กระตุนความสนใจ สาํ รวจคน หา อธบิ ายความรู ขยายความเขาใจ ตรวจสอบผล
Explain
Engage Explore Expand Evaluate
àÊÃÔÁÊÒÃÐ ÅѡɳÐËÅ¡Ñ ¸ÃÃÁ อธิบายความรู
¢Í§¾Ãо·Ø ¸à¨ŒÒ
1. ใหนกั เรยี นศึกษาลกั ษณะของ
การศกึ ษาพระธรรมของพระพทุ ธเจา บางครงั้ อาจมขี อ สงสยั วา พระธรรมของพระพทุ ธเจา มมี ากมาย หลักธรรมแลวชว ยกนั วิเคราะหวา
และบางครง้ั หลกั ธรรมของศาสนาพราหมณอ าจเขา มาปะปนอยใู นพระพทุ ธศาสนาจนไมอ าจแยกแยะได หลกั ธรรมอรยิ สจั 4 มลี กั ษณะ
วาหลักธรรมใดเปนของพระพุทธเจา หลักธรรมใดเปน ของศาสนาอื่น พระพทุ ธเจา จึงทรงประทานหลัก 8 ประการนห้ี รอื ไม
ในการตดั สินวา หลกั ธรรมคาํ สอนของพระองคจ ะตองมลี ักษณะ ๘ ประการ ดังนี้
2. ครใู หน กั เรยี นยกตวั อยา งหลกั ธรรม
ใดกไ็ ด แลววิเคราะหตามลักษณะ
8 ประการ
๑. ธรรมเหลา ใดทเ่ี ปน ไปเพอื่ คลายกาํ หนดั เมอ่ื ศกึ ษาและปฏบิ ตั ติ ามแลว จะผอ นคลายความกาํ หนดั ในรปู นักเรียนควรรู
เสยี ง กล่นิ รส และกายสมั ผสั ใหเ บาบางลงไป
กําหนดั หมายถึง ความใครใน
๒. ธรรมเหลาใดเปน ไปเพอ่ื ความปราศจากทกุ ข เมื่อศึกษาและปฏบิ ัติตามแลว จะผอนคลาย บรรเทาหรอื กามคุณ
ระงบั ความทุกขทง้ั กายและใจลงไปได
๓. ธรรมเหลา ใดเปน ไปเพอ่ื ความไมส ะสมกเิ ลส เมอื่ ศกึ ษาและปฏบิ ตั ติ ามแลว จะทาํ ใหค วามโลภ ความโกรธ
และความหลงลดนอ ยลงได
๔. ธรรมเหลา ใดเปน ไปเพอื่ ดบั ความอยาก เมอ่ื ศกึ ษาและปฏบิ ตั ติ ามแลว ความปรารถนาและความยนิ ดใี น
ลาภ ยศ สรรเสรญิ จะลดลงได
๕. ธรรมเหลา ใดเปน ไปเพอื่ ใหเ กดิ ความสนั โดษ เมอื่ ศกึ ษาและปฏบิ ตั ติ ามแลว จะยนิ ดใี นสงิ่ ทต่ี นมอี ยตู าม
กําลังความสามารถและฐานะของตน
๖. ธรรมเหลา ใดเปน ไปเพอ่ื ความสงดั จากหมู เมอ่ื ศกึ ษาและปฏบิ ตั ติ ามแลว จะกอ
ใหเกิดความสงบในรางกาย จติ ใจและสงัดจากกิเลส
๗. ธรรมเหลาใดเปน ไปเพอื่ ความเพยี ร เมอ่ื ศกึ ษาและปฏบิ ตั ติ ามแลว ชีวติ จะ
กา วหนา ข้นึ เพราะการทาํ งานประสบความสําเร็จ
๘. ธรรมเหลาใดเปนไปเพื่อการเลี้ยงงาย เม่ือศึกษาและปฏิบัติตามแลว
จะเปน คนเลย้ี งงา ย เอาใจงา ย อยไู หนกอ็ ยไู ด ไมเ ดอื ดรอ นเพราะปจ จยั
๔ เปน เหตุ
ผูป ฏบิ ตั ติ ามคาํ สอนของพระพุทธเจา ยอ มมจี ิตใจสงบ เยอื กเย็น และมีความสุข
๗๓
คูม อื ครู 73
กระตนุ ความสนใจ สาํ รวจคนหา อธบิ ายความรู ขยายความเขาใจ ตรวจสอบผล
Explain
Engage Explore Expand Evaluate
อธบิ ายความรู (ยอจากฉบับนักเรียน 20%)
ครถู ามคาํ ถาม ๓) บญุ กริ ยิ าวตั ถ ุ ๑๐ คา� วา่ “บญุ ” ในภาษาไทยทใ่ี ชก้ นั อยปู่ จั จบุ นั เรามกั ใชค้ วบคกู่ บั
• นักเรยี นมักทาํ บุญในโอกาส
คา� ว่า “ทาน” เช่น ไม่รจู้ ักท�าบญุ ทา� ทานเสยี บ้าง คา� วา่ ทา� บญุ ในท่นี ้ีคนท่ัวไปมักจะหมายถึงการทา�
ใดบาง มวี ิธีการทําอยางไร ทานน่ันเอง คือ การให้สิ่งของแก่ผู้อื่นโดยไม่หวังผลตอบแทน โดยเฉพาะการให้หรือการถวาย
• เม่ือไดทาํ บุญแลว นักเรียนรสู กึ สิ่งของและภัตตาหารแด่พระสงฆ์ เช่น ท�าบญุ ตักบาตร ท�าบญุ เล้ยี งพระในวนั เกดิ เปน็ ตน้
อยางไรบาง แต่ค�าว่าท�าบุญในทางพระพุทธศาสนามีความหมายกว้างกว่าการให้โดยไม่หวัง
(แนวตอบ รสู กึ สบายใจ อม่ิ เอมใจ) ผลตอบแทน บุญ หมายถึง ความดี การทา� บญุ คอื การท�าความดี การชา� ระจติ ใจใหบ้ รสิ ุทธกิ์ ็
• นกั เรียนมวี ิธีการทาํ ความดีได เป็นการท�าบุญอย่างหนึ่ง ในทางพระพุทธศาสนาการท�าบุญนั้นสามารถกระท�าได้ ๑๐ ทาง
อยางไรบาง เรยี กว่า “บญุ กริ ยิ าวตั ถุ ๑๐” ไดแ้ ก่
(แนวตอบเปน คนดี มจี ติ ใจบรสิ ทุ ธิ์
ดแู ลพอแม ฯลฯ) บุญกิรยิ าวตั ถุ
• ปญหาความขัดแยงของคนใน ๑๐
สังคมปจจบุ นั สามารถนํา
หลกั ธรรมบญุ กริ ยิ าวตั ถุ 10 ขอ ใด บุญกิรยิ าวัตถุ ๑๐ ความหมาย
มาใชไ ดบ าง และใชอ ยา งไร
(แนวตอบ ทําบุญดวยการสั่งสอน ๑. ทา� บุญด้วยการให ้ การถวายภตั ตาหารและส่งิ ของแด่พระภิกษุ การบริจาค
ธรรม โดยการถายทอดความรูที่ (ทานมัย) การบ�าเพญ็ สาธารณประโยชน์
เปนประโยชนใ หค นในสงั คม) ประพฤติดี ประพฤติชอบ เช่น ไม่ประทุษร้ายชีวิตและร่างกาย
๒. ท�าบญุ ดว้ ยการรักษาศลี ผูอ้ น่ื ไมล่ ักขโมย ไม่พดู ปด เปน็ ต้น
@ มมุ IT (สีลมัย) การเจรญิ ภาวนา ฝกึ อบรมจิตใจให้บริสุทธ์ิ สะอาด พรอ้ มทจี่ ะท�า
ความดี ละเว้นความชัว่
ศึกษาหลักธรรมอริยสัจ 4 ๓. ท�าบญุ ดว้ ยการอบรมจิตใจ ไมท่ า� ตวั เปน็ คนพาล หยงิ่ ยะโส หรอื อวดดอี วดเกง่ แตเ่ ปน็ คนสภุ าพ
เพม่ิ เตมิ ไดจ าก www.mediacenter. (ภาวนามยั ) อ่อนโยน
mcu.ac.th/data เว็บไซตข อง ๔. ท�าบุญด้วยการประพฤติอ่อนนอ้ ม รบั ใชบ้ ดิ า มารดา ผู้มพี ระคณุ ครอู าจารย์ รวมตลอดถึงคนทีเ่ รา
มหาวทิ ยาลยั จฬุ าลงกรณราชวทิ ยาลยั (อปจายนมัย) ไม่รู้จกั แต่ตอ้ งการความช่วยเหลือจากเราในบางโอกาส
๕. ทา� บุญด้วยการรับใช้ พยายามชักชวนให้ผู้อ่ืนมาร่วมท�าความดี ไม่ปิดกั้นโอกาสการ
(เวยยาวัจจมัย) ทา� ความดีของผูอ้ ื่น
๖. ทา� บญุ ด้วยการเฉลยี่ สว่ นความด ี เม่ือเห็นผู้อื่นท�าความดีก็อนุโมทนา มีความปล้ืมปิติท่ีผู้อื่นได้
ทา� ความดี ไม่คดิ อจิ ฉา ไม่มคี วามนอ้ ยเน้อื ต�า่ ใจ
ใหผ้ อู้ นื่ (ปัตติทานมัย) รับฟังความรู้ที่เป็นประโยชน์ เพ่ือช�าระจิตใจให้บริสุทธ์ิและตั้งอยู่
ในความเห็นทดี่ ีงาม
๗. ทา� บุญดว้ ยการยินดีในความดี การถ่ายทอดความรูท้ เ่ี ป็นประโยชน์ใหแ้ ก่ผูอ้ ่นื
ของผู้อื่น (ปัตตานโุ มทนามยั )
การใช้ปัญญาไตร่ตรองอยู่เสมอวา่ อะไรผดิ อะไรถกู
๘. ท�าบุญด้วยการฟงั ธรรม
(ธมั มัสสวนมยั )
๙. ท�าบญุ ด้วยการสง�ั สอนธรรม
(ธัมมเทสนามัย)
๑๐. ท�าบุญด้วยการท�าความเห็นให้ตรง
(ทิฏชุ กุ ัมม์)
74
74 คมู อื ครู
กระตนุ ความสนใจ สาํ รวจคน หา อธบิ ายความรู ขยายความเขา ใจ ตรวจสอบผล
Engage Explore
Explain
Expand Evaluate
กระตนุ ความสนใจ
1. ครกู ระตุนนักเรยี นดวยการถาม
นกั เรียนวา
๔) อุบาสกธรรม ๗ หมายถึง หลักค�าสอนของพระพุทธเจ้าส�าหรับผู้ครองเรือน • นักเรยี นไปวัดบอ ยแคไ หน
• เพราะเหตใุ ดเดก็ วยั รนุ จงึ ไมช อบ
หลักธรรมน้ีช่วยบ่งบอกหน้าท่ีของพุทธศาสนิกชนท่ีพึงปฏิบัติต่อพระพุทธศาสนา ซึ่งมีทั้งหมด
๗ ประการ ดังน้ี เขา วัด
• นกั เรยี นคดิ วา วดั ควรปรบั ปรงุ
๔.๑) หมั่นไปวัด เพื่อพบปะพระสงฆ์ผู้ทรงศีล ทรงคุณธรรม และทรงความรู้
พระภกิ ษใุ นพระพุทธศาสนาเปน็ ผ้ปู ฏิบตั ิศีลถึง ๒๒๗ ข้อ ท่านจึงอยู่ในฐานะผทู้ รงศีลอยา่ งแท้จริง
พฒั นาอยา งไร เพอ่ื ใหเด็กสนใจ
ผู้ทรงศีลย่อมทรงคุณธรรมและมีความรู้ทางด้านธรรมะ ดังนั้น พุทธศาสนิกชนจึงควรหม่ันไปวัด เดินเขาวดั
เพื่อสนทนาธรรมกับท่าน เพราะพระภิกษุย่อมจะอนุเคราะห์กุลบุตรด้วยการห้ามปรามมิให้ท�าชั่ว (แนวตอบ นักเรยี นสามารถแสดง
คือ สั่งสอนธรรมให้แกผ่ ทู้ ไี่ ปหาท่าน ด้วยการชใ้ี ห้เหน็ ถึงโทษต่างๆ ของความชว่ั แล้วชี้ทางให้ต้งั ความคดิ เหน็ ไดอ ยา งหลากหลาย
อยูใ่ นความดี คอื คอยแนะนา� ให้ประพฤติสุจริตทั้งทางกาย วาจา และใจ รวมถงึ ทา� ให้จติ ใจเราสงบ เชน ปรับปรงุ สถานท่ใี หสะอาด
ไม่ฟุ้งซา่ น และไม่กระวนกระวาย สรางบรรยากาศใหด ูสบายๆ มี
คนคอยแนะนาํ ใหค วามรเู กย่ี วกบั
๔.๒) หมั่นฟังธรรม หมายถึง ศึกษาค้นคว้าหาความรู้ หาหลักความจริงและสิ่ง สถานทแ่ี ละการปฏบิ ตั ติ า งๆฯลฯ)
ที่ดีงามเป็นประโยชน์ พระพุทธเจ้าตรัสไว้ในหลักธรรมบุญกิริยาวัตถุ ๑๐ ว่า บุญส�าเร็จได้
ด้วยเหตุหลายประการ เช่น บุญส�าเร็จได้ด้วยการฟังธรรม (ธัมมัสสวนมัย) บุญส�าเร็จได้ด้วย
การบริจาคทาน (ทานมัย) บุญในท่ีน้ี หมายถึง ความดี และผลที่เกิดจากการท�าความดีคือ สํารวจคนหา
การฟงั ธรรมนัน้ มผี ลดังน้ี
๑. ผู้ฟังธรรมจะได้ฟังในสิ่งที่ยังไมเ่ คยฟงั มาก่อน ครใู หนักเรยี นไปทําบุญที่วัดกับ
๒. ส่ิงใดท่ีเคยฟังมาแล้ว ผูปกครอง (คนท่มี ีความสะดวก)
แลวสังเกตพฤตกิ รรมของคนไปวัด
แตย่ ังเข้าใจไมแ่ จ่มแจง้ ก็จะเข้าใจสงิ่ น้ันชัดเจน และพฤตกิ รรมของคนไมไปวดั เชน
มากย่ิงขน้ึ น่งั ด่มื สรุ าอยูทร่ี า นอาหาร ขบั รถซง่ิ
๓. ผฟู้ งั ธรรมยอ่ มบรรเทา
ความสงสยั ได้ จดบนั ทกึ เพอ่ื นํามาเลา ใหเพ่อื นฟง
โดยสงั เกตพฤตกิ รรม ดังน้ี
๔. ผฟู้ งั ธรรมยอ่ มทา� ความ • คนทไ่ี ปทาํ บญุ ทว่ี ดั เปน คนกลมุ ใด
เห็นของตนใหถ้ กู ต้องตามหลักธรรมได้ อายปุ ระมาณเทา ใด
• ขณะฟง พระเทศน นกั เรยี นสงั เกต
๕. ในขณะทฟี่ งั ธรรมจติ ใจ เห็นชาวพุทธปฏบิ ัติตนอยา งไร
ของผู้ฟังจะมีความผอ่ งใสขึ้น
ผลท่ีเกิดจากการฟังธรรมน้ัน
เปน็ ผลซง่ึ บคุ คลเหน็ ไดใ้ นขณะทฟี่ งั ธรรม แมแ้ ต่
ในเวลาต่อมาธรรมท่ีได้ฟังก็ยังช่วยประคับ พทุ ธศาสนกิ ชนทด่ี คี วรหมน่ั ไปวดั ฟงั ธรรม เพอื่ ชว่ ยใหจ้ ติ ใจ อธิบายความรู
ประคองมิให้ผู้ฟังธรรมท�าความชั่วและส่งเสริม สงบและเพ่ิมพูนสตปิ ญั ญา
ให้มจี ิตใจใฝห่ าแต่ความดี 1. ครเู ขยี นประเด็นคาํ ถามไวบน
กระดาน สมุ ใหน กั เรยี นทไ่ี ปทาํ บญุ ท่ี
วดั มาตอบคาํ ถามและวเิ คราะหเพอ่ื
แลกเปลยี่ นความคิดหนา ช้นั เรยี น
7๕ ตามหัวขอ ที่กําหนด
2. ครใู หน กั เรยี นรวมกันแสดง
ความคิดเหน็
• นักเรยี นมคี วามคดิ เห็นอยางไร เมือ่ เหน็ คนคุยกนั ขณะฟงพระเทศน
(แนวตอบ เปน พฤตกิ รรมทไ่ี มเ หมาะสม เปน การรบกวนสมาธขิ องผอู น่ื ถา หากจะคยุ กนั
กค็ วรไปหาสถานทท่ี ่เี หมาะสม ไมร บกวนผูอ ่ืน)
• นักเรยี นพบเห็นแบบอยา งท่ีดดี านใด ที่สามารถนํามาเปน แบบอยา งในการปฏบิ ตั ไิ ด
(แนวตอบ เชน พบเห็นคนทพี่ าครอบครวั มาทําบุญ ฟงเทศนอ ยางสงบ เปนการ
ทาํ กจิ กรรมรว มกนั ในครอบครวั )
คูมือครู 75
กระตุนความสนใจ สาํ รวจคน หา อธบิ ายความรู ขยายความเขา ใจ ตรวจสอบผล
Expand
Engage Explore Explain Evaluate
ขยายความเขาใจ (ยอจากฉบับนักเรยี น 20%)
1. จากการสงั เกตพฤตกิ รรมของ ๔.๓) ฝึกตนเองให้มีระเบียบวินัย มีศีล และประพฤติส่ิงที่ดีงามย่ิงๆ ข้ึน ผู้มีศีล
บคุ คลที่ไปวัดสมํ่าเสมอกบั บุคคลท่ี ย่อมมีระเบยี บวินัย มีจรรยามารยาท และประพฤติสิง่ ทีด่ ีงาม บคุ คลจงึ ควรหมั่นฝกึ ตนเองให้มีศีล
ไมไปวัด โดยถามวา บุคคลกลมุ ไป มีวินัย และประพฤติดี เป็นต้นว่า นักเรียนหมั่นฝึกตนเองให้มีหลักธรรมข้อวิริยะหรือความเพียร
วัดมีคณุ ธรรมใด และกลมุ ท่ีไมไป เมื่อมีความเพียรพยายามแล้ว นักเรียนก็สามารถใช้ความเพียรพยามยามน้ีฝึกฝนความมีวินัยให้
วดั ขาดคณุ ธรรมใดและมผี ลตอ การ แก่ตนเองในด้านต่างๆ ได้ เช่น ไปโรงเรียนก่อนเวลาเข้าเรียน แต่งตัวให้เรียบร้อยตามระเบียบ
ดําเนินชวี ติ ประจําวันอยา งไร ของโรงเรียน เปน็ ตน้ นกั เรียนควรหม่นั ฝึกตนเองใหเ้ ปน็ ผมู้ ศี ลี เพราะศีลจะทา� หน้าทช่ี ่วยขจัดส่งิ
ที่ทา� ให้เราขาดระเบียบวนิ ัยและคอยเสริมสรา้ งให้ใจคิดแตส่ ่ิงทีด่ งี าม
2. ใหน กั เรยี นยกตวั อยา งบคุ คลทป่ี ฏบิ ตั ิ
ตามหลักธรรมอบุ าสกธรรม 7 ๔.๔) สร้างความรู้สึกที่ดีงาม มีความเล่ือมใสต่อพระสงฆ์ทั่วไป พระภิกษุหรือ
อยเู สมอ มาเลา วธิ ีการปฏบิ ตั ิให พระสงฆ์ หมายถึง บุคคลท่ีมีความศรัทธาเลื่อมใสในค�าส่ังสอนของพระพุทธเจ้า ยอมสละเพศ
เพอ่ื นฟง ฆราวาสออกอุปสมบทในพระพุทธศาสนา พระสงฆ์ต้องกระท�าหน้าท่ีที่ส�าคัญอย่างหนึ่ง ได้แก่
การศกึ ษาหลกั ธรรมของพระพทุ ธเจ้าแล้วประพฤตปิ ฏิบัตติ าม พระสงฆจ์ ึงทรงคณุ ๒ ดา้ น ดังนี้
นักเรยี นควรรู
(๑) อัตตคุณ หรือคุณส่วนตัวของท่าน คือ การศึกษาพระธรรมวินัยของ
สติสัมปชญั ญะ คือ ธรรมทีม่ ี พระพุทธเจ้า เพื่อสืบต่อพระพุทธศาสนาต้ังแต่สมัยพุทธกาลจนถึงปัจจุบันและสืบต่อไปในอนาคต
อุปการะมากแกมวลมนุษย แยกเปน นอกจากนั้น ท่านยังน�าเอาธรรมะต่างๆ มาประพฤติปฏิบัติ เพ่ือจะได้บรรลุสู่จุดหมายปลายทาง
สติ ความระลึกได สมั ปชญั ญะ ความ ของเพศบรรพชติ คือ การบรรลุนพิ พาน
รูตัว
(๒) ปรหิตคุณ หรือคุณส่วนท่ีเกื้อกูลแก่ผู้อื่น พระสงฆ์ย่อมมีคุณประโยชน์
เกร็ดแนะครู ในการน�าเอาค�าสอนที่ได้ศึกษาและปฏิบัติแล้วไปแนะน�าอบรมพุทธศาสนิกชน เพ่ือให้เข้าใจและ
ร่วมประพฤตปิ ฏิบตั ิตนตามหลกั ธรรมของพระพทุ ธเจา้
ครคู วรนิมนตพระสงฆห รอื ผูท ีม่ ี
ความรูเกี่ยวกับหลกั ธรรมอริยสจั 4 ดังน้ัน พระสงฆ์จึงเป็นผู้ปฏิบัติดี เป็นผู้ควรแก่การท�าความเคารพกราบไหว้
มาบรรยายธรรมใหค วามรแู กน กั เรยี น ในฐานะทเี่ ราเป็นพุทธศาสนกิ ชน จงึ ควรคิด พูด และปฏบิ ตั ิตอ่ ท่านด้วยความปรารถนาดี ต้อนรับ
ทา่ นด้วยความเต็มใจ อปุ ถัมภ์ทา่ นด้วยปัจจยั ๔
๔.๕) ฟงั ธรรมหรอื เล่าเรียนคา� สอนด้วยจติ ท่ีเป็นกศุ ล การฟงั ธรรมหรือการศกึ ษา
พระธรรม ท่านว่าให้มี “สัทธัมมัสสวนะ” คือ ฟังธรรมด้วยความเคารพ ใช้ความคิดพิจารณา
ตามไปโดยลา� ดับ และตอ้ งไมแ่ สดงกิรยิ าท่ไี มเ่ ช่อื ถือหรือลบหลู่
เมอ่ื ฟงั ธรรมหรอื ศกึ ษาพระธรรมดว้ ยจติ ทเ่ี ปน็ กศุ ลแลว้ กส็ มควรแยกแยะขอ้ ธรรม
ตา่ งๆ ดว้ ย เพราะคา� สงั่ สอนของพระพทุ ธเจา้ มกั มี ๒ ดา้ นเสมอ คอื ดา้ นหนงึ่ พระพทุ ธเจา้ ทรงสอน
ใหล้ ะเวน้ ความชว่ั เพราะถา้ ใครประพฤตปิ ฏบิ ตั จิ ะประสบกบั ความวบิ ตั ิ เชน่ เปน็ นกั เลงสรุ า นกั เลง
การพนัน คบคนชั่วเป็นมิตร เป็นต้น ในอีกด้านหนึ่งพระพุทธองค์ทรงสอนให้กระท�าความดี
ใครประพฤติปฏิบัตจิ ะประสบกบั ความสุขความเจรญิ ตลอดไป เช่น มคี วามเพยี ร มีสตสิ มั ปชัญญะ
มีความเมตตากรุณา เปน็ ตน้
7๖
76 คมู อื ครู
กระตุนความสนใจ สํารวจคน หา อธิบายความรู ขยายความเขา ใจ ตรวจสอบผล
Expand
Engage Explore Explain Evaluate
๔.๖) ไม่แสวงหาเขตบุญนอกหลักพระพุทธศาสนา เขตบุญหรือประเภทของการ ขยายความเขา ใจ
ท�าบุญตามหลกั พระพุทธศาสนามอี ยมู่ ากมาย เป็นต้นวา่ ในบุญกริ ยิ าวตั ถุ ๑๐ บญุ จะส�าเร็จได้ด้วย
การประพฤติปฏิบัติความดี ๑๐ ประการ เมื่อพิจารณาการท�าบุญตามหลักพระพุทธศาสนาจะ 1. ครตู ง้ั ประเด็นในการวเิ คราะหว า
เห็นว่าเป็นการท�าความดีอย่างมีเหตุผล การท�าบุญย่อมได้รับผลบุญตอบแทน เป็นต้นว่า การ • นักเรียนสามารถนําหลกั อบุ าสก
ใหท้ านยอ่ มไดร้ บั ความอมิ่ เอบิ ใจ การออ่ นนอ้ มถอ่ มตนตอ่ ผใู้ หญย่ อ่ มท�าใหเ้ ราเปน็ บคุ คลทน่ี า่ คบหา ธรรม 7 ไปใชในชวี ติ ประจําวนั
ถ้านักเรียนจะท�าบุญตามหลักทางพระพุทธศาสนาก็ควรยึดถือบุญกิริยาวัตถุ ๑๐ อย่างข้างต้น ไดอยา งไรบาง
เป็นหลัก จงึ จะไดช้ ื่อว่าเปน็ ชาวพุทธทีด่ ี (แนวตอบ ไปฟงธรรมทว่ี ดั
สมา่ํ เสมอ สนทนาธรรมกบั
๔.๗) เอาใจใส่ท�านุบ�ารุงพระพุทธศาสนา หน้าท่ีที่ส�าคัญยิ่งประการหนึ่งของ พระสงฆ เมื่อมีโอกาสชว ยกนั
พทุ ธศาสนกิ ชนกค็ อื การเอาใจใสท่ า� นบุ า� รงุ พระพทุ ธศาสนาดว้ ยวธิ กี ารตา่ งๆ เชน่ เขา้ ไปมสี ว่ นรว่ ม บาํ รุง สงเสรมิ กิจการพระพุทธ-
ในการปฏิบัติพิธีกรรมทางศาสนา หมั่นรักษาศีล ท�าบุญตักบาตร ฟังเทศน์ ฟังธรรม บูรณ- ศาสนา)
ปฏิสงั ขรณศ์ าสนสถาน อุปถัมภ์พระภิกษสุ ามเณรใหป้ ฏบิ ตั ิศาสนกจิ ไดอ้ ยา่ งสะดวกหรอื ช่วยเหลอื
เผยแผ่หลักธรรมให้แพร่หลายมากยิ่งข้ึน เป็นต้น เพราะถ้าหากเราละเลยไม่ช่วยกันเอาใจใส่ 2. ครตู ้ังประเด็นวเิ คราะหว า
ท�านุบ�ารุงให้เจรญิ ร่งุ เรืองแล้ว พระพทุ ธศาสนาก็ย่อมจะเสอ่ื มโทรมลงเรือ่ ยๆ • นักเรยี นสามารถทาํ นบุ ํารงุ
พระพทุ ธศาสนาไดอ ยางไรบา ง
๕) มงคล ๓๘ คือ ธรรมอันน�ามาซงึ่ ความสขุ ความเจริญ มี ๓๘ ประการ ในทน่ี ี้ (แนวตอบ ปฏบิ ตั ิพิธีกรรมทาง
ศาสนาหม่นั ไปวัดฟงธรรม ชว ย
จะกลา่ วถึงเพยี งบางขอ้ ดงั น้ี ทําความสะอาด ซอ มแซมวดั )
๕.๑) มศี ลิ ปวทิ ยา หมายถงึ ความรหู้ รอื วชิ าทชี่ ว่ ยในการท�างาน ประกอบอาชพี • หากนกั เรยี นหรอื พทุ ธศาสนกิ ชน
ไมปฏิบตั ติ ามอบุ าสกธรรม 7
เลีย้ งตนและครอบครวั ให้มคี วามสุข สามารถดา� รงชวี ติ ได้อย่างเปน็ ปกติสขุ โดยจะต้องเป็นอาชพี พระพทุ ธศาสนาจะเปน เชน ใด
สจุ รติ หรือเป็นอาชพี ทีไ่ ม่ขัดกบั หลักค�าสอนทางศาสนา ไม่ผิดระเบียบกฎหมายบ้านเมือง รวมทัง้ (แนวตอบ วัดและบา นจะไมมี
ไมข่ ดั กบั หลักศีลธรรมจรรยาของสังคม วิชาความร้แู บง่ เป็น ๒ ประเภท คอื วิชาสามญั วชิ าชพี ความสัมพันธก ัน ศีลธรรมของ
คนจะลดนอ ยลง สถาบันศาสนา
วชิ ากลางๆ ทค่ี นควรจะรู้ ไมว่ า่ จะมอี าชพี อะไรหรอื ฐานะทางเศรษฐกจิ สงั คมเปน็ อยา่ งไร ไดแ้ ก่ กจ็ ะมแี ตเ สอื่ มลง เพราะขาดการ
ความรูท้ ่ีเกยี่ วกับธรรมชาติ ศีลธรรม ความเปน็ ไปในสงั คม เป็นตน้ สนบั สนนุ จากชาวพุทธ)
ิวชา ีชพ ส ิวาช ัมาญ วชิ าทช่ี ่วยให้เราสามารถประกอบการงานเฉพาะเจาะจงอย่างใดอย่างหนึ่งได้ เป็นวชิ าท่ีแต่ละคน นักเรียนควรรู
จะต้องเลือกเรียนตามความถนัดหรือความสามารถของตน เช่น วิชาเกษตร วิชาช่างไม้ วิชาแพทย์
วชิ าครู วชิ ากฎหมาย เปน็ ตน้ วิชาชีพเหลา่ น้บี างวิชากง็ ่ายไม่ซบั ซอ้ นนัก เชน่ การปลกู ข้าวกอ็ าจเรยี น เขตบุญนอกหลกั พระพทุ ธศาสนา
จากพ่อแม่ก็ได้ บางวิชายากข้ึนต้องเรียนกับผู้ที่มีความช�านาญโดยเฉพาะ เช่น วิชาช่างไม้ เป็นต้น หมายความวา ไปหาทําบญุ กับนกั
บางวชิ าเปน็ วิชาชพี ชั้นสงู ตอ้ งมพี ้ืนความรู้ในวิชาต่างๆ มาก่อนจงึ จะเรียนได้ เชน่ วิชาแพทย์ เป็นตน้ บวชอน่ื ๆ โดยคดิ วา จะไดบ ญุ มากกวา
นอกจากน้ี การศึกษาวิชาชีพต้องรู้ท้ัง ๒ ด้าน ได้แก่ รู้ท้ังภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติ คือ นอกจาก การทําบุญกบั พระภกิ ษุสงฆ แตไมไ ด
จะรใู้ นวธิ ีการแล้ว ยังจะต้องมีความชา� นาญในการนา� วธิ กี ารน้ันมาปฏิบัติให้เกดิ ผลดีอีกดว้ ย หมายความวา ไมใ หท านกับคนท่ัวๆ
ไปดวย แตการทําบุญเพ่ือการบูชา
77 คณุ ของพระพุทธศาสนา ตองเปน การ
ถวายตอภิกษสุ งฆส าวกของพระผูมี
พระภาคเจา
คูมอื ครู 77
กระตนุ ความสนใจ สาํ รวจคน หา อธบิ ายความรู ขยายความเขาใจ ตรวจสอบผล
Engage Explore
Explain
Expand Evaluate
กระตนุ ความสนใจ (ยอ จากฉบบั นักเรียน 20%)
ครถู ามนกั เรียนวา การฝึกฝนตัวเองเพือ่ ให้เกิดความชา� นาญในวชิ าชีพน้ัน มขี อ้ แนะน�า ดังนี้
• เพอ่ื ความเปน มงคลของชวี ติ ๑. ต้องชอบ คนเราจะท�างานเก่งหลายอย่างได้ยาก มีคนจ�านวนน้อยหรืออาจ
ไม่มเี ลยทช่ี อบและถนดั ทุกอย่าง เราต้องพยายามร้จู ักตัวเราใหด้ ี อยา่ ชอบเพยี งเพราะว่าคนอื่นๆ
นกั เรียนมีคตใิ นการดาํ เนินชวี ิต เขาชอบ
อยางไร ๒. ตอ้ งถนดั การท่ีเราจะชอบหรอื ไม่ชอบอะไรน้ัน หา้ มกันไมไ่ ด้ เพราะเป็นเรอ่ื ง
• เมอื่ โตขนึ้ นกั เรยี นอยากประกอบ ของจิตใจ เม่ือเราชอบวิชาใดวิชาหน่ึงแล้วแต่ขาดความถนัดก็เปล่าประโยชน์ ธรรมชาติได้ให้
อาชพี อะไรเพราะเหตใุ ดและมวี ธิ ี พรสวรรค์แก่มนุษย์ทุกคนแต่ไม่เหมือนกนั เราตอ้ งพยายามค้นหาสิง่ น้ใี นตวั เราใหไ้ ด้
การปฏบิ ตั ติ น เตรยี มความพรอ ม ๓. ต้องรู้ทฤษฎี หมายถึง ความรู้อันเป็นหลักกว้างๆ ซึ่งอาจน�าไปประยุกต์ใน
สูอาชพี อยา งไร สถานการณต์ า่ งๆ ได้ การขาดความรทู้ างทฤษฎอี าจทา� ใหก้ ารปฏบิ ตั ไิ มไ่ ดผ้ ลเทา่ ทคี่ วร และในบาง
กรณีทเี่ ปน็ วิชาชีพช้ันสงู การไม่รู้ทฤษฎีอาจจะไม่สามารถปฏบิ ัติไดเ้ ลย
สาํ รวจคนหา ๔. ตอ้ งฝกึ ปฏบิ ตั ิ ผทู้ ร่ี ทู้ ฤษฎแี ตไ่ มล่ งมอื ปฏบิ ตั หิ รอื ปฏบิ ตั ไิ มส่ มา�่ เสมอจะมคี วาม
ช�านาญได้ยาก เช่น คนที่รู้ทฤษฎีการว่ายน�้าอาจว่ายน�้าไม่เป็นและว่ายไม่ได้ถ้าไม่ได้ลงน้�าจริงๆ
นักเรียนศกึ ษามงคล 38 ประการ การฝกึ ฝนอยเู่ สมอเปน็ สง่ิ สา� คญั มาก เพราะจะเหน็ ปญั หาตา่ งๆ เกดิ ขน้ึ เรอื่ ยไประหวา่ งลงมอื ปฏบิ ตั ิ
เพิ่มเติมไดที่ www.dhammathai. ๕. ต้องมีวินัยและฟังมาก การฝึกปฏิบัติวิชาชีพนั้น เม่ือมีปัญหาเกิดข้ึนก็ต้อง
org/treatment/poem ปรึกษาผรู้ ู้ เพื่อแลกเปล่ยี นความคดิ เหน็ กัน หรืออ่านสง่ิ ทีผ่ เู้ คยมีประสบการณ์มากเคยเขยี นไว้ จะ
เป็นการช่วยให้เราแก้ปัญหาได้ดีข้ึน นอกจากนั้น ก็ต้องมีวินัยบังคับตัวเองให้จดจ่อกับงานและ
อธบิ ายความรู ดา� เนินงานไปอยา่ งมรี ะบบด้วย
๕.๒) พบสมณะ “สมณะ” ตาม
1. ครูนําสนทนาถงึ มงคล 38 ประการ ศพั ทแ์ ปลว่า “ผู้สงบแล้ว” โดยทว่ั ไป หมายถงึ
ขอ ดจี ากการปฏบิ ตั ิ และขอ เสยี จาก นกั บวชหรอื บรรพชติ ซงึ่ มกั จะนงุ่ หม่ ตา่ งจากชาว
การไมปฏิบัติและสนทนาถึงมงคล บ้านท่ัวไปเพ่ือสังเกตเห็นได้ง่าย ในพระพุทธ
38 วาดว ยการรอบรใู นศลิ ปะ ศาสนาเราเรียกนักบวชที่นุ่งเหลืองห่มเหลือง
ปลงผม และโกนค้ิว ดังท่ีเห็นกันอยู่ท่ัวไปว่า
2. ใหนกั เรียนยกตัวอยางบุคคลทมี่ ี “พระภิกษหุ รอื พระสงฆ”์
ความรคู วามสามารถในการประกอบ ในปจั จบุ นั บางคนซง่ึ ไมห่ วงั ดตี อ่
อาชพี ทป่ี ระสบความสาํ เร็จ โดยให พระพุทธศาสนาได้อาศัยการบวชเพื่อกระท�า
นักเรยี นศึกษาแนวทางการปฏบิ ัติ ความชวั่ รา้ ยบางอยา่ งซงึ่ เราตอ้ งระมดั ระวงั ใหด้ ี
ดา นคณุ ธรรมและวิธกี ารดําเนิน ที่ว่าสมณะเป็นผู้สงบน้ันก็ต้องสงบท้ัง ๓ ทาง
ชวี ิตของบคุ คลตวั อยาง การพบปะสมณะควรปฏิบัติตนให้เรียบร้อยทั้งกาย วาจา ไดแ้ ก่ สงบกาย คอื ไมแ่ สดงกริ ยิ ารา้ ย เชน่ ทบุ ตี
ใจ และต้องเลอ่ื มใสศรทั ธาด้วยความจรงิ ใจ ชกตอ่ ย พกมดี ไม่แยง่ ชงิ กนั การเดิน การน่งั
3. ครใู หน กั เรยี นดภู าพการสนทนากบั
พระสงฆแ ละชวยกันบอกวา 78
• การสนทนากับพระไดรับความรู
ขอคิด คติ อะไรบา งท่ีนักเรยี น
สามารถนําไปปฏบิ ตั ใิ นชวี ติ
ประจําวันได
(แนวตอบ เชน มสี ติในการดําเนิน
ชีวติ ไมป ระมาท ปลอ ยวางใน
บางสงิ่ บางอยา ง เพอ่ื หาแนวทาง
ปรบั ปรงุ แกไขสง่ิ ตางๆ ใหด ขี ึ้น
โดยการมสี ตไิ ตรต รองพิจารณา)
78 คมู อื ครู
กระตนุ ความสนใจ สาํ รวจคน หา อธิบายความรู ขยายความเขา ใจ ตรวจสอบผล
Expand
Engage Explore Explain Evaluate
ต้องส�ารวม มีกิริยาเรียบร้อยน่าเล่ือมใส สงบวาจา คือ ไม่พูดเสียงดังจนเกินควร ไม่ดุด่ากัน ขยายความเขา ใจ
ด้วยค�าหยาบ ไม่พูดให้ร้ายป้ายสีกัน ไม่นินทา ไม่พูดยุยงให้เราระแวงหรือแตกแยกกัน สงบใจ
คือ มจี ติ เมตตากรณุ า ไม่คดิ อาฆาตพยาบาทมงุ่ รา้ ยใคร ปรารถนาดีต่อสัตวโลกท้ังปวง มคี วาม 1. นักเรยี นสนทนาเกีย่ วกับ
เอือ้ เฟอ้ื เผือ่ แผ่ ไมม่ ุง่ สะสมทรพั ยส์ มบัติ ไม่คิดกระวนกระวายหรือวติ กกงั วล เปน็ ตน้ ประสบการณใ นการไปวดั การ
สนทนาธรรมกบั พระสงฆ และ
การพบปะสมณะ คณุ ประโยชน์ทไ่ี ด้จากการพบปะสมณะ ใหนักเรยี นที่ไปวัดเปนประจําเลา
ประสบการณใ หเ พอ่ื นฟง ถงึ สง่ิ ทตี่ น
๑. ทางตาและทางปญั ญา การเหน็ ทางตา คอื การเหน็ สมณะท่ีแท้น้ันเป็นแบบอย่างของชีวิตได้ดี การ ไดป ฏิบตั เิ กย่ี วกบั พธิ กี รรมตา งๆ
บุคคลที่ปลงผม นุ่งเหลืองห่มเหลือง การเห็น เหน็ สมณะเปน็ การเขา้ ใกลค้ วามดงี าม โอกาสทค่ี วาม การปฏบิ ัติตนในการพบปะสนทนา
ทางปัญญา คือ เหน็ ความดซี ่งึ มีอยู่ในตัวบุคคล ดีงามจะเข้ามาสู่ตัวเราก็มีมาก เหมือนกับที่เราอยู่ กับพระ เชน การแตงกาย การใช
ท่ีเป็นสมณะนนั้ เหน็ ทางตา คือ เหน็ สมณบุคคล ใกล้คนสภุ าพ เราก็ซึมซบั ความสภุ าพไดด้ ว้ ย หรือ คาํ พดู ในการสนทนา กิริยาตา งๆ
เหน็ ทางปญั ญา คอื เหน็ สมณธรรม การเหน็ ทาง อยู่ใกล้คนใจเย็นก็จะใจเย็นตาม การเห็นสมณะ และสรุปขอ คดิ ท่ีไดจ ากการไปวัด
ปัญญาส�าคัญกว่า เพราะเป็นการเข้าถึงแก่นแท้ ท�าให้เราเห็นชีวิตที่บริสุทธิ์ เป็นการช�าระล้างกิเลส
ของการเห็นสมณะ แต่การเห็นด้วยตาก็มีส่วน ในตวั เราได้ สว่ นจะมากนอ้ ยเพยี งใดก็เปน็ เรอ่ื งของ 2. ครใู หน กั เรยี นเขยี นบนั ทกึ ความทรงจาํ
สา� คญั คอื ชว่ ยโนม้ นา� ใหก้ ารเหน็ ทางปญั ญาเกดิ แตล่ ะคนไป “เรือ่ ง เมือ่ ฉนั ไปวัด” ความยาว
ขึ้นได้งา่ ยและเร็ว ครึ่งหนากระดาษ A4 สงครู
๒. การพบปะสมณะได้ด้วยวิธีการต่างๆ เช่น ไป สมณะเป็นตัวแทนของหลักธรรมของพระพุทธ-
พบปะสนทนากับท่านท่ีวัดเพื่อถวายอาหารและ ศาสนา หลกั ธรรมนนั้ เปน็ นามธรรม เหน็ และจบั ตอ้ ง
ของใชจ้ า� เปน็ อาราธนาทา่ นมาทบ่ี า้ นเปน็ ครง้ั คราว ไม่ได้ สมณบุคคลเป็นรูปธรรม เห็นและจับต้องได้
ตามโอกาสไมว่ า่ จะมงี านบญุ หรอื ไมก่ ไ็ ด้ ตกั บาตร การมีสมณะที่แท้น้ัน แสดงให้เห็นว่าวิถีชีวิตอัน
ตอนเชา้ ตรซู่ งึ่ เปน็ วธิ ที ส่ี ะดวกทส่ี ดุ และทา� ไดบ้ อ่ ย ประเสริฐและบริสุทธ์ิที่พระพุทธองค์ทรงสอนไว้นั้น
ท่ีสุด ในการพบปะสมณะนั้นเราควรปฏิบัติตน มใิ ชอ่ ดุ มคตทิ เี่ ลอ่ื นลอย แตเ่ ปน็ ความจรงิ ได้ การเหน็
ใหเ้ รียบรอ้ ยทัง้ ทางกาย วาจา และใจ คือมีกิริยา สมณะท�าให้เรามั่นใจขึ้นว่าชีวิตที่บริสุทธ์ิและดีงาม
สุภาพ อ่อนน้อม รูจ้ ักนั่ง ยืน ไหว้ หรือกราบ นั้นเป็นไปได้ส�าหรับทุกคน การเห็นสมณะจึงเป็น
ใหต้ รงกบั โอกาสทเี่ หมาะสม เวลาพดู กบั ทา่ นกใ็ ช้ การให้กา� ลงั ใจแก่เราทีจ่ ะทา� ตนใหด้ แี ละบริสทุ ธ์ขิ ้ึน
ค�าสุภาพด้วยน้�าเสียงที่นุ่มนวล ไม่กระโชก
โฮกฮาก และส�าคัญท่ีสุดในใจของเราน้ันต้องมี
ความเคารพเลอ่ื มใสดว้ ยใจจริง
๕.๓) ฟังธรรมตามกาล หูของคนเราเป็นส่ิงที่รับเสียงได้ตลอดเวลา และเสียงท่ี
เขา้ มาในหนู ัน้ เข้าไปอยู่ในความคิด และความคดิ ก็มีอทิ ธิพลตอ่ การกระท�า ดงั น้ัน การทเ่ี ราจะเป็น
คนอยา่ งไร สว่ นหนงึ่ ข้นึ อยูก่ บั เรอ่ื งท่ผี ่านหเู ราเข้ามา เราจงึ ควรเลอื กฟงั แต่สิ่งดมี ีประโยชน์
สง่ิ ท่มี ีประโยชนท์ ีเ่ ราควรฟงั น้นั แบ่งไดเ้ ปน็ ๒ พวกใหญ่ๆ ไดแ้ ก่ การฟังคา� สอนท่ี
ให้ความร้ทู างวิชาการแกเ่ รา ท�าให้เราสามารถท�างานหาเล้ียงชพี ได้ และการฟงั คา� สอนที่สอนให้
เราเปน็ คนดี ค�าสอนประเภทนเ้ี ราเรยี กวา่ “การฟังธรรม”
79
คมู ือครู 79
กระตุนความสนใจ สํารวจคน หา อธิบายความรู ขยายความเขา ใจ ตรวจสอบผล
Expand
Engage Explore Explain Evaluate
ขยายความเขาใจ (ยอ จากฉบบั นกั เรียน 20%)
1. ใหนักเรียนยกตัวอยางพระสงฆท่ีมี เม่ือพูดถึงการฟังธรรมเรามักนึกถึงการไปวัดฟังพระเทศน์ ท้ังน้ีเพราะในสังคม
ความสามารถในการแสดงธรรมท่ี
นักเรียนประทับใจท่ีสุด 1 รูป และ ไทยเราถือกันว่ากิจที่ส�าคัญของพระอันหน่ึง คือสั่งสอนชาวบ้านให้เป็นคนดีมีศีลธรรม พระสงฆ์
นกั เรยี นประทบั ใจสงิ่ ใดในการแสดง น้ันมีหน้าที่ศึกษาหลักธรรมค�าสั่งสอนของ
ธรรม
พระพุทธองค์ จึงมักจะรู้จักหลักธรรมมากกว่า
2. ครจู ดั กจิ กรรมใหน กั เรยี นไดฟ ง ธรรม
จากพระสงฆท่ีเปนพระนักเทศน ชาวบ้าน เมื่อชาวบ้านจะฟังธรรมก็เข้าหาพระ
หรือเปดเทปธรรมะใหนักเรียนฟง
ใหนักเรียนบันทึกสาระสําคัญ หลัง แต่ความจริง นอกจากพระแล้วคนอ่ืนที่ส่ังสอน
จากฟงธรรมเสร็จแลว ใหนําขอคิด
คตเิ ตอื นใจทไ่ี ดม าอภปิ รายกนั เพอ่ื ธรรมแก่เราก็มี เช่น พ่อแม่ ปู่ย่าตายาย ครู
นาํ ไปปฏิบตั ิตอ ไป
เปน็ ตน้ บคุ คลเหลา่ นบ้ี างครง้ั กใ็ หค้ วามรเู้ กย่ี วกบั
เร่ืองการทา� งาน บางครัง้ ก็ส่ังสอนเรอื่ งศลี ธรรม
การฟังค�าสอนส่วนนี้ก็ถือว่าเป็นการฟังธรรม
ด้วยเช่นกัน
เกร็ดแนะครู เวลาทคี่ วรฟังธรรม
ครูควรจัดกิจกรรมใหนักเรียนฟง บคุ คลควรหาโอกาสฟงั ธรรมตามสมควร เพราะการฟงั ธรรม ๑. วันธรรมสวนะ เดือนละ ๔ วัน คือ
ธรรม โดยการนมิ นตพ ระสงฆท ว่ี ดั ใกล ช่วยใหจ้ ิตใจสงบและสามารถน�าขอ้ คดิ ทไี่ ด้ไปเป็นแนวทาง วันขน้ึ ๘ ค�่า ขน้ึ ๑๕ คา่� วันแรม ๘ ค่า� และ
โรงเรียนหรือพระนักเทศนท่ีมีชื่อเสียง ในการปฏิบัตติ นได้ วันแรม ๑๔ หรือ๑๕ คา่�
มาแสดงธรรมใหนักเรียนฟง โดยการ
จดั หอ งประชมุ ของโรงเรยี นเปน สถานที่ ๒. วันสา� คัญทางพระพุทธศาสนา เชน่ วันมาฆบชู า วนั วิสาขบชู า วันอาสาฬหบชู า ส�าหรบั
ฟงธรรม และใหนักเรียนจดบันทึก
สาระสําคัญ พทุ ธศาสนกิ ชนน้นั ควรฟงั ธรรมในวันดังกลา่ วน้เี ป็นอยา่ งนอ้ ย
๓. ฟังธรรมทุกคร้ังที่มีผู้แสดงธรรม การฟังธรรมไม่จ�าเป็นต้องฟังที่วัดหรือฟังจากพระ
เสมอไป บางครัง้ แม้ผูส้ อนเปน็ คฤหสั ถ์ถา้ พูดธรรมะไดด้ ีกค็ วรรบั ฟัง
ข้อควรปฏิบตั ใิ นการฟังธรรม
๑. ควรมศี รทั ธาในตวั ผแู้ สดงธรรมการฟงั โดยทไ่ี มเ่ ชอ่ื ในคณุ งามความดแี ละความรขู้ องผแู้ สดง
ธรรมนน้ั ย่อมจะไม่กอ่ ใหเ้ กดิ ประโยชน์อะไร เพราะเราจะไม่เชอื่ สงิ่ ที่ท่านพูด
๒. ไมด่ ูหมน่ิ ธรรมท่ีท่านแสดง คือ ไมม่ ีอคตแิ ละไมด่ ่วนปลงใจว่าธรรมทีท่ า่ นแสดงน้นั ไร้คา่
กอ่ นทจี่ ะฟงั จนจบ เพราะการแสดงธรรมบางเรอ่ื งนนั้ ถา้ ฟงั แตต่ อนตน้ ๆ นดิ เดยี วอาจจบั ความไมต่ ดิ
ตอ้ งฟังใหจ้ บเสยี ก่อนจึงจะเขา้ ใจและเห็นจรงิ
๓. ฟงั ด้วยความต้งั ใจ ไม่คยุ กนั ไม่แสดงกิรยิ าเย่อหยง่ิ หรือเยาะเยย้ ไมค่ วรแสดงสหี นา้ เบอ่ื
หน่าย ควรฟังด้วยความพินิจพิเคราะห์ ฟังไปคิดตามไป ส่วนใดท่ีสงสัยเก็บไว้ถามภายหลัง
ควรให้เกยี รตแิ กผ่ ้แู สดงธรรมดว้ ย
80
80 คูม ือครู
กระตนุ ความสนใจ สํารวจคนหา อธิบายความรู ขยายความเขา ใจ ตรวจสอบผล
Expand
Engage Explore Explain Evaluate
๔. น�าเอาหลักธรรมไปปฏิบัติ เราฟังธรรมก็เพื่อน�าไปใช้ให้เป็นประโยชน์ต่อการด�าเนินชีวิต ขยายความเขาใจ
ควรใช้ปัญญาไตร่ตรองส่ิงที่ได้ฟังมา แล้วน�าไปประยุกต์กับเร่ืองของเรา หลักธรรมข้อเดียวกัน
แต่ละคนอาจนา� เอาไปปรับหรือประยกุ ต์ใช้แกป้ ญั หาของตนแตกตา่ งกนั ได้ ครใู หน กั เรยี นทาํ แบบสาํ รวจฉบบั ยอ
ผลของการฟงั ธรรม โดยใหระบเุ วลาท่ปี ฏิบัติได ดังน้ี
ฟงเพลง ฟงเพื่อนคุยโทรศพั ท
๑. ได้ความรู้เพิ่มเติม ผู้แสดงธรรมมักจะเป็นคนที่ได้ศึกษาหรือมีประสบการณ์มาก ดังน้ัน ฟงธรรม สวดมนต
การฟังธรรมจึงท�าให้ไดค้ วามรู้ใหม่ๆ ไดข้ ้อคดิ เหน็ ใหมๆ่ อนั จะเป็นประโยชน์ในการด�ารงชวี ิต
ครใู หน กั เรยี นรว มกนั วเิ คราะห
๒. เปน็ การทบทวนความรู้ ในกรณที ่ขี อ้ ธรรมทีแ่ สดงนน้ั มิใช่ของใหมส่ �าหรบั เรา เป็นสง่ิ ทเ่ี รา และหาเหตผุ ลจากการตอบ
รู้อยู่แล้ว ก็ถอื เป็นการทบทวนของเก่า ซ่ึงบางทอี าจมีแงม่ มุ เพ่มิ เติมจากท่ีเคยรู้มา
๓. เปน็ การคลายความสงสยั บางครง้ั เราอาจเกดิ ความสงสยั ไดว้ า่ อะไรดอี ะไรชว่ั อะไรถกู อะไร
ผิด เพราะของบางอยา่ งมองได้หลายแง่ การได้ฟงั ธรรมอยูเ่ สมอจะช่วยปลดเปลื้องความสงสัยได้
๔. เปน็ การปรบั ความคดิ ใหต้ รง ธรรมะบางเรอื่ งมคี วามลกึ ซงึ้ และสลบั ซบั ซอ้ น คนอาจเขา้ ใจ
ไขว้เขวไปจากความจริงกไ็ ด้ การฟงั ธรรมเสมอๆ จะชว่ ยใหเ้ ราเห็นตรงกับความเป็นจรงิ
๕. เปน็ การฝกึ อบรมจติ การฟังธรรมเสมอจะช่วยให้จิตใจของเราออ่ นโยน สงบ และคิดแต่
ในทางที่ดี
๕.๔) การสนทนาธรรมตามกาล คือ การที่คนต้ังแต่สองคนขึ้นไป พูดถึงปัญหา
เกี่ยวกับความดีความชั่ว ความควรความไม่ควร การพูดฝ่ายเดียวเป็นการแสดงธรรม การฟัง
ฝ่ายเดียวเป็นการฟังธรรม การสนทนาจะต้องพูดกันทั้งสองคน แต่พูดคนละที และต้องพูดเรื่อง
เดียวกัน การสนทนาธรรมที่ดีจะต้องมีความพยายามท่ีจะหาข้อสรุป การพูดเร่ือยเปื่อยเป็น
การคยุ กัน การบ่น หรือการนนิ ทาคนอน่ื ไมถ่ อื วา่ เปน็ การสนทนาธรรม การสนทนาควรมีประเด็น
ทจ่ี ะหาขอ้ ยตุ ิ แมส้ นทนากันจบแลว้ ยังหาขอ้ ยตุ ไิ มไ่ ดก้ ็ไม่เป็นไร คราวหลังมาอภปิ รายกันต่อก็ได้
หลกั ปฏิบตั ใิ นการสนทนาธรรม
๑. มุ่งแสวงหาธรรมจริงๆ คือ มิใช่มาสนทนากันเพ่ืออวดภูมขิ องตวั เองและลองภูมิผูอ้ ่ืน แต่
มาเพอื่ แสวงหาค�าตอบในสง่ิ ที่ยงั เป็นปญั หาโดยการแลกเปลย่ี นความรูค้ วามคดิ กบั ผูอ้ น่ื
๒. รกั ษามารยาทในการสนทนา คอื พดู จาดว้ ยนา้� เสยี งทสี่ ภุ าพ ไมพ่ ดู ขดั เมอื่ คสู่ นทนายงั พดู
ไม่จบ ไม่พดู กา้ วร้าวหรือพูดเสยี ดสี แตพ่ ูดกนั ด้วยเหตผุ ล
๓. ไมด่ หู ม่ินคสู่ นทนา ควรตัง้ ใจฟังขณะทอ่ี ีกฝ่ายหนึ่งพูดและเคารพในความคิดเหน็ ของเขา
คือ รบั ฟงั แลว้ พิจารณาไตร่ตรอง ไม่ใชฟ่ ังแล้วก็แล้วไป ไม่สนใจพจิ ารณาเหตผุ ลของเขา อย่างน้ี
เรียกว่าดหู มิ่นค่สู นทนา ตัวเองก็ไม่ได้อะไร
8๑
คูมอื ครู 81
กระตุนความสนใจ สํารวจคน หา อธิบายความรู ขยายความเขา ใจ ตรวจสอบผล
Expand Evaluate
Engage Explore Explain
ขยายความเขา ใจ (ยอ จากฉบับนกั เรียน 20%)
ครใู หนกั เรียนแบงกลุมวเิ คราะห ๔. ไม่ดหู ม่นิ ตัวเอง การดูหมนิ่ ตัวเองท�าให้เราไมก่ ล้าคดิ เห็นตา่ งไปจากคสู่ นทนา ท้ังๆ ทีต่ น
วาขณะนคี้ นในสงั คมไทยมีทกุ ขเ รอ่ื ง กม็ คี วามสามารถแตไ่ มก่ ลา้ คิด หรอื แม้ว่าจะกล้าคิดแตก่ ็ไม่กล้าพดู และเมือ่ ไมพ่ ดู กท็ �าให้เราไมร่ ู้
อะไรบาง กลุม ละ 1 เรอื่ ง และใหใช วา่ คูส่ นทนาจะเห็นดว้ ยหรือขดั แย้งกบั ความเหน็ ของตัวเอง อย่างนีท้ �าให้ความคดิ ไม่แตกฉาน
หลกั ธรรมอรยิ สัจ 4 ในการวเิ คราะห
ภาวะปญหา และหาแนวทางการ ๕. ยดึ ถอื เหตผุ ลอยา่ ยดึ ถอื ตวั บคุ คล การทเ่ี ราจะเหน็ ดว้ ยหรอื ไมเ่ หน็ ดว้ ยกบั ความคดิ เหน็ ของ
ดบั ทกุ ขห รือการแกป ญ หา บนั ทึก คสู่ นทนา ควรดทู ่เี หตผุ ล อยา่ ไปดูว่าเขาเป็นใคร มาจากไหน อยา่ เห็นคลอ้ ยตามคสู่ นทนาเพยี ง
ลงในกระดาษ A4 และนําเสนอ เพราะว่าเขาเป็นคนมีชื่อเสียง เพราะเขาอาจพูดผิดได้เหมือนกัน อย่าเห็นแย้งคู่สนทนาเพียง
หนา ชั้นเรียน เพราะวา่ เขาเด็กกว่า บางกรณเี ด็กอาจมีเหตผุ ลดๆี เหมือนกนั
ตรวจสอบผล คณุ ประโยชน์ของการสนทนาธรรม
๑. ท�าให้แตกฉาน ส่ิงเดียวกันอาจมองได้หลายแง่ แต่ละแง่ไม่จ�าเป็นต้องขัดแย้งกัน แต่
1. ตรวจผลงานกลมุ การใชหลักธรรม เปน็ การมองสง่ิ เดยี วกนั ตามมมุ ทตี่ า่ งกนั ความคดิ ของคนนน้ั เมอื่ เอาแตล่ ะแงท่ ตี่ า่ งกนั มาประสาน
อรยิ สัจ 4 ในการแกปญหา กนั เข้าก็จะเข้าใกลค้ วามจริงไดม้ ากขึน้
๒. ท�าให้รจู้ ักตวั เองมากข้นึ คนที่มคี วามคิดเหน็ แลว้ เกบ็ ความคิดของตนไว้คนเดยี วนัน้ อาจ
2. สังเกตจากการแสดงความคิดเห็น นึกว่าตนเข้าใจความคิดของตัวเองแจ่มแจ้งแล้ว แต่เมื่อสนทนากับผู้อ่ืนถูกเขาซักถามและโต้แย้ง
ในการนาํ หลกั ธรรมอรยิ สัจ 4 มาใช อาจพบว่าทเ่ี รานึกวา่ เราเขา้ ใจความคดิ ตวั เองนน้ั ความจรงิ แลว้ เรายงั เข้าใจไม่ลึกซ้งึ การซกั ถาม
ในชีวติ ประจาํ วนั ของผอู้ ืน่ ท�าให้เราตอ้ งคิดหาค�าตอบ ถา้ หาค�าตอบไดเ้ รากย็ ืนยันความคิดเดมิ ถา้ หาไมไ่ ดเ้ รากต็ อ้ ง
3 ตรวจการเขียนบันทึกความทรงจาํ เลิกความคดิ เดมิ ไวก้ ่อน
๓. ท�าให้กิเลสเบาบาง การสนทนาธรรม
ท�าให้คนเรานึกคิดแต่ในเร่ืองท่ีดี ท�าให้สนใจ
ปญั หาชวี ติ และศลี ธรรม เปน็ การตดั ความหมกหมนุ่
ทางชวั่ ไดท้ างอ้อม
คนท่ีต้ังใจสนทนาธรรมอย่างจริงใจน้ันมี
แนวโน้มท่ีจะปฏิบัติตนไปในทางเร่ืองที่ตน
สนทนาได้ ซึ่งการสนทนาธรรมท�าให้เราพบว่า
การที่เคยนึกว่าตัวเราเป็นคนส�าคัญ รู้มากกว่า
คนอ่ืนหรือดีกว่าคนอื่นน้ันไม่เป็นความจริง
เสมอไป เพราะบางทีคนอื่นอาจรู้มากกว่าเรา
ดังนั้น การสนทนาธรรมจึงเปน็ การคลายความ
การสนทนาธรรมกบั พระสงฆ์ ทา� ใหไ้ ดร้ บั ความรแู้ ละแงค่ ดิ หลงตวั เองทางออ้ มได้ดว้ ย
ต่างๆ เพ่ือน�าไปใชใ้ นการด�าเนนิ ชวี ติ ใหม้ แี ตค่ วามสุข
8๒
82 คมู ือครู
กระตนุ ความสนใจ สาํ รวจคน หา อธบิ ายความรู ขยายความเขา ใจ ตรวจสอบผล
Engage Explore
Explain
Expand Evaluate
เรื่องนา่ รู้ กระตนุ ความสนใจ
อานสิ งสข์ องการสนทนาธรรมตามกาล 1. ครูนาํ สนทนาถงึ อาชีพของ
ผปู กครอง วา มีอาชีพอะไรบาง
๑. ท�าใหจ้ ิตเปน็ กุศล ยกตัวอยาง 2-3 อาชีพ ครถู าม
๒. ท�าใหม้ ีไหวพรบิ ปฏิภาณดี นักเรียนวา
๓. ท�าใหม้ ีสตปิ ญั ญาเฉลยี วฉลาด • นักเรยี นมีความภมู ใิ จกบั อาชพี
๔. ทา� ใหไ้ ด้ยนิ ไดฟ้ งั ธรรมะทตี่ นยงั ไม่ไดฟ้ ัง ของผูปกครองอยางไร
๕. ธรรมทีฟ่ งั แลว้ ยังไมเ่ ข้าใจชดั ย่อมเขา้ ใจชัดขึ้น
๖. ท�าใหบ้ รรเทาความสงสัยเสียได้ 2. ครยู กกรณศี กึ ษาจากขา วประจาํ วนั
๗. เปน็ การทา� ความเห็นของตนให้ตรง บุคคลในวงการบนั เทงิ ที่นักเรยี น
๘. เปน็ การฝึกฝนอบรมจิตใหบ้ ริสุทธ์ยิ ง่ิ ข้ึน ชืน่ ชอบ หรือจากบคุ คลในชมุ ชนท่ี
๙. เปน็ การรกั ษาประเพณอี ันดงี ามของพระอริยเจา้ ไว้ ประสบความสาํ เรจ็ ในการเรยี นและ
๑๐. ชือ่ ว่าไดด้ า� เนนิ ตามปฏิปทาอันเปน็ วงศ์ของนกั ปราชญ์ การประกอบอาชพี เปน คนดี คนเกง
ใหนกั เรยี นชวยกันแสดงความ
๓. การปฏิบัตติ นตามหลักธรรมในการพัฒนาตน คดิ เห็นในพฤตกิ รรมการเรยี น การ
ทํางานหรอื การใชชวี ิต เพ่อื จะ
เพ่ือเตรียมพรอ้ มสา� หรับการท�างานและการมคี รอบครัว ไดเ ปนแรงบันดาลใจใหน ักเรยี นได
ยดึ เปน แบบอยาง
พระพุทธศาสนามีหลักธรรมในการพัฒนาตนมากมาย ในที่น้ีจะกล่าวถึงหลักธรรมส�าคัญ
๓ ประการ ได้แก่ หลักสร้างปัญญา หลักการสร้างความสา� เร็จในการทา� งาน และหลักการสรา้ งตน 3. ครูยกตัวอยางบคุ คลท่ีไมป ระสบ
เป็นคนดี ความสําเร็จในการเรียน การงาน
(ครอู าจสมมติสถานการณ หรอื
3.๑ หลักสร้างปญั ญา (วฑุ ฒธิ รรม 4) บุคคลในขาว) แลวใหน ักเรยี น
วเิ คราะหพฤติกรรม
ในการดา� รงชพี นน้ั ทกุ คนตอ้ งทา� งานเพอื่ หาเงนิ มาเลยี้ งตนและครอบครวั แตก่ อ่ นทจี่ ะประกอบ ครถู ามคําถาม
อาชีพท�าการงานได้ ก็ต้องได้รับการศึกษาเล่าเรียนก่อน มิฉะนั้นก็ไม่มีความรู้ท่ีจะไปท�าอะไรได้ • นกั เรยี นจะมวี ธิ ปี ฏบิ ตั ติ นอยา งไร
และในการเรยี นนั้นกต็ ้องรจู้ กั เรยี นอยา่ งถกู ต้อง เช่น ความรูอ้ ยา่ งไรท่ีควรเรยี น เป็นความรูท้ ผี่ ิด เพอ่ื ใหป ระสบความสําเรจ็ ตาม
หรือถกู เราถนดั หรอื ไม่ถนดั เรียนกับใคร เพราะถา้ เรยี นกับคนพาล เขากจ็ ะสอนสงิ่ ผดิ ๆ ให้เรา บคุ คลตัวอยาง
ถ้าเรียนกับบัณฑิต ก็จะได้ส่ิงที่ถูกต้อง เรียนอย่างไรจึงจะได้ความรู้ตามที่เรามีความสามารถ (แนวตอบเชน ตง้ั ใจเรยี นและหมน่ั
เป็นต้น นอกจากน้ัน การเรยี นไดค้ วามรมู้ าอาจไมเ่ ปน็ ประโยชนถ์ า้ ใชค้ วามรนู้ นั้ ในทางทผ่ี ดิ เพราะ ศกึ ษาหาความรอู ยเู สมอ มคี วาม
ความรเู้ ปน็ ดาบสองคม เป็นไดท้ ้งั ประโยชน์และโทษ แล้วแตผ่ ใู้ ชว้ ่าจะมวี จิ ารณญาณแค่ไหน ขยนั หมนั่ เพยี ร เปนคนดี มี
คณุ ธรรม ฯลฯ)
ในเรื่องเก่ียวกับการเรียนอย่างถูกต้องนี้ พระพุทธศาสนาได้ให้หลักธรรมไว้ข้อหนึ่งเรียกว่า
“วฑุ ฒธิ รรม ๔” แปลวา่ “ธรรมทพี่ าไปสคู่ วามเจรญิ ๔ ประการ” หลกั ธรรมนเ้ี ราสามารถนา� ไปปรบั ใช้ สาํ รวจคน หา
เพื่อสร้างปญั ญาให้แกต่ นเองได้ ซง่ึ มรี ายละเอยี ด ดังน้ี
ครูใหน ักเรยี นศกึ ษาหลกั ธรรมใน
83 การพัฒนาตน เพื่อเปนขอมลู ในการ
อภิปรายถึงการนาํ หลักธรรมไปใชใ น
ชีวิตประจําวนั
อธบิ ายความรู
ครูสนทนาดวยการถามนกั เรยี น
ถึงอาชพี ในฝนและแนวทางในการ
สรางฝน ใหเ ปนจริง
คมู ือครู 83
กระตุนความสนใจ สาํ รวจคน หา อธบิ ายความรู ขยายความเขา ใจ ตรวจสอบผล
Explore Explain
Engage Expand Evaluate
สาํ รวจคนหา (ยอ จากฉบับนกั เรียน 20%)
ครสู นทนากบั นกั เรยี น โดยยก ๑) คบหาสตั บรุ ุษและบัณฑิต (สปั ปรุ สิ สงั เสวะ) การคบหาสมาคมเปน็ เรือ่ งส�าคัญ
สภุ าษิต “คบคนพาล พาลพาไปหาผิด การคบหาในที่นี้หมายรวมท้ังคบหาเพ่ือนฝูงและครูบาอาจารย์ ถ้าเราไปหาความรู้จากคนพาล
คบบณั ฑิต บณั ฑติ พาไปหาผล” ให หรือคนชั่ว ความรูท้ ่เี ราได้รบั จะเป็นคนละอย่าง
นกั เรียนคน หาลักษณะของมิตรแท กับท่ีเราจะไดจ้ ากสตั บุรษุ (คนดี) เช่น โจรก็อาจ
โดยเขยี นผงั ความคิดลักษณะของ สอนวิชาโจรกรรมให้แก่เรา คนท่ีทรยศต่อ
มติ รแททอี่ ยูในหอ งเรียน 1 คน โดย ประเทศชาติก็จะสอนให้เราประทุษร้ายต่อบ้าน
ไมต องบอกช่ือ เพียงบอกลกั ษณะของ เกดิ เมอื งนอน คนเลวก็อาจสอนเราให้อกตญั ญู
การเปน มิตรแท เพอ่ื ใหเพ่อื นชว ยกนั ตอ่ บิดามารดาและดหู มิน่ ครบู าอาจารย์ เปน็ ตน้
ทายวา คอื ใคร เขยี นใสก ระดาษมว นใส แตถ่ า้ เราหาความรจู้ ากบณั ฑติ หรอื คนดี เขากจ็ ะ
กลอง สงครูผสู อน ถ่ายทอดวิชาท่ีเป็นประโยชน์ในการประกอบ
สัมมาชพี ให้ความร้แู ก่เราด้วยเจตนาดี ไมห่ วงั
อธบิ ายความรู ท่ีจะใช้เราเป็นเคร่ืองมือในกิจการท่ีเขาต้องการ
แต่เขาจะอบรมให้เราเป็นคนดี มีความซ่ือสัตย์
1. ครใู หตัวแทนสุมจับผลงานของ สุจริต และชว่ ยยบั ย้ังเราเมื่อเราคิดหรอื เริ่มท่ีจะ
นกั เรียนครง้ั ละ 1 คน อานจาก การต้ังใจศึกษาเล่าเรียนและลงมือปฏิบัติจริง ท�าให้ได้รับ ท�าชั่ว ดังน้ัน เราจะต้องพิจารณาและแน่ใจว่า
ผังความคิด แลว ใหเ พ่อื นชว ยกนั ความรไู้ ปใชป้ ระกอบอาชพี ผทู้ เี่ ราจะไปแสวงหาความรจู้ ากเขานน้ั เปน็ บคุ คล
ทายวาเปน ใคร
ประเภทใด ถ้าประสบการณ์ของเรายังน้อยไม่แน่ใจว่าใครเป็นอย่างไร เราก็ควรเช่ือค�าแนะน�า
2. นักเรียนชวยกนั บอกลักษณะ จากผทู้ ่ีหวังดีก่อน เช่น บิดา มารดา ครูอาจารย์ ญาติผู้ใหญ่ทเ่ี ราเคารพนับถอื เป็นตน้
ของมิตรแท และเขยี นสรปุ เปน ๒) เอาใจใสเ่ ลา่ เรยี นหาความจรงิ (สทั ธมั มสั สวนะ) การหาความรจู้ ะบรรลผุ ลกต็ อ่
ผังความคิดลงบนกระดาน เม่อื เราต้งั ใจจรงิ และเอาใจใส่ การตง้ั ใจจรงิ นั้นยอ่ มขึ้นกับความชอบหรือไม่ชอบ ถนัดหรือไมถ่ นัด
ครูถามคาํ ถาม คนแต่ละคนต่างถนัดไม่เหมือนกัน ถ้าเราไปศึกษาส่ิงที่เราไม่ถนัด ก็ยากท่ีเราจะมีความตั้งใจจริง
• เพอื่ นแทของนักเรยี นมีวิธีการ ขน้ึ มาได้ หรอื ถา้ เราศกึ ษาสง่ิ ทเ่ี กนิ ขอบเขตความสามารถของเรา ความเบอื่ หนา่ ยกย็ อ่ มเกดิ ขน้ึ ได้
ปฏิบตั ิตอ นักเรยี นอยางไร ในการหาความรู้ เราควรจะฝกึ ฝนดว้ ยตนเองใหม้ ากทสี่ ดุ ถา้ เราคอยแตถ่ ามเพอื่ นหรอื
(แนวตอบ เชน ชว ยตวิ หนังสอื ให้เพ่ือนท�าให้ทุกอย่าง แม้ส�าเร็จการศึกษาแล้ว ก็ไม่สามารถประกอบอาชีพได้ เพราะไม่เคย
เปน ทป่ี รกึ ษาทด่ี )ี ท�าอะไรด้วยตนเอง หรือถ้าเราเรียนแต่ทฤษฎีไม่รู้จักทดลองน�ามาปฏิบัติแล้ว ความรู้ท่ีมีอยู่ก็
• นักเรียนมีวิธิการปฏิบัติตอเพื่อน ไมเ่ ปน็ ประโยชนอ์ ะไร ไมส่ ามารถน�ามาเปน็ เครือ่ งมือในการทา� งานหาเล้ยี งชพี ได้
อยางไร ๓) ใช้เหตุผลไตรต่ รอง (โยนโิ สมนสิการ) ความรู้จะเกดิ กต็ อ่ เมอื่ ใชค้ วามคดิ ถูกวธิ ี
(แนวตอบ เชน สอบถามทุกขสุข คือ ใช้เหตุผลไตร่ตรอง ความคดิ อา่ นของเราจะกวา้ งขวางกต็ ่อเม่อื ฟังมากอ่านมาก การได้รับฟงั
ชวยสอนการบาน) ความเห็นหลายๆ ด้านย่อมท�าให้เรามีความคิดแตกฉานออกไป ไม่เชื่ออะไรง่ายๆ เกิดลักษณะ
วิพากษ์ไปในตัว น่ันคือ คิดซักไซ้ไล่เรียง คิดวิเคราะห์ คิดสงสัย และไม่ปลงใจอะไรเร็วเกินไป
นักเรยี นควรรู
84
โยนิโสมนสกิ าร โยนโิ ส แปลวา
ถกู ตองแยบคาย มนสิการ แปลวา
ทาํ ไวใ นใจ โยนิโสมนสกิ าร หมายถงึ
การทําไวในใจโดยแยบคาย หรอื การ
คิดถูกตองตามความเปน จรงิ โดย
อาศัยการเกบ็ ขอ มลู อยางเปนระบบ
และคดิ เช่อื มโยงตีความขอมลู เพอ่ื
นาํ ไปใชต อ ไป มีสีแ่ บบดวยกนั คอื
คดิ ถกู วธิ ี คิดมีระเบยี บ คิดมีเหตุผล
คดิ เปน กุศล
84 คูม ือครู
กระตุนความสนใจ สํารวจคนหา อธบิ ายความรู ขยายความเขา ใจ ตรวจสอบผล
Explain
Engage Explore Expand Evaluate
สิง่ เหลา่ นลี้ ้วนชว่ ยให้เราได้รบั ความจริงทถ่ี ูกตอ้ ง แต่การทไ่ี ด้อา่ นมากฟังมากกม็ ิไดห้ มายความวา่ อธิบายความรู
เราไดค้ วามจริงหรือมคี วามรู้ทถ่ี กู ตอ้ งเสมอไป ความเขลาของเราอาจท�าให้เราเช่อื อะไรง่ายๆ ก็ได้
แต่สติปัญญาก็ช่วยเราได้ในการพิจารณาดูว่าส่ิงใดจริงส่ิงใดเท็จ สิ่งใดผิดส่ิงใดถูก ข้อส�าคัญ คือ 1. ครใู หนกั เรียนเขียนลักษณะของครู
อย่าด่วนปักใจเช่อื เร็วเกินไป ให้ดเู หตผุ ลและวเิ คราะห์ปญั หาใหถ้ ถ่ี ้วน ความจรงิ จะตามมาเอง ดที ห่ี นชู อบสง ครู ครคู ดั เลอื กผลงาน
2-3 คน นาํ เสนอใหเพอื่ นฟง ให
เม่ือครูสอนอะไรเรา ถ้าเราสงสัยก็ควรจะซักถาม แต่วิธีซักถามควรจะเป็นไปใน นกั เรยี นรว มกนั สรปุ วเิ คราะหวา
ลักษณะที่เหมาะสม คือ ใช้น�้าเสียงที่สุภาพ กริ ยิ าทา่ ทางทไี่ มก่ ้าวร้าว และคา� ถามไมส่ อ่ ไปในทาง ครดู ที ่หี นชู อบมีลักษณะอยา งไร
ทจี่ ะเปน็ การเลน่ แงเ่ ลน่ มมุ หรอื ในทางหกั ลา้ งกนั แตค่ วรจะเปน็ ไปในลกั ษณะทส่ี รา้ งสรรคแ์ ละแสดง
ความคดิ เหน็ โดยสจุ รติ ใจ ถา้ มอี ะไรทไี่ มเ่ หน็ ดว้ ยกบั ครู กอ็ ยา่ เพงิ่ นกึ วา่ ตนจะตอ้ งถกู เสมอ อาจเปน็ 2. ครใู หต ัวแทนนกั เรยี นมาเขยี นผัง
ไปไดว้ า่ ครยู งั อธบิ ายไมห่ มดทกุ แงท่ กุ มมุ เมอื่ ไดอ้ ธบิ ายเพมิ่ เตมิ ใหแ้ จม่ แจง้ แลว้ ความเหน็ ทไ่ี มต่ รง ความคดิ หนา กระดาน เพอ่ื นทด่ี ี กบั
กนั กอ็ าจสลายไปกไ็ ด้ ขอ้ สา� คญั กค็ อื ไมค่ วรแสดงทา่ ทางหยงิ่ ยะโส ไมค่ วรใชอ้ ารมณ์ ควรใชเ้ หตผุ ล ครทู ดี่ ี และชว ยกนั วเิ คราะหว า เพอื่ น
เพราะจะเป็นการน�าพาไปส่กู ารสรา้ งสรรค์มากกว่าการทา� ลาย ทด่ี ใี หอ ะไรกับเราบาง ครูทด่ี ใี ห
อะไรกบั เราบา ง
๔) ปฏิบัติตนตามท�านองคลองธรรม (ธัมมานุธัมมปฏิปัตติ) ข้อแรกได้กล่าว
3. ครูใหนักเรียนเขียนคําปฏิญาณตน
เก่ยี วกับวา่ ควรเรยี นกับใคร ข้อสองควรเรยี นสิ่งใด ขอ้ สามควรเรยี นอย่างไร และข้อสุดท้ายน้ี คือ ในหัวขอ
ควรน�าสงิ่ ทเ่ี รียนไปปฏบิ ตั อิ ยา่ งไร ค�าตอบ ได้แก่ ตอ้ งปฏบิ ตั ติ ามคลองธรรม โดยปฏบิ ตั ิ ดงั น้ี - ขา พเจาจะนาํ ความรจู ากการ
เรยี นไปปฏบิ ัต.ิ ..(ระบสุ ง่ิ ที่ตอ ง
๑. ไมน่ า� ความรทู้ เี่ รยี นมาไปใชใ้ นกจิ การทจุ รติ ความรขู้ องมนษุ ยน์ นั้ ถา้ ไมถ่ กู ควบคมุ การปฏิบตั )ิ
โดยคณุ ธรรมแลว้ เปน็ อนั ตรายอย่างย่งิ ยิง่ รู้มากก็ยงิ่ ก่อใหเ้ กดิ อันตรายมาก ยง่ิ โจรมคี วามรู้ความ - ขาพเจาจะไมนําความรูจากการ
เชี่ยวชาญมากเท่าใด ความเลวร้ายท่ีจะเกิดจากน�้ามือโจรก็ย่ิงมากข้ึนเท่านั้น คนที่มีความรู้สูงๆ เรยี นไปปฏบิ ตั .ิ ..(ระบสุ งิ่ ทไี่ มต อ ง
รบั ผิดชอบงานมากๆ ถา้ ไมป่ ฏบิ ตั ติ ามคลองธรรมแลว้ จะทา� ความเสียหายใหเ้ กดิ ข้ึนแกท่ งั้ สว่ นตน การปฏบิ ัติ)
และสว่ นรวม รวมถงึ ความทจุ รติ นน้ั ยอ่ มท�าลายทั้งตนเองและผอู้ นื่ เขียนใสก ระดาษแผนเล็กๆ แลว
ติดไวท ่ปี กดา นในของสมดุ
๒. ไม่น�าความรู้ไปก่อประโยชน์ให้แก่ตนโดยไม่ค�านึงถึงความเดือดร้อนของผู้อื่น
คนท่ีมีธรรมะคือคนที่ถือว่าประโยชน์ของตนกับประโยชน์ของผู้อื่นเสมอกัน ไม่ถือว่าประโยชน์ 4. ครูตั้งประเด็นใหนักเรียนอภิปราย
ของตนเปน็ เรอ่ื งใหญต่ อ้ งมากอ่ น คนบางคนอาศยั ทมี่ คี วามรคู้ วามฉลาดมากกวา่ กพ็ ยายามเอารดั “คนเกงแตไรค ณุ ธรรม” ใหนักเรยี น
เอาเปรียบและเบียดเบียนผู้อื่น การท�าเชน่ นี้เรยี กว่าใชค้ วามรู้ในทางที่ผดิ วิเคราะหถงึ ผลกระทบตอสงั คม
๓.๒ หลกั การสร้างความสา� เร็จในการท�างาน (อทิ ธบิ าท ๔)
ความส�าเร็จ คือ การที่ได้บรรลุเป้าหมายตามท่ีบุคคลต้ังไว้ เป้าหมายท่ีตั้งไว้อาจเป็น
เปา้ หมายท่ัวๆ ไป กวา้ งๆ ไม่ก�าหนดลกั ษณะของเป้าหมายและระยะเวลาทจ่ี ะบรรลุเปา้ หมายไว้
แนน่ อน เช่น ต้งั ใจไวว้ า่ วันหนึ่งจะตอ้ งเป็นนกั กีฬาระดับชาติ ตัง้ ใจไว้วา่ วนั หนงึ่ จะต้องเป็นคนทม่ี ี
ความรสู้ งู ๆ ใครกย็ อมรบั เป็นต้น หรอื อาจเป็นเป้าหมายทม่ี ีการระบเุ วลาและขดี ข้ันความสา� เร็จไว้
แนน่ อน เชน่ ต้ังใจไว้วา่ สนิ้ เดอื นน้จี ะต้องทอ่ งค�าศัพทไ์ ด้เพ่ิมข้ึน ๑๐๐ คา� ต้งั ใจไว้วา่ สิ้นปนี ้จี ะตอ้ ง
ปลกู ผกั กาดขาวท่สี วนครัวหลังบา้ นได้ ๒๐๐ ตน้ เป็นต้น
85
คมู ือครู 85
กระตนุ ความสนใจ สาํ รวจคน หา อธบิ ายความรู ขยายความเขา ใจ ตรวจสอบผล
Engage Explore
Explain
Expand Evaluate
กระตนุ ความสนใจ (ยอ จากฉบบั นกั เรียน 20%)
1. ครถู ามนักเรยี นวา อย่างไรก็ตาม เป้าหมายนั้นจะต้องเป็นผลดีแก่ตัวเองและไม่เป็นผลร้ายแก่ส่วนรวม รวมถึง
• นกั เรยี นมีความหวัง ความฝน วธิ ีการทีจ่ ะบรรลุเป้าหมายนั้นจะต้องถกู ท�านองคลองธรรม
จุดมงุ หมายในชวี ิตอยา งไร การทบ่ี คุ คลจะประสบความสา� เรจ็ ในชวี ติ ไดน้ นั้ จะตอ้ งมวี ธิ กี ารทถ่ี กู ตอ้ ง ในทางพระพทุ ธศาสนา
มธี รรมะขอ้ หนง่ึ คอื อทิ ธบิ าท ๔ ซง่ึ เปน็ เครอื่ งมอื ทจี่ ะพาเราไปสคู่ วามสา� เรจ็ “อทิ ธ”ิ แปลวา่ “ความ
2. ครบู อกนกั เรียนวา นกั เรยี นมี ส�าเร็จ” “บาท” แปลว่า “ทาง” ดังน้ัน “อิทธิบาท ๔” ก็คือ “ทางแห่งความส�าเร็จ” ซ่ึงมีอยู่
ความหวงั มคี วามฝน มจี ดุ มงุ หมาย ๔ ประการ ได้แก่
ในชีวติ และใหนกั เรียนไดก าํ หนด ๑) ฉนั ทะ (ความพอใจ) เราจะทา� อะไรใหส้ า� เรจ็ ลงมไิ ด้ ถา้ เราไมม่ คี วามพอใจทจ่ี ะทา�
ระยะเวลาแหง ความสําเร็จของตน หรือไม่มีความต้องการที่จะท�า ถ้าเราไม่มีเป้าหมายหรือความมุ่งหมายอะไรบางอย่างในใจ ไม่มี
ความปรารถนาอย่างจริงจังกับสิ่งน้ัน การบรรลุผลจะมีไม่ได้ ดังนั้น เราต้องใช้เหตุผลไตร่ตรอง
สํารวจคนหา ให้รอบคอบวา่ สิง่ ท่ีเราต้องการนน้ั ดจี รงิ หรือไม่ เราชอบและรกั ท่จี ะได้จริงๆ หรือไม่ คนบางคน
ไม่รวู้ า่ ตนเองตอ้ งการอะไร ฟงั คนนี้พดู บา้ ง ฟงั คนน้นั พูดบ้าง แล้วกเ็ กิดความชอบตามเขา โดย
นกั เรียนศกึ ษาหลักธรรมอทิ ธิบาท ไม่หยุดคิดว่าตนเองต้องการส่ิงใดกันแน่ นอกจากน้ี บางทีสิ่งที่เราพอใจหรือคิดว่าดีในขณะนี้
4 และบคุ คลทีป่ ระสบความสําเรจ็ แต่ถ้าใช้ปัญญาคิดให้ถ่ีถ้วนแล้ว อาจพบว่าเราเห็นผิดเป็นชอบ สิ่งน้ีอาจจะดีในระยะส้ัน แต่ใน
จากการนําหลกั ธรรมอิทธิบาท 4 มา ระยะยาวอาจดีสู้อีกส่ิงหน่ึงไม่ได้ สิ่งท่ีเราพอใจไม่จ�าเป็นจะต้องเป็นส่ิงที่ดีและส่ิงที่เราไม่พอใจก็
ใชใ นการดําเนนิ ชวี ติ ไมจ่ า� เปน็ ตอ้ งเปน็ สงิ่ ทไี่ มด่ ี การใชเ้ หตผุ ลและการรบั ฟงั ความคดิ เหน็ ของผทู้ หี่ วงั ดี เชน่ บดิ า มารดา
ครบู าอาจารย์ จะชว่ ยไดม้ ากในเร่ืองนี้ และเมื่อ
อธบิ ายความรู ไดพ้ จิ ารณาอยา่ งถถ่ี ว้ นแลว้ วา่ สงิ่ ใดเปน็ สง่ิ ดที เี่ รา
ตอ้ งการ กต็ ้องสรา้ งความพอใจต่อสิ่งน้ัน
1. นกั เรียนรวมกันแสดงความคดิ เห็น ๒) วริ ยิ ะ (ความเพียร) การทเ่ี รา
เก่ียวกบั หลักธรรมอทิ ธิบาท 4 มีความพอใจท่ีจะได้ส่ิงใดบางอย่าง มิได้
2. ครยู กตวั อยา งบคุ คลทนี่ าํ อทิ ธบิ าท 4
มาใชในการเรียนหรอื การทาํ งาน
จนประสบความสาํ เร็จ
หมายความว่าเราจะได้สิ่งน้ันจริงๆ หากไม่มี
การลงมือท�าและไม่มีความอุตสาหะท่ีจะฟันฝ่า
อุปสรรคแล้ว ความส�าเร็จก็จะเกิดมิได้ ความ
ทอ้ แทน้ น้ั เกดิ ขน้ึ ไดก้ บั คนทกุ คน และสาเหตขุ อง
ความทอ้ แทท้ เี่ กดิ กบั แตล่ ะคนกอ็ าจไมเ่ หมอื นกนั
บางคนทอ้ แทเ้ พราะไมม่ น่ั ใจในตวั เอง คดิ วา่ ตวั เอง
ทา� ไมไ่ ด้ ไมส่ ามารถทีจ่ ะทา� ทางแก้กค็ อื ตอ้ ง
ส�ารวจตนเองให้ละเอียด อย่าเข้าข้างหรือดูถูก
การน�าหลักอิทธิบาท ๔ มาประยุกต์ใช้ จะท�าให้ประสบ ตนเองมากไป บางคนทอ้ แทเ้ พราะคดิ เดนิ ทางลดั
ความสา� เรจ็ ในการทา� งาน ซึ่งมักจะลงเอยด้วยการทุจริต ทางแก้ก็คือ
8๖
86 คมู อื ครู
กระตนุ ความสนใจ สาํ รวจคนหา อธบิ ายความรู ขยายความเขา ใจ ตรวจสอบผล
Explain Expand
Engage Explore Evaluate
อธิบายความรู
ครูต้ังประเดน็ แสดงความคดิ เหน็
วา
คดิ วา่ ความส�าเรจ็ นน้ั มเี ปน็ ขนั้ ตอน ทางลดั ทท่ี จุ รติ นน้ั จะน�าความหายนะมาให้ บางคนทอ้ แทเ้ พราะ • นกั เรยี นสามารถนาํ หลกั อทิ ธบิ าท
คิดการใหญ่เกินไป มักจะเปรียบเทียบตนเองกับผู้อื่นท่ีเหนือกว่ามากๆ การคิดเช่นน้ีท�าให้มอง 4 มาใชใ นการเรยี นไดอ ยา งไรบา ง
เห็นความส�าเร็จได้ยาก จึงเกิดความท้อแท้ ทางแก้ก็คือ พยายามเปรียบตนเองกับตนเอง และหากขาดอทิ ธบิ าท 4 จะทาํ ให
โดยพิจารณาว่าวันน้ีเราแตกต่างจากเม่ือวานน้ีอย่างไร และพรุ่งนี้เราควรจะได้สิ่งใดมากกว่าวัน การเรียนเปน อยา งไร
นี้ การเปรียบเช่นนจ้ี ะกอ่ ให้เกดิ มานะ ไมค่ วรคิดว่าผ้อู ื่นไดส้ งิ่ ใดเทา่ ใด แต่ควรคิดวา่ เราจะได้สิ่งใด
เทา่ ใดในระยะเวลาทม่ี ีแทน (แนวตอบ มีความชอบในวชิ าท่ี
เรียนและตัง้ ใจเรียน หากขาด
พระพุทธศาสนาสอนให้เดินสายกลาง ความเพียรเป็นสายกลางระหว่างการหักโหม อิทธิบาท 4 ทาํ ใหผ ลการเรยี น
กับความเกียจครา้ น การหกั โหมคอื ความเพยี รทีเ่ กินขอบเขตของความพอดี การหักโหมจะท�าให้ ไมดี)
ก�าลังร่างกายและก�าลังความคิดอ่อนเปลี้ย ในท่ีสุดงานก็เสีย ความเกียจคร้านคือการท่ีมีความ ครูถามนักเรยี นวา
เพียรนอ้ ยเกนิ ไป งานกส็ �าเรจ็ ลงไปไมไ่ ด้ • ผทู ี่ประสบความสําเร็จทุกคน
๓) จิตตะ (การตั้งจติ ให้แนว่ แน)่ ความเพียรจะดา� เนนิ ไปไดด้ ้วยดกี ็ต่อเม่อื มีจติ ตะ นอกจากจะยดึ หลกั อทิ ธบิ าท 4
แลว สง่ิ สาํ คญั ทขี่ าดไมไ ดค อื สง่ิ ใด
คือ มีจติ ใจแน่วแนจ่ ดจ่ออยกู่ บั สง่ิ ท่ีตนกา� ลังทา� คนท่ที �าอะไรหลายอยา่ งในเวลาเดียวกนั ย่อมยาก (แนวตอบการมสี ติการกระทาํ ใดๆ
ท่ีจะท�าได้ส�าเร็จทุกอย่าง ถ้าก�าลังใจและก�าลังความคิดพุ่งมาที่จุดเดียวกันแล้ว ย่อมมีพลังท่ีจะ กต็ ามตอ งมสี ตริ ะลกึ อยเู สมอ
ผลกั ดันให้งานสา� เรจ็ ได้ เปรยี บเหมอื นแสงอาทติ ยท์ มี่ ารวมกนั เปน็ จดุ เดยี วทก่ี ระจกนนู ทา� ใหม้ พี ลงั และตอ งใชป ญ ญาของตน
เผาไหมไ้ ด้ ไตรตรองดวย)
สาเหตุท่ีท�าให้เกิดความวอกแวกนั้น เช่น ถ้าเราไม่แน่ใจว่าส่ิงที่เราต้องการหรือ
เป้าหมายท่ีเราต้องการบรรลุน้ันเป็นสิ่งท่ีดีส�าหรับเรา ก็จะเกิดความลังเล แล้วความฟุ้งซ่าน
ก็จะตามมา หรือถ้าเราฟังเสียงคนอ่ืนมากเกินไป ก็ท�าให้เราไม่แน่ใจในส่ิงที่เราก�าลังท�า หรือ ขยายความเขา ใจ
บางทีเรากลัวว่าเมื่อท�าไปแล้วผลท่ีเกิดข้ึนจะไม่ดีเย่ียมสมบูรณ์ ทางแก้ก็คือ ต้องมีสติพิจารณา ครใู หน กั เรยี นสาํ รวจตนเองวา “ขณะ
เป้าหมายท่ีตนต้องการให้ถ่ีถ้วนเพื่อจะได้เกิดความแน่ใจ ส่วนการรับฟังความคิดของคนอ่ืนน้ัน น้ีนักเรียนไดใชหลักอิทธิบาท 4 ใน
กต็ อ้ งใชป้ ัญญาของตนไตร่ตรองดว้ ย เราตอ้ งเชื่อมนั่ ในตนเองบา้ งพอควร และผลทีจ่ ะออกมานั้น การเรยี นหรอื ยงั หากยงั ไมไ ดน าํ ไปใช
ก็ไม่ควรคาดหวงั อะไรมากจนเกินไป ไม่มใี ครในโลกน้ที ท่ี า� อะไรไดส้ มบูรณไ์ ม่มที ต่ี ิ จะเริ่มตน นาํ ไปใชอ ยา งไร”
การตั้งจิตม่ันน้ันต้องอย่าให้เกินขนาดจนกลายเป็นความเครียด การมีจิตแน่วแน่เป็น
ทางสายกลางระหวา่ งความฟงุ้ ซา่ นกบั ความตงึ เครยี ด การมจี ติ จดจอ่ นอ้ ยเกนิ ไปกค็ อื ความฟงุ้ ซา่ น
มากเกนิ ไปกค็ ือความเครยี ด ทัง้ สองปจั จัยนจี้ ะไม่น�าพาเราไปสู่ความสา� เรจ็ ความฟุง้ ซา่ นจะท�าให้
เราเป็นคนจับจด ความตึงเครยี ดจะท�าให้เราเปน็ คนวติ กกังวล ซง่ึ ไม่เปน็ ผลดีทง้ั คู่ ดงั นน้ั จึงควร NET ขอสอบ ป 51
ตง้ั ใจให้พอเหมาะพอควร
ขอ สอบออกเกย่ี วกบั การปฏบิ ตั ติ าม
๔) วมิ งั สา (การพจิ ารณาสอบสวน) งานทที่ า� จะสา� เรจ็ ไดต้ อ้ งมกี ารพจิ ารณาแผนงาน หลักธรรมของนักเรียนวา นักเรียน
ระดับชั้น ม.3 จะประสบความสําเร็จ
ให้ถี่ถ้วน มีการวางแผนงานเป็นข้ันตอนและด�าเนินการเป็นขั้นๆ ถ้าเราท�างานที่ใหญ่เกินไปเม่ือ ในการศกึ ษาเลา เรยี นได จะตอ งปฏบิ ตั ิ
เทียบกับเวลาและความสามารถแล้ว งานก็จะล้มเหลวได้ เราจึงต้องพิจารณาว่างานท่ีก�าลังท�านี้ ตามหลักของคุณธรรมขอใด
87 1. อทิ ธบิ าท 4 2. พรหมวหิ าร 4
3. ฆราวาสธรรม 4 4. ปธาน 4
(วิเคราะหคําตอบ ผูที่อยูในวัยเรียน
ควรนําหลักธรรมอิทธิบาท 4 ทาง
แหง ความสาํ เรจ็ ไปใชใ นการเรยี น ซงึ่ ประกอบดว ย ฉนั ทะ ความพอใจ
วิริยะ ความเพียรพยายาม จิตตะ การต้ังจิตใหแนวแน และวิมังสา
การพิจารณาใหถถ่ี วน ดงั นัน้ คาํ ตอบ ขอ 1. จงึ ถกู ตอ งท่สี ุด)
คมู ือครู 87
กระตนุ ความสนใจ สาํ รวจคน หา อธบิ ายความรู ขยายความเขา ใจ ตรวจสอบผล
Engage Explore
Explain Expand
Evaluate
กระตุนความสนใจ (ยอจากฉบบั นักเรยี น 20%)
ครถู ามนกั เรยี นวา นกั เรยี นทาํ อะไร สิ่งใดส�าคัญกว่าสิ่งใด สิ่งใดต้องมาก่อนสิ่งใดต้องมาหลัง เม่ือเสร็จขั้นน้ีแล้วจะท�าส่ิงใดต่อไป
บา งทเ่ี รยี กวา เปน คนดีและเคยทาํ อะไร ถ้าไม่เสร็จตามก�าหนดหรือไม่เสร็จครบถ้วนสมบูรณ์ตามท่ีตั้งใจไว้จะแก้ไขอย่างไร รวมถึงต้องมี
ทเี่ รยี กวา ไมดี และอยากจะปรัปรุง แผนส�ารองเผือ่ จา� เป็น เพราะสงิ่ ต่างๆ อาจไมเ่ ปน็ อยา่ งทเ่ี ราคาดไว้เสมอ
แกไ ข โดยเขียนลงในกระดาษบันทกึ
การแสวงหาความรเู้ พ่ิมเติม อา่ นมาก ฟังมาก จะชว่ ยทา� ให้การวางแผนงานรอบคอบ
สํารวจคนหา รดั กมุ ยง่ิ ขนึ้ การคน้ ควา้ ทดลองวธิ กี ารใหมๆ่ กจ็ ะเปน็ การชว่ ยใหง้ านลลุ ว่ งไปไดอ้ ยา่ งมปี ระสทิ ธภิ าพ
ยง่ิ ขน้ึ และตอ้ งมกี ารประเมนิ ผลเปน็ ขนั้ ๆ วา่ เปา้ หมายทต่ี ง้ั ไวส้ �าเรจ็ หรอื ไม่ เชน่ ตงั้ ใจไวว้ า่ สปั ดาห์
ครูใหน ักเรยี นศกึ ษาหลักธรรม นี้จะทอ่ งค�าศพั ทใ์ หไ้ ด้ ๒๐ คา� สัปดาห์หนา้ อีก ๒๐ คา� เมื่อถงึ เวลาก็ตอ้ งสา� รวจดวู า่ เป็นไปตามนนั้
สัปปรุ ิสธรรม 7 หรือไม่ ถา้ ไมเ่ ป็น เกิดจากปัญหาอะไร เป็นเพราะตั้งเปา้ หมายไวส้ ูงเกนิ ไป เกียจคร้านมากเกินไป
หรือมีสาเหตุอน่ื เมอื่ รู้ว่าสิง่ ใดเปน็ ปญั หาแล้ว ก็จะแก้ไขไดง้ า่ ยขึน้
อธบิ ายความรู
3.3 หลักสร้างตนเปน็ คนด ี (สปั ปรุ สิ ธรรม 7)
นกั เรยี นระดมความคดิ วา สงิ่ ทค่ี นดี
ปฏบิ ัติมีอะไรบา ง และสิ่งท่ีคนไมด ี สัปปรุ ิสธรรม ๗ หมายถงึ ธรรมที่ทา� ให้คนเป็นคนดี มี ๗ ประการ คอื
ปฏิบตั มิ อี ะไรบา ง ทําเปน ผังความคิด ๑. รู้จกั เหตุ คือ รูจ้ ักคดิ ว่าสรรพสง่ิ ทีเ่ กดิ ข้ึนลว้ นแตม่ เี หตุ มิใช่เกิดขน้ึ ลอยๆ
บนกระดาน ๒. รูจ้ ักผล คือ เม่ือร้วู า่ เหตเุ กดิ จากอะไรแลว้ ก็ค�านงึ ถงึ ผลทจี่ ะตามมา เช่น เห็นคน
ขยายความเขา ใจ เอาแตเ่ ทยี่ วเตร่ เลน่ การพนนั ตดิ ยาเสพตดิ กต็ อ้ งรวู้ า่ พฤตกิ รรมเชน่ นจี้ ะทา� ใหช้ วี ติ ในอนาคตมดื มน
แนน่ อน เป็นตน้
1. ครใู หน กั เรยี นสํารวจตนเองวาจาก
การปฏบิ ตั ทิ ่ผี า นมา นกั เรยี นได ๓. รู้จักตน คือ รู้จักฐานะของตนว่าตนเป็นอะไร มีความรู้ความสามารถ มีหน้าที่
ปฏบิ ัตติ นสอดคลอ งกบั หลกั ธรรม การงานอะไรแค่ไหน จะได้ไม่ส�าคัญตนผิด เช่น เป็นนักเรียน เป็นคนไทย เป็นพุทธศาสนิกชน
สปั ปุรสิ ธรรม 7 ขอ ใดบา ง พรอ ม เหล่านี้เป็นต้น จะได้รู้จักวางตนให้เหมาะสมกับฐานะ ป้องกันมิให้ลืมตน หรือปล่อยตัวให้ตกต�่า
ยกตวั อยา ง และขอใดท่นี กั เรยี น เลวทรามไปในทางทเ่ี สอ่ื มเสีย
ไมไดน าํ ไปใชใ นชีวติ ประจาํ วนั
๔. รู้จักประมาณ คือ รู้จักพอดี แม้แต่ส่ิงท่ีดีมีประโยชน์ ถ้ามากเกินไปก็ให้โทษได้
2. ครูใหนักเรียนจดบันทึกและทองจํา ความพอดจี งึ เปน็ สง่ิ ทีค่ วรคา� นึง เชน่ การเรยี น การกิน การเที่ยว การนอน การจับจ่ายใช้สอย
สัปปรุ สิ ธรรม 7 ทนี่ ักเรียนขาดหาย เปน็ ต้น ทกุ อยา่ งลว้ นตอ้ งใหพ้ อดี พอเหมาะ และพอควรท้ังสิน้ จงึ จะไม่เกดิ โทษ
ไป เพื่อเปนการกระตุนย้ําเตือนให
ปฏบิ ัติ ๕. รู้จักกาล คือ รู้จักเวลาที่ควรและไม่ควรประกอบการ พึงค�านึงเสมอว่ากาลเวลา
ไม่ข้ึนอยู่กับคนและงาน คนและงานต่างหากท่ีข้ึนอยู่กับกาลเวลา คนจึงต้องปรับตัวเองและ
3. ครูใหน กั เรยี นทําแบบบนั ทกึ การนาํ การท�างานให้เหมาะสมกับกาลเวลา ซ่ึงอาจท�าได้ ๒ วิธี คือ รู้จักใช้เวลาและรู้จักท�างานให้
หลักธรรมไปใชใ นชวี ิตประจําวนั เหมาะกบั เวลา
เปนเวลา 1 สปั ดาห และสรุปผล
ทไ่ี ดรับจากการปฏบิ ตั ิ ๖. รูจ้ กั ชมุ ชน คือ รู้จกั วา่ ชุมชนหรอื สังคมมรี ะเบียบแบบแผนหรอื วัฒนธรรมอยา่ งไร
แล้วปฏิบัติตนให้ถูกต้อง เช่น นักเรียนจะเข้าไปหาพระสงฆ์ จะต้องรู้ว่าพระสงฆ์มีระเบียบวินัย
หรือมวี ัตรปฏิบตั แิ ตกต่างจากชาวบา้ น เราควรปฏิบตั ิตนและใชค้ �าพดู อยา่ งไรจึงจะถูกตอ้ ง เป็นตน้
เบศรู รณษาฐกกาจิ รพอเพียง 88
แนวทางทน่ี าํ ชวี ติ สูค วามพอเพียง
ประกอบดว ย การรจู กั พอประมาณ
มีเหตุผล มภี ูมคิ มุ กันทีด่ ใี นตนเอง มีความรู และมีคณุ ธรรม ซง่ึ สอดคลอ งกับสปั ปรุ สิ ธรรม 7
ครูใหนักเรียนสํารวจตนเองวา ปจจุบนั ไดปฏิบตั ติ ามแนวทางขา งตนในดา นใดบาง และหากสามารถ
ปฏบิ ตั ไิ ดค รบทกุ ดา นอยา งตอ เนอ่ื งจะสง ผลดตี อ ตนเอง ครอบครวั ชมุ ชน และประเทศชาตอิ ยา งไร
โดยเขียนเปนความเรยี งยาวไมเ กนิ 2 หนากระดาษ A4 เสรจ็ แลวสง ครูผูสอน
88 คมู ือครู
กระตนุ ความสนใจ สํารวจคนหา อธิบายความรู ขยายความเขา ใจ ตรวจสอบผล
Evaluate
Engage Explore Explain Expand
๗. รจู้ ักบคุ คล คอื รจู้ ักเลือกคนวา่ คนใดควรคบไมค่ วรคบ คนใดควรจะทา� งานร่วม ตรวจสอบผล
ดว้ ย คนใดไมค่ วรท�างานร่วมดว้ ย คนเราแมจ้ ะรูอ้ ะไรมากมาย แตถ่ า้ คบคนผิดแลว้ ย่อมหาความ
เจรญิ ได้ยาก เช่น คบคนโกงหรือนักเลงการพนนั ถงึ เรามไิ ด้โกงหรือเล่นการพนนั ด้วย แต่กอ็ าจ 1. ตรวจแบบบันทกึ การนาํ หลกั ธรรม
ได้รับความเดือดร้อนเพราะการกระท�าของเพอ่ื นได้ เปน็ ตน้ ไปใชใ นชวี ิตประจําวนั
2. ตรวจความถกู ตอ งในการตอบ
คาํ ถามประจาํ หนวย
กล่าวสรุปได้วา่
หลกั ธรรมค�ำสอนท่พี ระพทุ ธเจำ้ ทรงตรัสรู้และน�ำมำเผยแผ่แก่มวลมนุษย์ เปน็ หลักควำม
จริงอันประเสริฐที่ช่วยให้มนุษย์เข้ำใจชีวิตตำมควำมเป็นจริงและสำมำรถด�ำรงชีวิตอยู่ในสังคม
ไดอ้ ย่ำงมคี วำมสุข
กำรศกึ ษำหลกั ธรรมค�ำสอนต่ำงๆ อำทิ หลักอริยสจั ๔ ซึ่งสอนใหบ้ ุคคลรจู้ กั ใช้ปญั ญำใน
กำรแกไ้ ขปญั หำ ใหบ้ คุ คลกระทำ� ควำมดี ละเวน้ ควำมชวั่ ใหเ้ ขำ้ ใจหลกั ธรรมชำตขิ องสงิ่ ทงั้ หลำย
ว่ำมกี ำรเปลี่ยนแปลง ไมเ่ ทย่ี งแท้แนน่ อน ตลอดจนหลกั กำรประพฤตปิ ฏบิ ตั ติ นในทำงทถี่ ูกตอ้ ง
ดงี ำม จะเป็นแนวทำงใหบ้ คุ คลนำ� ไปประยุกตใ์ ชใ้ นกำรดำ� เนินชีวติ ประจ�ำวนั ได้เปน็ อย่ำงดี
89
คมู อื ครู 89
กระตุนความสนใจ สาํ รวจคน หา อธบิ ายความรู ขยายความเขา ใจ ตรวจสอบผล
Engage Explore Explain Expand Evaluate
เกรด็ แนะครู (ยอจากฉบบั นกั เรียน 20%)
(แนวตอบ คําถามประจําหนวย ค า� ถามประจ า� หนว่ ยการเรียนรู้
การเรียนรู
1. เพราะเปน ผปู ฏบิ ตั ดิ ี ปฏบิ ตั ติ รง เปน ๑ เพราะเหตใุ ดจงึ ถือวา่ พระสงฆเ์ ปน็ ผคู้ วรแก่การค�านบั จงอธิบาย
๒ หลกั ธรรมเร่ืองอรยิ สัจ ๔ สามารถน�ามาประยกุ ต์ใช้ในชวี ิตประจ�าวนั ไดอ้ ย่างไร
ท่ีสมบูรณดวยศีลาจารวัตร ควรแก ๓ การศึกษาหลักธรรมเรอื่ งไตรลกั ษณม์ ีประโยชนอ์ ย่างไร
การเคารพกราบไหว ๔ การฟังธรรมมีประโยชนอ์ ยา่ งไรและหลักการปฏิบัติในการฟังธรรมมีอะไรบ้าง
2. ใชเปนหลักในการแกปญหาท่ีเกิด ๕ อิทธบิ าท ๔ ชว่ ยใหน้ ักเรียนประสบความส�าเรจ็ ในการเรยี นไดอ้ ยา่ งไร
ขึ้นกับบุคคล เพราะหลักอริยสัจ 4
เปนหลักวิเคราะหและการแกไข กจิ กรรมสร้างสรรคพ์ ัฒนาการเรียนรู้
ปญ หาทงั้ ปวง
3. การศึกษาเรื่องไตรลักษณทําให กิจกรรมท่ี นกั เรยี นแบง่ กลมุ่ และรว่ มกนั จดั ปา้ ยนเิ ทศเกย่ี วกบั ประโยชนข์ องการ
มนษุ ยม องเหน็ ถงึ ความจรงิ ของชวี ติ ฟังและการสนทนาธรรมตามมมุ ตา่ งๆ ของโรงเรยี น
วา มีความเปน ๑
- อนจิ จงั ความไมเ ท่ยี ง
- ทกุ ขัง ความเปนทุกข กิจก๒รรมท่ี นักเรยี นแบ่งกลุ่มและรว่ มกันอภปิ รายเก่ยี วกบั การปฏิบตั ติ ามมรรค
- อนตั ตา ความไมม ตี ัวตน มอี งค์ ๘ จากนน้ั ใหแ้ ตล่ ะกลมุ่ สง่ ตวั แทนออกมาสรปุ ผลการอภปิ ราย
4. มปี ระโยชน ดงั น้ี กจิ กรรมท่ี หนา้ ช้ันเรียน
- ไดค วามรเู พิ่มเตมิ เชิญบุคคลในท้องถิ่นที่ประสบความส�าเร็จจากการที่ได้ปฏิบัติตาม
- เปนการทบทวนความรู ๓ หลักธรรมวุฑฒิธรรม ๔ อิทธิบาท ๔ หรือสัปปุริสธรรม ๗ มา
- เปนการคลายความสงสัย บรรยายถงึ คณุ คา่ ของหลกั ธรรมดงั กลา่ วและความสา� เรจ็ ทตี่ นไดร้ บั
- เปน การปรบั ความคดิ ใหต รงกับ จากนั้นให้นกั เรียนเขยี นสรปุ ความรู้ที่ไดร้ บั ส่งครผู สู้ อน
ผอู นื่ พทุ ธศาสนสุภาษิต
หลกั ในการฟง ธรรม เชน
มีศรัทธาในผูแ สดงธรรม ฟง ดว ย ͵ڵ¹Ò ⨷µµÚ Ò¹í : ¨§àµ×͹µ¹´ÇŒ µ¹àͧ
ความต้งั ใจ ฯลฯ
5. อทิ ธบิ าท 4 คอื ทางแหง ความสาํ เรจ็ 90
โดยมหี ลักปฏิบัติ 4 ขน้ั ตอน ดังนี้
ฉนั ทะ พอใจกบั งานทีท่ าํ นักเรยี นควรรู
วริ ยิ ะ เพยี รพยายามทําใหส าํ เร็จ
จติ ตะ ตง้ั ใจทําไมทอถอย อตตฺ นา โจทยตฺตานํ อานวา อัด-ตะ-นา-โจ-ทะ-ยดั -ตา-นัง
วิมังสา ตรวจสอบเพอ่ื ความถกู ตอง
ถานํามาปฏิบัติอยางสม่ําเสมอจะ
ทําใหผลการเรียนดี ประสบความ
สาํ เร็จในการเรียน
แหสลดักงฐผานลการเรยี นรู
แบบบนั ทกึ การนาํ หลกั ธรรมไปใช
ในชวี ติ ประจําวนั
90 คูม ือครู
กระตนุ ความสนใจ สาํ รวจคนหา อธิบายความรู ขยายความเขาใจ ตรวจสอบผล
Engage
Explore Explain Expand Evaluate
๔หน่วยการเรียนรทู้ ี่ เปา หมายการเรยี นรู
พระไตรปฎ กและ 1. อธิบายสาระสําคัญของหลักธรรม
ในพระพุทธศาสนา
พทุ ธศาสนสุภาษติ
2. วเิ คราะหสาระสําคัญของ
พระไตรปฎ กได
3. นําหลักพุทธศาสนสุภาษิตมาปรับ
ใชในการดํารงชวี ิต
ตัวชี้วดั กระตุนความสนใจ
● อธิบายสังฆคุณและข้อธรรมส�าคัญในกรอบ ครูใหนักเรียนดูภาพหอไตรหนา
อริยสัจ ๔ หรือหลักธรรมของศาสนาท่ีตน หนว ย แลว ถามคาํ ถามกระตุน
นบั ถอื ตามทก่ี า� หนด (ส ๑.๑ ม.๓/๖)
• หอไตรสรา งขนึ้ เพอื่ วตั ถปุ ระสงค
สาระการเรียนรู้แกนกลาง ¾ÃÐäµÃ»®¡à»š¹¤ÑÁÀÕâͧ¾Ãоط¸ÈÒÊ¹Ò ·èպѹ·Ö¡ ใด
¤Òí ʧÑè Ê͹¢Í§¾Ãо·Ø ¸à¨ÒŒ «§èÖ à´ÁÔ ¶Ò‹ ·ʹ¡¹Ñ µÍ‹ ÁÒ ´ÇŒ ¡Òà (แนวตอบ ไวส ําหรับเกบ็ คัมภรี
● พระไตรปฎิ ก ·Í‹ §¨íÒ «è§Ö µ‹ÍÁÒ¨Ö§ä´ŒÁÕ¡ÒèÒÃ֡໹š ÅÒÂÅ¡Ñ É³Í¡Ñ Éà ·Òí ãËŒ พระไตรปฎ กหรอื หนงั สอื ธรรมะ)
● พทุ ธศาสนสภุ าษิต ËÅ¡Ñ ¸ÃÃÁÁ¤Õ ÇÒÁª´Ñ ਹáÅж¡Ù µÍŒ §ÁÒ¡¢¹éÖ ¾ÃÐäµÃ»® ¡¨§Ö ÁÕ
¤ÇÒÁÊÒí ¤ÑÞ㹡ÒÃÊ׺µÍ‹ ¾Ãо·Ø ¸ÈÒÊ¹Ò • วัดในชุมชนของนกั เรียนมหี อ
- อตฺตา หเว ชิต� เสยฺโย ไตรเก็บพระไตรปฎกหรอื ไม
ชนะตนนน่ั แลดกี ว่า ã¹¾ÃÐäµÃ»®¡Áվط¸ÈÒÊ¹ÊØÀÒÉÔµÊ͹㨨íҹǹÁÒ¡ ถา ไมม ี ไดม กี ารเกบ็ พระไตรปฎ ก
¡ÒÃËÁè¹Ñ ÈÖ¡ÉÒãËàŒ ¢ÒŒ ã¨Í‹ҧ¶‹Í§á·Œ ¨ÐªÇ‹ Âàµ×͹ʵÔàÃÒÁÔãËŒ อยา งไร
- ธมฺมจารี สุข� เสติ Ëŧä»ã¹·Ò§·¼èÕ ´Ô áÅЪNj ªáéÕ ¹Ðá¹Ç·Ò§·´èÕ §Õ ÒÁ㹡ÒôÒí ๹Ô
ผปู้ ระพฤติธรรมย่อมอยเู่ ป็นสุข ªÇÕ µÔ ãËጠ¡à‹ ÃÒä´Œ เกร็ดแนะครู
- ปมาโท มจฺจโุ น ปท� ครคู วรจดั การเรยี นรโู ดยใหน กั เรยี น
ความประมาทเปน็ ทางแหง่ ความตาย ไดม กี าร
- สฺสุ ฺสูส� ลภเต ปฺ� • ยกตัวอยางกรณีศึกษา บุคคลท่ี
ฟังดว้ ยดยี ่อมไดป้ ญั ญา ประพฤติปฏบิ ัติเปนแบบอยา งท่ดี ี
- เรื่องนา่ ร้จู ากพระไตรปิฎก : • ทาํ งานกลุมเพ่อื ระดมสมอง
พุทธปณิธาน ๔ ในมหาปรินิพพานสูตร ทํากิจกรรมรวมกัน
เพ่ือใหน กั เรียนสามารถนําพทุ ธ-
ศาสนสภุ าษติ มาปรบั ใชใ นการดาํ เนนิ
ชีวติ เพ่อื เปน คนดขี องสงั คม
คมู อื ครู 91
กระตนุ ความสนใจ สาํ รวจคน หา อธบิ ายความรู ขยายความเขา ใจ ตรวจสอบผล
Engage Explore
Explain
Expand Evaluate
กระตุนความสนใจ (ยอจากฉบับนกั เรียน 20%)
1. ครถู ามนกั เรยี นวา ñ. ¾ÃÐäµÃ»® ¡
• คนไทยนบั ถอื ศาสนาใดบา งแตล ะ
ศาสนามคี มั ภรี บ นั ทกึ คาํ สอน ๑.๑ โครงสราง ช่ือคมั ภรี และสาระสงั เขปของพระอภิธรรมปฎก
เรยี กวา อยา งไร
(แนวตอบ ประเทศไทยมีศาสนา พระไตรปฎก คือ คัมภีรบันทึกคําสอนทางพระพุทธศาสนา มี ๓ หมวดใหญ ไดแก
ที่ประชาชนนบั ถือ เปน สว นใหญ หมวดที่วาดวยศีลของพระภิกษุสงฆและภิกษุณี ตลอดถึงพิธีกรรมตางๆ (พระวินัยปฎก)
3 ศาสนา คอื ศาสนาพุทธ มี หมวดที่วาดวยพระธรรมคําสอนท่ีพระพุทธเจาทรงแสดง เทศนาของพระสาวกสําคัญบางองค
คัมภรี บนั ทึกคําสอนคือ พระ (พระสุตตันตปฎก) และหมวดวาดวยธรรมะที่อธิบายเปนหลักวิชาช้ันสูงลวนๆ ไมกลาวถึงบุคคล
ไตรปฎ ก ศาสนาครสิ ต มีคมั ภรี และเหตุการณ (พระอภธิ รรมปฎก) ในที่นจี้ ะกลาวถึงพระอภิธรรมปฎก ดังนี้
บันทึกคําสอนท่สี ําคัญ คอื
ไบเบิล ศาสนาอสิ ลาม มคี มั ภีร พระอภธิ รรมปฎ ก เนอ้ื หาของพระอภธิ รรมปฎ กกค็ อื พระสตู รหรอื เทศนาตา งๆ ทพี่ ระพทุ ธเจา
บนั ทกึ คําสอนคอื อัลกุรอาน) ทรงแสดงแกบ คุ คลตา งๆ ตา งกรรม ตา งวาระ ซง่ึ รวบรวมไวใ นพระสตุ ตนั ตปฎ กนน่ั เอง แตน าํ เอามา
เรยี บเรยี งใหมในรปู วชิ าการและอธบิ ายใหล ะเอียด เปน ขนั้ เปนตอน แบง เปน ๗ คัมภรี ดงั นี้
2. ครูอธิบายถึงความสําคัญของพระ-
ไตรปฎ กทมี่ ตี อ พระพทุ ธศาสนาและ คมั ภรี พระ
ถามนักเรียนเพ่ือนําเขาสูเน้ือหา อภธิ รรมปฎก
วา ● ธมั มสงั คณี
• พระไตรปฎกไดบัญญัติถึงส่ิงใด ● วิภงั ค สาระสังเขป
บาง ● ธาตกุ ถา
(แนวตอบ รวบรวมหลักธรรม ● ปุคคลบญั ญัติ รวมขอ ธรรมเปน หมวดๆ แลวแยกออกอธบิ ายเปน ประเภทๆ
คําสอนของพระพุทธเจาไวเปน ● กถาวตั ถุ แยกแยะธรรมในขอธัมมสังคณี ออกแสดงใหเห็นรายละเอียด เพ่ือความ
หมวดหมู แบงเปน 3 ปฎกหรอื เขาใจแจมแจง
3 หมู คอื พระวินยั ปฎก วาดวย ● ยมก จัดขอธรรมตางๆ มารวมลงในขันธ อายตนะและธาตุ วาขอใดเขากันได
วนิ ยั หรือศลี ของภกิ ษุ ภกิ ษุณี หรือไม อยางไร
พระสตุ ตนั ตปฎก วา ดวยพระ บญั ญตั ิเรยี กบคุ คลตางๆ ตามคณุ ธรรมที่มี เชน เรียกวา “โสดาบนั ” เพราะ
ธรรมเทศนาโดยทั่วไป มีประวตั ิ เขาถงึ กระแสพระนพิ พาน ละกิเลสได ๓ ชนดิ
เร่อื งราวประกอบ พระอภิธรรม อธบิ ายทศั นะทขี่ ดั แยง กนั ของนกิ ายตา งๆ ในพระพทุ ธศาสนาในยคุ ตน ๆ เนน
ปฎก วา ดวยธรรมะลวนๆ) ทัศนะของนิกายเถรวาทวาถูกตอง คัมภีรนี้พระโมคคัลลีบุตรติสสเถระเปน
ผูแตง เมือ่ คราวสังคายนาคร้ังที่ ๓
สํารวจคน หา ยกธรรมขึ้นอธิบายเปน คๆู เชน กศุ ลกบั อกุศล แลวอธบิ ายโดยวิธีถามตอบ
นกั เรยี นสืบคน ขอ มลู เกีย่ วกบั พระ- ● ปฏฐาน อธิบายปจ จยั หรอื เง่อื นไขทางธรรม ๒๔ อยาง วาธรรมใดเปนเงอื่ นไขของ
ไตรปฎกและนําความรทู ่ีไดม าเขยี น ๙๒ ธรรมใด
โครงสรางพระไตรปฎกท้ัง 3 หมวด
พรอมทั้งอธบิ ายความหมายพระ
ไตรปฎ ก สง ครูผสู อน
อธิบายความรู นกั เรียนควรรู นกั เรียนควรรู
นกั เรยี นนาํ เสนอโครงสรา งพระไตร- พระอภธิ รรมปฎก เปน ธรรมลว นๆ อายตนะ หมายถงึ เขาถึงกระแสพระนิพพาน
ปฎ กและเปรยี บเทียบพระไตรปฎกทง้ั 3 หมวดวา พระพทุ ธเจา ตรสั แกเ ทวดาในชว งพรรษาท่ี การที่บุคคลไดบรรลุคุณธรรมเปนพระโสดาบัน
หมวดใดสําคัญท่ีสดุ ตามทศั นะของนกั เรียน 7 ในการแสดงพระธรรมเทศนาโปรด ซง่ึ คาํ วา พระโสดาบนั แปลวา กระแสพระนพิ พาน
พทุ ธมารดาบนสวรรคชน้ั ดาวดงึ ส
(แนวตอบ พระไตรปฎ ก ทั้ง 3 หมวดมีความสาํ คัญ
เหมอื นกนั เน่ืองจากเปน พระธรรมคําสอนขององค
พระสัมมาสมั พุทธเจา)
92 คูมือครู
กระตุนความสนใจ สาํ รวจคน หา อธบิ ายความรู ขยายความเขา ใจ ตรวจสอบผล
Explain Expand
Engage Explore Evaluate
อธบิ ายความรู
1. นักเรียนศกึ ษาเร่ืองนารูจากพระ-
ไตรปฎ ก จากหนงั สือเรียน หนา
ในตา� รารุน่ อรรถกถา (ต�าราอธิบายพระไตรปฎิ ก) ได้เล่าว่า พระพุทธเจ้าเสดจ็ ข้นึ ไปจา� พรรษา 93-94 สมุ ถามนักเรยี นถงึ ตวั อยาง
ณ ดาวดงึ สส์ วรรค์ ทรงแสดงอภธิ รรมแกอ่ ดตี พทุ ธมารดา แลว้ ทรงแสดงอภธิ รรมใหแ้ กพ่ ระสารบี ตุ ร หลกั ธรรมตางๆ ที่อยูใน
ฟงั ซ้า� เนอ้ื หาของพระอภธิ รรมจึงไดร้ บั การถา่ ยทอดสืบตอ่ กันมาแตบ่ ดั นั้น พระอภธิ รรมปฎก
๑.๒ เรอ่ื งนา่ รจู้ ากพระไตรปฎิ ก (พทุ ธปณธิ าน 4 ในมหาปรนิ พิ พานสตู ร) (แนวตอบ หลักธรรมตางๆ ไดแก
อริยสัจ 4 อิทธบิ าท 4 ไตรลักษณ 3
พทุ ธปณธิ าน คอื ความตง้ั พระทยั ของพระพทุ ธเจา้ วา่ ตราบใดพระพทุ ธศาสนายงั ไมแ่ พรห่ ลาย ฯลฯ)
คือ พทุ ธบรษิ ทั ทง้ั ๔ (ภกิ ษุ ภิกษุณี อุบาสก อบุ าสกิ า) ยังไม่มคี ุณสมบัตคิ รบถว้ น พระองค์จะไม่ 2. นักเรยี นแบง เปน 6 กลุม รวมกนั
เสด็จดับขันธป์ รนิ ิพพาน คุณสมบัตดิ งั กล่าว คอื อภปิ ราย ความหมาย สาระสาํ คัญ
ของหลกั ธรรมพุทธปณิธาน 4
๑) ศกึ ษา คอื ศกึ ษาพระพทุ ธวจนะในพระไตรปิฎกให้เขา้ ใจ อย่างนอ้ ยต้องเขา้ ใจว่า ตามหวั ขอ คอื การศกึ ษา การปฏบิ ตั ิ
การชแ้ี จง การปกปอง
พระพุทธศาสนาสอนอะไร หลักค�าสอนทีเ่ ป็นสาระสา� คัญของพระพุทธศาสนาคืออะไร วธิ ที จี่ ะเขา้ ใจ
พระพทุ ธศาสนาอยา่ งลกึ ซงึ้ จะตอ้ งปฏบิ ัติตามข้นั ตอนแห่ง “หลกั พหูสตู ” ทง้ั ๕ คอื
(๑) ฟังมาก หมายถงึ อา่ น ฟัง และศกึ ษาข้อมูลรายละเอียดต่างๆ ใหม้ ากท่สี ดุ
เท่าทีจ่ ะมากได้
(๒) จา� ได้ หมายถงึ เมอ่ื ฟงั อา่ น หรอื ศึกษาแลว้ ใหก้ �าหนดจดจ�าให้ได้ เพ่ือจะได้ ขยายความเขา ใจ
น�าไปถา่ ยทอดให้คนอน่ื เข้าใจตาม 1. ใหนักเรยี นสรปุ ความสาํ คญั ของ
(๓) คล่องปาก หมายถึง ประเด็นใดมีความส�าคัญมาก ก็ให้ท่องจนคล่องปาก พระไตรปฎกและขอความนารูจ าก
ท�านองท่องบทอาขยาน พระไตรปฎก
(๔) เจนใจ หมายถึง น�ามา (แนวตอบ พระไตรปฎ กมคี วาม
สาํ คัญ คอื ใชเ ปน มาตรฐานหรอื
ขบคิดให้เกิดความเข้าใจ จนสามารถมองเห็น เกณฑตดั สนิ วาคาํ สอนใดถกู ตอ ง
ภาพในใจ เวลาอธิบายให้คนอ่ืนฟังก็อธิบายได้ และคาํ สอนใดไมถกู ตอ ง)
ทนั ที 2. ครูตั้งประเด็นใหนักเรียนอภิปราย
วา ถามขี อโตแ ยง ระหวางพระสงฆ
(๕) ประยุกต์ใช้เป็น หมายถึง เกย่ี วกับหลักธรรมจะแกปญหา
นา� สง่ิ ทไ่ี ดศ้ กึ ษา จา� ได้ ทอ่ งคลอ่ งปาก และเขา้ ใจ อยางไร
ชัดเจนน้ัน มาปรับใช้ในการด�าเนินชีวิตใน (แนวตอบ แกป ญ หาโดยนําพระ-
ปจั จบุ ัน ไตรปฎ กใชห มวดพระอภธิ รรมปฎ ก
มาตดั สิน)
๒) ปฏบิ ตั ิ คอื ตอ้ งนา� เอาทฤษฎี
ความรนู้ นั้ มาปฏบิ ตั ิ จนไดร้ บั ผลจากการปฏบิ ตั ิ
เชน่ เมื่อเราทราบว่าพระพุทธศาสนาตา� หนกิ าร
พนนั วา่ เปน็ “อบายมขุ ” (ทางแหง่ ความเสอ่ื ม) ก็
พยายามหลกี เลยี่ ง ไมม่ วั เมาหมกมนุ่ ในอบายมขุ พระไตรปิฎก เปน็ คมั ภีรท์ ่ีส�าคญั สงู สดุ ของพระพุทธศาสนา NET ขอ สอบ ป 51
เปน็ ต้น และมคี ุณคา่ ต่อพุทธศาสนิกชนเปน็ อย่างมาก
93 ขอ สอบออกเก่ยี วกับผลทีเ่ กดิ ข้ึน
จากการสงั คายนาพระไตรปฎ กวา
ภายหลงั การสงั คายนาพระไตรปฎก
คร้งั ที่ 3 ในสมยั พระเจา อโศกมหาราช
1. เกิดสงครามระหวา งศาสนาตา งๆ ในประเทศอนิ เดยี แลวไดเกิดเหตุการณสําคัญในขอ ใด
2. พระพุทธศาสนากลายเปน รากฐานของวฒั นธรรมอนิ เดีย
3. พระพทุ ธศาสนาเผยแผไปยงั ดินแดนอาณานคิ มของประเทศอินเดยี
4. พระเจา อโศกมหาราชสง สมณทูตไปประกาศศาสนาพุทธนอกชมพูทวีป
(วิเคราะหคําตอบ การสงั คายนาคร้งั ท่ี 3 เพือ่ กําจดั พวกเดยี รถียป ลอมบวชในพระพทุ ธศาสนาเพ่อื บอนทาํ ลายศาสนา
มพี ระโมคคัลลบี ุตรติสสเถระเปน ประธาน มีการเพ่มิ คาํ ถามลงในคัมภรี พ ระอภิธรรมปฎ ก เม่ือเสรจ็ สน้ิ ไดม กี ารสงสมณทตู
ไปเผยแผใ นดนิ แดนตา งๆ 9 สายดว ยกนั ทั้งในและตางประเทศ ดงั นัน้ คําตอบทถ่ี ูกตอ ง คือ ขอ 4.) 93
คูม อื ครู