The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

คู่มือครู พระพุทธฯ ม.3

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by weerayot phatpukdee, 2020-06-05 00:09:32

คู่มือครู พระพุทธฯ ม.3

คู่มือครู พระพุทธฯ ม.3

กระตนุ ความสนใจ สาํ รวจคน หา อธบิ ายความรู ขยายความเขา ใจ ตรวจสอบผล
Engage Explore
Explain

Expand Evaluate

กระตนุ ความสนใจ (ยอจากฉบับนักเรยี น 20%)

1. ครใู หนกั เรยี นน่งั สมาธิกอ นเรียน ๒.๑ ข้อควรปฏิบัติในการฝกึ การบริหารจิต
เปน เวลา 5 นาที ครูสอบถามความ
เปลย่ี นแปลงระหวางกอน-หลงั ในการฝึกการบริหารจติ มขี ้อควรปฏบิ ัติเพอื่ ให้เกดิ ผล ดังต่อไปน้ี
นั่งสมาธิ
๑) เลือกสถานที่ พระพุทธเจ้าทรงสอนให้เลือกสถานที่ท่ีสงบปราศจากเสียงอึกทึก
2. ครสู นทนากบั นักเรยี นถงึ ประเด็น
ตา งๆ เชน เพื่อใหจ้ ติ เปน็ สมาธเิ ร็ว
• นกั เรยี นเคยฝก สมาธิหรือไม
• มีวธิ ีฝกสมาธทิ ่งี า ยและสะดวก ๒) ต้ังพระรัตนตรัยเป็นทีพ่ ง่ึ คือ
ที่สุดคอื วิธใี ด
• การฝกสมาธมิ ปี ระโยชนต อ ร�าลึกถึงพระคุณของพระพุทธเจ้าว่าพระองค์
นักเรียนหรอื ไม อยา งไร ตรัสรู้จริง พระธรรมเป็นทางปฏิบัติให้ถึงความ
(แนวตอบ มี ชว ยใหม สี มาธิใน พน้ ทกุ ขไ์ ด้ และพระสงฆเ์ ปน็ ผปู้ ฏบิ ตั ติ ามพระธรรม
การเรียนมากข้ึน) จนบรรลผุ ลไดจ้ รงิ เพอื่ เปน็ การสรา้ งศรทั ธาและ
ก�าลังใจในการปฏบิ ัตธิ รรมใหเ้ ขม้ แขง็
สาํ รวจคน หา
๓) ตง้ั ใจรกั ษาศลี คอื ตง้ั ใจงดเวน้
ครูแบงกลมุ นกั เรยี นศกึ ษาคน ควา
เรือ่ งการบรหิ ารจิตและการเจรญิ จากอกุศลเจตนาทงั้ หลาย เช่น ในเวลาเขา้ สทู่ ี่
ปญ ญา ปฏิบัติก็ตั้งใจงดเว้นการประพฤติในทางท่ีผิด
เปน็ ตน้ ว่าจะไมล่ ะเมดิ ศีล ๕ เป็นการตัง้ ใจรักษา
กลมุ ที่ 1 ศกึ ษา การบริหารจติ ใน บริเวณวดั มีสถานที่ทใี่ หค้ วามสงบในการฝึกการบรหิ ารจิต ศลี อยใู่ นปจั จบุ นั แมว้ า่ เวลาอนื่ อาจมกี ารละเมดิ
ประเดน็ ขอควรปฏบิ ัตใิ นการฝก ไปบ้าง การตั้งใจเป็นศีลเกิดข้ึนได้จากการ
บรหิ ารจติ ประโยชนข องการบรหิ ารจติ สมาทานหรือรับศีลจากผู้อ่ืนท่ีมีศีล เช่น ภิกษุสามเณร หรือจากการต้ังใจสมาทานด้วยตนเอง
และวธิ กี ารฝกบริหารจติ ตามหลกั ศีลจ�าเป็นส�าหรบั ผปู้ ฏบิ ตั ธิ รรมทกุ คน ถา้ ไมม่ ีศลี เป็นท่ตี งั้ กุศลธรรมจะเกิดขึน้ ไม่ได้ และเมือ่ ตั้งใจ
อานาปานสติ งดเว้นแลว้ ก็ต้องมีความส�ารวมควบคู่กันไปด้วย คือ คอยระวงั รักษาใจไม่ใหเ้ กดิ อกศุ ลเจตนา

กลุม ท่ี 2 ศึกษา การเจรญิ ปญญา ๔) ต้ังใจไว้ท่ตี ัวของเราเอง เม่อื มศี ีลเปน็ พนื้ ฐานแล้วตอ่ มากห็ าท่ตี งั้ ของใจ ซ่ึงอยู่
ดวยการคิดแบบโยนิโสมนสิการ การ
คดิ แบบสบื สาวเหตปุ จ จยั การคดิ แบบ ทตี่ ัวเรานเ่ี อง การพูดว่า “ตวั เรา” นเ้ี ป็นการกลา่ วโดยรวม ถา้ กลา่ วแยกก็จะแบ่งเป็น กาย เวทนา
อริยสัจหรอื แบบแกป ญหา จิต และธรรมะหรือเร่ืองราวท่ีอยู่ในจิตใจ เพราะทุกคนมีกาย เวทนา จิต และธรรมะอยู่ในตัว
อยแู่ ลว้ ให้เลอื กต้ังไว้ทีส่ ่วนใดสว่ นหน่งึ เช่น ทกี่ าย ก็อาจเป็นท่ลี มหายใจเข้าออก หรอื อิรยิ าบถ
อธบิ ายความรู หรือท่เี วทนา กค็ ือความสุขความทกุ ข์หรือความไม่สุขไม่ทุกข์ทางกายและใจ เป็นตน้

1. นกั เรียนกลมุ ที่ 1 นําเสนอความรู ๕) ยดึ หลัก ๔ ขอ้ ในการปฏิบัติ ได้แก่
ท่ไี ดจากการศึกษาคนควา ดว ยวิธี
การทน่ี า สนใจ ใชส อื่ เทคโนโลยี เชน ๑. ใหต้ ง้ั ใจวา่ จะตอ้ งทา� จรงิ ตามเวลาทกี่ า� หนด ไมเ่ หลาะแหละ ยอ่ ทอ้ (ความเพยี ร)
PowerPoint หรือผังความคิด ๒. ใหม้ ีความรู้ตัว ตนื่ อยูเ่ สมอ ไมเ่ ผลอหลับ (สมั ปชัญญะ)
๓. ใหค้ ุมใจระลึกอยู่ที่ที่ตง้ั ของใจที่ก�าหนดไว้อยา่ งแน่วแน่ ถา้ เผลอหรอื เลอื่ นลอย
2. นักเรียนรว มกนั อภิปรายถงึ การ ออกไป กใ็ หร้ บี กลับมาทีต่ งั้ เสมอ (สต)ิ
บรหิ ารจติ และเจรญิ ปญ ญาที่ ๔. ใหต้ ดั ความยินดยี นิ ร้ายในอารมณ์ต่างๆ ออกไป เพราะไมใ่ ช่ของจรงิ ให้คอย
เปน การฝก ใหจ ติ มสี มาธิ เพอื่ พฒั นา ๑44 กลับเขา้ มาอยใู่ นที่ตง้ั ของใจท่ตี ้งั ไว้แล้วเสมอ
จติ ใหส งบ
นักเรียนควรรู นักเรียนควรรู

กศุ ลธรรม การกระทาํ ที่ดี ฉลาด เวทนา ความรูสึกรสของอารมณ ที่เกิดจาก
เกดิ ปญญา สมั ผัสทางตา หู จมกู ลนิ้ กาย ใจ

144 คมู อื ครู

กระตุนความสนใจ สํารวจคนหา อธบิ ายความรู ขยายความเขา ใจ ตรวจสอบผล

Explain

Engage Explore Expand Evaluate

อธิบายความรู

นักเรยี นรว มกันอภปิ รายถึง
ประโยชนของการบรหิ ารจิต ครถู าม
๒.๒ ประโยชนข์ องการบรหิ ารจติ คําถาม

ประโยชน์ของการฝึกสมาธิต้ังแต่ระดับพื้นฐาน คอื ระดับในชวี ติ ประจ�าวัน จนถึงระดบั สงู คอื • คนที่นงั่ สมาธเิ ปน ประจําจะมี
บุคลิก และมีทัศนคติในการมอง
ได้ฌานระดับต่างๆ สามารถละ “นิวรณ์” ต่างๆ ได้ จนกระท่ังบรรลุมรรคผล นิพพาน อันเป็น โลกอยา งไร
จดุ หมายสูงสุดทางพระพุทธศาสนา (แนวตอบ เปนคนกระฉับกระเฉง
คลอ งแคลว มีทศั นคตใิ นการ
การบริหารจิตมปี ระโยชน์ในการด�าเนินชวี ติ ประจา� วนั ดังน้ี มองโลกแงบ วก)
๑. ทา� ให้จิตใจสบาย โปรง่ เบา ไมเ่ ครียด ไมโ่ กรธ ไมท่ กุ ข์ ผอ่ งใส คุณธรรมงอกงามงา่ ย • ถาหากนักเรียนไมสบายใจเร่ือง
๒. หายหวาดกลวั หายกระวนกระวาย หายประหมา่ ตน่ื เตน้ เพ่ือน การเรียน ครอบครัว ไดมี
๓. หลับงา่ ย ไม่ฝันร้าย และส่งั ตวั เองได้ เชน่ สงั่ ให้หลับ ใหต้ น่ื ตามเวลาท่กี า� หนดได้ คนแนะนาํ ใหไ ปนงั่ สมาธินกั เรยี น
๔. กระฉบั กระเฉง วอ่ งไว รจู้ กั เลือกและตดั สนิ ใจได้เหมาะสมแก่สถานการณ์ จะปฏบิ ัติตามหรือไม เพราะ
๕. มีความอดทน เพียรพยายามแนว่ แน่ในจดุ หมาย มีความใฝส่ มั ฤทธิส์ งู เหตุใด

๖. มีสติสัมปชัญญะดี รู้เทา่ รูท้ ันปรากฏการณ์ และรูจ้ กั ยับย้ังใจได้ดี (แนวตอบ ลองปฏิบัติตาม เพราะ
ไมไดเสียหายหรือเสียเวลา จะ
๗. มีประสิทธิภาพในการท�างาน ทา� กจิ กรรมต่างๆ สา� เร็จด้วยดี รอบคอบ ไมผ่ ดิ พลาด ไดเ ปนการทําจิตใหสงบน่ิง ผอ น
๘. ส่งเสริมสมรรถภาพของสมอง ความคดิ ปลอดโปร่ง ความจ�าดี เรียนหนังสือเกง่ คลายจติ ใจมสี ติพรอ มทจ่ี ะเผชญิ
๙. ชว่ ยเกือ้ กลู สขุ ภาพทางกาย ชะลอความแก่ ท�าให้ดูออ่ นกวา่ วัย กับปญหาและแกปญหาที่กําลัง
๑๐. รักษาโรคบางอย่างได้ เช่น โรคเครียด โรคกระเพาะ โรคท้องผูก โรคความดันโลหิต เผชญิ อย)ู
โรคหืด หรือโรคชอบคิดเองว่าตัวเปน็ โน่นเป็นนท่ี งั้ ท่ีไม่ได้เปน็ • ทาํ ไมในปจจุบนั วัยรุนและคน
วยั ทาํ งานไปนงั่ สมาธกิ นั มาก
๒.3 การบริหารจติ ตามหลักอานาปานสติ (แนวตอบ เพราะหาท่ีพึ่งทางใจ
ใหก บั ตนเอง เพ่ือจะไดม สี ติ
วิธีฝึกสมาธิมีหลายวิธี แต่วิธีที่เห็นว่าเหมาะสมและสะดวกที่จะฝึกได้ทุกเพศ ทุกวัย และ ในการดาํ เนินชวี ิต เน่อื งจาก
ทุกโอกาสกค็ ือ แบบอานาปานสติหรือวิธกี า� หนดลมหายใจ โดยมีเหตุผลทค่ี วรฝกึ ดงั น้ี ในชีวิตประจาํ วนั ตองเผชิญ
ปญหามากมาย การนงั่ สมาธิ
๑. ไมต่ อ้ งไปหาอปุ กรณอ์ น่ื ใดมาฝกึ เพราะทกุ คนมลี มหายใจ คอื การหายใจเขา้ การหายใจออก จึงเปน การทําจิตใจใหสงบนิ่ง
ทกุ เวลาอยแู่ ล้ว มีสติ พรอมทจ่ี ะเผชญิ กบั ส่ิง

๒. ไม่ซับซ้อน เข้าใจงา่ ย ทา� ไดง้ า่ ย พอลงมอื ท�าก็ได้รบั ผลทนั ที ต้ังแตต่ น้ เรอ่ื ยไป
๓. เปน็ หลกั ฝกึ จติ อยา่ งหนงึ่ ในจา� นวนไมก่ อ่ี ยา่ งทส่ี ามารถปฏบิ ตั ติ อ่ เนอื่ งตง้ั แตต่ น้ ไปจนสา� เรจ็

ข้ันสงู สดุ ไม่ตอ้ งพะวงทจี่ ะหาวิธีอ่ืนมาสับเปลยี่ นในระหวา่ งปฏิบัติ ตา งๆ และแกปญหาไดอยา ง
มสี ต)ิ
๔. ไม่กระทบต่อสุขภาพ กายก็ไม่เหนื่อย ตาก็ไม่เมื่อย เพราะไม่ต้องเพ่งหรือเดินกลับ
ไปกลบั มาเหมอื นวิธอี ื่น ชว่ ยใหร้ ่างกายพักผอ่ นได้ดี

๕. พระพุทธเจ้าทรงใช้เวลาในการปฏิบัติวิธีนี้เป็นส่วนใหญ่ และทรงแนะน�าให้สาวก

ปฏิบตั มิ ากกวา่ วธิ อี นื่ นกั เรียนควรรู

๑4๕ นิวรณ ส่ิงท่ีกั้นจิตไมใหกาวหนาใน

คณุ ธรรมธรรมทกี่ นั้ จติ ไมใ หบ รรลคุ วามดี
อกุศลธรรมท่ีทําจิตใหเศราหมองและ
ทําปญญาใหออนกาํ ลงั มี 5 ประการ ไดแก
นกั เรยี นควรรู นักเรียนควรรู กามฉนั ทะ ความพอใจในกาม ความตองการกามคุณ
พยาบาท ความคดิ ราย ความขัดเคอื งแคน ใจ
ฌาน การแพงอารมณจน อานาปานสติ สติกํากบั ท่ลี มหายใจ ถนี มทิ ธะ ความหดหูและเซอื่ งซมึ
ใจแนวแน เปนอัปปนาสมาธิ เขา-ออก อุทธัจจกกุ กจุ จะ ความฟงุ ซานและรอ นใจ ความกระวนกระวายกลุมกงั วล
ภาวะจิตสงบประณีต ซึ่งมี
สมาธิเปนองคธรรมหลัก วจิ ิกจิ ฉา ความลังเลสงสยั คูมอื ครู 145

กระตนุ ความสนใจ สาํ รวจคนหา อธบิ ายความรู ขยายความเขา ใจ ตรวจสอบผล

Expand Evaluate

Engage Explore Explain

ขยายความเขา ใจ (ยอ จากฉบบั นักเรียน 20%)

1. ใหน ักเรยี นฝกสมาธติ ามหลกั การฝึกสมาธติ ามหลักอานาปานสติ มขี น้ั ตอนการปฏบิ ัติ ดังน้ี
อานาปานสติ เปนเวลา 15 นาที ๑) ท่าน่ัง ให้น่ังบนพ้ืนในท่า “สมาธิ” เสมือนพระพุทธรูปปางสมาธิ อาจท�าได้ ๒
โดยปฏิบตั ติ ามขั้นตอน ดงั นี้ ลักษณะ คอื
- ไหวพระสวดมนต ๑. นง่ั ขดั บลั ลงั ก์ ทเ่ี รยี กวา่ “ขดั
- สมาทานศลี สมาธริ าบ” โดยเอาขาขวาทบั ขาซา้ ย มอื ขวาทบั
- น่ังสมาธดิ วยการกําหนดลม มือซ้าย ตวั ตง้ั ตรง
หายใจเขา -ออก 15 นาที ๒. นง่ั ขดั สมาธเิ พชร คอื นงั่ เอา
- แผเมตตา อทุ ศิ สว นกุศล ขาซา้ ยทบั ขาขวา ขาขวาทบั ขาซา้ ย มอื ขวาทบั
มอื ซ้าย ตวั ต้งั ตรง
2. หลังจากการฝกบริหารจิตหรือการ ๒) วิธีก�าหนดลมหายใจ อาจ
ฝกสมาธิ ครูและนักเรียนรวมกัน ทา� ไดห้ ลายวิธี ดงั นี้
อภิปราย ในประเดน็ ๑. ใหน้ บั ลมหายใจเขา้ ออก การ
• บรรยากาศในหอ งเรยี นเปน นับอาจท�าเป็นขั้นตอนตามล�าดับ คือ นับเป็น
อยางไร ค่ๆู ไป เช่น หายใจเข้านบั ๑ หายใจออกนับ ๑
(แนวตอบ ความเงยี บ ไมมีเสยี ง ทา่ นง่ั ขดั สมาธริ าบ โดยการเอาขาขวาทบั ขาซา้ ย มอื ขวาทบั โดยก�าหนดเป็นชดุ ๆ ดงั น้ี
พูดคยุ ) มือซา้ ย และน่ังตวั ตรง
• นักเรียนสามารถควบคุมจิตใจ
ไมใหค ิดถงึ เรื่องตางๆไดหรือไม ๑๑ ๒๒ ๓๓ ๔๔ ๕๕
(แนวตอบ สามารถควบคุมได ๑๑ ๒๒ ๓๓ ๔๔ ๕๕ ๖๖
บางขณะ บางคนควบคมุ ไดม าก ๑๑ ๒๒ ๓๓ ๔๔ ๕๕ ๖๖ ๗๗
บางคนควบคมุ ไดน อย) ๑๑ ๒๒ ๓๓ ๔๔ ๕๕ ๖๖ ๗๗ ๘๘
๑๑ ๒๒ ๓๓ ๔๔ ๕๕ ๖๖ ๗๗ ๘๘ ๙๙
3. ครูและนักเรียนรวมกันออกแบบ ๑ ๑ ๒ ๒ ๓ ๓ ๔ ๔ ๕ ๕ ๖ ๖ ๗ ๗ ๘ ๘ ๙ ๙ ๑๐ ๑๐
บันทึกผลการปฏิบัติสมาธิและทํา
การฝกปฏิบัติสมาธิเปนเวลา 1
สัปดาห นักเรียนบันทึกผลสงครู
ตามกําหนดเวลา

ตรวจสอบผล ๒. ใหก้ า� หนดเฉยๆ ไม่ต้องนับ เชน่ เวลาหายใจเข้า หายใจออก ไม่วา่ ยาวหรอื ส้ัน
ให้ก�าหนดรู้ว่าหายใจเข้าหายใจออกยาวหรือสั้น ใช้สติก�าหนดลมหายใจเข้าออกรู้ตัวทั่วพร้อมไม่
1. ประเมินการปฏบิ ัตฝิ กสมาธจิ าก เผลอ
แบบบนั ทกึ การปฏิบัติ
๓. ให้สังเกตอาการพองและยุบของท้อง ขณะหายใจเข้า หายใจออก คือ เวลา
2. สงั เกตจากการอภิปรายเสนอ หายใจเข้าท้องจะพองขึ้น เวลาหายใจออกท้องจะยุบลง ให้ใช้สติก�าหนดที่ท้องให้ทันกับการพอง
แนะแนวทางการฝกบริหารจติ มา และการยบุ ของทอ้ ง ขณะก�าหนดนั้นจะภาวนาในใจวา่ “ยบุ หนอพองหนอ” ดว้ ยก็ได้
ปรบั ใชใ นการดาํ เนนิ ชวี ติ ประจาํ วนั
๑4๖
3. ครูใหนักเรียนอภิปรายถึงประสบ-
การณและความรูสึกที่ไดรับจาก
การฝกปฏิบัติสมาธิ อุปสรรคท่ี
เกดิ ข้ึน วิธกี ารแกป ญ หา และความ
กา วหนา ในการฝก สมาธิ ครปู ระเมนิ
ความรูจากการแสดงความคิดเห็น
การแกป ญ หา

146 คูม อื ครู

กระตนุ ความสนใจ สาํ รวจคนหา อธบิ ายความรู ขยายความเขา ใจ ตรวจสอบผล

Engage Explain

Explore Expand Evaluate

๔. ใหภ้ าวนาในใจว่า “พุท ‑ โธ” ขณะหายใจเข้าออก คือ ขณะหายใจเขา้ ภาวนาว่า กระตุนความสนใจ
“พทุ ” ขณะหายใจออกภาวนาว่า “โธ” หรอื หายใจเขา้ ว่า “พทุ โธ” หายใจออกวา่ “พทุ โธ” ดงั นี้กไ็ ด้
ตามสะดวกและสมัครใจ แตว่ ิธีแรกอาจดีกวา่ เพราะมีพยางคเ์ ดียว สามารถกา� หนดให้สอดคล้อง ครยู กตัวอยางขาวประจําวนั ที่
กบั จงั หวะการหายใจไดด้ กี วา่ นอกจากคา� วา่ “พทุ โธ” แลว้ อาจเลอื กคา� ทเี่ หมาะสมใดๆ มาใชภ้ าวนา สงผลกระทบตอ สงั คม เชน ขาว
ในใจกไ็ ด้ เชน่ คา� วา่ “อรหัง” เป็นตน้ นอกจากใชค้ า� เหล่าน้ภี าวนาก�ากับการกา� หนดลมหายใจแลว้ นกั เรยี นยกพวกตกี นั ปญ หายาเสพตดิ
จะใช้ค�าท่ีภาวนาน้ันเป็นจุดท่ีให้สติก�าหนดโดยล�าพัง หรือให้ตั้งสติอยู่กับค�าภาวนานั้นจน ใหนักเรยี นชว ยกนั วเิ คราะหสาเหตุ
จิตเป็นสมาธิก็ได้ ผลกระทบ และแนวทางการแกป ญ หา

หลักการส�าคัญท่ีสุดในการฝึกสมาธิ คือ ต้องฝึกให้มีสติอยู่กับตัวเราทุกขณะ อธิบายความรู
เพราะขณะใดสติอยู่กับตัว จิตจะต้องเป็นสมาธิเสมอ หรือพูดอีกนัยหน่ึง ถ้าสติเกิด สมาธิเกิด
ถ้าสติไม่เกิด สมาธิก็ไม่เกิด ถ้าสติมีเพียงชั่วขณะ สมาธิก็มีเพียงช่ัวขณะ ถ้ามีสติติดต่อกันไป นักเรียนกลุมท่ี 2 นาํ เสนอผล
ทุกขณะจิตนานๆ จติ จะเปน็ สมาธินานๆ เช่นกัน การศกึ ษาคนควาการเจริญปญ ญา
โดยการคดิ แบบโยนโิ สมนสกิ าร
๓. การเจริญปัญญาโดยการคิดแบบโยนิโสมนสิการ
พระพุทธเจ้าตรัสสอนว่า การศึกษาที่แท้จริงจะเกิดก็ต่อเมื่อมนุษย์รู้จักคิด การรู้จักคิด NET ขอ สอบ ป 52
วิเคราะห์ วิจารณ์อย่างรอบคอบรอบด้าน ท�าให้เกิดปัญญาแตกฉาน เรียกว่า “โยนิโสมนสิการ”
การคิดแบบโยนิโสมนสิการ มี ๑๐ วิธี คือ คิดแบบแยกแยะส่วนประกอบ คิดแบบคุณโทษและ ขอสอบออกเกี่ยวกับจิตภาวนาวา
ทางออก คิดแบบสืบสาวเหตุปัจจัย คิดแบบอรรถสัมพันธ์ คิดแบบแก้ปัญหา คิดแบบรู้เท่าทัน จุดมุง หมายของจิตภาวนา คือขอใด
ธรรมดา คิดแบบคุณค่าแท้ คุณค่าเทียม คิดแบบปลุกเร้าคุณธรรม คิดแบบอยู่ในปัจจุบัน และ
คิดแบบแยกประเด็น 1. การสวดออ นวอนใหบ รรลผุ ล
2. การสรางความสงบในจิตใจ
ในทน่ี จี้ ะกลา่ วเฉพาะการคดิ แบบสบื สาวเหตปุ จั จยั และคดิ แบบอรยิ สจั หรอื คดิ แบบแกป้ ญั หา 3. การมีระเบียบวินัย สํารวมกาย
ดังนี้
วาจา
3.๑ คดิ แบบสืบสาวเหตปุ ัจจยั 4. การแผค วามดไี ปสมู วลมนษุ ย
(วเิ คราะหค าํ ตอบ จติ ภาวนา คอื การ
เหตุ หมายถึง เหตุใหญ่ เหตสุ �าคัญ ปัจจัย หมายถึง เงอ่ื นไขอนื่ ๆ ที่เก่ียวข้อง ทา่ นสอนให้ ฝก อบรมจติ ใจใหเ ขม แขง็ มนั่ คง เจรญิ
มองวา่ ปรากฏการณบ์ างอยา่ งทเ่ี กดิ ขนึ้ มใิ ชเ่ กดิ เพราะเหตเุ พยี งอยา่ งเดยี ว ดใู หด้ แี ลว้ จะเหน็ วา่ ปจั จยั งอกงามดว ยคุณธรรมทัง้ หลาย เชน มี
หรอื เงื่อนไขอน่ื ๆ ก็มสี ่วนดว้ ย เช่น ถา้ ถามวา่ ต้นไม้เจริญเติบโตเพราะอะไร ถ้าตอบว่าตน้ ไมต้ ้นนี้ เมตตากรุณา อดทน มีสมาธิ สดช่ืน
เจรญิ เติบโตก็เพราะเมลด็ ต้นไม้ตน้ นี้มาจากเมล็ด เพราะฉะนัน้ เมลด็ จงึ เป็นสาเหตุท�าใหม้ ตี น้ ไม้ เบิกบาน เปนสุขผองใส ดังนั้นขอ 2.
ตน้ น้ี ตอบแบบนกี้ ถ็ กู แตถ่ กู สว่ นเดยี ว ถา้ จะใหถ้ กู ครบถว้ นตอ้ งตอบวา่ เมลด็ เปน็ เพยี งเงอื่ นไขหนงึ่ จงึ เปนคําตอบที่ถูกตอ ง)
แตย่ ังมีปัจจัยอน่ื อีกท่ชี ่วยใหต้ ้นไม้ต้นนีเ้ จริญงอกงามได้ เชน่ ดนิ ปุ๋ย นา้� อณุ หภูมิ การดูแลเอาใจ
ใสข่ องคน เปน็ ตน้ เหลา่ นลี้ ว้ นมสี ว่ นชว่ ยใหต้ น้ ไมต้ น้ นเ้ี จรญิ งอกงามทงั้ นนั้ ทงั้ หมดนเี้ รยี กวา่ “เหตุ @ มุม IT
ปจั จัย” การคิดอะไรต้องคิดใหร้ อบคอบ อยา่ งนเี้ รยี กวา่ “คดิ เป็น” เหน็ ผลปรากฏเฉพาะหนา้ ให้คิด
สบื สาวหาเหตปุ ัจจยั วา่ เพราะอะไรจงึ เป็นเช่นน้ี ศกึ ษาคน ควา ขอ มลู เพมิ่ เตมิ เกยี่ วกบั
การคดิ แบบโยนิโสมนสกิ าร ไดท ี่
๑47 http://www.m-culture.go.th/
detail_page.phd?sub_id=588
เวบ็ ไซตก ระทรวงวัฒนธรรม

คูม อื ครู 147

กระตุนความสนใจ สาํ รวจคนหา อธบิ ายความรู ขยายความเขา ใจ ตรวจสอบผล

Expand

Engage Explore Explain Evaluate

ขยายความเขาใจ (ยอ จากฉบับนกั เรียน 20%)

ครใู หน ักเรียนชวยกันยกปญหาท่ี ในนิทานชาดกเล่าว่า คนเลี้ยงลิงสั่งให้หัวหน้าลิงพาลิงบริวารรดน�้าต้นไม้ที่ตนพ่ึงปลูกใหม่
เกดิ ขนึ้ ในโรงเรยี นเชน ปญ หาสงิ่ แวดลอ ม ให้ด้วยขณะท่ีตนไม่อยู่ หัวหน้าลิงจึงพาบริวารรดน้�าต้นไม้ทุกวัน โดยสั่งให้ถอนต้นไม้น้ันขึ้นมาดู
ปญ หาการหนเี รยี น ใหน กั เรยี นชว ยกนั หลังจากรดน�้าลงไปว่ารากชุ่มน�้าหรือยัง ถ้ายังก็ให้ใส่ลงในดินใหม่แล้วรดน้�าซ้�า ลิงท้ังหลายก็
คิดแบบสบื สาวเหตปุ จ จัย ถงึ สภาพ ถอน-ใส่ ถอน-ใส่ อย่างนี้ทกุ ครัง้ ทีร่ ดน้า� ต้นไม้ เมือ่ เจา้ ของกลบั มาหัวหน้าลิงไปรายงานว่า ไดท้ า�
ปญ หา เพ่ือชว ยกันระดมความคดิ ใน ตามที่นายสั่งทุกประการ เจ้าของเดินไปดูสวนเห็นแล้วแทบเป็นลม เพราะต้นไม้ท่ีพ่ึงปลูกใหม่ๆ
การชวยกันแกปญ หา เฉาตายหมด

นักเรียนควรรู หัวหนา้ ลิงและบริวารลิงนน้ั คิดตนื้ ๆ วา่ ต้นไม้ท่ีรดน้า� จะตอ้ งมรี ากชุม่ นา้� จึงจะเจรญิ งอกงาม
การคดิ เชน่ นั้นก็ถูกเพราะการรดน้�า ถา้ รากไม่ชมุ่ น�า้ ตน้ ไม้ก็ไดน้ �้าไมเ่ พียงพอ แตก่ ารถอนต้นไมม้ า
ปญญา หมายถงึ ความรูรทู วั่ เขา ใจ ดูเพ่ือให้แน่ใจ แล้วใส่ลงในดินใหม่น้ันไม่ถูกต้อง เพราะจะท�าให้ต้นไม้เฉาตาย ยังมีวิธีอ่ืนที่จะ
รูซึ้ง ปญ ญาเกดิ ได 3 ทาง ไดแ ก ม่ันใจได้โดยไม่ต้องถอนต้นไม้ เช่น ประมาณเอาจากปริมาณน�้าท่ีเทรดลงไปแต่ละครั้ง แต่คิด
ไมก่ วา้ งและไมไ่ กลไปถงึ วา่ การถอนตน้ ไมท้ กุ ครงั้ ทรี่ ดนา้� ตน้ ไมจ้ ะไมม่ โี อกาสหยงั่ รากลงดนิ ในทสี่ ดุ
จนิ ตามยปญ ญา ปญ ญาเกดิ แตก าร ก็จะเฉาตาย หัวหน้าลิงและบริวารลิงมองเหตุปัจจัยไม่ออก ถึงคิดเป็นอยู่บ้างก็คิดเป็นแบบลิง
คิด การพจิ ารณาหาเหตุผล ไม่ได้คิดเป็นแบบมนุษย์ มนุษย์ที่มีความคิดแบบลิงฝูงนี้น่าเป็นห่วง ถ้าหลีกเลี่ยงได้ให้หลีกเลี่ยง
และไม่ควรมอบหมายงานรับผิดชอบที่ส�าคัญๆ ให้ท�าเป็นอันขาด เพราะคนพวกน้ีมีดีอย่างเดียว
สุตมยปญญา ปญญาเกิดแตการ คือ ความขยนั แตต่ อ้ งไมล่ มื ว่าคนขยันอย่างโงๆ่ เป็นอนั ตรายตอ่ สว่ นรวมทีส่ ดุ
สดับ การเลาเรียน
ในพระไตรปิฎกพระพุทธเจ้าสอนวิธีคิดไว้มากมายหลายนัย เพ่ือให้เกิดความรู้ ความเข้าใจ
ภาวนามยปญญา ปญญาเกิดแต เพราะปัญญาน้ันเกิดได้หลายทาง บางคนก็ได้ปัญญาเพราะคิดเอง วิเคราะห์ วิจัยด้วยตัวเอง
การฝกอบรม ลงมือปฏิบตั ิ บางคนกไ็ ดป้ ญั ญาเพราะลงมอื กระท�าจนเกดิ ประสบการณต์ รง เมอ่ื พระพทุ ธเจา้ ทา่ นมเี ปา้ หมายคอื
การฝกึ ฝน อบรมคนให้เกิดปญั ญาทีแ่ ท้จริงเพ่ือใช้ปัญญาในการด�าเนินชวี ิต ทางใดทจี่ ะก่อให้เกิด
เบศรู รณษาฐกกาิจรพอเพียง ปัญญาพระองค์ก็จะทรงสอนหรือแนะน�า และเน่ืองจากพื้นฐานการรับรู้หรือภูมิหลังของแต่ละคน
แตกตา่ งกันไป วธิ ีการสอน วธิ ีการฝึกฝนจึงหลากหลาย ในหมคู่ นที่รไู้ ดเ้ พราะการคิดท่านกจ็ ะสอน
อรยิ สจั 4 เปน สงิ่ ยนื ยนั วา พระพทุ ธ- วิธีคิดให้ถกู คดิ ใหเ้ ป็น เมอ่ื คดิ ถูก คิดเป็นก็ได้ปัญญา แตถ่ า้ คดิ ไม่ถกู คดิ ไมเ่ ปน็ ถงึ แม้วา่ ผ้นู ัน้ จะ
ศาสนาใหค วามสาํ คญั กบั เหตผุ ล มีศกั ยภาพในการคิดกอ็ าจไม่เกดิ ปัญญาหรือเกิดช้าก็ได้
เชน เดยี วกบั ปรชั ญาเศรษฐกจิ พอเพยี ง
ท่ีนําหลักเหตผุ ลมาใชแกป ญหา 3.๒ คิดแบบอรยิ สจั หรอื แบบแก้ปัญหา
เพือ่ พฒั นาคณุ ภาพชีวติ ใหดขี ้ึน
อริยสัจ คือ หลักค�าสอนท่ีสอนให้รู้ว่าสภาพปัญหาคืออะไร สาเหตุของปัญหาอยู่ท่ีไหน
ครใู หน กั เรยี นสํารวจสภาพปญ หา อะไรบ้าง ปญั หานมี้ ีทางแก้หรอื ไม่ ถ้ามมี ีกวี่ ธิ ี และวิธีไหนดที ่สี ดุ เป็นขน้ั ตอนของการแก้ปัญหา
ในชมุ ชนที่ตนเองอาศัยอยู แลว ซงึ่ ปญั หาเปน็ องค์ธรรมที่สา� คญั ทสี่ ดุ การกระท�า (กรรม) และการตอ่ เนือ่ งของการกระทา� (วริ ิยะ)
พิจารณาวา ปญหานั้น เกิดข้ึน เป็นส่วนประกอบท�าใหส้ มบูรณ์ย่งิ ขนึ้
จากสาเหตใุ ด สง ผลกระทบอยางไร
และมีแนวทางแกไขอยางไรบาง ๑48
จากนนั้ นาํ ขอ มูลทีไ่ ดม าอภิปราย
รว มกันในชั้นเรยี น กอ นเสนอขอมูล
ท่ีไดใหแกผูนําชุมชน เพือ่ นาํ ไปสู
การแกไขปญ หาตอ ไป

148 คมู อื ครู

กระตุน ความสนใจ สาํ รวจคน หา อธิบายความรู ขยายความเขา ใจ ตรวจสอบผล

Expand

Engage Explore Explain Evaluate

การแก้ปัญหาจะตอ้ งรู้สภาพปัญหา รูส้ าเหตุของปัญหา รวู้ ่าปญั หาตา่ งๆ นนั้ หมดไปได้ และ ขยายความเขาใจ
ต้องลงมือท�าหรือแก้ปัญหาน้ันอย่างต่อเน่ือง เมื่อคร้ังพระพุทธเจ้ายังทรงเป็นเจ้าชายสิทธัตถะ
ทรงรปู้ ญั หาทรี่ มุ เรา้ จติ ใจมนษุ ยท์ ง้ั ปวง คอื การ 1. ครยู กตวั อยางปญหาวัยรนุ เชน
เวยี นวา่ ยตายเกดิ อยใู่ นสงั สารวฏั ตามแรงกรรม ปญ หาตง้ั ครรภไ มพ งึ ประสงคปญ หา
ดแี ละกรรมชวั่ ทแ่ี ตล่ ะคนทา� ไว้ เบอื้ งแรกนนั้ ทรง การติดยาเสพติด ปญหาติดเกม
รวู้ า่ ตวั ปญั หาคอื อะไร และรดู้ ว้ ยวา่ สาเหตมุ าจาก ใหน กั เรยี นใชว ธิ คี ดิ แบบอรยิ สจั เพอ่ื
อะไร แต่ดูเหมือนว่าวิธีแก้ปัญหานี้พระองค์ยัง วเิ คราะหสภาพปญหา หาแนวทาง
ไม่ทรงทราบแน่ชัด คือ ทรงคิดว่าการทรมาน ในการปอ งกนั และแกปญ หา
ตนเองให้ล�าบากด้วยตบะวิธีต่างๆ นั้นเป็นทาง
แกป้ ญั หา ทางทจี่ ะพน้ จากการเวยี นวา่ ยตายเกดิ 2. ครยู กตวั อยา งเหตกุ ารณภ ยั ธรรมชาติ
ในสงั สารวฏั พระองคจ์ งึ ทรงบา� เพญ็ ตบะดว้ ยการ ทีม่ ักเกดิ ขึ้นบอยครงั้ และนับวันจะ
ทรมานตนตา่ งๆ นานา ทา้ ยท่สี ุดทรงลดอาหาร ทวคี วามรนุ แรงขน้ึ เร่อื ยๆ ทําใหคน
ลงทลี ะนดิ ๆ จนกระทงั่ ไมเ่ สวยอะไรเลยจนรา่ งกาย ในทอ งถิน่ ตองเดอื ดรอน ผลผลิต
ผา่ ยผอมเหลือแต่หนังหุ้มกระดกู เรียกว่า “ทรง ทางการเกษตรเสยี หาย บา นเรือน
บา� เพ็ญทุกกรกิริยา” การใช้หลักอริยสัจ ๔ ในการแก้ปัญหาต่างๆ ช่วยให้เรา ถูกน้าํ ทวมขงั เปนระยะเวลานาน
เมื่อการกระท�าเช่นนั้นมิใช่ทางแก้ปัญหา สามารถดบั ทกุ ขไ์ ด้ - ใหน ักเรียนใชวิธกี ารคิดแบบ
อริยสจั ในการวิเคราะหสภาพ
พระองคจ์ ึงไม่ประสบความสา� เร็จ พูดง่ายๆ วา่ ทรงล้มเหลวโดยสนิ้ เชิง แทบจะเอาชีวติ ไม่รอดเลย ปญ หาและหาแนวทางในการ
ทเี ดียว ถา้ ไม่เลกิ อาจถึงแก่ชวี ติ กไ็ ด้ แตพ่ ระองค์ทรงไดค้ ดิ ว่าทางแก้ปัญหามิใชอ่ ยู่ทีก่ ารอดอาหาร ปรบั ตวั และเตรียมความพรอ ม
เรื่องอย่างน้ีเป็นเร่ืองของจิตใจ การจะหลุดพ้นจากกิเลส แต่ไปทรมานร่างกายย่อมเป็นไปไม่ได้ และปอ งกนั การเกดิ ภยั ธรรมชาติ
จึงควรจะต้องฝึกฝนอบรมจิตใจ และร่างกายเองก็ต้องบ�ารุงให้มีพลังพอท่ีจะท�าความเพียรต่อไป - สรุปเปน แผนผังกางปลา
เมอื่ ร่างกายมสี ุขภาพแขง็ แรง จติ ใจก็มีสขุ ภาพที่ดดี ว้ ย ดังคา� กล่าวว่า “จติ ใจท่สี มบรู ณ์ ย่อมอยู่ใน
รา่ งกายทแี่ ขง็ แรง” 3. ครตู ้ังประเดน็ ใหนกั เรียนวเิ คราะห
ความพอดขี องรา่ งกายและจติ ใจ ความพอดขี องแนวความคดิ ไมส่ ดุ โตง่ ไปทางขา้ งใดขา้ งหนง่ึ โดยใชว ิธคี ิดแบบสืบสาวเหตปุ จจัย
และความพอดีของการปฏิบัติ ไม่ย่อหย่อนเกินไปและไม่ตึงเกินไปจนกลายเป็นความทรมาน และการคิดแบบอรยิ สัจ เชน
เราเรียกการค้นพบทางท่ถี ูกของพระองค์ว่า “มัชฌมิ าปฏิปทา” (ทางสายกลาง) คือ ทางแก้ปัญหา • เมื่อนักเรียนมีผลการเรียนตกต่ํา
ท่ีว่ามาข้างต้น เมื่อทรงรู้ชัดว่าทางแก้ปัญหาคืออะไร จากน้ันพระองค์ลงมือปฏิบัติด้วยวิริยะ จะทาํ อยา งไร
อตุ สาหะ จนในทส่ี ุดก็แกป้ ัญหาเรอ่ื งการเวียนวา่ ยตายเกิดได้ อนั เรียกตามศพั ท์ศาสนาว่า “บรรลุ • เมอื่ คนในสังคมมคี วามคดิ เหน็
นพิ พาน” คอื บรรลถุ งึ ความดบั สนทิ แหง่ กเิ ลสและกองทกุ ขท์ ง้ั มวล จะเหน็ ไดว้ า่ วธิ กี ารแกป้ ญั หา ทแ่ี ตกตา งกนั จนนาํ มาสูความ
ของพระพทุ ธเจา้ กอ่ นตรัสรู้นั้น แม้จะรูว้ ่าปญั หาคอื อะไร สาเหตุของปัญหาคอื อะไร แต่หากไมร่ ู้วธิ ี ขดั แยงในสังคม คนไทยควร
การแกไ้ ขที่ถกู ตอ้ งเหมาะสมกจ็ ะไม่สามารถแก้ปญั หาไดเ้ หมือนเชน่ เจ้าชายสทิ ธัตถะในตอนแรก ปฏบิ ัติตนอยางไร

๑49 นักเรียนควรรู

ทรงบาํ เพญ็ ทุกกรกริ ยิ า การกระทํา
ท่ียากลําบาก หมายถึง การทรมาน
รา งกายของพระพทุ ธเจา ตามแบบโยคี
เชน กัดฟน กลั้นลมหายใจเขา-ออก
อดอาหาร

นักเรียนควรรู นกั เรยี นควรรู 149

มชั ฌมิ าปฏิปทา หรือทางสายกลาง หมายถงึ ขอปฏบิ ตั ทิ ี่ หลุดพนจากกิเลส คือ การหลุดพนจากส่ิงที่ทําให
ทําใหบรรลุนิพพาน ไมตึงหรือหยอนเกินไป ประกอบดวย เศราหมอง ความชั่วที่แฝงอยูในความรูสึกนึกคิด
สัมมาสังกัปปะ สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ ทาํ ใหจิตใจขนุ มวั ไมบ ริสทุ ธิ์
สัมมาวายามะ สมั มาสติ และสมั มาสมาธิ
คมู ือครู

กระตนุ ความสนใจ สํารวจคนหา อธบิ ายความรู ขยายความเขา ใจ ตรวจสอบผล

Engage Explain

Explore Expand Evaluate

กระตนุ ความสนใจ (ยอ จากฉบับนกั เรียน 20%)

ครูถามคําถามกระตุนนกั เรียนวา ๔. การนÓวธิ กี ารบรหิ ารจติ และเจรญิ ปญั ญาไปใชใ้ นชวี ติ ประจา� วนั
หลงั จากทีน่ ักเรียนไดฝกทําสมาธิที่ การบรหิ ารจิตก็เพอ่ื ใหจ้ ติ สงบ ไมฟ่ ุง้ ซา่ น มีความรตู้ วั ไมข่ าดสติ สว่ นการเจริญปญั ญาก็เพ่อื
บา นทุกวันแลว ทาํ ใหตวั เองมีการ ใหใ้ ชป้ ญั ญารสู้ ง่ิ ทง้ั หลายตามความเปน็ จรงิ ดว้ ยเหตแุ ละผล ในชว่ งชวี ติ หนงึ่ ของคนเรา จะตอ้ งพบเจอ
เปลี่ยนแปลงอยา งไรบาง กบั ปัญหาและเรอื่ งราวต่างๆ มากมายแตกต่างกนั ไป ทกุ เพศทุกวัย ไม่วา่ จะเปน็ คนรวยหรอื คนจน
คนฉลาดหรือคนโง่ คนเก่งหรือคนไม่เก่ง คนสุขภาพดีหรือคนสุขภาพไม่ดี แต่สิ่งส�าคัญคือ
(แนวตอบมสี มาธใิ นการเรยี นมากขน้ึ เม่ือพบปัญหาแล้วมีวิธีจัดการกับปัญหาท่ีเกิดข้ึนอย่างไร บางคนรับกับปัญหาได้ดีกว่าคนอื่น
จดจาํ ส่ิงตางๆ ไดม ากขึ้น สามารถ การฝึกจิตให้สงบเป็นข้ันตอนแรกท่ีจะช่วยเราเมื่อต้องเผชิญกับปัญหา เพราะเม่ือจิตสงบแล้วจะ
อา นหนงั สอื ไดม ากขน้ึ และสามารถ สามารถพิจารณาปัญหาได้อย่างรอบคอบ มีเหตุมีผล เข้าใจท่ีมาและความเป็นไปของปัญหา
สรปุ สาระสําคญั ไดเพิ่มขน้ึ จติ ใจ รวมถึงหาทางออกของปัญหาได้อย่างมสี ติ
ออนโยนลง มเี หตุผลมากขึน้
นอนหลับสบาย ฯลฯ) การน�าวธิ กี ารบรหิ ารจิตและเจริญปญั ญาไปใชใ้ นชีวติ ประจ�าวันสามารถท�าได้ ดงั น้ี

อธิบายความรู ๑) การนา� วธิ ีการบริหารจติ มาใชใ้ นชีวิตประจ�าวนั การฝึกจติ ใจให้มสี มาธเิ ป็นสงิ่

1. ตวั แทนนักเรยี นกลุม ท่ี 3 นาํ เสนอ จ�าเป็นที่ต้องมีในการท�ากิจการทุกอย่างของชีวิต ไม่ว่าจะเป็นการเล่าเรียนหรือการท�างาน เช่น
ผลการคน ควา การนาํ วธิ กี ารบรหิ าร นกั เรยี นจะอา่ นหนงั สอื กต็ อ้ งมสี มาธใิ นการอา่ น ไมเ่ ชน่ นนั้ กอ็ า่ นหนงั สอื ไมร่ เู้ รอื่ ง ตาอยทู่ ตี่ วั หนงั สอื
จติ และเจรญิ ปญญาไปใชในชีวติ แต่ใจไปอยู่ท่ีอื่น หรือนักเรียนจะฟังครูสอนก็ต้องมีสมาธิในการฟังไม่เช่นนั้นก็จะได้ยินแต่เสียงครู
ประจาํ วนั กระทบหูแลว้ กผ็ ่านไป ใจไมร่ บั รู้วา่ ครูพูดว่าอะไร ก็ไมเ่ ขา้ ใจสิ่งท่ีครูสอน ดงั นัน้ เม่อื จะอ่านหนงั สือ
ใจก็ตอ้ งอา่ นไปด้วย เม่อื จะฟังครูสอนใจกต็ อ้ งฟังไปด้วย หรือเม่ือจะทา� งานใดที่ไดร้ ับมอบหมายใจ
2. ครตู ง้ั คําถามวา
• หนังสือเรยี นกับหนังสือการต นู ก็ต้องทา� ไปด้วย น่นั ก็คอื ใจต้องมีสมาธิ
นักเรยี นอานหนงั สือประเภทใด ในชีวิตประจ�าวัน หลายคนคงเคย
จาํ ไดง ายกวากัน เพราะเหตุใด
(แนวตอบ อา นการต นู จะจาํ ไดง า ย ประสบกับตัวเองมาแล้วว่า ท�าไมเวลาอ่าน
กวา เพราะสนกุ สนาน มีความ หนงั สอื เรยี น ใจจงึ ไมจ่ ดจอ่ อยกู่ บั หนงั สอื เหมอื น
ชอบ สว นการอานหนงั สือ เวลาเล่นเกม ฟงั เพลง ดหู นัง หรอื อา่ นการต์ ูน
เรยี นตองใชเวลาในการจาํ และ เพราะใจเราไมไ่ ดจ้ ดจอ่ ไปกบั การอา่ นหนงั สอื ใน
เราคาดหวงั วา ตอ งจาํ ใหไ ด ทาํ ให ขณะทกี่ จิ กรรมอนื่ ๆ ทกี่ ลา่ วถงึ นนั้ ใจเราทา� ดว้ ย
เราครนุ คดิ อยตู ลอดเวลาจงึ ทาํ ให ความมงุ่ มัน่ จดจ่อ แลว้ ทา� อย่างไร ใจของเราจงึ
จาํ ไดช ากวา) จะอ่านหนงั สอื ไปดว้ ย ใจเราจะอ่านไปดว้ ย ก็ต่อ
• ปกตนิ กั เรยี นตอ งอานหนังสือ เมอื่ ใจมีสมาธเิ หมือนเวลาเราเลน่ ซ่ึงเราไมต่ อ้ ง
กค่ี รงั้ ถงึ จะจําได และหลงั จากท่ี ฝึก เพราะเราท�าด้วยความสุข ส่วนการอ่าน
นําวธิ กี ารบรหิ ารจติ และเจริญ หนังสอื เรยี น เราเหน็ วา่ ไม่สนุก น่าเบอื่ การน�า
ปญ ญาไปใช นกั เรยี นมคี วามจาํ ดี การมสี มาธทิ ดี่ ี สามารถชว่ ยใหอ้ า่ นหนงั สอื ไดเ้ ขา้ ใจมากขน้ึ วิธีการบริหารจิตมาใช้ในชิีวิตประจ�าวัน จึงมี
ขึน้ หรือเหมือนเดมิ เปนเพราะ ความเหมาะสมอย่างมากที่จะน�ามาปรับใช้
เหตใุ ด
(แนวตอบขน้ึ อยกู บั นกั เรยี นแตล ะคน ๑๕0
แตห ลงั จากทนี่ าํ วธิ กี ารบรหิ าร
จติ มาใช ทาํ ใหอ านจาํ ไดเรว็ ขนึ้ )

150 คมู อื ครู

กระตุน ความสนใจ สาํ รวจคนหา อธิบายความรู ขยายความเขา ใจ ตรวจสอบผล

Expand

Engage Explore Explain Evaluate

àÊÃÔÁÊÒÃРǡԻÒØʹÊÑ§è ¹ÊÒÁ¡ÒÃ¸ÃµÔ ÁÒÁ°áÒ¹¹Ç ขยายความเขา ใจ

การเจรญิ วปิ สสนากรรมฐาน เปน การเพยี รในการใชสตสิ มั ปชญั ญะ กําหนดสิ่งทีเ่ กิดขึ้นทางกาย นักเรียนศกึ ษาการนง่ั สมาธิตาม
และใจ เพือ่ ใหเกดิ การหยงั่ รูอ ยา งแจม แจง ปญ ญาจากการเจริญวิปส สนากรรมฐานนนั้ เปนปญญารแู จง แนววิปส สนากรรมฐานและฝกนงั่ ท่ี
ในตน รูแ จงในทกุ ข รเู ทา ทนั กเิ ลส และรูแจง ในความเปน จรงิ ของโลก ซึ่งการเจรญิ วิปสสนากรรมฐาน บา น หรอื ไปปฏบิ ตั สิ มาธกิ บั ผปู กครอง
นนั้ จาํ เปน ตอ งปฏบิ ตั อิ ยา งตอ เนอื่ งโดยเริ่มจากการเดินจงกรมกอ น แลวจึงนง่ั ลงทําสมาธิ ตามสถานวปิ สสนาตา งๆ แลว มาเลา
ใหเ พอ่ื นฟง ถงึ วธิ กี ารฝก และประโยชน
การน่ังสมาธิแบบวิปสสนา ควรน่ังในทาท่ีเหมาะสมกับตนเอง คือนั่งทาใดทาหน่ึงท่ีสบายแกตน ทีไ่ ดรบั
จะนั่งเกาอ้ีหรอื นงั่ ขัดสมาธิกบั พน้ื ก็ขน้ึ อยกู บั ตวั บคุ คล แตข อสาํ คญั คือไมค วรนงั่ พงิ เพราะหากหลังของ
เราน่ังพิงกับบางส่ิงบางอยา ง กอ็ าจทําใหสติของเราไมอาจดาํ รงอยูได อาจเผลอหลับหรอื ตกอยใู นภวงั ค นกั เรียนควรรู
ทําใหส มาธไิ มม น่ั คง
กรรมฐาน หรอื กมั มฏั ฐาน หมายถงึ
หลกั ในการปฏบิ ตั วิ ปิ ส สนา ผปู ฏบิ ตั จิ ะตอ งพยายามทาํ จติ ของตนใหส งบนงิ่ โดยมสี ตเิ ปน ตวั กาํ หนด ทีต่ งั้ แหง การงาน อารมณเ ปนทีต่ งั้
“ร”ู ถึงส่ิงที่เกิดขน้ึ ทางกายและใจ ตามหลกั สติปฏฐาน ๔ ดังนี้ แหง การงานของใจ อบุ ายทางใจ วธิ ฝี ก
อบรมจติ มี 2 ประเภท คือ
๑. กายานุปส สนา คอื การใชสตติ ิดตามดกู าย เชน การยืน การนัง่ การนอน การกิน เปนตน
๒. เวทนานุปส สนา คือ การใชสติตดิ ตามดเู วทนา เชน ความรูสกึ ดีใจ ความรูสกึ เสียใจ เปนตน สมถกัมมฏั ฐาน อบุ ายสงบใจ
๓. จิตตานุปส สนา คือ การใชสติติดตามดูจิต เชน ความรูสกึ นกึ คดิ ตา งๆ วิปสสนากัมมฏั ฐาน อุบายเรอื ง
๔. ธัมมานุปสสนา คือ การใชสตติ ดิ ตามดูหมวดธรรมตางๆ เชน การกาํ หนดในสมั ผัสทง้ั ๖ ปญ ญา
หากผปู ฏบิ ัตสิ ามารถทาํ จติ ของตนใหไดต ามหลกั ดังกลา วแลว ก็จะทําใหเ กดิ สมาธิ เกดิ ความสงบ
และมีจิตทีต่ ั้งมนั่ ปญ ญาก็จะเกดิ ความรูเ ห็นดว ย นกั เรยี นควรรู

สตปิ ฏ ฐาน คือ ท่ีของสติ การตัง้ สติ
กําหนดพิจารณาสิ่งท้ังหลายใหรูเห็น
ตามความเปนจริง

การน่ังวิปสสนากรรมฐาน
ทําใหจ ติ ใจสงบ เกดิ ปญญา
ซ่ึงหากมีการปฏิบัติเปน
ประจําอยางตอเน่ืองก็จะ
เกิดสมาธิ จิตสงบ และ
มัน่ คง

๑๕๑

คูม ือครู 151

กระตนุ ความสนใจ สํารวจคน หา อธบิ ายความรู ขยายความเขา ใจ ตรวจสอบผล

Expand

Engage Explore Explain Evaluate

ขยายความเขาใจ (ยอ จากฉบับนักเรียน 20%)

ครูใหนักเรียนทําแผนพับ เชิญชวน ๒) การน�าวิธีการเจริญปัญญาไปใช้ในชีวิตประจ�าวัน จิตที่มีความสงบ มีสติ
ใหเพื่อนและบุคคลท่ัวไปมาปฏบิ ตั ิ
สมาธิ เพอ่ื ความสุขในการดําเนินชวี ติ มสี มาธิ จะรจู้ กั พจิ ารณาสง่ิ ตา่ งๆ ตามความเปน็ จรงิ อยา่ งมเี หตมุ ผี ล รเู้ ทา่ ทนั โลกและชวี ติ สามารถ
ใชป้ ญั ญาแกไ้ ขปญั หาได้ เชน่ ในการฝกึ สรา้ งสมาธใิ นการอา่ นหนงั สอื จะเหน็ วา่ จติ ของผฝู้ กึ จะสงบ
ครคู ัดเลอื กผลงานท่ดี ีและสวยงาม แลว้ ก็ไม่สงบ แลว้ ก็กลับมาสงบอกี สลบั กนั ไป จึงเป็นโอกาสท่จี ะฝึกเจริญปญั ญาได้ คือ ปัญญาจะ
ไวสําหรับแจกเพื่อนในโรงเรียน ทา� ให้เราเร่มิ มองเห็นความจริงเกี่ยวกับความเปน็ ไปของจิตหรอื ของสิง่ ท้งั หลายในโลก และถ้าเรา
รู้จักน�ามาใชใ้ นชีวติ ประจา� วนั จะชว่ ยใหเ้ ราเขา้ ใจโลกและชีวิต เข้าใจความรสู้ กึ อารมณ์ และการ
NET ขอสอบ ป 51 กระทา� ทง้ั ของตนเองและผอู้ นื่ ได้ เชน่ กรณกี ารอา่ นหนงั สอื ขา้ งตน้ เราอาจลองพจิ ารณาวา่ ทา� ไม
จติ จงึ เกิดความไมส่ งบขึ้นมา เพราะอะไร มอี ะไรเปน็ สาเหตุ และจะท�าอยา่ งไรให้จิตสงบ สมมตวิ ่า
ขอสอบออกเกย่ี วกบั การนําหลัก- เราก�าลังอ่านหนังสืออย่างตั้งอกต้ังใจอยู่ดีๆ ทันใดน้ันก็เกิดความคิดข้ึนมาว่าการสอบคร้ังใหม่นี้
ธรรมมาใชวา เพอ่ื นๆ ไมย อมใหสีฟา ผลสอบจะเป็นอย่างไร จะดีข้ึนกว่าเดิมหรือไม่ ถ้าไม่ดีข้ึนจะท�าอย่างไร จะมีผลต่อการเลือกสาย
เขากลมุ ทาํ รายงาน เพราะมอบหมาย เรยี นตอ่ ตลอดจนถงึ การเลอื กอาชพี หรอื ไม่ จติ คดิ ฟงุ้ ซา่ นออกไปเรอ่ื ยๆ กเ็ รม่ิ อา่ นหนงั สอื ไมร่ เู้ รอื่ ง
ใหท ําส่ิงใดกม็ ักหลงลมื อยูเสมอ เริ่มเบอ่ื ท้อ ไมม่ ีสมาธทิ ีจ่ ะอา่ นตอ่ ไป
ดงั นัน้ สฟี า ควรตัดสินใจทาํ อยา งไร
จากตัวอย่างน้ี จะเห็นว่าสาเหตุท่ีท�าให้เราไม่มีสมาธิในการอ่านหนังสือเกิดจาก
1. พยายามฝก ตนใหม ี ความไมม่ นั่ ใจ ความสงสยั วา่ สง่ิ ทกี่ า� ลงั ปฏบิ ตั อิ ยนู่ จ้ี ะใหผ้ ลดอี ยา่ งทหี่ วงั ไวจ้ รงิ หรอื ไม่ เมอื่ ไมม่ นั่ ใจ
สตสิ ัมปชญั ญะอยเู สมอ กท็ า� ใหเ้ กดิ ความหวน่ั ไหววติ กวา่ ผลอาจจะไมเ่ ปน็ ไปอยา่ งทค่ี าด ทกุ อยา่ งอาจไมต่ า่ งจากเดมิ ทา� ให้
เกดิ การทอ้ ใจ เบื่อหน่าย จติ ใจก็ไม่สงบ ไม่มีสมาธิ การแกค้ วามไม่สงบในกรณนี ้ีกต็ ้องแก้ท่ีสาเหตุ
2. พยายามไปขอเขา กลมุ ทํา
รายงานกับเพอื่ นกลุมอ่นื ถา้ สาเหตคุ อื ความไมม่ น่ั ใจดงั กลา่ ว เรากต็ อ้ งใช้
ปญั ญาพจิ ารณาดโู ดยถามตวั เองวา่ คนเรยี นเกง่
3. ขออนุญาตคุณครูทาํ รายงาน คือ คนทีเ่ รียนเก่งมาแตก่ �าเนดิ ใช่หรือไม่ ไมใ่ ช่
เด่ยี ว ค�าว่า “คนเรยี นเก่ง” เป็นผลมาจากการกระทา�
เขาตอ้ งเรยี น ไม่ใช่ไมเ่ รยี นหรอื ไม่ตอ้ งทา� อะไร
4. ขอทดสอบแทนการทาํ งาน ก็เก่งเอง และลองถามต่อไปวา่ เป็นไปได้หรือไม่
(วเิ คราะหคาํ ตอบ สฟี ามีปญ หา ท่ีวันหน่ึงคนเรียนเก่งอาจกลายเป็นคนเรียน
คอื เปนคนข้ีลืม ทําใหการทํางาน ไมเ่ กง่ เปน็ ไปไดแ้ นน่ อน ถา้ เขาไมท่ า� เหตุของ
กบั เพ่ือนมปี ญ หา วธิ กี ารแกป ญ หา การเรียนเก่ง เช่น ไม่อ่านหนังสือเรียนหรือ
สีฟา ตอ งเปน คนมีสตสิ มั ปชัญญะ ไมฟ่ งั ครสู อน ใชเ้ วลาแตล่ ะวนั ไปกบั การเลน่ เกม
อยเู สมอ โดยการนําวธิ ีการเจริญ อ่านหนังสือบันเทิงหรือกีฬา โทรศัพท์คุยกับ
ปญ ญาไปใช ทาํ ใหจ ติ มีความสงบ เพื่อน ถ้าท�าเช่นนี้ เขาก็ต้องได้รับผลของการ
มีสมาธใิ นการจดจาํ ส่งิ ตางๆ ไดด ี การง่วงนอนขณะอ่านหนังสือเป็นอุปสรรคส�าคัญในการ กระท�าคือผลการเรียนตกต�่าในทีส่ ุด
ดังนนั้ ขอ 1. เปนวธิ กี ารแกปญ หา
ท่ดี ีท่ีสดุ และเปน คาํ ตอบท่ถี กู ตอง) สรา้ งปญั ญาที่เกิดจากการอ่าน

๑๕๒

152 คูม ือครู

กระตนุ ความสนใจ สํารวจคน หา อธบิ ายความรู ขยายความเขา ใจ ตรวจสอบผล

Evaluate

Engage Explore Explain Expand

ความฉลาดรวมทงั้ ความสามารถอาจเป็นสง่ิ ทมี่ มี าแต่เกิดและมสี ว่ นช่วยให้เรียนรเู้ ร็ว แต่คน ตรวจสอบผล
ฉลาดท่ีเรียนไม่เก่งและคนเรียนเก่งแต่ไม่ได้ฉลาดก็มีอยู่เช่นกัน คนท่ีเข้าใจอะไรช้าหรือความจ�า
ไมด่ ี แต่มคี วามขยนั หม่นั เพยี รก็เรยี นไดด้ หี รอื เรียนเก่งหลายคน ฉะนั้น การทีว่ นั นี้เราเรยี นไมเ่ กง่ 1. ประเมินความถูกตองจากการ
สอบได้คะแนนไม่ดี ไม่ใช่เพราะเราไม่ฉลาดหรือความจ�าไม่ดี แต่เพราะเราไม่ท�าส่ิงท่ีเป็นสาเหตุ นําเสนอผลงานกลมุ
ของการเรยี นเก่งท่เี หมาะสมกบั ตวั เราใหเ้ พียงพอ
2. ประเมนิ ความถกู ตอ งในการฝก
ถา้ เราเปน็ คนมคี วามจา� ชา้ เรากต็ อ้ งใชเ้ วลาอา่ นทบทวนมากกวา่ คนจา� เรว็ เราจะเปรยี บเทยี บ สมาธิตามหลกั อานาปานสติ
ไมไ่ ดว้ า่ เขาอา่ นครง้ั เดยี วจา� ได้ เรากต็ อ้ งอา่ นครง้ั เดยี วจา� ไดเ้ หมอื นกนั คนบางคนกนิ ขา้ วจานเดยี วอม่ิ
แต่บางคนต้องกินสองหรือสามจานจึงจะอ่ิม ความสามารถในการจ�าก็เหมือนความสามารถใน 3. ประเมินจากการวิเคราะหการนํา
การบริโภค เราต้องรู้จักความสามารถของตัวเองและยึดตัวเองเป็นหลัก ไม่ต้องเทียบกับคนอ่ืน วธิ ีคดิ แบบโยนิโสมนสิการมา
การมีสมาธิจะมีส่วนช่วยให้จ�าอะไรได้เร็วขึ้น เพราะจิตจะจดจ่ออยู่ท่ีสิ่งใดเพียงส่ิงเดียว พลังใน พัฒนาการเรยี นรูและนําไปใชใ น
การรบั รแู้ ละจา� กจ็ ะมีมากขนึ้ ดว้ ย ชวี ติ ประจาํ วัน

4. ตรวจความถกู ตอ งสวยงามจากการ
ทําแผนพบั

5. ความถูกตองจากการตอบคาํ ถาม
ประจําหนวย

กลา่ วสรปุ ไดว้ า่ เกรด็ แนะครู
กำรบรหิ ำรจติ และกำรเจรญิ ปญั ญำ เปน็ กำรฝกึ จติ ใจใหม้ สี มำธิ เพอื่ พฒั นำจติ ใหม้ คี ณุ ภำพ
มคี วำมดงี ำม มสี มรรถภำพ มคี วำมเขม้ แขง็ มคี วำมปลอดโปรง่ โลง่ สบำยอนั จะสง่ ผลใหส้ ำมำรถ ครูแนะนาํ ใหน ักเรยี นนาํ วธิ ีการ
ดำ� เนินชวี ิตอยู่ในสงั คมไดอ้ ย่ำงมคี วำมสขุ สำมำรถแกไ้ ขปัญหำต่ำงๆ ไดอ้ ย่ำงมปี ระสิทธภิ ำพ บรหิ ารจิตดว ยการน่ังสมาธิไปใชใน
กำรเจริญปัญญำโดยกำรคิดแบบโยนิโสมนสิกำร เป็นกำรฝึกให้รู้จักคิดวิเครำะห์วิจำรณ์ ชีวติ ประจําวนั อยา งสมํ่าเสมอ และนาํ
อย่ำงรอบคอบรอบด้ำน เพื่อให้เกิดปัญญำแตกฉำน ส�ำหรับกำรคิดแบบอริยสัจหรือกำรคิด วธิ กี ารเจรญิ ปญญาดวยการคิดแบบ
แบบแก้ปัญหำ และกำรคิดแบบสืบสำวเหตุปัจจัย เป็นกำรฝึกคิดวิธีหน่ึงที่ช่วยพัฒนำให้เกิด ตา งๆ ไปใชใ นชวี ติ ประจาํ เพอื่ จะทาํ ให
ปัญญำอย่ำงแท้จริง ช่วยให้รู้จักมองปัญหำต่ำงๆ ท่ีเกิดข้ึนตำมควำมเป็นจริง รู้เท่ำทัน และ เปนบุคคลท่ีมีเหตุผล และสามารถใช
รู้จักคิดวิเครำะห์ปัญหำต่ำงๆ ท่ีเกิดขึ้น รู้สำเหตุ และแก้ไขปัญหำได้อย่ำงมีประสิทธิภำพ วิจารณญาณในการรับขอมูลขาวสาร
ส่งผลใหม้ ีวสิ ยั ทศั นก์ ว้ำงไกลในกำรด�ำเนินชีวติ ตา งๆ ไดอยางเหมาะสม

๑๕3

คมู ือครู 153

กระตนุ ความสนใจ สาํ รวจคนหา อธบิ ายความรู ขยายความเขา ใจ ตรวจสอบผล

Engage Explore Explain Expand Evaluate

เกร็ดแนะครู (ยอจากฉบับนกั เรยี น 20%)

(แนวตอบ คําถามประจําหนวย ค า� ถามประจ า� หนว่ ยการเรยี นรู้
การเรยี นรู
1. การบริหารจิตเปนการฝกใหจติ มี ๑ การบรหิ ารจิตมปี ระโยชนอ์ ย่างไร หากมกี ารปฏิบัตอิ ย่างสม�า่ เสมอ
สมาธิ จิตจะสงบ ไมฟงุ ซา น มีสติ ๒ เหตุใดการบริหารจิตตามหลักอานาปานสติ จึงมีความเหมาะสมและสะดวกที่จะฝึกได้
มากขึ้น ทําใหส ามารถทํากจิ กรรม
ตางๆ ในชวี ิตประจาํ วันไดส ําเร็จ ทกุ เพศทุกวัย
ลลุ ว งและมปี ระสิทธภิ าพ หาก ๓ การคดิ อยา่ งไรจงึ เปน็ การคดิ แบบโยนิโสมนสิการ และมีประโยชน์อยา่ งไร
ปฏบิ ัติอยา งสมา่ํ เสมอ สามารถ ๔ เหตใุ ดเราจงึ ควรแผ่เมตตาใหผ้ ้อู น่ื ดว้ ยนอกเหนอื จากตวั เอง
บรรลนุ ิพพานได ๕ การคิดแบบอรยิ สจั หรอื แบบแกป้ ัญหา สามารถช่วยนักเรียนไดอ้ ย่างไรบ้าง
2. การบรหิ ารจติ ตามหลกั อานาปานสติ
เหมาะกบั ทกุ เพศ ทุกวยั เพราะไม กจิ กรรมสรา้ งสรรค์พฒั นาการเรยี นรู้
ตอ งใชอ ุปกรณอนื่ มาฝก เพราะ
เปน การฝก ลมหายใจ ไมซบั ซอน กิจกรรมท่ี นักเรียนฝึกนั่งสมาธิที่บ้านเป็นเวลา ๑ สัปดาห์ โดยฝึกนั่งวันละ
เขา ใจงาย ทําไดท กุ ทท่ี ุกเวลา ๑๐-๒๐ นาที ก่อนนอน แล้วจดบันทกึ ผลท่ีไดจ้ ากการน่ังสมาธิใน
3. การคดิ แบบโยนโิ สมนสกิ ารเปน การ ๑ แต่ละวนั
คดิ วเิ คราะห วจิ ารณ อยา งรอบคอบ นักเรียนท่องจ�าบทแผ่เมตตาทั้งของตนเองและบทแผ่เมตตาแก่
รอบดาน ทําใหเกิดความแตกฉาน กิจกรรมที่ สรรพสตั ว์จากน้นั ให้ทอ่ งใหค้ รูผสู้ อนฟังโดยไมต่ ้องดูจากหนังสอื
เขาใจโลก เขาใจชวี ิต แกป ญ หา นักเรียนค้นคว้าเพิ่มเติมเกี่ยวกับการบริหารจิตตามหลักอานาปาน
ตา งๆ ไดอ ยา งมีประสทิ ธภิ าพ ๒ สติ โดยจดั ทา� เปน็ รูปเลม่ รายงาน ส่งครผู ูส้ อน
4. เพอ่ื ชาํ ระจติ ใจใหเ ปน ผทู มี่ นี าํ้ ใจดี กิจก๓รรมที่
ตอ ผอู น่ื ไมค ดิ รา ย ไมเ บยี ดเบยี นกนั
โลกก็จะเกิดสนั ติสุข
5. เปนการฝก คิดวิเคราะหป ญหา
ตา งๆ ท่ีเกิดขึ้น รูสาเหตุและแก
ปญหาไดถ กู ตองเหมาะสม ทําให
เปนคนทีม่ เี หตผุ ล ไมใชอารมณใ น
การแกปญหา)

หแสลดักงฐผานลการเรียนรู พทุ ธศาสนสภุ าษติ

1. แบบประเมนิ การสวดมนตแ ปลและ ¨ÔµµÚ ÊÚÊ ·Áâ¶ ÊÒ¸Ø : ¡Òýƒ¡¨µÔ ໚¹¤ÇÒÁ´Õ
แผเ มตตา ๑๕4

2. แบบประเมินการฝกปฏิบัติสมาธิ นักเรียนควรรู
ตามหลกั สตปิ ฏ ฐานดว ยอานาปาน-
สติ จติ ฺตสสฺ ทมโถ สาธุ อานวา จิด-ตัส-สะ-ทะ-มะ-โถ-สา-ทุ

3. แผนพับเชิญชวนนั่งสมาธิ

154 คูมอื ครู

กระตนุ ความสนใจ สํารวจคนหา อธบิ ายความรู ขยายความเขา ใจ ตรวจสอบผล

Engage

Explore Explain Expand Evaluate

๘หน่วยการเรยี นรูท้ ี ่ เปา หมายการเรยี นรู

พระพทุ ธศาสนา 1. สรุปความหมายและลักษณะ
สําคัญของเศรษฐกิจพอเพียงและ
กบั การแกปญหา การพฒั นาอยางย่งั ยนื
และการพฒั นา
2. อธิบายหลักธรรมทางพระพุทธ-
ศาสนาที่สอดคลองกับปรัชญาของ
เศรษฐกิจพอเพียงและการพัฒนา
อยางยัง่ ยนื

3. สรุปแนวทางการปฏิบัติตนตาม
หลักปรัชญาเศรษฐกจิ พอเพียงและ
การพัฒนาอยางยง่ั ยืน

ตัวชี้วดั กระตุนความสนใจ

● อภปิ รายความสา� คญั ของพระพทุ ธศาสนาหรอื นักเรียนดูภาพหนาหนวย ครูถาม
ศาสนาที่ตนนับถือกับปรัชญาของเศรษฐกิจ คําถาม
พอเพียงและการพฒั นาอยา่ งย่ังยืน
(ส ๑.๑ ม.๓/๓) • นักเรียนชอบทํากิจกรรมในภาพ
หรือไม เพราะอะไร
สาระการเรียนรูแ้ กนกลาง
• นักเรียนไดประโยชนอะไรจาก
● สัมมนาพระพุทธศาสนากับปรัชญาของ การทาํ กิจกรรมดังกลา ว
เศรษฐกิจพอเพยี งและการพฒั นาอย่างย่ังยนื
เกรด็ แนะครู
¾Ãоط¸ÈÒʹÒÁÕËÅÑ¡¸ÃÃÁ¤íÒÊ͹·èÕÊÒÁÒö¹íÒÁÒ
»ÃÐÂØ¡µãªŒã¹¡ÒÃᡌ»˜ÞËÒáÅоѲ¹Òµ¹àͧ Êѧ¤ÁáÅÐ ครคู วรจดั การเรยี นรโู ดยการ
»ÃÐà·ÈªÒµÔ «Öè§ã¹º·àÃÕ¹¹éըСŋÒǶ֧¾Ãоط¸ÈÒÊ¹Ò • ยกตัวอยางบคุ คลท่ีใชชีวติ
¡Ñº»ÃѪÞҢͧàÈÃɰ¡Ô¨¾Íà¾Õ§áÅСÒþѲ¹ÒÍ‹ҧÂèѧÂ×¹
â´Â»¯ºÔ µÑ µÔ ÒÁ·Ò§ÊÒ¡ÅÒ§ à¹Íè× §¨Ò¡ã¹»¨˜ ¨ºØ ¹Ñ ÊÀÒ¾Ê§Ñ ¤Á แบบพอเพยี ง พง่ึ ตนเองได และ
áÅÐàÈÃɰ¡Ô¨ä´Œà»ÅèÕ¹á»Å§ä»Í‹ҧÃÇ´àÃçÇ ÁÕ¡ÒþѲ¹Ò มคี วามสุข
ã¹ËÅÒÂæ ´ÒŒ ¹ «§Öè Á¼Õ ŵ͋ ¡ÒôÒí çªÇÕ µÔ ¢Í§¤¹ä·Â ¾Ãо·Ø ¸- • ต้ังประเด็นอภิปรายสถานการณ
ÈÒʹҨ֧ÁÕʋǹ㹡Òê‹ÇÂᡌ»˜ÞËÒáÅÐà¡Ô´¡ÒþѲ¹ÒµÒÁ ตา งๆ
ËÅ¡Ñ ¸ÃÃÁ·èÕÊÍ´¤ÅÍŒ §¡ºÑ ¡ÒôÒí çªÇÕ Ôµ¢Í§·¡Ø ¤¹ã¹»˜¨¨ºØ ѹ • จัดสัมมนาเพ่ืออภิปรายแสดง
ความคิดเห็นและสรุปแนวทาง
การปฏบิ ตั ิ
เพื่อใหนักเรียนไดเช่ือมโยงความ
สําคัญของพระพุทธศาสนากับหลัก
ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง เพ่อื การนาํ
ไปประยุกตใช

คูมือครู 155

กระตนุ ความสนใจ สาํ รวจคน หา อธิบายความรู ขยายความเขา ใจ ตรวจสอบผล
Engage Explore

Explain Expand Evaluate

กระตนุ ความสนใจ (ยอ จากฉบบั นักเรียน 20%)

1. ครใู ชค ําถามกระตนุ เพอ่ื นาํ ไปสู ๑. พระพทุ ธศาสนากับเศรษฐกิจพอเพยี ง
ปรชั ญาเศรษฐกจิ พอเพยี ง
• นกั เรยี นนาํ หลกั การของเศรษฐกจิ ๑.๑ ความหมายของเศรษฐกิจพอเพยี ง
พอเพยี งมาใชใ นชวี ติ อยา งไรบา ง
(แนวตอบ เชน ใชจายอยาง เศรษฐกจิ พอเพยี ง คอื เศรษฐกจิ ทเ่ี ลยี้ งตวั เองไดพ้ ง่ึ พาตนเองไดใ้ นสมยั โบราณเราอยแู่ บบ
ประหยดั ซอ้ื แตส ่งิ ของที่จาํ เปน พอเพยี ง ในแตล่ ะครอบครวั ปลกู ขา้ วกนิ เอง จบั ปลาและเลย้ี งสตั วก์ นิ เอง ทอผา้ เอง สานตะกรา้ และ
ลดการใชจายฟมุ เฟอ ย ทําบญั ชี ภาชนะอ่นื ๆ เอง ถึงแม้จะไม่ตดิ ต่อแลกเปล่ยี นสิง่ ของกับคนภายนอกกย็ ังพออยไู่ ด้ แต่ในปัจจบุ นั
รายรับ-รายจาย ฯลฯ) เราอยใู่ นโลกทา่ มกลางกระแส “โลกาภวิ ตั น”์ คอื เราผลติ ของเพอ่ื ขาย เมอื่ ไดเ้ งนิ มากน็ า� เงนิ นน้ั ไปซอื้
สง่ิ ของทคี่ นอนื่ ผลติ การทจี่ ะไดส้ ง่ิ จา� เปน็ รวมทงั้ สงิ่ ฟมุ่ เฟอื ย มากนิ มาใชต้ อ้ งพงึ่ พาผอู้ นื่ แตเ่ ศรษฐกจิ
2. นกั เรยี นดภู าพแลว ใหบ รรยายความ พอเพยี งมีการพง่ึ ตนเองมากท่ีสดุ เท่าทีจ่ ะเป็นไปได้ หากผลติ มากจนเหลอื กินเหลือใช้ก็นา� ไปขาย
รูสึกของบุคคลในภาพ จากความ
คดิ เห็นของนกั เรียนเอง การเปลยี่ นแปลงทเ่ี กดิ ขน้ึ ในตลาดโลกสง่ ผลกระทบตอ่ เราไมม่ าก ถงึ แมน้ า�้ มนั จะขนึ้ ราคา
• นกั เรยี นคดิ วา บคุ คลในภาพมี สนิ คา้ บางอยา่ งขาดแคลน ความเปน็ อยขู่ องคนจะไมเ่ ดอื ดรอ้ นมากนกั แตค่ วามผนั ผวนในตลาดโลก
ความสขุ หรือไม เพราะเหตุใด จะมผี ลกระทบต่อเศรษฐกจิ ในยคุ โลกาภิวตั น์มาก
(แนวตอบนกั เรยี นสามารถตอบได
หลากหลาย เชน บุคคลในภาพ เศรษฐกจิ พอเพียงยังหมายถึง “รู้จกั พอ” คือ รูว้ ่าแค่ไหนพอดี พอเหมาะ และพอเพียง
มคี วามสขุ กบั ชวี ติ และความเปน อยู ส�าหรับตน ปัญหาทางเศรษฐกิจน้ันเกิดขึ้นเม่ือเราไม่ได้กิน ไม่ได้อยู่ตามที่เราอยาก การรู้จักพอ
เพราะภมู ใิ จกบั อาชพี ทที่ าํ รจู้ กั ยับยง้ั ความอยาก เปน็ ทางหน่งึ ท่ีท�าใหป้ ัญหาทางเศรษฐกิจเบาบางลง ทางแก้อกี ทางหนง่ึ คอื
ประสบความสาํ เร็จในอาชพี ไมต่ ้องลดความอยาก แตพ่ ยายามด้ินรนหาส่ิงของมาสนองความอยาก อย่างน้ีเรยี กวา่ อยู่อย่าง
ไดผ ลผลติ ดี ฯลฯ) ไม่ร้จู กั พอหรือไม่ร้จู กั พอเพียง

สํารวจคน หา ๑.๒ ลักษณะของเศรษฐกจิ พอเพียง

นักเรียนศึกษาหลกั การของ เกษตรกรรม เปน็ อาชีพหนง่ึ ทส่ี ามารถอย่อู ยา่ งพอเพยี งได้ เศรษฐกิจพอเพยี งมลี กั ษณะดังนี้
เศรษฐกจิ พอเพยี งจากสื่อตา งๆ หากเดนิ ทางสายกลาง โดยรู้จกั ความพอประมาณ
หรือจากรายการโทรทัศน เพอ่ื ๑) ลักษณะพ่ึงตนเอง เศรษฐกิจ
นาํ มาอภิปรายในช้ันเรยี น
พอเพยี ง คือ เศรษฐกิจทเี่ ลย้ี งตวั เองไดห้ รอื พึง่
นกั เรียนควรรู ตัวเองได้ โดยผลติ เพ่อื พอกินพอใช้ในครวั เรอื น
หรอื ในชมุ ชน ทเี่ หลอื กเ็ อาออกขายหรอื แลกเปลยี่ น
โลกาภิวัตน (Globalization) โลก กบั สนิ คา้ อยา่ งอน่ื ทตี่ นผลติ ไมไ่ ด้ ทรพั ยากรทใ่ี ช้
ไรพ รมแดน สามารถติดตอ ส่อื สารกัน ในการผลิตส่วนใหญ่ได้จากท้องถิ่น เทคโนโลยี
ไดอยา งท่ัวถึง ไมว าจะอยใู นภูมภิ าค ท่ีใช้ในการผลิตก็ใช้ประเภทที่เข้ากันได้กับ
ใดของโลก โดยไมม ีอุปสรรคของ ทรัพยากรในท้องถ่ิน แต่ยังคงต้องพึ่งพาโลก
การส่อื สารและแลกเปล่ียนระหวาง ภายนอกอยู่ แต่กน็ อ้ ยท่ีสุดเทา่ ท่ีจะนอ้ ยได้ เมอื่
กนั อกี ตอ ไป เนอ่ื งจากความเจรญิ ทาง เปน็ เชน่ นค้ี วามผนั ผวนในโลกเศรษฐกจิ ภายนอก
ดา นเทคโนโลยี การคา ความรู เงนิ ทนุ จะสง่ ผลกระทบแก่ทอ้ งถ่ินน้อยมาก
ทรัพยากร วัฒนธรรม
๑๕๖

156 คูม ือครู @ มมุ IT

ศึกษาขอ มลู เพ่มิ เติมเกย่ี วกบั เศรษฐกิจพอเพยี ง ไดที่ http://www.sufffiiciencyeconomy.org/
เว็บไซตโครงการสนับสนุนการขับเคลื่อนเศรษฐกิจพอเพียงดานการศึกษาและเอกชน สํานักงาน
ทรพั ยสนิ สวนพระมหากษตั ริย

กระตุน ความสนใจ สาํ รวจคน หา อธบิ ายความรู ขยายความเขา ใจ ตรวจสอบผล
Explain Expand Evaluate

Engage Explore

๒) ลกั ษณะการเดนิ สายกลาง ระบบเศรษฐกจิ กระแสหลกั คอื ทนุ นยิ มหรอื เสรนี ยิ ม อธิบายความรู

ในกระแสโลกาภวิ ตั น์ ซง่ึ เปน็ ระบบทเี่ นน้ “บรโิ ภคนยิ ม” คอื กระตนุ้ คนใหก้ นิ มาก ใชม้ าก ยงิ่ มากยง่ิ ดี นกั เรยี นรว มกนั อภปิ รายความหมาย
อะไรท่ีตนเองไม่มีหรือผลิตไม่ได้ก็ผลิตสิ่งที่โลกภายนอกต้องการ แล้วน�าไปขายแลกเปลี่ยนกัน ลกั ษณะสาํ คญั ของเศรษฐกจิ พอเพยี ง
ซงึ่ เศรษฐกจิ กระแสหลกั นีถ้ อื ว่าส่ิงท่มี ีค่าสูงสดุ ในชีวติ คนน้ัน คือ ได้บริโภคสงู สุด ซึง่ สงิ่ อื่นๆ นน้ั ครตู ง้ั ประเดน็ คาํ ถามเพอื่ การอภปิ ราย
มีคา่ น้อยกว่า เพมิ่ เตมิ

เศรษฐกิจพอเพียงน้ันเดินสายกลาง คือ ความพอประมาณเป็นส�าคัญ ความเป็นอยู่ • ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง
ทางเศรษฐกิจนนั้ เป็นสิ่งสา� คัญและเปน็ ความจา� เปน็ พื้นฐาน แตช่ ีวิตจะตอ้ งมีสมดุล มสี ่งิ ตา่ งๆ อีก เหมาะกับสังคมไทยในปจจุบัน
หลายอยา่ งที่มคี า่ ไมน่ ้อยกว่าการบรโิ ภค เชน่ ความสงบสขุ ศิลปะ กฬี า การได้แสดงออกซ่งึ ความ หรอื ไม เพราะเหตใุ ด
สามารถทมี่ ีอย่ใู นตวั เปน็ ตน้ เศรษฐกจิ พอเพียงยอมรับวา่ ถา้ ไม่มีปจั จัย ๔ คนเราอยู่ไม่ได้ แต่เม่ือ (แนวตอบเหมาะ เพราะในปจ จบุ นั
ไดป้ ัจจัย ๔ ครบแล้ว การบริโภคควรยึดทางสายกลาง คือ ไมต่ ั้งเป้าท่จี ะบรโิ ภคสูงสดุ แตก่ ม็ ชี ีวิต เนนการพัฒนาเพื่อการเจริญ
ทสี่ งู กวา่ ปจั จยั ๔ ได้ ถา้ ยงั อยใู่ นขอบเขตของการพงึ่ ตนเองและไมห่ มกมนุ่ กบั การบรโิ ภคจนเกนิ ไป เตบิ โตทางเศรษฐกจิ พง่ึ พา
และที่สา� คญั คอื ต้องไมเ่ บยี ดเบียนตัวเองและผูอ้ ่นื สิ่งตา งๆ จากภายนอก หากไม
สามารถพึ่งพาตนเองไดกจ็ ะได
๓) ไม่เน้นการแข่งขัน เศรษฐศาสตร์กระแสหลักเป็นการผลิตและการบริโภค รับผลกระทบจากการ
เปล่ียนแปลงตา งๆ)
ทางวัตถุ แต่เศรษฐกิจพอเพียงจะเนน้ การแข่งขนั กับตนเอง เพอ่ื ให้ชวี ติ เกิดความมั่นคง โดยการ
ใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์ ไม่ฟุ่มเฟือย พ่ึงพาตนเองมากกว่าที่จะพ่ึงพาวัตถุอย่างอ่ืน • การเดนิ สายกลาง มวี ธิ กี ารปฏบิ ตั ิ
รวมถึงการเดินสายกลางด้วย ดังนั้น การร่วมมือกันจะช่วยให้คนในชุมชนสามารถพึ่งตนเองและ อยา งไรบาง
เดนิ สายกลางได้ (แนวตอบรจู กั ยบั ยงั้ ตนเอง บรโิ ภค
แตสงิ่ ที่จาํ เปน ไมใฝห าแตว ัตถุ
๒. พระพทุ ธศาสนากับการพฒั นาทยี่ ง่ั ยืน เพ่อื ความสะดวกสบาย โดยตอง
คํานึงถงึ ความสามารถและ
๒.๑ ความหมายของการพัฒนาทีย่ ่ังยนื ศกั ยภาพของตัวเองเปนสาํ คัญ)

การพัฒนาท่ีย่ังยืน หมายถึง การตอบสนองความต้องการของคนรุ่นปัจจุบัน โดยไม่มีผล ขยายความเขาใจ
กระทบในทางลบต่อความต้องการของคนรุ่นต่อไปในอนาคต เป็นการพัฒนาท่ีด�าเนินไปได้โดย
ตลอด การพัฒนานั้นต้องใช้หรือท�าลายทรัพยากรที่มีอยู่ ถ้าเราซึ่งเป็นคนรุ่นปัจจุบันไม่ดูแล ครูใหนักเรียนชวยกันยกตัวอยาง
ทรัพยากรท่ีมีอยู่ก็จะร่อยหรอหมดไป ทรัพยากรท่ีใช้ไปแล้วอาจเสื่อมโทรมลงจนฟื้นฟูไม่ได้ บุคคลในชุมชนท่ีนําหลักปรัชญาของ
การพัฒนาก็ตอ้ งยตุ ิลง แต่ถา้ เราดูแลรกั ษาทรัพยากรใหเ้ หมาะสม การพฒั นาก็สามารถด�าเนินไป เศรษฐกิจพอเพียงมาใชในการดําเนิน
ได้ตลอด การพัฒนาอย่างนีเ้ ราเรียกวา่ “การพัฒนาท่ยี ่ังยืน” ชีวติ

การพัฒนาท่ีย่ังยืนตามแนวทางของพระพุทธศาสนานั้น เป็นการพัฒนามนุษย์ เป็นหลักท่ี - บอกแนวทางการดําเนนิ ชวี ิต
ทา� ใหม้ นษุ ยร์ จู้ กั สงิ่ ตา่ งๆ และสามารถปฏบิ ตั ติ อ่ สง่ิ นน้ั ไดอ้ ยา่ งไร โดยหลกั ธรรมทม่ี คี วามสอดคลอ้ ง - ผลจากการปฏิบัติตอตนเองและ
กบั การพฒั นาทยี่ ง่ั ยนื ไดแ้ ก่ ไตรสกิ ขา อรยิ สจั ๔ อทิ ธบิ าท ๔ และทฏิ ฐธมั มกิ ตั ถประโยชน์ ๔ เปน็ ตน้
ตอชมุ ชน
๑๕7
ตรวจสอบผล

1. ความถกู ตอ งของขอ มูลจากการ
วิเคราะหบ ุคคลตัวอยา ง

2. ตรวจความถูกตอ งจากการแสดง
ความคิดเห็น ตอไปน้ี
- บอกหลกั การและความสาํ คญั ของ
ปรชั ญาของเศรษฐกจิ พอเพยี งได
- บอกวิธีนําหลักการของปรัชญา
ของเศรษฐกิจพอเพียงไปใชใน
การดาํ เนินชีวิต

คมู อื ครู 157

กระตนุ ความสนใจ สาํ รวจคน หา อธิบายความรู ขยายความเขาใจ ตรวจสอบผล
Engage Explore

Explain Expand Evaluate

กระตุน ความสนใจ (ยอจากฉบับนักเรยี น 20%)

ครยู กตวั อยา งชุมชนตน แบบทนี่ ํา ๒.๒ หลักธรรมทสี่ อดคลอ งกบั การพัฒนาท่ียั่งยืน
หลักการของเศรษฐกิจพอเพยี งไป
ประยกุ ตใ ชแ ละประสบความสาํ เร็จ ๑) ไตรสกิ ขา มีความสอดคลองกับการดาํ เนนิ ชวี ติ เปน หลักในการพฒั นาชีวิตโดย
พัฒนาในดานศีล สมาธิ ปญญา ซ่ึงไตรสิกขา
ใหนักเรยี นชวยกนั เปรยี บเทยี บ
ชุมชนกอ น-หลัง การนําปรชั ญาของ เปน ขอ ปฏบิ ตั ทิ ค่ี วรศกึ ษา ๓ ประการ ดงั นี้
เศรษฐกิจพอเพยี งมาใช
๑.๑) ศีล เปนการพัฒนาดาน
ครูถามคําถามวา
• คนในชมุ ชนน้ีใชห ลกั ธรรมใด พฤติกรรมหรือวิธีการใชชีวิต เพ่ือพัฒนาใหคน

ในการดําเนนิ ชวี ิต และนํามาใช มีวินัยในตนเอง มีระเบียบ ปฏิบัติตนตามศีล
อยา งไร
เปนการจัดระเบยี บของชีวติ
สํารวจคน หา
๑.๒) สมาธิ เปน การพฒั นาดา น
แบงนักเรียนกลุมละเทาๆ กนั
เพ่อื ศกึ ษาหลกั ธรรมทสี่ อดคลอ งกับ จิตใจ เพ่ือใหเ รามจี ิตใจทมี่ ั่นคง เขมแขง็ และ
การพฒั นาทย่ี ่ังยืน โดยนําหลักการ
ของปรชั ญาของเศรษฐกิจพอเพยี ง มีความสุข เพราะเม่ือสมาธิเกิด ปญญาก็จะ
มาใช และสบื คน ชุมชนตน แบบ
จัดทําเปนรายงาน โดยวเิ คราะห เกดิ ขนึ้ ตามมา ทาํ ใหเ รามสี ตใิ นการคดิ พจิ ารณา
ในประเดน็ ตอ ไปน้ี
ชาวบานรวมกันปลูกปาชายเลน เพ่ือแกปญหานํ้ากัดเซาะ ส่งิ ตา งๆ รอบตัวเราได
- สภาพชุมชนและความเปนอยู ชายฝง ดว ยวธิ ีการทางธรรมชาติอยางย่งั ยนื ๑.๓) ปญญา เปนการพัฒนา
ของคนกอ นนําปรัชญาของ
เศรษฐกจิ พอเพียงมาใช ดา นปญ ญา เพอื่ ใหเ กิดความรูค วามเขา ใจตา งๆ

- วิถีการดาํ เนนิ ชีวิตของคนใน รวมทั้งการฝกฝนหรือพัฒนาดา นความรู ความเขา ใจ โดยมกี ารวนิ จิ ฉัยไตรตรองโดยใชเ หตผุ ล
ชมุ ชน
๒) อรยิ สจั ๔ คือ ความจริงอนั ประเสรฐิ ๔ ประการ เปนการท่ีผูใ ดรูอ ริยสจั ๔ ดวย
- ความสําเร็จจากการพัฒนาเปน ปญ ญา ผูน้ันจะกลายเปน ผปู ระเสริฐหรอื อรยิ ชนทันที ซ่ึงอรยิ สัจถือเปนหัวใจของพระพทุ ธศาสนา
ชมุ ชนเขม แข็ง
องคป ระกอบของอรยิ สัจ ๔ มดี ังนี้
- สง่ิ ท่ชี ุมชนอ่นื สามารถนาํ ไป
ประยกุ ตใช ๒.๑) ทุกข คือ ความจรงิ วา ดว ยความทุกข เพราะคนเราเกิดมายอมมคี วามทุกข

@ มุม IT กันทุกคน และอาจเกิดขึ้นไดทุกที่ ทุกเวลา ทุกสถานการณ แมเราจะสามารถขจัดทุกขไปได

ศึกษาคน ควาขอ มูลเพมิ่ เตมิ แตทกุ ขน้ันกอ็ าจเกิดข้ึนใหมไดเสมอ
เกย่ี วกบั การพฒั นาทยี่ งั่ ยนื ไดท ี่http://
opens.dpt.go.th/dpt_kmcenter/ ๒.๒) สมุทยั คือ ความจรงิ ที่วาดว ยเหตแุ หง ความทกุ ข โดยทุกขน้นั ตอ งมสี าเหตุ
index.php
ตองเกิดจากอะไรบางอยาง เชน นักเรียนสอบตกแลวเปนทุกข อาจเปนเพราะไมขยันเรียนหรือ

อาจเตรียมตัวไมพ อสาํ หรับการสอบ เปน ตน

สาเหตุของความทุกขน้ัน แทที่จริงแลว คือ ความอยากที่เกินพอดีซึ่งเรียกวา

“ตัณหา” มีอยู ๓ ประเภท ไดแก

๑๕๘

158 คูมอื ครู

กระตุน ความสนใจ สํารวจคน หา อธบิ ายความรู ขยายความเขาใจ ตรวจสอบผล

Explain

Engage Explore Expand Evaluate

๑. กามตัณหา คือ ความอยากไดอ้ ยา่ งโน้นอย่างนี้ เกิดจาก ตา หู จมกู ล้ิน อธิบายความรู
กาย และใจ เช่น อยากได้เส้อื ผา้ สวยราคาแพง อยากมีรถยนต์ อยากได้บ้าน เปน็ ต้น
ครูยกตวั อยา งหลักธรรมที่มีความ
๒. ภวตณั หา คอื ความอยากเปน็ น่นั เป็นนี่ เช่น อยากเปน็ นักร้อง อยาก สอดคลอ งกับการดาํ เนินชวี ติ
เปน็ ดารา อยากเป็นนกั กฬี าระดบั ประเทศ เปน็ ตน้
นกั เรียนอภปิ รายถงึ หลกั ธรรม
๓. วิภวตณั หา คือ ความอยากทจี่ ะไม่เป็นนั่นเป็นนี่ ซึ่งเป็นความตอ้ งการที่ ไตรสกิ ขา อรยิ สจั 4 วธิ ีการนําไปใช
จะหลีกหนีใหพ้ น้ จากสภาพนน้ั ๆ เช่น ไมอ่ ยากเป็นคนโง่ ไม่อยากเป็นคนจน เป็นต้น และประโยชนจ ากการนาํ ไปปฏบิ ัติ
ครตู งั้ คําถาม
หากความอยากท้ัง ๓ ประการนั้นมีมากเกินไป โดยไม่ค�านึงถึงความเป็นจริงว่า
เป็นไปได้หรือเป็นไปไม่ได้ การไม่ค�านึงถึงความเป็นจริงดังกล่าวย่อมเป็นสาเหตุของความทุกข์ • นักเรียนสามารถนําหลกั
ทั้งหมดทงั้ มวล ไตรสิกขามาใชในครอบครวั ได
อยา งไร
๒.๓) นิโรธ คือ ความจริงว่าด้วยการดับทุกข์ ความทุกข์ท้ังหลายนั้นดับได้เม่ือ (แนวตอบ เปน คนมวี นิ ยั มรี ะเบยี บ
ความทุกขเ์ กดิ จากสาเหตใุ ดสาเหตุหน่งึ ถ้าเราสามารถดบั สาเหตุแหง่ ทกุ ข์ได้ ความทกุ ขก์ ย็ ่อมดบั มสี ตใิ นการพจิ ารณาปญ หาตา งๆ
ไปดว้ ย ใชปญ ญาในการคิดส่ิงตางๆ)

๒.๔) มรรค คือ ความจรงิ ว่าดว้ ยวถิ ที างแห่งการดบั ทุกข์ เป็นหนทางทีจ่ ะน�าไปสู่ • ถา นักเรียนมีเร่ืองไมสบายใจ
การดบั ทกุ ข์ โดยทางทีจ่ ะดับความทกุ ข์นน้ั มีอยู่ ๘ ประการ ดงั น้ี สามารถนําหลกั ธรรมอรยิ สจั 4
มาใชไ ดอ ยา งไร
๑. สมั มาทิฏฐิ คือ การเห็นชอบ เห็นสิ่งต่างๆ ตามความเป็นจรงิ (แนวตอบ วิเคราะหห าสาเหตุ
๒. สัมมาสังกัปปะ คอื การดา� ริชอบ ไม่ลมุ่ หลงมวั เมากับความสุขทางกาย ของความไมส บายใจ และทาํ การ
ไม่พยาบาท และไม่คิดท�าร้ายผ้อู นื่ แกไ ขปญ หาความไมส บายใจนนั้
๓. สัมมาวาจา คอื การเจรจาชอบ การไมพ่ ูดเทจ็ ไมพ่ ูดส่อเสียด ไมพ่ ดู จากสาเหต)ุ
หยาบคาย และไมพ่ ูดส่ิงไร้สาระ
๔. สัมมากัมมันตะ คือ การกระท�าชอบ ไม่ท�าลายชีวิต ไม่ลักขโมย ไม่
ประพฤติผดิ ในกาม
๕. สัมมาอาชีวะ คือ การเลี้ยงชพี ชอบ เปน็ การทา� มาหากนิ ดว้ ยอาชพี สุจริต
ไม่คดโกง ไมห่ ลอกลวง และไม่ทา� กจิ การทีอ่ าจกอ่ ให้เกิดผลเสียตอ่ คนท่ัวไป
๖. สัมมาวายามะ คือ การพยายามชอบ เป็นการพยายามทจ่ี ะสร้างความดี
และพยายามรกั ษาความดใี หค้ งอยตู่ อ่ ไป
๗. สมั มาสติ คือ การระลกึ ชอบ ไม่หลงลืม รู้ตวั อยูเ่ สมอว่าเราก�าลงั เห็นส่ิง
ตา่ งๆ ตามทีเ่ ป็นจริง
๘. สมั มาสมาธิ คอื การต้ังจติ มั่นชอบ โดยตั้งจิตให้จดจ่ออยูก่ บั ส่งิ ใดสิ่งหนง่ึ

๑๕9

คมู อื ครู 159

กระตนุ ความสนใจ สํารวจคน หา อธบิ ายความรู ขยายความเขา ใจ ตรวจสอบผล
Explain Expand Evaluate
Engage

Explore

กระตุนความสนใจ (ยอ จากฉบบั นกั เรยี น 20%)

ครูยกตัวอยางรุนพ่ีหรือนักเรียนที่
เรียนเกง มีความประพฤติดี เพ่ือให
นักเรียนนําไปเปนแบบอยาง ครูถาม ๓) อิทธิบาท ๔ เป็นหลักธรรมเพ่ือให้เกิดความส�าเร็จตามท่ีตนประสงค์ไว้ มี
นักเรียน ใหนักเรียนคิดตามโดยไม
ตอ งตอบ ๔ ประการ ดังน้ี
๓.๑) ฉันทะ คอื ความพงึ พอใจ ไม่ว่าจะเปน็ การพอใจในฐานะเปน็ สิ่งท่ีตนถอื วา่ ดี
ที่สุด การพงึ พอใจในงานที่ท�า เป็นตน้
• ขณะน้ีผลการเรยี นของนกั เรยี น ๓.๒) วริ ยิ ะ คอื ความพากเพียร มีความอตุ สาหะพยายามในการกระทา� และขยนั
เปนอยา งไรบา ง มอี ะไรตอ ง
ปรับปรงุ แกไ ข และไดเ ตรยี ม หม่ันเพยี รจนประสบความสา� เรจ็
การแกไ ขหรอื ยัง ๓.๓) จิตตะ คอื ความมใี จฝกั ใฝ่ มสี มาธิอยกู่ บั ตัว
๓.๔) วมิ งั สา คือ ความมีเหตผุ ล มีการไตรต่ รองกอ่ น
๔) ทิฏฐธมั มกิ ัตถประโยชน ์ ๔ คือ ประโยชน์อันพงึ ได้รบั จากการประกอบกิจการ
อธบิ ายความรู
หรือมีอาชพี ทส่ี จุ ริต ถูกตอ้ งตามกฎหมายและศีลธรรม การท่บี คุ คลใดบุคคลหน่ึงจะสามารถได้มา
1. นักเรยี นอภปิ รายถงึ หลักธรรม ซง่ึ ประโยชนน์ น้ั จะตอ้ งแสวงหาอยา่ งมหี ลกั การและมแี ผนการ เรยี กวา่ ธรรมทเ่ี ปน็ ไปเพอ่ื ใหไ้ ดม้ า
อิทธิบาท 4 และแนวทางการนําไป ซ่งึ ประโยชน์ในปัจจบุ นั ซ่งึ มีอยู่ ๔ ประการ ดงั นี้
ใชในชีวิตประจําวนั และถามวา
• นักเรยี นสามารถนาํ หลักธรรม ๔.๑) อุฏฐานสัมปทา หรือความขยันหมั่นเพียร การท่ีเราจะได้สิ่งของ เงินทอง
อิทธิบาท 4 ไปใชในการเรียนได และช่อื เสยี งเกียรติยศนัน้ เราต้องขวนขวาย แสวงหา โดยอาศัยความขยนั หมั่นเพียร เพอ่ื ตอ่ สกู้ ับ
อยา งไรบา ง ความยากลา� บาก จงึ จะประสบความสา� คญั เชน่ นกั กฬี าทต่ี อ้ งการจะมชี อื่ เสยี ง กต็ อ้ งหมน่ั ฝกึ ซอ้ ม
(แนวตอบ มคี วามชอบในวชิ าที่ เสมอ หรือถ้านักเรียนต้องการประสบผลส�าเร็จด้านการเรียน ก็ต้องมีความขยันหมั่นเพียรใน
เรียน ตั้งใจเรียน พยายามศึกษา การศกึ ษา
คน ควาจากแหลง ความรูตา งๆ
เอาใจใสเ รอ่ื งการเรียน และเปน ๔.๒) อารักขสัมปทา หรือการรู้จกั รักษาทรัพย์และประหยดั เมอ่ื เราสามารถสร้าง
ผทู ี่มเี หตผุ ล ใชเหตุผลในการ อนาคต ชื่อเสียง หรือหาทรัพย์มาได้ ถ้าไม่รู้จักรักษาไว้ก็จะเสื่อมหรือหมดไปอย่างรวดเร็ว
ตัดสนิ และแกปญ หา) การรักษาช่ือเสียงน้ัน หมายถึง การหลีกเลี่ยงการกระท�าความชั่วหรืออบายมุข เช่น ไม่ด่ืมสุรา
ไม่เสพยาเสพตดิ ไม่เลน่ การพนนั ทุกประเภท เป็นตน้ ส่วนการรักษาทรพั ย์นนั้ คือ การรจู้ กั ใชจ้ า่ ย
อย่างฉลาด ไม่ฟุ่มเฟอื ย ร้จู ักเกบ็ ออม
2. นักเรียนชวยกันยกตัวอยางบุคคล ๔.๓) กลั ยาณมติ ตตา หรอื การคบคนดเี ปน็ มติ ร การเลอื กคบคนมคี วามสา� คญั มาก
ที่นักเรียนรูจัก ท่ีมีความขยันหมั่น
เพยี รในการประกอบอาชพี และเปน เพราะถา้ เราคบคนชวั่ เปน็ มติ ร อาจทา� ใหเ้ ราตกไปอยใู่ นทางทชี่ วั่ หรอื พบกบั ความหายนะได้ ลกั ษณะ
คนดี ของมิตรที่ดี จึงควรเป็นเพื่อนท่ีคอยช่วยเหลือเตือนสติไม่ให้เราประมาท ยามมีภัยก็ไม่ท้ิงกัน
คอยห้ามไม่ใหเ้ พือ่ นท�าชั่ว แนะน�าแตส่ ิ่งดีๆ และมีสุขทกุ ขร์ ว่ มกนั
๔.๔) สมชวี ติ า หรอื การเลย้ี งชพี ตามสมควรแกก่ า� ลงั ทรพั ยท์ หี่ ามาได้ ในการดา� รง
ขยายความเขาใจ ชีวิตนัน้ ไม่ควรใช้จ่ายทรัพย์อย่างสุรุย่ สุร่าย โดยจะต้องค�านงึ ถึงความจา� เป็นและความเหมาะสม
ดว้ ย หากเราตอ้ งการใหช้ วี ติ สขุ สบายกค็ วรเดนิ ทางสายกลาง เพราะถา้ หากเราไมร่ จู้ กั ใชจ้ า่ ยทรพั ย์
ครูต้งั ประเดน็ อภปิ รายวา ใหเ้ หมาะสมกับรายไดแ้ ลว้ ก็อาจทา� ให้เกดิ ความเดือดรอ้ นทงั้ แกต่ นเองและครอบครวั
• นักเรียนสามารถนําหลักธรรม

ทิฏฐธมั มิกตั ถประโยชน 4
มาใชไ ดอ ยา งไร ๑๖0
(แนวตอบ เชน มีความขยัน
หมน่ั เพียร ใชจ ายอยางประหยดั
โดยคาํ นงึ ถงึ รายรบั ของครอบครวั
รจู กั การออม คบคนดีเปนมิตร ฯลฯ) ตรวจสอบผล นักเรียนควรรู
ใหน กั เรยี นบอกวิธีการปฏิบตั ติ นลงใน
แผนผังความคิด พรอมทั้งบอกประโยชนท ไ่ี ด ครูตรวจสอบความเขา ใจของนกั เรียนจากการ กลั ยาณมติ ตตา ลักษณะของเพือ่ น
จากการปฏบิ ตั ิ ตกแตง ผลงานใหส วยงาม ตอบคําถามตอไปนี้ ทดี่ ี ไดแ ก เพอื่ นทมี่ อี ปุ การะ เพอ่ื นรว ม
สง ครแู ละใหอ าสาสมคั ร2-3คนนาํ เสนอผลงาน ทกุ ขร ว มสขุ เพอื่ นแนะนาํ ประโยชน
- นักเรียนสามารถนําหลักธรรมท่ีสอดคลองกับการ เพือ่ นมีความรกั ใคร
160 คูม อื ครู พฒั นาทย่ี งั่ ยนื มาใชใ นการดาํ เนนิ ชวี ติ ไดอ ยา งไรบา ง

- หากคนไทยนาํ หลกั ธรรมทสี่ อดคลอ งกบั การพฒั นา
ทย่ี งั่ ยืนมาใช สง ผลตอ การพฒั นาประเทศอยา งไร

กระตนุ ความสนใจ สาํ รวจคน หา อธบิ ายความรู ขยายความเขา ใจ ตรวจสอบผล
Engage Explore
Explain

Expand Evaluate

กระตุนความสนใจ

นักเรยี นดภู าพบา นหลงั ใหญทม่ี ี
๓. พุทธธรรมกบั เศรษฐกิจพอเพียง รถยนตราคาแพงจอดอยู แลวถาม
ความรสู ึกของนกั เรยี น
3.๑ ความสา� คญั ของพทุ ธรรมกบั เศรษฐกิจพอเพียง
• เมอื่ ดภู าพแลว นกั เรียนรสู ึก
อยา งไรบา ง
เราจะเห็นว่าแนวความคิดของเศรษฐกิจพอเพียงตามท่ีได้กล่าวมานี้ สอดคล้องกับหลัก • นกั เรยี นตอ งการส่งิ ท่ีปรากฏใน
คา� สอนของพระพุทธศาสนาอยา่ งย่ิง พระพุทธศาสนาสอนวา่ สง่ิ ท่ีดีมคี ่าที่สดุ ในชีวติ นนั้ คอื ความ
สงบทางใจและการหลดุ พน้ จากสง่ิ ยว่ั ยภุ ายนอก ภาพหรือไม เพราะเหตใุ ด
มากทส่ี ดุ เทา่ ทจี่ ะเปน็ ไปได้ พทุ ธธรรมสอนใหพ้ ง่ึ • บา นในความตอ งการของ
ตวั เองใหม้ ากทสี่ ดุ ไมม่ สี งิ่ ศกั ดส์ิ ทิ ธใิ์ ดๆ ทจ่ี ะชว่ ย
นกั เรียนเปน อยางไร

เราไดน้ อกจากการกระทา� ของเราเอง ทกุ คนเคย สํารวจคน หา
ไดย้ นิ คา� สอนเรอื่ ง “ตนเปน็ ทพี่ งึ่ แหง่ ตน” ซงึ่ เปน็
ค�าสอนที่เปน็ ความจริงอยา่ งยงิ่ หากหวงั พง่ึ แต่
คนอืน่ ส่ิงอ่ืน วนั หน่ึงปญั หากจ็ ะเกดิ ขึ้น ใหน ักเรยี นจับคคู น ควา หลักธรรม
นอกจากนี้พระพุทธศาสนาสอนให้เราเดิน ที่สอดคลอ งกับเศรษฐกจิ พอเพียงที่
คนไทยควรนํามาใชใ นการดาํ เนิน
ทางสายกลางและเรียกหลักนี้ว่า “มัชฌิมา ชีวิตในปจ จุบนั 1 หลกั ธรรม บันทึกลง
ปฏิปทา” ในกระดาษ A4 โดยบอกชอื่ หลกั ธรรม
ความหรูหราฟุ่มเฟอยท�าให้เกิดความสุขทางกาย แต่เป็น ความสําคัญ แนวทางการนาํ ไปใช
กอ่ นทพี่ ระองคจ์ ะตรสั รพู้ ระองคเ์ คยทดลอง ความสขุ ท่ีไม่ย่งั ยืนคคววาามมสหขุรทูหี่ไรมา่ยฟ่ังุ่มยเืนฟอยท�าให้เกิดความสุขทางกายแต่เป็น ประโยชนต อตนเองและสงั คม และ
วิธีการต่างๆ ที่คนสมัยนั้นเชื่อกัน เคยทรมาน ผลทีเ่ กิดขน้ึ จากการไมป ฏบิ ัติ
ตวั เอง อดอาหารจนเหลอื แตห่ นงั หมุ้ กระดกู นเ่ี ปน็ สงิ่ สดุ ขวั้ ขา้ งหนง่ึ อกี ขา้ งหนง่ึ นนั้ คอื การมวั เมา
กับความสุขทางกาย ทรงพบว่าทั้งสองนี้ไม่น�าไปสู่การตรัสรู้ จึงไปทดลองปฏิบัติทางสายกลาง
และปรากฏว่าได้ผล แต่เราประยุกต์หลักด้ังเดิมนี้ได้กับทุกอย่าง พระพุทธศาสนามิได้ปฏิเสธ
ความสุขทางกาย แต่เตือนให้ระมัดระวังเพราะความสุขทางวัตถุเป็นสิ่งไม่จีรัง และมิใช่ความสุข อธบิ ายความรู
ชนิดเดยี วท่ีมนุษยจ์ ะสามารถสมั ผสั ได้
1. ครูยกตวั อยา งกรณศี ึกษาเกี่ยวกับ
พระพุทธศาสนามิได้ปฏิเสธความม่ังคั่ง หากความมั่งค่ังน้ันได้มาจากการไม่เบียดเบียน การนาํ หลกั ธรรมมาใชใ นการดาํ เนนิ
ตนเองและผู้อ่ืน ความหรูหราฟุ่มเฟือยก็ไม่มีอะไรผิดส�าหรับปุถุชนทั่วไป แต่ต้องระลึกเสมอ ชวี ติ หรอื คนทไ่ี มป ฏบิ ตั ติ าม
วา่ อาจเส่ือมสูญไปได้ในวนั หนึ่ง หลกั ธรรมมาใหน ักเรยี นชวยกัน
แสดงความคิดเห็น
พระพทุ ธศาสนามิไดเ้ ชดิ ชูความยากจน แต่การท่จี ะพน้ จากความยากจนต้องเปน็ ไปโดยชอบ
ทัง้ นพี้ ระพุทธศาสนาสอนเรือ่ งสนั โดษ คือ ยนิ ดีในสง่ิ ทีต่ นหาได้และเปน็ คนอย่างชอบธรรม ความ 2. ครูถามคาํ ถาม
มกั นอ้ ยเปน็ ธรรมของผสู้ ละโลกถอื บวช แตช่ าวบา้ นจะแสวงหาความสขุ ทางวตั ถใุ หม้ ากขน้ึ ได้ หาก • นักเรียนยดึ หลักธรรมใดในการ
เกิดจากความขยนั หมนั่ เพยี รของตนและไมเ่ บยี ดเบยี นตนหรอื ผอู้ น่ื เชน่ ผทู้ ที่ า� งานพเิ ศษตอนเยน็ ดาํ เนินชวี ติ มวี ธิ กี ารปฏิบัติ
เพอื่ ใหค้ รอบครวั มคี วามเปน็ อยดู่ ขี น้ึ มไิ ดท้ า� อะไรผดิ จากพทุ ธธรรมหากเดนิ สายกลาง อยา่ งไรกต็ าม อยางไร และผลท่ไี ดร ับจากการ
เราตอ้ งเตอื นตนเองเสมอวา่ ตอ้ งรจู้ กั พอ รจู้ กั ประมาณวา่ แคไ่ หนพอเพยี ง ซง่ึ แตล่ ะคนอาจไมเ่ หมอื นกนั ปฏบิ ตั เิ ปนอยางไร

3. นกั เรยี นรว มกันอภปิ รายถงึ ความ
สําคัญและการปฏิบัติตามคาํ สอน
๑๖๑ “ตนเปนทีพ่ ง่ึ แหง ตน และทาง

สายกลาง” ครูถามคําถาม
• นกั เรียนมีความคดิ เหน็ อยา งไร
กบั คาํ พดู ทว่ี า เงนิ เปน ปจ จยั ท่ี 5 ทมี่ นษุ ยจ ะตอ งทาํ ทกุ วถิ ที างเพอื่ ใหไ ดม า
(แนวตอบ เงินมคี วามสาํ คัญในการดําเนนิ ชวี ิตใหมคี วามสะดวกสบาย
แตไมจาํ เปนตอ งมมี ากจนเกินไป หรอื ตองทําทกุ ทางเพอื่ ใหไดเ งินมา
เพราะความสขุ ทีแ่ ทจ รงิ ของชีวติ คือ การมีสุขภาพกาย ใจ ท่ีสมบูรณ
มคี รอบครัวที่อบอุน)

คมู ือครู 161

กระตนุ ความสนใจ สํารวจคน หา อธบิ ายความรู ขยายความเขา ใจ ตรวจสอบผล

Engage Explain

Explore Expand Evaluate

กระตนุ ความสนใจ (ยอจากฉบบั นกั เรียน 20%)

ครูยกตัวอยางบคุ คล เร่ืองเลา หรอื พระพุทธศาสนาสอนใหคนแขงขันกันในเรื่องของการทําความดี มีความเอื้อเฟอตอผูอื่น
นิทานท่เี ก่ยี วกบั ความสันโดษ ให ชยั ชนะทไ่ี ดจ ากการทาํ ผดิ ศลี ธรรม มใิ ชส ง่ิ ทจ่ี ะไดร บั การสรรเสรญิ จากพระพทุ ธศาสนา การแกง แยง
นักเรียนชวยกนั แสดงความคิดเห็น ประหัตประหารกันนัน้ เกิดจากความโลภ พระพทุ ธศาสนาสอนใหร ะงบั และลดความโลภเพอื่ ความ
และบอกขอคิดท่ีไดรับจากเรื่องท่ีฟง เปนศตั รูในหมูมนุษยจะไดนอ ยลง

อธบิ ายความรู ๓.๒ หลักธรรมทสี่ อดคลองกับเศรษฐกจิ พอเพียง

1. นักเรียนอภิปรายหลักธรรม ความ ๑) ความสนั โดษ คอื การรจู กั ยบั ยงั้ ความปรารถนาของตนใหอ ยใู นขอบเขตทเี่ หมาะสม
สนั โดษ ในพจนานุกรมพุทธศาสตร พระราชวรมุนี (ประยุทธ ปยุตฺโต)* ไดใหคําจํากัดความของสันโดษ
ไวว า “ความเอบิ อมิ่ พงึ พอใจในผลสาํ เรจ็ ทไ่ี ดส รา งขนึ้ หรอื ในปจ จยั ลาภทแ่ี สวงหามาไดด ว ยเรย่ี วแรง
2. ครูจัดกิจกรรมปุจฉา-วิสัชนา โดย ความเพยี รพยายามของตนเองโดยทางชอบธรรม” ความสนั โดษมไิ ดห มายถงึ การอยเู ฉย ไมขวนขวาย
ยกกรณีศกึ ษาของบคุ คลตา งๆ แลว ไมกระตือรือรนท่ีจะสรางชีวิตใหกาวหนาขึ้นไปเร่ือยๆ แตหมายถึงความยินดีในส่ิงที่ตนมีอยูและ
ตงั้ คาํ ถามวา บคุ คลเหลา นน้ั มคี วาม ไมดิ้นรนเกินไป เพอ่ื แสวงหาส่ิงตางๆ โดยถูกตองตามทาํ นองคลองธรรม สนั โดษมี ๓ อยา ง คอื
สนั โดษหรอื ไม ใหน ักเรียนตอบ ๑.๑) ยถาลาภสนั โดษ หมายถงึ ความยินดตี ามทไี่ ดม าโดยชอบธรรม คอื ไดอะไร
พรอ มแสดงเหตุผลและชว ยกนั มาเทา ใดกย็ นิ ดเี ทา นนั้ ไมไ ดห มายความวา ไมใ หพ ยายามขวนขวายหาใหไ ดม ากกวา น้ี แตห มายความ
แกไ ขพฤตกิ รรมใหม

วา เมื่อทาํ ลงไปแลว ไดมาแคนกี้ ็อยาไปตโี พยตีพาย ส่งิ ที่เกดิ ขนึ้ แลว เปนเรอื่ งของอดีต ถงึ จะเสียใจ
สักแคไหนกไ็ มส ามารถเปล่ียนแปลงอดีตได เรอ่ื งสําคัญคอื อนาคต เพราะเราอาจเอาชนะไดด ว ย
ขกอารงตทนาํ งาถนอื ดเปว นยคกวาารมดหํารมงน่ั ตเนพโยี ดรยอสตุ ันสโาดหษะตามความสามารถ

ความอุตสาหะ สิง่ ทผ่ี า นไปแลว เราเอาชนะมนั ไมได แตอาจใชเ ปน บทเรยี นได
๑.๒) ยถาพลสนั โดษ หมายถงึ
ความยินดีตามกําลังท่ีตนมีอยู คนเราเกิดมามี
ความสามารถไมเ ทา กนั บางคนแขง็ แรง บางคน
ออนแอ บางคนฉลาด บางคนโง คนท่ีเกิดมา
ตวั เล็กและเตยี้ ถา อยากจะเปน นักบาสเกตบอล
ทีมชาตกิ เ็ รียกวา “ไมม สี ันโดษ” เขาควรจะรูจกั
ประมาณกําลังของตน คนท่ีไมรูจักประมาณ
ความสามารถของตนนั้นชิีวิตจะไมเปนสุข แต
กาํ ลงั ความสามารถหรอื สตปิ ญ ญาของคนนน้ั จะ
พฒั นาใหด ขี นึ้ ได แตก ต็ อ งมสี ตสิ าํ รวจตนเองอยู
การทาํ งานดว ยความหมน่ั เพยี รอตุ สาหะตามความสามารถ เสมอวากําลังของตนมีมากนอยแคไหน อยา
ของตน ถือเปนการดํารงตนโดยสนั โดษ สําคัญตนผิด แตก็ไมค วรดูถูกตวั เองดว ย

* พระราชวรมนุ � (ประยทุ ธ ปยตุ โฺ ต) ไดร บั พระราชทานสมณศกั ดเ์ิ ปน พระเทพเวทเี มอ่ื พ.ศ. ๒๕๓๐ พระธรรมปฎ กเมอื่ พ.ศ. ๒๕๓๖

พระพรหมคุณาภรณเ มื่อ พ.ศ. ๒๕๔๗ และสมเด็จพระพทุ ธโฆษาจารยเ มอ่ื วนั ท่ี ๕ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๕๙

๑๖๒

162 คูม ือครู

กระตนุ ความสนใจ สาํ รวจคนหา อธบิ ายความรู ขยายความเขา ใจ ตรวจสอบผล
Expand

Engage Explore Explain Evaluate

๑.๓) ยถาสารุปปสันโดษ หมายถึง ความยินดีตามสมควรแก่ภาวะความเป็นอยู่ ขยายความเขา ใจ
ของตน คนเราย่อมมหี นา้ ท่ีการงานแตกตา่ งกัน ดังนนั้ ความเปน็ อยู่ของแต่ละคนจะให้เหมอื นกัน
หมดย่อมเป็นไปไม่ได้ แต่ไม่ได้หมายความว่าเราจะต้องงอมืองอเท้าเป็นอยู่อย่างเดิมตลอดไป ครตู ้ังประเด็นใหน กั เรียนอภิปราย
แต่หมายความว่า ยินดีในความเป็นอยู่ปัจจุบันและขวนขวายเปลี่ยนแปลงความเป็นอยู่ให้ดีขึ้น วา
เทา่ ทจ่ี ะเป็นได้ ผ้ทู ข่ี วนขวายในส่ิงซ่งึ เปน็ ไปไม่ได้น้ัน เรยี กวา่ “ไม่มสี นั โดษ”
ดงั นัน้ ความร้จู กั พอหรือสนั โดษจึงมไิ ดห้ มายความวา่ เกยี จคร้าน ไม่แสวงหาอะไร • ความไมก ระตอื รอื รน งอมอื งอเทา
เพม่ิ เตมิ ใหแ้ กช่ วี ติ แตห่ มายความวา่ ในการพยายามแสวงหาสง่ิ ใหมใ่ หก้ บั ตนนนั้ ตอ้ งรจู้ กั ประมาณ ไมด้ินรนขวนขวายหาทรัพยกับ
วา่ เป็นไปไดเ้ พยี งใด และถูกตอ้ งตามท�านองคลองธรรมหรอื ไม่ เช่น นกั เรียนคนหน่งึ มคี วามขยัน ความสนั โดษเหมอื นหรอื แตกตา ง
ในการเรยี นพอสมควร แตผ่ ลการสอบกลบั ไดท้ เ่ี กอื บสดุ ทา้ ยทกุ ครง้ั ถา้ เขาไมพ่ อใจกบั สง่ิ ทเ่ี ขามอี ยู่ กนั อยา งไร
จงึ ตัง้ ความหวงั ไวว้ ่าคราวหน้าจะต้องสอบใหไ้ ดท้ ่ี ๑ และเมือ่ เห็นวา่ จะเปน็ ไปไม่ได้ก็เลยคดิ ทุจริต (แนวตอบ แตกตา งกัน ความ
เช่นนี้เรียกว่า “ไม่มีสันโดษ” แต่ถ้าส�ารวจตัวเองแล้วเห็นว่ายังขยันน้อยไป หรือมาส�ารวจดูว่า สนั โดษมเี จตนาเพอ่ื ใหค นรจู กั พอ
วิธีเรียนของตนนั้นยังไม่ถูกต้อง แล้วพยายามปรับปรุงเพื่อจะสอบให้ได้คะแนนหรือระดับดีข้ึน ทาํ อะไรไมเ กนิ ตวั รจู กั ยบั ยง้ั ชงั่ ใจ
มีสติ ไมเห็นแกตวั ไมเ อาเปรยี บ
ผอู น่ื มคี วามตอ งการในสงิ่ ตา งๆ
ใหพ อเหมาะกบั ฐานะ สถานภาพ
ของตน แตส นั โดษไมใ ชก ารไมท าํ
อะไรเลย)

เช่นนีเ้ รยี กวา่ มสี ันโดษได้
คณุ คา่ ของความสนั โดษ ความสนั โดษหรอื การรจู้ กั พอนนั้ มคี ณุ คา่ มหาศาลแกช่ วีิ ติ
คนที่ไม่รู้จักพอและไม่รู้จักประมาณตนนั้น ย่อมมีแต่ความกระวนกระวายวิตกกังวลหาความสงบ
ขกอารงตทนา� งาถนอื ดเปว้ ็นยคกวาารมดหา� รมงนั่ ตเนพโยี ดรยอสตุ ันสโาดหษะตามความสามารถ

สขุ มไิ ด้ สว่ นคนทส่ี นั โดษนนั้ ยอ่ มมคี วามสขุ ในชวิี ติ รจู้ กั ปรบั ปรงุ ชวี ติ ใหด้ ขี น้ึ ตามกา� ลงั ความสามารถ
และภาวะท่ีเป็นอยู่ ไม่เพ้อฝันในสิ่งที่ไกลซ่ึงเป็นไปไม่ได้ จะท�าให้ชีวิตมีความมั่นคง โดยท่ัวไป
ความอยากและความโลภของมนษุ ยน์ ั้นเกดิ ได้เร่ือยๆ ไมม่ ที ีส่ นิ้ สุด แตค่ วามสามารถของแต่ละคน
มีขอบเขตจา� กัด
คนทีไ่ ม่รจู้ ักพอ คอื คนท่ีอยาก
ไดอ้ ยากมี โดยไมค่ า� นงึ ถงึ สภาพของตน เมอ่ื เปน็
เช่นน้ีความอยากหรือความละโมบก็อาจชักน�า
เขาให้กระท�าผิด เพราะเม่ือความสามารถหรือ
ก�าลังและสติปัญญาของตนไม่สามารถสนอง
ความอยากได้ก็ย่อมหาช่องทางอื่นท่ีจะให้ได้
สมปรารถนา ซ่งึ กม็ กั จะเปน็ การกระท�าที่ทุจรติ
เช่น ฉ้อราษฎร์บังหลวงหรอื ลกั ขโมย เปน็ ตน้
ดงั นน้ั การไม่รู้จักพอ นอกจากจะท�าให้ตัวเอง
วนุ่ วายแลว้ ยงั ทา� ใหส้ งั คมปราศจากความสงบสขุ การต้ังใจเรียนและขยันอ่านหนังสือ โดยรู้จักวิธีเรียนของ
อกี ดว้ ย ตนเองอย่างถกู ต้อง เรยี กว่า มสี ันโดษ

๑๖3

คูมือครู 163

กระตนุ ความสนใจ สาํ รวจคน หา อธิบายความรู ขยายความเขา ใจ ตรวจสอบผล

Expand

Engage Explore Explain Evaluate

ขยายความเขา ใจ (ยอ จากฉบับนักเรยี น 20%)

ครใู หน ักเรียนเขยี นเลาถงึ การ ความสันโดษเป็นจุดเริ่มต้นให้คนเราท�าประโยชน์ให้แก่เพ่ือนมนุษย์ คนสันโดษ
ปฏบิ ัติตนสันโดษตามแนวทางวถิ ี คอื คนทร่ี จู้ กั ยบั ยง้ั ความอยากและแสวงหาสง่ิ ตา่ งๆ มาใหต้ นเองในขอบเขตทเ่ี หมาะสม การนกึ ถงึ
พุทธ ความยาวครึง่ หนา กระดาษ A4 ตวั เองน้อยยอ่ มเปน็ จดุ เริม่ ตน้ ให้นึกถงึ ผอู้ น่ื ดังนน้ั คนสันโดษจงึ มกั จะเอ้อื เฟ้ือเหน็ อกเห็นใจเพือ่ น
นําเสนอใหเพอื่ นในช้นั เรียนฟง มนษุ ย์ สว่ นคนทไ่ี มร่ จู้ กั พอนนั้ มกั นกึ ถงึ ตวั เองกอ่ น ความคดิ อยากทา� ประโยชนใ์ หแ้ กผ่ อู้ นื่ จงึ เกดิ ได้
ยาก ซึ่งนบั ได้ว่าความสนั โดษเปน็ คณุ ธรรมท่ีมีคุณค่าท้ังแกต่ ัวเองและสังคม
เกรด็ แนะครู
การพัฒนาความสันโดษ เมื่อความสันโดษหรือความรู้จักพอเป็นคุณธรรมท่ีมีค่า
ครูควรอธิบายเพิ่มเติมวิธีการสราง เราก็ควรหาวธิ ีท่ีจะสง่ เสรมิ ให้เกิดขึน้ ในอุปนิสัยของเรา
สันโดษตามแนวทางของพระสัมมา-
สัมพุทธเจา เชน เรมิ่ จากการใชเ้ หตผุ ลพจิ ารณาความเปน็ จรงิ ของชวี ติ ความเปน็ จรงิ มอี ยวู่ า่ มนษุ ย์
1. ใหห มนั่ พจิ ารณาถงึ ความแก ความ ไม่สามารถสนองความอยากของตนได้เสมอไป แม้จะสมอยากในเรื่องหน่ึงแล้ว แต่ความอยาก
ในเร่อื งอืน่ ก็จะตามมาทนั ที ไม่มใี ครได้ทกุ สิ่งทีต่ นตอ้ งการ ท้งั นีเ้ พราะความตอ้ งการของคนไมม่ ที ่ี
เจบ็ ความตาย อยูตลอดเวลา วา สิ้นสุด ความต้องการในสิ่งที่ไกลเกินความเป็นจริงน้ัน รังแต่จะท�าลายความสุขสงบของตนเอง
เราจะหลกี เลยี่ งจากส่งิ เหลา นไี้ ป ความสนั โดษนน้ั เปน็ อัตราส่วนระหว่างสิง่ ท่เี รามีอยูก่ บั สิง่ ทเ่ี ราต้องการ
ไมไ ด ถึงด้ินรนหาเงนิ ทองมาก
เทาไรกน็ ําติดตัวไปไมได ความสนั โดษ = ส่ิงทีเ่ รามี
2. ใหร ูจักประมาณในการบริโภค สิง่ ทีเ่ ราต้องการ
อาหาร กนิ เพือ่ อยู ไมใ ชอ ยูเ พ่อื กิน
เปนการฝก สนั โดษขน้ั พื้นฐานท่ีเรา เมอื่ ใดทเี่ รามีความตอ้ งการ ๑๐ หนว่ ย และมีส่ิงตา่ งๆ ๑๐ หนว่ ย ความพอใจของ
ตอ งปฏิบัติอยทู กุ วัน เรากเ็ ต็มบรบิ ูรณ์ เมอ่ื ใดความตอ้ งการของเรามี ๒๐ หน่วย แตส่ ิง่ ทมี่ ีอยมู่ ีเพยี ง ๑๐ หน่วย เราก็
3. ใหหมั่นใหทานอยูเสมอๆ เปนการ มคี วามสขุ เพยี งครงึ่ เดยี ว การเพมิ่ ความสขุ ความพอใจใหแ้ กค่ นนน้ั ทา� ได้ ๒ ทาง ทางแรกตอ้ งดน้ิ รน
ฆา ความตระหน่ี ความโลภในตวั หาส่ิงของและทรัพย์สมบัติมาเพิ่มข้ึนให้เท่ากับความต้องการ ทางท่ีสอง ต้องพยายามลดความ
ไปทีละนอ ยๆ เมอื่ ทําบอยๆ ความ ตอ้ งการลง ทางแรกทา� ไดย้ ากและอาจเปน็ ไปได้ สว่ นทางที่ ๒ อยใู่ นอา� นาจของคนทกุ คนทจี่ ะหยดุ
สันโดษกจ็ ะเกดิ ขนึ้ ยัง้ ตนเอง การรูจ้ ักพอจึงเปน็ ทางทส่ี า� คญั ทางหน่งึ ทีจ่ ะทา� ใหเ้ กิดความสุขแก่ชีวิต
4. ใหหมั่นรักษาศีล โดยเฉพาะศีล 8
ผทู ี่รกั ษาศีล 8 จะชว ยใหเกิดความ เม่ือเห็นแล้วว่าความสันโดษเป็นสิ่งมีค่า ก็ต้องพยายามปฏิบัติให้เป็นไปตามนั้น
สันโดษในหลายเรอ่ื ง เชน ศีลขอ 7 ตอ้ งพยายามหาความสขุ ประเภททไี่ มข่ น้ึ อยกู่ บั วตั ถสุ ง่ิ ของ ยง่ิ เราเอาความสขุ ของเราไปผกู พนั กบั
ทําใหสันโดษในเรื่องเครื่องนุงหม วตั ถสุ งิ่ ของมากเทา่ ใด เรายงิ่ ตอ้ งดนิ้ รนหามนั มาเปน็ สมบตั ขิ องเรามากขน้ึ เทา่ นน้ั ความสขุ ทอ่ี าศยั
การแตงเนือ้ แตง ตัว วัตถุส่งิ ของนอ้ ย เชน่ การอา่ นหนังสือ การสนทนา การไปฟังปาฐกถาหรือการอภิปราย การฟัง
5. ใหหมน่ั ทําสมาธเิ ปนประจํา เมือ่ ทํา ดนตรี และอน่ืี ๆ อกี มากมายตามแตอ่ ธั ยาศัยของแต่ละคน การช่นื ชมกับเร่ืองทา� นองน้ีจะช่วยให้
สมาธอิ ยา งสมา่ํ เสมอจติ ใจกจ็ ะสงบ เราด้นิ รนและละโมบนอ้ ยลงโดยทางออ้ ม
นมุ นวลขน้ึ ความอยากเดน อยากดงั
หรืออยากไดในทางที่ไมชอบก็จะ
คอยๆ หายไป

๑๖4

164 คูมอื ครู

กระตุนความสนใจ สํารวจคนหา อธิบายความรู ขยายความเขา ใจ ตรวจสอบผล
Expand Evaluate

Engage Explore Explain

การสร้างสันโดษอีกทางหนงึ่ คอื พยายามฝกึ ฝนให้มคี วามพอใจกับตนเอง มากกวา่ ที่ ขยายความเขา ใจ
จะพอใจกับส่ิงที่อยู่นอกกาย การพอใจกับความสามารถแฝงท่ีอยู่ในตัว แล้วแสดงความสามารถ
ออกมาในรูปแบบต่างๆ ซึ่งแต่ละคนอาจไม่เหมือนกัน เช่น เล่นกีฬา วาดรูป เล่นดนตรี เขียน 1. นักเรียนแสดงความคดิ เหน็ วา
หนังสือ ปลูกต้นไม้ เป็นต้น คนท่ีพอใจในการท่ีได้แสดงความสามารถของตนออกมา ย่อมมี “ความมักนอย สงผลดผี ลเสีย
แนวโน้มทีจ่ ะมีความสนั โดษเองอย่างไม่รสู้ ึกตวั อยา งไร”

๒) ความมกั นอ้ ย มศี พั ทท์ างพระพทุ ธศาสนาคา� หนง่ึ คอื “อปั ปจิ ฉกถา” แปลวา่ ความ 2. ครูยกตัวอยา งปญหาการทจุ ริต
คอรร ปั ชนั ในโครงการพฒั นาตา งๆ
ตอ้ งการนอ้ ยหรอื ความมกั นอ้ ย ธรรมขอ้ นพ้ี ระพทุ ธเจา้ ทรงบญั ญตั ใิ หพ้ ระภกิ ษสุ งฆย์ ดึ ถอื พระสงฆ์ ทาํ ใหส งผลกระทบตอความเปนอยู
นน้ั จา� ตอ้ ง “มกั นอ้ ย” มฉิ ะนน้ั จะไมม่ เี วลาศกึ ษาพระธรรมคา� สอนและเผยแผพ่ ระพทุ ธศาสนา คฤหสั ถ์ ของคนในสงั คม ซึ่งเกดิ จากความ
จึงไม่จ�าเป็นต้องมักน้อย คนท่ัวไปสามารถแสวงหาเงิน แสวงหาเกียรติได้ หากได้มาโดยวิธีการ มักมากของผูท ี่เกีย่ วของ
ท่ชี อบ พระพุทธศาสนามไิ ด้สอนใหค้ นทวั่ ไป “มกั นอ้ ย” และก็มิได้สอนให้ “มกั มาก” จนตอ้ งทจุ รติ - ใหนักเรยี นวิเคราะหสาเหตุ
หรอื ท�าเกนิ วสิ ัยของตน แต่สอนใหอ้ ยากไดใ้ นสิ่งทคี่ วรไดค้ อื สนั โดษนั่นเอง ผลกระทบ และการแกป ญ หาโดย
ใชห ลกั ธรรมท่สี อดคลอ งกบั
กล่าวสรปุ ได้วา่ เศรษฐกจิ พอเพียง
เศรษฐกิจพอเพียงเป็นอีกแนวทางหนึ่งที่ช่วยแก้ปัญหาทางเศรษฐกิจให้เบาบางลงได้
โดยปฏบิ ตั ติ ามทางสายกลาง มีความพอดี ไม่ฟุ้งเฟ้อ รจู้ กั พง่ึ พาตนเอง โดยน�าเอาทรพั ยากร ตรวจสอบผล
ท่ีมีอยู่มาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดในการด�าเนินชีวิต ไม่พยายามพ่ึงพาปัจจัยภายนอกที่เรา
ไมไ่ ดเ้ ปน็ เจา้ ของและคา� นงึ ถงึ ปจั จยั พน้ื ฐานในการดา� เนนิ ชวี ติ เปน็ สา� คญั อนั เปน็ แนวทางปฏบิ ตั ิ 1. ใหน กั เรยี นเขยี นเรยี งความในหวั ขอ
ท่สี อดคล้องกบั หลักธรรมคา� สอนของพระพุทธศาสนาอยา่ งแทจ้ ริง “ความพอเพียงของฉัน” โดยใหมี
คําเหลา นี้อยใู นเรยี งความ ไดแก
พอประมาณฟมุ เฟอ ยทางสายกลาง
สุจริต ในวยั เรียน ขยัน อยูดีกนิ ดี
พอเพียง พระพุทธศาสนา ยากจน
มีเหตุผล มคี วามสุข มีคณุ ธรรม
ครตู รวจสอบถูกตองของหลักการ
เขยี นเรยี งความ การนาํ คาํ ทก่ี าํ หนด
ใหมาเขียนไดอ ยา งถูกตอง และ
นกั เรยี นสามารถปฏบิ ตั ิไดจรงิ

2. ตรวจความถกู ตอ งจากการ
ตอบคาํ ถามประจําหนว ย

165

คมู อื ครู 165

กระตุนความสนใจ สาํ รวจคน หา อธิบายความรู ขยายความเขาใจ ตรวจสอบผล

Engage Explore Explain Expand Evaluate

เกร็ดแนะครู (ยอจากฉบับนักเรยี น 20%)

(แนวตอบ คาํ ถามประจาํ หนวย ค า� ถามประจ า� หนว่ ยการเรียนรู้
การเรียนรู
1. เชน มัชฌมิ าปฏปิ ทา การเดินสาย ๑ หลักธรรมใดที่สอดคลอ้ งกับเศรษฐกจิ พอเพยี ง จงยกตวั อย่าง พรอ้ มอธิบาย
กลาง ไมต ึงหรือหยอนจนเกนิ ไป ๒ พระพทุ ธศาสนามสี ว่ นชว่ ยในการแก้ไขปญั หาและพฒั นาได้อย่างไร
ใชช วี ติ แบบพอเพียง ไมท าํ อะไร ๓ หลกั ธรรมใดสอดคลอ้ งกบั การพฒั นาท่ยี งั่ ยืน จงยกตัวอยา่ ง พร้อมอธิบาย
เกนิ ตวั แตไ มไ ดป ฏเิ สธความมง่ั คง่ั ๔ การเดินทางสายกลางตามค�าสอนของพระพทุ ธศาสนามปี ระโยชนอ์ ยา่ งไร
วตั ถุเพยี งแตใ หอ ยใู นความเหมาะสม ๕ ความสนั โดษสามารถชว่ ยนักเรียนในเรอื่ งใดไดบ้ ้าง
2. เม่ือคนในสังคมนําหลักธรรมมาใช
ท้ังในการคิดและปฏิบตั ิ คนท่นี ํา กจิ กรรมสรา้ งสรรคพ์ ฒั นาการเรยี นรู้
หลกั ธรรมมาใชจ ะมีสติปญ ญาท่ี
ฉลาด มีใจท่ีมัน่ คง มรี า งกายที่ กิจก๑รรมท่ี นกั เรยี นยกตวั อยา่ งหลกั ธรรมทส่ี อดคลอ้ งกบั เศรษฐกจิ พอเพยี ง แลว้
แขง็ แรง จะทาํ ใหส ามารถแกป ญ หา กจิ ก๒รรมท่ี ออกไปรายงานหน้าช้นั เรยี น
และพฒั นาสงั คมไทยได เขียนเรียงความหัวข้อ “พระพุทธศาสนากับการพัฒนาที่ยั่งยืน”
3. โดยการนําหลักธรรมมาใชในการ กิจกรรมที่ มา ๑ หนา้ กระดาษ A4
ดาํ เนนิ ชวี ติ และแกป ญ หาตา งๆ เชน นักเรียนจัดสัมมนาเรื่องพระพุทธศาสนากับปรัชญาเศรษฐกิจ
การนําหลักไตรสิกขามาใชเพื่อให ๓ พอเพยี งและการพัฒนาทีย่ ่ังยืน
คนมีศีลในการใชชีวิต มีสมาธิใน
การพฒั นาจติ ใจ มปี ญญาในการ
คิดทําสิง่ ทีถ่ ูกตอ ง ทําใหเ ปนคนท่ี
มีคุณภาพ พรอ มดวยความมนั่ คง
ทางดา นจติ และกาย พรอมในการ
ทาํ สงิ่ ตา งๆ
4. ทําใหเรามสี ติ ไมป ระมาทในการ
ดาํ เนนิ ชวี ติ ไมย ดึ ตดิ กบั วตั ถุ จนทาํ
ทกุ สง่ิ ทกุ อยา งเพอ่ื สง่ิ ทต่ี นเองตอ งการ
จนเกินกาํ ลังความสามารถของตน
5. ชว ยใหม สี ติในการดาํ เนนิ ชีวิต มี
ความสขุ ในการดําเนินชวี ติ ไมโลภ
และปรับปรงุ ตนอยเู สมอ)

นักเรยี นควรรู พุทธศาสนสุภาษติ

อตตฺ า หิ อตตฺ โน นาโถ อา นวา ͵µÚ Ò ËÔ ÍµµÚ â¹ ¹Òâ¶ : µ¹áÅ໚¹·Õ¾è è§Ö ¢Í§µ¹
อดั -ตา-หิ-อดั -ตะ-โน-นา-โถ ๑๖๖

หแสลดักงฐผานลการเรียนรู

เรียงความเรอื่ ง “ความพอเพยี งของฉนั ”

166 คมู อื ครู

กระตนุ ความสนใจ สํารวจคน หา อธิบายความรู ขยายความเขาใจ ตรวจสอบผล

Engage

Explore Explain Expand Evaluate

๙หนว่ ยการเรียนรู้ท ่ี เปา หมายการเรยี นรู
ศาสนา
1. อภิปรายถึงวถิ กี ารดาํ เนินชวี ติ
กับการอยรู ว มกัน ของศาสนกิ ชนในศาสนาตางๆ
ในประเทศไทย
2. วิเคราะหค วามแตกตา งของการ
ตัวชว้ี ัด ดําเนนิ ชีวติ ของศาสนกิ ชนใน
ศาสนาตางๆ ในประเทศไทย
● วิเคราะห์ความแตกต่างและยอมรับวิถี
การดา� เนนิ ชวี ติ ของศาสนกิ ชนในศาสนาอน่ื ๆ กระตุนความสนใจ
(ส ๑.๑ ม.๓/๑๐)
ใหน กั เรยี นดภู าพหนา หนว ย ใหช ว ย
สาระการเรยี นรแู้ กนกลาง กันบอกวาเกีย่ วของกบั ศาสนาใดบาง

● วถิ กี ารดา� เนนิ ชวี ติ ของศาสนกิ ชนศาสนาอนื่ ๆ (แนวตอบ ท้งั 4 ภาพเก่ยี วขอ งกบั
ศาสนาตา งๆ ไดแก
ÈÒʹҷءÈÒʹÒŌǹÁÕ¤ÇÒÁÊíÒ¤ÑÞµ‹Í¡ÒÃÍÂًËÇÁ¡Ñ¹
ã¹Êѧ¤Á «§èÖ áÁŒ¨Ðµ‹Ò§ÈÒʹҡ¹Ñ ᵋ¡çäÁ‹ä´·Œ íÒãËàŒ ¡Ô´»˜ÞËÒ - พระพทุ ธรูปเกี่ยวขอ งกับ
㹡ÒÃÍÂË٠Nj Á¡¹Ñ µÒ‹ §¤¹µÒ‹ §ÁÇÕ ¶Ô ¡Õ ÒôÒí à¹¹Ô ªÇÕ µÔ ·áÕè µ¡µÒ‹ §¡¹Ñ พระพุทธศาสนา
Í͡仵ÒÁáµÅ‹ ÐÈÒÊ¹Ò ¡ÒÃàÃÂÕ ¹ÃȌ٠ÒʹÒ͹×è ·Òí ãËàŒ ÃÒà¢ÒŒ ã¨
áÅÐÊÒÁÒö»¯ÔºÑµÔµ¹ä´ŒÍ‹ҧàËÁÒÐÊÁµ‹ÍÈÒʹԡª¹Í×è¹ - พระเยซเู กย่ี วของกบั ศาสนา
¶Ö§áÁŒÇÒ‹ ¤¹ä·Â¨Ð¹Ñº¶×ÍÈÒʹҷèÕᵡµÒ‹ §¡Ñ¹ ᵋ¡Êç ÒÁÒö คริสต
ÍÂًËÇÁ¡Ñ¹ã¹Êѧ¤Á䴌͋ҧÊѹµÔÊØ¢ à¾ÃÒе‹Ò§¡çÂÖ´Áèѹã¹
ËÅÑ¡¸ÃÃÁ¤Òí Ê͹¢Í§ÈÒʹҷÕèµ¹¹Ñº¶Í× - คุรุนานกั เกย่ี วของกบั ศาสนาสขิ
- เทพเจา เกี่ยวของกบั ศาสนา

พราหมณ-ฮินด)ู

เกรด็ แนะครู

ครคู วรจดั การเรยี นรโู ดยใหน กั เรยี น
ศึกษาประวัติ หลักธรรม พิธกี รรม
ของศาสนาครสิ ต อสิ ลาม พราหมณ-
ฮนิ ดู เพมิ่ เตมิ และจดั กิจกรรมการ
เรียนรโู ดย

• ตง้ั ประเดน็ อภิปราย
• ทาํ กิจกรรมกลมุ
• สํารวจการนับถอื ศาสนาของคน
ในชมุ ชนของตน
เพอื่ ใหน กั เรยี นเขา ใจวถิ กี ารดาํ เนนิ
ชีวิตของคนในแตละศาสนา เพ่ือการ
อยรู ว มกนั อยา งสนั ตสิ ขุ

คมู อื ครู 167

กระตนุ ความสนใจ สาํ รวจคน หา อธบิ ายความรู ขยายความเขาใจ ตรวจสอบผล
Engage Explore
Explain

Expand Evaluate

กระตนุ ความสนใจ (ยอจากฉบบั นกั เรยี น 20%)

1. ครูเลาถึงกิจวัตรประจําวันของตน ๑. วิถีการด�าเนนิ ชวี ติ ของพทุ ธศาสนิกชน
ทเ่ี กย่ี วขอ งกบั ศาสนา เชน ตกั บาตร พระพทุ ธเจ้าได้ตรสั ไว้วา่ บคุ คลผู้ใฝป่ ระโยชน์ ควรศึกษาบญุ เพราะบุญจะเอ้ืออา� นวยให้เกิด
ตอนเชา ไปทาํ บญุ ทว่ี ดั ไปทอดกฐนิ ความสขุ ข้ึนในโลก ทา� ใหโ้ ลกปราศจากการเบยี ดเบยี น การศึกษาบุญจึงเป็นหลักทีพ่ ุทธศาสนกิ ชน
ทอดผา ปา ไปงานบวช ฯลฯ แลว ยึดถือเปน็ วิถีการด�าเนินชวี ิต
ถามนกั เรยี นวา ในแตล ะวนั นกั เรยี น
ไดท าํ กิจกรรมอะไรท่เี ก่ียวเนอื่ งกบั การศึกษาบุญ หรือ “ปุญญสิกขา” หมายถึง การฝึกฝน ฝึกหัด การหม่ันท�าความดีให้
ศาสนาบา ง เจริญงอกงามในจิตใจ มี ๓ ประการ คือ ทาน ศีล และภาวนา ซึ่งเป็นเร่ืองของการปฏิบัติ
เรียกวา่ “บุญกริ ิยาวตั ถุ ๓” บุญ แปลวา่ ความดี กริ ิยา แปลว่า การกระท�า วตั ถุ ในที่น้แี ปลว่า
2. ครใู หน กั เรยี นดภู าพจากหนงั สอื เรยี น ทีต่ ั้งหรอื หลกั บญุ กิริยาวัตถุ ๓ จงึ แปลว่า ทต่ี ้งั หรอื หลกั การท�าความดี
หนา 168 แลวถามนักเรยี นวา
• แสดงถงึ ความเปน คนไทย ทาน ศีล สมาธิ เป็นหลักปฏิบัติท่ีช่วยให้เอาชนะใจตัวเอง ชนะกิเลสในจิตใจ การให้ทาน
อยา งไร เปน็ การเอาชนะความโลภหรอื โลภะ การมศี ลี เปน็ การเอาชนะความโกรธหรอื โทสะ และการภาวนา
(แนวตอบ มีความเอ้ือเฟอเผ่ือแผ เปน็ การเอาชนะความหลงไมร่ ู้จริงหรือโมหะ ทง้ั หมดจึงถอื ว่าเป็นการกระท�าบญุ
ชว ยเหลอื กนั มนี ้ําใจ โดยเฉพาะ
เมอื่ มีคนเดือดรอ น คนไทยไม ๑.๑ การท�าบญุ ดว้ ยการใหท้ าน
ทง้ิ กนั )
• พฤตกิ รรมดังกลาวเก่ยี วเนือ่ งกับ ทาน หมายถงึ การเออื้ เฟอ้ื เผื่อแผ่แบง่ ปันกัน ความต้ังใจทีจ่ ะสละหรอื บริจาค การมีเจตนา
พระพทุ ธศาสนาอยางไร ทจี่ ะไมเ่ บียดเบียน การต้ังใจจะบริจาคสงิ่ ของให้ผู้อืน่ เพ่ือชว่ ยเหลอื เผ่ือแผก่ ัน แบง่ เป็น ๒ ประเภท
(แนวตอบ คนไทยสว นใหญนบั ถือ คือ อามิสทาน และธรรมทาน
พระพทุ ธศาสนา วถิ ีการดําเนิน ๑) อามิสทาน เป็นการให้สิ่งของ
ชวี ติ จะเกยี่ วเน่ืองกับศาสนาซง่ึ คอื ปัจจัย ๔ ไดแ้ ก่ เครอ่ื งนุ่งหม่ อาหาร ทอ่ี ยู่
หลกั ธรรมคาํ สอนเนน เรอื่ งการให อาศัย และยารักษาโรค การให้ทานน้ีอาจให้
การชว ยเหลือผอู ืน่ การใหทาน) เจาะจงตัวบุคคลใดบุคคลหนึ่ง หรือไม่เจาะจง
ก็ได้
สํารวจคนหา ๒) ธรรมทาน เป็นการให้ความรู้
ให้คา� สงั่ สอนแนะน�าเกยี่ วกับธรรมะ หรอื การตกั
ครูใหนักเรียนสืบคนวิถีการดําเนิน เตอื นใหป้ ระพฤตดิ ปี ระพฤตชิ อบ ใหร้ จู้ กั บาปบญุ
ชวี ิตของพุทธศาสนกิ ชน โดยการ คณุ โทษ การใหธ้ รรมถอื วา่ เปน็ ทานทสี่ งู กวา่ การ
สอบถามจากผปู กครอง ผูอาวโุ สใน ใหส้ ง่ิ ของ การอุทิศส่วนกุศลและการอนโุ มทนา
ชมุ ชน พระสงฆ และสรปุ สาระสําคัญ กศุ ลท่บี คุ คลอนื่ ทา� กจ็ ดั เปน็ ทานเชน่ กนั
เพือ่ นํามาอภิปรายในชั้นเรยี น ในสังคมไทย พุทธศาสนิกชนทุก
การบริจาคส่ิงของเคร่ืองนุ่งห่ม เพื่อช่วยเหลือผู้ท่ีก�าลัง ครวั เรอื นนยิ มทา� บุญเป็นประจ�า ไมว่ า่ จะมีฐานะ
อธิบายความรู เดอื ดร้อน เป็นการให้ทานอยา่ งหนงึ่ เชน่ ไร และยงั สอนใหล้ ูกหลานท�าตามดว้ ย

1. ครูใหนกั เรยี นท่ีเคยไปทาํ บญุ ทว่ี ดั ๑๖8
ตา งๆ เลา ประสบการณใ หเ พอ่ื นฟง
บอกถงึ วธิ กี ารปฏบิ ตั ิ และสง่ิ ทไี่ ดร บั
จากการปฏบิ ัติ

2. นักเรียนนําเสนอผลงานการสืบคน
วถิ ีการดําเนินชีวิตของ
พุทธศาสนิกชน

168 คูมอื ครู

กระตนุ ความสนใจ สํารวจคนหา อธบิ ายความรู ขยายความเขา ใจ ตรวจสอบผล

Explain Expand

Engage Explore Evaluate

อธิบายความรู

ครูยกตัวอยางการทําบุญในวันเกิด
ดวยการปลอ ยนก ปลอ ยปลา ถาม
การท�าบุญที่นิยม คือ การตักบาตรหรือใส่บาตร การปล่อยนกปล่อยปลา การถวาย นกั เรยี นวา เหน็ ดว ยหรอื ไม เพราะอะไร
สังฆทาน คนสูงอายนุ ยิ มตักบาตรทกุ เช้าเปน็ กจิ วัตร แตส่ ว่ นใหญม่ ักท�าเฉพาะโอกาสพเิ ศษ เชน่ ใหนักเรยี นชวยกันอภปิ รายแสดง
วนั เกดิ วนั ครบรอบแตง่ งาน วนั ครบรอบการตายของบคุ คลอนั เปน็ ทรี่ กั เคารพ วนั สา� คญั ทางศาสนา ความคดิ เหน็
เช่น วันมาฆบูชา วันเข้าพรรษา หรือวันส�าคัญตามประเพณี เช่น วันขึ้นปีใหม่ วันสงกรานต์
• ในวนั เกดิ ของนกั เรยี นหรอื สมาชกิ
เป็นตน้ การท�าอามิสทานตามธรรมเนยี มประเพณีทน่ี ิยมกนั ได้แก่ การทอดกฐนิ ทอดผา้ ปา่ หรือ ในครอบครัวมกี ารทาํ กจิ กรรม
ใดบา งทเี่ กย่ี วเนอ่ื งกบั พระพทุ ธ-
บรจิ าคเงนิ ทา� บญุ เพอื่ สว่ นรวม เชน่ สรา้ งโบสถ์ สรา้ งโรงเรยี น สรา้ งหอ้ งสมดุ หรอื บรจิ าคทรพั ยส์ นิ ศาสนา
ส่งิ ของชว่ ยเหลอื ผูป้ ระสบภัย เป็นตน้ (แนวตอบ เชน ตกั บาตร
ไปทาํ บญุ ทีว่ ดั ฯลฯ)
ความนิยมในการท�าบุญหรือท�าทานส�าหรับพุทธศาสนิกชนเก่ียวข้องกับความเชื่อเรื่องกรรม
ชาวพุทธท่ีแท้จริงต้องเชื่อว่าทุกคนเกิดมาจากกรรม มีกรรมเป็นของตน และต้องรับผลของ
กรรมที่ตนกระท�า กรรมมที ั้งดีและช่วั ถ้าท�ากรรมดกี ็จะไดร้ ับผลดี ถ้าท�ากรรมชั่วกจ็ ะไดร้ ับผลชัว่
และกรรมน้ีจะตามเราไปทุกชาติ กรรมเป็นตัวแยกคนให้เป็นคนดีคนเลว ให้ประสบความสุข ขยายความเขาใจ
ความทุกข์แตกต่างกันไป ชาวพุทธจึงพยายามประพฤติปฏิบัติในสิ่งที่ดี เพ่ือจะได้รับผลของ
การทา� ดี 1. ครยู กตวั อยา งสถานการณใหน กั เรยี น
แสดงความคดิ เห็นวา จะปฏิบัติ
๑.๒ การตั้งมัน่ และรกั ษาศีล อยางไร เพราะเหตุใด เชน
- ในขณะทนี่ งั่ รบั ประทานอาหารมี
ศลี หมายถงึ การประพฤตแิ ตส่ ง่ิ ทด่ี งี าม ไมเ่ บยี ดเบยี นหรอื ทา� ใหผ้ อู้ นื่ เดอื ดรอ้ นศลี เปน็ ความดี เดก็ เดนิ มาขอเงนิ
ท่ีสูงกว่าทานข้ึนมาข้ันหน่ึง ความหมายโดยรวมของศีลก็คือ การไม่เบียดเบียนกันให้เดือดร้อน
อาจเรยี กวา่ “อภยั ทาน” แปลวา่ ใหค้ วามไมม่ ภี ยั - เดินผานคนพิการท่ีนั่งขอเงินอยู
หรือให้อภัย ศีล อยู่ท่ีตัวเราเอง และสามารถ รมิ ถนน
แสดงออกมาใหเ้ ห็นได้ทางกายและทางวาจา
- เจอนักศึกษากลุมหน่ึงรองเพลง
ศีลถือว่าเป็นพื้นฐานหรือหลักการในการ ขอรับบริจาคชวยเหลือนักเรียน
อยู่ร่วมกันกับผู้อื่นในสังคมด้วยความสงบสุข ดอ ยโอกาสในตางจังหวดั
เพราะศลี คอื การตง้ั ใจละเวน้ จากการท�าชั่ว และ
ไม่เบียดเบียนกัน คนท่ีจะมีศีลต้องเป็นคนที่มี 2. ครยู กตวั อยางการทาํ ความดีของ
คนในสงั คม เชน คนขบั แทก็ ซนี าํ เงนิ
ทีเ่ ก็บไดส ง คนื เจา ของ พลเมืองดี
หิริโอตตัปปะ คือ ความละอายและความเกรง ชว ยสงคนปวยไปโรงพยาบาล
กลัวต่อบาป นักเรียนรวมกันแสดงความคิดเห็น
ตามประเพณีนิยมของชาวพุทธ เม่ือจะ ความมเี มตตากรณุ าตอ่ สตั วเ์ ปน็ การถอื ศลี ขอ้ หนง่ึ ตามหลกั วเิ คราะหถ งึ คณุ ธรรมและหลกั ธรรม
เบญจธรรมทคี่ กู่ บั หลกั เบญจศลี ในการหา้ มฆา่ สตั วต์ ดั ชวี ติ ของพลเมืองดีเหลา นั้น ครถู าม
มีการบ�าเพ็ญกุศลหรือประกอบพิธีการใดที่ คาํ ถาม
เกี่ยวกับพระสงฆ์ จะต้องตั้งพระรัตนตรัยเป็น • การมีพลเมืองดีสงผลดีตอ สงั คม
ที่พ่ึง และขอรับหรือสมาทานศลี กอ่ นเสมอ
และประเทศชาติอยา งไร
(แนวตอบ เชน บา นเมอื งมรี ะเบยี บ
๑๖9 เพราะคนปฏบิ ตั ติ ามกฎหมาย

มนี ํ้าใจ มีคณุ ธรรม สามารถ
อยูรว มกนั อยา งสันตสิ ขุ )
• หากบุคคลเหลาน้ันไมปฏิบัติตนตามตัวอยาง
นกั เรยี นควรรู จะสง ผลตอสงั คมและประเทศชาตอิ ยา งไร
(แนวตอบ เชน สังคมจะไมม ีความสงบสุข
อภยั ทาน พระธรรมโกษาจารย พทุ ธทาสภกิ ขุ ไดแ บง อภยั ทานออกเปน 3 ประเภท คือ ตางคนตางอยู ไมมีน้าํ ใจชว ยเหลือ
การใหอ ภยั โทษ คือ การยอมรับการขอขมาโทษ ไมเ บียดเบียนจติ ใจของเขา ไมไปทํารา ยใคร ซึง่ กนั และกนั ฯลฯ)
ซึ่งหมายถงึ ศลี แผเ มตตาจิตอยเู ปนปกติ ทกุ ลมหายใจเขาออก

คูม อื ครู 169

กระตุนความสนใจ สาํ รวจคน หา อธิบายความรู ขยายความเขา ใจ ตรวจสอบผล

Expand

Engage Explore Explain Evaluate

ขยายความเขา ใจ (ยอจากฉบับนกั เรียน 20%)

ครใู หน กั เรยี นนง่ั สงบนง่ิ มอื ขวาวาง โดยท่ัวไปถอื ว่า พทุ ธศาสนิกชนตอ้ งพยายามรกั ษาศลี ๕ ให้ได้เปน็ อยา่ งนอ้ ย ดงั นี้
ทับมือซาย วางบนตัก และหลับตา ทาํ ๑. งดเวน้ จากการฆา่ สตั ว์มีชวี ติ
จติ ใจใหว า ง 5 นาที เสรจ็ แลว ใหช ว ยกนั ๒. งดเว้นจากการถอื เอาสงิ่ ของท่ีเจ้าของไม่ไดใ้ ห้หรอื อนุญาต
บอกความรสู กึ ๓. งดเว้นจากการประพฤตผิ ดิ ในกาม
๔. งดเว้นจากการพดู เท็จ
จากนั้นใหดูภาพนักเรียนนั่งสมาธิ ๕. งดเวน้ จากการดม่ื น�า้ เมา
หนา 170 และสนทนาดวยการ คนท่ีมีศีลเป็นคนท่ีละเว้นการท�าไม่ดีที่เป็นโทษ แต่ยังไม่ได้ท�าความดี เพราะต้องมีธรรม
ตงั้ คําถาม ดว้ ยจงึ จะเป็นเหตุใหท้ า� ความดี การมธี รรมไมต่ ้องขอเหมอื นกับการขอศลี แตใ่ หอ้ บรมบม่ เพาะขึ้น
ในจติ ใจของตนเอง ธรรมทคี่ กู่ บั ศีล ๕ เรยี กวา่ เบญจธรรม คือ การมเี มตตากรุณาคูก่ ับศลี ข้อที่ ๑
• ขณะนงั่ สมาธนิ กั เรยี นคดิ ถงึ อะไร การประกอบอาชีพสุจริตคูก่ บั ศีลขอ้ ท่ี ๒ การส�ารวมในกามคู่กบั ศลี ขอ้ ที่ ๓ การพดู จริงค่กู ับศลี ขอ้
(แนวตอบ ไมค ิดอะไร ทาํ จติ ใจให ท่ี ๔ และการมีสตสิ า� รวมคกู่ ับศลี ข้อที่ ๕
วา ง) นอกจากศีล ๕ แล้ว พุทธศาสนิกชนบางคนยังนิยมถือศีล ๘ เพิ่มข้ึนเป็นพิเศษในวันพระ
คอื เพมิ่ การจา� กดั เวลารบั ประทานอาหาร ลดละการหาความสขุ จากสงิ่ บนั เทงิ หรอื เครอื่ งปรนเปรอ
• หลังจากน่ังสมาธินักเรียนรูสึก ความสุขทางประสาทสัมผัส รวมทั้งการใช้เครื่องนอนหรูหรานุ่มสบาย ถือเป็นการฝึกฝนเพ่ือให้
อยา งไร ดา� รงชีวติ ได้อย่างมคี วามสุขโดยไมต่ ้องอาศยั วตั ถภุ ายนอกมากเกินไป
(แนวตอบ จิตใจสงบนงิ่ ขนึ้ เกิด
ปญญา พรอ มท่ีจะเรยี นหนังสือ ๑.3 การเจรญิ สตภิ าวนา
หรือทาํ กิจกรรมตา งๆ)
ภาวนาเปน็ การฝกึ อบรมจติ ใหบ้ รสิ ทุ ธจ์ิ ากกเิ ลส และเปน็ การปฏบิ ตั ขิ า้ งใน แบง่ เปน็ ๒ อยา่ ง คือ
• นักเรียนควรน่งั สมาธเิ ม่ือใด การฝึกอบรมจติ ให้ตงั้ ม่นั ทา� ให้เกดิ ความสงบ เรียกว่า “จิตภาวนาหรอื สมาธิ” และการฝกึ อบรมจติ
(แนวตอบ เชน กอนอานหนังสือ
ทําการบาน หรือกอนนอน หรือ ใหใ้ ชป้ ญั ญาพจิ ารณาสงิ่ ตา่ งๆ ตามความเปน็ จรงิ
หากมีโอกาสก็ไปน่ังสมาธิเจริญ เพอ่ื ใหเ้ กดิ ความรคู้ วามเหน็ ทถ่ี กู ตอ้ ง ไมห่ ลงตดิ
ภาวนาที่วัดตางๆ) ตกเปน็ ทาสอยใู่ นอ�านาจของความเปลีย่ นแปลง
จนกระทั่งหลุดพ้นจากกิเลสและความทุกข์
• นักเรียนมีความคิดเห็นอยางไร เรยี กว่า “ปัญญาภาวนาหรือวปิ ัสสนา”
กับกรณีคนที่มีปญหาในชีวิตหา
ทางออกไมไดก็เลยมาน่ังสมาธิ การเจรญิ ภาวนาถอื วา่ สงู กวา่ ศลี เพราะเปน็
เจรญิ ภาวนา เคร่ืองช�าระล้างโมหะหรือความไม่รู้จริงให้
(แนวตอบ เห็นดวย เปนการหยุด หมดไป ในปจั จบุ นั นพ้ี ทุ ธศาสนกิ ชนฝกึ ปฏบิ ตั ธิ รรม
เพอ่ื ตง้ั สติ ทาํ จติ ใจใหส งบนงิ่ เพอ่ื กนั เปน็ จา� นวนมากขน้ึ เพราะปฏบิ ตั แิ ลว้ เหน็ ผลวา่
หาแนวทางแกป ญ หาตอ ไป ดกี วา จติ สงบ มคี วามสขุ ทา� งานหรอื เลา่ เรยี นไดอ้ ยา่ ง
รบี รอ นในการแกป ญ หาหรอื การฝกึ อบรมจติ โดยการนงั่ สมาธิ ทา� ให้จติ เกดิ ความสงบ มปี ระสทิ ธภิ าพมากขน้ึ และหลายคนกม็ งุ่ หวงั จะ
ตัดสินปญ หาอยา งรวดเร็วหรอื ยกจติ ใหถ้ งึ ระดบั ปญั ญา เพอ่ื การรแู้ จง้ พระนพิ พาน
หนั ไปพง่ึ สรุ า ยาเสพตดิ เพราะ
จะทําใหเ กิดความผดิ พลาด
ตามมา อาจทาํ ใหปญ หาหนัก
มากกวา เดมิ )

นักเรียนควรรู ๑70

ปญญาภาวนา หมายถึง การเจริญ
ปญญา พัฒนาปญ ญา การฝกอบรมปญญา ใหรู เขาใจ สิง่ ท้ังหลายตามเปนจรงิ รูเทา ทนั
เหน็ โลกและชีวติ ตามสภาวะ สามารถทําจติ ใจใหเปนอิสระ ทาํ ตนใหบริสทุ ธิ์จากกิเลสและ
ปลอดพน จากความทุกข แกไ ขปญหาทเี่ กดิ ขน้ึ ไดด ว ยปญ ญา

170 คูม อื ครู

กระตุนความสนใจ สาํ รวจคน หา อธิบายความรู ขยายความเขา ใจ ตรวจสอบผล
Expand Evaluate

Engage Explore Explain

ในชีวิตประจ�าวัน การภาวนาขั้นพ้ืนฐานที่สุดของพุทธศาสนิกชน คือ การไหว้พระ ขยายความเขา ใจ
สวดมนต์ก่อนนอน ตามด้วยการแผ่เมตตา การสวดมนต์เป็นการฝึกให้จิตใจสงบ กิเลส
เบาบางลง ช่วยให้จิตใจปลอดโปร่ง นอนหลับ 1. ครูใหนักเรียนที่ไหวพระสวดมนต
สบาย สว่ นการเจรญิ เมตตากเ็ ปน็ การทา� ความดี แผเมตตากอนนอน เลาถึงวิธีการ
เป็นการคิดปรารถนาให้ผู้อ่ืนเป็นสุข ถึงแม้จะ ปฏบิ ตั แิ ละประโยชนจ ากการปฏบิ ตั ิ
ประพฤติผิดพลาดต่อกันก็ให้อภัยไม่ถือโทษกัน
เป็นอภัยทาน ซึ่งประโยชน์ของการภาวนานั้น 2. ครสู นทนาถงึ แนวทางการปฏบิ ตั ติ น
สามารถช่วยในการส่งเสริมสุขภาพจิต ท�าให้ เปน ชาวพทุ ธท่ดี แี ละใหนักเรยี น
จิตใจผ่องใส มคี วามหนักแนน่ ม่นั คง รูจ้ กั จติ ใจ บอกวธิ กี ารปฏิบัตติ นเปนชาวพทุ ธ
ของตวั เองดขี น้ึ ทง้ั ยงั ช่วยในการท�างานใหด้ ีขึ้น ทีด่ ี
เพราะมสี มาธทิ จี่ ะคดิ หรอื ทา� อะไรโดยไมว่ อกแวก
ไปหาเรอ่ื งอน่ื จงึ ทา� ใหก้ ารงานสา� เรจ็ ไปไดด้ ว้ ยดี 3. ครูยกตัวอยางขาวหรือเหตุการณ
นอกจากนย้ี งั ชว่ ยใหห้ ลดุ พน้ จากกเิ ลสตณั หา ซง่ึ ทเี่ ปน เชงิ บวกในสงั คม เชน การรวม
หมายถงึ ความอยากเกนิ พอดี ความทะเยอทะยาน กลมุ ทาํ สง่ิ ทเ่ี ปน ประโยชนต อ สงั คม
อันไม่รู้จบ เป็นต้น การอุปสมบทเป็นประเพณีที่ปฏิบัติสืบทอดมาจนกระทั่ง ใหว เิ คราะหวา
โดยทั่วไปเมื่อถึงวันพระ วันส�าคัญ ถงึ ปจั จุบนั • บคุ คลในขา วไดน าํ หลกั ธรรมทาง
พระพทุ ธศาสนามาใชอยา งไร
ทางศาสนา หรือวันส�าคัญทางประเพณี ชาวพุทธนิยมท�าบุญพร้อมท้ัง ๓ ด้าน คือ ทาน ศีล • การกระทําดงั กลา วมผี ลดี
และภาวนา ด้วยการตกั บาตรถวายอาหาร รักษาศีล ฟงั เทศน์ฟงั ธรรม นัง่ สมาธิ และเวียนเทยี น อยางไร
บางคนก็ปลกี วิเวกไปปฏิบัตธิ รรมเป็นโอกาสพิเศษในชว่ งเวลาสนั้ ๆ เช่น ๓-๗ วนั ดว้ ย
ในอดีตมีประเพณีท่ีทุกครัวเรือนนยิ มใหล้ กู หลานผชู้ ายทมี่ อี ายคุ รบ ๒๐ ปบี รบิ รู ณข์ ึ้นไป 4. นักเรียนดภู าพการบวชจากหนงั สือ
ปฏิบตั ิ คือ ประเพณีการอุปสมบท เพราะในสมัยกอ่ นวดั ถือว่าเปน็ ศนู ยก์ ลางของการศกึ ษา และ เรยี น หนา 171
ผชู้ ายถอื วา่ เปน็ หลกั ของครอบครัว จงึ ควรจะไดบ้ วชเพอื่ รับการถ่ายทอดความรู้เกยี่ วกบั ความจรงิ - วเิ คราะหถ ึงการจัดงานบวชใน
ของโลกและชีวิต เพ่ือจะได้เป็นผู้มีสติสัมปชัญญะ สามารถเป็นท่ีพ่ึงของครอบครัวต่อไปได้ และ ปจจุบัน ทีต่ อ งมีการเล้ยี งแขก
การบวชถือเปน็ การตอบแทนคณุ บดิ ามารดาด้วย แตใ่ นปัจจบุ ันประเพณกี ารอุปสมบทถูกลดความ มากมาย ใชเงินจดั งานมาก
ส�าคญั ลง เนือ่ งด้วยสภาพสังคมทเ่ี ปล่ียนแปลงไปตามกาล - ใหน กั เรยี นชว ยกนั เลา การจดั งาน
วิถีการด�าเนินชีวิตของพุทธศาสนิกชนนั้นสอดคล้องกับหลักการท่ีนับว่าเป็นหัวใจของ บวชในทองถน่ิ ของตน

ตรวจสอบผล

ครตู รวจสอบความรูจ ากการแสดง
ความคดิ เหน็ ของนกั เรียน โดยการให
บอกวิถกี ารปฏิบัตติ นตามแนวพทุ ธ
ของตนเองไดถ ูกตอง

พระพทุ ธศาสนา คอื โอวาทปาฏิโมกข์ ทีพ่ ระพุทธเจา้ ตรสั สอน มอี ยู่ ๓ ประการ ดงั นี้
๑. ไม่ท�าความชัว่ ท้งั ปวง
๒. ทา� ความดีใหถ้ ึงพรอ้ ม
๓. ท�าจิตใจใหบ้ รสิ ุทธ์ิผอ่ งแผ้ว

๑7๑

คูม อื ครู 171

กระตนุ ความสนใจ สาํ รวจคน หา อธบิ ายความรู ขยายความเขา ใจ ตรวจสอบผล
Engage Explore
Explain

Expand Evaluate

กระตุนความสนใจ (ยอจากฉบับนกั เรียน 20%)

1. ครูยกตัวอยางคาํ สอนของพระ ๒. วิถีการดÓเนนิ ชวี ติ ของคริสตศ์ าสนิกชน
เยซคู ริสต มาสนทนากับนักเรยี น
ใหนักเรยี นชว ยกนั วิเคราะห ครสิ ตศ์ าสนามหี ลกั ความเชอ่ื ประการแรกคอื ความเชอ่ื ในพระเปน็ เจา้ ผทู้ รงเปน็ พระเปน็ เจา้
ความหมายและสง่ิ ทค่ี รสิ ตศ าสนกิ ชน สงู สดุ เปน็ ผสู้ รา้ งสรรพสงิ่ พระองคไ์ ดท้ รงเผยแสดงพระองคใ์ หม้ นษุ ยไ์ ดร้ จู้ กั ในฐานะพระบดิ า พระบตุ ร
นาํ ไปปฏบิ ตั ิ เชน “จงรกั เพอ่ื นมนษุ ย และพระจติ ซงึ่ เรยี กวา่ พระตรเี อกภาพ ทง้ั ยงั ทรงประทานพระบญั ญตั ิ ๑๐ ประการ และทรงสญั ญา
เหมือนรกั ตนเอง ผูใดตบแกม ขวา วา่ จะสง่ พระผไู้ ถ่มากอบกมู้ นษุ ยใ์ หพ้ ้นจากบาป
ของทา น กจ็ งยนื่ แกม ซา ยใหเ ขาตบ
ดว ย” พระเยซู เป็นพระบุตรที่พระเป็นเจ้าทรงส่งมาเพื่อไถ่บาปมนุษย์
โดยการเสียสละพระองค์เองรับทุกข์ทรมานและสิ้นพระชนม์บน
2. นักเรียนดูภาพพระเยซูคริสต แลว ไม้กางเขน อันแสดงให้เห็นถึงความรักอันบริสุทธิ์ คริสต์ศาสนา
บรรยายความรสู กึ จากภาพ ครถู าม จึงเป็นศาสนาท่ีเน้นความรักทั้งต่อพระเป็นเจ้าและต่อเพื่อนมนุษย์
คาํ ถาม ทุกคน ซึ่งหลักความรักนี้มีปรากฏในหลักค�าสอนและพระคัมภีร์
• พระเยซูคริสตมีความสําคัญตอ ท่ีเผยแผ่ชีวประวัติและเร่ืองราวการท�าอัศจรรย์ช่วยเหลือ
ศาสนาครสิ ตอยางไร เพือ่ นมนุษย์ของพระเยซู จนกระทั่งพระองค์สนิ้ พระชนมบ์ น
(แนวตอบ เปนศาสดาของศาสนา ไมก้ างเขนและทรงกลับคืนพระชนมช์ ีพ
ครสิ ต ทพ่ี ระเปน เจาสงมาเพื่อ
สอนใหม นุษยรคู วามจรงิ เรือ่ ง ดังน้ัน คริสต์ศาสนิกชนจึงด�าเนินชีวิตโดยอาศัยพระ
พระเจา เปนแบบอยา งใหมนษุ ย คมั ภรี เ์ ปน็ แนวทาง มคี วามเชอ่ื ความศรทั ธาในพระเปน็ เจา้
ดําเนินตาม เพ่อื ถวายชีวิตของ โดยการร่วมพิธีบูชามิสซาเพ่ือนมัสการ โมทนาคุณ
พระองคเปน เครื่องบชู า ขอบพระคุณพระเปน็ เจ้าในทุกๆ วัน โดยเฉพาะวนั อาทติ ย์ พระเยซู ผู้เปน็ ศาสดาของคริสต์ศาสนกิ ชน
ปลดปลอ ยใหมนษุ ยพนจากบาป
และความตาย) ๒.๑ หน้าท่ขี องครสิ ตศ์ าสนกิ ชน

สาํ รวจคนหา ครสิ ตศ์ าสนาในประเทศไทยมี ๒ นกิ ายหลกั ไดแ้ ก่ นกิ ายโรมนั คาทอลกิ และนกิ ายโปรเตสแตนต์
ซ่งึ ทง้ั สองนกิ ายมีหลกั ปฏบิ ตั ิที่แตกตา่ งกันออกไปบ้างในด้านพธิ กี รรมและนักบวช แตก่ ็ยงั ยดึ หลัก
ครใู หน กั เรยี นศกึ ษาความรเู กยี่ วกบั ปฏบิ ัติตามหน้าทีข่ องครสิ ต์ศาสนิกชน ดงั น้ี
ศาสนาครสิ ต ประวัตคิ วามเปน มา
ศาสดา หลกั คําสอน พิธกี รรม ๑) การแสดงออกถงึ ความเชอื่ ความศรัทธาในพระเป็นเจ้า ซ่งึ ชาวครสิ ตท์ ง้ั สอง
วนั สาํ คญั การปฏบิ ตั ติ นของศาสนกิ ชน
ในประเทศไทย เพื่อนําความรมู า นิกายจะแสดงความเช่ือความศรัทธาน้ีโดยการประกอบพิธีกรรม ซ่ึงนิกายโรมันคาทอลิกเรียก
อภปิ รายรวมกนั พิธกี รรมนวี้ ่า “พธิ ีมิสซาบชู าขอบพระคณุ ” ซ่ึงมเี ป็นประจ�าทกุ วัน แต่จะเนน้ การรว่ มบูชามสิ ซาใน
วนั อาทติ ย์ เนอื่ งจากเปน็ วนั หยดุ ทคี่ รสิ ตศ์ าสนกิ ชนสว่ นใหญจ่ ะวา่ งจากการประกอบกจิ การงาน สว่ น
อธิบายความรู นิกายโปรเตสแตนต์มีพิธีท่ีเรียกว่า “พิธีนมัสการ” และยึดม่ันในพระวจนะจากคัมภีร์ไบเบิลเป็น
แนวทางในการดา� เนินชวี ิต

1. สมุ นกั เรียน 2-3 คนเลา ประวตั ิ
ความเปนมาของศาสนาครสิ ต
ครถู ามคําถาม ๑7๒

• ในประเทศไทยสวนใหญคริสต-
ศาสนิกชนนับถอื นกิ ายใด
(แนวตอบ สวนใหญน บั ถอื นิกายโรมันคาทอลกิ )
2. ครูยกตัวอยางคําสอน “จงรักพระเจาของเจาดวยส้ินสุดจิตใจและ
สิ้นสุดความคดิ ของเจา ” ใหน ักเรยี นอภิปรายหลักคําสอน และการ
ปฏิบัติตนตามหลักคําสอนเพ่ือแสดงถึงความรัก ความเชื่อ ความ
ศรัทธาในพระเปน เจา

172 คมู ือครู

กระตุนความสนใจ สาํ รวจคนหา อธบิ ายความรู ขยายความเขาใจ ตรวจสอบผล

Explain

Engage Explore Expand Evaluate

๒) การรับศีลศักดิ์สิทธ์ิ คริสต์ศาสนามีความเช่ือเรื่องความรอดของวิญญาณหลัง อธิบายความรู
ความตาย ศีลศักดิ์สิทธ์ิจึงเปรียบเสมือนล�าธารพระหรรษทาน (Grace) ทั้ง ๗ ที่หลั่งไหลจาก
บาดแผลของพระเยซูเม่ือคร้ังท่ีพระองค์ทรงถูกตรึงบนไม้กางเขน ดังนั้น พระศาสนจักรนิกาย 1. นักเรียนดูภาพการประกอบพธิ ี
โรมันคาทอลิกจงึ ก�าหนดศลี ศักด์สิ ิทธ์ไิ ว้ ๗ ประการ ดังน้ี มสิ ซา ใหน กั เรยี นทม่ี คี วามรเู กย่ี วกบั
๒.๑) ศีลล้างบาป เป็นพิธีกรรมแรกส�าหรับผู้ท่ีจะเข้าถือคริสต์ศาสนา เป็นการ การประกอบพธิ กี รรมเลาวิธกี าร
ช�าระล้างบาปมลทินต่างๆ ที่ติดตัวมาแต่เกิด ร่วมกับการไถ่บาปของพระเยซู เด็กเกิดใหม่ ปฏบิ ตั ใิ หเพือ่ นฟง
ทุกคนจะต้องรับพิธีล้างบาป โดยเช่ือว่าผลของการลา้ งบาปจะทา� ใหไ้ ดก้ ลบั มาเปน็ ลกู ของพระเจา้
อย่างเดมิ ปกตบิ าทหลวงจะเปน็ ผปู้ ระกอบพธิ นี ้ี ซงึ่ นิกายโปรเตสแตนต์เรียกว่า “ศีลจุ่ม” 2. นักเรียนอธิบายเกย่ี วกับพิธีรบั ศลี
๒.๒) ศีลก�าลัง เป็นพิธีเจิมหน้าผากด้วยน�้ามันเป็นเครื่องหมายรูปกางเขน เพื่อ (หมายเหตุ ถา ครูมีวีดิทัศน คลปิ
เป็นการรื้อฟื้นความเช่ืออีกครั้งหน่ึงภายหลังท่ีได้ท�าพิธีล้างบาปแล้ว และเป็นสัญลักษณ์แสดงว่า วดิ โี อหรอื ภาพการประกอบพธิ กี รรม
พระจิตหรือความคิดสติปัญญาของพระจิตได้เข้ามาสู่ตัวของคนๆ น้ันแล้ว เพื่อจะได้มีก�าลังใน ทางครสิ ตศ าสนา ใหเ ปด ใหน กั เรยี น
การท�าหน้าทีข่ องครสิ ตศ์ าสนกิ ชนต่อไป ดปู ระกอบการสอน)
๒.๓) ศลี มหาสนทิ เปน็ ศลี ทส่ี า� คญั ทสี่ ดุ ศลี มหาสนทิ นสี้ บื เนอ่ื งมาจากการรบั ประทาน
อาหารค่�ามื้อสุดท้ายของพระเยซูร่วมกับสาวกทั้ง ๑๒ คน ก่อนที่พระองค์จะถูกจับตรึงกางเขน @ มุม IT
ในงานเลยี้ งพระเยซไู ดส้ ง่ ขนมปงั และเหลา้ องนุ่ ใหส้ าวกทงั้ ๑๒ พรอ้ มกบั กลา่ ววา่ ขนมปงั นแี้ ทนกาย
ของพระองค์ และเหล้าองุ่นน้ีแทนพระโลหิตของพระองค์ท่ีจะไหลออกมาเพ่ือไถ่โทษบาปแทน ศึกษาคนควาขอ มูลเพิม่ เติม
เกีย่ วกับศาสนาครสิ ตไ ดท ่ี http://
www.dra.go.th/ewtadmin/ewt/
dra_buddha/main.php
เวบ็ ไซตกรมการศาสนา

มนษุ ยชาติ การประกอบพธิ กี รรมของศีลน้ีเรียกว่า “มิสซา” เป็นการแสดงว่าผู้รับศีล “ร่วมสนิท”

เป็นหน่งึ เดียวกบั พระเจ้า โดยการรับ “พระกาย”
และ “พระโลหิต” ของพระองค์ และเป็นการรว่ ม
สนทิ เปน็ หน่ึงเดียวกบั พ่ีนอ้ งครสิ ตศ์ าสนิกชน
๒.๔) ศีลอภัยบาป หรือศีล
สารภาพบาป เป็นพิธีของชาวคริสต์ เมื่อได้
กระทา� บาปแล้วสา� นกึ ผดิ และรูส้ กึ เสยี ใจ ก็จะไป
สารภาพบาปกบั บาทหลวงขอรบั การอภยั บาป เพอ่ื
จะไดก้ ลับไปคืนดีกบั พระเจา้ ไดเ้ ร่ิมตน้ ชีวติ ใหม่
ในพระหรรษทานของพระเจา้ การสารภาพบาปเปน็
เพยี งการขอใหย้ กบาปทไี่ ดก้ ระทา� ไปแลว้ แตโ่ ทษ
ของบาปไมไ่ ดถ้ กู ชา� ระหมดสน้ิ ไป จะตอ้ งชดใชโ้ ทษ
ดว้ ยการทา� ความดจี นกวา่ จะหมด ถา้ ไมห่ มดใน พิธีมิสซาท่ีโบสถ์เป็นกิจกรรมท่ีชาวคริสต์มักจะกระท�าใน
โลกนกี้ ต็ อ้ งไปชดใชต้ อ่ ในโลกหนา้ หรอื ในไฟชา� ระ วันอาทิตย์

๑73

คูมอื ครู 173

กระตนุ ความสนใจ สาํ รวจคนหา อธบิ ายความรู ขยายความเขาใจ ตรวจสอบผล

Explain

Engage Explore Expand Evaluate

อธิบายความรู (ยอจากฉบบั นักเรยี น 20%)

1. นักเรยี นดูภาพพธิ ีแตงงานในโบส ๒.๕) ศีลเจิมคนไข้ เป็นพิธีการเจิมด้วยน�้ามันท่ีหน้าผากและฝ่ามือทั้งสองข้าง
และจากทเี่ คยเหน็ ในละครโทรทศั น ให้แก่ผู้ป่วยหนักหรือผู้ท่ีก�าลังจะสิ้นใจ โดยบาทหลวงเป็นผู้ท�าพิธี เพื่อให้เขาส�านึกว่าเขาได้
ใหน กั เรียนชว ยกนั บอกบรรยากาศ รับพระหรรษทานจากพระเจ้า พระเจ้าอยู่กับเขา ช่วยให้เขามีความมั่นคงในความเชื่อและพร้อม
พิธีกรรมตางๆ ที่จะยอมรับความเจ็บปวด มีสติในการทนทุกข์ทรมานกับโรคภัยไข้เจ็บน้ันๆ และถ้าหากเขาส้ิน
ชีวิต กใ็ หเ้ ช่อื มนั่ ว่าเขาจะได้กลบั ไปหาพระองค์
2. นกั เรยี นอภปิ รายถงึ พธิ กี รรมสาํ คญั
ของศาสนาครสิ ต ๒.๖) ศีลบวช เป็นพิธีกรรมท่ีพระสังฆราชโปรดให้แก่ผู้ชายท่ีสมัครมาบวชซ่ึง
ได้ผา่ นคดั เลือกแลว้ เพ่ือมอบอ�านาจหนา้ ทใี่ ห้เปน็ บาทหลวงในการประกอบพิธีกรรมทางศาสนา
นักเรยี นควรรู
๒.๗) ศีลสมรส พิธีกรรมน้ีเป็นการประกาศว่าชายหญิงคู่หนึ่งได้ให้ค�ามั่นสัญญา
วนั อสี เตอร คอื วนั ระลกึ ถงึ วนั คนื ชพี แก่กันต่อพระพักตร์ของพระเจ้าว่า เขาจะร่วมชีวิตกัน จะรักและซื่อสัตย์ต่อกัน ให้เกียรติและ
ของพระเยซคู ริสต ตรงกบั วันอาทิตย ช่วยเหลือกัน ท้ังในยามสุขและทุกข์ตลอดจนชีวิตจะหาไม่ พิธีนี้บาทหลวงเป็นผู้กระท�าพิธีต่อ
คําวา “อีสเตอร” ทนี่ ํามาใชสาํ หรับ หน้าสักขีพยาน เป็นเครื่องหมายว่าชายหญิงคู่นี้พร้อมที่จะมอบครอบครัวใหม่ให้อยู่ในพระหรรษ
การฉลองนน้ั มาจากคาํ วา “EOSTRE” ทานของพระเจ้า ให้เป็นกรรมสิทธ์ิของพระองค์ ฉะนั้น เมื่อรับศีลสมรสแล้วเขาจะหย่าร้างกัน
เปน ชอื่ ของเทพเจาแหง ฤดใู บไมผลิ ไมไ่ ด้ เขาไม่มีสทิ ธิที่จะแยกจากกนั จนกว่าฝา่ ยใดฝา่ ยหน่งึ จะตายจากกันไป
เปนเทพเจา แหงการฟนคนื ชีพ เพราะ
กอ นถงึ ฤดูนี้ ตนไม ใบหญา ดอก ศีลศักดิ์สิทธ์ิทั้ง ๗ ประการนี้ เป็นศีลที่ส�าคัญส�าหรับคริสต์ศาสนิกชนนิกาย
รวงหลน พอถงึ ฤดูใบไมผลิจะกลบั โรมนั คาทอลกิ ซึง่ พิธปี ฏิบัติอาจแตกต่างกันไปในนกิ ายอน่ื แต่ศลี ท่คี รสิ ตศ์ าสนกิ ชนทุกคนตอ้ งรับ
ผลดิ อกออกใบ มชี ีวิตชีวาอกี ครง้ั ก็คือ ศีลลา้ งบาปและศลี มหาสนิท ซง่ึ เป็นศีลที่แสดงความเป็นชาวครสิ ตท์ แ่ี ทจ้ รงิ
ฤดใู บไมผลิ จงึ ถูกนํามาเปรียบกับ
การฟน คืนชีพมาจากความตาย ของ ๓) การบา� รุงศาสนจักร คอื การ
พระเยซคู รสิ ต
ชว่ ยเหลอื กจิ การของครสิ ตจกั ร โดยการบรจิ าค
ทรพั ยต์ ามกา� ลงั ความสามารถของครสิ ตศ์ าสนกิ ชน
เพ่อื บา� รงุ และเผยแผ่ศาสนา

๒.๒ วันส�าคญั ของคริสต์
ศาสนา

พิธีสมรสของคริสต์ศาสนิกชนเป็นการให้ค�าม่ันสัญญาแก่ ครสิ ตศ์ าสนาทกุ นกิ ายมวี นั สา� คญั ทางศาสนา
กนั ตอ่ พระพกั ตรข์ องพระเจา้ โดยจะมบี าทหลวงเปน็ ผกู้ ระทา� ท่ีเหมือนกันและแตกต่างกันบ้าง บางคร้ังอาจ
พิธีให้ เรียกช่ือต่างกันเท่าน้ัน แต่แก่นแท้ความสา� คัญ
นนั้ มคี วามคลา้ ยคลึงกนั

วันส�าคัญทางคริสต์ศาสนาโดยทั่วไป เช่น
การไปประกอบศาสนาที่โบสถ์ทุกวันอาทิตย์
วันอีสเตอร์ วันคริสต์มาส ซึ่งมีวิธีการปฏิบัติ
ดงั น้ี

๑74

174 คูมอื ครู

กระตนุ ความสนใจ สาํ รวจคน หา อธบิ ายความรู ขยายความเขา ใจ ตรวจสอบผล
Engage Explore
Explain

Expand Evaluate

๑) วนั อาทติ ยข์ องทกุ สปั ดาห์ เปน็ วนั สา� คญั ทสี่ บื ทอดความเชอ่ื นม้ี าจากศาสนายดู าย กระตนุ ความสนใจ
เรยี กวา่ “วนั สะบาโต” (Sabbath) ถอื เปน็ วนั บรสิ ทุ ธิ์ เนอ่ื งจากชาวครสิ ตเ์ ชอื่ วา่ วนั อาทติ ยเ์ ปน็ วนั หยดุ
พักผ่อนท่ีควรงดท�ากิจการงาน และต้องไป ครใู หน กั เรยี นชว ยกนั บอกวนั สาํ คญั
ประกอบกิจทางศาสนาร่วมกันทโ่ี บสถ์ ของศาสนาคริสตที่นักเรียนรูจักและ
๒) วันอีสเตอร์ (Easter) และ ถาหากที่โรงเรยี นเคยจดั งานวนั
วันสมโภชปัสกา (Pasqua) อยู่ในช่วงวันที่ ครสิ ตมาส ใหนักเรยี นชว ยกันเลา
๒๑ มีนาคม - ๒๕ เมษายน ของทุกปี เป็น บรรยากาศในวนั งาน กจิ กรรมท่ีทํา
วันส�าคัญท่ีสืบเน่ืองมาจากการสิ้นพระชนม์ของ ครูถามคําถามวา
พระเยซู และเมื่อพระเยซูทรงกลับเป็นขึ้นมา
ชาวคริสต์จึงฉลองการคืนพระชนม์ชีพของ • ซานตาครอสเกีย่ วขอ งกบั
พระเยซู นอกจากน้ีวันอีสเตอร์ยังเป็นวันแห่ง วันคริสตม าสอยางไร
การระลึกถึงเหตุการณ์ที่พระเจ้าทรงน�าชาว (แนวตอบเปน นกั บญุ ทน่ี าํ ของขวญั
อิสราเอลออกจากการเป็นทาสในอียิปต์เม่ือ มาใหเดก็ ๆ ในชว งเทศกาล
๑,๕๐๐ ปกี ่อนคริสตกาลด้วย คริสตม าส)
ในวันคริสต์มาส คริสต์ศาสนิกชนได้มีการจัดตกแต่ง
๓) วันคริสต์มาส (Christmas) สถานทเี่ พือ่ การจดั งานเฉลมิ ฉลองกันอย่างยิง่ ใหญ่ สํารวจคน หา

เป็นวันสมโภชการประสูติของพระเยซู ตรงกับ ครใู หน กั เรยี นศกึ ษาวนั สาํ คัญทาง
วันที่ ๒๕ ธนั วาคม ของทกุ ปี ชาวคริสต์ถอื เปน็ ศาสนาครสิ ต เพื่อนํามาสนทนาใน
ช่วงเวลาแหง่ ความช่นื ชมยินดี และจะมกี ารจดั งานเฉลมิ ฉลองกันอย่างย่งิ ใหญ่ ชัน้ เรยี น
นอกจากน้ี วันสา� คญั ทางครสิ ตศ์ าสนาอาจแตกตา่ งกนั ไปในแตล่ ะประเทศ เชน่ ในทวปี
อเมริกามีวันส�าคัญซ่ึงถือเป็นประเพณี คือ วันขอบคุณพระเจ้า (Thanksgiving Day) ซ่ึงเป็น อธบิ ายความรู
การระลกึ ถงึ และขอบคณุ พระเจา้ ในชว่ งสน้ิ ฤดเู กบ็ เกย่ี ว ในประเทศแคนาดา ตรงกบั จนั ทรท์ ส่ี องของ
เดอื นตุลาคม ในสหรฐั อเมริกา ตรงกบั วันพฤหัสบดีทส่ี ขี่ องเดือนพฤศจกิ ายน ในวนั นีช้ าวอเมริกัน นักเรียนนําเสนอวันสาํ คญั ทาง
จะใชเ้ วลาอยรู่ ว่ มกบั ครอบครวั และรบั ประทานอาหารมอื้ ใหญด่ ว้ ยกนั โดยอาหารทน่ี ยิ มรบั ประทาน ศาสนาคริสต
จนเป็นประเพณี คอื ไกง่ วง เพราะเป็นสตั วท์ ี่หาได้งา่ ยในสหรฐั อเมริกา
๓. วิถีการดÓเนนิ ชีวิตของผ้นู ับถอื ศาสนาอิสลาม เกรด็ แนะครู
ศาสนาอิสลามไม่ได้เป็นเพียงแค่ศาสนา แต่ศาสนาอิสลามเป็นระบอบของการด�าเนินชีวิต
ต้งั แต่เกิดจนตาย เปน็ ระเบยี บวนิ ัยที่ครอบคลุมทุกยา่ งกา้ วของชีวิต ท้งั ในดา้ นความคิดและความ ครูเลาประวตั คิ วามเปนมาของ
ประพฤติ ซึ่งแสดงออกด้วยการปฏิบัติที่เคร่งครัด มิได้แยกชีวิตส่วนตัวออกจากการปฏิบัติทาง ซานตาครอสเพ่มิ เติมวา ทีจ่ ริงแลว
ศาสนา สะทอ้ นให้เหน็ ความศรัทธาอนั ย่ิงใหญ่ท่มี ีต่อองคอ์ ัลลอฮเ์ พียงองค์เดยี วเทา่ นนั้ จะด�าเนิน ซานตาครอสแทบจะไมม สี ว นเกย่ี วขอ ง
ชวี ิตโดยยดึ หลกั ปฏิบัติ ๕ ประการ กับเทศกาลน้ีเลย ชื่อซานตาครอส
มาจากชอ่ื นกั บญุ นโิ คลาสซง่ึ เปน นกั บญุ
๑7๕ ทช่ี าวฮอลแลนดน บั ถอื เปน นกั บญุ องค
อุปถมั ภข องเดก็ ๆ เมื่อชาวฮอลแลนด
กลมุ หนง่ึ อพยพไปอยใู นสหรฐั อเมรกิ า
นกั บญุ นจ้ี ะมาเยยี่ มเดก็ ๆ และเอาของ
ขวญั มาให ประเพณนี ้ี จงึ เร่มิ เปน ท่ี
รจู กั และแพรหลาย มีการเปล่ียนช่ือ
นกั บุญนโิ คลาส เปน ซานตาครอส
ชายแกท อี่ วน ใสช ุดสีแดง อาศยั อยู
ทข่ี ้วั โลกเหนอื มีเล่ือนเปนพาหนะ
มกี วางเรนเดยี รล ากและจะมาเยย่ี มเดก็
ทกุ คนในโลกน้ี ในโอกาสคริสตม าส
โดยลงมาทางปลองไฟของบาน เพื่อ
เอาของขวญั มาให

คมู อื ครู 175

กระตนุ ความสนใจ สาํ รวจคน หา อธบิ ายความรู ขยายความเขาใจ ตรวจสอบผล
Engage Explore
Explain

Expand Evaluate

กระตนุ ความสนใจ (ยอ จากฉบบั นักเรียน 20%)

1. ครถู ามนกั เรยี นวา ถา นกึ ถงึ คนมสุ ลมิ 3.๑ การปฏญิ าณตน
นกั เรยี นนกึ ถงึ อะไรทเี่ ปน เอกลกั ษณ
(แนวตอบการแตง กายผหู ญงิ นงุ โสรง ขอ้ ความในคมั ภรี อ์ ลั กรุ อานเปน็ ทม่ี าของวถิ กี ารดา� เนนิ ชวี ติ ของชาวมสุ ลมิ ทกุ คน คอื ขอ้ ความ
ผาปาเตะ เสื้อลูกไมแ ขนยาว คลุม ท่ีว่า “ไม่มีพระเจ้าอื่นใดนอกจากอัลลอฮ์องค์เดียว และแท้จริง ท่านศาสดามุฮัมมัดเป็นเราะซูล
ศีรษะ ผชู ายนงุ โสรงลายตาราง (ศาสนทูต ผู้น�าโองการ) ของอัลลอฮ์” ข้อความนี้คือหัวใจของการเป็นมุสลิม ทุกคนท่ีจะเข้าถือ
ทอดวยผาฝา ย สวมหมวกถกั ) อิสลามต้องกล่าวถ้อยค�าปฏญิ าณข้างต้นนี้ด้วยจิตใจและศรทั ธา การปฏิญาณตนถอื เป็นกา้ วแรกท่ี
จะนา� ไปสู่ความเป็นมสุ ลมิ ท่ีสมบูรณ์ และสิง่ ทจ่ี ะตดั สินความจริงใจกค็ ือ การปฏิบตั ิตามบทบญั ญตั ิ
2. ครูใหน ักเรียนดูภาพการละหมาด ในคมั ภีร์ รวมถงึ การท�าตามแบบฉบับและคา� สอนของท่านศาสดามุฮัมมัดดว้ ยความศรทั ธา
ใหน กั เรียนชว ยกันบอกวา พิธี
ดงั กลา วมวี ัตถปุ ระสงคเพือ่ อะไร เนอื่ งจากชาวมสุ ลมิ มคี วามศรทั ธาในอลั ลอฮแ์ ตเ่ พยี งองคเ์ ดยี ว จงึ มขี อ้ หา้ มในศาสนาอสิ ลามวา่
(แนวตอบ เปน การแสดงความเคารพ หา้ มตง้ั ภาคตี อ่ พระเปน็ เจา้ กลา่ วคอื เมอ่ื ยอมรบั เอกภาพของอลั ลอฮแ์ ตอ่ งคเ์ ดยี ว แลว้ กไ็ มอ่ นญุ าต
ตอ พระเปน เจา ทงั้ รา งกายและจติ ใจ) ให้หาท่ีพ่ึงอ่ืนหรือหาส่ิงอ่ืนมาเคารพเทียบเคียงกับพระผู้เป็นเจ้า ด้วยเหตุน้ี อิสลามจึงมีข้อห้าม
สกั การบชู ารปู เคารพหรอื สญั ลกั ษณใ์ ดๆ ไมว่ า่ จะเปน็ รปู ปน้ั รปู ถา่ ย เครอ่ื งรางของขลงั หรอื ธรรมชาติ
สํารวจคน หา รวมทงั้ หา้ มกราบบคุ คลทกุ คนไมว่ า่ จะเปน็ บดิ ามารดา ปยู่ า่ ตายายหรอื เจา้ นาย เพราะถอื วา่ กริ ยิ า “กราบ”
คอื การกม้ กราบเอาหนา้ ผากจรดพนื้ เปน็ การแสดงความเคารพสงู สดุ ตอ้ งสงวนไวใ้ ชก้ บั พระเปน็ เจา้
ครใู หน ักเรียนศึกษาพิธีกรรม การ พระองคเ์ ดียวเทา่ นน้ั
ปฏบิ ัติตนและวถิ กี ารดําเนนิ ชีวิตของ
ชาวมุสลมิ การดา� เนนิ ชวี ติ ของมสุ ลมิ ผกู พนั อยา่ งแนน่ แฟน้ กบั อลั ลอฮ์ เมอื่ จะทา� กจิ กรรมใด จะตอ้ งเรม่ิ ดว้ ย
พระนามของพระองคเ์ สมอ ไมว่ า่ จะเปน็ การกนิ การดมื่ การนง่ั การเดนิ การนอน การอาบนา�้ การไอ
อธิบายความรู การจาม ตกใจ ดีใจ เสียใจ เป็นต้น การศึกษาคัมภีร์อัลกุรอานถือเป็นหน้าที่ของมุสลิมทุกคน

ใหน กั เรยี นนาํ ความรจู ากการศกึ ษา และจะตอ้ งศกึ ษาคมั ภรี ์ตั้งแตเ่ รม่ิ จา� ความได้
คน ความาอภปิ ราย
3.๒ การละหมาด

การละหมาดถือเป็นหลักปฏิบัติส�าคัญในการด�าเนินชีวิต การละหมาด หรือ “นมาซ” มาจากภาษา
ของชาวมุสลมิ อาหรับ แปลว่า “การขอพร” การละหมาด คือ
การนมสั การ การแสดงความเคารพตอ่ พระเจา้
ทั้งร่างกายและจิตใจ ความมุ่งหมายของการ
ละหมาดก็เพื่อขัดเกลาจิตใจผู้กระท�าให้สะอาด
บริสุทธ์ิอยู่เสมอ ช่วยยับยั้งจากการประพฤติ
ปฏิบัติสิ่งที่ไม่ดีและความชั่วท้ังหลาย เป็นการ
ส�ารวมจิตใจ ท�าสมาธิให้จิตสงบ เพ่ือเข้าไป
สัมผัสกับเอกภาพของพระเจ้า และช่วยให้เป็น
ผู้ทีม่ ีความหนกั แน่น อดทน โดยเฉพาะในยาม

๑7๖

176 คูมอื ครู

กระตุน ความสนใจ สาํ รวจคน หา อธบิ ายความรู ขยายความเขาใจ ตรวจสอบผล

Explain

Engage Explore Expand Evaluate

ทปี่ ระสบความทกุ ขห์ รอื ปญั หาในชวี ติ ทง้ั ยงั เปน็ การฝกึ ความรบั ผิดชอบ ฝกึ ให้มรี ะเบยี บวนิ ยั ฝกึ ให้ อธิบายความรู
รกั ษาความสะอาด
1. นักเรียนนาํ เสนอความรเู รอื่ งการ
ศาสนาอิสลามส่งเสริมความสะอาดอย่างมาก เพราะถือว่าความสะอาดเป็นส่วนหน่ึงของ ละหมาด การถอื ศีลอด
ศรทั ธา มุสลิมทกุ คนจะตอ้ งสะอาดตง้ั แต่ภายนอกคือรา่ งกาย จนถึงภายในคอื จติ ใจ จงึ ตอ้ งชา� ระ
ร่างกายและสิ่งสกปรกตามศาสนบัญญัติก่อน หรือล้างมือก่อนเป็นอย่างน้อย น้�าท่ีใช้ช�าระก็ต้อง 2. นักเรียนชวยกันวิเคราะหนัยสําคัญ
สะอาด เสอื้ ผา้ ทสี่ วมใสเ่ ขา้ เฝา้ พระเจา้ กต็ อ้ งสะอาดเรยี บรอ้ ย ผหู้ ญงิ ตอ้ งแตง่ ตวั มดิ ชดิ เปดิ ไดเ้ ฉพาะ ของการถอื ศลี อด
ใบหนา้ และฝา่ มอื ส่วนผชู้ ายตอ้ งไมใ่ ห้ผมปรกหนา้ ผาก (แนวตอบ เพือ่ เปนการฝก ยบั ย้ัง
ตนเองและเกรงกลัวพระเจา ทําให
การละหมาดเป็นการปฏิบัติท่ีมีรูปแบบกฎเกณฑ์ตามท่ีศาสดาได้ก�าหนดไว้ มุสลิมทุกคน คนรา่ํ รวยรสู กึ ถงึ ความหวิ และความ
จะตอ้ งปฏิบัตติ ามจนกระทั่งวนั สุดท้ายของชีวิต โดยตอ้ งปฏบิ ัตวิ ันละ ๕ เวลา เพือ่ จิตใจจะได้ถูก กระหาย รูถงึ ความทกุ ขย ากของ
ชา� ระให้บริสทุ ธอ์ิ ยเู่ สมอ คอื เวลารุ่งอรุณกอ่ นดวงอาทิตย์ข้นึ เวลากลางวนั เมอ่ื ดวงอาทิตยค์ ลอ้ ย คนจน ฯลฯ)
จากเท่ยี งตรง เวลาบา่ ย เวลาเย็นทดี่ วงอาทติ ย์เริม่ ตกดิน และเวลาค�่าหลงั ส้ินสดุ แสงอาทิตย์ การ
ละหมาดนนั้ จะกระทา� ทใี่ ดกไ็ ด้ ไมจ่ า� เปน็ ตอ้ งเปน็ ทสี่ เุ หรา่ หรอื มสั ยดิ สถานทม่ี อบกายหรอื นอ้ มกาย 3. นกั เรยี นชว ยกนั ยกตวั อยา งบคุ คลที่
ลงกบั พืน้ เพอื่ สกั การะอัลลอฮ์ จะเป็นทบ่ี า้ น ทท่ี �างาน หรือบนยานพาหนะก็ได้ ขอให้เปน็ ทส่ี ะอาด ไมตองถือศีลอด
เท่านน้ั และในการละหมาดจะต้องหนั หน้าไปสู่ทิศทตี่ ้งั ของวหิ ารกะอบ์ ะฮใ์ นนครมกั กะฮ์ ประเทศ (แนวตอบ คนชรา คนปว ยอาการ
ซาอุดีอาระเบีย ท่ีเรียกว่า “กิบลัต” ที่ต้องหันหน้าไปทิศกิบลัตนี้ เพ่ือแสดงความเป็นอันหน่ึงอัน หนกั หญงิ มีครรภ หญงิ ใหนมทารก
เดยี วกันของประชาคมมุสลิมกอ่ นการละหมาด ซึง่ ถอื เปน็ การเขา้ เฝา้ พระเปน็ เจา้ หญงิ ขณะมีประจาํ เดอื น หรอื หลัง
คลอดบตุ ร ฯลฯ)
3.3 การถือศีลอด
NET ขอสอบ ป 52
การถอื ศลี อด หมายถงึ การงดเวน้ จากการบรโิ ภคอาหาร เครือ่ งด่มื การรว่ มสงั วาส การละ
จากการท�าชัว่ ท้งั ทางกาย วาจา และใจ ตัง้ แตเ่ วลาร่งุ อรณุ จนถึงดวงอาทิตยต์ ก การถอื ศลี อดเป็น ขอ สอบออกเกย่ี วกบั ศาสนาอสิ ลาม
หน้าท่ขี องชาวมสุ ลมิ ทกุ คนเช่นเดยี วกบั การละหมาด ผู้ทบ่ี รรลุศาสนภาวะ คอื อายุ ๑๕ ปี ทุกคน วา บุคคลใดยอมไดรับการยกเวนใน
มีหน้าทต่ี อ้ งปฏบิ ตั ิ แต่มีขอ้ ยกเวน้ ส�าหรับบุคคลบางประเภท ไดแ้ ก่ คนชรา คนปว่ ยที่ถ้าถือศลี อด การถอื ศีลอด
แลว้ จะเกิดอันตรายร้ายแรงตอ่ สขุ ภาพ หญิงมคี รรภห์ รอื หญิงที่ใหน้ มแก่ทารก หญิงขณะมปี ระจา�
เดอื นหรือหลงั คลอด บุคคลทใ่ี ชแ้ รงกายทา� งานหนกั และบุคคลท่ีอยู่ในระหวา่ งเดินทาง แต่ทง้ั นก้ี ็ 1. อารี เปน หญงิ แมล ูกออ น
ขนึ้ อยู่กบั ดุลยพนิ จิ ของแต่ละคน 2. อุทัย อายไุ มถึง 20 ป
3. อาทติ ย เปน อาสารักษาดนิ แดน
ในรอบปีหนึ่ง มุสลิมทุกคนจะต้องถือศีลอดคนละ ๑ เดือน คือ ในเดือนท่ี ๙ นับตาม 4. เอื้อมพร ตองดูแลมารดาท่ีปวย
ฮจิ เราะหศ์ กั ราช ทเี่ รยี กวา่ “เดอื นเราะมะฎอน” เดอื นเราะมะฎอนนจ้ี ะหมนุ เวยี นเปลย่ี นไปไดท้ กุ ฤดกู าล
เนื่องจากปฏทิ นิ อิสลามนบั ตามจนั ทรคติ ในฤดกู าลถอื ศีลอด ชาวมุสลมิ จะต้องตน่ื ขึ้นรบั ประทาน หนัก
อาหารเช้าต้ังแต่ก่อนดวงอาทิตย์ขึ้น เม่ือดวงอาทิตย์ข้ึนแล้วต้องงดรับประทานอาหารและน�้า (วเิ คราะหคําตอบ มุสลมิ มหี นา ที่
รวมทั้งกิจกรรมท่ีได้กล่าวไปแล้วกระท่ังดวงอาทิตย์ตก การถือศีลอดเป็นการฝึกฝนร่างกายและ ตอ งถือศีลอด แตมีขอยกเวน สําหรบั
จิตใจให้มีความอดทน ให้รู้จักความหิวโหย ได้เข้าใจเห็นใจคนยากจน รู้จักการช่วยเหลือเผ่ือแผ่ บุคคลบางประเภท เชน คนชรา
คนปวย หญงิ มคี รรภห รอื หญงิ ท่ีให
๑77 นมทารก หญิงขณะมีประจาํ เดอื น
หญิงหลงั คลอดฯลฯ ดงั นน้ั ขอ นจี้ ึง
ตอบ ขอ 1. เพราะศาสนาอิสลาม
ถา หญงิ คลอดลกู ออน ไมส ามารถ
ถือศีลอดได เนื่องจากยงั ไมไ ดอ าบนาํ้
หลังคลอด เนอ่ื งจากเลอื ดยงั ไหลอยู
หรอื ตองใหพนประมาณ ๔๐ กวา วนั )

นกั เรยี นควรรู

เดอื นเราะมะฎอน เปน เดอื นท่ี ๙ ของปฏิทนิ อสิ ลาม ทม่ี วลมุสลมิ ท่ัวโลกถือศีลอด
และในขณะเดียวกนั อลั ลอฮไ ดท รงใหเดือนน้ีเปน เดือนแหงความประเสรฐิ เปนเดอื น
แหงความจาํ เรญิ และเปนเดอื นแหง การสะสมความดี

คมู ือครู 177

กระตุนความสนใจ สาํ รวจคนหา อธบิ ายความรู ขยายความเขาใจ ตรวจสอบผล

Explain

Engage Explore Expand Evaluate

อธบิ ายความรู (ยอจากฉบบั นกั เรียน 20%)

นักเรยี นนาํ เสนอความรูเ รอื่ งการ เปน็ การฝกึ ใหม้ จี ติ ใจหนกั แนน่ สามารถควบคมุ อารมณใ์ หพ้ น้ จากอา� นาจฝา่ ยตา�่ เปน็ การชา� ระจติ ใจ
บรจิ าคซะกาต ครถู ามคาํ ถาม ให้บริสุทธิ์ ท้ังนี้การถือศีลอดยังถือเป็นการทดสอบความศรัทธาและความย�าเกรงท่ีมุสลิมมีต่อ
พระเป็นเจ้า และยังทดสอบและฝึกฝนความซ่ือสัตย์ของบุคคลท่ีถือศีลอดด้วย เพราะลับหลังเขา
• คนมุสลิมทกุ คนตอ งบรจิ าค อาจแอบกินหรือด่ืมได้ แต่ถึงแม้เขาจะหลอกมนุษย์ด้วยกันได้ เขาก็ไม่สามารถหลอกพระเจ้าได้
ซะกาตหรือไม เพราะพระเจ้าทรงรู้เห็นการกระทา� ทุกอยา่ งของมนุษยท์ ้ังกายกรรม วจกี รรม และมโนกรรม
(แนวตอบ ไม บริจาคเฉพาะผมู ี
รายไดถึงเกณฑบ งั คบั ) 3.4 การบรจิ าคซะกาต

• ใครมีหนา ที่ตองบริจาคซะกาต ค�าวา่ “ซะกาต” แปลวา่ การท�าให้บรสิ ุทธิ์ การท�าใหห้ มดมลทิน ซะกาต หมายถงึ ทานท่ี
(แนวตอบ ผูม ีรายไดต ามเกณฑ บังคับให้ผู้มีรายได้ในรอบ ๑ ปี ซ่ึงมีรายได้ถึงจ�านวนที่ก�าหนดไว้ ต้องจ่ายหรือบริจาคทรัพย์สิน
บังคับ) ให้แก่คนท่ีมีสิทธิรับบริจาคตามอัตราท่ีก�าหนด โดยท่ัวไป คือ ตั้งแต่ร้อยละ ๒.๕ - ๒๐ ต่อปี
บุคคลทมี่ ีสทิ ธิรับบรจิ าคซะกาตมีดว้ ยกนั ๘ ประเภท ไดแ้ ก่
• ใครสามารถรับซะกาตไดบ า ง
(แนวตอบ เชน คนยากจนไมม ี ๑. คนอนาถา คอื คนทไี่ ม่มที รัพยส์ นิ มคี วามเป็นอยแู่ รน้ แคน้
ทรพั ยส ิน) ๒. คนขดั สน คอื คนทห่ี าได้ไม่ค่อยพอใช้ และมภี าระต้องรบั ผดิ ชอบมาก
๓. ผู้ท�าหน้าทีร่ วบรวมและจ่ายซะกาต
@ มุม IT ๔. ผทู้ ี่หันมารับนบั ถือศาสนาอสิ ลามและถกู ตัดขาดจากครอบครวั
๕. ทาสหรอื เชลย เพ่อื ชว่ ยไถ่ตวั เขาใหเ้ ปน็ อิสระ
ศกึ ษาคน ควาขอมลู เพม่ิ เตมิ ๖. ผู้ทม่ี หี นี้สินลน้ พ้น เพือ่ ช่วยปลดเปล้อื งหนส้ี ินให้
เกยี่ วกับพธิ ีกรรมในศาสนาอิสลาม ๗. บุคคลท่ีอยู่ในแนวทางของอัลลอฮ์ เช่น น�าเงินไปสร้างโรงเรียน โรงพยาบาล ปกป้อง
ไดท ่ี http://www.dra.go.th/ ประเทศ
ewtadmin/ewt/dra_buddha/ ๘. ผู้เดนิ ทางที่มคี วามจา� เป็นต้องไดร้ บั ความช่วยเหลือ
main.php?fifi lfiename=islam_1 ตามหลกั การของอสิ ลาม ทรพั ยส์ นิ เปน็ เพยี งสง่ิ ทพี่ ระเปน็ เจา้ ฝากไวใ้ หม้ นษุ ยร์ กั ษาและใชจ้ า่ ย
เวบ็ ไซตก รมการศาสนา ไปในแนวทางท่ีพระองค์ก�าหนด การบริจาคซะกาตเป็นการขัดเกลาจิตใจของผู้บริจาคให้บริสุทธิ์
ใหล้ ดความตระหนเี่ หน็ แกต่ วั ไมใ่ หล้ ะโมบ ใหม้ คี วามเออื้ เฟอ้ื เผอ่ื แผ่ และไมใ่ หต้ กเปน็ ทาสของวตั ถุ
นกั เรยี นควรรู จึงถือได้ว่าการบริจาคซะกาตเป็นการช่วยลดปัญหาสังคม ลดช่องว่างระหว่างคนรวยกับคนจนลง
นอกจากน้ี มุสลิมยังมีข้อห้ามเรื่องการคิดดอกเบ้ีย ซึ่งช่วยไม่ให้เกิดการฉวยโอกาสใช้ทรัพย์สิน
ซะกาต การบรจิ าคทรัพย เพือ่ ทาํ เอาเปรยี บคนยากจน
ซะกาตเปน การยนื ยนั ถงึ ความศรทั ธา
เพื่อซักฟอกทรพั ยส ินและจติ ใจของ 3.๕ การเดนิ ทางไปประกอบพิธีฮจั ญ์
ผจู ายใหม คี วามสะอาด บริสทุ ธ์ิ และ
เพ่อื เปนการสรางความเจรญิ ใหแ ก ฮจั ญ์ แปลวา่ “การมุ่งไปสู่หรอื การไปเยอื น” ซ่ึงหมายถึง การเดินทางไปประกอบศาสนกจิ ณ
สังคม วหิ ารกะอ์บะฮ์หรอื บยั ตุลลอฮ์ ท่ีนครมักกะฮ์ ประเทศซาอุดีอาระเบีย พิธฮี จั ญ์กระทา� ในเดือนที่ ๒
ของทกุ ปี นบั ตามปฏทิ นิ อสิ ลาม มสุ ลมิ ทว่ั โลกจะเดนิ ทางไปประกอบพธิ รี ว่ มกนั ทสี่ ถานทแ่ี หง่ นแี้ หง่ เดยี ว

๑78

178 คมู อื ครู

กระตนุ ความสนใจ สํารวจคน หา อธบิ ายความรู ขยายความเขา ใจ ตรวจสอบผล

Explain Expand

Engage Explore Evaluate

ซ่ึงใช้เวลาประมาณ ๒ อาทิตย์ พิธีฮัจญ์เป็นหลักปฏิบัติเพียงประการเดียวท่ีบังคับเฉพาะบุคคล อธิบายความรู
ที่มีความสามารถเท่าน้ัน ความสามารถในที่น้ีรวมท้ังความสามารถทางร่างกาย ทรัพย์สิน และ
ความปลอดภยั ในการเดนิ ทาง บคุ คลทจี่ ะเดนิ ทาง ครใู หนกั เรียนดูภาพการประกอบ
ไปประกอบพิธีฮัจญ์จะต้องได้รับการยินยอม พิธีฮัจญ จากหนังสือเรียน หนา 179
จากบุคคลในครอบครัวก่อน เพ่ือป้องกันไม่ให้ ใหนักเรยี นรว มกนั วเิ คราะหวา ฝงู ชน
ผทู้ อ่ี ยู่ข้างหลังเดอื ดร้อน และต้องเปน็ บุคคลท่ี จาํ นวนมากนา จะมาจากทไี่ หน
ไดป้ ฏบิ ตั ศิ าสนกจิ ๔ ขอ้ ขา้ งตน้ ครบสมบรู ณแ์ ลว้
พิธีฮัจญ์เป็นพิธีกรรมทางศาสนาที่มีมา (แนวตอบ มาจากมุสลมิ ทว่ั โลก)
ตง้ั แตส่ มยั ทา่ นศาสดาอบิ รอฮมี อลั ลอฮท์ รงเลอื ก ครถู ามคําถาม
เมืองมักกะฮ์และบริเวณรอบๆ เป็นสถานท่ี
ประกอบพิธีฮัจญ์ วิหารกะอ์บะฮ์ตั้งอยู่ใจกลาง • ทาํ ไมคนมสุ ลมิ ทว่ั โลกจงึ เดนิ ทาง
เมืองนี้ ชาวอาหรับถือว่าท่ีแห่งนี้เป็นใจกลาง ไปประกอบพิธีฮจั ญท่ปี ระเทศ
ของโลก เปน็ จุดศนู ยก์ ลางของทุกทวีป สะดวก ซาอุดอี าระเบยี
แก่การเดินทางมาของมุสลิมทั่วโลก อัลลอฮ์ (แนวตอบ ถือวาท่ีนเ่ี ปนใจกลาง
ทรงบัญชาให้ท่านศาสดาและอิสมาอิลบุตรชาย พิธีฮัจญ์เป็นพิธีกรรมที่ส�าคัญของชาวมุสลิม โดยประกอบ ของโลก เปนจดุ ศนู ยก ลางของ
ร่วมกันสร้าง “บัยตุลลอฮ์” แปลว่า บ้านของ พธิ ีที่วหิ ารกะอบ์ ะฮ์ เมืองมกั กะฮ์ ทุกทวีป สะดวกแกก ารเดนิ ทาง)

อลั ลอฮ์ ขน้ึ มา เพอ่ื ใชเ้ ปน็ สถานทแ่ี สดงความเคารพจงรกั ภกั ดตี อ่ พระองค์ เมอื่ สรา้ งเสรจ็ แลว้ กท็ รง • มสุ ลิมทุกคนตองไปทาํ พธิ ีฮจั ญ
บัญชาให้ท่านศาสดาเชิญชวนมุสลิมทั้งหลายมาร่วมกันแสดงความภักดีต่อพระองค์ท่ีบ้านของ ใชหรอื ไม
พระองค์หลงั น้ี (แนวตอบ ผทู จี่ ะไปประกอบพิธี
ภายหลงั สมยั ของทา่ นศาสดาอบิ รอฮมี การประกอบพธิ ฮี จั ญไ์ ดเ้ ปลย่ี นแปลงไป กล่มุ ชนอาหรบั ฮจั ญไ ดจ ะตอ งมคี ณุ สมบตั ติ ามที่
บางกล่มุ แทนทีจ่ ะเคารพบชู าอัลลอฮ์องค์เดยี ว กเ็ อาเทวรปู รปู ปัน้ ตา่ งๆ มาบูชาไวร้ อบๆ กะอบ์ ะฮ์ กาํ หนดไว เชน มศี รัทธาอยาง
ในระหว่างการท�าฮัจญ์ ท�าให้กลุ่มชนอาหรับมีความขัดแย้งกันอย่างรุนแรงจนเกิดเป็นสงคราม แทจ รงิ มสี ขุ ภาพแขง็ แรงสมบรู ณ
จนถึงสมัยที่ท่านศาสดามุฮัมมัดได้รับพระบัญชาจากอัลลอฮ์ให้มาท�าหน้าที่ประสานสัมพันธไมตรี มีทรพั ยส นิ พอในการเดนิ ทาง ได
ระหว่างกลมุ่ ชนอาหรบั เพือ่ ให้กลับมารวมเปน็ ประชาชาตเิ ดยี วกัน เม่ือทา่ นศาสดามุฮมั มัดเข้ายดึ ประกอบพธิ ลี ะหมาด และบรจิ าค
มักกะฮ์ได้ จึงได้ส่ังให้ท�าลายรูปบูชาต่างๆ รอบกะอ์บะฮ์จนหมดส้ิน และได้ประกอบพิธีฮัจญ์ที่ ซะกาตแลว ฯลฯ)
ถูกต้องไว้เป็นแบบอย่างเพื่อให้ชาวมุสลิมปฏิบัติสืบทอดกันต่อมา ดังน้ัน พิธีฮัจญ์ที่กระท�ากันอยู่
ในปจั จุบันจงึ ถอื ตามพธิ ใี นสมัยของทา่ นมฮุ ัมมัด • นักเรียนคดิ วาการประกอบ
คุณสมบัติของมุสลิมท่ีสามารถประกอบพิธีฮัจญ์ได้ คือ มีศรัทธาอย่างแท้จริง มีสุขภาพ พธิ ีฮัจญมีจุดมงุ หมายอยา งไร
และสตปิ ญั ญาสมบรู ณ์ มีทรพั ยส์ ินเพียงพอสา� หรบั การเดนิ ทาง ไดป้ ระกอบพธิ ีละหมาด ถือศลี อด (แนวตอบ เชน เพื่อแสดงความ
และบรจิ าคซะกาตครบถว้ นแล้ว ศรัทธาตอ อัลลอฮ)

๑79 ขยายความเขาใจ

ครูต้ังประเด็นคําถาม ใหนักเรียน
อภิปราย

• การท่ศี าสนาอิสลามมขี อหาม
เสพของมึนเมาทกุ ชนิด ชวยใน
การจดั ระเบยี บสงั คมอยา งไร
(แนวตอบ เพราะของมึนเมา เชน
สุรา ยาเสพติด ทําใหผ ูเสพขาด
สติ เปน สาเหตใุ นการกอ ปญ หา
ทะเลาะวิวาทตามมา ทาํ ให
สังคมวุนวาย การหามเสพของ
มึนเมาชว ยใหสังคมสงบสุข)

คูมือครู 179

กระตนุ ความสนใจ สาํ รวจคน หา อธบิ ายความรู ขยายความเขา ใจ ตรวจสอบผล

Engage

Explore Explain Expand Evaluate

กระตนุ ความสนใจ (ยอ จากฉบับนักเรียน 20%)

ครนู าํ สนทนาถึงศาสนาพราหมณ- ความมุ่งหมายของการประกอบพธิ ฮี จั ญ ์ มีดงั นี้
ฮินดู ครถู ามคาํ ถาม ๑. เพ่อื แสดงความศรทั ธาที่มตี ่ออลั ลอฮ์
๒. เพื่อสรา้ งสัมพันธภาพและภราดรภาพระหวา่ งชาวมุสลิมทัว่ โลก ตามคา� กลา่ วทว่ี ่า
• ถา นกึ ถงึ พราหมณ นกั เรยี นคดิ ถงึ “มสุ ลมิ ทกุ คนเปน็ พน่ี ้องกัน” โดยมสุ ลมิ ต่างเชอ้ื ชาติ ต่างถ่นิ ฐาน และตา่ งวฒั นธรรม จะมารวมตัว
ภาพอยา งไร ใชช้ ีวิตในชว่ งเวลาส้นั ๆ ประกอบศาสนกิจร่วมกนั ด้วยหัวใจเดยี วกัน เพอื่ เป้าหมายเดยี วกัน
(แนวตอบ ใสจ งู กระเบนสีขาวหรือ ๓. เพื่อฝึกฝนและทดสอบความอดทน แม้ว่าจะต้องเผชิญความยากล�าบากเพียงใด
กางเกงสีขาว ผมเกลามวย กไ็ มห่ วนั่
ทาํ พธิ ตี า งๆ เชน พระราชพธิ จี รด ๔. เพ่ือฝึกการส�ารวมตนและทดสอบคณุ ธรรมในการเสยี สละ
พระนงั คลั แรกนาขวญั พิธี ๕. เพอื่ แสดงวา่ มสุ ลมิ ทกุ คนเทา่ เทยี มกนั ในสายตาของอลั ลอฮ ์ เพราะในการประกอบ
บวงสรวงตา งๆ ต้ังศาลพระภมู ิ พธิ ีฮัจญ์ ทง้ั ชายและหญิงไม่วา่ จะรวยหรือจน หรอื มีสถานภาพทางสังคมอยา่ งไร จะต้องแตง่ กาย
ฯลฯ) เหมือนกันหมด คือแต่งกายด้วยผ้าสีขาว ๒ ผืนในชุดท่ีปิดมิดชิด เว้นไว้แต่ใบหน้าและฝ่ามือ
และหา้ มใชเ้ ครอื่ งประดับต่างๆ
นกั เรียนควรรู นอกจากหลักปฏบิ ตั ิ ๕ ประการข้างต้นแลว้ มสุ ลมิ ยังมขี อ้ ห้ามอนื่ ๆ ในการดา� เนนิ ชวี ติ
ขอ้ หา้ มทีส่ า� คญั อย่างเช่น ห้ามเชอ่ื ไสยศาสตร์ เชอื่ ดวง ห้ามดหู มอ ดลู ายมอื ดูโชคชะตาราศี
วรรณะ มี 4 วรรณะ ไดแก ห้ามเลน่ การพนนั ทุกชนดิ ห้ามกนิ หมู เลือด สัตว์ทตี่ ายเอง หรือสตั วท์ ่นี �าไปเซน่ ไหว ้ ห้ามเสพของ
วรรณะพราหมณ คอื ผูทาํ พธิ กี รรม มึนเมาทุกชนิด แม้กระทัง่ บหุ รกี่ ็เปน็ สิ่งตอ้ งห้าม หา้ มใช้อารมณ์เปน็ ใหญ่เหนอื เหตผุ ล
มหี นา ทต่ี ดิ ตอ กบั เทพเจา สอนศาสนา
และประกอบพธิ ีกรรมแกป ระชาชน ๔. วิถีการดÓเนินชวี ติ ของผ้ทู ีน่ ับถอื ศาสนาพราหมณ-์ ฮนิ ดู
ทุกวรรณะ รวมถงึ มหี นาทศ่ี กึ ษา
จดจาํ และสืบตอ คมั ภรี พระเวท ข้อปฏิบตั ิในศาสนาพราหมณ-์ ฮินด ู มที ง้ั ท่ี
วรรณะกษัตริย คือ กษัตริยหรือ เปน็ ขอ้ ปฏบิ ตั เิ ฉพาะสา� หรบั วรรณะและขอ้ ปฏบิ ตั ิ
นกั รบ ทาํ หนา ทปี่ อ งกนั ชาตบิ า นเมอื ง รวม ขอ้ ปฏบิ ตั ทิ ต่ี อ้ งประพฤตปิ ฏบิ ตั ทิ ส่ี า� คญั คอื
และทําศึกสงคราม ข้อปฏิบัติส�าหรับวรรณะ พิธีสังสการหรือพิธี
วรรณะแพศย คอื ผปู ระกอบพาณชิ - ประจา� บ้าน การบชู าเทวะ
กรรม เกษตรกรรม ซ่งึ เปน วรรณะ
ของคนสวนใหญใ นสงั คม ๔.๑ ขอ้ ปฏบิ ตั ิสำ� หรับวรรณะ
วรรณะศูทร คอื เปนผูรบั ใชใน
กจิ การตางๆ หรือกรรมกร แต่เดิมกฎส�าหรับวรรณะเป็นสิ่งท่ีต้อง
ปฏบิ ตั ติ ามอยา่ งเครง่ ครดั ปจั จบุ นั คนชนั้ สงู และ
พิธีแต่งงานถือเป็นพิธีส�าคัญพิธีหนึ่งที่มีอิทธิพลต่อการ คนที่ได้รับการศึกษาแผนใหม่ไม่ค่อยพิถีพิถัน
ดา� เนินชีวติ ของชาวฮินดู มากนกั ข้อปฏบิ ัตเิ หล่านี้ ไดแ้ ก่

๑80

180 คูมอื ครู

กระตนุ ความสนใจ สาํ รวจคน หา อธบิ ายความรู ขยายความเขาใจ ตรวจสอบผล

Explore Explain

Engage Expand Evaluate

๑) การแตง่ งาน จะแตง่ งานกบั คนนอกวรรณะไมไ่ ดเ้ ปน็ อนั ขาด แตช่ ายทอี่ ยใู่ นวรรณะ สํารวจคน หา
พราหมณแ์ ตง่ งานกบั หญงิ วรรณะอนื่ ได้ สว่ นหญงิ ท่ีเป็นพราหมณ์จะแต่งงานกับชายวรรณะอ่ืนไม่ได้
ครใู หน กั เรยี นศกึ ษาความรเู กยี่ วกบั
ถา้ ใครฝา่ ฝนื กฎจะตอ้ งถกู ประณามหรอื ตดั ขาดจาก ศาสนาพราหมณ-ฮนิ ดู หรือถา หาก
วรรณะ และอาจถึงข้ันท่ไี มม่ ใี ครคบหาสมาคม ในชุมชนของนกั เรยี นมีผูท นี่ ับถอื
ศาสนาพราหมณ-ฮินดู ใหนักเรียนไป
๒) อาหารการกนิ มขี อ้ กา� หนดวา่ สัมภาษณถ ึงวถิ ีการดําเนินชวี ติ การ
สง่ิ ใดกนิ ไดส้ งิ่ ใดกนิ ไมไ่ ด้ คนในวรรณะต่�าจะปรงุ ประกอบพธิ กี รรม ความเชอ่ื ตา งๆ เพอ่ื
อาหารให้คนวรรณะสูงรับประทานไม่ได้ เช่น นํามาอภิปรายในชนั้ เรียน
พราหมณไ์ มก่ นิ เนอ้ื สตั ว์ ตอ้ งกนิ อาหารทพ่ี ราหมณ์
ด้วยกันเท่าน้ันปรุงให้ และคนต่างวรรณะจะ อธิบายความรู
รับประทานอาหารร่วมกนั ไม่ได้
นักเรียนนําเสนอความรจู ากการ
๓) อาชีพ การประกอบอาชีพถูก ศึกษาคน ควา และจากการสัมภาษณ
กา� หนดไวส้ า� หรบั คนวรรณะตา่ งๆ ซงึ่ แตกตา่ งกนั คนในทองถิน่
ใครอยู่ในวรรณะใดต้องท�าอาชีพน้ัน จะลักลั่น
ไม่ได้ จณั ฑาลถอื เปน็ คนนอกวรรณะ มชี วี ติ ความเปน็ อยทู่ ตี่ ่�าตอ้ ย นักเรียนควรรู

๔) สถานทอ่ี ยู่ ในกฎเดมิ จะหา้ มมี กว่าคนในวรรณะอืน่ ๆ จัณฑาล เกิดจากการแตงงานขาม
ถ่นิ ฐานอยนู่ อกเขตประเทศอนิ เดยี และห้ามเดินเรอื ในทะเล แตป่ ัจจบุ นั น้ีไมค่ ่อยถอื กัน วรรณะ บุตรท่ีเกิดมาก็จะกลายเปน
4.๒ พธิ สี ังสการหรือพิธปี ระจ�าบา้ น จัณฑาล (กาลกณิ )ี เปนผูอยูนอก
ผู้ท่ีประสงค์จะเป็นฮินดูต้องท�าพิธีประจ�าบ้าน จะละเว้นมิได้ การท�าพิธีต้องอาศัยพราหมณ์ วรรณะ ซง่ึ เปน ทร่ี งั เกยี จของทกุ วรรณะ
นักบวชเป็นผู้ท�า คนในวรรณะพราหมณ์ กษัตริย์ แพศย์ ยกเว้นศูทร ต้องผ่านพิธีสังสการก่อน
จึงจะนบั วา่ เปน็ ผบู้ รสิ ุทธ์ิ พิธีน้เี ปน็ การท�าใหบ้ รสิ ุทธ์ิ
พธิ ีประจ�าบา้ นในปจั จบุ นั นิยมกระทา� กันเพยี ง ๔ พิธี คือ พิธตี ัง้ ชือ่ เด็ก พธิ ีปอ้ นขา้ วในเดือน
ท่ี ๕ และ ๖ พิธีคล้องสายยัชโญปวีต และพิธีแตง่ งาน
ในทนี่ จ้ี ะกลา่ วถงึ เฉพาะพธิ ยี ชั โญปวตี เนอ่ื งจากมคี วามสา� คญั ตอ่ การเปน็ พราหมณโ์ ดยสมบรู ณ์
พิธยี ัชโญปวีต คือ พิธคี ลอ้ งด้ายศกั ดสิ์ ิทธิ์ เป็นพิธีสา� หรบั เดก็ ชายทกุ คนทีเ่ กดิ ใน ๓ วรรณะ
ไดแ้ ก่ วรรณะพราหมณเ์ มอื่ อายคุ รบ ๕ ปี วรรณะกษตั รยิ เ์ มอื่ อายคุ รบ ๘ ปี และวรรณะแพศยเ์ มอ่ื อายุ
ครบ ๑๖ ปี
ส�าหรับผู้ชายในวรรณะพราหมณ์จะต้องเข้าพิธีนี้ เพ่ือการเป็นพราหมณ์โดยสมบูรณ์ หน้าที่
ของพราหมณ์ คอื การสงั่ สอนศลิ ปวทิ ยาการ ผทู้ ไี่ มใ่ ชพ่ ราหมณจ์ ะสอนไมไ่ ด้ พธิ นี เี้ รยี กวา่ “อปุ นยนั ”
แปลวา่ การเขา้ สทู่ ศั นะใหม่ เปน็ การมอบตนเปน็ ศษิ ย์ ศึกษาพระเวทกบั อาจารยใ์ นสา� นกั พราหมณ์
โดยจะคลอ้ งดา้ ยศกั ดิส์ ทิ ธิท์ เี่ รยี กวา่ “ยชั โญปวีต” พิธีนเ้ี ปน็ การประกาศตนเป็นพรหมจารี (ผ้ศู ึกษา
ศาสนา) หรือเปน็ พราหมณโ์ ดยสมบรู ณ์

๑8๑

คูมือครู 181

กระตุนความสนใจ สาํ รวจคนหา อธบิ ายความรู ขยายความเขา ใจ ตรวจสอบผล

Explain Expand

Engage Explore Evaluate

อธบิ ายความรู (ยอ จากฉบบั นกั เรยี น 20%)

ครูใหนักเรยี นดูภาพพระศวิ ะจาก การประกาศตนเป็นพรหมจารีเป็นขั้นตอนแรกใน ๔ ขั้นตอนของหลักอาศรม ๔ ซ่ึงเป็น
หนังสอื เรียน หนา 182 ใหน ักเรียน ทางปฏิบัติในศาสนาพราหมณ์-ฮินดู เพ่ือยกระดับชีวิตให้สูงข้ึนตามล�าดับ จนกระทั่งบรรลุ
ชว ยกนั บอกถึงความสาํ คัญ
โมกษะหรอื การหลดุ พน้ จากสงั สารวฏั พราหมณ์
(แนวตอบ คนไทยเรียกวา พระอิศวร ที่ได้รับการคล้องด้ายศักด์ิสิทธ์ิแล้ว จะต้องอยู่
เปนมหาเทพผเู ปน ใหญใ นจักรวาล ศกึ ษาในสา� นกั ของอาจารย์ จนกระทงั่ เรยี นสา� เรจ็
หนงึ่ ใน ตรมี รู ติ (พระพรหม พระวษิ ณุ ซง่ึ มสี าระสา� คญั เชน่ จงพดู แตค่ วามสตั ย์ จงปฏบิ ตั ิ
พระศิวะ)เปนเทพท่จี ะคอยขับไลส งิ่ แต่ทางธรรม จงถือบิดามารดา ครูบาอาจารย์
ชวั่ รา ยใหห า งไกล และทาํ ใหเ กดิ ความ แขกท่ีมาบ้านโดยบังเอิญ เป็นเสมือนพระเจ้า
ดีงาม เปน สิริมงคลเกดิ ขน้ึ ) องคห์ นง่ึ จงใหส้ งิ่ ของแกผ่ ูอ้ นื่ ดว้ ยความศรัทธา
เต็มใจและดีใจ ไม่ใชเ่ พราะกลวั หรอื ถูกบงั คับ
ขยายความเขาใจ
4.3 การบูชาเทวะ
ครใู หน กั เรยี นชว ยกนั ยกตัวอยาง แตเ่ ดมิ ศาสนาพราหมณม์ เี ทพเจา้ ผสู้ รา้ งโลก
เทพในศาสนาพราหมณ- ฮนิ ดูทค่ี นไทย เปน็ ผยู้ ง่ิ ใหญอ่ งคเ์ ดยี ว คอื พระพรหม ตอ่ มาได้
บูชา พรอมบอกความสาํ คญั พฒั นาเทพเจา้ อนื่ ๆ เพมิ่ ขนึ้ เปน็ ลา� ดบั จนมากมาย
พระราชพธิ จี รดพระนงั คลั แรกนาขวญั เปน็ พธิ ที างพราหมณ์ นับไม่ถ้วน และภายหลังพุทธกาล เม่ือศาสนา
(แนวตอบ พระพฆิ เนศ เทพเจาท่ีมี ที่สงั คมไทยปฏบิ ตั ิสบื ทอดมาจนถงึ ปัจจุบนั เพ่อื เสรมิ สร้าง พราหมณ์ได้กลายเปน็ ศาสนาฮินดู กไ็ ดม้ ลี ัทธิท่ี
ปรีชาญาณเฉลียวฉลาด และทรง ให้เกดิ ขวัญและกา� ลังใจแกเ่ กษตรกร
คณุ ธรรมคอยปราบภยั พาลและอภบิ าล
คนดี อกี ทั้งยังเปน เทพผกู ตญั ถู งึ เรยี กวา่ “ตรมี รู ต”ิ ซง่ึ เปน็ การขยายจากเทพผสู้ รา้ ง
พรอ มดว ยความดีงาม) องค์เดียวเปน็ ๓ องค์ คือ พระพรหม พระวษิ ณุ
และพระศวิ ะ ตามหลกั การสรา้ ง รกั ษา และทา� ลาย
นกั เรยี นควรรู โดยพระพรหมเปน็ เทพเจา้ องคแ์ รกในตรมี รู ติ
เปน็ เทพเจา้ ผสู้ รา้ งโลกและจกั รวาล สว่ นพระวษิ ณุ
หลักอาศรม 4 ขั้นตอนการดําเนิน หรือพระนารายณ์เป็นเทพผู้รักษาและคมุ้ ครอง
ชวี ิตของพราหมณวัยตางๆ โดย โลก ซง่ึ ไดอ้ วตารมาปราบกลยี คุ ในโลกมนษุ ยแ์ ละ
กาํ หนดเกณฑอ ายคุ นไว 100 ป แบง สวรรค์ และพระศิวะซึ่งเป็นเทพผู้ท�าลาย ได้
ชวงของการใชช ีวิตไว 4 ตอน ตอนละ ท�าลายโลกเม่ือเกิดปัญหาขึ้นมากมายบนโลก
25 ป ชว งชวี ติ แตล ะชว งเรยี กวา อาศรม มนุษย์ จากนนั้ กส็ ร้างโลกขน้ึ มาใหม่ โดยให้พระ
(วัย) ไดแก นารายณ์เปน็ ผู้ดแู ลรกั ษาโลกดว้ ย
การบูชาเทพเจ้าต่างๆ เป็นรายองค์ เช่น
- พรหมจารี เปนวัยศกึ ษา พระศิวะ พระวษิ ณุ (พระนารายณ)์ พระกฤษณะ
เลา เรียน พระราม พระอุมา พระลกั ษมี พระคเณศ ข้นึ อยู่ พระศวิ ะเปน็ เทพเจา้ องคห์ นง่ึ ทส่ี า� คญั ในการบชู าเทวะของ
๑8๒ กบั ความนยิ มนับถือของผู้บชู า ผูท้ น่ี ับถอื ศาสนาพราหมณ์-ฮินดู
- คฤหสั ถ เปน วยั ครองเรือน
- วานปรัสถ เปน วยั ออกไปอยปู า
- สนั นยาสี เปน วยั สดุ ทา ยของชวี ติ

ออกบวชบําเพ็ญเพียร เพื่อความ
หลุดพน

182 คมู ือครู

กระตุน ความสนใจ สาํ รวจคน หา อธบิ ายความรู ขยายความเขา ใจ ตรวจสอบผล

Explore Explain

Engage Expand Evaluate

สาํ รวจคน หา

ครใู หน กั เรยี นศกึ ษามลู เหตขุ องการ
๕. ความแตกตา่ งของการดา� เนนิ ชวี ติ ของศาสนกิ ชนศาสนาตา่ งๆ เกดิ ศาสนา จุดหมายปลายทางของ
ชวี ติ ของพระพทุ ธศาสนา ศาสนา
ความแตกตา่ งทางศาสนาทสี่ า� คญั ทน่ี า� มาสกู่ ารประพฤตปิ ฏบิ ตั ทิ แี่ ตกตา่ งกนั ของศาสนกิ ชนใน ครสิ ต ศาสนาอสิ ลามและศาสนา
แต่ละศาสนา มี ๒ ประการ คือ มลู เหตุของการเกดิ ศาสนาและจดุ หมายปลายทางของชีวติ พราหมณ- ฮินดู และวิเคราะหค วาม
เหมอื นและความแตกตา ง โดยทาํ เปน
๕.๑ มูลเหตขุ องการเกดิ ศาสนา ผังความคิดหรอื รปู แบบของตาราง

จากมลู เหตทุ ที่ า� ใหเ้ กดิ ศาสนา เราอาจแบง่ ประเภทของศาสนาไดเ้ ปน็ ๒ ประเภท คอื ศาสนา
ทน่ี ับถอื พระเจ้า และศาสนาท่ีไม่นบั ถือพระเจา้ ดงั นี้
๑. ศาสนาที่นับถือพระเจ้า เรียกรวมๆ กันว่า “เทวนิยม” เป็นศาสนาท่ีเชื่อว่าพระเจ้าเป็น อธิบายความรู

ผู้สร้างโลก สร้างสรรพส่ิงในจักรวาล และสร้างกฎเกณฑ์ให้แก่ธรรมชาติ พระองค์ทรงรู้เห็น นกั เรยี นนาํ เสนอผงั ความคดิ หรือ
การกระทา� ทกุ อยา่ งของมนษุ ยท์ ง้ั กาย วาจา และใจ ถา้ เปน็ ศาสนาทนี่ บั ถอื พระเจา้ องคเ์ ดยี วเรยี กวา่ ตารางแสดงความเหมือนและความ
“เอกเทวนยิ ม” เชน่ ครสิ ตศ์ าสนา ศาสนาอิสลาม และศาสนาสขิ ถ้านบั ถือพระเจ้าหรอื เทพเจา้ แตกตางของศาสนาตางๆ

หลายองค์เรยี กว่า “พหเุ ทวนิยม” เช่น ศาสนาพราหมณ-์ ฮินดู เปน็ ต้น
๒. ศาสนาที่ไม่นับถือพระเจ้า เรียกรวมๆ กันว่า “อเทวนิยม” เช่น พระพุทธศาสนา เป็น
ศาสนาท่ีไม่เช่ือว่ามีพระเจ้าสร้างโลกและบันดาลคุณและโทษให้แก่มนุษย์ แต่เชื่อว่าส่ิงทั้งหลาย NET ขอ สอบ ป 51
เป็นผลจากการกระท�าของตนเอง โดยเช่อื เรอื่ งกรรมและผลของกรรม จงึ สอนใหม้ นุษยพ์ งึ่ ตนเอง
หรอื ยึดวา่ ตนเปน็ ท่พี ง่ึ แหง่ ตน ขอ สอบออกเก่ียวกับการเปรยี บ
เทยี บหลกั คาํ สอนของศาสนาวา ใน
๕.๒ จุดหมายปลายทางของชวี ิต คมั ภรี อ ลั กรุ อานมหี ลกั คาํ สอนเกย่ี วกบั
ความรกั ความเมตตาวา “ผใู ดขาด
มนุษย์ทุกคนไม่ต้องการความทุกข์ และปรารถนาท่ีจะได้ความสุข แต่มนุษย์ไม่รู้ว่าอะไรคือ เมตตาแกเพ่ือนมนุษย ผูนัน้ จักไมได
ความสขุ ทแ่ี ท้จรงิ จงึ ทา� ให้เกิดพระศาสดาของแตล่ ะศาสนาข้ึน เพ่ือประกาศความสขุ ท่แี ทจ้ รงิ แก่ รบั ความเมตตาเชนกัน“ คาํ สอนนี้
มวลมนุษย์ พร้อมทั้งเสนอแนวทางปฏิบัติเพื่อจะน�าไปสู่เป้าหมายอันเป็นความสุขท่ีแท้จริง สอดคลอ งกบั หลกั ธรรมของศาสนา
ศาสนาทกุ ศาสนาจงึ ตอ้ งชไี้ ปทคี่ ณุ คา่ หนง่ึ ทเ่ี ปน็ เป้าหมายสูงสุดของแต่ละศาสนา คุณค่าสูงสุดน้ี พทุ ธขอใด
คือ สัญลักษณ์ของความสขุ ท่ีแทจ้ ริง ไดแ้ ก่
1. สมบัติ 4
๑. ศาสนาพราหมณ-์ ฮนิ ดู การไดอ้ ยู่เป็นอันหนงึ่ อันเดียวกลมกลนื กับพรหม 2. พรหมวหิ าร 4
๒. พระพุทธศาสนา ถือว่าพระนพิ พานเปน็ ท่ีสดุ ของการประพฤตปิ ฏิบตั ิธรรม
3. สงั คหวตั ถุ 4
๓. ครสิ ตศ์ าสนา การมีชีวติ นิรันดรอยูใ่ นอาณาจกั รของพระเจา้ บนสวรรค์ 4. กุลจริ ัฏฐิติธรรม 4
๔. ศาสนาอสิ ลาม การอยกู่ บั อลั ลอฮ์ในสวรรค์ (วเิ คราะหค ําตอบ คําตอบทถี่ กู ตอง
จุดหมายปลายทางของชีวิตท่ีแตกต่างกันท�าให้แต่ละศาสนามีรายละเอียดของค�าสอนและ คอื ขอ 2. พรหมวหิ าร 4 ธรรมของ
พิธีกรรมที่แตกต่างกันไป ศาสนาทุกศาสนาต่างมีคัมภีร์ที่เป็นการรวบรวมค�าสอนของศาสนาไว้ ผูเปน ใหญ จะชว ยใหเ ราดาํ รงชีวติ อยู
เป็นหลักฐาน และมีประวตั ิความเปน็ มาแตกต่างกนั ไปด้วย ไดอ ยางประเสรฐิ ไดแ ก เมตตา ความ
ปรารถนาใหผ อู นื่ ไดร บั ความสขุ กรณุ า
ความปรารถนาใหผ อู น่ื พน ทกุ ข มทุ ติ า
๑83 ความยนิ ดเี ม่ือผอู ื่นไดด ี อเุ บกขา การ

รูจักวางเฉย สวนหลักธรรมสมบัติ 4
หมายถึง องคประกอบตางๆ ทช่ี ว ย
สงเสรมิ กรรมดีใหป รากฏชัดยง่ิ ข้นึ
สังคหวัตถุ 4 หมายถึง หลักธรรมที่เปนเครื่องยึดเหน่ียวน้ําใจ
ของผอู น่ื เปน หลกั การสงเคราะหซ งึ่ กนั และกนั กลุ จริ ฏั ฐติ ธิ รรม 4
เปน หลกั ธรรมเกย่ี วกบั การดาํ รงความมง่ั คงั่ ของตระกลู ใหย ง่ั ยนื )

คูมอื ครู 183

กระตุนความสนใจ สํารวจคนหา อธิบายความรู ขยายความเขา ใจ ตรวจสอบผล

Expand

Engage Explore Explain Evaluate

ขยายความเขาใจ (ยอจากฉบบั นักเรียน 20%)

ครตู ั้งประเดน็ ใหนกั เรยี นชวยกนั มีข้อสังเกตว่าค�าสอนของศาสนาที่นับถือพระเจ้าจะมีลักษณะเป็นค�าส่ังที่ต้องปฏิบัติ
วิเคราะหว า ตามอย่างเคร่งครัด มากกว่าค�าสอนของศาสนาที่ไม่นับถือพระเจ้า เช่น ค�าสอนของศาสนา
อสิ ลามซง่ึ เป็นเหมือนธรรมนูญของชีวิตของมสุ ลิมตัง้ แตเ่ กดิ จนตาย จะฝ่าฝนื ไมไ่ ด้
• หากในชุมชนของนกั เรียน
มผี ูนับถือศาสนาท่แี ตกตางกนั นอกจากนี้ค�าสอนเกี่ยวกับชีวิตในโลกน้ีก็แตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับความเช่ือเร่ืองการ
มวี ธิ ีการอยูรวมกนั อยา งไร เวยี นว่ายตายเกิด ศาสนาทนี่ ับถือพระเจ้ามกั เชอ่ื ว่าชวี ติ ในโลกนีม้ เี พียงครั้งเดยี ว เมอ่ื ตายแล้วจะ
ไม่กลับมาเกดิ ใหม่ในโลก ยกเว้นศาสนาพราหมณ-์ ฮินดู
(แนวตอบ ตอ งเขา ใจในหลกั การของ
ศาสนา พธิ กี รรม ความเชอ่ื ของ ๑. ศาสนาพราหมณ-์ ฮนิ ดู เช่ือว่ามกี ารเวยี นวา่ ยตายเกิด ชีวิตในโลกมีหลายคร้งั
ศาสนาตางๆ ไมน าํ เรือ่ งศาสนามา ๒. ศาสนาพุทธ เชอื่ เรื่องการเวยี นว่ายตายเกดิ
ถกเถียงกัน เพราะทุกศาสนาลวน ๓. ครสิ ต์ศาสนา ไม่เชอ่ื เรือ่ งการเวยี นว่ายตายเกดิ เช่ือวา่ ชวี ิตในโลกน้มี ีครั้งเดยี ว
มีเปาหมายเดียวกัน แตวธิ ีการสอน ๔. ศาสนาอสิ ลาม เชื่อว่าชวี ิตในโลกนี้มคี รงั้ เดยี ว ไมม่ ีการเวียนว่ายตายเกดิ
แตกตางกัน) เราทราบแลว้ วา่ ศาสนาเปน็ ความตอ้ งการทพี่ ง่ึ ทางจติ ใจ และเมอื่ พจิ ารณาโดยรวมแลว้
ทุกศาสนาต้องการความสุขท่ีแท้จริงเหมือนกัน สอนให้เคารพศีลธรรม ให้ละเว้นความชั่วและ
นกั เรยี นควรรู กระทา� ความดี การเกดิ ศาสนาตา่ งๆ หลายศาสนาจงึ นา่ จะถอื เปน็ ความถกู ตอ้ งเหมาะสมแก่ความ
ต้องการของกลุ่มชนในท้องถิ่นในแต่ละยุคสมัย มากกว่าที่จะมองเป็นความแตกต่าง พระศาสดา
ฆราวาสธรรม 4 หลกั ธรรมสาํ หรบั แต่ละองค์แต่ละยุคต่างเป็นผู้ที่ได้มาช่วยปลดเปล้ืองความทุกข์ยากให้แก่มนุษย์ ท�าให้มนุษย์ได้
ผคู รองเรอื น ทจ่ี ําเปนตองมอี ยูประจํา พบกับแสงสว่างอันเป็นเคร่ืองน�าทางชีวิตไปสู่ความสุขนิรันดรด้วยกันท้ังสิ้น การมีหลายศาสนา
เพ่ือเสรมิ ใหม คี วามสุขย่ิงขน้ึ ไดแก จึงนับเป็นโอกาสให้มวลมนุษย์ท่ัวโลกได้เข้าถึงเป้าหมายของชีวิตอันเป็นความสุขนิรันดร ด้วยวิถี
ทางท่ีตนคิดว่าเหมาะสมที่สุด
สจั จะความจรงิ ดาํ รงมน่ั อยใู นสจั จะ ในประเทศไทย ประชาชนมเี สรภี าพในการนบั ถอื ศาสนาตามความเช่อื ของตน เราจึง
ซอ่ื สตั ย เปน เหตนุ าํ มาซง่ึ ความเชอ่ื ถอื ไม่ควรน�าศาสนาหรือภาษามาเป็นเคร่ืองแบ่งแยกความรักความสามัคคีในหมู่คนไทยต่อผืนแผ่น
หรอื ไวว างใจได ดินไทย เพราะทุกคนล้วนถือก�าเนิดและอยู่บนผืนแผ่นดินเดียวกัน แม้จะนับถือศาสนาต่างกัน
แต่กย็ ่อมมีความเปน็ ไทยเทา่ เทียมกนั
ทมะ ฝก ตน ปรบั ปรงุ ตนบงั คับ
ควบคุมตนเองใหรจู กั ปรบั ตัวและ ๖. วธิ ีการยอมรับวิถีการดÓเนนิ ชวี ติ ของคนในแตล่ ะศาสนา
แกไ ขปรบั ปรงุ ตน ใหเ จรญิ กา วหนา
อยเู สมอ ยอมรบั และแกไ ขสง่ิ บกพรอ ง ในประเทศ
ของตนเอง
ประเทศไทยเป็นประเทศที่คนส่วนใหญ่นับถือพระพุทธศาสนา ในพระพุทธศาสนามีหลัก
ขันติ ความอดทนตอสง่ิ ตา งๆ คา� สอนที่ชอ่ื ว่า “ฆราวาสธรรม ๔” หลกั น้นี า่ จะน�ามาใช้เปน็ แนวทางปฏบิ ตั ิสา� หรบั การอยูร่ ่วมกบั
เชน อดทนตอความหวิ อดทนตอ ผู้ที่นับถือศาสนาอื่น และช่วยให้ยอมรับวิถีการด�าเนินชีวิตของคนในศาสนาอื่นท่ีแตกต่างไปจาก
อาํ นาจฝายตา่ํ ตนเองได้อย่างเหมาะสม ท�าให้อยรู่ ว่ มกันได้อยา่ งสันตสิ ุข

จาคะ เสียสละเอ้อื เฟอ เก้ือกลู
ชวยเหลอื บาํ เพญ็ ประโยชน เชน
สละความโกรธ ความเห็นแกต ัว

๑84

184 คมู อื ครู

กระตุนความสนใจ สํารวจคนหา อธบิ ายความรู ขยายความเขา ใจ ตรวจสอบผล

Evaluate

Engage Explore Explain Expand

๑. ความจริงใจหรอื สจั จะ ความจรงิ ใจในท่ีน้ี หมายถึง ความจรงิ ใจตอ่ ตนเอง ตอ่ บุคคลอนื่ ตรวจสอบผล
ต่อหน้าท่ีการงาน และต่อประเทศชาติ เป็นความต้ังใจท่ีจะประพฤติแต่สิ่งท่ีมีประโยชน์และเป็น
ธรรมต่อทุกคน ความจริงใจท�าให้สามารถอยู่ร่วมกับผู้อ่ืนได้อย่างผาสุก ไม่ต้องคอยระแวงสงสัย 1. นกั เรยี นสามารถบอกการปฏบิ ตั ติ น
ว่าลับหลังจะกระท�าสิ่งท่ีไม่ดีต่อกัน ไม่มีการให้ร้ายกัน และการมีความจริงใจต่อประเทศชาติ ในการอยรู ว มกนั กบั ผทู น่ี บั ถอื ศาสนา
และสถาบันส�าคัญของชาติ ก็จะท�าให้ไม่กระท�าสิ่งใดที่จะเป็นการบ่อนท�าลายประเทศชาติหรือ อนื่ ไดอยา งถูกตอ ง
ท�าใหป้ ระเทศเสอ่ื มเสีย
2. แบบสมั ภาษณก ารนับถอื ศาสนา
๒. การข่มใจหรือทมะ หมายถึง การฝึกฝนและข่มใจตนเองในเร่ืองต่างๆ ไม่ให้ประพฤติ ของคนในชมุ ชน การสรุปวิธีการ
ในส่ิงที่ไมด่ เี มอ่ื ไมพ่ อใจหรอื เมอ่ื มคี วามเหน็ ขดั แยง้ ไมต่ รงกนั กร็ จู้ กั ขม่ ใจไม่ให้คิดตอบโต้ ทะเลาะ ปฏบิ ตั ติ นในการอยรู ว มกนั ในสงั คม
ววิ าท รวมทั้งหลกี เลี่ยงการกระทา� ทจ่ี ะนา� ไปสคู่ วามบาดหมางแตกรา้ ว ทีม่ ีผนู บั ถือศาสนาทแ่ี ตกตา งกนั

๓. ความอดทนอดกลั้นหรือขันติ หมายถึง มีจิตใจเข้มแข็ง อดทนต่อความโกรธ ความ
ไม่พอใจ อดกล้ันที่จะตอบโต้ผู้ท่ีเห็นต่างจากเรา และไม่หลงยึดความคิดความเชื่อของตนเอง
เปน็ ใหญ่ในการพจิ ารณาตัดสนิ เรื่องตา่ งๆ

๔. ความเสียสละหรือจาคะ หมายถึง การมีจิตใจกว้างขวาง เอ้ือเฟื้อเผื่อแผ่ สละอารมณ์
ที่ไม่ดี เช่น ความโกรธ ความเกลียด ออกไปจากจิตใจ ไม่เก็บกดอารมณ์ขุ่นมัวไว้ท่ีจะท�าให้
จติ ใจเศร้าหมอง ไมผ่ อ่ งใส และปลกู ความเมตตาใหเ้ กิดขน้ึ ในจิตใจ

หลกั ฆราวาสธรรม ๔ น้ี เป็นหลกั ท่จี ะท�าใหค้ นไทยทุกคนไมว่ า่ จะนบั ถอื ศาสนาใด สามารถ
ด�าเนินชีวิตตามแนวทางของหลักค�าสอนในศาสนาของตนร่วมกันได้อย่างมีความสุข ด้วยความ
สมานฉนั ท์ เพื่อประโยชน์ของสว่ นรวม คือความสงบสขุ ของประเทศชาตอิ นั เป็นทรี่ ักและหวงแหน
ของเรา

กลา่ วสรปุ ไดว้ ่า
ในสงั คมหน่ึงน้นั มปี ระชำชนทนี่ ับถอื ศำสนำแตกตำ่ งกันไป กำรดำ� เนินชวี ติ อำจแตกตำ่ งกนั
หรือคล้ำยคลึงกันบ้ำง แต่หำกอยู่ในสังคมเดียวกันแล้ว ก็ไม่ควรให้เรื่องกำรนับถือศำสนำท่ี
แตกต่ำงกนั น้ันมำเป็นเครอ่ื งแบ่งแยกควำมรกั ควำมสำมัคคขี องคนในชำติเดยี วกนั นอกจำกนี้
สมำชิกในสังคมใดสังคมหน่ึงนั้นไม่จ�ำเป็นต้องนับถือศำสนำเดียวกัน เพรำะทุกศำสนำล้วนแต่
มวี ถิ ปี ฏบิ ตั สิ อดคลอ้ งในกำรดำ� เนนิ ชวี ติ ซง่ึ ทำ� ใหส้ ำมำรถอยรู่ ว่ มกนั ไดเ้ พยี งแคช่ ว่ ยเหลอื เกอื้ กลู
ซ่ึงกันและกนั ก็สำมำรถด�ำเนินชีวติ ร่วมกนั ไดอ้ ย่ำงสงบสขุ

๑8๕

คูมอื ครู 185

กระตนุ ความสนใจ สํารวจคน หา อธิบายความรู ขยายความเขา ใจ ตรวจสอบผล

Engage Explore Explain Expand Evaluate

เกร็ดแนะครู (ยอจากฉบับนักเรยี น 20%)

(แนวตอบ คาํ ถามประจําหนวย ค า� ถามประจ า� หน่วยการเรียนรู้
การเรยี นรู
1. เปนเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจ มีหลัก ๑ ศาสนามีความสา� คญั ต่อการอยรู่ ว่ มกนั ในสงั คมอย่างไร จงอธิบาย
คําสอนทมี่ ุงใหค นทาํ ความดี ทําให ๒ วิถีการด�าเนินชีวิตของศาสนิกชนในคริสต์ศาสนาแตกต่างหรือคล้ายกันกับศาสนาพุทธ
สงั คมอยูรว มกันอยา งสงบสขุ
เพราะศาสนาเปน สงิ่ ชวยในการ อยา่ งไร จงอธิบาย
จัดระเบยี บ ๓ การปฏบิ ตั ติ นอยา่ งไรจงึ จะเรยี กวา่ ปฏบิ ตั ติ นเหมาะสมกบั ศาสนกิ ชนในศาสนาอนื่ จงอธบิ าย
2. คลายคลึงกัน น่ันคอื มงุ ปฏบิ ัติ ๔ การศึกษาวิถีการด�าเนินชีวิตของศาสนิกชนในศาสนาอื่นน้ันมีประโยชน์อย่างไรต่อการ
ศาสนกจิ ยึดม่นั ในคาํ สอนของ
ศาสนา แตจะแตกตางกันเก่ียวกับ ดา� เนนิ ชวี ิต
การประกอบพธิ กี รรมและความเชอื่ ๕ จงอธบิ ายวธิ กี ารยอมรบั วถิ กี ารดา� เนนิ ชวี ติ ของคนในแตล่ ะศาสนาเพอื่ การอยรู่ ว่ มกนั อยา่ ง
ตางๆ
3. เรียนรู ทําความเขา ใจในหลกั การ สงบสุข
คําสอน พิธีกรรม ของศาสนาตา งๆ
และยอมรับในส่ิงเหลาน้ัน ไมนํา กจิ กรรมสรา้ งสรรคพ์ ฒั นาการเรียนรู้
เรื่องศาสนามาเปรยี บเทยี บ
4. เพื่อการทาํ ความเขา ใจใหต รงกัน กจิ กรรมท่ี นกั เรยี นหาขา่ วหรอื เหตกุ ารณเ์ กยี่ วกบั ความขดั แยง้ ในดา้ นศาสนา
ใหเ กดิ การยอมรบั ความแตกตาง พร้อมบอกวิธีแก้ไขเพ่ือให้สามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างสงบสุข
ทางดา นการนับถอื ศาสนา เพ่อื การ ๑ ใส่กระดาษ A4 สง่ ครูผู้สอน
อยูร วมกันอยางสนั ติ กิจก๒รรมท่ี นักเรียนท�ารายงานหัวข้อการเปรียบเทียบวิถีการด�าเนินชีวิตของ
5. เชน เขา ใจหลักคาํ สอน พธิ ีกรรม ศาสนาตา่ งๆ
ความเช่อื ของศาสนาตางๆ กจิ กรรมท่ี แบง่ กลุ่ม กลุ่มละ ๕ คน อภิปรายและสรุปวิถกี ารดา� เนินชวี ติ ของ
ศาสนกิ ชนในศาสนาอื่น
หแสลดกั งฐผานลการเรียนรู ๓

แบบสมั ภาษณการนบั ถือศาสนา
ของคนในชมุ ชน

นักเรยี นควรรู พุทธศาสนสุภาษติ

อกโฺ กเธน ชเิ น โกธํ อานวา Í¡âÚ ¡à¸¹ ªÔ๠⡸í : ¾Ö§ª¹Ð¤ÇÒÁâ¡Ã¸´ÇŒ ¤ÇÒÁäÁ‹â¡Ã¸
อัก-โก-เท-นะ-ช-ิ เน-โก-ทัง ๑8๖

186 คูมือครู

กระตนุ ความสนใจ สาํ รวจคนหา อธบิ ายความรู ขยายความเขา ใจ ตรวจสอบผล

Engage Explore Explain Expand Evaluate

ºÃóҹءÃÁ

´¹ÂÑ äªÂâ¸Ò. (òõôø). ¾ÃÐÁËÒ¡ÉµÑ ÃÂÔ ¡ ºÑ ¾Ãо·Ø ¸ÈÒʹÒã¹»ÃÐÇµÑ ÈÔ ÒʵÃ.
¡Ã§Ø à·¾ÁËÒ¹¤Ã : âÍà´ÂÕ ¹ÊâµÃ.

_______. (òõõñ). ¾·Ø ¸¸ÃÃÁ ¾·Ø ¸ÊÒÇ¡ ¾·Ø ¸ÊÒÇ¡Ô Ò áÅЪÒǾ·Ø ¸µÇÑ ÍÂÒ‹ §. ¡Ã§Ø à·¾-
ÁËÒ¹¤Ã : âÍà´ÂÕ ¹ÊâµÃ.

_______. (òõõó). ÇѲ¹¸ÃÃÁáÅÐÍÒøÃÃÁÊÑÁ¾Ñ¹¸¢Í§Í¹Ø·ÇÕ»ÍÔ¹à´Õ¡Ѻ
¹Ò¹Ò»ÃÐà·È. ¡Ã§Ø à·¾ÁËÒ¹¤Ã : âÍà´ÂÕ ¹ÊâµÃ.

à·¾ÃµÑ ¹ÃÒªÊØ´Ò ਌ҿ‡ÒÁËÒ¨¡Ñ ÃÊÕ ÃÔ Ô¹¸Ã ÊÂÒÁºÃÁÃÒª¡ÁØ ÒÃÕ, ÊÁà´ç¨¾ÃÐ. (òõôó).
·ÈºÒÃÁãÕ ¹¾·Ø ¸ÈÒʹÒà¶ÃÇÒ·. ¡Ã§Ø à·¾ÁËÒ¹¤Ã : ÁËÒÁ¡¯Ø ÃÒªÇ·Ô ÂÒÅÂÑ .

ºÃèº ºÃÃ³Ã¨Ø Ô áÅÐàʹÒÐ ¼´§Ø ©µÑ Ã. (òõõð). Ç¹Ñ ÇÊÔ Ò¢ºªÙ Ò : á¹Ç·Ò§¡Òû¯ºÔ µÑ Ô
ÊÒí ËÃºÑ ¾Ø·¸ÈÒʹԡª¹. ¡Ã§Ø à·¾ÁËÒ¹¤Ã : ¡ÃÁ¡ÒÃÈÒÊ¹Ò ¡ÃзÃǧ-
Ç²Ñ ¹¸ÃÃÁ.

ºÞØ ÁÕ á·¹‹ á¡ÇŒ . (òõôö). »ÃÐÇµÑ ÈÔ Òʹҵҋ §æ áÅÐ»ÃªÑ ÞÒ¸ÃÃÁ. ¡Ã§Ø à·¾ÁËÒ¹¤Ã :
âÍà´Õ¹ÊâµÃ.

»Ãзջ ÊÒÇÒâÂ. (òõôõ). ÊÔºàÍç´ÈÒʹҢͧâÅ¡. ¡Ã§Ø à·¾ÁËÒ¹¤Ã : âÍà´Õ¹ÊâµÃ.
»ÃÂÔ ´Ò (´ÈÔ ¡ÅØ ) äªÂà¨ÃÞÔ , ËÁÍ‹ ÁËÅǧ. (òõôð). ÃÒª¡ÅØ ´ÈÔ ¡ÅØ . ¡Ã§Ø à·¾ÁËÒ¹¤Ã :

ÁÅÙ ¹¸Ô ÊÔ Áà´ç¨Ï ¡ÃÁ¾ÃÐÂÒ´íÒçÃÒªÒ¹ÀØ Ò¾áÅÐËÁ‹ÍÁ਌Ҩ§¨µÔ ö¹ÍÁ ´ÈÔ ¡ÅØ
¾Ãи´Ô Ò.
»ÃÕªÒ ªŒÒ§¢ÇÑÞÂ×¹ áÅÐÊÁÀÒà ¾ÃÁ·Ò. (òõõò). Á¹ØÉ¡ ºÑ ÈÒʹÒ. ¾ÁÔ ¾¤ Ãéѧ·Õè ò.
¡Ãا෾ÁËÒ¹¤Ã : â¤Ã§¡ÒÃà¼Âá¾Ã‹¼Å§Ò¹ÇÔªÒ¡Òà ¤³ÐÍÑ¡ÉÃÈÒʵÏ
¨ÌØ Òŧ¡Ã³Á ËÒÇ·Ô ÂÒÅÑÂ.
¾ÃÐÞÒ³ÇâôÁ (ʹ¸ìÔ ¡Ô¨Ú¨¡ÒâÃ). (òõõò). ¤‹ÙÁ×Í»¯ÔºÑµÔ§Ò¹ÈÒʹ¾Ô¸ÕÊѧࢻ.
¡Ãا෾ÁËÒ¹¤Ã : ÁËÒÁ¡¯Ø ÃÒªÇÔ·ÂÒÅÑÂ.
¾ÃÐà·¾ÇÊÔ ·Ø ¸ÞÔ Ò³ (ÍºØ Å ¹¹Ú·â¡). (òõôö). ¾·Ø ¸»ÃÐÇµÑ ÊÔ §Ñ ࢻ áÅÐÈÒʹ¾¸Ô Õ
Êѧࢻ. ¡Ãا෾ÁËÒ¹¤Ã : ÁËÒÁ¡¯Ø ÃÒªÇÔ·ÂÒÅÂÑ .
¾ÃоÃËÁ¤³Ø ÒÀó (».Í.»ÂµØ âÚ µ). (òõõñ). ¾¨¹Ò¹¡Ø ÃÁ¾·Ø ¸ÈÒʵé ººÑ »ÃÐÁÇŸÃÃÁ.
¡Ã§Ø à·¾ÁËÒ¹¤Ã : ÁËÒÇÔ·ÂÒÅÂÑ ÁËÒ¨ÌØ Òŧ¡Ã³ÃÒªÇÔ·ÂÒÅÑÂ.
¾ÃÐÃҪǪÃÔ ÒÀó (Ê¹Õ ÇÅ »Ú ÒÚ ÇªâÔ Ã ».¸.ù). (òõôõ). ·Òí ÇµÑ ÃÊÇ´Á¹µ© ººÑ ¤³Ðʧ¦
Ç´Ñ ¾ÃÐવ¾Ø ¹Ï. ¡Ãا෾ÁËÒ¹¤Ã : âç¾ÔÁ¾Ê ˸ÃÃÁÔ¡.
¾ÃÐÃÒªÇÃÁ¹Ø Õ (»ÃÐÂÃÙ ¸ÁÁÚ ¨µÔ âÚ µ). (òõóù). ͹·Ø ¹Ô ¸ÃÃÁÐ ¸ÃÃÁÐÊÒí ËÃºÑ óöõ Ç¹Ñ .
¡Ãا෾ÁËÒ¹¤Ã : ÁÙŹԸ¾Ô ·Ø ¸¸ÃÃÁ.
¾Ô¾Ò´Ò 处 à¨ÃÔÞ. (òõóõ). »ÃÐÇµÑ ÔÍÒøÃÃÁÞ»Õè ¹†Ø . ¡Ã§Ø à·¾ÁËÒ¹¤Ã : ÊÁÒ¤Á
¹Ñ¡àÃÂÕ ¹à¡‹ÒÞ»èÕ ¹†Ø .

๑87

คมู อื ครู 187

กระตุนความสนใจ สํารวจคนหา อธบิ ายความรู ขยายความเขาใจ ตรวจสอบผล

Engage Explore Explain Expand Evaluate

(ยอจากฉบบั นักเรียน 20%)

侺Ùŏ »‚µÐàʹ. (òõôõ). »ÃÐÇѵÔÈÒʵÏà¡ÒËÅÕ ¨Ò¡Âؤ་Ҿѹ¸Ø¶Ö§ÃҪǧȏ
Ê´Ø ·ŒÒÂ. ¡Ã§Ø à·¾ÁËÒ¹¤Ã : ¤§ÇزԤسҡÃ.

¿œ„¹ ´Í¡ºÑÇ. (òõôù). ÈÒʹÒà»ÃÕºà·Õº. ¾ÔÁ¾¤ÃÑé§·Õè ó. ¡Ãا෾ÁËÒ¹¤Ã :
ºÙþÒÊÒʹ .

ǪÃÔ ÞÒ³ÇâÃÃÊ, ÊÁà´¨ç ¾ÃÐÁËÒÊÁ³à¨ÒŒ ¡ÃÁ¾ÃÐÂÒ. (òõôò). ¾·Ø ¸ÈÒʹÊÀØ ÒÉµÔ (àÅÁ‹ ñ).
¡Ã§Ø à·¾ÁËÒ¹¤Ã : ÁËÒÁ¡Ø¯ÃÒªÇÔ·ÂÒÅÂÑ .

ÇÈ¹Ô Í¹Ô ·ÊÃÐ. ËÅ¡Ñ ¸ÃÃÁÍ¹Ñ à»¹š ËÇÑ ã¨¾Ãо·Ø ¸ÈÒʹÒ. (òõôø). ¡Ã§Ø à·¾ÁËÒ¹¤Ã :
àÍ. äÍ. àÍ (à¤ÃÍ× ¹íҷͧ).

ÇªÔ Ò¡ÒÃáÅÐÁҵðҹ¡ÒÃÈ¡Ö ÉÒ ¡ÃзÃÇ§È¡Ö ÉÒ¸¡Ô ÒÃ, ÊÒí ¹¡Ñ . (òõõñ). µÇÑ ªÇéÕ ´Ñ áÅÐÊÒÃÐ
¡ÒÃàÃÂÕ ¹ÃáŒÙ ¡¹¡ÅÒ§ ¡ÅÁ‹Ø ÊÒÃСÒÃàÃÂÕ ¹ÃÊÙŒ §Ñ ¤ÁÈ¡Ö ÉÒ ÈÒÊ¹Ò áÅÐ

Ç²Ñ ¹¸ÃÃÁ. ¡Ã§Ø à·¾ÁËÒ¹¤Ã : âç¾ÁÔ ¾ª ÁØ ¹ÁØ Êˡó¡ ÒÃà¡ÉµÃá˧‹ »ÃÐà·Èä·Â.
Ç·Ô Â ÇÈÔ ·àǷ. (òõõò). »ÃªÑ ÞÒ·ÇèÑ ä» : Á¹ØÉ âÅ¡ áÅФÇÒÁËÁÒ¢ͧªÕÇµÔ .

¡Ã§Ø à·¾ÁËÒ¹¤Ã : ÍÑ¡ÉÃà¨ÃÞÔ ·ÈÑ ¹.
ÇÁÔ Å¾Ãó »µ‚ ¸ÇªÑ ªÂÑ . (òõôö). ÊÞÑ ÞÒ ¸ÃÃÁÈ¡Ñ ´ìÔ ¤¹¢Í§á¼¹‹ ´¹Ô . ¡Ã§Ø à·¾ÁËÒ¹¤Ã

: âç¾ÔÁ¾à´Í× ¹µØÅÒ.
È¡Ö ÉÒ¸¡Ô ÒÃ, ¡ÃзÃǧ. (òõôò). »ÃÐÇµÑ ¾Ô ÃÐÊÒÇ¡ àÅÁ‹ ñ. ¡Ã§Ø à·¾ÁËÒ¹¤Ã : ͧ¤¡ ÒäҌ -

¢Í§¤ØÃÊØ ÀÒ.
_______. (òõôò). »ÃÐÇѵ¾Ô ÃÐÊÒÇ¡ àÅ‹Á ò. ¡Ãا෾ÁËÒ¹¤Ã : ͧ¤¡ ÒäҌ ¢Í§-

¤ØÃØÊÀÒ.
滯 ¾Õ »ÞØ ÞÒ¹ÀØ Ò¾. (òõôñ). ¤³Ø Å¡Ñ É³Ð¾àÔ ÈÉá˧‹ ¾Ãо·Ø ¸ÈÒʹÒ. ¡Ã§Ø à·¾ÁËÒ¹¤Ã :

ÁÅÙ ¹Ô¸ÔÁËÒÁ¡Ø¯ÃÒªÇÔ·ÂÒÅÂÑ .
_______. (òõõð). ¾ÃÐäµÃ»®¡ ©ºÑºÊíÒËÃѺ»ÃЪҪ¹ µÍ¹Ç‹Ò´ŒÇ¾ÃÐ

ÍÀÔ¸ÃÃÁ. ¡Ãا෾ÁËÒ¹¤Ã : ¡ÃÁ¡ÒÃÈÒÊ¹Ò ¡ÃзÃǧÇѲ¹¸ÃÃÁ.
àʰÂÕ Ã ¾¹Ñ ¸Ã§Ñ É.Õ (òõõó). ¾·Ø ¸Ê¶Ò¹ã¹ªÁ¾·Ù Ç»Õ . ¾ÁÔ ¾¤ çéÑ ·èÕ ø. ¡Ã§Ø à·¾ÁËÒ¹¤Ã :

ÈÂÒÁ.
àʰÂÕ Ã¾§É ÇÃó»¡. (òõôô). ºÒ§á§Á‹ ÁØ à¡ÂèÕ Ç¡ºÑ ¾·Ø ¸Í§¤. ¡Ã§Ø à·¾ÁËÒ¹¤Ã : ËÍÃµÑ ¹ªÂÑ

¡ÒþÁÔ ¾.
_______. (òõóø). ¾·Ø ¸ÈÒÊ¹Ò ·ÈÑ ¹ÐáÅÐÇ¨Ô Òó. ¾ÁÔ ¾¤ çÑé ·Õè ó. ¡Ã§Ø à·¾ÁËÒ¹¤Ã :

ÁµªÔ ¹.
_______. (òõôô). ¾Ø·¸ÊÒÇ¡ ¾·Ø ¸ÊÒÇ¡Ô Ò. ¡Ãا෾ÁËÒ¹¤Ã : ¸ÃÃÁÊÀÒ.

๑88

188 คมู อื ครู

แบบทดสเนอบน อกงิ มาารตรคฐาดิ น
การจัดการศกึ ษาขัน้ พน้ื ฐาน มจี ดุ มุงหมายเพื่อใหผ เู รียนอานออก เขยี นได คดิ คํานวณเปน มุงใหเ กดิ ทกั ษะการเรยี นรูต ลอดชวี ติ
เตรียมตัวเปนพลเมืองท่ีมีคุณภาพ และมีความสามารถในการแขงขันไดในอนาคต การจัดการเรียนรูที่สอดคลองกับจุดมุงหมายดังกลาว
จงึ ควรใหผูเรยี นฝกฝนการนําความรูไปประยกุ ตใชในชีวิตจรงิ สามารถคิดวเิ คราะหแ ละแกปญหาได ดังนัน้ เพื่อเปน การเตรยี มความพรอม
ของผูเรียน ทางโครงการวัดและประเมินผล บริษัทอักษรเจริญทัศน อจท. จํากัด จึงไดจัดทําแบบทดสอบอิงมาตรฐาน เนนการคิด
โดยดําเนินการวิเคราะหสาระการเรียนรูท่ีสําคัญตามที่ระบุไวในมาตรฐานและตัวชี้วัดช้ันป แลวนํามากําหนดเปนระดับพฤติกรรมการคิด
เพ่ือสรา งแบบทดสอบท่ีมคี ณุ สมบัติ ดงั น้�

1 2วัดผลการเรยี นรู เนนใหผูเรยี นเกิดการคิด ผูสอนสามารถนําแบบทดสอบน้�ไปใชเปนเคร่ืองมือวัด
และประเมินผล รวมท้ังเปนเครอ่ื งบงชคี้ วามสําเร็จและรายงาน
ท่ีสอดคลอ งกับมาตรฐาน ตามระดบั พฤติกรรมการคิด คุณภาพของผูเรียนแตละคน เพื่อเปนการเตรียมความพรอม
ตวั ชี้วัดชนั้ ปทกุ ขอ ท่รี ะบไุ วใ นตวั ชวี้ ดั ของนักเรียนใหมีความสามารถในดานการใชภาษา ดานการ โครงการ ูบรณาการ แบบทดสอบ
คดิ คาํ นวณ และดา นเหตผุ ล สาํ หรบั รองรบั การประเมนิ ผลผเู รยี น
ในระดบั ประเทศ (NT) และระดบั นานาชาติ (PISA) ตอ ไป

แบบทดสอบอิงมาตรฐาน เนนการคดิ ที่จดั ทําโดย โครงการวัดและประเมินผล บริษัทอักษรเจรญิ ทัศน อจท. จํากดั ประกอบดว ย
แบบทดสอบ 3 ชดุ แตละชดุ มที งั้ แบบทดสอบปรนัย และแบบทดสอบอตั นยั โดยวเิ คราะหมาตรฐานตวั ชี้วดั และระดับพฤตกิ รรมการคิด
ที่สมั พนั ธก ับแบบทดสอบไวอ ยา งชดั เจน เพ่อื ใหผ สู อนนําไปใชเปนเครือ่ งมือวัดและประเมินผลผเู รยี นไดอ ยา งมปี ระสิทธภิ าพ

ตารางวเิ คราะหแ บบทดสอบ

ตารางวเิ คราะหม าตรฐานตัวชี้วดั ตารางวเิ คราะหระดับพฤติกรรมการคิด

ชดุ ท่ี มาตรฐาน ตัวชี้วัด ขอ ของแบบทดสอบทส่ี มั พนั ธก ับตัวชี้วัด พกฤราตะรกิดคับริดรม ขอของแบบทดสอบท่ีสัมพนั ธกับ รวม
ระดบั พฤตกิ รรมการคดิ

1 1-3 A ความรู ความจาํ 20, 27 2
B ความเขาใจ 16, 23, 31, 34
2 4-5 4
C การนาํ ไปใช 6, 11, 12, 21 - 22, 26, 29 - 30, 33, 37 10
3 33 - 35 D การวเิ คราะห 1, 5, 9, 13 - 15, 17, 25, 32, 35, 40

4 6-7 E การสงั เคราะห 2, 4, 7, 10, 18, 28, 39 11
F การประเมนิ คา 3, 8, 19, 24, 36, 38
ส 1.1 5 8 - 10 7
6 11 - 14, 16 - 19 6

7 15

1 8 31 - 32
9 29 - 30
10 36 - 40

1 20

2 21

3 22
ส 1.2 4 27 - 28
5 25 - 26

6 23

7 24

หมายเหตุ : มเี ฉลยและคําอธิบายเชิงวิเคราะห อยทู ายแบบทดสอบชดุ ที่ 3 โครงการวัดและประเมินผล

(1)

ตารางวิเคราะหแบบทดสอบ

ตารางวิเคราะหม าตรฐานตวั ช้วี ดั ตารางวเิ คราะหระดับพฤติกรรมการคิด

ชุดท่ี มาตรฐาน ตวั ช้วี ดั ขอของแบบทดสอบท่สี มั พนั ธกับตวั ช้ีวัด พกฤราตะริกดคับริดรม ขอของแบบทดสอบท่ีสมั พันธก บั รวม
ระดับพฤติกรรมการคิด
3
1 1-3 A ความรู ความจาํ 2, 18, 31 4
B ความเขา ใจ 7, 22, 26 - 27 10
26 C การนาํ ไปใช 1, 4, 9, 11, 14, 16, 25, 28, 35, 37 12
5
3 33 - 35 D การวเิ คราะห 3, 5-6, 8, 10, 21, 30, 32 - 33, 36, 38 - 39 6

4 4 - 5, 7 E การสังเคราะห 12 - 13, 17, 20, 34

ส 1.1 5 8-9 F การประเมินคา 15, 19, 23 - 24, 29, 40
6 10 - 14, 16 - 18

7 15

2 8 31, 32
9 29, 30
10 36 - 40

1 19

2 20

โครงการ ูบรณาการ แบบทดสอบ 3 21
ส 1.2 4 27 - 28
5 24 - 26

6 22

7 23 A ความรู ความจาํ 24, 39
B ความเขา ใจ 8, 14, 18
1 1-3 C การนาํ ไปใช 5 - 7, 10, 15 - 16, 20, 26, 28 - 29, 38 2
D การวเิ คราะห 1, 3, 9, 11 - 12, 17, 22, 25, 31 - 32 3
24 E การสังเคราะห 19, 23, 30, 33 - 34, 37 11
F การประเมินคา 2, 4, 13, 21, 27, 35 - 36, 40 10
3 32 - 35 6
8
45

ส 1.1 5 6-9
6 10 - 12, 14 - 17

7 13

3 8 30, 31
9 28 - 29
10 36 - 40

1 18

2 19

3 20
ส 1.2 4 26, 27
5 23 - 25

6 21

7 22

โครงการวัดและประเมินผล (2)

แบบทดสอบวช� า สังคมศกึ ษาฯ สาระการเรย� นรู พระพทุ ธศาสนา ชุดที่ 1 ¤Ðá¹¹·èÕ ä´Œ

ชั้นมัธยมศกึ ษาปท่ี 3 ¤Ðá5¹0¹ÃÇÁ

ชอื่ นามสกลุ…………………………………………………………………………………………………….. ……………………………………………………………………………………………..

เลขประจําตัวสอบ โรงเรียน……………………………………………………………………. …………………………………………………………………………………………….

สอบวนั ที่ เดอื น พ.ศ.…………………….. ………………………………………..
…………………………………………………

โครงการวัดและประเมินผล บริษัท อักษรเจริญทัศน อจท. จํากัด

1ตอนท่ี 1. แบบทดสอบฉบบั น�้มที ้งั หมด 40 ขอ 40 คะแนน ¤Ðá¹¹·Õè ä´Œ
2. ใหน ักเรยี นเลือกคาํ ตอบทถ่ี ูกทสี่ ุดเพียงขอ เดยี ว
¤Ðá¹¹àµçÁ

40

D1. ขอ ใดกลา วถกู ตอ งเก่ยี วกบั พระพุทธศาสนาใน F3. คาํ กลา วในขอ ใดสนบั สนนุ วา หลกั คาํ สอนของพระพทุ ธองค โครงการ ูบรณาการ แบบทดสอบ
ประเทศอินเดยี ในปจจุบัน มีเหตุมผี ลจนเปน ท่ียอมรับของชาวตะวนั ตก
1. คนอนิ เดยี จาํ นวนมากตอ ตา นการฟน ฟพู ระพทุ ธศาสนา 1. ทาํ ดไี ดด ี ทาํ ชวั่ ไดช ั่ว
2. ปจจุบันชาวอินเดียสวนใหญนับถือพระพุทธศาสนา 2. ทาํ ดีขึ้นสวรรค ทําชวั่ ตกนรก
นิกายมหายาน 3. ทําคณุ บชู าโทษ โปรดสัตวไดบาป
3. ชาวฝรง่ั เศสหลายคนมีบทบาทสาํ คัญในการชวยฟนฟู 4. ทําชวั่ เพียงครงั้ เดียว ความดีสญู หมด
พระพุทธศาสนาในอนิ เดีย
4. มหาโพธิสมาคมเปนศูนยกลางการฟนฟูพระพุทธ- E4. คําสอนของพระพทุ ธศาสนามีสว นชวยใหโ ลกเกดิ ความ
สงบสุข เพราะเหตุใด
ศาสนาท่สี ําคญั ในอินเดยี 1. พระพุทธศาสนากาํ หนดหลกั ท่มี นุษยพงึ ปฏิบตั ติ อกัน

E2. ขอใดกลา ว ไม ถกู ตอ งเก่ียวกับพระพทุ ธศาสนาใน 2. พระพทุ ธศาสนามหี ลกั คาํ สอนเกยี่ วกบั การปกครองทดี่ ี
ประเทศจีน 3. พระพุทธศาสนาเนน ใหม นษุ ยพ อใจในส่ิงที่ตนเองมีอยู
1. ในสมยั ราชวงศถ งั เปน ชว งเวลาทพี่ ระพทุ ธศาสนาเจรญิ 4. พระพทุ ธศาสนาสอนใหม นษุ ยม คี วามเมตตาและมคี วาม
รงุ เรืองสูงสุด เอ้อื อารีตอกนั
2. พระเจาฮั่นหมิงต้ีเปนกษัตริยองคแรกที่วางรากฐาน
พระพทุ ธศาสนาในจีน D5. เพราะเหตุใดในปจ จบุ ันพระพุทธศาสนาจึงเปนทสี่ นใจของ
คนทัว่ โลกมากขึน้
3. การปฏิวัติวัฒนธรรมทําใหเกิดการฟนฟูพระพุทธ- 1. พระพทุ ธศาสนาใหค วามสําคัญกับเสรีภาพของมนุษย
ศาสนาข้นึ ในจนี
4. ปจจุบันรัฐบาลจีนไดหันมาใหการสนับสนุนพระพุทธ- 2. หลักธรรมของพระพุทธศาสนาชวยทําใหผูปฏิบัติมี
ความสงบสุขทางจิตใจ
ศาสนามากย่ิงขน้ึ 3. หลักคําสอนของพระพุทธศาสนามีความสอดคลองกับ

แนวทางการพฒั นาเศรษฐกจิ โลก
4. พทุ ธศาสนกิ ชนมบี ทบาทสาํ คญั ในการใหค วามชว ยเหลอื
แกชาวโลกทีป่ ระสบความเดือดรอน

ความรู ความจํา ความเขา ใจ การนาํ ไปใช การวเิ คราะห การสงั เคราะห การประเมินคา

A B C D E F

(3) โครงการวัดและประเมินผล

C6. การศกึ ษาพทุ ธประวตั ิ มงุ เนน ใหน าํ ไปใชใ นการดาํ เนนิ ชวี ติ 10. “นนั ทิวิสาลชาดก” ใหคตสิ อนใจในเร่อื งใด
อยา งไร E 1. ถึงบางพดู พูดดีเปนศรีศักดิ์ มีคนรักรสถอยอรอ ยจติ
1. ใชคติธรรมจากพุทธประวัติมาพัฒนาตนและสังคมให 2. ลกู ผชู ายลายมือนั้นคอื ยศ เจาจงอตสา หท ําสม่ําเสมยี น
เกิดความสงบสุขรมเย็น 3. แลวสอนวาอยาไวใจมนุษย มันแสนสุดลึกล้ําเหลือ
2. ปฏิบัติตนตามเร่ืองราวในพุทธประวัติ เพื่อใหบรรลุ กาํ หนด
นพิ พานเชน เดยี วกับพระพทุ ธเจา 4. อันนินทากาเลเหมือนเทน้ํา ไมชอกชํ้าเหมือนเอามีด
3. นําความรูที่ไดมาตีพิมพเปนหนังสือแจกเปนทานแก มากรดี หนิ
พุทธศาสนกิ ชน เพอ่ื เสรมิ สิรมิ งคลแกชีวติ
4. ใหคนระลกึ ถงึ พระพุทธเจา อยูเ สมอ เพ่ือสบื ทอด 1C1. การกระทาํ ของพระสงฆรปู ใดตรงกบั สงั ฆคณุ
“อัญชะลกี ะระณีโย”
พระพทุ ธศาสนาใหดาํ รงอยคู ูสงั คมไทยสบื ไป 1. พระดาํ รงเชย่ี วชาญเรอื่ งการปลกุ เสกวัตถมุ งคล

E7. นกั เรยี นทม่ี คี วามเพยี รพยายาม สามารถอดทนอดกลนั้ ตอ 2. พระวันดชี ํานาญดานการตั้งช่ือมงคลแกเ ดก็ เกดิ ใหม
การยว่ั ยขุ องกเิ ลสตา งๆ จนประสบความสาํ เรจ็ ได ถือเปน 3. พระวลั ลภชวยชาวบานแกกรรมเกา โดยไมค ดิ เงินเสมอ
ผูท ม่ี ลี กั ษณะตรงกับท่มี าของพระพทุ ธรปู ในปางใด 4. พระสมชายส่ังสอนใหชาวบานในชุมชนไมยุงเก่ียวกับ
1. ปางลีลา อบายมขุ
2. ปางอมุ บาตร
โครงการ ูบรณาการ แบบทดสอบ 3. ปางไสยาสน 1C2. เมอื่ นกั เรยี นเหน็ รปู ภาพเกา ๆ และจาํ ไดว า เปน รปู ของเพอ่ื น
สมยั เรยี นชน้ั ประถมศึกษา กระบวนการทข่ี ีดเสน ใต
4. ปางมารวิชยั จัดอยใู นขน้ั ใดของขันธ 5

F8. พุทธสาวกและพุทธสาวิกา มีความสําคัญตอชาวพุทธใน 1. เวทนา 2. สัญญา
ดา นใดมากทส่ี ดุ 3. สงั ขาร 4. วญิ ญาณ
1. เปน ผอู ปุ ถมั ภก ารสงั คายนาพระไตรปฎ กใหส าํ เรจ็ ดว ยดี
2. เปนผปู ฏิบัติดี ปฏบิ ัติชอบ และตง้ั ตนอยูในคณุ ธรรม 1D3. “นายอดุลยติดการเลนพนันฟุตบอลมากจนเปนหนี้
จาํ นวนหลายแสนบาท และถกู เจา หนข้ี ม ขวู า จะทาํ รา ยถงึ
อนั เปนแบบอยา งที่ดีใหช าวพทุ ธปฏิบัติตาม ชวี ติ เขาจงึ คดิ ยกั ยอกเงนิ ของบรษิ ทั ซง่ึ ในทส่ี ดุ กท็ าํ จรงิ ๆ
3. เปนผูสรางวัดและพุทธสถานตางๆ เพ่ือใชเปนท่ีจําวัด
ของพระสงฆแ ละเกบ็ รกั ษาพระธรรม แตถูกจับได และถูกสงใหเจาหนาท่ีตํารวจดําเนินคดี”
กรณีของนายอดุลยมีความเกี่ยวของกับหลักธรรมทาง
4. เปน ผูเผยแผพ ระธรรมคาํ สอนของพระพทุ ธเจาให พระพทุ ธศาสนาขอใด
ชาวพทุ ธทราบและนาํ ไปใชอยา งถูกตอง
1. วิรัติ 3 2. ทิฏฐิ 3
D9. เพราะเหตุใดหมอมเจาหญิงพนู พิศมยั ดศิ กุล จึงไดร ับการ 3. วิชชา 3 4. วฏั ฏะ 3
ยกยอ งวา เปน ผมู คี วามรแู ตกฉานในพระพทุ ธศาสนา
1. ไดรับการแตงต้ังใหเปนประธานองคการพุทธศาสนิก- 1D4. บคุ คลใดไดร บั ประโยชนจ ากการปฏบิ ตั ธิ รรมขนั้ สมั ปรายกิ ตั ถะ
1. มาติการูเทาทนั สภาวะของส่งิ ตา งๆ ตามความเปน จริง
สัมพนั ธแหงโลก 2. มงคลมีความอ่มิ เอมใจที่ไดเ ปน อาสาสมคั รชว ยคน
2. ไดรับปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ทางปรัชญาจาก
มหาวิทยาลยั ดองกุก ประเทศเกาหลีใต ประสบภยั นา้ํ ทว ม
3. โมลีมีฐานะการเงนิ ดขี ้ึน สามารถซือ้ บา นหลังใหมให
3. เปน ผมู คี วามสนพระทยั ในพระพทุ ธศาสนา มคี วามรใู น มารดาได
พระพทุ ธธรรมอยา งลกึ ซง้ึ และทรงศกึ ษาภาษาบาลจี น
เช่ียวชาญ 4. มทั นาเปน คนทม่ี ชี อ่ื เสยี งในสงั คม ไดร บั การยกยอ งจาก
คนท่วั ไป
4. ทรงนิพนธหนังสือ “ศาสนคุณ” ซึ่งเปนหนังสือสอน
พระพุทธศาสนาแกเด็ก และไดรับพระราชทานรางวัล 1D5. หากนกั เรยี นตอ งการประสบความสาํ เรจ็ ในการเรยี นหนงั สอื
ที่ 1 ในการประกวดหนังสือจากรชั กาลท่ี 7 ตองปฏบิ ตั ติ ามหลักธรรมใด
1. อทิ ธบิ าท 4 2. สังคหวตั ถุ 4
3. สติปฏ ฐาน 4 4. พรหมวหิ าร 4

โครงการวัดและประเมินผล (4)

1B6. ขอ ใดแสดงถงึ ความหมายของพระไตรปฎ กไดถ กู ตอ งทส่ี ดุ 2C2. บุคคลในขอใดปฏิบัติตนตามพทุ ธปณิธาน
1. คัมภรี ข องพระพทุ ธศาสนา 1. ชวนชมทอ งเบญจศลี ไดข นึ้ ใจแตย งั ดมื่ สรุ าเปน บางครง้ั
2. บันทกึ เรอ่ื งราวพุทธประวตั ิ 2. ดอกรักปฏิบัติตามหลักคําสอนของพระพุทธเจาอยาง
3. ระเบยี บปฏิบตั ิในพระพุทธศาสนา เครง ครัด
4. คาถาที่ใชใ นพธิ กี รรมทางพระพทุ ธศาสนา 3. ลน่ั ทมดา วา ชาวตา งชาตทิ ่ีไมถ อดรองเทา เขา โบสถอ ยา ง
รุนแรง
1D7. หากพุทธบริษัททั้ง 4 ยงั ไมมีคณุ สมบตั ิครบถวน พระองค 4. ซอนกลิ่นชอบศึกษาเร่ืองภูตผีวิญญาณและชีวิตหลัง
จะไมเ สด็จดับขนั ธปรินิพพาน ขอ ความท่ขี ดี เสนใต ความตาย
ตรงตามขอใด
1. ปฏิบัติ รกั ษา ศึกษา ชีแ้ จง 2B3. การประกอบพิธีแสดงตนเปนพุทธมามกะมีจุดมุงหมาย
2. ปกปอง รกั ษา ปฏิบัติ ศกึ ษา อยางไร
3. ช้ีแจง ปกปอ ง รักษา ปฏบิ ัติ 1. ประกาศย้ําความเปนชาวพทุ ธที่ดี
4. ศกึ ษา ปฏิบัติ ช้แี จง ปกปอ ง 2. ทําใหเกดิ กําลังใจตอ สูกับอปุ สรรค
3. ปองกันภยั อนั ตรายจากไสยศาสตรต างๆ
1E8. บคุ คลใดตอไปนี้เปนผูชนะตนในทางธรรม 4. ปกปอ งพระพทุ ธศาสนาจากคนตา งศาสนา
1. แนงนอยขยันเรยี นจนสอบไดที่ 1
2. นิดหนอ ยนั่งฟง ธรรมเทศนาจนจบ 2F4. พฤตกิ รรมของบคุ คลตอ ไปน้ี ขอ ใดเปน ลกั ษณะของผเู ผยแผ
3. นชุ นาถไมคดิ อาฆาตคนทีล่ อเลียนเธอ พระพทุ ธศาสนาที่ถกู ตอง โครงการ ูบรณาการ แบบทดสอบ
4. นงนชุ ไดรับเลอื กตง้ั ใหเปนประธานนักเรยี น 1. สมเช่ือวาพระพุทธศาสนาดีกวา ศาสนาอ่ืน
2. บวยเช่ือวาพระพทุ ธเจาอยเู หนอื พระศาสดาอนื่ ท้ังปวง
1F9. “ชวู ทิ ย เริม่ รับประทานอาหารมงั สวริ ตั มิ าตั้งแตเรยี นอยู 3. สาลเ่ี ชอ่ื วา พระพทุ ธศาสนามงุ ใหม นษุ ยห ลดุ พน จากทกุ ข
ช้ัน ป.6 และตั้งใจวาจะรับประทานไปตลอดชีวิต สวน 4. มะเฟองเช่อื วา พระพุทธศาสนาเปน ตนกําเนิดของ
อภิสิทธิ์เปนผูมีวาจาไพเราะออนหวาน ทําใหเปนท่ีรัก
ของเพอื่ นและครูอาจารย” ขอใดตอ ไปนก้ี ลาวถูกตอ ง ศาสนาอนื่

1. ชวู ทิ ยเ ปน ผมู ีใจกรณุ า สว นอภสิ ทิ ธเ์ิ ปน ผสู าํ รวมในกาม 2D5. เพราะเหตใุ ดจงึ ถอื วา วนั วสิ าขบชู าเปน วนั ทเี่ กดิ เหตอุ ศั จรรย
2. ชวู ทิ ยเ ปน คนขาดแคลนทรพั ย สว นอภสิ ทิ ธเิ์ ปน คนมอง ทช่ี าวพทุ ธควรทราบ
โลกในแงดี 1. เรอื่ งของพระพุทธเจาเกดิ ข้ึนในเมืองเดียวกัน
3. ชูวิทยปฏิบตั ิตามเบญจศีลขอ ที่ 1 สวนอภิสทิ ธปิ์ ฏิบตั ิ 2. เรือ่ งของพระพทุ ธสาวกเกิดขึ้นในสถานที่เดียวกัน
ตามเบญจธรรมขอที่ 4 3. เร่ืองของพระพทุ ธประวัตเิ กดิ ข้นึ ในวันเพญ็ เดียวกัน
4. ชูวทิ ยแ ละอภิสิทธ์ิตางก็ปฏบิ ตั ติ ามหลกั เบญจศีลและ 4. เรอื่ งของพระพทุ ธศาสนาเกดิ ขนึ้ ในประเทศแหง เดยี วกนั
เบญจธรรมทีส่ อดคลองกนั
2C6. บคุ คลใดตอ ไปนป้ี ฏบิ ตั ติ นในวนั สาํ คญั ทางพระพทุ ธศาสนา
2A0. ขณะพดู คุยกบั พระภิกษุผูใหญ ควรปฏบิ ัตติ นอยางไร ไดถกู ตอง
1. พดู คยุ เรอ่ื งขาํ ขัน 1. ชลิตาชวนเพื่อนไปเวยี นเทยี นในวนั แรม 1 คาํ่ เดอื น 8
2. พนมมือพูดคยุ กับทา น 2. ชวลติ ไปถวายผา อาบนา้ํ ฝนทวี่ ดั ในวนั ขนึ้ 15 คา่ํ เดอื น 8
3. ชวนทา นคุยเรื่องการเมอื ง 3. ชานนทแ ละเพอื่ นๆ ไปทอดกฐนิ ในวนั แรม 1 คา่ํ เดอื น 12
4. ใชสรรพนามแทนทานวา “คุณ” 4. ชลดาและมารดานาํ เทยี นจาํ นาํ พรรษาไปถวายวดั ในวนั
ขนึ้ 15 ค่าํ เดอื น 6
2C1. ขอ ใด ไมใช การปฏบิ ัติตนที่ถกู ตอ งตามหลกั ทศิ เบือ้ งขวา
1. เด็กชายศิวัชรบั อาสาไปซื้ออาหารมาใหครทู ่ีไมส บาย 2A7. การเตรียมภาชนะสําหรับทําน้ํามนต ควรปฏิบัติอยางไร
2. ครสู ุดาตง้ั ใจถา ยทอดความรูใหแกล กู ศษิ ยอ ยา งเต็มที่ 1. ใชน ้าํ ฝนสะอาดเปน นํ้ามนต
3. ครสู พุ จนเ รยี กลกู ศษิ ยไปเตอื นเรอ่ื งการมาโรงเรยี นสาย 2. ท่ปี ากบาตรปลอ ยวางไววางวงสายสญิ จน
4. เด็กหญิงสายใจซื้อขนมมาฝากครูเสมอเพื่อหวังเกรด 3. วางขนั น้ํามนตใกลก บั ดา นขวาของพระพุทธรูป
เฉลยี่ ทดี่ ี 4. ทป่ี ากบาตรตดิ เทยี นขผ้ี ้งึ แทห นกั อยา งตํ่าหน่งึ บาท

(5) โครงการวัดและประเมินผล


Click to View FlipBook Version