสหวทิ ยาการ ดังน้ี
1.1 ความหมายของสหวทิ ยาการ
พจนานุกรมฉบับราชบณั ฑิตยสถาน พ.ศ. 2542 (2546, หนา 1075) อธิบาย

วา สห หมายถึง ดว ยกัน, พรอม, รวม, รวมกัน สวน วทิ ยาการ หมายถึง ความรแู ขนงตางๆ

8

วิทยาลัยทองสุข (2554, ส่ือออนไลน) อธิบายวา สหวิทยาการ คือ การใช
ความรูมากกวาหนึ่งสาขารวมกันเพื่อพิจารณาวิเคราะหหรือแกป ญหาทางวิชาการหรือ
การปฏิบัติ

หนวยศึกษานิเทศก กรมสามัญศึกษา (2543, หนา 23) อธิบายวา
สหวิทยาการ มีความหมายตรงกับคําวา “Interdisciplinary” คําวา “inter-” เปนคํานําหนา
แปลวา ระหวา งกันและกัน คําวา “Discipline” ในวชิ าสังคมศาสตร แปลวา ระเบียบวชิ า

สําลี รักสุทธิ และคณะ (2544, หนา 40) ไดรวบรวมแนวความคิดของ
นักการศกึ ษาหลายทาน สรปุ ไวว า สหวทิ ยาการ หรอื การบรู ณาการระหวา งวิชา คือการเรียนรู
แบบองครวมนําเอาความรูหรือศาสตรสาขาตางๆ ท่ีมีความสัมพันธกันมาผสมผสานกัน
เพ่ือประโยชนใ นการดาํ เนนิ ทางการศกึ ษา การเรียนรูแบบน้จี ะทําใหคนมีความรูหลายๆ อยา งไป
พรอ มๆ กนั

เรวัตร แมนผล (2547, หนา 20) กลาววา สหวิทยาการ หรือท่ีเรียกวา
การบรู ณาการระหวางวิชา คือ การรวบรวมเอาความรูในสาขาตางๆ มารวมกันภายใตหัวขอ
เรอ่ื ง หรอื Theme เดียวกนั เปนการเรียนรูจากประสบการณท่ีครอบคลุมลุมลึก โดยใชทักษะ
ความรูความเขาใจในมวลความรูตางๆ มากกวา 1 วิชาข้ึนไป เพ่ือการแกปญหาและแสวงหา
ความรคู วามเขาใจ แนวคดิ ในเร่ืองใดเรอ่ื งหน่งึ ที่ตอ งการ

กลา วโดยสรุป สหวิทยาการ หมายถึง การนําความรูจากศาสตรหลากหลาย
สาขาวิชามาวิเคราะหงานทางวิชาการหรือการปฏิบัติงานใหเห็นหลายแงหลายมุมไดอยาง
ชดั เจน กอ ใหเ กิดการตอยอดองคค วามรเู ดมิ และเกิดแนวคิดใหม ซ่ึงในการศึกษาครั้งน้ีผูวิจัยได
เลือกใชความรูสาขาสุนทรียศาสตร.สังคมศาสตร.และภาษาศาสตร.ในการวิเคราะห
กลอนบทละครเรือ่ งรามเกียรต์ิ ตอนนารายณป ราบนนทก

1.2 ประเภทของสหวทิ ยาการ
วัฒนาพร ระงับทุกข (2542, หนา 47) ไดจําแนกประเภทของสหวิทยาการ

หรอื การบูรณาการระหวางวชิ าทส่ี ามารถทําไดมี 2 ประเภท ดงั นี้
1.2.1 แบบสหวิทยาการ (Interdisciplinary) ทําไดโดยกําหนดหัวขอขึ้นมาแลว

นําความรูจากวิชาตางๆ มาเช่ือมโยงใหสัมพันธกับเร่ืองนั้น บางครั้งเรียกบูรณาการแบบน้ีวา
สหวิทยาการแบบมีหัวขอ หรือสหวิทยาการแบบเนนการประยุกตใช

1.2.2 แบบพหวุ ทิ ยาการ (Multidisciplinary) เปน การนาํ เร่ืองทีต่ อ งการบูรณา-
การไปสอดแทรกในวิชาตาง ๆ บางครั้งเรียกการบรู ณาการแบบเนนเน้ือหา

9

อรทัย มูลคําและคณะ (2542, หนา 13) ไดกลาวถึงประเภทของสหวิทยาการ
หลักสูตรและการเรียนการสอนไว 2 ประเภท คือ แบบสหวิทยาการ (Interdisciplinary) ไดแก
การสรางหัวเรือ่ ง (Topic) ขนึ้ มาแลว นําความรจู ากวิชาตางๆ มาเชื่อมโยงใหสัมพันธกับหัวเร่ือง
น้ัน ซง่ึ บางครัง้ กอ็ าจจะเรียกวธิ ีบรู ณาการแบบนว้ี า สหวทิ ยาการแบบมีหวั เรื่องหรอื การบรู ณา-
การทเี่ นนการนําใชไปใชเปนหลัก และแบบพหุวิทยาการ (Multidisciplinary) ไดแก การนําเนื้อ
เร่ืองท่ีตองการจะจัดใหเกิดบูรณาการไปสอดแทรกไวในวิชาตางๆ ซึ่งบางครั้งเราอาจเรียก
วธิ กี ารบรู ณาการแบบนว้ี าการบรู ณาการทีเ่ นนเน้อื หารายวชิ าเปน หลัก

กิตติ รัตนราษี (2550, หนาท่ี 9) ไดจ าํ แนกสหวิทยาการในการบรู ณาการตาม
กลุมสาระการเรียนรูไว 2 ประเภท คือสหวิทยาการบูรณาการภายในกลุมสาระการเรียนรู คือ
การเช่ือมโยงเนื้อหาสาระในกลุม ประสบการณหรือกลุมวิชาเดียวกันเขา ดวยกันใหเปน
หวั ขอ เรอ่ื ง (Theme) หรอื หนวยการเรียนรู (Learning Unit) และสหวทิ ยาการบรู ณาการระหวา ง
กลุม สาระการเรยี นรู คือ การเชื่อมโยงเน้ือหาสาระจากหลายกลุมประสบการณหรือหลายกลุม
วชิ าเขา ดวยกนั ใหเปนหัวขอ เรือ่ ง (Theme) หรือหนว ยการเรียนรู (Learning Unit)

กระทรวงศึกษาธกิ าร (2544, หนา 10) กลาวถึงรปู แบบของสหวิทยาการหรือ
การบูรณาการระหวางวิชาวามี.4.ลักษณะ.คือ.การบูรณาการแบบสอดแทรก.(Infusion)
เปน การจัดการเรียนรูโดยครูผสู อน วชิ าใดวิชาหน่ึงไดนําเน้ือหาของวิชาอ่ืนๆ เขามาบูรณาการ
กับวชิ าที่ตนสอน เปน การวางแผนการสอนและสอนโดยครูเพียงคนเดียว การบูรณาการแบบ
คู ข น า น . ( Parallel) .เ ป น ก า ร จั ด ก า ร เ รี ย น รู โ ด ย ค รู ตั้ ง แ ต ส อ ง ค น ข้ึ น ไ ป ส อ น ต า ง วิ ช า กั น
แตวางแผนการสอนดวยกัน.เพื่อรวมองคประกอบของหัวเร่ือง.(Theme).ความคิดรวบยอด
(Concept) หรือปญ หา (Problem) แลว ครูผสู อนแยกสอนในแตละวิชา ช้ินงานท่ีใหนักเรียนขึ้นอยู
กับครูผสู อนในแตล ะวิชา แตทงั้ หมดตอ งสะทอ นถึงหวั เรื่อง ความคดิ รวบยอดหรือปญหาที่ระบุ
ไวรวมกัน การบรู ณาการแบบสหวิทยาการ (Multidisciplinary) ครูผสู อนหลายคน จากหลายวชิ า
มาวางแผนรวมกันเก่ียวกับหัวเร่ือง (Theme) ความคิดรวบยอด (Concept) หรือปญหา
(Problem) ครูแตล ะคนแยกกนั สอนตามรายวชิ า แตม ีการมอบหมายงานหรือโครงงานรวมกันซงึ่
จะเช่ือมโยงสาขาวิชาตา งๆ เขาดว ยกนั และกําหนดวา จะแบง โครงงานน้นั ออกเปน โครงงานยอย
ใหผูเรียนปฏิบัติในแตละรายวิชาตามโครงงานยอยน้ัน และการบูรณาการแบบขามวิชาหรือ
รวมกนั สอนเปน คณะ (Tran disciplinary) วิธีการนี้ ครูผูสอนวิชาตางๆ จะรวมกันสอนเปนคณะ
หรือเปน ทีม มกี ารวางแผน ปรกึ ษาหารอื รว มกนั โดยกาํ หนดหัวเรื่อง (Theme) ความคิดรวบยอด
(Concept) หรอื ปญหา (Problem) รวมกัน แลวสอนเปนคณะโดยผูเรียนกลุมเดียวกันแลวสอน
เปน คณะโดยผูเรยี นกลุม เดียวกนั

10

กลาวโดยสรุป สหวิทยาการหรือการบูรณาการขามรายวิชาจําแนกได
2 ประเภท ไดแ ก แบบสหวิทยาการ ทําไดโดยกําหนดหัวขอข้ึนมาแลวนําความรูจากวิชาตางๆ
มาเชอื่ มโยงใหส มั พนั ธก ับเรอ่ื งน้ัน และแบบพหุวิทยาการ เปนการนําเร่ืองที่ตองการบูรณาการ
ไปสอดแทรกในวิชาตางๆ

2. องคค วามรเู กย่ี วกบั สนุ ทรยี ศาสตร
การศึกษาองคความรูเก่ียวกับสุนทรียศาสตร ไดจําแนกไว 3 ประเด็น ไดแก

ความหมายของสุนทรียศาสตร ประเภทของสุนทรียศาสตร และแนวการศึกษาสุนทรียศาสตร
ดงั นี้

2.1 ความหมายของสนุ ทรียศาสตร
กีรติ บุญเจือ (2522, 263) อธิบายวา สุนทรียศาสตร เปนวิชาวาดวยสิ่งที่

สวยงามหรือไพเราะ โดยคําวา Aesthetics มาจากภาษากรีกวา Aisthetikos คือรูไดดวยผัสสะ
สุนทรยี ธาตุ (Aesthetics Elements) ซึ่งมีอยู 3 อยา งคือ ความงาม (Beauty) ความแปลกหแู ปลก
ตา (Picturesqueness) และความนาท่งึ (Sublimity)

หนังสอื พจนานุกรมศัพทศิลป ฉบับไทย-อังกฤษ (2530, หนา 7) อธิบายวา
สุนทรียศาสตร.Aesthetic.คือวิชาที่วาดวยความนิยมความงามหรือความนิยมในความงาม
เปนอารมณ ความซาบซึ้งในคุณคาของสิ่งงดงาม ไพเราะร่ืนรมย ไมวาจะเปนธรรมชาติหรือ
งานศิลปะ ความรูสึกนเ้ี กดิ ข้ึนดว ยประสบการณ

พระราชวรมนุ ี (ประยูร ธมมฺ จิตโฺ ต) (2540, หนา 16) กลาวถึงสุนทรียศาสตร
วาสุนทรียศาสตร คือสาขาปรัชญาท่ีวาดวยความงามและสิ่งท่ีงาม ทั้งในงานศิลปะและใน
ธรรมชาติ โดยศึกษาประสบการณ คุณคาของความงาม และมาตรการตัดสินใจวาอะไรงาม
หรือไมงาม

สุชาติ.สุทธิ.(2535,.หนา.8).ไดใหความหมายไววา สุนทรียศาสตรมาจาก
ความหมายดง้ั เดิมสมัยกรีกโบราณคือ Aisthenathai ซ่ึงหมายถึงการรับรอู ยา งหนงึ่ และส่ิงทีร่ บั รู
อีกอยางหน่ึง ท้ังสองอยางรวมกันเปนคําเดียวคือ Aithetiko หมายถึง สิ่งท่ีเก่ียวกับความรูสึก
รับรู

ลักษณวตั ปาละรตั น (2553, หนา 4) อธิบายวา สุนทรียศาสตร เปนปรัชญา
แขนงที่ศึกษา.แสวงหาความรูและสังเคราะหเก่ียวกับเรื่องความงามวา.ความงามคืออะไร
ความงามมีลักษณะอยางไร จะวินิจฉัยและตัดสินความงามอยางไร อะไรคือมาตรฐานหรือ
เกณฑใ นเรือ่ งความงาม

11

โดยสรปุ สุนทรียศาสตร หมายถงึ ปรชั ญาสาขาหน่ึง ที่วาดวยความงามและสงิ่
ท่ีงามทั้งในงานศิลปะและในธรรมชาติ

2.2 ประเภทของสนุ ทรียศาสตร
พสิ มยั รัตนวรรณ (มปป., สื่อออนไลน) ไดแบงสุนทรียศาสตรตามความคิด

ออกเปน 2 ประเภท คือ สุนทรียศาสตรท่ีเกิดจากความคิดเริ่มแรก คือ ศิลปะที่ความคิดเปน
ผูสรางโดยตั้งใจหรือไมต้ังใจ ศิลปะประเภทน้ี ไดแก กอนหิน ภูเขา แมน้ํา และส่ิงท่ีไมมีชีวิต
เกดิ จากความคดิ เร่ิมแรกเปนผูสราง ศิลปะประเภทนี้เกิดกอนที่ส่ิงมีชีวิตจะอุบัติ หรืออาจเกิด
กอนสิง่ มีชวี ิตจะอบุ ัติ แตไ มว า จะเกดิ กอนหรือเกิดหลังส่งิ มชี วี ติ สง่ิ เหลาน้กี ็ยงั เปนศิลปะทัง้ หมด
และเกดิ จากความคดิ เปน ผูสรา งขึ้นมา และสุนทรียศาสตรที่เกิดจากความคดิ พน้ื ฐาน คือ ศิลปะ
ที่ความคิดเปนผูคิดและใหสัญชานหรือสัมผัสท้ัง 5 อัน ไดแก ตา หู จมูก ปาก และผิวกาย
เปน ผูทาํ ข้นึ หรือบางครงั้ อาจใชส ิ่งอื่นๆ ที่ไมใชสัญชานหรือสัมผัสทั้ง 5 เปนผูทําขึ้น และทําข้ึน
โดยตง้ั ใจมากกวา ไมตัง้ ใจ

สํานักงานสภาสถาบันราชภัฏ (2546, หนา 5-6) ไดจําแนกสุนทรียศาสตร
ออกเปน 2 ประเภท ไดแก สุนทรียศาสตรเชิงความคิด และเชิงพฤติกรรม สุนทรียศาสตรเชิง
ความคิด เปนความเขาใจในสุนทรียศาสตรหรือการเขาถึงความงามดวยวิธีการคิดเปนเหตุ
และผล แบง ได 2 แนวคดิ ไดแ ก สุนทรียศาสตรเชิงความคิด เเนวตะวันตก ไดสรุปความคิดไว
5 ทัศนะ.คือ.ปรนัยนิยม.(Objectivism).เปนทัศนะท่ีอธิบายวา.ความงามเปนคุณสมบัติของ
วตั ถุ ความงามอาจเกิดจากรูปราง ทรวดทรง สีสนั แบบแผน ลีลาการเคลอื่ นไหว หรือเกิดจาก
ความประสานไพเราะของเสียง วัตถุที่มีความงาม การเคลื่อนไหวที่งดงาม หรือเสียงที่ไพเราะ
ยอมเกิดจากปจจยั คณุ สมบัตภิ ายนอก คือ ตัววัตถุ และอัตนัยนิยม (Subjectivism) เปนทัศนะที่
คิดวา ความงามเปนเร่ืองความรสู กึ อยใู นใจของคน ไมไดข นึ้ อยูก บั วตั ถสุ ิ่งของทเ่ี รามองเห็นหรือ
ส่ิงท่ีเราไดยิน ใจของเราเปนตัวกําหนดวา ส่ิงท่ีเรามองเห็นงามหรือไมงาม เสียงท่ีเราไดยิน
ไพเราะหรือไม ทุกอยางลวนเกิดความคิดในใจ จากความรูสึกภายในทั้งส้ิน สุนทรียศาสตร
เชงิ ความคิดแนวตะวนั ออก เหน็ วาความงามและความไพเราะนั้น จะเกิดข้ึนดวยสวนประกอบ
เพียงสวนเดียวไมได ตองเกิดข้ึนจากองครวมพรอมๆ กัน สวนสุนทรียศาสตรเชิงพฤติกรรม
เปน พฤติกรรมทแี่ สดงออกทางสนุ ทรียภาพ 3 ทาง คือ พฤติกรรมทางภาพลักษณ พฤติกรรม
ท า ง เ สี ย ง . แ ล ะ พ ฤ ติ ก ร ร ม ท า ง ก า ร เ ค ล่ื อ น ไ ห ว . แ บ ง ไ ด . 2 . แ น ว คิ ด . ไ ด แ ก . สุ น ท รี ย ศ า ส ต ร
เชิงพฤตกิ รรมแนวตะวันตก บอ เกดิ ของสนุ ทรยี ศาสตรเชิงพฤติกรรมแนวตะวันตก พัฒนาจาก
การเลียนแบบธรรมชาติ กอนแลวจงึ พัฒนาไปสกู ารสรา งสรรคเพ่ือคริสตศาสนา จนกระทั่งถึง
การแสดงออกทางอารมณแ ละความรูส ึกนึกคิดของศิลปน โดยสว นตัว อยา งทเ่ี ปนอยูในปจจุบัน

12

และสุนทรยี ศาสตรเชงิ พฤติกรรมแนวตะวันออก.ศิลปะตะวนั ออกมีพื้นฐานความเชื่อ.ศรัทธาใน
ศาสนา.เชน.พุทธศาสนา.ศาสนาพราหมณ.ศาสนาอิสลาม.เปนตน.คุณคาทางสุนทรียภาพ
จึงเปนคุณคาความงามที่เกิดจากความคิดและปรัชญา.(Ideal.Beauty).อันมีที่มาจากศาสนา
น่ันเอง ถึงแมจะมีจุดกําเนิดจากธรรมชาติเชนเดียวกับตะวันตกก็ตาม แตผลที่ออกมากลับ
แตกตางกัน ชาวตะวันออกจะเสริมเติมแตงอุดมคติตามความเชื่อของแตละชนชาติไวดวย
เปนสําคญั

พดุงศักดิ์.คชสําโรง.(มปป.,.สื่อออนไลน).ไดแบงสุนทรียศาสตรตามหลัก
ในการตัดสิน ส่งิ ตางๆ ออกเปน 3 กลุมแนวคดิ ไดแ ก กลมุ ทใี่ ชต นเองเปน ตวั ตัดสนิ เรยี กเกณฑ
ตัดสินน้วี า .“จติ พิสยั หรอื อัตวสิ ัย”.(Subjectivism).เปนกลมุ ทเ่ี ช่ือวา .ความร.ู ความจริงและความดี
งามทั้งหลายลวนเปนส่งิ ที่ไมมคี วามจริงในตัวเอง.หากแตเปน เพยี งส่งิ ทีม่ นุษยสรางข้ึนมาเทานั้น
มนุษยแตล ะคนตา งมีมาตรวัดความจรงิ ตางกันออกไปโดยไมข นึ้ อยกู ับใครหรือสิ่งใด เกณฑการ
ตัดสินแบบนี้สามารถทําใหเราเกิดความเชื่อม่ันในตัวเองได.แตหากความรูสึกเช่ือมั่นน้ีมีมาก
จนเกินไปอาจจะสงผลทาํ ใหเ ราเปนผูท ี่เหน็ แกต วั .เอาแตใ จตวั เอง.ไมย อมรบั ฟงความคดิ เหน็ ของ
ผอู ืน่ ซ่ึงจะสง ผลตอไปคอื .ทําใหเ รามโี ลกทัศนท ี่แคบ.และเดยี วดายในโลกกวา งนี้ สวนกลุมทเี่ ชื่อ
วามีหลักเกณฑที่ตายตัวท่ีจะใชตัดสินได.เรียกเกณฑตัดสินน้ีวา.“วัตถุพิสัยหรือปรวิสัย”
(Objectivism).เปนกลมุ ท่ีเชอ่ื วา.มเี กณฑม าตรฐานตายตัวแนน อนในทางศิลปะ.ซึ่งสามารถนําไป
ตดั สนิ ผลงานไดในทุกสมัย.เกณฑมาตรฐานนี้ไมมีการเปลี่ยนแปลงและไมขึ้นอยูกับความรูสึก
ใครหรอื ศิลปน คนไหน กลมุ น้ีมคี วามเช่ืออีกวา สุนทรียธาตุมีอยูจ ริง แมวาเราจะเขาถึงมันไมได
ก็ตาม.แตมนั ก็มีอยจู รงิ .และดวยเหตุผลน้ี.การที่เราตัดสินศลิ ปะออกมาไมเ หมอื นกันก็เพราะเรา
แตละคนไมสามารถเขาถึงสุนทรียธาตุท่ีแทจริงไดหรือตัวจริงมาตรฐานน่ันเอง.การที่เราจะ
เขาถึงเกณฑมาตรฐานน้ีไดนน้ั เราจาํ เปนตอ งฝกพฒั นาจิตใหส มบรู ณจ นสามารถเห็นความงาม
มาตรฐานได.บางคนอาจทําสมาธิ.บางคนอาจฝกฝนทางศิลปะจนชํานาญ.และกลุมที่เช่ือวา
หลัก เก ณฑในก ารตัดสินสุนทรียศาสตรน้ันเปลี่ยนแปลงไปตามสภาวะแวดลอม .เรียกเกณฑ
ตัดสินน้ีวา.“สัมพัทธพิสัย”.(Relativism).เปนกลุมที่มีแนวคิดคลายกับกลุมจิตพิสัย.แตตางกัน
ตรงทก่ี ลุม สมั พทั ธพสิ ัยน้ันมีความเชอ่ื วา กฎเกณฑตัดสินทางสนุ ทรียศาสตรน ัน้ ข้นึ อยกู ับสภาวะ
แวดลอ ม.วัฒนธรรมของแตล ะทอ งถ่นิ .หรอื ข้ึนอยูกับสภาพภูมิประเทศ ตลอดจนดินฟาอากาศ
ของแตละพื้นท่ี โดยไมข้ึนอยูกับตัวผูวิจารณ.เพราะผูวิจารณจะตองวางตัวเปนกลางและตอง
สํานึกอยูในใจเสมอวา.ตนเองเปนเพียงสวนหนึ่งของสังคม.ดังน้ีแลว.เกณฑตัดสินทาง
สุนทรียศาสตรจงึ เปลี่ยนแปลงไปตามสงั คมบา ง ตามสภาพของภูมอิ ากาศ ภมู ปิ ระเทศน้ันๆ บาง
แลวแตสภาวะแวดลอ มจะพาไปนั่นเอง

13

2.3 แนวการศึกษาสนุ ทรยี ศาสตร
แนวการศกึ ษาสุนทรยี ศาสตร ไดก าํ หนดขอบเขตของการศึกษาวิเคราะหไว

4 ดาน ไดแ ก รสวรรณคดี โวหารภาพพจน ศลิ ปะการใชคํา และการสรา งสรรคเน้อื เรือ่ ง ดงั น้ี
2.3.1 รสวรรณคดี ไดแก อารมณห รือภาวะตางๆ ที่ปรากฏในวรรณคดี

เชน อารมณซาบซึ้งในความรัก อารมณสงสาร อารมณแ คน เคือง เปนตน ในท่ีนี้จะกลาวถึง
รสวรรณคดีสนั สกฤตและวรรณคดไี ทย

รสวรรณคดีสันสกฤตนั้น เสาวภา ธานีรัตน (2553, หนา 129-141) ได
กลาวถงึ รสของวรรณคดีสนั สกฤตและวรรณคดบี าลที ั้ง 9 รส คือ ไดแ ก

1. ศฤงคารรส (สงิ คารรส) เปน รสรัก อนั เกดิ จากความยนิ ดี ความพอใจทมี่ ี
ข้ึนแกหนุมสาว โดยอาศัยองคประกอบท่ีเหมาะสม เชน เวลาท่ีพอเหมาะ ดวยถอยทีอัน
ออ นหวาน หยอกเยา เอียงอาย ออดออ น เปนตน

2. หาสยรส (หสั สรส) เปน รสแหงความขบขนั อันทําใหจ ิตใจราเรงิ เบิกบาน
อาการทแ่ี สดงออก คือการแยมยมิ้ จนกระทั่งถงึ หัวเราะ

3. กรุณารส เปนรสที่เกิดความโศกเศรา เพราะประสบในส่ิงท่ีไมพึง
ปรารถนาและการสญู เสยี ส่งิ ทีป่ รารถนา เชน การพลดั พรากจากบคุ คลอันเปน ที่รกั การถกู แชง
ดา ตกทุกขไดย าก ทรัพยสมบตั พิ ินาศฉิบหาย ญาตลิ มหายตายจาก ถูกฆา ถูกจองจํา ประสบ
ความเสื่อม เหลานี้ เปน ตน

4. เราทรรส (รุทธรส) เปน รสแหง ความโกรธแคน ความแข็งขึง เพราะเกิด
จากการพูดใสความ พูดใหเจ็บใจ ดูหมิ่นเหยียดหยาม กลาวอาฆาตจองเวร กลาวหยาบคาย
ไดร บั การกดขี่ขมเหง เบยี ดเบยี น เยย หยัน เหลา นีเ้ ปน ตน

5. วีรรส เปนรสแหงความกลาหาญ หมายถึง ลักษณะแหงความองอาจ
กลา หาญ มีเดชท่ีทาํ ใหศัตรูขยาด มคี วามสงา เปนท่คี รั่นครามของศัตรู มีความมั่นคง เด็ดเด่ียว
แนว แน ผยอง กาํ แหงหาญ และแสดงความมตี ระกูลสงู มขี นบธรรมเนียมประเพณี ที่ดีงามดวย

6. ภยานกรส เปน รสแหงความกลวั มักจะเกิดจากการไดยินเสียงผิดปกติ
เหน็ ภตู ผปี ศ าจ เหน็ สัตวร าย ไปสปู า เปล่ยี ว ไปอยูในเรือนราง เห็นหรือไดยินเรื่องญาติท่ีถูกฆา
หรือถูกตองโทษจองจํา เปนตน อาการที่แสดงออก เชน จังงัง เหง่ือแตก พูดจาละลํ่าละลัก
ขนลกุ ตัวสนั่ เสยี งกระเสา หนา ซีด ลมจับ เหลา น้ี เปน ตน

7. พภี ัตสรส (วภิ จั ฉรส) เปนรสแหง ความเบื่อ ความรงั เกียจ ความเกลียด-
ชงั ขยะแขยงอันเกิดเพราะเลอื ด ของเนาเสีย มีหนอน และกลิ่นเหม็นตางๆ หรือเกิดจากความ
จืดจาง เบื่อหนา ย เหลานี้เปนตน

14

8. อัทภูตรส (อพั ภูตรส) เปนรสแหงความแปลกประหลาดใจ อัศจรรยใจ
พิศวงสงสัย สนเทห เชน การเห็นเทวดา ไดรับส่ิงของที่ปรารถนาอยางไมรูเนื้อรูตัว เห็นสิ่ง
สวยงามทน่ี าทึ่งยงิ่ ดูเขาเลน กล เหลาน้เี ปนตน

9. ศานตรส (สนั ตรส) เปนรสแหง ความสงบ สันติสุข รสแหงความเปนไป
ในการหลุดพน สงบชุมชื่น นับเปนรสท่ีสูงสุด ลักษณะท่ีแสดงออก เชน ความไมมีศรัทธา
ไมแ ยแสตอสิ่งใด ต้งั มน่ั อยูใ นองคแ หงภาวนา ปฏบิ ัติอยูใ นอาศรมแหงธรรมท้ังปวง

สวนรสวรรณคดีไทย.เสาวภา.ธานีรัตน.(2553,.หนา.129-141).สรุป
วรรณคดีไทยไว 4 รส ไดแก

1. เสาวรจนี หมายถงึ รสแหง การชมโฉม ชมความงามสวนใหญ จะเนนถึง
การชมโฉมตวั ละครชายหญิง แตก ารชมความงามของบา นเมอื ง สถานที่ สตั ว และปาเขาลําเนา
ไพรก็ถือวาเปนเสาวรจนีเชนกัน เพราะส่ิงเหลานี้ลวนแตใหความรื่นรมยใจ และมีมากมายใน
วรรณคดไี ทย

2. นารปี ราโมทย หมายถงึ บทในลักษณะเกยี้ วพาราสี โอโลม ตลอดจนถึง
บทอัศจรรย เปนบททีแ่ สดงความรักซ่ึงกันและกันระหวางชายหญิงโดยเฉพาะ บทเขาพระเขา
นางของวรรณคดีไทยโดยเฉพาะบทอัศจรรยนี้ถือวาเปนบทที่แสดงความสามารถของกวี
โดยเฉพาะ

3..พิโรธวาทัง.หมายถึงบทที่รวมอาการที่แสดงออกถึงความไมพอใจ
ตัดพอ ตอวา โกรธแคน พยาบาท เหลาน้ี ซ่งึ เปนอารมณส ะเทือนใจฝายรา ยท้งั ปวง

4. สลั ลาปงคพสิ ยั หมายถงึ บทโศกเศรา รวมถึงบทท่ีแสดงความเศราโศก
ครํ่าครวญ หวนหาอาลัย เหตุเนื่องมาจากความพลัดพรากเปนสวนใหญ เปนบทที่แสดงการ
พรรณนาท่กี อ ใหเ กดิ ความสะเทอื นอารมณแ กผ อู า น

2.3.2 โวหารภาพพจน. เปนกลวิธีทางภาษาที่มุงใหเกิดความรูความเขาใจ
แจมแจง ทั้งความหมายนัยตรงและนัยแฝงเรน เนนใหเกิดทั้งอรรถรสและสุนทรียรสในการ
ส่ือสาร ในทน่ี จ้ี ะกลาวถึงโวหารภาพพจน ไวด งั นี้

สมเกยี รติ รักษมณี (2551, หนา 73-97) ไดสรุปโวหารภาพพจนชนิดตางๆ
จํานวน 19 ชนดิ ดงั นี้

1. อุปมา (simile) หมายถึง การเปรียบเทียบของส่ิงหน่ึงใหเหมือนหรือ
คลา ยกับอกี ส่งิ หน่งึ โดยเพง เลง็ ท่รี ปู สมบัติหรอื ลักษณะสมบัติเปนสําคัญ โดยใชค ําเปรียบเทียบ
ตา งๆ เปนคาํ เชอ่ื ม เชน กล ดัง ดจุ ประดจุ ประหนงึ่ เลห ประเลห เพียง ถนัด ละมาย
แมน เหมอื น เฉก เชน เฉกเชน ราว ราวกับ เปน ตน

15

2. อุปลักษณ (metaphor).หมายถึง การเปรียบเทียบของสิ่งหนึ่งวามี
คุณสมบัติรวมหรือเชนเดียวกับอีกสิ่งหน่ึง ทั้งนี้โดยเพงเล็งที่คุณสมบัติมิใชรูปสมบัติ การใช
โวหารภาพพจนชนดิ น้ีอาจใชคํา เปรยี บ เปน คอื เทา เทากับ หรือไมม คี ําเปรียบก็ได

3. สัญลักษณ (symbol).หมายถึง การนําสภาพหรือลักษณะของสิ่งหน่ึง
ใชแ ทนหรือเปนตวั แทนของอกี สง่ิ หน่งึ ที่ตองการกลา วถงึ

4. บุคคลวัต หรอื บุคลาธษิ ฐาน (personification) หมายถึง การทําส่ิงท่ีมิใช
คนใหม ีความรูสึกนกึ คิดอยา งคน ท้งั นี้เพอ่ื ใหเ กดิ ความรสู กึ ประทับใจ มอี ารมณสะเทือนใจ หรือ
ใหภ าพที่งดงามเปนภาษากวี มากกวาการใชภ าษาอยา งตรงไปตรงมา

5. สมมุติภาวะ (apostrophe) หมายถึง ภาพพจนท่ีเปนการกลาวถอยคํา
เจรจากบั สิง่ ทมี่ ใิ ชม นษุ ย

6. อติพจน หรอื อธิพจน (hyperbole) หมายถึง การกลาวเกินจริงกวีมักใช
ในการพรรณนาอารมณ เชน รัก โศก

7. อวพจน (meiosis) เปนภาพพจนท่ีมีลักษณะตรงกันขามกับอติพจน คือ
การกลาวลดน้ําหนักของความรูสึกใหนอยลง.เพ่ือลดความหมายลง บางคร้ังใชในเชิง
ประชดประชัน หรอื ยั่วลอ เพื่อความขบขนั

8. อปุ นิเษท (litotes) เปนภาพพจนท ี่กลาวลดนาํ้ หนกั ความลงในเชิงปฏิเสธ
มลี ักษณะเชน เดยี วกับอวพจน เพียงแตก ารแสดงออกเปน แบบปฏเิ สธ

9. นามนัย (metonymy) หมายถึง การใชคําหรือวลีแทนสิ่งหนึ่งส่ิงใด ท่ีมี
ลกั ษณะเดนหรอื มีความสมั พันธใกลชิดกบั ส่ิงทแี่ ทนน้นั เพื่อใหเห็นภาพลักษณเปน รูปธรรมขึน้

10. สัมพจนัย (synecdoche) หมายถึง การใชถอยคําหรือวลีแทนส่ิงท่ี
ตองการกลาวอา ง อาจจะโดยการใชส ว นยอยที่สาํ คญั แทนสวนใหญทัง้ หมด หรือสวนใหญแทน
สวนยอย หรือกาํ หนดใหน ามธรรมแสดงกิรยิ าอยางรปู ธรรม

11. อุปมานิทัศน (allegory) หมายถึงการใชเร่ืองราว นิทาน มาประกอบ
ขยายหรือแนะใหผูอ านผูฟงทราบโดยนัย ตัวอยา งโดยนัยทย่ี กมากลาวอา งนัน้ จะชว ยไขหรือชวย
ทําใหเขาใจตวั บทที่นาํ เสนอไดชัดเจนแจมแจง ยิง่ ข้ึน

12. การอา งถงึ (allusion) หรือการเทาความ เปนโวหารภาพพจนที่นําเอา
บุคคล เหตุการณ เรื่องราวในอดีต นิทาน วาทะสําคัญ ประวัติ สถานที่ หรือวรรณคดีที่มีมา
กอน มากลา วอางใหเ หน็ เปนอทุ าหรณเปรยี บเทยี บ เพือ่ ใหเร่ืองราวท่ีกําลังกลาวถงึ น้นั เดนชดั ขน้ึ

16

13. การแฝงนยั (irony) หมายถงึ การขดั กันระหวา งความเปน จริงทีป่ รากฏ
เห็นหรอื หมายถงึ ภาพพจนซ ่ึงเจตนาจะสอ่ื สารขอความท่ตี รงกันขาม หรือขัดกันกับถอยคําท่ีใช
ในภาพพจนน ้ัน

14. ปฏิพจน (oxymoron) หรือบางตําราเรียกวา วิภาษ หมายถึง ถอยคํา
หรือวลีท่ีมคี วามหมายไมส อดคลอ ง ขัดแยง หรอื ตรงกันขา ม นํามารวมกันหรือเขาคูกัน เพื่อให
เกดิ ความหมายใหมหรือมีผลทางอารมณเปนพิเศษ คําท่ีนํามาเขาคูกันนี้มองไมเห็นความเปน
ไปไดท ี่จะเกดิ ขึ้นจริงตามทก่ี ลาวนั้น

15..ปฏิทรรศน.(paradox).หรือบางตําราเรียกวา.อรรถวิภาษ.หมายถึง
การกลาวถอยคําแสดงความหมายที่คลายจะขัดแยงกัน ไมสอดคลองกัน ไมนาจะเปนไปได
แตเ ม่ือไดวเิ คราะหตคี วามหรอื พจิ ารณาอยา งถถี่ วนแลว กเ็ ปนไปไดดังทกี่ ลาวน้นั

16. แนวเทยี บ (analogy) คอื การเปรียบเทียบเรอื่ งราว เหตุการณ พฤติกรรม
ความคดิ หรือสภาพใด ๆ ของ 2 สงิ่ ซงึ่ มีลักษณะเหมือนหรือตา งกนั ใหเขา คูกันไป ตา งกับอุปมา
และอุปลกั ษณท ีใ่ ชคุณสมบัตบิ างประการเปรียบเทยี บกัน

17. สทั พจน (onomatopoeia) หมายถึง ภาพพจนท่ีเกิดจากการเลียนเสียง
ธรรมชาติ เปนการถายทอดความคดิ ความรูสกึ ของกวีออกมาในบทประพนั ธ เพ่ือใหผ อู านผูฟง
หรือผูเสพรสจากบทประพนั ธไ ดเกิดมโนภาพทชี่ ดั เจน

18. ปฏปิ ุจฉา (rhetorical.question) หมายถึง การตัง้ คําถามโดยไมตองการ
คําตอบ.เพราะคําตอบน้ันเปนท่ีรูกันแลว.เพื่อใหผูอานผูฟงไดหยุดคิดและตระหนักในส่ิงท่ี
ถามน้ัน เน้ือความท่ีตองการเนนอาจเปนเนื้อความสําคัญหรือเปนอารมณความรูสึกอยางใด
อยา งหน่งึ

19. อาวัตพากย (synesthesia) หมายถึง โวหารท่ีใชคําเรียกผลของการ
สัมผัสที่ผิดไปจากธรรมดา เพ่ือเรียกรองความสนใจ หรือกระทบใจ ภาพพจนชนิดน้ีกวีหรือ
นักประพนั ธจะใชคาํ บอกสมั ผัส รูป รส กลิ่น เสียง อยางหน่ึงกับภาวะหรือสถานการณที่ปกติ
มิไดใ ชกับคาํ เหลานัน้

2.3.3 ศิลปะการใชคํา เปนกลวิธีในการใชคําในคําประพันธ มีหลาย
ลกั ษณะ เชน การเลน คําตามฉนั ทลกั ษณบ งั คับ การเลน คํานอกเหนอื จากท่บี งั คบั ในฉันทลักษณ
ในลกั ษณะคาํ พอ งรปู พอ งเสียง และการลอ ความ ทาํ ใหเ กิดความไพเราะและไดอรรถรสย่ิงขึ้น
ในทน่ี ี้จะกลาวถึงศลิ ปะการใชคํา

17

คาํ สมั ผัส หมายถึง คําที่มีเสียงสระและพยัญชนะอยางเดียวกัน สมเกียรติ
รักษม ณี (2551 หนา 557-558) ไดอธบิ ายถงึ คําสัมผสั วา มี 2 ลกั ษณะ คือ สมั ผัสสระ คอื คาํ ทม่ี ี
เสียงสระและมาตราตัวสะกดเดียวกัน สวนวรรณยุกต จะเปนรูปแบบใดเสียงใดก็ได คือ คํา
สัมผสั สระทีไ่ มมีตัวสะกด เชน มา - นา, มี - ศรี, ดู - หนู, เฉ - เห, ไป - ได และคําสมั ผัสสระ
ที่มีตัวสะกด เชน กิน - ศิลป, น่ิง-ทิ้ง, ทุกข - ยุค, ยศ - พจน, ยาม – คราม และสัมผัส
พยญั ชนะ คอื เสียงพยัญชนะตน เดียวกันภายในคาํ ซง่ึ มีเสียงสระตางกัน โดยไมมีตัวสะกดหรือมี
ตัวสะกดมาตราใดกไ็ ด และมีเสียงวรรณยกุ ตใ ดกไ็ ด ในกรณที ี่มีเสยี ง สระเดยี วกนั จะตอ งเปนคํา
ทม่ี ีตวั สะกดตางมาตรากัน คือ คําสัมผัสพยัญชนะที่ไมมีตัวสะกด เชน ขํา-คู-ฆา, เฉ - ชา –
เฌอ, โถ - ทํา – เธอ, ผา - เพาะ – ภู, ฝา – ฟู, สู - ซา คําสัมผัสพยัญชนะท่ีมีตัวสะกด เชน
ขัน-คาบ–ฆอง, ฉาก - เชิญ – ฌาน, ถาง - ทัน – ธง, แผน - พัง – ภาย, ฝูง – ฝน, ซึม –
ซบั และคาํ สมั ผัสพยัญชนะทีม่ ตี ัวสะกดกับไมมีตัวสะกด เชน ขา - ขนั - คํา – เฆย่ี น, ฉัน - ชัง
- ชา – เฌอ, ถู - ถึง - เฒา – เธอ, ผา - แผน - พาน - ภ,ู โซ - ซัน - ศก - ศาล - เสรจ็ –
เสาะ, ฝา - ฝาก - ฟง - ฟู

คําไวพจน คือ คําที่มีความหมายเหมือนกัน ซ่ึงมีหลากหลายคํา ปยะฤกษ
บญุ โกศล (ส่ือออนไลน) อธบิ ายเพ่ิมเติมวา บางครงั้ เรยี กคาํ ไวพจนว า “การหลากคาํ ” “คําพอง
ความหมาย”.และ “คําพอ งความ” เชน พอ -บดิ า ชนก บิดร ปตุรงค, กษัตริย-กษัตรา ขัตติยะ
ขัตติยา บดี บดินทร บพติ ร

ในประเด็นการซํ้าคํา.ความหมายของการซํ้าคํา กัลยาณี ถนอมแกว
(สอื่ ออนไลน) อธิบายไววา เปนการท่ีใชคําคําเดียวกันซํ้าในคําประพันธ อาจจะวางไวติดกัน
แบบคําซํ้า หรือวางไวแยกจากกันแตเปนระเบียบเรียบรอย โดยความหมายของคําที่ซํ้าน้ัน
จะตองไมเปลี่ยนแปลง จะมีความหมายเหมือนกันทุกคํา ตัวอยางเชน.กาพยเหเรือเจาฟา-
ธรรมาธเิ บศร โคลงโลกนติ ิ และมหาเวสสันดรชาดก กณั ฑม ัทรี ดังน้ี

รอนรอนสุรยิ ะโอ อสั ดง
เรือ่ ยเรื่อยลับเมรลุ ง คาํ่ แลว
รอนรอนจติ จํานง นุชพี่ เพยี งแม
เรอ่ื ยเรอ่ื ยเรียมคอยแกว คลบั คลายเรียมเหลยี ว

(กาพยเ หเรือเจาฟาธรรมาธิเบศร)

18

หามเพลิงไวอยาให มีควนั

หามสุรยิ ะแสงจนั ทร สอ งไซร

หา มอายุใหหนั คืนเลา

หา มดง่ั นไ้ี วได จึ่งหา มนนิ ทา

(โคลงโลกนิติ)

สุดสายนัยนาท่ีแมจะตามไปเล็งแล สุดโสตแลวที่แมจะซับทราบฟงสําเนียง

สุดสรุ เสียงทแี่ มจ ะร่ําเรียกพิไรรอง สุดฝเทาทแ่ี มจะเยอ้ื งยอ งยกยา งลงเหยียบดนิ เปนสุดสิ้นสุด

ปญ ญาสุดหาสดุ คนเห็นสดุ คดิ

(มหาเวสสันดรชาดก กัณฑม ทั รี)

2.3.4 การสรางสรรคเน้ือเรื่อง ในการสรางสรรคเนื้อเร่ืองในงานเขียน

บันเทิงคดผี ูเขียนมีเจตนานใหผ ูอา นไดรบั ความเพลดิ เพลินจากการอานโดยมีเกรด็ ความรู ขอ คดิ

คติธรรม และประสบการณช วี ิตแทรกอยูในเรอ่ื งนั้น ๆ ในทนี่ ีจ้ ะกลา วถงึ การสรางสรรคเ นอ้ื เรอื่ ง

ตามองคประกอบในดา น ฉันทลักษณ แกนเรื่อง โครงเร่อื ง ตัวละคร บทสนทนา และฉาก ดงั น้ี

ฉันทลักษณ หมายถึง ลักษณะบังคับของคําประพันธไทย โดยแบง เปน 7

ชนิด คอื โคลง รา ย ลิลติ กลอน กาพย ฉันท และกล ในท่ีน้ีจะกลาวถึงฉันทลักษณของกลอน

เพยี งอยางเดยี วเพื่อใหส อดคลองกับเรือ่ งทีจ่ ะนําไปวิเคราะหตอ ไป

วิกพิ ีเดยี สารานุกรมเสรี.(2556, ส่อื ออนไลน) อธบิ ายวา กลอนเปน ลักษณะ

คาํ ประพนั ธไทยทีฉ่ ันทลกั ษณป ระกอบดว ยลกั ษณะบงั คบั 3 ประการ คือ คณะ จํานวนคํา และ

สมั ผสั ไมมบี ังคบั เอกโทและครุลหุ ฉันทลักษณของกลอนในวรรณกรรมจําแนกได 5 ประเภท

คือ.จําแนกตามจํานวนคํา.จําแนกตามคําข้ึนตน.จําแนกตามคณะ.จําแนกตามบทข้ึนตน

และจาํ แนกตามการสง สัมผัส จําแนกตามจาํ นวนคํา.จะแบง ได 2.ชนิด คอื .กลอนกาํ หนดจํานวน

คําเทากันทุกวรรค.(กลอนสุภาพ).ไดแก.กลอนส่ี.กลอนหก.กลอนเจ็ด.กลอนแปด.กลอนเกา.

และกลอนกําหนดจํานวนคําในวรรคโดยประมาณ.ไดแก.กลอนดอกสรอย.กลอนสักวา

กลอนเสภา กลอนบทละคร กลอนนิราศ กลอนเพลงยาว กลอนนิทาน และกลอนชาวบาน

จําแนกตามคําข้ึนตน.จะแบงได.2.ชนิด.คือ.กลอนบังคับคําข้ึนตน.ไดแก.กลอนดอกสรอย

กลอนสกั วา กลอนเสภา กลอนบทละคร และกลอนไมบังคับคาํ ข้ึนตน ไดแ ก กลอนส่ี กลอนหก

กลอนเจ็ด กลอนแปด กลอนเกา กลอนนิราศ กลอนนิทาน และกลอนเพลงยาว จําแนกตาม

คณะ จะแบง ได 2.ชนดิ คอื .กลอนไมส งสมั ผัสระหวา งคณะ ไดแก กลอนดอกสรอ ย กลอนสักวา

และกลอนสงสมั ผสั ระหวา งคณะ ไดแก กลอนบท-ละคร กลอนเสภา กลอนนิทาน กลอนนิราศ

กลอนเพลงยาว กลอนสี่ กลอนหก กลอนเจ็ด กลอนแปด และกลอนเกา จําแนกตามบทข้ึนตน.

19

จะแบงได.2.ชนิด.คือ.กลอนบังคับบทขึ้นตนเต็มบท.(4.วรรค).ไดแก.กลอนสี่.กลอนหก
กลอนเจ็ด กลอนแปด กลอนเกา กลอนเสภา กลอนดอกสรอย กลอนสักวา กลอนบทละคร
แ ล ะ ก ล อ น บั ง คั บ บ ท ข้ึ น ต น ไ ม เ ต็ ม บ ท . ( 3 . ว ร ร ค ) . ไ ด แ ก . ก ล อ น นิ ร า ศ . ก ล อ น เ พ ล ง ย า ว
และกลอนนิทานจําแนกตามการสงสัมผัส.จะแบงได.2.ชนิด.คือ.กลอนสงสัมผัสแบบ
กลอนสุภาพ.ไดแก.กลอนสี่.กลอนหก.กลอนเจ็ด.กลอนแปด.กลอนเกา.กลอนดอกสรอย
ก ล อ น สั ก ว า . ก ล อ น เ ส ภ า . ก ล อ น นิ ท า น . ก ล อ น นิ ร า ศ . ก ล อ น เ พ ล ง ย า ว . ก ล อ น บ ท ล ะ ค ร
แ ล ะ ก ล อ น ส ง สั ม ผั ส แ บ บ ก ล อ น ช า ว บ า น . ไ ด แ ก . ก ล อ น ส ง สั ม ผั ส แ บ บ ก ล อ น สั ง ข ลิ ก . ไ ด แ ก
กลอนในบทรองเลน ของเด็ก และกลอนสงสัมผัสแบบกลอนหัวเดยี ว.ไดแก กลอนเพลงชาวบาน
เชน เพลงเรอื ลาํ ตดั เพลงอแี ซว เปน ตน สาํ หรับกลอนแปดนน้ั ถือวา เปน ขนบกวีนิพนธพ้ืนฐาน
ท่ีนิยมท่ีสุดในไทยเหตุเพราะมีฉันทลักษณที่เรียบงายไมซับซอน สามารถแสดงอารมณได
หลากหลาย และคนทว่ั ไปสามารถเขา ถงึ เน้ือความไดไมย าก หน่งึ ในรปู แบบของกลอนแปดก็คือ
รูปแบบกลอนแปดของสุนทรภู ซึ่งความแพรวพราวดวยสัมผัสใน.และขนบดังกลาวน้ีก็ไดรับ
การสบื ทอดตอมาในงานกวนี พิ นธยุคหลังๆ กระทั่งปจ จุบนั

วิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี.(2556, สื่อออนไลน) คณะของกลอนแปดน้ัน
บทหนึง่ ประกอบดว ย 2.บาท บาทละ 2 วรรค วรรคละ 6-9 คํา ตามแผนผัง ดงั นี้

000 OO OO 000 OO OO
000 OO OO 000 OO OO
000 OO OOO 000 OO OOO
000 OO OOO 000 OO OOO

ในดานสัมผัสนอก กําหนดใหมีสัมผัสระหวางคําสุดทายวรรคหนากับคําท่ี
สามของวรรคหลังของทุกบาท และใหม สี ัมผสั ระหวา งบาท คอื คําสุดทายของวรรคท่ีสองสัมผัส
กบั คําสดุ ทายวรรคที่สาม สว นสัมผัสระหวา งบท กาํ หนดใหคําสดุ ทา ยของบทแรก สัมผัสกับคํา
สุดทา ยวรรคทส่ี องของบทถดั ไป สว นสมั ผัสในนน้ั ไมบังคับ แตห ากจะใหกลอนสละสลวยควรมี
สัมผัสระหวา งคาํ ท่ีสามกับคําที่ส่ี หรือระหวางคําท่ีหากับคําที่หกหรือคําที่เจ็ดของแตละวรรค
นอกจากนี้หลักการใชเสยี งวรรณยกุ ตมขี อ กาํ หนดวา คําสุดทาย ของวรรคที่ 1 ใชเสียง สามัญ
เอก โท ตรี จัตวา แตนิยมเสยี งสามญั สําหรับคําสุดทา ยของวรรคที่ 2 หา มใชเ สียง สามญั หรือ
ตรี.นิยมใชเสียงจัตวา.เปนสวนมาก.สวนคําสุดทายของวรรคที่.3.หามใชเสียง.เอก.โท.จัตวา

20

นยิ มใชเสยี งสามัญ.หรือ.ตรี.และคาํ สดุ ทายของวรรคท.่ี 4.หามใชเสยี ง.เอก.โท.จตั วา.นยิ มใชเ สียง
สามัญ หรอื ตรี

ในประเดน็ แกนเรือ่ งนนั้ สมเกียรติ แสงอรุณเฉลิมสุข (มปป., สื่อออนไลน)
อธิบายวา แกนเร่ือง หรือ "แนวคิดของเร่ือง" หมายถงึ ความคิดสําคัญของเรื่อง.หรือเปาหมาย
หรอื วตั ถุประสงคทผี่ ูเขยี นตองการนาํ เสนอแกผูอ าน

ไพโรจน บุญประกอบ (2539, หนา 44) ใหค ํานิยามของคําวา แกน เรื่องวา
แกนเร่อื งคือ แนวคิดรวบยอดหรือสาระสําคัญของเร่ืองที่นักเขียนบรรจงสรา งสรรคขึ้น เปน
ความหมายของเรอื่ ง ทีน่ กั เขยี นตองการจะสื่อ แกนเรื่องไมใชเน้ือเร่ืองหรือโครงเรื่อง แตเนื้อ
เรอ่ื งและโครงเร่ืองจะชวย ใหผ อู า นคน พบแกนเรื่องไดเมอื่ อานจบ

วกิ พิ ีเดยี .สารานุกรมเสรี.(2556,.ส่อื ออนไลน).แกนเร่ือง.(theme) คือประเด็น
เนือ้ หาสําคญั หรอื แกนหลัก.(Main.theme).ของเรอื่ งทีจ่ ะนาํ เสนอ ซ่งึ อาจประกอบดว ยประเด็น
รองๆ (sub theme) อกี กไ็ ด แตตอ งไมอ อกนอกแนวความคิดหลกั

สรุปไดวา.แกนเรื่องคือแนวคิดที่สําคัญของผูเขียนที่ตอ งการจะส่ือใหแก
ผอู า นไดร ับรูซึ่งสอดแทรกไวใ นเร่ือง และแกนเร่ืองสามารถจําแนกได 4 ประเภท คือแกน เร่ือง
แสดงทรรศนะ.แกนเร่ืองแสดงอารมณ.แกน เรื่องแสดงพฤติกรรม.และแกนเร่ืองแสดงภาพ
และเหตกุ ารณ

สวนโครงเรื่อง สุพรรณี โกศลั วฒั น (2530, หนา 6) อธบิ ายวา โครงเรอื่ งคอื
เคา โครงเร่ืองครา วๆ.ท่ีผูป ระพันธว างไวต ั้งแตเ ริ่มเรื่องไปจนกระท่ังจบเรื่อง.โดยกําหนด
พฤติกรรม และเหตุการณ หรือ ความเคลื่อนไหวทเ่ี กิดข้นึ ตลอดระยะเวลาใหผ สมผสานเปน อัน
หนึ่งอนั เดยี วกันซง่ึ ผูเ ขยี นแตละคน อาจจะมีวิธกี ารสรางโครงเร่ืองตางกัน

วาสนา เกตุภาค (มปป., หนา 108) ท่ีกลา ววา โครงเร่ืองคือเคา โครงในการ
เขียนเร่ือง.เปรียบเสมือนแปลนหรือแบบพิมพเ ขียวที่สถาปนิกเขียนข้ึน.สําหรับนําไปเปนแบบ
สรางบา น

เพลินตา (2539, หนา 17-18) กลา วสรุปคํานิยามกวา งๆ.ของโครงเรื่องวา .
โครงเรื่องจะแสดงเหตุการณไมเฉพาะเพียงเรื่องเวลาแตรวมท้ังความสัมพันธท ่ีเปน เหตุ
เปนผลของมนั .นักเขยี นจะตองเลอื กจดั แบงเหตกุ ารณวา เหตุการณใ ดเปน จดุ เริม่ ตน ของเรื่องราว
เหตกุ ารณใ ดเปน ตอนกลางและเหตกุ ารณใ ดเปน จุดจบของเรอ่ื ง

สมเกียรติ แสงอรุณเฉลิมสุข (มปป., สื่อออนไลน) อธิบายวาโครงเรอ่ื ง (Plot)
คอื เหตุการณที่จดั เรยี งลาํ ดับและเปนเหตุเปนผลกนั เหตุการณห นึ่งเปน ผลใหเกดิ เหตกุ ารณหน่ึง
หรือหลายๆ เหตกุ ารณสบื ตามมา โครงเร่ืองทด่ี จี ะตองเกิดจากความขดั แยง

21

จากคํากลา วขา งตน สรปุ ไดวา โครงเรือ่ ง หมายถึงการลําดับเหตุการณกอน
หลังในเร่ืองเหตุการณเหลาน้ันตองมีความตอเน่ือง.ซ่ึงถาโครงเร่ืองมีความนา สนใจ.ลําดับ
เหตุการณไ ดอยางเหมาะสม จะทําใหเ ร่ืองชวนติดตาม สามารถดึงดูดใหผูอานติดตามเรื่องไป
ตลอด จนสามารถคนพบแกนเร่ืองได

ในดานของตวั ละคร เปล้ือง ณ นคร (2540, หนา 128) กลา ววา ตวั ละคร
(Character) เปน คาํ ทีย่ มื เอาคาํ ทางการละครมาใช หมายถึง ตัวซง่ึ มีบทบาทอยใู นเร่อื ง

สมเกียรติ แสงอรุณเฉลิมสุข (มปป., สื่อออนไลน) อธิบายวา ตัวละคร
(Character).คือ.ตัวบุคคล สัตวหรือสิ่งตางๆ ท่ีผูเขียนสรางขึ้นใหมีบทบาทมีชีวิต มีวิญญาณ
แสดงพฤตกิ รรมตางๆ เพื่อใหเ หตกุ ารณด าํ เนินไป ตามเรื่องราวท่ีวางไว ซ่ึงผูเขียนควรคํานึงถึง
ตัวละครในสง่ิ ใดตอ ไปน้ี

วาสนา เกตุภาค (มปป., หนา 109) ไดน ิยามความหมายของตัวละครวา
ตวั ละครคือบคุ คล ทกี่ ลาวถงึ ในเร่อื ง เปนผูที่มีพฤตกิ รรมซ่งึ จะทําใหเ ร่ืองดําเนินไปได ตัวละคร
ในเร่ืองสัน้ อาจแบงตาม ความสาํ คัญไดเปน 2 ประเภท คือ ตัวละครสําคัญ.อันไดแก.ตัวละคร.
ทเ่ี กี่ยวของกับโครงเรอื่ งมากที่สดุ .ซึง่ จะมนี อ ยหรือมีเพียงตัวเดียว อีกประการหนึ่งคือตัวละคร
ประกอบ จะมีกต่ี ัวกย็ อ มขน้ึ อยกู ับเร่ือง

ไ พ โ ร จ น . บุ ญ ป ร ะ ก อ บ . (2 5 3 9 ,. ห น า .7 7 ).ก ล า ว ว า .ตั ว ล ะ ค ร . ห ม า ย ถึ ง
ผูป ระกอบพฤติกรรมตามเหตุการณในเรื่องหรือเปนผูร ับผลจากเหตุการณใ นเร่ือง.ตัวละคร
ไมจ ําเปน ตองเปนคนเทานัน้ .อาจเปน สัตว.ตนไมห รือส่ิงของที่ไมมีชีวิต.แตท วาผูเขียนทําใหมันมี
บทบาทเหมอื นสิ่งมีชีวิต

ดั ง น้ั น ตั ว ล ะ ค ร จึ ง ห ม า ย ถึ ง . บุ ค ค ล ที่ ผู แ ต ง ส ม มุ ติ ขึ้ น ม า เ พื่ อ ใ ห ก ร ะ ทํ า
พฤติกรรมในเร่ือง.คือ.ผูมีบทบาทในเนื้อเร่ือง.หรือเปน ผูท ําใหเ รื่องเคลื่อนไหวดําเนินไปสู
จุดหมายปลายทาง ตัวละครตามนัยดังกลาวน้ีมิไดหมายถึงมนุษยเทา น้ัน.หากแตร วมถึงพวก
พืช.สัตว.และส่ิงของดวย.ผูเขียนบางคนนิยมใชส ัตว. ตนไม.ดอกไม.ภาชนะ.ฯลฯ.เปนตัวละคร
มคี วามคดิ และการกระทาํ อยางคน

สาํ หรับบทสนทนาในงานบันเทิงคดีนั้น ยุพร แสงทักษิณ (2538, หนา 55)
กลาวถึงบทสนทนาวา บทสนทนาเปนสวนประกอบสําคัญย่ิงสําหรับเรื่องสั้นบางเร่ือง เพราะ
ชวยใหเ รื่องดําเนนิ ไป และทําใหเหน็ ลกั ษณะบุคลกิ ของตวั ละคร

สมเกียรติ แสงอรุณเฉลิมสุข (มปป., สื่อออนไลน) อธิบายวา บทสนทนา
(Dialogue) คือ คําพูดของตัวละครแตละตัว บทสนทนานับเปนองคประกอบสําคัญของเร่ือง
บั น เ ทิ ง ค ดี ไ ด ป ร ะ ก า ร ห นึ่ ง . เ พ ร า ะ ช ว ย ใ ห ผู อ า น ไ ด ท ร า บ ถึ ง . แ น ว คิ ด ข อ ง ผู แ ต ง . ท ร า บ ถึ ง

22

บุคลิกลกั ษณะของตัวละคร ขอขดั แยงระหวา งตวั ละคร ภมู หิ ลังและรายละเอยี ดตา งๆ ได โดยที่
ผูแ ตงไมตอ งบรรยาย หรอื พรรณนาความใหยืดยาว

ธวัช ปุณโณทก (2527, หนา 74) กลาววา บทสนทนาเปนลักษณะเดน อยา ง
หนึ่งของเร่ืองสั้น.และเปนการแยกเร่ืองส้ันออกจากการเลา นิทาน.หรือนิยายโบราณของไทย
การมีบทสนทนาเปนการสรา งบรรยากาศใหเ รอ่ื งราวดเู หมอื นจริงมากย่ิงข้นึ นอกจากน้ี

ไพโรจน บุญประกอบ (2539, หนา 45) ยังไดใ หน ิยามของ บทสนทนาวา
คอื ถอยคาํ ทใี่ ชใ นการดําเนนิ เร่ืองระหวางตวั ละครตง้ั แตสองตัวขน้ึ ไป

สรุปไดว า.บทสนทนา.หมายถึงคําพูดของตัวละครที่ใชโตตอบกันในเร่ือง
บทสนทนา.นับเปน องคป ระกอบสําคัญของเรื่องบันเทิงคดีไดประการหน่ึง.เพราะชวยใหผ ู
อานไดทราบถึง แนวคิดของผูแ ตง .ทราบถึงบุคลิกลักษณะของตัวละคร.ขอ ขัดแยง.ระหวา ง
ตัวละคร.ภูมิหลังและรายละเอียดตา งๆ.ได.โดยผูแ ตงไมตอ งบรรยายหรือพรรณนาความให
ยืดยาว นอกจากนยี้ ังทาํ ใหผอู านไดร บั ความเพลดิ เพลนิ ไปพรอมกนั ดวย

ในดานของฉาก สุพรรณี โกศัลวัฒน (2530, หนา 53) กลาวถึง ฉากวา
หมายถึง สถานที่ เวลา และบรรยากาศ ตลอดจนสิ่งแวดลอมทุกอยางท่ีปรากฏในทองเร่ือง
น้ันๆ.ซึ่งลักษณะของฉากที่ดีนั้นควรมีรายละเอียดพอควรมีความสัมพันธก ับเน้ือเร่ือง
และบคุ ลิกลักษณะของตัวละคร

สมเกียรติ แสงอรณุ เฉลมิ สขุ (มปป., ส่ือออนไลน) อธิบายวา ฉาก (Setting)
คอื การบรรยายภาพสถานที่ เวลา และสภาพ แวดลอมท่ปี รากฏในเหตกุ ารณของเร่ือง เปนการ
สรางอารมณจินตนาการใหกับผูอาน.ชวยใหผูอานเพลิดเพลิน.มีอารมณรวมกับตัวละคร
แ ล ะ ค า ด เ ด า เ ห ตุ ก า ร ณ ท่ี เ กิ ด ขึ้ น ใ น เ ร่ื อ ง ไ ด . ก า ร บ ร ร ย า ย ฉ าก . ต อ ง คํ านึ ง ถึ ง ข อ เ ท็ จ จ ริ ง
มีความถูกตองสมจริง.มีความสัมพันธกับเหตุการณ.มีความแจมชัดเปนระเบียบ.ไมสับสน.
ใชภ าษาประณตี ดวยภาพพจนแ ละโวหารตา งๆ.อยางเหมาะสม.โดยทัว่ ไปนยิ มใชพ รรณนาโวหาร

สายทพิ ย นุกลู กิจ (2537, หนา 100) อธิบายวา คําวา “ฉาก” ในบันเทิงคดี
มิไดหมายความเพียงสถานที่ท่ตี วั ละครแสดงบทบาทหรอื นาฏการเทานั้น หากแตหมายรวมท้ัง
สถานที่ เวลา และสภาพแวดลอมทุกอยางท่ีปรากฏในเร่ืองดวย เพ่ือบอกใหผูอานไดทราบวา
ตัวละครกําลงั แสดงบทบาทในชวี ิตของเขาในสิ่งแวดลอมอยางไร สถานที่ เวลาและดังกลาวน้ี
อาจจะมีความหมายเฉพาะหองแคบๆ หองหน่ึง ซึ่งเปนสถานที่ท่ีทําใหเกิดเหตุการณสําคัญ
ในเรอ่ื งข้ึนภายในเวลาไมก่ีนาที หรือจะมีความหมายกวางถึงขนาดเปนประเทศหรือโลก ซ่ึงมี
เหตุการณในเร่อื งเกิดหา งกนั นานเปนศตวรรษๆ ก็ได

23

ดังน้ันจึงสรุปไดว า ฉาก หมายถึง เวลา สถานท่ี หรือสภาพแวดลอมของตัว
ละคร.ท่ีปรากฏ.อยูในเร่ือง.เปน องคป ระกอบสําคัญอีกอยา งหนึ่งของเน้ือหา.ฉากหรือสภาพ-
แวดลอ มของตัวละคร.จะเปน สถานที่และบรรยากาศที่ใหตัวละครโลดแลนไปตามเรื่องราว
ฉากอาจจะเปนสถานทจ่ี ริงๆ ที่มอี ยู หรือไปดไู ปสัมผัสได

3. องคค วามรเู กยี่ วกบั สงั คมศาสตร
การศึกษาองคความรูเกี่ยวกับสังคมศาสตร ไดจําแนกไว 3 ประเด็น ไดแก

ความหมายของสังคมศาสตร ประเภทของสังคมศาสตร และแนวการศกึ ษาสังคมศาสตร ดงั น้ี
3.1 ความหมายของสังคมศาสตร
พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2542 อธิบายวาสังคมศาสตร

หมายถึง ศาสตรวาดวยความรูเกี่ยวกับ สังคม มีหมวดใหญๆ เชน ประวัติศาสตร (เก่ียวกับ
สงั คม) มานุษยวทิ ยา สงั คมวิทยา เศรษฐศาสตร รัฐศาสตร จติ วทิ ยาสังคม

พระเจาวรวงศเธอ กรมหมื่นนราธิปพงศประพันธ (2529 หนา 129) ทรง
กลาวถึงความหมายของไววา สังคมศาสตรเปนวิชาที่เก่ียวกับวิถีชีวิตของมนุษยในทางสังคม
เศรษฐกจิ และการเมือง ศกึ ษาความสมั พนั ธร ะหวางมนษุ ยตามความเปนจรงิ

จมุ พล สวัสดยิ ากร (2520, หนา 2-3) ไดอ ธิบายความหมายของสังคมศาสตร
วาเปนศาสตรที่วาดวยการอยูรวมกันทางสังคมของมนุษยซ่ึงการอยูรวมกันอยางสังคมนี้เอง
จาํ เปนตอ งมีการปกครอง มกี ารแลกเปล่ยี นสนิ คา และบรกิ ารตางๆ มากมาย.จึงเปนสาเหตุให
เกิดปญ หานานปั การในสังคมจึงมีการสรา งกฎเกณฑต า งๆ ขึ้นเพ่อื ความเปนระเบยี บของสังคม

พิศวง ธรรมนันทา (2523, หนา 4) อธิบายวา.สังคมศาสตรเปนศาสตรที่วา
ด ว ย พ ฤ ติ ก ร ร ม ข อ ง ม นุ ษ ย แ ล ะ สั ง ค ม . แ ล ะ ป จ จั ย ต า ง ๆ . ท่ี มี บ ท บ า ท ต อ สั ง ค ม . เ นื้ อ ห า ข อ ง
สังคมศาสตร เปนเร่ืองราวของมนุษยในสังคมหรือเปนพ้ืนฐานทางวัฒนธรรมของมนุษยท่ีจะ
สงเสริมใหมนุษยด าํ รงอยูดวยดใี นสังคม

โดยสรปุ สังคมศาสตร หมายถึงศาสตรท ่ีวา ดวยเก่ียวกับพฤติกรรมทางสังคม
ของมนษุ ยหรือปรากฏการณท างสงั คม ซึ่งจะมีการเกดิ ขน้ึ และการเปลย่ี นแปลงอยูตลอดเวลา

3.2 ประเภทของสงั คมศาสตร
บุญธรรม กิจปรีดาบริสุทธิ์ (2540) อธิบายวา ปทานุกรมสังคมศาสตร

(Encyclopedia of Social Science) ไดแบง สงั คมศาสตรออกเปน 3 ประเภท ไดแก สังคมศาสตร
บรสิ ุทธิ์ กงึ่ สงั คมศาสตร และศาสตรเก่ยี วกับสงั คมศาสตร สังคมศาสตรบริสุทธ์ิ (Pure Social
Sciences).หมายถึง บรรดาวิชาการตางๆ ท่ีเปนเรื่องของสังคมมนุษยโดยตรง เปนเร่ืองของ
มนุษยที่อยรู ว มกัน ไดแก สังคมวิทยา มานุษยวิทยา เศรษฐศาสตร รัฐศาสตร ประวัติศาสตร

24

เปนตน.ก่ึงสังคมศาสตร.(Semi.Social.Sciences).เปนวิชากํ้าก่ึงของศาสตรอยูสองทาง คือ มี
กําเนิดในสังคมเองและมีกําเนิดอิสระ ไดแก ศึกษาศาสตร ปรัชญา จิตวิทยา จริยศาสตร
เปนตน และศาสตรเ กย่ี วกบั สงั คมศาสตร.(Sciences.with.Social.Implication).คือ ศาสตรตางๆ ที่
พวั พนั เกี่ยวขอ งกับสังคมทางธรรมชาติบาง ทางดานวัฒนธรรมบางเปนเนื้อเร่ืองเก่ียวของกับ
สังคมไดแก มนษุ ยศาสตร ศลิ ปะ ภาษาศาสตร ภูมิศาสตร โบราณคดี เปน ตน

ฑิตยา.สุวรรณะชฎ.(2527,.หนา.6-7).ไดแบงสังคมศาสตรออกเปน.2.กลุม
ใหญเชนกัน คือ กลุมวิชาหลัก (Core.discipline).เปนสาขาวิชาท่ีใชเปนรากฐานในการอธิบาย
เพื่อใหเ กิดความเขาใจในปรากฏการณต า งๆ ทางสงั คม จงึ ไมคอ ยมอี คตทิ ี่สบื เน่ืองมาจากคณุ คา
ทางสังคม เพราะมุงช้ีแจงแสดงใหเ ห็นเหตแุ ละผล ไดแก.รัฐศาสตร เศรษฐศาสตร สังคมวิทยา
มานุษยวิทยา.และจิตวิทยา.กลุมวิชาที่มุงประยุกต.(Eclectic.discipline).เปนกลุมวิชาท่ี.นําเอา
ความรูจากสาขาหลักมาใชเปนเคร่ืองมือในอันท่ีจะเสริมสรางวิธีการตางๆ เพ่ือใหบรรลุ
วัตถปุ ระสงคของตน สาขาวิชาเหลา นมี้ ีมากมาย ย่ิงความกา วหนาทางวิทยาศาสตรเพิ่มมากขึ้น
เทา ใดสาขาวิชาเหลานี้ยอ มเกดิ มากขนึ้ เทานน้ั แตก ลุมวชิ านมี้ เี ปา หมายหลักซ่ึงกําหนดโดยอุดม
คตขิ องสาขาวชิ าดว ย ไดแ ก การศกึ ษา รฐั ประศาสนศาสตร บริหารธุรกิจ และกฎหมาย

พระเจาวรวงศเธอ.กรมหม่ืนนราธิปพงศประพันธ.(2529,.หนา.129).ทรง
กลาวถงึ ประเภทของสังคมศาสตรว า สามารถแบงออกไดเปน 2 กลมุ ใหญๆ ไดแ ก สงั คมศาสตร
ลวน และกลุมวิชาท่ีมีสวนเปนสังคมศาสตร กลาวคือสังคมศาสตรลวน ไดแก สาขาวิชา
รัฐศาสตร (political science) เศรษฐศาสตร (economics) สงั คมวทิ ยา (sociology) และ กลุมวิชา
ที่มีสวนเปนสังคมศาสตร.ไดแก.ประวัติศาสตร.(history).ภูมิศาสตร.(geography).จิตวิทยา
(psychology) มานุษยวิทยา (anthropology) และ คติชนวิทยา (folklore) สามารถจัดวาเปนทั้ง
สาขาวิชาในสงั คมศาสตรแ ละมนษุ ยศาสตร

3.3 แนวการศกึ ษาสงั คมศาสตร
แนวการศึกษาสังคมศาสตร ไดกําหนดขอบเขตของการศึกษาวิเคราะหใน

ดานวัฒธรรมตามแนวคดิ ของ เสาวภา ธานรี ัตน (2553, หนา 148) ไดสรุปวัฒนธรรมออกเปน
4 สาขา ไดแก คติธรรม เนตธิ รรม วัตถธุ รรม และสหธรรม ดังนี้

1. คตธิ รรม (ธรรมท่ีเปนแบบอยา ง) หมายถงึ วัฒนธรรมท่ีเกี่ยวกับจิตใจ ที่ใช
เปนหลกั ในการดําเนินชวี ติ สว นใหญไ ดมาจากหลกั ศาสนา

2. เนติธรรม (หลักกฎหมาย) หมายถึง วัฒนธรรมทางกฎหมายรวมทั้ง
ระเบียบประเพณที ีม่ คี วามสําคญั เทากับกฎหมาย เชน จารีตประเพณี เปนตน

25

3. วตั ถุธรรม หมายถึง วฒั นธรรมทางดานวตั ถทุ ั้งปวงทเ่ี ก่ียวของกับการกิน
ดอี ยดู ี เครอ่ื งนงุ หม บา นเรอื น และอน่ื ๆ

4. สหธรรม.(ความเชื่อถืออยา งเดียวกัน) หมายถงึ วัฒนธรรมทางดานสังคม
คุณธรรมตา งๆ ท่ีทําใหค นอยรู วมกนั อยา งเปน ปกตสิ ขุ เชน มารยาทตางๆ ในสังคม เปนตน

4. องคความรูเกย่ี วกับภาษาศาสตร
การศึกษาองคความรูเก่ียวกับภาษาศาสตร ไดจําแนกไว 3 ประเด็น ไดแก

ความหมายของภาษาศาสตร ประเภทของภาษาศาสตร และแนวการศึกษาภาษาศาสตร ดังน้ี
4.1 ความหมายของภาษาศาสตร
พจนานุกรม ฉบบั ราชบณั ฑิตยสถาน พ.ศ. 2542 (2546 หนา 823)อธิบายวา

ภาษาศาสตร หมายถึง วิชาท่ีศึกษาภาษาในแงตางๆ เชน เสียง โครงสราง ความหมาย โดย
อาศยั วิธีทางวทิ ยาศาสตร เชน มีการตัง้ สมมุตฐิ าน เก็บและวเิ คราะหขอมูลแลว สรปุ ผล

จรัลวิไล จรูญโรจน (2548, หนา 5) ใหความหมายภาษาศาสตรวา “เปน
วทิ ยาศาสตรข องภาษา หรือ การศกึ ษาภาษาในเชิงวิทยาศาสตร”

จินดา เฮงสมบูรณ (2542, หนา 9) ใหความหมาย “ภาษาศาสตร วาคือ
การศึกษาภาษาตามแนววิทยาศาสตรกลาวคือ นักภาษาศาสตรจะทําการศึกษาภาษาตาม
ขอมูลท่ปี รากฏจรงิ และศึกษาวเิ คราะหดวยวธิ ีการทางวทิ ยาศาสตรอ ยา งมขี ้นั ตอน”

วิไลวรรณ ขนิษฐานันท (2524, หนา 5) ใหความหมายภาษาศาสตรวา “เปน
การศึกษาภาษาเชิงวิเคราะหคนควา โดยเปนความพยายามที่จะตอบคําถามตางๆ เก่ียวกับ
ภาษา”

ศรีวิไล พลมณี (2545, หนา 13) ใหความหมายไววา “ภาษาศาสตร เปน
การศึกษาภาษาดว ยวธิ ีวทิ ยาศาสตร”

ดงั นนั้ จากความหมายของคําวา “ภาษาศาสตร” ขางตนอาจกลาวสรุปไดวา
เปนการศึกษาภาษาอยา งมีเหตุมผี ล มกี ารพิสูจนท ่ีแนช ัดอยางมีหลักฐานหรือขอ มลู และมีระบบ
ระเบียบแบบวิทยาศาสตร รวมไปถึงความเปนวัตถุวิสัยและเปนเชิงพรรณนาเพื่อตองการให
ขอ มูลท่เี ปนความจรงิ ไมใชขอมูลทเี่ กิดจากสมมตุ หิ รือกําหนดขึน้ มาเองวา ภาษาควรจะอยางนั้น
อยางนี้ เปน ตน

2.2 ประเภทของภาษาศาสตร
วิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี.(2556, สื่อออนไลน) ไดแบงประเภทของ

ภาษาศาสตร ออกได 3 ประเภท คือ ภาษาศาสตรเชิงประวัติศาสตร (Dichotomies.and
language) แบงไดเ ปน การศึกษาเชิงประวัติศาสตรเนนเฉพาะยุคสมัย (synchronic study) เปน

26

การศึกษาคุณสมบัติทางภาษาศาสตร (linguistic feature).ของภาษาในชวงยุคสมัยตางๆ และ
ภาษาศาสตรเชิงประวัตศิ าสตรเ ปรยี บเทยี บ (diachronic study) เปน การศึกษาประวัตศิ าสตรข อง
ภาษาและกลุมของภาษา และความเปล่ียนแปลงเชิงโครงสรา งที่เกิดขึ้นในยคุ ตางๆ ภาษาศาสตร
เชงิ ทฤษฎแี ละเชงิ ประยุกต แบงไดเ ปน ภาษาศาสตรเชงิ ทฤษฎี (หรอื ภาษาศาสตรท่ัวไป) จะเปน
การกาํ หนดอรรถาธิบายใหกบั ภาษาแตล ะภาษา และกําหนดทฤษฎีเก่ียวกับมุมมองตางๆ ของ
ภาษาใหครอบคลุม ภาษาศาสตรเชิงประยุกตจะเปนการประยุกตใชทฤษฎีทางภาษาศาสตร
ตา งๆ กบั งานดานอน่ื ๆ และภาษาศาสตรแบบพึ่งพาบริบทและแบบไมพ่ึงพาบริบท (Contextual
and.Independent.Linguistics).แ บ ง ไ ด เ ป น .ภ า ษ า ศ า ส ต ร แ บ บ พึ่ ง พ า บ ริ บ ท . เ ป น ก า ร ส ร า ง
อรรถาธิบายเกยี่ วกับการใชภาษาโดยมนุษย เชน หนาท่ีเชิงสังคมในภาษา วิธีการใชงานภาษา
และวิธีการสรางและรับรภู าษาของมนุษย และภาษาศาสตรแบบไมพง่ึ พาบริบท เปนการศึกษาท่ี
ตวั ภาษาเอง โดยไมพิจารณาปจจัยภายนอกตา งๆ ทเี่ กยี่ วของ

ศิริพร มณีชูเกตุ (2542, หนา 25-30) ไดแบงภาษาศาสตรตามสาขาวิชา
ออกเปน 5 สาขาวิชา ไดแก ภาษาศาสตรเชิงประวัติ ภาษาศาสตรเปรียบเทียบ ภาษาศาสตร
เชงิ สังคม ภาษาศาสตรเ ชิงจิตวทิ ยา และภาษาศาสตรป ระยุกต ไดแก ภาษา ศาสตรเชิงประวัติ
การศึกษาประวตั ิของภาษาโดยทัว่ ไปมกั จะศกึ ษาจากเอกสารหลักฐานที่ปรากฏอยู เชน ศิลา-
จารกึ ใบลาน การศึกษาภาษาใดภาษาหนึ่งเพียงภาษาเดียว ยอนไปในอดีตไกลเทาท่ีมีเอกสาร
เปนหลักฐานปรากฏอยู เชน การศกึ ษาภาษาไทยยอ นไปถงึ เอกสารช้ินแรกคือ ศลิ าจารกึ หลกั ที่
1 ภาษาศาสตรเปรยี บเทยี บ ถือเปน แขนงหน่ึงของภาษาศาสตรทัว่ ไป เปนการอธิบายภาษาตาม
เหตกุ ารณท ่ีเกิดขนึ้ เชน การเปลี่ยนแปลงของภาษา และความสัมพันธของภาษาที่เกี่ยวของกัน
โดยการตง้ั ขอสมมตุ ิฐานขน้ึ คลายกบั การต้งั สมมตุ ิฐานในสาขาวิทยาศาสตร ซ่งึ ทําใหไ ดขอสรุป
หรือการคนพบใหมๆ หรือวิธีใหมๆ ในการมองภาษาหรือพบระบบข้ึน เชน พบตระกูลภาษา
อนิ โดยโู รเปยน พบกฎของเสียง เปนตน ภาษาศาสตรเชิงสังคม สังคมวิทยาภาษาศาสตร คือ
การศึกษาเร่ืองของภาษาที่เก่ียวของกับสังคมหรืออยูในบริบทของสังคม ภาษาศาสตร
เชิงจิตวทิ ยา เปนศาสตรทีเ่ กดิ ใหมม อี ายุนอย ซ่งึ บางคาํ ถามก็ยงั หาคาํ ตอบไมได แตเปนศาสตร
ทเ่ี ปนพ้นื ฐานสาํ คัญตอการเรียนการสอนภาษาและภาษาศาสตรทั่วไปดวย และภาษาศาสตร
ประยุกต เปนวิชาภาษาศาสตรท ่ีนําเอาความรจู ากภาษาศาสตรสาขาตางๆ มาใชเปนประโยชน
ในเฉพาะดาน เชน การสอนภาษาแรกและการสอนภาษาท่สี อง การสรา งภาษาเขยี นใหก บั ภาษา
ท่ยี ังไมม ตี วั เขียน การแบง เขตภาษาถ่นิ การแกไ ขขอ บกพรอ งในการพดู ของผปู วย และการแปล
เปนตน

27

2.3 แนวการศึกษาภาษาศาสตร
แนวการศึกษาภาษาศาสตร ไดกําหนดขอบเขตของการศึกษาวิเคราะหไว

3 ดาน ไดแ ก การสรา งคาํ ประโยค และสมั พันธสาร ดงั น้ี
2.3.1 การสรางคาํ เปนการนําหนวยคํา คาํ ท่ีประกอบแลว ตง้ั แต 2 หนวยคํา

หรอื คาํ ขนึ้ ไปมาประกอบกนั ไดเ ปน คําใหม
วรวรรธน ศรยี าภยั (2556, หนา 130-142) ซึ่งไดกลา ววา การสรา งคาํ ตามวิธี

ของไทย ไดแ ก คําประสม คาํ ซอน คําซา้ํ รายละเอียดมีดังน้ี
1. คําประสม.(Compound.words) หมายถงึ คําที่ประกอบดวยหนวยคําอิสระ

ตง้ั แต 2 หนวยคาํ ขึน้ ไป โดยหนวยคําอิสระท่ีนํามาประกอบกันนั้นจะตองเปนคําละหนวย ไมมี
ความสัมพันธกัน อีกทั้งความหมายก็แตกตางกันดวย เมื่อประกอบข้ึนมาแลวไดคําใหม มี
ความหมายใหม หรืออาจมีเคาความหมายของคาํ ท่ีนาํ มาประกอบกนั อยูบาง คําประสมจําแนก
ได 5 ประเภท ไดแก คาํ ประสมอสิ ระ คําประสมสมาส คาํ ประสมสนธิ คําประสมประสาน และ
คาํ ประสมทับศพั ท มรี ายละเอียด ไดแก คาํ ประสมอสิ ระ เปนการสรางคาํ ทนี่ ําหนว ยอสิ ระตง้ั แต
2 หนวยคําขึ้นไปมาประกอบกนั ไดค ําประสมที่มีลักษณะไมมีการเปลี่ยนแปลงระหวางรอยตอ
ของคาํ เชน แกว นาํ้ , ตมยาํ กงุ คาํ ประสมสมาส เปน การสรางคาํ ท่ีนาํ หนวยอิสระที่มาจากภาษา
บาลีและสันสกฤต ตั้งแต 2 หนวยคําขึ้นไปมาประกอบกัน ไดคําประสมที่มีลักษณะไมมีการ
เปลี่ยนแปลงเสียงระหวางรอยตอของคํา.เชน.ภารกิจ,.ธรรมชาติ,.สมรรถภาพ,.เทวทูต
คําประสมสนธิ เปนการสรางคําท่ีนําหนวยอิสระที่มาจากภาษาบาลีและสันสกฤต ตั้งแต 2
หนว ยคําข้ึนไปมาประกอบกัน ไดคําประสมที่มีลักษณะการเปล่ียนแปลงเสียงระหวางรอยตอ
ของคาํ เชน วิทยาลัย, ธันวาคม, สุโขทัย คําประสมประสาน เปนการสรางคําท่ีนําหนวยอิสระ
คําประสมหรอื คําประสาน มาประกอบกับหนว ยคําคําประสมหรือคําประสาน ตั้งแต 2 คาํ ขน้ึ ไป
ไดคําประสมท่ีมลี กั ษณะไมมีการเปลยี่ นแปลงระหวางรอยตอของคํา เชน รหัสลับ, ทะเลนอย,
หองรโหฐาน,.พวงมาลัยดอกมะลิ.และคําประสมทับศัพท.เปนการสรางคําที่นําหนวยอิสระ
คําประสมหรือคําประสาน.มาประกอบกับหนวยคํา.คําประสม.หรือคําประสาน.ตั้งแต.2.คํา
ข้ึ น ไ ป . โ ด ย มี คํ า ห น่ึ ง เ ป น คํ า ทั บ ศั พ ท ภ า ษ า ต า ง ป ร ะ เ ท ศ . ไ ด คํ า ป ร ะ ส ม ที่ มี ลั ก ษ ณ ะ ไ ม มี
การเปล่ียนแปลงระหวางรอยตอ ของคาํ เชน รา นโออิชิ, ออฟพิศสวนตวั , พดั ลมฮาตาริ

2. คําซอน (synonymous compound) หมายถึง คําท่ีประกอบดวยหนวยคํา
อิสระตั้งแต 2 หนวยคําข้ึนไป ซึ่งมีความหมายเหมือนกัน ใกลเคียงกัน หรือตรงขามกัน เมื่อ
ประกอบคาํ เปน คาํ ซอนแลวจะตอ งไดความหมายใหม หรือมีความหมายกวางกวาเดิม จําแนก
ได 3 ประเภท ไดแก คําซอนสองหนวยคํา เปนการนําหนวยคําอิสระ 2 หนวยคํามาซอนเขา

28

ดวยกัน และไดเปนคําซอน 1 คํา เชน เสื่อสาด, โยงใย, เกี่ยวของ, ผิดชอบ, อยูกิน, หยูกยา
คาํ ซอนส่ีหนว ยคํา เปน การนําหนวยคาํ อิสระ 4 หนวยคาํ มาซอ นเขา ดว ยกัน และไดเปนคําซอน
1 คํา เชน ผิดชอบชั่วดี, ของซื้อของขาย, หนักนิดเบาหนอย, เขาอกเขาใจ และคําซอนหก
หนว ยคาํ เปนการนําหนวยคาํ อิสระ 6 หนว ยคํา มาซอนเขา ดว ยกันและไดเ ปนคําซอน 1 คํา เชน
นํ้าพงึ่ เรือเสือพึ่งปา , หวานเปนลมขมเปน ยา

3. คําซ้ํา.(reduplication) หมายถึง คําที่ประกอบมาจากหนวยคําอิสระ 2
หนวยคาํ โดยหนวยคําอิสระนน้ั แตเ ดมิ มเี พียง 1 หนวยคาํ แลว นํามาออกเสียง 2 ครั้ง จนไดเปน
2 หนว ยคํา เม่อื รวมกนั แลวไดเ ปน คาํ ซ้ํา 1 คํา จําแนกได 2 ประเภท ไดแก คําซ้ําสมบูรณ เปน
คาํ ซํ้าทีอ่ อกเสยี งเดมิ ซ้ํา 2 คร้งั เชน ใครๆ, เดก็ ๆ, เพื่อนๆ และคําซํ้าบางสวน เปนคําซํ้าคําเดิม
เพียงบางสวน อาจซ้ําพยัญชนะ เสียงสระ หรือเสียงวรรณยุกต เชน ยาวยาว, บาบา, ดํ๊าดํา
นอกจากนี้ยังมีการสรางคําโดยการยืมวิธีการสรางคํา ไดแก คําสมาส คําสนธิ และคําแผลง
โดยคําสมาส คือคําบาลหี รือคําสนั สกฤตตัง้ แต 2 คําข้ึนไปมารวมกัน อานออกเสียงตอเน่ืองกัน
จําแนกได 3 ประเภท ไดแก คําสมาสยืม คําสมาสสราง และคาํ สมาสซอน

สํานักวิชาการและมาตรฐานการศึกษา (2549, หนา 73-78) กลาววา
คาํ สมาสยืม คือ คาํ สมาสของภาษาบาลีและสันสกฤตท่ียืมเขามาใชในภาษาไทย เชน กตัญู,
บังสุกลุ , กรรมกร และคาํ สมาสสราง คอื คําสมาสที่ไทยสรางขึ้นเลียนแบบคําสมาสของภาษา
บาลีและสันสกฤต โดยนําคํายืมมาจากภาษาบาลีและสันสกฤตมารวมกัน เชน ญาติธรรม,
กัมปนาท, โยธวาทิต และคําสมาสซอน คือคําสมาสท่ีนําคํายืมภาษาบาลีและสันสกฤตท่ีมี
ความหมายเหมอื นกันหรอื คลายคลึงกันมารวมกัน เชน ประชาชน, กาลเวลา, มิตรสหาย สวน
คําสนธิ หมายถึง การนาํ คาํ บาลสี นั สกฤต มารวมกนั โดยการเชื่อมทายเสียงทายคําของคําหนา
กับเสียงตนของคําหลังที่ตามมาใหกลมกลืนกัน เพื่อออกเสียงสะดวก ไพเราะ จําแนกได
6 ประเภท ไดแ ก คาํ สนธิระหวางคําบาลกี บั คําบาลี คําบาลีกับคําสันสกฤต คําบาลีกับคําบาลี
สันสกฤต คําสนั สกฤตกบั คาํ สันสกฤต คําสนั สกฤตกับคําบาลีสันสกฤต และคําบาลีสันสกฤต
กับคาํ บาลสี ันสกฤต

จงกล ชาญประเสริฐ (2543, หนา 179-182).กลาววา คําสนธิระหวางคํา
บาลกี บั คําบาลี เชน กจิ จานกุ จิ จ, วชิราวธุ , สรุ ิโยทัย คาํ สนธิระหวางคาํ บาลีกับคําสนั สกฤต เชน
กัลปาวสาน, เชษฐาธิราช, ศาสตราวุธ คําสนธิระหวางคําบาลีกับคําบาลีสันสกฤต เชน
คชาธาร, นภาลัย, มเหสี, บุญญานุภาพ คําสนธิระหวางคําสันสกฤตกับคําสันสกฤต เชน
จันทราทิตย, ภูมินทร คําสนธิระหวางคําสันสกฤตกับคําบาลีสันสกฤต เชน ภักษาหาร,
คชเชนทร, จักราธิบดี, มไหศวรรย และคําสนธิระหวางคําบาลีสันสกฤตกับคําบาลีสันสกฤต

29

เชน จลาจล, ชลาลัย, ชโลทร, ชีวาลัย และคําแผลง เปนคําท่ีมีการเปลี่ยนแปลงตัวอักษรดวย
วิธกี ารตา งๆ ใหผดิ จากรูปเดิมของคาํ ภาษาไทยบาง ภาษาอื่นบา ง เพื่อใชในการแตงคําประพันธ
หรอื เรียบเรียงคําพูดใหสละสลวย จําแนกได 2 ประเภท ไดแก คําแผลงที่อาศัยหลักในภาษา
เขมร และคําแผลงท่อี าศัยหลกั ในภาษาบาลี

พนู พงษ งามเกษม (2549, หนา 70-73) อธิบายวา คําแผลงที่อาศัยหลักใน
ภาษาเขมร เปนการแผลงคาํ โดยการยดื เสียงพยางคในคาํ ใหย าวออกไปเปนอีกพยางคหน่ึง เชน
ตรวจ เปน ตํารวจ, จง เปน จํานง, ตริ เปน ดําริ, ปรุง เปน บํารุง และคําแผลงที่อาศัยหลักใน
ภาษาบาลี เปนการยืดเสียงในคําเดิมอยางเดียว แตไมเปลี่ยนความหมายของคํา เปนการ
เปลย่ี นแปลงเสียงเพอื่ ใหไ ดเ สียงสละสลวย หรือออกเสียงไดสะดวก เชน ครบ เปน คาํ รบ, เจรญิ
เปน จาํ เริญ, ตรสั เปน ดาํ รสั , เผอญิ เปน บังเอิญ, เสรจ็ เปน สําเรจ็ , พัก เปน พาํ นัก, อาจ เปน
อาํ นาจ, ชดั เปน ชงดั , ผก เปน ผงก, พัก เปน พาํ นกั , เสียง เปน สําเนียง นอกจากการเตมิ เสยี ง
แลว ยังมีการเปลี่ยนเสียงของคําเดิม อาจเปนเสียงพยัญชนะ หรือ สระ เชน วัชร เปน เพชร,
วชิร เปน วิเชยี ร, ศาลา เปน ศาล, ปติ เปน บดี, มาตา เปน มารดา

2.3.2 ประโยค หมายถึง หนวยภาษาท่ีสื่อสารไดใจความครบถวนสมบูรณ
มกั ประกอบดว ยภาคประธานและภาคแสดง หรือประกอบดวยสวนใดสวนหน่ึงเพียงสวนเดียว
แตสามารถพูดสื่อสารตอไปได (วรวรรธน ศรียาภัย, 2554, หนา 21-22) จําแนกประโยค
ไว 9 ประเภท ไดแ ก ประโยคบอกใหท ราบ ประโยคเสนอแนะ ประโยคสงั่ ประโยคหาม ประโยค
ชักชวน ประโยคขู ประโยคขอรอง ประโยคคาดคะเน และประโยคถาม ไดแก ประโยคบอกให
ทราบ คอื ประโยคที่ผูสงสารตองการบอกกลาวหรอื อธิบายเรื่องราวใหผรู ับสารทราบ

2.3.3 สัมพันธสาร เปนขอความทางภาษาท่ีมนุษยใชในการปฏิสัมพันธกัน
วรวรรธน ศรียาภัย (2556, หนา 234-244) อธิบายถึงการเชื่อมโยงความ 4 ชนิด ไดแก การ
อางถงึ การละ การใชศ ัพท และการใชค ําเชื่อม ดังนี้

1..การอางถึง.เปนกลไกการเช่ือมประสานใหขอความมีความสัมพันธทาง
ความหมาย กลวธิ กี ารอา งถงึ ในภาษาไทยมี 8 ลกั ษณะ ไดแก การซ้ํานามวลีเดิม คือการใชรูป
ภาษาในครงั้ ท่ี 2 และคร้งั ที่ 3 หรอื ครัง้ ตอๆ ไป เปนรูปเดียวกนั กบั รูปภาษาที่ใชใ นครัง้ แรก การ
ใชค าํ บุรษุ สรรพนาม คือ การใชค าํ แทนชื่อคน สตั ว สิ่งของ ตงั้ แตบ ุรุษที่ 1 ถงึ บุรษุ ที่ 3 การใชค าํ
บรุ ษุ สรรพนามแทนคาํ นามเมือ่ กลา วถึงเปนคร้ังที่ 2 จะชวยใหเกดิ ความหลากหลายในรปู ภาษา
หลกี เลี่ยงการใชคําเดิมซาํ้ การใชคาํ สรรพนามชี้เฉพาะ ไดแก นี่ นี้ นัน่ นั้น โนน โนน นุน นูน ใช
แทนคาํ นามเพอ่ื แสดงการเจาะจงไมตองกลา วซ้ํา ทําใหภ าษาสละสลวย การใชคาํ บอกกาํ หนดช้ี
เฉพาะ ไดแก นี่ นน่ั โนน นี้ นัน้ โนน นูน โดยใชตามหลังติดกันกับคํานามหรือลักษณะนาม ใช

30

ระบเุ จาะจงส่ิงท่ีกลา วมาแลว หรอื กาํ ลังจะกลา วตอไป จะทําใหการส่ือสารชัดเจนย่ิงขึ้น การใช
คาํ ที่เก่ียวกบั จาํ นวน ไดแ ก คาํ พวกที่บอกจาํ นวน อาทิ หนึง่ สอง สาม บาง ลว น ทั้งหมด และคํา
พวกที่บอกลําดับ อาทิ ที่หน่ึง ท่ีสอง ท่ีสาม แรก สุดทาย คําลักษณะนี้จะชวยใหใจความของ
สัมพันธสารชัดเจนยิ่งข้ึน การใชตัวบงบอก คือ คําหรือวลีท่ีบงเฉพาะเจาะจงวาสิ่งท่ีผูพูด
กลา วถึงคอื สิง่ ที่ไดกลาวถงึ มาแลว หรอื สง่ิ ท่ีจะกลาวถึงตอไป ทําใหรูวาขอความที่อางถึงน้ันอยู
ณ สวนใดของสัมพันธสาร เชน ดังกลาว ขางตน ขางลาง ขางทาย ดังกลาวขางตน ดังกลาว
มาแลว ตอ ไปน้ี ท่แี นบมานี้ ดังแจงมาแลว น้นั การใชคําแทนท่ี คือ คําท่ีใชแทนคําหรือขอความ
อน่ื ใชแ ทนนามวลี กรยิ าวลี หรอื ประโยคทมี่ าขา งหนา คาํ แทนที่มักจะเปนคํานามหรือคํากริยา
ซ่ึงมคี วามหมายเปรยี บเทยี บ เก่ียวเน่ือง หรือขยายความของคําหรือขอความท่ีแทน เชน เร่ือง
ส่ิง ทํา และการใชคําเปรียบเทียบบอกความมากนอย ไดแก การใชคํา กวา ท่ีสุด บางครั้ง
ปรากฏเดีย่ วๆ ได บางครัง้ ตองตามหลงั ตดิ กบั นามวลี หรือกรยิ าวลี

2. การละ.เปน การตัดหรือการละคํา วลี ประโยคหรือขอความท่ีผูสงสารกับ
ผรู บั สารรกู ันดอี ยูแ ลว ออกซงึ่ จะชว ยใหภาษากระชบั รดั กมุ หรือไมเ ย่ินเยอ

3. การใชคําศพั ท เปน การทําใหเกดิ การเช่อื มโยงความการเชือ่ มโยงความโดย
ใชค าํ ศัพทที่สัมพนั ธก นั ทางความหมาย ความขดั แยง เปนคาํ ยอ ยของกัน อธบิ ายลักษณะอาการ
ของส่ิงน้ัน และเปน คาํ ทีอ่ ยูใ นทาํ เนียบภาษาเดียวกัน เชน คําวา “ดวงอาทิตย” สื่อความหมาย
อยางเดียวกับ ดวงตะวัน ตาวัน สุริยะ สุริยน สุริเยศ ทินกร จาตุรนต หรือเปนคํายอยของคํา
ใหญ เชน สัตวนา้ํ ไดแก ปลา หอย ปลงิ เตาเหนีย่ ง

4. การใชคําเชื่อม เปนคําที่ใชเชื่อมระหวางประโยคเพื่อใหขอความ มีความ
ตอเน่ืองและสัมพันธก ัน มี 13 ประเภท.ไดแ ก เชอ่ื มอธบิ าย เปน คําเช่อื มท่ขี ยายความหรอื อธิบาย
ความใหชัดเจนยิ่งขึ้น.เชน.กลาวคือ.นั่นคือ.อีกนัยหน่ึง.นั่นหมายความวา.เชื่อมตัวอยาง
เปนคําเช่อื มเมื่อตอ งการยกตัวอยาง หรืออุทาหรณ เชน อาทิ ยกตัวอยางเชน เช่ือมความเนน
เฉพาะ เปนคําเชื่อมที่ใชเชื่อมเพื่อเนนขอความเฉพาะสวนท่ีสําคัญ เชน เฉพาะโดยเฉพาะ
โดยเฉพาะอยา งย่งิ เฉพาะอยางย่งิ เชือ่ มความสรุป เปน คําเช่อื มที่ทําหนา ทสี่ รุปขอ ความท่ีกลาว
มาทั้งหมดขา งหนา เชน โดยสรปุ กลา วโดยสรุป กลาวโดยรวม สรปุ ไดว า สรุปวา โดยทั่วไป
เปน อนั วา เชื่อมความขัดแยง เปนคําเชื่อมท่ที ําหนาที่เชื่อมขอความท่ีแยงกับขอความที่กลาวมา
ขางหนา เชน แต แตทวา อยางไรก็ตาม อยางไรก็ดี กระน้ันก็ตาม ในทางตรงกันขาม ในทาง
กลับกนั เชอื่ มความคลอ ยตาม เปนคําเช่อื มทท่ี ําหนาทเ่ี ชอ่ื มขอ ความที่เปนไปในทํานองเดียวกัน
กบั ขอความทอ่ี ยูขางหนา เชน ในทาํ นองเดยี วกัน โดยนัยเดียวกันน้ัน เชนเดียวกัน เชนเดียวกับ
เชอื่ มความเพ่มิ เปนคําเชือ่ มทที่ าํ หนาท่ีเช่ือมขอความที่เพิ่มเติมขอมูลใหกับขอความที่กลาวมา

31

ขา งหนา เชน นอกจากนี้ นอกจากนนั้ อกี ท้ัง ยง่ิ ไปกวา นน้ั นอกจากที่กลาวมาแลว เช่ือมลําดับ
เวลา เปน คาํ เชื่อมที่ทําหนาที่เชื่อมขอความท่ีแสดงลําดับเวลากอนหลัง เชน แลว หลังจากน้ัน
ภายหลังจาก กอนหนานน้ั ในทส่ี ุด สุดทาย ขณะเดียวกัน ขณะท่ี เม่ือ เวลาน้ัน ขณะน้ัน เชื่อม
ความเปนเหตุเปนผล เปนคําเช่ือมท่ีทําหนาท่ีเช่ือมขอความท่ีเปนเหตุเปนผล หรือผลของ
ขอความท่ีกลาวมาขางหนา เชน ดวยเหตุท่ีวา เน่ืองดวย ดังน้ัน เพราะฉะน้ัน ดวยเหตุฉะนั้น
เมื่อเปนเชนน้ี เชื่อมความเสริม เปนคําเช่ือมท่ีทําหนาท่ีเชื่อมขอความซ่ึงเปนขอมูลเสริมของ
ขอความท่ีกลา วมาขางหนา เชน ทงั้ นี้ เชอ่ื มเรอ่ื งใหม เปน คําเช่ือมทที่ ําหนา ทเี่ ชื่อมขอ ความทีเ่ ปน
เรอ่ื งเปล่ียนใหม หรอื ตา งจากเรอื่ งเดิม แตจ ะมีความสมั พันธก บั เร่อื งเดิมบา งในบางแง เชน อนง่ึ
เชือ่ มความชีแ้ จง เปน คาํ เชือ่ มท่ีทาํ หนาที่เช่อื มขอ ความทเี่ ปนการช้แี จงขอ เท็จจริงใหกับขอความ
ทก่ี ลา วมาขา งหนา เชน อนั ทีจ่ รงิ จรงิ ๆ แลว.ในความเปนจริงคือ และเช่ือมความที่เปนเง่ือนไข
เปนคําเชื่อมที่ทําหนาที่เชื่อมขอความ.ท่ีมีความหมายแสดงเงื่อนไข.เชน.มิฉะนั้น.ไมเชนน้ัน
มเิ ชนนน้ั ไมอยา งน้ัน ไมงัน้

5. เรือ่ งยอกลอนบทละครเรือ่ งรามเกียรต์ิ ตอนนารายณป ราบนนทก
กลา วถึงยกั ษตนหน่งึ ชื่อนนทก ต้งั แตพ ระอศิ วรใหท ําหนาท่ีลางเทาเทวดาอยูบันได

เขาไกรลาส เวลาเทวดามาเฝาพระอิศวร นนทกจะเปนผูลางเทาให ทุกคร้ังท่ีเทวดาเขาเฝา
พระอิศวร จะตอ งแกลงนนทกโดยการตบหัว ลูบหนาบาง ถอนผมบาง จนผมโกรนโลนเกล้ียง
ทาํ ใหแคนใจนัก จงึ เขาเฝาพระอิศวร เพื่อกราบทูลขอพร ใหตนมีนิ้วเพชร มีฤทธิ์เดชชี้ไปท่ีใคร
ก็ขอใหตาย โดยอางวาตัวเองนั้นทําความดีความชอบ รับใชพระอิศวรมา ชานานไมเคยขอ
รางวัลสิ่งตอบแทนใดๆ เลย พระอิศวรมีความเมตตาก็ประทานพรให เมื่อไดนิ้วเพชรจาก
พระอิศวรแลว ครน้ั เทวดามาเขา เฝาพระอศิ วรกแ็ กลง เหมือนเชนเคย นนทกกต็ วาดกองพรอมใช
น้ิวเพชร ช้ีไปท่ีเหลาเทวดา ทาํ ใหเทวดาลมตายกันในพริบตา พระอนิ ทรเหน็ ดังน้ันก็ตกใจ จึงข้ึน
ไปเฝา กราบทลู ใหพระอศิ วรทรงทราบ พระอศิ วรจึงใหพ ระนารายณไ ปปราบ คร้ันพระนารายณ
รับคําส่ัง กไ็ ดแปลงกลายเปน นางสุวรรณอัปสร มีรูปรางงดงามไปชวนใหนนทกรายรํา นนทก
เห็นเชนนั้นก็หลงกลรายรําตามนางสุวรรณอัปสร คร้ันรําถึงทานาคามวนหาง น้ิวเพชรของ
นนทกก็ชี้ไปถูกขาของตนเอง ดวยเดชน้ิวเพชร.ทําใหนนทกลมลง.นางสุวรรณอัปสรก็กลาย
เปน พระนารายณเหยยี บอกนนทกไว นนทกเหน็ เชนน้ันจงึ ถามวา ตวั เองทาํ ผิดอะไร พระนารายณ
จึงรบั สั่งวา เพราะนนทกไมเ กรงกลวั ตอ พระอศิ วรทีบ่ ังอาจฆาเหลาเทวดา นนทกไดฟงดังน้ันจึง
ตอวาทําไมไมสกู ันซง่ึ หนา พระนารายณจึงตอบวา ทําเพราะนนทกจะถึงท่ีตาย ดวยหลงเสนห
มารยาหญิง ไมใชเพราะกลัวฤทธิ์เดชนิ้วเพชร จึงตรัสใหนนทกไปเกิดใหมใหมีสิบหัวสิบหนา
ยี่สิบมือ มีอาวุธครบมือ แลวพระองคจะเกิดเปนมนุษยตามไปปราบ วาแลวจึงใชพระแสงตัด

32

ศีรษะนนทกขาดกระเด็นไป.ตอจากนั้นพระองคก็เหาะกลับไปยังกระเษียรวารี.เมื่อตายไปแลว
นนทกไดไ ปเกดิ เปน ทศกัณฐ.โอรสของเทาลัสเตียนกับนางรัชดามเหสี.มีสิบหัวสิบหนาย่ีสิบมือ
มนี องชอ่ื กุมภกรรณ

งานวจิ ัยทเ่ี กยี่ วขอ ง
1. งานวจิ ยั ท่เี ก่ยี วของวรรณคดีและวรรณกรรมท่วั ไป
งานวิจัยทีเ่ ก่ียวของกับวรรณคดแี ละวรรณกรรมทัว่ ไปท่ีไดคนความา ประกอบดวย

ผลงานวิจยั ของ กาญจนา เรอื งทุง และธีราพร ขวญั คง (2548) เรอื่ ง “รสวรรณคดไี ทยจากเนื้อ
รองเพลงไทยเดิมที่มาจากวรรณคดีไทยเร่ืองขุนชางขุนแผน อิเหนา และพระอภัยมณี”
ผลงานวิจัยของ พนมไพร เทพจิตร และคณะ (2548) เร่ือง “โวหารภาพพจนในพระอภัยมณี
ของสุนทรภู” ผลงานวิจยั ของ ธนันต พสิ ยั สวสั ดิ์ (2531) เรือ่ ง “วรรณคดีอีสานเร่ืองขุนทึง โดย
วิเคราะหศิลปะการเสนอเร่ืองและสุนทรียะเชิงประพันธ” ผลงานวิจัยของกัลยา พลายชุม
(2538) เร่ือง “อุเทนคําฉันทของพระสมุหหนู ฉบับศูนยวัฒนธรรมภาคใต วิทยาลัยครู
นครศรีธรรมราช” ผลงานวจิ ัยของวงเดอื น สุขบาง (2542) เรอ่ื ง “วิเคราะหพ ระปฐมสมโพธิกถา
ในแนวสุนทรียะ” และผลงานวิจัยของ นงลักษณ แชมโชติ (2521) เรื่อง “หาสยรส
ในวรรณกรรมรองกรองของไทยสมยั รัตนโกสินทร พ.ศ. 2325-พ.ศ. 2475” มรี ายละเอียดดังน้ี

กาญจนา เรืองทุง และธีราพร ขวัญคง (2548) ไดศึกษาวิเคราะห “รสวรรณคดี
ไทยจากเนอ้ื รองเพลงไทยเดิมที่มาจากวรรณคดีไทยเรื่องขุนชางขุนแผน อิเหนา และพระอภัย
มณี” ผลการวิเคราะหแสดงใหเห็นวา เน้ือรองเพลงไทยเดิมที่มาจากวรรณคดีไทยเรื่องขุนชาง
ขุนแผน อเิ หนา และพระอภยั มณี ปรากฏรสวรรณคดี สลั ลาปงคพสิ ยั มากท่สี ดุ โดยเปน รสทจี่ ับ
ใจทัง้ ผแู ตงและผฟู งเปน อยา งย่ิง เนอ่ื งจากเน้ือหาของเพลงเหลาน้ีลวนแลวแตมีความเศราโศก
มีการพรรณนาถึงการพลดั พรากจากส่งิ ท่ีรกั เมอ่ื ผฟู งไดฟ งเพลงเหลา นี้ จงึ ทําใหผ ูฟงเกดิ รสเกิด
อารมณค ลอ ยตามเนื้อเพลง ดังน้ันจึงทําใหรสวรรณคดี สัลลาปงคพิสัยไดรับความนิยมนํามา
เปน เนอ้ื รอ งเพลงไทยเดิมมากท่สี ุด

พนมไพร เทพจิตร และคณะ (2548) ไดศึกษา “วิเคราะหโวหารภาพพจนในพระ
อภัยมณี ของสุนทรภู” ผลการศึกษาพบวา วรรณคดีเร่ืองพระอภยั มณี ของสุนทรภู ไดใชโวหาร
ภาพพจน 12 แบบ โดยปรากฏโวหารภาพพจนท่ีใชมากท่ีสุด จนถึงนอยท่ีสุดตามลําดับ ดังน้ี
อุปมา ซํ้าคํา การเลนเสียงเลนจังหวะ ปรพากย เลียนเสียงธรรมชาติ เลนคํา กลาวเสียดสี
เหน็บแนม สัญลกั ษณ กลาวเกินจรงิ อุปลกั ษณ กลาวเทาความ และการสมมติใหมีตวั ตน

33

ธนันต พิสัยสวัสด์ิ (2531) ไดศึกษาวิเคราะห “วรรณคดีอีสานเร่ืองขุนทึง” โดย
วเิ คราะหศ ลิ ปะการเสนอเร่อื งและสนุ ทรียะเชิงประพันธ ผลการศึกษาพบวา ผูนิพนธวรรณคดี
เรื่องขุนทึง สามารถเรียบเรียงถอยคําพรรณนาความตอนตางๆ ใหผูฟงหรือผูอานบังเกิด
อารมณท างใจไดค รบทงั้ เกา รส ซ่งึ ผวู ิจัยไดแสดงรายละเอียดไววารสวรรณคดีใดปรากฏอยูใน
ตอนใดบาง และในสว นของวรี รสหรือรสแหง ความกลาหาญนั้น ปรากฏวามีอยูเพียงตอนเดียว
โดยเปน ความกลา หาญในการตัดสนิ ใจ คือ ตอนขุนทึงตดั สนิ ใจท่จี ะฝาฟนอันตรายจากภูตผีและ
สตั วร ายทีเ่ ฝา รกั ษาสถานท่เี พอ่ื เขา ปา หมิ พานต สว นรสวรรณคดที ีเ่ ดน ท่ีสุดของเร่ือง ขุนทึง คือ
ศานรส กรณุ ารส และศฤงคารรส ตามลาํ ดบั

กัลยา.พลายชุม.(2538).ไดศึกษาวิเคราะห.“อุเทนคําฉันทของพระสมุหหนู
ฉบับศนู ยว ฒั นธรรมภาคใต วทิ ยาลัยครนู ครศรธี รรมราช” ผลการศกึ ษาสรุปไดวา องคป ระกอบ
ของเรื่องมีลักษณะเดนเฉพาะทั้งโครงเรื่อง แนวคิด ทรรศนะของผูแตง ตัวละคร บทสนทนา
และฉาก.ดานรูปแบบคําประพันธมีการใชคําประพันธแตละชนิดไดเหมาะสมกับเนื้อหา
ด า น ข น บ นิ ย ม ใ น ก า ร แ ต ง จ ะ ป ฏิ บั ติ ต า ม ก วี รุ น ก อ น . แ ต มี เ อ ก ลั ก ษ ณ อ ยู บ า ง ใ น บ ท ไ ห ว ค รู
และบทอัศจรรย ดานศิลปะการประพนั ธนับวามีความไพเราะทง้ั รสคํา รสความและรสวรรณคดี
โดยมีรสวรรณคดตี ามทฤษฎอี ลังการศาสตร 8 รส คือ ศฤงคารรส วีรรส กรุณารส อทภูตรส
ภยานกรส เราทรรส พีภัตสรส และศานตรส ซ่ึงรสวรรณคดีแตละรสที่ปรากฏอยูลวนให
ความรูสึกสะเทือนอารมณแกผอู าน ทําใหว รรณกรรมเรื่องนีม้ ีคุณคานาสนใจเปนอยางมาก

วงเดือน สุขบาง (2542) ไดศึกษาวิเคราะหพระปฐมสมโพธิกถาในแนวสุนทรียะ
ผลการศึกษาสรุปไดวา รสความที่เกิดจากการบรรยายและพรรณนาความไดกอใหเกิดรส
วรรณคดีครบทัง้ 9 รส โดยไดย กตัวอยางรสวรรณคดีในดานตางๆ และในสว นของวีรรส ผูวิจัย
ไดส รปุ วา พระปฐมสมโพธกิ ถาปรากฏ วรี รสใน 3 ลักษณะ คือ รณวีระ ไดแก ความกลาหาญ
ในการทําสงคราม ทานวรี ะ ไดแ ก ความกลา หารในการให และธรรมวีระ ไดแก ความกลาหาญ
ในการชวยเหลือ ตอนท่ีแสดงถึงรณวีระ เชน ตอนที่พระพุทธองคทรงผจญ พญามาร ตอนท่ี
แสดงถึงทานวรี ะจะมปี รากฏอยูหลายตอน โดยเฉพาะตอนบําเพ็ญทาน ทั้ง 3 ข้ัน คอื ทานบารมี
ทานอปุ บารมี และทานปรมตั ถบารมี มาเปนเวลาชา นานดวยพระทัยปรารถนาจะชวยมวลสัตว
โลกใหพนจากหวงมหรรณพ เชน ตอนท่ีเสวยพระชาติเปนพระเวสสันดร สวนธรรมวีระหรือ
ความกลาหาญในการชวยเหลือจะปรากฏอยู เดน ชดั มาก เชน ตอนพระสิทธัตถะตัดสินพระทัย
ละทิ้งนางพิมพาพระอัครมเหสีและพระราหุล พระราชโอรส ผูประสูติไดเพียง 1 วัน
พระสุทโธทนะผูเปนพระราชบิดา พระบรมวงศานุวงศ ตลอดจนความสุขทางโลกียทั้งหลาย
เพอ่ื แสวงหาพระสัทธรรมอันเปนหนทางท่จี ะชว ยสรรพสตั วใหพ นจากความทกุ ข การกระทําของ

34

พ ร ะ อ ง ค จั ด ว า เ ป น ธ ร ร ม วี ร ะ อ ย า ง สู ง ส ง . ซึ่ ง วี ร ร ส ดั ง ก ล า ว . ไ ด ก อ ใ ห เ กิ ด ค ว า ม ช่ื น ช ม
ความภาคภมู ใิ จและความเลอื่ มใสศรทั ธาในองคพ ระบรมศาสดาเปน อยา งสงู

นงลักษณ.แชมโชติ.(2521).ไดศึกษาวิเคราะหเร่ือง.“หาสยรสในวรรณกรรม
รอ ยกรองของไทยสมยั รตั นโกสนิ ทร พ.ศ. 2325-พ.ศ. 2475” ผลการศึกษาสรุปไดว า เนื่องจาก
คนไทยมีลักษณะนิสัยรักสนุกและมีอารมณขันจึงไดปรากฏหาสยรสในวรรณกรรมรอยกรอง
ของไทย โดยผูแตงไดสรางหาสยรสเพื่อจุดมุงหมายสําคัญ 3 ประการ คือ เพ่ือสนองความ
ตองการผอนคลายความเครียดอันไดรับจากสังคมหรือชีวิตประจําวัน เพ่ือลอเลียนเน้ือหา
วรรณกรรมซงึ่ ดเู ปนแบบแผนทผ่ี ดิ พลาดหรือบกพรองและเพอื่ เสยี ดสีหรือเหนบ็ แนมบคุ คลหรือ
สงั คม สว นกลวิธีที่ผูแตงใชในการสรางหาสยรส มีอยูหลายวิธี คือ การบรรยายลักษณะหรือ
พฤตกิ รรมของตวั ละคร การเลอื กใชคาํ สาํ นวน โวหาร และวธิ กี ารบรรยายเพ่ือแสดงพฤติกรรม
ท่ีนาขบขัน แตท้ังนี้ หาสยรสในวรรณกรรมรอยกรองของไทยสมัยรัตนโกสินทรตอนตนนี้
สามารถเราอารมณขันของผอู านได

2. งานวิจยั ท่เี ก่ียวของกบั วรรณคดีเร่ืองรามเกยี รติ์
งานวิจัยที่เกี่ยวของกับวรรณคดีเร่ืองรามเกียรติ์ ที่ไดคนความา ประกอบดวย

ผลงานวิจัยของ.นิยะดา เหลา สนุ ทร (2526) เรือ่ ง “รามเกยี รติ์บทละครครง้ั กรงุ เกา เปรยี บเทียบ
กับรามเกียรติ์บทพระราชนิพนธในรัชกาลที่ 1” ผลงานวิจัยของพรรณี กัมมสุทธิ์ (2544) เร่ือง
“บทบาทความเปนผนู ําของพระรามในรามเกียรต”์ิ ผลงานวิจยั ของจงกล ชาญประเสริฐ (2542)
เร่ือง.“การเปล่ียนแปลงทางเสียงของคําและการสรางคําในรามเกียรต์ิ”.ผลงานวิจัยของ
ศรสี ุรางค พูลทรพั ย และสมุ าลย บานกลว ย (2525) เรอื่ ง “ลกั ษณะความเปนมาและพฤตกิ รรม
ของตัวละครในบทละครรามเกียรต์ิ.พระราชนิพนธรัชกาลที่.1”.ผลงานวิจัยของฉัตรชัย
ว อ ง ก สิ ก ร ณ . ( 25 2 9 ) . ไ ด ศึ ก ษ า . “ วิ เ ค ร า ะ ห บ ท ล ะ ค ร เ รื่ อ ง ร า ม เ กี ย ร ติ์ . พ ร ะ ร า ช นิ พ น ธ ใ น
พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟาจุฬาโลกมหาราช”.ตามหลักละครในในดานความสัมพันธ
ระหวางบทละครเรอ่ื งรามเกยี รติข์ องรชั กาลท่ี.1.กบั การตที าราํ .และการใชเปนบทละครใน และ
ผลงานวจิ ยั ของ มณีปน พรหมสุทธริ กั ษ (2530) เรอื่ ง “การเปรยี บเทียบเรอ่ื งรามเกียรตข์ิ องไทย
กับรามายณะฉบบั ภาษาบาลีสนั สกฤตของวาลมิกกิ บั ฉบบั ภาษาถน่ิ อินเดยี ตา งๆ และทป่ี รากฏใน
ปรุ าณะตางๆ มรี ายละเอยี ด ดงั น้ี

นิยะดา เหลาสุนทร (2526) ไดศกึ ษารามเกียรต์ิบทละครครั้งกรุงเกาเปรียบเทียบ
กับรามเกียรต์ิบทพระราชนิพนธในรัชกาลที่.1.ผลการวิจัยพบวา.เน้ือความรามเกียรต์ิฉบับ
กรุงเกาแตกตา งจากรามเกยี รติ์ พระราชนิพนธในรัชกาลท่ี 1 หลายตอน ผูศึกษาสันนิษฐานวา
รามเกียรต์ิสํานวนคร้ังกรุงเกาไมไดเปนตนเคาโดยตรงของรามเกียรติ์พระราชนิพนธใน

35

รัชกาลท่ี.1.หากแตรามเกียรต์ิพระราชนิพนธรัชกาลที่.1.คงจะอาศัยที่มาจากรามเกียรติ์ฉบับ
กรงุ เกาซ่ึงมอี ยูหลายสาํ นวนประสมประสานกนั ขึ้น

พรรณี กมั มสุทธิ์ (2544) ไดศึกษาบทบาทความเปน ผูนาํ ของพระรามในรามเกียรติ์
ผลการศกึ ษาพบวา การเกดิ ภาวะความเปนผูนาํ ของพระรามน้นั มีลักษณะของผูนําทยี่ ่ิงใหญต าม
ทฤษฎีมหาบุรุษ.ซึ่งเปนลักษณะพิเศษท่ีเหนือกวาคนทั่วไป.และเปนผูมีบุญญาธิการ.เชน
การเปนพระนารายณอ วตาร มพี ระวรกายสีเขียว และเปน ผมู รี ปู งาม ส่ิงเหลา นี้เปนลกั ษณะของ
บคุ ลกิ ภาพทางดานรางกาย สวนบุคลิกภาพทางดานจิตใจ พระรามเปนผูที่มีเชาวปญญาและ
เชาวอ ารมณทด่ี ี มคี วามเมตตากรุณา มีความสามารถในการใชภ าษาและเปน ผรู กั ษาความสัตย
ซ่งึ เปนคุณสมบตั ทิ ี่เหมาะสมตอ การเปน ผูนาํ

จงกล ชาญประเสริฐ (2542) ไดศึกษาการเปล่ียนแปลงทางเสียงของคําและการ
สรางคําในรามเกยี รต์ิ ผลการศึกษาสรุปไดว า การเปลี่ยนแปลงทางเสยี งของคาํ มี 7 รูปแบบ คอื
การเพิ่มเสียง การตัดเสียง การซ้ําเสียง การเปล่ียนเสียงสระ การเปลี่ยนเสียงพยัญชนะ
การเปลย่ี นเสียงวรรณยุกต และการสับทพ่ี ยางค รปู แบบท่ีปรากฏจํานวนการเปล่ียนแปลงทาง
เสยี งมากท่สี ดุ คือ การเพิม่ เสยี งซง่ึ สว นใหญเ ปนคําท่ยี มื มาจากภาษาบาลี สันสกฤต และเขมร
สวนการสรางคํา มี 5 วิธี คือ คําประสม คําซอน คําซ้ํา คําสมาส และคําสนธิ วิธีท่ีปรากฏ
จาํ นวนในการสรางคํามากทีส่ ุด คือ คําประสม ซึ่งเปนวธิ กี ารสรา งคําของไทยท่ีแพรห ลายที่สุด

ศรีสรุ างค พลู ทรัพย และสุมาลย บา นกลวย (2525) ไดศึกษาลกั ษณะความเปน มา
และพฤติกรรมของตัวละครในบทละครรามเกยี รติ์ พระราชนพิ นธรชั กาลที่ 1 โดยเลือกตัวละคร
สิบตวั มาศึกษา ซึง่ ถอื ความนา สนใจและความสาํ คญั เปน หลกั บาง ถือความจําเปนตอทองเรื่อง
เปนหลักบาง ผลการวิจัยพบวา ตัวละครดังกลาว ไดแก พระราม พระลักษณ พระพรต
ทศกณั ฐ กมุ ภกรรณ พิเภก นางสีดา นางสํามนักขา สุครีพ และหนุมาน อีกทั้งไดนําตัวละคร
เหลาน้ีมาเปรียบเทียบกับตัวละครในรามายณะของวาลมิกิ เพื่อช้ีใหเห็นความคลายคลึงและ
ความแตกตางดวย ตวั ละครในรามเกียรตจ์ิ ะมีลักษณะคลายคลึงกับมนุษยมากกวาตัวละครใน
รามยณะ แมว า พระรามจะกลาวเสมอวา พระองคเ ปน นารายณอวตารกต็ าม ตัวละครฝา ยดีจะมี
ขอ บกพรอง ในขณะท่ีตวั ละครฝายชั่วก็มีสว นดีบาง สาระสาํ คัญของเรื่องก็คือ ธรรมหรือความ
ถูกตองเปนสิ่งท่ีมีคุณคาท่ีสุด ผูมีธรรมหรือยกคุณคาของธรรมเหนือส่ิงอ่ืนใดจะไดรับผลดี
ตอบสนอง สวนผูท่ีไมถือธรรมจะมีแตความหายนะระหวางความเปนญาติสนิทกับธรรม ผูที่
เลือกส่ิงแรกจะพบความอับเฉา ขณะที่ผูเลือกสิ่งหลังจะพบความรุงเรือง ในปจจุบันคน
มักมองขามธรรม แตค วามจริงหลกั ขอ น้ีกไ็ ดป รากฏเปนที่ประจักษตลอดทั้งเร่ืองและใหคุณคา
ทยี่ นื ยงและมีความหมายอยา งยิ่งแกรามเกียรติ์

36

ฉัตรชยั วอ งกสกิ รณ (2529) ไดศึกษาวิเคราะหบทละครเรื่องรามเกียรต์ิพระราช-
นิพนธในพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟาจุฬาโลกมหาราช ตามหลักละครใน ในดาน
ความสัมพนั ธระหวา งบทละครเรอื่ งรามเกยี รติ์ของรชั กาลท่ี 1 กบั การตีทารําและการใชเปนบท
ละครใน โดยผูว จิ ยั ไดแยกวิจัยทลี ะตอนถึงสว นประกอบของหลักละครใน คอื เปด ฉาก อารมณ
ของตัวละคร บทชมความงาม การเปดเร่ือง และนาฏการตอเน่ือง ผลการศึกษาพบวา
รามเกียรต์ิพระราชนิพนธในรัชกาลที่.1.มีทั้งตอนท่ีเหมาะสมและไมเหมาะสมที่นํามาแสดง
ละครใน สว นการตที ารําไดก ลมกลืน และบททีต่ ที า รําไมกลมกลนื เชน มีที่รําซ้าํ ทา รําขดั

มณีปน พรหมสุทธริ กั ษ (2530) ไดศึกษาเปรียบเทียบเร่ืองรามเกียรต์ิของไทยกับ
รามายณะฉบบั ภาษาบาลีสนั สกฤตของวาลมกี ิ กับฉบับภาษาถ่ินอินเดียตางๆ และที่ปรากฏใน
ปรุ าณะตา งๆ โดยไดเปรียบเทยี บใหเ ห็นวา เนือ้ เรื่องท่ีปรากฏในรามเกียรติ์ไทยมีปรากฏตรงกับ
รามายณะฉบับใดบาง ผลการวิจัยพบวา รามายณะท่ีมีเนื้อเรื่องและเกล็ดตางๆ เหมือน
รามเกียรต์ขิ องไทยมากที่สุด คือ รามรยณะฉบบั ภาษาทมฬิ ผแู ตง คอื กมั พนั มีท้ังหมด 9 ตอน

จากงานวิจัยที่เกี่ยวของกับวรรณคดีเรื่องรามเกียรต์ินี้ ผูวิจัยจะไดนํามาใชเปน
ขอมูลเพ่ือประกอบการวิเคราะหกลอนบทละคร เร่ืองรามเกียรติ์ ตอนนารายณปราบนนทก
ตอ ไป

37

บทท่ี 3

วิธดี ําเนินการวจิ ัย

ระเบียบวิธีในการวิจัยเรื่อง “สหวิทยาการในกลอนบทละครเรื่องรามเกียรต์ิ ตอน
นารายณปราบนนทก” ผวู จิ ยั ใชว ิธกี ารวจิ ัยเชิงคณุ ภาพ (Qualitative Research) มีข้ันตอนในการ
วิจัย 5 ประเดน็ ไดแก

1. ประชากรและกลมุ ตวั อยา ง
2. เครอื่ งมือเกบ็ ขอ มูล
3. การเก็บรวบรวมขอมลู
4. การวเิ คราะหขอมลู
5. สรุปผล อภิปรายผล และเสนอแนะ

ประชากรและกลมุ ตัวอยา ง
ประชากรและกลุมตัวอยางในการวิจัยครงั้ น้ี ประกอบดว ย 2 ประเดน็ ดงั นี้
1. ประชากร
การวิจัยคร้ังนี้ประชากร ไดแก กลอนบทละครเรื่องรามเกียรต์ิ ฉบบั พระราชนพิ นธ

ในพระบาทสมเดจ็ พระพทุ ธยอดฟา จุฬาโลกมหาราช
2. กลมุ ตัวอยา ง
จากประชากรการวิจยั ซงึ่ เปน กลอนบทละครเรื่องรามเกียรติ์ ฉบับพระราชนิพนธ

ในพระบาทสมเดจ็ พระพุทธยอดฟาจุฬาโลกมหาราช ผวู จิ ัยไดเลือกกลุมตัวอยางแบบที่ใหโอกาส
ไ ม เ ท า กั น . ( Non-Probability. Sampling) . โ ด ย วิ ธี ก า ร เ ลื อ ก แ บ บ มี จุ ด มุ ง ห ม า ย . ( Purposive.
Sampling) . ไ ด ต อ น น า ร า ย ณ ป ร า บ น น ท ก . โ ด ย อ า ศั ย ห ลั ก เ ก ณ ฑ ท่ี ว า เ ป น ต อ น สํ า คั ญ ท่ี
กระทรวงศึกษาธกิ าร ไดบ รรจไุ วในหลกั สูตรแกนกลางการศกึ ษาขน้ั พ้นื ฐาน พทุ ธศักราช.2551.
ซ่งึ ผูวจิ ัยรับผิดชอบสอนอย.ู และจะไดนําผลการวิจัยที่ไดไปใชพัฒนาการเรียนรูของนักเรียนให
เกดิ การคิดในหลายมิติ.สง ผลใหน ักเรียนเห็นความสําคญั และคณุ คา ของการเรียนวรรณคดีไทย
ยงิ่ ขนึ้ ตอ ไป

38

เครอื่ งมอื เก็บขอมูล
ในการวจิ ยั คร้งั นผ้ี วู ิจัยไดสรา งเคร่อื งมอื เก็บขอมลู ข้ึนมาเองและออกแบบใหเหมาะสม

กบั การวิจยั ครัง้ น้ี เคร่ืองมือดงั กลาว ไดแก แบบบันทกึ ขอ มูลในรูปแบบตาราง จาํ นวน 8 ตาราง
ในแตละตารางจะระบุประเด็นตางๆ เพื่อประโยชนในการวิเคราะหขอมูล โดยแบงออกเปน
2 สว น ดังนี้

1. สว นตน ของตาราง เปน สว นทร่ี ะบุ ดา นของสหวิทยาการท่ีจะวเิ คราะห
2. สวนหัวของตาราง ไดร ะบสุ าระสาํ คัญ 4 ประการ ดงั น้ี

2.1 ลําดบั ท่ี หมายถึง ลาํ ดับทีข่ องรายการยอ ยที่จะวเิ คราะห
2.2 รายการ หมายถงึ ชอื่ รายการหลกั ในแตละดา นทจ่ี ะวเิ คราะห
2.3 คํา/สาํ นวน หมายถึง คาํ หรอื สํานวนท่ีตรงกบั รายการยอ ยท่จี ะวิเคราะห
2.4 จํานวน หมายถงึ จํานวนคาํ หรือสาํ นวนทีว่ เิ คราะหได

ตาราง 1 ตารางเก็บขอ มลู รสวรรณคดีสันสกฤต 39
จาํ นวน
ลาํ ดบั รสวรรณคดสี ันสกฤต คาํ /สํานวน
ท่ี

1 ศฤงคารรส

2 หาสยรส

3 กรุณารส

4 เราทรรส

5 วีรรส

6 ภยานกรส

7 พีภัตสรส

8 อัทภตู รส

9 ศานตรส

ตาราง 2 ตารางเกบ็ ขอ มูลรสวรรณคดีไทย 40
จาํ นวน
ลําดบั รสวรรณคดไี ทย คาํ /สาํ นวน
ท่ี

1 เสาวรจนี

2 นารีปราโมทย

3 พโิ รธวาทัง

4 สัลลาปงคพสิ ยั

ตาราง 3 ตารางเก็บขอ มลู โวหารภาพพจน 41
จาํ นวน
ลาํ ดับ โวหารภาพพจน คํา/สาํ นวน
ท่ี

1 อุปมา

2 อปุ ลักษณ

3 สัญลกั ษณ

4 บคุ คลวัต

5 สมมุตภิ าวะ

6 อตพิ จน หรืออธพิ จน

7 อวพจน
8 อุปนิเษท

9 นามนัย

10 สมั พจนยั


Click to View FlipBook Version