การพัฒนาแบบฝึกทักษะทางการเรียนคณิตศาสตร์ เรื่อง เส้นขนาน ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 THE DEVELOPMENT MATHEMATICS EXERCISE BOOK ON PARALLEL LINE OF MATHAYOMSUKSA 2 STUDENTS ภัสราภรณ์ นามแก้ว รายงานการวิจัยฉบับนี้เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาตามหลักสูตร ปริญญาครุศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาคณิตศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี ประจำปีการศึกษา 2565
การพัฒนาแบบฝึกทักษะทางการเรียนคณิตศาสตร์ เรื่อง เส้นขนาน ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 THE DEVELOPMENT MATHEMATICS EXERCISE BOOK ON PARALLEL LINE OF MATHAYOMSUKSA 2 STUDENTS ภัสราภรณ์ นามแก้ว รายงานการวิจัยฉบับนี้เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาตามหลักสูตร ปริญญาครุศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาคณิตศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี ประจำปีการศึกษา 2565
หัวข้องานวิจัยในชั้นเรียน การพัฒนาแบบฝึกทักษะทางการเรียนคณิตศาสตร์ เรื่อง เส้นขนาน ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ผู้วิจัย นางสาวภัสราภรณ์ นามแก้ว อาจารย์ที่ปรึกษา รองศาสตราจารย์ ดร.สมชาย วรกิจเกษมสกุล อาจารย์ที่ปรึกษาร่วม ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.มณีญา สุราช นางสาวจุฬารักษ์ บุญชัย ปริญญา ครุศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาคณิตศาสตร์ ปีการศึกษา 2565 คณะกรรมการบริหารหลักสูตรครุศาสตร์บัณฑิต สาขาวิชาคณิตศาสตร์ อนุมัติให้นับรายงาน การวิจัยในชั้นเรียนฉบับนี้ เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาตามหลักสูตรครุศาสตร์บัณฑิต สาขาวิชา คณิตศาสตร์ ..…………………………………………………………..….ประธานสาขาวิชาคณิตศาสตร์ (รองศาสตราจารย์ ดร.สมชาย วรกิจเกษมสกุล) คณะกรรมการที่ปรึกษา .........................................................อาจารย์ที่ปรึกษา (รองศาสตราจารย์ ดร.สมชาย วรกิจเกษมสกุล) ........................................................อาจารย์ที่ปรึกษาร่วม (ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.มณีญา สุราช) ........................................................อาจารย์ที่ปรึกษาร่วม (นางสาวจุฬารักษ์ บุญชัย)
ค หัวข้องานวิจัยในชั้นเรียน การพัฒนาแบบฝึกทักษะทางการเรียนคณิตศาสตร์ เรื่อง เส้นขนาน ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ผู้วิจัย นางสาวภัสราภรณ์ นามแก้ว อาจารย์ที่ปรึกษา รองศาสตราจารย์ ดร.สมชาย วรกิจเกษมสกุล อาจารย์ที่ปรึกษาร่วม ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.มณีญา สุราช นางสาวจุฬารักษ์ บุญชัย ปริญญา ครุศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาคณิตศาสตร์ ปีการศึกษา 2565 บทคัดย่อ การวิจัยในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์การวิจัย 1) เพื่อศึกษาประสิทธิภาพของกระบวนการและ ผลลัพธ์ของแบบฝึกทักษะ เรื่อง เส้นขนาน ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 2) เพื่อศึกษาผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง เส้นขนาน โดยใช้แบบฝึกทักษะของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 3) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง เส้นขนาน โดยใช้แบบฝึกทักษะ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ระหว่างก่อนเรียนกับหลังเรียน โดยที่กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 2 จำนวน 1 ห้องเรียน จำนวน 12 คน ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2565 โรงเรียน อุดรธานีพิทยาคม อำเภอเมืองอุดรธานีจังหวัดอุดรธานี ที่ได้มาจากการสุ่มตัวอย่างแบบแบ่งกลุ่ม (Cluster Random Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ 1) แผนการจัดการเรียนรู้วิชา คณิตศาสตร์ เรื่อง เส้นขนาน ของชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โดยใช้แบบฝึกทักษะ จำนวน 6 แผน แผนละ 1 ชั่วโมง รวม 6 ชั่วโมง 2) แบบฝึกทักษะ เรื่อง เส้นขนาน ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 3) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง เส้นขนาน วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ ค่าเฉลี่ย ร้อยละ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานการทดสอบค่าทีแบบกลุ่มเดียว และการทดสอบทีแบบไม่ อิสระ ผลการวิจัยพบว่า1) คะแนนเฉลี่ยของคะแนนจากการทำแบบฝึกทักษะวิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง เส้นขนาน ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 คิดเป็นร้อยละ 85.56 และคะแนนเฉลี่ยจากการทำ แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนคิดเป็นร้อยละ 78.75 แสดงว่าแบบฝึกทักษะวิชา คณิตศาสตร์ เรื่อง เส้นขนาน ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 มีประสิทธิภาพเท่ากับ 85.56/78.75 ซึ่งมีประสิทธิภาพสูงกว่าเกณฑ์ 70/70 2) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง เส้นขนาน ที่ เรียนด้วยกิจกรรมการเรียนการสอนโดยใช้แบบฝึกทักษะ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ได้คะแนน เฉลี่ยหลังเรียนเท่ากับ 15.75 คะแนน คิดเป็นร้อยละ 78.75 เมื่อเทียบกับเกณฑ์ร้อยละ 70 ผลปรากฏ ว่า คะแนนเฉลี่ยหลังเรียนไม่ต่ำกว่าเกณฑ์ร้อยละ 70 3) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง เส้นขนาน ที่เรียนด้วยกิจกรรมการเรียนการสอนโดยใช้แบบฝึกทักษะ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่
ง 2 ได้คะแนนเฉลี่ยก่อนเรียนเท่ากับ 4.33 คะแนน คิดเป็นร้อยละ 21.67 และคะแนนเฉลี่ยหลังเรียน เท่ากับ 15.75 คะแนน คิดเป็นร้อยละ 78.75 เมื่อเปรียบเทียบกันด้วยการทดสอบทีแบบไม่อิสระ (t – test for Dependent Sample) ผลปรากฏว่า คะแนนเฉลี่ยหลังเรียนสูงกว่าคะแนนเฉลี่ยก่อนเรียน อย่างมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ .01
จ Thesis Title THE DEVELOPMENT MATHEMATICS EXERCISE BOOK ON PARALLEL LINE OF MATHAYOMSUKSA 2 STUDENTS Author Miss Patsaraporn Namkaew Thesis Advisor Associate Professor Dr. Somchai Vorakitkasemsakul Thesis Co-Advisor Assistant Professor Dr. Maneeya Surat Miss Juraruk Bunchai Degree Bachelor Of Education in Mathematics Academic Year 2022 Abstract The purposes of this research were to 1) to study the efficiency of the process and the results of the exercise book on parallel line of Mathayomsuksa 2 students 2) to study mathematical achievement on parallel line by using exercises book of Mathayomsuksa 2 students with 70 percent criterion 3) to compare mathematical achievement on parallel line by using exercise book of Mathayomsuksa 2 students between before and after studying. Sample group for this research consisted of 12 students of Mathayomsuksa 2 at Udonthanipittayakom school, Udon Thani province in the second semester of academic year 2022 chosen by Cluster Random Sampling. The research instrument were 1) Mathematics learning management plan on parallel line of Mathayomsuksa 2 students using 6 lesson plans, 1 hour per plan, totaling 6 hours 2) Exercise book on parallel line of Mathayomsuksa 2 students 3) Mathematical Achievement Test on parallel line. The statistics used in analyzing data were mean, Standard Deviation, Dependent sample t-test and One sample t-test The result of research can be concluded that 1) The average score of the score from doing math exercise book on parallel line of Mathayomsuksa 2 students accounted for 85.56 percent and the average score from the post study achievement test accounted for 78.75 percent, indicating that math exercise book on parallel line of Mathayomsuksa 2 students is 85.56/78.75 higher than the 70/70 2) Mathematics achievement on parallel linestudied with teaching and learning activities usingexercise book of Mathayomsuksa 2 students achieved an average score after studying at 15.75 points, representing 78.75 percent compared to the 7 0 percent criteria. As a result, the average score after studying is not less than 70 percent 3) Mathematics
ฉ achievement on parallel linestudied with teaching and learning activities usingexercise book of Mathayomsuksa 2students achieved an average score before class4.33 points, representing 21.67 percent, and the average score after studying is 15.75 points or 78.75 percent. Compared with an independent T-test for Dependent Sample, the result showed that above the average grade before study.
ช กิตติกรรมประกาศ การพัฒนาแบบฝึกทักษะทางการเรียนคณิตศาสตร์ เรื่อง เส้นขนาน ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษา ปีที่ 2 โรงเรียอุดรธานีพิทยาคม อำเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการวิจัยในชั้น เรียน เพื่อการพัฒนาแบบฝึกทักษะทางการเรียนคณิตศาสตร์ เรื่อง เส้นขนาน ของนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 2 ได้ด้วยความกรุณาจากรองศาสตราจารย์ ดร.สมชาย วรกิจเกษมสกุล อาจารย์ที่ ปรึกษา ที่กรุณาให้คำปรึกษาแนะนำแนวทางที่ถูกต้อง ตลอดจนแก้ไขข้อบกพร่องต่าง ๆ ด้วยความ ละเอียดถี่ถ้วนและเอาใจใส่ด้วยดีเสมอมา ผู้วิจัยรู้สึกซาบซึ้งเป็นอย่างยิ่ง จึงขอกราบขอบพระคุณเป็น อย่างสูง ณ โอกาสนี้ ขอขอบพระคุณผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.มณีญา สุราชที่ให้คำปรึกษาในเรื่องการทำวิจัยในชั้น เรียน การวิเคราะห์ข้อมูล การแก้ไขเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยให้มีคุณภาพ ตลอดจนคําชี้แนะเกี่ยวกับ กระบวนการจัดการเรียนรู้ที่เรียนโดยใช้แบบฝึกทักษะทางการเรียนคณิตศาสตร์ เรื่อง เส้นขนาน ของ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ขอขอบพระคุณ ท่านผู้อำนวยการโรงเรียนอุดรธานีพิทยาคม นายฉัตรชัย เหลาเกลี้ยงดี ผู้อำนวยการโรงเรียนอุดรธานีพิทยาคม ท่านรองผู้อํานวยการ ครูกลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ทุก ท่าน และครูในโรงเรียนทุกคน ที่อํานวยความสะดวกและช่วยเหลือมาโดยตลอด รวมทั้งการเป็น ผู้เชี่ยวชาญในการประเมินแผนการจัดการเรียนรู้ประเมินแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์และประเมินแบบ ฝึกทักษะทางการเรียนคณิตศาสตร์และนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2/3 โรงเรียนอุดรธานีพิทยาคม ที่ ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี ท้ายนี้ ผู้วิจัยขอกราบขอบพระคุณบิดา มารดา รวมทั้งครอบครัว เพื่อน ๆ ทุกคนที่ให้กำลังใจ และสนับสนุนผู้วิจัยเสมอมา คุณค่าและประโยชน์ของวิจัยฉบับนี้ ผู้วิจัยขอมอบเป็นกตัญญูกตเวทิตา แด่บุพการี บูรพาจารย์ กัลยาณมิตร และผู้มีพระคุณทุกท่านทั้งในอดีตและปัจจุบัน ที่ทำให้ข้าพเจ้า เป็นผู้มีการศึกษาและประสบความสำเร็จมาจนตราบเท่าทุกวันนี้ ภัสราภรณ์ นามแก้ว
ซ สารบัญ หน้า บทคัดย่อ................................................................................................................................... ค Abstract...................................................................................................................................จ กิตติกรรมประกาศ......................................................................................................................ช สารบัญ......................................................................................................................................ซ สารบัญตาราง ............................................................................................................................ฎ สารบัญรูปภาพ...........................................................................................................................ฏ บทที่ 1 บทนำ............................................................................................................................1 ความเป็นมาและความสำคัญของการวิจัยปฏิบัติการในชั้นเรียน..............................................................................1 วัตถุประสงค์ของการวิจัย...................................................................................................................................................................2 สมมติฐานของการวิจัยปฏิบัติการในชั้นเรียน........................................................................................................................2 ขอบเขตของการวิจัย.............................................................................................................................................................................2 นิยามศัพท์เฉพาะของการวิจัย.........................................................................................................................................................3 ประโยชน์ที่ได้รับจากการวิจัย..........................................................................................................................................................4 บทที่ 2เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง............................................................................................5 หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ.2551 สาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ (ฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2560)..................................................................................................................................................................................................6 แบบฝึกทักษะ............................................................................................................................................................................................8 ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์...............................................................................................................................27 งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง..............................................................................................................................................................................35 กรอบแนวคิดการวิจัย........................................................................................................................................................................38 ขั้นตอนการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนโดยใช้แบบฝึกทักษะ.............................................................................39
ฌ บทที่ 3วิธีการด าเนินการวิจัย........................................................................................................40 ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง............................................................................................................................................................40 แบบแผนการวิจัย.................................................................................................................................................................................40 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย..................................................................................................................................................................41 การเก็บรวบรวมข้อมูล.......................................................................................................................................................................44 การวิเคราะห์ข้อมูล..............................................................................................................................................................................45 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล....................................................................................................................................................45 บทที่ 4 ผลการวิเคราะห์ข้อมูล....................................................................................................47 บทที่ 5 สรุปผล อภิปรายผล และข้อเสนอแนะ...................................................................................50 วัตถุประสงค์ของการวิจัย................................................................................................................................................................50 สมมติฐานของการวิจัยปฏิบัติการในชั้นเรียน.....................................................................................................................50 วิธีการดำเนินการวิจัย........................................................................................................................................................................50 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย..................................................................................................................................................................51 การเก็บรวบรวมข้อมูล.......................................................................................................................................................................51 การวิเคราะห์ข้อมูล..............................................................................................................................................................................51 สรุปผลการวิจัย......................................................................................................................................................................................52 อภิปรายผลการวิจัย............................................................................................................................................................................52 ข้อเสนอแนะ............................................................................................................................................................................................54 อ้างอิง......................................................................................................................................56 ภาคผนวก.................................................................................................................................58 ภาคผนวก ก............................................................................................................................................................................................59 ภาคผนวก ข.............................................................................................................................................................................................61 ภาคผนวก ค............................................................................................................................................................................................76
ญ ภาคผนวก ง.............................................................................................................................................................................................88 ภาคผนวก จ.............................................................................................................................................................................................95 ภาคผนวก ฉ..........................................................................................................................................................................................118
ฎ สารบัญตาราง ตารางที่ หน้า 1แสดงประสิทธิภาพของแบบฝึกทักษะวิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง เส้นขนาน ที่เรียนด้วยกิจกรรมการเรียนการสอน โดยใช้แบบฝึกทักษะ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2565 จำนวน 12 คน ...........47 2 คะแนนที่ได้ ร้อยละ คะแนนเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานของผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง เส้นขนาน ที่เรียนด้วยกิจกรรมการเรียนการสอนโดยใช้แบบฝึกทักษะ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ก่อนเรียน และหลังเรียนเป็นรายบุคคล............................................................................................................48 3 คะแนนเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ร้อยละ และการทดสอบทีแบบกลุ่ม โดยเปรียบเทียบกับคะแนนสอบหลัง เรียนกับเกณฑ์ร้อยละ 70................................................................................................................49 4 คะแนนเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ร้อยละ และการทดสอบทีแบบไม่อิสระ โดยเปรียบเทียบกับคะแนนเฉลี่ย ระหว่างก่อนเรียนกับหลังเรียน.........................................................................................................49
ฏ สารบัญรูปภาพ ภาพที่ หน้า 1 กรอบแนวคิด.................................................................................................................................38 2 ขั้นตอนการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนโดยใช้แบบฝึกทักษะ.....................................................39
บทที่ 1 บทนำ ความเป็นมาและความสำคัญของการวิจัยปฏิบัติการในชั้นเรียน คณิตศาสตร์มีบทบาทสำคัญยิ่งตอความสำเร็จในการเรียนรูในศตวรรษที่ 21 เนื่องจาก คณิตศาสตร์ ช่วยใหมนุษย์มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค คิดอย่างมีเหตุผล เป็นระบบ มีแบบแผน สามารถวิเคราะห์ปญหาหรือสถานการณได้อย่างรอบคอบและถี่ถวน ช่วยใหคาดการณ วางแผน ตัดสินใจ แกปญหาได้อย่างถูกตอง เหมาะสมและสามารถนำไปใชในชีวิตจริงได้อย่างมีประสิทธิภาพ อีกทั้งตัวชี้วัดและสาระการเรียนรูแกนกลางกลุมสาระการเรียนรูคณิตศาสตร (ฉบับปรับปรุง 2560) ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐานพุทธศักราช 2551 จัดขึ้นโดยคำนึงถึงการผู้เรียนมีทักษะ ที่จำเป็นสำหรับศตวรรษที่ 21 ซึ่งประกอบด้วยทักษะด้านการคิดวิเคราะห์ การคิดอย่างมีวิจารณญาณ การแกปญหา การคิดสร้างสรรค การใชเทคโนโลยี การสื่อสารและการร่วมมือ ซึ่งจะสงผลใหผู้เรียนรู เทาทันการเปลี่ยนแปลงของระบบเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรมและสภาพแวดลอม สามารถแขงขัน และอยู่ร่วมกับประชาคมโลกได้ กระทรวงศึกษาธิการ (2560, หนา 8) ในปัจจุบันพบว่า ภาพรวมผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคณิตศาสตร์ของนักเรียนไทยยังไม่บรรลุ เป้าหมายเท่าที่ควร จากการจัดการเรียนการสอนคณิตศาสตร์ที่ผ่านมาไม่สามารถดำเนินการให้ สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ และแนวทางของหลักสูตรได้ เนื่องจากครูสวนใหญ่ใชวิธีการสอนแบบ บรรยายอย่างเดียว ไม่ได้ส่งเสริมหรือกระตุนใหนักเรียนเกิดการคิด ครูไม่เห็นความจำเป็นของแผนการ สอน ครูสอนเร็วเกินไปโดยไม่คำนึงถึงความแตกตางระหว่างบุคคล ครูไม่มีเวลาเตรียมการสอน การสอนมักมุงที่ผลลัพธ์มากกวากระบวนการ จากการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนคณิตศาสตร์ของ ครูดังกล่าวข้างตน สงผลตอตัวผู้เรียนหลายประการ เชน ทำใหผู้เรียนส่วนใหญ่ไม่เขาใจกระบวนการ และขาดความเข้าใจอย่างต่อเนื่องในบทเรียน ขาดทักษะในการคิดคํานวณ ผู้เรียนคิดแกปญหา คณิตศาสตร์ไม่เป็น ฯลฯ ซึ่งสงผลใหคุณภาพการเรียนการสอนคณิตศาสตร์ในระดับประถมศึกษาไม่มี ประสิทธิภาพตามที่หลักสูตรตองการ (วัชรี, 2554) การสอนโดยใช้แบบฝึกทักษะ ความสำคัญของแบบฝึกทักษะเป็นวิธีสอนที่สนุกอีกวิธีหนึ่ง คือ การให้นักเรียนได้ทำแบบฝึกมากๆ เพราะแบบฝึกจะช่วยให้นักเรียนมีโอกาสนำความรู้ที่เรียนมาแล้ว ฝึกให้เกิดความเข้าใจกว้างขวางขึ้น แบบฝึกทักษะมีประโยชน์ต่อการเรียนทักษะมาก เป็นส่วนเพิ่มเติม หรือเสริมหนังสือเรียนในการเรียนทักษะเป็นอุปกรณ์การสอนที่ลดภาระของครูได้มาก แต่จะต้อง อาศัยการส่งเสริมและความดูแลเอาใจใส่จากครูผู้สอนด้วย ช่วยในเรื่องความแตกต่างระหว่างบุคคล
2 เนื่องจากเด็กมีความสามารถทางภาษาที่แตกต่างกัน การให้เด็กทำแบบฝึกหัดที่เหมาะสมกับ ความสามารถของเขาจะช่วยให้เด็กประสบความสำเร็จในด้านจิตใจมากขึ้น(วีระพงษ์ มุลทา, 2550: 3) จากความสำคัญและสภาพปัญหาการเรียนการสอนคณิตศาสตร์ที่ระบุดังข้างต้น ดังนั้นผู้วิจัยจึง มีความสนใจที่จะศึกษา เรื่อง การศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคณิตศาสตร์ เรื่อง เส้นขนาน โดยใช้แบบฝึกทักษะ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 เพื่อที่จะได้นำกิจกรรมการเรียนการสอนวิชา คณิตศาสตร์ไปใช้ในการพัฒนาเยาวชนในประเทศไทยให้มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนทางคณิตศาสตร์ได้ อย่างมีประสิทธิภาพ วัตถุประสงค์ของการวิจัย ผู้วิจัยได้กำหนดวัตถุประสงค์ของการวิจัยดังนี้ 1. เพื่อศึกษาประสิทธิภาพของกระบวนการและผลลัพธ์ของแบบฝึกทักษะ เรื่อง เส้นขนาน ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 2. เพื่อศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง เส้นขนาน โดยใช้แบบฝึกทักษะ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 3. เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง เส้นขนาน โดยใช้แบบฝึก ทักษะ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ระหว่างก่อนเรียนกับหลังเรียน สมมติฐานของการวิจัยปฏิบัติการในชั้นเรียน ผู้วิจัยได้กำหนดสมมติฐานของการวิจัยดังนี้ 1. ประสิทธิภาพของกระบวนการและผลลัพธ์ (E1/E2) ของแบบฝึกทักษะ เรื่อง เส้นขนาน ของ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ไม่น้อยกว่า 70/70 2. นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ที่เรียนโดยใช้แบบฝึกทักษะ เรื่อง เส้นขนาน มีผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนคณิตศาสตร์หลังเรียนไม่น้อยกว่าร้อยละ 70 3. นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ที่ มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง เส้นขนาน โดยใช้แบบฝึกทักษะ หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน ขอบเขตของการวิจัย ผู้วิจัยได้กำหนดขอบเขตของการวิจัยดังนี้ 1. ประชากรในการวิจัยครั้งนี้ เป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนอุดรธานีพิทยาคม อำเภอเมืองอุดรธานี จังหวัดอุดรธานี
3 2. ตัวแปรในการวิจัยมีดังนี้ 2.1 ตัวแปรต้น คือ การจัดการเรียนรู้โดยใช้แบบฝึกทักษะ เรื่อง เส้นขนาน 2.2 ตัวแปรตาม ได้แก่ 1. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง เส้นขนาน 2. ประสิทธิภาพของกระบวนการและผลลัพธ์ (E1/E2) ของแบบฝึกทักษะ 3. เนื้อหาสาระวิชาคณิตศาสตร์ในการวิจัยมีดังนี้ ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ. 2551 (ฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2560) กลุ่ม สาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ วิชาคณิตศาสตร์ หน่วยการเรียนรู้ที่ 3 เส้นขนาน ประกอบด้วย 3.1 เส้นขนานและมุมภายใน จำนวน 2 ชั่วโมง 3.2 เส้นขนานและมุมแย้ง จำนวน 2 ชั่วโมง 3.3 เส้นขนานและมุมภายนอกกับมุมภายใน จำนวน 2 ชั่วโมง 4. ระยะเวลาของการวิจัย ทำการวิจัยในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2565 จำนวน 6 ครั้ง ครั้งละ 1 ชั่วโมง นิยามศัพท์เฉพาะของการวิจัย ผู้วิจัยได้กำหนดนิยามศัพท์เฉพาะของการวิจัยดังนี้ 1. แบบฝึกทักษะ หมายถึง กิจกรรมพัฒนาทักษะการเรียนรู้ที่ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ได้อย่าง เหมาะสม มีความหลากหลายและปริมาณเพียงพอ ที่สามารถตรวจสอบและพัฒนาทักษะกระบวน การคิด กระบวนการเรียนรู้สามารถนำผู้เรียนสู่การสรุป ความคิดรวบยอดและหลักการสำคัญของ สาระการเรียนรู้รวมทั้งทำให้ผู้เรียนสามารถตรวจสอบ ความเข้าใจในบทเรียนด้วยตนเองได้ (กระทรวงศึกษาธิการ. 2548) 2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ หมายถึง ความรู้ของผู้เรียนที่เกิดขึ้นจากการใช้ แบบฝึกทักษะ เรื่อง เส้นขนาน ที่วัดโดยใช้แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 3. ประสิทธิภาพของกระบวนการและผลลัพธ์ (E1/E2) ของแบบฝึกทักษะ หมายถึง ระดับ ประสิทธิภาพของชุดการสอนที่จะช่วยให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ เป็นระดับที่ผู้ผลิตชุดการสอนพึงพอใจ หากชุดการสอนมีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ที่กำหนดไว้ แสดงว่าชุดการสอนนั้นมีคุณค่าที่จะนำไปสอน และคุ้มค่ากับการลงทุนผลิตออกมาเป็นจำนวนมาก การกำหนดเกณฑ์ประสิทธิภาพ ทำโดยการ ประเมินผลพฤติกรรมของผู้เรียน ซึ่งประเมินออกเป็น 2 ลักษณะ คือ ประเมินพฤติกรรมต่อเนื่อง (กระบวนการ) และประเมินพฤติกรรมขั้นสุดท้าย (ผลลัพธ์) การประเมินพฤติกรรมต่อเนื่องจะเป็นการ กำหนดค่าของประสิทธิภาพ E1 ซึ่งเป็นประสิทธิภาพของกระบวนการ และประเมินพฤติกรรมขั้น สุดท้ายจะกำหนดค่าเป็น E2 คือประสิทธิภาพของผลลัพธ์ ประเมินพฤติกรรมต่อเนื่องเป็นการ
4 ประเมินผลพฤติกรรมย่อย หลายพฤติกรรมอย่างต่อเนื่อง เรียกว่า กระบวนการ(Process) ของผู้เรียน โดยสังเกตจากรายงานกลุ่ม การรายงานบุคคลหรือจากการปฏิบัติงามตามที่ได้รับมอบหมาย ตลอดจน ทำกิจกรรมอื่นๆ ที่ครูผู้สอนได้กำหนดไว้ ประเมินพฤติกรรมขั้นสุดท้ายเป็นการประเมินผลลัพธ์ (Product) ของผู้เรียนโดยพิจารณาจากผลการสอบหลังเรียน และสอบปลายปีและปลายภาค ประโยชน์ที่ได้รับจากการวิจัย ผู้วิจัยได้ระบุประโยชน์ที่จะได้รับจากการวิจัย ดังนี้ 1. ได้รับองค์ความรู้เกี่ยวกับการสร้างและพัฒนาแบบฝึกทักษะ ที่นำมาใช้ในการพัฒนา ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ 2. ได้รับแนวทางเกี่ยวกับการใช้นวัตกรรมการเรียนรู้ การออกแบบแผนการจัดการเรียนรู้ที่ใช้ แบบฝึกทักษะในวิชาคณิตศาสตร์เพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์
บทที่ 2 เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ในการศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคณิตศาสตร์ เรื่อง เส้นขนาน โดยใช้แบบฝึกทักษะของ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ในครั้งนี้ผู้วิจัยได้ดำเนินการค้นคว้า ศึกษาเอกสาร ตำรา บทความ งานวิจัยที่เกี่ยวข้องและรวบรวมเอกสารตามลำดับ ดังนี้ 1. หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ.2551 สาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ (ฉบับ ปรับปรุง พ.ศ. 2560) 1.1 ทำไมต้องเรียนคณิตศาสตร์ 1.2 เรียนรู้อะไรในคณิตศาสตร์ 1.3 สาระและมาตรฐานการเรียนรู 1.4 ทักษะและกระบวนการทางคณิตศาสตร์ 2. แบบฝึกทักษะ 2.1 ความหมายของแบบฝึกทักษะ 2.2 ความสำคัญของแบบฝึกทักษะ 2.3 ลักษณะแบบฝึกทักษะที่ดี 2.4 หลักการสร้างแบบฝึกทักษะ 2.5 ส่วนประกอบของแบบฝึกทักษะ 2.6 รูปแบบของการสร้างแบบฝึกทักษะ 2.7 ขั้นตอนในการสร้างแบบฝึกทักษะ 2.8 ประสิทธิภาพของแบบฝึกทักษะ 2.9 เกณฑ์ในการหาประสิทธิภาพของแบบฝึกทักษะ 2.10 การหาค่าดัชนีประสิทธิผลของแบบฝึกทักษะ 3. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ 3.1 ความหมายของผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 3.2 ความหมายของผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ 3.3 องค์ประกอบที่มีอิทธิพลต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ 3.4 แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ 3.5 หลักในการสร้างแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนแบบเลือกตอบ
6 4. งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 4.1 งานวิจัยในประเทศ 4.2 งานวิจัยต่างประเทศ 5. กรอบแนวคิดการวิจัย 6. ขั้นตอนการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนโดยใช้แบบฝึกทักษะ หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ.2551 สาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ (ฉบับ ปรับปรุง พ.ศ. 2560) ในการวิจัยครั้งนี้ ผู้วิจัยได้ศึกษาหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 สาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ (ฉบับปรับปรุงพุทธศักราช 2560) (กระทรวงศึกษาธิการ, 2560) 1. ทำไมต้องเรียนคณิตศาสตร์ คณิตศาสตร์มีบทบาทสำคัญยิ่งต่อความสำเร็จในกํารเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 เนื่องจาก คณิตศาสตร์ช่วยให้มนุษย์มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ คิดอย่างมีเหตุผล เป็นระบบ มีแบบแผน สามารถ วิเคราะห์ปญหาหรือสถานการณ์ได้อย่างรอบคอบและถี่ถ้วน ช่วยให้คาดการณ์ วางแผน ตัดสินใจแก้ป ญหา ได้อย่างถูกต้องเหมาะสม และสามารถนำไปใช้ในชีวิตจริงได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ คณิตศาสตร์ยังเป็นเครื่องมือในกํารศึกษาด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และศาสตร์อื่น ๆ อันเป็น รากฐานในการพัฒนาทรัพยากรบุคคลของชาติให้มีคุณภาพและพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศให้ ทัดเทียมกับนานาชาติ การศึกษาคณิตศาสตร์จึงจำเป็นต้องมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ทันสมัย และสอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจ สังคม และความรู้ทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีที่เจริญก้าวหน้า อย่างรวดเร็วในยุคโลกาภิวัตน์ ตัวชี้วัดและสาระการเรียนรู้แกนกลาง กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ (ฉบับปรับปรุง พ.ศ. ๒๕๖๐) ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 ฉบับนี้ จัดทำขึ้น โดย คำนึงถึงการส่งเสริมให้ผู้เรียนมีทักษะที่จำเป็นสำหรับการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 เป็นสำคัญ นั่นคือ การเตรียมผู้เรียนให้มีทักษะด้านการคิดวิเคราะห์ การคิดอย่างมีวิจารณญาณ การแก้ปญหา การคิด สร้างสรรค์ การใช้เทคโนโลยี การสื่อสารและการร่วมมือ ซึ่งจะส่งผลให้ผู้เรียนรู้เท่าทันการ เปลี่ยนแปลงของระบบเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม และสภาพแวดล้อม สามารถแข่งขันและอยู่ร่วมกับ ประชาคมโลกได้ ทั้งนี้การจัดการเรียนรู้คณิตศาสตร์ที่ประสบความสำเร็จนั้น จะต้องเตรียมผู้เรียนให้มี ความพร้อมที่จะเรียนรู้สิ่งต่าง ๆ พร้อมที่จะประกอบอาชีพเมื่อจบการศึกษา หรือสามารถศึกษาต่อใน ระดับที่สูงขึ้น ดังนั้นสถานศึกษาควรจัดกํารเรียนรู้ให้เหมาะสมตามศักยภาพของผู้เรียน
7 2. เรียนรู้อะไรในคณิตศาสตร์ กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์จัดเป็น ๓ สาระ ได้แก่ จำนวนและพีชคณิต การวัดและ เรขาคณิต และสถิติและความน่าจะเป็น สาระที่ 1 จำนวนและพีชคณิต เรียนรู้เกี่ยวกับ ระบบจำนวนจริง สมบัติเกี่ยวกับจำนวนจริง อัตราส่วน ร้อยละ การประมาณค่า การแก้ปญหาเกี่ยวกับจำนวน การใช้จำนวนในชีวิตจริง แบบรูป ความสัมพันธ์ฟงก์ชัน เซต ตรรกศาสตร์ นิพจน์ เอกนาม พหุนาม สมการ ระบบสมการ อสมการ กราฟ ดอกเบี้ยและมูลค่าของเงิน ลำดับและอนุกรม และการนำความรู้เกี่ยวกับจำนวนและพีชคณิต ไปใช้ในสถานการณ์ต่าง ๆ สาระที่ 2 การวัดและเรขาคณิต เรียนรู้เกี่ยวกับ ความยาว ระยะทาง น้ำหนัก พื้นที่ ปริมาตร และความจุ เงินและเวลา หน่วยวัดระบบต่าง ๆ การคาดคะเนเกี่ยวกับการวัด อัตราส่วนตรีโกณมิติ รูปเรขาคณิตและสมบัติของรูปเรขาคณิต การนึกภาพ แบบจำลองทางเรขาคณิต ทฤษฎีบททาง เรขาคณิต การแปลงทางเรขาคณิตในเรื่องการเลื่อนขนาน การสะท้อน การหมุน และการนำความรู้ เกี่ยวกับการวัด และเรขาคณิตไปใช้ในสถานการณ์ต่าง ๆ สาระที่ 3 สถิติและความน่าจะเป็น เรียนรู้เกี่ยวกับ การตั้งคำถามทางสถิติ การเก็บรวบรวม ข้อมูล การคำนวณค่าสถิติ การนำเสนอและแปลผลสำหรับข้อมูลเชิงคุณภาพและเชิงปริมาณ หลักการ นับเบื้องตัน ความน่าจะเป็น การใช้ความรู้เกี่ยวกับสถิติและความน่าจะเป็นในการอธิบายเหตุการณ์ ต่าง ๆ และช่วยในการตัดสินใจ 3. สาระและมาตรฐานการเรียนรู สาระที่ 1 จำนวนและพีชคณิต มาตรฐาน ค 1.1 เข้าใจความหลากหลายของการแสดงจำนวน ระบบจำนวน การดำเนินการ ของจำนวน ผลที่เกิดขึ้นจากการดำเนินการ สมบัติของการดำเนินการ และนำไปใช้ มาตรฐาน ค 1.2 เข้าใจและวิเคราะห์แบบรูป ความสัมพันธ์ ฟงก์ชัน ลำดับและอนุกรม และ นำไปใช้ มาตรฐาน ค 1.3 ใช้นิพจน์ สมการ และอสมการ อธิบายความสัมพันธ์หรือช่วยแก้ปญหาที่ กำหนดให้ สาระที่ 2 การวัดและเรขาคณิต มาตรฐาน ค 2.1 เข้าใจพื้นฐานเกี่ยวกับการวัด วัดและคาดคะเนขนาดของสิ่งที่ต้องการวัด และ นำไปใช้ มาตรฐาน ค 2.2 เข้าใจและวิเคราะห์รูปเรขาคณิต สมบัติของรูปเรขาคณิต ความสัมพันธ์ ระหว่างรูปเรขาคณิต และทฤษฎีบททางเรขาคณิต และนำไปใช้ สาระที่ 3 สถิติและความน่าจะเป็น
8 มาตรฐาน ค 3.1 เข้าใจกระบวนการทางสถิติ และใช้ความรู้ทางสถิติในการแก้ปญหา มาตรฐาน ค 3.2 เข้าใจหลักการนับเบื้องต้น ความน่าจะเป็น และนำไปใช้ 4. ทักษะและกระบวนการทางคณิตศาสตร์ ทักษะและกระบวนการทางคณิตศาสตร์เป็นความสามารถที่จะนำความรู้ไปประยุกต์ใช้ในการ เรียนรู้สิ่งต่าง ๆ เพื่อให้ได้มาซึ่งความรู้ และประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทักษะ และกระบวนการทางคณิตศาสตร์ในที่นี้ เน้นที่ทักษะและกระบวนการทางคณิตศาสตร์ที่จำเป็นและ ต้องการพัฒนาให้เกิดขึ้นกับผู้เรียน ได้แก่ความสามารถต่อไปนี้ 4.1 การแก้ปญหา เป็นความสามารถในการทำความเข้าใจปญหา คิดวิเคราะห์ วางแผน แก้ปญหา และเลือกใช้วิธีการที่เหมาะสม โดยคำนึงถึงความสมเหตุสมผลของคำตอบ พร้อมทั้ง ตรวจสอบความถูกต้อง 4.2 การสื่อสารและการสื่อความหมายทางคณิตศาสตร์ เป็นความสามารถในการใช้รูป ภาษาและสัญลักษณ์ทางคณิตศาสตร์ในการสื่อสาร สื่อความหมาย สรุปผล และนำเสนอได้อย่าง ถูกต้อง ชัดเจน 4.3 การเชื่อมโยง เป็นความสามารถในการใช้ความรู้ทางคณิตศาสตร์เป็นเครื่องมือในการ เรียนรู้คณิตศาสตร์ เนื้อหาต่าง ๆ หรือศาสตร์อื่น ๆ และนำไปใช้ในชีวิตจริง 4.4 การให้เหตุผล เป็นความสามารถในการให้เหตุผล รับฟังและให้เหตุผลสนับสนุน หรือ โต้แย้งเพื่อนำไปสู่การสรุป โดยมีข้อเท็จจริงทางคณิตศาสตร์รองรับ 4.5 การคิดสร้างสรรค์ เป็นความสามารถในการขยายแนวคิดที่มีอยู่เดิม หรือสร้างแนวคิด ใหม่เพื่อปรับปรุง พัฒนาองค์ความรู้ แบบฝึกทักษะ 1. ความหมายของแบบฝึกทักษะ แบบฝึกทักษะ แบบฝึกหัด แบบเสริมทักษะฯลฯ เหล่านี้ ล้วนเป็นชื่อที่ใช้เรียกแบบฝึก ทั้งสิ้น และมีผู้ให้ความหมายคำว่าแบบฝึกทักษะ ไว้ดังนี้ ถวัลย์ มาศจรัส และคณะ (2550 : 18) กล่าวไว้ว่า แบบฝึกทักษะ หมายถึง นวัตกรรมที่ใช้ พัฒนาทักษะการเรียนรู้ที่ให้นักเรียนเกิดการเรียนรู้ได้อย่างเหมาะสมมีความหลากหลาย และปริมาณ เพียงพอที่สามารถตรวจสอบและพัฒนาทักษะกระบวนการคิด กระบวนการเรียนรู้ สามารถนำ นักเรียนสู่การสรุปความคิดรวบยอดและหลักการสำคัญของสาระการเรียนรู้ รวมทั้งทำให้นักเรียน สามารถ ตรวจสอบความเข้าใจในบทเรียนด้วยตนเองได้
9 วิไลวรรณ ธานี (2550 : 40) ได้ให้ความหมายของแบบฝึกว่า หมายถึง สื่อการสอนประเภทหนึ่ง ที่ครูสร้างขึ้นเพื่อเป็นสิ่งเร้า สำหรับให้นักเรียนฝึกปฏิบัติ ด้วยความสนใจและเพื่อเป็นการฝึกฝนหรือ ทบทวนความรู้ที่เรียนไปแล้ว ให้ผู้เรียนเกิดความจำ ความชำนาญ มีทักษะเพิ่มขึ้น และสามารถ นำไปใช้ในชีวิตประจำวันได้ ดวงมณี กันทะยอม (2551 : 26) กล่าวว่า แบบฝึกทักษะ หมายถึง เครื่องมือที่ใช้ฝึกทักษะ เพื่อให้นักเรียนได้ปฏิบัติจริงและทำซ้ำ ๆ อย่างต่อเนื่องเป็นการเสริมให้เกิดทักษะที่ถูกต้อง และเป็น ส่วนที่เพิ่มหรือเสริมจากบทเรียน ช่วยฝึกทักษะการเรียนรู้ต่าง ๆ ได้ดีขึ้น อนงพันธุ์ ใบสุขันธ์ (2551 : 33) กล่าวว่า แบบฝึกทักษะ หมายถึง สื่อการเรียนการสอน ที่ครู สร้างขึ้นเพื่อใช้ฝึกทักษะผู้เรียนหลังจากเรียนจบเนื้อหาให้เกิดความรู้ความเข้าใจจนเกิดทักษะสูงสุด โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อพัฒนาความสามารถของผู้เรียนให้เต็มตามศักยภาพ กิติยาพร เนื้ออ่อน (2552 : 155) ได้ให้ความหมายของแบบฝึกทักษะ ไว้ว่า แบบฝึกทักษะ หมายถึง สื่อการเรียนการสอนประเภทหนึ่งที่ฝึกให้นักเรียนปฏิบัติด้วยความสนใจ สนุกสนาน ทำให้ เกิดความรู้ความเข้าใจ มีพัฒนาการทางภานาดีขึ้น มีทักษะและประสบการณ์เพิ่มขึ้น ภพ เลาหไพบูลย์ (2552 : 225) กล่าวไว้ว่า แบบฝึกทักษะ หมายถึง การรวมสื่อการสอนอย่าง สมบูรณ์ ตามแบบแผน เพื่อให้บรรลุจุดมุ่งหมายของการสอน เป็นสื่อผสมสำเร็จรูป เพื่อใช้สอนมี อุปกรณ์การเรียน คู่มือครู เนื้อหาสื่อการสอนและอ้างอิง สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (2552 : 147) ได้กล่าวถึงแบบฝึกไว้ว่า แบบฝึก หรือแบบฝึกหัดหรือแบบฝึกเสริมทักษะ เป็นสื่อการเรียนประเภทหนึ่งสำหรับให้นักเรียนได้ฝึกปฏิบัติ เพื่อให้เกิดความรู้ ความเข้าใจและมีทักษะเพิ่มขึ้น ส่วนใหญ่จะมีแบบฝึกหัดอยู่ท้ายบทเรียนในบาง แบบฝึกจะมีลักษณะเป็นแบบฝึกปฏิบัติ หยาดนภา ยัพราษฎร์ (2552 : 30) กล่าวว่า แบบฝึก คือ แบบฝึกหัดหรือชุดฝึกที่ครูจัดให้ นักเรียน เพื่อให้มีทักษะเพิ่มขึ้นหลังจากที่ได้เรียนรู้เรื่องนั้น ๆ มาบ้างแล้ว โดยแบบฝึกต้องมีทิศทาง ตรงตามจุดประสงค์ ประกอบกิจกรรมที่น่าสนใจและสนุกสนาน ศุภรณ์ ภูวัด (2553 : 21) กล่าวว่า แบบฝึกทักษะ หมายถึง สื่อประกอบกิจกรรมการเรียน การสอน ซึ่งช่วยให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้จากการปฏิบัติด้วยตนเอง ได้ฝึกทักษะเพิ่มเติมจากเนื้อหา จนปฏิบัติได้ อย่างชำนาญและให้ผู้เรียนสามารถไปใช้ในชีวิตประจำวันได้โดยมีครูเป็นผู้แนะนำ สมศรี อภัย (2553 : 21) กล่าวว่า แบบฝึกทักษะ หมายถึง สื่อการสอนที่ครูสร้างขึ้นเพื่อให้ นักเรียนได้ฝึกปฏิบัติให้เกิดความรู้ ความเข้าใจ และความชำนาญในเรื่องนั้น ๆ มากขึ้น นักเรียน มีทักษะเพิ่มขึ้นสามารถแก้ปัญหาได้อย่างถูกต้อง ณัฐชา อักษรเคช (2554 : 19) กล่าวว่า แบบฝึกทักษะ หมายถึง สื่อการเรียนรู้ที่สร้างขึ้นอย่างมี จุดหมายที่แน่นอน เพื่อให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้จากการกระทำจริง เป็นประสบการณ์ตรงของผู้เรียน
10 ทำให้ผู้เรียนเห็นคุณค่าของสิ่งที่เรียนสามารถเรียนรู้และจดจำสิ่งที่เรียนได้ดีและนำการเรียนรู้และ ความรู้ที่ได้ไปใช้ในสถานการณ์อื่นที่มีลักษณะคล้ายกันได้ ราชบัณฑิตยสถาน (2555 : 64) ได้ให้ความหมายของแบบฝึกว่า หมายถึง แบบฝึกหัด หรือชุดการสอนที่เป็นแบบฝึกที่ใช้เป็นตัวอย่าง ปัญหาหรือคำสั่งที่ตั้งขึ้นให้นักเรียนฝึกตอบ จากความหมายของแบบฝึกดังกล่าว สรุปได้ว่า แบบฝึกทักษะ หมายถึง อุปกรณ์หรือสื่อการ เรียนการสอนประเภทหนึ่งที่ให้นักเรียนได้ใช้เพื่อฝึกทักษะ หรือเสริมทักษะในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง เป็น การทบทวนเนื้อหาให้ผู้เรียนมีความรู้ความเข้าใจในเรื่องที่เรียนและเพื่อตรวจสอบความรู้ของนักเรียน ในเรื่องนั้น ๆ ว่ามีพัฒนาการและความสามารถนำความรู้นั้นไปใช้ได้มากน้อยเพียงใด 2.ความสำคัญของแบบฝึกทักษะ ในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนที่เหมาะสมและเร้าความสนใจผู้เรียน ครูต้องสร้าง แบบฝึก ทักษะเพื่อช่วยให้ผู้เรียนเกิดความรู้ความเข้าใจ ทักษะกระบวนการ ทำให้บรรถวัตถุประสงค์ ดังนั้น แบบฝึกจึงมีความสำคัญ ดังที่นักการศึกษาหลายท่านได้กล่าวไว้ดังนี้ ถวัลย์ มาศจรัส และดณะ (2550 : 19) ได้กล่าวถึง ความสำคัญของแบบฝึกทักษะไว้ ดังนี้ 1. เป็นส่วนเพิ่มเติมหรือเสริมในหนังสือเรียน 2. ช่วยเสริมทักษะการใช้ภาษาให้ดีขึ้น แต่ทั้งนี้ต้องอาศัยการส่งเสริม และความเอาใจใส่ ของครูผู้สอน 3. ช่วยในเรื่องความแตกต่างระหว่างบุคคล 4. การฝึกช่วยเสริมให้ทักษะทางภาษาคงทน ลักษณะการฝึกที่ช่วยให้เกิดผลดังกล่าว ได้แก่ 4.1 ฝึกทันทีหลังจากที่นักเรียนได้เรียนรู้ในเรื่องนั้น ๆ 4.2 ฝึกซ้ำหลาย ๆ ครั้ง 4.3 เน้นเฉพาะในเรื่องที่ฝึก 4.4 การให้นักเรียนทำแบบฝึก ช่วยให้ครูมองเห็นจุดเด่น หรือจุดบกพร่องของนักเรียนได้ 4.5 แบบฝึกทักษะจะช่วยให้ครูประหยัดแรงงานและเวลา ธนิดา เรื่องวิเศษ (2550 : 32) กล่าวถึงความสำคัญของแบบฝึกทักษะไว้ว่า ในการเรียน การสอนถ้าขาดแบบฝึกทักษะที่ใช้ในการฝึกทักษะความรู้ต่าง ๆ หลังจากเรียนไปแล้วเด็กอาจจะ ลืมเลือนความรู้ที่เรียนไปได้ อันจะส่งผลให้การเรียนการสอนไม่มีประสิทธิภาพเท่าที่ควร วิมลรัตน์ สุนทรโรจน์ (อ้างถึงใน วีระพงษ์. 2550) ได้กล่าวถึง ความสำคัญของแบบฝึกทักษะว่า แบบฝึกเป็นเทคนิคการสอนอีกวิธีหนึ่ง คือ การให้นักเรียนได้ฝึกทำแบบฝึกหัดมาก ๆ สิ่งที่จะช่วยให้ นักเรียนมีพัฒนาการทางการเรียนในเนื้อหาวิชาได้ดีขึ้น คือ แบบฝึก เพราะนักเรียนมีโอกาสนำความรู้ ที่เรียนมาแล้ว มาฝึกให้เกิดความเข้าใจกว้างขวางยิ่งขึ้น
11 วิไลวรรณ ธานี (2550 : 41) ได้กล่าวถึงความสำคัญของแบบฝึกทักษะว่า แบบฝึกมีความสำคัญ ในการพัฒนาการเรียนการสอน และมีความสำคัญในการช่วยเหลือให้นักเรียนพัฒนาทักษะต่าง ๆ ซึ่ง ในการฝึกทักษะจำเป็นต้องอาศัยแบบฝึกทักษะ ในการฝึกฝน หรือฝึกปฏิบัติเพื่อให้ผู้เรียนได้เกิดการ เรียนรู้จากการปฏิบัติด้วยตนเอง และช่วยให้ผู้เรียนสามารถเขียนได้ถูกต้องแม่นยำ สื่อความหมายได้ และเกิดการเรียนรู้ได้ดี อนุรักษ์ เร่งรัด (2557 : 38) แบบฝึกทักษะมีความสำคัญและมีประโยชน์ต่อทั้งครูผู้สอนและ นักเรียน ในด้านของครูผู้สอนนั้นทำให้ทราบข้อบกพร่องของนักเรียนลดความแตกต่างระหว่าง นักเรียนทราบความก้าวหน้า จะช่วยพัฒนาการเรียนรู้แก่นักเรียน นอกจากนี้ยังช่วยลดการะค่าใช้จ่าย และประหยัดเวลา ด้านนักเรียน แบบฝึกทักษะช่วยให้นักเรียนเข้าใจบทเรียนมากขึ้น สามารถฝึกฝน ทบทวนบทเรียนด้วยตนเองก่อให้เกิดความเข้าใจที่คงทน เกิดความสนุกสนานในขณะเดียวกัน ก็ทราบความก้าวหน้าของตนเองอีกด้วย จากความสำคัญของแบบฝึก สรุปได้ว่า แบบฝึกเป็นสื่อการเรียนที่มีความสำคัญสำหรับครูและ นักเรียน คือ ช่วยให้การเรียนรู้ของนักเรียนดีขึ้น ช่วยผ่อนแรงและประหยัดเวลาของกระบวนการเรียน การสอนในห้องเรียน เพราะแบบฝึกสามารถนำไปฝึกกิจกรรมนอกเวลาเรียนหรือชั่วโมงสอนซ่อมเสริม ได้ ทำให้นักเรียนเข้าใจบทเรียนดีขึ้น สามารถจดจำเนื้อหาในบทเรียนและคำศัพท์ต่าง ๆ ได้คงทน เกิด ความสนุกสนานในขณะเรียน จึงเป็นเครื่องมือทบทวนความรู้และฝึกให้นักเรียนมีความเชื่อมั่นและ สามารถประเมินตนเองได้ 3.ลักษณะของแบบฝึกทักษะที่ดี ในการสร้างแบบฝึกสำหรับผู้เรียนมีองค์ประกอบหลายประการ ซึ่งนักการศึกษหายท่านได้ให้ ข้อเสนอแนะเกี่ยวกับลักษณะของแบบฝึกที่ดี ไว้ดังนี้ กมล ชูกลิ่น (2550 : 37) กล่าวว่า ลักษณะของแบบฝึกที่ดีต้องครอบคลุมเนื้อหาและจุดประสงค์ ที่ต้องการให้เกิดกับผู้เรียน มีการกำหนดเวลาในการทำแบบฝึกที่เหมาะสมกับระดับความสารถของ ผู้เรียน มีรูปแบบน่าสนใจ คำสั่งชัดเจน เนื้อหาและกิจกรรมมีความยากง่ายพอเหมาะกับความสามารถ ของผู้เรียน ผู้เรียนมีความสุขกับการทำแบบฝึกหัดและควรมีความทันสมัยอยู่เสมอ ถวัลย์ มาศจรัส และคณะ (2550 : 21) ได้กล่าวถึง แบบฝึกทักษะที่ดีจะต้องมีลักษณะ ดังนี้ 1. จุดประสงค์ 1.1 จุดประสงค์ชัดเจน 1.2 สอดคล้องกับการพัฒนาทักษะตามสาระการเรียนรู้ และกระบวน การเรียนรู้ ของกลุ่มสาระการเรียนรู้ 2. เนื้อหา 2.1 ถูกต้องตามหลักวิชาการ
12 2.2 ใช้ภาษาเหมาะสม 2.3 มีคำอธิบายและคาสั่งที่ชัดเจน ง่ายแก่การปฏิบัติ 2.4 สามารถพัฒนาทักษะการเรียนรู้ นำผู้เรียนสู่การสรุปความคิดรวบยอด และหลักการ สำคัญของกลุ่มสาระการเรียนรู้ 2.5 เป็นไปตามลำดับขั้นตอนการเรียนรู้สอดคล้องกับวิธีการการเรียนรู้ และความแตกต่าง ระหว่างบุคคล 2.6 มีคำถามและกิจกรรมที่ท้าทายส่งเสริมทักษะกระบวนการเรียนรู้ของธรรมชาติวิชา 2.7 มีกลยุทธ์การนำเสนอและการตั้งคาถามที่ชัดเจน น่าสนใจปฏิบัติได้สามารถให้ข้อมูล ย้อนกลับเพื่อปรับปรุงการเรียนได้อย่างต่อเนื่อง สุคนธ์ สินธพานนท์ (2551 : 90) กล่าวถึง ลักษณะของแบบฝึกที่ดี ไว้คังนี้ คือ 1. ควรมีแบบฝึกทักษะหลาย ๆ แบบ เพื่อไม่ให้ผู้เรียนเบื่อหน่าย มีรูปแบบที่เร้าความสนใจ ให้ผู้เรียนได้ถองความสามารถของ 2. ผู้เรียนสามารถนำสิ่งที่ได้เรียนมาตอบในแบบฝึกทักษะ 3. สำนวนภาษาง่ายเหมาะกับวัยของผู้เรียน ผู้เรียนสามารถศึกษาได้ด้วยตนเอง 4. แบบฝึกทักษะแต่ละชุดควรคำนึงถึงความแตกต่างระหว่างบุคคล 5. แบบฝึกทักษะควรฝึกความสามารถของผู้เรียนหลาย ๆ ด้าน 6. แบบฝึกทักษะควรฝึกการคิดหลาย ๆ แบบ เช่น คิดวิเคราะห์ คิดสังเคราะห์ คิดอย่างมี 7. และคิดสร้างสรรค์ หยาดนภา ยัพราษฎร์ (2552 : 33) กล่าวว่า ลักษณะของแบบฝึกทักษะที่ดีควรมีความ หลากหลายรูปแบบ เพื่อไม่ให้เกิดความเบื่อหน่าย และต้องมีลักษณะที่เร้า ยั่วยุ จูงใจ ได้ให้คิด พิจารณาได้ศึกษากันคว้าจนเกิดความรู้ ความเข้าใจทักษะ แบบฝึกควรมีภาพดึงดูดความสนใจ เหมาะกับวัยของผู้เรียนตรงกับจุดประสงค์การเรียนรู้ มีคำสั่งและดำชี้แจงชัดเจนเข้าใจง่าย มีตัวอย่าง ประกอบ เนื้อหาพอเหมาะไม่มากหรือน้อยเกินไป สมศรี อภัย (2553 : 24) กล่าวว่า แบบฝึกทักษะที่ดีควรมีลักษณะที่ปลูกเร้าความสนใจของ นักเรียนมีความหมายในการฝึกใช้จิตวิทยาและภาษาที่เหมาะสมกับวัย คำนึงถึงความแตกต่างระหว่าง บุคคลสามารถศึกษาได้ด้วยตนเอง ปราณี จิณฤทธิ์ (2552 : 32) ได้กล่าวว่า ลักษณะของแบบฝึกที่ดีต้องสร้างให้ เกี่ยวข้องกับ บทเรียนเป็นแบบฝึกสำหรับเด็กเก่งและใช้ซ่อมเสริมเด็กอ่อน ได้มีความหลากหลาย ในแบบฝึก ชุดหนึ่ง ๆ มีคำสั่งที่ชัดเจน เปิด โอกาสให้ผู้ฝึกได้คิดทำทายความสามารถมีความเหมาะสมกับวัย
13 ใช้เวลาฝึกไม่นาน ผู้ฝึกสามารถนำประ โขชน์จากการทำแบบฝึกไปประยุกต์ ปรับเปลี่ยนนำมาใช้ใน ชีวิตประจำวันได้ ประภาพร ถิ่นอ่อง (2553 : 33) ได้กล่าวว่า ลักษณะของแบบฝึกที่ดีต้องมีจุดหมายที่แน่นอนจะ ทำการฝึกทักษะด้านใด ควรใช้ภาษาง่าย ๆ และมีความน่าสนใจ เรียงลำดับจากง่ายไปหายากให้ เหมาะสมกับวัยและความสามารถของผู้เรียน มีเนื้อหาตรง จัดกิจกรรมให้หลากหลาย เพื่อดึงดูดความ สนใจและเกิดประสิทธิภาพในการเรียน สรุปได้ว่า แบบฝึกเป็นเครื่องมือที่จำเป็นต่อการฝึกทักษะทางภาษาของนักเรียน เป็นส่วนช่วย เพิ่มเติมในการเรียนทักษะ เป็นอุปกรณ์การสอนที่ช่วยลดภาระของครู ได้มาก เพราะแบบฝึกเป็นสิ่งที่ ถูกจัดทำขึ้นอย่างมีระบบ ช่วยเสริมทักษะการใช้ภาษาให้ดียิ่งขึ้น แต่ต้องอาศัยความเอาใจใส่ จากครู ด้วยแบบฝึกช่วยในเรื่องความแตกต่างระหว่างบุคคล เหมาะกับความสามารถของเด็กจะทำให้เกิดผล ทางค้านจิตใจ ช่วยเสริมทักษะทางภาษาให้คงทน เพราะเด็กฝึกทำซ้ำ ๆ หลายครั้งในเรื่องที่ตน บกพร่อง แบบฝึกยังใช้เป็นเครื่องมือวัดผลทางการเรียนหลังจากจบบทเรียนแล้ว ช่วยให้ครูเห็นปัญหา ของเด็กได้อย่างชัดเจน ทำให้ครูได้แก้ปัญหาของเด็กได้ทันทวงที ตัวเด็กก็สามารถเก็บแบบฝึกไว้ใช้เป็น เครื่องมือในการทบทวนความรู้ได้ นอกจากนี้ แบบฝึกยังช่วยให้ครูและนักเรียนประหชัดเวลา แรงงาน และค่าใช้จ่ายในการฝึกฝนแต่ละครั้ง 4.หลักการสร้างแบบฝึกทักษะ มีนักวิชาการหลายท่านได้กล่าวถึง หลักการสร้างแบบฝึกทักษะไว้ดังนี้ สุภา อักษรดิษฐ์ (2543, หน้า 2-3) กล่าวถึงหลักการสร้างแบบฝึกไว้ ดังนี้ 1. สร้างให้สอดคล้องกับหลักจิตวิทยา พัฒนาการของเด็กและลำคับขั้นการเรียนรู้ 2. มีจุดประสงค์ว่าจะฝึกในค้านใด แล้วจัดเนื้อหาให้ตรงกับจุดประสงค์ที่วางไว้ 3. จัดทำแบบฝึกให้เป็นไปตามลำดับความยากง่าย เพื่อให้นักเรียนมีกำลังใจ 4. ใช้รูปภาพจูงใจผู้เรียนและช่วยให้ผู้เรียนผ่อนคลาย 5. คำนึงความแตกต่างระหว่างบุคคล แบ่งผู้เรียนตามความสามารถแล้วจัดทำแบบฝึก เพื่อส่งเสริมผู้เรียนแต่ละกลุ่มหรือ รายบุคคลได้ยิ่งดี 6. ในแบบฝึกต้องมีคำชี้แจงง่าย ๆ สั้น ๆ เพื่อให้ผู้เรียนเข้าใจ 7. แบบฝึกต้องมีความถูกต้อง ทั้งในแง่เนื้อหาสาระและอักขระที่ครูต้องพิจารณา ให้ถี่ถ้วนอย่าให้มีข้อผิดพลาด 8. แบบฝึกควรแบ่งเป็นชุดช่อย ๆ แต่ละชุดใช้เวลามานานนัก ซึ่งจะช่วยให้ผู้เรียนเกิดความ สนใจมากกว่าแบบฝึกที่ใช้เวลานาพอกจากนั้นยังเป็นการกระตุ้นให้เกิดการอยากรู้อยากเรียน 9. ควรทำแบบฝึกหลายรูปแบบเพื่อให้ผู้เรียนรู้อย่างกว้างขวางและส่งเสริมให้เกิดความคิด การใช้อุปกรณ์หรือเกมประกอบแบบฝึก เป็นแนวทางกระตุ้นผู้เรียนที่ดีทางหนึ่ง
14 10. เมื่อพบข้อผิดพลาดของผู้เรียน หลังจากทำแบบฝึกแล้ว ควรให้ข้อมูลข้อนกลับ เพื่อแก้ไขผู้เรียนเป็นรายกลุ่ม หรือรายบุคคล กรมวิชการ (2545, หน้า 37-38) ได้อธิบายขั้นตอนการสร้างแบบฝึกไว้ดังนี้ 1. ศึกษาปัญหาความต้องการจากจุดประสงค์และผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 2. วิเคราะห์เนื้อหาหรือทักษะที่เป็นปัญหาเพื่อใช้สร้างแบบฝึก 3. พิจารณาวัตถุประสงค์รูปแบบและขั้นตอนการใช้แบบฝึก 4. สร้างแบบทดสอบให้สอดคล้องกับเนื้อหาและทักษะ 5. ทดลองหาคุณภาพและประสิทธิภาพของแบบฝึก 6. ราบรามแบบฝึกเป็นชุดโดยจัดทำคำชี้แจงการใช้ อรอุมา ตั้งพัฒนาสมบุญ (2546, หน้า 32) กล่าวว่าการสร้างแบบฝึกทักษะมีดังนี้ 1. สร้างแบบฝึกให้สอดคล้องกับหลักจิตวิทยาและพัฒนาการของนักเรียนตามลำดับขั้น ของการเรียนรู้ แบบฝึกทักษะนั้นต้องอาศัยรูปภาพจูงใจนักเรียน และควรจัดเรียงเนื้อหา ตามลำดับ จากง่ายไปหายาก นักเรียนจะมีกำลังใจทำแบบฝึกหัด 2. มีจุดมุ่งหมายที่แน่นอนว่าจะฝึกทักษะในด้านใด แล้วจัดเนื้อหาให้ตรงกับจุดมุ่งหมาย ที่ กำหนดไว้ 3. ต้องคำนึงถึงความแตกต่างระหว่างบุคคลของนักเรียน ถ้าสามารถแบ่งนักเรียน ออกเป็นกลุ่มย่อยตามความสามารถแล้วจึงจัดทำแบบฝึกทักษะจะดียิ่ง 4. แบบฝึกทักษะที่ดีจะต้องมีคำชี้แจงง่าย ๆ สั้น ๆ ที่นักเรียนอ่านเข้าใจและทำแบบฝึก เสริมทักษะได้ด้วยตนเอง 5. แบบฝึกทักษะต้องมีความถูกต้อง ครูต้องพิจารณาให้รอบคอบ ทคลองทำด้วยตนเอง เสียก่อนอย่าให้มีข้อผิดพลาด 6. การให้นักเรียนทำแบบฝึกเสริมทักษะแต่ละครั้ง ต้องให้เหมาะสมกับช่วงเวลา 7. แบบฝึกเสริมทักษะคารมีหลายรูปแบบเพื่อให้เกิดการเรียนรู้อย่างกว้างขวาง ส่งเสริม ความคิดสร้างสรรค์ ถวัลย์ มาศจรัส และคณะ (2550 : 19) กล่าวว่า หลักการสร้างแบบฝึกทักษะ มีดังนี้ 1. สร้างแบบฝึกเสริมทักษะให้สอดคล้องกับหลักจิตวิทยาและพัฒนาการของนักเรียน ตามลำดับขั้นการเรียนรู้ แบบฝึกทักษะต้องอาศัยรูปภาพจูงใจผู้เรียน และควรเรียงเนื้อหาตามลำดับ จากง่ายไปหายาก เพื่อช่วยให้นักเรียนมีกำลังใจที่จะทำแบบฝึกทักษะ 2. มีจุดประสงค์ที่แน่นอนว่าจะฝึกทักษะด้านใดแล้ว จัดเนื้อหาให้ตรงกับจุดประสงค์ ที่กำหนดไว้
15 3. ต้องคำนึงถึงความสามารถระหว่างบุคคลของนักเรียน ถ้าสามารถทำได้ควรแบ่งนักเรียน ออกเป็นกลุ่มย่อยตามความสามารถแล้วจึงทำแบบฝึกทักษะ 4. แบบฝึกทักษะที่ดีต้องมีคำชี้แจงง่าย ๆ สั้น ๆ ที่นักเรียนอ่านเข้าใจและทำแบบฝึกทักษะ ได้ด้วยตัวเอง 5. แบบฝึกทักษะต้องมีความถูกต้อง ครูต้องพิจารณาให้รอบคอบ ทคลองทำด้วยตนเอง เสียก่อน อย่าให้มีข้อผิดพลาด 6. ให้นักเรียนทำแบบฝึกทักษะแต่ละครั้งต้องเหมาะสมกับช่วงเวลาและช่วงความสนใจ 7. แบบฝึกทักษะควรมีหลายรูปแบบ เพื่อให้เกิดการเรียนรู้อย่างกว้างขวาง ส่งเสริม ความคิดสร้างสรรค์ สุวิทย์ มูลคำ และสุนันทา สุนทรประเสริฐ (2550 : 54) ได้สรุปหลักในการสร้างแบบฝึกว่าต้อง มีการกำหนดเงื่อน ไขที่จะช่วยให้ผู้เรียนทุกคนสามารถผ่านลำดับขั้นตอนของทุกหน่วยการเรียนได้ ถ้า นักเรียนได้เรียนตามอัตราการเรียนของตนก็จะทาให้นักเรียนประสบความสำเร็จมากขึ้น สำราญ วังนุราช (2550 : 27) ได้เสนอขั้นตอนในการสร้างแบบฝึก ดังนี้ 1. ศึกษาปัญหาความต้องการจากจุดประสงค์และผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 2. วิเคราะห์เนื้อหาหรือทักษะที่เป็นปัญหาเพื่อใช้สร้างแบบฝึก 3. พิจารณาวัตถุประสงค์รูปแบบและขั้นตอนการใช้แบบฝึก 4. สร้างแบบทดสอบให้สอดคล้องกับเนื้อหาและทักษะ 5. สร้างบัตรฝึกหัดในแต่ละบัตรจะมีคำถามให้นักเรียนตอบ 6. สร้างบัตรอ้างอิงเพื่อเป็นแนวทางการตอบ 7. สร้างแบบบันทึกผลการทดสอบให้เห็นความก้าวหน้า 8. ทดลองใช้ เพื่อหาคุณภาพของแบบฝึกและคุณภาพของแบบทคสอบ 9. ปรับปรุงแก้ไข 10. รวบรวมแบบฝึกเป็นชุดโดยจัดทำคำชี้แจง คู่มือการใช้ วิไลลักษณ์ มีทิศ (2551 : 48) กล่าวว่า ในการสร้างแบบฝึกนั้นผู้สร้างต้องคำนึงถึงความแตกต่าง ระหว่างบุคคลแบบฝึกที่สร้างต้องมีหลาย ๆ รูปแบบ สร้างจากง่ายไปหายากมีความถูกต้องห้าม ผิดพลาดในแบบฝึกที่สร้างมีการสอดแทรกทักษะวิชาอื่นเข้าไปด้วย ควรจัดทำแบบฝึกไว้ล่วงหน้า เพราะแบบฝึกควรทำหลังจากผู้เรียนให้เรียนบทเรียนในเรื่องนั้น ๆ จบลงทันที อนงพันธุ์ ใบสุขันธ์ (2551 : 33) กล่าวว่า แบบฝึกทักษะเป็นสื่อการเรียนการสอนที่ครูสร้างขึ้น เพื่อใช้ฝึกทักษะผู้เรียนหลังจากเรียนจบเนื้อหาให้เกิดความรู้ความเข้าใจจนเกิดทักษะสูงสุด โดยมี จุดมุ่งหมายเพื่อพัฒนาความสามารถของผู้เรียนให้เต็มตามศักยภาพ เบญจวรรณ วิเชียรครุท (2552 : 15) ได้กล่าวถึง หลักการให้แบบฝึกทักษะแก่นักเรียนไว้ว่า
16 ครูมีหลักการในการให้แบบฝึกทักษะเพื่อให้เกิดประ โยชน์แก่นักเรียน ดังนี้ 1. แบบฝึกทักษะต้องแจ่มแจ้งและแน่นอน ครูจะต้องอธิบายวิธีทำให้ชัดเจนให้นักเรียน เข้าใจได้ถูกต้อง และกำหนดขอบเขตให้แน่นอนไม่กว้างขวางเกินไป 2. ใช้ภาษาที่เข้าใจง่าย เหมาะสมกับวัยและพื้นฐานความรู้ของนักเรียน 3. แบบฝึกทักษะควรเป็นเรื่องที่นักเรียนได้เรียนมาแล้วเพราะความรู้เดิมย่อมเป็นรากฐาน หรือประสบการณ์ใหม่ ช่วยให้การเรียนรู้เป็นไปได้ง่ายและสะดวกขึ้น 4. ชี้แจงให้นักเรียนเข้าใจความสำคัญของแบบฝึกทักษะ เพื่อให้นักเรียนมองเห็นคุณค่าอัน เป็นเครื่องเร้าใจให้นักเรียนทำสำเร็จลุถ่วงไปด้วยดี 5. ครูต้องเร้าความสนใจของนักเรียนให้มีต่อแบบฝึกทักษะนั้น 6. ครูต้องเป็นผู้ตั้งปัญหาขึ้น และปัญหานั้นไม่ยากเกินความสนใจของนักเรียนแต่เร้า ความอยากรู้อยากเห็น และยั่วยุให้นักเรียนอยากแก้ปัญหานั้น ๆ 7. การให้นักเรียนรู้เค้าโครงเสียก่อนจะเป็นเครื่องเร้าใจให้นักเรียนทำต่อให้สำเร็จ 8. เนื่องจากนักเรียนแต่ละคนมีความแตกต่างกัน แบบฝึกทักษะที่กำหนดให้นักเรียนเก่ง นักเรียนปานกลาง และนักเรียนอ่อนควรยากง่านต่างกัน ถ้าให้อย่างเดียวกันก็พิจารณาค้านคุณภาพ ให้แตกต่างกัน หรือให้นักเรียนที่เรียนมีเวลาทำมากกว่า 9. ควรยั่วยุให้นักเรียนพยายามทำเพื่อผลงานมากกว่าหวังรางวัลหรือเกรงกลัวการลงโทษ การเข้าใจคุณค่าคำถาม ยั่วยุให้นักเรียนเกิดความสนใจและตั้งใจทำจริง ๆ 10. ควรคำนึงถึงวัยของนักเรียน เด็กเล็กควรมุ่งให้เกิดความรู้ ความชำนาญ สำหรับเด็กโต รู้จักใช้ความคิดแล้ว ควรให้งานที่ส่งเสริมให้ใช้ความคิดมากขึ้น 11. การใช้แบบฝึกทักษะควรเหมาะสมกับเวลาที่นักเรียนมีอยู่ไม่ควรให้มากเกิน ไปจน นักเรียนไม่สามารถทำสำเร็จได้ และไม่ควรให้น้อยจนมีเวลามากเกินไป ควรให้นักเรียนใช้เวลา ทำแบบฝึกทักษะจนเกิดความรู้และทักษะจริง 12. แบบฝึกทักษะที่ให้ควรมีความแตกต่างกัน และเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ เพื่อมิให้ซ้ำ จนเกิดความเบื่อหน่าย สรุปได้ว่า การสร้างแบบฝึกทักษะควรคำนึงถึงตัวผู้เรียนเป็นหลัก โดยมีจุดมุ่งหมาย ที่แน่นอน ว่าจะฝึกเรื่องใด ด้านใด ควรจัดเนื้อหาให้สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ เนื้อหาไม่ยากเกินไป และมี รูปแบบหลายแบบที่น่าสนใจ มีกิจกรรมที่ยั่วยุท้าทายให้เด็กเกิดความอยากรู้อยากเห็น อยากทคลอง อยากทำสิ่งใหม่ ๆ 5.ส่วนประกอบของแบบฝึกทักษะ สุนันทา สุนทรประเสริฐ (2544, หน้า 11) ได้กล่าวถึงส่วนประกอบของแบบฝึกไว้ด้งนี้ 1. คู่มือการใช้แบบฝึกเป็นเอกสารสำคัญประกอบการใช้แบบฝึกว่าใช้ะไรและมีวิธีการใช้
17 อย่างไร เช่น ใช้เป็นงานฝึกท้ายบทเรียน ใช้เป็นการบ้าน ใช้ซ่อมเสริม ควรประกอบด้วย 1.1 ส่วนประกอบของแบบฝึก จะระบุว่าในแบบฝึกนี้มีทั้งหมดกี่ชุด อะไรบ้างและ มีส่วนประกอบอื่น 1 หรือไม่ เช่น แบบทดสอบ หรือแบบบันทึกผลการประเมิน 1.2 สิ่งที่ครูหรือนักเรียนต้องเตรียม จะเป็นการบอกให้ครูหรือนักเรียนต้องเตรียม ความพร้อมล่วงหน้า 1.3 จุดประสงค์ในการใช้แบบฝึก 1.4 ขั้นตอนในการใช้บอกเป็นข้อ ๆ ตามลำดับการใช้ และอาจเขียนในรูปแนวการสอน หรือแผนการสอนจะชัดเจนยิ่งขึ้น 1.5 เฉลยแบบฝึกในแต่ละชุด 2. แบบฝึก เป็นสื่อที่สร้างขึ้นให้ผู้เรียนฝึกทักษะเพื่อให้เกิดการเรียนรู้ที่ถาวร มีส่วนประกอบดังนี้ 2.1 ชื่อชุดฝึกในแต่ละชุดย่อย 2.2 จุดประสงค์ 2.3 คำสั่ง 2.4 ตัวอย่าง 2.5 ชุดฝึก 2.6 ภาพประกอบ 2.7 ข้อทดสอบก่อนเรียน - หลังเรียน 2.8 แบบประเมินบันทึกผลการใช้ อรุณวรรณ รัตนเดชกำจาย (2547, หน้า60) ได้กล่าวถึงลักษณะของส่วนประกอบแบบฝึก ทักษะ ต้องมีลักษณะดังต่อไปนี้ 1. ควรใช้หลักจิตวิทยา และกระบวนการเรียนรู้ของผู้เรียน 2. ควรสร้างขึ้นเพื่อฝึกสิ่งที่จะสอบ และเกี่ยวข้องกับนักเรียน 3. คำพูดหรือเนื้อหาควรเกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวันและเป็นสิ่งที่นักเรียนพบเห็นอยู่แล้ว เช่น จากการอ่าน การสนทนา 4. สิ่งที่ฝึกแต่ละครั้ง ควรเป็นแบบฝึกสั้น ๆ และเข้าใจง่าย ไม่น่าเบื่อ และที่สำคัญต้อง กระตุ้นให้เด็กสนใจที่จะฝึก ถวัลย์ มาศจรัส, สมถวิล กันภัย และณิชนันทน์ ประสงค์ (2548, หน้า 148-149) ได้ กล่าวถึงส่วนประกอบของแบบฝึกทักษะว่าต้องมีจุดประสงค์ชัดเจน สอดคล้องกับการพัฒนาทักษะ ตามสาระการเรียนรู้และกระบวนการเรียนรู้ของกลุ่มการเรียนรู้ ในส่วนของเนื้อหาต้องถูกต้องตาม หลักวิชาการ ใช้ภาษาเหมาะสม มีคำอธิบายและคำสั่งที่ชัดเจน ง่ายต่อการปฏิบัติตาม สามารถพัฒนา
18 ทักษะการเรียนรู้นำผู้เรียนสู่การสรุปความคิดรวบยอด และหลักสำคัญของกลุ่มสาระการเรียนรู้ เป็นไปตามลำคับขั้นตอจารเรียนรู้ สอดคล้องกับวิธีการเรียนรู้ และความแตกต่างระหว่างบุคคล มี คำถามและกิจกรรมที่ท้าทายส่งเสริมทักษะกระบานการเรียนรู้ของธรรมชาติวิชา มีกลยุทธ์การ นำเสนอและการตั้งคำถามที่ชัดเจน น่าสนใจ ปฏิบัติได้ สามารถให้ข้อมูลย้อนกลับเพื่อปรับปรุงการ เรียนรู้ของผู้เรียนได้อย่างต่อเนื่อง ถวัลย์ มาศจรัส และคณะ (2550 : 21) ได้อธิบายขั้นตอนการสร้างแบบฝึกทักษะ ดังนี้ 1. ศึกษาเนื้อหาสาระสำหรับการจัดทำแบบฝึกหัด แบบฝึกทักษะ 2. วิเคราะห์เนื้อหาสาระโดยละเอียดเพื่อกำหนดจุดประสงค์ในการจัดทำ 3. ออกแบบการจัดทำแบบฝึกหัด แบบฝึกทักษะตามจุดประสงค์ 4. สร้างแบบฝึกหัด และแบบฝึกทักษะและส่วนประกอบอื่น ๆ เช่น 4.1 แบบทดสอบก่อนฝึก 4.2 บัตรคำสั่ง 4.3 ขั้นตอนกิจกรรมที่ผู้เรียนต้องปฏิบัติ 4.4 แบบทดสอบหลังฝึก 5. นำแบบฝึกหัด แบบฝึกทักษะไปใช้ในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ 6. ปรับปรุงพัฒนาให้สมบูรณ์ สุวิทย์ มูลคำ และสุนันทา สุนทรประเสริฐ (2550 : 62) ได้กำหนดส่วนประกอบของ แบบฝึกทักษะได้ดังนี้ 1. คู่มือการใช้แบบฝึก เป็นเอกสารสำคัญประกอบการใช้แบบฝึก ว่าใช้ เพื่ออะไรและมีวิธีใช้ อย่างไร เช่น ใช้เป็นงานฝึกท้ายบทเรียน ใช้เป็นการบ้าน หรือใช้สอนซ่อมเสริม ประกอบด้วย 1.1 ส่วนประกอบของแบบฝึก จะระบุว่าในแบบฝึกชุดนี้ มีแบบฝึกทั้งหมดกี่ชุด อะไรบ้าง และมีส่วนประกอบอื่น ๆ หรือไม่ เช่น แบบทคสอบ หรือแบบบันทึกผลการประเมิน 1.2 สิ่งที่ครูหรือนักเรียนต้องเตรียม (ถ้ามี) จะเป็นการบอกให้ครูหรือนักเรียนเตรียมตัวให้ พร้อมล่วงหน้าก่อนเรียน 1.3 จุดประสงค์ในการใช้แบบฝึก 1.4 ขั้นตอนในการใช้ บอกข้อตามลาดับการใช้ และอาจเขียนในรูปแบบของแนวการสอน หรือแผนการสอนจะชัดเจนยิ่งขึ้น 1.5 เฉลยแบบฝึกในแต่ละชุด 2. แบบฝึกเป็นสื่อที่สร้างขึ้นเพื่อให้ผู้เรียนฝึกทักษะ เพื่อให้เกิดการเรียนรู้ ที่ถาวรควรมี องค์ประกอบ ดังนี้ 2.1 ชื่อชุดฝึกในแต่ละชุดย่อย
19 2.2 จุดประสงค์ 2.3 คำสั่ง 2.4 ตัวอย่างชุดฝึก 2.5 ภาพประกอบ 2.6 ข้อทดสอบก่อนและหลังเรียน 2.7 แบบประเมินบันทึกผลการใช้ 2.8 รูปแบบการสร้างแบบฝึก อัมพา ปัญญาคำ (2550, หน้า 21) กล่าวถึงส่วนประกอบของแบบฝึกทักษะไว้ว่า มีจุดประสงค์ ปลายทางหรือผลการเรียนรู้ที่คาดหวังในการทำแบบฝึกของนักเรียนแสดงจุดประสงค์ย่อยในแต่ละ หน่วยหรือชุดของแบบฝึก ในส่วนของเนื้อหาคารเลือกเนื้อหา ให้เหมาะสมกับระดับพื้นฐาน ความสามารถของนักเรียนโดยเรียงลำดับจากง่ายไปยาก ภาษาที่ใช้เป็นภาษที่เหมาะสมกับวัยและ ความสามารถในการอ่านและการทำความเข้าใจของนักเรียนควรเป็นไปตามขั้นตอนการเรียนรู้ตาม หลักวิชา ง่ายต่อการทำความเข้าใจ และมีเฉลยไว้ท้ายแบบฝึก เพื่อให้นักเรียนตราจสอบความถูกต้อง ด้วยตนเอง จากส่วนประกอบของแบบฝึกทักษะของแบบฝึกทักษะดังกล่าว สรุปได้ว่า ส่วนประกอบของ แบบฝึกควรประกอบได้ด้วยชื่อชุดฝึกในแต่ละชุดย่อยจุดประสงค์คำสั่ง ตัวอย่างชุดฝึก ภาพประกอบ ข้อทดสอบก่อนและหลังเรียน แบบประเมิน บันทึกผลการใช้ซึ่งส่วนประกอบเหล่านี้จะทำให้นักเรียน ได้เรียนรู้ ได้ฝึกปฏิบัติตามขั้นตอน เพื่อให้เกิดทักษะที่ตั้งไว้ 6.รูปแบบของการสร้างแบบฝึกทักษะ ในการสร้างแบบฝึกทักษะ ผู้วิจัยได้ศึกษารูปแบบจาก คำรณ ล้อมในเมือง และคณะ. (ม.ป.ป. 2-4) กล่าวถึงรูปแบบของการสร้างแบบฝึกทักษะว่า การสร้างแบบฝึกทักษะรูปแบบเป็น สิ่งสำคัญใน การที่จะจูงใจให้ผู้เรียนได้ทดลองปฏิบัติ แบบฝึกทักษะ จึงควรมีรูปแบบที่หลากหลาย มิใช่แบบเดียว จะทำให้เกิดความจำเจ น่าเบื่อหน่าย ไม่ท้าทายให้อยากรู้อยากลองซึ่งจะเรียงลำดับ จากง่ายไปหายาก ดังนี้ 1.แบบถูกผิด เป็นแบบฝึกทักษะที่เป็นประโยคบอกเล่าให้ผู้เรียนอ่านแล้วใส่เครื่องหมายถูก หรือผิดตามดุลยพินิจของผู้เรียน 2. แบบจับคู่ เป็นแบบฝึกทักษะที่ประกอบด้วยคำถามหรือตัวปัญหา ซึ่งเป็นตัวยืนไว้ใน สดมภ์ขวามือจับคู่กับคำถามให้สอดคล้องกัน โดยใช้หมายเลขหรือรหัสคำตอบไปวางไว้ที่หน้าข้อ คำถามหรือจะใช้การโยงเส้นก็ได้
20 3. แบบเติมคำหรือเติมข้อความ เป็นแบบฝึกทักษะที่มีข้อความไว้ให้แต่จะเว้นช่องว่าง ไว้ให้ ผู้เรียนเติมคำหรือข้อความที่ขาดหายไป ซึ่งคำหรือข้อความที่นำมาเติมอาจให้เติมอย่างอิสระหรือ กำหนดตัวเลือกให้เติมก็ได้ 4. แบบหลายตัวเลือก เป็นแบบฝึกทักษะเชิงทดสอบ โดยจะมี 2 ส่วน คือ ส่วนที่ 1 เป็น คำถาม ซึ่งจะต้องเป็นประโยคคำถามที่สมบูรณ์ ชัดเจนไม่คลุมเครือ ส่วนที่ 2 เป็นตัวเลือกคือ คำตอบ ซึ่งอาจมี 3-5 ตัวเลือก ก็ได้ ตัวเลือกทั้งหมดจะมีตัวเลือกที่ถูกต้องที่สุดเพียงตัวเลือกเดียวส่วนที่เหลือ เป็นตัวลวง 5. แบบอัตนัย คือ ความเรียงเป็นแบบฝึกที่ตัวคำถาม ผู้เรียนต้องเขียนบรรยายตอบ อย่าง เสรีตามความสามารถโดยไม่จำกัดคำตอบแต่จำกัดในเรื่องเวลา อาจใช้ในรูปของคำถามทั่วไปหรือเป็น คำสั่งให้เขียนเรื่องราวต่างก็ได้ สุนันทา สุนทรประเสริฐ (2544 : 12-14) กล่าวถึงรูปแบบของการสร้างแบบฝึกทักษะว่าการ สร้างแบบเป็นสิ่งที่สำคัญในการที่จะจูงใจให้ผู้เรียนได้ทดลองปฏิบัติ และควรมีรูปแบบที่หลากหลาย รูปแบบของแบบฝึกทักษะที่นิยมเป็นหลักใหญ่ ๆ เรียงลำดับจากง่ายไปหายาก ดังนี้ 1. แบบถูกผิด เป็นแบบฝึกทักษะที่เป็นประโยคบอกเล่าให้ผู้เรียนอ่านแล้วใส่เครื่องหมายถูก หรือผิดตามดุลยพินิจของผู้เรียน 2. แบบจับคู่ เป็นแบบฝึกทักษะที่ประกอบด้วยคำถามหรือตัวปัญหา ซึ่งเป็นตัวยืนไว้ ใน สดมภ์ซ้ายมือโดยมีที่ว่างไว้หน้าข้อเพื่อให้ผู้เรียนเลือกหาคำตอบที่กำหนดไว้ในสดมภ์ขวามือมาจับคู่กับ คำถามที่สอดคล้องกัน โดยใช้หมายเลขหรือรหัสคำตอบไปวางไว้ที่หน้าข้อคำถามหรือจะใช้การโยงเส้น ก็ได้ 3. แบบเติมคำหรือเติมข้อความ เป็นแบบฝึกทักษะที่มีข้อความไว้ให้แต่จะเว้นช่องว่างไว้ ให้ ผู้เรียนเติมคำหรือข้อความที่ขาดหายไป ซึ่งคำหรือข้อความที่นำมาเติมอาจให้เติมอย่างอิสระหรือ กำหนดตัวเลือกให้เติมก็ได้ 4. แบบหลายตัวเลือก เป็นแบบฝึกทักษะเชิงทดสอบ โดยจะมี 2 ส่วน คือ ส่วนที่ 1 เป็น คำถาม ซึ่งจะต้องเป็นประโยคคำถามที่สมบูรณ์ ชัดเจนไม่คลุมเครือ ส่วนที่ 2 เป็นตัวเลือกคือ คำตอบ ซึ่งอาจมี 3-5 ตัวเลือก ก็ได้ ตัวเลือกทั้งหมดจะมีตัวเลือกที่ถูกต้องที่สุดเพียงตัวเลือกเดียวส่วนที่เหลือ เป็นตัวลวง 5. แบบอัตนัย คือ ความเรียงเป็นแบบฝึกที่ตัวคำถาม ผู้เรียนต้องเขียนบรรยายตอบ อย่าง เสรีตามความสามารถโดยไม่จำกัดคำตอบแต่จำกัดในเรื่องเวลา อาจใช้ในรูปของคำถามทั่วไป หรือเป็น คำสั่งให้เขียนเรื่องราวต่างก็ได้ สรุป รูปแบบการสร้างแบบฝึกทักษะ ควรสร้างให้มีความหลากหลาย เช่น แบบถูกผิด แบบจับคู่ แบบเติมคำ แบบหลายตัวเลือก แบบอัตนัย
21 7.ขั้นตอนในการสร้างแบบฝึกทักษะ มีนักวิชาการหลายท่านได้กล่าวถึง ขั้นตอนในการสร้างแบบฝึกทักษะ ไว้ดังนี้ ดวงมณี กันทะยอม (2551 : 29) กล่าวถึง ขั้นตอนการสร้างแบบฝึกทักษะ ไว้ดังนี้ 1. สำรวจสภาพปัญหาความต้องการที่จะพัฒนาการเรียนการสอนแต่ละจุดประสงค์ 2. กำหนดจุดประสงค์ในการสร้างแบบฝึกให้ชัดเจน คือ ฝึกอะไร ต้องการให้นักเรียน เป็นอย่างไร 3. วิเคราะห์เนื้อหาที่เรียนในแต่ละจุดประสงค์ว่าประกอบด้วยอะไร มีปัญหาในการอ่าน เขียนอย่างไร แล้วระบุปัญหารวบรวมไว้ 4. ศึกษาจิตวิทยาการเรียนรู้การอ่าน การเขียน ประกอบด้วย การใช้สิ่งเร้าเพื่อตอบสนอง ความพอใจ การฝึกหัดทำซ้ำ สร้างความรู้ความเข้าใจความแม่นยำและการให้ผู้เรียนได้ทราบผลการ ทำงานของตนเอง ข้อดี ข้อบกพร่องเพื่อปรับปรุงแก้ไข 5. กำหนดกรอบการสร้างแบบฝึกว่าควรประกอบด้วย เรื่องอะไรบ้างมีลักษณะอย่างไร กิจกรรมมีอะไรบ้าง นำเสนอในรูปแบบไหน ระบุให้ชัดเจน 6. ลงมือเขียนและสร้างแบบฝึกแต่ละชุด 7. นำแบบฝึกที่สร้างไปให้ผู้เชี่ยวชาญการตรวจความถูกต้อง ความตรงต่อเนื้อหา เช่น ครูผู้สอนที่มีประสบการณ์ ศึกษานิเทศก์ เป็นต้น เพื่อนำมาปรับปรุงแก้ไขข้อบกพร่องก่อนนำไป ทดลองกับนักเรียน 8. จัดพิมพ์หรืออัดสำเนาแบบฝึกเพื่อให้นักเรียนได้ทดลองใช้ ธีราภรณ์ ทรงประศาสน์ (255 1 : 29) กล่าวถึง ขั้นตอนการสร้างแบบฝึกทักษะว่า 1. สำรวจสภาพปัญหาความต้องการที่จะพัฒนาการเรียนการสอน 2. กำหนดจุดประสงค์ในการสร้างแบบฝึกให้ชัดเจน 3. วิเคราะห์เนื้อหาที่เรียนในแต่ละจุดประสงค์ว่าประกอบด้วยอะไร 4. ศึกษาจิตวิทยาการเรียนรู้ประกอบด้วย การใช้สิ่งเร้าเพื่อตอบสนองสร้างความพอใจ การฝึกหัดทำซ้ำ สร้างความรู้ความเข้าใจความแม่นยำและการให้ผู้เรียน ได้ทราบผลการทำงาน ของตนเอง ข้อดี ข้อบกพร่องเพื่อปรับปรุงแก้ไข 5. กำหนดกรอบการสร้างแบบฝึกทักษะว่าควรประกอบด้วยเรื่องอะไรบ้างมีลักษณะ อย่างไร กิจกรรมมีอะไรบ้าง นำเสนอในรูปแบบไหน ระบุให้ชัดเจน ศศิพิมพ์ ศรกิจ (2551 : 22) ได้สรุปขั้นตอนการสร้างแบบฝึกทักษะไว้ดังนี้ 1. ศึกษาปัญหาและความต้องการ โดยศึกษาจากการผ่านจุดประสงค์การเรียนรู้และ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 2. วิเคราะห์เนื้อหาหรือทักษะที่เป็นปัญหาออกเป็นเนื้อหาหรือทักษะย่อย ๆ เพื่อใช้
22 ในการสร้างแบบทดสอบให้ สอดคล้องกับเนื้อหา หรือทักษะที่ได้วิเคราะห์และบัตรฝึกหัด 3. นำแบบฝึกหัดไปทดลองใช้เพื่อหาช้อบกพร่องคุณภาพของแบบฝึก 4. ปรับปรุงแก้ไข 5. รวบรวมเป็นชุด จัดทำคำชี้แจง คู่มือการใช้สารบัญ เพื่อเป็นประโยชน์ต่อไป สำลี รักสุทธี (2553 : 34) ได้กล่าวถึง ขั้นตอนการสร้างแบบฝึกทักษะ ไว้ดังนี้ 1. สำรวจปัญหา สาระ ตัวบ่งชี้ที่เป็นปัญหาและความต้องการ เพื่อจัดกิจกรรมการเรียนการ สอนไปแล้ว ครูผู้สอนย่อมทราบดีว่า บรรตามจุดประสงค์หรือไม่ รวบรวมปัญหาและ ความต้องการในการแก้ปัญหา หรือความต้องการที่จะพัฒนาการเรียนการสอนในแต่ละตัวบ่งชี้ 2. กำหนดจุดประสงค์ในการสร้างแบบฝึก ให้ชัดเจนตรงตามตัวบ่งชี้ที่เป็นปัญหา เพื่อตอบคำถามว่าแบบฝึกเพื่ออะ ไร ต้องการให้ผู้เรียนรู้อะไร และเป็นอย่างไร 3. วิเคราะห์ปัญหาที่เรียนในแต่ละจุดประสงค์ ว่าประกอบด้วยอะ ไร ถ้าเป็นภาษาไทย ก็คือคำและความหมายว่าอย่างไร คำใดมักมีปัญหาในการอ่านและการเขียน รวบรวมคำเหล่านั้นไว้ 4. ศึกษาจิตวิทยาการเรียนรู้ จิตวิทยาการอ่านของผู้เรียนในแต่ละชั้นว่าเด็กแต่ละคน มีความสนใจในเรื่องอะไร เช่น จิตวิทยาการอ่านที่นำไปใช้แบบฝึกทักษะ ประกอบด้วย ความเข้าใกล้ชิด คือ การใช้สิ่งเร้าและตอบสนองเกิดขึ้นในเวลาใกล้เคียงกัน จะสร้างความพอใจ ให้แก่ผู้เรียนการฝึกหัด คือ การให้ผู้เรียนได้ฝึกซ้ำๆ เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจที่แม่นยำกฎแห่งผล คือ การให้ผู้เรียนได้ทราบผลการทำงานของตนด้วยการเฉลยคำตอบจะช่วยให้ผู้เรียนได้ทราบ ข้อบกพร่อง เพื่อปรับปรุงแก้ไขและเป็นการสร้างความพอใจให้แก่ผู้เรียนการจูงใจ คือ การจัด แบบฝึกหัดเรียงลำดับจากแบบฝึกที่ง่ายและสั้น สู่เรื่องยาวและยากขึ้น ควรมีภาพประกอบ และหลายรูปแบบ 5. กำหนดกรอบการสร้างแบบฝึกว่าควรประกอบด้วย เรื่องอะไรบ้าง แต่ละเรื่อง ควรมีกิจกรรมอะไรบ้าง มีความยาวเพียงใด จะนำเสนอโดยใช้ภาพประกอบหรือไม่ 6. ลงมือเขียนแบบฝึกแต่ละชุด 7. นำแบบฝึกนั้นไปให้ผู้ชำนาญการตรวจสอบความถูกต้อง ความตรงตามเนื้อหา เช่น ครูสอนภาษาไทยที่มีประสบการณ์ ศึกษานิเทศก์ เป็นต้น หรือนำไปทคลองกับผู้เรียน จำนวน 1-5 คน เพื่อนำไปรวบรวมข้อมูลเพื่อแก้ไขข้อบกพร่อง 8. จัดพิมพ์หรืออัดสำเนาแบบฝึกเพื่อให้ผู้เรียนนำไปใช้เสริมการเรียนการสอนภาษาไทยจาก ขั้นตอนการสร้างแบบฝึกทักษะที่นักการศึกษากล่าวไว้ข้างต้น สรุปได้ว่า การสร้างแบบฝึกต้องมีการ วิเคราะห์สภาพปัญหา หรือสิ่งที่ต้องการพัฒนา มีการกำหนดจุดประสงค์ในการสร้างแบบฝึกศึกษา หลักจิตวิทยาเกี่ยวกับการเรียนรู้ หลักการสร้างแบบฝึก ลงมือสร้างแบบฝึก แล้วนำแบบฝึกไปให้ ผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบความถูกต้อง นำแบบฝึกไปใช้กับผู้เรียน
23 จากขั้นตอนในการสร้างแบบฝึกทักษะดังกล่าว สรุปได้ว่า การสร้างแบบฝึกทักษะเพื่อเสริมนั้น ผู้สร้างต้องรู้ในเนื้อหาวิชาที่จะสร้างแบบฝึกนั้น ๆ อย่างถ่องแท้กำหนดกรอบการสร้างให้ชัดเจนมี ส่วนประกอบที่ครบถ้วนสมบูรณ์และมีการเรียงลำดับความยากง่ายไว้ตามความเหมาะสม และใน ระยะเวลาที่เหมาะสมในการฝึกแต่ละครั้ง เพื่อที่จะได้กำหนดขั้นตอนในการสร้างได้อย่างมี ประสิทธิภาพ 8. ประสิทธิภาพของแบบฝึกทักษะ ได้มีนักการศึกษากล่าวไว้เกี่ยวกับประสิทธิภาพของแบบฝึกทักษะ ดังนี้ ชัยยงค์ พรหมวงศ์ (2559 : 494) ได้กล่าวถึงความจำเป็นที่ต้องทดสอบประสิทธิภาพของแบบ ฝึกทักษะว่ามีความจำเป็นหลายประการคือ 1. สำหรับหน่วยงานผลิตแบบฝึกทักษะเป็นการประกันคุณภาพของแบบฝึกทักษะว่าอยู่ใน ขั้นสูงเหมาะสมที่จะผลิตออกมาจำนวนมาก หากไม่มีการทดสอบประสิทธิภาพเสียก่อน แล้วผลิต ออกมาใช้ประโยชน์ไม่ได้ดีก็จะต้องทำใหม่เป็นการสิ้นเปลืองเวลาและเงินทอง 2. สำหรับผู้ใช้แบบฝึกทักษะ จะทำหน้าที่สอนโดยที่ช่วยสร้างสภาพการเรียนรู้ให้ผู้เรียน เปลี่ยน พฤติกรรมตามที่มุ่งหวัง บางครั้งต้องช่วยครูสอน บางครั้งสอนแทนครูดังนั้น ก่อนนำแบบฝึกทักษะไป ใช้ครูจึงควรมั่นใจว่าแบบฝึกทักษะนั้นมีประสิทธิภาพในการช่วยให้นักเรียนเกิดการเรียนรู้จริง การ ทดสอบประสิทธิภาพตามลำดับขั้น จะช่วยให้เรามีแบบฝึกทักษะที่มีคุณค่าทางการสอนตามเกณฑ์ที่ กำหนด 3. สำหรับผู้ผลิตแบบฝึกทักษะ การทดสอบประสิทธิภาพจะทำใหผู้ผลิตมั่นใจได้ว่า เนื้อหา สาระที่บรรจุในแบบฝึกทักษะหรือชุดฝึกง่ายต่อการเข้าใจ ช่วยให้ผู้ผู้ลิตมีความชำนาญสูงขึ้น เผชิญ กิจระการ (2559 : 44 - 51) ได้กล่าวถึงเกณฑ์ในการหาประสิทธิภาพของสื่อการเรียน การสอน จะนิยมตั้งเป็นตัวเลข 3 ลักษณะ คือ 80/80,85/85, และ90/90 ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับธรรมชาติของ วิชาและเนื้อหาที่นำมาสร้างสื่อ ถ้าเป็นวิชาค่อนข้างยากอาจตั้งเกณฑ์80/80 หรือ 85/85 สำหรับวิชา ที่มีเนื้อหาง่าย อาจตั้งไว้90/90 เป็นต้น นอกจากนี้ยังตั้งเกณฑ์ความคลาดเคลื่อนไว้เท่ากับร้อยละ 2.5 ซึ่งหมายความว่า ถ้าเกณฑ์ที่ตั้งไว้คือ 90/90 เมื่อคำนวณแล้วได้ค่าที่ถือว่าใช้ได้คือ 87.5/87.5 และได้ กล่าวถึงการหาประสิทธิภาพของสื่อไว้ว่า เมื่อผลิตสื่อขึ้นมาใช้ประกอบการเรียนการสอนไม่ว่าจะเป็น ชุดการสอน บทเรียนสำเร็จรูป หนังสือแบบหน่วยหรือชุดฝึกก็ตาม ควรจะได้ประเมินประสิทธิภาพ ของสื่อว่าเหมาะที่จะนำไปใช้ต่อไปหรือไม่สื่อนี้จะส่งเสริมหรือสนับสนุนใหผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ตาม จุดประสงค์ที่กำหนดไว้หรือไม่อย่างไร จะได้หาข้อบกพร่องเพื่อปรับปรุงแก้ไขต่อไป การหา ประสิทธิภาพของสื่อ มีขั้นตอนโดยทั่วไป ดังนี้ 1. ขั้นหาประสิทธิภาพ 1 : 1 (แบบเดี่ยว) เป็นการทดลองกับผู้เรียน เด็กอ่อน ปานกลางและเก่ง
24 จำนวน 3 คน นำมาทดลองใช้ก่อนเพื่อหาข้อบกพร่องเกี่ยวกับการใช้ถ้อยคำ การใช้ภาษา ความ ชัดเจนของการนำเสนอเนื้อหาและการสื่อความหมายต่าง ๆ เพื่อจะได้นำไปปรับปรุงในเบื้องต้นก่อนที่ จะนำไปทดลองใช้ในขั้นที่ 2 2. ขั้นหาประสิทธิภาพ 1 : 10 (แบบกลุ่ม) เป็นการทดลองกับผู้เรียน 10 คน กลุ่มเก่งจำนวน 3 คน กลุ่มปานกลางจำนวน 4 คน และกลุ่มอ่อน จำนวน 3 คน โดยให้นักเรียนได้ทดลองเรียนจริง ๆ กิจกรรมการเรียนการสอนเหมือนกันทุกอย่าง เพียงแต่เป็นกลุ่มเล็กกว่าห้องเรียนจริงเท่านั้นเป็นการ ทดลองหาข้อบกพร่องในด้านต่าง ๆ ของสื่ออีกครั้งหนึ่งเพื่อจะได้ปรับปรุงแก้ไขต่อไป 3. ขั้นหาประสิทธิภาพ 1 : 100 (ภาคสนาม) เป็นการทดลองกับผู้เรียนทั้งชั้น 30 คนขึ้นไปเป็น การใช้สื่อในห้องเรียนจริง ๆ ตามปกติซึ่งเป็นการประเมินประสิทธิภาพของสื่อว่าเชื่อถือได้หรือไม่ซึ่ง อาจดำเนินการได้โดยการทดสอบความแตกต่างของคะแนนจากการทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียน ใช้เกณฑ์มาตรฐาน 80/80 หรือ 90/90 เกณฑ์มาตรฐาน 80/80 หรือ90/90 นั้นเป็นเกณฑ์การเปรียบเทียบคะแนนที่ได้จากการประเมิน กระบวนการเรียนการสอน กับคะแนนที่ได้จากการทดสอบสุดท้ายหลังการเรียนจบบทหรือเรื่องแล้ว การตั้งเกณฑ์80/80 หรือ 90/90 นั้นอยู่ที่ดุลยพินิจว่า นักเรียนของเรามีความสามารถในการเรียน ระดับใดและควรจะตั้งเกณฑ์เท่าไร ถ้านักเรียนเรียนดีมากจะตั้งเกณฑ์สูง 90/90 ก็ได้แต่ถ้านักเรียน ค่อนข้างดีอาจตั้งเกณฑ์ไว้80/80 อาจจะสูงพอก็ได้80 ตัวแรก หรือ 90 ตัวแรก เป็นร้อยละของคะแนน เฉลี่ยที่นักเรียนทั้งห้องเรียนทำแบบฝึกทักษะได้ระหว่างเรียน ชุด 10 ข้อ เมื่อสอนไปได้ทำแบบฝึก ทักษะไป หรือแบบทดสอบโดยให้คะแนนข้อละ 1 คะแนน จะได้คะแนนเต็ม 50 คะแนน เมื่อตรวจ แบบฝึกทักษะพร้อมให้คะแนน 1 คะแนน สำหรับข้อที่ทำถูกและ 0 สำหรับข้อที่ทำผิดหรือไม่ทำ 80 หลัง หรือ 90 หลัง เป็นร้อยละของคะแนนเฉลี่ยที่นักเรียนทั้งห้องเรียนทำแบบทดสอบ เป็นการ ประเมินหลังเรียนจบเรื่องแล้วโดยปกติจะนิยมเขียนเป็นรูปสมการ E1 : E2 = 80 : 80 หรือE1 : E2 = 90 : 90 เกณฑ์การหาประสิทธิภาพ E1/E2 มีความหมายแตกต่างกันหลายลักษณะในที่นี้ยกตัวอย่าง E1/E2 = 80/80 ดังนี้ 1. เกณฑ์ 80/80 ในความหมายที่ 1 80 ตัวแรก (E1) คือ นักเรียนทั้งหมดทำแบบฝึกทักษะ หรือแบบทดสอบย่อยได้คะแนนเฉลี่ยร้อยละ 80 ถือว่าเป็นประสิทธิภาพของกระบวนการ ส่วน 80 ตัวหลัง (E2) คือ นักเรียนทั้งหมดที่ทำแบบทดสอบหลังเรียน (Posttest) ได้คะแนนร้อยละ 80 ส่วนการหาค่า E1 และ E2 ใช้สูตรดังนี้ สูตร E1 = ∑ X N A ×100 เมื่อ E1 แทน ประสิทธิภาพของกระบวนการ
25 ∑ แทน ผลรวมของคะแนนที่ได้จากการทำแบบฝึกทักษะหรือแบบทดสอบย่อยในระหว่าง เรียน A แทน คะแนนเต็มของแบบฝึกทักษะหรือแบบทดสอบย่อย N แทน จำนวนนักเรียน สูตร E2 = ∑ Y N A ×100 เมื่อ E2 แทน ประสิทธิภาพของผลลัพธ์ ∑ แทน ผลรวมของคะแนนที่ได้จากการทำแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลัง เรียน A แทน คะแนนเต็มของแบบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน N แทน จำนวนนักเรียน 2. นักเรียนร้อยละ 80 ทำแบบฝึกทักษะของแบบทดสอบย่อยระหว่างเรียนได้คะแนนร้อยละ 80 ทุกคน (E1) ส่วน 80 ตัวหลังคือนักเรียนทั้งหมดทำแบบทดสอบหลังเรียนครั้งนั้นได้คะแนนร้อยละ 80 เช่น มีนีกเรียน 40คน ร้อยละ 80 ของนักเรียนทั้งหมด คือ นักเรียน 32 คน แต่ละคนได้คะแนนจา แบบทดสอบหลังเรียนถึงร้อยละ 80 3. เกณฑ์ 80/80 ในความหมายที่ 2 80 ตัวแรก (E1) นักเรียนทั้งหมดทำแบบทดสอบหลังเรียน ได้คะแนน ร้อยละ 80 ส่วน 80 ตัวหลัง (E2) หมายถึง นักเรียนทั้งหมดทำแบบทดสอบหลังเรียนแต่ละ ข้อถูก มีจำนวนร้อยละ 80 (ถ้านักเรียนทำข้อสอบข้อใดถูกมีจำนวนนักเรียนไม่ถึงร้อยละ 80 แสดงว่า สื่อไม่มีประสิทธิภาพ และชี้ให้เห็นว่าจุดประสงค์ที่ตรงกับข้อนั้นมีความบกพร่อง) จากที่กล่าวมา สรุปได้ว่า การหาประสิทธิภาพของแบบฝึกทักษะ หมายถึง คุณภาพของแบบฝึก ทักษะที่ทำให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้และมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนดีขึ้นอยู่ในระดับที่น่าพอใจตามเกณฑ์ 80/80 80 ตัวแรก หมายถึง ร้อยละของคะแนนเฉลี่ย ที่ได้จากการทำแบบทดสอบท้ายแบบฝึกทักษะ ระหว่างเรียนในแต่ละแบบฝึก 80 ตัวหลัง หมายถึง ร้อยละของคะแนนเฉลี่ยที่ได้จากการทำแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการ เรียน หลังเรียน ในการวิจัยครั้งนี้ผู้วิจัยได้กำหนดเกณฑ์E1 : E2 = 70 : 70 เกณฑ์ในการหาประสิทธิภาพของแบบฝึกทักษะ การกำหนดเกณฑ์ประสิทธิภาพของแบบฝึกทักษะและการยอมรับประสิทธิภาพของแบบฝึก ทักษะมีผู้ให้เกณฑ์ดังนี้ ชัยยงค์ พรหมวงศ์ (2559: 496) ได้กล่าวว่าการกำหนดเกณฑ์ควรพิจารณาตามความเหมาะสม
26 โดยปกติเนื้อหาที่เป็นความรู้ความจำมักจะตั้งไว้80/80, 85/85, หรือ90/90 ส่วนเนื้อหาที่เป็นทักษะ อาจตั้งไว้ต่ำกว่านี้เช่น 75/75 เป็นต้น เมื่อกำหนดเกณฑ์แล้วนำไปทดลองจริงอาจได้ผลไม่ตรงตาม เกณฑ์แต่ไม่ควรต่ำกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้เกินร้อยละ 5 สุกิจ ศรีพรหม (2558 : 71) ได้กล่าวถึงการยอมรับประสิทธิภาพของชุดการสอน หรือแบบฝึก ทักษะ มี 3 ระดับ คือ 1. สูงกว่าเกณฑ์เมื่อประสิทธิภาพชุดการสอน หรือแบบฝึกทักษะสูงกว่าเกณฑ์ที่ตั้งไว้เกินร้อยละ 2.5 ขึ้นไป 2. เท่ากับเกณฑ์เมื่อประสิทธิภาพชุดการสอน หรือแบบฝึกทักษะเท่ากับเกณฑ์ที่ตั้งไว้ร้อยละ 2.5 3. ต่ำกว่าเกณฑ์ เมื่อประสิทธิภาพชุดการสอน หรือแบบฝึกทักษะต่ำกว่าเกณฑ์ที่ตั้งไว้แต่ไม่ต่ำ กว่าร้อยละ 2.5 ถือว่ายังมีประสิทธิภาพที่ยอมรับได้ จากที่กล่าวมาแล้ว สรุปได้ว่า เกณฑ์ในการหาประสิทธิภาพของแบบฝึกทักษะต้องสูงกว่าเกณฑ์ ที่ตั้งไว้เกินร้อยละ 2.5 ขึ้นไป หรือเท่ากับเกณฑ์ที่ตั้งไว้ร้อยละ 2.5 หรือต่ำกว่าเกณฑ์ที่ตั้งไว้แต่ไม่ต่ำ กว่าร้อยละ 2.5 ถือว่ายังมีประสิทธิภาพที่ยอมรับได้ในการวิจัยครั้งนี้ผู้วิจัยได้กำหนดเกณฑ์70/70 การหาค่าดัชนีประสิทธิผลของแบบฝึกทักษะ เผชิญ กิจระการ (2559: 1-6) ได้กล่าวถึงดัชนีประสิทธิผล (Effectiveness Index) ไว้ว่าเมื่อมี การประเมินสื่อการสอนที่ผลิตขึ้นเรามักจะดูประสิทธิผลด้านการสอนและการวัดประเมินผลทางสื่อ นั้น ตามปกติแล้วจะเป็นการประเมินความแตกต่างของค่าคะแนนในสองลักษณะคือความแตกต่าง ของคะแนนการสอบก่อนเรียนและคะแนนการสอบหลังเรียน หรือเป็นการทดสอบความแตกต่าง เกี่ยวกับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนระหว่างกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม ในทางปฏิบัติส่วนมากเน้นที่ผล ของความแตกต่างที่แท้จริงมากกว่าผลของความแตกต่างทางสถิติแต่ที่ในบางกรณีการเปรียบเทียบ เพียงสองลักษณะก็อาจจะยังไม่เพียงพอ เช่นในกรณีของการทดลองใช้สื่อในการเรียนการสอนครั้ง หนึ่งปรากฏว่า กลุ่มที่ 1การทดสอบก่อนเรียนได้คะแนน 18% ทดสอบหลังเรียนได้คะแนน 67 % และกลุ่มที่ 2 การทดสอบก่อนเรียนได้คะแนน 18 % การทดสอบหลังเรียนได้คะแนน 74% ซึ่งเมื่อนำ ผลการวิเคราะห์ทางสถิติปรากฏว่าคะแนนทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียนแตกต่างกันอย่างมี นัยสำคัญทางสถิติทั้ง 2 กลุ่ม แต่เมื่อเปรียบเทียบคะแนนการทดสอบหลังเรียนระหว่างกลุ่มทั้งสอง ปรากฏว่า ไม่มีความแตกต่างกันซึ่งไม่สามารถระบุได้ว่า เกิดขึ้นเพราะตัวแปรทดลอง (Treatment) นั้นหรือไม่ เนื่องจากการทดสอบทั้งสองกรณีนั้นมีคะแนนพื้นฐาน (คะแนนทดสอบก่อนเรียน) แตกต่าง กันซึ่งจะส่งผลถึงคะแนนทดสอบหลังเรียนที่จะเพิ่มขึ้นได้สูงสุดของแต่ละกรณี
27 Hovland (Hovland อ้างถึงใน เผชิญ กิจระการ. 2559 : 2) ได้เสนอดัชนีประสิทธิผล (Effectiveness Index) ซึ่งคำนวณได้จากการหาความแตกต่างของการทดสอบก่อนการทดลองและ การทดสอบหลังการทดลองด้วยคะแนนสูงสุดที่สามารถทำเพิ่มขึ้นได้Hovland เสนอว่า ค่า ความสัมพันธ์ของการทดสอบจะสามารถกระทำได้อย่างถูกต้อง แน่นอนต้องคำนึงถึงความแตกต่าง ของคะแนนพื้นฐาน (คะแนนทดสอบก่อนเรียน) และคะแนนที่สามารถทำได้สูงสุด ดัชนีประสิทธิผลจะ เป็นตัวชี้ถึงขอบเขตและประสิทธิภาพสูงสุดของสื่อ จากที่กล่าวมาแล้ว สรุปได้ว่า ค่าดัชนีประสิทธิผล หมายถึง ค่าที่แสดงความก้าวหน้าในการ เรียนของนักเรียน ที่เรียนโดยใช้แบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์โดยการเปรียบเทียบคะแนนที่เพิ่มขึ้น จาก คะแนนการทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียนของนักเรียน ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ 1.ความหมายของผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ปราณี กองจินดา (2549 : 42) กล่าว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หมายถึง ความสามารถหรือ ผลสำเร็จที่ได้รับจากกิจกรรมการเรียนการสอนเป็นการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมและประสบการณ์ เรียนรู้ทางด้านพุทธิพิสัย จิตพิสัย และทักษะพิสัย และยังได้จำแนกผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนไว้ตาม ลักษณะของวัตถุประสงค์ของการเรียนการสอนที่แตกต่างกัน กู๊ด (Good, 1993 : 7 อ้างถึงใน รสริน พันธุ, 2550 : 42) กล่าวว่า ผลสัมฤทธิ์ คือ การทำ ให้สำเร็จ (accomplishment) หรือประสิทธิภาพทางด้านการกระทาที่กำหนดให้ หรือในด้านความรู้ ส่วนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หมายถึง การซึ้งความรู้ (knowledge attained) การพัฒนาทักษะใน การเรียน ซึ่งอาจจะพิจารณาจากคะแนนสอบที่กำหนดให้ คะแนนที่ได้จากงานที่ครูมอบหมายให้ หรือ ทั้งสองอย่าง ชนิดา ทาระเนตร (2560) กล่าวว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หมายถึง ผลของความสำเร็จ ของผู้เรียนในด้านความรู้ทักษะและกระบวนการทางด้านความคิดซึ่งทำให้ผู้เรียนมีประสิทธิภาพจาก การเรียนรู้หรือการหาความรู้ด้วยตนเอง ซึ่งสามารถวัดได้ด้วยแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน รสริน พันธุ (2550 : 37) กล่าวว่า ความหมายของผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หมายถึง ผลของ การเรียนการสอนหรือความสามารถของบุคคลอันเกิดจากการได้รับการฝึกฝน สั่งสอนในด้านความรู้ และทักษะที่ได้พัฒนาขึ้นตามลาดับขั้นในวิชาต่าง ๆ ศิริพร สะอาดล้วน (2551 : 28) กล่าวว่า ความหมาย ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเป็นผลรวม ของมวลประสบการณ์ที่ได้รับจากการเรียนรู้ ในด้านของทักษะ ความรู้ ความสามารถ ซึ่งผลการเรียนรู้ นั้นสามารถแสดงออกมาได้และสามารถที่จะวัดได้
28 สุพัตรา เกษมเรืองกิจ (2551 : 32) กล่าวว่า ความหมาย ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หมายถึง ความรู้ ความเข้าใจ ความสามารถในการแก้ปัญหาและทักษะทางวิชาการรวมทั้งสมรรถภาพทางสมอง ด้านต่าง ๆ ที่ได้จากการอบรมสั่งสอนและวัดได้โดยอาศัยเครื่องมือและวิธีการที่หลากหลาย สิริสรณ์ สิทธิรินทร์ (2554 : 18) กล่าวว่า ความหมายผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หมายถึง ความสำเร็จทางการเรียนของบุคคลที่วัดได้จากระบวนการทดสอบหรือกระบวนการที่ไม่ต้องอาศัยการ ทดสอบด้วยวิธีการอย่างหลากหลาย เช่น การตรวจผลงานของผู้เรียน การสังเกตพฤติกรรม เป็นต้น จากความหมายดังกล่าว ผู้วิจัยสรุปได้ว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หมายถึง คุณลักษณะ ความรู้ความสามารถและประสบการณ์การเรียนรู้ที่บุคคลได้รับการเรียนการสอนเป็นผลให้บุคคลเกิด การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมในด้านต่างๆ ซึงสามารถตรวจสอบได้ จากการวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 2.ความหมายของผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ มีนักการศึกษาหลายท่านได้ให้ความหมายของผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์มี ดังนี้ O'Brien, Collins and Credo (2011, p. 3) ได้กล่าวความหมายของผลสัมฤทธิ์ทางการ เรียนว่า หมายถึง ความสำเร็จหรือการบรรลุเป้าหมายด้านความรู้ ความสามารถและสถานะระดับสูง (High-level status) ที่ผู้เรียนแสดงออก Wilson (1971, pp. 643-696) ได้กล่าวว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์นั้น หมายถึง ความสามารถทางสติปัญญา (Cognitive domain) ในการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ได้จำแนก พฤติกรรมที่พึงประสงค์ทางพุทธพิสัยในการเรียนการสอนวิชาคณิตศาสตร์ระดับชั้นมัธยมศึกษา โดย อ้างอิงลำดับชั้นของพฤติกรรมพุทธิพิสัย ตามกรอบแนวคิดของบลูม (Bloom’s taxonomy) ไว้เป็น 4 ระดับ คือ 1.ความรู้ความจำด้านการคิดคำนวณ (Computation) พฤติกรรมในระดับนี้ถือว่าเป็น พฤติกรรมที่อยู่ในระดับเกี่ยวกับข้อเท็จจริง แบ่งออกได้เป็น 3 ขั้น ดังนี้ 1.1 ความรู้ความจำเกี่ยวกับข้อเท็จจริง (Knowledge of specific facts) คำถามที่วัด ความสามารถในระดับเกี่ยวกับข้อเท็จจริง ตลอดจนความรู้พื้นฐานซึ่งนักเรียนได้สั่งสมมาเป็นระยะ เวลานานแล้วด้วย 1.2 ความรู้ความจำเกี่ยวกับศัพท์และนิยาม (Knowledge of terminology) เป็น ความสามารถในการระลึกหรือจำศัพท์และนิยามต่าง ๆ ได้ โดยคำถามอาจจะถามโดยตรงหรือโดย อ้อมก็ได้แต่ไม่ต้องอาศยัการคิดคำนวณ 1.3 ความสามารถในการใช้กระบวนการคิดคำนวณ (Ability to carry out algorithms) เป็นความสามารถในการใช้ข้อเท็จจริงหรือนิยาม และกระบวนการที่ได้เรียนมาแล้วมาคิดคำนวณ ตามลำดับขั้นตอนที่เคยเรียนรู้มาแล้ว ข้อสอบวัดความสามารถด้านนี้ต้องเป็นโจทย์ง่าย ๆ คล้ายคลึง
29 กับตัวอย่าง นักเรียนไม่ต้องพบกับความยุ่งยากในการตัดสินใจเลือกใช้กระบวนการ 2. ความเข้าใจ (Comprehension) เป็นพฤติกรรมที่ใกล้เคียงกับพฤติกรรมระดับความรู้ ความจำเกี่ยวกับการคิดคำนวณแต่ซับซ้อนกว่าซึ่งแบ่งได้เป็น 6 ขั้นตอน ดังนี้ 2.1 ความเข้าใจเกี่ยวกับมโนคติ(Knowledge of concepts) เป็นความสามารถที่ซับซ้อน กว่าความรู้ความจำเกี่ยวกับข้อเท็จจริงเพราะมโนคติเป็นนามธรรม ซึ่งประมวลจากข้อเท็จจริงต่าง ๆ ต้องอาศัยการตัดสินใจในการตีความหรือยกตัวอย่างใหม่ที่แตกต่างไปจากที่เคยเรียน 2.2 ความเข้าใจเกี่ยวกับหลักการ กฎทางคณิตศาสตร์และการสรุปอ้างอิงเป็นกรณีทั่วไป (Knowledge of principle, rules and generalizations) เป็นความสามารถในการนำเอาหลักการ กฎ และความเข้าใจเกี่ยวกับมโนคติไปสัมพันธ์กับโจทย์ปัญหาจนได้แนวทางในการแก้ปัญหาได้ ถ้าคำถามนั้นเป็นคำถามเกี่ยวกับหลักการและกฎ ที่นักเรียนเพิ่งเคยพบเป็นครั้งแรกอาจจัดเป็น พฤติกรรมในระดับการวิเคราะห์ก็ได้ 2.3 ความเข้าใจในโครงสร้างคณิตศาสตร์ (Knowledge of mathematical structure) คำถามที่วัดพฤติกรรมระดับนี้เป็นคำถามที่วัดเกี่ยวกับคุณสมบัติของระบบจำนวนและโครงสร้างทาง พีชคณิต 2.4 ความสามารถในการเปลี่ยนรูปแบบปัญหาจากแบบหนึ่งเป็นอีกแบบหนึ่ง (Ability to transform problem from one mode to another) เป็นความสามารถในการแปลข้อความที่ กำหนดให้เป็นข้อความใหม่หรือภาษาใหม่ เช่น แปลจากภาษาพูดให้เป็นสมการซึ่งมีความหมายคงเดิม โดยไม่รวมถึงกระบวนการคิดคำนวณ (Algorithms) หลงัจากแปลแล้วอาจกล่าวได้ว่า เป็นพฤติกรรม ที่ง่ายที่สุดของพฤติกรรมระดับความเข้าใจ 2.5 ความสามารถในการคิดตามแนวของเหตุผล (Ability to follow a line of reasoning) เป็นความสามารถในการอ่านและเข้าใจข้อความทางคณิตศาสตร์ซึ่งแตกต่างจากความสามารถในการ อ่านทั่ว ๆ ไป 2.6 ความสามารถในการอ่านและตีความโจทย์ปัญหาทางคณิตศาสตร์ (Ability to read and interpret a problem) ข้อสอบที่วัดความสามารถในขั้นนี้อาจดัดแปลงมาจากข้อสอบที่วัด ความสามารถในขั้นอื่น ๆ โดยให้นักเรียนอ่านและตีความโจทย์ปัญหา ซึ่งอาจจะอยู่ในรูปของ ข้อความ ตัวเลข ข้อมูลทางสถิติ หรือกราฟ 3. การนำไปใช้ (Application) เป็นความสามารถในการตัดสินใจแก้ปัญหาที่นักเรียนคุ้น เคยเพราะคล้ายกับปัญหาที่นักเรียนประสบอยู่นระหว่างเรียน พฤติกรรมในระดับบนี้แบ่ง ออกเป็น 4 ขั้น คือ 3.1 ความสามารถในการแก้ปัญหาที่คล้ายกับปัญหาที่ประสบอยู่ในระหว่างเรียน (Ability to solve routine problem) นักเรียนต้องอาศัยความสามารถในระดับความเข้าใจ และเลือก
30 กระบวนการแก้ปัญหาจนได้ค้า ตอบออกมา 3.2 ความสามารถในการเปรียบเทียบ(Ability to make comparisons) เป็นความสามารถ ในการค้น หาความสัมพันธ์ระหว่างข้อมูล 2 ชุด เพื่อสรุปการตัดสินใจ ซึ่งในการแก้ปัญหานี้อาจต้องใช้ วิธีการคิดคำนวณและจำเป็นต้องอาศัยความรู้ที่เกี่ยวข้อง 3.3 ความสามารถในการวิเคราะห์ข้อมูล (Ability to analyze data) เป็นความสามารถ ในการตัดสินใจอย่างต่อเนื่องในการหาคำตอบจากข้อมูลที่กำหนดให้ซึ่งอาจต้องอาศยัการแยกข้อมูลที่ เกี่ยวข้องจากข้อมูลที่ไม่เกี่ยวข้องมาพิจารณาวา่ อะไรคือข้อมูลที่ต้องการเพิ่มเติมมีปัญหาอื่นใดบ้างที่ อาจะเป็นตัวอย่างในการหาคำตอบของปัญหาที่กำลังประสบอยู่ 3.4 ความสามารถในการมองเห็นแบบลกัษณะโครงสร้างที่เหมือนกันและการสมมาตร (Ability to recognize, patterns, isomorphism and symmetries) เป็นความสามารถที่ต้องอาศัย พฤติกรรมอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่การระลึกถึงข้อมูลที่กำหนดให้การเปลี่ยนรูปปัญหา การจัดกระทำ ข้อมูล และการระลึกถึงความสัมพันธ์ 4. การวิเคราะห์ (Analysis) เป็นความสามารถในการแก้ปัญหาที่นักเรียนไม่เคยเห็น หรือไม่ เคยทำแบบฝึกหัดมาก่อน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นโจทย์พลิกแพลงแต่ก็อยู่ในขอบเขตเนื้อหาวิชาที่เรียน พฤติกรรมในระดับนี้ถือว่าเป็นพฤติกรรม ขั้นสูงสุดของการเรียนการสอนคณิตศาสตร์ ซึ่งต้องใช้ สมรรถภาพสมองระดับ สูงแบ่งเป็น 5 ขั้น คือ 4.1 ความสามารถในการแก้โจทย์ที่่ไม่เคยประสบมาก่อน (Ability to solve nonroutine problems) คำถามในขั้นนี้เป็นคำถามที่ซับซ้อน ไม่มีในแบบฝึกหัดหรือตัวอย่างงไม่เคยเห็นมาก่อน 4.2 ความสามารถในการค้นหาความสัมพันธ์ (Ability to discover relationships) เป็นความสามารถในการจัดส่วนต่าง ๆ ที่โจทยกำหนดให้แล้วสร้างความสัมพันธ์ขึ้นใหม่ เพื่อใช้ในการ แก้ปัญหาแทนการจำความสัมพันธ์เดิมที่เคยพบมาแล้วมาใช้กับข้อมูลชุดใหม่เท่านั้น 4.3 ความสามารถในการสร้างข้อพิสูจน์ (Ability to construct proofs) เป็นความสามารถ ในที่ควบคู่กับความสามารถในการสร้างข้อพิสูจน์พฤติกรรม ในขั้นนี้ต้องการให้นักเรียนสามารถ ตรวจสอบข้อพิสูจน์วา่ ถูกต้องหรือไม่มีตอนใดผิดบ้าง 4.4 ความสามารถในการวิจารณ์การพิสูจน์ (Ability to citicize proofs) ความสามารถ ในขั้น นี้เป็นการใช้เหตุผลที่ควบคู่กับความสามารถในการเขียนพิสูจน์แต่ยุ่งยากและซับซ้อนกว่า ความสามารถในขั้นนี้ต้องการให้นักเรียนมองเห็นและเข้าใจการพิสูจน์นั้นว่า ถูกต้องหรือไม่ มีตอนใด ผิดพลาดไปจากมโนคติ หลักการ กฎ นิยามหรือวิธีการทางคณิตศาสตร์ 4.5 ความสามารถในการสร้างสูตรและทดสอบความถูกต้องของสูตร (Ability to
31 formulate and validate generalizations) นักเรียนต้องสามารถสร้างสูตรขึ้นมาใหม่ โดยใช้ ความสัมพันธ์กับ เรื่องเดิมและต้องสมเหตุสมผลด้วย นั่นคือ การถามให้หาคำตอบและพิสูจน์ประโยค คณิตศาสตร์ พร้อมทั้งแสดงการใช่กระบวนการนั้น 3.องค์ประกอบที่มีอิทธิพลต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ Prescott (1961, pp. 14-16) ได้ศึกษาเกี่ยวกับการเรียนของนักเรียนและสรุปผลการศึกษา ว่า องค์ประกอบที่มีอิทธิพลต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนทั้งในและนอกห้องเรียน มีดังนี้ 1.องค์ประกอบทางด้านร่างกาย ได้แก่อัตราการเจริญเติบโตของร่างกาย สุขภาพทางกาย ข้อบกพร่องทางร่างกายและบุคลิกท่าทาง 2.องค์ประกอบทางความรักได้แก่ความสัมพันธ์ของบิดามารดา ความสัมพันธ์ของบิดา มารดากับลูก ความสัมพันธ์ระหว่างลูก ๆ ด้วยกัน และความสัมพันธ์ระหว่างสมาชิกทั้งหมดใน ครอบครัว 3.องค์ประกอบทางวัฒนธรรมและสังคม ได้แก่ ขนบธรรมเนียมประเพณีความเป็นอยู่ของ ครอบครัว สภาพแวดล้อมทางบ้าน การอบรมทางบ้านและฐานะทางบ้าน 4.องค์ประกอบทางความสัมพันธ์ในเพื่อนวัยเดียวกัน ได้แก่ความสัมพันธ์ของนักเรียนกับ เพื่อนวัยเดียวกัน ทั้งที่บ้านและที่โรงเรียน 5.องค์ประกอบทางการพัฒนาแห่งตน ได้แก่สติปัญญา ความสนใจ เจตคติของนักเรียน 6.องค์ประกอบทางการปรับตัว ได้แก่ ปัญหาการปรับตัว การแสดงออกทางอารมณ์ Carrol (1963, pp. 723-733) ได้เสนอแนวคิดเกี่ยวกับอิทธิพลขององค์ประกอบ ต่าง ๆ ที่มีต่อ ระดับผลสัมฤทธิ์ของนักเรียน โดยการเอาครู นักเรียนและหลักสูตรมาเป็นองค์ประกอบที่สำคัญ โดย เชื่อว่า เวลาและคุณภาพของการสอนมีอิทธิพลโดยตรงต่อปริมาณความรู้ที่นักเรียนได้รับและได้ศึกษา พบว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของแต่ละบุคคลขึ้นอยู่กับองค์ประกอบทางสติปัญญา และ ความสามารถทางสมองร้อยละ 50-60 ขึ้นอยู่กับความพยายามและวิธีการเรียนที่มีประสิทธิภาพร้อย ละ 30-40 และขึ้นอยู่กับโอกาสและสิ่งแวดลอ้ม ร้อยละ 10-15 นอกจากนี้องค์ประกอบที่สำคัญที่มีอิทธิพลต่อผลสำเร็จของทางการเรียน คือความเชื่อใน ตนเอง (Self-belief) ของนักเรียน (Dimarakis, Bobis, Way & Anderson, 2014, p. 183) ซึ่งความ เชื่อในตนเองของนักเรียนสามารถพยากรณ์แรงจูงใจและผลการเรียนการเรียนของนักเรียน 4.แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ ศศิธร แม้นสงวน (2556, หน้า 260) ได้กล่าวถึงแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ว่าเป็นเครื่องมือ สำหรับผู้สอนที่จะใช้ในการตรวจสอบผลการเรียนรู้รวมถึงพฤติกรรมต่าง ๆ จากการเรียนหรือการ จัดการเรียนรู้ของครูเพื่อประเมินว่า นักเรียนมีความรู้ความสามารถ มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรู้ใน ระดับใด บรรลุวัตถุประสงค์การเรียนรู้มากน้อยเพียงใด เป็นไปตามมาตรฐานตัวชี้วัดอย่างไร ซึ่ง
32 แบบทดสอบจะต้องมีคุณภาพ ผ่านการสร้างอย่างถูกต้อง มีประสิทธิภาพ มีความถูกต้อง เที่ยงตรง เชื่อถือได้ มีกระบวนการหลักการสร้างแบบทดสอบตามหลักวิชาการ ศศิธร แม้นสงวน (2556, หน้า 261) ได้กล่าวถึงประเภทของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์มี 2 ประเภท ดังนี้ 1.แบบทดสอบที่ครูสร้างขึ้น มุ่งใช้วัดผลผู้เรียนเฉพาะกลุ่มผู้สอน มีลักษณะเป็นแบบทดสอบ ข้อเขียน (Paper test) - แบบทดสอบอัตนัย (Subjective test) แบบทดสอบที่กำหนดปัญหาแล้วใหผู้เรียนแสดง คำ ตอบโดยการเขียนแสดงความรู้ความคิด เจตคติได้อย่างเต็มที่ - แบบทดสอบปรนัย (Objective test) เป็นแบบทดสอบที่กำหนดให้เขียนตอบสั้น ๆ เป็น แบบทดสอบถูก - ผิด แบบทดสอบเติมคำสั้น ๆ แบบจับคู่ แบบเลือกตอบ 2.แบบทดสอบมาตรฐาน หมายถึงแบบทดสอบที่มุ่งวัดผลสัมฤทธิ์ของผู้เรียนทั่วไป ซึ่งสร้าง โดยผู้เชี่ยวชาญ มีการคิดวิเคราะห์ ปรับปรุงจนมีคุณภาพ มาตรฐาน สมนึก ภัททิยธนี(2551, หน้า 73-97) ได้กล่าวว่า แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ประเภทที่ครูสร้างมีหลายแบบ แต่ที่นิยมใช้มี 6 แบบ ดังนี้ 1.แบบทดสอบอัตนัยหรือความเรียง (Subjective or essay test) เป็นข้อสอบที่มีเฉพาะ คำถามแล้วให้นักเรียนเขียนตอบอย่างเสรีเขียนบรรยายตามความรู้และข้อคิดเห็นของแต่ละคน 2.แบบทดสอบแบบกา ถูก - ผิด (True-false test) เป็นข้อสอบแบบเลือกตอบที่มี2 ตัวเลือกแต่ละตัวเลือกดังกล่าว เป็นแบบคงที่และมีความหมายตรงกันข้าม เช่น ถูก - ผิด ใช่ - ไม่ใช่ จริง - หรือไม่จริง เหมือนกัน - ต่างกัน เป็นต้น 3. แบบทดสอบแบบเติมคำ (Completion test) เป็นข้อสอบที่ประกอบด้วยประโยคหรือ ข้อความที่ยังไม่สมบูรณ์แล้วให้ผู้ตอบเติมคำหรือประโยค หรือข้อความลงในช่องว่างที่เว้นไว้นั้นเพื่อให้ ได้ใจความและถูกต้อง 4.แบบทดสอบแบบตอบสั้น ๆ (Short answer test) เป็นข้อสอบคล้ายกับข้อสอบแบบเติม คำ แต่แตกต่างกันที่ข้อสอบแบบตอบสั้น ๆ เขียนเป็นประโยคคำถามสมบูรณ์ (ข้อสอบเติมคำเป็น ประโยคหรือข้อความที่ยังไม่สมบูรณ์) แล้วให้ผู้ตอบเป็นคนเขียนตอบคำถามที่ต้องการสั้น ๆ และ กะทัดรัด ได้ใจความสมบูรณ์ไม่ใช่เป็นการบรรยายแบบข้อสอบอัตนัยหรือความเรียง 5.แบบทดสอบแบบจับคู่ (Matching test) เป็นข้อสอบแบบเลือกตอบ โดยมีคำถามหรือ ข้อความแยกออกจากกันเป็น 2 ชุด แล้วให้ผู้ตอบเลือกจับคู่ว่า แต่ละข้อความในชุดหนึ่ง (ตัวยืน) จะ จับคู่กับคำหรือข้อความใดในอีกชุดหนึ่ง (ตัวเลือก) ซึ่งมีความสัมพันธ์กันอย่างใดอย่างหนึ่งตามที่ผู้ออก ข้อสอบกำหนดไว้
33 6.แบบทดสอบแบบเลือกตอบ (Multiple choice) จะประกอบด้วย 2 ตอน คือ ตอนนำ หรือคำถาม (Stem) กับตอนเลือก (Choice) ในตอนเลือกนี้จะประกอบด้วยตัวเลือกที่เป็นคำตอบถูก และตัวเลือกที่เป็นตัวลวงและคำถามแบบเลือกตอบที่ดีนิยมใช้ตัวเลือกที่ใกล้เคียงกันดูเผิน ๆ จะเห็น ว่า ทุกตัวเลือกถูกหมด แต่ความจริงมีน้ำหนักถูกมากน้อยต่างกัน ศศิธร แม้นสงวน (2556,หน้า 261) กล่าวถึงขั้นตอนการสร้างแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ ดังนี้ 1.วิเคราะห์หลักสูตรและสร้างตารางวิเคราะห์หลักสูตร 2.กำหนดจุดประสงค์การเรียนรู้เป็นพฤติกรรมเป็นผลการเรียนรู้ที่ผู้สอนกำหนดและ คาดหวังจะให้เกิดขึ้นกับผู้เรียน โดยผู้สอนจะกำหนดไว้ล่วงหน้าสำหรับเป็นแนวทางในการจัดการ เรียนรู้และการสร้างข้อสอบวัดผลสัมฤทธิ์ 3.กำหนดชนิดข้อสอบ 4.เขียนข้อสอบ 5.ตรวจทาน 6.จัดพิมพ์แบบทดสอบ 7.ทดลองสอบเพื่อนำผลมาวิเคราะห์ข้อสอบ 8.แก้ไขปรับปรุงแล้วได้แบบทดสอบฉบับจริง 5.หลักในการสร้างแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนแบบเลือกตอบ (Multiple choice test) สมนึก ภัททิยธนี(2549, หน้า 82-97) ได้กล่าวถึงหลักในการสร้างแบบทดสอบวัด ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนแบบเลือกตอบไว้ดังนี้ 1.เขียนตอนนำให้เป็นประโยคที่สมบูรณ์แล้วใส่เครื่องหมายปรัศนีไม่ควรสร้างตอนนำให้ เป็นแบบอ่านต่อความ เพราะทำให้คำถามไม่กระชับ เกิดปัญหาสองแง่หรือข้อความไม่ต่อกันหรือเกิด ความสับสนในการคิดหาคำตอบ 2.เน้นเรื่องจะถามให้ชัดเจนและตรงจุด ไม่คลุมเครือ เพื่อว่าผู้อ่านจะไม่เข้าใจไขว้เขว สามารถมุ่งความคิดในคำตอบไปถูกทิศทาง 3.ควรถามในเรื่องที่มีคุณค่าต่อการวัด หรือถามในสิ่งที่ดีงามมีประโยชน์คำถามแบบ เลือกตอบสามารถถามพฤติกรรมในสมองหลาย ๆ ด้าน ไม่ใช่ถามเฉพาะความจำหรือความจริงตาม ตำราแต่ต้องถามให้คิดหรือนำความรู้ที่เรียนไปใช้ในสถานการณ์ใหม่ 4.หลีกเลี่ยงคำถามปฏิเสธ ถ้าจำเป็นต้องใช้ก็ควรขีดเส้นใต้คำปฏิเสธ แต่คำปฏิเสธซ้อน ไม่ ควรใช้อย่างยิ่ง เพราะปกติผู้เรียนจะยุ่งยากต่อการแปลความหมายของคำถาม และตอบคำถามที่ถาม กลับหรือปฏิเสธซ้อนผิดมากกว่าถูก
34 5.อย่าใช้คำฟุ่มเฟือย ควรถามปัญหาโดยตรง สิ่งใดไม่เกี่ยวข้องหรือไม่ได้ใช้เป็นเงื่อนไขใน การคิดก็ไม่ต้องนำมาเขียนไว้ในคำถาม จะช่วยให้คำถามรัดกุม ชัดเจนขึ้น 6.เขียนตัวเลือกให้เป็นเอกพันธ์ หมายถึง เขียนตัวเลือกทุกตัวให้เป็นลักษณะใดลักษณะหนึ่ง หรือมีทิศทางแบบเดียวกันหรือมีโครงสร้างสอดคล้องเป็นทำนองเดียวกัน 7.ควรเรียงลำดับตัวเลขในตัวเลือกต่าง ๆ ได้แก่คำตอบที่เป็นตัวเลข นิยมเรียงจากน้อยไป หามากเพื่อช่วยให้ผู้ต้อบพิจารณาหาคำตอบได้สะดวกไม่หลงและป้องกันการเดาตัวเลือกที่มีค่ามาก 8.ใช้ตัวเลือกปลายเปิดหรือปลายปิดให้เหมาะสม ตัวเลือกปลายปิด ได้แก่ ตัวเลือกสุดท้ายที่ ใช้คำว่า ไม่มีคำตอบถูก ที่กล่าวมาผิดหมด ผิดหมดทุกข้อ หรือสรุปแน่นอนไม่ได้ 9.ข้อเดียวต้องมีคำตอบเดียว แต่บางครั้งผู้ออกข้อสอบคาดไม่ถึงว่าจะมีปัญหาหรืออาจจะ เกิดจากการสร้างตัวลวงไม่รัดกุม จึงมองตัวลวงเหล่านั้นได้อีกแง่หนึ่ง ทำให้เกิดปัญหาสองแง่สองมุมได้ 10.เขียนทั้งตัวถูกและตัวผิดให้ถูกหรือผิดตามหลักวิชา คือจะกำหนดตัวถูกหรือตัวผิดเพราะ สอดคล้องกับความเชื่อของสังคม หรือกับคำพังเพยทั่ว ๆ ไปไม่ได้ทั้งนี้เนื่องจากการเรียนการสอนมุ่ง ให้ผู้เรียนทราบความจริงตามหลักวิชาเป็นสำคัญ จะนำความเชื่อโชคลางหรือขนบธรรมเนียมประเพณี เฉพาะท้องถิ่นมาอ้างไม่ได้ 11.เขียนตัวเลือกให้อิสระขาดกัน พยายามอย่าให้ตัวเลือกตัวใดตัวหนึ่งเป็นส่วนหนึ่งหรือ เป็นส่วนประกอบของตัวเลือกอื่น ต้องให้แต่ละตัวเป็นอิสระจากกันอย่างแท้จริง 12.ควรมีตัวเลือก 4-5 ตัว ข้อสอบแบบเลือกตอบนี้ถ้าเขียนตัวเลือกมาก ๆ ตัวที่นิยมใช้ หากเป็นข้อสอบระดับประถมศึกษาปี ที่ 1-2 ควรใช้ 3 ตัวเลือก ระดับประถมศึกษา ปี ที่ 3-6 ควรใช้4 ตัวเลือก และตั้งแต่มัธยมศึกษาขึ้นไป ควรใช้5 ตัวเลือก 13.อย่าแนะนำคำตอบ ซึ่งการแนะนำคำตอบมีหลายกรณี ดังนั้นคำถามข้อหลัง ๆ แนะ คำตอบข้อแรก ๆ ถามเรื่องที่ผู้เรียนคล่องปากอยู่แล้ว โดยเฉพาะคำถามประเภทคำพังเพย สุภาษิต คติพจน์หรือคำเตือนใจ ใช้ข้อความของคำถามถูกซ้ำกับคำถามหรือเกี่ยวข้องกันอย่างเห็นได้ชัด เพราะ นักเรียนที่ไม่มีความรู้ก็อาจจะเดาได้ถูก ข้อความของตัวถูกบางส่วนเป็นส่วนหนึ่งของทุกตัวเลือก เขียน ตัวถูกหรือตัวลวงถูกหรือผิดเด่นชัดเกินไปคำตอบไม่กระจาย จากหลักการในการสร้างแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนแบบเลือกตอบ ครูผู้สร้าง ข้อสอบ จำเป็นต้องยึดหลักเกณฑ์ที่กล่าวมาข้างต้น เพื่อให้ได้ข้อสอบแบบเลือกตอบที่มีคุณภาพ และ ต้องคำนึงถึงลักษณะของข้อสอบที่ดีด้วย ได้แก่ความเที่ยงตรง ความเชื่อมั่น ความเป็นปรนัย อำนาจ จำแนก และความยาก
35 งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 1. งานวิจัยในประทศ ทองจันทร์ ปะสีรัมย์ (2555) ได้ทําการวิจัยผลการใช้แบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ เรื่องการ บวก และการลบเศษส่วน สําหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปี ที่ 1 ผลการวิจัยพบว่า 1) ประสิทธิภาพ ของ แบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ เรื่องการบวกและการลบเศษส่วนสําหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปี ที่ 1 มีประสิ ทธิภาพเท่ากับ 80.00/ 80.67 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ 75/ 75 ที่ตั้งไว้ 2) การเปรียบเทียบ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียนด้วยแบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ เรื่องการบวกและ การ ลบเศษส่วน สําหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 พบว่า ค่าคะแนนเฉลี่ยผลการเรียนรู้ของ นักเรียน หลังเรียนด้วยแบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ มีคะแนนสูงกว่าคะแนนเฉลี่ยของนักเรียน ก่อนเรียนอย่างมี นัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ .01 3) ความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนโดยใช้ แบบฝึกทักษะ คณิตศาสตร์ เรื่อง การบวกและการลบเศษส่วน สําหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 มีค่าเฉลี่ยรวม เท่ากับ 4.28 หมายความว่า มีความพึงพอใจอยู่ ในระดับมาก มวลทรัพย์ ปาละวงศ์ (2556) ได้ทําการวิจัยเกี่ยวกับการพัฒนา แบบฝึกทักษะ กลุ่มสาระการ เรียนรู้คณิตศาสตร์ เรื่อง เซต ชั้นมัธยมศึกษาปี ที่ 4 ผลการวิจัยพบว่า 1) ประสิทธิภาพของแบบฝึก ทักษะ กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ เรื่อง เซต ชั้นมัธยมศึกษาปี ที่ 4 ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น มี ประสิทธิภาพ 77.06/77.13 ซึ่งเป็นไปตามเกณฑ์มาตรฐานที่ตั้งไว้ 75/75 2) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปี ที่ 4 ที่ได้รับ การสอนโดยใช้แบบฝึก ทักษะ หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ . 01 อิงค์วราพัชร อาทิตย์เจริญชัย (2560) ได้ศึกษา การเปรียบเทียบผลการเรียนรู้วิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง เซต และความพึงพอใจต่อวิชา คณิตศาสตร์ที่เรียนด้วยชุดการสอนโดยใช้กระบวนการกลุ่มกับ การสอนแบบปกติ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนวัดห้วยจรเข้วิทยาคม จังหวัดนครปฐม จากผลการวิจัยพบว่า 1) ผลการสร้าง และศึกษาประสิทธิภาพของชุดการสอนกลุ่มสาระวิชา คณิตศาสตร์ เรื่อง เซต ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ที่เรียนด้วยชุดการสอนโดยใช้กระบวนการกลุ่ม มี ประสิทธิภาพ 89.97/85.14 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่ได้กำหนดไว้ 70/70 2) ผลการเรียนรู้วิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง เซต ที่เรียนด้วยชุดการสอนโดยใช้กระบวนการ กลุ่มผ่านเกณฑ์ร้อยละ 70 อย่างมีนัยสำคัญ .05 3) ผลการเรียนรู้วิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง เซต ที่เรียนด้วยการสอนแบบปกติไม่ผ่านเกณฑ์ ร้อยละ 70 อย่างมีนัยสำคัญ .05 4) ผลการเรียนรู้วิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง เซต ที่เรียนด้วยชุดการสอนโดยใช้ กระบวนการ กลุ่มมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงกว่านักเรียนที่ได้รับการจัดการเรียนรู้แบบปกติอย่างมี นัยสำคัญ .05 5) ภาพรวมความพึงพอใจต่อวิชาคณิตศาสตร์ที่เรียนด้วยชุดการสอนโดยใช้ กระบวนการ กลุ่มสูงกว่าการสอนแบบปกติ
36 จารุวรรณ สิทธิชัย (2561) ได้ศึกษาการพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนโดยใช้แบบฝึกทักษะ คณิตศาสตร์เรื่อง การแก้โจทย์ปัญหาสมการเชิงเส้นสองตัวแปร ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปี ที่ 3 โรงเรียนไทยรัฐวิทยา ๔ (ป.ปัญญาฐาปนกิจอปถัมภ์) จังหวัดนครปฐม ผลการวิจัยพบว่า (1) ประสิทธิภาพของแบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์เป็น 80.61/81.17 (2) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคะแนน เฉลี่ยหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสําคัญที่ระดับ 0.05 (3) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคะแนน เฉลี่ยหลังเรียนสูงกว่าเกณฑ์ร้อยละ 75 และ (4) ความพึงพอใจของนักเรียนต่อการใช้แบบฝึกทักษะ คณิตศาสตร์ เรื่องการแก้โจทย์ปัญหาสมการเชิงเส้นสองตัวแปร ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปี ที่ 3 โดยรวมอยูในระดับมาก จำเนียร แซ่เล่า (2561) ได้ศึกษาการพัฒนาแบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์เพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนเรื่องการคูณ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ผลการวิจัยพบว่า 1) แบบฝึกทักษะ คณิตศาสตร์ เรื่อง การคูณ สำหรับนักเรียนชั้น ประถมศึกษาปีที่ 4 มีประสิทธิภาพเท่ากับ 84.62/82.31 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 2) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่องการคูณ โดยใช้แบบ ฝึกทักษะคณิตศาสตร์หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 3) ค่าดัชนี ประสิทธิผลของแบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์เรื่อง การคูณ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 เท่ากับ 0.6666 หรือร้อยละ 66.67 สูงกว่า 0.50 หรือร้อยละ 50 ซึ่งเป็นไปตามสมมุติฐานที่ตั้งไว้ นิตยา สอนนุชาติ (2562) ได้ทำการวิจัย เรื่อง การพัฒนาแบบฝึกทักษะวิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง เลขยกกำลัง ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ผลการวิจัยพบว่า 1) แบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ เรื่อง เลขยกกำลัง ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ที่ผู้ศึกษาค้นคว้าได้สร้างขึ้นมีประสิทธิภาพ 78.97/74.60 ซึ่งเป็นไปตามเกณฑ์ ที่ตั้งไว้ 2) ผลการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนและหลังเรียนการจัดการเรียนการสอน โดยใช้แบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ เรื่อง เลขยกกำลัง ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ที่ผู้ศึกษาค้นคว้าสร้างขึ้น ได้ คะแนนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 3) ผลการเปรียบเทียบ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียน โดยแบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ เรื่อง เลขยกกำลัง ชั้นมัธยมศึกษาปี ที่ 5 มีผลการเรียนหลังเรียนสูงกว่าเกณฑ์ (ร้อยละ 70) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 อรุณี รุจิราพาณิชย์(2562) ได้ศึกษาการพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน วิชาคณิตศาสตร์พื้นฐาน เรื่อง ความน่าจะเป็น โดยใช้แบบฝึกทักษะ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนบ้านศรีบุญ เรืองอำเภอสันทราย จังหวัดเชียงใหม่ผลการวิจัยพบว่า (1) แบบฝึกเสริมทักษะคณิตศาสตร์ แบบฝึก เสริมทักษะคณิตศาสตร์ เรื่อง ความน่าจะเป็น กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์สำหรับชั้นมัธยมศึกษา ปีที่ 3 มีประสิทธิ์ภาพสูงกว่าเกณฑ์ที่ก าหนดไว้ 75/75 คือ 77.63/78.24 (2) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ของนักเรียนหลังเรียนด้วยแบบฝึกเสริมทักษะคณิตศาสตร์ เรื่องความน่าจะเป็น กลุ่มสาระการเรียนรู้ คณิตศาสตร์สำหรับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 สูงกว่าก่อนเรียน (3) ความพึงพอใจของนักเรียนชั้น
37 มัธยมศึกษาปีที่ 3 ที่มีต่อการเรียนด้วย แบบฝึกเสริมทักษะคณิตศาสตร์ เรื่องความน่าจะเป็น กลุ่ม สาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์สำหรับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด กัญญาภัค ธรรมสุข (2563) ได้ทำการวิจัย เรื่อง การพัฒนาแบบฝึกทักษะการแก้ปัญหา คณิตศาสตร์ เรื่อง การบวก ลบ คูณ หารระคน สำหรับชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ผลการวิจัยพบว่า 1) แบบฝึกทักษะการแก้ปัญหาคณิตศาสตร์ เรื่อง การบวก ลบ คูณ หารระคน สำหรับนักเรียนชั้น ประถมศึกษาปีที่ 2 โดยภาพรวมมีความเหมาะสมอยู่ในระดับมากและจากการทดสอบประสิทธิภาพ ภาคสนาม มีค่าประสิทธิภาพตามเกณฑ์ E_1/E_2 เท่ากับ 81.10/79.05 เป็นไปตามเกณฑ์ 75/75 2) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 โดยใช้แบบฝึกทักษะแก้ปัญหาทาง คณิตศาสตร์ หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 และ 3) นักเรียนชั้น ประถมศึกษาปีที่ 2 ที่เป็นกลุ่มตัวอย่างมีเจตคติต่อคณิตศาสตร์ หลังเรียนด้วยแบบฝึกทักษะการ แก้ปัญหาโดยภาพรวมอยู่ในระดับดี การพัฒนาแบบฝึกทักษะการแก้ปัญหาคณิตศาสตร์ เรื่อง การ บวก ลบ คูณ หารระคน สำหรับชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 สามารถนำไปใช้ประโยชน์ในการจัดการเรียน การสอนและพัฒนานักเรียนในด้านกระบวนการแก้ปัญหาคณิตศาสตร์ต่อไป วันนิสา คลังคนเก่า (2563) ได้ศึกษาการใช้ชุดฝึกทักษะเรื่องการคูณที่มีต่อผลสัมฤทธิ์ทางการ เรียนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ผลการวิจัยพบว่า การใช้ชุดฝึกทักษะคณิตศาสตร์ เรื่องการ คูณทำให้นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนสูงขึ้น ดูจากผลการทดสอบก่อนเรียนจากคะแนนเต็ม 20 คะแนน ได้คะแนนเฉลี่ย 12 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 6.89 คิดเป็นร้อยละ 60 ผลการทดสอบหลังเรียน จากคะแนนเต็ม 20 คะแนน ได้คะแนนเฉลี่ย14.09 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 9.49 คิดเป็นร้อยละ 74.81 เพิ่มขึ้น ร้อยละ 14.09 ซึ่งพบว่า ผลการเรียนรู้หลังเรียนสูงกว่าผลการเรียนรู้ก่อนเรียน เมื่อ นำไปคำนวณหาค่า T ในตารางนั้น คะแนนทดสอบหลังเรียนมีค่ามากกว่าทดสอบก่อนเรียน มีค่าสถิติ ที่ได้เท่ากับ 1.147 2. งานวิจัยต่างประเทศ ลอเรย์ (Larrey. 1987: 817A) ศึกษาผลการใช้แบบฝึกทักษะกับนักเรียนระดับ 1-3 จำนวน 87 คนที่มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนต่ำ ผลการวิจัยพบว่า นักเรียนที่ได้รับการฝึกโดยใช้แบบ ฝึกทักษะมีคะแนนการทดสอบหลังการทำแบบฝึกทักษะมากกว่าคะแนนก่อนทำแบบฝึก และนักเรียน ทำแบบทดสอบหลังจากฝึกทักษะเฉลี่ยร้อยละ 89.8 แสดงว่า แบบฝึกทักษะเป็นเครื่องช่วยให้เกิดการ เรียนรู้เพิ่มเติม Romain (1975: 244) ได้ศึกษาเรื่องการใช้ชุดฝึกทักษะกับการสอนปกติในวิชาคณิตศาสตร์ของ นักศึกษาชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ผลปรากฎว่าการสอน โดยใช้ชุดฝึกทักษะ ให้ได้ผลดีกว่าการสอนปกติ ทั้งในด้านผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และเจตคติต่อวิชาเรียน