The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by gccjnh, 2021-10-15 03:41:46

E-book1

E-book1

E-Book
Anatomy

จดั ทำโดย

นางสาววกิ รรณดา กลุ นอ้ ย
รหสั นกั ศึกษา 6417701001064 เลขที่19

คำนำ

หนงั สือเล่มน้ีส่วนหน่ึงของรายวชิ ากายวภิ าคศาสตร์ จดั ทาข้ึนเพ่ือเป็นนวตั กรรมใหม่
ในการศึกษาสาหรับผทู้ ี่สนใจศึกษาหาความรู้ใหม่ๆเพ่ิมเติม หรือทบทวนบทเรียนที่เคยไดเ้ รียน
การเรียนเน้ือหาในรายวชิ ากายวภิ าคศาสตร์น้นั เราตอ้ งเรียนรู้ระบบตา่ งๆในร่างกายทุกส่วนไม่วา่
จะเป็นระบบกลา้ มเน้ือ ระบบโครงร่าง ระบบประสาท ระบบหมุนเวยี นเลือด และระบบหายใจ
ซ่ึงบทนาสู่กายวภิ าคจะนาเสนอเน้ือหาเริ่มตน้ ก่อนเขา้ ไปสู่เน้ือหาในระบบบต่างๆเพื่อทาความเขา้ ใจใน
เบ้ืองตน้ หากวา่ หนงั สือเลม่ น้ีมีขอ้ ผิดพลาดประการใดทางผจู้ ดั ทาขออภยั มา ณ ทน่ี ้ีดว้ ย

ผจู้ ดั ทา
นางสาววกิ รรณดา กลุ นอ้ ย

สำรบญั หนา้

เรื่อง 1-18
19-38
1.เซลลแ์ ละเน้อื เยอ่ื ผวิ หนงั 39-54
2.ระบบต่อมไรท้ อ่ 55-62
3.ระบบยอ่ ยอาหาร 63-65
4.ระบบขบั ถา่ ยปัสสาวะและอวยั วะเพศชาย 66-70
5.ระบบโครงกระดกู 71-81
6. ระบบสบื พนั ธเ์ พศหญงิ
7.ระบบกลา้ มเน้อื 82-85
8.ระบบหายใจ 86-93
9.ระบบไหลเวยี นโลหติ 94-104
10.ระบบประสาท

1

Cell
• เซลล์ คือหน่วยท่ีเลก็ ท่ีสุดของสิ่งมีชีวิต
• คือหน่วยพ้นื ฐานของส่ิงมีชีวิตทุกชนิดต้งั แตพ่ ืช สัตว์ รา แบคทีเรีย
จุลินทรีย์
• ส่วนมากจะมีขนาดเลก็

2

โครงสร้ำงพนื้ ฐำนของเซลล์

ทุกเซลลจ์ ะมีโครงสร้างพ้นื ฐาน 3 อยา่ งเหมือนกนั คือ

1. เยอ่ื หุม้ เซลล์ (Cell Membrane/Plasma
membrane)

2. ไซโตพลาสซึม (Cytoplasm) ภายในยงั มี
โครงสร้างพ้ืนฐานขนาดเลก็ ท่ี ทาใหเ้ ซลล์
สามารถดารงชีวิต เรียกวา่ ออร์แกเนลล์
(Organelle)

3. นิวเคลียส (Nucleus)

3

โครงสรา้ งและหน้าทขี่ องเซลล ์

1.เยื่อหุ้มเซลล์ (Cell Membrane/plasma membrane)
ทาหนา้ ท่ีคดั เลือกสารที่จะผา่ นเขา้ -ออกจากเซลล์ จึงมีคุณสมบตั ิเป็นเยื่อเลือกผา่ น

และรักษาสมดุลภายในเซลล์
2. ไซโทพลาสซึม (Cytoplasm)

หนา้ ท่ีท่ีแน่นอน แขวนลอยอยใู่ นไซโตซอล
3. ไมโทคอนเดรีย (mitocondria)

หนา้ ท่ีสาคญั คือเป็นแหลง่ ผลิตพลงั งานในรูป ATP
4. Rough Endoplasmic Reticulum (RER)

ทาหนา้ ท่ีลาเลียงโปรตีนที่สร้างจากไรโบโซม เพ่ือส่งออกไปใชน้ อกเซลล์
5. Smooth Endoplasmic Reticulum (SER)

ทานา้ ที่สร้างไขมนั ฮอร์โมน steroid และกาจดั สารพิษในเซลลต์ บั

4

โครงสร้ำงและหน้ำท่ีของเซลล์
6. Golgi complex หรือ Golgi body หรือ Golgi
10. นิวเคลยี ส (nucleus)
apparatus ทาใหม้ ีการแลกเปลี่ยนสารระหวา่ ง
หนา้ ท่ีเติมองคป์ ระกอบท่ีเป็นคาร์โบไฮเดรตและไขมนั
นิวเคลียส กบั ไซโตพลาสซึม เช่น
ใหก้ บั โปรตีนที่รับมาจาก RER เพ่ือส่งออกมาภายนอก mRNA rRNA
เซลล์ 11. นวิ คลโี อลสั (Nucleolus)
7. ไรโบโซม (ribosome)
ทาหนา้ ที่สงั เคราะห์ RNA โดย DNA
ทาหนา้ ที่สงั เคราะห์โปรตีนเพ่ือส่งออกภายนอกเซลล์ 12. เส้นใยโครมาตนิ (Chromatin)
8. ไลโซโซม (Lysosome)
ทาหนา้ ท่ีDNA กบั โปรตีนจะรวมตวั
ทาหนา้ ท่ีทาลายเช้ือโรคหรือสิ่งแปลกปลอมที่เขา้ สู่ กนั แน่นปรากฏใหเ้ ห็นเป็นแท่ง
ร่างกาย โครโมโซม
9. เซนทริโอล (Centriole)

ทาหนา้ ท่ีสร้างเสน้ ใยสปิ นเดิลเพื่อยดึ ติดกบั โครโมโซม

5

การลาเลยี งสารเขา้ ออกเซลล ์

สามารถแบ่งการลาเลียงสารได้ 2 แบบ
1. การลาเลยี งสารแบบไม่ใช้พลงั งาน (passive transport)
การแพร่ (diffusion)
➢ การแพร่ธรรมดา (Simple diffusion)>>การกระจายของอนุภาค
จากสารบริเวณท่ีมีความเขม้ ขน้ ของสารสูงไปสู่บริเวณท่ีมีความ
เขม้ ขน้ ของสารต่ากวา่ เช่น การแพร่ของผงด่างทบั ทิมในน้าจนทาให้
น้ามีสีม่วงแดงจนทวั่ ภาชนะ
การไดก้ ลิ่นผงแป้ง หรือ การไดก้ ลิ่นน้าหอม
➢ การแพร่แบบมตี วั พา ( Faciliteated diffusion )>> การแพร่ของ
สารผา่ น โปรตีนตวั พา(Carrier) การแพร่แบบน้ีมีอตั ราการแพร่เร็ว
กวา่ การแพร่แบบ ธรรมดามาก เช่น การลาเลียงสารท่ีเซลลต์ บั และ
เซลลบ์ ุผิวลาไสเ้ ลก็

การลาเลยี งสารเขา้ ออกเซลล ์ 6

ออสโมซิส (osmosis) เป็นการแพร่ของเหลวหรือ
การแพร่ของน้าผา่ นเยอื่ เลือกผา่ นโดยน้าจะแพร่จากบริเวณที่มี
ความหนาแน่นของน้ามากไปยงั บริเวณท่ีมีความหนาแน่นของ
น้านอ้ ยกวา่
➢ เม่ือเซลลอ์ ยใู่ นสารละลายไฮโปทูนิค (Hypotonic
Solution)
มีความเขม้ ขน้ ต่ากวา่ ภายในเซลล์ น้าจากสารละลายจะแพร่เขา้
สู่เซลลท์ าใหเ้ ซลลเ์ ต่ง บวมและแตกได้
➢ เม่ือเซลลอ์ ยใู่ นสารละลายไฮเปอร์ทูนิค (Hypertonic
Solution)
มีความ เขม้ ขน้ สูงกวา่ ภายในเซลล์ น้าจะแพร่ออกจากเซลลท์ า
ใหเ้ ซลลเ์ ห่ียว
➢ เซลลท์ ี่อยใู่ นสารละลายไอโซทูนิค (Isotonic Solution) คือ
สารละลายที่มี ความเขม้ ขน้ เท่ากบั ภายในเซลล์ จะไมม่ ีการแพร่
ของน้าปริมาตรของ เซลลไ์ ม่เปล่ียนแปลง

7

การลาเลยี งสารเขา้ ออกเซลล ์

2. การลาเลยี งโดยใช้พลงั งาน (Active Transportation)
➢สามารถนาสารจากบริเวณที่มีความเขม้ ขน้ ของสารต่าไปสู่
บริเวณท่ีมีความเขม้ ขน้ ของสารสูงกวา่ ได้ โดยใชพ้ ลงั งานจาก
ATP
• การดูดกลบั สารท่ีท่อของหน่วยไต
• Na+ -K+ pump หรือการขบั Na+ และการรับ K+ของใย
ประสาท

8

เนือ้ เยอื่ Tissue

คือ กลุ่มของเซลลท์ ่ีมีโครงสร้างและทาหนา้ ท่ีเหมือนกนั รวมตวั กนั

ประเภทของเน้ือเยอื่
• เน้ือเยอื่ บุผวิ Epithelial tissues
• เน้ือเยอื่ เก่ียวพนั Connective tissues
• เน้ือเยอื่ กลา้ มเน้ือ Muscle tissues
• เน้ือเยอื่ ประสาท Nervous tissues

9

Epithelial tissues

เน้ือเยอ่ื บุผวิ (Epithelial tissues) แบ่งตามลกั ษณะ
รูปร่างได้ 3 แบบ
– Squamous epithelium รูปร่างแบน บาง
– Cuboidal epithelium รูปร่างเหมือนลกู บาศก์
– Columnar epithelium รูปร่างสูง มีความสูง
มากกวา่ ความกวา้ ง แบ่งตามจานวนช้นั ของเซลล์
– Simple epithelium เซลลเ์ รียงกนั เป็นช้นั เดียว
– Pseudo stratified epithelium ประกอบดว้ ยเซลล์
เรียงกนั เป็นช้นั เดียวบนเยอื่ รองรับฐาน แต่มี เพียงบาง
เซลลเ์ ท่าน้นั ที่สูงถึงผิวหนา้ ดา้ นบน
– Stratified epithelium เซลลเ์ รียงซอ้ นกนั หลายช้นั

10

Epithelial tissues

Epithelial tissues (เนื้อเยื่อบุผวิ )

➢ทาหนา้ ท่ีป้องกนั (protection) เช่น เน้ือเยอ่ื บุผิวที่ปกคลุมร่างกายไม่ใหเ้ ช้ือโรค
เขา้ สู่ร่างกายและป้องกนั การระเหยของน้าออกสู่ร่างกาย
➢ทาหน้าท่ีเกี่ยวกบั การดูดซึม (absorbtion) เช่น เน้ือเยอื่ บุที่ผวิ ของลาไสเ้ ลก็
ทาหนา้ ท่ีดูด ซึมอาหารเขา้ สู่หลอดเลือด
➢สร้างสารคดั หลง่ั (secretion) เช่น ต่อมตา่ งๆท่ีทาหนา้ ที่สร้างฮอร์โมน
เพือ่ ควบคุมการทางานของร่างกาย

11

Connective tissues

เนื้อเยื่อเกยี่ วพนั (Connective tissue) เป็นเน้ือเยอื่ ท่ีพบแทรกอยทู่ วั่ ไปในร่างกาย ทาหนา้ ท่ียดึ เหน่ียวหรือ
พยงุ อวยั วะใหค้ งรูปอยไู่ ดล้ กั ษณะของเน้ือเยอ่ื ชนิดน้ี คือ ตวั เซลลแ์ ละเส้นใยกระจายอยใู่ นสารระหวา่ งเซลล์
ที่เรียกวา่ เมทริกซ์(matrix)

เน้ือเยอื่ เกี่ยวพนั แบ่งเป็น 4 กลมุ่ ไดแ้ ก่
➢เนื้อเยื่อเกยี่ วพนั สมบูรณ์ (connective tissue proper) 2 ประเภท คือ เน้ือเยอื่ เกี่ยวพนั ชนิดแน่นทึบ
เน้ือเยอื่ เก่ียวพนั ชนิดโปร่งบาง
➢กระดูกอ่อน (cartilage) พบอยตู่ ามส่วนของโครงกระดูก เช่น ใบหู ฝาปิ ดกลอ่ งเสียง กลอ่ งเสียง
➢กระดูกแข็ง (bone) ประกอบดว้ ยเซลลก์ ระดูกที่เรียกวา่ ออสทีโอไซต(์ osteocyte) อยใู่ นช่องลาคูนา
➢เลือด (blood) ประกอบดว้ ย เมด็ เลือดแดง เมด็ เลือดขาว เกลด็ เลือด

12

Integumentary system

ระบบปกคลุมร่างกาย (Integumentary system)

➢ผิวหนงั (skin) ผิวหนงั เป็นหน่ึงในอวยั วะที่มีขนาด ใหญ่
ที่สุดของร่างกาย โดยคิดเป็น 16%
ของน้าหนกั ตวั
เป็นตวั แบ่งก้นั อวยั วะภายในออกจาก สิ่งแวดลอ้ มภายนอก
➢อวยั วะที่มีตน้ กาเนิดมาจากผิวหนงั (เลบ็ ผม/ขน และรูขมุ
ขน ตอ่ มไขมนั ต่อมเหงื่อ)

13 Epidermis ประกอบดว้ ยเซลล์ 4 ชนิด คือ
- Keratinocyte ทาหนา้ ที่สร้าง keratin โดย
Skin ขบวนการ keratinization จนไดเ้ ซลลช์ ้นั บนท่ีตาย
แลว้
Epidermis (หนังกาพร้า) - Melanocyte ทาหนา้ ที่สร้างเมลานิน ซ่ึงเป็นสาร
ท่ีทาใหเ้ กิดเมด็ สี
เป็นเยอื่ บุผวิ ชนิด stratified squamous - Langerhans cell เก่ียวขอ้ งกบั ระบบภูมิคุม้ กนั
keratinized ของ ร่างกาย
epithelium ช้นั น้ีไมม่ ีหลอดเลือด จึงไดร้ ับ
อาหารจากช้นั ที่อยลู่ ึกกวา่ - Merkel cell เป็นเซลลเ์ กี่ยวกบั การรับความรู้สึก
➢ Thick skin คือ ผวิ หนงั ที่มีช้นั epidermis
หนา พบบริเวณฝ่ ามือฝ่ าเทา้ ซ่ึงจะไม่มีขน รูขมุ
ขน แต่จะมีต่อมเหง่ือ
➢ Thin skin คือ ผวิ หนงั ที่มีช้นั epidermis
บาง พบไดท้ วั่ ร่างกาย ซ่ึงผิวหนงั ชนิดน้ีจะมีรูขมุ
ขน ตอ่ มไขมนั ตอ่ มเหง่ือ

14

Skin

Dermis (หนังแท้)

➢ เป็นช้นั ที่อยใู่ ตช้ ้นั หนงั กาพร้า ประกอบไปดว้ ย connective tissue ระบบเสน้ เลือด เส้นประสาท ตอ่ ม
ไขมนั และต่อมเหงื่อ มีส่วนของหนงั แทท้ ่ี แทรกอยรู่ ะหวา่ งหนงั กาพร้าเรียกวา่ Dermal papillae
➢ เป็นที่อยขู่ อง collagen (ช่วยใหค้ วามแขง็ แรงและ ซ่อมแซมผวิ หนงั ที่บาดเจบ็ ) และ elastin (สร้าง
ความยดื หยนุ่ ใหผ้ วิ หนงั )

15

Skin

Hypodermis หรือ Subcutaneous fatty tissues

➢อยใู่ ตช้ ้นั หนงั แท้ ประกอบไปดว้ ย เน้ือเยอ่ื เก่ียวพนั ท่ีอยกู่ นั อยา่ ง หลวมๆ (loose connective
tissues) และไขมนั (Adipose tissues) ทาหนา้ ที่สะสมไขมนั อยใู่ ต้ ผิวหนงั และเก็บสะสมพลงั งาน
ความร้อน ภายในร่างกาย

16

อวยั วะทม่ี ตี น้ กาเนิดมาจากผวิ หนงั

ผม/ขน (HAIRS)

➢ Hair shaft ปกปิ ดไม่ใหส้ ่ิงสกปรกเขา้ สู่ผิวหนงั
➢ Hair root รากขนเป็นท่ียดึ เกาะของขน
➢ Hair follicle รูขมุ ขนเป็นท่ีอยขู่ องขนช่วย
ปกป้อง

ส่วนช้นั ในของขน บริเวณส่วนปลายลึกสุดจะมี
dermis ยน่ื ลึกเวา้ เขา้ มาทาใหเ้ กิดเป็นกระเปาะ ข้ึน
เรียกวา่ dermal papilla ซ่ึงเป็นที่อยขู่ อง hair matrix
ทาหนา้ ที่เป็นตวั สร้างเสน้ ขน (hair shaft)

➢ Hair follicle receptor ทาหนา้ ท่ีรับสมั ผสั ท าให้
เกิดขนลกุ

➢ Arrector pili muscle เป็นกลา้ มเน้ือเรียบ เมื่อหด
ตวั จะทาใหเ้ กิดขนลกุ

17 อวยั วะทม่ี ตี น้ กาเนดิ มาจากผวิ หนงั

ต่อมไขมัน (Sebaceous glands)

ตอ่ มไขมนั จะพบอยรู่ ่วมกบั hair follicle ทว่ั ร่างกาย
มีหนา้ ท่ีเคลือบผวิ หนงั และเส้นผม ทาใหม้ ีความชุ่มช้ืน

ต่อมเหงื่อ (Sweat glands)

➢ ECCRINE SWEAT GLAND ตอ่ มเหง่ือทว่ั ๆ ไปท่ีพบ
ตามร่างกาย มี หนา้ ท่ีหลง่ั เหง่ือ เพ่ือระบายความร้อนออกจาก
ร่างกาย ซ่ึงเป็นวธิ ีที่มีประสิทธิภาพท่ีสุดของร่างกาย ในการ
รักษาสมดุลของความร้อน

➢ APOCRINE GLANDS เป็นตอ่ มเหง่ือชนิดหน่ึงท่ีพบ
เฉพาะรักแร้ (axillae) และ อวยั วะสืบพนั ธุ์ (genitalia) สารที่
ผลิตจากต่อมน้ีเมื่อจะมี ลกั ษณะคลา้ ยน้านม และไม่มีกลิ่น
ต่อมาเช้ือ bacteria ที่อยบู่ ริเวณ ผวิ หนงั จะมายอ่ ยทาใหเ้ กิดกล่ิน
ข้ึน
➢ Sweat pore รูขบั ถ่ายของเสีย (เหงื่อ)

อวยั วะทม่ี ตี น้ กาเนิดมาจากผวิ หนงั 18

เลบ็ (Nails)
➢Nail plate คอื แผน่ เลบ็ ประกอบดว้ ย เซลลท์ ต่ี ายแลว้ (Dead keratinized plate) เลบ็ จะยาวและงอก
ใหม่ ตลอดเวลา
➢Nail matrix เป็นเซลลเ์ ยอ่ื บทุ อ่ี ย่ใู ตช้ นั้ lanula ทาหน้าทเ่ี ป็นตวั สรา้ งแผน่ เลบ็ (nail plate)
➢Nail bed คอื เน้อื เยอ่ื ทอ่ี ยใู่ ตn้ ail plate และยดึ ตดิ แน่นกบั nail plate

➢Free nerve ending จะพบมากแถว dermal papillae มหี น้าทร่ี บั ความรสู้ กึ เจบ็ ปวด รอ้ น เยน็
➢Meissner’ s corpuscle รบั สมั ผสั เบาๆ
➢Pacinian corpuscle รบั สมั ผสั ทเ่ี ป็นแรงกด การสนั ่ สะเทอื น (Vibration)
➢Artery ขนส่งเลอื ดทม่ี อี อกซเิ จนสงู
➢Vein ขนส่งเลอื ดทม่ี อี อกซเิ จนต่า

19

ระบบต่อมไรท้ ่อ

▪ ลกั ษณะการทางานท่ีค่อนขา้ งชา้ แตม่ ีผลการทางานนาน
▪ การเจริญเติบโตของร่างกาย การผลิตน้านม ตอ้ งอาศยั เวลาจึงจะเกิดผลใหเ้ ห็น
▪ อาศยั สารเคมี เรียกวา่ ฮอร์โมน ที่ผลิตจากต่อมไร้ท่อ (endocrine gland)
▪ ระบบประสาทและตอ่ มไร้ท่อมีการประสานงานกนั อยา่ งใกลช้ ิด และตอบสนองซ่ึงกนั และกนั
▪ นาขา่ วสารคาสง่ั จากศูนยก์ ลางของร่างกายไปยงั หน่วยยอ่ ยอ่ืน ๆ
▪ ระบบควบคุมที่มีกลไกการทางานร่วมกนั ของท้งั ระบบประสาทและระบบตอ่ มไร้ท่อเรียกวา่
“นิวโรเอนโดคริโนโลย”ี (Neuroendocrinology)
▪ อวยั วะบางชนิดเท่าน้นั ที่จะตอบสนองต่อฮอร์โมนเรียกวา่ อวยั วะเป้าหมาย (target organ)
ของแตล่ ะฮอร์โมน

20

ไฮโพทาลามสั (Hypothalamus)

-โครงสร้างของสมองทที่อยใู่ ตท้ าลามสั (thalamus) แตเ่ หนือกา้ นสมอง (brain stem)
-เชื่อมโยงการทางานของระบบประสาทและระบบต่อมไร้ท่อ
-สงั เคราะห์และหลงั่ ฮอร์โมนประสาท (neurohormones) เรียกวา่ Hypothalamic-Releasing
Hormones ซ่ึงทาหนา้ ที่ในการกระตุน้ หรือยบั ย้งั การหลงั่ ฮอร์โมนจากตอ่ มใตส้ มอง (pituitary
gland)

21

ไฮโพทาลามสั (Hypothalamus)

ฮอร์โมนจากไฮโพทาลามัส

▪ Anti-diuretic hormone (ADH)
▪ Corticotropin-releasing hormone (CRH)
▪ Gonadotropin-releasing hormone (GnRH)
▪ Growth hormone-releasing hormone (GHRH) or
growth hormone-inhibiting hormone (GHIH)
▪ Oxytocin
▪ Prolactin-releasing hormone (PRH) or prolactin-
inhibiting hormone (PIH)
▪ Thyrotropin releasing hormone (TRH)

ตอ่ มใตส้ มอง 22

(Pituitary gland หรอื Hypophysis)

-รูปร่างคอ่ นขา้ งกลมคลา้ ยถว่ั อยใู่ ตไ้ ฮโปทาลามสั
-แบ่งออกเป็น 2 ส่วน

1.Adenohyphophysis ต่อมใตส้ มองส่วนหนา้
2.Neurohypophysis ต่อมใตส้ มองส่วนหลงั

23

ต่อมใตส้ มองส่วนหนา้ (Adenohyphophysis)

แบ่งออกเป็ น

-PARS DISTALIS มี 2 ชนิดเรียงตวั ตอ่ กนั เป็นแท่ง บางตาแหน่งอยชู่ ิดรวมกนั เป็นกลมุ่ และบางแห่ง
เกาะกนั เป็นลกั ษณะถุงน้าขนาดเลก็
-PARS INTERMEDIA อยตู่ รงกลางของตอ่ มใต้ สมองแทรกอยรู่ ะหวา่ งpars distalis ของ
adenohypophysis กบั pars posterior ของ neurohypophysis เป็นถุงน้าขนาดเลก็ เซลลพ์ วกน้ี
เป็นพวก basophils และ chromophobes
-PARS POSTERIOR เป็นเซลลเ์ ลก็ ๆรูปดาว
หลายแฉกมีลกั ษณะโครงสร้างท่ีเหมือน Neuroglia
ชนิด astrocytes

24

ต่อมใตส้ มองส่วนหนา้ (Adenohyphophysis)

ฮอร์โมนจากต่อมใตส้ มองส่วนหนา้
• Adrenocorticotropic hormone (ACTH)
• Follicle-stimulating hormone (FSH)
• Growth hormone (GH)
• Luteinizing hormone (LH)
• Prolactin
• Thyroid-stimulating hormone (TSH)

25

ต่อมใตส้ มองส่วนหลงั (Neurohypophysis)

ประกอบดว้ ย pars posterior (pars nervosa or posterior lobe or neural lobe) กบั infundibulum
stem และรวม median eminence ของสมองส่วน hypothalamus ไวด้ ว้ ย)

ฮอร์โมนจากต่อมใตส้ มองส่วนหลงั

• Anti-diuretic hormone (ADH)
• Oxytocin

ต่อมไทรอยด์ (Thyroid gland) 26

▪ เป็นต่อมไร้ท่อท่ีใหญ่ที่สุดในร่างกายเกบ็ ฮอร์โมนมากที่สุด และ
ไดร้ ับเลือดมาเล้ียงในปริมาณสูงมาก
▪ ต่อมไทรอยดฝ์ ังอยบู่ ริเวณหลอดลมคอมีสองกลีบเช่ือมต่อกนั ตรง
กลางดว้ ย Isthmus ขนาดของ ตอ่ มจะเลก็ ลงตามอายทุ ี่เพิ่มข้นึ
• ฮอร์โมนทีผ่ ลติ
– T4 T3
– แคลซิโทนิน

▪ ไทรอยด์ฮอร์โมนมากเกนิ ไป (Hyperthyroidism) การเผาผลาญ
สารอาหารในร่างกายสูงข้ึน ผลิตความร้อนในร่างกายมากเกินไปจน
ทนอาการร้อนไม่ไหวและมีเหง่ือออกมากเพ่ือลดความร้อยในร่างกาย
▪ ขาดไทรอยด์ฮอร์โมน (Hypothyroidism) ไทรอยดฮ์ อร์โมนไม่
เพียงพอกบั ความตอ้ งการของร่างกาย โดยสร้างไม่ พอหรือเซลล์
เป้าหมายไม่ตอบสนองตอ่ ฮอร์โมนท่ีมีระดบั ปกติหรือมีตวั รับ
(receptors) ท่ีผิดปกติ

27

ตบั อ่อน (Pancreas)

28

ตบั อ่อน (Pancreas)

▪ อวยั วะที่ประกอบดว้ ยตอ่ มมีท่อและตอ่ มไร้ท่ออยรู่ วมกนั ตบั ออ่ นมีหนา้ ท่ีผลิตฮอร์โมนที่ประกอบดว้ ย
ตอ่ มไร้ท่อในตบั อ่อนประกอบดว้ ยกลุม่ เซลลก์ ระจดั กระจาย ➢ Glucagon เพ่ิมระดบั น้าตาลในเลือด
อยรู่ ะหวา่ งกระเปาะของต่อม ➢ Insulin ลดระดบั น้าตาลในเลือด
มีท่อเรียกวา่ Islets of Langerhans

▪ ต้งั อยทู่ ี่ดา้ นบนซา้ ยของช่องทอ้ ง
▪ ต่อมมีท่อคือ การสร้างน้ายอ่ ยไปที่ลาไสเ้ ลก็ และตอ่ มไร้
ท่อสร้างฮอร์โมนและหลง่ั ฮอร์โมนอินซูลินและกลูคากอน
▪ ช่วยควบคุมตบั ในการผลิตสะสมและปลอ่ ยสารอาหาร
ต่างๆใหร้ ่างกายใชส้ ร้างพลงั งานสาหรับเมตาบอลิซึม
ตลอดเวลา

29

ต่อมหมวกไต (Adrenal gland)

ต่อมหมวกไต (Adrenal gland) 30

ตอ่ มหมวกไตเป็นตอ่ มคู่อยเู่ หนือไตท้งั สองขา้ งขนาดไม่ใหญ่มีเส้นเลือดมา
เล้ียงมากมาย แบ่งไดเ้ ป็น 2 ส่วน คือ ตอ่ มหมวกไตส่วนนอก และส่วนใน

ต่อมหมวกไตส่วนนอก (adrenal cortex) ▪ ช้ันในท่ีตดิ กบั ต่อมหมวกไตส่วนใน zona
reticularis
▪ ช้ันนอกสุด Zona glomerulosa -หลง่ั ฮอร์โมนเพศชาย (androgens) เช่น
- ติดกบั เปลือกหุม้ ต่อมเป็นช้นั บาง ๆ dehydroepiandrosterone (DHEA)
- สร้างและหลงั่ ฮอร์โมนพวก mineralocorticoids -มีผลต่อกระบวนการสืบพนั ธุ์นอ้ ยกวา่
และอลั โดสเตอโรน
- ทาหนา้ ที่ควบคุมสมดุลของน้าและเกลือแร่ในร่างกาย ฮอร์โมนที่ไดจ้ ากอณั ฑะในเพศหญิงอตั รา
▪ ช้ันกลาง zona fasciculata การหลง่ั แอนโดรเจนจะต่า กวา่ เพศชาย
-หลง่ั ฮอร์โมนกลูโคคอร์ทิคอยด์ ไดแ้ ก่ คอร์ทิซอล
คอร์ทิโซน และ คอร์ทิโคสเตอโรน มีความจาเป็นต่อ
ชีวติ ขาดไม่ได้
-ควบคุมเมแทบอลิซึมของโปรตีน คาร์โบไฮเดรต และ
ไขมนั

31

ต่อมหมวกไต (Adrenal gland)

▪ ต่อมหมวกไตส่วนใน (Adrenal medulla)

-ต่อมน้ีหลง่ั ฮอร์โมนแคทีโคลามีน (catecholamine) อตั ราท่ีสูงเมื่อถกู กระตุน้ ขณะท่ีร่างกาย
อยใู่ นภาวะคบั ขนั เคร่งเครียด ตื่นเตน้ ต่อสู้ หนีภยั ตกใจกลวั หิวกระหาย เจบ็ ปวดหรือเม่ือ
ออกกาลงั กาย
- ร่างกายจะตอบสนองตอ่ ฮอร์โมนดว้ ยปฏิกิริยาต่อสูห้ รือหนี (Fight or flight reaction)
- ทางานร่วมกบั ระบบประสาทซิมพาเทติก
- ฮอร์โมนออกฤทธ์ิเร็วมากและจบลงอยา่ งรวดเร็ว ต่างจากการทางานของฮอร์โมนส่วน
ใหญ่

ต่อมพาราไทรอยด์ 32

( PARATHYROID GLANDS)

33 ตอ่ มพาราไทรอยด์

( PARATHYROID GLANDS)

-ต่อมแบนรูปกลมรี สีน้าตาลอมเหลืองเลก็ มาก อยทู่ างดา้ นหลงั ของต่อมไทรอยดม์ ีจานวน 4 ต่อม
แบ่งเป็นขา้ งละ 2 ต่อม
-ทอดตวั อยตู่ ามขอบหลงั จากข้วั บนของตอ่ มไทรอยดไ์ ปยงั ข้วั ลา่ ง

พาราไทรอยด์ฮอร์โมน (Parathyroid hormone, PTH)

-เป็นพอลิเพปไทดฮ์ อร์โมนสร้างจาก chief cells ของตอ่ มพาราไทรอยด์
-มีจานวน 2 คูอ่ ยดู่ า้ นหลงั ใตผ้ ิวของต่อมไทรอยด์
-ควบคุมระดบั แคลเซียมในร่างกายทาใหแ้ คลเซียมในเลือดเพิ่มข้ึนแตฟ่ อสเฟตต่าลง มีผลโดยตรง
ท่ีกระดูกและไต

34

บทบาทของ Calcium Balance

▪ เป็นส่วนประกอบสาคญั ของกระดูกและฟัน โรคขาดวติ ามนิ ดี
▪ ถูกดูดซึมเขา้ สู่ทางเดินอาหารกบั แคลเซียมที่
ร่างกายสูญเสียโดยขบั ออกทางอุจจาระ ปัสสาวะ ▪ คนที่ขาดวติ ามินดีเหมือนกบั ขาดแคลเซียม
เพราะถึงแมจ้ ะกินอาการที่มีแคลเซียมเขา้ ไป
▪ ถา้ มีระดบั แคลเซียมสูง (hypercalcaemia) แต่อาจไม่ถกู ดูดซึม
- มีอาการเหน่ือยง่าย กลา้ มเน้ือออ่ นเพลียไมม่ ีแรง
เช่ืองชา้ สมองมึนงง ปวดศีรษะ กระหายน้า คลื่นไส้ ▪ วติ ามินดีเป็นพิษ (vitamin D intoxication)
อาเจียน น้าหนกั ลด ไม่เจริญอาหาร ทอ้ งผกู -มีระดบั แคลเซียมและฟอสเฟตในพลาสมาสูง
▪ ระดบั แคลเซียมในเลือดต่ากวา่ ปกติ เกินมีอาการกระสบั กระส่าย น้าหนกั ลด และ
(hypocalcemia) อาจเกิด อาการผิดปกติของไต แคลเซียมจะไป
-เกิดความผิดปกติทางประสาทและกลา้ มเน้ือ ไวตอ่ จบั ท่ีเน้ือเยอื่ ต่างๆ เช่น ท่ีไต และผนงั เส้นเลือด
การตอบสนองมากกวา่ ปกติ ทาใหเ้ กิดโรคความดนั โลหิตสูง

35

ตอ่ มไพเนยี ล (Pineal Gland)

36

ตอ่ มไพเนยี ล (Pineal Gland)

▪ อวยั วะเลก็ ๆ สีน้าตาลแดงรูปลูกแพร์วางอยเู่ หนือสมองส่วนกลาง (midbrain) อยใู่ ต้ spleniun
ของ corpus callosum
▪ ยบั ย้งั การทางาน (inhibitory) ของตอ่ มไร้ท่ออ่ืน ๆ
▪ เม่ือเสน้ ประสาทตาถกู กระตุน้ จะมีการยบั ย้งั การทางานของต่อมน้ีตอ่ มน้ีทางานมากในเวลา
กลางคืนเป็นผลใหม้ ีการพกั ผอ่ นของต่อมไร้ท่ออ่ืน ๆ ที่ถูกควบคุมอยู่
▪ ผลิตฮอร์โมนเมลาโทนิน (melatonin)
▪ ทาหนา้ ที่เป็นตวั ส่งข่าว (neuroendocrine transducer) มีผลยบั ย้งั การทางานของอวยั วะท่ีสร้าง
เซลลส์ ืบพนั ธ์ (gonads) ไมใ่ หท้ างานเร็วเกินไป
▪ ในคนดูเมลาโทนินจะไมม่ ีผลตอ่ melanocyte
▪ ช่วยสตั วใ์ หป้ รับการทางานของระบบตา่ งๆ ของร่างกาย
▪ เมลาโทนินจะออกฤทธ์ิยบั ย้งั การเจริญเติบโตของระบบสืบพนั ธุ์ในเดก็ จนกวา่ จะเขา้ สู่วยั หนุ่ม
สาว (puberty) โดยยบั ย้งั การสงั เคราะห์ GnRH ท่ีไฮโพทาลามสั

37

ตอ่ มไทมสั (Thymus gland)

38

ตอ่ มไทมสั (Thymus gland)

▪ มีขนาดเปล่ียนแปลงไปตามอายมุ ีน้าหนกั
ระหวา่ ง10 ถึง 15 กรัม
▪ อยใู่ นช่องอกและยนื่ ลงไปดา้ นล่างจนถึงกระดูก
อ่อนของซ่ีโครงซ่ีท่ี 4
▪ สร้างฮอร์โมนไทโมซิน (thymosin) มีผลต่อการ
เจริญเติบโตของ T-lymphocyte สร้างภูมิคุม้ กนั
ของร่างกาย
▪ ในคนถือวา่ ต่อมไทมสั เป็น primary หรือ
central lymphatic organ
▪ ป้องกนั การติดเชื่อจากไวรัส รา และแบคทีเรีย
บางจาพวก เช่น Tubercle bacillus ท่ีทาาใหเ้ กิด
วณั โรค

39 ระบบยอ่ ยอาหาร

DIGESTIVE SYSTEM

หนา้ ท่ีของระบบยอ่ ยอาหาร
1.ผลกั ดนั อาหารใหเ้ คล่ือนที่
2.สร้างเอนไซมแ์ ละน้าหล่อล่ืน
3.ยอ่ ยอาหารและดูดซึมสารอาหาร
4.ดูดซึมน้าและอิเลค็ โทรไลท์
5.กาจดั ของเสียหรือสารพิษ

40

ทอ่ ทางเดนิ อาหาร

(DIGESTIVE TRACT)

• เป็นท่อท่ีติดกนั ต้งั แต่ปากจนถึงทวารหนกั
• มีเยอื่ บุ 4 ช้นั เรียงจากช้นั ในออกไปสู่ช้นั นอก
1 Mucosa ท่ีอยขู่ องต่อมต่างๆท่ีขบั น้ายอ่ ย
2 Submucosa ทาดว้ ย Areolar tissue เป็นที่อยขู่ อง
เสน้ เลือด เส้นประสาทและหลอดน้าเหลือง
3 Muscularis กลา้ มเน้ือเรียงทบั กนั สองช้นั
ช้นั ในเซลลเ์ รียงเป็นวงกลมโดยรอบ (Circular
fold) ช้นั นอกเซลลเ์ รียงทอดตามแนวยาว
(Longitudinal)
4 Serosa หรือ Adventitia Fibrous coat
และใตก้ ระบงั ลมคือ Peritoneum

41 ทอ่ ทางเดนิ อาหาร

(DIGESTIVE TRACT)

42

1.ช่องปาก Oral cavity

ช่องปาก คือ ช่องวา่ งดา้ นในของริมฝีปาก ประกอบดว้ ย
• ริมฝีปาก (Lips)
• ฟัน (Teeth) • ลิน้ (Tongue)
• ตอ่ มน้าลาย ช่วยในการบดเค้ียวใหอ้ าหาร ละเอียดลง
และยอ่ ยง่ายข้ึน หนา้ ท่ีของต่อมน้าลาย ยอ่ ย CHO ให้
เป็น Disaccharides โดยน้ายอ่ ย Salivary
amylase ช่วยใหอ้ วยั วะในปากชุ่มช่ืน และช่วยใน
การพดู Mucin เคลือบกอ้ นอาหารใหก้ ลืนง่าย และ
เคลือบกระเพาะและลาไส้ ป้องกนั ฟันผุ

43 2.หลอดคอ Pharynx
• เป็นท่อรูปกรวย ปลายบนกวา้ ง ปลายลา่ งแคบ
• เร่ิมจากทางดา้ นหลงั ของโพรงจมกู ลงไปทางดา้ นหลงั ของ
ช่องปากและกล่องเสียง จนถึงหลอดอาหาร
• แบ่งออกเป็น 3 ส่วน
• Nasopharynx หลงั ช่องจมกู ถึงเพดานออ่ น
• Oropharynx เพดานอ่อนถึงกระดูกโคนลิน้ (Hyoid bone)
• Laryngopharynx กระดูกโคนลิน้ ถึงขอบลา่ งของกระดูก
Cricoid

หน้าทข่ี องหลอดคอ
• ชว่ ยในการท าใหเ้ กดิ เสยี ง
• เป็นทางผา่ นของอาหารจากปากไปสหู่ ลอดอาหาร เมอ่ื กลนื อาหาร
กลา้ มเน้อื คอหอยจะดงึ กล่องเสยี งขน้ึ และขยายออกเพอ่ื รบั อาหาร
หลงั จากนนั้ กลา้ มเน้อื คอหอยจะหย่อนตวั ท าใหอ้ าหารเคลอ่ื นลงสหู่ ลอด
อาหาร

44

3.หลอดคอ Esophagus

• เป็นท่อประกอบดว้ ยกลา้ มเน้ือยาวประมาณ 10 นิ้ว ตอ่ จาก
Pharynx
• วางตวั อยหู่ ลงั หลอดลม(Trachea) และหนา้ ต่อ กระดูกสนั หลงั
• ตอ่ มาจากส่วนปลายของ laryngopharynx เขา้ สู่ช่องอก
(Thorasic cavity)
• ลอดผา่ นกระบงั ลมเขา้ สู่กระเพาะอาหาร ซ่ึงอยู่ ในช่องทอ้ ง
(Abdominal Cavity)
หนา้ ท่ีหลอดอาหาร
• รับอาหารจากหลอดคอ เพ่ือลงไปสู่กระเพาะอาหาร
• โดยการบีบรัดตวั ของผนงั กลา้ มเน้ือหลอดอาหาร เรียกวา่
Peristalsis movement

45 4.กระเพาะอาหาร Stomach

-เป็นอวยั วะตงั้ อย่ใู นชอ่ งทอ้ งใตก้ ลา้ มเน้อื กระบงั ลม
- ทางชายโครงดา้ นซา้ ย (Left hypocondriac region)
- มรี ปู รา่ งคลา้ ยตวั เจ
- ดา้ นบนตอ่ มาจากหลอดอาหาร
- ดา้ นลา่ งเปิดตดิ ต่อกบั ล าไสเ้ ลก็ สว่ นตน้ (Duodenum)
- รปู ร่างและขนาดเปลย่ี นแปลงไดข้ น้ึ อย่กู บั จานวนอาหารท่ี
รบั ประทาน
- สามารถจไุ ด้ 2-3 ลติ ร
- ภายในกระเพาะอาหารมี Gastric fluid และ Mucin
- หลอ่ ลน่ื ตลอดเวลา
ช่องเปิดของกระเพาะอาหาร
• Cardiac Opening ต่อกบั Esophagus
• Pyloric Opening ต่อกบั Duodenum

46

กระเพาะอาหาร Stomach

หนา้ ท่ีกระเพาะอาหาร
1.เป็นที่พกั และกกั เก็บอาหารก่อนส่งเขา้ ลาไส้
2. สร้างและหลง่ั น้ายอ่ ย ซ่ึงประกอบดว้ ย กรดเกลือ สารเมือกและ
น้ายอ่ ย
• Pepsin

• Renin
• Lipase
3. ทาหนา้ ท่ีคลกุ เคลา้ อาหารใหผ้ สมกบั น้ายอ่ ย โดยการหดรัดตวั ของ
กลา้ มเน้ือท่ีผนงั กระเพาะ เป็นผลใหอ้ าหารอยใู่ นรูปก่ึงแขง็ ก่ึงเหลว

47 5.ลาไส้เลก็ Small intestine

• ส่วนท่ียาวที่สุดของท่อทางเดินอาหาร แบ่งเป็น 3 ส่วน คือ
• มีลกั ษณะเป็นท่อท่ีขดไปมายาว 4-5 เมตร 1. Duodenum
• เร่ิมต้งั แต่ Pyloric sphincter ของ กระเพาะ • เป็นส่วนท่ีส้นั ที่สุด มีรูปร่างคลา้ ยตวั C หรือ U ยาว
อาหารขดไปมาจนกระทงั่ เปิ ดเขา้ สู่ ลาไส้ ประมาณ 10 นิ้ว ไม่มีเยอ่ื แขวน ลาไส้
ใหญ่ • ต่อจาก pylorus sphincter ของกระเพาะอาหาร
• เป็นส่วนท่ีมีการยอ่ ยและการดูดซึมอาหาร • บริเวณน้ีมีท่อน้าดี (Common bile duct) และท่อน้ายอ่ ยจาก
เขา้ สู่กระแสเลือดเป็นส่วนใหญ่ โดยอาศยั ตบั ออ่ น (Pancreatic duct) มาเปิ ด
น้ายอ่ ยจากตบั อ่อน น้าดีจากตบั และ น้ายอ่ ย
จากลาไสเ้ ลก็ 2. Jejunum
• เป็นลาไส้เลก็ ส่วนกลาง ยาวประมาณ 8 ฟุต
• อยบู่ ริเวณช่องทอ้ งตอนบน
3. Ileum • เป็นลาไสเ้ ลก็ ส่วนปลาย ยาวประมาณ 12 ฟตุ
ติดต่อกบั ลาไสใ้ หญ่ส่วน Cecum
• บริเวณน้ีจะมีลิน้ เรียกวา่ Ileocecal vale
• อยใู่ นช่องทอ้ งส่วนลา่ ง


Click to View FlipBook Version