ฮัสกี้หน้าโง่ กับอาจารย์เหมียวขาวของเขา เล่ม 1 肉包不吃肉 โร่วเปาปูชือโร่ว เขียน Bou Ptrn แปล 二哈和他的白猫师尊 “นอกจากนี้ เทียนเวิ่นกับเจี้ยนกุ่ยคล้ายมีความสัมพันธ์กับต้นหลิ่วในลานเรือนนั่น ข้าเคยอ่านพบในตำราโบราณ เมื่อครั้งที่โกวเฉินซ่างกงจุติลงมา ได้นำกิ่งหลิ่วสามกิ่งลงมาจากสวรรค์ แต่ตำราโบราณนั้นเนื้อหาลบเลือนสูญหายไปไม่น้อย โกวเฉินนำหลิ่วเทพทั้งสามมาทำอะไร ข้าเองก็ไม่รู้” —โร่วเปาปูชือโร่ว ก า ร อ่ า น คื อ ร า ก ฐ า น ที่ สํ า คั ญ
เจ้าของ ผู้พิมพ์ผู้โฆษณา บริษัทอมรินทร์พริ้นติ้ง แอนด์ พับลิชชิ่ง จำกัด (มหาชน) กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ ระริน อุทกะพันธุ์ ปัญจรุ่งโรจน์ • กรรมการผู้จัดการ อุษณีย์ วิรัตกพันธ์ ที่ปรึกษาสายงานสำนักพิมพ์ในเครือ องอาจ จิระอร • บรรณาธิการอำนวยการ สิริกานต์ ผลงาม บรรณาธิการ อมรรัตน์ ศิริมนูญ • บรรณาธิการต้นฉบับ ชนากานต์ วังวิบูลย์ ผู้จัดการฝ่ายการผลิต อมราลักษณ์ โหมดตาด • ศิลปกรรม ดวงหทัย มิตตอุทิศชัยกุล คอมพิวเตอร์ จีรณัทย์ คำจันทร์ • พิสูจน์อักษร อัมไพวรรณ ทองคง ฝ่ายการตลาด พนิดา ชัยศิริ, กุลพัฒนีบัวละออ ฮัสกี้หน้าโง่กับอาจารย์เหมียวขาวของเขา เล่ม 1二哈和他的白猫师尊 ในเครือบริษัทอมรินทร์พริ้นติ้ง แอนด์ พับลิชชิ่ง จำกัด (มหาชน) 378 ถนนชัยพฤกษ์ (บรมราชชนนี) เขตตลิ่งชัน กรุงเทพฯ 10170 โทรศัพท์0-2422-9999 ต่อ 4964, 4969 E-mail: [email protected] www.amarinbooks.com amarinbooks Rose Publishing Vol.01 Original story and characters created and copyright © Rou Bao Bu Chi Rou Thai edition rights under license granted by (Beijing Jinjiang Original Network Technology Co., Ltd.) Illustrations by Jing Shu Thai translation copyright © Amarin Printing and Publishing Public Co., Ltd. Arranged through Pelican Media Agency Ltd., Taiwan All rights reserved. สงวนลิขสิทธิ์หนังสือเล่มนี้ตามพระราชบัญญัติ(ฉบับเพิ่มเติม) พ.ศ.2558 ห้ามคัดลอกเนื้อหา ภาพประกอบ รวมทั้งดัดแปลงเป็นแถบบันทึกเสียง ตลับวีดิทัศน์ หรือเผยแพร่ด้วยรูปแบบและวิธีการอื่นใดก่อนได้รับอนุญาต พิมพ์ครั้งแรก เมษายน 2564 ข้อมูลทางบรรณานุกรมของศูนย์ข้อมูลอมรินทร์ โร่วเปาปู้ชือโร่ว. ฮัสกี้หน้าโง่กับอาจารย์เหมียวขาวของเขา เล่ม 1 / โร่วเปาปู้ชือโร่ว: เขียน; Bou Ptrn: แปล จาก 二哈和他的白猫师尊 Vol.1.— กรุงเทพฯ: โรส อมรินทร์พริ้นติ้ง แอนด์พับลิชชิ่ง, 2564. (8), 392 หน้า. (นวนิยาย ลำดับที่ 138) 1. นวนิยายจีน. I. Bou Ptrn, ผู้แปล. II. ชื่อเรื่อง. III. ชื่อชุด. นว ร9ฮ6 ล.1 DDC 895.1352 ISBN 978-616-18-4456-1
คํานําสํานักพิมพ์ ฮัสกี้หน้าโง่กับอาจารย์เหมียวขาวของเขา เป็นเรื่องราวการกลับมา เกิดใหม่ของโม่หราน ปฐมราชันแห่งโลกบำเพ็ญเพียร เมื่อได้โอกาส ย้อนกลับมาเขาเลยคิดว่าจะไม่ทำสิ่งเลวร้ายซ้ำรอยเดิมอีก เขาตั้งใจใช้ชีวิต เป็นศิษย์เขาสื่อเซิงธรรมดาๆ ทว่าเรื่องของฉู่หว่านหนิงเป็นข้อยกเว้น ชาติที่แล้วแค้นยังไงชาตินี้ก็ยังแค้นอย่างนั้น เมื่อได้เจอกันความชิงชังที่มี ต่อฉู่หว่านหนิงในชาติก่อนก็ค่อยๆผุดขึ้นมา ทว่ามีหลายเรื่องเกี่ยวกับ ฉู่หว่านหนิงที่ไม่ตรงกับความทรงจำของเขา รวมทั้งยังมีความลับอื่นๆ ที่ซุกซ่อนอยู่อีกมากมาย แล้วโม่หรานจะเชื่อสิ่งไหน จะไว้ใจใครได้บ้าง ติดตามได้ในเล่มค่ะ
คำนำผู้แปล นี่คือสุดยอดนวนิยายแห่งยุคที่จะทำให้คุณโศกซึ้งและอิ่มเอมไปกับมัน! สวัสดีครับนักอ่านทุกท่าน หากให้นิยามเกี่ยวกับนิยายเรื่องนี้ คำแรกที่ผมนึกถึงคือความดาร์ก ด้วยการกระทำของตัวละครที่ค่อนข้าง โหด จึงทำให้หลายฉากในนิยายอาจต้องแปะคำเตือนต่อผู้ที่อ่อนไหว ไว้ก่อน แต่ทุกการกระทำของตัวละครล้วนแล้วแต่แฝงเหตุผลและที่มา อย่างสมเหตุสมผล ทำให้นักอ่านได้ขบคิดและพูดคุยกันไม่สิ้นสุด เพื่อไม่ให้เป็นการสปอยล์ผมจะขอพูดคุยเกี่ยวกับเกร็ดเล็กเกร็ดน้อย ในเรื่องแล้วกันนะครับ เริ่มจากโม่หรานพระเอกของเรื่อง ตัวละครนี้จะมีการแบ่งพาร์ต เรียกเพื่อให้ง่ายต่อการจดจำ โดยแบ่งเป็นโม่หราน 0.5 คือโม่หรานใน ชาติก่อน โม่หราน 1.0 คือโม่หรานที่เกิดใหม่ในชาติปัจจุบัน และโม่หราน 2.0 คือโม่หรานในชาติปัจจุบันที่เก่งกาจจนกลายเป็นปรมาจารย์ ลำดับต่อมาคือตัวละครที่ชื่อว่าหม่าอวิ๋น บางท่านฟังชื่อแล้วอาจ คุ้นหู ซึ่งตัวละครนี้คือเจ้าหมู่บ้านที่ไม่ได้โดดเด่นอะไรนัก แต่แท้จริงแล้ว นักเขียนนำชื่อของนักธุรกิจคนดังมาใช้แต่ใช้ตัวอักษรคนละตัวกัน และ ตั้งฉายาให้ตัวละครนี้ว่าม้ารับแขก (เจียเค่อหม่า หรือ Jack Ma) มิหนำซ้ำ ยังตั้งชื่อหมู่บ้านของเขาว่าเถาเปา คุ้นๆกันบ้างหรือยังครับ ถ้ายังผมขอ เฉลยว่าเขาก็คือแจ็ค หม่า นั่นเอง ตรงจุดนี้ก็ไม่รู้ว่านักเขียนเป็นเอฟซี แจ็ค หม่า หรือเปล่านะครับ 555
อีกจุดที่อยากจะกล่าวถึงคือพล็อตและรายละเอียดของเรื่องนี้ นักเขียนทำออกมาได้ดีมากครับ หากท่านใดอ่านจบแล้ว การอ่านซ้ำ อีกรอบเพื่อเก็บรายละเอียดจะทำให้มองเห็นจุดที่อาจมองข้ามไป เพราะ ปมเล็กๆและฉากต่างๆที่ตัวละครเคยผ่านมา คือปมที่เชื่อมโยงไปสู่ เหตุการณ์ใหญ่ได้อย่างสอดคล้องและแนบเนียนเสมือนภูษาฟ้าไร้ตะเข็บ ผลงานชิ้นนี้ผมใช้ความทุ่มเทและความตั้งใจอย่างมาก โปรดรับ ความตั้งใจของผมไว้ด้วยนะครับ น้อมคารวะ Bou Ptrn
TRIGGER WARNING : นิยายเรื่องนี้ NOT FOR EVERYONE มีเนื้อหาเกี่ยวกับ among other immoralities (การผิด ศีลธรรมจรรยา), angst (มีความรุนแรงในอารมณ์ บีบคั้น กดดัน), cannibalism (การกินเนื้อเผ่าพันธุ์เดียวกัน), child abuse (การทารุณกรรมเด็ก), coercion (การใช้ อำนาจที่เหนือกว่าบังคับให้คนอื่นทำในสิ่งที่ไม่อยากทำ), corporal punishment (การลงโทษทางร่างกาย), death (การตาย), depression (ภาวะซึมเศร้า), explicit sex (การร่วมเพศแบบเปิดเผย), gang-rape (การข่มขืน เป็นกลุ่ม- ไม่เกี่ยวกับตัวละครหลัก), genocide (การฆ่า ล้างเผ่าพันธุ์), gore (เนื้อหามีความโหดร้ายและรุนแรง), humiliation (การทำให้อีกฝ่ายได้รับความอับอาย), massacre (การสังหารหมู่), mental and emotional abuse (การทำร้ายร่างกายและจิตใจ), questionable principles (มีหลักการที่น่าสงสัย), rape/non-con/ dub-con (การข่มขืนโดยที่อีกฝ่ายไม่ยินยอม หรือกึ่ง จำยอม), suicide (การฆ่าตัวตาย), starvation (ความ อดอยาก), torture (การทรมาน), underage sex (การ มีความสัมพันธ์กับคนที่อายุต่ำกว่าเกณฑ์) unhealthy relationship (ความสัมพันธ์ที่เป็นปัญหา)
ตัวข้าตายแล้ว 1 ตอนที่โม่หราน ยังไม่ได้เป็นจอมราชัน มักมีแต่คนก่นด่าเขาเป็นสุนัข คนในหมู่บ้านด่าเขาว่าสุนัขกระจอก ญาติผู้น้องด่าเขาว่าสุนัขไร้ค่า แม่บุญธรรมของเขาร้ายกาจกว่าใคร ด่าเขาว่าไอ้ลูกสุนัข แน่นอนว่าคำบรรยายเกี่ยวกับสุนัขที่ไม่นับว่าแย่นักก็มีอยู่บ้าง อย่างเช่น บุพเพสันนิวาสชั่วครู่ชั่วยามพวกนั้นของเขามักมาพร้อมท่าที แสร้งทำกะบึงกะบอน ตำหนิว่าแรงเอวของเขายามอยู่บนเตียงราวกับสุนัข ตัวผู้บ้างละ คำหวานจากปากกระชากวิญญาณคนบ้างละ อาวุธร้ายที่ ท่อนล่างคร่าชีวิตคนบ้างละ แต่เพียงประเดี๋ยวเดียวก็ไปโอ้อวดกับคน รอบข้าง จนชาวบ้านร้านตลาดรู้กันทั่วว่าโม่เวยอวี่รูปงามมีอาวุธดุดัน ผู้ใดได้ลองเป็นต้องพึงพอใจ ผู้ไม่เคยได้ลอง จิตใจต้องหวั่นไหว ต้องบอกว่าคนเหล่านี้กล่าวได้ถูกต้องนัก โม่หรานเป็นเหมือนสุนัข โง่งมที่ส่ายหัวสะบัดหางตัวหนึ่งจริงๆ จนเมื่อเขาเป็นราชันแห่งโลกบำเพ็ญเพียร คำเรียกขานพรรค์นี้ก็ หายไป อยู่มาวันหนึ่ง สำนักเซียนเล็กๆที่อยู่ห่างไกลมอบลูกสุนัขยังไม่ หย่านมให้เขาตัวหนึ่ง ลูกสุนัขตัวนั้นมีสีเทาขาว บนหน้าผากของมันมีลายเปลวไฟสามแฉก ลักษณะคล้ายหมาป่าอยู่บ้าง เพียงแต่ขนาดตัวมันเท่าผลแตง หัวก็เหมือน
2 ฮัสกี้หน้าโง่กับอาจารย์เหมียวขาวของเขา เล่ม 1 ลูกแตง อ้วนท้วนกลมดิก แต่ตัวมันกลับคิดว่าตนเองน่าเกรงขามเสียเต็ม ประดา วิ่งพล่านทั่วตำหนักใหญ่ หลายครั้งหลายคราพยายามปีนขึ้นบันได สูงๆเพื่อจะได้มองคนที่นั่งอยู่บนบัลลังก์ราชันอย่างสงบนิ่งเยือกเย็นผู้นั้น ให้ชัดๆ ทว่าขาสั้นเกินไป จึงได้แต่ลงเอยด้วยความล้มเหลว โม่หรานจ้องเจ้าก้อนขนจอมพลังทว่าไร้สมองตัวนั้นครู่หนึ่ง ทันใดนั้น ก็หัวเราะออกมา ยิ้มหัวเอ็ดเสียงเบาว่า “ไอ้สุนัขไร้ค่า” ไม่นานสุนัขตัวน้อยก็โตเป็นสุนัขตัวใหญ่ สุนัขใหญ่กลายเป็นสุนัขแก่ สุนัขแก่ก็กลายเป็นสุนัขตาย โม่หรานหลับตา แล้วลืมตาขึ้นอีกครั้ง ชีวิตของเขามีทั้งได้รับการ เอาอกเอาใจและถูกหยามหยัน อยู่อย่างลุ่มๆดอนๆ ผ่านมาสามสิบสองปี แล้ว เขาเล่นทุกอย่างจนเบื่อแล้ว รู้สึกเบื่อหน่ายและว้าเหว่เหลือเกิน หลายปีนี้คนคุ้นหน้าคุ้นตาที่อยู่ข้างกายลดน้อยลงไปเรื่อยๆ แม้กระทั่ง เจ้าไฟสามแฉกก็กลับสวรรค์ไปแล้ว เขารู้สึกว่าตนเองก็อยู่มาสมควรแก่เวลา ควรสิ้นสุดได้เสียที เขาหยิบองุ่นแวววาวอิ่มน้ำลูกหนึ่งมาจากถาดผลไม้ บรรจงลอก เปลือกสีม่วงออก ท่าทางของเขาเยือกเย็นและช่ำชองดุจเชียงหวัง1 เปลื้องเสื้อผ้า ของสตรีนอกด่านในกระโจมด้วยกิริยาเกียจคร้าน เนื้อผลไม้เป็นประกาย ไหวระริกอยู่ที่ปลายนิ้วเขา น้ำผลไม้ซึมเลอะเป็นสีม่วงจางๆดั่งห่านป่า คาบแสงตะวันรอน ดั่งไห่ถัง2 หลับใหลในวสันตฤดู ทั้งยังเหมือนโลหิตโสมม เขากลืนรสชาติหวานเลี่ยนในปาก พลางพิจารณานิ้วมือตนเอง จากนั้นก็ปรือตาอย่างเกียจคร้าน เขาคิดว่า...สมควรแก่เวลาเสียที ข้าเองก็ควรลงนรกแล้วเช่นกัน 1 หมายถึง ผู้นำชนเผ่าเชียง 2 พืชในตระกูลแอ๊ปเปิ้ล ดอกสีขาว แดง หรือชมพู เป็นดอกไม้ที่ไม่ชอบความเย็น
โร่วเปาปูชือโร่ว 3 โม่หราน นามรองเวยอวี่ ปฐมราชันแห่งโลกบำเพ็ญเพียร กว่าจะมานั่งอยู่ในตำแหน่งนี้ได้ไม่ง่ายเลย ไม่เพียงต้องมีอาคมล้ำเลิศ ยังต้องมีหนังหน้าหนาแข็งแกร่งดุจหินผา ก่อนหน้าเขา สิบสำนักใหญ่แห่งโลกบำเพ็ญเพียรมีอำนาจทัดเทียมกัน ดั่งมังกรขนดพยัคฆ์หมอบ ต่างถ่วงดุลกัน ไม่มีฝ่ายใดใช้กำลังของตน เพียงผู้เดียวพลิกฟ้าพลิกแผ่นดินได้ ยิ่งกว่านั้น ประมุขทุกสำนักล้วน โดดเด่นเป็นเจ้าตำรับตำรา แม้อยากแต่งตั้งสถานะให้ตนเองเล่นๆสักหน่อย ก็หวั่นเกรงปลายพู่กันของผู้บันทึกประวัติศาสตร์ กลัวว่าจะต้องแบกรับ ความอัปยศนับพันปี แต่โม่หรานไม่เหมือนกัน เขาคือจอมอันธพาล เรื่องที่คนอื่นไม่กล้าทำ เขาล้วนทำมาแล้วทั้งสิ้น ดื่มสุรารสร้อนแรง ที่สุดของโลกมนุษย์ แต่งสตรีงามที่สุดในใต้หล้า กลายเป็น“ท่าเซียนจวิน” ราชันเหยียบเซียนแห่งโลกบำเพ็ญเพียร ก่อนจะตั้งตนเป็นจอมราชัน หมื่นพสกศิโรราบ ผู้ที่ไม่ยอมคุกเข่าล้วนถูกเขาสังหารสิ้น หลายปีที่เขาปกครองใต้หล้า โลกบำเพ็ญเพียรเรียกได้ว่าโลหิตไหลนองเป็นสายน้ำ ภัยพิบัติแผ่คลุมทุก หย่อมหญ้า ผู้ผดุงคุณธรรมนับไม่ถ้วนล้วนทอดอาลัยมุ่งสู่อาสัญ สำนัก หรูเฟิงหนึ่งในสิบสำนักใหญ่ยังถูกฆ่าล้างสำนัก ต่อมา แม้กระทั่งอาจารย์ที่ถ่ายทอดวิชาให้โม่หรานก็หนีไม่พ้น กรงเล็บปีศาจเช่นกัน เขาพ่ายแพ้ในการประลองชี้ชะตากับโม่หราน ถูกศิษย์รักในวันวานนำตัวกลับไปกักบริเวณอยู่ในตำหนัก ไม่มีผู้ใด รู้ข่าวคราวของเขาอีก แผ่นดินกว้างใหญ่ที่เดิมสงบสุขพลันตกอยู่ในความมืดมนอนธการ ราชาสุนัขโม่หรานเล่าเรียนตำราเพียงไม่กี่วัน ทั้งยังเป็นคนที่ทำสิ่งใด ไร้ขีดยับยั้ง ดังนั้นช่วงที่เขากุมอำนาจจึงปรากฏเรื่องเหลวไหลไม่สิ้นสุด อย่างเช่นเรื่องการกำหนดรัชศก
4 ฮัสกี้หน้าโง่กับอาจารย์เหมียวขาวของเขา เล่ม 1 สามปีแรกที่เขาเป็นราชา รัชศก“หวังปา”3 เป็นชื่อที่เขาคิดได้ขณะ ให้อาหารปลาอยู่ริมสระ สามปีที่สอง รัชศก“กวา”4 เพราะเขาได้ยินเสียงกบร้องอยู่ใน ลานเรือนช่วงคิมหันต์ จึงปักอกปักใจว่านี่คือแรงบันดาลใจที่ฟ้าประทานมา จะทำให้เสียความตั้งใจของสวรรค์ไม่ได้ ปัญญาชนในหมู่ชาวบ้านเคยคิดว่าคงไม่มีรัชศกใดน่ารันทดเกินรับได้ ไปกว่า“หวังปา”และ“กวา”แล้ว แต่สุดท้ายพวกเขายังคงไม่รู้อะไรเกี่ยวกับ โม่เวยอวี่สักอย่าง ช่วงสามปีที่สาม ในพื้นที่เริ่มมีการเคลื่อนไหว ไม่ว่าจะฝ่ายพุทธะ ฝ่ายเต๋า หรือว่าผู้ฝึกจิตวิญญาณ เหล่าผู้ผดุงคุณธรรมในยุทธภพที่ไม่อาจ ทนต่อความโหดเหี้ยมอำมหิตของโม่หรานได้ต่างเริ่มลุกฮือขึ้นต่อต้านไม่หยุด หย่อน ดังนั้นครั้งนี้โม่หรานจึงคิดใคร่ครวญอย่างจริงจังอยู่ครึ่งค่อนวัน หลังจากร่างชื่อนับไม่ถ้วน ชื่อรัชศกที่สะท้านฟ้าสะเทือนดินจนเทพ ผี ร่ำไห้ก็ถือกำเนิดขึ้น...“จี่ป้า” ความหมายนั้นประเสริฐยิ่ง สองอักษรที่ปฐมราชันเค้นสมองคิด ออกมา หมายให้สื่อถึง “การยุติสงคราม” เพียงแต่ยามชาวบ้านเอ่ยชื่อ รัชศกขึ้นมาก็ดูกระดากปากอย่างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะคนไม่รู้หนังสือ ฟังแล้วยิ่งอิหลักอิเหลื่อ ปีแรกเรียก“จี่ป้าปีที่หนึ่ง” ฟังอย่างไรก็เหมือน“จีปา”5 ปีที่หนึ่ง ปีที่สองเรียก“จีปาปีที่สอง” ไปจนถึง“จีปาปีที่สาม” มีคนเคยปิดประตูด่าทอด้วยความแค้นเคืองว่า “เหลวไหลทั้งเพ ไยจึงไม่เรียกจี่ป้าเฉินเหนียน6 เสียเลยเล่า! ต่อไปพบเจอบุรุษที่ใดก็ไม่ต้อง 3 หมายถึง ตะพาบน้ำ 4 เป็นคำเลียนเสียงร้องของกบ หรือเป็ดก็ได้ 5 หมายถึง องคชาต 6 หมายถึง ยุติสงครามชั่วกาล
โร่วเปาปูชือโร่ว 5 ถามไถ่อายุ ถามว่าองคชาตอายุเท่าใด! ตาเฒ่าร้อยปีก็เรียกว่าองคชาตร้อยปี!” กว่าจะผ่านสามปีไปได้ช่างลำบากยากเย็น สุดท้ายรัชศก“จี่ป้า”นี้ ก็ถึงคราวต้องเปลี่ยนแปลง คนทั่วหล้าล้วนรอรัชศกที่สี่ของท่านจอมราชันอย่างอกสั่นขวัญแขวน แต่ครั้งนี้โม่หรานกลับไม่มีความคิดจะตั้งชื่อแล้ว เพราะปีนี้ความไม่สงบใน โลกบำเพ็ญเพียรปะทุขึ้นรอบด้าน ผู้ผดุงคุณธรรมในยุทธภพ เหล่าเซียน และนักรบผู้กล้าที่ทนกล้ำกลืนมาเกือบสิบปี ในที่สุดก็รวมตัวกันก่อตั้ง กองทัพร้อยหมื่นอันยิ่งใหญ่เกรียงไกร บีบให้โม่เวยอวี่ผู้เป็นปฐมราชัน สละอำนาจ โลกบำเพ็ญเพียรไม่ต้องการราชา โดยเฉพาะทรราชเช่นนี้ หลังทำสงครามนองเลือดหลายเดือน ในที่สุดกองทัพคุณธรรมก็มาถึงเชิงเขา สื่อเซิง7 เขาสูงชันอันตรายที่ตั้งอยู่ในดินแดนสู่จง8 นี้ปกคลุมด้วยเมฆหมอก ตลอดปีตำหนักของโม่หรานตั้งตระหง่านอยู่บนยอดเขาแห่งนี้ ศรพาดสายเตรียมพร้อม เหลือเพียงการโจมตีครั้งสุดท้ายเพื่อล้มล้าง อำนาจ นี่คือการโจมตีที่ล่อแหลมที่สุด ทว่ายามเห็นโอกาสชนะอยู่รำไร ในทัพพันธมิตรที่เดิมร่วมศัตรูเดียวกันกลับเริ่มมีใจแตกแยก อำนาจเก่า ล่มสลาย อำนาจใหม่ย่อมต้องถูกสถาปนา ไม่มีผู้ใดอยากเสียกำลังของตน ในยามนี้ด้วยเหตุนี้จึงไม่มีผู้ใดยินยอมเป็นแนวหน้าบุกขึ้นเขาไปก่อน พวกเขาล้วนกลัวว่าทรราชที่เจ้าเล่ห์เพทุบายผู้นี้จะพลันร่อนลงมา จากฟ้า แสยะเขี้ยวขาววาววับเย็นเยียบดุจสัตว์ร้าย จับพวกคนที่บังอาจ ล้อมโจมตีตำหนักเขามาแหวะอกผ่าท้อง ฉีกทึ้งเป็นชิ้นๆ มีคนกล่าวด้วยสีหน้าตึงเครียด “โม่เวยอวี่พลังอาคมสูงล้ำ จิตใจ อำมหิตโหดเหี้ยม เรารอบคอบไว้ก่อน อย่าหลงกลเขา” 7 เขาเป็นตาย 8 ตอนกลางของมณฑลซื่อชวน (เสฉวน)
6 ฮัสกี้หน้าโง่กับอาจารย์เหมียวขาวของเขา เล่ม 1 เหล่าผู้นำต่างเห็นพ้อง ทว่ายามนี้เอง ชายหนุ่มหน้าตาหล่อเหลาเย่อหยิ่งคนหนึ่งเดินออกมา เขาสวมเกราะเบาสีน้ำเงินขอบเงิน คาดเข็มขัดหัวสิงห์ รวบหางม้าสูงรัดด้วย รัดเกล้าสีเงินประณีต สีหน้าของชายหนุ่มบึ้งตึง เขากล่าวว่า “ต่างก็มาถึงเชิงเขากันหมดแล้ว แต่พวกท่านกลับยังรั้งรออยู่ที่นี่ไม่ยอมขึ้นไป หรือคิดจะรอให้โม่เวยอวี่ ลงมาด้วยตนเอง ช่างเป็นเศษสวะขี้ขลาดโดยแท้!” ได้ยินเขากล่าวเช่นนี้ทุกคนในที่นั้นต่างเดือดดาล “คุณชายเซวียหมายความว่าอย่างไร อะไรคือขี้ขลาด ยามทหาร กระทำการ ยึดความรอบคอบเป็นที่ตั้ง หากไม่สนใจสิ่งใดเช่นท่าน เกิดเรื่อง ขึ้นมาผู้ใดจะรับผิดชอบ” มีคนเอ่ยเยาะทันที “เฮอะๆ คุณชายเซวียคือบุตรรักของสวรรค์ เราเป็นเพียงปุถุชน ในเมื่อบุตรรักของสวรรค์ทนรอไม่ไหว อยากไปสู้กับ ราชาแห่งโลกมนุษย์ เช่นนั้นท่านก็ขึ้นเขาไปก่อนเถิด เราดื่มสุราสังสรรค์ กันอยู่ที่เชิงเขา รอท่านไปหิ้วศีรษะของโม่เวยอวี่ลงมา เช่นนี้ประเสริฐนัก” วาจานี้ออกจะรุนแรงอยู่บ้าง ภิกษุเฒ่ารูปหนึ่งในทัพพันธมิตรรีบ รั้งชายหนุ่มที่กำลังจะบันดาลโทสะไว้ปรับสีหน้าท่าทีให้ทรงภูมิ พลางเอ่ย โน้มน้าวด้วยไมตรี “คุณชายเซวีย โปรดฟังอาตมาสักคำ อาตมารู้ว่าท่านกับโม่เวยอวี่ มีความแค้นส่วนตัวลึกล้ำ แต่การบีบให้สละอำนาจเป็นเรื่องใหญ่ ท่าน ต้องคิดเผื่อทุกคน อย่ากระทำการวู่วามเป็นอันขาด” “คุณชายเซวีย”ที่ตกเป็นเป้าผู้นี้มีนามว่าเซวียเหมิง สิบกว่าปีก่อน เขาเคยเป็นดรุณผู้โดดเด่น เป็นบุตรรักของสวรรค์ที่มีแต่คนประจบเอาใจ ทว่ากาลเวลาผันผ่าน สถานการณ์แปรเปลี่ยน ดั่งพยัคฆ์ตกพื้นราบ9 เขาต้องทนต่อคำเยาะเย้ยถากถางของคนเหล่านี้ เพียงเพราะขึ้นเขามาเพื่อ 9 มาจากสำนวน“พยัคฆ์ตกพื้นราบ ถูกสุนัขรุมรังแก” อุปมาถึงยามเมื่อตกยาก หรือ สูญสิ้นอำนาจ ย่อมถูกผู้ที่อ่อนแอกว่ารุมโจมตี
โร่วเปาปูชือโร่ว 7 เผชิญหน้ากับโม่หรานอีกครั้ง เซวียเหมิงโกรธจนใบหน้าบิดเบี้ยว ริมฝีปากสั่นระริก แต่ยังระงับ โทสะเอาไว้สุดความสามารถ “เช่นนั้นพวกท่านจะรอถึงเมื่อใดกันแน่” “อย่างน้อยก็ต้องรอดูความเคลื่อนไหวก่อน” “ถูกต้อง หากโม่เวยอวี่ดักซุ่มอยู่เล่า” ภิกษุเฒ่าที่พยายามไกล่เกลี่ยเมื่อครู่ก็โน้มน้าว “คุณชายเซวียอย่าได้ ใจร้อน เรามาถึงเชิงเขาแล้ว ระวังสักหน่อยย่อมดีกว่า ถึงอย่างไรโม่เวยอวี่ ก็ติดอยู่ในตำหนัก ไม่อาจลงเขามาได้ เวลานี้เขาเหมือนเกาทัณฑ์แผ่วปลาย ไม่มีพิษสงใดอีก ไยพวกเราจะต้องผลีผลามกระทำการยามนี้ เชิงเขามี คนมากมาย ที่เป็นทายาทผู้สูงส่งก็ตั้งมาก หากต้องมาจบชีวิตลง ผู้ใดจะ รับผิดชอบเล่า” เซวียเหมิงเสียงเกรี้ยว “รับผิดชอบ? เช่นนั้นข้าขอถามท่าน ผู้ใด รับผิดชอบชีวิตของอาจารย์ข้าได้บ้าง โม่หรานกักตัวอาจารย์ข้ามาสิบปี! สิบปีเต็มๆ! เวลานี้อาจารย์ข้าอยู่บนเขานี้ จะให้ข้ารอต่อไปได้อย่างไร” ได้ยินเซวียเหมิงเอ่ยถึงอาจารย์ ทุกคนก็ประคองสีหน้าไว้ไม่อยู่ บ้างมีท่าทีละอาย บ้างเหลือบซ้ายแลขวา อึกอักพูดไม่ออก “สิบปีก่อน โม่หรานตั้งตนเป็นท่าเซียนจวิน ไม่เพียงล้างเจ็ดสิบสอง เมืองของสำนักหรูเฟิง ยังกำจัดเก้าสำนักใหญ่ที่เหลือ ต่อมาก็ประกาศตนเป็น จอมราชัน หมายสังหารพวกท่านให้หมดสิ้น วิบัติทั้งสองครานี้ สุดท้าย เป็นผู้ใดที่ขัดขวางเขา หากมิใช่อาจารย์ข้าเสี่ยงชีวิตปกป้อง พวกท่านจะยัง อยู่รอด ซ้ำยังมายืนพูดคุยตรงหน้าข้าได้อีกหรือ” สุดท้ายมีคนกระแอมแห้งๆสองทีเอ่ยเสียงอ่อนโยน “คุณชายเซวีย ท่านระงับโทสะก่อน เรื่องของปรมาจารย์ฉู่ พวกเรา...ล้วนละอายใจนัก ทั้งรู้สึกซาบซึ้งใจ แต่ก็ดังที่ท่านว่า เขาถูกกักตัวมาสิบปีแล้ว หากเกิดเหตุ อันใด ก็คง...ฉะนั้น ท่านก็รอมาแล้วสิบปียามนี้จึงไม่ควรใจร้อนแม้สัก ครึ่งขณะ ท่านว่าถูกหรือไม่” “ถูก? ถูกมารดาเจ้าสิ!” คนผู้นั้นเบิกตากว้าง “ท่านด่าคนเช่นนี้ได้อย่างไร”
8 ฮัสกี้หน้าโง่กับอาจารย์เหมียวขาวของเขา เล่ม 1 “เหตุใดข้าจะด่าไม่ได้ อาจารย์ไม่ห่วงความตาย เพื่อที่จะช่วย พวกท่าน...พวกคน...” เขากล่าวต่อไม่ออก คำพูดจุกอยู่ในลำคอ “ข้ารู้สึกแทนอาจารย์ว่า มันช่างไม่ควรค่า” พูดถึงตอนท้าย เซวียเหมิงพลันเบือนหน้าไป ไหล่สั่นสะท้านเล็กน้อย พยายามข่มกลั้นน้ำตาเอาไว้ “เราก็มิได้พูดว่าจะไม่ช่วยปรมาจารย์ฉู่...” “นั่นน่ะสิ ในใจทุกคนล้วนจดจำความดีของปรมาจารย์ฉู่ไม่เคย ลืมเลือน คุณชายเซวีย ท่านกล่าวเช่นนี้เท่ากับปรักปรำว่าทุกคนเนรคุณ ใครจะรับได้เล่า” “แต่จะว่าไป โม่หรานเองก็เป็นศิษย์ของปรมาจารย์ฉู่มิใช่หรือ” มี คนเอ่ยเสียงเบา “ข้าว่านะ ความจริงศิษย์ทำเรื่องชั่วช้า เขาเป็นอาจารย์ ก็สมควรต้องรับผิดชอบ ดังคำว่าไม่สั่งสอนบุตรคือความผิดของบิดา ไม่กวดขันศิษย์คือความเกียจคร้านของอาจารย์ เดิมนี่ก็เป็นเรื่องที่เข้าใจได้ ยังต้องมาคร่ำครวญอะไรอีกเล่า” วาจานี้ออกจะจาบจ้วงอยู่บ้าง มีคนเอ่ยปรามทันที “พูดเหลวไหล อะไร! ระวังปากเจ้าให้ดี!” ก่อนจะหันไปเกลี้ยกล่อมเซวียเหมิงด้วยสีหน้ายิ้มๆ “คุณชายเซวีย ท่านอย่าได้ใจร้อน...” เซวียเหมิงตัดบทเขาทันควัน ดวงตาแทบถลนออกจากเบ้า “จะ ไม่ให้ข้าร้อนใจได้อย่างไร พวกท่านไม่ทุกข์ร้อนก็พูดได้สิแต่นั่นอาจารย์ข้า! อาจารย์ของข้า! ข้าไม่ได้พบอาจารย์มาหลายปี! ไม่รู้ว่าอาจารย์เป็นตายร้ายดี อย่างไร ใช้ชีวิตเช่นไร พวกท่านคิดว่าข้ามายืนอยู่ที่นี่เพื่ออะไร” เขาหอบหายใจ ขอบตาแดงก่ำ “หรือหากพวกท่านรออยู่เช่นนี้ คิดว่าโม่เวยอวี่จะลงจากเขามาคุกเข่าอ้อนวอนต่อหน้าพวกท่านเองรึ” “คุณชายเซวีย...” “นอกจากอาจารย์ ข้าไม่มีคนใกล้ชิดผูกพันสักคนบนโลก” เซวียเหมิง สะบัดชายเสื้อออกจากการเหนี่ยวรั้งของภิกษุเฒ่า น้ำเสียงแหบพร่า “พวกท่าน
โร่วเปาปูชือโร่ว 9 ไม่ไป ข้าไปเอง” ทิ้งวาจาไว้เท่านี้หนึ่งคนหนึ่งกระบี่ก็ขึ้นเขาไปเพียงลำพัง สายลมเหน็บหนาวพัดพาความชื้นมาพร้อมกับเสียงใบไม้ไหวกรูเกรียว ท่ามกลางหมอกหนาทึบคล้ายมีวิญญาณอาฆาตนับไม่ถ้วนกำลังกระซิบกระซาบ ส่งเสียงหวีดหวิวอยู่ในราวป่า เซวียเหมิงมุ่งหน้าไปยังยอดเขาด้วยตัวคนเดียว ตำหนักใหญ่ น่าเกรงขามที่โม่หรานอาศัยอยู่มีแสงเทียนสงบนิ่งส่องสว่างท่ามกลางม่าน ราตรี เขาพลันเหลือบไปเห็นสุสานสามหลุมตั้งอยู่หน้าเจดีย์ทงเทียน10 เมื่อเดินเข้าไปดูใกล้ๆ สุสานแรกมีหญ้าเขียวคลุมครึ้ม ป้ายสุสานสลักอักษร โย้เย้ตัวใหญ่ว่า ‘สุสานสนมฉู่ ชิงเจิน11กุ้ยเฟย’ ตรงข้ามกับสุสาน“ชิงเจิงกุ้ยเฟย”ผู้นี้ คือหลุมสุสานที่สองซึ่งเป็น หลุมใหม่ เนินดินเพิ่งกลบใหม่ๆ บนป้ายสลักว่า ‘สุสานมเหสีโหยวเป้า12 ซ่งซื่อ13’ “...” หากเป็นเมื่อสิบกว่าปีก่อน เซวียเหมิงได้เห็นเรื่องเหลวไหลพรรค์นี้ จะต้องอดหัวเราะไม่ได้แน่ ตอนที่เขากับโม่หรานร่วมสำนักเป็นศิษย์ของอาจารย์คนเดียวกัน โม่หรานเป็นศิษย์ที่ชอบกลั่นแกล้งและหยอกล้อเก่งที่สุด แม้เซวียเหมิง จะเห็นเขาขวางหูขวางตามานาน แต่บางครั้งก็ถูกเขาแกล้งจนทนไม่ไหว ชิงเจิงกุ้ยเฟยกับมเหสีโหยวเป้านี่ไม่รู้ว่าเป็นสิ่งบ้าบออะไร คงเป็น หลุมศพที่ยอดอัจฉริยะโม่ตั้งให้ภรรยาสองคนนั้น รูปแบบดูคล้ายคลึงกับ 10 เจดีย์ทะลวงฟ้า 11 “ชิงเจิง” แปลว่า“นึ่งร้อนๆ” ในที่นี้เป็นการล้อกับคำว่า“ชิงเจิน” 12หมายถึง ทอดน้ำมัน 13คำว่า “ซื่อ” หมายถึง สกุล โดยทั่วไปใช้ต่อท้ายแซ่ของหญิงที่ออกเรือนแล้ว เป็น ธรรมเนียมการเรียกสตรีที่ออกเรือน เพื่อให้รู้ว่าเป็นสตรีที่แต่งมาจากสกุลใด บางครั้งอาจ เติมแซ่ของฝ่ายชายไว้หน้าสุด เพื่อให้รู้ว่าเป็นสตรีที่แต่งเข้าสกุลใด
10 ฮัสกี้หน้าโง่กับอาจารย์เหมียวขาวของเขา เล่ม 1 “หวังปา” “กวา” และ“จี่ป้า” เพียงแต่เหตุใดเขาจึงตั้งนามหลังวายชนม์ ให้ภรรยาทั้งสองเช่นนี้ก็สุดรู้ได้ เซวียเหมิงมองไปยังสุสานหลุมที่สาม ใต้เงาราตรีสุสานนั้นเปิดอยู่ ภายในมีโลงศพโลงหนึ่ง เพียงแต่ ในโลงไม่มีผู้ใด บนป้ายสุสานก็ยังไม่มีรอยหมึก แต่สุราขาวดอกสาลี่ป้านหนึ่ง เกี๊ยวน้ำมันพริกที่เย็นชืดแล้วชามหนึ่ง และกับข้าวรสเผ็ดชาอีกสองสามจานที่วางอยู่หน้าสุสาน ล้วนเป็นอาหารที่ โม่หรานโปรดปราน เซวียเหมิงจ้องมองอย่างอึ้งงัน ในใจพลันตระหนก...หรือว่าโม่เวยอวี่ จะไม่คิดต่อต้าน ขุดหลุมศพให้ตนเอง ตัดสินใจที่จะตายนานแล้ว เหงื่อกาฬผุดพราย เขาไม่เชื่อ โม่หรานผู้นี้ แต่ไหนแต่ไรล้วนสู้ยิบตา ไม่เคยรู้จักว่า อะไรคือความอ่อนล้า อะไรคือการล้มเลิก ด้วยพฤติกรรมของเขา จะต้อง แลกชีวิตกับทัพคุณธรรมจนถึงที่สุด เป็นไปได้อย่างไรที่เขาจะ... สิบปีมานี้ โม่หรานยืนอยู่บนจุดสูงสุดแห่งอำนาจ สุดท้ายแล้วเขา เห็นอะไร เกิดอะไรขึ้นกันแน่ ไม่มีผู้ใดล่วงรู้ เซวียเหมิงหันกายหายเข้าไปในความมืด สาวเท้าเข้าไปในตำหนัก อูซานที่มีแสงไฟส่องสว่าง ในตำหนักอูซาน โม่หรานหลับตาสนิท สีหน้าซีดเผือด เซวียเหมิงเดาไม่ผิด เขาตัดสินใจตายจริงๆ สุสานด้านนอกหลุมนั้น ก็คือหลุมศพที่เขาขุดให้ตนเอง หนึ่งชั่วยามก่อน เขาใช้คาถาเคลื่อนย้าย ไล่บริวารออกไป แล้วกินยาพิษที่มีฤทธิ์ร้าย ทว่าตบะของเขาสูงยิ่ง ฤทธิ์ยา จึงแพร่กระจายในร่างเขาเชื่องช้าเป็นพิเศษ ด้วยเหตุนี้ความเจ็บปวดจาก การถูกกัดกร่อนสลายอวัยวะภายในจึงรุนแรงและชัดเจนยิ่งกว่า แอ๊ด...เสียงประตูตำหนักเปิดออก โม่หรานมิได้เงยหน้า เพียงเอ่ยเสียงแหบพร่า “เซวียเหมิง เป็น เจ้ากระมัง เจ้ามาแล้วหรือ”
โร่วเปาปูชือโร่ว 11 เซวียเหมิงยืนเคว้งอยู่บนแผ่นกระเบื้องปูพื้นสีทองในตำหนัก ผม หางม้ากระจัดกระจาย เกราะเบาเปล่งประกายวาววับ สหายร่วมสำนักในอดีตพบพานกันอีกครั้ง โม่หรานกลับไม่แสดง ท่าทีใดๆ เขานั่งเท้าคางเบี่ยงข้าง แพขนตาหนายาวหลุบลงปิดดวงตา ผู้คนล้วนโจษจันกันว่าเขาคือปีศาจเจ้าเล่ห์สามเศียรหกกร แต่ ความจริงคิ้วตาเขาชวนมองยิ่งนัก สันจมูกโค้งได้รูปดูอ่อนละมุน ริมฝีปาก บางอิ่มน้ำ ใบหน้าอ่อนหวานโดยกำเนิดหลายส่วน มองเพียงรูปโฉม ผู้ใดก็รู้สึกว่าเขาคือคนงามผู้น่ารัก เซวียเหมิงเห็นสีหน้าเขา ก็รู้ว่าเขากินยาพิษแล้วดังคาด ในใจรู้สึก บอกไม่ถูก อยากจะเอ่ยบางอย่างแต่ยั้งไว้ สุดท้ายก็กำหมัดแน่น ถาม เพียงว่า “อาจารย์เล่า” “...อะไร” เซวียเหมิงเสียงเข้ม “ข้าถามเจ้า อาจารย์เล่า! อาจารย์ของเจ้าและข้า อาจารย์ของเราเล่า!” “อ้อ” โม่หรานแค่นเสียงเบาๆ ในที่สุดดวงตาดำสนิทแทรกประกาย ม่วงที่ถูกคั่นด้วยกาลเวลาในอดีตอันสลับซับซ้อนก็เบิกขึ้นช้าๆ จับจ้องมายัง ร่างของเซวียเหมิง “นับดูแล้ว ตั้งแต่แยกจากกันที่วังท่าเสวี่ย14ของคุนหลุน เจ้ากับ อาจารย์ก็ไม่ได้พบกันมาสองปีแล้ว” โม่หรานเอ่ยพลางยิ้มน้อยๆ “เซวียเหมิง เจ้าคิดถึงอาจารย์หรือ” “อย่ามัวพูดพล่าม! คืนอาจารย์ให้ข้า!” โม่หรานมองเขาอย่างสงบนิ่ง ข่มอาการปวดบิดเป็นระยะในช่องท้อง มุมปากยกยิ้มเยาะ หลังพิงพนักบัลลังก์ ภาพเบื้องหน้าดับวูบเป็นพักๆ เขาพอจะรับรู้ได้อย่างชัดเจนว่าอวัยวะ ภายในกำลังบิดตัวและหลอมละลาย แปรสภาพเป็นโลหิตเน่าเหม็น 14วังย่ำหิมะ
12 ฮัสกี้หน้าโง่กับอาจารย์เหมียวขาวของเขา เล่ม 1 โม่หรานเอ่ยด้วยน้ำเสียงเกียจคร้าน “คืนให้เจ้า? พูดโง่ๆ เจ้าไม่ใช้ สมองคิดดูสักหน่อย ข้ากับอาจารย์มีความแค้นฝังลึกเช่นนี้ ข้าจะยอมให้ เขามีชีวิตอยู่ในโลกนี้ได้อย่างไร” “เจ้า...!” ใบหน้าเซวียเหมิงพลันซีดเผือด สองตาเบิกกว้าง ถอยหลัง กรูด “เป็นไปไม่ได้...เจ้าไม่มีทาง...” “ข้าไม่มีทางอะไร” โม่หรานหัวเราะเบาๆ “เจ้าลองว่ามาทีข้าไม่มีทาง อะไร” เซวียเหมิงเสียงสั่นเครือ “แต่ว่าสำหรับเจ้า เขาคือ...ถึงอย่างไรเขา ก็คืออาจารย์เจ้า...เจ้าจะลงมือได้อย่างไร!” เขาเงยหน้ามองโม่หรานซึ่งนั่งอยู่บนบัลลังก์ สวรรค์มีฝูซี15 นรก มีพญายม โลกมนุษย์ย่อมมีโม่เวยอวี่ แต่สำหรับเซวียเหมิงแล้ว ต่อให้โม่หรานกลายเป็นจักรพรรดิแห่ง โลกมนุษย์ ก็ไม่ควรกลายเป็นเช่นนี้ เซวียเหมิงสั่นสะท้านไปทั้งร่าง แค้นจนน้ำตาไหล “โม่เวยอวี่ เจ้ายัง เป็นคนอยู่หรือไม่ เขาเคย...” โม่หรานเหลือบตาขึ้นมองอย่างเย็นชา “เคยอะไร” เซวียเหมิงเสียงสั่น “เขาเคยปฏิบัติต่อเจ้าเช่นไร เจ้าก็รู้...” โม่หรานพลันยิ้ม “เจ้าคิดจะเตือนข้าว่า เขาเคยตีข้าจนผิวหนังยับเยิน ไม่เหลือชิ้นดี เคยให้ข้าคุกเข่ารับผิดต่อหน้าผู้คน หรือคิดจะเตือนข้าว่า เขาเคยขวางอยู่เบื้องหน้าข้า ขัดขวางเรื่องของข้าจนเสียการใหญ่กี่ครั้งกี่หน เพื่อเจ้าและเพื่อคนที่ไม่เกี่ยวข้อง” เซวียเหมิงส่ายหน้าด้วยความเจ็บปวด “...” ไม่ใช่นะ โม่หราน เจ้าลองคิดดูให้ดีละวางความอาฆาตแค้นเหล่านั้นลง แล้วหันมา มองดูสักหน่อย 15หนึ่งในสามจักรพรรดิแห่งยุคสามราชาห้าจักรพรรดิตามตำนานว่าไว้ว่าเป็นบรรพบุรุษ และเทพผู้ปกครองมวลมนุษย์ มีร่างกายท่อนบนเป็นคนท่อนล่างเป็นงู
โร่วเปาปูชือโร่ว 13 เขาเคยพาเจ้าฝึกยุทธ์ปกป้องคุ้มภัยให้เจ้า เขาเคยสอนเจ้าฝึกอักษรอ่านตำรา แต่งโคลง วาดภาพ เขาเคยหัดทำอาหารเพื่อเจ้า มือไม้งุ่มง่ามจนได้แผล เขาเคย...เขาเคยรอเจ้ากลับมาทั้งวันทั้งคืน ตั้งแต่ฟ้ามืดจนฟ้าสาง... คนเดียว... คำพูดมากมายเหล่านี้กลับติดอยู่ในลำคอ สุดท้าย เซวียเหมิงเพียง เอ่ยเสียงสะอื้น “เขา...เขาอารมณ์ร้ายยิ่งนัก ซ้ำยังพูดจาไม่น่าฟัง ทว่าแม้แต่ข้าก็ยัง รู้ว่าเขาดีต่อเจ้าเพียงนั้น เหตุใดเจ้า...เหตุใดเจ้าใจแข็ง...” เซวียเหมิงเงยหน้าขึ้น ข่มกลั้นน้ำตาที่เอ่อท้นเอาไว้ ลำคอตีบตัน ไม่อาจเอื้อนเอ่ยต่อไปได้อีก “ใช่แล้ว” ได้ยินเสียงทอดถอนใจแผ่วเบาของโม่หรานดังขึ้นในตำหนัก หลังจากเงียบไปนาน “แต่ว่าเซวียเหมิง เจ้ารู้หรือไม่” น้ำเสียงของโม่หราน แผ่วโผยอย่างเห็นได้ชัด “เขาเคยทำร้ายคนที่ข้ารักเพียงหนึ่งเดียวเช่นกัน เพียงหนึ่งเดียว” เงียบงันเนิ่นนาน ช่องท้องปวดร้าวราวกับถูกเพลิงแผดเผา เลือดเนื้อถูกฉีกกระชาก เป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยนับพันนับหมื่นชิ้น “แต่ว่า ชั่วดีอย่างไรก็เป็นศิษย์อาจารย์กัน ศพของเขาตั้งอยู่ใน ศาลาหงเหลียน16บนยอดเขาทิศใต้ ร่างของเขานอนอยู่ในดอกบัว รักษา สภาพไว้อย่างดีเหมือนกำลังนอนหลับอยู่” โม่หรานพรูลมหายใจ พยายาม วางท่าสงบนิ่ง ขณะเอ่ยออกไปเช่นนี้ เขาไม่แสดงสีหน้า นิ้วมือวางนิ่งอยู่ บนโต๊ะยาวไม้จื่อถาน ทว่าข้อนิ้วกลับขาวซีด “ศพของเขาคงสภาพด้วยพลังวิญญาณของข้า จึงไม่เน่าเปื่อย หากเจ้าคิดถึงเขา ก็อย่ามัวสิ้นเปลืองคำพูดกับข้าอยู่ที่นี่ ฉวยโอกาส ขณะข้ายังไม่ตาย รีบไปเสีย” 16ศาลาปทุมแดง
14 ฮัสกี้หน้าโง่กับอาจารย์เหมียวขาวของเขา เล่ม 1 รสคาวขื่นตีขึ้นมาในลำคอ ขณะเอ่ยปากโม่หรานไอสองสามครั้ง ในปากและฟันล้วนเต็มไปด้วยโลหิตสด แต่สายตากลับผ่อนคลายเป็นอิสระ เขาเอ่ยเสียงแหบพร่า “ไปเถอะ ไปดูเขา หากไม่ทันการณ์ ข้าตายไป พลังวิญญาณถูกตัดขาด เขาก็จะแปรสภาพเป็นเถ้าธุลี” กล่าวจบ เขาหลับตาอย่างโรยแรง พิษร้ายโจมตีหัวใจ เพลิงร้อน ผลาญเผาทรมาน ความเจ็บปวดรุนแรงดั่งฉีกทึ้งหัวใจ แม้แต่เสียงโหยไห้คร่ำครวญ ของเซวียเหมิงก็อยู่ไกลออกไป ราวกับดังมาจากทะเลลึกนับหมื่นจั้ง17 โลหิตไหลลงตามมุมปากไม่หยุด โม่หรานกำแขนเสื้อแน่น กล้ามเนื้อ หดเกร็งเป็นระยะ เขาลืมตาอันพร่าเลือน เซวียเหมิงวิ่งไปไกลแล้ว วิชาตัวเบาของ เจ้าหนุ่มนั่นนับว่าไม่แย่ วิ่งจากที่นี่ไปยอดเขาทิศใต้คงใช้เวลาไม่มากนัก การได้เห็นหน้าอาจารย์ครั้งสุดท้าย เขาคงทำได้ โม่หรานยันกายลุกขึ้นอย่างโงนเงน นิ้วมือเปรอะคราบเลือดเริ่ม ประสานอิน18 ส่งตนเองไปยังหน้าเจดีย์ทงเทียนบนยอดเขาสื่อเซิง ยามนี้เป็นปลายฤดูสารท ดอกไห่ถังบานสะพรั่ง เขาไม่รู้ว่าเหตุใดสุดท้ายตนเองจึงเลือกจบชีวิตบาปหนาลงที่นี่ เพียง คิดว่าบุปผาบานตระการเช่นนี้ยังนับว่าเป็นสุสานที่งดงาม เขานอนลงในโลงศพที่เปิดไว้ เงยหน้ามองดูดอกไม้บานยามค่ำคืน ที่ปลิดปลิวลงมาอย่างไร้สุ้มเสียง โปรยปรายลงมาในโลงศพที่เปิดอยู่ พลิ้วผ่านแก้ม ดอกแล้วดอกเล่า เหมือนเรื่องราวในอดีตที่โรยราไป ชีวิตนี้ จากบุตรนอกสมรสคนหนึ่งที่ไม่มีอะไรเลย จนกลายเป็น ตี้จวิน19 เพียงหนึ่งเดียวแห่งโลกมนุษย์ 17 1 จั้ง เท่ากับประมาณ 3.33 เมตร ในที่นี้เป็นการเปรียบเปรยว่าลึกมาก 18คือท่าประสานสองมือเข้าด้วยกัน ทำเป็นสัญลักษณ์ต่างๆตามแต่คาถาที่บริกรรม เพื่อเป็นการควบคุมจักระก่อนเรียกใช้คาถาให้ออกมาในรูปของพลังงาน 19คำเรียกยกย่องเทพเจ้า
โร่วเปาปูชือโร่ว 15 เขาชั่วร้ายถึงที่สุด สองมืออาบโลหิต รัก แค้น ชอบ ชัง สุดท้าย ไม่เหลือสิ่งใดสักอย่าง สุดท้ายเขาก็ไม่ได้สลักข้อความอันเสรีไร้ขอบเขตลงบนป้ายสุสาน ของตนเองแม้แต่อักษรเดียว ไม่ว่าจะเป็น“จอมราชันตลอดกาล”อันไร้ ยางอาย หรือคำเหลวไหลอย่าง “ทอดน้ำมัน” “นึ่งร้อน” เขาไม่ได้เขียน อะไรทั้งสิ้น สุสานของปฐมราชันแห่งโลกบำเพ็ญเพียร ท้ายที่สุดก็ไม่ได้ ทิ้งข้อความใดไว้ ละครชวนหัวอันต่อเนื่องยาวนานนับสิบปี ในที่สุดก็ถึงกาลอวสาน ผ่านไปอีกหลายชั่วยาม ขณะที่กลุ่มคนชูคบเพลิงสว่างโร่ดั่งงูเพลิง บุกเข้าไปในตำหนัก สิ่งที่รอพวกเขากลับเป็นตำหนักอูซานอันว่างเปล่า ยอดเขาสื่อเซิงที่ไร้ผู้คน มีเพียงเซวียเหมิงฟุบลงกับพื้นร่ำไห้จนร่างชาอยู่ ท่ามกลางเถ้ากระดูกเกลื่อนพื้นข้างศาลาริมน้ำหงเหลียน และยังมี...โม่เวยอวี่ที่แม้กระทั่งศพก็เย็นเฉียบไปแล้วอยู่หน้าเจดีย์ ทงเทียน
16 ตัวข้าฟื้นแล้ว 2 “ใจข้าดั่งห้วงน้ำนิ่งสนิท หมื่นความคิดกลายกลับเป็นเถ้าถ่าน ไม่คาดว่า คืนเหมันต์ซานจิ่ว1 กลับทอประกายวสันต์ ฤๅสวรรค์เวทนาทุ่งหญ้าเขียว ในหุบเขา กลัวว่าใต้หล้าอันล้วนด้วยเล่ห์ลวงจะแสนเข็ญ” ข้างหูได้ยินเสียงกังวานใสของสตรีดังเจื้อยแจ้ว ถ้อยเสนาะดั่งมุก และหยกกระทบกัน แต่กลับทำให้โม่หรานปวดศีรษะจนเส้นเลือดที่ขมับ เต้นตุบๆ “หนวกหูอะไร! ผีที่ใดแผดเสียงโหยหวน! ใครไล่นางหญิงชั้นต่ำ ผู้นี้ลงเขาไปให้พ้นที!” ตะโกนจบ โม่หรานก็รู้สึกว่าไม่ถูกต้อง ...ข้าตายแล้วมิใช่หรือ ความคับแค้นและความเหน็บหนาว ความเจ็บปวดและความเดียวดาย จู่โจมเข้ามาจนปวดร้าวในอก โม่หรานลืมตาโดยพลัน ภาพทุกอย่างก่อนตายดั่งลมพัดหิมะกระจาย เขาพบว่าตนเอง กำลังนอนอยู่บนเตียง มิใช่เตียงบนยอดเขาสื่อเซิง เตียงนี้สลักลาย มังกรหงส์ เนื้อไม้กำจายกลิ่นแป้งชาดเข้มข้น ผ้านวมเก่าที่ปูอยู่มีสีชมพู 1 นับจากวันตงจื้อ (เรียกอีกอย่างว่า “วันเริ่มนับเก้า”) หรือวันเหมายัน (Winter Solstice) ไป 9 วัน เป็นรอบที่ 3 (หรือก็คือ 27 วันนับจากวันตงจื้อ) จึงจะเป็นช่วงที่หนาวที่สุดของปี โดยมากมักจะตรงกับเดือนมกราคม
โร่วเปาปูชือโร่ว 17 และม่วงอ่อน ปักลายยวนยาง2 เล่นน้ำ หมอนผ้าห่มเช่นนี้มีแต่สตรีในหอ เริงรมย์ที่ใช้ “...” โม่หรานตัวแข็งทื่อไปชั่วขณะ เขารู้ว่าที่นี่คือที่ใด นี่คือ“เรือนมุงกระเบื้อง”3 แห่งหนึ่งในละแวกยอดเขาสื่อเซิง ที่เรียกว่า “เรือนมุงกระเบื้อง”ก็คือหอเริงรมย์ กล่าวคือ “ยามมา กระเบื้องประกบ ยามจากกระเบื้องแยก”4 แขกเหรื่อสาวงามพบกันแล้ว แยกย้ายไปตามสะดวก โม่หรานในวัยเยาว์ มีช่วงหนึ่งฝักใฝ่ในกามยิ่งนัก ในครึ่งเดือนนอน ที่หอเริงรมย์อยู่สิบกว่าวัน เพียงแต่หอเริงรมย์นี้เปลี่ยนเจ้าของไปตั้งแต่ ตอนเขาอายุยี่สิบกว่า ต่อมาเปลี่ยนเป็นหอสุรา ทว่าหลังจากเขาตายกลับมา ปรากฏตัวอยู่ในหอเริงรมย์ที่ปิดกิจการไปนานแล้ว นี่มันเกิดอะไรขึ้น หรือว่าตอนเขามีชีวิตอยู่ก่อกรรมทำเข็ญหนักหนาเกินไป ทำร้าย ชายหนุ่มหญิงสาวนับไม่ถ้วน ด้วยเหตุนี้จึงถูกพญายมลงโทษให้มาเกิดใหม่ ในหอเริงรมย์เพื่อรับแขก? โม่หรานคิดฟุ้งซ่านพลางพลิกตัวไปโดยไม่รู้ตัว พลันเผชิญกับใบหน้าที่คุ้นเคย 2 เป็ดแมนดารินคู่ เป็นเป็ดที่มีคู่ตัวเดียวตลอดชีวิต จึงเป็นสัญลักษณ์ของความรักมั่น 3 ภาษาจีนคือ“หว่าจึ”หรือ“หว่าเซ่อ” เป็นคำที่ใช้เรียกแหล่งเริงรมย์ในสมัยซ่ง ให้บริการ ความบันเทิงด้านต่างๆแก่แขกเหรื่อ ทั้งร้องรำทำเพลง รวมทั้งบริการทางเพศด้วย ที่เรียก เช่นนี้ เพราะกระเบื้องมุงหลังคาของจีนมีลักษณะเป็นกระเบื้องกาบู หรือกระเบื้องกาบกล้วย ที่ประกอบด้วยกระเบื้องสองแผ่นวางคร่อมกัน เรียกว่ากระเบื้องตัวผู้และกระเบื้องตัวเมีย กระเบื้องแผ่นคว่ำคือตัวผู้ มีลักษณะเหมือนกาบกล้วย ข้างใต้มี“งวง”ทำหน้าที่เป็นขอยึด กับระแนง ส่วนแผ่นหงายคือตัวเมีย มีลักษณะแบน ขอบทั้งสองด้านงอขึ้น มีขอด้านบน ใช้เกี่ยวกับระแนง คนจึงมองว่าลักษณะเหมือนชายหญิงกำลังร่วมคู่กัน 4 กล่าวไว้ในบันทึกเมิ่งเหลียงลู่ของอู๋จื้อมู่ นักเขียนสมัยซ่งใต้ เป็นท่อนที่บรรยาย ลักษณะกิจการของสถานเริงรมย์ว่ามาง่ายไปง่าย แขกมาเที่ยวนางโลม เสร็จกิจแล้วก็แยกย้าย เหมือนลักษณะของกระเบื้องสองแผ่นที่คร่อมกันและถอดออกจากกันได้ง่ายดาย
18 ฮัสกี้หน้าโง่กับอาจารย์เหมียวขาวของเขา เล่ม 1 “...” อะไร! เหตุใดมีคนมานอนอยู่ข้างกายข้า ซ้ำยังเป็นบุรุษเปลือยกายล่อนจ้อน! บุรุษผู้นี้หน้าตาอ่อนเยาว์ เครื่องหน้าละเอียดอ่อน ขาวผุดผ่องน่ารัก ไม่อาจแยกแยะชายหญิง ใบหน้าโม่หรานไม่แสดงอารมณ์ใดๆ ทว่าในใจกลับมีเกลียวคลื่น โหมกระหน่ำ จ้องหนุ่มหน้าขาวที่จมอยู่ในนิทราอยู่เป็นครึ่งค่อนวัน ทันใดนั้น ก็จำได้ นี่คือนายบำเรอที่ข้าโปรดปรานเป็นพิเศษในวัยเยาว์มิใช่หรือ เหมือน ว่าจะชื่อหรงซาน? หรือไม่ก็ชื่อหรงจิ่ว จะซานหรือจิ่วก็ไม่สำคัญ ที่สำคัญคือ ต่อมานายบำเรอผู้นี้ป่วยเป็น กามโรค ตายไปหลายปีแล้ว ศพก็น่าจะไม่เหลือซากนานแล้ว ทว่าตอนนี้ เขากลับยังมีชีวิตอยู่ ตัวขาวๆนุ่มๆขดซุกอยู่บนเตียงเขา ลำคอและไหล่ ที่มีรอยจ้ำเขียวๆม่วงๆคลุมเครือเผยออกมาจากใต้ผ้าห่มปักลาย โม่หรานหน้าตึง เลิกผ้าห่มขึ้น เลื่อนสายตาลงไปด้านล่าง “...” หรงที่ไม่รู้ว่าจิ่วหรือซานผู้นี้ เอาเป็นว่าเขาคือหรงจิ่วไปก่อนแล้วกัน คนงามน้อยหรงจิ่วมีรอยแส้กระจายทั่วร่าง ต้นขาขาวนุ่มดุจหยกขาว มันแพะยังถูกมัดอย่างประณีตด้วยเชือกแดงหลายเส้น โม่หรานเท้าคางลอบถอนหายใจพลางคิดว่า...ช่างน่าสนใจนัก พิจารณาจากฝีมือผูกเชือกอันประณีตนี้ทักษะช่ำชองเช่นนี้ภาพอัน คุ้นตานี้ นี่คงมิใช่ข้าเป็นคนมัดเองกระมัง! เขาคือผู้ฝึกเซียน เรื่องการเกิดใหม่ก็พอจะเคยอ่านผ่านตามาบ้าง เวลานี้เขาอดสงสัยไม่ได้ว่า หรือตนเองจะย้อนกลับมามีชีวิตใหม่อีกครั้ง เพื่อพิสูจน์ความคิดตนเองมากขึ้นอีกขั้น โม่หรานหาคันฉ่องสำริด มาส่องดู คันฉ่องสำริดเก่าชำรุดมาก แต่ในประกายสีเหลืองหม่นๆยังพอ
โร่วเปาปูชือโร่ว 19 มองเห็นรูปโฉมของตนได้รางๆ โม่หรานตายเมื่ออายุสามสิบสองปีนับเป็นวัยตั้งตัวแล้ว ทว่าเวลานี้ ใบหน้าของสหายในคันฉ่องผู้นั้นกลับค่อนข้างเยาว์วัยอย่างเห็นได้ชัด คิ้วตา หล่อเหลาฉายความโอหังถือดีที่เป็นลักษณะเฉพาะของคนหนุ่ม ดูเหมือน น่าจะอายุสักสิบห้าสิบหก ในห้องนี้ไม่มีคนอื่น โม่หรานผู้เป็นทรราชแห่งยุคบำเพ็ญเพียร จอมอิทธิพลแห่งแดนสู่จง จักรพรรดิแห่งโลกมนุษย์ ประมุขแห่งยอดเขา สื่อเซิง ท่าเซียนจวิน นิ่งเงียบไปนาน ก่อนแสดงความรู้สึกในใจออกมา ด้วยความสัตย์จริง “เวรแล้ว...” คำว่า“เวรแล้ว”ที่หลุดออกไปปลุกหรงจิ่วให้ตื่นขึ้นมาอย่างงัวเงีย คนงามลุกขึ้นนั่งอย่างเกียจคร้าน ผ้าห่มปักลายที่คลุมกายเลื่อน ลงมาตามลาดไหล่ เผยให้เห็นร่างขาวผ่องสะดุดตา เขาเลี้ยงผมจนยาว อ่อนนุ่ม ดวงตาดอกท้อง่วงงุนหรี่ปรือ หางตามีสีแดงเรื่อ อ้าปากหาวหวอด “ฮ้าว...คุณชายโม่ วันนี้ท่านตื่นเช้าจริง” โม่หรานมิได้ส่งเสียง ย้อนกลับไปสิบกว่าปีก่อน เขาชอบคนงามน้อย ผู้อ่อนช้อยน่ารักที่ไม่อาจแยกแยะว่าชายหรือหญิงอย่างหรงจิ่วจริงๆ ทว่า เวลานี้ ท่าเซียนจวินในวัยสามสิบสอง มองอย่างไรก็สงสัยว่าตอนนั้น หัวสมองของตนถูกลาถีบหรืออย่างไร ถึงได้รู้สึกว่าบุรุษประเภทนี้งดงาม “หรือเมื่อคืนจะนอนไม่หลับ ฝันร้ายใช่หรือไม่” ตัวข้าตายแล้ว เจ้าว่าเป็นฝันร้ายหรือไม่เล่า หรงจิ่วเห็นเขาไม่เอ่ยคำ คิดว่าเขาอารมณ์ไม่ดีจึงลุกจากเตียง เดิน ไปยังหน้าต่างไม้ฉลุลาย โอบโม่หรานจากทางด้านหลัง “คุณชายโม่ ท่านสนใจข้าสักหน่อยสิไยเอาแต่นิ่งอึ้ง ไม่สนใจคน” โม่หรานถูกเขาโอบกอดไว้เช่นนี้ ใบหน้าก็เขียวคล้ำ แทบอยากจะ กระชากปีศาจน้อยตนนี้ออกจากหลังตนเองทันทีแล้วตบใบหน้าที่หนังหน้า บอบบางของอีกฝ่ายสักสิบเจ็ดสิบแปดฉาดใหญ่ ทว่าสุดท้ายยังคงข่มกลั้น เอาไว้
20 ฮัสกี้หน้าโง่กับอาจารย์เหมียวขาวของเขา เล่ม 1 เขายังงุนงงเล็กน้อย ไม่กระจ่างถึงสถานการณ์ ถึงอย่างไรหากตนกลับมาเกิดใหม่จริง ทั้งเมื่อคืนยังหลับนอนกับ หรงจิ่ว หากตื่นขึ้นมาก็ต่อยคนจนจมูกเขียวหน้าบวม พฤติกรรมเช่นนี้ คงไม่ต่างจากจิตวิปริต ไม่เหมาะสม...ไม่เหมาะสมเอามากๆ หลังจากปรับอารมณ์แล้ว โม่หรานจึงถามคล้ายไม่ใส่ใจว่า “วันนี้คือ วันใดเดือนใด” หรงจิ่วชะงัก จากนั้นจึงยิ้มแล้วเอ่ย “ขึ้นสี่ค่ำเดือนห้าอย่างไรเล่า” “ปีวอกธาตุไฟ?”5 “นั่นคือปีที่แล้ว ปีนี้คือปีระกาธาตุไฟต่างหาก คุณชายโม่ช่างเป็น ผู้สูงศักดิ์ที่ขี้หลงขี้ลืมโดยแท้นับวันความจำยิ่งถดถอย” ปีระกาธาตุไฟ... แววตาโม่หรานคลุมเครือสับสน ในหัวหมุนเร็วจี๋ ปีระกาธาตุไฟ เขาอายุสิบหกปีเพียงหนึ่งปีหลังจากได้รับการรับรอง จากประมุขแห่งยอดเขาสื่อเซิงว่าเขาเป็นหลานที่พลัดพรากไปหลายปีก่อน จะก้าวกระโดดจากสุนัขขี้เรื้อนที่ถูกรังแก กลายเป็นพญาหงส์บนยอดไม้ เช่นนั้นข้า...กลับมาเกิดใหม่แล้วจริงๆ? หรือว่าเป็นความฝันมายาหลังความตาย... หรงจิ่วยิ้มแล้วเอ่ย “คุณชายโม่ ข้าว่าท่านน่าจะหิวจนเลอะเลือนแล้ว แม้แต่วันนี้เป็นวันใดก็ยังจำไม่ได้ท่านนั่งรอสักครู่ ข้าจะไปที่ครัวยกของกิน มาให้ท่าน แป้งม้วนทอดดีหรือไม่” ยามนี้โม่หรานเพิ่งกลับมาเกิดใหม่ ยังไม่รู้ว่าจะตอบสนองต่อเรื่อง ทั้งหมดนี้อย่างไร ได้แต่ยึดตามที่เคยเป็นมาย่อมไม่มีพลาด เขาหวน นึกถึงความเจ้าสำราญของตนเองในอดีต แล้วก็ต้องสะกดกลั้นความ สะอิดสะเอียนเอาไว้ยิ้มพลางบีบขาหรงจิ่ว “ดียิ่ง เพิ่มโจ๊กอีกสักชาม กลับมาป้อนข้าด้วย” 5 เป็นการระบุวันเวลาดั้งเดิมของจีนตามหลักวงจร 60 ปีโดย ยาม วัน เวลา และปี จะถูกระบุด้วยนักษัตร (12 ก้านดิน) และธาตุ (10 กิ่งสวรรค์) ทั้งนี้ยังใช้เป็นข้อมูลในการ คำนวณดวงชะตาที่เรียกว่า“ปาจื้อ” (โป๊ยหยี่-สี่เถียว) ด้วย
โร่วเปาปูชือโร่ว 21 หรงจิ่วสวมเสื้อผ้าออกไป ไม่นานก็ยกถาดไม้กลับเข้ามา บนถาด มีโจ๊กฟักทองชามหนึ่ง แป้งม้วนทอดสองแผ่น และกับข้าวหนึ่งจาน โม่หรานเริ่มหิวพอดีเตรียมจะคว้าแป้งทอดมากิน หรงจิ่วพลันผลัก มือเขาออก เอ่ยเอาใจว่า “ให้ข้าป้อนคุณชาย” “...” หรงจิ่วหยิบชามโจ๊ก นั่งลงบนตักโม่หราน เขาสวมชุดคลุมเนื้อบาง เบื้องล่างล่อนจ้อน มิได้สวมสิ่งใด ต้นขาเนียนนุ่มแยกออก แนบสนิทกับ ผิวหนังของโม่หราน ซ้ำยังถูไถไปมาด้วยกิริยาคลุมเครือทีสองทีสื่อนัย ยั่วยวนอย่างมิต้องเอื้อนเอ่ย โม่หรานจ้องใบหน้าของหรงจิ่วครู่หนึ่ง หรงจิ่วคิดว่าเขาเกิดอารมณ์กำหนัดขึ้นมาอีก จึงเอ่ยอย่างกะบึงกะบอน ว่า “ไยคุณชายเอาแต่มองข้าเช่นนี้อาหารเย็นหมดแล้วนะ” โม่หรานนิ่งเงียบไปชั่วขณะ นึกถึงเรื่องดีๆเหล่านั้นที่หรงจิ่วทำลับหลัง ตนเองเมื่อชาติก่อนขึ้นมา มุมปากค่อยๆคลี่ยิ้มหวานชื่นและสนิทสนม ไร้เทียบเทียม เรื่องน่ารังเกียจทั้งหลาย ท่าเซียนจวินเช่นเขาทำมามากแล้ว ขอเพียง เขาอยากทำ เรื่องน่ารังเกียจยิ่งกว่านี้เขาก็ทำได้ เวลานี้ก็แค่เล่นสนุกเท่านั้น ลูกไม้เด็กน้อยไม่คณามือเขาหรอก โม่หรานพิงพนักเก้าอี้อย่างสบายอารมณ์ ยิ้มเอ่ย “ขึ้นมานั่งสิ” “ข้า...ก็นั่งอยู่มิใช่หรือ” “เจ้าก็รู้ว่าข้าหมายถึงนั่งที่ใด” หรงจิ่วหน้าแดง เอ่ยตำหนิ “ใจร้อนเช่นนี้ คุณชายกินเสร็จก่อน ค่อย...อ๊ะ!” ยังไม่ทันกล่าวจบ ก็ถูกโม่หรานบังคับรั้งตัวมาข้างหน้า แล้วจับกด ลงไป หรงจิ่วมือสั่น ชามโจ๊กพลิกคว่ำตกพื้น ท่ามกลางความตกใจยังไม่ลืม เอ่ยเสียงแผ่ว “คุณชายโม่ ชาม...” “ปล่อยไว้” “เช่นนั้น เช่นนั้นท่านก็กิน...อืม...อา...”
22 ฮัสกี้หน้าโง่กับอาจารย์เหมียวขาวของเขา เล่ม 1 “ข้าก็กำลังกินอยู่มิใช่หรือ” โม่หรานเกาะเอวของเขาไว้ดวงตาดำขลับ เปล่งประกายวูบ แววตาสะท้อนรูปโฉมพริ้มเพราของหรงจิ่วที่กำลังแหงนหน้า ขึ้นมา ชาติที่แล้ว เขาเต็มใจจุมพิตริมฝีปากแดงสดขณะเคล้าเคลียกัน เป็นพิเศษ ถึงอย่างไรเด็กหนุ่มผู้นี้ก็งดงาม ซ้ำยังรู้จักเอ่ยวาจาชวนปลุกเร้า หัวใจได้เก่งนัก หากกล่าวว่าไม่เคยเกิดความรู้สึกใดเลยแม้แต่น้อย นั่น ย่อมเป็นคำปด เพียงแต่พอรู้ว่าปากนี้ทำอะไรลับหลังเขาบ้าง โม่หรานก็รู้สึกว่าปากนี้ เหม็นจนมิอาจดม หมดความสนใจที่จะจุมพิตไปสิ้น โม่หรานในวัยสามสิบสองปีกับโม่หรานในวัยสิบหกปีมีหลายจุดที่ แตกต่างกัน อย่างเช่น เขาในวัยสิบหกปียังคงรู้จักความอ่อนโยนในยามมีรัก ในวัยสามสิบสองปีเหลือเพียงความรุนแรง หลังเสร็จกิจ เขามองหรงจิ่วที่ถูกตนกระทำจนลมหายใจรวยรินสลบไสลไป ดวงตางามลึกล้ำหยีโค้งนิดๆ ริมฝีปากประดับรอยยิ้มหวาน ยามเขา แย้มยิ้มช่างชวนมองยิ่งนัก ลูกตาดำสนิทดูลึกล้ำอย่างยิ่ง เมื่อมองจาก บางมุม คล้ายแตะแต้มด้วยสีม่วงเข้มหรูหราชั้นหนึ่ง ขณะนี้เขายิ้มน้อยๆ พลางคว้าเส้นผมของหรงจิ่ว หิ้วตัวคนที่สลบเหมือดไปบนเตียง หยิบ เศษชามกระเบื้องชิ้นหนึ่งขึ้นมาจากพื้น ถือค้างไว้เหนือใบหน้าของหรงจิ่ว แต่ไหนแต่ไรเขาก็เป็นคนเจ้าคิดเจ้าแค้นแม้กับเรื่องเล็กๆน้อยๆ เวลานี้ก็เช่นกัน เมื่อนึกถึงว่าชาติก่อนตนเองอุดหนุนกิจการของหรงจิ่วอย่างไร ถึงขั้น คิดจะไถ่ตัวให้เขา แล้วหรงจิ่วสมคบกับคนอื่นจัดการเขาอย่างไร เขาก็ยิ้ม ตาหยีอย่างอดไม่ได้จรดคมกระเบื้องลงบนแก้มของหรงจิ่ว สิ่งที่เจ้าคนผู้นี้ทำคือค้าเรือนร่าง หากไม่มีใบหน้านี้ก็ไม่เหลืออะไร แล้ว บุรุษที่ใฝ่ในทางต่ำผู้นี้จะต้องระเหเร่ร่อน ตะเกียกตะกายอยู่กับพื้น
โร่วเปาปูชือโร่ว 23 ถูกเตะถีบ ถูกบดขยี้ถูกด่าทอ ถูกผลักไสไม่ต่างจากสุนัขข้างถนน โอ๊ะโอ... แค่คิดก็ทำให้เขาสุขกายสบายใจแล้ว กระทั่งความสะอิดสะเอียนที่เพิ่ง ชำเราคนผู้นี้ก็มลายหายไป รอยยิ้มโม่หรานน่ารักยิ่งกว่าเดิม กดน้ำหนักที่มือ โลหิตแดงสดซึมออกมาริ้วหนึ่ง คนที่สลบไสลคล้ายรับรู้ถึงความเจ็บปวด ครางเบาๆด้วยเสียง แหบพร่า น้ำตาเกาะพราวบนขนตา ดูน่าเอ็นดูเหลือใจ มือของโม่หรานพลันหยุดชะงัก เขานึกถึงสหายเก่าผู้หนึ่งขึ้นมา “...” จากนั้นก็ตระหนักได้ว่าตอนนี้ตนกำลังทำอะไรอยู่ อึ้งไปชั่วขณะ ในที่สุดก็ลดมือลงช้าๆ เขาทำชั่วจนเป็นนิสัยแล้วจริงๆ ลืมไปว่าตนเองได้กลับมาเกิดใหม่แล้ว เวลานี้ เรื่องราวทั้งหมดยังมิได้เกิดขึ้น ความผิดมหันต์ล้วนยัง ไม่ก่อกำเนิด คนผู้นั้น...ก็ยังไม่ตาย ไยเขาต้องเดินซ้ำบนหนทางแห่ง ความโหดเหี้ยมอำมหิตอีก เขาสามารถเริ่มต้นใหม่ได้แล้วแท้ๆ เขานั่งลง ยกขาข้างหนึ่งขึ้นพาดขอบเตียง เล่นเศษกระเบื้องในมือ อย่างใจลอย พลันเหลือบไปเห็นว่าแป้งม้วนทอดมันเลี่ยนยังวางอยู่บนโต๊ะ จึงหยิบมา ลอกกระดาษเคลือบน้ำมันทิ้ง แล้วกัดคำโต เคี้ยวกินจนเต็มปาก ริมฝีปากมันย่อง แป้งทอดนี้ถือเป็นของเด่นของหอเริงรมย์แห่งนี้ อันที่จริงก็ไม่นับว่า อร่อยล้ำ หากเทียบกับรสชาติอันโอชะที่เขาเคยได้ลิ้มลองในเวลาต่อมา ก็ไม่ต่างจากเคี้ยวเทียนไข6 แต่หลังจากหอเริงรมย์ปิดกิจการ โม่หราน ก็ไม่เคยได้กินแป้งม้วนทอดนี้อีกเลย เวลานี้รสชาติที่คุ้นเคยของแป้งม้วน ทอด ผ่านเรื่องราวในอดีต ย้อนกลับมาสู่ปลายลิ้นอีกครั้ง ทุกครั้งที่โม่หรานกลืนลงไปหนึ่งคำ ก็รู้สึกว่าความไม่สมจริงที่ได้ 6 อุปมาถึงรสชาติจืดชืด
24 ฮัสกี้หน้าโง่กับอาจารย์เหมียวขาวของเขา เล่ม 1 เกิดใหม่น้อยลงไปหนึ่งส่วน กระทั่งกินแป้งม้วนทอดจนหมดชิ้น ในที่สุดเขาก็ค่อยๆคืนสติมาจาก ความงุนงงเมื่อตอนแรก ข้ากลับมาเกิดใหม่แล้วจริงๆ ความชั่วร้ายเลวทรามทั้งหมดในชีวิตเขา เรื่องราวทั้งหลายที่ไม่อาจ ย้อนกลับไปได้ล้วนยังไม่เริ่มขึ้น ยังไม่ได้สังหารท่านลุงท่านป้า ยังไม่ได้ฆ่าล้างเจ็ดสิบสองเมือง ยัง ไม่ได้ล้างอาจารย์เนรคุณบุพการียังไม่ได้แต่งงาน ยังไม่... ไม่มีผู้ใดตาย เขาเดาะลิ้นดังป๊อก เลียฟันขาวที่เรียงชิดเป็นระเบียบ สัมผัสได้ว่า กระแสความสุขเล็กๆในอกแผ่ซ่านอย่างรวดเร็ว กลายเป็นความตื่นเต้น กระตือรือร้นที่ถาโถมเข้ามาราวกับคลื่นทะลัก ชาติก่อนเขามีอำนาจบารมี สามเคล็ดวิชาต้องห้ามหลักของโลกมนุษย์ล้วนผ่านตามาแล้ว ทั้งยังเชี่ยวชาญ เคล็ดวิชาต้องห้ามอีกสองวิชา มีเพียงเคล็ดวิชา“เกิดใหม่”ที่ต่อให้เขาฉลาด ปราดเปรื่องเพียงใด ก็มิอาจเข้าถึงได้ ไม่นึกว่า สิ่งที่มิอาจไขว่คว้ายามมีชีวิต หลังตายไปจะกลับกลาย เป็นจริง ความไม่ยินยอม ความซึมเซา ความเดียวดายอ้างว้างทั้งหลายใน ชาติก่อนล้วนยังค้างคาอยู่ในใจ ภาพเหตุการณ์ที่เปลวไฟลุกโหมเผายอดเขา สื่อเซิง ทั้งกองทัพบุกประชิด ราวกับยังอยู่ตรงหน้า ในตอนนั้นเขาไม่อยากมีชีวิตอยู่แล้วจริงๆ ผู้คนต่างบอกว่าเขา ถูกลิขิตให้มีชีวิตโดดเดี่ยว ไร้ญาติขาดมิตร สุดท้ายตัวเขาเองก็รู้สึกเหมือน ตายทั้งเป็น ใช้ชีวิตอย่างเบื่อหน่าย ว้าเหว่ยิ่งนัก แต่ไม่รู้เกิดความผิดพลาดที่ใด คนชั่วช้าสามานย์เช่นเขา หลังจาก จบชีวิตตนเองกลับได้รับโอกาสให้กลับมาเริ่มต้นใหม่อีกครั้ง เหตุใดเขาจะต้องชำระแค้นส่วนตัวในกาลก่อนด้วยการทำลายโฉม ของหรงจิ่วด้วยเล่า หรงจิ่วละโมบทรัพย์เป็นที่สุด ก็แค่เที่ยวประเวณีครั้งนี้แบบกินเปล่า
โร่วเปาปูชือโร่ว 25 และฉวยทรัพย์สินเขาติดมือไปสักจำนวนหนึ่ง ถือเป็นการให้บทลงโทษ เล็กๆน้อยๆก็พอ ชีวิตคน...สำหรับตอนนี้ โม่หรานไม่อยากแบกรับเป็น ภาระ “เอาเปรียบเจ้าแล้ว หรงจิ่ว” โม่หรานยิ้มตาหยี ออกแรงที่ปลายนิ้วดีดเศษกระเบื้องไปนอก หน้าต่าง จากนั้นเขาก็เอาของมีค่าและเครื่องประดับทั้งหมดของหรงจิ่วมาใส่ ไว้ในกระเป๋าตน ค่อยๆจัดแจงตัวเองจนเรียบร้อย แล้วออกจากหอเริงรมย์ ไปอย่างสงบเยือกเย็น ท่านลุงท่านป้า ญาติผู้น้องเซวียเหมิง อาจารย์ยังมี... พอนึกถึงคนผู้นั้น แววตาของโม่หรานก็อ่อนโยนลงทันที ศิษย์พี่ ข้ามาหาท่านแล้ว
26 ศิษย์พี่ของตัวข้า 3 อืม...ในเมื่อวิญญาณตนเองกลับมาแล้ว เช่นนั้นพื้นฐานการบำเพ็ญ อันแข็งแกร่งเมื่อชาติก่อนจะติดตัวกลับมาด้วยหรือไม่ โม่หรานลองบริกรรมคาถา รับรู้ได้ถึงการโคจรของพลังวิญญาณ ในร่าง แม้พลังวิญญาณจะเต็มเปี่ยม แต่ก็มิได้แข็งแกร่ง หมายความว่า พื้นฐานการฝึกบำเพ็ญของเขาไม่ได้กลับมาด้วย แต่ไม่เป็นไร เขาเฉลียวฉลาด ซ้ำยังมีพลังหยั่งรู้สูง อย่างมาก เริ่มฝึกปรือใหม่อีกครั้งก็มิใช่เรื่องใหญ่ ยิ่งกว่านั้น การเกิดใหม่เป็นเรื่อง น่ายินดีอย่างใหญ่หลวง แม้จะมีข้อบกพร่องอยู่บ้าง แต่นั่นก็เป็นเรื่องปกติ โม่หรานคิดเช่นนี้ ไม่นานก็ระงับอารมณ์หม่นมัวและท่าทีดุร้ายของตนเอง เตรียมกลับสู่สำนักด้วยท่าทีลิงโลดเช่นที่เด็กหนุ่มวัยสิบหกพึงมี กลางฤดูคิมหันต์ทางแถบชานเมือง มีรถม้าวิ่งผ่านเป็นครั้งคราว ล้อรถกลิ้งขลุกๆไปบนพื้นถนน ไม่มีผู้ใดสนใจโม่หรานที่ยามนี้เพิ่งมีอายุ สิบหกปี แต่บางครั้งบางคราวก็มีหญิงชาวบ้านที่ง่วนอยู่กับงานในไร่นาเผอิญ เงยหน้าขึ้นซับเหงื่อ ครั้นเห็นเด็กหนุ่มที่งดงามเป็นพิเศษผู้หนึ่งเข้า ก็ถึง กับจ้องจนดวงตาลุกวาว โม่หรานเองก็ยิ้มแย้ม มองตอบอย่างไม่เกรงใจ มองจนสตรีที่มีสามี เหล่านั้นหน้าแดง รีบก้มหน้าลง
โร่วเปาปูชือโร่ว 27 ยามโพล้เพล้ โม่หรานมาถึงตำบลอู๋ฉาง ที่นี่ใกล้กับยอดเขาสื่อเซิง ยิ่งนัก ตะวันสายัณห์แดงดั่งโลหิต แผดเผาเมฆหมอกขับเน้นยอดเขา สูงตระหง่าน พอลูบท้องก็รู้สึกหิวอยู่บ้าง เขาจึงเข้าไปในหอสุราแห่งหนึ่ง อย่างชำนาญเส้นทาง เหลือบมองป้ายอาหารพื้นหลังสีแดงตัวอักษรสีดำ ที่หน้าตู้ จากนั้นเคาะโต๊ะเก็บเงิน สั่งอาหารอย่างคล่องแคล่ว “จ่างกุ้ย1 เอายำไก่ทุบ2 หนึ่งจาน เครื่องในน้ำมันพริกหนึ่งจาน สุราขาวสองชั่ง3 แล้วก็ เนื้อวัวหั่นชิ้นสักจาน” มีคนแวะพักกินอาหารที่นี่มากมาย บรรยากาศจึงคึกคักยิ่งนัก นักเล่านิทานโบกพัดอยู่บนยกพื้น กำลังเล่าเรื่องยอดเขาสื่อเซิงด้วยสีหน้า ตื่นเต้นเบิกบาน น้ำลายแตกฟอง โม่หรานขอห้องรับรองส่วนตัวติดหน้าต่าง กินข้าวพลางฟังนักเล่า นิทานไปพลาง “ทุกคนล้วนรู้ดีโลกบำเพ็ญเพียรของเราแบ่งแยกตามสภาวะ แบ่ง เป็นการฝึกบำเพ็ญระดับสูงและการฝึกบำเพ็ญระดับล่าง วันนี้เราจะพูดถึง สำนักที่เก่งกาจที่สุดของโลกบำเพ็ญเพียรระดับล่างกัน ยอดเขาสื่อเซิง หึ ต้องรู้ไว้ว่า ร้อยปีก่อนตำบลอู๋ฉางของเราแห่งนี้เคยเป็นตำบลแร้นแค้น เล็กๆ เปลี่ยวร้างและไม่สงบสุข เพราะอยู่ใกล้กับทางเข้าโลกภูตผี พอ ฟ้ามืด ชาวบ้านก็ไม่กล้าออกจากบ้าน หากจำเป็นต้องเดินทางดึกๆดื่นๆ ต้องสั่นกระดิ่งไล่ผี โปรยเถ้ากำยานและเงินกระดาษ พลางตะโกนว่า ‘คนมาข้ามเขา ผีมาข้ามกระดาษ’ พร้อมกับรีบผ่านทางไปอย่างรวดเร็ว แต่วันนี้ดูแล้วตำบลของเราคึกคักรุ่งเรืองไม่แตกต่างจากที่อื่นๆ ทั้งหมดนี้ ล้วนเป็นเพราะการดูแลจากยอดเขาสื่อเซิง ตำหนักเซียนแห่งนี้สร้างขึ้น ตรงทางเข้าด่านประตูผีพอดิบพอดีขวางอยู่ระหว่างเขตแดนอินและหยาง แม้จะสร้างได้ไม่นาน แต่...” 1 เรียกคนดูแลร้าน ผู้จัดการร้าน 2 “ปั้งปั้งจี” เป็นอาหารที่นำเนื้อไก่มาทุบแล้วฉีกเป็นเส้นๆ จากนั้นปรุงรสด้วยน้ำราด ผสมเครื่องเทศ คำว่า“ปั้งปั้ง”คือการเลียนเสียงไม้เวลาทุบเนื้อไก่ 3 1 ชั่ง/จิน เท่ากับครึ่งกิโลกรัม
28 ฮัสกี้หน้าโง่กับอาจารย์เหมียวขาวของเขา เล่ม 1 ประวัติศาสตร์ช่วงนี้ โม่หรานฟังจนหูแทบขึ้นหนังด้านแล้ว จึงหมด ความสนใจ เริ่มทอดสายตามองไปด้านล่างหน้าต่างอย่างใจลอย บังเอิญนัก ด้านล่างมีแผงลอยตั้งอยู่พอดีคนต่างถิ่นแต่งกายเช่นนักพรตหลายคน กำลังลำเลียงกรงที่คลุมด้วยผ้าดำออกมา เตรียมแสดงปาหี่ข้างถนน นี่น่าสนใจกว่าฟังนิทานของเซียนเซิง4 เฒ่าตั้งเยอะ โม่หรานถูกดึงดูดความสนใจไปแล้ว “มาๆ เข้ามาดู เข้ามาดูนี่คือลูกผีซิว5 สัตว์ดุร้ายแห่งบรรพกาลที่ถูก ข้ากำราบแล้ว บัดนี้ทั้งเชื่องทั้งเชื่อฟังราวกับเด็กน้อย ซ้ำยังเล่นกายกรรม คิดคำนวณตัวเลขได้! เป็นผู้กล้านั้นไม่ง่าย หากทุกท่านมีอัฐ ก็ให้เป็น รางวัลสักหน่อย หากไม่มีอัฐ ก็ปรบมือสักนิด มาชมการแสดงแรกกันเลย... ผีซิวดีดลูกคิด!” นักพรตเหล่านั้นเลิกผ้าดำขึ้น สิ่งที่ถูกขังอยู่ในกรงคือสัตว์อสูรหน้า เป็นคนตัวเป็นหมีหลายตัว โม่หราน “...” แค่ลูกหมีขนปุยท่าทางเชื่องๆนี่น่ะรึยังกล้าบอกว่าเป็นผีซิว? นี่มันขี้โม้เกินไปจริงๆ ใครเชื่อก็สมองลาแล้ว ทว่าไม่นานโม่หรานก็ได้ประจักษ์ สมองลายี่สิบสามสิบคนกรูกัน เข้าไปห้อมล้อมพวกเขาเพื่อชมการแสดง ร้องตะโกนพลางปรบมือเป็น ระยะ ความคึกคักนั้น กระทั่งคนในหอสุรายังอดชะโงกหน้าออกไปดูไม่ได้ ทำเอานักเล่านิทานเก้อกระดากยิ่งนัก “บัดนี้ประมุขของยอดเขาสื่อเซิง เรียกได้ว่าบารมีแผ่ไพศาล ชื่อเสียง ระบือไกล...” “ดี! เอาอีก!” นักเล่านิทานได้รับกำลังใจ จึงหันไปมองตามเสียง เห็นแขกผู้นั้น 4 หรือ“ซินแส” เป็นคำเรียกบัณฑิต หรือบุคคลผู้มีความรู้ผู้เชี่ยวชาญในแขนงต่างๆ ในเชิงยกย่อง 5 หรือ“ปี่เซียะ” เป็นสัตว์ในเทพนิยาย เป็นลูกมังกรตัวที่เก้า เนื่องจากไม่มีรูทวาร จึงถือเป็นสัตว์นำโชคลาภ (มีแต่ทรัพย์เข้า ไม่มีทรัพย์ออก)
โร่วเปาปูชือโร่ว 29 ใบหน้าแดงก่ำด้วยความตื่นเต้นจนผิดวิสัย ทว่าสายตาของเขามิได้มองมา ที่ตนเอง แต่เป็นแผงปาหี่ด้านล่าง “โอ ผีซิวดีดลูกคิดหรือ” “อา ร้ายกาจนัก!” “ดี! ยอดเยี่ยม! แสดงผีซิวโยนผิงกั่ว6 อีก!” คนทั้งหอสุราหัวเราะลั่น ต่างเฮละโลไปที่หน้าต่างเพื่อชมความสนุก ด้านล่าง นักเล่านิทานยังเล่าเรื่องต่ออย่างน่าสงสาร “อาวุธเลื่องชื่อที่สุดของ ประมุข ก็คือพัดเล่มนั้นของเขา เขา...” “ฮ่าๆๆ ผีซิวสีขนอ่อนที่สุดตัวนั้นจะแย่งผิงกั่วมากิน ดูมันกลิ้งกับ พื้นสิ!” นักเล่านิทานหยิบผ้าซับเหงื่อมาเช็ดใบหน้า โกรธจนริมฝีปากสั่นระริก โม่หรานเม้มริมฝีปากยิ้ม ตะโกนเสียงเนิบจากหลังม่านมุก “อย่า เล่าเรื่องยอดเขาสื่อเซิงเลย เล่าสิบแปดลูบคลำ7 รับรองดึงคนกลับมา ได้แน่” นักเล่านิทานไม่รู้ว่าคนหลังม่านคือคุณชายโม่หรานแห่งยอดเขา สื่อเซิง จึงเอ่ยติดๆขัดๆออกมาอย่างรู้ผิดชอบชั่วดี“วา...วาจาหยาบโลน ไม่เหมาะ...ไม่เหมาะกับสถานที่โอ่โถง” โม่หรานยิ้ม “ที่นี่ยังนับเป็นสถานที่โอ่โถง? เจ้าเองก็ไม่รู้จักอาย สักนิด” กล่าวจบก็ได้ยินเสียงอึกทึกที่ด้านล่าง “ไอ้หยา! ม้านั่นวิ่งเร็วนัก!” “เป็นเซียนจวินแห่งยอดเขาสื่อเซิงกระมัง!” ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์ม้าดำตัวหนึ่งวิ่งมาจากทิศทางของยอดเขาสื่อเซิง ฝ่าเข้ามากลางวงปาหี่อย่างรวดเร็วปานสายฟ้า! 6 แอ๊ปเปิ้ล 7 สือปามัว คือลำนำนิทานที่มีเนื้อหาปลุกเร้าทางเพศ
30 ฮัสกี้หน้าโง่กับอาจารย์เหมียวขาวของเขา เล่ม 1 บนหลังม้ามีคนสองคน คนหนึ่งสวมหมวกโต่วลี่8 ติดผ้าโปร่งสีดำ สวมชุดคลุมดำ ปกปิดมิดชิด มองไม่ออกว่าอายุเท่าใด เป็นหญิงหรือว่า ชาย อีกคนเป็นสตรีอายุสามสี่สิบปีมือเท้างุ่มง่าม สีหน้าอิดโรย พอสตรีผู้นี้เห็นหมีมนุษย์พวกนั้นก็ร้องไห้ลงจากหลังม้าอย่างทุลักทุเล ล้มลุกคลุกคลานพุ่งเข้าไปกอดหมีมนุษย์ตัวหนึ่งในนั้นเอาไว้ พลาง คุกเข่าร้องคร่ำครวญ “ลูกรัก! ลูกรักของแม่...” คนโดยรอบต่างตกตะลึง มีคนเกาศีรษะพึมพำว่า “เอ๋? นี่คือลูกผีซิว สัตว์เทพบรรพกาลมิใช่หรือ เหตุใดหญิงผู้นี้จึงเรียกมันว่าลูก” “นี่คงมิใช่แม่ผีซิวหรอกกระมัง” “โอ๊ะโอ น่าทึ่งถึงเพียงนั้นเชียว แม่ผีซิวฝึกตบะจนได้ร่างมนุษย์แล้ว” ชาวบ้านที่นี่ไม่มีความรู้ จึงพูดจาส่งเดช แต่โม่หรานกลับคิดถึง เรื่องหนึ่ง เล่ากันว่า มีนักพรตในยุทธภพจำนวนหนึ่งมักลักพาตัวเด็กเล็กๆ จากนั้นก็ตัดลิ้น ทำให้พวกเขาพูดไม่ได้แล้วเอาน้ำร้อนลวกผิวหนัง ขณะที่ เลือดเนื้อเหวอะหวะ ก็จะติดหนังสัตว์ลงบนร่างพวกเขา พอเลือดแข็งตัว หนังและขนจะผสานเป็นเนื้อเดียวกับตัวเด็กน้อย ดูแล้วไม่ต่างจากปีศาจ เด็กเหล่านี้พูดไม่ได้อ่านเขียนไม่ได้ ได้แต่ให้คนอื่นรังแก แสดงปาหี่อย่าง “ผีซิวดีดลูกคิด” หากดื้อดึงไม่เชื่อฟัง สิ่งที่ตามมาคือกระบองฟาด แส้เฆี่ยน มิน่าก่อนหน้านี้โม่หรานจึงไม่รู้สึกถึงกลิ่นอายปีศาจแม้แต่น้อย “ผีซิว” เหล่านี้มิใช่ปีศาจ แต่เป็นมนุษย์ที่มีชีวิต... ทางนี้กำลังครุ่นคิด ทางด้านโน้น คนสวมโต่วลี่ชุดคลุมดำผู้นั้นกำลัง พูดจากับนักพรตเหล่านั้นเสียงเบา พอพวกนักพรตได้ยิน สีหน้าก็เดือดดาล ทันทีตะคอกว่า “ขออภัยรึปู่เจ้า9 ไม่รู้ว่าคำว่าขออภัยเขียนอย่างไร!” “ยอดเขาสื่อเซิงมีอันใดร้ายกาจ” “ยุ่งเรื่องชาวบ้าน ตีมันเลย!” 8 หมวกตอกสานทรงสามเหลี่ยม ยอดแหลม 9 เป็นลักษณะการใช้สรรพนามเรียกตนเองในเชิงก้าวร้าว ใช้ในเวลาโกรธ หรือเพื่อ วางอำนาจข่ม ดูหมิ่นผู้อื่น
โร่วเปาปูชือโร่ว 31 จากนั้นก็ยกพวกพุ่งเข้าไปล้อมตีคนชุดดำ “โอ๊ย” เห็นสหายร่วมสำนักถูกตีโม่หรานกลับหัวเราะเบาๆ “ดุจริง” เขาไม่คิดจะยื่นมือเข้าช่วยแม้แต่น้อย ชาติก่อน เขาละชังบรรยากาศ สำนักที่พอพบความไม่เป็นธรรมก็ชักดาบเข้าช่วยเหลือทำนองนี้นัก หนึ่งคน สองคนพุ่งเข้าไปอย่างคนโง่เง่า ลูกแมวของป้าหวังที่ปากทางเข้าหมู่บ้าน ปีนต้นไม้แล้วลงมาเองไม่ได้ก็ต้องให้พวกเขาไปช่วยเหลือ ในสำนักตั้งแต่ ประมุขจนถึงคนรับใช้ล้วนไร้หัวคิด เรื่องอยุติธรรมในใต้หล้ามีตั้งมาก จะสนใจไปทำไม เหนื่อยตาย เปล่าๆ “ตีกันแล้วๆ! เฮ! หมัดนี้ร้ายกาจนัก!” ผู้คนทั้งหอสุรามุงดูกันอย่างสนุกสนาน “คนมากรุมตีคนเดียว ไม่ละอายหรือไร!” “เซียนจวินระวังข้างหลัง! ไอ้หยา! เฉียดไปแล้ว! ย้าก...” “หลบได้ดี!” คนเหล่านี้ล้วนชอบดูการชกต่อย แต่โม่หรานไม่ชอบดู เขาพบเจอ ฝนเลือดพายุคาวมานักต่อนัก เรื่องตรงหน้าสำหรับเขาไม่ต่างอะไรจาก แมลงวันส่งเสียงหึ่งๆ เขาปัดเปลือกถั่วลิสงบนเสื้อผ้าอย่างเกียจคร้าน ก่อนจะลุกขึ้น ลงมาชั้นล่าง นักพรตเหล่านั้นก็ยังตะลุมบอนกันอยู่กับคนชุดดำ อีนุงตุงนัง ไม่รู้ว่าใครได้เปรียบใครเสียเปรียบ ปราณกระบี่แหวกอากาศ ฟิ้วๆ โม่หรานยืนเอามือกอดอกพิงกรอบประตูหอสุรา เหลือบตามอง พลางส่งเสียง“ชิ”อย่างอดไม่ได้ ขายขี้หน้า ปกติแล้วคนของยอดเขาสื่อเซิงหนึ่งคนสู้สิบคนได้อย่างเหี้ยมหาญ แต่การต่อสู้ของคนชุดดำผู้นี้กลับไม่ร้ายกาจ ขนาดถูกนักพรตในยุทธภพ หลายคนดึงลงจากหลังม้า รุมเตะถีบอยู่กลางวง ก็ยังไม่ลงมือเอาจริงเสียที กลับตะโกนอย่างอ่อนแอ “วิญญูชนใช้ปากไม่ใช้มือ ใช้เหตุผลกับ
32 ฮัสกี้หน้าโง่กับอาจารย์เหมียวขาวของเขา เล่ม 1 พวกท่าน ไยพวกท่านจึงไม่ฟัง!” เหล่านักพรต “...” โม่หราน “...” สิ่งที่เหล่านักพรตคิด อะไรกัน เจ้าคนผู้นี้ถูกตีจนเลอะเลือนแล้ว ยังมาวิญญูชนใช้ปากไม่ใช้มือ? นี่มันสมองหมั่นโถวไม่มีไส้กระมัง สีหน้าโม่หรานพลันเปลี่ยนไป ฟ้าดินหมุนเคว้ง เขากลั้นหายใจ ดวงตาเบิกกว้างอย่างไม่อยากเชื่อ...เสียงนี้... “ซือเม่ย!” โม่หรานตะโกนเสียงต่ำ ปรี่เข้าไป ซัดฝ่ามือใส่พวก นักพรตอันธพาลทั้งห้าคนด้วยพลังวิญญาณเต็มเปี่ยมจนกระเด็นกระดอน! เขาคุกเข่าลงกับพื้น พยุงคนชุดดำที่เนื้อตัวมอมแมมด้วยฝุ่นดินและรอยเท้า น้ำเสียงสั่นเครือเล็กน้อย... “ซือเม่ย เป็นท่านหรือ”
33 ญาติผู้น้องของตัวข้า 4 “ซือเม่ย” ผู้นี้มิใช่ซือเม่ยที่แปลว่าศิษย์น้องหญิง ซือเม่ยเป็นบุรุษจริงแท้แน่นอน อีกทั้งเมื่อตอนเข้าสำนัก เขายังเป็น ศิษย์พี่ของโม่หรานด้วย ที่มาของชื่ออัปมงคลนี้ เป็นเพราะประมุขแห่งยอดเขาสื่อเซิงไม่มี ความรู้ เดิมซือเม่ยคือเด็กกำพร้าที่ประมุขเก็บกลับมาจากแดนกันดาร เด็กคนนี้ร่างกายอ่อนแอขี้โรคมาตั้งแต่เล็ก ประมุขจึงคิดว่าต้องตั้งชื่อเด็ก ให้ต่ำต้อยหน่อย เด็กจะได้เลี้ยงง่าย เด็กน้อยริมฝีปากแดงฟันขาว เหมือนสาวน้อย น่ารักน่าเอ็นดูนัก ประมุขเค้นความคิด จนได้ชื่อออกมาว่า“เซวียยา”1 เซวียยายิ่งโตก็ยิ่งสูงใหญ่ ยิ่งโตยิ่งหล่อเหลา หน้าตาสะสวย เรือนร่าง ชวนมอง คิ้วตาเย้ายวน ค่อนข้างมีเสน่ห์เหนือผู้คน ชาวบ้านในชนบทไม่มีปัญหากับชื่อเซวียยา แต่ผู้ใดเคยเห็นคนงาม เลิศล้ำมีชื่อว่า“โก่วตั้น”2 หรือ“เถี่ยจู้”3 บ้างเล่า 1 แปลว่า เด็กหญิงแซ่เซวีย 2 แปลว่า ไข่หมา 3 แปลว่า เสาเหล็ก
34 ฮัสกี้หน้าโง่กับอาจารย์เหมียวขาวของเขา เล่ม 1 เหล่าศิษย์พี่ศิษย์น้องร่วมสำนักต่างเห็นว่าไม่เหมาะสม นานวันเข้า จึงไม่มีใครเรียกเซวียยาแล้ว แต่ชื่อที่ประมุขตั้งให้ย่อมไม่สะดวกที่พวกเขา จะแก้ไขเอง ดังนั้นจึงเรียกกันเล่นๆว่า“ศิษย์น้องหญิง”4 คำก็“ศิษย์น้องหญิง” สองคำก็“ศิษย์น้องหญิง” ต่อมาประมุขเลย ได้แต่โบกมือ เอ่ยอย่างเข้าอกเข้าใจว่า “เซวียยา เจ้าก็เปลี่ยนชื่อเสียเลย ชื่อซือเม่ย อักษร‘เม่ย’ที่แปลว่าโง่เขลา เป็นอย่างไร” ยังมีแก่ใจถามอีกว่าเป็นอย่างไร...คนทั่วไปที่ใดจะรับชื่อโง่เง่าเช่นนี้ ได้ แต่ซือเม่ยจิตใจดี เขาเหลือบมองประมุข แล้วพบว่าอีกฝ่ายกำลัง มองเขาด้วยความตื่นเต้น ราวกับคิดว่าตนเองทำความดีใหญ่หลวง ซือเม่ย ไม่อาจทนดูได้ รู้สึกว่าต่อให้ตนเองได้รับความไม่เป็นธรรม ก็ไม่อาจทำให้ ประมุขเสียหน้า จึงคุกเข่าขอบคุณด้วยความยินดีนับแต่นั้นก็เปลี่ยนชื่อแซ่ ด้วยประการฉะนี้ “แค็กๆ” คนชุดดำสำลักสองทีแล้วจึงค่อยผ่อนลมหายใจช้าๆ เหลือบตา มองโม่หราน “หืม? อาหราน? เจ้ามาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร” มองผ่านผ้าโปร่งรางๆที่กั้นอยู่ชั้นหนึ่ง ดวงตาคู่นั้นอ่อนโยนดุจ ธารวสันต์ เจิดจ้าดั่งดวงดารา พุ่งเข้าสู่ก้นบึ้งหัวใจของโม่หราน ชั่วแวบนั้น ความรู้สึกหวานละมุนที่ตกตะกอนมาเนิ่นนานของ ท่าเซียนจวิน ความในใจของหนุ่มน้อย ล้วนคลายผนึกออกมา เป็นซือเม่ย ไม่ผิดแน่ โม่หรานเป็นจอมเสเพล ชาติที่แล้วเคยเริงรักกับทั้งบุรุษและสตรี มากหน้าหลายตา ทว่าสุดท้ายกลับไม่ได้ตายเพราะหมดเรี่ยวแรง ตัวเขาเอง ก็ค่อนข้างผิดคาด แต่กับคนผู้นี้ที่อยู่ในใจเขาเพียงผู้เดียว เขากลับระมัดระวังอย่างยิ่ง 4 ในภาษาจีน อ่านว่า “ซือเม่ย” เหมือนกัน แต่อักษร“เม่ย” เป็นคนละตัวกับ“เม่ย” ที่แปลว่า โง่เขลา
โร่วเปาปูชือโร่ว 35 มิเคยกล้าแตะต้องโดยง่าย หลายปีนั้น เขากับซือเม่ยมีสถานะคลุมเครือ จนกระทั่งซือเม่ยตาย โม่หรานก็แค่เคยจูงมืออีกฝ่าย แม้แต่จุมพิตก็แค่เพียงครั้งเดียวโดยเหตุ บังเอิญ โม่หรานรู้สึกว่าตนเองสกปรก ซือเม่ยอ่อนโยนบริสุทธิ์ผุดผ่องเกินไป ตัวเขาไม่คู่ควร คนผู้นี้ตอนมีชีวิตก็ทำให้เขาทะนุถนอมได้ถึงขั้นนี้ยิ่งไม่ต้องกล่าวถึง หลังจากตายไป คนผู้นี้กลายเป็นดั่งแสงจันทร์นวลผ่องกลางใจของท่าเซียนจวิน แม้จะคะนึงหาด้วยความรวดร้าวทรมาน อีกทั้งคนผู้นี้ก็กลายเป็น ดินเหลืองกำมือหนึ่ง จากไปยังแดนบาดาลเหลือง5 จนยากเสาะหาร่องรอย แล้วก็ตาม ทว่าเวลานี้ ซือเม่ยที่มีลมหายใจปรากฏตัวอยู่ตรงหน้าเขาอีกครั้ง โม่หรานต้องใช้เรี่ยวแรงทั้งหมดสะกดกลั้นความรู้สึกตื่นเต้นของตัวเอง เอาไว้ โม่หรานพยุงเขาลุกขึ้น ปัดฝุ่นดินบนเสื้อคลุมให้เขาด้วยความปวดใจ อย่างสุดแสน “หากข้าไม่อยู่ที่นี่ ท่านคงถูกผู้อื่นรังแกจนเป็นอะไรไปแล้วก็ไม่รู้ คนอื่นตีท่าน ไยจึงไม่ตอบโต้” “ข้าอยากใช้เหตุผลก่อน...” “กับคนเหล่านี้ยังต้องใช้เหตุผลอะไรอีก! บาดเจ็บหรือไม่ เจ็บที่ใด” “แค็กๆ อาหราน ข้า...ข้าไม่เป็นไร” โม่หรานหันไปหานักพรตพวกนั้นด้วยสีหน้าดุดัน “คนของยอดเขา สื่อเซิง พวกเจ้ายังกล้าลงมือ? ขวัญกล้านัก” “อาหราน...ช่างเถอะ...” “พวกเจ้าจะสู้มิใช่หรือ มาสิ! มาประลองกับข้าสักหน่อย!” นักพรตเหล่านั้นถูกโม่หรานฟาดหนึ่งฝ่ามือก็รู้แล้วว่าระดับการบำเพ็ญ 5 หมายถึง ยมโลก
36 ฮัสกี้หน้าโง่กับอาจารย์เหมียวขาวของเขา เล่ม 1 ของคนผู้นี้เหนือกว่าพวกตน ต่างก็เป็นพวกชอบไม้อ่อนกลัวไม้แข็ง ไหนเลย จะกล้าประมือกับโม่หราน พากันล่าถอย ซือเม่ยถอนหายใจติดๆกัน เอ่ยเกลี้ยกล่อม “อาหราน อย่าวิวาท เลย หนักนิดเบาหน่อยก็ให้อภัยกันเถอะ” โม่หรานหันไปมองเขา ในใจรู้สึกเศร้าสลดอย่างไม่อาจห้าม ขอบตา ร้อนผ่าวเล็กน้อย ซือเม่ยจิตใจดีเช่นนี้เสมอมา ยามที่ตายในชาติที่แล้วก็ไม่ผูกพยาบาท แม้แต่น้อย ไม่คิดแค้นเคือง ซ้ำยังถึงขั้นโน้มน้าวเขา ไม่ให้ผูกใจเจ็บที่ อาจารย์ผู้นั้นนิ่งดูดายไม่ช่วยชีวิตเขาทั้งที่ช่วยได้ “แต่ว่าพวกเขา...” “นี่ข้าก็ไม่ได้เป็นอะไรมิใช่หรือ มากเรื่องมิสู้น้อยเรื่อง6 เชื่อฟัง ศิษย์พี่” “เฮ้อๆ ก็ได้ ฟังท่าน ฟังท่านทุกอย่าง” โม่หรานส่ายหน้า ถลึงตา จ้องนักพรตพวกนั้น “ได้ยินหรือไม่ ศิษย์พี่ข้าขอร้องแทนพวกเจ้า! ยืนทื่อ อยู่ทำไม ยังไม่รีบไสหัวไปอีก หรือจะให้ข้าส่งพวกเจ้า” “ขอรับๆๆ! เราจะไสหัวไปเดี๋ยวนี้! ไสหัวไปเดี๋ยวนี้!” ซือเม่ยเอ่ยรั้งพวกเขา “ช้าก่อน” คนเหล่านั้นคิดว่าพวกตนเพิ่งลงไม้ลงมือกับซือเม่ย อีกฝ่ายคงไม่ยอม ปล่อยพวกตนไปง่ายๆแน่ จึงคุกเข่าโขกศีรษะกับพื้นซ้ำๆ “เซียนจวิน เซียนจวิน เราผิดไปแล้ว เรามีตาแต่ไร้แวว ขอเซียนจวินโปรดปล่อยเรา ไปเถิด!” “เมื่อครู่ข้าพูดกับพวกเจ้าดีๆ พวกเจ้ากลับไม่ฟัง” ซือเม่ยถอนหายใจ “พวกเจ้าลักพาตัวบุตรของผู้อื่นไป ให้ต้องทุกข์ทรมานเช่นนี้ ทำให้บิดา มารดาของพวกเขาเจ็บปวดเหมือนถูกมีดกรีดหัวใจ จิตสำนึกของพวกเจ้า อยู่ที่ใด” “ขออภัย! ขออภัย! เซียนจวิน เราผิดไปแล้ว! มิกล้าอีกแล้ว! 6 หมายถึง มีเรื่องน้อยก็ทุกข์น้อย เรื่องยิ่งน้อยยิ่งดี
โร่วเปาปูชือโร่ว 37 มิกล้าอีกแล้ว!” “ต่อไปพวกเจ้าต้องเป็นคนสุจริต ห้ามทำเรื่องชั่วช้าอีก รู้แล้วหรือไม่” “ขอรับ! เซียนจวินสั่งสอนถูกต้อง! เรา...เราสำนึกแล้ว สำนึกแล้ว!” “เมื่อเป็นเช่นนี้ พวกเจ้าก็จงไปขออภัยฟูเหรินผู้นี้ และรักษาลูก ของนางให้ดีด้วย” เรื่องนี้จึงนับว่ายุติลง โม่หรานพยุงซือเม่ยขึ้นม้า ส่วนตนเองเช่าม้า อีกตัวจากโรงพักม้า7 คนทั้งสองกระตุ้นม้าเดินเคียงกันไปช้าๆ มุ่งหน้า กลับสำนัก จันทร์เสี้ยวประดับฟ้า แสงจันทร์ส่องผ่านแมกไม้สาดกระจายลำแสงบนทาง สายน้อยในเงาป่า ขณะที่มุ่งหน้าไป โม่หรานก็ค่อยๆคิดอย่างสุขใจ...เดิมคิดว่าอย่างน้อย ก็ต้องกลับถึงยอดเขาสื่อเซิงก่อน จึงจะได้พบซือเม่ย คาดไม่ถึงว่าซือเม่ย จะลงเขามาทำธุระ ทำให้เขามาพบเข้าพอดีโม่หรานยิ่งเชื่อมากกว่าเดิมว่า เขากับซือเม่ยมีวาสนาต่อกันจริงๆ แม้จะบอกว่าเวลานี้เขากับซือเม่ยยังมิได้อยู่ร่วมกัน แต่ชาติก่อนก็เคย คลุกคลีกันมา มาชาตินี้ทุกอย่างจึงไหลลื่นคุ้นเคย เงื่อนไขก็เอื้ออำนวย อย่างเห็นได้ชัด สิ่งเดียวที่โม่หรานกังวลคือ ต้องปกป้องซือเม่ยให้ดีอย่าให้เขาตาย อย่างน่าเวทนาในอ้อมอกตนเหมือนเช่นตอนนั้นอีก... ซือเม่ยไม่รู้ว่าโม่หรานคือคนที่กลับมาเกิดใหม่ จึงพูดคุยกับเขาตาม ปกติทั้งสองคุยกันจนมาถึงเชิงเขาสื่อเซิง ไม่คาดคิดว่าดึกดื่นเช่นนี้กลับมีคนผู้หนึ่งยืนอยู่หน้าประตูเขา กำลัง จ้องมาทางทั้งสอง “โม่หราน! เจ้ายังรู้จักกลับมาด้วยรึ” 7 “อี้ก่วน” เรียกจุดพักม้าที่เป็นเรือนแรมในตัว สำหรับให้คนเดินทางพักหรือเปลี่ยน ม้าของตน พร้อมกับพักแรมได้ด้วย จึงมีขนาดใหญ่กว่าจุดพักม้า (อี้จ้าน) ที่เป็นเพียงที่สำหรับ พักม้าและเปลี่ยนม้าระหว่างเดินทางเป็นระยะๆเพียงอย่างเดียว
38 ฮัสกี้หน้าโง่กับอาจารย์เหมียวขาวของเขา เล่ม 1 “เอ๋?” โม่หรานกลอกตา โอ้โฮ บุตรรักของสวรรค์กำลังเดือดดาล คนผู้นี้มิใช่ใครอื่น เป็นเซวียเหมิงในวัยเยาว์ เทียบกับเซวียเหมิงคนที่โม่หรานพบก่อนตาย เขาในวัยสิบห้าสิบหกปี หล่อเหลาและมุทะลุกว่าอย่างเห็นได้ชัด เขาสวมชุดเกราะเบาสีน้ำเงิน ขอบเงิน รวบผมเป็นหางม้าสูง รัดด้วยรัดเกล้าเงิน เอวสอบทรงพลังคาด เข็มขัดหัวสิงห์ สวมปลอกแขนและสนับแข้งครบครัน ที่หลังสะพายดาบ โค้งเปล่งประกายเย็นเยียบ กระบอกธนูคาดแขนเสื้อด้านซ้ายสาดประกาย สีเงิน โม่หรานลอบถอนหายใจ คิดอย่างตรงไปตรงมาว่า อืม ขี้อวด เซวียเหมิง ไม่ว่าในวัยเยาว์หรือเติบใหญ่ ก็ขี้อวดจริงๆ ดูเขาสิ เด็กหนุ่มผู้หนึ่ง กลางค่ำกลางคืนไม่หลับไม่นอน สวม ชุดเกราะเต็มยศของยอดเขาสื่อเซิง จะทำอะไรกัน แสดงไก่ฟ้าหาคู่ นกยูงรำแพนหางรึ เพียงแต่ โม่หรานไม่ชอบเซวียเหมิง เซวียเหมิงเองก็ใช่ว่าจะชอบเขา โม่หรานเป็นบุตรนอกสมรส ในวัยเด็กเขาไม่รู้เลยว่าบิดามารดาของตน เป็นใคร อาศัยรับจ้างจิปาถะหาเลี้ยงชีพในโรงดนตรี8 แห่งหนึ่งที่เซียงถาน จนกระทั่งอายุสิบสี่ปีจึงมีคนมารับตัวไปยังยอดเขาสื่อเซิง เซวียเหมิงคือประมุขน้อยของยอดเขาสื่อเซิง นับดูแล้ว ความจริง เขาก็คือญาติผู้น้องของโม่หราน เซวียเหมิงประสบความสำเร็จตั้งแต่วัยเยาว์ เป็นอัจฉริยะผู้หนึ่ง ใครต่อใครต่างขนานนามว่า “บุตรรักของสวรรค์” “บุตรพญาหงส์” คนธรรมดาต้องบำเพ็ญสร้างรากฐานสามปีฝึกสำเร็จ แก่นวิญญาณอย่างน้อยที่สุดก็ต้องใช้เวลาสิบปี เซวียเหมิงปราดเปรื่อง 8 โรงดนตรีคือสถานบันเทิงในสมัยโบราณ เน้นการเล่นดนตรีและร้องเพลงเป็นหลัก อาจมีการค้าบริการตามความสมัครใจของสตรีซึ่งแตกต่างกันไปในแต่ละยุคสมัย
โร่วเปาปูชือโร่ว 39 มีพรสวรรค์ ตั้งแต่เข้าสำนักจนกระทั่งฝึกแก่นวิญญาณสำเร็จ ใช้เวลา ทั้งสิ้นไม่เกินห้าปี เป็นที่ปลาบปลื้มของบุพการีทุกหนแห่งล้วนแซ่ซ้อง สรรเสริญ แต่ในสายตาโม่หราน ไม่ว่าเขาจะเป็นพญาหงส์หรือไก่ เป็นนกยูง หรือว่าเป็ด อย่างไรก็เป็นนกวันยังค่ำ ต่างกันที่ขนยาวขนสั้นเท่านั้น โม่หรานเห็นเซวียเหมิงเป็นนกไร้สาระ เซวียเหมิงเห็นโม่หรานเป็นสุนัขไร้ค่า บางทีอาจเป็นสิ่งที่สืบทอดในวงศ์วานว่านเครือ พรสวรรค์ของ โม่หรานเองก็น่าทึ่งอย่างยิ่ง ถึงขั้นกล่าวได้ว่าน่าทึ่งกว่าเซวียเหมิง ทันทีที่โม่หรานมาถึง เซวียเหมิงก็รู้สึกว่าตนเองสูงส่งเลิศเลอเป็น พิเศษ การฝึกบำเพ็ญดีมีความรู้ วิชายุทธ์แข็งแกร่ง หน้าตาหล่อเหลา มิใช่คนประเภทเดียวกับญาติผู้พี่ของเขาที่เป็นสวะเสเพล สำมะเลเทเมา ไปวันๆ โง่เง่าไม่รู้หนังสือเลยสักตัว บุตรพญาหงส์ผู้หลงตนทำเป็นฮึดฮัดสั่งการผู้ติดตาม “พวกเจ้าจงฟัง โม่หรานผู้นี้ทำตัวเอ้อระเหยลอยชาย ไร้วิชาความรู้ เป็นพวกเกกมะเหรก ข้างถนน ห้ามพวกเจ้าข้องแวะกับเขา เห็นคนผู้นี้เป็นสุนัขก็พอ” บรรดาผู้ติดตามพากันประจบประแจง “ประมุขน้อยกล่าวถูกต้อง ยิ่ง โม่หรานผู้นี้อายุสิบหกแล้ว เพิ่งเริ่มฝึกบำเพ็ญตอนนี้ ข้าว่าอย่างน้อย ที่สุดเขาก็ต้องใช้เวลาสิบปีถึงจะสร้างรากฐานได้ ยี่สิบปีถึงจะเชื่อมแก่น วิญญาณได้ถึงตอนนั้นประมุขน้อยของเราคงผ่านด่านเคราะห์เหินหาวไปแล้ว ส่วนเขาได้แต่มองดูอยู่ที่พื้นตาละห้อย” เซวียเหมิงแค่นหัวเราะอย่างเย็นชาด้วยความย่ามใจ “ยี่สิบปี? เฮอะ ข้าว่าเศษสวะเช่นเขา ชาตินี้ก็ไม่มีวันฝึกแก่นวิญญาณได้” ไม่มีผู้ใดคาดคิดว่า เศษสวะผู้นี้ติดตามอาจารย์ เรียนรู้อย่างไม่เป็น โล้เป็นพายอยู่หนึ่งปีก็สำเร็จแก่นวิญญาณแล้ว บุตรพญาหงส์รู้สึกราวกับถูกฟ้าผ่า เหมือนตนเองถูกตบหน้า ทำ อย่างไรก็กล้ำกลืนโทสะนี้ไม่ลง เขาจึงลอบทำของ แช่งชักให้ผู้อื่นขี่กระบี่ลื่นล้ม ท่องคาถาลิ้นพันกัน
40 ฮัสกี้หน้าโง่กับอาจารย์เหมียวขาวของเขา เล่ม 1 ทุกครั้งที่เจอหน้าโม่หราน พญาหงส์น้อยเซวียเหมิงเป็นต้องถลึงตา ใส่อย่างไม่ลดราวาศอก แค่นเสียงออกจมูกที่ได้ยินไปไกลถึงสามหลี่9 โม่หรานนึกถึงเรื่องราวในวัยเยาว์เหล่านั้น ดวงตาก็หยีโค้งด้วยความนึกสนุก อย่างอดไม่ได้ เขาไม่ได้สนุกกับเรื่องทางโลกเช่นนี้มานานแล้ว เดียวดาย มาสิบปีแม้แต่ความแค้นในอดีต มาบัดนี้พอได้เคี้ยวก็รู้สึกกรุบกรอบ หอมหวนยิ่งนัก ซือเม่ยเห็นเซวียเหมิงก็รีบลงจากม้า ถอดหมวกโต่วลี่ติดผ้าโปร่งดำ ออก เผยให้เห็นใบหน้างามล้ำ มิน่าเล่าเขาจึงต้องแต่งกายเช่นนี้ยามออกไปข้างนอกตามลำพัง โม่หรานลอบมองอยู่ข้างๆ หัวจิตหัวใจไหวหวั่น คิดเพ้อเจ้อไปเรื่อย คนผู้นี้ รูปโฉมงามหยาดเยิ้ม สะกดวิญญาณโดยแท้ ซือเม่ยทักทายเขา “ประมุขน้อย” เซวียเหมิงพยักหน้า “กลับมาแล้วหรือ เรื่องหมีมนุษย์จัดการ เรียบร้อยแล้ว?” ซือเม่ยยิ้มน้อยๆ “เรียบร้อยแล้ว เคราะห์ดีที่เจออาหราน จึงช่วย ข้าได้มาก” สายตาโอหังของเซวียเหมิงราวกับใบมีดคมกริบที่ซัดเข้ามาปานพายุ กวาดไปทั่วร่างโม่หรานอย่างรวดเร็ว ก่อนจะละสายตาไปทันทีคิ้วขมวดมุ่น สีหน้าเหยียดหยาม ราวกับว่าถ้ามองโม่หรานนานอีกหน่อยจะแปดเปื้อน สองตาของตนกระนั้น “ซือเม่ย เจ้าไปพักผ่อนเถิด ภายหน้าคลุกคลีกับเขาให้น้อยหน่อย คนลับๆล่อๆเยี่ยงโจรพรรค์นี้อยู่ใกล้ก็มีแต่จะเลียนเอาสิ่งไม่ดี” โม่หรานมีหรือจะยอมอ่อนข้อ ยิ้มเยาะเอ่ยว่า “ซือเม่ยไม่เลียนแบบข้า หรือจะให้เลียนแบบเจ้า ดึกดื่นยังแต่งตัวเต็มยศ ชูหางหลงตนเหมือน นกผยอง ไหนจะยังมีบุตรรักของสวรรค์อะไรนั่นอีก...ฮ่าๆๆ ข้าว่าเป็นบุตรี 9 1 หลี่/ลี้ เท่ากับ 500 เมตร ในที่นี้เป็นการเปรียบเปรยว่าได้ยินไปไกลมาก
โร่วเปาปูชือโร่ว 41 คนโปรดซะมากกว่า” เซวียเหมิงเดือดพล่าน “โม่หราน ชำระปากคอเจ้าให้สะอาดเสีย ด้วย! ที่นี่บ้านข้า! เจ้าคิดว่าตนเองเป็นใคร” โม่หรานนับนิ้วคำนวณ “ข้าคือญาติผู้พี่ของเจ้า จะว่าไป ก็สมควร จัดลำดับอยู่ก่อนเจ้า” เซวียเหมิงราวกับถูกมูลสุนัขสาดใส่หน้า หน้านิ่วคิ้วขมวดด้วยความ เดียดฉันท์ทันที เอ่ยเสียงขึ้งโกรธ “ใครมีญาติผู้พี่เช่นเจ้า! อย่าแปะทอง บนหน้าตนเอง10นักเลย ในสายตาข้า เจ้ามันก็แค่สุนัขที่กลิ้งอยู่ในปลักตม!” เซวียเหมิงผู้นี้ชอบด่าทอผู้อื่นเป็นสุนัข ไอ้ลูกสุนัขเอย ไอ้สุนัข ไร้ค่าเอย แม่สุนัขเลี้ยงพ่อสุนัขให้กำเนิดเอย พอปากขยับก็ด่าเสียคล่อง โม่หรานคุ้นเคยกับเรื่องเช่นนี้มานานแล้ว จึงทำเป็นแคะหูไม่นำพา กลับเป็น ซือเม่ยที่ฟังจนกระอักกระอ่วนอยู่ข้างๆ คอยกระซิบเตือนเขาหลายคำ สุดท้ายเซวียเหมิงแค่นเสียงเย็นชาออกจมูก หุบปากนกอันสูงส่งของตนเอง ได้เสียที ซือเม่ยยิ้ม ถามไถ่อย่างสุภาพ “ดึกป่านนี้แล้ว ประมุขน้อยรอคน อยู่หรือ” “ไม่เช่นนั้นจะให้มาทำอะไร ชมจันทร์รึ” โม่หรานกุมท้องหัวเราะพลางว่า “ข้าก็ว่าเหตุใดเจ้าจึงแต่งองค์ ทรงเครื่องเสียชวนมองขนาดนี้ ที่แท้ก็นัดหมายคนไว้ เอ๋ ว่าแต่ผู้ใด กันนะที่โชคร้ายถูกเจ้าคิดถึง ข้าละเห็นใจนางนัก ฮ่าๆๆๆ” ใบหน้าของเซวียเหมิงดำคล้ำยิ่งกว่าเดิม กรงเล็บนั่นถ้าตะกุยขึ้นมา ถ่านคงร่วงกราวได้สามชั่ง เขาเอ่ยเสียงกระด้าง “เจ้า!” “...ข้า?” “คุณชายเช่นข้ากำลังรอเจ้า เจ้าจะว่าอย่างไร” โม่หราน “...” 10หมายถึง อวยตัวเอง