เอกสารประกอบการสอน ม.5
วชิ าคณติ ศาสตรเ์ พิม่ เติม
เร่อื ง จานวนเชงิ ซ้อน
ผูส้ อน
นายอิสระ สระแก้ว
ครู คศ. 1
กลุ่มสาระการเรยี นรคู้ ณิตศาสตร์
ช่อื – สกลุ ....................................................................
เลขท่ี ....... ม.5/.....
จำนวนเชิงซ้อน 1
จานวนเชิงซ้อน ( Complex Number )
นิยาม จานวนเชิงซอ้ น คือ จานวนซ่ึงเขียนในรูปคูอ่ นั ดบั (a , b) โดยที่ a , b R ถา้ z = (a , b) เป็น
จานวนเชิงซอ้ นใดๆ เม่ือ a , b R เรียก a วา่ ส่วนจริง (real part) ของ z เขยี นแทนดว้ ย Re(z)
เรียก b วา่ ส่วนจินตภาพ (imaginary part) ของ z เขียนแทนดว้ ย Im(z)
เซตของจานวเชิงซอ้ น เขยี นแทนดว้ ยสญั ลกั ษณ์ C
เช่น (-1,2) , (7,9) , (-2, ) , (0,-4) , (-2,0) , (0,0)
นิยาม ให้ (a , b) เป็ นจานวนเชิงซ้อนใด ๆ เม่ือ a , b , c , d R
1. การเท่ากัน
(a , b) = (c , d) ก็ต่อเมื่อ a = c , และ b = d
เช่น จงหาคา่ ของ x และ y เมื่อกาหนด
1. (x, -2) = (5 , y)
ดงั น้นั x = 5 และ y = -2
2. (3x, y-x) = (6 , 0)
3. (x + 2y , 3) = (3 , 2x - y)
จำนวนเชิงซ้อน 2
จำนวนเชงิ ซ้อน 3
2. การบวก
(a , b) + (c , d) = (a+ c , b + d)
เช่น 1. (3 , -4) + (6 , 2) =
2. (-1 , 2) + (2 , -3) + (3 , 2 ) =
3. การคูณ
(a , b) (c , d) = (ac - bd , ad + bc)
เช่น 1. (3 , 2) (1 , 1) =
2. (4 , -2) (-3 , 1) =
3. (-2 , -1) (-7 , 2) =
4.( 2 3 , 1) ( 4 3 , -3) =
5.( 2 , 2 ) (- 2 ,- 2 ) (0 , 3 ) =
การเขยี นจานวนเชิงซ้อนในรูป a + bi
นิยาม (a , b) เป็นจานวนเชิงซอ้ นใดๆ เม่ือ a , b R ดงั น้นั (a , b) = a + bi
โดยท่ี a เรียกวา่ ส่วนจริง b เรียกส่วนจนิ ตภาพ และ i เรียกหน่วยจนิ ตภาพ (imaginary unitc) ซ่ึง i = (
0 , 1) เช่น ( 3 , 4) = 3 -4i
( -1 , 7) = -1 + 7i จานวนเชิงซอ้ น
( 0 , 4 ) = 4i จานวนจินตภาพ
( -6 , 0) = -6
( 0 , 0) = 0 จานวนจริง
จำนวนเชงิ ซ้อน 4
หมายเหตุ
1. จานวนเชิงซอ้ น แบ่งเป็น 2 ประเภท คอื
- จานวนจริง จะมีส่วนจินตภาพเป็ น 0
- จานวนจนิ ตภาพ จะมีส่วนจินตภาพไม่เป็น 0 เช่น 2 + 3i
(ถา้ ส่วนจริงเป็น 0 และส่วนจนิ ตภาพไม่เป็น 0 เรียกวา่ จานวนจนิ ตภาพแท้ เช่น 7i )
2. การบวกและการคูณจานวนเชิงซอ้ น
ให้ (a , b) = a + bi , (c , d) = c + di เป็นจานวนเชิงซอ้ นใดๆ เม่ือ a , b , c , d R ดงั น้นั
(a , b) + (c , d) = (a +c , b +d)
หรือ (a + bi) + (c + di) = (a +c) +( b +d)i
(a , b) (c , d) = (ac – bd , ad +bc)
หรือ (a + bi) (c + di) = (ac – bd , ad +bc)i
ตัวอย่าง จงหาคา่ ของ
1. ( 3 2 + i) + (7i - 2 )
2. (2 + 3i) (7 - i )
3. (5i - 1) ( 2i )
4. 4(1 + 3i)
จำนวนเชงิ ซ้อน 5
5. (3i) ( - 2 i )
3. เม่ือ i = ( 0 , 1) ดงั น้นั i2 = -1 , i3 = - i , i4 = 1
สามารถนาความรู้การคูณพหุนาม มาใชใ้ นการคูณจานวนเชิงซอ้ นไดโ้ ดยท่ี
(2i - 1) ( 1 + 3i)
4. สมบัตทิ เ่ี กยี่ วข้องกบั การบวกและการคูณของจานวนเชิงซ้อน
กาหนดให้ z1 , z2 , z3 เป็ นจานวนเชิงซอ้ นใดๆ จะไดว้ า่
1. z1+ z2 + z2+ z1 และ z1z2 + z2z1 สมบตั ิการสลบั ที่
2. (z1+ z2) + z3 = z1+ (z2 + z3) และ (z1z2) z3 = z1(z2 z3) สมบตั ิการเปล่ียนกลุ่ม
3. z1 (z2+ z3) = z1z2+ z1z3 สมบตั ิการแจกแจง
5. สังยคุ (Conjugate) ของจานวนเชิงซ้อน
นิยาม ให้ z = (a , b) = a + bi เป็นจานวนเชิงซ้อนใดๆ เมื่อ a , b R
ดงั น้นั z แทนสงั ยคุ ของ z โดยท่ี z = (a , - b) = a - bi
เช่น 2 3i 2 3i , 7 2i 7 2i
ข้อสังเกต การคูณจานวนวเชิงซอ้ นใดๆ กบั สงั ยคุ ของจานวนเชิงซอ้ นน้นั ๆ
zz =
จำนวนเชงิ ซ้อน 6
ตัวอย่าง จงหาผลคูณของ
1. (3 – 2i) ( 3 + 2i)
2. (2 + 4i) ( -2 - i)(-2 + i)( 2 – 4i)
สมบตั ิของสังยคุ ของจานวนเชิงซ้อน
ให้ z , z1 , z2 เป็ นจานวนเชิงซอ้ นใดๆ จะไดว้ า่
1. Re(z) = 1 (z z) และ Im(z) = 1 (z z)
2i
2
2. z = z
3. ในกรณีท่ี z ≠ 0 จะไดว้ า่ (z 1) 1 1
(z) z
4. z1 z2 z1 z2
5. z1 z2 z1 z2
6. z1z2 z1 z2
7. z1 z1 , z2 0
z2 z2
หน่วยจนิ ตภาพ (Imaginary unitc) ดงั น้นั
นิยาม ให้ i = ( 0 , 1) =
=
i2 = ( 0 , 1) ( 0 , 1) =
i3 = i2 i
i4 = (i2)2 1
ดงั น้นั i4 = i0 =
จำนวนเชิงซ้อน 7
ถา้ k แทนจานวนเตม็ บวกใดๆ
ik = i4m + x
= (i4)m ix
= (1)m ix
= 1 ix
ดงั น้นั ik = ix เม่ือ x = 0 ,1 , 2 , …
และ i0 = 1 , i = i , i2 = -1 , i3 = -i
ตัวอย่างที่ 1 จงหาค่าของ
1. i37
2. i103
3. i 2552
4. i9 i20 i27i33 i43i50
จำนวนเชิงซ้อน 8
แบบฝึ กหัด
1. i i2 i3 i4
2. in in1 in2 in3
3. ii 2i3i4
4. i ni n1in2i n3
จำนวนเชงิ ซ้อน 9
ตัวอย่างที่ 2 จงทาใหเ้ ป็นผลสาเร็จ
1. i57 i58 i59 i60
2. i i2 i3 ... i95
3. i10 i11 i12 ... i79
4. i26i27i28i 29
5. i i2i3...i178
จำนวนเชิงซ้อน 10
6. i52i53i54...i2009
i26 i27 i28 ... i2552
7. i 22 i33 i 44
8. in1in3in5in7
จำนวนเชิงซ้อน 11
9. in1 in3 in5 in7
เอกลักษณ์และอินเวอร์สการบวกจานวนเชิงซ้อน
นิยาม ให้ z = (a , b) = a + bi เป็นจานวนเชิงซอ้ นใดๆ
1. เอกลกั ษณ์การบวกจานวนเชิงซ้อน
( 0 , 0 ) = 0 + 0i = 0 เป็นเอกลกั ษณ์การบวกจานวนเชิงซอ้ น
2. อินเวอร์สการบวกจานวนเชิงซ้อน
- z = (-a , -b ) = - a – bi เป็นอินเวอร์สการบวกจานวนเชิงซอ้ นของ z
เช่น
อินเวอร์การบวกของ (-2 , 1) คอื
อินเวอร์การบวกของ 3+2i คือ
อินเวอร์การบวกของ -7 + i คอื
การลบจานวนเชิงซ้อน
นิยาม ให้ z1 = ( a , b) = a + bi , และ z2 = (c , d) = c + di เป็ นจานวนเชิงซอ้ นใดๆ
ดงั น้นั z1 z2 z1 (z2 )
แสดงวา่ z1 z2 (a, b) (c, d ) (a c, b d )
หรือ z1 z2 (a bi) (c di) (a c) (b d )i
ตวั อย่าง จงหาค่าของ
จำนวนเชิงซ้อน 12
1. (2 , 3) - ( 6 , -9) + (5 , -8)
2. (-10 - 5i) + ( 3 – 4i ) – ( 8i - 7)
3. i17 (1 2i) ( 2 i) 8i2
เอกลกั ษณ์และอนิ เวอร์การคูณจานวนเชิงซ้อน
นิยาม ให้ z = ( a , b) = a + bi เป็ นจานวนเชิงซ้อนใดๆ
1. เอกลักษณ์การคูณจานวนเชิงซ้อน
( 1 , 0 ) = 1 + 0i เป็นเอกลกั ษณ์การคูณจานวนเชิงซอ้ น
2. อนิ เวอร์สการคูณจานวนเชิงซ้อน
z 1 (a2 a , a b 2 ) a2 a a2 b i a bi
b2 2 b b2 b2 a2 b2
ตวั อย่าง จงหาอินเวอร์การคูณของจานวนเชิงซอ้ นตอ่ ไปน้ี
1. ( 3 , -4)
a2 b2 (3)2 (4)2 9 6 25
ดงั น้นั อินเวอร์การคูณจานวนเชิงซอ้ น ( 3 , -4) คอื 3 , 4
25 25
จำนวนเชงิ ซ้อน 13
2. 3 2i
3. 3i
4. 7
การหารจานวนเชิงซ้อน
นิยาม z1 , z2 เป็ นจานวนเชิงซ้อนใดๆ z2 ≠ ( 0 , 0)
ดงั น้นั z1 z1z21 เม่ือ z21 เป็ นอินเวอร์สการคูณของ z2
z2
ตัวอย่างที่ 1 จงหาผลหารของ 4 3i
3 2i
จำนวนเชงิ ซ้อน 14
หมายเหตุ การหารจานวนเชิงซอ้ นอาจใชส้ งั ยคุ ของจานวนเชิงซอ้ นมาใชไ้ ด้
โดยอาศยั หลกั การ (a+bi)(a-bi) = a2 + b2
ตัวอย่างที่ 2 จงหาคา่ ของ 2 i
4i
ตัวอย่างที่ 3 จงทาให้เป็นผลสาเร็จ
1. i 5 2i
1 3i 1 3i
2. 4 3i 5 3i
1i 2i
จำนวนเชิงซ้อน 15
3. 2 3i 1 3i
2 6i 2 i
ตัวอย่างท่ี 4 จงหาคา่ ของ x และ y จากสมการ
1. 5x 4 20 yi
2. (3 i)2 x 2 yi 9
จำนวนเชิงซ้อน 16
3. (x 2y) (2x y)i 8 i
4. (2 i)(x yi) i 3
กราฟและค่าสัมบูรณ์ของจานวนเชิงซ้อน
แกนจินตภาพ
แกนจริง
จำนวนเชิงซ้อน 17
ถา้ z = (a , b) = a + bi เป็นจานวนเชิงซอ้ นใดๆ กราฟของ z เขยี นได้ 2 แบบ คือ
1. จดุ (a , b)
2. เวกเตอร์ที่มีจุดเริ่มตน้ (0 , 0) และ จดุ สิ้นสุด ( a , b)
ตวั อย่างท่ี 1 จงเขียนจุดแทนจานวนเชิงซอ้ นตอ่ ไปน้ี ( -2 , 3) , 4 + i , -3
ตัวอย่างที่ 2 จงเขียนเวกเตอร์แทนจานวนเชิงซอ้ นตอ่ ไปน้ี
z1 = -4 + 2i
z2 = i(3-4i)
z3 = (6 - 5i) + (-1 + 5i)
z4 = (2 - i)2
นิยาม ค่าสมั บรู ณ์ ( absolute value ) ของจานวนเชิงซอ้ น a + bi คอื ระยะทางระหวา่ งจดุ กาเนิด (0 , 0) กบั
จุด ( a , b) เขยี นแทนดว้ ยสญั ลกั ษณ์ a bi โดยท่ี a bi a2 b2 หรือ
(a, b) a2 b2
ตัวอย่าง
1. 2 3i (2)2 ( 3)2 4 3 7
2. 3 1 i
22
จำนวนเชิงซ้อน 18
3. 4i
4. 3
สมบัติของค่าสัมบูรณ์
กาหนดให้ z ,z1 , z2 เป็ นจานวนเชิงซอ้ น จะไดว้ า่
1. z 2 z z
2. z z z
3. z.z1 z2 .... zn z . z1 . z2 ... zn
4. z = 0 ก็ตอ่ เมื่อ z=0
5. z1 z 1 1 เมื่อ z0
z
6. z1 z1 , z2 0
z2 z2
สมบตั ิอื่นๆ ท่ีควรทราบ
1. ถา้ z = (a , 0) แลว้ z = a
2. ถา้ z = (0 , b) แลว้ z = b
3. ถา้ z เป็ นจานวนเชิงซอ้ น และ n เป็ นจานวนเตม็ บวกแลว้ zn z n ,n I
4. z1 z2 z1 z2
5. z1 z2 z1 z2
6. z1 z2 z1 z2
ตัวอย่างที่ 1 จงหา z1 เม่ือ z = 5 + (3 – 4i ) + (7i - 6)
จำนวนเชิงซ้อน 19
จำนวนเชงิ ซ้อน 20
ตวั อย่างท่ี 2 ถา้ z = 3 + i แลว้ จงหาคา่ สมั บรู ณ์ของ z3
ตวั อย่างท่ี 3 จงหาคา่ ของ 1 5i2 (6 3i)
2i(12 5i)(1 3i)
ตวั อย่างท่ี 4 กาหนด (2 + i)(a + bi)(3 - i) = 1 – 5i จงหาคา่ ของ a bi
จำนวนเชงิ ซ้อน 21
จานวนเชิงซ้อนในรูปเชิงข้ัว ( Polar Form of Complex Numbers )
A(a,b)
b
b
0a
จากรูป OA แทนจานวนเชิงซอ้ น a + bi ดงั น้นั a + bi = rcos i sin
ซ่ึง 1. เรียกจานวนเชิงซอ้ นในรูป rcos i sin วา่ รูปเชิงข้วั ( Polar Form) ของ a + bi
2. r เรียกวา่ โมดูลสั ของ a + bi
3. ยกวา่ อาร์กิวเมนต์ ของ a + bi
โดยท่ี r a bi a2 b2
x r cos
y r sin
และ tan b เม่ือ a ≠ 0
a
ตัวอย่างที่ 1 จงเขยี นจานวนเชิงซอ้ นต่อไปน้ีในรูปเชิงข้วั
1. 3 i
จำนวนเชงิ ซ้อน 22
2. 2 2i
3. 10
4. 5i
ตวั อย่างที่ 2 จงเขียนจานวนตอ่ ไปน้ีในรูป a + bi
1. 3 2(cos 225 i sin 225)
จำนวนเชิงซ้อน 23
2. 2(cos330 i sin 330)
3. 9(cos 270 i sin 270)
นิยาม ให้ z r(cos i sin ) , z1 r1(cos 1 i sin 1),
z2 r2 (cos 2 i sin 2 ) เป็นจานวนเชิงซอ้ นใดๆ
1. ถา้ z1 = z2 แลว้ r1 r2 และ 1 2
2. z r เม่ือ z เป็ นค่าสมั บรู ณ์ของ z
3. z rcos() i sin() เม่ือ z เป็ นสงั ยคุ ของ z
4. z1 1 1 cos i sin , z 0
zr
5. z1z2 r1r2[cos(1 2 ) i sin(1 2 )]
6. z1 r1 [cos(1 2) i sin(1 2 )]; z2 0
z2 r2
7. zn = rn (cos n i sin n ), n I (เรียกวท่ ฤษฏบี ทของเดอร์มวั )
จำนวนเชงิ ซ้อน 24
ตวั อย่าง จงเขียนจานวนเชิงซอ้ นตอ่ ไปน้ีในรูป a + bi
1. 2 3(cos 11 i sin 11 )4(cos 4 i sin 4 )
6 6 3 3
2. 8(cos 30 i sin 30)
2(cos 240 i sin 240)
3. ( 1 3 i)14
22
จำนวนเชิงซ้อน 25
4. 2(cos 75 i sin 75) 3 108(cos 213 i sin 213)
18(cos 468 i sin 468)
รากท่ี n ของจานวนเชิงซ้อน
ทฤษฏีบท
ถ้า z r(cos i sin ) เป็ นจานวนเชิงซ้อนใดๆ n เป็ นจานวนเต็มบวกท่ี มากว่า 1 รากท่ี n
ของ z มที ้งั หมดที่แตกต่างกนั n รากคือ
zk n r cos( 2k ) i sin( 2k ), k 0,1.2,3,..., n 1
n n
ตัวอย่างที่ 1 จงหารากทีส่ องของ 2(cos i sin )
33
จำนวนเชิงซ้อน 26
ตวั อย่างท่ี 2 จงหารากท่สี ามของ 1
ตัวอย่างที่ 3 จงหารากท่ี 4 ของ 8 8 3i
จำนวนเชงิ ซ้อน 27
ทฤษฏบี ท
กาหนด z = a + bi เป็ นจานวนเชิงซอ้ นใดๆ และ r = z a2 b2 จะไดว้ า่ รากท่ีสองของ z คือ
ra r a i เมื่อ b
2 2 เมื่อ b < 0
ra r ai
2 2
ตัวอย่าง จงหารากทสี่ องของ
1. 2 2 3i
2. 1 3i
สมการพหุนาม (Polynomial Equation)
สมการพหุนาม คือ สมการท่ีเขียนในรูป
an xn + an-1 xn -1 + an-2 xn -2 + …+ a1 x + a0 = 0
เม่ือ n เป็ นจานวนเตม็ บวก an , an-1 , an-2 , … , a1 , a0 เป็ นจานวนจริงที่ an ≠ 0 ถา้ ม มี a + bi เป็ นคาตอบของ
สมการแลว้ a – bi จะเป็นคาตอบของสมการดว้ ย เม่ือ a และ b เป็นจานวนจริง โดยท่ี b ≠ 0
เช่น 3x + 5 = 0 เรียกสมการเชิงเสน้ (Linear Eqution)
2x2 – x – 1 = 0 เรียกสมการกาลงั สอง (Quadratic Eqution)
x3 – 27 = 0
จำนวนเชิงซ้อน 28
ทฤษฏบี ท
1. ถา้ p(x) เป็ นพหุนามท่ีมีดีกรีมากกวา่ 0 แลว้ สมการ p(x) = 0 จะมีคาตอบทเ่ี ป็นจานวนเชิงซอ้ น
อยา่ งนอ้ ยหน่ึงคาตอบ
2. ถา้ p(x) เป็นพหุนามดีกรี n 1 แลว้ สมการ p(x) = 0 จะมีคาตอบอยา่ งนอ้ ย 1 คาตอบ มากสุด n
คาตอบ (คาตอบอาจจะซ้ากนั ได)้
3. กาหนด p(x) เป็ นพหุนามท่มี ีดีกรีมากกวา่ หรือเทา่ กบั 1 จะไดว้ า่ พหุนาม p(x) มี x – c เป็นตวั
ประก็ตอ่ เม่ือ P(c) = 0
4. กาหนด p(x) เป็ นพหุนามในรูป an xn + an-1 xn -1 + an-2 xn -2 + …+ a1 x + a0 โดยที่ n เป็ นจานวน
เตม็ บวก an , an-1 , an-2 , … , a1 , a0 เป็ นจานวนเตม็ ที่ an ≠ 0
ถา้ x - k เป็นตวั ประกอบของพหุนาม p(x) โดยที่ m และ k เป็นจานวนเตม็ ซ่ึง m ≠ 0 และ หรม. ของ m
m
และ k คอื 1 แลว้ m หาร an ลงตวั และ k หาร a0 ลงตวั
5. ถา้ จานวนเชิงซอ้ น z เป็นคาตอบของสมการพหุนาม
P(x) = an xn + an-1 xn -1 + an-2 xn -2 + …+ a1 x + a0 = 0
โดยทส่ี มั ประสิทธ์ิ an , an-1 , an-2 , … , a1 , a0 เป็ นจานวนจริง เม่ือ a + bi เป็ นคาตอบของสมการแลว้ a – bi
เป็นคาตอบของสมการดว้ ย เมื่อ b ≠ 0
การแก้สมการเชิงเส้นใช้สมบตั กิ ารเท่ากัน
ตวั อย่าง จงแกส้ มการต่อไปน้ี
1. 2x + 7i = 15
2. (1 3i)x 2 0
จำนวนเชิงซ้อน 29
3. 7ix (4 i)(2 3i) 0
4. x 3i 4 xi
การแก้สมการควอดราติก ใช้การแยกตัวประกอบ หรืออาจจะใช้สูตร จากสมการ
ax2 + bx + c , a ≠ 0 แลว้ x b b2 4ac โดยที่
2a
1. b2 – 4ac = 0 แลว้ x b เป็ นจานวนจริง 1 คาตอบ
2a
2. b2 – 4ac > 0 แลว้ x เป็ นจานวนจริง 2 คาตอบ
3. b2 – 4ac < 0 แลว้ x เป็ นจานวนเชิงซอ้ น 2 คาตอบ ซ่ึง x b | b2 4ac | i
2a
ตวั อย่าง จงแกส้ มการตอ่ ไปน้ี
1. x2 4x 1 0
จำนวนเชิงซ้อน 30
2. 2x2 3x 5 0
3. x2 4i 0
4. x2 3ix 4 0
5. x2 (2i 3)x 5 i 0
จำนวนเชิงซ้อน 31
การแก้สมการพหุนามกาลังมากกว่า 1 ใช้การแยกตวั ประกอบหรือบางกรณใี ช้ทฤษฏเี ศษเหลือ
ตวั อย่างท่ี 1 จงแกส้ มการต่อไปน้ี
1. 2x3 ix2 8x 4i 0
2. x4 x2 6 0
3. x3 i 0
จำนวนเชิงซ้อน 32
ตัวอย่างที่ 2 จงหาเซตคาตอบของสมการต่อไปน้ี
1. x3 2x2 3x 10 0
2. 2x4 5x2 5x 2 0
จำนวนเชิงซ้อน 33
ข้อสังเกต
1. ถา้ r1 , r2 เป็ นรากของสมการ x2 Ax B 0 แลว้
r1 + r2 = - A และ r1 r2 = B
เช่น x2 (2i 3)x 5 i 0 x = 2 – 3i , 1 + i
ผลบวกของรากของสมกา ร = -A = - (2i - 3) = 3 – 2i
ผลคูณของรากของสมการ = B = 5 - i
2. ถา้ r1 , r2 , r3 เป็ นรากของสมการ x3 Ax2 Bx c 0 แลว้
r1 + r2 + r3 = -A และ r1 r2 r3 = - c
เช่น x3 2ix2 x 2i 0 , x = i,2i
ผลบวกของรากของสมการ = -A = - 2i
ผลคูณของรากของสมการ = - c = - 2 i
3. จากสมการ xn + an-1 xn -1 + an-2 xn -2 + …+ a1 x + a0 = 0
ผลบวกของรากของสมการ = - an-1
ผลคูณของรากของสมการ = a0 เมื่อ n เป็ นจานวนคู่
= - a0 เม่ือ n เป็ นจานวนคี่
เช่น 2x2 5x 3 0
ผลบวกของรากของสมการ =
ผลคูณของรากของสมการ =
2x3 2x2 x 1 0 =
=
ผลบวกของรากของสมการ
ผลคูณของรากของสมการ
จำนวนเชิงซ้อน 34
แบบฝึ กหัดเพิ่มเตมิ 1
จงหาค่าของ x จากสมการต่อไปน้ี
1. (2 6i)x 3i
2. (1 i)x (4 i)(5 i) 0
3. (2 i)x i 3
4. 3x 4i 0
5. x2 4i 0
6. x2 6ix 7 0
7. x2 (1 3i) 0
8. x2 2(i 1)x 1 2i 0
จำนวนเชิงซ้อน 35
9. (1 i)x2 4ix (2 2i) 0
10. 2x2 (5 i)x 6 0
11. 2x2 (1 i)x 1 0
12. x2 (4 6i)x 24i 0
จำนวนเชิงซ้อน 36
แบบฝึ กหัดเพ่มิ เติม 2
จงหาเซตคาตอบของสมการตอ่ ไปน้ี
1. x2 2ix3 x 2i 0
2. 2x3 x 1 0
3. x4 x3 7x2 9x 18 0
4. x4 3x3 20x2 24x 8 0
5. x3 8i 0
6. x5 3ix4 4x 12i 0
7. x4 29x2 100 0
8. x4 2x3 x 2 0
จำนวนเชงิ ซ้อน 37
9. x4 3x3 5x2 27x 36 0
10. x4 2x3 5x2 6x 6 0
11. x6 2x3 1 0
12. x6 x5 3x4 x2 x 3 0
จำนวนเชิงซ้อน 38
การแก้สมการพหุนาม เม่อื กาหนดคาตอบของสมการให้
ถา้ c1, c2, c3,...,cn เป็ นรากของสมการ(คาตอบของสมการ) พหุนามทม่ี ี x เป็ นตวั แปรของสมการ
กาลงั n , n 1 ดงั น้นั สมการคอื
k(x c1)(x c2 )(x c3 )...(x cn ) 0, k I
เช่น สมการพหุนามกาลงั 2 ทม่ี ี -1 , 5 เป็นรากของสมการ มีสมั ประสิทธ์ิเป็นจานวนเตม็ คอื
k(x 11)(x 5) 0
k(x2 4x 5) 0, k I
ทฤษฎบี ท สมการพหุนามกาลัง n เมื่อ n เป็ นจานวนเตม็ บวก
1. จะมีรากของสมการท่เี ป็ นจานวนเชิงซอ้ น อยา่ งนอ้ ย 1 ราก และมากสุด n ราก
2. ถา้ สมั ประสิทธข์ องสมการเป็นจานวนจริง ซ่ึง a + bi เป็นรากของสมการแลว้ a – bi จะเป็นรากของ
สมการดว้ ย เม่ือ a , b R, b 0
3. ถา้ สมั ประสิทธ์ิของสมการเป็ นจานวนตรรกยะ ซ่ึง a b เป็ นรากของสมการแลว้ a b จะเป็ น
รากของสมการดว้ ย เมื่อ a และ b เป็นจานวนตรรกยะ และ b เป็นจานวนอตรรกยะ
ตวั อย่างท่ี 1 จงแสดงวา่ 1 + 2i เป็ นรากของสมการ x4 2x3 9x2 8x 20 0 และหาเซตคาตอบ
ท้งั หมดของสมการ
จำนวนเชิงซ้อน 39
ตัวอย่างท่ี 2 จงหาสมการพหุนามกาลงั 3 ซ่ึงมีสมั ประสิทธ์ิเป็นจานวนเตม็ มี 1 และ i-2 เป็นรากของสมการ
มีสมั ประสิทธ์ิเป็น 3
ตวั อย่างท่ี 3 จงหาสมการพหุนามกาลงั 5 ท่ีมีสมั ประสิทธ์ิ เป็ นจานวนจริง มี 1 i,2i, 1 เป็ นคาตอบของ
3
สมการ
จำนวนเชิงซ้อน 40
NOTE
จำนวนเชิงซ้อน 41
NOTE
ฟังกช์ นั ตรีโกณมิติ 1
ฟังฟกัง์ชกัน์ชตันรตีโรกีโณกณมติมิ ิติ
1. ฟังก์ชันไซน์และฟังก์ชันโคไซน์
วงกลมหนึง่ หน่วย (unit circle)
บทนิยาม วงกลมหน่ึงหน่วย หมายถึง วงกลมทมี่ ีจุดศูนยก์ ลางอยทู่ ่จี ดุ กาเนิด (origin) และมีรัศมียาว
เท่ากบั 1 หน่วย วงกลมน้ีเป็ นกราฟของความสมั พนั ธ์ { |}
ความยาวของเสน้ รอบวงเท่ากบั 2r หน่วย
เม่ือ r = 1 ความยาวของเสน้ รอบวงของวงกลมหน่ึงหน่วยเทา่ กบั 2
วงกลมหน่ึงหน่วย
Y
X
จากรูป เป็ นพกิ ดั (x,y) ทอ่ี ยบู่ นเสน้ รอบวงของวงกลมรศั มีหน่ึงหน่วยตามค่ามุมตา่ งๆ
ฟังกช์ นั ตรีโกณมิติ 2
เมื่อวดั ระยะจากจุด (1,0) ไปตามส่วนโคง้ ของวงกลมหน่ึงหน่วยยาว | | หน่วย เม่ือ แทนจานวนจริงใด
ๆ ถึงจดุ (x,y) ซ่ึงอยบู่ นวงกลมหน่ึงหน่วย
1. ไปในทศิ ทางทวนเขม็ นาฬิกา
2. ไปในทิศทางตามเขม็ นาฬิกา
3. ไปปลายส่วนโคง้ คอื จดุ (1,0) เม่ือ
คา่ ของฟังกช์ นั ไซน์และโคไซนข์ องจานวนจริงใด ๆ
− −
−
2. ค่าของฟังก์ชันไซน์และฟังก์ชันโคไซน์
2.1 ค่าของฟังก์ชันไซน์และฟังก์ชันโคไซน์ของจานวนจริงบางจานวน
ความยาวส่วนโคง้ วดั จากจดุ (1,0) ทวนเขม็ นาฬกิ าถึงจดุ (0,1) เทา่ กบั หน่วย
ความยาวส่วนโคง้ วดั จากจดุ (1,0) ทวนเขม็ นาฬกิ าถึงจดุ (-1,0) เทา่ กบั หน่วย
ความยาวส่วนโคง้ วดั จากจุด (1,0) ทวนเขม็ นาฬิกาถึงจดุ (0,-1) เท่ากบั หน่วย
ความยาวส่วนโคง้ วดั จากจดุ (1,0) ทวนเขม็ นาฬกิ าถึงจดุ (1,0) เท่ากบั หน่วย
บทนิยาม เมื่อ (x, y) เป็ นจุดปลายส่วนโคง้ ท่ยี าว หน่วย
ฟังกช์ นั ไซน์ (sine) คือ เซตของคู่อนั ดบั (, y)
ฟังกช์ นั โคไซน์ (cosine) คือ เซตของคู่อนั ดบั (, x)
เน่ืองจาก (, y) sine จะได้ y = sine หรือ y = sin
และ (, y) cosine จะได้ x = cosine หรือ x = cos
หมายเหตุ
จาก = 1
= 1 เม่ือ เป็นจานวนจริง
หรือ = 1 เมื่อ เป็นจานวนจริง
=1
ฟังกช์ นั ตรีโกณมิติ 3
แบบฝึ กทักษะที่ 1
จงเติมคาตอบลงในตารางใหถ้ ูกตอ้ ง
1.
ควอดรันต์ ท่ี 1 ควอดรนั ต์ ที่ 2
จานวนจริง 0 2 3 5
6432346
sin 0
cos 1
2.
ควอดรันต์ ท่ี 3 ควอดรนั ต์ ที่ 4
จานวนจริง 7 5 4 3 5 7 11 2
6 43 2 34 6
sin
cos
3.
18108อ0งอศงาศเทา ่าเทก่าบั ก บั เรเเดรยีเดนยี น
(องศา) (เรเดยี น) sin cos (องศา) (เรเดยี น) sin cos
0 210
30 225
45 240
60 270
90 300
120 315
135 330
150 360
180
ฟังกช์ นั ตรีโกณมิติ 4
4. จงตอบคาถามตอ่ ไปน้ี
4.1 จุดปลายของความยาวส่วนโคง้ ควรอยทู่ ี่
4.2 จุดปลายของความยาวส่วนโคง้ − ควรอยทู่ ี่
4.3 จุดปลายของความยาวส่วนโคง้ ควรอยทู่ ่ี
4.4 จดุ ปลายของความยาวส่วนโคง้ ควรอยทู่ ี่
4.5 จดุ ปลายของความยาวส่วนโคง้ ควรอยทู่ ี่
4.6 จุดปลายของความยาวส่วนโคง้ − ควรอยทู่ ่ี
4.7 จุดปลายของความยาวส่วนโคง้ − ควรอยทู่ ี่
4.8 จุดปลายของความยาวส่วนโคง้ − ควรอยทู่ ่ี
4.9 จุดปลายของความยาวส่วนโคง้ − ควรอยทู่ ี่
4.10 จดุ ปลายของความยาวส่วนโคง้ ควรอยทู่ ่ี
5. กาหนดจานวนจริง ใหห้ าจดุ ปลายส่วนโคง้ ที่ยาว หน่วยทีก่ าหนดให้
1. = 13 2. = 36
6 4
3. = 25 4. = 20
4 3
5. = 13 ฟังกช์ นั ตรีโกณมิติ 5
3 6. = 37
6
7. = 99 8. = 199
4 6
2.2 ค่าของฟังก์ชันไซน์และฟังก์ชันโคไซน์ของจานวนจริงใด ๆ
ถา้ ส่วนโคง้ ของวงกลมหน่ึงหน่วยที่เชื่อมระหวา่ งจุด (1, 0) กบั (x, y) ยาว || หน่วย ส่วนโคง้ ของวงกลม
หน่ึงหน่วยท่ีเช่ือมระหวา่ งจุด (1, 0) กบั จดุ (x, -y) จะตอ้ งยาว || หน่วย เมื่อ แทนจานวนจริงใดๆ
Y
(x,y)
จากจุด (x,y) และ (x,-y)
(1,0) X สรุปไดว้ า่ sin (- ) = - sin
- cos (- ) = cos
(x,-y)
−−
−
ฟังกช์ นั ตรีโกณมิติ 6
การหาค่าของฟังชันก์ตรีโกณมติ ิของจานวนจริงต้งั แต่ 0 ถงึ 2
ค่าของฟังก์ชันไซน์และโคไซน์ของจานวนจริงใด ๆ
− เมื่อ (อยใู่ นจตภุ าคที่ 2)
− − เม่ือ (อยใู่ นจตุภาคที่ 2)
− เมื่อ (อยใู่ นจตภุ าคที่ 3)
− เมื่อ (อยใู่ นจตุภาคท่ี 3)
− − เมื่อ (อยใู่ นจตุภาคท่ี 4)
− เมื่อ (อยใู่ นจตุภาคท่ี 4)
*** หมายเหตุ เป็ นความยาวของส่วนโคง้ ไม่ใช่จตุภาค
ตัวอย่าง จงหาค่าของฟังก์ชันตรีโกณมิตติ ่อไปนี้
1. และ
วิธีทา จาก = ( −)
จาก =
= Ans
= ( −)
=−
= √ Ans
ฟังกช์ นั ตรีโกณมิติ 7
2. และ
3. และ
4. และ
ฟังกช์ นั ตรีโกณมิติ 8
5. และ
แบบฝึ กทักษะที่ 2
1. จงหาคา่ ของฟังกช์ นั ไซนแ์ ละโคไซน์ตอ่ ไปน้ี
1. และ
2. และ