เอกสารประกอบการเรยี น
ห้ามจาหน่าย ใช้เฉพาะการเรยี นการสอน เทอม 2/2564
เทคโนโลยีสารสนเทศเพอ่ื การสื่อสารสาหรบั
อตุ สาหกรรมทอ่ งเทีย่ ว
กาญจนรตั น์ รตั นสนธิ
โรงเรยี นการทอ่ งเท่ยี วและการบรกิ าร
มหาวิทยาลยั สวนดสุ ิต
2564
เอกสารประกอบการเรียน
รายวิชาวิชาเทคโนโลยีสารสนเทศเพอ่ื การสือ่ สาร
สาหรบั อตุ สาหกรรมทอ่ งเทย่ี ว
(Information and Communication Technology
for Tourism Industry)
กาญจนรตั น์ รตั นสนธิ
ศศ.บ. (อตุ สาหกรรมท่องเท่ยี ว)
ศศ.ม. (การจัดการอุตสาหกรรมการท่องเท่ียว)
โรงเรียนการทอ่ งเท่ียวและการบรกิ าร
มหาวิทยาลยั สวนดสุ ิต
2564
คำนำ
เอกสารประกอบการเรียนรายวิชาเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการสื่อสารสำหรับอุตสาหกรมท่องเที่ยว รหัสวิชา
3571206 น้ี ได้เรียบเรียงขึ้นอย่างเป็นระบบ ครอบคลุมเนื้อหาสาระรายวิชาในหมวดวิชาเฉพาะด้าน กลุ่มวิชา
เฉพาะบังคับของมหาวิทยาลัย เพื่อใช้เป็นเครื่องมือสำคัญของผู้สอนในการใช้ประกอบการสอนของอาจารย์ ท่ี
มุ่งเนน้ ให้ผเู้ รียนมีความร้คู วามเข้าใจในเนือ้ หา
เอกสารเล่มน้ี ได้แบ่งเนื้อหาการเรียนการสอนไว้ 6 บท ได้แก่ บทนำ, ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับระบบ
เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร, เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารกับการท่องเที่ยว, เทคโนโลยี
สารสนเทศและการสื่อสารกับการตลาดการท่องเที่ยว, การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารใน
อตุ สาหกรรมการท่องเท่ยี ว และเทคโนโลยีสารสนเทศกบั การอนุรักษ์ส่ิงแวดล้อม หวังวา่ เอกสารประกอบการเรียน
น้ีคงอำนวยประโยชน์ต่อการเรียนการสอนพอสมควร หากท่านที่นำไปใช้มีข้อเสนอแนะ ผู้เขียนยินดีรับฟัง
ข้อคดิ เหน็ ตา่ ง ๆ และขอขอบคณุ มา ณ โอกาสน้ี
กาญจนรตั น์ รตั นสนธิ
17 ธันวาคม 2564
สารบญั หน้า
คำนำ [1]
สารบญั [3]
สารบัญภาพ [5]
แผนบริหารการสอนประจำรายวิชา [9]
บทท่ี 1 บทนำ 1
2
ความหมายของขอ้ มลู และสารสนเทศ 5
ประโยชน์ของระบบสารสนเทศ 6
ววิ ฒั นาการของสารสนเทศ 11
สรปุ ทา้ ยบท 12
คำถามทบทวน 13
เอกสารอ้างอิง
15
บทท่ี 2 ความรูท้ ั่วไปเก่ียวกับระบบเทคโนโลยีสารสนเทศและการสอื่ สาร 16
20
ความหมายของเทคโนโลยสี ารสนเทศและการสื่อสาร 22
องคป์ ระกอบองเทคโนโลยสี ารสนเทศ 25
ววิ ฒั นาการของเทคโนโลยสี ารสนเทศ 27
บทบาทและความสำคัญของเทคโนโลยสี ารสนเทศ 29
ผลกระทบของเทคโนโลยสี ารสนเทศ 30
สรุปทา้ ยบท 31
คำถามทบทวน
เอกสารอ้างอิง 33
34
บทที่ 3 เทคโนโลยีสารสนเทศและการสอ่ื สารสำหรับอตุ สาหกรรมทอ่ งเท่ยี ว
เทคโนโลยีสารสนเทศและการส่อื สารกับอุตสาหกรรมท่องเท่ียว
[3]
ความสำคัญของการให้บริการขอ้ มูลสารสนเทศดา้ นการทอ่ งเที่ยว หนา้
36
ประเภทและลักษณะสารสนเทศการท่องเที่ยว 37
โครงสรา้ งเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารในอตุ สาหกรรมท่องเท่ยี ว 38
รูปแบบการเผยแพรข่ ้อมูลสารสนเทศด้านการทอ่ งเท่ยี ว 41
การจดั จำหนา่ ยสนิ คา้ บริการทอ่ งเท่ียวผา่ นระบบอนิ เทอร์เน็ตและคอมพิวเตอร์ 44
ผลกระทบของเทคโนโลยีสารสนเทศต่ออตุ สาหกรรมท่องเที่ยว 51
สรุปท้ายบท 55
คำถามทบทวน 56
เอกสารอา้ งองิ 57
บทที่ 4 เทคโนโลยีสารสนเทศและการสอื่ สารกบั การตลาดสำหรับอุตสาหกรรมทอ่ งเท่ียว 59
ระบบเทคโนโลยีสารสนเทศทางการตลาด 60
การตลาดสำหรบั อุตสาหกรรมท่องเท่ยี ว 64
การตลาดสำหรบั การทอ่ งเทยี่ วอเิ ล็กทรอนิกส์ 68
สรปุ ทา้ ยบท 73
คำถามทบทวน 74
เอกสารอ้างองิ 75
บทท่ี 5 การประยกุ ต์ใช้เทคโนโลยสี ารสนเทศและการส่ือสารสำหรบั อุตสาหกรรมการทอ่ งเทยี่ ว 77
เทคโนโลยสี ารสนเทศและการสอ่ื สารกบั การดำเนนิ ธรุ กจิ การทอ่ งเท่ียว 77
เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารกับการดำเนนิ ธรุ กจิ การขนสง่ 84
เทคโนโลยีสารสนเทศและการสอื่ สารกบั การดำเนนิ ธรุ กิจการโรงแรมและที่พักอืน่ ๆ 87
อตุ สาหกรรมทอ่ งเที่ยวกบั การคน้ หาข้อมลู 88
สรุปทา้ ยบท 92
[4] หน้า
คำถามทบทวน 93
เอกสารอา้ งอิง 94
บทที่ 6 เทคโนโลยีสารสนเทศกับการอนุรักษส์ ิง่ แวดลอ้ ม 95
96
การประยุกต์ใช้เทคโนโลยสี ารสนเทศด้านสง่ิ แวดล้อม 97
เทคโนโลยเี พอ่ื สิ่งแวดล้อม (Green Technology) 98
ความสำคญั ของเทคโนโลยสี ารสนเทศแลละการสื่อสารทเ่ี ป็นมติ รกบั สิ่งแวดล้อม 104
สรุปท้ายบท 104
คำถามทบทวน 105
เอกสารอ้างองิ
107
บรรณานกุ รม
[5] หนา้
สารบญั ภาพ 1
3
ภาพที่ 7
9
1.1 ระบบสารสนเทศ 10
1.2 ขอ้ มูลและสารสนเทศ 11
1.3 วิวัฒนาการของสารสนเทศ 17
1.4 ระดบั ของขอ้ มูล 20
1.5 การประมวลผลข้อมลู ให้เปน็ สารสนเทศ 22
1.6 ประเภทของข้อมลู 24
2.1 ระบบการส่ือสาร 27
2.2 ช่องทางการสื่อสาร 33
2.3 องคป์ ระกอบของเทคโนโลยสี ารสนเทศและการส่ือสาร 34
2.4 วิวฒั นาการของเทคโนโลยสี ารสนเทศและการสอ่ื สาร 42
2.5 ผลกระทบของเทคโนโลยีสารสนเทศ 45
3.1 การพฒั นาเทคโนโลยีสารสนเทศทางการท่องเท่ยี ว 46
3.2 การเปรยี บเทียบข้อมูลระหว่าง e-tourism และ smart-tourism 48
3.3 การเผยแพร่ขอ้ มลู สารสนเทศ 49
3.4 การจัดจำหนา่ ยผา่ นระบบอินเตอรเ์ น็ตและคอมพวิ เตอร์ 55
3.5 เวป็ ไซต์ธรุ กิจท่องเทีย่ ว 61
3.6 ความเรยี บง่ายของเว็บไซต์ 64
3.7 ลกั ษณะของเวบ็ ไซต์ทน่ี ่าสนใจ
3.8 เทคโนโลยสี ารสนเทศกับการซื้อขายสินคา้
4.1 การสอ่ื สารการตลาด
4.2 การตลาด 4.0
[6] หนา้
ภาพท่ี 69
71
4.3 ประเทศไทยในยคุ เศรษฐกจิ ดจิ ิทลั 72
4.4 โลโก้ Shopee 72
4.5 โลโก้ Lazada 78
4.6 โลโก้ FaceBook Marketplace 80
5.1 การค้นหาข้อมลู กอ่ นการเดินทางท่องเทีย่ ว 82
5.2 นกั ท่องเท่ียวยุคไซเบอร์ (Cyber Tourist) 83
5.3 เวบ็ ไซต์แหล่งท่องเท่ียวใหบ้ รกิ ารโดยการท่องเท่ยี วแห่งประเทศไทย 83
5.4 เว็บไซตแ์ หล่งท่องเทีย่ วให้บรกิ ารโดยบริษัทเอกชน 84
5.5 ตัวอยา่ ง DMS- TripAdvisor 86
5.6 ตวั อย่าง DMS- ประเทศองั กฤษ 88
5.7 เทคโนโลยสี ารสนเทศกบั การขนส่ง 89
5.8 Digital Signage in hotel 92
5.9 การค้นหาข้อมูล (Search Engine) 95
5.10 การกด Like เพือ่ การติดตามเพจของสนิ ค้า 96
6.1 ICT for Green 99
6.2 การใช้ Google Earth 100
6.3 Building Automation System 101
6.4 หอ้ งปฏิบัตกิ ารศนู ยข์ ้อมูล 102
6.5 พลังงานโซลา่ เซลล์ 103
6.6 เคร่ืองพิมพส์ ามมิติ
6.7 ระบบการทำงานของ Cloud Computing
[7]
แผนบรหิ ารการสอนประจำรายวชิ า (ตาม มคอ.3)
รหสั และชื่อรายวิชา
3571206 เทคโนโลยสี ารสนเทศเพื่อการส่ือสารสำหรบั อตุ สาหกรรมทอ่ งเทยี่ ว
Information and Communication Technology for Tourism Industry
จำนวนหนว่ ยกติ
3(2-2-5) หนว่ ยกิต
คำอธิบายรายวชิ า
ลักษณะและบทบาทของเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารสำหรับอุตสาหกรรมท่องเที่ยว วิเคราะห์
กระบวนการจัดการของการท่องเที่ยวอิเล็กทรอนิกส์ การตลาดการท่องเที่ยวอิเล็กทรอนิกส์ การประยุต์ใช้
เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารในธุรกิจท่องเที่ยว และฝึกปฏิบัติการใช้ซอฟแวร์ในการรับจองห้องพัก และ
การสำรองทน่ี ง่ั และจำหนา่ ยตั๋วเครอื่ งบนิ ในธุรกจิ ทอ่ งเท่ียว
Characteristics and roles of information and communication technology in tourism
business, analyze management process of e-tourism, e-tourism marketing, application of ICT in
tourism businesses, and practice how to use the software for seat and room reservation in tourism
business
จุดมงุ่ หมายของรายวิชา
1. พทุ ธิพิสัย(ความรู้ทไี่ ด้รบั จากการเรยี น)
เพื่อให้ผู้เรียนมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับระบบคอมพิวเตอร์และเทคโนโลยีสารสนเทศ ลักษณะและ
บทบาทของเทคโนโลยีสารสนเทศที่มีต่ออุตสาหกรรมท่องเที่ยว ข้อมูลสารสนเทศด้านการท่องเที่ยว เว็ปไซต์ของ
ธุรกิจท่องเที่ยว ผลกระทบของเทคโนโลยีสารสนเทศต่ออุตสาหกรรมท่องเที่ยว และเทคโนโลยีสารสนเทศกับการ
อนุรักษส์ ง่ิ แวดลอ้ ม
2. ทักษะพิสยั (ความสามารถ ทักษะ ทไ่ี ดร้ ับจากการเรียน)
2.1 เพื่อให้ผู้เรียนสามารถใช้ระบบเทคโนโลยีสารสนเทศสำหรับบริษัทจัดนำเที่ยวในการปฏิบัติงานได้
อยา่ ง น้อย 1 ระบบ
[8]
2.2 เพื่อให้ผู้เรียนสามารถวิเคราะห์หลักการทำงาน กระบวนการจัดการ และการตลาด (E-Marketing )
ของการท่องเที่ยวอเิ ล็กทรอนกิ ส์ (E-Tourism) ได้
2.3 เพอ่ื ให้ผู้เรียนสามารถการประยุตใ์ ช้เทคโนโลยสี ารสนเทศและการส่ือสารในธุรกจิ ท่องเทยี่ วได้
2.4 เพื่อให้ผู้เรียนสามารถปฏิบัตงิ านทีไ่ ด้รับมอบหมายไดต้ รงตามวัตถปุ ระสงค์ของบทเรียน
3. จิตพสิ ยั (ทศั นคติ คณุ ธรรม จรยิ ธรรม ทไี่ ดร้ บั จากการเรยี น)
เพื่อให้ผู้เรียนเกิดเจตคติที่ดีต่องานในภาคอุตสาหกรรมท่องเที่ยวและบริการมีค่านิยมในการประกอบ
อาชีพอยา่ งมีจรรยาบรรณ มคี ณุ ภาพ และมีประสิทธิภาพ
แผนการสอนและการประเมนิ ผล
1. แผนการสอน
สัปดาห์ หัวข้อเรือ่ ง จำนวน กิจกรรมการเรยี นการสอน/สื่อทใ่ี ช้
ท่ี ชวั่ โมง
1 - แนะนำลกั ษณะวิชา วัตถุประสงคแ์ นวการสอน 4 กจิ กรรมการเรยี นการสอน
การวดั และการประเมนิ ผล
- แนะนำลกั ษณะรายวิชา จดุ ประสงค์
- อธบิ ายหัวข้องานที่มอบหมายในรายวชิ า และเปา้ หมายของรายวชิ า เกณฑก์ าร
(รายงาน) วัดผลและประเมินผลแนะนำหนงั สือและ
ส่ือการเรยี นรปู แบบอนื่ ๆ
- แนวคิดเบื้องต้นเกย่ี วกบั ข้อมลู และระบบ
สารสนเทศ - นักศึกษาทำแบบทดสอบก่อนเรียน
- ผูส้ อนบรรยาย
- นำเสนอกรณศี ึกษาในรปู แบบของ
Mind Mapping (งานกลุ่ม)
- อภปิ รายแลกเปลีย่ นเรียนรู้ร่วมกัน
ระหวา่ งผ้สู อนและนักศึกษา
การประเมนิ ผล(แตล่ ะสัปดาห์)
- ผลคะแนนจากแบบทดสอบ
[9]
สปั ดาห์ หวั ข้อเรื่อง จำนวน กิจกรรมการเรียนการสอน/ส่ือทใ่ี ช้
ที่ ชั่วโมง
- สงั เกตพฤติกรรมการมสี ่วนร่วมในชั้น
เรยี นและการปฏิบตั ิงานตามท่ีได้รับ
มอบหมาย
- การแลกเปลีย่ นความคิดเห็น (นกั ศึกษา
มีความเข้าใจในบทเรยี น)
- การตอบคำถามส้ันๆ จากคำถามท่ี
ผสู้ อนสรา้ งขึน้ เพื่อสะท้อนถงึ การเรยี นรู้
ความเขา้ ใจ และวิธีคดิ
สือ่ การเรยี น
- Power point
- เอกสารประกอบการเรียน
- ส่อื ดิจิทัล/WBSC/Microsoft
Team/Line/E-mail
2 - ความร้ทู ่ัวไปเกี่ยวกับเทคโนโลยีสารสนเทศและ 4 กจิ กรรมการเรียนการสอน
การสอ่ื สารกบั การประยุกตใ์ ช้ในชีวิตประจำวัน - บรรยาย
- กรณศี กึ ษา (Case Study) โดยผสู้ อนตง้ั
คำถามและให้เรียนหาคำตอบด้วยตนเอง
(งานเดยี่ ว)
- อภปิ รายรว่ มกันระหวา่ งผ้สู อนและ
นกั ศกึ ษา
การประเมินผล(แต่ละสัปดาห)์
- สงั เกตุพฤตกิ รรมการมีสว่ นรว่ มในชน้ั
เรยี นและการปฏิบตั งิ านตามท่ไี ดร้ บั
มอบหมาย
[10]
สัปดาห์ หวั ข้อเรอ่ื ง จำนวน กจิ กรรมการเรยี นการสอน/ส่ือทใ่ี ช้
ท่ี ชวั่ โมง
- การแลกเปลี่ยนความคดิ เห็น (นกั ศึกษา
มคี วามเขา้ ใจในบทเรียน)
- การตอบคำถามสัน้ ๆ จากคำถามที่
ผู้สอนสร้างข้นึ เพื่อสะทอ้ นถึงการเรยี นรู้
ความเข้าใจ และวธิ ีคิด
สอื่ การเรียน
- Power point
- เอกสารประกอบการเรยี น
- ส่ือดิจทิ ัล/WBSC/Microsoft
Team/Line/E-mail
3 - ความรทู้ ั่วไปเก่ยี วกับบทบาท และลักษณะ 4 กจิ กรรมการเรยี นการสอน
สำคญั ของระบบเทคโนโลยสี ารสนเทศและการสื่อ - บรรยาย
ในอตุ สาหกรรมท่องเทย่ี ว - เขียนสรปุ สงิ่ ทไี่ ด้เรียนรู้และคำถามท่ยี งั
สงสยั (งานเดย่ี ว)
- อภิปรายรว่ มกนั ระหว่างผู้สอนและ
นักศึกษา
การประเมนิ ผล(แต่ละสัปดาห์)
- สงั เกตพุ ฤตกิ รรมการมีส่วนรว่ มในชั้น
เรียนและการปฏบิ ัติงานตามทไี่ ดร้ บั
มอบหมาย
- การแลกเปล่ียนความคิดเห็น (นักศกึ ษา
มีความเข้าใจในบทเรยี น)
[11]
สปั ดาห์ หัวข้อเรือ่ ง จำนวน กิจกรรมการเรยี นการสอน/สื่อท่ใี ช้
ที่ ชว่ั โมง
4 - เครอื่ งมือการสื่อสารของธรุ กจิ ทอ่ งเท่ยี วและ - การตอบคำถามสั้นๆ จากคำถามท่ี
บรกิ ารโดยการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ ผสู้ อนสรา้ งข้นึ เพ่ือสะทอ้ นถงึ การเรยี นรู้
ความเขา้ ใจ และวิธีคิด
- ความรเู้ กี่ยวกบั เวบ็ ไซต์ของการท่องเทีย่ ว
ส่อื การเรยี น
- พาณิชย์อเิ ล็กทรอนิกส์(E-Commerce)
- Power point
- เอกสารประกอบการเรยี น
- สอ่ื ดจิ ทิ ัล/WBSC/Microsoft
Team/Line/E-mail
4 กิจกรรมการเรยี นการสอน
- บรรยาย
- กรณีศกึ ษา (Case Study)
- อภิปรายร่วมกนั ระหวา่ งผู้สอนและ
นกั ศึกษา
การประเมินผล(แตล่ ะสปั ดาห)์
- สังเกตพุ ฤติกรรมการมสี ่วนรว่ มในชน้ั
เรียนและการปฏิบัติงานตามทไ่ี ด้รับ
มอบหมาย
- การแลกเปล่ยี นความคดิ เห็น (นักศกึ ษา
มคี วามเข้าใจในบทเรียน)
- การตอบคำถามสนั้ ๆ จากคำถามท่ี
ผ้สู อนสรา้ งขึ้น เพ่ือสะทอ้ นถึงการเรียนรู้
ความเข้าใจ และวิธีคดิ
สอ่ื การเรยี น
- Power point
[12]
สปั ดาห์ หัวข้อเร่อื ง จำนวน กจิ กรรมการเรยี นการสอน/ส่ือทีใ่ ช้
ท่ี ชั่วโมง
5 - การพฒั นาการท่องเท่ียวอเิ ล็กทรอนิกส์ (ธรุ กิจ - เอกสารประกอบการเรยี น
ทอ่ งเทยี่ วออนไลน์ หรอื E – Tourism)
- ส่ือดจิ ิทลั /WBSC/Microsoft
- การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการ Team/Line/E-mail
สอื่ สารในอุตสาหกรรมท่องเท่ียว
4 กจิ กรรมการเรียนการสอน
6 ระบบเทคโนโลยีสารสนเทศสำหรับบริษัทจดั นำ
เท่ยี ว - บรรยาย
- กรณีศึกษา (Case Study)
- อภิปรายร่วมกนั ระหว่างผู้สอนและ
นักศึกษา
การประเมนิ ผล(แต่ละสปั ดาห์)
- สงั เกตุพฤตกิ รรมการมีส่วนร่วมในชั้น
เรียนและการปฏบิ ตั งิ านตามทีไ่ ดร้ บั
มอบหมาย
- การแลกเปลย่ี นความคิดเห็น (นกั ศกึ ษา
มคี วามเข้าใจในบทเรยี น)
- การตอบคำถามสน้ั ๆ จากคำถามที่
ผู้สอนสรา้ งขน้ึ เพ่ือสะท้อนถึงการเรียนรู้
ความเข้าใจ และวิธคี ดิ
สื่อการเรยี น
- Power point
- เอกสารประกอบการเรยี น
- สือ่ ดจิ ทิ ลั /WBSC/Microsoft
Team/Line/E-mail
4 กิจกรรมการเรียนการสอน
[13]
สปั ดาห์ หัวข้อเรือ่ ง จำนวน กิจกรรมการเรยี นการสอน/ส่ือที่ใช้
ท่ี ชัว่ โมง
- ระบบจัดจำหน่ายแบบเบ็ดเสร็จ EDSs - บรรยาย
- ระบบจดั จำหน่ายทัว่ โลก GDSs
- อภิปรายรว่ มกันระหว่างผูส้ อนและ
นกั ศกึ ษา
- กรณีศึกษา (Case Study) แบ่งกลุ่ม
วเิ คราะหข์ ้อดขี ้อเสียของระบบ EDSs
และ GDSs
การประเมินผล(แตล่ ะสัปดาห์)
- สงั เกตพุ ฤตกิ รรมการมีส่วนรว่ มในชน้ั
เรียนและการปฏบิ ัตงิ านตามทไี่ ดร้ ับ
มอบหมาย
- การแลกเปลี่ยนความคิดเห็น (นักศึกษา
มีความเขา้ ใจในบทเรียน)
- การตอบคำถามสั้นๆ จากคำถามที่
ผู้สอนสรา้ งขน้ึ เพ่ือสะทอ้ นถึงการเรียนรู้
ความเข้าใจ และวิธีคดิ
ส่อื การเรยี น
- Power point
- เอกสารประกอบการเรยี น
- ส่ือดิจทิ ลั /WBSC/Microsoft
Team/Line/E-mail
7 - ผลกระทบของเทคโนโลยสี ารสนเทศตอ่ 4 กจิ กรรมการเรยี นการสอน
อตุ สาหกรรมทอ่ งเทยี่ ว - บรรยาย
- แนวโน้มในการพฒั นาเทคโนโลยีสารสนเทศและ - กรณีศกึ ษา(Problem based
การสือ่ สารในอนาคตในอุตสาหกรรมท่องเทย่ี ว Learning) จากการดูสือ่ วิดิทัศน์ ให้
สัปดาห์ หวั ข้อเร่ือง [14]
ท่ี
จำนวน กจิ กรรมการเรยี นการสอน/ส่ือท่ีใช้
8 สอบกลางภาค ชว่ั โมง
ผู้สอนดำเนินการจดั สอบ
แบง่ กลุม่ วิเคราะหป์ ญั หาทีเ่ กิดข้ึนจริงใน
9 นำเสนอรายงานกลุ่ม ปัจจบุ ัน และแนวโนม้ ท่ีจะเกดิ ขน้ึ ใน
(ครัง้ ที่ 1) อนาคต
- อภิปรายรว่ มกนั ระหว่างผ้สู อนและ
นักศึกษา
การประเมินผล(แต่ละสปั ดาห)์
- สังเกตพุ ฤติกรรมการมสี ว่ นร่วมในช้ัน
เรยี นและการปฏิบัตงิ านตามท่ีได้รบั
มอบหมาย
- การแลกเปลยี่ นความคดิ เห็น (นักศกึ ษา
มีความเข้าใจในบทเรยี น)
- การตอบคำถามสนั้ ๆ จากคำถามท่ี
ผสู้ อนสรา้ งขน้ึ เพ่ือสะทอ้ นถึงการเรียนรู้
ความเข้าใจ และวธิ คี ิด
สอื่ การเรยี น
- Power point
- เอกสารประกอบการเรยี น
- สอื่ ดจิ ทิ ัล/WBSC/Microsoft
Team/Line/E-mail
4 กจิ กรรมการเรียนการสอน
- นักศึกษานำเสนอรายงานกลุ่ม
[15]
สปั ดาห์ หัวข้อเรอื่ ง จำนวน กิจกรรมการเรยี นการสอน/สื่อท่ีใช้
ที่ ชว่ั โมง
- ตอบขอ้ ซกั ถาม (Agree & Disagree
Statement)
- อภิปรายร่วมกนั ระหว่างผ้สู อนและ
นักศกึ ษา
การประเมนิ ผล(แต่ละสัปดาห์)
- สงั เกตพุ ฤติกรรมการมีส่วนรว่ มในช้นั
เรยี นและการปฏิบัตงิ านตามทไ่ี ด้รับ
มอบหมาย
- การแลกเปล่ียนความคดิ เห็น (นักศกึ ษา
มีความเขา้ ใจในบทเรียน)
- การตอบคำถามสน้ั ๆ จากคำถามที่
ผู้สอนสรา้ งขนึ้ เพ่ือสะท้อนถึงการเรียนรู้
ความเขา้ ใจ และวธิ ีคิด
สอ่ื การเรยี น
- Power point
- เอกสารประกอบการเรยี น
- ส่ือดจิ ิทัล/WBSC/Microsoft
Team/Line/E-mail
10 - เทคโนโลยีสารสนเทศและการส่ือสารทาง 4 กิจกรรมการเรียนการสอน
การตลาดเพ่ืออตุ สาหกรรมท่องเที่ยวการใชร้ ะบบ
- บรรยาย
- เทคโนโลยีสารสนเทศและการสอื่ สารในการ
บริหารลูกคา้ สมั พนั ธท์ างการท่องเท่ยี วในธุรกิจ - กรณศี ึกษา (Case Study)
ท่องเท่ยี ว - อภปิ รายร่วมกนั ระหว่างผสู้ อนและ
นกั ศึกษา
การประเมนิ ผล(แตล่ ะสัปดาห์)
[16]
สัปดาห์ หัวข้อเร่ือง จำนวน กจิ กรรมการเรียนการสอน/สื่อทใ่ี ช้
ท่ี ชัว่ โมง
- สงั เกตพุ ฤตกิ รรมการมสี ่วนรว่ มในชั้น
เรยี นและการปฏบิ ัตงิ านตามท่ีได้รบั
มอบหมาย
- การแลกเปล่ียนความคดิ เห็น (นกั ศึกษา
มคี วามเข้าใจในบทเรยี น)
- การตอบคำถามสั้นๆ จากคำถามท่ี
ผสู้ อนสรา้ งขึ้น เพื่อสะทอ้ นถงึ การเรียนรู้
ความเข้าใจ และวธิ คี ิด
ส่ือการเรียน
- Power point
- เอกสารประกอบการเรยี น
- สื่อดิจิทลั /WBSC/Microsoft
Team/Line/E-mail
11 - การประยกุ ต์ใชเ้ ทคโนโลยีสารสนเทศและการ 4 กิจกรรมการเรยี นการสอน
ส่อื สารในอตุ สาหกรรมการทอ่ งเที่ยว - บรรยาย
- กรณีศึกษา (Case Study)
- อตุ สาหกรรมการทอ่ งเทีย่ วกับการคน้ หาข้อมลู
- อภปิ รายร่วมกนั ระหว่างผูส้ อนและ
นกั ศกึ ษา
- สรปุ เนื้อหา สิ่งทีไ่ ด้จากการชมสอ่ื วดิ ิ
ทศั น์(งานเดีย่ ว)
การประเมนิ ผล(แต่ละสปั ดาห)์
- สงั เกตพุ ฤติกรรมการมสี ว่ นรว่ มในชั้น
เรียนและการปฏบิ ตั งิ านตามท่ไี ดร้ ับ
มอบหมาย
[17]
สปั ดาห์ หัวข้อเรอ่ื ง จำนวน กจิ กรรมการเรียนการสอน/สื่อท่ใี ช้
ที่ ช่วั โมง
- การแลกเปลี่ยนความคิดเห็น (นกั ศกึ ษา
มีความเขา้ ใจในบทเรียน)
- การตอบคำถามสั้นๆ จากคำถามที่
ผสู้ อนสรา้ งขึน้ เพ่ือสะท้อนถึงการเรยี นรู้
ความเข้าใจ และวธิ ีคดิ
สอ่ื การเรยี น
- Power point
- เอกสารประกอบการเรียน
- สื่อดิจทิ ัล/WBSC/Microsoft
Team/Line/E-mail
12 ฝกึ ปฏบิ ตั ิการใช้โปรแกรมคอมพวิ เตอร์สำเร็จรูป 4 กิจกรรมการเรียนการสอน
สำหรับธรุ กจิ การทอ่ งเที่ยวและบริการอ่ืนๆ(คร้ังท่ี - บรรยาย
1) - ฝกึ ปฏิบัติ
- แบบฝกึ หัด
การประเมนิ ผล(แต่ละสัปดาห)์
- สงั เกตุพฤตกิ รรมการมสี ว่ นรว่ มในช้นั
เรียนและการปฏิบตั ิงานตามท่ไี ดร้ บั
มอบหมาย
- การแลกเปล่ียนความคิดเห็น (นักศึกษา
มคี วามเข้าใจในบทเรียน)
- การตอบคำถามสน้ั ๆ จากคำถามท่ี
ผู้สอนสรา้ งขน้ึ เพ่ือสะทอ้ นถงึ การเรียนรู้
ความเขา้ ใจ และวธิ คี ดิ
สื่อการเรียน
[18]
สัปดาห์ หัวข้อเรื่อง จำนวน กิจกรรมการเรียนการสอน/ส่ือท่ีใช้
ท่ี ชั่วโมง
- Power point
- เอกสารประกอบการเรยี น
- สอ่ื ดจิ ิทัล/WBSC/Microsoft
Team/Line/E-mail
13 ฝกึ ปฏบิ ัตกิ ารใช้โปรแกรมคอมพวิ เตอรส์ ำเรจ็ รปู 4 กจิ กรรมการเรยี นการสอน
สำหรับธรุ กจิ การท่องเทย่ี วและบรกิ ารอ่ืนๆ (ครั้ง - บรรยาย
ท2ี่ ) - ฝกึ ปฏบิ ัตกิ าร
- แบบฝึกหดั
การประเมินผล(แตล่ ะสัปดาห์)
- สังเกตพุ ฤติกรรมการมสี ่วนรว่ มในชัน้
เรยี นและการปฏบิ ัตงิ านตามทไี่ ด้รับ
มอบหมาย
- การแลกเปล่ียนความคดิ เห็น (นักศึกษา
มคี วามเข้าใจในบทเรียน)
- การตอบคำถามส้ันๆ จากคำถามท่ี
ผสู้ อนสรา้ งขึน้ เพ่ือสะทอ้ นถงึ การเรียนรู้
ความเข้าใจ และวิธคี ิด
ส่อื การเรยี น
- Power point
- เอกสารประกอบการเรยี น
- ส่อื ดจิ ิทัล/WBSC/Microsoft
Team/Line/E-mail
[19]
สปั ดาห์ หวั ข้อเร่ือง จำนวน กิจกรรมการเรียนการสอน/สื่อท่ใี ช้
ท่ี ช่วั โมง
14 - จรยิ ธรรมและความปลอดภัยในการใช้เครือขา่ ย 4 กิจกรรมการเรยี นการสอน
ระบบเทคโนโลยีสารสนเทศและการสอ่ื สารใน - บรรยาย
อตุ สาหกรรมทอ่ งเที่ยว - ฝกึ ปฏบิ ัติการ(บทบาทสมมุต)ิ
- แบบฝึกหดั
- เทคโนโลยีสารสนเทศกับการอนรุ ักษส์ งิ่ แวดลอ้ ม
การประเมินผล(แต่ละสัปดาห)์
- สงั เกตุพฤตกิ รรมการมีสว่ นร่วมในช้ัน
เรยี นและการปฏิบัติงานตามท่ีได้รับ
มอบหมาย
- การแลกเปลย่ี นความคิดเห็น (นกั ศึกษา
มคี วามเขา้ ใจในบทเรยี น)
- การตอบคำถามสัน้ ๆ จากคำถามท่ี
ผ้สู อนสรา้ งขนึ้ เพื่อสะทอ้ นถงึ การเรียนรู้
ความเขา้ ใจ และวิธคี ิด
สื่อการเรยี น
- Power point
- เอกสารประกอบการเรยี น
- ส่อื ดิจทิ ลั /WBSC/Microsoft
Team/Line/E-mail
15 นำเสนอรายงานกลุม่ 4 กิจกรรมการเรยี นการสอน
(ครัง้ ที่ 2) - บรรยาย
ทบทวนและสรปุ เน้ือหารายวิชาทุกบท - ตอบข้อซกั ถาม(Agree & Disagree
Statement)
สปั ดาห์ หวั ข้อเร่อื ง [20]
ที่
จำนวน กจิ กรรมการเรียนการสอน/สื่อทใ่ี ช้
ช่ัวโมง
- อภิปรายร่วมกนั ระหวา่ งผู้สอนและ
นกั ศึกษา
- นกั ศึกษาแบบทดสอบหลงั เรียน
การประเมนิ ผล(แตล่ ะสปั ดาห)์
- ผลคะแนนจากแบบทดสอบ
- สงั เกตุพฤติกรรมการมีสว่ นรว่ มในช้นั
เรียนและการปฏิบตั งิ านตามทไี่ ด้รบั
มอบหมาย
- การแลกเปลี่ยนความคิดเห็น (นกั ศกึ ษา
มีความเข้าใจในบทเรยี น)
- การตอบคำถามสัน้ ๆ จากคำถามที่
ผู้สอนสร้างขึ้น เพื่อสะทอ้ นถงึ การเรียนรู้
ความเขา้ ใจ และวิธีคิด
สื่อการเรียน
- Power point
- เอกสารประกอบการเรยี น
- สอื่ ดจิ ิทลั /WBSC/Microsoft
Team/Line/E-mail
16 สอบปลายภาคเรยี น
หมายเหตุ ตารางขา้ งตน้ ผู้สอนสามารถปรับเปล่ียนได้ตามความเหมาะสมโดยขนึ้ อยู่กับสถาณการ์การแพร่ระบาด
ของโรคโควิด-19และผ้เู รยี นเปน็ สำคัญ
[21]
2. แผนการประเมินผลการเรียนรู้
ท่ี ผลการเรยี นรู้ วธิ ีการประเมนิ สัปดาหท์ ่ี สัดส่วนของการ
ประเมนิ ประเมนิ ผล
1 2.1,4.1 สังเกตพฤตกิ รรม การมี ตลอดภาคการศกึ ษา 10%
ตลอดภาคการศึกษา 10%
การมีสว่ นร่วมในชน้ั เรยี น ส่วนรว่ ม
13, 15 30%
(ทกั ษะความ สมั พนั ธ์ (คะแนนการมีสว่ นรว่ ม
ระหวา่ งบุคคลและความ กจิ กรรมในชัน้ เรียนและ 8 20%
บคุ ลิกภาพ)
รับผดิ ชอบ)
2 1.1, 2.1,3.1 ประเมินผลงานจาก
เน้ือหา และผลสัมฤทธ์ิ
งานที่มอบหมายให้ ของงาน
นักศกึ ษาแบบเดี่ยว
ไดแ้ ก่ การสบื ค้นและ
(คณุ ธรรม จรยิ ธรรม, วเิ คราะห์จากเวป็ ไซต์
ความรู้ และทักษะทาง กรณีศึกษา การอภริ าย
ปญั ญา) การนำเสนอรายงาน
3 1.1, 2.1,3.1,5.1 ประเมนิ ผลงานจาก
งานท่มี อบหมายให้ เน้อื หา นำเสนอผลงาน
นักศึกษาแบบกล่มุ และการใชส้ ่ือนำเสนอ
(คณุ ธรรม จริยธรรม, (จากการศกึ ษาค้นควา้ ใน
ความรู้, ทกั ษะทางปัญญา ทกุ แหล่งข้อมูล)
และทกั ษะการวิเคราะห์
เชิงตัวเลข การสื่อสาร
และการใช้เทคโนโลยี
สารสนเทศ)
4 1.1,2.1,3.1 ประเมินจากการคิด
ทดสอบกลางภาคเรยี น วิเคราะหแ์ ละหาทาง
แก้ปัญหาท่เี กดิ ขึ้น โดย
[22]
(คุณธรรม จริยธรรม, การบูรณาการความรทู้ ่ีได้ 16 30%
ความรู้ และทักษะทาง เรยี นกบั ประสบการณต์ รง
ปัญญา) หรือคน้ หาความรู้เพม่ิ เตมิ
5 1.1,2.1,3.1 ประเมนิ จากการคิด
วเิ คราะห์และหาทาง
ทดสอบปลายภาคเรยี น แกป้ ญั หาทเ่ี กดิ ขึ้น โดย
(คุณธรรม จรยิ ธรรม, การบรู ณาการความรทู้ ่ีได้
ความรู้ และทักษะทาง เรียนกับประสบการณ์ตรง
ปัญญา) หรือคน้ หาความรู้เพิม่ เติม
หมายเหตุ การประเมนิ ผลการเรยี นร้โู ดยใช้คะแนนอิงเกณฑ์ของทางมหาวทิ ยาลยั คะแนนเก็บ 70 คะแนน และ
คะแนนสอบปลายภาค 30 คะแนน รวมคะแนนท้ังหมด 100 คะแนน
บทที่ 1
บทนำ
ในสงั คมปจั จุบนั ข้อมูล ขา่ วสาร และสารสนเทศ ถือวา่ เป็นสง่ิ ท่มี คี า่ มากในการดำเนินชีวิตในปัจจบุ ัน และ
เนื่องจากเทคโนโลยีต่างๆ ในปัจจุบันได้พัฒนาไปมากและราคาไม่แพง ทำให้การใช้เทคโนโลยสี ารสนเทศใช้ได้ง่าย
ขึน้ และทุกคนสามารถหานำมาใช้ไดร้ ะบบสารสนเทศนั้นอาจมองง่าย ๆ วา่ เปน็ การนำข้อมูลต่าง ๆ มาประมวลผล
ให้เป็นประโยชน์ต่อผู้ใช้และเทคโนโลยีที่ช่วยในการประมวลผลข้อมูล ก็หนีไม่พ้นเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ เมื่อ
คอมพวิ เตอร์พัฒนาไปมากข้ึนก็ทำให้ระบบสารสนเทศต่าง ๆ พัฒนามากขึน้ ไปด้วย
ยุคสารสนเทศถือได้ว่าเป็นยุคแห่งองค์ความรู้หรือปัญญา นำไปสู่สังคมอุดมปัญญา หรือสังคมแห่ง
สารสนเทศ และ เทคโนโลยีสารสนเทศ แม้ว่าเมื่อพูดถึงสารสนเทศ เป็นคำที่เกี่ยวข้องในศาสตร์สองสาขา คือ
วิทยาการสารสนเทศ และ วิทยาการคอมพิวเตอร์ ซึ่งคำว่า "สารสนเทศ" ก็ถูกใช้บ่อยในความหมายที่หลากหลาย
และกว้างขวางออกไป และมกี ารนำไปใช้ในส่วนของ เทคโนโลยีสารสนเทศ และ การประมวลผลสารสนเทศ
รปู ภาพที่ 1.1 ระบบสารสนเทศ
ที่มา: https://ciba.dpu.ac.th/program/bachelor/informationsystem/
สงิ่ ที่ได้จากการนำขอ้ มูลทเ่ี กบ็ รวบรวมไว้มาประมวลผล เพื่อนำมาใช้ประโยชนต์ ามจุดประสงค์ สารสนเทศ
จึงหมายถึง ข้อมลู ที่ผา่ นการเลอื กสรรใหเ้ หมาะสมกบั การใช้งานให้ทนั เวลา และอยใู่ นรูปท่ใี ช้ได้ สารสนเทศที่ดีต้อง
มาจากข้อมูลท่ีดี การจดั เก็บข้อมลู และสารสนเทศจะต้องมีการควบคุมดูแลเป็นอยา่ งดี เชน่ อาจจะมีการกำหนดให้
2
ผู้ใดบ้างเป็นผู้มีสิทธิ์ใช้ข้อมูลได้ ข้อมูลที่เป็นความลับจะต้องมีระบบขั้นตอนการควบคุม กำหนดสิทธิ์ในการแก้ไข
หรือการกระทำกับข้อมูลว่าจะกระทำได้โดยใครบ้าง นอกจากนี้ข้อมูลที่เก็บไว้แล้วต้องไม่เกิดการสูญหายหรือถูก
ทำลายโดยไม่ได้ตั้งใจ การจัดเก็บข้อมูลที่ดี จะต้องมีการกำหนดรูปแบบของข้อมูลให้มีลักษณะง่ายต่อการจัดเก็บ
และมีรูปแบบเดียวกันอย่างมีระบบ ข้อมูลแต่ละชุดควรมีความหมายและมีความเป็นอิสระในตัวเอง นอกจากนี้ ไม่
ควรมกี ารเก็บข้อมูลซ้ำซอ้ นเพราะจะเป็นการส้ินเปลืองเนอ้ื ท่ีเก็บข้อมลู
ความหมายของขอ้ มลู และสารสนเทศ
สารสนเทศ (information) เป็นผลลพั ธข์ องการประมวลผล การจดั ดำเนนิ การ และการเข้าประเภทข้อมูล
โดยการรวมความรเู้ ขา้ ไปต่อผรู้ ับสารสนเทศน้นั สารสนเทศมคี วามหมายหรือแนวคิดท่กี ว้าง และหลากหลาย ตั้งแต่
การใช้คำวา่ สารสนเทศในชวี ติ ประจำวนั จนถึงความหมายเชงิ เทคนิคตามปกติในภาษาพูด แนวคิดของสารสนเทศ
ใกล้เคียงกับความหมายของการสื่อสาร เงื่อนไขการควบคุม ข้อมูล รูปแบบ คำสั่งปฏิบัติการ ความรู้ ความหมาย
สอื่ ความคดิ การรบั รู้ และการแทนความหมาย (วกิ พิ ีเดยี , 2564)
ระบบสารสนเทศสร้างขึ้นมาเพื่อจุดมุ่งหมายหลายประการจุดมุ่งหมายพื้นฐานประการหนึ่ง คือ การ
ประมวลขอ้ มูล (Data) ใหเ้ ป็นสารสนเทศ (Information) และนำไปส่คู วามรู้ (Knowledge) ท่ีช่วยแกป้ ัญหาในการ
ดำเนนิ งาน
ความหมายของข้อมูล
ข้อมูล หมายถึง ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเหตุการณ์ หรือข้อมูลดิบที่ยังไม่ผ่านการประมวลผล ยังไม่มี
ความหมายในการนำไปใชง้ าน ข้อมลู อาจเป็นตวั เลข ตัวอกั ษร สญั ลักษณ์ รปู ภาพ เสียง หรือภาพเคลอ่ื นไหว
ความหมายของสารสนเทศ
สารสนเทศ หมายถึง ข้อมูลที่ได้ผ่านการประมวลผลหรือจัดระบบแล้ว เพ่ือให้มีความหมายและคุณค่า
สำหรับผู้ใช้
สรปุ ได้วา่ สารสนเทศ หมายถงึ ข้อมูลทผ่ี ่านการเลือกสรรให้เหมาะสมกบั การใชง้ านให้ทนั เวลา และอยู่ใน
รปู ทีใ่ ช้ได้ สารสนเทศท่ีดตี ้องมาจากขอ้ มลู ที่ดี การจดั เกบ็ ขอ้ มูลและสารสนเทศจะต้องมีการควบคมุ ดูแลเป็นอย่างดี
เชน่ อาจจะมีการกำหนดใหผ้ ใู้ ดบ้างเป็นผ้มู ีสิทธ์ใิ ช้ขอ้ มูลได้ ขอ้ มลู ทเี่ ป็นความลับจะตอ้ งมีระบบข้ันตอนการควบคุม
กำหนดสิทธิ์ในการแก้ไขหรือการกระทำกับข้อมูลว่าจะกระทำได้โดยใครบ้าง นอกจากนี้ข้อมูลที่เก็บไว้แล้วต้องไม่
เกิดการสูญหายหรือถูกทำลายโดยไม่ได้ตั้งใจ การจัดเก็บข้อมูลที่ดี จะต้องมีการกำหนดรูปแบบของข้อมูลให้มี
ลักษณะง่ายต่อการจัดเก็บ และมีรูปแบบเดียวกันอย่างมีระบบ ข้อมูลแต่ละชุดควรมีความหมายและมีความเป็น
3
อิสระในตัวเอง นอกจากนี้ไม่ควรมีการเก็บข้อมูลซ้ำซ้อนเพราะจะเป็นการสิ้นเปลืองเนื้อที่เก็บข้อมูล (วิกิพีเดีย,
2564)
รปู ภาพที่ 1.2 ข้อมูลและสารสนเทศ
ทม่ี า: http://3.bp.blogspot.com/-00cF7axdi6Y/UcwdLeP7lDI/AAAAAAAAAMg/
XQy5f3w6pZE/s640/idc-reports.jpg
ลักษณะสารสนเทศทีด่ ี
ในการจัดการเพื่อให้องค์การบรรลุถึงประสิทธิผลและประสิทธิภาพที่องค์การตั้งไว้นั้น ดังที่กล่าวมาแล้ว
ว่า ข้อมูลและสารสนเทศเป็นปัจจัยหนึง่ ที่มีความสำคัญอย่างมากต่อทุกองค์การ ทั้งนี้สารสนเทศที่ดคี วรมีลักษณะ
ดงั ตอ่ ไปน้ี (วสนั ต์ ผูพงษ์, 2556)
1. เนือ้ หา (Content)
• ความสมบูรณ์ครอบคลุม (completeness)
• ความสัมพันธก์ บั เร่อื ง (relevance)
• ความถกู ตอ้ ง (accuracy)
• ความเชือ่ ถอื ได้ (reliability)
• การตรวจสอบได้ (verifiability)
4
2. รปู แบบ (Format)
• ชัดเจน (clarity)
• ระดบั รายละเอยี ด (level of detail)
• รูปแบบการนำเสนอ (presentation)
• สอ่ื การนำเสนอ (media)
• ความยดื หยุ่น (flexibility)
• ประหยดั (economy)
3. เวลา (Time)
• ความรวดเร็วและทนั ใช้ (timely)
• การปรบั ปรุงใหท้ ันสมัย (up-to-date)
• มรี ะยะเวลา (time period)
4. กระบวนการ (Process)
• ความสามารถในการเขา้ ถงึ (accessibility)
• การมีสว่ นร่วม (participation)
• การเชอื่ มโยง (connectivity)
นอกจากลักษณะที่ดีของสารสนเทศดังกล่าวข้างต้นแล้ว ยังมีคุณสมบัติที่แอบแฝงของสารสนเทศอีกบาง
ลกั ษณะท่สี มั พันธก์ ับระบบสารสนเทศ และวธิ ีการดำเนนิ งานของระบบสารสนเทศ ซงึ่ จะมีความสำคัญแตกต่างกัน
ไปตามลักษณะงานเฉพาะอย่าง ซ่งึ ไดแ้ ก่
1. ความละเอียดแม่นยำ คือ สารสนเทศจะต้องมีความละเอียดแม่นยำในการวัดข้อมูล ให้ความเชื่อถือได้
สูง มรี ายละเอียดของขอ้ มูล และแหลง่ ท่ีมาของขอ้ มลู ทีถ่ กู ตอ้ ง
2. คุณสมบัติเชงิ ปริมาณ คือความสามารถที่จะแสดงออกมาในรูปของตัวเลขได้ และสามารถเปรียบเทยี บ
ในเชงิ ปรมิ าณได้
5
3. ความยอมรับได้ คือ ระดับความยอมรับได้ของกลุ่มผู้ใช้สารสนเทศอย่างเดียวกัน สารสนเทศควรมี
ลกั ษณะเดียวกนั ในกล่มุ ผู้ใชง้ าน หรือใกล้เคียงกันโดยสามารถใช้รว่ มกันได้ เช่น การใช้เคร่ืองมอื เพ่ือวดั คุณภาพการ
ผลติ สนิ คา้ เครื่องมือดงั กล่าวจะต้องเปน็ ท่ียอมรบั ไดว้ า่ สามารถวดั ค่าของคุณภาพไดอ้ ย่างถูกต้อง
4. การใช้ได้ง่าย คือ ความสามารถนำไปใช้งานได้ง่าย สะดวกและรวดเร็ว ทั้งในส่วนของผู้บริหารและ
ผปู้ ฏบิ ตั ิงาน
5. ความไม่ลำเอียง ซ่งึ หมายถงึ ไม่เปน็ สารสนเทศที่มีจุดประสงค์ที่จะปกปิดข้อเทจ็ จริงบางอย่าง ซ่ึงทำให้
ผใู้ ชเ้ ขา้ ใจผดิ ไปจากความเปน็ จริง หรือแสดงขอ้ มูลท่ผี ิดจากความเป็นจรงิ
6. ชดั เจน ซึ่งหมายถึง สารสนเทศจะต้องมีความคลุมเครือน้อยทสี่ ุด สามารถทำความเขา้ ใจไดง้ ่าย
ประโยชน์ของระบบสารสนเทศ
1. ประสทิ ธิภาพ (Efficiency)
• ระบบสารสนเทศทำใหก้ ารปฏิบตั ิงานมีความรวดเร็วมากข้ึน โดยใชก้ ระบวนการประมวลผลข้อมูลซึ่งจะ
ทำให้สามารถเก็บรวบรวม ประมวลผลและปรับปรุงข้อมูลให้ทันสมัยได้อย่างรวดเร็วระบบสารสนเทศช่วยในการ
จัดเกบ็ ข้อมลู ทมี่ ีขนาดใหญ่ หรอื มีปรมิ าณมากและชว่ ยทำให้การเขา้ ถงึ ข้อมูล (access) เหลา่ น้นั มคี วามรวดเร็วดว้ ย
• ช่วยลดต้นทุน การที่ระบบสารสนเทศช่วยทำให้การปฏิบัติงานที่เกี่ยวข้องกับข้อมูล ซึ่งมีปริมาณมากมี
ความสลับซับซ้อนให้ดำเนินการได้โดยเร็ว หรือการช่วยให้เกิดการติดต่อสื่อสารได้อย่างรวดเร็ว ทำให้เกิดการ
ประหยัดตน้ ทุนการดำเนินการอย่างมาก
• ช่วยให้การติดต่อสื่อสารเป็นไปอย่างรวดเร็ว การใช้เครือข่ายทางคอมพิวเตอร์ทำให้มีการติดต่อได้ทั่ว
โลกภายในเวลาที่รวดเร็ว ไม่ว่าจะเป็นการติดต่อระหว่างเครื่องคอมพิวเตอร์กับเครื่องคอมพิวเตอร์ด้วยกัน
(machine to machine) หรือคนกับคน (human to human) หรือคนกับเครื่องคอมพิวเตอร์ (human to
machine) และการติดต่อสื่อสารดังกล่าวจะทำให้ข้อมูลที่เป็นทั้งข้อความ เสียง ภาพนิ่ง และภาพเคลื่อนไหว
สามารถสง่ ได้ทนั ที
• ระบบสารสนเทศช่วยทำให้การประสานงานระหว่างฝ่ายต่าง ๆ เป็นไปได้ด้วยดีโดยเฉพาะหากระบบ
สารสนเทศนน้ั ออกแบบ เพื่อเออ้ื อำนวยให้หนว่ ยงานท้งั ภายในและภายนอกท่ีอยใู่ นระบบของซัพพลายทั้งหมด จะ
ทำให้ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งหมดสามารถใช้ข้อมูลร่วมกันได้ และทำให้การประสานงาน หรือการทำความเข้าใจ
เป็นไปได้ดว้ ยดยี ่ิงขึน้
6
2. ประสิทธิผล (Effectiveness)
• ระบบสารสนเทศช่วยในการตัดสินใจ ระบบสารสนเทศที่ออกแบบสำหรับผู้บริหาร เช่น ระบบ
สารสนเทศที่ช่วยในการสนับสนุนการตัดสินใจ (Decision support systems) หรือระบบสารสนเทศสำหรับ
ผู้บริหาร (Executive support systems) จะเอื้ออำนวยให้ผู้บริหารมีข้อมูลในการประกอบการตัดสินใจได้ดีข้ึน
อันจะส่งผลให้การดำเนินงานสามารถบรรลวุ ตั ถุประสงคไ์ ว้ได้
• ระบบสารสนเทศช่วยในการเลือกผลิตสินค้า/บริการที่เหมาะสมระบบสารสนเทศจะช่วยทำให้องค์การ
ทราบถึงข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับต้นทุน ราคาในตลาดรูปแบบของสินค้า/บริการที่มีอยู่ หรือช่วยทำให้หน่วยงาน
สามารถเลือกผลติ สนิ ค้า/บริการทีม่ คี วามเหมาะสมกบั ความเชย่ี วชาญ หรือทรพั ยากรทมี่ ีอยู่
• ระบบสารสนเทศช่วยปรับปรุงคุณภาพของสินค้า/บริการให้ดีขึ้นระบบสารสนเทศทำให้การติดต่อ
ระหว่างหน่วยงานและลกู ค้า สามารถทำได้โดยถูกต้องและรวดเร็วขึ้น ดังนั้นจึงช่วยให้หน่วยงานสามารถปรบั ปรงุ
คุณภาพของสนิ ค้า/บริการให้ตรงกับความตอ้ งการของลูกคา้ ได้ดีขึ้นและรวดเร็วขึ้นด้วย
• ความได้เปรียบในการแข่งขัน (Competitive Advantage)
• คณุ ภาพชีวติ การทำงาน (Quality of Working Life)
วิวัฒนาการของสารสนเทศ
ในภาวะปัจจบุ ัน ทีท่ ่วั ทุกมุมโลกมีการเปลี่ยนแปลงอยา่ งรวดเร็ว ประเทศตา่ ง ๆ ไมว่ ่าจะเป็นประเทศด้อย
พัฒนาทางเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมหรือประเทศที่พัฒนาแล้วก็ตาม ต่างอยู่ในภาวะที่ตอ้ งมีการปรับตัวกันอย่าง
มาก ประเทศไทยก็เช่นเดียวกันฉะนั้นจึงถือได้ว่าเราทุกคนนั้นต่างดำเนินชีวิตอยู่ในช่วงเวลาของการเปลี่ยนแปลง
โดยเฉพาะรูปแบบทางสังคมที่เกิดขึ้น ต่างมีความต้องการที่จะรับทราบข้อมูลข่าวสาร และพึ่งพาอาศัยข้อมูล
สารสนเทศในการดำรงชีวิตประจำวันมากขึ้นทุกวัน ซึ่งก็เป็นผลสืบเนื่องมาจากแรงผลักดันของเทคโนโลยี
สารสนเทศ (Information Technology) หรือท่ีเรียกกันว่า IT (บา้ นจอมยทุ ธ, ม.ป.ป.)
อดีตมนุษย์ยังไม่มีภาษาที่ใช้สำหรับการสื่อสาร เมื่อเกิดมีเหตุการณ์ (Event) อะไร เกิด ขึ้น ก็ไม่สามารถ
ถ่ายทอด หรือเผยแพร่แก่บคุ คลอื่น หรือสังคมอื่นได้ อย่างถูกต้องตรงกัน ระหว่างผูส้ ง่ สารกบั ผู้รับสาร จึงมีการคิด
ใช้สญั ลกั ษณ์ (Symbol) หรือเครอื่ งหมาย ทำหน้าท่ีส่ือ ความหมายแทนเหตกุ ารณด์ งั กลา่ ว จึงมีการใชก้ ฎ และสตู ร
(Rule & Formulation) มาใช้เพื่ออธิบายเหตกุ ารณ์ดังกล่าวว่าเกิดมาจากสาเหตุใด หรือเกิดมาจากสารใดผสมกบั
สารใด เปน็ ตน้ จากน้ันเมือ่ มนษุ ยม์ ีภาษา สำหรบั การส่อื สารแลว้ ก็เกดิ มขี อ้ มลู (Data) เกี่ยวกบั เหตกุ ารณ์ดังกล่าว
เกิดขึ้นมามากมาย ทั้งจากภายในสังคมเดียวกัน หรือจากสังคมอื่นๆ เพื่อให้ได้คำตอบที่ถูกต้อง ทำให้ต้องมีการ
วิเคราะห์ หรือประมวลผล ข้อมูลให้มีสถานภาพเป็นสารสนเทศ (Information) ที่จะเป็นประโยชน์ต่อผู้ใช้ หรือ
ผู้บริโภค เมื่อผู้บริโภคมีการสะสม เพิ่มพูน สารสนเทศมาก ๆ เข้าและมีการเรียนรู้ (Learning) จนเกิดความเข้าใจ
7
(Understanding) ก็จะเป็นการพัฒนา สารสนเทศที่มีอยู่ในตนเองเป็นองค์ความรู้ (Knowledge) เนื่องจากมนุษย์
เป็นผทู้ ี่มีสติ (สมั ปชญั ญะ) (Intellect) รจู้ ักใช้ เหตุและผล (Reasonable) กับความร้ทู ่ตี นเองมีอยู่ก็จะมีการพัฒนา
ความรู้เปน็ ปัญญา (Wisdom) ในทีส่ ดุ ดังแสดงไดต้ าม ภาพขา้ งลา่ งน้ี
รปู ภาพที่ 1.3 ววิ ฒั นาการของสารสนเทศ
ที่มา: https://www.baanjomyut.com/library_3/img1/03.jpg
นอกจากนี้ ถอื ได้ว่าระบบคอมพวิ เตอร์และระบบส่ือสารโทรคมนาคมที่ทันสมัยจะก่อใหเ้ กิดการปฏิวัติทาง
เทคโนโลยีแล้ว ยังส่งผลกระทบในวงกว้างต่อระบบเศรษฐกิจ การเมือง วัฒนธรรม และกิจกรรมระหว่างประเทศ
เปรยี บเสมือนในช่วงที่มกี ารเปลย่ี นแปลงใช้เครื่องจักร ไอนำ้ ในงานอุตสาหกรรม และถือได้วา่ เป็นยคุ ที่สามที่พัฒนา
ต่อเนื่องมาจาก ยุคเกษตรกรรม และ ยุคอุตสาหกรรม โดยวิวัฒนาการของยุคสารสนเทศสามารถแบ่งได้ดังนี้
(จันทรัตน์ สนพลอย, ม.ป.ป.)
-โลกยุคกสกิ รรม (Agriculture Age) ยุคนี้นับตัง้ แต่ก่อนปี ค.ศ. 1800 ถอื วา่ เป็นยคุ ท่ีการดำเนินชีวิต
ของมนุษย์ขึ้นอยู่กับการทำนา ทำสวน ทำไร่ โลกในยุคนี้ยังมีการซื้อขายสินค้าระหว่างกัน แต่ก็ถือว่าเป็นสินค้า
เกษตรกรเป็นหลัก มีการนำเครื่องมือเครื่องทุ่นแรงมาใช้ให้ได้ผลผลิตดีขึ้น ในระบบหนึ่ง ๆ จะมีผู้ร่วมงานเป็น
ชาวนา ชาวไร่เป็นหลัก
- ยคุ อตุ สาหกรรม (Industrial Age) ยคุ น้ีนับต้งั แต่ปี ค.ศ. 1800 เป็นตน้ มา โดยในประเทศอังกฤษได้
นำเครื่องจักรกลมาช่วยงานทางด้านการเกษตร ทำให้มีผลผลิตมากขึ้นและมีผู้ร่วมงานในระบบมากขึ้น เริ่มมี
โรงงานอุตสาหกรรม เริม่ มีคนงานในโรงงาน ต่อมาการนำเครอื่ งจักรมาใชง้ านนี้ได้ขยายไปสปู่ ระเทศตา่ งๆ และได้มี
8
การแปรรูปผลติ ผลทางด้านการเกษตรออกมามากข้ึน และเครอื่ งจกั รกลกเ็ ป็นเคร่ืองมือที่ทำงานรว่ มกับมนุษย์ และ
เรม่ิ มโี รงงานอุตสาหกรรมมากขึ้น ซึง่ ทำใหโ้ ลกของเรามีทัง้ ภาคอตุ สาหกรรม และภาคเกษตรกรรมควบคกู่ ันไป
-ยุคสารสนเทศ (Information Ago) ยุคน้นี ับต้ังแต่ประมาณปี ค.ศ.1957 จากทก่ี ารทำงานของมนุษย์
มีทั้งด้านการเกษตรและด้านอุตสาหกรรมรม ทำให้คนงานต้องมีการสื่อสารกันมากขึ้น ต้องมีความรู้ในการใช้
เครื่องจักรกล ต้องมีการจัดการข้อมูลเอกสาร ข้อมูลสำนักงาน งานด้านบัญชี จึงทำให้มีคนงานส่วนหนึ่งมาทำงาน
ในสำนกั งาน คนงานเหล่านี้ถือว่าเปน็ ผู้ที่มีความรู้และต้องทำหน้าทป่ี ระสานงานระหว่าง ฝา่ ยผลิตและลูกค้า ทำให้
มีการพัฒนาเครื่องมือต่างๆ มาช่วยในการประมวลผล จัดการให้ระบบงานมีประสิทธิภาพดีขึ้น ทำให้เกิดการใช้
เคร่อื งมอื ทางสารสนเทศขน้ึ มา ซึ่งถอื ว่าเป็นจุดเร่ิมต้นของเทคโนโลยสี ารสนเทศ
เมื่อเข้าสู่ยุคสารสนเทศ องค์กรต่าง ๆ ที่นำเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้ในการจัดการงานประจำวัน จะ
ทำงานได้สำเร็จเร็วขึ้น การผลิดทำได้รวดเร็วขึ้น เนื่องจากผู้ผลิตสามารถประมวลผลขอ้ มูลต่าง ๆ ได้เร็วขึ้น มีการ
นำระบบอตั โนมัตดิ ้านการผลติ มาใช้ มีระบบบญั ชี และมีโปรแกรมที่ทำงานเฉพาะดา้ นมากขึน้
ขอ้ มูลและรปู แบบของขอ้ มูล
ข้อมูล (data) เป็นข้อมูลต่างๆ หรือข้อเท็จจริงที่ยังไม่ได้ผ่านการประมวลผล เช่น ระบบการตัดเกรดของ
นักศึกษา ข้อมูลจะเป็นคะแนนต่าง ๆ ของนักเรียนแต่ละคน จากนั้นระบบจะนำคะแนนไปหาคะแนนรวมและตัด
เกรดตามเง่อื นไขทีก่ ำหนด แล้วใหเ้ อาต์พุตออกมาเปน็ ข้อมลู ที่ประมวลผลแลว้ เรยี กวา่ สารสนเทศ
ถ้าพิจารณาการประมวลผลข้อมูลในองคก์ ร เราอาจจะแบ่งแหลง่ ท่ีมาของข้อมลู ได้ 2 ประเภท คือ
1. ข้อมลู ภายใน เปน็ ขอ้ เทจ็ จรงิ ต่างๆ ทีเ่ กดิ ขึ้นภายในองค์กรนั้น ซ่งึ อาจเป็นสิ่งทเี่ กิดจากการปฏิบัติงานของ
สมาชกิ ในองค์กร เช่น ขอ้ มลู บุคลากร ขอ้ มูลกจิ กรรมตา่ ง ๆ ข้อมลู ธรุ การ ข้อมูลการเงินตา่ ง ๆ
2. ขอ้ มลู ภายนอก เปน็ ข้อมูลหรอื ข้อเท็จจริงท่ีเกดิ ข้ึนจากหน่วยงานอ่นื ๆ นอกองคก์ รที่เกี่ยวขอ้
สำหรับข้อมูลที่เก็บรวบรวมได้ในครั้งแรก ยังไม่ได้ตัดเลือกหรือกลั่นกรองข้อมูลจะเรียกว่า ข้อมูลปฐมภูมิ
(Primary Data) ส่วนข้อมูลที่ผ่านการคัดเลือกหรือกลั่นกรองมาแล้ว ซึ่งไม่ใช่ข้อมูลที่ได้มาครั้งแรกจะเรียกว่า
ขอ้ มูลทุติยภมู ิ (Secondary Data)
ข้อมูลทั่ว ๆ ไปที่มนุษย์ใช้สื่อสารกัน เช่น เสียง รูปภาพ เป็นปริมาณที่มีค่าต่อเนื่องเรียกว่า ปริมาณ
อนาลอก (analog) หากต้องการให้คอมพิวเตอร์เข้าใจปริมาณเหล่านี้ได้จะต้องเปลี่ยนปริมาณอนาล็อกให้เป็น
ปริมาณ ดิจิคอล (digital) ซึ่งเป็นปริมาณที่ไม่ต่อเนือ่ ง สำหรับเครื่องคอมพิวเตอร์เปน็ อุปกรณท์ างอิเล็กทรอนิกสท์ ี่
ประมวลผลด้วยสัญญาณดิจิตอล สัญญาณนี้จะมีแรงดันไฟฟ้าสองระดับ โดยแทนด้วยลอจิกสูง หรือ "1" และแทน
ดว้ ยลอจกิ ตำ่ หรอื "0" ขอ้ มลู ลอจกิ แตล่ ะค่านเี้ รยี กว่า "บิต" (bit) การทจี่ ะใหค้ อมพิวเตอรเ์ ขา้ ใจข้อมูลตา่ ง ๆ ไดน้ นั้
9
จะต้องนำข้อมูลหลายๆ บิตมาต่อรวมกันให้เป็นข้อมูล เรียกว่า รหัส (code) ไม่ว่าเราจะเก็บข้อมูลใดๆ ลงไปใน
ระบบคอมพวิ เตอรข์ ้อมูลตา่ งๆ จะต้องเปลย่ี นใหอ้ ยใู่ นรูปรหสั เลขฐานสองเสมอ
ขอ้ มูลสามารถแบง่ ระดับไดด้ งั นี้
1. บิต (Bit : Binary Digit) เป็นหน่วยที่เล็กที่สุดของข้อมูล จะแทนด้วยสัญญาณ "0" หรือ "1" โดยระบบ
จะนำบิตตา่ งๆ มาตอ่ กันจึงสามารถประมวลผลได้ดีข้ึน
2. ตัวอักขระ (Characters) เป็นกลุม่ ของบิตขอ้ มูลท่ีใชแ้ ทนตัวอกั ขระที่คอมพิวเตอรส์ ามารถเขา้ ใจไดโ้ ดย
นำบิตมาอา่ นรวมกันเป็นไบตใ์ ห้อยใู่ นรปู ของรหัส ASCII รหสั EBCDIC หรอื รหสั Unicode ทมี่ ีขนาดสองไบต์
3. ฟิลด์ (Field) เป็นกลุ่มของไบต์ข้อมูลที่นำมาเรียงต่อกันให้มีความหมายเป็นอย่างใดอย่างหนึ่งตามท่ี
ระบบต้องการ โดยมีชื่อเรียกฟิลด์ (field name) กำกับอยู่ ในการใช้งานผู้ใช้จะต้องกำหนดชนิดของข้อมูลที่อย่ใู น
ฟิลด์ด้วย ฟิลด์แต่ละฟิลด์อาจใช้ประเภทของข้อมูลที่ต่างกัน มีขนาดต่างกัน เช่น ฟิลด์ที่เก็บชื่อข้อมูลประเภท
ตัวอกั ษร ฟลิ ด์ทเี่ ก็บเงนิ เดอื นจะเป็นข้อมูลทเ่ี ป็นเลขจำนวนเตม็ เป็นตน้
4. เรคคอร์ด (Record) เป็นกลมุ่ ของฟลิ ดข์ อ้ มูลท่ีมคี วามสัมพนั ธ์กันมารวมกนั เพอื่ แทนข้อมลู สำหรับสิ่งใด
สิ่งหนึ่ง โดยแต่ละเรคอร์ดต้องมีอย่างน้อยหนึ่งฟิลด์ท่ีบอกความแตกต่างระหวา่ งเรคคอร์ดนั้น เรียกว่า กุญแจหลัก
หรือ คีย์หลัก (primary key) ตัวอย่างเช่น เรคคอร์ดที่เก็บข้อมูลพนักงานแต่ละบุคคล โดยแต่ละเรคคอร์ด
ประกอบดว้ ยฟลิ ดท์ เี่ ปน็ ช่อื รหสั ประจำตัว เงินเดอื น อายุ ทีอยู่ ซึ่งอาจใช้ฟลิ ด์ท่ีเปน็ รหสั ประจำตัวเป็นคยี ์หลักก็ได้
5. ไฟล์ (File) หรือแฟ้มข้อมูล เป็นกลุ่มของเรคคอร์ดที่นำมารวมกันให้อยู่ในโครงสร้างเดียวกันสามารถ
ค้นหาขอ้ มลู ไดง้ ่าย และเกบ็ ไวใ้ นหน่วยความจำหรือสื่อบันทกึ ต่าง ๆ
รปู ภาพที่ 1.4 ระดบั ของขอ้ มลู
ทีม่ า: https://sites.google.com/site/ictclassm4/_/rsrc/1468741778843/1-3-radab-khxng-khxmul/1.3.jpg
10
การประมวลผลข้อมลู เปน็ การจดั การกระทำกบั ข้อมลู ในลักษณะใดลักษณะหนง่ึ เพอื่ ใหไ้ ด้ขอ้ มูลในรูปแบบ
ที่ต้องการ กระบวนการประมวลผลขอ้ มูลประกอบดว้ ย 3 ส่วนคอื
1. ขอ้ มลู เขา้ (Input Data)
2. การประมวลผลขอ้ มลู (Data Processing)
3. ข้อมูลออก (Output Data)
รูปภาพที่ 1.5 การประมวลผลขอ้ มูลให้เปน็ สารสนเทศ
ทีม่ า: https://1.bp.blogspot.com/-fbCtzJXWBmM/WfCD2KqV8AI/AAAAAAAAAFM/
2xXgp29yNjo8tdLSTUkBb8cRJ2VRR3cfQCLcBGAs/s640/1001.png
ข้อมูลนำเข้า มีได้หลายประเภท ตามลักษณะของการใช้งาน ข้อมูลเข้ามีลักษณะดังตอ่ ไปนี้ (ริคโคสมาร์ท
ดาตา้ ดอทคอม, 2564)
1. ข้อมูลตัวเลข (Numeric Data) หมายถึง ข้อมูลที่สามารถนำไปคำนวณได้ เช่น จำนวนเงินเดือน ราคา
สินค้า ซ่งึ อาจอยู่ในรปู ของจำนวนเตม็ ทศนยิ ม เศษสว่ น เป็นตน้
2. ข้อมูลตัวอักษร (Text Data) หมายถึง ข้อมูลที่ไม่สามารถนำไปคำนวณได้ แต่อาจนำไปเรียงลำดับได้
เช่น ชอ่ื ท่อี ยู่ เบอรโ์ ทรศพั ท์ เลขประจำตวั ประชาชน หมายเลขโทรศัพท์ เปน็ ตน้
3. ขอ้ มลู เสียง (Audio Data) หมายถงึ ข้อมลู ท่เี กดิ จากการได้ยิน เช่น เสยี งคนพูด เสียงสัตว์ร้อง เสียงจาก
ปรากฏการณ์ธรรมชาติ หรือเสียงจากอุปกรณ์ต่าง ๆ ที่สามารถแสดงผลข้อมูลในรูปแบบเสียงได้ เช่น แผ่นซีดี
โทรทัศน์ วทิ ยุ เปน็ ต้น
11
4. ข้อมูลภาพ (Images Data) หมายถึง ข้อมูลที่เป็นภาพในลักษณะต่าง ๆ ที่เรามองเห็น ซึ่งอาจเป็น
ภาพนิ่ง เช่น ภาพวาด ภาพถ่าย เป็นต้น หรือภาพเคลื่อนไหว เช่น ภาพจากโทรทัศน์ ภาพจากวิดิทัศน์ ภาพจาก
คอมพิวเตอร์ เปน็ ต้น
5. ข้อมูลภาพเคลื่อนไหว (Video Data) หมายถงึ ข้อมูลทเ่ี ปน็ ภาพเคลื่อนไหว หรือขอ้ มลู ทม่ี ที ัง้ ภาพ เสียง
ขอ้ ความปนกัน เช่น ภาพเคลือ่ นไหวท่ถี ่ายด้วยกล้องวิดโี อ หรอื ภาพทท่ี ำจากโปรแกรมต่าง ๆ เปน็ ต้น
รปู ภาพท่ี 1.6 ประเภทของข้อมูล
ท่ีมา: https://tuemaster.com/blog/-data-type-/
สรุปท้ายบท
ยุคสารสนเทศ หรือยุคคอมพิวเตอร์ ยุคดิจิทัล หรือยุคสื่อใหม่ เป็นยุคสมัยในประวัติศาตร์มนุษย์ซึ่งมี
ลักษณะเปลี่ยนจากอุตสาหกรรมเดิมตั้งแต่การปฏิวัติอุตสาหกรรมนำมาซึ่งการปรับให้เป็นอุตสาหกรรม มาเป็น
เศรษฐกิจท่ีอิงเทคโนโลยสี ารสนเทศ การเรม่ิ ตน้ ของยุคสารสนเทศสัมพันธ์กับการปฏิวัติดิจิทลั บทนิยามของดิจิทัล
หรอื สารสนเทศยงั เปล่ยี นแปลงตามเวลาเม่ือเทคโนโลยี ส่ิงประดษิ ฐ์ผู้ใช้ วิธีปฏสิ ัมพนั ธก์ ับมนุษย์และส่ิงประดิษฐ์อ่ืน
เขา้ สเู่ ขตการวิจยั การพัฒนาและการออกวางจำหน่ายตลาด (วิกิพเี ดีย สารานกุ รมเสร,ี 2561)
ระหว่างยุคสารสนเทศ มีปรากฏการณ์ที่อุตสาหกรรมดิจิทัลสร้างสังคมที่อาศัยความรู้แวดล้อมด้วย
เศรษฐกิจโลกไฮเทคที่มีอิทธิพลต่อวิธีที่การผลิตและภาคบริการดำเนินการในวิธีที่มีประสิทธิภาพและสะดวก
ในสังคมะาณิชย์ อุตสาหกรรมสารสนเทศสามารถทำให้ปัจเจกสำรวจความต้องการส่วนบุคคลได้ ฉะนั้นจึงทำให้
กระบวนวธิ ีตัดสินใจสำหรับทำธุรกิจง่ายขึน้ และลดค่าใช้จ่ายสำหรับท้งั ผ้ผู ลติ และผู้ซ้ือ ผ้เู ขา้ ร่วมเศรษฐกิจน้ียอมรับ
อย่างล้นหลามตลอดกิจกรรมทางเศรษฐกิจทั้งหมดเพือ่ ความมุ่งหมายทางประสิทธิพลัง แล้วมีการส่งเสริมฌแพาะ
ถิน่ ซง่ึ สงิ่ สงู ใจทางเศรษฐกจิ ใหม่ เชน่ เศรษฐกิจความรู้
12
ยุคสารสนเทศเกิดจากการใช้ประโยชน์จากความก้าวหนา้ การผลิตโดยลดขนาดคอมพิวเตอร์ (computer
microminiaturization)[4] วิวัฒนาการเทคโนโลยีชีวิตประจำวันและการจัดระเบียบสังคมนี้นำไปสู่ข้อเท็จจริงว่า
การปรับใหส้ ารสนเทศและกระบวนการส่อื สารทันสมัยกลายเปน็ กำลังขับเคลอ่ื นววิ ฒั นาการทางสงั คม
คำถามทบทวน
1. อธบิ ายความหมายของขอ้ มลู และสารสนเทศมาใหเ้ ข้าใจ
2. ลกั ษณะของสารสนเทศที่ดีเป็นอยา่ งไร
3. ข้อมูล (Data) สามารถแบง่ ไดก้ รี่ ะดบั อะไรบ้าง จงอธบิ าย
4. อธิบายววิ ฒั นาการของสารสนเทศมาพอสงั เขป
5. ประโยชน์ของระบบสารสนเทศมีอะไรบา้ ง อธิบาย
13
เอกสารอ้างอิง
บา้ นจอมยุทธ. (ม.ป.ป.). ความรู้เบ้ืองต้นเก่ียวกับสารสนเทศ. [เว็บบลอ็ ก]. สบื ค้นเม่ือ 25 พฤศจกิ ายน 2564
จาก https://www.baanjomyut.com/library_3/extension-1/introduction_to_information_
technology/index.html
จนั ทรตั น์ สนพลอย. (ม.ป.ป.) ววิ ฒั นาการของสารสนเทศ. [เว็บบล็อก]. สืบคน้ เม่ือ 25 พฤศจิกายน 2564 จาก
https://sites.google.com/site/ictclassm4/1-1-wiwathnakar-khxng-sarsnthes
_________. (2561). ยุคสารสนเทศ. สบื คน้ เมอ่ื 25 พฤศจิกายน 2564 , จากวิกิพเี ดยี ttps://th.wikipedia.org/
wiki/ยคุ สารสนเทศ
_________. (2561). สารสนเทศ. สืบค้นเมือ่ 25 พฤศจิกายน 2564, จากวกิ ิพีเดีย https://th.wikipedia.org/
wiki/สารสนเทศ
วสนั ต์ ผพู งษ์. (2556). ลักษณะสารสนเทศท่ีดี เพอ่ื การบริหารจดั การ. [เวบ็ บลอ็ ก]. สบื ค้นเม่อื 25 พฤศจกิ ายน
2564 จาก https://www.gotoknow.org/posts/380330
ริคโคสมาร์ทดาตา้ ดอทคอม. (2564). ทำความรจู้ ักกบั ประเภทขอ้ มูล ข้อมูลมีก่ีประเภท และมีอะไรบา้ ง. สืบค้น
เมือ่ 25 พฤศจกิ ายน 2564 จาก https://riccosmartdata.com/data-type/
14
บทท่ี 2
ความรู้ท่ัวไปเก่ียวกับระบบเทคโนโลยสี ารสนเทศและการสอ่ื สาร
ปัจจุบันทั่วโลกปฏิวัติด้านเทคโนโลยีสารสนเทศท่ียิง่ ใหญ่ในประวัติศาสตรข์ องมนษุ ยชาติ ซึ่งช่วยให้เข้าถึง
ข้อมูลจำนวนมหาศาลอย่างไร้ขีดจำกัด และสามารถเชื่อมต่อกับคนนับพันล้านคนทั่วโลก ทำให้สามารถ
ติดต่อสื่อสารกันได้ง่ายขึ้น และเปิดโอกาสใหม่ ๆ ทั้งเรื่องธุรกิจและการพักผ่อน เทคโนโลยีดิจิทัล (Technology
Digital) จะกา้ วตอ่ ไปอย่างไร้ขีดจำกัด จงึ เรียกยคุ นี้วา่ สังคมยุคเทคโนโลยดี จิ ิทลั (Technology Digital Age) อย่าง
เต็มตัว (Ulrich, 2016) โดยเทคโนโลยีสารสนเทศทำให้เกิดการเปลีย่ นแปลง ทั้งในด้านเศรษฐกิจ การเมือง สังคม
แบบก้าวกระโดดและสามารถสร้างผลกระทบต่อคนทั้งโลกเป็นวงกว้างขึ้นเรื่อย ๆ เพราะการแสวงหาข้อมูลใหม่ๆ
ทุกเรื่องโดยใช้แอปพลิเคชัน (Application) ซึ่งเป็นโปรแกรมที่มีผู้พัฒนาขึ้นมามากมายเพื่ออำนวยความสะดวก
เกี่ยวกับการใช้ชีวิตในด้านต่าง ๆ เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้ใช้งานบนแท็บเลต (Tablet) สมาร์ตโฟน
(Smartphone) หรืออุปกรณ์อื่น ๆ ที่รองรับระบบปฏิบัติการต่าง ๆ ของแอปพลิเคชันออนไลน์ (Application
Online) ได้จึงกลายเป็นสิ่งจ าเป็นต่อการใช้ชีวิตประจ าวันแม้แต่การเรียกใช้บริการรถรับจ้าง การจับจ่ายใช้สอย
สิ่งต่าง ๆ การสั่งซ้ืออาหารหรือการทำธุรกรรมการเงินที่สง่ ผลใหร้ ปู แบบการใช้เงินเปลี่ยนแปลงไป ผู้บรโิ ภคเร่มิ จบั
เงินน้อยลง และในทกุ ๆ วันจะมีการจับจ่ายใชส้ อยผ่านแอปพลเิ คชันรวมถึงการทำธุรกรรมต่าง ๆ กับธนาคารผ่าน
เครือข่ายอินเทอร์เน็ต (Internet Banking) เช่น การฝากเงิน ถอนเงิน โอนเงิน หรือตรวจสอบยอดเงิน เป็นต้น
(จฑุ าพร บุญคีรีรฐั และณัฐภาณี จรติ ไทย, 2563)
เทคโนโลยีสารสนเทศเป็นเทคโนโลยีที่สำคัญและนา่ สนใจ เพราะเกี่ยวข้องกับการดำรงชวี ิตของมนุษย์ทกุ
คนบนโลก และมีผลกระทบต่อวิถีชีวิตทั้งของคน และของประเทศชาติ การก้าวสู่ สังคมสารสนเทศย่อมไม่
สามารถหลีกเลี่ยงได้ การทำความเข้าใจเรื่อง ต่างๆ เกี่ยวกบั เทคโนโลยสี ารสนเทศจึงเปน็ เร่ืองจำเปน็ สำหรับ ทุก
คนที่จะได้สามารถตัดสินใจที่จะเลือกนำเทคโนโลยีเหล่านี้มาใช้ได้ อย่างเหมาะสมและเป็นประโยชน์สงู สดุ เพราะ
เทคโนโลยสี ารสนเทศมีบทบาทตอ่ การทำงาน และการดำรงชวี ิตในปัจจุบันและอนาคตเป็นอย่างมาก เทคโนโลยี
ใหม่ ๆ จะเป็นแรงผลักดัน และส่งเสริมต่อความสำเร็จขององค์การโดยเฉพาะทางการแข่งขันกันในธุรกิจในเวที
การค้าในทุกระดับ ตลอดจนคุณภาพชีวิตของประชาชน ระบบสารสนเทศมีความสำคัญต่อการดำเนินงานของ
ประเทศ จึงกล่าวได้ว่า ในปัจจุบันประเทศไทยเองก็ได้เล็งเห็นถึงความสำคัญและศักยภาพของ เทคโนโลยี
สารสนเทศมากขึ้น มีการนำเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้เป็นกุญแจไปสู่การพัฒนาในด้านต่าง ๆ เช่น การศึกษา
สาธารณสุข สิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ ตลอดจนการบริหารงานของรัฐ (ธนัสถ์ เกษม ไชยานันท์, 2544 อ้างถึงใน
นุชนพิน คำสินธุ์, 2561)
16
ความหมายของเทคโนโลยสี ารสนเทศและการสื่อสาร
เทคโนโลยีสารสนเทศ
เทคโนโลยีสารสนเทศมาจากคำในภาษาองั กฤษ คือ Information Technology และโดยท่วั ไปมกั จะเรียก
ย่อ ๆ วา่ ไอที (IT) นน้ั มผี ู้รูไ้ ด้ใหค้ วามหมายไว้หลายคนดังน้ี (สุวชิ า ปญั ญาไข, 2559)
ครรชิต มาลัยวงศ์ (2540: 77) กล่าวถึงเทคโนโลยีสารสนเทศว่าเทคโนโลยีสารสนเทศที่เกี่ยวข้องกับการ
จัดเก็บประมวลผลและเผยแพร่สารสนเทศซึ่งรวมแล้วก็คือ เทคโนโลยีสารสนเทศคอมพิวเตอร์และเทคโนโลยี
สอ่ื สารคมนาคม
สุชาดา กรี ะนันทน์ (2541: 23) ใหค้ วามหมายว่า เทคโนโลยีสารสนเทศ หมายถงึ เทคโนโลยีทุกด้านท่ีเข้า
มาร่วมกันในกระบวนการจดั เกบ็ สรา้ งและสื่อสารสนเทศ
วาสนา สุขกระสานติ (2541: 6–1) ให้ความหมายว่า เทคโนโลยีสารสนเทศ หมายถึงกระบวนการต่าง ๆ
และระบบงานที่ช่วยให้ได้สารสนเทศตามทต่ี ้องการ
พจนานกุ รมฉบับราชบัณฑิตสถาน พ.ศ.2542 (2546: 534) เทคโนโลยี หมายถงึ วิทยาการที่นำเอาความรู้
ทางวิทยาศาสตรม์ าใชใ้ ห้เกดิ ประโยชน์ในทางปฏบิ ัติและอุตสาหกรรม
เอกวิทย์ แกว้ ประดษิ ฐ์ (2545: 338) ใหค้ วามหมายว่าเทคโนโลยีสารสนเทศ หมายถงึ การประยุกต์ในการ
ใช้เครื่องมือและอุปกรณ์ต่าง ๆ ได้แก่เครื่องคอมพิวเตอร์เครื่องใช้สำนักงาน และอุปกรณ์โทรคมนาคมโดยที่
คอมพวิ เตอรเ์ ปน็ เครอ่ื งมือที่ช่วยในการเกบ็ ประมวลข้อมูลให้เกิดสารสนเทศสำหรับผู้ใชซ้ ึ่งสารสนเทศนั้นสามารถส่ง
และแลกเปลยี่ นโดยผ่านระบบเครอื ข่ายโทรคมนาคม
ทพิ วรรณ หล่อสุวรรณรตั น์ (2548: 16) ใหค้ วามหมายว่าเทคโนโลยีสารสนเทศ หมายถงึ เทคโนโลยีต่าง ๆ
ท่ีเกี่ยวข้องกับการบันทกึ จัดเกบ็ ประมวลผลคน้ คืนส่งและรับเช่อื มโยงข้อมูลและสารสนเทศ
ไพบลู ย์ เกยี รติโกมล และณัฎฐพนั ธ์ เขจรนนั ทร์ (2551: 13) ไดก้ ล่าวไว้วา่ เทคโนโลยีสารสนเทศ หมายถึง
เทคโนโลยที ปี่ ระกอบขึน้ ดว้ ยระบบจัดเกบ็ และประมวลผลข้อมูล ระบบสื่อสารโทรคมนาคม และอุปกรณ์สนับสนุน
การปฏบิ ัติงานดา้ นสารสนเทศทม่ี กี ารวางแผนจดั การ และใช้งานรว่ มกนั อยา่ งมีประสิทธิภาพ
Turban et al. (2006: 21) อ้างใน รุจิจันทร์ พิริยะสงวนพงศ์ (2549: 14) ได้กล่าวไว้ว่าเทคโนโลยี
สารสนเทศ หมายถึง ชุดของระบบคอมพิวเตอร์ ที่นำใช้ภายในองค์กร หรืออีกนัยหนึ่งคือ เทคโนโลยีพื้นฐานของ
ระบบสารสนเทศที่ประกอบไปด้วย ฮาร์ดแวร์ ซอฟต์แวร์ ฐานข้อมูล เครือข่ายโทรคมนาคม รวมทั้งอุปกรณ์
อิเลก็ ทรอนิกส์อื่น ๆ โดยถกู นำมาใช้เพอ่ื จุดประสงคด์ ้านการแลกเปล่ยี นข้อมลู และสารสนเทศ
17
รปู ภาพที่ 2.1 ระบบการสอื่ สาร
ทมี่ า: https://www.mindphp.com/images/knowledge/Security/Communications.jpg
การสื่อสาร
การสื่อสาร (Communication) มีรากศัพท์มาจากภาษาละตินคำว่า Communis ตรงกับภาษาอังกฤษว่า
Communicate ซึ่งแปลตามตัวอักษรว่า Make Common หมายถึง ทำให้มีสภาพร่วมกัน ซึ่งเป็นความหมายท่ี
ตรงกับธรรมชาติของการสื่อสาร คือ การทำให้เกิดความเข้าใจร่วมกัน ตรงกัน กล่าวคือ มนุษย์มีการสื่อสารซึ่งกัน
และกันก็เพื่อเข้าใจให้ตรงกันนั้นเอง ดังนั้นการนิยามความหมายคำว่า การสื่อสารจึงเป็นการนิยามที่ตั้งอยู่บน
รากฐานของรากศพั ท์เดิม คือ ความเข้าใจร่วมกัน (จุฬาวทิ ยานุกรม, 2554)
องคป์ ระกอบของการส่อื สาร
กระบวนการถา่ ยทอดสารของมนุษย์ประกอบโดยทั่วไป จะประกอบไปด้วยองค์ประกอบ 4 ประการ คอื
1. ผูส้ ง่ สาร หรอื ผู้เข้ารหสั (sender / encoder)
2. ผู้รบั สาร หรอื ผูถ้ อดรหสั (receiver / decoder)
3. สาร (message)
4. ช่องทางการส่อื สาร (channel)
18
ผู้ส่งสาร
ผสู้ ง่ สาร (sender) คือ บคุ คลหรอื กลุ่มบุคคลทเี่ ปน็ ผู้รเิ ริ่มหรือเร่มิ ต้นส่งสารไปใหอ้ ีกบุคคลหน่ึงจะโดยตั้งใจ
หรือไม่ก็ตาม หรือเป็นผู้ทำหน้าที่ส่งสารผ่านช่องทางหนึ่งไปยังผู้รบั สาร ฉะนั้น ผู้ส่งสารจึงมีบทบาทในการชี้นำวา่
พฤติกรรมการส่อื สารภายในสถานการณ์หนึง่ ๆ นนั้ จะเปน็ ไปในรูปใดและมีผลอยา่ งไรหรืออีกนยั หนึ่งก็คือ ผูส้ ่งสาร
คือ ผู้กระตุ้น (stimulus) ที่ทำให้เกิดการตอบสนอง (response) จากผู้รับสาร หรือผู้ส่งสารอาจเรียก ผู้เข้ารหัส
(encoder) คือ ผ้ทู ีร่ บั ผิดชอบในการนำความคิดของผรู้ เิ ริม่ ความคดิ หรือแหลง่ สาร (source) ส่งไปยังผูท้ ่ตี อ้ งการ
จะสื่อสารด้วย โดยการใช้สัญญาณ (signal) และสัญลักษณ์ (symbol) หรือเรียกว่า การเข้ารหัส (encoding) ซ่ึง
แสดงถึงเปา้ หมายหรอื สิง่ ที่แหลง่ สารต้องการส่อื
ผ้รู บั สาร
ผู้รับสาร (encoder) คือ ผู้ที่รับสารจากบุคคลหนึ่งหรือกลุ่มบุคคลหนึ่ง เมื่อได้รับสารผู้รับสารจะเกิดการ
ตีความและการตอบสนองจะโดยตั้งใจหรือไม่ตั้งใจก็ตาม และส่งปฏิกิริยาตอบสนอง (feedback) กลับไปให้ผู้ส่ง
สาร หรือผู้รบั สารเรยี กอีกอย่างหน่ึงว่า ผถู้ อดรหสั (decoder) คือ ผูท้ ่ถี อดความหมายของสัญญาณหรือสัญลักษณ์
ที่ผู้เข้ารหัสส่งมา หรืออีกนัยหนึ่ง คือ ผู้รับผิดชอบการถอดรหัสของสาร (decoding) เพื่อให้ผู้รับสารปลายทาง
(receiver / destination) หรือผู้รบั สารที่ผ้สู ง่ สารต้องการให้ไดร้ ับสารของตน
สาร
สาร (message) หมายถึง สิ่งที่ผู้ส่งสารไปให้ผู้รับสารในรูปของรหัสคำว่า “รหัส” หมายถึง สัญญาณ
(signal) หรอื สญั ลักษณ์ (symbol) หรอื กลมุ่ ของสัญลักษณ์ท่ีถูกสร้างขนึ้ ในลักษณะทมี่ ีความหมายต่อคน และผู้รับ
สารสามารถเขา้ ใจความหมายของมันได้ต่อเมื่อมีการถอดความหมายของสัญญาณหรอื สญั ลักษณ์ออกมา สัญญาณ
หรือสัญลักษณ์ในที่นี้อาจเป็น คำพูด ตัวหนังสือ รูปภาพ เครื่องหมาย หรือกิริยาท่าทางต่างๆ ฯลฯ ซึ่งเป็นสิ่งท่ี
แสดงหรือถ่ายทอดความคิด ความรู้สึก ความต้องการและวัตถุประสงค์ของผู้รับสาร ซึ่งส่วนใหญ่แล้ว สารก็คือ
ภาษา (language) โดยสามารถแบง่ เนื้อหาของสารได้ 2 ประเภทคือ
1. รหัสของสารที่ใช้คำ (Verbal Message Codes) ได้แก่ ภาษาอันเป็นระบบของสัญลักษณ์และหรือ
ระบบของสัญญาณทีม่ นุษย์ใชเ้ ป็นเครือ่ งมือในการติดต่อซึ่งกันและกัน มนุษย์ได้สร้างขึน้ และพัฒนาสืบทอดมาโดย
ลำดับ ภาษาจะมีโครงสร้าง (Structure) ที่ทำให้ส่วนประกอบต่างๆ (Elements) รวมเข้าไปด้วยกันอย่างมี
ความหมาย (ส่วนประกอบของภาษา เช่น เสียง (Sound) ตัวอักษร (Letters) คำ (Words) คำสะกดการันต์
เครื่องหมายต่างๆ ฯลฯ ซึ่งสิ่งเหล่านี้สามารถนำมาเรียบเรียงเข้าเป็นถ้อยคำ เป็นวลี และประโยคที่มีความหมาย
โดยอาศัยระเบียบและกฎเกณฑ์ของภาษานั้นๆ เป็นหลัก เช่น โครงสร้างประโยคตามหลักการเขียนภาษาไทย
ภาษาองั กฤษ เปน็ ต้น
19
2. รหัสของสารที่ไม่ใช้คำ (Nonverbal Message Codes) ได้แก่ ระบบสัญลักษณ์สัญญาณหรือ
เครอื่ งหมายใดๆ กต็ ามทีไ่ มเ่ ก่ยี วข้องกับการใชถ้ ้อยคำ เชน่ ดนตรี การเตน้ ระบำ อากัปกริยาท่าทาง (Gesture) การ
แสดงทางหน้าตา (Facial Expression) สี ธง สัญญาณไฟ ควัน สัญญาณ การวาดภาพ ฯลฯ ซึ่งแต่ละอย่างมี
ส่วนประกอบยอ่ ย และเมื่อรวมเขา้ ด้วยกนั ตามแบบทก่ี ำหนดกท็ ำใหม้ ีความหมายข้นึ
ชอ่ งทางการสอื่ สาร
ช่องทางการสื่อสาร คือ ตัวกลางที่ช่วยในการนำส่งสารจากผู้ส่งสารไปยังผู้รับสาร ช่องทางเปรียบเหมือน
ทางหรือพาหะระหวา่ งผู้ร่วมส่ือสาร สามารถแบ่งช่องทางการสือ่ สารออกเป็น 3 ประเภท ดงั น้ี
1. ช่องทางที่เป็นตัวกลางนำสารจากผู้ส่งสารไปให้ผู้รับสาร ซึ่งได้แก่ คลื่นแสง คลื่นเสียง วิทยุ โทรเลข
โทรทศั น์ หนงั สือพมิ พ์ เป็นต้น ช่องทางเหลา่ นี้เนน้ หนกั ในเรอ่ื งสือ่ ทางเทคโนโลยี
2. ช่องทางที่เป็นพาหนะของสิ่งที่นำสาร เช่น อากาศ ซึ่งเป็นตัวนำคลื่นเสียงไปสู่ประสาทรับความรู้สึก
ต่างๆ หรอื ประสาทท้ังห้า (ไดแ้ ก่ การเห็น การไดย้ ิน การได้กล่นิ การสมั ผัส และการล้นิ รส) ช่องทางประเภทน้ีพบ
ในกระบวนการสื่อสารระหวา่ งบคุ คล
3. วิธีในการเข้ารหัสและถอดรหัสสาร (mode of encoding and decoding) เช่น การใช้วิธีพูด การใช้
วธิ เี ขียน เป็นต้น ซึ่งนักทฤษฎนี ิเทศศาสตรโ์ ดยท่วั ไปไม่ยอมนิยาม “ช่องทางการสื่อสาร” ในความหมายน้ี
ช่องทางการสือ่ สารมีลักษณะดงั ตอ่ ไปนี้
1. ช่องทางเป็นหน่วยพลังงานมวลสาร (matter – energy unit) ประเภทหนึ่งที่เรียกว่าสื่อ
(medium)
2. ช่องทางเป็นตัวนำส่งหน่วยพลังงานมวลสาร ซึ่งมีการจัดเป็นระเบียบแบบแผนที่เรียกว่า
สารสนเทศ (information)
3. ช่องทางเป็นตัวเชื่อมระหวา่ งบคุ คลท่ีมสี ว่ นร่วมในกจิ กรรมใดกจิ กรรมหน่งึ
20
รูปภาพที่ 2.2 ชอ่ งทางการสื่อสาร
ท่มี า: https://sites.google.com/site/thailandherbs4/prawati/khwam-hmay-khxng-sux-him
จากความหมายของเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารที่กล่าวมาแล้วนั้น พอสรุปได้ว่าเทคโนโลยี
สารสนเทศหมายถึง เทคโนโลยีที่ประกอบด้วยระบบคอมพิวเตอร์และการสื่อสารโทรคมนาคม รวมทั้งอุปกรณ์
สนับสนุนอื่น เพื่อประโยชน์ในการปฏิบตั ิงานทุกดา้ น ให้มีประสิทธิภาพ และอำนวยความสะดวกในชีวิตประจำวนั
ของมนุษย์ ส่วนการสื่อสารนั้น หมายถึง กระบวนการแลกเปลี่ยนข้อมูล ข่าวสารระหว่างบคุ คลต่อบุคลหรือบุคคล
ตอ่ กลุ่ม โดยใชส้ ญั ลกั ษณ์ สญั ญาณ หรือพฤติกรรมทเี่ ขา้ ใจกนั โดยมี วตั ถุประสงค์อย่างใดอยา่ งหน่งึ
ดงั น้นั เทคโนโลยสี ารสนเทศและการสอ่ื สารจึงหมายถงึ เทคโนโลยที เ่ี ก่ยี วกับขา่ วสารข้อมูล และการส่ือสาร
นับตั้งแต่การสร้าง การนำมาวิเคราะห์หรือประมวลผล การรับและการส่งข้อมูล การจัดเก็บและการนำข้อมูล
กลับไปใช้ใหม่ โดยเน้นเรื่องบทบาทของการสื่อสารแบบรวมศูนย์ กับบูรณาการของสิ่งต่อไปนี้ได้แก่ โทรคมนาคม
(ทั้งสายโทรศัพท์และสัญญาณไร้สาย) คอมพิวเตอร์ ตลอดจนถึงซอฟต์แวร์วิสาหกิจ มิดเดิลแวร์ หน่วยเก็บข้อมูล
และระบบโสตทศั น์ต่าง ๆ ซึง่ ทั้งหมดช่วยใหผ้ ู้ใช้สามารถเข้าถงึ เกบ็ บันทึก ส่งผ่าน และจัดดำเนนิ การสารสนเทศได้
องค์ประกอบของเทคโนโลยีสารสนเทศ
เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (Information and Communication Technology: ICT)
หมายถึง กระบวนการและระบบงานที่นำไปใช้จัดการกับข้อมูล เพื่อให้ได้สารสนเทศที่ต้องการ หรือกล่าวอีกนัย
หนึง่ คอื การนำเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์และเทคโนโลยีสื่อสารโทรคมนาคม มาทำงานรว่ มกันโดยคอมพวิ เตอร์จะทำ
การเก็บข้อมูลและประมวลผลให้เป็นสารสนเทศแล้วนำไปเก็บไว้เป็นฐานข้อมูล เพื่อให้ผู้ใช้สามารถเรียกข้อมูลมา
ใช้ได้ในภายหลัง ซึ่งการใช้งานจะทำโดยใช้ระบบการสื่อสารโทรคมนาคมในการเชื่อมต่อเครื่องคอมพิวเตอร์และ
21
อุปกรณ์ตา่ งๆ เขา้ ดว้ ยกนั เพือ่ ใหส้ ามมารถนำข้อมลู หรือสารสนเทศที่มีมาทำการบันทึก คำนวณ จดั เก็บข้อมูลและ
ทำรายงาน เพื่อส่งสารสนเทศไปให้ผู้ใช้ที่อยู่ต่างสถานที่ ห่างไกลกันได้ในทุกเวลาอย่างสะดวกรวดเร็ว ระบบ
เทคโนโลยีสารสนเทศ ต้องใชส้ ่วนประกอบในการทำงานเพื่อให้สามารถนำเอาข้อมูลมาใช้ใหเ้ กิดประโยชน์ได้เต็มที่
ตอ้ งมีการดำเนินงานในสว่ นประกอบที่สำคัญ 5 ส่วนคอื (เกียรติพงษ์ อดุ มธนะธีระ, 2561)
1. เคร่ืองจักรอุปกรณ์ (Hardware) หรือเคร่ืองจกั รอปุ กรณใ์ นงานคอมพิวเตอร์ เปน็ เคร่ืองมอื ที่ช่วยในการ
จัดการสารสนเทศเช่น คอมพิวเตอรจ์ ะช่วยในงานการประมวลผลคดั เลือกคำนวณหรือพิมพ์รายงานผลให้ออกมาได้
ตามที่ต้องการ คอมพิวเตอร์เป็นอุปกรณ์ที่ทำงานได้รวดเร็ว มีความแม่นยำในการทำงาน และทำงานได้ต่อเนื่อง
คอมพิวเตอรแ์ ละอุปกรณต์ ่าง ๆ จึงเปน็ องคป์ ระกอบหนึง่ ของระบบสารสนเทศ
2. โปรแกรมซอฟต์แวร์ (Software) หรือซอฟต์แวร์ เป็นการเขียนโปรแกรมคำสั่ง ลำดับขั้นตอนการ
ทำงานการสง่ั การใหเ้ คร่ืองคอมพิวเตอร์ทำงานตามวัตถุประสงค์ท่วี างไว้ เปน็ ชุดคำส่งั ท่เี รียงเปน็ ลำดบั ข้ันตอน เพื่อ
ส่งั ใหค้ อมพิวเตอรท์ ำงานและประมวลผลใหไ้ ดส้ ารสนเทศตามทตี่ ้องการ
3. ข้อมูลและสารสนเทศ (Data & Information) ถือเป็นวัตถุดิบในการจัดการสารสนเทศ ข้อมูลที่เป็น
วัตถุดิบจะมีแตกต่างกันขึ้นกับสารสนเทศที่ต้องการใช้งานเช่น ข้อมูลเป็นสิ่งที่สำคัญที่มีบทบาทต่อการทำให้เกิด
เปน็ สารสนเทศ
4. บคุ ลากร (People ware) ถือเปน็ ส่วนประกอบที่สำคัญ เพราะหากบคุ ลากรมีความรู้ความสามารถและ
เขา้ ใจวิธกี ารทำงานเพื่อให้ได้มาซึง่ สารสนเทศ เป็นผ้ดู ำเนินการในการทำงานท้ังหมด บุคลากรจงึ ตอ้ งมีความรู้ความ
เข้าใจในการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ บุคลากรภายในองค์กรเป็นส่วนประกอบที่จะทำให้เกิด ระบบสารสนเทศ
ด้วยกันทุกคนเช่น ร้านขายสินค้าแห่งหนึ่ง บุคลากรที่ดำเนินการในร้านค้าทุกคน ตั้งแต่ผู้จัดการถึงพนักงานขาย
เป็นส่วนประกอบทจี่ ะทำใหเ้ กิดสารสนเทศได้
5. ขั้นตอนการปฏิบัติงาน (Process) เป็นระเบียบวิธีการปฏิบัติงาน ในการจัดเก็บรักษาข้อมูลให้อยู่ใน
รูปแบบที่จะทำให้เป็นสารสนเทศเช่น กำหนดให้มีการป้อนข้อมูลทุกวัน ป้อนข้อมูลให้ทันตามกำหนดเวลา มีการ
แก้ไขข้อมูลให้ถูกต้องอยู่เสมอ กำหนดเวลาในการประมวลผล การทำรายงาน การดำเนินการต่างๆ ต้องมีขั้นตอน
หากข้ันตอนใดมปี ญั หาระบบก็จะมปี ัญหาด้วย เพราะทุกขั้นตอนมีผลต่อระบบสารสนเทศ
22
รูปภาพท่ี 2.3 องคป์ ระกอบของเทคโนโลยสี ารสนเทศและการสอื่ สาร
ส่วนประกอบที่กล่าวมาทั้ง 5 ด้านนั้น จะทำให้เกิดเป็นงานระบบเทคโนโลยีสารสนเทศที่ดี ซึ่งหากขาด
ส่วนประกอบใดหรือมีส่วนใดทไี่ มส่ มบรู ณ์ ก็อาจทำให้ระบบที่ได้ไม่สมบูรณ์เช่น เครอื่ งคอมพิวเตอร์ไม่เหมาะสมกับ
งานทำให้ใด้งานทีล่ า่ ช้าไม่ทันต่อการใชง้ าน การดำเนินการระบบสารสนเทศจงึ ต้องให้ความสำคัญ กับสว่ นประกอบ
ทีก่ ล่าวมา
ววิ ฒั นาการของเทคโนโลยีสารสนเทศ
การทมี่ นุษยน์ ำตนเองเขา้ ส่สู ังคมสารนิเทศ เปน็ การนำระบบการทำงานของคอมพิวเตอรม์ าใชใ้ นการสะสม
ข้อมลู และ การใช้รหัสตัวเลขส่ังงานมาใช้ เพ่ือเป็นศูนย์กลางของการสื่อสารสารนิเทศ ประกอบกับการพัฒนาทาง
โทรคมนาคมมีส่วนสนับสนุนสังคมสารนิเทศอย่างสมบูรณ์ สารนิเทศเกิดความหลั่งไหลอย่างต่อเนื่อง ปราศจาก
เครื่องปิดกั้นใดๆ ไม่มีปัญหาในเรื่องของเวลา ระยะทาง และชนิดของสารนิเทศ และยังมีการพัฒนาระบบการ
สื่อสารโทรคมนาคมต่อไปอย่างไม่หยุดยั้ง ข้อมูลสารนิเทศยังเคลื่อนไหวไปอย่างรวดเร็วขึ้นกว่าเ ดิม และมี
ประสิทธิภาพอย่างคาดคิดไม่ถึง แต่กว่ามนุษย์จะมีพัฒนาการในการใช้สารนิเทศเพื่อประโยชน์สูงสุด เช่น ในทุก
วนั นี้ ต้องผา่ นความยากลำบากและเผชิญอปุ สรรคต่อการใช้สารนเิ ทศมาโดยตลอด (จุมพจน์ วนิชกลุ , 2546)
การนำเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้นั้น เริ่มต้นโดยการนำมาใช้ทำงานแทนงานประจำวัน เพื่อให้เกิดความ
สะดวก รวดเร็วและถูกต้องมากขึ้น ซึ่งเทคโนโลยีสารสนเทศได้มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องไม่หยุดยั้ง ทำให้เกิด
23
ประโยชน์ต่อมนุษย์อย่างมหาศาล จนถือได้ว่าเป็นส่วนหนึ่งของการทำงานและการใช้ชีวิตของคนในปัจจุบัน โดย
พัฒนาการของเทคโนโลยีสารสนเทศสามารถสรุปได้ดังนี้ (ถนอมขวัญ ฉิมพาลี และศิริภัสสร ภูมประพัทธ์, 2556
อ้างถึงใน สวุ ชิ า ปญั ญาไข, 2559)
ยุคท่ี 1 ระบบการประมวลผลขอ้ มลู (พ.ศ. 2493–2503)
ยุคน้เี ปน็ ยคุ แรก ๆ ของการนำคอมพิวเตอร์มาใช้งาน บทบาทของคอมพวิ เตอรย์ ังเปน็ บทบาททง่ี ่าย ๆ เปน็
การนำเอาคอมพิวเตอร์มาช่วยทำงานประจำที่ใช้มนุษย์ปฏิบัติ เช่น การทำบัญชีการเก็บรักษาบันทึกต่าง ๆ และ
การประมวลผลทางอิเล็กทรอนกิ สแ์ บบอื่น ๆ
ยคุ ที่ 2 ระบบสรา้ งรายงานสำหรับผู้บริหาร (พ.ศ. 2504–2513)
หลงั จากการนำเอาคอมพิวเตอร์มาประมวลผลงานรายการตา่ ง ๆ ไดม้ กี ารเพ่ิมบทบาทของคอมพิวเตอร์มา
ช่วยงานของผู้บริหาร โดยเริ่มมีการใช้คอมพิวเตอร์สร้างรายงาน การปฏิบัติงานต่าง ๆ ที่มีการกำหนดรูปแบบ
รายละเอยี ดไว้ลว่ งหนา้ เปน็ การสรุปผลการทำงานสำหรับผบู้ ริหารเพ่ือประกอบการตัดสนิ ใจ เช่น รายงานยอดขาย
ประจำสปั ดาห์ ประจำเดอื น หรอื ประจำปี รายงานรายได้รายจ่ายขององค์กรหรอื ธรุ กิจ เปน็ ต้น
ยคุ ที่ 3 ระบบสนบั สนนุ การตดั สินใจ (พ.ศ. 2514–2523)
ต่อมาผู้บริหารพบว่ารายงานที่มีการกำหนดรายละเอียดไว้ก่อนเพียงอย่างเดียวนั้น ยังไม่เพียงพอต่อการ
ตัดสินใจของผู้บริหาร จึงเริ่มมีการพัฒนาระบบสนับสนุนการตัดสินใจขึ้นมา เป็นระบบที่นำมาช่วยในการจำลอง
เพ่อื หาสารสนเทศท่ีจำเป็นสำหรบั ผู้บริหาร ซงึ่ มกั จะเป็นการคำนวณหาค่าท่ีต้องการแล้วนามาพจิ ารณาประกอบใน
การตัดสินใจต่าง ๆ บทบาทใหม่นี้เป็นการจัดหาสารสนเทศให้กับผู้บริหาร ณ เวลาที่ต้องการและเป็นแบบที่
ผู้บริหารโต้ตอบกับระบบโดยตรงเพื่อสนับสนุนการตัดสินใจ ลักษณะของระบบสนับสนุนการตัดสินใจนี้จะเป็น
ระบบเฉพาะสำหรับผ้บู ริหารแตล่ ะคนตามความตอ้ งการและวธิ กี ารตัดสินใจในปญั หาตา่ ง ๆ
ยคุ ที่ 4 บทบาททีห่ ลากหลาย (พ.ศ. 2524–2533) แบง่ ออกได้หลายระยะ คือ
ระยะแรก เป็นแบบผู้ใช้ปลายทางพัฒนาเอง (End User Computing) โดยผู้ใช้ระบบสารสนเทศใชร้ ะบบ
คอมพิวเตอร์และทรัพยากรที่มีอยู่ในการพัฒนาระบบสารสนเทศมาสนบั สนุนงานทีต่ ัวเองตอ้ งการแทนการรอคอย
ให้ฝ่ายพฒั นาระบบขององค์กรพฒั นาให้
24
ระยะที่สอง มีการพัฒนาระบบสารสนเทศเพื่อผู้บริหารระดับสูง (Executive Information Systems:
EIS) ขึ้นมา ระบบสารสนเทศนี้ทำให้ผู้บริหารระดับสูงได้รับข่าวสารเกี่ยวกับจุดวิกฤติขององค์กรที่ต้องการได้ ณ
เวลาท่ีต้องการและสารสนเทศนนั้ ถูกจดั อยูใ่ นรปู แบบท่ีต้องการ
ระยะที่สาม มีการพัฒนาระบบและการประยุกต์ระบบปัญญาดิษฐ์ (Artificial Intelligence: AI) เป็น
ระบบที่นำเอาความเช่ียวชาญ ประสบการณ์ของผู้รู้มาใส่ในคอมพิวเตอร์ทำหนา้ ที่เป็นท่ีปรึกษาใหก้ ับผู้ใช้ เมื่อผู้ใช้
ตอ้ งการปรึกษาก็จะสอบถามเข้าไปในระบบ ระบบจะไปคน้ หาวธิ กี ารต่าง ๆ ทผ่ี เู้ ชย่ี วชาญใชใ้ นการปฏบิ ัติต่อปัญหา
ต่าง ๆ พรอ้ มเหตุผลแสดงออกมาให้ผใู้ ชน้ ำไปประกอบการตัดสนิ ใจ
ยคุ ท่ี 5 ระบบเครอื ข่ายสากล (พ.ศ. 2534 — ปัจจุบัน)
ตั้งแต่พุทธศักราช 2534 เป็นต้นมา พัฒนาการทางด้านการเชื่อมต่อเครือข่ายเป็นการเชื่อมโยงเครือข่าย
คอมพิวเตอร์แบบเปิดที่เครือข่ายใด ๆ ในโลกก็สามารถเชื่อมต่อเข้าสู่ระบบได้ และยังมีการนำเทคโนโลยีการ
เชื่อมต่อแบบเดียวกนั นี้ไปประยุกต์ใช้ในองค์กรเรยี กว่า อนิ ทราเนต็ (Intranet) และระหว่างองค์กรท่ีเป็นเครือข่าย
พันธมิตร เรียกว่า เอ็กซ์ทราเน็ต (Extranet) การดำเนินกิจกรรมต่าง ๆ โดยผ่านทางเครือข่ายคอมพิวเตอร์ เช่น
พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Commerce หรือ e-Commerce) เป็นการซื้อขายสินค้าผ่านเครือข่าย
ธนาคารอิเล็กทรอนิกส์การดำเนินธุรกิจธนาคารทางเครือข่ายหรือแม้กระทั่งงานบริการจากฝ่ายรัฐบาล ที่เรียกว่า
รฐั บาลอเิ ลก็ ทรอนกิ ส์ (e-Government) เป็นตน้
รูปภาพที่ 2.4 ววิ ัฒนาการของเทคโนโลยีสารสนเทศและการสอื่ สาร
ทมี่ า: https://sireethonedu.files.wordpress.com/2020/03/unnamed.jpg
25
บทบาทและความสำคญั ของเทคโนโลยสี ารสนเทศ
วิโรจน์ ชัยมูล และสุพรรษา ยวงทอง (2552) ได้กล่าวว่า การประยุกต์ใช้งานเทคโนโลยีสารสนเทศมี
บทบาทและความสำคญั ต่อชีวิตประจำวันเปน็ อยา่ งมากในหลายด้านดังต่อไปนี้
1. ดา้ นเศรษฐกิจ
ในแวดวงธุรกิจทีเ่ กี่ยวข้องกับงานการเงิน การธนาคาร มีการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อเป็นตวั
ขบั เคลอื่ นการดำเนินงานหลกั ของธุรกิจให้สามารถแข่งขนั กบั คู่แข่งได้ เช่น การฝากถอนเพือ่ ทำรายการด้านการเงิน
ของธนาคาร มีระบบการทำรายการที่เชื่อมโยงถึงกันระหว่างสาขาย่อยของแต่ละธนาคาร มีการนำเอาตู้เอทีเอ็ม
(Automatic Teller Machine : ATM) ติดตั้งเพื่อให้บริการลูกค้าของธนาคารตามแหล่งชุมชนต่าง ๆ มากมาย
รวมถึงการขยายสาขาการรับฝากถอนเงินไปยังประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกอีกด้วย ก่อให้เกิดผลดีต่อเศรษฐกิจโดยรวม
มากยง่ิ ขึ้น ในวงการตลาดหลักทรัพย์กเ็ ช่นเดยี วกัน มกี ารนำเทคโนโลยีสารสนเทศมาชว่ ยวเิ คราะห์และแนะนำการ
ลงทุน การตรวจสอบข้อมูลกับตลาดหลักทรัพย์ทั่วได้แบบเวลาจริง (real time) รวมถึงการส่งคำสั่งซื้อขาย
หลักทรัพยส์ ำหรับนักลงทุนท่ีสะดวกและง่ายมากยง่ิ ขน้ึ
2. ดา้ นสังคม
เทคโนโลยีสารสนเทศช่วยพฒั นาสังคมใหเ้ กิดการเรียนรู้ทส่ี รา้ งสรรค์ และทำใหค้ นในสงั คมอยรู่ ่วมกันอย่าง
มคี วามสขุ มากยิ่งขน้ึ ตัวอย่างเข่น โครงการเทคโนโลยีสารสนเทศตามพระราชดำริของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา
ฯ สยามบรมราชกุมารี มีการเข้าไปให้ความช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาสทางสังคม ให้มีโอกาสใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ
อย่างเท่าเทยี มกัน มกี ารมอบเครอ่ื งคอมพิวเตอร์ให้แก่โรงเรียนชนบท คนปว่ ยเรื้อรงั ในโรงพยาบาล ผตู้ อ้ งขงั รวมถึง
การนำเอาเทคโนโลยีสารสนเทศมาช่วยเหลือคนตาบอดเพื่อให้สามารถอ่านหนังสือได้ เช่น หนังสือเสียงระบบ
DAISY (Digital Accessible Information System) ท่ีมกี ารบนั ทึกข้อมลู ของหนังสือเป็นระบบเสียงในแบบดิจิทัล
ช่วยใหค้ นตาบอดสามารถคน้ หาขอ้ มูลในหนังสือได้อย่างรวดเรว็ และละเอยี ด สามารถกา้ วกระโดดไปยังส่วนต่าง ๆ
ของหนังสือได้ เช่น ตอน บท ย่อหน้า ประโยคหรือคำ ซึ่งจะเห็นได้ว่าเทคโนโลยีสารสนเทศที่ส่วนช่วยลดช่องว่าง
ระหว่างกล่มุ คนในสังคมไดเ้ ป็นอย่างดี
3. ดา้ นการศกึ ษา
ในยุคก่อนหน้าที่จะมีเทคโนโลยีสารสนเทศ ปัญหาเรื่องสถานที่ในการเรียนการสอนอาจมีอุปสรรคบ้าง
สำหรับผู้ที่ไม่สามารถเดินทางมาเรียนหรือศึกษายังสถาบันที่เปิดสอนจริง ๆ ได้ โดย เฉพาะนักเรีย นในท้องถิ่น
ทุรกันดาร และอาจเกิดปัญหาความเหลื่อมล้ำทางด้านการศึกษาตามมา แต่ปัจจุบันเทคโนโลยีสารสนเทศได้เข้า
ช่วยลดปญั หานีบ้ ้างแลว้ แมจ้ ะยงั ไม่แพร่หลายมากนักก็ตาม เชน่ การถ่ายทอดสญั ญาณรายการสอนผ่านเครือข่าย
26
ดาวเทียมสำหรบั นักเรียนในถิ่นทุรกันดารของกรมการศึกษานอกโรงเรียน การให้บริการการเรียนการสอนทางไกล
ผา่ นระบบโทรทศั นแ์ ละวทิ ยุ กระจายเสยี งของมหาวิทยาลยั สโุ ขทัยธรรมาธริ าช รวมถึงการเปิดหลักสตู รเพื่อสอนใน
ระดับ อุดมศกึ ษา บางสาขาให้กับนักศึกษาที่อยู่ห่างไกลไดเ้ ข้ามาเรียน โดยทำการศึกษา ทบทวน และทดสอบด้วย
ตนเองผ่านระบบของมหาวิทยาลัย นอกจากนั้นเทคโนโลยีสารสนเทศยังมีบทบาทส่งเสริมการแลกเปลี่ยนความรู้
ทางการศกึ ษาเพ่ือพฒั นาประเทศกันมากขึ้น ดังจะเหน็ ไดจ้ ากการท่ีศูนย์เทคโนโลยีอเิ ล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์
แหง่ ชาติหรอื เนคเทค (NECTEC) ได้เปิดเครอื ขา่ ยเพ่อื การศกึ ษาต่าง ๆ โดยนำเอาเทคโนโลยสี ารสนเทศมาใช้
4. ด้านการสื่อสารและโทรคมนาคม
เทคโนโลยีสารสนเทศช่วยให้การติดต่อและแลกเปลี่ยนทำได้สะดวกมากยิ่งขึ้น เราสามารถรับส่งข้อมูล
ประเภทภาพ เสียงหรือวดิ ีโอผ่านโทรศัพท์มือถือเคร่ืองเล็ก ๆ ได้ คอมพิวเตอร์และอุปกรณอ์ ื่นสามารถเชือ่ มต่อกนั
ผ่าน Bluetooth ช่วยให้การแลกเปลี่ยนข้อมูลทำได้ง่ายกว่าเดิม การเชื่อมต่อเครือข่ายในปัจจุบันก็ไม่จำเป็นต้อง
ลากสายหรือเดินสายให้ยุ่งยาก มีเพียงแต่อุปกรณ์เชื่อมต่อแบบไร้สาย ก็สามารถใช้งานร่วมกันได้แล้ว ซึ่งมีใช้งาน
กันอยา่ งแพร่หลายตามบ้านหรือสำนกั งานต่าง ๆ เทคโนโลยขี องโทรศพั ท์ยังทำใหล้ ดข้อจำกบั เรือ่ งของสถานที่ลงไป
ได้ด้วย คนที่อยู่ต่างท้องที่ สามารถพูดคุยสื่อสารหรือโต้ตอบกันได้ โดยที่ไม่จำเป็นต้องไปพบปะกันจริง ๆ
นอกจากนั้นเทคโนโลยีสารสนเทศ ยังทำให้เกิดเครือข่ายใหม่ ๆ อย่างอินเทอร์เน็ต ที่เข้าถึงคนได้ทั่วโลกง่ายเพียง
ปลายคลิก ซึง่ ก่อใหเ้ กดิ กจิ กรรมและผลประโยชน์ตอ่ มนุษย์มากมาย
5. ด้านสาธารณสุข
มีการนำเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้เพื่อสนับสนุนและแลกเปลี่ยนข้อมูลการรักษาผู้ป่วยที่เรียกว่า
“โครงการการแพทย์ทางไกล (telemedicine)” ซึ่งเป็นการนำเอาความก้าวหน้าทางด้านการสื่อสารโทรคมนาคม
มาประยุกต์ใช้กับงานด้านการแพทย์โดยใช้การส่งสัญญาณผ่านส่ือโทรคมนาคมที่ทันสมัย ไม่ว่าจะเป็นสัญญาณ
ดาวเทยี มหรือใยแกว้ นำแสงแล้วแต่กรณี ควบคูไ่ ปกับระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ โดยแพทยต์ ้นทางและปลายทาง
สามารถติดต่อกันได้ด้วยภาพ เคลื่อนไหวและเสียง ทำให้สามารถแลกเปลี่ยนข้อมูลของคนไข้ระหวา่ งหน่วยงานได้
ทั้งทางด้านภาพ เช่น ฟิล์มเอ็กซ์เรย์ และสัญญาณเสียงจากเครื่องมือแพทย์ เช่น การเต้นของหัวใจ คลื่นหัวใจ
พร้อม ๆ กันกับการแลกเปลี่ยนประสบการณ์และการปรึกษาเสมือนคนไข้อยู่ในห้องเดียวกัน ทำให้ประสิทธิภาพ
ในการรักษาคนไข้ดีมากยิ่งขึ้น รวมถึงช่วยลดปัญหาการขาดแคลนแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ การแพทย์ ทางไกลนี้ยังได้
นำเอามาประยุกต์ใช้กับการถ่ายทอดการเรียนการสอนและการประชุมวิชาการทางการแพทย์ให้สามารถ
แลกเปล่ยี นความรูร้ ะหวา่ งผ้เู ชีย่ วชาญได้อีกดว้ ย