The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Sa Hon, 2023-10-09 21:58:08

คู่มือ HL ความรอบรู้สุขสุขภาพ 2566

ความรอบรู้สุขสุขภาพ 2566

Keywords: Health Literacy,ความรอบรู้สุขภาพ,ยาและสารเสพติด

Health Literacy คู่มือ การเสริมริสร้า ร้ งความรอบรู้สุรู้ ข สุ ภาพ ด้า ด้ นยาและสารเสพติดติ โรงพยาบาลธัญญารักษ์แม่ฮ่องสอน คณะกรรมการเสริมสร้าง ให้ประชาชนมีความรอบรู้ด้านยาและสารเสพติด 2566


คู่มือ Health Literacy การเสริมสร้างความรอบรู้สุขภาพ ด้านยาและสารเสพติด คณะกรรมการเสริมสร้างให้ประชาชนมีความรอบรู้ด้านยาและสารเสพติด โรงพยาบาลธัญญารักษ์แม่ฮ่องสอน


ห น้ า | ข คู่มือ Health Literacy การเสริมสร้างความรอบรู้สุขภาพ ด้านยาและสารเสพติด คำนำ คู่มือเล่มนี้ เป็นคู่มือการเสริมสร้างความรอบรู้สุขภาพด้านยาและสารเสพติด เป็นส่วนหนึ่งของโครงการ เสริมสร้างความรอบรู้สุขภาพ Health Literacy ด้านยาและสารเสพติดสำหรับเยาวชนและประชาชนในพื้นที่ จังหวัดแม่ฮ่องสอน ซึ่งโรงพยาบาลธัญญารักษ์แม่ฮ่องสอน เป็นโรงพยาบาลที่ให้การดูแลรักษาและฟื้นฟูสมรรถภาพ สำหรับผู้ป่วยยาและสารเสพติด รวมถึงการเฝ้าระวัง ส่งเสริมและป้องกันปัญหาด้านยาและสารเสพติดในประชาชน ทุกกลุ่มวัย ได้เล็งเห็นถึงความสำคัญของการเสริมสร้างความรอบรู้สุขภาพด้านยาและสารเสพติด ซึ่งความรอบรู้ด้านสุขภาพ Health Literacy คือ ระดับความสามารถของบุคคลที่เกิดจากกระบวนการทำความเข้าใจข้อมูลสุขภาพขั้นพื้นฐาน และบริการที่จำเป็นสำหรับประกอบการตัดสินใจเพื่อดูแลสุขภาพของตนเองและคนในครอบครัว ซึ่งประกอบไปด้วย 5 ทักษะที่จำเป็น ได้แก่ การเข้าถึง การเข้าใจ (understand) การไต่ถาม (questioning) การตัดสินใจ (make decision) และนำไปใช้ (apply) โดยต้องเริ่มต้นจากการมีความรอบรู้ด้านสุขภาพ Health Literacy ด้านทักษะการเข้าถึง แหล่งข้อมูลที่น่าเชื่อถือ เกิดความเข้าใจที่ถูกต้อง สามารถสื่อสารสอบถามสิ่งที่สงสัยด้านสุขภาพได้ และตระหนักถึงปัญหา ที่เกิดจากการใช้ยาและสารเสพติด ซึ่งนำไปสู่การมีทักษะการตัดสินใจที่จะปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพด้วยตนเอง และสามารถที่จะบอกต่อพฤติกรรมสุขภาพที่ดีในสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อผู้อื่นได้ คณะกรรมการเสริมสร้างให้ประชาชนมีความรอบรู้ด้านยาและสารเสพติดจึงได้ร่วมกันพัฒนาคู่มือการเสริมสร้าง ความรอบรู้สุขภาพด้านยาและสารเสพติด โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนากระบวนการสร้างความรอบรู้ด้านยาและ สารเสพติด สร้างชุดความรู้ และออกแบบกิจกรรมแห่งความรอบรู้ด้านสุขภาพยาและสารเสพติดเพื่อนำมาเสริมสร้าง ให้เยาวชนและประชาชนในพื้นที่จังหวัดแม่ฮ่องสอนมีความรอบรู้สุขภาพด้านยาและสารเสพติด จนเกิดทักษะ ส่วนบุคคลในการดูแลป้องกันตนเอง ครอบครัว และชุมชนให้ห่างไกลจากยาและสารเสพติด คณะผู้จัดทำขอขอบพระคุณอาจารย์นิรันตา ไชยพาน นักวิชาการสาธารณสุขชำนาญการพิเศษ หัวหน้ากลุ่มบริหาร จัดการข้อมูลและภาพลักษณ์ สำนักสื่อสารความเสี่ยงและพัฒนาพฤติกรรมสุขภาพ กรมควบคุมโรค อาจารย์ที่ปรึกษา ในการจัดทำคู่มือเล่มนี้ หวังว่าคู่มือการเสริมสร้างความรอบรู้สุขภาพด้านยาและสารเสพติดจะสามารถนำไปใช้ เป็นต้นแบบสำหรับบุคลากรด้านสุขภาพหรือผู้ที่สนใจ เพื่อนำไปให้ความรู้แก่เยาวชนและประชาชนให้มีความรอบรู้ สุขภาพด้านยาและสารเสพติดต่อไป คณะผู้จัดทำ 2566


ห น้ า | ค คู่มือ Health Literacy การเสริมสร้างความรอบรู้สุขภาพ ด้านยาและสารเสพติด สารบัญ หน้า คำนำ ข สารบัญ ค บทนำ ง กิจกรรมที่ 1 ยาเสพติดและความรอบรู้ด้านสุขภาพ 1 กิจกรรมที่ 2 การเข้าถึง (access) 19 กิจกรรมที่ 3 การเข้าใจ (understand) 26 กิจกรรมที่ 4 ไต่ถาม (questioning) 33 กิจกรรมที่ 5 ตัดสินใจ (make decision) 39 กิจกรรมที่ 6 นำไปใช้ (apply) 44 ข้อแนะนำ/ข้อจำกัดในการนำคู่มือไปใช้ 51 บรรณานุกรม 52


ห น้ า | ง คู่มือ Health Literacy การเสริมสร้างความรอบรู้สุขภาพ ด้านยาและสารเสพติด บทนำ จากสถานการณ์ปัจจุบัน ปัญหาสุขภาพและพฤติกรรมสุขภาพที่ไม่พึงประสงค์ของประชาชนไทย ที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ทำให้มีจำนวนผู้ป่วยโรคเรื้อรังเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง อันเนื่องมาจากพฤติกรรมสุขภาพที่ไม่พึงประสงค์ หรือไม่มีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพให้ดียิ่งขึ้น รวมทั้งมีสิ่งคุกคามทางสุขภาพที่ส่งผลต่อร่างกายและจิตใจ ของประชาชน ที่ฉุดดึงให้ประชาชนไม่สามารถจะปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพได้เช่น พฤติกรรมการไม่ออกกำลังกาย การรับประทานอาหารที่ไม่มีประโยชน์อารมณ์แปรปรวน การสูบบุหรี่และดื่มสุรา ซึ่งพฤติกรรมเสี่ยงดังกล่าว มีปัจจัยหลักพื้นฐานทางวัฒนธรรม ความเชื่อ ค่านิยม ปัจจัยแวดล้อมทางสังคมและทางกายภาพ ส่งผลต่อคุณภาพชีวิต เศรษฐกิจและสังคมของประเทศ หนึ่งในพฤติกรรมเสี่ยงสุขภาพที่สำคัญ คือ การใช้ยาเสพติดรวมถึงการดื่มสุราหรือ เครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์จากการสำรวจพฤติกรรมด้านสุขภาพประชากรเรื่องการสูบบุหรี่และดื่มสุรา พบว่า ประชากรอายุ15 ปีขึ้นไปทั้งสิ้น 57 ล้านคน เป็นผู้ที่สูบบุหรี่ 9.9 ล้านคน (ร้อยละ 17.4) แยกเป็นผู้ที่สูบทุกวัน 8.7 ล้านคน (ร้อยละ 15.3) และเป็นผู้ที่สูบแต่ไม่ทุกวัน 1.2 ล้านคน (ร้อยละ 2.1) มีอัตราการสูบบุหรี่สูงสุด อยู่ในกลุ่มอายุ 25 - 44 ปี ร้อยละ 21.0 และจากผลสำรวจพฤติกรรมการสูบบุหรี่ของประชากรอายุ 15 ปีขึ้นไป ในปี 2564 พบว่าผู้สูบบุหรี่ส่วนใหญ่เริ่มสูบบุหรี่ครั้งแรกเมื่ออายุ 18 - 22 ปี และสูบจนเป็นปกตินิสัยเมื่ออายุ 19 - 23 ปี เป็นที่น่าสังเกตว่าหลังจากที่มีการเริ่มสูบครั้งแรกหากมีการสูบอย่างต่อเนื่องไปประมาณ 1 ปี จะทำให้มี การเปลี่ยนพฤติกรรมการสูบบุหรี่จนกลายเป็นปกตินิสัย และแนวโน้มอัตราของผู้ที่อายุ15 ปีขึ้นไป เป็นผู้ที่ดื่ม เครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ในรอบ 12 เดือนที่แล้วประมาณ 16 ล้านคน (ร้อยละ 28.0) โดยเป็นผู้ที่ดื่มสม่ำเสมอ 10.6 ล้านคน (ร้อยละ 18.5) และเป็นผู้ที่ดื่มนาน ๆ ครั้ง 5.4 ล้านคน (ร้อยละ 9.5) อัตราการดื่มสูงสุดอยู่ในกลุ่ม อายุ 25 - 44 ปี (ร้อยละ 36.5) (สำนักงานสถิติแห่งชาติ, 2564) โดยอายุเฉลี่ยในการเริ่มดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ครั้งแรกเป็นเพศชายอยู่ที่ 19.56 ปี และเพศหญิงอยู่ที่ 23.36 ปี มีความชุกของนักดื่มหน้าใหม่สูงสุดในกลุ่มอายุ 20-24 ปี ร้อยละ 15.22 ของประชากรช่วงอายุนั้น รองลงมา คือ กลุ่มอายุ 15 - 19 ปี ร้อยละ 9.48 ของประชากรช่วงอายุนั้น (ศูนย์วิจัยปัญหาสุรา, 2564) ซึ่งแม้จะพบว่าอัตราการสูบบุหรี่และดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์มีแนวโน้มลดลง แต่ก็ยังเป็น สาเหตุก่อให้เกิดปัญหาสุขภาพ มีผลกระทบต่อร่างกาย จิตใจ และชุมชน ทำให้คุณภาพชีวิตลดลงและสูญเสีย ค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลอย่างมหาศาล ซึ่งเป็นปัจจัยเสี่ยงที่เป็นสาเหตุก่อให้เกิด “การล้มละลายทางสุขภาพ”ได้ และจากรายงานสถานการณ์การบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในสังคมไทยประจำปี 2564 พบว่า ประชากรไทย อายุ 15 ปีขึ้นไป เคยพบเห็นการขายเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ให้เด็กหรือเยาวชนอายุก่อนเกณฑ์ขั้นต่ำที่กฎหมายกำหนด (20 ปีบริบูรณ์) ร้อยละ 8.57 เคยพบเห็นโฆษณาหรือกิจกรรมที่แสดงตราสัญลักษณ์เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ประมาณ 1 ใน 5 (ร้อยละ 17.92) และร้อยละ 9.48 การเคยพบเห็นโฆษณาหรือกิจกรรมการตลาดของเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ทางสื่อหรือสังคมออนไลน์ นอกจากนี้ ประชากรร้อยละ 8.57 เคยพบเห็นการซื้อเครื่องดื่ม แอลกอฮอล์ในวันมาฆบูชา วันวิสาขบูชา วันอาสาฬหบูชา วันเข้าพรรษาและวันออกพรรษา ซึ่งเป็นวันพระใหญ่ที่กฎหมายมีการห้ามจำหน่าย


ห น้ า | จ คู่มือ Health Literacy การเสริมสร้างความรอบรู้สุขภาพ ด้านยาและสารเสพติด เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และร้อยละ 13.87 เคยพบเห็นการซื้อเครื่องดื่มแอลกอฮอล์นอกช่วงเวลา 11.00 - 14.00 น. และเวลา 17.00-24.00 น. ซึ่งเป็นเวลาที่กฎหมายห้ามการจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และในการสำรวจปีพ.ศ. 2564 พบว่า ความชุกของการเคยซื้อ/ขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทางออนไลน์หรือสั่งกับรถรับส่ง ร้อยละ 0.28 โดยเครื่องดื่มที่คนไทยนิยมเลือกดื่มมากที่สุด คือ เบียร์ และเครื่องดื่มชนิดนี้ยังเป็นเครื่องดื่มชนิดแรกเมื่อเริ่มต้นดื่มสุรา และเป็นเครื่องดื่มยอดนิยมของกลุ่มนักดื่มเยาวชนอายุ 15-24 ปี และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นตลอดระยะเวลา 10 ปีที่ผ่านมา ประกอบกับการทำการตลาดของเบียร์สด คราฟเบียร์ ที่เพิ่มขึ้น เครื่องดื่มชนิดนี้กำลังได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นและ นักดื่มหน้าใหม่เริ่มดื่มเบียร์สด คราฟเบียร์เป็นชนิดแรกเช่นเดียวกัน เหตุผลหรือแรงจูงใจที่ทำให้จำนวนนักดื่มกลุ่มนี้ ไม่ลดลงในช่วงที่ผ่านมา เหตุผลหนึ่ง คือ การตลาดของธุรกิจเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ กล่าวคือ ในช่วง 2- 3 ปีที่ผ่านมา เกิดกระแสเครื่องดื่มมอลต์ไม่มีแอลกอฮอล์ หรือ “เบียร์ 0%” เนื่องจากเครื่องดื่มดังกล่าวเหมือนเครื่องดื่ม แอลกอฮอล์ทุกประการแต่ไม่มีแอลกอฮอล์ ดังนั้น จึงทำการตลาดได้อย่างสินค้าทั่วไป และมีตราสัญลักษณ์เสมือน เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ทำให้ประชาชนมีภาพจำว่า “ดื่มได้ ไม่เมา” และอาจจูงใจให้เกิดนักดื่มหน้าใหม่ได้ โดยเฉพาะในกลุ่มเยาวชนและนักดื่มหญิง ที่ยังคงเป็นกลุ่มเป้าหมายหลักของธรุกิจนี้(ศูนย์วิจัยปัญหาสุรา, 2564) ดังนั้น ประชาชนและเยาวชนจึงควรมีทักษะที่จำเป็นในเรื่องความรอบรู้ด้านสุขภาพ (health literacy) ความรอบรู้ด้านสุขภาพ (health literacy) หมายถึง ทักษะต่าง ๆ ทางการรับรู้และทางสังคม ซึ่งเป็น ตัวกำหนดแรงจูงใจและความสามารถของปัจเจกบุคคลในการที่จะเข้าถึง เข้าใจ และใช้ข้อมูลในวิธีการต่าง ๆ เพื่อส่งเสริมและบำรุงรักษาสุขภาพของตนเองให้ดีอยู่เสมอ คำว่า ความรอบรู้ด้านสุขภาพ หรือ health literacy ประกอบขึ้นด้วยคำสองคำ คือ literacy ซึ่งหมายถึง การรู้หนังสือ อันเป็นความสามารถขั้นพื้นฐาน ได้แก่ ฟัง พูด อ่าน เขียน ซึ่งแตกต่างกันด้วยปัจจัยคุณลักษณะส่วนบุคคลและการฝึกฝน และคำว่า health ซึ่งหมายถึง สุขภาพ บุคคลจะมีสุขภาพดีอย่างไร ขึ้นอยู่กับการพัฒนาความสามารถของตนเองให้สูงขึ้น ครอบคลุมทั้งพื้นฐาน ปฏิสัมพันธ์ และวิจารณญาณ เรียกว่า “มีความรอบรู้ด้านสุขภาพ” (ขวัญเมือง แก้วดำเกิง, 2564) จากนโยบายยกระดับคุณภาพการให้บริการสาธารณสุขแกประชาชนให้มีคุณภาพชีวิตที่ดี สามารถดูแลสุขภาพ ตนเอง รวมถึงเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลงด้านสุขภาพด้วยตนเองได้การเสริมสร้างความรอบรู้ด้านสุขภาพ (Health Literacy) นี้ เป็นเครื่องมือสำคัญที่เหมาะสมกับความต้องการของประชาชนและชุมชน ในการสร้างโอกาสการเรียนรู้ตลอดชีวิต เพื่อเพิ่มศักยภาพและความสามารถในการตัดสินใจเลือกทางที่ส่งผลดีต่อสุขภาพ ตามองค์ประกอบที่สำคัญของ ความรอบรู้ด้านสุขภาพ 5 ทักษะ คือ 1) การเข้าถึง (access) ได้แก่ ความสามารถและทักษะในการค้นหา เพื่อเข้าถึง แหล่งข้อมูล การกลั่นกรองและตรวจสอบข้อมูลที่เข้าถึงได้ว่ามีความถูกต้อง และมีความน่าเชื่อถือหรือไม่ 2) การเข้าใจ (understand) ได้แก่ ความสามารถและทักษะการเรียนรู้ การหาวิธีจดจำ และสร้างความเข้าใจข้อมูล หรือเนื้อหาความรู้ 3) ไต่ถาม (questioning) ได้แก่ ความสามารถและทักษะการใช้คำถาม ประกอบด้วย การวางแผนการใช้คำถาม การจัดเตรียมคำถาม หาวิธีการใช้คำถาม และการประเมินการใช้คำถาม 4) ตัดสินใจ (make decision) ได้แก่ ความสามารถและทักษะในการระบุปัญหาที่ต้องตัดสินใจ กำหนดทางเลือก ประเมินทางเลือก


ห น้ า | ฉ คู่มือ Health Literacy การเสริมสร้างความรอบรู้สุขภาพ ด้านยาและสารเสพติด และแสดงจุดยืนในการตัดสินใจต่อข้อมูลที่ได้รับหรือประเด็นที่ต้องตัดสินใจ 5) นำไปใช้ (apply) ได้แก่ ความสามารถและทักษะการเตือนตนเอง เพื่อนำชุดข้อมูลสุขภาพที่ถูกต้องไปใช้อย่างต่อเนื่อง และปรับการปฏิบัติ ได้เหมาะสมกับสถานการณ์ (ขวัญเมือง แก้วดำเกิง, 2564) ดังนั้น การเริ่มต้นป้องกันและแก้ไขปัญหา ควรต้องเริ่มจาก การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเสี่ยง ด้วยการลด เลิกการใช้ยาและสารเสพติด เพื่อเสริมสร้างสุขภาพร่างกายให้ปลอดภัย ปลอดโรค และความสงบสุขของตนเอง ครอบครัวและสังคม โดยต้องเริ่มต้นจากการมีความรอบรู้ด้านสุขภาพ Health literacy ด้านทักษะการเข้าถึงแหล่งข้อมูลที่น่าเชื่อถือ เกิดความเข้าใจที่ถูกต้อง สามารถสื่อสารสอบถาม สิ่งที่สงสัยด้านสุขภาพได้และตระหนักถึงปัญหาที่เกิดจากการใช้ยาและสารเสพติด ซึ่งนำไปสู่การมีทักษะการตัดสินใจ ที่จะปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพด้วยตนเอง และสามารถที่จะบอกต่อพฤติกรรมสุขภาพที่ดีในสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อผู้อื่นได้ เพื่อการมีสุขภาพที่ดี ให้มีความรอบรู้และทักษะในการจัดการตนเองด้านสุขภาพ รวมถึงสามารถนำความรู้ดังกล่าว ไปใช้ในการดูแลตนเอง ครอบครัว รวมถึงชุมชนได้อย่างมีประสิทธิภาพและเหมาะสมต่อไป โรงพยาบาลธัญญารักษ์แม่ฮ่องสอน จึงได้จัดทำโครงการเสริมสร้างความรอบรู้สุขภาพ Health Literacy ด้านยาและสารเสพติดสำหรับเยาวชนและประชาชนในพื้นที่จังหวัดแม่ฮ่องสอนประจำปีงบประมาณ 2566 เพื่อพัฒนากระบวนการสร้างความรอบรู้ด้านยาและสารเสพติด สร้างชุดความรู้ และออกแบบกิจกรรมแห่งความรอบรู้สุขภาพ ด้านยาและสารเสพติดเพื่อนำมาเสริมสร้างให้เยาวชนและประชาชนในพื้นที่จังหวัดแม่ฮ่องสอนมีความรอบรู้สุขภาพ ด้านยาและสารเสพติด จนเกิดทักษะส่วนบุคคลในการดูแลป้องกันตนเอง ครอบครัว และชุมชนให้ห่างไกลจาก ยาและสารเสพติด และให้บุคลากรด้านสุขภาพหรือผู้ที่สนใจ สามารถนำไปเป็นแบบอย่างในการจัดกิจกรรม ให้ความรู้แก่เยาวชนและประชาชนให้มีความรอบรู้สุขภาพด้านยาและสารเสพติด โดยได้กำหนดพื้นที่นำร่อง 4 พื้นที่ คือ หมู่บ้านห้วยโป่ง อำเภอเมือง, หมู่บ้านบ่อไคร้ อำเภอปางมะผ้า, หมู่บ้านหัวปอน อำเภอขุนยวม และ หมู่บ้านแม่ต๊อบเหนือ อำเภอแม่สะเรียง เริ่มจากการประเมินและวิเคราะห์ชุมชน เพื่อประเมินความต้องการด้วย กระบวนการวางแผนแบบมีส่วนร่วม ประเมินสิ่งแวดล้อมในชุมชน และความรู้ก่อนการดำเนินกิจกรรม เพื่อกำหนดกลุ่มเป้าหมายและทราบถึงข้อจำกัด เช่น เชื้อชาติ ภาษา ระดับการศึกษา การรับรู้ ความเชื่อ เป็นต้น เพื่อออกแบบกิจกรรมที่เหมาะสมกับกลุ่มเป้าหมาย และจากการลงพื้นที่สำรวจปัญหายาและสารเสพติดในชุมชน ร่วมกับเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล ผู้นำชุมชน อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) และประชาชนในพื้นที่ พบว่า ประชากรในพื้นที่ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มชาติพันธ์ มีการใช้ยาและสารเสพติดมากที่สุด คือ สุรา ร้อยละ 80 ของประชากรในชุมชน ทั้งชายและหญิงดื่มสุราด้วยความเชื่อประเพณีและวัฒนธรรมของชุมชน ทำให้ประชาชนเข้าถึงการดื่มสุราได้ง่าย และยังส่งผลกระทบที่เป็นปัญหาทางด้านสุขภาพของบุคคล ปัญหาทางด้าน ความสัมพันธ์เศรษฐกิจและความมั่นคงในชุมชน ดังนั้น การส่งเสริมป้องกันเพื่อเป็นการลดความเสี่ยงและความรุนแรงของผู้ที่มีปัญหาและพฤติกรรม จากการใช้ยาและสารเสพติดในอนาคต จึงได้มีการนำแนวคิดการสร้างเสริมความรอบรู้ด้านสุขภาพ Health literacy ด้านยาและสารเสพติดมาใช้ในการจัดทำโครงการครั้งนี้ขึ้น เพื่อพัฒนาชุดความรู้การเสริมสร้างความรอบรู้สุขภาพ


ห น้ า | ช คู่มือ Health Literacy การเสริมสร้างความรอบรู้สุขภาพ ด้านยาและสารเสพติด Health literacy ด้านยาและสารเสพติด และเสริมสร้างทักษะส่วนบุคคล ให้เยาวชนและประชาชนในพื้นที่ จังหวัดแม่ฮ่องสอน มีความรอบรู้สุขภาพด้านยาและสารเสพติด เกิดพฤติกรรมสุขภาพที่ดีมีความรอบรู้และ ทักษะในการจัดการตนเองด้านสุขภาพ รวมถึงสามารถนำความรู้ดังกล่าวไปใช้ในการดูแลตนเอง ครอบครัว รวมถึง ชุมชนได้อย่างมีประสิทธิภาพและเหมาะสมต่อไป


ห น้ า | 1 คู่มือ Health Literacy การเสริมสร้างความรอบรู้สุขภาพ ด้านยาและสารเสพติด กิจกรรมที่ 1 ยาเสพติดและความรอบรู้ด้านสุขภาพ 1. ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับยาเสพติด ยาเสพติด หมายถึง สารใดก็ตามที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ หรือสารที่สังเคราะห์ขึ้น เมื่อนำเข้าสู่ร่างกาย ไม่ว่าจะโดยวิธีรับประทาน ดม สูบ ฉีด หรือด้วยวิธีการใด ๆ แล้วทำให้เกิดผลต่อร่างกายและจิตใจ นอกจากนี้ ยังจะทำให้เกิดการเสพติดได้ หากใช้สารนั้นเป็นประจำทุกวัน หรือวันละหลายๆ ครั้งลักษณะสำคัญของสารเสพติด จะทำให้เกิดอาการ และอาการแสดงต่อผู้เสพ ดังนี้ 1. เกิดอาการดื้อยา หรือต้านยา และเมื่อติดแล้วต้องการใช้สารนั้นในปริมาณมากขึ้น 2. เกิดอาการขาดยา ถอนยา หรืออยากยา เมื่อใช้สารนั้นเท่าเดิม ลดลง หรือหยุดใช้ 3. มีความต้องการเสพทั้งทางร่างกายและจิตใจ อย่างรุนแรงตลอดเวลา 4. สุขภาพร่างกายทรุดโทรม เกิดโทษต่อตนเอง ครอบครัว ผู้อื่น ตลอดจนสังคมและประเทศชาติ ชนิดของยาเสพติด 1. ฝิ่น (Opiates) หมายถึง สารที่ได้หรือสังเคราะห์จากธรรมชาติ เป็นผลิตผลจากดอกฝิ่น (poppy) สาร ที่ออกฤทธิ์จาก ดอกฝิ่นได้จากเปาะเมล็ด เมื่อกลีบดอกร่วงออกหมดแล้ว ของเหลวที่เหนียวหนืดสีขาวจะทะลักออก มาแล้ว เปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลและเมื่อปล่อยทิ้งไว้ก็จะแข็งตัว มีลักษณะเป็นยางเหนียวสีน้ำตาลไหม้หรือสีดำมีกลิ่น เฉพาะ รสขม ฝิ่นที่ปรากฏในประเทศไทยส่วนใหญ่ มีแหล่งกำเนิดในดินแดนซึ่งตั้งอยู่ทางทิศเหนือของประเทศไทย มีการปลูกฝิ่นในหมู่ชาวเขาทางภาคเหนือ ในยางของดอกฝิ่น ประกอบด้วยสารเคมีหลายชนิด สารที่มีความสำคัญ และมีประโยชน์ทางการแพทย์ก็คือ อัลคาลอยย์ (Alkaloids) ในฝิ่น โดยน้ำหนักแล้ว 75% ของยางนี้เป็นสารที่ไม่มี ฤทธิ์อะไร เป็นเพียงสารประกอบของพืชพันธุ์ทั่วไป อย่างไรก็ตามนอกจากสารดังกล่าวแล้วที่เหลืออีก 25% จะเป็น ส่วนประกอบของอัลคาลอยย์ประเภทต่าง ๆ ถึง 25 ชนิด และมอร์ฟีนก็เป็นหนึ่งในนั้นที่มีความเข้มข้นสูงสุด มอร์ฟีน (Morphine) มีประมาณ 10% มีฤทธิ์ในทางกดประสาทโดยตรง ทำให้มึนเมา นอนหลับ ระงับอาการปวด ได้ดี มอร์ฟีนถือว่าเป็นตัวสำคัญที่ทำให้ฝิ่นกลายเป็นยาเสพติด โคเดอีน (Codeine) มีประมาณ 0.5% ใช้เป็นยาแก้ไอ นอกจากนี้ยังมีทีเบอีน (Thebaine) ปาปาเวอร์รีน (Papaverine) มีฤทธิ์ทำให้กล้ามเนื้อเรียบ หย่อนคลายตัว ซึ่งไม่ถือว่าเป็นยาเสพติด ฝิ่นได้ถูกนำมาทำเป็นรูปลักษณะต่าง ๆ ดังนี้ - ฝิ่นดิบ (Prepared Opium) คือ ฝิ่นที่ใช้เสพกันทั่ว ๆ ไป ได้มาจากการเอาฝิ่นดิบมาเคี่ยวให้สุก เรียกว่า ฝิ่นสุก มีลักษณะเป็นสีน้ำตาลไหม้หรือดำ รสขม มีกลิ่นพิเศษโดยเฉพาะ - ฝิ่นผงชนิดหยาบ (Granulated Opium) ลักษณะเป็นผงหยาบๆ สีน้ำตาล มีมอร์ฟีนประมาณ 10 - 10.5% สมัยก่อนใช้เป็นยารักษาโรคบิด ท้องเดิน


ห น้ า | 2 คู่มือ Health Literacy การเสริมสร้างความรอบรู้สุขภาพ ด้านยาและสารเสพติด - ฝิ่นผงชนิดละเอียด (Powdered Opium)ลักษณะเป็นผงละเอียดสมัยก่อนใช้เป็นยารักษาโรคบิด ท้องเดิน เช่นกัน - ทิงเจอร์ฝิ่น (Tincture of Opium) คือ การเอาฝิ่นมาทำเป็นทิงเจอร์ซึ่งมีความเข้มข้นของฝิ่นประมาณ 10% - ทิงเจอร์ฝิ่นการบูร (Camphorated Tincture of Opium) คือ ทิงเจอร์ฝิ่นที่ผสมการบูร มีความเข้มข้น ของทิงเจอร์ฝิ่น 4 % หรือมีมอร์ฟีน 40 มก.ในทิงเจอร์ 100 ซีซี ยานี้ไม่อยู่ในความควบคุมของพระราชบัญญัติ ยาเสพติด เพราะมีฤทธิ์อ่อนมากจึงใช้แทนยาเสพติดไม่ได้ แต่ยังนำมาใช้ในทางการแพทย์อยู่ - โดเวอร์ พาวเดอร์ (Dower's Power) เป็นยาที่มีส่วนผสมของฝิ่นละเอียด 10 % รวมกับผงไอบีแคก (Ipecac) 10% ใช้รักษาโรคบิด ท้องเดิน ยานี้ไม่อยู่ในความควบคุมของพระราชบัญญัติยาเสพติด เพราะมีฤทธิ์อ่อนมาก เช่นกัน 2. มอร์ฟีน (Morphine) เป็นอัลคาลอยด์ที่สำคัญที่สุดของฝิ่น โดยชาวเยอรมันเป็นผู้สกัดได้จากฝิ่นครั้งแรกเมื่อปี ค.ศ.1803 ลักษณะเป็นผงสีขาว หรือสีเทาเกือบขาว ไม่มีกลิ่น รสขมจัด ละลายน้ำได้ง่ายมีฤทธิ์ในทางกดประสาท แรงกว่าฝิ่น ประมาณ 8 - 10 เท่า จึงเสพติดได้ง่ายและเลิกได้ยากกว่าฝิ่นฤทธิ์ของมอร์ฟีน จัดเป็นยาเสพติดประเภทกดประสาท มีโทษร้ายแรงมาก แต่ทางการแพทย์ก็นำมาใช้ในการบำบัดรักษาโรคได้มากเช่นกัน ฤทธิ์ของมอร์ฟีนมีผลต่อร่างกาย จิตใจ ดังนี้ 1. ออกฤทธิ์กดสมองส่วนกลาง ทำให้สมองทำงานช้าลง ง่วงนอน รับความรู้สึกด้านเจ็บปวดลดลง จึงช่วยระงับความเจ็บปวดได้ดี และช่วยผ่อนคลายความเมื่อยล้าต่าง ๆ ของร่างกาย 2. กดศูนย์ควบคุมการหายใจ ทำให้หายใจช้าลงช่วยระงับอาการไอ 3. กระตุ้นศูนย์ควบคุมการอาเจียน ทำให้เกิดการอาเจียน 4. หัวใจเต้นช้าลง ความดันโลหิตลดลง 5. ออกฤทธิ์กระตุ้นประสาทไขสันหลัง ทำให้ร่างกายกระตุก การเคลื่อนไหวต่าง ๆ จะเร็วกว่าเดิม 6. ออกฤทธิ์ต่อระบบทางเดินอาหาร ทำให้มีอาหารคั่งค้างอยู่ในกระเพาะและลำไส้นานกว่าปกติ จึงมีอาการท้องผูก 7. ออกฤทธิ์ต่อระบบขับถ่ายปัสสาวะ ทำให้กล้ามเนื้อหูรูดของกระเพาะปัสสาวะหดตัวตีบเล็กลง การขับถ่ายปัสสาวะจะยากกว่าเดิม 8. ออกฤทธิ์กดหรือลดการทำงานของกล้ามเนื้อมดลูก ถ้าได้รับมอร์ฟีนระหว่างคลอดบุตร จะทำให้การคลอด ช้าลง นอกจากนี้มอร์ฟีนจะซึมเข้าสู่กระแสโลหิตของมารดาผ่านไปยังทารกได้ ทำให้การหายใจของทารกช้าลงด้วย 9. เมื่อใช้มอร์ฟีนนานจนติดแล้ว การใช้ครั้งต่อ ๆ ไปจะต้องเพิ่มขนาดของยาต่อไปเรื่อย ๆ และจะหยุดเสพ ไม่ได้ ถ้าหยุดเสพจะมีอาการขาดยา ซึ่งทรมานทั้งร่างกายและจิตใจ


ห น้ า | 3 คู่มือ Health Literacy การเสริมสร้างความรอบรู้สุขภาพ ด้านยาและสารเสพติด 3. เฮโรอีน (Heroin) เป็นยาเสพติดร้ายแรงและแพร่หลายมากที่สุดของสารกลุ่มฝิ่น มีชื่อทางเคมีว่า ไดอะซีทิลมอร์ฟีน (Di Acetyl Morphine Hydrochloride) โดยชาวเยอรมันเป็นผู้คิดคนขึ้นได้ในปี ค.ศ.1898 เป็นสารที่ได้จากการ สังเคราะห์ด้วยกรรมวิธีทางเคมี โดยนำเอามอร์ฟีนมาทำปฏิกิริยากับกรดน้ำส้มชนิดแห้ง (Anhydrous Acetic Acid) กรดเกลือและด่างจะได้ผลึกเป็นเกล็ดหรือผงสีขาว ซึ่งมีเฮโรอีนบริสุทธิ์ประมาณ80 - 90 % จึงถือว่าเฮโรอีน เป็นอนุพันธ์ของมอร์ฟีนหรือฝิ่น ลักษณะของเฮโรอีนบริสุทธิ์ เป็นผงละเอียดสีขาว ไม่มีกลิ่น รสขม ละลายน้ำได้ง่าย มีราคาแพง มักพบ บรรจุในขวดหลอดพลาสติกขนาดเล็ก ๆ ซองกระดาษ หรือในแคปซูล เฮโรอีนผสมหรือไอระเหย เป็นเฮโรอีน ที่มีความบริสุทธิ์น้อย มีเนื้อเฮโรอีน ประมาณ 10 - 20 % มีลักษณะเป็นเกล็ดหรือเม็ดป่นหยาบๆ ไม่มีกลิ่น มีรสขม มีสีต่างกันแล้วแต่สีผสมลงไป เช่น สีม่วง สีเทา สีเทาดำสีแดงคล้ำ สีดินลูกรัง สีชมพูอ่อนเกือบขาว เป็นต้น มักบรรจุ อยู่ในแคปซูล ซองกระดาษ หรือซองพลาสติก นอกจากนี้แล้ว ผู้ผลิตมักผสมเฮโรอีนเจือปนลงไปในสารชนิดอื่น ๆ เพื่อให้ได้ปริมาณมากขึ้น และทำให้ สารที่ผสมกับเฮโรอีนมีฤทธิ์มึนเมาได้ง่ายขึ้น เช่น ผสมลงไปในยานอนหลับ ยาระงับประสาท ยาแก้ปวดชนิดต่าง ๆ ผงโบแรกซ์ผสมในอาหารและเครื่องดื่ม เป็นต้น ชื่อของเฮโรอีนที่รู้จักกันในหมู่ผู้เสพ ได้แก่ ผงขาว ไอระเหย แค็ปไก่เฮ เป็นต้น ผลต่อระบบต่าง ๆ ของร่างกาย สารกลุ่มฝิ่นออกฤทธิ์ต่อระบบต่าง ๆ ของร่างกายมากมาย โดยเฉพาะ ระบบประสาทและระบบหายใจ - ระบบประสาทส่วนกลาง ระงับอาการเจ็บปวดและเกิดภาวะเคลิ้มสุข - ระบบหายใจ สารกลุ่มฝิ่นออกฤทธิ์กดการหายใจ โดยลดการตอบสนองต่อระดับคาร์บอนไดออกไซด์ของ ศูนย์ควบคุมการหายใจที่บริเวณก้านสมอง ยิ่งไปกว่านั้นยังมีผลต่อความสม่ำเสมอของการหายใจ การกดการหายใจ นี้เป็นสาเหตุของการเสียชีวิตที่พบบ่อยของการใช้สารกลุ่มฝิ่นมากเกินขนาด (Overdose) ซึ่งสามารถเกิดขึ้นใน 5 - 10 นาที หลังการฉีดสารมอร์ฟีนเข้าเส้นเลือดหรือใน 30 - 90 นาทีหลังการฉีดเข้ากล้ามเนื้อเยื่อใต้ผิวหนัง - ระบบทางเดินอาหาร สารกลุ่มฝิ่นมีฤทธิ์ในการลดการเคลื่อนตัวของกล้ามเนื้อเรียบ โดยลดการพักทำให้ การทำงานยาวขึ้น ผลที่ตามมาคือ ทำให้การหลั่งสารจากถุงน้ำดีตับอ่อนและลำไส้เล็กลดลง ลดความถี่ของการบีบตัว แต่เพิ่มความนานในการรัดตัวของลำไส้ (เกิดการเกร็งค้างในท้อง หรือ Cramps) ด้วยเหตุนี้เอง สารกลุ่มฝิ่น จึงให้ผลดีในการรักษาอาการท้องเสีย หรือโรคอุจจาระร่วงแต่จะทำให้เกิดท้องอืด อาการทางคลินิก เนื่องจากสารกลุ่มฝิ่น ใช้ในการรักษาอาการ เจ็บปวด อุจจาระร่วงและอาการไอ ทำให้ต้องดูว่าผู้ที่ใช้ยา เหล่านี้มีความจำเป็นมากน้อยเท่าใด การเสพติดทางร่างกายอาจเกิดขึ้นได้แม้ใช้เพื่อการรักษาจริง ๆ แต่ใช้ เป็นระยะเวลานาน ขาดการควบคุม ทำให้จำเป็นต้องหามาใช้ให้ได้ เนื่องจากเกิดภาวะดื้อยาและมีอาการขาดยา (Tolerance and withdrawal) คนเหล่านี้อาจใช้ชีวิตในสังคมได้โดยปกติ แต่หากมีการเสพติดทางด้านร่างกาย


ห น้ า | 4 คู่มือ Health Literacy การเสริมสร้างความรอบรู้สุขภาพ ด้านยาและสารเสพติด และด้านจิตใจแล้ว อาจทำให้เกิดภาวะอยากเสพ (craving) ซึ่งนำไปสู่ปัญหาในการเข้าสังคม ปัญหาเรื่องเงินทอง และกฎหมาย 4. ยาบ้า ยาบ้า เป็นชื่อที่เรียกยาเสพติดที่มีส่วนผสมของสารเคมีประเภทแอมเฟตามีน (Amphetamine) สารประเภทนี้แพร่ระบาดอยู่ 2 รูปแบบด้วยกัน คือ แอมเฟตามีนซัลเฟต (Amphetamine Sulfate) และเมทแอมเฟตามีนไฮโดรคลอไรด์ (Methamphetamine Hydrochloride) ซึ่งจากผลการตรวจพิสูจน์ยาบ้าปัจจุบันที่พบอยู่ ในประเทศไทยเกือบทั้งหมด มีเมทแอมเฟตามีนไฮโดรคลอไรด์ผสมอยู่ ยาบ้าจัดอยู่ในกลุ่มยาเสพติดที่ออกฤทธิ์ กระตุ้นประสาท และจากการถือใช้กฎหมายของประเทศไทยฉบับใหม่ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2565 ยังคงจัดให้เมทแอมเฟตามีนเป็นยาเสพติดให้โทษประเภทที่ 1 ฤทธิ์ในทางเสพติด ออกฤทธิ์กระตุ้นประสาท มีการเสพติดทางร่างกายและจิตใจ ไม่มีอาการขาดยา ทางร่างกาย อาการผู้เสพเมื่อเสพเข้าสู่ร่างกาย ในระยะแรกจะออกฤทธิ์ทำให้ร่างกายตื่นตัว หัวใจเต้นเร็ว ความดัน โลหิตสูง ใจสั่น ประสาทตึงเครียด แต่เมื่อหมดฤทธิ์ยาจะรู้สึกอ่อนเพลียมากกว่าปกติ ประสาทช้า ทำให้การตัดสินใจ ช้าและผิดพลาด เป็นเหตุให้เกิดอุบัติเหตุร้ายแรงได้ ถ้าใช้ติดต่อกันเป็นเวลานานจะทำให้สมองเสื่อม เกิดอาการ ประสาทหลอน เห็นภาพลวงตา หวาดระแวง คลุ้มคลั่ง เสียสติ อาจทำร้ายตนเองและผู้อื่นได้ หรือในกรณีใช้ยา ในปริมาณมาก (Overdose) จะไปกดประสาทและระบบการหายใจ ทำให้หมดสติและเสียชีวิตได้ เมทแอมเฟตามีนกับหญิงตั้งครรภ์ เมทแอมเฟตามีน จัดเป็น Pregnancy category C ทำให้ทารกพิกลรูป (Teratogenic effect) และเสียชีวิตขณะอยู่ในครรภ์ (embryocidal) สำหรับทารกที่ไม่เสียชีวิตระหว่างตั้งครรภ์ จะมีความเสี่ยงต่อการคลอดก่อนกำหนด น้ำหนักตัวน้อยกว่าปกติ และมีอาการขาดยา เช่น กระวนกระวาย อ่อนเพลียกว่าทารกปกติ เมทแอมเฟตามีนกับหญิงให้นมบุตร เมทแอมเฟตามีนถูกขับออกทางน้ำนมได้ จึงไม่ควรให้นมบุตร เมทแอมเฟตามีนกับเด็ก เมทแอมเฟตามีนเพิ่ม ความรุนแรงของ Motor และ vocal tics หรือTourette's syndrome ได้อาจเสียชีวิตเฉียบพลันจากการกระตุ้น ระบบประสาทส่วนกลาง ส่งผลให้โครงสร้างหัวใจเติบโต ผิดปกติ หัวใจเต้นผิดปกติ หัวใจวาย กดการเจริญเติบโตของเด็ก โดยพบว่าเด็กอายุ 7 - 10 ปีที่เสพเมทแอมเฟตามีน ทุกวันจะมีการเจริญเติบโตน้อยกว่าเด็กปกติ เมทแอมเฟตามีนกับผู้สูงอายุ พบว่า ผู้สูงอายุมีประสิทธิภาพในการทำงานของตับและไตลดลง ส่งผลให้ การขับออกของเมทแอมเฟตามีนจากร่างกายลดลง ทำให้ฤทธิ์ของเมทแอมเฟตามีนอยู่ในร่างกายนานกว่าคนปกติ ผลต่อระบบต่าง ๆ ของร่างกายหลายประการ ดังนี้ 1. ผลต่อจิตใจ เมื่อเสพยาบ้าเป็นระยะ เวลานานหรือใช้เป็นจำนวนมาก จะทำให้ผู้เสพมีความผิดปกติ ทางด้านจิตใจ กลายเป็นโรคจิตชนิดหวาดระแวง ส่งผลให้มีพฤติกรรมเปลี่ยนแปลงไป เช่น เกิดอาการ หวาดกลัว ประสาทหลอน ซึ่งโรคนี้หากเกิดขึ้นแล้ว อาการจะคงอยู่ต่อไปแม้ในช่วงเวลาที่ไม่ได้เสพยาก็ตาม


ห น้ า | 5 คู่มือ Health Literacy การเสริมสร้างความรอบรู้สุขภาพ ด้านยาและสารเสพติด 2. ผลต่อระบบประสาท ระยะแรกออกฤทธิ์ กระตุ้นประสาท ทำให้ประสาทตึงเครียด แต่เมื่อหมดฤทธิ์ยา ประสาทจะอ่อนล้า ทำให้การตัดสินใจในเรื่องต่าง ๆ ช้าและผิดพลาด หากใช้ติดต่อกันนานจะทำให้สมองเสื่อม หรือ กรณีใช้ยาในปริมาณมาก (Overdose) จะไปกดประสาทและระบบการหายใจ ทำให้หมดสติ และเสียชีวิตได้ 3. ผลต่อพฤติกรรม ฤทธิ์ของยาจะกระตุ้นสมอง ส่วนที่ควบคุมความก้าวร้าวและความกระวนกระวายใจ ดังนั้นเมื่อเสพยาบ้านาน ๆ ทำให้พฤติกรรมเปลี่ยนแปลง คือ ผู้เสพจะมีความก้าวร้าวเพิ่มขึ้นและหากใช้ต่อไป จะมีโอกาสเป็นโรคจิตชนิดหวาดระแวง คือ กลัวว่าจะมีคนมาทำร้ายตนเอง จึงต้องทำร้ายผู้อื่นก่อน 5. ยาไอซ์ ยาไอซ์เป็นผลึกคล้ายน้ำแข็ง ความบริสุทธิ์ของยาค่อนข้างสูง ออกฤทธิ์แรงกว่ายาบ้ามาก จึงมีคนเรียกว่า หัวยาบ้า ลักษณะของเม็ดยาที่เป็นผลึกคล้ายน้ำแข็งนั้น จึงเป็นที่มาของชื่อ ยาไอซ์ การนำไปใช้โดยการละลายน้ำ แล้วฉีดเข้าเส้น บางคนนำไปเผาแล้วสูดดมควันเหมือนการเสพยาบ้า ทำให้อารมณ์เคลิบเคลิ้มสนุกสนาน สดชื่น กระปรี้กระเปร่า ติดได้ง่าย ส่งผลต่อร่างกาย อารมณ์และสังคมมากกว่ายากลุ่ม amphetamines ตัวอื่น ยาไอซ์ ไม่ได้มีแพร่หลายทั่วไป เนื่องจากหายากและราคาค่อนข้างแพง มักจะใช้ในสังคมไฮโซ ระยะเวลาการออกฤทธิ์ เสพด้วยวิธีกิน ยาเริ่มออกฤทธิ์ 20 - 70 นาที ระยะเวลาการออกฤทธิ์ 3 - 5 ชั่วโมง หมดฤทธิ์ 2 - 6 ชั่วโมง ร่างกายกลับสู่สภาพปกติ ใช้เวลานานถึง 24 ชั่วโมง เสพด้วยวิธีสูด นัตถุ์ ยาเริ่มออกฤทธิ์ 10 นาทีระยะเวลาการออกฤทธิ์ 2 - 4 ชั่วโมง หมดฤทธิ์ 2 - 6 ชั่วโมง ร่างกายกลับสู่สภาพปกติ 1 - 3 ชั่วโมง เสพด้วยวิธีสูดควัน ยาเริ่มออกฤทธิ์ 0 - 2 นาที ระยะเวลาการออกฤทธิ์ 1 - 3 ชั่วโมง หมดฤทธิ์ 2 - 4 ชั่วโมง ร่างกายกลับสู่สภาพปกติ ใช้เวลานานถึง 24 ชั่วโมง เสพด้วยวิธีฉีด ยาเริ่มออกฤทธิ์ 0 - 2 นาที ระยะเวลาการออกฤทธิ์1 - 3 ชั่วโมง หมดฤทธิ์ 2 - 4 ชั่วโมง ร่างกายกลับสู่สภาพปกติ ใช้เวลานานถึง 24 ชั่วโมง ฤทธิ์ในทางเสพติด ยาไอซ์ออกฤทธิ์กระตุ้นประสาท ทำให้รู้สึกตื่นตัว บดบังความรู้สึกเหนื่อยล้า รู้สึกเคลิ้มฝัน อยู่นิ่งไม่ได้ นอนไม่หลับ ก้าวร้าว และรู้สึกเชื่อมั่นในตัวเองเกินไป ถ้าเสพในขนาดยาที่สูงยังเพิ่มความต้องการทางเพศ นำไปสู่ การสำส่อนทางเพศและอาจนำไปสู่การติดเชื้อ HIV ได้ อาการผู้เสพ รูม่านตาขยาย เหงื่อออกมาก การมองพร่ามัว วิงเวียน ร่างกายซูบผอม ริมฝีปากแห้ง ความดันโลหิตสูงขึ้น อัตราการหายใจสูงขึ้น อุณหภูมิร่างกายสูงขึ้น ปวดหัวอย่างรุนแรง อัตราการเต้นของหัวใจเร็วขึ้นและผิดปกติ มือสั่น คลื่นไส้อาเจียน ที่สำคัญคือ มีภาวะผิดปกติเสียหายอย่างถาวรของเส้นโลหิตในสมอง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ผู้ที่ใช้ในปริมาณสูง อาจหมดสติหรือช็อกได้


ห น้ า | 6 คู่มือ Health Literacy การเสริมสร้างความรอบรู้สุขภาพ ด้านยาและสารเสพติด 6. กัญชา กัญชาหรือพืชกัญชา ในปัจจุบันถูกนำมาใช้ประโยชน์ทางการแพทย์ และถูกปลดล็อคจากการเป็น ยาเสพติด แต่ยังถูกจำกัดในการใช้ คือ การใช้สาร THC จากกัญชาที่มีความเข้มข้นไม่เกิน 0.2% สามารถใช้ได้ แต่ถ้า THC ที่มีความเข้มข้นมากกว่า 0.2% ซึ่งถือว่าเป็นยาเสพติด และจะไม่สามารถใช้ได้อย่างเสรี ในกัญชาหรือพืชกัญชาจะพบว่ามีกลุ่มสารแคนนาบินอยด์ (Cannabinoid) มากกว่า 545 ชนิด ซึ่งสารสำคัญของแคนนาบินอยด์ที่พบมาก คือ Tetrahydrocannabinol (THC) และ Cannabidiol (CBD) การใช้ กัญชาที่มีขนาดสูง ทำให้เกิดผลเสียต่อร่างกาย โดยเฉพาะ THC ซึ่งมีฤทธิ์ต้านอาการปวดและลดอาการคลื่นไส้ อาเจียน ผู้ที่ใช้กัญชาที่มี THC ขนาดสูงต่อเนื่องกันเป็นเวลานาน อาจทำให้ร่างกายเกิดความทนต่อสาร(tolerance) ทำให้ต้องเพิ่มปริมาณการใช้มากขึ้น ซึ่งเป็นสาเหตุของการเสพติดได้ในที่สุด ส่วน CBD ไม่มีฤทธิ์เสพติดและ ต้านฤทธิ์เมาเคลิ้มของ THC อย่างไรก็ตาม CBD สามารถกระตุ้นให้เกิดอาการคลื่นไส้อาเจียนได้ ดังนั้น ผู้ป่วยที่ใช้สาร THC เพื่อลดอาการคลื่นไส้อาเจียน หากได้รับสารสกัดกัญชาชนิดที่มี CBD สูง จะทำให้มีอาการคลื่นไส้อาเจียนเพิ่มขึ้นได้ อาการไม่พึงประสงค์และภาวะพิษเฉียบพลันจากการใช้กัญชาขึ้นอยู่กับปัจจัยต่าง ๆ อาทิ ปริมาณที่ได้รับต่อครั้ง (unit dose) ความทน (tolerance) ของผู้ใช้ วิธีการนำเข้าสู่ร่างกาย (การใช้กัญชาที่ไม่ถูกวิธีอาจทำให้เกิด overdose) วิธีการใช้กัญชาเข้าสู่ร่างกาย เช่น - ชนิดสูด (inhalation) ระยะเวลาออกฤทธิ์เร็ว ถึงระดับสูงสุดภายในเวลา 15 - 30 นาที มีระยะเวลาคง อยู่ประมาณ 3 - 4 ชั่วโมง - ชนิดรับประทาน เริ่มออกฤทธิ์ประมาณ 30 นาที เนื่องจากมี first pass metabolism ที่ตับ - ชนิดหยดใต้ลิ้น (sublingual drop) สารสกัดกัญชาออกฤทธิ์เร็วประมาณ 15 นาที (ไม่ผ่าน first pass metabolism) กัญชามีการออกฤทธิ์แบบผสมผสาน คือ ออกฤทธิ์ทั้งแบบกระตุ้นประสาทและกดประสาท เนื่องจาก ตัวรับหรือเรียกว่า Cannabinoid receptor คือ CB1 และ CB2 ซึ่งกระจายอยู่ทั่วทั้งส่วนต่าง ๆ ของสมอง และส่วนต่าง ๆของร่างกาย เมื่อร่างกายได้รับ THC ในปริมาณมาก THC จะไปจับกับ CB1 receptor ที่ basal ganglion ทำให้ dopamine ที่ synapse ลดลงและ GABA เพิ่มขึ้น ส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงท่าทาง และเสียการควบคุม การทำงานของกล้ามเนื้อ (impair movement) ในขณะเดียวกัน brain reward system ที่ mesolimbic จะมี ปริมาณของ dopamine เพิ่มขึ้นและ GABA ลดลง ส่งผลทำให้เกิดอาการเคลิ้ม (euphoria) ประสาทหลอน (hallucination) และติดยา (addiction) THC มี dose response และความเสี่ยงในการเกิดอาการทางสมอง ได้แก่ การเปลี่ยนแปลงของสติ (Alteration of conscious), ความสนใจ (attention), สมาธิ (concentration), ความจำระยะสั้น (short-term memory), การทำงานของสมอง (executive functioning)


ห น้ า | 7 คู่มือ Health Literacy การเสริมสร้างความรอบรู้สุขภาพ ด้านยาและสารเสพติด อาการไม่พึงประสงค์และภาวะพิษเฉียบพลัน จากการใช้กัญชาส่งผลต่อระบบต่าง ๆ ดังนี้ 1) พิษของกัญชาต่อระบบประสาทส่วนกลาง (Central Nervous System) ผู้ป่วยจะมีอาการต่าง ๆ ได้ แก่ เคลิ้ม (euphoria), ตระหนก (panic), กระสับกระส่าย (agitation), อารมณ์แปรปรวน (mood alterations), การรับรู้ผิดปกติ (alterations of perception), ขาดการยับยั้งทางสังคม (loss of social inhibition), ความสามารถของสมองและการตัดสินใจเสียไป(impairment of cognition and judgment), กดระบบประสาทส่วนกลาง (CNS depression) และกดการหายใจ (respiratory depression) ในเด็ก, กล้ามเนื้อทำงานไม่ประสานกัน ( muscle incoordination), การเคลื่อนไหวแบบกระตุก (myoclonic jerking), เดินเซ (ataxia), พูด ไม่ชัด (slurred speech) นอกจากนี้ยังส่งผลให้ มีความเสี่ยงในการเกิดการบาดเจ็บ ทำร้ายตนเองและอุบัติเหตุ โดยเฉพาะอุบัติเหตุจราจร (traffic accident), กระโดดตึก (jump from height), ฆ่าตัวตายด้วยการแขวนคอ (suicidal hanging) ผู้เสพหรือใช้สารสกัดกัญชาบางรายอาจมีภาวะทางจิตซ่อนอยู่ THC ทำให้เกิดภาวะขาดการยับยั้ง (disinhibition) ส่งผลให้เกิด psychotic break และเป็นโรคจิต (psychosis) หรือ โรคจิตเภท (schizophrenia) ได้ ซึ่งในคนทั่วไปอาจเกิดเพียงภาวะเคลิ้ม (euphoria) เท่านั้น 2) พิษของกัญชาต่อระบบหัวใจและหลอดเลือด 2.1 ผลเฉียบพลันต่อหัวใจและหลอดเลือด (Acute Cardiovascular Effect) ได้แก่ - Tachycardia กัญชาชนิดสูบ (smoke cannabis) ทำให้อัตราการเต้นของหัวใจเพิ่มขึ้นได้ร้อย ละ 20 - 100 เป็นเวลา 2 - 3 ชั่วโมง มี sympathetic outflow เพิ่มขึ้นเนื่องจาก sympathetic tone เพิ่มและ parasympathetic tone ลดลง เกิดภาวะ reflex tachycardia หากมี tachycardia มากอาจทำให้เกิดเส้นเลือด หัวใจตีบได้ - อาการหน้ามืด/หมดสติเมื่อลุกยืน (orthostatic syncope) 2.2 ผลเรื้อรังต่อหัวใจและหลอดเลือด (Chronic Cardiovascular Effect) - Vasospasm การใช้กัญชาเป็นเวลานานจะทำให้เกิด tolerance ของ vasodilation เป็นเวลานาน vessel tone จะเปลี่ยนเป็น vasospasm ตามมาเนื่องจาก blood vessel มีการลดลงของ receptor (down regulation) TRPA-1 และ TRPV-1 ทำให้เสี่ยงที่จะเกิด vascular insufficiency ส่งผลให้เส้นเลือดปลายมือ-เท้า ไม่ดี เส้นเลือดหัวใจตีบได้ - หัวใจเต้นช้าลง (slower heart rate) มีรายงานการเกิด heart block ในกรณีที่ใช้กัญชา ขนาดสูงและเกิด tolerance เป็นเวลานาน ๆ ทำให้หัวใจเต้นช้าลงได้ รวมถึงการทำงานของ sympathetic จะลดลง และ parasympathetic ทำงานเพิ่มขึ้น 2.3 กล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด (Myocardial Ischemia) ซึ่งรายงานพบความเสี่ยงในการเกิด กล้ามเนื้อหัวใจตาย (MI) 4.8 เท่าภายใน 60 นาที ภายหลังการเสพกัญชา - การได้รับพิษจากกัญชาเฉียบพลัน (acute exposure) อัตราการเต้นของหัวใจ และการทำงาน ของ sympathetic เพิ่มขึ้นส่งผลต่อการเพิ่ม cardiac workload และ Oxygen demand


ห น้ า | 8 คู่มือ Health Literacy การเสริมสร้างความรอบรู้สุขภาพ ด้านยาและสารเสพติด - การได้รับพิษจากกัญชาเรื้อรัง (chronic exposure) ส่งผลให้เกิด vasospasm ของ coronary artery เนื่องจาก down regulation ข อง TRPA-1 และ TRPV-1 - กระตุ้นการทำงานของเกร็ดเลือด (activate platelet) ทำให้เกิด clot ได้ 2.4 ผลอื่น ๆ ต่อหัวใจและหลอดเลือด - หัวใจเต้นผิดจังหวะ (cardiac arrhythmia) พบ atrial fibrillation (AF), ventricular tachycardia (VT) ได้ - ภาวะหัวใจล้มเหลว (congestive heart failure) เนื่องจาก cardiac workload เพิ่มขึ้นทำให้ เกิด high output heart failure - โรคหลอดเลือดแดงส่วนปลาย (peripheral artery disease) 3) พิษของกัญชาต่อระบบทางเดินอาหาร ทำให้เกิดอาการอาเจียนรุนแรงจากกัญชา (Cannabinoid Hyperemesis Syndrome; CHS) CHS เป็นอาการ คลื่นไส้อาเจียนที่รุนแรงในผู้ใช้ THC มาเป็นเวลานาน (ร้อยละ 68 ของรายงานผู้ป่วยใช้มากกว่า 2 ปี) และใช้ถี่มากกว่า 20 ครั้งต่อเดือน อาการนี้ไม่ค่อยตอบสนองต่อยาแก้คลื่นไส้อาเจียน จะทุเลาลงเมื่อได้อาบน้ำอุ่น เมื่อเป็นแล้วหายช้า ใช้เวลา 2 - 3 สัปดาห์กลไกการเกิดยังไม่ทราบแน่ชัด คาดว่าน่าจะเกิดจาก down regulation ของ CB1 receptor ทำให้เกิดคลื่นไส้อาเจียน (ปกติ THC จะกระตุ้น CB1 receptor ทำให้หายคลื่นไส้) หรือเกิดจากการเปลี่ยนแปลง CB1 receptor downstream effect หากได้รับ THC มากเกินไปจะไปกระตุ้น CB1 receptorที่ GI tract ทำให้เกิด bowel movement และ dilate splanchnic vasculature ส่งผลให้เกิด epigastric pain, colicky pain หรืออาจเกิดจาก up regulation ของ TRPV-1 หรือสารอื่น ๆ ส่งผลให้เกิดอาการคลื่นไส้อาเจียน THC ที่รับเข้าไปในร่างกายจำนวนมาก จะไปจับกับ CB1 receptor ที่ระบบทางเดินอาหาร ดังนั้น เมื่อผู้ป่วยอาบน้ำอุ่น จะทำให้เส้นเลือดบริเวณผิวหนัง ขยายตัว THC จะเคลื่อนไปอยู่บริเวณผิวหนัง ทำให้อาการปวดท้องคลื่นไส้อาเจียนลดลง ภาวะแทรกซ้อนจาก Cannabinoid Hyperemesis Syndrome - Dehydration - Electrolyte imbalance - Esophageal rupture - Cardiac arrhythmia - Precipitate diabetic ketoacidosis 4) พิษต่อระบบหลอดเลือดสมอง กลุ่มอาการหลอดเลือดสมองหดชั่วคราว (Reversible Cerebral Vasoconstrictive Syndrome; RCVS) เกิดขึ้นโดยไม่ทราบสาเหตุ (idiopathic) ร้อยละ 40 จากกัญชาเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดร้อยละ 32 จากสารที่ทำให้ หลอดเลือดตีบอื่น ๆ (cocaine, ergots, nicotine) การวินิจฉัยยืนยันด้วยการตรวจ CTA หรือ MRI


ห น้ า | 9 คู่มือ Health Literacy การเสริมสร้างความรอบรู้สุขภาพ ด้านยาและสารเสพติด - การใช้กัญชาที่มี THC เป็นเวลานาน มีโอกาสเกิด transient cerebral vasospasm ของเส้นเลือดสมอง ส่งผลให้เกิด cerebral ischemia ผู้ป่วยจะมาด้วย อาการปวดศีรษะรุนแรงมาก (thunderclap headache) ใน ลักษณะเป็น ๆ หาย ๆ มีรายงานพบ seizure, TIA, stroke, neurological deficit, คลื่นไส้ อาเจียนได้ - ภาวะแทรกซ้อนอื่น ๆ ได้แก่ subarachnoid hemorrhage (SAH), intracranial hemorrhage และเสียชีวิต 7. กระท่อม พืชกระท่อม (Kratom) มีชื่อทางพฤกษศาสตร์ว่า Mitragyna speiosa (Korth.) Havil. ในตำรายาไทย ใบกระท่อมมีสรรพคุณใช้ระงับอาการปวดท้อง แก้บิด แก้ท้องเสีย ระงับอาการปวดเมื่อยตามร่างกาย เป็นต้น ในใบกระท่อมมีสารสำคัญหลัก คือ mitragynine ซึ่งเป็นสารกลุ่มแอลคาลอยด์ (alkaloids) ที่พบมากที่สุด ในกระท่อม และกระท่อมยังมีการออกฤทธิ์กระตุ้นประสาทเหมือนกับยาบ้า ปัจจุบันกระท่อมได้ถูกถอดออกจากการเป็นยาเสพติดให้โทษประเภทที่ 5 ของพระราชบัญญัติยาเสพติด ให้โทษ (ฉบับ 8) พ.ศ. 2564 แต่ยังมีกฎหมายควบคุมเพื่อไม่ให้มีการนำไปใช้ในทางที่ผิด เช่น กรณีเป็นการนำเข้า หรือส่งออกต้องได้รับใบอนุญาตก่อนห้ามขายใบกระท่อมหรืออาหารที่มีใบกระท่อมให้แก่บุคคลที่มีอายุต่ำกว่า 18 ปี สตรีมีครรภ์และสตรีให้นมบุตร ห้ามบริโภคกระท่อมที่ปรุงหรือผสมยาเสพติดให้โทษหรือวัตถุออกฤทธิ์ตามประมวล กฎหมายยาเสพติด เป็นต้น ในประเทศไทย โดยเฉพาะในเขตภาคใต้ มีการใช้ประโยชน์จากพืชกระท่อม เพื่อการทำงานเป็นหลัก (เชื่อว่าจะทำให้มีพละกำลังและความอดทนต่อการทำงานกลางแจ้งได้มากกว่าปกติ) วิธีการใช้ใบกระท่อม คือ การเคี้ยวใบกระท่อมสดโดยลอกก้านใบหรือดึงเส้นกลางใบออก บางรายแปรรูปใบกระท่อม เช่น ต้มน้ำตากแห้ง หรือบดเป็นผงเพื่อชงดื่ม และต่อมามีการระบาดของการนำน้ำต้มใบกระท่อมไปผสมกับยาชนิดอื่น ๆ ทำให้มีฤทธิ์ มึนเมา คึกคะนอง สนุกสนาน กลไกการออกฤทธิ์ Mitragynine ออกฤทธิ์ต่อตัวรับโอปิออยด์ (opioid receptors) ชนิดมิวเดลต้าและ แคปป้า (mu, delta and kappa receptors) โดยออกฤทธิ์หลักที่ตัวรับชนิดมิว ทำให้มีฤทธิ์คล้ายโอปิออยด์ (opioid-like effects) เช่น ง่วงซึม (sedation) รู้สึกเคลิ้มสุข (euphoria) แก้ปวด (analgesia) จึงทำให้มีการนำ กระท่อมไปใช้ทดแทนสารหรือยาในกลุ่มโอปิออยด์ นอกจากนี้ยังมีการศึกษาที่พบว่ามีฤทธิ์กระตุ้น descending noradrenergic และ serotonergic pathways ในไขสันหลัง และสามารถกระตุ้นตัวรับ post-synaptic alpha2 adrenergic ในไขสันหลังอีกด้วย ซึ่งเป็นกลไกที่เกี่ยวข้องกับฤทธิ์ระงับปวด7-hydroxymitragynine ซึ่งเป็นอนุพันธ์ของ mitragynine ออกฤทธิ์ต่อตัวรับโอปิออยด์ชนิดมิว และมีฤทธิ์แรงกว่า mitragynine 4 เท่า ขนาดที่ทำให้เกิดพิษ - ประมาณ 1 -5กรัมของใบกระท่อม (ใบสด 1 -3ใบ) มีฤทธิ์กระตุ้น (stimulant effects) แต่อาจส่งผลให้เกิด อาการกระสับกระส่าย (agitation) - ประมาณ 5 - 15 กรัมของใบกระท่อม (ใบสด 3 - 9 ใบ) มีฤทธิ์คล้ายโอปิออยด์ (opioid-like effects) เช่น ง่วงซึม (sedation) รู้สึกเคลิ้มสุข (euphoria) แก้ปวด (analgesia)


ห น้ า | 10 คู่มือ Health Literacy การเสริมสร้างความรอบรู้สุขภาพ ด้านยาและสารเสพติด ในกรณีเกิดพิษเฉียบพลัน ผู้ป่วยอาจเกิดอาการใจสั่น คลื่นไส้อาเจียน ปวดท้อง ชัก ระดับความรู้สึกตัว เปลี่ยนแปลง (alteration of consciousness) ประสาทหลอน (hallucinations) สับสน กระสับกระส่าย ปวด ศีรษะ เวียนศีรษะ เหงื่อออก ความดันโลหิตสูง และอาจพบอาการซึมมาก (stupor) ในผู้ป่วยที่รับประทาน ใบกระท่อมในขนาดสูงมาก (มากกว่า 15 กรัมของใบกระท่อม) ผู้ป่วยที่ใช้กระท่อมมาเป็นระยะเวลานาน อาจพบว่า มีผิวแห้ง ผิวคล้ำ (โดยเฉพาะบริเวณแก้ม) ริมฝีปากคล้ำ ซูบผอม (emaciation) เบื่ออาหาร (anorexia) น้ำหนักลด ปัสสาวะบ่อย บางรายอาจมีความผิดปกติทางจิต (psychosis) ในกรณีที่ใช้กระท่อมมาเป็นระยะเวลานานจนเกิดเป็นการเสพติดและเมื่อหยุดใช้กะทันหัน จะเกิดอาการ อยากยารุนแรง (craving) และอาการถอน (withdrawal symptom) โดยแบ่งเป็น 4 กลุ่ม กลุ่ม 1 อาการทางด้านกล้ามเนื้อ กระดูกและข้อ จะมีอาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ กล้ามเนื้อกระตุก กลุ่ม 2 อาการทางอารมณ์ มีอาการหดหู่ เศร้า หมอง ไม่แจ่มใส ไม่อยากทำอะไร ซึมเศร้า กลุ่ม 3อาการทางระบบประสาทอัตโนมัติ หัวใจเต้นแรง รู้สึกเหมือนเป็นไข้ คลื่นไส้อาเจียน ง่วงนอน หิวบ่อย กลุ่ม 4 อาการทางด้านวิตกกังวล เครียด หงุดหงิด โมโหง่าย นอนไม่หลับ ผลกระทบต่อร่างกายในภาพรวม สมอง : สมองส่วนอยากมีอิทธิพลมากกว่าสมองส่วนเหตุผล ความคิดอ่านช้าลง หลงลืมง่าย ควบคุมตัวเอง ไม่ได้ ทำสิ่งเลวร้ายที่ไม่ควรทำ จิตใจ : นอนไม่หลับ ฉุนเฉียว ก้าวร้าว ความคิดสับสน ประสาทหลอน หวาดระแวง คลั่ง ซึมเศร้า ตา : รูม่านตาขยาย ตาพร่ามัว จมูก : สูญเสียการดมกลิ่น ปาก : ปากแห้ง เหม็น มีปัญหาในช่องปาก ฟัน : ขบฟันตลอดเวลา ฟันสึกกร่อน ผุ ปอด : หายใจขัด หายใจถี่ หลอดลมอับเสบเรื้อรัง หัวใจ : หัวใจเต้นไม่สม่ำเสมอ เจ็บหน้าอก หัวใจวาย กระเพาะอาหาร : เบื่ออาหาร ท้องผูก มีโรคแทรกซ้อนทางกระเพาะอาหารและลำไส้ ผิวหนัง : เหงื่อออกง่ายและมาก ชาตามผิวหนัง เป็นฝีเนื้อเยื่ออ่อนติดเชื้อง่าย กล้ามเนื้อ : กระตุก ชัก ทำงานไม่ประสานกัน ตับ : โรคตับอับเสบ ไต : ไตไม่ทำงาน ระบบไหลเวียนโลหิต : ความดันโลหิตสูง เส้นเลือดเป็นแผล อุดตัน แข็งตัว ระบบภูมิคุ้มกัน : บกพร่อง ติดเชื้อง่าย ระบบสืบพันธุ์ : เสื่อมสมรรถภาพทางเพศ แท้ง หรือคลอดก่อนกำหนด คลอดลูกออกมาพิการ


ห น้ า | 11 คู่มือ Health Literacy การเสริมสร้างความรอบรู้สุขภาพ ด้านยาและสารเสพติด ผลกระทบต่อด้านอื่น ๆ นอกจากยาเสพติดจะทำให้เกิดโทษต่อร่างกาย แล้วยังก่อให้เกิดปัญหาด้านสังคม และด้านเศรษฐกิจที่ มีความสำคัญของประเทศ เช่น ทำให้สูญเสียบทบาทหน้าที่ มีความบกพร่องต่อหน้าที่และงานของตนเอง สูญเสีย เงินสูญเสียรายได้ เกิดปัญหาในครอบครัวและชุมชน ต้องได้รับโทษทางกฎหมาย ถูกจับดำเนินคดี เกิดปัญหา อาชญากรรม สังคมไม่ปลอดภัย ไม่สงบสุข สูญเสียงบประมาณของประเทศ เกิดอุปสรรคในการพัฒนาประเทศ ขาด ความเชื่อมั่นในต่างประเทศ เป็นต้น 2. ความรอบรู้ด้านสุขภาพ Health Literacy ความรอบรู้ด้านสุขภาพ Health Literacy หมายถึง “ทักษะต่าง ๆ ทางการรับรู้และทางสังคม ซึ่งเป็น ตัวกำหนดแรงจูงใจและความสามารถของปัจเจกบุคคลในการเข้าถึง เข้าใจ และใช้ข้อมูลในวิธีการต่าง ๆ เพื่อ ส่งเสริมและบำรุงรักษาสุขภาพของตนเองให้ดีอยู่เสมอ” (องค์การอนามัยโลก, WHO, 1998; สวรส., 2541) ขวัญเมือง แก้วดำเกิง (2564, น. 4) ให้คำนิยามของความรอบรู้ด้านสุขภาพ Health Literacy ไว้ว่า “ความสามารถของบุคคลที่พัฒนาจนกลายเป็นทักษะ ซึ่งแต่ละสังคมกำหนดว่าบุคคลจำเป็นต้องมี เพื่อการเข้าถึง สร้างความเข้าใจ รู้จักใช้คำถาม ทำให้สามารถตัดสินใจ แนะนำข้อมูลแนวทางปฏิบัติไปใช้ได้อย่างถูกต้อง เหมาะสม และต่อเนื่อง ก่อให้เกิดผลดีต่อสุขภาพของตนเองและสุขภาพของคนในสังคม” ความรอบรู้ด้านสุขภาพมี 3 ระดับ คือ - ระดับ 1 ขั้นพื้นฐาน คือ ทักษะพื้นฐานด้านการฟัง พูด อ่านและการเขียนที่จำเป็นต่อความเข้าใจสิ่งต่าง ๆ - ระดับ 2 ขั้นปฏิสัมพันธ์ คือ ทักษะในการสร้างเสริมปัญญาและทักษะทางสังคม - ระดับ 3 ขั้นวิจารณญาณ คือ ทักษะทางปัญญาและสังคม การวิเคราะห์เปรียบเทียบ ควบคุมจัดการ สถานการณ์ในชีวิตประจำวันได้ และการผลักดันทางสังคม” (มติประชุม WM สธ. 8 ก.พ.2560) องค์ประกอบของความรอบรู้ด้านสุขภาพ Health Literacy ที่ต้องพัฒนา ประกอบด้วย 1. เข้าถึง (access) ได้แก่ ความสามารถและทักษะในการค้นหา เพื่อเข้าถึงแหล่งข้อมูล การกลั่นกรอง และตรวจสอบข้อมูลที่เข้าถึงได้ว่ามีความถูกต้อง และมีความน่าเชื่อถือหรือไม่ 2. เข้าใจ (understand) ได้แก่ ความสามารถและทักษะการเรียนรู้ การหาวิธีจดจำ และสร้างความ เข้าใจข้อมูลหรือเนื้อหาความรู้ 3. ไต่ถาม (questioning) ได้แก่ ความสามารถและทักษะการใช้คำถาม ประกอบด้วย การวางแผนการ ใช้คำถาม การจัดเตรียมคำถาม หาวิธีการใช้คำถาม และการประเมินการใช้คำถาม 4. ตัดสินใจ (make decision) ได้แก่ ความสามารถและทักษะการใช้คำถามที่ต้องตัดสินใจ กำหนด ทางเลือก ประเมินทางเลือก และแสดงจุดยืนในการตัดสินใจต่อข้อมูลที่ได้รับหรือประเด็นที่ต้องตัดสินใจ 5. นำไปใช้ (apply) ได้แก่ ความสามารถและทักษะการเตือนตนเอง เพื่อนำชุดข้อมูลสุขภาพที่ถูกต้องไป ใช้อย่างต่อเนื่อง และปรับการปฏิบัติได้เหมาะสมกับสถานการณ์


ห น้ า | 12 คู่มือ Health Literacy การเสริมสร้างความรอบรู้สุขภาพ ด้านยาและสารเสพติด วัตถุประสงค์ทั่วไป 1. เพื่อพัฒนากลุ่มเป้าหมายให้มีความรู้ ความเข้าใจในเรื่องยาและสารเสพติด 2. เพื่อพัฒนากลุ่มเป้าหมายให้มีความรู้ ความเข้าใจในเรื่องความรอบรู้ด้านสุขภาพ วัตถุประสงค์เฉพาะ เพื่อให้ผู้เข้าร่วมกิจกรรม 1. มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับยาเสพติด โทษของยาเสพติด และความรอบรู้ด้านสุขภาพ 2. มีความตระหนักถึงปัญหาความเสี่ยงในการใช้ยาเสพติดของตนเองได้ เนื้อหาที่สอน 1. ความหมาย/คำนิยามของยาเสพติดและความรอบรู้ด้านสุขภาพ 2. โทษของยาเสพติดแต่ะละชนิด 3. องค์ประกอบของความรอบรู้ด้านสุขภาพ Health Literacy ที่ต้องพัฒนา รูปแบบกิจกรรม 1. การบรรยาย 2. การอภิปรายแลกเปลี่ยน 3. ทบทวนและสรุปการเรียนรู้ สื่อและอุปกรณ์ได้แก่ 1. เอกสารประกอบการบรรยาย Power point 2. คลิปวีดีโอ เรื่อง ยาเสพติด ระยะเวลา 1 ชั่วโมง - 1 ชั่วโมง 30 นาที ขั้นตอนการทำกิจกรรม 1. ขั้นเกริ่นนำ (ใช้เวลาประมาณ 5 - 10 นาที) 1.1 ผู้นำกิจกรรมกล่าวต้อนรับ แนะนำตัว 1.2 ผู้นำกิจกรรมกล่าวถึงสถานการณ์ในพื้นที่และวัตถุประสงค์ 2. ขั้นดำเนินกิจกรรม (ใช้เวลาประมาณ 30 นาที - 1 ชั่วโมง) 2.1 ผู้นำกิจกรรมบรรยายเนื้อหาความรู้ โดยใช้สื่อการสอน นำเสนอผ่านโปรมแกรม Power point และ คลิปวีดีโอ 2.2 ผู้นำกิจกรรมสร้างการมีส่วนร่วม โดยการพูดคุย ถาม-ตอบ ผู้เข้าร่วมกิจกรรมเป็นระยะ ๆ


ห น้ า | 13 คู่มือ Health Literacy การเสริมสร้างความรอบรู้สุขภาพ ด้านยาและสารเสพติด 3. ขั้นสรุปการเรียนรู้ (ใช้เวลาประมาณ 20 นาที) 3.1 ผู้นำกิจกรรมเปิดโอกาสให้ผู้ร่วมกิจกรรมซักถาม 3.2 ผู้นำกิจกรรมทบทวนความสนใจของผู้เข้าร่วมกิจกรรมด้วยการตั้งคำถามจากเนื้อหาที่บรรยาย 3.3 ผู้นำกิจกรรมกล่าวสรุปและเน้นประเด็นเนื้อหาสำคัญให้กับผู้เข้าร่วมกิจกรรม วิธีประเมินผล ได้แก่ สังเกตรายบุคคล ประเมินจากการสอบถามและการตอบคำถามของผู้เข้าร่วมกิจกรรม


ห น้ า | 14 คู่มือ Health Literacy การเสริมสร้างความรอบรู้สุขภาพ ด้านยาและสารเสพติด เนื้อหาประกอบการบรรยาย Power point 1. ยาและสารเสพติด


ห น้ า | 15 คู่มือ Health Literacy การเสริมสร้างความรอบรู้สุขภาพ ด้านยาและสารเสพติด


ห น้ า | 16 คู่มือ Health Literacy การเสริมสร้างความรอบรู้สุขภาพ ด้านยาและสารเสพติด 2. ความรอบรู้ด้านสุขภาพ


ห น้ า | 17 คู่มือ Health Literacy การเสริมสร้างความรอบรู้สุขภาพ ด้านยาและสารเสพติด


ห น้ า | 18 คู่มือ Health Literacy การเสริมสร้างความรอบรู้สุขภาพ ด้านยาและสารเสพติด


ห น้ า | 19 คู่มือ Health Literacy การเสริมสร้างความรอบรู้สุขภาพ ด้านยาและสารเสพติด กิจกรรมที่ 2 การเข้าถึง (access) การเข้าถึง (access) ได้แก่ ความสามารถและทักษะในการค้นหา เพื่อเข้าถึงแหล่งข้อมูล การกลั่นกรอง และตรวจสอบข้อมูลที่เข้าถึงได้ว่ามีความถูกต้อง และมีความน่าเชื่อถือหรือไม่ วัตถุประสงค์ทั่วไป เพื่อพัฒนากลุ่มเป้าหมายให้มีความสามารถและทักษะในการค้นหาข้อมูล กลั่นกรองข้อมูล และตรวจสอบความน่าเชื่อถือของข้อมูล วัตถุประสงค์เฉพาะ 1. เพื่อให้ผู้ร่วมกิจกรรมมีความรู้และเข้าใจในการค้นหา กลั่นกรอง และตรวจสอบความน่าเชื่อถือของ ข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องสุราได้ 2. เพื่อให้ผู้ร่วมกิจกรรมมีความสามารถและทักษะการค้นหา กลั่นกรอง และตรวจสอบความน่าเชื่อถือของ ข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องสุราได้ถูกต้อง เนื้อหาที่สอน 1. ความหมาย/คำนิยามของ การเข้าถึง 2. วิธีการและขั้นตอนการค้นหา การกลั่นกรอง และการตรวจสอบ 3. สื่อพัฒนาทักษะในรูปแบบต่าง ๆ 3.1 สื่อสิ่งพิมพ์ 3.2 สื่อออนไลน์ 3.3 สื่อรูปแบบอื่น ๆ 4. แบ่งกลุ่มฝึกปฏิบัติ การค้นหา การกลั่นกรอง และการตรวจสอบ รูปแบบกิจกรรม 1. การบรรยาย 2. การฝึกปฏิบัติ 3. อภิปรายแลกเปลี่ยน 4. ทบทวนและสรุปการเรียนรู้


ห น้ า | 20 คู่มือ Health Literacy การเสริมสร้างความรอบรู้สุขภาพ ด้านยาและสารเสพติด สื่อและอุปกรณ์ได้แก่ 1. เอกสารประกอบการบรรยาย Power point 2. ใบตรวจสอบตามรายการ (Chunk & Check Methods) 3. โพสต์- อิท 2 แผ่น/1คน (2 แผ่นสีไม่ซ้ำกัน) หรือป้ายเครื่องหมาย √ และ X 4. บอร์ดความรู้ เรื่องทักษะการเข้าถึง ระยะเวลา 30 นาที- 1 ชั่วโมง ขั้นตอนการทำกิจกรรม 1. ขั้นเกริ่นนำ (ใช้เวลาประมาณ 5 - 10 นาที) 1.1 ผู้นำกิจกรรมกล่าวต้อนรับ แนะนำตัว 1.2 ผู้นำกิจกรรมทบทวนชื่อทักษะความรอบรู้ด้านสุขภาพ 5 ทักษะ 1.3 ผู้นำกิจกรรมและผู้ร่วมกิจกรรมฝึกทำท่าประกอบแต่ละทักษะจำนวน 5 ท่า 1.4 ผู้นำกิจกรรมแจ้งชื่อฐาน “เข้าถึง” พร้อมชี้แจงวัตถุประสงค์และความสำคัญ 2. ขั้นดำเนินกิจกรรม (ใช้เวลาประมาณ 20 - 40 นาที) 2.1 ผู้นำกิจกรรมบรรยายเนื้อหาตาม Power point โดยกล่าวถึงความหมาย/คำนิยามของการเข้าถึง วิธีการและขั้นตอนการค้นหา วิธีการและขั้นตอนการกลั่นกรองและการตรวจสอบ พร้อมทั้งยกตัวอย่างภาพสื่อใน รูปแบบต่าง ๆ คือ สื่อสิ่งพิมพ์สื่อออนไลน์และสื่อรูปแบบอื่น ๆ (10 นาที - 15 นาที) 2.2 กิจกรรมฝึกปฏิบัติการ แบ่งกลุ่มฝึกปฏิบัติ (ถ้าทำได้) (10 - 25 นาที) * กิจกรรมฝึกปฏิบัตินี้ หากมีสถานที่ในการจัดกิจกรรม ควรแบ่งเป็นกลุ่ม 3 - 4 กลุ่มตามความเหมาะสม 2.2.1 ผู้นำกิจกรรมกลุ่ม แนะนำตัวเอง สอบถามความคิดเห็นของสมาชิกเกี่ยวกับการเข้าถึงหลังฟัง การบรรยายเนื้อหา 2.2.2 ยกตัวอย่างภาพสื่อสิ่งพิมพ์ เช่น หนังสือพิมพ์ แผ่นพับ หนังสือเวียน และถาม - ตอบหรือ อธิบายวิธีการการค้นหาสื่อ และกลั่นกรองและตรวจสอบสื่อว่าสื่อนั้น ๆ เป็นข้อมูลที่เชื่อถือได้หรือไม่ 2.2.3 ยกตัวอย่างภาพสื่อออนไลน์ เช่น Line, TikTok, Google, Facebook, SMS และถาม - ตอบ หรืออธิบายวิธีการการค้นหาสื่อ และกลั่นกรองและตรวจสอบสื่อว่าสื่อนั้น ๆ เป็นข้อมูลที่เชื่อถือได้หรือไม่ 2.2.4 ยกตัวอย่างภาพสื่อรูปแบบอื่น ๆ เช่น ประกาศเสียงตามสาย สื่อบุคคล ป้ายเตือน และ ถาม - ตอบหรืออธิบายวิธีการการค้นหาสื่อ และกลั่นกรองและตรวจสอบสื่อ ว่าสื่อนั้น ๆ เป็นข้อมูลที่เชื่อถือได้ หรือไม่


ห น้ า | 21 คู่มือ Health Literacy การเสริมสร้างความรอบรู้สุขภาพ ด้านยาและสารเสพติด 2.2.5 กรณีมีอุปกรณ์หรือเครื่องมือ เช่น โทรศัพท์มือถือ คอมพิวเตอร์ ให้ผู้ร่วมกิจกรรมฝึกค้นหา ข้อมูลตามโจทย์ที่กำหนดให้ (โจทย์ตามสถานการณ์ของ HL) ** รูปแบบกิจกรรมนี้ สามารถปรับเปลี่ยนได้ตามความเหมาะสมของกลุ่มเป้าหมายที่เข้าร่วมกิจกรรม 3. ขั้นสรุปการเรียนรู้ (ใช้เวลาประมาณ 5 - 10 นาที) 3.1 ผู้นำกิจกรรมเปิดโอกาสให้ผู้ร่วมกิจกรรมซักถาม 3.2 ผู้นำกิจกรรมกลุ่มเปิดโอกาสให้ผู้ร่วมกิจกรรมสรุปกิจกรรมการเข้าถึง โดยให้ครอบคลุมการค้นหาที่ดี วิธีการกลั่นกรองและวิธีการตรวจสอบข้อมูล โดยวิธีการตรวจสอบตามรายการ (Chunk & Check Methods) 3.3 ผู้นำกิจกรรมสรุปเสริมเพิ่มเติมให้สมบูรณ์ 3.4 ผู้นำกิจกรรมกล่าวชื่นชมและกล่าวขอบคุณผู้ร่วมกิจกรรมที่ให้ความร่วมมือในกิจกรรม วิธีประเมินผล ได้แก่ สังเกตรายบุคคล ประเมินจากใบตรวจสอบตามรายการ (Chunk & Check Methods)


ห น้ า | 22 คู่มือ Health Literacy การเสริมสร้างความรอบรู้สุขภาพ ด้านยาและสารเสพติด ใบตรวจสอบตามรายการ (Chunk & Check Methods) คำชี้แจง กรุณาเลือกขีดเครื่องหมาย √ เพื่อตรวจสอบและให้คะแนนตามความเป็นจริง แบบตรวจสอบตามวิธีการตรวจสอบตามรายการ (Chunk & Check Methods) รายการ คะแนนข้อมูลแต่ละชุด ข้อมูลชุดที่ 1 ข้อมูลชุดที่ 2 ข้อมูลชุดที่ 3 ค้นหา o ค้นหาข้อมูลได้ตามที่ต้องการ o ค้นหาข้อมูลได้หลากหลาย กลั่นกรอง o ข้อมูลมีชื่อหน่วยงาน/ชื่อผู้เขียน o ข้อมูลระบุวันเดือนปีที่ผลิต/เผยแพร่ ตรวจสอบ o ข้อมูลถูกต้อง/เป็นจริง o ข้อมูลมีความสมเหตุสมผล รวมคะแนน (6 คะแนน) .....คะแนน .....คะแนน .....คะแนน


ห น้ า | 23 คู่มือ Health Literacy การเสริมสร้างความรอบรู้สุขภาพ ด้านยาและสารเสพติด เนื้อหาประกอบการบรรยาย Power point


ห น้ า | 24 คู่มือ Health Literacy การเสริมสร้างความรอบรู้สุขภาพ ด้านยาและสารเสพติด


ห น้ า | 25 คู่มือ Health Literacy การเสริมสร้างความรอบรู้สุขภาพ ด้านยาและสารเสพติด เนื้อหาในแผ่นบอร์ดความรู้ สำหรับกิจกรรมเข้าฐาน หมายเหตุ สามารถนำสื่อนี้ไปใช้ได้ในพื้นที่ที่ไม่สามารถใช้สื่อ Power point ได้


ห น้ า | 26 คู่มือ Health Literacy การเสริมสร้างความรอบรู้สุขภาพ ด้านยาและสารเสพติด กิจกรรมที่ 3 การเข้าใจ (understand) การเข้าใจ (understand) ได้แก่ ความสามารถและทักษะการเรียนรู้ การหาวิธีจดจำ และสร้างความเข้าใจ ข้อมูลหรือเนื้อหาความรู้ วัตถุประสงค์ทั่วไป สามารถศึกษาข้อมูลจากแหล่งที่น่าเชื่อถือต่าง ๆ จนเข้าใจและจดจำในประเด็นปัญหาสุขภาพ ที่ตนต้องการ วัตถุประสงค์เฉพาะ 1. เพื่อพัฒนาความสามารถในการทำความเข้าใจข้อมูลที่ค้นหาได้ 2. เพื่อให้ผู้ร่วมกิจกรรมพัฒนาเรื่องการจดจำ โดยการออกแบบเทคนิคการเข้าใจในข้อมูลที่ค้นหามาได้ เนื้อหาที่สอน ความสำคัญของการสร้างความเข้าใจ และจดจำ รูปแบบกิจกรรม 1. การบรรยาย 2. การฝึกปฏิบัติ 3. การสอบถามและอภิปราย 4. ทบทวนและสรุปการเรียนรู้ สื่อและอุปกรณ์ได้แก่ 1. เอกสารประกอบการบรรยาย Power point 2. คลิป “จน เครียด กินเหล้า” 3. บอร์ดภาพ Infographic ที่เกี่ยวกับ “ผลกระทบจากการดื่มสุรา” 4. บัตรจดจำโฆษณา, บัตรจดจำ สสส., 5. ปากกาเคมี, กระดาษฟลิปชาร์ท และโพสต์-อิท ระยะเวลา 30 นาที- 1 ชั่วโมง


ห น้ า | 27 คู่มือ Health Literacy การเสริมสร้างความรอบรู้สุขภาพ ด้านยาและสารเสพติด ขั้นตอนการทำกิจกรรม 1. ขั้นเกริ่นนำ (ใช้เวลาประมาณ 5 - 10 นาที) 1.1 ผู้นำกิจกรรมกล่าวต้อนรับ แนะนำตัว แจ้งวัตถุประสงค์ และชี้แจงเนื้อหาที่สอน ขอบเขตและ ความหมาย : เข้าใจ (Understand) หมายถึง ความสามารถและทักษะการเรียนรู้ของบุคคล การหาวิธีจดจำ และ สร้างความเข้าใจข้อมูลหรือเนื้อหาความรู้เกี่ยวกับสุขภาพ ซึ่งรวมทั้งสัญลักษณ์ต่าง ๆ ที่ถูกกำหนดขึ้น เพื่อทำให้ ตนเองเกิดการเรียนรู้จนมีความเข้าใจสำหรับนำไปปฏิบัติตัว 1.2 ให้ผู้ร่วมกิจกรรมทบทวนการเรียนรู้ตามฐานกิจกรรมที่ผ่านมา ได้แก่ ฐานเข้าถึง 2. ขั้นดำเนินกิจกรรม (ใช้เวลาประมาณ 20 - 40 นาที) 2.1 ผู้นำกิจกรรมกระตุ้นให้ยกตัวอย่าง “ผลกระทบจากการดื่มสุรา” โดยให้เขียนผลกระทบใส่โพสต์ - อิท หลังจากนั้นนำไปแปะที่ผังร่างกายของเรา 2.2 ผู้นำกิจกรรมบรรยาย วิธีการสร้างการจดจำให้ได้และคงอยู่นาน ๆ โดยยกตัวอย่าง คลิป “จน เครียด กินเหล้า” ให้ผู้เข้าร่วมกิจกรรมรับชม 2.3 ผู้นำกิจกรรมบรรยาย วิธีการสร้างการจดจำให้ได้และคงอยู่นาน ๆ และสร้างความเข้าใจให้ตรงกันใน ประเด็นสื่อสารหลัก (Key message) โดยใช้เทคนิคการใช้ภาพ (Fotonovela technique) นำเสนอตัวอย่างภาพ Infographic ที่เกี่ยวกับ “ผลกระทบจากการดื่มสุรา” พร้อมทั้งเปรียบเทียบถึงความเหมาะสมของภาพ infographic 2.4 กิจกรรมฝึกปฏิบัติการ * กิจกรรมฝึกปฏิบัตินี้ หากมีสถานที่ในการจัดกิจกรรม ควรแบ่งเป็นกลุ่ม 3 - 4 กลุ่มตามความเหมาะสม 2.4.1 ผู้นำกิจกรรมแจกบัตรจดจำโฆษณา ให้ผู้แทนกลุ่มอ่านบัตรจดจำ โดยใช้เทคนิคการใช้ภาพ (Fotonovela technique) มีประโยค ดังนี้ - ผู้แทนกลุ่มอ่าน “ใช้ดม ใช้ทา ในหลอดเดียวกัน” ผู้นำกิจกรรมสอบถามผู้ร่วมกิจกรรมว่าเป็น สโลแกนของผลิตภัณฑ์อะไร ตอบ : ยาดมตราโป๊ยเซียน ใช้ดม ใช้ทา ในหลอดเดียวกัน พร้อมทั้งอธิบายเพิ่ม คือ ตัวอย่างคำคมโฆษณาของยาดมโป๊ยเซียน เสนอถึงคุณประโยชน์ของผลิตภัณฑ์ ถือว่าเป็นอีกข้อความหนึ่งที่มีเนื้อหา ครอบคลุมและสื่อถึงตัวผลิตภัณฑ์อย่างชัดเจนว่า เรากำลังเสนอขายสิ่งใด มันมีวิธีใช้อย่างไร และอีกอย่างเมื่อผู้ฟัง ได้ยินแล้ว ยังจำสโลแกนนี้ได้ง่ายอีกด้วย - ผู้แทนกลุ่มอ่าน “รักน้ำ รักปลา” ผู้นำกิจกรรมสอบถามผู้ร่วมกิจกรรมว่าเป็นสโลแกนของ ผลิตภัณฑ์อะไร ตอบ : รักน้ำ รักปลา รักซากุระ พร้อมทั้งอธิบายเพิ่ม คือ ตัวอย่างสโลแกนอาหารปลาซากุระ ถือ เป็นสุดยอดสโลแกนที่มาอายุมานานกว่า 3 ทศวรรษ ที่ใคร ๆ ก็คงได้ยินและรู้จัก เป็นข้อความที่มีการนำเสนอ ผลิตภัณฑ์ที่ครอบคลุม ทำให้ผู้ซื้อเข้าใจถึงสิ่งที่ผู้ขายต้องการนำเสนอ อีกทั้งยังสามารถจดจำได้ง่าย และยังชวนให้ รู้สึกรักษ์โลกอีกด้วย


ห น้ า | 28 คู่มือ Health Literacy การเสริมสร้างความรอบรู้สุขภาพ ด้านยาและสารเสพติด - ผู้แทนกลุ่มอ่าน “ปวดหัว เป็นไข้” ผู้นำกิจกรรมสอบถามผู้ร่วมกิจกรรมว่าเป็นสโลแกนของ ผลิตภัณฑ์อะไร ตอบ : ปวดหัว เป็นไข้ ใช้ซาร่า พร้อมทั้งอธิบายเพิ่ม คือ ตัวอย่างสโลแกนยาแก้ปวดลดไข้ซา ร่า นำเสนอข้อความที่บอกถึงประโยชน์ในการใช้ผลิตภัณฑ์ สื่อความหมายแบบเฉพาะเจาะจงต่อกลุ่มลูกค้า ช่วยให้ ผู้ขายประหยัดเวลาในการสื่อสารกับผู้ซื้อด้วยข้อความที่มีความครอบคลุมถึงสิ่งที่ลูกค้าจะได้จากผลิตภัณฑ์ - ผู้แทนกลุ่มอ่าน “รักคุณเท่าฟ้า” ผู้นำกิจกรรมสอบถามผู้ร่วมกิจกรรมว่าเป็นสโลแกนของ ผลิตภัณฑ์อะไร ตอบ : การบินไทย รักคุณเท่าฟ้า พร้อมทั้งอธิบายเพิ่ม คือ ตัวอย่างสโลแกนของการบิน ไทย นำเสนอถึงความเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว เมื่อผู้ฟังได้ยินแล้วรู้สึกอบอุ่นหัวใจ และไว้วางใจในการให้บริการของ แบรนด์ ด้วยการรับประกันการบริการโดยนำเสนอความรักความใส่ใจให้กับการให้บริการที่ไม่มีแบรนด์ไหนสามารถ ลอกเลียนแบบได้ - ผู้แทนกลุ่มอ่าน “หอมกรุ่นจากเตาทุกวัน” ผู้นำกิจกรรมสอบถามผู้ร่วมกิจกรรมว่าเป็นสโลแกน ของผลิตภัณฑ์อะไร ตอบ : ฟาร์มเฮ้าส์ หอมกรุ่นจากเตาทุกวัน พร้อมทั้งอธิบายเพิ่ม คือ ตัวอย่างสโลแกนจาก ฟาร์มเฮ้าส์เน้นไปด้านการโน้มน้าวใจลูกค้า รับประกันความคุ้มค่าหากซื้อผลิตภัณฑ์ของแบรนด์ด้วยการการัน ตีความสดใหม่ เสนอถึงการบริหารที่ไม่มีที่ไหนทำได้เหมือนกับตัวเอง ซึ่งถือเป็นความแตกต่างที่ดี 2.5 ผู้นำกิจกรรมบรรยาย หัวข้อเรื่อง การตั้งคำคมโฆษณาหรือสโลแกน มีข้อดีอย่างไรบ้าง 2.5.1 สามารถเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้ง่าย และชัดเจน 2.5.2 คำคมหรือสโลแกนนั้นก็เปรียบเหมือนการแนะนำตัวเบื้องต้น หรือการแนะนำตัวฉบับย่อ ซึ่งจะช่วยให้ผู้ซื้อสามารถจดจำสินค้าได้ง่ายขึ้น 2.5.3 ช่วยกระตุ้นยอดขายและสนับสนุนการตัดสินใจของผู้ซื้อ 2.5.4 สร้างความแตกต่างและความเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวจากคู่แข่งในตลาดทั้งที่เป็นสินค้าชนิด เดียวกัน 2.5.5 ตอกย้ำจุดขายของตัวผลิตภัณฑ์ ผู้ซื้อสามารถเข้าใจได้ว่าสินค้าตัวนี้มีจุดเด่นอย่างไร 2.6 ผู้นำกิจกรรมบรรยาย หัวข้อเรื่อง เทคนิคในการตั้งคำคมโฆษณาหรือสโลแกนโฆษณา 2.6.1 ข้อความที่ใช้ต้อง สื่อสารออกมาแล้วสามารถเข้าใจได้ง่าย ฟังแล้วรู้ว่าเราต้องการจะขาย อะไร ลักษณะอย่างไร 2.6.2 สามารถจดจำได้ง่ายทั้งการได้เห็น และการได้ยิน 2.6.3 พยายามสร้างความแตกต่างแต่ดูดี เน้นการใช้ภาษาในเชิงบวก เมื่อผู้บริโภคได้ฟังแล้วรู้สึกดี ต่อแบรนด์ของเรา 2.6.4 ข้อความควรสั้น กระชับ ได้ใจความ มีความกะทัดรัด ไม่ยาวจนเกินไป เข้าใจง่าย และ พยายามให้ครอบคลุมเนื้อหาสำคัญที่เราต้องการจะสื่อ


ห น้ า | 29 คู่มือ Health Literacy การเสริมสร้างความรอบรู้สุขภาพ ด้านยาและสารเสพติด 2.6.5 ฟังแล้วสามารถโน้มน้าวหรือดึงดูดใจผู้บริโภคได้ เช่น การเน้นไปที่คุณค่าหรือผลลัพธ์ของ สินค้า หากผู้บริโภคซื้อสินค้าของเราไป หรือเน้นไปที่ความสามารถของแบรนด์ ที่แบรนด์อื่น ๆ ก็ไม่สามารถทำตาม ได้ ไม่มีแบรนด์ไหนที่เหมือนกับเรา 2.6.6 ควรเจาะจงไปที่กลุ่มเป้าหมายของเราโดยตรง เช่น ในเรื่องช่วงอายุ : สินค้าเราเหมาะกับ เด็ก ก็ควรจะนำเสนอสินค้าให้กับผู้ปกครองหรือ เรื่องเพศ : เป็นสินค้าสำหรับผู้ชาย/ผู้หญิง 2.6.7 สร้างความน่าเชื่อถือลงไปในสโลแกนสินค้าของเรา สร้างความเชื่อมั่นหรือความน่าเชื่อใจ ลงไปในสโลแกน เช่น การตอบแทน หรือการให้สัญญาในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ 2.7 ผู้นำกิจกรรมแจกบัตรจดจำ สสส. ให้ผู้แทนกลุ่มอ่านบัตรจดจำ โดยใช้เทคนิคการใช้ภาพ (Fotonovela technique) มีประโยค ดังนี้ 2.7.1 ผู้แทนกลุ่มอ่าน “จน เครียด กินเหล้า” ผู้นำกิจกรรมสอบถามผู้ร่วมกิจกรรมว่าเป็น สโลแกนของ สสส. นี้ จะสื่อถึงเรื่องอะไร พร้อมทั้งอธิบายเพิ่ม คือ พ.ศ.2548 ในยุคนั้น ไม่มีใครไม่รู้จัก สโลแกนนี้ “จน เครียด กินเหล้า” เป็นความสำเร็จที่ค่อนข้างชัดเจนของแคมเปญ งดเหล้าเข้าพรรษา และเป็นจุดที่ทำให้คน ไทยหันมาฉุกคิดถึงวงเวียนที่ว่านี้ 2.7.2 ผู้แทนกลุ่มอ่าน “กินเหล้า = กินแรง” ผู้นำกิจกรรมสอบถามผู้ร่วมกิจกรรมว่าเป็นสโลแกน ของ สสส. นี้ จะสื่อถึงเรื่องอะไร พร้อมทั้งอธิบายเพิ่ม คือ พ.ศ.2553 ปีนี้ สสส.ได้วิเคราะห์สถานการณ์และเล็งเห็น ว่า กลุ่มนักดื่มที่มีความตั้งใจงดเหล้าเข้าพรรษาจะเอาชนะตนเองและสามารถงดเหล้าเข้าพรรษาได้ตลอดระยะเวลา 3 เดือน ซึ่งในการงดหรือลดการดื่มนั้นสามารถทำให้ชีวิตและครอบครัวของผู้ดื่มดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ เช่น การมี เงินเก็บออม ความรุนแรงในครอบครัวลดลง สุขภาพที่ดี จึงใช้ผลของการดื่มเหล้าที่ว่า “ยิ่งดื่มยิ่งแย่..!” สื่อสาร ผ่านสปอตโฆษณาชุด “กินเหล้า = กินแรง” 2.7.3 ผู้แทนกลุ่มอ่าน “บาป” ผู้นำกิจกรรมสอบถามผู้ร่วมกิจกรรมว่าเป็นสโลแกนของ สสส. นี้ จะสื่อถึงเรื่องอะไร พร้อมทั้งอธิบายเพิ่ม คือ พ.ศ.2555 ปีนี้ เป็นปีพุทธชยันตี ที่ชาวพุทธหันมาถือศีล 5 มากขึ้น สสส. เลือกใช้เมสเสจตรงไปตรงมาอย่าง สปอตโฆษณาชุด “บาป” เพื่อสื่อสารว่า การดื่มเหล้าคือการผิดศีลข้อ 5 นั่นเอง 2.7.4 ผู้แทนกลุ่มอ่าน “ครอบครัวช่วยงดเหล้า” ผู้นำกิจกรรมสอบถามผู้ร่วมกิจกรรมว่าเป็น สโลแกนของ สสส. นี้ จะสื่อถึงเรื่องอะไร พร้อมทั้งอธิบายเพิ่ม คือ พ.ศ.2557 ปีนี้ สสส. หันมาให้ความสำคัญกับการ งดเหล้าได้ครบพรรษา และมองเห็นว่าสิ่งสำคัญที่เป็นแรงผลักดันให้กลุ่มคนที่ตั้งใจจะงดเหล้าคือคนรอบข้าง จึงเป็น การนำเสนอไอเดียที่ว่า กำลังใจจากคนรอบข้างช่วยให้งดเหล้าได้ครบพรรษา สปอตโฆษณาชุด “ครอบครัวช่วยงด เหล้า” 2.7.5 ผู้แทนกลุ่มอ่าน “พักตับ รับอรุณ” ผู้นำกิจกรรมสอบถามผู้ร่วมกิจกรรมว่าเป็นสโลแกนของ สสส. นี้ จะสื่อถึงเรื่องอะไร พร้อมทั้งอธิบายเพิ่ม คือ พ.ศ.2559 ปีแรกของการใช้ข้อความสื่อสาร “พักตับ” โดยชี้ ให้ตระหนักถึงสุขภาพของผู้ดื่ม และอวัยวะ “ตับ” ที่รับภาระหนักในการกำจัดของเสียที่เข้าสู่ร่างกาย โดยเฉพาะ


ห น้ า | 30 คู่มือ Health Literacy การเสริมสร้างความรอบรู้สุขภาพ ด้านยาและสารเสพติด แอลกอฮอล์ พร้อมชี้ให้เห็นข้อเท็จจริงที่ว่า ตับเป็นอวัยวะพิเศษที่สามารถฟื้นฟูตัวเองได้ หากงดการดื่มแอลกอฮอล์ ทุกชนิดอย่างต่อเนื่องเป็นเวลา 3 เดือน สปอตโฆษณาชุด “พักตับ รับอรุณ” 2.8 กิจกรรมฝึกปฏิบัติกลุ่มย่อย กำหนดหัวข้อ “พักดื่ม พักตับ ตับดีขึ้น” จากนั้นให้คิดสัญลักษณ์หรือภาพหรือวิธีการทำให้จดจำง่ายขึ้น ให้ ครอบคลุมหัวข้อที่กำหนดให้ พร้อมทั้งส่งตัวแทนนำเสนอผลงาน 3. ขั้นสรุปการเรียนรู้ (ใช้เวลาประมาณ 5 - 10 นาที) ผู้นำกิจกรรม กล่าวสรุปว่า กิจกรรมนี้ เน้นฝึกความสามารถในการจดจำและสร้างความเข้าใจให้ตรงกันใน ประเด็นสื่อสารหลัก หรือข้อมูลข่าวสารความรู้เกี่ยวกับมาตรการ แนวทางและวิธีปฏิบัติตัวด้านสุขภาพ โดยใช้ ประเด็นสื่อสารที่เข้าใจไม่ถูกต้อง เพื่อให้เกิดความชัดเจนคลายความสงสัย วิธีประเมินผล ได้แก่ ใช้เทคนิคการสอนกลับ (teach-back technique), ถาม - ตอบ ทดสอบความเข้าใจเนื้อหา


ห น้ า | 31 คู่มือ Health Literacy การเสริมสร้างความรอบรู้สุขภาพ ด้านยาและสารเสพติด เนื้อหาประกอบการบรรยาย Power point


ห น้ า | 32 คู่มือ Health Literacy การเสริมสร้างความรอบรู้สุขภาพ ด้านยาและสารเสพติด เนื้อหาในบอร์ดภาพ Infographic ที่เกี่ยวกับ “ผลกระทบจากการดื่มสุรา” หมายเหตุ สามารถนำสื่อนี้ไปใช้ได้ในพื้นที่ที่ไม่สามารถใช้สื่อ Power point ได้


ห น้ า | 33 คู่มือ Health Literacy การเสริมสร้างความรอบรู้สุขภาพ ด้านยาและสารเสพติด กิจกรรมที่ 4 ไต่ถาม (questioning) ไต่ถาม (questioning) ได้แก่ ความสามารถและทักษะการใช้คำถาม ประกอบด้วย การวางแผนการใช้ คำถาม การจัดเตรียมคำถาม หาวิธีการใช้คำถาม และการประเมินการใช้คำถาม วัตถุประสงค์ทั่วไป เพื่อพัฒนาความสามารถและทักษะในการวางแผนการใช้คำถาม การตั้งคำถาม การใช้คำถาม และการประเมินคำถาม วัตถุประสงค์เฉพาะ 1. เพื่อให้ผู้ร่วมกิจกรรมมีความสามารถและทักษะในการตั้งคำถามเกี่ยวกับเรื่องสุราได้ 2. เพื่อฝึกให้ผู้ร่วมกิจกรรมมีทักษะและความกล้าที่จะถามคำถาม เนื้อหาที่สอน 1. ปัญหาของการไม่กล้าถามหรือไม่ถามของผู้ใช้บริการสุขภาพ 2. ความสำคัญของไต่ถาม 3. แนวทางในการตั้งคำถามที่ดี 6 ข้อ 3.1 สงสัยใคร่รู้ 3.2 หาข้อมูลเรื่องที่ถาม 3.3 ถามให้ตรงประเด็น สั้น กระชับ 3.4 ถามทีละคำถาม 3.5 ตั้งคำถามจากคำตอบ 3.6 ไม่ใช้อารมณ์ 4. เหตุผลของคนที่ถามเป็น/ถามเก่ง และถามไม่เป็น/ไม่เคยถาม 5. แบ่งกลุ่มฝึกปฏิบัติ กิจกรรมมาลองถามกันเถอะ (ลักษณะของคำถามที่ดี 3 ข้อ) รูปแบบกิจกรรม 1. การบรรยาย 2. การฝึกปฏิบัติ 3. อภิปรายแลกเปลี่ยน 4. ทบทวนและสรุปการเรียนรู้


ห น้ า | 34 คู่มือ Health Literacy การเสริมสร้างความรอบรู้สุขภาพ ด้านยาและสารเสพติด สื่อและอุปกรณ์ได้แก่ 1. เอกสารประกอบการบรรยาย Power point 2. ตัวอย่างคำถามเกี่ยวกับสุรา จำนวน 6 ข้อ 3. แบบประเมินการใช้คำถาม (3 ข้อ) 4. บอร์ดความรู้เรื่องทักษะการไต่ถาม ระยะเวลา 30 นาที- 1 ชั่วโมง ขั้นตอนการทำกิจกรรม 1. ขั้นเกริ่นนำ (ใช้เวลาประมาณ 5 - 10 นาที) 1.1 ผู้นำกิจกรรมกล่าวต้อนรับ แนะนำตัว แจ้งชื่อฐานไต่ถาม แจ้งวัตถุประสงค์ และอธิบายเนื้อหาที่สอน 1.2 ให้ผู้ร่วมกิจกรรมทบทวนการเรียนรู้ตามฐานกิจกรรมที่ผ่านมา ได้แก่ ฐานเข้าถึงและฐานเข้าใจ 2. ขั้นดำเนินกิจกรรม (ใช้เวลาประมาณ 20 - 40 นาที) 2.1 ผู้นำกิจกรรมบรรยายเนื้อหาตาม Power point โดยกล่าวถึงปัญหาของการไม่กล้าถามหรือไม่ถามของ ผู้ใช้บริการสุขภาพ, ความสำคัญของไต่ถาม ทักษะที่ต้องพัฒนาในการตั้งคำถาม ประกอบด้วย การวางแผนการใช้ คำถาม การจัดเตรียมคำถาม หาวิธีการใช้คำถาม และการประเมินการใช้คำถาม และแนวทางในการตั้งคำถามที่ดี 6 ข้อ ประกอบด้วย 1) สงสัยใคร่รู้ 2) หาข้อมูลเรื่องที่ถาม 3) ถามให้ตรงประเด็น สั้น กระชับ 4) ถามทีละคำถาม 5) ตั้งคำถามจากคำตอบ 6) ไม่ใช้อารมณ์และเหตุผลของคนที่ถามเป็น/ถามเก่ง และถามไม่ เป็น/ไม่เคยถาม (10 นาที - 15 นาที) 2.2 กิจกรรมฝึกปฏิบัติการ แบ่งกลุ่มฝึกปฏิบัติ (ถ้าทำได้) กิจกรรมมาลองถามกันเถอะ (10 - 25 นาที) * กิจกรรมฝึกปฏิบัตินี้ หากมีสถานที่ในการจัดกิจกรรม ควรแบ่งเป็นกลุ่ม 3 - 4 กลุ่มตามความเหมาะสม 2.2.1 ผู้นำกิจกรรมกลุ่ม แนะนำตัวเอง สอบถามความคิดเห็นของผู้ร่วมกิจกรรมเกี่ยวกับการไต่ ถามหลังฟังการบรรยาย หลังจากนั้นกล่าวเชิญชวน/กระตุ้นให้ผู้ร่วมกิจกรรมลองถามคำถามเกี่ยวกับสุรา โดยมี ลักษณะคำถามที่ดี 3 ข้อคือ 1) ใช้ภาษาเข้าใจง่าย 2) สั้น กระชับ ได้ใจความ 3) มีประโยชน์ ได้ความรู้/ความ เข้าใจเพิ่ม โดยใช้เทคนิคการใช้คำถาม (Questioning) และเทคนิคการสร้างบรรยากาศให้เกิดความกล้าที่จะถาม (Shame-free) 2.2.2 หากผู้ร่วมกิจกรรมถามคำถามให้ ผู้นำกิจกรรมกลุ่มชื่นชม และชี้แจงลักษณะของคำถาม ตาม 3 ข้อข้างต้นที่กำหนดไว้ แล้วอธิบาย/ตอบคำถามนั้น สอบถามผู้ร่วมกิจกรรมภายหลังว่าได้ความรู้/ความเข้าใจ เพิ่มเติมหรือไม่ (ให้รางวัลสำหรับคำถาม และกำหนดให้มีคำถามประมาณ 6 ข้อ)


ห น้ า | 35 คู่มือ Health Literacy การเสริมสร้างความรอบรู้สุขภาพ ด้านยาและสารเสพติด 2.2.3 หากผู้ร่วมกิจกรรมไม่กล้าถาม/ไม่ถาม ให้ผู้นำกิจกรรมกลุ่มยกตัวอย่าง ซึ่งมีตัวอย่างคำถาม จำนวน 6 ข้อ ให้ผู้ร่วมกิจกรรมในกลุ่มถามคำถามตามข้อที่ได้รับ ผู้นำกิจกรรมกลุ่มชี้แจงลักษณะของคำถามตาม 3 ข้อข้างต้นที่กำหนดไว้ แล้วอธิบาย/ตอบคำถามนั้น สอบถามผู้ร่วมกิจกรรมภายหลังว่าได้ความรู้/ความเข้าใจ เพิ่มเติมหรือไม่ (ให้รางวัลสำหรับคำถาม และกำหนดให้มีคำถามประมาณ 6 ข้อ) * รูปแบบกิจกรรมนี้ สามารถปรับเปลี่ยนได้ตามความเหมาะสมของกลุ่มเป้าหมายที่เข้าร่วมกิจกรรม 3. ขั้นสรุปการเรียนรู้ (ใช้เวลาประมาณ 5 - 10 นาที) ผู้นำกิจกรรมสรุปกิจกรรมการไต่ถามที่ดี มี 3 ข้อ 1) ใช้ภาษาเข้าใจง่าย 2) สั้น กระชับ ได้ใจความ 3) มีประโยชน์ ได้ความรู้/ความเข้าใจเพิ่ม กล่าวชื่นชมผู้ร่วมกิจกรรมที่กล้าถาม/มีคำถามที่ดี กล่าวขอบคุณที่ร่วม กิจกรรมการไต่ถาม สอบถามความคิดเห็นและความรู้สึกของการร่วมกิจกรรมกลุ่มไต่ถาม วิธีประเมินผล ได้แก่ สังเกตการใช้คำถาม ประเมินการใช้คำถามตามแบบประเมินการใช้คำถาม (3 ข้อ)


ห น้ า | 36 คู่มือ Health Literacy การเสริมสร้างความรอบรู้สุขภาพ ด้านยาและสารเสพติด แบบประเมินการใช้คำถาม (3 ข้อ) คำชี้แจง ประเมินการใช้คำถาม โดยวงกลม O ตัวเลขคะแนนที่เหมาะสม เกณฑ์ประเมิน ระดับคะแนน (น้อย ---> มาก) 1) คำถามใช้ภาษาที่ง่ายต่อความเข้าใจของผู้ฟัง 1 2 3 4 5 2) คำถามมีความยาวเหมาะสม (สั้นเกินไป - ยาวเกินไป) 1 2 3 4 5 3) คำถามมีประโยชน์ เพิ่มพูนความรู้ความเข้าใจ 1 2 3 4 5 รวม 15 คะแนน คะแนนที่ทำได้คือ ....... คะแนน ตัวอย่างคำถาม สุรา 1. ดื่มเหล้าแล้ว ตับแข็งได้ยังไง? 2. รู้ได้อย่างไรว่าคนไหน ติดเหล้า? 3. ดื่มเหล้าคลายหนาวได้จริงไหม? 4. เลิกเหล้าต้องทำอย่างไร? 5. ภัยเหล้ามือ 2 คืออะไร? 6. เด็กดื่มเหล้าอันตรายแค่ไหน? กัญชา 1. กัญชาคืออะไร? 2. รู้ได้อย่างไรว่าเราติดกัญชา? 3. เสพกัญชานิดเดียวเป็นอะไรไหม? 4. เลิกกัญชาต้องทำอย่างไร? 5. อันตรายจากกัญชาคืออะไร? 6. เด็ก/วัยรุ่นเสพกัญชาอันตรายแค่ไหน?


ห น้ า | 37 คู่มือ Health Literacy การเสริมสร้างความรอบรู้สุขภาพ ด้านยาและสารเสพติด เนื้อหาประกอบการบรรยาย Power point


ห น้ า | 38 คู่มือ Health Literacy การเสริมสร้างความรอบรู้สุขภาพ ด้านยาและสารเสพติด เนื้อหาในแผ่นบอร์ดความรู้ สำหรับกิจกรรมเข้าฐาน หมายเหตุ สามารถนำสื่อนี้ไปใช้ได้ในพื้นที่ที่ไม่สามารถใช้สื่อ Power point ได้


ห น้ า | 39 คู่มือ Health Literacy การเสริมสร้างความรอบรู้สุขภาพ ด้านยาและสารเสพติด กิจกรรมที่ 5 ตัดสินใจ (make decision) ตัดสินใจ (make decision) ได้แก่ ความสามารถและทักษะในการระบุปัญหาที่ต้องตัดสินใจ กำหนด ทางเลือก ประเมินทางเลือก และแสดงจุดยืนในการตัดสินใจต่อข้อมูลที่ได้รับหรือประเด็นที่ต้องตัดสินใจ วัตถุประสงค์ทั่วไป เพื่อพัฒนาความสามารถและทักษะในการระบุปัญหา กำหนดทางเลือกและแสดงจุดยืน การ ตัดสินใจในสถานการณ์ต่าง ๆ วัตถุประสงค์เฉพาะ 1. เพื่อให้ผู้ร่วมกิจกรรมมีความสามารถและทักษะในการระบุปัญหาในสถานการณ์ต่างๆ ได้ 2. เพื่อให้ผู้ร่วมกิจกรรมสามารถกำหนดทางเลือก ประเมินทางเลือก และแสดงจุดยืนในการตัดสินใจของ ตนเองได้ เนื้อหาที่สอน 1. ความสำคัญของการตัดสินใจ 2. กระบวนการตัดสินใจ 4 ขั้นตอน 2.1 ระบุปัญหาที่ต้องตัดสินใจ 2.2 กำหนดทางเลือกสำหรับตนเอง 2.3 ประเมินทางเลือกว่ามีข้อดีข้อเสียอย่างไร 2.4 แสดงจุดยืนของการตัดสินใจ รูปแบบกิจกรรม 1. การบรรยาย 2. การฝึกปฏิบัติ 3. อภิปรายแลกเปลี่ยน 4. ทบทวนและสรุปการเรียนรู้


ห น้ า | 40 คู่มือ Health Literacy การเสริมสร้างความรอบรู้สุขภาพ ด้านยาและสารเสพติด สื่อและอุปกรณ์: 1. เอกสารประกอบการบรรยาย Power point 2. ตัวอย่างสถานการณ์ที่ต้องตัดสินใจ 3. ใบงานฝึกทักษะการตัดสินใจ 4. ปากกาเคมี, กระดาษฟลิปชาร์ท และโพสต์– อิท ระยะเวลา 30 นาที- 1 ชั่วโมง ขั้นตอนการทำกิจกรรม 1. ขั้นเกริ่นนำ (ใช้เวลาประมาณ 5 - 10 นาที) 1.1 ผู้นำกิจกรรมกล่าวต้อนรับ แนะนำตัว ชี้แจงวัตถุประสงค์ และชี้แจงเนื้อหาที่สอน 1.2 ให้ผู้ร่วมกิจกรรมทบทวนการเรียนรู้ตามฐานกิจกรรมที่ผ่านมา ได้แก่ ฐานเข้าถึง เข้าใจ และไต่ถาม 2. ขั้นดำเนินกิจกรรม (ใช้เวลาประมาณ 20 - 40 นาที) 2.1 ผู้นำกิจกรรมบรรยายเนื้อหาตาม Power point โดยกล่าวถึงความหมาย/คำนิยามของการตัดสินใจ และวิธีการ/ขั้นตอนการตัดสินใจ ซึ่งประกอบด้วย การระบุปัญหาที่ต้องตัดสินใจ กำหนดทางเลือก ประเมิน ทางเลือก และแสดงจุดยืนในการตัดสินใจ (10 นาที - 15 นาที) 2.2 กิจกรรมฝึกปฏิบัติการ แบ่งกลุ่มฝึกปฏิบัติ (ถ้าทำได้) (10 - 25 นาที) * กิจกรรมฝึกปฏิบัตินี้ หากมีสถานที่ในการจัดกิจกรรม ควรแบ่งเป็นกลุ่ม 3 - 4 กลุ่มตามความเหมาะสม 2.2.1 ผู้นำกิจกรรมอ่านสถานการณ์จำลองที่ต้องตัดสินใจให้ผู้เข้าร่วมกิจกรรมฟัง (เพื่อนของท่าน ไปเจอข้อความที่โพสต์ใน face book ของนักวิชาการท่านหนึ่ง บอกว่า “ดื่มเหล้าแก้หนาวได้ ดื่มมากแค่ไหนก็ ไม่ได้เป็นอันตราย ดื่มทุกวันเป็นยา ทำให้สุขภาพแข็งแรง” เลย มาชวนท่านไปนั่งดื่มด้วยกันที่บ้าน เย็นนี้) 2.2.2 ผู้นำกิจกรรม ชวนผู้เข้าร่วมกิจกรรมฝึกปฏิบัติตามขั้นตอนที่ 1 - 4 โดยใช้กระบวนการตัดสินใจ (decision making) ขั้นที่ 1 ระบุปัญหาที่ต้องตัดสินใจ : ผู้นำกิจกรรมได้ระบุประเด็นปัญหาที่ต้องตัดสินใจมาให้แล้วในเบื้องต้น จากสถานการณ์ที่ยกตัวอย่าง ใบทวนประเด็นปัญหา เพื่อการตัดสินใจให้ผู้เข้าร่วมกิจกรรมได้เข้าใจ ขั้นที่ 2 กำหนดทางเลือกสำหรับตนเอง : ผู้นำกิจกรรมได้ระบุทางเลือกจากประเด็นปัญหามาให้แล้วใน เบื้องต้น ทบทวนทางเลือกให้ผู้เข้าร่วมกิจกรรมได้เข้าใจ ขั้นที่ 3 ประเมินทางเลือกว่ามีข้อดีข้อเสียอย่างไร : ให้ผู้เข้าร่วมกิจกรรมได้วิเคราะห์ร่วมกัน ว่าแต่ละ ทางเลือกมีข้อดี ข้อเสียอะไรบ้าง โดย 1) แจกปากกาเคมี และกระดาษโพสต์- อิทให้ผู้ร่วมกิจกรรมทุกคน


ห น้ า | 41 คู่มือ Health Literacy การเสริมสร้างความรอบรู้สุขภาพ ด้านยาและสารเสพติด 2) ให้ผู้ร่วมกิจกรรมเขียน ข้อดี ข้อเสียของแต่ละทางเลือกลงในกระดาษโพสต์- อิท (1 ข้อ ต่อ 1 ใบ) หาก เขียนไม่ได้ขอทีมผู้จัดกิจกรรมช่วย หรืออื่นๆ ตามความเหมาะสม 3) ให้ผู้เข้าร่วมกิจกรรมนำกระดาษโพสต์- อิทที่เขียนมาติดลงในตารางข้อดีข้อเสียของแต่ละทางเลือก) 4) ผู้นำกิจกรรม สรุปจำนวนข้อของแต่ละทางเลือก ให้ผู้เข้าร่วมกิจกรรมรับทราบพร้อมกัน ** รูปแบบกิจกรรมนี้ สามารถปรับเปลี่ยนได้ตามความเหมาะสมของกลุ่มเป้าหมายที่เข้าร่วมกิจกรรม ขั้นที่ 4 แสดงจุดยืนของการตัดสินใจ : ขอผู้แทน เพื่อนำเสนอทางเลือกที่ได้ตัดสินใจเลือกร่วมกัน พร้อมให้ เหตุผลการตัดสินใจ เป็นการแสดงเพื่อให้ตรวจสอบ (show - me) 3. ขั้นสรุปการเรียนรู้ (ใช้เวลาประมาณ 5 - 10 นาที) 3.1 ผู้นำกิจกรรมสรุปกิจกรรม กิจกรรมนี้เน้นฝึกความสามารถในการตัดสินใจปัญหาต่างๆ ด้วยความ รอบคอบ ทั้งการตัดสินใจด้วยตนเองและการตัดสินใจร่วมกันเป็นกลุ่ม ซึ่งหากได้มีการฝึกบ่อยครั้ง ก็จะช่วยให้มี ความชำนาญ ตัดสินใจได้คล่องแคล่ว เฉียบคม ทันกาล โดยการฝึกให้ครบถ้วนอย่างน้อย 4 ขั้นตอน จะช่วยให้เกิด ความมั่นใจต่อการปฏิบัติตัว และสามารถตัดสินใจได้อย่างถูกต้องเหมาะสม วิธีประเมินผล ได้แก่ สังเกต และการแสดงเหตุผลประกอบการตัดสินใจ


ห น้ า | 42 คู่มือ Health Literacy การเสริมสร้างความรอบรู้สุขภาพ ด้านยาและสารเสพติด ใบงานฝึกทักษะการตัดสินใจ คำชี้แจง สมาชิกกลุ่มร่วมกันคิดและเขียนสถานการณ์ที่ต้องตัดสินใจ และบันทึกผลการฝึกตามขั้นตอนที่ 1 - 4 สถานการณ์ที่ต้องตัดสินใจ เพื่อนของท่าน ไปเจอข้อความที่โพสต์ใน face book ของนักวิชาการท่านหนึ่ง บอกว่า “ดื่มเหล้าแก้หนาว ได้ ดื่มมากแค่ไหนก็ไม่ได้เป็นอันตราย ดื่มทุกวันเป็นยา ทำให้สุขภาพแข็งแรง” เลย มาชวนท่านไปนั่งดื่มด้วยกัน ที่บ้านเย็นนี้ ขั้นที่ 1 ระบุประเด็น/ปัญหาที่ต้องตัดสินใจ : เชื่อเพื่อน หรือไม่เชื่อเพื่อนดี ขั้นที่ 2 กำหนดทางเลือก ทางเลือกที่ 1 เชื่อเพื่อน ไปเย็นนี้เจอกัน ทางเลือกที่ 2 ไม่เชื่อเพื่อ (ปฏิเสธ) ไม่ไป ทางเลือกทื่ 3 ไม่แน่ใจ ขอไปสอบถามความจริงจาก เจ้าหน้าที่รพ.สต.ก่อน ขั้นที่ 3 ประเมินทางเลือก ทางเลือกที่ 1 เชื่อเพื่อน ไปเย็นนี้เจอกัน ทางเลือกที่ 2 ไม่เชื่อเพื่อ (ปฏิเสธ) ไม่ไป ทางเลือกทื่ 3 ไม่แน่ใจ ขอไปสอบถามความจริงจาก เจ้าหน้าที่รพ.สต.ก่อน ข้อดี ข้อเสีย ข้อดี ข้อเสีย ข้อดี ข้อเสีย จำนวน ..... ข้อ จำนวน ..... ข้อ จำนวน ..... ข้อ จำนวน ..... ข้อ จำนวน ..... ข้อ จำนวน ..... ข้อ ขั้นที่ 4 แสดงจุดยืน (ประกาศทางเลือก) เลือกทางเลือกที่ ……ได้แก่.......................................................................... เหตุผล................................................................................................................................. .........................................


Click to View FlipBook Version