ั
ื
HH444 การผลิตหนงสอและบรรณาธิการต้นฉบับ
ได้ดีและรวดเร็วที่สุด เช่น การออกแบบโดยใช้ขนาดตัวอักษรช่วยเน้นให้เห็นความ
แตกต่างระหว่างหัวข้อใหญ่กับหัวข้อย่อยเพื่อให้ผู้อ่านได้ทราบถึงโครงสร้างของ
เนื้อหา ใช้การย่อหน้าช่วยแบ่งเนื้อหาออกเป็นส่วน ๆ และให้โอกาสผู้อ่านได้พัก
สายตา ใช้ความหนา ความเข้ม หรือลักษณะที่แตกต่างกันของอักษรเพื่อเน้น
ข้อความสำคัญ เป็นต้น อย่างไรก็ตาม ต้องคำนึงถึงความมีเอกภาพด้วยการรักษา
แนวการออกแบบให้เป็นแนวเดียวกันตลอดเล่ม หรือหากต้องการให้มีการเน้น
หรือเกิดความแตกต่างบ้างก็ควรเป็นความแตกต่างที่ไม่ขัดกับแนวการออกแบบใน
ภาพโดยรวมของหนังสือเล่มนั้น
10. หน้าภาคผนวก เป็นส่วนของหนังสือที่แยกไว้ท้ายเรื่องทั้งหมด การ
ออกแบบหน้าภาคผนวกนี้ดำเนินการเช่นเดียวกันกับหน้าเนื้อเรื่อง หากมีเนื้อหา
จำนวนมากก็อาจลดขนาดตัวอักษรให้เล็กลงกว่าที่ใช้ในหน้าเนื้อเรื่องได้เพราะ
ไม่ใช่เนื้อเรื่องโดยตรงหากผู้เขียนเห็นว่าเป็นประโยชน์แก่ผู้อ่าน เช่น หนังสือ
ประเภทวิชาการ อาจใช้หน้านี้เพื่อบ่งบอกถึงที่มาต่าง ๆ ของข้อมูลที่ผู้เขียนใช้ใน
การอ้างอิง
11. หน้าเชิงอรรถ อาจได้มาจากหนังสือ วารสาร หนังสือพิมพ์ หรือการ
สัมภาษณ์บุคคลก็ได้ มีเฉพาะในหนังสือประเภทวิชาการ
12. หน้าบรรณานุกรม มีเฉพาะในหนังสือประเภทวิชาการเท่านั้น
หน้านี้เป็นอีกหน้าหนึ่งที่ควรออกแบบอย่างเรียบง่ายและควรศึกษาระเบียบวิธี
แสดงบรรณานุกรมให้ถูกต้องว่าควรมีอักษรตัวหนา ตัวเอน หรือย่อหน้าที่ใดบ้าง
ขนาดตัวอักษรควรเป็นขนาดใกล้เคียงกับอักษรที่เป็นเนื้อเรื่อง
13. หน้าดรรชนี มักมีเฉพาะในหนังสือประเภทวิชาการเท่านั้น โดยอาจ
มีการเปลี่ยนลักษณะตัวอักษรเพื่อให้มองหรือค้นหาง่าย เช่น ส่วนที่เป็นชื่อ ใช้ตัว
101
ื
ั
HH444 การผลิตหนงสอและบรรณาธิการต้นฉบับ
ตรง ตามด้วยเลขหน้าที่มีชื่อเหล่านั้นปรากฏอยู่เป็นตัวเอน เป็นต้น ขนาดตัวอักษร
ควรเป็นขนาดเล็กกว่าตัวอักษรที่เป็นเนื้อเรื่อง
14. ปกหลัง เป็นหน้าที่อาจเว้นว่างไว้หรือใส่ข้อมูลเกี่ยวกับผู้เขียน
หนังสือ เช่น ประวัติหรือผลงานในอดีต ซึ่งอาจมีไว้ในปกหลังด้านในก็ได้
4.5 ปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการออกแบบและจัดทำหนังสือ
การสร้างสรรค์รูปแบบหนังสือเล่ม ต้องสอดคล้องเหมาะสมกับวัตถุประสงค์
และกลุ่มเป้าหมาย เพื่อให้งานการผลิตหนังสือเล่มนั้นเป็นที่ประทับใจแก่
กลุ่มเป้าหมายที่ต้องการให้อ่านหนังสือดังกล่าว จึงมีข้อควรพิจารณา ดังนี้
1. เนื้อหาของหนังสือ นักออกแบบต้องรู้ว่าหนังสือที่จะออกแบบนั้นมี
เนื้อหาเป็นลักษณะใด โดยทั่วไปสามารถจำแนกประเภทของหนังสือตามลักษณะ
เนื้อหาได้ 2 ประเภทคือ หนังสือสารคดีและหนังสือบันเทิงคดี หนังสือ 2
ประเภทนี้มีแนวทางการออกแบบแตกต่างกันคือ หากเป็นหนังสือสารคดี แนว
ทางการออกแบบมักมีลักษณะเป็นทางการ มีการจัดรูปเล่มเป็นมาตรฐาน ดู
น่าเชื่อถือ ส่วนหนังสือประเภทบันเทิงคดีมีความเคร่งครัดน้อยกว่า อาจใช้
ความคิดสร้างสรรค์ในการออกแบบให้มีรูปเล่มน่าสนใจมากยิ่งขึ้น เช่น พิมพ์ด้วย
กระดาษสาตลอดเล่ม หรือเย็บเข้าเล่มโดยใช้เชือกปอร้อย หรือหากเป็นหนังสือ
แนวโรแมนติก อาจจัดทำกล่อง (case) หุ้มหนังสืออีกชั้นหนึ่ง เพื่อมอบเป็น
ของขวัญในโอกาสพิเศษ เป็นต้น
2. ผู้อ่าน จุดมุ่งหมายสำคัญของการออกแบบหนังสือคือดึงดูดความสนใจ
ของผู้อ่านและช่วยให้ผู้อ่านอ่านเรื่องราวที่ปรากฏในหนังสือเล่มนั้นโดยสะดวก
ตลอดเล่ม นักออกแบบจึงจำเป็นต้องคำนึงถึงผู้อ่านซึ่งเป็นกลุ่มเป้าหมายว่ามี
ลักษณะอย่างไร เช่น เพศ วัย การศึกษา อาชีพ ลักษณะสังคม ฯลฯ ซึ่งเป็นปัจจัย
แสดงถึงปฏิกิริยาการตอบสนองและการยอมรับในหนังสือนั้น ๆ การกำหนด
102
ื
ั
HH444 การผลิตหนงสอและบรรณาธิการต้นฉบับ
รูปแบบ การเลือกใช้ภาพประกอบ การเลือกใช้ตัวอักษรสำหรับข้อความต่าง ๆ
จะต้องให้สอดคล้องสัมพันธ์กัน เช่น งานออกแบบหนังสือสำหรับเด็ก รูปแบบของ
ภาพและข้อความต้องตรงไปตรงมา ชัดเจน สะดุดตาและสวยงาม ถ้าเป็นหนังสือ
สำหรับผู้ใหญ่อาจนำเสนองานออกแบบในลักษณะที่มีความสลับซับซ้อนได้
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ควรตระหนักเสมอในการออกแบบหนังสือ คือการ
จัดวางองค์ประกอบต่าง ๆ ที่ปรากฏในหนังสือต้องไม่ขัดต่อการรับรู้และลักษณะ
วัฒนธรรมจารีตประเพณีของสังคมนั้นด้วย
3. วัตถุประสงค์ในการใช้ การออกแบบหนังสือเล่มแต่ละครั้ง ต้อง
คำนึงถึงวัตถุประสงค์ของการใช้งานเป็นหลัก ว่าผู้อ่านจะใช้หนังสือเล่มนั้นเพื่อ
อะไรและในลักษณะใด เมื่อเวลาออกแบบจึงต้องออกแบบให้สะดวกแก่การใช้
งาน เช่น หนังสือพจนานุกรม สารานุกรม หนังสืออ้างอิง เป็นหนังสือซึ่งผู้ใช้ไม่ได้
อ่านทุกหน้าหรือไม่ได้อ่านเรียงลำดับตั้งแต่หน้าแรกไปจนถึงหน้าสุดท้าย หากแต่
ใช้สำหรับการค้นคว้าอ้างอิงโดยการเปิดหาเฉพาะส่วนที่ต้องการเท่านั้น การ
ออกแบบจึงควรให้สะดวกแก่การค้นหาคำและความหมายที่ปรากฏในหนังสือ
ส่วนหนังสือประเภทเรื่องสั้น ผู้อ่านมักถือติดตัวไปเพื่ออ่านในยามว่าง การ
ออกแบบรูปเล่มก็ควรให้พกพาสะดวก มีขนาดพอเหมาะแก่การถือเปิดอ่านในที่
ต่าง ๆ เป็นต้น
4.6 หลักเกณฑ์การออกแบบปกหนังสือ
รายละเอียดสำคัญบนปกหนังสือ คือ ชื่อหนังสือ ชื่อผู้ประพันธ์หรือผู้แปล
รูปภาพประกอบ นักออกแบบจะต้องจัดวางองค์ประกอบต่าง ๆ ให้สวยงาม โดย
คำนึงถึงหลักเกณฑ์การออกแบบ ได้แก่ สัดส่วน ความสมดุล ความแตกต่าง ลีลา
ความมีเอกภาพและความผสมกลมกลืนขององค์ประกอบที่อยู่บนหน้าปกหนังสือ
103
ั
ื
HH444 การผลิตหนงสอและบรรณาธิการต้นฉบับ
หลักเกณฑ์ที่ควรพิจารณาในการออกแบบปกหนังสือ มีดังนี้
1. ประเภทของหนังสือ หนังสือแต่ละประเภทมีลักษณะเฉพาะและ
รูปแบบแตกต่างกัน วัตถุประสงค์ในการสร้างหนังสือก็ไม่เหมือนกัน เช่น หนังสือ
ตำราอ้างอิง หนังสือวิชาการ แบบเรียน กึ่งแบบเรียน หนังสือที่ผลิตขึ้นในโอกาส
พิเศษ หนังสืออ่านเสริมสำหรับนักเรียน นวนิยาย นิทานสำหรับเด็ก หนังสือภาพ
หนังสือบันเทิงเริงรมย์ หนังสือกีฬา ฯลฯ การออกแบบปกหนังสือวิชาการหรือ
แบบเรียนจะมีลักษณะเป็นทางการ รูปแบบตัวอักษรและรูปภาพจำต้องเป็นแบบ
เรียบ ๆ เช่น ตัวอักษรแบบทางการ การจัดวางมักเป็นแบบจัดระเบียบ หรือการ
กำหนดภาพให้อยู่ในกรอบหรือมีเฉพาะตัวอักษร ข้อความ และชื่อผู้ประพันธ์
เท่านั้น ส่วนหนังสือบันเทิงเริงรมย์ กีฬา นวนิยาย หรือสารคดี จะมีรูปแบบ
ค่อนข้างเป็นอิสระ มีการออกแบบชื่อหนังสือที่แปลกตาออกไป การออกแบบจัด
ภาพประกอบปกจะเน้นไปทางความสวยงามมากกว่าการถ่ายทอดเนื้อหา เน้น
สีสันสดใส สะดุดตา การจัดวางรูปแบบจะแตกต่างกันไปตามลักษณะหนังสือ ถ้า
เป็นหนังสือสำหรับเด็กจะเน้นที่ภาพประกอบบนปกที่มีความสวยงามเป็นหลัก
ตัวอักษรเป็นแบบเรียบง่าย ดูสบายตา ไม่นิยมการจัดระเบียบและการกำหนด
กรอบ ใช้สีสันสดเข้ม ฉูดฉาด รูปภาพคมชัดแสดงสาระของเรื่องราว
2. บุคลิกของหนังสือ หนังสือเล่มจะมีบุคลิกแตกต่างกันตามประเภทของ
สาระเนื้อหาและเทคนิควิธีการออกแบบ เนื่องจากปัจจุบันภาวะการแข่งขันด้าน
การตลาดทำให้หนังสือบางประเภทมีการแข่งขันสูงมาก หนังสือที่มีเนื้อหาสาระ
คล้ายคลึงกันเกิดขึ้นมากมาย นักออกแบบกราฟฟิกควรออกแบบสร้างสรรค์
บุคลิกภาพของหนังสือให้มีความสวยงามโดดเด่นแปลกตามากกว่าคู่แข่งขัน จะ
เห็นได้ว่าวัตถุประสงค์ของการสร้างบุคลิกเฉพาะของปกหนังสือ ไม่เพียงแต่
104
ั
ื
HH444 การผลิตหนงสอและบรรณาธิการต้นฉบับ
ส่งเสริมคุณค่าทางสุนทรียศาสตร์และการสร้างความน่าเชื่อถือเท่านั้น แต่ยังเป็น
การแข่งขันกันด้านธุรกิจด้วย
3. แนวทางสร้างสรรค์รูปแบบ การสร้างสรรค์แบบปกหนังสือ มีหลัก 3
ประการ
3.1 หลักการจัดองค์ประกอบศิลปะเพื่อเน้นคุณค่าด้านความสวยงาม
ของเล่ม
3.2 หลักการออกแบบรูปภาพหรือการกำหนดลักษณะของภาพที่จะ
นำมาใช้ทำปก
3.3 หลักการกำหนดแบบตัวอักษร ชื่อหนังสือ
ทั้งนี้ หลักการทั้งหมดจะต้องให้สอดคล้องและเหมาะกับประเภท
ของหนังสือและจะต้องสร้างรูปแบบแปลกใหม่ให้เกิดบุคลิกเฉพาะของหนังสือ
ด้วย หนังสือบางเล่มจะเน้นรูปแบบเฉพาะปกหน้า บางเล่มอาจออกแบบหน้าปก
สันปกและปกหลังควบคู่กันไป แล้วแต่วัตถุประสงค์และลักษณะของหนังสือแต่ละ
ประเภท
4. วิธีการผลิต วิธีการผลิตและระบบการพิมพ์ในปัจจุบันมีความสะดวก
คล่องตัว สามารถตอบสนองการผลิตงานได้อย่างเต็มที่ การออกแบบปกหนังสือ
ที่ดี ต้องไม่สร้างความยุ่งยากสับสนกับการพิมพ์และการผลิต ความสับสนเกิดขึ้น
ได้เสมอถ้าผู้ออกแบบใช้คำสั่งและใช้วิธีการหลายอย่าง เช่น พิมพ์ออฟเซต 4 สี
และมีสีพิเศษอีก 2 สี ชื่อเรื่องดุนนูนและปั๊มทอง ส่วนที่เป็นภาพพิมพ์น้ำมันวานิช
และเคลือบยูวีเฉพาะภาพ ปูพื้นด้วยสกรีน 20% การใช้คำสั่งมาก ๆ เช่นนี้
บางครั้งจะทำให้การผลิตเกิดการผิดพลาดได้ ในการออกแบบทุกครั้งจึงควรตั้ง
เป็นข้อสังเกตไว้เสมอ
105
ื
ั
HH444 การผลิตหนงสอและบรรณาธิการต้นฉบับ
่
5. วัสดุที่ใช้ทำปก ปกอาจออกแบบเป็นปกแข็งหรือปกออน ปกแข็งอาจหุ้ม
ด้วยแร็กซีนหรือผ้าไหม การกำหนดวัสดุกับการออกแบบต้องสอดคล้องกัน เช่น
ปกพิมพ์ออฟเซต 4 สี ควรเลือกใช้กระดาษที่มีเนื้อแน่น ละเอียด เช่น กระดาษ
อาร์ต กระดาษนิวเอช ภาพหรือข้อความจะมีความคมชัดและสีสันสวยงาม ถ้า
ต้องการให้มีการดุนนูน การกำหนดกระดาษควรมีความยืดหยุ่นสูงเพื่อให้ภาพที่
คมชัดมากขึ้น นอกจากลักษณะของเนื้อกระดาษแล้ว ขนาดความหนาของ
กระดาษก็ต้องมีความหนาพอเหมาะกับขนาดรูปเล่มด้วย
ดังนั้น การออกแบบปกหนังสือให้เป็นที่ดึงดูดใจนั้น ควรให้ชื่อเรื่องหรือ
ชื่อหนังสือเป็นอักษรขนาดใหญ่กว่าอักษรส่วนอื่น ๆ จัดวางไว้ในตำแหน่งเด่น
สะดุดตา การเลือกตัวเพิมพ์ของส่วนต่าง ๆ ที่อยู่บนปกหนังสือต้องเลือกขนาด
และแบบตัวพิมพ์มีขนาดและน้ำหนักให้หนักเบาตามลำดับความสำคัญ
4.7 กระบวนการออกแบบและจัดทำหนังสือ
การออกแบบหนังสือต้องมีการกำหนดและวางแผนก่อน ดังนั้น การ
ออกแบบและการดำเนินการจัดวางองค์ประกอบต่าง ๆ ตามหลักการออกแบบ
หนังสือที่ถูกต้อง จึงมีขั้นตอนการปฏิบัติ ดังนี้
1. ศึกษาและทำความเข้าใจหนังสือก่อนการออกแบบ นักออกแบบต้อง
พยายามหาข้อมูลจากผู้เขียนหรือสำนักพิมพ์ถึงวัตถุประสงค์การเขียนหรือจัดทำ
หนังสือและต้องทราบลักษณะของผู้อ่านที่เป็นกลุ่มเป้าหมายว่าเจตนาจะมุ่งที่ใคร
เป็นหลัก และคนกลุ่มนี้มีพฤติกรรมและความชอบไม่ชอบอย่างไร นอกจากนี้ยัง
ต้องทราบให้ชัดเจนว่าผู้เขียนมีความคิดหลักหรือแนวคิดเบื้องหลังของหนังสือ
อย่างไร รวมทั้งเป็นหนังสือประเภทใดและควรจะมีบุคลิกภาพแบบไหน เพราะ
ประเภทของหนังสือนั้นมีหลากหลาย
106
ื
ั
HH444 การผลิตหนงสอและบรรณาธิการต้นฉบับ
2. กำหนดขนาดและรูปแบบของหนังสือ เมื่อเทียบกับหนังสือพิมพ์และ
นิตยสารแล้ว หนังสือสามารถจัดทำได้หลายขนาดและหลายรูปแบบมากกว่า ซึ่ง
ในการเลือกขนาดและรูปแบบที่เหมาะสม จะต้องดูจากวัตถุประสงค์และประเภท
ของหนังสือเป็นหลัก ส่วนใหญ่แล้วต้องพยายามเลือกขนาดที่ตัดกระดาษได้โดย
เหลือเศษน้อยเพื่อประหยัดกระดาษและลดต้นทุน นอกจากกรณีเป็นหนังสือที่
ระลึก ราคาแพง และต้องการรูปแบบแปลกแตกต่างไปจากปกติ
2.1 ขนาดของหนังสือซึ่งเป็นที่นิยม เช่น 51/3x7½ (16 หน้ายก)
5 ¾x8 ¼ (ขนาด A5 หรือขนาดพ็อกเก็ตบุ๊ก) เป็นต้น
การกำหนดขนาดของหนังสือนอกจากต้องคำนึงถึงความประหยัด
แล้ว สิ่งสำคัญอย่างยิ่งคือประเภท ขนาดและจำนวนของภาพและข้อความที่จะ
นำเสนอ สำหรับหนังสือที่มีข้อความอย่างเดียวขนาดอาจไม่มีผลต่อการนำเสนอ
เนื้อหา แต่สำหรับหนังสือที่มีภาพด้วย ยิ่งหนังสือมีขนาดใหญ่ก็ยิ่งสามารถ
นำเสนอภาพได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
2.2 รูปเล่มของหนังสือ มีความเกี่ยวข้องกับการเย็บเล่มหรือการเข้า
เล่มหนังสือ(binding) เป็นสิ่งที่มีผลต่อการออกแบบหนังสือด้วย การเย็บเล่มมี
หลายวิธี ดังนี้
2.2.1 การเย็บกี่ (smith sewing) เป็นการเข้าเล่มหนังสือด้วย
ด้ายเพื่อยึดหน้าหนังสือไว้ด้วยกัน การเย็บกี่มี 2 ลักษณะคือ การเย็บกี่ด้วยเครื่อง
เป็นการเย็บหน้าหนังสือเข้าด้วยกันเป็นชุดเล็ก ๆ ก่อน แล้วจึงเย็บด้านสันให ้
ติดกันและการเย็บด้ายด้านข้าง เป็นการเย็บกระดาษทั้งหมดเข้าด้วยกันตรง
ด้านข้างของหน้าหนังสือ การเย็บในลักษณะหลังนี้ไม่เป็นที่นิยมเท่าเย็บด้วยเครื่อง
2.2.2 การเย็บอกหรือเย็บแบบมุงหลังคา (saddle stitch) เป็น
การเข้าเล่มหนังสือด้วยลวดโลหะซึ่งส่วนมากจะเย็บที่สันของหนังสือ บางครั้งมี
107
ื
ั
HH444 การผลิตหนงสอและบรรณาธิการต้นฉบับ
การเย็บลวดที่ด้านข้างของหน้าหนังสือเหมือนกัน เมื่อเย็บและพับแล้ว หน้าจะ
เรียงลำดับต่อเนื่องกันไป จากนั้นก็นำไปเจียนทั้ง 3 ด้าน เว้นด้านสัน กระดาษที่
เคยติดกันเป็นยกจะถูกตัดออกอิสระเปิดอ่านได้ตลอด การเย็บแบบนี้เหมาะแก่
หนังสือที่มีความหนาเพียงไม่กี่ยก หรือมีจำนวนหน้าไม่มากและไม่ต้องการความ
คงทนถาวร แต่ต้องการความรวดเร็วและต้นทุนการผลิตต่ำ ราคาถูก ซึ่งการนำ
งานพิมพ์ที่พับไว้แล้วมายกแล้วเรียงซ้อนรวมกันเป็นเล่ม มีวิธีการดังตาราง
ต่อไปนี้
การเก็บเล่มหนังสือเย็บอกขนาด 8 หน้ายก จำนวน 3 ยก
ลำดับยก ซีกแรก ซีกหลัง การเรียงยก
ปก - - ซ้อนทับยกแรก
ยกแรก หน้า 1-4 หน้า 5-8 ซ้อนชั้นบน
ยกที่สอง หน้า 9-12 หน้า 13-16 ซ้อนชั้นกลาง
ยกที่สาม หน้า 17-20 หน้า 21-24 ซ้อนชั้นล่าง
ที่มา (พงษ์ศักดิ์ ไชยทิพย์, 2544)
2.2.3 การสันทากาว (adhesive binding / perfect binding)
เป็นการเข้าเล่มหนังสือด้วยการนำหน้าหนังสือมาเรียงกันแล้วใช้กาวทาที่สัน
นำมาปะเข้ากับกระดาษที่ทำเป็นสัน การเข้าเล่มแบบนี้จะมีปัญหาเมื่อกาวเสื่อม
คุณภาพ ทำให้หนังสือหลุดร่วงออกจากเล่มได้
2.2.4 การทำเล่มเชิงกล (mechanical binding) เป็นการเข้าเล่ม
หนังสือด้วยการใช้ห่วงเข็มหมุด เกลียวลวด หรือเกลียวพลาสติก เพื่อยึดหน้า
หนังสือทั้งหมดเข้าด้วยกันที่ด้านข้างของหน้าหนังสือ การเข้าเล่มนี้หน้าหนังสือ
อาจจะฉีกขาดได้ง่าย จึงเหมาะกับหนังสือที่มีการใช้งานระยะสั้น
108
ื
ั
HH444 การผลิตหนงสอและบรรณาธิการต้นฉบับ
2.3 การเข้าปก หนังสือมีการเข้าเล่มทั้งปกอ่อนและปกแข็ง ขึ้นอยู่กับ
ประเภทของหนังสือว่าจะมีการจัดทำปกในลักษณะใด ในที่นี้จะกล่าวถึงการ
เข้าปกแข็งซึ่งมีขั้นตอนการเตรียมการ 2 ขั้น คือ การเตรียมเล่มหนังสือ และการ
เตรียมปกหนังสือ
การเตรียมเล่มหนังสือ ได้แก่ การติดกระดาษผนึกปกด้านในและ
ใบรองปกทั้งหน้าและหลัง อัดหนังสือให้เนื้อกระดาษอัดกันแน่นเข้าที่ ไม่หย่อนตัว
ฉาบสันด้วยกาวแห้งเร็วเพื่อยึดสันไม่ให้เคลื่อนแล้วนำไปเจียนทั้ง 3 ด้าน ถ้าเป็น
หนังสือหนาก็ทำเส้นโค้งเพื่อให้ปกกอดสันติดผ้ายึดสันและคิ้ว แล้วรอการเข้าปก
ต่อไป
การเตรียมปกแข็ง ปกแข็งประกอบด้วยชิ้นส่วนต่าง ๆ คือ แผ่นปก
(กระดาษแข็ง) 1 คู่ แร็กซีนหมปก 1 แผ่น กระดาษรองสัน (กระดาษเขียนชาร์ต)
ุ้
ทั้งหมดมีขนาดสัมพันธ์กับขนาดของเล่มหนังสือ แล้วนำมาประกอบเข้ากันเป็นปก
จากนั้นนำไปพิมพ์ชื่อหนังสือ ชื่อผู้แต่งฯลฯ ที่หน้าปกและสันปก ถ้าพิมพ์เป็นตัว
ทอง เรียกว่า “เดินทอง”
หลังจากนั้น ทำการเข้าเล่มปกแข็ง คือการนำปกหุ้มหนังสือแล้ว
ผนึกให้ติดกัน ใช้แรงอัดมาก ๆ เพื่อให้ติดเรียบสนิท ขนาดแผ่นปกแข็งจะใหญ่กว่า
ขนาดเล่มออกโดยรอบทั้ง 3 ด้าน ประมาณด้านละ 1/8 นิ้ว เผื่อไว้สำหรับขั้นตอน
ในการเจียน
2.4 รูปแบบของปกหน้า เนื่องจากความหลากหลายในรูปแบบที่เป็นไป
ได้ในการออกแบบปกหน้าหนังสือ นักออกแบบจึงควรตกลงร่วมกับผู้เขียนหรือ
สำนักพิมพ์เรื่องรูปแบบของปกหนังสือก่อนเรื่องต่างๆ ดังนี้
2.4.1 กระดาษที่ใช้ในการพิมพ์ปกหน้า จะเป็นกระดาษแบบ
เดียวกับหน้าใน หรือจะเป็นกระดาษที่มีความหนากว่าปกติ ส่วนใหญ่กระดาษที่
109
ั
ื
HH444 การผลิตหนงสอและบรรณาธิการต้นฉบับ
ใช้ทำปกหน้ามักเป็นกระดาษแข็ง บางครั้งอาจมีการหุ้มหรือเคลือบไว้ด้วยวัสดุ
ชนิดอื่น ๆ เช่น ผ้าหรือพลาสติก
2.4.2 หน้าหุ้มปก หนังสือที่มีความหนามากหรือมีราคาสูง มักมี
หน้าหุ้มปกเพื่อรักษาปกหน้าไม่ให้เสียหาย
2.4.3 ระบบการพิมพ์และจำนวนสีที่จะพิมพ์ รวมทั้งมีการใช้
เทคนิคพิเศษอื่นๆ ในการพิมพ์ด้วยหรือไม่ เนื่องจากปกหน้าหนังสือทำหน้าที่
เหมือนหน้าโฆษณาขายหนังสือเล่มนั้น จึงเป็นเรื่องสมเหตุสมผลที่จะให ้
ความสำคัญเป็นพิเศษทั้งในงานออกแบบและการผลิต
2.5 รูปแบบของหน้าใน รูปแบบของหน้าในของหนังสือจะมีลักษณะ
เช่นใด ย่อมขึ้นอยู่กับลักษณะของสิ่งที่จะเป็นองค์ประกอบของเนื้อหา ได้แก่
เนื้อหาที่เป็นตัวพิมพ์และภาพประกอบต่าง ๆ ว่ามีมากน้อยและต้องการคุณภาพ
ระดับใด ทั้งนี้ควรพิจารณาในเรื่องต่อไปนี้
2.5.1 กระดาษที่ใช้พิมพ์เป็นกระดาษชนิดใดและมีความหนาหรือ
น้ำหนักเท่าใด
2.5.2 ระบบการพิมพ์ที่เหมาะสมควรเป็นระบบใดและพิมพ์กี่สี
ในหนังสือบางเล่มอาจมีหน้าในที่มีการพิมพ์สีไม่เท่ากัน จึงต้องมีการกำหนดว่าจะ
เป็นหน้าสีกี่หน้า หน้าสีหน้าเดียวกี่หน้า รวมทั้งการใช้เทคนิคพิเศษอื่นในการพิมพ์
หรือไม่ โดยปกติ หน้าในของหนังสือมักไม่ค่อยมีเทคนิคพิเศษใดมาก ยกเว้น
หนังสือเด็ก ซึ่งอาจมีการอัดตัดตามแม่แบบหรือไดคัต หรือ ป๊อปอัพ (pop up)
เพื่อเพิ่มมิติให้หน้าหนังสือ
2.6 แบบและขนาดตัวอักษร ปกติตัวอักษรที่ใช้ในหนังสือหนึ่งแบบจะ
ั
ไม่มีความหลากหลายมากนัก แต่อาจมีความแตกต่างกันระหว่างตัวที่เป็นหวเรื่อง
หรือพาดหัว กับตัวที่เป็นเนื้อเรื่องเท่านั้น อย่างไรก็ตาม ขนาดของตัวเนื้อหา
110
ื
ั
HH444 การผลิตหนงสอและบรรณาธิการต้นฉบับ
จะต้องพิจารณาใช้ขนาดที่เหมาะสมกับผู้อ่านซึ่งเป็นกลุ่มเป้าหมาย หากเป็นผู้มี
อายุมากหรือเด็ก อาจต้องเลือกตัวอักษรขาดใหญ่กว่าอักษรที่ใช้สำหรับวัยรุ่นหรือ
ผู้ใหญ่ทั่วไป
2.7 แบบและจำนวนภาพประกอบ ภาพประกอบเป็นอีกตัวแปรหนึ่ง
ที่ควรนำมาพิจารณาว่าต้องการจะนำเสนอภาพประกอบที่เป็น 4 สีหรือขาวดำ
จำนวนอย่างละกี่รูป ซึ่งแบบและจำนวนภาพประกอบนี้จะมีผลกระทบต่อการ
เลือกชนิดกระดาษและต้นทุนการผลิตหนังสือแต่ละเล่ม
2.8 การกำหนดขั้นตอนหลังการพิมพ์ เนื่องจากหนังสือมีขนาดความ
หนาหลากหลาย ทำให้มีวิธีการเย็บเล่มหนังสือที่เหมาะสมแตกต่างกันไป
นอกจากนี้เทคนิคพิเศษบางอย่าง เช่น ดุนนูน การประทับรอยร้อน ปั้มทอง หรือ
ไดคัต หรือการอัดคัตตามแม่แบบ เป็นสิ่งที่ต้องดำเนินการภายหลังการพิมพ์เสร็จ
สิ้นลง ดังนั้น การได้สรุปขั้นตอนที่คาดว่าจะใช้หลังการพิมพ์ไว้ล่วงหน้าจะทำให ้
นักออกแบบได้คิดเผื่อการจัดทำหนังสือไว้ตั้งแต่ในขณะที่ออกแบบนั่นเอง
การกำหนดรายละเอียดเหล่านี้เป็นสิ่งที่นักออกแบบจะต้อง
พิจารณากำหนดออกมาเพื่อเป็นแนวทางในการออกแบบหนังสือ เพื่อให้มีขนาด
และรูปเล่มตามที่ต้องการ
3. การเตรียมการและจัดทำเลย์เอาต์ เมื่อผ่านขั้นตอนของการวามแผน
กำหนดขนาดรูปเล่มแล้ว ในขั้นของการเตรียมการต่อไปคือ ผู้ออกแบบและจัด
หน้าหนังสือต้องทำเลย์เอาต์ของหนังสือเล่มนั้นให้เสร็จสมบูรณ์ โดยทำแบบร่าง
ของหนังสือซึ่งแสดงรายละเอียดต่าง ๆ ไว้ออกมาเป็นแบบหรือแนวทางให้แก่
ผู้ดำเนินการพิมพ์ดำเนินการในขั้นต่อไป และเพื่อป้องกันการผิดพลาดและความ
สูญเปล่าซึ่งอาจจะเกิดขึ้นระหว่างการพิมพ์
111
ั
ื
HH444 การผลิตหนงสอและบรรณาธิการต้นฉบับ
การทำเลย์เอาต์หนังสือคล้ายกับสื่อสิ่งพิมพ์ประเภทอื่น ๆ ที่ทำได้หลาย
ระดับ คือระดับเลย์เอาต์ขนาดจิ๋ว ระดับเลย์เอาต์ขนาดหยาบและระดับเลย์เอาต์
่
สมบูรณ์ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับขนาดและความซับซ้อนของสิ่งที่จะพิมพ์ จำนวนสีทีพิมพ์
เป้าหมายของสิ่งพิมพ์และระดับความต้องการให้ผู้อ่านสนใจในสิ่งพิมพ์นั้น นัก
ออกแบบนอกจากต้องมีความรู้ด้านศิลปะและหลักการออกแบบแล้วยัง
จำเป็นต้องมีความรู้เกี่ยวกับกระบวนการพิมพ์ด้วย
การออกแบบหนังสือต้องมีการวางแผนและเตรียมการอย่างรอบคอบ เริ่ม
ด้วยการกำหนดขนาดรูปเล่มให้เป็นขนาดมาตรฐาน ในส่วนที่เป็นเนื้อเรื่องควรใช้
อักษรแบบอ่านง่าย ชัดเจน มีขนาดเหมาะกับการอ่านของกลุ่มเป้าหมาย ที่สำคัญ
คือต้องมีขนาดตัวอักษรไม่เล็กจนเกินไป การจัดวางหน้าหนังสือต้องมี
จุดมุ่งหมายให้อ่านเข้าใจง่าย เชิญชวนให้ผู้อ่านติดตามอ่านจนตลอดเล่มและควร
หลีกเลี่ยงการออกแบบที่เล่นลวดลายต่าง ๆ มากเกินไปซึ่งอาจทำให้ผู้อ่านสับสน
4.8 หนังสือสำหรับเด็ก
หนังสือสำหรับเด็ก เป็นหนังสือเล่มอีกประเภทหนึ่งที่นักออกแบบควรมี
ความรู้ความเข้าใจ เพื่อทำให้การออกแบบมีความเหมาะสมกับกลุ่มผู้อ่านที่เป็น
เด็กโดยเฉพาะ เพราะหนังสือเป็นสื่อเพื่อการเรียนรู้ที่จะช่วยโน้มน้าวให้เด็กเกิด
ความสนใจเนื้อหา เกิดความเพลิดเพลินในการเรียนรู้โดยไม่รู้ตัว การออกแบบจัด
หน้า รูปเล่ม และภาพประกอบ จึงมีความสำคัญมากที่นักออกแบบต้องสร้างสรรค์
ให้สอดคล้องกับความสนใจ ความชอบและพฤติกรรมการรับรู้ของเด็กแต่ละวัยที่
แตกต่างกัน การออกแบบให้มีความเรียบง่าย มีความชัดเจนทั้งสาระ และ
ภาพประกอบมีความสวยงาม ทั้งการจัดโครงสีและการตกแต่งองค์ประกอบอน ๆ
ื่
ทั้งนี้รายละเอียดของการออกแบบและจัดทำหนังสือเด็ก มีดังนี้
112
ั
ื
HH444 การผลิตหนงสอและบรรณาธิการต้นฉบับ
1. ความมุ่งหมายของการออกแบบและจัดหน้าหนังสือสำหรับเด็ก
1.1 เพื่อกระตุ้นความพอใจให้เกิดการสนองตอบและมีความสนใจใน
เนื้อหาที่ต้องการนำเสนอด้วยการใช้ลักษณะภาพที่ดีและมีขนาดใหญ่
1.2 การใช้สีสันเหมือนจริงในการนำเสนอจะทำให้เด็ก ๆ เกิดความ
เข้าใจในเนื้อหาได้ดียิ่งขึ้น ขนาดและสีสันของตัวอักษรที่พอเหมาะทำให้มีความ
ชัดเจนและน่าสนใจ สามารถอ่านได้นานไม่เบื่อ
1.3 เพื่อต้องการให้เกิดความรักหนังสือและเกิดความรู้สึกดีต่อหนังสือ
ซึ่งเป็นแหล่งข้อมูลเบื้องต้นทางการศึกษาหาความรู้ต่าง ๆ
1.4 การออกแบบภาพ การจัดวางหน้าอย่างพิถีพิถันสวยงามจะช่วย
ส่งเสริมความรู้สึกนึกคิดทางด้านสุนทรียภาพและสนับสนุนให้เกิดจินตนาการใน
การสร้างสรรค์ได้เป็นอย่างดี
2. แนวคิดของการออกแบบและจัดหน้าหนังสือสำหรับเด็ก
ื่
การออกแบบหนังสือเด็กต่างจากการออกแบบหนังสือประเภทอน
หนังสือสำหรับเด็กมุ่งเน้นการนำเสนอเนื้อหาด้วยภาพประกอบหลักและมี
ข้อความเป็นส่วนประกอบ การมองภาพ การรับรู้ การเห็น และความชอบของ
เด็กย่อมแตกต่างไปจากผู้ใหญ่ ผู้ออกแบบจึงควรศึกษาหลักการจิตวิทยาการรับรู้
และการดูภาพของเด็กด้วย
3. การออกแบบรูปเล่มหนังสือสำหรับเด็ก
รูปเล่มของหนังสือแต่ละอย่างแตกต่างกันไปด้วยจุดประสงค์ที่ต่างกัน
ต้องคำนึงถึงความสวยงาม ความสะดวกในการหยิบอ่าน การพกพา การเก็บรักษา
ความเหมาะสมกับขนาด ความหนาของหนังสือและความสอดคล้องกับระบบการ
จัดพิมพ์ ขนาดของหนังสือสำหรับเด็กที่นิยมในการพิมพ์ปัจจุบัน แบ่งได้ดังนี้
(พงษ์ศักดิ์ ไชยทิพย์, 2544)
113
ั
ื
HH444 การผลิตหนงสอและบรรณาธิการต้นฉบับ
3.1 ขนาดฉบับกระเป๋า (pocket) 6 x 9 นิ้ว
3.2 ขนาดมาตรฐาน (basic) 8¼ x 11¾ นิ้ว
3.3 ขนาดนิตยสารภาพ (picture) 10½ x 13 นิ้ว
3.4 ขนาดหนังสือพิมพ์เล็ก (tabloid) 11½ x 14½ นิ้ว
ขนาดดังกล่าวเป็นขนาดใกล้เคียงกับขนาดกระดาษมาตรฐาน
ซึ่งมีปริมาณถูกตัดเจียนน้อยที่สุด ขนาดมาตรฐานเป็นขนาดที่ได้รับความนิยมมาก
ที่สุด และขนาดที่ได้รับความนิยมรองลงมาคือขนาดฉบับกระเป๋า ซึ่งมักเป็น
ประเภทนวนิยายหรือรวมเรื่องสั้น
4. ความหนาของรูปเล่ม
ขนาดความหนาต้องเป็นขนาดกระดาษมาตรฐานตัดลงตัว เช่น
ขนาดตัด 2 ขนาดตัด 4 หรือตัด 8 หรือเรียกว่าการกำหนดความหนาต้องให ้
ความหนาลงเต็มจำนวนยกพอดี เช่น ขนาดรูปเล่มเป็นแบบ 8 หน้ายก หมายถึง
เมื่อนำกระดาษมาพับตามขนาดรูปเล่มแล้ว กระดาษขนาด 1 ยก จำนวน 1 แผ่น
นำมาพับเป็น 4 ส่วน จะได้ทั้งหมด 8 หน้า เรียกว่า 1 ยก ความหนาของรูปเล่มจึง
นิยมเรียกเป็นจำนวนยก เช่น 10 ยก(80 หน้า) 15 ยก หมายถึงมีทั้งหมด 120
หน้า และถ้าเป็นกระดาษขนาด 1 ยก จำนวน 1 แผ่น มาพับเป็น 8 ส่วน ก็จะได้
ทั้งหมดเป็น 16 หน้า จึงเรียกว่าเป็นขนาด 16 หน้ายก (1 ยก มีจำนวน 16 หน้า)
4.9 ข้อคำนึงในการออกแบบและจัดทำหนังสือ
การออกแบบหนังสือมีหลักการเช่นเดียวกับการออกแบบสิ่งพิมพ์ทั่วไปนั่น
คือการกำหนดองค์ประกอบต่าง ๆ เพื่อให้สอดคล้องกับเนื้อหาและเป้าหมายของ
การใช้สิ่งพิพม์นั้น ๆ การออกแบบหนังสือจะมีลักษณะพิเศษประการหนึ่งคือ
้
มักจัดองค์ประกอบต่างๆ เข้าไว้ด้วยกันอย่างมีระเบียบเพื่อให้ผู้อ่านทำความเขาใจ
114
ั
ื
HH444 การผลิตหนงสอและบรรณาธิการต้นฉบับ
เรื่องราวในหนังสือเล่มนั้นได้สะดวก อย่างไรก็ตาม ในการออกแบบ นักออกแบบ
ควรคำนึงถึงหลักการพื้นฐานของการออกแบบ ดังต่อไปนี้
1. สัดส่วน หมายถึงการกำหนดสัดส่วนในการจัดหน้าปกหนังสือ การจัดวาง
ชื่อเรื่อง หัวข้อเรื่องและตัวเรียงพิมพ์ลงในหน้าหนังสืออย่างเหมาะสม การ
กำหนดกรอบขอบเขตหรือขนาดรูปเล่มหนังสืออย่างได้สัดส่วนระหว่างแนวตั้งกับ
แนวนอน
2. ความสมดุล หมายถึงการจัดวางตำแหน่งขององค์ประกอบต่าง ๆ ในหน้า
หนังสือให้มีน้ำหนักเท่ากัน ทำให้ไม่เกิดความรู้สึกว่าองค์ประกอบของหน้านั้น
หนักไปข้างใดข้างหนึ่ง น้ำหนักของภาพจะขึ้นอยู่กับขนาด รูปร่าง ความเข้มและสี
โดยทั่วไปแล้ว องค์ประกอบขนาดใหญ่จะดูหนักกว่าองค์ประกอบที่มีขนาดเล็ก
กว่า รูปวงกลมดูมีน้ำหนักมากกว่ารูปเหลี่ยม สิ่งที่มีสีเข้มจะให้น้ำหนักมากกว่าสี
อ่อน เช่น องค์ประกอบสีดำขนาดเล็กจะดูมีน้ำหนักมากกว่าองค์ประกอบขนาด
ใหญ่แต่สีอ่อนกว่า เป็นต้น
3. ความแตกต่าง การสื่อข้อความใด ๆ มักต้องมีการเน้นให้เห็นความสำคัญ
ของข้อความใดข้อความหนึ่งมากกว่าข้อความอื่นเพื่อแสดงจุดสำคัญของเรื่องซึ่ง
ความคิดที่จะให้มีการเน้นข้อความใดนั้นจะต้องมีการวางแผนล่วงหน้า ความ
แตกต่างเกิดขึ้นได้โดยการเน้นส่วนใดส่วนหนึ่งเพื่อเร้าความรู้สึกซึ่งอาจทำได้โดย
การใช้ขนาด รูปร่าง สีและทิศทางที่แตกต่างไปจากองค์ประกอบอื่น ๆ ที่อยู่
โดยรอบเพื่อทำให้เกิดความเด่นขึ้น
4. ลีลา หมายถึงการจัดวางองค์ประกอบต่างๆ โดยคำนึงถึงช่วงจังหวะ
ระยะห่าง ตลอดจนการกำหนดนำสายตาของผู้อ่านให้เคลื่อนไปตามองค์ประกอบ
ต่าง ๆ ในหน้าหนังสือ
115
ั
ื
HH444 การผลิตหนงสอและบรรณาธิการต้นฉบับ
5. ความมีเอกภาพ องค์ประกอบแต่ละองค์ประกอบที่นำมาใช้ในการ
ออกแบบอาจมีความแตกต่างกันออกไป แต่เมื่อนำมาประกอบกันเข้าเป็น
ภาพรวมแล้วจะต้องมีความสัมพันธ์ต่อกันและกันและต่อวัตถุประสงค์ร่วมของการ
ออกแบบทั้งหมดเพื่อมุ่งให้เกิดผลอย่างเดียวกันหรือมีเอกภาพขึ้น ในการออกแบบ
ถ้าสิ่งพิมพ์ที่ออกแบบไม่มีเอกภาพแล้วย่อมไม่สามารถแสดงให้เห็นจุดมุ่งหมาย
ของการออกแบบได้อย่างเด่นชัดว่ามุ่งให้เกิดผลอย่างใด
6. ความกลมกลืน ในการออกแบบสื่อสิ่งพิมพ์ ผู้ออกแบบจะต้องจัด
องค์ประกอบของภาพรวมให้มีความผสมกลมกลืนกัน กล่าวคือ ภาพรวมทั้งหมด
จะต้องสื่อความหมายหรือให้ผลของการมองเป็นสิ่งเดียวกัน เช่น การออกแบบ
ตั้งแต่ปกหน้า สันปก ปกหลังของหนังสือให้มีความกลมกลืนกัน
ความกลมกลืนของการออกแบบทำให้หน้าหนังสือมีลักษณะสวยงามและ
สบายตา ในขณะเดียวกัน การใช้ความแตกต่างจะช่วยเน้นองค์ประกอบที่เป็น
จุดเด่นให้เด่นชัดขึ้นมากกว่าองค์ประกอบอื่น ๆ
ดังนั้น ในการออกแบบรูปเล่มหนังสือ ควรยึดตามขนาดมาตรฐานของ
กระดาษ จะมีบางโอกาสที่หนังสือเล่มได้รับการออกแบบให้มีรูปเล่มพิสดารไป
จากปกติเพื่อวัตถุประสงค์พิเศษ เช่น หนังสือสำหรับเด็ก หรือเพื่อจะออก
แบบอย่างฉาบฉวยเพื่อเรียกร้องความสนใจ เช่น เอกสารเพื่อการประชาสัมพันธ์
หรือเอกสารเพื่อส่งเสริมการขาย เป็นต้น อาจตัดเป็นรูปหลายเหลี่ยม รูปสัตว์
ี
หรือรูปทรงกลม เพื่อวัตถุประสงค์จะเรยกรองความสนใจระยะสั้น ๆ มิใช่รูปเล่ม
้
หนังสือที่จะใช้งานนาน ๆ ซึ่งเป็นวัตถุประสงค์ของหนังสือโดยทั่วไป การ
ออกแบบหนังสือที่จะใช้งานนาน ๆ ต้องออกแบบให้เกิดความสมดุลในความ
สมดุลในความรู้ของผู้อ่าน ไม่ก่อให้เกิดความรำคาญหรือความน่าเบื่อหน่าย
116
ั
ื
HH444 การผลิตหนงสอและบรรณาธิการต้นฉบับ
นอกจากนี้ ความหนาของหนังสือก็มีส่วนสำคัญ ความหนาของหนังสือ
เกินครึ่งหนึ่งของความกว้างจะรู้สึกว่าหนาเกินไปทำให้ผู้อ่านรู้สึกว่าขัดตา เกะกะ
ใช้ไม่สะดวก ถ้าไม่จำเป็นไม่ควรออกแบบรูปเล่มหนังสือให้หนาเกินไป แต่หากมี
ความจำเป็นต้องบรรจุเนื้อหาสาระให้ครบถ้วน ควรแยกออกเป็นส่วนของแต่ละ
เล่ม เช่น เอกสารการสอนชุดวิชาของมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช เป็นต้น
ดังนั้น ก่อนลงมือออกแบบและจัดทำหนังสือควรวิเคราะห์ความต้องการ
ของกลุ่มเป้าหมายหรือผู้อ่านหนังสือก่อน นอกจากนี้ยังต้องวิเคราะห์หรือทราบ
วัตถุประสงค์ของการจัดทำรวมทั้งต้องพิจารณาข้อจำกัดต่าง ๆ ที่มีผลต่อการผลิต
เพื่อนำข้อมูลต่าง ๆ เหล่านั้นมาใช้ในการวางแผนและเตรียมการเพื่อให้ออกแบบ
และผลิตหนังสือบรรลุตามวัตถุประสงค์
การสรรค์สร้างรูปแบบของหนังสือควรเริ่มตั้งแต่ขนาด รูปเล่ม รูปแบบ
ตลอดจนสารบัญและหน้าในซึ่งต้องผ่านกระบวนการตามขั้นตอนเพื่อใหได้
้
รูปแบบที่ต้องการ มีสิ่งที่ควรคำนึงถึงมากมายในการออกแบบและจัดทำหนังสือ
แต่ที่สำคัญคือหนังสือเล่มนั้นมีหน้าที่ในการสื่อข้อความที่ค่อนข้างจะคงทนถาวร
ในรูปของตำรับตำรา ต้องได้รับการออกแบบที่คงทนถาวรเหมาะมือ ตรงข้ามกับ
นิตยสารหรือวารสารซึ่งมีอายุใช้งานสั้นกว่าหนังสือเล่มจึงไม่ต้องคำนึงถึงความ
คงทนถาวร แต่เน้นในเรื่องความสวยงาม สะดุดตาและเน้นเรื่องสีสันเป็นสำคัญ
จะเห็นได้ว่า หลักการทั่วไปในการออกแบบและจัดทำหนังสือในด้าน
โครงสร้างหรือระบบกริดนั้น หนังสือควรมีโครงสร้างที่แน่นอนสม่ำเสมอ ไม่ต้องมี
ความยืดหยุ่น ทั้งนี้เพราะเนื้อหาของหนังสือเป็นเรื่องเดียวกันต่อไป ไม่มีความ
หลากหลายดังเช่นหนังสือพิมพ์หรือนิตยสาร การเลือกและจัดวางองค์ประกอบ
ต่าง ๆ ทั้งที่เป็นภาพและตัวอักษรต้องคำนึงถึงความสะดวกของผู้อ่าน ติดตาม
เนื้อหาได้อย่างต่อเนื่องเป็นสำคัญ
117
ื
ั
HH444 การผลิตหนงสอและบรรณาธิการต้นฉบับ
คำถามท้ายบท 4
1. การออกแบบหนังสือหมายถึงอย่างไร
2. ปัจจัยที่มีผลต่อการออกแบบและจัดทำหนังสือได้แก่อะไรบ้าง
3. องค์ประกอบของการออกแบบหนังสือประกอบด้วยอะไร
4. หลักเกณฑ์สำคัญในการออกแบบปกหนังสือคืออะไร
5. การใช้ภาพประกอบในการออกแบบปกหนังสือมีประโยชน์อย่างไร
6. การสร้างสรรค์รูปแบบหนังสือเล่มควรดำเนินการในขั้นตอนใดบ้าง
7. การออกแบบและจัดทำหนังสือสำหรับเด็กควรคำนึงถึงอะไรบ้าง
8. ความมุ่งหมายของการออกแบบและจัดทำหนังสือสำหรับเด็กคืออะไร
9. ข้อคำนึงในการออกแบบและจัดทำหนังสือมีอะไรบ้าง
118
ั
ื
HH444 การผลิตหนงสอและบรรณาธิการต้นฉบับ
บทที่ 5
บรรณาธิการต้นฉบับ
มนุษย์พัฒนาตนเองด้วยการเรียนรู้ตลอดเวลา ทั้งด้านความคิด
สติปัญญาและความสามารถ ความรู้หรือประสบการณ์ต่าง ๆ ที่มนุษย์เรียนรู้ได้ถูก
รวบรวมบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษรเรียกว่า หนังสือ หนังสือจึงเสมือนสิ่งที่บอก
เล่าเรื่องราวความคิดที่สืบทอดต่อ ๆ กันมาตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน ดังพระบรม-
ราโชวาทพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 (2515) กล่าวถึงความสำคัญ
ของหนังสือว่า “หนังสือเป็นเสมือนคลังที่รวบรวมเรื่องราวความรู้ ความคิด
วิทยาการทุกอย่างซึ่งมนุษย์ได้เรียนรู้ ได้คิดอ่านและเพียรพยายามบันทึกภาษาไว้
ด้วยลายลักษณ์อักษร หนังสือเผยแพร่ไปถึงที่ใด ความรู้ ความคิด ก็แพร่ไปถึงที่
นั่น หนังสือจึงเป็นสิ่งที่มีค่าและมีประโยชน์ที่จะประมาณมิได้ ในแง่ที่เป็นบ่อเกิด
การเรียนรู้ของมนุษย์”
กระบวนการผลิตหนังสือเพื่อเผยแพร่ต่อผู้อ่านแต่ละเล่ม จึงต้องให ้
ความสำคัญกับขั้นตอนการผลิตอย่างมาก ทั้งการผลิตทางด้านความคิด ได้แก่
การสร้างสรรค์เนื้อหา เรื่องราวความคิดที่อยู่ในตัวหนังสือ การผลิตทางด้านวัตถุ
ได้แก่ การพิมพ์และการประกอบรูปเล่มหนังสือ การจัดพิมพ์ เป็นการทำหน้าที่
เชื่อมโยงประสานให้การผลิตทั้งด้านความคิดสร้างสรรค์และวัตถุได้รับช่วงกันเพื่อ
ตอบสนองต่อความต้องการของผู้อ่าน สิ่งที่สำคัญที่สุดในการผลิตหนังสือคือ
ความถูกต้องของเนื้อหา ข้อมูลที่ชัดเจน หากหนังสือเล่มใดขาดความถูกต้อง คนที่
จะได้รับผลกระทบโดยตรงก็คือผู้อ่านซึ่งจะได้รับข้อมูลผิดๆ ไปโดยไม่รู้ตัว
บรรณาธิการจึงมีบทบาทสำคัญในการผลิตหนังสือ เพื่อตรวจทานถ้อยคำ ประโยค
ความถูกต้องของเนื้อหาข้อมูลหนังสือ
119
ื
ั
HH444 การผลิตหนงสอและบรรณาธิการต้นฉบับ
5.1 ความหมายของ “บรรณาธิการ-บรรณาธิกร”
้
ราชบัณฑิตยสถาน (2546) ใหคำนิยามไว้ว่า บรรณาธิการ คือผู้จัดเลือกเฟ้น
รวบรวม ปรับปรุงและรับผิดชอบเรื่องลงพิมพ์ บุคคลซึ่งรับผิดชอบในการจัดทำ
ตรวจแก้ คัดเลือกหรือควบคุมบทประพันธ์หรือสิ่งอื่นในหนังสือพิมพ์ ส่วน
บรรณาธิกร หมายถึง รวบรวมและจัดเลือกเฟ้นเรื่องลงพิมพ์
บรรณาธิการ คือ ผู้ที่ทำงานเกี่ยวกับต้นฉบับของสื่อสิ่งพิมพ์ โดยอาจ
ดำเนินการคนเดียว หลายคนหรือเป็นคณะ และอาจมีคณะที่ปรึกษาผู้ทรงคุณวุฒิ
ซึ่งขึ้นกับลักษณะ ปริมาณ ความลึกซึ้งหรือหลากหลาย ความซับซ้อนของ
ส่วนประกอบเนื้อหาหรือโอกาสสำคัญที่จะจัดพิมพ์ต้นฉบับงานเขียนชิ้นนั้น
ขั้นตอนงานเริ่มตั้งแต่การวางแผนหาต้นฉบับ ติดตามต้นฉบับ รวบรวมต้นฉบับ
เพื่อคัดเลือกต้นฉบับที่ดีที่สุดและตรงกับวัตถุประสงค์ที่ต้องการ ที่สำคัญคือการ
ตรวจทานและปรับปรุงต้นฉบับให้ถูกต้องสมบูรณ์โดยตัดข้อความไม่จำเป็นออก
เติมถ้อยคำที่ช่วยให้เนื้อหาใจความสมบูรณ์ขึ้น แต่งรูปประโยค สำนวนการเขียน
ของนักเขียนให้สละสลวยขึ้น ทุกขั้นตอนตั้งอยู่บนพื้นฐานความถูกต้อง หัวใจ
ของงานบรรณาธิการคือการเปลี่ยนวัตถุดิบให้เป็นผลิตภัณฑ์คือสิ่งพิมพ์ที่ถูกใจ
ผู้อ่าน ทำให้ต้นฉบับกลายเป็นสิ่งพิมพ์ที่ประณีตด้วยเทคนิค เนื้อหาทรงคุณค่า ให ้
ประโยชน์คุ้มค่าและได้รับการยกย่องในวงการ (จารุวรรณ สินธุโสภณ, 2542)
หนังสือทุกเล่มจึงจำเป็นต้องมีบรรณาธิการ ผู้ที่จะทำงานเป็นบรรณาธิการ
จึงต้องรอบรู้ มีประสบการณ์สูงและมีอุดมการณ์ในการทำหนังสืออย่างมุ่งมั่น
เช่น ดำเนินการตรงตามความประสงค์ของหนังสือ ยึดหลักความถูกต้องสมบูรณ์
ของเนื้อหา ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความยุติธรรม ฯลฯ บรรณาธิการที่มีชื่อเสียงหลาย
คนทั้งในอดีตและปัจจุบันนอกจากจะทำงานเป็นบรรณาธิการแล้ว ยังเป็นนักคิด
นักเขียน นักต่อสู้หรือสะท้อนเรื่องราวของสังคมในแต่ละยุคสมัยด้วย
120
ื
ั
HH444 การผลิตหนงสอและบรรณาธิการต้นฉบับ
5.2 บทบาทหน้าที่ของบรรณาธิการ
ศุภณี เรียบเลิศหิรัญและสุณี ภู่สีม่วง (2556) กล่าวถึงบทบบาทหน้าที่ของ
บรรณาธิการไว้ ดังนี้
1) กำกับ สั่งการ อำนวยการให้หนังสือเสร็จเป็นรูปเล่ม
2) กำกับ อำนวยการให้หนังสือน่าอ่าน มีคุณค่า มีคุณภาพ ถูกใจผู้อ่าน
3) วางแผน จัดการ ประสานงาน ประเมินคุณค่าต้นฉบับที่จะพิมพ์
4) บรรณาธิกรเนื้อหา ตรวจแก้โครงสร้าง เนื้อหาสำคัญและตรวจแก้
ปรับปรุงต้นฉบับ
5) ประสานงานกับผู้เขียนในด้านเนื้อหา ผู้ทรงคุณวุฒิในด้านต้นฉบับ
6) ประสานงานกับฝ่ายศิลปกรรมด้านการออกแบบรูปเล่ม
7) ประสานงานกับฝ่ายการตลาดด้านการจัดจำหน่าย ส่งเสริมการขาย
8) ประสานงานกับผู้อ่านด้านหนังสือที่ผู้อ่านต้องการ
5.3 ความรู้ ความสามารถ ทักษะและประสบการณ์ของบรรณาธิการ
บรรณาธิการควรมีความรู้ ความสามารถ ทักษะและประสบการณ์ต่าง ๆ
ดังนี้ (ศุภณี เรียบเลิศหิรัญและสุณี ภู่สีม่วง, 2556)
1) ความรู้และประสบการณ์ทางวิชาการที่เกี่ยวข้องกับเนื้อหา
2) ความรู้ความสามารถด้านภาษา โดยเฉพาะการเขียนและงานเขียน
ประเภทต่างๆ
3) ความรู้ความสามารถด้านงานบรรณาธิการและเทคนิคการ
บรรณาธิการ ระวังเกี่ยวกับเรื่อง reprint (เนื้อหาเหมือนเดิม เพียงแต่พิมพ์ซ้ำ)
และ edition (เนื้อหาต้องมีการปรับปรุง)
4) ความรู้เกี่ยวกับส่วนประกอบของหนังสือ ชนิดของตัวพิมพ์ ขนาด
ของตัวพิมพ์
121
ั
ื
HH444 การผลิตหนงสอและบรรณาธิการต้นฉบับ
5) ความรู้เกี่ยวกับการพิมพ์และเทคโนโลยีการพิมพ์
6) ความรู้เกี่ยวกับแหล่งค้นคว้าอ้างอิง
7) ความรู้เรื่องกฏหมายลิขสิทธิ์ พระราชบัญญัติจดแจ้งการพิมพ์และ
กฎหมายที่เกี่ยวข้อง และการประสานกับหอสมุดแห่งชาติเพื่อประโยชน์ในการใช้
เป็นเอกสารอ้างอิงเพราะมีระบุไว้ในบรรณานุกรมแห่งชาติ
8) ความรู้เรื่องตลาดและกลยุทธ์การส่งเสริมการตลาด เช่น การลด
ราคาเพียง 10 % ไม่จูงใจผู้ซื้อมากพอ ควรเสริมด้วยวิธีการส่งเสริมการขายอื่น ๆ
เพิ่มทางเลือกหนังสือแบบ e-book
9) ความรู้เรื่องกลุ่มผู้อ่านซึ่งมีรสนิยมต่าง ๆ กัน
5.4 คุณสมบัติของบรรณาธิการ
บรรณาธิการต้องทำครบทั้งเนื้อหาทั้งรูปเล่ม ตั้งแต่แรกเริ่มจนหนังสือเสร็จ
ออกมาเป็นเล่มและวางจำหน่าย ดังนั้น ผู้ที่จะทำหน้าที่เป็นบรรณาธิการต้นฉบับ
จึงควรมีคุณสมบัติ ดังนี้
1) เป็นผู้ทำงานอย่างมีระบบ มีแบบแผน ละเอียด รอบคอบ
2) รักการเรียนรู้ รักการอ่านและการค้นคว้า
3) มีความสามารถในการใช้ภาษาได้ถูกต้อง
4) มีความเฉลียวฉลาด (Intelligence) มีวิจารณญาณ มีความมั่นใจ
ขยันค้นคว้า มีทักษะในการค้นคว้าสืบค้นข้อมูล
5) มีมนุษยสัมพันธ์ (human relations) มีจรรยาบรรณไม่ยึดความคิดเห็น
ของตนเป็นใหญ่ (Objectivity) พิจารณาผลงานในมุมมองของผู้เขียน
6) มีความตระหนักรู้ (Awareness) ทั้งเรื่องผู้เขียน แนวทางสำนักพิมพ์
หรือกระบวนการผลิต
7) มีความสงสัยเป็นธรรมชาติ (Questioning Nature) เพื่อแสวงหาคำตอบ
122
ั
ื
HH444 การผลิตหนงสอและบรรณาธิการต้นฉบับ
ที่กระจ่างชัด
8) มีทักษะในการเจรจา (Diplomacy) เพราะต้องติดต่อกับผู้เขียนใน
ลักษณะต่าง ๆ
9) มีความสามารถในการเขียน (Ability to Write) เพื่อจะได้เข้าใจความคิด
และแนวทางของผู้เขียนนอกเหนือไปจากการเป็นนักอ่านที่ดีที่จะต้องมีอยู่แล้ว
10) มีอารมณ์ขัน (Sense of Humor) เพื่อสร้างบรรยากาศการทำงานที่ดี
บรรณาธิการที่ดีต้องเป็นผู้รักการอ่านหนังสืออย่างมาก ต้องหมั่นศึกษา
หาความรู้เพิ่มเติมเป็นประจำ ไม่หยุดนิ่ง ยิ่งอ่านมากก็ยิ่งสะสมความรู้และเกิดการ
เรียนรู้มาก การอ่านทำให้ได้เรียนรู้ถ้อยคำ ประโยค สำนวนการเขียนหรือคำศัพท์
ที่ถูกต้อง นอกจากนี้ยังทำให้เป็นคนรู้กว้าง รู้หลายด้านและมีความละเอียด
รอบคอบ ในการตรวจงานแต่ละครั้ง ความละเอียดรอบคอบเป็นสิ่งสำคัญมาก
เพราะจะทำให้งานมีความถูกต้องทั้งเนื้อหาและรูปประโยค เมื่องานมีประสิทธิ-
ภาพ ผู้อ่านก็จะได้รับประโยชน์สูงสุด แต่หากงานขาดความถูกต้อง ผลย่อมตกอยู่
กับผู้อ่าน ทำใหผู้อ่านได้รับสารที่คลาดเคลื่อนทำให้เกิดผลกระทบต่าง ๆ ตามมา
้
คำว่า รู้ลึก หมายถึงรู้ลงลึกไปในศาสตร์ที่ตนเองทำได้ชัดเจนและถนัด โดยอาจ
เรียนรู้ประสบการณ์ต่างๆ จากคนรอบข้าง หรือศึกษาหาความรู้ด้วยตนเอง การรู้
ลึกจะช่วยให้เข้าใจเรื่องนั้นอย่างถ่องแท้ เมื่อทำงานงานที่ได้ก็จะมีประสิทธิภาพสูง
5.5 สิ่งที่บรรณาธิการควรทำ
1) ต้องแน่ใจว่าคนอ่านได้รับสารที่จำเป็นทั้งหมด ใครทำอะไร ที่ไหน เมื่อไร
ทำไม อย่างไรและได้สารรับสารนั้นอย่างชัดเจนกระจ่าง ตามวิธีการและเงื่อนไขที่
พึงเป็นและพึงทำ
123
ั
ื
HH444 การผลิตหนงสอและบรรณาธิการต้นฉบับ
2) เพื่อป้องกันความผิดพลาดจากข้อเท็จจริง ถึงแม้เราจะไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญ
แต่เราก็อาจรู้ในสิ่งที่นักเขียนไม่รู้ ถ้าพบสิ่งผิดพลาดและรู้ว่าผิดพลาดก็แก้ไขให ้
ถูกต้อง
3) แก้ไขไวยากรณ์ วรรคตอน สะกดการันต์ เอาใจใส่กับชื่อ ที่อยู่ ตัวเลข
4) ให้แน่ใจว่าข้อเขียนนั้นเป็นที่ยอมรับและไปกันได้กับองค์กร
5) ตรวจสอบข้อความที่มีความหมายไม่ชัดเจน คลุมเครือ หรือมีสองนัย
หรืออารมณ์ขันที่ไม่มีเจตนา อารมณ์ขันเป็นสิ่งที่ดีถ้ามีอยู่ แต่ไม่ใช่มาโดยบังเอิญ
หรือไม่ได้ตั้งใจจะให้มี
6) ทำตัวเป็นคนที่เราตั้งใจให้อ่าน สังเกตลีลาการเขียนและความหมาย
ระวังสิ่งที่ดูไม่มีรสนิยม หรือรสนิยมเลว หรือความเป็นทางการเกินเหตุ
7) แก้ไขประการแรก เพื่อความชัดเจนถูกต้องของความหมาย จากนั้นดู
ความกระชับของการสื่อความหมาย บางทีความสั้นหรือกระชับเกินไปอาจสื่อ
ความหมายได้ไม่ชัดเท่าที่ควร แต่ต้องไม่ลืมว่าความกระชับเป็นสิ่งที่ดีที่สุดในการ
สร้างความชัดเจน
8) เอาใจใส่กับรูปแบบให้มาก พยายามช่วยให้คนอ่านเข้าใจได้ง่ายใน
ข้อเขียนนั้นด้วยการใช้ลักษณะตัวอักษร พาดหัว พาดหัวรอง คำเน้นและย่อหน้า
9) ใส่เครื่องหมายกำกับจำนวนตัวเลข และใส่เครื่องหมายกำกับ เพื่อให ้
แน่ใจว่าตัวอักษรบอกตัวเลขถูกต้อง โดยทำอย่างมีแบบแผนสม่ำเสมอ ไม่ใช่นึกจะ
ทำก็ทำ นึกจะไม่ทำก็ไม่ทำ
5.6 สิ่งที่บรรณาธิการไม่ควรทำ
1) อย่าแก้เพียงเพราะอยากแก้
2) อย่าทำให้อ่านง่ายขึ้นโดยคลาดเคลื่อนจากความเป็นจริง
124
ื
ั
HH444 การผลิตหนงสอและบรรณาธิการต้นฉบับ
3) อย่าเชื่ออะไรง่ายๆ ควรตรวจสอบเพื่อความถูกต้อง แม้ว่าจะค่อนข้าง
แน่ใจว่าถูกต้องแล้ว
4) อย่าให้มีการใช้คำเฉพาะกิจหรือคำย่อมากเกินไปแม้จะช่วยประหยัดเวลา
และเนื้อที่เมื่อใช้อย่างเหมาะสม แต่คนอ่านอาจไม่คุ้นเคย ถ้าคิดว่ามีโอกาสที่คน
อ่านจะไม่เข้าใจ ควรเขียนบอกความหมายกำกับไว้ในการใช้ครั้งแรก
5) อย่ากลัวว่าจะดูเป็นคนดื้อรั้นถ้าไม่แน่ใจในบางสิ่ง เป็นเรื่องน่าอาย
ิ
มากกว่าหากจะปล่อยใหมีความผิดพลาดเกดขึ้น ควรถามคนที่รู้และเชี่ยวชาญใน
้
สาขาวิชาที่เราไม่รู้หรือรู้น้อย (“การผลิตหนังสือ”, 2564)
บรรณาธิการไม่ได้มีความสำคัญด้านการผลิตหนังสือหรือเป็นสะพานให ้
นักเขียนได้ก้าวเข้ามาทำงานด้านนี้เท่านั้น แต่หากมองลึกลงไปแล้วจะพบว่า
บรรณาธิการเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยสร้างสรรค์สังคมให้ดีขึ้น ไม่ใช่ในทางตรง แต่
้
เนื่องจากหน้าที่ของบรรณาธิการคือการตรวจทานและปรับปรุงต้นฉบับใหถูกต้อง
สมบูรณ์ เมื่อผู้อ่านได้รับสารจากหนังสือที่มีความถูกต้องชัดเจนก็จะได้รับ
ประโยชน์อย่างเต็มที่ ทำให้ผู้คนได้รับความรู้และพร้อมที่จะนำความรู้ที่เกิดจาก
การอ่านเหล่านั้นไปพัฒนาสังคมให้ดีขึ้นได้
5.7 งานของบรรณาธิการต้นฉบับ
1) ตรวจสอบเนื้อหาของต้นฉบับในด้านต่าง ๆ ได้แก่
(1) โครงสร้าง
(2) การเรียงลำดับหัวข้อและเนื้อหา ความต่อเนื่อง
(3) ความถูกต้อง ความชัดเจน ความครบถ้วน
(4) การอ้างอิง
(5) ตรวจสอบและกำหนดให้เป็นแบบแผนเดียวกันตลอดทั้งเล่ม
125
ื
ั
HH444 การผลิตหนงสอและบรรณาธิการต้นฉบับ
2) ตรวจสอบภาษาให้ถูกต้อง อ่านง่าย ตามง่าย เข้าใจง่าย ได้แก่
(1) ตรวจคำ ตรวจข้อความ ตรวจประโยค ตรวจบริบท
(2) การเลือกใช้คำ สำนวน โครงสร้างประโยคเป็นภาษาไทยที่ถูกต้อง
(3) หลีกเลี่ยงโครงสร้างประโยคซับซ้อน ภาษาต่างประเทศ ระดับ
ภาษา โทน ลีลา
(4) คำราชาศัพท์ คำฟุ่มเฟือย คำขาด (ห้วน) คำซ้ำ คำไม่จำเป็น
(5) การสะกดคำ ตัวการันต์ ลักษณนาม หน่วยนับ
(6) การใช้ศัพท์วิชาการ ศัพท์บัญญัติ การทับศัพท์ภาษาต่างประเทศ
(7) ตัวเลข ตาราง แผนภูมิ ภาพ คำบรรยายใต้ภาพ ตัวเน้น ตัวเอน
(8) การใช้ตัวย่อ คำย่อ เครื่องหมายวรรคตอน เคาะวรรค ขึ้นย่อหน้า
(9) เชิงอรรถ หมายเหตุ ภาคผนวก บรรณานุกรม อภิธานศัพท์ ดรรชนี
(10) ตรวจสอบและแก้ไขให้เป็นแบบแผนเดียวกันตลอดทั้งเล่ม
้
3) จัดทำหนังสือใหอ่านเข้าใจง่าย สวยงาม น่าอ่าน ได้แก่
(1) การจัดวาง ลำดับเนื้อหาและภาพประกอบในแต่ละหน้า แต่ละบท
(2) ตาราง แผนภูมิ แผนภาพ คำบรรยายใต้ภาพ
(3) เชิงอรรถ หมายเหตุ ภาคผนวก บรรณานุกรม อภิธานศัพท์ ดรรชนี
(4) ประสานงานการออกแบบรูปเล่ม ปกหน้า ปกหลัง การพิมพ์
เทคนิคการพิมพ์แบบพิเศษและการเข้าเล่ม (ศุภณี เรียบเลิศหิรัญและสุณี ภู่สีม่วง,
2556)
5.8 เครื่องหมายสำหรับงานบรรณาธิการ
เครื่องหมายสำหรับงานบรรณาธิการที่ใช้กันโดยส่วนมากโดยเฉพาะในชั้น
ตอนการตรวจทานต้นฉบับ เช่น การสลับข้อความ การใช้เลื่อนคำหรือข้อความ
ตามระดับที่ต้องการ การจบต้นฉบับ ต้องการย่อหน้า ไม่ต้องการย่อหน้า การ
126
ั
ื
HH444 การผลิตหนงสอและบรรณาธิการต้นฉบับ
แทรกคำ ตัดคำ นำข้อความมาติดกัน และเว้นวรรค นักพิสูจน์อักษรจะเสนอจุด
แก้ไขในต้นฉบับด้วยสัญลักษณ์ การใช้สัญลักษณ์ในการพิสูจน์อักษรช่วยให้เข้าใจ
ง่ายกว่าการเขียนตัวหนังสืออธิบายยาวๆ ลงไปในช่องว่างระหว่างบรรทัด
โดยเฉพาะจุดผิดเล็กน้อย อย่างการเว้นวรรค การชิดคำ การแก้คำตก คำฉีกคำ
เหล่านี้สามารถใช้สัญลักษณ์และเขียนคำที่ถูกต้องลงไปได้ (ศุภณี เรียบเลิศหิรัญ
และสุณี ภู่สีม่วง, 2556)
ตัวอย่าง การใช้สัญลักษณ์หรือเครื่องหมายในการพิสูจน์อักษร (รวบรวมจากงาน
ทั่วไป)
สัญลักษณ์ การแก้ไข ตัวอย่าง
เว้นวรรค ฉันนอนหลับวันละ 8ชั่วโมง
ตัดคำออก ฉันนอนหลับวันละ 8 ชั่วโมงง
ไม่เว้นวรรค ฉันนอนหลับ วันละ 8 ชั่วโมง
เพิ่มคำ ฉันนอนหลับวัน 8 ชั่วโมง
ขึ้นย่อหน้าใหม่ ฉันนอนหลับวันละ 8 ชั่วโมง ส่วนน้องสาวเข้านอน
ดึกกว่าฉันมาก ในเวลาเช้าฉันจะตื่น 7 โมงทุกวัน
ย้ายคำลง ฉันนอนวันละ 8 ชั่วโมง ส่วนน้องสาวนั้นเข้านอนดึก
กว่าฉันมาก
127
ั
ื
HH444 การผลิตหนงสอและบรรณาธิการต้นฉบับ
ในเวลาเช้าฉันจะตื่น 7 โมงทุกวัน
ย้ายคำขึ้น ฉันนอนวันละ 8 ชั่วโมง ส่วนน้อง
สาวนั้นเข้านอนดึกกว่าฉันมาก
ในเวลาเช้าฉันจะตื่น 7 โมงทุกวัน
ฉันนอนวันละ 8 ชั่วโมง ส่วนน้องสาวนั้น
สลับคำ เข้านอนดึกกว่าฉันมาก
เช้าในเวลาฉันจะตื่น 7 โมงทุกวัน
ย้ายข้อความขึ้นไปไว้ ฉันนอนวันละ 8 ชั่วโมง
บรรทัดเดียวกัน ส่วนน้องสาวนั้นเข้านอนดึกกว่าฉันมาก
ในเวลาเช้าฉันจะตื่น 7 โมงทุกวัน
ฉันนอนวันละ 8 ชั่วโมง
ชิดซ้ายหรือชิดขวา ส่วนน้องสาวนั้นเข้านอนดึกกว่าฉันมาก
ในเวลาเช้าฉันจะตื่น 7 โมงทุกวัน
ฉันนอนวันละ 8 ชั่วโมง ส่วนน้องสาวนั้นเข้านอนดึก
เช็คคำใหม่ น้อยกว่าฉันมาก
ในเวลาเช้าฉันจะตื่น 7 โมงทุกวัน
ฉันนอนวันละ 8 ชั่วโมง
หนา ทำตัวหนา ส่วนน้องสาวนั้นเข้านอนดึกกว่าฉันมาก เราอยู่ใน
หมู่บ้านวัดแลนด์ ย่านจอร์ทาวน์
หนา
ในเวลาเช้าฉันจะตื่น 7 โมงทุกวัน
นำน
ฉันนอนวันละ 8 ชั่วโมง
ำ
เอน ทำตัวเอน ส่วนน้องสาวนั้นเข้านอนดึกกว่าฉันมาก เราอยู่ใน
หมู่บ้านวัดแลนด์ ย่านจอร์ทาวน์
ในเวลาเช้าฉันจะตื่น 7 โมงทุกวัน มีหนังสือพิมพ์
เอน
จอร์จทาวน์นิวส์มาส่งที่หน้าบ้านทุกวัน
นำนำ
128
ื
ั
HH444 การผลิตหนงสอและบรรณาธิการต้นฉบับ
บรรณาธิการต้องเป็นผู้รอบรู้ในเรื่องของส่วนประกอบของหนังสือเป็นอย่างดี
การเรียงลำดับส่วนประกอบของหนังสือควรจะออกมาเป็นเล่มตามมาตรฐานของ
หนังสือ การรู้จักส่วนประกอบของหนังสือจึงเป็นอีกเรื่องหนึ่งที่สำคัญ
ส่วนประกอบของหนังสือประกอบด้วย 5 ส่วนคือ ส่วนนำ ส่วนเนื้อเรื่อง ส่วน
อ้างอิง/ส่วนเพิ่มเติม ส่วนหน้าปกในและด้านหลังปกใน มีรายละเอียด ดังนี้
(ศุภณี เรียบเลิศหิรัญและสุณี ภู่สีม่วง, 2556)
1) ส่วนนำ ประกอบด้วย ใบหุ้มปก (book jacket) ปกหน้า (front cover)
สันหนังสือ(spine) ใบรองปก (fly leave) หน้าปกใน (title page) หน้าอุทิศ
(dedication) กิตติกรรมประกาศ (acknowledgement) คำนำ (preface)
สารบัญ (table of contents) สารบัญภาพ ตาราง แผนภูมิ แผนที่ (list of
illustrations, tables, figures, maps)
2) ส่วนเนื้อเรื่อง ประกอบด้วย บทนำ (introduction) ภาคหรือตอน
(section) บท (chapter) บทสรุป บทส่งท้าย (summary, epilogue) เชิงอรรถ
(footnote)
3) ส่วนอ้างอิง/ส่วนเพิ่มเติม ประกอบด้วย ภาคผนวก (appendix)
บรรณานุกรม (bibliography) เอกสารอ้างอิง (reference) อภิธานศัพท์
(glossary) ดรรชนี (index)
4) ด้านหน้าปกใน ประกอบด้วย ชื่อเรื่อง (title) ชื่อรอง (subtitle)
ชื่อผู้เขียน (author) ชื่อผู้รวบรวม (compiler) ชื่อผู้แปล (translator)
ชื่อบรรณาธิการ (editor) ชื่อผู้วาดภาพ (illustrator)
129
ั
ื
HH444 การผลิตหนงสอและบรรณาธิการต้นฉบับ
5) ด้านหลังปกใน ประกอบด้วย ชื่อเรื่อง/ชื่อเรื่องรอง ชื่อผู้เขียน/ผู้รวบ-
รวบ/ผู้แปล/บรรณาธิการ เลข ISBN ชื่อ/ที่อยู่ผู้จัดพิมพ์(publisher) ฉบับพิมพ์ที่
(edition) ปีที่พิมพ์ (year of publication) ชื่อ/ที่อยู่ผู้จัดจำหน่าย (distributor)
อื่นๆ
6) เลขหน้า มีรายละเอียด ได้แก่
(1) ส่วนนำก่อนเริ่มเนื้อหา ไม่นิยมใส่เลขหน้า หรืออาจใส่เลขหน้า
เป็นเลขโรมันหรือตัวอักษร
(2) หน้าแรกของเริ่มต้นบท หรือมีหัวเรื่องกลางหน้า ไม่นิยมใส่เลข
หน้า เริ่มเลข 1 ที่เนื้อเรื่องบทที่ 1 หรือบทนำ
(3) เลขหน้าอยู่กลางหน้า หรือ หน้าซ้ายอยู่มุมซ้าย หน้าขวาอยู่มุม
ขวา หรือขวาเป็นเลขคี่ หน้าซ้ายเป็นเลขค ู่
(4) มีชื่อเรื่องประจำหน้า (running title) กำกับอยู่ที่ส่วนหัวของแต่
ละหน้า โดยทั่วไปจะอยู่มุมบนด้านซ้ายของหน้าซ้าย และมุมบนด้านขวาของหน้า
ขวาโดยกำกับอยู่กับเลขหน้า หน้ากระดาษแต่ละหน้า นับเลขหน้าเสมอแม้เป็น
หน้าว่าง
5.9 คู่มือบรรณาธิการ
งานบรรณาธิการต้นฉบับขึ้นอยู่กับความถูกต้องเป็นหลัก ดังนั้น ผู้เป็น
บรรณาธิการจึงควรต้องมีคู่มือหรือหนังสืออ้างอิง ไว้เพื่อเป็นเครื่องมือในการ
ตรวจสอบการเขียนและการใช้ภาษาที่ถูกต้อง ดังนี้ (ศุภณี เรียบเลิศหิรัญและสุณี
ภู่สีม่วง, 2556)
130
ั
ื
HH444 การผลิตหนงสอและบรรณาธิการต้นฉบับ
1) พจนานุกรม เช่น
(1) พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2525 ลักษณนาม ฉบับ
ราชบัณฑิตยสถาน
(2) ภาษิต คำพังเพย สำนวนไทย ฉบับราชบัณฑิตยสถาน
(3) หลักเกณฑ์การใช้เครื่องหมายวรรคตอน และเครื่องหมายอื่นๆ
(4) หลักเกณฑ์การเว้นวรรค หลักเกณฑ์การเขียนคำย่อของ
ราชบัณฑิตยสถาน
(5) การใช้ กระ กะ จากพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน 2525
(6) อ่านอย่างไร เขียนอย่างไร
(7) คำที่เขียนทับศัพท์จากภาษาต่างประเทศในพจนานุกรมฉบับ
ราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2525
(8) รายชื่อจังหวัดในประเทศไทยถอดเป็นอักษรโรมันของ
ราชบัณฑิตยสถาน
2) พจนานุกรมเฉพาะวิชา โดยเฉพาะศัพท์บัญญัติ เช่น
(1) ศัพท์บัญญัติวิชาการหนังสือพิมพ์ อังกฤษ-ไทย ฉบับ
ราชบัณฑิตยสถาน
(2) ศัพท์เทคโนโลยีสารสนเทศฉบับราชบัณฑิตยสถาน
(3) ศัพท์วิทยาศาสตร์ฉบับราชบัณฑิตยสถาน
(4) ศัพท์คอมพิวเตอร์ฉบับราชบัณฑิตยสถาน
3) พจนานุกรมภาษาต่างประเทศ ภาษาเดียวหรือสองภาษา เช่น
อังกฤษ-ไทย, ไทย-อังกฤษ
4) คู่มือการเขียนอ้างอิง ได้แก่
131
ั
ื
HH444 การผลิตหนงสอและบรรณาธิการต้นฉบับ
(1) คู่มือการเขียนอ้างอิงภาษาไทย สถาบันต่างๆ โดยเฉพาะ
มหาวิทยาลัยมีการจัดทำเป็นคู่มือ
(2) การเขียนวิทยานิพนธ์ ผลงานทางวิชาการของแต่ละสถาบัน
(3) คู่มือการเขียนอ้างอิงภาษาต่างประเทศ คู่มือที่นิยมแพร่หลาย คือ
(3.1) American Psychological Association (APA). Publication
(3.2) Manual of the American Psychological Association.4
thed.
(3.3) Washington, D.C.: American Psychological Association,
1994.
(3.4) Li, X. and Crane, N.B. Electronic Style: A Guide to
Citing Electronic Information. Westport : Meckler, 1993.
(3.5) Turabian, Kate L. A Manual for Writers. 4 th ed.
Chicago: The University of Chicago Press, 1987.
(3.6) University of Chicago Press. The Chicago Manual of
Style. 14 th ed. Chicago :University of Chicago Press, 1993.
5.10 ขั้นตอนการบรรณาธิกร
1) เบื้องต้นให้พิจารณาว่ามีต้นฉบับมีการเขียนที่เป็นระบบหรือไม่สมบูรณ์
ครบถ้วนหรือไม่ สิ่งที่ส่งมาด้วยมีภาพ แผนภูมิ ตาราง ที่ชัดเจนดี มีข้อมูลของ
ผู้เขียน ความรู้ประสบการณ์ ความชำนาญและผลงานที่เกี่ยวข้อง
2) อ่านครั้งแรกเป็นการอ่านเพื่อสำรวจ เป็นการอ่าน 1-2 บทแรกโดยไม่
แก้ไข พิจารณาจุดมุ่งหมาย กลุ่มเป้าหมาย การนำเสนอประเด็น โครงเรื่อง เนื้อหา
ระบบการเขียน เนื้อหา ความถูกต้องสมบูรณ์ ทันสมัยของข้อมูลและเนื้อหา การ
ใช้สำนวนภาษา คำหรือประโยค ข้อความ อ่านแล้วเข้าใจดีหรือไม่ มีความยาก
132
ั
ื
HH444 การผลิตหนงสอและบรรณาธิการต้นฉบับ
หรือง่ายมากน้อยเพียงไร เหมาะสมกับผู้อ่านหรือไม่ มีระบบอ้างอิง เชิงอรรถ
บรรณานุกรมหรือไม่ ผลของการวินิจฉัยในเบื้องต้นยอมรับต้นฉบับได้หรือไม่ใน
ระดับใด จะมีการส่งให้ผู้เขียนแก้ไขหรือบรรณาธิการจะแก้ไขเอง
3) อ่านครั้งต่อมาเป็นการอ่านอย่างละเอียดเพื่อทำความเข้าใจ วิเคราะห ์
อย่างละเอียด วางแผนปรับปรุงหรือแก้ไข อ่านโครงเรื่องแต่ละเล่มหรือแต่ละ
บทความในแต่ละย่อหน้าโดยพิจารณาสัดส่วน ความถูกต้อง ความชัดเจน ความ
ยากง่ายเหมาะสมกับผู้อ่าน ลำดับขั้นตอน ความมีเหตุผล มีเอกภาพ สัมพันธภาพ
และสารัตถภาพ รวมทั้งพิจารณาในประเด็นต่าง ๆ ดังนี้
3.1) สำนวนภาษา ชัดเจนดี ไม่คลุมเครือหรือวกวน ระดับความยากหรือ
ง่าย ความถูกหรือผิด ความสม่ำเสมอในการใช้คำ ไม่ใช้คำฟุ่มเฟือย
3.2) ระบบการเขียน ตัวย่อ คำย่อ ชื่อบุคคล ประเทศ สถานที่ ตัวเลข
จำนวน การเขียนทับศัพท์ คำภาษาอังกฤษ
3.3) เครื่องช่วยอ่าน ในที่นี้หมายถึง ภาพ (ประเภทของภาพวาด
ภาพถ่าย ภาพ 3 มิติ) แผนภูมิ แผนที่ ตาราง สถิติ กราฟ โดยต้องกำหนด
เครื่องช่วยอ่านตามความจำเป็นให้สอดคล้องกับเนื้อหา เช่น สีที่พิมพ์ (ขาวดำ
สองสี หรือสี่สี) ขนาด เช่น ¼, ¾ หรือครึ่งหน้า เต็มหน้า ตำแหน่ง เช่น ภาพสอง
หน้าต่อกัน ภาพ โปรยในหน้า และความชัดเจน ชนิด ขนาดของตัวอักษร
3.4) วิธีการหรือแบบแผนการอ้างอิง บรรณานุกรม เชิงอรรถ
3.5) รูปลักษณ์หนังสือ รูปเล่ม ภาพประกอบ ชนิด จำนวน ตำแหน่งภาพ
4) อ่านเพื่อแก้ไขเนื้อหา เป็นการอ่านและใช้เครื่องหมายตรวจแก้ด้วย
เครื่องหมายพิสูจน์อักษร การแก้ไขคำหรือข้อความของเนื้อหาผิดพลาดหรือไม่
ชัดเจน อาจต้องเรียงหัวข้อใหม่ ย่อหน้าหรือขึ้นบรรทัดให้ใหม่ วรรคตอน คำเน้น
คำสำคัญ ข้อความยกมาอ้างอิง แก้ไขปรับปรุงระบบอ้างอิง เชิงอรรถ
133
ั
ื
HH444 การผลิตหนงสอและบรรณาธิการต้นฉบับ
บรรณานุกรมและกำหนดตัวอักษร ทั้งนี้บรรณาธิการต้องแก้ไขการสะกดคำตาม
พจนานุกรม คำโบราณ คำยาก คำไม่ตรงความหมาย คำศัพท์วิชาการ
ศัพท์เทคนิค คำเขียนทับศัพท์ คำกริยาแทน วลี ต้องแก้ประโยคหรือข้อความตาม
หลักภาษา ใช้ประโยคผู้กระทำ ไม่ใช้ผู้ถูกกระทำ ตัดข้อความฟุ่มเฟือย (มีการ/ทำ
การ/การ/ความ) ข้อความวกวนซ้ำซ้อนออก
5) การกำหนดรูปลักษณ์ของหนังสือ ได้แก่
5.1) ขนาดของหนังสือ อาทิ หนังสือ 8 หน้ายก(18.5x26 ซ.ม.) หรือ
หนังสือ 16 หน้ายก (14.8x21 ซ.ม.) หรือขนาดพ็อคเก็ตบุค (13x18.5 ซ.ม.)
5.2) ชนิด ขนาดกระดาษปกและเนื้อใน
5.3) ชนิด ขนาดของปก
5.4) ขนาดของเนื้อใน
5.5) รูปแบบของตัวอักษร เช่น ชนิด ขนาดของหัวข้อต่างๆ
5.6) สีที่พิมพ์ เช่น ปกพิมพ์สองสีหรือสี่สี เนื้อในพิมพ์ 1สี (ดำ) 2 สีหรือ
4 สี
6) การจัดหน้า ได้แก่ การจัดเนื้อหาให้เข้ากับเครื่องช่วยอ่าน โดยคำนึงถึง
ประเด็นต่อไปนี้
6.1) ชนิดของภาพ ตำแหน่งภาพ คำบรรยายภาพ สัดส่วนของภาพ
6.2) ประเภทของสิ่งพิมพ์ ประเภทของงานเขียน กลุ่มผู้อ่าน ความยาว
ของเนื้อหา ขนาดตัวอักษร เนื้อใน หัวข้อ
6.3) การจัดหน้าและออกแบบรูปเล่มที่โปร่งตา อ่านสบาย มีศิลป์
สวยงาม ไม่ซ้ำซากเหมือนกันทุกหน้า ระวังการจัดหน้าสองคอลัมน์ การใส่เลข
หน้าที่หน้าขวาต้องเป็นเลขคี่ หน้าซ้ายเป็นเลขคู่ การใส่ชื่อเรื่องประจำหน้า
7) การกำหนดรายละเอียดการพิมพ์
134
ั
ื
HH444 การผลิตหนงสอและบรรณาธิการต้นฉบับ
8) การพิสูจน์อักษร มีแนวทางการดำเนินงาน ดังนี้
8.1) รูปแบบ อาทิ แบบหนึ่งคนอ่าน แบบสองคนอ่าน แบบสามคนอ่าน
หรือ หลายคนอ่าน และ
8.2) จำนวนครั้งที่อ่าน :
ครั้งที่ 1 ตรวจตามต้นฉบับ คำผิด คำฉีก วรรคตอน ย่อหน้า
เปลี่ยนขนาดตัวอักษร ปรับเนื้อหา ตัดทอน เพิ่มเติม หากจำเป็น ตรวจสอบศัพท์
ดูบรรณานุกรม เชิงอรรถ
ครั้งที่ 2 ตรวจปรู๊ฟที่ 1 ที่สั่งแก้คำผิด วรรคตอน
ครั้งที่ 3 ตรวจปรู๊ฟที่ 2 พร้อมภาพและเครื่องช่วยอ่าน ตรวจคำผิด
คำบรรยายภาพ เครื่องช่วยอ่านต่างๆ ปรับเนื้อหาให้ลงหน้า จัดภาพให้ตรงเนื้อหา
ครั้งที่ 4 ตรวจเนื้อหา พร้อมภาพ ดูปรู๊ฟและภาพปก รายละเอียด
บนปก ดูปรู๊ฟสีและภาพเนื้อใน สั่งพิมพ์
วิธีการใช้เครื่องหมายพิสูจน์อักษร ใช้ปากกาแดงหรือดินสอแดงทำ
เครื่องหมายตรงที่จะแก้แล้วโยงไปยังขอบกระดาษ ไม่ลากเส้นผ่านตัวอักษรของ
บรรทัดอื่น การแก้คำเดี่ยว ถ้าอักษรผิดหลายตัวให้แก้ทั้งคำ และตัวเลขให้แก้ทั้ง
จำนวน (ศุภณี เรียบเลิศหิรัญและสุณี ภู่สีม่วง, 2556)
เคล็ดลับการบรรณาธิกรหนังสือคือการอ่านหนังสือที่ใช้ภาษาถูกต้อง
อ่านมาก ๆ อ่านบ่อยๆ ให้มีฐานข้อมูลและคลังคำที่ถูกต้อง ในการอ่านอาจอ่าน
ออกเสียงหรืออ่านในใจก็ได้แต่ต้องให้ได้ยินเสียงของตนเองเพื่อให้ได้ยินเสียง
วรรณยุกต์ต่างๆ จากนั้นเป็นการแก้คำสะกดผิด เพิ่มเติมหรือเปลี่ยนคำให้เสียง
สละสลวย ฝึกนึกคำให้เป็นภาพ อย่าปล่อยให้ความเคยชินความคุ้นเคยมาทำให ้
การใช้ภาษาไขว้เขวและต้องคำนึงไว้ว่าภาษาไทยกับภาษาต่างประเทศนั้นไม่
เหมือนกัน
135
ั
ื
HH444 การผลิตหนงสอและบรรณาธิการต้นฉบับ
คำถามท้ายบท 5
1. “บรรณาธิการ” และ “บรรณาธิกร” มีความหมายอย่างไร
2. บทบาทหน้าที่ของบรรณาธิการมีอะไรบ้าง
3. ผู้เป็นบรรณาธิการ ควรมีความรู้ความสามารถอย่างไร
4. คุณสมบัติของบรรณาธิการ ได้แก่อะไร
5. สิ่งที่บรรณาธิการควรทำและไม่ควรทำ คืออะไรบ้าง
6. งานบรรณาธิการต้นฉบับ คืออะไร
7. เครื่องหมายสำหรับงานบรรณาธิการ ได้แก่เครื่องหมายใด
136
ั
ื
HH444 การผลิตหนงสอและบรรณาธิการต้นฉบับ
บรรณานุกรม
137
ื
ั
HH444 การผลิตหนงสอและบรรณาธิการต้นฉบับ
บรรณานุกรม
เอกสาร
จันทนา ทองประยูร. (2537). การออกแบบจัดหน้าสิ่งพิมพ์. กรุงเทพมหานคร :
โรงพิมพ์มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช.
จารุวรรณ สินธุโสภณ, (2542). จะทำอย่างไรเมื่อบรรณารักษ์ต้องเป็นบรรณาธิการ.
บรรณารักษศาสตร์และสารนิเทศศาสตร์ มข. (17(3)}1-11.
“บทบรรณาธิการ.” (2560, กันยายน). กุลสตรี. 47(1109) : 5.
“บรรณาธิการแถลง.” (2565, เมษายน-มิถุนายน). วารสารวิชาการ มหาวิทยาลัย
หอการค้าไทย “มนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์”. 42(2) : 7.
ประชิด ทิณบุตร. (2539). การออกแบบกราฟิก. กรุงเทพมหานคร : สำนักพิมพ์
โอเดียนสโตร์.
ปรียา ไชยสมคุณ. (2546). ห้องสมุดกับการรู้สารสนเทศ. กรุงเทพฯ : ประสานมิตร.
พงษ์ศักดิ์ ไชยทิพย์. (2544). เทคนิคการออกแบบงานกราฟฟิค. กรุงเทพฯ :
ซีเอ็ดยูเคชั่น.
พีระ จิรโสภณ. (2548). ประมวลสาระชุดวิชา 15701 ปรัชญานิเทศศาสตร์และทฤษฎี
การสื่อสาร. : สุโขทัยธรรมาธิราช, มหาวิทยาลัย.
ภัทรสิริ โชติพงศ์สันติ์. “Stay Home#อยู่บ้านหยุดเชื้อเพื่อชาติ”. (2563, พฤษภาคม).
47(525) ; 3.
ราชบัณฑิตยสถาน (2546). พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2542. กรุงเทพฯ :
นานมีบุ๊คส์พับลิเคชั่น.
วิษณุ สุวรรณเพิ่ม. (2531). นิตยสาร. กรุงเทพฯ : คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัย-
รามคำแหง.
138
ั
ื
HH444 การผลิตหนงสอและบรรณาธิการต้นฉบับ
ศุภณี เรียบเลิศหิรัญและสุณี ภู่สีม่วง. (2556). รายงานการเข้าร่วมกิจกรรมเผยแพร่
ความรู้และแลกเปลี่ยนความรู้ “บทบาทของบรรณาธิการ เทคนิคการ
บรรณาธิการ การเขียนต้นฉบับวิชาการ และการเขียนบรรณานุกรม”.
กรุงเทพฯ : มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช.
สุวัฒน์ อัศวไชยชาญ. “บทบรรณาธิการ”. (2559, กรกฎาคม). สารคดี. 32(377) : 12.
เว็บไซต์
“ความสำคัญของบรรณาธิการหนังสือ”. สืบค้นเมื่อ 4 กรกฎาคม 2565,
จาก https://maejopress2.mju.ac.th
ทิพวรรณ หอมพูลและคณะ. (2564). ความหมายของหนังสือ. สืบค้นเมื่อ 20
สิงหาคม 2564, จาก https://www.gotoknow.org/posts/307128จ
ประชัน วัลลิโก. (2564). องค์ประกอบของหนังสือ. สืบค้นเมื่อ 24 สิงหาคม
2564, จาก http://kanlayanee.ac.th
พรหมพชร เกตดี. (2564). ความหมายของหนังสือ. สืบค้นเมื่อ 20 สิงหาคม 2564,
จาก https://www.gotoknow.org/posts/307128
พิมอัจฉรา ปวนะฤทธิ์. (2564). นิตยสาร & วารสาร. สืบค้นเมื่อ 24 สิงหาคม 2564,
จาก https://www.gotoknow.org/posts/327124
ฟาฎิมา วงศ์เลชา. (2564). คุณค่าของหนังสืออยู่ที่ “การอ่าน”. สืบค้นเมื่อ 24 สิงหาคม
2564, จาก https://d.dailynews.co.th/education/382691/
์
มนูญ ไชยสมบูรณ์. (2564). ข้อคิดในการออกแบบสิ่งพิมพ. สืบค้นเมื่อ 23 มีนาคม
2564, จาก http://gotoknow.org/blog/viscom1/225602
สมสนิท สกุลธนะ. (2564). นิตยสาร & วารสาร. สืบค้นเมื่อ 24 สิงหาคม 2564,
จาก https://www.gotoknow.org/posts/327124
สวพร จันทรสกุล. (2564). การเขียนบทบรรณาธิการ. สืบค้นเมื่อ 20 สิงหาคม 2564,
จาก https://pubhtml5.com/pizt/aeps
139
ั
ื
HH444 การผลิตหนงสอและบรรณาธิการต้นฉบับ
สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชน เล่ม 16 (2564). การผลิตหนังสือ. สืบค้นเมื่อ 20
พฤษภาคม 2564, จาก https://saranukromthai.or.th
สุนีย์ เลิศแสวงกิจและพิศิษฐ์ กาญจนพิมาย. (2564). ความหมายของหนังสือ. สืบค้น
เมื่อ 20 สิงหาคม 2564. จาก https://www.gotoknow.org/posts/307128
สุรัตน์ นุ่มนนท์. (2564). ประเภทของหนังสือ. สืบค้นเมื่อ 20 สิงหาคม 2564,
จาก https://www.gotoknow.org/posts/307128
“หนังสือคืออะไร ในความหมายของเรา”. สืบค้นเมื่อ 6 กรกฎาคม 2565,
จาก https://www.gotoknow.org/posts/276514
“อยากเป็นบรรณาธิการแค่ขอบอ่านหนังสือคงไม่พอ”. สืบค้นเมื่อ 6 กรกฎาคม 2565,
จาก https://www.jobtopgun.com)
อำไพวรรณ ทัพเป็นไทย. (2564). ความหมายของหนังสือ. สืบค้นเมื่อ 20 สิงหาคม
2564, จาก https://www.gotoknow.org/posts/307128
140
ื
ั
HH444 การผลิตหนงสอและบรรณาธิการต้นฉบับ
ภาคผนวก
(บทความคัดลอกมาเพื่อให้ผู้เรียนอ่านเสริม)
141
ั
ื
HH444 การผลิตหนงสอและบรรณาธิการต้นฉบับ
ั
ความส าคัญของการบรรณาธิกรหนงสือ
ทุกวันนี้ หนังสือถือว่าเป็นสื่อที่มีความสําคัญต่อการดํารงชีวิตของมนุษย์
หนังสือเป็นรากฐานของความรู้ที่มนุษย์จะต้องเอาความรู้ที่ได้จากการหนังสือไปใช ้
ประกอบอาชีพหาเลี้ยงตนเองในอนาคต ทุกคนเกิดมาจะต้องรู้จักหนังสือ ได้อ่าน
หนังสือ ต้องเรียนหนังสือ แม้ว่าในปัจจุบันอินเทอร์เน็ตได้เข้ามามีบทบาทในสังคม ใน
สถานศึกษา แต่ก็ไม่ได้ทําให้ความสําคัญของหนังสือลดน้อยลงไป หนังสือก็ยังมี
บทบาทและทําหน้าที่ให้ความรู้ได้ดีเหมือนเดิม ยังมีการผลิตหนังสือ พัฒนาในเรื่อง
ของการนําเสนอและเทคนิคต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง แต่น้อยคนนักที่จะรู้ว่าเบื้องหลังของ
การทําหนังสือเป็นอย่างไร และมีใครเป็นผู้รับผิดชอบ
ผู้ที่รับผิดชอบในการทําหนังสือ ก็คือ บรรณาธิการ บรรณาธิการก็คือผู้
้
คัดเลือกงานเขียนของนักเขียนหรือหนังสือจากทุกแห่งที่คิดว่าดี มีประโยชน์แก่ผูอ่าน
รับผิดชอบต้นฉบับของนักเขียน ตรวจสอ บการสะกดคํา การใช้เครื่องหมายต่าง ๆ ให้
ถูกหลักไวยากรณ์ จนกระทั่งการจัดพิมพ์ บรรณาธิการก็จะเป็นผู้ที่เรียบเรียงภาษา
ของนักเขียนให้น่าอ่านขึ้น แต่ยังคงสํานวนภาษาของนักเขียนไว้คงเดิม บรรณาธิการ
คือบุคคลสําคัญในการผลิตหนังสือทางด้านความคิด มีความสามารถในการเขียน
คุณสมบัติสองอย่างนี้ต้องอยู่ในคนๆ เดียวกันซึ่งหาได้ยากยิ่งในยุคสมัยและสังคมใน
ปัจจุบัน ความรู้รอบตัว รู้ไปทุกเรื่อง รู้ลึกรู้จริง ทั้งนี้ ยังสามารถสร้างจินตนาการและรู้
ความคิดของผู้อ่าน บรรณาธิการเป็นผู้เกี่ยวข้องกับวงการหนังสือโดยตรง ไม่ว่าจะเป็น
การเขียนหนังสือ หรือเป็นนักเขียนด้วยเหมือนกัน เป็นผู้ตรวจทานต้นฉบับ ดูแลการ
จัดทํารูปเล่ม ภาพประกอบ ควบคุมการจัดพิมพ์ บรรณาธิการให้ความสําคัญอย่างยิ่ง
ต่อการตรวจต้นฉบับ เพราะต้นฉบับที่จะเป็นหนังสือ ในวันหน้าต้องออกสู่สายตาของ
ผู้อ่าน ผู้อ่านต้องได้สิ่งที่ดีที่สุดจากสิ่งที่เขาได้จากหนังสือเล่มนั้น บรรณาธิการจะ
ตรวจทานทุกอย่างด้วยความรอบครอบ ทุกสิ่งที่ปรากฏบนหนังสือไม่ให้ขาดตก
บกพร่อง
142
ั
ื
HH444 การผลิตหนงสอและบรรณาธิการต้นฉบับ
นอกจากบรรณาธิการแล้ว หลายคนคงเคยได้ยินคําว่า “บรรณาธิกร” แล้วสงสัยว่า
“บรรณาธิการ” และ “บรรณาธิกร” สองคํานี้แตกต่างกันอย่างไร บรรณาธิกร ก็คือ
งานตรวจแก้ต้นฉบับ ซึ่งหมายความว่า ในการทําหนังสือทุกเล่มต้องเป็นไปอย่าง
พิถีพิถัน การจัดลําดับเนื้อหาแต่ละบทของหนังสือ การตรวจหรือการพิจารณาแก้ไข
เครื่องหมาย การสะกดคํา ประโยค ไวยากรณ์ การย่อหน้า การเว้นวรรคตอน การจัด
รูปเล่ม ประโยคสําคัญไม่ควรตัดตอน ไม่กํากวม ไม่ใช้คําซ้อน สิ่งเหล่านี้จะผิดไม่ได้
เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้อ่านเกิดความเข้าใจผิด ถ้าหากเกิดผิดพลาดขึ้นมา ก็เท่ากับว่า
ความรู้ของผู้อ่านเกิดความผิดพลาดเช่นกัน เหมือนกับการป้อนข้อมูลที่ผิดที่ไม่ดีให้กับ
คนบริสุทธิ์ พวกเขาไม่ผิดอะไร แต่ต้องมารู้ในสิ่งที่ผิดเพียงเพราะสิ่งที่เขาอ่านไม่ได้รับ
การตรวจทานที่ดี ทุกอย่างในหนังสือต้องได้รับการตรวจสอบตั้งแต่หน้าปกตลอดจน
จบเล่ม
หน้าปกสอดคล้องกับเนื้อเรื่องหรือไม่ มีความชัดเจนของรูปภาพ สมจริง
ภาพประกอบในเล่มก็ต้องสอดคล้องเช่นกัน แต่ละตอนต้องสื่อให้ตรงกับเนื้อเรื่อง
หนังสือบางเล่มต้องดูว่าสมควรมีภาพประกอบหรือไม่ เพื่อไม่ให้จินตนาการของผู้อาน
่
สูญเสียไปจากเดิม การบรรณาธิกรต้องรู้จักสังเกตรูปประกอบ การจัดรูปเล่มให้
เหมาะสม การเรียงลําดับเนื้อเรื่อง ใช้ขนาดของตัวหนังสือให้เหมาะสมกับวัยของผู้อ่าน
เพื่อเป็นการถนอมสายตาของผู้อ่านไปในตัว เช่น การที่นําการบรรยายภาพไว้ข้างบน
ภาพเป็นสิ่งที่เกิดความซับซ้อนได้ ควรเอาคําบรรยายไว้ใต้ภาพทุกครั้ง และอ้างอิง
เนื้อหาและรูปภาพที่นํามาลงในเนื้อเรื่อง ภายในหนังสือจะต้องดูว่ามีความกลมกลืน
ระหว่างเนื้อเรื่องกับภาพประกอบหรือไม่ จัดเรียงเนื้อหาให้อยู่เป็นหมวดหมู่ไม่กระจัด
กระจาย อ่านแล้วลื่นไหล ไม่สะดุด ตัวหนังสือที่พิมพ์บนกระดาษ ควรดูความเหมาะสม
ของสีของกระดาษ หากสีกระดาษเข้ม สีตัวหนังสือก็ควรจะสีอ่อน หากสีกระดาษอ่อน
สีตัวหนังสือก็ควรจะเข้ม ไม่ควรพิมพ์ตัวหนังสือลงบนภาพวาด เพราะจะทําให้ไม่เห็น
143
ั
ื
HH444 การผลิตหนงสอและบรรณาธิการต้นฉบับ
ตัวหนังสือ อ่านยากและเป็นการทําลายภาพไปโดยปริยาย เรื่องการใช้ตัวอักษรก็
เช่นกัน หากตัวหนังสือเป็นตัวหนาแล้วก็ไม่ควรขีดเส้นใต้ หรือในทางกลับกันถ้าขีด
เส้นใต้ก็ไม่ควรทําตัวหนา ซึ่งทั้งสองอย่างนี้เป็นการเน้นข้อความเหมือนกัน หากลอง
นึกดูว่า ถ้าในโลกนี้ไม่มีบรรณาธิการเป็นผู้คอยตรวจแก้สิ่งที่ผิดในหนังสือให้กลายเป็น
สิ่งถูก และไม่มีการบรรณาธิกรหนังสือ แล้วจะเกิดอะไรขึ้น หนังสือที่ผลิตออกมาจะ
เป็นเช่นไร อาจจะพูดได้ว่าหนังสือก็ยังคงมีรูปร่างสี่เหลี่ยม มีเนื้อหาที่ให้สาระ แต่สิ่งท ี่
้
ขาดหายไปก็คือคุณภาพหรือคุณค่าของหนังสือ ผู้อ่านอาจจะได้สาระ ได้ความรูจาก
เรื่องที่อ่านก็จริง แต่ความรู้ในเรื่องของการใชภาษา สํานวน คําสะกดต่าง ๆ ก็คงจะ
้
ผิด เหมือนครูกับนักเรียน ถ้าหากว่าไม่มีครูซึ่งเป็นผู้คอยอบรมสั่งสอน ขัดเกลาจิตใจ
จิตสํานึกของนักเรียนแล้ว เด็กก็อาจจะเป็นเด็กที่ก้าวร้าวได้ จมอยู่กับความคิดหรือ
การกระทําที่ผิด จริงอยู่การที่เด็กไม่มีครูค อยห้าม คอยอบรมสั่งสอน เขาก็จะได้รับ
การเรียนรู้ของเขาอย่างอิสระ อย่างเต็มที่ รู้มาก แต่เขาจะรู้หรือไม่ว่าสิ่งนั้นเป็นสิ่งที่
ถูกหรือผิด เมื่อเขาไม่รู้เขาก็จะคิดว่าทําอย่างนั้นมันถูก แล้วก็จะกลายเป็นการปลูกฝัง
ความรู้สึกนึกคิดของเขาให้เกิดความเข้าใจที่ผิดได้ การทําหนังสือก็เช่นกน ผู้เขียนเขา
ั
ก็มีความรู้ความเข้าใจในภาษา เข้าใจคํา เข้าใจประโยคในแบบของเขาเขาไม่รู้หรอก
ว่าบางทีประโยค คําหรือสํานวนภาษาที่เขาเขียนขึ้นมานั้นมันผิด ก็จะมีบรรณาธิการ
นี่แหละเป็นคนคอยแก้ไข ปรับปรุงเปลี่ยนแปลงให้เป็นสิ่งที่ถกต้อง เหมาะสม เพราะ
ู
วัตถุประสงค์ของการผลิตหนังสือถ้าไม่นับรวมในเรื่องของธุรกิจแล้ว การผลิตหนังสือ
ก็เพื่อให้ทุกคนได้อ่าน อ่านเพื่อที่จะได้รับความรู้
นอกจากความรู้จากเนื้อหาในเรื่องแล้ว วัตถุประสงค์ของการทําหนังสือใน
ทางอ้อมก็คือ เป็นการฝึก ปลูกฝังให้ผู้อ่านมีความเข้าใจในภาษาได้อย่างถูกต้องไปใน
ตัวเพราะเมื่อไรก็ตามที่เขาหยิบหนังสือหนังสือขึ้นมาอ่าน เขาจะค่อย ๆ ซึมซับสิ่งท ี่
เขาอ่านไปเรื่อย ๆ ถ้าหนังสือที่เขาอ่านเป็นหนังสือที่ดี มีการใช้คํา ใช้ภาษาที่ถูกต้อง
144
ั
ื
HH444 การผลิตหนงสอและบรรณาธิการต้นฉบับ
เขาก็จะซึมซับเอาสิ่งดี สิ่งที่ถูกต้องเข้าไป เขาก็จะเกิดความเข้าใจที่ถูกต้อง แต่หาก
เขาอ่านหนังสือที่ไม่ได้รับการตรวจแก้ ไม่ได้รับการบรรณาธิกรอย่างในเรื่องของ
ภาษา ถ้าในหนังสือเล่มนั้นใช้ภาษาผิด เขียนคําผิด สะกดผิด เขาก็จะซึมซับเอาสิ่งที่
ผิดเข้าไปเช่นกัน
การบรรณาธิกรหนังสือ ไม่ได้ทําเพียงเพื่อที่จะให้หนังสือดูมีกระบวนการ
หรือวิธีการทําที่ยาก แล้วใช้ข้ออ้างนี้เป็นข้อต่อรองในการตั้งราคาหนังสือ แต่นั่น
ั้
หมายถึงคุณภาพของคนในประเทศ หากหนังสือที่ทํานนดี มีคุณภาพ คนในประเทศ
ก็ย่อมที่จะมีคุณภาพตามไปด้วย แต่ในทางตรงกันข้ามหากหนังสือที่ทําออกมาเป็น
หนังสือที่ไร้คุณภาพ นึกถึงแต่เรื่องธุรกิจเป็นสําคัญ สักแต่ว่าจะทําเพื่อให้ได้ขาย คน
ในประเทศก็คงจะไร้คุณภาพ เหมือนกับหนังสือ คุณสุชาติ สวัสดิ์ศรี นักเขียนเจ้าของ
นามปากกา สิงห์ สนามหลวง และผู้ก่อตั้งรางวัลช่อการะเกด ได้ให้ข้อสังเกตเกี่ยวกับ
ผลการวิจัยพฤติกรรมการอ่านของคนไทยและคนเวียดนามที่ปรากฏว่า คนเวียดนาม
อ่านหนังสือ 60 เล่มต่อคนต่อปี ในขณะที่คนไทยอ่าน 2 เล่มต่อคนต่อปี ว่า “จากผล
วิจัย ผมไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น ตั้งข้อสงสัยว่าเรามีวัฒนธรรมการอ่านจริงหรือเปล่า
เพราะวัฒนธรรมการอ่านมันควรจะเติบโตไปพร้อมกับวัฒนธรรมการพิมพ์ เรามี
หนังสือมากมายหลากหลาย แต่มากกว่า 50% เป็นหนังสือขยะ หนังสือที่ทําตาม ๆ
กัน เป็นหนังสือที่หากินจากความอ่อนแอของคน ที่สําคัญงานทุกประเภทในสังคม
บ้านเรานั้นถูกโยนเข้าตลาดในลักษณะที่ต้องวิ่งแข่งกันหมด เพราะฉะนั้น ถ้าใครสาย
ป่านสั้นหรือทําหนังสือเฉพาะกลุ่มก็จะไม่มีวันยึดพื้นที่ได้ในระยะยาว บ้านเราไม่มี
การจัดระบบหนังสือให้เป็นโครงสร้างที่ชัดเจน ทุกคนฟรี ตลาดเสรี ลงทุนได้
เหมือนกันหมด ฉะนั้น ทุกคนก็จะพิมพ์หนังสือที่คิดว่าจะขายได้ ส่งผลให้ตลาดมี
หนังสือขยะมากกว่า 50% และในเมื่อโครงสร้างมันเป็นอย่างนี้ ก็แน่นอนว่าย่อมมี
ผลต่อคุณภาพการอ่าน และมีผลต่องานของนักเขียน ซึ่งต้องเขียนอะไรที่ขายได้ หรือ
สํานักพิมพ์รับพิมพ์”
145
ั
ื
HH444 การผลิตหนงสอและบรรณาธิการต้นฉบับ
เห็นได้ว่าการบรรณาธิกรหนังสือเป็นเรื่องที่จําเป็น หนังสือที่ผลิตออกมาหาก
ไม่ได้รับการบรรณาธิกรก็ไม่ต่างอะไรกับขยะ ที่นอกจากจะไม่เกิดประโยชน์แล้ว ยัง
สร้างความเดือดร้อนให้กับมนุษย์เราด้วย การบรรณาธิกรหนังสือไม่ใช่เรื่องที่จะทําได้
ง่ายๆ ผู้ที่จะบรรณาธิกรหนังสือได้ต้องมี ความรู้ ความคิดความเข้าใจในศาสตร์ต่าง ๆ
มีความละเอียดลออ ประณีต มีความสร้างสรรค์ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ไม่ได้หาได้ในตัวคนทุกคน
จาก https://maejopress2.mju.ac.th
146
ั
ื
HH444 การผลิตหนงสอและบรรณาธิการต้นฉบับ
เพื่อนๆ หลายคนเคยสงสัยกันบ้างหรือไม่ว่าบรรณาธิการ หรือที่เรียกกันจน
ติดปากว่า บ.ก. นั้นแท้จริงแล้วมีหน้าที่ทำอะไรกันแน่ ทำแค่อ่านต้นฉบับแล้วก็ส่งพิมพ์
เลยหรือเปล่า หรือแค่หาหัวข้อต่างๆ มาให้นักเขียนเขียนส่งสำนักพิมพ์ก็พอแล้ว แล้ว
ถ้าอยากจะเป็นบรรณาธิการบ้าง เพราะรักหนังสือและชอบอ่านหนังสือจะพอแล้วหรือ
เปล่า ขาดอะไรไปหรือไม่ ในวันนี้เราจะมาไขข้อข้องใจที่ว่ากัน กับหัวข้อบรรณาธิการ
นั้น ทำอะไรบ้าง
แต่ก่อนอื่นขอออกตัวก่อนเลยว่าหน้าที่ของบรรณาธิการนั้นมีเยอะมาก และจะ
แตกต่างกันไปตามแต่ละประเภทของสำนักพิมพ์เช่นนิตยสารหรือหนังสือนิยาย เป็นต้น
ดังนั้น จึงขอพูดแต่หน้าที่หลักๆ ที่มักจะทำกันโดยทั่วไป ถ้าเข้าใจตรงกันแล้ว ก็ตามมา
ดูหน้าที่ของบรรณาธิการกันเลย
1. แสวงหาและพิจารณาต้นฉบับ
นี่คือหน้าที่หลักของบ.ก.เลยก็ว่าได้ ถ้าเป็นในสมัยก่อนจะเน้นหนักไปท ี่
คอยพิจารณาต้นฉบับ แต่ในทุกวันนี้อาจไม่พอ ทางบ.ก.เองก็ต้องออกไปหาต้นฉบับ
เพื่อมาพิจารณาว่ามีประโยชน์และคุณค่าพอให้ตีพิมพ์หรือไม่
147
ั
ื
HH444 การผลิตหนงสอและบรรณาธิการต้นฉบับ
2. คิดคอนเซปต์ของหนังสือ
ไม่ใช่ว่ำได้ต้นฉบับแล้วจะจบ เพรำะหน้ำที่ต่อมำก็คือออกแบบคอนเซปต์
ู
ของหนังสือว่ำจะน ำเสนอในรปแบบใด เน้นประเด็นไหนให้น่ำสนใจและดึงดูดผู้อ่ำน
3. เขียนคำนำสำนักพิมพ์
หากลองสังเกตกันดู เปิดมาในหนังสือแทบทุกเล่มนั้นจะมีส่วนของคำนำ
นักเขียนและคำนำสำนักพมพ์แทบทั้งสิ้น ซึ่งในส่วนของคำนำสำนักพิมพ์นี้เองที่ทาง บ.ก.
ิ
เป็นคนเขียน ดังนั้น ตัว บ.ก.เองก็ต้องมีความสามารถในการเขียนด้วย
4. เลือกภาพประกอบ
ในกรณีหนังสือที่มีภาพประกอบ บ.ก.ก็เป็นคนเลือกว่าจะใช้ภาพแบบไหน ถ้า
เป็นภาพวาดก็ต้องเลือกให้สอดคล้องกับแนวของหนังสือ บางครั้งทาง บ.ก.อาจเขียนบรี๊ฟ
งานเองเลยว่าต้องการภาพแบบไหน ทำท่าทางหรือลักษณะยังไงให้ทางนักวาดที่จะ
ออกแบบให้
5. จัดหน้าหรือหากราฟฟิกช่วยจัดหน้า
การจัดหน้าที่ว่านี้หมายถึง การนำไฟล์ต้นฉบับไปเรียงลงบนหน้ากระดาษของ
หนังสือจริง ขั้นตอนนี้รวมไปถึงการตัดคำ เว้นวรรคคำ เรียบเรียงตัวหนังสือให้สวยงาม
เหมาะสมกับขนาดรูปเล่มของหนังสือ บางที บ.ก.ต้องทำหน้าที่นี้เองหรือก็ต้องหากราฟฟิก
มาช่วยจัดการให้
6. พิสูจน์อักษร
แม้ว่าจะมีแผนกหรือคนที่ทำหน้าที่พิสูจน์อักษรแยกอยู่แล้ว แต่ตัว บ.ก.เองก็
ต้องเช็กแล้วเช็กอีกทั้งก่อนและหลังส่งไปพิสูจน์อักษรเพื่อให้มีข้อผิดพลาดน้อยที่สุด
7. คิดชื่อหนังสือ
ถ้าในกรณีที่มีต้นฉบับที่ดีแล้วแต่ยังไม่มีชื่อหนังสือก็เป็นหน้าที่ของ บ.ก.เชน
่
เคยที่ต้องคิด อาจไม่ต้องคิดเองคนเดียว แต่ช่วยกันคิดทั้งกอง บ.ก.ก็ได้
148
ื
ั
HH444 การผลิตหนงสอและบรรณาธิการต้นฉบับ
8. ออกแบบปกและคำโปรยปก
นอกจากเนื้อหาข้างในหนังสือ ข้างนอกหนังสืออย่างปกหน้าและหลังก็ไม่เว้นต้อง
ตกเป็นหน้าที่ของ บ.ก.อีกเช่นเคย ซึ่งงานยากก็อยู่ตรงนี้เพราะทาง บ.ก.ต้องคิดกันให้ได้ว่า
จะออกแบบปกแบบไหนให้สวยงามและดึงดูดลูกค้าให้มาสนใจหนังสือของเรา ตรงส่วน
ของคำโปรยปกก็เช่นกันที่ยากก็เพราะว่าต้องหาข้อความสั้น กระชับ ได้ใจความ แถมต้อง
ดึงดูดให้คนสนใจมาโฆษณาหนังสือที่ปกหน้าและหลังให้ได้
9. ติดต่อแหล่งข้อมูล
หนังสือบางประเภทที่ต้องมีแหล่งข้อมูล เช่น หนังสือธุรกิจ ทาง บ.ก.ก็ต้องเป็นคน
คัดเลือกและติดต่อเพื่อขอสัมภาษณ์แหล่งข้อมูล
10. ประสานงานกับฝ่ายต่างๆ
หน้าที่ของบ.ก.นั้นไม่ได้อยู่แค่หน้าต้นฉบับ แต่ต้องติดต่อสื่อสาร คอยประสานงาน
กับฝ่ายต่าง ๆ ทั้งในและนอกสำนักพิมพ์ ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายอาร์ต ฝ่ายบัญชี ติดต่อไปที่โรง-
พิมพ์หรือออกไปคุยกับนักเขียนเพื่อสรุปแนวทางต้นฉบับ หรือพานักเขียนไปพบ
แหล่งข้อมูลที่ขอสัมภาษณ์ ทั้งหมดทั้งมวลนี้ก็เป็นหน้าที่ของ บ.ก.ที่ต้องรับผิดชอบเพื่อให้
ได้หนังสือดีๆ ออกมาสักเล่ม จาก https://www.jobtopgun.com
เว็บไซต์การแปลงไฟล์เป็น e-book
https://www.stou.ac.th/Offices/oup/QA-2/images-1/e-book1.pdf
149
ั
ื
HH444 การผลิตหนงสอและบรรณาธิการต้นฉบับ
150