คู่่�มืือการฝึึกอบรม หลัักสููตรพระสงฆ์์ผู้้�นำขัับเคลื่่�อนหมู่่�บ้้านรัักษาศีีล ๕ ดำเนิินการโดย คณะกรรมการขัับเคลื่่�อนโครงการสร้้างความปรองดองสมานฉัันท์์ โดยใช้้หลัักธรรมทางพระพุุทธศาสนา “หมู่่�บ้้านรัักษาศีีล ๕” ส่่วนกลาง ร่่วมกัับ วิิทยาลััยสงฆ์์พุุทธปััญญาศรีีทวารวดีี มหาวิิทยาลััยมหาจุุฬาลงกรณราชวิิทยาลััย วััดไร่่ขิิง พระอารามหลวง จัังหวััดนครปฐม สมัชั ชาพระสงฆ์ผู้ ์ น้ ้ ำขับัเคลื่่่อนหมู่่่บ้้านรัักษาศีีล ๕ 1.������������� �������������������������� p.1-19.indd 1 16/1/2566 BE 17:36
คู่่�มืือการฝึึกอบรม หลัักสููตรพระสงฆ์์ผู้้�นำขัับเคลื่่�อนหมู่่�บ้้านรัักษาศีีล ๕ พระมหาบุุญเลิิศ อิินฺฺทปญฺฺโ, ศ.ดร. และคณะ ISBN : 978-616-300-618-9 จำนวนพิิมพ์์ : พิิมพ์์ครั้้�งที่่� ๓ จำนวน ๕๐๐ เล่่ม ปีีที่่�พิิมพ์์: พ.ศ. ๒๕๖๖ ที่่�ปรึึกษา : พร ะพร หมเสนาบดีีกรรมการมหาเถรสมาคม เจ้้าคณะภาค ๗ ที่่�ปรึึกษาคณะกรรมการ ขับเคัลื่่�อนโครงการสร้้างความปรองดองสมานฉันัท์์โดยใช้้หลัักธรรม ทางพระพุุทธศาสนา “หมู่่บ้้านรัักษาศีีล ๕” พระธรรมวชิิรานุุวััตร, ดร. เจ้้าคณะภาค ๑๔ ประธานคณะกรรมการขัับเคลื่่�อนโครงการสร้้างความปรองดอง สมานฉัันท์์โดยใช้้หลัักธรรมทางพระพุุทธศาสนา “หมู่่บ้้านรัักษา ศีีล ๕” ส่่วนกลาง พระธรรมวััชรบััณฑิิต,ศ.ดร. รองเจ้้าคณะภาค ๕ อธิิการบดีีมหาวิิทยาลััยมหาจุุฬาลงกรณราชวิิทยาลััย พระเทพปวรเมธีี, รศ.ดร. รองเจ้้าคณะภาค ๑๕ รองอธิิการบดีีมหาวิิทยาลััยมหาจุุฬาลงกรณราชวิิทยาลััย ฝ่่ายบริิหาร ผู้้อำนวยการสำนัักงานพระพุุทธศาสนาแห่่งชาติิ จััดทำและจััดพิิมพ์์โดย : คณะกรรมการขับเคัลื่่�อนโครงการสร้้างความปรองดองสมานฉันัท์์ โดยใช้้หลัักธรรมทางพระพุทุธ ศาสนา “หมู่่บ้้านรัักษาศีีล ๕” ส่่วนกลาง วิิทยาลััยสงฆ์์พุุทธปััญญาศรีีทวารวดีี มหาวิิทยาลััยมหาจุุฬาลงกรณราชวิิทยาลััย พิิมพ์์ที่่� : สาละพิิมพการ ๙/๖๔๖ ถ.พุุทธมณฑลสาย ๔ ต.กระทุ่่มล้้ม อ.สามพราน จ.นครปฐม ๗๓๒๒๐ โทร. ๐-๒๔๒๙๒๔๕๒, ๐๙๒-๒๕๔๔๑๑๖, ๐๙๖-๙๐๑๘๘๘๕ 1.������������� �������������������������� p.1-19.indd 2 16/1/2566 BE 17:36
1.������������� �������������������������� p.1-19.indd 3 16/1/2566 BE 17:36
คำนำ โครงการสร้้างความปรองดองสมานฉัันท์์โดยใช้้หลัักธรรมทางพระพุุทธ ศาสนา “หมู่่บ้้านรัักษาศีีล ๕” ในดำริิของเจ้้าพระคุุณสมเด็็จพระมหารััชมัังคลาจารย์์ ได้้ดำเนิินการมาตั้้�งแต่่ปีี พ.ศ. ๒๕๕๗ นัับเป็็นภาระกิิจที่่�สำคััญ ประการหนึ่่�งของคณะสงฆ์์ไทย โดยมหาเถรสมาคมได้้กำหนดเป็็นระเบีียบ มหาเถรสมาคมว่่าด้้วยการดำเนิินงานโครงการหมู่่บ้้านศีีล ๕ พ.ศ.๒๕๕๗ และ แผนยุุทธศาสตร์์การขัับเคลื่่�อนโครงการสร้้างความปรองดองสมานฉัันท์์ โดยใช้้ หลัักธรรมทางพระพุุทธศาสนา “หมู่่บ้้านรัักษาศีีล ๕” ตามยุุทธศาสตร์์ชาติิ ๒๐ ปีีเพื่่�อสร้้างความปรองดองและสมานฉัันท์์ของคนในชาติิให้้เกิิดความสงบ สัันติิสุข มีีุความสามััคคีีกลมเกลีียวลดปััญหาความขััดแย้้ง และสร้้างความมั่่�นคง ความปลอดภััยในชีีวิิตและทรััพย์์สิินของประชาชน โดยให้้พุุทธศาสนิิกชน ได้้น้้อมนำหลัักศีีล ๕ มาประพฤติิปฏิิบััติิในการดำเนิินชีีวิิตประจำวััน อีีกทั้้�ง สนัับสนุุนให้้องค์์กรทางศาสนามีีบทบาทสำคััญในการปลููกฝัังคุุณธรรม จริิยธรรม ตลอดจนพััฒนาคุุณภาพชีีวิิต สร้้างสัันติิสุุขและความปรองดองสมานฉัันท์์ใน สัังคมไทยอย่่างยั่่�งยืืน ทั้้�งนี้้�ในการดำเนิินงานขัับเคลื่่�อนโครงการหมู่่บ้้านรัักษาศีีล ๕ ที่่�ผ่่านมา ได้้เห็็นความเอาใจใส่่สมานสมามััคคีี ตื่่�นตััว เสีียสละร่่วมมืือกัันของภาคส่่วน ต่่าง ๆ ทั้้�งภาคคณะสงฆ์์ ภาคบ้้านเมืือง และภาคประชาชน ที่่�ร่่วมเป็็นกำลััง ในการขัับเคลื่่�อนหมู่่บ้้านรัักษาศีีล ๕ ในลัักษณะการทำงานที่่�เรีียกว่่า “บวร” อย่่างเข็็มแข็็ง เป็็นรููปธรรม นำมาซึ่่�งความปรองดอง สมานฉัันท์์ สัันติิสุุข ทั้้�งระดัับบุุคคล องค์์กร ชุุมชน และสัังคมบัังเกิิดผลอย่่างเป็็นรููปธรรม ในการนี้้�เพื่่�อให้้การขัับเคลื่่�อนงานเกิิดความเข็็มแข็็งเป็็นรููปธรรมมาก ยิ่่�งขึ้้�น คณะกรรมการขัับเคลื่่�อนโครงการฯ “หมู่่บ้้านรัักษาศีีล ๕” ส่่วนกลาง ร่่วมกัับมหาวิิทยาลััยมหาจุุฬาลงกรรณราชวิิทยาลััย วิิทยาลััยสงฆ์์พุุทธปััญญา ศรีีทวารวดีี วััดไร่่ขิิง พระอารามหลวง จัังหวััดนครปฐม ได้้ดำเนิินการจััดทำ 1.������������� �������������������������� p.1-19.indd 4 16/1/2566 BE 17:36
หลัักสููตร “พระสงฆ์์ผู้นำขั ้ บเคัลื่่�อนหมู่่บ้้านรัักษาศึล ึ ๕” เพื่่�อการพััฒนาศัักยภาพ พระสงฆ์์ในด้้านการขัับเคลื่่�อนศีีล ๕ ในพื้้�นที่่� เสริิมสัันติิสุุขในชุุมชน รวมถึึง ฝึึกทัักษะการทำงานในชุุมชน การใช้้เทคโนโลยีีสารสนเทศที่่�ทัันสมััยในการ ต่่อยอดการทำงาน การร่่วมกัันพััฒนากลยุทธ์ุ์ขับเคัลื่่�อนงานของสมััชชาพระสงฆ์์ ผู้้นำขัับเคลื่่�อนหมู่่บ้้านรัักษาศีีล ๕ นำพาสัังคมสู่่ความปรองดอง สมานฉัันท์์ มีีสัันติิสุุขที่่�เข็็มแข็็งและยั่่�งยืืน สืืบไป (พระธรรมวชิิรานุุวััตร, ดร.) ประธานคณะกรรมการขัับเคลื่่�อนโครงการสร้้างความปรองดองสมานฉัันท์์ โดยใช้้หลัักธรรมทางพระพุุทธศาสนา “หมู่่บ้้านรัักษาศีีล ๕” ส่่วนกลาง 1.������������� �������������������������� p.1-19.indd 5 16/1/2566 BE 17:36
สารบััญ คำนำ สารบััญ ส่่วนที่่�๑ โครงสร้้างหลัักสููตร ๑. ชื่่�อหลัักสููตร ๙ ๒. หลัักการและเหตุุผล ๙ ๓. วััตถุุประสงค์์ของหลัักสููตร ๑๒ ๔. องค์์ประกอบการเรีียนรู้้ในหลัักสููตร ๑๓ ๕. ตารางการฝึึกอบรม ๑๕ ๖. กำหนดการฝึึกอบรม ๑๕ ๗. คุุณสมบััติิผู้้เข้้าฝึึกอบรม ๑๗ ๘. จำนวนที่่�รัับเข้้าฝึึกอบรม ๑๗ ๙. มาตรฐานการผ่่านฝึึกการอบรม ๑๗ ๑๐. ระยะเวลาในการฝึึกอบรม ๑๘ ๑๑. ตััวชี้้�วััดของหลัักสููตร ๑๘ ๑๒. ประโยชน์์ที่่�คาดว่่าจะได้้รัับ ๑๘ ส่่วนที่่� ๒ เนื้้�อหาการฝึึกอบรมและกิิจกรรมการฝึึกอบรม ๑. Module ที่่� ๑ ถอดบทเรีียนต้้นแบบการขัับเคลื่่�อน โครงการหมู่่บ้้านรัักษาศีีล ๕ ๒๑ ๒. Module ที่่� ๒ เทคนิิคและเครื่่�องมืือการทำงานพััฒนา เพื่่�อขัับเคลื่่�อนหมู่่บ้้านรัักษาศีีล ๕ ในชุุมชน ๔๒ หน้้า 1.������������� �������������������������� p.1-19.indd 6 16/1/2566 BE 17:36
๓. Module ที่่� ๓ การสร้้างเครืือข่่ายพระสงฆ์์เฝ้้าระวัังสื่่�อ ชวนเชื่่�อทางศาสนา ๘๓ ๔. Module ที่่� ๔ ทัักษะการแปรเปลี่่�ยนปััญหาสู่่สััมมาชีีพ ๙๖ ๕. Module ที่่� ๕ กลยุุทธ์์การขัับเคลื่่�อนหมู่่บ้้าน รัักษาศีีล ๕ สู่่การปฏิิบััติิ ๑๑๙ ภาคผนวก ปฏิิญญาสมััชชา “พระสงฆ์์ผู้้นำขัับเคลื่่�อนหมู่่บ้้านรัักษาศีีล ๕” ๑๓๖ 1.������������� �������������������������� p.1-19.indd 7 16/1/2566 BE 17:36
ส่่วนที่่� ๑ โครงสร้้างหลัักสููตร พระสงฆ์์ผู้้�นำขัับเคลื่่�อนหมู่่�บ้้านรัักษาศีีล ๕ 1.������������� �������������������������� p.1-19.indd 8 16/1/2566 BE 17:36
๙ ๑. ช้ื�อหลัักสู่ตร “พระสูงฆ์์ผู้่�นำขัับเคู่ลัื�อนหมื่�บ�านรักษาศีีลั ๕” ๒. หลัักการแลัะเหตุผู้ลั ตามที่่�คณะสงฆ์์โดียเจ้าปรั้ะคุณสมเดี็จพิรั้ะมหารั้้ช้ม้งคล่าจารั้ย์ ผู้่้ปฏิิบ้ติ หน้าที่่�สมเดี็จพิรั้ะส้งฆ์รั้าช้ ม่ดีำรั้ิที่่�จะสรั้้างความปรั้องดีองแล่ะสมานฉั้นที่์ ขัองคนในช้าติให้เกิดีความสงบ ส้นติสุขั ม่ความสาม้คค่กล่มเกล่่ยวล่ดีปัญหา ความขั้ดีแย้งสรั้้างความม้�นคงแล่ะความปล่อดีภ้ยในช้่วิตแล่ะที่รั้้พิย์สินขัอง ปรั้ะช้าช้น โดียให้พิุที่ธศาสนิกช้นไดี้น้อมนำหล่้กศ่ล่ ๕ มาปรั้ะพิฤติปฏิิบ้ติในการั้ ดีำเนินช้่วิตปรั้ะจำว้น จึงมอบให้สำน้กงานพิรั้ะพิุที่ธศาสนาแห่งช้าติ ดีำเนิน โครั้งการั้หม่่บ้านรั้้กษาศ่ล่ ๕ โดียใช้้หล่้กธรั้รั้มที่างพิรั้ะพิุที่ธศาสนาสรั้้าง ความปรั้องดีองสมานฉั้นที่์โดียรั้่วมก้บคณะสงฆ์์หน่วยงานรั้าช้การั้ สถานศึกษา องค์กรั้ปกครั้องส่วนที่้องถิ�น องค์กรั้ภาคเอกช้น กำน้น ผู้่้ใหญ่บ้าน แล่ะองค์กรั้ เครั้่อขั่ายช้าวพิุที่ธ โดียกำหนดีเป้าหมายทีุ่กตำบล่ ทีุ่กหม่่บ้านที่้�วปรั้ะเที่ศ พิรั้้อมต้�งเป้าต้วช้่�ว้ดีให้เกิดีผู้ล่ส้มฤที่ธิ์ที่่�เป็นรั้่ปธรั้รั้มภายใน ๔ ปี น้บต้�งแต่ปี พิ.ศ. ๒๕๕๗-๒๕๖๐ ซึ่ึ�งปรั้ากฏิในรั้ะเบ่ยบมหาเถรั้สมาคมว่าดี้วยการั้ดีำเนินงาน โครั้งการั้หม่่บ้านศ่ล่ ๕ พิ.ศ.๒๕๕๗ (กองพิุที่ธศาสนศึกษา สำน้กงานพิรั้ะ พิุที่ธศาสนาแห่งช้าติ, ๒๕๕๗) แล่ะแผู้นยุที่ธศาสตรั้์การั้ขั้บเคล่่�อนโครั้งการั้สรั้้าง ความปรั้องดีองสมานฉั้นที่์ โดียใช้้หล่้กธรั้รั้มที่างพิรั้ะพิุที่ธศาสนา “หม่่บ้าน รั้้กษาศ่ล่ ๕” (พิ.ศ. ๒๕๖๑ - ๒๕๖๔) ตามมติมหาเถรั้สมาคมที่่� ๒๐๖/๒๕๖๑ ในการั้ปรั้ะชุ้มมหาเถรั้สมาคม ครั้้�งที่่� ๑๓/๒๕๖๑ เม่�อว้นที่่� ๑๐ พิฤษภาคม ๒๕๖๑ เช้่�อมโยงให้เห็นถึงการั้บ่รั้ณาการั้ส่่การั้พิ้ฒนาที่่�ย้�งย่น ตามแผู้น ยุที่ธศาตรั้์ช้าติ แผู้นแม่บที่คุณธรั้รั้มแห่งช้าติแล่ะแผู้นยุที่ธศาสตรั้์การั้ปฏิิรั้่ป กิจการั้พิรั้ะพิุที่ธศาสนา (พิ.ศ. ๒๕๖๐ - ๒๕๖๔) เพิ่�อปล่่กฝ่ังคุณธรั้รั้ม จรั้ิยธรั้รั้ม ตล่อดีจนพิ้ฒนาคุณภาพิช้่วิต สรั้้างส้นติสุขัแล่ะความปรั้องดีอง สมานฉั้นที่์ในส้งคมไที่ยอย่างย้�งย่น แล่ะม่ส่วนรั้่วมในการั้พิ้ฒนาส้งคมตาม ความพิรั้้อม ที่่�ไดี้ให้แนวที่างให้ทีุ่กภาคส่วนขัองปรั้ะเที่ศ รั้่วมก้นดีำเนินการั้ เพิ่�อเสรั้ิมสรั้้างความปรั้องดีอง ความสมานฉั้นที่์ ล่ดีปัญหาความขั้ดีแย้ง สรั้้าง ความม้�นคงแล่ะความปล่อดีภ้ยในช้่วิตแล่ะที่รั้้พิย์สินขัองปรั้ะช้าช้น แล่ะที่ำให้ 1.������������� �������������������������� p.1-19.indd 9 16/1/2566 BE 17:36
๑๐ ปรั้ะช้าช้นม่ความรั้้ก ความสาม้คค่ก้นโดียเรั้ิ�มจากครั้อบครั้้ว หม่่บ้าน ตำบล่ อำเภอ จ้งหว้ดี ซึ่ึ�งจะที่ำให้ส้งคมเกิดีความสงบสุขัแล่ะนำพิาปรั้ะเที่ศก้าวไป ขั้างหน้าดี้วยความม้�นคงเพิิ�มพิ่นความรั้่้แล่ะพิ้ฒนาที่้กษะบุคล่ากรั้ดี้านการั้เผู้ยแผู้่ พิรั้ะพิุที่ธศาสนา ในการั้ปฏิิบ้ติศาสนกิจ ดี้านการั้สน้บสนุนการั้สรั้้างความ ปรั้องดีองสมานฉั้นที่์ขัองคนในช้าติ สามารั้ถนำความรั้่้ความสามารั้ถที่่�ไดี้รั้้บการั้ อบรั้มไปขัยายผู้ล่ในจ้งหว้ดีขัองตนเอง จากการั้ขั้บเคล่่�อนโครั้งการั้หม่่บ้านรั้้กษา ศ่ล่ ๕ ที่่�ผู้่านมาปรั้ะกอบดี้วย ๒ กล่ไก ค่อ ๑) กล่ไกตามรั้ะเบ่ยบมหาเถรั้ สมาคม แล่ะ ๒) กล่ไกเช้ิงสถาบ้น ปรั้ะกอบดี้วย ว้ดี กลุ่่มพิล่้งชุ้มช้น องค์กรั้ ภาครั้้ฐ แล่ะองค์กรั้ชุ้มช้นหรั้่อคนในชุ้มช้น รั้่วมก้นที่ำงานในล่้กษณะที่่�เรั้่ยกว่า “บวรั้” ที่ำให้เกิดีการั้ปฏิิบ้ติตามหล่้กศ่ล่ ๕ สามารั้ถนำมาซึ่ึ�งความปรั้องดีอง สมานฉั้นที่์ ส้นติสุขัขัองชุ้มช้นต้นแบบที่่�ไดี้นำหล่้กศ่ล่ ๕ ไปบ่รั้ณาการั้ในการั้ ดีำเนินช้่วิตที่้�งรั้ะดี้บบุคคล่แล่ะส้งคมบ้งเกิดีผู้ล่อย่างเป็นรั้่ปธรั้รั้ม (พิรั้ะครั้่วิน้ยธรั้ เอนก เตช้วโรั้ (ใยอินที่รั้์), ๒๕๕๙) เช้่น ศ่ล่ขั้อที่่� ๑ ม่การั้ล่ดีปัญหาการั้ที่ำรั้้ายรั้่างกายก้น/ม่จิตอาสาสาม้คค่ รั้่วมก้นที่ำกิจกรั้รั้มในว้นสำค้ญที่างพิรั้ะพิุที่ธศาสนาแล่ะว้นสำค้ญขัองช้าติ ศ่ล่ขั้อที่่� ๒ ม่การั้ออมที่รั้้พิย์/ดีำเนินช้่วิตอย่างพิอเพิ่ยงแล่ะเป็นส้มมาช้่พิ ที่่�ย้�งย่น ศ่ล่ขั้อที่่� ๓ ม่ความกล่มเกล่่ยวก้นในครั้อบครั้้ว/ล่ดีปัญหาการั้หย่ารั้้าง แล่ะอ้ตรั้าการั้ต้�งครั้รั้ภ์ในว้ยอ้นมิควรั้ ศ่ล่ขั้อที่่� ๔ ม่ความซึ่่�อส้ตย์จรั้ิงใจ ไม่โกหกหล่อกล่วงแล่ะไม่ใช้้วาจา ปรั้ะทีุ่ษรั้้ายก้น ศ่ล่ขั้อที่่� ๕ ม่การั้ล่ดีล่ะเล่ิกบุหรั้่�สุรั้ายาเสพิติดีทีุ่กช้นิต/ม่การั้รั้่วมก้นสรั้้าง ส้งคมปล่อดีภ้ยห่างไกล่จากอบายมุขัอย่างต่อเน่�อง ที่้�งน่� พิรั้ะสงฆ์์ซึ่ึ�งเป็นผู้่้ม่บที่บาที่สำค้ญในฐานะผู้่้นำดี้านจิตวิญญาณแล่ะ จรั้ิยธรั้รั้มขัองส้งคม ม่บที่บาที่เป็นผู้่้ส่�อสารั้สรั้้างสรั้รั้ค์ส้งคมแห่งส้นติสุขัน้บต้�งแต่ 1.������������� �������������������������� p.1-19.indd 10 16/1/2566 BE 17:36
๑๑ พิุที่ธกาล่มา ที่่ามกล่างพิล่ว้ตที่างส้งคมแล่ะว้ฒนธรั้รั้มที่่�เปล่่�ยนแปล่งไปผู้่้คน ต่างพิึ�งพิาเที่คโนโล่ย่สารั้สนเที่ศเพิ่�อการั้ต้ดีสินใจหรั้่อต้ดีสินความถ่กผู้ิดีมากยิ�งขัึ�น ที่ำให้บางครั้้�งการั้ส่�อสารั้ที่่�ขัาดีวิจารั้ณญาณอย่างเหมาะสมก็ก่อให้เกิดีปัญหา ความขั้ดีแย้งขัึ�นในครั้อบครั้้ว องค์กรั้ ชุ้มช้นแล่ะส้งคม ที่้�งที่่�พิรั้ะสงฆ์์ย้งคงดีำเนิน กิจกรั้รั้มส่งเสรั้ิมจรั้ิยธรั้รั้มที่างส้งคมอย่่เน่อง ๆ เช้่น การั้ส่งเสรั้ิมจรั้ิยธรั้รั้มแก่ เดี็กแล่ะเยาวช้นในสถานศึกษา การั้ม่หน่วยอบรั้มปรั้ะช้าช้นปรั้ะจำตำบล่ (อปต) แต่จากสภาพิส้งคมไที่ยที่่�เปล่่�ยนแปล่งไปตามยุคสม้ย ที่ำให้เยาวช้นแล่ะปรั้ะช้าช้น บางกลุ่่มที่่�ม่พิฤติกรั้รั้มการั้ดีำเนินช้่วิตที่่�เบ่�ยงเบนไปจากครั้รั้ล่องคล่องธรั้รั้มตาม หล่้กศาสนา สาเหตุสำค้ญปรั้ะการั้หนึ�งค่อเกิดีจากการั้บรั้ิโภคความรั้่้ขั้อม่ล่ ขั่าวสารั้ที่่�ขัาดีโยนิโสมนสิการั้การั้รั้่้เที่่าที่้นผู้่าน Social Network เช้่น ปัญหา ดี้านสุขัภาพิจิต ปัญหาความเครั้่ยดีแล่ะปรั้้บต้วไม่ไดี้ในส้งคม ปัญหาล่่วงล่ะเมิดี สิที่ธิ การั้กล่้�นแกล่้งรั้้งแกก้นโดียส่�อ Social Network เป็นต้น แล่ะปรั้ะกอบ ก้บการั้ที่่�พิรั้ะสงฆ์์ย้งขัาดีปรั้ะสบการั้ณ์ความรั้่้ที่้�งดี้านหล่้กการั้ วิธ่การั้ รั้วมถึง การั้ส่�อสารั้ที่่�เขั้าก้บยุคสม้ย ขัากที่้กษะการั้ปรั้ะยุกต์ใช้้ส่�อเที่คโนโล่ย่สารั้สนเที่ศ ที่่�ที่้นสม้ยเพิ่�อเป็นส่�อในการั้ถ่ายที่อดีหล่้กการั้ดีำเนินช้่วิตที่่�ถ่กต้องตามหล่้กศษ สนาส่่กลุ่่มเป้าหมาย สอดีคล่้องก้บงานวิจ้ยเรั้่�อง “แนวที่างการั้พิ้ฒนาสมรั้รั้ถนะ ขัองพิรั้ะสอนศ่ล่ธรั้รั้มในโรั้งเรั้่ยนจ้งหว้ดีรั้าช้บุรั้่” ในดี้านการั้ใช้้ส่�อ/อุปกรั้ณ์ใน การั้สอนพิบว่า พิรั้ะสอนศ่ล่ธรั้รั้มไดี้เป็นผู้่้ม่ความรั้่้ความสามารั้ถที่่�นำเอาเที่คนิค ต่าง ๆ ในโล่กแห่งเที่คโนโล่ย่ที่่�ที่้นสม้ยมาปรั้ะยุกต์ใช้้ให้เกิดีปรั้ะโยช้น์คุณค่าแล่ะ ม่ปรั้ะสิที่ธิภาพิอย่างมหาศาล่ ที่ำให้เดี็กน้กเรั้่ยนเกิดีอยากรั้่้อยากเห็นในสิ�ง ใหม่ ๆ ที่่�นอกเหน่อจากการั้เรั้่ยนการั้สอนขัองครั้่ปรั้ะจำวิช้า อ่กที่้�งย้งที่ำให้เดี็ก ม่ความกรั้ะต่อรั้่อรั้้นในวิช้าพิรั้ะพิุที่ธศาสนาอ่กดี้วย (สุที่ธิรั้้กษ์ หน่ฉั้ง, ๒๕๕๙) ดี้งน้�น มหาวิที่ยาล่้ยมหาจุฬาล่งกรั้ณรั้าช้วิที่ยาล่้ย วิที่ยาล่้ยสงฆ์์พิุที่ธ ปัญญาศรั้่ที่วารั้วดี่ ว้ดีไรั้่ขัิง พิรั้ะอารั้ามหล่วง จ้งหว้ดีนครั้ปฐม โดียพิรั้ะเดีช้ พิรั้ะคุณพิรั้ะเที่พิศาสนาภิบาล่ รั้องปรั้ะธานคณะกรั้รั้มการั้ขั้บเคล่่�อนโครั้งการั้ หม่่บ้านรั้้กษาศ่ล่ ๕ ส่วนกล่าง แล่ะในฐานะผู้่้อำนวยการั้วิที่ยาล่้ยสงฆ์์ พิุที่ธปัญญาศรั้่ที่วารั้วดี่ ไดี้ม่เจตนารั้มณ์ในการั้สน้บสนุนงานภาควิช้าการั้ใน 1.������������� �������������������������� p.1-19.indd 11 16/1/2566 BE 17:36
๑๒ โครั้งการั้สรั้้างความปรั้องดีองสมานฉั้นที่์ โดียใช้้หล่้กธรั้รั้มที่างพิรั้ะพิุที่ธศาสนา "หม่่บ้านรั้้กษาศ่ล่ ๕" ตามมติมหาเถรั้สมาคมแล่ะยุที่ธศาสตรั้์ช้าติ ๒๐ ปี ใน การั้เสรั้ิมสรั้้างความปรั้องดีองแล่ะสมานฉั้นที่์ขัองคนในช้าติ ให้เกิดีความสงบ ม่ส้นติสุขั ม่ความสาม้คค่ปรั้องดีองก้น สรั้้างภ่มิคุ้มก้นที่างส้งคมที่่�เขั็มแขั็ง จึงไดี้ ดีำรั้ิให้พิ้ฒนาหล่้กส่ตรั้ “พิรั้ะสงฆ์์ผู้่้นำขั้บเคล่่�อนหม่่บ้านรั้้กษาศ่ล่ ๕” โดีย มุ่งเน้นการั้พิ้ฒนาที่รั้้พิยากรั้บุคคล่ที่างรั้ะพิุที่ธศาสนาค่อพิรั้ะสงฆ์์ให้ม่ศ้กยภาพิ เป็นแกนนำแล่ะเป็นส่�อม่ช้่วิตต้นแบบขั้บเคล่่�อนศ่ล่ ๕ ส่่ส้งคมอย่างสรั้้างสรั้รั้ค์ เพิ่�อการั้พิ้ฒนาศ้กยภาพิพิรั้ะสงฆ์์ในดี้านการั้ใช้้เที่คโนโล่ย่สารั้สนเที่ศที่่�ที่้นสม้ย ส่�อสารั้สรั้้างสรั้รั้ค์นำศ่ล่ ๕ ส่่ปรั้ะช้าช้น การั้ฝ่ึกที่้กษะการั้ที่ำงานในชุ้มช้น ขั้บ เคล่่�อน ต่อยอดี สรั้้างสรั้รั้ค์ส้งคมปล่อดีภ้ย ปรั้องดีอง สมานฉั้นที่์ ม่ส้นติสุขัที่่� ย้�งย่นแล่ะเขั็มแขั็งดี้วยหล่้กศ่ล่ ๕ ปรั้ะกอบดี้วยกิจกรั้รั้มการั้ฝ่ึกอบรั้มเช้ิงปฏิิบ้ติ การั้พิ้ฒนาศ้กยภาพิพิรั้ะสงฆ์์ในดี้านการั้ใช้้เที่คโนโล่ย่สารั้สนเที่ศที่่�ที่้นสม้ยผู้ล่ิตส่�อ สรั้้างสรั้รั้ค์ศ่ล่ ๕ การั้ฝ่ึกที่้กษะการั้ที่ำงานในชุ้มช้น การั้พิ้ฒนาที่้กษะ การั้เรั้่ยน รั้่้ การั้พิ้ฒนา การั้ปรั้ะยุกต์ใช้้ แล่ะการั้ต่อยอดีส่�อกิจกรั้รั้มต้นแบบ รั้วมถึงม่การั้ สรั้้างความรั้่วมม่อในการั้ขั้บเคล่่�อนกิจกรั้รั้มที่้�งจากองค์กรั้ชุ้มช้น ว้ดี โรั้งเรั้่ยน สถานศึกษา องค์กรั้เอกช้น องค์กรั้สาธารั้ณปรั้ะโยช้น์ หรั้่อหน่วยงานอ่�นขัองรั้้ฐ ในการั้ดีำเนินการั้แล่ะส่งเสรั้ิมให้ม่ส่�อปล่อดีภ้ยแล่ะสรั้้างสรั้รั้ค์ที่่�ทีุ่กคนสามารั้ถเขั้า ถึงแล่ะใช้้ปรั้ะโยช้น์ไดี้อย่างที่้�วถึงแล่ะเหมาะสม เพิ่�อรั้่วมก้นสรั้้างสรั้รั้ค์ส้งคม ปล่อดีภ้ย ปรั้องดีอง สมานฉั้นที่์ ม่ส้นติสุขัที่่�ย้�งย่นดี้วยหล่้กศ่ล่ ๕ สรั้้างภ่มิคุ้มก้น ที่่�เขั็มแขั็งดี้วยบ่รั้ณาการั้ก้บหล่้กปรั้้ช้ญาเศรั้ษฐกิจพิอเพิ่ยงเป็นส้มมาช้่พิอย่าง ย้�งย่น ๓. วัตถุประสูงคู่์ขัองหลัักสู่ตร ๑) เพิ่�อสนองนโยบายการั้ปฏิิรั้่ปกิจการั้พิรั้ะพิุที่ธศาสนาในดี้านการั้พิ้ฒนา ศ้กยภาพิขัองที่รั้้พิยากรั้บุคคล่ขัองพิรั้ะพิุที่ธศาสนาให้เป็นพิรั้ะสงฆ์์น้กเผู้ยแผู้่สรั้้าง เสรั้ิมส้นติสุขัแก่ส้งคม ในโครั้งการั้สรั้้างความปรั้องดีองสมานฉั้นที่์ โดียใช้้หล่้ก ธรั้รั้มที่างพิรั้ะพิุที่ธศาสนา "หม่่บ้านรั้้กษาศ่ล่ ๕” 1.������������� �������������������������� p.1-19.indd 12 16/1/2566 BE 17:36
๑๓ ๒) เพิ่�อให้ผู้่้เขั้ารั้้บการั้อบรั้มไดี้ม่ความรั้่้ ความเขั้าใจ เก่�ยวก้บหล่้กการั้ สำค้ญขัองศ่ล่ ๕ แล่ะที่้กษะเช้ิงปฏิิบ้ติการั้ในการั้ถ่ายที่อดีความรั้่้เก่�ยวก้บ หล่้กการั้รั้่ปแบบการั้ขั้บเคล่่�อนศ่ล่ ๕ แก่ปรั้ะช้าช้นที่้�วไป ๓) เพิ่�อให้ผู้่้เขั้ารั้้บการั้อบรั้มไดี้เป็นเครั้่อขั่ายการั้ที่ำงานที่่�เป็นรั้่ปธรั้รั้ม ขั้บเคล่่�อนโครั้งการั้สรั้้างความปรั้องดีองสมานฉั้นที่์โดียใช้้หล่้กธรั้รั้มที่างพิรั้ะ พิุที่ธศาสนา “หม่่บ้านรั้้กษาศ่ล่ ๕” ๔) เพิ่�อให้ผู้่้เขั้ารั้้บการั้อบรั้มเป็นวิที่ยากรั้ต้นแบบ (แม่ขั่าย/แม่ไก่) ในการั้ จ้ดีฝ่ึกอบรั้มวิที่ยากรั้รัุ้่นใหม่ หรั้่อ กลุ่่มอ่�น ๆ (ล่่กขั่าย/ล่่กไก่) รั้่วมขัยายผู้ล่ ขั้บเคล่่�อนโครั้งการั้สรั้้างความปรั้องดีองสมานฉั้นที่์โดียใช้้หล่้กธรั้รั้มที่างพิรั้ะ พิุที่ธศาสนา “หม่่บ้านรั้้กษาศ่ล่ ๕” ในการั้สรั้้างส้นติสุขัแก่องค์กรั้ ชุ้มช้น ส้งคม แล่ะปรั้ะเที่ศช้าติต่อไป ๔. องคู่์ประกอบการเรียนร่�ขัองหลัักสู่ตร ๔ ประกอบดวยกิจกรรมการฝกอบรมเชิงปฏิบัติการพัฒนาศักยภาพพระสงฆในดานการใชเทคโนโลยี สารสนเทศที่ทันสมัยผลิตสื่อสรางสรรคศีล ๕ การฝกทักษะการทํางานในชุมชน การพัฒนาทักษะ การ เรียนรู การพัฒนา การประยุกตใช และการตอยอดสื่อกิจกรรมตนแบบ รวมถึงมีการสรางความรวมมือ ในการขับเคลื่อนกิจกรรมทั้งจากองคกรชุมชน วัด โรงเรียน สถานศึกษา องคกรเอกชน องคกร สาธารณประโยชน หรือหนวยงานอื่นของรัฐ ในการดําเนินการและสงเสริมใหมีสื่อปลอดภัยและ สรางสรรคที่ทุกคนสามารถเขาถึงและใชประโยชนไดอยางทั่วถึงและเหมาะสม เพื่อรวมกันสรางสรรค สังคมปลอดภัย ปรองดอง สมานฉันท มีสันติสุขที่ยั่งยืนดวยหลักศีล ๕ สรางภูมิคุมกันที่เข็มแข็งดวย บูรณาการกับหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงเปนสัมมาชีพอยางยั่งยืน ๓. วัตถุประสงคของหลักสูตร ๑) เพื่อสนองนโยบายการปฏิรูปกิจการพระพุทธศาสนาในดานการพัฒนาศักยภาพของ ทรัพยากรบุคคลของพระพุทธศาสนาใหเปนพระสงฆนักเผยแผสรางเสริมสันติสุขแกสังคม ในโครงการ สรางความปรองดองสมานฉันท โดยใชหลักธรรมทางพระพุทธศาสนา "หมูบานรักษาศีล ๕” ๒) เพื่อใหผูเขารับการอบรมไดมีความรู ความเขาใจ เกี่ยวกับหลักการสําคัญของศีล ๕ และทักษะเชิงปฏิบัติการในการถายทอดความรูเกี่ยวกับหลักการรูปแบบการขับเคลื่อนศีล ๕ แกประชาชนทั่วไป ๓) เพื่อใหผูเขารับการอบรมไดเปนเครือขายการทํางานที่เปนรูปธรรมขับเคลื่อนโครงการ สรางความปรองดองสมานฉันทโดยใชหลักธรรมทางพระพุทธศาสนา “หมูบานรักษาศีล ๕” ๔) เพื่อใหผูเขารับการอบรมเปนวิทยากรตนแบบ (แมขาย/แมไก) ในการจัดฝกอบรม วิทยากรรุนใหม หรือ กลุมอื่น ๆ (ลูกขาย/ลูกไก) รวมขยายผลขับเคลื่อนโครงการสรางความปรองดอง สมานฉันทโดยใชหลักธรรมทางพระพุทธศาสนา “หมูบานรักษาศีล ๕” ในการสรางสันติสุขแกองคกร ชุมชน สังคม และประเทศชาติตอไป ๔. องคประกอบการเรียนรูของหลักสูตร Content : การเรียนรูดานเนื้อหา ๑) การถอดบทเรียนการทํางานจากบุคคลตนแบบและ องคกรตนแบบในการบูรณาการขับเคลื่อนศีล ๕ (M๑) ๒) การออกแบบกิจกรรมและพัฒนาสื่อติจิตอลเชิง สรางสรรค ที่ชี้นําใหเห็นความสําคัญ และจูงใจในการนําหลักศีล ๕ ไปปฏิบัติในระดับตาง ๆ และการฝกทักษะดานการจัดทําสื่อดวย เทคโนโลยีสารสนเทศที่ทันสมัยเพื่อสื่อสารเหมาะสมตาม กลุมเปาหมายและยุคสมัย (M๒) ๓) การฝกทักษะเครื่องมือและเทคนิคการทํางานในชุมชน การถายทอดแบบกัลยาณมิตร การพูดสรางแรงบันดาลใจ การใหคําแนะนําดวยเทคนิคการแปรเปลี่ยนปญหาสูการพัฒนาอยาง สรางสรรค เทคนิคการสรางแรงจูงใจในการนําหลักศีล ๕ ไปบูรณาการใชในการดําเนินชีวิต (M๓), (M๔) Content : การเรียนร่�ด�านเนื�อหา ๑) การั้ถอดีบที่เรั้่ยนการั้ที่ำงานจากบุคคล่ ต้นแบบแล่ะองค์กรั้ต้นแบบในการั้บ่รั้ณาการั้ขั้บ เคล่่�อนศ่ล่ ๕ (M๑) ๒) การั้ออกแบบกิจกรั้รั้มแล่ะพิ้ฒนาส่�อ ดีิจิตอล่เช้ิงสรั้้างสรั้รั้ค์ ที่่�ช้่�นำให้เห็นความสำค้ญ แล่ะจ่งใจในการั้นำหล่้กศ่ล่ ๕ ไปปฏิิบ้ติในรั้ะดี้บ ต่าง ๆ แล่ะการั้ฝ่ึกที่้กษะดี้านการั้จ้ดีที่ำส่�อดี้วยเที่คโนโล่ย่สารั้สนเที่ศที่่�ที่้นสม้ย เพิ่�อส่�อสารั้เหมาะสมตามกลุ่่มเป้าหมายแล่ะยุคสม้ย (M๒) ๓) การั้ฝ่ึกที่้กษะเครั้่�องม่อแล่ะเที่คนิคการั้ที่ำงานในชุ้มช้น การั้ถ่ายที่อดี แบบก้ล่ยาณมิตรั้ การั้พิ่ดีสรั้้างแรั้งบ้นดีาล่ใจ การั้ให้คำแนะนำดี้วยเที่คนิค การั้แปรั้เปล่่�ยนปัญหาส่่การั้พิ้ฒนาอย่างสรั้้างสรั้รั้ค์ เที่คนิคการั้สรั้้างแรั้งจ่งใจ ในการั้นำหล่้กศ่ล่ ๕ ไปบ่รั้ณาการั้ใช้้ในการั้ดีำเนินช้่วิต (M๓) , (M๔) 1.������������� �������������������������� p.1-19.indd 13 16/1/2566 BE 17:36
๑๔ ๔) การั้ฝ่ึกที่้กษะการั้ถ่ายที่อดีหล่้กศ่ล่ ๕ ส่่การั้นำไปปฏิิบ้ติที่้�งใน รั้ะดี้บบุคคล่ ครั้อบครั้้ว องค์กรั้ ชุ้มช้น โดียนำหล่้กศ่ล่ ๕ ไปบ่รั้ณาการั้ก้บ หล่้กเศรั้ษฐกิจพิอเพิ่ยง เป็นรั้่ปแบบการั้พิ้ฒนาส้มมาช้่พิรั้ะดี้บบุคคล่ องค์กรั้ แล่ะชุ้มช้น (M๕) Pedagogy : การเรียนร่�ด�านวิธีการ/เท์คู่นิคู่การท์ำงาน ๑) การั้เรั้่ยนรั้่้วิธ่การั้ถอดีบที่เรั้่ยนจากบุคคล่ต้นแบบ องค์กรั้ต้นแบบ เพิ่�อสรั้้างความเช้่�อม้�น สรั้้างแรั้งจ่งใจใฝ่่ส้มฤที่ธิ์แก่ผู้่้เรั้่ยน ๒) การั้ฝ่ึกที่้กษะการั้ใช้้เที่คนิคการั้ที่ำงาน ๓) การั้ฝ่ึกที่้กษะการั้ใช้้เที่คโนโล่ย่หรั้่อกรั้ะบวนการั้สน้บสนุนการั้ที่ำงาน ๗ เครั้่�องม่อที่ำงานในชุ้มช้น ๔) กรั้ะบวนการั้เรั้่ยนรั้่้ การั้ถ่ายที่อดีความรั้่้โดียใช้้หล่้กธรั้รั้มที่างพิรั้ะพิุที่ธ ศาสนาแบบสุนที่รั้่ยสนที่นา Technology : การเรียนร่�ด�านเท์คู่โนโลัยี ๑) การั้ม่เครั้่�องม่อสารั้สนเที่ศหรั้่อการั้ใช้้เที่คโนโล่ย่เพิ่�อถ่ายที่อดีไปส่่ ผู้่้เรั้่ยนในยุคดีิจิที่้ล่ เช้่น ส่�อออนไล่น์ ที่วิตเตอรั้์ ย่ที่่บ เฟซึ่บุก ไล่น์ รั้วมถึง การั้เล่่อกใช้้ส่�อหรั้่อสารั้สนเที่ศส่งเสรั้ิมการั้ปฏิิบ้ติศ่ล่ ๕ ที่่�เหมาะสมก้บกลุ่่ม เป้าหมาย ๒) การั้ม่แหล่่งขั้อม่ล่หรั้่อแหล่่งสารั้สนเที่ศเพิ่�อการั้เรั้่ยนรั้่้ รั้วมถึงรั้ะบบ ติดีตาม รั้ายงานผู้ล่ ที่่�สามารั้ถเขั้าถึงไดี้โดียสะดีวก เช้่น ห้องเรั้่ยนสารั้สนเที่ศ ออนไล่น์เพิ่�อติดีตามผู้ล่ Google Classroom 1.������������� �������������������������� p.1-19.indd 14 16/1/2566 BE 17:36
๑๕ กิจุกรรมื สูาระสูำคู่ัญ จุำนวนช้ั�วโมืง Module ที่่� ๑ ถอดีบที่เรั้่ยนต้นแบบการั้ขั้บเคล่่�อนโครั้งการั้ หม่่บ้านรั้้กษาศ่ล่ ๕ ๓ ช้้�วโมง Module ที่่� ๒ เที่คนิคแล่ะเครั้่�องม่อการั้ที่ำงานพิ้ฒนาเพิ่�อ ขั้บเคล่่�อนหม่่บ้านรั้้กษาศ่ล่ ๕ ในชุ้มช้น ๓ ช้้�วโมง Module ที่่� ๓ การั้สรั้้างเครั้่อขั่ายพิรั้ะสงฆ์์เฝ่้ารั้ะว้งส่�อช้วนเช้่�อ ที่างศาสนา ๓ ช้้�วโมง Module ที่่� ๔ ที่้กษะการั้แปรั้เปล่่�ยนปัญหาส่่ส้มมาช้่พิ ๓ ช้้�วโมง Module ที่่� ๕ กล่ยุที่ธ์การั้ขั้บเคล่่�อนหม่่บ้านรั้้กษาศ่ล่ ๕ ส่่การั้ ปฏิิบ้ติ ๓ ช้้�วโมง เวลัา กิจุกรรมื ๐๘.๐๐ น. ผู้่้เขั้ารั้่วมอบรั้มล่งที่ะเบ่ยน ๐๘.๓๐ น. พิิธ่เปดีโครั้งการั้เปดีอบรั้มหล่้กส่ตรั้ ๐๙.๐๐-๐๙.๓๐ น. บรั้รั้ยายพิิเศษ เรั้่�อง “แนวคิดี อุดีมการั้ณ์ เป้าหมายการั้ ขั้บเคล่่�อนโครั้งการั้หม่่บ้านรั้้กษาศ่ล่ ๕” ๐๙.๓๐-๑๐.๓๐ น. ช้่�แจงรั้ายล่ะเอ่ยดีขัองหล่้กส่ตรั้ แล่ะภารั้กิจขัองพิรั้ะสงฆ์์ผู้่้นำ ขั้บเคล่่�อนหม่่บ้านรั้้กษาศ่ล่ ๕ โดียคณะวิที่ยากรั้ที่ำงานหล่้กส่ตรั้ ๑๐.๓๐-๑๑.๓๐ น. กิจกรั้รั้มฝ่ึกอบรั้ม “Module ๑ : ถอดีบที่เรั้่ยนต้นแบบการั้ ขั้บเคล่่�อนโครั้งการั้หม่่บ้านรั้้กษาศ่ล่ ๕” โดียที่่มวิที่ยากรั้ ๑๑.๓๐ น. พิ้ก/ฉั้นภ้ตตาหารั้เพิล่ ๕. ตารางการฝึึกอบรมื ๖. กำหนดการฝึึกอบรมืหลัักสู่ตร “พระสูงฆ์์ผู้่�นำขัับเคู่ลัื�อนหมื่�บ�านรักษาศีีลั ๕” กิจุกรรมืวันแรก 1.������������� �������������������������� p.1-19.indd 15 16/1/2566 BE 17:36
๑๖ กิจุกรรมืวันท์ี�สูอง ๑๒.๐๐-๑๗.๐๐ น. กิจกรั้รั้มฝ่ึกอบรั้ม “Module ๒ : เที่คนิคแล่ะเครั้่�องม่อการั้ ที่ำงานพิ้ฒนาเพิ่�อขั้บเคล่่�อนหม่่บ้านรั้้กษาศ่ล่ ๕ ในชุ้มช้น” โดีย ที่่มวิที่ยากรั้ ๑๘.๓๐-๒๐.๐๐ น. เวที่่แล่กเปล่่�ยนเรั้่ยนรั้่้ “ภารั้กิจขัองพิรั้ะสงฆ์์ผู้่้นำขั้บเคล่่�อนหม่่บ้าน รั้้กษาศ่ล่ ๕” โดียที่่มวิที่ยากรั้ ๒๐.๐๐ น. เขั้าที่่�พิ้กตามอ้ธยาศ้ย เวลัา กิจุกรรมื ๐๘.๔๐ น. Home room : พิบคณะกรั้รั้มการั้ขั้บเคล่่�อนโครั้งการั้หม่่บ้าน รั้้กษาศ่ล่ ๕ ๐๙.๐๐-๑๑.๐๐ น. บรั้รั้ยายพิิเศษ เรั้่�อง Fake News : การั้เฝ่้ารั้ะว้งส่�อช้วนเช้่�อที่าง ศาสนา โดียคณะวิที่ยากรั้จากกองทีุ่นพิ้ฒนาส่�อปล่อดีภ้ยแล่ะ สรั้้างสรั้รั้ค์ ๑๑.๐๐ น. พิ้ก/ฉั้นภ้ตตาหารั้เพิล่ ๑๒.๓๐-๑๔.๐๐ น. กิจกรั้รั้มฝ่ึกอบรั้ม “การั้ต่�นรั้่้ขั่าวปล่อมที่างศาสนา” โดียที่่ม วิที่ยากรั้จากภาค่เครั้่อขั่ายการั้เฝ่้ารั้ะว้งส่�อ ๑๔.๑๐-๑๗.๐๐ น. กิจกรั้รั้มฝ่ึกอบรั้ม “Module ๓ : การั้สรั้้างเครั้่อขั่ายพิรั้ะสงฆ์์ เฝ่้ารั้ะว้งส่�อช้วนเช้่�อที่างศาสนา” โดียที่่มวิที่ยากรั้จากหล่้กส่ตรั้ แล่ะภาค่เครั้่อขั่ายเฝ่้ารั้ะว้งส่�อ ๑๘.๓๐-๒๐.๐๐ น. เวที่่แล่กเปล่่�ยนเรั้่ยนรั้่้ “การั้ใช้้ส่�อยุคดีิจิตอล่ขัองพิรั้ะสงฆ์์ผู้่้นำ ขั้บเคล่่�อนหม่่บ้านรั้้กษาศ่ล่ ๕” โดียที่่มวิที่ยากรั้ ๒๐.๐๐ น. เขั้าที่่�พิ้กตามอ้ธยาศ้ย 1.������������� �������������������������� p.1-19.indd 16 16/1/2566 BE 17:36
๑๗ เวลัา กิจุกรรมื ๐๘.๔๐ น. Home room : พิบคณะกรั้รั้มการั้ขั้บเคล่่�อนโครั้งการั้หม่่บ้าน รั้้กษาศ่ล่ ๕ ๐๙.๐๐-๑๑.๐๐ น. กิจกรั้รั้มฝ่ึกอบรั้ม “Module ๔ : ที่้กษะการั้แปรั้เปล่่�ยนปัญหา ส่่ส้มมาช้่พิ” โดียที่่มวิที่ยากรั้ ๑๑.๐๐ น. พิ้ก/ฉั้นภ้ตตาหารั้เพิล่ ๑๒.๓๐-๑๕.๐๐ น. กิจกรั้รั้มฝ่ึกอบรั้ม “Module ๕ : กล่ยุที่ธ์การั้ขั้บเคล่่�อนหม่่บ้าน รั้้กษาศ่ล่ ๕ ส่่การั้ปฏิิบ้ติ” โดียที่่มวิที่ยากรั้ ๑๕.๓๐ น. พิิธ่ปดี มอบวุฒิบ้ตรั้ แล่ะบ้ตรั้ปรั้ะจำต้ว “พิรั้ะสงฆ์์ผู้่้นำขั้บเคล่่�อน หม่่บ้านรั้้กษาศ่ล่ ๕” ๒๐.๐๐ น. เขั้าที่่�พิ้กตามอ้ธยาศ้ย กิจุกรรมืวันท์ี�สูามื ๗. คูุ่ณสูมืบัติผู้่�เขั�าอบรมื เป็นพิรั้ะส้งฆ์าธิการั้ พิรั้ะเล่ขัานุการั้ หรั้่อพิรั้ะน้กพิ้ฒนาผู้่้สนองงาน คณะสงฆ์์ที่้�งในส่วนขัองมหานิกายแล่ะธรั้รั้มยุติกนิกายพิรั้ะสอนศ่ล่ธรั้รั้ม ในโรั้งเรั้่ยนในส้งก้ดีมหาวิที่ยาล่้ยมหาจุฬาล่งกรั้ณรั้าช้วิที่ยาล่้ยแล่ะมหามกุฏิ รั้าช้วิที่ยาล่้ย โดียผู้่านการั้ค้ดีเล่่อกจากเจ้าคณะผู้่้ปกครั้องในจ้งหว้ดีน้�น ๆ ๘. จุำนวนท์ี�รับเขั�าฝึึกอบรมื อบรมืรุ�นลัะไมื�น�อยกว�า ๒๐๐ ร่ป (มืีเปาหมืาย ๑,๐๐๐ ร่ป ภายใน ปี ๒๕๖๗) ๙. มืาตรฐานการผู้�านการอบรมื ๑) ผู้่้เขั้ารั้้บการั้อบรั้มจะต้องอย่่รั้่วมการั้อบรั้มไม่น้อยกว่ารั้้อยล่ะ ๘๐ ขัองรั้ะยะเวล่าการั้อบรั้ม (ที่้�งในรั้ายกิจกรั้รั้มแล่ะภาพิรั้วม) 1.������������� �������������������������� p.1-19.indd 17 16/1/2566 BE 17:36
๑๘ ๒) ผู้่้ผู้่านการั้อบรั้มจะไดี้รั้้บวุฒิบ้ตรั้ “พิรั้ะสงฆ์์ผู้่้นำขั้บเคล่่�อนหม่่บ้าน รั้้กษาศ่ล่ ๕” เพิ่�อแสดีงตนในฐานะผู้่้ปฏิิบ้ติงาน ตามมติมหาเถรั้สมาคมใน โครั้งการั้สรั้้างความปรั้องดีองสมานฉั้นที่์ โดียใช้้หล่้กธรั้รั้มที่างพิรั้ะพิุที่ธศาสนา “หม่่บ้านรั้้กษาศ่ล่ ๕” ๑๐. ระยะเวลัาในการอบรมื อบรั้มตล่อดีหล่้กส่ตรั้รั้วมรั้ะยะเวล่า ๓ ว้น รั้วม ๑๘ ช้้�วโมง ๑๑. ตัวช้ี�วัดคู่วามืสูำเร็จุขัองหลัักสู่ตร (KPI) ๑) ผู้่้เขั้ารั้้บการั้อบรั้มต้องม่เวล่าเขั้ารั้่วมกิจกรั้รั้มอบรั้มไม่น้อยกว่ารั้้อยล่ะ ๘๐ ขัองตารั้างกิจกรั้รั้มอบรั้มในแต่ล่ะหล่้กส่ตรั้ (Module) ๒) ผู้่้ผู้่านการั้อบรั้มจะไดี้รั้้บวุฒิบ้ตรั้แล่ะบ้ตรั้ปรั้ะจำต้ว “พิรั้ะสงฆ์์ผู้่้นำ ขั้บเคล่่�อนหม่่บ้านรั้้กษาศ่ล่ ๕” ในฐานะเป็นผู้่้ปฏิิบ้ติงานสนองนโยบายมหาเถรั้ สมาคมในโครั้งการั้สรั้้างความปรั้องดีองสมานฉั้นที่์โดียใช้้หล่้กธรั้รั้มที่างพิรั้ะพิุที่ธ ศาสนา “หม่่บ้านรั้้กษาศ่ล่ ๕” ตามยุที่ธศาสตรั้์ช้าติ ๒๐ ปี ๓) ผู้่้เขั้ารั้้บการั้อบรั้มต้องผู้่านการั้ปรั้ะเมินผู้ล่ส้มฤที่ธิ์จากที่่มวิที่ยากรั้ เป็นรั้ายบุคคล่ โดียม่ผู้ล่ส้มฤที่ธิ์ดี้านการั้เรั้่ยนรั้่้รั้วมไม่น้อยกว่ารั้้อยล่ะ ๗๐ ๑๒. ประโยช้น์ท์ี�คู่าดว�าจุะได�รับ ๑) ไดี้หล่้กส่ตรั้ค่่ม่อสำหรั้้บพิ้ฒนาศ้กยภาพิขัองที่รั้้พิยากรั้บุคคล่ขัอง พิรั้ะพิุที่ธศาสนาให้เป็นพิรั้ะสงฆ์์น้กเผู้ยแผู้่สรั้้างเสรั้ิมส้นติสุขัแก่ส้งคม ในโครั้งการั้ สรั้้างความปรั้องดีองสมานฉั้นที่์ โดียใช้้หล่้กธรั้รั้มที่างพิรั้ะพิุที่ธศาสนา “หม่่บ้าน รั้้กษาศ่ล่ ๕” ๒) รั้่ปแบบกิจกรั้รั้ม ส่�อต้นแบบ แล่ะกล่ไกการั้เสรั้ิมสรั้้างส้นติสุขัแก่ส้งคม ที่่�ย้�งย่นโดียใช้้หล่้กธรั้รั้มที่างพิรั้ะพิุที่ธศาสนา “หม่่บ้านรั้้กษาศ่ล่ ๕” โดียม่ การั้บ่รั้ณาการั้ศาสตรั้์พิรั้ะรั้าช้า หล่้กปรั้้ช้ญาเศรั้ษฐกิจพิอเพิ่ยง เพิ่�อขัยาย 1.������������� �������������������������� p.1-19.indd 18 16/1/2566 BE 17:36
๑๙ ผู้ล่พิ้ฒนาการั้ดีำเนินช้่วิตเป็นส้มมาช้่พิอย่างย้�งย่น เสรั้ิมสรั้้างความปรั้องดีอง สมานฉั้นที่์ส้นติสุขัแก่ชุ้มช้น ส้งคม แล่ะปรั้ะเที่ศช้าติ ๓) ไดี้ฐานขั้อม่ล่ผู้่้ปฏิิบ้ติงานขั้บเคล่่�อนโครั้งการั้สรั้้างความปรั้องดีอง สมานฉั้นที่์โดียใช้้หล่้กธรั้รั้มที่างพิรั้ะพิุที่ธศาสนา “หม่่บ้านรั้้กษาศ่ล่ ๕” ที่่�เป็น พิรั้ะสงฆ์์แกนนำ (แม่ขั่าย) แล่ะเครั้่อขั่ายขัยายผู้ล่ในเช้ิงล่ึกอย่างม่คุณภาพิ แล่ะเป็นรั้่ปธรั้รั้ม ๔) ไดี้ภาค่รั้่วมขั้บเคล่่�อนการั้ปฏิิรั้่ปกิจการั้พิรั้ะพิุที่ธศาสนา ในดี้านการั้ พิ้ฒนาศ้กยภาพิขัองที่รั้้พิยากรั้บุคคล่ขัองพิรั้ะพิุที่ธศาสนาให้เป็นพิรั้ะสงฆ์์ แล่ะพิุที่ธศาสนิกช้นน้กเผู้ยแผู้่สรั้้างเสรั้ิมส้นติสุขัแก่ส้งคม แล่ะรั้่ปแบบ ๕) ไดี้เครั้่อขั่ายการั้ที่ำงานสนองการั้ขั้บเคล่่�อนโครั้งการั้สรั้้างความ ปรั้องดีองสมานฉั้นที่์โดียใช้้หล่้กธรั้รั้มที่างพิรั้ะพิุที่ธศาสนาหม่่บ้านรั้้กษาศ่ล่ ๕ ขัองมหาเถรั้สมาคม ที่่�สามารั้ถขั้บเคล่่�อนการั้ที่ำงานเช้ิงพิ่�นที่่�ไดี้เป็นรั้่ปธรั้รั้ม 1.������������� �������������������������� p.1-19.indd 19 16/1/2566 BE 17:36
ส่่วนที่่� ๒ เนื้้�อหาการฝึึกอบรมและกิิจกรรมการฝึึกอบรม 2.������������� ������������������������������� p.20-144.indd 20 16/1/2566 BE 17:36
๒๑ Module ๑ : ถอดบที่เร่ยนการขัับเคล้�อนโครงการหม้่บ�านรักษาศี่ล ๕ ส่าระส่ำคัญ ปรับกระบวนทัศนของผูเขาอบรมใหเขาใจและเปนไปทิศทางเดียวกัน ตามวัตถุประสงคของโครงการขับเคลื่อนหมูบานรักษาศีล ๕ และตาม วัตถุประสงคของหลักสูตร ผูเขารับการอบรมมีทักษะในการวิเคราะหการ ถอดบทเรียน ระดับบุคคล ระดับชุมชน และระดับหนวยงาน/องคกรตนแบบ และสามารถสื่อสาร แลกเปลี่ยนขอมูลพื้นที่ของตนอยางเปนระบบ จุดมุ่งหมาย เพื่อใหผูเขารับการอบรมสามารถวิเคราะหปจจัยความสำเร็จของโครงการ และมีความรูความเขาใจในโครงการขับเคลื่อนหมูบานรักษาศีล ๕ และหลักสูตร อยางถูกตอง วัตถุประส่งค์ เมื่อจบบทเรียนนี้แลว ผูเขารับการอบรมสามารถ ๑) มีทักษะในการวิเคราะห ปจจัยความสำเร็จของโครงการเพื่อนำไป พัฒนาตอยอดในชุมชนได ๒) มีความรูความเขาใจในโครงการขับเคลื่อนหมูบานรักษาศีล ๕ และ หลักสูตร ๓) บอกเลาเรื่องราวชุมชนของตนเองแกเพื่อนในกลุม เพื่อเกิดการ แลกเปลี่ยนอยางเปนระบบ 2.������������� ������������������������������� p.20-144.indd 21 16/1/2566 BE 17:36
๒๒ กิจกรรมที่่�ใช�ในกระบวนการอบรม ๑) บรรยาย ๒) กระบวนกลุม โดยการระดมสมอง ถอดบทเรียน การขับเคลื่อน โครงการฯ ๓) ปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน ส่้�อและอุปกรณ์ที่่�ใช�ในการอบรม ๑) คลิป VDO พระสงฆ/บุคคล/องคกรตนแบบ ๒) กระดาษฟลิปชารต + บอรด ๓) ปากกาเมจิก หรือ ปากกาสี ๔) กระดาษสี A4 ๕) กระดาษกาวยน (หนังไก) ระยะเวลา จำนวน ๖ ชั่วโมง วิที่ยากร พระสงฆ, บุคคลตนแบบ, องคกรตนแบบ และทีมวิทยากร เน้�อหาบที่เร่ยน : การถอดบที่เร่ยนการขัับเคล้�อนโครงการหม้่บ�านรักษาศี่ล ๕ ใน Module ๑ ผูเขารับการอบรมไดปรับเปลี่ยนกระบวนทัศนใหเขาใจ และเปนไปทิศทางเดียวกัน ตามวัตถุประสงคของโครงการขับเคลื่อนหมูบาน รักษาศีล ๕ และตามวัตถุประสงคของหลักสูตร ตลอดจนเกิดทักษะการ วิเคราะห การถอดบทเรียน ระดับบุคคล ระดับชุมชน และระดับหนวยงาน/ องคกรตนแบบ ทั้งสามารถสื่อสาร แลกเปลี่ยนขอมูลพื้นที่ของตนอยางเปนระบบ 2.������������� ������������������������������� p.20-144.indd 22 16/1/2566 BE 17:36
๒๓ ขอบเขตการจัดกิจกรรมการฝกอบรมจะเนนการพัฒนาทักษะของ ผูเขารับการอบรมใหสามารถวิเคราะหปจจัยความสำเร็จ จากการฟง ระดับ บุคคล ระดับชุมชน และระดับหนวยงาน/องคกรตนแบบ เพื่อใหผูเขารับ การอบรมสามารถสื่อสารอยางเปนระบบ โดยมีเทคนิคและเครื่องมือที่ใช ในกิจกรรมดังรายละเอียดตอไปนี้ ในปจจุบันหนวยงานตาง ๆ ทั้งภาครัฐและเอกชนไดใหความสำคัญกับ การเรียนรูมากขึ้นโดยเห็นวาองคกรที่จะพัฒนาไปสูสังคมแหงการเรียนรูได ตองนำกระบวนการจัดการความรูไปใชพัฒนา การทำงานในองคกร และวิธีการ จัดการความรูที่ไดรับความนิยมอยางกวางขวาง คือ การถอดบทเรียน (Lesson distilled) แนวทางการถอดบทเรียนในเอกสารชุดนี้ไดแนวคิดจากคูมือ การถอดบทเรียนโครงการพัฒนาชุมชน และเอกสารอื่น ๆ ซึ่งมีประเด็นที่ นาสนใจพอสรุปไดดังนี้ ความหมายขัองการถอดบที่เร่ยน การถอดบที่เร่ยน คือ การทบทวนหรือสรุปประสบการณการทำงานที่ ผานมาในแงมุมตาง ๆ เพื่อใหเห็นถึงรายละเอียดของเหตุปจจัยทั้งภายในและ ภายนอก ซึ่งทำใหเกิดผลอยางที่เปนอยูในปจจุบันทั้งที่สำเร็จหรือลมเหลว หรืออาจกลาวไดวา การถอดบทเรียนเปนการสืบคนความรูจากการปฏิบัติงาน โดยใชวิธีการสกัดความรูและประสบการณที่ฝงลึกจากกลุมเปาหมายที่ไดรวม การปฏิบัติงาน พรอมทั้งบันทึกรายละเอียดขั้นตอนการปฏิบัติงาน ผลการ ปฏิบัติงาน และความรูใหม ๆ ที่เกิดขึ้นระหวางการปฏิบัติงานทั้งที่สำเร็จ หรือลมเหลว เพื่อเปนแนวทางในการปรับปรุงการปฏิบัติงานใหบรรลุเปาหมาย และสามารถเผยแพรศึกษาเรียนรูได 2.������������� ������������������������������� p.20-144.indd 23 16/1/2566 BE 17:36
๒๔ ร้ปแบบการถอดบที่เร่ยน การถอดบทเรียนโดยทั่วไปมี ๒ รูปแบบ คือ ๑) การถอดบที่เร่ยนเฉพาะประเด็น เปนการถอดบทเรียนที่เนนเฉพาะ กิจกรรมสำคัญของโครงการ และสามารถนำผลการถอดบทเรียนจากกิจกรรม นั้น ๆ ไปใชประโยชนในพัฒนาโครงการใหประสบความสำเร็จในอนาคต (Best Practice) ๒) การถอดบที่เร่ยนที่ั�งโครงการ เปนการถอดบทเรียนทั้งระบบ โดย เริ่มตั้งแตความเปนมาของโครงการ กระบวนการดำเนินงาน และผลลัพธเมื่อ สิ้นสุดโครงการ การถอดบทเรียนทั้ง ๒ ลักษณะ ตองใชการวิเคราะหเชิงลึก เชน วิเคราะหดวย SWOT เพื่อศึกษาปจจัยและเงื่อนไขที่นำไปสูผลของการดำเนิน โครงการ ขัั�นตอนการถอดบที่เร่ยน ขัั�นตอนการถอดบที่เร่ยนม่ ๔ ขัั�นตอนหลัก ดังน่� ๑. ขัั�นเตร่ยมการถอดบที่เร่ยน ๑.๑ สรางทีมงานถอดบทเรียนที่มีความรูความสามารถในการ ปฏิบัติงานไดจริง ประมาณ ๓-๖ คน พรอมทั้งทำคำสั่งแตงตั้งเปน ลายลักษณอักษรและประชาสัมพันธใหผูที่เกี่ยวของทราบ ๑.๒ เรียนรูทีมงานถอดบทเรียนโดยสรางความสัมพันธที่ดีให เกิดขึ้นภายในทีมงาน เนนการเคารพซึ่งกันและกัน ไววางใจซึ่งกันและกัน และ ความเทาเทียมกัน ๑.๓ วิเคราะหโครงการ เพื่อใหทีมงานมีความเขาใจตรงกันใน แตละหัวขอในโครงการ ไดแก หลักการและเหตุผลของโครงการ วัตถุประสงค 2.������������� ������������������������������� p.20-144.indd 24 16/1/2566 BE 17:36
๒๕ ของโครงการ กลุมเปาหมาย ขั้นตอนการดำเนินงานและกิจกรรมในโครงการ ระยะเวลาในการดำเนินงาน และงบประมาณ ๑.๔ กำหนดบทบาทหนาที่ของทีมงานถอดบทเรียน ซึ่งประกอบ ดวยดังนี้ - หัวหนาทีมหรือผูเอื้อ เปนผูที่ทำใหการถอดบทเรียน ดำเนินงานไดอยางราบรื่นและบรรลุเปาหมายที่กำหนด - ผูอำนวยกระบวนการ เปนผูที่กระตุนใหผูรวมถอดบทเรียน ไดแลกเปลี่ยนประสบการณและความคิดเห็นจากกิจกรรมที่ไดปฏิบัติ ดังนั้น จึงตองมีทักษะในการตั้งคำถามที่กระตุนใหผูรวมถอดบทเรียนไดวิเคราะหสาเหตุ ของความสำเร็จและอุปสรรคที่เกิดขึ้นในการปฏิบัติงาน - ผูจดบันทึก เปนผูจดบันทึกการแลกเปลี่ยนเรียนรู ประสบการณ การอภิปรายของผูรวมถอดบทเรียน พรอมทั้งเขียนเรียบเรียงเปนเรื่องราวให นาสนใจตั้งแตเริ่มตนจนสิ้นสุดโครงการ - ผูประสานงาน เปนผูชวยเหลือใหทีมงานถอดบทเรียนมี ความสะดวกในการติดตอระหวางสมาชิกทีมงานถอดบทเรียนเพื่อใหสามารถ ทำงานรวมกันไดอยางดี รวมทั้งประสานความรวมมือจากบุคคลภายนอกที่ เกี่ยวของกับการถอดบทเรียน ๑.๕ จัดทำแผนภูมิกระบวนการถอดบทเรียนซึ่งประกอบดวย ประเด็นตาง ๆ ดังนี้ - หัวขอกิจกรรมที่ตองการถอดบทเรียน - กำหนดกลุมเปาหมายที่เขารวมการถอดบทเรียน - เลือกวิธีการถอดบทเรียนที่ใหเหมาะสมกับกลุมเปาหมาย - กำหนดขั้นตอนในการถอดบทเรียนตามลำดับกอนหลัง - กำหนดประเด็นคำถามที่มีความชัดเจน โดยเรียงลำดับตั้งแต เริ่มตนจนกระทั่งสิ้นสุด 2.������������� ������������������������������� p.20-144.indd 25 16/1/2566 BE 17:36
๒๖ - กำหนดผลลัพธที่เกิดขึ้นหลังจากการถอดบทเรียน พรอม จัดทำรายงานสรุป ๑.๖ เลือกเทคนิคการถอดบทเรียน ควรเปนเทคนิคที่ชวยใหทีมงาน ถอดบทเรียนและผูรวมถอดบทเรียนเกิดการเรียนรูในระหวางการทำงานและ ไดบทเรียนพัฒนาวิธีการทำงานใหดีขึ้น เชน เทคนิคการวิเคราะหหลังการ ปฏิบัติ (After Action Review, AAR) ๑.๗ จัดทำปฏิทินการถอดบทเรียน เพื่อวางแผนการดำเนินการ ถอดบทเรียนของแตละกิจกรรมตั้งแตเริ่มตนจนสิ้นสุดการดำเนินงาน โดยหัวขอ ที่ควรปรากฏในปฏิทินการถอดบทเรียนไดแก ลำดับที่ของกิจกรรม ประเด็น กิจกรรม ระยะเวลาในการดำเนินงานแตละกิจกรรม ผูรับผิดชอบกิจกรรม และวัสดุอุปกรณที่ตองใชในกิจกรรม ๒. ขัั�นดำเนินการถอดบที่เร่ยน ทีมงานควรแจงกำหนดการ ระยะเวลาและสถานที่ที่จะดำเนินการ ถอดบทเรียนใหกลุมเปาหมายที่รวมถอดบทเรียนทราบลวงหนา ในขั้นนี้ ประกอบดวย ๒ ขั้นตอนยอย คือ การถอดบทเรียน และการบันทึกบทเรียน ๒.๑ การถอดบทเรียนมีขั้นตอนที่สำคัญ ๔ ขั้นตอน คือ ๑) การสรางบรรยากาศ เพื่อใหผูเขารวมการถอดบทเรียนมี ความผอนคลายเปนกันเอง ซึ่งอาจใชเพลงหรือเกมในการละลายพฤติกรรม รวมทั้งกระบวนการควรชี้แจงถึงความเสมอภาค และสิทธิในการรวมแสดง ความคิดเห็นของผูรวมการถอดบทเรียน ๒) การกำหนดกติกาในการถอดบทเรียนอยางมีสวนรวม โดยกติกาควรครอบคลุมประเด็นที่สำคัญ ดังนี้ - เปาหมายการถอดบทเรียนคืออะไร มีวัตถุประสงคเพื่อ อะไร 2.������������� ������������������������������� p.20-144.indd 26 16/1/2566 BE 17:36
๒๗ - วิธีการถอดบทเรียนใชวิธีอะไร เชน ใชการระดมความ คิดเห็น เนนการแลกเปลี่ยนความคิดเห็น และไมโตเถียงหรือทะเลาะวิวาท - หนาที่ของผูรวมถอดบทเรียนเปนอยางไร เชน ทุกคนให ขอเสนอแนะ ยอมรับความจริง และเสนอแนะแนวทางการปรับปรุงงานใหดีขึ้น - ขอพึงระวังในการถอดบทเรียนควรเปนอยางไร เชน ไม ตำหนิ และไมประเมินผลการปฏิบัติงานของผูรวมถอดบทเรียน ๓) การจัดกิจกรรมอุนเครื่อง ผูอำนวยกระบวนการชี้แจงให ผูรวมถอดบทเรียนเขาใจวัตถุประสงคและวิธีดำเนินกิจกรรมเพื่อใหสามารถ ทบทวนความทรงจำจากการเขารวมกิจกรรมที่ผานมา ๔) การเขาสูประเด็นสำคัญของการถอดบทเรียนเปนขั้นตอน สำคัญในการสกัดความรูจากผูรวมถอดบทเรียนโดยมีขั้นตอนดังนี้ - การเลาประสบการณจากวิธีการปฏิบัติงานของผูรวม ถอดบทเรียน - การเปรียบเทียบความแตกตางระหวางวิธีการปฏิบัติงาน ที่กำหนดในแผนปฏิบัติงานกับวิธีการปฏิบัติงานจริง - การวิเคราะหผลการปฏิบัติงานที่ทำไดเปนอยางดี - การใหขอเสนอแนะวิธีการปฏิบัติงานตอไปใหดีขึ้น - การวิเคราะหอุปสรรคที่เกิดขึ้นระหวางการปฏิบัติงาน - การใหขอเสนอแนะวิธีการปองกันไมใหเกิดอุปสรรคใน การปฏิบัติงาน - ขอเสนอแนะในสิ่งที่ควรทำเพิ่มเติมในการปฏิบัติงานที่ผานมา - การประเมินความพึงพอใจผลการปฏิบัติงานที่ผานมา ทั้งนี้ผูจดบันทึกตองจดรายละเอียดของขอมูลทุกขั้นตอน บันทึกเสียง พรอมทั้งสังเกตบรรยากาศในระหวางการถอดบทเรียนและจดบันทึกไวประกอบ การจัดทำรายงานการถอดบทเรียน 2.������������� ������������������������������� p.20-144.indd 27 16/1/2566 BE 17:36
๒๘ ๒.๒ การบันทึกบทเรียน ประกอบดวย ๓ ขั้นตอน คือ ๑) การเตรียมตัวกอนบันทึกบทเรียน เปนขั้นตอนที่ที่ ผูจดบันทึกควรเตรียม ความพรอมกอนบันทึกบทเรียนใน ๔ ประเด็นคือ - ศึกษารายละเอียดของโครงการ/กิจกรรมที่จะถอดบทเรียน - ศึกษารายละเอียดการถอดบทเรียนเกี่ยวกับกรอบแนวคิด ขั้นตอนการถอดบทเรียน และประเด็นคำถามที่ใชในการถอดบทเรียน - จัดเตรียมอุปกรณในการบันทึกการถอดบทเรียน และ - เตรียมความพรอมดานทางดานรางกายจิตใจฃ ๒) การบันทึกขอมูลการถอดบทเรียน ขอมูลที่ตองจดบันทึก ระหวางการถอดบทเรียน คือ - ขอมูลขั้นตอนและวิธีการจัดกิจกรรมถอดบทเรียน - ขอมูลการเลาเรื่อง การวิเคราะหและการอภิปรายของ ผูรวมถอดบทเรียน - ขอมูลบรรยากาศระหวางการถอดบทเรียน ๓) การสรุปและรายงานการถอดบทเรียน ผูจดบันทึกตอง อานรายงานการถอดบทเรียนใหที่ประชุมของผูรวมถอดบทเรียนและทีมงาน การถอดบทเรียนไดรับทราบขอมูลที่จดบันทึกไวเพื่อใหมีการปรับแกและเพิ่มเติม ใหขอมูลมีความสมบูรณยิ่งขึ้น โดยบทเรียนที่ถอดไดตองไดรับการสรุปใหเห็น อยางนอย ๒ ประเด็นคือ - อะไรคือสิ่งที่ดีอยูแลวและควรทำตอไปเพื่อกลับไป วางแผนพัฒนา ลงมือทำตามดวยการวิจัยใหกาวหนาตอเนื่องเปน D&R (Development and Research) - อะไรคือสิ่งที่ยังบกพรองเปนจุดออน และควรจะ ปรับปรุงอยางไร มีความรูพอที่จะปรับปรุงหรือไม ถาไม ควรทำวิจัยเพื่อ หาแนวทางปรับปรุงเปนการวิจัยแลวพัฒนา แบบ R&D (Research & 2.������������� ������������������������������� p.20-144.indd 28 16/1/2566 BE 17:36
๒๙ Development) ทั้งนี้ D&R และ R&D ควรเปนการวิจัยแบบ PAR (Participatory Action Research) ที่เนนกระบวนการเรียนรูของคนทั้งหมด ๓. ขัั�นเขั่ยนรายงานการถอดบที่เร่ยน ในขั้นตอนนี้ควรแบงเปน ๓ หัวขอหลัก ดังนี้ ๓.๑ ความเปนมาของโครงการ/กิจกรรมที่จะถอดบทเรียน วัตถุประสงคของการถอดบทเรียน ๓.๒ การเตรียมการถอดบทเรียน เปนการเลารายละเอียดของ ขั้นตอนตาง ๆ ในขอ ๑.๑-๑.๗ ซึ่งไดแก วิธีการ ทีมงาน บทบาทหนาที่ กรอบแนวคิด เทคนิคการถอดบทเรียน กลุมเปาหมายที่รวมถอดบทเรียน และ ปฏิทินการการถอดบทเรียน ๓.๓ เนื้อเรื่องการดำเนินการถอดบทเรียน เปนการเลาสรุป รายละเอียดการดำเนินการถอดบทเรียน ในขั้นตอนที่ ๒ ซึ่งครอบคลุม - ประสบการณจากวิธีการปฏิบัติงานจริงของผูรวมถอดบทเรียน - วิธีการปฏิบัติงานที่กำหนดในแผนปฏิบัติงาน - เปรียบเทียบความแตกตาง - สิ่งที่ทำไดเปนอยางดีจากการปฏิบัติ - ขอเสนอแนะวิธีการปฏิบัติงานตอไปใหดีขึ้น - ปญหาอุปสรรคที่เกิดขึ้นระหวางการปฏิบัติงาน - ขอเสนอแนะวิธีการปองกันไมใหเกิดอุปสรรคในการปฏิบัติงาน - ขอเสนอแนะในสิ่งที่ควรทำเพิ่มเติมในการปฏิบัติงานที่ผานมา - ประเมินความพึงพอใจผลการปฏิบัติงานที่ผานมา 2.������������� ������������������������������� p.20-144.indd 29 16/1/2566 BE 17:36
๓๐ ๔. ขัั�นติดตามการนำบที่เร่ยนไปใช�ประโยชน์ ในขั้นตอนนี้ใหความสำคัญกับการนำบทเรียนที่เรียนรูจากการปฏิบัติงาน ไปใชเพื่อใหการปฏิบัติงานตอไปมีประสิทธิภาพและเกิดประสิทธิผลมากยิ่งขึ้น ดังนั้นหัวหนาทีมหรือผูเอื้อควรไดมีการนิเทศกำกับติดตามการดำเนินงาน อยางตอเนื่องเปนระยะ ๆ เพื่อตรวจสอบวาไดมีการนำบทเรียนไปใชประโยชน หรือไมเพียงไร เพราะอะไร (ที่มา : ดร.รัตนา ดวงแกว ศึกษานิเทศก สพท. กทม. ๑ แหลงขอมูลคูมือการถอดบทเรียนโครงการพัฒนาชุมชน (Online). Retrieved September 1st, 2008, from ภาคปฏิบัติการ กระบวนการ ถอดบทเรียน) ภาคปฏิบัติ ตรวจสอบความเขาใจพื้นฐานเกี่ยวกับโครงการหมูบานรักษาศีล ๕ ๑) ทานคิดวาอะไรเปนปจจัยของความสำเร็จ? - ระดับชุมชน - ระดับหนวยงาน/องคกร ๒) ผูเขารวมอบรม จะแบงเปนกลุมหรือไมก็ได - ใชเทคนิค “บัตรคำ” เพื่อเขียนคำตอบ ๑ คำตอบตอ ๑ บัตรคำ - แจกบัตรคำ ๒ บัตรคำ สีแตกตาง เพื่องายตอการแยกตามหัวขอ ระดับชุมชน และระดับหนวยงาน - ปากกาเคมี หรือ ปากกาลูกลื่น - กระดาษกาวยน สำหรับติดบอรด - บอรด สำหรับติด 2.������������� ������������������������������� p.20-144.indd 30 16/1/2566 BE 17:36
๓๑ ๔.๑ “Mindset” ที่ดีนั้น จะสามารถชวยสงเสริมใหเราประสบ ความสำเร็จในชีวิตได โดยเขาไดแบงประเภทของคนออกตาม Mindset เปน ๒ ประเภทใหญๆ คือ “Fixed Mindset” กับ “Growth Mindset” คนประเภท “Fixed Mindset” นั้นก็คือคนที่มีความคิดที่วา ความเกง ความฉลาดนั้นมีติดตัวมาแตกำเนิด เปลี่ยนแปลงไมได คนประเภทนี้ จะชอบทำงานงาย ๆ ที่ไมตองใชความพยายามมาก และหลีกหนีอุปสรรคเสมอ เปนคนทำอะไรก็ชอบที่จะลมเลิกงาย ๆ ชอบโทษคนอื่น และมีความคิดวา จะตองเลือกทำแตงานที่ตัวเองถนัดเทานั้น แตก็จะชอบแสดงออกวาตัวเอง เปนคนฉลาด อีกทั้งยังมีการปองกันตนเองสูง ถาถูกวิจารณตรง ๆ ก็จะมองวา เปนการโจมตีทันที และมองวาความสำเร็จของคนอื่นเปนสิ่งคุกคามตัวเอง ก็จะ พยายามสรางเรื่องราวใหคนนั้นดูไมดี เพื่อตัวเองจะไดสบายใจขึ้น ซึ่งดู ๆ ไป ก็เหมือนคำที่ใชอธิบายคนมองโลกในแงลบนะ คนอีกประเภทก็คือ “Growth Mindset” ก็จะตรงกันขาม คือเชื่อ วาคนเราสามารถเรียนรูอะไรใหม ๆ ไดเสมอ ถึงแมวาจะเปนเรื่องที่ยากมาก ๆ และเปนคนที่ยอมรับไดวาตัวเองไมรู หรือวาโงนั่นเอง เวลาทำงานก็จะทุมเท สุดความสามารถ แตขอเสียก็คือมักจะเลี่ยงงานที่งายไปหรืองานที่เคยทำมาแลว มองอุปสรรคตาง ๆ วาเปนโอกาสในการเรียนรู ชอบที่จะทำอะไรใหม ๆ ที่ ทาทายตัวเอง และเขาใจวาทุกอยางตองใชความพยายามและเวลาในการทำ ชอบฟงคำวิจารณเพื่อนำไปปรับปรุง มองความสำเร็จของคนอื่นดวยความชื่นชม และใชเปนแรงบันดาลใจ ซึ่งก็เหมือนกับคำอธิบายของคนที่มองโลกในแงบวก สำหรับสมองเรานั้นเหมือนกลามเนื้อ ถาเราฝกฝนอยูเปนประจำ ก็จะทำใหมันแข็งแรงและทำงานไดดีขึ้นไมตางจากออกกำลังกาย โดยไดมีการ พิสูจนกับคนที่ทำงานเดิม ๆ อยูเปนประจำ เชน คนขับรถแท็กซี่ พบวาจะ มีสมองบางสวนที่ใชสำหรับการรับรูดานการมองใหญกวาคนปกติทั่วไป เปนตน การพัฒนาของสมองจะเกิดขึ้นโดยการสรางเสนประสาทเชื่อมโยง ความรูตาง ๆ เขาไวดวยกัน ยิ่งสมองสามารถเชื่อมตอกันไดมากแคไหนก็จะ 2.������������� ������������������������������� p.20-144.indd 31 16/1/2566 BE 17:36
๓๒ ทำใหเรายิ่งฉลาดมากขึ้นเทานั้น เราจะมีความเขาใจเรื่องตาง ๆ มากขึ้น เมื่อ เห็นทุกอยางสัมพันธกันไปหมด ฉะนั้น ถาเราเปนคนที่มี Mindset ที่ดี สมอง ก็จะเชื่อมโยงประสบการณตาง ๆ ในทางที่เปนบวก ก็จะทำใหการพัฒนาทั้ง ดานความคิด ปญญา การตอบสนองตอปญหาไปในแนวบวกเชนเดียวกัน จึงทำใหเรามีประสิทธิภาพในทางบวกมากขึ้น (สามารถพัฒนาไปทางลบได เชนเดียวกัน ถาเราคอยแตจะคิดหรือฝกฝนสมองไปในทางลบ) ตัวอยางขางตนมีการศึกษาวา คนที่ทำอะไรไมสำเร็จบอย ๆ นั้น จะ กลายเปนคนที่ทำอะไรก็ไมสำเร็จไปตลอดชีวิต ตรงกันขามกับคนที่ทำอะไร สำเร็จ เขาก็จะทำสำเร็จอยูอยางนั้นเสมอ คนที่ไมสำเร็จนั้น จะเริ่มทำงาน ดวยความเชื่อที่วา ทำมันไมไดตั้งแตตนอยูแลว และพอเชื่อวาทำไมไดแลว ก็จะไมไดลงแรงกับมันอยางเต็มที่ แลวก็ลมเลิกงาย ๆ สุดทายก็จะบอกวา “นี่ไง วาแลว วามันตองไมสำเร็จ” ซึ่งจะยิ่งพอใจจนคิดวาตัวเองคิดถูก แลว พอไมสำเร็จแบบนี้ เรื่องใหมมาก็จะมีแนวโนมที่จะไมสำเร็จเหมือนกัน เพราะ จะคิดลึกๆ วาเขาทำไมไดหรอก สุดทายก็จะอยูในวังวนแหงความไมสำเร็จ ตอไปเรื่อย ๆ ตรงขามกับคนที่ประสบความสำเร็จ จะมีความเชื่อวายังไง ๆ ก็ตอง ทำมันไดแนนอน ไมวาจะยากแคไหน ขอใหไดทุมเทและพยายามกับมันรับรอง วาสำเร็จแนนอน คิดแบบนี้ก็จะไมทอแทหรือลมเลิกงาย ๆ เมื่อเจออุปสรรค ก็แกไขไป จะไมมีจุดที่วามันทำตอไปไมไดแลวเกิดขึ้น สุดทายก็ตองทำสำเร็จ แนนอน แลวพวกนี้พอสำเร็จไปเรื่องหนึ่งก็จะมั่นใจมากขึ้น เมื่อทำเรื่องใหม ๆ ก็จะสำเร็จอีกเหมือนกัน สุดทายก็จะอยูในวังวนของความสำเร็จไปเรื่อย ๆ แบบนี้ 2.������������� ������������������������������� p.20-144.indd 32 16/1/2566 BE 17:36
๓๓ ภาคปฏิบัติการปรับเปล่�ยนกระบวนที่ัศีน์ การปรับเปลี่ยนกระบวนทัศนกอนเขาสูบทเรียนในโมดูล (Module) ถัดไป โดยเริ่มจากถาม “ความคาดหวัง” ของผูเขารวมอบรมที่มีตอหลักสูตร โดยผูเขารวมอบรมจะแบงเปนกลุมหรือไมก็ได และใชเทคนิคบัตรคำเพื่อเขียน สิ่งที่คาดหวัง ๑ อยาง แลวสงคือวิทยากรกลุม หรือ นำไปติดบอรด จากนั้น วิทยากรกลุมนำบัตรคำจัดหมวดหมูตามประเด็นที่คลายกัน และใหวิทยากรหลัก อานความคาดหวังทุกประเด็น เพื่อทีมวิทยากรนำความคาดหวังมาสรุปงาน ของวันแรก และวางแผนปรับกิจกรรม ปรับเนื้อหาใหสอดคลองกับความ ตองการและความคาดหวังของผูเขารวมอบรม 2.������������� ������������������������������� p.20-144.indd 33 16/1/2566 BE 17:36
๓๔ ลำดับคณะที่ำงาน/ พ้�นที่่� ปรากฏการณ์ ปญหา/กิจกรรม กระบวนการผลที่่�ได�รับ ๑พระครูสุจิณนันทกิจ (พระอาจารยสมคิด จารณธัมโม) เจาอาวาส วัดโปงคำ จังหวัดนาน เนื่องจากการที่ไดพบ ปญหาที่เกิดขึ้นในชุมชน มาโดยตลอด ทั้งปญหา ทางดานเศรษฐกิจ ดาน สังคม และปญหาดาน ทรัพยากรธรรมชาติสิ่ง แวดลอม ความยากจน ของชาวบาน ชุมชนพึ่งตนเอง และมี การพัฒนาอยางยั่งยืน เขากับบริบทของปรัชญา เศรษฐกิจพอเพียง ๒คณะสงฆจังหวัดนานปญหาเศีรษฐกิจใน ระดับครัวเร้อน ปญหา การขัาดแคลนเงินทีุ่นใน การประกอบอาช่พและ ปญหาหน่�ส่ิน ๑. สรางกระบวนการทำงานระหวางพระสงฆกับประชาชน ในชุมชน ๒. วิเคราะหกระบวนการบริหารจัดการชุมชนในเวทีเสาวนา สังฆประชารวมพัฒนาสัมมาชีพเพื่อความเขมแข็งของชุมชน ๓. การสงเสริมชุมชนเปาหมาย การพัฒนาดานสัมมนาชีพ ในชุมชน ใหมีความสามัคคี การทำงานรวมกัน และการ ชวยเหลือซึ่งกันและกัน ระหวางพระสงฆกับชุมชนในจังหวัด นาน ชุมชนเกิดกิจกรรม ออมเงินในรูปเงินสัจจะ และมีทักษะ ความรู การบริหารเงินทุนเพื่อ สามารถพิจารณาสนับสนุน การชวยเหลือในการ ประกอบสัมมาชีพและ สวัสดิการของสมาชิก ตารางที่่� ๑ ตัวอย่างถอดบที่เร่ยนพระส่งฆ์์ต�นแบบนักพัฒนา 2.������������� ������������������������������� p.20-144.indd 34 16/1/2566 BE 17:36
๓๕ ลำดับคณะที่ำงาน/ พ้�นที่่� ปรากฏการณ์ ปญหา/กิจกรรม กระบวนการผลที่่�ได�รับ ๓คณะสงฆจังหวัดพะเยาป ญ ห า สุ่ ขั ภ า พ ขั อ ง คนในชุมชน เน้�องจาก ติดเหล�า และการใช� ส่ารเคม่ภาคเกษตร ๑. ประชุมคณะทำงานเพื่อสรางความเขาใจใหไปในทิศทาง เดียวกัน ๒. วางแผนปฏิบัติการ ดังนี้ ระยะที่่� ๑ เตร่ยมการ ขัั�นที่่� ๑ การแส่วงหาจุดร่วม: ชุมชนคนหาความ ตองการของชุมชน คนหาอัตลักษณ ทุนทางวัฒนธรรมของ ชุมชน ขัั�นที่่� ๒ การร่วมคิด ร่วมที่ำ “แกนนำชุมชน” ชาวบานในชุมชน รวมกับคณะทำงานจัดการประชุมเชิง ปฏิบัติการ/เวทีประชาคมเพื่อระดมความคิด รวมกัน วางแผนงาน กำหนดขั้นตอน และวิธีการขับเคลื่อนโครงการ ศาสตรพระราชาสรางชุมชนแหงความสุขดวยพลังบวร โดย จัดทำแผนงาน/โครงการ กำหนดกิจกรรม เวลา สถานที่ และ วิธีการดำเนินงาน กำหนดปจจัยแหงความสำเร็จ การสื่อสาร/ ประชาสัมพันธ และกำหนดวิธีการตรวจสอบติดตามผล การดำเนินงานใหบรรลุวัตถุประสงค ตามแผนงาน/โครงการ ตนแบบการสรางภาคี เครือขาย 2.������������� ������������������������������� p.20-144.indd 35 16/1/2566 BE 17:36
๓๖ลำดับคณะที่ำงาน/ พ้�นที่่� ปรากฏการณ์ ปญหา/กิจกรรม กระบวนการผลที่่�ได�รับ ขัั�นที่่� ๓ การแส่วงหาเคร้อขั่าย ประสานความ รวมมือภาคีเครือขาย หนวยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และ ภาคประชาสังคม ทั้งใน และนอกพื้นที่รวมสนับสนุนการดำเนิน งานทั้งดานความรูทางวิชาการ บุคลากร สถานที่ วัสดุ/อุปกรณ และงบประมาณ ขัั�นที่่� ๔ แต่งตั�งคณะที่ำงาน กำหนดบที่บาที่ หน�าที่่� และภารกิจ เพื่อขับเคลื่อนโครงการใหเปนไปอยาง มีประสิทธิภาพ ระยะที่่� ๒ การปฏิบัติการในพ้�นที่่� ขัั�นที่่� ๕ การดำเนินงาน ดำเนินงานขับเคลื่อน โครงการฯ เปนไปอยางมีประสิทธิภาพและบรรลุตาม วัตถุประสงค ขัั�นที่่� ๖ การตรวจส่อบ-ประเมินผล การกำกับ ติดตามการดำเนินการ โครงการ/กิจกรรม โดยคณะทำงาน/ อาสาสมัคร กำกับติดตามผล การดำเนินงาน ประเมินผล การดำเนินงานตามตัวชี้วัดของโครงการฯ ตามพื้นที่/คุมบาน ที่ไดรับมอบหมายและรายงานความกาวหนา ผลการดำเนินงาน ในการประชุมคณะทำงานฯ 2.������������� ������������������������������� p.20-144.indd 36 16/1/2566 BE 17:36
๓๗ ลำดับคณะที่ำงาน/ พ้�นที่่� ปรากฏการณ์ ปญหา/กิจกรรม กระบวนการผลที่่�ได�รับ ขัั�นที่่� ๗ การปรับปรุงและพัฒนา คณะทำงานฯ มีการประชุม ติดตามผลการดำเนินงานโครงการ/กิจกรรมอยาง ตอเนื่อง เพื่อรับทราบผล การดำเนินงาน รับทราบปญหา/ อุปสรรคและรวมแกไขปญหา / ในกรณี การดำเนินงานจัด กิจกรรมประสบผลสำเร็จ มีการเผยแพร ประชาสัมพันธและ ใหขวัญกำลังใจแกผูปฏิบัติงานอยางสม่ำเสมอ ระยะที่่� ๓ การส่รุปผลและขัยายผล ขัั�นที่่� ๘ การส่รุปผล เมื่อเสร็จสิ้นกิจกรรม ภายใตโครงการคณะทำงาน ทำรายงานและสรุปผลการ ดำเนินการโครงการฯ เพื่อรวบรวมนำเสนอผูเกี่ยวของ ขัั�นที่่� ๙ การขัยายผล คณะทำงานสรุปและ ประเมินผล การดำเนินงานโครงการศาสตรพระราชาสราง ชุมชนแหงความสุขดวยพลังบวรเสนอผูมีสวนเกี่ยวของ รวมทั้ง พิจารณาวางแผนขยายผลการดำเนินงานและบูรณาการ ความรวมมือ 2.������������� ������������������������������� p.20-144.indd 37 16/1/2566 BE 17:36
๓๘ลำดับคณะที่ำงาน/ พ้�นที่่� ปรากฏการณ์ ปญหา/กิจกรรม กระบวนการผลที่่�ได�รับ ๔จังหวัดลำพูนกิจกรรม :- - ชมรมกลาดีศรีลำพูน ก ลุ ม เ ป า ห ม า ย คื อ เครือขายเด็ก เยาวชน ในสถานศึกษา ๑๗ แหง ทั่วจังหวัดลำพูน - กองทุนเอสราเพื่อ ผูปวยติดเตียง อำเภอ เมือง ขับเคลื่อนภายใตชุดกิจกรรมเดียวกันกลาว คือ กิจกรรม คายแกนนำดีศรีลำพูน กิจกรรมอาสาทำความดี กิจกรรมรวม พลคนกลาดีศรีลำพูน รวมกลุมผูใหญใจดีจากภาคราชการ ภาค ประชาชนมีจิตอาสาดวงเดียวกันที่มีตอผูปวยติดเตียงดวยการ ตั้งกองทุน “เอสราเพื่อผูปวยติดเตียงอำเภอเมือง จังหวัด ลำพูน” ดูแล ใหความรูแกผูดูแลผูปวย และผูปวยติดเตียง เปนวิทยาทาน มีการระดมทุนจากสาธารณชนผูใจบุญทั่วไป เพื่อจัดหาและทำการมอบที่นอนลม ทำการมอบเครื่องผลิต ออกซิเจนใหแกผูสูงอายุที่มีรายไดนอยทั่วพื้นที่อำเภอเมือง จังหวัดลำพูน และมองเห็นปญหาการเขาถึงแหลงทุนเพื่อการ พัฒนา คุณภาพชีวิตในทุกมิติ ทั้งดานการศึกษา การประกอบ สัมมาชีพ การลดภาระหนี้สินในครัวเรือน งานดานศาสนสงเคราะห ๕พ ร ะ ม ห า ป ร ะ น อ ม ธมฺมาลงฺกาโร รอง เจาอาวาสวัดจากแดง อำเภอพระประแดง จังหวัดสมุทรปราการ ‘จีวรรีไซเคิล’ หนึ่งเดียว ในเมืองไทย พระมหาประนอมปรึกษาหาวิธีการกับผูหลักผูใหญใน ชุมชน มีโครงการ ‘OUR Khung BangKachao’ ซึ่งเกิดขึ้น ภายใตความรวมมือ ๓๔ หนวยงาน รวมถึงมูลนิธิชัยพัฒนา และบริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด หรือ GC ที่ตองการ พัฒนาคุงบางกะเจาใหเปนตนแบบสีเขียวและแกปญหาขยะ ในชุมชน รวมถึงพัฒนาวิถีชีวิตความเปนอยูและการเติบโต ผลที่ชัดเจนคือ คนใน ชุมชนมีงานทำ โดยวัด ไดพยายามสงเคราะห คนพิการ คนตกงาน ใหมีงานทำ หรือ ฝก อาชีพให หรือ ใหฝก 2.������������� ������������������������������� p.20-144.indd 38 16/1/2566 BE 17:36
๓๙ ลำดับคณะที่ำงาน/ พ้�นที่่� ปรากฏการณ์ ปญหา/กิจกรรม กระบวนการผลที่่�ได�รับ ทางเศรษฐกิจของคนในทองถิ่นใหดียิ่งขึ้น หลังจากนั้น ทางวัดและทาง GC จึงแบงหนาที่กันผานโมเดลตนน้ำ กลางน้ำ ปลายน้ำ กลาวคือ ทางวัดทำหนาที่เปนต�นน�ำ เก็บรวบรวมขยะ นำมาทำความสะอาด และอัดเปนกอน เพื่อสงตอใหกลางน�ำ คือ GC ที่จะนำกอนพลาสติก เขาโรงงานผลิตผามวน ผานกระบวนการ Upcycling หรือ การชะลอการเกิดขยะ ดวยการนำนวัตกรรมและไอเดียเขามา แปรรูปเพิ่มมูลคาใหของเหลือใช เพื่อใหกลับมาใชประโยชน ไดใหม โดยนำขยะขวดน้ำพลาสติกมาแปรรูปเปนเม็ดพลาสติก ผสานกับเสนใยโพลีเอสเตอร เรยอน (Polyester Rayon) เสนใยฝาย และเสนใยโพลีเอสเตอร ซิงค แอนตี้แบคทีเรีย (Polyester Zinc Antibacterial) ที่สามารถปองกัน แบคทีเรีย ลดกลิ่นอับ มีความนุม โปรงสบาย กอนจะนำไป ยอมสีราชนิยมตามพระวินัย ท ำ กิ จ ก ร ร ม ที่ เ ป น ประโยชนตอสวนรวม เชน การมาชวยคัดแยก ขยะ ดัดแปลงเปน ของใชตาง ๆ วัดจาย คาแรงชุมชนไดรวม กำจัดขยะพลาสติกไป ดวยกัน และสราง ประโยชนจากขยะ 2.������������� ������������������������������� p.20-144.indd 39 16/1/2566 BE 17:36
๔๐ลำดับคณะที่ำงาน/ พ้�นที่่� ปรากฏการณ์ ปญหา/กิจกรรม กระบวนการผลที่่�ได�รับ แลวสงมวนผามาใหปลายน�ำ คือทางวัดตัดเย็บจีวร ตามพระวินัย และจัดจำหนายจีวรในรานสังฆทานและสงให ตัวแทนจำหนายตาง ๆ จากขยะพลาสติกที่เคยลอยมาเกลื่อนเต็มตลิ่ง ในที่สุด ขวดเหลานี้ ๑๕ ขวด ก็สามารถผลิตจีวรรีไซเคิลที่ใชงาน ไดจริง ๑ ผืน ๖พ ร ะ ค รู บ า ศุ ภ ณั ฐ นาคเสโน หรือ “ครูบา หนุม” เจาสำนักปฏิบัติ ธรรมดอยสันกู พระธาตุ ชุมชนบานหลายงาว เ ป น ชุ ม ช น เ ข ม แ ข็ ง ไดรับคัดสรร รับรางวัล ช น ะ เ ลิ ศ ห มู บ า น เปนที่ตั้งของศูนยพืชสมุนไพรทางเลือก ศูนยเรียนรูเชิง นิเวศและศูนยวัฒนธรรม ๑๐ ชนเผา ซึ่งชาวชนเผาชาติพันธุ ใชเปนสถานที่รวมกิจกรรมทางศาสนา วัฒนธรรมของแตละ ชนชาติพันธุเปนวิทยากรใหขอมูลและแสดงธรรมกับผูไปเยือน ชุมชนไดทำกิจกรรม รวมกัน และมีรายได ในพื้นที่สวนรวม 2.������������� ������������������������������� p.20-144.indd 40 16/1/2566 BE 17:36
๔๑ ลำดับคณะที่ำงาน/ พ้�นที่่� ปรากฏการณ์ ปญหา/กิจกรรม กระบวนการผลที่่�ได�รับ ๑๒ ราศี อนุญาตใหใช สถานที่ของสำนักปฏิบัติ ธรรมเปนศูนยกลางการ เรียนรู ใชรูปแบบ “บวร” (บาน วัดโรงเรียน) เ ศ ร ษ ฐ กิ จ พ อ เ พี ย ง ต น แ บ บ “ อ ยู เ ย็ น เ ป น สุ ข ” ป ร ะ จ ำ ป ๒๕๖๒ ของจังหวัด เชียงราย นอกจากนี้ ชุมชนไดใช “เฮือนฮอมฮัก” (บานรวมรัก) สำนักปฏิบัติธรรมดอยสันกู พระธาตุ ๑๒ ราศี ซึ่งตั้งอยูที่วัด แหงนี้เปนสถานที่เรียนรูตนแบบ เชน ปลูกพืชผักสมุนไพรปลอด สารพิษแบบชีวภาพ เพื่อใหชุมชนนำวิธีไปใชในการรับประทาน ในครอบครัว เหลือก็สงขาย สวนพืชสมุนไพรใชในการบำบัด และรักษา จะมีผูเชี่ยวชาญเปนผูดูแลและฝกสอนวิธีให นำเอา เอกลักษณในการทอผาแบบโบราณกวา ๑๐๐ ป มาฝกสอน คนรุนใหมใหสืบตอ เพื่อสรางรายไดและอนุรักษใหคงอยูตอไป ขณะเดียวกันเยาวชน ประชาชนในชุมชน หรือ นักทองเที่ยว ก็ไดเรียนรูรวมจัดกิจกรรมทางศาสนา เรียนรูวัฒนธรรมของ ชนเผาชาติพันธุทุก ๆ เดือน รวมทั้งกิจกรรมประเพณีทาง พุทธศาสนา เพื่อใหเด็กยึดหลักศีลธรรมในการดำรงชีวิต รวม อนุรักษสิ่งแวดลอม สามารถนำความรูไปตอยอดกิจกรรมอื่นตอไป 2.������������� ������������������������������� p.20-144.indd 41 16/1/2566 BE 17:36
๔๒ Module ๒ : เที่คนิคและเคร้�องม้อการที่ำงานพัฒนาเพ้�อขัับเคล้�อน หม้่บ�านรักษาศี่ล ๕ ในชุมชน ส่าระส่ำคัญ การฝกทักษะผูเขาอบรมใหสามารถวิเคราะหชุมชนของตนเองได เห็น วิถีชุมชน ความสัมพันธของชุมชน ทั้งดานการจัดการพื้นที่ปลอดภัยและพื้นที่ สุมเสี่ยงตอการละเมิดศีล ๕ ความสัมพันธของแหลงอบายมุข ความสัมพันธ ดานครอบครัวและเครือญาติ โครงสรางองคกรที่เปนทางการและองคกร ธรรมชาติ ปญหาสุขภาพในชุมชนที่สัมพันธกับศีล ๕ ปฏิทินกิจกรรมในชุมชน ที่เกี่ยวของกับศีล ๕ จุดมุ่งหมายขัองกิจกรรม ผูเขาอบรมมีความรูความเขาใจเกี่ยวกับ “เที่คนิคและเคร้�องม้อการ ที่ำงานพัฒนาเพ้�อขัับเคล้�อนหม้่บ�านรักษาศี่ล ๕ ในชุมชน” ในการทำงานกับ ชุมชนโดยใชเครื่องมือ ๙ ชิ้น เพื่อการขับเคลื่อนหมูบานรักษาศีล ๕ วัตถุประส่งค์ ๑) ดานความรู : ผูเขาอบรมไดทราบหลักการสำคัญจากการใชเครื่องมือ ๙ ชิ้นและเทคนิคการทำงานรวมกับชุมชน ๒) ดานความเขาใจ : ผูเขาอบรมไดเกิดความเขาใจในทักษะเกี่ยวกับ การใช “เคร้�องม้อ ๙ ชิ�น กับ วิถ่ที่�องถิ�นศี่ล ๕” และเทคนิคการทำงาน รวมกับชุมชน ๓) ดานทักษะ : ผูเขาอบรมสามารถประยุกตใช “เคร้�องม้อ ๙ ชิ�น กับ วิถ่ที่�องถิ�นศี่ล ๕” กับกลุมเปาหมายไดอยางมีประสิทธิภาพ 2.������������� ������������������������������� p.20-144.indd 42 16/1/2566 BE 17:36
๔๓ ๔) ดานการนำไปใช : ผูเขาอบรมเกิดแรงบันดาลใจและรวมเปน สวนหนึ่งในการขับเคลื่อนโครงการหมูบานรักษาศีล ๕ เสริมสรางสันติสุข ทั้งแกตนเองและชุมชนดวยการใช “เคร้�องม้อ ๙ ชิ�น กับ วิถ่ที่�องถิ�นศี่ล ๕” ส่้�อการอบรม/อุปกรณ์ที่่�ต�องใช� ๑) กระดาษฟลิปชารต + บอรด ๒) ปากกาเมจิก หรือ ปากกาสี ๓) สีชอลค ๔) กระดาษสี A4 ๕) ใบงานความรู แนวที่างการจัดกิจกรรม ๑. Workshop การบรรยายใหความรูการทำงานรวมกับชุมชนดวย “เคร้�องม้อ ๙ ชิ�น กับ วิถ่ที่�องถิ�นศี่ล ๕” รวมกับการเรียนรูเทคนิคการทำงาน รวมกับชุมชน โดยทีมวิทยากรประกอบดวย พระมหาประกาศิต สิริเมโธ, ดร. ดร.โกศล จึงเสถียรทรัพย ดร.พุทธชาติ แผนสมบุญ ๒. Workshop การฝกปฏิบัติการ ลงพื้นที่ฝกปฏิบัติใช “เคร้�องม้อ ๙ ชิ�น กับ วิถ่ที่�องถิ�นศี่ล ๕” คือ ๑) แผนที่เดินดิน ๒) ผังเครือญาติ ๓) โครงสรางองคกรชุมชน ๔) ระบบสุขภาพชุมชน ๕) ปฎิทินชุมชน ๖) ประวัติศาสตรชุมชน ๗) ระบบสื่อสารชุมชน ๘) ตารางทุนชุมชน และ ๙) เรื่องเลาศีล ๕ ๓. การฝกปฏิบัติการ การลงพื้นที่ดวยเทคนิคการทำงานรวมกับชุมชน โดยแบงกลุมยอยออกเปน ๙ กลุม กลุมละ ๑๕-๒๐ รูป/คน โดยใหโจทย ในการเขาไปเรียนรูชุมชน 2.������������� ������������������������������� p.20-144.indd 43 16/1/2566 BE 17:36
๔๔ ๔. Workshop การจัดเวทีสานเสวนาแลกเปลี่ยนประสบการณเรียนรู ภาคสนาม จากการใช “เคร้�องม้อ ๙ ชิ�น กับ วิถ่ที่�องถิ�นศี่ล ๕” เทคนิค การทำงานรวมกับชุมชน เคร้�องม้อ ๙ ชิ�น กับ วิถ่ที่�องถิ�นศี่ล ๕ การขับเคลื่อนโครงการหมูบานรักษาศีล ๕ จำเปนตองบูรณาการ หลักการในศีล ๕ เขาสูชุมชนในแตละพื้นที่ซึ่งมีปจจัยแวดลอมที่แตกตางกัน ตามบริบทของชุมชนในพื้นที่นั้น ๆ เคร้�องม้อ ๙ ชิ�น กับ วิถ่ที่�องถิ�นศี่ล ๕ จึงถูกพัฒนาขึ้นมาเพื่อความสะดวกในการเรียนรูและทำความเขาใจชุมชน อันจะเปนพื้นฐานไปสูการสรางความเขมแข็งและดึงศักยภาพของชุมชน ออกมาเพื่อสงเสริมการขับเคลื่อนโครงการหมูบานรักษาศีล ๕ โดยประกอบ ดวยเครื่องมือ ๙ ชิ้น ดังนี้ เครื่องมือชิ้นที่ ๑ แผนที่เดินดิน เครื่องมือชิ้นที่ ๒ ผังเครือญาติ เครื่องมือชิ้นที่ ๓ โครงสรางองคกรชุมชน เครื่องมือชิ้นที่ ๔ ระบบสุขภาพชุมชน เครื่องมือชิ้นที่ ๕ ปฎิทินชุมชน เครื่องมือชิ้นที่ ๖ ประวัติศาสตรชุมชน เครื่องมือชิ้นที่ ๗ ระบบสื่อสารชุมชน เครื่องมือชิ้นที่ ๘ ตารางทุนชุมชน เครื่องมือชิ้นที่ ๙ เรื่องเลาศีล ๕ การนำเครื่องมือไปลงปฏิบัติการในชุมชน นอกจากการทำความเขาใจ หลักการสำคัญของเครื่องมือแลว ยังตองสังเกตองคประกอบแวดลอมและ ปรากฏการณปลีกยอย ที่อาจนำไปสูขอมูลที่สำคัญ ดังนั้น การนำเครื่องมือ ไปใชงานจึงนับเปนศิลปะที่ไมมีคำตอบตายตัว 2.������������� ������������������������������� p.20-144.indd 44 16/1/2566 BE 17:36
๔๕ ๑) เคร้�องม้อชิ�นที่่� ๑ : แผนที่่�เดินดิน การจะเขาใจวิถีชีวิตและความหมาย ความเปนอยูของสมาชิกในชุมชนนั้น สิ่งที่สำคัญที่สุด คือ การพาตัวเองเขาไปในโลกของชุมชน การรูจักโลกทาง กายภาพดวยการทำแผนที่ จึงเปนการทำความเขาใจสิ่งแวดลอมพื้นฐานของ การมีชีวิตอยูรวมกันของชุมชน แตพื้นที่ทางกายภาพของชุมชน ก็ไมไดแยกขาดจากพื้นที่ทางสังคมการเขาใจพื้นที่ทางกายภาพ จึงจำเปน ตองเขาใจพื้นที่ทางสังคมที่ทับซอนกันอยูดวย แผนที่เดินดินจึงแตกตางจากการ ทำแผนที่ทั่วไป ตรงที่เปนแผนที่ภูมิศาสตรสังคม คือทำทั้งแผนที่ทางภูมิศาสตร และแผนที่ทางสังคมไปดวยพรอม ๆ กัน ซึ่งทำใหแกปญหาที่พบบอยในการ ทำงานเกี่ยวกับพื้นที่ได ปญหาที่่�พบในการที่ำงาน ๑. แมจะทำงานชุมชนมานาน แตคนทำงานชุมชนจำนวนไมนอย ที่รูจัก ชุมชนดีเฉพาะบานที่ตองไปติดตอบอย ๆ เทานั้น เชนบานผูใหญบาน บาน อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมูบาน บานผูนำ หรือกลุมเปาหมายที่ไปพบปะ เยี่ยมเยียนอยูเปนประจำ ๒. คนทำงานชุมชน แทบไมเคยเดินดูใหทั่วทั้งชุมชนทำใหไมเคยรูวา ในชุมชนที่ทำงานอยูนั้น มีคนจน คนทุกขยาก หรือคนชายขอบ ที่ไมมีใครอยาก พูดถึงอาศัยอยู ดังนั้น การทำงานกับชุมชนงาย ๆ อาจเริ่มจากการทำแผนที่ เดินดิน ซึ่งเปนเสมือนบันไดขั้นแรกที่สำคัญที่สุด ที่จะนำสูความเขาใจชุมชน ดวยวิธีการงาย ๆ และใชเวลาไมนานนัก ประโยชน์ขัองเคร้�องม้อชุมชน ๑. ทำใหเห็นภาพรวมของชุมชนไดอยางครบถวนที่สุด ๒. ไดขอมูลเกี่ยวกับสภาพความเปนอยูจำนวนมากในระยะเวลาสั้นที่สุด ๓. ไดขอมูลที่นาเชื่อถือมากที่สุดเพราะไดมาจากการสังเกตดวยตัวเอง 2.������������� ������������������������������� p.20-144.indd 45 16/1/2566 BE 17:36
๔๖ ๔. ทำใหเห็นกลุมเปาหมายที่จะทำงานตอไดอยางครอบคลุมทั่วถึง ๕. ชวยในการเริ่มตนความสัมพันธ และสรางความคุนเคยกับคนใน ชุมชนไดเปนอยางดี หลักการส่ำคัญขัองแผนที่่�เดินดิน พื้นที่ทางกายภาพกับพื้นที่ทางสังคม ความสำคัญของการทำแผนที่เดิน ดินไมไดอยูที่การเขียนแผนที่ทางกายภาพใหสมบูรณครบถวนลงบนแผนกระดาษ แตสำคัญที่การไดเห็นและเขาใจถึงพื้นที่ทางสังคมที่ทับซอนอยูกับพื้นที่ทาง กายภาพ พื้นที่ทางกายภาพที่เรามองเห็นไดไมวาจะเปนตลาดถนนบริเวณ สี่แยก บอโยก น้ำบาดาลออกกำลังกาย วัดหรือศาลาเอนกประสงค ลวนแต เปนพื้นที่ทางสังคมมีความหมายและหนาที่ทางสังคมซอนอยูดวยเสมอ พ้�นที่่�ที่างกายภาพกับพ้�นที่่�ที่างส่ังคม พื้นที่ทางกายภาพ มีความหมายทางสังคมแฝงอยูดวยเสมอ ทำใหพื้นที่ ตาง ๆ ทำหนาที่ทางสังคมตาง ๆ กัน และในแตละพื้นที่จะมีอัตลักษณ และ ความสัมพันธเชิงอำนาจที่แตกตางกันดวย บางพื้นที่อาจเปนพื้นที่ของผูหญิง เชน ลานซักผา บอน้ำ ตลาดสด หรือครัวที่วัด บางพื้นที่อาจเปนพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ เชน ดอนปูตา ศาลปูเจาในชุมชน ปาชา วัด ตนไมใหญ ที่มีสิ่งศักดิ์สิทธิ์อาศัย อยู หรือพื้นที่ประกอบพิธีกรรมตาง ๆ ซึ่งมักมีอำนาจของสิ่งศักดิ์สิทธิ์ หรือ มีแบบแผน หรือกฎระเบียบกำชับอยู บางพื้นที่อาจเปนพื้นที่ของวัยรุน เชน รานเกม รานอินเทอรเน็ต ถนนที่วัยรุนนิยมไปซิ่งมอเตอรไซค บริเวณที่ชนไก รานซอมมอเตอรไซคที่วัยรุนในชุมชนมักนำรถจักรยานไปตกแตง พื้นที่ในชุมชน ยังอาจแบงออก ตามกิจกรรมทางเศรษฐกิจ เชน สังคมการเมืองศาสนา และ วัฒนธรรม บางพื้นที่อาจมีเครือญาติอยูรวมกันเปนละแวกบาน คุมโดยคนยากจน อาจอยูบริเวณชายขอบอยูในตรอกซอก ลักษณะการตั้งบานเรือน และการ ปลูกสรางก็อาจบงบอกถึงฐานะความเปนอยูของผูอาศัยได 2.������������� ������������������������������� p.20-144.indd 46 16/1/2566 BE 17:36
๔๗ การที่จะเขาใจความหมาย และหนาที่ทางสังคมของพื้นที่ทางกายภาพนี้ จำเปนที่เราจะตองเขาไปคลุกคลีสัมผัส สังเกต และสอบถาม พูดคุยกับผูคน หากไมเชนนั้นเราก็จะไมสามารถเห็นพื้นที่ทางสังคมที่ทับซอนอยูได เชน บอน้ำ ในหมูบาน หากดูจากแผนที่ตั้งโตะ ก็จะทราบเพียงแตวาเปนชุมชนนี้ มีบอน้ำ อยู ๖ แหงแตไมรูเลยวาบอน้ำไหนบาง ที่มีน้ำ บอน้ำไหนบางที่แหงไปแลว หรือบอน้ำไหนบางที่แมบานมาซักผาเปนประจำ หรือนอยเพียงไร การไดเห็น กลุมแมบานมาซักผาที่บอน้ำทำใหเขาใจหนาที่ทางสังคมของบอน้ำ ซึ่งเปนจุดที่ แมบานมาซักผาหรือไดมาพบพูดคุยกัน เปนพื้นที่ของผูหญิงที่มีการแลกเปลี่ยน ขอมูลขาวสาร ปรับทุกขหรือปรึกษาหารือกันในเรื่องตาง ๆ ยิ่งเราสามารถ เขาไปพูดคุยกับแมบานเหลานี้ ก็จะไดขอมูลอื่น ๆ มากขึ้น เชน ทำใหรูวา มาจากระแวกบานไหน เกี่ยวของสัมพันธกันอยางไร มีปญหาหรือความวิตก กังวลอะไรอยูบาง การเดินดูใหเห็นกับตา และไดพบปะพูดคุยจะชวยใหเห็นพื้นที่ทางสังคม และเขาใจความหมายและหนาที่ในทางสังคมของพื้นที่ทางกายภาพ ซึ่งจะทำให เราเขาใจปรากฏการณตาง ๆ ที่เกิดขึ้นในชุมชนไดดีขึ้น ไมใชแคแผนที่ แตเปนการจัดระบบขอมูลพื้นที่ แผนที่โดยทั่วไปเปน เครื่องมือสำหรับการระบุตำแหนงหรือคนหาสถานที่ และแผนที่เดินดินนั้นไมได ใชสำหรับหาตำแหนง หรือสถานที่ใหพบเทานั้น การนำขอมูลทางสังคมอื่น ๆ มาเชื่อมโยงกับพื้นที่ทางกายภาพ ทำใหแผนที่เดินดินกลายเปนเครื่องมือใน การจัดการขอมูลตาง ๆ โดยการนำมาบันทึกซอนลงไปในแผนที่ทางกายภาพ แผนที่เดินดิน จึงไมไดมีไวเพื่อหาบานคนในชุมชนใหเจอเทานั้น แตเรายัง สามารถรูไดจากแผนที่เดินดินวา บานไหนเปนเครือญาติกับหลังไหนบาง คุม หรือบล็อกไหนบางที่มีคนยากจนอยูมาก บานหลังไหนบางที่ติดหนี้กับนายทุน เงินกูคนนี้ บอโยกน้ำกลางหมูบานมีแมบานจากครัวเรือนไหนบางที่มาเปน สมาชิกซักผาดวยกันเปนประจำ วัยรุนที่รวมตัวกันเปนประจำที่ศาลา เอนกประสงค และมักจะไปซิ่งมอเตอรไซคที่ถนนตัดใหมนอกหมูบานนั้น 2.������������� ������������������������������� p.20-144.indd 47 16/1/2566 BE 17:36
๔๘ มาจากครอบครัวไหนบาง หรือพื้นที่ตรงไหนที่วัยรุนชายหญิงมักจะมาเที่ยวเลน กันในยามเย็น ขอมูลที่หลากหลายเรื่องราวจึงอาจสามารถอานไดจากแผนที่ เดินดิน วิธ่การที่ำแผนที่่�เดินดิน แผนที่เดินดินมีวิธีการทำงาย ๆ อาศัยเพียงแคการสำรวจไปทั่วพื้นที่ ใช การสังเกต พูดคุย และการจดบันทึกทางลักษณะทางกายภาพและกิจกรรมทาง สังคมที่พบเห็น เขียนเปนแผนที่ที่มีทั้งสิ่งปรากฏทางกายภาพ ขอมูลเกี่ยวกับ ผูคน กิจกรรมทางสังคม การใชประโยชนของพื้นที่ รวมทั้งความสัมพันธที่ เชื่อมโยงของบุคคล และครอบครัวลงไปในแผนที่ดวย ขั้นตอนงาย ๆ ดังนี้ ๑. อาจจะเริ่มจากการนำแผนที่ชุมชนถามี มาเปนจุดตั้งตนสำหรับการ ทำแผนที่เดินดินพรอมแผนที่ตั้งโตะมีรายละเอียด มีการบอกที่ตั้งบานเรือน สถานที่สำคัญของชุมชน แตตองไมลืมที่จะตรวจสอบวามีอะไรเปลี่ยนแปลง ในขอมูลเดิมบางก็ตองเพิ่มเติมขอมูลใหมลงไป ๒. ลงขอมูลพื้นฐานในแผนที่ เชน เลขบาน ชื่อนามสกุลเจาบาน สถานที่ ที่สำคัญ เชน โรงเรียน ที่ทำการผูใหญบาน อบต. ศาลเจา ศาลหลักเมือง เปนตน ๓. ลงพื้นที่สำรวจพูดคุย สัมภาษณ และสังเกตสิ่งแวดลอมหรือ เหตุการณในชุมชน ควรหลีกเลี่ยงการสังเกตดวยการขับรถยนต เพราะจะได ขอมูลที่ฉาบฉวย หากจำเปนเนื่องจากระยะทางไกลก็อาจใชรถจักรยานหรือ รถมอเตอรไซคที่สามารถหยุดเพื่อพูดคุยสอบถามหรือสังเกตไดทันทีที่ตองการ ๔. เขียนอธิบายเพิ่มเติมรายละเอียดทางกายภาพของบานเรือนสถานที่ หรือสาธารณูปโภคใหชัดเจนมากขึ้น ดูโยงเขากับตำแหนงในแผนที่ เชน บานหลังใหญ หรือเล็ก เกาดูทรุดโทรมหรือทันสมัย บานนี้มีรั้วบานสูงมิดชิด เปนตน 2.������������� ������������������������������� p.20-144.indd 48 16/1/2566 BE 17:36
๔๙ ๕. สังเกตกิจกรรมทางสังคมที่เกิดขึ้นในพื้นที่ตาง ๆ นำมาบันทึกลงใน แผนที่ เชน ตลาดเชามีผูคนมาจับจาย รานกาแฟมีตูมวย บริเวณสี่แยกที่มี วัยรุนชอบจับกลุมนั่งคุยกันตอนกลางวันหรือบานหลังนี้เลี้ยงไกชนมักจะมีกลุม ผูชายในหมูบานมาชุมนุมกันทุกวันพุธ เปนตน ๖. โยงความสัมพันธทางสังคมในชุมชน ใชลูกศรพรอมคำอธิบาย โยงเชื่อมระหวางครอบครัว หรือพื้นที่ที่มีความสัมพันธกัน เชน บานที่เปน เครือญาติกัน สมาชิกกลุมอาชีพ เครือขายผูนำชุมชน เครือชาววัด กลุมไกชน เลนแชร หรือนายทุนเงินกูกับลูกหนี้ เปนตน ๗. ทำสัญลักษณ พรอมคำอธิบายเชนใชสีธงกากบาทหรือติดดาว กลุมเปาหมายสำคัญ ที่ตองสนใจเปนพิเศษไมวาจะเปนบานผูนำ สมาชิก กลุมพัฒนาตาง ๆ หรือบานกลุมชนไก บานกลุมเงินกู แหลงขายสุรา เปนตน การทําแผนที่เดินดิน จึงเปนขั้นแรกที่ชวยใหเจาหนาที่คุนเคยกับโลกทาง กายภาพและสิ่งแวดลอมทางสังคมของชุมชนไดอยางรวดเร็ว ในการทําแผนที่ เดินดินนั้นควรใหความสำคัญกับการสรางความคุนเคยกับชุมชนควบคูไปกับ การเขียนแผนที่ จึงควรแวะเขามาทักทายชาวบานใหมากที่สุด พูดคุย ทักทาย ใหรูจักเจาของบาน หรือผูอยูอาศัยพรอม ๆ กับซักเรื่องราวตาง ๆ ที่นาสนใจ เกี่ยวกับชุมชนไปดวย แผนที่เดินดิน เปนเคร้�องม้อในการจัดการขั�อม้ลพ้�นที่่� โดยมีการนำเอา ขอมูลทางสังคมมาเชื่อมโยงกับพื้นที่ทางกายภาพ โดยการบันทึกซอนลงใน แผนที่ทางกายภาพ ทำใหเรารูวาบานหลังเปนเครือญาติกัน บานหลังไหน ยากจน บานหลังไหนมีปญหาการละเมิดศีล ๕ และมีเครือขายเชื่อมโยงกับ บานหลังไหนในชุมชน ทำใหทราบวาพื้นที่ใดในชุมชน ที่มีอัตลักษณ และ มีความสัมพันธเชิงอำนาจในดานการละเมิดศีล ๕ เชน พื้นที่โตะสนุก รานเหลา รานเกมส รานอินเทอรเน็ต รานซอมรถมอเตอรไซด เปนตน นอกจากนี้ยังทำให ทราบวา วัยรุนที่รวมตัวกันที่บานไกชนเปนประจำ มักจะไปซิ่งมอเตอรไซดที่ ถนนหลังหมูบานมาจากครอบครัวไหนบาง ขอมูลพื้นที่หลากหลายเรื่องจึง อาจสามารถอานไดจากแผนที่เดินดินเพียงแผนเดียว 2.������������� ������������������������������� p.20-144.indd 49 16/1/2566 BE 17:36