The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

คู่มือฝึกอบรม หลักสูตรพระสงฆ์ผู้นำขับเคลื่อนหมู่บ้านรักษาศีล ๕ ปรับปรุง 2566 โดย วิทยาลัยสงฆ์พุทธปัญญาศรีทวารวดี มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by PM. Prakasit Thitipasitthikorn, 2023-01-21 07:10:34

คู่มือฝึกอบรม หลักสูตรพระสงฆ์ผู้นำขับเคลื่อนหมู่บ้านรักษาศีล ๕ ปรับปรุง 2566

คู่มือฝึกอบรม หลักสูตรพระสงฆ์ผู้นำขับเคลื่อนหมู่บ้านรักษาศีล ๕ ปรับปรุง 2566 โดย วิทยาลัยสงฆ์พุทธปัญญาศรีทวารวดี มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย

๕๐ ขั�อแนะนำ : การที่ำแผนที่่�เดินดิน ๑) เดินดูใหทั่วชุมชน สังเกตสิ่งตาง ๆ ขณะเดิน บันทึกเปนภาพวาด ของชุมชน ๒) ถายรูป สถานที่ตาง ๆ รวมทั้งปายตาง ๆ ๔) หาบานที่เปนบานของผูดอยโอกาส ๕) ในขณะที่ทำแผนที่พยายามสังเกตการณ รวมตัวของกลุมตาง ๆ วา มีการรวมกลุมของกลุมใด รวมกลุมเวลาไหน และที่ไหนบาง ๖) ในขณะที่ทำแผนที่ ไปหาปจจัยเสี่ยง และปจจัยเสี่ยง และปจจัย คุมครอง ๗) เทคนิคการเขาไปซื้อของ เลือกของในรานดวยการเดินรอบ ๆ ๘) การเขาไปรับประทานอาหาร แลวสอบถามวาที่นี่มีอะไรอรอย ที่ คนสวนใหญชอบทาน เทคนิคการสอบถาม ตัวอย่างแผนที่่�เดินดิน ภาพ : แผนที่เดินดิน (ที่มา : หนังสือ วิถีชุมชน เครื่องมือ ๗ ชิ้น) 2.������������� ������������������������������� p.20-144.indd 50 16/1/2566 BE 17:36


๕๑ แบบฝึึกหัดแผนที่่�เดินดินถิ�นบ�านเรา แบบฝกหัดที่ ๑ เปนการฝกสังเกตความสัมพันธทางสังคมที่ทับซอน อยูกับพื้นที่ทางกายภาพเหมาะสำหรับการทดลองทำกอนลงพื้นที่จริงแบบฝกหัดนี้ เปนกิจกรรมที่ฝกทำเฉพาะบุคคลอุปกรณที่ใชมีเพียงกระดาษและดินสอ กิจกรรมนี้มี ๒ ขั้นตอนคือ ๑. ใหทุกคนวาดแผนที่วัดของตนเอง ลงในแผนกระดาษโดยใหแผนที่นั้น มีความชัดเจนสามารถใชนำทางไปวัดของตนไดจริง คือ มีทั้งเสนทางและ จุดสังเกตตาง ๆ ใหเวลาวาดประมาณ ๑๐ นาที แผนที่ที่วาดไดจะเปนแผนที่ ทั่วไป ที่บอกลักษณะทางกายภาพซึ่งเปนลักษณะที่พบไดในพื้นที่ ๒. คราวนี้ใหเอาแผนที่ที่วาดไดจากขั้นตอนที่ ๑ มาเติมเสนที่ขีดเชื่อมโยง บานคนรูจัก บานญาติรานคาที่เราเดินผาน โยมบานที่ชอบตักบาตรทุกเชา โรงเรียนในชุมชน บานมัคนายก และจิตอาสาที่ชอบมาทำบุญที่วัด บานญาติโยม ที่ชอบมาปฏิบัติธรรม รานคาชุมชน รานตัดผม ปมน้ำมัน อบต. บริเวณทางแยก หรือถนนที่มักจะมีรถติด ศาลากลางหมูบาน บานปราชญชาวบาน บานผูใหญ บาน เปนตน เขียนอธิบายความสำคัญของสถานที่ตาง ๆ ในชีวิตเราโดยใช ปากกาหลายสีชวยแยกแยะขอมูล แผนที่ที่ไดใหมนี้จะมีรูปแบบใกลเคียงกับ แผนที่เดินดิน แมวาเราจะไมไดไปเดินดินจริง ๆ ก็ตาม แตก็เปนการฝกทดลอง ทำ เพื่อเขาใจวาแผนที่เดินดิน ใชสำหรับการบันทึก และจัดขอมูลทางสังคม ตาง ๆ โดยเขียนลงในแผนที่ทางกายภาพ ๒) เคร้�องม้อชิ�นที่่� ๒ : ผังเคร้อญาติ ผังเครือญาติ ความสัมพันธแบบเครือญาติ ถือไดวาเปนพื้นฐานที่สุด ของชีวิตในชุมชน ผังเครือญาติสามารถบอกเราไดวาใครเปนญาติใครในชุมชน และมีความสัมพันธกันอยางไร โดยการที่เราสามารถรู และจดจำไดวาใครเปน ญาติใครในชุมชน จะทำใหเราสามารถทำนาย หรือปองกันการเกิดการละเมิด ศีล ๕ ในชุมชนได ผังเครือญาติ เปนการใชสัญลักษณแสดงตัวบุคคล และ 2.������������� ������������������������������� p.20-144.indd 51 16/1/2566 BE 17:36


๕๒ ความสัมพันธระหวางบุคคลในระบบเครือญาติหนึ่ง ๆ มีประโยชนสำคัญ หลายประการคือ (๑) เขาใจโครงสรางความสัมพันธเชิงเครือญาติ (๒) ให ความรูและขอมูลเกี่ยวกับความสัมพันธเครือญาติสามารถถายทอด และเรียนรู กันไดผานรูปแบบสัญลักษณงาย ๆ (๓) ผังเครือญาติสามารถใชเพื่อวิเคราะห ความสัมพันธตาง ๆ (๔) ชวยสรางความสัมพันธอันดี และความสนิทคุนเคย ระหวางพระภิกษุกับชาวบานไดอยางรวดเร็ว และ (๕) เพื่อเขาใจบทบาทของ สังคมในชุมชน ผังเครือญาติ คือ แผนผังที่เขียนขึ้นเพื่อแสดงระบบความสัมพันธเชิง เครือญาติ โดยใชสัญลักษณแทนตัวบุคคล และเสนแสดงความสัมพันธทั้งทาง สายเลือด และความสัมพันธจากการแตงงาน ผังเครือญาติจึงบอกความสัมพันธ ที่เปนรากฐานที่สุดของชีวิตครอบครัว การทำผังเครือญาติจึงชวยในการทำ ความเขาใจระบบความสัมพันธที่สำคัญในครอบครัวและชุมชน หลักการส่ำคัญ ความสัมพันธแบบเครือญาติ มีทั้งความสัมพันธโดยสายเลือด และโดย การแตงงาน หรือการดองกัน การทำผังเครือญาติ ตองครอบคลุมความสัมพันธ ทั้งสองแบบ นอกจากนี้ความสัมพันธโดยการอยูกินดวยกัน ที่มีทั้งเปนทางการ และไมเปนทางการ วิธ่การที่ำผังเคร้อญาติ วิธีการทำผังเครือญาติ เปนการนำเอาขอมูลบุคคล และความสัมพันธ ในระบบเครือญาติมาทำเปนแผนภาพ ซึ่งทำใหงายตอการเขาใจ ๑) สิ่งที่ตองเรียนรูคือสัญลักษณมาตรฐาน ซึ่งทำใหทุกคนในระบบงาน เขียนอานสัญลักษณเหลานี้ไดเหมือนกัน เขาใจตรงกัน และสามารถเพิ่มเติม ขอมูลโดยใชสัญลักษณมาตรฐานเหลานี้ได เราจึงจำเปนตองรูวาสัญลักษณที่ ใชนั้นมีอะไรบาง 2.������������� ������������������������������� p.20-144.indd 52 16/1/2566 BE 17:36


๕๓ ๒) การเก็บขอมูลเกี่ยวกับผังเครือญาติ ไมตางไปจากการเก็บขอมูลงาน วิจัย คือ การจะเก็บขอมูลไดดีจะตองหา และสอบถามจากผูใหขอมูลหลัก (Key Informant) ที่รูเรื่องนั้นดี ๆ ผูที่รูเรื่องราวเกี่ยวกับเครือญาติในชุมชน ไดแก คนเฒา คนแก ในหมูบานนั่นเอง ๓) ความสัมพันธในผังเครือญาติ มีทั้งความสัมพันธแบบสายเลือดและ ความสัมพันธแบบดองกัน จึงตองสอบถามใหชัดเจน เพื่อทราบความสัมพันธ ที่แทจริง ๔) ธรรมชาติของผังเครือญาติ ก็คือความเชื่อมโยงกัน การสอบถาม ผังเครือญาติจากครอบครัวหนึ่ง จึงอาจไดขอมูลผังเครือญาติของครอบครัว อื่น ๆ พวงมาดวย หากพบผูที่รูเรื่องเครือญาติจึงควรสอบถามเชื่อมโยงออกไป ใหมากที่สุด ๕) การอยูรวมกันเปนครอบครัว ของคนรักรวมเพศเปนสิ่งที่พบเห็น ไดมากขึ้น ในครอบครัวจึงอาจมีผูหญิงหรือผูชายสองคนอยูดวยกัน และอาจ มีลูกที่รับมาเปนบุตรบุญธรรม มีการแบงบทบาทหนาที่ของพอแม การทำผัง เครือญาติ อาจตองใชการเขียนอธิบายเพิ่มเติม ในแผนผังเพื่อใหเขาใจงายขึ้น ขั�อแนะนำ การทำผังเครือญาติของครอบครัวชนบท มีความแตกตางจากครอบครัว เมือง ดังนั้นการทำผังเครือญาติ ครอบครัวในชนบทจึงตองสนใจกับความ สัมพันธที่เชื่องโยงกัน คนที่มีเครือขายทางสังคมสนับสนุนจะมีโอกาสเสี่ยง นอยกวา กลุมคนที่ไมมีเครือขายทางสังคมสนับสนุน จึงนับไดวาเครือขายทาง สังคมเปนทุนทางสังคมอยางหนึ่ง และมีผลตอการปองกันภาวะเสี่ยงในการ ละเมิดศีล ๕ ของคนในชุมชนดวย การทำผังเครือญาติ ทำใหเราเห็นกลุมเสี่ยง ซึ่งจะชวยใหเห็นแนวทางในการปองกันและแกปญหาการละเมิดศีล ๕ ใน ชุมชนได 2.������������� ������������������������������� p.20-144.indd 53 16/1/2566 BE 17:36


๕๔ ส่ัญญลักษณ์ที่่�กำหนดในการที่ำผังเคร้อญาติ แบบฝึึกหัดที่่� ๑ : ส่ัมภาษณ์และเขั่ยน แบบฝกหัดเปนกิจกรรมที่ฝกทำเปนคู โดยการจับคูกัน ๒ คน เปนการ ฝกอานและเขียนผังเครือญาติ โดยมีขั้นตอนดังนี้ ใหผูเขารวมกิจกรรมจับคูกัน จากนั้นสมมติ คนหนึ่งเปนนางศรีนวล ผูถูกสัมภาษณ ซึ่งจะตองอานสัญลักษณ ผังเครือญาตินางศีลนวลจากใบงานขางลางนี้ และอีกคนหนึ่งเปนผูสัมภาษณ ผูสัมภาษณจะตองถอด (เขียน) ผังเครือญาติ โดยการสัมภาษณหรือสอบถาม ประวัติ รายละเอียดของนางศรีนวลใหไดมากที่สุดเทาที่จะมากได และเขียน สัญลักษณผังเครือญาติลงในแผนกระดาษ (ขณะสัมภาษณ หามผูสัมภาษณ ดูผังเครือญาตินางศรีนวล) ภาพ : สัญลักษณที่ใชในผังเครือญาติ (ที่มา : หนังสือ วิถีชุมชน เครื่องมือ ๗ ชิ้น) 2.������������� ������������������������������� p.20-144.indd 54 16/1/2566 BE 17:36


๕๕ แบบฝึึกหัดที่่� ๒ : เขั่ยนผังเคร้อญาติขัองตนเอง แบบการเขียนผังเครือญาติ ภาพ : ผังเครือญาติ (ที่มา : หนังสือ วิถีชุมชน เครื่องมือ ๗ ชิ้น) ตัวอย่างผังเคร้อญาติ 2.������������� ������������������������������� p.20-144.indd 55 16/1/2566 BE 17:36


๕๖ ๓) เคร้�องม้อชิ�นที่่� ๓ : โครงส่ร�างองค์กรชุมชน ชุมชน ประกอบไปดวยความสัมพันธหลายแบบ นอกจากความสัมพันธ แบบเครือญาติแลว พบวา ในชุมชนยังมีความสัมพันธแบบอื่นดวย เชน ความ สัมพันธทางเศรษฐกิจ เชน นายจางกับลูกจาง เจาหนี้กับลูกหนี้ รานคากับผูซื้อ ความสัมพันธทางสังคม เชน กลุมผูสูงอายุ กลุมแมบาน กลุมวัยรุน กลุมทาง ศาสนา ความสัมพันธทางการเมือง เชน กลุมหัวคะแนนกับนักการเมืองทองถิ่น ความสัมพันธในกลุมเสี่ยง เชน ผูขายสุรา กับผูซื้อ พบวามีความสัมพันธที่ หลากหลายเหลานี้ซอนทับชุมชนอยู ระบบความสัมพันธที่วานี้ อาจจะเรียกวา “โครงสรางองคกรชุมชน” ซึ่งประกอบไปดวยความสัมพันธที่เปนทางการ และ ความสัมพันธแบบไมเปนทางการ การทำแผนผังโครงสรางองคกรชุมชน ทั้งที่เปนทางการ และไมเปน ทางการ จะทำใหเห็นความสัมพันธความเชื่อมโยง และความทับซอนของ เครือขายความสัมพันธ นอกจากนี้ยังจะเห็นความสัมพันธเชิงอำนาจ โดยจะ ปรากฏในการทำแผนผังโครงสรางองคกรชุมชน โดยแผนผังโครงสรางองคกร ชุมชน ทำใหเราเห็นศักยภาพของชุมชนผานเครือขายความสัมพันธที่มีอยู และ ยังสามารถเห็นผูนำธรรมชาติ ที่มีความสัมพันธอยางไมเปนทางการ แตมีความ แนนแฟน ที่สามารถขับเคลื่อนประเด็นตาง ๆ ในชุมชนได การศึกษาโครงสราง องคกรชุมชน ตองเริ่มจากการมองใหเห็นระบบความสัมพันธที่หลากหลาย ในชุมชน ทั้งที่เปนระบบความสัมพันธแบบเปนทางการ และระบบความสัมพันธ แบบไมเปนทางการ โดยที่ความสัมพันธแบบไมเปนทางการ อาจมีความสำคัญ มากกวาที่เปนทางการ ในการศึกษาองคกรเหลานี้ นอกจากจะตองทำความเขาใจวา ใครเปน ใครในองคกรเหลานี้แลว เรายังจะตองศึกษาถึงความเปนมา เปาหมาย วัตถุประสงคของการจัดตั้งองคกร ตองหาใหไดวา ใครมีบทบาทที่แทจริง ใครเปนผูนำที่คนในชุมชนใหการยอมรับ เพราะอะไร อาจจะตองฟงเรื่องราว ตาง ๆ และสังเกตกิจกรรมสวนรวมที่บุคคลหรือผูนำเหลานั้นไดแสดงบทบาท ทางสังคมจริง ๆ ดวย ความสำคัญของการเขาใจโครงสรางองคกรชุมชน อยูที่ การเขาใจบทบาทและความสัมพันธของคนในชุมชน 2.������������� ������������������������������� p.20-144.indd 56 16/1/2566 BE 17:36


๕๗ วิธ่การที่ำโครงส่ร�างองค์กรชุมชน การถอดโครงสรางองคกรชุมชน เปนการนำเอาขอมูลบุคคล กลุม และเครือขายความสัมพันธในชุมชนมาเชื่อมโยงเปนแผนผังเครือขายทางสังคม มีวิธีการดังนี้ ๑) เริ่มจากขอมูล ซึ่งสามารถรวบรวมมาไดทั้งจากการสอบถาม สัมภาษณ หรือสังเกตปฏิสัมพันธในกิจกรรมทางสังคมตาง ๆ ที่เกิดขึ้นในชุมชน โดยอาจ ใชประเด็นเหลานี้ เปนแนวทางในการรวบรวมขอมูล ๑.๑) ความสัมพันธทางเศรษฐกิจ เชน - ดูวาอาชีพในชุมชนมีอะไรบาง ใครทำอาชีพอะไรบาง มีกลุม อาชีพตาง ๆ อะไรบาง แตละอาชีพสัมพันธกันอยางไร - กลุมหรือกิจกรรม เชน กลุมเลนแชร กลุมเด็กแวนท กลุม ตีไก กลุมสุรา กลุมนายทุนเงินกู ใครมีบทบาทสำคัญในกลุมนี้ และกลุมตาง ๆ เหลานี้สัมพันธกันอยางไร ๑.๒) ความสัมพันธทางสังคม - กลุมที่มีลักษณะรวมหรืออัตลักษณทางวัย (กลุมวัยรุน กลุม วัยแรงงาน กลุมหนุมสาว กลุมคนเฒาคนแก) - ลักษณะรวมหรืออัตลักษณทางเพศ (กลุมพอบาน กลุม แมบาน กลุมเพศที่สาม) - กลุมตาง ๆ เหลานี้มีความสัมพันธกันอยางไร มีวัตถุประสงค หรือเปาหมายอะไรรวมกันบาง ใครเปนผูนำหรือผูมีบทบาทสำคัญ บุคคลใน กลุมมีความสัมพันธกันหรือไมอยางไร และมีความสัมพันธนอกกลุมหรือไม อยางไรบาง ๑.๓) ความสัมพันธทางการเมือง เชน กลุมทางการเมือง กลุม ผลประโยชน กลุมความขัดแยง เวทีสาธารณะในชุมชน วงกาแฟ รานทำผม เปนตน ใครมีบทบาทสำคัญ 2.������������� ������������������������������� p.20-144.indd 57 16/1/2566 BE 17:36


๕๘ ๒) เมื่อไดความรูความเขาใจเกี่ยวกับโครงสรางความสัมพันธตาง ๆ ใน ชุมชนก็นำขอมูลสวนบุคคล กลุม และเครือขายที่ไดมาทำเปนแผนผังโครงสราง องคกรชุมชน โดยใชสัญลักษณตาง ๆ คลายกับที่ใชในผังเครือญาติ ๓) การทำผังโครงสรางองคกรชุมชน เริ่มจากผูนำที่มีบทบาทสำคัญใน ชุมชน ซึ่งอาจเปนผูนำที่เปนทางการหรือไมเปนทางการก็ได เขียนสัญลักษณ ตัวบุคคลแทนผูนำ จากนั้นระบุตัวบุคคลที่มีความสัมพันธกับผูนำ จากนั้น โยงเสนเชื่อมระหวางบุคคลแสดงถึงความสัมพันธที่มีอยู ๔) การเปนสมาชิกกลุม หากบุคคลนั้นเปนสมาชิกกลุม ใหเขียน สัญลักษณแทนสมาชิกกลุมที่สำคัญ และเขียนเชื่อมโยงแสดงความสัมพันธ ระหวางสมาชิก และขีดเสนประลอมสมาชิกในกลุมใหเห็นวาเปนกลุมเดียวกัน ๕) การมีความสัมพันธขามกลุม หากบุคคลมีความสัมพันธขามกลุม ให เขียนเสนประเชื่อมโยงกลุมตาง ๆ ซึ่งทำใหเราไดเครือขายทางสังคมของแตละคน เมื่อโยงความสัมพันธทั้งหลายเขาดวยกัน ผังโครงสรางองคกรชุมชนนี้ จะกลายเปน “เครือขายทางสังคม” ของชุมชน ซึ่งรวมทั้งบทบาทความสัมพันธ ทั้งที่เปนทางการและไมเปนทางการไว การศึกษาโครงสรางชุมชนนั้น เราจะ ไมสามารถศึกษาแยกแตละดานขาดจากกันได เนื่องจากโครงสรางดานตาง ๆ มีความสัมพันธกันอยางสลับซับซอน และแยกจากกันไมออก เชน คนที่เปน กำนันมักจะมีฐานะทางเศรษฐกิจและมีบารมีทางสังคมควบคูไปดวย เพราะ มีเครือญาติขนาดใหญทำใหฐานอำนาจทางการเมืองในชุมชนมีมากขึ้นตาม ไปดวย เปนตน เพราะฉะนั้นการศึกษาโครงสรางองคกรชุมชนที่เกี่ยวโยงกัน ทั้งทางดานเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง จึงจำเปนตองทำเปนภาพรวมที่ แสดงความสัมพันธที่เชื่องโยงกัน และมีความรอบดานใหมากที่สุด ดังนั้น เครื่องมือชิ้นนี้ จึงเปนเครื่องมือสำคัญ ที่ชวยใหเรามองความ หลากหลายของระบบความสัมพันธในชุมชน และชวยใหการทำงานชุมชน มีความละเอียดออน และมีประสิทธิผลมากยิ่งขึ้นเครือขายทางสังคมนั้น นอกเหนือจากความสัมพันธที่มีตอกันแลว ยังมีอิทธิพลตอความนึกคิดระหวาง 2.������������� ������������������������������� p.20-144.indd 58 16/1/2566 BE 17:37


๕๙ กันอีกดวย เพราะเปนชองทางการสื่อสารที่มีการสงตอขอมูลขาวสาร และ ทัศนคติ การละเมิดศีล ๕ ที่อาจจะไดรับอิทธิพลจากเครือขายทางสังคมที่ ใกลชิด ทั้งนี้ การศึกษาโครงสรางองคกรชุมชนจึงชวยใหเราเขาใจอิทธิพลของ กลุมที่มีตอผูคนในชุมชนไดเปนอยางดี การวิเคราะหเครือขายทางสังคม นอกจาก จะทำใหเห็นความสัมพันธระหวางบุคคลปจจัยเชิงโครงสรางและพฤติกรรมเสี่ยง ของบุคคลแลว ยังทำใหเห็นชองทาง และโอกาสใหม ๆ ในดานการสงเสริม และปองกันการละเมิดศีล ๕ อีกดวย การถอดผังโครงสรางองคกรชุมชน นอกจากจะทำใหเราเห็นความสัมพันธในมิติตาง ๆ ของชุมชนที่เชื่อมโยงกันแลว เครือขายทางสังคมและโครงสรางองคกรชุมชน ยังเปนศักยภาพสำคัญที่ชวย ใหเราเขาใจ และทำงานชุมชนไดงายขึ้น ตัวอย่างผังโครงส่ร�างองค์กรชุมชน ภาพ : แผนผังองคกรชุมชน (ที่มา: หนังสือ วิถีชุมชน เครื่องมือ ๗ ชิ้น) 2.������������� ������������������������������� p.20-144.indd 59 16/1/2566 BE 17:37


๖๐ แบบฝึึกหัดที่่� ๑ : การเขั่ยนแผนผังโครงส่ร�างองค์กรชุมชน ใหผูเขาอบรมแบงกลุมสมมติเปนองคกรชุมชน รวมกันวางโครงสราง องคกรชุมชนที่สมมติขึ้น แบงบทบาทของสมาชิกในกลุมองคชุมชนและทำ แผนผังโครงสรางองคกรชุมชนรวมกันเพื่อนำเสนอ แบบฝึึกหัดที่่� ๒ : ศีึกษาและเขั่ยนแผนผังโครงส่ร�างองค์กรชุมชน ใหผูเขาอบรมแบงกลุมลงพื้นที่ศึกษาองคกรชุมชน รวมกันทำแผนผัง โครงสรางองคกรชุมชนที่ศึกษาเพื่อนำเสนอ ๔) เคร้�องม้อชิ�นที่่� ๔ : ระบบสุ่ขัภาพชุมชน หากพิจารณาสุขภาพในความหมายที่กวาง เชื่อมโยงทั้งสุขภาวะกาย ใจ สังคม และสิ่งแวดลอมแลวสุขภาพไมเพียงแตเปนผลจากระบบสังคมที่ใหญกวา แตสุขภาพยังสงผลกระทบไปถึงดานความเปนอยูดานอื่น ๆ ไดอีกดวย การ ศึกษาระบบสุขภาพชุมชน สามารถที่จะสะทอนถึงมิติอื่น ๆ ของชุมชนใหเรา เขาใจดวย นอกจากนี้ การเรียนรูระบบสุขภาพของชุมชน ยังทำใหเขาใจถึงระบบ วิธีคิดโลกทัศน หรือจักรวาลวิทยาของทองถิ่น เพราะการเผชิญกับวิกฤตสุขภาพ มักทำใหมนุษยตองอาศัยคำตอบจากคำอธิบายที่มีรากฐานจากวิธีคิด และ โลกทัศนในวัฒนธรรมทองถิ่น ปญหาสุขภาพของสมาชิกในชุมชน จึงเปน มูลเหตุสำคัญที่กระทบตอระบบตาง ๆ มากมาย เชน ความเชื่อ ความศรัทธา เศรษฐกิจ ความมั่นคงในการงาน ขวัญและกำลังใจของสมาชิกในชุมชน การบูรณาการโครงการหมูบานรักษาศีล ๕ กับระบบสุขภาพใหเห็นภาพรวม ของปญหา การแกปญหา โอกาส และการตอยอดเสริมพลัง นับวาเปนแนวทาง ที่ทำใหชุมชนเขมแข็งทั้งทางกายและทางใจ 2.������������� ������������������������������� p.20-144.indd 60 16/1/2566 BE 17:37


๖๑ ปญหาที่่�พบในการที่ำงาน ๑) ที่ผานมาการมองชุมชน แบบแยกสวนทำใหเรื่องสุขภาพกลายเปน เรื่องของบุคลากรทางการแพทย เปนเรื่องทางเทคนิคที่ไมเกี่ยวของเชื่อมโยง กับมิติทางสังคมวัฒนธรรม ทำใหเรื่องสุขภาพขาดการมีสวนรวมของภาคสวน และมิติอื่น ๆ ๒) การขาดความเขาใจในความหลากหลายของวัฒนธรรมสุขภาพใน ทองถิ่น ทำใหไมเห็นถึงสุขภาพของชุมชน และทำใหมองชุมชนเปนภาชนะวาง ที่ไมมีความสามารถ หรือทุนทางสังคมอะไรอยูเลย ลักษณะเชนนี้ทำใหเรื่อง สุขภาพผูกขาด โดยระบบการแพทยสมัยใหมแตเพียงอยางเดียว ปญหาสุขภาพ นอกจากจะสงผลกระทบตอความเปนอยูดีของผูคนแลว สุขภาพยังเปนพื้นที่ทางสังคมสำหรับใหชุมชนไดรวมกันปฏิบัติ ซึ่งทำให ศักยภาพของชุมชนไดแสดงออกอยางเต็มที่ การทำงานสุขภาพชุมชนจึงตอง เชื่อมโยงวิธีอื่น ๆ ทางสังคม ประโยชน์ขัองเคร้�องม้อระบบสุ่ขัภาพชุมชน ๑) ทำใหเห็นภาพรวมของระบบสุขภาพชุมชนเชื่อมโยงกับศีล ๕ ผาน มิติตาง ๆ ของชุมชน ๒) ทำใหเห็นความหลากหลายของวัฒนธรรมสุขภาพที่ดำรงอยูในชุมชน ๓) ทำใหเขาใจถึงวัฒนธรรมความเชื่อ วิธีปฏิบัติและพฤติกรรมที่เกี่ยวของ กับสุขภาพของทองถิ่นที่มีอิทธิพลตอการรักษาหรือละเมิดศีล ๕ ๔) ทำใหเห็นทั้งปญหา ศักยภาพและทุนทางสังคมดานสุขภาพของ ชุมชน ซึ่งเปนปจจัยสำคัญในการสรางเสริมความตระหนักในการรักษาศีล ๕ การบูรณาการระบบสุขภาพชุมชน ในการขับเคลื่อนโครงการหมูบาน รักษาศีล ๕ จึงเปนการศึกษาตนเหตุของปญหาสุขภาพในชุมชน โดยเฉพาะ 2.������������� ������������������������������� p.20-144.indd 61 16/1/2566 BE 17:37


๖๒ โรคภัยไขเจ็บที่มีความสัมพันธกับการละเมิดศีล ๕ และคนหาวิธีการแกปญหา ที่ตนเหตุ เพื่อลดความเสี่ยงตอการเกิดโรคภัยไขเจ็บ และลดความสูญเสียจาก การจากไปของสมาชิกในชุมชนในชวงวัยที่ไมสมควร หลักการส่ำคัญขัองระบบสุ่ขัภาพชุมชน การดูแลสุขภาพชุมชนมีความสลับซับซอน มีเหตุปจจัยที่เกี่ยวของ หลากหลาย เราอาจลองศึกษาจากประสบการณการละเมิดศีล ๕ จากขอมูล ที่เก็บบันทึกที่เรียกวาบันทึกเหตุการณการละเมิดศีล ๕ ซึ่งเปนการติดตามสิ่งที่ เกิดขึ้นตลอดกระบวนการ ซึ่งบันทึกการละเมิดศีล ๕ ในลักษณะนี้เปนวิธีการ หนึ่งที่ทำใหเราเห็นภาพความหลากหลายของการละเมิดศีล ๕ ในชุมชน วิธ่ที่ำผังสุ่ขัภาพชุมชน ๑. ศึกษาแผนที่เดินดินในชุดเครื่องมือชิ้นที่ ๑ เพื่อคนหาพื้นที่ที่มีความ สุมเสี่ยงตอการเกิดโรคภัยไขเจ็บ เชน รานจำหนายสุรา แหลงอบายมุข รานจำหนายอุปการณแตงรถ จุดที่เสี่ยงตอการเกิดอุบัติเหตุบนถนน จุดอับ ที่อาจเปนแหลงของมิจฉาชีพ ๒. พูดคุยสัมภาษณ และสังเกตผูมีประสบการณเกี่ยวกับสุขภาพและ ความเจ็บปวยในชุมชนหลายรายโดยเฉพาะหมอพื้นบานญาติผูปวย อาสาสมัคร สาธารณสุข พระ และคนเฒาคนแก โดยเฉพาะโรคทองถิ่น วัฒนธรรมสุขภาพ พฤติกรรมและความเชื่อเกี่ยวกับสุขภาพ ตลอดจนแหลง และการแสวงหา บริการสุขภาพของคนในชุมชน ๓. ใชเทคนิคการจัดทำผังความคิดหรือ Mind Mapping เพื่อประเมิน เนื้อหาที่ได โดยเริ่มจากแกนกลางของเรื่อง คือ ระบบสุขภาพชุมชนจากนั้น แตกกิ่งออกเปนความคิด หรือปจจัยหลัก ๆ ของระบบสุขภาพ เชน จุดเสี่ยงที่ เอื้อตอการละเมิดศีลขอ ๑-๕ สถานที่ที่เอื้อตอการรักษาศีล ๕ การเขาถึงระบบ สาธารณสุข เปนตน 2.������������� ������������������������������� p.20-144.indd 62 16/1/2566 BE 17:37


๖๓ ๔. การทำผังความคิดระบบสุขภาพชุมชน มีเปาหมายเพื่อการทำงาน ชุมชน จึงควรลงรายละเอียดที่ทำใหการทำงานเปนไปไดโดยสาวใหไปถึง คน ของ เวลา สถานที่ โอกาส ปจจัยและเหตุการณ ๕. เมื่อเก็บขอมูลระบบสุขภาพชุมชนไดระดับหนึ่ง ควรนำขอมูลที่ไดมา ทำการวิเคราะหวิธีการงาย ๆ ในการวิเคราะห ก็คือการจำแนกองคประกอบ และปจจัยตาง ๆ ที่เกี่ยวกับสุขภาพชุมชนออกเปนปจจัยเชิงบวก หมายถึง ปจจัยที่เอื้อตอการรักษาศีล ๕, ปจจัยเชิงลบ คือ ปจจัยที่สุมเสี่ยงตอการ ละเมิดศีล ๕ ที่เปนตนเหตุของปญหาสุขภาพในชุมชน และปจจัยอื่น ๆ ที่เปน องคประกอบของความสำเร็จหรือความลมเหลวในการรักษาศีล ๕ โดยการ วิเคราะหนี้อาจทำรวมกับชุมชน เพื่อที่ชุมชนจะไดทบทวนสิ่งที่มีอยู ซึ่งอาจ ทำใหเห็นทั้งปญหา ศักยภาพและทุนทางสังคม ที่สามารถระดมมาใชในการ พัฒนาระบบสุขภาพชุมชนได ๖. ขอมูลที่ไดจากการศึกษาระบบสุขภาพชุมชน มักมีเกี่ยวโยงกับขอมูล ที่ไดมาจากเครื่องมืออื่น ๆ ดวย จึงควรนำขอมูลที่ไดไปลงเพิ่มเติมในผังของ ขอมูลอื่น ๆ เพื่อใหขอมูลเชื่อมโยงกัน เชน ปาสมุนไพร แหลงอาหารธรรมชาติ หรือบานหมอพื้นบาน ก็ควรนำไปเพิ่มเติมในแผนที่เดินดิน หรือขอมูลผูมี บทบาทในระบบสุขภาพ ไมวาจะเปนหมอพื้นบาน คนเก็บหนอไมหรือคนอื่น ๆ ก็อาจจะนำไปเพิ่มเติมในผังเครือญาติ สวนขอมูลที่เกี่ยวกับกลุมหรือองคกร ชุมชน เชน กลุมคนเก็บหนอไม กลุมสมุนไพร กลุมเด็กแวน หรือระบบความ สัมพันธของคนทรงกับเครือขายลูกศิษยลูกหา ก็สามารถนำไปเพิ่มเติมในผัง โครงสรางองคกรชุมชนได 2.������������� ������������������������������� p.20-144.indd 63 16/1/2566 BE 17:37


๖๔ แบบฝึึกหัด ใหผูเขาอบรมฝกปฏิบัติการระดมสมองระบบสุขภาพชุมชนในความคิดของ เรา กิจกรรมนี้อาจทำคนเดียวหรือเปนกลุม โดยระดมองคประกอบและปจจัยที่ คิดวาเกี่ยวของกับสุขภาพชุมชนของพื้นที่ที่สัมพันธกับการรักษาหรือการละเมิด ศีล ๕ โดยเขียนเปน Mind Map ที่ครอบคลุมประเด็นสำคัญมากที่สุด ภาพ : ตัวอยางผังสุขภาพชุมชน (ที่มา : หนังสือ วิถีชุมชน เครื่องมือ ๗ ชิ้น) 2.������������� ������������������������������� p.20-144.indd 64 16/1/2566 BE 17:37


๖๕ ๕) เคร้�องม้อชิ�นที่่� ๕ : ปฏิที่ินชุมชน ปฏิทินชุมชน ปฏิทินชุมชนเปนเครื่องมือสำคัญการเรียนรูเรื่องเวลาใน วิถีชุมชน การเรียนรูวิถีชีวิตชุมชนเปนสิ่งที่คนทำงานชุมชนทุกคนตองเรียนรู เพื่อใหเขาใจวิถีชุมชน แตเมื่อไปศึกษาเรียนรูชุมชนจริง ๆ สิ่งที่รวบรวมมา มักไดแคกิจกรรม เมื่อสอบถามวาวิถีชีวิตของชุมชนที่ไปศึกษาเปนอยางไร ก็มักตอบไดวา ชาวบานทำนา ปลูกขาว ขายขาวใหเถาแกโรงสี บางคนทำไรมัน บางคนเขาเมืองไปทำงานกอสราง ขอมูลเหลานี้แมจะไมผิดแตก็เปนแคกิจกรรม ไมสามารถสะทอนภาพวิถีชีวิตของชุมชนได การทำงานชุมชน ตองมีการวางแผนกิจกรรมตาง ๆ ที่กำหนดขึ้นจำเปน ตองใหสอดคลองกับจังหวะเวลาของผูคนในชุมชน หนวยงานโดยเฉพาะ ราชการ มักนิยมกำหนดกิจกรรมจากเวลาราชการ ซึ่งอาจไมเหมาะสมหรือ อาจขัดแยงกับวิธีปฏิบัติ ในชวงนั้นของคนในชุมชน ดังนั้นการรูวาในแตละวัน แตละเดือน แตละฤดูกาลหรือในรอบปหนึ่ง ๆ ชุมชนมีกิจกรรมอะไรเกิดขึ้น เปนปกติบาง จะชวยใหคนทำงานชุมชน สามารถกำหนดปฏิทินการทำงาน ให เหมาะสมกับจังหวะชีวิตของชุมชน ปฏิที่ินชุมชน ค้ออะไร ปฏิทินชุมชน คือตารางกิจกรรมที่เกิดขึ้นในชุมชน ในแตละชวงเวลา ซึ่งรวบรวมเหตุการณ และปรากฏการณในชีวิตประจำวันของชุมชนในรอบป รอบเดือน หรือชวงระยะเวลาหนึ่ง เชน สิ่งที่ผูคนในแตละอาชีพทำในแตละชวง ของการผลิต ตลอดทั้งป หรือกิจกรรมทางวัฒนธรรม เปนตน โดยใหเนน จุดสนใจไปที่กิจกรรมที่สงผลตอการรักษาหรือละเมิดศีล ๕ ของชุมชน ในชุมชนเกษตรกร ปฏิทินชุมชน อาจรวมเอากิจกรรมดานการเกษตรที่เกิดขึ้น ตั้งแตตนจนสิ้นสุดฤดูกาลผลิต อาจรวมทั้งการเดินทางอพยพเขาเมืองไปหา งานทำในฤดูแลง การเปดเทอมปดเทอมของเด็ก ๆ การกลับมาเยี่ยมบานของ ลูกหลานที่ไปทำงานตางถิ่น ชวงเวลาที่ชาวบาน บวชลูกหลานหรือเทศกาล งานบุญตาง ๆ รวมทั้งปรากฏการณธรรมชาติ เชน น้ำทวม ฝนแลง เปนตน 2.������������� ������������������������������� p.20-144.indd 65 16/1/2566 BE 17:37


๖๖ หลักส่ำคัญขัองปฏิที่ินชุมชน ปฏิทินชุมชน เปนการนำกิจกรรมเหตุการณ และปรากฏการณเหลานี้ มารวบรวมใหเห็นเปนลำดับเวลาการทำปฏิทินชุมชนมีหลักการงาย ๆ ดังนี้ ๑. ใหจำแนกปฏิทินชุมชนเพื่อทำเปนปฏิทินชุมชน ๒ ลักษณะ คือ ปฏิทินดานเศรษฐกิจ และปฏิทินดานวัฒนธรรม ๑.๑ ปฏิทินดานเศรษฐกิจ รวบรวมกิจกรรมทางเศรษฐกิจ หรือ กิจกรรมที่เกี่ยวกับอาชีพตาง ๆ ที่มีอยูในชุมชน ๑.๒ ปฏิทินวัฒนธรรม รวบรวมกิจกรรมดานสังคม และประเพณี วัฒนธรรมในชุมชน ๒. การรวบรวมขอมูลกิจกรรมเกี่ยวกับอาชีพ เพื่อทำปฏิทินเศรษฐกิจนั้น จะตองใหครอบคลุมอาชีพทั้ง ๓ แบบไดแก ๒.๑ อาชีพของคนในชุมชนนั้น ทำอยูในชุมชนเอง เชน ชุมชน ชาวนา มีชาวนาทำนาอยูในหมูบานของตนเอง ๒.๒ อาชีพของคนอื่นที่มาทำมาหากินในชุมชน เชน มีแรงงาน อพยพจากที่อื่นมารับจางในชุมชน หรือมีคนขับรถสิบลอขึ้นลองกรุงเทพฯ มาแวะที่จุดพักรานอาหารคาราโอเกะริมทางหลวงใกลหมูบาน หรือมีตลาดนัดวัว ควาย ที่จะมีทั้งผูซื้อ และผูขายมาทำการคาอยูในชุมชน ๒.๓ อาชีพของคนในชุมชนที่ไปทำมาหากินที่อื่น เชน หนุมสาว อพยพเขาเมืองมาทำงานโรงงาน แรงงานอีสานไปทำงานรับจางลงเรือประมง ที่ภาคใต คนในชุมชนมีอาชีพเลี้ยงเปดไลทุงออกเดินทางไปกับฝูงเปดเปน เวลานาน ๆ หรือคนไทยไปทำงานตางประเทศ อาชีพตาง ๆ เหลานี้มักมีวงจร กิจกรรมในรอบป ที่แตกตางกันซึ่งสัมพันธกับการใชแรงงาน การเดินทาง การ มีรายได การเปนหนี้สิน การพักผอน หรือความเครียด แตกตางหมุนเวียนไป ในรอบป เราจึงตองศึกษารายละเอียดกิจกรรมยอย สำหรับแตละอาชีพเพื่อ 2.������������� ������������������������������� p.20-144.indd 66 16/1/2566 BE 17:37


๖๗ นำมาแจกแจงใสไวในปฏิทินชุมชนดานเศรษฐกิจ ปฏิทินวัฒนธรรมรวบรวม กิจกรรมดานสังคม วัฒนธรรมศาสนา และขนบธรรมเนียมประเพณีไว บางกิจกรรมเหลานี้มีกำหนดเวลาที่แนนอนเชน วันเทศกาลศาสนาที่อีสาน เรียกวา “ฮิต ๑๒” หรือจารีต ๑๒ เดือน ในบางชุมชนที่มีกลุมทางวัฒนธรรม หรือชาติพันธุที่หลากหลาย จำเปนตองรวบรวมขอมูลใหครอบคลุมกลุมตาง ๆ ซึ่งมักมีปฏิทินวัฒนธรรมที่แตกตางกัน ประโยชน์ขัองเคร้�องม้อ “ปฏิที่ินชุมชน” ๑. ทำใหเขาใจวิถีชุมชน ซึ่งหมายถึงแบบแผน กิจกรรม เหตุการณ รวมทั้งประเพณีปฏิบัติของชุมชนที่เกิดขึ้นในรอบวัน รอบเดือน รอบป หรือ แตละฤดูกาล การทำปฏิทินชุมชน ทำใหคนทำงานชุมชนไดเรียนรูวาชวงเวลาหนึ่ง มีอะไรเกิดขึ้นบางในชุมชน ๒. ทำใหเขาใจความสัมพันธระหวางกิจกรรม หรือเหตุการณตาง ๆ ที่ เกิดขึ้นในชุมชน เหตุการณหรือปรากฏการณบางอยางที่เราคิดวาเกิดขึ้นโดย บังเอิญนั้น เมื่อศึกษาลำดับเวลาใหชัดเจน ก็อาจเห็นไดวาปรากฏการณนั้น เปนผลเกี่ยวโยงมาจากเหตุการณอื่น เชนการกูหนี้นอกระบบอาจสัมพันธกับ ฤดูการผลิต หรือ การดื่มสุราอาจสัมพันธกับฤดูการผลิต เปนตน ๓. ทำใหสามารถวางแผนการทำงานกับชุมชนไดดี เพราะจะทำใหเรา สามารถจัดการตารางทำงานที่สอดคลองกับวิถีชุมชนได สามารถปฏิบัติงาน ไดอยางเหมาะสม และถูกจังหวะเวลา ทำใหการทำงานมีประสิทธิภาพและ เขาถึงชุมชนไดดีขึ้น การที่ำปฏิที่ินชุมชน ๑. รวบรวมขอมูลอาชีพในชุมชน คัดเลือกอาชีพที่สำคัญ เชน เปน อาชีพของคนสวนใหญเปนอาชีพที่มีความเสี่ยง หรือเปนอาชีพในกลุมเปาหมาย ของการสงเสริมการรักษาศีล ๕ จากนั้นสอบถาม หรือสัมภาษณผูทำอาชีพนั้น มานานใหไดลำดับของกิจกรรม หรือภารกิจในอาชีพนั้น ๆ โดยละเอียด แลว นำขอมูลมาเรียบเรียง หรือลงในชองตาราง 2.������������� ������������������������������� p.20-144.indd 67 16/1/2566 BE 17:37


๖๘ ๒. ขอมูลปฏิทินวัฒนธรรม ครอบคลุมมากกวาเรื่องเทศกาลงานบุญตาม ประเพณี แตรวมถึงกิจกรรมทางสังคมของกลุมตาง ๆ ที่เกิดขึ้นเปนประจำ อีกดวย เชนโรงเรียนเปดเทอมลูกเสือเขาคาย ในทางปฏิบัติอาจเริ่มจากงาน เทศกาลทางศาสนาในทองถิ่น ซึ่งมักมีกำหนดเวลาเปนที่รูกันในชุมชนเปน จุดเริ่มตน จากนั้นใชกิจกรรมทางศาสนาในปฏิทินเปนตัวอยาง เพื่อสอบถาม กิจกรรมดานอื่น ๆ ตอไปโดยสอบถามจากหลาย ๆ กลุม เพื่อใหไดกิจกรรม สำคัญสำคัญของแตละกลุมอยางครบถวน ๓. ปฏิทินชุมชนที่รวบรวมขึ้นไมไดมีไวเพื่อเก็บเปนขอมูลเฉย ๆ แตเพื่อ นำมาเปนประโยชนในการทำงานซึ่งอาจทำไดโดยการตั้งคำถามดังนี้ - ปฏิทินงานพัฒนาของเราสอดคลองกับปฏิทินชุมชนหรือไมอยางไร - กิจกรรมในปฏิทินชุมชนมีประโยชนตองานที่เราทำหรือไมอยางไร - กิจกรรมในปฏิทินชุมชนสงผลตอชุมชนอยางไร และเราจะตอง ทำอะไรหรือไมเชนงานบุญมีเด็กวัยรุนตีกัน มีการกินเหลาในงานบวช งานแตง งานศพควรทำอยางไร บางชวงของการทำการเกษตรมีการใชยาฆาแมลงมาก จะทำอยางไร ๔. นอกจากจะทำปฏิทินของชุมชนแลว เรายังสามารถทำปฏิทิน รายครัวเรือน หรือครอบครัวดวย โดยใชหลักการเดียวกัน ซึ่งจะทำใหเรา เขาใจชีวิตของคนในครอบครัว พรอมทั้งกิจกรรมตาง ๆ จุดเสี่ยงทางเศรษฐกิจ สังคม และสุขภาพของครอบครัวนั้นไดเปนอยางดี จากปฏิทินนี้ ทำใหเราเห็นไดไมยากวา ชวงใดในชุมชนมีกิจกรรมอะไร เกิดขึ้นบาง ชวงเวลาไหนวางเวนจากกิจกรรมทางเศรษฐกิจ และสังคม พอที่ จะดำเนินกิจกรรมการพัฒนาไดบาง การทำงานชุมชนโดยรู และเขาใจปฏิทิน ชุมชน ทำใหการทำงานเปนไปอยางมีศิลปะ หรือจังหวะที่เหมาะสมไมเพียง ทำใหกิจกรรมตาง ๆ สอดคลองลงตัวกับบริบทของทองถิ่น แตยังสามารถ อาศัยกิจกรรมในโอกาสตาง ๆ ที่มีอยูของชุมชนในการทำงานใหไดผลตอการ รักษาศีล ๕ อีกดวย 2.������������� ������������������������������� p.20-144.indd 68 16/1/2566 BE 17:37


๖๙ แบบฝึึกหัดที่่� ๑ ใหผูเขาอบรมเขียนปฏิทินชุมชนของชุมชนที่คุณเคย เริ่มดวยการประมวลวาในชุมชนมีอาชีพ หรือกิจกรรมทางเศรษฐกิจ และ กิจกรรมทางวัฒนธรรมอะไรบาง พรอมแจกแจงรายละเอียดดังตาราง แบบฝึึกหัดที่่� ๒ ใหผูเขาอบรมจับคูกิจกรรมการดำเนินชีวิตที่เกิดขึ้น ในรอบปที่สัมพันธกับการรักษาหรือละเมิดศีล ๕ ภาพ : ตัวอยางปฏิทินชุมชน (ที่มา : หนังสือ วิถีชุมชน เครื่องมือ ๗ ชิ้น) 2.������������� ������������������������������� p.20-144.indd 69 16/1/2566 BE 17:37


๗๐ ๖) เคร้�องม้อชิ�นที่่� ๖ : ประวัติศีาส่ตร์ชุมชน ประวัติศาสตรชุมชน ชุมชนยอมมีความเปนมามีประวัติศาสตรความ ทรงจำ ทางสังคมเหตุการณตาง ๆ ไมวาจะเปนการกำเนิดชุมชนความเปนมา ในอดีต พัฒนาการทางเศรษฐกิจสังคมการเมืองวัฒนธรรมอุบัติภัย หรือแมแต เรื่องของอุบัติการณดานความเสี่ยงตาง ๆ ที่เกิดขึ้นในชุมชน ลวนเปนสวนหนึ่ง ในการสรางอัตลักษณของชุมชน สรางความรูสึกนึกคิด ทัศนะ และมีบทบาท สำคัญ ในการกำหนดความสัมพันธทางสังคมของสิ่งที่เปนอยู ทั้งในปจจุบัน และอนาคต ประวัติศาสตรชุมชน ชุมชนยอมมีความเปนมา มีประวัติศาสตรความ ทรงจำทางสังคมเหตุการณตาง ๆ ไมวาจะเปนการกำเนิด ชุมชนความเปนมา ในอดีต พัฒนาการทางเศรษฐกิจ สังคม การเมือง วัฒนธรรม อุบัติภัยหรือ แมแตเรื่องของอุบัติการณดานความเสี่ยงตาง ๆ ที่เกิดขึ้นในชุมชน ลวนเปน สวนหนึ่งในการสรางอัตลักษณของชุมชน สรางความรูสึกนึกคิดทัศนะและ มีบทบาทสำคัญในการกำหนดความสัมพันธทางสังคม ของสิ่งที่เปนอยูทั้งใน ปจจุบัน และอนาคต การศึกษาประวัติศาสตรชุมชนในชุดเครื่องมือ ๙ ชิ้นนี้ เนนถึงเรื่องราว ประวัติศาสตรของเหตุการณสำคัญที่สัมพันธกับการรักษาหรือละเมิดศีล ๕ การระบุชวงเวลาของเหตุการณเหลานั้น จะสัมพันธกับเครื่องมือชิ้นอื่น ๆ เชน ปฏิทินชุมชน ผังองคกรชุมชน เปนตน เพื่อใชเปนบทเรียนและการออกแบบ ปองกันตอไป ปญหาที่่�พบในการที่ำงานชุมชน ชุมชนสวนใหญมีรากฐานมาจากความเปนมาจากประวัติศาสตร การ ขาดความรูทางประวัติศาสตร จึงอาจทำใหคนทำงานชุมชน ไมเขาใจสิ่งที่พบ เกิดความสับสนได คือ 2.������������� ������������������������������� p.20-144.indd 70 16/1/2566 BE 17:37


๗๑ ๑. การขาดความใสใจตอประวัติศาสตรชุมชน เปนสาเหตุสำคัญ ประการหนึ่งที่ ทำใหมองชุมชนเหมือนกันทุกชุมชน มีประวัติศาสตรความ สัมพันธระหวางชุมชนกับรัฐ ก็มีความแตกตางกันประสบการณในอดีตทำให แตละทองถิ่น ๒. ประวัติศาสตรที่เกี่ยวกับการทำงานชุมชน คือประสบการณเกี่ยวกับ การพัฒนาที่ผานมาของชุมชน หากชุมชนมีเหตุการณ หรือประสบการณที่ เลวราย เชน ความขัดแยงความไมเปนธรรม หรือเรื่องราวของการละเมิดศีล ๕ ก็จะทำใหเขาใจประสบการณเดิมของชุมชน ดังนั้นประวัติศาสตรชุมชน จึง มีความสำคัญในการประเมินชุมชนดวย ประโยชน์ขัองเคร้�องม้อประวัติศีาส่ตร์ชุมชน ๑. ชุมชนมีสวนคลายกับบุคคล ตรงที่มีความคิดเห็นและมีความรูสึก การศึกษาประวัติศาสตรชุมชนเหมือนกับเราไดเขาใจคนคนหนึ่งวา เขามีความ เปนมาอยางไร เติบโตมาในครอบครัวอยางไร เคยมีหรือเคยประสบกับอะไร มาบางในชีวิต ทำใหเราเขาใจคนคนนั้นไดดี ประวัติศาสตรชุมชนก็เชนเดียวกัน ๒. ชวยลดอคติหรือภาพลักษณแบบเหมารวม ที่เราอาจมีกับชุมชน เชน เห็นวาชุมชนแหงนี้ไมใหความรวมมือในการดูแลเยาวชนในการละเมิดศีล ๕ เมื่อไปศึกษาประวัติศาสตรความเปนมา อาจจะพบวามีสาเหตุที่ทำใหเขาใจได ๓. การเขาใจเรื่องราวความเปนมาเปนไปของสิ่งตาง ๆ ในชุมชนทำให เราสามารถเลือกวิธีทำงานกับชุมชน ใหสอดคลอง กับประสบการณความ คาดหวัง และศักยภาพของชุมชนไดดีขึ้น หลักการส่ำคัญขัองประวัติศีาส่ตร์ชุมชน ประวัติศาสตรชุมชนมักจะไมมีการจดบันทึกเปนเอกสารหรือหาหลักฐาน ไดโดยตรงคอนขางยาก สวนมากมักจะเปนความทรงจำเรื่องเลา หรืออาจเปนสิ่ง ที่บันทึกไวในชื่อเรียก เชน ชื่อสถานที่ ชื่อขาวของ หรือบุคคล ประวัติศาสตร 2.������������� ������������������������������� p.20-144.indd 71 16/1/2566 BE 17:37


๗๒ ชุมชน เปนเรื่องของจินตนาการ และการตีความพอ ๆ กับเรื่องของขอเท็จจริง หลักฐานและเหตุผลประวัติศาสตรชุมชน จึงแตกตาง หรือขัดแยงกับ ประวัติศาสตรที่เปนทางการ หรือแมแตในชุมชนเดียวกัน ก็อาจจะมีเรื่องราว ประวัติศาสตรที่แตกตางกันเปนไปตามผูบอกเลา การทบทวนประวัติศาสตร รวมกับชุมชน เปนการเรียนรูที่สำคัญที่สุดอยางหนึ่ง เพราะการไดทบทวน ใหเห็นถึงปจจัย หรือเหตุปจจัยที่ทำใหคนในชุมชนเปนอยางที่เห็นในปจจุบัน มักกระตุนใหเกิดสำนึกทางประวัติศาสตร และสำนึกทางการเมือง ทำใหชุมชน รูสึกตัว และลุกขึ้นมากำหนดชะตาชีวิตของชุมชนเอง ทุกชุมชนไมวาจะเปน ชุมชน หรือในเมืองลวนมีประวัติศาสตร การศึกษาประวัติศาสตรชุมชนจึงไมใช จะทำไดแตเฉพาะชุมชนดั้งเดิมที่มีประวัติการตั้งถิ่นฐานมายาวนาน หรือเปน ชุมชนในชนบทประวัติศาสตรของชุมชนเมือง แมจะมีความเปนมาในชวงเวลา สั้น ๆ ก็ชวยใหเขาใจลักษณะความเปนอยู หรือปญหาของชุมชนไดดีขึ้นเชนกัน วิธ่การที่ำประวัติศีาส่ตร์ชุมชน ๑. ประวัติศาสตรชุมชน อาจจะมองอาจจะมีมุมมองตอเหตุการณ บางอยางที่แตกตางไปจากประวัติศาสตรชาติ แตการเขาใจประวัติศาสตรชาติ หรือการรูวาเหตุการณสำคัญอะไรเกิดขึ้น ในภาคใดของประเทศ ก็ชวยใหเรา เขาใจประวัติศาสตรทองถิ่นไดดีขึ้น เชน มีการขนถายลำเลียงยาบายาไอซ ที่เกิดขึ้นเปนเหตุการณในประวัติศาสตร ก็อาจจะถูกเชื่อมโยงไดเชนกัน ๒. การศึกษาประวัติศาสตรชุมชน ตองอาศัยการสอบถามหรือสัมภาษณ จากผูรูในทองถิ่น การไดผูใหขอมูลหลักที่ดี เปนจุดเริ่มตนที่สำคัญเราอาจเริ่ม จากการถามผูอาวุโส คนเฒา คนแก พระหรือนักบวช ผูนำชุมชนดานตาง ๆ เพื่อตามไปสอบถามหรือสัมภาษณ ๓. การสอบถาม หรือสัมภาษณเรื่องราวประวัติศาสตรชุมชนอาจทำได งายขึ้น โดยการแบงเรื่องราวคำถามออกเปนหมวดหมูเชนประวัติศาสตรสังคม วัฒนธรรม ประวัติศาสตรเศรษฐกิจ ประวัติศาสตรสุขภาพประวัติศาสตร ความเสี่ยงเปนตน โดยการสัมภาษณ หรือสอบถามเนนไปที่คำถามหลัก ของ 2.������������� ������������������������������� p.20-144.indd 72 16/1/2566 BE 17:37


๗๓ การศึกษาเรื่องราวประวัติศาสตร ไดแก ใคร ทำอะไร ที่ไหน เมื่อไหร อยางไร กับใคร ขอมูลที่ไดจากการสัมภาษณ และสอบถามนี้ สามารถนำมาเรียบเรียง เปนบทความพรรณนาเรื่องราวประวัติศาสตรเหมือนในตำราเรียนได แตในที่นี้ จะขอวิธีนำเสนอเปนแผนผัง แสดงภาพทั้งหมดของเรื่องราวประวัติศาสตร ให เขาใจดวยสัญลักษณตอไปนี้ การนำเหตุการณทางประวัติศาสตร มาเขียนเปนแผนภาพเชนนี้ ทำให เราสามารถเทียบเคียงในเหตุการณในแตละชวงเวลาได และทำใหเห็นความ สัมพันธระหวางเหตุการณตาง ๆ ดีขึ้นการใชแผนภาพยังทำใหสามารถนำ เหตุการณใหม ๆ ที่เราคนควาสอบถามมาไดมาใสแทรกเพิ่มเติมลงไปได ตางจาก การเขียนเปนความเรียงไมเห็นภาพรวม และตองเรียบเรียง หรือคัดลอกใหม เมื่อตองการเพิ่มเติมเหตุการณ หรือขอมูลใหม ๆ ลงไป แบบฝึึกหัด ตั้งวงสนทนาลำดับถึงเหตุการณที่มีผลตอโครงการหมูบานรักษาศีล ๕ ๗) เคร้�องม้อชิ�นที่่� ๗ : ระบบส่้�อส่ารชุมชน หลักการและแนวคิดการสื่อสาร เปนกุญแจสำคัญในการรับมือกับการ ละเมิดศีล ๕ ชองทางในการสื่อสารในชุมชนในปจจุบัน มีความหลากหลาย มากขึ้น การรวบรวมชองทางตาง ๆ เพื่อการสื่อสารในสถานการณที่มีการ ละเมิดศีล ๕ จะชวยใหการสื่อสารมีประสิทธิภาพเพิ่มมากขึ้น ชองทางการ สื่อสารในสถานการณที่สำคัญในการละเมิดศีล ๕ ไดแก ๑. ระบบการแจงภัยเตือนภัยเชนระบบวิทยุสื่อสารตาง ๆ ๒. ระบบการสื่อสารแบบบุคคลกับบุคคล เชน โทรศัพท เพื่อนบาน ๓. ระบบการสื่อสารแบบบุคคล กับเครือขายสังคม เชน สื่อสังคม 2.������������� ������������������������������� p.20-144.indd 73 16/1/2566 BE 17:37


๗๔ ๔. ระบบการสื่อสารแบบกลุมคน เชน หอกระจายขาว จดหมายขาว ระบบสื่อมวลชน เชน โทรทัศนหนังสือพิมพ การศึกษาระบบสื่อสารชุมชน เปนตน มีวัตถุประสงค เพื่อระดม และจัดระบบขอมูลเกี่ยวกับการสื่อสาร ที่อาจจำเปนตองใชในการเตรียมความพรอมรับมือกับการละเมิดศีล ๕. การนำขอมูลที่เกี่ยวของกับบุคคลผูสงสาร ชองทางการสื่อสาร และ กลุมผูรับสาร มาทำเปนตารางเพื่อใหงายตอการใชงาน วิธ่การการรวบรวมขั�อม้ล วิธีการการรวบรวมขอมูล เกี่ยวกับระบบสื่อสารชุมชนนั้น จำเปนตอง อาศัยการระดมจากสมาชิกชุมชนที่หลากหลาย การดำเนินการจึงอาจเริ่มจาก การเชิญชวนสมาชิกในชุมชน โดยเฉพาะผูนำแกนนำชุมชนดานตาง ๆ ตัวแทน กลุมอาชีพตาง ๆ และตัวแทนกลุมอายุตาง ๆ ซึ่งมักใชชองทางการสื่อสาร และ บริโภคสื่อจากแหลงที่แตกตางกัน มารวมประชุมกัน โดยอาจแบงเปนกลุมยอย เพื่อระดมทุน แตละประเภทแลวมานำเสนอในที่ประชุมใหญ เพื่อใหสมาชิกอื่น ไดชวยเพิ่มเติมใหสมบูรณยิ่งขึ้น การรวบรวมขอมูล โดยทำเปนกิจกรรมรวมกัน นอกจากจะชวยใหได ขอมูลที่สมบูรณครบถวนยิ่งขึ้นแลว ยังจะชวยใหสมาชิกมีขอมูล มีความเขาใจ และตระหนักถึงความแตกตางของการเขาถึงขอมูลขาวสารของสมาชิกในชุมชน อีกดวย ประโยชน์ที่่�จะได�รับจากระบบส่้�อส่ารชุมชน ประโยชนที่ไดรับจากเครื่องมือระบบสื่อสารชุมชน การจัดระบบขอมูล การสื่อสารเพื่อรองรับสถานการณการละเมิดศีล ๕ ทำใหชุมชนสามารถจัดการ รูปแบบ และชองทางการสื่อสาร ใหเกิดประสิทธิภาพสูงสุดได ทั้งในการให ขอมูลขาวสารการเตือนภัย การเตรียมความพรอม รวมถึงการฟนฟูกลุมเสี่ยง หลังเกิดการละเมิดศีล ๕ ขอมูลจากงานวิจัยแสดงใหเห็นวาการสื่อสารหรือ 2.������������� ������������������������������� p.20-144.indd 74 16/1/2566 BE 17:37


๗๕ ระบบการสื่อสารที่ลมเหลวมีสวนสำคัญในการสรางความสับสน และไร ประสิทธิภาพในการจัดการปญหา แบบฝึึกหัด ใหผูเขาอบรมเขียนแสดงระบบการสื่อสารที่มีจริงในชุมชนของทาน แลว วิเคราะหดังตอไปนี้ ระบบสื่อสารชุมชน ชองทางในการสื่อสาร บุคคลที่ดูแล ผูสงสาร กลุมเปาหมาย หรือผูรับสาร และจุดเดนหรือประโยชน ระบบ ส่้�อส่ารชุมชน ช่องที่าง ส่้�อส่าร บุคลล ที่่�ด้แล ผ้�ส่่งส่าร กลุ่ม เปาหมาย ประโยชน์ ระบบสื่อแบบ บุคคลกับ เครือขาย ระบบสื่อสาร แบบกลุมคน ระบบ สื่อมวลชน ระบบ แจงเตือนภัย 2.������������� ������������������������������� p.20-144.indd 75 16/1/2566 BE 17:37


๗๖ ๘) เคร้�องม้อชิ�นที่่� ๘ : ตารางทีุ่นชุมชน หลักการแนวคิดและความชวยเหลือจากภายนอกชุมชน จะมีความ สำคัญในสถานการณการละเมิดศีล ๕ และการจัดการการละเมิดศีล ๕ ของ ชุมชน โดยอาศัยทุนชุมชนที่มีอยูภายในชุมชนนั้น ไมเพียงทำใหชุมชนจัดการ ปญหาของตัวเองไดดีขึ้น แตยังทำใหชุมชนเปลี่ยนแปลงจากเหยื่อของการ ละเมิดศีล ๕ ที่ชวยตนเองไมได มาเปนผูปฏิบัติการ หรือเปนฝายกระทำ ตอปญหาที่เกิดขึ้น เปนสิ่งที่สำคัญสำหรับการสรางพลังการฟนตัวของชุมชน เพื่อใหการจำแนกทุนชุมชนมีความครอบคลุม และงายตอการทำความเขาใจ และเปนประโยชนในการจัดการการละเมิดศีล ๕ ขอในชุมชนเราอาจแบงทุน ชุมชนออกเปน ๘ ดานดังนี้ ๑. ทีุ่นที่างกายภาพ ไดแก สิ่งแวดลอมทางกายภาพของชุมชน ที่ สามารถนำมาเปนประโยชนในการแกปญหาทุนทางกายภาพ มีความครอบคลุม ทั้งลักษณะทางภูมิศาสตร สิ่งปลูกสราง และทรัพยากรตาง ๆ ๒. ทีุ่นเคร้อญาติ หมายถึง ระบบความสัมพันธในครอบครัวและ เครือญาติทางสายเลือด ทางการแตงงานการรับอุปการะเปนบุตรบุญธรรม พอเลี้ยง แมเลี้ยง รวมทั้งการนับญาติในลักษณะอื่น ความสัมพันธของเครือญาติ เปนพื้นฐานของการดูแลชวยเหลือและเกื้อกูลกัน ในเวลาปกติและยามยาก ๓. ทีุ่นความร้� หมายถึง ขอมูลขาวสารความรูความเขาใจทักษะ และ ภูมิปญญาตาง ๆ ทั้งในเชิงเทคนิคที่ใชในการแกปญหา ๔. ทีุ่นเศีรษฐกิจ หมายถึงศักยภาพในทางเศรษฐกิจ และการจัดการ ทรัพยากรของชุมชน ซึ่งมีอยูในระบบการผลิต และการถือครองสินทรัพย การกระจาย การซื้อขายแลกเปลี่ยน ตลอดจนการบริโภคสินคา และการ บริการที่มีอยูในชุมชน ทุนเศรษฐกิจชุมชน จึงหมายถึงอาชีพของผูคนผลผลิต ตาง ๆ ของชุมชน และตลอดจนความสัมพันธของการซื้อขายแลกเปลี่ยนกัน ระบบเศรษฐกิจชุมชนทำใหมีการสะสมทุนทางเศรษฐกิจในรูปแบบตาง ๆ ไมวา 2.������������� ������������������������������� p.20-144.indd 76 16/1/2566 BE 17:37


๗๗ จะเปนทุนทางกายภาพ หรือความสัมพันธทางเศรษฐกิจสิ่งเหลานี้ ลวนแตเปน ทุนชุมชนที่สามารถระดมมาชวยเหลือ ในการจัดการการละเมิดศีล ๕ ไดทั้งสิ้น ๕. ทีุ่นที่างการเม้อง หมายถึง อำนาจความสัมพันธ และกลไกทาง การเมือง หรือการปกครองที่มีอยูในชุมชนชุมนุมทางการเมือง มีความหมาย ครอบคลุมถึง บุคคล กลไก องคกรระเบียบกฎเกณฑ และอำนาจความ ชอบธรรมในการจัดการกิจการสาธารณสุขในชุมชน เชน ผูนำทางการเมือง กรรมการหมูบานองคกรบริหารสวนทองถิ่นตาง ๆ เปนตน ทุนทางการเมือง มีความสำคัญเพราะเปนสวนหนึ่งของโครงสรางอำนาจ ที่สามารถใชในการ จัดการปญหาในหลายลักษณะ หรือทางการจัดสรรทรัพยากรการบังคับใช กฎหมาย การจัดการความขัดแยง การผดุงไวซึ่งความเปนธรรม ตลอดจน ทำหนาที่ประสานงานจัดทำแผน และจัดใหมีซึ่งบริการและสวัสดิการตาง ๆ ๖. ทีุ่นศีาส่นา หร้อ วัฒนธรรมจาร่ตประเพณ่ หมายความรวมตั้งแต คำสอนกฎเกณฑทางศีลธรรม แบบแผนการปฏิบัติบุคลากรและทรัพยากร ที่มี ในอาณัติขององคกรศาสนาตาง ๆ คำสอนของศาสนามีบทบาทในการเยียวยา ผลกระทบดานจิตใจ ในขณะที่องคกรศาสนาตาง ๆ หรือกลุมศรัทธาตาง ๆ ก็ เปนศูนยรวมน้ำใจรวมศรัทธาและสามารถมีบทบาทสำคัญในทางมนุษยธรรม เชน การจัดตั้งกลุมอาสาสมัครตาง ๆ การจัดใหมีขาวของเครื่องมืออุปกรณที่ใช ในการเยียวยา ๗. ทีุ่นองค์กรชุมชน หมายถึงกลุมบุคคลที่เกิดจากสมาชิกในชุมชน รวมตัวกัน ดวยวัตถุประสงครวมกัน มีสมาชิกที่แนนอน มีการจัดการ และ มีระยะเวลาในการรวมตัวกันยาวนานระดับหนึ่ง โดยวัตถุประสงคอาจมีความ สนใจรวมกัน ผลประโยชนรวมกัน หรือเปนความจำเปนอื่น ๆ รูปแบบการ จัดตั้ง และการจัดการก็มีความเปนทางการมากหรือนอย เชน กลุมอาสาสมัคร สาธารณสุขประจำหมูบาน กลุมอาสาสมัครบรรเทาสาธารณภัย กลุมแมบาน กลุมศรัทธาวัด เปนตน 2.������������� ������������������������������� p.20-144.indd 77 16/1/2566 BE 17:37


๗๘ ๘. ทีุ่นภาค่เคร้อขั่าย หมายถึง กลุมบุคคลองคกรหรือหนวยงานตาง ๆ ที่ไมไดอยูในชุมชน แตมีบทบาทใหความชวยเหลือหรือสนับสนุนการทำงาน ของชุมชนได การมีสัมพันธที่ดีกับกลุมบุคคล องคกรหรือหนวยงานเหลานี้ จะชวยใหชุมชนสามารถเขาถึงทรัพยากร หรือมีชองทางที่จะจัดการกับปญหา ของชุมชนไดมากกวาที่ชุมชนจะจัดการเพียงลำพัง ภาคีเครือขายของชุมชนมี ตั้งแตหนวยราชการ เชน โรงพยาบาลสถานีตำรวจ บรรเทาสาธารณภัย องคกร เอกชนตาง ๆ เชนองคกรพัฒนาเอกชน หางรานมูลนิธิและสื่อมวลชนเปนตน แม�ความช่วยเหล้อจากภายนอก จะม่ความส่ำคัญในส่ถานการณ์วิกฤติ เช่น ในช่วงที่่�เกิดวิกฤตการละเมิดศี่ล ๕ และการเตร่ยมความพร�อมก่อนที่่�จะ เกิดวิกฤตการณ์ละเมิดศี่ล ๕ ขั�อม่ความจำเปนโดยเฉพาะการร้�จักการเขั�าถึง และการส่ามารถจัดการทีุ่นชุมชนต่าง ๆ เหล่าน่� ให�ม่ประส่ิที่ธิภาพที่่�จะช่วย ยกระดับศีักยภาพในการจัดการการละเมิดส่ิที่ธิ์ ๕ ขัองชุมชนในส่ถานการณ์ ที่่�คับขัันได� ขัั�นตอนในการที่ำตารางทีุ่นชุมชน การรวบรวมขอมูลเกี่ยวกับทุนชุมชนนั้น จำเปนตองอาศัยการระดมจาก สมาชิกชุมชนที่หลากหลายการดำเนินการ จึงอาจเริ่มจากการเชิญชวนสมาชิก ในชุมชนโดยเฉพาะผูนำ ผูอาวุโส แกนนำชุมชนดานตาง ๆ ตัวแทนกลุมอาชีพ ตาง ๆ มาประชุมรวมกัน โดยอาจแบงเปนกลุมยอย เพื่อระดมทุนแตละ ประเภทและนำมาเสนอในที่ประชุมใหญ เพื่อใหสมาชิกอื่นไดชวยเพิ่มเติมให สมบูรณยิ่งขึ้น การรวบรวมขอมูล โดยทำเปนกิจกรรมรวมกันเชนนี้ นอกจาก จะชวยใหไดขอมูลสมบูรณยิ่งขึ้นแลว ยังจะชวยใหสมาชิกมีขอมูล มีความเขาใจ และตระหนักในคุณคาของ ทุนชุมชน และตระหนักในคุณคาของทุนทางสังคมที่ชุมชนมีอยูรวมกันอีกดวย ประโยชน์ขัองการที่ำตารางทีุ่นชุมชน ๑. ชุมชนตระหนักถึงศักยภาพที่ตนมีทำใหเกิดความภาคภูมิใจเชื่อมั่น และเห็นแนวทางการใชประโยชนจากสิ่งดี ๆ ที่มีอยูในชุมชน 2.������������� ������������������������������� p.20-144.indd 78 16/1/2566 BE 17:37


๗๙ ๒. การจัดระบบขอมูลเกี่ยวกับชุมชน ทำใหสะดวกในการนำมาพิจารณา ระดมทรัพยากรตาง ๆ ที่มีอยูในชุมชนมาใชไดในสถานการณที่จำเปน แบบฝึึกหัด แบบฝกหัดที่ ๑ : จากการศึกษาเครื่องมือชุมขนในหลาย ๆ ชิ้นที่ผานมา ทำใหเห็นถึงทุนของชุมชนวามีอะไรบาง และในแบบฝกหัดนี้ใหเขียนทุนชนที่ คนพบในพื้นที่ ลงในตารางดังตอไปนี้ ประเภที่ขัองทีุ่นชุมชน ร้ปธรรม คุณค่าหร้อ ประโยชน์ ในการ รับม้อการ ละเมิดศี่ล ๕ ผ้�ม่ บที่บาที่ เก่�ยวขั�อง การ ติดตาม และ ช่องที่าง กาส่้�อส่าร ประโยชน์ ๑) ทุนทางกายภาพ ๒) ทุนเครือญาติ ๓) ทุนความรู ๔) ทุนเศรษฐกิจ ๕) ทุนทางการเมือง ๖) ทุนศาสนา หรือ วัฒนธรรม จารีตประเพณี ๗) ทุนองคกรชุมชน ๘) ทุนภาคีเครือขาย 2.������������� ������������������������������� p.20-144.indd 79 16/1/2566 BE 17:37


๘๐ ๙) เคร้�องม้อชิ�นที่่� ๙ : เร้�องเล่าศี่ล ๕ หลักการและแนวคิด เรื่องเลา ถือเปนเครื่องมือจัดการความรูสำคัญ อยางหนึ่งการเรียนรูจากเรื่องเลาและการเลาเรื่องทำใหเกิดการทบทวนเรื่องราว และใหความหมายกับประสบการณที่เกิดขึ้น เรื่องเลานอกจากจะสื่อสารขอมูล ผานเรื่องราวที่เกิดขึ้นแลว ยังสามารถสื่อสารอารมณความรูสึกไดอีกดวย ยิ่งเรื่องราวเกี่ยวกับการละเมิดศีล ๕ แลวมิติทางอารมณและความรูสึกเปน สิ่งสำคัญเรื่องเลาจึงถูกใชในกระบวนการเยียวยาสำหรับผูที่ประสบกับการ ละเมิดศีล ๕ ขัั�นตอนและวิธ่การ การเรียนรูผานเรื่องเลาละเมิดศีล ๕ อาจทำไดในหลายลักษณะดวยกันคือ ๑) การจับกลุมเลาเรื่องโดยการแบงกลุมสมาชิกที่เขากิจกรรม เลาเรื่อง ออกเปนกลุมยอย ตามประสบการณชีวิตที่เกิดขึ้นจริง ๒) จับคูเลาเรื่องโดยการจับคูคนที่มาจากพื้นฐานตางกันผลัดกันเลาเรื่อง ประสบการณ ใหเพื่อนฟง ๓) เลาเปนกลุมใหญ การเลาเรื่องในเวทีใหญจำเปนตองใชทักษะในการ เลาเรื่องมากกวาเวทีเล็ก ๆ แตก็เปนวิธีที่สงผลกระทบสูงการเลา จำเปนตอง เตรียมคนฟง ควรมีการเกริ่นนำใหคนฟงเขาใจวากำลังทำอะไร ๔) ประเด็นที่จะมานำมาเลาแลกเปลี่ยนนั้นมีความยืดหยุนไดมาก แต หากสามารถเลาเรื่องจากประสบการณตรงไดก็จะดีที่สุด เรื่องที่เลาอาจเปน เรื่องที่ประทับใจ ซึ่งไมจำเปนตองเปนบทเรียนที่ชัดเจนตั้งแตตนเพื่อน ๆ ชวยกัน หาความหมาย หรือบทเรียนที่มีคุณคารวมกันหลังจากฟงเรื่องเลาแลว 2.������������� ������������������������������� p.20-144.indd 80 16/1/2566 BE 17:37


๘๑ ๕) เรื่องเลาเปนผลผลิตของคนเลาและคนฟง คนฟงมีสวนสำคัญที่จะ ทำใหเรื่องเลานั้นลื่นไหล และคนเลามีความมั่นใจที่จะเลา การรูจักฟงอยาง ใจจดจอจึงมีความสำคัญ หากมีการเตรียมบรรยากาศใหสงบพรอมรับฟงเรื่องราว ไมเรงรีบ มีการตกลงเรื่องเวลา และจัดใหมีเวลาพอสมควรสำหรับการเลาเรื่อง ก็จะชวยใหการเลาเรื่องเปนไปอยางนาสนใจ ๖) เมื่อเลาเรื่องเสร็จ ควรมีการตรึกตรองและสะทอนคิดรวมกันวา เรื่องเลานั้น ๆ บอกอะไรกับเราบาง มีความหมายอยางไร และเปนประโยชน กับการรับมือกับการละเมิดศีล ๕ ของชุมชนในแงใดบาง อยางไรก็ตาม เรื่องเลา ไมจำเปนตองเปนประโยชนเสมอไป การเปดโอกาสใหเกิดการเลาเรื่อง และ แบงปนประสบการณผานเรื่องเลานั้น โดยกระบวนการของมันแลว มีประโยชน ในแงการสรางความรูสึกรวมและความเปนอันหนึ่งอันเดียวกัน ประโยชน์ที่่�ได�จากเคร้�องม้อเร้�องเล่า ๑) เปนการทบทวนประสบการณ ในดานศีล ๕ ทำใหเห็นถึงความพรอม จุดออน จุดแข็ง และสิ่งที่ควรพึงระวัง ๒) เปนการสรางความเขาใจรวม ความรูสึกรวมชะตากรรมรวมกันของ ชุมชน ทำใหเกิดความรวมแรงรวมใจ ของชุมชนความสัมพันธเหนียวแนนขึ้น ในชุมชน ๓) การเลาเรื่องราวการเผชิญ การละเมิดศีล ๕ ชวยใหเห็นถึงศักยภาพ ทุนชุมชน และความสามารถโดยเฉพาะคุณภาพของคนที่ตอสูอดทนและใช ไหวพริบ ความพยายามจนฟนฝาอุปสรรคตาง ๆ มาไดทำใหเกิดความภาคภูมิใจ มั่นใจที่จะเผชิญอุบัติภัยได ๔) การเรื่องเลาที่ถูกบันทึกเรียบเรียงไว จะกลายเปนสวนหนึ่งของ ประวัติศาสตรชุมชน 2.������������� ������������������������������� p.20-144.indd 81 16/1/2566 BE 17:37


๘๒ แบบฝึึกหัด ใหผูเขาอบรม แบงกลุมแลกเปลี่ยนเรื่องเลาในชุมชนที่ตนอาศัย หรือ พื้นที่ปฏิบัติงาน โดยใหสรุปถึงความสัมพันธกับโครงการหมูบานรักษาศีล ๕ ทั้งในแงของการปองกันการละเมิด และในแงของการยกยองเชิดชูผูที่สามารถ รักษาศีล ๕ จากนั้นนำประเด็นสำคัญที่ไดรับฟงมาแลกเปลี่ยนกัน หรือนำเสนอ กิจกรรมที่สามารถเปนตนแบบได 2.������������� ������������������������������� p.20-144.indd 82 16/1/2566 BE 17:37


๘๓ Module ๓ : การส่ร�างเคร้อขั่ายพระส่งฆ์์เฝึาระวังส่้�อชวนเช้�อที่าง ศีาส่นา ส่าระส่ำคัญ การสรางเครือขายพระสงฆเฝาระวังสื่อชวนเชื่อทางศาสนา ฝกทักษะ ผูเขาอบรมในการรูเทาทันขาว fake news และมีทักษาะในการใชงานเทคโนโลยี สารสนเทศที่ทันสมัย เชน การตัดตอคลิปวีดีโอและสรางสื่อปลอดภัยและ สรางสรรคโดยใชโปรแกรม kine master รวมถึงการเปนนักสื่อสารเพื่อปองกัน ความขัดแยงที่เกิดจากขาวลวงทางศาสนา และมีภาคีเครือขายรวมกันทำงาน อยางเปนรูปธรรมเข็มแข็ง จุดมุ่งหมาย เพื่อใหผูเขารับการอบรมสามารถใชเทคโนโลยีที่ทันสมัยในการผลิตสื่อ สรางสรรคขับเคลื่อนศีล ๕ พรอมทั้งสามารถใชงานสื่อสารสนเทศเพื่อขับเคลื่อน โครงการหมูบานรักษาศีล ๕ สูกลุมเปาหมาย วัตถุประส่งค์ ๑. เพื่อใหผูเขาอบรมไดเรียนรูสื่อสารสนเทศ และสรางเครือขายการ ทำงานในการขับเคลื่อนหมูบานรักษาศีล ๕ สูภาคประชาชนในลักษณะภาคี เครือขาย ๒. เพื่อฝกทักษะผูเขาอบรมในการใชเทคนิคและเครื่องมือการทำงาน รวมกับชุมชนในการขับเคลื่อนหมูบานรักษาศีล ๕ ดวยเทคโนโลยีสารสนเทศ ที่ทันสมัย ๓. เพื่อพัฒนาสื่อสรางสรรคทางพระพุทธศาสนาสงเสริมเสริมการ ปฏิบัติตนตามหลักศีล ๕ ดวยเทคโนโลยีสารสนเทศที่ทันสมัย 2.������������� ������������������������������� p.20-144.indd 83 16/1/2566 BE 17:37


๘๔ กิจกรรมที่่�ใช�ในกระบวนการอบรม ๑. บรรยายพิเศษจากทีมวิทยากรเฝาระวังสื่อ ๒. Workshop การใชเทคนิคและโปรแกรม kind master บนมือถือ - การฝกทักษะการตัดตอวีดีโอ และนำเสนอผลงานผลิตสื่อ ส่้�อการอบรม ๑) ไฟลวีดีโอ ๒) โปรแกรม kindmaster ๓) ปากกาเมจิก หรือ ปากกาสี ๔) กระดาษสี A4 ๕) ใบงานความรู ๖) โทรศัพทสมารทโฟน หรือ แทปเลต ระยะเวลา กิจกรรมนี้ใชเวลา ๖ ชั่วโมง วิที่ยากร ทีมวิทยากรจากกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสรางสรรค และ เครือขาย 2.������������� ������������������������������� p.20-144.indd 84 16/1/2566 BE 17:37


๘๕ เน้�อหาบที่เร่ยน : ร้�เที่่าที่ันส่้�อ (FAKE NEWS) พฤติกรรมการบริโภคขาวสาร มีความเปลี่ยนแปลงเปนอยางมาก ดวยสื่อและเทคโนโลยีที่มีการพัฒนา อยางรวดเร็ว ทำใหการบริโภคขาวสาร ผานทางสื่อสังคมออนไลน เชน เฟซบุค ทวิตเตอร หรือไลน มีความนิยมมากขึ้น และในสื่อโซเชียลตาง ๆ ทำใหมี ผูใชงานอินเทอรเน็ตสามารถแสดงบทบาทเปนผูนำเสนอขาวไดดวยตนเองอยาง งายดาย โดยมีผูอานจำนวนไมนอยใหที่ความสนใจและคอยติดตาม เนื่องจาก การนำเสนอขาวที่มีความรวดเร็วแปลกใหม หวือหวา เราอารมณ และทันทวงที จึงกอปญหาที่เกิดขึ้น คือ ขาวออนไลนบางสวนไมไดรับการกลั่นกรองคุณภาพ และความถูกตอง เนื่องจากเปนสื่อที่เปดกวางและสามารถถูกสงตอ (แชร) หรือแบงปนใหผูอื่นอานตอไดในวงกวาง ทำใหเกิดการแพรกระจายของขาวสาร อยางรวดเร็วและสรางอิทธิพลตอความคิดของคนในสังคมเปนอยางมาก และประเด็นทางศาสนาเปนหนึ่งในปญหาที่เกิดจากการเผยแพรขาวสารที่ไมได ถูกกลั่นกรองและการตรวจสอบกอนแชร เชน ขาวปลอมที่เกี่ยวของกับ นายกรัฐมนตรี พลเอกประยุทธ จันโอชา และครอบครัวในประเด็นการนับถือ ศาสนา ถูกสงตอทั้งภาพและขอความที่หวังผลทางการเมือง ยอดไลค ยอดแชร สงผลกระทบทางการเมืองที่ใชศาสนาเปนเครื่องมือ 2.������������� ������������������������������� p.20-144.indd 85 16/1/2566 BE 17:37


๘๖ ขาวปลอมกรณีกระทรวงศึกษาธิการที่กลาวถึงคุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รัฐมนตรีชวยวาการกระทรวงศึกษาธิการ สรางความแตกแยกใหศาสนาพุทธ โจมตีศาสนาอิสลาม โดยเนื้อความสงตอเกี่ยวกับการจะบรรจุศาสนาอิสลาม ไปในหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน โดยบังคับใหเด็กไทยทุกคนเรียนศาสนา อิสลาม ซึ่งเปนขอมูลบิดเบือน โดยใชหนังสือของสำนักงานคณะกรรมการ การศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) กระทรวงศึกษาธิการ ที่ตองการสำรวจจำนวน โรงเรียนในสังกัด สพฐ. ที่สอนศาสนาอิสลาม ใน ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต เพื่อประกอบการทำแผนงบประมาณป ๒๕๖๓ ซึ่งมีเงื่อนไขวาถามีเด็กมุสลิม เกิน ๕๐% ขึ้นไป ใหเปดหองเรียนสอนศาสนาอิสลามโดยเฉพาะ ไมเกี่ยวกับ เด็กนักเรียนไทยพุทธ แตขาวที่ออกไปบอกวา คุณหญิงกัลยา บังคับใหเรียน และมีการยุยงปลุกปนใหชาวพุทธโจมตีศาสนาอิสลาม และเชิญชวนลงชื่อ คัดคานคุณหญิงกัลยา เพราะตั้งใจเขามาเปลี่ยนแปลงระบบการศึกษาไทย ทั้งที่ ไมเปนความจริง เขาขายกระทำความผิด พ.ร.บ. วาดวยการกระทำผิดเกี่ยวกับ คอมพิวเตอร ป ๒๕๖๐ 2.������������� ������������������������������� p.20-144.indd 86 16/1/2566 BE 17:37


๘๗ การรูเทาทันสื่อ คือ การยับยั้ง ความเชื่อ เพื่อคิดวิเคราะหขาวสาร ในการตรวจสอบและประเมินความ นาเชื่อถือของขอมูลขาวสารวา นาเชื่อถือหรือไม และประเมินจุดประสงคของผูเขียน โดยสามารถแยกแยะ ขอเท็จจริงออกจากความคิดเห็นและการชี้นำของผูสรางและเขียนขาว โดย ไมใชอคติในการรับขาวสาร โดยเฉพาะอยางยิ่งรูจักการตรวจสอบขาวปลอม ที่มักเผยแพรทางสื่ออินเทอรเน็ต โดยไมตกเปนเหยื่อของผูไมหวังดี ซึ่งการใช สื่อสังคมออนไลนในการรับรูและเชื่อขาวสารโดยขาดทักษะการรูเทาทันขาวนั้น เปนเรื่องสำคัญอยางยิ่งที่ไมควรมองขาม เพราะสื่อขอมูลที่ขาวลวง (Fake news) เผยแพรทางสื่อสังคมออนไลนนั้น สงกระทบตอสังคมโดยรวมได เนื่องจาก ขาวปลอมมีการบิดเบือน ใสราย ชี้นำทำใหเกิดความแตกแยกและสับสนได ขั่าวปลอมค้ออะไร ปจจุบันแมยังไมมีคำจำกัดความที่แนนอนของขาวปลอม (Fake news) แตก็นิยามกวาง ๆ ของขาวปลอมแตกตางกันออกไป หมายถึง ขาวลวง ขาวปลอม ที่มีลักษณะไมเปนความจริง และสงผลตอความเชื่อ ความเขาใจผิด ของตอสาธารณชนในวงกวาง เพื่อผลประโยชนของกลุมหรือบุคคลใดบุคคล หนึ่งโดยเจตนา ปญหาในสังคมที่เกิดขึ้นจากการพึ่งพาสื่อสังคมออนไลนใน การบริโภคขอมูลขาวสารมากจนเกินไปก็คือ การที่คนปกใจเชื่อขาวสารทั่วไป รวมถึงขาวลือขาวปลอมตาง ๆ บนเฟซบุกถูกนำมาเผยแพรโดยไมคำนึงวา ขอมูลนั้นมีความถูกตองมากนอยเพียงใด เพราะขาวสารบน เฟซบุกนอกจาก 2.������������� ������������������������������� p.20-144.indd 87 16/1/2566 BE 17:37


๘๘ ถูกเผยแพรโดยสื่อมวลชน กระแสหลัก ที่หันมาทำเพจ เฟซบุกเพื่อเพิ่มชองทาง สื่อสารขาวใหมากขึ้น ยังมี การเผยแพรขาวสารได โดยผูใชงานเฟซบุกทั่วไปได เชนกัน (ศศิธร ยุวโกศล และดวงกมล ชาติประเสริฐ, ๒๕๕๓) โดยความหมาย กวาง ๆ ของขาวปลอมคือ “ขาวที่ไมจริง” ขาวปลอม จึงเปนปรากฏการณที่ไดยิน มากในยุคการสื่อสารผาน อินเทอรเน็ต เดิมทีเนื้อหาจำพวกที่แสดงความคิดเห็นชวนใหเชื่อจนเกิน ขอเท็จจริง เกิดขึ้นมากอนยุคอินเทอรเน็ตเฟองฟู มีคำเรียกสื่อประเภทนี้วา สื่อเหลือง (เพราะแตกอน หนังสือพิมพแนวใสสีตีไข จะนิยมใชสีเหลืองสีพิมพ) เมื่อขาวปลอมกลายเปนปญหาใหญในยุคที่สื่อสารผานเทคโนโลยีดิจิทัลทั้งใน และตางประเทศ ดวยการแพรกระจายเนื้อหาในลักษณะไวรัล ซึ่งอินเทอรเน็ต และเครือขายสังคมออนไลนทำใหขอมูลสงตอถึงกันไดอยางงายดายและรวดเร็ว เพียงแคปลายนิ้ว สามารถเชื่อมโยงไปยังการรับรูของคนอื่น ๆ เมื่อมีการสงตอ (แชร) สิ่งที่เรารับรูออกไป เพื่อนเราก็จะรับรูไปดวย ซึ่งการแชรเนื้อหาของ ขาวปลอมอาจมีขอเท็จจริงเพียงเล็กนอยหรือเพียงบางสวน แตขาดบริบทของ รายละเอียดหรืออาจเปนขาวที่ไมมีมูลความจริงเลย ซึ่งเนื้อหาของขาวเปนเรื่อง ที่กุขึ้นมาหรือไมมีขอเท็จจริง ไมมีแหลงขาวหรือถอยคำที่สามารถตรวจสอบได ขาวปลอมบางประเภทก็อาจมีเนื้อขาวที่ตรวจสอบไดจริง แตมีการเขียนดวย อคติตีไขใสความ จงใจใหราย หรือไมใสรายละเอียดที่สำคัญตอเหตุการณ ลงในเนื้อขาวหรือนำเสนอจากมุมมองดานเดียว บางครั้งขาวปลอมก็เปน โฆษณาชวนเชื่อที่จงใจเขียนขึ้นมาเพื่อชี้นำคนอาน โดยมีแรงจูงใจทางการเมือง 2.������������� ������������������������������� p.20-144.indd 88 16/1/2566 BE 17:37


๘๙ ศาสนา หรืออาจเปนเพียงแค “พาดหัว ยั่วใหคลิก” (Click bait) ที่เขียนลอให คนเขามาอานเพื่อเพิ่มยอดวิวโดยมีแรงจูงใจทางการเงินอยูเบื้องหลัง อยางไร ก็ตามขาวปลอมมีลักษณะกวาง ๆ ๓ ขอ คือ Mis-information การแชร ขาวปลอมโดยไมไดตั้งใจ ผูสงสารไมมีเจตนาปนปวนหรือทำรายใคร แตแชร เพราะความไมรู Dis-information เปนขาวปลอมที่ตั้งใจปนปวน ใหราย โจมตีผูอื่นมีเจตนาที่จะชักนำความคิดของสังคม และปดบังความจริง Malinformation ขาวปลอมที่สรางความเกลียดชัง เปนขาวที่มีขอเท็จจริงอยูบาง แตเจตนาสรางขึ้นเพื่อดูถูก เหยียดหยาม สรางความเกลียดชังใหผูตกเปนขาว ขาวปลอมอยูภายใน ระบบนิเวศขนาดใหญของ ขอมูลที่ผิดพลาดและบิดเบือน การทำใหผูอานเขาใจผิด อาจ เกิดโดยตั้งใจหรือไมไดตั้งใจ ก็ได แตการบิดเบือนขอมูล เปนขอมูลเท็จที่สรางขึ้นโดย เจตนาและ แพรกระจาย เพื่อ สรางอิทธิพลตอความคิดเห็น ของสาธารณชนหรือปดบัง ความจริง ในการจำแนกประเภท ของขาวปลอม The European Association for Viewers Interests (EAVI) ซึ่งเปนองคกรที่ไมแสวงหาผลกำไรที่สนับสนุนการรูเทาทันสื่อไดแบงประเภท ขาวปลอมและขาวที่สรางความเขาใจที่ผิดดังนี้ ๑. ขาวพาดหัว ยั่วใหคลิก หรือ คลิกเบท (Clickbait) ขาวที่ใชคำหรือ รูปภาพพาดหัวที่ทำใหดูชวนสงสัยใครรู หรือดึงดูดใจใหผูใชงานอินเทอรเน็ต ทั่วไปคลิกเขาไปอานผูสรางขาวอาศัยประโยชนจากความสงสัยโดยใหขอมูล เล็ก ๆ นอย ๆ พอชวนใหผูอานสงสัย แตไมพอจะขจัดความสงสัยนั้น จนตอง คลิกเขาไปดูเนื้อหานั้น ๆ ทั้งที่เนื้อขาวอาจไมคำนึงถึงคุณภาพหรือความถูกตอง 2.������������� ������������������������������� p.20-144.indd 89 16/1/2566 BE 17:37


๙๐ ของขอมูล แตการพาดหัวทำใหคนหลงกลคลิกเขาไปเพื่อเรียกยอดวิวในเว็บไซต นั่นเอง ๒. โฆษณาชวนเชื่อ (Propaganda) เปนการนำเสนอขอมูลขาวสารที่มุง ชักจูงทัศนคติของผูรับสารตออุดมการณหรือมุมมองบางอยางโดยการนำเสนอ การใหเหตุผลเพียงขางเดียว การโฆษณาชวนเชื่อมักทำซ้ำและกระจายในสื่อ หลายชนิดเพื่อหวังผลใหผูรับสารเชื่อและคลอยผูสงสารที่ตองการสื่อ ๓. ขาวแฝงการโฆษณา (Sponsored content, Native Advertising) รูปแบบโฆษณาที่ใชรูปแบบเนื้อหาแนบเนียนกับเนื้อหาปกติในเว็บไซตนั้น ๆ หรือแนบเนียนไปกับสิ่งแวดลอมของแพลตฟอรมของสื่อนั้น ๆ ที่เปนอยู พรอม ทำหนาที่ใหเนื้อหาที่คนตองการรับรู หรือรับชม โดยไมทราบวาเปนโฆษณา จนกวาจะไดอาน/ดูจบ ขาวแฝงการโฆษณานี้จะทำการแฝง (Tie-in) เรื่องราว ของแบรนดและสินคาไมมากเกินไป ทำใหคนอานหรือคนเสพสื่อนั้นรูสึกวา ไมไดอานโฆษณาอยู เนื้อหาคอนเทนตนั้นอาจจะเปนทั้งการผลิตโดยผูลงโฆษณา หรือเปนการรวมกันผลิตระหวางผูโฆษณาและเจาของชองทาง ๔. ขาวลอเลียนและเสียดสี (Satire and Hoax) ขาวที่ดัดแปลงขอมูล เพื่อมุงสรางอารมณขันใหกับผูอาน ใชเนื้อหาที่ตลกขบขันเพื่อแสดงความคิดเห็น เกี่ยวกับเหตุการณขาวในโลกแหงความเปนจริงผานการลอเลียนหรือเสียดสี ๕. ขาวที่ผิดพลาด (Error) บางครั้งแมแตขาวที่เผยแพรจากสํานักขาว ออนไลนที่เชื่อถือได ก็อาจมีความผิดพลาดไดเชนกัน เชน การเขียนขอความ ที่ผิด ชื่อบุคคลหรือรูปภาพผิดจากเนื้อขาวจริง ๆ ซึ่งทําใหผูรับสารเขาใจไปใน ทิศทางอื่น หรือไมเขาใจในขาวนั้น ๖. ขาวเอนเอียงเลือกขาง (Partisan) เปนขาวบิดเบือนขาวสาร มักจะ เลือกขางโดยนำเสนอขาววิพากษวิจารณในทางลบตอฝายที่ตนเองไมชอบ ในขณะที่ฝายที่ตนเองสนับสนุน จะเสนอขาวชื่นชมเกินจริง โดยเฉพาะดาน การเมือง 2.������������� ������������������������������� p.20-144.indd 90 16/1/2566 BE 17:37


๙๑ ๗. ทฤษฎีสมคบคิด (Conspiracy theory) เปนเรื่องเลาหรือบทความที่ สรางขึ้นมาจากความคิดของคน หรือกลุมคนที่นําเหตุการณตาง ๆ ที่เกิดขึ้นมา ปะติดปะตอเขาดวยกันทฤษฎีสมคบคิดอธิบายเหตุการณที่เกิดขึ้นโดยอาศัย ขอมูลที่ไมมีความเชื่อมโยงกัน เชน เครื่องบินพาณิชยที่หายไปจากจอเรดาร อยางไรรองรอยเกิดจากมนุษย ตางดาวลักพาตัวไปทฤษฎีสมคบคิดยังอาจมี วัตถุประสงคซอนเรนอื่น ๆ เพื่อใหประโยชน ใหโทษตอบุคคลหรือกลุมบุคคล หนึ่งใด เชน เครื่องบินที่หายไปนั้นโดน CIA ยึดไวเพราะตองการของสำคัญ ที่อยูในเครื่องบิน ๘. วิทยาศาสตรลวงโลก (Pseudoscience) คือ ขอเขียนที่อางวา เปนทั้งวิทยาศาสตรและขอเท็จจริง แตจริง ๆ แลวขัดแยงหรือเขากันไมไดกับ กระบวนการทางวิทยาศาสตรหรือไมมีหลักฐานหรือความเปนไปไดใด ๆ มา สนับสนุน ไมสามารถทำการตรวจสอบหรือขาดฐานความเปนวิทยาศาสตร ในแวดวงขาว วิทยาศาสตรลวงโลกจะมาในรูปแบบของบทความทางการแพทย หรือบทความสุขภาพที่แฝงโฆษณายารักษาหรืออุปกรณเพื่อสุขภาพ โดย แอบอางวาไดผานการวิจัยทางวิทยาศาสตรแลวมีการสรางภาพผูเชี่ยวชาญขึ้นมา เพื่อใหดูนาเชื่อถือ ๙. ขาวที่ใหขอมูลผิด ๆ (Misinformation) คือ ขาวที่ไมไดตรวจสอบ ใหแนชัดเสียกอน ขอมูลอาจมีทั้งจริงและเท็จผสมกัน ผูสงสารตั้งใจจะสงขาว ออกไป แตอาจจะไมไดตระหนักวาขาวนั้นมีขอมูลที่ผิดพลาดอยู เชน ขาวลือ ๑๐. ขาวหลอกลวง (Bogus) คือ ขาวปลอมที่เจตนาในการสรางขึ้นมา และจงใจใหแพรกระจาย มีวัตถุประสงคเพื่อหลอกลวงอาจมีเนื้อเรื่อง ภาพ หรือขอมูลตาง ๆ ที่เปนเท็จมาประกอบกันอาจรวมถึงการแอบอางเปนแหลงขาว หรือบุคคลที่อยูในเหตุการณทุกวิธีการที่จะทําใหขาวนั้นดูเปนขาวปลอมที่ สมบูรณมากขึ้นอยางไรก็ตาม ประเภทของขาวปลอมอาจไมไดแบงแยกกันเปน อิสระที่ชัดเจน แตคาบเกี่ยวกันได เชน ขาวเอนเอียงเลือกขางอาจจัดเปน 2.������������� ������������������������������� p.20-144.indd 91 16/1/2566 BE 17:37


๙๒ โฆษณาชวนเชื่อก็ได หรือโฆษณาชวนเชื่ออาจอยูในกลุมของขาวแฝงโฆษณาก็ได ขาวหลอกลวงอาจจะใชคลิกเบทเพื่อดึงดูดความสนใจคนอานไดเชนกัน วิธ่การรับม้อและเฝึาระวังขั่าวปลอม แมวาปญหาขาวปลอมจะไดรับการดูแลและจัดการจากภาคสวนตาง ๆ เชน การออกกฎหมายลงโทษของภาครัฐ การกำกับดูแลกันเองของภาค อุตสาหกรรม การใหความรูและขอเท็จจริงของภาคประชาสังคมและสื่อมวลชน ที่เปนมืออาชีพ และการวางนโยบายการใชงานของผูเผยแพรเนื้อหาในสื่อ 2.������������� ������������������������������� p.20-144.indd 92 16/1/2566 BE 17:37


๙๓ สังคมออนไลน แตสิ่งที่นากังวลคือความไมรูเทาทันขาวสารของตัวผูใชงานเอง ที่ตกหลุมพรางของผูสรางขาวปลอม ดังนั้นผูรับขาวสารเองควรมีทักษะในการ รูเทาทันสื่อ สามารถวิเคราะห ใชวิจารณญาณในการรับขาวสาร เปดรับ แหลงขาวที่ นาเชื่อถือ สามารถแยกแยะขอเท็จจริงกับความคิดเห็นออกจากกัน ได รูถึงเจตนาที่ตองการสื่อในขาวเมื่อผูรับขาวสารรูเทาทันขาว ก็จะทำให ลดจำนวนการแชรและแพรกระจายของขาวปลอมได เฟซบุก ประเทศไทย รวมกับ คณะนิเทศศาสตร จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย, สำนักงานคณะกรรมการ การเลือกตั้ง (กกต.), กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) และศูนย ชัวรกอนแชร สำนักขาวไทย อสมท. ไดใหคำแนะนำผูใชงานอินเทอรเน็ตในการ เรียนรูวิธีสังเกตขาวปลอม ดังตอไปนี้ ๑. ตรวจสอบวันที่ ขาวปลอมอาจมีลำดับเหตุการณที่ไมสมเหตุสมผล หรือมีการเปลี่ยนแปลงวันที่ของเหตุการณ ใหตรวจสอบวันที่เพื่อตรวจสอบวา เปนขาวเกาหรือไม ๒. ตรวจสอบแหลงขอมูลของผูเขียนเพื่อยืนยันวาแหลงขอมูลนั้นถูกตอง ขาวที่ไมมีหลักฐาน หรืออางอิงจากผูเชี่ยวชาญ อาจถือวาเปนขาวปลอมได ๓. สังเกตสิ่งที่ผิดปกติ เว็บไซตขาวปลอมหลายแหงมักสะกดคำผิดหรือ มีการจัดวางรูปแบบที่ดูไมเปนมืออาชีพ หากเห็นลักษณะเหลานี้ควรอานขาว อยางระมัดระวัง ๔. อยาหลงเชื่อหัวขอขาวขาวลวงมักมีขอความที่สะดุดตา ตัวหนาและ มีเครื่องหมายอัศเจรีย (!) หากหัวขอขาวดูหวือหวาไมนาเปนไปได ขาวนั้น อาจจะเปนขาวปลอมเพื่อรวบรวมยอดคลิก ๕. พิจารณารูปภาพ ขาวปลอมมักมีรูปภาพหรือวีดีโอที่ถูกบิดเบือน บางครั้งรูปภาพอาจเปนรูปจริง แตไมเกี่ยวของกับบริบทของเรื่องราว เรา สามารถคนหารูปภาพเพื่อตรวจสอบการยืนยันแหลงที่มาได 2.������������� ������������������������������� p.20-144.indd 93 16/1/2566 BE 17:37


๙๔ ๖. ขาวนั้นเปนเปนมุกตลกหรือไม บางครั้งไมสามารถแยกออกไดวา ขาวนั้นเปนมุกตลกหรือไม ดวยการนำเสนอเลาเรื่องที่มีการแสดงอาการ หลอกลอ หรือเพื่อการสนุกสนาน ๗. ตรวจสอบขอมูลสนับสนุนตรวจสอบเสมอวา ขอมูลประกอบ ในบทความสนับสนุนเนื้อหาหลักของเรื่องราวอยางสมเหตุสมผลหรือไม ทั้งนี้ ตองระวังขอมูลที่ไมสมบูรณหรือขอมูลที่ถูกหยิบมาเพียงแคบางสวน หรือ ออกนอกบริบทสามารถนำมาเปนเครื่องมือ เพื่อบิดเบือนขอเท็จจริงไดเนื้อหา ของขาวปลอมมาประกอบดวย ภาษาที่กระตุนอารมณและภาษาที่รุนแรง มีวิธีการเขียนที่ผิดหลักภาษาและสะกดคำผิด ๘. ตรวจสอบขอมูลเกี่ยวกับผูเขียนศึกษาขอมูลเบื้องตน เกี่ยวกับ ผูเขียนวาเปนบุคคลที่นาเชื่อถือหรือมีตัวตนอยูจริงหรือไม เปนบุคลากรที่อยูใน วงการรายงานขาวเปนระยะเวลามากนอยอยางไร ลองอานเรื่องราวอื่น ๆ ที่ เขียนโดยผูเขียนเดียวกัน ๙. ตรวจสอบแหลงขาวตรวจสอบใหแนใจวา เรื่องราวนั้นเขียนขึ้น โดยแหลงขาวที่นาเชื่อถือและมีชื่อเสียงดานการใหขอมูลที่ถูกตอง หากมาจาก แหลงขาวที่เราไมรูจะใหตรวจสอบในสวนที่เกี่ยวกับ Pages ของแหลงขาวนั้น ตรวจสอบเนื้อหาอื่น ๆ ที่อยูบนเว็บไซต แงมุมในการนำเสนอขาวและรายละเอียด ที่ติดตออื่น ๆ ที่ปรากฏบนเว็บไซต ๑๐. เปรียบเทียบขาวจากแหลงอื่น หากไมมีแหลงขาวอื่นที่รายงานใน เรื่องเดียวกัน ก็เปนสัญญาณบงชี้วาอาจเปนขาวปลอม ถาขาวนั้นมีการรายงาน จากแหลงขาวที่นาเชื่อถือเปนไปไดวาขาวนั้นจะเปนขาวจริง 2.������������� ������������������������������� p.20-144.indd 94 16/1/2566 BE 17:37


๙๕ 2.������������� ������������������������������� p.20-144.indd 95 16/1/2566 BE 17:37


๙๖ Module ๔ : ที่ักษะการแปรเปล่�ยนปญหาส่้่ส่ัมมาช่พ ส่าระส่ำคัญ การฝกทักษะผูเขาอบรมใหสามารถเปนผูแนะนำแกปญหาการละเมิด ศีล ๕ แกประชาชน เชน ปญหาอบายมุข ปญหาครอบครัว ปญหาอาชญากรรม เปนตน นำผูประสบปญหาใหเกิดความคิดใหมในการเขาสูการประกอบสัมมาอาชีพ และหลุดพนจากปญหาที่ตนประสบได จุดมุ่งหมาย เพื่อใหผูเขารับการอบรมไดเกิดความเขาใจในทักษะเกี่ยวกับการ แปรเปลี่ยนปญหาชุมชนสูสัมมาอาชีวะ การขับเคลื่อนหมูบานรักษาศีล ๕ ใน พื้นที่จริง อันเกิดจากการทำงานของพระสงฆตนแบบ และรูปแบบการสราง กระบวนการแบบมีสวนรวมจากประชาสังคมทุกภาคสวน วัตถุประส่งค์ เมื่อจบบทเรียนนี้แลว ผูเขารับการอบรมสามารถ ๑. มีความรูความเขาใจในการใชเทคนิคและเครื่องมือในการจัดการกับ ปญหาที่เกิดขึ้นภายในชุมชน อันมีตนเหตุมาจากการละเมิดศีล ๕ ๒. มีทักษะสามารถประยุกตใชเทคนิคและเครื่องมือในการจัดการกับ ปญหาที่เกิดขึ้นภายในชุมชน อันมีตนเหตุมาจากการละเมิดศีล ๕ ๓. สามารถออกแบบกิจกรรมที่สงเสริมการแกปญหาและนำผูประสบ ปญหาใหเกิดความคิดใหมในการเขาสูการประกอบสัมมาชีพ 2.������������� ������������������������������� p.20-144.indd 96 16/1/2566 BE 17:37


๙๗ กิจกรรมที่่�ใช�ในกระบวนการอบรม Workshop การใชเทคนิคและเครื่องมือในการคนหาปญหาที่เกิดจาก การละเมิดศีล ๕ และการออกแบบกระบวนการในการแกปญหา โดยการ ฝกปฏิบัติการประกอบดวย ๑. เทคนิคการแกปญหาโดยใชกระบวนการ Community Problem Baes (CPB) ๖ ขั้นตอน ๒. วิเคราะหสาเหตุของปญหาแบบ Problem Tree ๓. เทคนิคการวิเคราะหผูมีสวนไดสวนเสีย ส่้�อการอบรม ๑. คลิป VDO ตนแบบพระสงฆ/บุคคล/องคกร ๒. กระดาษฟลิปชารต + บอรด ๓. ปากกาเมจิก หรือ ปากกาสี ๔. กระดาษสี A4 ๕. ใบงานความรู ระยะเวลา กิจกรรมนี้ใชเวลา ๖ ชั่วโมง วิที่ยากร ทีมวิทยากร 2.������������� ������������������������������� p.20-144.indd 97 16/1/2566 BE 17:37


๙๘ เน้�อหาบที่เร่ยน : ที่ักษะการแปรเปล่�ยนปญหาส่้่ส่ัมมาช่พ ขอบเขตการจัดกิจกรรมการฝกอบรมจะเนนไปที่การพัฒนาทักษะ ผูเขาอบรมใหสามารถสรางกระบวนการมีสวนรวมจากภาคสวนตาง ๆ มารวมกัน ระบุปญหาที่เกิดขึ้นและดำรงอยูภายในชุมชน โดยคำนึงถึงปญหาดังกลาวนั้น เกิดจากการละเมิดศีล ๕ นำปญหาปญหามาเปนตัวตั้งแลวรวมกันหาทางออก พรอม ๆ กับแกปญหารวมกัน โดยผูเขารับการอบรมจะไดฝกทักษะการ แปรเปลี่ยนปญหาสูสัมมาชีพ โดยมีวัตถุประสงคใหสามารถเปนผูแนะนำ แกปญหาการละเมิดศีล ๕ แกประชาชน เชน ปญหาอบายมุข ปญหาครอบครัว ปญหาอาชญากรรม เปนตน นำผูประสบปญหาใหเกิดความคิดใหมในการเขาสู การประกอบสัมมาชีพ และหลุดพนจากปญหาที่ตนประสบได โดยมีเทคนิค และเครื่องมือที่ใชในกิจกรรมดังรายละเอียดตอไปนี้ ๑. เที่คนิคการแก�ปญหาโดยใช�กระบวนการ Community Problem Baes (CPB) สำหรับตนแบบการใชเทคนิคการแกปญหาโดยใชกระบวนการ Community Problem Baes (CPB) ขอนำเสนอการรวมกันแกปญหาการ ตั้งครรภกอนวัยอันควรของเยาวชนในบานทุงทาชาง อำเภอสระโบสถ จังหวัด ลพบุรี (งานวิจัยเรื่อง “การขับเคลื่อนหมูบานรักษาศีล ๕ เพื่อการเสริมสราง วัฒนธรรมการอยูรวมกันอยางสันติในสังคมไทย”, ของพระมหาบุญเลิศ ชวยธานี, รศ.ดร., ๒๕๕๙) 2.������������� ������������������������������� p.20-144.indd 98 16/1/2566 BE 17:37


๙๙ แผนภาพที่่� ๔.๑ ขั้นตอนการวิเคราะหปญหาเพื่อกำหนดกิจกรรมใหสอดคลองกับศีล ๕ กิจกรรมตัวอยางที่ปรากฏในแผนภาพเนนการแกปญหา คือเอาปญหา เปนตัวตั้ง แลวรวมกันแกปญหา เปนการขับเคลื่อนอยางมีระเบียบแบบแผน มีการแสวงหาผูมีสวนไดสวนเสีย (Steakholder) กับปญหาที่เกิดขึ้นภายใน ชุมชน จากนั้นรวมกันวิเคราะหปญหา แลวหาทางออกโดยการจัดกิจกรรม รวมกัน กลาวคือ เปนการแสดงใหเห็นอยางชัดเจนถึงกระบวนการทำงาน อยางเปนระบบของคณะทำงานในบานทุงทาชาง เริ่มตั้งแตการระบุปญหา 2.������������� ������������������������������� p.20-144.indd 99 16/1/2566 BE 17:37


Click to View FlipBook Version