กระตนุ ความสนใจ สาํ รวจคน หา อธบิ ายความรู ขยายความเขาใจ ตรวจสอบผล
Engage Explore
Explain
Expand Evaluate
กระตุนความสนใจ (ยอจากฉบบั นกั เรยี น 20%)
1. ครสู นทนากับนกั เรยี น เร่ืองพทุ ธ- ๓) ชแ้ี จง คอื สามารถนา� ไปถ่ายทอดใหค้ นอ่นื เขา้ ใจดว้ ย ทา� หนา้ ทีเ่ ป็น “มัคคุเทศก”์
ศาสนสุภาษิต ใหนกั เรียนยก
ตวั อยา งพทุ ธศาสนสภุ าษติ ทตี่ นเอง ชี้ทางเดินแก่คนอ่ืนว่า ทางน้ีเป็นทางเสื่อมไม่ควรเดินตาม ทางน้ีเป็นทางแห่งความเจริญควร
ยึดมัน่ ปฏิบตั ิ แสดงความคิดเห็น ดา� เนินตามคา� สอน ค�าชแี้ จงของผทู้ ่ีทา� ไดต้ ามค�าสอน ยอ่ มมคี วามศักดิส์ ิทธ์ิและมนี า้� หนกั จึงควร
คตหิ รอื ขอ เตอื นใจในการดาํ เนนิ ชวี ติ ฟงั และปฏิบตั ิตาม
2. นักเรียนยกตวั อยางบคุ คลทที่ ํา ๔) ปกป้อง คราวใดมผี ้จู ้วงจาบใหร้ า้ ยปา้ ยสพี ระพทุ ธ พระธรรม และพระสงฆ์ หรือ
ความดี มีคณุ ธรรม จริยธรรม ท่ี
นกั เรยี นรจู กั พระพุทธศาสนาโดยส่วนรวม ไม่ว่าจะเกิดจากพุทธบริษัทท่ีหลงผิดหรือจากการเบียดเบียนรังแก
จากศัตรูภายนอกก็ตาม พุทธศาสนิกชนพึงร่วมมือร่วมใจกันแก้ไขให้ความเข้าใจผิดหรือความ
สํารวจคน หา ขดั แยง้ นั้นๆ ลลุ ว่ งไป ไมป่ ล่อยให้คาราคาซังโดยคิดวา่ ธรุ ะไมใ่ ชเ่ ปน็ อันขาด
ครูสนทนากบั นกั เรียน เรอ่ื งพุทธ- ๒. พทุ ธศาสนสภุ าษติ
ศาสนสภุ าษติ แบง นกั เรยี นเปน 4 กลมุ
คน หาตามหวั ขอตอไปน้ี ๒.๑ อตตฺ า หเว ชิต� เสยโฺ ย : ชนะตนนน่ั แลดกี ว่า
1. ความหมายพทุ ธศาสนสภุ าษติ การชนะตน คอื การที่สามารถควบคมุ ตนเองใหท้ �าในสง่ิ ทค่ี วรท�าและไมท่ �าในสง่ิ ท่ไี ม่ควรทา�
2. ตัวอยางแนวทางการปฏิบัติตาม หรือกล่าวอีกอย่างหน่ึงได้ว่า สามารถบังคับตนให้ท�าความดี ละเว้นความชั่วได้ การท�าความดี
ทา� ได้ ๓ ทาง คอื ทางกาย ทางวาจา และทางใจ การท�าความช่ัวกท็ า� ได้ ๓ ทาง เช่นเดียวกัน
พทุ ธศาสนสภุ าษิต การกระทา� ทงั้ สามอยา่ งนีถ้ ือว่าใจสา� คญั ท่ีสดุ เพราะใจเปน็ ผู้สงั่ หรือบังคบั ให้คนกระทา� การหรือพูด
3. แสดงบทบาทสมมตหิ รอื ยก อยา่ งใดอย่างหน่งึ
ตวั อยางกรณีศึกษาทีส่ อดคลอ ง การชนะตนน้ันอาจแบ่งได้เป็นชนะตนทางโลกกับชนะตนทางธรรม ตัวอย่างของการชนะตน
กบั พทุ ธศาสนสภุ าษติ ของกลมุ ตน ทางโลก เช่น สามารถบงั คบั ตนให้ขยันทา� งาน ใหเ้ อาใจใส่ในการเรยี น ให้มคี วามมธั ยัสถ์ ให้พดู จา
พรอ มบอกขอ คดิ และผลทไี่ ดร บั
จากพุทธศาสนสุภาษิตโดย ไพเราะ เป็นต้น ผู้ที่เอาชนะตนทางโลกได้ก็จะ
กลมุ 1 ศึกษาเร่ืองชนะตนน่ันแลดี ประสบความสุขทางโลก เช่น มีอยู่มีกินตาม
อตั ภาพ มีความอบอุน่ ในครอบครวั มีคนนับถอื
กวา รักใคร่ เป็นต้น ส่วนการชนะตนทางธรรม
กลมุ 2 ผปู ระพฤติธรรมยอมอยู เช่น สามารถบังคับตนเองมิให้อาฆาตมาดร้าย
อจิ ฉารษิ ยาผอู้ นื่ คดิ โลภอยากไดข้ องของคนอน่ื
เปน สขุ โดยท่ีตนไม่มีสิทธิอันชอบธรรม เป็นต้น คนท่ี
กลุม 3 ความประมาทเปน หนทาง บังคับตนทางธรรมได้ก็จะมีความสุขความสงบ
ทางใจ เป็นอิสระจากกิเลสที่ท�าให้ใจขุ่นมัว
แหงความตาย การเอาชนะตนทางโลก จะท�าให้ประสบความส�าเร็จใน ได้สัมผัสความแช่มช่ืนในใจ ปัจจุบันมีผู้เรียก
กลุม 4 ฟงดวยดยี อมไดป ญ ญา การดา� เนนิ ชีวติ ความสขุ อย่างนีว้ ่ามีความสุขทางจิตวญิ ญาณ
เพือ่ นําเสนอผลงานหนาชน้ั เรียน
94
อธิบายความรู
นกั เรียนควรรู
1. ครูยกตัวอยางเหตุการณท ่เี กิดขน้ึ
จรงิ ชาดก หรอื เรอื่ งเลา ทสี่ อดคลอ ง อตตฺ า หเว ชติ ํ เสยฺโย อา นวา อดั -ตา-หะ-เว-ช-ิ ตัง-เสย-โย-
กับพุทธศาสนสุภาษิต “ชนะตนนน้ั
แลดีกวา” ใหนกั เรยี นรว มกันแสดง
ความคดิ เหน็ และขอ คดิ ทไ่ี ดร บั
2. กลุมท่ี 1 นําเสนอผลงานเก่ียวกับ
เรอ่ื งราวของการชนะตนนนั่ แลดกี วา
นกั เรยี นชว ยกนั บอกขอ คดิ ทไี่ ด และ
แนวทางการนาํ ไปใชใ นการดาํ เนิน
ชวี ิต
94 คมู อื ครู
กระตุนความสนใจ สํารวจคน หา อธบิ ายความรู ขยายความเขาใจ ตรวจสอบผล
Explain
Engage Explore Expand Evaluate
การเอาชนะตนน้ัน ทุกคนสามารถท�าได้ถึงระดับหนึ่ง แต่การเอาชนะตนมิใช่ท�าได้ง่ายๆ อธบิ ายความรู
ในพระธรรมบทมีกลา่ วไว้วา่ อาจมีคนหนงึ่ คนชนะการรบได้พนั ครั้งและชนะขา้ ศกึ ไดพ้ นั คน แตม่ ี
อกี คนหนง่ึ สามารถเอาชนะตนเองได้ คนนน้ี บั ไดว้ า่ เปน็ ผชู้ นะทแ่ี ทจ้ รงิ การทมี่ คี วามเปน็ ไปไดท้ ค่ี น 1. ครูยกตัวอยางคําคม “ธรรมะไมใช
จะเอาชนะตนเอง กเ็ พราะวา่ ในตวั คนเรามจี ติ ทเี่ ปน็ ฝา่ ยสงู และฝา่ ยตา่� บางครง้ั ฝา่ ยสงู ชนะ บางครง้ั เรอ่ื งไกลตวั แตเ ปน เรอ่ื งในตวั ไมใ ช
ฝ่ายต�่าชนะ มนุษย์สามารถแยกแยะความแตกต่างระหว่าง “ฉันอยากท�า” กับ “ฉันไม่ควรท�า” การทํางานเทานั้นท่เี ปน การปฏบิ ัติ
และระหวา่ ง “ฉนั ไม่อยากท�า” กบั “ฉนั ควรท�า” ผู้ทชี่ นะตน คอื ผู้ที่จติ ฝ่ายสูงสามารถเอาชนะจติ ธรรม แตก ารดาํ เนนิ ชวี ติ ในแตล ะวนั
ฝ่ายตา�่ ได้ ลว นคอื การปฏบิ ตั ธิ รรม” (ว.วชริ เมธ)ี
ใหน กั เรยี นชว ยกนั แสดงความคดิ เหน็
การจะฝึกให้เป็นคนท่ีเอาชนะตนได้น้ัน พระพุทธศาสนามีค�าสอนเกี่ยวกับเร่ืองน้ีมากมาย
แตใ่ นที่น้จี ะกล่าวถงึ คุณธรรม ๓ ขอ้ ทีจ่ ะชว่ ยให้เอาชนะตนได้ ดังน้ี 2. ครูยกตัวอยางบุคคลท่ีประพฤติตน
อยใู นธรรมทนี่ กั เรยี นรจู กั ใหน กั เรยี น
๑) สติ คือ ต้องฝึกตัวเองให้มีสตอิ ยเู่ สมอ รตู้ วั วา่ ก�าลงั อยูท่ ีไ่ หน กา� ลงั ท�าอะไรกับใคร ชว ยกนั บอกวถิ กี ารดาํ เนนิ ชวี ติ ผลดี
ทเี่ กดิ ขน้ึ ในชวี ติ และแนวทางการนาํ
ก่อนเข้านอนแต่ละวันควรส�ารวจตัวเองว่าวันน้ีตนได้ท�าอะไรไปบ้าง บังคับตัวเองได้มากน้อย ไปปฏบิ ตั ิ
เพียงใด แล้วสัญญากบั ตวั เองวา่ จะพยายามบงั คบั ใจตนใหม้ ากขึ้น
3. กลุมท่ี 2 นําเสนอผลงานเกย่ี วกบั
๒) ทมะ คือ การรู้จักข่มจิตข่มใจของตน ฝึกปรามจิตใจให้ด�าเนินไปในทางที่ดี “ผูประพฤตธิ รรมยอมอยูเปน สขุ ”
นกั เรยี นชว ยกนั บอกขอ คดิ ทไ่ี ด
การฝืนความรู้สึกของตนเองมิใช่ของง่าย แต่ถ้าเริ่มฝืนความรู้สึกในเร่ืองที่ง่ายๆ ก่อน ก็จะช่วย และแนวทางการนาํ ไปปรับใชใน
ใหม้ กี า� ลังใจและสามารถเอาชนะตนเองในเร่ืองยากๆ ได้ การดาํ เนินชวี ติ
๓) ขนั ต ิ คอื การอดกลน้ั ไมป่ ลอ่ ยใจใหเ้ ปน็ ไปตามอา� นาจของฝา่ ยตา�่ จะตอ้ งพยายาม นักเรยี นควรรู
ท�าตนให้มี ๓ อด คือ อดทน อดกล้ัน และอดออม การมีขันติจะช่วยท�าให้การฝึกตน ธมมฺ จารี สุขํ เสติ อานวา
เปน็ ไปโดยสะดวกขึ้น ทาํ -มะ-จา-ร-ี ส-ุ ขงั -เส-ติ
๒.๒ ธมฺมจารี สุข� เสติ :
ผปู้ ระพฤตธิ รรมย่อมอยเู่ ป็นสุข
ผูป้ ระพฤติธรรม หมายถึง ผ้ปู ฏิบตั ติ ามค�า ผู้ด�ารงตนอยู่ในศีลธรรม ประกอบอาชีพสุจริต ย่อมจะ
ส่ังสอนของพระพทุ ธเจา้ พระธรรมค�าสอนของ สง่ ผลให้ชวี ิตมคี วามสขุ ความเจรญิ
พระพุทธเจ้านั้นมีตั้งแต่ระดับเบ้ืองต้นถึงระดับ
สูงสุด ความสุขท่ีเกิดจากการปฏิบัติก็มีตั้งแต่
ระดับพื้นฐานจนถึงระดับสูงสุดด้วย ส�าหรับผู้ท่ี
ยังเป็นเด็ก เรียนหนังสืออยู่ การปฏิบัติธรรม
เบ้อื งตน้ ก็น่าจะพอ
พระธรรมเบอ้ื งตน้ ทค่ี วรประพฤตปิ ฏบิ ตั นิ น้ั
ได้แก่ ศีล ๕ และธรรม ๕ ดังน้ี
9๕
คูมือครู 95
กระตนุ ความสนใจ สํารวจคนหา อธบิ ายความรู ขยายความเขา ใจ ตรวจสอบผล
Expand
Engage Explore Explain Evaluate
ขยายความเขา ใจ (ยอ จากฉบบั นกั เรยี น 20%)
ครถู ามคําถาม การปฏิบตั ิธรรม
• นกั เรยี นปฏบิ ตั ติ นอยใู นศลี ขอ ใด เบอ้ื งตน้
มากทสี่ ดุ และขอ ใดทไ่ี มไ ดป ฏบิ ตั ิ ศีล ๕ ธรรม ๕
อยา งเครงครดั เพราะเหตุใด
• สภาพสงั คมปจ จบุ นั นี้ นกั เรยี นคดิ ● เว้นจากการท�าลายชีวิต รวมไปถึงการท�าร้าย ● มเี มตตากรณุ า คอื การชว่ ยเหลอื เออื้ เฟอ้ื ผอู้ นื่ ตาม
วา คนในสังคมควรปฏิบัติศีล รา่ งกาย การทรมาน การขม่ เหงรงั แกรา่ งกายและ โอกาสอนั ควร
ขอ ใดอยา งเครงครดั เปน พเิ ศษ ชีวติ ของผอู้ ่นื
เพราะเหตุใด
(แนวตอบ ข้ึนอยูกับความคิดเห็น ● เวน้ จากการลกั ทรพั ย์ รวมไปถงึ การฉอ้ โกง ยกั ยอก ● มีสมั มาอาชีวะ คอื การหาเลยี้ งชพี โดยสุจรติ
และเหตผุ ลของนกั เรยี น เชน ควร และการเอาสิ่งของของผู้อ่ืนด้วยวิธีการต่างๆ ที่
เครงครัดในศีลขอ 5 มากเปน เจา้ ของไม่เตม็ ใจให้
พิเศษ เพราะปจ จบุ นั ปญหา
ยาเสพติดกาํ ลงั เปนปญหา ● เว้นจากการประพฤติผิดในกาม รวมไปถึงการ ● มีความส�ารวมในกาม คือ การไมล่ มุ่ หลงมวั เมากับ
ระดับชาติ) ละเมดิ ของรักของผอู้ ืน่ รูป รส กลน่ิ เสยี ง สมั ผัส
• หากคนในสงั คมไทยละเลย
ไมยดึ มนั่ ในศลี 5 สังคมไทยจะมี ● เวน้ จากการพดู ปดหรอื เว้นจากการพูดเทจ็ ● มีความสัตย์ มีสัจจะและการพูดจาอ่อนหวาน
สภาพเชน ไร ไมพ่ ูดคา� หยาบ
(แนวตอบสงั คมวนุ วาย มโี จรผรู า ย
ชกุ ชมุ ฯลฯ) ● เวน้ จากการดมื่ สรุ าเมรยั รวมไปถงึ สงิ่ เสพตดิ ● มสี ตริ อบคอบ คือ การรู้จักยับยัง้ ชงั่ ใจไมต่ กอยู่ใน
• หากคนในสงั คมไทยยดึ มน่ั อยใู น ทัง้ หลาย เชน่ เฮโรอีน กญั ชา ความประมาท
ศลี ธรรมสงั คมไทยจะเปน อยา งไร
(แนวตอบบา นเมอื งสงบสขุ คนขยนั ผลดีจากการปฏบิ ตั ิ ผลจากการไม่ปฏบิ ัติ
ทาํ มาหากนิ มีแตความจริงใจ ● ผปู้ ฏบิ ัติมคี วามสงบสขุ ● เปน็ คนขี้เหล้า เจ้าชู้ คดโกง
เออ้ื เฟอ เผอื่ แผ มจี ติ ใจดี เปน บา น ● อยหู่ ่างจากการปองร้ายของผู้อื่น ● ไม่มีคนอยากคบหาสมาคม
เมืองทนี่ า อย)ู ● เป็นผ้มู เี มตตาจติ ● อาชีพการงานไม่กา้ วหน้า
● มองโลกในเเงด่ ี ไม่มคี วามวติ กกงั วล ● จติ ใจไมเ่ ปน็ สขุ
นักเรียนควรรู ● มีคนรักใครน่ ับถอื ● ขาดเเคลนทรัพย์
ปมาโท มจฺจโุ น ปทํ อานวา ๒.3 ปมาโท มจจฺ ุโน ปท� : ความประมาทเป็นทางแหง่ ความตาย
ปะ-มา-โท-มดั -จุ-โน-ปะ-ทัง
ความประมาท คือ การขาดสติ ปลอ่ ยใจใหล้ ่องลอยไป ไมร่ สู้ กึ ตวั ว่าก�าลงั ท�าอะไร ก�าลังพดู
อะไร ไมร่ จู้ กั ระวงั ตวั ในสงิ่ ทค่ี วรระวงั ปราศจากความรอบคอบในการเตรยี มตวั ไวเ้ ผชญิ กบั เหตกุ ารณ์
ที่จะเกดิ ในอนาคต
ความไมป่ ระมาท หมายถงึ การมสี ตติ น่ื อยเู่ สมอ รวู้ า่ กา� ลงั ทา� อะไรในปจั จบุ นั และเตรยี มพรอ้ ม
สา� หรับสิ่งท่จี ะเกดิ ในอนาคต
9๖
96 คมู ือครู
กระตุน ความสนใจ สาํ รวจคน หา อธบิ ายความรู ขยายความเขา ใจ ตรวจสอบผล
Explain Expand
Engage Explore Evaluate
ความประมาทเป็นส่ิงไม่ดีและความไม่ประมาทเป็นสิ่งดี แต่หากระมัดระวังจนเกินเหตุก็จะ อธบิ ายความรู
กลายเปน็ คนลงั เลใจ ลงมอื ท�าอะไรไมไ่ ด้ มแี ตค่ วามวติ กกงั วล คิดล่วงหน้ามากเกินไป มองโลกใน
แงร่ า้ ยมากเกินไป คนแบบน้คี งไม่ประสบความ 1. ครูนําขาวอุบัติเหตุท่ีเกิดจากความ
สา� เรจ็ ในชวี ติ แมเ้ หตรุ า้ ยจะไมค่ อ่ ยเกดิ ขน้ึ กบั เขา ประมาท เชน เมาแลวขับ แขงรถ
แตค่ นทป่ี ระมาทเกนิ ไป ขาดสตอิ ยบู่ อ่ ยๆ กค็ งจะ ประลองความเรว็ ทาํ ใหม ผี เู สยี ชวี ติ
ไม่ประสบความส�าเร็จในชีวิตเหมือนกัน ดังน้ัน และบาดเจ็บ
จงึ ควรเดนิ ตามทางสายกลาง - ใหน กั เรยี นชวยกันแสดงความ
คดิ เหน็ และใหช ว ยกนั บอกวธิ กี าร
ความประมาทมไี ดท้ ง้ั ทางโลกและทางธรรม ปองกันอุบัติเหตุ การลดความ
ในทางธรรมนนั้ การไมร่ ะวงั ตวั ทา� ใหจ้ ติ ใจฟงุ้ ซา่ น ประมาท ฯลฯ
คดิ แตเ่ รอื่ งอกศุ ล กอ็ าจเปน็ ทางใหเ้ ดนิ ไปสคู่ วาม
ชวั่ ไดโ้ ดยไมต่ ง้ั ใจ สว่ นในทางโลก การไมร่ ะวงั ตวั 2. กลุมท่ี 3 นําเสนอผลงานนักเรยี น
ขาดสติ ไม่รอบคอบ และไม่หาทางป้องกัน เก่ยี วกับเรอ่ื งราวของ “ความ
อันตรายหรืออุปสรรคท่ีอาจจะเกิดขึ้นในการท�า ประมาทเปน หนทางแหง ความตาย”
กิจการต่างๆ ก็อาจท�าให้กิจการน้ันๆ เสียหาย ชว ยกันบอกขอคดิ ทไ่ี ดแ ละ
หรือได้ผลไม่ดีเท่าท่ีควร ถ้าเป็นเร่ืองเล็กน้อย ความประมาทในการขับขี่ยวดยานพาหนะ ท�าให้เกิด แนวทางการนาํ ไปปรับใชใ นการ
กไ็ ม่เปน็ ไร แต่ถา้ ความประมาทเกิดกับผทู้ ี่ต้อง การสูญเสยี ชวี ิตและทรัพยส์ นิ ดาํ เนนิ ชีวิต
รับผิดชอบมากๆ ความเสียหายก็อาจเกิดข้ึน
และกระทบถงึ คนจา� นวนมหาศาลได้ เชน่ ผดู้ แู ลโรงไฟฟา้ ปรมาณปู ระมาทเลนิ เลอ่ ทา� ใหค้ นจา� นวนมาก ขยายความเขาใจ
ตายหรือได้รบั ความทรมานจนตาย และทา� ให้พชื พนั ธธ์ุ ญั ญาหารเสียหายในบริเวณกว้าง เป็นตน้
ครูต้ังสถานการณใหนักเรียนบอก
เรอ่ื งน่ารู้ แนวทางการปฏิบัตติ น เชน ถาผู
ปกครอง เพื่อน หรือคนทีน่ ักเรยี นรูจกั
ลักษณะของผู้ประมาท มพี ฤติกรรม “เมาแลวขบั ” นกั เรยี น
๑. พวกกสุ ตี ะ คอื พวกไมท่ �าเหตเุ สยี แตจ่ ะเอาผลดี เป็นพวกเกยี จครา้ น จะมีวิธีการตกั เตอื นและใหคําแนะนาํ
๒. พวกทุจริตะ คือ พวกทา� เหตเุ สยี แตจ่ ะเอาผลดี เปน็ พวกท�าอะไรตามอ�าเภอใจ แตอ่ ยากไดผ้ ลดี อยางไร
๓. พวกสถิ ลิ ะ คอื พวกท�าเหตุดเี ลก็ น้อย แต่จะเอาผลดมี ากๆ เปน็ พวกพ่อค้ากา� ไรเกนิ ควร
(แนวตอบ บอกถงึ ผลที่ตามมาจาก
สว่ นผู้ทไี่ ม่ประมาทในธรรม มีคุณสมบตั ิตรงข้ามกบั ๓ จ�าพวกดงั กล่าว คอื จะต้องไมเ่ ป็นคน พฤติกรรมดังกลา ว ยกตวั อยางคนที่
หเู บาในการทา� เหตุ ต้องท�าแตเ่ หตุท่ีดี ทา� ใหเ้ ตม็ ท่ี และท�าให้สมผล เคยไดรบั ผลกระทบ ใหกาํ ลังใจใหเ ขา
ปรบั ปรุงตวั ฯลฯ)
97
คมู อื ครู 97
กระตุนความสนใจ สาํ รวจคนหา อธบิ ายความรู ขยายความเขา ใจ ตรวจสอบผล
Explain
Engage Explore Expand Evaluate
อธิบายความรู (ยอ จากฉบบั นักเรยี น 20%)
1. ครสู มุ นกั เรยี น 2-3 คนเลา เหตกุ ารณ ๒.๔ สสุ สฺ สู ํ ลภเต ปญญฺ ํ : ฟังดว้ ยดียอ่ มได้ปัญญา
ที่ตนเองประทับใจเรอื่ งใดก็ได เชน
เกี่ยวกับเพ่ือน สัตวเลี้ยงท่ีชอบ ให ปญั ญา คอื ความรู้ ซ่ึงอาจแยกได้ ๒ ประเภทใหญ่ๆ คือ ร้หู ลักวิชาและรู้หลักความประพฤติ
เพ่ือนนักเรยี นสรปุ เรอ่ื งราวและ รู้หลกั วชิ า หมายถึง ร้วู ทิ ยาการต่างๆ ท่ชี ว่ ยให้เราเขา้ ใจธรรมชาติ สังคม และมนุษย์ ชว่ ยให้ดา� รง
แสดงความคดิ เหน็ หรือครเู ปดเทป ชีวิตอยู่อย่างสะดวกปลอดภัย รู้หลักความประพฤติ หมายถึง ความรู้ท่ีช่วยให้เราปฏิบัติตนได้
ธรรมะของพระใหฟ ง และใหส รุป ถูกตอ้ งชอบธรรม สามารถท�าตนให้เปน็ ประโยชน์แกต่ วั เองและสงั คม
สาระสาํ คัญ และขอ คิดที่ไดรบั มนุษย์เป็นสัตว์โลกที่มีปัญญา คือ มีความรู้ทั้งสองอย่างได้ ปัญญานั้นเกิดได้หลายทาง
และทางที่เกิดได้มากที่สุดทางหน่ึงคือการฟัง แต่การฟังน้ันก็ต้องฟังให้ดีจึงจะเกิดปัญญา ดังน้ัน
2. กลมุ ที่ 4 นาํ เสนอผลงานเกย่ี วกบั ในการฟงั ควรปฏบิ ัติตามคา� แนะน�า ดงั น้ี
เร่ืองราว “ฟง ดวยดยี อมไดปญ ญา” ๑) ต้องเลือกคนที่เราจะฟงั คนที่อยใู่ นวัยเดก็ หากฟงั คนช่ัวเสมอๆ อาจกลายเปน็
นกั เรยี นชว ยกนั บอกขอ คดิ ทไ่ี ด คนช่ัวได้หรือหากฟังคนดีเสมอๆ ก็อาจกลายเป็นคนดีได้ อันท่ีจริงคนที่เป็นผู้ใหญ่แล้วก็อาจเป็น
และแนวทางการนาํ ไปปรบั ใชใ น อยา่ งนน้ั กไ็ ด้ และคนบางคนทเ่ี ราเคยฟงั เขาพดู มาแลว้ หลายครงั้ แตพ่ ดู จาไมม่ หี ลกั เกณฑ์ พดู ไมม่ ี
การดาํ เนินชวี ติ ครูถามคาํ ถาม สาระ อย่างน้ถี ้าไปฟงั อีกก็อาจเสียเวลาโดยไมเ่ กิดประโยชน์
• นักเรียนชืน่ ชอบนักพูดทานใด ๒) ไม่ควรมีอคติต่อผู้พูด คนท่ีมีรูปร่างหน้าตาไม่ดีอาจเป็นคนดีและพูดจามีสาระ
บา ง เพราะเหตใุ ด กไ็ ด้ คนพดู เสยี งเหนอ่ กอ็ าจพดู จาลกึ ซง้ึ เฉยี บแหลมได้ ดงั นน้ั อยา่ เพงิ่ ตดั สนิ ใจกอ่ นทจ่ี ะฟงั เขาพดู
(แนวตอบ นกั เรยี นอาจยกตวั อยา ง คนที่ไมม่ ีชอ่ื เสยี งอาจมีปญั ญาและถ่ายทอดสิ่งทีม่ ีประโยชน์ใหค้ นอ่ืนก็ได้ ในทางตรงกันข้ามคนท่ี
พธิ กี รรายการโทรทศั นห รอื บคุ คล
ท่ัวไปทีน่ ักเรียนรจู ัก) มีชื่อเสยี งและเก่งหลายดา้ น แตเ่ ร่ืองทเี่ ขาก�าลงั
• ผพู ดู ทสี่ ามารถดงึ ดดู ผฟู ง ไดม าก พูดให้เราฟังนั้น เขาอาจไม่มีประสบการณ์เลย
นา จะมีบคุ ลกิ ลักษณะอยางไร กไ็ ด้ ฉะนน้ั กอ่ นฟงั เขาพดู อยา่ คดิ คลอ้ ยตามเขา
(แนวตอบ พดู คลอ ง ขอมลู ถูกตอง หรือคิดเห็นแย้งกับเขา จงท�าใจให้เป็นกลาง
บคุ ลกิ เหมาะกบั เรอื่ งทพ่ี ดู หนา ตา ฟงั กอ่ นแลว้ คอ่ ยตัดสนิ ใจทีหลัง
ย้ิมแยมแจมใส ขอมูลถูกตอง ๓) ต้องมีสมาธิ การฟังกับการ
ฯลฯ) ได้ยินไม่เหมือนกัน การฟังโดยไม่มีสมาธิก็คือ
การไดย้ ินนนั่ เอง ไม่รู้เรอ่ื งอะไร สิ่งทีท่ �าให้ขาด
นักเรียนควรรู สมาธมิ ีหลายอยา่ ง เช่น อากาศในห้องท่เี ราฟงั
ร้อนอบอ้าว เครื่องขยายเสียงไม่ดี มีเสียงอื่น
สสุ สฺ ูสํ ลภเต ปฺ ํ อานวา รบกวน เหล่าน้ีก็ต้องฝึกความอดทนเพ่ือจะได้
สุด-ส-ู สัง-ละ-พะ-เต-ปน-ยงั ความรู้ ถา้ เปน็ การฟงั ในกลมุ่ เลก็ ๆ หรอื ตวั ตอ่ ตวั
การฟงั อยา่ งมสี ติ รจู้ กั พจิ ารณาสว่ นดสี ว่ นเสยี ยอ่ มกอ่ ใหเ้ กดิ ปญั หาเหลา่ นกี้ ค็ งนอ้ ย ปญั หาใหญก่ อ็ ยทู่ ต่ี วั เราเอง
@ มมุ IT ปญั ญาอย่างแท้จริง วา่ ควบคุมตัวเองให้ตั้งใจฟังได้เพียงใด
สบื คนพุทธศาสนสภุ าษติ เพิ่มเตมิ 98
ไดท ี่ http://www.dhammathai.
org/proverb/proverbthai.php
98 คูม อื ครู
กระตุน ความสนใจ สาํ รวจคน หา อธบิ ายความรู ขยายความเขา ใจ ตรวจสอบผล
Expand Evaluate
Engage Explore Explain
๔) รู้จักแยกแยะ การพูดนั้นย่อมมีทั้งส่วนที่เป็นน้�าและเน้ือ บางคนพูดสนุกแต่ ขยายความเขาใจ
เนอื้ หาสาระนอ้ ย บางคนพดู นา่ เบอื่ แตม่ สี าระมากและลึกซ้ึง ถ้ารู้จักแยกแยะเราก็จะได้ประโยชน์ 1. ครสู นทนากบั นักเรียน เรอ่ื งพทุ ธ-
จากการฟังมาก บางคนพดู โดยใชค้ �าท่ีเร้าใจใหเ้ กดิ ความรู้สึกทีร่ ุนแรงแตเ่ หตผุ ลมนี ้อย บางคนพดู ศาสนสภุ าษติ ทง้ั 4 หวั ขอ รวมกัน
เรยี บๆ แตเ่ หตผุ ลกระชบั เราตอ้ งรจู้ กั แยกแยะว่าสว่ นใดท่เี ป็นเหตุผล สว่ นใดทีเ่ ปน็ อารมณ์ มิฉะนั้น วิเคราะหห าขอคิดและแนวทาง
เราจะจบั ใจความส�าคญั ไม่ได้ การนาํ ไปปรบั ใชใ นชีวิตประจาํ วัน
อน่ึง บางคนตั้งใจฟังแต่ส่ิงท่ีตนอยากฟังเพราะเข้ากับความคิดของตน ไม่ยอมฟังส่ิงที่ตน 2. ครใู หน ักเรียนเขยี นผงั ความคดิ
ไม่อยากฟังเพราะไม่เข้ากับความคิดของตน การแยกแยะอย่างน้ีถือเป็นเร่ืองที่ผิดและท�าให้เรา เชอื่ มโยงพุทธศาสนสภุ าษติ กบั การ
เสยี ประโยชนเ์ พราะไม่ไดฟ้ งั ความคดิ รอบดา้ น ปฏิบัติตน โดยยกตวั อยางและบอก
แนวทางการปฏิบัติ
กล่าวสรปุ ไดว้ ่า
พระไตรปิฎกเปน็ คมั ภีร์ของพระพทุ ธศำสนำท่บี นั ทึกค�ำสอนของพระพทุ ธเจำ้ ซง่ึ ตรสั สอน 3. ครใู หน กั เรยี นเขยี นปา ยพทุ ธศาสน-
บุคคลต่ำงๆ ทั้งบรรพชิตและคฤหัสถ์ ท้ังนักปรำชญ์และบุคคลธรรมดำผู้ไม่ค่อยมีพื้นฐำน สภุ าษติ พรอ มท้ังคําแปล ที่นักเรยี น
ทำงกำรศกึ ษำมำกนัก ธรรมะท่สี อนจงึ มีทั้งระดบั พืน้ ฐำนและระดบั ลึกซ้งึ วิธีสอนกม็ ีมำกมำย ช่ืนชอบและยึดถือปฏิบัติ ไปแขวน
เพ่อื ให้เหมำะกับแนวโน้ม ควำมสนใจ ควำมถนัด และควำมสำมำรถของผู้ฟงั นอกจำกนยี้ งั มี หรอื ติดตามจุดตา งๆ เชน ภายใน
พทุ ธศำสนสุภำษติ สอนใจ ให้แงค่ ิดในกำรดำ� เนินชีวิต ซ่งึ ผศู้ กึ ษำพระพทุ ธศำสนำควรทำ� ควำม บาน โรงเรยี น วัดใกลบาน
เขำ้ ใจใหก้ ระจำ่ งแจ้ง เพื่อเป็นแนวทำงในกำรประพฤตปิ ฏิบัติในชวี ติ ประจ�ำวนั
4. นกั เรยี นวเิ คราะหในประเดน็
• พุทธศาสนสภุ าษติ ชว ยเสรมิ สรา ง
คณุ ธรรมจริยธรรมใหกบั คนใน
สงั คมอยา งไร
(แนวตอบ ชว ยเตือนสตใิ หร ูจกั คิด
และเตือนตนเองอยเู สมอ เปน
หลักธรรมประจําใจในการดาํ เนิน
ชวี ติ โดยนาํ หลกั ธรรมทางพระพทุ ธ-
ศาสนามาเปน แนวทางในการ
ปฏบิ ตั )ิ
ตรวจสอบผล
1. ใหน กั เรยี นเสนอแนวทางการนาํ
พุทธศาสนสภุ าษติ มาใชใ นการ
ดําเนนิ ชีวติ ประจาํ วัน
2. ตรวจความถูกตองของผังความคิด
เชอื่ มโยงพุทธศาสนสภุ าษิตกับ
การปฏิบัติตน
3. ตรวจความเรียบรอยของปายพุทธ-
ศาสนสุภาษติ
4. ตรวจสอบความถูกตองของขอมูล
99 และการแสดงเหตุผลในการตอบ
คาํ ถามประจําหนวย
คมู ือครู 99
กระตนุ ความสนใจ สํารวจคนหา อธิบายความรู ขยายความเขาใจ ตรวจสอบผล
Engage Explore Explain Expand Evaluate
เกรด็ แนะครู (ยอจากฉบับนักเรยี น 20%)
(แนวตอบ คําถามประจาํ หนว ย ค า� ถามประจ า� หน่วยการเรยี นรู้
การเรยี นรู
1. พระไตรปฎ กมคี วามสําคญั คอื ๑ พระไตรปฎิ กมคี วามส�าคญั ตอ่ พระพุทธศาสนาอยา่ งไร
๒ การจะชนะตนเองได้ นักเรียนควรฝึกปฏิบตั อิ ย่างไร
รวบรวมพระธรรมวนิ ัย เปน ๓ ความประมาทกอ่ ใหเ้ กดิ โทษหรอื ความเสยี หายตอ่ ผปู้ ฏิบตั ิอย่างไร
คมั ภรี ร วบรวมคาํ สงั่ สอนของ ๔ การประพฤตธิ รรมกอ่ ให้เกิดผลดแี กผ่ ปู้ ฏิบัตอิ ยา่ งไร
พระพุทธเจา ใชเ ปน มาตรฐาน ๕ จากค�ากล่าวทวี่ า่ “ฟังดว้ ยดีย่อมไดป้ ญั ญา” นกั เรียนสามารถน�าไปประยกุ ต์ใช้ได้ในโอกาส
หรือเกณฑต ดั สนิ วาคาํ สอนใด
ถกู ตอ ง และคาํ สอนใดไมถ กู ตอ ง ใดบ้าง
2. ควรมีคุณธรรม 3 ขอ ดังน้ี
สติ คอื ฝก ตนเองใหม สี ตอิ ยเู สมอ กจิ กรรมสรา้ งสรรค์พัฒนาการเรียนรู้
ในการทําสงิ่ ตางๆ ทง้ั ปวง
ทมะ คอื บงั คบั ขมใจของตน กิจก๑รรมที่ นักเรยี นศกึ ษาหลกั ธรรม ๑ หวั ขอ้ จากพระอภิธรรมปิฎก จากน้นั
ฝกปรามจิตใหท าํ สง่ิ ท่ถี ูกตอ ง เขยี นสรุปความร้ทู ่ีได้รบั ความยาว ๑ หน้ากระดาษ A๔ สง่ ครผู สู้ อน
เสมอ กิจกรรมที่ นกั เรยี นเลอื กพทุ ธศาสนสภุ าษติ มา ๑ บท แลว้ นา� ไปเขยี นเรยี งความ
ขันติ คอื มคี วามอดทน อดกล้นั โดยเน้นการน�าพุทธศาสนสุภาษิตบทน้ันไปใช้ในชีวิตประจ�าวัน
ไมปลอ ยใจใหใ ฝตาํ่ ๒ จากนน้ั นา� สง่ ครูผสู้ อนเพอ่ื ตรวจพจิ ารณา
3. ทําใหผูปฏิบัติพบเจอปญหาและ กิจก๓รรมที่ นกั เรยี นชว่ ยกนั รวบรวมพทุ ธศาสนสภุ าษติ ทสี่ า� คญั ๆ แลว้ คดั ลอกลง
ลมเหลวในการดาํ เนินชีวติ บนกระดาษแข็ง จากน้ันน�าไปติดตามมุมต่างๆ ท่ีทางโรงเรียนจัด
4. ผปู ฏิบัติมีคณุ ธรรมประจาํ ตัว ไวใ้ ห้
มีชีวติ สงบสขุ
5. ประยุกตใ ชในการเรยี น เชน
ตง้ั ใจรบั ฟง สงิ่ ทคี่ รสู อน วเิ คราะห
จดจอในสง่ิ ทีค่ รูกาํ ลังถายทอด
และโอกาสอ่ืนๆ)
แหสลดกั งฐผานลการเรียนรู พุทธศาสนสุภาษติ
1. แผน ปายพทุ ธศาสนสุภาษิต »ÚÒÇ ¸à¹¹ àÊÂÚâ : »Þ˜ ÞÒáÅ»ÃÐàÊÃ°Ô ¡Ç‹Ò·ÃѾÂ
2. ผังความคดิ การเชอ่ื มโยง
พุทธศาสนสุภาษิต
นักเรียนควรรู ๑00
ปฺ าว ธเนน เสยโฺ ย อานวา
ปน -ยา-วะ-ทะ-เน-นะ-เสย-โย
100 คูม ือครู
กระตนุ ความสนใจ สาํ รวจคน หา อธิบายความรู ขยายความเขาใจ ตรวจสอบผล
Engage
Explore Explain Expand Evaluate
๕หน่วยการเรียนรู้ท่ ี เปา หมายการเรยี นรู
หนา ทช่ี าวพทุ ธ 1. วเิ คราะหบ ทบาทหนา ทข่ี องพระสงฆ
และแนวทางการปฏบิ ตั ติ นทถี่ กู ตอ ง
และมารยาท
ชาวพทุ ธ 2. บอกบทบาทหนา ทข่ี องชาวพทุ ธทด่ี ี
และปฏิบัตติ นเปนแบบอยา งที่ดี
3. ปฏบิ ตั ติ นตามหลกั มารยาทชาวพทุ ธ
ไดถูกตอ งเหมาะสม
4. บอกวธิ ใี นการธาํ รงพระพทุ ธศาสนา
ตัวช้วี ดั ¾Ãо·Ø ¸ÈÒʹÒÁÊÕ Ç‹ ¹ªÇ‹ ¨ÃÃâÅ§Ê§Ñ ¤Áä·ÂÁÒ¨¹¶§Ö ¡Ãз§Ñè กระตนุ ความสนใจ
»˜¨¨ØºÑ¹ áÊ´§ãËŒàËç¹Ç‹Ò¾Ãоط¸ÈÒʹÒä´ŒËÂÑè§ÃÒ¡Å֡ŧã¹
● วิเคราะห์หน้าท่ีและบทบาทของสาวก ÇÔ¶ÕªÇÕ Ôµ¢Í§¤¹ä·Â ´Ñ§¹¹Ñé 㹰ҹЪÒǾط¸·Õè´¨Õ Ö§¤Çê‹Ç¡¹Ñ ครถู ามนักเรยี นวา
และปฏบิ ตั ติ นตอ่ สาวกตามทก่ี า� หนดไดถ้ กู ตอ้ ง ·Òí ¹ºØ Òí Ã§Ø ¾Ãо·Ø ¸ÈÒʹÒãËàŒ ¨ÃÞÔ Á¹Ñè ¤§Â§Ôè ¢¹éÖ ä» ËÁ¹èÑ È¡Ö ÉÒ • นักเรียนไดตักบาตรบอยแคไหน
(ส ๑.๒ ม.๓/๑) ËÒ¤ÇÒÁÃÙŒ »¯ÔºÑµÔµÒÁËÅÑ¡¸ÃÃÁáÅлÃÐླվԸաÃÃÁ·Ò§
ÈÒÊ¹Ò à¼ÂἋáÅл¡»‡Í§¾ÃÐÈÒÊ¹Ò µÅÍ´¨¹àÃÕ¹ÃÙŒ และตกั บาตรในโอกาสใดบา ง
● ปฏบิ ตั ติ นอยา่ งเหมาะสมตอ่ บคุ คลตา่ งๆ ตาม ÁÒÃÂÒ··´èÕ §Õ ÒÁ¢Í§ªÒǾ·Ø ¸ à¾Í×è Êº× ·Í´¾Ãо·Ø ¸ÈÒʹҵ͋ • มกี ารปฏิบตั ติ นในการตกั บาตร
หลักศาสนาตามท่ีกา� หนด (ส ๑.๒ ม.๓/๒) ä»
อยางไร
● ปฏบิ ัตหิ น้าท่ีของศาสนกิ ชนทดี่ ี • นักเรียนเตรยี มของอะไรไว
(ส ๑.๒ ม.๓/๓)
ตกั บาตรบาง
● แสดงตนเป็นพุทธมามกะหรือแสดงตนเป็น • เมอื่ นักเรียนไดต กั บาตรแลว รสู กึ
ศาสนิกชนของศาสนาทีต่ นนับถอื
(ส ๑.๒ ม.๓/๖) อยางไร
● น�าเสนอแนวทางในการธ�ารงรักษาศาสนา เกรด็ แนะครู
ทต่ี นนับถือ (ส ๑.๒ ม.๓/๗)
ครูควรจัดการเรยี นรู โดยให
สาระการเรียนร้แู กนกลาง นักเรียนไดมกี าร
● หน้าที่ของพระภิกษุในการปฏิบัติตามหลัก • บอกวธิ ีการปฏบิ ัตติ นเปน
พระธรรมวนิ ยั และจรยิ าวตั รอยา่ งเหมาะสม ชาวพทุ ธท่ีดี
● การปฏิบัติตนต่อพระภิกษุในงานศาสนพิธี • ยกตวั อยางพระสงฆแ ละบคุ คล
ท่ีบ้าน การสนทนา การแต่งกาย มรรยาท ทเ่ี ปนแบบอยางทด่ี ี
การพดู กบั พระภกิ ษุตามฐานะ
• มีสวนรวมในการบํารงุ รกั ษา
● การเป็นศิษย์ท่ีดีตามหลักทิศเบ้ืองขวาใน พระพทุ ธศาสนา
ทศิ ๖ ของพระพุทธศาสนา
เพื่อใหต ระหนักถงึ บทบาทของ
● การปฏบิ ตั หิ นา้ ทช่ี าวพทุ ธตามพทุ ธปณธิ าน ๔ ชาวพุทธท่ีดีและมวี ิธกี ารปฏบิ ัติที่
ในมหาปรนิ ิพพานสตู ร ถูกตอ ง เพื่อการสืบทอดพระพุทธ-
ศาสนา
● การแสดงตนเป็นพุทธมามกะ
- ข้ันเตรียมการ - ขั้นพิธกี าร
● การศึกษาเรียนรู้เรื่ององค์ประกอบของ
พระพทุ ธศาสนา นา� ไปปฏิบัตแิ ละเผยแผ่ตาม
โอกาส
● การศกึ ษาการรวมตัวขององค์กรชาวพทุ ธ
● การปลูกจิตส�านึกในด้านการบ�ารุงรักษาวัด
และพุทธสถานใหเ้ กดิ ประโยชน์
คมู ือครู 101
กระตนุ ความสนใจ สาํ รวจคน หา อธบิ ายความรู ขยายความเขา ใจ ตรวจสอบผล
Engage Explore
Explain Expand Evaluate
กระตุนความสนใจ (ยอ จากฉบบั นกั เรยี น 20%)
ครใู ชคําถามกระตนุ นักเรยี นวา ๑. หนา้ ทข่ี องพระภิกษใุ นการปฏิบตั ิตามหลกั พระธรรมวนิ ัย
• พระภิกษุรูปใดที่นักเรียนคิดวา
และจรยิ าวัตรอยา่ งเหมาะสม
ทา นเปน ผมู จี รยิ าวตั รงดงามและ
ปฏิบัติตามหลักพระธรรมวินัย พระภิกษุหรือพระสงฆ์ เป็นส่วนหนึ่งของพระรัตนตรัย เป็นผู้ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบย่ิง
อยางเหมาะสม เป็นแหล่งปลูกฝังคุณธรรมแก่ชาวโลกและชี้แนะแนวทางการด�าเนินชีวิตท่ีดีแก่สังคม ตลอดจน
• เพราะเหตใุ ดนักเรยี นจึงคดิ มีหน้าที่สืบทอดพระพุทธศาสนาด้วยการตั้งใจศึกษาหลักค�าสอนของพระพุทธเจ้า ปฏิบัติตาม
เชน นน้ั ค�าสอนของพระองค์ และเผยแผ่พระพทุ ธศาสนา นบั ว่าพระสงฆ์ได้ทา� ประโยชน์แก่สังคมมิใชน่ อ้ ย
จึงควรทช่ี าวพุทธจะพึงเคารพนับถือพระสงฆแ์ ละปฏิบัติตนใหเ้ หมาะสมตอ่ พระสงฆ์
สํารวจคน หา
หน้าทห่ี ลกั ของพระสงฆ์มี ๓ ประการ คือ การศึกษา การปฏบิ ตั แิ ละการส่ังสอนและเผยแผ่
1. ครูสนทนากับนักเรียนถึงความ พระธรรม
สําคัญของพระภิกษุสงฆ โดยครู
ถามนักเรียนวา ท่ีบานนักเรียนอยู ๑.๑ การศึกษา
ใกลว ดั ใดและนกั เรยี นรจู กั พระภกิ ษุ
สงฆร ปู ใดบา ง การศึกษา หมายถึง การเรียนพระพุทธวจนะ ซึ่งภายหลังรวบรวมเป็นพระไตรปิฎกเอาไว้
การเรียนสมัยก่อนใช้วิธีท่องจ�า เรียกว่า “มุขปาฐะ” ถ่ายทอดสืบต่อกันมา ไม่มีการสอบไล่
2. ใหนักเรียนคนควาคําสอนของ เพอื่ รับปรญิ ญาบัตรเหมอื นสมัยปัจจบุ นั ซงึ่ ใชว้ ิธกี ารแบบตา่ งคนตา่ งท่องจา� มากนอ้ ยตามความ
พระเกจอิ าจารยห รอื พระอรยิ สงฆท ี่ สามารถและความถนัด ถ้าอยู่ด้วยกันหมู่มากก็แบ่งกลุ่มหรือส�านักท่องจ�ากัน เช่น กลุ่มนี้ท่อง
มชี อ่ื เสยี งและวธิ กี ารเผยแผธ รรมมะ พระสตู ร กลมุ่ นนั้ ทอ่ งพระวนิ ยั กลมุ่ โนน้ ทอ่ งพระอภธิ รรม เปน็ ตน้ เมอื่ กาลเวลาลว่ งไปกม็ เี หตกุ ารณ์
ของทา น เชน ท�าให้พระธรรมวินัยคลาดเคล่ือนหรือกลัวว่าจะเกิดความคลาดเคลื่อน จึงมีการเรียกประชุม
- หลวงพอษลี ิงดาํ “สังคายนา” (ร้อยกรองหรอื สวดสอบทานกัน) เพือ่ ความถกู ตอ้ งสมบูรณ์ยง่ิ ขนึ้ พระพทุ ธวจนะเป็น
- หลวงปูขาว
- ทานพุทธทาสภกิ ขุ จ�านวนมากได้ถูกบันทึกลงในสมองของ
- หลวงตามหาบัว พระสาวกโดยระบบท่องจ�าอย่างนี้ ค�าสอนของ
- หลวงพอ คณู ปรสิ ทุ โธ พระพุทธเจ้าจึงสืบทอดมาถึงพวกเราซึ่งนับเป็น
- หลวงพอ เกษม เขมโก เวลากว่าสองพันปี
- หลวงปูม ั่น
- ครบู าศรีวิชัย การศึกษาเล่าเรียนพระพุทธวจนะนี้ต่อมา
- พระธรรมญาณมนุ ี เรียกกันว่า “คันถธุระ” (หน้าที่ด้านการเรียน
โดยเลอื กเพยี ง 1 รปู ทน่ี กั เรยี นสนใจ พระคัมภีร์) เป็นการเรยี นรู้หลักวชิ าเพื่อเกอื้ กลู
และสนับสนุนการปฏิบัตธิ รรมให้เกดิ ผลดี
3. ใหน กั เรยี นสืบคน ประวัติและ
ผลงานของพระสายวิปสสนาธุระ ๑.๒ การปฏิบัต ิ
และพระสายคันถธุระ เปรยี บเทยี บ
หลักการปฏิบัติตนใหชัดเจน โดย ภาระหน้าที่ด้านน้ีเรียกตามศพั ท์ศาสนาว่า
ทําเปนรายงานกลุม พระสงฆ์มีหน้าท่ีศึกษาพระธรรมให้เข้าใจอย่างแจ่มชัด “วปิ สั สนาธรุ ะ” (หนา้ ทปี่ ฏบิ ตั เิ พอื่ ความเหน็ แจง้ )
เพ่อื น�าไปสั่งสอนฆราวาสให้ตงั้ ม่นั ในศลี ธรรม หมายถึง การฝึกฝนอบรมจิตให้เป็นสมาธิและ
๑0๒
นักเรยี นควรรู นักเรยี นควรรู
วปิ ส สนาธรุ ะ หมายถงึ ธรุ ะทจี่ ะตอ ง คันถธุระ หมายถึง ธุระฝายคัมภีร
ทําตัวเองใหมีปญญา ธุระฝายเจริญ การศึกษาเลาเรียนใหรูเรื่องพระ
วิปสสนา การบําเพ็ญภาวนา หรือ ศาสนา และหลักศีลธรรม เปรียบได
เจริญกรรมฐาน กับการศึกษาแผนท่กี อ นเดินทาง เพอ่ื
ทจ่ี ะไดไมหลงทาง
102 คมู อื ครู
กระตุนความสนใจ สาํ รวจคนหา อธบิ ายความรู ขยายความเขาใจ ตรวจสอบผล
Explain
Engage Explore Expand Evaluate
ให้มีพลัง เพ่ือน�าไปใช้ในการข่มหรือก�าจัดกิเลสคือความเศร้าหมองแห่งจิตและให้เกิดความรู้แจ้ง อธบิ ายความรู
เห็นจรงิ กล่าวเพอ่ื ให้เข้าใจงา่ ยขนึ้ ก็คอื การปฏิบัตติ ามทฤษฎีท่ีไดศ้ กึ ษามาข้างต้นน้ัน กเ็ พอื่ การ
ดบั ทกุ ขเ์ ปน็ ขนั้ ๆ จนถงึ ความดบั โดยสนิ้ เชงิ การศกึ ษาเฉพาะในดา้ นปรยิ ตั คิ อื คมั ภรี ต์ า่ งๆ เหลา่ นนั้ 1. ครูยกตัวอยา งพระสงฆสาย
กเ็ ปรยี บเหมอื นการอา่ นแผนทเ่ี พอ่ื ใหร้ วู้ า่ มถี นน วปิ ส สนาธุระ เชน หลวงตามหาบวั
กสี่ าย สายใดนา� ไปสจู่ ดุ หมายใด สว่ นการศกึ ษาใน ชวยกันบอกคุณความดีของทาน
ดา้ นการปฏบิ ตั นิ นั้ จะตอ้ งนา� มาปฏบิ ตั ดิ ว้ ยตนเอง และยกตัวอยางวิถีปฏิบัติท่ีพุทธ-
จรงิ ๆ กเ็ หมอื นกบั การเดนิ ทางตามเสน้ ทางทแ่ี ผนท่ี ศาสนิกชนสามารถนําไปใชในการ
บง่ ไวเ้ พอื่ ไปสจู่ ดุ หมายปลายทางทต่ี นตอ้ งการ ดําเนนิ ชีวิต
เม่ือพระสงฆ์ได้ศึกษาเล่าเรียนธรรมะจน
เขา้ ใจแจม่ แจง้ และสามารถปฏบิ ตั ติ ามหลกั ธรรม 2. นกั เรยี นชว ยกนั ยกตวั อยา งพระสงฆ
น้ันได้แล้ว คุณค่าและประโยชน์ที่ได้จากการ สายวปิ ส สนาธุระทีต่ นเองรูจกั หรอื
ปฏบิ ตั ินนั้ ย่อมก่อให้เกิดผล ดังนี้ ทไ่ี ดร ับรจู ากสอื่ ตา งๆ
๑. สามารถควบคมุ กาย วาจา ใหเ้ รยี บรอ้ ย
งดเว้นจากข้อห้ามที่พระพุทธเจ้าทรงบัญญัติ 3. ครูเปดวีซีดี วิธีการปฏิบัติวิปสสนา
ไวไ้ ด้ พระสงฆ์เปน็ ผปู้ ฏิบตั ดิ ี ปฏิบตั ิชอบ ปถุ ชุ นทว่ั ไปควรยึดถือ ใหนักเรยี นฝก ปฏบิ ัติ
เปน็ แบบอย่าง เพอ่ื ให้ชวี ิตด�าเนินไปในทางทถี่ ูกตอ้ ง
นักเรยี นควรรู
๒. สามารถฝึกฝนจิตใจของตนเองให้มี
ปรยิ ตั ิ เปนหัวใจหลักสําคัญใน
สมาธอิ นั แนว่ แนจ่ นจติ สงบ สามารถขจดั สงิ่ มวั หมองทเ่ี ปน็ อปุ สรรคตอ่ การพฒั นาจติ ออกจากใจได้ พระพทุ ธศาสนา ประกอบดวย
และยังมีผลให้จิตสมบูรณ์ในหลายๆ ด้าน เช่น มีความเมตตากรุณา มีความเอ้ือเฟื้อเผ่ือแผ่ ปรยิ ัติ เปนช่ือเรียกคําสอนท้ังปวงที่
มคี วามเขม้ แขง็ อดทน ไมย่ อ่ ทอ้ ตอ่ อปุ สรรคตา่ งๆ สามารถยบั ยงั้ ชงั่ ใจ มคี วามเพยี ร ความกลา้ หาญ พระพทุ ธเจา ทรงบญั ญัตไิ ว
ความไม่ยดึ มัน่ ถอื มัน่ รจู้ ักเขา้ ใจ และใหอ้ ภัยคนอน่ื เป็นตน้ ปฏบิ ตั ิ ปฏิบัติตนตามนัยท่ีพระองค
๓. ก่อให้เกิดปัญญาท่ีเกิดจากการฝึกปฏิบัตินั้น ท้ังยังเข้าใจโลกและชีวิตอย่างแจ่มแจ้ง ทรงสอนไว
จนสามารถปล่อยวางจากความยึดติด ลด ละ เลิกความโลภ ความโกรธ ความหลง ให้ลดลง ปฏิเวธ เปนความรูสึกที่เกิดข้ึนมา
จนกระทง่ั หมดไปโดยส้นิ เชงิ เองภายในใจของผูปฏิบัติ
๑.3 การสงั่ สอนและเผยแผพ่ ระธรรม หรือเปรียบเทียบใหเขาใจไดงาย
ไดวา ปริยัติ คือการรูวาศีล สมาธิ
การส่ังสอนและเผยแผ่พระธรรมเป็นการท�าประโยชน์แก่สังคม (ประโยชน์เกื้อกูลแก่ผู้อื่น) ปญญา คือ อะไรบาง และมีลักษณะ
หมายถึง การท�าประโยชน์แก่ชาวบ้านผู้ได้อนุเคราะห์ช่วยเหลือพระสงฆ์ด้วยปัจจัย ๔ หรืออีก อยางไร ปฏิบัติ คือ การนําเอาความ
นยั หน่งึ หมายถงึ การท�าประโยชนแ์ ก่ชาวโลกทั้งมวล เขาใจในเรื่องศีล สมาธิ ปญญา มา
ลงมือทํา ปฏิเวธ คือ ผลท่ีเกิดข้ึนกับ
ในพระไตรปิฎกเล่มท่ี ๑๑ พระพุทธเจ้าได้ตรัสถึงหน้าท่ีของพระสงฆ์ในด้านการส่ังสอนและ ตนหลังจากการปฏิบัติตามหลักศีล
การเผยแผธ่ รรมแก่ประชาชนไว้ ๖ ประการ ดงั นี้ สมาธิ ปญญา
๑03 เกร็ดแนะครู
@ มุม IT ครูควรอธิบายการเรียกสรรพนาม
ของพระภิกษุสงฆ เรียกเปนรูป เชน
นกั เรยี นศกึ ษาวิธีการฝกปฏบิ ัติวปิ สสนาเพ่มิ เติม ไดท่ี นิมนตพระสงฆ 9 รูป สวนพระสาวก
www.youtube.com คนหาคําวา วิปสสนา พระพุทธรูป เรยี กวา องค เชน
พระพทุ ธรปู องคน ส้ี วยงามยง่ิ นัก
คมู ือครู 103
กระตนุ ความสนใจ สํารวจคนหา อธบิ ายความรู ขยายความเขา ใจ ตรวจสอบผล
Explain Expand Evaluate
Engage Explore
อธบิ ายความรู (ยอจากฉบับนักเรียน 20%)
1. นกั เรยี นศึกษาหนาทีห่ ลกั ของ สอนให้เขาละเว้นจากความช่ัว ชใี้ หเ้ หน็ วา่ ความชวั่ เปน็ อยา่ งไร โทษของความชว่ั เปน็ อยา่ งไร และ
พระสงฆ ชวยกนั ยกตวั อยา ง แนะน�าใหเ้ ขาต้งั อย่ใู นความดี พยายามชักจงู ให้เขาละเว้นจากความชว่ั นน้ั
พระสงฆท ่เี ปนพระนกั การศกึ ษา การละเว้นจากการท�าความชั่วอย่างเดียว ยังไม่นับว่าเป็นคนดี
และเผยแผห ลกั ธรรม เชน ทา น อนุเคราะห์ด้วยจิตใจอนั งาม สมบูรณ์และยังไม่ปลอดภัย เผลอเม่ือไรก็อาจหันเข้าหาความช่ัว
พทุ ธทาสภิกขุ หลวงพอปญญา- สอนสง่ิ ทเ่ี ขาไม่เคย อีกได้ ดังน้ัน พระสงฆ์ต้องท�าหน้าท่ีที่ ๒ คือ แนะน�าให้ท�า
นนั ทภิกขุ พระมหาวุฒิชยั วชริ เมธี สดับตรับฟังมากอ่ น ความดีเพิม่ ข้นึ
หรือ ว.วชิรเมธี พระมหาสมปอง ช้แี จงสง่ิ ทเ่ี ขาไดย้ ินได้ฟงั มาแลว้ แนะนา� สง่ั สอนดว้ ยความปรารถนาดี มงุ่ ประโยชนท์ เ่ี ขาจะพงึ ไดร้ บั
ตาลปุตโต ให้แจม่ แจง้ ย่งิ ข้ึน เป็นส�าคัญ ไม่หวังอามิส ลาภ ยศหรือช่ือเสียงใดๆ เป็นการ
นักเรียนชวยกนั บอกคุณความดี บอกทางสวรรคใ์ ห ้ ตอบแทน
และจรยิ าวัตรทมี่ ีคุณตอพระพทุ ธ- ประชาชนสว่ นมากมักวนุ่ วายอยูก่ บั การทา� มาหาเล้ียงชีพ ไมค่ ่อย
ศาสนา มีเวลาศึกษาและสดับพระธรรม พระสงฆ์ผู้ได้มีโอกาสศึกษาและ
ปฏบิ ตั มิ ากกวา่ ชาวบา้ น จงึ ตอ้ งนา� เอาสงิ่ ทต่ี นเรยี นรมู้ าถา่ ยทอดให้
2. จากท่นี กั เรยี นไดค นควา คาํ สอน ชาวบา้ นได้รูด้ ว้ ย
ของพระเกจิอาจารยหรือพระอริย- บางเร่ืองเขาฟงั มาแล้ว เกิดความสงสยั ไมแ่ นใ่ จ ก็ต้องชแ้ี จงให้
สงฆ มาแลว นน้ั เขาเข้าใจแจ่มแจ้งจนหายสงสัย โดยรู้จักอธิบายยักเยื้องหลายแง่
- ใหนักเรียนสรุปความสําคัญของ หลายมุม จบั จดุ ส�าคัญมาขยายชแี้ จงแตล่ ะประเด็นให้ชดั เจน
หลกั ธรรมคาํ สอน ท�าหน้าที่เป็น “มัคนายก” (ผู้น�าทาง) แนะน�าทางด�าเนินชีวิต
- บอกการนาํ ไปใชใ นชวี ติ ประจาํ วนั ท่ีดีงามและเป็นประโยชนส์ ุขแกป่ ระชาชน
โดยทําลงในสมดุ สงครผู สู อน
การเผยแผพ่ ระธรรมคา� สอนของพระพุทธเจ้า มีความส�าคัญ ดังน้ี
3. ครเู ปด เทปหรอื วซี ีดีธรรมมะของ ๑. เปน็ การชว่ ยเผยแผพ่ ระธรรมคา� สงั่ สอนของพระสมั มาสมั พทุ ธเจา้ ใหเ้ ปน็ ทแี่ พรห่ ลายทว่ั โลก
พระสงฆท ่นี ักเรยี นชอบใหนกั เรียน โดยในปจั จุบันมผี ้สู นใจหนั มานบั ถือพระพทุ ธศาสนามากข้นึ เพราะเขาเห็นวา่ พระพุทธศาสนาน้นั
ฟง ใหช ว ยกันบอกความรูท่ไี ดจ าก ไดใ้ หว้ ิถีทางในการดา� เนนิ ชวี ติ อนั สงบสขุ ได้
การฟง และขอคดิ ในการนําไปใช ๒. เป็นการช่วยสืบทอดพระพุทธศาสนาและท�าให้มีผู้สนใจเข้ามาบวชเรียนศึกษาพระธรรม
ในการดําเนนิ ชวี ิต เชน ธรรมะ- เพ่อื เปน็ ศาสนทายาทต่อไป
เดลิเวอรี่ ๓. เป็นการสร้างความรู้ ความเข้าใจที่ถูกต้องเก่ียวกับพระพุทธศาสนา โดยพระสงฆ์
ผู้ท่ีปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ งดงามไปด้วยศีล สมบูรณ์ไปด้วยคุณธรรม มีสติปัญญาเฉลียวฉลาด
ขยายความเขา ใจ ท�าหน้าท่ีเป็นผู้เผยแผ่ธรรมะที่ถูกต้องให้แก่ผู้ที่ยังไม่เข้าใจหรือเข้าใจผิด ได้เข้าใจหลักธรรมอย่าง
แจ่มแจง้ และถกู ต้องมากขึ้น
ครูใหนักเรียนชวยกันยกตัวอยาง ๔. ลดการเกิดปัญหาสังคม เม่ือหลักธรรมของพระพุทธเจ้าได้เผยแผ่ออกไป จนท�าให้
พระสงฆท่ีเปนนักพัฒนา โดยมีวัด ประชาชนเลื่อมใสศรัทธาในพระพุทธศาสนาแล้ว ปัญหาสังคมต่างๆ เช่น การลักขโมย การเล่น
เปนศูนยกลางและทําใหความเปนอยู การพนนั การเสพส่งิ เสพติดต่างๆ กจ็ ะลดนอ้ ยลง จนกระท่งั ปลอดจากอบายมขุ ในท่สี ุด
ของคนในชมุ ชนดขี นึ้ สภาพสงั คมดขี น้ึ
เชน พระราชธรรมนเิ ทศ (พยอม กลั ยา- ๑04
โน) เจาอาวาสวัดสวนแกว จ.นนทบุรี
ครูถามคาํ ถาม ตรวจสอบผล
• นกั เรยี นสามารถเขา ไปมสี ว นรว ม 1. ตรวจสอบรายงานการสบื คน ประวตั แิ ละผลงานของพระสงฆส ายวปิ ส สนาธรุ ะ และสายคนั ถธรุ ะ
กับพระสงฆและวัดในการชวยพัฒนา 2. ตรวจสอบผลการคนควา คําสอนของพระเกจอิ าจารยหรอื พระอริยสงฆท ่มี ีช่อื เสียง
ทองถนิ่ ไดอยา งไรบา ง
(แนวตอบ เชน เขา รวมกจิ กรรม
พัฒนาทองถิ่นทีม่ วี ัดเปน ศูนยกลาง
รว มทําบญุ ตามกาํ ลงั ความสามารถ
เพอ่ื นาํ เงนิ เหลานนั้ ไปพัฒนาทอ งถนิ่
หรอื ชว ยเหลอื ผทู ไ่ี ดร บั ความเดอื ดรอ น
ฯลฯ)
104 คมู ือครู
กระตนุ ความสนใจ สาํ รวจคน หา อธิบายความรู ขยายความเขา ใจ ตรวจสอบผล
Engage Explore
Explain
Expand Evaluate
๒. มารยาทชาวพทุ ธ กระตนุ ความสนใจ
๒.๑ การปฏิบัติตนตอ่ พระภกิ ษใุ นงานศาสนพธิ ีทบ่ี ้าน 1. ครใู หน ักเรยี นท่ีเคยจดั งานศาสน-
พธิ ที บี่ าน เชน ทาํ บุญเลี้ยงพระ
ชาวพทุ ธนยิ มทา� บญุ เลยี้ งพระทบี่ า้ น เพอื่ กอ่ ใหเ้ กดิ ความเปน็ สริ มิ งคลแกต่ นเองและครอบครวั งานบวช งานแตงงาน งานขน้ึ บาน-
โดยเร่ิมแรกก็ไปอาราธนาพระสงฆ์มาเจริญพระพุทธมนต์ ซ่ึงในงานมงคลจะนิยมนิมนต์พระ ใหม งานศพ ฯลฯ เลา วธิ กี ารปฏบิ ตั ิ
จา� นวน ๕ รปู ๗ รปู หรือ ๙ รูป ใหเพื่อนฟง
เมื่อพระมาถึงแล้วควรรบั รองท่านดว้ ยอธั ยาศยั ไมตรอี นั ดี ใบหนา้ ยิ้มแย้มแจ่มใส นมิ นต์ให้นง่ั 2. ครตู ้งั ประเดน็ ในการสนทนา
ในท่ีสมควรซ่ึงจัดไว้ แล้วถวายของรับรอง เช่น น้�าด่ืมหรือน�้าผลไม้ ไม่ควรถวายหมากพลูหรือ • ถา ท่ีบานนักเรยี นทาํ บุญขึน้ บา น
บุหรี่อันเป็นส่ิงเสพติด ถ้ายังไม่ถึงเวลาประกอบพิธี เจ้าภาพหรือเจ้าของบ้านควรอยู่ร่วมสนทนา ใหม มกี ารนมิ นตพระสงฆมาฉัน
กับท่านตามสมควร จนกระท่ังถึงเวลาประกอบพิธีการ เร่ืองที่สนทนาอาจเป็นเรื่องท่ัวๆ ไปหรือ เพล ควรนมิ นตพระสงฆก ่ีรูป
เป็นเร่ืองที่จะขอความร่วมมือจากท่านก็ได้ และเมื่อเสร็จพิธีแล้ว ควรเดินตามไปส่งท่านจนพ้น นิมนตจาํ นวน 4 รูป ไดหรอื ไม
บริเวณงานหรอื จนกวา่ จะขนึ้ รถออกจากบริเวณงาน หรือเดนิ ไปส่งถงึ วดั เพราะอะไร
(แนวตอบ 9 รปู ไมน มิ นต 4 รูป
๒.๒ การสนทนาและการใช้ค�าพูดกบั พระภกิ ษตุ ามฐานะ เพราะสําหรบั งานศพ สว นงาน
มงคลจะนิมนตจ าํ นวนค่ี )
การสนทนากับพระภกิ ษุ พงึ ปฏิบัตติ น ดังน้ี • ปจ จบุ นั แฟชนั่ กางเกงขาสนั้ กาํ ลงั
๑. ควรพูดจาอย่างไพเราะ ไมก่ ระโชกโฮกฮาก เสียดสี แดกดนั หรือทา� นองดูหมนิ่ เปน ทนี่ ยิ มในกลมุ วยั รนุ ถา นกั เรยี น
๒. ใช้ค�าพูดให้ถูกต้องเหมาะสมแก่สถานภาพของตนเองและพระสงฆ์ เช่น ใช้ พบเหน็ ผูหญงิ สวมใสก างเกง
สรรพนามแทนตนเองและแทนพระสงฆใ์ นระดบั ขาสัน้ ไปวัดหรือนงั่ สนทนากับ
ต่างๆ ได้ถูกตอ้ ง เป็นต้น พระสงฆ นักเรยี นมคี วามรูสึก
๓. ไมพ่ ดู ลอ้ เลน่ กับพระสงฆ์ หรือ อยา งไรและถา หากเปน คนใกลช ดิ
พดู ตลกโปกฮาดงั เชน่ พดู คุยกับเพ่อื น นักเรยี นจะมีวธิ ีการตกั เตือน
๔. เมอื่ พดู กบั พระผู้ ใหญค่ วรพนม อยางไร
มอื พดู กับทา่ นทุกครั้ง (แนวตอบ รูสกึ ไมคอยสบายใจ
จะแนะนําใหแตง กายมดิ ชิด
สภุ าพ)
๕. ไม่ชวนพระสงฆ์พูดคุยเร่ืองท่ี
ไมเ่ หมาะสม
๖. เวลาพูดถึงพระสงฆ์ลับหลัง สาํ รวจคนหา
พึงพูดด้วยความปรารถนาดี ไม่นินทาหรือ
ให้ร้ายปา้ ยสพี ระสงฆเ์ ดด็ ขาด ครูใหน กั เรยี นศึกษาคน ควา งาน
๗. เวลาพูดกับพระสงฆ์จะต้องใช้ ศาสนพธิ ีตางๆ ที่จัดที่บา น 1 พิธี
สรรพนามให้เหมาะสม ดังนี้ การสนทนากับพระสงฆ์พึงส�ารวมกาย วาจา ใจ รวมถึง เขยี นสรุปวิธีการปฏบิ ตั ิ ความยาว
ใชค้ �าพดู ใหเ้ หมาะสมตามสถานภาพ ไมเ กนิ 1 หนา กระดาษ A4 พรอ ม
หาภาพมาประกอบการอธบิ าย
๑0๕
NET ขอ สอบ ป 51
ขอสอบออกเกีย่ วกบั การปฏบิ ตั ิตน โดยทกุ ขอเปนแนวทางในการปฏบิ ัติตนตอ พระภิกษุ ยกเวนขอใด
1. ปฏิบัติตนตอพระภกิ ษุดวยความเต็มใจ 2. ปฏบิ ตั ิตนตอ พระภกิ ษดุ ว ยอามสิ ทาน
3. ใหค วามเคารพพระภกิ ษุดว ยกาย วาจา ใจ 4. ใหค วามเคารพพระภิกษุทมี่ ีจํานวนพรรษามากกวาภิกษุทมี่ พี รรษานอย
(วิเคราะหค าํ ตอบ พระพุทธศาสนาสอนใหช าวพทุ ธปฏิบัติตอ พระภกิ ษสุ งฆด วยความเคารพโดยเสมอภาคกัน 105 ไม
ไมเลอื กวา มพี รรษามากหรือนอ ยกวา ดังนนั้ ตัวเลือก ขอ 4. จึงผิดความจริง) คูมือครู
กระตุน ความสนใจ สํารวจคนหา อธบิ ายความรู ขยายความเขาใจ ตรวจสอบผล
Explain
Engage Explore Expand Evaluate
อธบิ ายความรู (ยอ จากฉบับนกั เรียน 20%)
1. ใหน กั เรยี นแสดงบทบาทสมมตกิ าร ระดพับรฐะาภนิกะษขุอง สรรพพรนะภามิกแษทุ น สตรัวรผพพู้ นดู า ม(ชแาทยน) (คช�าารยับ) ตสวัรผรพู้พนูดา (มหแญทิงน) (คห�าญรบัิง)
สนทนากบั พระสงฆ โดยใหต ัวแทน สมเดจ็ พระสงั ฆราช ฝา่ พระบาท กระหมอ่ มฉนั เพคะ
3-4 คน เปนผูแสดงบทบาทเปน ฝ่าบาท เกล้า พ่ะย่ะคะ่
พระสงฆและฆราวาส หญิง -ชาย สมเดจ็ พระราชาคณะ กระหม่อม กระหม่อม ดฉิ ัน เจ้าคะ่
สรางสถานการณใ นการสนทนา พระราชาคณะ พระเดชพระคณุ กระหม่อม
หรอื ใต้เท้า
2. ครูยกกรณตี ัวอยา งการแตง กายที่ เกลา้ กระผม ครบั กระผม
เหมาะสมและไมเ หมาะสมในการ หรือครบั ผม
ไปวดั ใหนักเรียนชวยกนั วิเคราะห
การแตงกายและบอกวธิ ีการแตง พระราชาคณะ ท่านเจ้าคุณหรอื กระผมหรอื ผม ครับ ดิฉนั คะ่
กายทเ่ี หมาะสม ชนั้ สามญั ขน้ึ ไป พระคณุ เจา้ กระผมหรือผม ครบั ดิฉนั ค่ะ
พระครูสัญญาบตั ร ทา่ นพระครูหรือ
NET ขอสอบ ป 51 พระครฐู านานกุ รม ท่าน
ขอ สอบออกเกยี่ วกบั การสนทนากบั พระมหาเปรียญ ท่านมหาหรอื ทา่ น กระผมหรอื ผม ครบั ดิฉัน คะ่
พระสงฆโ ดยการยกกรณศี กึ ษาคณุ ยาย พระสงฆผ์ เู้ ปน็ ญาติ หลวงลุง หลวงนา้
พาหลานสาวไปตกั บาตรบรเิ วณ หลวงพ่ี ฯลฯ กระผมหรือผม ครบั ดฉิ ัน ค่ะ
หนา บา นพระสงฆร ปู หนง่ึ เดนิ มารบั บาตร พระผู้ใหญ่ (ตามฐานะเดมิ ) กระผมหรอื ผม ครับ ดฉิ นั คะ่
คณุ ยายจงึ นมิ นตพ ระสงฆใ หม ารบั บาตร พระทวั่ ไปที่ไมม่ ี หลวงพ่อ หลวงตา
ในวนั พรงุ นดี้ ว ย พระสงฆจ ะกลา วตอบ สมณศกั ดิ์ หรอื หลวงปู่
อยางไร พระคณุ เจ้าหรอื
ท่าน
1. ครบั ผม
2. ขอบคุณโยม ๒.3 การแตง่ กายในพธิ ตี า่ งๆ
3. เจริญพร
4. อนโุ มทนา การแต่งกายเปน็ เร่ืองส�าคัญ เพราะเป็นส่ิงแรกที่สะดุดตาแก่ผ้พู บเห็น ดังนนั้ จึงควรแต่งกาย
(วเิ คราะหคาํ ตอบ การตอบรับของ ให้เหมาะสมกับโอกาสต่างๆ ในท่ีนี้จะกล่าวถึงการแต่งกายเมื่อไปพบพระท่ีวัดหรือนิมนต์พระมา
พระสงฆจะใชคําวา เจริญพร ดังนน้ั ท่ีบา้ น พึงปฏบิ ตั ิ ดงั น้ี
ขอ 3. จึงเปน คาํ ตอบทถ่ี ูกตอ ง)
๑. ควรแตง่ กายใหส้ ะอาด ความสะอาดเปน็ สิ่งส�าคญั และไม่เก่ียวกบั ความเก่า หรอื
ความใหม่ เครื่องแต่งกายท่ีใหม่อาจสกปรกได้ เครื่องแต่งกายที่เก่าและราคาถูกอาจดูสะอาดได้
เส้ือผ้าควรซกั รดี ใหเ้ รียบรอ้ ย รองเท้ากข็ ดั ใหด้ เู งางาม
๒. แต่งกายให้สภุ าพเรียบรอ้ ย สุภาพสตรีควรแตง่ กายใหร้ ัดกมุ เชน่ ไมน่ งุ่ กระโปรง
สั้นจนเกินไป ไม่ใสเ่ สื้อผ้ารัดรูปจนเกนิ ไป ไม่สวมเสื้อทค่ี อลึกจนเกินไป เปน็ ตน้
การแตง่ กายเปน็ เรอื่ งของรสนยิ ม ซงึ่ แตล่ ะคนชอบไมเ่ หมอื นกนั คนหนงึ่ วา่ อยา่ งนเี้ หมาะ
อีกคนวา่ ไมเ่ หมาะ แตจ่ ะต้องค�านึงถงึ หลักความสะอาด ความสุภาพเรยี บรอ้ ย และถกู กาลเทศะ
๑0๖
106 คูมือครู
กระตนุ ความสนใจ สาํ รวจคน หา อธบิ ายความรู ขยายความเขาใจ ตรวจสอบผล
Engage Explore
Explain
Expand Evaluate
๓. หนา้ ที่ชาวพทุ ธ กระตนุ ความสนใจ
3.๑ การปฏิบตั ติ นเป็นชาวพทุ ธที่ดีตามหลักทิศ ๖ (ทิศเบ้ืองขวา) 1. ครถู ามนักเรยี นวา
• นกั เรยี นประทบั ใจหรอื ชนื่ ชอบครู
คา� วา่ “ทศิ ” ในทน่ี มี้ ไิ ดม้ คี วามหมายในทาง คนใดเปนพเิ ศษ เพราะเหตุใด
• นักเรียนมีวิธีการปฏิบัติตอครู
ภูมศิ าสตร์ แตห่ มายถึง บคุ คลประเภทต่างๆ ท่ี อยา งไร เพอ่ื การเปน ศษิ ยท ี่ดี
(แนวตอบ ต้ังใจเรียน เชื่อฟง คํา
เราต้องเกี่ยวข้องสัมพันธ์ทางสังคมดุจทิศที่อยู่ ส่ังสอนของครู เปนคนดี
มคี ณุ ธรรม นาํ ความรูไป
รอบตวั ซงึ่ มอี ยู่ ๖ ทศิ ได้แก่ ทศิ เบ้ืองบน ทิศ ชวยเหลือผอู น่ื ฯลฯ)
เบ้ืองหน้า ทศิ เบื้องขวา ทิศเบ้อื งหลงั ทศิ เบื้อง 2. ครูเลา ความรูสกึ ของตนเองทีม่ ีตอ
ลกู ศิษย
ซา้ ย และทศิ เบอ้ื งลา่ ง ในท่นี จ้ี ะกลา่ วถงึ เฉพาะ
สาํ รวจคน หา
ทิศเบอื้ งขวา คอื ครู อาจารย์ ดังนี้
๑) การปฏบิ ตั ติ นตอ่ คร ู อาจารย์ นักเรียนสอบถามการปฏิบัติตน
มวี ิธกี ารปฏิบตั ิ ดังนี้ เปนชาวพุทธท่ีดีในโอกาสตางๆ จาก
ผูปกครองหรือผูอาวุโสในทองถ่ินเพ่ือ
๑. ลุกขึ้นตอ้ นรับ นํามาเลา ใหเพื่อนฟง
๒. เขา้ ไปหาเพอื่ คอยรบั ใชห้ รอื ครูอาจารย์มีหน้าท่ีในการอบรมส่ังสอนให้ศิษย์เป็นคนดี อธบิ ายความรู
มคี วามรู้
รบั ค�าแนะน�า 1. ครตู ง้ั ประเด็นใหน กั เรียนชว ยกนั
อภิปรายวา “ครูดใี นดวงใจของ
๓. ใฝ่ใจเรยี น นักเรียนเปนอยางไร” ใหน ักเรยี น
๔. ปรนนิบตั ิ สรปุ เปนผังความคิดบนกระดาน
๕. เรียนศลิ ปวทิ ยาดว้ ยความตง้ั ใจ 2. ครเู ลา ใหน กั เรยี นฟง ถงึ “ศษิ ยด ที คี่ รู
๒) การปฏิบตั ิตนตอ่ ศิษย์ ครู อาจารย์ ย่อมอนเุ คราะห์ศิษย์ ดงั นี้ ประทับใจ”
๑. ฝึกฝนแนะนา� ให้เป็นคนดี ๔. ยกย่องใหป้ รากฏในหม่คู ณะ
3. นักเรียนศึกษาการปฏิบัติตนตาม
๒. สอนให้เขา้ ใจแจ่มแจง้ ๕. ใหค้ วามค้มุ ครองปกปอ้ ง พุทธปณิธาน 4 ของพระพุทธเจา
ครถู ามคาํ ถาม
๓. สอนศิลปวิทยาใหส้ นิ้ เชิง ในสง่ิ ท่ถี ูกต้องเหมาะสม • ทาํ ไมพระพุทธเจาจงึ ทรงตงั้
พทุ ธปณิธาน 4
3.๒ การปฏบิ ตั ติ นตามพุทธปณิธาน 4 (แนวตอบ เพื่อจะไดแนพระทัยวา
พระพทุ ธศาสนามน่ั คงมผี สู บื ทอด
พทุ ธปณิธาน คือ ความตัง้ พระทยั ของพระพุทธเจ้า โดยเมอื่ ตง้ั แต่พระองคบ์ รรลพุ ระสมั มา- เผยแผอ ยา งถกู ตอง)
สัมโพธิญาณใหม่ๆ มีพญามารนามว่า “วสวัตตี” ได้มาทูลอาราธนาให้เสด็จดับขันธ์ปรินิพพาน • พทุ ธศาสนกิ ชนมหี นา ทป่ี ฏบิ ตั ติ าม
พระพทุ ธองคต์ รสั วา่ ตราบใดทพ่ี ระพทุ ธศาสนายงั ไมม่ นั่ คงแพรห่ ลาย พระองคจ์ ะไมเ่ สดจ็ ดบั ขนั ธ-์ พทุ ธปณธิ าน 4 อยางไร
ปรนิ ิพพาน เม่อื พญามารกราบทูลถาม พระองคจ์ ึงตรสั วา่ พระองค์จะเสด็จดับขันธ์ปรินพิ พานเม่ือ (แนวตอบ เชน ศกึ ษาพระไตรปฎ ก
พุทธบรษิ ทั ทัง้ ๔ (ภกิ ษุ ภกิ ษณุ ี อบุ าสก อุบาสกิ า) มีคุณสมบตั ิดงั ตอ่ ไปน้ี นาํ คาํ สอนไปปฏบิ ตั ิ ปกปอ งพระ-
ศาสนา ฯลฯ)
๑07
คูมอื ครู 107
นักเรียนควรรู @ มมุ IT
วสวัตตี เทวกษัตริยผูปกครองฝายมาร กอนเสวยชาติเปน ศกึ ษาเรอื่ งราวของพญามารเพมิ่ เตมิ
พญามารไดเกิดเปนมนุษย หลังจากถูกประหารชีวิตได ไดจาก http://www.dhammatan.
เวียนวายในสังสารวัฏมาชานาน มีจิตริษยาพระพุทธเจาที่ net/2011/02/ เรื่องราวของพญามาร
มาตรัสรกู อน จงึ ตามขัดขวางตางๆ แตม ไิ ดลว งเกนิ บาปหนกั
กระตุนความสนใจ สํารวจคนหา อธบิ ายความรู ขยายความเขา ใจ ตรวจสอบผล
Explain Expand
Engage Explore Evaluate
อธบิ ายความรู (ยอ จากฉบับนกั เรยี น 20%)
1. ครตู ้ังประเด็นอภปิ ราย ● ศกึ ษาพระธรรมจนมคี วามร้แู ตกฉาน
• การจะเปน พหูสตู ไดจ ะตอง ● ปฏบิ ตั ิตามท่ีได้ศึกษามาจนบรรลุผลแห่งการปฏบิ ตั ิ ตามความสามารถ
ปฏบิ ตั ติ นอยา งไร ● มีความสามารถในการถ่ายทอด เผยแผใ่ ห้คนอ่นื ไดร้ ตู้ าม
(แนวตอบ ฟงมาก อา นมาก มี ● ก�าจัดปรัปวาท (อ่านว่า ปะ-รับ-ปะ-วาด คือ การกล่าวร้าย เข้าใจผิดต่อพระศาสนา)
ความจาํ ดี จดจําส่ิงตา งๆ ไดด ี ใหร้ าบคาบ โดยชอบธรรม
และนาํ ไปใชในการดาํ เนินชีวิต เม่อื พระพุทธเจ้าทรงมีพระชนมาย ุ ๘๐ พรรษา พญามารได้มาทวงสัญญาจากพระพุทธองค์
ได) ว่า บัดนี้พระพุทธศาสนาได้แพร่หลายมั่นคงแล้ว พุทธบริษัททั้ง ๔ มีคุณสมบัติครบถ้วนตาม
พุทธปณิธานแล้ว ขออาราธนาให้เสด็จดับขันธปรินิพพานเถิด พระพุทธองค์จึงทรงรับอาราธนา
2. ใหน กั เรยี นชว ยกนั ยกตวั อยา งบคุ คล แล้วทรง “ปลงอายุสังขาร” (ตัดสินพระทยั กา� หนดวันปรินพิ พาน) วา่ อกี สามเดอื นถดั ไป พระองค์
สําคัญท่ีมีวิถีการปฏิบัติตนตาม จะเสด็จดบั ขนั ธปรินิพพาน ดังท่ที ราบกนั ดีแล้ว
หลักพุทธปณิธาน 4 พรอมบอกวิธี การปฏิบัติตนตามพทุ ธปณธิ านก็คือ พทุ ธศาสนกิ ชนจะตอ้ งปฏิบตั ิ ดังนี ้
การปฏบิ ตั แิ ละผลทไี่ ดร บั ตอ ตนเอง ๑. ศึกษาพุทธวจนะในพระไตรปิฎกใหเ้ ขา้ ใจ อยา่ งน้อยต้องเข้าใจวา่ พระพทุ ธศาสนา
และสงั คมสวนรวม สอนอะไร หลักค�าสอนท่ีเป็นแก่นหรือสาระส�าคัญของพระพุทธศาสนาคืออะไรบ้าง วิธีท่ีจะเข้าใจ
พระพุทธศาสนาอย่างลึกซึง้ จะต้องปฏบิ ัตติ ามขัน้ ตอนของ “หลกั พหสู ูต” ดงั นี้
ขยายความเขาใจ
● ฟังมาก คือ อ่าน ฟัง ศึกษาข้อมูลรายละเอียดต่างๆ ให้มากท่ีสุดเท่าที่จะ
นกั เรยี นรวมกนั วเิ คราะหวา มากได้ เชน่ เปน็ ภิกษตุ ้องศกึ ษานกั ธรรม ตร ี โท เอก และบาลตี ัง้ แต่เปรียญ ๓ ประโยค ถึงเปรยี ญ
• สามารถนําหลักพุทธปณิธาน 4 ๙ ประโยค หรือไม่ก็ศึกษานอกระบบด้วยตนเอง จนมีความเข้าใจพระพุทธศาสนาเป็นอย่างด ี
เป็นต้น ถ้าเป็นคฤหัสถ์ เช่น นักเรียน นักศึกษาก็ตั้งใจศึกษาพระพุทธศาสนาตามหลักสูตรการ
ไปปฏิบัติไดอยางไร และผล ศึกษาในโรงเรียน หรือศึกษาธรรมศึกษา ตรี โท เอก หรือเข้าวัดสดบั พระธรรมเทศนา หรอื อ่าน
ท่ีไดรับจากการปฏิบัติจะเปน ต�ารบั ต�าราทางพระพุทธศาสนา จนเข้าใจด ี เป็นต้น
อยางไร
(แนวตอบเปน ผใู ฝศ กึ ษาหาความรู ● จา� ได ้ เมอ่ื ฟงั อา่ น หรอื ศกึ ษาแลว้ ใหก้ า� หนดจดจา� ใหไ้ ด ้ เพอ่ื จะไดน้ า� ไปถา่ ยทอด
ขยันอานหนังสือ คนควาขอมูล ให้คนอ่ืนเข้าใจตาม การจ�าน้ีมิได้หมายความว่าให้จ�าท้ังหมดท่ีได้ฟัง ได้อ่าน หรือได้ศึกษามา
ตา งๆ และสามารถถายทอดให แต่ให้จา� ประเด็นหลกั หรอื สาระส�าคัญให้ไดเ้ ทา่ นนั้
ผูอื่นฟงได ผลที่ไดรับ เชน เปน
ผมู ีความรู เปนที่รกั ของผูอน่ื ) ● คลอ่ งปาก ประเด็นไหนมีความสา� คญั มาก ก็ให้ท่องจนคล่องปาก ทา� นองทอ่ ง
บทอาขยาน เช่น ท่อง “โอวาทปาฏโิ มกข์” หรือพทุ ธวจนะส�าคญั ๆ เพ่อื น�าไปใช้ได้อย่างคลอ่ งแคล่ว
● เจนใจ บางเร่ืองท่องได้คล่องปากแล้ว ก็น�ามาขบคิดให้เกิดความกระจ่าง
จนสามารถมองเห็นภาพในใจ เวลาอธิบายใหค้ นอน่ื ฟังกอ็ ธบิ ายได้ทันท่วงที
● นา� ไปประยกุ ต์ได้ เมอื่ ฟงั มาก จา� ได้ คล่องปาก และเจนใจแล้ว เวลาจะน�าไป
ใช้ เชน่ นา� ไปสอน ไปอธบิ ายใหผ้ ู้อน่ื เข้าใจ กไ็ ม่จ�าเปน็ ต้องคัดลอกคา� พดู จากตา� รา แตส่ ามารถใช้
คา� พูดหรือวธิ กี ารอธิบายของตนเองได ้ เพราะได้มีความรแู้ ตกฉานดแี ลว้ ผ้ทู ฝ่ี กึ ฝนจนถงึ ข้ันนแี้ ลว้
108 ยอ่ มสามารถแตกหน่อออกเป็นแนวคดิ ใหม่ๆ ทคี่ ล้ายกันหรือต่างจากเดมิ ได้อกี มาก
108 คูม ือครู
กระตนุ ความสนใจ สาํ รวจคน หา อธบิ ายความรู ขยายความเขา ใจ ตรวจสอบผล
Engage
Explore Explain Expand Evaluate
๒. เมอ่ื ศกึ ษาพระพทุ ธศาสนาจนเปน็ พหสู ตู แลว้ ตอ้ งนา� เอาทฤษฎคี วามรนู้ น้ั มาปฏบิ ตั ิ กระตนุ ความสนใจ
จนได้รับผลจากการปฏิบัติด้วย เช่น ทราบว่าพระพุทธศาสนาสอนไม่ให้เห็นแก่ตัว ให้เสียสละ
กพ็ ยายามปฏบิ ตั ติ นใหไ้ ด้ เปน็ คนไมเ่ หน็ แกต่ วั และเสยี สละตอ่ สว่ นรวมอนั จะเปน็ ตวั อยา่ งแกค่ นอนื่ นักเรียนดูภาพและใหชวยกันบอก
หรือทราบว่าพระพุทธศาสนาต�าหนิการพนันว่าเป็นอบายมุข (ทางแห่งความเสื่อม) ก็พยายาม วธิ ีการแสดงตนเปน พุทธมามกะ
หลีกเล่ยี ง ไม่มวั เมาหมกม่นุ ในอบายมขุ เปน็ ตน้ ครใู ชค าํ ถามกระตุนนักเรียนวา
๓. เรยี นรู้และปฏิบตั ไิ ดต้ ามที่รู้ นับว่าเป็นพุทธศาสนกิ ชนท่ดี ีในระดบั หน่ึง แต่ถา้ จะให้ • ทําไมโรงเรยี นจงึ ตองจัดพิธี
ดีกว่าน้ันต้องสามารถน�าไปถ่ายทอดให้คนอ่ืนเข้าใจด้วย คือ ท�าหน้าที่เป็นมัคคุเทศก์ชี้ทางเดิน ใหน กั เรียนไดแสดงตนเปน
แก่คนอ่ืนว่า ทางน้ีเป็นทางเส่ือมไม่ควรเดินตาม ทางน้ีเป็นทางแห่งความเจริญ การด�าเนินตาม พุทธมามกะ
ค�าสอนค�าชี้แจงของผู้ท่ีท�าได้ตามค�าสอน ย่อมมีความศักด์ิสิทธิ์หรือมีน้�าหนัก จึงควรฟังและ (แนวตอบ เพอ่ื ใหน กั เรียนได
ปฏบิ ัติตาม แสดงตนเปน พุทธศาสนิกชนทีด่ ี
เลื่อมใสในพระพทุ ธศาสนา เพอ่ื
๔. ปกปอ้ งพระพทุ ธศาสนา เมือ่ มีการกลา่ วจว้ งจาบให้รา้ ยป้ายสีพระพุทธ พระธรรม ใหเ กิดความเขา ใจและซาบซึง้
และพระสงฆ์ หรือพระพุทธศาสนาโดยส่วนรวม พุทธศาสนิกชนจะต้องร่วมมือร่วมใจกันแก้ไขให้ ในหลักธรรมคําสอนและนาํ ไป
ความขดั แย้งนั้นๆ ลุล่วงไป ปฏบิ ัติ)
3.3 การแสดงตนเป็นพทุ ธมามกะ เกร็ดแนะครู
คนไทยผยู้ งั มไิ ดบ้ วชเปน็ สามเณรหรอื เปน็ ภกิ ษุ ควรแสดงตนเปน็ พทุ ธมามกะ “พทุ ธมามกะ” ครูอธิบายเพ่ิมเตมิ ถงึ ความเปน มา
แปลว่า “ผู้นับถอื พระพุทธเจ้าเป็นของตน” คอื นบั ถอื พระพทุ ธศาสนาอยา่ งแท้จรงิ ไม่ละท้งิ นน่ั เอง ของพิธีพทุ ธมามกะ เกิดข้ึนในสมยั
ร. 5 ซง่ึ ในขณะน้นั ความนิยมในการ
เมื่อจะเดินทางไปอยู่ต่างประเทศเป็นเวลานาน การแสดงตนเป็นพุทธมามกะ เป็นการแสดงการยอมรับ บวชเณรลดลง นยิ มสงบตุ รหลานไป
กค็ วรแสดงตนเปน็ พทุ ธมามกะกอ่ นจะไป เพราะ นับถือพระพทุ ธศาสนาเป็นแนวทางในการด�าเนนิ ชีวติ เรยี นตา งประเทศ พระองคท รงกังวล
นอกจากเป็นการประกาศย้�าความเป็นพุทธ- วาเดก็ ๆ จะไมมคี วามรูสึกทด่ี ีตอ
ศาสนิกชนที่ดี เป็นระเบียบพิธีแล้ว ยังถือว่า ๑09 พระพทุ ธศาสนา จงึ โปรดใหพ ระโอรส
สามารถป้องกันภยนั ตรายตา่ งๆ ได้ด้วย ของพระองคท รงปฏญิ าณพระองคเ ปน
ผูน ับถอื พระพุทธศาสนา และ ร.6
สถานท่ีท�าพิธีควรเป็นพระอุโบสถ ถ้ามิใช่ เปน พระภกิ ษรุ ปู แรกทป่ี ฏญิ าณพระองค
พระอุโบสถ สถานที่ท�าพิธีควรมีพระพุทธรูป ตามธรรมเนยี มท่ีทรงตง้ั ขนึ้ ใหม และ
แจกนั สา� หรับปกั ดอกไม้ เชิงเทยี น กระถางธูป ปฏิบัติสืบตอ มา
สายสญิ จน์ ๑ กลุม่ (ส�าหรับวงรอบพระพุทธรปู
พระสงฆถ์ อื และคลอ้ งตวั ผแู้ สดง) บาตรนา้� มนต์ @ มมุ IT
มนี า�้ เตม็ เทยี นนา�้ มนต์ (หนกั ๖ สลงึ ไส้ ๙ เสน้ )
๑ เล่ม ธูปเทียนบูชาพระรัตนตรัย (เทียน ๒ ศึกษาคนควา ขอ มูลเพ่ิมเตมิ
ธปู ๓) และพระภิกษุต้ังแต่ ๔ รปู ขนึ้ ไป ประชมุ เก่ียวกบั การแสดงตนเปน
กันในสถานทีน่ ั้น นั่งลอ้ มวงผู้แสดงตน พุทธมามกะ ไดท ่ี http:www.
onab.go.th/index.php เว็บไซต
สาํ นักงานพระพทุ ธศาสนาแหงชาติ
คูม ือครู 109
กระตนุ ความสนใจ สาํ รวจคน หา อธบิ ายความรู ขยายความเขา ใจ ตรวจสอบผล
Explore Explain
Engage Expand Evaluate
สํารวจคน หา (ยอจากฉบับนกั เรียน 20%)
นกั เรยี นศกึ ษาขน้ั ตอนการแสดงตน ผู้แสดงตนเป็นพุทธมามกะจุดธูปเทียนบูชาพระรัตนตรัย แล้วจุดเทียนน้�ามนต์ปักไว้ที่
เปน พทุ ธมามกะ และไปทาํ พธิ แี สดงตน ขอบปากบาตร ยกประเคนบาตรเสร็จแลว้ จึงอาราธนาศีล ๕ ดว้ ยตนเอง เมือ่ รับไตรสรณคมน์และ
เปน พทุ ธมามกะทว่ี ดั ใกลโ รงเรียน ศลี เสรจ็ ตอนจบศีลใหว้ ่า
ตวั แทนนกั เรียนไปจัดเตรยี มสถานท่ี
และอุปกรณต างๆ ใหพรอ ม “อมิ านิ ปญั จะ สกิ ขาปะทานิ สะมาทยิ าม”ิ (๓ หน) เสรจ็ แลว้ กราบ ๓ หน ตอ่ จากนนั้ แสดงตน
เป็นพทุ ธมามกะ ต่อหน้าพระสงฆ์
อธิบายความรู
ค�ากลา่ วแสดงตนเปน็ พุทธมามะกะ
นักเรียนทําพิธีแสดงตนเปนพุทธ- พุทธัง ชีวิตัง ยาวะนิพพานัง สะระณัง คัจฉามิ ข้าพเจ้าขอถึงพระพุทธเจ้าเป็น
มามกะ และรวมกันสรปุ ความสาํ คัญ สรณะท่ีพ่ึงท่รี ะลึกตลอดชวี ติ ตลอดถึงพระนฤพาน
ธัมมงั ชีวติ งั ยาวะนพิ พานัง สะระณงั คัจฉามิ ขา้ พเจ้าขอถึงพระธรรมเปน็ สรณะ
นักเรยี นควรรู ทีพ่ ึง่ ทีร่ ะลึกตลอดชีวิต ตลอดถงึ พระนฤพาน
สังฆัง ชวี ติ ัง ยาวะนิพพานัง สะระณงั คจั ฉามิ ข้าพเจ้าขอถึงพระสงฆเ์ ป็นสรณะ
จตุปจ จยั ไทยธรรม ปจจัย หมายถงึ ท่ีพงึ่ ท่ีระลึกตลอดชีวติ ตลอดถึงพระนฤพาน
ส่ิงของเคร่ืองใชที่จําเปนสําหรับดํารง พทุ ธะมามะโกติ (พทุ ธะมามิกา สา� หรับผู้หญิง) มงั สงั โฆ ธาเรตุ ขอพระสงฆจ์ งจ�า
ชีพของภกิ ษสุ ามเณร มี 4 อยางจึงได ขา้ พเจ้าไว้วา่ เปน็ พุทธมามกะ ผู้นบั ถือซึ่งพระพทุ ธว่าเป็นของๆ ขา้ พเจา้
ช่อื วา จตุปจจัย หรือปจจยั 4 ธัมมามะโกติ (ธัมมะมามกิ า ส�าหรับผูห้ ญงิ ) มัง สังโฆ ธาเรตุ ขอพระสงฆ์จงจ�า
ขา้ พเจ้าไว้วา่ เป็นธมั มมามกะ ผ้นู ับถือซึง่ พระธรรมวา่ เป็นของๆ ขา้ พเจา้
1. จีวร คอื เคร่อื งนงุ หม ไดแก สงั ฆะมามะโกติ (สังฆะมามิกา สา� หรบั ผ้หู ญิง) มงั สังโฆ ธาเรตุ ขอพระสงฆจ์ งจา�
ไตรจวี ร ผา หม ผา อาบนา้ํ ฝน ข้าพเจา้ ไวว้ ่า เปน็ สงั ฆมามกะ ผนู้ ับถือซึง่ พระสงฆว์ ่าเปน็ ของๆ ขา้ พเจ้า
อิมาหัง ภะคะวา อัตตะภาวัง ตุมหากัง ปะริจจะชามิ ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า
2. บิณฑบาต คือ อาหาร ไดแ ก ขา ว ขา้ พเจา้ ขอสละอตั ตภาพรา่ งกายนแ้ี ดพ่ ระองค์ (วา่ บทนท้ี งั้ คา� แปล ๓ หน) เสรจ็ แลว้ กราบ
นา้ํ ผลไม เปน ตน ๓ หน
3. เสนาสนะ คอื ทน่ี อน ทนี่ ง่ั คอื กฏุ ิ จากน้ันอาราธนาพระปริตรต่อไป พระสงฆ์เอาสายสิญจน์คล้องตัวผู้แสดงตนแล้วเจริญ
ศาลา เตียง ต่งั หมอน เปน ตน พระพุทธมนต์ จบแล้วหัวหน้าสงฆ์อาบน�้ามนต์ให้ พระภิกษุนอกน้ันสวดชะยันโต ฯลฯ ต่อด้วย
สพั เพ พทุ ธา ฯลฯ รกั ขัง พนั ธามิ สัพพะโส ๓ หน
4. คลิ านเภสชั คอื ยารกั ษาโรค
ปจ จยั เหลา นเ้ี ปน ของควรถวายหรอื ผู้แสดงตนถวายจตุปัจจัยไทยธรรม แล้วพระสงฆ์สวดอนุโมทนา ผู้แสดงตนกรวดน�้าเป็น
เปน ของทสี่ ามารถถวายภกิ ษสุ ามเณร อนั เสรจ็ พธิ ี
ได จึงเรียกอีกอยางหนึ่งวา ปจจัย
ไทยทาน ๑๑0
ในปจ จบุ นั เงนิ ทถ่ี วายพระหรอื วดั ก็
นิยมเรียกวาปจจัย เพราะสามารถนํา
ไปใชสอยซือ้ หาปจจยั 4
สว นเครอื่ งไทยธรรม คอื วตั ถสุ งิ่ ของ
ตางๆ ท่ีสมควรถวายแดพระสงฆ
เรียกวา ไทยทานหรือวัตถุทานก็ได
ไดแก ปจจัย 4 คือ อาหาร เคร่ือง
นุงหม เคร่อื งประกอบทอ่ี ยอู าศัย และ
ยารักษาโรค
@ มมุ IT
นักเรียนศึกษาพธิ กี ารแสดงตนเปน พุทธมามกะ ไดท่ี
www.youtube.com คน หาคําวา พิธแี สดงตนเปน พุทธมามกะ
110 คมู ือครู
กระตนุ ความสนใจ สํารวจคน หา อธบิ ายความรู ขยายความเขา ใจ ตรวจสอบผล
Explain
Engage Explore Expand Evaluate
àÊÃÔÁÊÒÃÐ ¡ÒÃà¢า้ พรรÇ‹ ะมพพทØ ิ¸¸ีกÈรรามส่·นÒา§ อธบิ ายความรู
พิธีกรรมทางพระพุทธศาสนา เป็นกิจกรรมที่ส่ือให้เห็นหนทางแห่งความสบายใจและมีก�าลังใจ ครูสุมนักเรียน 2-3 คน เลาถึงการ
ที่จะดา� เนนิ ชวี ติ ต่อไป พิธีกรรมตา่ งๆ ท่จี ดั ขึ้น นอกจากจะมรี ะเบยี บข้นั ตอนต่างๆ ทต่ี อ้ งถือปฏบิ ตั ิแล้ว เขารวมพิธีกรรมทางพระพุทธศาสนา
ยงั มปี รชั ญาแฝงเอาไวใ้ นพธิ กี รรมนน้ั ดว้ ย ซงึ่ จะทา� ใหเ้ ราซมึ ซบั หลกั ธรรมเหลา่ นน้ั ไวโ้ ดยไมร่ ตู้ วั พธิ กี รรม ของตนเอง บอกชว งเวลา สถานท่ี วธิ ี
จึงเปรียบเหมือนเคร่ืองมือในการน�าคนเข้าสู่พระศาสนา ดังนั้น พุทธศาสนิกชนควรหาโอกาสเข้าร่วม การปฏิบตั ิ และถามวา
พิธีกรรมทางพระพทุ ธศาสนาอย่างสม่�าเสมอ ซึง่ จะทา� ให้จติ ใจอ่อนโยน
• การเขารวมพิธีกรรมทางศาสนา
หลกั การปฏบิ ตั ติ นทสี่ า� คญั ในการเขา้ รว่ มพธิ กี รรมทางพระพทุ ธศาสนา เชน่ พธิ ที า� บญุ พธิ ที อดกฐนิ มคี วามสําคญั อยางไร
พธิ เี ขา้ พรรษา พธิ ถี วายเทยี นพรรษา เปน็ ตน้ เราควรมคี วามพรอ้ มทง้ั กาย วาจา และใจ คอื มคี วามเตม็ ใจ (แนวตอบเชน ไดเ รยี นรเู ขา ใจหลกั
ในการเข้ารว่ มปฏบิ ัติ พยายามสา� รวมกิริยาวาจาและใจ ให้มคี วามสงบ มุ่งประโยชนข์ องพระศาสนาเปน็ ธรรมมากข้ึน มีจิตใจออนโยน
ส�าคญั จึงจะท�าใหก้ ารเขา้ ร่วมพธิ ีกรรมนน้ั สมั ฤทธิผ์ ล คอื ไดป้ ระโยชนท์ งั้ ตอ่ ตนเองและต่อพระศาสนา มีเมตตา ทาํ ใหจ ิตใจสงบ ฯลฯ)
การจดั พิธกี รรมทางศาสนาทีถ่ กู ต้อง โดยพจิ ารณาตามองคป์ ระกอบ ดงั ต่อไปนี้
นกั เรยี นควรรู
๑. ถูกต้องตามหลักศาสนา การประกอบพิธีกรรมต่างๆ ท่ีจัดข้ึนมีความมุ่งหมายอย่างไร และ
จัดตรงจุดมุ่งหมายหรือวิธีปฏิบัติทางศาสนาหรือไม่ พิธีเหล่าน้ีถ้าหากมาจากพระวินัยที่พระพุทธเจ้า ตาํ นา้ํ พรกิ ละลายแมน า้ํ การกระทาํ
บัญญัตขิ นึ้ ก็ไมต่ ้องแกไ้ ขและไมต่ อ้ งมพี ธิ รี ตี องมาก เช่น พธิ บี รรพชา พธิ อี ุปสมบท พิธีกฐนิ เปน็ ตน้ การท่ีไมเหมาะสมหรือไมสมดุลกัน
แต่ก็ไม่ไดห้ ้ามให้มีพธิ รี ีตองถา้ ตอ้ งการ เช่น การท�าขวญั นาค แหอ่ งคก์ ฐิน เป็นตน้ มีการใชจายทรัพยลงทุนไปในทางท่ี
ไมเกิดประโยชน เชน ลงทุนเล็กนอย
๒. ประหยัด การประกอบพิธีกรรมทางศาสนาจึงต้องเน้นเร่ืองการประหยัดเงิน มิเช่นน้ันจะเข้า เพ่ือทํางานใหญ ซึ่งตองใชเงินมากๆ
ทา� นอง “ตา� นา้� พรกิ ละลายแมน่ า�้ ” จดุ ประสงคข์ องการประหยดั ไมใ่ ชต่ ระหนถ่ี เี่ หนยี ว แตค่ วรจดั สง่ิ ใดกต็ าม ยอมไมอาจสําเร็จไดงาย ตองสูญทุน
ให้พอสมควรไม่เกนิ กา� ลงั ของตน ไปเปลาๆ
๓. คา� นึงถึงประโยชน์ คอื ค�านึงถึงประโยชนแ์ ห่งคณุ ความดีของพระศาสนา ไม่ใช่จัดส่งิ ใดก็เพอ่ื
ประชนั ขันแขง่ กนั หรือจดั เพอื่ ใหม้ ีหน้ามีตาในสังคม ควรจดั เพอ่ื การกุศลจรงิ ๆ
๔. ไมข่ ดั กบั ประเพณนี ยิ ม พธิ กี รรมบางขนั้ ตอนสามารถตดั ออกไดก้ ค็ วรตดั หากไมข่ ดั กบั ประเพณี
นยิ ม และชว่ ยใหป้ ระหยดั รวมถึงได้ประโยชน์เท่าเดมิ
พุทธศาสนิกชนท่ีดีพึงหา ๑๑๑
โอกาสเข้าร่วมกิจกรรมทาง
พระพทุ ธศาสนาตามโอกาส
อนั ควร
คมู อื ครู 111
กระตนุ ความสนใจ สาํ รวจคน หา อธบิ ายความรู ขยายความเขา ใจ ตรวจสอบผล
Explain Expand
Engage Explore Evaluate
อธิบายความรู (ยอจากฉบับนักเรยี น 20%)
1. ครูใหนักเรียนรวมกันอภิปรายถึง 3.4 การศึกษาเรียนรอู้ งค์ประกอบของพระพุทธศาสนาเพือ่ ปฏิบัต ิ
แนวทางการเผยแผพ ระพทุ ธศาสนา และเผยแผ่
2. ครูกลาวถึง ชมรม สมาคม องคก ร การเผยแผ่พระพุทธศาสนานั้น เป็นหน้าที่ของพระภิกษุสงฆ์ แต่ชาวบ้านทั่วไปก็สามารถ
ตางๆ ที่เกี่ยวของกับพระพุทธ- ทา� หนา้ ทนี่ ไ้ี ด้ โดยทา� ใหช้ าวตา่ งชาตหิ รอื ชาวไทยทนี่ บั ถอื ศาสนาอนื่ รแู้ ละเขา้ ใจในพระพทุ ธศาสนา
ศาสนา ยกตัวอยางผลงาน เชน อย่างถ่องแท้ ดว้ ยการอธิบายองค์ประกอบ ๓ ประการ ของพระพุทธศาสนา ดงั น้ี
ชมรมยุวพทุ ธ พุทธสมาคม ครถู าม
นักเรียนวาเปนสมาชิกของชมรม ๑) พระพุทธเจ้า เราอาจแนะน�าผู้อ่ืนให้รู้จักความจริงเบื้องต้นเกี่ยวกับพระพุทธเจ้า
สมาคมหรอื องคกรใดบา ง
ว่า พระองค์ประสูติเป็นคนธรรมดามีเน้ือหนังมังสาเหมือนคนท่ัวไป แต่ก็เหนือกว่าคนธรรมดาที่
3. นักเรียนสนทนาถึงผลดีจากการ พระปัญญายอดเยี่ยม สามารถตรัสรู้ความจริงด้วยพระองค์เอง แล้วน�ามาสั่งสอนแก่มวลมนุษย์
รวมตวั จดั ตง้ั ชมรม สมาคม องคก าร พระองคเ์ ปน็ ผูส้ ถาปนาพระพทุ ธศาสนาเมือ่ ประมาณ ๒,๕๐๐ ปมี าแล้ว
ตา งๆ ทม่ี ตี อ สงั คมและตอ พระพทุ ธ-
ศาสนา ๒) พระธรรม เราอาจแนะน�าหลักค�าสอนพ้ืนฐานของพระศาสนาว่ามีเบญจศีลและ
(แนวตอบ ชว ยเหลือสังคม เชน
ชวยสนบั สนนุ การศึกษา) เบญจธรรม ท่สี งู ข้นึ ไปกเ็ ช่นหลกั อรยิ สจั ๔ หรืออธิบายหลกั ธรรมตา่ งๆ ทส่ี ามารถน�าไปประยกุ ต์
ใช้ในชวี ิตประจา� วนั ไดง้ า่ ย เช่น อิทธบิ าท ๔ เปน็ หลักธรรมแห่งความสา� เรจ็ พรหมวหิ าร ๔ เป็น
ขยายความเขา ใจ หลักธรรมท่สี อนใหม้ คี วามเมตตากรุณาตอ่ คนอน่ื เปน็ ตน้
1. ครูถามนักเรียนวามีวิธีการเผยแผ ๓) พระสงฆ์ เราอาจเข้าไปในวัดและแนะนา� ใหเ้ ขารจู้ กั พระสงฆผ์ ู้สละโลก ออกบวช
แ ล ะ สื บ ท อ ด พ ร ะ พุ ท ธ ศ า ส น า
อยา งไรบาง เพ่ือศกึ ษาและปฏิบตั ติ ามหลักธรรม แลว้ นา� หลกั ธรรมมาเผยแผแ่ กช่ าวบ้าน พระสงฆ์เป็นผปู้ ฏิบัติ
(แนวตอบ เชน ศึกษาหลักธรรม ชอบเพื่อเป็นตวั อย่างทดี่ แี กค่ นทวั่ ไป
นาํ ไปถา ยทอดใหค นอนื่ รบั รู และนาํ
หลกั ธรรมไปปฏบิ ตั ิ เขา รว มพธิ กี รรม ในการแนะน�าให้คนท่ีไม่รู้จักให้รู้จักพระพุทธศาสนาน้ัน ต้องระวังอยู่เสมอว่าไม่ควรใช้ค�า
ทางศาสนา ฯลฯ) หรือแสดงกิริยาที่จะเป็นเชิงดูหมิ่นศาสนาของผู้อื่น เรานับถือศาสนาของเรา เขาก็นับถือศาสนา
ของเขา เราพูดได้ว่าศาสนาของเราดอี ย่างไร แต่อย่าไปกา้ วรา้ วว่าของเขาไม่ดีอย่างไร ไม่ควรพูด
2. ครูสรางสถานการณใหนักเรียน ในลักษณะท่ีชวนให้เขามานับถือศาสนาของเรา นอกจากว่าเขาจะแสดงความสนใจและพูดเองว่า
ฝก ทาํ หนา ทเี่ ผยแผพ ระพทุ ธศาสนา อยากจะร้แู ละอยากจะเห็นมากข้นึ เราก็อาจชว่ ยเขาได้
เชน เมอื่ ชาวตา งชาติถามวา
- พระพุทธศาสนามีหลักคําสอน การเผยแผ่พระพุทธศาสนาตามโอกาสน้ัน เป็นสง่ิ ท่ีชาวพุทธทุกคนควรกระท�า แต่ตัวเราเอง
สําคัญอะไรบาง ต้องปฏิบัติตนให้เป็นชาวพุทธท่ีดีด้วย โดยการศึกษาองค์ประกอบท้ังสามให้เข้าใจเป็นอย่างดี
- การนับถือพระพุทธศาสนามี แลว้ ปฏบิ ตั ิตาม
ขอ ดอี ยางไร
- สามารถนําหลักธรรมคําสอนมา 3.๕ การศกึ ษาการรวมตัวขององคก์ รชาวพุทธ
ใชในการดําเนินชีวิตในปจจุบัน
ไดอ ยา งไร การรวมตวั ขององค์กรชาวพุทธ นอกจากการรวมตัวในรูปสถาบันคือเปน็ พทุ ธบรษิ ัท ๔ แล้ว
ผู้นับถือพระพุทธศาสนาในประเทศต่างๆ ยังมีการรวมตัวกันเป็นองค์กรต่างๆ เพ่ือสืบทอด
และเผยแผพ่ ระพทุ ธศาสนา ดงั น้ี
๑๑๒
112 คมู อื ครู
กระตนุ ความสนใจ สาํ รวจคนหา อธบิ ายความรู ขยายความเขา ใจ ตรวจสอบผล
Expand
Engage Explore Explain Evaluate
๑) ชมรม เกดิ จากการรวบรวมสมาชกิ ทมี่ คี วามสนใจในแนวเดยี วกนั ตงั้ ชมรมขนึ้ เพอ่ื ขยายความเขา ใจ
ศึกษาและปฏิบัติธรรม ชมรมมักจัดต้ังกันหลวมๆ ไม่มีการจดทะเบียน ไม่เสียค่าสมาชิก และมี 1. ครูตง้ั ประเด็นใหน กั เรียนสบื คน วา
กิจกรรมต่อเน่ือง ส่วนมากมักมีในสถาบันการศึกษาต่างๆ เช่น ชมรมพุทธศาสตร์ธรรมศาสตร์ • ถานกั เรยี นมีโอกาสเขา รว ม
ชมรมพุทธศาสตร์จฬุ าลงกรณ์มหาวทิ ยาลัย เป็นตน้ การรวมตัวเป็นชมรมมักไมย่ งั่ ยืน เลกิ ล้มงา่ ย กจิ กรรมทางพระพุทธศาสนา
เมื่อไม่มีผู้สนใจด�าเนินงานอย่างจริงจัง แต่บางชมรมก็พัฒนาเป็นสมาคมท่ีท�าหน้าที่ในการ นักเรียนเลอื กเขารวมกจิ กรรม
เผยแผ่พระพุทธศาสนาได้อย่างกว้างขวาง เช่น ชมรมเทววิทยากรุงลอนดอน ได้กลายเป็น กับหนวยงานใด เพราะเหตใุ ด
พทุ ธสมาคมกรงุ ลอนดอน ประเทศองั กฤษ เปน็ ตน้ (แนวตอบ นักเรียนสามารถตอบ
ไดอ ยา งหลากหลายตามความ
๒) สมาคม องคก์ รชาวพทุ ธทเ่ี ปน็ สมาคมบางส่วนเตบิ โตขึน้ มาจากชมรม บางส่วนก็ ถนัดและโอกาสของแตละคน
เชน เขา รว มกจิ กรรมกบั ยวุ พทุ ธกิ -
เร่ิมต้นเป็นสมาคมเลย สมาคมในประเทศตะวันตก เท่าท่ีทราบไม่จ�าเป็นต้องจดทะเบียน แต่ใน สมาคมแหงประเทศไทยใน
ประเทศไทยต้องจดทะเบยี นเป็นสมาคม อย่ภู ายใตก้ ารก�ากับดแู ลของกระทรวงมหาดไทย และจะ พระบรมราชูปถมั ภ โดยการ
ตอ้ งแจง้ วัตถปุ ระสงค์ว่าจดั ตงั้ ขนึ้ เพอ่ื ศกึ ษาและเผยแผ่พระพทุ ธศาสนา เพ่อื ทา� สาธารณประโยชน์ เขา รว มกจิ กรรมของสมาคม เชน
โดยไม่เก่ียวข้องกบั การเมอื ง เขา คา ยพทุ ธบตุ รเพอ่ื ชวี ติ ใหมใ น
ชว งปด เทอม เพอื่ ศกึ ษาหลกั ธรรม
สมาคมพระพุทธศาสนาที่มีช่ือว่า “พุทธสมาคม” น้ัน เป็นองค์กรท่ีแพร่หลายทั้งใน และปฏิบัติวปิ สสนากรรมฐาน
ประเทศไทยและตา่ งประเทศ ทง้ั ในประเทศตะวนั ออกและประเทศตะวนั ตก บางสมาคมกท็ า� ประโยชน์ เพอื่ สามารถนาํ หลกั ธรรมคาํ สอน
ในการใหก้ ารศกึ ษาและเผยแผพ่ ระพทุ ธศาสนาอยา่ งกวา้ งขวาง สา� หรบั ประเทศไทยกม็ พี ทุ ธสมาคม เหลา น้นั ไปใชในการดําเนนิ ชวี ิต
ที่กรงุ เทพมหานครและประจา� จังหวดั ทกุ จังหวัด รวมทัง้ ยังมี “ยวุ พุทธิกสมาคมแห่งประเทศไทย” ประจาํ วนั อยางถูกตอ ง)
ทบ่ี รหิ ารโดยกรรมการชาวพทุ ธวยั หนมุ่ สาวอกี ดว้ ย ซงึ่ พอจะกลา่ วไดว้ า่ การรวมตวั เปน็ พทุ ธสมาคม นกั เรยี นสรปุ สาระสาํ คญั แลว นาํ เสนอ
และยวุ พุทธิกสมาคมนั้น สามารถทา� ประโยชน์ในการเผยแผพ่ ระพุทธศาสนาไดพ้ อสมควร ในชน้ั เรียน
นอกจากนี้ มบี างสมาคมเนน้ การเผยแผ่พระพุทธศาสนาในดา้ นต�ารา คือ ผลิตต�ารา 2. ใหนักเรียนคนควาบทบาทหนาท่ี
ให้คนได้ศึกษาเพื่อเข้าถึงพระพุทธศาสนา ที่ควรกล่าวถึง คือ “สมาคมบาลีปกรณ์” (Pali Text และความสําคัญขององคการพุทธ-
Society) กรงุ ลอนดอน กอ่ ตง้ั โดยสองสามภี รรยา คอื นายและนางรสิ เดวดิ ส์ เมอื่ พทุ ธศตวรรษที่ ๒๕ ศาสนิกสัมพันธแหงโลก และสรุป
เม่อื นายรสิ เดวิดส์ กลบั จากศกึ ษาหลกั ธรรมทป่ี ระเทศศรลี ังกา ได้น�าคมั ภีรพ์ ระไตรปฎิ กกลบั ไป ลงในกระดาษ A4
ยังประเทศอังกฤษและได้ร่วมกับภรรยาถอดพระไตรปิฎกจากอักษรสิงหลสู่อักษรโรมัน พิมพ์เป็น
เล่มและแปลเป็นภาษาอังกฤษ โดยได้รับความร่วมมือจากนักปราชญ์สาขาภาษาบาลี สันสฤต
จากมหาวิทยาลัยออกซฟอร์ดและเคมบริดจ์ช่วยแปล แล้วก็พิมพ์เผยแผ่กันไปจนจบท้ังสามปิฎก
ซ่ึงพระไตรปิฎกแปลฉบับภาษาอังกฤษนี้ แปลจบก่อนฉบับภาษาไทยเสียอีก และปัจจุบันนี้
ได้กลายเป็นหนังสอื อา้ งอิง เป็นคมู่ ือศึกษาพระพทุ ธศาสนาทีแ่ พรห่ ลายไปทั่วโลก
๓) องคก์ าร เปน็ การรวมขององคก์ รชาวพุทธอีกรปู แบบหนึ่ง เช่น องค์การพระพุทธ-
ศาสนานานาชาติ องค์การพทุ ธศาสนิกสัมพันธแ์ หง่ โลก (World Buddhist Fellowship) กอ่ ต้งั ขนึ้
โดยการรวมตัวกันของชาวพุทธท่ัวโลก ท่ีประเทศศรีลังกา เม่ือ พ.ศ. ๒๔๙๓ โดยผู้แทนไทย
๑๑3
คมู ือครู 113
กระตนุ ความสนใจ สาํ รวจคน หา อธบิ ายความรู ขยายความเขา ใจ ตรวจสอบผล
Engage Explore
Explain Expand
Evaluate
กระตนุ ความสนใจ (ยอจากฉบบั นักเรียน 20%)
1. ครตู งั้ ประเดน็ เพอื่ กระตนุ ความ คือ หม่อมเจา้ หญิงพนู พศิ มยั ดศิ กลุ เชื้อพระวงศไ์ ทยมสี ่วนร่วมในการกอ่ ต้งั ดว้ ย องค์การ พ.ส.ล.
สนใจนกั เรยี นวา มีส่วนส�าคัญยิ่งในการประสานการท�างานเผยแผ่พระพุทธศาสนาและปกป้องพระพุทธศาสนา
• วัดมีความสาํ คัญอยางไร ในหมู่ชาวพุทธต่างนิกาย ท�าให้ได้มีการแลกเปล่ียนความรู้ ความคิดเห็นซ่ึงกันและกัน และ
• วัดในทองถิ่นของนักเรียนมี ก่อใหเ้ กิดการยอมรบั กันระหวา่ งนกิ ายของพระพทุ ธศาสนามากข้นึ ซึ่งก่อนหน้านไี้ มเ่ คยมี
บทบาทความสาํ คญั อยา งไรบา ง
3.๖ การปลกู จติ ส�านึกในด้านการบา� รงุ รักษาวัดและพุทธสถาน
2. ครูตั้งประเด็นใหนักเรียนอภิปราย ให้เกดิ ประโยชน์
วา
• นกั เรยี นเหน็ ดว ยหรอื ไมท ใี่ น ในเมืองไทย วัดเป็นศูนย์กลางของชุมชนในด้านต่างๆ สมัยก่อนวัดเป็นศูนย์กลางทางการ
ปจ จบุ นั หลายวดั ไดสรางจดุ เดน ศึกษาทั้งโดยตรงแก่ผู้เข้าไปบวชเรียนอยู่ในวัดและโดยอ้อมแก่ทุกคนในชุมชนที่อยู่แวดล้อมวัด
เพอ่ื จงู ใจใหค นเขา วดั มากๆ เชน พระสงฆ์เป็นผู้น�าทางจิตใจและทางปัญญาของชุมชน สมัยก่อนคนมีการศึกษาก็ล้วนเล่าเรียนไป
ปลกุ เสกทําเคร่ืองรางของขลัง จากวดั
ตรวจดวงชะตา บอกเลขเด็ด
ทําเปนตลาดน้าํ นอกจากนนั้ วัดยงั เปน็ แหล่งก�าเนิด รักษา สบื ทอด พฒั นา หรือสนับสนุนศลิ ปะและดนตรี
วัดเป็นศูนย์กลางของกิจกรรมท้ังหลายทั้งปวงของชุมชน ศิลปะและดนตรีจึงอาศัยวัดเป็นที่
สํารวจคนหา จดั แสดงหรือปรากฏตัวผ้แู สดง
นักเรยี นไปทัศนศกึ ษาวัดใน สถาปัตยกรรม จิตรกรรม และประติมากรรมได้รับการสร้างสรรค์ข้ึนด้วยแรงบันดาลใจ
ทอ งถ่ิน ศกึ ษาประวัตคิ วามเปน มา เพื่อแสดงถึงความศรัทธาในพระพุทธศาสนาและเป็นส่ือถ่ายทอดหลักธรรม แรงศรัทธานี้ท�าให้
จุดเดน จดุ ดอ ยของวดั และแนวทาง เกิดการสร้างศาสนสถานและศลิ ปะแขนงตา่ งๆ จากวสั ดทุ ดี่ ที สี่ ดุ เทา่ ทจี่ ะหาไดด้ ว้ ยความสามารถ
การบํารุงรักษาวัด โดยแบงนักเรียน
ออกเปน 2 กลมุ เพ่อื วางแผนการ ทางศลิ ปะและทางชา่ งสูงสดุ
พฒั นาวัด ส่ิงเหล่าน้ีต่อมาได้กลายเป็นโบราณสถาน
อธบิ ายความรู และโบราณวตั ถอุ นั เปน็ มรดกและสมบตั ทิ สี่ า� คญั
ยงิ่ ของประเทศชาติ
ตัวแทนนักเรยี นท้งั 2 กลุม นําผล
การวเิ คราะหจ ดุ เดน จดุ ดอ ย แนวทาง นอกจากคุณค่าทางศิลปวัฒนธรรมแล้ว
การแกไข และนําแผนการพัฒนาวัด วัดและโบราณสถานยังมีค่าทางเศรษฐกิจใน
มานําเสนอในชั้นเรียนใหเ พอื่ นๆ ปัจจุบันอีกด้วย โดยที่โบราณสถานและโบราณ
ชว ยกนั เสนอแนะเพมิ่ เติม วตั ถเุ หลา่ นม้ี สี ว่ นสา� คญั ในการดงึ ดดู ความสนใจ
ให้ชาวต่างประเทศเดินทางเข้ามาท่องเท่ียว
ขยายความเขา ใจ ทศั นาจร น�ารายได้เข้าประเทศเปน็ จ�านวนมาก
ทา� ให้ทอ้ งถ่นิ น้นั ๆ มีอาชีพใหม่ๆ มงี านเพม่ิ ข้ึน
นกั เรยี นทาํ การพฒั นาวดั บนั ทกึ ผล และมรี ายได้จุนเจอื ครอบครวั มากขึ้น
การปฏบิ ัติงาน
พุทธศาสนิกชนทุกคนต้องร่วมมือร่วมใจกันรักษาวัดและ
พทุ ธสถาน เพื่อใหเ้ ป็นศนู ยร์ วมจิตใจของชาวพุทธ
๑๑4
NET ขอ สอบ ป 51
ขอสอบออกเกี่ยวกับการบาํ รุงรกั ษาวดั โดยต้งั เปน สถานการณใ หน ักเรียนคิดวเิ คราะหวา ศาลาการเปรยี ญวดั ทา ทราย ชาํ รุดพงั ผใู หญบา นทา ทรายควร
ดําเนนิ การอยา งไร
1. เรยี กชาวบานมาชวยกันซอมแซม 2. ทําหนังสือราชการของบประมาณแผน ดนิ มาซอ มแซม
3. จัดผาปา สามัคคปี ล ะหลายๆ ครง้ั เพื่อนาํ เงินมาสรา งใหม 4. ประชมุ ปรกึ ษาหารอื ระหวา งพระสงฆกับฆราวาสเพอ่ื แกปญ หารวมกนั
114 (วเิ คราะหค าํ ตอบ วัดเปนศาสนสถานทอ่ี ยใู นชุมชน จึงเปนหนาทข่ี องคนในชมุ ชนและวัดรวมกนั ดูแลรกั ษา ดงั น้ัน การกระทาํ
คูมอื ครู ใน ขอ 4. จึงเปนคาํ ตอบทถ่ี กู ตอ ง)
กระตุนความสนใจ สํารวจคนหา อธิบายความรู ขยายความเขา ใจ ตรวจสอบผล
Expand Evaluate
Engage Explore Explain
วัดและพุทธสถานจึงมีความส�าคัญถึงแม้ว่าส่ิงเหล่าน้ีจะมีความส�าคัญไม่เท่ากับศาสนธรรม ขยายความเขาใจ
แต่ก็มีบทบาทเป็นศูนย์กลางรวมน้�าใจของชาวพุทธ ท�าให้เกิดความรักความหวงแหนใน
พระศาสนา ศาสนธรรมน้ันเป็นนามธรรม มองไม่เห็นจับต้องไม่ได้ ท�าหน้าที่เป็นศูนย์กลางรวม นกั เรยี นสํารวจตนเองวา เปน ชาว
น้�าใจได้ไม่ดีเท่าสิ่งท่ีมองเห็นจับต้องได้ เราจึงต้องบ�ารุงวัดซ่ึงเป็นพุทธสถานด้วย แต่ต้องไม่เกิน พุทธท่ดี แี ลว หรอื ยงั เพราะเหตใุ ด
ก�าลัง และท่ีส�าคัญคือ อย่าหลงกับเปลือกจนลืมแก่นแท้ของพระพุทธศาสนาคือศาสนธรรม ใหนักเรยี นประเมินตนเองและบอก
น่ันเอง เพอ่ื นๆ
(แนวตอบ เปน ชาวพทุ ธที่ดี เพราะ
ปฏบิ ตั ติ ามหลกั ธรรม เขา รว มพธิ กี รรม
ทางศาสนา สวดมนตเย็น ทาํ บุญ
ตกั บาตร ไปวัดเสมอ)
กล่าวสรุปได้ว่า ตรวจสอบผล
พระพทุ ธศำสนำมคี วำมสำ� คญั ตอ่ กำรดำ� เนนิ ชวี ติ ตำมอยำ่ งวถิ ไี ทย ซง่ึ ไมส่ ำมำรถแยกออก
จำกกนั ได้อยำ่ งเดด็ ขำด กระท่ังเป็นท่ียอมรบั ว่ำเมืองไทยเป็นเมอื งแห่งพุทธธรรมอย่ำงแท้จรงิ 1. ใหน กั เรยี นบอกหนาทข่ี องชาวพุทธ
คอื ในเมืองไทยจะมีพทุ ธศำสนกิ ชนอยูม่ ำกทีส่ ดุ ดงั นน้ั พทุ ธศำสนิกชนไทยจึงควรปฏบิ ัตติ น ทด่ี ี ทมี่ ตี อ พระพทุ ธศาสนา
ตำมหลกั หนำ้ ทช่ี ำวพทุ ธ คอื ทำ� นบุ ำ� รงุ พระพทุ ธศำสนำใหย้ นื ยงสบื ไป อำจจะดว้ ยวธิ หี มนั่ ศกึ ษำ
หำควำมรู้ในหลักธรรมและน�ำไปใช้ในกำรด�ำรงชีวิต ปฏิบัติตำมหลักประเพณีพิธีกรรมทำง 2. ใหนกั เรยี นบอกหลกั การปฏบิ ตั ิ
พระพทุ ธศำสนำ หรอื สง่ เสรมิ อปุ ถัมภ์พระภิกษสุ งฆ์ ตนตามหลกั มารยาทชาวพทุ ธท่ี
นกั เรยี นนําไปปฏบิ ัติอยใู นชวี ติ
ประจาํ วนั ทเี่ หมาะสมตอ บคุ คลตาม
หลักศาสนา และเขยี นรายงานการ
ปฏบิ ัติตนเปนพทุ ธศาสนกิ ชนทีด่ ี
3. ใหนกั เรยี นเสนอแนะแนวทางการ
ทาํ นุบาํ รุงศาสนสถานทีส่ ําคัญ
5. ครูตรวจความถูกตองจากการตอบ
คําถามประจําหนว ย
๑๑๕
คูมอื ครู 115
กระตนุ ความสนใจ สาํ รวจคน หา อธบิ ายความรู ขยายความเขาใจ ตรวจสอบผล
Engage Explore Explain Expand Evaluate
เกรด็ แนะครู (ยอ จากฉบับนกั เรยี น 20%)
(แนวตอบ คาํ ถามประจาํ หนวย ค า� ถามประจ า� หน่วยการเรยี นรู้
การเรยี นรู
1. สืบทอดพระพทุ ธศาสนา ศกึ ษา ๑ หนา้ ท่ีหลักของพระภิกษสุ งฆ์ทม่ี ตี อ่ พระพุทธศาสนาคืออะไร
หลักธรรมคาํ สอนของพระพุทธเจา ๒ การสนทนากบั พระภิกษุสงฆ์มีหลักในการปฏิบตั ิอยา่ งไร
และเผยแผแกพทุ ธศาสนิกชนไป ๓ ในฐานะท่ีนักเรียนเป็นพุทธศาสนิกชน นักเรียนจะช่วยเผยแผ่พระพุทธศาสนาให้แก่
ปฏบิ ัติ
2. มีกริ ยิ าสํารวม พูดจาสภุ าพ ใช ชาวต่างประเทศได้รับทราบอย่างไร
สรรพนามเหมาะสม ไมสนทนาใน ๔ เพราะเหตุใด คุณสมบัติเบ้ืองต้นของผู้ที่จะท�าการเผยแผ่พระพุทธศาสนาจะต้องเป็น
เรอื่ งท่ีไมเหมาะสม ฯลฯ
3. บอกถึงความยิ่งใหญของพระ ศาสนกิ ชนทดี่ ี
ศาสดา หลกั ธรรมคาํ สอนทส่ี ามารถ ๕ การดูแลบ�ารุงรักษาปูชนียวัตถุและปูชนียสถานของพระพุทธศาสนาให้อยู่ในสภาพดี
นําไปปฏิบัติไดจริง พสิ จู นได
4. เพราะจะไดถ า ยทอดสงิ่ ทดี่ ที ถี่ กู ตอ ง มีผลดีอยา่ งไร
ใหกับผูอ่นื
5. ทําใหค งสภาพไวใหค นรุนหลงั กิจกรรมสรา้ งสรรค์พัฒนาการเรียนรู้
ไดศกึ ษาเรียนรูถงึ พุทธประวัติ
จากหลกั ฐานทม่ี อี ยูจ ริงๆ และ กจิ กรรมที่ นักเรียนแบ่งกลุ่มค้นหาข่าวที่เก่ียวกับการท�าลายพระพุทธศาสนา
เกดิ ความภาคภมู ใิ จในความเปน จากนั้นวิเคราะห์ถึงสาเหตุและแนวทางแก้ไข แล้วเขียนสรุปส่ง
พทุ ธศาสนกิ ชน) ๑ ครูผูส้ อน
กจิ ก๒รรมที่ นักเรียนแบ่งกลุ่มและร่วมกันอภิปรายในหัวข้อ “หลักเกณฑ์ส�าคัญ
แหสลดกั งฐผานลการเรยี นรู กจิ ก๓รรมที่ ในการเผยแผ่และปกป้องพระพุทธศาสนา” จากน้ันให้แต่ละกลุ่ม
ส่งตวั แทนออกมาสรปุ ผลการอภปิ รายหนา้ ชนั้ เรียน
การเขยี นรายงานการปฏบิ ตั ติ นเปน เชิญวิทยากรหรือนิมนต์พระสงฆ์ในท้องถ่ินมาบรรยายเรื่องหน้าท่ี
พุทธศาสนกิ ชนทีด่ ี และมารยาทชาวพุทธ โดยให้นักเรียนเขียนสรุปความรู้ที่ได้รับส่ง
ครผู สู้ อน
นกั เรยี นควรรู
พุทธศาสนสุภาษิต
วิสฺสาสปรมา าตี อา นวา
วิด-สา-สะ-ปะ-ระ-มา-ยา-ตี ÇÊÔ ÚÊÒÊ»ÃÁÒ ÒµÕ : ÁÕ¤ÇÒÁ¤Ø¹Œ à¤Â¡Ñº¤¹Ã¡Ñ ¤¹¹Ñ¹é áÁäŒ Áà‹ ¹èÍ× §¡Ñ¹
¡çª×Íè Ç‹Ò໚¹ÞÒµÔÍÂÒ‹ §Â§èÔ
๑๑๖
116 คมู อื ครู
กระตนุ ความสนใจ สาํ รวจคน หา อธบิ ายความรู ขยายความเขา ใจ ตรวจสอบผล
Engage
Explore Explain Expand Evaluate
๖หน่วยการเรยี นร้ทู ่ี เปา หมายการเรยี นรู
วนั สําคัญทาง 1. สรปุ ประวตั วิ นั สาํ คญั ทางพระพทุ ธ-
ศาสนาและปฏิบตั ิตนไดถ ูกตอ ง
พระพทุ ธศาสนา
และศาสนพธิ ี 2. บอกความสําคัญของศาสนพิธี ท่ีมี
ตอพระพทุ ธศาสนา
ตัวชว้ี ดั
3. ปฏิบัติตนในพิธีกรรมตางๆ ได
● อธิบายประวัติวันส�าคัญทางศาสนาตามท่ี ถกู ตองและเปนแบบอยางทดี่ ีได
กา� หนดและปฏบิ ตั ติ นไดถ้ กู ตอ้ ง
(ส ๑.๒ ม.๓/๕) กระตนุ ความสนใจ
● ปฏบิ ัติตนในศาสนพธิ ี พธิ กี รรมไดถ้ ูกตอ้ ง นกั เรยี นดภู าพหนา หนว ย ใหช ว ยกนั
(ส ๑.๒ ม.๓/๔) บอกวานาจะเปนพิธีกรรมใด เพราะ
เหตุใด
สาระการเรยี นรูแ้ กนกลาง Ç¹Ñ ÊÒí ¤ÞÑ ·Ò§¾Ãо·Ø ¸ÈÒʹÒáÅÐÈÒʹ¾¸Ô Õ ÁÕËÅÑ¡»¯ºÔ µÑ Ô
·èÕ໚¹àÍ¡Å¡Ñ É³á ÅÐÁÕÇѲ¹¸ÃÃÁä·Âà¢ÒŒ 仼ÊÁÍ‹´Ù ÇŒ  áÁŒ เกรด็ แนะครู
● ประวัติวันส�าคัญทางพระพุทธศาสนาใน ÇѲ¹¸ÃÃÁ·Ò§¾Ãоط¸ÈÒʹҨÐÁÔ㪋ᡋ¹á·Œ¢Í§ÈÒʹÒ
ประเทศไทย àËÁ×͹ÈÒʹ¸ÃÃÁ ᵋ¡çÁÕʋǹâÍºÍØŒÁãËŒÈÒʹ¸ÃÃÁ໚¹·Õè ครูควรจัดการเรียนรู โดยการให
- วันวสิ าขบชู า (วันส�าคญั สากล) »ÃШ¡Ñ Éá ¡Ê‹ ÒµҢͧ¤¹·ÇèÑ ä» Í¹Ñ à»¹š ÊÇ‹ ¹ÊÒí ¤ÞÑ Â§Ôè ··èÕ Òí ãËŒ นกั เรียน
- วนั ธรรมสวนะและเทศกาลส�าคญั ¼ŒÙ·Õ辺àËç¹¹ŒÍÁ¹íÒä»ãªŒã¹¡ÒûÃоĵԻ¯ÔºÑµÔ àÃÒ¨Ö§¤ÇÃ
ÈÖ¡ÉÒà¡èÕÂǡѺ¡Òû¯ÔºÑµÔµ¹ã¹ÇѹÊíÒ¤ÑÞáÅÐÈÒʹ¾Ô¸Õ·Ò§ • ฝกปฏบิ ัตใิ นการประกอบ
● ปฏิบัติตนในศาสนพธิ ี ¾Ãоط¸ÈÒʹÒà¾è×͹íÒä»»¯ÔºÑµÔãËŒ¶Ù¡µŒÍ§áÅÐàËÁÒÐÊÁ ศาสนพิธี
- พิธที �าบุญ งานมงคล งานอวมงคล «Öè§¶×Í໚¹Áô¡·ÕèÁÕ¤‹ÒÂÔ觢ͧªÒµãÔ Ë´Œ íÒçÍÂÙµ‹ ÅÍ´ä»
- การนิมนต์พระภิกษุ การเตรียมที่ต้ัง • เขา รว มศาสนพธิ ที วี่ ดั และเขา รว ม
พระพุทธรูปและเครื่องบูชา การวงด้าย ในวันสําคญั ทางศาสนา
สายสญิ จน์ การปลู าดอาสนะ การเตรียม
เครื่องรบั รอง การจุดธูปเทยี น เพื่อใหนักเรียนไดปฏิบตั ติ นใน
ศาสนพธิ ีและวันสาํ คญั ทางศาสนา
● ข้อปฏบิ ัตใิ นวนั เลยี้ งพระ การถวายข้าว อยา งถกู ตอ ง เพอ่ื การเปน ชาวพทุ ธทด่ี ี
พระพุทธ การถวายไทยธรรม การกรวดน้�า
คูมอื ครู 117
กระตนุ ความสนใจ สาํ รวจคน หา อธบิ ายความรู ขยายความเขาใจ ตรวจสอบผล
Engage Explore
Explain Expand Evaluate
กระตุนความสนใจ (ยอจากฉบับนกั เรยี น 20%)
ครสู นทนากบั นกั เรยี นเรอ่ื งวนั สาํ คญั ๑. ประวัตแิ ละการปฏบิ ัติตนในวนั สÓคัญทางพระพทุ ธศาสนา
ทางพระพทุ ธศาสนา ครกู ระตนุ โดยให
นักเรียนบอกวันสําคัญท่ีเก่ียวของ ประเทศไทยมีพระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจ�าชาติ และมีประเพณีปฏิบัติเพื่อเฉลิมฉลอง
กับพระพุทธเจาวา มวี นั อะไรบาง และระลกึ ถงึ เหตกุ ารณส์ า� คญั อนั เกย่ี วเนอื่ งกบั พระพทุ ธศาสนามาตง้ั แตโ่ บราณกาล ชาวไทยไดท้ ราบ
ความเป็นมาของวันสา� คัญเหลา่ นีท้ ี่เก่ียวเนอื่ งกับพระพทุ ธ พระธรรม และพระสงฆ ์ อนั เป็นหัวใจ
(แนวตอบ วันท่ีมีความสําคัญกับ ของพระพุทธศาสนาอย่างแพร่หลาย แต่หลายคนยังไม่ทราบประวัติความเป็นมาของวันส�าคัญ
พระพทุ ธศาสนา คอื วนั ทมี่ ีเหตุการณ เหล่านี้ ท่ีเก่ียวกบั ประเทศไทยโดยเฉพาะ จึงสมควรท่ีชาวไทยจะได้เรยี นรู้เร่ืองราวของวันส�าคัญ
สําคัญเกิดข้ึน เชน วนั มาฆบูชา เหล่านี้
วนั วสิ าขบูชา วันอาสาฬหบูชา
วันเขา พรรษา วันพระหรอื ๑.๑ วันวสิ าขบชู า
วนั ธรรมสวนะ)
วันวิสาขบูชา เป็นวันคล้ายวันประสูติ วันตรัสรู้ และวันปรินิพพานของพระพุทธเจ้า
ครูถามกระตุนนักเรียนตอเพื่อเนน ซ่ึงตรงกบั วนั เพ็ญเดือน ๖ ของทุกป ี ท้งั ยังเป็นเรือ่ งน่าอัศจรรย์อยา่ งยง่ิ ทมี่ ีเหตุการณ์ส�าคัญทัง้ ๓
เขา สเู นื้อหาทจี่ ะเรียนวา ไดเ้ กดิ ขน้ึ ในวนั เดยี วกนั พทุ ธศาสนกิ ชนทว่ั โลกจงึ ไดจ้ ดั ใหม้ กี ารประกอบพธิ กี รรมขน้ึ ในวนั วสิ าขบชู า
เพื่อน้อมระลึกถึงสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณอันล้นพ้นต่อสัตว์โลก
• นักเรยี นคิดวาชาวโลกรูจ ักวัน การเฉลมิ ฉลองวนั วสิ าขบชู าในประเทศไทยน ี้ ถอื วา่ มมี าตง้ั แตส่ มยั สโุ ขทยั เปน็ ราชธาน ี มหี ลกั ฐาน
สําคญั ทางพระพุทธศาสนา ในตา� นานกล่าวไวว้ ่า “อนั พระนครสโุ ขทยั ราชธานี ถงึ วนั วิสาขะนักขัตฤกษ์ครงั้ ใด ก็สว่างไสวดว้ ย
วันใดมากทสี่ ุด เพราะเหตุใด แสงประทีปเทียน ดอกไม้เพลิง และสล้างสลอนไปด้วยธงชายและธงผ้า ไสวไปด้วยพู่พวง
(แนวตอบ วันวิสาขบูชา เพราะ
องคการสหประชาชาติประกาศ ดวงดอกไม้กรองร้อยห้อยแขวน หอมตลบไป
ใหวันวิสาขบูชาเปนวันสําคัญ ด้วยกล่ินสุคนธรสรวยรื่น เสนาะส�าเนียงเสียง
นานาชาต)ิ พิณพาทย์ฆ้องกลองทั้งทิวาราตรี มหาชนชาย
หญงิ พากนั มากระทา� กองกศุ ล เหมอื นจะเผยซงึ่
สาํ รวจคน หา ทวารพมิ านฟา้ ทกุ ชอ่ ชน้ั ” คา� กลา่ วนแ้ี สดงใหเ้ หน็
ว่าในสมัยสุโขทัยมีการเฉลิมฉลองวันวิสาขบูชา
ครใู หนกั เรยี นแบงเปนกลมุ รว มกัน กันเป็นท่ีสนุกสนานเอิกเกริก แต่ไม่มีหลักฐาน
สืบคน ศึกษา ประวัติความเปนมา ว่าในสมัยกรุงศรีอยุธยาได้ท�ากันอย่างไรจน
และกจิ กรรมทพี่ ทุ ธศาสนกิ ชนรว มกนั กระท่งั มาถึงสมัยกรุงรตั นโกสินทร ์
ปฏบิ ตั ใิ นวันวิสาขบชู า วันธรรมสวนะ
วนั เขา พรรษา วนั ออกพรรษา ใหแ ตล ะ สมัยรัชกาลท่ี ๑ พระบาทสมเด็จ-
กลุมออกมานําเสนอหนาช้นั เรยี น พระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ซ่ึงก็มิได้
ปรากฏชัดเจนว่าพิธีวิสาขบูชานี้ได้ท�ากันเป็น
พุทธศาสนิกชนพร้อมใจกันไปเวียนเทียนในวันวิสาขบูชา แบบแผนอยา่ งไร
เพอ่ื นอ้ มร�าลกึ ถึงพระสมั มาสมั พทุ ธเจ้า
๑๑8
118 คมู ือครู
กระตนุ ความสนใจ สาํ รวจคนหา อธบิ ายความรู ขยายความเขาใจ ตรวจสอบผล
Explain
Engage Explore Expand Evaluate
สมยั รชั กาลท่ี ๒ เม่ือบ้านเมอื งไมม่ ีสงคราม พระบาทสมเดจ็ พระพทุ ธเลศิ หลา้ นภาลยั อธิบายความรู
ทรงมีพระราชประสงค์ท่ีจะฟื้นฟูประเพณีวิสาขบูชา จึงทรงโปรดให้จัดเป็นพระราชประเพณีใหญ่
ตดิ ตอ่ กนั เปน็ เวลา ๓ วนั โดยจดั ใหม้ กี ารจดุ โคมตามประทปี บชู าทงั้ ในพระอารามและตามบา้ นเรอื น นักเรียนกลุมที่ 1 นําเสนอผลงาน
ท่ัวไป รวมถึงเกณฑ์ข้าราชการให้ร้อยดอกไม้มาแขวนไว้ที่วัดพระศรีรัตนศาสดารามวันละกว่า ประวตั คิ วามเปน มา และกจิ กรรมของ
๑๐๐ พวง ใหป้ ระกาศป่าวรอ้ งให้ราษฎรรักษาศีล ฟงั เทศน์ และประกอบพิธีเลย้ี งพระ พทุ ธศาสนิกชน ครถู ามคาํ ถาม
สมยั รชั กาลท่ี ๓ พระบาทสมเดจ็ พระนง่ั เกลา้ เจา้ อยหู่ วั ทรงจดั ใหม้ เี ทศนป์ ฐมสมโพธกิ ถา • เพราะเหตุใด องคการ
ในวันวิสาขบูชา ซงึ่ ปจั จบุ นั น้กี ย็ งั คงใชเ้ ทศนก์ ันอยู่ เน้อื ความในปฐมสมโพธิกถากลา่ วถึงเร่ืองราว สหประชาชาติ จึงไดกําหนดให
ของพระพุทธเจา้ ตงั้ แต่ประสตู ิ ตรัสรู้ และปรนิ ิพพาน วันวิสาขบูชาเปนวันสําคัญของ
โลก
สมยั รชั กาลท่ี ๔ พระบาทสมเดจ็ พระจอมเกลา้ เจา้ อยหู่ วั ทรงเกณฑใ์ หพ้ ระบรมวงศานวุ งศ์ (แนวตอบ เพราะเปนศาสนาที่
และข้าราชการต้ังโต๊ะเครื่องบูชารอบระเบียงพระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม เป็นท่ีครึกคร้ืน แสดงถงึ ความรกั สนั ตภิ าพ ความ
สนุกสนานอย่างย่ิง จนเกิดการเล่นเคร่ืองโต๊ะลายครามข้ึนมา เม่ือการเล่นเคร่ืองโต๊ะลายคราม สามัคค)ี
เร่ิมลดความนิยมลง ได้ทรงเปล่ียนเป็นท�าโคมตราต�าแหน่งมาตั้งแขวนตามศาลารายและรอบ
พระระเบยี งเปน็ ทเ่ี อกิ เกรกิ ย่งิ • นักเรยี นเขา รว มกิจกรรมใน
วนั วิสาขบูชาอยา งไรบาง
สมยั รชั กาลที่ ๕ พระบาทสมเดจ็ พระจลุ จอมเกลา้ เจา้ อยหู่ วั ทรงโปรดใหพ้ ระบรมวงศา- (แนวตอบ ไปทําบญุ ท่ีวดั ฟงธรรม
นวุ งศ์และข้าราชการฝา่ ยในเดินเวยี นเทยี นและสวดมนต์ท่พี ระพุทธรัตนสถาน เวยี นเทียน)
ในรชั กาลตอ่ ๆ มากไ็ ดม้ ีการจดั พระราชพิธเี น่ืองในวนั วิสาขบชู าเชน่ เดยี วกับในรัชกาล เกรด็ แนะครู
ก่อนๆ เชน่ โปรดใหข้ ้าราชการผมู้ จี ติ ศรทั ธาปรารถนาจะแตง่ พระประทปี โดยเสดจ็ พระราชกศุ ลไป
จดุ ประทีปเปน็ พทุ ธบูชาทวี่ ดั พระศรรี ัตนศาสดาราม เปน็ ต้น ครูอธบิ ายเพม่ิ เตมิ เก่ียวกบั วัน
วิสาขบชู า ดงั นี้
วนั วิสาขบูชาซ่ึงเป็นวนั ส�าคญั ทางพระพทุ ธศาสนาได้รับการยอมรับจากสหประชาชาติ
ให้เป็นวันส�าคัญสากลนานาชาติ (International Day) เม่ือถึงวันดังกล่าวให้ส�านักงานใหญ่แห่ง 1. ไดรบั การยอมรับจากองคการ
สหประชาชาตแิ ละสา� นกั งานยอ่ ยทวั่ โลก รวมถงึ สา� นกั งานในประเทศไทย จดั พธิ วี นั วสิ าขบชู าสา� หรบั สหประชาชาตใิ หเปน วนั สาํ คญั
ชาวพทุ ธทที่ า� งานอยู่ในสา� นกั งาน นานาชาติ ตรงกับวันเพญ็ เดอื น 6
ในการประชมุ International Buddhist Conference ณ กรงุ โคลัมโบ ระหว่างวันที่ 2. เปน วันท่ีเกิดเหตุการณ 3
๙ - ๑๔ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๑ มีผู้แทนจากประเทศที่นับถือพระพุทธศาสนาเข้าร่วมประชุม เหตกุ ารณ ไดแ ก วนั ประสตู ิ ตรสั รู และ
อาทิ บังกลาเทศ จีน ลาว เกาหลีใต้ เวียดนาม ภูฏาน อินโดนีเซีย เนปาล กัมพูชา อินเดีย ปรนิ พิ พาน ดงั นนั้ พทุ ธศาสนกิ ชนควร
ปากีสถาน และไทย ได้ตกลงกันท่ีจะเสนอให้สมัชชาสหประชาชาติรับรองข้อมติประกาศให้ ระลกึ ถงึ คณุ ของพระสมั มาสมั พทุ ธเจา
วันวิสาขบูชาเป็นวันหยุดของสหประชาชาติ ต่อมาในวันท่ี ๒๔ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๒ ดวยการสวดมนต ทําบุญตักบาตร
General Committee ของสมัชชาฯ ได้พิจารณาเร่ืองดังกล่าว โดยเอกอัครราชทูตผู้แทนถาวร ฟง ธรรม เวยี นเทียน และทาํ ความดี
ศรีลังกาได้กล่าวแถลงสนับสนุนหนังสือร้องขอให้ท่ีประชุมบรรจุระเบียบวาระดังกล่าวเข้าสู่การ
พิจารณาของทป่ี ระชมุ สมชั ชาเตม็ คณะ เอกอัครราชทตู ผูแ้ ทนถาวรไทย อินเดยี สเปน บงั กลาเทศ นกั เรยี นควรรู
๑๑9 ปฐมสมโพธิกถา เปน วรรณกรรม
สมยั รตั นโกสินทร พระนิพนธของ
สมเด็จพระมหาสมณเจา กรมพระ
ปรมานชุ ติ ชโิ นรส เปน เรอื่ งราวเกยี่ วกบั
พระพทุ ธศาสนา เร่มิ ตน ลําดบั
ศากยวงศ จนถงึ พระสทิ ธตั ถะอภเิ ษก
กับพระนางพมิ พา เสดจ็ ออกผนวช
บรรลพุ ระโพธญิ าณ เสดจ็ กลบั มาโปรด
พุทธบิดาและพระนางพิมพา จนถึง
เสด็จปรนิ พิ พาน
คูมอื ครู 119
กระตุน ความสนใจ สาํ รวจคนหา อธบิ ายความรู ขยายความเขาใจ ตรวจสอบผล
Explain
Engage Explore Expand Evaluate
อธิบายความรู (ยอจากฉบับนักเรียน 20%)
ครใู หนักเรียนดูภาพ การประชมุ ปากีสถาน ไซปรัส ลาว และภูฏาน ไดกลาวแถลงสนับสนุนท่ีประชุม General Committee
พระสงฆจ ากทวั่ โลกเนอื่ งในวนั วสิ าขบชู า จงึ ไดม มี ตใิ หบ รรจเุ รอ่ื งนเ้ี ขา สกู ารพจิ ารณาของสมชั ชาเตม็ คณะ และวนั ท่ี ๑๕ ธนั วาคม พ.ศ.๒๕๔๒
ใหนกั เรยี นรวมกนั อภปิ ราย ความ ท่ปี ระชมุ ใหญสมชั ชาสหประชาชาติ สมัยสามญั คร้ังที่ ๕๔ ไดพ จิ ารณาระเบียบวาระท่ี ๑๗๔ คือ
สาํ คัญที่เปน วันสาํ คัญของโลก International Recognition of the Day of Vesak โดยการเสนอของผูแทนจากประเทศศรลี งั กา
ในการพิจารณา ประธานสมัชชาฯ ไดเชิญผูแทนจากประเทศศรีลังกาข้ึนกลาวนําเสนอราง
(แนวตอบ วนั วสิ าขบูชาเปนวนั ของ ขอมตแิ ละเชิญผแู ทน ไทย สงิ คโปร บังกลาเทศ ภูฏาน สเปน เมียนมา เนปาล ปากีสถาน และ
พระพทุ ธเจา คอื เปนวนั ประสตู ิ อนิ เดยี ขึน้ กลา วแถลงสรุปความวา วนั วสิ าขบชู าเปน วันสําคัญของพุทธศาสนกิ ชนทั่วโลก เพราะ
ตรัสรู และปรนิ ิพพาน ซง่ึ ไดร ับการ เปนวันที่พระพุทธเจาประสูติ ตรัสรู และเสด็จดับขันธปรินิพพาน พระพุทธเจาทรงสั่งสอนให
ยอมรับจากสหประชาชาติใหเ ปน มวลมนษุ ยม เี มตตาธรรมและขนั ตธิ รรมตอ เพอ่ื นมนษุ ยด ว ยกนั เพอ่ื ใหเ กดิ สนั ตสิ ขุ ในสงั คม อนั เปน
วนั สาํ คัญนานาชาติ เน่อื งจากเปน แนวทางของสหประชาชาติ จงึ ขอใหท ป่ี ระชมุ รบั รองขอ มตนิ ้ี ซง่ึ เทา กบั เปน การรบั รองความสาํ คญั
ศาสนาแหง สนั ติภาพ) ของพระพทุ ธศาสนาในองคก ารสหประชาชาติ โดยถอื วา วนั ดงั กลา วเปน วนั ทส่ี าํ นกั งานใหญอ งคก าร
สหประชาชาตแิ ละท่ที ําการสมชั ชาจะจดั ใหม ีการฉลองตามความเหมาะสม
เกร็ดแนะครู เหตุผลท่ีองคการสหประชาชาติมีมติเห็นพองตองกัน กําหนดใหวันวิสาขบูชาเปนวันสําคัญ
ของโลก เนอ่ื งจากคณะกรรมาธกิ ารองคก ารสหประชาชาตไิ ดต ระหนกั วา พระพทุ ธศาสนาเปน ศาสนา
ครอู ธบิ ายเพมิ่ เตมิ วา ในสมยั สโุ ขทยั ทเ่ี กา แกท ส่ี ดุ ศาสนาหนงึ่ ของโลก ซง่ึ ไดห ลอ หลอมจติ วญิ ญาณของมวลมนษุ ยชาตมิ าเปน เวลานาน
มีความสัมพันธดานพระพุทธศาสนา กวา ๒,๕๐๐ ป ตามแนวทางแหงสันติภาพ จึงสมควรท่ีจะยกยองกันท่ัวโลก เพื่อเปนการ
กับลังกาอยางใกลชิด ดังจะเห็นได แสดงความสํานึกในพระมหากรุณาธิคุณของ
จากมพี ระสงฆจ ากลงั กาเขา มาเผยแผ พระสัมมาสัมพุทธเจาที่ทรงเปนมหาบุรุษผูให
พระพุทธศาสนา และเช่อื วาไดน ําการ ความเมตตากรุณาตอหมูมวลมนุษยท้ังหลาย
ประกอบพิธีวิสาขบูชาเขามาปฏิบัติ ในโลก อันจะเห็นไดจากการท่ีทรงยกเลิกการ
ในไทยดว ย แบงชนช้ันวรรณะ ซ่ึงเทากับเปนการเลิกทาส
โดยไมม ีการเสียเลอื ดเสยี เน้อื
สมัยอยุธยาไมปรากฏหลักฐาน นอกจากน้ีพระองคยังทรงเปนนักอนุรักษ
ภาพประกอบพธิ กี รรมในวนั วสิ าขบชู า สตั วปา อีกดวย กลาวคือ ทรงสอนใหไ มฆ าสัตว
จนถึงในสมัยรัชกาลที่ 2 แหงกรุง ใหรูจักชวยเหลือสัตว และเหตุผลสําคัญอีก
รัตนโกสินทรทรงฟนฟูพระราชพิธี ประการหนึ่งคือ พระองคทรงเปดโอกาสใหทุก
วันวิสาขบูชาข้ึนใหมจะเห็นไดวาท้ัง ศาสนาสามารถเขา มาศกึ ษาพระพทุ ธศาสนาเพอื่
ในสมัยสุโขทัยและอยุธยา พระพุทธ ในเทศกาลวันวิสาขบูชาองคการสหประชาชาติไดจัดงาน พสิ จู นห าขอ เทจ็ จรงิ ไดโ ดยไมจ าํ เปน ตอ งเปลยี่ น
ศาสนาเจริญรุงเรือง มีปจจัยสําคัญ ประชมุ พระสงฆจ ากทวั่ โลก เพอ่ื แสดงถงึ ความรกั สนั ตภิ าพ มานบั ถอื พระพทุ ธศาสนา และทรงสงั่ สอนทกุ คน
คือ องคพระมหากษัตริย ถาหาก
พระมหากษัตริยมีความเลื่อมใส
ศรทั ธาศาสนาใด ศาสนานนั้ กจ็ ะเจรญิ
ในดนิ แดนนน้ั ๆ
ความสามัคคีของพระพุทธศาสนาทม่ี ตี อเพื่อนมนุษย โดยใชป ญญาธคิ ุณ สอนโดยไมคดิ คา ตอบแทน
นกั เรยี นควรรู ๑๒๐
ปญญาธิคุณ คือ พระพุทธองค
ทรงมีพระปญญารอบรูถึงความจริง
แหง สงิ่ ทัง้ หลายทงั้ ปวง ความเปน จรงิ
ของส่งิ เหลานน้ั วาเปน อยางไร
120 คูม ือครู
กระตุน ความสนใจ สํารวจคน หา อธบิ ายความรู ขยายความเขา ใจ ตรวจสอบผล
Explain
Engage Explore Expand Evaluate
การทีส่ หประชาชาตไิ ด้ก�าหนดวันวสิ าขบูชาให้ตรงกับวันเพญ็ กลางเดอื น ๖ เปน็ การก�าหนด อธิบายความรู
ตามแบบพระพุทธศาสนาเถรวาทไม่ใช่ตามแบบมหายาน คอื วนั เพ็ญกลางเดือนพฤษภาคม และ
ฝา่ ยมหายานกย็ อมรบั ขอ้ กา� หนดน้ี 1. ครซู กั ถามนกั เรยี นวา
• ในวนั วสิ าขบชู า พทุ ธศาสนิกชน
เม่ือ พ.ศ. ๒๕๔๗ ประเทศไทยได้รบั หน้าทเ่ี ป็นผจู้ ดั งานเฉลิมฉลองวนั วสิ าขบชู า เมื่อวนั ที่ ๑ ควรปฏบิ ตั ิตนอยางไรบา ง
มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๔๗ เวลา ๑๓.๐๐ - ๑๙.๐๐ น. ณ สา� นกั งานใหญ่สหประชาชาติ นครนวิ ยอร์ก (แนวตอบ ไปทําบญุ ท่ีวดั ฟง ธรรม
ประเทศสหรัฐอเมริกา โดยใช้ชื่องานว่า “วันวิสาขบูชาวันส�าคัญสากลของสหประชาชาติ” ตอนคาํ่ ไปเวยี นเทยี นทว่ี ัด)
ซ่ึงคณะของมหาวิทยาลัยสงฆ์ มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ส�านักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ
ได้เดินทางไปร่วมงานด้วย ประเทศที่มารว่ มงานประกอบดว้ ย บงั กลาเทศ ภฏู าน กมั พชู า อนิ เดีย 2. ครูใหน กั เรยี น 2-3 คน เลา เกย่ี วกบั
ลาว เมยี นมา เนปาล เกาหลใี ต้ ศรลี งั กา มัลดฟี ส์ มองโกเลยี ปากีสถาน ฟลิ ปิ ปินส์ สเปน และ พิธีเวียนเทียนตั้งแตการจัดเตรียม
ยูเครน โดยภายในงานได้มีการบรรยายและตอบปัญหาธรรม โดยพระเทพโสภณ อธิการบดี ดอกไม ธปู เทียน และพิธีกรรมการ
มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย รวมถึงการแสดงทางวัฒนธรรมด้านพระพุทธศาสนา ปฏบิ ัติ
โดยเยาวชนไทยและเยาวชนประเทศทนี่ บั ถอื ศาสนาพทุ ธ ทง้ั นยี้ งั มวี ดี ทิ ศั นแ์ ละการแสดงมลั ตมิ เี ดยี
เกย่ี วกบั พระพทุ ธศาสนา ความสา� คญั ของวนั วสิ าขบชู า วฒั นธรรมไทย และแนะนา� ประเทศทน่ี บั ถอื นกั เรียนควรรู
พระพทุ ธศาสนาท่ัวโลกอีกด้วย
เวียนเทียน ในการเวียนเทียน สิ่งที่
การปฏิบตั ติ นในวันส�าคัญทางศาสนา มีดงั นี้ ตองเตรียม คือ ธูป 3 ดอก เทยี น 1 เลม
๑. เวลาเช้าพทุ ธศาสนกิ ชนจะไปทา� บุญตักบาตรทีว่ ัดและฟงั ธรรม เลมเลก็ หรือใหญก ไ็ ด ดอกบวั 3 ดอก
๒. เวลากลางวันจะร่วมกันบ�าเพ็ญสาธารณประโยชน์ เช่น บริจาคโลหิต พัฒนาวัด หรือ เพอื่ เปน เครอื่ งสกั การบชู า ถอื ไวใ นมอื
บริจาคทรัพยเ์ พอ่ื การกุศล เปน็ ต้น แลวเดินเวียนขวา ขณะท่ีเดินรอบน้ัน
๓. เวลาค่�าจะน�าดอกไม้ธูปเทียนไปที่วัด เพ่ือร่วมประกอบพิธีเวียนเทียนรอบพระอุโบสถ ใหตงั้ จติ ใหส งบ
เสร็จแลว้ เข้าไปในพระอุโบสถเพอื่ ทา� วัตรสวดมนต์ฟงั เทศน์
รอบท่ี 1 ระลึกถึงพระพุทธคุณ
เรื่องน่ารู้ ดว ยการสวดบท “อิติปโ ส”
Vesak Day รอบท่ี 2 ระลึกถึงพระธรรมคุณ
ดวยการสวดบท “สวากขาโต”
ค�าว่า “วิสาขะ” เป็นภาษาบาลี แปลว่า “เดือน ๖” ภาษาสันสกฤตเรียกว่า “ไวศาขะ” วิสาขบูชา คือ
การบชู าในเดอื นหก ชาวศรลี ังกา เรยี กว่า “เวสคั ” หรือ “วสี ัค” (Vesak) องค์การสหประชาชาติใชค้ �าวา่ “Vesak” รอบท่ี 3 ระลึกถึงพระสังฆคุณ
ตามชาวศรีลังกาซึ่งได้มีการเฉลิมฉลองวันวิสาขบูชามานานแล้วก่อนประเทศไทย ส�าหรับประเทศในภูมิภาคเอเชีย ดว ยการสวดบท “สปุ ะฏปิ น โน”
ตะวันออกเฉียงใต้ จะเฉลิมฉลองวันวิสาขบูชาในวันเพ็ญกลางเดือนหก แต่ในประเทศที่นับถือพระพุทธศาสนา
ฝ่ายมหายาน เชน่ ญป่ี ุน่ ได้ก�าหนดใหว้ ันวสิ าขบชู าตรงกับวันท่ี ๘ เมษายนของทุกปี และพระพุทธศาสนาบางนิกาย @ มมุ IT
ในบางประเทศก็ไมไ่ ดก้ า� หนดวันประสตู ิ ตรัสรู้ และปรนิ ิพพานของพระพทุ ธเจ้าเป็นวันเดยี วกนั ด้วย
ศกึ ษาคนควาขอ มูลเพิม่ เตมิ
เกย่ี วกับวนั วิสาขบูชา ไดที่
www.dhammathai.org/day/
visaka.phd ธรรมะไทย
๑๒๑
คูมอื ครู 121
กระตุนความสนใจ สาํ รวจคน หา อธบิ ายความรู ขยายความเขาใจ ตรวจสอบผล
Explain
Engage Explore Expand Evaluate
อธบิ ายความรู (ยอ จากฉบบั นกั เรยี น 20%)
ครูใหนักเรยี นดูภาพคนตกั บาตร การปฏิบตั ติ นในวนั วสิ าขบชู าน้ัน พทุ ธศาสนกิ ชนกน็ ยิ มนา� ดอกไม้ ธปู เทยี น ไปบชู าตามวดั
เนอื่ งในวนั วิสาขบูชา ครถู ามคาํ ถาม และร่วมกันกล่าวค�าบูชาพระตามผู้น�า เมื่อจบค�าบูชาพระแล้วก็เดินเวียนขวาประทักษิณพระสถูป
หรอื พระปฏมิ า ๓ รอบ เรยี กวา่ “เดนิ เวยี นเทยี น”
• นกั เรยี นดภู าพนแ้ี ลว รสู กึ อยา งไร การเดินเวียนเทียน ในรอบแรกให้
(แนวตอบ รูสึกเลือ่ มใสศรัทธาใน นึกถงึ พระพุทธคณุ รอบสองนกึ ถึงพระธรรมคุณ
พระพุทธศาสนา จติ ใจสงบนิง่ ) และรอบสามนกึ ถึงพระสังฆคุณ ขณะท่ีเดนิ ต้อง
รักษามารยาทและต้ังจิตให้แน่วแน่ เม่ือเสร็จ
• เวลาทนี่ กั เรยี นไดท าํ บญุ ตกั บาตร การเวยี นเทยี นแลว้ กน็ า� เครอื่ งสกั การบชู าไปวาง
นักเรียนรสู ึกอยางไร ไว้ในท่ีที่จัดไว้ แล้วเข้าไปฟังพระสวดมนต์และ
(แนวตอบ รสู กึ สบายใจ อม่ิ เอมใจ) ฟังเทศน์ในพระอุโบสถ เร่ืองที่พระเทศนจ์ ะเปน็
เรอื่ งเกยี่ วกบั ประวตั ขิ องพระพทุ ธเจา้ ซง่ึ ปจั จบุ นั
• ในขณะทต่ี กั บาตรนกั เรยี นคดิ ถงึ น้ีประเพณีท่ีนิยมปฏิบัติกันในวันวิสาขบูชา
สงิ่ ใด สา� หรบั ประชาชนทว่ั ไปกค็ อื การรกั ษาอโุ บสถศลี
(แนวตอบคดิ ถงึ พอ แม ผมู พี ระคณุ ถวายบิณฑบาต เครื่องไทยทาน ปล่อยสัตว์
ใหทา นไดร ับอานสิ งสจ ากการ พทุ ธศาสนกิ ชนไทย มักไปท�าบญุ ตกั บาตรในวนั สา� คญั ทาง งดการเสพสรุ า เวยี นเทยี นตามประทปี ในตอนเยน็
ตกั บาตรครงั้ น้ี) พระพุทธศาสนา อย่างเชน่ วนั วสิ าขบชู า หรือกลางคืน และจุดดอกไมไ้ ฟ
นักเรียนควรรู ส�าหรับในเร่ืองของการแต่งกาย เราควรแต่งกายให้เหมาะสมและถูกกาลเทศะ จะท�าให้เกิด
ความประทับใจในทางที่ดี หากแต่งตัวไม่เหมาะสมผู้อ่ืนก็จะมองเราในลักษณะท่ีไม่สู้ดีนักแม้จะ
พระปฏมิ า เปน คาํ เรยี ก พระพทุ ธรปู เป็นความจริงว่าคนเลวอาจซ่อนร่างอยู่ในเคร่ืองแต่งกายท่ีเรียบร้อยสวยงามก็ได้ แต่ถ้าคนดีมี
ซ่งึ อาจเปนรปู ปน หรือรปู หลอ มกั
หมายถงึ พระพุทธรูปขนาดใหญท่ีต้ัง
ไวบชู า
ความรู้ความสามารถนั้นแต่งกายไม่เหมาะสม คนท่ีพบเหน็ ครงั้ แรกอาจไมเ่ กิดความนิยมเลอื่ มใส
และเป็นการปิดโอกาสของตนเองที่จะได้แสดงความดีและความสามารถ ดังนั้น การแต่งกาย
จึงเปน็ ส่งิ สา� คญั ประการหนึ่งทคี่ วรค�านึงถึง
๑.๒ วนั ธรรมสวนะและเทศกาลสา� คัญ
๑) วนั ธรรมสวนะ หมายถงึ วนั กา� หนดประชมุ ฟงั ธรรม เรยี กกนั โดยทวั่ ไปวา่ “วนั พระ”
ซงึ่ กา� หนดไว้ เดือนละ ๔ วัน ได้แก่ วันขน้ึ ๘ ค่า� ขึน้ ๑๕ ค�่า วนั แรม ๘ ค�า่ และแรม ๑๔ หรือ
๑๕ คา่� บางทีเรียกเป็น ๒ อย่าง คอื วันพระเลก็ และวนั พระใหญ่ วนั พระเลก็ ไดแ้ ก่ วนั ขึน้ และ
วนั แรม ๘ คา่� สว่ นวันพระใหญ่ ไดแ้ ก่ วันขึ้น ๑๕ คา�่ และวนั แรม ๑๔ ค�า่ (ในเดอื นขาด) หรอื
๑๕ คา�่ (ในเดอื นเตม็ ) โดยถอื วา่ การฟงั ธรรมตามกาลทกี่ า� หนดไวเ้ ปน็ ประจา� ยอ่ มทา� ใหเ้ กดิ ปญั ญา
และสิริมงคลแก่ผู้ฟัง วันธรรมสวนะและเทศกาลส�าคัญท่ีเน่ืองด้วยพระพุทธศาสนา ซ่ึงได้แก่
วันเข้าพรรษา วันออกพรรษา และวันเทโวโรหณะ
๑๒๒
122 คูมอื ครู
กระตนุ ความสนใจ สาํ รวจคน หา อธบิ ายความรู ขยายความเขา ใจ ตรวจสอบผล
Engage Explore
Explain
Expand Evaluate
กระตุนความสนใจ
โดยปกตใิ นวนั ธรรมสวนะ พระภกิ ษุ สามเณร อบุ าสก และอบุ าสกิ า จะมาประชมุ พรอ้ ม ครูกระตุนนักเรยี นดวยการถาม
กนั ทพ่ี ระอโุ บสถหรอื ศาลาการเปรยี ญ พระสงฆจ์ ะทา� วตั รสวดมนต์ เรม่ิ ดว้ ยการนมสั การพระรตั นตรยั คาํ ถาม
และสวดบทท�าวัตรเช้าไปจนจบ หลังจากนั้น • นกั เรยี นหรอื สมาชกิ ในครอบครวั
ฆราวาสก็ท�าวัตรสวดมนต์ (หรืออาจท�าพร้อม ไดไปวัดในวนั พระบอยแคไหน
กบั พระสงฆ)์ จากนน้ั มกี ารรบั ศลี ๕ หรอื ศลี ๘
เมื่อเสร็จแล้วพระธรรมกถึก (ผู้แสดงธรรม • สมาชกิ ในครอบครัวจดั เตรียม
นกั เทศน)์ ก็จะข้นึ ธรรมมาสน์แสดงธรรม อะไรบา งในการไปวดั ในวันพระ
ในการฟังธรรมมีหลักท่ีควรปฏิบัติ (แนวตอบ เชน อาหารคาว หวาน
ดังนี้ ผลไม ดอกไม ธูปเทียน)
(๑) ควรมศี รทั ธาในตวั ผแู้ สดงธรรม
เพราะการฟังโดยไม่เชื่อในคุณงามความดีและ สํารวจคน หา
ความรขู้ องผแู้ สดงธรรมนนั้ ยอ่ มไมเ่ กดิ ประโยชน์
แต่อยา่ งใด นักเรียนศึกษาความสําคัญของวัน
(๒) ไมด่ หู มน่ิ ธรรมทท่ี า่ นแสดง คอื ธรรมสวนะและสอบถามการปฏบิ ตั ติ น
ต้องไม่มีอคติ ไม่ด่วนสรุปว่าธรรมที่ท่านแสดง การฟังธรรมสามารถช่วยให้จิตใจเราสงบได้ และช่วยให้ ทถี่ กู ตอ งจากผปู กครอง คณุ ยา คณุ ยาย
นนั้ ไรค้ า่ กอ่ นทจ่ี ะฟงั จบ การแสดงธรรมบางเรอื่ ง มองเห็นทางในการคลายทุกข์
อธิบายความรู
น้ัน ถ้าฟังแต่เพียงตอนต้นๆ อาจท�าให้จับความได้ไม่ถูกต้อง ต้องฟังให้จบเสียก่อนจึงจะเข้าใจ
และเหน็ จรงิ นกั เรียนกลมุ ท่ี 2 นําเสนอผลงาน
(๓) ฟังดว้ ยความตง้ั ใจ ในระหว่างฟงั ธรรม ไม่ควรคุยกนั ไมค่ วรแสดงกริ ิยาเย่อหยิ่ง ความสาํ คัญและการปฏบิ ัติตนของ
เยาะหยัน หรอื แสดงสหี น้าเบอื่ หน่าย ควรฟงั ดว้ ยความพนิ ิจพเิ คราะห์ ฟงั ไปคดิ ตามไป ถ้ามสี งิ่ ใด ชาวพทุ ธในวันธรรมสวนะ ครูถาม
ที่สงสัยควรเกบ็ ไว้ถามภายหลงั และควรให้เกียรติผูแ้ สดงธรรม คาํ ถาม
(๔) น�าเอาหลักธรรมไปปฏิบัติ การฟังธรรมก็เพ่ือน�าไปใช้ให้เป็นประโยชน์แก่ชีวิต
ควรใช้ปัญญาไตร่ตรองสิ่งที่ได้ฟังมา แล้วน�าไปประยุกต์กับเรื่องของตน หลักธรรมข้อเดียวกัน • คนทไี่ ปวดั ในวนั พระสวนใหญ
แตล่ ะคนอาจน�าเอาไปประยุกตใ์ ชแ้ ก้ปัญหาของตนตา่ งๆ กันไปได้ เปน บคุ คลวัยใด เพราะเหตุใด
โดยทั่วไปมนุษย์ย่อมมีเร่ืองกลุ้มใจบ้าง มีปัญหาเรื่องน้ันเร่ืองนี้บ้าง มีทุกข์ทั้งทาง (แนวตอบวยั สงู อายุเพราะตอ งการ
ร่างกายและจิตใจ เมื่อเป็นเช่นน้ีจึงควรหาโอกาสไปฟังธรรม การฟังธรรมจะช่วยให้จิตใจสงบลง ความสงบอยใู กลพ ระพทุ ธศาสนา
ไม่มากกน็ อ้ ย และอาจชว่ ยใหม้ องเห็นทางท่จี ะแกป้ ญั หาได้ และไมคอยตองรับผิดชอบงาน
พระพทุ ธองคไ์ ด้ทรงแสดงผลของการฟังธรรมไว้ ดงั นี้ มีเวลาวา ง)
(๑) ได้ความรู้เพ่ิมเติม ได้ข้อคิดเห็นใหม่ๆ ท่ีเป็นประโยชน์แก่การด�ารงชีวิต เป็น
การทบทวนของเกา่ แตบ่ างทีอาจมแี งม่ มุ เพ่มิ เติมให้เราทราบกไ็ ด้ • ในวันพระมกี ารประกอบ
ศาสนพิธีอะไรบาง
๑๒3 (แนวตอบ ฟงธรรม ถวาย
ภตั ตาหารเพล)
นักเรยี นควรรู เกรด็ แนะครู
นักเรียนควรรู
ทาํ วัตรสวดมนต คือ การสวด
สาธยายบทพระพุทธมนตตางๆ เปน
ประจํา เปน อบุ ายใหจ ติ เกิดความสงบ
เปนสมาธิ และเปนการรําลึกถึงคุณ
พระรตั นตรยั
พระธรรมกถกึ คาํ ใชเ รยี กพระภกิ ษุ ครูเพิ่มเติมความรู วันธรรมสวนะ เรียกอีกอยางหน่ึงวาวันพระ เปนวันท่ีชาวพุทธ
ผูแสดงพระธรรมเทศนา เพื่อเผยแผ มีโอกาสใกลชิดกับพระพุทธศาสนามากขึ้น คือ 1 เดือนมี 4 วัน เปนวันที่ไดไปทําบุญ
หลกั ธรรม นาํ อาหารหวานคาวไปถวายพระภิกษุ ฟงเทศน แตค นสว นใหญท่ไี ปวดั มกั จะเปน
ผสู งู อาย ดงั นนั้ ครคู วรแนะนําใหน ักเรียนไปวัดฟง ธรรมเพ่อื ขดั เกลาจิตใจ
คมู ือครู 123
กระตนุ ความสนใจ สาํ รวจคน หา อธบิ ายความรู ขยายความเขา ใจ ตรวจสอบผล
Engage Explore
Explain
Expand Evaluate
กระตนุ ความสนใจ (ยอจากฉบบั นกั เรียน 20%)
ครูยกขอความกระตนุ การเรียนรู (๒) เปน็ การทบทวนความรู้ ถ้าขอ้ ธรรมน้นั มใิ ชข่ องใหม่ ซง่ึ เรารู้อยแู่ ล้ว ก็เทา่ กบั
เพื่อใหนักเรียนแสดงความคิดเห็นกับ เปน็ การทบทวนของเก่า แตบ่ างทอี าจมแี ง่มุมเพ่มิ เตมิ ใหเ้ ราทราบก็ได้
คํากลาวท่ีวา “เลิกเหลาเขาพรรษา”
(๓) เป็นการคลายความสงสัย บางคร้ังเราอาจสงสัยว่าอะไรดีอะไรช่ัว อะไรถูก
• คํากลาวนีม้ คี วามหมายอยา งไร อะไรผดิ เพราะของบางอย่างมองไดห้ ลายแง่มมุ การฟังธรรมอยเู่ สมอจะชว่ ยขจดั ความสงสัยได้
(แนวตอบ เชิญชวนชาวพุทธเลิก
ดม่ื สรุ าในชว งเขาพรรษา) (๔) เปน็ การปรบั ความคดิ ใหต้ รง คอื ตรงกบั ความเปน็ จรงิ เพราะบางเรอื่ งมคี วาม
ลกึ ซ้ึงและซบั ซ้อน อาจท�าให้เขา้ ใจไขว้เขวได้
• ทําไมจึงตอ งมกี ารเชญิ ชวนชาว
พทุ ธเลกิ ดื่มสรุ าในชวงเทศกาล (๕) เป็นการฝึกอบรมจติ เพราะการฟงั ธรรมต้องใช้สมาธิ ต้องนัง่ น่งิ ถา้ ฟังธรรม
เขา พรรษา เสมอๆ จะช่วยใหจ้ ิตใจอ่อนโยน สงบ และคิดแตใ่ นทางทีด่ ี
(แนวตอบเพราะถอื วา เปน เทศกาล
บญุ เปน การเรม่ิ ตน สง่ิ ดๆี ในชวี ติ ) ๒) วันเข้าพรรษา พุทธศาสนิกชนชาวไทยได้เริ่มบ�าเพ็ญกุศลเนื่องในเทศกาลเข้า
สาํ รวจคน หา พรรษามาต้งั แต่สมยั สโุ ขทัยเปน็ ราชธานี ดงั มขี ้อความกล่าวไว้ในศลิ าจารกึ ของพ่อขนุ รามค�าแหง
มหาราชว่า “พ่อขุนรามค�าแหงเจ้าเมืองสุโขทัยน้ี ทั้งชาวแม่ชาวเจ้า ทั้งท่วยปั่วท่วยนาง ลูกเจ้า
นกั เรยี นศกึ ษาประวตั ิ ความสําคัญ ลูกขุนทง้ั สิ้นทั้งหลายท้งั หญิงทง้ั ชาย ฝงู ท่วยมีศรทั ธาในพทุ ธศาสน์ มักทรงศีลเมอื่ พรรษาทกุ คน”
ของวันเขาพรรษา
นอกจากการรักษาศีลแล้ว พุทธศาสนิกชนในสมัยสุโขทัยนั้น ยังได้บ�าเพ็ญกุศลอ่ืนๆ
อธิบายความรู ดังมีรายละเอียดปรากฏอยู่ในหนังสือนางนพมาศว่า “อันว่ามหาชนชายหญิงในตระกูลทั้งหลาย
กช็ กั ชวนกนั ทา� กองการกศุ ลต่างๆ บรรดาผู้ใดได้สถาปนาพระอารามไว้ในพระศาสนา กบ็ อกกลา่ ว
ตัวแทนนักเรียนกลุมที่ 3 นําเสนอ ป่าวบุญในหมู่ญาติและมิตรช่วยกันตกแต่งเสนาสนะ ถวายพระภิกษุสงฆ์ท่ัวทุกพระอารามและ
ประวัติความสําคัญ การปฏิบัติตนใน ประชุมกัน เป็นพวกเป็นเหล่า ตามวงศ์ญาติและมิตร ต่างตกแต่งกรัชกายประกวดกัน
วนั เขา พรรษา นกั เรยี นรว มกนั อภปิ ราย แห่เทยี นจ�านา� พรรษาของตน นา� ไปทางบกบ้าง เรอื บ้าง เสียงพณิ พาทย์ ฆ้อง กลอง สน่ันไปทัว่
ถงึ การปฏบิ ตั ิตนในวันน้ี ทกุ แหง่ ทกุ ตา� บล เอิกเกรกิ ดว้ ยประชาชนคนแหค่ นดทู ง้ั ทางบกทางน้า� เป็นมหานกั ขัตฤกษ์ ครั้น
ถึงอาวาสของผู้ใด ก็เล้ียงดูกัน แล้วเชิญเทียนประทีปจ�าน�าพระวรรษาเข้าตั้งในพระอุโบสถวิหาร
นักเรียนควรรู จุดตามพระรตั นตรยั สิน้ ๓ เดอื น ทกุ ๆ อารามราษฎร์”
หนงั สอื นางนพมาศ หรอื ตํารับ นอกจากนี้ ราษฎรในสมัยสุโขทัยยังได้น�าลูกหลานไปที่วัด ถวายผ้าอาบน�้าฝนและ
ทาวศรีจุฬาลักษณ แตงดวยรอยแกว จตุปัจจัยแด่พระภิกษุสามเณร บางคนกอ็ ธิษฐานว่า จะรกั ษาอุโบสถศลี ตลอด ๓ เดือน บางคนก็
เพ่ือเปนหลักประพฤติปฏิบัติตนใน อธิษฐานว่า จะฟังเทศน์ทุกวันมิให้ขาดตลอด ๓ เดือน จะเห็นได้ว่าพิธีเน่ืองในวันเข้าพรรษา
การเขา รบั ราชการของนางสนมกาํ นลั ข้างต้นนี้ พุทธศาสนิกชนสมัยน้ีก็ยังถือเป็นกิจส�าคัญท่ีต้องบ�าเพ็ญอยู่ เช่น ก่อนวันเข้าพรรษา
ทั้งหลาย ประพันธโดยนางนพมาศ พุทธศาสนิกชนบางคนก็ซ่อมแซมตกแต่งเสนาสนะเตรียมให้พระท่านได้อยู่อย่างสุขสบายตลอด
สนมเอกของสมเด็จพระรวงเจา ได ๓ เดอื น หรอื ปวารณาตนตอ่ พระ รบั เปน็ โยมอปุ ฏั ฐากจดั หาสงิ่ ของทขี่ าดเหลอื มาถวายพระเปน็ การ
สมญาวา “กวหี ญิงคนแรกของไทย” เฉพาะรูปหรอื ทัง้ วัดตลอด ๓ เดือน บางคนกอ็ ธษิ ฐานจะกระท�าความดีตา่ งๆ เช่น ท�าบุญตกั บาตร
ทุกวนั รักษาศีล เขา้ วดั ฟังธรรม เปน็ ตน้ บางคนกอ็ ธษิ ฐานงดเว้นสงิ่ ท่ีควรเว้น เชน่ งดเสพสุรา
งดเลน่ การพนัน รับประทานแต่อาหารมังสวิรตั ิตลอดชว่ ง ๓ เดอื นของการเข้าพรรษา เปน็ ตน้
๑๒4
นกั เรยี นควรรู
อาหารมงั สวริ ตั ิ อาหารทป่ี ราศจาก
เนอื้ สตั วท กุ ประเภท เหมอื นกบั อาหาร
เจ แตแ ตกตา งกนั ตรงรายละเอยี ด เชน
มงั สวริ ตั ิ รบั ประทานไขไ ด แตอ าหารเจ
รบั ประทานไขไมไ ด
124 คมู อื ครู
กระตนุ ความสนใจ สาํ รวจคน หา อธบิ ายความรู ขยายความเขาใจ ตรวจสอบผล
Explain
Engage Explore Expand Evaluate
คร้ันถึงวันเข้าพรรษา พุทธศาสนิกชนจะร่วมกันท�าบุญตักบาตร แห่เทียนพรรษา อธิบายความรู
ไปยังวัดท่ีตนนับถือ แล้วเชิญเทียนพรรษาเข้าไปตั้งในพระอุโบสถ จากนั้นก็ถวายผ้าอาบน�้าฝน
จตุปัจจัยแด่พระภิกษุสามเณร และสดับฟัง 1. ครูใหนกั เรียนดูภาพขบวนแหเทยี น
ในหนังสือประกอบการเรียนหนา
พระธรรมเทศนา นอกจากน้ี ในปจั จุบันเม่อื ถึง 125 และถามนักเรยี นวา
• เพราะเหตใุ ด ชาวบานจงึ รว มมอื
เทศกาลเข้าพรรษา บิดามารดาหรือผู้ปกครอง รวมใจประดิษฐตกแตงตนเทียน
พรรษาอยา งยงิ่ ใหญแ ละสวยงาม
ยังนิยมประกอบพิธีอุปสมบทให้แก่บุตรหลาน (แนวตอบ เพราะชาวบานมีความ
ศรัทธาในพระพุทธศาสนา และ
ของตนท่มี ีอายุครบบวช (๒๐ ปีบริบูรณ์) โดย เห็นความสําคัญของการทําบุญ
ในวนั เขาพรรษา)
ถือว่าถ้าบุตรหลานของตนได้เข้ามาบวชเรียน • นกั เรยี นคดิ วา ภาพแหเ ทยี นพรรษา
นน้ี า จะจดั ขนึ้ ท่ีจงั หวดั ใด เพราะ
ในพระพุทธศาสนาและอยู่จ�าพรรษาแล้ว จะได้ เหตุใด
(แนวตอบ อุบลราชธานี เพราะ
รับอานสิ งส์สงู สดุ ทกุ ปจ ะมขี บวนแหเ ทยี นทยี่ งิ่ ใหญ
การบา� เพญ็ กศุ ลเนอ่ื งในวนั เขา้ พรรษา สวยงาม เปนทโี่ ดง ดังไปทัว่ โลก)
มีประเพณีอยู่ ๒ ประเพณี ท่ีควรน�ามาชี้แจง • เพราะเหตุใดในปจจุบันพุทธ-
เพ่ิมเตมิ ในที่น้ี คือ ๑ ศาสนิกชนมีการถวายหลอดไฟ
๑. ประเพณีแห่เทียนพรรษานี้ แทนการถวายเทยี นพรรษา
คงเกิดข้ึนจากความจ�าเป็น เพราะสมัยก่อนยัง ประเพณแี หเ่ ทยี นพรรษา จดั มขี นึ้ ในวนั เขา้ พรรษาของทกุ ปี (แนวตอบ เพราะปจจบุ นั วดั ตางๆ
โดยเฉพาะในจังหวดั ทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ใชไ ฟฟา มากกวา ใชเ ทยี นและ
เกบ็ ไวไ ดน านสะดวกในการซอ้ื หา)
ไมม่ ีไฟฟา้ ใช้เหมือนในปจั จบุ นั เม่ือพระสงฆ์มา
จ�าพรรษารวมกนั มากๆ ก็จา� ต้องปฏิบัตสิ มณกจิ เชน่ ท�าวตั รสวดมนตต์ อนเช้ามืดและตอนพลบค่�า 2. ครูใหนักเรียนชวยกันบอกถึงการ
ศกึ ษาพระปรยิ ัติธรรม กิจกรรมเหลา่ นี้ลว้ นต้องการแสงสวา่ ง โดยเฉพาะอยา่ งยิ่งเทียนทพ่ี ระสงฆ์ ปฏิบัติตนของพุทธศาสนิกชนท่ีดี
จุดบูชาพระรัตนตรัยต้องสว่าง ด้วยเหตุนี้ พุทธศาสนิกชนจึงนิยมหล่อเทียนต้นใหญ่ไปถวายพระ ในวนั เขาพรรษา
ภิกษใุ นวดั ใกลๆ้ บ้านเปน็ พุทธบูชา เพ่อื ให้สามารถจุดอยู่ได้ตลอดเวลา ๓ เดือน เทยี นดังกลา่ ว
เรยี กวา่ “เทียนจ�าน�าพรรษา” ก่อนจะนา� เทยี นไปถวายน้ี ชาวบ้านมักจัดเป็นขบวนแห่กนั ไปอยา่ ง
เอิกเกริกสนุกสนาน เรียกว่า “ประเพณีแห่เทียนจ�าน�าพรรษา” การแห่นี้มีมาต้ังแต่สมัยสุโขทัย
และมกี ล่าวไว้เป็นหลักฐานในหนงั สือนางนพมาศ
ในปัจจุบันน้ี ประเพณีแห่เทียนจ�าน�าพรรษาก็ยังถือปฏิบัติกันอยู่ท่ัวไปในบาง
จังหวัด เช่น อุบลราชธานี ถือว่าการแห่เทียนจ�าน�าพรรษาเป็นประเพณีเด่นของจังหวัด มีการ
จัดประกวดแข่งขนั การประดบั ตกแต่งต้นเทยี นใหญ่ๆ แลว้ แหแ่ หนไปถวายตามวัดตา่ งๆ
๒. ประเพณถี วายผา้ อาบนา้� ฝน ผา้ อาบนา�้ ฝน คอื ผา้ อาบนา้� ทถี่ วายแดพ่ ระภกิ ษสุ งฆ์
ก่อนเข้าพรรษา ผ้าอาบน้�าฝนเทียบได้กับผ้าขาวม้าของชาวบ้าน ซ่ึงการถวายผ้าอาบน�้าฝนน้ี
เป็นประเพณที ่ีมีมาตั้งแต่ครั้งสมัยพุทธกาลแลว้
๑เรยี บเรยี งจากหนงั สอื “วนั สา� คญั โครงการปรี ณรงคว์ ฒั นธรรมไทยและแนวทางในการจดั กจิ กรรม” โดย สา� นกั งานคณะกรรมการ ๑๒๕
วฒั นธรรมแหง่ ชาติ กระทรวงศกึ ษาธกิ าร
คมู อื ครู 125
กระตนุ ความสนใจ สํารวจคน หา อธบิ ายความรู ขยายความเขา ใจ ตรวจสอบผล
Explain Expand
Engage Explore Evaluate
อธบิ ายความรู (ยอจากฉบับนกั เรียน 20%)
1. นกั เรยี นฝก ทอ งคาํ ถวายผา อาบนาํ้ ฝน ในปจั จุบัน พุทธศาสนิกชนไทยยงั คงปฏิบตั ิเรอื่ ยมา แต่ไมม่ ีกา� หนดแนน่ อนว่าตอ้ งถวาย
2. ครูถามคาํ ถาม วันไหน เพียงแต่ให้อยู่ในระยะ ๑ เดือน ก่อนเข้าพรรษา การถวายผ้าอาบน้�าฝนของวัดต่างๆ
จงึ ไม่ตรงกนั บางวดั มกี ารแจกฎกี านดั เวลาประกอบพิธีถวายผา้ อาบน้า� ฝน ณ ศาลาบา� เพญ็ กศุ ล
• ทาํ ไมจงึ มกี ารถวายผา อาบนา้ํ ฝน ของวัด เม่ือถึงวันก�าหนดก็ไปพร้อมกันที่สถานท่ีท่ีได้ก�าหนดไว้แล้ว อาจเป็นโบสถ์หรือศาลา
ในชวงเทศกาลเขา พรรษา การเปรยี ญก็ได้ น�าผ้าอาบน�า้ ฝนที่จะถวายมารวมกนั ไว้ ทา� สลากตดิ ไว้ทข่ี องถวาย ปกตจิ ะมีของ
(แนวตอบ เพราะเปนชวงหนาฝน ถวายอ่ืนเป็นบริวารด้วย เช่น ร่ม พุ่มเทียน ไม้ขีด สบู่ ยาสีฟัน กระดาษช�าระ เป็นต้น เมื่อ
พระภิกษจุ ะไดนาํ มาใช) พระสงฆ์มาพร้อมกนั แล้ว ผู้เป็นหวั หน้าก็จะกล่าวน�า ต้งั นะโม ๓ จบ แล้วกลา่ วนา� ถวาย
ค�าถวายผา้ อาบน้�าฝน
ขยายความเขา ใจ ค�าอ่าน อมิ านิ มย� ภนฺเต, วสฺสิกสาฏกิ านิ, ภิกขุสงฆฺ สสฺ โอโณชยาม, สาธุ โน ภนเฺ ต
ครใู หนกั เรียนเขียนบทความ ภิกฺขุ สงฺโฆ, อิมานิ, วสฺสิกสาฏิกานิ, ปฏิคฺคณฺหาตุ, อมฺหาก�, ทีฆรตฺต�
เรอ่ื งสน้ั ในหวั ขอ “เทยี นพรรษา หติ าย สขุ าย
ศลิ ปะแหง ศรทั ธา” ค�าแปล ข้าแต่พระสงฆ์ผู้เจริญ ข้าพเจ้าทั้งหลายขอน้อมถวายผ้าอาบน้�าฝนเหล่านี้
แด่พระสงฆ์ ขอพระสงฆ์จงรับผ้าอาบน�้าฝนเหล่านี้ของข้าพเจ้าท้ังหลาย
นักเรยี นควรรู เพ่อื ประโยชน์และความสุขแกข่ ้าพเจา้ ทั้งหลายตลอดกาลนานเทอญ
พอจบค�าถวาย พระสงฆ์จะรับ “สาธุ” พร้อมกัน เจ้าอาวาสหรือผู้แทนออกมารับผ้า
สวดปาฏิโมกข การทําสังฆกรรม แทนพระสงฆ์ พระรูปใดจับสลากได้หมายเลขใด กใ็ ห้เจ้าของน�าผา้ อาบน�า้ ฝนท่ีมสี ลากเลขตรงกนั
ที่เปนกิจของพระภิกษุ โดยการสวด มาถวายพระรูปนั้น เม่ือประเคนผ้าเสร็จแล้ว พระสงฆ์กล่าวค�าอนุโมทนา ผู้ถวายทั้งหมดก็
สกิ ขาบทที่พระพทุ ธเจา ทรงบญั ญัตไิ ว กรวดน้า� แล้วประนมมอื รับพร เปน็ อนั เสรจ็ พิธี
227 ขอ ในทกุ ๆ วนั พระขึน้ 15 คา่ํ
๓) วนั ออกพรรษา วนั ขนึ้ ๑๕ ค�า่ เดอื น ๑๑ ซึง่ เปน็ วันแรกของวันออกพรรษานั้น
เกรด็ แนะครู
พทุ ธศาสนกิ ชนต่างพากนั ร่วมท�าบุญตักบาตรและฟงั เทศน์ตามวดั วาอารามต่างๆ เรียกวา่ “ทา� บญุ
ครเู พิ่มเติมขอ ควรรเู กย่ี วกับการ ออกพรรษา” หรอื เรยี กอกี อยา่ งหนึ่งวา่ “วนั ปวารณา” ในวนั นพ้ี ระพุทธเจา้ ทรงอนุญาตใหพ้ ระสงฆ์
ทอดกฐนิ และทอดผา ปา ท�าปวารณาแทน ไม่ต้องสวดปาฏโิ มกข์ ในวนั น้ถี ือกนั ว่าเป็นวันคล้ายวนั ทพี่ ระพทุ ธเจ้าได้เสดจ็ ลง
จากเทวโลก จงึ เปน็ ประเพณขี องพทุ ธศาสนกิ ชนอกี อยา่ งหนง่ึ วา่ เมอื่ ถงึ วนั นจี้ ะจดั เตรยี มอาหารไป
ตกั บาตรทเี่ รยี กวา่ “ตกั บาตรเทโว” ซงึ่ ยอ่ มาจาก “เทโวโรหณะ” เสรจ็ จากการตกั บาตรพทุ ธศาสนกิ ชน
กจ็ ะไปฟงั ธรรมและรักษาอุโบสถศลี ต่อไป
ประเพณีอนั เนื่องมาจากการออกพรรษายังมีทนี่ ิยมกันอีก คอื การทอดกฐนิ การถวาย
ผา้ จา� น�าพรรษา การทอดผ้าปา่ และการเทศน์มหาชาติ
๑๒๖
126 คูมือครู
กระตนุ ความสนใจ สาํ รวจคน หา อธบิ ายความรู ขยายความเขา ใจ ตรวจสอบผล
Engage Explore Explain
Expand Evaluate
๓.๑) การทอดกฐนิ ค�าวา่ “กฐนิ ” แปลวา่ “สะดึง” สะดึง คือ กรอบไมส้ �าหรบั ขึงผา้ กระตนุ ความสนใจ
ผ้ากฐนิ กค็ อื ผ้าท่ีท�าส�าเรจ็ ขน้ึ ไดเ้ พราะอาศัยสะดงึ เม่ือสา� เร็จเปน็ ผ้ากฐนิ แล้วก็น�าไปทอด คอื วาง
แดภ่ ิกษุผอู้ ยูจ่ า� พรรษาตลอด ๓ เดอื น เรยี กว่า “ทอดกฐิน” ดังนั้น การทอดกฐนิ คือ การนา� ผา้ กฐิน ครเู ลา เหตกุ ารณใ นหนาทอดกฐนิ ท่ี
ไปวางต่อหน้าพระสงฆ์อย่างน้อย ๕ รูป โดยมิได้ต้ังใจถวายแก่รูปใดรูปหน่ึง แล้วแต่พระท่าน ผานมา ถามนกั เรยี นวา
จะมอบหมายให้กันเอง ตามความหมายของ
พจนานกุ รมฉบบั ราชบณั ฑติ ยสถาน คา� วา่ “กฐนิ ” • พทุ ธศาสนกิ ชนปฏบิ ตั ติ นอยา งไร
หมายถึง“ผา้ ทถ่ี วายพระซึ่งจ�าพรรษาแลว้ ” ผ้าท่ี ในวนั ทอดกฐิน
นา� ไปทอดกฐนิ ตอ้ งมขี นาดพอสา� หรบั การตดั เยบ็ (แนวตอบไปจองกฐนิ ทวี่ ดั ไวล ว งหนา
เป็นจีวร สบง หรือสังฆาฏิ อย่างใดอย่างหน่ึง จัดเตรียมหาเครือ่ งผากฐิน คือ
แตป่ จั จบุ นั นยิ มตดั เยบ็ สา� เรจ็ รปู เพอื่ ความสะดวก ไตรจีวร พรอ มเครือ่ งบริขาร เมือ่
ถึงวันทอดกฐินมีการเล้ียง
พระเพล และถวายผากฐิน)
คา� กลา่ วถวายผา้ กฐิน สํารวจคนหา
คา� อ่าน อิม� ภนเฺ ต สปริวาร� กนิ จีวรทุสฺส� ครใู หน ักเรยี นศกึ ษาประวัติ
ความสําคญั และประเพณเี น่อื ง
ในวันออกพรรษา
สงฺฆสสฺ โอโณชยาม, การถวายผ้ากฐินเป็นประเพณีท่ีพุทธศาสนิกชนปฏิบัติ อธิบายความรู
สาธุ โน ภนเฺ ต สงฺโฆ, อิม� สปรวิ าร� ในวนั ออกพรรษา
กฐินทุสฺส�, ปฏิคฺคณฺหาตุ, ปฏิคฺค 1. นักเรียนกลุมท่ี 4 นําเสนอประวัติ
ความเปนมา ความสําคัญและการ
เหตฺวา จ, อมิ ินา ทสุ ฺเสน กนิ � อตฺถรต,ุ อมหฺ าก� ทฆี รตฺต� หิตาย สขุ าย ปฏบิ ัตขิ องชาวพทุ ธเนือ่ งในวนั ออก
คา� แปล ขา้ แตพ่ ระสงฆผ์ ้เู จริญ ข้าพเจา้ ท้ังหลาย ขอน้อมถวายผา้ กฐินกับทัง้ ผ้าบริวารน้ี พรรษา
แด่พระสงฆ์ ขอพระสงฆ์จงรับผ้ากฐิน กับทั้งบริวารนี้ ของข้าพเจ้าท้ังหลาย
ครนั้ รบั แลว้ จงกรานกฐนิ ดว้ ยผา้ น้ี เพอื่ ประโยชนเ์ กอ้ื กลู เพอื่ ความสขุ แกข่ า้ พเจา้ 2. ครูใหน ักเรยี นทองคํากลา วถวาย
ท้งั หลาย ตลอดกาลนาน เทอญ ผา กฐิน
เมอ่ื กลา่ วคา� ถวายจบแลว้ พระสงฆก์ ็จะกล่าวค�าว่า “สาธุ” ขึ้นพร้อมกัน ถ้าหาก เกรด็ แนะครู
ประสงค์จะประเคนผ้ากฐิน ก็ให้ประเคนแก่พระรูปใดรูปหนึ่งไม่เจาะจง และไม่นิยมประเคน
เจ้าอาวาส ซ่ึงถือว่าเป็นผู้ครองกฐิน และจะวางไวต้ รงหนา้ พระสงฆโ์ ดยไมป่ ระเคนกไ็ ด้ เสรจ็ แลว้ ครูควรเพิ่มเติมใหนักเรียนรูถึงการ
พระสงฆ์อนโุ มทนาเป็นอนั เสร็จพธิ ี เรียกชอ่ื กฐนิ
๓.๒) การถวายผา้ จ�านา� พรรษา ผา้ จ�านา� พรรษา คือ ผา้ ที่พระภกิ ษุจะไดร้ บั ตอ่ เม่ือ กฐนิ ทพี่ ระราชาเสดจ็ ไปทอดท่ี
จา� พรรษาแล้ว ก�าหนดเวลาถวายผา้ จ�าน�าพรรษาตั้งแต่ แรม ๑ คา่� เดือน ๑๑ จนถงึ กลางเดอื น ๔ วดั หลวง เรียกวา กฐินหลวง
เป็นเวลา ๕ เดอื น
กฐินท่ีพระราชาเสด็จไปทอดทว่ี ัด
๑๒7 ราษฎร เรยี กวา กฐินตน
นักเรยี นควรรู กฐินทพ่ี ระราชาพระราชทานแก
บคุ คลทว่ั ไป เรยี กวา กฐนิ พระราชทาน
กรานกฐิน ภิกษุผูรับกฐินนําผาไปทําไตรจีวรผืนใดผืนหน่ึง เม่ือทําเสร็จจนถึง
ยอ มและผงึ่ แหง แลว พระสงฆล งประชมุ ในอโุ บสถแลว ทา นผรู บั กฐนิ กระทาํ ปจ จทุ ธรณ กฐินท่ีประชาชนทอดที่วดั ราษฎร
คอื การถอนผา เกา อธษิ ฐานผา กฐนิ ใหม เพอื่ ใหเ ปน ไตรจีวรตอ ไป รว มกัน เรียกวา กฐนิ สามคั คี
คูม ือครู 127
กระตุนความสนใจ สาํ รวจคน หา อธบิ ายความรู ขยายความเขา ใจ ตรวจสอบผล
Explain
Engage Explore Expand Evaluate
อธิบายความรู (ยอ จากฉบบั นักเรยี น 20%)
1. ครใู หนักเรียนทเ่ี คยเขา รว มพิธี ผ้าท่ีจะน�าไปถวายน้ันไม่จ�ากัดว่าจะเป็นสบง จีวร หรือผ้าขาวอย่างใดอย่างหนึ่ง
ทอดกฐินหรือทอดผาปา เลา แล้วแต่ศรัทธา บางทีก็ถวายไทยทานอย่างอื่นด้วย เมื่อถึงก�าหนดนัดหมายแล้ว ผู้ถวายก็น�าผ้า
ประสบการณใหเ พ่ือนฟง ครู และไทยทานต่างๆ ไปพรอ้ มกนั ณ ท่ีท่ีจัดไว้ ผ้เู ป็นหัวหน้าก็กล่าวคา� ถวาย
ต้งั ประเด็นใหนกั เรยี นรวมกนั
อภปิ ราย ค�าถวายผา้ จ�าน�าพรรษา
• ทอดกฐินกบั ทอดผา ปาเหมือน คา� อา่ น อิมานิ มย� ภนฺเต, วสฺสาวาสิกจวี รานิ, สปรวิ ารานิ ภิกขฺ ุสงฆฺ สฺส โอโณชยาม,
หรือแตกตางกนั อยางไร
(แนวตอบ ทอดกฐินจะกระทํากัน สาธุ โน ภนเฺ ต ภกิ ขฺ สุ งโฺ ฆ, อมิ านิ วสสฺ าวาสกิ จวี ราน,ิ สปรวิ ารานิ ปฏคิ คฺ ณหฺ าต,ุ
หลังจากออกพรรษา กระทํากัน อมฺหาก� ทฆี รตตฺ � หิตาย สุขาย
ในชว งเวลา 1 เดือน ซง่ึ ใน 1 ป ค�าแปล ข้าแต่พระสงฆ์ผู้เจริญ ข้าพเจ้าทั้งหลาย ขอน้อมถวายผ้าจ�าน�าพรรษาเหล่านี้
แตล ะวัดสามารถทอดกฐนิ ได แดพ่ ระภิกษสุ งฆ์ ขอพระภกิ ษุสงฆ์จงรับผ้าจ�าน�าพรรษาเหล่าน้ี เพื่อประโยชน์
1 ครง้ั สวนการทอดผา ปา ทาํ ได และความสขุ แก่ขา้ พเจา้ ทั้งหลายตลอดกาลนานเทอญ
ตลอดปแ ลว แตว ตั ถปุ ระสงคข อง
ทางวัด) ๓.๓) การทอดผ้าป่า ผ้าป่า แต่เดิมหมายถึง ผ้าท่ีท้ิงอยู่ในป่าไม่มีเจ้าของ แต่
ปจั จบุ นั หมายถงึ ผา้ ทส่ี มมตวิ า่ ตกหรอื ทง้ิ อยใู่ นปา่ หรอื ปา่ ชา้ ในสมยั พทุ ธกาลเมอ่ื ครง้ั ทพ่ี ระพทุ ธองค์
2. ใหนกั เรียนฝก ทอ งคาํ ถวายผา ยังมิได้ทรงอนุญาตให้ภิกษุสงฆ์รับจีวรจากชาวบ้าน พระภิกษุต้องเท่ียวเก็บผ้าที่เขาทิ้งแล้ว เช่น
จาํ นําพรรษา คําถวายผา ปา ผา้ บังสกุ ลุ (ผา้ เปอื้ นฝนุ่ ) ผา้ สกปรกที่ชาวบา้ นไมต่ อ้ งการและนา� มาทงิ้ ไว้ ผ้าห่อศพ โดยรวบรวม
ผา้ ชน้ิ เลก็ ชน้ิ นอ้ ยแลว้ นา� มาซกั ทา� ความสะอาด ตดั เยบ็ ยอ้ ม ทา� เปน็ จวี ร สบง หรอื สงั ฆาฏิ อยา่ งใด
นกั เรียนควรรู อยา่ งหน่งึ เมือ่ ชาวบ้านเห็นความยากล�าบากของพระสงฆ์ จงึ ได้นา� ผา้ ไปทอดหรอื วางทง้ิ ไว้ตามท่ี
ตา่ งๆ เชน่ ในปา่ ปา่ ชา้ หรอื ขา้ งทางเดนิ เพอ่ื ใหพ้ ระภกิ ษมุ าพบ จงึ เปน็ ทม่ี าของพธิ กี ารทอดผา้ ปา่
สงั ฆทาน การถวายทานแกพ ระสงฆ การทอดผ้าป่านิยมท�าคู่กับการทอดกฐิน คือ ทอดต่อจากฤดูทอดกฐิน ในเดือน ๑๒ ข้างแรม
ถวายปจจัยวัตถใุ ดๆ ก็ได ทเี่ ปน การทอดผ้าป่าจัดเป็นสังฆทาน ไม่เจาะจงภิกษุรูปใดรูปหนึ่ง จะทอดเป็นการส่วนตัวหรือรวมกัน
ประโยชนแ กค ณะสงฆโ ดยสว นรวม เป็นผ้าป่าสามัคคกี ไ็ ด้
สวนการถวายสงั ฆทาน เปนการ
ถวายสง่ิ ของจตปุ จจัยวตั ถุแกหมู คา� ถวายผา้ ป่า
พระสงฆโดยไมเ ลอื กระบถุ วายเฉพาะ คา� อ่าน อมิ านิ มย� ภนเฺ ต ปส ุกลู จีวรานิ สปรวิ ารานิ ภิกขฺ สุ งฆฺ สฺส โอโณชยาม สาธุ โน
เจาะจงแกพระสงฆร ปู ใดรปู หนึง่
กลา วคอื ถวายเขา เปน สทิ ธกิ องกลาง ภนฺเต ภิกฺขุสงฺโฆ เอตานิ ปสฺุกูลจีวรานิ สปริวารานิ ปฏิคฺคณฺหาตุ อมฺหาก�
แกค ณะสงฆภายในวดั เพอื่ จะจดั ทฆี รตตฺ � หิตาย สุขาย
แบง ปน แกพระสงฆรปู ใดรปู หนง่ึ ที่ คา� แปล ข้าแต่พระสงฆ์ผู้เจริญ ข้าพเจ้าท้ังหลายขอน้อมถวายผ้าบังสุกุลจีวรพร้อมด้วย
ตองการ ของบริวารเหล่าน้ีแด่พระสงฆ์ ขอพระสงฆ์จงรับผ้าบังสุกุล จีวร พร้อมด้วย
ของบริวารเหล่านี้ของข้าพเจ้าท้ังหลาย เพื่อประโยชน์และความสุขแก่ข้าพเจ้า
ทั้งหลายตลอดกาลนานเทอญ
๑๒8
128 คมู อื ครู
กระตุนความสนใจ สาํ รวจคน หา อธบิ ายความรู ขยายความเขา ใจ ตรวจสอบผล
Explore Explain
Engage Expand Evaluate
๓.๔) ประเพณีงานเทศนมหาชาติ การแสดงพระธรรมเทศนา หรือท่ีเรียกสั้นๆ สํารวจคน หา
วา “มีเทศน” เปนบุญพธิ ที ่ีนยิ มทาํ กันมา ต้งั แตโ บราณสมยั กรุงสุโขทัย
เทศนมหาชาติ คือ การเทศนาเวสสันดรชาดก เปนบุญพิธีที่นิยมจัดใหมีหลังฤดู ครเู ปด เทปการเทศนม หาชาตติ อนใด
ทอดกฐนิ ผา นไปแลว จนตลอดฤดหู นาว (ประมาณเดือน ๕ ตอ เดอื น ๖) โดยจะจัดวันใดก็ได ปกติ ตอนหนึ่ง ใหนักเรียนฟง ประมาณ
นิยมจัดเปน ๒ วัน คือ วันเทศนเวสสันดรชาดกท้ัง ๑๓ กัณฑวันหน่ึง และวันเทศนจตุราริย- 10 นาที หรือใหนักเรียนดูจากคลิป
สจั จกถาทา ยเวสสนั ดรชาดกอกี วนั หนง่ึ วดิ ีโอ
วนั แรก ทําบญุ ตกั บาตรพระทงั้ วัดหรอื เลย้ี งพระตามจํานวนท่เี หน็ สมควร แลว เรมิ่
เทศนเวสสันดรชาดกแบบตดิ ตอกันจนครบท้ัง ๑๓ กณั ฑ เม่ือถงึ เวลากลางคืน บางวดั อาจจดั ใหมี อธิบายความรู
ปพ าทยประโคมระหวางกณั ฑหน่ึงๆ ตลอดทง้ั ๑๓ กัณฑ
วนั ทส่ี อง ทาํ บญุ เลยี้ งพระเชา แลว มเี ทศนจ ตรุ ารยิ สจั จกถา จบแลว เลยี้ งพระเพลเปน นักเรียนอภิปรายถึงการจัดสถานท่ี
อันเสรจ็ พิธี แตถ า กัณฑจตรุ าริยสัจจกถาจดั ใหเทศนแ บบปจุ ฉาวิสัชนา กม็ กั นิยมใหเ ทศนหลังเพล บรรยากาศในการเทศมหาชาติ
ในปจ จบุ นั อาจจดั ใหม มี ากกวา ๒ วนั
ระเบยี บพิธใี นการเทศนมหาชาติ ก็ได แลวแตศรัทธาของวัดและผูจัด โดยแบง เกร็ดแนะครู
● ตกแตง บรเิ วณพธิ ใี หม บี รรยากาศคลา ย
อยูในปาตามทองเรื่องเวสสันดรชาดก แลวนําตน เทศนเวสสันดรชาดกออกเปนวันๆ ใหติดตอ ครูอาจใหนักเรียนจัดสถานการณ
กลวย ออย และก่ิงไมมาผูกตามเสา และรอบๆ กนั ไป และจบดวยเทศนจตุราริยสจั จกถา จําลองการเทศนมหาชาติ โดยให
ธรรมาสนใหดูครึ้ม มีการประดับธง ฉัตร และ นักเรียนทุกคนมีสวนรวมหรือพา
ราชวตั ิ ตามสมควร ประเพณีการเทศนมหาชาติจัดเปน นกั เรยี นไปฟง เทศนม หาชาตทิ ว่ี ดั ตา งๆ
การทาํ บญุ ทส่ี าํ คญั ซง่ึ มคี วามเชอื่ วา ถา ใครไดฟ ง หรือเปดวีดิทัศนการเทศมหาชาติให
● ตั้งขันสาครใหญหรืออางใหญใสน้ํา เทศนมหาชาติแลวจะไดกุศลแรง และหากใคร นกั เรียนฟง
สะอาดสาํ หรบั ปก เทยี นบชู าประจาํ กณั ฑใ นระหวา ง ต้ังใจฟงใหจบในวันเดียว จะไดเกิดรวมและพบ
พระเทศน นํ้าในภาชนะนี้เมื่อเสร็จพิธีแลวถือวา กบั พระศรีอริยเมตไตรย นักเรียนควรรู
เปน นาํ้ พทุ ธมนตที่ศักดสิ์ ทิ ธิ์ ภาชนะนใ้ี หต งั้ ไวห นา
ธรรมาสนกลางบริเวณพธิ ี ในภาคอสี าน ประเพณเี ทศนม หาชาติ เทศนจตุราริยสัจจกถา การเทศน
มคี วามยิ่งใหญและสาํ คญั จดั ขึ้นประมาณเดอื น มหาชาติเปนบุญพิธีที่นิยมจัดสองวัน
● เตรียมเทยี นเลก็ ๆ จํานวน ๑,๐๐๐ เลม ๔ เรียกวา “บุญผะเหวด” คือ วันแรกเทศนเวสสันดรชาดกทั้ง
ตามจํานวนคาถา แยกเปนมัดๆ มัดหน่ึงใหมี ทางภาคเหนือ จะมีประเพณีสราง 13 กณั ฑ และวันท่สี องเทศนจตรุ ารยิ -
จํานวนเทาคาถาของกัณฑหนึ่งๆ ซ่ึงไมเทากัน สัจจกถา
ทกุ กณั ฑ แลว ทาํ เครอื่ งหมายใหร วู า มดั ไหนจาํ นวน
เทาใด สําหรบั บชู ากณั ฑใ ด เม่ือเทศนกัณฑใดจะ หลาบเงินหรอื แผน เงนิ แกะลาย แขวนหอ ยรอบ นักเรียนควรรู
ไดหยิบมัดนั้นออกจุดบูชาติดไวรอบๆ ภาชนะน้ํา ฉัตร ถวายเปนเครือ่ งขันธต ัง้ ธรรมหลวงในงาน
ตอกันไปจนจบกัณฑก็ใหหมดมัดพอดี ครบ ๑๓ พระศรีอริยเมตไตรย เปนพระ-
กัณฑก็ ๑,๐๐๐ เลม การจุดเทียนหรอื ปกธงบูชา ภาคใต ประเพณีเทศนมหาชาติ โพธสิ ตั วผ จู ะไดต รสั รเู ปน พระพทุ ธเจา
กณั ฑน เ้ี ปน หนา ทข่ี องเจา ภาพผรู บั กณั ฑน น้ั ๆ ทจ่ี ะ กลายมาเปน ประเพณีสวดดาน ซึ่งคลายกับการ พระองคท ่ี 5 และองคส ดุ ทา ย หลงั จาก
สวดโอเอวิหารรายท่ีวัดพระศรีรัตนศาสดาราม ที่พระพุทธเจาพระองคปจจุบันสิ้นสุด
ในกรงุ เทพมหานคร ไปแลว ซ่ึงก็คือ พ.ศ. 5000 เปน ตนไป
ตองปฏบิ ัติ
๑๒๙
นักเรียนควรรู คมู ือครู 129
บุญผะเหวด หรอื บุญมหาชาติ เปน ประเพณีบุญตามฮตี สิบสอง ของชาวอีสาน จัดขน้ึ ในเดอื น 4
ของทุกป (ประมาณเดือนมีนาคม - เมษายน) โบราณเช่ือกันวา หากผูใดไดฟงเทศนมหาชาติ
จบทงั้ 13 กณั ฑ ภายในวันเดยี วและบาํ เพ็ญความดี จะสงใหบคุ คลนั้นไดไ ปเกดิ รวมชาติเดียวกับ
พระพุทธเจา และในวันน้ีจึงจดั ใหมีพิธกี รรมขอฝน เลนผตี าโขนดว ย
กระตนุ ความสนใจ สํารวจคน หา อธบิ ายความรู ขยายความเขา ใจ ตรวจสอบผล
Explain Expand Evaluate
Engage Explore
อธบิ ายความรู (ยอ จากฉบบั นักเรยี น 20%)
ครูใหนักเรียนดูภาพตักบาตรเทโว ๔) วันเทโวโรหณะ หมายถึง วันทําบุญตักบาตรในเทศกาลออกพรรษา คําวา
ใหน ักเรยี นบอกถึงบรรยากาศ และให เทโวโรหณะ แปลวา ลงมาจากสวรรค หรอื ลงมาจากเทวโลก มปี ระวตั ิเลา วา หลังจากพระพุทธเจา
คนที่เคยเขารวมตักบาตรเทโวเลา ตรัสรูไดเสด็จไปประกาศพระศาสนาในแควน
บรรยากาศ วิธีการปฏิบัติใหเพ่ือนฟง ตางๆ ทั่วชมพูทวีป รวมทั้งไดเสด็จข้ึนไปจํา
ครูถามคําถาม พรรษาบนสวรรคช น้ั ดาวดงึ ส ในวนั แรม ๑ คาํ่
เดือนอาสาฬหะหรือเดือน ๘ เพื่อเทศนาพระ
• ทาํ ไม จงึ ใชข า วตม ลกู โยนในการ อภิธรรมปฎกโปรดพระพุทธมารดาหน่ึงพรรษา
ตักบาตรเทโว หรือเปนเวลา ๓ เดือน
(แนวตอบ เปนประเพณีสืบเน่ือง ครนั้ ถงึ วันแรม ๑ ค่ํา เดือน ๑๑ หรอื
มาตั้งแตส มัยพทุ ธกาล) หลังวันออกพรรษา ๑ วัน พระพุทธองคจึงได
เสด็จลงมาจากสวรรคมายังโลกมนุษย โดย
ขยายความเขา ใจ เสด็จลงทางบันไดสวรรคท่ีเมืองสังกัสสนคร
โดยมที า วสกั กเทวราชและเทพบรวิ ารมาสง เสดจ็
1. ครูใหน ักเรยี นวเิ คราะหใ นประเด็น พระพทุ ธเจา ทรงแสดงอทิ ธฤิ ทธบิ์ นั ดาลใหม นษุ ย
คาํ กลา ว ดงั นี้ เทวดา และสตั วน รกทง้ั ๓ โลก มองเหน็ กาย
• วนั วสิ าขบชู า เปน วนั พระพทุ ธเจา พทุ ธศาสนกิ ชนนยิ มทาํ บญุ ตกั บาตรเทโวในวนั ออกพรรษา ของกันและกันทั้งหมดอยางชัดเจน จึงเรียกวา
• วนั อาสาฬหบชู า เปน วนั พระธรรม
• วันมาฆบชู า เปน วนั พระสงฆ “วันเปดโลก” หรือ “วันเทโวโรหณะ” พระพุทธองคไดทรงแสดงธรรมโปรดเทวดาและมนุษย
โดยตรสั ถามปญ หานํามาซึง่ มรรคผล นพิ พานแกเหลา สตั วท ง้ั หลายนบั ไมถ ว น
2. ครูใหนักเรียนแสดงความคิดเห็น ในวันนี้ พุทธบริษัทตางพากันไปเฝาพระพุทธองคเพื่อใสบาตรกันอยางเนืองแนน
และนําเสนอแนวคดิ ทวี่ า วนั สาํ คญั ภัตตาหารที่ถวายในวันนั้นเปนของที่แตละคนเตรียมมาเปนเสบียงสวนตัว ผูคนที่มาใสบาตร
ทางพระพทุ ธศาสนา มีความ มีจํานวนมากทําใหไมสามารถเขาถึงพระได จึงมีการเอาขาวสาลีของตนมาปนเปนกอน แลว
เกี่ยวขอ งกับบคุ คลใดเปนหลกั โยนใสบาตรพระสงฆ จงึ เปน ท่ีมาของความนยิ มทาํ ขาวตมลกู โยนสําหรบั การตักบาตรเทโว ดงั น้นั
(แนวตอบ เชน เมือ่ ถงึ วันแรม ๑ คํ่า เดอื น ๑๑ พทุ ธศาสนิกชนจงึ ทาํ บญุ ตกั บาตรใหเ หมอื นในคร้ังนน้ั และเรยี กวา
1. วนั วสิ าขบชู า เกีย่ วของกบั “ตักบาตรเทโวโรหณะ” หรือ “ตกั บาตรเทโว”
พระพทุ ธเจา เปนวนั ประสตู ิ ในปจ จบุ นั จะทําขึน้ ในวัดปละคร้ัง โดยกอ นวันตกั บาตรเทโว ทางวัดตอ งเตรียมรถทรง
ตรัสรู ปรนิ ิพพาน พระพทุ ธรปู หรอื คานหามพระพทุ ธรปู เพอื่ ชกั หรอื หามนาํ หนา พระสงฆใ นการรบั บาตร ในรถมที ตี่ งั้
2. วนั เขา พรรษาเกย่ี วขอ งกบั พระสงฆ พระพทุ ธรปู ตรงกลาง และจะประดบั รถหรอื คานหามดว ยราชวตั ิ ฉตั ร ธง โดยรอบ ตรงหนา พระพทุ ธรปู
และชาวพทุ ธคอื เปน พทุ ธบญั ญตั ิ จะตง้ั บาตรสาํ หรบั บณิ ฑบาต สว นตวั รถตกแตง ใหส วยงาม และมผี ถู อื บาตรตามสาํ หรบั รบั บณิ ฑบาต
ใหพ ระสงฆจาํ พรรษาเปนเวลา จากพุทธศาสนิกชนที่ต้ังแถวเปนแนวยาว พระพุทธรูปท่ีจะเชิญขึ้นประดิษฐานบนรถทรงหรือ
3 เดือน ในชว งฤดูฝน เพ่อื ไมใ ห คานหาม จะตอ งเปน พระพทุ ธรปู ยนื สว นอาหารทพี่ ทุ ธศาสนกิ ชนเตรยี มมาสาํ หรบั ใสบ าตร นอกจาก
เหยยี บยาํ่ ทนี่ าชาวบาน ๑๓๐ ขา ว เครอ่ื งคาวของหวานแลว กย็ งั มสี ง่ิ หนง่ึ ซง่ึ ถอื เปน ประเพณที จ่ี ะขาดเสยี มไิ ด คอื ขา วตม ลกู โยน
3. วันออกพรรษา เก่ยี วขอ งกบั
พระสงฆ และพระพุทธเจา คือ ตรวจสอบผล
เปน วันทพี่ ระพุทธเจาอนญุ าต
ใหพระสงฆทําปวารณาตอ กนั 1. ครตู รวจผลงานการเขียนบทความเรื่องสั้น
และหลงั จากออกพรรษา 1 วัน 2. สงั เกตการมีสว นรวมในการแสดงความคิดเหน็ การทาํ งานกลุม
เปน วนั ตกั บาตรเทโวเพ่ือระลกึ 3. ครูตรวจสอบความถูกตองของขอ มลู และความสวยงามในการจัดปา ยนเิ ทศ
ถงึ เหตุการณพระพทุ ธเจาเสดจ็
ลงจากสวรรค หลังจากโปรด
พระพุทธมารดามายังโลกมนุษย
3. ครใู หน กั เรยี นรว มกันจดั ปายนเิ ทศ
วันสาํ คัญทางศาสนา
130 คูมือครู
กระตนุ ความสนใจ สาํ รวจคน หา อธิบายความรู ขยายความเขาใจ ตรวจสอบผล
Engage Explore
Explain Expand Evaluate
๒. ศาสนพิธี กระตนุ ความสนใจ
ศาสนพิธี คอื พิธีท�าบุญ หรอื แบบแผนการท�าบญุ ทีเ่ ป็นประเพณใี นชีวิตของคนทัว่ ไปที่เปน็
พุทธศาสนกิ ชน แบง่ ได้เปน็ ๒ ประเภท คือ ทา� บุญงานมงคลและทา� บญุ งานอวมงคล ครนู าํ สนทนาดว ยการเลา ถึงการ
ไปเขา รว มศาสนพธิ ี เชน ไปทําบุญ
๒.๑ พธิ ที า� บุญงานมงคลและงานอวมงคล ขน้ึ บา นใหม งานแตง งาน งานทาํ บุญ
เลยี้ งพระ งานศพ เปนตน ครูเลา ถงึ
งานหลักของการท�าบุญ คือ การเล้ียงพระ จึงนิยมเรียกกันว่า “การท�าบุญเลี้ยงพระ” การ บรรยากาศของงาน การประกอบพธิ ี
ท�าบุญเล้ียงพระน้ีนิยมกระท�ากันทั้งในงานมงคลและงานอวมงคล ตามปกติเจ้าภาพหรือผู้ที่ และใหนักเรียนทเี่ คยไปรว มในพธิ ี
จะท�าบุญ มักนิมนต์พระมาเจริญหรือสวดพระพุทธมนต์ ณ สถานท่ีท่ีใช้ประกอบพิธีในตอนเย็น ตา งๆ เลาประสบการณใหเ พ่ือนฟง
เรียกกันว่า “สวดมนต์เย็น” เช้าวันรุ่งขึ้นหรือเวลาเพลก็ถวายภัตตาหารแด่พระสงฆ์ที่เจริญหรือ ครถู ามคาํ ถาม
สวดพระพทุ ธมนตเ์ มอื่ เยน็ วาน เรยี กวา่ “เลย้ี งพระเชา้ หรอื เลย้ี งพระเพล” หรอื บางทเี รยี ก “ฉนั เชา้
หรือ ฉันเพล” ต่อมานิยมย่นเวลามาท�าพร้อมกันตอนเช้าหรือตอนเพลเพื่อความสะดวก โดย • พทุ ธศาสนกิ ชนมวี ธิ ีการปฏิบตั ิ
นิมนต์พระมาสวดหรือเจริญพระพุทธมนต์ก่อน เม่ือจบแล้วก็ถวายภัตตาหารให้เสร็จสิ้นภายใน ตนในการเขารวมพิธีกรรม
วันเดยี วกัน อยางไร
(แนวตอบ เชน การทําบุญเลยี้ ง
๑) การทา� บุญงานมงคล การท�าบญุ เลีย้ งพระในงานมงคล ได้แก่ ท�าบญุ ในโอกาส พระ ปฏบิ ัตติ นโดยการนมิ นต
พระสงฆ โดยการนมิ นตล ว งหนา
ตา่ งๆ เพือ่ ใหเ้ กดิ ความสุข ความเจรญิ ความเป็นสิริมงคล หรือเพือ่ ฉลองความสา� เรจ็ หรือฉลอง แจง ใหพ ระสงฆท ราบกอ นวนั งาน
วันสา� คัญตา่ งๆ เชน่ ทา� บญุ ขนึ้ บา้ นใหม่ ทา� บญุ แตง่ งาน ทา� บญุ คลา้ ยวนั เกดิ ทา� บญุ ฉลองพระบวช โดยบอกรายละเอยี ดชัดเจนถึง
ใหม่ เปน็ ตน้ จาํ นวนพระสงฆ วนั เวลา สถานที่
จดั เตรียมที่สําหรบั พระสงฆ เชน
๒) การท�าบญุ งานอวมงคล การท�าบุญเลยี้ งพระในงานอวมงคล เปน็ การท�าบญุ ที่ โตะ หมบู ชู า อาสนะ เครอื่ งรบั รอง
พระสงฆ เชน ภาชนะน้ํามนต
เกยี่ วเนือ่ งกับการตาย นยิ มทา� กนั ๒ อยา่ ง คือ ทา� บญุ หนา้ ศพ ทเี่ รียกกันวา่ ท�าบญุ ๗ วนั ๕๐ วนั กระโถน กาน้ําชา แกว นํา้ เตรียม
หรือ ๑๐๐ วัน และท�าบญุ อฐั ิ ซง่ึ เปน็ การทา� บญุ ระลกึ ถงึ การตายของบรรพบุรษุ ผลู้ ่วงลับไปแลว้ ใน ภตั ตาหารเพื่อถวายพระสงฆ
วันคลา้ ยวันตายของท่านผนู้ ัน้ เตรียมขาวพระพทุ ธ ฯลฯ)
๒.๒ การเตรียมศาสนพธิ ี สํารวจคนหา
ในการท�าบญุ งานมงคลและงานอวมงคล เจ้าภาพต้องเตรยี มสิ่งของ สถานที่ กจิ การ และรู้ 1. นักเรียนศึกษาพธิ ีทาํ บญุ เล้ยี งพระ
ระเบียบพธิ ปี ฏิบตั ติ ่างๆ ไวล้ ่วงหน้า ข้ันตอนและพิธกี ารเหลา่ น้แี ต่ละท้องถนิ่ จะมีความเหมอื นและ จากหนงั สอื เรยี นหนา 131-137 และ
ต่างกันบางประการ ทสี่ �าคัญและควรทราบ มีดงั น้ี สอบถามจากผูปกครอง ผอู าวโุ ส
พระสงฆ เพือ่ แสดงบทบาทสมมติ
๑) การนมิ นตพ์ ระภกิ ษ ุ ในงานมงคล การนมิ นตพ์ ระสงฆม์ าเจรญิ พระพทุ ธมนตน์ ยิ ม ในหองเรียน
2. ครแู บง นกั เรยี นออกเปน 6 กลมุ เพอื่
กา� หนดจา� นวนน้อยเปน็ เกณฑ์ คือ ไม่ต�า่ กวา่ ๕ รูป ถ้ามากกว่า ๕ รูป กเ็ ปน็ ๗ รปู หรือ ๙ รูป ศึกษาศาสนพิธีท่ีกําหนดใหและนํา
ไม่นิยมนิมนต์พระภิกษุเป็นจ�านวนคู่ เพราะถือว่าการท�าบุญครั้งน้ีมีพระพุทธเจ้าทรงเป็นประธาน เสนอความรใู หเ พอ่ื นฟง พรอ มสาธติ
เหมือนกับในครั้งสมัยพุทธกาล เว้นแต่งานมงคลสมรส มักนิยมนิมนต์พระสงฆ์จ�านวนคู่ ความ การปฏบิ ตั จิ รงิ
มุ่งหมายคือ เพ่ือให้ฝ่ายเจ้าบ่าวและฝ่ายเจ้าสาวนิมนต์พระมาจ�านวนเท่าๆ กัน เม่ือรวมกันจึง ๑3๑ กลมุ ท่ี 1 การนมิ นตพ ระสงฆ
เปน็ จ�านวนคู่ แตพ่ ธิ ีหลวงในปัจจุบันนม้ี กั นยิ มอาราธนาพระสงฆเ์ ป็นจา� นวนคู่เสมอ
กลุมท่ี 2 การตัง้ พระพทุ ธรูปและ
โตะ หมบู ชู า
กลมุ ที่ 3 การวงสายสิญจน การวางอาสนะ
กลมุ ที่ 4 การตง้ั เครื่องถวาย
กลมุ ที่ 5 การถวายขาวพระพุทธและการกรวดน้าํ
กลุม ท่ี 6 การถวายเคร่ืองไทยธรรม
คูม ือครู 131
กระตุนความสนใจ สํารวจคน หา อธบิ ายความรู ขยายความเขา ใจ ตรวจสอบผล
Explain
Engage Explore Expand Evaluate
อธิบายความรู (ยอ จากฉบบั นกั เรยี น 20%)
ครูและนักเรียนรวมกันอภิปรายถึง งานอวมงคล นยิ มอาราธนาพระสงฆจ์ �านวน ๘ รปู หรือ ๑๐ รูป หรอื มากกว่าน้ันแล้ว
ลกั ษณะของงานมงคลและงานอวมงคล แตก่ รณี แต่ตอ้ งเป็นจ�านวนคู ่ และในการอาราธนานน้ั ให้สงั เกตวา่ ไม่ใชค้ า� ว่า “ขออาราธนาเจริญ
ครถู ามคาํ ถาม
พระพุทธมนต์” เหมือนงานมงคล แต่ใช้
• งานมงคลกบั งานอวมงคล คา� อาราธนาวา่ “ขออาราธนาสวดพระพทุ ธมนต”์
แตกตา งกันอยา งไร
(แนวตอบ งานมงคลเปนงานพิธี ๒) การเตรียมที่ตั้งพระพุทธรูป
เกยี่ วกับความสขุ ความเจริญ และเครื่องบูชา ท่ีตั้งพระพุทธรูปพร้อมท้ัง
เปนสิริมงคล เชน งานแตง งาน
งานอวมงคล เปนงานก่ียวเนือ่ ง เคร่ืองบูชาเรียกกันส้ันๆ ว่า “โต๊ะบูชา” เป็นท่ี
กบั ความตาย เชน งานศพ) รองรบั พระพุทธรปู และเครอื่ งบชู า ปจั จบุ ันนยิ ม
ใชเ้ ปน็ “โตะ๊ หมบู่ ชู า” ประกอบดว้ ยโตะ๊ ๕ ตวั หรอื
2. ครูสนทนากับนักเรียนเก่ียวกับการ ๗ ตวั หรือ ๙ ตวั เรียกชือ่ ตามจ�านวนโตะ๊ วา่
ประกอบศาสนพิธี ครูถามนักเรียน โตะ๊ หม่ ู ๕ หม ู่ ๗ หรอื หม่ ู ๙ ถา้ หาโตะ๊ หม่บู ูชา
วา ไม่ได้ จะใช้ต่ังหรือโต๊ะอะไรก็ได้ที่ไม่สูงไม่ต�่า
• ท่ีบา นนักเรยี นเคยมกี ารทาํ บุญ จนเกนิ ไปมาแทน แลว้ ปดู ว้ ยผา้ ขาวกอ่ น ถา้ ไมม่ ี
บา งหรอื ไม เปน งานประเภทใด จะใชผ้ ้าสีก็ได้ แต่ตอ้ งเป็นผ้าสะอาด แล้วหาต่งั
(แนวตอบ เชน การทาํ บุญขน้ึ ตวั อยา่ งการจัดโตะ๊ หมู่ ๙ ในพิธีกรรมสา� คญั ทางศาสนา หรือโต๊ะเล็กๆ อีกตัวหน่ึงต้ังซ้อนเพื่อเป็นท่ีตั้ง
บา นใหม งานบวชนาค พระพุทธรูป
งานแตง งาน งานศพ) สา� หรบั เครอ่ื งบชู านน้ั ตอ้ งแลว้ แตข่ นาดของโตะ๊ แตอ่ ยา่ งนอ้ ยควรมแี จกนั ประดบั ดอกไม้
• นกั เรียนสงั เกตบางหรอื ไมวา ๑ คู่ วาง ๒ ข้างพระพุทธรูป ตั้งกระถางธูปตรงหน้าพระพุทธรูปกับเชิงเทียน ๑ คู่ ต้ังตรงกับ
เจา ภาพนมิ นตพ ระมาในงานกรี่ ปู แจกัน ถ้าเป็นงานท�าบุญอัฐิ เจ้าภาพต้องเตรียมที่ต้ังอัฐิ หรือท่ีต้ังรูปบรรพบุรุษเพิ่มต่างหาก
(แนวตอบ การนมิ นตพ ระมาใน จากโต๊ะบชู า จะใชโ้ ตะ๊ หมู่หรอื โต๊ะอะไรกไ็ ด ้ และจัดดอกไม ้ ตัง้ กระถางธูป รวมทัง้ เชงิ เทียน ๑ คู่
งานน้ัน มีจดุ สงั เกต คือ ถาเปน ท่ีหน้าโต๊ะอัฐิหรือรูปนนั้ ดว้ ยเพ่อื เปน็ เคร่อื งบชู า โดยไม่สงู กวา่ เครื่องบูชา
งานมงคล นยิ มนมิ นตเ ปน เลขค่ี
แตถาเปน งานอวมงคล นยิ ม ๓) การวงด้ายสายสิญจน ์ “สายสิญจน์” แปลว่า “สายรดน�้า” ได้แก่ สายทท่ี า� ดว้ ย
นิมนตเปนเลขคู เชน
- การทาํ บุญขึ้นบานใหม นมิ นต ด้ายดิบ โดยจับเส้นด้ายในเข็ดชักสาวออกมาเป็นห่วงๆ ให้ยาวต่อเป็นสายเดียวกัน จากด้ายใน
9 รูป เขด็ เสน้ เดยี ว จบั ออกมาครง้ั แรกเปน็ ๓ เสน้ มว้ นเป็นกลมุ่ ไว้ ถ้าตอ้ งการสายใหญก่ จ็ บั อกี ครงั้ หนงึ่
- งานบวชนาค ถาเปน ที่ จะกลายเป็น ๙ เสน้ ในงานมงคลทุกประเภท นิยมใช้สายสิญจน์ ๙ เส้น
หางไกลวดั นิมนต 5 รูป แตถ า การวงสายสิญจน์ให้วงรอบร้ัวบ้าน ถ้าไม่มีร้ัวหรือมีแต่กว้างขวางมากเกินไป หรือมี
เปน ทช่ี มุ ชน นมิ นต 10 รปู ตาม ส่ิงปลูกสร้างอ่นื ทีไ่ มเ่ ก่ียวข้องกับพธิ ีอยภู่ ายในร้ัวเดยี วกนั ก็ให้วงรอบเฉพาะอาคารทป่ี ระกอบพธิ ี
พุทธบัญญตั ิ ปัจจุบันเจ้าภาพบางคนจะวงสายสิญจน์ที่ฐานของพระพุทธรูปบนโต๊ะบูชาเท่านั้น
- งานแตงงาน นมิ นต 9 รูป แล้วโยงมาที่ภาชนะส�าหรับท�าน้�ามนต์ การโยงสายสิญจน์ควรโยงหลบป้องกันมิให้มีการ
- งานศพ นิมนตเปนเลขคู เชน ข้ามสายสิญจน์ เมื่อวงที่ภาชนะส�าหรับท�าน้�ามนต์ดีแล้ว ก็วางไว้บนพานท่ีรองสายสิญจน์
นมิ นต 4 รูป มาสวด
พระอภธิ รรม เปน ตน) 132
132 คมู ือครู
กระตนุ ความสนใจ สํารวจคนหา อธิบายความรู ขยายความเขา ใจ ตรวจสอบผล
Expand
Engage Explore Explain Evaluate
ซ่ึงอยู่ใกล้ภาชนะส�าหรับท�าน้�ามนต์ การวงสายสิญจน์ให้วงจากซ้ายไปขวาของสถานท่ีหรือวัตถุ ขยายความเขาใจ
และตอ้ งระวงั วา่ ขณะทว่ี งสายสญิ จนน์ น้ั ตอ้ งอยา่ ใหส้ ายสญิ จนข์ าด อนง่ึ สายสญิ จนท์ ว่ี งพระพทุ ธรปู
แล้วต้องระวังจะข้ามกรายไม่ได้ เพราะเท่ากับข้ามพระพุทธรูป หากมีความจ�าเป็นจะต้องผ่าน ครสู รา งบรรยากาศหอ งเรยี นใหเ ปน
สายสิญจน์ ให้สอดมอื ยกสายสิญจนข์ น้ึ แลว้ กม้ ศีรษะลอดใตส้ ายสิญจนไ์ ป งานทาํ บญุ เลย้ี งพระ
ในงานอวมงคล ไม่มีการวงด้ายสายสิญจน์ และไม่ต้องตั้งภาชนะส�าหรับท�าน�้ามนต์ กลมุ ท่ี 1 สาธติ การนมิ นตพ ระสงฆ
แต่มีสายโยงหรือภูษาโยงต่อจากศพเพ่ือใช้บังสุกุลในงานท�าบุญหน้าศพ สายโยงนี้ก็ใช้ด้ายสาย ครถู ามคําถาม
สิญจน์นั่นเอง แต่ไม่นิยมเรียกว่าสายสิญจน์เหมือนงานมงคล จะเรียกว่า “สายโยง” และการ
เดินสายโยงน้ีมีหลักว่าจะโยงสูงกว่าพระพุทธรูปท่ีต้ังในพิธีไม่ได้ และจะปล่อยให้ลาดลงมากับ • ทาํ ไมในงานมงคล จงึ ตอ งนมิ นต
พ้ืนท่ีเดินหรือนั่งก็ไม่ได้ด้วย เพราะสายโยงนี้เป็นสายที่โยงออกมาจากกระหม่อมของศพ จึงต้อง พระสงฆจ ํานวนเลขค่ี
โยงให้สูงพอสมควร (แนวตอบ เพราะมีพระพุทธเจา
เปนประธาน รวมกันแลว เปน
๔) การปูลาดอาสนะ การปลู าดอาสนะสา� หรบั พระสงฆ์นยิ มท�ากัน ๒ วธิ ี คอื ยกพื้น จาํ นวนคู)
อาสนะสงฆ์ใหส้ ูงข้ึนโดยใช้เตยี งหรอื มา้ วางตอ่ กนั ใหย้ าวพอกบั จ�านวนพระสงฆ์ และนิยมปผู า้ ขาว กลมุ ท่ี2สาธติ การจดั ตง้ั พระพทุ ธรปู
ลาดอาสน์สงฆ์ วิธีแรกน้ีมักเป็นวิธีท่ีจัดในสถานที่ท่ีผู้ร่วมพิธีนั่งเก้าอ้ี อีกวิธีหนึ่งคือ ปูลาด และโตะ หมบู ูชา ครถู ามคําถาม
อาสนะบนพื้นธรรมดา จะใช้เส่ือหรือพรมก็ได้ ข้อควรระวัง คือ อย่าให้อาสนะของพระสงฆ์กับ
อาสนะของเจ้าภาพและผู้ร่วมพิธีเป็นอันเดียวกัน ต้องปูแยกกัน แต่ถ้าแยกกันไม่ได้ เช่น ปูเสื่อ • ในศาสนพิธีตางๆ มีหลักในการ
หรือพรมเตม็ ห้อง ก็ควรจัดปอู าสนะพระสงฆ์ทบั เสอ่ื หรือพรมนน้ั อีกช้นั หนึง่ เลือกจํานวนโตะหมอู ยางไร
(แนวตอบ ขึ้นอยูกับสถานที่จัดต้ัง
๕) การเตรียมเคร่ืองรับรอง เคร่ืองรับรองที่ควรจัดเตรียมส�าหรับพระสงฆ์ ได้แก่ วากวางขวางหรอื จํากดั )
นา�้ เยน็ กระโถน (ไมค่ วรจดั หมากพลู บหุ รี่ รบั รองพระสงฆ์ เน่ืองจากสง่ิ เหล่าน้ีไมเ่ หมาะไม่ควร กลุม ท่ี 3 สาธิตการวงสายสิญจน
แก่พระภิกษุสงฆ์) การวางเคร่ืองรับรองให้วางทางขวาของพระรูปน้ัน การวางกระโถนให้วาง การตง้ั เครอื่ งถวาย การถวายขา ว
ข้างในสุด เพราะเป็นส่ิงท่ีไม่ต้องประเคน การประเคนของให้ประเคนจากข้างในออกมาหา พระพทุ ธ การกรวดนํา้ และการถวาย
ข้างนอก เคร่ืองไทยธรรม
๖) การจดุ ธูปเทยี น เม่ือพระสงฆ์มาถึงแลว้ เจา้ ภาพต้อนรับและนิมนตพ์ ระสงฆ์ไป เกร็ดแนะครู
นง่ั ทอ่ี าสนะ เรียบร้อยแล้วก็ประเคนเครื่องรบั รองที่จดั ไว้ เมอ่ื ไดเ้ วลาอนั ควรเจา้ ภาพควรจะเปน็ ผู้ ถาหากโรงเรียนมีความพรอมหรอื
จดุ ธปู เทียนท่โี ต๊ะบูชา เริ่มดว้ ยการใช้ไม้ขดี ไฟหรือเทยี นชนวน จดุ เทยี นเลม่ ท่ีอยู่ด้านซ้ายของเรา โอกาสเหมาะสม ควรจัดใหม ีการ
(คอื ด้านขวาของพระพทุ ธรปู ) กอ่ น เมื่อเทียนติดดีแล้วจงึ จดุ เทียนอีกดา้ น จากน้นั ใชธ้ ปู ๓ ดอก ทาํ บญุ เลย้ี งพระ หรอื พานกั เรยี นไปเขา
จุดต่อจากเทียนจนติดดี ปักลงตรงๆ ในกระถางธูป ควรปักทีละดอกแล้วต้ังใจบูชาพระ ในขณะ รว มพิธที ําบุญเล้ียงพระที่วัดเนือ่ งใน
ทีเ่ จา้ ภาพจดุ ธปู ทกุ คนทอ่ี ยใู่ นพธิ ีควรประนมมือขึ้น วนั สําคญั ตางๆ
ถ้าเป็นงานมงคล เมื่อเจ้าภาพจุดธูปเทียนที่โต๊ะบูชาแล้ว ล�าดับต่อไปก็จะเป็นการ @ มมุ IT
อาราธนาศีล รับศีล แล้วก็อาราธนาพระปริตร พออาราธนาพระปริตรจบ พระสงฆ์ก็เริ่มเจริญ
พระพุทธมนต์ ผู้ท่ีอยู่ในพิธีให้ประนมมือฟังพระสวดด้วยความเคารพ พอพระเริ่มสวดมงคลสูตร ศึกษาคน ควาขอมูลเพ่มิ เติม
เก่ียวกับการจดั โตะ หมูบ ูชา ไดท่ี
๑33 www.dra.go.th เว็บไซตก รมการ-
ศาสนา
คมู ือครู 133
กระตนุ ความสนใจ สาํ รวจคนหา อธิบายความรู ขยายความเขา ใจ ตรวจสอบผล
Expand
Engage Explore Explain Evaluate
ขยายความเขา ใจ (ยอจากฉบบั นกั เรยี น 20%)
ครูพานักเรียนไปทําบุญเลี้ยงพระที่ ท่ีข้ึนต้นบทว่า “อเสวนา ...” ให้เจ้าภาพจุดเทียนน้�ามนต์ท่ีภาชนะส�าหรับท�าน้�ามนต์ ซ่ึงภาชนะ
วดั ใกลโ รงเรยี น ใหน กั เรยี นแบง หนา ท่ี
รับผดิ ชอบในพิธตี างๆ ถา หากไม สา� หรบั ท�านา�้ มนต์ อาจใชบ้ าตรพระหรือขันน้�าพานรอง แต่ตอ้ งไม่ใช้ขนั เงินหรอื ทองคา�
สามารถไปประกอบศาสนพธิ ีท่วี ดั สว่ นนา�้ ทเี่ ตรยี มไวส้ า� หรบั ทา� นา้� มนต์
กใ็ หจัดบรรยากาศในหองเรียนเปน
งานทําบญุ เลี้ยงพระแทน ควรเป็นน�้าสะอาดใส ห้ามใชน้ ้�าฝน ใหใ้ ส่เพียง
ค่อนภาชนะ และเทียนท่ีจะท�าน�้ามนต์ต้องใช้
เทียนข้ผี ึง้ แท้ มนี �้าหนัก ๑ บาท เป็นอยา่ งนอ้ ย
แล้วประเคนต่อหัวหน้าสงฆ์ เพื่อท่านจะได้ท�า
น�า้ มนต์ตอ่ ไป
ถ้าเป็นงานอวมงคล จะต้องมีการ
จุดธูปเทียนท่ีหน้าศพหรือหน้าอัฐิหรือรูป
บรรพบุรุษด้วย นอกจากการจุดธูปเทียนท่ีโต๊ะ
บชู าพระ ปจั จบุ นั นยิ มจดุ ธปู เทยี นทโ่ี ตะ๊ บชู าพระ
การจุดธูปเทียนให้จุดเทียนจากด้านซ้ายของผู้จุดหรือด้าน ก่อน แล้วจึงจุดธูปเทียนที่หน้าศพหรือหน้าอัฐิ
ขวาของพระพุทธรปู ก่อน
หรือรปู ทีหลัง ตลอดจนรับศลี ฟังพระสวดมนต์
ฟงั เทศน์ หรอื บงั สุกุลดว้ ย
๒.3 ขอ้ ปฏิบัตใิ นวันทา� บญุ เลยี้ งพระ
ในงานทา� บุญเลี้ยงพระถ้าเปน็ งานวนั เดียว คือ สวดมนตก์ อ่ นฉนั เม่อื พระสงฆ์มาพร้อมแล้ว
ให้เจ้าภาพจุดธูปเทียนเคร่ืองนมัสการบูชาพระ แล้วอาราธนาศีลและรับศีล อาราธนาพระปริตร
พออาราธนาพระปริตรจบ พระสงฆ์จะเริม่ สวดมนต์ หลังจากพระสงฆ์เจรญิ พระพุทธมนต์และสวด
ถวายพรพระต่อท้าย พอสวดจบก็ให้เจ้าภาพยกภัตตาหารประเคนพระได้ทันที เมื่อพระสงฆ์ฉัน
เสร็จแลว้ ใหถ้ วายเครอ่ื งไทยธรรม ต่อจากนั้นพระสงฆอ์ นโุ มทนา ขณะท่พี ระว่าบท “ยถา...” ก็ให้
เรมิ่ กรวดนา�้ จากนน้ั กป็ ระนมมอื รบั พรไปจนจบ ถา้ เปน็ งานมงคลกร็ บั การประพรมนา�้ พระพทุ ธมนต์
เป็นอันเสรจ็ พิธีก็สง่ พระกลับ
ถ้าเป็นงานท�าบุญเล้ียงพระทจ่ี ัดงานสองวัน คือ เล้ียงพระในวันรุ่งขึ้น กใ็ ห้เตรียมเคร่อื งรบั รอง
พระสงฆ์เหมือนกับวันสวดมนต์เย็น เม่ือพระสงฆ์มาถึงแล้ว เจ้าภาพจุดธูปเทียนเครื่องนมัสการ
บูชาพระ อาราธนาศีลและรับศลี อยา่ งเดียวกับวันแรกแล้ว ไม่ต้องอาราธนาพระปรติ ร พระสงฆ์จะ
สวดถวายพรพระเอง ถา้ มกี ารตกั บาตรกใ็ หเ้ รม่ิ ลงมอื ตกั บาตรขณะพระสงฆส์ วดถงึ บท “พาหงุ ” และ
ตักให้เสร็จกอ่ นพระสงฆ์สวดจบ พอสวดจบกป็ ระเคนภัตตาหารใหพ้ ระฉันไดท้ นั ที
๑34
134 คมู ือครู
กระตนุ ความสนใจ สํารวจคนหา อธบิ ายความรู ขยายความเขา ใจ ตรวจสอบผล
Expand
Engage Explore Explain Evaluate
ในการท�าบุญเลยี้ งพระน้ี มปี ระเพณีท่ีกระทา� สืบมาแต่โบราณทคี่ วรทราบ ดงั น้ี ขยายความเขา ใจ
๑) การถวายขา้ วพระพทุ ธ ประเพณกี ารถวายขา้ วพระพทุ ธ มาจากเหตทุ วี่ า่ พระสงฆ์
ท่ีได้รับนิมนต์มาฉันในพิธีน้ันมีพระพุทธเจ้าเป็นประมุข ดังนั้น การถวายภัตตาหารแด่พระสงฆ์ 1. ครใู หน ักเรียนฝกทองคาํ ถวายขาว
ตอ้ งถวายองคป์ ระมุข คอื พระพุทธเจา้ ด้วย ถึงแมว้ า่ พระองคจ์ ะปรนิ ิพพานไปแล้วก็ตาม ก็ตอ้ ง พระพุทธ และคาํ ลาขา วพระพุทธ
ท�าการถวายต่อพระพักตร์พระพุทธรูปเพื่อให้ส�าเร็จสมตามเจตนา ด้วยเหตนุ ้ี ในงานท�าบญุ ไม่ว่า
จะเป็นงานมงคลหรืองานอวมงคล จะนิยมถวายภัตตาหารแดพ่ ระพุทธรูปดว้ ย ซ่ึงเรยี กว่า “ถวาย 2. ครูถามคําถาม
ข้าวพระพทุ ธ” ข้าวทถ่ี วายพระพุทธนัน้ นิยมจัดอย่างเดยี วกนั กบั ท่ถี วายพระสงฆ์ แต่ปัจจุบันนยิ ม • การถวายขา วพระพทุ ธมี
จดั สา� รับพระพทุ ธเป็นเพียงส�ารบั เล็กๆ ทมี่ ีพรอ้ มทั้งข้าว นา้� และอาหารคาวหวาน วตั ถุประสงคอยางไร ถวาย
การถวายข้าวพระพุทธนี้ถือเป็นหน้าท่ีของเจ้าภาพ โต๊ะที่จะใช้ตั้งส�ารับข้าวพระพุทธ ในงานใดบา ง
ควรปดู ้วยผ้าขาว หรืออาจใชพ้ ้ืนราบหน้าโตะ๊ บูชาเปน็ ทีต่ ้ังส�ารับข้าวพระพทุ ธกไ็ ด้ แต่ควรปูผ้าขาว (แนวตอบเปน การถวายภตั ตาหาร
เสยี กอ่ น เสรจ็ แลว้ จดุ ธูป ๓ ดอก ปักหน้ากระถางธปู หนา้ โตะ๊ บชู า น่งั คกุ เข่าประนมมือตรงหน้าที่ แดพ ระพุทธเจา ถวายทัง้ งาน
ต้ังขา้ วพระพทุ ธ กลา่ ว นะโม ๓ จบ แลว้ วา่ คา� ถวายดงั นี้ “อมิ � สปู พยฺ ญชฺ นสมปฺ นนฺ � สาลนี � โอทน� มงคลและงานอวมงคล)
สอทุ ก� วร� พทุ ธฺ สสฺ ปเู ชม”ิ • เครอ่ื งไทยธรรมมอี ะไรบาง มวี ธิ ี
การกล่าวค�าถวายนจี้ ะว่าในใจกไ็ ด้ จบแล้วกราบ ๓ ครง้ั ตอ่ จากนน้ั จึงถวายภัตตาหาร การปฏิบัติในการถวายอยางไร
(แนวตอบ ปจจัย 4 ในงานมงคล
ถวายหลงั จากพระสงฆฉนั ท
ภตั ตาหารเสร็จ ในงานอวมงคล
หลงั จากบงั สุกลุ ถวายเสรจ็ ก็ให
กรวดนํา้ )
แด่พระสงฆ์ เมื่อพระสงฆ์ฉันเสร็จและอนุโมทนาเสร็จจนกลับหมดแล้ว ก็ให้ลาข้าวพระพุทธมา
รบั ประทาน ใหผ้ ู้ลาเข้าไปนัง่ คกุ เข่าหนา้ ส�ารับท่โี ต๊ะบชู า กราบ ๓ ครงั้ กอ่ น แล้วประนมมือกลา่ ว
คา� ว่า “เสส� มงคฺ ล� ยาจาม”ิ หรือ “เสส� มงคฺ ลา
ยาจามิ” แล้วไหว้ ต่อจากนนั้ กย็ กข้าวพระพุทธ
ออกไปไดเ้ ลย การกลา่ วคา� ลานกี้ ว็ า่ ในใจไดเ้ ชน่ กนั
๒) การถวายไทยธรรม ถวายหลงั
จากพระสงฆฉ์ นั เสรจ็ แลว้ ของทจี่ ะถวายกใ็ หย้ ก
เรียงไว้ตรงหน้าพระสงฆ์ทุกรูป การประเคน
เครื่องไทยธรรมเป็นหน้าที่ของเจ้าภาพโดยตรง
ถ้าเจ้าภาพประเคนไปหน่ึงหรือสององค์แล้ว
อาจมอบใหญ้ าตมิ ติ รหรอื แขกทร่ี ว่ มงานประเคน
ต่อไปก็ได้ ถ้าเป็นงานมงคลสมรสต้องให้คู่บ่าว
สาวประเคนร่วมกัน การถวายเคร่ืองไทยธรรม
ในงานอวมงคลนนั้ หลงั จากพระฉนั เสรจ็ นยิ มให้
มีการบังสุกุลก่อนแล้วจึงถวาย เม่ือพระสงฆ์ การถวายเครอ่ื งไทยธรรม มกั จะถวายในวนั ทา� บญุ เลย้ี งพระ
อนโุ มทนาแล้วกใ็ หก้ รวดน้า� อทุ ิศสว่ นกศุ ลตอ่ ไป หลังจากพระสงฆ์ฉันเสร็จแลว้
๑3๕
คูมอื ครู 135
กระตุนความสนใจ สาํ รวจคน หา อธิบายความรู ขยายความเขา ใจ ตรวจสอบผล
Expand
Engage Explore Explain Evaluate
ขยายความเขา ใจ (ยอจากฉบบั นกั เรยี น 20%)
ครถู ามคําถามวา เรื่องนา่ รู้
• การกรวดน้ํามีวธิ ปี ฏิบัติอยา งไร
เคร่ืองไทยธรรม คอื วัตถสุ ิง่ ของตา่ งๆ ทีส่ มควรถวายแด่พระสงฆ์ ซ่งึ ได้แก่ปัจจยั ๔ คอื เคร่อื งน่งุ ห่ม อาหาร
และกรวดน้ําเมือ่ ใดบาง คาวหวาน เครือ่ งอุปกรณ์ ท่ีอยู่อาศยั และยารักษาโรค ซ่ึงสามารถถวายไดต้ ามก�าหนดเวลา ดังน้ี
(แนวตอบ ตามวดั ตางๆ จะมีท่ี
กรวดนํ้า การปฏบิ ตั ิคอยๆ เทนํ้า ๑. เคร่ืองไทยธรรมประเภททถ่ี วายไดต้ ัง้ แต่เช้าถงึ เท่ียง ไดแ้ ก่ อาหารคาวหวานทุกชนิดไม่วา่ จะเปน็ อาหาร
ใสใ นขนั ทเ่ี ตรยี มไว ขณะกรวดนาํ้ สดหรืออาหารแห้ง ซึ่งเครื่องไทยธรรมเหล่าน้ีจะต้องถวายภายในเวลาเที่ยงเท่านั้น ถ้าเลยเที่ยงวันไปแล้วพระสงฆ์
ใหต ั้งใจเปน กุศล อทุ ิศสวนกศุ ล จะรบั ประเคนไม่ได้ ตอ้ งอาบตั ิโทษตามวินัย
ใหผ ทู ล่ี ว งลบั ไปแลว การกรวดนาํ้
ปฏบิ ตั ทิ งั้ ในงานมงคลและ ๒. เคร่ืองไทยธรรมประเภทที่ประเคนไดต้ ลอดเวลา ไดแ้ ก่ เครือ่ งดม่ื และยารักษาโรค
อวมงคล) ๓. เครื่องไทยธรรมประเภทที่ไม่สมควรถวายโดยตรง ได้แก่ เงินหรือวัตถทุ ใ่ี ช้แทนเงิน เชน่ ธนบัตร เชค็
• ทําไมขณะกรวดนํ้าจึงไมใหเอา เพราะจะท�าให้ผิดพระวินัย ถ้าจะถวายควรใช้ใบปวารณา ส่วนเงินให้น�าไปมอบให้กับกัปปิยการก (ลูกศิษย์พระ)
มอื มารองนา้ํ และใหเ อานาํ้ ไปรด เป็นผ้ดู ูแลแทน
ตน ไม
(แนวตอบ การกรวดนา้ํ เปนการใช ๓) การกรวดน�้า เป็นการอุทิศส่วนกุศลให้แก่ผู้ท่ีล่วงลับไปแล้ว โดยเป็นการแสดง
นํ้าเปนส่ือ ดินเปนพยาน ใหรบั รู
ในการอุทศิ สว นบญุ สว นกุศล ความกตัญญูกตเวทีของผู้ที่ยังมีชีวิตอยู่ต่อผู้มีพระคุณท่ีล่วงลับ และเป็นการแสดงความเมตตา
ดงั นนั้ นา้ํ จงึ ตอ งสะอาดอยา ทาํ ให แก่ผู้ล่วงลับ โดยผู้ท่ียังมีชีวิตอยู่อุทิศส่วนกุศลไปให้ ซึ่งมีทั้งในงานมงคลและงานอวมงคล
นํ้าสกปรก โดยการเอามือมา กระท�าเมื่อพระฉันภัตตาหารเสร็จและถวายไทยธรรมแล้ว ตามประเพณีที่นิยมกระท�ากัน
รองไว)
มาแต่โบราณ
เร่ิมจากการเตรียมน�้าสะอาดใส่
ภาชนะตงั้ ไวต้ รงหนา้ ของผทู้ จ่ี ะกรวดนา้� ถา้ ไมม่ ี
ภาชนะสา� หรบั กรวดน�้าโดยเฉพาะ จะใชแ้ ก้วนา�้
หรือขันน้า� ก็ได้
วิธีกรวดน�้าจะกรวดน�้าลงบนพื้นดิน
ท่ีสะอาดก็ได้ หรือจะกรวดน�้าลงในภาชนะอื่น
แล้วไปเทลงบนพ้ืนดินก็ได้ เม่ือพระสงฆ์เร่ิม
กล่าวอนุโมทนาว่า “ยถา วาริ วหา...” ให้
เจ้าภาพเรมิ่ กรวดน�้า โดยต้ังใจนึกอุทิศส่วนกศุ ล
มือขวาจับภาชนะส�าหรับกรวดน้�า ใช้มือซ้าย
ประคอง แลว้ รนิ นา�้ ใหไ้ หลลงไปอยา่ งไมข่ าดสาย
การกรวดน�้าอุทิศส่วนกุศลให้แก่ผู้ล่วงลับไปแล้ว สามารถ ขณะทีร่ ินนา�้ กใ็ หว้ า่ บทกรวดน�้าในใจไปจนจบ
กระท�าไดท้ ้งั ในงานมงคลและงานอวมงคล
๑3๖
136 คมู ือครู
กระตนุ ความสนใจ สาํ รวจคนหา อธิบายความรู ขยายความเขา ใจ ตรวจสอบผล
Expand Evaluate
Engage Explore Explain
ค�ากรวดนา�้ มอี ยู่ ๓ แบบ คือ แบบสน้ั แบบยอ่ และแบบยาว แต่ค�ากรวดนา�้ ทน่ี ิยมกัน ขยายความเขาใจ
ทวั่ ไป คอื คา� กรวดน้�าแบบสนั้ ซึ่งมีดังนี้
ครูใหนกั เรียนฝก ทองคาํ กรวดนา้ํ
คา� กรวดนา�้ แบบสนั้
คา� อ่าน อิท� เม ญาตนี � โหตุ, สุขิตา โหนตฺ ุ ญาตโย ตรวจสอบผล
ค�าแปล ขอบุญนี้จงส�าเร็จแก่ญาติทั้งหลายของข้าพเจ้าเถิด ขอญาติทั้งหลายจงเป็น
1. ครตู รวจสอบความถูกตอ งในการ
สุขๆ เถิด สาธติ การประกอบศาสนพิธีของ
เมือ่ พระเริม่ สวดบทอนโุ มทนาทีเ่ รม่ิ ดว้ ยค�าวา่ “สพั พตี โิ ย..” ควรรินน�้าทีก่ รวดใหห้ มด แตล ะกลมุ
และประนมมอื รบั อนโุ มทนา เมอ่ื พระสวดจบแลว้ ใหน้ า� นา้� ทกี่ รวดไปเทนอกอาคาร เทลงบนพนื้ ดนิ
ทสี่ ะอาดหรือที่โคนต้นไม้ อย่าเทลงกระโถน หรอื ใต้ถุนบา้ น หรอื ในทส่ี กปรก หรือภาชนะสกปรก 2. ตรวจสอบความถกู ตอ งในการแสดง
เปน็ อนั ขาด เพราะนา้� ทกี่ รวดเปน็ สกั ขพี ยานในการทา� บญุ ของตนวา่ ทา� ดว้ ยใจสะอาด และถอื วา่ เปน็ บทบาทสมมติ การทําบญุ เลี้ยงพระ
ของสงู
3. ตรวจสอบความถูกตองในการทอง
บทถวายขา วพระพทุ ธ บทลาขา ว
พระพุทธ บทกรวดนํ้า
4. สังเกตพฤติกรรมการทํางานกลมุ
5. ความถูกตองจากการตอบคําถาม
ประจําหนว ย
กล่าวสรุปได้วา่
ในสังคมไทยได้มีกำรก�ำหนดวันส�ำคัญต่ำงๆ ทำงพระพุทธศำสนำจ�ำนวนหลำยวันให้
เป็นวันหยุดรำชกำร ท้ังน้ี เพื่อให้เห็นคุณค่ำควำมส�ำคัญของเหตุกำรณ์ท่ีเกี่ยวข้องกับ
พระพุทธศำสนำในวันน้ันๆ แล้วยังเป็นกำรเปิดโอกำสให้พุทธศำสนิกชนได้มีเวลำปฏิบัติธรรม
ประกอบศำสนกิจให้อย่ำงเต็มท่ีอีกด้วย นอกจำกนี้ก็ยังมีศำสนพิธีต่ำงๆ ท่ีเรำควรเรียนรู้
ท�ำควำมเข้ำใจ เพ่ือจะได้ปฏิบัติตนในกำรเข้ำร่วมศำสนพิธีดังกล่ำวได้อย่ำงถูกต้อง ซึ่งเรำ
คนุ้ เคยกนั ดอี ยแู่ ลว้ ไมว่ ำ่ จะเปน็ กำรทำ� บญุ ตกั บำตร กำรถวำยภตั ตำหำร กำรถวำยผำ้ อำบนำ้� ฝน
กำรถวำยเครอ่ื งไทยธรรม กำรกรวดนำ�้ กำรทอดกฐนิ และกำรทอดผ้ำปำ†
๑37
คูมือครู 137
กระตุนความสนใจ สาํ รวจคน หา อธบิ ายความรู ขยายความเขาใจ ตรวจสอบผล
Engage Explore Explain Expand Evaluate
เกรด็ แนะครู (ยอจากฉบับนักเรียน 20%)
(แนวตอบ คาํ ถามประจําหนว ย ค า� ถามประจ า� หน่วยการเรียนรู้
การเรียนรู
1. เพอ่ื รําลึกถงึ เหตกุ ารณส าํ คญั อัน ๑ เหตุใดในวันส�าคญั ทางพระพุทธศาสนา จงึ ต้องมีการเขา้ ร่วมศาสนพิธี
เกย่ี วกับพระพุทธศาสนา เพราะมี ๒ นักเรยี นคิดวา่ การเปน็ พทุ ธศาสนิกชนท่ีดี ควรปฏบิ ัติตนอยา่ งไร จงอธิบาย
ความเก่ยี วเนื่องกับพระพุทธ ๓ การท�าบุญเลยี้ งพระในงานมงคลและงานอวมงคลแตกต่างกนั อย่างไร
พระธรรม พระสงฆ ๔ เหตใุ ดเราจงึ ควรศกึ ษาประวัตแิ ละการปฏบิ ตั ิตนในวันส�าคัญทางพระพทุ ธศาสนา
2. การเปนพทุ ธศาสนกิ ชนท่ดี คี วร ๕ จงบอกขอ้ ปฏบิ ัติในวนั เลย้ี งพระมาพอสังเขป
ปฏบิ ตั ติ ามหลกั ธรรมและวนั สาํ คญั
ทางพระพทุ ธศาสนา กิจกรรมสรา้ งสรรคพ์ ฒั นาการเรยี นรู้
3. การทําบญุ เลีย้ งพระในงานมงคล
นมิ นตพ ระเปน เลขคี่ งานอวมงคล กจิ ก๑รรมท่ี นกั เรียนออกมาเลา่ ประสบการณเ์ กี่ยวกบั การปฏิบตั ติ นในวนั สา� คญั
นิมนตพ ระเปน เลขคู กจิ ก๒รรมที่ ทางพระพุทธศาสนา โดยเลอื กวนั สา� คญั มา ๑ วัน หนา้ ชัน้ เรียน
4. เพอ่ื ใหร ถู งึ ประวตั คิ วามเปน มาและ นกั เรยี นรว่ มกนั จดั ปา้ ยนเิ ทศเกย่ี วกบั วนั สา� คญั ทางพระพทุ ธศาสนา
เห็นความสําคัญของวันสําคัญทาง กิจกรรมท่ี ตามโอกาส
พระพทุ ธศาสนา สามารถปฏบิ ตั ติ น นักเรียนเขียนเรียงความในหัวขอ้ “พทุ ธศาสนิกชนท่ดี ี” ใส่กระดาษ
ไดตามหลกั ศาสนพธิ ี ๓ A4 สง่ ครผู สู้ อน
5. การทาํ บญุ เลยี้ งพระพระจะสวดมนต
กอนฉนั ภัตตาหาร สามารถลําดบั
ข้นั ตอน ดงั น้ี
- เจาภาพจดุ ธูปเทยี น
- อาราธนาศลี และรับศีล
- อาราธนาพระปรติ ร (พระสงฆเ รม่ิ
สวดมนต)
- พระสงฆส วดจบ เจา ภาพประเคน
ภตั ตาหาร
- เจาภาพรบั พร เปน เสรจ็ พธิ ี)
หแสลดกั งฐผานลการเรยี นรู พุทธศาสนสภุ าษิต
1. การแสดงบทบาทสมมตกิ ารจัดพิธี ¸âÕ Ã ¨ ÊØ¢ÊÇí ÒâÊ Òµ¹Õ Çí ÊÁÒ¤âÁ : ¡ÒÃÍ‹ÙËÇÁ¡Ñº¹Ñ¡»ÃÒªÞ¹íÒ梯 ÁÒãËŒ
ทําบญุ เลยี้ งพระ àËÁÍ× ¹ÊÁÒ¤Á¡ºÑ ËÁÞÙ‹ ÒµÔ
2. ปา ยนเิ ทศวันสําคญั ทางพระพุทธ- ๑38
ศาสนา
นกั เรยี นควรรู
ธีโร จ สขุ สวํ าโส าตีนํว สมาคโม
อานวา ที-โร-จะ-สุ-ขะ-สัง-วา-โส-ยา-
ตี-นงั -วะ-สะ-มา-คะ-โม
138 คูม อื ครู
กระตนุ ความสนใจ สาํ รวจคนหา อธบิ ายความรู ขยายความเขา ใจ ตรวจสอบผล
Engage
Explore Explain Expand Evaluate
๗หนวยการเรยี นรทู ี่ เปา หมายการเรยี นรู
การบรหิ ารจิต 1. สวดมนตแ ปลและแผเมตตาได
2. สรปุ ความหมายความสาํ คญั คณุ คา
และการเจริญ
ปญญา ของการสวดมนต แผเมตตา
3. ฝกการบริหารจิตและเจริญปญญา
ตามหลกั สตปิ ฏ ฐานดว ยอานาปาน-
สติและสามารถนําไปใชในชวี ิต
ประจาํ วันได
4. นําวิธีคิดแบบโยนิโสมนสิการ แบบ
อริยสัจและสืบสาวเหตุปจจัยมาใช
ในชวี ติ ประจาํ วัน
ตวั ชว้ี ัด กระตนุ ความสนใจ
● สวดมนต แผเมตตา บริหารจิตและเจริญ 1. ครูใหนักเรียนนั่งสมาธิเปนเวลา 5
ปญญาดวยอานาปานสติหรือตามแนวทาง นาที หลังจากทีน่ กั เรยี นลมื ตา ให
ของศาสนาทตี่ นนบั ถอื (ส ๑.๑ ม.๓/๙) เปรยี บเทยี บความพรอ มในการเรยี น
ของตนเองระหวางกอนนัง่ กับหลงั
● เห็นคุณคาของการพัฒนาจิตเพื่อการเรียนรู น่งั สมาธิ
และดาํ เนนิ ชวิี ติ ดว ยวธิ คี ดิ แบบโยนโิ สมนสกิ าร
คือวิธีคิดแบบอริยสัจ และวิธีคิดแบบสืบสาว 2. ครูใหนักเรียนดูภาพแลวใหชวยกัน
เหตปุ จ จยั หรอื การพฒั นาจติ ตามแนวทางของ บอกวา
ศาสนาทต่ี นนับถือ (ส ๑.๑ ม.๓/๘) • ทําไมคนจึงใหความสําคญั กบั
การนั่งสมาธิกันมาก และนาจะ
สาระการเรยี นรแู กนกลาง ¡ÒúÃËÔ ÒèµÔ ໹š ¡Òý¡ƒ ¨µÔ ãËÁŒ ÊÕ ÁÒ¸Ô ÊÒÁÒö¹Òí ä»ãªŒ เปนคนวัยใดท่เี ขา รว มกิจกรรม
㹡ÒôíÒà¹Ô¹ªÕÇÔµ ãˌ໚¹¤¹´ÕÁդس¸ÃÃÁ ¨ÃÔ¸ÃÃÁ น้ีมาก เพราะเหตุใด
● สวดมนตแปลและแผเมตตา ÁÕ»ÃÐÊÔ·¸ÔÀҾ㹡Ò÷íÒ§Ò¹ áÅÐÁÕ¨Ôµ·èÕ»ÅÍ´â»Ã‹§ ʋǹ (แนวตอบ ปจ จบุ นั คนวยั ทาํ งานให
- รูและเขาใจวิธีปฏิบัติและประโยชนของ ¡ÒÃà¨ÃÔÞ»˜ÞÞÒ¹Ñé¹à»š¹¡Òýƒ¡¨ÔµãËŒÁÕʵÔÊÑÁ»ªÑÞÞÐ ความสาํ คัญกบั การน่ังสมาธิ
การบริหารจิตและเจริญปญญา ÃÙŒµÑÇ·ÑèǾÃÍŒ Á ÊÒÁÒö “ÃÙŒà·Ò‹ ” áÅÐ “÷ŒÙ ѹ” ¤ÇÒÁ໚¹ä» มากข้ึน อาจเปน เพราะตองการ
- ฝก การบรหิ ารจติ และเจรญิ ปญ ญาตามหลกั ¢Í§Ê§Ôè ·éѧËÅÒ ª‹ÇÂãˌࢌÒã¨ÍÐäÃä´Œ§Ò‹ ÂáÅÐᨋÁᨧŒ ÁÕÊµÔ ผอ นคลายจากการทาํ งาน เพราะ
สตปิ ฏฐานเนน อานาปานสติ ÁÇÕ ÔÊÑ·Ñȹ¡ÇŒÒ§ä¡Åã¹´ÒŒ ¹¡ÒôÒí à¹Ô¹ªÇÕ µÔ การฝกสมาธทิ ําใหจ ิตใจสงบนง่ิ
- นาํ วธิ กี ารบรหิ ารจติ และเจรญิ ปญ ญาไปใช ทาํ ใหมสี ตใิ นการดาํ เนนิ ชีวิต
ในชวี ติ ประจาํ วัน มากขึ้น)
นกั เรียนเคยเขารว มกิจกรรมน่งั
● พัฒนาการเรียนรูดวยวิธีคิดแบบโยนิโส-
มนสกิ าร ๒ วธิ ี คือ วธิ ีคดิ แบบอริยสัจ และวธิ ี สมาธกิ ับวัดตา งๆ หรือไม ถาเคยไป
คดิ แบบสบื สาวเหตปุ จจัย เขา รว ม ใหเ ลา รายละเอยี ดใหเ พอื่ นฟง
เกร็ดแนะครู คูมือครู 139
ครูควรจัดการเรียนรูโดยใหนักเรียนฝกปฏิบัติจริง ไดแก ฝกการสวดมนตแปล การแผเมตตา
การฝกสมาธิ สําหรับการฝกสมาธิ ครูควรจัดสถานท่ีใหบรรยากาศเงียบสงบ หรือใหนักเรียน
ฝกในหอ งจรยิ ธรรม และถาโรงเรียนมคี วามพรอมควรพานกั เรียนไปนัง่ สมาธทิ ีว่ ัดท่ีมีความพรอม
เพือ่ นกั เรยี นจะไดสัมผัสกบั บรรยากาศจริงๆ
กระตนุ ความสนใจ สาํ รวจคน หา อธบิ ายความรู ขยายความเขา ใจ ตรวจสอบผล
Engage Explore
Explain Expand
Evaluate
กระตุนความสนใจ (ยอ จากฉบับนกั เรยี น 20%)
1. ครูใหนักเรียนรวมกันสวดมนตบท ๑. การสวดมนตแ์ ปลและแผ่เมตตา
ที่สวดตอนเขาแถวหนาเสาธงตอน
เชา โดยใหนักเรียนเปนตนเสียง 1 ๑.๑ การสวดมนตแ์ ปล
คน และชวยกนั แปลบทสวดมนต
พุทธศาสนิกชนควรไหว้พระสวดมนต์เป็นประจ�าทุกวัน อย่างน้อยวันละ ๑ คร้ังก่อนนอน
2. ครูสนทนากับนักเรียนเกยี่ วกบั เพ่ือความเป็นสิริมงคลแก่ชีวิต และช่วยให้จิตใจสงบ นอนหลับสบาย โดยเร่ิมสวดตั้งแต่ค�าบูชา
การฝก สมาธิ และถามคาํ ถาม พระรัตนตรยั ๑ จบ แลว้ ต่อด้วยค�านมัสการพระสมั มาสัมพุทธเจ้า บทสรรเสริญคณุ พระรตั นตรัย
• ทําไมเราตองสวดมนตก อ นฝก เสร็จแลว้ จึงแผ่เมตตา ซ่งึ บทสวดมนต์ต่างๆ ท่ีส�าคญั มดี งั นี้
สมาธิ
(แนวตอบ เพ่ือนมัสการพระรัตน- คา� บูชาพระรัตนตรยั
ตรัย) อะระหัง สมั มาสมั พุทโธ ภะคะวา
• เหตใุ ดเมอื่ ปฏบิ ตั สิ มาธแิ ลว จงึ แผ พระผมู้ พี ระภาคเจ้า เปน็ พระอรหันต์ ดับเพลงิ กเิ ลส เพลงิ ทุกขส์ นิ้ เชงิ ตรสั รชู้ อบได้
เมตตา โดยพระองค์เอง
(แนวตอบ การฝกสมาธิเปนการ พุทธัง ภะคะวนั ตัง อภวิ าเทมิ
ทาํ บญุ หรอื ทาํ ความดที งั้ กายวาจา ขา้ พเจา้ อภิวาทพระผู้มพี ระภาคเจา้ ผรู้ ู้ ผู้ตน่ื ผ้เู บกิ บาน (กราบ)
และใจ เราจึงควรแผเมตตาให สะวากขาโต ภะคะวะตา ธมั โม
แกต นเองและคนท่ีเรารักและ พระธรรม เปน็ ธรรมทพี่ ระผมู้ พี ระภาคเจ้า ตรสั ไวด้ ีแล้ว
สรรพสตั วท ้ังหลายใหไดร บั ผล ธัมมงั นะมัสสามิ
บญุ น้ีดวย) ข้าพเจา้ นมสั การพระธรรม (กราบ)
สุปะฏปิ ันโน ภะคะวะโต สาวะกะสงั โฆ
สํารวจคน หา พระสงฆส์ าวกของพระผู้มพี ระภาคเจ้า ปฏิบตั ดิ ีแล้ว
สงั ฆัง นะมามิ
ครใู หนกั เรียนศึกษาบทสวดมนต ขา้ พเจ้านอบน้อมพระสงฆ์ (กราบ)
และแผเ มตตา จากหนังสอื เรยี น หนา
140-143 แลวสรุปความหมาย ความ
สาํ คัญ และคณุ คา ของการสวดมนต
และแผเ มตตา
อธิบายความรู ค�านมสั การพระสมั มาสัมพุทธเจา้
นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต ขอนอบนอ้ มแด่พระผ้มู ีพระภาคเจา้ พระองค์น้นั
1. ครูสุมนักเรียนออกมานําเสนอผล อะระหะโต ซึ่งเปน็ ผู้ไกลจากกิเลส
การศึกษาคน ควา ความหมาย สมั มาสัมพทุ ธสั สะ ตรัสรชู้ อบไดโ้ ดยพระองคเ์ อง (วา่ ๓ ครั้ง)
ความสาํ คญั และคุณคา ของ
การสวดมนตแ ละแผเ มตตา
(แนวตอบ การสวดมนตเ ปน การ
นมัสการพระพทุ ธเจาผตู รัสรธู รรม
แลวนาํ มาสงั่ สอนใหเราปฏบิ ัตติ าม ๑40
แสดงความนอบนอ มตอ พระธรรมที่
เปน ความจริง เกิดผลดีแกผูปฏบิ ตั ิ
และแสดงความนอบนอมตอพระสงฆท่ีปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ
สว นการแผเ มตตาเปน การสง ความปรารถนาดไี ปยงั เพอ่ื นมนษุ ย ขยายความเขา ใจ
สรรพสตั ว)
2. ครแู ละนกั เรียนชว ยกันอภิปรายเพิ่มเตมิ และแปลบทสวดมนต นักเรียนฝกทองคําบูชาพระรัตนตรัย
คาํ นมสั การพระสัมมาสัมพทุ ธเจา
140 คมู ือครู
กระตนุ ความสนใจ สํารวจคนหา อธบิ ายความรู ขยายความเขา ใจ ตรวจสอบผล
Expand
Engage Explore Explain Evaluate
บทสรรเสรญิ คณุ พระรัตนตรัย ขยายความเขาใจ
บทสรรเสรญิ พระพุทธคุณ (ท�านองสรภญั ญะ)
(น�า) อติ ปิ ิ โส ภะคะวา (รบั ) อะระหงั สัมมาสัมพทุ โธ วิชชาจะระณะสมั ปันโน สคุ ะโต โลกะวทิ ู นักเรียนฝกทองบทสรรเสริญคุณ
อะนุตตะโร ปรุ สิ ะทัมมะสาระถิ สตั ถา เทวะมะนุสสานัง พุทโธ ภะคะวาติ พระรัตนตรัยตามทํานองสรภัญญะ
(น�า) องคใ์ ดพระสัมพทุ ธ (รับ) สุวสิ ุทธสันดาน บทสรรเสริญพระธรรมคณุ และ
ตัดมูลเกลศมาร บ่ มหิ ม่นมิหมองมัว มอบหมายใหนกั เรยี นกลบั ไป
หนึง่ ในพระทยั ทา่ น กเ็ บิกบานคอื ดอกบัว สวดมนตไ หวพ ระกอ นนอน เปน เวลา 1
ราคี บ พนั พัว สวุ คนธก�าจร สัปดาห ใหนักเรียนบันทึกวันเวลา
องคใ์ ดประกอบด้วย พระกรุณาดังสาคร และผลจากการไหวพระสวดมนต
โปรดหมู่ประชากร มละโอฆกนั ดาร
ชที้ างบรรเทาทกุ ข์ และชสี้ ขุ เกษมสานต์ เกร็ดแนะครู
ชที้ างพระนฤพาน อนั พ้นโศกวิโยคภยั
พรอ้ มเบญจพิธจัก- ษจุ รัสวิมลใส ครูอาจใหน กั เรียนฝก สวดมนต
เหน็ เหตทุ ่ีใกล้ไกล ก็เจนจบประจกั ษ์จรงิ ทาํ นองสรภญั ญะตามวีซีดี ของ
ก�าจดั น้�าใจหยาบ สันดานบาปแห่งชายหญงิ สาํ นกั งานพระพทุ ธศาสนาแหงชาติ
สตั ว์โลกได้พงึ่ พงิ มละบาปบ�าเพญ็ บญุ
ข้าฯขอประณตนอ้ ม ศริ เกลา้ บงั คมคุณ @ มุม IT
สมั พทุ ธการุญ ญภาพนนั้ นิรันดร ฯ (กราบ)
นกั เรียนสามารถฝกสวดมนต
บทสรรเสรญิ พระธรรมคุณ ทาํ นองสรภัญญะ ไดท ี่ http://www.
(น�า) สะวากขาโต (รับ) ภะคะวะตา ธัมโม สันทิฏฐิโก อะกาลิโก เอหิปัสสิโก โอปะนะยิโก youtube.com คนหาคําวา
ปัจจตั ตัง เวทติ ัพโพ วญิ ญหู ีติ บทสรรเสรญิ พระพุทธคณุ
(นา� ) ธรรมะคือคณุ ากร (รบั ) สว่ นชอบสาธร พระธรรมคณุ พระสังฆคณุ
ดจุ ดวงประทีปชชั วาล
แหง่ องคพ์ ระศาสดาจารย์ ส่องสัตวส์ ันดาน
สว่างกระจ่างใจมล
ธรรมใดนับโดยมรรคผล เป็นแปดพงึ ยล
และเกา้ กบั ทัง้ นฤพาน
สมญาโลกอดุ รพสิ ดาร อนั ลึกโอฬาร
พสิ ทุ ธพิ์ เิ ศษสกุ ใส
อีกธรรมต้นทางครรไล นามขนานขานไข
ปฏบิ ัตปิ รยิ ัตเิ ป็นสอง
คอื ทางดา� เนนิ ดจุ คลอง ใหล้ ่วงลุปอง
ยังโลกอดุ รโดยตรง
ขา้ ฯ ขอโอนอ่อนอตุ มงค์ นบธรรมจ�านง
ดว้ ยจติ และกายวาจา (กราบ)
๑4๑
คูมือครู 141
กระตนุ ความสนใจ สาํ รวจคน หา อธิบายความรู ขยายความเขา ใจ ตรวจสอบผล
Expand
Engage Explore Explain Evaluate
ขยายความเขาใจ (ยอ จากฉบบั นกั เรียน 20%)
นักเรยี นฝก ทอ งบทสรรเสรญิ บทสรรเสรญิ พระสงั ฆคุณ
พระสังฆคณุ
(น�า) สุปะฏิปันโน (รับ) ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ อุชุปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ
ญายะปะฏปิ นั โน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ สามีจปิ ะฏิปนั โน ภะคะวะโต สาวะกะสงั โฆ ยะททิ ัง
เกรด็ แนะครู จตั ตาริ ปรุ สิ ะยคุ านิ อฏั ฐะ ปรุ สิ ะปคุ คะลา เอสะ ภะคะวะโต สาวะกะสงั โฆ อาหเุ นยโย ปาหเุ นยโย
ทักขเิ ณยโย อัญชะลกี ะระณโี ย อะนตุ ตะรงั ปุญญักเขตตงั โลกัสสาติ
1. ครูมอบหมายใหนักเรียนเลือกบท (นา� ) สงฆ์ใดสาวกศาสดา (รบั ) รบั ปฏบิ ตั ิมา
สวดมนตทํานองสรภัญญะ คนละ แต่องคส์ มเดจ็ ภควนั ต์
1 บท ไปฝก ทอ งบทสวดมนต และให เหน็ แจ้งจตุสจั เสร็จบรร- ลทุ างท่อี นั
ไปทอ งกบั ครใู นชว งเวลาวา ง ภายใน ระงบั และดับทกุ ข์ภยั
1 อาทติ ย โดยเสดจ็ พระผตู้ รัสไตร ปัญญาผอ่ งใส
สะอาดและปราศมัวหมอง
2. ครคู วรจัดกิจกรรมประกวดการ เหนิ ห่างทางข้าศกึ ปอง บ มิลา� พอง
สวดมนตหมูทํานองสรภญั ญะ ด้วยกายและวาจาใจ
ระดับช้นั โดยการประกวดใน เปน็ เน้ือนาบุญอันไพ- ศาลแดโ่ ลกัย
หองเรียนกอน เพอื่ เปน ตวั แทนของ และเกิดพิบลู ย์พนู ผล
หอ ง ผชู นะของแตล ะหอ งมาทาํ การ สมญาเอารสทศพล มคี ุณอนนต์
ประกวด หาผูช นะระดบั ชั้น อเนกจะนบั เหลือตรา
ข้าฯขอนบหมูพ่ ระศรา- พกทรงคุณา
นคุ ณุ ประดุจรา� พนั
ดว้ ยเดชบุญข้าอภวิ ันท์ พระไตรรัตนอ์ นั
อุดมดเิ รกนริ ตั ิสยั
จงชว่ ยขจดั โพยภัย อันตรายใดใด
จงดบั และกลับเส่ือมสญู (กราบ ๓ ครั้ง)
๑.๒ ค�าแผ่เมตตา
การแผ่เมตตา คือ การส่งความปรารถนาดีไปยังเพ่ือนมนุษย์และสรรพสัตว์ท้ังหลายให้มีแต่
ความสุข เป็นการคิดดีกับคนอื่น ไม่โกรธไม่เกลียดใคร การแผ่เมตตาโดยปกติจะเร่ิมจากตนเอง
เพราะทุกคนมีความรักตนเองเป็นพ้ืนฐานอยู่แล้ว การแผ่เมตตาให้ตนเองก่อนก็เพ่ือให้เข้าใจว่า
เม่ือเรารักตวั เราเองมากทสี่ ดุ และเรารกั สขุ เกลยี ดทกุ ขฉ์ นั ใด คนอนื่ หรอื สตั วโลกอน่ื ๆ กฉ็ นั นน้ั
ดว้ ยเหตนุ ้ี เราจึงไม่ควรเบียดเบียนผู้อ่ืน เมื่อแผ่ให้ตนเองแล้วก็แผ่ไปให้บุคคลอื่นๆ โดยเริ่มจาก
คนในครอบครัว เพือ่ น และเจ้ากรรมนายเวรของเรา
การแผเ่ มตตาเปน็ สงิ่ ทป่ี ฏบิ ตั ติ อ่ กนั มาชา้ นาน เพราะประโยชนข์ องการแผเ่ มตตานนั้ จะทา� ให้
ผทู้ ปี่ ฏบิ ตั เิ ปน็ ประจา� มจี ติ ใจออ่ นโยน สงบ เยอื กเยน็ ไมใ่ จรอ้ น ทา� ใหเ้ หน็ วา่ การทมี่ นษุ ยห์ วงั ดตี อ่ กนั
เปน็ การนา� ทางใหโ้ ลกเกดิ สนั ตสิ ขุ เมอื่ เราแผเ่ มตตาไปยงั เพอื่ นมนษุ ย์ กท็ า� ใหม้ นษุ ยแ์ ละสตั วส์ ามารถ
อยดู่ ว้ ยกนั อยา่ งมนี า้� ใจทดี่ ตี อ่ กนั และปราศจากความระแวงตอ่ กนั และกนั จงึ ทา� ใหไ้ มเ่ บยี ดเบยี นกนั
๑4๒
142 คูม อื ครู
กระตุนความสนใจ สาํ รวจคนหา อธบิ ายความรู ขยายความเขา ใจ ตรวจสอบผล
Expand Evaluate
Engage Explore Explain
บทแผ่เมตตาน้ันจะมีทั้งบทแผ่เมตตาให้แก่ตนเอง และบทแผ่เมตตาแก่สรรพสัตว์ทั้งหลาย ขยายความเขา ใจ
ดังบทแผ่เมตตาตอ่ ไปน้ี
นกั เรยี นฝก ทองบทแผเ มตตาแก
อะหัง สขุ ิโต โหมิ บทแผ่เมตตาแก่ตนเอง ตนเอง และบทแผเ มตตาแกส รรพสตั ว
อะหงั นทิ ทกุ โข โหมิ ขอให้ข้าพเจา้ จงมคี วามสุข
อะหัง อะเวโร โหมิ ขอใหข้ ้าพเจา้ จงปราศจากทกุ ข์ - ใหน กั เรยี นไปฝก ทอ งทบ่ี า น กอ น
อะหัง อพั ยาปัชโฌ โหมิ ขอให้ข้าพเจ้าจงปราศจากเวร นอนทกุ คืน
อะหงั อะนีโฆ โหมิ ขอใหข้ ้าพเจ้าจงปราศจากความลา� บาก
สุขี อตั ตานัง ปะรหิ ะรามิ ขอใหข้ า้ พเจา้ จงปราศจากอปุ สรรค - ทําการเปรยี บเทยี บความ
ขอให้ขา้ พเจา้ จงมคี วามสุขกายสขุ ใจ เปล่ยี นแปลงของตวั เอง ระหวา ง
รกั ษาตนของตน ใหพ้ ้นจากทุกขภ์ ยั ทั้งสิ้น…เทอญ กอ นทอ งบทแผเ มตตากบั ระหวา ง
ทอ งบทแผเ มตตาวา ตนเองมี
สัพเพ สัตตา บทแผ่เมตตาแกส่ รรพสัตว์ อะไรเปลย่ี นแปลงบาง สงผลดี
สัตวท์ ้ังหลาย ทเ่ี ป็นเพื่อนทกุ ข์ เกดิ แก่ เจบ็ ตาย กบั ตนเองและคนรอบขา งอยา งไร
ดว้ ยกนั ทงั้ หมดทัง้ ส้นิ
อะเวรา โหนตุ จงเปน็ สุขเปน็ สขุ เถดิ อย่าได้มเี วรแกก่ นั และกนั เลย ตรวจสอบผล
อัพยาปัชฌา โหนตุ จงเป็นสขุ เปน็ สขุ เถดิ อยา่ ไดเ้ บยี ดเบียนซงึ่ กนั และกนั เลย
อะนีฆา โหนตุ จงเป็นสุขเปน็ สุขเถิด อยา่ ไดม้ ีความทุกขก์ ายทุกข์ใจเลย 1. ครูตรวจสอบความถูกตองในการ
สุขี อตั ตานงั ปะริหะรนั ตุ จงมีความสุขกายสุขใจ รักษาตนให้พ้นจากทุกข์ภัยท้ังสิ้นเถิด สวดมนตทํานองสรภัญญะ บทแผ
ท่านทั้งหลายที่ได้ทุกข์ ขอให้ท่านมีความสุข ท่านท้ังหลาย เมตตา
ทีไ่ ด้สขุ ขอให้ท่านสขุ ยง่ิ ๆ ขึ้นไป…เทอญ
2. ตรวจแบบบันทกึ ผลจากการ
สวดมนตไ หวพ ระและสงั เกต
นกั เรยี น จากการฝก ปฏบิ ตั ไิ หวพ ระ
สวดมนต ในประเด็น
- ความรูส กึ หลงั จากปฏิบัติการ
ไหวพ ระ สวดมนต
- คุณคา และประโยชนจ ากการ
ไหวพ ระ สวดมนต
๒. การบริหารจิต นักเรยี นควรรู
สมาธิจะเกิดขึ้นได้ด้วยจิตของเรา เป็นการบริหารจิตที่ท�าให้เราสามารถท�ากิจกรรมต่างๆ
ในชีวิตประจ�าวันให้ส�าเร็จลุล่วงไปได้ สมาธิยังช่วยในการคิดไตร่ตรองส่ิงต่างๆ ได้อย่างมี การบรหิ ารจติ คอื การฝก จติ ใหเ กดิ
ประสิทธิภาพ เนื่องจากท�าให้เรามีสติมากข้ึน จิตใจม่ันคงแน่วแน่ ท�าให้การคิดพิจารณาในเร่ือง สมาธิ
ตา่ งๆ มคี วามระมดั ระวัง รอบคอบ ท้งั น้สี มาธอิ าจเกิดข้ึนไดเ้ พยี งช่วั คราว หากเราต้องการใหจ้ ิต
ของเราแน่วแน่มีสมาธิ ก็จ�าเป็นต้องมีการฝึกสมาธิอย่างสม�่าเสมอ เพ่ือเป็นการบริหารจิตให้มี เกร็ดแนะครู
ประสิทธภิ าพยง่ิ ขึน้
1. ครูมอบหมายใหนักเรียนไปฝกทอง
๑43 บทแผเ มตตา และใหไ ปทอ งกับครู
ในชวงเวลาวา ง ภายใน 1 อาทติ ย
บเศรู รณษาฐกกาจิ รพอเพยี ง @ มุม IT
2. ครแู นะนาํ ใหน ักเรยี นไหวพระและ
อริยสัจ 4 เปน สิ่งยืนยนั วา พระพทุ ธศาสนา นักเรียนสามารถฝก แผเ มตตา ไดท ่ี สวดมนตก อ นนอนทกุ คนื เพราะจะ
ใหค วามสาํ คญั กบั เหตผุ ลเชน เดยี วกบั ปรชั ญา http://www.youtube.com คน หา ทําใหเราเกดิ ความรสู ึกปลอดโปรง
เศรษฐกิจพอเพียง คาํ วา บทแผเ มตตา สบายใจ อม่ิ เอมใจ มีสมาธิ เกดิ
ความสงบในจติ ใจ ทาํ ใหประสบ
ความสาํ เร็จในการเรียน
คูมือครู 143