การใชเ้ ทคนิคการสอนแบบสตอรไี ลน์ (Story line) เพื่อส่งเสริม
การอา่ นจับใจความสำคญั จากโคลงสุภาษิตอศิ ปปกรณำ
ของนกั เรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2
โรงเรยี นสาธิตมหาวทิ ยาลยั พะเยา
ศศธิ ร พลิ ึก
การศึกษาอิสระเสนอเป็นสว่ นหนงึ่ ของการศกึ ษา
หลกั สตู รปริญญาการศกึ ษาบณั ฑิต
สาขาวชิ าภาษาไทย
กุมภาพนั ธ์ 2565
ลิขสทิ ธิเ์ ปน็ ของมหาวิทยาลยั พะเยา
การใชเ้ ทคนิคการสอนแบบสตอรไี ลน์ (Story line) เพื่อส่งเสริม
การอา่ นจับใจความสำคัญจากโคลงสุภาษิตอิศปปกรณำ
ของนกั เรยี นช้ันมธั ยมศกึ ษาปีที่ 2
โรงเรยี นสาธิตมหาวิทยาลัยพะเยา
ศศธิ ร พิลึก
การศึกษาอิสระเสนอเปน็ ส่วนหนึ่งของการศึกษา
หลกั สตู รปริญญาการศึกษาบณั ฑติ
สาขาวิชาภาษาไทย
กมุ ภาพันธ์ 2565
ลิขสิทธิเ์ ปน็ ของมหาวิทยาลยั พะเยา
3
ผู้อำนวยการโรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยพะเยา หัวหน้ากลุ่มงานบริหารวิชาการ
หัวหน้ากลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย อาจารย์พี่เลี้ยง และอาจารย์นิเทศก์ ได้พิจารณา
การศึกษาอิสระ เร่ือง “การใช้เทคนิคการสอนแบบสตอรีไลน์ (Story line) เพื่อส่งเสริมการอ่าน
จับใจความสำคัญจากโคลงสุภาษิตอิศปปกรณำ ของนักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียน
สาธิตมหาวิทยาลัยพะเยา” เห็นสมควรรับเป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาตามหลักสูตรปริญญา
การศกึ ษาบัณฑติ สาขาวิชาการศกึ ษา ของมหาวิทยาลัยพะเยา
.......................................................................... ผู้อำนวยการโรงเรยี นสาธติ มหาวิทยาลยั พะเยา
(รองศาสตราจารย์ปรยี านนั ท์ แสนโภชน์)
วันที.่ .........เดือน...............................พ.ศ..............
........................................................... หวั หน้ากลมุ่ งานบรหิ ารวชิ าการโรงเรยี นสาธิตมหาวทิ ยาลยั พะเยา
(วา่ ที่รอ้ ยตรมี นสั ภทู วี)
........................................................... หวั หน้ากลมุ่ สาระการเรียนรภู้ าษาไทย
(นายพิทยา ดวงตาดำ)
............................................................ อาจารยพ์ ีเ่ ลยี้ งพีเ่ ลยี้ ง
(นางสาวไพลิน อินคำ)
............................................................. อาจารย์นิเทศก์
(ดร.ธวัช ชุมชอบ)
............................................................. อาจารย์นิเทศก์
(นายคงอมร เหมรัตนร์ ักษ)์
4
กิตติกรรมประกาศ
การศึกษาอิสระเรื่องนี้ สำเร็จได้ ต้องขอกราบขอบพระคุณความอนุเคราะห์จาก
รองศาสตราจารย์ปรียานันท์ แสนโภชน์ ผู้อำนวยการโรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยพะเยา
ที่ได้อนุเคราะห์เปิดโอกาสให้นิสิตเข้าฝึกป ระสบการณ์วิชาชีพครู และเล็งเห็นถึง
ความสำคัญของนิสิตฝึกประสบการณ์วิชาชีพครู ทั้งยังประสิทธิ์ประสาทวิชาความรู้ รวมถึง
ข้อแนะนำอันมคี ณุ คา่ ยิง่ แก่ผู้วจิ ัย
ขอขอบพระคุณ อาจารย์พิทยา ดวงตาดำ หัวหน้ากลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย
อาจารย์ไพลิน อินคำ อาจารย์พี่เลี้ยง และบุคลากรทางการศึกษาโรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัย
พะเยา ทุกท่าน ที่คอยดูแลเอาใจใส่อย่างใกล้ชิด ต่อเนื่อง และเป็นผู้ถ่ายทอดวิชาความรู้ทาง
การศึกษา รวมไปถึงประสบการณ์ชีวิตต่าง ๆ ตลอดระยะเวลา ฝกึ ประสบการณว์ ิชาชีพครใู น
สถานศกึ ษา
ขอขอบพระคุณ ดร.ธวัช ชุมชอบ และอาจารย์คงอมร เหมรัตน์รักษ์ อาจารย์นิเทศก์
อีกท้ังอาจารย์ประจำสาขาวิชาภาษาไทย คณะศิลปศาสตร์ และอาจารย์วิทยาลัยการศึกษา
มหาวิทยาลัยพะเยา ผู้มากความสามารถที่ได้สละเวลาชี้แจงข้อบกพร่อง แนะนำข้อมูลทาง
วิชาการต่าง ๆ และพิจารณารับการศึกษาอิสระฉบับนี้ให้เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาตาม
หลักสตู รปริญญาการศกึ ษาบัณฑติ สาขาวิชาการศกึ ษา มหาวิทยาลยั พะเยา
ขอขอบคุณสมาชิกในครอบครัว เพื่อนร่วมงานและเพื่อนร่วมรุ่น ผู้เป็นกัลยาณมิตร
ทุกคนที่เฝ้าคอยให้การช่วยเหลือ สนับสนุน คอยเป็นกำลังใจซึ่งกันและกัน ผ่านร้อน ผ่านหนาว
รว่ มทกุ ข์ ร่วมสขุ และรว่ มรบั รู้สิง่ ต่าง ๆ ด้วยกันเสมอมา
สดุ ท้ายนี้ ขอขอบคุณตัวผู้วิจัยเอง ที่ยังยืนหยดั ฝ่าฟันอุปสรรคอันต่าง ๆ ให้มีชีวิตรอด
เพื่อได้มีโอกาสทางการศึกษา ผู้วิจัยจึงขอศึกษาแทนผู้ไม่มีโอกาสอย่างถึงที่สุด และขอมอบ
คณุ ค่าและประโยชน์ของงานวิจยั เรือ่ งนี้ ผู้วิจัยขอมอบเป็นเครอ่ื งสกั การะแดพ่ ระคุณของบุพการี
ครูอาจารย์ทุกท่าน ตลอดจนบรรพชนทีไ่ ด้สร้างและสืบสานมรดกทางวัฒนธรรมอันล้ำค่าใหผ้ ู้วิจัย
และชนรุ่นหลงั ได้ศึกษา
ศศธิ ร พิลึก
5
เรือ่ ง: การใช้เทคนคิ การสอนแบบสตอรีไลน์ (Story line) เพื่อส่งเสรมิ การอ่านจับใจความสำคัญจาก
โคลงสุภาษิตอิศปปกรณำ ของนักเรยี นช้ันมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรยี นสาธิตมหาวิทยาลัยพะเยา
ผู้ศึกษาค้นคว้า: ศศิธร พิลกึ การศึกษาอิสระ: กศ.บ. (การศึกษา), มหาวิทยาลัยพะเยา, 2565
อาจารย์ท่ปี รึกษา: นางสาวไพลนิ อนิ คำ
คำสำคัญ: เทคนคิ การสอนแบบสตอรีไลน์ (Story line), การอ่านจบั ใจความสำคัญ
บทคดั ยอ่
งานวิจัยเร่ือง “การใช้เทคนิคการสอนแบบสตอรีไลน์ (Story line) เพื่อส่งเสริมการอ่านจับใจความสำคัญ
จากโคลงสภุ าษิตอิศปปกรณำ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรยี นสาธิตมหาวิทยาลัยพะเยา” เป็นการวิจัยเชิง
ทดลอง (Experimental Research) โดยมีวตั ถปุ ระสงค์เพื่อศึกษาผลสัมฤทธิ์การอ่านจับใจความสำคัญจากโคลงสุภาษิต
อิศปปกรณำ ของนักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปีที่ 2 โดยการใช้เทคนิคการสอนแบบสตอรีไลน์ (Story line) และเพื่อ
เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์การอ่านจับใจความสำคัญ จากโคลงสุภาษิตอิศปปกรณำ ของช้ันมัธยมศึกษาปีที่ 2 ก่อนและ
หลงั การใช้เทคนิคการสอนแบบสตอรไี ลน์ (Story line) ประชากรที่ใชใ้ นการวิจยั เป็นนกั เรยี นระดับช้ันมัธยมศึกษาปีที่ 2
โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยพะเยา จังหวัดพะเยา ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2564 จำนวน 4 ห้อง มีนักเรียนทั้งส้ิน
101 คน
เคร่ืองมือที่ใช้ในการวิจัยคร้ังนี้ คือ แผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้เทคนิคการสอนแบบสตอรีไลน์ (Story
line) ที่ส่งเสริมการอ่านจับใจความสำคัญจากโคลงสุภาษิตอิศปปกรณำ และแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน
ก่อนเรียนและหลังเรยี นการอ่านจับใจความสำคัญ จากโคลงสุภาษิตอิศปปกรณำ วิเคราะห์ข้อมลู โดยการหาค่าเฉล่ีย
สว่ นเบีย่ งเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่าที แบบกลมุ่ ตวั อยา่ งกลมุ่ เดียว ไม่เป็นอิสระต่อกนั (t-test dependent)
ผลการวิจัย พบว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรู้การอ่านจับใจความสำคัญจากโคลงสุภาษิตอิศปปกรณำ ของ
นักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยพะเยา หลังเรียนด้วยเทคนิคการสอนแบบสตอรีไลน์ (Story
line) (Mean = 10.36, S.D. = 2.564) สูงกว่าก่อนเรียน (Mean = 17.93, S.D. = 1.693) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่
ระดบั 0.05
นอกจากนี้ ผู้วิจัยพบว่า การสอนดว้ ยเทคนิคสตอรีไลน์ (Story line) ก่อให้เกิดบรรยากาศในการเรยี นรู้ที่ดี
โดยนักเรียนที่ได้รับการสอนรู้สึกสนุกสนาน มีความกระตือรือร้น ให้ความสนใจในการเรียนรู้ตามเป้าหมาย นักเรียน
กล้าแสดงออกและม่ันใจในตัวเองมากขึน้ รวมถึงไดร้ ู้จกั วางแผนการทำงานร่วมกับผู้อื่น มคี วามรับผิดชอบตนเองและ
ส่วนรวม ตลอดจนเรยี นรถู้ ึงการเผชิญกับปัญหาและแก้ไขปัญหารว่ มกัน
6
สารบญั
บทท่ี หน้า
1 บทนำ................................................................................................................... 1
ความเปน็ มาและความสำคัญของปัญหา........................................................... 1
วัตถปุ ระสงค์ของการวจิ ัย ................................................................................. 4
สมมตฐิ านของการวิจัย..................................................................................... 4
สมมตฐิ านทางสถิติ .......................................................................................... 4
ขอบเขตของการวิจยั ........................................................................................ 4
กรอบแนวคิดของการวิจัย ................................................................................ 5
คำนยิ ามศพั ท์เฉพาะ......................................................................................... 6
ประโยชนท์ ี่จะได้รับจากการวิจยั ....................................................................... 6
2 เอกสารและงานวิจยั ทเ่ี กี่ยวขอ้ ง......................................................................... 7
หลกั สตู รแกนกลางการศกึ ษาขั้นพ้ืนฐาน พทุ ธศกั ราช 2551
กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย................................................................ 8
การเรียนวรรณคดี............................................................................................ 15
การอ่านจับใจความสำคญั ................................................................................ 20
การจัดการเรียนรู้ด้วยเทคนิคการสอนแบบสตอรีไลน์ (Story line) ..................... 23
งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง........................................................................................... 31
3 วิธีดำเนินการวิจยั ............................................................................................... 35
ประชากรและกล่มุ ตวั อยา่ ง............................................................................... 35
รูปแบบการวิจัย ............................................................................................... 35
เครือ่ งมือทีใ่ ชใ้ นการวิจยั ................................................................................... 36
การเกบ็ รวบรวมข้อมูล ..................................................................................... 37
การวเิ คราะห์ข้อมลู .......................................................................................... 37
สถิตทิ ีใ่ ช้ในการวิเคราะหข์ อ้ มูล.......................................................................... 38
7
สารบัญ (ตอ่ )
บทท่ี หนา้
4 ผลการวิเคราะห์ขอ้ มลู ........................................................................................ 40
สัญลักษณ์ที่ใชใ้ นการนำเสนอผลการวิเคราะห์ขอ้ มูล......................................... 40
ลำดับข้ันตอนในการนำเสนอผลวเิ คราะห์ข้อมลู ................................................. 41
ผลการวิเคราะหข์ อ้ มูล...................................................................................... 41
5 บทสรุป ................................................................................................................ 47
สรุปผลการวิจัย................................................................................................ 48
อภปิ รายผลการวิจัย......................................................................................... 48
ข้อเสนอแนะ..................................................................................................... 50
บรรณานุกรม ................................................................................................................ 51
ภาคผนวก ..................................................................................................................... 57
ภาคผนวก ก รายชือ่ ผู้เชีย่ วชาญตรวจสอบเครื่องมือทีใ่ ชใ้ นการวิจยั ................... 58
ภาคผนวก ข เครื่องมอื ทีใ่ ชใ้ นการวิจยั .............................................................. 59
ภาคผนวก ค แบบประเมินเครือ่ งมอื ทีใ่ ชใ้ นการวิจัย........................................... 90
ภาคผนวก ง ค่าสถิติ t-test dependent ของการเปรียบเทียบคะแนนกอ่ นเรียน
และหลงั เรยี น ด้วยโปรแกรม SPSS.............................................. 105
ประวัติผูศ้ กึ ษาค้นคว้า .................................................................................................. 106
8
สารบญั ตาราง
ตาราง หน้า
1 แสดงโครงสร้างรายวิชาภาษาไทย ชั้นมธั ยมศกึ ษาปีที่ 2 ภาคเรียนที่ 2
ปีการศกึ ษา 2564 โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลยั พะเยา .................................... 12
2 แสดงรายละเอียดหนว่ ยการเรียนรู้ที่ 2 นำเสนอโคลงสุภาษิต เรือ่ ง
การอา่ นจบั ใจความสำคญั จากโคลงสภุ าษิตอิศสปกรณำ................................ 14
3 แสดงรูปแบบการวิจยั One Group Pre-test Post-test............................................ 37
4 แสดงผลคะแนนสอบของนักเรียนช้ันมธั ยมศกึ ษาปีที่ 2
โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยพะเยา ก่อนเรียนและหลังเรียน............................. 41
5 แสดงผลการวิเคราะห์เปรียบเทียบผลสัมฤทธิท์ างการเรียนของนักเรียน................. 45
6 การอา่ นจับใจความสำคญั จากโคลงสุภาษิตอิศปปกรณำ โดยการใชเ้ ทคนิคการสอน
แบบสตอรีไลน์ (Story line) โดยผู้เชี่ยวชาญ จำนวน 3 ท่าน............................. 93
7 แสดงผลการประเมินความสอดคล้อง (IOC) ของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์
การอา่ นจบั ใจความสำคญั จากโคลงสภุ าษิตอิศปปกรณำ โดยการใชเ้ ทคนิค
การสอนแบบสตอรีไลน์ (Story line) สำหรบั นักเรียนชั้นมธั ยมศกึ ษาปีที่ 2
โดยผู้เชี่ยวชาญ จำนวน 3 ทา่ น ...................................................................... 103
9
สารบัญภาพ
ภาพ หน้า
1 แสดงกรอบแนวคิดของการวิจยั ............................................................................. 5
2 แสดงคา่ สถิติ t-test dependent ของการเปรียบเทียบคะแนน
กอ่ นเรียนและหลงั เรียน ด้วยโปรแกรม SPSS ................................................. 105
1
บทที่ 1
บทนำ
ความเปน็ มาและความสำคญั ของปัญหา
วรรณคดีมีขอบข่ายครอบคลุมงานประพันธ์ทุกชนิดที่มนุษย์สร้างขึ้น นับเป็นงาน
ประพันธ์ชั้นเลิศ โดยมีภาษาเป็นเครื่องมือในการแสดงออก ซึ่งมีความเป็นศาสตร์ที่สมบูรณ์
ด้วยคุณค่าและศิลปะการใช้ถ้อยคำ อนึ่งยังเป็นกระจกสะท้อนให้เห็นภาพสังคมและ
วัฒนธรรม สอดแทรกความรู้อันเป็นรากเหง้าตลอดจนอัตลักษณ์ความเป็นชาติไทย จึงถือ
เป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่มีคุณค่า ควรคู่แก่การศึกษา และสืบทอดให้คงอยู่
วรรณคดีและวรรณกรรมไทยเป็นสิ่งที่มีคุณค่า ความสำคัญ รวมถึงเป็นประโยชน์
แก่ผู้สนใจศึกษา ไม่ว่าจะเป็นเนื้อหาของเรื่อง พฤติกรรมของตัวละคร ประวัติศาสตร์ วิถีชีวิต
ความเป็นอยู่ ขนบธรรมเนียมประเพณี สภาพสังคมวัฒนธรรม รวมไปถึงควรศึกษาในด้าน
การใช้ภาษาในเชิงวรรณศิลป์ ตลอดจนเรียนรู้แนวคิดที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้ใน
ชีวิตประจำวันได้อย่างเหมาะสม (ปิยนุช แหวนเพชร, 2560, หน้า 2) ซึ่งกระทรวงศึกษาธิการ
ได้ให้ความสำคัญของการจัดการเรียนการสอนวรรณคดีและวรรณกรรมไทย โดยบรรจุให้
เป็นส่วนหน่ึงในหลักสูตรแกนกลางการศึกษาข้ันพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 ใช้ในการจัดการเรียน
การสอนภาษาไทยทุกระดับชั้นในสาระที่ 5 วรรณคดีและวรรณกรรม โดยกำหนดเป็น
มาตรฐานที่ 5.1 ไว้ว่า ผู้เรียนต้องเข้าใจและแสดงความคิดเห็น วิจารณ์วรรณคดีและ
วรรณกรรมไทยอย่างเห็นคุณค่าและนำมาประยุกต์ใช้ในชีวิตจริง (กระทรวงศึกษาธิการ,
2552, หน้า 3)
แต่ทว่าการเรียนรู้วรรณคดีที่เป็นปัญหาทำให้ผู้เรียนเกิดความเบื่อหน่าย ขาดความ
สนใจ ขาดความรู้ ความเข้าใจถึงแก่นเร่ืองและรายละเอียดของเร่ืองที่อ่าน เน่ืองจากวรรณคดีน้ัน
มีเนื้อเรื่องที่ยาวและมีคำศัพท์ยากเป็นจำนวนมาก จึงทำให้ไม่สามารถทำความเข้าใจใน
วรรณคดี และคิดว่าวรรณคดีเป็นเรื่องไกลตัว ผู้เรียนจึงเลือกอ่านเฉพาะเร่ืองย่อเพื่อใช้ใน
การสอบเท่านั้น ส่งผลให้ผู้เรียนไม่สามารถเข้าถึงแก่นแท้หรือใจความสำคัญของวรรณคดี ขาด
ความซาบซึ้งและไม่เห็นคุณค่า (รณชัย จันทร์แก้ว, 2559, หน้า 167) ดังน้ันทักษะเบื้องต้นของ
การอ่านหนังสือที่ผู้อ่านจำเป็นต้องมี คือ ทักษะการอ่านจบั ใจความสำคัญ (สุปาณี พัดทอง, 2545,
หน้า 65, อ้างใน พระมหาวรัฎฐนน แสงศรี, 2560) สอดคล้องกับคำกล่าวของ สมชาย หอมยก
2
(2550, หน้า 40) ที่ได้กล่าวถึงการอ่านจับใจความสำคัญว่าเป็นสิ่งสำคัญสำหรับผู้ศึกษาเล่า
เรียนอยู่ เพราะทักษะการอ่านนี้ ผู้อ่านจะต้องสามารถเข้าใจ จดเนื้อความ ความรู้และความคิด
ที่ผู้เขียนบันทึกไว้ ซึง่ กล่าวได้ว่าการอ่านจบั ใจความสำคัญจะช่วยให้ผู้เรียนสามารถเข้าถึงแก่นเร่ือง
ของวรรณคดี มีความรู้ความเข้าใจใน การจบั ประเด็นสำคัญของเร่อื งราววรรณคดีที่อ่านได้ว่า ใคร
ทำอะไร ที่ไหน อย่างไร เม่ือไหร่ บอกแนวคิด เรียงลำดับเหตุการณ์และตอบคำถามจากเรื่องที่
อ่านได้ ส่งผลให้ทักษะการอ่านจับใจความสำคัญเกิดการพฒั นาอนั นำไปสูก่ ารเห็นคุณค่าและนำ
ความรู้ ความคิดที่ได้ไปใช้ตัดสินใจ แก้ปัญหาในการดำเนินชีวิตให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ทั้งนี้ สิ่งที่
ผู้สอนจะต้องมี คือ เทคนิควิธีสอนของตนเองที่แปลกใหม่ รวมถึงควรมีการปรับปรุงเทคนิค
การสอนอยู่เสมอ หรือควรมีสื่อการสอนและวิธีการจัดการเรียนรู้ใหม่ ๆ มาใช้ในกระบวนการเรียน
การสอนมากขึ้น เพื่อให้ผู้เรียนได้รับประสบการณ์ ไม่รู้สึกเบื่อหน่าย และมีความสนใจมาก
ยิ่งขึ้น (สำนักคณะกรรมการการศึกษาขั้นพ้ืนฐาน, 2558)
คุณภาพของผู้เรียนน้ันนอกจากจะเกี่ยวข้องกับองค์ประกอบในตัวผู้เรียนเอง เช่น
สติปัญญา เจตคติ และสภาพแวดล้อมอื่น ๆ แล้ว การจัดการเรียนการสอนเพื่อให้ผู้เรียนสามารถ
เรียนรู้ เข้าใจในสิ่งที่ต้องการให้รู้ด้วยเทคนิคต่าง ๆ ที่ครูผู้สอนจัดให้ก็นับว่าเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง
ต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของผู้เรียน ซึ่งนอกจากจะเกิดประโยชน์ต่อตัวผู้เรียนแล้วยังเกิด
ประโยชนต์ ่อผู้สอน ทีไ่ ด้พัฒนาการจัดการเรียนการสอนให้มีประสิทธิภาพดียิ่งขึ้น
ครูผู้สอนเล็งเห็นเทคนิคการสอนแบบสตอรีไลน์ (Story line) เป็นวิธีการจัดการเรียนรู้หนึ่ง
ที่น่าสนใจ และสอดรับกับหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 ระดับชั้น
มัธยมศึกษาปีที่ 2 ในสาระที่ 1 การอ่าน มาตรฐาน ท 1.1 ใช้กระบวนการอ่านสร้างความรู้และ
ความคิดเพื่อนำไปใช้ตัดสินใจ แก้ปัญหาในการดำเนินชีวิตและมีนิสัยรักการอ่าน และสาระที่ 5
วรรณคดีและวรรณกรรม มาตรฐาน ท 5.1 เข้าใจและแสดงความคิดเห็น วิจารณ์วรรณคดี
และวรรณกรรมไทยอย่างเห็นคุณค่าและนำมาประยุกต์ใช้ในชีวิตจริง โดยสาระการเรียนรู้
แกนกลาง คือ การอ่านจับใจความสำคัญ และอธิบายสรุปรายละเอียดเน้ือหาวรรณคดีและ
วรรณกรรมที่อ่าน ซึ่งครูจะได้เปลี่ยนวิธีการจากการสอนตามข้อกำหนดในเอกสารหลักสูตร
เป็นให้นักเรียนได้เรียนรู้จากการลงมือปฏิบัติ สอดคล้องกับ วิจารณ์ พานิช (2555, หน้า
138-139) กล่าวว่า ครูต้องเปลี่ยนตัวเองจาก “ผู้สอน” มาเป็นโค้ช เพื่อการเรียนรู้แบบบูรณาการ
ที่ปัญญางอกงามจากภายในตัวนักเรียน ไม่ใช่จากครูเอาความรู้เป็นก้อน ๆ ให้กับผู้เรียน
อันตอบสนองจดุ ประสงคก์ ารเรียนรแู้ ละเป้าหมายคณุ ลกั ษณะผเู้ รียนในศตวรรษที่ 21
3
เทคนิคการสอนแบบสตอรีไลน์ (Story line) ถูกพัฒนาขึ้นโดย Steve Bell และ Sallie
Harkness (1998, อ้างอิงใน กมลวรรณ โคตรทอง, 2557, หน้า 6) เป็นการจัดการเรียนการสอน
ตามสภาพจริง ที่มีการดำเนินเรื่องให้มีความต่อเนื่องประดุจเส้นเชือก โดยมีคำถามหลัก
เป็นตัวเชื่อม เน้นการใช้กิจกรรมที่เปิดโอกาสให้ผู้เรียนเป็นผู้ลงมือศึกษาปฏิบัติ คิดอย่างอิสระ
ฝึกการแก้ปัญหาและตัดสินใจ (Lipka, 1997, อ้างอิงใน พระมหาณัฐพงศ์ คำมี, 2564, หน้า 5)
ตรงกับ Lctschert (1997, อ้างอิงใน กมลวรรณ โคตรทอง, 2557, หน้า 6) ที่ได้กล่าวถึงสตอรีไลน์
(Story line) ว่าเป็นการเชือ่ มเรือ่ งราวแล้วผนวกเข้ากับเนือ้ หาอยา่ งมีความหมาย โดยการเล่าเรื่อง
อย่างเป็นลำดับข้ันตอนตามโครงเร่ืองที่ประกอบด้วย ฉาก ตัวละคร การดำเนินชีวิตและ
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น โดยเรื่องราวจะเรียงร้อยไปประดุจเส้นเชือกตามโครงสร้างของเรื่อง
ซึ่งเร่ืองราวนี้จะกระตุ้นนักเรียนให้เรียนรู้อย่างกระตือรือร้น และถือเป็นเทคนิคการสอนที่ผู้สอน
สามารถจัดรูปแบบกิจกรรมได้อย่างยืดหยุ่น เลือกใช้สื่อการสอน วัสดุอุปกรณ์ และแหล่งเรียนรู้
ที่เหมาะสมกับกลุ่มผู้เรียนเพื่อให้ผู้เรียนได้เรียนรู้อย่างมีความสุขและกระตือรือร้นในการเรียนรู้
สอดคล้องกับการศึกษาของ สุรินธร วังคะฮาด (2554) และ พนมจิตร แสนคำ (2546) พบว่า
การจัดการเรียนการสอนด้วยเทคนิคสตอรีไลน์ (Story line) ทำให้ผู้เรียนรู้สึกสนุกสนาน มีความ
กระตือรอื ร้น กล้าแสดงออกและมั่นใจในตัวเองมากขึ้น รวมถึงได้รู้จักวางแผนการทำงานร่วมกับ
ผู้อื่น การเป็นผู้นำและผู้ตามที่ดี ตลอดจนเรียนรู้ถึงการเผชิญกับปัญหาและแก้ไขปัญหาร่วมกัน
ดังน้ัน สามารถกล่าวได้ว่าเทคนิคสตอรีไลน์ (Story line) เป็นกระบวนการการจัดการเรียนการ
สอนที่เน้นส่งเสริมให้ผู้เรียนใช้กระบวนการคิด สืบค้นความรู้หรือค้นพบด้วยตนเอง รวมถึงการ
ทำงานร่วมกัน โดยครูเป็นผู้อำนวยความสะดวกในการเรียนรู้ต่าง ๆ ให้แก่ผู้เรียนบรรลุตาม
เป้าหมาย
จากเหตุผลดังกล่าว ผู้วิจัยจึงตระหนักถึงความสำคัญและสนใจที่จะนำเทคนิคการสอน
แบบสตอรีไลน์ (Story line) มาเป็นเทคนิคในการจัดการเรียนการสอน โดยใช้เน้ือหาวรรณคดี
เร่ืองโคลงสุภาษิตอิศปปกรณำเป็นสื่อการเรียนรู้เพื่อส่งเสริมการอ่านจับใจความสำคัญที่ดูได้
จากผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียน โดยจะทำการวิจัยเร่ือง การใช้เทคนิคการสอนแบบ
สตอรีไลน์ (Story line) เพื่อส่งเสริมการอ่านจับใจความสำคัญจากโคลงสภุ าษิตอิศปปกรณำ ของ
นักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยพะเยา อย่างไรก็ดีผู้วิจัยหวังว่าเทคนิค
การสอนที่นำมาใช้และเครื่องมือที่สร้างขึ้นนั้นจะช่วยให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้อย่างต่อเน่ืองและ
ส่งเสริมการอา่ นจับใจความสำคัญของนกั เรียนใหม้ ีประสิทธิภาพยิ่งขึน้
4
วตั ถุประสงค์ของการวิจัย
1. เพื่อศึกษาผลสัมฤทธิ์การอ่านจบั ใจความสำคัญจากโคลงสุภาษิตอิศปปกรณำ ของ
นักเรียนชั้นมัธยมศกึ ษาปีที่ 2 โดยการใชเ้ ทคนิคการสอนแบบสตอรีไลน์ (Story line)
2. เพื่อเปรียบเทียบผลสมั ฤทธิ์การอ่านจบั ใจความสำคัญ จากโคลงสุภาษิตอิศปปกรณำ
ของช้ันมัธยมศกึ ษาปีที่ 2 กอ่ นและหลังการใชเ้ ทคนิคการสอนแบบสตอรีไลน์ (Story line)
สมมติฐานของการวจิ ัย
ผลสัมฤทธิ์การอ่านจับใจความสำคัญจากโคลงสุภาษิตอิศปปกรณำ ของนักเรียนชั้น
มัธยมศึกษาปีที่ 2 โดยการใช้เทคนิคการสอนแบบสตอรีไลน์ (Story line) หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน
ทีร่ ะดับนยั สำคญั α = 0.05
สมมติฐานทางสถติ ิ H1: A > B
H0: A = B
เมื่อ A = ผลสมั ฤทธิ์หลังเรียน
B = ผลสมั ฤทธิ์กอ่ นเรียน
ขอบเขตของการวจิ ัย
การศึกษาเร่ือง การใช้เทคนิคการสอนแบบสตอรีไลน์ (Story line) เพื่อส่งเสริมการ
อา่ นจบั ใจความสำคัญจากโคลงสุภาษิตอิศปปกรณำ ของนกั เรียนช้ันมธั ยมศกึ ษาปีที่ 2 โรงเรยี น
สาธิตมหาวิทยาลัยพะเยา แบ่งขอบเขตการวิจัยเป็น 4 ด้าน ได้แก่ ขอบเขตด้านประชากร
ขอบเขตด้านเนือ้ หา ขอบเขตด้านตวั แปร และขอบเขตด้านระยะเวลาทีใ่ ช้ในการวิจยั ดังน้ี
1. ประชากร
ประชากรที่ใช้ในการวิจัย คือ นักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนสาธิต
มหาวิทยาลัยพะเยา จังหวัดพะเยา ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2564 จำนวน 4 ห้อง มีนักเรียน
ท้ังสิน้ 101 คน
5
2. เนื้อหา
เนื้อหาที่ใช้ในการวิจัย คือ วรรณคดีเร่ือง โคลงสุภาษิตอิศปปกรณำ เป็นวรรณคดี
ที่อยู่ในประกาศของกระทรวงศึกษาธิการ ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาข้ันพื้นฐาน
พุทธศักราช 2551 กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย สาระที่ 5 วรรณคดีและวรรณกรรม
มาตรฐาน ท 5.1 เข้าใจและแสดงความคิดเห็น วิจารณ์วรรณคดีและวรรณกรรมไทยอย่างเห็น
คุณค่าและนำมาประยุกต์ใช้ในชีวิตจริง ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 รายวิชาภาษาไทยพื้นฐาน 4
(ท22102) ซึง่ วรรณคดีดงั กล่าวปรากฏในหนว่ ยการเรียนรทู้ ี่ 2 นำเสนอโคลงสภุ าษิต
3. ตัวแปร
3.1 ตัวแปรต้น ได้แก่ เทคนิคการสอนแบบสตอรีไลน์ (Story line)
3.2 ตัวแปรตาม ได้แก่ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนการอ่านจับใจความสำคัญจาก
โคลงสุภาษิตอศิ ปปกรณำ
4. ระยะเวลาท่ีใช้ในการวิจัย
ระยะเวลาที่ใช้ในการวิจัย คือ ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2564 ช่วงเดือนธันวาคม
2564 ถึง เดือนมีนาคม 2565 จำนวน 4 คาบเรียน คาบเรียนละ 1 ชั่วโมง รวมการวัดผลสัมฤทธิ์
ทางการเรียนกอ่ นเรียนและหลังเรียน
กรอบแนวคิดของการวจิ ยั
ในการวิจัยคร้ังนี้ ผู้วิจัยได้ศึกษาแนวคิด หลักการ และข้ันตอนของการจัดการเรียนรู้
ด้วยเทคนิคการสอนแบบสตอรีไลน์ (Story line) ที่ผู้วิจัยมีความเห็นว่าหากนำเทคนิคการสอน
ดังกล่าวมาใช้ จะช่วยส่งเสริมการอ่านจับใจความสำคัญของนักเรียนให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น
โดยดจู ากผลสมั ฤทธิท์ างการเรียน ซึ่งผวู้ ิจัยสรปุ เป็นกรอบแนวคิดการวิจัย ดังน้ี
กรอบแนวคดิ การวิจัย
ตัวแปรต้น ตวั แปรตาม
การจัดการเรียนรโู้ ดยใช้ ผลสมั ฤทธิก์ ารอา่ นจบั ใจความสำคัญ
เทคนิคการสอนแบบสตอรีไลน์ (Story line) จากโคลงสุภาษิตอศิ ปปกรณำ
ภาพ 1 แสดงกรอบแนวคิดของการวิจยั
6
คำนิยามศพั ทเ์ ฉพาะ
เทคนิคการสอนแบบสตอรีไลน์ (Story line) หมายถึง กระบวนการจัดการเรียนรู้แบบ
สตอรีไลน์ (Story line) เร่ือง การอ่านจับใจความสำคัญจากโคลงสุภาษิตอิศปปกรณำ โดยอาศัย
โครงเร่ือง ลำดับขั้นตอนและเร่ืองราวอย่างต่อเนื่อง มีองค์ประกอบที่สำคัญ 4 องค์ประกอบ ได้แก่
ฉาก ตวั ละคร การดำเนินชีวติ ของตัวละคร และเหตกุ ารณ์สำคัญ
การอ่านจับใจความสำคัญ หมายถึง การที่ผู้เรียนสามารถแปลความ จับประเด็นสำคัญ
สรุปความและบอกรายละเอียดจากเร่ืองที่อ่านได้ว่า ใคร ทำอะไร ที่ไหน อย่างไร เม่ือไหร่ วัดได้จาก
การทำแบบทดสอบการอ่านจับใจความสำคัญจากโคลงสุภาษิตอิศปปกรณำก่อนเรียนประเมิน
ตามสภาพจริงและหลงั เรยี นกำหนดการผา่ นเกณฑ์ทีร่ ้อยละ 60 ขนึ้ ไป
ผลสัมฤทธิ์การอ่านจับจับใจสำคัญ หมายถึง คะแนนที่ได้จากการทำแบบทดสอบ
การอ่านจบั ใจความสำคญั จากโคลงสุภาษิตอศิ ปปกรณำก่อนเรียนและหลังเรียน
แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หมายถึง เครื่องมือวัดผลสัมฤทธิ์ทาง
การเรียนวิชาภาษาไทย เร่ือง การอ่านจับใจความสำคัญจากโคลงสุภาษิตอิศปปกรณำ สำหรับ
นกั เรียนช้ันมัธยมศึกษาปีที่ 2 เป็นแบบทดสอบอิงเกณฑ์ ชนิดเลือกตอบ 4 ตัวเลือก จำนวน 20 ข้อ
20 คะแนน โดยผ่านการตรวจสอบคุณภาพของเคร่ืองมือด้วยการหาค่าดัชนีความสอดคล้อง
(IOC) จากผู้เชี่ยวชาญ 3 ท่าน ได้แก่ 1) ดร.วัชรินทร์ แก่นจันทร์ 2) นายคงอมร เหมรัตน์รักษ์
และ 3) นายพิทยา ดวงตาดำ
นักเรียน หมายถึง ผู้ที่กําลังศึกษาอยู่ในระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ภาคเรียนที่ 2
ปีการศกึ ษา 2564 โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลยั พะเยา จังหวดั พะเยา
ประโยชนท์ ่จี ะไดร้ ับจากการวิจัย
1. ทำให้ผู้เรียนได้รับการส่งเสริมทักษะการอ่านจับใจความสำคัญจากโคลงสุภาษิต
อิศปปกรณำ ได้จากกระบวนการจัดการเรียนรู้แบบสตอรีไลน์ (Story line) และแบบทดสอบ
สำหรบั ส่งเสริมทักษะของนักเรียนช้ันมธั ยมศกึ ษาปีที่ 2
2. ทำให้ครูผู้สอนสามารถนำผลการวิจัยไปใช้เป็นแนวทางสำหรับวางแผนและพัฒนา
การสอน เพื่อใหก้ ารเรียนการสอนเกิดประโยชน์สงู สุดต่อผเู้ รียน
3. ทำใหผ้ ู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการจัดการศึกษา สามารถนำข้อมลู ทีไ่ ด้จากการวิจัยไปเป็น
แนวทางในการพฒั นาทกั ษะการอ่านจบั ใจความสำคัญระดบั ชั้นมัธยมศกึ ษาอื่นต่อไป
7
บทที่ 2
เอกสารและงานวิจยั ที่เกี่ยวข้อง
การวิจัยเร่ือง “การใช้เทคนิคการสอนแบบสตอรีไลน์ (Story line) เพื่อส่งเสริมการอ่านจับ
ใจความสำคัญจากโคลงสุภาษิตอิศปปกรณำ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนสาธิต
มหาวิทยาลัยพะเยา” ผวู้ ิจัยได้ศกึ ษาเอกสารและงานวิจยั ที่เกี่ยวข้อง โดยแบ่งเปน็ 5 หัวข้อหลัก ดังนี้
1. หลักสูตรแกนกลางการศึกษาข้ันพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 กลุ่มสาระการเรยี นรู้
ภาษาไทย
1.1 สาระ มาตรฐานการเรียนรู้ และตัวชี้วัดรายปีของสาระการเรียนรู้ภาษาไทย
ระดบั ช้ันมัธยมศกึ ษาปีที่ 2
1.2 คำอธิบายรายวิชาภาษาไทย ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา
2564 โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยพะเยา
1.3 โครงสร้างรายวิชาภาษาไทย ช้ันมัธยมศึกษาปีที่ 2 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา
2564 โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลยั พะเยา
2. การเรียนวรรณคดี
2.1 ความหมายของวรรณคดี
2.2 ความสำคัญและคุณค่าของการเรยี นวรรณคดีไทย
2.3 วตั ถุประสงค์ของการสอนวรรณคดี
2.4 แนวทางการจัดการเรียนการสอนวรรณคดีไทย
3. การอ่านจบั ใจความสำคัญ
3.1 ความหมายของการอา่ นจบั ใจความสำคญั
3.2 แนวทางการอ่านจบั ใจความสำคัญ
4. เทคนิคการสอนแบบสตอรไี ลน์ (Story line)
4.1 ความหมายของวิธีการสอนแบบสตอรีไลน์
4.2 องคป์ ระกอบและลกั ษณะเฉพาะของสตอรีไลน์
4.3 การวางแผนการจดั การเรียนรู้แบบสตอรีไลน์
4.4 จดุ เด่นและประโยชนข์ องสตอรไี ลน์
5. งานวิจัยทีเ่ กี่ยวข้อง
8
หลักสตู รแกนกลางการศึกษาข้ันพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 กลมุ่ สาระการเรยี นรู้ภาษาไทย
กระทรวงศึกษาธิการ (2551, หน้า 37-38) กล่าวว่า ภาษาไทยเป็นเอกลักษณ์ของชาติ
เป็นสมบัติทางวัฒนธรรม อันก่อให้เกิดความเป็นเอกภาพและเสริมสร้างบุคลิกภาพของคนในชาติ
ให้มีความเป็นไทย เป็นเคร่อื งมือในการติดต่อสื่อสารเพื่อสร้างความเข้าใจและความสัมพันธท์ ี่ดีต่อ
กัน ทำให้สามารถประกอบกิจธุระ การงาน และดำรงชีวิตร่วมกันในสังคมประชาธิปไตยได้อย่าง
สันติสุข และเป็นเคร่ืองมือในการแสวงหาความรู้ ประสบการณ์ จากแหล่งข้อมูลสารสนเทศต่าง ๆ
เพื่อพัฒนาความรู้ ทักษะ กระบวนการคิดวิเคราะห์ วิจารณ์ และสร้างสรรค์ ตลอดจนนําไปใช้ใน
การพัฒนาอาชีพให้มีความม่ันคงทางเศรษฐกิจ ให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงทางสังคมและ
ความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี นอกจากนี้ ยังเป็นสิ่งที่แสดงถึงภูมิปัญญาของบรรพ
บุรุษ ด้านประเพณี วัฒนธรรม สุนทรียภาพ อีกทั้งเป็นสมบัติล้ำค่า ควรแก่การเรียนรู้ อนุรักษ์
และสืบสานให้คงอยู่คู่ชาติไทยตลอดไป ทั้งน้ีภาษาไทยเป็นทักษะที่ต้องฝึกฝน เพื่อให้เกิดความ
ชาํ นาญในการใช้ภาษาเพื่อการสื่อสาร การเรียนรู้อยา่ งมีประสิทธิภาพ เพื่อนาํ ไปใช้ในชีวติ จริง
การอา่ น การอ่านออกเสียงคํา ประโยค การอา่ นบทร้อยแก้ว คําประพันธ์ ชนิดต่าง ๆ
การอ่านในใจเพื่อสร้างความเข้าใจ และการคิดวิเคราะห์ สังเคราะห์ความรู้จากสิ่งที่อ่าน
เพือ่ นําไปปรับใช้ในชีวติ ประจำวนั
การเขียน การเขียนสะกดคําตามอักขรวิธี การเขียนสื่อสารรูปแบบต่าง ๆ การเขียน
เรียงความ ย่อความ เขียนรายงานจากการศึกษาค้นคว้า เขียนตามจินตนาการ เขียนวิเคราะห์
วิจารณ์ และเขียนเชิงสร้างสรรค์
การฟัง การดู และการพูด การฟังและดูอย่างมีวิจารณญาณ การพูดแสดงความ
คิดเห็น ความรู้สึก พูดลำดับเร่ืองราวต่าง ๆ อย่างเป็นเหตุเป็นผล การพูดในโอกาสต่าง ๆ
ทั้งเปน็ ทางการและไมเ่ ป็นทางการ และการพูดเพือ่ โน้มน้าวใจ
หลักการใช้ภาษาไทย ศึกษาธรรมชาติและกฎเกณฑ์ของภาษาไทย การใช้ภาษาให้
ถูกต้องเหมาะสมกับโอกาสและบุคคล การแต่งบทประพันธ์ประเภทต่าง ๆ และอิทธิพลของ
ภาษาต่างประเทศในภาษาไทย
วรรณคดีและวรรณกรรม วิเคราะห์วรรณคดีและวรรณกรรมเพื่อศึกษาข้อมูล
แนวความคิด คุณค่าของงานประพันธ์ และเพื่อความเพลิดเพลิน การเรียนรู้และทำความเข้าใจ
บทเห่ บทร้องเล่นของเด็ก เพลงพื้นบ้านที่เป็นภูมิปัญญาที่มีคุณค่าของไทย ซึ่งได้ถ่ายทอด
ความรู้สึกนึกคิด ค่านิยม ขนบธรรมเนียมประเพณี เรอ่ื งราวของสังคมในอดีต และความงดงาม
ของภาษา เพื่อให้เกิดความซาบซึ้งและภูมิใจในบรรพบุรุษที่ได้สั่งสมสืบทอดมาจนถึงปัจจุบัน
9
1. สาระ มาตรฐานการเรียนรู้ และตัวชี้วัดรายปีของสาระการเรียนรู้ภาษาไทย
ระดบั ช้ันมัธยมศกึ ษาปีท่ี 2
หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน ตามที่ กระทรวงศึกษาธิการ (2551,
หนา้ 44-55) กำหนดให้กล่มุ สาระการเรยี นรู้ภาษาไทยมี 5 สาระ 5 มาตรฐานการเรียนรู้ ดังน้ี
สาระท่ี 1 การอ่าน
มาตรฐาน ท 1.1 ใช้กระบวนการอ่านสร้างความรู้และความคิดเพื่อนำไปใช้ตดั สินใจ
แก้ปัญหาในการดำเนินชีวิตและมีนิสัยรักการอ่าน โดยอ่านออกเสียงบทร้อยแก้ว และบทร้อย
กรองได้ถูกต้อง จับใจความสำคัญ สรุปความ และอธิบายรายละเอียดจากเร่ืองที่อ่าน เขียนผัง
ความคิดเพื่อแสดงความเข้าใจในบทเรียนต่าง ๆ ที่อ่าน อภิปรายแสดงความคิดเห็น และข้อ
โต้แย้งเกี่ยวกับเร่ืองที่อ่าน วิเคราะห์และจำแนกข้อเท็จจริง ข้อมูลสนับสนุน และข้อคิดเห็นจาก
บทความที่อ่าน ระบุข้อสังเกตการชวนเชื่อ การโน้มน้าว หรือความสมเหตุสมผลของงานเขียน
อ่านหนังสือ บทความ หรือคำประพันธ์อย่างหลากหลาย และประเมินคุณค่าหรือแนวคิดที่ได้
จากการอ่านเพือ่ นำไปใช้แก้ปญั หาในชีวติ และมีมารยาทในการอ่าน
สาระที่ 2 การเขียน
มาตรฐาน ท 2.1 ใช้กระบวนการเขียน เขียนสื่อสาร เขียนเรียงความ ย่อความและ
เขียนเร่ืองราวในรูปแบบต่าง ๆ เขียนรายงานข้อมูลสารสนเทศและรายงานการศึกษาค้นคว้า
อย่างมีประสิทธิภาพ โดยคัดลายมือตัวบรรจงครึ่งบรรทัด เขียนบรรยายและพรรณนา เขียน
เรียงความ เขียนย่อความ เขียนรายงานการศึกษาค้นคว้า เขียนจดหมายกิจธุระ เขียนวิเคราะห์
วิจารณ์ และแสดงความรู้ ความคิดเห็น หรือโต้แย้งในเรื่องที่อ่านอย่างมีเหตุผล และมีมารยาท
ในการเขียน
สาระท่ี 3 การฟัง การดู และการพดู
มาตรฐาน ท 3.1 สามารถเลือกฟังและดูอย่างมีวิจารณญาณ และพูดแสดงความรู้
ความคิดความรู้สึกในโอกาสต่าง ๆ อย่างมีวิจารณญาณและสร้างสรรค์ โดยพูดสรุปใจความ
สำคัญของเร่ืองที่ฟังและดู วิเคราะห์ข้อเท็จจริง ข้อคิดเห็น และความน่าเชื่อถือของข่าวสารจากสื่อ
ต่าง ๆ วิเคราะห์และวิจารณ์เร่อื งที่ฟังและดอู ย่างมีเหตผุ ลเพื่อนำข้อคิดมาประยกุ ต์ใช้ในการดำเนิน
ชีวิต พูดในโอกาสต่าง ๆ ได้ตรงตามวัตถุประสงค์ พูดรายงานเรื่องหรือประเด็นที่ศึกษาค้นคว้า
และมีมารยาทในการฟัง การดู และการพูด
10
สาระท่ี 4 หลกั การใชภ้ าษาไทย
มาตรฐาน ท 4.1 เข้าใจธรรมชาติของภาษาและหลักภาษาไทย การเปลี่ยนแปลง
ของภาษา และพลังของภาษา ภูมิปัญญาทางภาษา และรักษาภาษาไทยไว้เป็นสมบัติของชาติ
โดยสร้างคำในภาษาไทย วิเคราะห์โครงสร้างประโยคสามัญประโยครวม และประโยคซ้อน แต่ง
บทร้อยกรอง ใชค้ ำราชาศัพท์ และรวบรวมและอธิบายความหมายของคำภาษาต่างประเทศที่ใช้
ในภาษาไทย
สาระที่ 5 วรรณคดแี ละวรรณกรรม
มาตรฐาน ท 5.1 เข้าใจและแสดงความคิดเห็น วิจารณ์วรรณคดี และวรรณกรรม
ไทยอย่างเห็นคุณค่าและนำมาประยุกต์ใช้ในชีวิตจริง โดยสรุปเนื้อหาวรรณคดีและวรรณกรรมที่
อา่ นในระดับทีย่ ากขึ้น วิเคราะห์และวิจารณ์วรรณคดีวรรณกรรม และวรรณกรรมท้องถิ่นที่อ่าน
พร้อมยกเหตุผลประกอบ อธิบายคุณค่าของวรรณคดีและวรรณกรรมที่อ่าน สรุปความรู้และ
ข้อคิดจากการอ่าน ไปประยุกต์ใช้ในชีวิตจริง และท่องจำบทอาขยานตามที่กำหนดและบทร้อย
กรองที่มคี ณุ ค่าตามความสนใจ
2. คำอธิบายรายและรหัสตัวชี้วัดรายวิชาภาษาไทย ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2
ภาคเรยี นท่ี 2 ปีการศึกษา 2564 โรงเรยี นสาธิตมหาวิทยาลัยพะเยา
หลักสูตรสถานศึกษา โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยพะเยา พุทธศักราช 2562 (ฉบับ
ปรับปรุง 2560) ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาข้ันพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 ได้ให้
คำอธิบายรายวิชาและรหสั ตัวช้ีวัดรายวิชา ท23101 ภาษาไทย 5 ไว้ดงั น้ี
2.1 คำอธิบายรายวิชา ท22102 ภาษาไทย 4
ศึกษาการอ่านออกเสียงบทร้อยกรองและบทร้อยแก้ว สรุปใจความสำคัญ
อธิบายรายละเอียดจากเรื่องที่อ่าน เขียนแผนผังความคิด อภิปรายแสดงความคิดเห็น และข้อ
โต้แย้งเกี่ยวกับเร่ืองที่อ่าน วิเคราะห์และจำแนกข้อเท็จจริง ข้อมูลสนับสนุนและข้อคิดเห็นจาก
บทความที่อ่าน ระบุข้อสังเกตการชวนเชื่อ การโน้มน้าวใจและความสมเหตุสมผลของงานเขียน
อ่านหนังสือ บทความ หรือคำประพันธ์อย่างหลากหลายและประเมินคุณค่าหรือแนวคิดจาก
เร่ืองที่อ่านเพื่อนำไปใช้ในการแก้ไขปัญหาชีวิต การคัดลายมือตัวบรรจงครึ่งบรรทัดตาม
หลักการเขียนอักษรไทยและเลขไทย การเขียนเรียงความ การเขียนย่อความ การเขียนบรรยาย
และพรรณนา การเขียนจดหมายกิจธุระ การพูดสรุปความจากเร่ืองที่ฟงั และดู การพดู ในโอกาส
ต่าง ๆ ตรงตามวัตถุประสงค์ การพูดวิเคราะห์วิจารณ์จากเร่ืองที่ฟังและดู การวิเคราะห์
ข้อเท็จจริงและข้อคิดเห็น วิเคราะห์ความน่าเชื่อถือของข่าวสาร ลักษณะของประโยคใน
ภาษาไทย การใช้คำราชาศัพท์ สรุปเนื้อหาวรรณคดีและวรรณกรรม บันทึกการอ่าน อธิบาย
11
คุณคา่ ของวรรณคดี วรรณกรรมที่อา่ น สรุปความรู้และข้อคิดจากการอ่านไปประยุกต์ใช้ในชีวิต
จรงิ ท่องจำบทอาขยานและบทร้อยกรองทีม่ คี ุณคา่ ตามความสนใจ
โดยใช้กระบวนการอ่าน การเขียน การฟัง การดู การพูด การวิเคราะห์ มีทักษะ
ความสามารถในการสื่อสาร การคิด การแก้ไขปัญหา การใช้ทักษะชีวติ
มีค ุณ ลัก ษ ณ ะ ต า ม ม า ต ร ฐ า น ก า ร เ รีย น รู้ก ลุ ่ม ส า ร ะ ก า ร เ รี ย น รู้ภ า ษ า ไ ท ย
ตลอดจนมีนิสัยรักการอ่าน มีมารยาทในการพูด การเขียนและการนำไปใช้ในชีวิตประจำวัน
ได้อย่างถูกต้อง
2.2 รหัสตวั ชี้วดั รายวิชา ท23101 ภาษาไทย 5
ท 1.1 ม.2/1, ม.2/2, ม.2/3, ม.2/4, ม.2/5, ม.2/6, ม.2/7 และ ม.2/8
ท 2.1 ม.2/2, ม.2/3, ม.2/4, ม.2/5, ม.2/7 และ ม.2/8
ท 3.1 ม.2/1, ม.2/4, และ ม.2/5
ท 4.1 ม.2/1, ม.2/3, ม.2/4 และ ม.2/5
ท 5.1 ม.2/1, ม.2/2, ม.2/3, ม.2/4 และ ม.2/5
รวมทง้ั หมด 26 ตัวชีว้ ัด
12
3. โครงสร้างรายวิชาภาษาไทย ชั้นมัธยมศึกษาปีท่ี 2 ภาคเรียนท่ี 2 ปีการศึกษา
2564 โรงเรยี นสาธิตมหาวิทยาลัยพะเยา
ตาราง 1 แสดงโครงสร้างรายวิชาภาษาไทย ชน้ั มัธยมศกึ ษาปีท่ี 2 ภาคเรยี นท่ี 2
ปีการศึกษา 2564 โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยพะเยา
หนว่ ยท่ี ชือ่ หนว่ ยการเรียนรู้ สาระสำคญั และตัวชีว้ ัด เวลา น้ำหนกั
(ชวั่ โมง) คะแนน
1 ตวั ร้ายทร่ี ักเธอ 15 20
วรรณคดีและวรรณกรรมเป็นศิลปะแขนงหนึ่ง ซึ่งบทละคร
เรือ่ งรามเกียรต์ิตอน นารายณ์ปราบนนทก เป็นบทพระราชนิพนธ์
ในรัชกาลที่ 1 การมีความรู้เร่ืองกลอนบทละครจะทำให้อ่านออก
เสียงหรือแต่งกลอนบทละครได้ถูกต้องตามฉันทลักษณ์ และการ
แสดงความคิดเห็น เป็นการแสดงทรรศนะจากเร่ือง รวมถึงการ
เรียนรู้หลักภาษาการสร้างคำและชนิดของคำในภาษาไทย ล้วน
แสดงให้เห็นวา่ ภาษาไทยมีหลักเกณฑท์ ้ังสน้ิ
ตัวชวี้ ัด ท 1.1 ม.2/1, ม.2/2, ม.2/4, ม.2/5 และ ม.2/8
ท 4.1 ม.2/1
ท 5.1 ม.2/1, ม.2/2, ม.2/3 และ ม.2/4
2 นำเสนอโคลงสุภาษิต 16 10
วรรณคดีและวรรณกรรมเป็นศิลปะแขนงหนึ่งที่มีคุณค่า ซึ่ง
โคลงสุภาษิต พระราชนิพนธ์ในรัชกาลที่ 5 เน่ืองในโอกาสต่าง ๆ
เพื่อเป็นข้อคิดคติสอนใจแก่พระบรมวงศานุวงศ์ ข้าราชบริพาร
และประชาชนทั่วไป รวมถึงการเรียนรู้คำภาษาต่างประเทศเป็น
ประโยชน์ในการสื่อสารและทำให้มีคำในภาษาใช้มากขึ้น โดย
มีการนำมาปรับใช้ให้ถกู ต้องตามหลักเกณฑข์ องภาษา
ตัวชวี้ ัด ท 1.1 ม.2/1, ม.2/2, ม.2/4, ม.2/5 และ ม.2/8
ท 4.1 ม.2/1 และ ม.2/5
ท 5.1 ม.2/1, ม.2/2, ม.2/3 และ ม.2/4
13
ตาราง 1 (ต่อ)
หนว่ ยท่ี ชือ่ หนว่ ยการเรียนรู้ สาระสำคญั และตัวชวี้ ัด เวลา นำ้ หนัก
(ชว่ั โมง) คะแนน
3 ชวนพินิจกลอนดอกสรอ้ ยรำพึงในป่าช้า 15 20
วรรณคดีและวรรณกรรมเป็นศิลปะแขนงหนึ่ง ซึ่งกลอน
ดอกสร้อยรำพึงในป่าช้า เป็นบทประพนั ธ์ที่พระยาอุปกิตศลิ ปสาร
(นิ่ม กาญจนาชีวะ) นำมาเรียบเรียงใหม่ให้เข้ากับธรรมเนียมแบบ
ไทย มุ่งให้คติสอนใจเป็นแนวทางในการดำเนินชีวิต และการ
ท่องจำหรือท่องบทอาขยาน เป็นการอ่านออกเสียงที่อาศัย
ความจำโดยไม่ดูบทอ่าน รวมถึงการเรียนรู้หลักภาษาคำสมาส
สนธิ ทำให้มีคำใชใ้ นภาษาไทยมากขึน้
ตัวชวี้ ัด ท 1.1 ม.2/1, ม.2/2 และ ม.2/5
ท 4.1 ม.2/1 และ ม.2/5
ท 5.1 ม.2/1, ม.2/3, ม.2/4 และ ม.2/8
4 ทศั นาวิวธิ ภาษา 14 10
การอ่านวิวิธภาษา มีจุดมุ่งหมายเพื่อให้นักเรียนได้ศกึ ษางาน
เขียนหลากหลายรูปแบบ เพื่อสังเกตและเข้าใจลักษณะของ
ภาษาไทย สามารถใช้ภาษาไทยเป็นเคร่ืองมือสื่อความคิด
ความรู้สึกและจินตนาการได้ตามศักยภาพ ฝึกกระบวนการคิด
วิเคราะห์ มีวิจารณญาณในการพิจารณา ตัดสินความควรไม่ควร
และแสดงความคิดเห็นได้อย่างมีเหตุผล ปลูกฝังให้รักการอ่าน
นำไปสู่การ เรียนรู้เพื่อเช่ือมโยงการใช้ทักษะท้ังสี่ คือ การฟัง การ
พูด การอ่าน และการเขียน นอกจากนี้ยังมุ่งเน้น การบูรณาการ
ในกลุ่มสาระการเรียนรู้เดียวกันกับกลุ่มสาระการเรียนรู้อื่น ๆ
ตามความเหมาะสม ปลูกฝังวัฒนธรรมทางภาษา ความเป็นชาติ
ความเปน็ คนดีของสงั คมไทยและสังคมโลก
ตัวชวี้ ัด ท 1.1 ม.2/2, ม.2/5 และ ม.2/7
14
ตาราง 1 (ตอ่ )
หนว่ ยท่ี ชื่อหน่วยการเรียนรู้ สาระสำคัญและตัวชีว้ ัด เวลา น้ำหนกั
(ช่ัวโมง) คะแนน
รวม 60 60
สอบกลางภาคเรียน 2 20
สอบปลายภาคเรียน 2 20
รวมตลอดภาคเรียน 60 100
ทม่ี า: หลกั สตู รสถานศกึ ษา โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลยั พะเยา พุทธศักราช 2562
(ฉบบั ปรบั ปรงุ 2560) ตามหลกั สูตรแกนกลางการศึกษาข้ันพ้ืนฐาน พุทธศกั ราช 2551
ผู้วิจัยเลือกใช้หน่วยการเรียนรู้ที่ 2 นำเสนอโคลงสุภาษิต ในการทดลองเนื้อหา
วรรณคดีที่เลือกจากหน่วยการเรียนรู้ ได้แก่ เร่ืองการอ่านจับใจความสำคัญจากโคลงสุภาษิต
อิศปปกรณำ จำนวน 4 คาบ ดงั ตารางที่ 2
ตาราง 2 แสดงรายละเอียดหน่วยการเรียนรู้ท่ี 2 นำเสนอโคลงสุภาษิต เร่ืองการอ่าน
จับใจความสำคัญจากโคลงสุภาษิตอิศปปกรณำ
หนว่ ยการเรียนรู้ เรอ่ื งที่เรียน จำนวน มาตรฐาน/ตวั ชี้วดั
(ชัว่ โมง)
หนว่ ยการเรียนรู้ที่ 2 การอา่ นจบั 4 ท 1.1
นำเสนอโคลงสุภาษิต ใจความสำคัญ -ม.2/2 จับใจความสำคัญ สรปุ ความ และ
อธิบายรายละเอียดจากเร่อื งที่อ่าน
จากโคลงสุภาษิต ท 5.1
อิศปปกรณำ
-ม.3/1 สรปุ เนือ้ หาวรรณคดีและวรรณกรรม
ที่อา่ นในระดับที่ยากขนึ้
15
การเรียนวรรณคดี
1. ความหมายของวรรณคดี
ราชบัณฑิตยสถาน (2556) ให้ความหมายของวรรณคดีไว้ว่า วรรณคดี หมายถึง
วรรณกรรมที่ได้รับยกย่องว่าแต่งดี มีคุณค่าเชิงวรรณศลิ ป์ เช่น มัทนะพาธา สามก๊ก เสภาเร่ือง
ขุนช้างขุนแผน พระราชพิธีสิบสองเดือน เป็นต้น สอดคล้องกับ กุหลาบ มัลลิกะมาส (2517) ที่
กล่าวว่า วรรณคดี เป็นวรรณกรรมทีไ่ ด้รับการยกย่องวา่ แต่งดี มีวรรณศิลป์ มีศิลปะการเรียบเรียง
เพื่อความสะเทือนใจ ในทำนองเดียวกัน สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาข้ันพื้นฐาน (2558)
ก็ได้ให้ความหมายของวรรณคดีไว้เช่นกันว่า วรรณคดี หมายถึง วรรณกรรมหรืองานเขียนที่
ยกย่องกันว่า เขียนดีและมีคุณค่าทางวรรณศิลป์สามารถทำให้ผู้อ่านเกิดอารมณ์สะเทือนใจ
มีความคิดเป็นแบบแผน ใช้ภาษาไพเราะเหมาะแก่การให้ประชาชนได้อ่าน เน่ืองจากสามารถ
กล่อมเกลาจิตใจให้ประณี ตรู้ผิดชอบช่ัวดี นอกจากนี้ ทัศนีย์ ศุภเมธี (2542) ก็ยังได้ให้
ความหมายของวรรณคดีไว้อีกเช่นกันว่า เปน็ หนังสือที่กวีแต่งข้ึนโดยใช้ศิลปะในการแตง่ ที่ทำให้
ผู้อ่านเกิดความประทับใจและได้รับความสนุกสนานเพลิดเพลินผู้อ่านเกิดมโนภาพและเกิด
ความรู้สึกต่าง ๆ ร่วมไปกับผู้แต่ง ท้ังยังสอดแทรกความรู้ เจตคติ ตลอดจนสภาพความเป็นไป
ของสังคมแต่ละสมัย
จากความหมายของวรรณคดีที่ได้กล่าวในข้างต้น สามารถสรุปได้ว่า วรรณคดี
หมายถึง เร่ืองราวหรืองานเขียนที่ได้รับการยกย่องว่าแต่งดี มีการใช้ถ้อยคำสละสลวย ไพเราะ
กินใจ มีเน้ือหาสนุกสนานบันเทิง สามารถทำให้ผู้อ่านเกิดจินตนาการ เกิดอารมณ์คล้อยตาม
และรู้สึกสะเทือนใจ นอกจากนี้ ยังมีคุณค่าให้แง่คิดขัดเกลาจิตใจและบอกเล่าเร่ืองราวชีวิต
ความเป็นมาของคนไทยและสังคมในอดีตได้อกี ด้วย
2. ความสำคัญและคุณค่าของการเรียนวรรณคดีไทย
กุหลาบ มัลลิกะมาส (2527) กล่าวถึงคุณค่าของวรรณคดีไว้ สรุปได้ว่า วรรณคดี
เป็นเคร่ืองมือสื่อสารและเป็นเคร่ืองเชื่อม/สร้างภาพอันสมบูรณ์ทางด้านความรู้ส่งเสริมทักษะ
การฟัง การพูด การอ่าน การเขียน และการคิด อีกท้ังยังทำให้มนุษย์เกิดพัฒนาการทางด้าน
ต่าง ๆ ได้แก่ ปัญญา วัฒนธรรม ความรู้สึก และความสำนึกต่อสังคม และยังสร้างลักษณะนิสัย
ให้มนษุ ยเ์ ป็นผทู้ ี่มบี คุ ลิกภาพและจิตใจทีง่ ดงาม
16
ประดิษฐ์ กลดั ประเสริฐ (2522) ได้กล่าวถึงคณุ คา่ ทีส่ ำคัญของวรรณคดีไว้ ดงั น้ี
1) คุณค่าทางอารมณ์ (Emotional Value) คือ วรรณคดีทำให้เกิดความสนุกสนาน
หรือสะเทือนอามรณ์ทางใดทางหนึ่ง เชน่ รกั โกรธ เกลียด ภูมิใจ เสียสละ เห็นใจ และชว่ ยให้เกิด
พฒั นาการทางอารมรณย์ กระดบั จติ ใจและส่งเสริมจินตนาการ
2) คุณค่าทางสติปัญญา (Intellectual Value) คือ วรรณคดีให้ความรู้ในด้านต่าง ๆ
เช่น ประวัติศาสตร์ สังคม วัฒนธรรม ภาษา เสริมสร้างประสบการณ์ชีวิตให้แก่ผู้อ่าน ช่วยให้
ความคิดเจริญงอกงามทำให้เขา้ ใจในชวี ติ และโลกยิ่งขึ้น
3) คุณค่าทางศีลธรรม (Moral Value) คือ วรรณคดีช่วยบำรุงรักษาศีลธรรมของ
สังคมทำให้สังคมสงบสุขเจริญงอกงาม ทำให้มนุษย์อยู่ร่วมกันในสังคมอย่างมีความสุขและ
เข้าใจกนั
สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (2558) ก็ได้กล่าวถึงความสำคัญ
และคุณค่าของวรรณคดีวรรณกรรมไทยไว้ สรุปได้ว่า วรรณคดีเป็นงานอันล้ำค่าที่มนุษย์
สร้างสรรค์ขึ้น และสื่อสารเรื่องราวของชีวิต วัฒนธรรม และอารมณ์ความรู้สึกที่เกี่ยวข้องหรือ
สะท้อนความเป็นไปของมนุษย์ด้วยกลวิธีการใช้ถ้อยคำ สำนวนภาษาที่มีความเหมือนหรือ
แตกต่างกันไป เม่ือผู้อ่านได้อ่านวรรณคดีแล้วจะสามารถเห็นถึงคุณค่าของวรรณคดีในแง่มุม
ตา่ ง ๆ ดงั น้ี
1) คุณค่าทางด้านวรรณศิลป์ เป็นการใช้กลวิธีในการแต่งการเลือกใช้ถ้อยคำที่
ไพเราะ การใชภ้ าษาที่สละสลวย การใชถ้ ้อยคำสรา้ งภาพได้ชดั เจน
2) คุณค่าทางปัญญา ผู้อ่านจะได้รับความรู้มากยิ่งขึ้น ทั้งด้านวิทยาการความรู้
รอบตัวและรู้เท่าทันคน วรรณคดีบางเร่ืองทำให้ผู้อ่านเห็นเล่ห์เหลี่ยม นิสัยใจคอ และความคิด
ของคน เช่น เร่ืองสามก๊ก ของเจ้าพระยาพระคลัง (หน) นอกจากนี้ ยังได้เห็นถึงสัจธรรมหรือ
ธรรมที่ผู้อ่านสามารถนำมาใช้ประโยชน์หรือปฏิบัติในชีวิตจริงได้ เช่น โคลงโลกนิติ ของสมเด็จ
พระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมพระยาเดชาดิศร เป็นต้น
3) คณุ ค่าทางสังคม เป็นคุณคา่ ในด้านวัฒนธรรม ขนบธรรมเนียม ประเพณี ศลิ ปะ
ประวัติศาสตร์ เกียรติภูมิบคุ คลสำคัญของชาติ สภาพชีวิตความเป็นอยู่ ทำใหเ้ ข้าใจการดำเนินชีวิต
และความคิดของมนุษย์ ส่งเสริมให้ผู้อ่านเกิดวามเห็นอกเห็นใจ เอื้อเฟื้อ เสียสละพัฒนาสังคม
ชว่ ยอนุรักษ์สิง่ ที่มีคุณคา่ ของชาติและสนับสนนุ การกระทำทีด่ งี าม
จากแนวคิดข้างต้น สามารถสรุปความสำคัญและคุณค่าของวรรณคดีได้ว่า
วรรณคดีและวรรณกรรมไทย เป็นผลงานอันทรงคุณค่าที่สืบทอดมาต้ังแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน
วรรณคดีวรรณกรรมไทยให้ความสนุกสนานและความบันเทิงแก่ผู้อ่าน ให้คุณค่าทางด้าน
17
อารมณ์ เน้ือหา และคุณค่าด้านสังคม กล่าวคือ วรรณคดีทำให้เกิดอารมณ์คล้อยตามและ
สะเทือนใจ สอดแทรกความรู้แนวคิดคติธรรมและความงดงามทางภาษา นอกจากนี้ วรรณคดี
ยังเปน็ สือ่ ในการบอกเล่าเรื่องราวชีวติ และสภาพทางสังคมของคนไทยในอดีตได้อกี ด้วย
3. วตั ถปุ ระสงคข์ องการสอนวรรณคดี
ประภาศรี สีหอำไพ (2535) ได้กล่าวถึงจุดมุ่งหมายในการสอนวรรณคดีว่า ควรให้
นักเรียนมีความรู้ในเน้ือเร่ืองอย่างชัดเจน เข้าใจรูปแบบวรรณคดี เข้าใจฉันทลักษณ์ สามารถ
ถอดคำประพันธ์ ตลอดจนวิเคราะห์ วิจารณ์ จนเกิดความคิด จินตนาการ และมีสุนทรียภาพ
จากเร่ือง รวมท้ังสามารถที่จะเรียนรู้ประเพณี วัฒนธรรม และความเชื่อจากเร่ืองที่เรียน ในขณะที่
ทศั นีย์ ศุภเมธี (2542) ได้กล่าวถึงจุดมุ่งหมายในการสอนวรรณคดีไว้ สรุปได้ว่า การเรียนการสอน
วรรณคดีเป็นการฝึกให้ผู้เรียนได้ใช้ทักษะทางภาษา ท้ังด้านการฟัง พูด อ่าน และเขียน เพิ่มพูน
ความรู้และประสบการณ์ทางด้านภาษาและรูปแบบคำประพันธ์ชนิดต่าง ๆ โดยสอนให้ผู้เรียน
ได้รับความสนุกสนานเพลิดเพลินได้รับความไพเราะ จนเกิดเป็นความซาบซึ้งใจในวรรณคดี
นอกจากนี้ เนื้อหาวรรณคดียังสอดแทรกความรู้ ข้อคิด ประเพณี วัฒนธรรมความเป็นอยู่ที่
สามารถสอนให้ผู้เรียนได้เข้าใจสภาพชีวิตและความเป็นอยู่ของคนในสมัยน้ัน ๆ รวมถึงเพื่อให้
ผู้เรียนรู้จักสังเกตลักษณะนิสัยของตัวละคร พฤติกรรมของตัวละครมาเปรียบเทียบกับชีวิตจริง
ในทำนองเดียวกัน สุจริต เพียรชอบ และสายใจ อินทรัมพรรย์ (2538) ก็ได้กล่าวถึง
วตั ถุประสงค์ในการสอนวรรณคดีไทยว่า ครูต้องสอนวรรณคดีไทยให้สนุกสนานเพลิดเพลินและ
สร้างให้นักเรียนเกิดทัศนคติที่ดีต่อวรรณคดีไทย เพื่อให้นักเรียนได้เรียนรู้และเข้าใจความหมาย
ของคำว่า วรรณคดี ลักษณะรูปแบบและข้อบังคับของวรรณคดีเร่ืองต่าง ๆ สามารถอ่านทำ
ความเข้าใจวิเคราะหเ์ ร่ืองราวความหมายและคำศพั ท์ในเรือ่ งได้ รวมถึงนกั เรียนสามารถวิพากษ์
วิจารณ์เนื้อหาและพฤติกรรมของตัวละคร เข้าถึงอรรถรสของเร่ืองราว จนกระทั่งเห็นคุณค่า
ของวรรณคดีสามารถนำคติแนวคิดข้อคดิ ต่าง ๆ จากวรรณคดีไทยมาใชใ้ นชวี ิตได้อย่างถูกต้อง
จากวัตถุประสงค์ในการสอนวรรณคดีข้างต้น สามารถสรุปได้ว่า การสอนวรรณคดี
มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ผู้เรียนเข้าใจวรรณคดีท้ังในด้านรูปแบบและเน้ือหา เม่ือผู้เรียนได้เรียน
วรรณคดีจะทำให้ได้สาระความรู้ข้อคิดแนวคิดต่าง ๆ จากเร่ือง สามารถวิพากษ์ วิจารณ์
เหตุการณ์หรือพฤติกรรมของตัวละครได้อย่างเหมาะสม เกิดความซาบซึ้ง กินใจ ทั้งยังได้รับ
ความสนุกสนานเพลิดเพลิน รวมถึงได้เรียนรู้ประสบการณ์ต่าง ๆ ที่ปรากฏในวรรณคดีและ
สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในชีวติ จรงิ ได้
18
4. แนวทางการจดั การเรียนการสอนวรรณคดีไทย
ทัศนีย์ ศุภเมธี (2542) กล่าวถึงแนวทางและความสำคัญในการสอนวรรณคดีไว้
สรปุ ได้ ดังน้ี
1) ครูควรสอนโดยการย่ัวยุให้นักเรียนเกิดความคิดและตีความเร่ืองราวจาก
วรรณคดีให้นักเรียนช่วยกันวิเคราะห์วิจารณ์สรุปแนวคิดต่าง ๆ จากการอ่านวรรณคดี ไม่ควร
เข้มงวดหรอื บังคบั ใหผ้ ู้เรียนท่องจำเนือ้ หาวรรณคดี เพราะจะทำให้นกั เรียนเกิดความเบื่อหนา่ ย
2) ครูควรจูงใจผู้เรียนด้วยการอ่านคำประพันธ์ที่มีความไพเราะ ให้นักเรียนเกิด
ความซาบซึ้งในลีลาและความไพเราะของถ้อยคำ และเปิดโอกาสให้ผู้เรียนฝึกอ่านทำนองเสนาะ
เป็นกลุ่ม เพราะผเู้ รียนแตล่ ะคนมีความสามารถไม่เทา่ กนั อาจทำใหน้ ักเรียนบางคนรสู้ ึกอาย
3) ครูควรบูรณาการ การเรียนรู้เนื้อหาวรรณคดีวรรณกรรมกับเนื้อหาอื่น ๆ ท้ัง
การฟัง การพูด การอ่าน และการเขียน โดยให้สัมพันธ์กับกระบวนการคิด สามารถวิจารณ์
บอกแก่นความคิด แนวความคิด หรอื ข้อคิดจากการฟงั และอา่ นได้ รวมถึงใช้วรรณคดีเป็นสื่อใน
การเรียนรู้เร่ืองต่าง ๆ เช่น คำศัพท์ สำนวน เป็นต้น เข้าใจในธรรมชาติของมนุษย์และสภาพ
สงั คมไทยที่เกีย่ วกับศาสนา ขนบธรรมเนียม ความเช่อื ประเพณี และศลิ ปวัฒนธรรม
4) ครูควรสร้างศรัทธาให้ผู้เรียนรักและนิยมชมชอบ เน่ืองจากจะเป็นการง่ายต่อ
การจูงใจชแ้ี นะแนวทางในการเรียนแก่ผเู้ รียน
5) ครูควรจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่สนุกสนานแปลกใหม่ เช่น แสดงบทบาสมมติ
การแสดงละคร การเลน่ เกม การร้องเพลง จดั นิทรรศการ หรอื วาดภาพ
6) ครูควรมีความเข้าใจและความคิดรวบยอดในเร่ืองที่จะสอนอย่างแม่นยำ
ถ่ายทอดผ่านกระบวนการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน เพื่อให้ผู้เรียนสามารถเข้าถึงความคิด
รวบยอดน้ัน ๆ ได้เอง
สำนักงานคณะกรรมการการศกึ ษาขั้นพืน้ ฐาน (2558); สุจริต เพียรชอบ และสายใจ
อินทรัมพรรย์ (2538) ได้กล่าวถึงแนวทางในการจัดการเรียนการสอนวรรณคดีไทยไปในทาง
เดียวกัน สามารถสรุป ได้เปน็ ด้านต่าง ๆ ดังน้ี
1) ด้านผู้เรยี น
ในการจัดการเรียนการสอนวรรณคดีไทย ครูควรคำนึงถึงความแตกต่างของ
นักเรียน คอยให้ความช่วยเหลือและแนะนำ ยึดหลักนักเรียนเป็นสำคัญโดยจะต้องพยายาม
ให้นักเรียนมีส่วนรว่ มในการเรียนการสอนมากที่สุด เปิดโอกาสให้นักเรียนได้แสดงความคิดเห็น
อย่างเสรี เพื่อให้นักเรียนได้คิดเพื่อนำไปสู่การตัดสินใจอย่างมีเหตุผล ซึ่งครูต้องยอมรับและ
เคารพความคิดเหน็ ของนกั เรียน
19
2) ด้านเนื้อหา
ในการจัดการเรียนการสอนวรรณคดีและวรรณกรรมไทย ควรจัดการเรียน
การสอนแบบบูรณาการให้สัมพันธ์กับหลักภาษาและทักษะการใช้ภาษาต่าง ๆ ท้ังด้านการฟัง
การพูด การอ่าน และการเขียน ครูควรเป็นผู้ที่มีความรู้เกี่ยวกับวรรณคดีอย่างแท้จริงและมี
ทัศนคติที่ดีต่อวรรณคดี ในการจัดการเรียนการสอนวรรณคดีไทยครูควรเน้นการคิดรวบยอด
มากกว่าเนื้อหา เพราะการเน้นเน้ือหามากเกินไปนักเรียนจะไม่มีโอกาสซาบซึ้งถึงความงามและ
ความไพเราะของวรรณคดี นอกจากนี้ ครูไม่ควรจำกัดอยู่กับวรรณคดีมรดกเท่าน้ัน สามารถ
นำเอาวรรณกรรมปัจจุบันมาให้นักเรียนได้ศึกษาด้วย เพราะวรรณกรรมปัจจุบันนั้น มีลักษณะ
เนื้อเร่ืองที่ใกล้เคียงกับชีวิตประจำวันของนักเรียน ซึ่งจะทำให้นักเรียนเกิดความสนใจในงาน
ประพันธม์ ากยิง่ ขึน้
3) ดา้ นกิจกรรม วิธีสอน เทคนิคการสอน และสื่อการสอน
ในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนวรรณคดีน้ัน ควรเลือกกิจกรรมนำเข้าสู่
บทเรียนที่เหมาะสมกับเร่ืองที่จะสอน เพื่อดึงดูดและจูงใจนักเรียนในข้ันตอนการสอน ครูควร
เลือกใช้วิธีสอนอย่างหลากหลายไม่ควรเน้นการถอดความ แต่ควรเน้นวิธีการที่ฝึกให้นักเรียน
ได้คิดใช้เหตุผล ศึกษาค้นคว้าข้อมูลและร่วมกันทำกิจกรรม โดยปลูกฝังให้นักเรียนใช้ความคิด
ริเริ่มสร้างสรรค์ในการเรียนวรรณคดีไทย เช่น การแต่งคำประพันธ์ การแข่งขันโต้กลอนสด
สักวา ประกวดคำประพันธ์ การจัดแสดงละคร นอกจากนี้ สื่อประกอบการเรียนการสอน
วรรณคดีตอ้ งไม่จำเจ ซึ่งการเลือกใช้ส่ือประกอบการเรียนการสอนนั้น ครูควรคำนึงถึงประโยชน์
ความเหมาะสมและผลการใช้ที่คุ้มค่า รวมทั้งขั้นตอนการประเมินผล ครูควรมีการประเมิน
การเรียนการสอนวรรณคดีไทยทุกคร้ัง เพราะครูจะได้ทราบผลการสอนและผลสัมฤทธิ์ของ
นักเรียน ซึ่งครูควรตั้งวัตถุประสงค์ในการสอนให้ชัดเจน เพื่อให้สามารถประเมินผลการเรียน
การสอนได้ครอบคลุม
ขั้นตอนของการสอนเน้ือหาวรรณคดีวรรณกรรม ครูควรฝึกให้นักเรียนจับแนวคิด
ประเด็นสำคัญด้วยการใช้คำถาม ใคร ทำอะไร ที่ไหน กับใคร เม่ือไร ทำไม อย่างไรเพื่อให้ผู้เรียน
เข้าใจการกระทำหรือพฤติกรรมของตัวละครและเจตนาของผู้เขียน หากวรรณคดีเป็นเรื่องยาว
ครผู สู้ อนควรเล่าเรือ่ งยอ่ อย่างมชี ั้นเชงิ ย่วั ยใุ หผ้ เู้ รียนกระตือรอื ร้น อยากค้นคว้าหาฉบบั สมบรู ณ์
อ่านเองหรือใช้กิจกรรมนำไปสู่การค้นคว้าเพิ่มเติม หากมีคำศัพท์ยากในเร่ือง ครูผู้สอนไม่ควร
กังวลมากเกินไป ควรให้ผู้เรียนได้เพลิดเพลินกับการอ่านออกเสียงไปจนจบย่อหน้าหรอื จบตอน
เพื่อทำความเข้าใจในระหว่างที่กำลังอ่าน จากน้ันใช้วิธีการอธิบาย อภิปรายเนื้อหาหรือคำศัพท์
รว่ มกันเม่ือนักเรียนอา่ นจบ นอกจากนี้ ครคู วรเน้นให้นักเรียนพินิจ พิเคราะห์ตัวละคร ท้ังคำพูด
20
ความคิด การกระทำ ความเชื่อ ความเป็นอยู่เพื่อนำมาเปรียบเทียบกับเหตุการณ์และความ
เป็นอยู่ในชีวิตปัจจุบัน รวมทั้งวิเคราะห์เจตนาและข้อคิดที่ได้จากการอ่านวรรณคดี ในส่วนของ
บรรยากาศในการเรียนรู้ ครูควรคำนึงถึงเรื่องความสนุกสนานเพลิดเพลิน ความจรรโลงใจ
และความบันเทิง ซึ่งครูควรจัดกิจกรรมประกอบการสอนหลาย ๆ ชนิด เพื่อช่วยให้บรรยากาศ
ในการเรียนการสอนนา่ สนใจและเสริมสร้างจินตนาการของนกั เรียน เช่น การอ่านทำนองเสนาะ
การขับเสภา การร้องเพลง การแสดงบทบาทสมมติ การวาดภาพ วาดการ์ตูน การทายปัญหา
การฟ้อนรำ การโต้วาที การประดิษฐ์สิ่งของที่เกี่ยวกับวรรณคดี การแต่งคำประพันธ์ การทำ
สมุดภาพ เป็นต้น นอกจากนี้ ครูควรเน้นให้นักเรียนศึกษาค้นคว้าจากแหล่งเรียนรู้ต่าง ๆ เช่น
ห้องสมุด การสัมภาษณ์ การศึกษานอกสถานที่ หรืออาจจัดการเรียนการสอนวรรณคดีไทย
เป็นกิจกรรมเสริมหลักสูตร เพื่อปรับเปลี่ยนบรรยากาศในการเรียนการสอน ซึ่งจะช่วยให้การสอน
วรรณคดีไทยได้ผลมากยิ่งขึ้น เช่น การจัดสัปดาห์ทางวรรณคดีไทย การแสดงละคร ชุมนุม
วรรณกรรม ชมุ นุมวรรณศิลป์ ชมุ นมุ วรรณคดี การจดั นทิ รรศการ เปน็ ตน้
จากแนวทางในการจัดการเรียนการสอนวรรณคดีข้างต้น สามารถสรุปได้ว่า การจัด
การเรียนการสอนวรรณคดี ครูผู้สอนควรคำนึงถึงผู้เรียนเป็นสำคัญ ครูต้องจัดบรรยากาศที่
เหมาะสมในการเรียนการสอน หาเทคนิค วิธีสอน และวิธีการประเมินผลที่เหมาะสมกับผู้เรียน
รวมถึงคำนึงถึงผลการเรียนรู้ที่จะเกิดขึ้นแก่ผู้เรียน ท้ังในส่วนของเนื้อหา ความสนุกสนาน
เพลิดเพลิน ความรู้ที่คงทน ความเข้าใจ ความซาบซึ้งในวรรณคดี และให้ผู้เรียนสามารถนำ
ความรไู้ ปประยกุ ตใ์ นชีวิตจรงิ ได้
การอ่านจบั ใจความสำคัญ
1. ความหมายของการอ่านจับใจความสำคญั
กรมวิชาการ (2545, หน้า 118) กล่าวว่า การอ่านจับใจความ หมายถึง การอ่านที่
มุ่งค้นหาสาระของเร่ืองหรือหนังสือแต่ละเล่มที่เป็นส่วนใจควมสำคัญ และส่วนขยายใจความ
สำคัญของเรอ่ื ง
บันลือ พฤษะวัน (2553, หน้า 29-35) กล่าวว่า การอ่านจับใจความสำคัญเป็น
การอ่านเพื่อทำความเข้าใจเน้ือเรื่อง เพื่อต้องการทราบว่าเป็นเร่ืองเกี่ยวกับอะไร มีความหมาย
ว่าอย่างไรและมีความสำคัญตรงไหน จะเห็นได้ว่าการอ่านเพื่อจับใจความสำคัญส่วนใหญ่จะ
เน้นเรือ่ งความเข้าใจในเรือ่ งที่อ่าน รวมถึงค้นหาสาระสำคญั หรอื ประเด็นสำคัญของเร่อื ง
21
ประเทิน มหาขันธ์ (2530. อ้างใน วงศ์คิด วงศ์ภักดิ์, 2538, หน้า 13) ได้กล่าวถึง
การอ่านจับใจความสำคัญของเร่ืองที่อ่านว่า มีความจำเปน็ สำหรับการอ่านอย่างพินิจพิเคราะห์
และความสามารถหลายด้าน เช่น การเข้าใจความคิดรวบยอด ความเข้าใจคำศัพท์และมี
ทัศนคตทิ ี่ดตี อ่ การอา่ น
การอ่านเพื่อจับใจความสำคัญน้ัน ตาม เอกสารการสอนชุดวิชาการสอนกลุ่ม
ทักษะ (ภาษาไทย) ของมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช (2527, หน้า 390) ได้ให้ข้อคำนึงใน
การอา่ นจบั ใจความไว้ ดังนี้
1) การอ่านจะช่วยให้เด็กสนใจและมีสมาธิอย่างแท้จริง คือ ครูและเด็กช่วยกัน
กำหนดจุดมุ่งหมายของการอ่านในเร่ืองนั้น ๆ เช่น อ่านเพื่อศึกษาความหมายของคำ
จดุ มุ่งหมายของคำ อ่านเพือ่ ศึกษาลักษณะของตัวละคร ซึง่ จุดมุ่งหมายจะเป็นเคร่ืองนำทางไปสู่
การอา่ นทีม่ ีความหมายแก่เด็ก รวมท้ังช่วยใหเ้ ดก็ มีสมาธิในการอ่าน
2) เด็กต้องมีพื้นฐานความรู้ในการอ่าน ได้แก่ การรู้คำศัพท์และความหมาย การ
มีความรใู้ นรายละเอียดบางอย่างในเรือ่ ง เพื่อตคี วามหมายได้ถกู ต้องมากยิ่งขึน้
จากความหมายของการอ่านจับใจความสำคัญ สรุปได้ว่า การอ่านจับใจความสำคัญ
หมายถึง การอ่านเพื่อทำความเข้าใจเนื้อเร่ืองแปลความ จับประเด็นสำคัญ โดยสามารถบอก
รายละเอียดจากเร่ืองที่อ่านได้
2. แนวทางการอ่านจบั ใจความสำคัญ
การอ่านจับใจความสำคัญเป็นทักษะสำคัญที่จำเป็นต้องฝึกฝนอยู่เสมอ การ
จัดการเรียนการสอนการอ่านจับใจความสำคัญ ครูจึงควรวางแผนการจัดการเรียนการสอนให้
เหมาะสมกับเน้ือหาที่ให้นักเรียนอ่าน โดย สวัสด์ พาณิชย์ (อ้างใน ดวงคิด วงศ์ภักดิ์, 2538,
หนา้ 17) ได้เสนอแนะวิธีการอ่านไว้ 6 ข้ันตอน คือ
1) ก่อนจะสอนอ่าน ครูควรจะทำความเข้าใจร่วมกับนกั เรียนถึงการวางจุดประสงค์
ในการอา่ น
2) ค้นหาคำศพั ท์ใหม่และแปลคำศพั ทน์ ้ัน โดยสง่ เสริมให้นักเรียนใช้พจนานุกรม
3) เม่ือค้นพบข้อความที่ซับซ้อน ครูกับนักเรียนควรช่วยกันตีความหมาย
ขณะเดียวกนั ครคู วรใช้คำถามแนะให้นักเรียนคิด
4) การอธิบายข้อความที่ยุ่งยากซบั ซ้อน ครคู วรใช้แผนภมู มิ ีรปู ภาพ
5) เมื่ออ่านเรื่องใดจบ ครูควรให้นักเรียนคิดทบทวนเหตุการณ์หรือใจความสำคัญ
ของเรอ่ื งที่ได้อา่ น
22
6) การสอบความรู้ที่ได้จากการอ่าน ควรเป็นการสอนที่ให้เด็กได้คิดค้นแก้ปัญหา
อันจะทำให้นกั เรียน
กรมวิชาการ (2546, หน้า 189) ได้เสนอแนวทางการอ่านจับใจความเพื่อให้บรรลุ
จุดประสงค์ ดังน้ี
1) ต้ังจุดมุ่งหมายในการอ่านให้ชัดเจน เช่น อ่านหนังสือเพื่อหาความรู้ เพื่อความ
เพลิดเพลิน หรือเพื่อบอกเจตนาของผู้เขียน เพราะจะเป็นแนวทางให้กำหนดการอ่านอย่าง
เหมาะสม และจบั ใจความหรือตอบคำถามได้รวดเร็วยิ่งขนึ้
2) สำรวจส่วนประกอบของหนังสืออย่างคร่าว ๆ เช่น ชื่อเร่ือง คำนำ สารบัญ คำ
ชแี้ จงการใช้หนังสือ ภาคผนวก เป็นต้น เพราะส่วนประกอบของหนังสือจะทำให้เกิดความเข้าใจ
เกีย่ วกบั เร่อื งหรอื หนังสือทีอ่ ่านได้กว้างขวงและรวดเร็ว
3) ทำความเข้าใจลักษณะของหนงั สือว่าเป็นประเภทใด เช่น สารคดีตำรา บทความ
เป็นต้น ซึ่งจะช่วยใหม้ ีแนวทางการอ่านจบั ใจความสำคัญได้ง่าย
4) ใช้ความสามารถทางภาษามนการแปลความหมายของคำ ประโยค และ
ข้อความตา่ ง ๆ อยา่ งถกู ต้องและรวดเร็ว
5) ใช้ประสบการณ์หรือภูมิหลังของเร่ืองที่อ่านมาประกอบ จะทำให้เข้าใจ และ
จับใจความที่อา่ นได้ง่ายและรวดเร็ว
กรมวิชาการ กระทรวงศึกษาธิการ (2546, หน้า1 189-190) กล่าวถึงแนวทางหรือ
ข้นั ตอนการอ่านจบั ใจความไว้ ดงั น้ี
1) อา่ นผา่ น ๆ โดยตลอด เพือ่ ให้รู้จดุ สำคัญของเรื่องทีอ่ า่ น
2) อ่านให้ละเอียด เพื่อทำความเข้าใจอย่างชัดเจน ไม่ควรหยุดอ่านระหว่างเร่ือง
เพราะจะทำให้ความเข้าใจไม่ตดิ กัน
3) อา่ นซ้ำตอนที่ไมเ่ ข้าใจ และตรวจสอบความเข้าใจบางตอนใหแ้ น่นอนถูกต้อง
4) เรยี บเรียงใจความสำคญั ของเรือ่ งดว้ ยตนเอง
จากการกล่าวถึงแนวทางการอ่านจับใจความสำคัญ สรุปได้ว่า อันดับแรกต้ัง
จุดมุ่งหมายในการอ่านให้ชัดเจน จากน้ันอ่านผ่าน ๆ โดยตลอด เพื่อให้รู้จุดสำคัญของเร่ืองที่อ่าน
ต่อมาอ่านซ้ำตอนที่ไม่เข้าใจ และตรวจสอบความเข้าใจบางตอนให้แน่นอนถูกต้อง และสุดท้าย
เรียบเรียงใจความสำคัญของเรือ่ งดว้ ยตนเอง
23
การจัดการเรียนรู้ด้วยเทคนิคการสอนแบบสตอรีไลน์ (Story line)
การจัดการเรียนรู้แบบสตอรีไลน์ (Story line) เป็นหลักสูตรและกระบวนการจัด
การเรียนการสอนโดยเน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง การเรียนรู้ทีเ่ กิดขนึ้ ในสตอรีไ่ ลน์ เป็นการเรียนรู้
ที่ผู้เรียนสร้างความรู้ใหม่ด้วยตนเอง โดยผู้สอนได้จัดกระบวนการเรียนรู้อย่างหลากหลายให้
ผู้เรียนอย่างต่อเน่ืองโดยผ่านการตั้งคำถามหลัก (key questions) ซึ่งผู้วิจัยได้ศึกษาเอกสาร
ที่เกีย่ วข้องเป็นแนวทางพฒั นา ดงั น้ี
1. ความหมายของวิธีการสอนแบบสตอรไี ลน์
นักการศึกษาและนักวิชาการได้ให้ความหมายของการเรียนการสอนด้วยเทคนิค
การสอนแบบสตอรีไลน์ (Story line) ไว้ ดังน้ี
พิมพนั ธ์ เดชะคุปต์ (2544, หนา้ 98) ได้ให้ความหมายของการสอนแบบสตอรีไลน์
ไว้ว่า การสอนแบบสตอรีไลน์ หมายถึง การจัดกิจกรรมการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็น
สำคัญ โดยมีการผูกเร่ืองแต่ละตอนให้เกิดขึ้นอย่างต่อเน่ืองและเรียงลำดับเหตุการณ์หรือ
เรียกว่ากำหนดเส้นทางการเดินเร่ือง (Topic Iine) และใช้คำถามหลัก (Key question) เป็นตัวนำ
สู่การให้นักเรียนทำกิจกรรมอย่างหลากหลายเพื่อแสวงหาความรู้ด้วยตนเอง เป็นการเรียนตาม
สภาพจริงที่มีการบูรณาการระหว่างวิชาเพื่อเป้าหมายให้ผู้เรียนมีการเรียนรู้และสามารถ
ถ่ายโอนความรู้ได้
เกรียงไกร ยิ่งสง่า (2543, หน้า 9) กล่าวว่า สตอรีไลน์เป็นการบูรณาการการเรียน
การสอน โดยใช้เส้นทางการเดินเร่ืองเป็นกรอบสำหรับการดำเนินการการเรียนการสอน โดยมี
ขึ้นตอนสำคัญดังนี้ คือ ฉาก ตัวละคร วิถีชีวิต และเหตุการณ์ ซึ่งมีคำถามหลักแล้วให้ผู้เรียน
ค้นคว้าหาคำตอบและสรา้ งองคค์ วามรดู้ ้วยตนเอง
สมนึก ปฏิปทานนท์ (2544, หน้า 13) กล่าวว่า การเรียนการสอนแบบสตอรีไลน์
คือ การจัดการศึกษาที่เป็นการบูรณาการหลักสูตรและการเรียนการสอนเข้าด้วยกัน โดยเน้น
ผู้เรียนเป็นศูนย์กลางซึ่งเปิด โอกาสให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมในการสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเอง โดย
ผา่ นการใชค้ ำถามหลักเพือ่ นำไปสู่เป้าหมายในการพัฒนาศักยภาพของผู้เรยี น
อรทัย มูลคำ และคณะ (2542, หน้า 34-35) กล่าวถึง การจัดการเรียนการสอน
ด้วยวิธีสตอรี่ไลน์ว่า เป็นนวัตกรรมการบูรณาการหลักสูตรและการเรียนการสอนที่ได้รับความ
นิยมเป็นอย่างมากในหลายประเทศของทวีปยุโรปโดยมีลักษณะการนำวิธีการเรียนรู้หลาย ๆ
แบบมารวมกัน อาทิเช่น การบูรณาการการเรียนรู้แบบมีสวนร่วมการเรียนการสอนที่เน้น
นักเรียนเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้จากสิ่งใกล้ตัวเพื่อเชื่อมโยงออกไปสู่วิถีชีวิตจริงการค้นคว้า
24
หาความรู้และสรา้ งองค์ความรู้ด้วยตนเองเพื่อประโยชนใ์ นการเรียนรู้ระหว่างผเู้ รียนและผสู้ อนที่
สามารถยืดหยนุ่ เวลาและจัดการเรียนการสอนอย่างมปี ระสิทธิภาพ
วลัย พานิช (2542, หน้า 16) กล่าวว่า วิธีสอนแบบสตอรีไลน์ มาจากคำว่า Story
และ line ซึ่งหมายถึง เส้นทางของเร่ืองหรือแนวเร่ืองที่มีการดำเนินเร่ืองที่เรียงติดต่อกันเป็น
ลำดับดุจเส้นเชือก เป็นการบูรณาการท้ังหลักสูตรและการเรียนการสอนโดยเน้นผู้เรียนเป็น
ศูนย์กลางการเรียนรู้ที่เกิดขึ้นในสตอรีไลน์ เป็นการเรียนรู้ที่เกิดจากประสบการณ์ตรงที่ผู้เรียน
อย่างตอ่ เนอ่ื งโดยผา่ นการตง้ั คำถามหลัก (Key question)
ธาริณี วิทยาอนิวรรตน์ (2545, หน้า 90-91) กล่าวว่า วิธีการสอนแบบสตอรีไลน์
เป็นการจัดการเรียนการสอนที่ใช้เรอ่ื งราวที่สร้างข้ึนอย่างมีความหมายในบริบทของชีวิตจริงซึ่ง
จะมีการผูกเรื่องแต่ละตอนให้เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องและเรียงลำคับเหตุการณ์โดยใช้คำถามหลัก
เป็นตัวเชื่อมเร่ืองราวท้ังหมดเข้าด้วยกัน และเป็นตัวนำสู่การให้ผู้เรียนทำกิจกรรมอย่าง
หลากหลาย เพื่อให้ผู้เรียนได้สร้างองค์ความรู้ด้วยตนเอง และเชื่อมโยงองค์ความรู้ และ
กระบวนการเรียนรู้จากห้องเรียนออกไปสู่ชุมชนและชีวิตจริงของผเู้ รียน
กุลยา ตันติผลาชีวะ (2542, หน้า 34-35) กล่าวว่า การสอนแบบสตอรีไลน์ เป็น
การสอนที่ครูกำหนดเร่ืองเป็นตอน ๆ ตามลำดับ เพื่อให้เด็กได้คิดค้นความรู้ด้วยตนเองด้วย
การแสดงเร่ืองราวจากประสบการณ์จริงตามลำดับ ข้อคำถามสำคัญที่กำหนดเป็นแนวทาง
การดำเนินเร่อื งแตล่ ะตอน
จากความหมายของการเรียนการสอนด้วยเทคนิคการสอนแบบสตอรีไลน์ (Story line)
ของนักวิชาการข้างต้นสามารถสรปุ ได้ว่า เป็นการจัดกิจกรรมการเรียนการโดยมีการผูกเร่ืองแต่
ละตอนให้เกิดขึ้นอย่างต่อเน่ืองและเรียงลำดับเหตุการณ์หรือเรียกว่ากำหนดเส้นทางการ
เดินเร่ือง (Topic Iine) และใช้คำถามหลัก (Key question) เป็นตัวนำสู่การให้นักเรียนสร้างและ
แสวงหาองคค์ วามรู้ดว้ ยตนเองตามเป้าหมายและสามารถถ่ายโอนความรไู้ ด้
25
2. องคป์ ระกอบและลักษณะเฉพาะของสตอรไี ลน์
การสร้างเร่ืองหรือเส้นทางเร่ืองในสตอรีไลน์ เป็นการดำเนินเรื่องที่ต่อเนื่อง โดยมี
คำถามหลักเป็นตัวนำสู่การให้นักเรียนทำกิจกรรมอย่างหลากหลายเพื่อแสวงหาความรู้ด้วย
ตนเอง ซึ่ง วลัย พานิช (2547, หน้า 34-36) กล่าวถึงองค์ประกอบของสตอรีไลน์ไว้ว่า การ
สร้างเรื่องในสตอรีไลน์น้ันเป็นการดำเนินเร่ืองหรือผูกเร่ืองที่มีการผูกเรื่องประดุจเส้นเชือก โดย
มีคำถามหลัก (Key Question) เป็นตัวเชื่อม ซึ่งองค์ประกอบของเร่ืองที่จะทำให้เกิดสตอรีไลน์
จะต้องมี 4 องคป์ ระกอบ ดังน้ีล
1) การจดั ฉาก (Setting the Scene) เป็นการระบุเวลา สถานที่ สิ่งแวดล้อมตา่ ง ๆ
2) ตัวละคร (Character) ซึ่งเป็นผู้ทีเ่ กี่ยวข้องกับฉากหรือเหตกุ ารณ์ในข้อที่ 1
3) การดำเนินชีวิต (A Way of Life) เป็นการดำเนินชีวิตหรือเป็นเร่ืองราวของตัว
ละครในข้อที่ 2
4) มีเหตุการณ์สำคัญเกิดขึ้น หรือมีปัญหาที่ต้องแก้ไข (Events, Incidents, or Real
Problems to be Solved)
พิมพันธ์ เดชะคุป และพเยาว์ ยินดีสุข (2545) กล่าวถึง องค์ประกอบที่สำคัญใน
การสอนแบบ Storyline ได้แก่
1) ตัวละคร หมายถึง บุคคลหรือสง่ิ ของที่เกี่ยวข้องกับเรือ่ งราวที่ผูกขึ้นมา
2) จาก หมายถึง การระบลุ กั ษณะของสถานทีแ่ ละสิง่ แวดล้อมทีป่ รากฎ
3) การดำเนินชีวิต หมายถึง การดำเนินชีวติ ของตวั ละคร ว่า ใครทำอะไรบ้าง
4) เหตุการณ์หรือปัญหาที่เกิดขึ้น หมายถึง เหตุการณ์ที่ดำเนินชีวิตของละคร เช่น
เหตุการณ์อะไรที่เป็นปกติ เหตุการณ์อะไรที่ต้องแก้ไข เหตุการณ์อะไรที่ต้องดีใจ หรือแสดง
ความยินดตี ามหวั เรอื่ ง
นอกจากนี้ พิมพันธ์ เคชะดุปต์ และพเยาว์ ยินดีสุข (2545, หน้า 121-123) ยังได้
อธิบายถึงลกั ษณะเฉพาะของวธิ ีการสอนแบบสตอรีไลน์ ดงั น้ี
1) มีการกำหนดเส้นทางการเดินเร่ือง (Topic line) และการจัดการเรียนเป็นตอน
เป็นองค์หรือฉาก (Episode) ในแต่ละตอนมีการใช้คำถามหลัก (Key questions) เป็นตัวกำหนด
กิจกรรม เพื่อให้นักเรียนใช้กระบวนการอนั ก่อให้เกิดการเรยี นรู้
2) มเี หตุการณ์ (Incidens) หรอื ปัญหาเกิดขนึ้ เพือ่ ให้นักเรียนได้เรียนรู้และแก้ปัญหา
3) เส้นทางเดินเร่อื งที่กำหนดตอ้ งมอี งคป์ ระกอบสำคัญ ดังตอ่ ไปนี้
3.1 กำหนดฉาก (Setting the scene) โดยระบุสถานทีแ่ ละเวลาโคยเฉพาะ
3.2 ตัวละคร (Character) อาจเปน็ คนหรอื เปน็ สตั ว์
26
3.3 วถิ ีดำเนินชีวติ (A way of life) เพือ่ ใชศ้ กึ ษา
3.4 เหตกุ ารณ์ (Incidents) ปัญหาที่ตอ้ งแก้ไข (Problems to be solved)
อรรถพล อนันตวรสกุล (2542, หน้า 5-6) ได้กล่าวถึงลักษณะเฉพาะของวิธีการสอน
แบบสตอรีไลน์ ดงั น้ี
1) มีเส้นทางเดินเรือ่ ง (Topic line) ที่ดำเนนิ เรือ่ งอย่างมเี หตผุ ลและมีการเรียงลำดบั
2) ขั้นตอนที่ประกอบด้วยองค์ประกอบท้ัง 4 คือ 1. ฉาก 2. ตัวละคร 3. วิถีชีวิต
4. เหตุการณ์สำคัญ มีคำถามหลักเป็นตัวเชื่อมโยงแต่ละฉาก ซึ่งผู้เรียนต้องมีส่วนเกี่ยวข้องใน
การทำกิจกรรมตา่ ง ๆ
3) มีการบูรณาการองค์ความรู้ ทักษะและกระบวนการการเรียนรู้จากหลาย
สาขาวิชา
4) มีการเช่ือมโยงองค์ความรู้และกระบวนการเรียนรู้จากห้องเรียนออกไปสู่ชุมชน
และชีวติ จรงิ ของผเู้ รียน
5) ผเู้ รียนได้เรียนรู้จากการฝึกปฏิบัติจริงจากสถานการณต์ ่าง ๆ
6) ผู้เรียนได้เรียนรู้อย่างเป็นธรรมชาติ สนุกสนาน มีชีวิตชีวา มีความสุขและ
ตระหนักในคุณค่าของการเรียนรู้
7) ผู้เรียนเป็นศูนย์กลางของการเรียนรู้เน้นให้ผู้เรียนเป็นผู้สร้างองค์ความรู้ด้วย
ตนเอง โดยการแสวงหาคำตอบจากคำถามหลักที่ผู้สอนกำหนดข้ึน
8) ผเู้ รียนได้เรียนรผู้ า่ นกระบวนการกลุ่ม โดยส่งเสริมการเรียนแบบร่วมมอื
9) ส่งเสริมให้ผู้เรียนได้ใช้จินตนาการและความคิดสร้างสรรค์ตลอดจนมุ่งพัฒนา
การคิดอยา่ งมีวจิ ารณญาณ และทกั ษะการตดั สินใจผ่านกิจกรรมตา่ ง ๆ
10) ส่งเสริมให้ผู้เรียนได้แสดงความสามารถในการเรียนรู้ของตนเองอย่างเต็มตาม
ศกั ยภาพ
จากข้อมูลข้างต้นสามารถสรุปได้ว่า องค์ประกอบสำคัญของการสอนแบบสตอรีไลน์
คือ ฉาก ตัวละคร วิถีการดำเนินชีวิต และเหตุการณ์สำคัญ โดยลักษณะเฉพาะของวิธีการสอน
แบบสตอรีไลน์ คือ เป็นกระบวนการกิจกรรมการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ โดยมี
การกำหนดเส้นทางการเดินเร่ือง และมีคำถามหลักเป็นตัวนำให้นักเรียนสร้างและแสวงหา
องคค์ วามรู้ดว้ ยตนเองตามเป้าหมาย ภายใต้องคป์ ระกอบสำคญั ทั้ง 4 องค์ประกอบ
27
3. การวางแผนการจดั การเรียนรแู้ บบสตอรีไลน์
การวางแผนการจัดการเรียนรู้น้ันส่งเสริมให้ผู้เรียนได้เรียนรู้ด้วยความรู้สึกอยากรู้
อยากเรียน และเป็นเจ้าของการเรียนรู้ที่แท้จริงภายใต้การกำกับดูแลของครูผู้สอนที่
เปรียบเสมือนโค้ช ซึ่ง จันทร์ชลี มาพุทธ (2546, หน้า 5-6) กล่าวถึง การวางแผนการจัด
การเรียนรแู้ บบสตอรีไลน์ มีขนั้ ตอน ดังนี้
1) เตรียมหัวเร่ือง (Topic) ทีจ่ ะใช้สอน ชื่อหัวเร่ืองนี้คือการสร้างมโนทัศน์ (Concept)
ที่ผู้สอนต้องการให้ผู้เรียนได้เรียนรู้หัวข้อน้ัน อาจได้มาจากหนังสือเรียนที่ใช้อยู่ ซึ่งการเลือก
หัวข้อโดยผู้สอนควรปฏิบัติ ดังน้ี
1.1 สอดคล้องกบั เนือ้ หาหลักสตู ร
1.2 ชว่ ยขยายขอบเขตความรใู้ ห้ผู้เรยี นมีโอกาสที่จะสร้างองคค์ วามรู้ดว้ ยตนเอง
1.3 หัวเร่ืองน้ัน ๆ จะพัฒนาความรู้ ทักษะ ทัศนคติเพราะสตอรีไลน์เป็นการสอน
แบบบูรณาการ
1.4 หัวข้อน้ันควรมีโครงสร้างสำคัญที่เกี่ยวกับเน้ือหาสาระที่เป็นความรู้ซึ่งผู้เรียน
จะได้จากการเรียนรู้ด้วยตนเอง ตลอดจนได้พัฒนาท้ังสติปัญญาและทักษะ เช่น ทักษะทางด้าน
ภาษา ทักษะการค้นหาและการประเมนิ ข้อมลู ทกั ษะกระบวนการคิด และทักษะด้านสังคม
2) เตรียมการผูกเร่ืองพร้อมการดำเนินเร่ืองสตอรีไลน์และแบ่งเขียนเป็นฉาก ๆ
โดยคำนึงถึง 4 องค์ประกอบ คือ ฉาก ตัวละคร การดำเนินชีวิตและเหตุการณ์สำคัญ ซึ่ง
เรื่องราวอาจเป็นเร่ืองจริงหรือจินตนาการ โดยผู้สอนต้องพัฒนาหัวข้อ (Topic) และเนื้อเร่ืองให้
ท้ัง 2 อย่างไปด้วยกันจะต้องมีความคิดพื้นฐาน (Plot) ว่าจะต้องมีเหตุการณ์ใดบ้าง แต่ต้อง
คำนึงถึง 4 องค์ประกอบเป็นสำคญั โดยผสู้ อนจะต้องเปน็ ผู้ทำหน้าที่ผูกเร่ืองราวการดำเนินเรือ่ ง
และผเู้ รียนเปน็ ผู้สรา้ งรายละเอียดดว้ ยการลงมอื กระทำกิจกรรมต่าง ๆ
3. ต้ังคำถามหลักหรือคำถามสำคัญ (Key Questions) ซึ่งจะทำหน้าที่เชื่อมโยง
การดำเนินเรื่องในแต่ละฉากและเป็นตวั กระตุ้น หรอื เปิดประเด็นให้ผเู้ รียนได้คิดวิเคราะห์และลง
มือปฏิบัติ ซึ่งจะนำไปสู่การเรียนรู้ กล่าวได้ว่า คำถามหลักเป็นสิ่งสำคัญที่ทำให้เกิดกิจกรรม
การเรียนรขู้ องผเู้ รียน ทั้งนี้ ลกั ษณะของคำถามหลกั ควรมลี กั ษณะ ดงั น้ี
3.1 กระตนุ้ ให้เกิดมโนทัศน์ของหวั ขอ้ หรอื โครงเร่อื งนน้ั ๆ
3.2 คำตอบหรือคำถามควรมีหลากหลายโดยให้ผู้เรียนได้ใช้ความคิดวิเคราะห์
และเสนอแนวคิดต่าง ๆ
3.3 กระตุ้นให้ผู้เรียนสามารถใช้ทักษะความคิดหลากหลาย เช่น การวิเคราะห์
การจนิ ตนาการ การสรปุ และการประเมิน
28
3.4 กระตุ้นให้ผู้เรียนหาคำตอบด้วยการสืบค้นหาข้อมูลต่าง ๆ เปิดโอกาสให้
ผเู้ รียนได้แสดงทกั ษะหรอื ประสบการณ์การเรยี นรู้ตา่ ง ๆ ทีม่ ี
4) จัดกิจกรรมให้ผู้เรียนได้ตอบคำถามหลัก โดยเป็นกิจกรรมที่เน้นให้ผู้เรียนได้ลง
มือปฏิบัติเอง ซึ่งกิจกรรมที่จัดน้ันต้องเป็นกิจกรรมที่เสริมแรงหรือสร้างแรงจูงใจ (Motivation)
ให้ผู้เรยี นมีบทบาทกระตอื รอื ร้นใฝร่ ู้ (Active) มากกวา่ เป็นผู้รับจากครูอยา่ งเดียว (Passive)
5) ลักษณะการจัดกิจกรรมในชั้นเรียน เป็นการจัดให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมในการเรียน
การสอน อาจจัดได้หลายรูปแบบ เช่น กลุ่มย่อย ท้ังชั้น รายบุคคลหรือรายคู่ เป็นต้น การจัด
กิจกรรมต้องคำนึงถึงชนิดหรือประเภทของกิจกรรม เวลาทำงาน ดูความเหมาะสม เรื่องความรู้
ความสามารถ ทั้งน้ี สตอรี่ไลน์จะเน้นเรื่องของการร่วมใจกนั ทำงาน (Co-Operative) และทำงาน
ร่วมกนั เปน็ ทีม (Team Work)
6) การประเมินผลจากคำถามหลักและกิจกรรม จัดโดยประเมินจากการสังเกต
พฤติกรรมพัฒนาการต่าง ๆ ของผู้เรียน และผลงานที่ผู้เรียนได้ทำ ข้ันการประเมินมีท้ังแบบเป็น
ทางการและไม่เป็นทางการ และสามารถประเมินผลได้ตลอด เพราะการเรียนรู้ทางสังคมของ
ผเู้ รียนอาจเกิดข้ึนได้โดยผสู้ อนเองไม่ได้วางแผนไว้
7) การกำหนดระยะเวลาสอน เป็นหน้าที่ของผู้สอนที่ต้องมีความยืดหยุ่นแล้วแต่
หัวข้อเร่ือง โดย อรทัย มูลคำ (2544, หน้า 46-49) กล่าวถึงลักษณะสำคัญของการวางแผน
การจดั การเรียนรู้ที่ดีควรตอบคำถามต่อไปนีใ้ ห้ได้
7.1 ในการสอนเรื่องนั้นต้องการให้ผู้เรียนเกิดคุณสมบัติอะไรบ้าง คำถามนี้เพื่อให้
ครกู ำหนดจุดประสงคก์ ารเรียนรู้ที่ชดั เจนและนำไปส่ผู ลการเรยี นรู้ตามจุดประสงค์ได้จริง
7.3 ผู้สอนมีบทบาทอย่างไร คำถามนี้เพื่อให้ครูสามารถระบุพฤติกรรมผู้สอนใน
การอำนวยความสะดวกแก่ผเู้ รียนไว้ชดั เจน
7.4 จะใช้สื่อ/อุปกรณ์หรือแหล่งเรียนรู้อะไรบ้างและใช้อย่างไร น่ันคือกำหนดสื่อ/
อุปกรณก์ ารเรียนรหู้ รอื แหลง่ เรียนรู้ไว้อย่างชดั เจน
7.5 จะรู้ได้อย่างไรว่าผู้เรียนเกิดคุณสมบัติตามดวามต้องการแล้ว น่ันคือ วิธี
วดั ผลและประเมินผล ควรชดั เจนตามจุดประสงคก์ ารเรียนรู้
การวางแผนการจัดการเรียนรู้แบบสตอรีไลน์จะช่วยส่งเสริมให้ผู้เรียนมีโอกาสที่จะ
สร้างองค์ความรู้ด้วยตนเองด้วยการลงมือปฏิบัติเอง จากการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่เสริมแรง
หรือสร้างแรงจูงใจ (Motivation) ให้ผู้เรียนมีบทบาทกระตือรือร้นใฝ่รู้ (Active) มากกว่าเป็นผู้รับ
จากครูผสู้ อนเพียงอยา่ งเดียว (Passive)
29
4. จุดเด่นและประโยชน์ของสตอรีไลน์
Bell & Fifeld (1966, อ้างใน ชนาธิป พรกุล, 2544, หน้า 170-172) ได้กล่าวถึง
จดุ เด่นของเทคนิคการสอนแบบสตอรี่ไลน์ ดังน้ี
1) เป็นวิธีการที่ยึดผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง ในตอนต้นบทเรียนผู้สอนใช้ความรู้
ความคิด และประสบการณเ์ ดิมของผู้เรยี นมาเป็นตวั กำหนดหัวเรื่อง
2) เป็นวิธีการที่สร้างชีวิตชีวา โดยผู้เรียนมีส่วนร่วมในการสร้างบทเรียนอย่าง
กระตือรือร้น บทเรียนที่เกิดขึ้นให้โอกาสผู้เรียนใช้ประสาทสัมผัสต่าง ๆ ในการสำรวจ
สิ่งแวดล้อมรอบตวั และแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับสิ่งที่เขาค้นพบ
3) เป็นวิธีการสร้างแรงจูงใจได้มาก ผู้เรียนมีส่วนร่วมในการกำหนดเส้นทาง
เดินเรือ่ ง ด้วยการสร้างฉากและบุคคลทีอ่ าศยั อยใู่ นฉาก
4) เป็นวิธีการที่ช่วยจัดโครงสร้างให้ท้ังผู้เรียนและผู้สอน โดยให้ความเชื่อม่ันต่อ
การเรียนรู้ที่เกิดขึ้น ผู้เรียนจะรู้สึกผูกพันกับเร่ืองที่เขาสร้าง ส่วนผู้สอนจะอาศัยโครงเร่ืองที่คิด
ขนึ้ มานำมาจดั โครงสร้างกิจกรรม
5) เป็นวิธีการที่ส่งเสริมความเคารพซึ่งกันและกันระหว่างผู้เรียนและผู้สอน ผู้สอน
วางแผนสร้างเร่ือง ผู้เรียนนำแผนมาจินตนาการ ลงมือปฏิบัติทำให้เกิดชีวิต โดยมีผู้สอนคอยให้
ความช่วยเหลือ และทำงานร่วมกับผู้เรียนเป็นการพึ่งพากันเพื่อช่วยกันทำให้เร่ืองดำเนินไป
ข้างหน้า
6) เป็นวิธีการที่นำเทคโนโลยีที่ทันสมัยมาใช้ แม้ผู้สอนบางคนไม่ถนัดที่จะใช้
เทคโนโลยี แตเ่ มอ่ื เรอ่ื งที่ผู้เรียนสร้างดำเนินไปและเกิดความจำเป็นที่ต้องใช้เทคโนโลยี ท้ังผู้สอน
และผเู้ รียนกต็ ้องช่วยกนั ศกึ ษาหาความรู้
7) เป็นวิธีการที่ช่วยผู้สอนแก้ปัญหาต่าง ๆ ของผู้เรียนแต่ละคน เช่น ผู้เรียนมี
ปัญหาพัฒนาการทางภาษา ขณะที่ผู้เรียนทำกิจกรรมพัฒนาภาษา ผู้สอนมีโอกาสช่วยแก้ไข
ผู้เรียนได้มาก และในการใช้วิธีการแก้ปัญหาแบบปลายเปีดก็เป็นโอกาสให้ผู้เรียนที่เก่งใช้
ความคิดระดบั สูงและพัฒนาความคิดได้เต็มศักยภาพ
8) เป็นวิธีการที่เปิดโอกาสให้มีการเรียนรู้แบบร่วมมือ ในแต่ละผลการเรียนรู้
ผสู้ อนเปน็ ผู้กำหนดกลมุ่ ทำงาน มีทั้งการทำงานเปน็ คู่ กลุม่ 3 คน กลุ่ม 5 คน เป็นต้น
30
ส่วนประโยชน์ของสตอรี่ไลน์ Bell and Fifld (1998, อ้างใน กมลวรรณ โคตรทอง,
2557, หนา้ 61-62) กล่าวถึงข้อดขี องการจัดการเรียนรู้ Storyline ไว้ดังนี้
1) เป็นการจัดการเรียนรู้แบบผเู้ รียนเป็นศูนย์กลาง
2) เป็นวิธีการจัดการเรียนรู้ที่ผู้เรียนได้ลงมือปฏิบัติ นักเรียนได้ลงมือปฏิบัติในการ
สร้างความรู้ด้วยตนเอง เร่ืองราวที่สร้างขึ้นจะเปิดโอกาสให้เด็กได้ใช้ประสาทสัมผัสทุกส่วน
ในการสำรวจสภาพแวดล้อมและการแสดงแนวคิดเกี่ยวกบั สิง่ ทีเ่ ขาค้นพบ
3) ช่วยเสริมแรงจูงใจ นักเรียนจะรู้สึกเป็นอิสระในการสร้างฉากของเร่ืองราว ซึ่ง
ส่วนใหญ่จะเปน็ สถานทีท่ ี่เขาสรา้ งข้ึนมา หรอื เปน็ บุคคลที่อาศยั อยูใ่ นสถานทีน่ ้ัน ๆ
4) ช่วยสร้างความม่ันใจให้กับครูและนักเรียน ครูและนักเรียนจะมีความมั่นใจ
เพิ่มขึ้นเม่ือพวกเขาประสบความสำเร็จในการปฏิบัติงาน โดยนักเรียนจะได้แรงสนับสนุนจาก
การจัดการเรียนรู้วิธีสตอรีไลน์ที่พวกเขาได้มีส่วนร่วม ส่วนครูก็สามารถสร้างกิจกรรมขึ้นเป็น
ชุดของเรอ่ื งราวต่าง ๆ ตามหวั ขอ้ เดียวกบั ที่เด็กได้ทำกิจกรรม
5) ช่วยเชื่อมโยงทักษะพื้นฐานเข้ากับประสบการณ์ในชีวิตจริง การเรียนรู้และ
ทำงานภายใต้หัวข้อที่ได้รับมอบหมายจะเปิดโอกาสให้นักเรียนได้ฝึกฝนทักษะพื้นฐานแบบเดิม
ซ้ำแล้วซ้ำอีกโดยไม่มีความเบื่อหน่าย นอกจากนั้นทักษะดังกล่าวยังสอดคล้องกับชีวิตของ
ผเู้ รียน ซึง่ การได้ทำงานเหล่านเี้ ป็นบทพิสจู น์การใช้ประโยชนข์ องทกั ษะเหล่าน้ี
6) ชว่ ยให้เดก็ ได้เรียนรู้สิง่ ตา่ ง ๆ นอกเหนือจากหลักสตู ร (สิ่งทีห่ ลักสูตรไม่สามารถ
สอนได้) เมื่อเด็กได้สร้างสภาพแวดล้อม หรือสถานการณ์จำลองขึ้นมาตามจินตนาการของเขา
เขาสามารถที่จะเรียนรู้เร่อื งราวตา่ ง ๆ ได้อย่างหลากหลาย เชน่ การดถู กู เหยีอดหยามในสงั คม
ความสัมพันธ์ในครอบครัวการเมือง ฯลฯ ประเด็นเหล่านี้จะนำมาแสดงในรูปของบทบาทสมมติ
ทำให้ไม่มีลกั ษณะของความรุนแรงเกิดขึ้น เด็ก ๆ สามารถยอมรับบุคลิกของตัวละครที่เขาสร้าง
ขึน้ ได้
7) ช่วยสร้างความรู้สึกที่ดีซึ่งกันและกันระหว่างครูกับนักเรียน ครูมีบทบาทเป็น
เพียงแต่ผอู้ ำนวยความสะดวก และให้ความช่วยเหลือผเู้ รียนเท่าน้ันนักเรียนจะอาศัยครูเป็นผู้นำ
กิจกรรม ส่วนครูจะอาศัยการทำงานและการมีส่วนร่วมในกิจกรรมของผู้เรียนในการดำเนิน
เรือ่ งราวการจดั การเรียนรู้วธิ ีสตอรีไลน์
8) เป็นวิธีที่สอดคล้องกับการใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัย เด็กจะได้ใช้อุปกรณ์ต่าง ๆ
ด้วยความม่ันใจและจะมีทักษะเพิ่มขนึ้ เมือ่ พวกเขาไดฝ้ กึ ฝนบ่อยครั้ง
9) ช่วยให้ครูจัดระดับความยากงา่ ยของเน้ือหาได้เหมาะสมกบั ผเู้ รียนแต่ละคน
10) เปิดโอกาสใหเ้ ด็กได้มกี ารเรียนรแู้ บบร่วมมอื
31
11) ชว่ ยกำหนดรูปแบบของการฝึกฝนที่เหมาะสม
12) มงุ่ ความสำคญั ในการกระตุ้นให้เดก็ ได้พฒั นารูปแบบแนวคิดของเขาเอง
13) เป็นวิธีการเรียนรโู้ ดยการบรู ณาการหลกั สูตรต่าง ๆ เข้าด้วยกัน
จากประโยชน์ของการเรียนการสอนแบบสตอรีไลน์จะเห็นได้ว่าส่งผลดีท้ังต่อผู้เรียน
และผู้สอน ดังที่ อรทัย มูลคำ และคณะ (2543, หน้า 32) กล่าวถึงประ โยชน์ของสตอรีไลน์ว่า
ให้ความสนุกสนานแก่ผู้เรียนและผู้สอน ช่วยสร้างแรงจูงใจในการเรียน ช่วยให้ผู้เรียนมี
พัฒนาการในตนเอง ทั้งด้านการค้นคว้าหาความรู้ ความรับผิดชอบ การแลกเปลี่ยนความ
คิดเห็นและการยอมรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น ตลอดจนการเห็นคุณค่าในความสามารถของ
ตนเอง ส่งผลตอ่ การสร้างบรรยากาศทีเ่ น้นผเู้ รียนเปน็ ศูนย์กลาง
งานวจิ ยั ท่เี กีย่ วข้อง
งานวิจัยที่เกีย่ วข้องกับการวิจัยเรอ่ื ง การใช้เทคนิคการสอนแบบสตอรีไลน์ (Story line)
เพื่อส่งเสริมการอ่านจับใจความสำคัญจากโคลงสุภาษิตอิศปปกรณำ ของนักเรียนชั้น
มัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยพะเยา ได้แก่ งานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการอ่านจับ
ใจความสำคัญ และงานวิจยั ทีเ่ กีย่ วข้องกบั เทคนิคการสอนแบบสตอรีไลน์ ดังน้ี
1. งานวิจยั ทเ่ี กี่ยวข้องกบั การอา่ นจบั ใจความสำคัญ
ธัญมาส ตันเสถียร (2544, หน้า 2) ได้ศึกษาการใช้วิธีอ่านเร่ืองเพื่อพัฒนาการอ่าน
จับใจความของนักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนสอาดเผดิมวิทยา จังหวัดชุมพร ที่มี
ความสามารถทางการอ่านต่ำกว่าระดับเฉลี่ย โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาพัฒนาการในการ
อ่านจับใจความของนักเรียนที่มีความสามารถทางการอ่านต่ำกว่าระดับเฉลี่ย และเพื่อ
เปรียบเทียบคะแนนผลสมั ฤทธิ์การอ่านจบั ใจความระหว่างคะแนนก่อนเรียนและหลังเรียน กลุ่ม
ตัวอย่าง คือ นักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปีที่ 1 ปีการศกึ ษา 2543 โรงเรียนสอาดเผดิมวิทยา จงั หวัด
ชุมพร จำนวน 50 คน เคร่ืองมือที่ใช้ในการวิจัย มีดังนี้ 1) แผนจัดการเรียนรู้ และ 2)
แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์การอ่านจับใจความ ผลการวิจัยพบว่านักเรียนมีความสามารถ
ทางการอ่านตำ่ กว่าระดบั เฉลี่ยที่เรียน โดยวิธีอ่านเร่อื งมีพัฒนาการในการอ่านจับใจความสงู ขึ้น
และค่าเฉลี่ยของคะแนนผลสัมฤทธิ์ในการอ่านจับใจความก่อนเรียนและหลงั เรียนแตกต่างอย่าง
มีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 โดยคะแนนหลงั เรียนสงู กว่าคะแนนก่อนเรียน
32
วารุณี อุดมธาดา (2533) วิจัยเร่ือง การสอนอ่านผสมผสานกิจกรรมการอ่าน KWL
กับกิจกรรมการสอนโครงสร้างความเรียง ที่มตี ่อความสามารถในการอา่ นจบั ใจความภาษาไทย
ของนักเรียนช้ันประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนชุมชนและโรงเรียนวัดบ้านแขม จังหวัดลำปาง
วัตถุประสงค์ในการวิจัย คือ ศึกษาผลของการสอนอ่านผสมผสานกิจกรรมการอ่าน KWL กับ
กิจกรรมการสอนโครงสร้างความเรียง ศึกษาผลของความสามารถในการอ่านจับใจความภายา
ไทยของนักเรียนที่เรียนโดยการผสมผสาบกิจกรรมการอ่าน KWI กับกิจกรรมการสอน
โค ร งส ร้ า งค ว า ม เรี ย ง ร ะ ห ว่ า ง ก ลุ่ ม ที่ ใ ช้ แ ผ น ภู มิ ป ร ะ ก อ บ ก า ร อ่ า น กั บ ก ลุ่ ม ที่ ไม่ ใช้ แ ผ น ภู มิ
ประกอบการอ่าน กลุ่มตัวอย่างคือ นักเรียนช้ันประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนชุมชนและโรงเรียน
วัดบ้านแขม จังหวัดลำปาง เคร่ืองมือที่ใช้ในการวิจัยมีดังนี้ 1) แผนจัดการเรียนรู้ และ 2)
แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์การอ่านจับใจความ ผลการวิจัยพบว่า หลังจากที่ได้รับการสอนอ่าน
แล้วนักเรียนกลุม่ ทีเ่ รียน โดยการผสมผสานการอ่าน KWL กบั กิจกรรมการสอนโครงสร้างความ
เรียง มีคะแนนความสามารถการอ่านจับใจความภาษาไทยสูงกว่าก่อนได้รับการสอน อย่างมี
นัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 กลุ่มที่เรียนโดยการผสมผสานการอ่าน KWL กับกิจกรรมการ
สอนโครงสร้างความเรียงโดยใช้แผนภูมิประกอบการอ่านมีคะแนนความสามารถการอ่าน
จับใจความภาษาไทยสูงกว่าก่อนได้รับการสอน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 และกลุ่ม
ที่เรียนโดยการผสมผสานการอ่าน KWL กับกิจกรรมการสอนโครงสร้างความเรียงโดยใช้
แผนภูมิประกอบการอ่าน มีคะแนนความสามารถการอ่านจับใจความภาษาไทยสูงกว่านักเรียน
ที่เรียน โดยการผสมผสานการอ่าน KWLกับกิจกรรมการสอนโครงสร้างความเรียง กลุ่มที่ไม่ใช้
แผนภูมิประกอบการอา่ น อยา่ งมีนยั สำคัญทางสถิติทีร่ ะดบั .01
2. งานวิจยั ทเ่ี กี่ยวขอ้ งกับเทคนิคการสอนแบบสตอรไี ลน์
กาญจนา มากพูน (2548) ได้ศึกษาผลการเรียนการสอนด้วยสตอรีไลน์ ที่มีต่อ
ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิซาภาษาไทย และเจตคติต่อการเรียนการสอนของนักเรียนช้ันธยมศึกษา
ปีที่ 2 การวิจัยคร้ังนี้ เป็นการวิจัยกึ่งทดลอง โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาผลของการเรียน
การสอนด้วยวิธีสตอรีไลน์ที่มีต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาษาไทยของนักเรียนช้ันมัธยมศึกษา
ปีที่ 2 2) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาษาไทยของนักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปีที่ 2
ระหว่างกลุ่มที่เรียนด้วยวิธีสตอรี่ไลน์และกลุ่มที่เรียนด้วยวิธีการสอนแบบปกติ และ 3) ศึกษา
เจตคติของนักเรียนต่อการเรียนการสอนวิชาภาษาไทยด้วยวิธีสตอรีไลน์ ตัวอย่างประชากร คือ
นกั เรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนชลบุรี “สขุ บท” สังกัดสำนกั งานเขตพืน้ ที่การศึกษาชลบุรี
เขต 1 แบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มทดลองจำนวน 47 คน เรียนด้วยวิธีสอนแบบสตอรี่ไลน์ และ
กลุ่มควบคุมจำนวน 47 คน เรียนด้วยวิธีสอนแบบปกติโดยใช้แผนการจัดการเรียนรู้ 2 แบบ คือ
33
แผนการจดั การเรียนรู้ด้วยวิธีสอนแบบสตอรีไลน์จำนวน 8 แผน และแผนการจดั การเรียนรู้ด้วย
วิธีสอนแบบปกติจำนวน 8 แผน เคร่ืองมือที่ใช้ในการวิจัยมี 2 ชุด คือ 1) แบบทดสอบวัด
ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาษาไทย ซึ่งมีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.85 ค่าความยากง่ายอยู่
ในช่วง 0.28-0.78 และค่าอำนาจจำแนกอยู่ในช่วง 0.25-0.72 และ 2) แบบวัดเจตคติต่อ
การเรียนการสอนภาษาไทยด้วยวิธีสตอรีไลน์ รวมท้ังแบบสัมภาษณ์ความคิดเห็นต่อการเรียน
การสอนภาษาไทยด้วยวิธีสตอรีไลน์ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการหาค่ามัชฌิมเลขคณิต (x̅) ส่วน
เบียงเบนมาตรฐาน (S.D.) ค่าอัตราส่วนวิกฤต (t-test) ค่าร้อยละและการวิเคราะห์เน้ือหา
ผลการวิจัยสรุปได้ ดังนี้ 1) นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ที่เรียนวิชาภาษาไทยด้วยวิธีสอนแบบ
สตอรี่ไลน์มีคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาษาไทยสูงกว่าก่อนการทดลองอย่างมี
นัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2) นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 กลุ่มที่เรียนวิชาภาษาไทยด้วย
วธิ ีสอนแบบสตอรี่ไลน์มีคะแนนผลสมั ฤทธิ์ทางการเรียนสูงกว่ากลุ่มที่เรียนวิชาภาษาไทยด้วยวิธี
สอนแบบปกติอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 3) นักเรียนที่เรียนวิชาภาษาไทยด้วยวิธี
สอนแบบสตอรไ์ ลนม์ ีเจตคติทีด่ ีต่อการเรียนการสอนวิชาภาษาไทยในระดบั มาก
วรรณวิไล เช้ือมหาวัน (2550) ได้ทำการศึกษาการใช้รูปแบบการสอนแบบสตอรีไลน์
ในหน่วยการเรียนรู้เร่ือง สังข์ทอง ที่ปรากฎบนจิตรกรรมฝาผนังในวิหารลายคำวัดพระสิงห์
สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนพระหฤทัย จังหวัดเชียงใหม่ มีวัตถุประสงค์เพื่อ
พัฒนารูปแบบการสอนแบบสตอรีไลน์ในหน่วยการเรียนรู้เร่ือง สังข์ทองที่ปรากฏบนจิตรกรรม
ฝาผนังในวิหารลายคำ วัดพระสิงห์ วิซาภาษาไทย ตามหลักสูตรสถานศึกษาโรงเรียนพระหฤทัย
จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อศึกษาผลของการใช้รูปแบบการสอนแบบสตอรีไลน์ในการสอน คือ ศึกษา
ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของผู้เรียนโดยการเขียนความเรียง ศึกษาผลการใช้กระบวนการเรียนรู้
โดยเน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง การเรียนแบบร่วมมือและศักยภาพของผู้เรียนจากผลงานหนังสือ
ทำมือ ประชากรในการวิจัย คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนพระหฤทัย จังหวัด
เชียงใหม่ เครื่องมือในการวิจัย คือ แผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบการสอนแบบสตอรีไลน์
จำนวน 4 หน่วยการเรียน แบบประเบินผลตามสภาพจริงจำนวน 6 ฉบับ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้
ค่าความถี่ร้อยละ ทดสอบ t-test ทำการวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้โปรแกรมสำเร็จรูปทางสถิติ ผล
การศึกษาสรุปได้ว่า การใช้รูปแบบการสอนแบบสตอรีไลน์ เป็นวิธีการสอนที่สามารถนำไป
พัฒนากระบวนการจัดการเรียนรู้โดยเน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง เน้นการเรียนรู้แบบร่วมมือ และ
พฒั นาศักยภาพของผู้เรียนจากผลงานหนังสือทำมือได้อย่างมีประสิทธิภาพ ผู้เรียนมีผลสัมฤทธิ์
ทางการเรียนสงู ข้ึนหลังจากการใชร้ ูปแบบการสอนแบบสตอรีไลน์
34
ศรีวิมล สุรสัมติวรการ (2551) ได้ศึกษาการพัฒนารูปแบบการเรียนการสอนบนเว็บ
วิชาสังคมศึกษาด้วยวิธีสตอรีไลน์ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างค่านิยมด้านความพอประมาณ
ตามปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 พบว่า กลุ่มตัวอย่างที่
เรียนด้วยรูปแบบการเรียนการสอนบนเว็บวิชาสังคมศึกษาด้วยวิธีสตอรีไลน์ เพื่อสร้างค่านิยม
ด้านความพอประมาณตามปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง มีคะแนนคำนิยมด้านความ
พอประมาณตามปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคญั ทาง
สถิติที่ระดับ .05 กลุ่มตัวอย่างที่เรียนด้วยรูปแบบการเรียนการสอนบนเว็บวิชาสังคมศึกษาด้วย
วธิ ีสตอร์ไลน์เพื่อสร้างคำนิยมด้านความพอประมาณตามปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง สำหรับ
นักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปีที่ 3 มคี ะแนนคำนิยมด้านความพอประมาณตามปรัชญาของเศรษฐกิจ
พอเพียงหลังเรียนสูงกวา่ ก่อนเรียนอย่างมนี ยั สำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
สุวรรณ แก้วโสภา (2551) ได้ศึกษาผลการจัดกิจกรรมการเรียนด้วยวิธีสตอรีไลน์
พัฒนาทักษะการแสวงหาความรู้และการทำงาน กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและ
เทคโนโลยีงานเกษตรของนักเรียนชั้นประถมศกึ ษาปีที่ 4 โรงเรียนบ้านดูนเลา สำนักงานเขตพืน้ ที่
การศึกษาอุดรธานี เขต 2 พบว่า หลังการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบสตอรีไลน์ผู้เรียนมีความรู้
ความเข้าใจ โดยในการเพาะเห็ดนางฟ้า ประโยชน์ของเห็ดนางฟ้า และนำแนวคิดเศรษฐกิจ
พอเพียงไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน ผู้เรียนมีผลการเรียนในระดับคุณภาพดี คิดเป็นร้อยละ
85 ทักษะกระบวนการทำงานและการจัดการเกี่ยวกับเศรษฐกิจพอเพียงประยุกต์ใช้ในกิจวัตร
ประจำวันอย่างยั่งยืน มีระดับคุณภาพดี คิดเป็นร้อยละ 75 และคุณลักษณะที่พึงประสงค์ ของ
ผเู้ รียนอยใู่ นระดบั ดี คิดเป็นรอ้ ยละ 80
จากการศึกษางานวิจัยข้างต้น ผู้วิจัยเห็นว่า ก่อนที่ผู้สอนจะจัดทำแผนการจัดการ
เรียนรู้จะต้องวิเคราะห์หลักสูตร ศึกษาเอกสารที่เกี่ยวข้อง จัดทำกำหนดการสอน และ
ดำเนินการเขียนแผนการจัดการเรียนรู้อย่างละเอียด เพื่อให้บรรลุตามวัตถุประสงค์และเกิด
ประโยชน์ต่อตัวผู้เรียนอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งผู้สอนต้องจัดกิจกรรมการเรียนการสอนให้มี
ความเหมาะสมกับวัยของผู้เรียน โดยเฉพาะนักเรียนในระดับช้ันมัธยมศึกษาตอนต้น ซึ่งควร
จัดการเรียนการสอนที่มุ่งเน้นให้นักเรียนได้ใช้กระบวนการคิด สร้างองค์ความรู้ด้วยตนเอง
มีความกระตือรือร้น ตลอดจนทำงานร่วมกับผู้อื่นได้ ดังนั้น ผู้วิจัยจึงสนใจที่จะใช้เทคนิคการสอน
แบบสตอรีไลน์ (Story line) ซึ่งทำให้ผู้เรียนเรียนรอู้ ย่างมีประสิทธิภาพและมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน
ที่ดขี ึน้
35
บทที่ 3
วธิ ีการดำเนนิ การวิจยั
การศึกษาเร่ือง การใช้เทคนิคการสอนแบบสตอรีไลน์ (Story line) เพื่อส่งเสริมการ
อา่ นจบั ใจความสำคัญจากโคลงสภุ าษิตอิศปปกรณำ ของนักเรียนชน้ั มัธยมศกึ ษาปีที่ 2 โรงเรียน
สาธิตมหาวิทยาลัยพะเยา ผู้วิจัยได้ดำเนินการวิจัยตามกระบวนการวิจัยเชิงทดลอง
(Experimental Research) โดยมขี ้ันตอนดงั น้ี
1. ประชากร
2. รปู แบบการวิจัย
3. เครือ่ งมอื ที่ใชใ้ นการวิจยั
4. การเก็บรวบรวมข้อมลู
5. การวิเคราะหข์ อ้ มูล
6. สถิตทิ ีใ่ ช้ในการวิเคราะหข์ อ้ มลู
ประชากร
ประชากรที่ใช้ในการวิจัย คือ นักเรียนระดับช้ันมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนสาธิต
มหาวิทยาลัยพะเยา จังหวัดพะเยา ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2564 จำนวน 4 ห้อง มีนักเรียน
ทั้งสิน้ 101 คน
รูปแบบการวิจยั
ผวู้ ิจัยใช้รูปแบบการวิจัย One Group โดยใช้ Pre-test และ Post-test ที่มุ่งเน้นการวิจัย
เชิงทดลองกับกลุ่มทดลองเพียงกลุ่มเดียวเท่านั้น โดยดำเนินการทดลอง แล้วศึกษาผลที่เกิด
ขนึ้ กับตัวแปรตามว่าเกิดการเปลี่ยนแปลงหรอื ไมอ่ ย่างไร
36
ตาราง 3 แสดงรูปแบบการวิจัย One Group Pre-test Post-test
กลุ่มทดลอง T1 X T2
หมายเหตุ: T1 แทน การทดสอบก่อนเรียน (Pre-test)
X แทน การทดลองสอนโดยใช้เทคนิคการสอน
แบบสตอรีไลน์ (Story line)
T2 แทน การทดสอบหลงั เรยี น (Post-test)
ทีม่ า: ปิยนุช แหวนเพชร, 2560, หน้า 80
เครือ่ งมือท่ใี ชใ้ นการวจิ ัย
การศกึ ษาในคร้ังนี้ ผวู้ ิจยั ใช้เครื่องมอื 2 ประเภท ดงั น้ี
1. เครือ่ งมือท่ใี ชใ้ นการเรียนรู้
เครื่องมือที่ใช้ในการเรียนรู้ คือ แผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้เทคนิคการสอน
แบบสตอรีไลน์ (Story line) ที่ส่งเสริมการอ่านจับใจความสำคัญจากโคลงสุภาษิตอิศป-
ปกรณำ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 จำนวน 1 แผน 4 ชั่วโมง โดยผ่านการหาค่าดัชนีความ
สอดคล้อง (IOC) จากผู้เชี่ยวชาญ 3 ท่าน ได้แก่ 1) ดร.วัชรินทร์ แก่นจันทร์ 2) นายคงอมร
เหมรัตน์รักษ์ และ 3) นายพิทยา ดวงตาดำ
2. เครือ่ งมอื ในการเก็บรวบรวมขอ้ มูล
เคร่ืองมือในการเก็บรวบรวมข้อมูล คือ แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน
ก่อนเรียนและหลังเรียนการอ่านจับใจความสำคัญ จากโคลงสุภาษิตอิศปปกรณำ ช้ันมัธยม
ศกึ ษาปีที่ 2 เรือ่ ง จำนวน 1 ฉบับ โดยผ่านการหาค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC) จากผู้เช่ียวชาญ
3 ท่าน ได้แก่ 1) ดร.วัชรินทร์ แก่นจันทร์ 2) นายคงอมร เหมรัตน์รักษ์ และ 3) นายพิทยา
ดวงตาดำ
37
การเก็บรวบรวมข้อมูล
การศึกษาครั้งนี้ ผู้วิจัยใช้ระยะเวลาที่ใช้ในการวิจัย จำนวน 4 คาบเรียน คาบเรียนละ
1 ชั่วโมง รวมการวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียน ใช้กระบวนการวิจัย
แบบ One Group โดยใช้ Pre-test และ Post-test โดยมีข้ันตอนการเก็บรวบรวมข้อมูลในการ
วิจยั ดงั น้ี
1. ชีแ้ จงรายละเอียดข้ันตอน และวธิ ีปฏิบัติในการเรียนกบั นักเรียน
2. ทดสอบก่อนเรียน (Pre-test) ด้วยแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เร่ือง
การอ่านจับใจความสำคัญจากโคลงสุภาษิตอิศปปกรณำ สำหรับนักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปีที่ 2
จำนวน 20 ขอ้ ตรวจให้คะแนนแล้วทำการจัดเกบ็ บันทึกคะแนนไว้
3. ดำเนินการสอน โดยใช้แผนการจัดการเรียนรู้ เรี่อง การอ่านจับใจความสำคัญจาก
โคลงสุภาษิตอิศปปกรณำ ช้ันมัธยมศึกษาปีที่ 2 ด้วยเทคนิคการสอนแบบสตอรีไลน์ (Story line)
ที่ผู้ศึกษาสร้างขึ้น จำนวน 1 แผน 4 ชั่วโมง รวมเวลาในการทดสอบก่อนเรียน (Pre-test) และ
การทดสอบหลังเรียน (Post-test) เก็บคะแนนระหว่างเรียนจากการประเมินคุณลักษณะอันพึง
ประสงค์ ความร่วมมือในช้ันเรียน และการทำแบบทดสอบย่อย เก็บบันทึกคะแนนจนครบทุก
แผน
4. ทดสอบหลังเรียน (Post-test) ด้วยแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน
ชดุ เดียวกันกับแบบทดสอบก่อนเรียน (Pre-test) จำนวน 20 ข้อ จากนั้นตรวจให้คะแนนแล้วทำ
การจัดเก็บบนั ทึกคะแนนไว้
5. นำคะแนนที่ได้จากการสอบนักเรียนไปวิเคราะห์ทางสถิติเพื่อสรุปผลการวิจัยตาม
ความมุง่ หมายต่อไป
การวเิ คราะหข์ ้อมูล
การศึกษาครั้งนี้ ผู้ศึกษานำข้อมูลที่ได้จากการเก็บรวบรวมมาวิเคราะห์ข้อมูล ด้วย
โปรแกรมสถิติสำเร็จรูป (SPSS) ซึ่งมขี ้ันตอนดังต่อไปนี้
1. หาค่าสถิติพื้นฐาน ได้แก่ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานของคะแนนที่ได้จาก
การทดสอบวดั ผลสัมฤทธิ์ทางการเรยี น
2. เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ระหว่างคะแนนก่อนเรียนกับหลังเรียนโดยใช้
สถิติ t-test (Dependent Samples)
38
สถิติทใ่ี ชใ้ นการวเิ คราะหข์ อ้ มูล
1. สถิติพ้ืนฐาน
1.1 ค่าเฉลี่ยของคะแนน (Mean) โดยใช้สตู ร
X =X
N
เมื่อ X แทน คา่ ของข้อมลู แตล่ ะตวั
X แทน ผลรวมของขอ้ มูลท้ังหมด
N แทน จำนวนข้อมลู ท้ังหมด
1.2 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation) โดยใช้สูตร
n xi )2
S=
xi2 − (
n(n −1)
เมื่อ S แทน สว่ นเบีย่ งเบนมาตรฐาน
X แทน ค่าของข้อมลู แต่ละตัว
N แทน จำนวนข้อมูลทั้งหมดของประชากร
แทน ผลรวม
1.3 ค่าความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหา โดยการพิจารณาหาค่าดัชนีความสอดคล้อง
(Index of Item-Objective Congruence: IOC) ของ พวงรตั น์ ทวีรตั น์ (2543, 177)
เมือ่ แทน ดัชนคี วามสอดคล้อง (คา่ ความเทีย่ งตรงเชิงเนือ้ หา)
แทน ผลรวมของการพจิ ารณาของอาจารย์ผเู้ ชย่ี วชาญ
แทน จำนวนอาจารยผ์ เู้ ช่ยี วชาญ
39
2. สถติ ิที่ใช้ในการทดสอบเปรียบเทียบทางการเรียน
สถิติที่ใช้ในการทดสอบเปรียบเทียบทางการเรียน ระหว่างคะแนนก่อนเรียนกับ
หลังเรียน ของนักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปีที่ 2 ที่เรียนรู้ด้วยแผนการเรียนรู้เร่ือง การอ่านจับ
ใจความสำคัญจากโคลงสุภาษิตอิศปปกรณำ ด้วยการสอนแบบสตอรีไลน์ (Story line) คือ สถิติ
t-test (Dependent Samples)
40
บทที่ 4
ผลการวเิ คราะหข์ อ้ มลู
การศึกษาเร่ือง “การใช้เทคนิคการสอนแบบสตอรีไลน์ (Story line) เพื่อส่งเสริมการ
อ่านจับใจความสำคัญจากโคลงสุภาษิตอิศปปกรณำ ของนักเรียนชน้ั มธั ยมศกึ ษาปีที่ 2 โรงเรยี น
สาธิตมหาวิทยาลัยพะเยา” มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลสัมฤทธิ์การอ่านจับใจความสำคัญจาก
โคลงสุภาษิตอิศปปกรณำ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โดยการใช้เทคนิค การสอนแบบ
สตอรีไลน์ (Story line) และเพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์การอ่านจับใจความสำคัญ จากโคลง
สุภาษิตอิศปปกรณำ ของชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ก่อนและหลังการใช้เทคนิคการสอนแบบสตอ
รีไลน์ (Story line)
ผวู้ ิจยั ได้นำเสนอผลการวิเคราะห์ขอ้ มูลตามลำดับ ดังนี้
1. สญั ลักษณท์ ี่ใชใ้ นการเสนอผลการวเิ คราะห์ขอ้ มลู
2. ลำดบั ขั้นตอนในการนำเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมลู
3. ผลการวิเคราะหข์ อ้ มูล
สัญลกั ษณท์ ใ่ี ชใ้ นการนำเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมลู
ผู้วิจัยได้กำหนดความหมายของสัญลักษณ์ที่ใช้ในการเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูล
ดังตอ่ ไปนี้
x แทน คา่ เฉลีย่
P แทน ร้อยละ
S.D. แทน ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน
D แทน ผลตา่ งของคะแนน
N แทน จำนวนกลุ่มตัวอยา่ ง
df แทน ระดับช้ันของความเสรี (Degrees of freedom) เท่ากับ n–1t แทน ค่า
อตั ราสว่ นวิกฤต
41
ลำดบั ขั้นตอนในการนำเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูล
ตอนที่ 1 ผลคะแนนสอบของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัย
พะเยา ก่อนเรียนและหลงั เรยี น
ตอนที่ 2 ผลการวิเคราะห์เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียน หลังจาก
เรียนรู้เรื่อง การอ่านจับใจความสำคัญจากโคลงสุภาษิตอิศปปกรณำ ด้วยเทคนิคการสอน
แบบสตอรีไลน์ (Story line) ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัย
พะเยา ก่อนเรียนและหลงั เรยี น
ผลการวิเคราะหข์ ้อมลู
1. ตอนที่ 1 ผลคะแนนสอบของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนสาธิต
มหาวิทยาลัยพะเยา ก่อนเรียนและหลังเรียน ดังตาราง 4
ตาราง 4 แสดงผลคะแนนสอบของนกั เรยี นชั้นมัธยมศกึ ษาปีท่ี 2 โรงเรียนสาธิต
มหาวิทยาลยั พะเยา กอ่ นเรยี นและหลังเรียน
คนท่ี ชื่อ-สกลุ ผลคะแนนกอ่ นเรยี น ผลคะแนนหลงั เรียน
1 เด็กชายพิพัฒนพ์ ล แกน่ แก้ว
2 เด็กหญิงพิมพล์ ภัส ประกิตธรรงั ษี 2 19
3 เด็กหญิงพัทธนนั ท์ พิมสาร 8 15
4 เดก็ หญิงภัทรวดี พองผลา 9 18
5 เด็กหญิงกชพรรณ วังอินตะ๊ 10 18
6 เดก็ หญิงปณั ปภา กองศรีนวล 8 19
7 เดก็ ชายอานภุ าพ อย่างเจริญ 7 17
8 เดก็ ชายรณชิต เชียงโฉม 11 18
9 เดก็ หญิงประภาสิริ แตงร้าน 7 17
10 เด็กหญิงกานตมิ า เสียงหวาน 9 19
11 เด็กชายฐิติพนั ธ์ สองศรีโย 12 19
12 เดก็ ชายธรรมปพน อิม่ จำลอง 10 19
13 เดก็ หญิงพรชนก ค่วู ิวฒั น์ชัย 9 16
14 เดก็ หญิงอินทิรา สิทธิราช 10 19
12 19