The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

ฮัสกี้หน้าโง่กับอาจารย์เหมียวขาวของเขา-1

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Tewin Kesornkerd, 2023-02-12 11:58:51

ฮัสกี้หน้าโง่กับอาจารย์เหมียวขาวของเขา-1

ฮัสกี้หน้าโง่กับอาจารย์เหมียวขาวของเขา-1

42 ตัวข้ามิได้ขโมย 5 แสงไฟในตำหนักตานซิน1 สว่างไสว ซือเม่ยขอตัวจากไปก่อนแล้ว โม่หรานตามเซวียเหมิงเข้าไปใน ตำหนักอย่างจับต้นชนปลายไม่ถูก ครั้นเห็นภาพภายในตำหนักก็พลัน กระจ่าง ที่แท้เป็นหรงจิ่วหญิงไม่ใช่ชายไม่เชิงผู้นั้น ก่อนผละจากมาเขาได้ขโมยทรัพย์สินของหรงจิ่ว อีกฝ่ายช่างขวัญ กล้านัก ตามมาหาถึงยอดเขาสื่อเซิง หรงจิ่วอิงแอบอยู่ในอ้อมอกบุรุษร่างสูงใหญ่ ร้องไห้เสียน่าสงสาร เหมือนดอกสาลี่ต้องฝน พอเห็นโม่หรานกับเซวียเหมิงเข้ามาในตำหนัก เสียงร้องไห้ของเขาก็ดังขึ้นอีกสามระดับ ดูจากสภาพ หากบุรุษผู้นั้นมิได้ โอบเขาอยู่ น่ากลัวว่าเขาจะน้ำลายฟูมปากสลบเหมือดไปแล้ว บนแท่นยกพื้นหลังม่านมุก มีสตรีร่างบอบบางผู้หนึ่งนั่งอยู่ เห็น ชัดว่ากำลังงุนงงวางตัวไม่ถูกอยู่บ้าง โม่หรานมิได้มองคู่ชู้สุนัขนั่น เขาคารวะสตรีหลังม่าน “ท่านป้า ข้ากลับมาแล้ว” สตรีผู้นี้ก็คือประมุขแห่งยอดเขาสื่อเซิง หวังฟูเหริน 1 ตำหนักใจภักดิ์


โร่วเปาปูชือโร่ว 43 นางไม่เหมือนสตรีผู้กล้าที่เก่งกาจทัดเทียมบุรุษ แต่เป็นสตรีในเหย้า ในเรือนที่สองหูไม่ฟังเรื่องภายนอก พอสามีไม่อยู่ คนอื่นมาหาเรื่องถึงที่ นางก็ไม่รู้จะจัดการเช่นไร ได้แต่เอ่ยอย่างขลาดๆ “อาหราน เจ้ามาเสียที” โม่หรานทำเป็นมองไม่เห็นผู้ร้องทุกข์คู่นั้น ยิ้มเอ่ยว่า “ดึกป่านนี้แล้ว ท่านป้ายังไม่นอนอีก มีธุระหาข้าหรือ” “อืม เจ้าดูเถิด คุณชายหรงท่านนี้บอกว่าเจ้า...เจ้าเอาเงินเขาไป?” นางหนังหน้าบาง ไม่สะดวกเอ่ยว่าโม่หรานไปเที่ยวหอเริงรมย์ ได้แต่ พูดอย่างเลี่ยงๆให้เบาลง ดวงตาโม่หรานหยีโค้ง เอ่ยว่า “อะไรกัน ข้ามิได้ขาดเงิน จะเอา ของของพวกเขาไปทำไม อีกอย่างทั้งสองท่านนี้ยังเป็นคนแปลกหน้า ข้า รู้จักพวกท่านหรือ” คุณชายร่างสูงใหญ่ผู้นั้นแค่นหัวเราะเย็นชา “ผู้ต่ำต้อยแซ่ฉาง เป็นบุตรคนโตของครอบครัว คนทำกิจการไม่ใส่ใจเรื่องจุกจิก เรียกข้าว่า ฉางต้าก็พอ” โม่หรานยิ้มน้อยๆ แต่กลับเรียกชื่อฉางต้ากลับหลัง “ที่แท้เป็น คุณชายต้าฉาง2 เลื่อมใสมานาน เลื่อมใสมานาน เสียมารยาทแล้ว เสียมารยาทแล้ว เช่นนั้นอีกท่านคือ...” คุณชายต้าฉาง “เฮอะๆ คุณชายโม่ช่างทำป้ำเป๋อแสร้งโง่ได้เก่งนัก เราสองคนเพิ่งพบกันก็จริง แต่เดือนนี้ในสามสิบวัน ท่านค้างที่ห้องจิ่วเอ๋อร์ สิบห้าวัน ท่านตาบอดรึจะไม่รู้จักเขาได้อย่างไร” โม่หรานไม่ลุกลน ยิ้มน้อยๆ พลางเหลือบมองหรงจิ่ว “อะไรกัน คิดจะขู่ข้าหรือ ข้าเป็นคนตรง ไม่เคยหลับนอนกับซานเอ๋อร์จิ่วเอ๋อร์อะไร มาก่อน” หรงจิ่วโมโหจนหน้าแดง แต่กลับยังซุกอยู่ในอ้อมอกของคนแซ่ฉาง ร้องไห้เป็นดอกสาลี่ต้องฝน “คะ...คุณชายโม่ ข้ารู้ว่าตนต่ำต้อย ไม่คู่ควร กับที่แห่งนี้ หากมิใช่เพราะท่านรังแกข้าจนเกินไป ข้า...ข้าก็คงไม่มาหาถึง 2 เสียงพ้องกับคำที่มีความหมายว่า“ลำไส้ใหญ่”


44 ฮัสกี้หน้าโง่กับอาจารย์เหมียวขาวของเขา เล่ม 1 ที่นี่ แต่ท่านกลับพลิกหน้ากลายเป็นศัตรู3 เช่นนี้ ข้า...ข้า...” โม่หรานเอ่ยราวกับได้รับความไม่เป็นธรรม “ข้าไม่รู้จักท่านจริงๆ แม้แต่ท่านเป็นบุรุษหรือสตรี ข้ายังดูไม่ออก แล้วเราจะเคยพบกันได้ อย่างไร” “เมื่อคืนท่านยังอุดหนุนกิจการข้าอยู่เลย ไยจึงเปลี่ยนเป็นเย็นชา เช่นนี้คุณชายฉาง คุณชายฉาง ท่านต้องออกหน้าให้ข้านะ” ว่าพลางซบอก ของคนแซ่ฉางอย่างแนบแน่นกว่าเดิม ร้องไห้จนกลายเป็นมนุษย์น้ำตา เซวียเหมิงฟังอยู่ข้างๆจนหน้าเขียวคล้ำ คิ้วกระตุก หากมิใช่ว่า ต้องสำรวมตนในฐานะประมุขน้อย เขาคงตะเพิดคู่ชู้สุนัขที่คลอเคลียกัน อยู่นี่ลงเขาไปนานแล้ว คุณชายต้าฉางลูบศีรษะหรงจิ่ว เอ่ยปลอบด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน ก่อนจะเงยหน้าขึ้นกล่าวอย่างดุดัน “หวังฟูเหริน ยอดเขาสื่อเซิงเป็น สำนักใหญ่ทรงคุณธรรม แต่คุณชายโม่ผู้นี้กลับเลวทรามต่ำช้า! จิ่วเอ๋อร์ หาเงินอย่างยากเย็น เพื่อจะได้ไถ่ตัวเองในเร็ววัน แต่เขากลับประเสริฐนัก ไม่เพียงข่มเหงจิ่วเอ๋อร์ ยังชิงทรัพย์สินที่หามาด้วยเลือดเนื้อหยาดเหงื่อ หากวันนี้สำนักท่านไม่ให้คำอธิบายที่น่าพอใจแก่พวกเรา สกุลฉางเราแม้มิได้ ฝึกเซียน แต่ก็ทำมาค้าขายมาหลายรุ่น ทรัพย์สินล้นฟ้า จะต้องทำให้ พวกท่านอยู่ปาสู่4 ไม่เป็นสุขแน่!” หวังฟูเหรินลนลาน “เอ่อ...คุณชายฉางอย่าเพิ่งมีโทสะ ข้า...ข้า...” โม่หรานแค่นหัวเราะหยันในใจ พ่อค้าเกลือสกุลฉางรวยจนเหมือน หมูอ้วนมันเยิ้ม แต่คุณชายต้าฉางผู้นี้กลับทำไม่ได้แม้แต่จะไถ่ตัวให้หรงจิ่ว ซ้ำยังให้จิ่วเอ๋อร์ของเขาหาเงินเอง หากกล่าวว่าไม่มีอุบายเคลือบแฝง ใคร จะไปเชื่อ แต่ปากยังคงคลี่ยิ้ม กล่าวว่า “อา ที่แท้พี่ต้าฉางคือบุตรพ่อค้ามั่งคั่ง แห่งอี้โจว หน่วยก้านสมสง่าดังคาด เปิดหูเปิดตาแล้ว เลื่อมใสๆ” 3 หมายถึง เปลี่ยนท่าทีเป็นอริไม่เป็นมิตร 4 ชื่อในอดีตของมณฑลซื่อชวน


โร่วเปาปูชือโร่ว 45 คุณชายต้าฉางวางท่าเย่อหยิ่ง “หึนับว่ายังรู้จักฟ้าสูงแผ่นดินต่ำ อยู่บ้าง ในเมื่อเป็นเช่นนี้ ก็รีบรู้จักฉลาด จะได้ไม่หาเรื่องเดือดร้อนใส่ตน เอาของของจิ่วเอ๋อร์ไป ยังไม่รีบเอาออกมาคืนอีก” โม่หรานยิ้ม “แปลกนัก จิ่วเอ๋อร์ของท่านรับแขกมากมายทุกวัน ของล้ำค่าหายไป ไยไม่โทษคนอื่น กลับโยนมาที่ข้า” “เจ้า!” คุณชายต้าฉางกัดฟันกรอดๆ แค่นหัวเราะหยัน “ได้ๆๆ ข้ารู้อยู่แล้วว่าเจ้ามันเจ้าเล่ห์นัก! หวังฟูเหริน ท่านเองก็เห็นแล้ว คุณชายโม่ ไร้เหตุผล ให้ตายก็คงไม่ยอมรับ ข้าไม่พูดกับเขาแล้ว ท่านเป็นผู้ใหญ่ที่นี่ เรื่องนี้ให้ท่านตัดสิน!” หวังฟูเหรินเป็นสตรีอ่อนต่อโลก ยามนี้ร้อนรนจนเรียบเรียงคำพูด ไม่ถูก “ข้า...อาหราน...เหมิงเอ๋อร์...” เซวียเหมิงยืนอยู่ข้างๆ เห็นมารดาลำบากใจก็ก้าวขึ้นหน้ามา “คุณชายฉาง ยอดเขาสื่อเซิงมีกฎระเบียบเคร่งครัด หากที่ท่านว่าเป็น ความจริง หากโม่หรานขโมยทรัพย์สินและกระทำชำเราจริง เราย่อม ลงโทษอย่างหนัก แต่ท่านพูดโดยไร้หลักฐาน ที่บอกว่าโม่หรานขโมยของ มีหลักฐานหรือไม่” คุณชายต้าฉางแค่นหัวเราะ “ข้ารู้อยู่แล้วว่าสำนักพวกเจ้าต้องมา ไม้นี้แน่ ดังนั้นจึงตั้งใจเร่งรุดมาก่อนที่โม่หรานจะกลับมาถึง เพื่อขอพบ หวังฟูเหรินโดยเฉพาะ” เขากระแอมให้คอโล่ง เอ่ยว่า “ฟังให้ดี จิ่วเอ๋อร์มีไข่มุกสองหู5 ตำลึงทองสิบก้อน กำไลทองดอกเหมยหนึ่งคู่ ต่างหูหยกเขียวหนึ่งคู่ นอกจากนี้ยังมีจี้ผีเสื้อหยกหนึ่งชิ้น ขอเพียงค้นเจอสิ่งเหล่านี้บนตัวโม่หราน ก็จะรู้ว่าข้าปรักปรำเขาหรือไม่” โม่หรานไม่ยินยอม “มีสิทธิ์อะไรมาค้นตัวข้า” “หึข้าว่าเจ้าร้อนตัวกระมัง” คุณชายต้าฉางเชิดคางอย่างจองหอง “หวังฟูเหริน ลักขโมยและล่วงประเวณีที่สำนักของท่านมีบทลงโทษเช่นไร” 5 1 หู เท่ากับ 50 ลิตร


46 ฮัสกี้หน้าโง่กับอาจารย์เหมียวขาวของเขา เล่ม 1 หวังฟูเหรินเอ่ยเสียงแผ่ว “เรื่องนี้...เรื่องของสำนัก ที่ผ่านมาล้วน เป็นฟูจวิน6 จัดการ ข้า...ไม่รู้จริงๆ...” “มิถูกๆ ข้าว่าหวังฟูเหรินมิใช่ไม่รู้แต่ว่าจงใจ หมายปกป้องหลาน ชายตนเอง เฮอะๆ คิดไม่ถึงว่ายอดเขาสื่อเซิงจะเป็นเขตอิทธิพลที่โสโครก เช่นนี้...” “พอทีๆ ท่านป้าของข้าก็บอกแล้วว่านางไม่รู้ว่าควรจัดการเช่นไร เจ้ารังแกสตรีไปคนหนึ่งแล้ว ยังไม่พออีกรึ” สุดท้ายโม่หรานก็ฟังจนเริ่ม หงุดหงิดขึ้นมาบ้างแล้ว ตัดบทเขา เก็บรอยยิ้มทะเล้นบนใบหน้าไปหลายส่วน หันไปจ้องคู่ชู้สุนัข “ได้ ข้าจะให้เจ้าค้นตัว แต่หากค้นไม่เจอสิ่งใด แล้วกลายเป็นว่า เจ้าใส่ร้ายข้าด้วยถ้อยคำสกปรก จะว่าอย่างไร” “เช่นนั้นข้าจะขอลุแก่โทษต่อคุณชายโม่ทันที” “ได้” โม่หรานตอบตกลงอย่างยินดียิ่ง “เพียงแต่มีข้อแม้หากเจ้า เป็นฝ่ายผิด เพื่อเป็นการขออภัย เจ้าต้องคลานลงจากเขาสื่อเซิง” คุณชายต้าฉางเห็นท่าทีมั่นอกมั่นใจของโม่หรานก็อดคลางแคลงมิได้ ตั้งแต่เด็กเขาก็อิจฉาผู้ที่ฝึกเซียนมาตลอด แต่จนใจที่พรสวรรค์ ของตนย่ำแย่เกินกว่าจะเข้าถึงได้ หลายวันก่อน เขาได้ยินว่าคู่ขาเก่าหรงจิ่วได้เป็นคนโปรดของโม่หราน สองคนจึงทำข้อตกลงกัน ขอเพียงหรงจิ่วหาโอกาสช่วงชิงฐานการบำเพ็ญ ของโม่หรานมาได้คุณชายต้าฉางก็จะไถ่ตัวให้หรงจิ่ว ไม่เพียงไถ่ตัว แต่ ยังจะรับหรงจิ่วเข้าบ้าน รับรองความมั่งมีศรีสุขของเขาไปชั่วชีวิต คุณชายต้าฉางแสวงเซียน หรงจิ่วแสวงทรัพย์ คนพาลสมคบกัน เข้าขากันดียิ่ง ชาติที่แล้วโม่หรานหลงกลพวกเขา แม้ต่อมาเรื่องจะลงเอยลงได้ แต่ก็ได้รับความลำบากไม่น้อย มาชาตินี้ คนทั้งสองกลับลักไก่ไม่สำเร็จ แถมยังต้องเสียข้าวสารหนึ่งกำมือ ไม่รู้เพราะเหตุใด จู่ๆโม่หรานผู้นี้ก็ 6 คำที่ภรรยาใช้เรียกสามีด้วยความเคารพ


โร่วเปาปูชือโร่ว 47 เปลี่ยนนิสัยปุบปับ หลายวันก่อนยังนอนละเมอเพ้อพกในแดนฝันอัน อ่อนละมุน คำก็จิ่วเอ๋อร์ สองคำก็จิ่วเอ๋อร์อยู่เลย ทว่าเช้าวันนี้หลังจาก กระทำหรงจิ่วอย่างรุนแรงไปสองรอบ กลับกวาดของมีค่าของหรงจิ่วหนีไป คุณชายต้าฉางเดือดดาล ลากหรงจิ่วมาร้องทุกข์ที่ยอดเขาสื่อเซิง ทันที คุณชายค้าเกลือผู้นี้ดีดลูกคิดต๊อกแต๊ก วางแผนไว้แล้วว่า หาก โม่หรานถูกจับได้ก็จะบีบให้หวังฟูเหรินทำลายฐานการบำเพ็ญของโม่หราน ด้วยเหตุนี้เขาจึงเจาะจงพกแผ่นหยกดูดซับฐานการบำเพ็ญมาด้วย เตรียม เก็บเกี่ยวผลประโยชน์กลับไป เพื่อจะเอาไปผสานเข้าจุดชี่ไห่7 ของตนเอง แต่พอเห็นท่าทีเช่นนี้ของโม่หราน คุณชายต้าฉางรู้สึกเหมือนจวนตัว เกิดความลังเลขึ้นมา โม่หรานเจ้าเล่ห์นัก ไม่แน่ว่าอาจเอาของที่ขโมยมาไปขายหมดแล้ว และกำลังรอล้างมลทินให้ตนเองอยู่ แต่พอลองคิดดู เรื่องมาถึงขั้นนี้แล้ว จะล้มเลิกก็น่าเสียดาย ไม่แน่ ว่าเจ้าเด็กหนุ่มนี่อาจแค่วาดเสือกระดาษ... ทางนี้กำลังครุ่นคิดอย่างหนัก ทางโน้นโม่หรานเริ่มถอดเสื้อผ้าแล้ว เขาถอดเสื้อชั้นนอกออกอย่างสบายอกสบายใจ โยนทิ้งไปสุ่มๆ จากนั้นยิ้มน้อยๆ ทำท่าเชื้อเชิญ “มิต้องเกรงใจ ค่อยๆค้น” หลังจากค้นไปค้นมา นอกจากอัฐจำนวนหนึ่ง ก็ไม่พบอะไรทั้งสิ้น คุณชายต้าฉางถึงกับหน้าเปลี่ยนสี “เป็นไปได้อย่างไร! เขาต้องใช้อุบายแน่ๆ!” ดวงตาดำแซมประกายม่วงของโม่หรานหรี่ลง เขาลูบคางพลางกล่าว “เสื้อชั้นนอกของข้า เจ้าก็ค้นเป็นสิบรอบแล้ว ทั้งเนื้อทั้งตัวข้า เจ้าก็คลำ ไปเจ็ดแปดรอบ ขาดแต่เปลือยกายให้เจ้าดู เจ้ายังไม่ถอดใจอีกหรือ” “โม่หราน เจ้า...” โม่หรานพลันกระจ่าง “อ๊ะ เข้าใจแล้ว คุณชายต้าฉาง เจ้าคงมิได้ 7 ทะเลปราณ จุดเดียวกับจุดตานเถียน อยู่บริเวณท้องน้อย


48 ฮัสกี้หน้าโง่กับอาจารย์เหมียวขาวของเขา เล่ม 1 กระสันในความงามของข้า ตั้งใจแสดงละครฉากนี้ วิ่งมาหาเศษหาเลย กับข้า เอาเปรียบข้าโดยเฉพาะกระมัง” คุณชายต้าฉางโกรธจนเจียนจะหน้ามืด ชี้จมูกโม่หรานอยู่นานก็พูด อะไรไม่ออกสักคำ อัดอั้นจนหน้าแดงไปหมด เซวียเหมิงซึ่งอยู่ข้างๆ ทนจนถึงที่สุดแล้ว ต่อให้ไม่ชอบหน้าโม่หราน แต่อย่างไรโม่หรานก็เป็นคน ของยอดเขาสื่อเซิง มิอาจให้คนนอกลบหลู่ได้ เซวียเหมิงก้าวเข้าไปโดยไม่เกรงใจแม้แต่น้อย ยกมือหักนิ้วของ คุณชายต้าฉาง เอ่ยอย่างขุ่นเคือง “วุ่นวายกับเจ้ามาครึ่งค่อนวัน ที่แท้ ก็เป็นการหาเรื่อง!” คุณชายต้าฉางเจ็บจนร้องโอดโอย กุมนิ้วมือตนเองไว้ “พะ... พวกเจ้าประเสริฐนัก! ตะเภาเดียวกัน! มิน่าจึงไม่พบสิ่งของเหล่านั้นบนตัว โม่หราน เจ้าต้องเอาไปซ่อนให้เขาแล้วแน่! เจ้าเองก็ถอดเสื้อผ้าออกด้วย ข้าจะค้นตัวเจ้า!” ถึงกับมีคนกล้าสั่งให้ข้าถอดเสื้อ?! เซวียเหมิงอับอายจนเดือดดาล ทันที“ไร้ยางอาย! คิดจะเอาตีนสุนัขของเจ้ามาแตะต้องชายเสื้อของคุณชาย เช่นข้ารึยังไม่รีบไสหัวไปให้พ้นอีก!” ประมุขน้อยพูดจบ บรรดาผู้ติดตามในตำหนักตานซินที่อดทน มานานก็กรูเข้ามาทันทีจัดการไล่ตะเพิดมนุษย์ธรรมดาที่ไร้กำลังตอบโต้ สองคนลงจากเขาไป ได้ยินเสียงตะโกนอย่างแค้นเคืองของคุณชายต้าฉางดังมาไกลๆ “โม่หราน ฝากไว้ก่อน! ข้าไม่จบสิ้นกับเจ้าเท่านี้แน่!” โม่หรานยืนอยู่นอกตำหนักตานซิน ทอดสายตามองท้องฟ้ายามราตรี ยิ้มตาหยีพลางเอ่ยอย่างทอดถอนใจ “ข้าละกลัวนัก” เซวียเหมิงเหลือบมองเขาอย่างเย็นชา “กลัวอะไร” โม่หรานเอ่ยด้วยน้ำเสียงกลัดกลุ้มอย่างแท้จริง “บ้านเขาค้าเกลือ ข้ากลัวไม่มีเกลือกิน” “...”


โร่วเปาปูชือโร่ว 49 เซวียเหมิงหมดคำจะกล่าวไปครู่หนึ่ง จึงถามว่า “เจ้ามิได้เที่ยว หอเริงรมย์จริงๆ?” “ไม่จริงๆ” “ไม่ได้ขโมยจริงๆ?” “ไม่จริงๆ” เซวียเหมิงแค่นเสียงหยัน “ข้าไม่เชื่อเจ้า” โม่หรานชูมือขึ้น เอ่ยยิ้มๆว่า “หากโป้ปด ขอให้ข้าถูกห้าอสนี ผ่าร่าง” เซวียเหมิงพลันคว้าแขนของโม่หรานไว้แน่น โม่หรานถลึงตามองเขา “ทำอะไรของเจ้า” เซวียเหมิงแค่นเสียง“หึ” ร่ายอาคมอย่างรวดเร็ว เสียง ติ๊งๆตั๊งๆดังระรัว ไข่มุกขนาดเท่าเมล็ดถั่วเหลืองไม่สะดุดตาหลายเม็ด ร่วงลงมาจากแขนเสื้อของโม่หราน ตกกระจายเกลื่อนพื้น เซวียเหมิงรวมพลังวิญญาณที่ฝ่ามือ วาดฝ่ามือไปทางไข่มุกเหล่านั้น ไข่มุกเปล่งประกาย ซ้ำยังขยายใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ สุดท้ายกลายเป็นเครื่อง ประดับกองหนึ่ง ทั้งกำไลดอกเหมย ต่างหูหยกเขียว...ส่องประกายเจิดจ้า อยู่บนพื้น โม่หราน “...ล้วนเป็นสหายร่วมสำนัก ไยต้อง” เซวียเหมิงหน้าดำทะมึน “โม่เวยอวี่ เจ้ามันหน้าไม่อาย” “ฮ่าๆ” เซวียเหมิงฉุนจัด “ใครตลกกับเจ้า!” โม่หรานถอนหายใจ “เช่นนั้นข้าก็ร้องไห้ไม่ออก” เซวียเหมิงหน้าคล้ำ “เจ้าเอาคาถาพรางตาของยอดเขาสื่อเซิงมาใช้ เช่นนี้?” “อืม เรียนแล้วก็นำไปใช้จริงอย่างไรเล่า” เซวียเหมิงเดือดจัดขึ้นมาอีก “สุนัขไร้ค่าที่ขายเกลือผู้นั้นน่ารำคาญ ข้าจึงไม่อยากสอบสวนเจ้าต่อหน้าเขา แต่สุนัขไร้ค่านั่นก็กล่าวถูก หาก เจ้าลักขโมยและล่วงประเวณีสำนักใดก็ทนเจ้าไม่ไหว!” โม่หรานเอ่ยหน้าระรื่น มิได้กลัวแม้แต่น้อย “เจ้าจะทำไม รอ


50 ฮัสกี้หน้าโง่กับอาจารย์เหมียวขาวของเขา เล่ม 1 ท่านลุงกลับมาค่อยฟ้องเขาหรือ” ข้าไม่กลัวหรอก ท่านลุงรักข้ายิ่งนัก อย่างมากก็ว่ากล่าวคำสองคำ ไหนเลยจะตัดใจตีข้าลง เซวียเหมิงหันกลับมา ปัดปอยผมที่ถูกสายลมยามราตรีพัดมา ปรกตาออก ดวงตาทั้งคู่วาวโรจน์ด้วยความโอหังท่ามกลางความมืด “ท่านพ่อ? ไม่ ท่านพ่อไปคุนหลุนแล้ว อีกเดือนสองเดือนถึง จะกลับ” รอยยิ้มของโม่หรานแข็งค้าง พลันเกิดลางสังหรณ์ไม่ดี เขานึกถึง คนผู้หนึ่งขึ้นมา แต่ว่า... หากเขาอยู่ ผู้ที่มารับหน้าคุณชายฉางที่ตำหนักตานซินคืนนี้ย่อมต้อง เป็นเขา มิใช่หวังฟูเหรินที่ไม่รู้อะไรสักอย่าง คนผู้นั้น...คงไม่อยู่กระมัง... เซวียเหมิงอ่านประกายในดวงตาของเขาออก ท่าทีเย่อหยิ่งหยามหยัน ยิ่งเด่นชัดกว่าเดิม “ท่านพ่อรักเจ้า แต่ว่ายอดเขาสื่อเซิงแห่งนี้ ยังมีคนที่ไม่รักเจ้าอยู่ มิใช่หรือ” โม่หรานก้าวถอยหลังช้าๆ ฝืนยิ้มพลางกล่าว “น้องชาย เจ้าดูสิ ดึกดื่นป่านนี้ เราอย่ารบกวนความสงบของคนเฒ่าอย่างเขาดีกว่า ข้าสำนึก ผิดแล้ว วันหน้าจะไม่เที่ยวไม่ลักขโมยแล้ว เช่นนี้พอหรือไม่ รีบกลับห้อง พักผ่อนเถอะนะ แหะๆ เจ้าคงเหนื่อยแล้ว” กล่าวจบสองเท้าก็โกยอ้าวทันที ล้อเล่นน่า! เจ้าเด็กเซวียเหมิงช่างอำมหิตนัก! เวลานี้เขามิใช่ท่าเซียนจวิน มิใช่ประมุขแห่งโลกมนุษย์ จะให้ถูก ส่งไปอยู่ในมือคนผู้นั้นได้อย่างไร หากอีกฝ่ายรู้ว่าเขาลักขโมย ซ้ำยังเที่ยว นายบำเรอ คงจับเขาตัดขาทั้งสองข้างทิ้งแน่! ไม่หนีตอนนี้ จะหนีเมื่อใด!


51 อาจารย์ของตัวข้า 6 ถึงอย่างไรเซวียเหมิงก็เติบโต บนยอดเขาสื่อเซิงตั้งแต่เด็ก ย่อมรู้ เส้นทางลัดและที่ทางเป็นอย่างดีสุดท้ายก็จับตัวโม่หรานได้ คุมตัวเขามาตลอดทางจนถึงยอดเขาด้านหลัง บริเวณนี้ของยอดเขา สื่อเซิงเป็นจุดที่โลกมนุษย์และโลกภูตผีอยู่ใกล้กันมากที่สุด โดยมีเขตอาคม กั้นไว้ พ้นออกไปด้านหลังก็คือยมโลก เห็นสภาพน่าสลดของพื้นที่แล้ว โม่หรานก็รู้ทันทีว่าเหตุใดทั้งที่คน ผู้นั้นอยู่บ้านชัดๆ แต่ยังต้องให้หวังฟูเหรินออกไปรับแขกที่โถงหน้า คนผู้นั้นมิใช่ไม่อยากช่วยเหลือ แต่ปลีกตัวไปไม่ได้จริงๆ... เขตอาคมที่กั้นโลกภูตผีแตก! เวลานี้ทั่วทั้งบริเวณอบอวลด้วยกลิ่นอายเข้มข้นของภูตผีวิญญาณ ร้ายที่ยังไม่สำเร็จกายหยาบร้องโหยหวนลอยล่องอยู่ในอากาศ จากประตูเขา สามารถมองเห็นรอยแยกขนาดใหญ่แหวกผ่ามากลางอากาศได้ด้านหลัง รอยแยกนี้ก็คือโลกภูตผีบันไดศิลาครามทอดยาวนับพันขั้นยื่นออกมา จากรอยแยกของเขตอาคม วิญญาณร้ายที่บำเพ็ญจนได้กายหยาบกำลัง คืบคลานมาตามขั้นบันไดนี้ ส่ายเอนโซเซเบียดเสียดกันไต่ลงมา จากแดน ยมโลกสู่โลกมนุษย์ หากคนทั่วไปเห็นภาพเช่นนี้ต้องตกใจจนเสียสติเป็นแน่ ตอนโม่หราน เห็นครั้งแรกก็ตกใจจนเหงื่อกาฬผุดทั่วร่างเช่นกัน แต่ตอนนี้เขาคุ้นเคยแล้ว


52 ฮัสกี้หน้าโง่กับอาจารย์เหมียวขาวของเขา เล่ม 1 เขตอาคมระหว่างโลกมนุษย์กับโลกภูตผีสร้างขึ้นโดยฝูซีนับแต่ บรรพกาล จนถึงบัดนี้จึงเปราะบางอ่อนกำลังอย่างยิ่ง ร่องรอยผุพังปรากฏ ให้เห็นเป็นระยะ ต้องให้ผู้ฝึกเซียนรุดมาซ่อมแซม ทว่าการจะทำเช่นนั้น ไม่เพียงต้องมีระดับการฝึกบำเพ็ญที่มากพอ แต่ยังสิ้นเปลืองพลังวิญญาณ อย่างยิ่ง เป็นงานที่ยากลำบากอย่างหนึ่ง ด้วยเหตุนี้เหล่าเซียนแห่งโลก บำเพ็ญเพียรระดับสูงที่ยินยอมรับภารกิจนี้จึงมีน้อยนัก วิญญาณร้ายปรากฏบนโลก ผู้คนแห่งโลกบำเพ็ญเพียรระดับล่างคือ กลุ่มแรกที่ต้องเผชิญวิบัติก่อน ในฐานะเทพผู้ปกปักแห่งโลกบำเพ็ญเพียร ระดับล่าง ขุมกำลังแห่งยอดเขาสื่อเซิงจึงรับหน้าที่ซ่อมแซมเขตอาคม สาเหตุที่ยอดเขาด้านหลังของสำนักพวกเขาตั้งประจันกับจุดเปราะบางที่สุด ของเขตอาคม ก็เพื่อจะได้ซ่อมแซมรอยรั่วได้ทันท่วงที เขตอาคมชำรุด ปีหนึ่งๆต้องรั่วสักสี่ห้าครั้ง ก็ไม่ต่างจากหม้อรั่ว ที่ผ่านการอุดมา ย่อมไม่อาจนำมาใช้ได้ ยามนี้บนบันไดศิลายาวตรงทางเข้าโลกภูตผีบุรุษผู้หนึ่งในชุดขาว ปลอดพลิ้วสะบัด แขนเสื้อกว้างพัดกระพือ ปราณกระบี่วนเวียนโดยรอบ ส่องประกายสีทองวูบวาบ กำลังใช้พลังของตนกวาดล้างวิญญาณร้าย ซ่อมแซมรอยรั่วของเขตอาคม คนผู้นั้นบุคลิกสง่างามดุจเซียน รูปโฉมหล่อเหลายิ่งนัก มองจาก ไกลๆชวนให้นึกโยงไปถึงปัญญาชนผู้พ้นโลก มือถือม้วนตำรายืนอ่าน อยู่ท่ามกลางแมกไม้ได้อย่างง่ายดาย ทว่าเมื่อมองดูใกล้ๆเขากลับมีคิ้ว กระบี่คมกริบ นัยน์ตาหงส์เฉียงขึ้น สันจมูกเรียวตรง ดูสุภาพอ่อนโยน ทว่าแววตากลับแข็งกระด้างดุดัน ผิดมนุษย์มนาทั่วไปอย่างเห็นได้ชัด โม่หรานมองเขาจากที่ไกล แม้จะเตรียมตัวเตรียมใจมาบ้างแล้ว แต่ในความเป็นจริง เมื่อเห็นคนผู้นี้อยู่ตรงหน้าในสภาพที่ยังมีกำลังวังชา อีกครั้ง ทั้งร่างก็สะท้านไปถึงกระดูกขึ้นมานิดๆ ครึ่งหนึ่งคือหวาดกลัว อีกครึ่งคือ...ตื่นเต้น อาจารย์ข้า ฉู่หว่านหนิง


โร่วเปาปูชือโร่ว 53 ในชาติก่อน ผู้ที่เซวียเหมิงมาตามหาถึงตำหนักอูซานในท้ายที่สุด และ คร่ำครวญจะพบหน้าให้ได้ก็คือคนผู้นี้ เป็นบุรุษผู้นี้เองที่ทำลายแผนการใหญ่ของโม่หราน ทำลายความ ปรารถนาอันแรงกล้าของโม่หราน สุดท้ายถูกโม่หรานกักบริเวณและทารุณ จนตาย ว่ากันตามหลักแล้ว โค่นล้มศัตรู ชำระบัญชีแค้นได้ โม่หราน สมควรดีใจ มหาสมุทรกว้างให้มัจฉากระโดด นภาสูงให้วิหคโบยบิน1 ไม่มีผู้ใด ควบคุมเขาได้อีก เดิมโม่หรานเข้าใจว่าตนเองคิดเช่นนี้ ทว่าเหมือนจะมิใช่เช่นนั้น หลังจากอาจารย์ตาย นอกจากความแค้นแล้ว คล้ายจะยังมีสิ่งอื่น ที่ถูกฝังกลบไปพร้อมกันด้วย โม่หรานมิได้มีความรู้มากนัก ไม่รู้ว่าความรู้สึกเช่นนั้นเรียกว่าพบ คู่ปรับที่ทัดเทียม เขารู้เพียงว่าใต้หล้านี้ ไม่มีคู่ประมือของตนอีกแล้ว ตอนอาจารย์ยังมีชีวิต เขาเกรงกลัว หวาดผวาจนตัวสั่นทั้งที่ ไม่หนาว เพียงเห็นแส้หลิ่วในมืออาจารย์เขาก็ขนลุกเกรียว เหมือนสุนัข ที่ถูกตีจนชิน ยามได้ยินเสียงเคาะไม้ก็ปวดฟัน ขาอ่อน น้ำลายไหลย้อย จากมุมปาก เกร็งจนน่องกระตุกเป็นระยะ ต่อมาอาจารย์ตายไป คนที่โม่หรานกลัวที่สุดตายไปแล้ว โม่หราน รู้สึกว่าตนเองเติบโตก้าวหน้าขึ้นแล้ว ในที่สุดก็ล้างอาจารย์ได้ ภายหลังเมื่อกวาดตามองไปทั่วธุลีแดง2 ไม่มีผู้ใดกล้าให้เขาคุกเข่าอีก ไม่มีผู้ใดตบหน้าเขาอีก เพื่อเป็นการฉลอง เขาเปิดสุราขาวดอกสาลี่ป้านหนึ่ง นั่งดื่มอยู่บน หลังคาทั้งคืน 1 อุปมาว่า คนเรามีอิสรเสรีที่จะแสดงความสามารถในโลกอันกว้างใหญ่ไพศาลนี้ 2 หมายถึง โลกมนุษย์ที่ยังข้องอยู่ในโลกิยะ


54 ฮัสกี้หน้าโง่กับอาจารย์เหมียวขาวของเขา เล่ม 1 คืนนั้น รอยแผลเป็นบนหลังที่ถูกอาจารย์เฆี่ยนตีในวัยเยาว์คล้าย จะแสบร้อนขึ้นมาเพราะฤทธิ์สุรา เวลานี้เห็นอาจารย์ปรากฏอยู่เบื้องหน้ากับตาตนเองอีกครั้ง โม่หรานจ้องเขา เขม็ง ทั้งหวาดกลัว ทั้งเคียดแค้น แม้กระนั้นก็ยังมีความปีติยินดีอย่าง ชอบกล คู่ปรับเช่นนี้กลับมามีชีวิตอีกครั้ง จะไม่ยินดีได้อย่างไร ฉู่หว่านหนิงมิได้สนใจศิษย์ทั้งสองที่บุกเข้ามายังยอดเขาด้านหลัง ยังคงจดจ่อกับการต้านทานวิญญาณที่แตกฉานซ่านเซ็นไปทั่ว เครื่องหน้าของเขางดงาม คิ้วทั้งคู่สมส่วนยาวเรียว นัยน์ตาหงส์ หลุบลงอย่างเย็นชา ดูพิสุทธิ์เหนือโลก บุคลิกงามสง่า สีหน้าไม่แปรเปลี่ยนแม้อยู่ท่ามกลางมารผจญ ดูแล้วจืดชืดยิ่งนัก ต่อให้เวลานี้เขา นั่งลงจุดเครื่องหอมดีดพิณก็ไม่น่าประหลาดใจ ทว่าบุรุษรูปงามที่หนักแน่นสูงสง่าเช่นนี้ ยามนี้กลับกำลังกวัดแกว่ง กระบี่ยาวที่เปล่งประกายเย็นเยียบขับไล่ปีศาจ โลหิตสดหยดลงมาจาก กระบี่ แขนเสื้อกว้างพลิกสะบัด ปราณกระบี่ตัดขั้นบันไดศิลาเบื้องหน้า ระเบิดออกดังตูม เศษอิฐหินกลิ้งลงมา รอยแตกร้าววิ่งผ่าตั้งแต่ซุ้มประตู เขาไปตลอดแนว บันไดยาวพันขั้นแยกออกเป็นร่องลึกที่มองไม่เห็นก้นบึ้ง ทันที! ช่างโหดเหี้ยมนัก ไม่ได้ยลฤทธิ์เดชของอาจารย์มากี่ปีแล้วนะ พลังครอบงำอันแข็งกล้าที่คุ้นเคยเช่นนี้ทำให้โม่หรานเข่าอ่อนตาม ความเคยชิน ไม่อาจยืนนิ่งอยู่ได้ต้องทรุดลงคุกเข่ากับพื้น ฉู่หว่านหนิงใช้เวลาไม่นานก็สังหารปีศาจได้ทั้งหมด ซ่อมแซม รอยแยกของโลกภูตผีอย่างแคล่วคล่อง เมื่อทำทุกอย่างเสร็จสิ้น เขาก็ เหาะจากกลางอากาศลงมายังเบื้องหน้าโม่หรานและเซวียเหมิง เขามองโม่หรานที่คุกเข่าอยู่ที่พื้นก่อน จากนั้นจึงเหลือบตาขึ้นมอง เซวียเหมิง ความเย็นเยียบแทรกซึมไปทั่วนัยน์ตาหงส์คู่นั้น


โร่วเปาปูชือโร่ว 55 “ก่อเรื่องมา?” โม่หรานยอมจำนน อาจารย์มีความสามารถอย่างหนึ่ง นั่นคือมองขาดเรื่องราวได้ทันทีเสมอ เซวียเหมิง “อาจารย์ โม่หรานลงเขาไปลักขโมยและล่วงประเวณี อาจารย์โปรดลงทัณฑ์” ฉู่หว่านหนิงนิ่งเงียบ ไม่เผยอารมณ์ใดๆอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนเอ่ยเสียง เย็นชา “รู้แล้ว” โม่หราน “...” เซวียเหมิง “...” ทั้งสองต่างตกตะลึงอยู่บ้าง จากนั้นเล่า? ไม่มีแล้วหรือ ทว่าชั่วขณะที่โม่หรานลอบรู้สึกว่าโชคช่วยโดยบังเอิญ เงยหน้าขึ้น มองฉู่หว่านหนิง ไม่คิดว่าจะเห็นประกายสีทองคมกริบแหวกอากาศเสียงดัง เฟี้ยวอย่างรวดเร็วและรุนแรงดั่งสายฟ้าฟาดใส่แก้มตนโดยตรง! โลหิตสาดกระเซ็น! ความเร็วของลำแสงสีทองนั้นน่าทึ่งนัก อย่าว่าแต่หลบเลี่ยง แม้ กระทั่งหลับตาโม่หรานก็หลับไม่ทัน เนื้อหนังบนหน้าถูกเฉือนออก รู้สึก ปวดแสบปวดร้อน ฉู่หว่านหนิงยืนเอามือไพล่หลังอย่างเย็นชากลางสายลมยามราตรี อันสงัดเงียบ ในอากาศยังคงอบอวลด้วยกลิ่นอายวิญญาณร้าย และตอนนี้ ก็คละเคล้าด้วยกลิ่นคาวเลือดของมนุษย์ ทำให้สถานที่ต้องห้ามแห่งนี้วังเวง น่าสะพรึงยิ่งกว่าเดิม สิ่งที่ฟาดใส่โม่หราน คือแส้หลิ่วที่ไม่รู้มาอยู่ในมือฉู่หว่านหนิงตั้งแต่ เมื่อใด แส้หลิ่วนี้ทั้งเรียวทั้งยาว ยังมีใบหลิ่วอ่อนสีเขียวติดอยู่ด้วย เวลานี้ ห้อยอยู่ข้างเท้า ของที่อ่อนโยนงดงามเช่นนี้ เดิมสมควรทำให้นึกถึงบทกวีอย่าง “มือเรียวหักกิ่งหลิ่ว ส่งมอบแด่คนรัก”3 3 จากบทกวีหักกิ่งหลิ่วของจางจิ่วหลิง


56 ฮัสกี้หน้าโง่กับอาจารย์เหมียวขาวของเขา เล่ม 1 น่าเสียดาย มือของฉู่หว่านหนิงทั้งไม่เรียวไม่บาง และไม่มีคนรัก แส้หลิ่วในมือเขาแท้จริงคือเทพศัสตรา นามว่าเทียนเวิ่น4 เวลานี้ เทียนเวิ่นกำลังเปล่งแสงสีทอง ส่องสว่างในความมืดมิด สะท้อนดวงตา ที่ลึกล้ำไม่เห็นก้นบึ้งของฉู่หว่านหนิงจนเป็นประกาย ฉู่หว่านหนิงขยับริมฝีปาก เอ่ยเสียงเยียบเย็น “โม่เวยอวี่ เจ้าช่าง กล้านัก คิดว่าข้าควบคุมเจ้าไม่ได้จริงหรือ” หากเป็นโม่หรานขณะอายุสิบหกปีจริงๆ เขาคงไม่เก็บคำพูดนี้มา ใส่ใจ คิดว่าอาจารย์เพียงแค่ขู่ให้กลัว แต่โม่เวยอวี่ที่เกิดใหม่อีกครั้ง ผ่านการใช้เลือดของตนทำความเข้าใจ การ“ควบคุม”ของอาจารย์มาอย่างถ่องแท้ตั้งแต่ชาติที่แล้ว รู้สึกปวดฟัน ขึ้นมาทันทีในใจร้อนรุ่ม ปากเริ่มไม่ยอมรับผิด คิดจะล้างมลทินให้ตนเอง “อาจารย์...” โม่หรานเงยหน้าขึ้น เลือดยังไหลออกมาจากแก้ม นัยน์ตารื้น เขารู้ว่าสภาพตนในยามนี้ต้องน่าสงสารอย่างยิ่งแน่ “ศิษย์ ไม่เคยลักขโมย...ไม่เคยล่วงประเวณี...เหตุใดอาจารย์แค่ฟังคำพูดประโยค เดียวของเซวียเหมิง ก็ตีข้าโดยไม่ถามไถ่สักคำ” “...” โม่หรานมีไม้ตายอยู่สองอย่างเวลารับมือกับท่านลุง อย่างแรก แสร้งทำน่ารักน่าเอ็นดู อย่างที่สอง แสร้งทำน่าสงสาร ตอนนี้กำลังใช้ วิธีหลังกับฉู่หว่านหนิง ทำท่าน้อยอกน้อยใจจนน้ำตาหยด “หรือว่า ในสายตาท่าน ศิษย์เหลือทนถึงเพียงนั้น เหตุใดอาจารย์จึงไม่ยอมให้ โอกาสข้าแก้ต่างบ้าง” เซวียเหมิงโกรธจนกระทืบเท้าอยู่ข้างๆ “โม่หราน! เจ้า...เจ้ามัน คนปลิ้นปล้อน! ไร้ยางอาย! อาจารย์ ท่านอย่าไปฟังเขา อย่าให้ไอ้ตัว บัดซบนี่หลอกเอา! เขาขโมยจริงๆ! ของกลางล้วนยังอยู่!” ฉู่หว่านหนิงหลุบตาลง สีหน้าเย็นชา “โม่หราน เจ้าไม่เคยลักขโมย จริงๆหรือ” 4 สวรรค์ถาม


โร่วเปาปูชือโร่ว 57 “ไม่เคย” “...เจ้าคงรู้ว่า โกหกข้าจะมีผลลัพธ์เช่นไร” โม่หรานขนลุกจนผิวขึ้นตุ่มหนังไก่ไปหมดแล้ว เขาจะไม่รู้ได้หรือ แต่ยังคงปากแข็ง “อาจารย์โปรดเมตตา!” ฉู่หว่านหนิงเงื้อมือ แส้หลิ่วเปล่งแสงสีทองขึ้นมาอีกครั้ง ครั้งนี้ มิได้ฟาดลงมาบนร่างโม่หราน แต่กลับรัดตัวเขาเอาไว้แน่น ความรู้สึกนี้ช่างคุ้นเคยนัก นอกจากแส้หลิ่ว“เทียนเวิ่น”จะฟาดคน เป็นอาจิณแล้ว ยังมีการใช้งานอีกอย่างหนึ่ง... ฉู่หว่านหนิงจ้องโม่หรานที่ถูกเทียนเวิ่นรัดแน่น ถามอีกครั้ง “ไม่เคย ลักขโมย?” โม่หรานรู้สึกเหมือนถูกความเจ็บปวดที่คุ้นเคยจู่โจมเข้าหัวใจ ชั่วขณะนั้นราวกับมีอสรพิษน้อยฟันแหลมคมทะลวงเข้ามาในอก ปั่นป่วน อวัยวะภายใน สิ่งที่มาพร้อมกับความเจ็บปวดคือการล่อลวงอันไม่อาจต้านทาน โม่หรานอ้าปากอย่างสิ้นท่า น้ำเสียงแหบพร่า “ข้า...ไม่เคย...เลย...!” คล้ายสัมผัสได้ว่าเขากำลังพูดปด ประกายสีทองของเทียนเวิ่น สว่างวาบยิ่งกว่าเดิม โม่หรานเจ็บจนเหงื่อผุดพราย แต่ยังขืนต้านทาน การทารุณนี้สุดชีวิต นี่ก็คือการใช้งานอย่างที่สองนอกจากการฟาดคนของเทียนเวิ่น “ไต่สวน” เมื่อถูกเทียนเวิ่นมัดไว้ ก็ไม่มีผู้ใดโกหกต่อหน้าผู้เป็นนายของ เทียนเวิ่นได้ ไม่ว่าคนหรือผีเป็นหรือตาย เทียนเวิ่นล้วนมีวิธีทำให้พวกเขา ปริปาก ตอบสิ่งที่ฉู่หว่านหนิงต้องการรู้ออกมา ชาติที่แล้วมีคนเพียงผู้เดียว ที่อาศัยการบำเพ็ญอันแก่กล้า จน ในที่สุดก็รักษาความลับต่อหน้าเทียนเวิ่นได้ คนผู้นั้นคือโม่เวยอวี่ที่ได้กลายเป็นตี้จวินแห่งโลกมนุษย์แล้ว โม่หรานที่เกิดใหม่กอดเศษเสี้ยวของโชคนี้เอาไว้คิดว่าตนเองจะยัง เหมือนในตอนนั้น ต้านการทารุณของเทียนเวิ่นได้แต่หลังจากกัดริมฝีปาก


58 ฮัสกี้หน้าโง่กับอาจารย์เหมียวขาวของเขา เล่ม 1 แน่นอยู่นาน เหงื่อเม็ดโตไหลลงมาตามหว่างคิ้ว เขาก็สั่นเทิ้มไปทั้งร่าง สุดท้ายก็เจ็บจนฟุบอยู่แทบเท้าฉู่หว่านหนิง พลางหอบหายใจ “ข้า...ข้า...ขโมย...” ความเจ็บปวดพลันสลาย โม่หรานยังไม่ทันได้พักหายใจ ก็ได้ยินฉู่หว่านหนิงถามต่อด้วย น้ำเสียงเย็นชากว่าเดิม “เคยล่วงประเวณี?” คนฉลาดไม่ทำเรื่องโง่เขลา ในเมื่อเมื่อครู่ต้านทานไม่อยู่ ตอนนี้ ยิ่งเป็นไปไม่ได้ครั้งนี้โม่หรานจึงไม่ต้านทานใดๆ ขณะที่ความเจ็บปวด จู่โจม เขาก็ตะโกนติดๆกัน “เคยๆๆๆ! ไม่เอาแล้ว อาจารย์! ไม่เอา แล้ว!” เซวียเหมิงหน้าเขียวคล้ำอยู่ข้างๆ น้ำเสียงตื่นตระหนก “เจ้า...เจ้า เหตุใดจึง...หรงจิ่วผู้นั้นเป็นบุรุษ แต่เจ้ากลับ...” ไม่มีใครสนใจเขา ประกายสีทองของเทียนเวิ่นค่อยๆจางลง โม่หรานหอบหายใจ เหงื่อชุ่มโชกทั้งร่างราวกับเพิ่งขึ้นจากน้ำ หน้าซีดเผือด ราวกระดาษ ริมฝีปากยังคงสั่นระริกไม่หยุด ล้มกองอยู่กับพื้นอย่างไม่อาจ ขยับเขยื้อน มองผ่านแพขนตาชุ่มเหงื่อ เห็นร่างสูงสง่าที่สวมครอบเกี้ยวหยก เขียวและแขนเสื้อยาวระพื้นของฉู่หว่านหนิงเพียงรางๆ ความเคียดแค้นแรงกล้าพลันผุดขึ้นในใจ...ฉู่หว่านหนิง! ชาติที่แล้ว ตัวข้าทำกับเจ้าเช่นนั้น ไม่ผิดดังคาด! ต่อให้มีชีวิตอีกครั้ง ก็ยังคงชิงชัง เจ้า! ข้าจะสมสู่บรรพบุรุษเจ้าสิบแปดชั่วโคตร! ฉู่หว่านหนิงไม่รู้ว่าศิษย์เดรัจฉานผู้นี้จะสมสู่บรรพบุรุษสิบแปดรุ่น ของตนเอง เขายืนนิ่งอยู่ที่เดิมด้วยสีหน้าอึมครึมครู่หนึ่ง จากนั้นจึงกล่าวว่า “เซวียเหมิง” แม้เซวียเหมิงจะรู้ว่าทุกวันนี้บรรดาบุตรหลานพ่อค้าคหบดีมีรสนิยม ชมชอบบุรุษ ทั้งมีไม่น้อยที่เริงรักกับนายบำเรอเพียงเพื่อแสวงหาความ แปลกใหม่ มิได้ชมชอบบุรุษจริงๆ แต่เขาก็ยังคงรับไม่ได้อยู่บ้าง ยืน


โร่วเปาปูชือโร่ว 59 แข็งทื่อไปครู่หนึ่งก่อนรับคำ “อาจารย์ เชิญสั่งการ” “โม่หรานลักขโมย ล่วงประเวณีและโป้ปด นำตัวเขาไปสำนึกผิด ที่ตำหนักเหยียนหลัว5 พรุ่งนี้คุมตัวไปที่แท่นซ่านเอ้อ6 ลงโทษต่อหน้า ทุกคน” เซวียเหมิงตกใจ “อะ...อะไรนะ ลงโทษต่อหน้าทุกคน?” ความหมายของการลงโทษต่อหน้าทุกคนก็คือ นำตัวศิษย์ที่กระทำ ความผิดวินัยร้ายแรงมาที่เบื้องหน้าศิษย์ทั้งสำนัก แม้กระทั่งท่านป้าที่ โรงอาหารก็ให้มาด้วย จากนั้นตัดสินโทษ และลงโทษตรงนั้น อับอายขายหน้า ควรรู้ว่าโม่หรานคือคุณชายแห่งยอดเขาสื่อเซิง แม้กฎเกณฑ์ใน สำนักจะเข้มงวด แต่เนื่องจากโม่หรานมีสถานะพิเศษ ท่านลุงสงสารที่เขา สูญเสียบิดามารดาตั้งแต่ยังเด็ก เร่ร่อนอยู่ข้างนอกถึงสิบสี่ปีด้วยเหตุนี้ จึงคอยปกป้องด้วยความรู้สึกส่วนตัวอย่างอดไม่ได้ ต่อให้เขาทำผิด ก็เพียงแค่ว่ากล่าวตักเตือนเล็กน้อย ไม่เคยเฆี่ยนตี แต่อาจารย์กลับไม่ไว้หน้าประมุขแม้แต่น้อย จะหิ้วตัวหลานรักของ ผู้อื่นไปประจานต่อหน้าคนทั้งสำนักที่แท่นซ่านเอ้อให้ได้หาวิธีสร้างความ อัปยศให้คุณชายโม่ นี่คือสิ่งที่เซวียเหมิงคาดไม่ถึง โม่หรานกลับไม่ผิดคาดแม้แต่น้อย เขานอนอยู่บนพื้น มุมปากยกยิ้มเย็นชา อาจารย์ของเขาผู้นี้ยิ่งใหญ่เพียงใด เที่ยงตรงยุติธรรมเพียงใด ฉู่หว่านหนิงเป็นคนเลือดเย็น ชาติที่แล้ว ซือเม่ยตายต่อหน้าเขา โม่หรานร้องไห้อ้อนวอนเขา คว้าชายเสื้อของเขา คุกเข่าลงขอความช่วยเหลือ จากเขา แต่ฉู่หว่านหนิงทำหูทวนลม ศิษย์ของเขาจึงขาดใจตายต่อหน้าต่อตา โม่หรานเองก็ร้องไห้แทบ 5 ตำหนักพญายม 6 แท่นดีชั่ว


60 ฮัสกี้หน้าโง่กับอาจารย์เหมียวขาวของเขา เล่ม 1 ขาดใจอยู่ข้างๆเช่นกัน ทว่าเขากลับนิ่งดูดาย ไม่นำพาแม้แต่น้อย ตอนนี้ก็แค่เอาตัวเขาไปที่แท่นซ่านเอ้อ ลงโทษต่อหน้าธารกำนัล มีอะไรแปลกประหลาด โม่หรานแค้นเพียงเวลานี้ระดับการบำเพ็ญเพียรของตนยังอ่อนด้อยนัก ไม่อาจถลกหนังเขา ดึงเส้นเอ็นเขา ดื่มเลือดเขา ไม่อาจกระชากผมเขา ลบหลู่เขา ไม่อาจทรมานเขา ทำลายศักดิ์ศรีเขาให้สาแก่ใจ ทำให้เขาอยู่ มิสู้ตาย... ชั่วขณะนั้นความดุร้ายเยี่ยงสัตว์ป่าในแววตาไม่อาจเก็บซ่อนเอาไว้ได้ และฉู่หว่านหนิงก็สังเกตเห็น เขาเหลือบมองใบหน้าของโม่หรานอย่างเย็นชา บนใบหน้างามไม่เผย อารมณ์เกินจำเป็น “เจ้ากำลังคิดอะไร” แย่แล้ว! เทียนเวิ่นยังมิได้เก็บกลับไป! โม่หรานรู้สึกได้ว่าแส้ที่มัดตนอยู่กระหวัดรัดอีกครั้ง อวัยวะภายใน ถูกบิดจนแทบแหลกลาญ เจ็บปวดจนต้องส่งเสียงร้องออกมา หอบหายใจ พลางตะโกนสิ่งที่อยู่ในใจ... “ฉู่หว่านหนิง เจ้าร้ายกาจนัก! กลับไปข้าจะสมสู่เจ้าให้ตาย!” เงียบกริบ ฉู่หว่านหนิง “...” เซวียเหมิงตกตะลึง “...” เทียนเวิ่นพลันตวัดกลับไปอยู่ในฝ่ามือฉู่หว่านหนิง กลายเป็น ประกายแสงเล็กๆก่อนจะหายวับไป เทียนเวิ่นผสานอยู่ในร่างของ ฉู่หว่านหนิง เรียกออกมาและเก็บกลับไปได้ตามใจปรารถนา เซวียเหมิงหน้าซีดเผือด เอ่ยตะกุกตะกัก “อะ...อะ...อาจารย์...” ฉู่หว่านหนิงมิได้พูดอะไร ขนตายาวดำสนิทหลุบลง มองฝ่ามือ ตนเองอย่างใจลอยครู่หนึ่ง จากนั้นก็เหลือบตาขึ้น สีหน้ายังคงไม่เปลี่ยน แต่เหมือนจะเย็นชากว่าเดิมอยู่บ้าง ด่าด้วยสายตาว่า ‘ศิษย์เดรัจฉาน


โร่วเปาปูชือโร่ว 61 สมควรตาย’ จ้องโม่หรานนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนเอ่ยด้วยเสียงทุ้มต่ำ “เทียนเวิ่นพังแล้ว ข้าจะไปซ่อม” ฉู่หว่านหนิงทิ้งคำพูดไว้เพียงเท่านั้นก็หันกายจะผละจากไป เซวียเหมิงเด็กทึ่ม “เทพ...เทพศัสตราเช่นเทียนเวิ่นพังได้ด้วยหรือ” ฉู่หว่านหนิงได้ยินก็หันมามองเขาแวบหนึ่ง ด่าด้วยสายตาอีกครั้งว่า ‘ศิษย์เดรัจฉานสมควรตาย’ เซวียเหมิงสั่นสะท้านทันที โม่หรานนอนหายใจรวยรินอยู่ที่พื้น สีหน้าอึ้งงัน เขาเพิ่งคิดเพ้อเจ้อว่าจะหาโอกาสสมสู่ฉู่หว่านหนิงให้ตาย เขารู้ดีว่า ปรมาจารย์ฉู่ผู้มีฉายาอันน่าเคารพว่า “หว่านเยี่ยอวี้เหิง เป๋ยโต่วเซียนจุน”7 ผู้นี้ให้ความสำคัญกับบุคลิกสูงสง่ามาตลอด ย่อมรับไม่ได้ที่สุดหากถูกคน เหยียบขยี้ใต้ฝ่าเท้า แต่เรื่องทำนองนี้จะให้ฉู่หว่านหนิงรู้ได้อย่างไร! โม่หรานคราง“อูย”คล้ายสุนัขถูกทอดทิ้ง พลางเอามือปิดหน้า เมื่อนึกถึงสายตาของฉู่หว่านหนิงยามจากไป เขาก็รู้สึกว่าตนเอง คงเข้าใกล้ความตายแล้วจริงๆ 7 แปลว่า เซียนจุนแห่งหมู่ดาวเป๋ยโต่ว (กลุ่มดาวหมีใหญ่) อวี้เหิงยามราตรี(ดาว อัลลิออธ ดาวฤกษ์ที่สว่างที่สุดในกลุ่มดาวหมีใหญ่)


62 ตัวข้าชอบกินเกี๊ยวน้ำมันพริก 7 ตะวันแผดแสงเหนือศีรษะ ยอดเขาสื่อเซิงกว้างใหญ่ร้อยหลี่ ระเบียงทางเดินทอดยาว ในฐานะดาวจรัสแสงดวงใหม่ในบรรดาสำนักฝึกเซียน ที่นี่ค่อนข้าง แตกต่างจากสำนักและตระกูลเลื่องชื่อของโลกบำเพ็ญเพียร ดูอย่างสำนักหรูเฟิงแห่งหลินอี๋ที่รุ่งเรืองที่สุดในเวลานี้ตำหนักหลัก ของพวกเขาชื่อว่า “ตำหนักลิ่วเต๋อ”1 เพราะมุ่งหวังให้ศิษย์มีคุณธรรมทั้งหก ครบถ้วน กล่าวคือ “ปัญญา สัจจะ บริสุทธิ์ เที่ยงธรรม เมตตา และ ซื่อสัตย์” เขตที่บรรดาศิษย์พักอาศัยเรียกว่า “ทวารลิ่วหัง”2 เพื่อเตือนใจ ศิษย์ในสำนักว่าต้อง “กตัญญู มีไมตรีสามัคคี แต่งงาน รับผิดชอบ และเห็นอกเห็นใจ” สถานที่ถ่ายทอดวิชาเรียกว่า “แท่นลิ่วอี้”3 หมายถึง ศิษย์สำนักหรูเฟิงต้องเชี่ยวชาญทักษะทั้งหกด้าน ได้แก่ “มารยาท ดนตรี ยิงธนู ขับรถม้า ตำรา และการคำนวณ” สรุปคือ สูงสง่าเลิศล้ำไร้ขอบเขต กลับมาที่ยอดเขาสื่อเซิง ช่างสมกับที่มีภูมิหลังยากแค้น ตั้งชื่อได้ ซับซ้อนยากเอื้อนเอ่ย “ตำหนักตานซิน” “แท่นซ่านเอ้อ” เหล่านั้นล้วน 1 ตำหนักหกคุณธรรม 2 ทวารหกประพฤติ 3 หกศาสตร์


โร่วเปาปูชือโร่ว 63 นับว่าประเสริฐ คงเป็นชื่อที่คิดออกมาได้จากอักษรไม่กี่ตัวหลังจากบิดา กับท่านลุงของโม่หรานร่ำเรียนตำราได้ไม่กี่วัน ก่อนจะเริ่มเละเทะ สำแดง พรสวรรค์ในการตั้งชื่ออย่าง“เซวียยา” ด้วยเหตุนี้ บนยอดเขาสื่อเซิงจึงมีหลายชื่อที่ตั้งขึ้นโดยลอกเลียน มาจากยมโลก ยกตัวอย่างเช่น ห้องมืดสำหรับให้ศิษย์ทบทวนและ สำนึกตน เรียกว่า“ตำหนักเหยียนหลัว” สะพานหยกที่เชื่อมต่อเขตพักผ่อนกับเขตศึกษาวิชาเรียกว่า “สะพานไน่เหอ”4 โรงอาหารเรียกว่า “โรงยายเมิ่ง”5 ลานฝึกยุทธ์เรียกว่า “เตาซานหัวไห่”6 พื้นที่ต้องห้ามของเขาด้านหลังเรียกว่า “สือกุ่ยเจียน”7 เป็นต้น เหล่านี้ก็ยังนับว่าประเสริฐอยู่ ส่วนสถานที่อื่นๆนอกจากนี้เรียก เพียงง่ายๆว่า “นี่คือภูเขา” “นี่คือน้ำ” “นี่คือหลุม” รวมไปถึงหน้าผา สูงชันอันโด่งดังอย่าง“อ๊ากกก”และ“ว้ากกก” เรือนพักของเหล่าผู้อาวุโสย่อมยากที่จะหนีพ้น แต่ละเรือนล้วน มีฉายาของตัวเอง ฉู่หว่านหนิงก็ไม่มีข้อยกเว้น เขาผู้นี้รักความสงบเงียบ ไม่ยอม อาศัยร่วมกับผู้อื่น เรือนพำนักของเขาสร้างอยู่บนยอดเขาทางทิศใต้ของ ยอดเขาสื่อเซิง เร้นอยู่ในป่าไผ่หนาทึบดั่งทะเลมรกต หน้าเรือนมีสระน้ำ ในสระปกคลุมด้วยบัวแดง เนื่องจากมีพลังวิญญาณเต็มเปี่ยม ดอกบัว ในสระจึงบานตลอดปีเจิดจ้าดั่งแสงสายัณห์ ศิษย์ในสำนักแอบเรียกสถานที่ซึ่งมีทิวทัศน์งดงามนี้ว่า... นรกบัวแดง โม่หรานนึกถึงตรงนี้ก็อดหัวเราะออกมาไม่ได้ 4 สะพานที่เชื่อมไปยังโลกหลังความตาย โดยมียายเมิ่งเป็นผู้ตักน้ำแกงให้ดวงวิญญาณ ดื่มเพื่อลบความทรงจำในอดีตชาติ 5 ยายเมิ่ง ผู้ทำหน้าที่ตักน้ำแกงลืมเลือนให้ดวงวิญญาณข้างสะพานไน่เหอ 6 ภูเขาดาบทะเลเพลิง 7 โลกวิญญาณ


64 ฮัสกี้หน้าโง่กับอาจารย์เหมียวขาวของเขา เล่ม 1 ก็ใครใช้ให้ฉู่หว่านหนิงทำหน้าเหมือนสตรีแก่เกินวัย8 ทั้งวี่ทั้งวัน กันเล่า ศิษย์ในสำนักเห็นเขาเหมือนเห็นอสุรกายผีร้าย สถานที่ที่ผีร้ายอยู่ ไม่เรียกว่านรกจะให้เรียกว่าอะไร เซวียเหมิงขัดจังหวะจินตนาการของเขา “เจ้ายังหัวเราะได้อีกนะ! รีบ กินข้าวเช้าซะ กินเสร็จแล้วตามข้าไปที่แท่นซ่านเอ้อ วันนี้อาจารย์จะลงโทษ เจ้าต่อหน้าทุกคน!” โม่หรานถอนหายใจ ลูบรอยแส้บนหน้า “ซี้ด...เจ็บ” “สมควร!” “เฮ้อ ไม่รู้เทียนเวิ่นซ่อมเสร็จหรือยัง หากยังซ่อมไม่เสร็จก็อย่าเอา ออกมาไต่สวนข้าอีกเลย ใครจะไปรู้ว่าข้าจะพูดจาเหลวไหลอะไรออกมาอีก” เห็นโม่หรานทำท่ากลุ้มอกกลุ้มใจอย่างจริงจังเช่นนี้ เซวียเหมิงก็ หน้าแดงก่ำ เอ่ยอย่างฉุนเฉียวว่า “หากเจ้ายังกล้าเอ่ยวาจาเสียมารยาท กับอาจารย์ต่อหน้าทุกคน ข้าจะดึงลิ้นเจ้าซะ!” โม่หรานปิดหน้า โบกมือพลางเอ่ยเสียงเบา “ไม่ต้องให้เจ้าดึง ไม่ต้องให้เจ้าดึง หากอาจารย์เอาแส้หลิ่วรัดข้าอีก ข้าจะฆ่าตัวตายพิสูจน์ ความบริสุทธิ์” พอถึงเวลา โม่หรานก็ถูกพาตัวไปยังแท่นซ่านเอ้อตามกฎ เขา ทอดสายตามองไปด้านล่างที่เป็นทะเลมนุษย์สีน้ำเงินเข้ม ศิษย์ของยอดเขา สื่อเซิงต่างสวมชุดคลุมประจำสำนัก เกราะเบากระชับร่างสีน้ำเงินจนแทบ เป็นสีดำ เข็มขัดหัวสิงห์ ที่ปลอกแขนกับชายเสื้อเดินขอบเงินเปล่งประกาย วิบวับ ตะวันขึ้นทางตะวันออก ใต้แท่นซ่านเอ้อสว่างไสวด้วยประกายชุดเกราะ โม่หรานคุกเข่าอยู่บนแท่นสูง ฟังผู้อาวุโสเจี้ยลวี่ผู้คุมกฎอ่านคำ ชี้โทษยาวเหยียดเบื้องหน้าเขา 8 “หว่านเหนียงเหลี่ยน” เรียกผู้หญิงที่ดูหน้าตาแก่กว่าวัย หมายถึงใบหน้าในวัยสี่สิบ ที่มักดูไม่มีความสุข หมองเศร้า โกรธขึ้ง หงุดหงิด เหนื่อยล้า ดูแล้วไม่เจริญตาเจริญใจ


โร่วเปาปูชือโร่ว 65 “ศิษย์ใต้อาณัติผู้อาวุโสอวี้เหิง โม่เวยอวี่ ไม่เห็นกฎเกณฑ์ในสายตา ละเลยคำสั่งสอน ไม่ปฏิบัติตามกฎสำนัก คุณธรรมสูญหาย ฝ่าฝืนบัญญัติ ข้อสี่ ข้อเก้า และข้อสิบห้าของสำนัก โบยแปดสิบไม้ตามกฎ คัดกฎสำนัก ร้อยจบ กักบริเวณหนึ่งเดือน โม่เวยอวี่ เจ้ามีข้อโต้แย้งหรือไม่” โม่หรานเหลือบมองร่างสีขาวที่อยู่ไกลๆ นั่นคือผู้อาวุโสเพียงหนึ่งเดียวของยอดเขาสื่อเซิงที่ไม่ต้องสวมชุดคลุม พื้นน้ำเงินขอบเงิน ฉู่หว่านหนิงสวมเสื้อผ้าที่ทำจากผ้าต่วนสีขาวหิมะ ใช้ผ้าไหมบาง สีเงินทำเป็นเสื้อชั้นนอก ดูราวกับสวมเกล็ดหิมะเก้าชั้นฟ้า ทว่าคนกลับ เย็นชายิ่งกว่าเกล็ดน้ำแข็งเสียอีก เขานั่งนิ่งเงียบ เนื่องจากอยู่ค่อนข้างไกล โม่หรานจึงเห็นสีหน้าเขาไม่ค่อยชัด แต่คิดดูก็รู้แล้วว่าคนผู้นี้ต้องไม่หวั่นไหว แม้แต่น้อยแน่นอน โม่หรานสูดลมหายใจลึก “ไม่มีข้อโต้แย้ง” ผู้อาวุโสเจี้ยลวี่ถามบรรดาศิษย์ด้านล่างตามกฎเกณฑ์ “หากมีผู้ ไม่ยอมรับคำตัดสิน หรือมีคำชี้แจง สามารถเอ่ยในยามนี้ได้” เหล่าศิษย์ด้านล่างเริ่มลังเล หันมองหน้ากันไปมา ไม่ว่าผู้ใดก็คาดไม่ถึงว่า ผู้อาวุโสอวี้เหิงฉู่หว่านหนิงจะส่งศิษย์ตน มารับโทษที่แท่นซ่านเอ้อต่อหน้าทุกคนจริงๆ เรื่องนี้หากพูดให้น่าฟัง ก็เรียกว่าซื่อตรง ไม่เลือกที่รักมักที่ชัง หาก พูดให้ไม่น่าฟัง ก็เรียกว่าปีศาจเลือดเย็น ปีศาจเลือดเย็นฉู่หว่านหนิงนั่งประจำที่ มือเท้าคางด้วยสีหน้าเรียบเฉย ทันใดนั้นก็มีคนใช้อาคมขยายเสียงเอ่ยขึ้นว่า “ผู้อาวุโสอวี้เหิง ศิษย์อยาก ขอความเมตตาให้ศิษย์น้องโม่” “...ขอความเมตตา?” ศิษย์ผู้นั้นเห็นว่าโม่หรานเป็นหลานแท้ๆของประมุข แม้ตอนนี้ กระทำความผิด แต่หนทางข้างหน้ายังสว่างไสว จึงตัดสินใจฉวยโอกาส ประจบโม่หราน เขาเริ่มพูดจาเหลวไหล “แม้ศิษย์น้องโม่กระทำผิด แต่ ยามปกติเขารักสหายร่วมสำนัก ช่วยเหลือผู้อ่อนแอ ผู้อาวุโสโปรดเห็นแก่


66 ฮัสกี้หน้าโง่กับอาจารย์เหมียวขาวของเขา เล่ม 1 เนื้อแท้ที่มิใช่คนชั่วร้ายของเขา ลงมืออย่างผ่อนปรน!” เห็นชัดว่าผู้ที่วางแผนประจบศิษย์น้องโม่มิได้มีคนเดียว ทีละน้อยๆ คนที่ช่วยพูดให้โม่หรานก็เพิ่มมากขึ้น เหตุผลแปลก ประหลาดอะไรก็มีทั้งสิ้น แม้แต่โม่หรานเองฟังแล้วยังกระดาก...ข้าเคย “จิตใจบริสุทธิ์ คำนึงถึงใต้หล้า”ตั้งแต่เมื่อใดกัน “ผู้อาวุโสอวี้เหิง ศิษย์น้องโม่เคยกำจัดปีศาจพิทักษ์คุณธรรม สังหาร สัตว์ร้ายที่จัดการได้ยากให้ข้า ข้าขอร้องแทนศิษย์น้องโม่ ใช้ความชอบ ลบล้างความผิด หวังว่าผู้อาวุโสจะผ่อนหนักเป็นเบา!” “ผู้อาวุโสอวี้เหิง ศิษย์น้องโม่เคยช่วยกำจัดจิตมารตอนข้าธาตุไฟ เข้าแทรก ข้าเชื่อว่าศิษย์น้องโม่ทำผิดครั้งนี้ เพียงแค่เลอะเลือนชั่วขณะ ขอผู้อาวุโสลดโทษให้ศิษย์น้องด้วย!” “ผู้อาวุโสอวี้เหิง ศิษย์น้องโม่เคยมอบยาวิเศษให้ข้าไปช่วยมารดา เดิมเขาเป็นคนจิตใจเมตตา ขอผู้อาวุโสโปรดลงโทษสถานเบา!” คำพูดของคนสุดท้ายถูกชิงกล่าวไปแล้ว จึงไม่รู้จะแต่งเรื่องอะไร ขึ้นมาพูดไปชั่วขณะ พอเห็นว่าสายตาเยือกเย็นของฉู่หว่านหนิงกวาดมองมา อารามลนลานก็บังเกิดปัญญา เอ่ยอย่างไม่ปะติดปะต่อว่า “ผู้อาวุโสอวี้เหิง ศิษย์น้องโม่เคยช่วยข้าฝึกบำเพ็ญคู่9 ...” “พรืด” มีคนกลั้นหัวเราะไม่อยู่ ศิษย์คนนั้นหน้าแดงหูแดงทันทีถอยออกไปด้วยความขัดเขิน “อวี้เหิง ระงับโทสะ ระงับโทสะ...” ผู้อาวุโสเจี้ยลวี่เห็นท่าไม่ดี รีบเตือนเขาอยู่ข้างๆ ฉู่หว่านหนิงเอ่ยเสียงเย็นชา “ข้าไม่เคยเห็นคนหน้าหนาไร้ยางอาย เช่นนี้มาก่อน เขาชื่ออะไร ศิษย์ของผู้ใด” ผู้อาวุโสเจี้ยลวี่ลังเลเล็กน้อย จากนั้นเอ่ยเสียงเบาอย่างจำใจ “ศิษย์ข้า เย่าเหลี่ยน10” 9 การฝึกบำเพ็ญคู่หมายถึง ผู้ฝึกบำเพ็ญสองคนฝึกปรือร่วมกันและเสริมพลังให้แก่กัน เพื่อยกระดับทักษะวิชาโดยผ่านการเสพสังวาส 10แปลว่า งำประกาย แต่ออกเสียงพ้องกับคำที่แปลว่า“รู้จักอาย”


โร่วเปาปูชือโร่ว 67 ฉู่หว่านหนิงเลิกคิ้ว “ศิษย์เจ้า? รู้จักอาย?” ผู้อาวุโสเจี้ยลวี่กระอักกระอ่วนนัก หน้าแดงพลางเปลี่ยนหัวข้อ สนทนา “เขาขับลำนำได้ไม่เลว รับมาไว้ช่วยยามมีพิธีบวงสรวง” ฉู่หว่านหนิงแค่นเสียง“หึ”แล้วเบือนหน้าไป คร้านจะพูดพล่ามกับ ผู้อาวุโสที่หน้าไม่อายผู้นี้ คนทั้งยอดเขาสื่อเซิงหลายพันคน มีคนประจบสอพลอสิบกว่าคน นับว่าเป็นเรื่องปกติยิ่งนัก โม่หรานมองท่าทีจริงจังน่าเชื่อถือของศิษย์พี่เหล่านั้น แม้แต่ตนเอง ก็เชื่อไปแล้วว่าเป็นจริง ร้ายกาจๆ ที่แท้คนที่โกหกตาไม่กะพริบได้อย่าง เชี่ยวชาญมิได้มีแต่ข้า สำนักเราช่างเต็มไปด้วยผู้มากความสามารถ ในที่สุด ฉู่หว่านหนิงที่ถูกเรียกว่า “ผู้อาวุโสอวี้เหิง โปรดเมตตา” นับครั้งไม่ถ้วน ก็เอ่ยวาจาต่อเหล่าศิษย์ “ขอความเมตตาให้โม่เวยอวี่?” เขาหยุดเล็กน้อยก่อนกล่าวต่อ “ได้ พวกเจ้าขึ้นมาให้หมด” คนเหล่านั้นไม่เข้าใจเจตนาของเขา เดินขึ้นไปอย่างตัวสั่นงันงก ประกายสีทองแวบขึ้นมาจากฝ่ามือฉู่หว่านหนิง เทียนเวิ่นปรากฏ ขึ้นตามคำสั่ง เสียงดังเฟี้ยว มัดสิบกว่าคนนั้นไว้ด้วยกันอย่างแน่นหนา เอาอีกแล้ว! โม่หรานแทบจะสิ้นหวัง แค่เห็นเทียนเวิ่นเขาก็เข่าอ่อน ไม่รู้จริงๆว่า ฉู่หว่านหนิงได้อาวุธวิปริตเช่นนี้มาจากที่ใด เคราะห์ดีชาติก่อนฉู่หว่านหนิง มิได้แต่งงาน แม่นางบ้านใดทอดกายให้เขา หากไม่ถูกฟาดตาย ก็ต้อง ถูกถามจนตาย ดวงตาฉู่หว่านหนิงฉายแววเยาะหยัน เขาถามคนหนึ่งในนั้น “โม่หราน เคยช่วยเจ้ากำจัดปีศาจ พิทักษ์คุณธรรม?” ศิษย์ผู้นั้นไหนเลยจะต้านการทรมานของเทียนเวิ่นได้ รีบตะโกน ทันที“ไม่เคย! ไม่เคย!” ถามอีกคนต่อ “โม่หรานช่วยเจ้าจากธาตุไฟเข้าแทรก?” “โอ๊ยๆ! ไม่เคย! ไม่เคย!”


68 ฮัสกี้หน้าโง่กับอาจารย์เหมียวขาวของเขา เล่ม 1 “โม่หรานมอบยาวิเศษให้เจ้า?” “โอ๊ย...! ช่วยด้วย! ไม่ๆๆ! ข้าแต่งเรื่อง! ข้าแต่งเรื่อง!” ฉู่หว่านหนิงคลายมัด จากนั้นก็เงื้อแขนขึ้นเหวี่ยงอย่างดุดัน สะเก็ด ไฟแลบแปลบปลาบ เทียนเวิ่นสะบัดออกฉับพลัน ฟาดลงบนหลังศิษย์ ที่โกหกหลายคนนั้นอย่างแรง เสียงแผดร้องดังติดๆกันทันทีโลหิตสาดกระเซ็น คิ้วกระบี่ของฉู่หว่านหนิงขมวดมุ่น เอ่ยด้วยความเดือดดาล “ร้อง ทำไม คุกเข่าลง! ผู้คุมกฎ!” “ขอรับ” “ลงทัณฑ์!” “ขอรับ!” ผลสุดท้ายหลายคนนั้นไม่เพียงไม่ได้ผลประโยชน์ แต่ยังถูกโบย สิบไม้ทุกคนฐานโป้ปด ซ้ำผู้อาวุโสอวี้เหิงยังประทานแส้หลิ่วให้อย่างไร้ปรานี อีกต่างหาก ตกค่ำ โม่หรานนอนคว่ำอยู่บนเตียง แม้จะทายาแล้ว ทว่าแผ่นหลังมีแต่ รอยแผลพาดสลับกันเต็มไปหมด กระทั่งพลิกตัวก็ทำไม่ได้ เจ็บจนน้ำตา คลอ สูดจมูกเป็นระยะ เขาเกิดมาน่ารักน่าเอ็นดู ท่าทางนอนคุดคู้ร้องครวญครางเช่นนี้ ช่างเหมือนลูกแมวขนฟูที่ถูกตี เสียดายสิ่งที่เขาคิดไม่เหมือนสิ่งที่ลูกแมว พึงมีสักนิด เขาขยุ้มผ้าห่ม กัดผ้าปูเตียง จินตนาการว่านี่คือคนสารเลว ฉู่หว่านหนิง เขากัด! ถีบ! เตะ! ฉีกทึ้ง! สิ่งปลอบประโลมเพียงหนึ่งเดียวคือซือเม่ยยกเกี๊ยวที่ทำเองมาเยี่ยม เขา เมื่อถูกสายตาอ่อนโยนคู่นั้นจ้องมองมาด้วยความสงสาร โม่หราน ก็ยิ่งน้ำตาทะลักหนักกว่าเดิม เขาไม่สนเรื่องลูกผู้ชายไม่หลั่งน้ำตาง่ายๆอะไรทั้งสิ้น เขาชมชอบ ผู้ใดก็ชอบออดอ้อนผู้นั้น


โร่วเปาปูชือโร่ว 69 “เจ็บมากหรือ เจ้าลุกขึ้นไหวหรือไม่” ซือเม่ยนั่งลงข้างเตียง ถอนหายใจพลางเอ่ย “อาจารย์เขา...เขาลงมือรุนแรงเกินไปแล้ว ดูสิตีเจ้า จน...บาดแผลเต็มไปหมด ตอนนี้เลือดยังไหลไม่หยุดเลย” โม่หรานได้ยินเขาเอ่ยด้วยความห่วงใย กระแสอบอุ่นค่อยๆผุดขึ้น ในอก ดวงตาสุกใสฉ่ำวาวเหลือบขึ้นมองจากใต้ผ้าห่ม กะพริบตาปริบๆ “ซือเม่ย ท่านเป็นห่วงข้าถึงเพียงนี้ ข้า...ข้าก็ไม่เจ็บแล้ว” “เฮ้อ ดูสภาพเจ้าสิจะไม่เจ็บได้อย่างไร เจ้าก็รู้นิสัยอาจารย์ ต่อไป ยังจะกล้าทำผิดใหญ่หลวงเช่นนี้อีกหรือไม่” ท่ามกลางแสงเทียน ซือเม่ยมองเขา ทั้งจนปัญญาทั้งปวดใจ นัยน์ตา เย้ายวนชวนหลงใหลนั้นเปล่งประกายระยิบระยับ ราวกับธารน้ำอบอุ่นในฤดู วสันต์ โม่หรานหวั่นไหวเล็กน้อย เอ่ยอย่างหัวไว “ข้าไม่ทำอีกแล้ว ข้า สาบาน” “คำสาบานของเจ้ามีครั้งใดจริงจังบ้าง” แต่พูดก็ส่วนพูด ในที่สุด ซือเม่ยก็ยิ้มออกมา “เกี๊ยวเย็นหมดแล้ว เจ้าลุกไหวหรือไม่ ถ้าลุกไม่ไหว ก็นอนคว่ำไป ข้าจะป้อนเจ้าเอง” เดิมโม่หรานลุกขึ้นมาครึ่งหนึ่งแล้ว พอได้ยินเช่นนี้ก็นอนนิ่งลุกไม่ขึ้น ทันที ซือเม่ย “...” ไม่ว่าชาติก่อนหรือชาตินี้ อาหารที่โม่หรานโปรดปรานที่สุดก็คือเกี๊ยว ฝีมือซือเม่ย เปลือกบางดุจหมอกควัน ไส้นุ่มราวกับมันเปลว ทุกลูกเนื้อ แน่นชุ่มฉ่ำ เนียนนุ่มหอมหวน พอเข้าปากก็ละลายทันทีรสชาติหวานหอม ยังอวลอยู่ในปาก โดยเฉพาะน้ำแกงเกี๊ยว เคี่ยวจนเป็นสีขาวน้ำนมเข้มข้น โรยหน้า ด้วยต้นหอมซอยเขียวสด โปะไข่ฝอยสีเหลืองนุ่ม ค่อยๆราดน้ำมันพริก สีแดงร้อนฉ่าที่ผัดกับกระเทียมบดหนึ่งช้อน ยามที่กลืนลงท้อง ก็เหมือน จะทำให้รู้สึกอุ่นวาบไปชั่วชีวิต ซือเม่ยค่อยๆป้อนเขาทีละช้อน ป้อนพลางพูดกับเขาไปพลาง


70 ฮัสกี้หน้าโง่กับอาจารย์เหมียวขาวของเขา เล่ม 1 “วันนี้ไม่ได้ใส่น้ำมันพริกนะ เจ้าบาดเจ็บหนัก กินเผ็ดจะหายช้า ดื่มน้ำแกง ตุ๋นกระดูกดีกว่า” โม่หรานจ้องมองเขาอย่างไม่ละสายตา เอ่ยยิ้มๆว่า “เผ็ดไม่เผ็ด ขอเพียงท่านทำ ล้วนอร่อยทุกอย่าง” “เข้าใจพูดจริง” ซือเม่ยยิ้ม คีบไข่ดาวที่ซุกอยู่ในน้ำแกงขึ้นมา “ให้ไข่ยางมะตูมเป็นรางวัลเจ้า รู้ว่าเจ้าชอบ” โม่หรานหัวเราะแหะๆ ผมยุ่งปอยหนึ่งตรงหน้าผากชี้โด่เด่เหมือน ดอกไม้ชูช่อ “ซือเม่ย” “อะไรหรือ” “ไม่มีอะไร แค่เรียกท่านเฉยๆ” “...” เส้นผมชี้โด่ชี้เด่ “ซือเม่ย” ซือเม่ยกลั้นหัวเราะ “แค่เรียกข้าเฉยๆ?” “อืมๆ แค่เรียกท่านเฉยๆ เรียกแล้วสบายใจนัก” ซือเม่ยอึ้งไปเล็กน้อย ก่อนจะลูบหน้าผากเขาอย่างอ่อนโยน “เด็กโง่ นี่ คงไม่ได้จับไข้กระมัง” โม่หรานหลุดหัวเราะ กลิ้งตัวครึ่งตลบ ชำเลืองมองเขาด้วยแววตา สุกใสราวกับดวงดาวดารดาษ “หากได้กินเกี๊ยวที่ซือเม่ยทำทุกวัน เช่นนั้นช่างดียิ่งนัก” นี่มิใช่คำลวง หลังจากซือเม่ยตายไป โม่หรานอยากกินเกี๊ยวฝีมือเขาอีกสักครั้ง มาตลอด แต่รสชาติเช่นนั้นกลับหาไม่ได้อีกแล้ว ตอนนั้นฉู่หว่านหนิงยังไม่ได้แตกหักกับเขา ไม่รู้ว่าเกิดรู้สึกผิดหรือ อย่างไร หลังจากมองโม่หรานคุกเข่าใจลอยอยู่หน้าโลงศพซือเม่ยมาตลอด ฉู่หว่านหนิงจึงไปที่ครัวเงียบๆ นวดแป้ง สับไส้ ห่อเกี๊ยวอย่างบรรจง เพียงแต่ยังไม่ทันห่อเสร็จก็ถูกโม่หรานเจอเข้าเสียก่อน โม่หรานที่เจ็บปวด จากการสูญเสียคนที่รักไม่อาจรับได้ รู้สึกว่าการกระทำของฉู่หว่านหนิง


โร่วเปาปูชือโร่ว 71 เป็นการเยาะเย้ยเขา กำลังพยายามเลียนแบบอย่างไม่ได้เรื่อง จงใจทำให้ เขาเจ็บปวด ซือเม่ยตายแล้ว ทั้งที่ฉู่หว่านหนิงช่วยได้ชัดๆ แต่กลับไม่ยอมช่วย ภายหลังยังคิดจะห่อเกี๊ยวแทนซือเม่ยให้เขากินอีก หรือคิดว่าทำแบบนี้ แล้วจะทำให้เขามีความสุข เขาพุ่งเข้าไปในครัว ปัดภาชนะทั้งหมดลงพื้น เกี๊ยวชิ้นอวบสีขาว โพลนกลิ้งเกลื่อนเต็มพื้น เขาตะโกนใส่หน้าฉู่หว่านหนิง “เจ้านับเป็นตัวอะไร เจ้าคู่ควรกับ สิ่งของที่เขาเคยใช้หรือ คู่ควรทำอาหารที่เขาเคยทำหรือ ซือเม่ยตายแล้ว พอใจหรือไม่ เจ้าต้องบีบให้ศิษย์ทั้งหมดของเจ้าตกตายและเป็นบ้าให้ได้ เจ้าถึงจะพอใจใช่หรือไม่ ฉู่หว่านหนิง! บนโลกนี้ไม่มีผู้ใดทำเกี๊ยวชามนั้น ได้อีกแล้ว ต่อให้เจ้าเลียนแบบ ก็ไม่เหมือนเขาทำ!” ยามนี้ เขากินเกี๊ยวชามนี้อย่างมีความสุข ทั้งทอดถอนใจ ค่อยๆ กินช้าๆ จนคำสุดท้าย แม้ยังยิ้มอยู่ แต่ขอบตากลับรื้นขึ้นมา โชคดีที่ แสงเทียนสลัวราง ซือเม่ยจึงมองไม่ค่อยเห็นสีหน้าอันละเอียดอ่อนของเขา “ซือเม่ย” “หืม?” “ขอบคุณท่านแล้ว” ซือเม่ยอึ้งงัน จากนั้นยิ้มพลางเอ่ยอย่างอ่อนโยน “แค่เกี๊ยวชามเดียว ต้องเกรงใจกันถึงเพียงนี้เชียวรึหากเจ้าชอบ ต่อไปข้าจะทำให้เจ้ากินบ่อยๆ” โม่หรานอยากบอกว่า... มิใช่แค่ขอบคุณเกี๊ยวชามเดียวของท่าน ข้ายังอยากขอบคุณท่าน ชาติที่แล้วก็ดีชาตินี้ก็ช่าง มีเพียงท่าน ที่เห็นความสำคัญของข้าจริงๆ ไม่เคยถือสาชาติกำเนิดของข้า ไม่ถือสา ชีวิตสิบสี่ปีของข้าที่ต้องดิ้นรนไม่เลือกวิธีอยู่ข้างนอก ยังอยากขอบคุณท่าน หลังจากเกิดใหม่ หากมิใช่เพราะจู่ๆนึกถึง ท่านขึ้นมา ข้าคงไม่อาจยั้งมือสังหารหรงจิ่ว ทำผิดมหันต์อีกครั้ง เดิน ซ้ำรอยเดิมอีกหน


72 ฮัสกี้หน้าโง่กับอาจารย์เหมียวขาวของเขา เล่ม 1 เคราะห์ดีที่ชาตินี้ได้มาเกิดก่อนท่านตาย ข้าจะต้องปกป้องท่านให้ ดีๆแน่นอน หากท่านเจ็บป่วย หากปีศาจเลือดเย็นฉู่หว่านหนิงไม่ยอม ช่วยท่าน ก็ยังมีข้า แต่คำพูดเหล่านี้ไหนเลยจะกล่าวออกมาได้ สุดท้ายโม่หรานเพียงแค่ซดน้ำแกงจนหมด ไม่มีเหลือแม้แต่ต้นหอม จากนั้นเลียริมฝีปากเหมือนยังไม่หายอยาก ลักยิ้มกดลึก ดูน่ารักน่าชัง เหมือนแมวน้อยขนนุ่ม “พรุ่งนี้ยังมีอีกหรือไม่” ซือเม่ยไม่รู้จะร้องไห้หรือหัวเราะดี “ไม่เปลี่ยนเป็นอย่างอื่นบ้างเล่า ไม่เบื่อแย่หรือ” “กินทุกวันก็ไม่เบื่อ กลัวแต่ท่านจะรำคาญข้า” ซือเม่ยส่ายหน้ายิ้มๆ “ไม่รู้ว่าแป้งพอหรือไม่ หากไม่พอ น่ากลัวว่า จะทำไม่ได้หากทำไม่ได้ เจ้าว่าทำไข่หวานดีหรือไม่ ของโปรดเจ้าเช่นกัน” “ดีๆ ขอเพียงท่านทำ อะไรก็ได้ทั้งนั้น” ในใจโม่หรานราวกับมีต้นหญ้างอกงาม นกขมิ้นโบยบิน10 เบิกบาน ใจจนแทบกอดผ้าห่มกลิ้งขลุกๆสองตลบ ดูเอาเถิดว่าซือเม่ยแสนดีเพียงใด ฉู่หว่านหนิง เจ้าเฆี่ยนข้าไปเถอะ! ถึงอย่างไรนอนอยู่บนเตียง ข้าก็ยังมีคนงามปรนนิบัติด้วยความเป็นห่วง เป็นใย หึๆๆ! พอคิดถึงอาจารย์ผู้นั้นของตน ความหวานละมุนเมื่อครู่พลันระคน ด้วยเพลิงโทสะอย่างช่วยไม่ได้ โม่หรานแค้นจนเริ่มจิกเล็บตะกุยร่องเตียงอีกครั้ง ในใจคิด หว่านเยี่ยอวี้เหิงอะไร เป๋ยโต่วเซียนจุนอะไร เลื่อนเปื้อนตูดหมามารดามันเถอะ! ฉู่หว่านหนิง ชาตินี้เราจะได้เห็นดีกัน! 10 เป็นท่อนบรรยายภาพความงามยามสายัณห์ของฤดูใบไม้ผลิในเจียงหนาน ต่อมา นำมาใช้บรรยายความงดงามของฤดูใบไม้ผลิ


73 ตัวข้าถูกลงโทษ 8 โม่หรานนอนเป็นปลาตาย อยู่บนเตียงสามวัน บาดแผลเพิ่งสมาน ก็ถูกเรียกตัวให้ไปทำงานหนักที่ศาลาหงเหลียน นี่เป็นส่วนหนึ่งของบทลงโทษ ในระหว่างที่ถูกกักบริเวณ ห้ามลงเขา เด็ดขาด แต่ก็มิอาจอยู่ว่างๆ ต้องทำงานหนักจิปาถะในสำนัก โดยปกติแล้ว งานเหล่านี้ก็เป็นงานจำพวกช่วยท่านป้าโรงยายเมิ่ง ล้างจานชาม เช็ดล้างสิงโตหัวเสาศิลาสามร้อยหกสิบห้าหัวบนสะพานไน่เหอ คัดลอกม้วนเอกสารตำราแสนน่าเบื่อ เป็นต้น แต่ศาลาหงเหลียนเป็นสถานที่ใดนะหรือ ก็คือที่พำนักของคน สารเลวฉู่หว่านหนิง แดนอสูรที่ผู้คนขนานนามว่านรกบัวแดงนั่นเอง คนบนยอดเขาสื่อเซิงน้อยคนนักที่เคยเข้าไปที่นั่น แต่ทุกคนที่เข้าไป พอออกมา ถ้าไม่ถูกตีแขนหัก ก็ถูกตีขาหัก ด้วยเหตุนี้เรือนพำนักของฉู่หว่านหนิง นอกจากชื่อ“นรกบัวแดง” แล้ว ยังมีอีกฉายาว่า “ศาลาหักขา” ในสำนักมีคำพูดเล่นๆท่อนหนึ่งกล่าวว่า “ศาลาซ่อนคนงาม คนงาม ครองเทียนเวิ่น เข้าประตูหักขา จึงรู้ความทุกข์ยามขาหัก1 ผู้อาวุโสอวี้เหิง ช่วยท่านสะบั้นเส้นลมปราณได้ดีกว่าผู้ใด” 1 ล้อเลียนบทกวีชิวเฟิงฉือ ของหลี่ไป๋ที่ว่า “เข้าประตูหวนคะนึง จึงรู้ความทุกข์ ยามหวนคะนึง”


74 ฮัสกี้หน้าโง่กับอาจารย์เหมียวขาวของเขา เล่ม 1 เคยมีศิษย์หญิงไม่กลัวตาย ราคะเทียมฟ้า กล้าใฝ่ปองในความงาม ของผู้อาวุโสอวี้เหิง ฉวยโอกาสขณะเดือนมืดลมแรง ลอบไปยังยอดเขา ทิศใต้หมอบอยู่บนชายคา หมายแอบดูผู้อาวุโสอาบน้ำผลัดเสื้อผ้า ผลลัพธ์แค่คิดก็รู้ได้หญิงผู้กล้าคนนั้นถูกเทียนเวิ่นฟาดเสียปางตาย ร้องหาพ่อเรียกหาแม่ นอนลุกไม่ขึ้นอยู่บนเตียงร้อยกว่าวัน ทั้งฉู่หว่านหนิงยังบริภาษอย่างรุนแรงว่า หากกล้าล่วงเกินอีก จะ ควักลูกตาของนางเสีย เห็นหรือไม่ วาจาไร้มารยาทเพียงใด! เป็นการกระทำที่ไม่เข้าใจ ความรักเพียงใด! เป็นบุรุษที่น่าโมโหเพียงใด! เดิมในสำนักมีหญิงสาวโง่เขลาไร้เดียงสาจำนวนหนึ่ง อาศัยว่าตน เป็นสตรีคิดว่าผู้อาวุโสอวี้เหิงคงจะทะนุถนอมเอ็นดู ยามอยู่ต่อหน้าเขา มักหัวเราะคิกคัก พยายามดึงดูดความสนใจของผู้อาวุโส ทว่านับตั้งแต่ ผู้อาวุโสกำราบอันธพาลหญิง ก็ไม่มีผู้ใดกล้าใช้เล่ห์มายากับเขาอีก ผู้อาวุโสอวี้เหิงเฆี่ยนตีทั้งชายหญิง ไม่มีบุคลิกของวิญญูชนแม้ แต่น้อย นอกจากรูปโฉมชวนมองแล้ว ไม่ว่าที่ใดก็ล้วนใช้ไม่ได้...นี่คือ คำวิจารณ์ที่ศิษย์ในสำนักมีต่อฉู่หว่านหนิง ศิษย์น้องเล็กที่มาส่งสารมองโม่หรานอย่างเห็นอกเห็นใจ ทนแล้ว ทนอีก สุดท้ายก็ทนไม่ไหว เอ่ยว่า “ศิษย์พี่โม่...” “หืม?” “...ผู้อาวุโสอวี้เหิงอารมณ์ร้ายถึงเพียงนั้น คนที่ไปศาลาหงเหลียน ไม่มีสักคนที่ออกมาในสภาพยืนดีๆได้ท่านลองดู มิสู้บอกว่าบาดแผล ยังไม่หายดีขอร้องให้ผู้อาวุโสอวี้เหิงปล่อยท่านไปล้างจานดีกว่า?” โม่หรานซาบซึ้งในหัวใจพระโพธิสัตว์ของศิษย์น้องผู้นี้ยิ่งนัก แต่ก็ ปฏิเสธเขา ขอร้องฉู่หว่านหนิง? ช่างเถิด ข้าไม่อยากถูกเทียนเวิ่นปรนนิบัติอีกรอบ จากนั้นก็สวมเสื้อผ้าอย่างเหนื่อยแรง ลากเท้าอันหนักอึ้งเดินไปยัง ยอดเขาทิศใต้ของยอดเขาสื่อเซิงอย่างอิดออด


โร่วเปาปูชือโร่ว 75 ศาลาหงเหลียน นรกบัวแดง ที่พำนักของฉู่หว่านหนิง ในรัศมีร้อยหลี่ ไร้ผู้คนให้พบเห็น ไม่มีผู้ใดอยากเฉียดกรายสถานที่พำนักของเขา รสนิยมย่ำแย่และ อารมณ์แปรปรวนของเขาทำให้คนในสำนักให้ความเคารพเขาอยู่ห่างๆ โม่หรานกระวนกระวายอยู่บ้าง ไม่รู้ว่าฉู่หว่านหนิงจะลงโทษให้เขา ทำอะไร คิดฟุ้งซ่านไปตลอดทางจนมาถึงยอดเขาทิศใต้ หลังจากเดิน ทะลุป่าไผ่ที่แน่นขนัดแล้ว สระบัวแดงงามตระการกว้างไกลก็ปรากฏต่อ สายตา ยามนี้เป็นเวลาเช้าตรู่ ตะวันขึ้นเบื้องบูรพา สาดจับขอบฟ้าเป็น ประกาย เมฆสีเพลิงสะท้อนรับกับบัวแดงใบเขียวละลานตาในสระ ริ้วคลื่น ระยิบระยับ ศาลาริมน้ำที่มีระเบียงคดเคี้ยวตั้งเด่นเป็นสง่า ม่านน้ำตกไหลลง จากภูเขาดังซู่ซ่า ฝอยน้ำใสราวผลึกกระเซ็นกระทบผนังหิน ไอน้ำลอย ระเหย หมอกแดงเรืองรอง ดูมีเสน่ห์เย้ายวนท่ามกลางความเงียบสงบ ความรู้สึกที่โม่หรานมีต่อสิ่งนี้คือ แหวะ! สถานที่ที่ฉู่หว่านหนิงอาศัย ต่อให้สวยงามสักเพียงใด เขาล้วน อยากอาเจียน! ดูเอาเถิด หรูหราฟุ่มเฟือยเพียงใด ฟุ้งเฟ้อสุรุ่ยสุร่ายเพียงใด เรือนของพวกศิษย์เบียดเสียดติดกัน พื้นที่ในห้องก็ไม่มาก ผู้อาวุโสอวี้เหิง อย่างเขาช่างประเสริฐนัก คนเดียวยึดภูเขาทั้งลูก ซ้ำยังขุดสระใหญ่ สามสระ ปลูกดอกบัวเต็มไปหมด ก็ได้ถึงจะบอกว่าดอกบัวเหล่านี้ล้วน เป็นสายพันธุ์พิเศษ นำมาหลอมเป็นโอสถทิพย์ได้แต่ว่า... ถึงอย่างไรก็ขัดหูขัดตา แทบอยากจะเผาศาลาหักขานี้ให้วอดวาย! ก็ได้แต่ก่นด่าในใจ เนื่องจากปีนี้ตนยังอายุเพียงสิบหกปียังไร้กำลัง ต่อสู้ตัดสินสูงต่ำกับปรมาจารย์ฉู่ โม่หรานจึงยังต้องมาที่หน้าเรือนพักของ ฉู่หว่านหนิง ยืนอยู่ตรงประตู ทำตาพริ้มพลางเอ่ยเสียงหวานเลี่ยน “ศิษย์โม่หราน ขอพบอาจารย์” “อืม เข้ามา”


76 ฮัสกี้หน้าโง่กับอาจารย์เหมียวขาวของเขา เล่ม 1 ภายในเรือนรกรุงรัง ปีศาจเลือดเย็นฉู่หว่านหนิงสวมชุดคลุมสีขาว สาบเสื้อป้ายสูงถึงคออย่างมิดชิด ดูมีลักษณะของผู้รู้จักระงับยับยั้งใจ ตนเอง วันนี้เขาเกล้าผมหางม้าสูง สวมปลอกมือโลหะสีดำ กำลังง่วน อยู่กับชิ้นส่วนกลไกกองหนึ่งที่พื้น ปากคาบพู่กันเล่มหนึ่งเอาไว้ เขามองโม่หรานด้วยสีหน้าไร้อารมณ์ กัดด้ามพู่กันพลางเอ่ยเสียง ไม่ชัดว่า “มานี่” โม่หรานเดินเข้าไป นี่ออกจะลำบากเล็กน้อย เพราะภายในห้องไม่มีพื้นที่ให้เหยียบยืน ได้เลย ทุกแห่งเกลื่อนไปด้วยแบบร่าง เศษไม้ เศษโลหะ โม่หรานคิ้วกระตุก ชาติก่อนเขาไม่เคยเข้ามาในห้องของฉู่หว่านหนิง จึงไม่รู้ว่าบุรุษรูปงามที่แต่งกายมิดชิดเรียบร้อยผู้นี้จะมีที่อยู่ที่อาศัยรกรุงรัง... อย่างยากบรรยายเช่นนี้ “นี่อาจารย์กำลังทำอะไรอยู่หรือ” “เทพท่องราตรี” “คืออะไร” ฉู่หว่านหนิงเริ่มหงุดหงิด อาจเพราะคาบพู่กันอยู่ จึงไม่สะดวก พูดคุย “เทพท่องราตรี” โม่หรานมองชิ้นส่วนที่วางระเกะระกะบนพื้น อาจารย์ผู้นี้ของเขาได้รับการยกย่องเป็นปรมาจารย์ฉู่ ย่อมมิใช่ ชื่อเสียงจอมปลอม หากกล่าวจากใจจริง ฉู่หว่านหนิงคือบุรุษผู้ห้าวหาญ อย่างยิ่ง ไม่ว่าจะเป็นเทพศัสตราทั้งสามของเขา ข่ายอาคมของเขา หรือว่าวิชาควบคุมกลไกของเขา ล้วนสมกับคำว่า “ขั้นสุดยอด” นี่ก็เป็น สาเหตุที่ทำให้สำนักฝึกเซียนใหญ่ๆ พากันแย่งชิงตัวเขาจนหัวร้างข้างแตก ทั้งที่เขาอารมณ์ร้ายถึงเพียงนั้น เอาใจยากถึงเพียงนั้น ส่วน“เทพท่องราตรี”นั่น โม่หรานที่เกิดใหม่อีกครั้งกระจ่างแจ้งดียิ่ง นั่นคือหุ่นกลประเภทหนึ่งที่ฉู่หว่านหนิงประดิษฐ์ขึ้น ราคาย่อมเยา พลังต่อสู้แข็งแกร่ง สามารถปกป้องคนธรรมดาแห่งโลกบำเพ็ญเพียร ระดับล่างไม่ให้ถูกภูตผีรังควานยามราตรีได้


โร่วเปาปูชือโร่ว 77 ชาติก่อน เทพท่องราตรีที่สร้างเสร็จสมบูรณ์แทบกลายเป็นหุ่นกล ที่ทุกครัวเรือนต้องมี ราคาแต่ละตัวเท่ากับไม้กวาดอันหนึ่ง ทว่าใช้ได้ผล ดีกว่าทวารบาลที่อ้าปากแสยะเขี้ยวเสียอีก หลังจากฉู่หว่านหนิงตาย เทพท่องราตรีเหล่านี้ยังคงปกป้องครอบครัว ยากจนที่ไม่อาจเชิญนักพรตมาปัดรังควานได้ จิตใจอันกรุณาเช่นนี้ พอเทียบกับความเย็นชาที่ฉู่หว่านหนิงมีต่อเหล่าศิษย์แล้ว...เฮอะๆ ทำให้ โม่หรานนึกดูแคลนจริงๆ โม่หรานนั่งลง มอง “เทพท่องราตรี”ที่ยามนี้ยังเป็นเพียงชิ้นส่วน กลไกกองหนึ่ง เรื่องราวแต่หนหลังพลันวูบผ่านขึ้นมาจากก้นบึ้งหัวใจ เขาหยิบข้อต่อนิ้วมือชิ้นหนึ่งของเทพท่องราตรีขึ้นมาอย่างอดไม่ได้ ถือไว้ ในมือพลางพิศดูอย่างละเอียด ฉู่หว่านหนิงต่อชิ้นส่วนต่างๆ สุดท้ายยื่นมือไปหยิบพู่กันที่คาบไว้ ในปากตลอดออกมา ถลึงตาใส่โม่หรานทีหนึ่ง “นั่นเพิ่งทาน้ำมันถง2 ห้ามแตะ” “อ้อ...” โม่หรานวางข้อต่อนิ้วมือลง ปรับอารมณ์ให้ยังดูน่ารัก ไร้พิษสง ยิ้มตาหยีถามว่า “อาจารย์เรียกข้ามา ต้องการให้ข้าช่วยหรือ” “อืม” “ทำอะไรหรือ” “เก็บห้อง” โม่หรานยิ้มค้าง กวาดตามองห้องที่เหมือนเพิ่งผ่านเหตุแผ่นดินไหว มา “...” ฉู่หว่านหนิงคืออัจฉริยะด้านวิชาเซียน แต่เป็นคนโง่ด้านการใช้ชีวิต หลังจากเก็บเศษถ้วยชาแตกที่ถูกปล่อยทิ้งไว้ใบที่ห้าเสร็จ ในที่สุด โม่หรานก็เหลืออด “อาจารย์ ท่านไม่ได้เก็บกวาดห้องมานานเท่าใดแล้ว สวรรค์ รกถึงเพียงนี้!” 2 เป็นน้ำมันที่สกัดจากผลของต้นถง มีคุณสมบัติแห้งเร็ว ทนต่ออุณหภูมิสูงและ การกัดกร่อน นำมาใช้ประโยชน์อย่างแพร่หลาย ทั้งงานก่อสร้าง ภาพวาด หมึกพิมพ์ เครื่องจักรทางการเกษตร และในอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์


78 ฮัสกี้หน้าโง่กับอาจารย์เหมียวขาวของเขา เล่ม 1 ฉู่หว่านหนิงกำลังดูแผนภาพ พอได้ยินก็เอ่ยโดยไม่แม้แต่จะเงยหน้าขึ้น “เกือบปีได้” โม่หราน “...” “ยามปกติท่านนอนที่ใด” “อะไรนะ” แผนภาพนั้นคงมีปัญหาเล็กน้อย ฉู่หว่านหนิงถูกรบกวน จึงมีท่าทีหงุดหงิดกว่าปกติอย่างเห็นได้ชัด เขาขยี้ศีรษะตนเอง ตอบด้วย น้ำเสียงขุ่นเคือง “ย่อมต้องเป็นบนเตียง” โม่หรานเหลือบมองสภาพเตียงหลังนั้น บนเตียงมีหุ่นกลสารพัด แบบที่ประกอบสำเร็จกว่าครึ่งแล้วกองสุมอยู่ และยังมีอุปกรณ์อื่นๆอย่าง เลื่อย ขวาน และตะไบ แต่ละอย่างเปล่งประกายเย็นยะเยือก คมกริบ ไร้เทียบเทียม ร้ายกาจ คนผู้นี้นอนอย่างไรไม่ให้ศีรษะถูกตัดขาด ยุ่งวุ่นวายอยู่ครึ่งค่อนวัน กวาดขี้เลื่อยและฝุ่นผงบนพื้นไม้กระดาน ได้สามบุ้งกี๋เต็ม ผ้าขาวเช็ดตู้และชั้นวางตำราจนดำไปสิบกว่าผืน ถึงยาม เที่ยงตรงก็เก็บกวาดไปได้ครึ่งหนึ่ง ไอ้คนเวรตะไลฉู่หว่านหนิง อำมหิตยิ่งกว่าหญิงโฉดจริงๆ การทำความสะอาดห้องดูเหมือนไม่ใช่การลงโทษที่ร้ายแรงอันใด จะว่าไปก็ไม่เหมือนงานหนัก แต่ใครก็คาดไม่ถึงว่าจะเป็นสถานที่บ้าบอ ที่ไม่เคยปัดกวาดเช็ดถูมาสามร้อยหกสิบห้าวันเช่นนี้ อย่าว่าแต่เรื่องที่ยัง มีบาดแผลอยู่เต็มร่าง ต่อให้เวลานี้ร่างกายแข็งแรงสมบูรณ์ดีการทรมาน เช่นนี้ก็เหนื่อยจนสูบพลังชีวิตไปครึ่งหนึ่ง! “อาจารย์..” “หืม?” “เสื้อผ้าท่านกองนี้...” คงกองไว้สามเดือนแล้วกระมัง สุดท้ายฉู่หว่านหนิงก็ต่อแขนข้างหนึ่งของเทพท่องราตรีเสร็จ เขา นวดไหล่ที่ขัดยอก เหลือบตาขึ้นมองชุดคลุมที่กองเป็นภูเขาเลากาบนหีบ เสื้อผ้าเหล่านั้น เอ่ยเสียงเย็นชา “ข้าซักเอง” โม่หรานระบายลมหายใจ...ขอบคุณฟ้าดิน จากนั้นก็รู้สึกประหลาดใจ


โร่วเปาปูชือโร่ว 79 เล็กน้อย “เอ๋? อาจารย์ซักผ้าเป็นด้วยหรือ” ฉู่หว่านหนิงเหลือบมองเขา ผ่านไปครู่หนึ่งก็เอ่ยเสียงเย็นชา “มี อันใดยาก โยนลงน้ำ แช่ไว้สักพัก หยิบขึ้นมา ตากให้แห้งก็เสร็จแล้ว” “...” ไม่รู้จริงๆว่าถ้าเหล่าแม่นางที่หลงใหลคะนึงหาปรมาจารย์ฉู่ เหล่านั้นมาได้ยินคำพูดนี้จะรู้สึกอย่างไร โม่หรานรู้สึกว่าบุรุษที่น่ามอง แต่ใช้ไม่ได้ช่างน่ารังเกียจจริงๆ หากเอ่ยออกไปจะมีสตรีสักกี่คนที่ต้อง หัวใจสลาย “เวลาไม่เช้าแล้ว เจ้าตามข้าไปที่โรงอาหารเถอะ ที่เหลือกลับมา ค่อยจัดต่อ” ในโรงยายเมิ่ง ผู้คนขวักไขว่ เหล่าศิษย์ของยอดเขาสื่อเซิงล้วนกำลังจับกลุ่ม กินข้าวกัน ฉู่หว่านหนิงหยิบกับข้าวสองสามอย่างวางบนถาดไม้เคลือบเงา แล้วไปนั่งอยู่ตรงมุมหนึ่งเงียบๆ ในระยะสิบสองฉื่อ3 รอบตัวเขา ผู้คนค่อยๆหายไปจนไม่เหลือ ไม่มีผู้ใดกล้านั่งใกล้ผู้อาวุโสอวี้เหิงมากเกินไป กลัวว่าเกิดเขาอารมณ์ ไม่ดีขึ้นมา จะสะบัดเทียนเวิ่นออกมาหวดใส่ ความจริงฉู่หว่านหนิงเอง ก็รู้เรื่องนี้ดี เพียงแต่เขาไม่ใส่ใจ คนงามผู้เย็นชาคนหนึ่งนั่งกินอาหาร อย่างสงบเงียบเรียบร้อยอยู่ตรงนั้น เพียงแต่วันนี้ไม่ค่อยเหมือนเดิม เขาพาโม่หรานมาด้วย ย่อมต้องนั่งอยู่ด้วยกัน คนอื่นกลัวเขา โม่หรานเองก็กลัว แต่ถึงอย่างไรก็เป็นคนที่เคยตาย มาแล้วครั้งหนึ่ง ความหวาดกลัวที่มีต่อฉู่หว่านหนิงจึงมิได้รุนแรงนัก โดยเฉพาะหลังจากความหวาดกลัวเมื่อแรกค่อยๆสลายไป ความ ชิงชังที่มีต่อฉู่หว่านหนิงเมื่อชาติก่อนก็ค่อยๆผุดขึ้นมา ฉู่หว่านหนิงร้ายกาจ แล้วอย่างไร ชาติที่แล้วก็ตายด้วยมือข้ามิใช่หรือ! โม่หรานนั่งลงเบื้องหน้าเขา แทะซี่โครงหมูเปรี้ยวหวานในชามอย่าง 3 1 ฉื่อเท่ากับประมาณ 1 ฟุต


80 ฮัสกี้หน้าโง่กับอาจารย์เหมียวขาวของเขา เล่ม 1 สงบนิ่งเป็นธรรมชาติ เคี้ยวจุ๊บๆจั๊บๆ ไม่นานก็คายกระดูกออกมาเป็น กองภูเขาย่อมๆ ฉู่หว่านหนิงพลันกระแทกตะเกียบกับโต๊ะ โม่หรานชะงัก “...เจ้าเลิกทำปากจุ๊บจั๊บเวลากินข้าวได้หรือไม่” “ข้าแทะกระดูก ไม่ทำปากจุ๊บจั๊บแล้วจะแทะอย่างไร” “เช่นนั้นก็ไม่ต้องแทะกระดูก” “แต่ข้าชอบแทะกระดูก” “ไสหัวไปกินด้านข้าง” เสียงทะเลาะกันของสองคนดังขึ้นเรื่อยๆ มีศิษย์ลอบมองมาทาง พวกเขาแล้ว โม่หรานข่มอารมณ์ไม่ให้คว่ำกะละมังข้าวใส่ศีรษะฉู่หว่านหนิง ริมฝีปากมันย่องเม้มแน่น ผ่านไปครู่หนึ่ง เขาก็หยีตาพริ้ม คลี่มุมปาก เป็นรอยยิ้มหวาน “อาจารย์อย่าตะโกนเสียงดังสิคนอื่นได้ยินจะหัวเราะเราได้” ฉู่หว่านหนิงหนังหน้าบางเป็นทุนเดิม กดน้ำเสียงเบาลงจริงๆ “ไสหัวไป” โม่หรานหัวเราะจนแทบหน้าทิ่ม ฉู่หว่านหนิง “...” “นี่ อาจารย์ ท่านอย่าถลึงตามองข้าสิกินข้าวเถอะ กินข้าว ข้าจะ พยายามเบาเสียงหน่อย” โม่หรานหัวเราะจนหนำใจแล้ว ก็เริ่มทำเป็นว่าง่ายรู้ความ เสียงแทะ กระดูกเบาลงมากจริงๆ ฉู่หว่านหนิงชอบให้ใช้ไม้อ่อน เห็นโม่หรานเชื่อฟัง สีหน้าก็ผ่อน คลายลง ไม่แค้นฝังใจอีก ก้มหน้ากินเต้าหู้ผัดผักของตนอย่างสุภาพต่อ สงบเสงี่ยมอยู่ได้ไม่นาน โม่หรานก็เริ่มเอาอีกแล้ว เขาเองก็ไม่รู้ว่าตนเองเป็นอะไร สรุปคือชาตินี้พอเห็นฉู่หว่านหนิง ก็อยากจะสร้างความรำคาญยั่วโทสะอีกฝ่าย


โร่วเปาปูชือโร่ว 81 ดังนั้นฉู่หว่านหนิงจึงพบว่า แม้โม่หรานจะไม่เคี้ยวเสียงดังแล้ว แต่ว่า...เขาเริ่มใช้มือหยิบซี่โครงมาแทะกิน แทะจนน้ำมันเปรอะเต็มมือ น้ำปรุงรสเลอะเป็นมันย่อง เส้นเลือดที่ขมับของฉู่หว่านหนิงเต้นตุบๆ...ขันติ เขาหลุบตาลง ไม่มองโม่หราน ก้มหน้าก้มตากินข้าวของตนเองไป ไม่รู้เป็นเพราะโม่หรานกินเพลินเกินไปจนลืมตัวหรืออย่างไร ไม่ทัน ระวัง ก็โยนกระดูกไปตกลงในชามข้าวของฉู่หว่านหนิง ฉู่หว่านหนิงถลึงตามองซี่โครงที่ถูกเคี้ยวจนแหลกยุ่ยน่าเกลียดชิ้นนั้น บรรยากาศรอบข้างจับแข็งทันทีด้วยความเร็วที่มองเห็นได้ “โม่หราน...!!!” “อาจารย์...” โม่หรานดูตื่นตระหนก ไม่รู้ว่าท่าทางนั่นเป็นจริงกี่ส่วน เท็จกี่ส่วน “นั่น...เอ่อ ข้าไม่ได้ตั้งใจ” ก็แปลกแล้ว “...” “อาจารย์อย่าเพิ่งโมโหสิข้าจะคีบออกให้ท่านเดี๋ยวนี้” เขาว่าพลางยื่นตะเกียบออกไปจริงๆ จิ้มลงไปในชามข้าวของฉู่- หว่านหนิง ควานลงไปคีบกระดูกซี่โครงชิ้นนั้นออกอย่างรวดเร็ว ฉู่หว่านหนิงหน้าเขียวคล้ำ ท่าทางเหมือนสะอิดสะเอียนจนแทบสลบ แล้ว โม่หรานขนตาสั่นไหว ใบหน้างามฉายแววน้อยอกน้อยใจน่าสงสาร อยู่หลายส่วน “นี่อาจารย์รังเกียจข้า?” “...” “อาจารย์ ขออภัย” ช่างเถอะ ฉู่หว่านหนิงคิดในใจ จะถือสาหาความอะไรกับผู้เยาว์ เขากดแรงกระตุ้นที่อยากจะเรียกเทียนเวิ่นมาหวดโม่หรานลงได้แต่ ความอยากอาหารก็หดหายไปด้วยเช่นกัน ลุกขึ้นเอ่ยว่า “ข้าอิ่มแล้ว” “เอ๋? กินแค่นี้เอง? อาจารย์ ข้าวในชามท่านยังไม่พร่องเลย” ฉู่หว่านหนิงเอ่ยเสียงเย็นชา “ข้าไม่หิว”


82 ฮัสกี้หน้าโง่กับอาจารย์เหมียวขาวของเขา เล่ม 1 ในใจโม่หรานยินดีปรีดาราวกับดอกไม้บาน ปากยังคงเอ่ยเสียงหวาน “เช่นนั้นข้าก็ไม่กินแล้ว ไป เรากลับนรก...เอ้อ...ศาลาหงเหลียนกัน” ฉู่หว่านหนิงหรี่ตา “เรา?” แววหยามหยันปรากฏขึ้นในดวงตา “ใครเป็นพวกเดียวกับเจ้า เด็กผู้ใหญ่มีลำดับสูงต่ำ เจ้าพูดจากับข้าให้มัน ดีๆ” โม่หรานรับคำขันแข็ง ดวงตาหยีโค้ง ท่าทางว่าง่ายรู้ประสา ซ้ำยัง น่ารัก ทว่าในใจกำลังคิดว่า เด็กผู้ใหญ่มีสูงต่ำ? พูดจากับข้าให้มันดีๆ? เฮอะๆ หากฉู่หว่านหนิงรู้เรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อชาติที่แล้ว เขาคง กระจ่างใจว่า...สุดท้ายใต้หล้านี้มีเพียงข้าโม่เวยอวี่ต่างหากที่สูงส่ง ต่อให้ฉู่หว่านหนิงสูงส่งโอหัง ไร้เทียมทานมากกว่านี้ สุดท้ายก็เป็น แค่โคลนเลนใต้รองเท้าเขา ต้องอาศัยการสงเคราะห์จากเขาจึงมีชีวิตอยู่ ต่อได้ ทั้งที่ต้องเร่งฝีเท้าไล่ตามอาจารย์ แต่บนใบหน้าของโม่หรานกลับยัง ประดับรอยยิ้มเจิดจ้า หากซือเม่ยคือแสงจันทร์นวลผ่องในใจเขา ฉู่หว่านหนิงก็คือเศษ ก้างปลาหักๆที่ติดอยู่ในลำคอเขา เขาจะดึงก้างนี้ออกมาแล้วโยนทิ้ง หรือ ว่าจะกลืนลงไปให้น้ำย่อยกัดกร่อนก็ย่อมได้ สรุปคือ เกิดใหม่ครั้งนี้ผู้ใดเขาก็ละเว้นได้ แต่ไม่มีวันละเว้นฉู่หว่านหนิงเด็ดขาด เพียงแต่ฉู่หว่านหนิงเองก็เหมือนไม่คิดจะละเว้นเขาง่ายๆเช่นกัน โม่หรานยืนอยู่หน้าหอตำราของนรกบัวแดง มองชั้นวางหนังสือห้าสิบแถว สูงสิบชั้น คิดว่าตนเองฟังผิดไป “อาจารย์ ท่านว่า...อะไรนะ” ฉู่หว่านหนิงเอ่ยเสียงเรียบ “เช็ดฝุ่นตำราในนี้ให้หมด” “...” “เช็ดเสร็จก็จัดหมวดหมู่”


โร่วเปาปูชือโร่ว 83 “...” “พรุ่งนี้เช้าข้าจะมาตรวจ” “!!!” อะไรนะ!!! คืนนี้ข้าต้องค้างแรมที่นรกบัวแดงรึ แต่ว่าข้านัดกับซือเม่ยไว้แล้ว คืนนี้จะให้ซือเม่ยเปลี่ยนยาให้! เขาอ้าปากหมายต่อรอง แต่ฉู่หว่านหนิงคร้านจะสนใจเขา สะบัด แขนเสื้อ หันกายไปยังห้องประกอบกลไก ซ้ำยังหับประตูห้องอย่างไร้เยื่อใย โม่หรานที่ถูกล่มนัดจมอยู่ในความเคียดแค้นชิงชังฝังลึกที่มีต่อ ฉู่หว่านหนิง...เขาคิดจะเผาตำราของฉู่หว่านหนิงให้วอด! ไม่! หลังจากคิดดูแล้ว เขาก็ผุดแผนการที่บรรลัยยิ่งกว่าขึ้นมาได้...


84 ตัวข้าหาใช่นักแสดงไม่ 9 รสนิยมของฉู่หว่านหนิงย่ำแย่ยิ่งนัก จืดชืด น่าเบื่อ ชวนสิ้นหวัง ลองดูสิ่งที่วางอยู่เต็มชั้นวางนี้ล้วนเป็นตำราบ้าบออะไรกัน! บันทึกภาพข่ายอาคมบรรพกาล สมุดภาพพืชพรรณประหลาด เพลงพิณสำนักหรูเฟิงแห่งหลินอี๋ บันทึกรวบรวมพันธุ์พืช...สิ่งที่นับว่า เป็นความบันเทิงเพียงหนึ่งเดียวคงมีแต่บันทึกท่องสู่จง บันทึกอาหารปาสู่ ไม่กี่เล่ม โม่หรานเลือกตำราที่ค่อนข้างใหม่มาสองสามเล่ม เห็นชัดว่าฉู่หว่านหนิง ไม่ค่อยได้อ่านบ่อยนัก เขาจึงเอามาลบตัวอักษรด้านในออก แล้ววาดภาพ ลามกทับลงไปจำนวนหนึ่ง เขาวาดพลางคิดพลาง หึๆ ตำราที่นี่มีทั้งหมดไม่หนึ่งหมื่นก็แปดพัน กว่าฉู่หว่านหนิงจะพบว่าหลายเล่มในนั้นถูกเปลี่ยนเป็นภาพลามก ก็ ไม่รู้ว่าเป็นวันใดปีใดแล้ว ถึงตอนนั้น เขาต้องไม่รู้แน่ว่าเป็นฝีมือผู้ใด ได้แต่โกรธขึ้ง ยอดเยี่ยมจริงๆ คิดไปคิดมาก็อดกอดตำราหัวเราะหึๆออกมามิได้ โม่หรานวาดภาพทับลงบนตัวอักษรไปสิบกว่าเล่ม ใช้จินตนาการ อันบรรเจิด วาดออกมาเป็นภาพเร้าอารมณ์อะไรต่อมิอะไร ฝีพู่กันนั้น เรียกได้ว่าทั้งทรงพลังทั้งพลิ้วไหว สวยสง่ายิ่งนัก หากมีคนมาหยิบยืม


โร่วเปาปูชือโร่ว 85 ตำราจากผู้อาวุโสอวี้เหิง แล้วบังเอิญยืมตำราเหล่านี้เข้าพอดีคาดว่าคง ได้โจษขานกันดังต่อไปนี้... ‘ผู้อาวุโสอวี้เหิงหน้าเนื้อใจเสือ แอบสอดแทรกภาพชายหญิงเสพ สังวาสไว้ในเคล็ดวิชาชำระจิต!’ ‘ผู้อาวุโสอวี้เหิงไม่เหมาะเป็นอาจารย์ ในเพลงกระบี่มีหนังสือภาพ หลงหยางต้วนซิ่ว1 !’ ‘เป๋ยโต่วเซียนจุนอะไรกัน เดรัจฉานสวมเสื้อผ้าชัดๆ!’ โม่หรานยิ่งคิดยิ่งตลก สุดท้ายก็เอามือกุมท้อง ถือพู่กันกลิ้งไปมา บนพื้น มีความสุขจนถีบขาส่งเดช แม้กระทั่งมีคนมาถึงที่หน้าประตูหอ ตำราแล้ว เขาก็ยังไม่สังเกตเห็น ด้วยเหตุนี้ ตอนที่ซือเม่ยเดินมาถึง ภาพที่เห็นคือโม่หรานกำลัง กลิ้งเกลือกอยู่ท่ามกลางกองตำรา หัวเราะจนเป็นบ้าเป็นหลัง ซือเม่ย “...อาหราน นี่เจ้ากำลังทำอะไรอยู่” โม่หรานชะงัก ผุดลุกขึ้นนั่งทันทีปิดภาพลามกเหล่านั้นอย่าง ลนลาน ปั้นหน้าให้เป็นผู้เป็นคน “ถู...ถูพื้นน่ะ” ซือเม่ยกลั้นหัวเราะ “เอาเสื้อผ้าถูพื้น?” “แค็กๆ นี่เป็นเพราะหาผ้าขี้ริ้วไม่ได้ ไม่พูดเรื่องนี้แล้ว ซือเม่ย ดึกดื่นแล้วท่านมาได้อย่างไร” “ข้าไปหาเจ้าที่ห้องแล้วไม่เจอ พอถามคนอื่น จึงรู้ว่าเจ้าอยู่กับอาจารย์ ที่นี่” ซือเม่ยเข้าไปในหอตำรา ช่วยโม่หรานเก็บตำราที่กองเต็มพื้นเหล่านั้น ยิ้มอย่างอ่อนโยน “ไม่มีอะไรทำ เลยมาเยี่ยมเจ้าสักหน่อย” โม่หรานดีใจยิ่งนัก ซ้ำยังตื่นเต้นไม่นึกว่าจะได้รับความสำคัญ เช่นนี้ เขาเม้มริมฝีปาก คนกะล่อนมาโดยตลอด กลับเอ่ยคำพูดไม่ออก อยู่บ้าง “เช่นนั้น...เอ่อ...เช่นนั้นท่านนั่งก่อน!” โม่หรานดีใจจนหมุนไปหมุนมา 1 “หลงหยาง”กับ“ต้วนซิ่ว” เป็นคำที่ใช้เรียกชายที่มีพฤติกรรมรักร่วมเพศ ชายรักชาย โดย“หลงหยาง”คือชื่อของชายที่เป็นคนรักคนโปรดของเว่ยหวัง ในยุคจั้นกั๋ว ส่วน“ต้วนซิ่ว” หรือ“ตัดแขนเสื้อ” เป็นเรื่องราวความรักของพระเจ้าฮั่นอายตี้กับชายรับใช้ชื่อตงเสีย


86 ฮัสกี้หน้าโง่กับอาจารย์เหมียวขาวของเขา เล่ม 1 อยู่ที่เดิมนานสองนาน ออกอาการประหม่าอยู่บ้าง “ข้า...ข้าไปรินชามาให้” “ไม่ต้อง ข้ามาเงียบๆ หากอาจารย์รู้เข้า คงเป็นเรื่องแน่” โม่หรานเกาศีรษะ “จะว่าไปก็ใช่...” คนวิปริตฉู่หว่านหนิงผู้นั้น! ช้าเร็วข้าต้องโค่นเขาให้ได้จะไม่ยอมถูกกดขี่ข่มเหงอยู่ใต้อำนาจเขาอีก! “เจ้าคงยังมิได้กินข้าวเย็นกระมัง ข้านำอาหารมาให้เจ้าด้วย” โม่หรานดวงตาลุกวาว “เกี๊ยวมังกร?”2 “พรืด เจ้าไม่เบื่อหรือไร ข้าไม่ได้นำเกี๊ยวมา ศาลาหงเหลียนอยู่ไกล เกรงว่าถ้านำมา กว่าจะถึงนี่คงติดกันเป็นก้อนเสียก่อน นี่...เป็นกับข้าว เล็กๆน้อยๆ เจ้าลองดูว่าถูกปากหรือไม่” ซือเม่ยวางกล่องสำรับไว้ด้านข้างแล้วเปิดออก ข้างในมีกับข้าวปรุง ด้วยพริกจนแดงฉาน มีหูหมูผัดจานหนึ่ง หมูเส้นผัดเปรี้ยวหวานจานหนึ่ง ไก่ผัดพริกถั่วลิสงจานหนึ่ง ยำแตงกวาทุบ แล้วก็ข้าวชามหนึ่ง “เอ๋ ใส่พริกหรือ” “กลัวเจ้าตะกละเกินไป จึงใส่ไปเล็กน้อย” ซือเม่ยยิ้ม เขากับโม่หราน ล้วนชอบกินอาหารรสจัด ย่อมเข้าใจความจริงที่ว่า“ไม่เผ็ดไม่ถึงใจ”ดี “เพียงแต่บาดแผลเจ้ายังไม่หายสนิท ข้าไม่กล้าใส่เยอะเกินไป แค่ ใส่พอชูรสชาติเท่านั้น ดีกว่าไม่มีสีแดงๆเลย” โม่หรานกัดตะเกียบยิ้มหน้าบานจนเห็นลักยิ้มหวานปานน้ำผึ้งใต้ แสงเทียน “อา! ซาบซึ้งจนอยากร้องไห้!” ซือเม่ยกลั้นหัวเราะ “รอเจ้าร้องไห้เสร็จอาหารก็เย็นชืดหมด กิน เสร็จก่อนค่อยร้อง” โม่หรานส่งเสียงโห่ร้องทีหนึ่ง แล้วลงตะเกียบด้วยความรวดเร็ว 2 ในภาษาจีนคือ“หลงเชาโส่ว” คำว่า“เชาโส่ว” (กอดอก) เป็นคำที่คนทางแถบซื่อชวน ใช้เรียกเกี๊ยว ส่วน“หลง”แปลว่า มังกร สื่อถึงจักรพรรดิหลงเชาโส่วเป็นอาหารขึ้นชื่อของ เมืองเฉิงตู ในมณฑลซื่อชวน เล่ากันว่าที่มาของหลงเชาโส่ว เกิดจากการที่พ่อครัวชาวเฉิงตู พยายามคิดหาวิธีห่อเกี๊ยวขึ้นโต๊ะเสวย และได้เห็นท่ายืนกอดอกชมทิวทัศน์ของจักรพรรดิ จึงเกิดแรงบันดาลใจจากท่วงท่าอันสง่างามนี้ ใช้แป้งเกี๊ยวแผ่นบางมาห่อไส้เป็นทรงสี่เหลี่ยม ข้าวหลามตัด แล้วยกปลายสองข้างของแป้งเกี๊ยวให้เชิดขึ้น จึงเป็นที่มาของอาหารจานนี้


โร่วเปาปูชือโร่ว 87 เขากินอย่างตะกรุมตะกรามเหมือนสุนัขหิวโหย ฉู่หว่านหนิงมักทนดู การกินที่เหมือนเจอผีของเขาไม่ได้แต่ซือเม่ยไม่เคยรังเกียจเลย ซือเม่ยอ่อนโยนเสมอ เพียงแค่ยิ้มแล้วบอกให้เขากินช้าลงหน่อย พลางยื่นชาถ้วยหนึ่งมาให้ ไม่นานจานชามก็ว่างเปล่าเกลี้ยงเกลา โม่หราน ลูบท้อง พรูลมหายใจยาว หรี่ตาพลางว่า “หนำใจ...” ซือเม่ยถามคล้ายไม่ใส่ใจ “เป็นเกี๊ยวมังกรอร่อยหรือว่ากับข้าวเหล่านี้ อร่อย” สำหรับโม่หรานแล้ว เรื่องกินเป็นสิ่งที่เขาหลงใหลเหมือนดั่งรักแรก ชวนลุ่มหลงยิ่งนัก เขาหันมา ดวงตาดำขลับอ่อนโยนมองซือเม่ย จากนั้น ก็ยิ้มแป้น “เกี๊ยวมังกร” “...” ซือเม่ยยิ้มพลางส่ายหน้า สักพักจึงเอ่ย “อาหราน ข้าช่วยเจ้า เปลี่ยนยาดีกว่า” ยาขี้ผึ้งนี้หวังฟูเหรินเป็นผู้ปรุงขึ้น ในอดีตหวังฟูเหรินเคยเป็นศิษย์ของ “กูเย่ว์เยี่ย”แห่งสำนักเซียน ปรุงโอสถ วิชายุทธ์ของฟูเหรินไม่แข็งแกร่ง ไม่ชอบการฆ่าฟัน แต่นาง ชื่นชอบวิชาแพทย์ยิ่งนัก ยอดเขาสื่อเซิงมีสวนสมุนไพรแห่งหนึ่ง นาง ปลูกสมุนไพรล้ำค่าไว้ที่นั่นมากมายด้วยมือตนเอง ด้วยเหตุนี้ในสำนักจึง ไม่เคยขาดแคลนยารักษาแผล โม่หรานถอดเสื้อออก หันหลังให้ซือเม่ย บาดแผลที่หลังยังเจ็บแปลบ เป็นพักๆ แต่พอนิ้วมืออุ่นของซือเม่ยจุ่มยาขี้ผึ้งทาลงบนบาดแผลทีละน้อย โม่หรานก็ค่อยๆลืมความเจ็บปวด ทว่าจิตใจกลับฟุ้งซ่านขึ้นมานิดๆ “เสร็จแล้ว” ซือเม่ยพันผ้าพันแผลให้โม่หราน แล้วผูกปมอย่าง ประณีต “สวมเสื้อได้” โม่หรานได้สติกลับมา เหลือบมองซือเม่ยแวบหนึ่ง ภายใต้แสงเทียน สลัวราง ผิวของซือเม่ยขาวผ่องราวหิมะ ดูเย้ายวนชวนหลงใหลยิ่งกว่า เดิม เขามองจนปากคอแห้ง ไม่อยากสวมเสื้อผ้าเลยจริงๆ ทว่าหลังจาก ละล้าละลังอยู่สักพักก็ก้มหน้า สวมเสื้อชั้นนอกอย่างรวดเร็ว “ซือเม่ย”


88 ฮัสกี้หน้าโง่กับอาจารย์เหมียวขาวของเขา เล่ม 1 “หืม?” ในหอตำรารโหฐานที่ปิดมิดชิดและปลีกวิเวกเช่นนี้ บุรุษสองคน อยู่ด้วยกันตามลำพัง ช่างเป็นบรรยากาศที่ดียิ่ง เดิมโม่หรานคิดจะพูดอะไร ที่ชวนฝันหวานซึ้งสักหน่อย ทว่าจนใจที่เขาเป็นคนไม่รู้หนังสือที่ตั้งชื่อรัชศก ของตนว่า “จี่ป้า” จึงได้แต่ทนอัดอั้นอยู่นานสองนาน จนสุดท้ายก็หน้าตา แดงก่ำเหมือนถุงหนังที่พองลมเจียนระเบิด โพล่งออกไปได้เพียง “ท่าน ช่างดีจริงๆ” “เรื่องเล็กน้อย ล้วนเป็นเรื่องสมควร” “ข้าเองก็จะดีต่อท่านให้มากๆ” โม่หรานควบคุมน้ำเสียงจนราบเรียบ ยิ่ง ทว่าฝ่ามือชื้นเหงื่อไปหมด สุดท้ายก็เผยความในใจที่โถมถั่งดั่งคลื่น ทะลักออกมา “รอให้ข้าเก่งกาจขึ้นวันใด จะไม่มีผู้ใดรังแกท่านได้ ไม่เว้น แม้แต่อาจารย์” ซือเม่ยไม่รู้ว่าเหตุใดจู่ๆโม่หรานจึงเอ่ยเช่นนี้ เขาอึ้งไปเล็กน้อย ทว่า ยังคงเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “ดีสิ เช่นนั้นภายหน้าต้องพึ่งพาอาหราน แล้ว” “อื้มๆ...” โม่หรานรับคำเสียงงึมงำ กลับถูกสายตาเย้ายวนของซือเม่ยจู่โจม จนยิ่งประหม่า ไม่กล้ามองเขาอีก จึงก้มหน้าหลบตา กับคนผู้นี้ เขาระมัดระวังใส่ใจเสมอมา ถึงขั้นหมกมุ่นเลยทีเดียว “เอ๋ อาจารย์ให้เจ้าเช็ดตำรามากเพียงนี้เชียว? ซ้ำยังต้องจัดหมวดหมู่ ทั้งคืนด้วย?” ต่อหน้ายอดดวงใจ โม่หรานให้ตายก็ยอมเสียหน้าไม่ได้ “พอไหว เร่งมือสักหน่อยก็ทันเวลา” “ข้าช่วยเจ้าดีกว่า” “จะได้อย่างไร หากอาจารย์รู้เข้า ท่านจะถูกลงโทษไปด้วย” น้ำเสียง เด็ดเดี่ยวยิ่ง “ดึกแล้ว ท่านรีบกลับไปพักผ่อนเถิด พรุ่งนี้ยังมีฝึกช่วงเช้า อีก” ซือเม่ยจูงมือเขา พลางหัวเราะเสียงเบา “ไม่เป็นไร อาจารย์ไม่รู้หรอก


โร่วเปาปูชือโร่ว 89 เราแอบๆ...” ยังไม่ทันกล่าวจบ ก็ได้ยินเสียงเยียบเย็นดังขึ้น “แอบอะไร” ฉู่หว่านหนิงออกมาจากห้องประกอบกลไกตั้งแต่เมื่อใดไม่รู้สีหน้า เยือกเย็น นัยน์ตาหงส์ราวกับจับน้ำแข็ง เขาสวมชุดขาวกระจ่างดูเย็นเยียบ ยืนอยู่หน้าประตูหอตำรา ท่าทางน่าสะพรึง มองมาที่พวกเขาด้วยสีหน้าไร้ อารมณ์ สายตาจับอยู่ที่มือที่จับจูงกันของทั้งคู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเบือนหน้าไป “ซือหมิงจิ้ง โม่เวยอวี่ พวกเจ้าขวัญกล้านัก” ซือเม่ยหน้าซีดเผือด ปล่อยมือจากโม่หรานทันที เอ่ยเสียงเบา เหมือนยุง “อาจารย์...” โม่หรานเองก็ลอบอุทานในใจว่าแย่แล้ว ก้มหน้าลง “อาจารย์” ฉู่หว่านหนิงเดินเข้ามา ไม่สนใจโม่หราน แต่ก้มหน้ามองซือเม่ย ที่คุกเข่าอยู่บนพื้น เอ่ยเสียงเรียบว่า “ศาลาหงเหลียนเต็มไปด้วยข่าย อาคม เจ้าคิดว่าเข้ามาโดยไม่รายงานแล้วข้าจะไม่รู้หรือ” ซือเม่ยโขกศีรษะด้วยความลนลาน “ศิษย์สำนึกผิดแล้ว” โม่หรานเริ่มร้อนรน “อาจารย์ ซือเม่ยเพียงแค่มาเปลี่ยนยาให้ข้า กำลังจะไปเดี๋ยวนี้ โปรดอย่าตำหนิเขา” ซือเม่ยเองก็ร้อนรน “อาจารย์ เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับศิษย์น้อง เป็น ความผิดของศิษย์เอง ศิษย์ยินดีรับโทษ” “...” ใบหน้าของฉู่หว่านหนิงเขียวคล้ำ เขาเอ่ยเพียงไม่กี่คำ สองคนนี้ก็ร้อนรนแก้ต่างให้กัน เห็นเขาเป็นยักษ์ เป็นมาร เป็นศัตรูที่มีร่วมกัน ฉู่หว่านหนิงนิ่งเงียบครู่หนึ่ง ฝืนข่มไม่ให้คิ้ว กระตุก แล้วเอ่ยเสียงเฉยชา “สหายร่วมสำนักรักใคร่เห็นใจกัน ช่างน่า ซาบซึ้งนัก ดูเหมือนในห้องนี้จะมีเพียงข้าที่เป็นคนสามานย์” โม่หราน “อาจารย์...” “...ไม่ต้องมาเรียกข้า” ฉู่หว่านหนิงสะบัดแขนเสื้อ ไม่พูดอะไรอีก โม่หรานเองก็ไม่รู้ว่า


90 ฮัสกี้หน้าโง่กับอาจารย์เหมียวขาวของเขา เล่ม 1 เขาเป็นอะไรไป เหตุใดจึงฉุนเฉียวเช่นนี้ ได้แต่เดาว่าฉู่หว่านหนิงคงเกลียด ที่เห็นคนอื่นมายื้อๆยุดๆกันอยู่ตรงหน้า ไม่ว่าจะเป็นการยื้อยุดกันใน นัยใด ก็คงเป็นมลทินแก่ดวงตาเขาไปเสียหมด สามคนเงียบกันไปนาน ทันใดนั้น ฉู่หว่านหนิงก็หันกายจะผละไป ซือเม่ยเงยหน้าขึ้น ขอบตาเริ่มแดง เอ่ยอย่างทำตัวไม่ถูก “อาจารย์?” “เจ้าไปคัดกฎสำนักสิบจบ กลับไปเถอะ” ซือเม่ยหลุบตา ผ่านไปครู่หนึ่ง เขาจึงรับคำเสียงเบา “...ขอรับ” โม่หรานยังคุกเข่าอยู่ที่เดิม ซือเม่ยลุกขึ้นยืน มองโม่หรานอย่างละล้าละลัง สักพักก็คุกเข่าลง อีกครั้ง วิงวอนฉู่หว่านหนิง “อาจารย์ บาดแผลของศิษย์น้องโม่เพิ่งหายดีศิษย์บังอาจขอร้อง อาจารย์ ได้โปรดอย่าให้เขาต้องลำบากเกินไปเลย” ฉู่หว่านหนิงไม่เอ่ยคำ เขายืนเดียวดายอยู่ใต้โคมแขวนที่แสงเทียน วูบไหว ผ่านไปครู่หนึ่งก็หันหน้ามา เห็นเพียงคิ้วกระบี่คมกริบ แววตา วาวโรจน์ เอ่ยเสียงเกรี้ยว “พูดพล่ามอะไรให้มากความ ยังไม่ไปอีก?!” เดิมฉู่หว่านหนิงรูปโฉมหล่อเหลาล้นเหลือ แต่ขาดความอ่อนโยน ยามดุขึ้นมาก็ยิ่งน่ากลัว ซือเม่ยตกใจจนตัวสั่น เกรงว่าหากยั่วโทสะอาจารย์ จะทำให้โม่หรานลำบากไปด้วย จึงรีบค้อมกายถอยไป หอตำราเหลือเพียงพวกเขาสองคน โม่หรานลอบถอนหายใจ กล่าวว่า “อาจารย์ ศิษย์ผิดไปแล้ว ศิษย์จะจัดหมวดตำราต่อเดี๋ยวนี้” ฉู่หว่านหนิงเอ่ยโดยไม่หันหน้ามา “หากเจ้าเหนื่อยก็กลับไปเถอะ” โม่หรานเงยหน้าขึ้นฉับพลัน ฉู่หว่านหนิงเอ่ยเสียงเย็นชา “ข้าไม่รั้งเจ้า” เหตุใดจึงใจดีปล่อยข้าไปเช่นนี้ต้องเป็นอุบายแน่! โม่หรานเอ่ยอย่างหัวไว “ข้าไม่ไป” ฉู่หว่านหนิงเงียบไปครู่หนึ่งก่อนแค่นหัวเราะเย็นชา “...ก็ได้ตามใจ เจ้า”


โร่วเปาปูชือโร่ว 91 กล่าวจบก็สะบัดแขนเสื้อ หันกายจากไป โม่หรานอึ้งงัน...ไม่มีอุบาย? คิดว่าฉู่หว่านหนิงจะประทานแส้หลิ่ว ให้เสียอีก ยุ่งง่วนจนถึงกลางดึก สุดท้ายก็ทำงานเสร็จ โม่หรานอ้าปากหาวหวอด เดินออกจากหอตำรา ยามนี้ฟ้ามืดสนิท ห้องนอนของฉู่หว่านหนิงยังเห็นแสงเทียนรุบรู่ เอ๋? ปีศาจน่าชังนั่นยังไม่นอนหรือ โม่หรานเดินไป ตั้งใจจะบอกลาฉู่หว่านหนิง แต่พอเข้าไปในห้อง กลับพบว่าฉู่หว่านหนิงพักผ่อนแล้ว คนความจำย่ำแย่ผู้นี้แค่ลืมดับไฟ ก่อนนอน หรือไม่เช่นนั้นก็คงทำงานค้างไว้ แล้วเหนื่อยจนหลับไป โม่หราน มองเทพท่องราตรีที่ประกอบกันเป็นเค้าโครงตรงข้างเตียง ในใจคาดเดาถึง ความเป็นไปได้ข้อนี้ สุดท้ายขณะมองปลอกมือโลหะที่ฉู่หว่านหนิงไม่ได้ ถอดออก อีกทั้งในมือยังกำชิ้นส่วนตะขอกลไกครึ่งอันไว้แน่น จึงแน่ใจว่า เป็นเช่นที่คิดจริงๆ ฉู่หว่านหนิงยามหลับมิได้เคร่งขรึมเย็นชานัก เขานอนอยู่บนเตียง ที่เต็มไปด้วยชิ้นส่วนกลไก เลื่อย และขวาน ข้าวของมากมายกองเกลื่อน จนไม่เหลือพื้นที่ให้ซุกกายได้ด้วยซ้ำ เขาจึงต้องขดตัวเล็กยิ่ง นอนคุดคู้ แพขนตาเรียวยาวหลุบลง ดูอ้างว้างอยู่หลายส่วน โม่หรานจ้องเขาจนใจลอยไปครู่หนึ่ง วันนี้ฉู่หว่านหนิง...โมโหอะไรกันนะ หรือแค่โกรธที่ซือเม่ยลอบเข้ามาที่ศาลาหงเหลียน ซ้ำยังคิดว่าเขา มาช่วยข้าจัดตำราหรือ โม่หรานเดินไปหยุดอยู่ข้างเตียง เหลือกตาใส่คนบนเตียงทีหนึ่ง ก่อนจะโน้มตัวไปข้างหูฉู่หว่านหนิง ลองเรียกดูทีหนึ่งด้วยเสียงกระซิบที่เบา แสนเบา “อาจารย์?” “...อืม...” ฉู่หว่านหนิงแค่นเสียงรับเบาๆ กอดหุ่นกลเย็นเฉียบ


Click to View FlipBook Version