The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

สูตรคณิตศาสตร์.pdf

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by ณรงค์ จันทรา, 2023-09-10 11:25:11

สูตรคณิตศาสตร์.pdf

สูตรคณิตศาสตร์.pdf

140 หลักสูตรกลุมสาระการเรียนรูคณิตศาสตร (ฉบับปรับปรุง พ.ศ.2560) โรงเรียนบานนา (ประสิทธิ์วิทยาคาร) โครงสรางรายวิชาเพิ่มเติม รายวิชา คณิตศาสตรเพิ่มเติม 5 รหัสวิชา ค 15201 กลุมสาระการเรียนรูคณิตศาสตร ชั้นประถมศึกษาปที่ 5 เวลา 40 ชั่วโมง ลำดับ ที่ หนวยการเรียนรู สาระสำคัญ ผลการเรียนรู เวลา (ชม.) น้ำหนัก (คะแนน) ๑ ทักษะการคิด เลขเร็ว(2) ทักษะการคิดเลขเร็ว - เลขยกกำลัง - ใชเลขโดด 4 ตัวในการเขียน สมการ ที่มีผลลัพธ2 หลัก - ใชเลขโดด 5 ตัวในการเขียน สมการ ที่มีผลลัพธ3 หลัก รวม 10 20 1. นักเรียนสามารถหาคำตอบ ของเลขยกกำลังได 2 4 2. นักเรียนสามารถใชเลขโดด 4 ตัวในการเขียนสมการ ที่มีผลลัพธ 2 หลักในเวลา 30 วินาทีได 4 8 3. นักเรียนสามารถใชเลขโดด 5 ตัวในการเขียนสมการ ที่มีผลลัพธ 3 หลักในเวลา 30 วินาทีได 4 8 ๒ บารโมเดล บารโมเดล - รูจักบารโมเดล - การแกโจทยปญหาดวย บารโมเดล รวม 10 20 4. นักเรียนสามารถอธิบายที่มา และความสำคัญของบารโมเดลได 2 4 5. นักเรียนสามารถใชบารโมเดล ในการแกปญหาการบวกได 2 4 6. นักเรียนสามารถใชบารโมเดล ในการแกปญหาการลบได 2 4 7. นักเรียนสามารถใชบารโมเดล ในการแกปญหาการคูณได 2 4 8. นักเรียนสามารถใชบารโมเดล ในการแกปญหาการหารได 2 4 3 คณิตศิลป คณิตศิลป - ศิลปะกับเรขาคณิตเบื่องตน - การวัด โดยใชไมบรรทัด วง เวียน ไมโปรแทรกเตอรและ อื่นๆ - สรางคณิตศิลปบนเสนดาย รวม 10 20 9. นักเรียนมีทักษะในการใชไม บรรทัด วงเวียนและไมโปร แทรกเตอร 3 6 10. นักเรียนสามารถออกแบบ ภาพศิลปะโดยใชหลักการทาง คณิตศาสตรได 2 4 11. นักเรียนสามารถสรางสรรค ผลงานคณิตศิลปบนเสนดายได 5 10


141 หลักสูตรกลุมสาระการเรียนรูคณิตศาสตร (ฉบับปรับปรุง พ.ศ.2560) โรงเรียนบานนา (ประสิทธิ์วิทยาคาร) ลำดับ ที่ หนวยการเรียนรู สาระสำคัญ ผลการเรียนรู เวลา (ชม.) น้ำหนัก (คะแนน) 4 การนำเสนอ ขอมูล การนำเสนอขอมูล - ความหมายของสถิติ - การเก็บรวบรวมขอมูล - การวิเคราะหขอมูลโดยใชฐาน นิยม - การนำเสนอขอมูล - คาดการณอนาคต รวม 10 20 12. นักเรียนสามารถอธิบาย ความหมายของสถิติได 2 2 13. นักเรียนสามารถวิเคราะห ขอมูลโดยใชคาฐานนิยมได 2 2 14. นักเรียนสามารถนำเสนอ ขอมูลในรูปแบบแผนภูมิแทงได 3 6 15. นักเรียนสามารถทำสถิติใน เรื่องที่สนใจไดอยางนอย 1 เรื่อง 3 10 รวม 40 80 รวมคะแนนปลายภาค 40 20 รวมทั้งหมด 40 100 อัตราสวนคะแนนระหวางเรียน : ปลายภาค ๘๐ : ๒๐ - คะแนนระหวางภาคเรียน ๘๐ คะแนน - คะแนนสอบปลายภาค ๒๐ คะแนน


142 หลักสูตรกลุมสาระการเรียนรูคณิตศาสตร (ฉบับปรับปรุง พ.ศ.2560) โรงเรียนบานนา (ประสิทธิ์วิทยาคาร) โครงสรางรายวิชาเพิ่มเติม รายวิชา คณิตศาสตรเพิ่มเติม 6 รหัสวิชา ค 16201 กลุมสาระการเรียนรูคณิตศาสตร ชั้นประถมศึกษาปที่ 6 เวลา 40 ชั่วโมง ลำดับ ที่ หนวยการเรียนรู สาระสำคัญ ผลการเรียนรู เวลา (ชม.) น้ำหนัก (คะแนน) 1 สูตรลับจำงาย สูตรลับจำงาย - เนื้อหา จำนวน พีชคณิต การ วัด เรขาคณิต และสถิติ - สรางสูตรในรูปแบบที่จำได งาย รวม 10 20 1. นักเรียนสามารถสรางสื่อการ เรียนการสอนในรูปแบบหนังสือ เลมเล็กรวมสูตรคณิตศาสตรได 4 8 2. นักเรียนสามารถเทคโนโลยี เชนสมารทโฟนหรือคอมพิวเตอร ในการสรางสื่อการเรียนการสอน ในรูปแบบรวมสูตรคณิตศาสตรได 6 12 2 เตรียมความ พรอมสูการสอบ ระดับชาติ เตรียมความพรอมสูการสอบ ระดับชาติ - ปรับพื้นฐาน - โจทยปญหาและการแกปญหา ระดับชาติ รวม 20 40 3. นักเรียนสามารถทำ แบบทดสอบระดับชาติเรื่อง จำนวนและพีชคณิต ไดโดยใช แบบทดสอบของปกอน 5 10 4. นักเรียนสามารถทำ แบบทดสอบระดับชาติเรื่องการ วัด ไดโดยใชแบบทดสอบของป กอน 5 10 5. นักเรียนสามารถทำ แบบทดสอบระดับชาติเรื่อง เรขาคณิต ไดโดยใชแบบทดสอบ ของปกอน 5 10 6. นักเรียนสามารถทำ แบบทดสอบระดับชาติเรื่องสถิติ ไดโดยใชแบบทดสอบของปกอน 5 10


143 หลักสูตรกลุมสาระการเรียนรูคณิตศาสตร (ฉบับปรับปรุง พ.ศ.2560) โรงเรียนบานนา (ประสิทธิ์วิทยาคาร) ลำดับ ที่ หนวยการเรียนรู สาระสำคัญ ผลการเรียนรู เวลา (ชม.) น้ำหนัก (คะแนน) 3 โอริงามิ โอริงามิ - การหา ห.ร.ม. - ทักษะการวัด รวม 10 20 7. นักเรียนสามารถหา ห.ร.ม. ได 2 2 8. นักเรียนสามารถพับกระดาษ แบบโอริงามิใหเปนรูปทรงทาง เรขาคณิตได 3 8 9. นักเรียนสามารถสราง สื่อรูปแบบการพับกระดาษและ นำเสนอเปนโครงงานได 5 10 รวม 40 80 รวมคะแนนปลายภาค 40 20 รวมทั้งหมด 40 100 อัตราสวนคะแนนระหวางเรียน : ปลายภาค ๘๐ : ๒๐ - คะแนนระหวางภาคเรียน ๘๐ คะแนน - คะแนนสอบปลายภาค ๒๐ คะแนน


144 หลักสูตรกลุมสาระการเรียนรูคณิตศาสตร (ฉบับปรับปรุง พ.ศ.2560) โรงเรียนบานนา (ประสิทธิ์วิทยาคาร) โครงสรางรายวิชาพื้นฐาน รายวิชา คณิตศาสตรพื้นฐาน 1 รหัสวิชา ค21101 กลุมสาระการเรียนรูคณิตศาสตร ชั้นมัธยมศึกษาปที่ 1 ภาคเรียนที่ 1 เวลา 60 ชั่วโมง จำนวน 1.5 หนวยกิต หนวยที่ ชื่อหนวยการ เรียนรู มาตรฐานการ เรียนรู/ตัวชี้วัด สาระสำคัญ/ความคิดรวบยอด เวลา (ชั่วโมง) น้ำหนัก (คะแนน) 1 จำนวนเต็ม ค 1.1 ม.1/1 - จำนวนเต็ม - การบวกจำนวนเต็ม - การลบจำนวนเต็ม - การคูณจำนวนเต็ม - การหารจำนวนเต็ม - สมบัติของการบวกและการคูณจำนวนเต็ม 15 20 2 การสรางทาง เรขาคณิต ค 2.2 ม.1/1 - การสรางพื้นฐานทางเรขาคณิต - การสรางรูปเรขาคณิตสองมิติโดยใชการ สรางพื้นฐานทางเรขาคณิต - การนำความรูเกี่ยวกับการสรางพื้นฐานทาง เรขาคณิตไปใชในชีวิต 14 19 3 เลขยกกำลัง ค 1.1 ม.1/2 - เลขยกกำลังที่มีเลขชี้กำลังเปนจำนวนเต็ม บวก - การนำความรูเกี่ยวกับจํานวนเต็ม จำนวน ตรรกยะ และเลขยกกำลังไปใชในการ แกปญหา 11 13 4 ทศนิยมและ เศษสวน ค 1.1 ม.1/1 - ทศนิยมและกรเปรียบเทียบทศนิยม - การบวกและการลบทศนิยม - การคูณและการหารทศนิยม - เศษสวนและการเปรียบเทียบเศษสวน - การบวกและการลบเศษสวน - การคูณและการหารเศษสวน - ความสัมพันธระหวางทศนิยมและเศษสวน 12 15 5 รูปเรขาคณิต สองมิติและ สามมิติ ค 2.2 ม.1/2 - หนาตัดของรูปเรขาคณิตสามมิติ - ภาพดานหนา ภาพดานขาง และภาพ ดานบนของรูปเรขาคณิตสามมิติ 8 13 สอบปลายภาคเรียนที่ 1 1 20 รวมตลอดภาคเรียนที่ 1 60 100 อัตราสวนคะแนนระหวางเรียน : ปลายภาค ๘๐ : ๒๐ - คะแนนระหวางภาคเรียน ๘๐ คะแนน - คะแนนสอบปลายภาค ๒๐ คะแนน


145 หลักสูตรกลุมสาระการเรียนรูคณิตศาสตร (ฉบับปรับปรุง พ.ศ.2560) โรงเรียนบานนา (ประสิทธิ์วิทยาคาร) โครงสรางรายวิชาพื้นฐาน รายวิชา คณิตศาสตรพื้นฐาน 2 รหัสวิชา ค21102 กลุมสาระการเรียนรูคณิตศาสตร ชั้นมัธยมศึกษาปที่ 1 ภาคเรียนที่ 2 เวลา 60 ชั่วโมง จำนวน 1.5 หนวยกิต หนวย ที่ ชื่อหนวยการ เรียนรู มาตรฐานการ เรียนรู/ตัวชี้วัด สาระสำคัญ/ความคิดรวบยอด เวลา (ชั่วโมง) น้ำหนัก คะแนน 1 สมการเชิง เสนตัวแปร เดียว ค 1.3 ม.1/1 - การเตรียมความพรอมกอนรูจักสมการ - สมการและคำตอบของสมการ - การแกสมการเชิงเสนตัวแปรเดียว - โจทยปญหาเกี่ยวกับสมการเชิงเสนตัวแปร เดียว 15 20 2 อัตราสวน สัดสวน และ รอยละ ค 1.1 ม.1/3 - อัตราสวน - สัดสวน - รอยละ - บทประยุกต 15 18 3 กราฟและ สัมพันธเชิง เสน ค 1.3 ม.1/2 ค 1.3 ม.1/3 - คูอันดับและกราฟของคูอันดับ - กราฟและการนำไปใช - ความสัมพันธเชิงเสน 17 24 4 สถิติ(1) ค 3.1 ม.1/1 - คำถามทางสถิติ - การเก็บรวบรวมขอมูล - การนำเสนอขอมูลและการแปลความหมาย ขอมูล 13 18 สอบปลายภาคเรียนที่ 2 20 รวมตลอดภาคเรียนที่ 2 60 100 อัตราสวนคะแนนระหวางเรียน : ปลายภาค ๘๐ : ๒๐ - คะแนนระหวางภาคเรียน ๘๐ คะแนน - คะแนนสอบปลายภาค ๒๐ คะแนน


146 หลักสูตรกลุมสาระการเรียนรูคณิตศาสตร (ฉบับปรับปรุง พ.ศ.2560) โรงเรียนบานนา (ประสิทธิ์วิทยาคาร) โครงสรางรายวิชาพื้นฐาน รายวิชา คณิตศาสตรพื้นฐาน 3 รหัสวิชา ค22101 กลุมสาระการเรียนรูคณิตศาสตร ชั้นมัธยมศึกษาปที่ 2 ภาคเรียนที่ 1 เวลา 60 ชั่วโมง จำนวน 1.5 หนวยกิต หนวยที่ ชื่อหนวยการ เรียนรู มาตรฐานการ เรียนรู/ตัวชี้วัด สาระสำคัญ/ความคิดรวบยอด เวลา (ชั่วโมง) น้ำหนัก (คะแนน) 1 ทฤษฎีบทพี ทาโกรัส ค 2.2 ม.2/5 - ทฤษฎีบทพีทาโกรัส - บทกลับของทฤษฎีบทพีทาโกรัส 8 10 2 ความรู เบื้องตน เกี่ยวกับ จำนวนจริง ค 1.1 ม.2/2 - จำนวนตรรกยะ - จำนวนอตรรกยะ - รากที่สอง - รากที่สาม 12 15 3 ปริซึมและ ทรงกระบอก ค 2.1 ม.2/1 ค 2.1 ม.2/2 - พื้นที่ผิวและปริมาตรของปริซึม - พื้นที่ผิวและปริมาตรของทรงกระบอก 9 14 4 การแปลงทาง เรขาคณิต ค 2.2 ม.2/3 - การเลื่อนขนาน - การสะทอน - การหมุน 12 12 5 สมบัติของ เลขยกกำลัง ค 1.1 ม.2/1 - การดำเนินการของเลขยกกำลัง - สมบัติอื่น ๆ ของเลขยกกำลัง 10 14 6 พหุนาม ค 1.2 ม.2/1 - การบวกและการลบเอกนาม - การบวกและการลบพหุนาม - การคูณพหุนาม - การหารพหุนามดวยเอกนาม 9 15 สอบปลายภาคเรียนที่ 1 20 รวมตลอดภาคเรียนที่ 1 60 100 อัตราสวนคะแนนระหวางเรียน : ปลายภาค ๘๐ : ๒๐ - คะแนนระหวางภาคเรียน ๘๐ คะแนน - คะแนนสอบปลายภาค ๒๐ คะแนน


147 หลักสูตรกลุมสาระการเรียนรูคณิตศาสตร (ฉบับปรับปรุง พ.ศ.2560) โรงเรียนบานนา (ประสิทธิ์วิทยาคาร) โครงสรางรายวิชาพื้นฐาน รายวิชา คณิตศาสตรพื้นฐาน 4 รหัสวิชา ค22102 กลุมสาระการเรียนรูคณิตศาสตร ชั้นมัธยมศึกษาปที่ 2 ภาคเรียนที่ 2 เวลา 60 ชั่วโมง จำนวน 1.5 หนวยกิต หนวย ที่ ชื่อหนวยการ เรียนรู มาตรฐานการ เรียนรู/ตัวชี้วัด สาระสำคัญ/ความคิดรวบยอด เวลา (ชั่วโมง) น้ำหนัก คะแนน 1 สถิติ (2) ค 3.1 ม.2/1 - แผนภาพจุด - แผนภาพตน–ใบ - ฮิสโทแกรม - คากลางของขอมูล 14 20 2 ความเทากัน ทุกประการ ค 2.2 ม.2/4 - ความเทากันทุกประการของรูปเรขาคณิต - ความเทากันทุกประการของรูปสามเหลี่ยม - รูปสามเหลี่ยมสองรูปที่สัมพันธกันแบบ ดาน–มุม–ดาน - รูปสามเหลี่ยมสองรูปที่สัมพันธกันแบบ มุม–ดาน–มุม - รูปสามเหลี่ยมสองรูปที่สัมพันธกันแบบ ดาน–ดาน–ดาน - รูปสามเหลี่ยมสองรูปที่สัมพันธกันแบบ มุม–มุม–ดาน - รูปปสามเหลี่ยมสองรูปที่สัมพันธกันแบบ ฉาก–ดาน–ดาน - การนำไปใช 15 18 3 เสนขนาน ค 2.2 ม.2/2 - เสนขนานและมุมภายใน - เสนขนานและมุมแยง - เสนขนานและมุมภายนอกกับมุมภายใน - เสนขนานและรูปสามเหลี่ยม 11 15 4 การใหเหตุผล ทางเรขาคณิต ค 2.2 ม.2/1 - ความรูพื้นฐานเกี่ยวกับการใหเหตุผลทาง เรขาคณิต - การสรางและการใหเหตุผลเกี่ยวกับการ สราง - การใหเหตุผลเกี่ยวกับรูปสามเหลี่ยมและ รูปสี่เหลี่ยม 12 16


148 หลักสูตรกลุมสาระการเรียนรูคณิตศาสตร (ฉบับปรับปรุง พ.ศ.2560) โรงเรียนบานนา (ประสิทธิ์วิทยาคาร) หนวย ที่ ชื่อหนวยการ เรียนรู มาตรฐานการ เรียนรู/ตัวชี้วัด สาระสำคัญ/ความคิดรวบยอด เวลา (ชั่วโมง) น้ำหนัก คะแนน 5 การแยกตัว ประกอบของ พหุนามดีกรี สอง ค 1.2 ม.2/2 - การแยกตัวประกอบของพหุนามโดยใช สมบัติการแจกแจง - การแยกตัวประกอบของพหุนามดีกรีสอง ตัวแปรเดียว - การแยกตัวประกอบของพหุนามดีกรีสองที่ เปนกำลังสองสมบูรณ - การแยกตัวประกอบของพหุนามดีกรีสองที่ เปนผลตางของกำลังสอง 8 11 สอบปลายภาคเรียนที่ 2 20 รวมตลอดภาคเรียนที่ 2 60 100 อัตราสวนคะแนนระหวางเรียน : ปลายภาค ๘๐ : ๒๐ - คะแนนระหวางภาคเรียน ๘๐ คะแนน - คะแนนสอบปลายภาค ๒๐ คะแนน


149 หลักสูตรกลุมสาระการเรียนรูคณิตศาสตร (ฉบับปรับปรุง พ.ศ.2560) โรงเรียนบานนา (ประสิทธิ์วิทยาคาร) โครงสรางรายวิชาพื้นฐาน รายวิชา คณิตศาสตรพื้นฐาน 5 รหัสวิชา ค23101 กลุมสาระการเรียนรูคณิตศาสตร ชั้นมัธยมศึกษาปที่ 3 ภาคเรียนที่ 1 เวลา 60 ชั่วโมง จำนวน 1.5 หนวยกิต หนวยที่ ชื่อหนวยการ เรียนรู มาตรฐานการ เรียนรู/ตัวชี้วัด สาระสำคัญ/ความคิดรวบยอด เวลา (ชั่วโมง) น้ำหนัก (คะแนน) 1 อสมการเชิง เสนตัวแปร เดียว ค ๑.๓ ม.3/๑ - อสมการเชิงเสนตัวแปรเดียว - การแกสมการเชิงเสนตัวแปรเดียว - การนำความรูเกี่ยวกับการแกอสมการเชิง เสนตัวแปรเดียวไปใชในการแกปญหา 11 12 2 การแยกตัว ประกอบของ พหุนาม ค ๑.2 ม.3/1 - การแยกตัวประกอบของพหุนามที่อยูในรูป ผลบวกและผลตางกำลังสาม - การแยกตัวประกอบของพหุนามที่มีดีกรี สองกวาสาม 6 12 3 สมการกำลัง สองตัวแปร เดียว ค ๑.3 ม.3/2 - สมการกำลังสองตัวแปรเดียว - การแกสมการกำลังสองตัวแปรเดียว 12 16 4 ความคลาย ค 2.2 ม.3/1 - รูปเรขาคณิตที่คลายกัน - รูปสามเหลี่ยมที่คลายกัน -การนำความรูเกี่ยวกับความคลายไปใชในการ แกปญหา 12 16 5 ฟงกชันกำลัง สอง ค 1.2 ม.3/2 -กราฟของฟงกชันกำลังสอง -การนำความรูเกี่ยวกับฟงกชันกำลังสองไปใช ในการแกปญหา 10 12 6 สถิติ ค 3.1 ม. 3/1 -ขอมูลและการวิเคราะหขอมูล O แผนภาพกลอง -การแปลความหมายผลลัพธ -การนำสถิติไปใชในชีวิตจริง 8 12 สอบปลายภาคเรียนที่ 1 20 รวมตลอดภาคเรียนที่ 1 60 100 อัตราสวนคะแนนระหวางเรียน : ปลายภาค ๘๐ : ๒๐ - คะแนนระหวางภาคเรียน ๘๐ คะแนน - คะแนนสอบปลายภาค ๒๐ คะแนน


150 หลักสูตรกลุมสาระการเรียนรูคณิตศาสตร (ฉบับปรับปรุง พ.ศ.2560) โรงเรียนบานนา (ประสิทธิ์วิทยาคาร) โครงสรางรายวิชาพื้นฐาน รายวิชา คณิตศาสตรพื้นฐาน 6 รหัสวิชา ค23102 กลุมสาระการเรียนรูคณิตศาสตร ชั้นมัธยมศึกษาปที่ 3 ภาคเรียนที่ 2 เวลา 60 ชั่วโมง จำนวน 1.5 หนวยกิต หนวย ที่ ชื่อหนวยการ เรียนรู มาตรฐานการ เรียนรู/ตัวชี้วัด สาระสำคัญ/ความคิดรวบยอด เวลา (ชั่วโมง) น้ำหนัก คะแนน 1 ระบบสมการ เชิงเสนสอง ตัวแปร ค 1.3 ม. 3/3 - ระบบสมการเชิงเสนสองตัว - การแกระบบสมการเชิงเสนสองตัวแปร - การนำความรูเกี่ยวกับการแกระบบสมการ เชิงเสนสองตัวแปรไปใชในการแกปญหา 10 14 2 วงกลม ค 2.2 ม.3/3 - มุมที่จุดศูนยกลางและมุมในสวนโคงของ วงกลม - วงกลม คอรดและเสนสัมผัส 9 12 3 พีระมิด กรวย และทรงกลม ค 2.1 ม.3/1 ค 2.1 ม.3/๒ - ปริมาตรและพื้นที่ผิวของพีระมิด - ปริมาตรและพื้นที่ผิวของกรวย - ปริมาตรและพื้นที่ผิวของทรงกลม 12 16 4 ความนาจะ เปน ค 3.2 ม.3/1 - โอกาสของเหตุการณ -ความนาจะเปน 13 18 5 อัตราสวน ตรีโกณมิติ ค 2.2 ม.3/๒ -ความหมายของอัตราสวนตรีโกนมิติ -อัตราสวนตรีโกนมิติของมุมแหลม -การนำอัตราสวนตรีโกนมิติไปใชในการ แกปญหา 16 20 สอบปลายภาคเรียนที่ 2 20 รวมตลอดภาคเรียนที่ 2 60 100 อัตราสวนคะแนนระหวางเรียน : ปลายภาค ๘๐ : ๒๐ - คะแนนระหวางภาคเรียน ๘๐ คะแนน - คะแนนสอบปลายภาค ๒๐ คะแนน


๑๕๑ หลักสูตรกลุมสาระการเรียนรูคณิตศาสตร (ฉบับปรับปรุง พ.ศ.2560) โรงเรียนบานนา (ประสิทธิ์วิทยาคาร) การจัดการศึกษาสำหรับกลุมเปาหมายเฉพาะ การจัดการศึกษาบางประเภทสำหรับกลุมเปาหมายเฉพาะ เชน การศึกษาเฉพาะทาง การศึกษาสำหรับผูมี ความสามารถพิเศษ การศึกษาทางเลือก การศึกษาสำหรับผูดอยโอกาส การศึกษาตามอัธยาศัย โรงเรียนบานนา ( ประสิทธิ์วิทยาคาร) ไดนำหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐานไปปรับใชไดตามความเหมาะสม กับสภาพและ บริบทของแตละกลุมเปาหมาย โดยใหมีคุณภาพตามมาตรฐานที่กำหนด ทั้งนี้ใหเปนไปตามหลักเกณฑและวิธีการที่ กระทรวงศึกษาธิการกำหนด การจัดการเรียนรู การจัดการเรียนรูเปนกระบวนการสำคัญในการนำหลักสูตรสูการปฏิบัติหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้น พื้นฐาน เปนหลักสูตรที่มีมาตรฐานการเรียนรูสมรรถนะสำคัญและคุณลักษณะอันพึงประสงคของผูเรียน เปน เปาหมายสำหรับพัฒนาเด็กและเยาวชน ในการพัฒนาผูเรียนใหมีคุณสมบัติตามเปาหมายหลักสูตรโรงเรียนบานนา( ประสิทธิ์วิทยาคาร) ไดใหผูสอน พยายามคัดสรร กระบวนการเรียนรูจัดการเรียนรูโดยชวยใหผูเรียนเรียนรูผานสาระที่กำหนดไวในหลักสูตร ๘ กลุม สาระการเรียนรู รวมทั้งปลูกฝงเสริมสรางคุณลักษณะอันพึงประสงคพัฒนาทักษะตางๆ อันเปนสมรรถนะสำคัญให ผูเรียนบรรลุตามเปาหมาย ๑. หลักการจัดการเรียนรู การจัดการเรียนรูเพื่อใหผูเรียนมีความรูความสามารถตามมาตรฐานการเรียนรูสมรรถนะสำคัญ และ คุณลักษณะอันพึงประสงคตามที่กำหนดไวในหลักสูตรแกนกลางการศึกษา ขั้นพื้นฐาน โดยยึดหลักวา ผูเรียนมีความสำคัญที่สุด เชื่อวาทุกคนมีความสามารถเรียนรูและพัฒนาตนเองได ยึด ประโยชนที่เกิดกับผูเรียน กระบวนการจัดการเรียนรูตองสงเสริมใหผูเรียน สามารถพัฒนาตามธรรมชาติและเต็มตาม ศักยภาพ คำนึงถึงความแตกตางระหวางบุคคลและพัฒนาการทางสมอง เนนใหความสำคัญทั้งความรูและคุณธรรม ๒. กระบวนการเรียนรู การจัดการเรียนรูที่เนนผูเรียนเปนสำคัญ ผูเรียนจะตองอาศัยกระบวนการเรียนรูที่หลากหลาย เปน เครื่องมือที่จะนำพาตนเองไปสูเปาหมายของหลักสูตร กระบวนการเรียนรูที่จำเปนสำหรับผูเรียน อาทิกระบวนการ เรียนรูแบบบูรณาการ กระบวนการสรางความรู กระบวนการคิด กระบวนการทางสังคม กระบวนการเผชิญ สถานการณและแกปญหา กระบวนการเรียนรูจากประสบการณจริง กระบวนการปฏิบัติลงมือทำจริง กระบวนการ จัดการ กระบวนการวิจัย กระบวนการเรียนรูการเรียนรูของตนเอง กระบวนการพัฒนาลักษณะนิสัย กระบวนการเหลานี้เปนแนวทางในการจัดการเรียนรูที่ผูเรียนควรไดรับการฝกฝน พัฒนา เพราะจะ สามารถชวยใหผูเรียนเกิดการเรียนรูไดดี บรรลุเปาหมายของหลักสูตร ดังนั้นโรงเรียนบานนา( ประสิทธิ์วิทยาคาร)จึง จำเปนใหครูผูสอน ศึกษาทำความเขาใจในกระบวนการเรียนรูตาง ๆ เพื่อใหสามารถเลือกใชในการจัดกระบวนการ เรียนรูไดอยางมีประสิทธิภาพ ๓. การออกแบบการจัดการเรียนรู โรงเรียนบานนา(ประสิทธิ์วิทยาคาร)ไดกำหนดใหครูผูสอนตองศึกษาหลักสูตรสถานศึกษาใหเขาใจถึง มาตรฐานการเรียนรู ตัวชี้วัด สมรรถนะสำคัญของผูเรียน คุณลักษณะอันพึงประสงค และสาระการเรียนรูที่ เหมาะสมกับผูเรียน แลวจึงพิจารณาออกแบบการจัดการเรียนรูโดยเลือกใชวิธีสอนและเทคนิคการสอน สื่อ/แหลง เรียนรูการวัดและประเมินผล เพื่อใหผูเรียนไดพัฒนาเต็มตามศักยภาพและบรรลุตามเปาหมายที่กำหนด ๔. บทบาทของผูสอนและผูเรียน การจัดการเรียนรูของโรงเรียนบานนา(ประสิทธิ์วิทยาคาร)เพื่อใหผูเรียนมีคุณภาพตามเปาหมายของ หลักสูตร ทั้งผูสอนและผูเรียนมีบทบาท ดังนี้ ๔.๑ บทบาทของผูสอน ๑) ศึกษาวิเคราะหผูเรียนเปนรายบุคคล แลวนำขอมูลมาใชในการวางแผน


๑๕๒ หลักสูตรกลุมสาระการเรียนรูคณิตศาสตร (ฉบับปรับปรุง พ.ศ.2560) โรงเรียนบานนา (ประสิทธิ์วิทยาคาร) การจัดการเรียนรูที่ทาทายความสามารถของผูเรียน ๒) กำหนดเปาหมายที่ตองการใหเกิดขึ้นกับผูเรียน ดานความรูและทักษะ กระบวนการ ที่เปนความคิดรวบยอด หลักการ และความสัมพันธรวมทั้งคุณลักษณะอันพึงประสงค ๓) ออกแบบการเรียนรูและจัดการเรียนรูที่ตอบสนองความแตกตางระหวางบุคคลและ พัฒนาการทางสมอง เพื่อนำผูเรียนไปสูเปาหมาย ๔) จัดบรรยากาศที่เอื้อตอการเรียนรู และดูแลชวยเหลือผูเรียนใหเกิดการเรียนรู ๕) จัดเตรียมและเลือกใชสื่อใหเหมาะสมกับกิจกรรม นำภูมิปญญาทองถิ่น เทคโนโลยีที่เหมาะสมมาประยุกตใชในการจัดการเรียนการสอน ๖) ประเมินความกาวหนาของผูเรียนดวยวิธีการที่หลากหลาย เหมาะสมกับ ธรรมชาติของวิชาและระดับพัฒนาการของผูเรียน ๗) วิเคราะหผลการประเมินมาใชในการซอมเสริมและพัฒนาผูเรียน รวมทั้ง ปรับปรุงการจัดการเรียนการสอนของตนเอง ๔.๒ บทบาทของผูเรียน ๑) กำหนดเปาหมาย วางแผน และรับผิดชอบการเรียนรูของตนเอง ๒) เสาะแสวงหาความรูเขาถึงแหลงการเรียนรู วิเคราะหสังเคราะหขอความรู ตั้งคำถาม คิดหาคำตอบหรือหาแนวทางแกปญหาดวยวิธีการตางๆ ๒) ลงมือปฏิบัติจริงสรุปสิ่งที่ไดเรียนรูดวยตนเองและนำความรูไปประยุกตใช ในสถานการณตาง ๆ ๓) มีปฏิสัมพันธทำงาน ทำกิจกรรมรวมกับกลุมและครู ๔) ประเมินและพัฒนากระบวนการเรียนรูของตนเองอยางตอเนื่อง สื่อการเรียนรู สื่อการเรียนรูเปนเครื่องมือสงเสริมสนับสนุนการจัดการกระบวนการเรียนรู ใหผูเรียนเขาถึงความรูทักษะ กระบวนการ และคุณลักษณะตามมาตรฐานของหลักสูตรไดอยางมีประสิทธิภาพ สื่อการเรียนรูมีหลากหลายประเภท ทั้งสื่อธรรมชาติ สื่อสิ่งพิมพ สื่อเทคโนโลยีและเครือขาย การเรียนรูตางๆ ที่มีในทองถิ่น การเลือกใชสื่อควรเลือก ใหมีความเหมาะสมกับระดับพัฒนาการ และลีลาการเรียนรูที่หลากหลายของผูเรียน การจัดหาสื่อการเรียนรูผูเรียนและผูสอนจัดทำและพัฒนาขึ้นเอง หรือปรับปรุงเลือกใชอยางมีคุณภาพจาก สื่อตางๆ ที่มีอยูรอบตัวเพื่อนำมาใชประกอบในการจัดการเรียนรูที่สามารถสงเสริมและสื่อสารใหผูเรียนเกิดการเรียนรู โดยโรงเรียนบานนา( ประสิทธิ์วิทยาคาร)จัดใหมีอยางพอเพียง เพื่อพัฒนาใหผูเรียน เกิดการเรียนรูอยางแทจริง สถานศึกษา เขตพื้นที่การศึกษา หนวยงานที่เกี่ยวของและผูมีหนาที่จัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน โรงเรียนบานนา (ประสิทธิ์วิทยาคาร) ดำเนินการดังนี้ ๑. จัดใหมีแหลงการเรียนรูศูนยสื่อการเรียนรูระบบสารสนเทศการเรียนรูและเครือขาย การเรียนรูที่มีประสิทธิภาพทั้งในสถานศึกษาและในชุมชน เพื่อการศึกษาคนควาและการแลกเปลี่ยนประสบการณ การเรียนรูระหวางสถานศึกษา ทองถิ่น ชุมชน สังคมโลก ๒. จัดทำและจัดหาสื่อการเรียนรูสำหรับการศึกษาคนควาของผูเรียน เสริมความรูใหผูสอน รวมทั้งจัดหา สิ่งที่มีอยูในทองถิ่นมาประยุกตใชเปนสื่อการเรียนรู ๓. เลือกและใชสื่อการเรียนรูที่มีคุณภาพ มีความเหมาะสม มีความหลากหลาย สอดคลอง กับวิธีการเรียนรู ธรรมชาติของสาระการเรียนรูและความแตกตางระหวางบุคคลของผูเรียน ๔. ประเมินคุณภาพของสื่อการเรียนรูที่เลือกใชอยางเปนระบบ ๕. ศึกษาคนควา วิจัย เพื่อพัฒนาสื่อการเรียนรูใหสอดคลองกับกระบวนการเรียนรูของผูเรียน


๑๕๓ หลักสูตรกลุมสาระการเรียนรูคณิตศาสตร (ฉบับปรับปรุง พ.ศ.2560) โรงเรียนบานนา (ประสิทธิ์วิทยาคาร) ๖. จัดใหมีการกำกับ ติดตาม ประเมินคุณภาพและประสิทธิภาพเกี่ยวกับสื่อและการใชสื่อ การเรียนรูเปนระยะๆ และสม่ำเสมอ ในการจัดทำ การเลือกใชและการประเมินคุณภาพสื่อการเรียนรูที่ใชในสถานศึกษา คำนึงถึงหลักการสำคัญของสื่อการเรียนรูเชน ความสอดคลองกับหลักสูตร วัตถุประสงคการเรียนรูการออกแบบ กิจกรรมการเรียนรู การจัดประสบการณใหผูเรียน เนื้อหามีความถูกตองและทันสมัย ไมกระทบความมั่นคงของชาติไมขัดตอศีลธรรม มีการใชภาษาที่ถูกตอง รูปแบบการนำเสนอที่เขาใจงาย และ นาสนใจ การวัดและประเมินผลการเรียนรู การวัดและประเมินผลการเรียนรูของผูเรียนอยูบนหลักการพื้นฐานสองประการคือการประเมินเพื่อพัฒนา ผูเรียนและเพื่อตัดสินผลการเรียน ในการพัฒนาคุณภาพการเรียนรูของผูเรียน ใหประสบผลสำเร็จนั้น ผูเรียนจะตอง ไดรับการพัฒนาและประเมินตามตัวชี้วัดเพื่อใหบรรลุตามมาตรฐานการเรียนรูสะทอนสมรรถนะสำคัญ และ คุณลักษณะอันพึงประสงคของผูเรียนซึ่งเปนเปาหมายหลักในการวัดและประเมินผลการเรียนรูในทุกระดับไมวาจะเปน ระดับชั้นเรียน ระดับสถานศึกษา ระดับเขตพื้นที่การศึกษา และระดับชาติการวัดและประเมินผลการเรียนรูเปน กระบวนการพัฒนาคุณภาพผูเรียนโดยใชผลการประเมินเปนขอมูลและสารสนเทศที่แสดงพัฒนาการ ความกาวหนา และความสำเร็จทางการเรียนของผูเรียน ตลอดจนขอมูลที่เปนประโยชนตอการสงเสริมใหผูเรียนเกิด การพัฒนาและ เรียนรูอยางเต็มตามศักยภาพ การวัดและประเมินผลการเรียนรูแบงออกเปน ๔ ระดับ ไดแก ระดับชั้นเรียน ระดับสถานศึกษา ระดับเขต พื้นที่การศึกษา และระดับชาติ มีรายละเอียด ดังนี้ ๑. การประเมินระดับชั้นเรียน เปนการวัดและประเมินผลที่อยูในกระบวนการจัดการเรียนรู ผูสอน ดำเนินการเปนปกติและสม่ำเสมอ ในการจัดการเรียนการสอน ใชเทคนิคการประเมินอยางหลากหลาย เชน การ ซักถาม การสังเกต การตรวจการบาน การประเมินโครงงาน การประเมินชิ้นงาน/ ภาระงาน แฟมสะสมงาน การใช แบบทดสอบฯลฯ โดยผูสอนเปนผูประเมินเองหรือเปดโอกาสใหผูเรียนประเมินตนเอง เพื่อนประเมินเพื่อน ผูปกครอง รวมประเมิน ในกรณีที่ไมผานตัวชี้วัดใหมีการสอนซอมเสริม การประเมินระดับชั้นเรียนเปนการตรวจสอบวา ผูเรียนมีพัฒนาการความกาวหนาในการเรียนรูอันเปน ผลมาจากการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนหรือไมและมากนอยเพียงใด มีสิ่งที่จะตองไดรับการพัฒนาปรับปรุงและ สงเสริมในดานใด นอกจากนี้ยังเปนขอมูลใหผูสอนใชปรับปรุง การเรียนการสอนของตนดวย ทั้งนี้โดยสอดคลองกับมาตรฐานการเรียนรูและตัวชี้วัด ๒. การประเมินระดับสถานศึกษา เปนการประเมินที่สถานศึกษาดำเนินการเพื่อตัดสินผลการเรียนของ ผูเรียนเปนรายป/รายภาค ผลการประเมินการอาน คิดวิเคราะหและเขียน คุณลักษณะอันพึงประสงคและกิจกรรม พัฒนาผูเรียน นอกจากนี้เพื่อใหไดขอมูลเกี่ยวกับการจัดการศึกษา ของสถานศึกษา วาสงผลตอการเรียนรูของ ผูเรียนตามเปาหมายหรือไมผูเรียนมีจุดพัฒนาในดานใด รวมทั้งสามารถนำผลการเรียนของผูเรียนในสถานศึกษา เปรียบเทียบกับเกณฑระดับชาติผลการประเมินระดับสถานศึกษาจะเปนขอมูลและสารสนเทศเพื่อการปรับปรุง นโยบาย หลักสูตร โครงการ หรือวิธีการจัดการเรียนการสอน ตลอดจนเพื่อการจัดทำแผนพัฒนาคุณภาพการศึกษา ของสถานศึกษาตามแนวทางการประกันคุณภาพการศึกษาและการรายงานผลการจัดการศึกษาตอคณะกรรมการ สถานศึกษา สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ผูปกครองและชุมชน ๓. การประเมินระดับเขตพื้นที่การศึกษา เปนการประเมินคุณภาพผูเรียนในระดับเขตพื้นที่การศึกษาตาม มาตรฐานการเรียนรูตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน เพื่อใชเปนขอมูลพื้นฐานในการพัฒนาคุณภาพ การศึกษาของเขตพื้นที่การศึกษาตามภาระความรับผิดชอบ สามารถดำเนินการโดยประเมินคุณภาพผลสัมฤทธิ์ของ ผูเรียนดวยขอสอบมาตรฐานที่จัดทำและดำเนินการโดยเขตพื้นที่การศึกษา หรือดวยความรวมมือกับหนวยงานตน


๑๕๔ หลักสูตรกลุมสาระการเรียนรูคณิตศาสตร (ฉบับปรับปรุง พ.ศ.2560) โรงเรียนบานนา (ประสิทธิ์วิทยาคาร) สังกัด ในการดำเนินการจัดสอบ นอกจากนี้ยังไดจากการตรวจสอบทบทวนขอมูลจากการประเมินระดับสถานศึกษาใน เขตพื้นที่การศึกษา ๔. การประเมินระดับชาติ เปนการประเมินคุณภาพผูเรียนในระดับชาติตามมาตรฐานการเรียนรูตาม หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน สถานศึกษาตองจัดใหผูเรียนทุกคนที่เรียนในชั้นประถมศึกษาปที่ ๓ ชั้น ประถมศึกษาปที่ ๖ และชั้นมัธยมศึกษาปที่ ๓ เขารับการประเมิน ผลจากการประเมินใชเปนขอมูลในการเทียบเคียง คุณภาพการศึกษาในระดับตาง ๆ เพื่อนำไปใชในการวางแผนยกระดับคุณภาพการจัดการศึกษา ตลอดจนเปนขอมูล สนับสนุนการตัดสินใจในระดับนโยบายของประเทศ ขอมูลการประเมินในระดับตาง ๆ ขางตน เปนประโยชนตอสถานศึกษาในการตรวจสอบทบทวนพัฒนา คุณภาพผูเรียน ถือเปนภาระความรับผิดชอบของสถานศึกษาที่จะตองจัดระบบดูแลชวยเหลือ ปรับปรุงแกไข สงเสริม สนับสนุนเพื่อใหผูเรียนไดพัฒนาเต็มตามศักยภาพบนพื้นฐานความแตกตางระหวางบุคคลที่จำแนกตามสภาพปญหา และความตองการ ไดแกกลุมผูเรียนทั่วไป กลุมผูเรียนที่มีความสามารถพิเศษ กลุมผูเรียนที่มีผลสัมฤทธิ์ทางการ เรียนต่ำ กลุมผูเรียนที่มีปญหาดานวินัยและพฤติกรรม กลุมผูเรียนที่ปฏิเสธโรงเรียน กลุมผูเรียนที่มีปญหาทาง เศรษฐกิจและสังคม กลุมพิการทางรางกายและสติปญญา เปนตน ขอมูลจากการประเมินจึงเปนหัวใจของสถานศึกษา ในการดำเนินการชวยเหลือผูเรียนไดทันทวงทีเปดโอกาสใหผูเรียนไดรับการพัฒนาและประสบความสำเร็จในการ เรียน โรงเรียนบานนา(ประสิทธิ์วิทยาคาร)ในฐานะผูรับผิดชอบจัดการศึกษา ไดจัดทำระเบียบวาดวยการวัดและ ประเมินผลการเรียนของสถานศึกษาใหสอดคลองและเปนไปตามหลักเกณฑและแนวปฏิบัติที่เปนขอกำหนดของ หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน เพื่อใหบุคลากรที่เกี่ยวของทุกฝายถือปฏิบัติรวมกัน เกณฑการวัดและการประเมินผลการเรียนรู การตัดสินผลการเรียน ระดับประถมศึกษา หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐานพุทธศักราช ๒๕๕๑ ไดกำหนดโครงสรางเวลาเรียน มาตรฐานการ เรียนรู/ตัวชี้วัด การอาน คิดวิเคราะหและเขียน คุณลักษณะอันพึงประสงคและกิจกรรมพัฒนาผูเรียน ที่สถานศึกษา ตองจัดใหผูเรียนเกิดการเรียนรู มีคุณภาพเต็มตามศักยภาพและใหสถานศึกษากำหนดหลักเกณฑการวัดและ ประเมินผลการเรียนรู เพื่อตัดสินผลการเรียนของผูเรียน ดังนี้ ๑) ผูเรียนตองมีเวลาเรียนไมนอยกวารอยละ ๘๐ ของเวลาเรียนทั้งหมด ๒) ผูเรียนตองไดรับการประเมินทุกตัวชี้วัด และผานตามเกณฑที่สถานศึกษากำหนด ๓) ผูเรียนตองไดรับการตัดสินผลการเรียนทุกรายวิชา ๔) ผูเรียนตองไดรับการประเมินและมีผลการประเมินผานตามเกณฑที่สถานศึกษากำหนด ในการ อาน คิดวิเคราะหและเขียน คุณลักษณะอันพึงประสงค และกิจกรรมพัฒนาผูเรียน ระดับมัธยมศึกษาตอนตน การตัดสินผลการเรียนในระดับมัธยมศึกษาตอนตนมีการตัดสินในหลายลักษณะ คือ การผานรายวิชากำหนด เปนภาคเรียน การเลื่อนชั้นปกำหนดเปนปการศึกษา และการจบระดับชั้นกำหนดเปนระดับมัธยมศึกษาตอนตน หลักเกณฑการวัดและประเมินผลการเรียนรูเพื่อตัดสินผลการเรียนของผูเรียนตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้น พื้นฐาน พุทธศักราช ๒๕๕๑ มีดังนี้ ๑) ตัดสินผลการเรียนเปนรายวิชา ผูเรียนตองมีเวลาเรียนตลอดภาคเรียนไมนอยกวา รอยละ ๘๐ ของเวลาเรียนทั้งหมดในรายวิชานั้น ๆ ๒) ผูเรียนตองไดรับการประเมินทุกตัวชี้วัดและผานตามเกณฑที่สถานศึกษากำหนด ๓) ผูเรียนตองไดรับการตัดสินผลการเรียนทุกรายวิชา


๑๕๕ หลักสูตรกลุมสาระการเรียนรูคณิตศาสตร (ฉบับปรับปรุง พ.ศ.2560) โรงเรียนบานนา (ประสิทธิ์วิทยาคาร) ๔) ผูเรียนตองไดรับการประเมินและมีผลการประเมินผานตามเกณฑที่สถานศึกษากำหนดในการ อาน คิดวิเคราะหและเขียน คุณลักษณะอันพึงประสงค และกิจกรรมพัฒนาผูเรียน การพิจารณาเลื่อนชั้น ถาผูเรียนมีขอบกพรองเพียงบางตัวชี้วัด ซึ่งสถานศึกษาพิจารณาเห็นวา สามารถพัฒนาและสอนซอมเสริมได ก็ใหอยูในดุลยพินิจของสถานศึกษาที่จะผอนผันใหเลื่อนชั้นได การใหระดับผลการเรียน ๑ การตัดสินผลการเรียนรายวิชาของกลุมสาระการเรียนรู ระดับประถมศึกษาและระดับ มัธยมศึกษาตอนตน ใหใชระบบตัวเลขแสดงระดับผลการเรียนในแตละกลุมสาระ เปน ๘ ระดับ ในระดับมัธยมศึกษาตอนตน รายวิชาที่จะนับหนวยกิต ไดจะตองไดระดับผลการเรียน ตั้งแต ๑ ขึ้นไป โดยมีแนวการใหระดับผลการเรียนดังนี้ ระดับผลการเรียน ความหมาย ชวงคะแนนเปนรอยละ ๔ ดีเยี่ยม ๘๐ – ๑๐๐ ๓.๕ ดีมาก ๗๕ – ๗๙ ๓ ดี ๗๐ – ๗๔ ๒.๕ คอนขางดี ๖๕ – ๖๙ ๒ ปานกลาง ๖๐ – ๖๔ ๑.๕ พอใช ๕๕ – ๕๙ ๑ ผานเกณฑขั้นต่ำ ๕๐ – ๕๔ ๐ ต่ำกวาเกณฑ ๐ – ๔๙ ๒ การประเมินการอาน คิดวิเคราะหและเขียน เปนผานและไมผาน ถากรณีที่ผานกำหนด เกณฑการตัดสินเปนดีเยี่ยม ดี และผาน และความหมายของแตละระดับ ดังนี้ ดีเยี่ยม หมายถึง มีผลงานที่แสดงถึงความสามารถในการอานคิดวิเคราะหและเขียน ที่สามารถ จับใจความสำคัญไดครบถวน เขียนวิพากษวิจารณเขียนสรางสรรคแสดงความคิดเห็นประกอบอยางมีเหตุผลได ถูกตองและสมบูรณใชภาษาสุภาพและเรียบเรียงไดสละสลวย ดี หมายถึง มีผลงานที่แสดงถึงความสามารถในการอานคิดวิเคราะหและเขียนที่สามารถจับ ใจความสำคัญได เขียนวิพากษวิจารณและเขียนสรางสรรคไดโดยใชภาษาสุภาพ ผาน หมายถึง มีผลงานที่แสดงถึงความสามารถในการอานคิดวิเคราะหและเขียนที่สามารถจับ ใจความสำคัญและเขียนวิพากษวิจารณ ไมผาน หมายถึง มีผลงานที่แสดงถึงความสามารถในการอานคิดวิเคราะหและเขียน ที่ไม สามารถจับใจความสำคัญและไมสามารถเขียนวิพากษวิจารณ ๓ การประเมินคุณลักษณะอันพึงประสงค รวมทุกคุณลักษณะเพื่อการเลื่อนชั้นและจบการศึกษา เปนผานและไมผาน ในการผานกำหนดเกณฑการตัดสินเปนดีเยี่ยม ดี และผาน และความหมายของแตละระดับ ดังนี้ ดีเยี่ยม หมายถึง ผูเรียนมีคุณลักษณะในการปฏิบัติตนจนเปนนิสัย และนำไปใชใน ชีวิตประจำวันเพื่อประโยชนสุขของตนเองและสังคม ดี หมายถึง ผูเรียนมีคุณลักษณะในการปฏิบัติตามกฎเกณฑเพื่อใหเปนที่ยอมรับของสังคม ผาน หมายถึง ผูเรียนรับรูและปฏิบัติตามกฎเกณฑและเงื่อนไขที่สถานศึกษากำหนด ไมผาน หมายถึง ผูเรียนรับรูและปฏิบัติไดไมครบตามกฎเกณฑและเงื่อนไขที่สถานศึกษา กำหนด


๑๕๖ หลักสูตรกลุมสาระการเรียนรูคณิตศาสตร (ฉบับปรับปรุง พ.ศ.2560) โรงเรียนบานนา (ประสิทธิ์วิทยาคาร) ๔ การประเมินกิจกรรมพัฒนาผูเรียน จะตองพิจารณาทั้งการเขารวมกิจกรรม การปฏิบัติกิจกรรมและผลงานของผูเรียนตามเกณฑที่ สถานศึกษากำหนด และใหผลการประเมินเปนผานและไมผาน “ ผ ” หมายถึง ผูเรียนมีเวลาเขารวมกิจกรรมพัฒนาผูเรียนไมนอยกวารอยละ ๘๐ ของเวลา เรียนแตละกิจกรรม ปฏิบัติกิจกรรมและมีผลงาน/ชิ้นงาน/คุณลักษณะตามเกณฑที่สถานศึกษากำหนด โดยใหผูเรียน แสดงผลงาน แฟมสะสมงาน หรือจัดนิทรรศการ “ มผ ” หมายถึง ผูเรียนมีเวลาเขารวมกิจกรรมพัฒนาผูเรียนต่ำกวารอยละ ๘๐ ของเวลา เรียนแตละกิจกรรม ไมปฏิบัติกิจกรรมและไมมีผลงาน/ชิ้นงาน/คุณลักษณะตามเกณฑที่สถานศึกษากำหนด โดยให ผูเรียนแสดงผลงาน แฟมสะสมงาน หรือจัดนิทรรศการ การเลื่อนชั้น ระดับประถมศึกษา ผูเรียนจะไดรับการเลื่อนชั้นเมื่อสิ้นปการศึกษา เมื่อมีคุณสมบัติตามเกณฑดังตอไปนี้ ๑) ผูเรียนตองมีเวลาเรียนตลอดปการศึกษาไมนอยกวารอยละ ๘๐ ของเวลาเรียนทั้งหมด ๒) ผูเรียนตองไดรับการประเมินทุกตัวชี้วัดและผานตามเกณฑที่สถานศึกษากำหนด ๓) ผูเรียนตองไดรับการตัดสินผลการเรียนทุกรายวิชา ๔) ผูเรียนตองไดรับการประเมินและมีผลการประเมินผานตามเกณฑที่สถานศึกษากำหนดในการ อาน คิดวิเคราะหและเขียน คุณลักษณะอันพึงประสงคและกิจกรรมพัฒนาผูเรียน ทั้งนี้ ถาผูเรียนมีขอบกพรองเพียงบางตัวชี้วัด ซึ่งสถานศึกษาพิจารณาเห็นวาสามารถพัฒนาและ สอนซอมเสริมไดก็ใหอยูในดุลยพินิจของสถานศึกษาที่จะผอนผันใหเลื่อนชั้นได อนึ่ง ในกรณีที่ผูเรียนมีสติปญญาและความสามารถดีเลิศ สามารถเรียนรูไดเร็วเปนพิเศษ สถานศึกษาอาจใหโอกาสผูเรียนเลื่อนชั้นระหวางปการศึกษา โดยสถานศึกษาแตงตั้งคณะกรรมการประกอบดวย คณะกรรมการบริหารหลักสูตรและวิชาการและผูแทนของเขตพื้นที่การศึกษาหรือตนสังกัดอยางนอย ๑ คน เมื่อ ผูเรียนมีคุณสมบัติครบถวนตามเงื่อนไขทั้ง ๓ ประการ ตอไปนี้ ๑) มีผลการเรียนปการศึกษาที่ผานมาและมีผลการเรียนระหวางปอยูในเกณฑดีเยี่ยม ๒) มีวุฒิภาวะเหมาะสมที่จะเรียนในชั้นที่สูงขึ้น ๓) ผานการประเมินผลความรูความสามารถตามตัวชี้วัดรายปทั้งหมดในภาคเรียนที่ ๒ ป ปจจุบันและภาคเรียนที่ ๑ ของปการศึกษาถัดไป การอนุมัติใหเลื่อนไปเรียนชั้นสูงได๑ ระดับชั้นนี้ ตองไดรับการยินยอมจากนักเรียน และ ผูปกครองและตองดำเนินการใหเสร็จสิ้นภายในวันที่ ๑ กันยายนของปการศึกษานั้น สำหรับในกรณีที่พบวามีผูเรียนกลุมพิเศษประเภทตางๆ ที่มีปญหาในการเรียนรูใหสถานศึกษา ดำเนินงานรวมกับสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา/ศูนยการศึกษาพิเศษจังหวัด/ศูนยการศึกษาพิเศษเขตการศึกษาหา แนวทางการแกไขและพัฒนา ระดับมัธยมศึกษาตอนตน ผูเรียนจะไดรับการตัดสินผลการเรียนทุกภาคเรียนและไดรับการเลื่อนชั้นเมื่อสิ้นปการศึกษา โดยมี คุณสมบัติตามเกณฑดังนี้ ๑) รายวิชาพื้นฐาน ไดรับการตัดสินผลการเรียนผานทุกรายวิชา ๒) รายวิชาเพิ่มเติม ไดรับการตัดสินผลการเรียนผานตามเกณฑที่สถานศึกษากำหนด ๓) ผูเรียนตองไดรับการประเมินและมีผลการประเมินผานตามเกณฑที่สถานศึกษากำหนด ในการ อาน คิดวิเคราะหและเขียน คุณลักษณะอันพึงประสงคและกิจกรรมพัฒนาผูเรียน ๔) ระดับผลการเรียนเฉลี่ยในปการศึกษานั้นควรไดไมต่ำกวา ๑.๐๐


๑๕๗ หลักสูตรกลุมสาระการเรียนรูคณิตศาสตร (ฉบับปรับปรุง พ.ศ.2560) โรงเรียนบานนา (ประสิทธิ์วิทยาคาร) ทั้งนี้รายวิชาใดที่ไมผานเกณฑการประเมิน สถานศึกษาสามารถซอมเสริมผูเรียนใหไดรับการแกไข ในภาคเรียนถัดไป การสอนซอมเสริม การสอนซอมเสริม เปนการสอนเพื่อแกไขขอบกพรอง กรณีที่ผูเรียนมีความรู ทักษะ กระบวนการ หรือมีคุณลักษณะไมเปนไปตามเกณฑที่กำหนด จะตองสอนซอมเสริม สามารถดำเนินการไดในกรณี ดังตอไปนี้ ระดับประถมศึกษา ๑) ผูเรียนมีความรู/ทักษะพื้นฐานไมเพียงพอที่จะศึกษาในแตละรายวิชานั้น ควรจัดการสอนซอม เสริม ปรับความรู/ทักษะพื้นฐาน ๒) การประเมินระหวางเรียน ผูเรียนไมสามารถแสดงความรู ทักษะกระบวนการ หรือเจตคติ / คุณลักษณะ ที่กำหนดไวตามมาตรฐานการเรียนรู/ตัวชี้วัด ๓) ผลการเรียนไมถึงเกณฑและ/หรือต่ำกวาเกณฑการประเมิน ตองจัดการสอนซอมเสริมกอนจะ ใหผูเรียนสอบแกตัว ๔) ผูเรียนมีผลการเรียนไมผาน สามารถจัดสอนซอมเสริมในภาคฤดูรอน ทั้งนี้ใหอยูในดุลยพินิจ ของสถานศึกษา ระดับมัธยมศึกษาตอนตน ๑) ผูเรียนมีความรู/ทักษะพื้นฐานไมเพียงพอที่จะศึกษาในแตละรายวิชานั้น ควรจัดการสอนซอม เสริม ปรับความรู/ทักษะพื้นฐาน ๒) การประเมินระหวางเรียน ผูเรียนไมสามารถแสดงความรู ทักษะกระบวนการ หรือเจตคติ / คุณลักษณะที่กำหนดไวตามมาตรฐานการเรียนรู/ตัวชี้วัด ๓) ผลการเรียนไมถึงเกณฑและ/หรือต่ำกวาเกณฑการประเมิน โดยผูเรียนไดระดับผลการเรียน “๐” ตองจัดการสอนซอมเสริมกอนจะใหผูเรียนสอบแกตัว ๔) ผูเรียนมีผลการเรียนไมผาน สามารถจัดสอนซอมเสริมในภาคฤดูรอน ทั้งนี้ใหอยูในดุลยพินิจ ของสถานศึกษา การเรียนซ้ำชั้น ระดับประถมศึกษา ผูเรียนที่ไมมีคุณสมบัติตามเกณฑการเลื่อนชั้น จะตองเรียนซ้ำชั้น แตทั้งนี้อาจไดรับการพิจารณา ใหเลื่อนชั้นได หากผูเรียนมีคุณสมบัติขอใดขอหนึ่ง ดังตอไปนี้ ๑) ผูเรียนมีเวลาเรียนไมถึงรอยละ ๘๐ อันเนื่องจากสาเหตุจำเปน หรือเหตุสุดวิสัย แตมี คุณสมบัติตามขออื่นๆ ครบถวน ๒) ผูเรียนผานมาตรฐานและตัวชี้วัดไมถึงเกณฑตามที่สถานศึกษากำหนดในแตละรายวิชา และ เห็นวาสามารถสอนซอมเสริมไดในปการศึกษาถัดไปและมีคุณสมบัติขออื่นๆ ครบถวน ๓) ผูเรียนชั้นประถมศึกษาปที่ ๑ - ๓ มีผลการประเมินกลุมสาระการเรียนรูภาษาไทยและ คณิตศาสตรอยูในเกณฑพอใช และผูเรียนชั้นประถมศึกษาปที่ ๔ - ๖ มีผลการประเมินกลุมสาระการเรียนรู ภาษาไทย คณิตศาสตร วิทยาศาสตร สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรมอยูในเกณฑผาน


๑๕๘ หลักสูตรกลุมสาระการเรียนรูคณิตศาสตร (ฉบับปรับปรุง พ.ศ.2560) โรงเรียนบานนา (ประสิทธิ์วิทยาคาร) ระดับมัธยมศึกษาตอนตน สถานศึกษาจะจัดใหผูเรียนเรียนซ้ำใน ๒ กรณีดังนี้ กรณีที่ ๑ เรียนซ้ำรายวิชา หากผูเรียนไดรับการสอนซอมเสริมและสอบแกตัว ๒ ครั้งแลวไมผาน เกณฑการประเมิน ใหเรียนซ้ำรายวิชานั้น ทั้งนี้ใหอยูในดุลยพินิจของสถานศึกษาในการจัดใหเรียนซ้ำในชวงใด ชวงหนึ่งที่สถานศึกษาเห็นวาเหมาะสม เชน พักกลางวัน วันหยุด ชั่วโมงวางหลังเลิกเรียน ภาคฤดูรอน เปนตน กรณีที่ ๒ เรียนซ้ำชั้น มี๒ ลักษณะ คือ u ผูเรียนมีระดับผลการเรียนเฉลี่ยในปการศึกษานั้นต่ำกวา ๑.๐๐ และมีแนวโนมวา จะเปน ปญหาตอการเรียนในระดับชั้นที่สูงขึ้น u ผูเรียนมีผลการเรียน ๐ , ร , มส เกินครึ่งหนึ่งของรายวิชาที่ลงทะเบียนเรียนใน ปการศึกษานั้น ทั้งนี้หากเกิดลักษณะใดลักษณะหนึ่ง หรือทั้งสองลักษณะ ใหสถานศึกษาแตงตั้งคณะกรรมการ พิจารณา หากเห็นวาไมมีเหตุผลอันสมควรก็ใหซ้ำชั้น โดยยกเลิกผลการเรียนเดิมและใหใชผลการเรียนใหมแทน หากพิจารณาแลวไมตองเรียนซ้ำชั้น ใหอยูในดุลยพินิจของสถานศึกษา ในการแกไขผลการเรียน เกณฑการจบ ระดับประถมศึกษา ๑) ผูเรียนเรียนรายวิชาพื้นฐานและรายวิชา/กิจกรรมเพิ่มเติม ตามโครงสรางเวลาเรียนที่หลักสูตร แกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐานกำหนด ๒) ผูเรียนตองมีผลการประเมินรายวิชาพื้นฐานผานเกณฑการประเมินตามที่สถานศึกษากำหนด ๓) ผูเรียนมีผลการประเมินการอาน คิดวิเคราะหและเขียน ในระดับผานเกณฑการประเมินตามที่ สถานศึกษากำหนด ๔) ผูเรียนมีผลการประเมินคุณลักษณะอันพึงประสงคในระดับผานเกณฑการประเมินตามที่ สถานศึกษากำหนด ๕) ผูเรียนเขารวมกิจกรรมพัฒนาผูเรียนและมีผลการประเมินผานเกณฑการประเมินตามที่ สถานศึกษากำหนด ระดับมัธยมศึกษาตอนตน ๑) ผูเรียนเรียนรายวิชาพื้นฐานและเพิ่มเติมไมเกิน ๘๑ หนวยกิต โดยเปนรายวิชาพื้นฐาน ๖๓ หนวยกิต และรายวิชาเพิ่มเติมตามที่สถานศึกษากำหนด ๒) ผูเรียนตองไดหนวยกิตตลอดหลักสูตรไมนอยกวา ๗๗ หนวยกิต โดยเปนรายวิชาพื้นฐาน ๖๓ หนวยกิต และรายวิชาเพิ่มเติมไมนอยกวา ๑๔ หนวยกิต ๓) ผูเรียนมีผลการประเมินการอาน คิดวิเคราะหและเขียน ในระดับผานเกณฑการประเมินตามที่ สถานศึกษากำหนด ๔) ผูเรียนมีผลการประเมินคุณลักษณะอันพึงประสงคในระดับผานเกณฑการประเมินตามที่ สถานศึกษากำหนด ๕) ผูเรียนเขารวมกิจกรรมพัฒนาผูเรียนและมีผลการประเมินผานเกณฑการประเมินตามที่ สถานศึกษากำหนด


๑๕๙ หลักสูตรกลุมสาระการเรียนรูคณิตศาสตร (ฉบับปรับปรุง พ.ศ.2560) โรงเรียนบานนา (ประสิทธิ์วิทยาคาร) ผลการเรียนที่มีเงื่อนไข ผลการเรียนที่มีเงื่อนไข ไดแก ไมมีสิทธิ์เขารับการประเมินผลปลายภาคในรายวิชาและรอการ ตัดสิน ใหใชตัวอักษรระบุเงื่อนไขแสดงผลการเรียน ประกอบดวย ๑) ตัวอักษรแสดงผลการเรียนแตละรายวิชาใน ๘ กลุมสาระการเรียนรู “มส” หมายถึง ไมมีสิทธิเขารับการประเมินผลปลายภาคเรียน โดยผูเรียนที่มีเวลาเรียนไมถึง รอยละ ๘๐ ของเวลาเรียนในแตละรายวิชาและไมไดรับการผอนผันใหเขารับการวัดผลปลายภาคเรียน “ร” หมายถึง รอการตัดสินและยังตัดสินไมได โดยผูเรียนไมมีขอมูลผลการเรียนรายวิชา นั้นครบถวน เชน ไมไดวัดผลกลางภาคเรียน/ปลายภาคเรียน ไมไดสงงานที่มอบหมายใหทำซึ่งงานนั้นเปนสวนหนึ่ง ของการตัดสินผลการเรียน หรือมีเหตุสุดวิสัยที่ทำใหประเมินผลการเรียนไมได ๒) ตัวอักษรแสดงผลการเขารวมกิจกรรมพัฒนาผูเรียน “ผ” หมายถึง ผานเกณฑที่สถานศึกษากำหนด “มผ” หมายถึง ไมผานเกณฑที่สถานศึกษากำหนด การเปลี่ยนผลการเรียน “๐” สถานศึกษาจัดใหมีการสอนซอมเสริมในตัวชี้วัดที่ผูเรียนสอบไมผานกอน แลวจึงสอบแกตัวให และใหสอบแกตัวไดไมเกิน ๒ ครั้ง ทั้งนี้ตองดำเนินการใหเสร็จสิ้นภายในปการศึกษานั้น ถาผูเรียนไมดำเนินการสอบแกตัวตามระยะเวลาที่กำหนดไวนี้ใหอยูในดุลยพินิจของ สถานศึกษาที่จะพิจารณาขยายเวลาออกไปอีกไมเกิน ๑ ภาคเรียน ถาสอบแกตัว ๒ ครั้งแลว ยังไดระดับผลการเรียน “๐” อีก ใหสถานศึกษาแตงตั้งคณะกรรมการ ดำเนินการเกี่ยวกับการแกผลการเรียนของผูเรียนโดยปฏิบัติดังนี้ ๑) ใหเรียนซ้ำรายวิชาถาเปนรายวิชาพื้นฐาน ๒) ใหเรียนซ้ำหรือเปลี่ยนรายวิชาเรียนใหม ถาเปนรายวิชาเพิ่มเติม โดยใหอยูใน ดุลยพินิจของสถานศึกษา ในกรณีที่เปลี่ยนรายวิชาเรียนใหม ใหหมายเหตุในระเบียนแสดงผลการเรียนวา เรียนแทน รายวิชาใด การเปลี่ยนผลการเรียน “ร” การเปลี่ยนผลการเรียน “ร” มี๒ กรณีดังนี้ ๑) มีเหตุสุดวิสัย ทำใหประเมินผลการเรียนไมได เชน เจ็บปวย เมื่อผูเรียนไดเขาสอบหรือ สงผลงานที่ติดคางอยูเสร็จเรียบรอย หรือแกปญหาเสร็จสิ้นแลว ใหไดระดับผลการเรียนตามปกติ (ตั้งแต ๐ - ๔) ๒) ถาสถานศึกษาพิจารณาแลวเห็นวาไมใชเหตุสุดวิสัย เมื่อผูเรียนไดเขาสอบ หรือสงผลงานที่ ติดคางอยูเสร็จเรียบรอย หรือแกปญหาเสร็จสิ้นแลว ใหไดระดับผลการเรียนไมเกิน “๑” การเปลี่ยนผลการเรียน “ร” ใหดำเนินการแกไขตามสาเหตุใหเสร็จสิ้นภายใน ปการศึกษานั้น ถาผูเรียนไมมาดำเนินการแก “ร” ตามระยะเวลาที่กำหนดไวใหเรียนซ้ำรายวิชา ยกเวน มีเหตุสุดวิสัย ใหอยูในดุลยพินิจของสถานศึกษาที่จะขยายเวลาการแก “ร” ออกไปอีกไมเกิน ๑ ภาคเรียน แตเมื่อพนกำหนดนี้แลวใหปฏิบัติดังนี้ (๑) ใหเรียนซ้ำรายวิชา ถาเปนรายวิชาพื้นฐาน (๒) ใหเรียนซ้ำหรือเปลี่ยนรายวิชาเรียนใหมถาเปนรายวิชาเพิ่มเติม โดยใหอยูใน ดุลยพินิจของสถานศึกษา ในกรณีที่เปลี่ยนรายวิชาเรียนใหม ใหหมายเหตุในระเบียนแสดงผลการเรียนวา เรียนแทนรายวิชาใด


๑๖๐ หลักสูตรกลุมสาระการเรียนรูคณิตศาสตร (ฉบับปรับปรุง พ.ศ.2560) โรงเรียนบานนา (ประสิทธิ์วิทยาคาร) การเปลี่ยนผลการเรียน “มส” การเปลี่ยนผลการเรียน “มส” มี๒ กรณีดังนี้ ๑) กรณีผูเรียนไดผลการเรียน “มส” เพราะมีเวลาเรียนไมถึงรอยละ ๘๐ แตมีเวลาเรียนไม นอยกวารอยละ ๖๐ ของเวลาเรียนทั้งหมด ใหสถานศึกษาจัดใหเรียนเพิ่มเติมโดยใชชั่วโมงสอนซอมเสริม หรือเวลา วาง หรือวันหยุด หรือมอบหมายงานใหทำ จนมีเวลาเรียนครบตามที่กำหนดไวสำหรับรายวิชานั้นแลวจึงใหสอบเปน กรณีพิเศษ ผลการสอบแก “มส” ใหไดระดับผลการเรียนไมเกิน “๑” การแก “มส” กรณีนี้ใหกระทำใหเสร็จสิ้นใน ปการศึกษานั้น ถาผูเรียนไมมาดำเนินการแก “มส” ตามระยะเวลาที่กำหนดไวนี้ใหเรียนซ้ำ ยกเวน มีเหตุสุดวิสัย ให อยูในดุลยพินิจของสถานศึกษาที่จะขยายเวลาการแก “มส” ออกไปอีกไมเกิน ๑ ภาคเรียน แตเมื่อพนกำหนดนี้แลว ใหปฏิบัติดังนี้ u ใหเรียนซ้ำรายวิชา ถาเปนรายวิชาพื้นฐาน u ใหเรียนซ้ำหรือเปลี่ยนรายวิชาเรียนใหม ถาเปนรายวิชาเพิ่มเติมโดยใหอยูใน ดุลยพินิจ ของสถานศึกษา ๒) กรณีผูเรียนไดผลการเรียน “มส” และมีเวลาเรียนนอยกวารอยละ ๖๐ ของ เวลาเรียนทั้งหมด ใหสถานศึกษาจัดใหเรียนซ้ำในรายวิชาพื้นฐานและรายวิชาเพิ่มเติม หรือเปลี่ยนรายวิชาใหมได สำหรับรายวิชาเพิ่มเติมเทานั้น ในกรณีที่เปลี่ยนรายวิชาเรียนใหม ใหหมายเหตุในระเบียนแสดงผลการเรียนวาเรียนแทน รายวิชาใด การเปลี่ยนผลการเรียน “มผ” หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช ๒๕๕๑ กำหนดใหผูเรียน เขารวม กิจกรรมพัฒนาผูเรียน ๓ กิจกรรม คือ ๑) กิจกรรมแนะแนว ๒) กิจกรรมนักเรียน ซึ่งประกอบดวย กิจกรรมลูกเสือ เนตรนารี ยุวกาชาด ผูบำเพ็ญประโยชนหรือนักศึกษาวิชาทหาร โดยผูเรียนเลือกอยางใดอยางหนึ่ง ๑ กิจกรรม และเลือกเขารวมกิจกรรมชุมนุม หรือชมรมอีก ๑ กิจกรรม ๓) กิจกรรมเพื่อสังคมและสาธารณประโยชน ในกรณีที่ผูเรียนไดผลการเรียน “มผ” สถานศึกษาตองจัดซอมเสริมใหผูเรียนทำกิจกรรมจน ครบตามเวลาที่กำหนด หรือปฏิบัติกิจกรรมเพื่อพัฒนาคุณลักษณะที่ตองปรับปรุง แกไข แลวจึงเปลี่ยนผลการเรียน จาก “มผ” เปน “ผ” ทั้งนี้ดำเนินการใหเสร็จสิ้นภายในปการศึกษานั้น ยกเวนมีเหตุสุดวิสัยใหอยูในดุลยพินิจของ สถานศึกษา การบริหารจัดการหลักสูตร ในระบบการศึกษาที่มีการกระจายอำนาจใหทองถิ่นและโรงเรียนบานนา( ประสิทธิ์วิทยาคาร)มีบทบาทใน การพัฒนาหลักสูตรนั้น หนวยงานตางๆ ที่เกี่ยวของในแตละระดับ ตั้งแตระดับชาติระดับทองถิ่น จนถึงระดับ สถานศึกษา มีบทบาทหนาที่ และความรับผิดชอบในการพัฒนา สนับสนุน สงเสริม การใชและพัฒนาหลักสูตรให เปนไปอยางมีประสิทธิภาพ เพื่อใหการดำเนินการจัดทำหลักสูตรสถานศึกษาและ การจัดการเรียนการสอนของ ในกรณีภาคเรียนที- ๒ หากผู้เรียนยังมีผลการเรียน “๐” “ร” “มส”ให้ดําเนินการให้เสร็จสิ@น ก่อนเปิ ดเรียนปี การศึกษาถัดไป สถานศึกษาอาจเปิ ดการเรียนการสอนในภาคฤดูร้ อนเพื-อแก้ไขผลการเรียน ของผู้เรียนได้ทั@งนี@โดยสํานักงานเขตพื@นที-การศึกษา/ต้นสังกัดควรเป็นผู้พิจารณาประสานให้มีการดําเนิน การเรียนการสอนในภาคฤดูร้ อนเพื-อแก้ไขผลการเรียนของผู้เรียน


๑๖๑ หลักสูตรกลุมสาระการเรียนรูคณิตศาสตร (ฉบับปรับปรุง พ.ศ.2560) โรงเรียนบานนา (ประสิทธิ์วิทยาคาร) สถานศึกษามีประสิทธิภาพสูงสุด อันจะสงผลใหการพัฒนาคุณภาพผูเรียนบรรลุตามมาตรฐานการเรียนรูที่กำหนดไวใน ระดับชาติ ระดับทองถิ่น ไดแกสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา หนวยงานตนสังกัดอื่น ๆ เปนหนวยงานที่มีบทบาทใน การขับเคลื่อนคุณภาพการจัดการศึกษา เปนตัวกลางที่จะเชื่อมโยงหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐานที่กำหนด ในระดับชาติใหสอดคลองกับสภาพและความตองการของทองถิ่น เพื่อนำไปสูการจัดทำหลักสูตรของสถานศึกษา สงเสริมการใชและพัฒนาหลักสูตรในระดับสถานศึกษา ใหประสบความสำเร็จ โดยมีภารกิจสำคัญ คือ กำหนด เปาหมายและจุดเนนการพัฒนาคุณภาพผูเรียนในระดับทองถิ่นโดยพิจารณาใหสอดคลองกับสิ่งที่เปนความตองการใน ระดับชาติพัฒนาสาระ การเรียนรูทองถิ่น ประเมินคุณภาพการศึกษาในระดับทองถิ่น รวมทั้งเพิ่มพูนคุณภาพการใช หลักสูตรดวยการวิจัยและพัฒนา การพัฒนาบุคลากร สนับสนุน สงเสริม ติดตามผล ประเมินผล วิเคราะหและ รายงานผลคุณภาพของผูเรียน โรงเรียนบานนา(ประสิทธิ์วิทยาคาร)มีหนาที่สำคัญในการพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษา การวางแผนและ ดำเนินการใชหลักสูตร การเพิ่มพูนคุณภาพการใชหลักสูตรดวยการวิจัยและพัฒนา การปรับปรุงและพัฒนา หลักสูตร จัดทำระเบียบการวัดและประเมินผล ในการพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษาโรงเรียนพิจารณาใหสอดคลอง กับหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน และรายละเอียดที่เขตพื้นที่การศึกษา หรือหนวยงาน ตนสังกัดอื่นๆ ใน ระดับทองถิ่นไดจัดทำเพิ่มเติม รวมทั้ง โรงเรียนบานนา (ประสิทธิ์วิทยาคาร) สามารถเพิ่มเติมในสวนที่เกี่ยวกับสภาพ ปญหาในชุมชนและ สังคมภูมิปญญาทองถิ่นและความตองการของผูเรียนโดยทุกภาคสวนเขามามีสวนรวมในการ พัฒนาหลักสูตรสถานศึกษา


หลักสูตรกลุมสาระการเรียนรูคณิตศาสตร (ฉบับปรับปรุง พ.ศ.2560) โรงเรียนบานนา (ประสิทธิ์วิทยาคาร) อภิธานศัพท การแจกแจงของความนาจะเปน (probability distribution) การอธิบายลักษณะของตัวแปรสุมโดยการแสดงคาที่เปนไปไดและความนาจะเปนของการเกิดคาตาง ๆ ของ ตัวแปรสุมนั้น การประมาณ (approximation) การประมาณเปนการหาคาซึ่งไมใชคาที่แทจริง แตเปนการหาคาที่มีความละเอียดเพียงพอที่จะนำไปใชเชน ประมาณ ๒๕.๒๐ เปน ๒๕ หรือประมาณ ๑๗๘ เปน ๑๘๐ หรือประมาณ ๑๘.๔๕ เปน ๒๐ เพื่อสะดวกในการคำนวณ คาที่ไดจากการประมาณ เรียกวา คาประมาณ การประมาณคา (estimation) การประมาณคาเปนการคำนวณหาผลลัพธโดยประมาณ ดวยการประมาณแตละจำนวนที่เกี่ยวของ กอนแลวจึงนำมาคำนวณหาผลลัพธการประมาณแตละจำนวนที่จะนำมาคำนวณอาจใชหลักการปดเศษหรือไมใชก็ได ขึ้นอยูกับความเหมาะสมในแตละสถานการณ การแปลงทางเรขาคณิต (geometric transformation) การแปลงทางเรขาคณิตในที่นี้เนนทั้งการแปลงที่ทำใหไดภาพที่เกิดจากการแปลงมีขนาดและรูปราง เหมือนกับรูปตนแบบ ซึ่งเปนผลจากการเลื่อนขนาน (translation) การสะทอน (reflection) และการหมุน(rotation) รวมทั้งการแปลงที่ทำใหไดภาพที่เกิดจากการแปลงมีรูปรางคลายกับรูปตนแบบ แตมีขนาดแตกตางจากรูปตนแบบ ซึ่ง เปนผลมาจากการยอ/ ขยาย (dilation) การสืบเสาะ การสำรวจ และการสรางขอความคาดการณเกี่ยวกับสมบัติทางเรขาคณิต การสืบเสาะ การสำรวจ และการสรางขอความคาดการณเปนกระบวนการเรียนรูที่สงเสริมใหผูเรียน สรางองคความรูขึ้นมาดวยตนเอง ในที่นี้ใชสมบัติทางเรขาคณิตเปนสื่อในการเรียนรูผูสอนควรกำหนดกิจกรรม ทางเรขาคณิตที่ผูเรียนสามารถใชความรูพื้นฐานเดิมที่เคยเรียนมาเปนฐานในการตอยอดความรูดวยการสืบเสาะ สำรวจ สังเกตหาแบบรูป และสรางขอความคาดการณที่อาจเปนไปไดอยางไรก็ตามผูสอนตองใหผูเรียนตรวจสอบวา ขอความคาดการณนั้นถูกตองหรือไม โดยอาจคนควาหาความรูเพิ่มเติมวาขอความคาดการณนั้นสอดคลองกับสมบัติ ทางเรขาคณิต หรือทฤษฎีบททางเรขาคณิตใดหรือไม ในการประเมินผล สามารถพิจารณาไดจากการทำกิจกรรมของผูเรียน การแสดงวิธีหาคำตอบของโจทยปญหา การแสดงวิธีหาคำตอบของโจทยปญหา เปนการแสดงแนวคิด วิธีการ หรือขั้นตอนของการหาคำตอบของ โจทยปญหา โดยอาจใชการวาดภาพประกอบ เขียนเปนขอความดวยภาษางาย ๆ หรืออาจเขียน แสดงวิธีทำอยางเปนขั้นตอน


หลักสูตรกลุมสาระการเรียนรูคณิตศาสตร (ฉบับปรับปรุง พ.ศ.2560) โรงเรียนบานนา (ประสิทธิ์วิทยาคาร) การหาผลลัพธของการบวก ลบ คูณ หารระคน การหาผลลัพธของกำรบวก ลบ คูณ หารระคนเปนการหาคำตอบของโจทยกำรบวก ลบ คูณ หารที่มี เครื่องหมาย + - × ÷ มากกวาหนึ่งเครื่องหมายที่แตกตางกัน เชน (๔ + ๗) – ๓ = (๑๘ ÷ ๒) + ๙ = (๔ × ๒๕) – (๓ × ๒๐) = ตัวอยางตอไปนี้ไมเปนโจทยกำรบวก ลบ คูณ หารระคน (๔ + ๗) + ๓ = เปนโจทยกำรบวก ๒ ขั้นตอน (๔ × ๑๕) × (๕ × ๒๐) = เปนโจทยการคูณ ๓ ขั้นตอน การใหเหตุผลเกี่ยวกับปริภูมิ (spatial reasoning) การใหเหตุผลเกี่ยวกับปริภูมิในที่นี้เปนการใชความรูความเขาใจเกี่ยวกับสมบัติตาง ๆ ของรูปเรขาคณิต และความสัมพันธระหวางรูปเรขาคณิต มาใหเหตุผล หรืออธิบายปรากฏการณหรือแกปญหาทางเรขาคณิต ขอมูล (data) ขอมูลเปนขอเท็จจริง หรือสิ่งที่ยอมรับวาเปนขอเท็จจริงของเรื่องที่สนใจ ซึ่งไดจากการเก็บรวบรวม อาจเปนไดทั้งขอความและตัวเลข ความรูสึกเชิงจำนวน (number sense) ความรูสึกเชิงจำนวนเปนสำมัญสำนึกและความเขาใจเกี่ยวกับจำนวนที่อาจพิจารณาในดานตาง ๆ เชน • เขาใจความหมายของจำนวนที่ใชบอกปริมาณ (เชน ดินสอ ๕แทง) และใชบอกอันดับที่ (เชน เตวิ่งเขา เสนชัยเปนคนที่ ๕) • เขาใจความสัมพันธที่หลากหลายของจำนวนใด ๆ กับจำนวนอื่น ๆ เชน ๘ มากกวา ๗ อยู ๑ แตนอยกวา ๑๐ อยู ๒ • เขาใจเกี่ยวกับขนาด หรือคาของจำนวนใด ๆ เมื่อเปรียบเทียบกับจำนวนอื่น เชน ๘ มีคาใกลเคียง กับ ๔ แต ๘ มีคานอยกวา ๑๐๐ มาก • เขาใจผลที่เกิดขึ้นจากการดำเนินการของจำนวน เชน ผลบวกของ ๖๕ + ๔๒ ควรมากกวา ๑๐๐ เพราะวา ๖๕ > ๖๐ ๔๒ > ๔๐ และ ๖๐ + ๔๐ = ๑๐๐ • ใชเกณฑจากประสบการณในการเทียบเคียงเพื่อพิจารณาความสมเหตุสมผลของจำนวน เชน การรายงานวา ผูเรียนชั้นประถมศึกษาปที่ ๑ คนหนึ่งสูง ๒๕๐ เซนติเมตรนั้นไมนาจะเปนไปได ความสัมพันธแบบสวนยอย – สวนรวม (part – whole relationship) ความสัมพันธแบบสวนยอย – สวนรวมของจำนวน เปนการเขียนแสดงจำนวนในรูปของจำนวน ๒ จำนวนขึ้นไป โดยที่ผลบวกของจำนวนเหลานั้นเทากับจำนวนเดิม เชน ๘ อาจเขียนเปน ๒ กับ ๖ หรือ ๓ กับ ๕ หรือ ๐ กับ ๘ หรือ ๑ กับ ๒ กับ ๕ ซึ่งอาจเขียนแสดงความสัมพันธไดดังนี้


หลักสูตรกลุมสาระการเรียนรูคณิตศาสตร (ฉบับปรับปรุง พ.ศ.2560) โรงเรียนบานนา (ประสิทธิ์วิทยาคาร) จำนวน (number) จำนวนเปนคำที่ไมมีคำจำกัดความ (คำอนิยาม) จำนวนแสดงถึงปริมาณของสิ่งตาง ๆ จำนวนมีหลายชนิด เชน จำนวนนับ จำนวนเต็ม เศษสวน ทศนิยม จำนวนที่หายไป หรือรูปที่หายไป จำนวนที่หายไป หรือรูปที่หายไปเปนจำนวน หรือรูปที่เมื่อนำมาเติมสวนที่วางในแบบรูป แลวทำให ความสัมพันธในแบบรูปนั้นไมเปลี่ยนแปลง เชน ๑ ๓ ๕ ๗ ๙ ....... จำนวนที่หายไปคือ ๑๑ ¸ ™ ∆ ¸ ™ ∆ ........ ™ ∆ รูปที่หายไปคือ ¸ ตัวไมทราบคา ตัวไมทราบคาเปนสัญลักษณที่ใชแทนจำนวนที่ยังไมทราบคาในประโยคสัญลักษณซึ่งตัวไมทราบคา จะอยูสวนใดของประโยคสัญลักษณก็ไดในระดับประถมศึกษา การหาคาของตัวไมทราบคาอาจหาไดโดยใช ความสัมพันธของกำรบวกและการลบ หรือการคูณและการหาร เชน ™ + ๓๓๓ = ๙๙๙ ๑๘ × ก = ๕๔ ๑๒๐ = A ÷ ๙ ๗๘๙ - ๑๕๖ = £ ตัวเลข (numeral) ตัวเลขเปนสัญลักษณที่ใชแสดงจำนวน ตัวอยาง เขียนตัวเลข แสดงจำนวนมังคุดไดหลายแบบ เชน ตัวเลขไทย : ๗ ตัวเลขฮินดูอารบิก : 7 ตัวเลขโรมัน : VII ตัวเลขทั้งหมดแสดงจำนวนเดียวกัน แมวาสัญลักษณที่ใชจะแตกตางกัน ตารางทางเดียว (one-way table) ตารางทางเดียวเปนตารางที่มีการจำแนกรายการตามหัวเรื่องเพียงลักษณะเดียวเทานั้น เชน จำนวนนักเรียน ของโรงเรียนแหงหนึ่งจำแนกตามชั้นป จำนวนนักเรียนของโรงเรียนแหงหนึ่งจำแนกตามชั้นป ชั้น จำนวน(คน) ประถมศึกษาปที่ ๑ ประถมศึกษาปที่ ๒ ประถมศึกษาปที่ ๓ ประถมศึกษาปที่ ๔ ประถมศึกษาปที่ ๕ ประถมศึกษาปที่ ๖ ๖๕ ๗๐ ๖๙ ๖๒ ๗๒ ๖๐ รวม ๓๙๘


หลักสูตรกลุมสาระการเรียนรูคณิตศาสตร (ฉบับปรับปรุง พ.ศ.2560) โรงเรียนบานนา (ประสิทธิ์วิทยาคาร) ตารางสองทาง (two-way table) ตารางสองทางเปนตารางที่มีการจำแนกรายการตามหัวเรื่องสองลักษณะ เชน จำนวนนักเรียนของ โรงเรียนแหงหนึ่งจำแนกตามชั้นปและเพศ จำนวนนักเรียนของโรงเรียนแหงหนึ่งจำแนกตามชั้นปและเพศ ชั้น เพศ รวม(คน) ชาย(คน) หญิง(คน) ประถมศึกษาปที่ ๑ ประถมศึกษาปที่ ๒ ประถมศึกษาปที่ ๓ ประถมศึกษาปที่ ๔ ประถมศึกษาปที่ ๕ ประถมศึกษาปที่ ๖ ๓๘ ๓๓ ๓๒ ๒๘ ๓๒ ๒๕ ๒๗ ๓๗ ๓๗ ๓๔ ๔๐ ๓๕ ๖๕ ๗๐ ๖๙ ๖๒ ๗๒ ๖๐ รวม ๑๘๘ ๒๑๐ ๓๙๘ แถวลำดับ (array) แถวลำดับเปนการจัดเรียงจำนวน หรือสิ่งตาง ๆ ในรูปแถวและสดมภอาจใชแถวลำดับเพื่ออธิบายเกี่ยวกับ การคูณและการหาร เชน การคูณ การหาร ๒ × ๕ = ๑๐ ๑๐ ÷ ๒ = ๕ ๕ × ๒ = ๑๐ ๑๐ ÷ ๕ = ๒ ทศนิยมซ้ำ ทศนิยมซ้ำเปนจำนวนที่มีตัวเลข หรือกลุมของตัวเลขที่อยูหลังจุดทศนิยมซ้ำกันไปเรื่อย ๆ ไมมีที่สิ้นสุด เชน ๐.๓๓๓๓… , ๐.๔๑๖๖๖... , ๒๓.๐๒๑๘๑๘๑๘... , ๐.๒๔๓๒๔๓๒๔๓… สำหรับทศนิยม เชน ๐.๒๕ ถือวาเปนทศนิยมซ้ำ เชนเดียวกัน เรียกวา ทศนิยมซ้ำ ศูนยเพราะ ๐.๒๕ =๐.๒๕๐๐๐... ในการเขียนตัวเลขแสดงทศนิยมซ้ำ อาจเขียนไดโดยการเติม • ไวเหนือตัวเลขที่ซ้ำ กัน เชน ๐.๓๓๓๓… เขียนเปน ๐.๓̇ อานวา ศูนยจุดสาม สามซ้ำ ๐.๔๑๖๖๖... เขียนเปน ๐.๔๑๖̇ อานวา ศูนยจุดสี่หนึ่งหก หกซ้ำ หรือเติม • ไวเหนือกลุมตัวเลขที่ซ้ำกัน ในตำแหนงแรกและตำแหนงสุดทาย เชน ๒๓.๐๒๑๘๑๘๑๘... เขียนเปน ๒๓.๐๒๑̇๘̇ อานวา ยี่สิบสามจุดศูนยสองหนึ่งแปด หนึ่งแปดซ้ำ ๐.๒๔๓๒๔๓๒๔๓… เขียนเปน ๐.๒̇๔๓̇ อ่ำนว่ำ ศูนยจุดสองสี่สาม สองสี่สำมซ้ำ


หลักสูตรกลุมสาระการเรียนรูคณิตศาสตร (ฉบับปรับปรุง พ.ศ.2560) โรงเรียนบานนา (ประสิทธิ์วิทยาคาร) ทักษะและกระบวนการทางคณิตศาสตร ทักษะและกระบวนการทางคณิตศาสตรเปนความสามารถที่จะนำความรูไปประยุกตใชในการเรียนรู สิ่งตาง ๆ เพื่อใหไดมาซึ่งความรูและประยุกตใชในชีวิตประจำวันไดอยางมีประสิทธิภาพ การแกปญหา การแกปญหา เปนกระบวนการที่ผูเรียนควรจะเรียนรูฝกฝน และพัฒนาใหเกิดทักษะขึ้นในตนเอง เพื่อสรางองคความรูใหมเพื่อใหผูเรียนมีแนวทางในการคิดที่หลากหลาย รูจักประยุกตและปรับเปลี่ยน วิธีการแกปญหาใหเหมาะสม รูจักตรวจสอบและสะทอนกระบวนการแกปญหา มีนิสัยกระตือรือรน ไมยอทอรวมถึงมี ความมั่นใจในการแกปญหาที่เผชิญอยูทั้งภายในและภายนอกหองเรียน นอกจากนี้การแกปญหายังเปนทักษะพื้นฐาน ที่ผูเรียนสามารถนำไปใชในชีวิตจริงไดการสงเสริมใหผูเรียนไดเรียนรูเกี่ยวกับการแกปญหาอยางมีประสิทธิผล ควรใช สถานการณหรือปญหาทางคณิตศาสตรที่กระตุน ดึงดูดความสนใจ สงเสริมใหมีการประยุกตความรูทางคณิตศาสตร ขั้นตอน/ กระบวนการแกปญหา และยุทธวิธีแกปญหาที่หลากหลาย การสื่อสารและการสื่อความหมายทางคณิตศาสตร การสื่อสาร เปนวิธีการแลกเปลี่ยนความคิดและสรางความเขาใจระหวางบุคคล ผานชองทางการสื่อสาร ตาง ๆ ไดแกการฟง การพูด การอาน การเขียน การสังเกต และการแสดงทาทางการสื่อความหมายทางคณิตศาสตร เปนกระบวนการสื่อสารที่นอกจากนำเสนอผานชองทางการสื่อสาร การฟง การพูด การอาน การเขียน การสังเกตและ การแสดงทาทางตามปกติแลว ยังเปนการสื่อสารที่มีลักษณะพิเศษ โดยมีการใชสัญลักษณตัวแปร ตาราง กราฟ สมการ อสมการ ฟงกชัน หรือแบบจำลอง เปนตน มาชวยในการสื่อความหมายดวย การสื่อสารและการสื่อความหมายทางคณิตศาสตรเปนทักษะและกระบวนการทางคณิตศาสตร ที่จะชวยใหผูเรียนสามารถถายทอดความรูความเขาใจ แนวคิดทางคณิตศาสตรหรือกระบวนการคิดของตนใหผูอื่น รับรูไดอยางถูกตองชัดเจนและมีประสิทธิภาพ การที่ผูเรียนมีสวนรวมในการอภิปราย หรือการเขียนเพื่อแลกเปลี่ยน ความรูและความคิดเห็นถายทอดประสบการณซึ่งกันและกัน ยอมรับฟงความคิดเห็นของผูอื่นจะชวยใหผูเรียนเรียนรู คณิตศาสตรไดอยางมีความหมาย เขาใจไดอยางกวางขวางลึกซึ้งและจดจำไดนานมากขึ้น การเชื่อมโยง การเชื่อมโยงทางคณิตศาสตรเปนกระบวนการที่ตองอาศัยการคิด วิเคราะหและความคิดริเริ่ม สรางสรรคในการนำความรูเนื้อหำ และหลักการทางคณิตศาสตรมาสรางความสัมพันธอยางเปนเหตุเปนผล ระหวางความรูและทักษะและกระบวนการที่มีในเนื้อหาคณิตศาสตรกับงานที่เกี่ยวของ เพื่อนำไปสูการแกปญหาและ การเรียนรูแนวคิดใหมที่ซับซอน หรือสมบูรณขึ้น การเชื่อมโยงความรูตาง ๆ ทางคณิตศาสตรเปนการนำความรูและทักษะและกระบวนการตาง ๆทาง คณิตศาสตรไปสัมพันธกันอยางเปนเหตุเปนผล ทำใหสามารถแกปญหาไดหลากหลายวิธีและกะทัดรัดขึ้นทำใหการ เรียนรูคณิตศาสตรมีความหมายสำหรับผูเรียนมากยิ่งขึ้น การเชื่อมโยงคณิตศาสตรกับศาสตรอื่น ๆ เปนการนำความรูทักษะและกระบวนการตาง ๆทางคณิตศาสตร ไปสัมพันธกันอยางเปนเหตุเปนผลกับเนื้อหาและความรูของศาสตรอื่น ๆ เชน วิทยาศาสตรดาราศาสตรพันธุกรรม ศาสตรจิตวิทยา และเศรษฐศาสตรเปนตน ทำใหการเรียนคณิตศาสตรนาสนใจ มีความหมาย และผูเรียนมองเห็นความสำคัญของการเรียนคณิตศาสตร การที่ผูเรียนเห็นการเชื่อมโยงทางคณิตศาสตรจะสงเสริมใหผูเรียนเห็นความสัมพันธของเนื้อหาตาง ๆใน คณิตศาสตรและความสัมพันธระหวางแนวคิดทางคณิตศาสตรกับศาสตรอื่น ๆ ทำใหผูเรียนเขาใจเนื้อหาทาง คณิตศาสตรไดลึกซึ้งและมีความคงทนในการเรียนรูตลอดจนชวยใหผูเรียนเห็นวาคณิตศาสตรมีคุณคา นาสนใจ และสามารถนำไปใชประโยชนในชีวิตจริงได


หลักสูตรกลุมสาระการเรียนรูคณิตศาสตร (ฉบับปรับปรุง พ.ศ.2560) โรงเรียนบานนา (ประสิทธิ์วิทยาคาร) การใหเหตุผล การใหเหตุผล เปนกระบวนการคิดทางคณิตศาสตรที่ตองอาศัยการคิดวิเคราะหและความคิดริเริ่มสรางสรรค ในการรวบรวมขอเท็จจริง ขอความ แนวคิด สถานการณทางคณิตศาสตรตาง ๆ แจกแจง ความสัมพันธหรือการเชื่อมโยง เพื่อใหเกิดขอเท็จจริง หรือสถานการณใหม การใหเหตุผลเปนทักษะและกระบวนการที่สงเสริมใหผูเรียนรูจักคิดอยางมีเหตุผล คิดอยางเปนระบบสามารถ คิดวิเคราะหปญหาและสถานการณไดอยางถี่ถวนรอบคอบ สามารถคาดการณวางแผน ตัดสินใจ และแกปญหาได อยางถูกตองและเหมาะสม การคิดอยางมีเหตุผลเปนเครื่องมือสำคัญที่ผูเรียนจะนำไปใชพัฒนาตนเองในการเรียนรูสิ่ง ใหม เพื่อนนำไปประยุกตใชในการทำงานและการดำรงชีวิต การคิดสรางสรรค การคิดสรางสรรคเปนกระบวนการคิดที่อาศัยความรูพื้นฐาน จินตนาการและวิจารณญาณ ในการพัฒนา หรือคิดคนองคความรูหรือสิ่งประดิษฐใหมๆ ที่มีคุณคาและเปนประโยชนตอตนเองและสังคมความคิดสรางสรรคมี หลายระดับ ตั้งแตระดับพื้นฐานที่สูงกวาความคิดพื้น ๆ เพียงเล็กนอย ไปจนกระทั่ง เปนความคิดที่อยูในระดับสูงมาก การพัฒนาความคิดสรางสรรคจะชวยใหผูเรียนมีแนวทางการคิดที่หลากหลาย มีกระบวนการคิดจินตนาการ ในการประยุกตที่จะนำไปสูการคิดคนสิ่งประดิษฐที่แปลกใหมและมีคุณคาที่คนสวนใหญคาดคิดไมถึง หรือมองขาม ตลอดจนสงเสริมใหผูเรียนมีนิสัยกระตือรือรน ไมยอทอ อยากรูอยากเห็น อยากคนควา และทดลองสิ่งใหมๆ อยูเสมอ แบบรูป (pattern) แบบรูปเปนความสัมพันธที่แสดงลักษณะสำคัญรวมกันของชุดของจำนวน รูปเรขาคณิต หรืออื่น ๆ ตัวอยาง (๑) ๑ ๓ ๕ ๗ ๙ ๑๑ (๒) ๑ ๒ ๑ ๔ ๑ ๘ ๑ ๒ ๑ ๔ ๑ ๘ ๑ ๒ ๑ ๔ ๑ ๘ (๓) รูปเรขาคณิต (geometric figure) รูปเรขาคณิตเปนรูปที่ประกอบดวย จุด เสนตรง เสนโคง ระนาบ ฯลฯ อยางนอยหนึ่งอยาง § ตัวอยางของรูปเรขาคณิตหนึ่งมิติเชน เสนตรง สวนของเสนตรง รังสี § ตัวอยางของรูปเรขาคณิตสองมิติเชน วงกลม รูปสามเหลี่ยม รูปสี่เหลี่ยม § ตัวอยางของรูปเรขาคณิตสามมิติเชน ทรงกลม ลูกบาศกปริซึม พีระมิด เลขโดด (digit) เลขโดดเปนสัญลักษณพื้นฐานที่ใชเขียนตัวเลขแสดงจำนวน จำนวนที่นิยมใชในปจจุบันเปนระบบ ฐานสิบ ในการเขียนตัวเลขแสดงจำนวนใด ๆ ในระบบฐานสิบ ใชเลขโดดสิบตัว เลขโดดที่ใชเขียนตัวเลขฮินดูอารบิก ไดแก 0, 1, 2, 3, 4, 5, 6, 7, 8 และ 9 เลขโดดที่ใชเขียนตัวเลขไทย ไดแก ๐, ๑, ๒, ๓, ๔, ๕, ๖, ๗, ๘ และ ๙


หลักสูตรกลุมสาระการเรียนรูคณิตศาสตร (ฉบับปรับปรุง พ.ศ.2560) โรงเรียนบานนา (ประสิทธิ์วิทยาคาร) สันตรง (straightedge) สันตรงเปนเครื่องมือ หรืออุปกรณที่ใชในการเขียนเสนในแนวตรง เชน ใชเขียนสวนของเสนตรงและรังสีปกติ บนสันตรงจะไมมีขีดสเกลสำหรับการวัดระยะกำกับไวอยางไรก็ตามในการเรียนการสอนอนุโลมให ใชไมบรรทัดแทนสันตรงไดโดยถือเสมือนวาไมมีขีดสเกลสำหรับการวัดระยะกำกับ หนวยเดี่ยว (single unit) และหนวยผสม (compound unit) การบอกปริมาณที่ไดจากการวัดอาจใชหนวยเดี่ยว เชน สมหนัก ๑๒ กิโลกรัม หรือใชหนวยผสม เชน ปลา หนัก ๑ กิโลกรัม ๒๐๐ กรัม หนวยมาตรฐาน (standard unit) หนวยมาตรฐานเปนหนวยการวัดที่เปนที่ยอมรับกันทั่วไป เชน กิโลเมตร เมตร เซนติเมตรเปนหนวยมาตรฐาน ของการวัดความยาว กิโลกรัม กรัม มิลลิกรัมเปนหนวยมาตรฐานของการวัดน้ำหนัก อัตราสวน (ratio) อัตราสวนเปนความสัมพันธที่แสดงการเปรียบเทียบปริมาณสองปริมาณซึ่งอาจมีหนวยเดียวกันหรือตางกันก็ ไดอัตราสวนของปริมาณ a ตอ ปริมาณ b เขียนแทนดวย a : b


Click to View FlipBook Version