ั
ื
HH444 การผลิตหนงสอและบรรณาธิการต้นฉบับ
HH444 การผลิตหนังสือและบรรณาธการต้นฉบับ
ิ
รองศาสตราจารย์สุวรรณา งามเหลือ
สาขาวิชาภาษาไทยเพื่อการสื่อสาร
คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย
1
ั
ื
HH444 การผลิตหนงสอและบรรณาธิการต้นฉบับ
2
ั
ื
HH444 การผลิตหนงสอและบรรณาธิการต้นฉบับ
คำนำ
วิชาการผลิตหนังสือและบรรณาธิการต้นฉบับ เป็นวิชาเอกเลือกใน
หลักสูตรศิลปศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาภาษาไทยเพื่อการสื่อสาร พ.ศ.2563
คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย
ตำราการผลิตหนังสือและบรรณาธิการต้นฉบับนี้ เรียบเรียงขึ้นจาก
เอกสารหนังสือและเว็บไซต์ต่าง ๆ เนื้อหาแบ่งเป็น 5 บท บทที่ 1 ความรู้ทั่วไป
เกี่ยวกับการผลิตหนังสือ ความเป็นมาของการผลิตหนังสือ ประเภทและหน้าที่ใน
การผลิตหนังสือ บทที่ 2 ความรู้เกี่ยวกับหนังสือ นิยามของหนังสือ คุณค่า
ประโยชน์และองค์ประกอบของหนังสือเล่ม บทที่ 3 วารสารและนิตยสาร
วัตถุประสงค์ องค์ประกอบและเนื้อหาของวารสารและนิตยสาร บทที่ 4 การ-
ออกแบบและจัดทำหนังสือ ความหมายของการออกแบบ ปัจจัยที่มีผลและ
เกี่ยวข้องในการออกแบบ กระบวนการการออกแบบและจัดทำหนังสือ บทที่ 5
บรรณาธิการต้นฉบับ ความหมาย บทบาทหน้าที่ของบรรณาธิการ คุณสมบัติของ
ผู้เป็นบรรณาธิการและขั้นตอนการบรรณาธิกร พร้อมคำถามทบทวนท้ายบท
ผู้เขียนกราบขอบพระคุณเจ้าของข้อมูลที่ผู้เขียนนำมาเรียบเรียงอ้างอิง
่
เพื่อถ่ายทอดแกนักศึกษาและผู้สนใจ หากมีข้อผิดพลาดประการใด ต้องกราบ
ขออภัยไว้ ณ โอกาสนี้
สุวรรณา งามเหลือ
กรกฎาคม 2565
3
ื
ั
HH444 การผลิตหนงสอและบรรณาธิการต้นฉบับ
4
ั
ื
HH444 การผลิตหนงสอและบรรณาธิการต้นฉบับ
สารบัญ
คำนำ ก
สารบัญ ข
สารบัญภาพ ง
บทที่ 1 ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับการผลิตหนังสือ ............................................ 9
1.1 ความเป็นมาของการผลิตหนังสือ .......................................... 13
1.2 ประเภทของหนังสือ ............................................................... 15
1.3 หน้าที่ในการผลิตหนังสือและการจัดพิมพ์ ................................ 20
คำถามท้ายบท 1...................................................................... 45
บทที่ 2 ความรู้เกี่ยวกับหนังสือ ................................................................. 47
2.1 ความหมายทั่วไปของหนังสือ ................................................ 47
2.2 หนังสือเล่ม ............................................................................. 48
2.3 องค์ประกอบของหนังสือ ....................................................... 54
2.4 ประโยชน์ของหนังสือ ............................................................. 60
2.5 ประโยชน์ของส่วนประกอบของหนังสือ…………………………….. 61
2.6 คุณค่าของหนังสือ ……………………………………………………………. 63
คำถามท้ายบท 2..................................................................... 67
บทที่ 3 วารสารและนิตยสาร ..................................................................... 69
3.1 ลักษณะของสิ่งพิมพ์ประเภทวารสาร ...................................... 70
3.2 เนื้อหาของสิ่งพิมพ์ประเภทวารสาร ........................................ 72
3.3 วัตถุประสงค์ของสิ่งพิมพ์ประเภทวารสาร ................................. 75
3.4 วารสาร ..................................................................................... 77
3.5 นิตยสาร..................................................................................... 81
5
ื
ั
HH444 การผลิตหนงสอและบรรณาธิการต้นฉบับ
คำถามท้ายบท 3..................................................................... 90
บทที่ 4 การออกแบบและจัดทำหนังสือ ...................................................... 91
4.1 ความหมายของการออกแบบหนังสือ ...................................... 92
4.2 การออกแบบกับประเภทของหนังสือ ...................................... 93
4.3 ปัจจัยที่มีผลต่อการออกแบบและจัดทำหนังสือ ....................... 94
4.4 องค์ประกอบของการออกแบบหนังสือ .................................... 95
4.5 ปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการออกแบบและจัดทำหนังสือ ............... 102
4.6 หลักเกณฑ์การออกแบบปกหนังสือ ......................................... 103
4.7 กระบวนการออกแบบและจัดทำหนังสือ ……………….……........ 106
4.8 หนังสือสำหรับเด็ก .................................................................. 112
4.9 ข้อคำนึงในการออกแบบและจัดทำหนังสือ …………………........ 114
คำถามท้ายบท 4..................................................................... 118
บทที่ 5 บรรณาธิการต้นฉบับ ..................................................................... 119
5.1 ความหมายของ “บรรณาธิการ” และ “บรรณาธิกร”…………. 120
5.2 บทบาทหน้าที่ของบรรณาธิการ .............................................. 121
5.3 ความรู้ความสามารถ ทักษะและประสบการณ์บรรณาธิการ … 121
5.4 คุณสมบัติของบรรณาธิการ ..................................................... 122
5.5 สิ่งที่บรรณาธิการควรทำ ......................................................... 123
5.6 สิ่งที่บรรณาธิการไม่ควรทำ ..................................................... 124
5.7 งานของบรรณาธิการต้นฉบับ ................................................. 125
5.8 เครื่องหมายสำหรับงานบรรณาธิการ ...................................... 126
5.9 คู่มือบรรณาธิการ .................................................................... 130
5.10 ขั้นตอนการบรรณาธิกร .......................................................... 132
6
ื
ั
HH444 การผลิตหนงสอและบรรณาธิการต้นฉบับ
คำถามท้ายบท 5 .................................................................... 136
บรรณานุกรม ............................................................................................... 138
ภาคผนวก (บทความคัดลอกมาเพื่อให้ผู้เรียนอ่านเสริม)
ความสำคัญของการบรรณาธิกรหนังสือ ....................................... 142
อยากเป็น “บรรณาธิการ” แค่ชอบอ่านหนังสือ อาจไม่พอ ........... 147
เว็บไซต์การแปลงไฟล์เป็น e-book ........................................................... 149
ผู้เขียน ................................................................................................... 151
7
ื
ั
HH444 การผลิตหนงสอและบรรณาธิการต้นฉบับ
สารบัญภาพ
ภาพ หน้า
ภาพที่ 1 ก้อนดินเหนียวที่ชาวสุเมเรียนใช้ไม้ขูดขีดและจิ้มกดรูปรอย-
เป็นตัวหนังสือ......................................................................... 10
ภาพที่ 2 หนังสือของชาวอียิปต์มีลักษณะเป็นม้วน ผู้อ่านคลี่อ่านโดยดึง
ออกมาด้วยมือขวา ................................................................. 11
ภาพที่ 3 ภาพที่เขียนลงบนกระดาษปาปิรุส........................................... 11
้
ภาพที่ 4 แผ่นไมไผ่ที่ชาวจีนโบราณนำมาทำเป็นหนังสือ ........................ 12
ภาพที่ 5 ผูกใบลานที่เกิดจากการใช้โลหะแหลมจารลงบนแผ่นใบลาน
แล้วร้อยผูกติดกัน เป็นวิธีการผลิตหนังสือแถบอินเดียตอนใต ้
และเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ ................................................... 12
ภาพที่ 6 ศิลาจากรึกหลัก 1 ของพ่อขุนรามคำแหงมหาราช .................. 13
ภาพที่ 7 สมุดขอยดำ ............................................................................. 13
่
ภาพที่ 8 สมุดขอยขาว ........................................................................... 13
่
ภาพที่ 9 หนังสือวัชรสูตร เป็นหนังสือที่ใช้แม่พิมพ์ลงบนกระดาษแล้ว
ผนึกต่อกันด้วยกาวและทำเป็นม้วน ........................................ 14
8
ื
ั
HH444 การผลิตหนงสอและบรรณาธิการต้นฉบับ
บทที่ 1
ความรู้เกี่ยวกับการผลิตหนังสือ
หนังสือเป็นเครื่องมือสื่อความหมายและความรู้สึกนึกคิดของมนุษย์
ผู้เขียนในฐานะผู้ส่งสารใช้หนังสือเป็นเครื่องมือเพื่อสื่อเรื่องราวต่าง ๆ ไปสู่ผู้อาน
่
ในฐานะผู้รับสาร การพิมพ์หนังสือช่วยให้ผู้เขียนสามารถส่งสารหรือถ่ายทอด
ความรู้ความคิดไปยังผู้อ่านได้เป็นจำนวนมากและกว้างขวาง เรื่องราวและสาระ
ในหนังสือจะคงอยู่ยาวนานไปจนกว่าหนังสือจะถูกทำลาย นอกจากนี้ หนังสือยัง
เป็นสื่อที่ใช้เพื่อสั่งสอน ถ่ายทอดความคิดจากคนรุ่นหนึ่งไปสู่คนอีกรุ่นหนึ่ง
หลักธรรมคำสั่งสอนของศาสนา ปรัชญาของปราชญ์ทั้งปวง ล้วนได้รับการจด
บันทึกไว้ในหนังสือ เช่น พระไตรปิฎกในพระพุทธศาสนา คัมภีร์อัลกุรอ่านใน
ศาสนาอิสลามและคัมภีร์ไบเบิลในคริสต์ศาสนา หนังสือเหล่านี้จึงกลายเป็นของสูง
และมีคุณค่าในความรู้สึกของคนทั่วไป เหตุนี้ หนังสือจึงเป็นเสมือนแหล่ง
วิทยาการเพื่อใช้ศึกษาหาความรู้ เป็นแหล่งรวบรวมและรักษาศิลปะสรรพวิชาการ
ต่าง ๆ เป็นสื่อแสดงความรู้สึกอารมณ์ของมนุษย์และเป็นสื่อเพื่อเผยแพร่ข่าวสาร
ความบันเทิงแก่คนในสังคม (“การผลิตหนังสือ,” 2564)
สมัยก่อนมนุษย์เขียนตัวอักษรและวาดภาพลงบนแผ่นหิน ใบลานและ
แผ่นหนัง ลักษณะของหนังสือในสมัยโบราณ มีรูปร่างเป็นไปตามวัสดุอุปกรณ์
เครื่องมือเครื่องใช้ที่ใช้ผลิตหนังสือ ในอดีตเมื่อราว 5,000 ปี ชาวสุเมเรียนใน
เอเชียกลางใช้ไม้ขูดขีดและจิ้มกดรูปรอยบนก้อนดินเหนียว ทิ้งไว้ให้แห้งเป็นก้อน
ดินเหนียวหรือนำไปเผาไฟเป็นก้อนดินเผา หนังสือของชาวสุเมเรียนจึงมีลักษณะ
เป็นแผ่นดินเหนียวหรือแผ่นดินเผา (“การผลิตหนังสือ,” 2564)
9
ื
ั
HH444 การผลิตหนงสอและบรรณาธิการต้นฉบับ
ภาพที่ 1 ก้อนดินเหนียวที่ชาวสุเมเรียนใช้ไม้ขูดขีด
และจิ้มกดรูปรอยเป็นตัวหนังสือ
จาก https://saranukromthai.or.th
ในยุคใกล้กัน ชาวอียิปต์ใช้โลหะแหลมคมสลักตัวหนังสือลงบนแผ่นหรือ
แท่งศิลาเป็นศิลาจารึก เมื่อชาวอียิปต์สามารถนำต้นปาปิรุสมาทำเป็นแผ่นบาง ๆ
ผนึกต่อกันเป็นแผ่นยาว ใช้พู่กันหรือปากกาที่ทำด้วยต้นหญ้าจุ่มหมึกเขียนลงบน
แผ่นปาปิรุสแล้วม้วนเก็บไว้หรือส่งให้ผู้อื่นอ่าน หนังสือของชาวอียิปต์จึงมีลักษณะ
เป็นม้วน
ภาพที่ 2 หนังสือของชาวอียิปต์มีลักษณะเป็นม้วน ผู้อ่านคลี่อ่านโดยดึงออกมาด้วยมือขวา
จาก https://saranukromthai.or.th
10
ื
ั
HH444 การผลิตหนงสอและบรรณาธิการต้นฉบับ
ภาพที่ 3 ภาพที่เขียนลงบนกระดาษปาปิรุส จาก https://saranukromthai.or.th
เมื่อหลายพันปี ชาวจีนตัดไม้ไผ่เป็นปล้อง ๆ แล้วผ่าออกเป็นแผ่น ๆ ขีด
หรือเขียนตัวหนังสือลงบนแผ่นไม้ไผ่ เจาะรูร้อยเชือกให้แต่ละแผ่นเชื่อมโยงกัน
แล้วผูกเป็นมัด หนังสือของชาวจีนโบราณจึงมีลักษณะเป็นมัด
ภาพที่ 4 แผ่นไม้ไผ่ที่ชาวจีนโบราณนำมาทำเป็นหนังสือ จาก https://saranukromthai.or.th
11
ั
ื
HH444 การผลิตหนงสอและบรรณาธิการต้นฉบับ
ในอินเดียตอนใต้และประเทศทางเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีการผลิตหนังสือ
โดยใช้โลหะแหลมจารลงบนแผ่นใบลาน แล้วร้อยเชือกติดกันเป็นผูก
ภาพที่ 5 ผูกใบลานที่เกิดจากการใช้โลหะแหลมจารลงบนแผ่นใบลาน แล้วร้อยผูกติดกัน
้
เป็นวิธีการผลิตหนังสือแถบอินเดียตอนใต้และเอเชียตะวันออกเฉียงใต
จาก https://saranukromthai.or.th
ต่อมารู้วิธีทำกระดาษเป็นแผ่นบางเบาใช้เขียนเพื่อสื่อความหมาย โดยเขียน
คำหลายคำเรียงต่อกันเป็นข้อความ เขียนข้อความหลายข้อความเรียงต่อกันเป็น
เรื่องราวเพื่อบอกเล่าข้อมูลข่าวสารและรับรู้ความคิดระหว่างมนุษย์ด้วยกัน เมื่อ
เขียนและวาดภาพทีละหน้าได้จำนวนหลายหน้าจึงนำมารวมเล่มเป็นหนังสือหนึ่ง
เล่ม และหากต้องการได้หนังสือหนึ่งเรื่องจำนวนหลายร้อยหลายพันเล่ม ย่อมต้อง
ใช้วิธีการพิมพ์เพื่อผลิตหนังสือให้ได้จำนวนมากและรวดเร็ว
การผลิตหนังสือครั้งหนึ่ง ๆ ย่อมต้องประกอบด้วยคนทำงานหลายหน้าที่
ได้แก่ ผู้เขียนเรื่อง ผู้วาดภาพหรือผู้ถ่ายภาพ ผู้ออกแบบที่รับผิดชอบหลายหน้าที่
ได้แก่ กำหนดหน้าหนังสือ กำหนดตำแหน่งภาพ กำหนดแบบและขนาดตัวอักษร
ออกแบบการจัดข้อความ ผู้จัดพิมพ์ควบคุมช่างเรียงพิมพ์ ช่างพิมพ์ ช่างทำเล่ม
และบุคคลอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องในขั้นตอนต่าง ๆ ซึ่งต้องทำงานประสานกันจนเป็น
เล่มหนังสือตามจำนวนที่ต้องการ
12
ั
ื
HH444 การผลิตหนงสอและบรรณาธิการต้นฉบับ
1.1 ความเป็นมาของการผลิตหนังสือ
ในประเทศไทย มีการค้นพบศิลาจารึกหลายหลัก ศิลาจารึกภาษาไทยหลัก
สำคัญคือศิลาจารึกหลัก 1 ของพ่อขุนรามคำแหง ที่จารึกเมื่อประมาณ 700 ปีแล้ว
ถือได้ว่าเป็นหนังสือไทยเล่มแรกของไทยซึ่งใช้วิธีการจารึกลงบนแท่งศิลา
(“การผลิตหนังสือ,” 2564)
ภาพที่ 6 ศิลาจารึกหลัก 1 ของพ่อขุนรามคำแหงมหาราช
จาก https://saranukromthai.or.th
หนังสือที่ผลิตใช้จนถึงสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น มี 2 รูปแบบ รูปแบบแรก
คือหนังสือใบลาน ใช้โลหะแหลมจารลงบนแผ่นใบลานแล้วทำเป็นผูก รูปแบบสอง
คือสมุดข่อย มีสองลักษณะ ได้แก่ สมุดข่อยดำ เป็นการเขียนตัวหนังสือด้วย
หรดาลหรือรง ตัวหนังสือจะเป็นสีขาวหรือสีเหลือง และ สมุดข่อยขาว เขียน
ตัวหนังสือด้วยหมึกดำลงบนแผ่นกระดาษแผ่นยาวแผ่นเดียว พับซ้อนกลับไป
กลับมาเป็นเล่ม แล้วเขียนหรือคัดไปทีละหน้า
ภาพที่ 7 สมุดข่อยดำ ภาพที่ 8 สมุดข่อยขาว
จาก https://saranukromthai.or.th
13
ื
ั
HH444 การผลิตหนงสอและบรรณาธิการต้นฉบับ
รูปแบบของหนังสือได้พัฒนามาตามลำดับและใช้เวลานานกว่าจะมี
รูปแบบ อย่างหนังสือที่ใช้กันในปัจจุบัน เมื่อมีการคิดค้นผลิตกระดาษขึ้นใน
ประเทศจีนในปี พ.ศ.648 กระดาษจึงเป็นวัสดุหลักในการผลิตหนังสือ ประเทศ
จีนได้ค้นคิดวิธีพิมพ์และนำมาใช้ในการผลิตหนังสือเป็นชาติแรก เป็นการพิมพ์
แม่พิมพ์ไม้ (wood block printing) โดยใช้แผ่นไม้มาแกะสลักเป็นแม่พิมพ์ ทา
หมึกลงบนแผ่นแม่พิมพ์และใช้แรงกดกดกระดาษลงบนแผ่นแม่พิมพ์ หนังสือที่
พิมพ์ขึ้นในตอนแรกนี้ผนึกต่อกันด้วยกาวและม้วนเก็บไว้เป็นม้วน
หนังสือที่พิมพ์เก่าที่สุดมีเหลือเป็นหลักฐานในปัจจุบัน ได้แก่ หนังสือวัชรสูตร
จัดพิมพ์โดยหวังเซียะ พิมพ์แจกเป็นอนุสรณ์ที่ระลึกบิดามารดาของตน ในปี พ.ศ.
1411 โดยพิมพ์บนกระดาษเจ็ดแผ่นผนึกติดกันทำเป็นม้วน ความยาวประมาณ
16 ฟุต กว้างประมาณ 1 ฟุต (“การผลิตหนังสือ,” 2564)
ภาพที่ 9 หนังสือวัชรสูตรเป็นหนังสือที่ใช้แม่พิมพ์ไม้พิมพ์ลงบนกระดาษแล้วผนึกต่อกันด้วยกาว
และทำเป็นม้วน จาก https://saranukromthai.or.th
14
ื
ั
HH444 การผลิตหนงสอและบรรณาธิการต้นฉบับ
การพิมพ์ตัวเรียง (movable type printing) ชาวจีนชื่อไปเช็ง ประดิษฐ์ขึ้น
ได้ในระหว่างปี พ.ศ.1484-1492 แต่ก็ไม่ได้พัฒนาไปไกลเพราะตัวหนังสือจีนมี
จำนวนมาก การสร้างตัวพิมพ์แต่ละตัวมาใช้เรียงกันเป็นบรรทัดเป็นหน้าไม่ทำให ้
การพิมพ์มีประสิทธิภาพแตกต่างไปกว่าพิมพ์แม่พิมพ์ไม้ที่ใช้กันอยู่เดิมนัก จนใน
ราวปี พ.ศ.1993 โจฮาน กูเทนเบิร์ก (Johann Gutenberg) ชาวเมืองไมนซ์
(Mainz) ประเทศเยอรมนี ได้คิดค้นการพิมพ์ตัวเรียงขึ้นได้ ในยุโรป การพิมพ์จึง
แพร่หลายออกไปอย่างกว้างขวางและได้พัฒนาขึ้นตามลำดับจนเป็นเครื่องมือ
สำคัญในการผลิตหนังสือ รูปเล่มของหนังสือก็มีการปรับปรุงให้เหมาะสมและ
สะดวกในการผลิต การพิมพ์ก็จัดพิมพ์ออกมาได้คุณภาพดีรวดเร็วและประหยัด
1.2 ประเภทของหนังสือ
ความสนใจของผู้คนที่มีต่อหนังสือมีเพิ่มมากขึ้นตามความเจริญของ
บ้านเมืองและสังคมจนมีคำกล่าวว่าหนังสือเป็นเครื่องวัดความเจริญอย่างหนึ่งของ
สังคม ความสนใจเหล่านั้นได้แตกแขนงออกไปอย่างกว้างขวางและลึกลงไปใน
้
รายละเอียด ทำใหเกิดการศึกษาค้นคว้าหาความรู้และเกิดหนังสือประเภทต่าง ๆ
มากขึ้น หนังสือแต่ละประเภทมีกลุ่มคนที่สนใจแตกต่างกันไป ลักษณะการใช้งาน
อายุการใช้งานก็แตกต่างกันออกไป วิธีการผลิตหนังสือแต่ละประเภทและวัสดุที่
ใช้ผลิตก็แตกต่างกันไปด้วย ดังนั้นผู้ผลิตหนังสือจึงต้องหาวิธีการผลิตหนังสือให ้
เหมาะสมกับหนังสือแต่ละประเภทที่มีความแตกต่างกันออกไปด้วยเช่นกัน
้
การแบ่งประเภทของหนังสือมีวิธีแบ่งได้หลายอย่าง เพื่อใหเหนลักษณะการ
็
ผลิตและรูปเล่มของหนังสือที่เด่นชัด ในที่นี้จึงจะกล่าวถึงการแบ่งประเภทซึ่งแบ่ง
ออกเป็น 2 ประเภทใหญ่ ๆ คือ หนังสือประเภทวารสาร (Periodical) และ
หนังสือประเภทหนังสือเล่ม (book) (“ประเภทของหนังสือ,” 2564)
15
ื
ั
HH444 การผลิตหนงสอและบรรณาธิการต้นฉบับ
1.2.1 หนังสือประเภทวารสาร (Periodical)
หนังสือประเภทวารสาร เป็นหนังสือที่มีชื่อหนังสือคงที่ จัดพิมพ์
ออกจำหน่ายจ่ายแจกตามลำดับ เช่น หนังสือที่พิมพ์ออกทุกวัน มีชื่อหนังสือเป็น
ชื่อเดียวกัน เช่น สยามรัฐ ไทยรัฐ เดลินิวส์ หรือหนังสือที่พิมพ์ออกทุกสัปดาห ทุก
์
2 สัปดาห์ ทุกเดือนหรือทุกระยะเวลาต่างๆ มีชื่อหนังสือเป็นชื่อเดียวกัน เช่น
สตรีสาร วิทยาจารย์ หลักไท หนังสือเหล่านี้เป็นหนังสือประเภทวารสาร
หนังสือประเภทวารสาร แบ่งย่อยเป็น 2 ประเภท ได้แก่ หนังสือพิมพ์
(newspaper) และนิตยสาร (magazine)
1.2.1.1 หนังสือพิมพ์ (newspaper) หนังสือที่มีวัตถุประสงค์หลัก
เพื่อให้ข่าวสารปัจจุบันแก่ผู้อ่าน ส่วนนิตยสารมุ่งให้ความรู้ความบันเทิงเป็น
สำคัญ การที่วัตถุประสงค์ในการจัดทำแตกต่างกัน ทำใหลักษณะและการใช้งาน
้
ของหนังสือรวมถึงรูปร่างลักษณะของหนังสือแตกต่างกันด้วย หนังสือพิมพ์
พิมพ์บนกระดาษแผ่นใหญ่ เรียงซ้อนกัน พับเป็นเล่มโดยไม่เย็บเล่มและไม่มีปก
ส่วนนิตยสารมีปกพิมพ์สีสันสวยงาม เย็บเป็นเล่มและเจียนเล่มเรียบร้อย ขนาด
เล่มเล็กกว่าหนังสือพิมพ์ การที่หนังสือประเภทใดจะมีรูปเล่มและขนาดอย่างใด
ย่อมแล้วแต่ลักษณะและวัตถุประสงค์การใช้งานของหนังสือเล่มนั้น ๆ เป็นสำคัญ
รูปเล่มและขนาดของเล่มจะเป็นตัวกำหนดเครื่องมือเครื่องใช้ตลอดจนวัสดุ
อุปกรณ์ที่ใช้ในการผลิต จึงต้องคำนึงถึงเชื่อมโยงกัน
ผู้อ่านหนังสือพิมพ์ต้องการทราบข่าวที่เป็นปัจจุบันโดยมุ่ง
สนใจในข่าว ไม่พิถีพิถันมากเรื่องความประณีตในการจัดพิมพ์และการทำเล่ม โดย
ปกติหนังสือพิมพ์จะพิมพ์วันต่อวัน ความรวดเร็วในการผลิตและการกระจาย
หนังสือไปถึงมือผู้อ่านจึงเป็นเรื่องสำคัญ ดังนั้น ระบบการรวบรวมข่าวจึงต้องทำ
16
ื
ั
HH444 การผลิตหนงสอและบรรณาธิการต้นฉบับ
้
ให้ได้รวดเร็วและครอบคลุมความสนใจของผู้อ่านใหทั่วถึง และเมื่อผู้อานมีมากใน
่
แต่ละวันย่อมต้องจัดพิมพ์ออกมาเป็นจำนวนมากเช่นกัน
การเรียงพิมพ์ของหนังสือพิมพ์จะเรียงเป็นคอลัมน์เพื่อความ
สะดวกในการจัดหน้า หน้าหนึ่ง ๆ ในหนังสือพิมพ์ประกอบด้วยเรื่องหลายเรื่อง
พร้อมภาพประกอบในหน้าเดียวกัน โดยเฉพาะหน้าแรกเป็นหน้าที่ผู้อ่านจะ
ตัดสินใจเลือกซื้อจึงมีการเลือกข่าวสำคัญหลายข่าวลงพิมพ์รวมไว้ในหน้าแรก โดย
เลือกข่าวสำคัญที่สุดพิมพ์เป็นหัวข่าวใหญ่และเลือกข่าวสำคัญรองลงไปพิมพ์เป็น
หัวข่าวรองตามลำดับเพื่อดึงดูดความสนใจจากคนหลากหลายกลุ่ม การพิมพ์ต้อง
ทำออกมาด้วยความรวดเร็วจึงต้องมีรูปเล่มที่ช่วยใหการผลิตทำได้รวดเร็วด้วย คือ
้
เมื่อพิมพ์และพับเสร็จออกจากแท่นพิมพ์ก็สามารถจัดส่งให้ถึงมือผู้อ่านได้เร็วที่สุด
หนังสือพิมพ์นำเสนอพาดหัวข่าวที่น่าสนใจในแต่ละวัน ผู้อ่าน
สามารถอ่านได้ทุกสถานที่ทุกเวลา แม้มีเวลาอ่านน้อยหากมีข่าวที่สนใจผู้อ่านก็
จะเลือกอ่านก่อน หนังสือพิมพ์หน้าหนึ่ง ๆ ประกอบด้วยข่าวหลายข่าว
เหตุการณ์หลากหลายเรื่องราวกระจายเต็มทั้งหน้า ผู้อ่านจะกวาดตาไปตามหว
ั
ข่าวทั้งหมดแล้วจึงตัดสินใจว่าสนใจเรื่องใดเป็นอันดับแรกก็จะอ่านเรื่องนั้นก่อน
แล้วจึงอ่านเรื่องที่สนใจรองลงไปตามลำดับ ไม่ได้อ่านครบทุกเรื่อง แต่อ่านเพียง
เรื่องที่ตนสนใจ หนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่งอยู่ในความสนใจเพียงวันเดียวหรือไม่ถึง
วันจึงมีราคาอยู่เพียงวันเดียว เมื่อพ้นวันไปก็หมดราคาเรียกได้ว่าสูญค่า ดังนั้น
กระดาษที่ใช้พิมพ์จึงไม่จำเป็นต้องมีความทนทานและควรมีราคาถูก ได้แก่
กระดาษปรู๊ฟหรือกระดาษหนังสือพิมพ์ เมื่อนำไปขาย ราคาของหนังสือพิมพ์จะ
ต่ำกว่าราคาของกระดาษเปล่าที่ยังมิได้พิมพ์ การขายหนังสือพิมพ์จึงต้องรวบรวม
ขายตามน้ำหนักเป็นกิโลกรัมในราคาไม่กี่บาทต่อกิโลกรัม
17
ื
ั
HH444 การผลิตหนงสอและบรรณาธิการต้นฉบับ
1.2.1.2 นิตยสาร (magazine) หากเปรียบเทียบระหว่างหนังสือพิมพ์
กับนิตยสาร ผู้ซื้อนิตยสารจะมีความพิถีพิถันในการซื้อมากกว่าซื้อหนังสือพิมพ์
นิตยสารจึงมีปกที่พิมพ์ภาพสวยงาม อายุการใช้งานของนิตยสารมีระยะเวลานาน
กว่าหนังสือพิมพ์ อย่างน้อยก็เท่ากับระยะเวลาออกนิตยสารนั้น ๆ นิตยสารจึง
ยังคงคุณค่านานกว่าหนังสือพิมพ์ แม้เมื่อพ้นเวลาใช้งานแล้วก็ยังพอมีราคาอยู่บ้าง
ผู้อ่านนิตยสารส่วนใหญ่มักต้องมีความสนใจและต้องมีเวลาว่าง
พอสมควรถึงจะหยิบนิตยสารขึ้นอ่าน เริ่มจากการพลิกดูหน้าต่าง ๆ ไปตลอดหรือ
่
เกือบตลอดเล่มเพื่อดูว่านิตยสารเล่มนั้นมีเรื่องอะไรบ้าง และจะไม่อานเรียงลำดับ
จากหน้าแรกเรื่องแรก แต่จะเลือกอ่านเฉพาะเรื่องที่ถูกใจก่อนเป็นเรื่อง ๆ ไป
ปกติผู้ซื้อนิตยสารส่วนใหญ่มักไม่ได้อ่านหมดทุกเรื่องในเล่ม
1.2.2 หนังสือเล่ม (book)
หนังสือเล่มเป็นประเภทใหญ่อีกประเภทหนึ่งของหนังสือ มีการ
แบ่งเป็นประเภทย่อยได้หลายวิธี เช่น แบ่งตามลักษณะผู้อ่าน ได้แก่ หนังสือเด็ก
หนังสือผู้ใหญ่ แบ่งตามเนื้อหาสาระ ได้แก่ หนังสือสารคดี หนังสือบันเทิงคดี
โดยในประเภทต่าง ๆ ยังอาจแบ่งประเภทย่อยลงได้อีก เช่น หนังสือสารคดี ได้แก่
แบบเรียนในการศึกษาระดับต่างๆ คู่มือคร แบบฝึกหัด ตำราทางวิชาการ หนังสือ
ู
อ้างอิง หนังสือบันเทิงคดี ได้แก่ นวนิยายและกวีนิพนธ์ หนังสือเด็ก ได้แก่
หนังสือภาพ หนังสือการ์ตูน นิยาย ฯลฯ หนังสือเล่มแต่ละประเภทจะมีลักษณะ
และรูปเล่มเฉพาะที่เหมาะกับลักษณะการใช้งานตามประเภทของหนังสือนั้น ๆ
การผลิตหนังสือเล่มจึงมีวิธีการและอุปกรณ์ที่เหมาะแก่การผลิตซึ่งแตกต่างกันไป
ในแต่ละประเภท
การซื้อหนังสือเล่ม ผู้ซื้อจะเลือกซื้ออย่างพิถีพิถันมาก เช่น เลือก
เนื้อหาที่ตรงกับความสนใจ เลือกผู้ประพันธ์ที่ตนชื่นชอบ พิถีพิถันในคุณภาพการ
18
ื
ั
HH444 การผลิตหนงสอและบรรณาธิการต้นฉบับ
พิมพ์ การทำเล่มและราคา เมื่อซื้อเล่มใดแล้วก็จะเริ่มอ่านจากหน้าแรกเรียงลำดับ
ไปถึงหน้าสุดท้ายจนจบเล่ม เว้นแต่เป็นการซื้อผิด อ่านแล้วไม่ชอบก็ไม่อ่านต่อ
้
หรืออาจฝืนอ่านไปใหจบเล่ม หนังสือเล่มมักไม่สูญค่า อ่านแล้วยังเก็บไว้อ่านได้
อีกในภายหลังหรือให้ผู้อื่นอ่านต่อ หนังสือเล่มแต่ละประเภทมีลักษณะเฉพาะ
แตกต่างกันไป เช่น หนังสือสำหรับเด็ก มักมีภาพประกอบจำนวนมากและใช้
ตัวอักษรขนาดใหญ่ ส่วนหนังสือแบบฝึกหัดสำหรับเขียนตอบ มักเป็นหนังสือปก
อ่อน คุณภาพกระดาษไม่ต้องดีมาก พอให้เขียนตอบได้โดยไม่ซึมหมึก ใช้เขียนครั้ง
เดียว ราคาไม่ต้องแพง หนังสือที่เหมาะสำหรับเด็กมักใช้ภาพสวยงามเพื่อเรียก
ความสนใจและใช้อักษรขนาดใหญ่เพื่อให้อ่านง่าย
(“ประเภทของหนังสือ,” 2564)
1.2.3 หนังสืออ้างอิง (Reference)
หนังสืออ้างอิงเป็นหนังสือที่มีลักษณะพิเศษอีกแบบหนึ่งที่ผู้อ่านจะ
เลือกอ่านเพื่อค้นคว้าเฉพาะเรื่องที่ต้องการ เช่น หนังสือพจนานุกรมจากภาษา
หนึ่งเป็นอีกภาษาหนึ่ง ผู้อ่านจะค้นหาศัพท์เฉพาะคำที่ต้องการทราบความหมาย
โดยจะเปิดที่หน้าและตำแหน่งตรงที่มีศัพท์ที่ต้องการค้นแล้วอ่านคำแปล เข้าใจ
แล้วก็ปิดเล่ม หนังสืออ้างอิงเล่มหนึ่ง ๆ ได้อ่านจริงไม่กี่บรรทัด ไม่กี่หน้า หาก
เป็นพจนานุกรมฉบับกระเป๋าก็ต้องผลิตให้มีขนาดเล็กสามารถพกติดตัวได้สะดวก
สามารถค้นศัพท์ได้ทุกเวลาที่ต้องการ ขนาดของเล่มหนังสือจะเป็นสิ่งกำหนด
ตัวพิมพ์ กำหนดความหนาของแผ่นกระดาษและชนิดของกระดาษที่ใช้พิมพ์
เพื่อให้หนังสือมีขนาดพอเหมาะที่จะบรรจุศัพท์ต่าง ๆ ลงในเล่มใหครอบคลุมและ
้
กว้างขวางตามต้องการ และให้ได้ขนาดกว้าง ยาวและหนาพอที่จะพกในกระเป๋า
เสื้อได้ (“ประเภทของหนังสือ,” 2564)
19
ื
ั
HH444 การผลิตหนงสอและบรรณาธิการต้นฉบับ
หนังสือแต่ละประเภทมีวัตถุประสงค์และลักษณะการใช้งานแตกต่างกัน
ไป วัตถุประสงค์ ลักษณะการใช้งานของหนังสือ ความสนใจและฐานะทาง
เศรษฐกิจของผู้อ่านเป็นสิ่งกำหนดลักษณะ รูปร่าง ขนาดและคุณภาพของวัสดุที่
ใช้ในการผลิตหนังสือ และจะมีผลถึงการเลือกใช้ตัวพิมพ์ ระบบการพิมพ์ วิธีพิมพ์
วิธีทำเล่มเพื่อให้การผลิตหนังสือมีประสิทธิภาพสูงสุดและได้หนังสือที่เหมาะสม
แก่การใช้งานมากที่สุด
1.3 หน้าที่ในการผลิตหนังสือและการจัดพิมพ ์
การผลิตหนังสือเป็นการทำงานใน 2 ขั้น ขั้นแรกคือการผลิตทางด้าน
ความคิด ได้แก่ การสร้างสรรค์เนื้อหา เรื่องราวและความคิดที่จะนำเสนอใน
หนังสือ ขั้นสองคือการผลิตทางด้านวัตถุ ได้แก่ การพิมพ์ตัวหนังสือลงกระดาษ
และประกอบเป็นรูปเล่มหนังสือ ส่วนการจัดพิมพ์ เป็นการทำหน้าที่เชื่อมโยง
ประสานให้การผลิตทางด้านความคิดและการผลิตทางด้านวัตถุรับช่วงกันเพื่อ
ตอบสนองความต้องการของผู้อ่าน ดังนั้น การผลิตหนังสือเล่มหนึ่ง ๆ จึงมีทำ
หน้าที่การทำงานด้านต่าง ๆ ได้แก่ (“การผลิตหนังสือ,” 2564)
1.3.1 หน้าที่ในการจัดพิมพ์
1.3.2 หน้าที่การผลิตทางด้านความคิด
1.3.3 หน้าที่การผลิตทางด้านวัตถุ คือการพิมพ์ ผู้รับผิดชอบคือผู้พิมพ์
(Printer)
1.3.4 หน้าที่ในการจำหน่ายจ่ายแจก มีผู้รับผิดชอบตามพระราชบัญญัติ
การพิมพ์ เรียกว่า ผู้โฆษณา (distributor) คือผู้จำหน่ายจ่ายแจกหนังสือ
หน้าที่ในการผลิตหนังสือแต่ละหน้าที่อาจเป็นงานที่คนคนเดียวทำหรือ
หลายคนช่วยกันทำ หรืองานบางงานคนคนเดียวอาจทำในหลายหน้าที่ เช่น
20
ื
ั
HH444 การผลิตหนงสอและบรรณาธิการต้นฉบับ
ผู้ประพันธ์แต่งหนังสือเองจัดพิมพ์และออกจำหน่ายเอง ผู้ประพันธ์นั้นจึงทำหน้าที่
เป็นทั้งผู้จัดพิมพ์ บรรณาธิการ ผู้พิมพ์และผู้โฆษณา เป็นต้น
1.3.1 หน้าที่ในการจัดพิมพ์ ผู้รับผิดชอบคือผู้จัดพิมพ์ (publisher) หาก
เป็นหน้าที่ของบุคคล เรียกว่า ผู้จัดพิมพ์ หากเป็นหน้าที่ของหน่วยงาน เรียกว่า
สำนักพิมพ์ ผู้จัดพิมพ์เป็นผู้รับผิดชอบในการแสวงหาข้อมูลด้านความต้องการ
ของลูกค้าซึ่งเป็นผู้อ่านหรือผู้ซื้อว่ามีความต้องการอ่านหนังสือชนิดใดประเภทใด
่
หนังสือบางประเภทผู้ซื้อและผู้อ่านเป็นคนเดียวกัน แต่บางประเภทผู้ซื้อกับผู้อาน
อาจเป็นคนละคน เช่น กรณีที่ผู้ปกครองซื้อหนังสือให้บุตรหลานจะต้องทราบว่า
หนังสือที่จะซื้อนั้นเป็นหนังสือลักษณะใดซื้อในราคาใด ผู้จัดพิมพ์เป็นผู้ติดต่อให ้
ผู้เขียนหรือผู้ประพันธ์สร้างสรรค์งานขึ้น ผู้จัดพิมพ์เป็นผู้กำหนดจำนวนพิมพ์ วิธี-
พิมพ์ ระบบวิธีการจำหน่าย เป็นผู้จัดหาทุนดำเนินการ ความสำเร็จของผู้จัดพิมพ์
อยู่ที่ว่าจะสามารถทำให้หนังสือที่ผลิตขึ้นนั้นตรงกับความต้องการของผู้ซื้อหรือ
ผู้อ่านได้เพียงใด
1.3.2 หน้าที่การผลิตทางด้านความคิด คือการจัดให้มีการประพันธ์หรือ
รวบรวมเรื่องราวจากการประพันธ์มาจัดพิมพ์ บุคคลสำคัญในการผลิตหนังสือ
ทางด้านความคิด ได้แก่ ผู้เขียนหรือผู้ประพันธ์ซึ่งเป็นผู้ถอดความนึกคิดออกเป็น
ตัวหนังสือ ผู้เขียนหรือผู้ประพันธ์หนังสือต้องเป็นผู้รอบรู้ในเรื่องที่จะเขียนและมี
ความสามารถด้านการเขียน คุณสมบัติสองอย่างนี้ต้องอยู่ในคน ๆ เดียวกันจึงจะ
เขียนหนังสือขึ้นได้ ซึ่งบางครั้งหายากในบุคคลคนเดียว บางคนมีความรอบรู้ใน
เรื่องราวบางเรื่องอย่างดีแต่ไม่มีความสามารถจะประพันธ์เป็นหนังสือได้
คุณสมบัติด้านการเขียนสามารถเล่าเรียนและฝึกฝนได้ บางครั้งผู้สร้างหนังสือ
ต้องจัดให้ผู้เขียนกับผู้รู้ได้มาพบกันและร่วมมือกันเขียนเป็นหนังสือขึ้น หนังสือ
บางเรื่องจะต้องใช้ความรู้จากผู้รู้หลายคนร่วมกันเขียน หนังสือบางเล่มจะต้องใช้ผู้
21
ั
ื
HH444 การผลิตหนงสอและบรรณาธิการต้นฉบับ
รวบรวมข้อมูลจากหลายแหล่งแล้วระดมผู้รู้ผู้เขียนร่วมมือกันเขียน การผลิต
หนังสือทางด้านความคิดจึงต้องดำเนินการและจัดขึ้นอย่างเป็นระบบ โดยมี
ผู้รับผิดชอบ เรียกว่า บรรณาธิการ (Editor)
การถ่ายทอดความคิดของหนังสือนอกจากการเขียนด้วยตัวหนังสือ
้
แล้ว การใช้ ภาพ อาจถ่ายทอดความคิดใหเกดความเข้าใจได้ดีกว่า บางครั้งต้อง
ิ
ใช้ทั้งภาพและตัวหนังสือประกอบกันไป การสร้างภาพในหนังสือมีวิธีทำได้หลาย
อย่าง อาจเป็นภาพวาดที่คนวาดขึ้น เรียกว่า ผู้เขียนภาพ ภาพวาดมีวิธีวาดหลาย
แบบ เช่น วาดเป็นภาพลายเส้น ภาพการ์ตูน ภาพสีน้ำมัน ภาพวาดด้วยพู่กันลม
ปัจจุบันสามารถใช้คอมพิวเตอร์วาดได้ นอกจากภาพวาดแล้วอาจใช้ภาพถ่ายมา
เป็นภาพประกอบในหนังสือ ซึ่งการถ่ายภาพเพื่อใช้ประกอบในหนังสือมีเทคนิค
วิธีการสร้างภาพมากมายหลายแบบ
ภาพที่นำมาใช้พิมพ์ นอกจากภาพขาวดำโดยทั่วไปแล้วยังสามารถนำ
สีมาใช้ประกอบกับภาพเพื่อเรียกความสนใจจากผู้อ่านเพิ่มขึ้นและสามารถสร้าง
จินตนาการและความคิดของผู้อ่านได้กว้างไกลขึ้น การสร้างภาพก็เป็นงานผลิต
หนังสือด้านความคิดด้วยเช่นกัน หน่วยงานที่ทำหน้าที่หาภาพเพื่อใช้ประกอบใน
หนังสือเรียกว่า หน่วยศิลป์ หรือ ฝ่ายศิลป์ ซึ่งมีบรรณาธิการฝ่ายศิลป์ เป็นผู้ดูแล
การสร้างภาพประกอบในหนังสือแต่ละภาพจะมีบุคคลทำหน้าที่ศึกษาค้นคว้าและ
ออกความเห็นว่าควรมีภาพอะไร มีลักษณะรายละเอียดอย่างใดเพื่อให้ช่างเขียน
หรือช่างถ่ายภาพสร้างภาพตามแนวความคิดนั้น หรือมีบุคคลที่จะคัดเลือกบรรดา
ภาพที่มีอยู่แล้วมาพิมพ์ก็ได้ การนำภาพและตัวหนังสือมารวมกันเป็นหน้าแล้วจัด
รูปหน้าหนังสือแต่ละหน้าเข้าเป็นเล่มก็ต้องมีบุคคลรับผิดชอบดำเนินการ เรียกว่า
ผู้ออกแบบเล่มหนังสือ (Book designer) ซึ่งเป็นงานที่รวมอยู่ในการผลิตหนังสือ
ด้านความคิดเช่นกัน (“การผลิตหนังสือ,” 2564)
22
ื
ั
HH444 การผลิตหนงสอและบรรณาธิการต้นฉบับ
หน้าที่การผลิตหนังสือทางด้านความคิด อาจเริ่มจากผู้ประพันธ์เป็นผู้
ริเริ่มเขียนและจัดพิมพ์ออกจำหน่ายเอง เรียกว่า ผู้ประพันธ์เป็นทั้งผู้จัดพิมพ์และ
เป็นบรรณาธิการ บางครั้งผู้ประพันธ์เมื่อประพันธ์เรื่องแล้วนำไปเสนอให ้
สำนักพิมพ์พิจารณา สำนักพิมพ์จะมีระบบการพิจารณารับจัดพิมพ์หนังสือเรื่อง
ต่าง ๆ โดยปกติจะมอบให้ผู้อ่านได้อ่านตรวจต้นฉบับที่ผู้ประพันธ์นำเสนอโดย
พิจารณาว่าเป็นหนังสือน่าสนใจเพียงใด ตรงกับวัตถุประสงค์และนโยบายของการ
่
จัดพิมพ์ของสำนักพิมพ์นั้น ๆ หรือไม่ จะได้รับความสนใจจากผู้อานผู้ซื้อมากน้อย
เพียงใด ต้นฉบับหนึ่งอาจมีผู้อ่านคนเดียวหรือมีผู้อ่านหลายคนก็ได้ โดย
สำนักพิมพ์จะรับฟังความคิดเห็นจากผู้อ่านก่อนรับจัดพิมพ์ ทั้งนี้ตามแต่ระบบที่
สำนักพิมพ์แต่ละแห่งกำหนด บางครั้งผู้อ่านอาจแนะนำให้มีการปรับปรุงก่อนที่จะ
ให้สำนักพิมพ์รับจัดพิมพ์ แต่สำหรับผู้ประพันธ์ซึ่งเป็นที่รู้จักหรือมีชื่อเสียงหรือผู้-
จัดพิมพ์ให้ความเคารพเชื่อถืออยู่ก็อาจรับจัดพิมพ์โดยไม่ต้องอ่านตรวจก่อนก็ได้
บางกรณี ผู้จัดพิมพ์เป็นผู้ริเริ่มการผลิตโดยติดต่อขอเรื่องที่ผู้ประพันธ์
ประพันธ์ไว้แล้วนำมาจัดพิมพ์หรือขอให้ผู้ประพันธ์เขียนเรื่องขึ้นเพื่อจัดพิมพ์ การ
พิมพ์หนังสือบางประเภท ผู้จัดพิมพ์จะตั้งบรรณาธิการขึ้นทำหน้าที่สร้างต้นฉบับ
เพื่อจัดพิมพ์ เช่น หนังสือพิมพ์รายวัน บรรณาธิการจะต้องจัดใหมีผู้สื่อข่าวหาข่าว
้
ด้านต่าง ๆ เป็นรายวันเพื่อป้อนใหแก่กองบรรณาธิการ และจัดให้มีผู้คัดข่าว
้
ผู้เขียนข่าวคอยจัดหาบทความและเรื่องราวประกอบโดยให้เนื้อหาเป็นไปใน
แนวทางของการจัดทำหนังสือพิมพ์นั้นและเพื่อให้มีต้นฉบับมาจัดพิมพ์ติดต่อกัน
ได้ทุกวัน สำหรับหนังสือนิตยสาร ก็มีบรรณาธิการเป็นผู้รับผิดชอบติดต่อกับ
ผู้เขียนหรือผู้ประพันธ์และรับเรื่องราวต่างๆ มาจัดพิมพ์ตามกำหนดระยะเวลา
เพื่อให้นิตยสารนั้นออกวางจำหน่ายได้ตามระยะเวลาที่กำหนดเช่นเดียวกัน
23
ั
ื
HH444 การผลิตหนงสอและบรรณาธิการต้นฉบับ
โครงสร้างและระบบการผลิตทางด้านความคิดของหนังสือประเภทใด
ควรเป็นอย่างใด ขึ้นอยู่กับลักษณะของหนังสือที่ผลิตนั้น การผลิตหนังสือบาง
ประเภทเกิดจากการระดมวิชาความรู้จากบุคคลจำนวนมาก ถอดความคิดจากแต่
ละบุคคลมารวบรวมเพื่อเขียนเป็นหนังสือ การจัดทำหนังสือลักษณะนั้นอาจต้อง
ตั้งคณะกรรมการทางวิชาการเพื่อดำเนินการเขียนหรือจัดประชุมหารายละเอยด
ี
ในเนื้อหา หาข้อยุติทางปัญหาต่าง ๆ ทางวิชาการ และมีคณะผู้เขียนทำหน้าที่
เขียนขึ้นเป็นหนังสือ
เมื่อผู้เขียนเขียนต้นฉบับหนังสือขึ้นแล้ว มักพิมพ์เป็นต้นฉบับตัวพิมพ์
ก่อนแล้วจึงมีการตรวจทานแก้ไข หากมีการแก้ไขหรือปรับปรุงใด ๆ ต้องแก้ไข
ปรับปรุงเป็นต้นฉบับตัวพิมพ์ที่เรียบร้อยพร้อมส่งไปเรียงพิมพ์ จะทำให้การ
เรียงพิมพ์ทำได้อย่างรวดเร็วไม่ผิดพลาด การส่งต้นฉบับไปโรงพิมพ์แบบไม่
เรียบร้อย หากมีข้อผิดพลาดย่อมเสียค่าใช้จ่ายสูงและเสียเวลามากในการแก้ไข
การเรียงพิมพ์
การถอดผลิตผลทางความคิดออกเป็นผลิตผลทางวัตถุหรือการทำสิ่งที่
เป็นนามธรรมให้เป็นรูปธรรม เป็นเรื่องของ“ผู้ออกแบบหนังสือ”ที่จะกำหนด
ลักษณะรูปเล่มของหนังสือว่าควรมีลักษณะรูปร่างแบบใด ขนาดเท่าใดและ
ประกอบด้วยอะไรบ้าง
รูปเล่มหนังสือ โดยปกติเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า อาจเป็นหนังสือที่เปิด
ตามแนวตั้งซึ่งเป็นรูปเล่มหนังสือส่วนใหญ่หรือเป็นหนังสือที่เปิดในแนวนอน
บางครั้งมีการออกแบบหนังสือให้มีรูปร่างแปลกออกไป เช่น เป็นรูปหลายเหลี่ยม
เป็นรูปสัตว์หรือรูปอื่น ๆ ซึ่งไม่ใช่รูปร่างหนังสือที่ใช้กันทั่วไปเพราะไม่ค่อยสะดวก
ในการใช้และการเก็บรักษา ทั้งนี้เพื่อเรียกความสนใจจากผู้อ่าน
24
ั
ื
HH444 การผลิตหนงสอและบรรณาธิการต้นฉบับ
ขนาดของหนังสือ หนังสือเล่มที่ผลิตกันทั่วไปแบ่งเป็น 2 ชุดขนาดคือ
ชุดขนาดที่ผลิตจากกระดาษแผ่นใหญ่ที่ใช้กันแต่เดิมคือขนาดประมาณ 31x43 นิ้ว
เมื่อตัดผ่ากลางทั้งด้านกว้างและด้านยาวจะตัดได้ 4 แผ่น เรียกว่า กระดาษตัด 4
กระดาษตัด 4 หนึ่งแผ่น พิมพ์ด้านละ 2 หน้าหนังสือ พิมพ์ทั้ง 2 ด้าน พับกลางจะ
ได้ขนาดหน้าหนังสือประมาณ 10.5x15 นิ้ว เรียกว่า ขนาด 4 หน้ายก และถ้า
พิมพ์ขนาดด้านละ 4 หน้าพับกลางเป็นมุมฉากสองครั้งตัดกันจะได้หนังสือ 8 หน้า
ซึ่งมีขนาดประมาณ 17.5x10.5 นิ้ว เรียกว่า ขนาด 8 หน้ายก และถ้าพิมพ์ด้านละ
8 หน้าจะได้หนังสือขนาดเล็กลงไป เรียกว่า ขนาด 16 หน้ายก หนังสืออีกชุด
ขนาดหนึ่ง ใช้กระดาษขนาดมาตรฐานของสำนักงานมาตรฐานสากลซึ่งกำหนด
ขนาดกระดาษมาตรฐานออกเป็นกระดาษชุด A และขนาดที่ใช้พิมพ์ในขนาด A4
เท่ากับ 210x297 มม.(8.27x11.69 นิ้ว) และ A5 เท่ากับ 148x210 มม.
(5.83x8.27 นิ้ว)
หนังสือเล่มที่เป็นแบบเรียนหรือตำราทั่วไปมีขนาด 8 หน้ายก 16 หน้ายก
ขนาด A4 และ A5 หนังสือพิมพ์รายวันทั่วไปมีขนาด 2 ขนาด คือขนาดแผ่นกว้าง
ประมาณ 14x23 นิ้ว และขนาดเทปลอยด์ (tabloid) ประมาณ 11.5x14.5 นิ้ว
ผู้ออกแบบหนังสือเป็นผู้กำหนดว่าหนังสือเล่มหนึ่งจะประกอบด้วยอะไรบ้าง เช่น
มีกระดาษหุ้มปกหรือไม่ เป็นหนังสือปกอ่อนหรือปกแข็ง ปกมีลักษณะอย่างไร
รูปหน้าหนังสือแต่ละหน้าแต่ละตอนของหนังสือเป็นแบบใด จะเลือกใช้ตัวพิมพ์
อะไร พิมพ์ที่ใด ภาพที่นำมาประกอบจะเป็นภาพอะไร จะต้องย่อขยายหรืออาจ
ตัดเพียงบางส่วนของภาพมาพิมพ์ จะพิมพ์ลักษณะใด ใช้สีอะไร หรือไม่ต้องการ
คุณภาพในการพิมพ์เพียงใด ใช้สกรีนในการพิมพ์ขนาดเท่าใด การเรียงลำดับเรื่อง
ลำดับหน้าและการทำเล่มออกมาในลักษณะใด ดังนั้นงานออกแบบหนังสือจึงเป็น
25
ื
ั
HH444 การผลิตหนงสอและบรรณาธิการต้นฉบับ
งานคาบเกี่ยวระหว่างงานของบรรณาธิการกับงานของผู้พิมพ์ซึ่งอาจสังกัดอยู่ใน
ด้านใดด้านหนึ่งก็ได้ (“การผลิตหนังสือ,” 2564)
การออกแบบหนังสือ ผู้ออกแบบจะถอดรูปแบบความคิดให้เป็นรูปแบบ
ที่มองเห็นได้โดยเขียนเป็นแบบร่างอย่างหยาบด้วยขนาดย่อส่วนก่อน เมื่อได้
ความคิดที่ชัดเจนแล้วก็จัดทำเป็นแบบร่างอย่างละเอียด ส่วนมากจะทำเท่าขนาด
จริง กำหนดตำแหน่งต่าง ๆ ของเรื่องราวและภาพอย่างชัดเจน เมื่อกำหนดแบบ
ของแต่ละหน้าแล้วจึงจัดทำรูปแบบจำลองของสิ่งพิมพ์หรือดัมมี่(dummy) โดย
กำหนดการจัดวางหน้าของหน้าหนังสือแต่ละหน้าลงบนตำแหน่งที่จะพิมพ์บน
แผ่นกระดาษแต่ละยกพิมพ์ กำหนดว่าหน้าใดอยู่ในตำแหน่งของกระดาษที่จะ
พิมพ์ เมื่อพิมพ์กระดาษหน้าหนึ่งแล้วกระดาษหน้าหลังจะพิมพ์อย่างไร เมื่อพับ
แล้วจะได้ลักษณะเป็นอย่างไร เมื่อได้พิมพ์พับและนำมาเรียงต่อ ๆ กันแล้วจะได้
หนังสือมีหน้าเรียงลำดับสัมพันธ์กันถูกต้องตลอดทั้งเล่ม
จะเห็นได้ว่าหน้าที่การผลิตหนังสือทางด้านความคิดมีความครอบคลุม
งานหลายด้าน ตั้งแต่การจัดหาและคัดสรรเนื้อหา การออกแบบภาพประกอบใน
เล่ม การกำหนดโครงสร้างและระบบการผลิตตามประเภทของหนังสือ การ
กำหนดลักษณะรูปเล่ม ขนาดและการออกแบบรายละเอียดในหน้าต่าง ๆ ให ้
ชัดเจนสมบูรณ์เพื่อไปสู่ขั้นตอนการจัดพิมพ์ต่อไป ดังแผนภูมิต่อไปนี้
ก ำหนด ก ำหนด
ก ำหนด เลือก โครงสร้ำงกำร ลักษณะ ออกแบบ
เน้อหำ ภำพประกอบ รำยละเอียด
ื
ู
ผลิต รปเล่ม ขนำด
26
ื
ั
HH444 การผลิตหนงสอและบรรณาธิการต้นฉบับ
1.3.3 หน้าที่การผลิตทางด้านวัตถุ
เมื่อออกแบบการผลิตหนังสือทางด้านความคิดเรียบร้อยแล้ว ขั้น
ต่อไปเป็นขั้นการผลิตทางด้านวัตถุซึ่งเป็นหน้าที่ของผู้พิมพ์ งานด้านการพิมพ์
ทั่วไป มี 3 ขั้นตอน ได้แก่ งานก่อนพิมพ์ งานพิมพ์ งานทำเล่ม
(“การผลิตหนังสือ,” 2564)
1.3.3.1 งานก่อนพิมพ์ ได้แก่ งานเรียงพิมพ์ คือการนำต้นฉบับส่วน
ที่เป็นตัวหนังสือมาจัดเรียงโดยใช้ตัวอักษรแบบต่าง ๆ ขนาดเล็กใหญ่ตามที่
ผู้ออกแบบหนังสือกำหนด เรียงเป็นคำเป็นบรรทัดเป็นหน้า
การเรียงพิมพ์ มีระบบการเรียงพิมพ์ 2 ระบบ
ี
1) การเรยงพิมพ์ด้วยตัวพิมพ์ร้อน
2) การเรยงพิมพ์ด้วยตัวพิมพ์เย็น
ี
1) การเรียงพิมพ์ด้วยระบบตัวพิมพ์ร้อน ใช้ตัวพิมพ์โลหะที่
ต้องหล่อด้วยความร้อน มีระบบการเรียงหลายวิธี เช่น การเรียงพิมพ์ด้วยมือ
โดยหล่อตัวพิมพ์ของตัวอักษรแต่ละตัวด้วยโลหะเก็บไว้ในช่องตัวพิมพ์ของแต่ละ
ตัวในกระบะตัวพิมพ์ การเรียง ผู้เรียงพิมพ์จะหยิบตัวพิมพ์จากกระบะตัวพิมพ์
มาเรียงในรางเรียงพิมพ์เป็นคำเป็นบรรทัดและนำบรรทัดมาจัดเป็นหน้า การ
เรียงพิมพ์ด้วยตัวพิมพ์ร้อนนี้มีการปรับปรุงโดยนำเครื่องจักรมาเรียงพิมพ์แทนคน
ได้แก่ เครื่องเรียงพิมพ์แบบโมโนไทป์ (Monotype) เป็นเครื่องจักรหล่อตัวพิมพ์
เป็นตัว ๆ มาเรียงกันเป็นคำเป็นบรรทัด และเครื่องเรียงพิมพ์แบบไลโนไทป์
(Linotype) เป็นเครื่องจักรที่หล่อตัวพิมพ์ออกมาทีละบรรทัด ระบบการ
เรียงพิมพ์ด้วยตัวพิมพ์ร้อน ปัจจุบันใช้น้อยลงเพราะมีการพัฒนาการด้านระบบ
การเรียงพิมพ์ด้วยตัวพิมพ์เย็นมากขึ้น การเรียงตัวพิมพ์ด้วยตัวพิมพ์เย็นสะดวก
รวดเร็วกว่า มีประสิทธิภาพสูงและประหยัดกว่ามาก
27
ื
ั
HH444 การผลิตหนงสอและบรรณาธิการต้นฉบับ
2) การเรียงพิมพ์ด้วยระบบตัวพิมพ์เย็น เป็นการสร้าง
ตัวหนังสือขึ้นโดยไม่ต้องมีการหล่อหลอมโลหะ การเรียงพิมพ์ระบบตัวพิมพ์เย็น
ได้แก่ การเรียงพิมพ์ด้วยแสงและการพิมพ์ดีด
การเรียงพิมพ์ด้วยแสง ในตอนต้น ๆ การเรียงพิมพ์
ด้วยแสงมีหลักการเป็นการถ่ายภาพหรืออัดภาพ การย่อขยายภาพตัวพิมพ์ลงบน
แผ่นฟิล์มหรือแผ่นกระดาษที่เคลือบด้วยน้ำยาไวแสงทีละตัวเรียงลำดับกันเป็นคำ
เป็นบรรทัดและเป็นหน้าหนังสือ เมื่อล้างฟิล์มหรือกระดาษเคลือบน้ำยาไวแสง
แล้วจะได้หน้าเรียงที่จะนำไปถ่ายหรือใช้ประกอบหน้าจัดทำเป็นแม่พิมพ์ ต่อมามี
การพัฒนาตามลำดับจนถึงการใช้ระบบคอมพิวเตอร์สร้างจุดหรือสร้างเส้นเป็น
ตัวหนังสือโดยกำหนดรูปแบบตัวหนังสือตามที่ออกแบบไว้ อาจย่อขยายบีบ
ตัวหนังสือให้แคบ ขยายตัวหนังสือให้กว้าง ทำเป็นตัวหนา ตัวบางหรือตัวเอน ซึ่ง
สามารถทำได้รวดเร็วโดยไม่ต้องอาศัยระบบการถ่ายภาพ
การพิมพ์ดีด ยุคที่ยังไม่มีเครื่องคอมพิวเตอร์ใช้ การ
พิมพ์ดีดนับเป็นการเรียงพิมพ์แบบหนึ่ง อาจพิมพ์ลงบนแผ่นแม่พิมพ์โดยตรง เช่น
ั
การพิมพ์ลงบนแผ่นกระดาษไขแล้วนำกระดาษไขไปพิมพ์ด้วยเครื่องพิมพ์อด
สำเนา หรือพิมพ์ลงบนแผ่นแม่พิมพ์กระดาษสำหรับเครื่องพิมพ์ออฟเซตขนาด
เล็กและนำแม่พิมพ์นั้นไปใช้พิมพ์ได้ การพิมพ์ดีดโดยทั่วไปมักพิมพ์ลงบน
แผ่นกระดาษและนำไปทำเป็นแม่พิมพ์บนแผ่นกระดาษแล้วนำไปทำเป็นแม่พิมพ์
อีกทีหนึ่ง ตัวพิมพ์ดีดโดยทั่วไปส่วนกว้างของตัวพิมพ์เมื่อจัดเป็นคำเป็นบรรทัด
แล้วจะได้ช่องไฟไม่สวยงามเท่ากับการเรียงพิมพ์ด้วยตัวพิมพ์หรือการเรียงพิมพ์
ด้วยแสง แม้เครื่องพิมพ์ดีดบางแบบจะมีการปรับให้ตัวอกษรแต่ละตัวมีความแคบ
ั
ั
กว้างเป็นไปตามลักษณะรูปร่างตัวอกษรนั้น ๆ ได้แต่ก็ยังทำได้ไม่สวยงามนัก การ
เรียงพิมพ์ด้วยพิมพ์ดีดจึงมักใช้สำหรับหนังสือที่พิมพ์จำนวนน้อยและไม่ต้องการ
28
ื
ั
HH444 การผลิตหนงสอและบรรณาธิการต้นฉบับ
คุณภาพในด้านการพิมพ์สูงนัก ต่อมาการพิมพ์หันมาใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ซึ่ง
สะดวกและมีประสิทธิภาพสูงกว่าแทน การพิมพ์ด้วยเครื่องพิมพ์ดีดแบบเดิมจึง
เลิกใช้ไปโดย (“การผลิตหนังสือ,” 2564)
เมื่อเรียงพิมพ์ต้นฉบับเสร็จเรียบร้อยแล้วต้องมีการทำแผ่นปรู๊ฟ
สำหรับตรวจก่อนเพราะการเรียงพิมพ์นั้นอาจผิดพลาดได้ หากผิดพลาดจะต้องให ้
ผู้เรียงพิมพ์แก้ไขให้ถูกต้อง การพิสูจน์อักษรและการแก้ไขอาจทำหลายครั้งจน
เห็นว่าถูกต้องแล้วจึงส่งให้ผู้ประพันธ์หรือผู้ที่ได้รับมอบหมายให้เป็นผู้ตรวจแทน
ผู้ประพันธ์ หรือบรรณาธิการตรวจอีกทีว่าถูกต้องใช้ได้ การที่ผู้ประพันธ์จะแก้ไข
ต้นฉบับให้ผิดไปจากต้นฉบับที่ตรวจว่าถูกต้องแล้วถือเป็นการแก้ไขของผู้ประพันธ์
โดยผู้ประพันธ์จะต้องรับผิดชอบในการแก้ไขซึ่งมีค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูง
ต้นฉบับเรียงพิมพ์ที่แก้ไขเรียบร้อยและต้นฉบับภาพลายเส้นคือภาพที่
มีสีดำขาวตัดกันชัดเจนโดยไม่มีน้ำหนักสีลดหลั่นกัน เช่น ภาพเขียนด้วยปากกา
ต้นฉบับเหล่านี้จะถูกนำไปถ่ายด้วยกล้องถ่ายภาพเพื่อทำแม่พิมพ์สำหรับต้นฉบับที่
เป็นภาพถ่ายหรือภาพเพื่อทำแม่พิมพ์ สำหรับต้นฉบับที่เป็นภาพถ่ายหรือ
ภาพเขียนที่มีน้ำหนักสีเทาลดหลั่นกันตามลำดับ การถ่ายภาพเหล่านี้จะต้อง
ถ่ายภาพผ่านสกรีนเพื่อให้ภาพแตกออกเป็นจุดเล็ก ๆ แต่ละจุดมีขนาดใหญ่เล็ก
ต่าง ๆ กัน เมื่อพิมพ์แล้วจะทำให้เกิดภาพที่มีน้ำหนักสีให้เห็นเป็นภาพตามต้นฉบับ
ภายหลังมีการประดิษฐ์เครื่องกราดวิเคราะห์แบบอิเล็กทรอนิกส์ (Electronic
Scanning) ซึ่งมีหัวกราดที่มีแสงส่องไปที่ภาพต้นฉบับและรับแสงสะท้อนผ่านหัว
กราดกลับมาสร้างจุดบนแผ่นฟิล์มเป็นจุดใหญ่จุดเล็กตามน้ำหนักสีของแต่ละจุด
เป็นเม็ดสกรีนเพื่อให้ได้ภาพที่จะนำไปทำเป็นแม่พิมพ์สำหรับจัดพิมพ์ต่อไป
ภาพที่เป็นภาพสีโดยเฉพาะภาพสีธรรมชาติต้องนำไปแยกสีซึ่งอาจเป็น
การแยกสีด้วยการถ่ายภาพผ่านฟิลเตอร์สีต่าง ๆ เพื่อให้ได้ภาพของสีแต่ละสี
29
ั
ื
HH444 การผลิตหนงสอและบรรณาธิการต้นฉบับ
สำหรับนำไปทำแม่พิมพ์ของสีแต่ละสีเพื่อใช้พิมพ์ต่อไป การแยกสี มีการใช้
เครื่องกราดวิเคราะห์แยกสีแบบอิเล็กทรอนิกส์โดยทั่วไปโดยใช้หัวกราดกราดไป
บนภาพให้เป็นจุดแล้วแยกสีต่าง ๆ ออกจากกันเพื่อทำแผ่นฟิล์มที่แยกสีออกเป็น
แต่ละสี นำไปทำแม่พิมพ์โดยไปพิมพ์เป็นสีแต่ละสีทับซ้อนกันก็จะได้ภาพสีตาม
ต้นฉบับ (“การผลิตหนังสือ,” 2564)
ตัวหนังสือที่เรียงพิมพ์ไว้และภาพที่ถ่ายหรือแยกสีไว้ต้องนำมาประกอบ
รวมกันในหน้าหนังสือตามที่ผู้ออกแบบหรือผู้วางหน้าหนังสือกำหนด โดยนำ
แผ่นฟิล์มมาประกอบกันบนแผ่นใสหรือแผ่นทึบแสงแล้วแต่กรณีว่าจะนำไปทำ
แม่พิมพ์เพื่อใช้พิมพ์โดยระบบการพิมพ์ใด การประกอบหน้าหรือการวางหน้า
หนังสือสามารถจัดทำได้ด้วยเครื่องคอมพิวเตอร์ประกอบหน้าหนังสือซึ่งสามารถ
เรียกภาพที่ถ่ายเก็บเป็นข้อมูลไว้และตัวเรียงที่เก็บในข้อมูลนำมาจัดเข้าเป็นหน้า
โดยจะย่อขยายเอาส่วนใดของภาพมาประกอบในหน้าหนังสือก็ได้หรือประกอบ
ภาพจากภาพหลาย ๆ ภาพโดยดึงส่วนต่างๆ ของแต่ละภาพมาประกอบกันเป็น
ภาพใหม่ก็ได้ การประกอบหน้าหรือวางหน้าหนังสือในปัจจุบันจึงมีเครื่องมือที่
สามารถนำมาใช้ทำงานได้รวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากขึ้น
เมื่อวางหน้าหนังสือแต่ละหน้าแล้วจึงนำแผ่นฟิล์มแต่ละหน้ามาจัด
รวมกันเป็นหน้าของแผ่นพิมพ์โดยเรียงลำดับหน้าให้ได้ตำแหน่งที่ถูกต้องเพื่อนำไป
ทำเป็นแม่พิมพ์ พิมพ์ทั้งสองหน้าของแผ่นกระดาษ พับเป็นยกพิมพ์ แล้วหน้า
หนังสือจะเรียงลำดับกัน เมื่อวางหน้าแผ่นพิมพ์แล้วจึงนำไปทำแม่พิมพ์ตาม
ลักษณะของระบบการพิมพ์ที่ผู้พิมพ์กำหนด ระบบการพิมพ์ระบบหนึ่งต้องใช้
แม่พิมพ์แบบหนึ่ง โดยแต่ละระบบจะใช้แม่พิมพ์แตกต่างกันออกไป แม่พิมพ์ที่
จัดทำขึ้นนี้ต้องนำไปใช้กับแท่นพิมพ์เพื่อดำเนินการพิมพ์ต่อไป
30
ั
ื
HH444 การผลิตหนงสอและบรรณาธิการต้นฉบับ
กระดาษ การพิมพ์หนังสือทั่วไปเป็นการพิมพ์ลงกระดาษ กระดาษที่
ใช้พิมพ์หนังสือมีหลายชนิด อาจแบ่งชนิดใหญ่ ๆ ที่ใช้พิมพ์โดยทั่วไปเป็น 4 ชนิด
1) กระดาษปรู๊ฟหรือกระดาษหนังสือพิมพ์ (newsprint) เป็นกระดาษ
ทำด้วยเยื่อไม้บดล้วน ราคาถูกแต่ขาดความทนทาน กระดาษชนิดนี้ส่วนใหญ่ใช้
พิมพ์หนังสือพิมพ์เพราะอายุการใช้งานเพียงวันเดียว นอกจากนี้ยังใช้พิมพ์หนังสือ
ที่ต้องการให้มีราคาถูก เช่น หนังสือฉบับกระเป๋า หนังสือแบบเรียนทั่วไปใน
ประเทศไทยยังพิมพ์ด้วยกระดาษปรู๊ฟแต่มีคุณภาพสูงขึ้นเพราะมีการขัดมันบนผิว
้
กระดาษปรู๊ฟโดยลูกกลิ้งที่มีความร้อนขัดผิวกระดาษใหเป็นกระดาษปรู๊ฟมัน ทำ
ให้กระดาษมีคุณภาพดีขึ้นสามารถนำมาใช้กับภาพสกรีนและภาพสีได้ดีขึ้นแต่
ราคาก็แพงขึ้นด้วย
2) กระดาษปอนด์ (woodfree paper) เป็นกระดาษทำด้วยเยื้อไม้เคมี
เกิดจากการต้มท่อนไม้ในน้ำยาเคมีทำใหสามารถนำยางและสารแปลกปลอมแยก
้
ออกจากเยื่อไม้เพื่อผลิตเป็นกระดาษทำให้ได้กระดาษที่มีคุณภาพดีและมีความ
ทนทานแต่มีราคาสูง โดยทั่วไปกระดาษปอนด์ใช้พิมพ์หนังสือเล่ม นิตยสาร
วารสารและงานพิมพ์ที่มีคุณภาพดี การพิมพ์ภาพสี โดยทั่วไปพิมพ์บนกระดาษ
ปอนด์จะได้สีสวยงามเหมือนต้นฉบับมากกว่ากระดาษปรู๊ฟเพราะกระดาษปอนด์มี
ความขาวมากกว่ากระดาษปรู๊ฟ
3) กระดาษอาร์ตหรือกระดาษเคลือบผิว (Arts or coated paper) เป็น
กระดาษที่ผิวของกระดาษเคลือบด้วยสารเคลือบผิว อาจขัดผิวให้มีผิวมันหรือผิว
ด้านก็ได้และมีผิวเรียบเป็นพิเศษ ใช้สำหรับพิมพ์ภาพที่เป็นสกรีนเม็ดละเอียด
หรือภาพที่พิมพ์เป็นภาพหลายสี ภาพสีธรรมชาติให้ได้คุณภาพสูง มีความสวยงาม
เป็นกระดาษที่ใช้ในการพิมพ์หนังสือ นิตยสารภาพและวารสารที่มีภาพมาก ๆ
31
ั
ื
HH444 การผลิตหนงสอและบรรณาธิการต้นฉบับ
และเน้นคุณภาพของภาพ ใช้เป็นกระดาษพิมพ์เป็นปกหนังสือนิตยสารและ
วารสาร
4) กระดาษอื่น ๆ ลักษณะการใช้งานของหนังสือบางประเภทต้องใช้
กระดาษพิเศษที่มีลักษณะเฉพาะมาใช้พิมพ์ เช่น หนังสือภาพสำหรับเด็ก ต้อง
ทนทานต่อการใช้งานของเด็ก ต้องใช้กระดาษหนาและมีการทรงตัวสูง อาจใช้
กระดาษหนาเคลือบผิวเรียบทั้งสองหน้า หรือหนังสือพจนานุกรมฉบับกระเป๋า
เพื่อให้พิมพ์หนังสือได้เล่มเล็ก มีจำนวนหน้ามากแต่เล่มบาง อาจต้องใช้กระดาษที่
มีแผ่นบางเป็นพิเศษ พิมพ์แล้วรอยหมึกไม่ทะลุผ่านไปหน้าตรงข้าม จึงอาจใช้
กระดาษไบเบิลพิมพ์ปกหนังสือซึ่งต้องมีความแข็งแรงทนทานกว่าเนื้อในของ
หนังสือเพราะเป็นส่วนที่รักษาเนื้อในของหนังสือไว้ จึงใช้กระดาษที่เรียกว่า
“กระดาษปกพิมพ์” หรือหากต้องการให้ปกมีความแข็งแรงขึ้นอีกอาจทำเป็น
หนังสือปกแข็งซึ่งต้องใช้กระดาษแข็งหุ้มด้วยกระดาษหุ้มปกผ้าหรือหนังมาทำเป็น
ปกก็ได้แล้วแต่ว่าต้องการให้หนังสือนั้นมีความแข็งแรงทนทานเพียงใด ยิ่งทำให ้
แข็งแรงทนทานมาก ต้นทุนการผลิตก็จะสูงและมีราคาแพงมากขึ้น
ความทนทานของหนังสือนอกจากจะเกิดจากชนิดของกระดาษที่ใช้
พิมพ์แล้ว น้ำหนักของกระดาษก็มีความสำคัญ การวัดน้ำหนักของกระดาษวัดเป็น
แกรม กระดาษที่มีน้ำหนักแกรมสูงจะมีความหนามากกว่ากระดาษที่มีน้ำหนัก
แกรมต่ำ เช่น กระดาษ 80 แกรม ย่อมหนากว่ากระดาษ 60 แกรม การกำหนด
น้ำหนักของกระดาษหมายถึงน้ำหนักของแผ่นกระดาษชนิดนั้นหนึ่งแผ่น มีเนื้อที่
เท่ากับ 1 ตารางเมตร นำไปชั่งแล้วมีน้ำหนักกี่แกรมก็เรียกได้ว่ากระดาษเท่านั้น
แกรม เช่น กระดาษปอนด์แผ่นหนึ่งมีขนาดกว้าง 1x1 เมตร นำไปชั่งแล้วได้
น้ำหนัก 50 แกรม กระดาษนั้นก็มีชื่อเรียกว่ากระดาษปอนด์ 50 แกรม กระดาษ
ปรู๊ฟที่ใช้พิมพ์หนังสือพิมพ์และหนังสือโดยทั่วไปมีน้ำหนักระหว่าง 45-52 แกรม
32
ั
ื
HH444 การผลิตหนงสอและบรรณาธิการต้นฉบับ
กระดาษปอนด์ที่ใช้ในการพิมพ์หนังสือโดยทั่วไปก็มักเป็นกระดาษปอนด์ 50, 60,
80 แกรม กระดาษอาร์ตที่ใช้กันทั่วไปมักเป็นกระดาษอาร์ต 100-150 แกรม
กระดาษปกมีน้ำหนัก 130 แกรมขึ้นไปและอาจถึง 200 ถึง 300 แกรม
กระดาษที่จะนำมาใช้พิมพ์อาจเป็นกระดาษแผ่นหรือกระดาษม้วนก็
ได้ แล้วแต่ลักษณะเทคนิควิธีพิมพ์และแท่นพิมพ์ที่เลือกใช้ เครื่องพิมพ์บางแบบ
ต้องใช้กระดาษแผ่นพิมพ์ซึ่งต้องตัดให้ได้ขนาดกับความสามารถของแท่นพิมพ์นั้น
กระดาษทุกแผ่นที่จะป้อนพิมพ์บนแท่นพิมพ์ต้องตัดให้ได้ขนาดตามกำหนดและ
เท่ากันทุกแผ่น แท่นพิมพ์บางแบบต้องใช้กระดาษม้วนพิมพ์ กระดาษม้วนที่จะ
ป้อนเพื่อพิมพ์ต้องได้ขนาดคือมีหน้ากว้างของม้วนกระดาษตามขนาดของแท่น
พิมพ์ โดยขนาดหน้ากว้างของแท่นพิมพ์กระดาษม้วนเดี่ยว มีหน้ากว้าง 21.5, 24,
31, 35 และ 43 นิ้ว สำหรับแท่นพิมพ์ที่มีขนาดใหญ่ใช้กระดาษม้วนคู่พิมพ์
กระดาษมีหน้ากว้างเป็น 2 เท่า ของแท่นพิมพ์กระดาษม้วนเดี่ยว
แท่นพิมพ์ที่ใช้กระดาษม้วนพิมพ์ เรียกว่า“แท่นพิมพ์โรตารี” ส่วนใหญ่
สามารถพิมพ์บนกระดาษทีเดียวได้สองหน้าพร้อมกันและอาจพิมพ์หลาย ๆ สี
พร้อมกันในแต่ละหน้าก็ได้ แท่นพิมพ์โรตารีขนาดใหญ่บางแท่นอาจพิมพ์บน
กระดาษหลายๆ ม้วนพร้อมกัน งานพิมพ์บนแท่นโรตารีสามารถพิมพ์ได้รวดเร็วจึง
ใช้กับงานพิมพ์จำนวนมากและต้องการให้เสร็จในเวลารวดเร็ว จึงเป็นเครืองพิมพ์
่
ที่ใช้ในการพิมพ์หนังสือพิมพ์และนิตยสารทั่วไปที่ต้องพิมพ์ครั้งละมาก ๆ
นอกจากนี้ ยังใช้ในการพิมพ์หนังสือเล่ม หนังสือแคตตาล็อกสินค้าที่มีปริมาณการ
พิมพ์สูง ๆ
คุณภาพการพิมพ์จากแท่นพิมพ์โรตารีเมื่อเทียบกับแท่นพิมพ์ด้วย
กระดาษแผ่น การพิมพ์ด้วยแท่นพิมพ์กระดาษแผ่นสามารถให้คุณภาพการพิมพ์ที่
สูงกว่า ดังนั้นงานพิมพ์ที่ต้องการคุณภาพสูงเป็นพิเศษจึงยังต้องพิมพ์ด้วยแท่น
33
ื
ั
HH444 การผลิตหนงสอและบรรณาธิการต้นฉบับ
พิมพ์กระดาษแผ่น งานพิมพ์พิเศษต่าง ๆ เช่น การเดินทอง การพิมพ์โรยผงให้เส้น
นูนขึ้นมา พิมพ์ดุนให้ภาพนูนสูง การตัดเจาะกระดาษเป็นรูปต่าง ๆ เป็นงานที่ต้อง
พิมพ์บนแท่นพิมพ์กระดาษแผ่น (“การผลิตหนังสือ,” 2564)
สรุปงานก่อนการพิมพ์ ได้แก่ การเรียงพิมพ์โดยจัดเรียงตัวหนังสือ
้
ด้วยตัวอักษรแบบและขนาดตามที่ออกแบบแล้วตรวจแก้ไขใหถูกต้องเรียบร้อย
จากนั้นนำไปประกอบเป็นหน้าหนังสือเพื่อจัดทำแม่พิมพ์และพิมพ์ลงกระดาษตาม
ชนิดและขนาดที่เหมาะสมด้วยแท่นพิมพ์ในขั้นของงานพิมพ์ต่อไป
1.3.3.2 งานพิมพ์ ระบบการพิมพ์สำหรับผลิตหนังสือมีหลายระบบ
ได้แก่ ระบบการพิมพ์พื้นนูน การพิมพ์ออฟเซต การพิมพ์พื้นลึกหรือกราวัวร์ การ
พิมพ์อัดสำเนาหรือพิมพ์โรเนียวและการพิมพ์ด้วยแสง
1) ระบบการพิมพ์พื้นนูน เป็นการพิมพ์ที่ใช้ตัวพิมพ์
เรียงพิมพ์ มีหลักการว่าส่วนที่พิมพ์นั้นมีระดับสูงกว่าส่วนที่ไม่พิมพ์ เมื่อทาหมึกบน
ตัวพิมพ์และใช้แรงกดพิมพ์กดกระดาษบนตัวพิมพ์ หมึกจะเกาะติดตัวพิมพ์ทำให ้
ได้สิ่งพิมพ์ตามที่ต้องการ การพิมพ์ระบบนี้ ตัวพิมพ์และแม่พิมพ์จะมีลักษณะ
ภาพกลับขวาเป็นซ้ายเหมือนภาพที่เห็นในกระจก แต่เมื่อพิมพ์ลงบนแผ่นกระดาษ
แล้วจะได้เป็นภาพถูกต้องเหมือนต้นฉบับ ระบบการพิมพ์พื้นนูนเป็นระบบหลักที่
ใช้ผลิตหนังสือมาเป็นระยะเวลานาน แต่ต่อมามีการพัฒนาระบบการพิมพ์พื้นราบ
ให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้นจึงนำเข้ามาแทนระบบการพิมพ์พื้นนูน ระบบการพิมพ์พื้น
นูนจึงลดความสำคัญลงใช้ผลิตหนังสือน้อยลงและใช้พิมพ์หนังสือปลีกย่อยจำนวน
ไม่มาก
2) การพิมพ์ออฟเซต เป็นระบบการพิมพ์พื้นราบ แผ่น
แม่พิมพ์ออฟเซตส่วนที่ใช้พิมพ์และส่วนที่ไม่ใช้พิมพ์จะราบเสมอกัน แต่ด้วย
เทคนิควิธีการทำแม่พิมพ์ทำให้ผิวแม่พิมพ์ส่วนที่เป็นภาพหรือตัวหนังสือซึ่งเป็น
34
ั
ื
HH444 การผลิตหนงสอและบรรณาธิการต้นฉบับ
ส่วนที่จะต้องพิมพ์รับหมึกและผิวส่วนที่ไม่พิมพ์รับน้ำและไม่รับหมึก ในการพิมพ์
มีระบบทาน้ำลงบนแม่พิมพ์ก่อน น้ำจะเกาะอยู่บนผิวแม่พิมพ์ส่วนที่ไม่พิมพ์และ
เมื่อทาหมึกลงบนแม่พิมพ์ หมึกออฟเซตเป็นหมึกที่มีส่วนผสมของน้ำมันหรือไข
น้ำมันและน้ำจะไม่ผสมกัน ส่วนที่มีน้ำเกาะซึ่งเป็นส่วนที่ไม่พิมพ์ก็จะไม่มีหมึกเกาะ
แม่พิมพ์ออฟเซตจะมีภาพและตัวหนังสือเช่นเดียวกับต้นฉบับ ในการพิมพ์
แม่พิมพ์จะนำหมึกที่เกาะบนแม่พิมพ์ไปถ่ายทอดพิมพ์ลงบนแผ่นยางก่อนและแผ่น
ยางจะถ่ายทอดหมึกลงพิมพ์บนกระดาษอีกทีหนึ่ง ทำให้ถ่ายทอดหมึกติดบนผิว
กระดาษได้นุ่มนวลกว่าระบบการพิมพ์แบบพื้นนูน ระบบการพิมพ์ออฟเซตเป็น
ระบบที่ใช้ในการผลิตหนังสือแพร่หลายกว่าระบบอื่นและนำมาใช้พิมพ์ทั้ง
หนังสือพิมพ์ นิตยสารและหนังสือเล่ม
3) ระบบการพิมพ์พื้นลึกหรือกราวัวร์ (Gravure) เป็นระบบการ
พิมพ์ที่ส่วนพิมพ์จะถูกแกะเป็นร่องลึกลงไปจากระดับผิวของแม่พิมพ์ เมื่อทาหมึก
บนแม่พิมพ์หมึกจะจมอยู่ในร่องที่ถูกแกะลึกลงไป ในการพิมพ์ หมึกที่เกาะบนผิว
ของแม่พิมพ์จะถูกเช็ดออกหมดเมื่อนำกระดาษออกมา การพิมพ์ระบบนี้แม่พิมพ์มี
ความทนทานมาก สามารถพิมพ์ได้ปริมาณมากกว่าระบบการพิมพ์อื่น ๆ และ
คุณภาพของสิ่งพิมพ์ดี การพิมพ์ระบบนี้ ในประเทศไทยใช้พิมพ์เฉพาะหีบหอ
่
สินค้าและธนบัตร ยังไม่ได้นำมาใช้ในการผลิตหนังสือเพราะปริมาณหนังสือแต่ละ
รายการที่ผลิตกันยังมีปริมาณไม่สูงพอที่จะใช้วิธีพิมพ์ระบบนี้
4) การพิมพ์อัดสำเนาหรือพิมพ์โรเนียว คือการพิมพ์ปรุไข
(mimeograph) เป็นระบบการพิมพ์พื้นปรุ ตัวแม่พิมพ์เป็นแผ่นกระดาษไขซึ่ง
เป็นกระดาษที่มีเยื่อกระดาษเคลือบด้วยไข เมื่อใช้พิมพ์ดีดตีพิมพ์ตัวอักษรลงบน
แผ่นไขหรือใช้โลหะแหลมขูดขีดเป็นเส้นเป็นภาพจะทำให้ไขที่เคลือบส่วนนั้นแตก
เป็นรอยขึ้น เมื่อใช้หมึกทาทางด้านหนึ่งของแผ่นกระดาษไข หมึกก็จะทะลุตาม
35
ั
ื
HH444 การผลิตหนงสอและบรรณาธิการต้นฉบับ
รอยปรุบนกระดาษลงเกาะบนแผ่นกระดาษพิมพ์ซึ่งตั้งรองรับอยู่อีกด้านหนึ่งของ
แผ่นกระดาษไข ระบบการพิมพ์วิธีนี้มีคุณภาพการพิมพ์พอใช้ได้แต่ไม่ดีเท่าระบบ
การพิมพ์ที่กล่าวมาตอนต้นและพิมพ์ปริมาณมากไม่ได้เพราะแม่พิมพ์ไม่ทนทาน
จึงใช้ในงานพิมพ์หนังสือที่มีปริมาณไม่มาก มีจำนวนพิมพ์ครั้งหนึ่ง ๆ เพียงหลัก
ร้อยเท่านั้น
5) การพิมพ์ด้วยแสง เป็นระบบการพิมพ์ไม่สัมผัสคือไม่ต้องมีแรง
กดพิมพ์ในระหว่างพิมพ์ การพิมพ์ระบบนี้พัฒนารวดเร็ว เช่น เครื่องถ่ายเอกสาร
ชนิดต่าง ๆ ต่อมามีการผลิตออกมาหลายแบบ ตลอดจนการพิมพ์ด้วยระบบแสง
้
เลเซอร์ซึ่งเป็นระบบการพิมพ์ที่ใช้แสงสร้างคุณสมบัติบนผิวกระดาษพิมพ์ ใหจุดที่
ต้องการพิมพ์รับผงหมึก ให้ผงหมึกเกาะติดกระดาษ และจุดที่ไม่ต้องการพิมพ์ผง
หมึกจะไม่เกาะ เมื่อผ่านความร้อนผงหมึกจะละลายเกาะติดผิวกระดาษ เครื่อง
ถ่ายเอกสารสามารถตั้งกำหนดจำนวนแผ่นเอกสารออกมาหลายแผ่นได้จึงนำมาใช้
ในการผลิตหนังสือได้แต่ก็เหมาะสำหรับการผลิตหนังสือจำนวนน้อยเพราะความ
รวดเร็วในการผลิตสู้ระบบวิธีพิมพ์ที่อาศัยแรงกดพิมพ์ไม่ได้และค่าใช้จ่ายในการ
พิมพ์สำหรับการพิมพ์จำนวนมากไม่ช่วยประหยัดจึงทำให้ต้นทุนในการผลิตสูงเมื่อ
เปรียบเทียบกับการพิมพ์ที่ใช้แรงกดพิมพ์
ระบบการเรียงพิมพ์ด้วยแสงโดยใช้ระบบคอมพิวเตอร์ทำให ้
สามารถป้อนข้อมูลเนื้อความที่เรียงพิมพ์และภาพเข้าไว้ในส่วนเก็บข้อมูลของ
คอมพิวเตอร์ สามารถเรียกภาพและตัวหนังสือที่เรียงพิมพ์เรียบร้อยแล้วโดยจะ
เลือกให้เรียงพิมพ์ด้วยตัวพิมพ์แบบใดก็ได้ตามที่ป้อนแบบไว้ สามารถจัดภาพและ
ตัวหนังสือเข้ามาประกอบกันเป็นหน้าหนังสือตามต้องการบนจอภาพ สามารถจัด
หน้าหนังสือได้ตามที่ผู้ออกแบบหน้าหนังสือต้องการและสามารถสั่งใหเครื่องพิมพ์
้
ออกมาเป็นหน้าหนังสือตามแบบที่จัดไว้ตามจอภาพ ทำให้พิมพ์หนังสือได้สะดวก
36
ื
ั
HH444 การผลิตหนงสอและบรรณาธิการต้นฉบับ
รวดเร็วยิ่งขึ้น ระบบนี้เรียกว่า ระบบจัดพิมพ์ตั้งโต๊ะ (Desktop publishing) เป็น
ระบบการจัดพิมพ์ที่ตัดขั้นตอนง่ายก่อนพิมพ์ไปได้มาก การจัดวางหน้า การเข้า
หน้าหนังสือทำได้รวดเร็ว ตัดขั้นตอนการทำแม่พิมพ์ออกไป แต่ยังมีจุดอ่อนอยู่ที่
ขอบเขต การสร้างแบบตัวพิมพ์ยังมีขอบเขตจำกัด คุณภาพตัวอักษรที่เรียงยัง
คมชัดไม่เท่ากับการเรียงพิมพ์ด้วยวิธีเดิม ด้านความรวดเร็วยังไม่อาจพิมพ์ให้เร็ว
ได้เท่าแท่นพิมพ์โดยทั่วไป ระบบการจัดพิมพ์ตั้งโต๊ะจึงเหมาะสำหรับงานพิมพ์ที่ไม่
ต้องการคุณภาพสูงและจำนวนการพิมพ์ไม่มาก
การผลิตหนังสือเล่มมักมีปัญหาเรื่องต้องรอให้พิมพ์เสร็จหมดทั้ง
เล่มแล้วจึงนำมาทำเป็นเล่มได้ การผลิตหนังสือเล่มหนาจำนวนมาก ๆ ผู้พิมพ์
จะต้องพิมพ์หนังสือหลายยกพิมพ์เก็บไว้จำนวนมาก ต้องใช้เวลานานกว่าจะพิมพ์
้
เสร็จหมดทุกยกพิมพ์ ต้องมีที่เก็บยกพิมพ์รอไว้เพื่อใหพิมพ์ได้ครบหมดทุกยกแล้ว
จึงทำเล่มได้ ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการเก็บและต้องเสียดอกเบี้ยในการต้องรอเวลา
การทำเล่ม จึงมีการพัฒนาการพิมพ์ระบบสายพาน (Printing belt system) ขึ้น
ื่
โดยมีการสร้างเครองพิมพ์คาเมรอน (Cameron press) ซึ่งเป็นเครื่องพิมพ์โรตารี
ใช้กระดาษม้วนพิมพ์ แม่พิมพ์เป็นแม่พิมพ์ระบบการพิมพ์พื้นนูน เป็นแม่พิมพ์ยาง
ยึดติดบนสายพาน โดยจัดหน้าให้ได้ลำดับ เมื่อพิมพ์ทั้งสองด้านของกระดาษและ
พับแล้วหน้าจะเรียงลำดับได้ถูกต้อง สายพานจะมีสองสายยึดแม่พิมพ์สำหรับพิมพ์
บนแต่ละหน้าของม้วนกระดาษ หน้าพิมพ์จะเรียงติดต่อกันไปตามความยาวของ
สายพานจนจบเล่มหนังสือ
แท่นพิมพ์คาเมรอน จะพิมพ์บนกระดาษทั้งสองหน้าพร้อมกัน
และพิมพ์ติดต่อกันไปบนม้วนกระดาษ เมื่อพิมพ์ไปได้ตอนหนึ่งก็จะมีเครื่องพับพับ
กระดาษให้เป็นยกพิมพ์และมีใบมีดตัดกระดาษออกมาเป็นยกพิมพ์หนึ่ง ๆ เรียง
ซ้อนกันออกมาเป็นเล่มหนังสือทั้งเล่ม การพิมพ์ด้วยระบบนี้จึงสามารถพิมพ์
37
ื
ั
HH444 การผลิตหนงสอและบรรณาธิการต้นฉบับ
หนังสือให้เป็นเล่มได้รวดเร็วไม่ต้องเก็บยกพิมพ์รอใช้ในโรงพิมพ์นาน สามารถนำ
ยกพิมพ์ที่พิมพ์เรียงซ้อนกันเป็นเล่มออกจากแท่นพิมพ์ไปทำเล่มหนังสือได้ทันที
แต่ระบบเครื่องพิมพ์ค่อนข้างยุ่งยากมาก การพิมพ์ก็ได้เพียงหนังสือขาวดำเท่านั้น
คุณภาพการพิมพ์ด้อยกว่าระบบการพิมพ์ออฟเซต แม้จะพิมพ์ออกมาเป็นเล่ม
หนังสือได้ทันทีแต่ความเร็วในการพิมพ์แต่ละแผ่นพิมพ์ช้าเมื่อเปรียบเทียบกับ
ระบบการพิมพ์โรตารีอื่น ๆ ระบบการผลิตหนังสือวิธีนี้จึงไม่นิยมใช้มากนัก
สรุปงานขั้นงานพิมพ์ ได้แก่ ขั้นของการนำแม่พิมพ์ที่ผลิตและผ่าน
การตรวจเรียบร้อยมาพิมพ์ด้วยระบบการพิมพ์ระบบใดระบบหนึ่งที่เหมาะกับ
ประเภทและการใช้งานของหนังสือนั้นซึ่งมีหลายระบบ ได้แก่ ระบบการพิมพ์พื้น
ั
นูน การพิมพ์ออฟเซต การพิมพ์พื้นลึกหรือกราวัวร์ การพิมพ์อดสำเนาหรือ
พิมพ์โรเนียว และการพิมพ์ด้วยแสงที่มีข้อดีข้อด้อยและให้คุณภาพการพิมพ์
แตกต่างกันไป (“การผลิตหนังสือ,” 2564)
1.3.3.3 งานทำเล่ม เมื่อผ่านขั้นตอนงานพิมพ์แล้วต้องนำกระดาษที่พิมพ์
มาพับให้แต่ละหน้าของหนังสือซ้อนกันเป็นลำดับเพื่อการอ่านเรียงต่อเนื่องกัน
เครื่องพิมพ์บางเครื่องมีเครื่องพับติดอยู่ตอนปลายของเครื่องพิมพ์ เมื่อพิมพ์ออก
มาแล้วจะพับออกมาเป็นยกพิมพ์เสร็จในตัว โดยเฉพาะแท่นพิมพ์โรตารี่ที่ใช้
กระดาษม้วนพิมพ์สามารถพิมพ์และพับเป็นเล่มสำเร็จออกมาจากแท่นพิมพ์และ
นำออกจำหน่ายจ่ายแจกได้จากปลายแท่นพิมพ์ทันที
การพิมพ์บนกระดาษแผ่นมีแท่นพิมพ์เพียงบางแบบเท่านั้นคือ
เครื่องพิมพ์คาเมรอนที่พิมพ์ได้ทั้งสองหน้าพร้อมกัน ส่วนใหญ่ต้องพิมพ์ทีละหน้า
เมื่อพิมพ์ด้านหนึ่งของกระดาษแล้วต้องกลับแผ่นกระดาษไปพิมพ์อีกด้านหนึ่ง
แล้วจึงนำไปพับ กระดาษแผ่นหนึ่งอาจพับสอง สามหรือสี่ครั้งเป็นหนึ่งยกพิมพ์
การพับอาจใช้คนพับด้วยมือหรือจะใช้เครื่องพับ ส่วนใหญ่มักพับด้วยเครื่องพับ
38
ั
ื
HH444 การผลิตหนงสอและบรรณาธิการต้นฉบับ
เพราะรวดเร็วกว่า คุณภาพการพับดีกว่าและค่าใช้จ่ายประหยัดกว่าการใช้
แรงงานคนในการพับ
กระดาษแผ่นหนึ่งเมื่อพับเป็นหน้าเรียบร้อยเรียกว่า “ยกพิมพ์”
หนังสือเล่มหนึ่งอาจมีหลายยกพิมพ์และอาจมีแผ่นปลิวคือกระดาษที่พิมพ์เท่ากับ
ขนาดหน้าหนังสือพอดีไม่ต้องพับอีก ยกพิมพ์และแผ่นปลิวต้องนำมาจัดเรียงซ้อน
กันตามลำดับเป็นเล่มหนังสือ เรียกว่า “เก็บเล่ม” การเก็บเล่มอาจใช้คนเก็บด้วย
มือโดยหยิบยกพิมพ์และแผ่นปลิวมาเรียงลำดับเป็นเล่ม การผลิตหนังสือจำนวน
มากจะใช้เครื่องจักรคือเครื่องเก็บเล่มยกพิมพ์ แต่ละยกจะถูกนำมาป้อนซ้อน ๆ
กันในที่ป้อนยกพิมพ์บนเครื่องเก็บเล่มซึ่งที่ป้อนยกพิมพ์จะมีหลายที่วางเรียงกัน
ตามลำดับเป็นแถว ยกพิมพ์ที่นำมาวางบนที่ป้อนยกพิมพ์จะต้องนำมาวาง
เรียงลำดับกันให้ถูกต้องตั้งแต่ต้นจนจบเล่มหนังสือ มีรางเลื่อนเดินผ่านด้านหน้า
ของที่ป้อนยกพิมพ์ การเก็บเล่มหนังสือแต่ละเล่มจะมีมือจับด้านหน้าแต่ละยก
พิมพ์ จับยกพิมพ์จากกองที่ตั้งไว้มาวางที่รางเลื่อน รางเลื่อนจะเลื่อนไปตามลำดับ
มือจับของกองยกพิมพ์ถัดๆ ไปก็จะจับยกพิมพ์ของแต่ละกองมาตั้งซ้อน ๆ กันไป
ตามลำดับจนครบเป็นเล่มหนังสือ
หนังสือเมื่อเก็บเล่มเรียบร้อยแล้วจะนำไปเย็บเล่ม คือการยึดยก
พิมพ์และแผ่นปลิวให้ติดกันเป็นเล่ม การเย็บเล่มมีหลายวิธี ดังนี้ (“การผลิต
หนังสือ,” 2564)
1) เย็บอกหรือเย็บมุงหลังคา
2) เย็บสัน
3) เย็บกี่
4) ไสสันกาว
5) ทำเล่มหนังสือด้วยวิธีกล
39
ื
ั
HH444 การผลิตหนงสอและบรรณาธิการต้นฉบับ
1) เย็บอกหรือเย็บมุงหลังคา เป็นการนำยกพิมพ์มาเรียงซ้อนกัน
โดยอ้าอกยกพิมพ์ยกหนึ่งคร่อมทับลงบนยกพิมพ์ยกถัดไป ซ้อน ๆ กันจนครบเล่ม
นำปกคร่อมทับบนสุดแล้วเย็บติดกันเป็นเล่มโดยใช้ลวดหรือด้ายเย็บทะลุอกของ
ทุก ๆ ยกพิมพ์ หักปลายลวดตรงกลางอก ยึดหนังสือให้ติดกันเป็นเล่ม หรือใช้
ปลายเชือกทั้งสองข้างผูกติดกับตรงกลางอกหนังสือ หรือเย็บจักรตรงกลางอก
หนังสือให้กระดาษทุกแผ่นเย็บติดกัน หนังสือเย็บอกมักเป็นหนังสือบาง มีหน้า
้
หนังสือไม่มาก ส่วนข้อดีของหนังสือเย็บอกคือสามารถเปิดเล่มหนังสือใหกางออก
ได้เต็มที่
2) เย็บสัน เป็นการนำยกพิมพ์หนึ่งตั้งซ้อนบนอีกยกหนึ่งเรียงซ้อน
ขึ้นไปตามลำดับจนครบเล่ม การเย็บเล่มลักษณะนี้อาจนำแผ่นปลิวตั้งทับซ้อน
รวมกันไปกับยกพิมพ์ตามตำแหน่งในเล่มของแผ่นปลิวนั้นและเย็บแผ่นกระดาษ
ทั้งหมดติดกันด้วยลวดหรือเชือกหรือเย็บด้านข้างของสันหนังสือ การเย็บสัน
สามารถเย็บหนังสือเป็นเล่มหนังสือได้แต่กางออกได้ไม่เต็มที่เพราะสันหนังสือส่วน
หนึ่งถูกเย็บยึดติดกันไว้ หนังสือเย็บสันจะต้องมีการปิดปากคือนำปกมาผนึกยึด
ติดกับสันหนังสือด้วยกาว
3) เย็บกี่ เป็นการเย็บอกของยกพิมพ์แต่ละยกด้วยเชือกเส้นเดียวกัน
เย็บจากยกพิมพ์หนึ่งไปอีกยกพิมพ์หนึ่งติดต่อกันไปจนจบเล่ม การเย้บกี่นี้สามารถ
เย็บหนังสือที่เป็นเล่มหนา ๆ มีหน้ามากให้เป็นเล่มเดียวกันได้ และสามารถเปิด
เล่มหนังสือทุกหน้าให้กางออกได้เต็มที่ หนังสือเย็บกี่นี้จะต้องมีการปิดปกคือนำ
ปกมาผนึกยึดติดกับสันหนังสือเช่นเดียวกับหนังสือเย็บสัน
4) ไสสันทากาว การเย็บเล่มจัดทำอย่างเดียวกับการเย็บสันคือนำ
ยกพิมพ์มาตั้งซ้อนกันเรียงกันเป็นเล่มแล้วนำเล่มไปเข้าเครื่องไสสันซึ่งจะตัดหรือ
เลื่อยสันหนังสือให้ขาดออก โดยด้านหน้าของแผ่นหนังสือแต่ละแผ่นจะขาดออก
40
ั
ื
HH444 การผลิตหนงสอและบรรณาธิการต้นฉบับ
จากกันแล้วใช้กาวทาสันหนังสือโดยการพลิกสันหนังสือไปทางด้านซ้ายทากาวครั้ง
ี
หนึ่ง และผลักสันหนังสือไปทางด้านขวาทากาวอกครั้งหนึ่ง ทำใหกาวไปยึดแทรก
้
อยู่ระหว่างแผ่น หนังสือยึดติดกับแผ่นหน้าและแผ่นหลังติดต่อกันไปทั้งเล่ม กาวที่
ทาสันหนังสืออาจเป็นกาวเย็นคือกาวที่เปิดจากภาชนะบรรจุมาใช้ทาได้เลย หรือ
กาวร้อนซึ่งเป็นกาวที่จะต้องมีการทำให้ร้อนบนเครื่องทากาวที่จะต้องทำให้ได้
รวดเร็วและได้หนังสือที่ทนทานมาก มักจะใช้วิธีทำด้วยกาวร้อน
การไสสันทากาว สามารถใช้ทำหนังสือเล่มหนา ๆ ได้และสามารถ
กางหน้าหนังสือออกได้กว้างเต็มที่ การไสสันทากาวทำได้รวดเร็วและค่าใช้จ่ายต่ำ
กว่าการเย็บกี่แต่คุณภาพสู้การเย็บกี่ไม่ได้ หนังสือไสสันทากาวจะต้องปิดปก
เช่นเดียวกับหนังสือเย็บกี่หรือเย็บสัน
5) ทำเล่มหนังสือด้วยวิธีกล คือ การทำเล่มด้วยวิธีอื่น มักไม่เป็นการ
ยึดแผ่นกระดาษติดกันอย่างถาวร เช่น การเจาะรู ร้อยลวด ร้อยพลาสติก ยึด
แผ่นกระดาษด้วยห่วง สกรู เป็นต้น เป็นการทำเล่มสำหรับหนังสือที่อาจถอด
เปลี่ยนเพิ่มเติมส่วนหนึ่งส่วนใดของเล่มหนังสือได้
หนังสือที่ผลิตควรจะทำเล่มในลักษณะใดย่อมแล้วแต่ลักษณะการ
ใช้งานของหนังสือนั้น ๆ หนังสือเมื่อได้เข้าปิดปกแล้วจะมีการเจียนเล่มหรือตัด
เล่มโดยนำเล่มหนังสือไปตัดด้านบนด้านล่างและด้านข้างออก เพื่อให้ส่วนที่เป็น
สันพับของยกพิมพ์หนังสือขาดออก ทำให้หนังสือสามารถเปิดออกได้ทุกหน้า
ตลอดเล่ม การเจียนเล่มอาจนำไปตัดเจียนบนแท่นตัดกระดาษทีละด้านหรืออาจ
นำไปตัดบนเครื่องตัดสามใบมีดซึ่งสามารถตัดหนังสือออกได้ทั้งสามด้านพร้อมกัน
การผลิตหนังสือเป็นอุตสาหกรรมซึ่งต้องผลิตเป็นจำนวนมาก การ
เก็บเย็บเล่ม เข้าปกและเจียนเล่มหนังสือ จะใช้เครื่องจักรทำติดต่อกันไปเสร็จ
เรียบร้อยในเครื่องเดียวกัน เรียกว่า เครื่องเก็บเย็บเล่มหนังสือ มีทั้งเครื่องที่เก็บ
41
ั
ื
HH444 การผลิตหนงสอและบรรณาธิการต้นฉบับ
เล่มเย็บอกซึ่งมักใช้ในการทำเล่มนิตยสาร และเครื่องที่เก็บเล่มเย็บสันซึ่งมักใช้ใน
การทำหนังสือเล่มโดยทั่วไปโดยเฉพาะอย่างยิ่งหนังสือฉบับกระเป๋าและแบบเรียน
ซึ่งผลิตครั้งละจำนวนมาก มีการพัฒนาการเก็บยกพิมพ์จากการเก็บซ้อนตั้งทับกัน
ขึ้นไปในแนวตั้งเป็นการเก็บเป็นม้วนยกพิมพ์คือแผ่นที่พิมพ์และทำเป็นยกพิมพ์
เรียบร้อยแล้วจะนำมาเก็บในที่เก็บซ้อน ๆ กันเป็นม้วน เครื่องเก็บเย็บเล่มหนังสือ
ที่ป้อนด้วยม้วนยกพิมพ์สามารถผลิตหนังสือได้รวดเร็วกว่าเครื่องที่ป้อนด้วยยก
พิมพ์ที่เป็นตั้ง ทำให้ผลิตหนังสือได้รวดเร็วขึ้นมาก
หนังสือที่ผลิตเป็นนิตยสาร วารสารและหนังสือที่ใช้งานทั่วไปที่ไม่ต้อง
เก็บรักษาไว้นาน ปกติผลิตเป็นหนังสือปกอ่อนโดยใช้ปกที่เป็นกระดาษหนากว่า
กระดาษเนื้อใน ปกจะได้รักษาเนื้อในหนังสือไม่ให้ขาดชำรุดระหว่างการใช้งาน
หนังสือที่ต้องการเก็บรักษาไว้นานหรือหนังสือที่ต้องใช้บ่อย ใช้กับคนจำนวนมาก
เช่นหนังสืออ้างอิงและหนังสือสำหรับห้องสมุด มักจัดทำเป็นหนังสือปกแข็ง
หนังสือปกแข็งมี 2 รูปแบบ คือ หนังสือปกแข็งที่มีสันตรงและหนังสือปกแข็งที่มี
สันโค้ง หนังสือปกแข็งที่มีสันตรง เมื่อเก็บเย็บเล่มเนื้อในหนังสือเรียบร้อยแล้วจะ
็
เจียนเล่มเฉพาะเนื้อในให้เรียบร้อยแล้วนำมาเข้าเล่มเป็นปกแข็ง ส่วนปกแขงทีมี
่
สันโค้งต้องเอาเนื้อในที่เก็บเย็บเล่มและเจียนเล่มเรียบร้อยแล้วมาทำเป็นสันโค้ง
ก่อนโดยเอาเนื้อในเล่มหนังสือมาเข้าเครื่องหนีบเล่มไว้ แล้วใช้เครื่องมือทุบสันทำ
โค้งทำให้สันหนังสือเป็นรูปโค้ง (“การผลิตหนังสือ,” 2564)
ปกของหนังสือปกแข็งประกอบด้วยวัสดุหุ้มปก อาจเป็นกระดาษซึ่งจะ
ุ
พิมพ์แล้วนำมาห้มเป็นปกแข็ง หรือใช้กระดาษหุ้มปกแข็งซึ่งผลิตเป็นพิเศษ ทำผิว
เลียนแบบผ้าหรือหนังหรือใช้ผ้าพลาสติกหรือหนังแท้หุ้มเป็นปกแข็งก็ได้แล้วแต่ว่า
ต้องการให้ได้คุณภาพเพียงใด วัสดุหุ้มปกต้องคำนวณตัดให้ได้ขนาด เมื่อหุ้มทำ
เป็นปกแข็งแล้วไปประกอบกับเนื้อในเป็นเล่มหนังสือได้พอดี หนังสือปกแข็งจะมี
42
ื
ั
HH444 การผลิตหนงสอและบรรณาธิการต้นฉบับ
กระดาษแข็งสองแผ่นเป็นปกด้านหน้า ส่วนด้านหลังตัดใหญ่กว่าขนาดหน้าของ
หนังสือเล็กน้อย เพราะปกแข็งจะยื่นเกินแผ่นกระดาษเนื้อในออกไปทั้งขอบบน
ขอบล่างและขอบด้านข้างของหนังสือเพื่อกันไม่ใหแผ่นกระดาษเนื้อในกระทบกับ
้
สิ่งของต่าง ๆ ขณะใช้งาน กระดาษแข็งจะเลือกขนาดหนาหรือบางอย่างใดเป็นไป
ตามที่ผู้ผลิตกำหนด กระดาษยิ่งหนาความทนทานจะยิ่งมากแต่ราคาจะแพงขึ้น
นอกจากกระดาษแข็งส่วนปกสองแผ่นแล้ว ยังมีกระดาษรองสันปกซึ่ง
อาจใช้กระดาษบางกว่ากระดาษแข็งส่วนปกได้ โดยตัดขนาดเล็กกว่าความหนา
ของสันหนังสือเล็กน้อยเพื่อป้องกันสันปกและเว้นช่องระหว่างกระดาษแข็งรองปก
และกระดาษรองสันปกเพื่อให้สะดวกแก่การเปิดปิดหนังสือ ใช้กาวผนึกกระดาษ
รองปกหนังสือ กระดาษรองสันหนังสือลงบนวัสดุหุ้มปกหนังสือตามตำแหน่งที่
กำหนดแล้วพับขอบวัสดุหุ้มปกหนังสือ ผนึกยึดกระดาษแข็งหุ้มปกและกระดาษ
หุ้มสันหนังสือไว้โดยรอบทั้งสี่ด้านก็จะได้ปกแข็งที่จะนำไปประกอบเป็นเล่ม
หนังสือ ปกแข็งนี้จะนำไปเดินทอง ไปดุนนูน ดุนลึกหรือพิมพ์ให้สวยงามก็ได้
ก่อนนำไปเข้าเล่ม การเก็บเย็บเล่มเนื้อในหนังสือที่จะนำไปเข้าเล่มเป็นปกแข็ง
จะต้องมีแผ่นผนึกปกและแผ่นปลิวรองปกผนึกติดอยู่ที่ด้านหน้าและด้านหลังของ
เล่มเนื้อใน การนำปกแข็งไปเข้าเล่มกับเนื้อในทำโดยผนึกแผ่นผนึกปกทั้ง
ด้านหน้าและด้านหลังติดกับแผ่นปกแข็งด้วยกาว หนังสือปกแข็งอาจมีกระดาษ
หุ้มปกซึ่งพิมพ์ตามที่ออกแบบให้สวยงาม พับปลายสอดไปข้างหลังของปกหน้า
และหุ้มอยู่ด้านนอกของปก คลุมไปตลอดจนถึงด้านหลังและพับปลายสอดไป
ทางด้านหน้าของปกหลัง (“การผลิตหนังสือ,” 2564)
หนังสือส่วนใหญ่จัดทำด้วยวิธีการพิมพ์โดยมีเทคโนโลยีการพิมพ์หลาย
แบบ การผลิตหนังสือจำนวนมากมีแหล่งผลิตเรียกว่า โรงพิมพ์ หรือ
สำนักพิมพ์ หนังสือบางส่วนผลิตโดยใช้คนทำ เรียกว่า หนังสือทำมือ เมื่อโลกเข้า
43
ื
ั
HH444 การผลิตหนงสอและบรรณาธิการต้นฉบับ
สู่ยุคดิจิทัลจึงมีหนังสือรูปแบบใหม่ เรียกว่า หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ (E-book) ที่ไม่
ต้องใช้กระดาษ ผู้อ่านสามารถอ่านผ่านอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ต่าง ๆ ที่เข้าถึงคน
ได้ง่ายสะดวกรวดเร็วและกว้างขวาง หนังสืออเล็กทรอนิกส์ต่างจากหนังสือทั่วไป
ิ
ที่รูปแบบการสร้างเเละการใช้งาน หนังสือทั่วไปใช้กระดาษในการผลิต มีข้อความ
เเละภาพประกอบเป็นภาพนิ่ง ไม่มีเสียง มีความสมบูรณ์ในตัวเอง ข้อเสียคือเเก้ไข
ปรับปรุงได้ยาก มีต้นทุนการผลิตสูง มีขีดจำกัดในการจัดพิมพ์ เปิดอ่านจากเล่ม
อ่านได้อย่างเดียว พกพาลำบาก ในขณะที่หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ไม่ต้องใช้
กระดาษ มีข้อความและภาพประกอบ ทั้งภาพนิ่ง ภาพสี ภาพขาวดำและ
ภาพเคลื่อนไหว มีเสียงประกอบ มีความสมบูรณ์ในตัวเอง แก้ไขปรับปรุงได้ง่าย
ต้นทุนการผลิตต่ำกว่าเพราะไม่ต้องใช้กระดาษ มีขีดจำกัดในการพิมพ์น้อยกว่า
และสามารถเปิดอ่านจากอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ได้หลายรูปแบบ เก็บและพกพา
ได้สะดวก (“การผลิตหนังสือ,” 2564)
หนังสือแต่ละเล่มไม่ว่าเป็นรูปแบบใดกว่าจะผลิตออกมาเป็นเล่มสำเร็จ
ได้ย่อมต้องอาศัยทั้งความคิด ฝีมือ แรงงานและวัสดุจำนวนมาก เมื่อผลิตออก
มาแล้วควรต้องมีระบบการจำหน่ายจ่ายแจกไปถึงมือผู้ใช้งานโดยเร็วและต้องได้
อ่านได้ใช้งานจึงจะเกิดประโยชน์และสร้างคุณค่าแก่ส่วนรวม
เนื้อหาทั้งหมดที่กล่าวมาเป็นความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับการผลิตหนังสือ เริ่ม
ตั้งแต่ความเป็นมาของการผลิตหนังสือนับแต่อดีตถึงปัจจุบัน การจัดแบ่งประเภท
ของหนังสือ และหน้าที่ในการผลิตหนังสือและการจัดพิมพ์ที่มีหลายหน้าที่และ
หลายขั้นตอนซึ่งต้องทำงานประสานกัน ในบทต่อไปจะกล่าวถึงความรู้เกี่ยวกับ
หนังสือในแง่ของความหมาย คุณค่า องค์ประกอบและประโยชน์ของหนังสือ
44
ั
ื
HH444 การผลิตหนงสอและบรรณาธิการต้นฉบับ
คำถามท้ายบท 1
1. หนังสือมีความเกี่ยวข้องกับมนุษย์อย่างไร
2. รูปแบบหนังสือจากอดีตถึงปัจจุบันมีวิวัฒนาการมาอย่างไร
3. จงกล่าวถึงการจัดแบ่งประเภทของหนังสือ
4. งานผลิตหนังสือประกอบด้วยงานด้านใดบ้าง
5. จงอธิบายถึงการผลิตหนังสือด้านความคิดและการผลิตหนังสือทางด้านวัตถุ
6. งานก่อนการพิมพ์ ได้แก่งานอะไร
7. ระบบการพิมพ์ที่มีในปัจจุบันมีระบบใดบ้าง
8. อธิบายความหมายของคำศัพท์ต่อไปนี้
(1) งานเรียงพิมพ์
(2) ยกพิมพ์
(3) หน้ายกหนังสือ
(4) เก็บเล่ม
45
ั
ื
HH444 การผลิตหนงสอและบรรณาธิการต้นฉบับ
46
ั
ื
HH444 การผลิตหนงสอและบรรณาธิการต้นฉบับ
บทที่ 2
ความรู้เกี่ยวกับหนังสือ
หนังสือเป็นเครื่องมือสื่อความหมายและความรู้สึกนึกคิดของมนุษย์
หนังสือมีความสำคัญและมีประโยชน์กับชีวิตมาก เพราะมนุษย์ต้องการแสวงหา
คำตอบเรื่องที่ตนอยากรู้อยากเห็นด้วยวิธีการต่าง ๆ เช่น ซักถาม เดินทาง แต่วิธีที่
มนุษย์จะแสวงหาคำตอบได้ดีที่สุดและสะดวกที่สุด คือ การแสวงหาคำตอบจาก
หนังสือ ดังนั้น หนังสือจึงเป็นแหล่งอ้างอิงที่ดีที่สุด
2.1 ความหมายทั่วไปของหนังสือ
มีผู้ให้นิยามของหนังสือไว้ต่าง ๆ กัน ดังนี้
หนังสือ หมายถึง เครื่องหมายใช้ขีดเขียนแทนเสียงหรือคำพูด เช่น อ่าน-
หนังสือ เขียนหนังสือ ; ลายลักษณ์อักษรเช่นขอให้เขียนเป็นหนังสือไว้ด้วย ;
จดหมายที่มีไปมา เช่น หนังสือราชการ เอกสาร บทประพันธ์ ; ข้อความที่พิมพ์
หรือเขียนเป็นต้นแล้วรวมเป็นเล่ม ; (กฎ) เอกสารที่เขียนหรือพิมพ์ขึ้น
(ราชบัณฑิตยสถาน, 2546)
หนังสือ คือ การบันทึกความรู้ ความคิด ประสบการณ์ ลงแผ่นกระดาษขนาด
เท่า ๆ กัน โดยใช้ถ้อยคำสำนวนโวหารในการสื่อสารให้ผู้อ่านได้รับรู้และเข้าใจ ซึ่ง
ใช้การเขียนหรือพิมพ์แล้วนำมาเย็บรวมเป็นเล่ม (พรหมพชร เกตดี, 2564)
หนังสือ คือ สิ่งตีพิมพ์ประเภทหนึ่งที่ผู้เขียนเขียนขึ้นจากความรู้ ความคิด
ประสบการณ์ ตลอดจนการศึกษาค้นคว้าของตนเอง แล้วบันทึกไว้เป็นมรดกทาง
ปัญญาเพื่อให้เกิดแก่บุคคลและสังคมต่อไป (ปรียา ไชยสมคุณ, 2546)
47
ั
ื
HH444 การผลิตหนงสอและบรรณาธิการต้นฉบับ
หนังสือ หมายถึง ทรัพย์สินทางปัญญาของโลกซึ่งมนุษย์สร้างขึ้น โดยการนำ
ความคิดความรู้และประสบการณ์มาประมวลเข้าด้วยกัน จัดเป็นหมวดหมู่หรือ
เป็นเรื่อง ถ่ายทอดออกสู่ผู้อื่นโดยใช้ตัวอักษรประกอบเป็นถ้อยคำ สำนวน โวหาร
หรือภาพ เป็นสื่อช่วยให้มนุษย์เกิดความรู้ความเข้าใจ สามารถรับรู้ สืบทอดต่อๆ
กันไป (ทิพวรรณ หอมพูลและคณะ, 2564)
หนังสือ คือ สิ่งพิมพ์ที่เข้าเล่มและเย็บอย่างถาวร มีส่วนประกอบสมบูรณ์
(อำไพวรรณ ทัพเป็นไทย, 2564)
หนังสือ คือ ทรัพยากรสารนิเทศประเภทสื่อสิ่งพิมพ์ ทำการบันทึกความรู้
ความคิด ประสบการณ์ของมนุษย์ ถ่ายทอดเป็นลายลักษณ์อักษร จัดพิมพ์เป็น
เล่ม มีคุณค่าถาวรในเรื่องหนึ่ง ๆ อาจมีเล่มเดียวหรือหลายเล่มจบ (สุนีย์ เลิศ-
แสวงกิจและพิศิษฐ์ กาญจนพิมาย, 2564)
หนังสือแต่ละชื่อเรื่องจะมีหมายเลขประจำตัว เรียกว่า เลขมาตรฐานสากล-
ประจำหนังสือ หรือ ISBN (International Book Standard Number) ซึ่งใช้ใน
การควบคุมว่ามีการจัดทำหนังสือออกมามากน้อยเพียงใด
โดยสรุป ความหมายทั่วไปของหนังสือหมายถึงวัสดุความรู้ประเภทหนึ่งที่
นำเสนอความรู้ความคิดประสบการณ์ โดยบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษรและจัดทำ
เป็นรูปเล่มสมบูรณ์
2.2 หนังสือเล่ม
หนังสือเล่ม หมายถึง สิ่งพิมพ์ที่มีการเย็บเล่มเข้าด้วยกัน มีทั้งปกแข็งและ
ปกอ่อน เนื้อหามักเป็นเรื่องราวเดียวกันตลอดทั้งเล่มหรือแบ่งเป็นหลายเล่มจบ
เรียกรวมเป็นชุดหนังสือ ส่วนใหญ่เป็นเอกสารวิชาการเพื่อการศึกษา เช่น ตำรา
เรียน ตำราวิชาการ หนังสืออ้างอิง หนังสือทางวรรณกรรม หนังสือเล่มมักมี
ผู้เขียนคน-เดียว ยกเว้นในกรณีที่มีการรวมเรื่องสั้นจากผู้เขียนหลายคน หนังสือ
48
ื
ั
HH444 การผลิตหนงสอและบรรณาธิการต้นฉบับ
เล่มไม่มีวาระการจัดจำหน่ายแน่นอน ใช้รูปแบบการจัดหน้าแบบเดียวตลอดทั้ง
เล่มและมักเป็นแบบเรียบง่ายเมื่อเทียบกับการออกแบบและจัดหน้าสิ่งพิมพ์
ประเภทอื่น (จันทนา ทองประยูร, 2537)
2.2.1 รูปแบบและลักษณะของหนังสือเล่ม มีการพับและการเย็บเข้าเป็น
เล่ม มีทั้งปกอ่อน ปกแข็ง มีขนาดและมีความหนาต่าง ๆ กัน ส่วนใหญ่ขนาดไม่
เกิน 10x12 นิ้ว เนื้อในมักใช้กระดาษบางที่มีคุณภาพ ปกทำด้วยกระดาษแข็งหนา
เป็นพิเศษหรืออาจจะมีปกนอกห่อหุ้ม (Book Jacket) อีกชั้นหนึ่งเพื่อให้เหมาะ
สำหรับการเก็บรักษาเป็นเวลานาน ๆ นอกจากนี้ต้องคำนึงถึงสัดส่วนความสูงของ
หนังสือ สันข้างตามความหนาของหนังสือเพื่อความเป็นระเบียบในการเก็บบนชั้น
วางหนังสือหรือการค้นหาในห้องสมุด หนังสือมักไม่มีการกำหนดระยะเวลาการ
ออกวางจำหน่ายเป็นประจำ (ประชิด ทิณบุตร, 2539)
2.2.2 ประเภทของหนังสือเล่ม หนังสือเล่มมีวิธีการแบ่งประเภท ดังนี้
2.2.2.1 การแบ่งประเภทตามเนื้อหา
2.2.2.2 การแบ่งประเภทตามลักษณะการแต่ง
2.2.2.3 การแบ่งประเภทตามเนื้อหาและวัตถุประสงค์การผลิต
2.2.2.1 การแบ่งประเภทหนังสือเล่มตามเนื้อหา แบ่งได้ 2 ประเภท
2.2.2.1.1 การแบ่งประเภทหนังสือเล่มตามเนื้อหากว้าง ๆ
1) หนังสือตำราและสารคดี ตำราเป็นหนังสือที่
เขียนขึ้นตามหลักสูตรการเรียนการสอนในระดับและแขนงวิชาต่าง ๆ มี
เนื้อหาวิชาการล้วน และมีลักษณะเหมือนหนังสือสารคดี คือมุ่งให้ความรู้ ต่างกัน
ตรงที่ หนังสือสารคดีนอกจากจะให้สาระความรู้หรือประโยชน์ในขอบเขตไม่จำกัด
แล้ว ยังให้ความเพลิดเพลินจากสำนวนภาษา ลีลาการเขียนหรือเนื้อหาด้วย
49
ื
ั
HH444 การผลิตหนงสอและบรรณาธิการต้นฉบับ
2) หนังสือบันเทิงคดีหรือหนังสือประเภทนวนิยาย
เป็นหนังสือที่เขียนขึ้นจากจินตนาการหรือประสบการณ์ของผู้ประพันธ์ โดยอาศัย
เค้าโครงของชีวิตจริงและสังคม มุ่งให้ความเพลิดเพลิน กระทบอารมณ์ผู้อานเป็น
่
สำคัญ ในขณะเดียวกันผู้อ่านจะได้รับข้อคิด คติชีวิตที่น่าสนใจซึ่งผู้เขียนแทรกไว้
ในเรื่อง
2.2.2.1.2 การแบ่งประเภทหนังสือเล่มตามเนื้อหาย่อย ๆ
1) หนังสือสารคดี (Non–Fiction) เป็นหนังสือที่มุ่งให ้
ความรู้ด้านต่าง ๆ ได้แก่
1.1) หนังสือตำรา (Text Book) ได้แก่ แบบเรียนตาม
หลักสูตร
1.2) หนังสืออ่านประกอบ (External Reading)
ได้แก่หนังสือที่นอกเหนือไปจากหนังสือตำราแต่ที่มีคุณค่าทางวิชาการ เกี่ยวข้อง
กับการเรียนการสอนตามหลักสูตร
1.3) หนังสือความรู้ทั่วไป (General Book) คือ
หนังสืออื่นๆ ที่นอกเหนือไปจากหนังสือตำราและหนังสืออ่านประกอบ
1.4) หนังสือสันทนาการ (Recreational Book) เป็น
หนังสืออ่านเพื่อผ่อนคลายอารมณ์ แต่มีคุณค่าทางวิชาการ เช่น หนังสือด้าน
ศิลปะ วรรณกรรมต่าง ๆ
2) หนังสือนวนิยาย (Fiction) นวนิยายคือเรื่องราวที่
เกิดขึ้นจากจินตนาการของผู้เขียน เรียบเรียงขึ้นเพื่อความเพลิดเพลิน
3) หนังสืออ้างอิง (Reference Book) ได้แก่หนังสือที่
ช่วยตอบปัญหาทั้งด้านวิชาการ เรื่องทั่วไปและใช้ประกอบหรือค้นคว้าในบางเรื่อง
บางตอน
50