The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by gccjnh, 2021-10-15 03:41:46

E-book1

E-book1

48

หนา้ ที่ลา้ ไสเ้ ลก็

• หลง่ั น้ายอ่ ยออกมายอ่ ยอาหาร (Digestive
function)
• Peptidase • Lactase
• Sucrase • Maltase
• Intestinal lipase
• การเคล่ือนไหว (Intestinal motility)
• Segmental contraction เคลื่อนไหวหดตวั เพ่ือ
คลุกเคลา้ อาหารกบั น้ายอ่ ย ช่วยใหด้ ูดซึมใหด้ ีข้ึน
• Pendular movement การหดตวั แบบวงแหวนเพ่ือ
เคล่ือนตวั ไปขา้ งหนา้ และถอยหลงั กลบั
• Peritalsis movement การเคลื่อนแบบลกู คล่ืน
ช่วยผลกั ไล่อาหาร

49 6.ลาไสใ้ หญ่ Large Intestine

แบ่งเป็น 4 สว่ น คอื 2. Colon ตอ่ จาก Cecum แบง่ ออกเป็น 4 ส่วน
• Ascending colon: ตงั้ แต่ Ileocecal vale ทอด
1. Cecum วกไปดา้ นบน จนถงึ Hepatic flexure
• Transverse colon: ตงั้ แต่ Hepatic flexure ทอด
• ลาไสเ้ ลก็ มาเปิด อยทู่ างดา้ นขวา ขวางลาตวั จนถงึ Splenic flexure
• ลกั ษณะเป็นถงุ ปลายตนั ต่อกบั Ilium • Descending colon: ตงั้ แต่ splenic flexure ทอด
• มี Ileocecal vale กนั้ เพอ่ื ไม่ใหก้ าก วกลง ดา้ นลา่ งซา้ ยของช่องทอ้ ง จนถงึ Left iliac
อาหารไหลยอ้ นกลบั เขา้ ลาไสเ้ ลก็ region ตรงระดบั Crest of ileum
• มเี ยอ่ื บชุ อ่ งทอ้ งคลมุ • Sigmoid colon: สว่ นโคง้ ทม่ี ลี กั ษณะเป็นรปู ตวั S
• สว่ นของ Cecum ทย่ี น่ื ออกมี ลกั ษณะ จาก Crest of ileum ถงึ Rectum
เป็นท่อปลายปิดขนาดเลก็ เรยี กวา่ ไสต้ ง่ิ

(Appendix)

50

ลาไสใ้ หญ่ Large Intestine

3. Rectum (ไสต้ รง)
• รปู รา่ งโคง้ ไปตามความโคง้ ของ Sacrum และ Cocyx
• สว่ นลา่ งสดุ ของ Rectum จะพองออกเป็นกระเปาะ
เรยี กว่า Ampulla recti พองโตเพอ่ื เกบ็ อจุ จาระไดม้ าก

4. Anal canal

• เป็นสว่ นลา่ งสดุ ของลาไสใ้ หญ่ ยาวประมาณ 1.5 น้วิ
• มชี ่องเปิดส่ภู ายนอกเรยี กวา่ anus มกี ลา้ มเน้อื หรู ดู 2
วง คอื
-Internal anal sphincter กลา้ มเน้อื เรยี บ ควบคมุ โดย
ประสาทอตั โนมตั ิ
- External anal sphincter กลา้ มเน้อื ลาย ควบคมุ โดย
สมอง บรเิ วณน้มี หี ลอดเลอื ดดาและหลอดเลอื ดแดงอยู่มาก
บางครงั้ หลอดเลอื ดดาอาจโป่ง ออก เรยี กว่า รดิ สดี วงทวาร

(Hemorrhoid)

51 7.ตบั Liver

• เป็นตอ่ มท่ีใหญ่ท่ีสุดในร่างกาย
• อยบู่ นสุดซีกขวาของช่องทอ้ ง ใต้ กระบงั ลมและยาวยนื่ ผา่ น
แนวกลาง ลาตวั ไปดา้ นซีกซา้ ย
• มีลกั ษณะอ่อนนุ่ม
• มีรูปคลา้ ยสามเหล่ียม มีส่วนฐาน อยทู่ างดา้ นขวา และส่วน
ยอดช้ีไป ทางดา้ นซา้ ย
• เกือบทุกส่วนของตบั จะมีซี่โครง ป้องกนั อยู่

52

เซลลต์ บั มี 2 ชนิด
1. Parenchymal hepatic cells หรือ liver cell
• ขบั น้าดี Bile canaliculi Bile ducts Hepatic duct (Lt/Rt)
Common hepatic duct Cystic duct (จากถงุ น้าดี) Common bile duct เปิ ดเขา้ สู่ลาไส้เลก็
2. Kupffer cell
• จบั กินและขจดั สิ่งแปลกปลอมออกจากกระแสโลหิต
หนา้ ท่ีของตบั (LIVER)
1. เป็นแหลง่ เก็บเลือด
2. ทาลายส่ิงแปลกปลอมในกระแสเลือด Detoxification และ Phagocytosis
3. สร้างน้าดีไปช่วยยอ่ ยอาหารไขมนั ในลาไส้เลก็ ส่วน Duodenum
4. สร้างสารป้องกนั การแขง็ ตวั ของเลือด (Coagulating factors) เช่น Prothrombin และ Fibrinogen
5. เป็นแหลง่ สะสมวติ ามินและแร่ธาตตุ า่ งๆ เช่น A, D, B12, ธาตเุ หลก็ และ ทองแดง
6. ควบคุม Metabolism ของคาร์โบไฮเดรต ไขมนั และโปรตีน 7. สร้างเมด็ เลือด (เฉพาะในช่วงท่ีเป็น
Embryo) 8. สลายฮีโมโกลบิน

53

8.ตบั อ่อน Pancreas

• วางตวั อยดู่ า้ นหลงั ของช่องทอ้ ง ตรงกระดูกสนั หลงั ระดบั เอว ท่ี 1-2
• ส่วนหวั ติดกบั โคง้ Duodenum
• ส่วนหางติดกบั มา้ ม
• ตรงกลางมีท่อเรียกวา่ Pancreatic duct
• ทาหนา้ ที่สร้างน้ายอ่ ยเปิ ดเขา้ Pancreatic duct
แบ่งออกเป็น 2 ส่วน ตามการท าหนา้ ท่ี
1. Exocrine Part สร้างน้ายอ่ ย (Pancreatic joice)
• Trypsin
• Amylase
• Lypase
• Polypeptidase
• Dipeptidase
2. Endocrine Part สร้างฮอร์โมนเรียกวา่ Islets of Langerhans สร้างอินซูลิน

54

9.ถุงน้าดี Gall Bladder

• มลี กั ษณะคลา้ ยลกู แพร์ อยทู่ างดา้ นลา่ งของ ตบั ดา้ นหน้า
• แบ่งออกเป็น 3 ส่วน
1.Fundus เป็นส่วนปลายทม่ี ลี กั ษณะกวา้ ง
2. Body เป็นบรเิ วณสว่ นใหญ่ของถงุ น้าดี
3. Neck อยใู่ กลก้ บั cystic duct
• หน้าทเ่ี กบ็ น้าดที ส่ี รา้ งมาจากตบั และทาใหน้ ้าดมี คี วามเขม้ ขน้ ขน้ึ
น้าดี BILE
• ผลติ จากตบั ประมาณ 500-800 cc/day
• เป็นดา่ ง ลกั ษณะเขยี วๆ เหลอื งๆ
• เกดิ จากฮโี มลโกบนิ ในกระแสเลอื ด Bilirubin Bile

55 ระบบขบั ถ่ายปัสสาวะ

Urinary system

ระบบขบั ถ่ายปัสสาวะ ประกอบดว้ ย อวยั วะท่ีมีหนา้ ที่สร้างปัสสาวะและขบั (urine secretion)
ไดแ้ ก่ ไต (kidney), และท่อท่ีเป็นทางผา่ นของปัสสาวะ (Urinary passage) ออกสู่ภายนอก ไดแ้ ก่ หลอดไต
(ureter), ท่ีพกั ปัสสาวะ ไดแ้ ก่ กระเพาะปัสสาวะ (urinary bladder) และ ท่อท่ีนาปัสสาวะออกสู่ภายนอก
ร่างกาย ไดแ้ ก่ ท่อปัสสาวะ (urethra)

56

ไต (Kidneys) มีจานวน 1 คู่ โดยจะต้งั อยรู่ ะหวา่ งกระดูกสนั หลงั อนั ที่ 12 และตอนเอว 3 อนั

แรกรูปร่างคลา้ ยเมลด็ ถว่ั แดง ไตแตล่ ะขา้ งจะประกอบดว้ ยหลอดไต และท่อเลก็ อดั กนั แน่น เรียกส่วนน้ี
วา่ เนฟรอน (Nephron) ไตแตล่ ะขา้ งจะมีเนฟรอนมากกวา่ 1 ลา้ นหน่วย เนฟรอนจะมีหนา้ ท่ีกรองปัสสาวะ
ออกจากเลือด ไตจึงเป็นอวยั วะสาคญั ท่ีใชเ้ ป็นโรงงานสาหรับขบั ถา่ ยปัสสาวะดว้ ยการกรองของเสีย
เช่น ยเู รีย แอมโมเนีย เกลือแร่ น้า ออกจากเลือดท่ีไหลผา่ นเขา้ มาใหเ้ ป็นน้าปัสสาวะ แลว้ ไหลผา่ น
กรวยไตลงสู่ท่อไต เขา้ ไปเก็บไวท้ ่ีกระเพาะปัสสาวะสามารถแยกออกไดเ้ ป็น 2 ส่วนคือ เน้ือไตช้นั นอก
(renal cortex) เน้ือไตช้นั ใน (renal medulla)

57

เนื้อไตช้ันนอก (renal cortex) เป็นส่วนของเน้ือไตที่อยตู่ ิดกบั เปลือกหุม้ ไต (renal capsule)
เน้ือไตมีสีน้าตาลแดง หรือสีเหลืองปนแดงจะเป็นบริเวณท่ีมีเลือดมาหลอ่ เล้ียงมาก
ส่วนของเสน้ เลือดแดงท่ีมาหลอ่ เล้ียงเน้ือไต เป็นกลุ่มของเสน้ เลือดแดงฝอยท่ีมาจดั เรียงตวั กนั เป็นกลุ่ม
เรียกวา่ โกลเมอรูลสั (glomerulus) มีกระจายอยทู่ วั่ ไป ส่วนของเส้นเลือดที่เขา้ มาในโกลเมอรูรัส เรียกวา่
แอฟเฟอเรนอาร์เทอริโอล (afferent arteriole) เส้นเลือดท่ีนาเลือดออกจากโกลเมอรูลสั เรียกวา่ เอฟเฟอเรน
อาร์เทอริโอล (efferent arteriole) โดยแอฟเฟอเรนอาร์เทอริโอ (afferent arteriole) จะมีขนาดใหญ่กวา่ เอฟ
เฟอเรนอาร์เทอริโอล (efferent arteriole) รอบๆ โกลเมอรูลสั แต่ละอนั จะมีถงุ หุม้ อยู่ เพื่อรองรับน้าปัสสาวะ
หรือน้าที่กรองไดจ้ ากเลือด ส่วนของถุงหุม้ เราเรียกวา่ โบวแ์ มนส์แคบซูล (Bowman’s capsule) ถุงหุม้ น้ีจะ
ตอ่ โดยตรงกบั หลอดไตส่วนตน้ (proximal convoluted tubules)

58

เนื้อไตช้ันใน (renal medulla) เป็นส่วนเน้ือไตท่ีอยโู่ ดยรอบ
กรวยไต (renal pelvis) มีผิวเรียบส่วนนอกมีสีน้าตาลเขม้ และมีหลอด
ไตขนาดตา่ งๆ เรียงตวั กนั หนาแน่น โดยหลอดไตรวม จะเรียงตวั ขนาน

กนั เป็นกลมุ่ ๆทาใหเ้ กิดเป็นกลีบไตท่ีมีลกั ษณะคลา้ ยกบั รูปพีรามิด

(renal pyramid) แตด่ า้ นฐานของรูปสามเหล่ียมจะอยทู่ างดา้ นนอก
ส่วนยอดแหลมของสามเหล่ียม

เรียกวา่ รีนลั พาพิลา่ ร์ (renal papilla) เป็นบริเวณท่ีมีรูเลก็ ๆปรากฏอยู่
มากมาย โดยรูเลก็ ๆเหล่าน้ีจะเป็นรูเปิ ดของหลอดไตขนาดเลก็ ๆ ซ่ึงเป็น
ทางผา่ นของปัสสาวะเพื่อเขา้ สู่ช่องวา่ งท่ีรองรับอยทู่ ี่ปลายของ
รีนลั พาพิวลาร์ (renal papilla) ซ่ึงจะเป็นช่องวา่ งที่รวบรวมน้าปัสสาวะ
จากไมเนอเคลิกส์แลว้ ส่งตอ่ ไปยงั ท่อไต (ureters) โดยผา่ นส่วนของ
กรวยไต (renal pelvicเม่ือหลอดไตผลิตน้าปัสสาวะไดจ้ ะส่งผา่ นรูใน
ส่วนของรีนลั พาพิลา่ ร์ (renal papilla) แลว้ ส่งตอ่ ไปที่ท่อไต เพ่ือส่งผา่ น

น้าปัสสาวะและนาไปเกบ็ ที่กระเพาะปัสสาวะตอ่ ไป

59

กระเพาะปัสสาวะ (urinary bladder) เป็นอวยั วะที่มีลกั ษณะเป็นถุง ส่วนทา้ ย

ของกระเพาะปัสสาวะจะตอ่ กบั ท่อปัสสาวะ ดา้ นในถุงเป็นช่องวา่ งขนาดใหญ่ เม่ือปสั สาวะใน
กระเพาะปัสสาวะมากข้ึน ผนงั กระเพาะปัสสาวะจะยดื ตวั ออก ถา้ ไม่มีน้าปัสสาวะผนงั กระเพาะ
ปัสสาวะจะหดตวั เลก็ ลง บริเวณกระเพาะปัสสาวะที่ต่อกบั ท่อปัสสาวะจะมีกลา้ มเนอ้ื หูรูด
(sphincter) ทาหนา้ ท่ีป้องกนั การไหลยอ้ นของน้าปัสสาวะเขา้ สู่กระเพาะปัสสาวะ
น้าปัสสาวะ (Urine)
น้าใสสีเหลืองมีกลิ่นเฉพาะความใสข้ึนกบั ปริมาณของน้า
ในหน่ึงวนั มีปริมาณ 1200-

1500 cc
ส่วนประกอบ

*น้า 95%
*Solids

**organic matter= urea, Creatinine, uric acid

**Inorganic matter= Na, K, Mg, NH3
น้าปัสสาวะท่ีผดิ ปกติจะมี Alb, Glucose, Acetone, กอ้ นน่ิว หนอง เลือด

ระบบสืบพนั ธเ์ุ พศชำย 60

MALE REPRODUCTIVE SYSTEM

อวยั วะท่ีสาคญั ในระบบสืบพนั ธุ์เพศชาย(male reproductive system) ประกอบดว้ ย

61

1.อณั ฑะ (testis) มีลกั ษณะเป็นกอ้ นรูปไข่มี 2 อนั อยใู่ นถุงอณั ฑะที่หอ้ ยอยภู่ ายนอกมี
หนา้ ท่ีผลิตอสุจิและผลิตฮอร์โมนเพศชาย คือ เทสโทสเทอโรน (testosterone) ภายใน
อณั ฑะจะมีหลอดเลก็ ๆ ขดไปมาทาหนา้ ที่สร้างอสุจิ เรียกวา่ หลอดสร้างอสุจิ
2. ถุงอณั ฑะ (scrotum) อยนู่ อกร่างกายทาใหอ้ ณุ หภูมิเยน็ กวา่ ภายในร่างกายซ่ึงเป็น
สภาวะที่เหมาะกบั การเจริญของอสุจิ
3. หลอดเกบ็ อสุจิ (epididymis) อยดู่ า้ นบนของอณั ฑะ ลกั ษณะเป็นท่อเลก็ ๆ ทาหนา้ ท่ี
เก็บอสุจิจนแขง็ แรงก็จะส่งไปที่ท่อซ่ึงใหญ่กวา่ เรียกวา่ ท่ออสุจิทาหนา้ ที่ลาเลียงอสุจิไป
เก็บไวท้ ่ีตอ่ มสร้างน้าเล้ียงอสุจิ
4. ต่อมสร้างนา้ เลยี้ งอสุจิ (seminal vesicle)ทาหนา้ ท่ีหลง่ั ของเหลวประกอบดว้ ยอาหาร
จาพวกน้าตาล ฟรักโทสและโปรตีนซ่ึงทาใหอ้ สุจิมีชีวติ อยไู่ ด้ เรียกอสุจิกบั น้าเล้ียงอสุจิ
วา่ น้าอสุจิ (semen)
5. ต่อมลกู หมาก (prostate gland) อยรู่ อบๆ หลอดฉีดอสุจิ สร้างสารท่ีมีฤทธ์ิเป็นเบส
ออ่ นทาลายฤทธ์ิกรดในท่อปัสสาวะของชาย

6. องคชาต (penis) เป็นหลอดกลวงมีท่อปัสสาวะและท่ออสุจิซ่ึงเช่ือมตอ่ กนั เป็นทางผา่ น 62
ของปัสสาวะและอสุจิแตน่ ้าปัสสาวะและน้าอสุจิจะไมอ่ อกจากท่อในเวลาเดียวกนั มีเยอ่ื ท่ี
แขง็ ตวั ไดเ้ มื่อมีเลือดเขา้ ไปคง่ั อยกู่ ารทางานจะอยใู่ ตอ้ านาจของเส้นประสาทที่แยกออกมา
จากไขสนั หลงั บริเวณกน้ กบ

ส่วนประกอบของอสุจิ
1.ส่วนหวั (Head) มีลกั ษณะรูปไข่ ภายในมีนิวเคลียสบรรจุไวเ้ กือบเตม็ ทางส่วนหนา้ สุด
ของส่วนหวั จะมีลกั ษณะเป็นถุง เรียกวา่ อะโครโมโซม (acrosome) มีเอนไซมซ์ ่ึงสามารถ
ยอ่ ยสลายผนงั เซลลข์ องไข่ เรียกวา่ ไฮยาลูโรนิเดส (hyaluronidase)
2.ส่วนลาตวั (Midpiece หรือ Middle piece) เป็นส่วนที่ตอ่ จากส่วนหวั มี mitochondria
จานวนมากเรียงเป็นเกลียว ทาหนา้ ท่ีสร้างพลงั งานใหก้ บั สเปิ ร์ม
3.ส่วนหาง(Tail หรือ Flagellum) เป็นส่วนของหลอดโปรตีน (microtubule)ท่ียนื่ ออกมา
จาก เซนตริโอล มีหนา้ ท่ีพดั โบกใหส้ เปิ ร์มเคล่ือนที่ไปได้

63 ระบบโครงกระดกู

SKELETAL SYSTEM

เป็นโครงสร้างของร่างกาย ช่วยป้องกนั อวยั วะบอบบางตา่ งๆ ท่ีอยภู่ ายในท่ีเกาะ
เก่ียว อยภู่ ายในกระดูกแตล่ ะส่วนของร่างกาย
ระบบโครงกระดูกประกอบไปดว้ ยองคป์ ระกอบที่สาคญั ดงั น้ี

กระดูกอ่อน (Cartilage) ทาหนา้ ที่รองรับส่วนท่ีอ่อนนุ่มของร่างกาย เพ่ือท่ีจะทาให้
การเคล่ือนไหวไดส้ ะดวก ป้องกนั การเสียดสี

ขอ้ ต่อ (Joints) คือส่วนตอ่ ระหวา่ งกระดูกต้งั แต่สองชิ้นข้ึนไปมาต่อกนั เพื่อการ
เคลื่อนไหว

เอน็ (Tendon) มีท้งั ท่ีเป็นเอน็ กลา้ มเน้ือและเอน็ ยดึ ขอ้ (Ligament) เป็นเน้ือเยอ่ื ท่ีมี
ความแขง็ แรงมาก มีลกั ษณะเป็นเสน้ ใยเหนียว ช่วยยดึ กระดูกกบั กลา้ มเน้ือส่วนต่าง ๆ
ไวด้ ว้ ยกนั

กระดูก (Bone) เป็นส่วนท่ีแขง็ ท่ีสุด โครงกระดูกในผใู้ หญ่ ประกอบดว้ ยกระดูก
จานวน 206 ชิ้น ส่วนในทารกแรกเกิดจะมีกระดูกถึง 300 ชิ้นเพราะกระดูกอ่อนยงั ไม่
ติดกนั

1.กระดูกแกนกลางของร่างกาย (Axial skeletal) ได้แก่ 64

– กระดูกหนา้ ผาก (Frontal bone)
– กระดูกดา้ นขา้ งศีรษะ (Parietal bone)
– กระดูกขมบั (Temporal bone)
– กระดูกทา้ ยทอย (Occipital bone)
– กระดูกสนั จมูก (Nasal bone)
– กระดูกโคนลิน้ (Hyoid bone)
– กระดูกสนั หลงั ส่วนคอ (Cervical vertebrae)
– กระดูกสนั หลงั ส่วนอก (Thoracic vertebrae)
– กระดูกสนั หลงั ส่วนเอว (Lumbar vertebrae)
– กระดูกกระเบนเหนบ็ (Sacrum)
– กระดูกกน้ กบ (Coccyx)
– กระดูกทรวงอก (Sternum)
– กระดูกซ่ีโครง (Rib)

65

2.กระดูกระยางค์ (Appendicular skeletal) ได้แก่

– กระดูกไหปลาร้า (Clavicle)
– กระดูกสะบกั (Scapular)
– กระดูกตน้ แขน (Humerus)

– กระดกู ขอ้ มอื (Carpal bone)
– กระดกู ฝ่ ามอื (Metacarpal bone)
– กระดกู น้วิ มอื (Phalanges)
–กระดกู เชงิ กราน (Hip bone)
– กระดกู ตน้ ขา (Femur)
– กระดกู หน้าแขง้ (Tibia)
– กระดกู น่อง (Fibula)
– กระดกู ขอ้ เทา้ (Tarsal bone)
– กระดกู ฝ่ าเทา้ (Metatarsal bone)
– กระดกู น้วิ เทา้ (Phalanges)

ระบบสืบพนั ธเ์ุ พศหญิง 66

FEMALE REPRODUCTIVE SYSTEM

เป็นระบบท่ีทาหนา้ ท่ีคลา้ ยกบั ระบบสืบพนั ธุ์เพศชายและดูแลฟมู พกั ใหเ้ ซลลไ์ ข่ท่ีผสมติดให้
พฒั นากลายเป็นตวั อ่อนจนคลอดออกมา
ระบบสืบพนั ธุ์เพศหญิงประกอบดว้ ย
1.อวยั วะเพศภายนอก
2.อวยั วะสืบพนั ธุ์ภายใน

67

1.อวยั วะเพศภายนอก 6.Bartholin’s gland (greater vestibular gland) เป็น
ต่อมเลก็ ๆ ขนาดเท่าเมลด็ ถว่ั เขียวพบอยู่ 2 ขา้ งของรู
1.เนินหวั เหน่า ( mone pubis)เป็นผิวหนงั นูนอยู่ เปิ ดของช่องคลอด จะใหท้ ่อออกมาเปิ ดที่บริเวณ
บริเวณเหนือกระดูกหวั เหน่า ระหวา่ งเยอื่ พรหมจารียก์ บั แคมเลก็ ทาหนา้ ท่ีสร้าง
2.แคมใหญ่ ( labia majora) เป็นผวิ หนงั ท่ีต่อมาจาก เมือกหล่อลื่นและมีฤทธ์ิเป็นด่าง เพ่ือลดความเป็น
ทางดา้ นล่างของเนินหวั เหน่า มีลกั ษณะนูนแยกเป็น กรดในช่องคลอด
2 กลีบลงไปบรรจบกนั ทางดา้ นหลงั ที่บริเวณฝี เยบ็
3.แคมเลก็ ( labia minora)เป็นช้นั ผวิ หนงั ที่ยกตวั ข้ึน
เป็นกลีบเลก็ ๆ สีแดง 2 กลีบ ทางดา้ นในของแคม
ใหญ่ 7.เยอ่ื พรหมจารีย์ ( hymen) เป็นเน้ือเยอื่ ท่ียนื่ ออกมา
4.clitoris มีลกั ษณะเป็นตุ่มเลก็ ๆ มีโครงสร้างเป็น ปิ ดรูเปิ ดของช่องคลอด ตรงกลางจะมีรูเปิ ดเลก็ ๆ
erectile tissue เช่นกนั มีหลอดเลือดและปลาย
เยอื่ พรหมจารียน์ ้ีสามารถยดื หยนุ่ ได้
ประสาทรับความรู้สึกมาเล้ียงเป็ นจานวนมาก 8.ฝีเยบ็ ( perineum) เป็นบริเวณรูปส่ีเหล่ียมโดย

ลากเส้นเชื่อมตอ่ จากกระดูกหวั เหน่าไปยงั ischial
5.vestibule เป็นบริเวณที่อยรู่ ะหวา่ งแคมเลก็ ท้งั สอง tuberosity 2 ขา้ งและกระดูกกน้ กบ
ขา้ ง ต้งั แต่ clitoris ลงไปจนถึง fourchette บริเวณน้ีมีรู
เปิ ดของท่อต่างๆ

68

2.อวยั วะสืบพนั ธ์ุภายใน

1.ช่องคลอด(Vaginal Canal) เป็นช่องสาหรับผา่ นของตวั อสุจิเพ่ือเขา้ ไปปฏิสนธิกบั ไข่บริเวณปี ก
มดลกู หรือท่อนาไข่ รวมถึงเป็นทางออกของทารกในขณะคลอด
2.มดลกู (Uterus) มดลูกเป็นอวยั วะสืบพนั ธ์เพศหญิงท่ีมีขนาดใหญ่ที่สุดมีรูปร่างลกั ษณะคลา้ ยผลชมพู่
ต้งั อยใู่ นอุง้ เชิงกราน และอยรู่ ะหวา่ งกระเพาะปัสสาวะซ่ึงอยดู่ า้ นหนา้ และทวารหนกั ซ่ึงอยดู่ า้ นหลงั
หนา้ ท่ีของมดลูก การมีประจาเดือน การต้งั ครรภ์ การคลอด
3.รังไข่(Ovary) รังไข่ เป็นอวยั วะขนาดเลก็ สีขาวมนั มีรูปร่างคลา้ ยเมด็ มะม่วงหิมพานต์ ขนาดเท่า
เมลด็ มะปราง มี 2 อนั อยบู่ ริเวณปี กมดลูกซา้ ย-ขวา ท้งั สองขา้ ง เชื่อมติดกบั มดลูกดว้ ยปี กมดลูกหรือ
ท่อนาไข่
หนา้ ที่ของรังไข่
• สร้างเซลลส์ ืบพนั ธ์ ไดแ้ ก่ เซลลไ์ ข่ (Ovum)

• สร้างฮอร์โมนเพศ
4.ท่อนาไข่(Oviduct) หรือปี กมดลูก (Fallopian Tube) ท่อนาไข่ หรือ ปี กมดลกู เป็นทางเชื่อมตอ่
ระหวา่ งรังไขท่ ้งั สองขา้ งกบั มดลกู ทาหนา้ ท่ีเป็นทางผา่ นของไข่ที่ออกจากรังไข่เขา้ สู่มดลกู ท่อนาไข่
เป็นบริเวณที่อสุจิจะเขา้ ปฏิสนธิกบั ไข่

69 การตกไข่

การตกไข่ หมายถึง การท่ีไข่สุกและออกจากรังไขเ่ ขา้ สู่ท่อนา
ไข่ โดยปกติรังไขแ่ ต่ละขา้ งจะสลบั กนั ผลิตไข่ในแต่ละเดือน
ดงั น้นั จึงมีการตกไขเ่ กิดข้ึนเดือนละ 1 ใบซ่ึงต่อไปจะเกิดการ
เปล่ียนแปลงใน 2 กรณีต่อไปน้ี
1.ถา้ มีอสุจิเคล่ือนท่ีเขา้ มาในท่อนาไขใ่ นขณะที่มีการตกไข่
อสุจิจะเขา้ ปฏิสนธิกบั ไขท่ ่ีบริเวณท่อนาไข่ดา้ นที่ใกลก้ บั รังไข่
ไข่ท่ีไดร้ ับการผสมแลว้ จะเคลื่อนตวั เขา้ สู่มดลูก เพื่อฝังตวั ที่
ผนงั มดลูก
2.ถา้ ไมม่ ีตวั อสุจิเขา้ มาในท่อนาไข่ ไขจ่ ะสลายตวั ก่อนท่ีจะผา่ น
มาถึงมดลกู จากน้นั ผนงั ดา้ นในของมดลกู และเสน้ เลือดที่มา
หล่อเล้ียง เป็นจานวนมากก็จะสลายตวั แลว้ ไหลออกสู่ภายนอก
ร่างกายทางช่องคลอด เรียกวา่ ประจาเดือน

70

เตา้ นมของผหู้ ญิงไมใ่ ช่อวยั วะเพศ แตม่ ีความหมายทางเพศ คนจานวนมากเห็นวา่ เตา้ นมของ
ผหู้ ญิงเป็นจุดที่กระตุน้ ความตอ้ งการทางเพศ และผหู้ ญิงจานวนมากพบวา่ การกระตนุ้ เตา้ นม
โดยเฉพาะบริเวณหวั นม (nipple) ทาใหเ้ กิดความตอ้ งการทางเพศ เตา้ นมจะเป็นสิ่งที่กระตนุ้
ทางเพศหรือไม่ มากนอ้ ยเพียงใดน้นั จะแตกตา่ งไปในแตล่ ะบุคคล และความไวของการ
กระตุน้ ทางเพศกข็ ้ึนอยกู่ บั วา่ ผหู้ ญิงคนน้นั อยใู่ นระยะของการมีประจาเดือนระยะใดเตา้ นมแต่
ละขา้ งน้นั ประกอบดว้ ยต่อมน้านมประมาณ 15-20 กลุ่ม แตล่ ะกล่มุ มีท่อน้านมไปสู่หวั นม และ
มีเน้ือเยอ่ื ไขมนั อยใู่ ตผ้ ิวหนงั ส่วนรอบ ๆ หวั นมจะมีผิวคล้ารอบ ๆ ซ่ึงเรียกวา่ อรีโอล่า
(areola) ขณะต้งั ครรภเ์ ตา้ นมจะปรับตวั และเตรียมตวั เพ่ือผลิตน้านมเล้ียงทารก และภายใน
2-3 วนั หลงั จากคลอดบุตรแลว้ เตา้ นมจะเริ่มผลิตน้านม โดยฮอร์โมนจากต่อมพิทุอิทารี่
(pituitary gland) คือ โปรแลคติน (prolactin) จะไปกระตุน้ การผลิตน้านม เม่ือทารกดูดหวั นม
จะทาใหต้ ่อม พิทุอิทารี่ ถกู กระตนุ้ และหลงั่ ฮอร์โมนออกซิโตซิน (oxytocin) ออกมาเพื่อ
กระตุน้ ใหน้ ้านมไหลออกมา

71 ระบบกล้ำมเนื้อ

MUSCULAR SYSTEM

กลา้ มเน้ือ (Muscle) เป็นเน้ือเยอื่ ที่หดตวั ไดใ้ น
ร่างกาย เปลี่ยนแปลงมาจากเมโซเดิร์ม (mesoderm)
ของช้นั เน้ือเยอื่ ในตวั อ่อน และเป็นระบบหน่ึงของ
ร่างกายท่ีสาคญั ต่อการเคลื่อนไหวท้งั หมดของ
ร่างกาย แบ่งออกเป็น 3 ส่วน ไดแ้ ก่ กลา้ มเน้ือโครง
ร่าง (skeletal muscle)
กลา้ มเน้ือเรียบ (smooth muscle) และกลา้ มเน้ือหวั ใจ
(cardiac muscle)

กลา้ มเน้อื เรยี บ 72
กลา้ มเน้อื หวั ใจ
กลา้ มเน้อื ลาย ประเภทของกล้ามเนื้อ
1.กล้ามเนื้อเรียบ (Smooth Muscle) เป็นกลา้ มเน้ือท่ีทางาน
อยตู่ ลอด เพราะเราไม่สามารถควบคุมกลา้ มเน้ือชนิดน้ีได้
สมองและร่างกายขจะสงั่ ใหก้ ลา้ มเน้ือเรียบทางานดว้ ย
ตวั ของมนั เอง เช่น ในกระเพาะ (Stomach)
2.กล้ามเนื้อหวั ใจ (Cardiac Muscle) เป็นกลา้ มเน้ือนอก
อานาจจิตใจเหมือนกบั กลา้ ม เน้ือเรียบ ทาใหเ้ กิดการเตน้
ของหวั ใจ (Heart Beat) อยตู่ ลอดเวลา
3.กล้ามเนื้อลาย (Skeletal Muscle) เป็นกลา้ มเน้ือที่สามารถ
ควบคุมการเคลื่อนไหวของกลา้ มเน้ือชนิดน้ีได้ กลา้ มเน้ือ
ลายจะห่อหุม้ โครงกระดูกของเราไว้ และท้งั สองอยา่ งจะ
ทางานร่วมกนั

73

กล้ามเนื้อใบหน้า

Frontalis muscle อยทู่ ่ีหนา้ ผาก ทาหนา้ ที่ ยกคิ้วข้ึนลง ทาหนา้ ผากยน่
Nasalis muscle อยทู่ ่ีจมูก ทาหนา้ ที่ หุบปี กจมูก เวลาดมกลิ่น
Orbiculalis occuli อยรู่ อบดวงตา ทาหนา้ ท่ี ปิ ดตา หรือหลบั ตา
Orbicularis oris อยบู่ ริเวณรอบปาก ทาหนา้ ท่ี หุบปาก ทาริมฝีปากยน่ื ทาปากจู๋
Risorius muscle อยถู่ ดั ออกมาทางดา้ นขา้ งของปาก ทาหนา้ ที่เวลาแสยะยมิ้

กล้ามเนื้อเกีย่ วกบั การเคยี้ ว

Tempolaris muscle อยทู่ ่ีขมบั ดา้ นขา้ งของกะโหลกศรีษะทาหนา้ ที่อา้
หุบและยน่ื ปาก
Buccinator muscle ทาหนา้ ท่ีช่วยในการดูดการเค้ียวอาหาร การกลืนผวิ ปาก
Masseter muscle อยดู่ า้ นนอกมมุ ขากรรไกรล่างของใบหนา้ ทาหนา้ ที่
ยกกระดูกขากรรไกรล่างข้ึนเวลาเค้ียวอาหาร

74

75

กล้ามเนื้อคอ (Muscle of the neck)

1.Sternomastoid muscle เป็นกลา้ มเน้ือท่ีใหญ่ที่สุดของคอ
เกาะพาดจากกระดูกหนา้ อก
กบั กระดูกไหปลาร้าทาหนา้ ที่หนั คอหมนุ คอ
2. Platysma หนา้ ที่ ดึงริมฝีปากล่างและมมุ ปากลง

กล้ามเนื้อส่วนลาตัว (Muscle of the trunk)

1.Pectoralis major เป็นกลา้ มเน้ือทรวงอกมดั ใหญ่รูปร่างคลา้ ยพดั คลมุ อยบู่ นอกและทบั อยบู่ น
กลา้ มเน้ือทาหนา้ ท่ีหุบ งอ หมุนตน้ แขนเขา้ ดา้ นใน
2.Pectoralis minor เป็นกลา้ มเน้ือรูปสามเหล่ียมแบนเลก็ อยภู่ ายใตก้ ลา้ มเน้ือPectoralis major
ช่วยรับน้าหนกั ตวั ขณะที่ยนื เอามือยนั
3.Rectus abdominis เป็นกลา้ มเน้ือหนา้ ทอ้ งมีลกั ษณะเป็นแถบยาวเป็นปลอ้ ง ๆทาหนา้ ที่เกร็งช่องทอ้ ง
เวลายกของหนกั ช่วยในการขบั ถ่ายและคลอดบุตร

76

4.External oblique เป็นกลา้ มเน้ือลาตวั ดา้ นขา้ งทาหนา้ ท่ีเหมือนกบั กลา้ มเน้ือ Rectus abdominis
5.Serratus anterior เป็นกลา้ มเน้ือดา้ นในของรักแร้ อยทู่ างดา้ นขา้ งของอกมีรูปร่างเป็นแฉก ๆ ยดึ ติด
กบั กระดูกซ่ีโครงทาหนา้ ที่ยดึ ดึงกระดูกสะบกั ใหอ้ ยกู่ บั ที่และช่วยการทางานของกลา้ มเน้ือ Deltoid
เวลายกแขน
6.Trapezius เป็นกลา้ มเน้ือรูปสามเหล่ียมคลมุ บริเวณคอดา้ นหลงั ลงมาถึงหลงั ทาหนา้ ท่ีร้ังกระดูกสะบกั
มาขา้ งหลงั กลา้ มเน้ือส่วนบนเม่ือหดตวั ไหล่จะยกข้ึน
7.Latissimusdorsiเป็นกลา้ มเน้ือรูปสามเหลี่ยมแบนกวา้ ง คลมุ อยตู่ อนลา่ งของแผน่ หลงั และบ้นั เอว
ทอดผา่ นไปมมุ ลา่ งของกระดูกสะบกั ทาหนา้ ที่ดึงแขนเขา้ ชิดลาตวั ดึง แขน ลงมาขา้ งล่าง ดา้ นหลงั และ
หมนุ แขนเขา้ ดา้ นใน

77

กล้ามเนื้อส่วนหัวไหล่และแขน (Muscle of the upper limb)

1 Deltoid เป็นมดั ใหญ่หนารูปสามเหลี่ยมจุดเกาะอยทู่ ี่ไหปลาร้า และกระดูกสะบกั ทาหนา้ ที่
ยกไหลแ่ ละยกตน้ แขน
2 Supraspinatus เร่ิมเกาะจากกระดูกสะบกั ไปยงั กระดูกตน้ แขน ทาหนา้ ที่ช่วยกลา้ มเน้ือ Deltoid
ในการยก หรือกางแขน
3 Infraspinatus ทาหนา้ ท่ีหมุนตน้ แขนออกดา้ นนอก และดึงแขนไปดา้ นหลงั 4 Teres minor และ
Teres major เกาะที่กระดูกสะบกั แลว้ มาเกาะท่ีกระดูกตน้ แขนโดย Teres minor ทาหนา้ ท่ีหมนุ
แขนออกดา้ นนอก Teres major ทาหนา้ ที่หมุนแขนเขา้ ดา้ นใน
5 Subscapularisมีจุดเกาะที่กระดูกสะบกั และกระดูกตน้ แขน ทาหนา้ ท่ีหมนุ ตน้ แขนเขา้ ดา้ นใน
6 Biceps brachii ทาหนา้ ท่ีงอตน้ แขนและปลายแขน หมนุ แขนเขา้ และดึงออก
7 Brachialis ทาหนา้ ที่งอขอ้ ศอก
8. Coracobrachialisเกาะจาก Coracoid process ของกระดูกสะบกั ไปยงั ก่ึงกลางของกระดูกตน้
แขน ทาหนา้ ที่งอตน้ แขน
9 Triceps brachii ทาหนา้ ท่ีเหยยี ดปลายแขน

78

79

กล้ามเนื้อส่วนปลายแขน

1 Brachioradialis ทาหนา้ ที่งอปลายแขน
2 Flexor carpi radialis หนา้ ท่ีงอขอ้ มือและกางมือ
3 Palmaris longusทาหนา้ ท่ีงอขอ้ มือ
4 Flexor carpi ulnaris ทาหนา้ ท่ีงอขอ้ มือ
5 Extensor carpi radialislongus ทาหนา้ ที่กางและเหยยี ดขอ้ มือ
6 Extensor digitorum ทาหนา้ ที่เหยยี ดนิ้วมือและขอ้ มือ

กล้ามเนื้อส่ วนมือและนิว้

1 Thenar eminence เป็นกลา้ มเน้ือหวั แม่มือเกาะท่ีฝ่ ามือ ทาหนา้ ท่ีงอนิ้วหวั แมม่ ือ
2 Hypothenar eminence เป็นกลา้ มเน้ือท่ีอยใู่ ตน้ ิ้วกอ้ ย มีรอยนูนเด่นชดั ทาหนา้ ท่ีงอนิ้วกอ้ ย
3 Dorsal interosseus เป็นกลา้ มเน้ือที่นิ้วช้ี ทาหนา้ ที่กางนิ้วช้ีและหมนุ หวั แมม่ ือ
4 Abductor pollicisเกาะอยทู่ ่ีฐานของนิ้วหวั แม่มือ ทาหนา้ ท่ีงอนิ้วหวั แมม่ ือ

80

กล้ามเนื้อส่วนสะโพกและขา (Muscle of the lower limb)

1 Gluteus maximus ทาหนา้ ท่ีเหยยี ดขา กางตน้ ขา

หมุนตน้ ขา ไปทางดา้ นขา้ ง
2 Tensor fasciae lataeทาหนา้ ท่ีกางและหมุนขาเขา้ ดา้ นใน กล้ามเนื้อส่วนเท้า
1 Flexor hallucislongus ทาหนา้ ท่ีกระดกขอ้ เทา้ ลง
กล้ามเนื้อส่วนโคนขา
และบิดเทา้ เขา้ ดา้ นใน
1 Biceps femoris ทาหนา้ ท่ีเหยยี ดตน้ ขาและงอเข่า
2 Rectus femoris หนา้ ท่ีงอตน้ ขาและเหยยี ดปลายขา 2 Extensor digitorumbrevis ทาหนา้ ที่เหยยี ดขอ้ ของ
นิ้วเทา้ ท้งั 4
3 Satorius ทาหนา้ ท่ีงอตน้ ขา และปลายขา 3 Adductor hallucisเป็นกลา้ มเน้ือที่อยลู่ ึกสุด ทา

กล้ามเนื้อส่วนปลายขา หนา้ ท่ีเหยยี ดหวั แม่เทา้

1 Tibialisanticus ทาหนา้ ท่ีกระดกขอ้ เทา้ 4 Flexor digitorumbrevisเป็นกลา้ มเน้ือบริเวณอุง้

และบิดขอ้ เทา้ เขา้ ดา้ นใน
2 Gastrocnemius ทาหนา้ ท่ีงอหลงั เทา้ เหยยี ดนิ้วเทา้ เทา้ ทาหนา้ ท่ีช่วยในการเคล่ือนไหว
ถีบฝ่ าเทา้ ลงและช่วยงอเข่า

3 Soleus เป็นกลา้ มเน้ือใหญ่ รูปร่างคลา้ ยปลาอยใู่ น
4 Gastrocnemius ทาหนา้ ท่ีงอฝ่ าเทา้

81

ระบบหำยใจ 82

RESPIRATORY SYSTEM

เป็นกระบวนการซ่ึงนาอากาศเขา้ หรือออกจากปอด สิ่งมีชีวติ ท่ีตอ้ งการ
ออกซิเจนตอ้ งการไปเพ่ือปลดปล่อยพลงั งานผา่ นการหายใจระดบั เซลลใ์ นรูป
เมแทบอลิซึมโมเลกุลพลงั งานสูง

83

1.จมกู (Nose) 5. หลอดลมเลก็ หรือข้วั ปอด( bronchus)
รูจมกู ทาหนา้ ที่เป็นทางผา่ นของอากาศที่หายใจเขา้ เป็นส่วนที่แตกแขนงแยกจากหลอดลม แบ่งออกเป็น
ไปยงั ช่องจมกู และกรองฝ่ นุ ละออง 2 ก่ิงคือซา้ ยหรือขวา โดยกิ่งซา้ ยจะเขา้ สู่ปอดซา้ ย
และก่ิงขวาแยกเขา้ ปอดขวาพร้อม ๆ กบั เสน้ เลือด
2. คอหอย(Pharynx) และเส้นประสาท
เป็นบริเวณท่ีพบกนั ของช่องอากาศจากจมูกและช่อง
อาหารจากปาก 6.หลอดลมฝอย (bronchiole)
แบ่งออกเป็น 2 ส่วนคือ
3.กล่องเสียง (larynx)
ทาหนา้ ท่ีในการปิ ดเปิ ดกล่องเสียงเรียกวา่ ฝาปิ ด 1.หลอดลมฝอยเทอร์มินอล (terminal bronchiole)
กล่องเสียง (epiglottis) ป้องกนั ไม่ใหอ้ าหารตกลงสู่ เป็ นท่อท่ีแยกออกจากหลอดลมแขนง
หลอดลม ที่กล่องเสียงจะมีเยอื่ เมือกที่มีใยเอน็ ยดื หยนุ่ 2.หลอดลมฝอยแลกเปลี่ยนแก๊ส(respiratory
ไดเ้ รียกวา่ เส้นเสียง (vocal cord) bronchiole) เป็นส่วนแรกท่ีมีการแลกเปล่ียนแก๊ส
เนื่องจาก มีถงุ ลมยอ่ ยมาเปิ ดเขา้ ท่ีผนงั
4.หลอดลมคอ (trachea)

เป็นท่อกลวงมีผนงั แขง็ และหนาเพราะมีกระดูกออ่ น

เรียงเป็นรูปเกือกมา้ ทาใหห้ ลอดลมคอไมแ่ ฟบ

7.ท่อลม (alveolar duct) เป็นท่อส่วนสุดทา้ ยของส่วนที่มีการ 84
แลกเปล่ียนแก๊ส (respiratory division)ซ่ึงจะไปสิ้นสุดที่ถงุ ลม
(alveolar sac)

8.ถุงลม(alveolar sac)
เป็นช่องวา่ งท่ีมีถุงลมยอ่ ยหลาย ๆ ถุงมาเปิ ดเขา้ ที่ช่องวา่ ง

9.ถุงลมย่อยVpulmonary alveoli)
มีลกั ษณะเป็นถุงหกเหล่ียมมีเซลลพ์ ิเศษหลง่ั สาร
พวกฟอสโฟลิพิด (phospholipid)

10.ปอด(lung)

เป็นอวยั วะท่ีทาหนา้ ท่ีในการหายใจปอดขวาจะส้นั กวา่ ปอดซา้ ย
ความจุของปอด
ปริมาตรอากาศท่ีหายใจเขา้ ปกติ แต่ละคร้ังมีประมาณ 500
ลูกบาศกเ์ ซนติเมตร

85

การหายใจเข้าและหายใจออก
การหายใจเขา้ และหายใจออกเกิดจากการทางานของกลา้ มเน้ือกะบงั ลมและกลา้ มยดึ กระดูกซ่ีโครง
การหายใจเข้า กลา้ มเน้ือกะบงั ลมหดตวั และกลา้ มเน้ือยดึ กระดูกซี่โครงดึงกระดูกซี่โครงให้

ยกตวั ข้ึน ปริมาตรของช่องอกท่ีเพิ่มข้ึน ทาใหค้ วามดนั ในช่องอกลดลง ส่งผลใหอ้ ากาศจากภายนอก
เคล่ือนที่เขา้ สู่ปอด

การหายใจออก กลา้ มเน้ือกะบงั ลมคลายตวั จะยกตวั สูงข้ึน เป็นจงั หวะเดียวกบั กระดูกซี่โครง
ลดต่าลง ทาใหป้ ริมาตรในช่องอกลดลง ความดนั เพ่ิมข้ึน มากกวา่ ความดนั ของอากาศภายนอก อากาศจึง
เคล่ือนที่ออกจากปอด

ระบบไหลเวียนโลหิต 86

CARDIOVASCULAR SYSTEM

เลือด
เป็นสื่อกลางในร่างกายที่มีบทบาทเกี่ยวขอ้ ง
กบั การหายใจ การขบั ถ่ายของสียออกจาก
ร่างกาย การควบคุมอณุ หภูมิร่างกาย ระบบ
ภูมิคุม้ กนั รักษาสมดุลกรด-เบส สมดุลน้า และ
การติดต่อส่ือสารภายในเซลล์ ในเลือดมี
สารอาหารท่ีส่งไปเล้ียงเซลล์ เลือดเป็น
Connective tissue ชนิดหน่ึง

87 องค์ประกอบของเลือด

เมด็ เลือดแดง มีหนา้ ท่ีนาเอาออกซิเจนไปเล้ียงส่วนตา่ งๆ ของร่างกาย มีลกั ษณะกลม

แบนและมีรอยเวา้ ตรงกลาง

เม็ดเลือดขาว มีหนา้ ที่ป้องกนั และทาลายสิ่งแปลกปลอมท่ีเขา้ สู่ร่างกาย คอยต่อสูก้ บั

เช้ือโรคตา่ งๆ

เกล็ดเลือด มีหนา้ ที่สาคญั ในการหา้ มเลือด ช่วยทาใหเ้ ลือดแขง็ ตวั และรวมตวั กนั อดุ

บริเวณท่ีมีการฉีกขาดของหลอดเลือด

พลาสมาหรือนา้ เลือด ทาหนา้ ท่ีควบคุมความดนั เลือด ปริมาณของเลือด ป้องกนั

เลือดออก

ลกั ษณะของหลอดเลือดแดง ( Artery ) 88
•ผนงั ของหลอดเลือดแดงเหนียว และยดื หยนุ่ ไดด้ ี

•หลอดเลือดจะไม่แฟบ เม่ือไม่มีเลือดอยภู่ ายใน

•ไม่มีลิ้น (Valve) ก้นั อยภู่ ายใน
•มีผนงั 3 ช้นั
2. หลอดเลือดดา (Veins) เป็นหลอดเลือดจากส่วนตา่ งๆ ของร่างกายเขา้ สู่หวั ใจ โดยเลือดในส่วนน้ี

จะมีปริมาณคาร์บอนไดออกไซดม์ าก ยกเวน้ หลอดเลือดดาที่นาเลือดมาจากปอดมายงั หัวใจ จะเป็น

เลือดแดง หลอดเลือดฝอย(Capillaries) เป็นหลอดเลือดท่ีมีขนาดเลก็ ละเอียดมีอยจู่ านวนมากใน

ร่างกาย

ลกั ษณะของหลอดเลือดดา(Vein )

•ผนงั บางกวา่ หลอดเลือดแดง

•มีความยดื หยนุ่ นอ้ ยกวา่

•หลอดเลือดจะแฟบแบน เมื่อไม่มีเลือดภายใน

•มีลิน้ (Valve) ก้นั อยภู่ ายในเป็นระยะๆ
•มีผนงั 3 ช้นั
3. หลอดเลือดฝอยประกอบดว้ ยเชลลช์ ้นั เดียว หลอดเลือดฝอยมีจานวนมากบริเวนผนงั ของเลือด
ฝอยเป็นบริเวณท่ีการแลกเปล่ียนสารอาหาร แก๊สตา่ งๆ ระหวา่ งเลือดกบั เชลลข์ องร่างกาย

89

90

โครงสร้างของระบบไหลเวยี นเลือด

ระบบไหลเวยี นเลือดเป็นระบบที่ประกอบไปดว้ ย หวั ใจ หลอดเลือด และเลือด โดยหวั ใจทาหนา้ ท่ีสูบ

ฉีดเลือดส่งออกไปตามหลอดเลือดแดง เม่ือเลือดผา่ นไปถึงหลอดเลือดฝอย กจ็ ะมีการแลกเปลี่ยนกนั

ระหวา่ งของดีกบั ของเสีย ซ่ึงอยใู่ นหลอดเลือดฝอยกบั เน้ือเยอื่ โดยนาของดีซ่ึงประกอบดว้ ยออกซิเจน
และสารอาหารไปใหเ้ น้ือเยอ่ื แลว้ จึงนาของเสียกลบั เขา้ หลอดเลือดฝอย โดยขนส่งกลบั เขา้ ทางหลอด
เลือดดา และไหลเวยี นกลบั เขา้ สู่หวั ใจอีก

91

หัวใจ(Heart)

ผนงั ของหวั ใจประกอบด้วยเนื้อเย่ือสามช้ัน ได้แก่
•ผนงั หัวใจช้ันนอก (Epicardium) เป็นช้นั ท่ีติดตอ่ กบั เยอ่ื หุม้ หวั ใจช้นั ใน (Visceral layer of pericardium)
ประกอบดว้ ยเน้ือเยอื่ เกี่ยวพนั ที่เหนียวและแขง็ แรง
•ผนงั หัวใจช้ันกลาง (Myocardium) เป็นช้นั ท่ีมีความหนามากท่ีสุด และประกอบดว้ ยกลา้ มเน้ือหวั ใจเกือบ
ท้งั หมด
•ผนงั หวั ใจช้ันใน (Endocardium) เป็นช้นั บางๆที่เจริญมาจากเซลลเ์ ยอื่ บุหลอดเลือด
หวั ใจมีท้งั หมด 4 หอ้ ง ไดแ้ ก่

1.หัวใจห้องบนขวา (Right atrium) มีหนา้ ท่ีรับเลือดท่ีมาจากหลอดเลือดดา
ใหญ่ซุพีเรียเวนาคาวา (superior vena cava) ซ่ึงรับเลือดมาจากร่างกายส่วนบน และ
หลอดเลือดดาใหญ่อินฟี เรียร์เวนาคาวา (Inferior vena cava) รับเลือดมาจากร่างกาย
ช่วงลา่ ง

92

2. หัวใจห้องล่างขวา (Right ventricle) จะอยทู่ างดา้ นหนา้ สุดของหวั ใจ หวั ใจหอ้ งลา่ งขวา
ทาหนา้ ท่ีรับเลือดจากหวั ใจหอ้ งบนขวา แลว้ ส่งออกไปยงั ปอด ผา่ นลิน้ หวั ใจพลั โมนารี
(pulmonary valve) และหลอดเลือดแดงพลั โมนารี (pulmonary arteries)
3. หัวใจห้องบนซ้าย (Left atrium) มีขนาดเลก็ ท่ีสุดในหอ้ งหวั ใจท้งั ส่ีหอ้ ง และวางตวั
อยทู่ างดา้ นหลงั สุด โดยหวั ใจหอ้ งน้ีจะรับเลือดที่ไดร้ ับออกซิเจนจากปอดผา่ นทาง
หลอดเลือดดาพลั โมนารี (pulmonary veins) และจึงส่งผา่ นใหห้ วั ใจหอ้ งลา่ งซา้ ย
ทางลิน้ ไมทรัล (Mitral valve)
4.หวั ใจห้องบนซ้าย (Left atrium) มีขนาดเลก็ ท่ีสุดในหอ้ งหวั ใจท้งั สี่หอ้ ง และวางตวั อยู่
ทางดา้ นหลงั สุด โดยหวั ใจหอ้ งน้ีจะรับเลือดท่ีไดร้ ับออกซิเจนจากปอดผา่ นทาง
หลอดเลือดดาพลั โมนารี (pulmonary veins) และจึงส่งผา่ นใหห้ วั ใจหอ้ งล่างซา้ ยทางลิ้นไมทรัล
(Mitral valve)

93

ลิ้นหวั ใจที่สาคญั ไดแ้ ก่
•ลนิ้ หวั ใจไตรคสั ปิ ด (Tricuspid valve) มีสามกลีบ
(cusps) อยรู่ ะหวา่ งหวั ใจหอ้ งบนขวาและลา่ งขวา
•ลนิ้ ไมตรัล (Mitral valve) มีสองกลีบ บางคร้ังจึง
เรียกวา่ ลิ้นหวั ใจไบคสั ปิ ด (bicuspid valve) อยรู่ ะหวา่ ง
หวั ใจหอ้ งบนซา้ ยและล่างซา้ ย
•ลนิ้ หวั ใจพลั โมนารี่เซมลิ นู าร์ (pulmonary semilunar
valve) มีสามกลีบ อยรู่ ะหวา่ งหวั ใจหอ้ งลา่ งขวาและ
หลอดเลือดแดงพลั โมนาร่ี
•ลนิ้ หัวใจเอออร์ตกิ เซมลิ นู าร์ (Aortic semilunar valve)
มีสามกลีบ อยรู่ ะหวา่ งหวั ใจหอ้ งลา่ งซา้ ยและหลอด
เลือดแดงใหญ่ ใกลๆ้ กบั โคนของลิน้ หวั ใจน้ีจะมีรูเปิ ด
เลก็ ๆ ซ่ึงเป็นทางเขา้ ของเลือดที่จะเขา้ สู่ระบบหลอด
เลือดหวั ใจ

ระบบประสำท 94

NERVOUS SYSTEM

ระบบประสาท คือ ระบบท่ีควบคุมการทาหนา้ ที่ของส่วนตา่ งๆ ของทุกระบบในร่างกาย ใหท้ างาน
ประสานสมั พนั ธ์กนั เพื่อใหร้ ่างกายสามารถปรับตวั ใหเ้ ขา้ กบั สภาพแวดลอ้ ม ท้งั ภายในและภายนอก
ร่างกายใหส้ ามารถดารงชีวติ อยไู่ ด้ นอกจากน้ีระบบประสาทยงั เป็นแหลง่ ท่ีมาของความคิด ความรู้สึก
สติปัญญา ความฉลาด ไหวพริบ การตดั สินใจ การใชเ้ หตผุ ล และการแสดงอารมณ์อีกดว้ ย
ระบบประสาทแบ่งออกเป็น ระบบประสาทส่วนกลางและระบบประสาทส่วนปลาย

95

ระบบประสาทส่วนกลาง (Central nervous system)

ระบบประสาทส่วนกลาง ประกอบดว้ ย
1.สมอง (Brain) สมอง (Brain) บรรจุอยใู่ นโพรงกะโหลกศรีษะ (Cranial

cavity) สมองเป็นส่วนท่ีประกอบดว้ ย nervous tissue มากท่ีสุด มีเยอ่ื หุม้ อยู่ 3 ช้นั
เรียกวา่ meninges สมองจะติดตอ่ กบั ไขสนั หลงั โดยกา้ นสมอง (Brain stem) ซ่ึงอยใู่ น
โพรงกะโหลกศรีษะ แลว้ กา้ นสมองทอดผา่ นรูท่ีเรียกวา่ foramen magnum ของ
กระดูก Occipital bone ลงไปในช่องของกระดูกสนั หลงั (Vertebral foramen)

มลpสขสrกอ่าัวมoรษงนอsดสeณหงnามมลcะแอีรeงขั ูลปpงอ(ะมhรHงaเ่ีลาจสilงnกoัรมคdnิษญอลb)ณอrงาส้ aยแยะมiรnาย่เอปูงปกo็รงนอไrสวขลอrด่วhู่กกสเนoรคเmปม็กวล็อในลb่ืนนeงา3nงผอสcใู้สา(มeMหย่วpอรุญhนiงะdaม่มหblคoีกีนrืวอanา้าา่i)รสnหงเมจoน1รrอ-กั ิ9ญmงเฉสปตeลี่วs้งั เe่ียนแจnปรตหcิญร่เeนปะpเ็า้นตhมa(ม็าตFlณทoวัonอ่ีเrม1)e่อ,bื่แอ3นrลอ0aใะ0าiนnยสกคุoม1รรr8อัมร-งภ2ผ0์ ิวปี

96

สมองส่วนหน้า (Forebrain) มีขนาดใหญ่ที่สุด มีรอยหยกั เป็นจานวนมาก สามารถแบ่งออกไดอ้ ีก
ดงั น้ี

- ออลเฟกทอรีบลั บ์ (olfactory bulb) อยดู่ า้ นหนา้ สุด ทาหนา้ ท่ี - ดมกลิ่น (ปลา,กบ และ
สตั วเ์ ล้ือยคลานสมองส่วนน้ีจะมีขนาดใหญ่) ในสตั วเ์ ล้ียงลกู ดว้ ยนมออลแฟกทอรีบลั บจ์ ะไมเ่ จริญ
แตจ่ ะดมกลิ่นไดด้ ีโดยอาศยั เยอื่ บุในโพรงจมูก

- ซีรีบรัม (Cerebrum) - มีขนาดใหญ่สุด มีรอยหยกั เป็นจานวนมาก ทาหนา้ ที่เก่ียวกบั การ
เรียนรู้ ความสามารถต่างๆ เป็นศูนยก์ ารทางานของกลา้ มเน้ือ การพูด การมองเห็น การดมกล่ิน
การชิมรส

- ทาลามสั (Thalamus) - อยเู่ หนือไฮโปทาลามสั ทาหนา้ ที่เป็นสถานีถา่ ยทอดกระแส
ประสาทเพ่ือส่งไปจุดต่างๆในสมอง รับรู้และตอบสนองความรู้สึกเจบ็ ปวด ทาใหม้ ีการสง่ั การ
แสดงออกพฤติกรรมดา้ นความเจบ็ ปวด

- ไฮโปทาลามสั (Hypothalamus) - ทาหนา้ ที่เป็นศูนยก์ ลางของระบบประสาทอตั โนมตั ิ
และสร้างฮอร์โมนเพื่อควบคุมการผลิตฮอร์โมนจากตอ่ มใตส้ มองซ่ึงจะทาการควบคุมสมดุลของ
ปริมาณน้าและสารละลายในเลือด และยงั เกี่ยวกบั การควบคุมอณุ หภูมิร่างกาย อารมณ์ความรู้สึก
วงจรการต่ืนและการหลบั การหิว การอ่ิม และความรู้สึกทางเพศ

97

สมองส่วนกลาง (Midbrain) - เป็นสมองท่ีตอ่ จากสมองส่วนหนา้ เป็นสถานีรับส่งประสาท
ระหวา่ งสมองส่วนหนา้ กบั ส่วนทา้ ยและส่วนหนา้ กบั นยั น์ตาทาหนา้ ที่เกี่ยวกบั การเคล่ือนไหว
ของลกู ตาและมา่ นตาจะเจริญดีในสตั วพ์ วกปลา กบ ฯลฯ ในมนุษยส์ มองส่วน obtic lobe น้ีจะ
เจริญไปเป็น Corpora quadrigermia ทาหนา้ ท่ีเก่ียวกบั การไดย้ นิ
สมองส่วนหลงั (Hindbrain) ประกอบดว้ ย
-พอนส์ (Pons) - เป็นส่วนของกา้ นสมอง ติดกบั สมองส่วนล่าง ทาหนา้ ที่ควบคุมกลา้ มเน้ือบริเวณ
ใบหนา้ และเป็นท่ีอยขู่ องประสาทคู่ท่ี 5,6,7,8
-เมดลั ลา (Medulla) - เป็นสมองส่วนทา้ ยสุด ตอ่ กบั ไขสนั หลงั เป็นทางผา่ นของกระแสประสาท
ระหวา่ งสมองกบั ไขสนั หลงั เป็นศูนยก์ ลางการควบคุมการทางานเหนืออานาจจิตใจ เช่น ไอ จาม
สะอึก หายใจ การเตน้ ของหวั ใจ เป็นตน้
-ซีรีเบลลมั (Cerebellum) - อยใู่ ตเ้ ซรีบรัม ควบคุมระบบกลา้ มเน้ือใหส้ มั พนั ธ์กนั และควบคุมการ
ทรงตวั ของร่างกาย


Click to View FlipBook Version