88 ชุดการสังคายนาภูมิปัญญาการนวดไทย: ๑ล�ำดับชื่อเส้นสิบบทที่ค�ำในค�ำฉันท์โรค/อาการความหมาย๗๗เส้นสุมนา๑๑๔หลงไหลคลุ้มคลั่งหลงไหลคลุ้มคลั่ง-ดูใน หลงใหล ก. คลั่งไคล้ในสิ่งใดสิ่งหนึ่ง เช่น หลงใหลนักร้อง; เลอะเลือน, มีสติเฟือน เช่น คนแก่ มักหลงใหล กินแล้วก็ว่าไม่ได้กิน (๔/น. ๑,๓๑๑) -คลุ้มคลั่ง ก. กลัดกลุ้มในใจจนแสดงอาการอย่างคนบ้า (๔/น. ๒๔๐) -อาการสติฟั่นเฟือน เลอะเลือนไป กลัดกลุ้มใจเหมือน อย่างคนบ้า (๕) ๗๘๑๑๔แน่นอกแน่นอกดูใน แน่นหน้าอก Abdominal discomfort (๒/น. ๑๐๗) ๗๙๑๑๔อาเจียนติดอาเจียนไม่ออก รู้สึกอยากจะอาเจียน แต่อาเจียนไม่ออก (๕) ๘๐๑๑๔รากลมเปล่าอาเจียนมีแต่ลมเปล่า อาเจียนมีแต่ลม (๒/น. ๑๖๙) ๘๑๑๑๔ให้หนาวร้อนให้หนาวร้อนดูใน หนาวๆ ร้อนๆ ก. ครั่นเนื้อครั่นตัว, มีอาการคล้าย จะเป็นไข้เพราะเดี๋ยวร้อนเดี๋ยวหนาว, โดยปริยาย หมายความว่า มีความเร่าร้อนใจกลัวว่าจะถูกลงโทษ หรือถูกต�ำหนิเป็นต้น, ร้อนเดี๋ยวหนาว, ร้อนๆ หนาวๆ หรือสะบัดร้อน สะบัดหนาว ก็ว่า (๔/น. ๑,๒๙๒) การสังคายนาองค์ความรู้ภูมิปัญญา “กล่าวเส้นสิบ” ในต�ำราโรคนิทานค�ำฉันท์ ๑๑ จ�ำนวนทั้งสิ้น ๑๑๙ โรคและอาการ (ต่อ)
คำ�อธิบ ายกล่ าวเส้นสิบในตำ�ร าโรคนิท านคำ�ฉันท์ ๑๑ 89 ล�ำดับชื่อเส้นสิบบทที่ค�ำในค�ำฉันท์โรค/อาการความหมาย ๘๒เส้นสุมนา๑๑๕อาหารกลืนขืนกิน ขืนกลืนกินอาหาร -กลืน ก. อาการที่ท�ำให้อาหารหรือสิ่งอื่นๆ ที่อยู่ในปาก ล่วงล�ำคอลงไป (๔/น. ๘๒) -ขืน ก. ยั้งไว้หรือบังคับไว้ไม่ให้เป็นไปตาม (๔/น. ๒๐๓) -อาการที่ท�ำให้กลืนอาหารลงล�ำคอด้วยความยากล�ำบาก (๕) ๘๓๑๑๕ได้กลิ่นกลับขย้อนได้กลิ่นแล้วจะอาเจียน-ขย้อน ก. (โบ) อาการขยับขึ้นขยับลง, กระย่อน หรือ กระหย่อน ก็ว่า; ท�ำอาการจะอาเจียน (๔/น. ๑๗๑) -เมื่อได้กลิ่นแล้ว ท�ำอาการเหมือนจะอาเจียน (๕) การสังคายนาองค์ความรู้ภูมิปัญญา “กล่าวเส้นสิบ” ในต�ำราโรคนิทานค�ำฉันท์ ๑๑ จ�ำนวนทั้งสิ้น ๑๑๙ โรคและอาการ (ต่อ)
90 ชุดการสังคายนาภูมิปัญญาการนวดไทย: ๑ล�ำดับชื่อเส้นสิบบทที่ค�ำในค�ำฉันท์โรค/อาการความหมาย๘๔เส้นสุมนา๑๑๕พิษฒ์โลหิตร้อนพิษโลหิตท�ำให้ร้อนดูใน โลหิตทุจริตโทษ แบ่งได้ ๕ ประการคือ๑.โลหิตระดูร้าง เมื่อจะบังเกิดนั้นระดูมิได้เป็นมาต้อง ตามเคย บางทีด�ำเหม็นเน่า เหม็นโขลง (เหม็นเน่า) บางทีดุจน�้ำชานหมาก บางทีใสดุจน�้ำคาวปลา บางทีดุจน�้ำซาวข้าว กระท�ำให้เวทนาต่างๆ ครั้นแก่เข้าก็กลายเป็นมานโลหิต ๒.โลหิตคลอดบุตร เมื่อจะบังเกิดนั้น กระท�ำให้โลหิตคั่ง เข้าเดินมิให้สะดวกแล้วตั้งขึ้นเป็นลิ่มเป็นก้อน ให้แดก ขึ้นแดกลง บางทีให้คลั่งขบฟัน ตาเหลือก ตาช้อน ให้ ขอบตาเขียว ริมฝีปากเขียว เล็บมือเล็บเท้าเขียว สมมุติว่าปีศาจเข้าสิง ๓.โลหิตต้องพิฆาตตกต้นไม้ถูกทุบถองโบยตี เกิดไข้พิฆาต หนัก โลหิตนั้นกระทบซ�้ำห้อเข้าระคนกับโลหิตระดู จึง แห้งเข้ากรังติดกระดูกสันหลังอยู่ จึงได้ชื่อว่าโลหิต ระดูแห้ง หรือโลหิตต้องพิฆาต เหตุเกิดจากต้องพิฆาต การสังคายนาองค์ความรู้ภูมิปัญญา “กล่าวเส้นสิบ” ในต�ำราโรคนิทานค�ำฉันท์ ๑๑ จ�ำนวนทั้งสิ้น ๑๑๙ โรคและอาการ (ต่อ)
คำ�อธิบ ายกล่ าวเส้นสิบในตำ�ร าโรคนิท านคำ�ฉันท์ ๑๑ 91 ล�ำดับชื่อเส้นสิบบทที่ค�ำในค�ำฉันท์โรค/อาการความหมาย ๘๔เส้นสุมนา๑๑๕พิษฒ์โลหิตร้อนพิษโลหิตท�ำให้ร้อน๔.โลหิตเน่า ก็อาศัยโลหิตระดูร้างโลหิตต้องพิฆาตและ โลหิตตกหมกช�้ำเจือมาเน่าอยู่ จึงเรียกว่าโลหิตเน่าเป็น ใหญ่กว่าลมทั้งหลาย เมื่อจะให้โทษนั้นโลหิตอันเน่ามี พิษค้างแล่นไปทุกขุมขน บางทีแล่นเข้าจับหัวใจ บางที แล่นออกผิวเนื้อผุดเป็นด�ำแดงเขียวขาวก็มี บ้างผุดดัง ยอดกระท�ำพิษ ให้คันเป็นก�ำลัง ทุรนทุรายยิ่งนัก ๕.โลหิตตกหมกช�้ำ ก็อาศัยโลหิตเน่าซึ่งแก้ด้วยยาประคบ ยาผาย ยาขับโลหิตมิได้ถึงก�ำลังโลหิต โลหิตนั้นจึง ระส�่ำระสายออกมิสิ้นเชิง จึงตกหมกช�้ำอยู่ในเส้นเอ็น สันหลังและหัวหน่าว เมื่อจะให้โทษก็คุมกันเข้ากระท�ำ ให้เป็นฝีมดลูก ฝียอดคว�่ำ ฝีเอ็น ฝีอัคเนสัน ฝีปลวก และมานโลหิต (๒/น. ๒๑๗) การสังคายนาองค์ความรู้ภูมิปัญญา “กล่าวเส้นสิบ” ในต�ำราโรคนิทานค�ำฉันท์ ๑๑ จ�ำนวนทั้งสิ้น ๑๑๙ โรคและอาการ (ต่อ)
92 ชุดการสังคายนาภูมิปัญญาการนวดไทย: ๑ล�ำดับชื่อเส้นสิบบทที่ค�ำในค�ำฉันท์โรค/อาการความหมาย๘๕เส้นสุมนา๑๑๕ใคล้คลั่งใคล้คลั่งดูใน คลั่ง อาการคลั่งมี ๒ พวกคือ ๑.อาการคลั่งในโรคจิตที่มีอาการฟุ้งซ่าน หรืออารมณ์ แปรปรวน๒.อาการคลั่งจากไข้ จากสารพิษ หรือจากโรคทางกาย ที่มีผลท�ำให้การท�ำงานของสมองแปรปรวนไป (๒/น. ๕๓) ๘๖๑๑๕ตีขึ้นพิษโลหิตร้อนตีขึ้นดูใน เลือดตีขึ้น (๒/น. ๒๑๔) ดูใน โลหิตทุจริตโทษ แบ่งได้ ๕ ประการคือ ๑.โลหิตระดูร้าง เมื่อจะบังเกิดนั้นระดูมิได้เป็นมาต้อง ตามเคย บางทีด�ำเหม็นเน่า เหม็นโขลง (เหม็นเน่า) บางทีดุจน�้ำชานหมาก บางทีใสดุจน�้ำคาวปลา บางที ดุจน�้ำซาวข้าว กระท�ำให้เวทนาต่างๆ ครั้นแก่เข้าก็ กลายเป็นมานโลหิต การสังคายนาองค์ความรู้ภูมิปัญญา “กล่าวเส้นสิบ” ในต�ำราโรคนิทานค�ำฉันท์ ๑๑ จ�ำนวนทั้งสิ้น ๑๑๙ โรคและอาการ (ต่อ)
คำ�อธิบ ายกล่ าวเส้นสิบในตำ�ร าโรคนิท านคำ�ฉันท์ ๑๑ 93 ล�ำดับชื่อเส้นสิบบทที่ค�ำในค�ำฉันท์โรค/อาการความหมาย ๘๖เส้นสุมนา๑๑๕ตีขึ้นพิษโลหิตร้อนตีขึ้น๒.โลหิตคลอดบุตร เมื่อจะบังเกิดนั้น กระท�ำให้โลหิตคั่ง เข้าเดินมิให้สะดวกแล้วตั้งขึ้นเป็นลิ่มเป็นก้อน ให้แดก ขึ้นแดกลง บางทีให้คลั่งขบฟัน ตาเหลือก ตาช้อน ให้ ขอบตาเขียว ริมฝีปากเขียว เล็บมือเล็บเท้าเขียว สมมุติว่าปีศาจเข้าสิง ๓.โลหิตต้องพิฆาตตกต้นไม้ถูกทุบถองโบยตี เกิดไข้พิฆาต หนัก โลหิตนั้นกระทบซ�้ำห้อเข้าระคนกับโลหิตระดู จึง แห้งเข้ากรังติดกระดูกสันหลังอยู่ จึงได้ชื่อว่าโลหิต ระดูแห้ง หรือโลหิตต้องพิฆาต เหตุเกิดจากต้องพิฆาต ๔.โลหิตเน่า ก็อาศัยโลหิตระดูร้างโลหิตต้องพิฆาตและ โลหิตตกหมกช�้ำเจือมาเน่าอยู่ จึงเรียกว่าโลหิตเน่าเป็น ใหญ่กว่าลมทั้งหลาย เมื่อจะให้โทษนั้นโลหิตอันเน่ามี พิษค้างแล่นไปทุกขุมขน บางทีแล่นเข้าจับหัวใจ บางที แล่นออกผิวเนื้อผุดเป็นด�ำแดงเขียวขาวก็มี บ้างผุดดัง ยอดกระท�ำพิษ ให้คันเป็นก�ำลัง ทุรนทุรายยิ่งนัก การสังคายนาองค์ความรู้ภูมิปัญญา “กล่าวเส้นสิบ” ในต�ำราโรคนิทานค�ำฉันท์ ๑๑ จ�ำนวนทั้งสิ้น ๑๑๙ โรคและอาการ (ต่อ)
94 ชุดการสังคายนาภูมิปัญญาการนวดไทย: ๑ล�ำดับชื่อเส้นสิบบทที่ค�ำในค�ำฉันท์โรค/อาการความหมาย๘๖เส้นสุมนา๑๑๕ตีขึ้นพิษโลหิตร้อนตีขึ้น๕.โลหิตตกหมกช�้ำ ก็อาศัยโลหิตเน่าซึ่งแก้ด้วยยาประคบ ยาผาย ยาขับโลหิตมิได้ถึงก�ำลังโลหิต โลหิตนั้นจึงระส�่ำระสายออกมิสิ้นเชิง จึงตกหมกช�้ำอยู่ในเส้นเอ็น สันหลังและหัวหน่าว เมื่อจะให้โทษก็คุมกันเข้ากระท�ำให้เป็นฝีมดลูก ฝียอดคว�่ำ ฝีเอ็น ฝีอัคเนสัน ฝีปลวก และมานโลหิต (๒/น. ๒๑๗) ๘๗๑๑๖ลมสรรนิบาต ลมสรรนิบาต ดูใน ลมสันนิบาต มีอาการเจ็บปวดศีรษะเป็นก�ำลัง ให้ แก้ที่รากขวัญเกลียวคอทั้งสอง แถวกระดูกสันหลังทั้ง สอง ที่ราวคางทั้งสอง (๒/น. ๒๐๐) ๘๘๑๒๖ลิ้นหดเพื่อลมร้าย ลิ้นหดเพราะลมร้าย อาการชนิดหนึ่งเกิดเพราะลมร้าย ท�ำให้พูดไม่ชัด ลิ้นแข็ง (๕) ๘๙เส้น กาลทารี ๑๓๖เย็นชาเย็นและชาดูใน ชา ๒ ว. อาการที่รู้สึกได้น้อยกว่าปรกติ เนื่องจาก เส้นประสาทรับความรู้สึกถูกกด ถูกตัดขาด หรือถูกสาร พิษ เช่น มือชา เท้าชา (๔/น. ๓๗๒) การสังคายนาองค์ความรู้ภูมิปัญญา “กล่าวเส้นสิบ” ในต�ำราโรคนิทานค�ำฉันท์ ๑๑ จ�ำนวนทั้งสิ้น ๑๑๙ โรคและอาการ (ต่อ)
คำ�อธิบ ายกล่ าวเส้นสิบในตำ�ร าโรคนิท านคำ�ฉันท์ ๑๑ 95 ล�ำดับชื่อเส้นสิบบทที่ค�ำในค�ำฉันท์โรค/อาการความหมาย ๙๐เส้น กาลทารี ๑๓๖เหน็บทั้งตัว เหน็บทั้งตัว ดูใน เหน็บ ๔ น. อาการชาและเจ็บแปลบปลาบตาม แขนขาเป็นต้น เกิดจากหลอดเลือดและเส้นประสาท หรืออย่างใดอย่างหนึ่งบริเวณนั้นถูกกดทับระยะหนึ่ง (๔/น. ๑,๓๔๔) ๙๑๑๓๗เจ็บเย็นสะท้าน เจ็บและเย็นสะท้านทั้งตัว -เจ็บ ก. ป่วยไข้, ราชาศัพท์ว่า ประชวร; รู้สึกทางกาย เมื่อถูกทุบตีหรือเป็นแผลเป็นต้น (๔/น. ๓๓๓) -เย็นสะท้าน ดูใน สะท้าน ก. รู้สึกเย็นเยือกเข้าสู่หัวใจ ท�ำให้ครั่นคร้าม หรือหวั่นกลัวจนตัวสั่น (๔/น. ๑,๑๙๓) ๙๒๑๓๙นอนแน่ไม่สมประดี รู้สึกกายไปเป็นเลย นอนนิ่งไม่รู้สึกตัว-สมฤดี, สมฤๅดี น. ความรู้สึกตัว,ใช้เป็น สมปฤดี สมปฤๅดี หรือสมประดี ก็มี (๔/น. ๑,๑๖๙) -นอนแน่นิ่งไม่รู้สึกตัว (๕) การสังคายนาองค์ความรู้ภูมิปัญญา “กล่าวเส้นสิบ” ในต�ำราโรคนิทานค�ำฉันท์ ๑๑ จ�ำนวนทั้งสิ้น ๑๑๙ โรคและอาการ (ต่อ)
96 ชุดการสังคายนาภูมิปัญญาการนวดไทย: ๑ล�ำดับชื่อเส้นสิบบทที่ค�ำในค�ำฉันท์โรค/อาการความหมาย๙๓เส้น กาลทารี๑๓๙บางคาบกลับเป็นลมอาการหนักขึ้นกลับเป็นลม หัสรังษีเมื่ออาการเป็นหนักขึ้นจะกลายเป็นลม ในที่นี้หมายถึง ลมหัสรังษี ดูใน สหัสรังษี กระท�ำในวันศุกร์ เวลามีอาการเพราะลม อัคนิวาตคุณเข้าแทรก สาเหตุเพราะกินของหวานจัด และของที่มีมันมาก เมื่อแรกจับนั้นให้แน่นิ่งไปมิรู้สึก (๒/น. ๑๙๙) ๙๔เส้น สหัสรังสี ๑๔๗เจ็บกระบอกจักขุ เจ็บกระบอกตา-ดูใน กระบอกตา น. เบ้าตา (๔/น. ๔๖) -เจ็บเบ้าตา (๕) ๙๕๑๔๗วิงเวียนบ่อลืมแล วิงเวียนลืนตาไม่ขึ้น-ดูใน วิงเวียน Vertigo (๒/น. ๒๒๔) -อาการวิงเวียนจนลืมตาไม่ได้ (๕) ๙๖เส้นทวารี๑๕๖เป็นลมไม่ลืมแล เป็นลมลืมตาไม่ได้ ดูใน วิงเวียน Vertigo (๒/น. ๒๒๔) ๙๗๑๕๖ให้วิงเวียนพ้นก�ำลังวิงเวียนจนทนไม่ได้ดูใน วิงเวียน Vertigo (๒/น. ๒๒๔) ๙๘๑๕๗กระบอกตาให้ปวดหนัก เล่ห์จักษุประทุพัง ปวดกระบอกตามาก เหมือนตาจะแตก -ดูใน กระบอกตา น. เบ้าตา (๔/น. ๔๖) -เจ็บปวดเบ้าตามาก (๕) การสังคายนาองค์ความรู้ภูมิปัญญา “กล่าวเส้นสิบ” ในต�ำราโรคนิทานค�ำฉันท์ ๑๑ จ�ำนวนทั้งสิ้น ๑๑๙ โรคและอาการ (ต่อ)
คำ�อธิบ ายกล่ าวเส้นสิบในตำ�ร าโรคนิท านคำ�ฉันท์ ๑๑ 97 ล�ำดับชื่อเส้นสิบบทที่ค�ำในค�ำฉันท์โรค/อาการความหมาย ๙๙เส้นทวารี๑๕๗เจ็บสิ้นทั้งสองซ้ายขวา (ทั้งตาซ้ายและตาขวา) เจ็บตาทั้งสองข้างเจ็บตาทั้งสองข้าง (๕) ๑๐๐๑๕๘บางทีเป็นข้างเดียว ข้างขวาเจียวสุดปัญญา เจ็บตาข้างขวาข้างเดียว เจ็บตาข้างขวาข้างเดียว (๕) ๑๐๑๑๕๘ตาพร่างมัวไม่เห็น ตาพร่างมัวไม่เห็น ดูใน ตาพร่า ว. อาการที่เห็นไม่ชัดเจน (๔/น. ๔๙๑) เส้น จันทภูสัง ไม่ปรากฏโรค/อาการ มีแต่เหตุแห่งโรค ๑๐๒เส้นรุช�ำ๑๗๒หูตึง หูตึง Dullness,moderate to severe sensory neural hearing loss. (๒/น ๒๔๖) ๑๐๓๑๗๒ลมออกหูลมออกหูอาการหูอื้อ (๒/น. ๒๐๔) การสังคายนาองค์ความรู้ภูมิปัญญา “กล่าวเส้นสิบ” ในต�ำราโรคนิทานค�ำฉันท์ ๑๑ จ�ำนวนทั้งสิ้น ๑๑๙ โรคและอาการ (ต่อ)
98 ชุดการสังคายนาภูมิปัญญาการนวดไทย: ๑ล�ำดับชื่อเส้นสิบบทที่ค�ำในค�ำฉันท์โรค/อาการความหมาย๑๐๔เส้นทวารี๑๗๓โสตวิการมักตันตึงหูตัน หูตึง-โสต น. หู ช่องหู (๔/น. ๑,๒๗๓) -พิการ (วิการ) ความผิดปกติ เพราะเกิดโรคขึ้นใน ร่างกาย อันเป็นที่แรกเกิดจากสมุฏฐานหนึ่ง เช่น เมื่อ ร่างกายผิดปกติไปส่วนใดส่วนหนึ่ง เรียกว่า พิการ โดย บอกสมุฏฐาน หรือที่แรกเกิดของโรคว่า พิการบอก สมุฏฐาน (๓/น. ๘๓๕) -อาการผิดปกติของหู ในที่นี้หมายถึง อาการหูตึง (๕) ๑๐๕๑๗๔ลมเสียงอึงลมเสียงอึงในหู-ดูใน ลมอึ้งในโสต (๒/น. ๒๐๘) ดูใน ลมออกหู -อาการหูอื้อ (๒/น. ๒๐๔) ๑๐๖๑๗๕ไม่ยินเสียง หูไม่ยินเสียง ดูใน หูหนวก น. หูที่ขาดสมรรถภาพในการได้ยินเสียง, โดยปริยายหมายความว่า ฟังอะไรไม่ได้ยิน (๔/น. ๑,๓๔๒) ๑๐๗เส้นสิกขิณี๑๗๙เสียดสีข้างเสียดสีข้างดูใน เสียดชายโครง Dyspeptic discomfort (๒/น. ๒๔๐) การสังคายนาองค์ความรู้ภูมิปัญญา “กล่าวเส้นสิบ” ในต�ำราโรคนิทานค�ำฉันท์ ๑๑ จ�ำนวนทั้งสิ้น ๑๑๙ โรคและอาการ (ต่อ)
คำ�อธิบ ายกล่ าวเส้นสิบในตำ�ร าโรคนิท านคำ�ฉันท์ ๑๑ 99 ล�ำดับชื่อเส้นสิบบทที่ค�ำในค�ำฉันท์โรค/อาการความหมาย ๑๐๘เส้นสิกขิณี๑๗๙ขัดเบาบ่ประจักษ์ ไม่เชี่ยวโชนดังแต่ก่อน ขัดเบา ถ่ายปัสสาวะ ไม่ค่อยออก ดูใน ขัดปัสสาวะ Dysuria (๒/น. ๒๔) ๑๐๙๑๘๐ปัสสาวะให้ค่นขุ่น ปัสสาวะขุ่น ดูใน ปัสสาวะขาวข้น Claudy urine (๒/น. ๑๒๔) ๑๑๐๑๘๐เบากลุ่นแลรุ่มร้อน ปัสสาวะร้อน รู้สึกว่าปัสสาวะร้อนมากกว่าปกติ มักพบในคนที่มีอาการ เป็นไข้ (๕) ๑๑๑๑๘๐เจ็บเหน่าบ่ออยุดหย่อน เจ็บหัวเหน่า-ดูใน หัวหน่าว น. ส่วนของร่างกายอยู่ระหว่างท้องน้อย กับอวัยวะสืบพันธุ์, หน้าเหน่า ก็เรียก (๑/น. ๔๗๗) -รู้สึกเจ็บระหว่างท้องน้อยกับอวัยวะสืบพันธุ์ (๕) ๑๑๒๑๘๑องคะชาติร้าว หม่นหมอง องคชาตปวดร้าว ไม่เข้มแข็ง ดูใน องคชาต น. อวัยวะสืบพันธุ์ของเพศชาย, องค์ ก�ำเนิด หรือคุยหฐาน ก็เรียก (๑/น. ๔๘๒) การสังคายนาองค์ความรู้ภูมิปัญญา “กล่าวเส้นสิบ” ในต�ำราโรคนิทานค�ำฉันท์ ๑๑ จ�ำนวนทั้งสิ้น ๑๑๙ โรคและอาการ (ต่อ)
100 ชุดการสังคายนาภูมิปัญญาการนวดไทย: ๑ล�ำดับชื่อเส้นสิบบทที่ค�ำในค�ำฉันท์โรค/อาการความหมาย๑๑๓เส้นสิกขิณี๑๘๓มูตหยดหยัดปัสสาวะหยด กลั้นปัสสาวะไม่อยู่ -ดูใน มูตตัง, มุตตัง, มูตร น�้ำปัสสาวะ (๒/น. ๑๖๓-๑๖๔) -ดูใน ปัสสาวะหยดย้อย Incontinent urination (๒/น. ๑๒๕) -ปัสสาวะหยด หมายถึง อาการกลั้นปัสสาวะไว้ไม่อยู่ (๕)๑๑๔๑๘๓เปนหนองใน เป็นโรคหนองในน. ชื่อกามโรคชนิดหนึ่ง เกิดหนองมีเชื้อในช่องปัสสาวะ (๔/น. ๑,๒๘๓) ๑๑๕๑๘๕เจ็บท้องสีข้างสุด สะเอ็วดุจดังหักกลาง เจ็บท้อง เจ็บสีข้าง และ สะเอว เหมือนเอวจะหัก รู้สึกเจ็บท้องและเจ็บตั้งแต่ใต้ราวนมไปสุดที่สะเอว เจ็บ มากจนรู้สึกเหมือนว่าสีข้างนั้นจะหักกลาง (๕) ๑๑๖เส้นสุขุมัง๑๙๐ตึงทวาน ตึงทวารหนัก-ดูใน ตึง ๑ ว. ไม่หย่อน เช่น เชือกตึง เส้นตึง (๔/ น. ๕๐๕) -ดูใน ทวาร น. ประตู เช่น นายทวาร; ช่อง ในค�ำ เช่น ทวารหนัก ทวารเบา ใช้เป็นค�ำสุภาพ หมายถึง รูขี้ รูเยี่ยว (๔/น. ๕๔๗) -อาการถ่ายไม่ออก (๕) การสังคายนาองค์ความรู้ภูมิปัญญา “กล่าวเส้นสิบ” ในต�ำราโรคนิทานค�ำฉันท์ ๑๑ จ�ำนวนทั้งสิ้น ๑๑๙ โรคและอาการ (ต่อ)
คำ�อธิบ ายกล่ าวเส้นสิบในตำ�ร าโรคนิท านคำ�ฉันท์ ๑๑ 101 ล�ำดับชื่อเส้นสิบบทที่ค�ำในค�ำฉันท์โรค/อาการความหมาย ๑๑๗เส้นสุขุมัง๑๙๐ท้องดุจราณก�ำเริบเส็งท้องบวมจนมีรอยแตก ท�ำให้กระวนกระวาย ท้องไส้ปั่นป่วนท�ำให้กระวนกระวาย (๕) ๑๑๘๑๙๐อาหารเคยก็เลยเองเบื่ออาหาร อาหารที่เคย ชอบก็เบื่อหน่าย เบื่ออาหาร อาหารที่เคยชอบก็เบื่อหน่าย (๕) ๑๑๙๑๙๐กินหย่อนน้อยมักคับ ท้อง กินอาหารไม่ลง แม้กิน น้อยก็คับท้อง ทานอาหารไม่ลง ทานอาหารได้เล็กน้อยก็รู้สึกอิ่มท้อง (๕) การสังคายนาองค์ความรู้ภูมิปัญญา “กล่าวเส้นสิบ” ในต�ำราโรคนิทานค�ำฉันท์ ๑๑ จ�ำนวนทั้งสิ้น ๑๑๙ โรคและอาการ (ต่อ)
102 ชุดการสังคายนาภูมิปญญาการนวดไทย: ๑ เอกสารอ้างอิง (๑) พระยาวิชยาธิบดี (กล่อม), หม่อมเจ้าก�ามสิทธิ์ (บรรณาธิการ). ต�าราโรคนิทานค�าฉันท์ ๑๑. กรุงเทพฯ: บ�ารุงนุกูลกิจ; ๒๔๕๖. (ส�าเนาดิจิทัล) (๒) ยงศักดิ์ ตันติปิฎก, ส�าลี ใจดี (บรรณาธิการ). ต�าราการนวดไทยเล่ม ๑, พิมพ์ครั้งที่ ๕. กรุงเทพฯ: มูลนิธิสาธารณสุขกับการพัฒนา; ๒๕๕๒. (๓) ประพจน์ เกตรากาศ (บรรณาธิการ). ต�าราเส้นสิบฉบับอนุรักษ์, กรุงเทพฯ: มูลนิธิสาธารณสุขกับการพัฒนา; ๒๕๕๔.
แผนนวดคว่ําในจารึกตํารายา วัดราชโอรสารามราชวรวิหาร
แผนนวดคว่ําในจารึกตํารายาวัดราชโอรสารามราชวรวิหาร 105 “จารึกต�ารายาวัดราชโอรสารามราชวรวิหาร” เป็นต�าราแพทย์แผนไทยแห่งชาติ ซึ่งได้จารึกไว้ในต�าราภายใต้ราชปณิธานของพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อครั้ง ทรงด�ารงพระยศเป็นกรมหมื่นเจษฎาบดินทร์ ในช่วงพุทธศตวรรษที่ ๒๔ พร้อมกับการ บูรณปฏิสังขรณ์วัดขึ้นใหม่ จารึกดังกล่าวนี้มีเนื้อความเกี่ยวกับภูมิปัญญาด้านการแพทย์ แผนไทยโบราณทั้งองค์ความรู้ด้านยาและมีจารึกแผนนวด เพื่อแก้อาการต่าง ๆ จากข้อมูล งานวิจัย “ศิลาจารึกต�ารายาวัดราชโอรสารามราชวรวิหารที่สูญหาย” กล่าวไว้ว่าจารึกต่าง ๆ เป็นต�าราที่พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ทรงเลือกไว้เพื่อเป็นแหล่งศึกษาวิชา ความรู้แก่สาธารณชนทั่วไปโดยจารึกไว้ที่ผนังระเบียงวัดราชโอรสารามราชวรวิหาร แต่เดิม ตามการบันทึกมีจารึกทั้งหมด ๙๒ แผ่น แต่จากการบูรณปฏิสังขรณ์วัดราชโอรสารามราชวรวิหาร ในปี พ.ศ. ๒๕๒๕ ได้ก่อให้เกิดความเสียหายต่อจารึกดังกล่าว จนช�ารุดสูญหาย ท�าให้ใน ปัจจุบันคงเหลือจารึกเพียง ๕๐ แผ่น อนึ่ง จารึกเหล่านี้ มีคุณค่าทั้งในทางประวัติศาสตร์ อักษรศาสตร์ และที่ส�าคัญคือ เป็นภูมิปัญญาความรู้ด้านการแพทย์แผนไทย จารึกต�ารายาวัดราชโอรสารามราชวรวิหาร ที่ยังคงเหลือมาถึงปัจจุบัน จ�านวน ๕๐ แผ่น ดังกล่าวนั้น จากข้อมูลปฐมภูมิคือศิลาจารึก และจากเอกสารอ้างอิงที่ได้มีการบันทึกและ ปริวรรตอักษรไว้ทั้งโดยกรมศิลปากร และโดยกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ ทางเลือก รวมถึงผลการส�ารวจจากฐานข้อมูลจารึกในประเทศไทย ศูนย์มานุษยวิทยา สิรินธร ปัจจุบันไม่ปรากฏหลักฐานแล้วจ�านวน ๕ แผ่น ส่วนจารึกต�าราแผนนวดปรากฏอยู่เพียงแผ่นเดียวจาก ๕๐ แผ่น คือจารึกแผ่นที่ ๔๕ ซึ่งเป็นภาพลักษณะแผนนวดคว�่า เป็นองค์ความรู้ด้านการนวดไทยเพื่อรักษาอาการ ต่าง ๆ ที่ปรากฏในรูปเดียว การด�าเนินงานสังคายนาภูมิปัญญาด้านการนวดไทย ได้ ด�าเนินการจ�าแนก วิเคราะห์ และสังคายนาภูมิปัญญาแผนนวดคว�่าแผ่นที่ ๔๕ ในจารึก บทนํา
106 ชุดการสังคายนาภูมิปัญญาการนวดไทย: ๑ ต�ำรายาวัดราชโอรสารามราชวรวิหาร จนครบถ้วนเสร็จสมบูรณ์ ด้วยเหตุนี้ กรมการแพทย์ แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก กระทรวงสาธารณสุข จึงจัดท�ำชุดการสังคายนาภูมิปัญญา การนวดไทย ๑ เนื้อหาหลักมีรายละเอียด ดังต่อไปนี้ ส่วนที่ ๑ การจ�ำแนก วิเคราะห์ ภาพแผนนวดใน “จารึกต�ำรายาวัด ราชโอรสารามราชวรวิหาร” ๑. ประวัติความเป็นมา ๒. คุณค่าและความส�ำคัญของ “จารึกต�ำรายาวัดราชโอรสารามราชวรวิหาร” ๓. ลักษณะของจารึก ๔. การศึกษาวิเคราะห์จารึกแผนนวด ส่วนที่ ๒ การสังคายนาภูมิปัญญาแผนนวดใน “จารึกต�ำรายาวัดราชโอรสารามราชวรวิหาร”
สวนที่ ๑ การจําแนก วิเคราะห แผนนวดใน “จารึกตํารายาวัดราชโอรสารามราชวรวิหาร”
108 ชุดการสังคายนาภูมิปัญญาการนวดไทย: ๑ ๑. ประวัติความเป็นมา วัดราชโอรสารามราชวรวิหาร ปัจจุบันตั้งอยู่ริมคลองสนามไชยฝั่งตะวันตก และ มีคลองบางหว้าสกัดอยู่ด้านเหนือ ติดเนื้อที่ของวัดในท้องที่เขตจอมทอง กรุงเทพมหานคร เลขประจ�ำวัด ๒๕๘ ๑.๑ ประวัติการปฏิสังขรณ์วัดราชโอรสารามราชวรวิหาร วัดราชโอรสารามราชวรวิหาร เป็นวัดโบราณสร้างมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาเป็น ราชธานี เป็นพระอารามหลวงชั้นเอกชนิด “ราชวรวิหาร” และเป็นวัดประจ�ำพระบาทสมเด็จ พระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๓ แห่งพระบรมราชจักรีวงศ์ มีชื่อเรียกแต่เดิมว่า วัดจอมทองบ้าง วัดเจ้าทองบ้าง ต่อมาพระเจ้าลูกยาเธอ กรมหมื่นเจษฎาบดินทร์ พระราชโอรส ในพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย (พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้า เจ้าอยู่หัว ทรงครองราชย์ พ.ศ. ๒๓๖๗) ทรงปฏิสังขรณ์ใหม่ทั้งวัด ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๓๖๔ เมื่อปีพุทธศักราช ๒๓๖๓ ครั้งนั้นพระเจ้าลูกยาเธอ กรมหมื่นเจษฎาบดินทร์ ทรงคุมกองทัพออกไปขัดตาทัพพม่าที่ด่านพระเจดีย์สามองค์ เมืองกาญจนบุรี เมื่อเคลื่อน ทัพออกจากกรุงนั้น เสด็จพระราชด�ำเนินประทับแรมที่หน้าวัดจอมทองนี้ และทรงท�ำพิธี เบิกโขลนทวาร ตามลักษณะพิชัยสงคราม ทรงอธิษฐานให้ประสบความส�ำเร็จกลับมา โดยสวัสดิภาพ แต่พม่าไม่ได้ยกทัพมาตามที่เล่าลือกันและเมื่อพระเจ้าลูกยาเธอกรมหมื่น เจษฎาบดินทร์ ทรงเลิกทัพเสด็จกลับพระนครแล้ว จึงโปรดให้ปฏิสังขรณ์วัดจอมทองใหม่ ทั้งวัด โปรดให้สร้างโบสถ์วิหาร และเสนาอาสนะต่างๆ กับให้ตกแต่งประดับลวดลายตาม แบบอย่างศิลปะที่ทรงมีพระราชด�ำริขึ้นใหม่เป็นศิลปกรรมพระราชนิยมแบบจีน ซึ่งก�ำลัง ได้รับความนิยมในกลุ่มชนชั้นสูงในยุคนั้นมาก โดยปรับประยุกต์ให้เข้ากับศิลปกรรมรูปแบบ ประเพณี ที่เห็นได้ชัดคือหน้าจั่วไม่มีช่อฟ้า ใบระกา หางหงส์ หน้าบันตกแต่งประดับด้วย กระเบื้องเคลือบท�ำเป็นลวดลายกระบวนจีน เจดีย์เปลี่ยนรูปเป็นทรงถะ (สถูป) เป็นต้น การปฏิสังขรณ์นี้พระเจ้าลูกยาเธอ กรมหมื่นเจษฎาบดินทร์ ทรงเสด็จประทับคุมงานและ ตรวจตราด้วยพระองค์เองตลอดมา เมื่อทรงปฏิสังขรณ์เสร็จจึงน้อมเกล้าฯ ถวายเป็น
แผนนวดคว่ำ�ในจารึกตำ�รายาวัดราชโอรสารามราชวรวิหาร 109 พระอารามหลวงพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย พระบรมราชชนกโปรดเกล้าฯ พระราชทานนามว่า “วัดราชโอรส” อันหมายถึงวัดที่พระราชโอรสทรงสถาปนา เป็นที่ทราบกันดีว่า พระเจ้าลูกยาเธอพระองค์นี้ทรงโปรดการติดต่อค้าขายกับ ประเทศจีนเป็นอย่างมาก (กระทั่งสมเด็จพระบรมชนกนาถตรัสเรียกพระองค์ว่า ‘เจ้าสัว’) นั่นอาจมีส่วนให้ทรงโปรดศิลปกรรมจีนเป็นพิเศษ ในการปฏิสังขรณ์วัดราชโอรสารามราช วรวิหาร พระองค์จึงทรงมีพระราชด�ำริเปลี่ยนแบบอย่างตามความพอพระราชหทัย โดยน�ำ ศิลปกรรมจีนมาผสมผสานกับศิลปกรรมไทยได้อย่างประณีตกลมกลืนโดยมีชาวจีนส�ำเพ็ง มาช่วยสร้างพร้อมทั้งสั่งช่างฝีมือมาจากเมืองจีน งานก่อสร้างในครั้งนี้ใช้เวลายาวนานถึง ๑๔ ปี จึงแล้วเสร็จ การปฏิสังขรณ์วัดราชโอรสารามราชวรวิหาร ในครั้งนี้ ถือเป็นการเริ่มต้นครั้งส�ำคัญ ของสถาปัตยกรรมที่มีลักษณะเฉพาะสมัยรัชกาลที่ ๓ เพราะเป็นครั้งแรกที่สร้างโบสถ์วิหาร โดยไม่มีช่อฟ้า ใบระกา หางหงส์ เนื่องจากในยุคนั้นนิยมท�ำด้วยไม้ ทรงเห็นว่าเป็นของหัก พังง่ายไม่ถาวร จึงเลิกใช้ นอกจากนี้ยังมีเสาพาไลโดยรอบเพื่อรองรับน�้ำหนักชายคาปีกนก แทนคันทวยแบบเดิมเป็นการประยุกต์ดัดแปลงที่ทุกคนต่างเห็นเป็นสิ่งแปลก กระทั่ง สมเด็จกรมพระยาด�ำรงราชานุภาพทรงมีลายพระหัตถ์ทูลสมเด็จฯ กรมพระยานริศรานุ- วัดติวงษ์ ว่า “... เป็นวัดแรกที่คิดสร้างออกนอกแบบอย่างวัด ซึ่งสร้างกันเป็นสามัญ จะเรียกต่อไปในจดหมายนี้ว่า วัดนอกอย่าง พิจารณาดูวัดราชโอรสเห็นได้ว่า วัดนอกอย่างนั้น ไม่ใช่แต่เอาช่อฟ้าใบระกาออกเท่านั้น ถึงสิ่งอื่นเช่นลวดลาย และรูปภาพเป็นต้น ก็แผลงไปเป็นอย่างอื่นหมดคงไว้แต่สิ่งอันเป็นหลักของวัด อันจะเปลี่ยนแปลงไม่ได้ เช่น โบสถ์ วิหาร เป็นต้น นอกจากทรงสร้างตาม พระราชหฤทัยไม่เกรงใครจะติเตียน แต่ตั้งพระราชหฤทัยประจงให้งามอย่างแปลก มิใช่สร้างแต่พอเป็นกิริยาบุญ...”
110 ชุดการสังคายนาภูมิปัญญาการนวดไทย: ๑ วัดราชโอรสารามราชวรวิหารหรือวัดจอมทองเมื่อเสร็จสิ้นการปฏิสังขรณ์นั้นมี ความงดงามแปลกตาเป็นที่เลื่องลือ กระทั่งมีชาวไทยและชาวต่างชาติลงเรือมาชมมิได้ขาด รวมทั้ง จอห์น ครอเฟิร์ด (John Crawfurd) ราชทูตอังกฤษที่เข้ามาเจริญสัมพันธไมตรี ในสมัยรัชกาลที่ ๒ ซึ่งเขียนบันทึกยกย่องวัดแห่งนี้ไว้ว่า “เป็นวัดที่สร้างขึ้นได้อย่างงดงาม ที่สุดของบางกอก” พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวนั้น ทรงพระราชศรัทธาในพระพุทธศาสนา เป็นอย่างยิ่ง ได้ทรงสร้างและปฏิสังขรณ์พระอารามไว้เป็นจ�ำนวนมาก ในรัชกาลของ พระองค์นั้นถึงกับกล่าวกันว่า ในรัชกาลที่ ๓ ถ้าใครใจบุญชอบสร้างวัดวาอารามก็เป็น คนโปรด แต่ก็ไม่มีวัดไหนจะสวยงามจนเป็นที่เลื่องลือเสมอด้วยวัดราชโอรสแห่งนี้ กระทั่ง เมื่อนายมีมหาดเล็ก บุตรพระโหราธิบดี แต่งเพลงยาวสรรเสริญพระเกียรติทูลเกล้าฯ ก็ยังได้พรรณนาไว้ว่า “วัดไหนไหนก็ไม่ลือระบือยศ เหมือนวัดราชโอรสอันสดใส เป็นวัดเดิมเริ่มสร้างไม่อย่างใคร ล้วนอย่างใหม่ทรงคิดประดิษฐ์ท�ำ ทรงสร้างด้วยพระมหาวิริยาธึก โอฬารึกพร้อมพริ้งทุกสิ่งข�ำ ล้วนเกลี้ยงเกลาเพราะเพริศดูเลิศล�้ำ ฟังข่าวค�ำลือสุดอยุธยา...” ภายหลังเมื่อพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จสวรรคตพระบาทสมเด็จ พระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔ โปรดเกล้าฯ ให้อัญเชิญพระบรมสรีรังคารมาบรรจุ ไว้ ณ พระพุทธอาสน์ของพระประธานในพระอุโบสถ และทรงเติมสร้อยนามวัดเป็น “วัดราชโอรสาราม” หลังจากนั้นจึงถือกันว่าเป็นพระอารามหลวงประจ�ำรัชกาลที่ ๓
แผนนวดคว่ำ�ในจารึกตำ�รายาวัดราชโอรสารามราชวรวิหาร 111 ๑.๒ ประวัติการสร้าง “จารึกตำรายาวัดราชโอรสารามราชวรวิหาร” การสร้าง “จารึกต�ำรายาวัดราชโอรสารามราชวรวิหาร” โดยราชปณิธานเพื่อให้ ประชาชนทั่วไปได้เรียนต�ำรายา สืบสานต�ำราการแพทย์แผนไทยให้คงอยู่สืบไป พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว นอกจากจะทรงน�ำแบบอย่างศิลปกรรม แบบใหม่เข้ามาสร้างวัดแล้ว ยังทรงริเริ่มเปลี่ยนแปลงระบบการเรียนการสอนจากแบบเดิม ซึ่งครูเป็นผู้สอนวิชาความรู้แก่ศิษย์ ซึ่งโดยมากเป็นพระสงฆ์และใช้วัดเป็นเสมือนโรงเรียน ทรงเปลี่ยนระบบใหม่ให้ “ผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง” ก�ำหนดวัตถุประสงค์เพื่อการศึกษาให้แก่ ตนเองโดยไม่จ�ำกัดเพศ และวัย โดยเมื่อปี พ.ศ. ๒๓๖๔ โดยประมาณ ทรงโปรดเกล้าฯ ให้จารึกต�ำรายาลงบนแผ่นหินอ่อนสีเทา รูปสี่เหลี่ยมจัตุรัส ขนาดกว้างยาวด้านละ ๓๓ เซนติเมตร จัดเรียงบรรทัดทางมุมแหลม จ�ำนวน ๑๗ บรรทัด เหมือนกันทุกแผ่น ติดประดับอยู่ตามผนังด้านนอกของระเบียงพระวิหารพระพุทธไสยาสน์ และผนังศาลาราย หน้าพระอุโบสถ ปัจจุบันเหลืออยู่ทั้งสิ้น ๕๐ แผ่น จากเดิมซึ่งเชื่อว่าน่าจะมีอยู่ทั้งสิ้น ๙๒ แผ่น องค์ความรู้ในต�ำรายาวัดราชโอรสารามราชวรวิหาร อ้างถึงในงานวิจัย “ศิลาจารึก ต�ำรายาวัดราชโอรสารามราชวรวิหารที่สูญหาย” โดยเชื่อว่าได้รับจากต�ำรับต�ำราซึ่งรวบรวม จากทั่วประเทศ และผ่านการตรวจสอบจากหมอหลวง และผู้รู้ในราชส�ำนักมาแล้ว ตั้งแต่ คราวที่พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ ๒ ทรงมีพระบรมราชโองการไป ทั่วแผ่นดินดังนี้ “๏ศุภมัสดุ จุลศักราช ๑๑๗๔ มกฏะสังวัจฉรมฤคศิรมาศ กาฬปักษ์ เตรสมีดฤถีศรุวาร บริเฉทกาลก�ำหนด พระบาทสมเด็จบรมธรรมฤกราชาธิบดี ศริวิสุทธิวงษ์ องควรามหาพุทธางกูรราช บรามนารถ บรมบพิตรพระพุทธเจ้าอยู่หัว ผู้ทรงทศพิธราชธรรม ประกอบด้วยพระกรุณาคุณอันประเสริฐ ได้ มหาปราบดาภิเษกผ่านพิภพกรุงเทพทวารวดีศรีอยุธยามหาดิลกภพ นพรัตนราชธานี บุรีรมย์ เสด็จออก ณ พระที่นั่งบุษบกมาลามหาจักรพรรดิพิมาน โดยสถาน อุตราภิมุข พร้อมด้วยเสวกากรบวรราชกระวีมนตรีมุขมาตยานุชิต อุทิตยชาติ
112 ชุดการสังคายนาภูมิปัญญาการนวดไทย: ๑ ราชสุริยวงษ์พงษ์พฤฒาโหราจารย์พร้อมเฝ้าเบื้องบาทบงกชมาศโดยอันดับ ถานาศักดิ์ จึงทรงพระราชด�ำริห์ว่า ทุกวันนี้คัมภีร์แพทย์ณโรงพระโอสถเสื่อมสูญ ไป มิได้เปนเรื่องต้นเรื่องปลาย อนึ่งเล่าแพทย์ผู้เถ้าที่ช�ำนิช�ำนาญในลักษณโรค แลสรรพคุณแห่งยานั้นก็มีอยู่น้อย ภายหลังยากที่กุลบุตรจักเล่าเรียนให้ชัดเจนได้ แล้วทรงพระมหากรุณาจะให้เปนหิตานุหิตประโยชน์แก่สมณชีพราหมณ์ อาณา ประชาราชฎร์ในขอบขัณฑสีมาสืบต่อไป จึงมีพระบรมราชโองการมาณพระบัณฑูร สุรสีหนาท ด�ำรัสสั่งพระพงษ์อ�ำมรินทรราชนิกูล ให้สืบเสาะหาต�ำรายาลักษณโรค ทั้งปวงในข้าทูลละอองธุลีพระบาท แลราษฎร พระราชคณะอารามก็ได้ ส่งมา ทูลเกล้าฯ ถวายหลายฉบับ มีวิธีต่างๆ กัน” สมเด็จกรมพระยาด�ำรงราชานุภาพ ได้อธิบายเรื่องนี้ไว้ในหนังสือ “ต�ำราพระโอสถ ครั้งรัชกาลที่ ๒” ความตอนหนึ่งว่า “…เรื่องต�ำรายาในโรงพระโอสถซึ่งพิมพ์ไว้ในข้างตอนต้น มีต�ำนาน ปรากฏมาว่าเมื่อในรัชกาลที่ ๒ ปีวอก จัตวาศก จุลศักราช ๑๑๗๔ พ.ศ. ๒๓๕๕ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาไลย ทรงพระราชปรารภว่าต�ำรายาในโรง พระโอสถยังบกพร่องนัก จึงโปรดให้พระพงศนรินทร ราชนิกูล ซึ่งเปนโอรถของ เจ้ากรุงธนบุรี เวลานั้นรับราชการเปนใหญ่อยู่ในกรมหมอ เปนผู้รับกระแสรับสั่ง สืบถามตามพระราชาคณะแลข้าราชการตลอดจนราษฎร ผู้ใดมีต�ำรายาดี ขอให้ จดสรรพคุณยานั้นๆ มาถวาย เพื่อจะได้ตรวจสอบเปนต�ำราไว้ในโรงพระโอสถ ครั้งนั้นมีผู้จดต�ำราซึ่งเคยใช้ เคยเห็นคุณ ถวายตามพระราชประสงค์มาก กรมหมอหลวงคงจะได้สอบสวนเลือกแต่ที่เชื่อว่าดีจริงจดลงไว้ ในต�ำราหลวงส�ำหรับ โรงพระโอสถ...”
แผนนวดคว่ำ�ในจารึกตำ�รายาวัดราชโอรสารามราชวรวิหาร 113 เชื่อว่าการที่พระเจ้าลูกยาเธอ กรมหมื่นเจษฎาบดินทร์ ทรงเลือกต�ำรายาบางส่วน จากครั้งนั้นมาจารึกบนหินอ่อนและประดับไว้ที่วัดราชโอรส อันเป็นที่สาธารณะเพื่อเป็น วิทยาทานแก่ราษฎรทั่วไปนั้น ได้มีการวิเคราะห์ถึงเหตุผลแห่งพระราชวินิจฉัยเอาไว้ในหนังสือ “จารึกต�ำรายาวัดราชโอรสารามราชวรวิหาร” ฉบับกรมศิลปากร ๒ ประการ ประการแรก พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว น่าจะได้ทรงเล็งเห็นความ ยุ่งยากในการศึกษาวิชาแพทย์แผนไทยโบราณ ซึ่งนอกจากผู้เรียนจะมีจ�ำนวนน้อยแล้ว วิธีการเรียนโดยวิธีปากต่อปากจากครูยังใช้เวลานานมากกว่าจะได้วิชาจนเกิดความช�ำนาญ แต่อาจจ�ำความรู้ไม่ได้ทั้งหมดหรือคลาดเคลื่อนสูญหาย ท�ำให้วิชาการไม่แพร่หลายแพทย์ ผู้ช�ำนาญหายาก ไม่พอกับความต้องการของบ้านเมืองในขณะนั้น และหากต�ำราที่จดจ�ำไว้ คลาดเคลื่อนก็จะท�ำให้เป็นอันตรายต่อวิชาการแพทย์แผนไทยด้วย ประการที่สอง เรื่องเกี่ยวกับสุขภาพร่างกายเป็นสิ่งที่ทุกคนควรต้องรู้เพราะเป็น เรื่องใกล้ตัว หากเกิดโรคภัยไข้เจ็บขึ้นจะได้รู้จักการวินิจฉัยและดูแลรักษาและผลทางอ้อมที่ ได้คือประชาชนจะได้มีสุขภาพแข็งแรงเป็นก�ำลังของบ้านเมือง และอีกประการหนึ่งน่าจะ เป็นวิธีการเพิ่มจ�ำนวนประชากรด้วย ต่อมาหลังจากการจารึกที่วัดราชโอรสารามราชวรวิหาร ๑๐ ปี เมื่อพระบาทสมเด็จ พระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จขึ้นครองราชย์ ได้ทรงพระกรุณา โปรดเกล้าฯ ปฏิสังขรณ์วัด พระเชตุพนวิมลมังคลารามเป็นการใหญ่ และจารึกองค์ความรู้วิชาต่างๆ ลงบนศิลามากมาย หลายสาขาเป็นการสมบูรณ์ทุกแขนงวิชา ส่วนต�ำรายาที่วัดพระเชตุพนฯ นั้นมีความสมบูรณ์ ครอบคลุมการรักษาความเจ็บป่วยต่างๆ แทบทุกโรค ทั้งนี้คงจะต่อยอดมาจากการ ปฏิสังขรณ์และจารึกต�ำรายาบางส่วนไว้ทั่ววัดราชโอรสารามราชวรวิหาร โดยการน�ำเอา ต�ำรายาที่สมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยได้ทรงรวบรวมไว้ทั้งหมดมาจารึกจนสมบูรณ์ นั่นเอง
114 ชุดการสังคายนาภูมิปัญญาการนวดไทย: ๑ ๒. คุณค่าและความสำ คัญของ “จารึกตำรายาวัดราชโอรสารามราชวรวิหาร” จารึกต�ำรายาวัดราชโอรสารามราชวรวิหาร มีคุณค่าทั้งด้านจารึก เวชศาสตร์ และ อักษรศาสตร์ เป็นหลักฐานหนึ่งที่แสดงถึงพระปรีชาญาณอันสูงส่งของพระบาทสมเด็จ พระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่ทรงมีสายพระเนตรอันกว้างไกล ทรงเห็นคุณค่าและความส�ำคัญ ในการรวบรวมหลักฐานความรู้เรื่องต�ำรายาไทย กับทรงโปรดเกล้าฯ ให้บันทึกขึ้นไว้เป็น ครั้งแรก ด้วยน�้ำพระทัยที่ทรงห่วงใยว่าวิชาการด้านการแพทย์นี้จะคลาดเคลื่อน สูญหาย เพราะนอกจากจะใช้เอื้อประโยชน์ เกื้อกูลต่อชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนทั่วไปแล้ว ยังเป็นการรวบรวมความรู้เรื่องเวชกรรมและเภสัชกรรมของไทยไว้ให้คงอยู่กับบ้านเมือง เป็นสมบัติส่วนรวมของแผ่นดิน นอกจากนี้ยังเป็นมรดกที่แสดงภูมิปัญญาด้านการแพทย์ แผนไทยในช่วงต้นกรุงรัตนโกสินทร์ด้วย ในด้านการแพทย์ สิ่งที่ท�ำให้จารึกวัดราชโอรสารามราชวรวิหาร ทวีความส�ำคัญ มากขึ้น คือเป็นจารึกแรกที่รวบรวมไว้ซึ่งต�ำรายาลักษณะต่างๆ เนื้อหาครอบคลุมตลอดถึง ก�ำเนิดของโรค อาการ เครื่องยาที่ใช้ในการปรุงยา การปรุงและประกอบยา ตลอดจน การรักษาและวิธีใช้ยา โดยสามารถจ�ำแนกจ�ำนวนโรคและวิธีการรักษาได้มากกว่า ๒๓ ชนิด นอกจากนี้ยังประกอบด้วยศัพท์ดั้งเดิมทางการแพทย์แผนโบราณ ซึ่งแต่เดิมนั้นใช้วิธีการ ศึกษาเรื่องเหล่านี้จะใช้วิธีการถ่ายทอดโดยตรงจากครูสู่ศิษย์ ด้วยการต่อจากปากครูแล้วน�ำ มาท่องให้ขึ้นใจ การรวบรวมต�ำรายาจากทุกสารทิศมาเผยแพร่สู่ประชาชนในวงกว้างจึงเป็น มิติใหม่ของการศึกษาแพทย์แผนไทย ในทางภาษาศาสตร์ ความส�ำคัญอีกประการหนึ่งของจารึกคือ รูปอักษรในจารึก วัดราชโอรสารามราชวรวิหาร มีลักษณะเฉพาะที่เป็นแบบฉบับของอักษรไทยสมัย รัตนโกสินทร์ ระหว่างปลายพุทธศตวรรษ ๒๔ คือสะท้อนวิถีการเขียนและแบบอักษรใน ช่วงต้นกรุงรัตนโกสินทร์ รูปแบบวิธีการจารึกมีความเฉพาะตัวและมีคุณค่าทางวรรณศิลป์ ยิ่งไปกว่านั้น การที่กรมหมื่นเจษฎาบดินทร์ ได้จารึกต�ำรายาเอาไว้ที่วัดราชโอรสารามราชวรวิหารอันเป็นพื้นที่สาธารณะนั้น เป็นการสะท้อนถึงความพยายามในการเผยแพร่ องค์ความรู้ในชีวิตประจ�ำวันของพระองค์ การประดับต�ำราวิชาการไว้ในที่สาธารณะดังกล่าว
แผนนวดคว่ำ�ในจารึกตำ�รายาวัดราชโอรสารามราชวรวิหาร 115 เป็นจุดเริ่มต้นของการให้ประชาชนได้มีโอกาสทางการศึกษา น�ำไปใช้ประโยชน์ทั้งต่อตนเอง และครอบครัวได้ตามประสงค์อย่างกว้างขวางทั่วถึงทุกเวลา ซึ่งพระองค์น่าจะทรงเห็นว่า การสร้างต�ำราวิชาการไว้ในที่สาธารณะเช่นนี้เป็นสิ่งที่มีคุณประโยชน์อย่างมหาศาล ต่อมา อีกประมาณ ๑๐ ปีเมื่อได้เสวยราชย์แล้วโปรดให้สร้างจารึกต�ำราวิชาการเพิ่มขึ้นทุกแขนง วิชา ประดิษฐานไว้ที่วัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามราชวรมหาวิหาร ลักษณะเหมือนเป็น “มหาวิทยาลัยเปิด” แห่งแรกของประเทศไทย ๓. ลักษณะของจารึก ๓.๑ ลักษณะทางกายภาพของ “จารึกตำรายาวัดราชโอรสารามราชวรวิหาร” จารึกต�ำรายาวัดราชโอรสารามราชวรวิหาร เป็นจารึกอักษรไทยสมัยกรุงธนบุรี- รัตนโกสินทร์ ที่จารอยู่บนแผ่นหินอ่อนสีเทา รูปสี่เหลี่ยมจัตุรัส ขนาดกว้างยาวด้านละ ๓๓ เซนติเมตร จัดเรียงบรรทัดทางมุมแหลม จ�ำนวน ๑๗ บรรทัด เหมือนกันทุกแผ่น มีจ�ำนวน ทั้งสิ้น ๕๐ แผ่น แต่ละแผ่นมีอักษรจารึกด้านเดียว ติดประดับอยู่ตามผนังด้านนอกของ ระเบียงพระวิหารพระพุทธไสยาสน์ จ�ำนวน ๔๒ แผ่น และผนังศาลารายหน้าพระอุโบสถ ๒ ศาลา ศาลาละ ๔ แผ่น ในหนังสือ จารึกต�ำรายาวัดราชโอรสารามราชวรวิหาร (ฉบับพิมพ์ ๒๕๔๑) ระบุไว้ว่า ก่อนการบูรณะพระวิหารพระพุทธไสยาสน์ในปี พ.ศ. ๒๕๒๕ จารึก ต�ำรายาฯ นี้มีทั้งหมด ๙๒ แผ่น แต่คงจะช�ำรุดเสียหายไป เมื่อมีการบูรณะขึ้นใหม่ พบว่า ปัจจุบันเหลือเพียง ๕๐ แผ่น และในคราวที่บูรณะนั้นจารึกอาจจะพลัดหลงเคลื่อนย้ายไป จากต�ำแหน่งที่เคยติดอยู่เดิม เมื่อติดขึ้นใหม่จึงมีการสลับที่ ไม่ได้เรียงตามล�ำดับเนื้อหา หรือกลุ่มของโรคตามที่ควรจะเป็นแต่เนื่องจากจารึกแต่ละแผ่นมีเนื้อหาสาระของเรื่องจบ ความในตัวเอง ดังนั้น ถึงแม้จะไม่เรียงล�ำดับก็ยังคงใช้ได้ใจความสมบูรณ์ทุกแผ่น ในปัจจุบัน จารึกยังมีสภาพสมบูรณ์ สวยงาม เนื่องจากจารึกได้ผนึกอยู่ในชัยภูมิที่ เหมาะสม มีหลังคาป้องเป็นอย่างดี ไม่โดนแดดและลมซึ่งจะเป็นตัวท�ำลายเนื้อศิลาจารึก ได้ ถึงแม้เส้นอักษรบนจารึกอาจเลือนรางไปตามกาลเวลา แต่เนื่องจากการบูรณะ พระวิหารฯ ในครั้งก่อน จารึกอาจจะพลัดหลงเคลื่อนย้ายไปจากต�ำแหน่งที่เคยติดอยู่เดิม
116 ชุดการสังคายนาภูมิปัญญาการนวดไทย: ๑ แผนผังแสดงตำแหนงที่จารึกติดอยูกับผนัง ศาลารายหนาพระอุโบสถ ๑ ๒ ๓ ๔ ศาลารายหนาพระอุโบสถ ๕ ๖ ๗ ๘ ๙ ๕๐ ๔๙ ๔๘ ๔๗ ๔๖ ๔๕ ๔๔ ๔๓ ๔๒ ๔๑ ๔๐ ๓๙ ๒๔ ๒๕ ๒๖ ๒๗ ๒๙ ๒๘ ๓๐ ๓๑ ๓๒ ๓๓ ๓๔ ๓๕ ๓๘ ๓๖ ๑๐ ๑๑ ๑๓ ๑๒ ๑๔ ๑๕ ๑๖ ๑๗ ๑๘ ๑๙ ๒๐ ๒๑ ๒๒ ๒๓ ๓๗ พระวิหารพระพุทธไสยาสน เมื่อติดขึ้นใหม่จึงมีการสลับที่ ไม่ได้เรียงตามล�ำดับเนื้อหา ดังนั้นการปริวรรตเส้นอักษรเพื่อ การบันทึกจารึกในการตีพิมพ์เผยแพร่แต่ละครั้ง จึงมีการบันทึกตามล�ำดับสถานที่ตั้งเป็นหลัก โดยคณะท�ำงานพัฒนาฐานข้อมูลจารึกในประเทศไทย ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร ได้ท�ำการ ส�ำรวจครั้งล่าสุดเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๕๖ โดยเทียบกับข้อมูลจากหนังสือจารึกต�ำรายาวัด ราชโอรสารามราชวรวิหาร (ฉบับพิมพ์ ๒๕๔๑) กรมศิลปากร ที่ได้จัดเรียงล�ำดับตามแผ่น จารึกที่ติดประดับอยู่บนผนัง โดยเริ่มต้นจากศาลารายหน้าพระอุโบสถด้านซ้ายไปขวา นับเป็นจารึกแผ่นที่ ๑ ถึงแผ่นที่ ๘ ต่อไปเริ่มแผ่นที่ ๙ ที่ระเบียงมุมซ้าย ด้านหน้า พระวิหารพระพุทธไสยาสน์ เรียงไปทางขวา วนรอบพระวิหาร ถึงแผ่นที่ ๕๐ พบว่าจารึก ได้มีการสลับที่ไปจากเดิมที่กรมศิลปากรได้บันทึกไว้เล็กน้อย ดังภาพ ศูนย์มานุษยวิทยาสิริธร (องค์การมหาชน). ที่มา: http://www.sac.or.th/th/
แผนนวดคว่ำ�ในจารึกตำ�รายาวัดราชโอรสารามราชวรวิหาร 117 ๒๔ ๒๕ ๒๖ ๒๗ ๒๙ ๒๘ ๓๐ ตำแหนงจารึกที่ติดผนังในปจจุบัน (สำรวจเมื่อ ๑๖ มีนาคม ๒๕๕๖) ศาลารายหนาพระอุโบสถ ๕ ๙ ๕๐ ๔๙ ๔๘ ๔๗ ๔๖ ๔๕ ๔๔ ๔๓ ๔๒ ๔๑ ๔๐ ๓๙ ๓๑ ๓๒ ๓๓ ๓๔ ๓๕ ๓๘ ๓๖ ๑๐ ๑๑ ๑๓ ๑๒ ๑๔ ๑๕ ๑๖ ๑๗ ๑๘ ๑๙ ๒๐ ๒๑ ๒๒ ๒๓ ๒ ๗ ๔ ศาลารายหนาพระอุโบสถ ๑ ๖ ๓ ๘ ๓๗ พระวิหารพระพุทธไสยาสน ในภาพข้างต้นเป็นภาพผังจารึกจากหนังสือ จารึกต�ำรายาวัดราชโอรสาราม ราชวรวิหาร (พ.ศ. ๒๕๔๕) ซึ่งถือว่าเป็นข้อมูลล่าสุด เท่าที่พบในตอนนี้ เมื่อคณะท�ำงาน พัฒนาฐานข้อมูลจารึกในประเทศไทย ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธรท�ำการส�ำรวจในวันที่ ๑๖ มีนาคม ๒๕๕๖ พบว่าต�ำแหน่งจารึกยังมีการสลับที่กันอยู่ภาพถัดไปแสดงต�ำแหน่งปัจจุบัน ที่ได้จากการส�ำรวจ (ตัวเลข ตัวหนาที่ขีดเส้นใต้ - ผู้เรียบเรียง, ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร) ศูนย์มานุษยวิทยาสิริธร (องค์การมหาชน). ที่มา: http://www.sac.or.th/th/
118 ชุดการสังคายนาภูมิปัญญาการนวดไทย: ๑ ๓.๒ ลักษณะทางเนื้อหา เนื้อหาของจารึกต�ำรายาวัดราชโอรสารามราชวรวิหาร ประกอบด้วย ก�ำเนิดของ โรค อาการ เครื่องยาที่ใช้ในการปรุงยา การปรุงและประกอบยา ตลอดจนการรักษาและ วิธีใช้ยา รวมทั้งแผนปลิงหงายและคว�่ำ และแผนนวดคว�่ำ เป็นต้น จารึกเนื้อความแผ่นละ ๑๗ บรรทัด ยกเว้น ๓ แผ่นที่เป็นแผนปลิงและแผนนวด มักมีจ�ำนวนบรรทัดน้อยกว่า เพราะวาดโครงร่างมนุษย์ก่อน แล้วก�ำหนดจุดส�ำคัญแต่ละจุด ทั้งซีกซ้ายและซีกขวาของ ร่างกายส�ำหรับรักษาโรค โดยลากเส้นโยงจากจุดเหล่านั้นออกมาบันทึกค�ำอธิบายวิธีรักษา ในบริเวณที่ว่างด้านซ้ายและขวาตามล�ำดับบรรทัด เนื้อหาในจารึกส่วนใหญ่ เริ่มต้นข้อความด้วยค�ำว่า สิทธิการิยะ ซึ่งเป็นค�ำมงคล ใช้เริ่มต้นเมื่อจะท�ำการสิ่งใดสิ่งหนึ่งให้ส�ำเร็จ มีความหมายว่า “ขอความส�ำเร็จในกิจที่พึง กระท�ำ จงมี” (สิทฺธิ หมายถึง ความส�ำเร็จ, การิยะ หมายถึง กิจที่พึงท�ำ จาก พจนานุกรม มคธ-ไทย/ป. หลวงสมบุญ) ซึ่งในจารึกเหล่านี้อาจหมายถึง ขอความส�ำเร็จจงบังเกิดแก่ ผู้ศึกษาต�ำรายา หรือผู้ใช้ยานั้น ข้อความต่อไปกล่าวถึงเนื้อเรื่อง ประกอบด้วยชื่อโรค ชื่อยา เครื่องยา วิธีปรุงยา และวิธีใช้ยา เป็นต้น และหากมียาหลายขนานที่จะใช้รักษา โรคนั้นได้ก็จะบอกเครื่องยาและขนานไว้ พร้อมทั้งก�ำหนดอัตราส่วนของเครื่องยา หรือพิกัด ส่วนเครื่องยาก�ำกับไว้ทุกขนาน โดยใช้รูปเครื่องหมายมาตราแบบเก่าบอกขนาด ปริมาณ หรือน�้ำหนักของตัวยาที่น�ำมาใช้ ดังจะกล่าวต่อไป ๓.๓ ลักษณะอักขรวิธีและเครื่องหมายโบราณในจารึกวัดราชโอรสารามราชวรวิหาร ในเชิงอักษรศาสตร์ รูปอักษรในจารึกวัดราชโอรสารามราชวรวิหาร มีลักษณะ เฉพาะที่เป็นแบบฉบับของอักษรไทยสมัยรัตนโกสินทร์ ระหว่างปลายพุทธศตวรรษ ๒๔ คือ ลักษณะเป็นรูปแบบอักษรที่อยู่ในช่วงระยะของการเปลี่ยนแปลง จากรูปแบบอักษรซึ่งเคย ใช้อยู่ในระหว่างต้นพุทธศตวรรษที่ ๒๔ อันเป็นเวลาร่วมปลายสมัยอยุธยา ธนบุรี และ ต้นรัตนโกสินทร์ ลักษณะของรูปอักษรนิยมเขียนเส้นให้เอียงไปทางขวา ประมาณ ๗๐-๘๐ องศา และเมื่อเข้าสู่ช่วงกลางพุทธศตวรรษ ๒๔ รูปอักษรเปลี่ยนไปนิยมลากปลายเส้น อักษรให้ยาวเลยขึ้นไปมากกว่าที่เคยลากให้ยาวเลยหัวอักษรขึ้นไป กลับสั้นลงเสมอเส้น
แผนนวดคว่ำ�ในจารึกตำ�รายาวัดราชโอรสารามราชวรวิหาร 119 หัวอักษร และเริ่มเขียนรูปอักษรตั้งตรงมากขึ้น ลักษณะรูปอักษรเช่นนี้ เป็นแบบที่ใช้อยู่ ในจารึกวัดราชโอรสารามราชวรวิหาร ซึ่งมีลักษณะเชิงวรรณกรรมที่มีความไพเราะตาม แบบฉบับของวรรณศิลป์ ทั้งๆ ที่เป็นร้อยแก้วก็ยังแทรกค�ำที่มีสัมผัสเหมือนกับร้อยกรอง นอกจากนี้ยังใช้ค�ำศัพท์เฉพาะทางการแพทย์แผนโบราณ ซึ่งแตกต่างจากศัพท์แพทย์แผน ปัจจุบัน ศัพท์เหล่านี้นอกจากจะเป็นค�ำที่มีความหมายชัดเจนในตัวเองตามแบบฉบับของภาษาไทย แล้ว บางค�ำยังซ่อนความหมายอื่น ซึ่งเป็นที่รู้จักเฉพาะกลุ่มหมอไทยแต่โบราณไว้ด้วย นอกจากนี้ยังมีอักขรวิธีพิเศษ ซึ่งเป็นผลสืบเนื่องมาจากการที่ผู้บันทึกใช้วิธีการบันทึก ตามลักษณะนิยมของตน เน้นการเขียนตามเสียงพูด เพื่อให้สามารถอ่านออกเสียง และ เข้าใจความหมายได้โดยไม่ให้ความส�ำคัญกับวิธีการเขียน เนื่องจากไม่มีพจนานุกรมเป็น หลักเกณฑ์ในการสะกดค�ำ ดังนั้นการผสมค�ำต่างๆ ในจารึกจึงเป็นไปอย่างอิสระ มีรูปแบบ แตกต่างกันตามแต่ละส�ำนักที่เรียนแต่ละแห่งนิยม ท�ำให้เกิดผลกระทบต่อการใช้รูปพยัญชนะ รูปสระส�ำหรับสะกดค�ำได้หลากหลายรูปแบบ แม้จะมีความหมายเช่นเดียวกันก็ตาม เครื่องหมายที่ปรากฏในจารึก (๑) เครื่องหมาย “๏” เรียกว่า ฟองมัน หรือตาไก่ ใช้ในการขึ้นต้นเรื่อง ขึ้นต้น ชื่อโรค หรือชื่อยา จะพบเป็นตัวแรกของจารึกทุกแผ่นในที่นี้ (๒) เครื่องหมาย “ฯ” หรือ ฯ| เรียกว่า ไปยาล บางครั้งจะใช้คล้ายๆ ฟองมัน คือขึ้นต้นข้อความ แต่ส่วนใหญ่จะใช้เป็นเครื่องหมายจบข้อความ ซึ่งพบมากกว่า (๓) เครื่องหมาย “ะ” เรียกว่า เครื่องหมายละสุด จะเขียนไว้ที่สุดบรรทัดด้าน ขวา เฉพาะบรรทัดที่มีข้อความไม่เต็มบรรทัด เครื่องหมายนี้จะใช้เพื่อจัดระดับ หรือรักษา กรอบหน้าจารึกให้ต�ำแหน่งของตัวอักษรตรงเป็นแนวเดียวกัน เพื่อความสวยงาม (๔) เครื่องหมาย “+” คือ กากบาท ใช้เพื่อบอกตัวอักษรที่เขียนตก โดยกากบาท นี้จะอยู่ข้างบนตัวอักษรที่เขียนตกนั้น (๕) เครื่องหมาย “/” ใช้เพื่อขีดฆ่า หรือบ่งบอกว่าเลิกใช้ตัวอักษรที่เขียนผิด โดยขีดทับตัวอักษรที่ผิดดังกล่าว
120 ชุดการสังคายนาภูมิปัญญาการนวดไทย: ๑ (๖) เครื่องหมาย เรียกว่า ควง ใช้เป็นเครื่องหมายบอกความต่อเนื่อง โดยเขียนไว้ข้างล่างหรือต่อจากค�ำเหล่านั้น (๗) เครื่องหมาย “๛” เรียกว่า โคมูตร ใช้เป็นเครื่องหมายจบข้อความ บางครั้งอาจเขียนในรูปที่แตกต่างกันออกไป โดยมากมักจะเขียนต่อจากเครื่องหมายไปยาล (๘) เครื่องหมาย “ ” หรือ ตีนครุ ใช้เพื่อบอกมาตราน�้ำหนักยาเป็นหน่วย ชั่ง ตวง วัด ดังภาพ ๓.๔ การจำแนกโรคและอาการ คณะท�ำงานพัฒนาฐานข้อมูลจารึกในประเทศไทย ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธรได้จัด จ�ำแนกหมวดหมู่จารึกตามเนื้อหาโดยพิจารณาจากข้อความในจารึกทั้ง ๕๐ แผ่น ที่ยังคง เหลืออยู่ เพื่อให้เห็นชัดเจนขึ้นว่าในบรรดาจารึกทั้งหมดนี้ให้ข้อมูลเกี่ยวกับโรคและต�ำรับยา ชนิดใดบ้าง ดังต่อไปนี้ (๑) จารึกที่ว่าด้วยโรคลม หรือโรคที่เกิดจากลมขึ้นผิดปกติ ได้แก่ - จารึกแผ่นที่ ๑ กล่าวถึงก�ำเนิดและต�ำรับยารักษาโรคอันเกิดจากลมขึ้นผิดปกติ ได้แก่ จตุบาทวาโย อัควารันตะ ภุมรา และสรรพวาโย - จารึกแผ่นที่ ๘ กล่าวถึงก�ำเนิดและต�ำรับยารักษาโรคลมชัก - จารึกแผ่นที่ ๑๑ กล่าวถึงก�ำเนิดและต�ำรับยารักษาโรคลมบาดทะยัก - จารึกแผ่นที่ ๑๓ กล่าวถึงก�ำเนิดและต�ำรับยารักษาสรเภทโรค คือ ไอ มีเสมหะ - จารึกแผ่นที่ ๑๗ กล่าวถึงอาการและต�ำรับยารักษาอาการของก�ำลังเลือดที่รุนแรง ผิดปกติ - จารึกแผ่นที่ ๒๔ กล่าวถึงอาการและต�ำรับยารักษาภาวะวาโยธาตุหย่อน หรือ ธาตุลมน้อยกว่าปกติ - จารึกแผ่นที่ ๒๖ กล่าวถึงอาการและต�ำรับยารักษาสิตะมัคคะวาโย พุทธะยักขะ วาโย ริตะ วาต
แผนนวดคว่ำ�ในจารึกตำ�รายาวัดราชโอรสารามราชวรวิหาร 121 - จารึกแผ่นที่ ๓๑ กล่าวถึงอาการและต�ำรับยารักษาภาวะลมหทัยวาตก�ำเริบ หรือ จิตใจหงุดหงิด คุ้มดีคุ้มร้าย - จารึกแผ่นที่ ๓๙ กล่าวถึงอาการและต�ำรับยารักษาภาวะลมขบในข้อกระดูก หรือ เหน็บชา - จารึกแผ่นที่ ๔๓ กล่าวถึงก�ำเนิดและต�ำรับยารักษาโรคอันเกิดจากลมขึ้นผิดปกติ ได้แก่ อัตพังคีวาโย ภาหุรวาโย และพิศรุศวาโย - จารึกแผ่นที่ ๔๔ กล่าวถึงก�ำเนิดและต�ำรับยารักษาโรคลมบ้าหมู (๒) จารึกที่ว่าด้วยโรคกล่อน ได้แก่ - จารึกแผ่นที่ ๔ กล่าวถึงกล่อนชนิดต่างๆ อาการเจ็บป่วย วิธีรักษาและการปรุง ยาแก้กล่อน (๓) จารึกที่ว่าด้วยโรคอติสาร ได้แก่ - จารึกแผ่นที่ ๕ กล่าวถึงอาการของอติสารแต่ละชนิด และยาแก้พิษไข้แต่ละ ขนาน - จารึกแผ่นที่ ๓๔ กล่าวถึงอาการของพิษไข้ และยาแก้ไข้แต่ละขนาน (๔) จารึกที่ว่าด้วยโรคสันนิบาต ได้แก่ - จารึกแผ่นที่ ๗ กล่าวถึงสันนิบาต ๗ ประการ และต�ำรับยาเพื่อบ�ำบัดรักษา อาการต่างๆ - จารึกแผ่นที่ ๓๕ กล่าวถึงสันนิบาตอุทรโรค หรือ ท้องมาน และต�ำรับยา ๒ ขนาน (๕) จารึกที่ว่าด้วยโรคไข้เจลียง ได้แก่ - จารึกแผ่นที่ ๑๐ กล่าวถึงอาการของไข้เจลียงอากาศ และต�ำรับยา ๕ ขนาน - จารึกแผ่นที่ ๓๖ กล่าวถึงอาการของไข้เจลียงพระสมุทร และต�ำรับยาหลาย ขนาน - จารึกแผ่นที่ ๓๘ กล่าวถึงอาการของไข้เจลียงไพร และต�ำรับยาหลายขนาน
122 ชุดการสังคายนาภูมิปัญญาการนวดไทย: ๑ (๖) จารึกที่ว่าด้วยโรคสันทะคาด ได้แก่ - จารึกแผ่นที่ ๒๑ กล่าวถึงอาการของสันทะคาด และต�ำรับยา ๓ ขนาน (๗) จารึกที่ว่าด้วยโรคดาน ได้แก่ - จารึกแผ่นที่ ๒๐ กล่าวถึงโรคดานเถา ดานกระษัย ดานตะคุณ ดานทะลุน ต�ำรับยาและวิธีใช้ยา - จารึกแผ่นที่ ๓๐ กล่าวถึงโรคดานพืด อาการ ต�ำรับยาและวิธีใช้ยา - จารึกแผ่นที่ ๔๘ กล่าวถึงโรคดานทักขิณคุณ อาการ ต�ำรับยาและวิธีใช้ยา (๘) จารึกที่ว่าด้วยโรคหืด ได้แก่ - จารึกแผ่นที่ ๑๒ กล่าวถึงโรคหืด ต�ำรับยาและวิธีใช้ยา (๙) จารึกว่าด้วยโรคไข้ลง ได้แก่ - จารึกแผ่นที่ ๑๔ อธิบายอาการของโรคไข้ลง และต�ำรับยาที่ใช้รักษา (๑๐) จารึกว่าด้วยโรคไข้สัมประชวร ได้แก่ - จารึกแผ่นที่ ๑๔ อธิบายอาการของโรคไข้สัมประชวร และต�ำรับยาที่ใช้รักษา (๑๑) จารึกว่าด้วยโรคฝีดาษ ได้แก่ - จารึกแผ่นที่ ๑๘ อธิบายก�ำเนิดโรคฝีดาษ อาการ และต�ำรับยา ๔ ขนาน (๑๒) จารึกว่าด้วยโรคริดสีดวง ได้แก่ - จารึกแผ่นที่ ๙ อธิบายก�ำเนิดโรครุกขชิวหา หรือริดสีดวงที่ลิ้น บอกอาการ และต�ำรับยาที่ใช้รักษา - จารึกแผ่นที่ ๒๙ อธิบายต�ำรับยาที่ใช้รักษาอาการถ่ายเป็นเลือด - จารึกแผ่นที่ ๕๐ อธิบายต�ำรับยาที่ใช้รักษาริดสีดวง (๑๓) จารึกที่ว่าด้วยโรคเกี่ยวกับทางเดินปัสสาวะ ได้แก่ - จารึกแผ่นที่ ๓ อธิบายอาการของโรคทุราวะสา โดยพิจารณาจากสีและลักษณะ ของน�้ำปัสสาวะ และให้รายละเอียดต�ำหรับยาหลายขนาน
แผนนวดคว่ำ�ในจารึกตำ�รายาวัดราชโอรสารามราชวรวิหาร 123 - จารึกแผ่นที่ ๒๗ อธิบายอาการของโรคมุตกิดโดยพิจารณาจากสีและลักษณะ ของน�้ำปัสสาวะ และให้รายละเอียดต�ำหรับยาหลายขนาน (๑๔) จารึกที่ว่าด้วยโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ได้แก่ - จารึกแผ่นที่ ๒ กล่าวถึงอาการของโรคส�ำหรับบุรุษ ได้แก่ โรคไส้ด้วนและโรค ไส้ลามตลอดจนต�ำรับยาส�ำหรับบ�ำบัดรักษาโรค ทั้งยาส�ำหรับทาแผล และยาส�ำหรับ รับประทาน (๑๕) จารึกที่ว่าด้วยโรคซาง ได้แก่ - จารึกแผ่นที่ ๑๕ อธิบายอาการของโรคซางที่เกิดกับเด็กที่เกิดวันพฤหัสบดี ได้แก่ ซางโค และซางข้าวเปลือก และให้รายละเอียดต�ำรับยาแก้พิษซาง - จารึกแผ่นที่ ๒๒ อธิบายอาการของโรคซางที่เกิดกับเด็กที่เกิดวันเสาร์ ได้แก่ ซางโจร ซางนางริ้นและซางจร และให้รายละเอียดต�ำรับยาแก้พิษซาง - จารึกแผ่นที่ ๓๒ อธิบายอาการของโรคซางที่เกิดกับเด็กที่เกิดวันศุกร์ ได้แก่ ซางช้าง และให้รายละเอียดต�ำรับยาแก้พิษซาง - จารึกแผ่นที่ ๔๒ อธิบายอาการของโรคตานโจรที่เกิดกับเด็กที่รับประทานของสด ของแสลง ให้รายละเอียดต�ำรับยาแก้พิษซาง (๑๖) จารึกที่ว่าด้วยโรคป่วง ได้แก่ - จารึกแผ่นที่ ๒๕ อธิบายอาการและต�ำรับยารักษาโรคป่วงลม - จารึกแผ่นที่ ๔๗ อธิบายอาการและต�ำรับยารักษาโรคป่วงหิว (๑๗) จารึกที่ว่าด้วยจักษุโรค หรือโรคตา ได้แก่ - จารึกแผ่นที่ ๒๓ อธิบายอาการและต�ำรับยารักษาต้อ (๑๘) จารึกที่ว่าด้วยโรคมะเร็ง ได้แก่ - จารึกแผ่นที่ ๒๘ ให้รายละเอียดต�ำรับยาแก้มะเร็ง ๕ ขนาน
124 ชุดการสังคายนาภูมิปัญญาการนวดไทย: ๑ (๑๙) จารึกที่ว่าด้วยยารักษากลาก ได้แก่ - จารึกแผ่นที่ ๓๓ ให้รายละเอียดต�ำรับยาแก้กลาก (๒๐) จารึกที่ว่าด้วยการรักษาโรคโดยใช้ปลิงดูดเลือดออกจากส่วนต่างๆ ของ ร่างกาย ได้แก่ - แผนปลิงหงาย ในจารึกแผ่นที่ ๑๙ แผนปลิงคว�่ำ ในจารึกแผ่นที่ ๑๖ (๒๑) จารึกที่ว่าด้วยการรักษาโรคโดยการนวดตามส่วนต่างๆ ของร่างกาย ได้แก่ - แผนนวดคว�่ำในจารึกแผ่นที่ ๔๕ (๒๒) จารึกที่ว่าด้วยโรคโอปักมิกาภาธิ ได้แก่ - จารึกแผ่นที่ ๓๗ ให้รายละเอียดต�ำรับยารักษาอาการตับย้อย ตับทรุด ในเด็ก (๒๓) จารึกที่ว่าด้วยโรครัตตะปิตตะ ได้แก่ - จารึกแผ่นที่ ๔๑, ๔๙ บอกอาการ ให้รายละเอียดต�ำรับยารักษาและยาบ�ำรุง เลือด ๓.๕ ลักษณะของแผนนวดในจารึกตำรายาวัดราชโอรสารามราชวรวิหาร จารึกต�ำรายาวัดราชโอรสารามราชวรวิหาร มีแผนนวดคว�่ำ เพื่อรักษาโรคต่างๆ ตั้งแต่หัวจรดเท้าปรากฏอยู่ในจารึกแผ่นที่ ๔๕ เพียง ๑ แผ่นเท่านั้น ในขณะที่แผนนวด ศิลาจารึกวัดพระเชตุพนฯ มีแผนหงาย-แผนคว�่ำ รวม ๖๐ ภาพ ซึ่งโรคและอาการที่รักษา มีเนื้อหาแตกต่างกัน จารึกแผ่นที่ ๔๕ นี้ มีทั้งหมด ๑๓ บรรทัดลักษณะกายวิภาคเป็นร่างกายมนุษย์ใน ท่าแผนนวดคว�่ำ ย่อเข่า แล้วก�ำหนดจุดส�ำคัญแต่ละจุด ทั้งซีกซ้ายซีกขวา และกลางล�ำตัว โดยลากเส้นโยงจากจุดส�ำคัญของร่างกาย มาถึงค�ำหรือข้อความที่บอกชื่อโรคและ อาการส�ำหรับรักษาโรคเหล่านั้นได้ในส่วนบริเวณที่ว่างด้านซ้ายขวา และด้านล่าง ตามล�ำดับ บรรทัด
แผนนวดคว่ำ�ในจารึกตำ�รายาวัดราชโอรสารามราชวรวิหาร 125 ๔. การศึกษาวิเคราะห์แผนนวดในจารึกตำรายา วัดราชโอรสารามราชวรวิหาร การด�ำเนินงานสังคายนาภูมิปัญญาด้านการนวดไทย ศึกษาวิเคราะห์ จารึกแผ่นที่ ๔๕ “แผนนวดคว�่ำ” ในจารึกต�ำรายาวัดราชโอรสารามราชวรวิหาร โดยท�ำการศึกษาจาก เอกสารต้นฉบับ แผ่นภาพจารึก และค�ำจารึก จากการศึกษา พบปัญหารูปภาพจารึกที่มี ลักษณะแขนเป็นแผนหงาย ซึ่งท�ำให้เกิดความสับสนต่อการวิเคราะห์จุดนวด ต่อมาได้ศึกษาเอกสารอ้างอิงภาพแผนนวดคว�่ำจากคัมภีร์แผนนวดวัดสุวรรณาราม โดยพระสมุห์ต่วน วัดสุวรรณาราม มอบให้หอสมุดแห่งชาติ เมื่อ พ.ศ. ๒๔๖๔ ซึ่งเมื่อ เปรียบเทียบภาพแล้วพบว่าเป็นแผนนวดที่มีจุดและค�ำอธิบายใกล้เคียงกับภาพแผนนวดใน จารึกวัดราชโอรสารามราชวรวิหาร ที่เป็นแผนนวดคว�่ำเช่นกัน โดยคณะท�ำงานฯ ได้ท�ำ การศึกษาวิเคราะห์และสรุปผลการศึกษา ดังต่อไปนี้
126 ชุดการสังคายนาภูมิปัญญาการนวดไทย: ๑ รูปที่ ๑ ศิลาจารึก แผ่นที่ ๔๕ “แผนนวดคว�่ำ” ๔.๑ ลักษณะศิลาจารึก แผ่นที่ ๔๕ “แผนนวดคว่ำ”
แผนนวดคว่ำ�ในจารึกตำ�รายาวัดราชโอรสารามราชวรวิหาร 127 รูปที่ ๒ แผนนวด ค�ำจารึก โรค/อาการ/ลม และจุดนวด ภาพจารึกนี้เป็นกายวิภาค ส่วนแขนเป็นแผนหงาย
128 ชุดการสังคายนาภูมิปัญญาการนวดไทย: ๑ รูปที่ ๓ รูปแสดงเส้นและจุดใกล้เคียงกับรูปจารึกแผนนวดวัดราชโอรสารามราชวรวิหาร แผ่นที่ ๔๕ คัดลอกมาจากคัมภีร์แผนนวดวัดสุวรรณาราม พระสมุห์ต่วน วัดสุวรรณาราม มอบให้หอสมุดแห่งชาติ เมื่อ พ.ศ. ๒๔๖๔
แผนนวดคว่ำ�ในจารึกตำ�รายาวัดราชโอรสารามราชวรวิหาร 129 ๔.๒ คำจารึก ชื่อ โรค/อาการ/ลม ในแผนนวดคว่ำนี้ มีจุดนวดด้านซ้าย ด้านขวา และกลางลำตัว รวมทั้งหมด ๑๘ คำ ตารางที่ ๑๑ แสดงค�ำส�ำคัญในจารึกต�ำรายาวัดราชโอรสารามราชวรวิหาร ทั้งหมด ๑๘ ค�ำ ค�ำในจารึกแผนนวด แผ่นที่ ๔๕ ใน “จารึกต�ำรายาวัดราชโอรสารามราชวรวิหาร” จุดด้านซ้าย ๘ จุด ๗ อาการ จุดกลางล�ำตัว ๓ จุด ๓ อาการ จุดด้านขวา ๗ จุด ๖ อาการ ๑. แก้ลมให้ปากเบี้ยว ๘. แก้ปวดศีรศะปกัง ๑๑. แก้ปวดศีศะ ๒. แก้ปัตฆาฎแขนตาย ๙. แก้รากเสลด ๑๒.แก้ลมเสียดคาง ๓. แก้ภาหุนะวาดที่สุด ๑๐. บอกให้รู้ที่ตาย ๑๓. แก้ปัตฆาฏ (ขวา) ๔. แก้สลักที่ค่าง ๑๔. แก้โรหินีขึ้นถึงฅ่อ ๕. แก้กะใสตาน (๒ จุด) ๑๕. แก้ราก ๖. แก้ปัตฆาฏ (ซ้าย) ๑๖. แก้ตะคริ้วทั้งสอง หน้าแค่ง ๗. แก้โรหินีขึ้นต้นขา ๑๗.แปดแสนแก้กล่อน ๑๘. แก้ร้อนเหนบตะโภก (๒ จุด)
130 ชุดการสังคายนาภูมิปัญญาการนวดไทย: ๑ ๔.๓ การจัดกลุ่มคำชื่อโรค/อาการ จากคำจารึก ๑๘ คำ จัดเป็นคำชื่อโรค อาการ ลม เส้น ๑) ชื่อโรค ๖ ค�ำ ๒) ชื่ออาการ ๘ ค�ำ ๓) ชื่อเส้น ๒ ค�ำ ๔) ชื่อลม ๗ ค�ำ ตารางที่ ๑๒ การจ�ำแนกชื่อ โรค อาการ เส้น ลม เรียงค�ำตามอักษร ล�ำดับ ค�ำอ่าน ชื่อ โรค/อาการ/เส้น/ลม โรค อาการ เส้น ลม ๑ กล่อนเส้น √ ๒ กษัยดาน √ ๓ ตะคริว ทั้ง ๒ หน้าแข้ง √ √ ๔ บอกให้รู้ที่ตาย √ ๕ ปวดศีรษะ √ ๖ ปวดศีรษะปะกัง (ลมปะกัง) √ √ ๗ ปัตคาด (ซ้าย/ขวา) √ ๘ ปัตฆาฏแขนตาย √ √ ๙ ภาหุนะวาตที่สุด √ √ ๑๐ ร้อนเหน็บสะโพก √ ๑๑ ราก √ ๑๒ รากเสลด √ ๑๓ โรหินีขึ้นต้นคอ/ต้นขา √ ๑๔ ลมเสียดคาง √ √ ๑๕ ลมให้ปากเบี้ยว √ √ ๑๖ สลักที่ข้าง (สีข้าง) √ √ รวมจ�ำนวนค�ำ ๖ ๘ ๒ ๗
แผนนวดคว่ำ�ในจารึกตำ�รายาวัดราชโอรสารามราชวรวิหาร 131 ๔.๔ คำอธิบายศัพท์ โรค/อาการ ในแผนนวดจารึกตำรายาวัดราชโอรสารามราชวริหาร ตารางที่ ๑๓ ค�ำอธิบายศัพท์ ล�ำดับ ชื่อ โรค/อาการ ค�ำอธิบายศัพท์ ๑ กล่อนเส้น “เส้นกล่อนเส้นหนึ่งให้แก้ตาเท้า (ตาตุ่ม) ทั้ง ๒ ข้างเป็นที่สุด” (ที่มา คัมภีร์แผนนวด เล่ม ๑ เลขที่ ๑๐๐๘ หน้าปลาย ที่ ๒๙ ถึง ๓๐) กล่อนเส้น หรือกล่อนเอ็น อันบังเกิดเพื่ออัณฑพฤกษ์ นั้น กระท�ำให้เมื่อยขบแข้งขาหน้าตะโพก บางทีให้จับสะบัดร้อน สะท้านหนาวให้ถ่วงเหน่าเป็นก�ำลัง (ที่มา: ต�ำรายาวัดโพธิ์, ศาลา ๔ เสา ๗ แผ่นที่ ๒ ลักษณะกล่อน ๔ จ�ำพวก หน้า ๓๒๙) ๒ กษัยดาน น. กษัยอันเกิดจากอุปปาติกะโรคชนิดหนึ่ง เกิดที่ยอดอก ท�ำให้ กล้ามเนื้อตั้งแต่ยอดอกถึงหน้าท้องแข็งมากผู้ป่วยมีอาการปวด จุกเสียดแน่น กินข้าวไม่ได้ ถ้าลามลงถึงท้องน้อยท�ำให้ปวด อยู่ตลอดเวลา ถูกความเย็นไม่ได้ แต่ถ้าลามลงไปถึงหัวหน่าว จะรักษาไม่ได้ ดังคัมภีร์กระษัย [๘/น. ๓๔-๓๕] ตอนหนึ่งว่า “... จะกล่าวลักษณะกระไสยโรคอันบังเกิดขึ้นเปนอุปาติกะ คือกระไสยดานอันเปนเคารบ ๑๒ ตั้งอยู่ยอดอกแขงดังแผ่น สินลา ถ้าตั้งลามลงไปถึงท้องน้อยแล้วเมื่อใด กระท�ำให้ร้อง ครางอยู่ทั้งกลางวันกลางคืน ถูกเยนเข้ามิได้ ถ้าถูกร้อนค่อย สงบลงหน่อยหนึ่ง แล้วกลับปวดมาเล่ากระท�ำให้จุกเสียดแน่น น่าอก บริโภคอาหารมิได้ ถ้าลามลงไปถึงหัวเหน่าแล้วเมื่อใด เปน อะติสยะโรค แพทย์จะรักษามิได้เลย ถ้าจะรักษารักษาแต่ ยังมิลงหัวเหน่าดุจกล่าวไว้ดังนี้ ...”. (๑/น. ๑๖-๑๗) ๓ ตะคริวทั้ง ๒ หน้าแข้ง ดูใน ตะคริว น. อาการหดเกร็งตัวของกล้ามเนื้อ และค้างอยู่ ท�ำให้กล้ามเนื้อขาดเลือด เกิดอาการเจ็บปวด (๑/น. ๑๙๓) ๔ บอกให้รู้ที่ตาย บอกจุดหรือเส้นที่ตาย (๕) ๕ ปวดศีรษะ อาการปวดหัว [vi.] to have a headache (๑๑)
132 ชุดการสังคายนาภูมิปัญญาการนวดไทย: ๑ ล�ำดับ ชื่อ โรค/อาการ ค�ำอธิบายศัพท์ ๖ ปวดศีรษะปะกัง - ดูใน ลมปะกัง น. โรคชนิดหนึ่ง ผู้ป่วยมีอาการปวดศีรษะ มาก อาจจะปวดข้างเดียวหรือ ๒ ข้างก็ได้ บางต�ำราว่ามัก เป็นเวลาเช้า ผู้ป่วยอาจมีอาการอื่นร่วมด้วย เช่น ตาพร่า วิงเวียนอาเจียน, ลมตะกัง หรือ สันนิบาตลมปะกัง ก็เรียก. (๑/น. ๓๙๖) - ปวดศีรษะข้างขวา สาเหตุมาจากลมสุริยกลา ลมประจ�ำเส้น ปิงคลา (๕) ๗ ปัฏฆาต (ด้านซ้าย-ขวา) ปัตคาด, ปัฏฆาต, ปัตะฆาฎ, ปัตฆาฏ ดู ปัตฆาต.ปัตฆาต [ปัดตะคาด] น. ๑. เส้นที่มีจุดเริ่มต้นบริเวณขอบเชิงกราน ด้านหน้า แล่นถึงตาตุ่ม เส้นด้านบนจะแล่นไปทางด้านหลัง ขึ้นข้างกระดูกสันหลัง (ถัดออกมาจากเส้นรัตตฆาต) ถึงบริเวณ ต้นคอ ท้ายทอย ขึ้นศีรษะ แล้วลงมาที่แขน เส้นที่อยู่ด้านขวา เรียก เส้นปัตฆาตขวา เส้นที่อยู่ด้านซ้าย เรียก เส้นปัตฆาตซ้าย ส่วนเส้นด้านล่างจะเริ่มจากบริเวณหน้าขา แล่นลงมาถึงตาตุ่ม ด้านใน เรียกเส้นปัตฆาตใน ส่วนด้านนอกเริ่มจากบริเวณสะโพก แล่นลงมาถึงตาตุ่มด้านนอก เรียกเส้นปัตฆาตนอก (๑/น. ๒๗๖) ๘ ปัฏฆาตแขนตาย โรคลมชนิดหนึ่ง ผู้ป่วยมักมีอาการปวดเมื่อยตามแนวเส้น ปัตฆาต เคลื่อนไหวไม่สะดวก ดังคัมภีร์แผนนวด (๖/น. ๙๖) ตอนหนึ่งว่า “...ชื่อว่าลมปัตฆาฎก็ว่าผู้นั้นมักนั่งนัก ลุกนั่งมิได้ ก็ดี ให้แก้เส้นเอนทั้ง ๒ แลแก้เส้นแถวหลังทั้ง ๒ แลแก้เส้น บั้นเอวทั้ง ๒ ข้าง ชื่อว่าลมแถกกลออมนั้น ให้แก้หัวเหน่า แลท้องแลรอบสดือ แลบั้นเอวแลสันหลังนั้นคลายแล ...”, ลมปัตฆาต ก็เรียก, เขียนว่า ปัตคาด ปัฏฆาต ปัตะฆาฎ หรือ ปัตฆาฏ ก็มี (๑/น. ๒๗๖) ตารางที่ ๑๓ ค�ำอธิบายศัพท์ (ต่อ)
แผนนวดคว่ำ�ในจารึกตำ�รายาวัดราชโอรสารามราชวรวิหาร 133 ล�ำดับ ชื่อ โรค/อาการ ค�ำอธิบายศัพท์ ๙ ภาหุนะวาตที่สุด - ดูใน พาหุรวาโย [พาหุระ-] น. โรคลมจรชนิดหนึ่ง ต�ำราว่า เกิดจากกองสุขุมังควาต ผู้ป่วยมีอาการมือเท้าบวม หนักศีรษะ วิงเวียน น�้ำมูกน�้ำตาไหล เสียวมือและเท้า เป็นเหน็บ หาก เป็นนานถึง ๕ เดือน ผู้ป่วยจะลุกไม่ขึ้น ดังต�ำรายาศิลาจารึก ในวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม (๗/น. ๓๑๔) ตอนหนึ่งว่า “... จะกล่าวลักษณะก�ำเนิดแห่งลมอันชื่อว่า พาหุรวาโยเป็น ค�ำรบ ๙ นั้น บังเกิดแต่กองสุขุมังควาต กล่าวคือลมคูถทวาร แล่นขึ้นมาจับเอาหลังมือกระท�ำให้มือบวมขึ้นแล้วแล่นลงมา จับหลังเท้ากระท�ำให้เท้านั้นเบ่งขึ้น แล้วกลับแล่นขึ้นสู่กระบาล ศีรษะ กระท�ำให้หนักศีรษะ ให้ศีรษะซุนไปให้วิงเวียนและให้ น�้ำมูกตกน�้ำตาตก ให้เสียวล�ำมือล�ำเท้าให้เป็นเหน็บ และลม กองนี้เกิดแต่ผู้ใดก�ำหนด ๕ เดือนจะลุกขึ้นมิได้เลย ...”. (๑/น. ๓๑๕) - ในที่นี้ ภาหุนะวาต (ที่สุด) หมายถึง ความรุนแรงของโรคลม ชนิดนี้ถึงขั้นสูงสุดหรือแพทย์ปัจจุบันเรียกว่า ระยะสุดท้าย (๕) ๑๐ ร้อนเหน็บสะโพก มีอาการร้อนและเป็นเหน็บที่สะโพก (๕) ๑๑ ราก ก. อาเจียน, อ้วก, ส�ำรอกออกทางปาก (๑/น. ๓๗๘) ๑๒ รากเสลด รากเสลด มีอาการคือ อาเจียนออกมาเป็นเสมหะ (๕) ๑๓ โรหินี โรหินีโรค, โรหิณีโรค น. ริดสีดวงประเภทหนึ่ง เกิดในล�ำคอ ผู้ป่วยมีเสมหะมาก ลมหายใจมีกลิ่นเหม็น มีเลือดออกในล�ำคอ กินอาหารไม่ได้ ไม่รู้รสอาหาร เป็นต้น ดังต�ำรายาศิลาจารึกใน วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม (๗/น. ๒๖๖) ตอนหนึ่งว่า “… ล�ำดับนี้จะกล่าวด้วยนัยหนึ่งใหม่ ว่าด้วยลักษณะหฤศโรค อันชื่อว่า โรหินี กล่าวคือ โรคริดสีดวง อันบังเกิดขึ้นในล�ำคอ นั้นเป็นค�ำรบ ๕ มีอาการกระท�ำให้ชุ่มไปด้วยเสมหะ ให้เหม็น คาวคอเป็นก�ำลัง บางทีให้เน่าเหม็นโขง ให้ล�ำคอเป็นเลือด บริโภคอาหารมิได้ไม่มีรส ฯ ...”. ดู ริดสีดวง ประกอบ (๑/น. ๓๘๕) ตารางที่ ๑๓ ค�ำอธิบายศัพท์ (ต่อ)
134 ชุดการสังคายนาภูมิปัญญาการนวดไทย: ๑ ล�ำดับ ชื่อ โรค/อาการ ค�ำอธิบายศัพท์ ๑๔ ลมให้ปากเบี้ยว ลมให้ปากเบี้ยวเป็นอาการที่พบได้จากหลายสาเหตุและมีอาการ หลายระดับ เราเรียกชื่อตามลักษณะอาการที่แสดงออกมา เช่น เป็นอัมพาตก็สามารถท�ำให้ปากเบี้ยวได้อาจจะเป็นชั่วคราว หรือถาวรก็ได้ ถ้าเป็นข้างขวาเป็นอัมพฤกษ์ ข้างซ้ายเป็น อัมพาต. (๕) หรือลมที่ท�ำให้ปากเบี้ยวที่เกิดด้านซ้าย เนื่องจาก ลมจันทกลาในเส้นอิทา ตามความในต�ำรากล่าวเส้นสิบตอนหนึ่ง ว่า “ลมจันทร์พิการร้าย ชักปากเบี้ยวเสียวหน้าตา” ๑๕ ลมเสียดคาง ดูใน ลมหณุวาต ลมหณุวาตบังเกิดในคาง (๒/น. ๒๐๑-๒๐๒) ๑๖ สลักที่ข้าง (สีข้าง) อาการติดขัดที่สีข้างเนื่องจากลมขังที่บริเวณสีข้าง ชายโครง ท�ำให้เลือดลมเดินไม่สะดวก (๕) ๔.๕ จุดนวดแก้อาการ ในแผนนวดจารึกตำรายาวัดราชโอรสารามราชวรวิหาร ตารางที่ ๑๔ จุดนวดแก้อาการ ในแผนนวดจารึกต�ำรายาวัดราชโอรสารามราชวรวิหาร ล�ำดับ ชื่อโรค/อาการ/ลม จุดนวด (บริเวณ/ต�ำแหน่ง) โดยคณะท�ำงานฯ ๑ ลมให้ปากเบี้ยว ใต้เพรียงหูข้างซ้าย (มุมกะโหลกท้ายทอย) ๒ ปัตฆาฏแขนตาย ขอบกระดูกสะบักซ้าย ห่างจากข้อต่อหัวไหล่ประมาณ ๒ นิ้วมือ “แก้ที่ต้นแขนและราวบ่า ทั้ง ๒ ข้าง” ๓ ภาหุนะวาตที่สุด จุดนวดที่แขนซ้ายเหนือข้อพับศอก ประมาณ ๓ นิ้วมือ เป็นการนวดเพื่อแก้อาการเสียวล�ำมือ เหน็บชา ลดอาการบวม ด้วยการลูบ คลึง ๔ สลักที่ข้าง (สีข้าง) ปลายกระดูกสะบักด้านซ้าย ๕ กษัยดาน คว�่ำแขนนวดแขนท่อนล่าง จุดใต้ข้อพับแขนข้างซ้าย ๖ ปัตฆาฎ (ด้านซ้าย) ชิดกระดูกสันหลังช่วงบั้นเอว ด้านซ้าย ตารางที่ ๑๓ ค�ำอธิบายศัพท์ (ต่อ)
แผนนวดคว่ำ�ในจารึกตำ�รายาวัดราชโอรสารามราชวรวิหาร 135 ล�ำดับ ชื่อโรค/อาการ/ลม จุดนวด (บริเวณ/ต�ำแหน่ง) โดยคณะท�ำงานฯ ๗ โรหินีขึ้นต้นขา กึ่งกลางก้นย้อยด้านซ้าย ๘ ราก ขาขวาจุดนวดกึ่งกลางระหว่างตาตุ่มนอกกับหัวเข่าในแนวขา ด้านนอก ๑ ๙ กล่อนเส้น (แปด แสนแก้กล่อน) แนวขาข้างขวาด้านนอก ๑ จุดชิดกระดูกกึ่งกลางน่อง ๑๐ ปวดศีรษะปะกัง จุดก�ำด้น ๑๑ ปวดศีรษะ ใต้เพรียงหูข้างขวา ๑๒ ลมเสียดคาง ต้นแขนขวาด้านหลังจุดระหว่างกระดูกต้นแขนและกระดูก สันหลังส่วนอก ๑๓ รากเสลด จุดกระดูกสันหลังช่วงอก ชิ้นที่ ๑ ๑๔ บอกให้รู้ที่ตาย จุดกลางล�ำตัวกระดูกสันหลังช่วงเอว ๑๕ ปัตคาดด้านขวา ชิดกระดูกสันหลังช่วงบั้นเอว ด้านขวา ๑๖ โรหินีขึ้นถึงคอ กึ่งกลางก้นย้อยด้านขวา ๑๗ ตะคริวทั้ง ๒ หน้าแข้ง จุดกึ่งกลางน่องชิดกระดูกสันหน้าแข้งขวา นวดทั้ง ๒ ข้าง ๑๘ ร้อนเหน็บสะโพก จุดนวด ๒ จุด จุดแรกฝ่าเท้าขวาแนวนิ้วก้อย จุดที่สองเหนือ ตาตุ่มนอกประมาณ ๓ นิ้วมือ ตารางที่ ๑๔ จุดนวดแก้อาการ ในแผนนวดจารึกต�ำรายาวัดราชโอรสารามราชวรวิหาร (ต่อ)
136 ชุดการสังคายนาภูมิปัญญาการนวดไทย: ๑ เอกสารอ้างอิง (๑) กรมศิลปากร. จารึกต�ำรายาวัดราชโอรสารามราชวรวิหาร. กรุงเทพฯ: กรมศิลปากร; ๒๕๔๕. (๒) ศุภชัย ติยวรนันท์, ชยันต์ พิเชียรสุนทร. ศิลาจารึกต�ำรายาวัดราชโอรสารามราชวรวิหาร ที่สูญหาย. วารสารการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก. ๒๕๕๒;๗(๑):๓๙-๕๓. (๓) มูลนิธิพัฒนาการแพทย์แผนไทย. คัมภีร์แผนนวดพระสมุห์ต่วน วัดสุวรรณาราม. มปท; ๒๔๖๔. (ส�ำเนา) (๔) นวพรรณ ภัทรมูล. “จารึกต�ำรายาวัดราชโอรสารามฯ”สภาพและสรรพสาระที่ยังคง คุณค่า [อินเทอร์เน็ต]. กรุงเทพฯ: ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร; ๒๕๕๖ [เข้าถึงเมื่อ ๘ มิถุนายน ๒๕๕๘]. เข้าถึงได้จาก http://www.sac.or.th/main/content_detail. php?content_id=431.
สวนที่ ๒ การสังคายนาแผนนวด แผนที่ ๔๕ จารึกแผนนวด ในจารึกตํารายาวัดราชโอรสารามราชวรวิหาร