ตาราง 3 ตารางเกบ็ ขอมลู โวหารภาพพจน (ตอ) 42
จาํ นวน
ลําดบั โวหารภาพพจน คาํ /สาํ นวน
ที่
11 อปุ มานิทัศน
12 การอางถึง
13 การแฝงนัย
14 ปฏพิ จน
15 ปฏทิ รรศน
16 แนวเทยี บ
17 สทั พจน
18 ปฏิปุจฉา
19 อาวตั พากย
ตาราง 4 ตารางเกบ็ ขอ มูลศิลปะการใชค ํา 43
จาํ นวน
ลําดับ ศิลปะการใชคํา คาํ /สาํ นวน
ท่ี
1 คําสัมผสั สระ
2 คาํ สัมผสั พยญั ชนะ
3 คําไวพจน
4 การซา้ํ คํา
ตาราง 5 ตารางเกบ็ ขอมลู วฒั นธรรม 44
จาํ นวน
ลําดบั วฒั นธรรม คาํ /สาํ นวน
ที่
1 คติธรรม
2 เนติธรรม
3 วตั ถธุ รรม
4 สหธรรม
ตาราง 6 ตารางเก็บขอ มูลการสรางคาํ 45
จํานวน
ลําดบั การสรางคาํ คํา/สาํ นวน
ที่
1 คําประสม
2 คําซอ น
3 คาํ ซ้ํา
4 คําสมาส
5 คาํ สนธิ
6 คาํ แผลง
ตาราง 7 ตารางเกบ็ ขอมูลประโยค 46
จาํ นวน
ลาํ ดบั ประโยค คาํ /สาํ นวน
ที่
1 ประโยคบอกใหทราบ
2 ประโยคเสนอแนะ
3 ประโยคสั่ง
4 ประโยคหาม
5 ประโยคชักชวน
6 ประโยคขู
7 ประโยคขอรอ ง
8 ประโยคคาดคะเน
9 ประโยคถาม
ตาราง 8 ตารางเก็บขอมูลสัมพนั ธสาร 47
จํานวน
ลาํ ดบั สมั พันธสาร คาํ /สาํ นวน
ท่ี
1 การอางถงึ
2 การละ
3 การใชค าํ ศพั ท
4 การใชค ําเชือ่ ม
48
การเกบ็ รวบรวมขอมูล
การเก็บรวบรวมขอมูลในการศกึ ษาครั้งนี้ ผูวิจัยไดเก็บขอมูลโดยอานกลอนบทละคร
เรอื่ งรามเกียรติ์ ตอนนารายณปราบนนทก พระราชนิพนธในพระบาทสมเดจ็ พระพุทธยอดฟา-
จุฬาโลกมหาราช อยางละเอียด โดยพิจารณาสหวิทยาการ ไดแ ก สนุ ทรียศาสตร สังคมศาสตร
และ ภาษาศาสตร แลว บนั ทึกขอ มลู ท่ีไดลงในแบบบนั ทึกขอมูลในเครื่องคอมพิวเตอรโปรแกรม
Microsoft word 2007
การวิเคราะหข อมูล
จากเอกสารและงานวิจัยท่ีเก่ียวของซ่ึงไดศึกษาและคนควาในบทที่ 2 น้ัน ผูศึกษา
สังเคราะหมาเปนแนวคิดในการวิเคราะหสหวิทยาการเรื่องรามเกียรต์ิ ในกลอนบทละคร
ตอนนารายณปราบนนทก โดยดําเนนิ การศกึ ษาวเิ คราะหในศาสตร 3 สาขา ไดแ ก
1. สุนทรยี ศาสตร หมายถงึ ปรชั ญาสาขาหนึ่ง ที่วาดวยความงามและส่ิงที่งาม ทั้งใน
งานศิลปะและในธรรมชาติ ไดวิเคราะห 4 ดา น ไดแ ก รสวรรณคดี โวหารภาพพจน ศิลปะการ
ใชค าํ และการสรางสรรคเนอ้ื เรื่อง
2. สังคมศาสตร หมายถึง ศาสตรที่วาดวยเก่ียวกับพฤติกรรมทางสังคมของมนุษย
หรอื ปรากฏการณท างสงั คม ซ่ึงจะมกี ารเกดิ ขึ้นและการเปลย่ี นแปลงอยตู ลอดเวลาไดวิเคราะห
4 ดา น ไดแก คติธรรม เนตธิ รรม วัตถธุ รรม และ สหธรรม
3..ภาษาศาสตร.เปนการศึกษาภาษาอยางมีเหตุมีผล.มีการพิสูจนท่ีแนชัดอยางมี
หลักฐานหรือขอมูล และมีระบบระเบยี บแบบวทิ ยาศาสตร รวมไปถึงความเปน วตั ถุวิสัยและเปน
เชิงพรรณนา.เพ่ือตองการใหขอมูลท่ีเปนความจริง.ไดวิเคราะห.3.ดาน.ไดแก.การสรางคํา
ประโยค และสมั พันธสาร
สรุปผล อภิปรายผล และเสนอแนะ
ในลาํ ดับขั้นตอนการวิจัยนม้ี ีกระบวนการ 3 กระบวนการ ดงั นี้
1. สรุปผลการวิจยั และเขียนรายงานการวิจัยฉบบั สมบรู ณ ดวยวธิ ีพรรณนาวเิ คราะห
2. อภิปรายผลการวจิ ยั
3. ใหข อ เสนอแนะในการวจิ ัย
49
บทที่ 4
สหวทิ ยาการในกลอนบทละครเรอ่ื งรามเกยี รต์ิ ตอนนารายณปราบนนทก
การวิเคราะหสหวิทยาการในกลอนบทละครเรื่องรามเกียรติ์ ตอนนารายณปราบ
นนทกคร้ังน้ี ผูวิจัยไดดําเนินการศึกษาวิเคราะหเก่ียวกับศาสตรใน 3 สาขา ไดแก
สุนทรียศาสตร วิเคราะห 4 ดาน คือ รสวรรณคดี โวหารภาพพจน.ศิลปะการใชคํา และการ
สรางสรรคเนื้อเรื่อง สังคมศาสตร วิเคราะหในแงวัฒนธรรม 4 ดาน คือ คติธรรม เนติธรรม
วัตถุธรรม และสหธรรม และภาษาศาสตร วิเคราะห 3 ดาน ไดแก การสรางคํา ประโยค
และสมั พันธสาร
ผลการวิจัยทค่ี นพบนาํ เสนอทง้ั 3 ดาน ไดดงั นี้
1. การวิเคราะหสุนทรยี ศาสตร
2. การวิเคราะหส งั คมศาสตร
3. การวิเคราะหภ าษาศาสตร
การวิเคราะหส ุนทรยี ศาสตร
การวเิ คราะหส ุนทรยี ศาสตรกลอนบทละครเรอ่ื งรามเกยี รติ์ ตอนนารายณปราบนนทก
ไดกาํ หนดขอบเขตของการศกึ ษาวิเคราะหไ ว 4 ดา น ไดแก รสวรรณคดี โวหารภาพพจน ศิลปะ
การใชคํา และการสรางสรรคเนอ้ื เรือ่ ง ผลการวิจัยก็พบการปรากฏองคความรูครบทั้ง 4 ดาน
ซึ่งมรี ายละเอียดตามลําดับประเด็น ดงั น้ี
1. รสวรรณคดี
2. โวหารภาพพจน
3. ศิลปะการใชค าํ
4. การสรางสรรคเน้อื เรอ่ื ง
1. รสวรรณคดี
รสวรรณคดีคืออารมณห รือภาวะตา งๆ ทปี่ รากฏในวรรณคดี เชน อารมณซาบซ้ึง
ในความรัก อารมณส งสาร อารมณแคน เคือง เปน ตน จากท่ีไดวิเคราะหขอมูลพบทั้งรส
วรรณคดสี ันสกฤต และวรรณคดีไทยอยา งสมบรู ณ มีรายละเอยี ดดงั ตอ ไปนี้
50
1.1 รสวรรณคดีสนั สกฤต
จากการศึกษาพบวากลอนบทละครเรื่องรามเกียรติ์ ตอนนารายณปราบนนทก
น้ัน ปรากฏรสวรรณคดสี นั สกฤตจํานวน 8 รส ดังนี้
1.1.1 ศฤงคารรส (สิงคารรส) เปนรสรัก มักใชถอยทีอันออนหวาน หยอกเยา
เอียงอาย.ออดออน.เปนตน.ในกลอนบทละครเร่ืองรามเกียรต์ิ.ตอนนารายณปราบนนทก
ไดกลาวถึงตอนที่นนทกพบเห็นนางสุวรรณอัปสรครั้งแรกก็เกิดความรักความพอใจไดชม
ความงามของนางสวุ รรณอปั สร และเกี้ยวพาราสี ดงั น้ี
เหลือบเห็นสตรวี ิไลลักษณ พิศพกั ตรผ องเพยี งแขไข
งามโอษฐง ามแกม งามจไุ ร งามนยั นเ นตรงามกร
งามถันงามกรรณงามขนง งามองคย่งิ เทพอปั สร
งามจริตกริ ยิ างามงอน งามเอวงามออ นทัง้ กายา
ถึงโฉมองคอ คั รลกั ษมี พระสรุ ัสวดเี สนห า
ส้ินทั้งไตรภพจบโลกา จะเอามาเปรียบไมเ ทียบทัน
ดไู หนก็เพลนิ จําเริญรัก ในองคเ ยาวลักษณสาวสวรรค
ยง่ิ พิศย่งิ คิดผูกพัน กเ็ ดินกระชั้นเขา ไป…
เสาวภาคยแ นงนอยพิสมัย
โฉมเอยโฉมเฉลา นามกรชอ่ื ไรนะเทวี
เจามาแตสวรรคช ้นั ใด ทาํ ไมมาอยทู ่นี ่ี
ประสงคสิ่งใดจะใครรู มารศรีจงแจง กจิ จา...
ขาเห็นเปน นาปรานี โฉมประหลาดลํา้ เทพอัปสร
ควรเปนนางฟอนวิไลลักษณ…
สุดเอยสุดสวาท หนกั เบาจงแจงใหประจักษ
ท้งั วาจาจริตกง็ ามงอน ก็จะเปนภักด์ิผลสบื ไป
อนั ซ่ึงธุระของเจา จะถือความสิ่งนี้นี่ไมได
ถา วาสนาเราเคยบาํ รุงรัก พี่ไรคจู ะพึง่ แตไ มตรี...
ตวั พี่มิไดล วนลาม
สาวสรรคขวญั ฟายาใจ
1.1.2 หาสยรส (หสั สรส) เปนรสแหง ความขบขัน อนั ทาํ ใหจติ ใจ ราเริง เบิกบาน
อาการที่แสดงออก.คือการแยมย้ิมจนกระท่ังถึงหัวเราะ.ในกลอนบทละครเร่ืองรามเกียรต์ิ
ตอนนารายณป ราบนนทก ไดกลาวถึงตอนที่เทวดาท่มี าเขาเฝาพระอศิ วรไดแกลงนนทกขณะทํา
51
หนา ทล่ี างเทา ใหเ หลาเทวดาทีบ่ ันไดเขาไกรลาส โดยการตบหัว ลบู หนา ถอนเสนผม จนหัวโลน
ดังนี้
มาจะกลา วบทไป ถงึ นนทกนํา้ ใจกลา หาญ
ตงั้ แตพ ระสยมภูวญาณ ประทานใหลา งเทา เทวา
อยบู ันไดไกรลาสเปนนจิ สุราฤทธิ์ตบหัวแลวลูบหนา
บา งใหต ักนํ้าลา งบาทา บา งถอนเสนเกศาวนุ ไป
จนผมโกรนโลน เกลี้ยงถงึ เพียงหู ดเู งาในน้าํ แลว รองไห…
...นนทกก็ลางเทา ให เมอื่ จะไปก็จับหวั ส่ัน
สัพยอกหยอกเลน เหมือนทกุ วัน สรวลสันตเยาะเยย เฮฮา
1.1.3.กรุณารส.เปนรสที่เกิดความโศกเศรา.เพราะประสบในสิ่งท่ีไมพึง
ปรารถนาและการสูญเสยี สงิ่ ที่ปรารถนา เชน การพลัดพรากจากบุคคลอันเปน ทรี่ กั การถูกแชง
ดา ตกทุกขไ ดยาก การลม หายตายจาก ถูกจองจํา เปนตน ในกลอนบทละครเรื่องรามเกียรต์ิ
ตอนนารายณปราบนนทก ไดกลาวถึงตอนท่ีนนทกถูกเทวดาแกลงจนเกิดความนอยเน้ือตํ่าใจ
ดังน้ี
มาจะกลา วบทไป ถึงนนทกน้ําใจกลา หาญ
ต้ังแตพระสยมภูวญาณ ประทานใหลา งเทา เทวา
อยบู นั ไดไกรลาสเปนนจิ สุราฤทธิ์ตบหวั แลว ลูบหนา
บา งใหตักนาํ้ ลางบาทา บางถอนเสนเกศาวนุ ไป
จนผมโกรนโลน เกลย้ี งถงึ เพียงหู ดูเงาในน้ําแลวรอ งไห...
และตอนทน่ี นทกเขาไปออนวอนพระอิศวรเพ่อื ขอรางวลั
...ผใู ดทาํ ชอบตอเบื้องบาท ก็ประสาททั้งพรแลยศศกั ดิ์
ตัวขา กม็ ีชอบนัก ลา งเทา สรุ ารักษถงึ โกฎปิ
พระองคผูทรงศักดาเดช ไมโปรดเกศแกข า บทศรี
กรรมเวรส่ิงใดด่ังน้ี ทลู พลางโศกีรําพัน
1.1.4 เราทรรส (รทุ ธรส) เปนรสแหงความโกรธแคน ความแข็งขึง เพราะเกิด
จากการพูดใสความ พูดใหเจ็บใจ ดูหม่ินเหยียดหยาม กลาวอาฆาตจองเวร กลาวหยาบคาย
ไดรับการกดขี่ขมเหง เบียดเบียน เยยหยัน เหลานี้เปนตน ในกลอนบทละครเรื่องรามเกียรต์ิ
ตอนนารายณป ราบนนทก กลาวถงึ ตอนทน่ี นทกซึ่งทําหนาที่ลางเทาเทวดาที่บันไดเขาไกรลาส
52
ถกู เทวาแกลง เชน ตบหัว ลูบหนา ดึงเสนผมจนหัวโลน เมอื่ นนทกมองดเู งาตนเองในนํ้า ก็โกรธ
แคน เทวาเปน อยางยิง่ ดงั น้ี
…ฮดึ ฮัดขัดแคนแนน ใจ ตาแดงด่งั แสงไฟฟา
เปนชายดูดูมาหม่ินชาย มิตายกจ็ ะไดเ หน็ หนา...
อีกตอนหนึ่งเปนตอนที่นนทกไดรับพระราชทานนิ้วเพชรจากพระอิศวร
มาแลว เม่ือถูกเทวามาแกลง อีกกโ็ กรธกริ้วสุดที่จะอดกล้ันไวได จึงใชนิ้วเพชรไลชี้สังหารเหลา
เทวดา ดงั น้ี
บัดน้นั นนทกนํ้าใจแกลว กลา
กริว้ โกรธรองประกาศตวาดมา อนจิ จาขมเหงเลนทุกวนั
จนหัวไมม ีผมติด สุดคิดท่เี ราจะอดกลั้น
วันนี้จะไดเห็นกนั ขบฟน แลวช้นี ิว้ ไป
และอกี ตอนหน่งึ เปน ตอนที่นนทกไดตัดพอตอวาพระนารายณ ท่ีแปลงกาย
เปน หญงิ มาหลอกลอตน ดังน้ี
บดั นัน้ นนทกผูใ จแกลว หาญ
ไดฟ งจึ่งตอบพจมาน ซ่งึ พระองคจ ะผลาญชีวี
เหตใุ ดมิทําซึ่งหนา มารยาเปน หญงิ ไมบัดสี
ฤาวา กลัวน้ิวเพชรน้ี จะช้พี ระองคใ หบรรลัย
ตัวขา มมี อื แตส องมอื ฤๅจะสทู ง้ั ส่ีกรได
แมน สีม่ ือเหมือนพระองคทรงชัย ท่ีไหนจะทําไดด ั่งน้ี
เมื่อพระนารายณไ ดย นิ นนทกกลา วดหู ม่นิ ตนเองดงั นั้น กไ็ มพ อใจ เกิดความ
โกรธแคน สาบแชง ใหนนทกเกดิ มีสิบหัวสบิ หนา ยสี่ ิบมอื ในชาติหนา ดังนี้
เมื่อน้ัน พระนารายณทรงสวัสดิ์รศั มี
ไดฟงจ่ึงตอบวาที กนู แ้ี ปลงเปนสตรมี า
เพราะมงึ จะถึงแกความตาย ฉบิ หายดว ยหลงเสนห า
ใชว ากลวั ฤทธา ศกั ดาน้วิ เพชรนั้นเม่อื ไร
ชาตินมี้ งึ มีแตสองหัตถ จงไปอุบัติเอาชาตใิ หม
ใหส ิบเศียรสิบพกั ตรเกรยี งไกร เหาะเหนิ เดินไดใ นอมั พร
53
มีมือยส่ี บิ ซา ยขวา ถอื คทาอาวุธธนศู ร
กจู ะเปนมนุษยแตสองกร ตามไปราญรอนชวี ี
ใหส้ินวงศพงศมงึ อันศักดา ประจักษแกเ ทวาทกุ ราศี
วา แลวกวัดแกวง พระแสงตรี ภมู ีตดั เศยี รกระเด็นไป
1.1.5.วีรรส.เปนรสแหงความกลาหาญ.หมายถึง.ลักษณะแหงความองอาจ
กลาหาญ มเี ดชทีท่ ําใหศตั รขู ยาด มีความสงา เปน ทคี่ ร่ันครามของศัตรู มีความมั่นคง เด็ดเดี่ยว
แนว แน ผยอง กําแหงหาญ และแสดงความมตี ระกลู สงู มขี นบธรรมเนียมประเพณีที่ดีงามดวย
ในกลอนบทละครเร่ืองรามเกียรต์ิ ตอนนารายณปราบนนทก.กลาวถึงตอนที่นนทกไดรับ
พระราชทานนิว้ เพชรมาแลวเกิดความมนั่ ใจไมเกรงกลัวใคร ดังนี้
ครั้นถึงบันไดไกรลาส ขดั สมาธนิ ่ังยมิ้ รมิ อางใหญ
คอยหมเู ทวาสรุ าลยั ดว ยใจกําเรบิ อหังการ
อีกตอนหน่ึงเปนตอนที่พระอศิ วรไดส ่ังใหพ ระนารายณไ ปปราบนนทก ดังน้ี
ตรสั แลว จ่ึงมบี ญั ชา ดรู าพระนารายณเ รอื งศรี
ตัวเจาผมู ีฤทธี เปนทพ่ี ่งึ แกหมูเทวัญ
จงชว ยระงับดับเขญ็ ใหเ ยน็ ทวั่ พภิ พสรวงสวรรรค
เชิญไปสังหารอา ยอาธรรม ใหมนั สิ้นชพี ชีวา
และอกี ตอนหนึง่ เปนตอนทีพ่ ระพระนารายณกลา วทา ทายนนทก ดงั นี้
...ชาตินีม้ ึงมีแตส องหัตถ จงไปอุบัติเอาชาติใหม
ใหสิบเศียรสิบพกั ตรเกรียงไกร เหาะเหินเดินไดในอมั พร
มีมอื ย่ีสบิ ซา ยขวา ถือคทาอาวธุ ธนศู ร
กจู ะเปนมนษุ ยแ ตส องกร ตามไปราญรอนชวี …ี
1.1.6 ภยานกรส เปนรสแหงความกลัว มักจะเกิดจากการไดยินเสียงผิดปกติ
เห็นภูตผีปศาจ เห็นสัตวราย ไปสูปาเปล่ียว ไปอยูในเรือนราง อาการที่แสดงออก เชน จังงัง
เหง่ือแตก พดู จาละล่าํ ละลกั ขนลกุ ตวั สน่ั เสียงกระเสา หนาซีด ลมจับ เหลาน้ี เปนตน ในกลอน
บทละครเรื่องรามเกียรต์ิ ตอนนารายณปราบนนทก กลาวถึงตอนท่นี นทกลม ลงหลงั ถกู น้ิวเพชร
ของตนเองช้ีลงท่ีขา เห็นนางสุวรรณอัปสรกลายเปนพระนารายณ จึงรูไดทันทีวา
พระนารายณจะมาปลดิ ชีวิตตน เกิดความกลัวข้ึนมา พรอมกับถามวา ตนเองมโี ทษอะไร ดังนี้
54
บัดน้นั นนทกแกลว หาญชาญสมร
เห็นพระองคทรงสงั ขคทาธร เปนสี่กรกร็ ูป ระจักษใจ
วาพระหรวิ งศทรงฤทธิ์ ลวงลางชีวิตกเ็ ปนได
จ่งึ มวี าจาถามไป โทษขา เปน ไฉนใหวา มา
1.1.7.อัทภูตรส.(อัพภูตรส).เปนรสแหงความแปลกประหลาดใจ.อัศจรรยใจ
พิศวงสงสยั สนเทห ในกลอนบทละครเรื่องรามเกียรต์ิ ตอนนารายณปราบนนทก ไดกลาวถึง
ตอนที่พระอินทรตกใจทีเ่ หน็ นนทกใชน ว้ิ เพชรไลชเ้ี ทวดาใหล มตายลง ดังน้ี
เม่ือน้นั หัสนยั นเจา ตรยั ตรึงศา
เหน็ นนทกนั้นทาํ ฤทธา ช้หี มูเ ทวาวายปราณ
ตกใจตะลึงรําพงึ คิด ใครประสิทธ์ิใหมนั สงั หาร
คิดแลว ขน้ึ เฝา พระทรงญาณ ยังพมิ านรตั นรูจี
1.1.8 ศานตรส (สันตรส) เปนรสแหง ความสงบ สันตสิ ุข รสแหง ความเปน ไปใน
การหลุดพน สงบชุมช่ืน นับเปนรสที่สูงสุด ในกลอนบทละครเรื่องรามเกียรติ์ ตอนนารายณ
ปราบนนทก.ไดกลาวถึงตอนที่พระอิศวรเม่ือไดฟงคําออนวอนขอนิ้วเพชรของนนทกแลว
พระองคก็นัง่ สงบนิ่งคิดทบทวนกอนประทานนิ้วเพชรให ดงั น้ี
เมอื่ นนั้ พระสยมภวู ญาณเรอื งศรี
ไดฟ ง นนทกพาที ภูมีนิง่ นึกตรึกไป
อา ยนีม่ ีชอบมาชานาน จาํ จะประทานพรให
คิดแลวกป็ ระสิทธิ์พรชยั จงไดสาํ เรจ็ มโนรถ
1.2 รสวรรณคดีไทย
กลอนบทละครเรื่องรามเกยี รต์ิ ตอนนารายณปราบนนทกน้ันเม่ือไดวิเคราะห
รสวรรณคดีไทย ก็พบวาปรากฏท้งั 4 รส ดงั นี้
1.2.1 เสาวรจนี หมายถึง รสแหงการชมโฉมชมความงาม ในกลอนบทละคร
เร่ืองรามเกียรติ์ ตอนนารายณปราบนนทก ไดกลาวถึงตอนที่นนทกชมพรรณาความงามของ
นางสวุ รรณอัปสรซ่ึงพระนารายณแปลงกายมา วา เปนหญิงทีส่ วยงามทั้งใบหนา ปาก แกม ผม
ดวงตา หนาอก หู คิ้ว ทาทาง เอว งามไปทุกสวนสวยกวาพระลักษมีชายาของพระนารายณ
และพระสุรสั วดีชายาของพระพรหม ยง่ิ มองก็ยง่ิ หลงรกั อยากทําความรจู กั ดงั น้ี
55
เหลือบเห็นสตรวี ไิ ลลักษณ พศิ พักตรผอ งเพียงแขไข
งามโอษฐง ามแกมงามจไุ ร งามนัยนเนตรงามกร
งามถนั งามกรรณงามขนง งามองคย ่ิงเทพอัปสร
งามจรติ กริ ิยางามงอน งามเอวงามออ นทง้ั กายา
ถึงโฉมองคอคั รลกั ษมี พระสุรสั วดีเสนหา
สิน้ ทั้งไตรภพจบโลกา จะเอามาเปรียบไมเทียบทนั
ดูไหนก็เพลนิ จําเริญรกั ในองคเ ยาวลักษณสาวสวรรค
ยิ่งพศิ ย่งิ คิดผูกพนั กเ็ ดินกระชั้นเขาไป
1.2.2.นารีปราโมทย.หมายถึง.บทในลักษณะแสดงถึงความรัก.ตั้งแตช่ืนชม
ช่ืนชอบ เก้ียวพาราสี โอโลม ในกลอนบทละครเร่ืองรามเกียรติ์ ตอนนารายณปราบนนทก
กลา วถงึ ตอนทีน่ นทกแสดงการชน่ื ชมและเกีย้ วพาราสีนางสุวรรณอัปสรโดยถามถึงสถานท่ีอยู
ชอ่ื ความตองการจึงมาอยทู ี่นีแ่ ละเสนอตวั ชวยเหลือ ดังน้ี
โฉมเอยโฉมเฉลา เสาวภาคยแ นง นอยพิสมยั
เจา มาแตส วรรคช ้ันใด นามกรช่อื ไรนะเทวี
ประสงคสงิ่ ใดจะใครรู ทาํ ไมมาอยูท่นี ่ี
ขา เหน็ เปน นาปรานี มารศรจี งแจงกิจจา
นอกจากนั้นเมื่อนางสุวรรณอัปสรไดตอบนนทกวาเปนนางรํา ช่ือสุวรรณ
อัปสร เพราะมีความทุกขใจ อยากคลายรอน นนทกไดยินก็ดีใจกลาวช่ืนชมและเก้ียวพาราสี
ตอไปวา หากมปี ญ หาหนกั เบาอยางไรก็บอกได ถาเคยมวี าสนาตอ กันกจ็ ะไดรักกันสืบไป เพราะ
พ่ียงั ไมมีคคู รองจงึ มแี ตค วามปรารถนาดีท่จี ะชวยเหลอื ดงั นี้
สุดเอยสุดสวาท โฉมประหลาดล้ําเทพอปั สร
ทงั้ วาจาจริตกง็ ามงอน ควรเปนนางฟอนวไิ ลลักษณ
อันซึ่งธรุ ะของเจา หนกั เบาจงแจง ใหประจักษ
ถา วาสนาเราเคยบํารุงรกั กจ็ ะเปน ภักด์ผิ ลสบื ไป
ตวั พม่ี ไิ ดล วนลาม จะถือความสิง่ นี้นไ่ี มได
สาวสวรรคขวญั ฟายาใจ พ่ไี รคูจะพง่ึ แตไ มตรี
1.2.3 พโิ รธวาทงั หมายถงึ บทท่ีรวมอาการท่ีแสดงออกถึงความไมพ อใจ ตัดพอ
ตอวา โกรธแคน พยาบาท ในกลอนบทละครเรื่องรามเกียรติ์ ตอนนารายณปราบนนทก
56
กลา วถงึ ตอนท่นี นทกซงึ่ ทําหนา ท่ลี างเทา เทวดาท่บี ันไดเขาไกรลาส ถูกเทวดาแกลง เชน ตบหัว
ลูบหนา ดึงเสนผมจนหัวโลน เม่ือนนทกมองดูเงาตนเองในน้ํา ก็โกรธแคนเทวดาเปนอยางย่ิง
ดงั นี้
มาจะกลาวบทไป ถึงนนทกนํ้าใจกลาหาญ
ตงั้ แตพ ระสยมภวู ญาณ ประทานใหลางเทา เทวา
อยูบนั ไดไกรลาสเปนนิจ สรุ าฤทธิ์ตบหวั แลว ลบู หนา
บา งใหตักน้าํ ลางบาทา บา งถอนเสน เกศาวุนไป
จนผมโกรนโลน เกลย้ี งถงึ เพียงหู ดูเงาในนํา้ แลวรองไห
ฮึดฮัดขดั แคน แนน ใจ ตาแดงด่ังแสงไฟฟา
เปน ชายดูดูมาหมิ่นชาย มติ ายกจ็ ะไดเ หน็ หนา
คดิ แลวกร็ บี เดนิ มา เฝาพระอิศราธิบดี
อีกตอนหน่ึงเปนตอนท่ีนนทกไดรับพระราชทานน้ิวเพชรจากพระอิศวร
มาแลว เมื่อถูกเทวดามาแกลงอีกก็โกรธกร้วิ สดุ ท่จี ะอดกลั้นไวได จึงใชน ิ้วเพชรไลชี้สังหารเหลา
เทวดา ดังนี้
บดั นน้ั นนทกนํ้าใจแกลวกลา
กร้ิวโกรธรอ งประกาศตวาดมา อนิจจาขม เหงเลน ทุกวนั
จนหัวไมม ผี มตดิ สุดคิดท่เี ราจะอดกลั้น
วนั น้ีจะไดเห็นกัน ขบฟนแลวชนี้ ้ิวไป
และอีกตอนหน่ึงเปนตอนท่ีพระนารายณแปลงกายเปนนางสุวรรณอัปสร
หลอกชวนใหนนทกรายรําดวย จนถึงทารําที่นนทกใชน้ิวเพชรชี้ขาของตนเองจนลมลง
พระนารายณจึงแปลงกายกลับรางเดิม นนทกเห็นดังนั้นจึงเกิดความไมพอใจ และไดตัดพอ
ตอวาพระนารายณ วาทาํ ไมจงึ ไมต อสกู ันซึ่งหนา แปลงกายเปนหญิงมาหลอกลอทําไม หรือวา
กลัวน้ิวเพชรของตน นนทกกลาวตอวา ขาพเจามีมือแคสองมือ จึงสูพระองคซึ่งมีสี่มือไมได
ถามีมอื เทากนั จะทาํ รา ยขา พเจา เชน น้ไี มไ ดแ น ดังนี้
บดั น้ัน นนทกผใู จแกลวหาญ
ไดฟงจ่ึงตอบพจมาน ซ่ึงพระองคจะผลาญชีวี
เหตใุ ดมทิ ําซง่ึ หนา มารยาเปน หญงิ ไมบัดสี
ฤาวา กลวั นวิ้ เพชรนี้ จะช้ีพระองคใ หบ รรลัย
57
ตัวขามมี อื แตสองมอื ฤาจะสทู ั้งสี่กรได
แมนส่มี ือเหมอื นพระองคท รงชัย ท่ไี หนจะทาํ ไดดงั่ นี้
เมอื่ พระนารายณไดย นิ นนทกกลาวดูหมิ่นตนเองดงั น้นั กไ็ มพ อใจ เกิดความ
โกรธแคน พยาบาท กลาวตอบวา เหตุทีแ่ ปลงเปน ผหู ญิงมาเพราะรวู า นนทกจะถึงแกความตาย
ดวยหลงรกั ผูห ญิง ไมไดกลัวน้ิวเพชรของนนทก และไดกลาวคําพยาบาทอาฆาตไววา ในชาติ
หนา ใหนนทกเกดิ มีสบิ หัวสบิ หนา ย่สี บิ มอื ซายขวา พระองคจ ะเกดิ เปน มนุษยสองมอื ไปประหาร
ชวี ติ นนทกอกี ครั้ง ดังนี้
เมือ่ น้ัน พระนารายณท รงสวัสดิ์รัศมี
ไดฟงจึ่งตอบวาที กูนีแ้ ปลงเปน สตรีมา
เพราะมงึ จะถึงแกค วามตาย ฉบิ หายดวยหลงเสนห า
ใชว า กลัวฤทธา ศักดานวิ้ เพชรนั้นเมอื่ ไร
ชาติน้มี ึงมีแตสองหัตถ จงไปอบุ ตั ิเอาชาติใหม
ใหสบิ เศียรสิบพกั ตรเ กรียงไกร เหาะเหนิ เดินไดใ นอมั พร
มีมอื ยี่สิบซา ยขวา ถอื คทาอาวุธธนศู ร
กูจะเปน มนุษยแ ตสองกร ตามไปราญรอนชีวี
ใหส้ินวงศพงศมึงอนั ศักดา ประจักษแกเทวาทกุ ราศี
วา แลว กวัดแกวงพระแสงตรี ภมู ีตดั เศยี รกระเด็นไป
1.2.4.สัลลาปงคพิสัย.หมายถึง.บทโศกเศรา.รองไห.คร่ําครวญ ในกลอน
บทละครเรอื่ งรามเกยี รติ์ ตอนนารายณปราบนนทก กลาวถึงตอนที่นนทกซ่ึงทําหนาท่ีลางเทา
เทวดาทีบ่ ันไดเขาไกรลาส ถูกเทวาแกลง เชน ตบหัว ลูบหนา ดึงเสนผมจนหัวโลน เม่ือนนทก
มองดเู งาตนเองในน้ํา เกิดความนอยเนอ้ื ต่าํ ใจแลวรอ งไหดวยความโศกเศราเสยี ใจ ดงั น้ี
...อยูบนั ไดไกรลาสเปน นจิ สรุ าฤทธิ์ตบหัวแลวลูบหนา
บางใหตักนํ้าลา งบาทา บา งถอนเสน เกศาวุนไป
จนผมโกรนโลน เกล้ยี งถึงเพียงหู ดูเงาในน้ําแลวรอ งไห...
และตอนที่นนทกเขา เฝาพระอิศวรเพ่ือออนวอนขอพระราชทานพรน้ิวเพชร
โดยแสดงความโศกเศราใหพ ระอิศวรเหน็ ใจ ดังน้ี
ครน้ั ถึงจงึ่ ประณตบทบงสุ ทูลองคพ ระอศิ วรเรอื งศรี
วาพระองคเปนหลักธาตรี ยอมเมตตาปรานีทั่วพักตร
58
ผใู ดทาํ ชอบตอ เบอ้ื งบาท กป็ ระสาทท้ังพรแลยศศักดิ์
ตัวขากม็ ชี อบนกั ลางเทา สรุ ารกั ษถึงโกฎปิ
พระองคผูท รงศักดาเดช ไมโ ปรดเกศแกข าบทศรี
กรรมเวรสิ่งใดดัง่ นี้ ทูลพลางโศกีรําพนั
2. โวหารภาพพจน
โวหารภาพพจนเปนกลวิธีทางภาษาท่ีมุงใหเกิดความรูความเขาใจแจมแจง
ทั้งความหมายนัยตรงและนัยแฝงเรน เนนใหเกิดท้ังอรรถรสและสุนทรียรสในการส่ือสารได
จากการวิเคราะหโ วหารภาพพจนในกลอนบทละครเร่อื งรามเกียรติ์ ตอนนารายณปราบนนทก
พบโวหารภาพพจน 4 ลกั ษณะ มีรายละเอียดดงั ตอไปน้ี
2.1 อปุ มา
หมายถึง การเปรียบเทียบของสิ่งหนึ่งใหเหมือนหรือคลายกับอีกส่ิงหนึ่ง
โดยเพง เล็งทีร่ ปู สมบัติหรอื ลักษณะสมบัติเปนสําคัญ โดยใชคําเปรียบเทียบตางๆ เปนคําเชื่อม
ในกลอนบทละครเรื่องรามเกยี รต์ิ ตอนนารายณปราบนนทก ไดใชคําเชื่อมในการเปรียบเทียบ
อปุ มา จํานวน 3 คํา ไดแ กคําวา เพียง ดงั่ และเหมอื น ซ่ึงคาํ วา เพยี ง ปรากฏในตอนทน่ี นทกชม
ความงามของนางสุวรรณอปั สรวาใบหนานวลผองคลา ยกับแสงจันทร ดังนี้
เหลือบเห็นสตรวี ไิ ลลักษณ พิศพกั ตรผองเพียงแขไข
งามโอษฐงามแกมงามจุไร งามนัยนเนตรงามกร…
สวนคําวา ด่ัง ปรากฏในตอนทน่ี นทกถูกเทวดาแกลง เกิดอารมณโ กรธแคนจน
ดวงตาแดงคลายแสงไฟ ดังน้ี
...จนผมโกรนโลนเกล้ยี งถึงเพียงหู ดเู งาในน้าํ แลวรอ งไห
ฮดึ ฮัดขัดแคนแนน ใจ ตาแดงดง่ั แสงไฟฟา…
และตอนที่นนทกใชน ว้ิ เพชรไลช้ีเทวดาเกดิ เสยี งดังเหมือนเสยี งฟาผา ดังน้ี
ตองสบุ รรณเทวานาคี ดง่ั พิษอสุนีไมทนได
ลมฟาดกลาดเกล่ือนลงทันใด บรรลัยไมทนั พริบตา
59
สําหรับคําวา เหมือน ปรากฏในตอนที่นนทกไดตัดพอตอวาพระนารายณวา
ตนเองมีมือเพียงสองมือ ไมสามารถตอสูกับพระนารายณได หากมีสี่มือเทากับมือของ
พระนารายณ คงไมแพงา ยเชน น้ี ดงั นี้
...ตัวขา มีมือแตส องมือ ฤาจะสทู ั้งส่ีกรได
แมน สี่มอื เหมือนพระองคทรงชัย ที่ไหนจะทาํ ไดด ่ังนี้
2.2 อุปลกั ษณ
หมายถงึ การเปรยี บเทยี บของสิ่งหนึ่งวามีคุณสมบัติรวมหรือเชนเดียวกับอีก
ส่ิงหนึ่ง ท้ังน้ีโดยเพงเล็งท่ีคุณสมบัติมิใชรูปสมบัติ การใชโวหารภาพพจนชนิดน้ี ในกลอนบท
ละครเรื่องรามเกยี รต์ิ ตอนนารายณปราบนนทก ไดใ ชค าํ เปรียบเทียบ อุปลักษณ จํานวน 1 คํา
ไดแ กค ําวา เปน ปรากฏในตอนที่นนทกเขา ไปออนวอนพระอิศวรเพ่ือขอพรนวิ้ เพชร โดยกลาววา
พระอศิ วรเปรยี บเทียบเปน หลักของแผนดิน ดังนี้
ครั้นถึงจงึ่ ประณตบทบงสุ ทลู องคพระอิศวรเรอื งศรี
วาพระองคเ ปน หลักธาตรี ยอ มเมตตาปรานที ่วั พักตร…
อีกตอนหน่ึงเปนตอนที่พระอิศวรสั่งใหพระนารายณผูมีฤทธ์ิมากไปปราบ
นนทกท่ีสรางความเดือดรอนใหกับเหลาเทวดา โดยเปรียบพระนารายณวาเปนที่พ่ึงของหมู
เทวดา ดังนี้
ตรัสแลวจึ่งมีบัญชา ดรู าพระนารายณเ รืองศรี
ตัวเจา ผูมฤี ทธี เปน ทพี่ ง่ึ แกห มูเทวญั ...
สวนอีกตอนหนึง่ เปน ตอนท่นี างสุวรรณอปั สรตอบคาํ ถามของนนทก วา ตนเอง
เปนขารบั ใชพระอิศวร เปน นางรํา
...ทาํ ไมมาลว งไถถาม ลวนลามบุกรุกเขา มาใกล
ทา นน้ไี มม ีความเกรงใจ เราเปน ขาใชเจาโลกา…
...อันซึ่งจะฝากไมตรขี า ขอนนั้ อยาวาหารูไม
เราเปน นางราํ ระบาํ ใน จะมมี ติ รที่ใจผูกพัน…
และอีกตอนหน่ึงเปนตอนท่ีนนทกหลงกลนางสุวรรณอัปสรที่จะรําตามนาง
โดยกลา วตอบไปวา ตนเองเปรยี บเปน คนเกาพอเขาใจในการรายรําอยบู า ง ดังนี้
60
...ยิม้ แลว จึง่ กลา ววาสุนทร ดกู อ นนางฟา เฉลิมศรี
เจาจกั ปรารมภไ ปไยมี พเ่ี ปน คนเกาพอเขาใจ…
นอกจากน้ันยังมีตอนที่พระนารายณกลาวทาทายนนทกวาเกิดชาติตอไปให
นนทกมียส่ี บิ มอื ซา ยขวา พระองคจ ะเปน มนษุ ยสองมอื จะตามไปปลดิ ชวี ิต ดังน้ี
...มมี อื ย่ีสบิ ซายขวา ถือคทาอาวุธธนูศร
กูจะเปนมนุษยแ ตสองกร ตามไปราญรอนชีว…ี
2.3 อติพจนห รอื อธิพจน
หมายถึง การกลาวเกินจริง กวีมักใชในการพรรณนาอารมณ เชน รัก โศก
ในกลอนบทละครเร่อื งรามเกียรติ์ ตอนนารายณป ราบนนทก ในตอนทน่ี นทก กลา วชมความงาม
ของนางสวุ รรณอัปสร วา สวยกวาใครๆ ในสามภพ ดังนี้
...งามถันงามกรรณงามขนง งามองคย ง่ิ เทพอปั สร
งามจริตกริ ิยางามงอน งามเอวงามออนท้งั กายา
ถึงโฉมองคอ คั รลักษมี พระสรุ ัสวดีเสนห า
สิ้นทั้งไตรภพจบโลกา จะเอามาเปรยี บไมเทียบทัน…
และตอนท่ีพระนารายณกลาวใหนนทกไปเกิดใหม ใหมีสิบหัว สิบหนา
ยีส่ บิ มือ ดงั น้ี
...ชาติน้ีมงึ มแี ตส องหตั ถ จงไปอบุ ัติเอาชาตใิ หม
ใหสบิ เศียรสิบพักตรเกรียงไกร เหาะเหินเดินไดในอมั พร
มมี ือยี่สบิ ซา ยขวา ถือคทาอาวธุ ธนูศร
กูจะเปน มนษุ ยแ ตส องกร ตามไปราญรอนชีว…ี
2.4 นามนัย
หมายถึง การใชคําหรือวลีแทนส่ิงหน่ึงสิ่งใด ท่ีมีลักษณะเดนหรือมี
ความสัมพันธใกลชิดกับสิ่งท่ีแทนนั้น เพ่ือใหเห็นภาพลักษณเปนรูปธรรมมากขึ้น ในกลอน
บทละครเรื่องรามเกียรติ์.ตอนนารายณปราบนนทก.มีการใชคําที่เปนนามนัย.ไดแกคําวา
นกั เลง ซ่ึงหมายถงึ คนในวงการ ดงั นี้
61
...ในการนักเลงเพลงฟอ น จง่ึ จะผอนดว ยความเกษมสันต
รําไดกม็ ารําตามกัน นน่ั แหละจะสมดั่งจินดา
สําหรบั คาํ วา คนเกา หมายถึง คนเคยรา ยรํามากอ น ดังน้ี
...ย้มิ แลวจง่ึ กลาววาสุนทร ดกู อ นนางฟาเฉลมิ ศรี
เจา จกั ปรารมภไปไยมี พเ่ี ปนคนเกา พอเขาใจ
เชญิ เจาราํ เถิดนะนางฟา ใหส น้ิ ทาที่นางจําได
ตัวพ่ีจะราํ ตามไป มิใหผดิ เพลงนางเทวี
สวนคําวา ส่กี ร หมายถงึ พระนารายณ ดงั น้ี
บัดนนั้ นนทกแกลว หาญชาญสมร
เห็นพระองคท รงสังขค ทาธร เปน ส่กี รก็รปู ระจักษใ จ…
และคาํ วา สิบเศียรสบิ หนายส่ี บิ มอื หมายถงึ ทศกัณฐ ดังน้ี
...ชาตนิ มี้ ึงมีแตสองหัตถ จงไปอบุ ตั ิเอาชาตใิ หม
ใหสิบเศยี รสิบพกั ตรเ กรยี งไกร เหาะเหนิ เดินไดใ นอัมพร
มมี ือยีส่ ิบซา ยขวา ถือคทาอาวธุ ธนูศร
กูจะเปนมนษุ ยแตสองกร ตามไปราญรอนชวี …ี
3. ศลิ ปะการใชค ํา
กลวธิ ใี นการใชค าํ ในคาํ ประพนั ธ มหี ลายลักษณะ เชน การเลนคําตามฉันทลักษณ
บงั คบั การเลน คาํ นอกเหนอื จากทบ่ี งั คบั ในฉนั ทลักษณในลักษณะคาํ พอ งรปู พองเสยี ง และการ
ลอความ ทําใหเกิดความไพเราะและไดอรรถรสย่ิงขึ้น จากการวิเคราะหกลอนบทละครเรื่อง
รามเกียรต์ิ ตอนนารายณป ราบนนทก ในดา นศลิ ปะการใชคําพบการใช 3 ลักษณะ ดังนี้
3.1 คาํ สัมผสั
หมายถึง คําทีม่ ีเสยี งสระและพยญั ชนะอยางเดียวกัน จากการศึกษาคําสัมผัส
ที่ปรากฏในกลอนบทละครเรื่องรามเกียรต์ิ ตอนนารายณปราบนนทก ปรากฏวามีคําสัมผัส
จาํ นวน 1,222 คํา จําแนกไดดงั นี้
62
3.1.1 คําสัมผัสสระท่ีไมมีตัวสะกด.จํานวน 496 คํา คิดเปนรอยละ 4๐.59
ของคาํ สัมผสั ทง้ั หมด ตัวอยางคําสัมผสั เชน
ไป-ใจ, หนา -ทา, ทา-ศา,หนา -ศา, ไป-ไห, บา-ทา, หู-ดู, ไห-ใจ, ใจ-ไฟ,
ไห-ไฟ, ฟา-หนา, ใน-ไห, ตา-ฟา, หนา-มา, มา-รา, หนา-รา, ดี-ศรี,ดู-ดู, ศรี-ตรี, ตรี-นี,
ศรี-นี, ตา-ปรา, ป-ศรี, ศรี-นี้, น้ี-กี, ศรี-กี, กา-จา, วา-ดา, ดา-กา, วา-กา,กา-อา, กา-
ขาร, ขาร- ทา, ว-ี ศรี, ช-ี ว,ี ท-ี ม,ี ไป-ให, น่ี-ม,ี จํา-จะ, ลี-ม,ี การ-ศา, ศา-ยา, ยา-มา, ศา-
มา, ลี-ษ,ี วา-รา, รา-ศา, วา-ศา, ษ-ี ลี, ลี-ท,ี่ ษ-ี ท,่ี ให-ไป, กลา -มา, มา-จา, กลา-จา
ตัวอยางบทประพันธในกลอนบทละครเรื่องรามเกียรต์ิ ตอนนารายณ
ปราบนนทกที่ปรากฏคาํ สมั ผัสท่ไี มม ีตวั สะกด มีดงั น้ี
...อยบู นั ไดไกรลาสเปนนจิ สรุ าฤทธ์ิตบหวั แลวลูบหนา
บางใหตักนา้ํ ลางบาทา บางถอนเสน เกศาวุนไป
จนผมโกรนโลน เกลี้ยงถงึ เพียงหู ดูเงาในนา้ํ แลว รอ งไห
ฮดึ ฮัดขัดแคนแนนใจ ตาแดงดัง่ แสงไฟฟา...
นางเทพนมิ ติ โฉมศรี
เมือ่ น้นั วา น้ีไพเราะเปน พนไป
คอนแลวจึง่ ตอบวาที ขอ นัน้ อยา วา หารไู ม
อนั ซ่งึ จะฝากไมตรีขา จะมมี ติ รที่ใจผูกพัน…
เราเปน นางราํ ระบําใน ดกู อนนางฟาเฉลมิ ศรี
...ย้มิ แลว จ่ึงกลาววาสุนทร พเี่ ปนคนเกา พอเขาใจ
เจาจกั ปรารมภไ ปไยมี ใหส นิ้ ทา ท่นี างจําได
เชิญเจา ราํ เถดิ นะนางฟา มใิ หผดิ เพลงนางเทวี
ตวั พีจ่ ะราํ ตามไป
3.1.2 คาํ สมั ผสั สระท่ีมีตวั สะกด จํานวน 366 คํา คิดเปนรอยละ 29.95 ของ
คําสมั ผัสทัง้ หมด ตวั อยา งเชน
หาญ-ญาณ, ญาณ-ทาน, หาญ-ทาน, นิจ-ฤทธิ์, บาง-ลาง, โกรน-โลน,
เกลีย้ ง-เพียง, ฮัด-ขัด, แคน-แนน, ชาย-ตาย, บงสุ-องค, พักตร-ศักด์ิ, บาท-สารท, ศักด์ิ-
นัก, นกั -รกั ษ, ศกั ด์ิ-รกั ษ, เดช-เกศ, พนั -สวรรค, สวรรค-บัลย, บัลย- ธรรม, หาร-การ, ลัย-
สัย, สัย-ไป, ไป-ไตร, นึก-ตรึก, ให-ชัย, ชัย-ได, รถ-หส, หส-ยศ, ยศ-บท, หส-บท, ไป-
ใหญ, ลาส-สมาธิ, ใหญ-ลยั , ลัย-ใจ, ยม้ิ -รมิ , บรรณ-ธรรพ, ลาศ-ราช, จันทร-ส่นั , ถงึ -ซ่ึง
63
ตัวอยางบทประพันธในกลอนบทละครเรื่องรามเกียรต์ิ.ตอนนารายณ
ปราบนนทกทปี่ รากฏคําสัมผัสท่มี ีตวั สะกด มีดงั น้ี
...ผูใดทาํ ชอบตอเบอ้ื งบาท กป็ ระสาททั้งพรแลยศศกั ดิ์
ตัวขา ก็มีชอบนัก ลางเทาสรุ ารกั ษถ ึงโกฏิป
พระองคผูทรงศักดาเดช ไมโ ปรดเกศแกขาบทศรี
กรรมเวรส่ิงใดดั่งน้ี ทลู พลางโศกีราํ พนั …
หสั นัยนเ จา ตรัยตรึงศา
เมอ่ื น้ัน ช้ีหมูเทวาวายปราณ
เหน็ นนทกน้ันทาํ ฤทธา ใครประสทิ ธใ์ิ หมันสังหาร
ตกใจตะลึงรําพึงคิด ยังพมิ านรตั นรูจี...
คดิ แลว ขน้ึ เฝา พระทรงญาณ โฉมประหลาดล้ําเทพอัปสร
ควรเปนนางฟอ นวิไลลกั ษณ
สุดเอยสุดสวาท หนกั เบาจงแจงใหประจกั ษ
ทัง้ วาจาจริตก็งามงอน กจ็ ะเปนภกั ดิ์ผลสืบไป...
อันซ่งึ ธรุ ะของเจา
ถา วาสนาเราเคยบํารุงรัก
3.1.3 คาํ สัมผัสพยัญชนะท่ีไมมีตัวสะกดจํานวน 52 คํา คิดเปนรอยละ 4.26
ของคาํ สมั ผัสทั้งหมด ไดแ ก
พระ-สะ, เทา-เท, ใน-นา้ํ , ไฟ-ฟา, กํา-การ, เฮ-ฮา,ไม-มี, ได-ใด, ตก-ตะ,
ทก-ทํา, ทาํ -ทะ, แข-ไข, สุ-สะ, มา-ไม, นี่-นี, นา-นี, มี-มา, เรา-รุง, น้ี-น่ี, รํา-ระ, รํา-รํา,
พ-่ี พอ, ทาํ -ท,ี ตัว-แต, สู-สี่ และ นา-นา
ตัวอยางบทประพันธในกลอนบทละครเรื่องรามเกียรต์ิ.ตอนนารายณ
ปราบนนทกทีป่ รากฏคําสัมผัสพยญั ชนะที่ไมมีตัวสะกด มดี งั น้ี
...จนผมโกรนโลนเกลี้ยงถงึ เพียงหู ดูเงาในนํ้าแลวรอ งไห
ฮึดฮดั ขดั แคน แนน ใจ ตาแดงดง่ั แสงไฟฟา
เปน ชายดดู ูมาหม่ินชาย มิตายก็จะไดเห็นหนา
คิดแลวก็รีบเดินมา เฝาพระอิศราธบิ ด…ี
...อันซงึ่ ธรุ ะของเจา หนักเบาจงแจงใหประจักษ
ถา วาสนาเราเคยบาํ รุงรัก กจ็ ะเปนภักดิผ์ ลสืบไป
ตัวพ่ีมไิ ดลวนลาม จะถือความสง่ิ นี้นไ่ี มได
64
สาวสวรรคข วญั ฟายาใจ พ่ไี รค จู ะพงึ่ แตไมตรี...
...เหตใุ ดมทิ ําซึ่งหนา มารยาเปน หญิงไมบัดสี
ฤาวา กลัวน้วิ เพชรน้ี จะชี้พระองคใหบรรลยั
ตัวขา มมี อื แตสองมือ ฤาจะสทู ัง้ สกี่ รได
แมน สม่ี ือเหมือนพระองคท รงชัย ที่ไหนจะทาํ ไดด ่ังน้ี
3.1.4 คําสมั ผสั พยญั ชนะทีม่ ีตัวสะกด จํานวน 166 คํา คิดเปนรอยละ 13.58
ของคาํ สมั ผัสท้ังหมด ไดแก
แลว -ลบู , ฮดึ -ฮัด, แดง-ดั่ง, ชาย-ชาย, บท-บงสุ, เบื้อง-บาท, พลาง-พัน,
รม-รงั , นง่ิ -นึก, เรจ็ -รถ, พร-พระ, บัง-บท, ยาง-เยือ้ ง,ยอก-หยอก, สรวล-สันต, สาท-ศักดิ์,
กริ้ว-โกรธ, กลั้น-กัน, กลาด-เกล่ือน, ลม-ลง, สิทธิ์-สัง, องค-อิศ, จึ่ง-จอง, หยาบ-ใหญ,
รายณ- เรอื ง, ออน-แอน , แอน-อร, กราย-กร, งาม-งาม, นัยน-เนตร, องค-อัป, เอว-ออน,
งาม-งอน, องค-อัคร, เทียบ-ทนั , เริญ-รกั , ยงิ่ -ย่ิง, แนง-นอ ย, นาม-นะ, สงค-สิ่ง, จง-แจง
ตัวอยางบทประพันธในกลอนบทละครเรื่องรามเกียรต์ิ.ตอนนารายณ
ปราบนนทกที่ปรากฏคาํ สมั ผัสพยัญชนะท่มี ตี วั สะกด มีดังนี้
บัดนัน้ นนทกนา้ํ ใจแกลวกลา
กริว้ โกรธรอ งประกาศตวาดมา อนจิ จาขมเหงเลนทุกวัน
จนหัวไมม ผี มตดิ สุดคดิ ทเี่ ราจะอดกล้ัน
วันนจ้ี ะไดเห็นกัน ขบฟนแลว ชน้ี ้วิ ไป…
เหลือบเห็นสตรวี ิไลลักษณ พศิ พักตรผ อ งเพยี งแขไข
งามโอษฐงามแกมงามจุไร งามนยั นเนตรงามกร
งามถันงามกรรณงามขนง งามองคย งิ่ เทพอปั สร
งามจรติ กริ ิยางามงอน งามเอวงามออ นท้ังกายา…
...ถึงโฉมองคอัครลักษมี พระสรุ สั วดีเสนหา
สิน้ ทง้ั ไตรภพจบโลกา จะเอามาเปรียบไมเ ทียบทนั
ดไู หนก็เพลนิ จําเริญรัก ในองคเยาวลักษณส าวสวรรค
ยิ่งพิศยิ่งคิดผูกพัน ก็เดินกระชน้ั เขาไป
3.1.5 คําสัมผัสพยัญชนะที่มีตัวสะกดกับไมมีตัวสะกด จํานวน 142 คํา
คิดเปน รอ ยละ 11.62 ของคาํ สัมผัสทั้งหมด เชน
65
ตงั้ -แต, นน-น้ํา, เสน -ศา, มา-หมิ่น, องค-อิ, ศวร-ศรี, ดา-เดช, เกศ-แก,
ใด-ดั่ง, แสน-โศ, ราช-ฤๅ, จะ-จับ, เยาะ-เยย, รัตน-รู, อาจ-อง, จอง-ใจ, เบื้อง-บา, องค-
อะ, ชอบ-ชา , นี่-นาน, รา-รายณ, สรวง-สะ, อาย-อา, ชีพ-ชี, เปน-ปรา, แจง-จา, นัย-นา,
ไถ-ถาม, บาํ -บนั , สุ-สร, สร-สะ, สดุ -สะ, เปน -ไป, ไล-ลักษณ, สาว-สะ, นาง-นิ, ไพ-พน,
นาง-ใน, ม-ี มติ ร, ใน-นกั , จะ-จิน, แกลว -กลา , รู-รายณ, โสม-สา, เจา -จัก, นะ-นาง
ตัวอยางบทประพันธในกลอนบทละครเร่ืองรามเกียรติ์.ตอนนารายณ
ปราบนนทกทปี่ รากฏคาํ สัมผัสพยัญชนะท่ีมีตัวสะกดกับไมมตี วั สะกด มดี ังนี้
มาจะกลา วบทไป ถึงนนทกน้ําใจกลาหาญ
ตงั้ แตพ ระสยมภูวญาณ ประทานใหลางเทาเทวา
อยบู ันไดไกรลาสเปนนจิ สรุ าฤทธิ์ตบหวั แลว ลูบหนา
บา งใหต ักนา้ํ ลางบาทา บา งถอนเสนเกศาวนุ ไป...
...ผใู ดทาํ ชอบตอเบ้อื งบาท ก็ประสาทท้ังพรแลยศศกั ดิ์
ตวั ขาก็มชี อบนัก ลา งเทา สุรารักษถ ึงโกฏิป
พระองคผทู รงศักดาเดช ไมโ ปรดเกศแกขาบทศรี
กรรมเวรส่ิงใดดง่ั น้ี ทูลพลางโศกีราํ พัน...
ดูราพระนารายณเ รอื งศรี
ตรสั แลวจ่ึงมบี ญั ชา เปน ท่ีพงึ่ แกหมูเ ทวญั
ตัวเจาผูมฤี ทธี ใหเย็นทัว่ พภิ พสรวงสวรรค
จงชวยระงบั ดับเขญ็ ใหม นั สิ้นชีพชวี า
เชิญไปสงั หารอายอาธรรม
3.2 คําไวพจน
คือ คําท่ีมีความหมายเหมือนกัน ซึ่งมีหลากหลายคํา เชน พอ-บิดา-ชนก-
บดิ ร–ปตุรงค, กษตั รยิ -กษัตรา-ขัตติยะ-ขตั ติยา-บดี-บดินทร-บพิตร จากการศกึ ษาคําไวพจน
ท่ีปรากฏในกลอนบทละครเรื่องรามเกียรต์ิ ตอนนารายณปราบนนทก ปรากฏวามีคําไวพจน
จาํ นวน 13 คาํ แตจัดความหมายได 3 กลมุ ดงั น้ี
3.2.1 พระอิศวร – พระสยมภูวญาณ – พระอิศราธิบดี – พระทรงญาณ
เจา ตรยั โลกา – พระศุลี
3.2.2 หัสนยั น – เจา ตรัยตรึงศา – องคอ มรนิ ทร
3.2.3.พระนารายณ.-.พระส่ีกร.–.พระทรงสังขคทาธร.–.พระจักรา.-
พระหริวงศ
66
ตัวอยางบทประพันธในกลอนบทละครเรื่องรามเกียรติ์0ตอนนารายณ
ปราบนนทกที่ปรากฏคาํ ไวพจนท่ีมีความหมายเหมอื นกบั พระอศิ วร ดงั นี้
มาจะกลาวบทไป ถึงนนทกนํา้ ใจกลาหาญ
ตง้ั แตพระสยมภูวญาณ ประทานใหลา งเทา เทวา…
...เปนชายดูดูม าหมน่ิ ชาย มติ ายก็จะไดเ ห็นหนา
คิดแลวก็รีบเดินมา เฝา พระอิศราธบิ ดี
ทลู องคพระอิศวรเรอื งศรี
ครน้ั ถึงจ่งึ ประณตบทบงสุ ยอมเมตตาปรานีทวั่ พักตร…
วาพระองคเปนหลกั ธาตรี นนทกผูมีอชั ฌาสยั
จะขอพรเจาไตรโลกา...
บัดนัน้ นนทกผใู จสาหส
นอ มเศยี รบังคมแลวทูลไป บงั คมแลวบทจรไป...
ใครประสิทธใ์ิ หม ันสังหาร
บดั นัน้ ยงั พมิ านรัตนรจู ี
รบั พรพระศุลมี ียศ
...ตกใจตะลึงราํ พึงคดิ
คดิ แลว ขึ้นเฝา พระทรงญาณ
3.3 การซํ้าคํา
การซํ้าคํา หมายถึง การที่ใชคําคําเดียวกันซ้ําในคําประพันธ อาจจะวางไว
ตดิ กนั แบบคําซํา้ หรอื วางไวแ ยกจากกันแตเปน ระเบยี บเรียบรอย โดยความหมายของคําท่ีซ้ําน้ัน
จะตองไมเปล่ียนแปลง.จะมีความหมายเหมือนกันทุกคํา.ในกลอนบทละครเร่ืองรามเกียรต์ิ
ตอนนารายณปราบนนทก.มีคําซ้ําจํานวน.3.คํา.ไดแก.งาม.โฉม.และสุด.ซ่ึงปรากฏใน
บทประพนั ธ ดงั นี้
เหลอื บเห็นสตรีวิไลลักษณ พิศพกั ตรผ อ งเพียงแขไข
งามโอษฐงามแกม งามจไุ ร งามนยั นเ นตรงามกร
งามถนั งามกรรณงามขนง งามองคย่ิงเทพอัปสร
งามจริตกิริยางามงอน งามเอวงามออ นท้ังกายา…
โฉมเอยโฉมเฉลา เสาวภาคยแ นงนอ ยพิสมยั
เจามาแตส วรรคช้นั ใด นามกรชื่อไรนะเทว…ี
สดุ เอยสุดสวาท โฉมประหลาดลํา้ เทพอปั สร
ท้ังวาจาจรติ ก็งามงอน ควรเปนนางฟอนวิไลลักษณ…
67
4. การสรางสรรคเ นือ้ เร่อื ง
ในการสรางสรรคเนื้อเร่ืองในงานเขียนบันเทิงคดีผูเขียนมีเจตนาใหผูอานไดรับ
ความเพลดิ เพลินจากการอานโดยมีเกร็ดความรู ขอคิด คติธรรม และประสบการณชีวิตแทรก
อยูในเร่ืองนั้นๆ จากการวิเคราะหการสรางสรรคเนื้อเรื่องในกลอนบทละครเร่ืองรามเกียรติ
ตอนนารายณป ราบนนทก ซงึ่ วิเคราะหฉันทลักษณ แกนเรื่อง โครงเร่ือง ตัวละคร บทสนทนา
และฉาก ผลการวจิ ัยมดี ังน้ี
4.1 ฉันทลักษณ
ฉนั ทลกั ษณะหมายถึง ลักษณะบังคบั ของคาํ ประพันธไ ทย กลอนบทละครเร่ือง
รามเกยี รต์ิ ตอนนารายณป ราบนนทก พระราชนิพนธใ นพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟาจุฬา-
โลกมหาราช ใชค าํ ประพันธเปน กลอนบทละคร ซงึ่ มีรปู แบบหรอื ลักษณะคาํ ประพันธของกลอน
บทละคร คณะของกลอนบทละครนั้น บทหน่ึงประกอบดวย.2.บาท.บาทละ.2.วรรค.วรรคละ
6-9 คํา (1 บาท คอื 1 คํากลอน) ตามแผนผัง ดังน้ี
วรรคท่ี 1 วรรคท่ี 2
บาทที่ 1 คาํ นํา 000 OO OOO
บทท่ี 1 000 OO OOO
บาทที่ 2 000 OO OOO 000 OO OOO
000 OO OOO
000 OO OOO
บทที่ 2
000 OO OOO
วรรคแรกของกลอนบทละครนิยมใชคํานําหรือคําขึ้นตน.เม่ือนั้น.(ใชสําหรับ
ตัวเอกหรือตัวละครสูงศักด์ิ).บัดน้ัน.(ใชสําหรับตัวละครที่ไมสําคัญหรือตัวละครประกอบ
หรือเสนา).มาจะกลาวบทไป.(ใชสําหรับขึ้นตนขอความใหมหรือเร่ิมเร่ือง).คําดังกลาวนี้ไมตอง
สงสัมผสั ในวรรคตอ ไป ตวั อยาง เชน
เมื่อนัน้ พระอศิ วรบรมนาถา
ไดฟ งองคอ มรินทรา จ่ึงมีบญั ชาตอบไป…
นนทกนาํ้ ใจแกลวกลา
บดั นัน้ อนจิ จาขม เหงเลน ทุกวนั …
กร้ิวโกรธรอ งประกาศตวาดมา
68
มาจะกลา วบทไป ถึงนนทกนํ้าใจกลา หาญ
ตั้งแตพ ระสยมภูวญาณ ประทานใหลางเทา เทวา…
ในดา นสมั ผัสนอก กาํ หนดใหมสี ัมผสั ระหวางคาํ สุดทา ยวรรคหนากับคาํ ท่ีสาม
ของวรรคหลงั ของทุกบาท.และใหม ีสัมผัสระหวางบาท.คือคําสุดทายของวรรคท่ีสองสัมผัสกับ
คําสุดทายวรรคท่ีสาม.สวนสัมผัสระหวางบท.กําหนดใหคําสุดทายของบทแรก.สัมผัสกับคํา
สดุ ทา ยวรรคท่สี องของบทถดั ไป
สว นสมั ผัสในนนั้ ไมบงั คับ แตห ากจะใหกลอนสละสลวยควรมีสัมผัสระหวาง
คําทีส่ ามกบั คาํ ท่ีส่ี หรอื ระหวา งคาํ ท่หี ากบั คาํ ทีห่ กหรือคําที่เจด็ ของแตล ะวรรค
น อ ก จ า ก น้ี ก า ร ใ ช เ สี ย ง ว ร ร ณ ยุ ก ต ท่ี ทํ า ใ ห ก ล อ น มี ค ว า ม ไ พ เ ร า ะ พ บ ว า
คําสุดทาย ของวรรคท่ี 1 ใชเ สยี ง สามัญ เอก โท ตรี จัตวา สว นใหญเปน เสียงสามญั สําหรบั คํา
สุดทายของวรรคที่.2.ใชเสียงจัตวาเปนสวนมาก.สวนคําสุดทายของวรรคที่.3.สวนใหญ
ใชเ สยี งสามัญ หรอื ตรี และคาํ สดุ ทา ยของวรรคที่ 4 สวนใหญใชเสยี งสามัญ หรอื ตรี
นอกจากน้ันยังพบวา วรรคที่ 1 อาจขึน้ ตนดว ยกลอนดอกสรอ ย เชน
โฉมเอยโฉมเฉลา เสาวภาคยแ นง นอ ยพิสมัย
เจา มาแตส วรรคช ัน้ ใด นามกรชอ่ื ไรนะเทวี
ประสงคสิ่งใดจะใครรู ทําไมมาอยทู ี่นี่
ขาเหน็ เปนนาปรานี มารศรจี งแจง กจิ จา
สําหรับขอความตอนทายของบท จะบอกจํานวนคํา และทํานองเพลงหนา
พาทย ซ่ึงใชบรรเลงประกอบอากปั กริ ยิ าของตัวโขน ไดแก เพลงเชดิ ใชบ รรเลงประกอบกริ ิยาไป
มาทรี่ บี รอ นหรอื รบกนั เพลงเสมอ ใชบ รรเลงประกอบกริ ยิ าไปมาตามปกติ เพลงโอดใชบรรเลง
ประกอบกริ ยิ ารอ งไห หรือสลบ หรือตาย เพลงตระ ใชบรรเลงประกอบกริ ยิ าอาการเคล่ือนไหว
อยางมีปาฏิหาริย.และเพลงเหาะ.ใชบรรเลงประกอบกิริยาอาการไปมาในอากาศของเทวดา
บางบทเปน การพูดเจรจา และบางบทกไ็ มไดก าํ หนดทาํ นองเพลงหนาพาทยไ ว ดังตวั อยา ง เชน
เมื่อน้ัน องคนารายณนาถา
รบั ส่งั ถวายบังคมลา ออกมาแปลงกายดว ยฤทธี
ฯ 2 คาํ ฯ ตระ
69
ฯ.2.คํา.ฯ.หมายถึง.จํานวนกลอน.2.คํากลอน.หรือ.2.บาท.(4.วรรค).สวน
ตระ หมายถึง ทํานองเพลงหนาพาทยที่ใชบรรเลงประกอบกิริยาอาการเคลื่อนไหวอยางมี
ปาฏหิ าริย
เม่ือนั้น พระนารายณท รงสวัสดิ์รศั มี
เห็นนนทกหลงกลกย็ ินดี ทาํ ทีเยอื้ งกรายใหยวนยิน
ฯ 2 คํา ฯ เจรจา
ฯ.2.คํา.ฯ.หมายถึง.จํานวนกลอน.2.คํากลอน.หรือ.2.บาท.(4.วรรค).สวน
เจรจา หมายถึง บทพดู เจรจา
เมือ่ นน้ั พระอศิ วรบรมรังสวรรค
เหน็ นทกโศกาจาบลั ย พระทรงธรรมใหค ิดเมตตา
จง่ึ มเี ทวราชบรรหาร เอง็ ตอ งการสิ่งไรจงเรงวา
ตัวกูจะใหด ่งั จนิ ดา อยาแสนโศกาอาลยั
ฯ 4 คํา ฯ
ฯ 4 คํา ฯ หมายถึง จํานวนกลอน 4 คํากลอน หรือ 4 บาท (8 วรรค)
และไมกําหนดเพลงหนาพาทยไ ว
4.2 แกนเรื่อง
คอื แนวคดิ ทสี่ าํ คญั ของผเู ขยี นทต่ี อ งการจะส่ือใหแ กผ อู านไดรบั รูซ ่ึงสอดแทรก
ไวใ นเรื่อง.ในกลอนบทละครเรื่องรามเกียรต์ิ.ตอนนารายณปราบนนทก.พระราชนิพนธใน
พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟา จุฬาโลกมหาราช แกนเร่ือง คือ ความลุมหลงในอํานาจมักทํา
ใหผ อู ยรู วมในสงั คมตอ งไดรบั ความเดือดรอน
4.3 โครงเรื่อง
หมายถึง.การลําดับเหตุการณก อ นหลังในเร่ือง.ทําใหชวนติดตามเรื่อง
ไปตลอด.จนสามารถคนพบแกนเร่ืองได.สําหรับโครงเรื่องในกลอนบทละครเร่ืองรามเกียรต์ิ
ตอนนารายณปราบนนทก มีดงั น้ี
4.3.1 นนทกทําหนาท่ีลางเทาเหลาเทวดาท่ีมาเขาเฝาพระอิศวร ถูกเหลา
เทวดากลน่ั แกลง
4.3.2 นนทกเขา เฝาพระอศิ วรขอพระราชทานน้ิวเพชร
70
4.3.3 นนทกกลบั มาทีบ่ นั ไดทางขน้ึ เขาไกรลาส ใชน ้ิวเพชรไลชี้ฆาเหลาเทวดา
มพี ระอินทรเ ห็นเหตุการณ
4.3.4 พระอินทรเขาเฝาพระอิศวร เลาเหตุการณที่นนทกไลฆาเทวดา
พระอศิ วรมอบหมายใหพ ระนารายณไ ปปราบนนทก
4.3.5.พระนารายณแปลงกายเปนนางสุวรรณอัปสร.มายืนรอนนทกท่ีจะ
ผา นมา เมือ่ นนทกเหน็ นางสุวรรณอัปสรก็หลงรกั เขา ไปเกย้ี วพาราสี
4.3.6 นนทกฟอ นราํ ตามนางสุวรรณอัปสรจนถึงทานาคามวนหาง นิ้วเพชรชี้
ลงทีข่ าของตนเองจนลม ลง
4.3.7 นางสุวรรณอัปสรกลายรางกลับมาเปนพระนารายณ ใชเทาเหยียบ
อกนนทกไว นนทกตัดพอตอวาพระนารายณ พระนารายณไดตอบวาชาติตอไปใหนนทกมี
สิบหัวสิบหนา.ยี่สิบมือ.พระองคจะเกิดเปนมนุษยสองมือจะไปเอาชีวิตนนทก.วาแลวก็ตัดหัว
นนทกกลง้ิ ไป
4.3.8 นนทกเกิดเปนทศกัณฑ สว นพระนารายณอวตารเกิดเปนพระราม
4.4 ตัวละคร
หมายถึง.บุคคลท่ีผูแตงสมมุติขึ้นมาเพ่ือใหกระทําพฤติกรรมในเรื่อง.ทําให
เรอ่ื งเคลือ่ นไหวดาํ เนินไปสูจ ุดหมายปลายทาง.ตวั ละครในกลอนบทละครเร่ืองรามเกียรติ์.ตอน
นารายณปราบนนทก มี 6 ตัวละคร ไดแ ก
4.4.1 พระอิศวรหรือพระศิวะ เปนเทพเจาสําคัญองคหน่งึ มหี นาท่ีทําลายส่ิงที่
ไมด ีทั้งหลายท้ังปวงในโลกทงั้ สาม พระมเหสีชอื่ พระอุมา ทงั้ สองพระองคประทับอยูในวิมาน ณ
เขาไกรลาส ในกลอนบทละครเรอื่ งรามเกยี รต์ิ ตอนนารายณป ราบนนทก พอจะวิเคราะหไดวา
ขอดขี องพระอศิ วรคอื เปน ผูมีเมตตาใหรางวัลแกผูรับใชพระองค เชน ตอนท่ีนนทกเขาไปออน
วอนขอน้ิวเพชร.พระองคก็ประทานให.รูจักเลือกใชคนทํางาน.เชน.ตอนท่ีมอบหมายให
พระนารายณไ ปปราบนนทกจนสําเรจ็ .ขอเสียของพระอิศวรคือ.ขาดความรอบคอบระมัดระวัง
เชน ตอนทนี่ นทกมาขอน้วิ เพชรไมไดถามนนทกสกั คําวา จะเอาไปทําอะไร
ตัวอยางบทประพันธในกลอนบทละครเรื่องรามเกียรติ์.ตอนนารายณ
ปราบนนทกท่กี ลาวถงึ พระอิศวร เชน
เมอ่ื นนั้ พระสยมภวู ญาณเรืองศรี
ไดฟ ง นนทกพาที ภมู ีนิ่งนึกตรึกไป
อา ยนม่ี ีชอบมาชา นาน จาํ จะประทานพรให
คิดแลว กป็ ระสิทธิพ์ รชัย จงไดสาํ เร็จมโนรถ...
71
ตรสั แลวจึ่งมีบญั ชา ดรู าพระนารายณเ รอื งศรี
ตวั เจาผูม ีฤทธี เปน ทีพ่ ่ึงแกห มเู ทวัญ
จงชว ยระงบั ดับเข็ญ ใหเยน็ ทว่ั พิภพสรวงสวรรค
เชญิ ไปสังหารอายอาธรรม ใหมันสิ้นชพี ชวี า
4.4.2 พระนารายณ มีหนาที่ดูแลท้ังสามโลกใหอยูในความเรียบรอย และ
สมดลุ เปนเทพเจา ฝายปราบปราม มพี ระกายสีดอกตะแบก (สีมวง) และมี 4 กร พระมเหสีคือ
พระลักษมี พระนารายณน้ันจะอวตารปราบยุคเข็ญอยูเปนนิจ เชน อวตารเปนพระรามเพ่ือ
ปราบทศกัณฐ ในกลอนบทละครเรื่องรามเกียรติ์ ตอนนารายณปราบนนทก พอจะวิเคราะห
ไดวา ขอดีของพระนารายณคือ เปนผูมีอิทธิฤทธ์ิมาก มีการวางแผน กอนทํางานอยางเปน
ระบบ จึงทําใหงานประสบความสําเร็จ ขอเสียคือเปนผูควบคุมอารมณไมไดอาฆาตพยาบาท
เชน ตอนสาปใหน นทกไปเกิดเปน ทศกณั ฐ ตนเองไปเปนพระราม
ตัวอยางบทประพันธในกลอนบทละครเรื่องรามเกียรต์ิ.ตอนนารายณ
ปราบนนทกทกี่ ลา วถึงพระนารายณ เชน
เมอื่ นน้ั องคพระนารายณนาถา
รับสัง่ ถวายบงั คมลา ออกมาแปลงกายดว ยฤทธี
ออ นแอนอรชรเฉลมิ ศรี
เปนโฉมนางเทพอปั สร ไปอยทู ี่นนทกจะเดินมา…
กรายกรยางเยอ้ื งจรลี จงไปอุบัติเอาชาตใิ หม
…ชาตินม้ี ึงมแี ตสองหตั ถ เหาะเหนิ เดินไดใ นอัมพร
ใหสบิ เศียรสิบพักตรเ กรยี งไกร ถอื คทาอาวธุ ธนูศร
มมี อื ยีส่ บิ ซายขวา ตามไปราญรอนชวี ี
กจู ะเปนมนุษยแตส องกร
4.4.3 พระอินทร.เปนช่ือของเทวดาในศาสนาพราหมณ.ศาสนาฮินดู.และ
ศาสนาพุทธ ซ่งึ เปน ใหญในสวรรคชัน้ ดาวดึงส เปนเทวดาชนั้ รองจากพระอศิ วร พระพรหม และ
พระนารายณ พระอินทรมีกายสีเขียว มีพาหนะคือ ชางเอราวัณ พระอินทรเปนผูดูแลทุกขสุข
ของมนุษยโลก ยามใดท่ีมีเร่ืองเดือดรอนขึ้นบนโลกมนุษย อาสนะของพระองคท่ีเคยออนนุม
ก็จะแข็งกระดาง หรือบางครั้งก็รอนจนไมสามารถประทับอยูได ในกลอนบทละครเรื่อง
รามเกียรติ์ ตอนนารายณปราบนนทก พอจะวิเคราะหไดวา พระอินทรเปรียบไดกับพลเมืองดี
เมื่อเหน็ ส่ิงทไี่ มถ กู ตองกน็ าํ ไปรองเรียนผูมอี าํ นาจใหชวยเหลือแกไข
72
ตัวอยางบทประพันธในกลอนบทละครเร่ืองรามเกียรติ์.ตอนนารายณ
ปราบนนทกทกี่ ลาวถงึ พระอนิ ทร เชน
เมื่อน้นั หัสนยั นเ จาตรัยตรงึ ศา
เหน็ นนทกนน้ั ทําฤทธา ชี้หมูเทวาวายปราณ
ตกใจตะลึงราํ พึงคดิ ใครประสิทธ์ิใหม ันสังหาร
คดิ แลวขน้ึ เฝา พระทรงญาณ ยังพิมานรัตนร ูจี
ทูลองคพ ระอศิ วรเรอื งศรี
คร้นั ถึงจ่ึงประณตบทบงสุ ชหี้ มูเทวาบรรลัย
วา นนทกมันทําฤทธี พระทรงธรรมประทานฤาไฉน
อนั ซ่ึงนิ้วเพชรของมนั ไมเ กรงใตเ บ้อื งบาทา
จง่ึ ทําอาจองทะนงใจ
4.4.4 เหลา เทวดา ไดแ ก เทวดา คนธรรพ นาค วิทยาธร ครุฑ และฤๅษี ท่ีมา
เขา เฝาพระอศิ วร พอจะวิเคราะหไดวา เหลา เทวดามีนสิ ยั ขาดความเมตตากรุณาชอบแกลง ผูอ่ืน
ที่ออ นดอยกวา เห็นความทกุ ขข องผูอืน่ เปนเรอ่ื งตลกขบขัน จนเปนเหตุใหเ กดิ ความเดือนรอ นขนึ้
ในเวลาตอ มา
ตัวอยางบทประพันธในกลอนบทละครเร่ืองรามเกียรต์ิ.ตอนนารายณ
ปราบนนทกทีก่ ลาวถงึ เหลา เทวดา เชน
มาจะกลาวบทไป ถึงนนทกนํา้ ใจกลา หาญ
ต้งั แตพ ระสยมภูวญาณ ประทานใหลางเทาเทวา
อยูบนั ไดไกรลาสเปนนจิ สุราฤทธ์ิตบหัวแลว ลบู หนา
บางใหตักนาํ้ ลางบาทา บางถอนเสน เกศาวนุ ไป…
4.4.5.นนทก.เปนยักษท่ีทําหนาที่ลางเทาเทวดาอยูท่ีเชิงบันไดเขาไกรลาส
ถกู เหลา เทวดากลั่นแกลงลูบหัวบาง ตบหัวบาง ถอนผมบางจนหัวลาน นนทกเปนตัวเอกของ
เร่ืองในตอนน้ี พอจะวเิ คราะหไดวา ขอดขี องนนทกคอื เปน ผูมคี วามขยนั ขันแขง็ และตั้งใจในการ
ทาํ งาน เปนผูท่ีนาสงสารถูกเหลาเทวดารังแกทุกวัน สวนขอเสียคือ นนทกเปนทาสของความ
โกรธถึงข้นั เอาชีวติ เหลาเทวดา นิสัยเปน คนเจาชู ชา งเจรจา
ตัวอยางบทประพันธในกลอนบทละครเรื่องรามเกียรต์ิ.ตอนนารายณ
ปราบนนทกทกี่ ลาวถึงนนทก เชน
73
...จนผมโกรนโลนเกล้ียงถงึ เพียงหู ดเู งาในนํา้ แลวรอ งไห
ฮึดฮดั ขดั แคน แนนใจ ตาแดงด่ังแสงไฟฟา
เปน ชายดูดูมาหมิ่นชาย มติ ายก็จะไดเห็นหนา
คิดแลว กร็ ีบเดินมา เฝาพระอิศราธบิ ดี
ครน้ั ถึงจง่ึ ประณตบทบงสุ ทลู องคพ ระอศิ วรเรืองศรี
วา พระองคเ ปน หลักธาตรี ยอ มเมตตาปรานที ่ัวพักตร
ผใู ดทาํ ชอบตอ เบือ้ งบาท ก็ประสาทท้ังพรแลยศศกั ดิ์
ตวั ขา ก็มชี อบนัก ลา งเทา สรุ ารักษถึงโกฏปิ . ..
บัดนั้น นนทกน้ําใจแกลวกลา
กริ้วโกรธรองประกาศตวาดมา อนจิ จาขมเหงเลน ทุกวนั
จนหวั ไมมผี มตดิ สดุ คิดท่เี ราจะอดกล้ัน
วนั นจี้ ะไดเห็นกัน ขบฟนแลว ชี้นิว้ ไป…
โฉมเอยโฉมเฉลา เสาวภาคยแ นงนอ ยพิสมยั
เจามาแตสวรรคช น้ั ใด นามกรชื่อไรนะเทวี
ประสงคสิง่ ใดจะใครรู ทําไมมาอยูท ีน่ ี่
ขา เห็นเปนนาปรานี มารศรีจงแจง กจิ จา
เมอ่ื นัน้ พระนารายณท รงสวัสด์ิรัศมี
ไดฟ งจึ่งตอบวาที กนู แ้ี ปลงเปน สตรีมา
เพราะมงึ จะถงึ แกความตาย ฉิบหายดว ยหลงเสนห า
ใชว า กลวั ฤทธา ศกั ดาน้วิ เพชรนั้นเมื่อไร...
4.4.6.นางสุวรรณอัปสร.เปนนางฟาซ่ึงพระนารายณแปลงกลายมาเพ่ือ
ปราบนนทก เปนนางฟาที่มีความสวยงามกวาหญงิ ใดๆ หาท่ีเปรยี บไมไ ด ฟอ นราํ เกง มีเสนหตอ
เพศตรงขาม มากดวยมารยาหญงิ ทาํ ใหน นทกหลงใหลอยา งสนิทใจ
ตัวอยางบทประพันธในกลอนบทละครเร่ืองรามเกียรต์ิ.ตอนนารายณ
ปราบนนทกท่กี ลาวถึงนางสวุ รรณอัปสร เชน
เหลอื บเห็นสตรวี ิไลลักษณ พศิ พกั ตรผองเพยี งแขไข
งามโอษฐงามแกม งามจไุ ร งามนัยนเนตรงามกร
งามถนั งามกรรณงามขนง งามองคย ิง่ เทพอปั สร
งามจรติ กริ ิยางามงอน งามเอวงามออ นท้ังกายา
74
ถงึ โฉมองคอคั รลกั ษมี พระสุรสั วดเี สนหา
สน้ิ ทั้งไตรภพจบโลกา จะเอามาเปรียบไมเ ทยี บทนั ...
4.5 บทสนทนา
หมายถึง.คําพูดของตัวละครที่ใชโตต อบกันในเรื่อง.บทสนทนานับเปน องค
ประกอบสําคัญของเรอื่ งบันเทิงคดีไดประการหน่ึง.เพราะชว ยใหผูอานไดทราบถึง.แนวคิดของ
ผแู ตง ทราบถึงบุคลกิ ลักษณะของตัวละคร ขอ ขัดแยง ระหวา งตวั ละคร ภูมิหลงั และรายละเอยี ด
ตา งๆ ได โดยผูแ ตงไมต อ งบรรยายหรือพรรณนาความใหยืดยาว.นอกจากน้ียงั ทําใหผอู า นไดรับ
ความเพลดิ เพลินไปพรอมกนั ดว ย.ในกลอนบทละครเรื่องรามเกียรติ์.ตอนนารายณปราบนนทก
มีบทสนทนอยูหลายตอน.ไดแก.ตอนนนทกเขาไปออนวอน.พระอิศวรเพ่ือขอพระราชทาน
น้ิวเพชร ดงั น้ี
คร้นั ถึงจงึ่ ประณตบทบงสุ ทลู องคพ ระอศิ วรเรอื งศรี
วา พระองคเ ปนหลักธาตรี ยอ มเมตตาปรานที ัว่ พักตร
ผูใ ดทาํ ชอบตอเบื้องบาท กป็ ระสาททั้งพรแลยศศกั ด์ิ
ตัวขาก็มีชอบนกั ลางเทาสรุ ารักษถึงโกฎิป
พระองคผูทรงศักดาเดช ไมโ ปรดเกศแกข าบทศรี
กรรมเวรส่ิงใดดงั่ นี้ ทูลพลางโศกีรําพนั
พระอศิ วรบรมรงั สวรรค
เม่อื นัน้ พระทรงธรรมใหคิดเมตตา
เหน็ นนทกโศกาจาบลั ย เอง็ ตอ งการส่ิงไรจงเรงวา
จงึ่ มเี ทวราชบรรหาร อยาแสนโศกาอาลยั
ตัวกูจะใหดง่ั จนิ ดา นนทกผมู ีอชั ฌาสัย
จะขอพรเจา ไตรโลกา
บัดนั้น จะชใี้ ครจงมว ยสังขาร
นอมเศียรบังคมแลว ทูลไป ไปกวา จะส้ินชวี ี
ใหน ว้ิ ขา เปนเพชรฤทธี
จะไดรองเบื้องบาทา
ตอนนนทกตวาดใสเหลา เทวดาขณะถูกเทวดาขมเหงรังแกเชน ทุกวัน ดังน้ี
บัดน้นั นนทกนํา้ ใจแกลวกลา
กริ้วโกรธรอ งประกาศตวาดมา อนจิ จาขม เหงเลนทุกวนั
จนหวั ไมม ผี มตดิ สดุ คิดทเ่ี ราจะอดกล้ัน
วนั นจี้ ะไดเห็นกนั ขบฟน แลวช้นี ิ้วไป
75
ตอนพระอินทรร ายงานพฤติกรรมของนนทกใหพระอศิ วรฟง ดังนี้
ครัน้ ถึงจ่ึงประณตบทบงสุ ทูลองคพระอศิ วรเรอื งศรี
วา นนทกมันทําฤทธี ช้ีหมเู ทวาบรรลยั
อันซึ่งนิ้วเพชรของมนั พระทรงธรรมป ระทานฤาไฉน
จึง่ ทําอาจองทะนงใจ ไมเ กรงใตเบ้ืองบาทา
พระอิศวรบรมนาถา
เมอ่ื นน้ั จงึ่ มีบญั ชาตอบไป
ไดฟ ง องคอมรินทรา เราจง่ึ ประทานพรให
ไอนที่ ําชอบมาชานาน ทําการหยาบใหญถงึ เพยี งน้ี
มนั กลับทรยศกระบถใจ
ตอนพระอิศวรมบี ญั ชาใหพระนารายณไปปราบนนทก ดังน้ี
ตรัสแลว จ่ึงมีบญั ชา ดูราพระนารายณเรอื งศรี
ตัวเจาผมู ฤี ทธี เปนทีพ่ ่งึ แกหมูเทวัญ
จงชว ยระงับดับเข็ญ ใหเ ยน็ ท่วั พภิ พสรวงสวรรรค
เชญิ ไปสงั หารอายอาธรรม ใหม ันสิ้นชพี ชีวา
ตอนนนทกเกี้ยวพาราสีกบั นางสุวรรณอัปสร ดังน้ี
โฉมเอยโฉมเฉลา เสาวภาคยแนง นอ ยพิสมยั
เจามาแตสวรรคชั้นใด นามกรชอื่ ไรนะเทวี
ประสงคสิง่ ใดจะใครรู ทําไมมาอยทู ่นี ี่
ขาเห็นเปน นา ปรานี มารศรีจงแจง กิจจา
นางนารายณเยาวลักษณเสนห า
เม่ือน้ัน ชาํ เลอื งนัยนาแลวตอบไป
ไดฟง ยิง่ ทํามารยา ลวนลามบุกรุกเขา มาใกล
ทาํ ไมมาลว งไถถาม เราเปน ขา ใชเจา โลกา
ทานน้ไี มม คี วามเกรงใจ ชื่อสุวรรณอัปสรเสนหา
พนกั งานฟอนราํ ระบําบัน หวงั วา จะใหค ลายรอน
มที ุกขจึง่ เท่ียวลงมา โฉมประหลาดลํ้าเทพอัปสร
ควรเปนนางฟอ นวไิ ลลักษณ
สดุ เอยสุดสวาท หนกั เบาจงแจง ใหประจักษ
ทง้ั วาจาจรติ กง็ ามงอน กจ็ ะเปนภักดิ์ผลสืบไป
อันซึ่งธรุ ะของเจา
ถา วาสนาเราเคยบํารุงรัก
76
ตวั พี่มิไดลวนลาม จะถอื ความสิ่งนี้นไ่ี มไ ด
สาวสรรคขวัญฟา ยาใจ พี่ไรคูจะพง่ึ แตไ มตรี
นางเทพนมิ ิตโฉมศรี
เม่อื นน้ั วา นไี้ พเราะเปนพนไป
คอนแลว จึง่ ตอบวาที ขอน้นั อยา วา หารไู ม
อันซง่ึ จะฝากไมตรีขา จะมีมติ รท่ใี จผูกพนั
เราเปน นางราํ ระบาํ ใน จึง่ จะผอนดวยความเกษมสันต
ในการนักเลงเพลงฟอ น น่นั แหละจะสมดัง่ จินดา
ราํ ไดก ม็ ารําตามกนั นนทกผใู จแกลว กลา
กโ็ สมนัสสาพันทวี
บัดนน้ั ดูกอ นนางฟา เฉลิมศรี
ไมรวู านารายณแปลงมา พเ่ี ปนคนเกาพอเขาใจ
ยม้ิ แลวจง่ึ กลาววาสนุ ทร ใหสิน้ ทา ท่ีนางจาํ ได
เจาจักปรารมภไ ปไยมี มใิ หผ ดิ เพลงนางเทวี
เชิญเจา รําเถิดนะนางฟา
ตัวพีจ่ ะราํ ตามไป
และตอนท่ีนนทกกลาวโตตอบกับพระนารายณ ดังน้ี
บดั นัน้ นนทกแกลว หาญชาญสมร
เหน็ พระองคทรงสังขค ทาธร เปนสี่กรกร็ ูประจักษใจ
วา พระหริวงศท รงฤทธ์ิ ลวงลางชีวิตก็เปนได
จ่งึ มีวาจาถามไป โทษขา เปนไฉนใหว ามา
พระนารายณบ รมนาถา
เม่ือน้ัน โทษามงึ ใหญหลวงนัก
ไดฟงจ่ึงมีบญั ชา ไมเกรงเดชพระอิศวรทรงจักร
ดวยทาํ โอหังบังเหตุ โทษหนักถึงทบ่ี รรลัย
เอ็งฆา เทวาสรุ ารักษ แตจ ะไวช ีวามงึ ไมได
ตัวกูกค็ ิดเมตตา แสงกระจายพรายไปดง่ั ไฟกาล
ตรสั แลว แกวง ตรเี กรยี งไกร นนทกผใู จแกลว หาญ
ซึ่งพระองคจ ะผลาญชีวี
บดั น้ัน มารยาเปนหญิงไมบ ัดสี
ไดฟง จ่ึงตอบพจมาน จะชีพ้ ระองคใ หบ รรลัย
เหตุใดมิทําซ่ึงหนา
ฤาวากลวั น้ิวเพชรน้ี
77
ตัวขามีมอื แตสองมือ ฤาจะสูทงั้ ส่กี รได
แมนสมี่ อื เหมือนพระองคท รงชัย ทีไ่ หนจะทําไดดงั่ นี้
พระนารายณท รงสวัสดิ์รัศมี
เมือ่ น้ัน กนู แี้ ปลงเปนสตรีมา
ไดฟ ง จ่ึงตอบวาที ฉบิ หายดวยหลงเสนห า
เพราะมึงจะถงึ แกค วามตาย ศกั ดานวิ้ เพชรนั้นเมอ่ื ไร
ใชว า กลัวฤทธา จงไปอุบตั ิเอาชาตใิ หม
ชาตินมี้ งึ มแี ตสองหัตถ เหาะเหินเดินไดในอัมพร
ใหสบิ เศียรสิบพักตรเกรียงไกร ถอื คทาอาวธุ ธนูศร
มมี อื ย่สี บิ ซา ยขวา ตามไปราญรอนชวี ี
กจู ะเปน มนษุ ยแตสองกร ประจักษแกเ ทวาทกุ ราศี
ใหส น้ิ วงศพ งศมงึ อนั ศักดา ภมู ตี ัดเศียรกระเดน็ ไป
วาแลว กวัดแกวง พระแสงตรี
4.6 ฉาก
หมายถงึ .เวลา.สถานที่.หรือสภาพแวดลอมของตัวละคร.ท่ีปรากฏอยู.ในเร่ือง
เปนองคประกอบสําคัญอีกอยางหน่ึงของเน้ือหา.ฉากหรือสภาพแวดลอ มของตัวละคร.
จะเปน สถานท่ีและบรรยากาศท่ีใหต ัวละครโลดแลน ไปตามเร่ืองราว.ฉากอาจจะเปน สถานท่ี
จริงๆ ที่มีอยู หรือไปดู ไปสัมผัสได ในกลอนบทละครเรอ่ื งรามเกียรต์ิ ตอนนารายณป ราบนนทก
มฉี ากอยูหลายตอน ดงั น้ี
4.6.1 ฉากบรเิ วณบนั ไดทางข้ึนเขาไกรลาส เปนทท่ี ํางานของนนทก
4.6.2 ฉากท่ีประทับของพระอศิ วร ที่นนทกเขาเฝา
4.6.3 ฉากทน่ี นทกใชนวิ้ เพชรไลชฆี้ าเหลาเทวดา มพี ระอินทรเ ห็นเหตกุ ารณ
4.6.4 ฉากทป่ี ระทบั ของพระอิศวร ที่พระอินทร และพระนารายณเ ขา เฝา
4.6.5 ฉากท่ีพระนารายณแ ปลงกายเปนนางสวุ รรณอปั สร และยืนรอนนทก
4.6.6 ฉากที่นนทกฟอนรําตามนางสุวรรณอัปสรจนถึงทานาคามวนหาง
น้ิวเพชรชีล้ งทีข่ าของตนเองจนลม ลง
4.6.7 ฉากที่นางสุวรรณอัปสรกลายรางกลับมาเปนพระนารายณ ใชเทา
เหยียบอกนนทกไว แลว กต็ ดั หวั นนทกกลิง้ ไป
4.6.8 ฉากท่ีนนทกเกดิ เปน ทศกณั ฑ และพระนารายณเกดิ เปน พระราม
78
ตัวอยางบทประพันธในกลอนบทละครเรื่องรามเกียรติ์.ตอนนารายณ
ปราบนนทกทีก่ ลาวถงึ ฉากทีน่ นทกใชนิว้ เพชรไลชฆ้ี าเหลาเทวดา ฉากที่พระนารายณแปลงกาย
และฉากท่นี นทกเกดิ เปนทศกัณฑ ดังนี้
บัดน้ัน นนทกนา้ํ ใจแกลว กลา
กริว้ โกรธรองประกาศตวาดมา อนจิ จาขม เหงเลน ทุกวัน
จนหวั ไมม ีผมตดิ สดุ คิดที่เราจะอดกลั้น
วนั นจี้ ะไดเห็นกัน ขบฟน แลว ชี้นวิ้ ไป
ดั่งพษิ อสุนีไมทนได
ตองสุบรรณเทวานาคี บรรลัยไมทันพริบตา
ลมฟาดกลาดเกล่ือนลงทันใด หสั นยั นเจา ตรยั ตรึงศา
ช้หี มเู ทวาวายปราณ
เมื่อน้นั พระทรงธรรมป ระทานฤาไฉน
เห็นนนทกน้นั ทาํ ฤทธา ไมเกรงใตเบือ้ งบาทา…
อนั ซึ่งนิ้วเพชรของมัน องคพระนารายณนาถา
จึ่งทําอาจองทะนงใจ ออกมาแปลงกายดวยฤทธี
ออ นแอน อรชรเฉลมิ ศรี
เมื่อนน้ั ไปอยทู นี่ นทกจะเดนิ มา...
รบั สัง่ ถวายบงั คมลา ฝา ยนางรชั ดามเหสี
เปน โฉมนางเทพอัปสร เทวมี ีราชบุตรา
กรายกรยา งเยอื้ งจรลี เกิดเปนพระโอรสา
สิบเศียรสิบหนา ยี่สบิ กร
เมื่อนน้ั ช่อื กมุ ภกรรณชาญสมร
องคทา วลสั เตียนธบิ ดี มใิ หอ นาทรสักนาที
คือวา นนทกมากาํ เนิด
ชอ่ื ทศกณั ฐกมุ ารา
อันนองซึ่งถดั มานั้น
องคพ ระบติ เุ รศมารดร
การวเิ คราะหส งั คมศาสตร
ก า ร วิ เ ค ร า ะ ห สั ง ค ม ศ า ส ต ร ใ น ก ล อ น บ ท ล ะ ค ร เ ร่ื อ ง ร า ม เ กี ย ร ต์ิ . ต อ น น า ร า ย ณ
ปราบนนทกนี้ ไดอาศัยกรอบแนวคิดทางวัฒนธรรมเปนแนวทางในการวิเคราะห ซึ่งมี 4 ดาน
ไดแก คติธรรม เนติธรรม วัตถุธรรม และสหธรรม จากการวิเคราะหก็สังคมและวัฒนธรรม
ตามแนวแนวคิดน้ันอยางชัดเจน สาระสําคัญของผลการวิจัยนําเสนอตามลําดับประเด็นท้ัง
4 ประเดน็ ไดด งั นี้
79
1. คตธิ รรม
2. เนติธรรม
3. วตั ถธุ รรม
4. สหธรรม
1. คติธรรม
คติธรรม.หมายถึง.วัฒนธรรมท่ีเก่ียวกับจิตใจ.ท่ีใชเปนหลักในการดําเนินชีวิต
สวนใหญไดม าจากหลักศาสนา.จากกลอนบทละครเร่อื งรามเกียรต์ิ.ตอนนารายณปราบนนทก
สะทอ นใหเ หน็ คตธิ รรม ดังนี้
1.1 การขาดคุณธรรมดานความเมตตากรุณา คือ ขาดความรักความสงสารตอ
ผูมีฐานะต่ํากวา ซึ่งปรากฏในตอนที่เหลาเทวดา ขมเหงรังแกนนทกขณะทําหนาที่ลางเทาให
จนทําใหนนทกเกิดความคบั แคนใจ หาโอกาสท่จี ะแกแ คน ดงั นี้
มาจะกลาวบทไป ถงึ นนทกนํา้ ใจกลาหาญ
ตั้งแตพ ระสยมภวู ญาณ ประทานใหลา งเทา เทวา
อยบู นั ไดไกรลาสเปนนิจ สุราฤทธ์ิตบหวั แลวลบู หนา
บางใหตักนา้ํ ลา งบาทา บางถอนเสนเกศาวนุ ไป
จนผมโกรนโลน เกล้ยี งถึงเพียงหู ดเู งาในน้าํ แลวรอ งไห
ฮึดฮัดขดั แคน แนน ใจ ตาแดงดง่ั แสงไฟฟา ...
1.2 ความประมาท คอื ความชะลา ใจ ขาดความรอบคอบระมัดระวัง ซ่ึงปรากฏใน
ตอนท่พี ระอศิ วรประทานนิว้ เพชรใหกบั นนทกโดยไมไ ดค ิดไตรต รองใหร อบคอบเสยี กอ น ดังนี้
บัดนนั้ นนทกผมู ีอัชฌาสัย
นอมเศยี รบังคมแลวทูลไป จะขอพรเจาไตรโลกา
ใหน ว้ิ ขา เปน เพชรฤทธี จะชใ้ี ครจงมว ยสังขาร
จะไดร องเบ้อื งบาทา ไปกวาจะส้ินชีวี
พระสยมภวู ญาณเรอื งศรี
เมอ่ื นนั้ ภมู นี ิง่ นึกตรึกไป
ไดฟ ง นนทกพาที จําจะประทานพรให
อายน่มี ชี อบมาชา นาน จงไดสาํ เร็จมโนรถ
คดิ แลว ก็ประสทิ ธพ์ิ รชัย
80
1.3 กิเลสพวกโทสะ.คือ.ความโกรธ.ความขัดเคือง.ความไมพอใจ.ปรากฏในตอน
ท่ีนนทกถกู เหลาเทวดารังแกจนเกิดโทสะจึงใชน ว้ิ เพชรไลชฆี้ าเหลาเทวดา ดงั น้ี
บดั นั้น นนทกน้าํ ใจแกลวกลา
กร้วิ โกรธรอ งประกาศตวาดมา อนิจจาขม เหงเลน ทุกวัน
จนหัวไมม ีผมติด สุดคิดทเ่ี ราจะอดกลั้น
วนั น้ีจะไดเหน็ กนั ขบฟน แลวชน้ี วิ้ ไป
ดั่งพษิ อสุนีไมทนได
ตองสบุ รรณเทวานาคี บรรลัยไมท ันพริบตา
ลมฟาดกลาดเกลือ่ นลงทันใด
1.4.รูปตัณหา.คือ.อยากไดรูปท่ีมองเห็นดวยตา.ปรากฏในตอนท่ีนนทกลุมหลง
ในรูปรางหนาตาของนางสุวรรณอปั สรจนตองเสียชีวิตในเวลาตอ มา ดงั น้ี
บดั นน้ั นนทกผใู จแกลวกลา
สิ้นเวลาเฝาเจาโลกา สาํ ราญกายาแลว เที่ยวไป
เหลอื บเห็นสตรวี ไิ ลลักษณ พศิ พักตรผอ งเพยี งแขไข
งามโอษฐงามแกมงามจุไร งามนยั นเ นตรงามกร…
…ดูไหนก็เพลินจาํ เริญรัก ในองคเยาวลักษณสาวสวรรค
ยงิ่ พศิ ย่ิงคิดผกู พัน ก็เดินกระชัน้ เขาไป…
บดั นน้ั นนทกแกลว หาญชาญสมร
เห็นพระองคทรงสงั ขค ทาธร เปน ส่ีกรก็รปู ระจักษใจ
วา พระหรวิ งศท รงฤทธิ์ ลวงลางชวี ิตก็เปนได
จึ่งมวี าจาถามไป โทษขาเปน ไฉนใหว ามา…
เมอื่ นัน้ พระนารายณทรงสวัสด์ิรศั มี
ไดฟง จ่ึงตอบวาที กนู ีแ้ ปลงเปนสตรมี า
เพราะมงึ จะถงึ แกความตาย ฉบิ หายดวยหลงเสนหา…
...กูจะเปนมนุษยแตสองกร ตามไปราญรอนชีวี
ใหส ิ้นวงศพงศมงึ อนั ศักดา ประจกั ษแกเทวาทกุ ราศี
วา แลวกวัดแกวง พระแสงตรี ภูมตี ัดเศียรกระเด็นไป
81
1.5 ความเชื่อในเรื่องการกลับชาติมาเกิดใหม ซึ่งเปนความเช่ือของคนไทยต้ังแต
สมยั โบราณจนถงึ ปจจุบนั ปรากฏในตอนท่พี ระนารายณท าทายใหน นทกไปเกิดชาตใิ หมใหมีสิบ
หัวสบิ หนาย่สี ิบมือ แลว พระองคจ ะไปเกดิ เปน มนุษยสองมอื ตามไปปลิดชีวติ ดงั น้ี
ชาตนิ ีม้ ึงมแี ตสองหัตถ จงไปอบุ ตั ิเอาชาติใหม
ใหส ิบเศียรสิบพักตรเ กรียงไกร เหาะเหนิ เดินไดในอมั พร
มีมอื ยส่ี บิ ซา ยขวา ถอื คทาอาวุธธนศู ร
กจู ะเปน มนุษยแ ตสองกร ตามไปราญรอนชีวี
ใหส้นิ วงศพงศมึงอนั ศกั ดา ประจักษแกเทวาทกุ ราศี
2. เนตธิ รรม
เนติธรรม หมายถึง วัฒนธรรมทางกฎหมายรวมท้ังระเบียบประเพณีท่ีมี
ความสําคัญเทากับกฎหมาย จากกลอนบทละครเรื่องรามเกียรต์ิ ตอนนารายณปราบนนทก
สะทอ นใหเห็นเนติธรรมที่เปน กฎระเบียบในการลงโทษผูฝาฝน เพื่อใหคนในสังคมอยูรวมกันได
อยา งปกตสิ ุข ซ่ึงปรากฏตอนทน่ี นทกไดใ ชน้ิวเพชรไลชเี้ ขน ฆา เหลา เทวดาลม ตายเปนจํานวนมาก
ดงั นี้
บดั นนั้ นนทกนํ้าใจแกลวกลา
กร้วิ โกรธรอ งประกาศตวาดมา อนจิ จาขม เหงเลน ทุกวัน
จนหัวไมมผี มตดิ สดุ คิดทเี่ ราจะอดกล้ัน
วันนีจ้ ะไดเห็นกัน ขบฟน แลว ช้ีนวิ้ ไป
ตองสบุ รรณเทวานาคี ดง่ั พษิ อสุนไี มท นได
ลมฟาดกลาดเกลอ่ื นลงทันใด บรรลยั ไมทนั พริบตา
ตอ มา พระอศิ วรจงึ มอบหมายใหพระนารายณผดู แู ลความเรียบรอยทั้งสามโลกไป
ปราบนนทก ดังน้ี
ตรสั แลว จ่ึงมีบญั ชา ดูราพระนารายณเรืองศรี
ตัวเจา ผมู ีฤทธี เปนที่พงึ่ แกห มเู ทวัญ
จงชวยระงับดับเข็ญ ใหเ ยน็ ทวั่ พิภพสรวงสวรรค
เชญิ ไปสังหารอา ยอาธรรม ใหม นั สิ้นชีพชีวา
ผลสดุ ทายนนทกตองถูกสงั หารเพราะความอาฆาตแคนของตน ทําใหเห็นวาความ
โกรธและความอาฆาตแคน ไมไ ดก อ ใหเ กิดประโยชนแ กผูใดสุดทา ยก็กลับมาทํารา ยตนเอง
82
3. วัตถุธรรม
วัตถุธรรม หมายถึง วัฒนธรรมทางดานวัตถุทั้งปวง ท่ีเก่ียวของกับการกินดีอยูดี
เครอ่ื งนงุ หม บา นเรอื น ขาวของ เคร่ืองใช และอื่นๆ จากกลอนบทละครเร่ืองรามเกียรติ์ ตอน
นารายณปราบนนทก สะทอนใหเห็นวัตถุธรรมตางๆ ที่เปนประโยชนในการดํารงชีวิต
ดังนี้
3.1 บันได เปนองคประกอบหน่ึงของบานเรือนใชสําหรับข้ึนจากพื้นไปสูชานบาน
ชวยใหคนเดินขึ้นท่ีสูงไดสะดวก ปรากฏในตอนท่ีนนทกทําหนาที่ลางเทาเทวดาที่บันไดขึ้นเขา
ไกรลาส มีปรากฏในเน้ือเรอ่ื ง ดังนี้
มาจะกลา วบทไป ถึงนนทกน้ําใจกลาหาญ
ตงั้ แตพ ระสยมภูวญาณ ประทานใหลางเทา เทวา
อยบู นั ไดไกรลาสเปน นิจ สุราฤทธ์ิตบหัวแลวลบู หนา
บา งใหตักนํ้าลางบาทา บางถอนเสน เกศาวุนไป…
คนธรรพเ ทวราชฤๅษี
ครัน้ ถึงซง่ึ เชิงไกรลาส เขาไปยังทอ่ี ฒั จนั ทร
ก็ชวนกันยา งเย้อื งจรลี
3.2 อางนํ้า เปนภาชนะสําหรับบรรจุน้ําเพ่ือเก็บไวกินหรือใช ปรากฏในตอน
ทนี่ นทกหลังไดรบั นว้ิ เพชรจากพระอิศวรแลว กม็ านัง่ อยูใกลก ับอา งใสน้ําลางเทาเทวดาท่ีบันได
ขนึ้ เขาไกรลาส มีปรากฏในเน้อื เรอื่ ง ดงั นี้
บัดนน้ั นนทกผใู จสาหส
รับพรพระศุลมี ียศ บงั คมแลวบทจรไป
ขัดสมาธินง่ั ยิ้มรมิ อางใหญ
ครน้ั ถึงบนั ไดไกรลาส ดว ยใจกาํ เรบิ อหังการ
คอยหมเู ทวาสรุ าลยั
3.3 ขันน้ํา เปนภาชนะสําหรับตักน้ําเพ่ือกินหรือใช ปรากฏในตอนที่นนทก
ตักนา้ํ ลางเทาเทวดาที่บนั ไดข้นึ เขาไกรลาส มปี รากฏในเน้ือเร่อื ง ดังนี้
อยบู นั ไดไกรลาสเปนนจิ สุราฤทธิ์ตบหัวแลวลบู หนา
บางใหตักนํา้ ลา งบาทา บา งถอนเสน เกศาวนุ ไป…
3.4 บาน เปนสิ่งปลูกสรางสําหรับเปนที่อยูอาศัย ปรากฏในตอนไดกลาวถึง
พิมาน ซึ่งเปนท่ปี ระทับของพระอศิ วรทเี่ ขาไกรลาส มปี รากฏในเนอื้ เรอื่ ง ดังนี้
83
เมอื่ นนั้ หัสนยั นเจา ตรัยตรงึ ศา
เหน็ นนทกนัน้ ทําฤทธา ชี้หมูเทวาวายปราณ
ตกใจตะลึงราํ พึงคดิ ใครประสิทธใิ์ หม นั สงั หาร
คิดแลว ขน้ึ เฝา พระทรงญาณ ยงั พมิ านรัตนรจู ี
3.5 กระจกเงา เปนวัตถทุ ่ีมผี ิวมนั สามารถสง ภาพหรือแสงสะทอนกลับไดปรากฏใน
ตอนทน่ี นทกสอ งดูเงาของตวั เองในน้ํา มีปรากฏในเนอื้ เรือ่ ง ดงั นี้
...อยูบนั ไดไกรลาสเปน นจิ สุราฤทธ์ิตบหัวแลวลูบหนา
บา งใหตักนาํ้ ลา งบาทา บางถอนเสนเกศาวนุ ไป
จนผมโกรนโลน เกลยี้ งถงึ เพียงหู ดูเงาในน้ําแลวรอ งไห
ฮึดฮัดขดั แคน แนน ใจ ตาแดงดงั่ แสงไฟฟา …
3.6 อาวุธ เปนเคร่อื งมือทีใ่ ชใ นการทําราย ทําลาย ปอ งกัน ตอสูหรือฆา ปรากฏใน
ตอนอาวุธประจํากายของพระนารายณ คอื จกั รและตรี ทีใ่ ชสงั หารนนทก มปี รากฏในเนื้อเรื่อง
ดงั น้ี
...ดวยทาํ โอหังบังเหตุ ไมเกรงเดชพระอิศวรทรงจกั ร
เอ็งฆาเทวาสรุ ารักษ โทษหนักถึงทีบ่ รรลยั
ตัวกูก็คิดเมตตา แตจะไวชีวามงึ ไมได
ตรสั แลวแกวงตรเี กรียงไกร แสงกระจายพรายไปดงั่ ไฟกาล
และตอนอาวุธประจํากายของนนทก คือ นิ้วเพชร ท่ีขอจากพระอิศวร ซึ่งไดใช
สงั หารเหลาเทวดาในเวลาตอ มา มปี รากฏในเนื้อเรอ่ื ง ดังน้ี
บัดนนั้ นนทกผูมอี ชั ฌาสัย
นอมเศียรบังคมแลว ทูลไป จะขอพรเจา ไตรโลกา
ใหนิ้วขา เปนเพชรฤทธี จะชใ้ี ครจงมวยสังขาร
จะไดร องเบอ้ื งบาทา ไปกวาจะสิ้นชวี .ี ..
นนทกนา้ํ ใจแกลวกลา
บดั นั้น อนจิ จาขมเหงเลน ทุกวัน
กร้ิวโกรธรอ งประกาศตวาดมา สดุ คดิ ทีเ่ ราจะอดกล้ัน
จนหัวไมม ผี มตดิ ขบฟน แลวช้ีนิ้วไป
วันนีจ้ ะไดเหน็ กนั
84
ตองสบุ รรณเทวานาคี ดง่ั พิษอสุนีไมทนได
ลม ฟาดกลาดเกลอ่ื นลงทันใด บรรลยั ไมท ันพริบตา
4. สหธรรม
สหธรรม หมายถึง วฒั นธรรมทางดา นสังคม คณุ ธรรมตา งๆ ทท่ี าํ ใหค นอยูรวมกัน
อยางเปน ปกตสิ ุข จากกลอนบทละครเรือ่ งรามเกยี รติ์ ตอนนารายณปราบนนทก สะทอนใหเ หน็
สหธรรมทเ่ี ปนแบบแผนความประพฤติทยี่ อมรับกันดวี า มคี วามเหมาะสม ดงั นี้
4.1 การทําความสะอาดเทาหรือการถอดรองเทากอนเขาบาน ถนนทางเดิน
สมัยกอ นในฤ ดู รอนก็เ ต็มไปด วยฝุน .ในฤ ดู ฝนก็เป นโคลน .กอน เขาบา นจําเป นตองล างเท า
ทําความสะอาดเสียกอน ปรากฏในตอนที่นนทกทาํ หนาท่ีลางเทาใหเหลาเทวดากอนข้ึนเขาเฝา
พระอิศวร
มาจะกลา วบทไป ถึงนนทกนาํ้ ใจกลาหาญ
ตัง้ แตพระสยมภวู ญาณ ประทานใหลา งเทา เทวา
อยบู นั ไดไกรลาสเปนนจิ สรุ าฤทธิ์ตบหัวแลวลบู หนา
บางใหต ักนาํ้ ลางบาทา บางถอนเสน เกศาวุนไป...
4.2 การไปลามาไหว คนไทยเปนคนท่ีมีอุปนิสัยออนนอม มีสัมมาคารวะ การไหว
เปนการแสดงความมีสัมมาคารวะอยางหน่ึง.และเปนธรรมเนียมการทักทายและแสดง
ความเคารพ.การไหวทําใหผูใหญรักและเอ็นดู.คนท่ีพบเห็นก็ชื่นชม.ซ่ึงปรากฏในตอนที่นนทก
เขา เฝาพระอิศวร ดงั นี้
ครั้นถึงจง่ึ ประณตบทบงสุ ทูลองคพ ระอิศวรเรืองศรี
วาพระองคเปนหลักธาตรี ยอ มเมตตาปรานที ่วั พักตร…
และตอนทนี่ นทกถวายบังคมลาพระอิศวร ดังน้ี
บดั นัน้ นนทกผูใ จสาหส
รับพรพระศุลมี ียศ บงั คมแลว บทจรไป
และตอนทพ่ี ระอนิ ทรต อนทีน่ นทกเขาเฝา พระอศิ วร ดงั นี้
ครั้นถึงจึ่งประณตบทบงสุ ทลู องคพระอิศวรเรืองศรี
วานนทกมันทําฤทธี ชห้ี มูเทวาบรรลยั ...
85
4.3 ทารําไทย.หรอื รําแมบท.เปนทาท่ีเปนหลักของการรํา.ซ่ึงมีลีลาทารําท่ีงดงาม
ผรู ําจะตอ งเคลื่อนไหวรางกายใหส อดคลอ ง กลมกลนื กันไปทุกสวนของรางกาย โดยปรากฏใน
ตอนที่นางสุวรรณอัปสรแสดงทารําใหนนทกรําตาม จํานวน 19 ทารํา ไดแก เทพนม ปฐม
พรหมสี่หนา สอดสรอยมาลา กวางเดินดง หงสบิน กินรินเลียบถํ้า ชานางนอน ภมรเคลา
เเขกเตาเขารัง ผาลาเพียงไหล เมขลาลอเเกว มยุเรศฟอน.ลมพัดยอดตอง พรหมนิมิต
พิสมัยเรียงหมอน มัจฉาชมสาคร พระสี่กรขวางจักร และนาคามวนหางซึ่งเปนทารําสุดทาย
ทน่ี นทกใชน ว้ิ เพชรช้ีลงบนขาตนเอง ดงั น้ี
เทพนมปฐมพรหมส่ีหนา สอดสรอ ยมาลาเฉิดฉิน
ทง้ั กวางเดินหงสบิน กนิ รินเลยี บถํ้าอําไพ
อกี ชา นางนอนภมรเคลา ทัง้ แขกเตาผาลาเพยี งไหล
เมขลาโยนแกว แววไว มยุเรศฟอนในอมั พร
ลมพดั ยอดตองพรหมนิมิต ทัง้ พสิ มยั เรียงหมอน
ยา ยทามัจฉาชมสาคร พระส่ีกรขวางจักรฤทธิรงค
ฝา ยวานนทกก็ราํ ตาม ดวยความพสิ มยั ไหลหลง
ถงึ ทา นาคามวนหางวง ชีต้ รงถูกเพลาทันใด
การวเิ คราะหภ าษาศาสตร
การวิเคราะหกลอนบทละครเร่ืองรามเกียรต์ิ ตอนนารายณปราบนนทกตามแนว
ภาษาศาสตรในการวจิ ัยครง้ั น้ี ผวู จิ ยั ไดกําหนดขอบเขตของการศกึ ษาวิเคราะหไว 3 ดาน ไดแก
การสรางคํา ประโยค และสัมพนั ธสาร ซึง่ ผลการวิเคราะหท คี่ น พบ นําเสนอตามลําดับประเด็น
ไดด ังน้ี
1. การสรางคาํ
2. ประโยค
3. สมั พนั ธสาร
1. การสรางคํา
การสรา งคําในท่นี ี้เปนการนาํ หนวยคําหรอื คาํ ทป่ี ระกอบแลว ตัง้ แต 2 หนวยคาํ หรอื
คําข้ึนไปมาประกอบกันไดเปนคําใหม.จากการวิเคราะหกลอนบทละครเรื่องรามเกียรต์ิ
ตอนนารายณป ราบนนทก มกี ารสรางคําตามวิธีของไทย ดังน้ี
86
1.1 คาํ ประสม
จากการวิเคราะหการสรางคําประสมในกลอนบทละครเรื่องรามเกียรต์ิ
ตอนนารายณป ราบนนทก สามารถจาํ แนกคาํ ประสมได 4 ลกั ษณะ ดงั น้ี
1.1.1 คําประสมอิสระ เปนการสรา งคาํ ที่นําหนว ยอิสระตัง้ แต 2 หนวยคําขึ้นไป
มาประกอบกันไดคําประสมที่มีลักษณะไมมีการเปล่ียนแปลงระหวางรอยตอของคํา.มีจํานวน
300 คํา ตัวอยา งเชน
ขดั + สมาธิ = ขัดสมาธิ
แขกเตา
แขก + เตา = คนเกา
ชาติใหม
คน + เกา = น้วิ เพชร
เพลงฟอน
ชาติ + ใหม = เพยี งไหล
ไฟฟา
นวิ้ + เพชร = นาคามว นหาง
สบิ พักตร
เพลง + ฟอน = สบิ เศยี ร
สบิ หนา
เพยี ง + ไหล = สก่ี ร
ไฟ + ฟา =
นา + คา + มวน + หาง =
สิบ + พกั ตร =
สิบ + เศยี ร =
สิบ + หนา =
สี่ + กร =
ตวั อยา งบทประพนั ธใ นกลอนบทละครเรอื่ งรามเกียรต์ิ ตอนนารายณปราบ
นนทกที่ปรากฏคาํ ประสมในลักษณะขางตน มีดังน้ี
...ยิ้มแลว จงึ่ กลา ววา สุนทร ดกู อ นนางฟา เฉลิมศรี
เจาจกั ปรารมภไ ปไยมี พ่เี ปน คนเกาพอเขาใจ...
...อกี ชา นางนอนภมรเคลา ทงั้ แขกเตา ผาลาเพยี งไหล
เมขลาโยนแกว แววไว มยเุ รศฟอนในอัมพร...
ดว ยเดชน้ิวเพชรสทิ ธิศกั ดิ์ ขาหกั ลมลงไมท นได
นางกลายเปนองคนารายณไป เหยยี บไวจะสังหารราญรอน…
87
1.1.2 คําประสมสมาส เปนการสรางคําท่ีนําหนวยอิสระที่มาจากภาษาบาลี
แ ล ะ สั น ส ก ฤ ต .ต้ั ง แ ต .2 .ห น ว ย คํ า ขึ้ น ไ ป ม า ป ร ะ ก อ บ กั น .ไ ด คํ า ป ร ะ ส ม ท่ี มี ลั ก ษ ณ ะ ไ ม มี
การเปล่ียนแปลงเสยี งระหวา งรอยตอของคาํ มีจํานวน 16 คาํ ไดแ ก
กมุ ภ + กรรณ = กมุ ภกรรณ
เทพ + นม = เทพนม
เทว + ราช = เทวราช
นาม + กร = นามกร
บท + บงสุ = บทบงสุ
บท + ศรี = บทศรี
พระ + นารายณ = พระนารายณ
พระ + ศลุ ี = พระศุลี
พระ + หริวงศ = พระหรวิ งศ
พระ + องค = พระองค
พระ + อศิ วร = พระอิศวร
มาร + ศรี = มารศรี
หัส + นัยน = หสั นัยน
อคั ร + ลักษมี = อัครลกั ษมี
ตวั อยา งบทประพันธใ นกลอนบทละครเร่อื งรามเกียรติ์ ตอนนารายณปราบ
นนทกทปี่ รากฏคาํ ประสมในลกั ษณะขา งตน มดี ังน้ี
เทพนมปฐมพรหมสหี่ นา สอดสรอยมาลาเฉิดฉิน
ท้ังกวางเดนิ หงสบิน กินรินเลียบถํา้ อําไพ…
โฉมเอยโฉมเฉลา เสาวภาคยแ นงนอ ยพิสมยั
เจามาแตส วรรคช้ันใด นามกรช่อื ไรนะเทวี
ประสงคส่งิ ใดจะใครรู ทาํ ไมมาอยูท ีน่ ่ี
ขาเห็นเปน นาปรานี มารศรีจงแจงกจิ จา
88
1.1.3 คาํ ประสมสนธิ เปนการสรางคาํ ที่นาํ หนว ยอสิ ระทีม่ าจากภาษาบาลีและ
สันสกฤต ต้งั แต 2 หนว ยคําขึ้นไปมาประกอบกัน ไดค ําประสมทมี่ ลี กั ษณะการเปล่ยี นแปลงเสยี ง
ระหวางรอยตอของคํา มีจาํ นวน 3 คํา ไดแ ก
มห + อสิ ี = มเหสี
สํ + หาร = สงั หาร
อมร + อนิ ทรา = อมรินทรา
ตวั อยางบทประพนั ธใ นกลอนบทละครเรอ่ื งรามเกียรต์ิ ตอนนารายณปราบ
นนทกท่ีปรากฏคําประสมในลกั ษณะขางตน มดี ังนี้
...ตกใจตะลึงราํ พึงคดิ ใครประสิทธ์ใิ หม ันสังหาร
คดิ แลว ขน้ึ เฝา พระทรงญาณ ยงั พิมานรตั นร จู …ี
พระอิศวรบรมนาถา
เม่อื น้ัน จึ่งมบี ญั ชาตอบไป...
ไดฟง องคอมรินทรา ฝา ยนางรชั ดามเหสี
เทวีมรี าชบตุ รา
เมื่อนนั้
องคทา วลัสเตียนธิบดี
1.1.4 คาํ ประสมประสาน เปนการสรางคาํ ที่นําหนวยอิสระคําประสม หรือคํา
ประสาน มาประกอบกับหนว ยคํา คําประสม หรือคาํ ประสาน ต้งั แต 2 คําข้ึนไป ไดคําประสมท่ี
มลี กั ษณะไมม กี ารเปลีย่ นแปลงระหวางรอยตอ ของคาํ มจี าํ นวน 23 คํา เชน
ความ + เกรง + ใจ = ความเกรงใจ
ความ + เกษม + สันต = ความเกษมสนั ต
ความ + พิสมัย = ความพสิ มยั
ผู + มี + อชั ฌาสัย = ผูมอี ชั ฌาสยั
พระ + อิศวร = พระอิศวร
พระ + หริวงศ = พระหริวงศ
ตัวอยางบทประพันธใ นกลอนบทละครเรอื่ งรามเกียรต์ิ ตอนนารายณปราบ
นนทกที่ปรากฏคาํ ประสมในลักษณะขา งตน มีดงั นี้
คร้ันถึงจึง่ ประณตบทบงสุ ทูลองคพระอศิ วรเรืองศรี
วาพระองคเ ปน หลักธาตรี ยอ มเมตตาปรานีทั่วพักตร…
89
...ทาํ ไมมาลว งไถถาม ลวนลามบุกรุกเขามาใกล
ทา นนี้ไมมีความเกรงใจ เราเปน ขา ใชเจา โลกา...
พระจักรา ผูมีอชั ฌาสยั
ครนั้ แลวนนทกมรณา ไปยังเกษียรวารี
เหาะระเหจ็ เตรด็ ฟาดว ยวอ งไว
1.2 คาํ ซอน
.จากการวิเคราะหการสรางคําซอนในกลอนบทละครเร่ืองรามเกียรติ์ ตอน
นารายณป ราบนนทก สามารถจําแนกคาํ ซอนได 3 ลักษณะ ดังนี้
1.2.1 คาํ ซอ นสองหนว ยคาํ เปนการนาํ หนวยคําอิสระ 2 หนวยคํา มาซอนเขา
ดว ยกัน และไดเปน คาํ ซอ น 1 คาํ มีจาํ นวน 41 คํา แบงเปน คําซอนเพื่อเสียง 3 คํา และคําซอน
เพอ่ื ความหมาย 38 คาํ ดังนี้
1.2.1.1 คําซอ นเพอื่ เสียง ไดแก
ดู + ดู = ดดู ู
ฮดึ + ฮัด = ฮึดฮัด
น้ี + น่ี = นี้น่ี
ตวั อยางบทประพันธใ นกลอนบทละครเรือ่ งรามเกียรต์ิ ตอนนารายณปราบ
นนทกท่ปี รากฏคําซอนในลักษณะขางตน มดี งั นี้
...จนผมโกรนโลนเกล้ยี งถึงเพยี งหู ดเู งาในนํา้ แลว รอ งไห
ฮึดฮัด ขดั แคนแนน ใจ ตาแดงด่ังแสงไฟฟา
เปน ชายดดู ูมาหมิน่ ชาย มิตายกจ็ ะไดเ หน็ หนา
คดิ แลวกร็ บี เดินมา เฝา พระอิศราธิบดี...
...ตัวพมี่ ไิ ดล วนลาม จะถอื ความสงิ่ น้ีนไี่ มได
สาวสวรรคขวัญฟายาใจ พีไ่ รค ูจะพึ่งแตไมตรี
1.2.1.1 คาํ ซอนเพอื่ ความหมาย เชน
กลา + หาญ = กลาหาญ
ขดั + แคน = ขัดแคน
รัง + สวรรค = รังสวรรค
90
ชา + นาน = ชานาน
สรวล + สันต = สรวลสนั ต
แกลว + กลา = แกลว กลา
กร้วิ + โกรธ = กร้ิวโกรธ
อด + กล้ัน = อดกล้นั
กลาด + เกลอื่ น = กลาดเกลื่อน
ตัวอยางบทประพันธในกลอนบทละครเรื่องรามเกียรต์ิ.ตอนนารายณ
ปราบนนทกทีป่ รากฏคาํ ซอนในลักษณะขา งตน มดี ังน้ี
...จนผมโกรนโลนเกลย้ี งถึงเพียงหู ดูเงาในนํ้าแลวรองไห
ฮึดฮดั ขดั แคนแนนใจ ตาแดงด่งั แสงไฟฟา ...
...จนหวั ไมม ีผมตดิ สุดคดิ ท่ีเราจะอดกล้ัน
วันนจี้ ะไดเหน็ กัน ขบฟน แลวชี้นิ้วไป…
...อา ยนม่ี ชี อบมาชานาน จาํ จะประทานพรให
มันกลับทรยศกระบถใจ ทาํ การหยาบใหญถงึ เพยี งน…้ี
บดั น้นั นนทกแกลวหาญชาญสมร
เหน็ พระองคท รงสงั ขค ทาธร เปน สี่กรก็รูประจักษใจ...
...ตัวกูกค็ ิดเมตตา แตจะไวชวี ามึงไมได
ตรสั แลว แกวงตรีเกรียงไกร แสงกระจายพรายไปดงั่ ไฟกาล
1.2.2 คําซอนส่ีหนวยคํา เปนการนําหนวยคําอิสระ 4 หนวยคํา มาซอนเขา
ดวยกัน และไดเปนคาํ ซอน 1 คํา มจี ํานวน 13 คาํ เชน
นง่ิ + นกึ + ตรกึ + ไป = น่ิงนกึ ตรกึ ไป
ยา งเยื้องจรลี
ยาง + เยือ้ ง + จร + ลี = สพั ยอกหยอกเลน
ระงับดบั เข็ญ
สพั + ยอก + หยอก + เลน = ออนแอน อรชร
โศกาจาบลั ย
ระ + งบั + ดบั + เข็ญ = โศกาอาลัย
ออ น + แอน + อร + ชร =
โศ + กา + จา + บลั ย =
โศ + กา + อา + ลยั =
91
ตัวอยางบทประพันธในกลอนบทละครเรื่องรามเกียรต์ิ.ตอนนารายณ
ปราบนนทกที่ปรากฏคาํ ซอนในลกั ษณะขา งตน มีดังนี้
...จง่ึ มีเทวราชบรรหาร เอ็งตอ งการสิ่งไรจงเรงวา
ตัวกูจะใหดั่งจนิ ดา อยาแสนโศกาอาลัย...
นนทกก็ลางเทา ให เมอื่ จะไปกจ็ ับหัวสั่น
สพั ยอกหยอกเลน เหมอื นทกุ วัน สรวลสันตเ ยาะเยยเฮฮา…
เปน โฉมนางเทพอปั สร ออนแอนอรชรเฉลิมศรี
กรายกรยา งเยอื้ งจรลี ไปอยทู ี่นนทกจะเดินมา...
...พนกั งานฟอ นราํ ระบําบัน ช่อื สวุ รรณอัปสรเสนหา
มที ุกขจ งึ่ เที่ยวลงมา หวังวาจะใหคลายรอ น…
1.2.3 คาํ ซอ นหกหนว ยคาํ เปน การนําหนวยคําอิสระ 6 หนวยคํา มาซอนเขา
ดว ยกันและไดเปน คาํ ซอน 1 คํา มจี ํานวน 2 คาํ ไดแ ก
กราย + กร + ยาง + เย้อื ง + จร + ลี = กรายกรยางเยอื้ งจรลี
สรวล + สนั ต + เยาะ + เยย + เฮ + ฮา = สรวลสนั ตเยาะเยยเฮฮา
ตัวอยางบทประพันธในกลอนบทละครเร่ืองรามเกียรต์ิ.ตอนนารายณ
ปราบนนทกที่ปรากฏคาํ ซอ นในลกั ษณะขางตน มดี ังน้ี
นนทกก็ลา งเทา ให เมอ่ื จะไปก็จับหัวส่ัน
สัพยอกหยอกเลน เหมอื นทุกวัน สรวลสันตเ ยาะเยย เฮฮา…
ออ นแอนอรชรเฉลมิ ศรี
เปน โฉมนางเทพอัปสร ไปอยทู ่ีนนทกจะเดินมา…
กรายกรยา งเยอ้ื งจรลี
1.3 คาํ ซาํ้
คําซํ้าบางสวน เปนคําซํ้าคําเดิมเพียงบางสวน อาจซ้ําพยัญชนะ เสียงสระ
หรือเสียงวรรณยุกต.จากการวิเคราะหการสรางคําซ้ําในกลอนบทละครเร่ืองรามเกียรต์ิ
ต อ น น า ร า ย ณ ป ร า บ น น ท ก . พ บ คํ า ซ้ํ า จํ า น ว น . 3 . คํ า . คื อ . ดู ดู , . นี้ น่ี . แ ล ะ . ท า ท่ี . ดั ง ป ร า ก ฏ ใ น
คาํ ประพันธด ังน้ี
...เปนชายดดู ูมาหม่นิ ชาย มติ ายกจ็ ะไดเหน็ หนา
คิดแลวกร็ บี เดนิ มา เฝาพระอศิ ราธบิ ดี...