ื
ั
HH444 การผลิตหนงสอและบรรณาธิการต้นฉบับ
อนึ่ง การแบ่งประเภทหนังสือเล่มตามเนื้อหา นอกจากจะแบ่งตาม
เนื้อหากว้าง ๆ และแบ่งตามเนื้อหาย่อย ๆ ดังกล่าวแล้ว ยังอาจแบ่งละเอียดลงไป
ได้อีก เช่นลักษณะการแบ่งประเภทหนังสือของห้องสมุดที่แบ่งหนังสือออกเป็น
หมวดหมู่ต่าง ๆ เช่น หมวดการศึกษา หมวดกฎหมาย หมวดวรรณคดี หมวด
ศิลปะ เป็นต้น
2.2.2.2 การแบ่งประเภทหนังสือเล่มตามลักษณะการแต่ง แบ่งได้ 2
ประเภท
1) หนังสือประเภทร้อยแก้ว (Prose) ได้แก่หนังสือที่เขียน
เป็นความเรียง ไม่มีการกำหนดลักษณะบังคับในการแต่ง หนังสือส่วนใหญ่จะแต่ง
ด้วยร้อยแก้ว ไม่ว่าจะเป็นหนังสือสารคดีหรือหนังสือนวนิยาย
2) หนังสือประเภทร้อยกรอง (Verse) ได้แก่หนังสือที่เขียนเป็น
คำประพันธ์ชนิดต่าง ๆ มีการกำหนดลักษณะบังคับในการแต่ง เช่น กำหนด
จำนวนคำในแต่ละบท กำหนดสัมผัส กำหนดเสียงหนักเบา บังคับวรรณยุกต์
บังคับครุลหุ ซึ่งแบ่งย่อยตามลักษณะการแต่งได้อีกหลายประเภท เช่น โคลง ฉันท์
กาพย์ กลอน ร่าย กลบท ลิลิต เป็นต้น (สุรัตน์ นุ่มนนท์, 2564)
การแบ่งหนังสือประเภทร้อยกรอง สามารถแบ่งย่อยตาม
วัตถุประสงค์การใช้ได้อีก เช่น
2.1) ประเภทบทละคร ใช้แสดงละคร
2.2) ประเภทบทเสภา ใช้ขับเสภาหรือเล่านิทาน
2.3) ประเภทเพลงยาว ใช้เป็นบทฝากรัก
2.4) ประเภทนิราศ ใช้แสดงความรัก ความอาลัยหรือ
คร่ำครวญยามจากไกลกัน
51
ั
ื
HH444 การผลิตหนงสอและบรรณาธิการต้นฉบับ
2.2.2.3 การแบ่งประเภทหนังสือตามเนื้อหาและวัตถุประสงค์การผลิต
2.2.2.3.1 หนังสือทั่วไป (General Books) แบ่งเป็น 2 ชนิด
1) หนังสือสารคดี (Non-Fiction Book) คือหนังสือ
ที่ใช้อ่านเพื่อความรู้และข้อเท็จจริงในเรื่องต่าง ๆ เช่น หนังสือตำรา แบบเรียน
2) หนังสือบันเทิงคดี (Fiction Book) เป็นหนังสือที่
เขียนขึ้นจากจินตนาการ อ่านเพื่อความสนุกเพลิดเพลิน เช่น นวนิยาย เรื่องสั้น
หนังสือเยาวชน
คุณลักษณะและการใช้งานของหนังสือทั่วไปใน
แต่ละประเภทย่อยของหนังสือเล่มต่าง ๆ จะมีลักษณะเฉพาะ เช่น หนังสือสำหรับ
เด็ก มักมีภาพมากและใช้ตัวหนังสือขนาดใหญ่ ส่วนหนังสือแบบฝึกหัดสำหรับ
เขียนตอบ มักเป็นหนังสือปกอ่อน ใช้กระดาษไม่ต้องดีมากเพราะใช้ครั้งเดียว
ราคาไม่แพง
2.2.2.3.2 หนังสืออ้างอิง (Reference Books) คือหนังสือที่
รวบรวมข้อเท็จจริงเพื่อใช้ประโยชน์ได้อย่างรวดเร็ว เป็นหนังสือที่อ่านเฉพาะตอน
ที่ต้องการ ไม่จำเป็นต้องอ่านตลอดทั้งเล่ม มีวัตถุประสงค์ในการจัดทำเพื่อเป็น
แหล่งความรู้และการค้นหาข้อเท็จจริงสั้น ๆ มีประโยชน์ในการค้นคว้าวิจัยและ
การเรียนการสอน
ข้อแนะนำเกี่ยวกับคุณลักษณะและการใช้งาน
หนังสืออ้างอิง
1) พิจารณาเรื่องที่ต้องการสืบค้นให้แน่ชัดก่อน
แล้วจึงเลือกประเภทหนังสืออ้างอิงที่คาดว่าจะให้คำตอบได้
2) อ่านคำชี้แจงหรือวิธีใช้ก่อนการใช้งาน คำอธิบาย
วิธีใช้มักปรากฏในส่วนนำเรื่อง หรือเล่มแรกของหนังสือชุด
52
ื
ั
HH444 การผลิตหนงสอและบรรณาธิการต้นฉบับ
3) พิจารณาการเรียบเรียงเนื้อหาของหนังสืออางอิง
้
โดยทั่วไปหนังสืออ้างอิงจะจัดเรียงเนื้อหาตามลำดับตัวอักษร ตามลำดับหัวเรื่อง
หรือตามลำดับเหตุการณ์
4) ศึกษาเครื่องหมายและอักษรย่อที่ใช้ในเล่ม
ั
หนังสืออ้างอิงมักใช้สัญลักษณ์พิเศษหรืออกษรย่อ เช่น สัญลักษณ์ที่ใช้สำหรับการ
ออกเสียงคำ อักษรย่อสำหรับบอกลักษณะและหน้าที่ของคำในหนังสืออ้างอง ิ
ประเภทพจนานุกรม เป็นต้น
5) ใช้เครื่องมือช่วยค้นที่มีในหนังสืออ้างอิง ได้แก่
5.1) สารบัญ (content) ทำหน้าที่บอกหัวข้อ
เรื่องในเล่มว่าอยู่หน้าใดอีกทั้งช่วยให้ผู้ค้นคว้าเห็นขอบเขตเนื้อหาว่าครอบคลุมถึง
เรื่องใดบ้าง สารบัญที่บ่งบอกหัวเรื่องใหญ่ หัวเรองรองและหัวเรองย่อยอย่าง
ื่
ื่
ละเอียด จะช่วยให้ผู้ค้นคว้าเข้าถึงเนื้อหาในเล่มได้ดีกว่าสารบัญที่มีแต่เฉพาะหัว
เรื่องใหญ่
5.2) คำทาง (Guide words) จะปรากฏอยู่ที่มุม
ด้านบนของหน้ากระดาษ เพื่อบอกให้ทราบว่าเนื้อหาที่หน้านั้นขึ้นต้นด้วย
ตัวอักษรตั้งแต่ตัวใดถึงตัวใด
5.3) ดรรชนีริมหน้ากระดาษหรือดัชนีหัวแม่มือ
(Thumb indexs) จะปรากฏอยู่ที่ขอบหนังสือ ซึ่งอาจใช้ตัวอักษรแถบสีเป็น
สัญลักษณ์เพื่อบอกช่วงของเนื้อหาแต่ละตอน ช่วยให้ค้นคว้าหาคำได้ทันที
หนังสืออ้างอิงที่ทำดรรชนีริมหน้ากระดาษ มักเป็นหนังสือรวมเรื่องหรือมีเนื้อหา
สั้น ๆ หลายเรื่อง เช่น สารานุกรม พจนานุกรม
53
ื
ั
HH444 การผลิตหนงสอและบรรณาธิการต้นฉบับ
5.4) อักษรนำเล่ม (Volume guide) ปรากฏอยู่ที่
ิ่
สันของหนังสือเพื่อให้ทราบว่าหนังสือเล่มนั้นมีเนื้อหาเรมตั้งแต่ตัวอักษรใด มักใช้
กับหนังสือหลายเล่มจบหรือที่เรียกว่า หนังสือชุด
5.5) ส่วนโยง (Cross Reference) คือส่วนที่แนะนำ
ให้ไปอ่านเรื่องที่ต้องการจากหัวข้ออื่นในเล่มนั้น การโยงในหนังสืออ้างอิงมี 2
ลักษณะ คือ โยงดูที่ (see) และโยงดูเพิ่มเติมที่ (see also)
5.6) ดรรชนีคำสำคัญ (Index) มักทำไว้ท้ายเล่ม
ของหนังสือ หรือถ้าเป็นหนังสือชุดจะทำดัชนีไว้ในเล่มสุดท้าย ดัชนีทำหน้าที่
ชี้บอกตำแหน่งคำสำคัญในเล่มว่าอยู่ที่หน้าใด โดยนำคำสำคัญจากเนื้อหามาเรียง
ตามลำดับตัวอักษรพร้อมบอกเลขหน้าที่อยู่ในเล่ม ซึ่งใช้เป็นเครื่องมือช่วยค้น
เนื้อหาได้ละเอียดกว่าการใช้หน้าสารบัญ หนังสืออ้างอิงส่วนใหญ่จะทำดัชนีเป็น
เครื่องมือช่วยค้น
2.3 องค์ประกอบของหนังสือ
หากเปรียบเทียบกับสิ่งพิมพ์ประเภทอื่นแล้ว หนังสือจะมีองค์ประกอบที่
สมบูรณ์กว่า หนังสือมักมีส่วนประกอบต่างๆ แบ่งออกเป็น 3 ส่วน ได้แก่ ส่วนนำ
ส่วนเนื้อเรื่อง และส่วนอ้างอิงหรือส่วนเพิ่มเติม ดังนี้ (ประชัน วัลลิโก, 2564)
2.3.1. ส่วนนำ ประกอบด้วย
2.3.1.1 ใบหุ้มปก (book jacket, dust jacket) ส่วนที่หุ้มปกนอก
ของหนังสือ ใช้กระดาษมีสีสันสวยงามสะดุตา ไม่เย็บติดกับเล่มหนังสือแต่พับ
ปลายมาด้านหลังของปกหน้าและปกหลัง บางครั้งพิมพ์ประวัติย่อของผู้แต่งหรือ
เนื้อเรื่องย่อเพื่อแนะนำผู้แต่งหรือแนะนำหนังสือเล่มนั้น ส่วนมากหนังสือปกแข็ง
จะมีใบหุ้มปก บรรณารักษ์จะนำส่วนนี้ไปจัดนิทรรศการหนังสือใหม่
54
ั
ื
HH444 การผลิตหนงสอและบรรณาธิการต้นฉบับ
จุดประสงค์และประโยชน์ของใบหุ้มปก ได้แก่ ใช้ป้องกัน
หนังสือช้ำหรือสกปรก ทั้งยังช่วยรักษาปกให้ใหม่อยู่เสมอ เพื่อดึงดูดความสนใจ
ผู้อ่านและให้คนเลือกซื้อหนังสือนั้นและใช้บอกรายละเอียดต่าง ๆ แก่ผู้อ่าน
เนื่องจากกระดาษหุ้มปกจะประกอบด้วย ชื่อเรื่อง ชื่อผู้แต่ง บางเล่มอาจมีชื่อผู้
พิมพ์ปรากฎอยู่ด้วย
2.3.1.2 ปก (Cover) ช่วยป้องกันรักษาตัวเล่มหนังสือทั้งหมดและ
ให้รายละเอียดเกี่ยวกับเรื่องของหนังสือ ในกรณีไม่มีใบหุ้มปก ปกจะทำหน้าที่เป็น
สิ่งจูงให้คนซื้อหนังสือด้วยลักษณะการออกแบบ ปกจึงต้องเน้นความสวยงามเป็น
พิเศษ ขณะเดียวกัน ก็พยายามสื่อความหมายของเนื้อหาภายในเล่มหนังสือด้วย
ส่วนประกอบปกทั่วไป พิมพ์อักษรขนาดลดลั่นกัน มีดังนี้
1) ชื่อเรื่อง (title)
2) ชื่อเรื่องรอง (subtitle)
3) ภาพประกอบปก
4) ชื่อผู้รับผิดชอบจัดทำ(บุคคลหรือนิติบุคคล) ได้แก่
ผู้เขียน (author) ผู้รวบรวม(complier) ผู้แปล (translator) บรรณาธิการ
(editor) และผู้วาดภาพ (illustrator)
5) ตราสัญญาลักษณ์ (Logo) สำนักพิมพ์ หน่วยงาน
6) ฉบับพิมพ์ครั้งที่หรือครั้งที่พิมพ์ (edition)
7) สถานที่พิมพ์ (place of publication)
8) ผู้จัดพิมพ์ (publisher)
9) ปีที่พิมพ์ (year of publisher)
55
ื
ั
HH444 การผลิตหนงสอและบรรณาธิการต้นฉบับ
2.3.1.3 สันหนังสือ (spine) ส่วนที่ยึดปกหน้าและปกหลังให ้
ติดต่อกัน สำนักพิมพ์จะพิมพ์ชื่อหนังสือและชื่อผู้เขียนไว้ที่สันหนังสือ
บรรณารักษ์จะเขียนเลขเรยกหนังสือที่สันหนังสือ ทำให้มองเห็นได้เมื่อนำขึ้นเรียง
ี
ใส่ชั้นหรือตู้หนังสือ
2.3.1.4 ใบผนึกปก (End Paper) หากเป็นหนังสือปกแข็งจะมี
กระดาษปิดผนึกติดกับด้านในของปกหนังสืออีกหนึ่งแผ่น ทั้งด้านหน้าและ
ด้านหลังปก โดยครึ่งหนึ่งของกระดาษผนึกด้านในปก ส่วนที่เหลืออีกครึ่งหนึ่ง
อาจจะปล่อยให้เป็นใบรองปก กระดาษที่นำมาใช้มักจะเป็นกระดาษที่มีความ
เหนียว เนื้อดี ใบผนึกปกและใบรองปกนี้ทำหน้าที่ช่วยยึดปกให้แน่นกับตัวเล่ม
หนังสือ โดยอาจปล่อยเป็นกระดาษว่าง ๆ หรือออกแบบให้พิมพ์เป็นลวดลาย
สวยงามก็ได้
2.3.1.5 ใบรองปก (Fly Leaf) คือใบติดกับปก ทำหน้าที่ยึดเล่ม
หนังสือกับปกหนังสือ ส่วนใหญ่จะมีทั้งปกหน้าและปกหลัง
2.3.1.6 หน้าภาพพิเศษ หน้าที่มีภาพสำคัญในเล่ม เช่น หนังสือ-
ชีวิประวัติจะมีภาพบุคคลสำคัญ หรือถ้าเป็นหนังสือศิลปะจะมีภาพงานศิลปะที่
เป็นชิ้นสำคัญ ๆ หน้าภาพพิเศษจะอยู่ด้านซ้ายของหน้าปกใน
2.3.1.7 ปกใน (Title Page) ให้รายละเอียดเกี่ยวกับหนังสือ
เช่นเดียวกับปก ประกอบด้วยข้อความระบุชื่อหนังสือ ชื่อผู้แต่ง ชื่อผู้พิมพ์ ทำให ้
อ่านได้รายละเอียดเหล่านี้ในกรณีที่ปกหน้าฉีกขาด หรือหากห้องสมุดนำหนังสือ
ไปทำปกใหม่ให้แข็งแรงขึ้น ด้านหลังปกใน ประกอบด้วย ผู้จัดพิมพ์ ผู้จัด
จำหน่าย ฉบับพิมพ์ ปีที่พิมพ์ นอกจากนี้อาจมีผู้ออกแบบปก ผู้ออกแบบรูปเล่ม
ผู้พิสูจน์อักษร ผู้เข้าเล่ม ผู้แยกสี ผู้จัดทำเพลท ระบบการพิมพ์ กระดาษที่ใช้
พิมพ์ ข้อมูลการลงรายการในสิ่งพิมพ์ (cataloguing in publication data - CIP)
56
ั
ื
HH444 การผลิตหนงสอและบรรณาธิการต้นฉบับ
ลิขสิทธิ์(copyright) เลขมาตรฐานสากลประจำหนังสือ (International
Standard Book Number-ISBN)
2.3.1.8 หน้าอุทิศ (Dedication Page) หน้าที่ผู้แต่งระบุว่าอุทิศ
ผลงานให้แก่ผู้หนึ่งผู้ใด ซึ่งอาจเป็นบุคคลเดียวกันหรือหลายคน หรืออุทิศให้แก่
สถาบันก็ได้ หน้าอุทิศนี้ใช้หน้าหนังสือ 1 หน้า ถึงแม้ว่าจะพิมพ์ตัวหนังสือไม่กี่คำ
ก็จะใช้เนื้อที่ทั้งหน้าและต้องอยู่ลำดับถัดจากหน้าลิขสิทธิ์ การออกแบบมักจัดให ้
ดูเป็นทางการ เพื่อแสดงความเคารพ มีลักษณะเป็นอนุสรณ์ให้แก่บุคคลหรือ
สถาบันที่อุทิศให ้
2.3.1.9 คำนิยม (Foreword) คำที่บุคคลเขียนนำเกี่ยวกับเนื้อหา
หนังสือหรือผู้แต่ง คำนิยมจะอยู่ก่อนคำนำของผู้แต่ง ถ้ามีผู้เขียนคำนิยมหลายคน
ต้องเรียงลำดับตามความสำคัญของบุคคลที่เขียน
2.3.1.10 คำนำ (Preface) หน้าที่บอกวัตถุประสงค์ในการเขียน
และจัดพิมพ์ บอกขอบเขตและเนื้อหา วิธีใช้ประโยชน์จากหนังสือ บางครั้งอาจ
ขอบคุณผู้ให้ความช่วยเหลือในการจัดพิมพ์ หรือใช้อธิบายให้ผู้อ่านทราบถึงแรง
บันดาลใจ หรือสิ่งที่อยากให้ผู้อ่านทราบก่อนที่จะเริ่มอ่านเนื้อเรื่องหรืออาจเป็น
การขอบคุณผู้เกี่ยวข้องหรือให้ความช่วยเหลือในการจัดพิมพ์ ถ้าเป็นหนังสือที่
จัดพิมพ์โดยสถาบัน อาจมีคำนำของสถาบัน คำนำของบรรณาธิการหรือผู้
จัดพิมพ์ แล้วจึงเป็นคำนำของผู้เขียน
2.3.1.11 หน้าคำประกาศคุณูปการ หน้าที่ผู้เขียนต้องการขอบคุณ
ผู้ให้ความช่วยเหลือโดยเฉพาะด้วยความเคารพอย่างสูง จะไม่กล่าวในคำนำ
โดยเฉพาะวิทยานิพนธ์จะต้องมีหน้าประกาศคุณูปการเสมอ สถาบันบางแหง
่
เรียกว่า กิตติกรรมประกาศ
57
ื
ั
HH444 การผลิตหนงสอและบรรณาธิการต้นฉบับ
2.3.1.12 หน้าสารบัญ (Table of Contents) หน้าบอกลำดับใน
หนังสือพร้อมเลขหน้ากำกับ เพื่อให้ผู้อ่านทราบว่าหนังสือเล่มนั้นประกอบด้วยบท
และเรื่องใดบ้าง แต่ละเรื่องอยู่ที่หน้าใด เพื่อให้ผู้อ่านเปิดหาได้สะดวก การ
ออกแบบจึงควรให้สะดวกแก่การเปิดหาได้ง่าย มีลักษณะสบายตา
2.3.1.13 หน้าสารบัญภาพ ตาราง แผนภูมิ (list of illtstrations,
tables, figures, maps) หนังสือบางเล่มที่มีภาพเป็นส่วนสำคัญและมีภาพ
จำนวนมาก จำเป็นต้องมีสารบัญภาพ เพื่อให้ผู้อ่านพลิกดูได้สะดวก
2.3.2 ส่วนเนื้อหา (Contents) คือส่วนเนื้อเรื่องของหนังสือตั้งแต่หน้าแรก
ถึงหน้าสุดท้าย เป็นส่วนสำคัญที่สุดของหนังสือ อาจแบ่งออกเป็นภาค (Part) เป็น
ตอน (Section) เป็นบท (Chapter) บทนำ (introduction) บทสรุป (summary)
หรือแบ่งเป็นข้อย่อย ๆ โดยคำนึงถึงหลักการอ่านง่าย เพื่อผู้อ่านเข้าใจเนื้อหา
ทั้งหมดได้สะดวก และเชิงอรรถ (footnotes ; endnotes)
การใส่เลขหน้าในหนังสือ มีหลักการดังนี้
1) ส่วนนำ ไม่นิยมใส่เลขหน้าหรืออาจใส่เป็นเลขโรมันหรือ
ตัวอักษร
2) หน้าแรกของบทหรือมีหัวเรื่องกลางหน้า ไม่นิยมใส่เลข
หน้า
3) เริ่มเลข 1 ที่เนื้อเรื่องบทที่ 1 หรือบทนำ
4) เลขหน้าอยู่กลางหน้า หรือหน้าซ้ายอยู่มุมซ้าย หน้าขวา
อยู่มุมขวา หรือหน้าขวาเป็นเลขค หน้าซ้ายเป็นเลขค ู่
ี่
5) ถ้ามีชื่อเรื่องประจำหน้า (running title) กำกับอยู่ที่ส่วน
หัวของแต่ละหน้า โดยทั่วไปจะอยู่มุมบนด้านซ้ายของหน้าซ้ายและมุมบนด้านขวา
ของหน้าขวา โดยกำกับอยู่กับเลขหน้า
58
ื
ั
HH444 การผลิตหนงสอและบรรณาธิการต้นฉบับ
6) หน้ากระดาษแต่ละหน้า นับเลขหน้าเสมอแม้เป็นหน้าว่าง
2.3.3 ส่วนอ้างอิงหรือส่วนเพิ่มเติม ประกอบด้วย
2.3.3.1 บรรณานุกรม (Bibliography) หรือเอกสารอ้างอิง
(References) คือหน้ารายชื่อหนังสือ เอกสาร และวัสดุสารสนเทศต่าง ๆ ที่
ผู้เขียนใช้เป็นหลักฐานค้นคว้าประกอบการเขียนและเรียบเรียงหนังสือ โดยระบุ
ชื่อผู้แต่ง ชื่อหนังสือ สถานที่พิมพ์ ปีที่พิมพ์ อีกทั้งยังเป็นประโยชน์แก่ผู้อ่านใน
ด้านการศึกษาค้นคว้าเพิ่มเติมจากรายชื่อในบรรณานุกรม หนังสือบางเล่มอาจ
เรียกว่า หนังสืออ้างอิงหรือเอกสารอ้างอิง หน้าบรรณานุกรมอาจอยู่ตอนท้ายของ
เล่มหรือตอนท้ายของแต่ละบทก็ได้
2.3.3.2 ภาคผนวก (Appendix) ได้แก่ส่วนที่ไม่ใช่เนื้อหาโดยตรง
เป็นการอธิบายเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับเนื้อเรื่อง หนังสือบางเล่มจำเป็นต้องมีคำ
ชี้แจงประกอบในเนื้อหาเพื่อช่วยใหผู้อ่านเข้าใจเรื่องดีขึ้น ส่วนที่เป็นภาคผนวกนี้
้
อาจเป็นระเบียบ กฎหมาย คำอธิบาย ที่ต้องใช้รายละเอียดมากเกินกว่าจะทำเป็น
เชิงอรรถท้ายหน้าได้
2.3.3.3 อภิธานศัพท์หรือศัพทาธิบาย (Glossary) คือคำอธิบาย
ศัพท์เฉพาะหรือศัพท์ยาก หนังสือบางเล่มมีคำศัพท์ยาก ๆ ทำให้ผู้อ่านต้องเปิด
พจนานุกรม เช่น หนังสือวรรณคดี วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ผู้เขียนจึงต้องให ้
คำอธิบายศัพท์ยากในตอนท้ายเล่มหรือท้ายบทเพื่อช่วยให้เข้าใจเนื้อหาได้ง่ายขึ้น
2.3.3.4 ดรรชนี (Index) คือบัญชีคำหรือหวเรองย่อยสำคัญที่กล่าว
ั
ื่
ั
ไว้ในเนื้อเรื่องของหนังสือ มักอยู่ท้ายเล่มโดยเรียงข้อความหรือคำตามลำดับอกษร
ตามบัญชีคำหรือหัวเรื่องย่อย โดยคำหรือหัวเรื่องย่อยนั้นอาจเป็นชื่อบุคคล ชื่อ
สถานที่หรือหัวข้อรายละเอียดที่สำคัญของเนื้อหา อาจปรากฏได้มากกว่าหนึ่งหน้า
ดรรชนีจะช่วยให้ค้นหารายละเอียดได้รวดเร็ว มีหน้าตาคล้าย ๆ สารบัญ แต่ไม่
59
ื
ั
HH444 การผลิตหนงสอและบรรณาธิการต้นฉบับ
เหมือน เพราะรายการในสารบัญเป็นหัวข้อเรื่องหรือบทที่ไม่ใช่คำ ดรรชนีมีความ
ละเอียดมากกว่าสารบัญ
องค์ประกอบในหนังสือแต่ละเล่มอาจมีไม่เหมือนกัน ขึ้นกับว่าเป็น
หนังสือประเภทใด หากเป็นหนังสือประเภทวิชาการ สารคดี อาจมีองค์ประกอบ
ครบถ้วน แต่ถ้าเป็นหนังสือบันเทิงคดี เช่น หนังสือนวนิยาย เรื่องสั้น หรือหนังสือ
บทกลอนต่าง ๆ อาจไม่มีส่วนสารบัญ ภาคผนวก บรรณานุกรม และดัชนี ก็เป็นได้
2.4 ประโยชน์ของหนังสือ
2.4.1 หนังสือใช้บันทึกเรื่องราวต่าง ๆ ไว้อย่างละเอียดชัดเจน
2.4.2 หนังสือเป็นหลักฐานที่ทำให้มนุษย์ได้รับทราบเรื่องราวที่เกิดขึ้นใน
อดีต ถ่ายทอดวัฒนธรรมและเรื่องราวจากอดีตถึงปัจจุบัน
้
2.4.3 หนังสือเป็นแหล่งถ่ายทอดความรู้เรื่องราวต่าง ๆ ทำใหผู้คนได้ศึกษา
หาความรู้ ได้ความเข้าใจ ตลอดจนได้ข้อเท็จจริงต่าง ๆ ทำให้เกิดความเจริญงอก
งามทางด้านปัญญา
2.4.4 หนังสือช่วยส่งเสริมความใฝ่รู้ให้แก่ผู้อ่านด้วยภาษาที่เข้าใจง่ายและ
รูปเล่มที่ดึงดูดความสนใจ
2.4.5 หนังสือช่วยสร้างนิสัยรักการอ่านและการใช้เวลาว่างใหเกิดประโยชน์
้
ช่วยผ่อนคลายอารมณ์
2.4.6 หนังสือทำให้เกิดความเจริญงอกงามด้านจิตใจ เกิดความงามหรือ
สุนทรียภาพทางอารมณ์แก่มนุษย์ (“ประโยชน์ของหนังสือ,” 2564)
60
ั
ื
HH444 การผลิตหนงสอและบรรณาธิการต้นฉบับ
2.5 ประโยชน์ของส่วนประกอบหนังสือ
2.5.1 ส่วนประกอบตอนต้น
่
1) ใบหุ้มปกหนังสือ เป็นส่วนที่อยู่ด้านนอกสุด ใช้หอหมปกหนังสือ
ุ้
แต่ไม่ได้ติดอยู่กับปกหนังสือ ประโยชน์ คือ ช่วยป้องกันความสกปรกที่จะเกิดขึ้น
และทำให้ปกหนังสือใหม่อยู่เสมอ
2) ปกหนังสือ ประโยชน์ คือ ใช้บอกรายละเอียดของหนังสือ ได้แก ่
ชื่อเรื่องและชื่อผู้แต่ง
3) หน้าชื่อเรื่อง ประโยชน์ คือ ใช้บอกรายละเอียดของชื่อหนังสือ
หรือชื่อชุด
4) หน้าปกใน ประโยชน์ คือ ให้รายละเอียดทางบรรณนุกรมของ
หนังสือที่ค่อนข้างสมบูรณ์ ได้แก่ ชื่อหนังสือ ชื่อผู้แต่ง ครั้งที่พิมพ์ สถานที่พิมพ์
สำนักพิมพ์และปีที่พิมพ์
5) หน้าลิขสิทธิ์ ประโยชน์ คือ ใช้ให้รายละเอียดเกี่ยวกับการ
จัดพิมพ์ เช่น ครั้งที่พิมพ์ สถานที่พิมพ์ สำนักพิมพ์ ปีที่พิมพ์ ปีลิขสิทธิ์ และเลข
มาตรฐานสากล ISBN (International Standard Book Number)
6) หน้าคำนำ ประโยชน์ คือ ให้รายละเอียดเกี่ยวกับวัตถุประสงค์
และขอบข่ายเนื้อหาของหนังสือ
7) หน้าบทนำ ประโยชน์ คือ ใช้บอกขอบเขตของเนื้อเรื่องและบท
เกริ่นนำเนื้อหา
8) หน้าสารบัญ ประโยชน์ คือ ใช้บอกหัวข้อเรื่องสำคัญพร้อมกับ
เลขหน้าที่หัวข้อเรื่องนั้นปรากฏ
9) หน้าสารบัญภาพและตาราง หรืออื่นๆ ประโยชน์คือ ใช้บอกชื่อ
ภาพหรือตาราง พร้อมเลขหน้าที่ภาพหรือตารางนั้นปรากฏ
61
ั
ื
HH444 การผลิตหนงสอและบรรณาธิการต้นฉบับ
2.5.2 ส่วนประกอบตอนกลาง ได้แก่ เนื้อหา เป็นส่วนของเนื้อหาสาระ
ประโยชน์คือ ให้ความรู้ความคิดเห็น ตลอดจนประสบการณ์ต่าง ๆ ที่ผู้เขียน
ถ่ายทอดออกมาเป็นลายลักษณ์อักษรซึ่งรวมไปถึงส่วนอ้างอิงต่าง ๆ ที่นำมาใช้
ประกอบการเขียน
2.5.3 ส่วนประกอบตอนท้าย
1) บรรณานุกรม ประโยชน์ คือ แจ้งให้ผู้อ่านได้ทราบถึงแหล่งความรู้
ที่ผู้เขียนใช้ในการเรียบเรียงหนังสือและแสดงให้เห็นความน่าเชื่อถือของการ
ค้นคว้าอย่างจริงจังก่อนการเขียนหนังสือเล่มนั้น ซึ่งอาจมีทั้งหนังสือ วารสาร
โสตทัศนวัสดุ หรือสารสนเทศอิเล็กทรอนิกส์ โดยรายละเอียดทางบรรณานุกรม
ของเอกสารต่างๆ ประกอบด้วย ชื่อผู้แต่ง ปีที่พิมพ์ ชื่อเรื่อง ครั้งที่พิมพ์ สถานที่
พิมพ์ และสำนักพิมพ์
2) ภาคผนวก เป็นส่วนเพิ่มเติมของเนื้อเรื่องทำให้เนื้อเรื่องสมบูรณ์
ยิ่งขึ้น เเต่ไม่ได้ใส่ไว้ในส่วนเนื้อหาเพราะอาจทำให้ขอบเขตของเนื้อหาเปลี่ยนไป
หรือข้อความไม่ต่อเนื่องกัน ประโยชน์คือ เป็นส่วนส่งเสริมให้ผู้อ่านได้ใช้
อินเตอร์เน็ตให้ประสบความสำเร็จเเละมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
3) อภิธานศัพท์ ประโยชน์เพื่ออำนวยความสะดวกใหกับผู้อ่าน ได้อาน
่
้
เนื้อเรื่องอย่างเข้าใจและต่อเนื่อง ส่วนใหญ่เป็นคำคัพท์เฉพาะ หรือคำศัพท์
เทคนิค โดยการนำคำศัพท์เหล่านั้นมาจัดเรียงตามลำดับอักษร แล้วอธิบาย
ความหมายของคำศัพท์นั้นๆ
4). ดรรชนี ประโยชน์ คือ ช่วยผู้อ่านให้สามารถค้นหา เรื่องที่ต้องการ
อ่านได้รวดเร็วขึ้น แต่ต่างกันตรงที่สารบัญเป็นการนำหัวข้อต่าง ๆ มาจัดเรียงตาม
ลำดับก่อนหลังที่ปรากฏในเล่ม แต่ดรรชนีหรือบัญชีค้นคำ เป็นการนำหัวข้อย่อย
และคำบางคำมาจัดเรียงตามลำดับอักษร (“ประโยชน์ของหนังสือ,” 2564)
62
ั
ื
HH444 การผลิตหนงสอและบรรณาธิการต้นฉบับ
หนังสือเป็นการบันทึกความรู้ความคิดประสบการณ์ลงบน
แผ่นกระดาษขนาดเท่าๆ กัน โดยใช้ถ้อยคำสำนวนโวหารในการสื่อสารให้ผู้อ่าน
ได้รับรู้และเข้าใจ ซึ่งใช้การเขียนหรือพิมพ์แล้วนำมาเย็บรวมเป็นเล่ม กระดาษที่
นิยมใช้จัดทำหนังสือมีหลายขนาด แตกต่างกันไปตามประโยชน์ของการใช้งาน
หนังสือมีส่วนประกอบสำคัญ 4 ส่วน ได้แก่ ส่วนปก ส่วนประกอบตอนต้น ส่วน
้
เนื้อเรื่องและส่วนประกอบตอนท้าย ผู้ใช้หนังสือควรระวังรักษาหนังสือไม่ใหเกิด
ความเสียหาย เนื่องจากหนังสือช่วยถ่ายทอดวัฒนธรรมและเรื่องราวจากอดีตถึง
ปัจจุบัน
2.6 คุณค่าของหนังสือ
หนังสือเป็นสิ่งมีคุณค่ายิ่งสำหรับผู้อ่าน ทั้งด้านการศึกษาเพิ่มพูนความรู้
ความบันเทิง ความเพลิดเพลิน คลายเครียด และการหาช่องทางประกอบอาชีพ
นอกจากนี้ คุณค่าของหนังสือที่สำคัญยังอยู่ที่“การอ่าน” เพราะการอ่านคือการ
เปิดหน้าต่างแห่งโลกกว้างให้แก่ตนเอง หนังสือช่วยใหผู้อ่านเกิดความรู้ ความคิด
้
เปลี่ยนทัศนคติ เพิ่มมุมมองในเรื่องต่าง ๆ ได้อย่างรอบด้าน ในทางกลับกัน แม้มี
้
หนังสือดีมีคุณภาพจำนวนมากแต่ไม่หยิบมาอ่าน หนังสือก็ไม่อาจก่อใหเกิดคุณค่า
เกิดประโยชน์แม้แต่น้อย
การเขียนหนังสือแต่ละเล่ม กว่าจะจัดพิมพ์ส่งถึงมือผู้อ่านได้ ผู้เขียนจะต้อง
ื่
กลั่นกรองเนื้อหาเรองราวผ่านถ้อยคำจำนวนมากมายมาร้อยเรียงเป็นข้อความจน
ออกมาเป็นหนังสือ หนังสือบางเล่มต้องใช้เวลาในการเขียนยาวนาน มีผู้กล่าวถึง
คุณค่าของหนังสือไว้ต่าง ๆ กัน ดังนี้ (ฟาฏินา วงศ์เลขา, 2564)
63
ั
ื
HH444 การผลิตหนงสอและบรรณาธิการต้นฉบับ
“หนังสือเปรียบเสมือนคลังที่รวบรวมเรื่องราว ความรู้
ความคิด วิทยาการทุกด้านทุกอย่าง ซึ่งมนุษย์ได้เรียนรู้ ได้คิด
อ่านและเพียรพยายาม บันทึกไว้ด้วยลายลักษณ์อักษร หนังสือ
แพร่ไปถึงที่ใดความรู้ความคิดก็แพร่ไปถึงที่นั่น หนังสือจึงเป็น
สิ่งมีค่าและมีประโยชน์ที่จะประมาณมิได้ในแง่ที่เป็นบ่อเกิดการ
เรียนรู้ของมนุษย์...”
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 9) พ.ศ.2557
“การอ่านหนังสือดีจะได้รับประโยชน์มากมาย
เพราะ...หนังสือเป็นขุมทรัพย์ทางปัญญา
หนังสือเป็นมรรคาไปสู่สวรรค ์
หนังสือเป็นอัศจรรย์แห่งมิตร
หนังสือเป็นที่สถิตแห่งความสวยงาม”
อาจารย์บรรจง ชูสกุลชาติ
“หนังสือคือเพื่อนที่ดีและเพื่อนที่ดีคือสิ่งประเสริฐล้ำค่า
ดุจแก้วมณี หนังสือที่ดีอยู่ที่คุณค่ามิใช่ปริมาณ ถึงมีน้อยแต่
เป็นหนังสือที่ดี ก็นับว่าคุ้มค่าที่แสวงหาไว้ จงอ่านเถิดจะก่อ
้
เกิดปัญญาและสร้างใหเราเป็นคนที่มีความรู้กว้างขวาง มีแง่มุม
ชีวิตที่ดี มีเพื่อนคอยเตือนกระตุ้นให้ใฝ่ดี คอยเป็นกำลังใจยาม
เหงา หนังสือเป็นเพื่อนที่ดีได้”
64
ื
ั
HH444 การผลิตหนงสอและบรรณาธิการต้นฉบับ
“หนังสือเป็นสิ่งมีค่ามหาศาล ยามเหงาก็ช่วยเป็นเพื่อนคลาย
เหงา ยามทดท้อก็ช่วยปลุกปลอบ ยามชื่นบานร่าเริงก็ช่วยย้ำเตือน
มิให้หลงระเริง ยามมืดมนอนธการต่อนานาปัญหาที่เผชิญ หนังสือ
ก็เป็นกัลยาณมิตรช่วยคลี่คลายความสงสัย ยามใดที่อ่านหนังสือ จง
คิดใคร่ครวญใช้สติปัญญา เพราะความรู้ที่ปราศจากปัญญา เหมือน
สินค้าที่บรรทุกอยู่บนหลังคา
ทุกวันหยุดงาน อ่านวันละนิด ชีวิตจะพัฒนาขึ้น”
วิเศษ คำหาญ
“การอ่านทำให้คนเป็นคนเต็มคน การเขียนทำให้คนสมบูรณ์
เพราะการอ่านมากทำให้มีปัญญา พัฒนาความคิดและจิตใจที่ดีงาม
หนังสือมีหลายประเภท ทุกเล่มมีค่าทั้งสิ้น อยู่ที่ผู้อ่านจะเลือกอ่าน
และรับมาปฏิบัติ
หนังสือเล่มใดก็ไม่เพียบพร้อมสมบูรณ์ทั้งเล่ม บางหน้าอ่าน
ให้คุณค่ามาก บางหน้าอ่านแล้วให้ประโยชน์น้อย ผู้อ่านต้องย่อย
ต้องแยกแยะ เลือกสิ่งที่เป็นประโยชน์แก่ตนจึงจะเป็นคนฉลาด
หนังสือบางเล่มเสมือนอาหารสำเร็จรูปรับประทานได้ทันที บางเล่ม
ต้องคิดพิจารณาให้ถ่องแท้ ดังนั้น หนังสือดี เพื่อนดี มีประโยชน์
ล้ำค่าควรหาไว้เป็นทรัพย์”
ฟรานซิส เบคอน
65
ั
ื
HH444 การผลิตหนงสอและบรรณาธิการต้นฉบับ
"ถ้าโลกไม่มีหนังสือ มนุษย์จะมีดวงตาไว้เพื่ออะไร ถ้าโลกไม่มี
เสียงเพลง โสตประสาทของมนุษย์ย่อมยากที่จะพบสิ่งสุนทรี ขอ
ให้เด็กที่น่ารักของเราได้อยู่ในโลกของหนังสือและเสียงเพลงเถิด"
ศาสตราจารย์สุมน อมรวิวัฒน์
คุณค่าของหนังสือแท้จริงอยู่ที่ “การอ่าน” การอ่านคือการเปิดหน้าต่าง
แห่งโลกกว้างให้แก่ตนเอง หนังสือจะช่วยใหผู้อ่านเกิดความรู้ ความคิด เปลี่ยน
้
ทัศนคติ เพิ่มมุมมองในเรื่องต่าง ๆ ได้อย่างรอบด้าน ในทางกลับกัน หากเรามี
หนังสือนับร้อยนับพันเล่มแต่หากไม่หยิบขึ้นอ่าน ต่อให้หนังสือนั้นเป็นหนังสือที่ดี
มีคุณภาพขนาดไหนก็ไม่อาจก่อให้เกิดคุณค่าเกิดประโยชน์แม้แต่น้อย
ทุกวันนี้ หนังสือมิได้จำกัดแค่เพียงรูปเล่มอย่างเดียวอีกต่อไป ทุกคน
สามารถเรียนรู้ได้ทุกที่ทุกเวลาตามที่ต้องการจากสื่อเทคโนโลยีในรูปแบบต่าง ๆ
อาทิ สมาร์ทโฟนที่ทุกคนมักพกไว้ใกล้ตัวและนำติดตัวไปด้วยตลอดเวลา แต่
อย่างไรก็ตาม ยังมีผู้อ่านอีกจำนวนไม่น้อยที่ยังให้ความสำคัญกับการอ่านจาก
รูปเล่มหนังสือแบบเดิม ๆ ซึ่งคงมีเหตุผลแตกต่างกันไป
บทต่อไปจะกล่าวถึงหนังสือประเภทวารสารและนิตยสาร
66
ั
ื
HH444 การผลิตหนงสอและบรรณาธิการต้นฉบับ
ค าถามท้ายบท 2
่
1. ควำมหมำยทัวไปของหนังสือมีอะไรบ้ำง
2. หนังสือเล่ม หมำยถึงอย่ำงไร
ี
3. กำรจัดแบ่งประเภทของหนังสือเล่ม มีวิธจัดแบ่งอย่ำงไร
4. จงกล่ำวถึงองค์ประกอบของหนังสือเล่ม
5. ส่วนประกอบส ำคัญของหนังสือได้แก่อะไร แต่ละส่วนมีประโยชน์อย่ำงไร
ิ
6. อธบำยควำมหมำยของค ำต่อไปนี้
(1) บรรณำนุกรม
(2) ภำคผนวก
(3) อภิธำนศัพท์
(4) ดรรชนี
7. หนังสือมีประโยชน์ต่อนักศึกษำอย่ำงไรบ้ำง
67
ื
ั
HH444 การผลิตหนงสอและบรรณาธิการต้นฉบับ
68
ั
ื
HH444 การผลิตหนงสอและบรรณาธิการต้นฉบับ
บทที่ 3
วารสารและนิตยสาร
วารสารและนิตยสาร เป็นสื่อมวลชนสำคัญที่ให้ทั้งข่าวสาร ความรู้
ความคิด ความบันเทิง แก่ผู้อ่านอย่างกว้างขวาง ทำหน้าที่บันทึกความเป็นไปใน
สังคมในช่วงเวลาหนึ่งเป็นอย่างดีและมีส่วนช่วยกระตุ้นให้เกิดการเปลี่ยนแปลง
พัฒนาด้านต่าง ๆ เนื่องจากวารสารและนิตยสารเป็นแหล่งรวบรวมและเผยแพร่
ความรู้ความคิดในรูปของการเสนอบทความทางวิชาการ ข่าว ภาพ ความคิดเห็น
บทวิจารณ์อย่างหลากหลาย มีการจัดทำออกมาอย่างต่อเนื่องและเผยแพร่ความรู้
ที่ทันสมัย ทันเหตุการณ์ ไปสู่กลุ่มผู้อ่านที่เป็นประชาชนทั่วไปได้กว้างขวางกว่า
ั
สิ่งพิมพ์ประเภทหนังสือ จึงมีคุณค่าต่อการศึกษาทั้งในด้านการศึกษาตามอธยาศัย
การศึกษานอกระบบโรงเรียน และการใช้ประกอบการศึกษาในระบบโรงเรียน
ผู้ใช้วารสารควรมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับ ความหมาย ลักษณะ วิธีการนำเสนอ
เนื้อหา แนวทางการใช้ เพื่อให้สามารถใช้ประโยชน์ทางการศึกษาจากวารสารและ
นิตยสาร ได้อย่างมีประสิทธิภาพ (มนูญ ไชยสมบูรณ์, 2564)
นิตยสาร เป็นสิ่งพิมพ์ที่จัดพิมพ์ออกเผยแพร่ตามกำหนดเวลาหรือ
คาบเวลาที่แน่นอน เช่น ออกทุกสัปดาห์ หรือออกทุกเดือน ลักษณะโดยทั่วไปเป็น
สิ่งพิมพ์เข้าเล่มแบบเดียวกับหนังสือ วารสาร เป็นสิ่งพิมพ์จัดพิมพ์ออกเผยแพร่
เป็นคราวๆ หรือเป็นวาระ ซึ่งอาจมีกำหนดเวลาหรือไม่มีกำหนดเวลาแน่นอนก็ได้
ดังนั้น วารสารและนิตยสารจึงจัดอยู่ในสิ่งพิมพ์ประเภทที่ออกตามรายคาบหรือ
ออกต่อเนื่องตามลำดับเช่นเดียวกัน เนื่องจากสิ่งพิมพ์ประเภทนี้มีชื่อเรียกหลาย
ชื่อทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ บางคำมีความหมายกว้าง ๆ ใช้แทนกันได้แต่
บางคำมีความหมายแคบ แสดงถึงลักษณะเฉพาะบางอย่างจนไม่อาจใช้แทนคำอื่น
69
ื
ั
HH444 การผลิตหนงสอและบรรณาธิการต้นฉบับ
ได้ เพื่อให้เข้าใจตรงกัน ในที่นี้จึงจะใช้คำว่า "วารสาร" เป็นคำเรียกแทนสิ่งพิมพ์
ประเภทนี้ทั้งหมด
ิ
3.1 ลักษณะของสิ่งพมพ์ประเภทวารสาร
็
่
่
สิ่งพิมพ์ประเภทวำรสำร เปนสิ่งพิมพ์ทีออกต่อเนืองตำมก ำหนดหรือออก
ตำมวำระ สำมำรถน ำมำพิจำรณำก ำหนดลักษณะของวำรสำรและนิตยสำรได้
ดังนี้
3.1.1 เป็นสิ่งพิมพ์ต่อเนื่อง (Periodical or Serial) มีกำหนดเวลาออก
แน่นอน ระยะเวลาที่นิยมกำหนดออก (วราวุธ ผลานันต์ 2536 : 5-6) เช่น
(1) รายสัปดาห์ (Weekly) ออกสัปดาห์ละครั้ง ปีละ 52 ฉบับ
(2) รายปักษ์ (Fortnightly) ออกทุก 2 สัปดาห์ ปีละ 26 ฉบับ
(3) รายครึ่งเดือน (Semimonthly) ออกเดือนละ 2 ครั้ง ปีละ 24
ฉบับ
(4) รายเดือน (monthly) ออกเดือนละครั้ง ปีละ 12 ฉบับ
(5) รายหกเดือนหรือรายครึ่งปี (Semiannually) ออกทุก 6 เดือน
(6) รายปี (Annually) ออกปีละ 1 ฉบับ
นอกจากนี้ บางฉบับอาจมีการกำหนดระยะเวลาออกที่แตกต่าง
ออกไปจากที่กล่าวมา เช่น รายครึ่งสัปดาห์ (Semiweekly) กำหนดออกสัปดาห ์
ละ 2 ฉบับ ปีละ 104 ฉบับ รายทศ กำหนดออกทุก 10 วัน ปีละ 36 ฉบับ และ
รายสะดวก มีกำหนดออกไม่แน่นอน ลักษณะความต่อเนื่องของวารสารไม่มี
กำหนดว่าจะสิ้นสุดลงในฉบับใด
3.1.2 มีเลขกำกับประจำฉบับ ได้แก่ เลขปีที่ (Volume) เลขฉบับที่ (Issue
Number) และวันเดือนปี (Date) การนับลำดับฉบับที่อาจนับเป็นปี ๆ เช่น
70
ื
ั
HH444 การผลิตหนงสอและบรรณาธิการต้นฉบับ
วารสารรายเดือน แต่ละปีจะมีตั้งแต่ฉบับที่ 1-12 หรืออาจนับต่อเนื่องไปเรื่อย ๆ
เช่น วารสารรายเดือน ฉบับแรกของปีที่ 2 ก็นับเป็นฉบับที่ 13 นอกจากเลขปีที่
ฉบับที่และวันเดือนปี ซึ่งเป็นเลขที่ต้องต่อเนื่องเป็นลำดับกันไปแล้ว ยังมีเลขอก
ี
ชุดหนึ่งเป็นเลขเฉพาะที่แน่นอนไม่มีการเปลี่ยนแปลง ถือเป็นรหัสประจำวารสาร
แต่ละชื่อ เพื่อการควบคุมทางบรรณานุกรมในระบบข้อมูลวารสารระหว่างชาติ
เรียกว่า เลขสากลประจำวารสาร (International Standard Serial Number -
ISSN) ซึ่งศูนย์ข้อมูลวารสารระหว่างชาติระดับสากล มอบให้ศูนย์ข้อมูลวารสาร
ระหว่างชาติ ประจำประเทศสมาชิกแต่ละประเทศเป็นผู้กำหนดให้แก่วารสารแต่
ละชื่อในประเทศของตน
ประเทศไทย มีหอสมุดแห่งชาติเป็นศูนย์ข้อมูลวารสารระหว่างชาติแห่ง
ประเทศไทยเป็นผู้กำหนดวารสารแต่ละชื่อให้ได้รับหมายเลขสากลประจำวารสาร
และจะต้องพิมพ์ไว้ที่หน้าปกหรือหน้าปกใน หรือสันวารสาร ใกล้ ๆ กับชื่อวารสาร
มีอักษร ISSN ตามด้วยเลขอารบิค 8 ตัว มีเครื่องหมายยติภังค์ (-) คั่นระหว่างเลข
4 ตัวแรก กับเลข 4 ตัวหลัง เช่น วารสาร ซีเนแม็ก ISSN 0858-9305
3.1.3 รูปเล่ม มักทำให้มีบางส่วนมีลักษณะเหมือนกันทุกฉบับเพื่อให ้
ผู้อ่านสังเกตและจำได้ง่าย เช่น ขนาดความกว้าง ยาว รูปแบบและสีของตัวอกษร
ั
ชื่อวารสารที่หน้าปก และสัญลักษณ์ประจำวารสาร
3.1.4 เนื้อหา ประกอบด้วยบทความหลายบทความจากผู้เขยนหลาย คน
ี
วารสารมักเป็นวิชาการเฉพาะแขนงวิชา ส่วนนิตยสารมักเป็นบทความทั่วไป สาร
คดีหรือบันเทิง เช่น นวนิยาย เรื่องสั้น ลงติดต่อกันเป็นหลายตอน มีคอลัมน์
บรรณาธิการ คอลัมน์ประจำ วารสารบางชื่อ เนื้อหาอาจเป็นรูปภาพ เป็นบท
วิจารณ์ สรุปข่าวและวิเคราะห์เหตุการณ์บ้านเมือง ฯลฯ ทั้งนี้เป็นไปตามประเภท
และวัตถุประสงค์ของวารสารแต่ละฉบับ
71
ั
ื
HH444 การผลิตหนงสอและบรรณาธิการต้นฉบับ
3.1.5 ผู้จัดพิมพ์ ผู้จัดพิมพ์วารสารอาจเป็นเอกชน หน่วยงานราชการ
รัฐวิสาหกิจ สถาบัน องค์การ สมาคม ชมรม โดยมีวัตถุประสงค์บางอย่าง เช่น
เพื่อเผยแพร่ความรู้ทางวิชาการ ประชาสัมพันธ์หน่วยงาน ให้ความบันเทิง ให ้
ความรู้ทั่วไปหรือเพื่อธุรกิจการค้า ฯลฯ
3.1.6 การเผยแพร่ มีทั้งการจำหน่ายและแจกฟรี การจำหน่ายอาจวาง
จำหน่ายตามร้านขายหนังสือ การให้ผู้อ่านบอกรับเป็นสมาชิกประจำ ชำระค่า
วารสารล่วงหน้า แล้วผู้จัดพิมพ์เป็นผู้ส่งวารสารไปให้สมาชิก
3.2 เนื้อหาของสิ่งพิมพ์ประเภทวารสาร
เนื้อหาของสิ่งพิมพ์ประเภทวารสารมีลักษณะแตกต่างจากสิ่งพิมพ์ประเภท
อื่นๆ คือมีเนื้อหาหลายลักษณะหลายเรื่องรวมอยู่ในฉบับเดียวกัน การจัด
หมวดหมู่ของเนื้อหาในสิ่งพิมพ์ประเภทวารสาร มีผู้ศึกษาและจัดหมวดหมู่เนื้อหา
ในวารสารไว้แตกต่างกัน ดังนี้
สมสนิท สกุลธนะ (2564) จัดหมวดหมู่เนื้อหาของวารสารออกเป็น 9 ส่วน
1) บทความ วารสารบางฉบับมีบทความเป็นองค์ประกอบสำคัญของเนื้อหา
2) นวนิยายและเรื่องสั้น พิมพ์เป็นตอนๆ บางฉบับเสนอนวนิยายเป็นเนื้อหา
หลัก มีสารคดีและบทความเป็นเนื้อหารอง วารสารที่ทำเป็นธุรกิจการค้า
ส่วนมากเสนอนวนิยายมากกว่าบทความ สารคดีและข่าวสาร
3) ภาพ ได้แก่ ภาพถ่าย ภาพเขียน หรือภาพวาด เป็นองค์ประกอบที่สำคัญ
ของวารสารทุกฉบับและทุกประเภท
4) ข่าว มักใช้เป็นองค์ประกอบของวารสารทุกชนิด
5) คอลัมน์บรรณาธิการ เป็นส่วนสำคัญของวารสารประเภทแสดงความ
คิดเห็นและวารสารของบริษัท ห้างร้าน องค์การ ธุรกิจต่าง ๆ
72
ื
ั
HH444 การผลิตหนงสอและบรรณาธิการต้นฉบับ
6) คอลัมน์ต่าง ๆ เป็นส่วนสำคัญของวารสาร เช่น จดหมายถึง
บรรณาธิการ อาหาร แฟชั่น สุขภาพ
7) คำประพันธ์ เช่น โคลง ฉันท์ กาพย์ กลอน เป็นส่วนที่แสดงออก
ทางความรู้สึกนึกคิดและอารมณ์ของมนุษย์ที่อยู่ในวัฒนธรรมเดียวกันของทุกชาติ
ทุกภาษา
8) การ์ตูนและขำขัน เป็นเนื้อหาอย่างหนึ่งของวารสารแทบทุกชนิด ซึ่ง
ช่วยผ่อนคลายความตึงเครียดของผู้อ่านได้อย่างดี
9) เบ็ดเตล็ดและเรื่องแทรก จะช่วยในการจัดหน้า เช่น ปริศนาอักษร-
ไขว้ เกมต่าง ๆ การทายปัญหา ความรู้รอบตัว
วิษณุ สุวรรณเพิ่ม (2531) จัดเนื้อหาวารสารออกเป็นคอลัมน์ประเภท
ต่าง ๆ 10 ประเภท
1) คอลัมน์วิจารณ์ เสนอข้อโต้แย้ง ตำหนิ ชมเชยและชี้แนวทางของ
้
เหตุการณ์หรือเรองราวที่เกิดขึ้นแล้ววิจารณ์ข้อดีข้อเสียและใหเหตุผลตามข้อมูลที่
ื่
ได้มา
2) คอลัมน์ซุบซิบ รายงานเกี่ยวกับความเป็นไปของบุคคล ทั้งบุคคล
สำคัญในรัฐบาลและบุคคลในอาชีพต่าง ๆ เช่น วงการกีฬา นักร้อง นักแสดง
นักการเมือง
3) คอลัมน์แนะแนว เช่น การแนะแนวการศึกษา การเกษตร กฏหมาย
สุขภาพอนามัย งานอดิเรก
4) คอลัมน์บริการ เปิดบริการแก่ประชาชนในเรื่องเดือดร้อนต่าง ๆ
5) คอลัมน์ร้อยกรอง สำหรับกวีอาชีพและสมัครเล่น เพื่อการพักผ่อน
หย่อนใจ
73
ื
ั
HH444 การผลิตหนงสอและบรรณาธิการต้นฉบับ
6) คอลัมน์ขำขัน เพื่อให้ผู้อ่านมีอารมณ์ขบขัน เบาสมอง บางฉบับมี
ภาพการ์ตูนประกอบ
7) คอลัมน์ความเรียง มีเนื้อหากว้างมาก เปิดโอกาสให้ผู้อ่านได้รับ
ความรู้ในเรื่องต่าง ๆ การค้นพบการประดิษฐ์ ฯลฯ โดยเขียนเป็นเรียงความจะ
เรื่องสั้นหรือเรื่องยาวขึ้นอยู่กับเรื่องที่นำมาลง ส่วนมากเป็นเรื่องเกี่ยวกับ
วิทยาการ เศรษฐกิจ และสังคม
8) คอลัมน์บุคคล เสนอเรื่องราวของบุคคลต่าง ๆ ที่มีชื่อเสียง บุคคลที่
เป็นข่าวให้ผู้อ่านได้ทราบประวัติ ประสบการณ์ ผลงานและภารกิจต่างๆ ใน
ชีวิตประจำวันทั้งในอดีต ปัจจุบันและอนาคต
9) คอลัมน์แสดงความคิดเห็น ชี้ข้อดีข้อเสียของเรื่องราวหรือเหตุการณ์
ที่เกิดขึ้น เป็นการแสดงความคิดเห็นของผู้เขียน
10) คอลัมน์เบ็ดเตล็ด เสนอเรื่องราวทั่ว ๆ ไป เช่น รายงานข่าว
วิพากษ์วิจารณ์ เรื่องราวซุบซิบ ประกาศ สุนทรพจน์ สุภาษิต ฯลฯ โดยทั่วไปจะ
เกี่ยวกับบุคคลมากที่สุด ข่าวและสิ่งต่างๆ จะเป็นเรื่องรองลงมา
พีระ จิรโสภณ (2548) กำหนดส่วนประกอบของเนื้อหาในวารสาร ว่ามี
3 ส่วน
1) คอลัมน์ประจำ เป็นเรื่องที่มีเนื้อหาสาระแนวเดียวกันต่อเนื่องกัน
หลายฉบับ
2) บทความในคอลัมน์ประจำ เป็นคอลัมน์ที่เปิดไว้สำหรับเสนอบทความ
เรื่องราวตามแนววัตถุประสงค์ของวารสาร
3) เรื่องทั่วๆ ไป เช่น นวนิยาย เรื่องสั้น แนะนำการท่องเที่ยว และ
โบราณคดี เป็นต้น องค์ประกอบส่วนนี้จะช่วยให้วารสารได้รับความนิยมจาก
ผู้อ่านไม่น้อย
74
ื
ั
HH444 การผลิตหนงสอและบรรณาธิการต้นฉบับ
โดยทั่วไป วารสารมักมีเนื้อหาประกอบด้วยบทความให้ความรู้ การ-
วิจารณ์ แสดงความคิดเห็น ข่าว เรื่องความบันเทิงรูปแบบต่าง ๆ เช่น นวนิยาย
เรื่องสั้น ขำขัน การ์ตูน ประกาศ โฆษณา ฯลฯ วารสารฉบับใดจะมีเนื้อหาส่วนใด
มากน้อยเพียงใด ย่อมขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์ของวารสารฉบับนั้น ๆ
3.3 วัตถุประสงค์ของสิ่งพิมพ์ประเภทวารสาร
การจัดทำสิ่งพิมพ์ประเภทวารสารออกเผยแพร่ ผู้จัดทำย่อมมีวัตถุประสงค์
เฉพาะซึ่งอาจระบุไว้ชัดเจนหรือไม่ระบุไว้ก็ได้ พิมอัจฉรา ปวนะฤทธิ์ (2564)
สรุปวัตถุประสงค์การจัดทำวารสารของสถาบันอุดมศึกษาไว้ 8 ประการ ดังนี้
3.3.1 เพื่อเผยแพร่ความรู้ แนวความคิด ทฤษฎีหรือเทคโนโลยีใหม่ ๆ ใน
ศาสตร์สาขาต่าง ๆ รวมทั้งความรู้เกี่ยวกับหน่วยงานและการดำเนินงานบริการ
ชุมชนในรูปของบทความ ผลงานวิจัย วิทยานิพนธ์ หรือบทคัดย่อผลงานต่างๆ
ข้อคิดเห็น ประกาศ คำสั่ง และระเบียบ ทั้งนี้ เพื่อประโยชน์ด้านการศึกษาหา
ความรู้ของบุคคลในแขนงต่าง ๆ และบุคคลทั่วไป และเพื่อชื่อเสียงของหน่วยงาน
ผู้จัดทำ นอกจากนี้ ยังเป็นแหล่งให้นักวิชาการ นักศึกษาและอาจารย์ใน
สถาบันอุดมศึกษา ได้พิมพ์ผลงานในสาขาวิชาการต่างๆ ออกเผยแพร่
3.3.2 เพื่อส่งเสริมการศึกษาค้นคว้าในวิทยาการแขนงต่าง ๆ โดยกระตุ้นให ้
เกิดการศึกษาค้นคว้า พัฒนาความรู้ทางวิชาการ ตลอดจนติดตามความ
เคลื่อนไหวทางวิชาการให้ผู้สนใจได้นำไปศึกษาค้นคว้าให้ศาสตร์นั้น ๆ เจริญ
รุดหน้ายิ่งขึ้นและเป็นประโยชน์ต่อการเรียนการสอนของสถาบัน
3.3.3 เพื่อเป็นศูนย์กลางในการแลกเปลี่ยนความรู้ ความคิด เจตคติและ
ประสบการณ์ ระหว่างนักวิชาการ สถาบันการศึกษา และบุคคลทั่วไป
3.3.4 เพื่อการประชาสัมพันธ์ ก่อเกิดความเข้าใจอันดีต่อกันระหว่าง
หน่วยงานกับบุคคลภายใน ระหว่างบุคคลภายในกับนอกสถาบัน หรือระหว่าง
75
ั
ื
HH444 การผลิตหนงสอและบรรณาธิการต้นฉบับ
นักศึกษาเก่าของสถาบัน เป็นต้น นอกจากนี้ ยังเสนอข่าวความเคลื่อนไหวทั้ง
เรื่องของบุคคลและกิจกรรมของหน่วยงาน
3.3.5 เพื่อการฝึกงานภาคปฏิบัติของนักศึกษา เช่น วารสารนกยูงทอง
คณะวารสารศาสตร์และสื่อมวลชนมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
3.3.6 เพื่อเป็นเอกสารประกอบการศึกษา เช่น อ่านประกอบวิชาที่กำลัง
ศึกษา ใช้อ้างในการศึกษาค้นคว้า
3.3.7 เพื่อความบันเทิงในวารสารบางฉบับ นอกจากเนื้อหาสาระที่ให ้
ความรู้ทางวิชาการแล้ว ยังมุ่งให้ความบันเทิงแก่ผู้อ่านอีกด้วย
3.3.8 วารสารที่ไม่ระบุวัตถุประสงค์ไว้ในเล่ม วัตถุประสงค์ดังกล่าวเป็น
วัตถุประสงค์ของวารสารวิชาการ ซึ่งสรุปได้ว่าส่วนใหญ่เน้นการเผยแพร่
แลกเปลี่ยนการศึกษาค้นคว้าความรู้ทางวิชาการในสาขาวิชาการต่าง ๆ ข่าวสาร
การประชาสัมพันธ์ และอาจมีวัตถุประสงค์มุ่งให้ความบันเทิงอยู่บ้าง ตรงกัน
ข้ามกับนิตยสารซึ่งเน้นวัตถุประสงค์ต่างกัน คือนิตยสารส่วนใหญ่จัดทำขึ้นเพื่อ
้
หวังผลทางธุรกิจ ต้องการให้มีผู้อ่านจำนวนมากและใหเกิดการติดตามอ่านเป็น
ประจำ นิตยสารจึงมีวัตถุประสงค์เน้นให้ความบันเทิง ให้ความรู้ทั่วไป และเป็น
เรื่องราวที่อยู่ในความสนใจหลักของสังคม ส่วนการเผยแพร่ความรู้ทางวิชาการ
เป็นวัตถุประสงค์รอง ดังนั้น นิตยสารส่วนใหญ่จึงจัดทำอย่างสวยงาม มีภาพ
สวยงามจำนวนมากประกอบเนื้อหาเพื่อเรียกร้องความสนใจ
ที่กล่าวมาเป็นการกล่าวถึงสิ่งพิมพ์ประเภทวารสารซึ่งได้รวมเอานิตยสาร
เข้าไว้ด้วย แต่เนื่องจากวารสารกับนิตยสารมีความแตกต่างกันอยู่ ลำดับต่อไปจึง
จะขอกล่าวแยกทีละประเภทตามลำดับ
76
ั
ื
HH444 การผลิตหนงสอและบรรณาธิการต้นฉบับ
3.4 วารสาร (Journal, Periodical)
วารสาร คือ สิ่งพิมพ์เป็นเล่ม กำหนดออกเป็นประจำในระยะสัปดาห์ ปักษ์
เดือนหรือรายปี มุ่งให้ความรู้เชิงวิชาการแก่ผู้อ่านเป็นส่วนรวมหรือเฉพาะกลุ่ม
ลักษณะและรูปเล่มคล้ายนิตยสาร แต่ต่างกันตรงที่เนื้อหาภายใน วารสารเน้น
เนื้อหาด้านวิชาการมากกว่าด้านบันเทิง ใช้จำนวนสีและภาพประกอบน้อยกว่า
นิตยสาร (วิษณุ สุวรรณเพิ่ม, 2531)
การจัดทำวารสารมีขึ้นเพื่อสนองนโยบายและความต้องการของหน่วยงาน
สมาคม องค์กรหรือสถาบันต่าง ๆ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อการเผยแพร่ข้อมูล
ความรู้ บทความทางวิชาการ ผลงานการวิจัย ความรู้ทางวิชาการ และ
ความก้าวหน้าทางวิทยาการมากกว่าจัดทำเพื่อธุรกิจการค้าแบบนิตยสาร และ
วารสารยังใช้เป็นเอกสารอ้างอิงทางวิชาการด้วย
รูปเล่มของวารสารไม่มีข้อกำหนดเกี่ยวกับความหนาที่แน่นอน แต่ไม่ควร
หนาหรือบางเกินไป หากเป็นขนาดมาตรฐาน ไม่ควรต่ำกว่า 40 หน้า และไม่ควร
เกิน 100 หน้า หากเป็นขนาด 16 ยก ก็ไม่ควรต่ำกว่า 50 หน้า และไม่ควรเกิน
200 หน้า เพราะถ้าจำนวนหน้าน้อยหรือมากเกินไป ความสนใจของผู้อ่านจะลด
น้อยลง
วารสาร มีองค์ประกอบหลักเช่นเดียวกับนิตยสาร คือ
1) ปกหน้า มักพิมพ์ด้วยกระดาษหนากว่าเนื้อกระดาษภายในและมัก
ออกแบบให้มีลักษณะเคร่งขรึมเป็นทางการ ใช้สีเดียวหรือสองสีเป็นสีตัดกัน เช่น
พื้นน้ำเงิน ตัวอักษรขาว หรือพื้นขาว ตัวอักษรสีดำ และมักไม่นิยมใช้ภาพเป็นปก
ส่วนใหญ่จะใช้เป็นตัวอักษรหรือการออกแบบลายเส้น และบางฉบับจะพิมพ์ชื่อ
เรื่องลงในหน้าปกเป็นสารบัญบอกผู้อ่าน
2) สารบัญ มักออกแบบเคร่งขรึมเป็นทางการ ทำให้ดูน่าเชื่อถือ
77
ื
ั
HH444 การผลิตหนงสอและบรรณาธิการต้นฉบับ
มากกว่าที่จะออกแบบให้หรูหราแบบหนังสือนิตยสาร ไม่นิยมนำภาพประกอบ
เรื่องจากเนื้อเรื่องมาใส่ไว้ในหน้าสารบัญอย่างที่หนังสือนิตยสารนิยมทำ
นอกจากนี้ หนังสือวารสารบางเล่มยังนำสารบัญไปพิมพ์ไว้บนหน้าปกเลย
3) บทบรรณาธิการ มักเขียนโดยบรรณาธิการของหนังสือวารสารฉบับ
นั้น ๆ เป็นการทักทายผู้อ่านและแนะนำเรื่องเด่น ๆ ภายในฉบับเช่นเดียวกับบท
บรรณาธิการหนังสือนิตยสาร แต่เนื่องจากหนังสือวารสารส่วนใหญ่นำเสนอ
บทความเชิงวิชาการ บทความแสดงความคิดเห็น ซึ่งอาจมีผลเข้าข่ายละเมิดสิทธิ์
ที่จะถูกฟ้องร้องได้ตามกฎหมาย จึงมักมีข้อความอีกลักษณะหนึ่งปรากฎในหน้า
บทบรรณาธิการหรือหน้าสารบัญ คือ ถ้อยแถลงของบรรณาธิการเกี่ยวกับความ
รับผิดชอบด้านกฎหมายที่มีต่อบทความและความเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ในผลงาน
ปรากฎอยู่ในหน้าบทบรรณาธิการหนังสือวารสารด้วย
ตัวอย่าง บทบรรณาธิการ วารสารวิชาการ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย
บรรณาธิการแถลง
วารสารวิชาการ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย “มนุษยศาสตร์และ
สังคมศาสตร์” (Humanities and SocialSciences) ฉบับนี้เป็นปีที่ 42 ฉบับที่
2 เดือนเมษายน-มิถุนายน 2565 ต้อนรับเทศกาลสงกรานต์ซึ่งเป็นวันขึ้นปีใหม่
ไทย กองบรรณาธิการขออาราธนาคุณพระศรีรัตนตรัยและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย
จงดลบันดาลให้ท่านพร้อมครอบครัว ประสบแต่ความสุขด้วยจตุรพิธพรชัย
สมบูรณ์พูนผลในสิ่งที่พึงปรารถนาทุกประการ
สำหรับบทความในฉบับนี้ ประกอบไปด้วยบทความวิจัย 10 เรื่อง โดย
เนื้อหาของบทความเกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยว จำนวน 2 เรื่อง ได้แก่ รูปแบบการ
ดำเนินชีวิตและพฤติกรรมการท่องเที่ยวของนักท่องเที่ยวสูงอายุชาวไทยที่มีการใช้
78
ั
ื
HH444 การผลิตหนงสอและบรรณาธิการต้นฉบับ
จ่ายสูง และการสื่อสารการตลาดแบบบูรณาการที่มีต่อการรับรู้และการตัดสินใจ
ของนักท่องเที่ยวเจนเนอเรชั่นวาย บทความด้านภาษาศาสตร์ 2 เรื่อง ได้แก่
การศึกษาเปรียบเทียบถ้อยคำในการประชาสัมพันธ์เพื่อเชิญชวนป้องกันโควิด-19
ระหว่างสาธารณรัฐประชาชนจีนกับประเทศไทย และคุณค่าของภูมินามหมู่บ้าน
ในจังหวัดน่าน บทความด้านการเงิน 2 เรื่อง ได้แก่ การวิเคราะห์ต้นทุนและ
กำไรสุทธิจากการผลิตโคเนื้ออินทรีย์พันธุ์ซาร์โรเล่ส์ในจังหวัดเชียงใหม่ และการ
พัฒนาทางการเงินและผลกระทบของนโยบายการเงินที่มีต่อความเสี่ยงของ
ธนาคารพาณิชย์ นอกจากนี้ ยังมีบทความเกี่ยวกับการศึกษาและพัฒนาศูนย์
เรียนรู้กองทุนแม่ของแผ่นดินในกรุงเทพมหานคร สมรรถนะและแนวทางการ
พัฒนาของครูนอกระบบการศึกษาแนวทางการพัฒนาด้านการตลาดในการ
ยกระดับผลิตภัณฑ์ผ้าทอมือของวิสาหกิจชุมชนในพื้นที่จังหวัดน่าน และ การสร้าง
ความได้เปรียบในการแข่งขันของธุรกิจกวดวิชาเอกชนขนาดเล็กในจังหวัดลำปาง
กองบรรณาธิการเห็นว่า บทความทุกเรื่องในวารสารยังคงความ
หลากหลายให้ผู้อ่านได้อ่านเพิ่มพูนความรู้ และขอเรียนให้ทุกท่านได้ทราบว่า
ตั้งแต่บัดนี้บทความที่ผู้เขียนส่งเข้ามาเสนอตีพิมพ์เผยแพร่ในวารสารวิชาการ
มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย มนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ จะต้องผ่านการ
พิจารณากลั่นกรองและประเมินคุณภาพจากผู้ทรงคุณวุฒิจำนวน 3 ท่าน โดยมี
วิธีการประเมินแบบ Double-blind Process
สุดท้ายนี้ขอขอบคุณที่ท่านให้ความสนใจติดตามวารสารวิชาการ
มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย มาโดยตลอด และขอขอบคุณในความอดทนและ
ความร่วมมือของผู้เขียนและผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งรับหน้าที่ประเมินบทความพร้อมกันนี้
ขอเชิญชวนคณาจารย์และนักวิชาการทั้งในและต่างประเทศ ร่วมเสนอผลงานทาง
วิชาการด้านมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ เพื่อตีพิมพ์เผยแพร่ให้เป็นประโยชน์
79
ั
ื
HH444 การผลิตหนงสอและบรรณาธิการต้นฉบับ
แก่วงการศึกษาต่อไป โดยกองบรรณาธิการยังคงยึดมั่นในเกณฑ์คุณภาพทาง
วิชาการ เพื่อให้วารสารวิชาการ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย มีคุณภาพและได้รับ
การจัดลำดับอยู่ในกลุ่มที่ 1 ของฐานข้อมูลศูนย์ดัชนีการอ้างอิงวารสารไทย (TCI)
และฐานข้อมูล ASEAN Citation Index (ACI) อย่างต่อเนื่อง
บรรณาธิการวารสารวิชาการ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย
มนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์
ตัวอย่าง ถ้อยแถลงเกี่ยวกับความรับผิดชอบด้านกฎหมาย
ข้อความที่ปรากฏในบทความแต่ละเรื่องในวารสารวิชาการเล่มนี้
เป็นความคิดเห็นส่วนตัวของผู้เขียนแต่ละท่าน
ไม่เกี่ยวข้องกับมหาวิทยาลัย...........และคณาจารย์ท่านอื่น ๆ
ในมหาวิทยาลัยฯ แต่อย่างใด
ความรับผิดชอบด้านเนื้อหาและการตรวจร่างบทความแต่ละเรื่อง
เป็นของผู้เขียนแต่ละท่าน
หากมีความผิดพลาดใด ๆ
ผู้เขียนแต่ละท่านจะรับผิดชอบบทความของตนเองแต่เพียงผู้เดียว
4) เนื้อหา เนื่องจากหนังสือวารสารเน้นเนื้อหาด้านวิชาการ ดังนั้น
องค์ประกอบส่วนใหญ่จึงเป็นบทความวิชาการ ตอนท้ายของบทความแต่ละเรื่อง
มักมีบรรณานุกรมรายชื่อเอกสารที่ใช้อ้างอิงในการเขียนบทความนั้น ๆ และชื่อผู้
แต่งใช้ชื่อจริง
80
ื
ั
HH444 การผลิตหนงสอและบรรณาธิการต้นฉบับ
จากลักษณะด้านเนื้อหาข้างต้น กล่าวได้ว่าองค์ประกอบของวารสารส่วน
ใหญ่ คือบทความประเภทให้ความเห็นและประสบการณ์ในสาขาวิชาการนั้น ๆ
ส่วนนิตยสาร องค์ประกอบด้านเนื้อหาส่วนใหญ่ ได้แก่ เรื่องสั้น นวนิยายและเรื่อง
ให้ความบันเทิงอื่น ๆ การศึกษาองค์ประกอบของนิตยสารและวารสารแต่ละเล่ม
แต่ละฉบับจึงเป็นเรื่องสำคัญ เนื่องจากหลักในการออกแบบ การวางรูปเล่มจะ
ต้องสอดคล้องกับเนื้อหาและเกี่ยวโยงกับรสนิยมของกลุ่มเป้าหมายหรือผู้อ่าน
หนังสือฉบับนั้นๆ ด้วย (ประชัน วัลลิโก, 2564)
3.5 นิตยสาร (Magazine)
สิ่งพิมพ์ที่ออกเป็นรายคาบหรือรายประจำที่ไม่ใช่รายวัน มีการเย็บเล่มใช้ปก
อ่อน กระดาษปกมักมีคุณภาพและความคงทนต่อการใช้งานมากกว่ากระดาษเนื้อ
ใน เนื้อหาภายในเล่มมีความหลากหลาย ให้ความรู้ทางวิชาการและความบันเทิง
ใช้สีสันและภาพประกอบจำนวนมาก มีโฆษณาภายในฉบับ การออกแบบจัด
หน้าของนิตยสารจะให้ความพิถีพิถันในการจัดทำมากกว่าสิ่งพิมพ์ประเภทอน
ื่
โดยนิยมใช้สีสันและภาพประกอบเพื่อดึงดูดความสนใจและเร้าอารมณ์ของผู้พบ
เห็น นิตยสารมีรายได้หลักจากการโฆษณาและการจัดจำหน่าย การจัดทำจะเน้น
ผลการค้าเป็นสำคัญ
3.5.1 ประเภทนิตยสาร การแบ่งประเภทของนิตยสารตามลักษณะ
เนื้อหาที่เน้นการนำเสนอและผู้อ่านให้ความสนใจ แบ่งออกได้เป็น 2 กลุ่มคือ
นิตยสารกลุ่มผู้อ่านทั่วไป (general Magazine) และนิตยสารผู้อ่านเฉพาะกลุ่ม
(specialized magazine)
3.5.1.1 นิตยสารกลุ่มผู้อ่านทั่วไป ได้แก่
1) นิตยสารข่าว (New Magazine) เป็นนิตยสารที่
นำเสนอเนื้อหาส่วนใหญ่เกยวข้องกับข่าวทั่วๆ ไป เช่น นำเสนอเบื้องหลังข่าว บท
ี่
81
ื
ั
HH444 การผลิตหนงสอและบรรณาธิการต้นฉบับ
วิเคราะห์ข่าว บทสัมภาษณ์บุคคลในข่าว ฯลฯ จะมีเนื้อหาด้านอื่นบ้าง เช่น
ศิลปวัฒนธรรม วรรณกรรม ก็เป็นเพียงการประกอบเข้ามาเพื่อให้สมบูรณ์มาก
ยิ่งขึ้นเท่านั้น ตัวอย่างหนังสือนิตยสารข่าว ได้แก่ มติชนสุดสัปดาห์ เนชั่นสุด
สัปดาห์ สยามรัฐสัปดาห์วิจารณ์ เป็นต้น
2) นิตยสารสำหรับครอบครัว (Family Magazine)
เป็นนิตยสารเพื่อครอบครัว มีบทความเกี่ยวกับการมีชีวิตในครอบครัวให้มี
ความสุข บทความเสริมความงาม การทำครัว งานอดิเรก กีฬา การ์ตูน ตอบ
ปัญหา ดาราภาพยนตร์ นักร้อง ฯลฯ ลักษณะเด่นที่สามารถแบ่งนิตยสารสำหรับ
ครอบครัวออกจากนิตยสารสตรี คือ มีการนำเสนอเนื้อหาซึ่งเด็กและพ่อบ้านอ่าน
ได้ด้วยในเล่มเดียวกัน กล่าวคือ อ่านกันได้ทั้งครอบครัว ตัวอย่างนิตยสารสำหรับ
ครอบครัว ได้แก่ รักลูก แม่และเด็ก ดวงใจพ่อแม่ และ Life Family เป็นต้น
3) นิตยสารสำหรับสตรี (Women Magazine) เป็น
นิตยสารสำหรับผู้หญิงทุกกลุ่มทุกอาชีพ ในเล่มประกอบด้วย ภาพ นวนิยาย เรื่อง
สั้น แฟชั่น ตำราอาหาร ฯลฯ นิตยสารสำหรับสตรีจัดเป็นนิตยสารที่มีจำนวนชื่อ
ฉบับมากที่สุดในตลาดนิตยสารไทย ตัวอย่างนิตยสารสำหรับสตรี ได้แก่ คุณหญิง
ผู้หญิง ดิฉัน พลอยแกมเพชร สกุลไทย แพรวสุดสัปดาห์ กุลสตรี ขวัญเรือน
เปรียว แม่บ้าน เป็นต้น
(4) นิตยสารสำหรับเด็ก (Children Magazine) เป็น
นิตยสารสำหรับเด็ก ๆ ทั่วไป ประกอบด้วยเรื่องเกร็ดความรู้ เรื่องตลก นิทาน
กีฬา ฯลฯ ตัวอย่างนิตยสารสำหรับเด็ก ได้แก่ เสียงเด็ก สวนเด็ก ชัยพฤกษ์
การ์ตูน เป็นต้น
3.5.1.2 นิตยสารผู้อ่านเฉพาะกลุ่ม (Specialized Magazine)
ได้แก่
82
ั
ื
HH444 การผลิตหนงสอและบรรณาธิการต้นฉบับ
1) นิตยสารการเมือง (Political Magazine) เป็นนิตยสาร
เจาะลึกทางด้านการเมือง มีบทวิเคราะห์หรือรายงานพิเศษ (Scoop) ที่เจาะลึก
ทางการเมืองมากกว่านิตยสารข่าว ตัวอย่างนิตยสารทางการเมือง เช่น มติชนสุด
สัปดาห์ เนชั่นสุดสัปดาห์ สยามรัฐสัปดาห์วิจารณ์ หลักไท และ อาทิตย์วิเคราะห ์
เป็นต้น
2) นิตยสารแฟน (Fan Magazine) เป็นนิตยสารสำหรับ
แฟนกีฬา แฟนบันเทิง แฟนภาพยนตร์ หรืออย่างใดอย่างหนึ่ง ตัวอย่างนิตยสาร
้
แฟนในไทย เช่น "RS Star" ของบริษัท อาร์เอส โปรโมชั่น จำกัด ที่แจกจ่ายใหแก่
สมาชิกของอาร์เอส สตาร์ คลับ คำว่า "แฟน" มาจากภาษาอังกฤษว่า
"Fantanic" หมายถึง คนที่คลั่งไคล้เรื่องใดเรื่องหนึ่งเป็นพิเศษ นิตยสารแฟนมัก
จัดพิมพ์ขึ้นและเผยแพร่ไปยังกลุ่มผู้อ่านเป้าหมายที่เรียกว่า "แฟนคลับ"(Fan
Club) เช่น นักร้อง นักแสดง นักกีฬาฯลฯ นิตยสารแฟนมักนำเสนอเรื่องราว
เกี่ยวกับตัวบุคคลมากกว่าเนื้อหาสาระอื่น ๆ ในวงการนั้น ๆ
3) นิตยสารงานอดิเรก (Hobbies and Pastime Magazine)
นิตยสารกลุ่มนี้ออกมาเพื่อผู้อ่านเฉพาะกลุ่มที่ชอบงานอดิเรกอย่างใดอย่างหนึ่ง
เป็นหนังสือเพิ่มพูนความรู้และแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันในระหว่างกลุ่มที่สนใจ
ในเรื่องเดียวกัน เช่น นิตยสารเกี่ยวกับแสตมป์ เล่นเรือใบ ทำสวน ถ่ายภาพ
รถจักรยานยนต์ สร้างวิทยุ นิตยสารให้สาระความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ เช่น
นิตยสาร Update เป็นต้น
4) นิตยสารอาชีพ (Trade and Professional Magazine)
แตกต่างจากนิตยสารงานอดิเรกเช่นนิตยสารเกี่ยวกับรถยนต์ ถ้าเป็นนิตยสาร
อาชีพ จะกล่าวถึงอุตสาหกรรมสร้างรถยนต์ แต่ถ้าเป็นนิตยสารงานอดิเรกจะ
83
ื
ั
HH444 การผลิตหนงสอและบรรณาธิการต้นฉบับ
แนะนำผู้เล่นรถยนต์ให้รู้จักการรักษารถยนต์ ไม่ว่าจะเป็นผู้สร้างรถยนต์หรือซ่อม
รถยนต์ ตลอดจนผู้ขายรถยนต์
3.5.2 บทบรรณาธิการนิตยสาร เป็นพื้นที่ในการสื่อสารกับผู้อ่านอย่าง
ตรงไปตรงมาเพื่อให้ข้อแนะนำเกี่ยวกับการอ่านนิตยสารฉบับนั้น ๆ หรือบอกเล่า
ถึงที่มาที่ไป ประวัติความเป็นมาเกี่ยวกับข้อเขียนหรือตัวผู้เขียนแต่ละคนในเล่ม
ตลอดจนให้ข้อคิดหรือวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับสถานการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นใน
สังคม (สวพร จันทรสกุล, 2564)
วัตถุประสงค์ของบทบรรณาธิการนิตยสาร ได้แก่
1) การบอกเล่า คือการเน้นที่การทักทาย บอกกล่าว เล่าแจ้งแถลงไข
ให้ข้อมูลข่าวสารสำคัญ แนะนำเรื่องราวที่น่าสนใจในฉบับ รวมถึงการชี้ประเด็น
หรือกำหนดปัญหาที่น่าพิจารณา
2) การสร้างบรรยากาศ คือการเน้นการสร้างบรรยากาศความ
ื
ตระหนักตื่นตัวให้กำลังใจหรอกระตุ้นให้เกิดความหวังใหม่ ให้ระลึกถึงความร่าเริง
สนุกสนานในเทศกาลประจำปีต่าง ๆ ที่กำลังจะมาถึง เช่น ปีใหม่ สงกรานต์ ลอย-
กระทง การสร้างบรรยากาศตามกระแสสังคมในช่วงเวลานั้น เช่น การแข่งขัน
ฟุตบอล กีฬา รวมทั้งการนำเข้าสู่เรื่องเด่นประจำปี
3) การแสดงความคิดเห็น คือการหยิบยกเหตุการณ์ในชีวิตประจำวัน
เรื่องราว ปัญหาทั่วไปในสังคมหรือเหตุการณ์ที่ประชาชนให้ความสนใจมา
พิจารณาพินิจพิเคราะห์และแสดงความคิดเห็นในแง่มุมที่หลากหลาย ทั้งเหนด้วย
็
ไม่เห็นด้วย สนับสนุน คัดค้าน ด้วยการหยิบยกเหตุผลตัวอย่างต่าง ๆ มาประกอบ
รวมถึงการแสดงความคิดเห็นเพื่อให้เกิดการฉุกคิด ยับยั้งชั่งใจ โน้มน้าวใจ เหน
็
ด้วย คล้อยตามหรือเสนอแนะแนวทางปฏิบัติหรืออาจเป็นความคิดเห็นที่นำไปสู่
เรื่องเด่นประจำฉบับก็ได้
84
ื
ั
HH444 การผลิตหนงสอและบรรณาธิการต้นฉบับ
โครงสร้าง
โครงสร้างบทบรรณาธิการนิตยสาร ประกอบด้วย ความนำ เนื้อเรื่อง
และส่วนสรุป มีทั้งแบบสั้น ๆ และแบบยาวประมาณ 1-2 หน้ากระดาษ สาระ
หลักหรือใจความสำคัญมักปรากฏอยู่ในส่วนเนื้อเรื่อง ความยาวของบทความไม่
เป็นที่แน่นอน
1. ชื่อเรื่อง บทบรรณาธิการนิตยสารหลายฉบับไม่ปรากฏชื่อเรื่อง คงมี
แต่ชื่อคอลัมน์ประจำที่บ่งบอกว่าเป็นบทบรรณาธิการ นิตยสารที่ไม่ปรากฏชื่อ
เรื่องแต่มีชื่อคอลัมน์ ได้แก่ นิตยสาร a day ใช้ชื่อว่า Wake up นิตยสารกุลสตรี
ั
ใช้ชื่อว่า EDITOR’S TALK นิตยสารแพรว ใช้ชื่อว่า ทักทาย นิตยสารครว ใช้ชื่อ
ว่า From the Editor
2. ความนำ เป็นการอารัมภบทเพื่อเตรียมผู้อ่านเข้าสู่เนื้อหาหรือ
ประเด็นสำคัญของเรื่อง การอารัมภบทนี้ทำได้หลายวิธี เช่น การเอ่ยทักทาย
อย่างตรงไปตรงมาด้วยคำว่า “สวัสดี” การถามไถ่สารทุกข์สุกดิบ การอ้างคำ
พังเพย สุภาษิต วาทะสำคัญ การสรุปข่าวสาร เหตุการณ์ เรื่องราวสำคัญที่เกิดขึ้น
เพื่อให้ผู้อ่านทราบข้อมูลเบื้องต้น ฯลฯ ความสั้นหรือยาวไม่ใช่ประเด็นสำคัญ
ความนำอาจจะสั้นเพียงหนึ่งหรือสองประโยค หรืออาจจะยาวหนึ่งถึงสองย่อหน้า
ก็ได้
3. ส่วนเนื้อเรื่อง เป็นส่วนของสาระสำคัญของบทบรรณาธิการซึ่งดำเนิน
เรื่องต่อจากความนำด้วยการมุ่งเข้าสู่วัตถุประสงค์ของการเขียนโดยทันที เช่น
็
การบอกเล่าเรื่องราว การเล่าแจ้งแถลงไข การแนะนำ การแสดงความคิดเหนโดย
การให้ภูมิหลังและความเป็นมา แจกแจง แยกแยะ ให้เหตุผลและยกตัวอย่าง การ
แสดงผลกระทบ คาดการณ์ถึงปัญหาที่อาจเกิดขึ้น รวมถึงการเสนอแนะแนว
85
ื
ั
HH444 การผลิตหนงสอและบรรณาธิการต้นฉบับ
ทางการแก้ไข ซึ่งบางกรณี อาจต้องนำข้อมูลเชิงสถิติมาประกอบด้วย เพื่อให้มี
เหตุผลหนักแน่นและสร้างความเชื่อถือให้แก่ผู้อ่าน
4. ส่วนสรุป เป็นส่วนท้ายสุดที่ปิดเรื่องราวที่กล่าวมาทั้งหมด ส่วนใหญ่
มักจบด้วยข้อความชวนคิดหรือเร้าใจให้ผู้อ่านต้องการอ่านบทความในเล่ม เช่น
“โปรดอย่ารอคอย แต่จงติดตามด้วยความระทึกในดวงหทัยพลัน” หรือเขียนใน
เชิงผูกมัดเป็นสัญญาใจระหว่างกัน เช่น “ฉบับหน้าเตรียมพบกับพระเอก นางเอก
สุดฮอตแห่งปีที่จะมาประกอบคู่ขึ้นปกแค่เล่มเราเป็นพิเศษ จะเป็นใคร รอติดตาม
ฉบับหน้าครับ บอกได้คำเดียวว่าห้ามพลาด” “แล้วพบกันฉบับหน้าครับ” หรือ
ตอกย้ำจุดยืนของนิตยสาร เช่น “...จะสานต่องานการสรรหาความรู้มาให้คุณ
้
ผู้อ่านตลอดไป” หรืออวยพร เช่น “รักษาสุขภาพ ใช้ชีวิตไม่ประมาทและขอใหมี
ความสุขในการอ่านหนังสือ”
ระดับภาษา
ระดับภาษาที่ใช้ในบทบรรณาธิการนิตยสาร ส่วนใหญ่ใช้ภาษาปากและ
ภาษากึ่งแบบแผน ท่วงทำนองการเขียนมักใช้ท่าทีเป็นมิตร มีความคุ้นเคย มีความ
เป็นส่วนตัวและเป็นกันเองกับผู้อ่าน เริ่มตั้งแต่การทักทายไปจนถึงการลงท้าย
อาจมีความแตกต่างกันบ้างตามประเภทของนิตยสาร เช่น นิตยสารข่าว นิตยสาร
ผู้หญิง นิตยสารครอบครัว ฯลฯ ซึ่งมีอัตลักษณ์ที่แตกต่างกัน บทบรรณาธิการ
นิตยสารบางฉบับชวนคุยแบบเรียบๆ บางฉบับชวนคุยอย่างอึกทึก ออกรส
สนุกสนาน และบางฉบับก็ “คุยไปบ่นไป” ส่วนโวหารการเขียน มีทั้งแบบบรรยาย
พรรณนา สาธกและอุปโวหาร
ตัวอย่าง 1
86
ั
ื
HH444 การผลิตหนงสอและบรรณาธิการต้นฉบับ
Stay Home
#อยู่บ้านหยุดเชื้อเพื่อชาติ
ไม่บ่อยครั้งนักที่เราจะใช้ภาพศิลปะมาเป็นปกนิตยสาร ซึ่งปกติและจะเป็นช่วง
ฉบับเดือนกันยายนที่เป็นเดือนเกิดของนิตยสาร หรือในวาระโอกาสพิเศษต่าง ๆ แต่
ฉบับนี้ถือเป็นอีกหนึ่งช่วงเวลาสำคัญที่เราทุกคนควรได้จดจำถึงความสามัคคีที่ได้ร่วมหัน
หยุดอยู่บ้านเพื่อลดการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด -19 ลง เราจึงได้ทำปกพิเศษน ี้
ขึ้นมาโดยได้ T-Forest หรือคุณใบเตย - พนิตตา วัชรนพวิภา ศิลปินรุ่นใหม่ มาช่วย
เปลี่ยนอารมณ์ภาพถ่ายให้กลายเป็นภาพวาดที่สดใสและน่าประทับใจ ให้คุณได้เก็บเป็น
หนึ่งในคอลเล็กชั่นพิเศษของบ้านและสวน
แม้การอยู่บ้านนาน ๆ จะทำให้รู้สึกอึดอัดใจอยู่เล็กน้อยที่ไม่สามารถทำกิจกรรม
นอกบ้านได้อย่างอิสระเหมือนเคย แต่เมื่อเห็นเรื่องราวชีวิตที่ผู้คนใช้สอยระหว่างอยู่
บ้านซึ่งแชร์ผ่านโลกออนไลน์กันนั้น จะว่าไปก็มีเรื่องที่เรียกรอยยิ้มให้คลายเครียดและ
เป็นข้อดีของการอยู่บ้านหลายอย่างเลย เช่น บางคนกลายเป็นผู้เชี่ยวชาญเรื่องการดูแล
ทำความสะอาดบ้าน เป็นช่างไม้ที่ต่อเติมโต๊ะทำงานใหม่ของตัวเอง กลายเป็นสถาปนิก
ที่คิดปรับปรุงบ้าน ค้นพบความเป็นนักจัดสวนที่ซ่อนอยู่ในตัวมานาน สนุกกับการเป็น
เชฟปรุงอาหารแบบต่าง ๆ หรือกลายเป็นช่างตัดผมจำเป็น และที่มากไปกว่านั้นคือการ
ได้ใช้ชีวิตอยู่กับครอบครัวมากขึ้น รวมไปถึงน้องหมาน้องแมวที่เคยอยู่เฝ้าบ้านเหงา ๆ
มาตลอดวันก็คงรู้สึกเริงร่าที่มีคนคอยลูบหัวและเกาท้องพร้อมจะเล่นด้วยตลอดวัน
แทนที่จะไปนอนแทะรองเท้าเล่นเพราะไม่มีอะไรให้ทำ
ที่ทำงานเราเองก็ร่วมกันตอบรับนโยบายอยู่บ้าน หยุดเชื้อ เพื่อชาติ ด้วยการลด
วันมาทำงานให้น้อยลง มีการตรวจวัดอุณหภูมิก่อนเข้างาน สวมหน้ากากอนามัยกัน
ตลอดเวลา ล้างมือกันให้บ่อยและเว้นระยะห่างทางสังคม แม้แต่งานแฟร์ Amarin
Expo ที่เราเตรียมไปจัดกันที่ขอนแก่นก็ยกเลิกไปก่อนแล้ว แต่หวังไว้ว่าปลายปีเราจะยัง
87
ั
ื
HH444 การผลิตหนงสอและบรรณาธิการต้นฉบับ
ได้กลับมาพบกันอีกครั้งในงานบ้านและสวนแฟร์ เพราะถ้าทุกคนช่วยกันหยุดอยู่บ้าน
และใช้ชีวิตห่างกันสักระยะ พร้อมรักษาสุขภาพอนามัยตัวเองกันอย่างเข้มข้น เชื่อว่าเรา
จะฟ่านเรื่องนี้ไปด้วยกันและกลับมาใช้ชีวิตได้อย่างอิสระอีกครั้ง
และถ้าคุณคิดถึงเราที่เป็นเพื่อนประจำบ้านของคุณเสมอมา แนะนำให้สมัคร
สมาชิกนิตยสารแบบรายเดือนกันดีกว่าค่ะ เพราะเราจะส่งนิตยสารตรงถึงบ้านให้คุณไม่
พลาดเรื่องราวดี ๆ สักฉบับ แถมด้วยของขวัญและสิทธิพิเศษที่จะตามมาอีกแน่นอน
่
่
ี
ี
(บ้ำนและสวน ปที 47 ฉบับท 525)
ตัวอย่าง 2
EDITOR’S TALK
ยุคปัจจุบันที่อะไรก็มักผ่านไปอย่างรวดเร็ว ข้อมูลต่าง ๆ ผ่านตาเราแค่เลื่อนนิ้ว
ขึ้นลงบนหน้าจอ เราก็สามารถรับข่าวสารเป็นนาทีต่อนาที และด้วยการที่เราอยู่กับสังคม
ข่าวสารเพียงปลายนิ้วสัมผัส ทำให้ทุกคนสามารถเป็นผู้ส่งสารต่าง ๆ ได้โดยง่าย ใครทำ
่
อะไรที่ไหนอย่างไร เราก็รับรู้ได้งายและรวดเร็ว คำวิจารณ์ คำติ คำชม ล้วนออกมาได้ง่าย
ขึ้น ทำให้บางทีมือพิมพ์เร็วกว่าหัวคิดด้วยซ้ำ ใช้อารมณ์เป็นตัวนำ ถ้าโพสต์อะไรไปแล้วก็ไม่
สามารถกลับมาแก้ไขได้เพราะชาวโซเซียลที่คอยจ้องมองอยู่นับล้านว่าถ้าคุณพลาดเมื่อไร
คุณอาจกลายเป็นจุดสนใจในช่องทางโซเชียลอย่างรวดเร็ว อยากให้คุณใช้มันอย่างมีสติ รับ
ข่าวสารข้อมูลที่เป็นประโยชน์ ไม่ใช้โซเซียลเป็นเครื่องมือในการทำลาย
88
ื
ั
HH444 การผลิตหนงสอและบรรณาธิการต้นฉบับ
Special Scoop เลยนำข้อมูลเกี่ยวกับยุคสังคมไร้พรมแดน นี้มาเตือนสติคุณกัน
สักนิดครับ เพราะความรวดเร็ว บางทีก็เป็นดาบสองคมกลับมาแทงตัวเราได้เช่นกัน
พักเรื่องเร็ว ๆ มาใช้ชีวิตซ้ำ ๆ กันบ้าง เราเลยขอพาย้อนอดีตมาสู่จังหวัด
“กำแพงเพชร” จังหวัดที่หลายคนอาจหลงลืมชื่อไป ไม่คุ้นเคย และยังไม่รู้ว่าเมืองนี้มีอะไร
ดี แต่เราบอกเลยว่า “กำแพงเพชร” คืออีกจังหวัดหนึ่งที่มีเสน่ห์และมีอะไรให้เราได้สำรวจ
ค้นหาอีกเยอะแยะมากมาย ซึ่งจะทำให้คุณเกิดหลงรักและเปลี่ยนใจมาเที่ยวสักครั้ง
แน่นอน ทั้งโบราณสถานที่อยู่ในสภาพสมบูรณ์เพราะอดีตไม่เคยโดยทำลายหรือเผาบ้าน
เผาเมืองแต่อย่างใด เพียงแต่บุบสลายไปตามกาลเวลา ทำให้บริเวณโบราณสถานยังอยู่ใน
สภาพที่สมบูรณ์มากและปกคลุมด้วยต้นไม้ป่าชะลูดให้ร่มเงาร่มรื่น ระหว่างเราเดินสำรวจ
กันจะสวยงามและยิ่งใหญ่แค่ไหน ลองเปิดคอลัมน์ Fashion Essay ดูกันครับ
สุดท้ายที่อยากพูดถึงคือคู่พระคู่นางที่ขึ้นปกฉบับนี้ เชียร์และเต้น ถึงละครจะจบ
ไปแล้ว แต่กระแสคู่จิ้นที่แรงไม่มีตกทำให้เรานำพระเอกนางเอกทั้งคู่มาให้คุณจิ้นกันต่อ
กับเซ็ตแฟชั่นที่เอาใจแฟนคลับสุด ๆ หวังว่าจะถูกใจแฟน ๆ พ่อหมีแม่หมีกันนะครับ
(กุลสตรี ปีที่ 47 ฉบับที่ 1109)
89
ั
ื
HH444 การผลิตหนงสอและบรรณาธิการต้นฉบับ
คำถามท้ายบท 3
1. หน้าที่ของวารสารและนิตยสาร คืออะไร
2. วารสารและนิตยสารมีความเหมือนและต่างกันอย่างไร
3. องค์ประกอบหลักของวารสารและนิตยสารได้แก่อะไร
4. เนื้อหาของวารสารและนิตยสารเป็นอย่างไร
5. จงบอกวัตถุประสงค์ของการจัดทำวารสารและนิตยสาร
7. นิตยสารจัดแบ่งประเภทเป็นอะไรบ้าง
90
ื
ั
HH444 การผลิตหนงสอและบรรณาธิการต้นฉบับ
บทที่ 4
การออกแบบและจัดทำหนังสือ
วิวัฒนาการการจัดรูปเล่มหนังสือ อาจกล่าวได้ว่าเกิดจากการ
เปลี่ยนแปลงลักษณะของหนังสือตามความจำเป็นในแต่ละยุคสมัย การพิมพ์
หนังสือในสมัยแรกๆ นิยมพิมพ์เป็นแผ่นๆ และเป็นม้วน ดังตัวอย่างการพิมพ์
หนังสือวัชรสูตรของจีนซึ่งถือว่าเป็นการพิมพ์ครั้งแรกในลักษณะที่เป็นม้วน ต่อมา
พบว่ารูปเล่มหนังสือแบบม้วนมีความยุ่งยากในการตรวจค้นเนื้อหาตอนกลางม้วน
ผู้จัดพิมพ์ชาวจีนจึงคิดวิธีการพับกระดาษที่พิมพ์แล้วกลับไปกลับมาซึ่งมีลักษณะ
คล้ายหีบเพลงชัก มีลักษณะเช่นเดียวกับสมุดข่อยโบราณของไทย ทำให้การเปิด
ค้นตอนใดตอนหนึ่งกระทำได้ง่ายขึ้น
ปี ค.ศ.1116 ชาวจีนรู้จักการเย็บหนังสือด้านข้างด้วยเชือก ซึ่งกลายเป็น
จุดเริ่มต้นของการจัดรูปเล่มหนังสือ ต่อมาความเจริญด้านการพิมพ์แพร่หลายสู่
ทวีปยุโรปทำให้มีการพัฒนารูปแบบการจัดทำหนังสือจนมีลักษณะรูปเล่ม
ใกล้เคียงกับหนังสือในปัจจุบัน แต่ด้านศิลปะการออกแบบและจัดหน้าหนังสือนั้น
ยังไม่พิถีพิถันมากนัก ขอเพียงมีตัวหนังสือก็ถือว่าเป็นหนังสือแล้ว จนในปี ค.ศ.
1888 William Moris ได้จัดตั้งสำนักพิมพ์ขึ้นในประเทศอังกฤษโดยย้ำ
ความสำคัญของการออกแบบรูปเล่มหนังสือในการจัดพิมพ์ว่า “เป็นศิลปะที่ต้อง
จัดทำด้วยความประณีตรอบคอบ” จึงทำให้ผู้จัดพิมพ์หนังสือต่าง ๆ หันมาให ้
ความสำคัญกับการออกแบบและจัดทำหนังสือยิ่งขึ้นและทำให้ศิลปะการพิมพ์
หนังสือพัฒนากว้างขวางจนถึงปัจจุบัน (พงษ์ศักดิ์ ไชยทิพย์, 2564)
91
ั
ื
HH444 การผลิตหนงสอและบรรณาธิการต้นฉบับ
4.1 ความหมายของการออกแบบหนังสือ
หนังสือคือสิ่งพิมพ์ที่มีเนื้อหาเป็นเรื่องเดียวกันตลอดเล่ม เย็บรวมเป็นรูปเล่ม
ถาวร มีส่วนประกอบของรูปเล่มสมบูรณ์ ประกอบด้วย ปกหน้า ปกใน คำนำ
สารบัญ เนื้อเรื่อง บรรณานุกรม ส่วนการออกแบบเป็นการวางแผนหรือความ
ตั้งใจว่าจะดำเนินการอย่างใดอย่างใดอย่างหนึ่งที่เป็นระบบและมีแบบแผนตามที่
กำหนดไว้ล่วงหน้า
การออกแบบหนังสือ (book design) จึงหมายถึงการกำหนดความคิดรวบ
ยอดการวางแผนและกำหนดโครงสร้างทางกายภาพของหนังสือเล่มโดยคำนึงถึง
การจัดวางองค์ประกอบต่าง ๆ ของหนังสือให้เป็นรูปร่างและได้สัดส่วนเพื่อให ้
หนังสือเป็นระเบียบ สวยงาม อ่านง่ายและน่าสนใจ ตลอดจนมีความเหมาะสมกับ
วัตถุประสงค์การจัดพิมพ์หนังสือนั้น ๆ
นักออกแบบหนังสือจะต้องหาวิธีชี้ชวนผู้อ่านให้ติดตามอ่านตั้งแต่ปกหน้าไป
จนถึงปกหลังด้วยความสนใจ การจะดูว่าการออกแบบหนังสือประสบความสำเร็จ
หรือไม่ ดูได้จากรูปเล่มหนังสือนั้นๆ ว่าน่าจับต้องหรือไม่ มีการจัดวาง
องค์ประกอบน่าอ่านน่าสนใจเพียงใด ผลงานออกแบบนั้นต้องไม่ทำใหผู้อานรู้สึก
่
้
สับสนหรือเบื่อหน่าย ตรงกันข้าม นักออกแบบต้องใช้ความพยายามที่จะทำให ้
ผู้อ่านเกิดความรู้สึกสะดุดตาในรูปเล่มทางกายภาพเบื้องต้นและเมื่อพลิกด้านในก็
เกิดความรู้สึกอยากติดตามอ่านไม่ว่าเรื่องนั้นจะเป็นเรื่องหนักหรือเรื่องเบา ๆ
การออกแบบและการจัดทำหนังสือที่ดีควรทำให้ผู้อ่านติดตามอ่านเนื้อหาต่อไปได้
อย่างสบายตา เข้าใจเนื้อหาประโยคต่อประโยค ย่อหน้าต่อย่อหน้า เรื่องต่อเรื่อง
สัมพันธ์กันไปตลอดทั้งเล่มซึ่งถือว่าเป็นลักษณะสำคัญที่เกิดจากการออกแบบ
หนังสือไว้นั่นเอง
92
ื
ั
HH444 การผลิตหนงสอและบรรณาธิการต้นฉบับ
4.2 การออกแบบกับประเภทของหนังสือ
การออกและการจัดทำหนังสือต้องมีโครงสร้างทีดี แน่นอน รอบคอบและ
สมบูรณ์แบบเพื่อนำเสนอข้อมูลปริมาณมากให้อ่านง่าย สามารถติดตามเนื้อหาได้
แบบไม่สับสนหรือเบื่อหน่าย ในขณะที่การออกแบบและจัดทำก็ต้องการความ
ยืดหยุ่นเพื่อรองรับความหลากหลายของเรื่องที่เป็นข่าวสารและความรวดเร็วใน
การผลิต ส่วนการออกแบบและจัดทำนิตยสารหรือวารสาร ต้องการความพิเศษ
้
ในการสร้างเอกลักษณ์ใหแตกต่างจากนิตยสารหรือวารสารฉบับอื่น ๆ ในประเภท
เดียวกัน ดังนั้นเมื่อเปรียบเทียบกับหนังสือพิมพ์และนิตยสารแล้ว จะพบว่า
หนังสือจะมีกลุ่มเป้าหมายแคบกว่า ผู้เขียนจะทราบแน่นอนว่าต้องการสื่อสารกับ
ผู้ใดโดยเฉพาะอย่างยิ่งหนังสือประเภทเฉพาะทาง เช่น หนังสือวิชาการต่าง ๆ
กลุ่มเป้าหมายนี้จะเป็นสิ่งกำหนดรูปแบบและจำนวนองค์ประกอบต่าง ๆ ใน
หนังสือ เช่น ควรใช้ภาพประกอบหรือไม่ หากใช้จะใช้ภาพประกอบรูปแบบใด
จำนวนเท่าใด เป็นต้น
นอกจากผู้อ่านซึ่งเป็นกลุ่มเป้าหมาย ลักษณะเนื้อหาก็เป็นอีกตัวแปรหนึ่งที่มี
ผลต่อการออกแบบหนังสือ ดังนั้น นักออกแบบจึงต้องรู้ว่าหนังสือนั้นมีประเภท
ใดบ้าง ซึ่งการแบ่งประเภทของหนังสือทำได้หลายวิธี แล้วแต่จะยึดหลักเกณฑ์ใด
วิธีที่นิยมแบ่งกัน คือ การแบ่งประเภทหนังสือตามเนื้อหา แบ่งย่อยเป็น 2 วิธีคือ
การแบ่งตามเนื้อหากว้าง ๆ และการแบ่งตามเนื้อหาย่อย และการแบ่งประเภท
หนังสือตามลักษณะการแต่ง แบ่งออก เป็น 2 ประเภท คือ ร้อยแก้วและร้อย
กรอง
นอกจากการแบ่งประเภทหนังสือดังกล่าวแล้ว เรายังอาจแบ่งย่อย ๆ ลงไป
ได้อีกตามความต้องการโดยไม่มีหลักเกณฑ์ใดตายตัว เช่น แบ่งเป็นหนังสือนิยาย
หนังสือวิชาการ หนังสือวิชาชีพ หนังสือสารคดี หนังสือกวี บทละคร หนังสือ
93
ั
ื
HH444 การผลิตหนงสอและบรรณาธิการต้นฉบับ
การ์ตูน เป็นต้น อย่างไรก็ตาม การได้ทราบถึงผู้อ่านที่เป็นกลุ่มเป้าหมายและ
ประเภทเนื้อหาของหนังสือจะช่วยให้นักออกแบบสามารถวางแผนและออกแบบ
หนังสือได้อย่างเหมาะสมต่อไป
4.3 ปัจจัยที่มีผลต่อการออกแบบและจัดทำหนังสือ
ปัจจัยที่มีผลต่อการออกแบบและจัดทำรูปเล่มหนังสือให้มีลักษณะแตกต่าง
กัน ขึ้นกับองค์ประกอบ 2 ประการ
1. ปัจจัยด้านความงาม (beauty) และการรับรู้ (perception) ของมนุษย์
โดยหลักการของการรับรู้ของมนุษย์แต่ละเพศแต่ละวัยแต่ละระดับการศึกษา ย่อม
มีการรับรู้ด้านความงามแตกต่างกัน เช่น เด็กเล็กจะชอบสีสันสดใส เมื่อโตเป็น
ผู้ใหญ่จะหันมาชอบสีคล้ำหม่นลง หรือเด็ก ๆ อาจชอบรูปภาพง่าย ๆ แบบการ์ตูน
แต่ผู้ใหญ่จะชอบรูปภาพที่มีรายละเอียดเช่นภาพถ่าย ดังนั้น ผู้จัดทำหนังสือ
จำเป็นต้องออกแบบหนังสือให้มีความเหมาะสมกับความสนใจของผู้อานหรือ
่
กลุ่มเป้าหมายของหนังสือเป็นสำคัญ
2. ปัจจัยด้านประโยชน์ใช้สอย (function) หนังสือที่มีลักษณะแตกต่างกัน
เช่น หนังสือตำราวิชาการกับหนังสือพจนานุกรมซึ่งมีวัตถุประสงค์การใช้ต่างกัน
ย่อมมีผลต่อการออกแบบและจัดรูปเล่มต่างกัน หนังสือตำราผู้อ่านจำเป็นต้อง
อ่านตั้งแต่หน้าแรกถึงหน้าสุดท้ายตามลำดับ การออกแบบตัวหนังสือหรือ
ภาพประกอบจำเป็นต้องจัดทำให้มีลักษณะอ่านง่าย แต่ในกรณีพจนานุกรม
ผู้อ่านไม่จำเป็นต้องอ่านทุกหน้า แต่จะมุ่งอ่านเฉพาะคำศัพท์ที่ต้องการค้นหาจึง
อาจใช้ตัวอักษรเล็ก ๆ เพื่อให้สามารถบรรจุคำจำนวนมาก ๆ ได้ นอกจากนี้
ปัจจัยด้านประโยชน์ใช้สอยยังมีผลต่อการเลือกใช้วัสดุในการพิมพ์ด้วย เช่น
หนังสือพิมพ์มีอายุในการอ่านสั้น ไม่จำเป็นต้องเก็บรักษาไว้นาน ๆ กระดาษที่ใช้
จึงเป็นกระดาษชนิดราคาถูก เช่น กระดาษปรู๊ฟ สำหรับตำรา เป็นหนังสือที่ผู้อ่าน
94
ั
ื
HH444 การผลิตหนงสอและบรรณาธิการต้นฉบับ
ย่อมเก็บรักษาเป็นเวลานาน กระดาษที่ใช้จึงควรใช้กระดาษชนิดที่ดี เช่น กระดาษ
ปอนด์หรือกระดาษอาร์ต เป็นต้น
4.4 องค์ประกอบของการออกแบบหนังสือ
การออกแบบหนังสือมีหลักการเหมือนกับการออกแบบสิ่งพิมพ์อื่น ๆ แต่
หนังสือมีส่วนประกอบที่แตกต่างจากสิ่งพิมพ์อื่นเพิ่มเติมสำหรับใช้เป็นประโยชน์
ในการออกแบบ ซึ่งส่วนประกอบสำคัญแต่ละส่วนของหนังสือ มีดังนี้
1. ปกหน้า ปกหน้าของหนังสือเป็นหน้าสำคัญที่สุด ทำหน้าที่ดึงดูดความ
สนใจของผู้พบเห็นให้อยากหยิบขึ้นดู ในขณะเดียวกัน ปกหน้าหนังสือก็ต้องทำ
หน้าที่สื่อสารให้เห็นความคิดเบื้องหลังรวมทั้งบุคลิกลักษณะของเนื้อเรื่องใน
หนังสือด้วย เพื่อให้บรรลุถึงวัตถุประสงค์ทั้งสองส่วน นักออกแบบจะต้อง
ออกแบบส่วนต่าง ๆ ในปกหน้า ได้แก่
1.1 ชื่อหนังสือหรือชื่อเรื่อง เป็นองค์ประกอบในส่วนตัวอักษรที่จะต้อง
ออกแบบให้ดูโดดเด่นกว่าตัวอักษรอื่น ๆ ขนาดตัวอักษรที่ใช้เป็นชื่อหนังสือมักมี
ขนาดใหญ่เพื่อให้เด่นสะดุดตา ส่วนรูปแบบตัวอักษรจะต้องสะท้อนบุคลิกภาพ
ของหนังสือว่าเนื้อเรื่องมีลักษณะเป็นประเภทใด เช่น หากเป็นนวนิยายรักหวาน
ชื่น อาจใช้ตัวอักษรรูปแบบโค้งมนและมีการลากหางยาว เป็นต้น
รูปแบบตัวอักษรของชื่อหนังสือ อาจเลือกจากแบบตัวอักษรที่มีใช้
กันทั่วไป หรืออาจนำตัวอักษรมาจัดเรียงในลักษณะพิเศษเป็นตราสัญลักษณ์ก็ได้
ส่วนใหญ่ชื่อหนังสือจะมีตัวอักษรไม่มาก ทำให้ไม่ยากที่จะนำมาออกแบบให้มี
ความพิเศษกว่าที่จะใช้แบบอักษรสำเร็จรูป ส่วนตำแหน่งของชื่อหนังสืออาจอยู่ที่
ใดในปกก็ได้ แต่ส่วนใหญ่นิยมวางไว้ส่วนบนของหน้าเพราะเป็นตำแหน่งที่ผู้พบ
เห็นจะมองก่อนส่วนอื่น ๆ
95
ื
ั
HH444 การผลิตหนงสอและบรรณาธิการต้นฉบับ
1.2 ชื่อผู้แต่งหรือชื่อผู้แปล เป็นองค์ประกอบในส่วนตัวอักษรที่มี
ความสำคัญรองจากชื่อหนังสือ และในกรณีที่ผู้แต่งหรือผู้แปลเป็นนักเขียนหรือนัก
แปลที่มีชื่อเสียงและมีผู้ติดตามผลงานเป็นประจำก็ยิ่งมีความจำเป็นต้องทำให ้
องค์ประกอบส่วนนี้มีความเด่น อย่างไรก็ตาม ก็ต้องไม่เด่นไปกว่าชื่อหนังสือ
ดังนั้น ขนาดของตัวอักษรที่เป็นชื่อผู้แต่งหรือชื่อผู้แปลจึงควรมีขนาดเล็กกว่า
ตัวอักษรที่เป็นชื่อหนังสืออย่างน้อยครึ่งหนึ่งเพื่อไม่ให้แย่งกันเด่น ส่วนรูปแบบ
นิยมทำกัน 2 ลักษณะคือ อักษรสำเร็จรูปที่มีลักษณะเหมาะกับบุคลิกภาพของ
หนังสือมาเรียงเป็นชื่อ หรืออาจมีการใช้ลายเซ็นหรือลายมือชื่อของผู้แต่งหรือผู้
แปลมาขยายใต้ตำแหน่งของชื่อ มักวางไว้ใต้ชื่อหนังสือให้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน
หากผู้แต่งหรือผู้แปลมีชื่อเสียงก็อาจวางไว้ที่เหนือชื่อหนังสือเพื่อให้ผู้พบเห็นเห็น
ได้ทันทีก็ได้ หากไม่วางประกอบกับชื่อหนังสือก็สามารถแยกมาวางในตอนล่าง
ของหน้าปกเพื่อให้เหมือนเป็นข้อความทิ้งท้ายก็ได้
1.3 ภาพประกอบปกหน้า เนื่องจากปกหน้าไม่มีส่วนที่เป็นข้อความ
จำเป็นนอกจากชื่อหนังสือและชื่อผู้แต่ง จึงมีการนำส่วนประกอบที่เป็นภาพเข้ามา
ใช้เพื่อทำให้หน้ากระดาษน่าสนใจยิ่งขึ้น ภาพประกอบปกหน้าสามารถดึงดูดความ
สนใจของผู้พบเห็นและต้องการสื่อสารความคิดเบื้องหลัง รวมทั้งบุคลิกลักษณะ
ของเนื้อเรื่องให้ผู้พบเห็นสามารถเข้าใจได้อย่างรวดเร็ว สำหรับหนังสือนวนิยาย
อาจใช้ภาพตัวละครหรือฉากใดฉากหนึ่งในหนังสือตามจินตนาการของผู้เขียนมา
วาดหรือถ่ายภาพเพื่อใช้เป็นภาพประกอบ หากไม่ใช้ภาพธรรมชาติก็สามารถ
เลือกใช้สัญลักษณ์ต่าง ๆ มาจัดองค์ประกอบเป็นภาพได้ นอกจากภาพเหมือน
จริงและสัญลักษณ์แล้ว ยังมีการใช้ภาพนามธรรมต่าง ๆ คือภาพที่ดูแล้วไม่รู้ว่า
เป็นรูปอะไร แต่สามารถให้ความรู้สึกบ่งบอกถึงบุคลิกของหนังสือได้ การใช้ภาพ
96
ั
ื
HH444 การผลิตหนงสอและบรรณาธิการต้นฉบับ
นามธรรมมีข้อดีในแง่ที่จะส่งเสริมให้ผู้พบเห็นได้ใช้จินตนาการของตนเองมากกว่า
ภาพเหมือนจริงหรือสัญลักษณ์
การนำเสนอภาพประกอบในปก อาจทำได้ทั้งแบบที่เป็นภาพใน
กรอบ แยกส่วนกับชื่อเรื่องและชื่อผู้เขียน หรือเป็นภาพขยายตัดตกแต่งเต็ม
หน้าปกและเจาะชื่อเรื่องและชื่อผู้เขียนอยู่ในภาพก็ได้ แต่หากภาพประกอบนั้นมี
องค์ประกอบของภาพดูสับสนหรือมีสีสันมากมาย นักออกแบบก็ควรพิจารณาจัด
ภาพไว้ในกรอบแยกจากชื่อเรื่องและชื่อหนังสือ เพราะหากใช้แบบเจาะตัวอักษร
ในภาพก็อาจทำให้อ่านยาก
แม้หนังสือส่วนใหญ่จะมีภาพประกอบหน้าปก แต่หนังสือบางเล่ม
อาจไม่ใช้ภาพประกอบก็ได้ โดยอาจจัดวางตัวอักษรของชื่อหนังสือและชื่อผู้แต่ง
ให้น่าสนใจ ร่วมกับการใช้พื้นหลังที่เป็นสีหรือแถบสีสื่อบุคลิกภาพของหนังสือ
แทน
ี
1.4 ข้อความประกอบหน้าปก เป็นองค์ประกอบที่เป็นตัวอักษรอก
องค์ประกอบหนึ่งซึ่งอาจมีในหนังสือบางเล่มเพื่อให้รายละเอียดสำคัญเพิ่มเติม
เช่น หนังสือในชุดที่มีหลายเล่ม หรือหนังสือที่ได้รับรางวัล ฯลฯ ข้อความเหล่านี้
ควรได้รับการออกแบบให้มีความสำคัญรองจากชื่อหนังสือและชื่อผู้แต่งหรือผู้แปล
ในด้านขนาดและรูปแบบ ส่วนตำแหน่งมักอยู่เหนือชื่อหนังสือ เช่น ที่มุมขวาบน
่
1.5 ตราสัญลักษณ์ของสำนักพิมพ์ เป็นองค์ประกอบซึ่งอาจอยูที่ปก
หน้าหรือในส่วนอื่น เช่น สันหนังสือ มักมีขนาดไม่ใหญ่มากและวางในตำแหน่ง
แยกออกจากองค์ประกอบอื่นๆ อย่างชัดเจน
97
ั
ื
HH444 การผลิตหนงสอและบรรณาธิการต้นฉบับ
2. ใบหุ้มปก หนังสือบางเล่มอาจมีใบหุ้มปก การออกแบบใบหุ้มปกใช้
หลักการเดียวกับการออกแบบปกหน้า ส่วนใหญ่หนังสือที่มีใบหุ้มปก ตัวปกจริง
จะไม่มีองค์ประกอบใดมากนอกจากชื่อหนังสือและชื่อผู้แต่ง
3. หน้าลิขสิทธิ์ เป็นหน้าที่ถือว่าเป็นทางการที่สุดของหนังสือ เนื่องจาก
มีรายละเอียดต่าง ๆ เกี่ยวกับหนังสือ ต้องเป็นข้อมูลที่ถูกต้องและนำไปอ้างอิงได้
ทั้งในทางวิชาการและทางกฎหมาย ในการออกแบบหน้านี้จึงควรเน้นความเรียบ
ง่าย ไม่มีการประดับตกแต่ง ขนาดตัวอักษรที่ระบุข้อมูลต่าง ๆ เป็นตัวอักษรขนาด
เล็กกว่าตัวอักษรในหน้าเนื้อเรื่องเล็กน้อยและวางเรียงกันเป็นแถว จะเสมอหน้า
หรือเสมอหลังก็ได้
4. หน้าคำอุทิศ เขียนเพื่อให้ผู้ขียนใช้ในการอุทิศหนังสือให้แก่ผู้ใดผู้
หนึ่ง การจัดวางองค์ประกอบมักเน้นความเรียบง่ายเพื่อแสดงความเคารพหรือ
้
ซาบซึ้งในบุญคุณ จึงต้องออกแบบใหดูมีลักษณะจริงใจ การไม่ใช้องค์ประกอบอน
ื่
ใดมาประดับตกแต่งเป็นวิธีเหมาะสมที่จะทำให้เกิดผลลัพธ์นั้น ส่วนขนาดของ
ตัวอักษรที่เป็นคำอุทิศ มักไม่ใช้ตัวอักษรขนาดใหญ่เกินไป ตัวอักษรขนาดระหว่าง
16-24 พอยต์ ถือเป็นขนาดที่เหมาะสม ส่วนตำแหน่งจะอยู่ในส่วนใดของหน้าก็ได้
5. คำนำ ประกอบด้วยข้อความคำนำ ชื่อผู้เขียน และบางครั้งอาจมี
ภาพผู้เขียนด้วย ในส่วนข้อความคำนำมักใช้ตัวอักษรขนาดใกล้เคียงกับตัวอักษร
ในเนื้อเรื่องและมีการจัดเรียงแบบเรียบง่ายสุภาพ อาจเป็นการเรียงแบบเสมอ
หน้าหรือแบบเสมอหน้าหลัง ชื่อผู้เขียนอาจใช้ตัวอักษรขนาดเดียวกันหรือใหญ่
กว่าเล็กน้อย หรืออาจใช้ลายเซ็นหรือลายมือชื่อจะเพิ่มความรู้สึกเป็นส่วนตัวมาก
ขึ้น หน้าคำนำบางครั้งอาจมีภาพถ่ายของผู้เขียนขนาดไม่ใหญ่ประกอบด้วย ปกติ
แล้วภาพของผู้เขียนนิยมวางไว้ที่ปกหลังของหนังสือร่วมกับคำวิจารณ์หนังสือ
98
ื
ั
HH444 การผลิตหนงสอและบรรณาธิการต้นฉบับ
6. หน้ากิตติกรรมประกาศ มีเพื่อให้ผู้เขียนหรือสำนักพิมพ์ใช้แสดง
ความขอบคุณผู้มีส่วนในการจัดทำหนังสือหรือเป็นผู้ให้การสนับสนุนด้านต่าง ๆ
ในการจัดวางองค์ประกอบมักเน้นความเรียบง่ายเพื่อแสดงความขอบคุณ เน้น
ลักษณะให้ดูจริงใจเช่นเดียวกับหน้าคำอุทิศ.
7. หน้าคำนิยม เป็นหน้าที่ผู้เขียนหรือสำนักพิมพ์ขอให้ผู้อื่นที่มีชื่อเสียง
เป็นที่ยอมรับในด้านที่เกี่ยวข้องกับหนังสือช่วยเขียนขึ้นเพื่อแนะนำหนังสือหรือ
แนะนำผู้เขียน มีหลักการในการใช้องค์ประกอบเช่นเดียวกับหน้าคำนำ
8. หน้าสารบัญ เนื่องจากเป็นหน้าที่เน้นด้านประโยชน์ใช้สอยเพื่อบ่ง
บอกเนื้อหาในหนังสือว่าเรื่องใดหรือตอนใดอยู่ที่หน้าไหน การออกแบบหน้า
สารบัญจึงต้องเน้นความสะดวกรวดเร็วในการอ่านเป็นหลัก องค์ประกอบในหน้า
นี้จึงมีเฉพาะส่วนที่เป็นชื่อตอนและเลขหน้า ไม่ควรมีองค์ประกอบตกแต่งอื่น ๆ
เพราะจะทำให้หน้ากระดาษดูรกและทำให้ค้นข้อมูลที่ต้องการได้ยากขึ้น ตัวอกษร
ั
ใช้ขนาดใกล้เคียงกับเนื้อเรื่องและจัดเรียงแบบเสมอหน้า ส่วนเลขหน้าก็ต้องเรียง
ให้เป็นแนวเดียวกันทุกบรรทัด
การออกแบบหน้าสารบัญของหนังสือมักออกแบบให้มีระเบียบและ
อ่านง่าย คำนึงถึงความสะดวกของผู้อ่านในการค้นหาเรื่องราวภายในเล่มเป็นหลัก
เพื่อให้ผู้อ่านเปิดหาได้ง่ายว่าเรื่องใดอยู่หน้าใด การออกแบบหน้าสารบัญของ
หนังสือเล่มจึงไม่ใช้เทคนิคสร้างสรรค์ที่หวือหวาเท่าการออกแบบหน้าสารบัญของ
นิตยสาร
9. หน้าเนื้อเรื่อง เป็นส่วนที่มีเนื้อหามากที่สุด มีการแบ่งออกเป็นบท
ตามลำดับ ตามที่ผู้เขียนต้องการนำเสนอ อาจแบ่งในเชิงองค์ประกอบได้ 2
ประเภท ได้แก่
99
ื
ั
HH444 การผลิตหนงสอและบรรณาธิการต้นฉบับ
9.1 หนังสือที่ไม่มีภาพประกอบหน้าเนื้อเรื่อง คือในหน้าเนื้อเรื่อง
ทั้งหมดจะมีแต่องค์ประกอบที่เป็นตัวอักษรของเนื้อเรื่องเท่านั้น ขนาดตัวอักษรจะ
ขึ้นอยู่กับจุดประสงค์และกลุ่มผู้อ่านที่ต้องการจะสื่อสารด้วย ปกติแล้วตัวอักษรที่
อ่านง่ายในปริมาณมากอย่างต่อเนื่องจะอยู่ระหว่าง 14-16 พอยต์ การจัด
องค์ประกอบในหน้าเนื้อเรื่องประเภทนี้มักเป็นแบบเรียบๆ ซ้ำๆ กันไปทุกหน้า
ระบบกริดที่ใช้ก็ไม่จำเป็นต้องมีความซับซ้อนมาก โดยอาจใช้ระบบกริดที่ใช้กัน
ทั่วไปได้
9.2 หนังสือที่มีภาพประกอบหน้าเนื้อเรื่องคือในหน้าเนื้อเรื่องทั้งหมด
หรือบางหน้าจะมีองค์ประกอบที่เป็นภาพร่วมอยู่กับเนื้อเรื่องด้วย ตำแหน่งของ
ภาพประกอบนี้ควรวางให้อยู่ใกล้เคียงกับเนื้อเรื่องที่เกี่ยวข้องกับภาพให้มากที่สุด
นอกจากนี้การใส่คำบรรยายภาพก็จะช่วยเพิ่มความน่าสนใจและเสริมความเข้าใจ
ในการอ่านเนื้อเรื่อง โดยคำบรรยายภาพมักเป็นตัวอักษรที่แตกต่างจากเนื้อเรื่อง
ตำแหน่งของคำบรรยายภาพควรอยู่ใต้ภาพหรืออยู่ใกล้ภาพที่จะบรรยายให้มาก
ที่สุด การจัดวางองค์ประกอบในหน้าเนื้อเรื่องประเภทนี้มักมีความหลายหลายใน
แต่ละหน้า นักออกแบบจะต้องคำนึงถึงจังหวะในการนำเสนอเนื้อหา เช่น อาจมี
ภาพใหญ่เต็มหน้า จากนั้นอีก 10 หน้าต่อไปเป็นเนื้อเรื่องกับภาพเล็ก ๆ แล้วค่อย
เป็นหน้าที่มีภาพใหญ่อีกครั้ง เป็นต้น การออกแบบหนังสือลักษณะนี้ใหสวยงาม
้
นักออกแบบควรพิจารณาการใช้ระบบกริดที่ออกแบบพิเศษ เพื่อให้หนังสือมี
ความโดดเด่นมีเอกลักษณะเฉพาะตัว
การออกแบบหน้าเนื้อเรื่อง องค์ประกอบสำคัญที่สุดของหนังสือ
คือส่วนที่เป็นเนื้อเรื่อง เนื่องจากเป็นส่วนที่ผู้อ่านสนใจติดตามและใช้ประโยชน์
มากกว่าส่วนอื่น ๆ ในการออกแบบหน้าเนื้อเรื่องนี้ ผู้ออกแบบต้องคำนึงถึง
หลักการอ่านง่ายเป็นสำคัญ นั่นคือ ทำอย่างไรจะให้ผู้อ่านเข้าใจเนื้อหาในหนังสือ
100