คมู่ ือฝกึ และดแู ลเดก็ ออทิสตกิ
ส�ำหรบั ผูป้ กครอง
โรงพยาบาลยุวประสาทไวทโยปถมั ภ์ จังหวัดสมุทรปราการ
กรมสขุ ภาพจิต กระทรวงสาธารณสขุ
ชื่อหนงั สือ : คู่มอื ฝึกและดแู ลเด็กออทิสติกสำ�หรับผู้ปกครอง
บรรณาธกิ าร : ศาสตราจารยแ์ พทย์หญิงเพญ็ แข ล่มิ ศิลา
ธีรารตั น์ แทนขำ�
ออกแบบปก : ทวลี าภ ศรวี ฒุ วิ งศ์
ทวที รพั ย์ บวั ทวี
ถา่ ยภาพ : ณัชนก สวุ รรณานนท์
รงุ้ ตะวนั โต๊ะมี
สงวนลขิ สิทธ์ิ
พมิ พ์ครง้ั ที่ 1 กมุ ภาพนั ธ์ 2545
พมิ พ์ครง้ั ที่ 2 กรกฎาคม 2562
จัดพมิ พโ์ ดย : โรงพยาบาลยวุ ประสาทไวทโยปถัมภ์
อ.เมือง จ.สมทุ รปราการ 10270
โทร 0-2384-3381-3 โทรสาร 0-2394-1845
ขอ้ มลู ทางบรรณานุกรมของหอสมุดแหง่ ชาติ
ISBN : 978-616-11-4038-0
คูม่ อื ฝึกและดแู ลเด็กออทิสติกสำ�หรับผปู้ กครอง ก3
สารบญั
ค�ำน�ำ หนา้
กิตติกรรมประกาศ ค
รายละเอยี ดในคมู่ อื ฝกึ เดก็ ออทสิ ติก ส�ำหรบั ผปู้ กครอง ง
วิธีใชค้ มู่ อื 1
- วธิ ีการประเมินผลการฝกึ 3
- ปจั จัยท่ีจ�ำเป็นตอ่ การฝกึ เด็กออทิสตกิ 4
- เทคนคิ การสร้างสมั พนั ธภาพในเดก็ ออทิสติกโดยการปรับพฤตกิ รรม 5
- เทคนิคการท�ำใหเ้ ด็กมีความพรอ้ มในการฝกึ 6
- เทคนคิ การชว่ ยเหลือในการฝกึ 6
อธ ิบายค�ำศัพท ์ 7
8
สว่ นที่ 1 ความรู้เบื้องตน้ เกย่ี วกบั โรคออทิซึม
11
- ประวัตคิ วามเป็นมาของโรคออทิซมึ
- ออทิซึมในประเทศไทย 11
- โรคออทซิ มึ คืออะไร 14
- การวินิจฉยั โรคออทิซึม 17
- ความชุกของโรค 17
- สาเหตุและภาวะท่เี กยี่ วข้อง 23
- การใช้ยา 24
- การพยากรณ์โรค 24
- ความเป็นมาในการชว่ ยเหลือเด็กออทสิ ตคิ ในโรงพยาบาลยุวประสาทไวทโยปถมั ภ ์ 25
- กจิ กรรมต่าง ๆ ที่น�ำมาพมิ พไ์ วใ้ นคมู่ ือฝกึ และดแู ละดูแลเดก็ ออทสิ ตกิ 25
29
ส่วนท่ี 2 กจิ กรรมส�ำหรับการฝกึ และดแู ลเด็กออทิสติค
33
1. การน�ำเด็กออกจากโลกของตวั เอง
35
กจิ กรรมที่ 1.1 การกระต้นุ ประสาทสมั ผัสทั้งหา้
- การกระตุ้นประสาทสมั ผสั ทางกาย 37
- การกระตุน้ ประสาทสมั ผสั ทางตา 37
- การกระตุ้นประสาทสมั ผสั ทางหู 40
- การกระตนุ้ ประสาทสัมผสั ทางล้นิ 44
- การกระตุ้นประสาทสัมผสั ทางจมูก 47
กิจกรรมที่ 1.2 การจบั มือเด็กให้ท�ำกจิ กรรมตา่ ง ๆ ดว้ ยตนเอง 49
50
ข4 คมู่ ือ ฝึกและดแู ลเดก็ ออทสิ ติกส�ำ หรบั ผู้ปกครอง หนา้
51
52
กจิ กรรมที่ 1.3 การหนั ตามเสียงเรยี ก
กจิ กรรมที่ 1.4 การสอนใหเ้ ด็กร้จู ักตนเองและครอบครวั 55
2. การฝึกกิจวตั รประจ�ำวัน 57
59
กิจกรรมท่ี 2.1 การสอนให้เดก็ รู้จกั ของใช้ในชีวติ ประจ�ำวัน 59
กิจกรรมท่ี 2.2 การท�ำความสะอาดรา่ งกาย 61
- การแปรงฟัน 62
- การล้างหน้า 63
- การอาบนำ้� 63
กิจกรรมท่ี 2.3 การฝกึ การแตง่ กาย 64
- การถอดกางเกงเอวยืด 65
- การถอดเสือ้ ยืดคอกลม (ถอดทางศรี ษะ) 66
- การใสก่ างเกงเอวยดื 67
- การใสเ่ สือ้ ยดื คอกลม (สวมทางศรี ษะ) 70
กิจกรรมที่ 2.4 การฝึกใชช้ ้อนรับประทานอาหาร 70
กิจกรรมที่ 2.5 การฝกึ การขับถ่าย 72
- การขบั ถ่ายปสั สาวะ
- การขบั ถ่ายอุจจาระ 73
3. การเล่นและการรับรทู้ างอารมณ์ 75
77
กจิ กรรมที่ 3.1 การเลน่ ของเล่น 78
กิจกรรมท่ี 3.2 การส่ือสารโดยใชท้ า่ ทาง
กิจกรรมท่ี 3.3 การรับรกู้ ารแสดงอารมณท์ างสีหนา้ และทา่ ทาง 97
99
บทส่งทา้ ย 101
104
ภาคผนวก 106
ภาคผนวก 1 ตารางประเมนิ ผลการฝึก 107
ภาคผนวก 2 พ่อแม่ ผู้ปกครองจะพาเดก็ ออทิสตกิ ไปรักษาท่ใี ดไดบ้ ้าง 110
ภาคผนวก 3 บรรณานกุ รม 111
ภาคผนวก 4 ดรรชนี
ภาคผนวก 5 คณะท�ำงาน
ภาคผนวก 6 ผ้เู ขียน
ค่มู ือ ฝึกและดูแลเด็กออทิสติกสำ�หรับผปู้ กครอง ค5
ค�ำ น�ำ
เด็กออทิสติกเป็นเด็กพิเศษท่ีมีพัฒนาการล่าช้าในด้านปฏิสัมพันธ์ทางสังคม การสื่อความหมาย และ
มพี ฤตกิ รรมซำ�้ ๆ เดก็ มกั แยกตวั อยลู่ �ำพงั ในโลกของตวั เองท�ำใหไ้ มส่ ามารถเรยี นรจู้ ากสง่ิ แวดลอ้ มรอบตวั เหมอื นเดก็ ปกติ
ท่ัวไป ปัจจุบันนี้ทราบว่า ถ้าเด็กออทิสติกได้รับการวินิจฉัยและช่วยเหลือได้เร็ว ตั้งแต่ช่วงอายุ 2-3 ปี รวมท้ังได้รับ
การยอมรับความรัก และความเชื่อม่ันจากพ่อแม่ ผู้ปกครองและคนรอบข้าง พร้อมกับร่วมกันให้ความช่วยเหลือ
อย่างเหมาะสมทันทีและต่อเน่ือง จะช่วยให้เด็กพัฒนาดีกว่าและเร็วกว่าการบ�ำบัดรักษาโดยบุคลากรทางการแพทย์
เทา่ นั้น
จากรายงานประจ�ำปีของโรงพยาบาลยุวประสาทไวทโยปถัมภ์ และ กรมสุขภาพจิต พบว่า จ�ำนวน
เดก็ ออทสิ ตกิ ทเี่ ขา้ รบั การรกั ษาทโ่ี รงพยาบาลตา่ งๆมจี �ำนวนเพม่ิ ขน้ึ ทกุ ปี แตใ่ นขณะเดยี วกนั การใหบ้ รกิ ารในโรงพยาบาล
น้ันท�ำได้จ�ำกัดเนื่องจากการขาดแคลนบุคลากร ทางโรงพยาบาลจึงได้มีโครงการจัดพิมพ์คู่มือท่ีได้สร้างและพัฒนาไว้
คือ “คู่มือฝึกและดูแลเด็กออทิสติก ส�ำหรับผู้ปกครอง” เล่มน้ีโดยมีวัตถุประสงค์ให้ผู้ปกครองสามารถน�ำไปฝึกสอน
เด็กออทิสติกในเบ้ืองต้น เพื่อดึงเด็กออกจากโลกของตัวเอง เข้ามาสู่สังคมภายในบ้าน เตรียมเด็กให้พร้อมส�ำหรับ
เรียนรู้เร่ืองอื่นๆ ต่อไป ซ่ึงคู่มือเล่มน้ีคณะผู้จัดท�ำพยายามจัดท�ำในรูปแบบที่ผู้ปกครอง และผู้ดูแลเด็กสามารถอ่าน
ท�ำความเข้าใจได้ง่าย มีภาพประกอบและแบบประเมินผลการสอนเด็ก ท่ีพ่อแม่ ผู้ปกครองและผู้ดูแลเด็กสามารถ
น�ำไปใชใ้ นชีวติ ประจ�ำวนั ได้
คู่มือเล่มน้ีเกิดจากความพยายาม และความอุตสาหะของผู้เขียน ผู้ทรงคุณวุฒิ และผู้เชียวชาญ รวมท้ัง
บรรณาธิการที่ได้ต้ังใจถ่ายทอดองค์ความรู้ ประสบการณ์ สู่ภาคปฏิบัติ เม่ือผู้ปกครองท่ีน�ำคู่มือนี้ไปใช้ปฏิบัติ
อย่างสม่�ำเสมอและต่อเนื่องทุกวัน จะท�ำให้ผู้ปกครองมีความรู้ สามารถฝึกและดูแลเด็กออทิสติกในครอบครัวและ
ชุมชนได้ และช่วยให้เด็กสามารถสื่อความหมายและเรียนรู้ได้อย่างเต็มศักยภาพ และสามารถด�ำรงชีวิตในสังคมได้
ตอ่ ไป
คณะท�ำ งาน
มถิ นุ ายน 2562
6ง คู่มือ ฝกึ และดูแลเด็กออทิสติกส�ำ หรับผู้ปกครอง
กิตตกิ รรมประกาศ
หนังสือคู่มือฝึกและดูแลเด็กออทิสติก ส�ำหรับผู้ปกครอง เล่มน้ี ได้จัดท�ำโดยใช้กระบวนการวิจัย
“การสร้างคู่มือฝึกและดูแลเด็กออทิสติก ส�ำหรับผู้ปกครอง” ด�ำเนินการเพ่ือตรวจสอบความถูกต้องของเน้ือหาใน
คู่มือ (content validity) และความน่าเชื่อถือ (reliability) ของคู่มือ โดยผู้เชี่ยวชาญทางด้านจิตเวชเด็กและวัยรุ่น
2 ทา่ น ผู้เชี่ยวชาญทางการพยาบาล 1 ทา่ น ผเู้ ชี่ยวชาญทางดา้ นการแก้ไขการพดู 1 ทา่ น และผู้ปกครองเด็กออทสิ ตกิ
จ�ำนวน 30 ทา่ น เพือ่ ให้คู่มือมคี วามนา่ เช่ือถือ ถูกตอ้ ง สมบูรณ์ สามารถน�ำไปปฏบิ ตั ไิ ดจ้ ริง
ขอขอบพระคุณ รองศาสตราจารย์แพทย์หญิงอัมพร โอตระกูล เป็นผู้ให้ความรู้ ค�ำแนะน�ำ และค�ำปรึกษา
ตลอดการวิจัย ศาสตราจารย์แพทย์หญิงวัณเพ็ญ บุญประกอบ รองศาสตราจารย์นายแพทย์อัมพล สูอ�ำพัน
รองศาสตราจารย์ ดร. จินตนา ยูนิพันธ์ และผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. สุมาลี ดีจงกิจ ผู้ให้ความรู้ ความคิดเห็น
และเปน็ ผู้เช่ยี วชาญในการตรวจสอบความถกู ตอ้ งของเนอ้ื หาในคู่มอื
ขอบคุณผปู้ กครองเด็กออทิสตกิ จ�ำนวน 30 ท่าน ท ่ีได้สละเวลามาเปน็ กล่มุ ตวั อย่างในการท�ำวจิ ัย
และคณุ วนิดา อัจนารมย์วาท หวั หนา้ ฝ่ายบริหารทว่ั ไป โรงพยาบาลยุวประสาทไวทโยปถมั ภ์ เป็นท่ีปรกึ ษา
และปรับแกไ้ ขโครงการจดั สรา้ งและพฒั นาเทคโนโลยคี ูม่ อื ฝกึ และดูแลเด็กออทิสตกิ ส�ำหรบั ผปู้ กครอง จนสามารถผลิต
หนงั สอื คมู่ ือเล่มน้สี �ำเร็จลลุ ว่ งไปดว้ ยดี
ทา้ ยทส่ี ดุ น้ี คณะท�ำงานหวงั วา่ หนงั สอื คมู่ อื เลม่ นคี้ งจะเปน็ ประโยชนบ์ า้ งส�ำหรบั พอ่ แม่ ผปู้ กครองและผดู้ แู ล
เด็กออทิสติก ตลอดจนผู้ท่ีสนใจ น�ำไปใช้ฝึกและดูแลเด็กออทิสติก ลูกหลานท่ีน่ารักของเราให้เป็นคนท่ีมีศักยภาพ
คนหน่งึ ในสงั คมต่อไป
คณะทำ�งาน
รายละเอยี ดในคมู่ ือฝึกและดูแลเดก็ ออทสิ ติกส�ำ หรบั ผู้ปกครอง 1
รายละเอยี ดในคมู่ อื ฝึกและดูแลเด็กออทิสติก
สำ� หรับผูป้ กครอง
คู่มือฝึกเด็กออทิสติก เล่มน้ี จัดท�ำขึ้นส�ำหรับผู้ปกครองของเด็กท่ีได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคออทิซึม โดยมี
วัตถุประสงคเ์ พื่อ…..
ใช้เป็นคู่มือช่วยฝึกเด็กออทิสติกเบื้องต้น ดึงเด็กให้ก้าวออกจากโลกของตัวเองมาอยู่ในสังคมท่ีบ้าน
ไดร้ บั รูแ้ ละเรมิ่ เรียนรู้เกี่ยวกับตนเอง บุคคลและส่ิงแวดล้อมในบา้ น และเตรยี มเด็กให้มีความพร้อมทจี่ ะเรียน
รเู้ ร่อื งอ่นื ๆ ต่อไป
เน้ือหาในเลม่ แบ่งออกเปน็ 2 ส่วน คอื
ส่วนที่ 1 ความรู้เก่ยี วกบั โรคออทซิ มึ
เนอื้ หาประกอบดว้ ย
- ประวตั ิความเปน็ มาของโรคออทซิ มึ
- ออทซิ มึ ในประเทศไทย
- โรคออทิซึมคืออะไร
- การวินจิ ฉัยโรคออทิซมึ
- ความชุกของโรค
- สาเหตแุ ละภาวะทีเ่ ก่ียวข้อง
- การใช้ยา
- การพยากรณโ์ รค
- ความเป็นมาในการช่วยเหลอื เด็กออทสิ ตกิ ในโรงพยาบาลยุวประสาทไวทโยปถัมภ์
- กิจกรรมตา่ ง ๆ ทน่ี �ำมาพิมพ์ไวใ้ นคู่มอื ฝึกและดูแลเด็กออทิสตกิ
ส่วนท่ี 2 กิจกรรมส�ำหรบั ใช้ฝกึ และดแู ลเด็กออทสิ ตกิ
1. การน�ำเดก็ ออกจากโลกของตัวเอง
กจิ กรรมที่ 1.1 การกระตุน้ ประสาทสัมผัสทง้ั หา้
- การกระตุ้นประสาทสมั ผัสทางกาย
- การกระตนุ้ ประสาทสมั ผสั ทางตา
- การกระตุ้นประสาทสัมผสั ทางหู
- การกระตุ้นประสาทสัมผสั ทางล้นิ
- การกระตนุ้ ประสาทสัมผัสทางจมกู
2 รายละเอียดในคู่มอื ฝกึ และดแู ลเด็กออทิสติกสำ�หรับผปู้ กครอง
กจิ กรรมที่ 1.2 การจับมอื เดก็ ให้ท�ำกจิ กรรมตา่ ง ๆ ด้วยตนเอง
กจิ กรรมท่ี 1.3 การหนั ตามเสยี งเรยี ก
กิจกรรมที่ 1.4 การสอนใหเ้ ด็กรูจ้ กั ตนเอง ครอบครัว
2. การฝกึ กจิ วตั รประจ�ำวนั
กจิ กรรมที่ 2.1 การสอนใหเ้ ดก็ รู้จกั ของใชใ้ นชวี ติ ประจ�ำวนั
กิจกรรมท่ี 2.2 การท�ำความสะอาดร่างกาย
- การแปรงฟนั
- การล้างหนา้
- การอาบน�้ำ
กจิ กรรมท่ี 2.3 การฝกึ แตง่ กาย
- การถอดกางเกงเอวยืด
- การถอดเสื้อยืดคอกลม (ถอดทางศีรษะ)
- การใสก่ างเกงเอวยดื
- การใสเ่ สือ้ ยดื คอกลม (สวมทางศรี ษะ)
กจิ กรรมท่ี 2.4 การฝกึ ใชช้ ้อนรบั ประทานอาหาร
กิจกรรมที่ 2.5 การฝึกขับถา่ ย
- การขบั ถ่ายปัสสาวะ
- การขับถ่ายอุจจาระ
3. การเลน่ และการรับรูท้ างอารมณ์
กจิ กรรมท่ี 3.1 การเล่นของเลน่
กจิ กรรมท่ี 3.2 การสือ่ สารโดยใชท้ ่าทาง
กิจกรรมที่ 3.3 การรบั รกู้ ารแสดงอารมณท์ างสีหน้าและทา่ ทาง
วธิ ีใช้ค่มู อื 3
วิธีใช้ค่มู ือ
สว่ นที่ 1 ความรูเ้ ก่ยี วกบั โรคออทซิ มึ
เน้ือหาส่วนน้ีจะให้ความรู้เกี่ยวกับโรคออทิซึมต้ังแต่ประวัติความเป็นมา การวินิจฉัย อาการของโรค
ที่ผปู้ กครองควรอ่านและท�ำความเขา้ ใจก่อนท่ีจะเรมิ่ สอนเดก็ ผูป้ กครองทม่ี ขี อ้ สงสยั คับขอ้ งใจ เกยี่ วกับอาการของเดก็
สามารถปรกึ ษาจติ แพทย์เดก็ หรอื กมุ ารแพทย์ ในสถานพยาบาลท่รี ะบุไวใ้ นภาคผนวก 2
ส่วนที่ 2 กจิ กรรมทีใ่ ชฝ้ ึกเด็กออทิสติก
เนอื้ หาสว่ นนา้ จะจดั เปน็ ชดุ กจิ กรรมใหผ้ ปู้ กครองน�ำไปใชฝ้ กึ เดก็ ออทสิ ตกิ ผปู้ กครองควรท�ำความเขา้ ใจเกย่ี วกบั
เนือ้ หาของกจิ กรรม ขนั้ ตอน ล�ำดับการฝึก ก่อนด�ำเนนิ การฝึก เพ่อื ใหก้ ารฝกึ ง่ายข้นึ ผ้ปู กครองหรือผู้สอนอาจสอนและ
ส่งเสรมิ พฒั นาการดา้ นอืน่ ๆ ได้โดยใชว้ ิธีการและขัน้ ตอนในท�ำนองเดียวกันกบั กจิ กรรมที่น�ำเสนอไวใ้ นคูม่ อื น้ี
ในแต่ละกจิ กรรมจะประกอบดว้ ย
• ชอ่ื กิจกรรม
• วัตถปุ ระสงค์ : คือจุดมุ่งหมายของการท�ำกจิ กรรม
• ผลท่ีจะได้รับ : คือผลท่จี ะได้รับ หลงั จากเดก็ ผ่านการฝึกของแต่ละกจิ กรรม
• วสั ดุอุปกรณ์ : รายการวสั ดอุ ุปกรณท์ ผ่ี ูส้ อนตอ้ งเตรียมก่อนการฝึกกจิ กรรมนั้น
• ทักษะที่ควรฝึกมาก่อน : บางกิจกรรมเด็กต้องมีทักษะบางอย่าง หรือต้องผ่านการฝึกกิจกรรมอ่ืนมาก่อนหัวข้อนี้
จะบอกทกั ษะท่เี ด็กต้องมี และกจิ กรรมทีต่ อ้ งฝกึ มากอ่ นท่จี ะฝึกกจิ กรรมนี้
• วิธีปฏิบัติ : แต่ละกิจกรรมจะอธิบายวิธีการฝึกอย่างเป็นข้ันตอน และมีภาพประกอบเพื่อให้เข้าใจง่ายข้ึนค�ำหรือ
ประโยคที่ใช้ตัวอักษรเอียงในเครื่องหมายค�ำพูด เช่น “ หยิบแปรงฟันสีฟันให้แม่ ” หมายถึง ให้ผู้สอน
(ในทน่ี ้คี ือแม่) พดู หรอื สงั่ เดก็ ใหห้ ยิบแปรงสีฟันให้แม่
• การประเมนิ ผล : การประเมินผลของการฝึกกจิ กรรม ผสู้ อนตอ้ งใช้ตารางประเมินผลการฝึกใน
ภาคผนวก 1 เพ่อื บอกความก้าวหนา้ ของเดก็ โดยแบง่ การประเมนิ ผลเปน็ ล�ำดบั ดงั น้ี
กาเครอ่ื งหมาย 7 หมายถึง เด็กไม่ท�ำหรือไมร่ ว่ มมือหรอื ต่อตา้ น
กาเคร่อื งหมาย 3 หมายถงึ เดก็ ยอมท�ำกจิ กรรมแตผ่ สู้ อนต้องช่วยเหลือโดยใชเ้ ทคนคิ ในการชว่ ยฝึก
กาเคร่อื งหมาย 33 หมายถึง เด็กท�ำได้เองโดยผ้สู อนไมต่ อ้ งชว่ ย
* อ่านวิธกี ารประเมินในหวั ข้อวธิ ีการประเมินผลการฝกึ * หนา้ 4
4 วธิ ีใชค้ ่มู อื
• ค�ำแนะน�ำเพิ่มเติม : ช้ีแนะแนวทาง และกิจกรรมเสริมที่ใช้วิธีการฝึกเช่นเดียวกับการฝึกกิจกรรมนั้นเพ่ือให้
ผู้ปกครองท�ำตามขน้ั ตอนตา่ งๆ ไดส้ ะดวกข้นึ และช่วยให้การฝึกดขี นึ้
• ข้อควรระวงั : ปัญหาหรือความผิดพลาดที่อาจเกดิ ขึ้นได้ จากการฝึกกิจกรรมน้ัน
• ภาพประกอบ : ทุกกจิ กรรมจะมภี าพประกอบเพ่อื ใหผ้ ู้สอนเข้าใจง่ายข้นึ
วิธีการประเมนิ ผลการฝึก
วิธกี ารประเมินผลกิจกรรมทกุ กิจกรรมในคู่มอื น้ี จดั ท�ำขน้ึ เพื่อชว่ ยใหผ้ สู้ อนมองเห็นความกา้ วหนา้ ของเดก็ เปน็
รูปธรรม จะท�ำให้มีก�ำลงั ใจที่จะฝึกเด็กตอ่ ไป แตพ่ ึงระวังระลกึ ไวเ้ สมอวา่
การฝกึ เดก็ ออทสิ ติกควรท�ำอยา่ งสม�่ำเสมอด้วยความเข้าใจและตง้ั ใจจรงิ
ต้องใชค้ วามอดทนอยา่ งมากในการฝึกซ�้ำๆ อยา่ งตอ่ เนอ่ื ง โดยไมม่ ีอารมณเ์ ครียด
พอ่ แม่ และสมาชิกในครอบครัวสามารถช่วยเดก็ ได้และยังช่วยเปน็ กำ� ลังใจซ่งึ กนั และกันดว้ ย
การสนองตอบของเด็กจะเปน็ แรงผลกั ดนั ให้พอ่ แมม่ ีก�ำลังใจจะช่วยเด็กต่อไป
ผสู้ อนสามารถประเมินผลการฝกึ ตามขนั้ ตอนตา่ ง ๆ ด้วยตนเอง โดยใชต้ ารางประเมินผลการฝกึ ในภาคผนวก
2 ดงั น้ี
- ผสู้ อนเขยี นช่ือกิจกรรมที่จะฝกึ
- เขียนกจิ กรรมย่อยหรอื ขน้ั ตอนทีจ่ ะฝึกลงในชอ่ งกจิ กรรม
- เขยี นการประเมินผลกจิ กรรมทา้ ยตาราง
- ระบุวนั ทีท่ ่ีท�ำกจิ กรรมในช่องวันท่ี
- สอนเดก็ ตามข้ันตอน
- ประเมนิ ผลการท�ำกจิ กรรมของเด็กโดยกาเคร่อื งหมาย 7 , 3 หรอื 3 3 ลงในชอ่ งของการฝกึ แตล่ ะ
ครง้ั หรือ ผู้สอนอาจใชก้ ารระบายสีกไ็ ด้ เช่น ถา้ กาเคร่ืองหมาย 7 ไมต่ ้องระบายสีในช่องนั้น ถ้ากาเคร่ืองหมาย 3 ให้
ระบายสีเขยี ว และถา้ กาเครอ่ื งหมาย 3 3 ให้ระบายสีแดง
วธิ ีใชค้ ูม่ อื 5
แตล่ ะกจิ กรรมจะฝึกก่ีครั้งและฝกึ นานเท่าไร...........
- ขึ้นอยู่กับอารมณ์ของเดก็ และผสู้ อน โดยผสู้ อนตอ้ งสงั เกตวา่ ขณะน้ันเด็กอารมณด์ พี ร้อมที่จะ
รับการฝึกหรอื ไม่ และผูส้ อนตอ้ งไม่เครียดไมโ่ กรธ หรอื หงุดหงิด ขณะสอนเดก็
- ตอ้ งฝกึ สอนหรอื ฝึกเดก็ ซ�ำ้ ๆ และทบทวนบอ่ ย ๆ อย่างสม�่ำเสมอ และตอ่ เนอ่ื งทกุ วัน
- ส�ำหรับการฝึกกิจวัตรประจ�ำวันให้ฝึกทุกคร้ังท่ีท�ำกิจกรรมนั้น เช่น แปรงฟันตอนเช้า
และกอ่ นนอน เป็นตน้
ปัจจยั ท่จี �ำเป็นตอ่ การฝกึ เด็กออทิสตกิ
1. ผู้สอน ผู้สอนจะเปน็ พ่อ แม่ พ่เี ลย้ี ง หรือบุคคลในครอบครวั กไ็ ด้ แตค่ วรมคี วามร้เู บือ้ งต้นเกยี่ วกบั โรคและการฝกึ
เด็กออทิสติก (อ่านส่วนท่ี 1 ของคู่มือ) ซึ่งจะเป็นการเตรียมความพร้อมตัวผู้สอนเองให้มีความเข้าใจอาการและ
ปฏกิ ริ ยิ าของเดก็ รวมทง้ั เทคนคิ ตา่ ง ๆ ทช่ี ว่ ยใหก้ ารฝกึ ประสบผลส�ำเรจ็ อยา่ งไรกต็ ามสง่ิ ส�ำคญั ทจี่ ะท�ำใหก้ ารฝกึ เดก็
เปน็ ไปด้วยดี คอื
ท่าทาง : ท่าทางของผูส้ อนทแี่ สดออกตลอดการฝกึ เดก็ ออทสิ ตกิ ควรจะนมุ่ นวล ไมบ่ งั คบั เด็ก
นำ้� เสยี ง : ขณะทที่ �ำกจิ กรรมกบั เดก็ ผสู้ อนควรบอกและพดู คยุ กบั เดก็ ทกุ ขน้ั ตอน แมว้ า่ เดก็ จะยงั ไมพ่ ดู และฟงั
ไมเ่ ข้าใจกต็ าม นำ้� เสียงทใี่ ช้ควรเร้าความสนใจ ฟังแลว้ นุ่มนวล ไม่แข็งกระดา้ งหรือดุดนั มีเสียงสูงตำ่�
ให้เด็กสนใจ
อารมณ์ : ผสู้ อนตอ้ งไมโ่ กรธ หงดุ หงดิ หรอื เศรา้ ขณะฝกึ เดก็ เพราะจะท�ำใหเ้ ดก็ ไดร้ บั ผลกระทบทางอารมณน์ น้ั
ไปดว้ ย ขณะเดียวกนั ผู้สอนจะหงดุ หงดิ เพ่ิมขนึ้ เพราะฝกึ ไม่ไดผ้ ล แตถ่ า้ ผสู้ อนอารมณด์ ีจะท�ำใหเ้ รา้
ความสนใจ สง่ ผลตอ่ การฝกึ และความร่วมมอื ของเดก็ ในการท�ำกิจกรรมครงั้ ต่อไป
2. เดก็ ก่อนทจ่ี ะฝึกกจิ กรรมต่าง ๆ ผู้สอนตอ้ งสังเกตเด็กก่อนว่าเด็กมีความพรอ้ มหรอื ไม่ ดังน้ี
อาการ : ถ้าเด็กร้องไห้งอแงมาก กรีดร้อง ก้าวร้าว ท�ำร้ายตัวเองและผู้อ่ืน ท�ำลายส่ิงของ ผู้สอนหรือ
ผู้ปกครองควรปรกึ ษาจติ แพทยเ์ ดก็ เพอ่ื ใหก้ ารชว่ ยเหลือและปรับพฤตกิ รรมเด็กก่อนท่จี ะฝกึ
อารมณ์ : ก่อนที่จะฝึกเด็กต้องสังเกตก่อนว่า ขณะนั้นเด็กอารมณ์ดีพร้อมที่จะรับการฝึกหรือไม่ซึ่งผู้ปกครอง
หรือผทู้ ีอ่ ยใู่ กล้ชิดเดก็ จะทราบดี
สมาธิ : ถา้ เด็กซุกซนมาก อย่ไู ม่นง่ิ จะท�ำให้ฝกึ ไดย้ าก ควรปรึกษาจติ แพทย์เด็กเพ่อื บ�ำบดั รกั ษาก่อน
3. สถานที่ ทีเ่ หมาะสม ควรเปน็ สถานท่ที ่ีสงบ ไมม่ คี นพลุกพล่าน เพราะจะท�ำใหเ้ ดก็ วอกแวกง่าย
4. แรงเสริม / แรงจูงใจ ทุกครั้งท่ีเด็กร่วมมือหรือท�ำกิจกรรมได้เองตามส่ัง ควรให้แรงเสริม เช่น ค�ำชมเชย
(“ เก่ง ” “ ดมี าก ” ฯลฯ) การสมั ผสั โอบกอด เปน็ ตน้ เพอ่ื ให้เกดิ ก�ำลงั ใจ และยนิ ดีทีจ่ ะร่วมท�ำกจิ กรรมตอ่ ไปควร
ชมเชยในความพยายาม ในการท�ำกจิ กรรมเป็นส�ำคญั ไมช่ มเชยเฉพาะกิจกรรมที่ท�ำได้ดี หรือท�ำไดถ้ กู ตอ้ ง
ขณะเดยี วกนั ถ้าเด็กท�ำไม่ได้ หรือ ท�ำไม่ถกู ตอ้ ง ผู้สอนควรระมดั ระวงั น�ำ้ เสยี ง สหี นา้ และทา่ ทางของผสู้ อน ไม่ดุหรอื
ท�ำต�ำหนเิ ด็ก เพ่ือปอ้ งกนั ไม่ให้เด็กสญู เสียความมัน่ ใจในตนเอง
5. ตอ้ งสอนซำ้� ๆ และทบทวนบ่อย ๆ อย่างสม�่ำเสมอและตอ่ เนือ่ งมากกว่าเดก็ ปกติ
6 คูม่ ือ ฝกึ และดูแลเด็กออทสิ ติกส�ำ หรับผูป้ กครอง
เทคนคิ การสร้างสมั พนั ธภาพในเด็กออทิสตกิ โดยการปรับพฤติกรรม
เน่ืองจากอาการของโรคท�ำให้เด็กออทิสติกมีความยากล�ำบากในการมีสัมพันธภาพกับผู้อ่ืน ชอบแยกตัวเอง
อย่ใู นโลกสว่ นตัว เล่นคนเดียว ไม่ชอบใหใ้ ครจบั ต้องตวั ใช้วธิ กี ารกรีดรอ้ ง ตอ่ ตา้ นการท�ำกิจกรรมท�ำใหย้ ากต่อการฝกึ
ผสู้ อนควรใช้เทคนคิ การสรา้ งสมั พันธภาพโดย
ช่วงแรกของการฝึก ต้องระวังเรื่องการจับตัวเด็ก เพราะเด็กบางรายไม่ชอบให้สัมผัสตัวจนกว่าจะไว้วางใจ
ควรเบ่ียงเบนความรู้สึกกลัวของเด็ก ด้วยการเล่นของเด็ก หากเด็กร้องไห้มาก ผู้สอนอาจอุ้มหรือกอดเด็กไว้ จนกว่า
เด็กจะสงบ หรือใช้ของเล่นที่มีเสียงมากระตุ้นความสนใจของเด็ก หากเด็กยังไม่ร่วมมือ ผู้ปกครองอาจเล่นของเล่น
ด้วยกนั เอง หรือเล่นกบั พ่ี/นอ้ งของเด็ก น�ำใหเ้ ดก็ เกิดความไว้วางใจ
เม่ือเด็กมีพฤติกรรมแยกตัว ควรกระตุ้นความสนใจของเด็กด้วยการพูดคุยหรือใช้กิจกรรมการเล่นของเล่น
หรือการรอ้ งเพลง เมอ่ื เดก็ ท�ำกจิ กรรม หรือเล่นของเล่นไดถ้ กู ต้อง ควรใหแ้ รงเสริมทางบวกทันที เชน่ การชม ปรบมือ
เทคนคิ การท�ำให้เด็กมีความพร้อมในการฝกึ
เด็กออทิสติกที่ไม่ค่อยอยู่นิ่งมักจะเดินไปมา ปีนป่ายตลอดเวลา คว้าสิ่งของท่ีอยู่ใกล้ตัว น่ังอยู่กับที่ได้
ระยะสนั้ ๆ หรอื นงั่ อยกู่ บั ทไ่ี มไ่ ดเ้ ลย ในบางครงั้ เดก็ จะไมย่ อมใหจ้ บั ตอ้ งตวั ดว้ ย วธิ กี ารปรบั ใหน้ ง่ั ประจ�ำทแ่ี ละอยนู่ งิ่ ๆ ได้
ขณะท�ำกิจกรรม มีหลากหลายวิธี ดงั น้ี
1. ให้ผู้ปกครองอุ้มน่ังตักขณะท่ีฝึกกิจกรรม ชักชวนให้เล่นของเล่น เพื่อเร้าความสนใจและวางเงื่อนไขว่า
ตอ้ งท�ำกจิ กรรมท่ีก�ำหนดให้เสรจ็ กอ่ นจึงลุกเดนิ ตามทีต่ นเองตอ้ งการ
2. จัดให้เด็กน่ังในท่ีท่ีไม่สามารถลุกหนีออกมาได้ เช่น โต๊ะเรียนที่ล็อคตัวเด็กอยู่กับท่ีได้กักบริเวณให้เด็ก
ท�ำกิจกรรมจนเสร็จในแต่ละชุด
3. เวลาที่ฝึกกิจกรรมได้บ้างแล้วให้ผู้สอนน่ังในลักษณะคร่อมขาท้ังสองข้างของเด็ก หรือใช้เข่าหนีบขาเด็กได้
เบา ๆ ท้ัง 2 ขา้ ง เพือ่ เตือนให้เดก็ รวู้ า่ ต้องอยู่กับท่ี ขณะท�ำกิจกรรม
4. เก็บของเล่น ของใช้ หรือส่ิงที่เด็กท่ีเด็กติดซ�้ำซากให้พ้นสายตา เก็บของท่ีเด็กชอบร้ือค้นให้เป็นระเบียบ
ได้แก่ ใส่กล่องใหพ้ น้ มือเด็กทจ่ี ะรอ้ื มาเลน่ ได้ การมีของเล่นจ�ำนวนมากใหเ้ ดก็ เหน็ จะท�ำใหเ้ ดก็ ไมม่ สี มาธใิ นการฝกึ
5. ขณะฝกึ กิจกรรมควรมตี ะกร้าทจี่ ะใส่ของเลน่ ใหพ้ รอ้ มเกบ็ ง่าย และอปุ กรณ์ ไม่ตกหลน่
6. ถ้าเด็กมือซุกซนพยายามคว้าส่ิงของหรือปัดส่ิงของ ให้ผู้สอนใช้วิธีจับมือเด็กไว้ข้างหนึ่งขณะท่ีใช้มือ
อกี ขา้ งหนง่ึ ท�ำกิจกรรม
7. ของเล่นท่ีเหมาะกับเด็กท่ีซุกซน ควรเป็นบล็อกท่ีใส่ลงกล่องหรือใส่แท่งท่ีสามารถเอามือบล็อกไม่ให้
ของหลดุ ออกมาง่ายเพื่อเดก็ จะชอบรื้อหรอื แยง่ ดว้ ย
8. สร้างความคุ้นเคยในการนั่งเก้าอี้ โดยการจับให้น่ังเป็นประจ�ำในการท�ำกิจกรรมอย่างสม�่ำเสมอ เริ่มจาก
ระยะเวลาส้นั ๆ และเพิม่ ระยะเวลาใหน้ านขนึ้ เรือ่ ยๆ
คู่มือ ฝกึ และดูแลเด็กออทสิ ตกิ ส�ำ หรับผู้ปกครอง 7
เทคนิคการชว่ ยเหลอื ในการฝกึ
เทคนิคการชว่ ยเหลอื ในการฝกึ หมายถงึ เทคนิคทช่ี ่วยในการฝึกเด็กออทสิ ตกิ เรียงจากงา่ ยไปยาก คอื ผสู้ อน
ช่วยจับท�ำกิจกรรม ผู้สอนช่วยแตะน�ำให้ท�ำกิจกรรม ผู้สอนแสดงให้ดูเพ่ือให้เด็กเลียนแบบ และเด็กท�ำได้เอง
ตามค�ำส่ังของผูส้ อน มีรายละเอียดดังน้ี
1. ช่วยจับท�ำ คือ เม่ือส่ังให้เด็กท�ำกิจกรรมใดๆ ก็ตาม
ถ้าเด็กไม่แสดงการรับรู้ รับฟัง หรือปฏิบัติตามค�ำส่ัง
ไม่ได้ ให้จับมือเด็กท�ำกิจกรรมนั้นซ้�ำ ๆ โดยช่วยจับมือท�ำ
ในทุกข้ันตอนที่ต้องการฝึกและพูดบอกเป็นระยะ ๆ
เพอื่ เปน็ การชกั น�ำใหเ้ ดก็ เกดิ ความเขา้ ใจ และท�ำกจิ กรรม
ตามค�ำส่งั หรือค�ำพูดได้
2. แตะนำ� คอื การลดความชว่ ยเหลอื จากการชว่ ยจบั ท�ำลง
โดยแตะหลังมือ ข้อมือ หรือ ข้อศอกเด็ก เพ่ือให้เด็ก
ได้มโี อกาสท�ำกจิ กรรมด้วยตัวเองในขนั้ ตอนสุดท้าย
3. เลยี นแบบ คือ การลดความช่วยเหลือจากการแตะน�ำลง
โดยท�ำให้เด็กดู แล้วให้เด็กท�ำตาม ซ่ึงเป็นการสอนให้
เด็กเรยี นรู้ ถึงการเลยี นแบบการเคลื่อนไหวรา่ งการทเ่ี ห็น
ไดช้ ดั เจน
4. ท�ำตามค�ำสั่ง คือ เด็กสามารถเข้าใจค�ำพูด
ของผู้สอนและปฏิบัติตามค�ำสั่งได้ โดยไม่ต้อง
ให้การช่วยเหลอื ขา้ งตน้ ใด ๆ
การสอนเด็กอาจเร่ิมจากผสู้ อนท�ำ กจิ กรรมทตี่ ้องการสอนให้เด็กดู และควรเปดิ โอกาสให้เดก็
ไดท้ ดลองท�ำ กจิ กรรมตามแบบ หรอื ทำ�ตามค�ำ สัง่ เองก่อน โดยจะให้การชว่ ยเหลอื ตอ่
เมอื่ เด็กท�ำ ไม่ไดด้ ว้ ยตนเอง และควรลดความยากงา่ ยของการชว่ ยเหลอื ลงตามล�ำ ดับจาก
ข้อ 1 – ข้อ 2 – ขอ้ 3 – ข้อ 4 จนกว่าเด็กจะสามารถท�ำ ได้เอง
8 ค่มู อื ฝึกและดแู ลเด็กออทิสติกสำ�หรับผู้ปกครอง
กิจกรรมทใ่ี ช้ฝกึ เดก็ ออทสิ ตกิ ในคู่มือเลม่ น้ี เป็นเพยี งการชว่ ยฝึกเด็กออทิสติกเบือ้ งต้นเทา่ นัน้ แต่มีความส�ำคญั
อย่างยิ่งที่จะดึงให้เด็กก้าวออกมาจากโลกของตัวเองมาอยู่ในสังคมท่ีบ้าน ได้รับรู้และเร่ิมเรียนรู้เกี่ยวกับตัวเอง
บคุ คลและสง่ิ แวดลอ้ มตา่ ง ๆ ในบา้ น จากการประเมนิ ผลโดยใชก้ จิ กรรมเหลา่ นี้ ผปู้ กครองจะเหน็ วา่ เดก็ เรมิ่ มพี ฒั นาการ
ดีขึ้น ทั้งด้านสังคมภายในบ้านและการสื่อความหมายเบ้ืองต้น สามารถท�ำตามค�ำสั่งง่าย ๆได้ เมื่อเด็กถึงวัยเรียน
เด็กออทิสติกบางคนสามารถเรียนร่วมกับเด็กปกติได้ บางคนอาจต้องเข้ารับการรักษาตามสถานบริการสาธารณสุข
ต่าง ๆ เพ่ิมเตมิ
ถา้ เดก็ ออทสิ ตกิ คนใดมปี ญั หาทางอารมณแ์ ละตอ่ ตา้ นการฝกึ จนผปู้ กครองไมส่ ามารถฝกึ ได้ ควรรบี ปรกึ ษาแพทย์
ในโรงพยาบาลและสถานบริการสาธารณสุขท่ีรับรักษาเด็กออทิสติกทันที เพื่อให้แพทย์ท�ำการวิเคราะห์อย่างละเอียด
และอาจพจิ ารณาใหย้ าเปน็ ราย ๆ ไป
อธบิ ายคำ� ศัพท์
ประสาทสมั ผสั ทง้ั หา้ หมายถงึ ประสาทสมั ผัสทางผิวกาย (สมั ผัส) เช่น จบั ลบู กอด ประสาทสัมผสั ทางตา
(มองเห็น) ประสาทสมั ผัสทางหู (ได้ยนิ เสยี ง) ประสาทสมั ผัสทางจมกู (ได้กลิน่ ) และประสาทสัมผัสทางล้ิน (รับรส)
การเลน่ ปไู ต่ หมายถงึ การใชน้ ิว้ มอื ของผสู้ อนไต่เบา ๆ ไปตามแขนขา และล�ำตัวเดก็
ทักษะการเล่นของเล่น หมายถึง จินตนาการในการเล่น วิธีเล่นของตามวัตถุประสงค์และโครงสร้างของ
ของเลน่ ชนิ้ นนั้ ๆ ในเดก็ ปกตทิ วั่ ไปเดก็ จะมพี ฒั นาการทางความคดิ ท�ำใหม้ คี วามสามารถคดิ และเลน่ ของเลน่ ไดเ้ อง และ
มจี นิ ตนาการตามวยั แตใ่ นเดก็ ออทสิ ตกิ จะไมม่ จี นิ ตนาการในการเลน่ วธิ กี ารเลน่ ของเลน่ จะไมเ่ ปน็ ไปตามโครงสรา้ งของ
ของเล่น เช่น รถของเล่น เด็กปกติจะจับมาเข็นให้แล่นเหมือนรถจริงๆ แต่เด็กออทิสติกอาจน�ำมา
หงายขนึ้ แลว้ เอามอื หมนุ ลอ้ เลน่ อยา่ งไมม่ คี วามหมาย ของเลน่ ทเ่ี ปน็ บลอ็ กรปู ทรงตา่ ง ๆ ใหน้ �ำมาใสใ่ นชอ่ งทถี่ กู ตอ้ งตาม
รปู ทรง เด็กออทิสติกมกั จะน�ำบลอ็ กมาเคาะใหเ้ กดิ เสียงแทน เป็นต้น
สว่ นที่ 1
ความรู้เกยี่ วกบั โรคออทซิ ึม
ผเู้ ขยี น : ศาสตราจารย์แพทย์หญิงเพ็ญแข ลมิ่ ศลิ า
ความรู้เกย่ี วกบั โรคออทซิ ึม 11
สว่ นที่ 1 ความรเู้ กย่ี วกับโรคออทิซึม
ผเู้ ขียน : ศาสตราจารย์แพทยห์ ญิงเพ็ญแข ลิม่ ศลิ า
ประวัตคิ วามเปน็ มาของโรคออทซิ ึม
จากตำ� นานเก่าแก่เลา่ กันมาว่า มนี างฟา้ ลกั ลอบเอาลกู ของมนุษย์ไป แล้วแอบเปล่ียนลูกของ
นางฟา้ ไวแ้ ทน โดยมีเหตุผลวา่ เด็กเหล่านีม้ หี น้าตาน่ารัก สวยเหมือนนางฟ้า
แตม่ พี ฤตกิ รรมแปลก ๆ แตกต่างจากมนษุ ย์ท่วั ไปอย่างชดั เจน
อูทา่ ฟริทซ์ ได้เขยี นไว้ในหนังสอื “ออทิซึม” เด็กถกู แยกจากมนุษย์ตงั้ แตอ่ ายุนอ้ ย ๆ แตน่ ายแพทย์
โดยกล่าวถึงบุคคลลึกลับท่ีมีลักษณะพฤติกรรม ฟิลปิ ป์ พเี นล ไมเ่ ห็นด้วย เขาเชอ่ื ว่า เดก็ คนนีน้ า่ จะมี
แปลกประหลาด จากต�ำนานกลา่ ววา่ บาทหลวงจนู เิ ปอร์ ปญั หามาตง้ั แตแ่ รกเกดิ แลว้ เพราะเดก็ ไดร้ บั การฝกึ นาน
ได้ติดตามเซนต์ฟรานซิสไปเพื่อแสวงบุญท่ีกรุงโรม
มปี ระชาชนจ�ำนวนมากมาตอ้ นรบั แตบ่ าทหลวงจนู เิ ปอร์ ถึง 1 ปี ก็ยังไม่มกี ารเปลีย่ นแปลงในทางท่ดี ขี ึ้น
ไม่สนใจเลย ได้แต่เล่นไม้กระดานหกโยกข้ึนลง
อยู่อย่างน้ันเป็นเวลานานจนประชาชนกลับไปหมด ฮาเลน เลน นักจิตวิทยาที่เช่ียวชาญในด้าน
พฤตกิ รรมเชน่ นแี้ สดงวา่ ทา่ นไมส่ ามารถเขา้ ใจสภาวะ การพูด ได้รวบรวมบทความของนายแพทย์อิทาร์ด
ทางสังคมและรับรู้ถึงความรู้สึกทางอารมณ์และ มาจัดพิมพ์ในหนังสือเรื่อง “The Wild Boy of
การกระท�ำทจ่ี ะท�ำใหผ้ อู้ ่นื ไม่พอใจ Aveyron” บรรยายถงึ พฤตกิ รรมของเดก็ ชายวคิ เตอร์
เหมือนกับเด็กท่ีได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นออทิซึม
ค.ศ. 1801 (พ.ศ. 2344) แพทยช์ าวฝรงั่ เศสชอ่ื
จีนมาร์ค แคสปาร์ค อิทาร์ด ได้รายงานถึงเด็กชาย ในปัจจุบัน ท้ัง ๆ ที่ระยะเวลาต่างกันถึงสองศตวรรษ
คนหนึง่ อายุ 12 ปี อาศัยอยูใ่ นอเวรอน มคี นไปน�ำตัว (200 ปี) เด็กชายวิคเตอร์ ไม่สามารถเรียนรู้จาก
ออกมาจากปา่ ต้ังช่อื ให้วา่ วิคเตอร์ ซึ่งได้รับการเลี้ยงดู การฝกึ พดู เมื่อเขาตอ้ งการอะไรเขาจะดึงแขนบุคคล
อยู่ 1 ปี พบว่า เดก็ มีพฤตกิ รรมแปลก ๆ และพดู ภาษา ท่ีอยใู่ กล้ ๆ ไปท�ำให้ เชน่ เมอื่ เขาต้องการขรี่ ถ เขาจะ
คนไม่ได้ นายแพทย์อิทาร์ดคิดว่า มีสาเหตุจากการที่ ดงึ แขนบคุ คลทอี่ ยใู่ กลท้ สี่ ดุ ไปจบั รถ แลว้ เขาจะไตข่ น้ึ ไป
น่ังบนรถ คอยให้คนอ่ืนเข็นรถให้เคล่ือนท่ีไปได้
นายแพทย์อิทาร์ดพยายามใช้เวลานานมากเพื่อ
พร�่ำสอนให้วิคเตอร์เล่นของเล่นหลากหลายชนิด
12 ความรู้เกี่ยวกบั โรคออทิซมึ สามารถช่วยเหลือจนเด็กคนน้ีมีทักษะในการเรียนและ
ท�ำกจิ กรรมต่าง ๆ ได้ดี
แต่เด็กไม่สนใจที่จะเล่นตามแบบที่สอนเลย และจะ
ท�ำลายของเล่นทันทีเมื่อเขาอยู่ตามล�ำพัง เขาจะ ค.ศ. 1938 (พ.ศ. 2481) นายแพทย์ลีโอ
ไม่มีความสุขเลยถ้าพบว่า ส่ิงของเคร่ืองใช้ต่าง ๆ แคนเนอร์ จิตแพทยช์ าวอเมริกนั ได้พบเดก็ ชายอายุ 5 ปี
ในกิจวัตรประจ�ำวันถกู เคลื่อนยา้ ยไปจากทเี่ ดิม แพทย์ ชอื่ โดแนลด์ มีพฤตกิ รรมผดิ จากเดก็ ทวั่ ไปในวัยเดยี วกัน
และนักจิตวิทยาหลายคนกล่าวว่า พฤติกรรมที่ผิดปกติ คอื เด็กเดนิ ยมิ้ ไปเรอ่ื ย ๆ อยา่ งไร้จุดหมาย ส่ายศีรษะไป
เหล่านี้เกิดขึ้นเนื่องจาก เด็กชายวิคเตอร์ถูกพรากจาก มา และกระดกิ น้วิ มอื ซ�ำ้ ๆ โบกไปมาในอากาศ ท�ำเสียง
มนษุ ยต์ ้งั แตเ่ ขายังเปน็ ทารก จากการบันทกึ พบว่า มีคน กระซิบพึมพัมเหมือนฮัมเพลงซ้�ำ ๆ เห็นวัตถุส่ิงของใด
พบวิคเตอรค์ รั้งแรกในปี ค.ศ.1797 (พ.ศ.2340) เมือ่ เขา ที่พอจะจับมาหมุนได้ จะท�ำทันทีด้วยความพึงพอใจ
อายุได้ประมาณ 9 ปี เขาไม่ได้ใส่เส้ือผ้า เล้ียงชีพด้วย เมอื่ พาเดก็ เขา้ มาในหอ้ งแพทย์ เดก็ ไมส่ นใจบคุ คลแตก่ ลบั
ผลไม้ท่ีหาได้ในป่า หรือได้รับบางส่วนจากชาวนาชาวไร่ ไปสนใจวัตถุในห้องนั้น และน�ำเอามาหมุนเล่นทันที
ในละแวกนั้นเป็นครั้งคราว เขามีรอยแผลเป็นที่บริเวณ เมื่อให้ของเลน่ เป็นแทง่ ไม้เลก็ ๆ เดก็ จะใชม้ อื ปดั ทิง้ และ
ล�ำคอเหมอื นเขาถกู ท�ำรา้ ย นา่ เชอื่ ถอื ไดว้ า่ เขาพลดั พราก เอาเทา้ เหยยี บไมท้ นั ที หลังจากน้ัน แคนเนอร์ ไดร้ บั เดก็
จากพอ่ แมร่ ะหวา่ งการปฏวิ ตั ใิ นฝรงั่ เศส เมอื่ มคี นตอ้ งการ จ�ำนวนหน่ึงที่ส่งมาปรึกษาท่ีคลินิกของเขา เด็กเหล่าน้ี
ให้ความช่วยเหลือก็พบกับความยุ่งยาก เน่ืองจาก มีพฤติกรรมที่ผิดปกติเป็นแบบอย่างเดียวกัน เขาเรียก
พฤติกรรมท่ีผิดปกติของเขา เขาจึงถูกปล่อยปละละเลย เด็กกลุม่ น้วี ่า “เออร์ลี่ อินแฟนไทล์ ออทซิ มึ ” เขาได้จัด
นายแพทยอ์ ทิ ารด์ พยายามหาทางชว่ ยเหลอื โดยมอบให้ พมิ พใ์ นหนงั สอื เลม่ แรกเมอื่ ปี ค.ศ.1943 (2486) บรรยาย
นกั เรยี นแพทยข์ องเขา คอื เซดวนิ และมาเรยี ฝกึ สอนเดก็ อย่างละเอียดเก่ียวกับพฤติกรรมของเด็กเหล่าน้ัน
อย่างใกล้ชิด ซ่ึงมีส่วนที่ท�ำให้เกิดวิธีการสอนแบบ แต่ก็เลือกเอาลักษณะพฤติกรรมที่ส�ำคัญมาใช้ส�ำหรับ
การศกึ ษาพิเศษขึน้ เป็นครั้งแรก การวินิจฉยั ประกอบดว้ ย
- การขาดความรสู้ กึ ทางอารมณก์ บั บคุ คลอน่ื อยา่ งรนุ แรง
ค.ศ. 1809 (พ.ศ. 2352) นายแพทย์จอห์น - กระทำ� ซำ้� ๆ ในสงิ่ ทต่ี นเองชอบ
ฮาร์แลม ในประเทศอังกฤษ ได้รายงานถึง เด็กชาย - ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงกิจวัตรที่แปลกประ-หลาดได้
อายุ 1 ปี พบว่า เด็กมีพฤติกรรมเหมือนเด็กออทิสติก ถา้ ถกู เปลยี่ นแปลงจะแสดงความไมพ่ อใจอยา่ งมากมาย
หลังจากป่วยเป็นโรคหัดอย่างรุนแรง เช่น มีการพูดที่ - ไมพ่ ดู เลยหรอื มกี ารพดู ทผี่ ดิ ปกติ
ซ�้ำ ๆ มีอารมณ์หุนหันพลันแล่น พฤติกรรมก้าวร้าว - มคี วามผกู พนั กบั สง่ิ ใดสง่ิ หนงึ่ อยา่ งมาก
ได้เข้ารบั การรกั ษาในโรงพยาบาลเมอื่ อายุ 5 ปี - มีความสามารถสูงเกี่ยวกับความจ�ำ และทักษะใน
การใชส้ ายตา
ค.ศ. 1919 (พ.ศ.2462) ไลท์เนอร์ วิทเมอร์ - แต่มคี วามยากลำ� บากในการเรยี นร้ทู ุกด้าน เนอ่ื งจาก
นักจิตวิทยาชาวอเมริกัน ได้เขียนบทความเกี่ยวกับ ขาดความเขา้ ใจและความสนใจ
เด็กชายดอน อายุ 2 ปี 7 เดือน ได้รับการวินิจฉัยว่า - อยไู่ มน่ งิ่
เป็นออทซิ ึม เขา้ เรยี นที่โรงเรยี นการศึกษาพเิ ศษวทิ เมอร์
โดยจัดการฝึกสอนแบบตัวต่อตัวเป็นระยะเวลานาน
แคนเนอร์ย�้ำว่า ภาวะนี้จะเกิดข้ึนได้ต้ังแต่ ความรู้เกี่ยวกับโรคออทิซมึ 13
แรกเกดิ หรอื ในชว่ งอายุ 30 เดอื นแรก และกลมุ่ อาการนี้
เป็นเอกลักษณ์เฉพาะโรคท่ีสามารถแยกออกจากภาวะ ค.ศ.1962 (พ.ศ. 2505) สมาคมออทิสติก
หรอื โรคอ่นื ๆ ในเด็ก ในระยะแรกผลงานของแคนเนอร์ แห่งชาติแห่งแรกในโลกได้ก่อต้ังขึ้นในประเทศอังกฤษ
ไดร้ บั ความสนใจไมม่ ากนัก ต่อมาอีก 10 ปี เริม่ มผี ู้สนใจ มีชื่อว่า “เนชั่นแนล ออทิสติก โซไซตี้” ผลจากการ
ท�ำการศกึ ษาวจิ ยั ในประเทศต่าง ๆ มากมาย ท�ำงานของสมาคมน้ี ประกอบกับการช่วยเหลือของ
ค.ศ. 1944 (พ.ศ. 2487) ฮันส์ แอสเปอร์เกอร์ ส่ือมวลชน ท�ำให้ออทิสติกเป็นที่รู้จักแพร่หลายมากข้ึน
จิตแพทย์ชาวออสเตรีย ได้พิมพ์บทความกล่าวถึงเด็ก จนกระทั่งฮอลลีวู้ดน�ำไปสร้างเป็นภาพยนตร์เร่ือง
และวยั รนุ่ กลมุ่ หนง่ึ ทมี่ พี ฤตกิ รรมผดิ ปกตเิ ปน็ แบบเดยี วกนั “เรนแมน” ย่ิงท�ำให้บรรดาพ่อแม่ ครู และบุคลากร
ให้ชื่อว่า “กลุ่มอาการแอสเปอร์เกอร์” โดยมีลักษณะ ทางการแพทย์เฝ้าระวังความผิดปกติของเด็กเก่ียวกับ
ทีส่ �ำคญั คอื ความไร้เดียงสา แสดงปฏิสมั พนั ธท์ างสังคม พัฒนาการต่าง ๆ มากขึ้น ท�ำให้เด็กได้รับการวินิจฉัย
กับผู้อื่นไม่เหมาะสม แสดงความสนใจต่อสิ่งหนึ่งส่ิงใด และความชว่ ยเหลือรวดเร็วขนึ้
มากจนเกินไป เช่น สนใจเร่ืองตารางรถไฟจนจ�ำได้
และพูดซ้�ำ ๆ มีการพูดที่ชัดเจน ใช้ไวยากรณ์ถูกต้อง ปลายศตวรรษที่ 19 จิตแพทย์เฮนรี่ มอดสเ์ ล่ย์
แตล่ กั ษณะการพดู เปน็ แบบเสยี งเดยี วไปเรอื่ ย ๆ โดยไมม่ ี พบเด็กท่ีมีพฤติกรรมผิดปกติและแปลกประหลาดได้
เสียงสูงเสียงต่�ำ และพูดอย่างยืดยาวในเรื่องท่ีตนเอง ใหก้ ารวนิ ิจฉยั วา่ เปน็ โรคจติ ในวยั เด็ก ซ่งึ ก็ไดจ้ ดั โรคออทิ
สนใจ จะพูดโดยไม่รับรู้วา่ มีใครฟงั อยู่หรอื ไม่ ไมส่ ามารถ ซึมไว้ในกลุม่ นี้ดว้ ย จนกระทง่ั ต้นศตวรรษท่ี 20 หลงั จาก
สนทนาโต้ตอบกับผู้อ่ืนได้ การประสมประสานของ แคนเนอร์ได้พิมพ์บทความชิ้นแรกโดยใช้ชื่อว่า “เออร์ล่ี
กล้ามเน้ือในการเคลื่อนไหวไม่ดี ระดับความสามารถ อนิ แฟนไทล์ ออทิซมึ ” จิตแพทยใ์ หค้ วามสนใจเกี่ยวกบั
ทางสติปัญญาอยู่ในระดับเกณฑ์เฉล่ียหรือระดับสูงกว่า ทฤษฎีจิตวิเคราะห์มากขึ้น จิตแพทย์ในขณะนั้น
เกณฑเ์ ฉล่ีย แต่มักจะมคี วามยุ่งยากล�ำบากในการเรียนรู้ มีความเชื่อว่า ออทิซึมเป็นปัญหาทางอารมณ์มีสาเหตุ
เปน็ บางวชิ า เนอ่ื งจากมคี วามเขา้ ใจยาก ขาดสามญั ส�ำนกึ มาจากการเลีย้ งดูของพ่อแม่ จึงสร้างความไม่สบายใจให้
พ่อแม่และคนเล้ียงดูจะไม่สังเกตเห็นความผิดปกติ พ่อแม่ พ่อแม่รู้สึกว่าไม่สามารถเข้าใจพฤติกรรมที่เด็ก
จนเด็กอายุ 3 ปีแล้ว หรือจนกว่าเด็กเริ่มไปโรงเรียน แสดงออกและไม่สามารถช่วยเหลือเด็กได้ พ่อแม่จะ
แอสเปอร์เกอรเ์ ชือ่ ว่า กลมุ่ อาการนแ้ี ตกต่างจากออทซิ ึม รู้สึกส�ำนึกผิด ขาดความเชื่อมั่น ท�ำให้ไม่มีศักยภาพ
ของแคนเนอร์ ถึงแม้จะมีลักษณะบางอย่างท่ีคล้ายกัน ในการชว่ ยเหลอื ลกู ตอ่ ไป
ผลงานของแอสเปอร์เกอร์เพ่ิงเป็นที่รู้จักและแพร่หลาย
ในระยะ 10-15 ปีมาน้ีเท่านั้น เนื่องจากเขาจัดพิมพ์ ปี ค.ศ. 1960 (ค.ศ. 2503) จิตแพทย์ไมเคิล
บทความนเี้ ปน็ ภาษาเยอรมนั หลงั สงครามโลกครง้ั ทส่ี อง รัทเทอร์ และคณะ ได้ร่วมกันท�ำวิจัยจนเกิดการ
สนิ้ สุดลง จึงใชเ้ วลานานมาก กวา่ จะเผยแพรอ่ อกมาเป็น เปลี่ยนแปลงคร้ังยิ่งใหญ่ ท่ีได้ผลว่าพฤติกรรมท่ีผิดปกติ
ภาษาองั กฤษได้ ตา่ ง ๆ ทเี่ ดก็ ออทสิ ตกิ แสดงออกมานนั้ เปน็ ความผดิ ปกติ
ของพัฒนาการที่ จะสามารถเห็นได้ต้ังแต่แรกเกิดจนถึง
ระยะแรกของวัยเด็ก สาเหตุมาจากความผิดปกติของ
หน้าที่ของสมองบางส่วน ไม่ใช่มาจากการเลี้ยงดูของ
พอ่ แม่ ท�ำให้พอ่ แม่สบายใจขึน้
14 ความรูเ้ กี่ยวกับโรคออทซิ มึ ออทิซึมในประเทศไทย
ในปเี ดยี วกนั น้ี จติ แพทยบ์ างทา่ นมคี วามเหน็ วา่ ระหว่างปี พ.ศ. 2510-2511 ผู้เขียนมา
โรคออทิซึมน้ีเป็นแบบหน่ึงของโรคจิตเภทในวัยเด็ก ปฏิบัติงานที่โรงพยาบาลยุวประสาทไวทโยปถัมภ์
จนกระท่งั ปี ค.ศ. 1970 (พ.ศ. 2513) จิตแพทย์โคลวิน (ช่ือเดิมโรงพยาบาลส�ำโรง) ได้รับความกรุณาจาก
ชาวอสิ ราเอล และคณะ ไดแ้ สดงใหเ้ หน็ ถงึ ความแตกตา่ ง อาจารยน์ ายแพทย์ประสทิ ธิ์ หะริณสุต ซง่ึ ขณะนัน้ ด�ำรง
ระหว่างออทซิ ึม และโรคจิตเภทในวัยเดก็ อย่างชดั เจน ต�ำแหน่งผู้อ�ำนวยการโรงพยาบาล ให้ศึกษาต่อทาง
จิตเวชศาสตร์ท่ีโรงพยาบาลสมเด็จเจ้าพระยา ได้รับ
มีการเปล่ียนแปลงในการจ�ำแนกโรคทาง การสอนสาธิตจากอาจารย์แพทย์หญิงวาสนา ศรมณี
สถิติระหว่างชาติขององค์การอนามัยโลก (ICD : ใหเ้ รยี นรโู้ ดยการสงั เกตพฤตกิ รรมและเขยี นรายงานของ
International Statistical Classification of Diseases) เด็กผปู้ ว่ ยรายหนง่ึ เป็นเดก็ ชายอายุ 5 ปี หน้าตาน่ารกั
และคู่มือการวินิจฉัยและสถิติของสมาคมจิตแพทย์แห่ง มสี หี น้าเฉยเมย ไมส่ นใจใคร เดก็ อยไู่ มน่ ิ่ง วง่ิ ข้นึ ลงบนั ได
อเมรกิ า (DSM : Diagnostic and Statistic Manual) โดยใช้มือลูบไปตามราวบันไดซ้�ำ ๆ ซาก ๆ โดยไม่รู้จัก
ดงั นี้คือ เหนด็ เหนอื่ ย สง่ เสยี งรอ้ งไมเ่ ปน็ ภาษา ทน่ี า่ แปลกใจกค็ อื
องค์การอนามัยโลกจัดพิมพ์ ICD คร้ังแรก เด็กสามารถเล่นเคร่ืองเล่นเทปได้อย่างถูกต้อง เด็กจะ
ไม่ปรากฏว่ามีโรคออทิซึมอยู่เลย จนปี ค.ศ. 1967 กดปุ่มให้เทปกรอกลับไปกลับมาซ้�ำ ๆ ไม่ยอมเลิก
(พ.ศ. 2510) ICD เลม่ ที่ 8 จึงได้จดั โรคออทซิ มึ ไวใ้ นกลมุ่ ซง่ึ ในสมยั นนั้ เครอ่ื งเลน่ เทปยงั มคี วามยงุ่ ยาก เพราะเทป
ของโรคจิตเภทในผใู้ หญ่ ไม่ไดเ้ ปน็ ตลบั เทปเหมอื นในปจั จบุ ัน แต่จะเปน็ มว้ นเทป
ตอ่ มา ค.ศ. 1977 (พ.ศ. 2520) ICD เล่มท่ี 9 กลม ๆ อาจารย์แพทย์หญิงวาสนาได้ให้การวินิจฉัยว่า
ไดจ้ ัดโรคออทิซึมไวใ้ นกลุ่มของโรคจติ ในวยั เด็ก เป็น “infantile psychosis” คือโรคจิตในวัยเด็ก
ซึ่งอาจารยส์ อนวา่ มีชื่อเรียกได้หลายช่อื เช่น Kanner’s
ได้เกิดการเปลี่ยนแปลงในการจ�ำแนกโรคอย่าง syndrome ตามช่ือ แคนเนอร์ จิตแพทย์ชาวอเมริกัน
ต่อเน่อื งในระยะ 20 กวา่ ปีมาน้ี คือ ซึ่งเป็นผู้พบคนแรกและพมิ พบ์ ทความเก่ียวกบั โรคน้ีเปน็
ค.ศ. 1980 (พ.ศ. 2523) DSM เลม่ ที่ 3 ภาษาอังกฤษ ต่อมาใช้ช่อื โรคว่า “ออทซิ ึม” ซงึ่ แปลว่า
ค.ศ. 1987 (พ.ศ. 2530) DSM ฉบบั ปรับปรุง “ตวั เอง” เนอื่ งจากเดก็ มพี ฤตกิ รรมแยกตวั อยคู่ นเดยี ว
เลม่ ท่ี 3 ขณะที่ผู้เขียนได้เรียนและฝึกปฏิบัติงานท่ี
ค.ศ. 1992 (พ.ศ. 2535) ICD เลม่ ที่ 10 โรงพยาบาลสมเด็จเจ้าพระยาได้พบกับ อาจารย์รจนา
ค.ศ. 1994 (พ.ศ. 2537) DSM เลม่ ที่ 4 เทพหัสดิน ณ อยุธยา (ทรรทรานนท์) นักจิตวิทยา
ค.ศ. 2013 (พ.ศ. 2556) DSM เลม่ ที่ 5 ซงึ่ ปฏบิ ตั งิ านอยทู่ โี่ รงพยาบาลนด้ี ว้ ย ตอ่ มาอาจารยร์ จนา
ไดร้ ับการแนะน�ำและสนับสนุนจาก อาจารยน์ ายแพทย์
ไดจ้ ดั “โรคออทซิ มึ ” ไวใ้ นกลมุ่ ของความผดิ ปกติ พูนพิศ อมาตยกุล ให้ไปศึกษาต่อทางด้านแก้ไขการพูด
ของพฒั นาการทางระบบประสาท
ท่ตี า่ งประเทศ จนส�ำเร็จกลับมาเป็นอาจารยผ์ เู้ ชีย่ วชาญ ความรเู้ กย่ี วกบั โรคออทซิ ึม 15
ด้านการแก้ไขการพูดคนแรกในประเทศไทย ผู้เขียนได้
ติดต่อขอความช่วยเหลือจากอาจารย์เพ่ือขอส่งเด็ก พ.ศ.2512 สถานแรกรับเดก็ ชายบ้านปากเกรด็
ออทิสติก และเด็กที่มีปัญหาเก่ียวกับการพูดจากสาเหตุ กรมประชาสงเคราะห์ ได้ส่งเด็กชายไม่ทราบชื่อ อายุ
อ่ืน ๆ ให้อาจารย์ฝึกพูดและแก้ไขการพูดท่ีโรงพยาบาล ประมาณ 6-7 ปี เป็นเด็กน่ารัก แก้มยุ้ย มาขอรับการ
รามาธิบดี ซึ่งอาจารย์ยังกรุณาสอนฝึกพูดเด็กตาม รกั ษาดว้ ยปญั หาว่า เด็กไม่สามารถเข้าใจหรอื สอ่ื สารกบั
การบา้ นทอ่ี าจารยม์ อบหมาย แกพ่ ยาบาลของโรงพยาบาล ใครได้เลย พดู แต่ค�ำทไี่ มม่ คี วามหมายว่า “ก๊กึ ๆ ก๊กึ ๆ”
ยุวประสาทฯ ที่พาเด็กไป จนสามารถฝึกพูดให้ ทั้งวัน ไม่รู้จักบอกว่า หิวหรืออิ่ม แยกตัวอยู่คนเดียว
เด็กออทิสติกในเบื้องต้นได้ และอนุญาตให้คุณเกยูร หน้าตาเฉยเมย ไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้เลย
รัตนสาขา (พรหมเดช) นักจิตวิทยาของโรงพยาบาล ไม่รู้จักแม้แต่ช่ือตัวเอง เจ้าหน้าท่ีท่ีสถานแรกรับก็
ยวุ ประสาทฯ อบรมระยะสั้นการแก้ไขการพดู เป็นเวลา ไม่ทราบช่ือ เนื่องจากเด็กพลัดหลงจากผู้ปกครองท่ี
3 เดือน จนสามารถน�ำมาฝึกเด็กออทิสติกได้ระยะหนึ่ง บริเวณสนามหลวง เด็กจึงได้รับการตั้งช่ือให้ใหม่ว่า
กม็ คี วามจ�ำเปน็ ตอ้ งยา้ ยตามสามไี ปรบั ราชการตา่ งจงั หวดั “เดก็ ชายกกึ๊ ” ชอื่ จริงว่า ประสพโชค เดก็ ไดร้ ับการดูแล
ทางโรงพยาบาลจงึ ขาดครฝู กึ พดู อกี ตรงั้ จงึ ตอ้ งสง่ เดก็ ไป รักษาในโรงพยาบาลยุวประสาทไวทโยปถัมภ์ 2 ปี
ขอความช่วยเหลือจากอาจารย์รจนา และอาจารย์ท่าน ไดร้ บั การฝกึ พดู จากคณุ เกยรู และฟน้ื ฟสู มรรถภาพอนื่ ๆ
อื่น ๆ คอื อาจารย์สุมาลี ดีจงกิจ อาจารยเ์ จียมจติ ถวลิ จากพยาบาล จนเด็กสามารถพูด สื่อความหมาย และ
อาจารย์วันเพ็ญ กุลเลิศพรเจริญ ตลอดมาจนปัจจุบันนี้ เรยี นรไู้ ด้ ช่วยเหลือตัวเองไดจ้ นเป็นทีน่ ่าพอใจ
ถึงแม้ว่าคุณเดือนฉาย แก้วน้อย (แสงรัตนายนต์) พ.ศ. 2513 ได้รับเด็กหญิงอายุ 7 ปี จาก
นักจิตวิทยาของโรงพยาบาลยุวประสาทฯ ได้มีโอกาส ราชประชาสมาสัย เด็กรูปร่างผอมบางตัวเล็กกว่าวัย
เป็นลูกศิษย์ของอาจารย์จนจบปริญญาโททางการแก้ไข ท�ำปากย่ืนแหลม ส่งเสียงร้องเหมือนนก ไม่สามารถสื่อ
การพูดแล้วก็ตาม แต่จ�ำนวนเด็กออทิสติกท่ีต้องได้รับ ภาษากับผู้คนได้ เดินและวงิ่ ไปเร่ือย ๆ อยา่ งไร้จดุ หมาย
การฝกึ พูดก็มจี �ำนวนเพ่มิ ขน้ึ มาก ไม่สนใจบุคคลรอบข้าง ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้เลย
มีปัญหาเรื่องการรับประทานอาหาร เนื่องจากเคี้ยว
ระหว่างปี พ.ศ. 2511-2520 โรงพยาบาล อาหารไม่เป็น จึงต้องให้อาหารเหลวทุกม้ือ ขณะที่
ยวุ ประสาทไวทโยปถัมภ์ ได้รบั เดก็ ออทสิ ตกิ ทีส่ ง่ มาจาก ให้อาหารเด็กพ่อและแม่ต้องช่วยกัน โดยแม่จะนั่ง
หน่วยงานต่าง ๆ ท้ังในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด ที่มี เหยียดขาไปตรง ๆ บนพ้ืน จับเด็กนอนหงายลงบนขา
อาการรุนแรงและอายุมากกว่า 7 ปี ซึ่งมีปัญหายุ่งยาก ของแม่ หันศีรษะเด็กไปทางเท้าของแม่ เพื่อแม่จะใช้
ในการดแู ลรกั ษาและฟน้ื ฟสู มรรถภาพอย่างมาก ผู้เขยี น เท้าท้ังสองข้างของแม่คีบศีรษะเด็กไว้ มือจับแขนเด็กไว้
ขอยกตัวอย่างเด็กออทิสติก 4 คน ที่มีอาการรุนแรง ทง้ั สองขา้ งมากดไว้ท่ขี าของเดก็ พอ่ จะใชม้ อื หน่งึ จบั คาง
แสดงพฤติกรรมแตกตา่ งกนั ดังตอ่ ไปน้ี ของเด็ก อกี มือหน่ึงใช้ช้อนตกั อาหารเหลวจากหม้อหูห้วิ
ปอ้ นเขา้ ปาก เดก็ ก็อ้าปากคา้ งไวร้ ับอาหารเหมือนลูกนก
ขยอกกลนื เร่อื ย ๆ ไป โดยไม่หุบปากเคี้ยวเลย ในรายน้ี
16 ความรู้เกยี่ วกับโรคออทิซึม เดก็ ทไี่ ดย้ กตวั อยา่ งทกุ คนไดร้ บั การชว่ ยเหลอื จน
สามารถมลี กั ษณะเปน็ คนและใชช้ วี ติ อยอู่ ยา่ งคนทวั่ ไปได้
ผู้เขียนต้องเร่ิมสอนพ่อแม่ถึงวิธีการให้อาหารเด็ก ในครอบครวั โดยแต่ละคนใช้เวลาประมาณ 2-3 ปี
การฝึกให้เด็กกลืนอาหารและนั่งรับประทานอาหาร
แล้วค่อย ๆ เปลี่ยนจากอาหารเหลวเป็นอาหารท่ีมีกาก ปลายปี พ.ศ. 2520 อาจารย์ 2 ท่าน คือ
เพมิ่ ขึ้น (รายละเอยี ดศึกษาได้จากปัญหาการกนิ ของเด็ก ศาสตราจารย์นายแพทยป์ ระสงค์ ตูจ้ นิ ดา ซง่ึ ในขณะนั้น
ออทิสติก ในหนังสือ รวมเร่ืองน่ารู้เกี่ยวกับ “ออทิซึม” ด�ำรงต�ำแหน่งหัวหน้าภาควิชากุมารเวชศาสตร์ และ
เขียนโดย ศาสตราจารย์แพทย์หญิงเพ็ญแข ล่ิมศิลา อาจารยแ์ พทย์หญิงวณั เพ็ญ บุญประกอบ หัวหน้าหน่วย
หน้า 37-46) จติ เวชเด็ก ภาควชิ ากมุ ารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์
พ.ศ. 2517 ได้รบั เด็กชายอายุ 6 ปี จากจังหวัด ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล มีความเห็นว่า
อยธุ ยา เด็กไมส่ นใจใคร แยกตัว เรยี กชื่อไม่หนั ตามเสียง กุมารแพทย์ท�ำงานใกล้ชิดเด็กมาต้ังแต่แรกเกิด
เรียก ไมส่ บตา ยนื กางขา กม้ ตวั ไปข้างหนา้ ส่ายศรี ษะ ควรจะมีความรู้เพ่ือการวินิจฉัย และสามารถให้
พร้อมโยกตัวห้อยแขนแกว่งไปมา ส่งเสียงร้อง ความช่วยเหลือเบ้ืองต้น แก่เด็กท่ีมีปัญหาทางจิตเวชได้
มอ มอ มอ ลกั ษณะคลา้ ยวัว ควาย ชว่ ยตัวเองไมไ่ ด้เลย จึงส่งแพทย์ประจ�ำบ้านสาขากุมารเวช-ศาสตร์ ปีที่ 2
ถา้ ตอ้ งการอะไรจะจบั มือคนที่อยู่ใกล้ที่สดุ ไปท�ำให้ และปีที่ 3 หมุนเวียนกันมาศึกษาดูงานในโรงพยาบาล
พ.ศ. 2520 กุมารแพทย์จากจงั หวัดสมุทรสาคร ตงั้ แต่ พ.ศ. 2520 จนปัจจบุ นั ท�ำให้สถาบนั การแพทย์
ส่งเด็กชายอายุ 7 ปี มาขอใบรบั รองแพทย์เพือ่ ขอยกเวน้ ทกุ แหง่ ในประเทศไทยเหน็ ความส�ำคญั จงึ ปฏบิ ตั ติ าม เปน็
การศึกษา เป็นเด็กรูปร่างเล็ก ผอมเกร็ง นั่งหมอบเก็บ ทนี่ า่ สงั เกตวา่ ตงั้ แตน่ นั้ เปน็ ตน้ มา โรงพยาบาลยวุ ประสา
แขนขา เงยหน้ามองอย่างต่ืนกลัว ส่งเสียงเห่าหอน ทไวทโยปถัมภ์ จะไดร้ ับเดก็ ออทิสตกิ ทมี่ อี ายนุ ้อยลงกวา่
และเลียข้าวและน้�ำเหมือนสุนัข เพราะเด็กอยู่ใน เดิมมาก คือ อายุ 3-5 ปี เด็กจึงได้รับการช่วยเหลือ
ครอบครัวยากจน จึงต้องทิ้งเด็กไว้กับสุนัขไทยตัวหน่ึง เรว็ ขน้ึ ท�ำใหผ้ ลการรกั ษาดกี วา่ เดิม มเี ด็กจ�ำนวนไมน่ อ้ ย
ที่ใต้ถุนบ้าน ขณะที่พ่อแม่ออกไปท�ำนาท�ำไร่ เด็ก ทสี่ ามารถเรียนร่วมกับเดก็ ปกตใิ นวัยอันควร
สามารถเลียนแบบสุนัขได้ จึงท�ำให้ผู้เขียนเร่ิมน�ำ
เด็กปกติ ซึ่งเป็นลูกหลานของเจ้าหน้าที่โรงพยาบาล
ยวุ ประสาทฯ มาเปน็ เพอื่ นและแบบอยา่ งใหเ้ ดก็ ออทสิ ตกิ
ในโรงพยาบาลต้ังแต่นัน้ มา
โรคออทิซึมคืออะไร ความรเู้ กีย่ วกบั โรคออทิซมึ 17
โรคออทิซึม คือ โรคทางจิตเวชเด็กท่ีสามารถ การวนิ ิจฉัยโรคออทซิ ึม
ตรวจและวิเคราะห์ได้ว่า เด็กมีพัฒนาการล่าช้าทาง
ดา้ นสงั คม การสอ่ื ความหมายและจนิ ตนาการ แสดงให้ การวินิจฉัยโรค “ออทิซึม” มีการปฏิบัติดังต่อ
เห็นได้โดยการมีพฤติกรรมท่ีผิดปกติไปจากเด็กใน ไปนี้ คอื
วัยเดียวกัน เช่น การแยกตัวอยู่โดยล�ำพังในโลกของ ÿ การซักประวัติอย่างละเอียดจากพ่อแม่หรือผู้ท่ี
เลี้ยงดูเด็กอยา่ งใกล้ชิด เก่ียวกบั
ตวั เอง เสมอื นกับมีก�ำแพงท่มี องไม่เหน็ กั้นตัวเดก็ เหล่าน้ี ประวัตกิ ารตงั้ ครรภ์ของมารดา การคลอด
ออกจากสังคมรอบด้าน ท�ำให้เด็กขาดการรับรู้จน การเจ็บป่วยของมารดาขณะต้ังครรภ์
อุบัติเหตุต่าง ๆ ท่ีอาจมีปัญหากระทบ
ไม่สามารถเรียนรู้จากสิ่งแวดล้อมรอบตัวเหมือนเด็ก กระเทอื นตอ่ พฒั นาการทางสมองของเดก็ ได้
ปัญหาการเลี้ยงดูในด้านการกิน การนอน
ทั่วไปในวยั เดียวกนั ไมส่ ามารถส่ือความหมายกบั บคุ คล การขบั ถา่ ย เปน็ ตน้
พัฒนาการทางด้านร่างกาย ด้านสังคม
รอบข้าง เม่ือถึงวัยที่ควรจะพูดก็พูดไม่ได้ท้ัง ๆ ที่หูไม่ สัมพนั ธภาพกับบคุ คลในบา้ น ด้านส่ือความ
หมาย การพดู และการสอ่ื ภาษา มคี วามลา่ ชา้
หนวก แต่อาจจะพูดเลียนแบบเป็นค�ำ ๆ ได้ โดยไม่รู้ กวา่ เดก็ ปกตใิ นวยั เดียวกนั หรอื ไม่
การแสดงออกทางพฤตกิ รรมของเดก็ ขณะ
ความหมายในระยะแรก ต่อมาก็เร่ิมพูดภาษาตนเองที่ อยู่ที่บ้าน
- มีปัญหาเกี่ยวกับการมีปฏิสัมพันธ์กับ
มนุษย์ฟังไม่เข้าใจ เด็กไม่สามารถเข้าใจค�ำสั่งง่าย ๆ ได้ พ่อแม่และบุคคลท่ีใกล้ชิดในบ้านหรือไม่
เช่น แยกตัวเล่นคนเดียว ไม่ชอบให้ใครมา
เล่นกบั ใครไมเ่ ป็น เล่นของเล่นไมเ่ ปน็ เน่อื งจากการขาด อยู่ใกล้
- มีความผิดปกติในการเคล่ือนไหว
จินตนาการ และมีพฤติกรรมซ้�ำ ๆ บางอย่าง ทั้งการ ของร่างกาย การพูด การสื่อความหมาย
ผิดแปลกไปจากเด็กปกติในวัยเดียวกัน
กระท�ำและความคิด อาการดังกล่าวบางอย่างอาจจะ หรือไม่
ปรากฏใหเ้ หน็ ไดต้ งั้ แตใ่ นขวบปแี รก และจะพบอาการ - มีพฤตกิ รรมซำ้� ซากหรอื ไม่
ตามขอ้ ชบี้ ง่ อยา่ งชดั เจน เมอื่ เดก็ มอี ายุ 18 เดอื นขน้ึ ไป - การตอบสนองตอ่ สงิ่ เรา้ ตา่ งๆ เกย่ี วกบั
ถา้ มกี ารประเมนิ อยา่ งละเอยี ดเกย่ี วกบั ความลา่ ชา้ และ การมอง การได้ยิน การสัมผัส ความรู้สึก
ผิดปกติของพัฒนาการด้านสังคม การส่ือความหมาย เจบ็ ปวด เปน็ อยา่ งไร
และพฤติกรรมตา่ ง ๆ ของเดก็ กจ็ ะสามารถวินิจฉัยว่า
เปน็ “เดก็ ออทสิ ตกิ หรือโรคออทิซมึ ” ได้
โรคออทิซึมนี้ พบไดใ้ นเด็กท่วั โลก โดยไมจ่ �ำกดั
พื้นฐานทางสังคมของบิดามารดา เช่น การศึกษา
เศรษฐานะ พบจ�ำนวนเด็กชายมากกวา่ เดก็ หญงิ 4 เท่า
18 ความรู้เกยี่ วกับโรคออทซิ มึ ÿ การสังเกตพฤติกรรมของเด็กเพื่อประกอบ
การวนิ ิจฉยั
- ลักษณะของการเล่นของเล่น และ เด็กออทิสติกอาจจะมีพฤติกรรมท่ีจะกล่าว
การแสดงออกทางอารมณส์ มเหตผุ ลหรือไม่ ตอ่ ไปนเ้ี พยี งอยา่ งใดอยา่ งหนง่ึ หรอื หลาย ๆ อยา่ งรว่ มกนั
ก็ได้ พฤติกรรมเหล่าน้ีอาจพบได้ในเด็กปกติบ้าง แต่จะ
มีบุคคลในครอบครัวหรือเครือญาติมีปัญหา เป็นเพียงบางคร้ังบางคราวเท่านั้น ไม่ปรากฏอยู่นาน
เหมือนเดก็ หรอื ไม่ เหมือนในเด็กออทิสติก ผู้เขียนจะกล่าวถึงพฤติกรรม
ของเด็กออทิสติกท่ีเคยตรวจพบต้ังแต่ พ.ศ. 2510 ถึง
ประวัติการเจ็บป่วยของเด็ก การกระทบ พ.ศ. 2544 พอเป็นสังเขปเท่านั้น ไม่สามารถน�ำมา
กระเทือนต่อสมอง เช่น ไข้สูงมาก ๆ หรือ เขียนไว้ที่น้ีท้ังหมด เน่ืองจากเด็กออทิสติกแต่ละคน
อาการชัก เป็นต้น มีพฤติกรรมที่แสดงออกผิดปกติแตกต่างกันออกไป
มากมาย และเป็นท่นี ่าสงั เกตวา่ จะพบพฤตกิ รรมเหล่าน้ี
ÿ การตรวจและประเมินเพอื่ การวนิ ิจฉยั “มากเกินไป หรือนอ้ ยจนเกนิ ไป” ดังตวั อยา่ งต่อไปน้ี
ตามประสบการณ์ของผู้เขียนมดี งั นี้ คอื
เมื่อพ่อแม่น�ำเด็กมาพบแพทย์ ไม่ควรรีบร้อน ด้านรา่ งกาย
ทกั ทายหรอื เข้าไปแตะต้องตัวเดก็ ควรใหเ้ ดก็ ไดเ้ ดนิ วิ่ง ประเมินว่ารูปร่างของเด็กเติบโตสมวัย
หรือเลน่ คนเดียวอย่างอสิ ระกอ่ น ในขณะที่แพทย์พูดคุย หรือไม่ เคยพบว่า เด็กท่ีมีรูปร่างเล็ก น�้ำหนัก
กบั พอ่ แมอ่ ยนู่ นั้ ใหส้ งั เกตพฤตกิ รรมตา่ ง ๆ ของเด็กไป น้อยไม่สมวัย แต่ดูเด็กปราดเปรียว แข็งแรง
ดว้ ย การตรวจประเมนิ เพอ่ื การวนิ จิ ฉยั จะใชเ้ วลาคอ่ นขา้ ง มักจะเป็นเด็กฝาแฝด หรือเด็กท่ีเกิดก่อน
นาน โดยเฉพาะเด็กท่ีมีอาการไม่รุนแรง ระหว่างอยู่กับ ก�ำหนด ส่วนเด็กตัวเล็กที่ไม่แข็งแรงมักได้
แพทย์จะยังไม่ค่อยพบพฤติกรรมที่ผิดปกติ ถ้าเป็นการ ประวัติว่า เป็นเด็กท่ีเจ็บป่วยบ่อยหรือเป็นเด็ก
ตรวจเด็กที่แผนกผู้ป่วยนอก แพทย์จะมีเวลาน้อยไป ท่ีมีปัญหาด้านการรับประทานอาหารมาตั้งแต่
เนอ่ื งจากมีผ้ปู ว่ ยรายอื่น ๆ อีกมาก รอคอยการตรวจอยู่ เล็ก เชน่ การรบั ประทานอาหารอย่างเดมิ ซ้�ำ ๆ
จงึ จ�ำเปน็ ตอ้ งนดั มาตรวจอยา่ งละเอยี ดภายหลงั อกี หรอื ซงึ่ ไมม่ ปี ระโยชนต์ อ่ รา่ งกาย รบั ประทานไดน้ อ้ ย
ถา้ เป็นไปได้ ขอใหพ้ ่อแม่ถา่ ยวดิ ีทศั นเ์ กย่ี วกบั พฤติกรรม เนื่องจากไม่ยอมเค้ียวอาหารท�ำให้กลืนล�ำบาก
ของเด็กขณะอยู่ที่บ้านมาให้แพทย์ เพ่ือท�ำการประเมิน แต่ละค�ำต้องป้อนข้าวทีละ 2-3 เม็ด มิฉะน้ัน
รว่ มดว้ ยกไ็ ด้ การรบี รอ้ นทจ่ี ะชว่ ยเหลอื เดก็ มากเกนิ ไปซงึ่ เด็กจะท�ำท่าขย้อนและอาเจียน บางรายจะอม
นา่ จะเปน็ ผลดกี บั ตวั เดก็ แตอ่ าจท�ำใหเ้ กดิ ผลเสยี กไ็ ด้ เชน่ ไว้ที่กระพุ้งแก้มจนอัดแน่น คนดูแลต้องเอานิ้ว
พ่อแม่ไม่พอใจ เพราะยังท�ำใจไม่ได้และไม่ยอมรับว่าลูก แคะออกให้ เพราะเดก็ คายเองไมเ่ ปน็ เมอื่ ตรวจ
ผิดปกติ จึงพาลกู ไปตรวจทีอ่ ่นื ต่อไป ท�ำให้เสียเวลาท่ีจะ เด็กจะพบว่า กล้ามเนื้อที่แก้มจะไม่มีแรงด้วย
ช่วยเหลือไประยะหน่งึ ผเู้ ขียนมีความเหน็ วา่ จึงท�ำให้เด็กไม่สามารถอมน้�ำ เป่าลมออกจาก
ปาก หรือกลืนอาหารได้เหมือนเด็กปกติทั่วไป
...ผู้ใดก็ตามเมื่อมีทุกข์ และยอมรับความทุกข์นั้น
เพื่อหาทางแก้ปญั หา ผู้นนั้ จะสนิ้ ทกุ ข์ไปได้
…อันจะท�ำให้เกิดแรงผลักดันที่จะช่วยเหลือเด็ก
อยา่ งเหมาะสมตอ่ ไป………
จึงเป็นสาเหตุท�ำให้เด็กเหล่าน้ีเป็นโรคขาด ความรเู้ กีย่ วกับโรคออทซิ ึม 19
อาหารร่วมดว้ ย ซง่ึ จะมีอาการท้องเสีย เปน็ ๆ
หาย ๆ แทรกซ้อนได้ เด็กบางรายจะได้ การแสดงออกทางสงั คมและความสมั พนั ธก์ บั
ประวตั กิ ารเจบ็ ปว่ ยบอ่ ย ตอ้ งไดร้ บั การดแู ลจาก บุคคล
กมุ ารแพทยต์ ลอดเวลา สว่ นเดก็ ทม่ี นี ำ�้ หนกั มาก เมอื่ ใหผ้ ทู้ คี่ นุ้ เคยกบั เดก็ เชน่ พอ่ แม่ หรอื
เกินไปมักพบว่า เด็กรับประทานอาหารมาก พเ่ี ลยี้ ง เรยี กชอื่ ของเดก็ เดก็ มที า่ ทไี มต่ อบสนอง
เนอื่ งจากไมร่ จู้ กั อมิ่ ไมร่ จู้ กั พอ ชอบรบั ประทาน ไม่หันหาเสียงเรียก หรอื แสดงท่าทางหงุดหงิด
ของหวาน ติดน้�ำหวาน น�้ำอัดลม และของ ไม่พอใจหรือแสดงท่าเฉยเมยเหมือนไม่รู้ไม่ชี้
ขบเคี้ยวซ้�ำซาก เด็กท่ีมีปัญหาเก่ียวกับเร่ือง เด็กเดนิ หรือวง่ิ หนีแยกตัวไปอย่ลู �ำพงั ขณะเด็ก
รบั ประทาน สว่ นมากมกั จะมปี ญั หาดา้ นอารมณ์ อยใู่ นหอ้ งแพทย์ เดก็ จะแสดงความสนใจสงิ่ ของ
ร่วมดว้ ย ส่ิงใดส่ิงหน่ึงหรือสิ่งของหลาย ๆ อย่างรอบตัว
มากกว่าบุคคล เช่น เด็กบางคนจะชอบเล่น
การเคลื่อนไหวร่างกาย ปดิ เปดิ ประตู หรอื ปิดเปดิ ไฟซำ้� ๆ โดยไมส่ นใจ
มีความผิดปกติในการเคล่ือนไหวร่างกาย บคุ คลในหอ้ งนนั้ เลย เดก็ แสดงทา่ ทางตดิ บคุ คล
อยา่ งใดอยา่ งหน่ึง หรอื อาจจะมหี ลาย ๆ อยา่ ง ใดบคุ คลหนง่ึ มากจนเกนิ ไป เชน่ เดก็ ตอ้ งการให้
ก็ได้ เช่น การเดินหรือวิ่งไปเรื่อย ๆ โดยไร้ คนอุ้มตลอดเวลา แต่เด็กไม่รู้จักกอดคอคนอุ้ม
จุดหมาย ยืนกางขา โยกตัว กระดกิ น้ิว โบกมอื ท�ำตัวโอนเอนไปมา ในบางรายพบว่ามีท่าทาง
ไปมา เดนิ เขยง่ ปลายเทา้ กระโดดขนึ้ ลงอยกู่ บั ท่ี แปลก ๆ เช่น ต้องดึงเสื้อหรือผมของคนอุ้มไว้
วิง่ แบบม้าย่อง ตีลังกา ปีนป่าย โดยไม่รจู้ ักกลวั ตลอดเวลา อาจจะพบว่าเด็กบางคนไม่แสดง
อันตราย เด็กบางคนจะมีพลังมากมาย ท่าทางกลัวคนแปลกหน้าเหมือนเด็กปกติใน
จนไม่ยอมหลับนอน ถือสิ่งหนึ่งสิ่งใดอยู่ในมือ วัยเดียวกัน หรืออาจจะแสดงว่ากลัวมาก
เช่น หลอดกาแฟพลาสตกิ หรอื เชือกโบกไปมา จนเกินไป ผู้เขียนเคยพบเด็กชายอายุ 10 เดอื น
หรอื ถอื ของเด็กเล่น เช่น ถอื รถเด็กเลน่ ไวเ้ ฉย ๆ ยอมใหท้ ุกคนอุ้ม และเม่อื ท�ำท่าจะทง้ิ ตัวเด็กลง
เพราะเล่นไปเป็น บางรายอาจจะนิ่งเฉย เด็กจะไม่แสดงท่าทางหวาดกลัวหรือยึดเหนียว
เคล่ือนไหวร่างกายน้อย ท่าทางงุ่มง่าม เด็ก ตัวคนอุ้มไว้เลย เด็กท่ีมีความผิดปกติทางด้าน
มักจะเดินหรือว่ิงชนส่ิงของหรือหกล้มบ่อย สงั คม อาจจะมีพฤติกรรมใหเ้ ห็นไดเ้ ป็น 3 แบบ
เน่ืองจากไม่รู้จักระมัดระวังตัว เมื่อเจ็บก็ ดังน้ี
ไมร่ อ้ งไห้ หรอื บางรายอาจจะรอ้ งไหเ้ กนิ กวา่ เหตุ - แยกตวั โดดเดยี่ ว เสมอื นมกี �ำแพงทม่ี อง
ไม่เหน็ กนั้ ไว้
- สมยอม จนเหมือนตุ๊กตาท่ีมีชีวิต
แต่ไม่มีจิตใจ น่ังเฉย เคลื่อนไหวร่างกายน้อย
มองเหมอ่ ลอย ไม่สนใจใคร
20 ความรูเ้ ก่ียวกับโรคออทิซึม การตอบสนองต่อรส กลนิ่ สัมผัส
ถ้าเด็กได้เห็นสิ่งของสิ่งใดส่ิงหนึ่งท่ีเด็ก
- มีปฏิสัมพันธ์กับบุคคลทั่วไปมากจน พอใจแม้แต่ส่ิงน้ันอยู่ท่ีตัวคน เด็กจะเข้าไปดม
เกินไป โดยแสดงใหเ้ หน็ ถงึ พฤตกิ รรมทผ่ี ดิ ปกติ หรือเลยี ซ�ำ้ ๆ ทัง้ ๆ ทไ่ี มใ่ ชส่ ิ่งของทีร่ ับประทาน
เช่น การทักทายบุคคลโดยการไปดมเสื้อ ดม ได้ เช่น กระดาษ ดินสอ โต๊ะ เก้าอ้ี ของเล่น
กระโปรง ดึงเนคไท ลูบผม ดมผม แสดง รองเทา้ ทค่ี นใส่อยู่ เดก็ ออทิสติกจ�ำนวนไม่น้อย
ความสนใจสิ่งของในตวั คนมากกว่าตวั บุคคล ชอบกนิ ขมี้ กู ของตวั เอง หรอื สง่ิ ทตี่ วั เองแกะเกา
ตามตัวจนโต แต่กลับรังเกียจขี้มูกหรือน�้ำลาย
การตอบสนองต่อการใชต้ า ของคนอน่ื อย่างมากมาย แสดงท่าทางหมกมุน่
หลีกเล่ียงการสบตากับบุคคล เช่น ตอ่ การสมั ผสั ลบู คล�ำผา้ แพร ผา้ ไหมไทย ผา้ มา่ น
ไม่สบตาเลย หรือมองทางหางตา มองอย่าง กระโปรงอดั พลสี ผมของคน กระเป๋า รองเท้า
ผดิ ปกติ คอื มองจ้องแบบไม่ละสายตา หรอื มอง เป็นต้น แต่กลับไม่รับรู้การสัมผัสของบุคคล
อย่างเล่ือนลอย เม่ือส่งของให้เด็กจะไม่มอง เช่น เด็กไม่ชอบให้ใครมาถูกตัว หรือกอดรัด
ส่ิงของน้ัน แต่เอ้ือมรับสิ่งของได้ ชอบมอง ไม่รู้สึกเมื่อถูกจ๊ักจี้ตามตัว ไม่แสดงอาการ
กระจกเงา แสงสวา่ ง สง่ิ ของทห่ี มนุ ๆ เชน่ พดั ลม เจ็บปวดเม่ือหกล้มหรือมีบาดแผล ในบางราย
หรือส่ิงของท่ีแกว่งไปมา เช่น ลูกตุ้มนาฬิกา อาจจะแสดงเจ็บปวดมากเกินกว่าเหตุ มีการ
ใบไม้ไหว ม่านที่ถูกลมพัด ผู้เขียนเคยพบว่า แสดงออกทางอารมณอ์ ยา่ งรุนแรง
เด็กบางคนจะชอบมองริมฝีปากของคนขณะ ผเู้ ขยี นมคี วามเหน็ วา่ เดก็ ออทสิ ตกิ ทชี่ อบ
ก�ำลังพูดอย่างเพลิดเพลิน ซึ่งไม่ใช่การอ่าน รับประทานอาหารอย่างใดอย่างหนึ่งซ้�ำซาก
ค�ำพดู จากการมองรมิ ฝปี ากขณะพดู เหมอื นเดก็ และปฏิเสธไม่ยอมรับประทานอาหารอื่นน้ัน
หูหนวก ระยะการมองผดิ ปกติ สว่ นมากจะพบ อาจจะมีสาเหตุมาจากเด็กมีความอ่อนไหว
การน�ำสิง่ ของมาใกลต้ ามากจนเกินไป บางราย มากต่อท้ังรสและกลิ่นของอาหาร เคยพบ
จะใช้มือปิดตา ถ้าอยู่ในกลุ่มของคนที่เด็ก เด็กออทิสติกหลายคนที่ท�ำท่าผะอืดผะอมและ
ไม่สามารถแยกตัวออกไปได้ อาเจียนทุกคร้ังที่พ่อแม่พาเด็กไปรับประทาน
อาหารโต๊ะจีน เน่ืองจากเด็กไม่ชอบกล่ินคาว
การตอบสนองต่อการรับฟงั เด็กบางคนปฏิเสธไข่ต้มท่ีทิ้งไว้นาน แต่กลับ
ส่วนใหญ่จะพบวา่ ไม่มกี ารตอบสนองตอ่ รับประทานไข่ต้มที่สุกใหม่ ๆ เน่ืองจากเด็กได้
เสียงของบุคคล เช่น เม่ือเรียกช่ือเด็กจะไม่หัน กล่ินก�ำมะถันจากไข่แดงที่ต้มแล้วท้ิงไว้นาน
ตามเสยี งเรยี ก แตใ่ นบางรายจะมกี ารตอบสนอง น่ันเอง
ต่อเสียงใดเสียงหนึ่งมากเกินไป เช่น ทนไม่ได้
เมื่อได้ยินเสียงบางอย่าง เช่น เสียงสตาร์ท
มอเตอรไ์ ซด์ เสยี งเครอื่ งเปา่ ผม เสยี งเครอ่ื งจกั ร
เปน็ ต้น เด็กอาจใชว้ ิธเี อามอื ปดิ หูหรอื กรดี เสยี ง
ร้องจนเสยี งเหลา่ น้นั หยดุ ไป
การส่ือความหมาย ความรู้เก่ยี วกับโรคออทซิ ึม 21
เด็กออทิสติกไม่สามารถส่ือความหมาย
ด้วยท่าทางได้เหมือนเด็กหูหนวก และ พฤติกรรมซ�ำ้ ๆ
ไม่สามารถเข้าใจท่าทางและสีหน้าของผู้อ่ืน เด็กออทิสติกจะมีพฤติกรรมซ้�ำซาก
พูดไม่ได้ อาจจะเคยพูดได้เป็นค�ำ ๆ บ้างแต่ก็ ไม่เหมือนกัน ที่พบมากเป็นอันดับหน่ึงใน
หายไป เนือ่ งจากเดก็ พูดเลียนแบบโดยไม่เขา้ ใจ เมอื งไทย คอื การชอบดโู ฆษณาทางทวี ซี ำ�้ ๆ หรอื
ความหมายของค�ำ เมอ่ื เดก็ โตขน้ึ ถงึ วยั ทค่ี วรจะ ภาพยนตร์การ์ตูนเร่ืองใดเร่ืองหน่ึงซ�้ำไปซ้�ำมา
พูดได้ เด็กกลับไม่พูดเลย ได้แต่ส่งเสียงไม่เป็น ชอบฟงั เพลงใดเพลงหนงึ่ ไดท้ งั้ วนั จนผปู้ กครอง
ภาษา ผู้เขียนเคยรับเดก็ ชายอายุ 3 ปี มาจาก ต้องอัดเทปทั้งม้วนเป็นเพลงนั้นเพลงเดียว
ต่างจังหวัด ไว้รักษาในโรงพยาบาล ได้ให้ ชอบการปิดเปิดที่ซ้�ำ ๆ เช่น ไฟฟ้า ประตู
การวนิ จิ ฉยั วา่ เปน็ เดก็ ออทสิ ตกิ เดก็ รบั ประทาน โทรทศั น์ วทิ ยุ เป็นตน้ ไมย่ อมเปลี่ยนเส้นทาง
แต่อาหารเหลว ต้องดูดจากขวดนม จนท�ำให้ ในการเดนิ จากทห่ี นง่ึ ไปอกี ทหี่ นงึ่ แมจ้ ะมฝี นตก
เป็นเด็กขาดอาหาร ตัวผอม ก้นเหย่ี ว แม่ให้ใส่ ฟ้าร้องอย่างไร ก็ต้องเดินในเส้นทางเดิม เด็ก
ผ้าอ้อมส�ำเร็จรูปไว้จนก้นเปื่อย เนื่องจากเด็ก บางคนที่ผู้ปกครองจ�ำเป็นต้องพาเด็กเดินทาง
ถ่ายอุจจาระเหลวเป็น ๆ หาย ๆ เด็กคนน้ีจะ โดยขน้ึ รถประจ�ำทาง เดก็ กจ็ ะตอ้ งนง่ั ทเ่ี ดมิ ทเี่ คย
รอ้ งไหโ้ ยเย เพราะการขาดสารอาหารท�ำใหเ้ ดก็ นงั่ ทกุ ครงั้ เชน่ ทนี่ งั่ หลงั คนขบั รถ ถา้ มคี นอนื่ นง่ั
มปี ญั หาทางดา้ นอารมณ์รว่ มดว้ ย และพูดค�ำวา่ อยแู่ ลว้ เดก็ จะเขา้ ไปดงึ คนทนี่ งั่ อยเู่ ดมิ ออกจาก
“จา่ อี”้ ซำ�้ ๆ ทุกคนที่ดแู ลเด็กพยายามจะแปล ที่นั้น ถ้าไม่ลุกขึ้น เด็กก็จะวุ่นวาย หงุดหงิด
ความหมายเพ่ือสนองตอบความต้องการของ ท�ำรา้ ยตวั เองหรือบุคคลทอี่ ยู่ใกล้ ๆ ทันที ท�ำให้
เด็กว่า “จะขี้” แต่เมื่อให้เด็กน่ังถ่าย เด็กย่ิง คนท่ีไม่ทราบว่าเด็กมีปัญหา จะโต้ตอบโดย
แสดงอาการไมพ่ อใจ จนในทส่ี ดุ จบั ไดว้ า่ เดก็ จะ การท�ำร้ายเดก็ เช่นกัน พฤตกิ รรมซ้ำ� ๆ นัน้ เปน็
ให้อุ้มเดินไปมานั่นเอง เม่ือเด็กออทิสติกโดย พฤติกรรมไม่พึงประสงค์ จึงควรช่วยเหลือเด็ก
ทั่วไปเริ่มพูดได้ เด็กจะพูดเลียนแบบได้เป็น โดยการปรับพฤติกรรม มิฉะนั้นเด็กจะอยู่ใน
ประโยคยาว ๆ หรือพูดภาษาตนเองที่คนฟัง สังคมทั่วไปได้ยาก ผู้เขียนยังจ�ำได้ถึงเด็กชาย
ไม่เข้าใจ เด็กจะพูดซ้�ำซาก พูดได้นาน ๆ อยู่ ออทสิ ตกิ คนหนง่ึ อายุ 4 ปี หนา้ ตานา่ รกั แตง่ ตวั
คนเดียว บางคนสามารถร้องเพลงได้ถูกต้อง หลอ่ มาโรงพยาบาลทกุ วนั เมอ่ื ลงจากรถ เดก็ จะ
ทั้งเพลง เพราะเด็กมีความจ�ำเป็นเลิศ จึง รีบว่ิงมายืนบนกระดานไม้ ริมสนามหญ้า
สามารถร้องเพลงได้เหมือนกับการพูดเลียน หน้าตึกผู้ป่วยใน และถลกขากางเกง ยืนถ่าย
แบบนั่นเอง ปัสสาวะทุกเช้าทีเดิม ด้วยหน้าตามีความสุข
กว่าจะปรับเปล่ียนพฤติกรรมน้ีได้ต้องใช้เวลา
นานเป็นเดือน โดยจัดให้ผู้ดูแลยืนคอยก่อนท่ี
22 ความรู้เก่ยี วกับโรคออทซิ มึ การปรบั ตัวตอ่ สงิ่ แวดลอ้ มและการแสดงออก
ทางอารมณ์
เด็กจะมาถึงท่ีน้ัน และรีบอุ้มตัวเด็กไปบนตึก เด็กออทิสติกจะปรับตัวยาก จึงแสดง
ทันที หัดให้ถ่ายปัสสาวะในห้องน�้ำ ท�ำเป็น กริยาต่อต้าน โกรธ ไม่มีความสุข เมื่อมีการ
ประจ�ำทกุ วนั และแนะน�ำใหผ้ ปู้ กครองฝกึ เดก็ ท่ี เปล่ียนแปลงส่ิงแวดล้อม หรือสถานที่ อาจจะ
บ้านดว้ ย เด็กออทสิ -ติกบางคนจะชอบจัดเรยี ง แสดงปฏกิ ริ ยิ ารนุ แรง เชน่ กลวั ตนื่ ตระหนกมาก
ส่ิงของเครื่องใช้ เช่น หนังสือ ดินสอ เสื้อผ้า หรือน้อยเกินไป ไม่สมเหตุผล แสดงออกทาง
รองเท้า ให้เป็นระเบียบเหมือนเดิม ถ้าส่ิงของ อารมณ์ไม่เหมาะสมกับสถานการณ์ การปรับ
เหล่าน้ีหายไปหรืออยู่เปล่ียนที่ เด็กจะทราบ เปลี่ยนอารมณ์ยาก บางทีอาจจะหัวเราะได้
ทันที เด็กออทิสติกจ�ำนวนมากต้องท�ำกิจวัตร ท้ังวัน หรือบางคร้ังก็ร้องไห้ได้ทั้งวัน ส่วนใหญ่
ประจ�ำวนั ตามข้นั ตอน และเป็นคนตรงตอ่ เวลา อารมณ์ของเด็กออทิสติกจะเปลี่ยนแปลงไป
อย่างเครง่ ครดั อยา่ งมากมายเอง โดยไม่สมเหตผุ ล
การจนิ ตนาการ ดา้ นสติปัญญา
เดก็ ออทสิ ตกิ ไมส่ ามารถสมมตใิ นการเลน่ เด็กออทิสติกโดยทั่วไปมีความสามารถ
เหมือนเด็กปกติในวัยเดียวกัน จึงเล่นของเล่น ในด้านต่าง ๆ ล่าช้า เสมือนเด็กปัญญาอ่อน
ไม่เป็น แม้แต่การเล่นไถรถเด็กเล่นให้รถว่ิงไป แต่ต่างกันที่เด็กออทิสติกจะมีความสามารถ
เด็กจะท�ำได้เพียงแต่ถือรถไว้ในมือ ดมบ้าง พิเศษ ด้านใดด้านหน่ึง หรือหลาย ๆ ด้าน
เลียบ้าง หรือใช้มือหมุนล้อรถเล่นบ้างเท่าน้ัน ร่วมกันก็ได้ เช่น มีความสามารถพิเศษทาง
เด็กออทิสติกจะเล่นขายของไม่เป็น เล่นสมมติ ด้านการจดจ�ำ มีทักษะในการใช้สายตา
ใหต้ กุ๊ ตาเปน็ นอ้ งไมไ่ ด้ จะสนใจในสว่ นประกอบ มีความโดดเด่นในด้านดนตรี ศิลปะต่าง ๆ
เลก็ ๆ นอ้ ย ๆ เทา่ นนั้ เชน่ ชอบเอาขาของตกุ๊ ตา การกีฬา การคิดเลข เปน็ ตน้
มาดมและดูด ชอบเลน่ ซำ�้ ซาก โดยเฉพาะอย่าง
ย่ิงการหมุนส่ิงของ เด็กไม่สามารถแยกสิ่งท่ีมี
ชีวิตออกจากสิ่งที่ไม่มีชีวิตได้ จึงควรระวัง
อันตรายถ้าให้เด็กอยู่ใกล้สัตว์เลี้ยง เช่น สุนัข
หรือแมว เคยมีเด็กออทิสติกอายุ 5 ปี พ่อแม่
เลย้ี งสุนัขไวใ้ นบ้าน เด็กพยายามฉกี หสู ุนขั ออก
จากตวั และกดั จมกู สนุ ขั เดก็ จงึ ถกู สนุ ขั กดั ตอบ
เมื่อเด็กออทิสติกโตขึ้นจนสามารถเรียนได้ใน
ระดับอนุบาล เด็กจะยังไม่สนใจฟังนิทาน
เนอื่ งจากขาดความเข้าใจ และขาดจนิ ตนาการ
น่ันเอง เด็กจึงชอบดูแตภ่ าพยนตรก์ ารต์ ูนซำ�้ ๆ
หรือยังคงชอบดูโฆษณาที่ซ้�ำซาก
สรุปได้ว่า “เด็กออทสิ ติก” ความรู้เกย่ี วกบั โรคออทิซึม 23
มคี วามลา่ ชา้ และความผิดปกติ ÿ การตรวจวินิจฉัยทางการแพทย์
ทางดา้ นสังคม ไมส่ ามารถสร้างสัมพนั ธภาพ ยังไม่มีผู้รายงานเรื่องการตรวจพิเศษทาง
การแพทย์เพื่อใช้ในการวินิจฉัยโรคออทิซึมเลย ส�ำหรับ
กับบคุ คล เด็กออทิสติกที่มีประวัติการคลอดท่ีผิดปกติ สมองขาด
ทางดา้ นสื่อความหมาย การพดู และการใช้ ออกซเิ จนมกี ารเจบ็ ปว่ ยรนุ แรงทอี่ าจกระทบกระเทอื นตอ่
ภาษา สมอง การมีไข้สูง และการชัก เป็นต้น หรือเด็กท่ีมี
ทางดา้ นจินตนาการ พฤตกิ รรมถดถอย เหมอ่ ลอย ไมร่ ูส้ กึ ตัวเปน็ พัก ๆ หรอื
จึงมีพฤติกรรมซ้�ำซากท้ังด้านความคิดและ เด็กท่ีหัวเราะมากจนเกินไปโดยไม่สมเหตุผล ควรได้รับ
การกระท�ำ ปรบั ตวั และเปล่ียนแปลงยาก การพิจารณาตรวจคล่ืนสมองด้วยไฟฟ้า เพ่ือน�ำมา
มปี ญั หาทางอารมณ์ ประกอบการรักษา แต่จะใช้เป็นข้อวินิจฉัยว่าเป็น
แต่จะมีความสามารถพิเศษทางใดทางหนึ่ง เด็กออทิสติกไม่ได้ เน่ืองจากลักษณะของคลื่นสมองท่ี
โดดเด่นอยา่ งชดั เจน ผิดปกติไม่ได้เป็นแบบจ�ำเพาะส�ำหรับเด็กออทิสติก
ส่วนการตรวจสมองด้วยวิธีพิเศษซึ่งมีค่าใช้จ่ายสูงมาก
จากการศึกษาวิจัยในหลายประเทศ พบว่า เช่น MRI, CT-SCAN หรือ PET-SCAN จะได้รับการ
ถ้าเด็กออทิสติกได้รับการวินิจฉัยได้เร็ว ต้ังแต่ช่วงอายุ พิจารณาส่งตรวจเมื่อมีขอ้ ชบ้ี ง่ เป็นรายกรณีเท่านนั้
2-3 ปี และไดร้ บั การชว่ ยเหลอื อยา่ งเหมาะสม การพยากรณ์
ของโรคจะดกี ว่ารอจนเดก็ อายุ 4 ปี ÿ การตรวจทางจิตวิทยาเพ่ือดูระดับความสามารถ
ในเด็กอายุ 18 เดือน (1 ปี 6 เดือน) ถ้าพบ ทางสติปญั ญา
สิ่งผิดปกติเหล่าน้ีมากกว่า 2 อย่าง ให้นึกถึงภาวะ ควรพิจารณาส่งตรวจเม่ือเด็กออทิสติก ได้รับ
ออทิซึม และควรให้การช่วยเหลืออย่างเหมาะสมทันที การรกั ษาและชว่ ยเหลอื จนเดก็ สามารถพดู ไดแ้ ละเรยี นรู้
พฤตกิ รรมที่ผดิ ปกติ คือ ไดแ้ ลว้ เพอ่ื ประโยชนใ์ นการจดั สง่ เขา้ ชน้ั เรยี นทเ่ี หมาะสม
ไม่สนใจส่ิงแวดล้อมและบุคคล เล่นกับ ตอ่ ไป
เด็กอื่นไมเ่ ปน็
ไมส่ ามารถชี้นิว้ บอกความต้องการได้ ÿ การทดสอบการไดย้ นิ
เล่นสมมตุ ไิ มเ่ ป็น เด็กควรได้รับการตรวจพิเศษเพื่อทดสอบการ
ไม่สามารถมีพฤติกรรมแสดงความสนใจ ไดย้ นิ จากผเู้ ช่ียวชาญ
ร่วมกบั บคุ คลอ่นื ได้
ความชกุ ของโรค
1 : 600 หมายถึง ในจ�ำนวนเด็ก 600 คน
จะพบเด็กออทสิ ตกิ 1 คน
เดก็ ชาย : เดก็ หญิง = 4-5 : 1
24 ความร้เู กี่ยวกับโรคออทซิ ึม อัตราส่วนของออทิซึมในพี่น้องท้องเดียวกัน
พบถึง 1 : 50 สว่ นในเดก็ ทว่ั ไปพบ 1 : 2,000
สาเหตุและภาวะทเี่ ก่ียวข้อง เคยมีรายงานถึงสารบางอย่างท่ีเป็นตัวน�ำทาง
ระบบประสาท เช่น ระดับของสารซีโรโตนิน
ออทิซมึ มีสาเหตมุ าจากภาวะต่าง ๆ มากมาย และสารโดปามนี สงู แตย่ งั ไมเ่ ปน็ ทยี่ อมรบั อยา่ ง
สิ่งใดก็ตามท่ีท�ำให้พัฒนาการของสมอง แน่นอน
ผดิ ปกตไิ ป อาจจะเกดิ ไดต้ ง้ั แตร่ ะหวา่ งเดก็ อยู่ ในเด็กออทิสติกมีความผิดปกติในระบบ
ในครรภ์มารดา ระหว่างการคลอดหรือ ภูมิต้านทาน คือมีระบบภูมิต้านทานกลับไป
ภายหลังคลอด เช่น มารดาที่เป็นโรคหัด ท�ำลายระบบประสาทของตนเอง
เยอรมันระหว่างการตั้งครรภ์ เด็กท่ีเป็นโรค
ทวิ เบอร์รสั สเคอรโ์ รสีส ตัง้ แตก่ �ำเนดิ เด็กขาด อย่างไรก็ตามยังไม่สามารถบอกได้ถึงสาเหตุ
ออกซิเจนระหว่างคลอด การเจ็บป่วยของเด็ก ทแี่ นน่ อน แตม่ ผี ทู้ �ำการวจิ ยั และศกึ ษาเรอื่ งนอ้ี ยา่ งจรงิ จงั
ภายหลังคลอด เช่น โรคสมองอักเสบ แม้แต่ และต่างก็ต้ังความหวังไว้ว่า สักวันหน่ึงอาจจะสามารถ
การเปน็ หัด ไอกรน ท่ีมภี าวะแทรกซ้อน ก็อาจ วเิ คราะหไ์ ดถ้ งึ สาเหตทุ ที่ �ำใหเ้ กดิ ความผดิ ปกตทิ างหนา้ ที่
เปน็ สาเหตทุ �ำใหพ้ ฒั นาการของสมองผดิ ปกตไิ ด้ ของสมองทที่ �ำใหเ้ กิดภาวะนีไ้ ด้
มีหลักฐานหลายอย่างที่แสดงว่า เด็กออทิสติก ส่วนปัจจัยทางการเล้ียงดูน้ัน ไม่ใช่สาเหตุ
มีความผิดปกติทางหน้าที่ของสมอง เช่น โดยตรง แตเ่ ปน็ สาเหตสุ ง่ เสรมิ ทจ่ี ะทำ� ใหเ้ ดก็ ทเ่ี ปน็ ออทิ
เด็กออทิสติก ร้อยละ 25-30 จะมีอาการของ สติคอยู่แล้ว มีอาการมากขึ้นหรือช่วยให้อาการของเด็ก
โรคลมชักในระยะเริ่มเข้าวัยรุ่น จากการตรวจ ดขี ึ้นได้
คล่ืนสมองด้วยไฟฟ้าในเด็กออทิสติกพบว่า
มีความผิดปกติของคล่ืนสมองแบบไม่เฉพาะ การใช้ยา
เจาะจง (non-specific) มากกว่าเด็กท่ัวไป
ขนาดของสมองโตกว่าเด็กท่ัวไปเล็กน้อย ไม่มียาท่ีใช้รักษาโรคออทิซึมโดยเฉพาะ
โดยไม่ได้มีมาต้ังแต่แรกเกิด แพทย์ทางระบบ มีผู้ศึกษาวิจัยมากมายเก่ียวกับการใช้ วิตามินบี 6 กับ
ประสาทและพยาธิวิทยาได้ท�ำการศึกษาวิจัย แมกนเี ซยี ม, เอนไซมซ์ คี รตี นิ , เฟนฟลรู ามนี , ยาตา้ นเศรา้ ,
พบวา่ สมองของเด็กออทสิ ตกิ มเี ซลลข์ องสมอง ฮอร์โมนบางชนิด, ยาทางจติ ประสาท เปน็ ต้น แต่ยังไมม่ ี
ผิดปกติอยู่ 2 แห่ง คือ บริเวณท่ีควบคุมด้าน การพิสูจน์ท่ีแน่นอนว่า ยาตัวใดสามารถรักษาเกี่ยวกับ
ความจ�ำ อารมณ์ และแรงจงู ใจ สว่ นอีกบรเิ วณ การบกพรอ่ งทางดา้ นสงั คมและการสอ่ื ความหมายไดเ้ ลย
หน่ึงจะควบคุมเกี่ยวกับการเคล่ือนไหวของ จึงเป็นการใช้ยาตามอาการ ซ่ึงจะเป็นประโยชน์ต่อ
ร่างกาย ลักษณะของเซลล์สมองท้ังสองแห่ง การลดพฤติกรรมอันไม่พึงประสงค์ เชน่ อาการอยู่ไมน่ ่งิ
เปน็ เซลลท์ ี่ไมพ่ ัฒนาไปตามวยั ของเดก็ ไม่มีสมาธิ อารมณ์หุนหันพลันแล่น พฤติกรรมก้าวร้าว
สาเหตุที่เกี่ยวข้องกับกรรมพันธุ์ เน่ืองจาก
พบเด็กออทิสติกในคู่แฝดจากไข่ใบเดียวกัน
มากกว่าคู่แฝดท่ีเกิดจากไข่คนละใบ และ
พฤตกิ รรมท�ำรา้ ยตนเอง การการกระท�ำซ�ำ้ ซาก เพอื่ จะ ความรเู้ กี่ยวกับโรคออทิซึม 25
ฝึกสอนเด็กให้มีพัฒนาการทางด้านสังคม การส่ือ
ความหมาย การฝึกพูด และการท�ำพฤติกรรมบ�ำบัดได้ ความเป็นมาในการช่วยเหลือเด็กออทิสติก
งา่ ยขึ้น ในโรงพยาบาลยวุ ประสาทไวทโยปถมั ภ์
การตอบสนองตอ่ ยาในเดก็ แตล่ ะคนแตกตา่ งกนั
เนื่องจากร่างกายแต่ละคนมีการเปลี่ยนแปลงของยา เด็กออทิสติกส่วนมากได้รับการวินิจฉัยอย่าง
ในร่างกาย (เมตาบอลิซึม) ต่างกัน ยาชนิดเดียวกัน ถูกต้องจากกุมารแพทย์ จิตแพทย์ และผู้เช่ียวชาญ
เมื่อให้เด็กคนหนึ่งอาจจะมีอาการง่วงนอน แต่ในเด็ก ทางการแก้ไขการพูดมาแล้ว เด็กส่วนหน่ึงจะถูกส่งมา
อีกคนหนึ่งอาจไม่มีอาการง่วงนอนเลย ซ่ึงต้องใช้เป็น ขอรับการรักษาท่ีโรงพยาบาลยุวประสาทไวทโยปถัมภ์
เกณฑ์ในการบริหารยาด้วย ในปัจจุบันนี้ยาที่มีผล ในระยะแรกพอ่ แมจ่ ะรสู้ กึ สบั สน งนุ งง ตกใจ มคี วามวติ ก
ข้างเคียงน้อยและใช้ได้ผลดีส�ำหรับเด็กออทิสติกและ กังวล ท�ำใจไม่ได้ ยังไม่ค่อยยอมรับว่าลูกของตนเป็น
ได้ใช้อย่างแพร่หลายคือ ยาต้านเศร้ากลุ่มท่ีออกฤทธ์ิ ออทสิ ติก บางรายจึงพาลูกตระเวนไปขอใหแ้ พทย์ตรวจ
จ�ำเพาะตอ่ สารสือ่ ประสาทซโี รโตนนิ และยาตา้ นอาการ และวนิ จิ ฉัยหลายแห่ง ท�ำใหเ้ สยี เวลาไปอกี นานกว่าเด็ก
โรคจิตประสาทกลุ่มใหม่ เปน็ ต้น จะได้รับการช่วยเหลืออย่างเหมาะสม โดยเฉพาะ
อย่างย่ิงส�ำหรับเด็กออทิสติกอายุ 2-3 ปี ที่มีอาการ
การพยากรณโ์ รค ไม่มากนัก พ่อแม่มักจะต้องการให้แพทย์ตั้งแต่ 2 คน
ข้ึนไป ร่วมในการวินิจฉัยก่อน จึงจะยอมรับแล้วเริ่ม
การพยากรณ์โรคข้ึนอยู่กับปัจจัยหลายอย่าง ช่วยเหลือลูกต่อไป
ถ้าเด็กออทิสติกอายุ 5 ปีข้ึนไป ยังไม่สามารถส่ือ ระหว่างปี พ.ศ. 2511 ถึง พ.ศ. 2532
ความหมายได้ หรือมีประวัติการชัก สมองได้รับ เด็กออทิสติกส่วนใหญ่จะได้รับการกระตุ้นพัฒนาการ
ความกระทบกระเทือนต้ังแต่ระยะอยู่ในครรภ์มารดา โดยบุคลากรในโรงพยาบาล เพื่อพัฒนาเด็กให้ดีขึ้น
ระยะคลอด หรือหลังคลอด หรือมีพัฒนาการด้าน ทางด้านสังคม การสื่อความหมาย และด้านอารมณ์
กล้ามเนื้อมัดใหญ่ล่าช้าร่วมด้วย พยากรณ์โรคจะไม่ดี พร้อมกับลดความรุนแรงเก่ียวกับพฤติกรรมที่ผิดปกติ
ส่วนเด็กที่มีความสามารถพิเศษด้านใดด้านหนึ่ง เช่น และไม่พึงประสงค์ เน้นให้เด็กช่วยเหลือตัวเองในชีวิต
ความจ�ำดี มีความสามารถคิดค�ำนวณ การวาดรูป ประจ�ำวันให้มากที่สุด อยู่ร่วมกับครอบครัวได้อย่าง
เล่นดนตรีได้ดี แสดงว่ามีระดับสติปัญญาอยู่ในเกณฑ์ดี ปกตสิ ขุ โดยใหท้ กุ คนในครอบครวั ยอมรบั และรว่ มชว่ ยกนั
พยากรณ์โรคก็จะดีด้วย ในปัจจุบันนี้ แพทย์สามารถ แกไ้ ข ทางโรงพยาบาลจงึ พยายามจดั โปรแกรมตา่ ง ๆ ให้
ให้การวินิจฉัยได้ถูกต้องอย่างรวดเร็วขณะเด็กยังมีอายุ และไดป้ รบั ปรงุ แกไ้ ขตลอดมา เนอื่ งจากจ�ำนวนบคุ ลากร
ไมถ่ งึ 3 ปี ท�ำให้เดก็ ไดร้ บั การรกั ษาและชว่ ยเหลืออยา่ ง ที่ปฏิบัติงานในโรงพยาบาลมีจ�ำนวนจ�ำกัด ไม่สมดุลกับ
เหมาะสมทันที เด็กออทิสติกจึงสามารถเรียนร่วมกับ จ�ำนวนเด็กที่มาขอรับการรักษา จึงท�ำให้เด็กมีโอกาส
เด็กปกตไิ ดม้ ากขน้ึ ได้รับการช่วยเหลือได้ผลไม่ดีเท่าท่ีควร และยังมี
เด็กออทิสติกจ�ำนวนมากที่มีภูมิล�ำเนาอยู่ต่างจังหวัด
ไม่สะดวกที่จะมารับการช่วยเหลือจากทางโรงพยาบาล
อย่างสมำ่� เสมอ
26 ความรู้เกี่ยวกับโรคออทซิ ึม
แผนภมู แิ สดง โครงการ
การรักษาและชว่ ยเหลอื เด็กออทิสติก โรงพยาบาลยวุ ประสาทไวทโยปถัมภ์
ระดับท่ี 1 การฝกึ เดก็ ใหอ้ อกจากโลกของตนเองสูส่ งั คมในบ้าน
(โครงการอบรมพอ่ แมเ่ พื่อการฝึกและการดแู ลเดก็ เบอ้ื งต้น)
สสู่ ังคมนอกบ้าน
ระดบั ที่ 2 เรยี นร่วมกบั เดก็ ปกติ 2.1 ฝึกในชั้นพฒั นาการบำ�บดั
กอ่ นวยั เรียน ของโรงพยาบาล
ระดบั ที่ 3 เรยี นรว่ มในโรงเรียน 3.1 ช้นั การศกึ ษาพเิ ศษ 3.2 ปรับพฤตกิ รรม
ปกตริ ะดบั อนุบาล
ของโรงพยาบาล ในโรงพยาบาล
ระดับท่ี 4 เรียนร่วมในโรงเรียน 4.1 โครงการเรียนร่วม งานบ้าน
ปกตริ ะดับประถม โรงเรียนสาธติ แห่ง
ม.เกษตรศาสตร์ 4.2 การศกึ ษาพเิ ศษ
โรงเรียนของ
กรมสามัญศกึ ษา
ระดบั ที่ 5 เรยี นร่วมในโรงเรียน ฝกึ อาชพี
ปกตริ ะดบั มัธยม
ระดับที่ 6 วิทยาลยั /มหาวทิ ยาลัย
ผู้เขียนจึงมีความคิดว่าน่าจะฝึกอบรมพ่อแม่ ความรูเ้ กยี่ วกับโรคออทซิ มึ 27
ผู้ปกครองเด็กให้สามารถช่วยเหลือเด็กได้ในระยะแรก ถ้าเด็กดีข้ึนก็ส่งไปอยู่ระดับที่ 2 ทันที ต่อจากน้ัน
เด็กจะได้เรียนร่วมในโรงเรียนปกติระดับอนุบาล
เม่ือได้ปรึกษากับอาจารย์แพทย์หญิงสุภา ศักด์ิสมบูรณ์ (ระดับที่ 3) ระดับประถม (ระดับที่ 4) ระดับมัธยม
ซึ่งขณะน้ันด�ำรงต�ำแหน่งผู้อ�ำนวยการโรงพยาบาล (ระดับท่ี 5) จนสามารถเข้าเรียนในวิทยาลัย และ
มหาวิทยาลัยต่อไป (ระดับท่ี 6) ยังมีเด็กจ�ำนวน
คุณวรรณดี สุขวิธี หัวหน้ากลุ่มงานการพยาบาล และ ไม่มากนักท่ีประสบความส�ำเร็จในระดับน้ี จนประกอบ
หัวหน้าหอผู้ป่วยต่าง ๆ คือ คุณส�ำเภา สาลี คุณนิภา อาชพี ตามท่ีเรียนมาได้
ไวว่อง คุณทองค�ำ ทับทิม เป็นต้น ทุกคนเห็นด้วย สว่ นเดก็ ในระดบั 2.1 ทไ่ี ม่สามารถเรียนร่วมกับ
จึงเริ่มด�ำเนินการเมื่อเดือนตุลาคม พ.ศ. 2532 จัดท�ำ เดก็ ปกตไิ ด้ ทางโรงพยาบาลจดั ชนั้ เรยี นการศกึ ษาพเิ ศษ
โครงการฝึกอบรมพ่อแม่ ผู้ปกครองเด็กออทิสติก ของโรงพยาบาล (ระดบั ท่ี 3.1) ตั้งแต่ระดบั อนุบาล 1
เพ่ือช่วยเหลือและฝึกพัฒนาลูกของตนเองเบ้ืองต้น จนถึงอนุบาล 3 สอนโดยอาจารย์การศึกษาพิเศษ
ที่บ้าน ตามโปรแกรมท่ีทางโรงพยาบาลมอบให้ คือ ทก่ี รมสามญั ศกึ ษากรณุ าจดั สรรต�ำแหนง่ ใหม้ าปฏบิ ตั งิ าน
“การน�ำเด็กออกจากโลกของตนเอง” สู่สังคมในบ้าน ท่ีโรงพยาบาล ถา้ เดก็ สามารถเรียนได้ดี ทางโรงพยาบาล
(ตามแผนภูมิโครงการ ระดับท่ี 1 หน้า 25) ข้ึน จะแนะน�ำใหเ้ รยี นรว่ มกบั เดก็ ปกติ ตงั้ แตร่ ะดบั ชนั้ ประถม
ปีท่ี 1 จนถงึ ระดับวิทยาลยั หรอื มหาวทิ ยาลยั (ระดับที่ 4
โดยมีการประเมินผลแบบง่าย ๆ เมื่อครบก�ำหนดทุก ถึงระดับที่ 6) หรือ เข้าเรียนในโครงการการศึกษา
วิจัยร่วมระหว่างโรงเรียนสาธิตแห่งมหาวิทยาลัย
1 เดอื น พอ่ แมจ่ ะตอ้ งพาเดก็ มารบั การตรวจประเมนิ จาก เกษตรศาสตรก์ บั โรงพยาบาลยวุ ประสาทไวทโยปถมั ภ์
(ระดบั ท่ี 4.1) ซึ่งรบั เดก็ ออทสิ ตกิ เขา้ เรยี นระดับประถม
จิตแพทย์เด็ก และจะได้รับการฝึกสอนโปรแกรมต่อไป ปีที่ 1 จ�ำนวน 5 คน ในปีการศึกษา 2533 จนถึง
ปีการศึกษา 2544 มีเด็กออทิสติกอยู่ในโครงการนี้
โดยแพทย์หรือพยาบาลท่ีได้รับการฝึกอบรมแล้ว จ�ำนวน 52 คน และเรียนถงึ ระดบั มธั ยมปีท่ี 6 จ�ำนวน
5 คน
เมอื่ ด�ำเนนิ การอยา่ งตอ่ เนอ่ื งจนครบ 5 ปี ในปี พ.ศ.2537 ส�ำหรับเด็กท่ียังไม่สามารถเรียนร่วมได้ จะได้
เรยี นในชัน้ การศึกษาพิเศษของโรงพยาบาลต่อไป จนถึง
การประเมินผลเป็นที่น่าพอใจ และได้รายงานใน มธั ยมปีที่ 3 โดยฝากชือ่ ไว้ทโ่ี รงเรียนพิบูลย์ประชาสรรค์
หรือส่งเรียนในโครงการศึกษาพิเศษของโรงเรียน
การประชุมวิชาการพบว่า เด็กออทิสติกมีพัฒนาการ สังกัดกรมสามัญศึกษา (ระดับที่ 4.2) ถ้าเรียนไม่ได้
จะได้รับการฝกึ งานอาชพี
ดีกว่าและเร็วกว่าการกระตุ้นพัฒนาการโดยบุคลากร ส่วนเด็กที่มีอาการรุนแรงไม่สามารถเรียนได้
จะได้รับการรักษาและปรับพฤติกรรมในโรงพยาบาล
ทางการแพทยเ์ พยี งอยา่ งเดยี ว พอ่ แมม่ กี �ำลงั ใจและภมู ใิ จ ระยะหนึ่ง (ระดับท่ี 3.2) ฝึกให้ช่วยเหลือตัวเองและ
ท�ำงานบ้านได้ สามารถกลบั ไปอยกู่ ับครอบครวั ได้
ท่ีสามารถชว่ ยเหลือลกู ของตนเองใหด้ ขี ้นึ ได้
เม่ือเด็กได้รับการฝึกจนสามารถออกจากโลก
ของตนเองมาสสู่ งั คมภายในบา้ นไดแ้ ลว้ จงึ น�ำเดก็ สสู่ งั คม
นอกบ้าน คือ การเข้าร่วมกิจกรรมต่าง ๆ กับเด็กใน
วัยเดยี วกนั เร่ิมฝึกพูดให้เดก็ สอนใหเ้ ด็กช่วยเหลือตัวเอง
ในกจิ วตั รประจ�ำวนั พรอ้ มกบั ท�ำพฤตกิ รรมบ�ำบดั รว่ มดว้ ย
ในกรณที เี่ ดก็ เรม่ิ ปฏบิ ตั ติ ามค�ำสง่ั งา่ ย ๆ ได้ เรมิ่ พดู ไดบ้ า้ ง
ก็จะจัดส่งเด็กเข้าเรียนร่วมกับเด็กปกติในระดับก่อน
วยั เรยี น (ตามแผนภูมิโครงการ ระดับท่ี 2) ส่วนเด็กท่ี
ยังไม่พร้อม จะจัดเข้าห้องเรียนพัฒนาการบ�ำบัดของ
โรงพยาบาล (ตามแผนภูมิโครงการ ระดับที่ 2.1)
28 ความรู้เกี่ยวกับโรคออทซิ ึม สงิ่ แวดลอ้ มรอบตวั เดก็ อายขุ องเดก็ ทเี่ รมิ่ ไดร้ บั การรกั ษา
ความรนุ แรงของโรค รวมทง้ั โครงสรา้ งและความผดิ ปกติ
ยังไม่มีผู้ใดสรุปถึงวิธีการรักษาเด็กออทิสติกให้ ซ�้ำซ้อนของตัวเด็กออทิสติกเองด้วย ควรสังวรไว้ว่า
หายได้ เน่ืองจากยังไม่พบสาเหตุจ�ำเพาะของโรคน้ี ในระหว่างที่เด็กได้รับการรักษาน้ัน เด็กออทิสติกจะมี
อย่างไรก็ตามถ้าเด็กออทิสติกได้รับการรักษาและ พฤติกรรมที่ผิดปกติเพิ่มข้ึน เม่ือเด็กอายุมากขึ้น
ช่วยเหลืออย่างเหมาะสมและต่อเนื่อง จะดีข้ึนจน จนเห็นได้ชัดเจนเหมือนข้อช้ึบ่งในการวินิจฉัยได้ ฉะน้ัน
สามารถเรียนร่วมกับเด็กปกติและอยู่ในสังคมได้อย่าง แพทย์ผู้รักษาจึงต้องเฝ้าระวัง และช่วยปรับพฤติกรรม
คนปกติท่ัวไป แต่ยังคงพบปัญหาบางอย่างได้บ้าง เช่น ใหเ้ หมาะสมทกุ ชว่ งอายขุ องเดก็
การปรับตัวในสังคม ความนึกคิด ความเข้าใจและ เม่ือพ่อแม่หรือผู้ปกครองพาเด็กที่มีปัญหา
การแสดงออกทางอารมณ์ตดิ ตัวไปตลอดชีวิต มาขอรับบริการตรวจวินิจฉัยท่ีแผนกผู้ป่วยนอกของ
โรงพยาบาลยุวประสาทไวทโยปถัมภ์ หลังจากแพทย์
เด็กออทิสติกน้ันเป็นคนมีจิตใจบริสุทธ์ิ ใหก้ ารวนิ จิ ฉยั วา่ เปน็ เดก็ ออทสิ ตกิ แลว้ จะสง่ ใหพ้ ยาบาล
ไร้เดียงสา ไม่ทันคน บกพร่องในเร่ืองสามัญส�ำนึก ก�ำหนดวนั นดั ใหพ้ อ่ แมเ่ ขา้ รบั การฝกึ อบรมและสอนสาธติ
ปกป้องตัวเองไม่เป็น ถ้าเขาโชคดีได้อยู่ในหมู่คนดี เป็นกลุ่ม โดยแยกเด็กออทิสติกให้พยาบาลอีกกลุ่มหนึ่ง
ช่วยสอนเขาให้เรียนรู้แต่ในส่ิงที่ดี เขาก็จะเป็นคนดี ดูแล พร้อมทั้งบันทึกพฤติกรรมในแต่ละราย รวบรวม
ฉะน้ันผู้ที่ให้การช่วยเหลือเขาควรนึกถึงคุณสมบัติ เขา้ แฟม้ ประวตั ขิ องเดก็ เพอื่ วางแนวทางในการชว่ ยเหลอื
ในขอ้ น้ีด้วย ต่อไป
ประโยชน์จากการฝึกอบรมพ่อแม่เพ่ือให้
การรักษาและการช่วยเหลือเด็กออทิสติกนั้น ช่วยเหลือเด็กเบ้ืองต้นน้ัน ท�ำให้ทุกคนในกลุ่มยอมรับ
ต้องใช้เวลาไม่น้อยในการร่วมมือ ร่วมแรง ร่วมใจกัน ร่วมกันว่าเด็กเป็นออทิสติกจริง เป็นการกล้าเผชิญกับ
ระหว่างพอ่ แม่ รวมท้ังเครือญาติของเดก็ ออทิสติก และ ความจริง ท�ำให้ความทุกข์ ความวิตกกังวลลดลง และ
กลุ่มผู้รักษาซ่ึงประกอบด้วย แพทย์ พยาบาล ครูแก้ไข ยังเป็นแรงผลักดันที่จะท�ำให้มีพลังใจในการช่วยเหลือ
การพดู ครกู ารศกึ ษาพเิ ศษ เมอ่ื เดก็ เรมิ่ เรยี นรไู้ ดบ้ า้ งแลว้ ลูกของตัวเองอย่างเหมาะสมและมีประสิทธิภาพ
จึงขอความร่วมมือจากครู อาจารย์ เพื่อร่วมฟื้นฟู พอ่ แมท่ กุ คนมคี วามรสู้ กึ วา่ มเี พอ่ื นทมี่ ปี ญั หาคลา้ ยกนั ได้
สมรรถภาพทางการเรียนรู้ด้านวิชาการต่อไป การให้ ปรึกษากันและช่วยประคับประคองจิตใจซึ่งกันและกัน
ความช่วยเหลืออย่างต่อเนื่องจะท�ำให้ผลการรักษาและ ทุกคนจึงต้ังใจรับการฝึกอบรมเพ่ือช่วยเหลือลูกด้วย
การช่วยเหลือประสบความส�ำเร็จ ผู้รักษาไม่สามารถ ความเต็มใจ จนสามารถน�ำเอาไปปฏิบัติได้อย่างมี
ก�ำหนดไดเ้ ลยว่า จะตอ้ งใช้ระยะเวลาเทา่ ไร จงึ จะท�ำให้ ประสิทธิภาพ
เดก็ ออทสิ ตกิ ดขี น้ึ ทงั้ นยี้ งั ตอ้ งขนึ้ กบั ปจั จยั หลาย ๆ อยา่ ง
เชน่ การเจบ็ ปว่ ยทางรา่ งกายของเดก็ รปู แบบการเลย้ี งดู
กิจกรรมตา่ ง ๆ ที่น�ำมาพมิ พไ์ วใ้ น “คมู่ อื ฝกึ และ ความรเู้ กยี่ วกบั โรคออทซิ มึ 29
ดูแลเดก็ ออทสิ ติก สำ� หรบั ผปู้ กครอง” เลม่ นี้
ไม่รบั รตู้ ่อการสมั ผสั ทางผวิ กาย ไมร่ ้จู กั จก๊ั จ้ี
บุคลากรในโรงพยาบาลยุวประสาทฯ และ จนบางรายไม่รู้สึกถึงความเจ็บปวด ไม่รู้สึก
พ่อแม่ผู้ปกครองของเด็กได้เคยใช้ฝึกเด็กมาแล้ว ถงึ ความร้อน ความเยน็ และไม่รู้จักปกปอ้ ง
เป็นเวลานานกว่า 10 ปี ประสบความส�ำเร็จเป็นท่ี ตนเองจากอนั ตราย หรือรบั รมู้ ากจนเกนิ ไป
นา่ พอใจ เนอื่ งจากเปน็ กิจกรรมทีฝ่ ึกไดไ้ มย่ ากจนเกินไป จนไมย่ อมให้แตะตอ้ งผวิ กาย
เป็นวิธีฝึกตามธรรมชาติ มีวิธีปฏิบัติตามขั้นตอนของ
การพฒั นาของเด็กทงั้ ทางด้านสงั คม การสือ่ ความหมาย ไม่ตอบสนองต่อเสียงจนเสมือนคนหูหนวก
การช่วยตวั เองในชวี ิตประจ�ำวนั การรบั รแู้ ละการเรยี นรู้ หรอื ตอบสนองมากจนเกนิ ไป โดยไมส่ ามารถ
สงิ่ ตา่ ง ๆ รอบตัวเดก็ การเลน่ อย่างมคี วามหมาย และ ฟังเสียงใดเสียงหน่ึงได้เลย จึงต้องเอามือ
การรับรู้ทางอารมณ์ ซ่ึงเป็นการแก้ไขความบกพร่อง ปิดหูไว้เมอ่ื ได้ยินเสียงนั้น
ของเดก็ ออทสิ ตกิ นนั่ เอง เปน็ การเตรยี มเดก็ ใหพ้ รอ้ มกอ่ น
น�ำเด็กสู่สังคมนอกบ้าน เข้าสู่สังคมของเด็กในโรงเรียน ไม่สนองตอบต่อภาพที่เห็นจึงมองสิ่งของ
ตอ่ ไป รอบตัวไปเร่ือย ๆ ไม่สบตาคน และจะเฝ้า
ในทนี่ ผี้ เู้ ขยี นจะกลา่ วถงึ กจิ กรรมตา่ ง ๆ พอสงั เขป มองมากจนเกินไปแต่ส่ิงท่ีตนชอบ เช่น
เท่าน้ัน ส่วนวิธีการปฏิบัติและวิธีประเมินอย่างละเอียด ลูกตุ้มนาฬิกาท่ีแกว่งไปมา พัดลมท่ีก�ำลัง
ในแตล่ ะกจิ กรรมนั้น จะอยูใ่ นสว่ นท่ี 2 ต่อไป หมุน หรือใบไม้ท่ีถูกลมพัดกวัดแกว่งไปมา
ให้ความสนใจวตั ถมุ ากกวา่ คน
วธิ ที ่จี ะน�ำเด็กออกจากโลกของตัวเองสูส่ งั คมในบ้าน
ใชว้ ธิ ฝี ึกเบ้อื งตน้ คือ ไม่รับรู้เร่ืองรสของอาหาร จึงท�ำให้เด็ก
1. การกระตุ้นประสาทสัมผัสทั้งห้า ซ่ึงเป็น ออทิสติกจ�ำนวนมากรับประทานแต่อาหาร
การสร้างปฏิสัมพันธ์กบั บุคคลในบ้าน ซ�้ำซาก หรือรับประทานในส่ิงที่ไม่ควร
กิจกรรมทุกอย่างที่น�ำมาใช้ในการกระตุ้นเด็ก รับประทาน
ออทิสติกนั้นมีประโยชน์ต่อการพัฒนาสมองของเด็กให้
ต่ืนตัวและท�ำหน้าที่ได้อย่างมีศักยภาพ เน่ืองจาก มีความผิดปกติในการดม เด็กออทิสติก
เดก็ ออทสิ ตกิ จะแสดงพฤตกิ รรมไมร่ บั รู้ ไมต่ อบสนองเลย จะชอบดมพร่�ำเพร่ือ มีจ�ำนวนมากที่ดม
หรือตอบสนองน้อยหรือมากไปในสิ่งเร้าประสาทสัมผัส ทกุ อย่างทีเ่ ดก็ หยบิ จับหรือเข้าไปสมั ผัส
ทัง้ ห้า คอื
การกระตุ้นประสาทสัมผัสทางผิวกาย เพ่ือให้
รับรู้ถึงความใกล้ชิดระหว่างบุคคล ผู้เขียนได้เคยดู
งานวิจัยในประเทศมาเลเซีย ผู้วิจัยใช้หนูขาวมาเป็น
สตั วท์ ดลอง จัดแบ่งลกู หนูท่เี พ่งิ เกดิ ใหม่ ๆ เป็น 2 กลุ่ม
กลมุ่ ละเทา่ ๆ กนั กลมุ่ หนง่ึ เปน็ กลมุ่ ทดลอง อกี กลมุ่ หนง่ึ
30 ความรู้เกยี่ วกบั โรคออทิซมึ การสอื่ ความหมาย ผู้เขียนเคยใช้เสียงปลาโลมากระตุ้น
การรับฟังของเด็กออทิสติก ต้ังแต่ปี พ.ศ. 2541
เป็นกลุ่มควบคุม ทุกเช้าผู้วิจัยจะน�ำหนูในกลุ่มทดลอง ปรากฏว่าไดผ้ ลเปน็ ท่นี ่าพอใจ
มาใสฝ่ า่ มอื ทลี ะตวั แลว้ ใชพ้ กู่ นั ทม่ี คี วามนมุ่ มาก ๆ ลบู ไล้ การกระตนุ้ ประสาทสมั ผสั ทางจมกู เพอื่ ใหเ้ ดก็
ตามตัวหนู พบว่าหนูมีปฏิกิริยาและพฤติกรรมแสดง ได้รับรู้และเรียนรู้ถึงความแตกต่างของกลิ่นจากอาหาร
ความพอใจ และเติบโตเร็วกว่ากลุ่มควบคุม เมื่อหนูเร่ิม ผลไม้ ดอกไม้ เริ่มจากอาหารท่ีเด็กชอบรับประทาน
เดินได้ ผู้วิจัยแบมือในกรง หนูจะแย่งกันข้ึนมาบนมือ เช่น ไข่เจียว บอกเด็กว่า “หอม-ไข่เจียว” หมูทอด
ทนั ที เมอื่ ครบก�ำหนดผวู้ จิ ยั ไดน้ �ำสมองของหนทู งั้ 2 กลมุ่ บอกเด็กว่า “หอม-หมูทอด” หรือ “หอม-ดอกมะลิ”
มาตรวจวิเคราะห์ดูด้วยกล้องจุลทรรศน์ชนิดพิเศษ “หอม-ดอกกุหลาบ” เป็นตน้
เพือ่ ตรวจดเู ซลล์ของสมอง ผลปรากฏวา่ หนกู ลมุ่ ทดลอง การกระตุ้นประสาทสัมผัสทางล้ิน เพื่อให้เด็ก
ท่ีได้รับการลูบไล้มีพัฒนาการทางสมองดีกว่ากลุ่ม ได้รับรู้และเรียนรู้ถึงความแตกต่างของรสอาหารต่าง ๆ
ควบคมุ มาก ท่านผูอ้ ่านคงเคยสังเกตสุนขั หรอื แมว หรือ ทเ่ี ดก็ สามารถรบั ประทานไดใ้ นชวี ติ ประจ�ำวนั เชน่ ถา้ เดก็
สัตว์อื่น ๆ ที่มีลูก มันจะลูบไล้ตัวลูกโดยการใช้ลิ้นเลีย ก�ำลังด่ืมน�้ำหวาน จะพูดค�ำว่า “หวาน” ถ้าก�ำลัง
อยู่เสมอ ลูกที่ถูกเลียมากจะเติบโตและฉลาดกว่า รับประทานผลไม้ที่มีรสเปร้ียว ก็จะพูดค�ำว่า “เปรี้ยว”
ตวั อนื่ ๆ อยา่ งชดั เจน ส�ำหรบั เดก็ ปกตนิ น้ั กช็ อบใหพ้ อ่ แม่ หรือผู้ฝึกอาจจัดส่ิงที่มีรสแตกต่างกันมาสอนให้เด็กรับรู้
กอดและลบู ไลต้ ามตวั เชน่ เดยี วกนั การเลน่ ทม่ี กี ารสมั ผสั เช่น “น�้ำตาล-หวาน” “มะนาว-เปร้ียว” “เกลือ-เค็ม”
ทางผวิ กายมาก ๆ เช่น การนวดตวั การอ้มุ การกอดรัด เปน็ ต้น โดยใหเ้ ดก็ ชมิ ทลี ะอย่าง จนเดก็ สามารถบอกถึง
ฟัดเหวยี่ ง การเล่นปูไต่ การเล่นจัก๊ จี้ดว้ ยมือ หรอื การใช้ รสเองได้
จมกู หรอื คางซกุ ไซไ้ ปตามตวั เดก็ ทง้ั หมดนจ้ี ะท�ำใหบ้ งั เกดิ 2. การจับมือเด็กให้ท�ำกิจกรรมต่าง ๆ
ความรกั ความอบอุน่ ความมเี ยอื่ ใยซึ่งกนั และกัน ซ่ึงใน ด้วยตนเอง เด็กออทิสติกส่วนมากเม่ือต้องการอะไร
เด็กออทสิ ติกนั้นจะแยกตัวจากบคุ คลโดยสนิ้ เชิง จึงควร ไม่สามารถชี้บอกถึงความต้องการนั้นได้ จึงใช้วิธีจับมือ
ดึงเขาเข้ามาหาเรา เป็นการสร้างสัมพันธภาพระหว่าง บคุ คลทอี่ ยใู่ กลไ้ ปท�ำสงิ่ นนั่ แทน กจิ กรรมนจ้ี งึ มคี วามส�ำคญั
พอ่ แมแ่ ละเดก็ ออทสิ ตกิ กอ่ น โดยการกระตนุ้ ตอ้ งกระท�ำ อย่างย่ิง ที่จะต้องฝึกสอนให้เด็กสามารถท�ำกิจกรรมท่ี
ซ�ำ้ ๆ กันทุกวัน ตวั เองตอ้ งการไดด้ ว้ ยตนเอง เปน็ การเสรมิ สรา้ งความมนั่ ใจ
การกระตนุ้ ประสาทสมั ผสั ทางตา เดก็ ออทสิ ตกิ ใหเ้ ดก็ ออทสิ ตกิ และช่วยลดปญั หาทางอารมณด์ ว้ ย
เกือบทุกคนมีปัญหาในการสบตาอย่างมาก เน่ืองจาก 3. การหนั ตามเสยี งเรยี ก เพอ่ื ฝกึ ใหเ้ ดก็ รจู้ กั ชอ่ื
มีการสูญเสียทางด้านสังคมและการส่ือความหมาย ของตนเอง ตอบสนองต่อเสียงเรียกชื่อเด็ก โดยการหัน
การกระตุ้นในระยะเริ่มแรกจะเน้นเฉพาะการมองสบตา ตามเสียง เป็นการกระตุ้นให้เด็กพัฒนาทางด้านการสื่อ
กบั บุคคลก่อน ความหมาย และน�ำเด็กให้มีปฏิสัมพันธ์กับบุคคลได้
การกระตุ้นประสาทสัมผัสทางหู เพ่ือให้ มากข้ึน
ตอบสนองต่อส่ิงเร้าต่อประสาทหู จะใช้เสียงบุคคล
ทใ่ี กลช้ ดิ กบั เดก็ โดยใหก้ ระซบิ เรยี กชอื่ เดก็ ทข่ี า้ งหู ตอ่ ไป
อาจใชเ้ สียงดนตรชี ว่ ยบา้ ง เพอ่ื กระตนุ้ ดา้ นการเรยี นรแู้ ละ
4. การสอนให้เด็กรู้จักตนเองและบุคคลใน ความร้เู ก่ยี วกับโรคออทซิ มึ 31
ครอบครัว การสอนให้เด็กได้รับรู้ว่าตัวเองช่ืออะไร
คนไหนคือ พอ่ แม่ พ่ี นอ้ ง เป็นการสอนใหเ้ ดก็ ได้รบั รู้ 4. การฝึกใช้ช้อนรับประทานอาหาร
และเข้าใจว่าบุคคลในครอบครัวมีความแตกต่างกัน เด็กออทิสติกส่วนมาก จะชอบใช้มือหยิบอาหาร
ผู้เขียนได้รับประสบการณ์จากเด็กออทิสติกหลายคนที่ รับประทาน จึงควรสอนให้สามารถใช้ช้อนตักอาหาร
เมื่อเริ่มเรียกผู้เขียนว่า “ป้าหมอ” ได้ จะเรียกทุกคน รบั ประทานไดด้ ว้ ยตนเองอย่างถูกต้อง
ในโรงพยาบาลท้ังหญิงและชายว่า “ป้าหมอ” ทั้งหมด 5. การฝึกการขับถ่าย ในเด็กปกติจะมี
จึงได้ความคิดนเ้ี มือ่ พาเดก็ ไปเท่ียวฟารม์ จระเข้ เดก็ รับรู้ ความพรอ้ มทจี่ ะรบั การฝกึ การขบั ถา่ ยไดเ้ มอ่ื อายรุ ะหวา่ ง
วา่ “จระเข”้ ทุกตวั เหมือนกนั “เสือ” ทุกตัวเหมอื นกัน 2-3 ปี เดก็ บางคนอาจจะมีความพร้อมกอ่ นอายุ 2 ปกี ไ็ ด้
“ลิง” ทุกตัวเหมือนกัน ดังนั้นเขาจึงคิดว่า “คน” ส�ำหรบั เดก็ ออทสิ ตกิ จะมคี วามพรอ้ มทจ่ี ะฝกึ การขบั ถา่ ย
ทุกคนเหมือนกัน จึงต้องสอนให้เด็กรับรู้ เรียนรู้ใน ไมเ่ หมือนเดก็ ปกติ จึงใชอ้ ายเุ ป็นเกณฑ์ไม่ได้ เมอ่ื เรมิ่ ฝกึ
ความแตกต่างของบุคคลต้ังแต่ระยะเริ่มต้น เพื่อกระตุ้น ควรให้เลิกใช้ผ้าอ้อมส�ำเร็จรูป เพื่อจะได้ทราบว่าเด็ก
พัฒนาการทางการสื่อความหมายและสังคมระยะแรก ขับถ่ายมาเมอ่ื ไร ใหเ้ ด็กไดส้ ัมผัสกับความเปยี ก แล้วรีบ
นัน่ เอง เปล่ียนกางเกงให้ทุกคร้ัง สังเกตว่าเด็กมักจะขับถ่าย
เวลาใด ทง้ั ปสั สาวะและอจุ จาระ แลว้ พาเดก็ มาฝกึ ในเวลา
การฝึกกจิ วตั รประจ�ำวัน ใกล้เคียงกนั พรอ้ มทัง้ ใช้ค�ำงา่ ย ๆ สอนเด็กคอื “ฉ”่ี และ
1. การสอนให้เด็กรู้จักของใช้ในชีวิต “อึ” เด็กจะสามารถรับรู้และเรียนรู้ได้ไม่เร็วเหมือน
ประจ�ำวัน ก่อนที่จะเร่ิมฝึกให้เด็กสามารถเรียนรู้ใน เด็กปกติ การฝึกการขับถ่ายนี้เพ่ือเตรียมเด็กให้พร้อม
การช่วยตัวเองได้ในกิจวัตรประจ�ำวันน้ัน ควรให้เด็กได้ ก่อนส่งเด็กเข้าเรียน
รู้จักส่ิงของเคร่ืองใช้ที่ต้องใช้ในกิจ-กรรมนั้น ๆ ก่อน
จนสามารถหยิบจับหรือชี้สิ่งของแต่ละอย่างได้ถูกต้อง การเล่นและการรับรู้ทางอารมณ์
จึงจะสอนสาธติ วิธกี ารใชใ้ นกิจกรรมอืน่ ๆ ตอ่ ไป 1. การเล่นของเล่น เด็กออทิสติกจะเล่น
2. การท�ำความสะอาดร่างกาย ควรฝึกให้ ของเล่นไม่เป็น เน่ืองจากขาดจินตนาการ ท�ำให้เด็ก
เด็กสามารถช่วยเหลือตนเองตามข้ันตอนทีละน้อย หนั เข้าหาตวั เองและอยูใ่ นโลกของตนเอง เพราะไม่ร้สู ึก
ในการแปรงฟัน การล้างหน้า การอาบน�ำ้ เด็กออทสิ ติก สนุกสนานในการเล่นของเล่นเหมือนเด็กปกติ เมื่อเด็ก
ทกุ คนจะรสู้ ึกภมู ิใจเมอื่ สามารถท�ำได้ด้วยตนเอง ไดร้ บั การฝกึ ใหเ้ ลน่ ของเลน่ เปน็ แลว้ จะเปน็ การเชอื่ มโยง
3. การฝึกการแต่งกาย ควรใช้เสื้อ กางเกง ในการมีปฏิสัมพันธ์กับบุคคล การสื่อความหมายได้
ที่เป็นผ้ายืด ซึ่งจะท�ำให้เด็กท�ำตามด้วยตนเองได้ง่าย ง่ายขึน้ และปรบั อารมณใ์ ห้ดีได้ดว้ ย
เพื่อเสริมแรงจูงใจให้เด็ก เป็นการเตรียมเด็กให้พร้อมท่ี 2. การสื่อสารโดยใช้ท่าทาง เด็กออทิสติก
จะเข้าโรงเรียนต่อไป เด็กออทิสติกส่วนใหญ่สามารถ ที่ยังไม่สามารถพูดได้มักจะมีปัญหาทางด้านอารมณ์
ถอดเสื้อและกางเกงได้อย่างรวดเร็วโดยไม่ต้องฝึกสอน จึงควรฝึกให้เด็กสามารถสื่อสารโดยใช้ท่าทางก่อน
แตไ่ มส่ ามารถสวมใส่เสอ้ื และกางเกงไดเ้ อง เพอื่ เปน็ การสอื่ ความหมายบอกถงึ ความตอ้ งการของเดก็
ไดก้ อ่ นทเี่ ดก็ จะสามารถสอื่ ความหมายดว้ ยการพดู ซง่ึ จะ
เปน็ การน�ำทางให้เด็กสามารถพดู ได้เร็วข้ึน
32 ความร้เู กี่ยวกับโรคออทิซึม เด็กออทิสติกท่ีสามารถเรียนร่วมกับเด็กปกติแล้ว
ยังหัวเราะเมื่อเห็นเพ่ือนถูกครูท�ำโทษ จึงควรฝึกสอน
3. การรับรู้การแสดงอารมณ์ทางสีหน้า แบบรูปธรรมให้เด็กได้รับรู้ถึงสีหน้าท่ีแสดงออกทาง
เด็กออทิสติกจะไม่สามารถอ่านจิตใจ และอารมณ์ของ อารมณท์ แี่ ตกตา่ งกนั เพื่อให้เดก็ อยู่ในสงั คมนอกบา้ นได้
ผู้อื่นจากการแสดงออกทางสีหน้าได้เนื่องจากขาด อย่างเหมาะสม
กระบวนการความคดิ ซง่ึ เปน็ นามธรรม จงึ เหน็ ไดเ้ สมอวา่
เด็กออทิสติกจะหัวเราะเม่ือเห็นแม่ก�ำลังร้องไห้ แม้แต่
การฝึกเด็กออทิสติกให้ได้ผลดีน้ัน ต้องมีความตั้งใจจริง อดทนฝึกซ�้ำ ๆ ใช้ระยะเวลาไม่นาน
เกินไป ฝึกขณะท่ีท้ังเด็กและผู้สอนมีอารมณ์ผ่อนคลาย การฝึกไม่ควรเร่งรัด ต้องท�ำใจยอมรับด้วยว่า
การฝึกเด็กออทิสติกน้ันจะเกิดการเปลี่ยนแปลงและการตอบสนองได้ช้ากว่าเด็กปกติมาก แต่เม่ือ
เด็กออทิสติกสามารถกระท�ำกิจกรรมใดกิจกรรมหน่ึงได้แล้วจะไม่ลืม และช่วยเป็นแรงผลักดันให้ท้ัง
ตัวเด็กและผู้สอนไปพร้อม ๆ กัน ควรระวังด้วยว่า การฝึกที่ใช้การบังคับและฝึกมากจนเกินไปกลับ
จะเป็นผลเสียท�ำให้เด็กหงุดหงิด มีปัญหาทางอารมณ์ ไม่ยอมปฏิบัติตาม อันเป็นเหตุให้ผู้สอนท้อแท้
และหมดก�ำลงั ใจได้ ท�ำให้การฝกึ ไม่ไดผ้ ลดเี ท่าท่ีควร
การรักษาเด็กออทิสติกนั้น จะใช้วิธีการหรือกิจกรรมอย่างใดอย่างหน่ึงอย่างเดียวไม่ได้ ควรใช้
หลาย ๆ วธิ กี ารและกจิ กรรมตา่ ง ๆ ผสมผสานกนั ไป โดยใหเ้ ปน็ ธรรมชาตมิ ากทส่ี ดุ ควรใหเ้ ดก็ ไดร้ บั อาหาร
อย่างเพียงพอ ออกก�ำลังกายอย่างสม่�ำเสมอ พร้อมกับฝึกสอนการเคล่ือนไหวร่างกายอย่างถูกต้อง เมื่อ
เด็กเริม่ เรยี นรไู้ ด้แล้ว ควรฝึกสอนเกีย่ วกบั ทกั ษะในการด�ำรงชวี ิตให้เด็กด้วย
“ขอใหท้ กุ ท่านจงประสบความส�ำเร็จ เมื่อได้ใชค้ มู่ อื การฝึกดแู ลเดก็ ออทสิ ตกิ เบ้ืองตน้ เลม่ น้”ี
สว่ นท่ี 2
กิจกรรมสำ�หรับการฝกึ
และดูแลเด็กออทสิ ตกิ
1
การนำ� เด็กออกจากโลกของตัวเอง
เด็กออทิสติกจะแยกตัวอยู่โดยล�ำพังในโลกของตัวเอง เหมือนกับมีก�ำแพงที่มองไม่เห็นกั้นตัวเด็ก
เหล่านี้ออกจากสังคมรอบด้าน ท�ำให้เด็กขาดการรับรู้และไม่ตอบสนองต่อการสอน ดังนั้น ก่อนจะสอน
เด็กออทิสติกในเร่ืองต่าง ๆ สิ่งส�ำคัญที่สุดคือ การดึงเด็กให้ออกจากโลกของเขา สู่สังคมภายในบ้าน
ใหม้ คี วามสัมพนั ธใ์ กลช้ ดิ กับพ่อแม่ ผู้ปกครอง หรอื ผู้สอนเดก็ ให้มากขนึ้ โดยกจิ กรรมที่ 1 การดงึ เดก็ ออก
จากโลกของตัวเองน้ี เริ่มต้นด้วยการกระตุ้นประสาทสัมผัสทั้ง 5 ซึ่งเป็นการพัฒนาสมองเด็กให้ตื่นตัว
และท�ำหน้าท่ีได้ดีขึ้น ซ่ึงท�ำให้เขารับรู้เก่ียวกับตัวเขาเอง และเตรียมเด็กให้มีความพร้อมท่ีจะเรียนรู้เร่ือง
อื่น ๆ ต่อไป
การน�ำ เด็กออกจากโลกของตวั เอง 37
กิจกรรมท่ี 1.1
การกระตุน้ ประสาทสมั ผัสทง้ั ห้า
p การกระตุ้นประสาทสัมผัสทางกาย ใชน้ ้ิวมอื กดคลึงทก่ี ลางฝา่ เท้าเดก็
นวดเทา้ และขาของเดก็
วตั ถุประสงค์
นวดขาเดก็ ขน้ึ ไปเรือ่ ยๆ จนถงึ ตน้ ขา
1. เพ่อื กระตุ้นประสาทสมั ผัสทางผวิ กาย ยกขาเดก็ ข้ึน-ลง ช้าๆ
2. เพอื่ สรา้ งสัมพนั ธภาพระหวา่ งผปู้ กครองกับเด็ก
ผลทจี่ ะได้รับ
1. เดก็ รับรู้การสัมผสั ทางผิวกาย
2. เดก็ มสี มั พนั ธภาพกบั ผู้ปกครองเพม่ิ ขนึ้
วัสดุอุปกรณ์ ที่นอน หมอน
วิธปี ฏบิ ัติ
1. การนวดขาและยกขาขนึ้ ลง นับหน่งึ ถึงสบิ
ผ้สู อนพูดกบั เดก็ ว่า "แมจ่ ะนวดขาให"้
จัดให้เด็กนอนหงายในท่าที่สบาย นวดขาและเท้าของเด็ก
ทีละข้าง โดยเริ่มจากใช้น้ิวหัวแม่มือของผู้สอนกดคลึง
ท่กี ลางฝ่าเท้าของเดก็ นบั หนึ่งถงึ สิบชา้ ๆ
นวดคลงึ นว้ิ เทา้ ของเดก็ ทลี ะนว้ิ อยา่ งเบา ๆ เรมิ่ จากนว้ิ หวั แมเ่ ทา้
จนครบ 5 นิ้ว ขณะนวดให้ผู้สอนบอกชื่อนิ้วแต่ละนิ้วให้
เดก็ ฟงั ดว้ ย
ใช้มือของผู้สอนทั้งสองข้างจับเท้าเด็ก นวดขย�ำปลายเท้า
ของเด็กเบาๆ และนวดข้ึนไปเรื่อย ๆ จนถึงต้นขา
เลื่อนมือหนึ่งมาช้อนใต้หัวเข่าของเด็กไว้ อีกมือหน่ึง
จับตรงส้นเท้าของเด็กแล้วยก ขึ้น-ลงช้า ๆ พร้อมท้ังพูดว่า
“หน่ึง ขนึ้ – ลง , สอง ข้นึ – ลง………” จนครบสิบ
เร่ิมนวดขาอีกข้างหนงึ่ เช่นเดยี วกนั
ท�ำซ�ำ้ ๆ 5-10 ครงั้ การท�ำกจิ กรรมแต่ละคร้งั ให้ผู้สอนประเมนิ
โดยใช้ตารางตามวิธกี ารประเมินผลการฝกึ
38 การน�ำ เดก็ ออกจากโลกของตวั เอง
การประเมินผล
7 เดก็ ไม่ยอมให้นวด
3 เดก็ ยอมใหน้ วดโดยผสู้ อนต้องช่วยจบั ให้นอน
33 เด็กยอมใหน้ วด และรว่ มมือดี
ใช้นิ้วมือกดคลงึ ท่กี ลางฝา่ มอื เด็ก 2. การนวดแขนและยกแขนขึน้ ลง นบั หนึ่งถึงสิบ
นวดมือและแขนของเด็ก
ผู้สอนพูดกบั เด็กว่า "แมจ่ ะนวดแขนให้"
นวดแขนเดก็ ขนึ้ ไปเร่อื ยๆ จนถึงต้นแขน จัดให้เด็กนอนหงายในท่าที่สบาย นวดแขนและมือทีละข้าง
โดยเรมิ่ จากจบั มอื ของเดก็ ใหห้ งายฝา่ มอื ขนึ้ และใชน้ ว้ิ หวั แมม่ อื
ของผสู้ อนกดคลึงที่กลางฝ่ามือนบั หน่งึ ถงึ สิบชา้ ๆ
นวดคลงึ นวิ้ มอื ของเดก็ ทลี ะนวิ้ อยา่ งเบา ๆ เรมิ่ จากนวิ้ หวั แมม่ อื
จนครบ 5 นิ้วขณะนวดให้ผู้สอนบอกช่ือน้ิวแต่ละน้ิวให้
เด็กฟังดว้ ย
ใช้มือผู้สอนท้ังสองข้างจับมือเด็ก นวดขย�ำมือของเด็กเบาๆ
และนวดขน้ึ ไปเรือ่ ยๆ จนถึงต้นแขน
เลื่อนมือข้างหน่ึงของผู้สอนมาจับตรงข้อศอกของเด็ก และ
อีกมือหน่ึงจับที่ข้อมือเด็ก ยกแขนข้ึนลงพร้อมกับพูดว่า
“หนึ่ง ขึน้ - ลง , สอง ขึน้ – ลง…….” จนครบสบิ
นวดแขนอกี ข้างหน่งึ เชน่ เดียวกนั
ท�ำซ้�ำ ๆ 5-10 ครงั้ การท�ำกิจกรรมแตล่ ะคร้ังให้ผสู้ อนประเมิน
โดยใช้ตารางตามวธิ กี ารประเมนิ ผลการฝกึ
การประเมินผล
7 เด็กไม่ยอมใหน้ วด
3 เดก็ ยอมใหน้ วดโดยผสู้ อนตอ้ งช่วยจับใหน้ อน
33 เด็กยอมให้นวด และร่วมมอื ดี
ยกแขนเดก็ ข้นึ -ลง ชา้ ๆ
การนำ�เดก็ ออกจากโลกของตัวเอง 39
3. การเล่นปไู ต่ จั๊กจแ้ี ขน ขา และล�ำตัว
การเล่นปูไต่ คือ การใช้น้ิวมือของผู้สอนไต่เบา ๆ ไปตามแขนขา ใชน้ ิ้วมือไตต่ ามแขนของเด็ก
และล�ำตัวเด็ก จัก๊ จี้เดก็ ท่บี ริเวณรกั แร้
ผ้สู อนพูดกบั เด็กวา่ "เรามาเล่นปูไตก่ ัน"
จดั ให้เด็กนั่งหรือนอนในทา่ ที่สบาย
ผู้สอนใช้มือข้างหน่ึงจับมือเด็กไว้ แล้วใช้นิ้วมืออีกข้างหนึ่ง
ไตต่ ามแขนของเดก็ ขน้ึ ไปจนถงึ รกั แร้ ใหจ้ กั๊ จเี้ ดก็ ทบี่ รเิ วณรกั แร้
และล�ำคอ สังเกตว่าเดก็ มปี ฏิกิรยิ าตอบสนองหรือไม่
ผู้สอนใช้มือข้างหน่ึงจับเท้าเด็กไว้แล้วใช้น้ิวมืออีกข้างหน่ึง
ไต่ตามขาของเด็กขึ้นไปจนถึงเอว ให้จ๊ักจี้เด็กบริเวณเอว
สงั เกตว่าเด็กมปี ฏิกริ ยิ าตอบสนองหรือไม่
เลน่ ปูไต่และจ๊ักจท้ี ี่แขนและขาอีกขา้ งหนึง่ เชน่ เดยี วกัน
ท�ำซำ้� ๆ 5-10 ครง้ั การท�ำกิจกรรมแต่ละคร้งั ใหผ้ สู้ อนประเมิน
โดยใชต้ ารางตามวธิ กี ารประเมนิ ผลการฝึก
การประเมนิ ผล
7 เด็กไมย่ อมให้ท�ำ
3 เด็กยอมใหท้ �ำโดยผู้สอนตอ้ งช่วยจับให้นอน
33 เด็กยอมให้ท�ำ และรว่ มมอื ดี
ใช้นิ้วมือไต่ตามขาของเด็ก
จ๊กั จ้เี ด็กทบ่ี รเิ วณเอว
40 การนำ�เด็กออกจากโลกของตวั เอง
p การกระตนุ้ ประสาทสมั ผสั ทางตา
เด็กเล็กน่งั ตกั หนั หนา้ เขา้ หาผ้สู อน วตั ถุประสงค ์
1. เพือ่ กระตุ้นประสาทสมั ผัสทางตา
2. เพอื่ สร้างสัมพันธภาพระหว่างผปู้ กครองกบั เด็ก
ผลทจ่ี ะไดร้ ับ
1. เด็กมีความสนใจบคุ คลและสบตาผปู้ กครอง
2. เด็กมีสมั พันธภาพกบั ผปู้ กครองเพมิ่ ข้ึน
วัสดอุ ปุ กรณ์
ของเลน่ ทเ่ี ดก็ สนใจ, กระดาษ, ลกู โปง่ หลาย ๆ สี
วธิ ปี ฏิบตั ิ
ใหเ้ ดก็ มองสบตา โดยใช้ของที่เดก็ ชอบ 1. การสบตา
มาไวใ้ กลต้ าของผูส้ อน
ผสู้ อนจดั ใหเ้ ดก็ นงั่ หนั หนา้ เขา้ หาผสู้ อน ถา้ เดก็ เลก็ ใหน้ ง่ั ตกั และ
ใชม้ ือผสู้ อนบังลานสายตาเดก็ หันหน้าเข้าหาผู้สอน เด็กโตน่ังตรงข้ามให้สายตาเด็กอยู่ระดับ
เพื่อไมใ่ หเ้ ดก็ มองไปทางอน่ื เดียวกับผู้สอน ซ่ึงผู้สอนอาจใช้วิธีน่ังค้อมตัวลง หรือน่ังเก้าอ้ีท่ี
ต�ำ่ กว่า
ใช้ของท่ีเด็กชอบ หรือสิ่งของที่เด็กต้องการในขณะนั้นมาเป็น
สื่อน�ำ โดยเอามาไว้ใกล้ตาของผู้สอน เพื่อให้เด็กมองตาม
แลว้ เรียกชอื่ เด็ก เมื่อเด็กมองสบตาจงึ ส่งของเล่นใหเ้ ปน็ รางวัล
ถ้าเรียกช่ือเด็กแล้วเด็กไม่มองตามให้ผู้สอนใช้มือท้ังสองข้าง
ประคองหน้าเด็ก หรือเอามือผู้สอนบังลานสายตาของเด็ก
(ดงั รูป)เพอื่ ไมใ่ หเ้ ดก็ มองไปทางอนื่
ท�ำซ้�ำ ๆ โดยค่อยๆ ลดการช่วยเหลือลงจากประคองหน้าเป็น
แตะที่หนา้ เบา ๆ จนไม่ตอ้ งช่วยเลย
การท�ำกิจกรรมแต่ละคร้ังให้ผู้สอนประเมินโดยใช้ตารางตาม
วธิ กี ารประเมินผลการฝึก
เมื่อเด็กมองสบตาจึงส่งของใหเ้ ปน็ รางวัล
การนำ�เด็กออกจากโลกของตัวเอง 41
การประเมินผล
7 เด็กไม่ยอมสบตา
3 เด็กสบตาโดยผูส้ อนต้องชว่ ยจบั หนา้
33 เดก็ มองสบตาเมื่อผสู้ อนเรียก
2. เลน่ จ๊ะเอ๋ ผู้สอนใชฝ้ ่ามอื หรอื กระดาษ
ปิดหนา้ ตัวเองแล้วเรยี กชื่อเด็ก
ผ้สู อนพดู กบั เด็กว่า "เรามาเล่นจะ๊ เอ๋กัน"
จดั ให้เด็กน่งั หนั หน้าเข้ามาหาผูส้ อน ผสู้ อนพูดคำ� ว่า “จะ๊ เอ๋”
ผู้สอนใช้ฝ่ามือหรือกระดาษปิดหน้าตนเอง แล้วเรียกชื่อเด็ก พร้อมกบั รบี เปดิ ฝ่ามือออกเร็วๆ
กรณที เ่ี ด็กไม่สบตา ให้ผู้สอนใช้มอื ขา้ งหนึ่ง
ให้เด็กสนใจ พูดค�ำว่า “จ๊ะเอ๋” พร้อมกับรีบเปิดฝ่ามือหรือ
กระดาษออกเร็ว ๆ เพ่ือใหเ้ ด็กเหน็ นยั น์ตาผ้สู อน ประคองหน้าเด็กไว้
ในกรณที เ่ี ดก็ ไมม่ องสบตา ใหใ้ ชม้ อื อกี ขา้ งหนง่ึ ประคองหนา้ เดก็
ใหม้ อง
ท�ำซ�้ำ ๆ โดยค่อยๆ ลดการช่วยเหลือลงจากประคองหน้าเป็น
แตะทห่ี นา้ เบา ๆ จนไมต่ อ้ งช่วยเลย
การท�ำกิจกรรมแต่ละครั้งให้ผู้สอนประเมินโดยใช้ตารางตาม
วิธีการประเมนิ ผลการฝกึ
การประเมนิ ผล
7 เดก็ ไมม่ อง
3 เดก็ มองโดยผู้สอนตอ้ งชว่ ยประคองหนา้
33 เดก็ มองจับจ้องทีจ่ ะเลน่ จ๊ะเอ๋
ค�ำแนะน�ำเพ่มิ เตมิ
1. ผสู้ อนอาจเลอ่ื นมอื หรอื กระดาษออกตามทศิ ทางตา่ ง ๆ ไมซ่ ำ�้ กนั
ดา้ นซ้าย ดา้ นขวา ดา้ นบน หรือดา้ นลา่ ง
2. อาจใช้ตุ๊กตาหรือของเล่นที่เด็กชอบมาเล่นจ๊ะเอ๋กับเด็กได้
โดยให้ของเล่นนนั้ อยู่ใกล้ตาผูส้ อนมากที่สุด
ข้อควรระวัง
อย่าใช้น�้ำเสยี งดงั มากเกินไปจะท�ำให้เด็กตกใจกลวั ได้
ผู้สอนพูดคำ� วา่ “จ๊ะเอ”๋
พร้อมกับรีบเปดิ กระดาษออกเรว็ ๆ
42 การนำ�เดก็ ออกจากโลกของตัวเอง
ผสู้ อนเปา่ ลกู โปง่ ให้เด็กดู 3. มองลกู โปง่
เรียกช่อื เดก็ เพ่อื กระตุ้นใหเ้ ด็กมองตาม
ผสู้ อนพดู กบั เด็กวา่ "แมจ่ ะเปา่ ลูกโปง่ ให้ดู"
ขณะท่ีผสู้ อนปล่อยลกู โปง่ ผู้สอนเปา่ ลกู โปง่ ใหเ้ ดก็ ดู แลว้ ถือลูกโป่งท่เี ป่าเสรจ็ แลว้ ไว้ในมือ
เรียกชื่อเด็ก เพื่อกระตุ้นให้มองตามขณะปล่อยให้ลูกโป่งพุ่ง
ออกไป
ท�ำซ้�ำ ๆ โดยผู้สอนอาจช่วยกระตุ้นให้เด็กมองตามด้วยการ
ประคองหน้าให้มองลดการช่วยเหลือลงจนเด็กมองตามได้เอง
โดยไมต่ ้องแตะตวั เด็ก
การท�ำกจิ กรรมแตล่ ะครงั้ ใหผ้ สู้ อนประเมนิ โดยใชต้ าราง ตามวธิ ี
การประเมินผลการฝึก
การประเมินผล
7 เดก็ ไมส่ นใจมอง
3 เด็กมองโดยผสู้ อนต้องช่วยกระตนุ้ เช่น จับใหม้ อง
33 เดก็ มองตามลกู โปง่ ท่พี ุง่ ออกไป
ค�ำแนะน�ำเพม่ิ เติม
ผสู้ อนอาจใชก้ ารเป่าฟองสบู่ (ทีไ่ มเ่ ปน็ พิษ) แทนลกู โป่งก็ได้
ผ้สู อนช่วยประคองหนา้ เดก็ ใหม้ องลูกโปง่
การนำ�เด็กออกจากโลกของตัวเอง 43
4. ตลี กู โปง่ ผสู้ อนจับมอื เด็กตีลกู โป่งให้ลอยข้นึ
พรอ้ มทัง้ กระต้นุ ใหเ้ ดก็ มองตาม
ผู้สอนพูดกับเด็กวา่ "เรามาเล่นตีลูกโปง่ กัน"
ผสู้ อนจบั มอื เดก็ ตลี กู โปง่ ใหล้ อยขน้ึ พรอ้ มทง้ั กระตนุ้ ใหเ้ ดก็ มอง
ตามการลอยข้ึน – ลง ของลกู โป่ง
ท�ำซ้�ำ ๆ โดยผู้สอนอาจช่วยกระตุ้นให้เด็กมองตามด้วยการ
ประคองหนา้ ใหม้ อง ลดการชว่ ยเหลอื ลงจนเดก็ มองตามได้เอง
โดยไมต่ อ้ งแตะตวั เดก็
การท�ำกจิ กรรมแตล่ ะครง้ั ใหผ้ สู้ อนประเมนิ โดยใชต้ าราง ตามวธิ ี
การประเมินผลการฝกึ
การประเมนิ ผล
7 เดก็ ไมส่ นใจมอง
3 เดก็ มองโดยผ้สู อนต้องชว่ ยกระตนุ้ เชน่ จับใหม้ อง
33 เดก็ มองตามลกู โป่งทพ่ี ่งุ ออกไป
ผสู้ อนช่วยประคองหนา้ เด็กใหม้ องลกู โปง่