92 ฮัสกี้หน้าโง่กับอาจารย์เหมียวขาวของเขา เล่ม 1 ในอ้อมอกแน่น เขาหลับลึกยิ่งนัก ลมหายใจสม่ำเสมอ ปลอกมือโลหะที่ ไม่ได้ถอดออกติดเดือยแหลม หนุนอยู่ข้างใบหน้า แลดูเหมือนกรงเล็บแมว หรือเสือดาว โม่หรานเห็นว่าเขายังไม่น่าจะตื่นขึ้นมาตอนนี้ จึงผุดความคิด ดวงตา หรี่ลง มุมปากเหยียดเป็นรอยยิ้มชั่วร้าย ก้มลงไปที่ข้างหูของฉู่หว่านหนิง ลดเสียงเบาพลางเรียกหยั่งเชิง “อาจารย์ ตื่นได้แล้ว” “...” “อาจารย์?” “...” “ฉู่หว่านหนิง?” “...” “หึหลับสนิทจริงๆ” โม่หรานดีใจ เอามือจองคางฟุบอยู่ข้างหมอน ยิ้มตาหยีมองเขา “ดีเหลือเกิน ข้าจะได้ฉวยโอกาสคิดบัญชีกับเจ้าเสีย ตอนนี้เลย” ฉู่หว่านหนิงไม่รู้ว่ามีคนเตรียมจะคิดบัญชีกับเขา ยังคงหลับสนิท ใบหน้าหล่อเหลาสงบนิ่งยิ่งนัก โม่หรานวางท่าให้น่าเกรงขาม เสียดายที่เขาเกิดในโรงดนตรีตั้งแต่ เล็ก เรียนหนังสือได้ไม่กี่วัน สิ่งที่ติดหูติดตาก็ล้วนเป็นเรื่องวิวาทในตลาด ร้านช่องและพวกนิทานเรื่องเล่าต่างๆ ด้วยเหตุนี้แต่ละถ้อยแต่ละคำที่ ร้อยเรียงกัน จึงเป็นคำชั้นเลวและน่าขันยิ่งนัก “บังอาจนัก เจ้าคนกลิ้งกลอกสกุลฉู่ หลอกลวงเบื้องสูง ไม่เห็น เจ้าแผ่นดินในสายตา เจ้ามัน...เอ่อ เจ้ามัน...” เกาหัวแกรกๆ คิดคำไม่ออกเล็กน้อย ถึงในเวลาต่อมาเขาจะตั้งตน เป็นจอมราชัน ทว่ายามอ้าปากด่าทอ หากมิใช่สบถว่าไอ้ขี้ข้าชั้นต่ำ ก็เป็น ไอ้สุนัขรับใช้แต่คำพูดเหล่านี้ใช้กับฉู่หว่านหนิงล้วนไม่เหมาะ หลังเค้นความคิดอยู่นานสองนาน ก็พลันนึกถึงคำพูดหนึ่งที่บรรดา พี่สาวในโรงดนตรีพูดติดปาก แม้ไม่ค่อยเข้าใจความหมายนัก แต่ก็เหมือน จะไม่เลว โม่หรานจึงนิ่วหน้า เอ่ยเสียงเกรี้ยว
โร่วเปาปูชือโร่ว 93 “เจ้ามันไอ้ขี้ครอกตีนลา3 ใจจืดใจดำ เจ้ารู้โทษหรือไม่” ฉู่หว่านหนิง “...” “หากเจ้าไม่พูด ตัวข้าจะถือว่าเจ้ายอมรับโทษแล้ว!” ฉู่หว่านหนิงน่าจะรู้สึกหนวกหูบ้างแล้ว จึงแค่นเสียงงึมงำทีหนึ่ง จากนั้นก็กอดหุ่นกลหลับต่อ “เจ้าทำผิดมหันต์เช่นนี้ ตัวข้าจะลงทัณฑ์เจ้า...เอ่อ ลงทัณฑ์ที่ปาก! หลิวกง!” พอตะโกนจบตามความเคยชิน ก็นึกขึ้นได้ว่าหลิวกงคือคนเมื่อ ชาติก่อน โม่หรานครุ่นคิด ตัดสินใจลดตัวแสดงเป็นบ่าวรับใช้ เอ่ยประจบ “ฝ่าบาท บ่าวเฒ่าอยู่นี่” จากนั้นก็กระแอมให้คอโล่ง เอ่ยเสียงขรึม “ลงทัณฑ์!” “น้อมรับบัญชา” เอาละ ท่องจบแล้ว โม่หรานถูไม้ถูมือ เริ่ม“ลงทัณฑ์”ฉู่หว่านหนิง ที่เรียกว่า“ลงทัณฑ์ที่ปาก” อันที่จริงแล้วไม่มีหรอก เป็นสิ่งที่โม่หราน แต่งขึ้นมาเอง เช่นนั้นลงทัณฑ์ที่ปากที่เขาคิดขึ้นมาควรเป็นการลงทัณฑ์อย่างไร ดีเล่า ทรราชแห่งยุคโม่หรานกระแอมให้คอโล่งอย่างขึงขัง สายตาเย็นเยียบ ดุดัน ค่อยๆเขยิบเข้าใกล้ใบหน้าหมดจดเยือกเย็นดุจพุน้ำในหุบเขาน้ำแข็ง ของฉู่หว่านหนิง เข้าใกล้ริมฝีปากสีซีดนั้นทีละน้อย...ทีละน้อย จากนั้น... โม่หรานหยุดชะงัก ถลึงตาจ้องฉู่หว่านหนิง ด่าทีละถ้อยทีละคำ เป็นจังหวะจะโคน 3 เป็นคำด่าสาปส่งให้ไปผุดไปเกิดซะ เนื่องจากในสมัยโบราณ อุ้งตีนลา โดยเฉพาะ อุ้งตีนลาสีดำ ใช้เป็นเครื่องรางปัดเป่าสิ่งอัปรีย์จัญไร
94 ฮัสกี้หน้าโง่กับอาจารย์เหมียวขาวของเขา เล่ม 1 “ฉู่หว่านหนิง ข้าสมสู่แม่เจ้า เจ้ามันใจทมิฬ หินชาติไม่มีใครเกิน” เพียะ เพียะ เขาทำท่าตบปากกลางอากาศสองที หึๆ ลงทัณฑ์สำเร็จ! สบายใจนัก! โม่หรานกำลังยินดี พลันรู้สึกมีบางสิ่งทิ่มคอ สังหรณ์ใจไม่ดีจึง ก้มหน้าลงมอง สายตาพลันสบประสานกับดวงตาหงส์อันสูงส่งเยือกเย็น คู่หนึ่ง โม่หราน “...” เสียงฉู่หว่านหนิงเหมือนหยกกระทบทะเลสาบน้ำแข็ง บอกไม่ถูกว่าให้ กลิ่นอายดั่งเทพเซียนมากกว่า หรือว่าเย็นยะเยือกลึกล้ำมากกว่า “เจ้ากำลัง ทำอะไร” “ตัวข้า...ถุย บ่าว...ถุยๆๆ!” ดีที่สองคำนี้เบาเหมือนเสียงยุง ฉู่หว่านหนิงนิ่วหน้าเล็กน้อยคล้ายได้ยินไม่ชัด โม่หรานคิดออกอย่างฉับไว ยกมือตบเพียะๆแถวใบหน้าฉู่หว่านหนิงสองที “...” เมื่อเผชิญกับสายตาประสงค์ร้ายของอาจารย์ จักรพรรดิแห่ง แดนมนุษย์รุ่นก่อนยิ้มเซ่อ รีบติดตีนสุนัข4 เอ่ยสอพลอ “ศิษย์...ศิษย์ กำลังตบยุงให้อาจารย์” 4 หมายถึง ประจบประแจง
95 10 ตัวข้าแรกออกจากกระท่อม1 เคราะห์ดีที่การแสดง“ลงทัณฑ์ที่ปาก” ของโม่หราน ฉู่หว่านหนิง ไม่ได้ยินทั้งหมด หลังจากพูดจาส่งเดชไปชุดหนึ่ง เขาก็เอาตัวรอดมาได้ พอกลับถึงห้องนอนตนเองก็ดึกสงัด โม่หรานหลับไปตื่นหนึ่ง วันต่อมาก็ไปฝึกช่วงเช้าตามปกติหลังฝึกเสร็จก็เป็นเวลาที่เขาชื่นชอบที่สุด ในยามเช้า...กินข้าวเช้า หลังจากจบการฝึกช่วงเช้า คนก็ค่อยๆทยอยกันมากินข้าวที่โรง ยายเมิ่ง โม่หรานนั่งอยู่ตรงข้ามซือเม่ย เซวียเหมิงมาช้า ที่นั่งข้างซือเม่ย จึงถูกคนอื่นจับจองไปแล้ว เขาต้องจำใจยกถาดอาหารเช้าไปนั่งข้างโม่หราน ด้วยสีหน้าบึ้งตึง หากให้โม่หรานพูดถึงข้อที่ยอดเยี่ยมที่สุดของวิถีฝึกจิตแห่งยอดเขา สื่อเซิงละก็แน่นอนเขาต้องบอกว่า “สำนักเราไม่ต้องอดอาหาร” ต่างจากสำนักบำเพ็ญเพียรระดับสูงที่พ้นโลกหลายแห่ง ยอดเขา สื่อเซิงมีวิถีการฝึกฝนของตนเอง ไม่งดเว้นมังสะ ทั้งไม่ต้องอดอาหาร ด้วยเหตุนี้จึงมีอาหารให้กินอย่างอุดมสมบูรณ์เสมอ 1 เป็นสำนวนที่กล่าวถึงตอนที่ข่งหมิง (ขงเบ้ง) ยอมออกจากกระท่อมตามคำเชิญของ หลิ่วเป้ย (เล่าปี่) ใช้สื่อถึงการออกไปสู่สังคมใหม่
96 ฮัสกี้หน้าโง่กับอาจารย์เหมียวขาวของเขา เล่ม 1 โม่หรานดื่มชาน้ำมัน2 รสชาติเผ็ดชากลิ่นหอมฉุยถ้วยหนึ่ง พร้อม สูดถั่วลิสงป่นและถั่วเหลืองกรุบกรอบตรงขอบถ้วยตามเข้าไปด้วย ตรงหน้า มีซาลาเปาจี่สีเหลืองกรอบจานหนึ่ง เขาตั้งใจเอามาให้ซือเม่ยโดยเฉพาะ เซวียเหมิงชำเลืองมองโม่หราน พลางค่อนว่า “โม่หราน คิดไม่ถึง ว่าเจ้าเข้านรกบัวแดงแล้วยังกลับออกมาได้ ร้ายกาจนัก” โม่หรานตอบกลับโดยไม่เงยหน้า “เจ้าไม่ลองดูสักหน่อยว่าข้าเป็น ใคร” “เจ้าเป็นใคร” เซวียเหมิงเยาะหยัน “อาจารย์ไม่ได้หักขาเจ้า เจ้า ก็เลยเลอะเลือนจนไม่รู้ว่าตนเองเป็นต้นหอมต้นใดแล้วหรือ” “อ้อ ข้าเป็นต้นหอม เช่นนั้นเจ้าเป็นอะไร” เซวียเหมิงแค่นหัวเราะอย่างเย็นชา “ข้าคือศิษย์เอกของอาจารย์” “เจ้าแต่งตั้งตนเองรึ นี่ ข้าจะแนะนำให้นะ เจ้าไปให้อาจารย์ ประทับตราให้ แล้วเอาไปเปี่ยว3 แขวนไว้ข้างฝาบูชา ไม่เช่นนั้นคงผิดต่อ สมญานามศิษย์เอกแย่” กร๊อบ...เซวียเหมิงบีบตะเกียบหักแล้ว ซือเม่ยรีบไกล่เกลี่ย “อย่าทะเลาะกันเลย รีบกินข้าวเถอะ” เซวียเหมิง “...หึ” โม่หรานยิ้ม พลาง“หึ” เลียนแบบเขา เซวียเหมิงโกรธจนผมชี้ตบโต๊ะดังปัง “เจ้ากล้า!” ซือเม่ยเห็นท่าไม่ดีรีบดึงเซวียเหมิงเอาไว้ “ประมุขน้อย คนมากมาย มองอยู่ กินข้าวเถอะ เลิกทะเลาะกันได้แล้ว” 2 “โหยวฉา” เป็นเครื่องดื่มที่คนส่านซีนิยมดื่มอุ่นกระเพาะกันในยามเช้ามาตั้งแต่ สมัยโบราณ ทั้งยังเป็นของขึ้นชื่อประจำท้องถิ่นด้วย ส่วนประกอบหลักคือ แป้ง นำไปคั่ว ในกระทะ เติมเนย หรือไขมันสัตว์ (ไขมันหมู หรือไขมันวัว แล้วแต่ชอบ) ธัญพืชห้าชนิด (โหงวยิ้ง) เป็นต้น เติมน้ำ ปรุงรสด้วยเกลือ น้ำตาล ตามชอบ คนจนส่วนผสมหนืดเข้ากัน เป็นเครื่องดื่มที่ช่วยดับกระหาย ไล่ความหนาว 3 เรียกกรรมวิธีการใส่กรอบชิ้นงานศิลปะจำพวกภาพวาด อักษรศิลป์ โดยนำมาติด กับแผ่นกระดาษหรือผ้าไหม เพื่อให้ดูประณีตสวยงามและคงทน จากนั้นแขวนประดับไว้บน ฝาผนัง
โร่วเปาปูชือโร่ว 97 สองคนไม่ถูกชะตากัน แม้จะเป็นลูกพี่ลูกน้อง แต่เจอหน้าเป็นต้อง แขวะกัน หลังจากซือเม่ยเกลี้ยกล่อมเซวียเหมิงแล้ว ก็คอยเป็นตัวกลาง ผ่อนคลายบรรยากาศระหว่างคนทั้งสองอย่างยากลำบาก ประเดี๋ยวถามเซวียเหมิง “ประมุขน้อย เจ้าแมวลายที่ฟูเหรินเลี้ยง จะตกลูกเมื่อใดรึ” เซวียเหมิงตอบ “อ้อ เจ้าหมายถึงอาหลี? ท่านแม่ข้าเข้าใจผิด มันไม่ได้ท้อง แค่กินเยอะไป ท้องก็เลยดูกลมเท่านั้น” ซือเม่ย “...” ประเดี๋ยวก็หันไปถามโม่หราน “อาหราน วันนี้ยังต้องไปช่วยงาน อาจารย์อีกหรือไม่” “คงไม่ต้องแล้ว สิ่งที่ควรจัดล้วนจัดหมดแล้ว วันนี้ข้าช่วยท่านคัด กฎสำนักดีกว่า” ซือเม่ยยิ้มแล้วเอ่ยว่า “ยังมีเวลาช่วยข้าอยู่อีกรึ เจ้าเองก็ยังมี หนึ่งร้อยจบที่ต้องคัด” เซวียเหมิงเลิกคิ้ว มองซือเม่ยที่ความประพฤติเรียบร้อยมาตลอด ด้วยความประหลาดใจนิดๆ “เหตุใดเจ้าต้องคัดกฎสำนัก” ซือเม่ยมีสีหน้ากระดาก ยังไม่ทันตอบ จู่ๆเสียงพูดคุยเซ็งแซ่ใน โรงอาหารพลันเงียบลง ทั้งสองหันไปมอง ก็เห็นฉู่หว่านหนิงเข้ามาใน โรงยายเมิ่งในชุดสีขาวพลิ้วไหว เดินมาที่หน้าตู้อาหารด้วยสีหน้าไร้อารมณ์ จากนั้นเริ่มเลือกกับข้าว พอมีฉู่หว่านหนิงเพิ่มเข้ามาอีกคน ในโรงอาหารที่มีคนกว่าพันคน กำลังกินข้าวกัน พลันเงียบสงัดราวกับสุสาน เหล่าศิษย์พากันก้มหน้าก้มตา กินข้าว แม้จะพูดคุยกันก็เสียงเบาอย่างยิ่ง ซือเม่ยถอนหายใจเบาๆ มองฉู่หว่านหนิงยกถาดอาหารไปนั่งตรงมุม ประจำ กินโจ๊กเงียบๆคนเดียว แล้วก็อดพูดไม่ได้ “ความจริงข้ารู้สึกว่า บางครั้งอาจารย์ก็น่าสงสารอยู่เหมือนกัน” โม่หรานกลอกตา “หมายความเช่นไร” “เจ้าดู ที่ที่เขานั่ง คนอื่นล้วนไม่กล้าเข้าใกล้ พอเขามา คนอื่นก็
98 ฮัสกี้หน้าโง่กับอาจารย์เหมียวขาวของเขา เล่ม 1 ไม่กล้าทำเสียงดัง เมื่อก่อนประมุขอยู่ยังดี พอประมุขไม่อยู่ เขาไม่มี แม้แต่คนจะพูดคุยด้วย ไม่เดียวดายหรอกหรือ” โม่หรานแค่นเสียงทีหนึ่ง “นั่นเพราะเขาทำตัวเอง” เซวียเหมิงเคือง “เจ้าบังอาจลบหลู่อาจารย์?” “ข้าลบหลู่เขาที่ใด ที่ข้าพูดล้วนเป็นความจริง” โม่หรานคีบซาลาเปาจี่ ให้ซือเม่ย “นิสัยอย่างเขา ใครจะอยากอยู่ด้วย” “เจ้า...!” โม่หรานทำหน้าทะเล้นใส่เซวียเหมิง พลางเอ่ยอย่างเกียจคร้าน “ไม่พอใจ? ไม่พอใจเจ้าก็ไปนั่งกินข้าวกับเขาสิอย่ามานั่งกับพวกเรา” ประโยคเดียวถึงกับทำให้เซวียเหมิงหุบปาก แม้เขาจะเคารพฉู่หว่านหนิง แต่ก็ไม่ต่างจากคนอื่นๆที่รู้สึกเกรงกลัว มากกว่า ด้วยเหตุนี้จึงทั้งกระอักกระอ่วนและหงุดหงิดใจ แต่ก็เถียงไม่ออก ได้แต่เตะขาโต๊ะไปสองทีหน้าบึ้งหน้าบูดอยู่คนเดียว สีหน้าเกียจคร้านของโม่หรานฉายแววสาสมใจ เหลือบมองพญาหงส์ น้อยอย่างยียวน จากนั้นสายตาก็มองผ่านกลุ่มคนไปตกอยู่ที่ฉู่หว่านหนิง ไม่รู้เพราะเหตุใด พอมองร่างสีขาวเพียงหนึ่งเดียวท่ามกลางชุด สีน้ำเงินเข้มทั้งโรงอาหารแล้ว เขาพลันนึกถึงคนผู้นั้นที่นอนขดอยู่ในห้อง อันเย็นเยียบเมื่อคืน ซือเม่ยกล่าวไม่ผิด ฉู่หว่านหนิงน่าสงสารจริงๆ แต่แล้วอย่างไรเล่า เขายิ่งน่าสงสาร โม่หรานก็ยิ่งเบิกบานใจ คิดไป คิดมา มุมปากก็ยกขึ้นอย่างอดไม่ได้ เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว ฉู่หว่านหนิงมิได้เรียกเขาไปที่ศาลาหงเหลียนอีก งานประจำวันของ โม่หรานจึงเป็นงานล้างถ้วยชาม ให้อาหารเป็ดน้อยไก่น้อยที่หวังฟูเหริน เลี้ยงไว้ ไปถอนวัชพืชในสวนสมุนไพร ชีวิตเอ้อระเหยอย่างยิ่ง พริบตา ช่วงกักบริเวณหนึ่งเดือนก็ผ่านพ้นไป วันนี้หวังฟูเหรินเรียกโม่หรานมาที่ตำหนักตานซิน ลูบศีรษะเขาพลาง
โร่วเปาปูชือโร่ว 99 ถาม “อาหราน บาดแผลเจ้าหายดีแล้วรึ” โม่หรานยิ้มตาหยี“ลำบากท่านป้าต้องเป็นห่วง หายดีแล้วขอรับ” “เช่นนั้นก็ดีต่อไปออกไปข้างนอกต้องระมัดระวังให้มาก อย่าทำ ผิดมหันต์เช่นนั้น อย่ายั่วโทสะอาจารย์เจ้าอีก รู้แล้วหรือไม่” โม่หรานถนัดการเสแสร้งเป็นพิเศษ “ท่านป้า ข้ารู้แล้วขอรับ” “ยังมีอีกเรื่อง” หวังฟูเหรินหยิบสารฉบับหนึ่งมาจากบนโต๊ะเล็ก ไม้หวงฮวาหลี4 “เจ้าเข้าสำนักครบหนึ่งปีเต็มแล้ว ถึงเวลาต้องรับภารกิจ กำจัดปีศาจเสียที เมื่อวานลุงของเจ้าส่งพิราบสื่อสารมา บอกให้เจ้าลง จากเขาไปทำภารกิจนี้หลังครบกำหนดกักบริเวณ” ตามธรรมเนียมของยอดเขาสื่อเซิง ศิษย์ทุกคนเมื่อเข้าสำนักครบ หนึ่งปีแล้ว จะต้องออกท่องยุทธภพไปกำจัดปีศาจ ตอนออกกำจัดปีศาจครั้งแรก อาจารย์ของศิษย์ผู้นั้นจะเดินทาง ไปด้วยเพื่อคอยให้ความช่วยเหลือ นอกจากนี้ศิษย์ผู้นั้นยังต้องเชิญสหาย ร่วมสำนักอีกคนหนึ่งไปด้วยกัน เพื่อจะได้คอยเกื้อกูลกัน และได้ถ่องแท้ ถึงสิ่งที่เรียกว่า“ใจภักดิ์พิสูจน์ได้ เป็นตายไม่เปลี่ยนแปลง” โม่หรานตาลุกวาว รับสารมอบหมายภารกิจมาเปิดอ่านอย่างรวดเร็ว แล้วก็ดีใจจนยิ้มแก้มปริออกมาทันที หวังฟูเหรินเอ่ยอย่างเป็นกังวล “อาหราน ลุงของเจ้าหวังว่าเจ้าจะ สร้างชื่อในการต่อสู้ดังนั้นจึงมอบหมายภารกิจที่สำคัญให้ แม้ผู้อาวุโส อวี้เหิงจะมีระดับการบำเพ็ญสูงล้ำ แต่ในการต่อสู้ดาบกระบี่ไร้ไมตรีใช่ว่า เขาจะปกป้องเจ้าได้เสมอไป เจ้าอย่าเอาแต่สนุกสำราญจนประมาทศัตรู เป็นอันขาด” “ไม่ขอรับ ไม่ขอรับ!” โม่หรานโบกมือติดๆกัน ยิ้มน้อยๆ พลางเอ่ย “ท่านป้าวางใจ ข้าต้องดูแลตัวเองให้ดีแน่นอน” พูดจบก็รีบ ไปเตรียมสัมภาระทันที “เด็กคนนี้...” หวังฟูเหรินมองไล่หลังเขา ใบหน้างามอ่อนโยนเปี่ยม 4 ไม้พะยูงไหหลำ
100 ฮัสกี้หน้าโง่กับอาจารย์เหมียวขาวของเขา เล่ม 1 ด้วยความกังวล “รับภารกิจ ไยจึงได้หน้าชื่นตาบานถึงเพียงนี้” โม่หรานจะไม่ดีใจได้อย่างไร ภารกิจปราบปีศาจที่ท่านลุงมอบหมายให้เขาครั้งนี้อยู่ที่ตำบลไฉ่เตี๋ย คนแซ่เฉินซึ่งเป็นเศรษฐีในท้องที่เป็นผู้ไหว้วาน อย่าเพิ่งสนใจว่าเป็นตัวประหลาดประเภทใดที่มาก่อความวุ่นวาย จุดสำคัญอยู่ตรงชาติที่แล้ว เขาถูกปีศาจล่อลวงจนสูญสิ้นสติสัมปชัญญะ ที่นี่ จากนั้นในแดนมายา เขาก็บังคับจูบซือเม่ย นี่คือการถึงเนื้อถึงตัว ซือเม่ยเพียงไม่กี่ครั้งของโม่หราน ช่างเป็นเรื่องที่น่าปลาบปลื้มยินดีโดยแท้ อีกทั้งเนื่องจากเขาถูกมนตร์มายา ดังนั้นซือเม่ยจึงยากที่จะคิดเล็ก คิดน้อย จุมพิตแบบได้เปล่า! จุมพิตเสร็จ ใครก็คิดบัญชีกับเขาไม่ได้ โม่หรานยินดีจนตาหยีโค้งเป็นวงเคียว แม้จะต้องทำภารกิจนี้ร่วมกับ ฉู่หว่านหนิง เขาก็ไม่ถือสา กำจัดปีศาจพึ่งพาอาจารย์ เอาชนะใจบุรุษพึ่งพาตนเอง ภารกิจดีงาม เช่นนี้ ไหนเลยจะไม่ยินดี หลังจากเชิญซือเม่ยและรายงานอาจารย์แล้ว คนทั้งสามก็เร่งเดินทางมาถึง ตำบลไฉ่เตี๋ยที่ปีศาจร้ายอาละวาด ที่นี่เป็นเมืองที่เต็มไปด้วยดอกไม้ นอกพื้นที่อาศัยมีทุ่งดอกไม้ ทอดยาวนับหลายสิบหลี่ ด้วยเหตุนี้ที่นี่จึงมีผีเสื้อหลากสีบินว่อน เป็น ที่มาของชื่อตำบล5 ตอนที่คนทั้งสามเดินทางไปถึงก็เป็นยามค่ำแล้ว ปากทางเข้าหมู่บ้าน มีเสียงตีกลองและเสียงบรรเลงดนตรีบรรยากาศคึกคักผิดปกติขบวน นักดนตรีสวมชุดสีแดงกำลังเป่าสั่วน่า6 เลี้ยวออกมาจากในตรอก ซือเม่ยเอ่ยด้วยความประหลาดใจ “นี่กำลังจัดพิธีแต่งงานหรือ ไยจึง 5 ชื่อ“ไฉ่เตี๋ย”แปลว่า ผีเสื้อหลากสี 6 เครื่องเป่า ลักษณะคล้ายแตร ใช้เป่าในงานเฉลิมฉลอง ขบวนแห่ หรือใช้เพื่อ จุดประสงค์ทางการทหาร
โร่วเปาปูชือโร่ว 101 แต่งเอาตอนดึกดื่นเช่นนี้” ฉู่หว่านหนิง “วิวาห์มรณะ” วิวาห์มรณะเรียกอีกชื่อว่าพิธีแต่งงานอิน7 หรือวิวาห์กระดูก เป็น การแต่งงานหลังความตายซึ่งจัดให้ชายหญิงที่เสียชีวิตโดยที่ยังไม่ได้แต่งงาน ธรรมเนียมเช่นนี้มิได้เป็นที่นิยมในท้องถิ่นยากจน แต่ตำบลไฉ่เตี๋ยเป็นท้องที่ ที่ร่ำรวย ด้วยเหตุนี้การจัดงานสมรสให้แก่ชายหนุ่มหญิงสาวที่ไม่ได้แต่งงาน เมื่อยังมีชีวิตจึงเป็นเรื่องที่พบเห็นจนชินตา ขบวนแห่สมรสมรณะนั้นยิ่งใหญ่เอิกเกริก แบ่งเป็นสองแถว แถวหนึ่งหามผ้าไหมแพรต่วนของจริง อีกแถวหนึ่งแบกตำลึงทองกระดาษ และเงินกระดาษ ห้อมล้อมเกี้ยวใหญ่สีแดงขาวขนาดแปดคนหามหลังหนึ่ง ทั้งหมดถือโคมทองเดินเป็นขบวนออกมาจากในหมู่บ้าน พวกโม่หรานรั้งบังเหียนม้ายืนหลบอยู่ข้างทาง ให้ขบวนแห่ผ่านไป ก่อน พอเกี้ยวเข้ามาใกล้ จึงเห็นว่าผู้ที่นั่งอยู่ข้างในมิใช่คนเป็น แต่เป็น เจ้าสาวผีกระดาษ8 ทาแป้งแต้มชาด ริมฝีปากแดงสด แต้มสีแดงสองวง ที่พวงแก้มขับเน้นใบหน้าขาวซีด รอยยิ้มดูแล้วน่าขนหัวลุกยิ่งนัก “ประเพณีบ้าบออะไร หมู่บ้านนี้มีเงินแล้วใช้ล้างผลาญจริงๆ” โม่หรานพึมพำเสียงเบา ฉู่หว่านหนิง “คนตำบลไฉ่เตี๋ยให้ความสำคัญกับหลักภูมิพยากรณ์9 อย่างยิ่ง มีความเชื่อว่าในตระกูลจะต้องไม่มีสุสานเดียวดาย มิเช่นนั้น ชะตาของวงศ์ตระกูลจะตกเคราะห์เพราะวิญญาณไร้ญาติ” “...ไม่มีความเชื่อเช่นนี้กระมัง” 7 พลังจักรวาลที่เป็นขั้วตรงข้ามกับ“หยาง” แทนถึงความดำมืด ความสงบนิ่ง ความเงียบ เป็นต้น 8 “จื่อฮู่” เป็นศิลปะทำเครื่องกระดาษของลัทธิเต๋า จัดเป็นงานฝีมือพิธีกรรมประเภท หนึ่ง โดยทำเป็นสิ่งของปัจจัยต่างๆเพื่อเป็นเครื่องบูชาในพิธีบวงสรวง หรือในพิธีศพ วัสดุประกอบด้วยกระดาษสีสันต่างๆกับกาว รวมเรียกว่า “จื่อจา” และโครงไม้ไผ่ที่ขึ้นโครง เป็นรูปต่างๆที่ต้องการ ทั้งสิ่งของเครื่องใช้รวมไปถึงคนรับใช้ เป็นต้น 9 หมายถึง หลักเฟิงสุ่ย (ฮวงจุ้ย)
102 ฮัสกี้หน้าโง่กับอาจารย์เหมียวขาวของเขา เล่ม 1 “ชาวบ้านเชื่อว่ามี” “เฮ้อ ก็จริงอยู่ ตำบลไฉ่เตี๋ยอยู่มาหลายร้อยปีหากบอกพวกเขาว่า วิญญาณที่พวกเขายึดถือไม่มีอยู่จริง คาดว่าพวกเขาคงรับไม่ได้” ซือเม่ยถามเสียงเบา “ขบวนแต่งงานมรณะนี้จะไปที่ใด” ฉู่หว่านหนิง “เมื่อครู่ตอนที่เรามา ผ่านศาลเจ้าดินแห่งหนึ่ง สิ่งที่ ประดิษฐานอยู่ในศาลเจ้า มิใช่พระพุทธรูปหรือเทพเจ้าองค์ใด ที่เสาเอ็น เหนือประตูแปะอักษร‘ซวงสี่’10 บนโต๊ะยาวปูด้วยผ้าต่วนแดง บนผืนผ้าต่วน เขียนข้อความจำพวก‘วาสนาฟ้าประทาน’ ‘รักมั่นชีวามลาย’ ข้าว่าพวกเขา คงจะไปที่นั่น” “ศาลนั้นข้าก็เห็นเช่นกัน” ซือเม่ยมีท่าทีครุ่นคิด “อาจารย์ สิ่งที่ตั้งอยู่ ที่นั่นคือเจ้าภาพผีหรือ” “มิผิด” เจ้าภาพผีคือรูปสมมติของสิ่งเร้นลับที่ชาวบ้านจินตนาการขึ้นมา ผู้คน เชื่อว่าพิธีแต่งงานวิญญาณก็ต้องมีสามแม่สื่อหกเทียบสมรส11 ทั้งต้องมี เจ้าภาพเป็นสักขีพยาน เพื่อรับรองว่าผู้ตายทั้งสองแต่งงานเป็นสามีภรรยากัน และเนื่องจากประเพณีแต่งงานมรณะที่ตำบลไฉ่เตี๋ยเป็นที่นิยม จึงมีการ สร้างรูปเคารพของเจ้าภาพผีตั้งบูชาไว้หน้าสุสานนอกหมู่บ้าน ก่อนที่ ผู้ดำเนินพิธีจะนำร่างผู้ตายลงฝัง ก็จะต้องแบกเจ้าสาวผีไปกราบไหว้ที่ หน้าศาลก่อน โม่หรานไม่ค่อยได้พบเจอเหตุการณ์เหลวไหลเช่นนี้ จึงดูด้วยความ เพลิดเพลิน ฉู่หว่านหนิงเพียงมองดูอย่างเฉยชาครู่หนึ่ง แล้วหันมาเอ่ย “ไปเถอะ ไปดูบ้านที่มีวิญญาณรังควานหลังนั้นสักหน่อย” 10 囍 คืออักษร“สี่” (喜) สองตัว สื่อความหมายถึงความสุขทบทวีที่นิยมใช้ในงานแต่งงาน 11หรือเรียกอีกอย่างว่า “สามหนังสือหกพิธีการ” ซึ่งเป็นขั้นตอนการแต่งงานของจีน อย่างครบถ้วนตามธรรมเนียม สามหนังสือ ได้แก่ หนังสือหมั้นหมาย หนังสือแสดงสินสอด หนังสือรับตัวเจ้าสาว หกพิธีการ ได้แก่ สู่ขอ ขอวันเดือนปีเกิด เสี่ยงทาย มอบสินสอด ขอฤกษ์ รับเจ้าสาว
โร่วเปาปูชือโร่ว 103 “นักพรตทั้งสาม ข้ากำลังเดือดร้อน! ในที่สุดพวกท่านก็มาเสียที! หาก ไม่มีผู้ใดสนใจเรื่องนี้อีก ข้า...ข้าก็ไม่อยากมีชีวิตอยู่แล้ว!” ผู้ที่เชิญให้คนของยอดเขาสื่อเซิงมากำจัดผีคือเศรษฐีเฉินผู้มั่งคั่ง ที่สุดในตำบล สกุลเฉินทำกิจการแป้งร่ำ ในบ้านมีบุตรชายสี่คน บุตรสาวหนึ่งคน หลังจากบุตรคนโตแต่งภรรยา ภรรยาของเขาไม่ชอบที่ในบ้านเอะอะวุ่นวาย ทั้งสองจึงคิดจะย้ายออกไปปลูกเรือนแยกต่างหาก สกุลเฉินร่ำรวยเงินทอง จึงซื้อที่ดินแปลงใหญ่เงียบสงบบริเวณเขาทางเหนือ ทั้งยังเป็นที่ติดพุร้อน ธรรมชาติด้วย น่าสำราญใจยิ่งนัก ผลกลับกลายเป็นว่า วันที่บุกเบิกถางที่ ขุดลงไปได้ไม่เท่าใด พลั่วเหล็กก็กระทบถูกของแข็ง สะใภ้ใหญ่ชะโงกหน้าเข้าไปมองใกล้ๆก็ ตกใจจนหมดสติทันทีไม่นึกว่าจะขุดพบโลงศพสีแดงสดโลงหนึ่ง! ในตำบลไฉ่เตี๋ย เมื่อมีคนในหมู่บ้านตาย ก็จะนำไปฝังไว้ที่สุสาน ทว่าโลงศพโดดเดี่ยวโลงนี้กลับปรากฏอยู่บนเขาทางเหนืออย่างน่าประหลาด ทั้งไม่มีสุสานและป้าย ตัวโลงเป็นสีแดงโลหิต พวกเขาไหนเลยจะกล้าแตะต้องอีก รีบกลบดินกลับตามเดิม แต่สายเกินไปเสียแล้ว นับตั้งแต่วันนั้นก็เกิดเรื่องประหลาดในสกุลเฉิน ไม่หยุดหย่อน “เริ่มจากลูกสะใภ้ผู้นั้นของข้า” เศรษฐีเฉินคร่ำครวญ “พอได้รับ ความตกใจก็กระเทือนถึงเด็กในครรภ์ ต่อมาก็แท้ง จากนั้นก็เป็นบุตรชาย คนโตของข้า เพื่อบำรุงร่างกายภรรยา เขาจึงขึ้นเขาไปหายา สุดท้ายลื่น พลัดตกเขา ตอนที่เราไปพบ เขาก็กลายเป็นร่างไร้ลมหายใจแล้ว...เฮ้อ!” เขาถอนหายใจยาวทีหนึ่ง สะอื้นจนไม่อาจเล่าต่อได้อีก ได้แต่โบกมือ ฟูเหรินผู้เฒ่าเฉินเองก็หยิบผ้าเช็ดหน้ามาซับน้ำตาไม่หยุด “ฟูจวิน ข้ากล่าวไม่ผิด หลังจากนั้นไม่กี่เดือนก็เกิดเรื่องกับบุตรของข้าทีละคน หากไม่หายสาบสูญอย่างไร้ร่องรอย ก็ไม่มีชีวิตอยู่...บุตรชายสี่คน สามคน ล้วนไม่อยู่แล้ว!” ฉู่หว่านหนิงนิ่วหน้า สายตากวาดผ่านสามีภรรยาสกุลเฉินไปตก
104 ฮัสกี้หน้าโง่กับอาจารย์เหมียวขาวของเขา เล่ม 1 อยู่บนร่างบุตรชายคนเล็กที่สีหน้าขาวซีดผู้นั้น เขาดูอายุไล่เลี่ยกับโม่หราน สักสิบห้าสิบหกปีหน้าตาหล่อเหลาหมดจด ทว่าความหวาดกลัวทำให้ ใบหน้าของเขาค่อนข้างเหยเก ซือเม่ยถาม “พวกท่านพอจะเล่าได้หรือไม่ บุตรที่เหลือ...หายตัวไป อย่างไร” “เฮ้อ คนรองถูกงูกัดระหว่างไปตามหาพี่ชายเขา งูตัวนั้นก็เป็น งูธรรมดา ไม่มีพิษ ตอนนั้นจึงไม่มีผู้ใดสนใจ แต่ผ่านไปไม่กี่วัน เขา กำลังกินข้าว จู่ๆก็ล้มลงดื้อๆ จากนั้นก็...ฮือๆๆ ลูกชายข้า...” ซือเม่ยถอนหายใจ เอ่ยอย่างไม่อาจอดกลั้น “เช่นนั้น ที่ศพคง มีร่องรอยถูกพิษ?” “เฮ้อ พิษที่ไหนกัน ครอบครัวเราต้องถูกคำสาปแน่นอน! บุตรคน ก่อนๆล้วนจากไปหมดแล้ว คนต่อไปก็คือคนเล็ก! คนเล็กแล้ว!” ฉู่หว่านหนิงนิ่วหน้า สายตาจับอยู่ที่ร่างฟูเหรินผู้เฒ่าเฉินอย่าง รวดเร็วปานสายฟ้า “ท่านรู้ได้อย่างไรว่าคนต่อไปจะต้องเป็นบุตรคนเล็ก ไยจึงมิใช่ตัวท่านเอง หรือว่าผีร้ายตนนี้เอาชีวิตบุรุษเท่านั้น” บุตรคนเล็กของสกุลเฉินนั่งห่อตัวอยู่ตรงนั้น ขาสั่นระริก ตาบวมเป่ง เป็นลูกท้อ พอเอ่ยปาก น้ำเสียงก็แหลมแปร่งหู “เป็นข้า! เป็นข้า! ข้ารู้! คนในโลงแดงมาหาแล้ว! เขามาหาข้าแล้ว! ท่านนักพรต ท่านนักพรต ช่วยข้าด้วย! ท่านนักพรตช่วยข้าด้วย!” เขาเริ่มควบคุมอารมณ์ไม่อยู่ พุ่งเข้ามาจะกอดขาฉู่หว่านหนิง ฉู่หว่านหนิงไม่ชอบให้คนแปลกหน้ามาสัมผัสตัว จึงเบี่ยงหลบทันที เงยหน้าขึ้นมองไปยังฟูเหรินของเศรษฐีเฉิน “เกิดอะไรขึ้นกันแน่” สามีภรรยาทั้งสองสบตากัน ก่อนเอ่ยเสียงสั่นเครือ “ในเรือนนี้ มีที่แห่งหนึ่ง เรา...เรามิกล้าเข้าไปอีก...ท่านนักพรตเห็นแล้วก็จะทราบเอง ชั่วร้ายจริงๆ ชั่ว...” ฉู่หว่านหนิงขัดจังหวะ “ที่ใด” สองสามีภรรยาลังเลครู่หนึ่ง จึงยื่นมือชี้ไปยังศาลบรรพชนในเรือน อย่างกล้าๆกลัวๆ “เป็นที่นั่น...”
โร่วเปาปูชือโร่ว 105 ฉู่หว่านหนิงเดินนำไปก่อน โม่หรานกับซือเม่ยตามหลัง คนสกุลเฉิน รั้งท้ายอยู่ห่างๆ เมื่อผลักประตูออก ภายในก็เหมือนศาลบรรพชนของตระกูลใหญ่ ป้าย วิญญาณหลายแถววางเรียงรายแน่นขนัด เทียนฉางหมิง12 ป้ายวิญญาณทั้งหมดในที่นี้ล้วนสลักและทาด้วยสีเหลือง จารชื่อ ผู้ล่วงลับเอาไว้และจัดวางตำแหน่งตามลำดับในตระกูล ป้ายวิญญาณเหล่านี้จารึกไว้อย่างเป็นระเบียบยิ่งนัก ระบุว่าเป็น บรรพบุรุษคนใดรุ่นใด ทว่ามีเพียงป้ายวิญญาณที่วางอยู่ตรงกลางที่มิได้สลักตัวอักษรทาสี เพียงเขียนด้วยอักษรสีแดงสดแถวหนึ่ง ‘ดวงวิญญาณของเฉินเหยียนจี๋’ ‘ตั้งโดยผู้มีชนม์ เฉินซุนซื่อ’ อาจเพราะยังมีความหวังอยู่นิดๆ คนสกุลเฉินที่หลบอยู่ด้านหลัง นักพรตมองไปยังศาลบรรพชนที่แขวนผ้าไหมขาวพลิ้วสะบัดอย่างขลาดกลัว ทว่าเมื่อมองไปยังอักษรสีเลือดบนป้ายวิญญาณนี้อีกครั้ง ก็เข่าอ่อนทรุดลง กับพื้นทันที ฟูเหรินผู้เฒ่าเฉินร้องไห้โฮ สีหน้าของบุตรชายคนเล็กขาวซีดจนเหมือน คนตาย ป้ายนี้ประการแรก เขียนไม่ตรงตามขนบ ประการที่สอง ตัวอักษร บนป้ายฉวัดเฉวียนโย้เย้ คล้ายคนฝืนเขียนยันต์กันผีขณะกำลังง่วงงุน ลายมือหวัดจนแทบยากจำแนก ซือเม่ยหันมาถาม “เฉินเหยียนจี๋คือผู้ใด” บุตรชายคนสุดท้องของสกุลเฉินร้องไห้อยู่ด้านหลังเขา เอ่ยเสียงสั่น “เป็น...เป็นข้า” 12 “ฉางหมิง” มีความหมายว่า สว่างไสวตลอดกาล เป็นธรรมเนียมในการจุดตะเกียง หรือเทียนทิ้งไว้ให้สว่างตลอดเวลา จนกว่าน้ำมันจะแห้งหรือดับไปเอง
106 ฮัสกี้หน้าโง่กับอาจารย์เหมียวขาวของเขา เล่ม 1 เศรษฐีเฉินร้องไห้คร่ำครวญ “ท่านนักพรต เรื่องเป็นเช่นนี้หลังจาก บุตรคนรองจากไปแล้ว เราก็พบ...พบว่าศาลบรรพชนมีป้ายวิญญาณเพิ่มขึ้น มาป้ายหนึ่ง ชื่อที่เขียนบนป้ายล้วนเป็นชื่อของคนในครอบครัวเรา ขอเพียง มีชื่อปรากฏ ภายในเจ็ดวัน คนผู้นั้นต้องพบหายนะ! ตอนชื่อของเจ้าสาม ปรากฏบนป้าย ข้าขังเขาไว้ในห้อง โปรยเถ้ากำยานไว้นอกประตูห้อง เชิญ คนมาทำพิธีลองหมดทุกหนทางแล้ว แต่พอถึงวันที่เจ็ด! เขาก็ยังตาย... ตายไปเช่นนั้นโดยไร้สาเหตุ!” เขายิ่งพูดก็ยิ่งสะเทือนใจ ยิ่งเล่าก็ยิ่งหวาดกลัว คุกเข่ากระแทกพื้น เสียงดัง “ข้าผู้แซ่เฉินไม่เคยทำเรื่องผิดศีลธรรม เพราะเหตุใดสวรรค์ต้องทำ กับข้าเช่นนี้! เพราะเหตุใด” ซือเม่ยมองดูจนเศร้าสลด รีบปลอบโยนนายผู้เฒ่าที่ร้องไห้จะขาดใจ ผู้นี้ พลางเงยหน้าขึ้นตะโกนเบาๆ “อาจารย์ ท่านดูนี่สิ...” ฉู่หว่านหนิงมิได้หันไป เขายังคงมองป้ายวิญญาณแผ่นนั้นอย่าง สนอกสนใจ ราวกับบนป้ายวิญญาณมีดอกไม้บานกระนั้น จู่ๆฉู่หว่านหนิงก็ถามขึ้นว่า “ผู้มีชนม์ เฉินซุนซื่อ คือท่านหรือ ฟูเหรินผู้เฒ่าเฉิน”