แอลกอฮอล์ (Alcohol) สูตรทั่วไปของแอลกอฮอล์ คือ Cn H2n+1 -OH หรือ Cn H2n+2 O การเรียกชื่อ 1.ชื่อสามัญ ใช้เรียกแอลกอฮอล์โมเลกุลเล็กๆ ที่มีโครงสร้างไม่ซับซ้อน โดยเรียกชื่อหมู่อัลคิลก่อน แล้วลงท้ายด้วย alcohol เช่น ➢ CH3 OH methyl alcohol ➢ CH3CH2 OH ethyl alcohol
2. ชื่อ IUPAC มีขั้นตอนในการเรียกชื่อตามระบบ IUPAC ดังนี้ - เลือกโครงสร้างที่มีสายยาวที่สุด และมี -OH ติดอยู่ด้วย ล าดับการเรียกชื่อ 1. บอกต าแหน่งหมู่แทนที่ และชื่อหมู่แทนที่ 2. บอกจ านวนคาร์บอนของโซ่หลักที่เรียกเหมือนสารประกอบแอลเคน แต่ให้ตัด e ออก 3. บอกต าแหน่ง -OH โดยนับให้เป็นตัวเลขที่มีค่าน้อยที่สุด 4. ลงท้ายชื่อ ด้วยค าว่า -ol หมายเหตุ ระหว่างตัวเลขกับตัวหนังสือให้ขีด – ระหว่างตัวเลขกับตัวเลขให้ใช้ ,
ตัวอย่างการเรียกชื่อสารประกอบแอลกอฮอล์ 3,3 -dimethylbutan-2-ol
ไอโซเมอร์ แอลกอฮอล์ที่มีคาร์บอนตั้งแต่ C 3 ขึ้นไป จะเกิดไอโซเมอร์ได้
สมบัติทางกายภาพของแอลกอฮอล์ 1. การละลายน้้า แอลกอฮอล์ที่มีโมเลกุลเล็กละลายน้้าได้ดีเมื่อโมเลกุลใหญ่ขึ้น ความสามารถในการละลายน้้าลดลง “เนื่องจากเป็นโมเลกุลที่มีขั้วเหมือนน้้า เพราะมี 2 ส่วนคือ ส่วนไม่มีขั้ว คือ ส่วนที่เป็น หมู่แอลคิล และส่วนที่มีขั้ว ทางด้านหมู่ไฮดรอกซิล ซึ่งด้านของหมู่ไฮดรอกซิลนี่เองที่ท้าให้โมเลกุล ของแอลกอฮอล์สามารถเกิดพันธะไฮโดรเจนกับน้้าได้ จึงท้าให้แอลกอฮอล์ละลายน้้าได้”
2. จุดเดือดและจุดหลอมเหลวค่อนข้างสูง เมื่อเทียบกับสารประกอบไฮโดรคาร์บอนที่มี มวลโมเลกุลซึ่งมวลโมเลกุลใกล้เคียงกัน เนื่องจากสารประกอบไฮโดรคาร์บอนมีแรงยึด เหนี่ยวระหว่างโมเลกุลเป็นแรงลอนดอน ส่วนแอลกอฮอล์นอกจากมีแรงลอนดอนแล้ว ยังมีแรงยึดเหนี่ยวระหว่างขั้ว และที่ส้าคัญมีพันธะไฮโดรเจน ซึ่งเป็นแรงยึดเหนี่ยว ระหว่างโมเลกุลที่มีความแข็งแรงมากและสารจุดเดือดจะเพิ่มขึ้นเมื่อมวลโมเลกุลเพิ่มขึ้น 3. แอลกอฮอล์มีความหนาแน่นน้อยกว่าน้้า 4. แอลกอฮอล์บริสุทธิ์ รวมทั้งสารละลายแอลกอฮอล์ไม่น้าไฟฟ้า 5. แอลกอฮอล์ส่วนมากจะมีสถานะเป็นของเหลวที่อุณหภูมิห้อง แต่ก็มีที่เป็นของแข็ง เมื่อ จ้านวนคาร์บอนเพิ่มขึ้น 6. แอลกอฮอล์โมเลกุลเล็กๆ มีกลิ่นเฉพาะตัว และส่วนใหญ่จะมีกลิ่นคล้ายกัน 7. แอลกอฮอล์พวกที่เป็นของเหลวจะใส ไม่มีสี
ปฏิกิริยาเคมีที่ส้าคัญของแอลกอฮอล์ 1. ปฏิกิริยากับโลหะโซเดียม แอลกอฮอล์แสดงสมบัติเป็นกรดอ่อนได้ เนื่องจากสามารถท้าปฏิกิริยากับโลหะโซเดียมได้ ***แต่อย่างไรก็ตามแอลกอฮอล์จะมีความเป็นกรดไม่มากพอที่จะท้าปฏิกิริยากับ NaOH และ NaHCO3 นอกจากนั้นยังไม่สามารถท้าให้กระดาษลิตมัสเปลี่ยนสีได้
2. เอสเทอริฟิเคชัน (Esterification) เป็นปฏิกิริยาการเตรียมเอสเทอร์โดยการท้าปฏิกิริยาระหว่างกรดอินทรีย์ กับแอลกอฮอล์
3. การก้าจัดน้้าออกจากแอลกอฮอล์ (dehydration of alcohol) เป็นวิธีเตรียมแอลคีน โดยการดึงน้้าออกจากโมเลกุลของแอลกอฮอล์ด้วย การใช้กรดแก่เป็นตัวเร่งปฏิกิริยา
4. Oxdation of alcohol โดยการใช้สารละลาย KMnO4 หรือ K2 Cr2O7 เป็นตัวออกซิไดซ์มีสารละลาย กรด H2 SO4 เจือจาง หรือ Cu เป็นตัวเร่งปฏิกิริยาจะได้เป็น Aldehyde, ketone หรือ อาจไม่สามารถเกิดปฏิกิริยาออกซิเดชันได้ตามแต่ชนิดของแอลกอฮอล์ ดังนี้ ถ้าแอลกอฮอล์เป็น 1 oแอลกอฮอล์ จะได้ผลิตภัณฑ์ตามล้าดับ ดังนี้
ถ้าแอลกอฮอล์เป็น 2 o แอลกอฮอล์ จะได้ผลิตภัณฑ์ดังนี้ ส่วน 3 o แอลกอฮอล์ จะไม่สามารถถูกออกซิไดซ์ได้ (ไม่เกิดปฏิกิริยาออกซิเดชัน) 5. ปฏิกิริยาเผาไหม้ แอลกอฮอล์เป็นสารประกอบอินทรีย์ที่ติดไฟง่าย โดยแอลกอฮอล์ที่ อิ่มตัวไม่มีเขม่าแต่ แอลกอฮอล์ไม่อิ่มตัวจะมีเขม่า ในกรณีที่ปฏิกิริยาเกิดขึ้น อย่างสมบูรณ์ก็จะให้ CO2 และ H2O
สาระน่ารู้เกี่ยวกับแอลกอฮอล์ เมทานอล ( wood alcohol) เป็นแอลกอฮอล์ที่มีโมเลกุลเล็กที่สุด เตรียมได้จาก การเผาไม้ที่อุณหภูมิสูงในภาวะที่ปราศจากอากาศ การสังเคราะห์เมทานอล ในอุตสาหกรรมสามารถเตรียมเมทานอล ได้จากการ ท้าปฏิกิริยาระหว่าง CO กับ H2 ภายใต้อุณหภูมิและความดันสูง โดยมีโลหะออกไซด์ เป็นตัวเร่งปฏิกิริยา เช่น Fe2O3 , ZnO, Cr2O3 เป็นตัวเร่งปฏิกิริยา ดังสมการ
โทษของเมทานอล ( wood alcohol) เมทานอลเป็นสารที่เป็น อันตราย เมื่อเมทานอลเข้าสู่ร่างกายจะถูกออกซิไดซ์ กลายเป็น ฟอร์มาลดีไฮด์ ซึ่งจะท้าให้เกิดอาการปวดศีรษะ ตาบอด หรือ เป็น อันตรายถึงชีวิตได้ ประโยชน์ของเมทานอล น้ามาใช้เป็นตัวท้าละลายอินทรีย์ ใช้เป็น เชื้อเพลิง ใช้เป็นสารตั้งต้นในการผลิตพลาสติก ยา และสารประกอบ อินทรีย์ชนิดอื่น ๆ เช่น ฟอร์มาลดีไฮด์
เอทานอล เป็นแอลกอฮอล์อีกชนิดหนึ่งที่ถูกน้ามาใช้ประโยชน์อย่าง กว้างขวางการเตรียมเอทานอล เตรียมได้จากการหมักน้้าตาลที่ได้จากผลไม้ แป้งจากธัญพืชในที่ที่ปราศจากออกซิเจน โดยใช้เอนไซม์จากยีสต์ช่วยเร่ง ปฏิกิริยา เช่น ผลิตภัณฑ์ที่ได้น้ามาบริโภคในรูปเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ต่างๆ เช่น ไวน์ เบียร์ เหล้า ซึ่งเมื่อบริโภคเป็นประจ้าจะเกิดอันตรายต่อระบบประสาท และ ตับ
การเตรียมเอทานอลในอุตสาหกรรม สามารถเตรียมได้จาก การท้าปฏิกิริยาระหว่าง อีทีน กับ น้้า ภายใต้อุณหภูมิและความ ดันสูงโดยมีกรดเป็นตัวเร่งปฏิกิริยา
ประโยชน์ของเอทานอล ➢ ใช้เป็นตัวท้าละลายในอุตสาหกรรมน้้าหอมและยา ➢ ใช้เป็นยาฆ่าเชื้อ ➢ ปัจจุบันยังใช้ผสมกับน้้ามันเบนซินออกเทน 91 ในอัตราส่วน ระหว่างเอทานอลกับเบนซิน คือ 9 : 1 เป็นน้้ามันแก๊สโซฮอล์, ผสมกับน้้ามันเบนซินเป็นเชื้อเพลิง E20 หรือ E85 ตามสัดส่วน ของเอทานอลที่เพิ่มขึ้น ➢ นอกจากนี้ ยังใช้เป็นสารตั้งต้นในการผลิต ยา สีย้อม เครื่องส้าอางและสารพวกกรดอินทรีย์ เช่น กรดอะซิติก ได้อีกด้วย
ฟีนอล Phenol ฟีนอล เป็นสารประกอบอินทรีย์ ที่หมู่ฟังก์ชันเป็น –OH ต่ออยู่กับ วงเบนซิน มีสูตรทั่วไปเป็น Ar-OH
ฟีนอลมีหมู่ –OH เช่นเดียวกับแอลกอฮอล์ แต่มีสมบัติ บางอย่างแตกต่างกัน สามารถแจกแจงได้ดังนี้ 1. ฟีนอลเป็นโมเลกุลที่มีขั้ว เช่นเดียวกับแอลกอฮอล์ แต่เกิดพันธะไฮโดรเจน กับน้้าได้ดีกว่า แอลกอฮอล์และละลายน้้าได้ดีกว่า และฟีนอลมีความมีขั้วแรงกว่าแอลกอฮอล์ 2. มีจุดเดือดและจุดหลอมเหลวสูงกว่าแอลกอฮอล์ที่มีมวลโมเลกุลใกล้เคียงกัน เนื่องจากพันธะไฮโดรเจนแข็งแรงกว่าแอลกอฮอล์ 3. ฟีนอลเป็นกรดอ่อนที่มีความเป็นกรดแรงมากกว่าแอลกอฮอล์ ( ฟีนอลมี Ka = 1.3 x 10-10) เมื่อฟีนอลถูกผิวหนังจะปวดแสบ ปวดร้อน
4.ฟีนอลสามารถท้าปฏิกิริยากับโลหะ Na แล้วเกิดเป็นเกลือ และ แก๊สไฮโดรเจน ได้ เช่นเดียวกับแอลกอฮอล์ 5.ฟีนอลสามารถท้าปฏิกิริยากับสารละลาย NaOH และเกิดเป็นเกลือกับน้้าได้ โดย ที่แอลกอฮอล์ไม่สามารถแสดงคุณสมบัตินี้ได้ ***แต่ถึงอย่างไรก็ตามฟีนอลก็ยังเป็นกรดที่ยังไม่แรงพอที่จะท้าปฏิกิริยากับ NaHCO3 6.ฟีนอลเป็นของแข็งที่อุณหภูมิห้องมีจุดหลอมเหลว 41o C
สาระน่ารู้เกี่ยวกับสารประกอบฟีนอล ฟีนอลจัดเป็นสารประกอบแอโรแมติก ที่ถูกน้ามา เป็นสารตั้งต้นในการสังเคราะห์สารประกอบอินทรีย์หลาย ชนิด และเป็นสารตั้งต้นในการผลิตพลาสติกบางชนิด สารประกอบของฟีนอลที่พบในธรรมชาติมีหลาย ชนิด บางชนิดเป็นน้้ามันหอมระเหย โดยเฉพาะจากกานพลู และอบเชย ได้แก่ Eugenol (ยูจีนอล)
สาระน่ารู้เกี่ยวกับสารประกอบฟีนอล บางชนิดใช้เป็นยาฆ่าเชื้อในห้องผ่าตัด นอกจากนี้ ยังใช้เป็นสารกันหืน ในอาหารที่มีน้้ามันและไขมันเป็นองค์ประกอบ เช่น BHT (Butylated Hydroxy toluene) และ BHA (Butylated Hydroxy anisole)
อีเทอร์ ETHER สูตรทั่วไปของอีเทอร์ คือ Cn H2n+2O อีเทอร์ เป็นสารประกอบอินทรีย์ที่มีหมู่ฟังก์ชัน เป็นแอลคอลซี (Alkoxy) หรือ ออกซี(Oxy) (R-O-R / ) เมื่อ R และ R /แทนหมู่แอลคิล หรือ แอริลที่อาจเหมือนหรือต่างกันก็ได้ อีเทอร์มีสูตรโมเลกุลเหมือนกับแอลกอฮอล์ ดังนั้น อีเทอร์จึงเป็น ไอโซเมอร์โครงสร้างกับแอลกอฮอล์
การเรียกชื่อของสารประกอบอีเทอร์ 1. ชื่อสามัญ จะใช้เรียกชื่ออีเทอร์ที่มีโครงสร้างขนาดเล็ก ที่ไม่ ซับซ้อน เช่น CH3OCH3 dimethylether CH2 CH2OCH2 CH3 diethylether
2. ชื่อ IUPAC ก้าหนดให้ด้านที่มีคาร์บอนมากกว่าเป็นโซ่หลัก ขั้นตอนการเรียกชื่ออีเทอร์ตามระบบ IUPAC 1. บอกจ้านวนคาร์บอนด้านที่มีคาร์บอนน้อยกว่าให้รวมกับ-O แล้วเติมค้าว่า -oxy เช่น -OCH3 เรียกว่า methoxy (เมทอกซี) -OCH2 CH3 เรียกว่า ethoxy (เอทอกซี) -OCH2 CH2 CH3 เรียกว่า propoxy (โพรพอกซี)
2. ตามด้วยการเรียกชื่อสารประกอบอีกข้างหนึ่ง ที่ประกอบด้วยจ้านวน คาร์บอนมากกว่าแบบที่เรียกสารประกอบแอลเคน เช่น CH3OCH3 methoxymethane CH2 CH2OCH2 CH3 ethoxyethane ถ้าด้านที่มีสายยาวมีจ้านวนคาร์บอนมากกว่า 2 อะตอม ต้องมีการก้าหนด ต้าแหน่งคาร์บอนของโซ่หลักให้เป็นเลขน้อยๆ เช่น CH2 CH2OCH2 CH2 CH3 1-ethoxypropane (CH3 ) 3 COCH3 2-methoxy-2-methylpropane
สมบัติทั่วไปและสาระน่ารู้ของอีเทอร์ 1. ติดไฟง่าย 2. ในอดีตใช้ อีทอกซีอีเทน โดยในสมัยนั้นเรียกว่า อีเทอร์ เป็นยาสลบ โดยสารนี้จะออกฤทธิ์ในระบบประสาทส่วนกลางจนท้าให้หมดสติได้ 3.ใช้อีเทอร์เป็นตัวท้าละลายอินทรีย์ในห้องปฏิบัติการและในอุตสาหกรรม เนื่องจากอีเทอร์ ละลายในสารประกอบอินทรีย์อื่นๆ ได้หลายชนิด และท้า ปฏิกิริยากับสารอื่นได้ยาก แต่แยกออกได้ง่าย 4. อีเทอร์มีแรงยึดเหนี่ยวระหว่างโมเลกุลเป็นแรงวาลเดอร์วาล ที่ไม่แข็งแรง จึงท้าให้มีจุดเดือด ต่้า
กรดอินทรีย์ Carboxylic Acid สูตรทั่วไปของกรดอินทรีย์ คือ Cn H2n+1 COOH หรือ Cn H2nO2 ➢ กรดอินทรีย์ เป็นสารประกอบอินทรีย์ที่มีหมู่คาร์บอกซิล (-COOH) อยู่ ในโมเลกุล อาจจะมีเพียง 1 หมู่ หรือมากกว่า 1 หมู่ก็ได้ ➢ กรดอินทรีย์เป็นกรดที่มีความแรงของกรดมากกว่าแอลกอฮอล์และฟี นอล
การเรียกชื่อกรดอินทรีย์ 1.ชื่อสามัญ ส่วนใหญ่ใช้เรียกชื่อกรดอินทรีย์ที่มีขนาดเล็ก และ โครงสร้างโมเลกุลไม่ค่อยซับซ้อน เช่น ❑ HCOOH ชื่อสามัญว่า formic acid มาจากภาษาละตินว่า formica ซึ่งแปลว่า มด (ภาษาไทยเรียก กรดมด) ❑ CH3 COOH ชื่อสามัญว่า acetic acid มาจากภาษาละตินว่า acetum ซึ่ง แปลว่า น้้าส้มสายชู(ภาษาไทยเรียก กรดน้้าส้ม)
ระบบชื่อสามัญ ❑ มักเรียกตามแหล่งที่มา ลงท้ายด้วย -icacid ❑ บอกต้าแหน่งหมู่แทนที่ด้วย α-, β-, γ- ❑ กรดแอลฟาไฮดรอกซี มีโครงสร้างดังนี้
2. ชื่อ IUPAC เรียกตามชื่อ แอลเคน โดยการตัด –e แล้วเติม –oic acid CH4 methane HCOOH methanoic acid C2H6 Ethane CH3 COOH ethanoic acid C3H8 Propane CH3 CH2 COOH propanoic acid ในกรณีที่กรดอินทรีย์ที่มีโครงสร้างแบบสายยาวมีสาขา การเรียกชื่อให้ เลือกโซ่หลักที่มี C สายยาวที่สุด โดยนับต้าแหน่งให้เริ่มจาก –COOH เป็น ต้าแหน่งที่ 1 เสมอ
ไอโซเมอร์ของกรดอินทรีย์ กรดอินทรีย์ที่มี C ตั้งแต่ 4 อะตอมขึ้นไป สามารถเกิดไอโซเมอร์ ได้ การเขียนไอโซเมอร์ให้ยึดถือ หมู่ –COOH เป็นหลัก เริ่มจากเขียน C ให้ติดต่อกันให้ยาวที่สุด และเขียนหมู่ –COOH ที่คาร์บอนตัวเดิม หลังจากนั้นจึงจัดเรียงส่วนที่เป็นไฮโดรเจนคาร์บอนซึ่งจะท้าให้ได้ โครงสร้างโมเลกุล ต่างๆ กัน เนื่องจากกรดอินทรีย์มีสูตรโมเลกุลทั่วไป เหมือนกับเอสเทอร์ คือ Cn H2nO2 ดังนั้น กรดอินทรีย์จึงเป็นไอโซเมอร์กับเอสเทอร
สมบัติทางกายภาพของกรดอินทรีย์ 1. พวกที่มีโมเลกุลขนาดเล็กจะมีกลิ่นฉุนเฉพาะตัว 2. กรดอินทรีย์เป็นโมเลกุลโคเวเลนต์ที่มีขั้วสูง เพราะภายในโมเลกุลมีหมู่ฟังก์ชันที่มี ขั้วถึง 2 หมู่ คือ หมู่ไฮดรอกซิลและหมู่คาร์บอนิล ดังนั้นส่วนที่มีขั้วในโมเลกุลของกรด อินทรีย์ คือด้านของหมู่ –COOH และส่วนที่ไม่มีขั้วคือ ด้านที่เป็นส่วนขอสารประกอบ ไฮโดรคาร์บอนเมื่อโมเลกุลขนาดใหญ่ขึ้นความมีขั้วของโมเลกุลก็จะลดลง 3. กรดอินทรีย์เป็นโมเลกุลที่มีสภาพขั้วแรงกว่า ฟีนอล และแอลกอฮอล์ ตามล้าดับ (กรดอินทรีย์> ฟีนอล > แอลกอฮอล์ )
4. กรดอินทรีย์ที่มีขนาดเล็กจะเป็นของเหลวที่ละลายน้้าได้ดี เมื่อโมเลกุลขนาดใหญ่ขึ้น จะมีสถานะเป็นของแข็งและความสามารถในการละลายน้้าก็จะลดลง และเมื่อขนาด ใหญ่มาก ๆจะไม่ละลายน้้า กรดอินทรีย์ที่ไม่ละลายน้้าจะละลายได้ดีในตัวท้าละลาย อินทรีย์ 5. กรดอินทรีย์เป็นกรดอ่อนที่มีความแรงของกรดแรงกว่าฟีนอลและแอลกอฮอล์ กรด อินทรีย์มีความเป็นกรดแรงพอที่จะเปลี่ยนกระดาษลิตมัสจากสีน้้าเงินเป็นแดง แต่ถึง อย่างไรก็ตามกรดอินทรีย์ก็เป็นกรดอ่อน เพราะไม่สามารถแตกตัวได้อย่างสมบูรณ์ ซึ่ง เมื่อแตกตัวให้ไฮโดรเนียมไอออนแล้วจะเข้าสู่ภาวะสมดุล 6. สารละลายกรดอินทรีย์น้าไฟฟ้าได้ดี เนื่องจากสามารถแตกตัวเป็นไอออนได้
7. กรดอินทรีย์มีจุดเดือดและจุดหลอมเหลวสูงกว่าแอลกอฮอล์ที่มีมวลโมเลกุล ใกล้เคียงกัน จากการศึกษาพบว่ากรดอินทรีย์มีจุดเดือดและจุดหลอมเหลวสูงกว่า แอลกอฮอล์ ที่มวลโมเลกุลใกล้เคียงกัน ตัวอย่างเช่น กรดเอทาโนอิก และ โพรพา นอล ซึ่งมีมวลโมเลกุลใกล้เคียงกัน แต่พบว่า เอทาโนอิกมีจุดเดือด 117.9 o C ส่วน โพรพานอล จุดเดือด 97.2 o C
8. จุดเดือดและจุดหลอมเหลวของกรดอินทรีย์จะเพิ่มขึ้น เมื่อมวลโมเลกุลของ กรดเพิ่มขึ้นหรือจ้านวนคาร์บอนเพิ่มขึ้น เนื่องจากแรงยึดเหนี่ยวระหว่างโมเลกุล มีความแข็งแรงมากขึ้น 9. กรดอินทรีย์ที่มี C 1 – C 10 มีสถานะเป็นของเหลวที่อุณหภูมิห้อง ส่วนกรด อินทรีย์ที่มี C 10 ขึ้นไป จะมีสถานะเป็นของแข็งคล้ายขี้ผึง
ปฏิกิริยาเคมีที่ส าคัญของกรดอินทรีย์ 1. สามารถท าปฏิกิริยากับ Na , NaOH และ NaHCO3 ได้ กรดอินทรีย์เป็นกรดอ่อนที่มีความแรงของกรดมากกว่าแอลกอฮอล์และฟีนอล เมื่อละลายน้ าจะ แตกตัวให้ H + และเกิด H3 O + ขึ้นดังนี้ RCOOH + H2 O RCOO-+ H3 O + สามารถท าปฏิกิริยากับ Na ดังนี้ 2RCOOH + 2Na 2RCOONa + H2 (g) กรดอินทรีย์ เกลือของกรดอินทรีย์
สามารถท าปฏิกิริยากับ NaOH ดังนี้ RCOOH + NaOH RCOONa + H2 O กรดอินทรีย์ เกลือของกรดอินทรีย์ สามารถท าปฏิกิริยากับ NaHCO3 ดังนี้ RCOOH + NaHCO3 RCOONa + H2 O + CO2 (g) กรดอินทรีย์ เกลือของกรดอินทรีย์
2. ปฏิกิริยาเอสเทอริฟิเคชัน ( Esterification reaction ) เป็นปฏิกิริยาระหว่างกรด อินทรีย์กับแอลกอฮอล์ได้สารที่เรียกว่า เอสเทอร์ ดังสมการ
สาระน่ารู้เกี่ยวกับกรดอินทรีย์ กรดอินทรีย์ที่พบในธรรมชาติ มักพบในผลไม้ที่มีรสเปรี้ยวหลายชนิด เช่น มะขาม ส้มมะนาว กรดอินทรีย์ที่มีหมู่อัลคิลขนาดใหญ่ เช่น กรดไขมัน (fatty acid) เป็น ส่วนประกอบของไขมัน(fat) และ น้ ามัน (oil) ในธรรมชาติ
❖ กรดเอทาโนอิกเป็นกรดอินทรีย์ที่คุ้นเคยในชีวิตประจ าวัน นั่นคือ กรดอะซิติก นั่นเอง ❖ กรดอะซิติกเข้มข้นใช้เป็นตัวท าละลายในการผลิตพลาสติกและเส้น ใยสังเคราะห์ (ไหมเทียม) ❖ ส่วนน้ าส้มสายชูที่ใช้ปรุงอาหารจะมีปริมาณของกรดอะซิติก ร้อย ละ 4-5 โดยปริมาตร
กรดเมทาโนอิก หรือ กรดฟอร์มิก เป็นกรดที่พบในมด หรือ ผึ้ง แต่ ส่วนใหญ่ได้จากการสังเคราะห์ และเป็นกรดอินทรีย์ที่โมเลกุลเล็กที่สุด ซึ่งใช้เป็น สารช่วยให้เนื้อยางในน้ ายางดิบรวมกันเป็นก้อน และใช้ในอุตสาหกรรมฟอกหนัง และอุตสาหกรรมย้อมผ้า
กรดแอลฟาไฮดรอกซี หรือ AHAs (Alpha hydroxy acids) เป็น กรดคาร์บอกซิลิกที่เกิดขึ้นเองในธรรมชาติ พบใน ผลไม้ นม ต้นอ้อย ซึ่งมีหลายชนิดที่พบ บ่อย ๆ คือ กรดแลคติคที่ได้จากนมเปรี้ยว กรดไกลโคลิกที่ได้จากต้นอ้อย กรดมาลิคที่ได้ จากผลแอปเปิ้ล ปัจจุบันมีการน า เอเอชเอ(AHA) ที่มีความเข้มข้นน้อย ๆ มาใช้เป็น ส่วนผสมของผลิตภัณฑ์บ ารุงผิว ลดริ้วรอยและช่วยปรับสภาพผิวให้ขาวกระจ่างใส
กรดเบต้าไฮดรอกซี หรือ BHA มาจากค าว่า Beta Hydroxy Acid ซึ่ง เป็นชื่อของสารเคมีกลุ่มเบต้าไฮดรอกซี่ มีฤทธิ์เป็นกรดอ่อน ๆ มีคุณสมบัติคล้ายกับ สารในกลุ่มกรดผลไม้ (หรือ AHA) คือช่วยในการผลัดเซลล์ผิวชั้นนอกสุด, ปรับสี ผิวให้สม่ าเสมอ, ลดการอักเสบของผิว ดังนั้น BHA จึงถูกน ามาใช้ในอุตสาหกรรม เครื่องส าอาง เช่นเดียวกับ AHA salicylic acid กรดซาลิซิลิก สามารถน ามาใช้เป็นสารตั้งต้นในการสังเคราะห์กรดแอซีทิลซาลิซิ ลิก(แอสไพริน) ซึ่งใช้เป็นยาบรรเทาปวดลดไข้ และแก้อักเสบ นอกจากนั้นยัง สังเคราะห์สารที่ให้กลิ่นคล้ายน้ ามันระก าได้แก่ เมทิลซาลิซิเลต