- 33 -
สลับกันคอนขางหนา บางแหงพบหินเชิรตชั้นบางแทรก โดยเฉพาะชวงลางใกลกับหินปูนยุคออรโดวิเชียน
ตะกอนมีการสะสมตัวอยางตอเนื่องไปทางทิศตะวันออกจนถึงยุคเพอรเมียน แตไมพบหลักฐานยืนยัน
จึงอนมุ านวา นาจะถูกดงึ ใหเ ลื่อนตำ่ ลงไป และถูกตะกอนปดทบั เปน ชั้นหนา
ยุคเพอรเ มียนตอนตน ถึงยุคเพอรเมียนตอนกลาง (245-286 ลานป) เกิดการสะสมตัวของ
หินตะกอนในสภาพแวดลอ มทะเลตื้นบนแผนอนุทวีปทั้งสอง มีการสะสมตัวตะกอนในสภาพแวดลอม
แบบภาคพื้นสมุทรและภาคพ้ืนทวีป ทำใหไดช้ันหินปูน หินปูนโดโลไมต หินเชิรตโนดูลส แทรกสลับกับ
หินดินดานยคุ เพอรเ มยี น
ยุคเพอรเ มียนตอนปลายถึงไทรแอสซิก (ประมาณ 260-210 ลานป) แผนอนุทวีปอินโดจีน
และแผนอนุทวีปฉานไทยเคลื่อนที่เขา หากัน เกิดการปะทุของภูเขาไฟ และการแทรกดันตัวของมวล
หินอัคนีแทรกซอนขึ้นมาบริเวณขอบทวีป และเกิดกระบวนการกอเทือกเขาบนแผนอนุทวีป ทำให
หินตะกอนท่ีมีอายุมากกวาถูกบีบอัดจนเกิดรอยชน้ั คดโคง รอยแยก และรอยเล่ือน และถูกแปรสภาพไป
เปนหินควอรตไซต หินฟลไลต หินชนวน และหินออน มีสายแรค วอตซท ั้งขนาดใหญและเล็กแทรกขึ้นมา
ตามรอยเลอื่ นและรอยแตก
ยคุ ไทรแอสซิกตอนปลาย (ประมาณ 210 ป) แผนอนุทวีปอินโดจีน และแผนอนุทวีปฉานไทย
เคล่ือนที่มาอยูในตําแหนง เสน ละติจูดใกลเ คียงกับปจ จุบัน มีการชนและเชื่อมตอกัน จากการชนกันของ
แผน อนุทวปี ท้ังสอง ทำใหพ้ืนท่ีสวนใหญของประเทศไทยยกตวั อยเู หนอื ระดับนำ้ ทะเล ยกเวนดานตะวนั ตก
ของประเทศท่ีมีการสะสมตัวของตะกอนทะเลเปนแนวแคบ ๆ จากนั้นจึงเริ่มมีการสะสมตัวของตะกอน
แผนดินเกิดการทบั ถมของตะกอนจาํ พวกหินทราย และหนิ โคลนในท่ีราบน้ำทว มถงึ
ยคุ ครีเทเชียสตอนปลายถึงยุคเทอรเชียรี (65 – 1.6 ลานป) เกิดที่ราบลุมภาคกลางจากการ
เคล่ือนไหวของรอยเล่ือนใหญ ซ่ึงตอเนื่องจากการเปดตัวของอาวไทยทางใต และการเกิดแองเทอรเชียรี
ในบริเวณภาคเหนือและภาคตะวันตกตอนบน และตามดว ยการเกิดรอยเลื่อนในแนวเหนือ-ใต ทำใหเกิด
การทรุดตัวเปนแองกราเบน (graben) ขนาดใหญ โดยทางดานตะวันออกจะทรุดตัวเร็วกวาทาง
ดานตะวันตก ตะกอนที่สะสมตัวในชวงเวลาน้ีสวนใหญจะเปนตะกอนท่ีสะสมตัวโดยทางนำ้ บนบก ตอมา
เกิดรอยเล่ือนแบบบล็อก ทำใหหินฐานรากมีการเคล่ือนท่ีข้นึ และลง บริเวณขอบแองมีการยกตัวเปนภเู ขา
เกิดการผุพงั ทำลายของหินฐาน และสะสมตวั ของช้นั ตะกอน
ยคุ ควอเทอรน ารี (0.01-1.6 ลานป) มีการสะสมตัวของตะกอนท่ีเกิดจากการผุพังของภูเขา
จำพวกตะกอนเศษหินเชิงเขาและตะกอนผุพังอยูกับที่ และชั้นตะกอนรวนทางน้ำจำพวกตะกอนน้ำพา
ตะกอนรอ งนำ้ และตะกอนทรี่ าบลุมแมน้ำ
- 34 -
3.7 กลมุ วิทยาหิน
จากการจำแนกลักษณะเดนของแตละวิทยาหินท่ีพบในพื้นที่จังหวัดอุทัยธานี โดยอาศัย
เกณฑ 4 ประการของ Dearman (1991) คือ ชนิดของหิน ลักษณะโครงสรางทางกายภาพของมวลหิน
เนื้อหิน และแรองคประกอบ นำไปสูการจำแนกลักษณะวิทยาหินเปนกลุม ๆ โดยสามารถจำแนก
กลุมวิทยาหินในพื้นท่ีไดเปน 17 กลมุ (รูปท่ี 3.5 และตารางท่ี 3.2) มลี กั ษณะเดนและการกระจายตัวของ
แตล ะกลุมวิทยาหินดังนี้
3.7.1 กลมุ วทิ ยาหิน CG1
กลุมวิทยาหินน้ีมีลักษณะเปนหินตะกอนที่มากดวยหินกรวดมนเปนสวนใหญ มีตัวเช่ือม
ประสานเปนเศษหินขนาดทรายละเอียดถึงทรายปานกลาง มักแทรกสลับดวยหินทรายขนาดปานกลาง
ถึงหยาบ (Conglomerate and medium - coarse grained sandstone) ประกอบดวย หินกรวดมน
มีเม็ดกรวดเปนแรควอตซ หินทราย หินเชิรต และเศษหิน การคัดขนาดไมดี มีตัวเช่ือมประสานเปน
แรควอตซ แรเฟลดสปาร และเศษหิน ขนาดทรายละเอียดถึงทรายปานกลาง บางบริเวณพบหินทราย
เน้อื ปนกรวด และหินทราย เม็ดตะกอนขนาดปานกลางถึงหยาบ การคดั ขนาดดี (รปู ที่ 3.6) กระจายตวั อยู
ในอำเภอบานไร จังหวัดอุทัยธานี แสดงลักษณะภูมิประเทศเปนที่ราบเชิงเขา กลุมวิทยาหินน้ีสามารถ
เช่อื มโยงไดกับหนิ ยคุ ไซลูเรยี นถึงดีโวเนยี น (SD)
3.7.2 กลมุ วทิ ยาหิน SS1
กลุมวิทยาหินนี้มีลักษณะเปนหินตะกอนจำพวกหินทรายเนื้อเกรยแวกเปนสวนใหญ
มักแทรกสลับดวยหินตะกอนเนื้อละเอียด (Greywacke sandstone interbedded with fine-grained
sedimentary rocks) ประกอบดวย หินทรายเกรยแวก หินทรายลิทิกแวก หินทรายเน้ือทัฟฟ หินทราย
ปนเถาภูเขาไฟและเฟลดสปาร สีเทาแกมเขียว และสีเทาดำ เม็ดตะกอนขนาดละเอียดถึงปานกลาง
การคัดขนาดไมดี เม็ดแรเหล่ียมถึงกลม มีเศษดินโคลนและเศษหินภูเขาไฟปนในเน้ือหินทราย แทรกสลับ
ดวยหินดินดาน และหินทรายแปง สีเทาแกมเขียวและสีเทาดำ ชั้นหินหนาปานกลางถึงช้ันบาง
แสดงช้ันหินชัดเจน บางบริเวณพบหินกรวดมน หินปูนเลนส และหินปูนกรวดมนรวมดวย (รูปท่ี 3.7)
กระจายตัวเปนบริเวณแคบอยูในอำเภอบานไร จังหวัดอุทัยธานี แสดงลักษณะภูมิประเทศเปนเนินเขา
กลุมวิทยาหินน้ีสามารถเช่ือมโยงไดกับหมวดหินฮองหอย (Trhh) กลุมหินลำปาง และหินทรายสลับ
หนิ ดินดานยุคไทรแอสซกิ (Trss)
- 35 -
รปู ที่ 3.5 แผนทกี่ ลุมวทิ ยาหินพน้ื ท่ีจังหวัดอทุ ยั ธานี
- 36 -
ตารางที่ 3.2 คำอธบิ ายกลมุ วทิ ยาหินพ้ืนทจ่ี งั หวัดอุทัยธานี
กลมุ วิทยาหิน คำอธิบาย
กลุมวิทยาหิน CG1 มีลักษณะเปนหินตะกอนที่มากดวยหินกรวดมนเปนสวนใหญ มีตัวเช่ือม
ประสานเปนเศษหินขนาดทรายละเอียดถึงทรายปานกลาง มักแทรกสลับดวยหินทรายขนาด
ปานกลางถึงหยาบ ประกอบดวย หินกรวดมน มีเม็ดกรวดเปนแรควอตซ หินทราย หินเชิรต และ
CG1 เศษหิน การคัดขนาดไมดี มีตัวเชื่อมประสานเปนแรควอตซ แรเฟลดสปาร และเศษหิน ขนาดทราย
ละเอียดถึงทรายปานกลาง บางบริเวณพบหินทรายเน้ือปนกรวด และหินทราย เม็ดตะกอนขนาด
ปานกลางถงึ หยาบ การคดั ขนาดดี
กลุมวิทยาหิน SS1 มีลักษณะเปนหินตะกอนจำพวกหินทรายเนื้อเกรยแวกเปนสวนใหญ มักแทรก
สลับดวยหนิ ตะกอนเน้ือละเอียด ประกอบดวย หินทรายเกรยแ วก หนิ ทรายลิทิกแวก หนิ ทรายเนื้อทัฟฟ
หินทรายปนเถาภูเขาไฟและเฟลดสปาร สีเทาแกมเขียว และสีเทาดำ เม็ดตะกอนขนาดละเอียดถึง
SS1 ปานกลาง การคัดขนาดไมดี เม็ดแรเหล่ียมถึงกลม มีเศษดินโคลนและเศษหินภูเขาไฟปนในเนื้อหินทราย
แทรกสลับดวยหินดินดาน และหินทรายแปง สีเทาแกมเขียว และสีเทาดำ ช้นั หินหนาปานกลางถึงชัน้ บาง
แสดงชนั้ หนิ ชัดเจน บางบริเวณพบหนิ กรวดมน หินปนู เลนส และหินปนู กรวดมนรวมดวย
กลุมวิทยาหิน SS2 มีลักษณะเปนหินตะกอนจำพวกหินทรายเน้ืออารโคสเปนสวนใหญ มักแทรก
สลับดวยหินตะกอนเน้ือละเอียด ประกอบดวย หินทรายเนื้ออารโคส หินทรายเนื้อควอตซ สีเทาขาว
สขี าวเหลอื ง สีนำ้ ตาลแกมเหลอื ง เม็ดตะกอนขนาดละเอยี ดถงึ หยาบ เมด็ คอ นขา งมนสูง เนอื้ หินคอ นขาง
SS2 แข็ง มีช้ันหนาถึงหนามาก แสดงช้ันหินชัดเจน แทรกสลบั ดวยหินโคลน และหินดนิ ดาน สีเทาดำ ชั้นหิน
บางถึงช้นั หนา บางบริเวณพบเปนหินทรายเน้ือปนปูน หินเชิรตสีเทาถึงเทาดำ ชั้นบาง และหินปูนสีเทา
แทรกเปนเลนส
กลุมวิทยาหิน SS3 มีลักษณะเปนหินตะกอนจำพวกหินทรายแทรกสลับดวยหินตะกอนเน้ือละเอียด
และหินตะกอนที่ถูกแปรสภาพ ประกอบดวย หินทรายเนื้อควอตซ หินทรายเน้ือดิน หินทรายเน้ือ
SS3 เถาภูเขาไฟ และหินทรายเน้ือแข็ง สีน้ำตาล เทา น้ำตาลแกมแดง และสีเขียวแกมเทา เม็ดตะกอนขนาด
ละเอียดถึงหยาบ เมด็ คอ นขางมน การคัดขนาดดี แทรกสลับดวยหินดินดานและหินทรายแปง บางแหง
ถกู แปรสภาพเปนหนิ ควอรต ไซต หนิ ฟล ไลต หินฟล ไลตเนือ้ ทัฟฟ หินชีสต และหินชนวน
กลุมวิทยาหิน FS1 มีลักษณะเปนหินตะกอนเนื้อละเอียด เม็ดตะกอนขนาดดินเหนียวถึงทรายแปง
เปนสวนใหญ มักแทรกสลับดวยหินทรายเนื้อเกรยแวก ประกอบดวย หินดินดาน สีเทาแกมเขียว
FS1 สนี ้ำตาลแกมเหลอื ง พบแทรกสลับหรอื แทรกช้ันกับหินทรายเกรยแ วก หินทรายเนอื้ ไมกา และหนิ ทรายแปง
บางบริเวณหินดนิ ดานมกี ารแปรสภาพเปนหนิ ชนวน หินดินดานเน้ือฟลไลต และหินดินดานเนอ้ื ไมกา
กลุมวิทยาหิน FS3 มีลักษณะเปน หินตะกอนเนื้อละเอียด เม็ดตะกอนขนาดดินเหนียวถึงทรายแปง
เนื้อปนปูนเปนสวนใหญ ประกอบดวย หินดินดานเนื้อปนปูน หินโคลนเน้ือปนปูน และหินทรายแปง
FS3 เน้ือปนปูน สีเทา สีเทาดำ และสีเทาจาง แทรกสลับกับหินทรายเนื้อปนปนู สีเทาปานกลางถึงสีเทาแกม
น้ำตาล หินปูนสีเทา และหินปนู กรวดมน
กลุมวิทยาหิน FS4 มีลักษณะเปนหินตะกอนเน้ือละเอยี ด เม็ดตะกอนขนาดดินเหนียวถึงทรายแปง
แทรกสลับกับหินมารล หนิ น้ำมัน และถานหิน เปนสวนใหญ ประกอบดวย หินดินดานสเี ทา แสดงชั้น
FS4 หินชัดเจน หินทรายแปงสีเทาออน เนื้อละเอียดถึงปานกลาง ชั้นหนา และหินทราย สีเทาออนถึงสีเทา
แกมเขยี ว แทรกสลบั ดว ยหินมารล สเี ทาเขียว หนิ นำ้ มนั สีเทาดำ และถา นหินชนั้ บาง ๆ
- 37 -
ตารางที่ 3.2 คำอธิบายกลุมวทิ ยาหนิ พ้ืนที่จงั หวดั อุทยั ธานี (ตอ )
กลุม วทิ ยาหนิ คำอธิบาย
กลุมวิทยาหิน CB1 มีลักษณะเปนหนิ ปนู เนอ้ื โดโลไมตเ ปนสวนใหญ มักแทรกสลับกับหนิ ตะกอนและ
หนิ เชริ ตเปน กระเปาะ ประกอบดว ย หินปนู เน้ือโดโลไมต และหินโดโลไมต สีเทาถึงเทาเขม ช้ันหนามาก
CB1 ถึงไมแสดงชั้น บริเวณที่เปนช้ันหนาถึงมวลหนาไมแสดงชั้น แสดงลักษณะธรณีสัณฐานแบบคาสต และ
มักพบมกี ารแทรกสลบั กบั หินทราย หนิ ดินดาน และหินโคลน มีหินเชริ ต แทรกเปนกระเปราะในชัน้ หนิ
กลุมวิทยาหิน CB2 มีลักษณะเปนหินปูนเนื้อดินเปนสว นใหญ แทรกสลับดวยช้นั ดินบาง ๆ ประกอบดวย
หินปูนเนื้อดิน หินปูนเนื้อทราย และเนื้อทรายแปง สีเทาถึงเทาเขม ช้ันหินหนาถึงไมแสดงชั้น แทรกสลับ
CB2 ดวยชั้นดินบาง ๆ และหินดินดานสีเทา และหินตะกอนแปร ไดแก หินดินดานก่ึงชนวน หินชนวน และ
หินฟลไลต บางสวนหินปูนเนื้อดินถูกแปรสภาพกลายเปนหินออน และหินแคลกซิลิเกตสีขาวอมน้ำตาล
และสเี ทาอมเขยี ว บางบรเิ วณพบหนิ ปนู เนอ้ื ดินกรวดเหลีย่ มท่มี ีสารเชื่อมประสานเปนแรแ คลไซต
CH กลุมวิทยาหิน CH มีลกั ษณะเปนหินตะกอนเน้ือผลึกซิลิกาเปน สวนใหญ ประกอบดวย หินเชิรต และ
หนิ ดนิ ดานแทรกสลับดวยหินปูนเลนส หินทรายเกรยแวก หนิ ทฟั ฟ และหินกรวดเหล่ียมภูเขาไฟ
CT กลุมวิทยาหิน CT มีลักษณะเปนหินแปรท่ีมากดวยแรควอตซ ประกอบดวย หินควอรตไซต สเี ทาอม
เขียว เนื้อหินคอนขางละเอียด มักพบแทรกสลับอยูกับหินทราย หินดินดาน หินดินดานก่ึงชนวน
หนิ ชนวน และหินตะกอนเนอ้ื แข็ง บางแหงพบเปน หินควอตซไ มกาชสี ต หินชสี ต และหนิ ฟล ไลต
F-MET1 กลุมวิทยาหิน F-MET1 มีลักษณะเปนหินแปรท่ีมีริ้วขนาน ประกอบดวย หินชนวน หินฟลไลต
หินควอตซช ีสต หนิ ควอตซ- ไมกาชสี ต หนิ ไมกาชสี ต หนิ ควอตซโ ซเฟลดสปาติกไนส หินออรโทไนส และ
หินพาราไนส โดยในหินไนสมีการเรียงตัวและแยกช้ันของแรสีเขมกับสีออนชัดเจน บางบริเวณพบหิน
ไนสท ีแ่ ปรสภาพมาจากหินแกรนิตรวมดวย
กลุมวิทยาหนิ GR มลี กั ษณะเปนหินอคั นแี ทรกซอนจำพวกหนิ แกรนิต ประกอบดว ย หนิ ไบโอไทตแกรนิต
หินมัสโคไวต-ไบโอไทตแกรนิต สีชมพู สีขาว และสีเทาจาง เนื้อหยาบถึงเนื้อดอก บริเวณรอยแตกพบ
GR สายเพกมาไทต และสายแรควอตซ และหินลูโคแกรนิตเน้ือหินสม่ำเสมอ สีขาวถึงสีเทาจาง เน้ือละเอียดถึง
เนื้อหยาบ บางแหงพบหินไนสกิ แกรนติ เปนหินแกรนิตทแ่ี สดงลกั ษณะการเรยี งตัวของแรคลา ยหนิ ไนส
กลุมวิทยาหิน VOL1 มีลักษณะเปนหินอัคนีภูเขาไฟสีจางถึงปานกลางเปนสวนใหญ ประกอบดวย
หินแอนดีไซต สีเขียวแกมแดง เนื้อละเอียดถึงเน้ือดอก หินไรโอไลต สีขาวถึงเทาจางหินไรโอลิติก-ทัฟฟ
VOL1 หินทัฟท หินกรวดเหลี่ยมภเู ขาไฟ สีเขียวแกมแดง เปนกรวดของหินแอนดีไซต หินไรโอไลต หินแกรนิต
และควอตซ มีเนอื้ เปน หินภเู ขาไฟ และหินตะกอนเนอ้ื ทฟั ฟ
COL กลุมวิทยาหิน COL มีลักษณะเปนตะกอนเศษหินเชิงเขาและตะกอนผุพังอยูกับท่ี ประกอบดวย
เศษหินของหินควอรตไซต หินทราย หินทรายแปง หินแกรนิต ตะกอนทรายและทรายแปง ดินลูกรัง
และดนิ เทอราโรซา
AL กลุมวทิ ยาหิน AL มีลักษณะเปนตะกอนจำพวกตะกอนน้ำพา ตะกอนรองน้ำ และตะกอนที่ราบลุมแมน้ำ
ประกอบดวย ตะกอนกรวด ทราย ทรายแปง และดนิ เหนยี ว ทรายรอ งนำ้ สนั ดอนทราย และคันดินธรรมชาติ
TER กลุมวิทยาหิน TER มีลักษณะเปนตะกอนจำพวกตะกอนตะพักลำน้ำ ประกอบดวย ชน้ั ตะกอนกรวด
และทราย บางแหงพบมดี นิ เหนยี วและชั้นดินแทรกสลับ
- 38 -
รูปที่ 3.6 หินกรวดมนมีเม็ดกรวดเปนแรควอตซ หนิ ทราย และหินเชิรต บริเวณตำบลบานไร อำเภอบานไร
จังหวดั อทุ ัยธานี พิกดั 47P 556991E 1667890N สูงจากระดบั น้ำทะเล 160 เมตร
รูปท่ี 3.7 หินทรายเน้ือลทิ ิกแวก สีเทาแกมเขียว บรเิ วณอางเก็บน้ำคลองเสลา ตำบลแกนมะกรูด อำเภอบานไร
จังหวัดอทุ ยั ธานี พิกดั 47P 530344E 1674542N สูงจากระดบั น้ำทะเล 400 เมตร
- 39 -
3.7.3 กลมุ วทิ ยาหิน SS2
กลุมวทิ ยาหินนมี้ ลี ักษณะเปนหินตะกอนจำพวกหินทรายเน้ืออารโ คสเปนสว นใหญ มกั แทรกสลับ
ดวยหินตะกอนเน้ือละเอียด (Arkosic sandstone interbedded with fine-grained sedimentary rocks)
ประกอบดวย หินทรายเน้ืออารโคส หินทรายเนื้อควอตซ สีเทาขาว สีขาวเหลือง สีน้ำตาลแกมเหลือง
เมด็ ตะกอนขนาดละเอียดถงึ หยาบ เม็ดคอ นขางมนสงู เน้ือหินคอนขางแข็ง มีชั้นหนาถึงหนามาก แสดงช้ัน
หินชัดเจน แทรกสลับดวยหินโคลน และหินดินดาน สีเทาดำ ช้ันหินบางถึงชั้นหนา บางบริเวณพบเปน
หินทรายเนอ้ื ปนปูน หินเชิรตสีเทาถงึ เทาดำ ชั้นบาง และหินปูนสีเทาแทรกเปนเลนส กระจายตัวอยบู ริเวณ
รอยตอ ระหวางจังหวดั ในอำเภอดานชา ง จังหวัดสุพรรณบรุ ี และอำเภออุม ผาง จังหวัดตาก แสดงลกั ษณะภูมิ
ประเทศเปนเทอื กเขา และเนินเขา กลุมวิทยาหินน้ีสามารถเชื่อมโยงไดกับหินยุคเพอรเมียน (P) หมวดหิน
หลโู คกตู (Jlk) และหมวดหินตะซโู คะ (Jts) ในกลุมหนิ อมุ ผาง หมวดหินเสาขรัว (Ksk) และหมวดหินภูพาน
(Kpp) ในกลุม หินโคราช
3.7.4 กลมุ วทิ ยาหิน SS3
กลุมวิทยาหนิ น้ีมลี ักษณะเปนหนิ ตะกอนจำพวกหินทรายแทรกสลบั ดวยหินตะกอนเนื้อละเอียด
และหินตะกอนที่ถูกแปรสภาพ (Sandstone interbedded with fine-grained sedimentary rocks,
partly metamorphic rock) ประกอบดว ย หินทรายเน้ือควอตซ หินทรายเน้ือดนิ หินทรายเนื้อเถาภูเขาไฟ
และหินทรายเน้ือแข็ง สีน้ำตาล เทา น้ำตาลแกมแดง และสเี ขียวแกมเทา เม็ดตะกอนขนาดละเอียดถึงหยาบ
เม็ดคอนขางมน การคัดขนาดดี แทรกสลับดวยหินดินดานและหินทรายแปง บางแหงถูกแปรสภาพเปน
หินควอรตไซต หินฟลไลต หินฟลไลตเน้ือทัฟฟ หินชีสต และหินชนวน (รูปท่ี 3.8-3.9) กระจายตัวอยูใน
อำเภอบานไร อำเภอหวยคต และอำเภอทัพทัน จังหวัดอุทัยธานี แสดงลักษณะภูมิประเทศเปนเทือกเขา
เขาโดด และเนินเขา กลุมวิทยาหนิ น้ีสามารถเชอ่ื มโยงไดก บั หนิ ยุคไซลูเรียนถึงดโี วเนยี น (SD)
3.7.5 กลมุ วิทยาหิน FS1
กลุมวิทยาหินนี้มีลักษณะเปนหินตะกอนเน้ือละเอียด เม็ดตะกอนขนาดดินเหนียวถึงทราย
แปงเปนสวนใหญ มักแทรกสลับดวยหินทรายเนื้อเกรยแวก (Fine-grained sedimentary rocks
interbedded with greywacke sandstone) ประกอบดวย หินดินดาน สีเทาแกมเขียว สีน้ำตาลแกม
เหลือง พบแทรกสลับหรือแทรกชั้นกับหินทรายเกรยแวก หินทรายเน้ือไมกา และหินทรายแปง
บางบริเวณหินดินดานมีการแปรสภาพเปนหินชนวน หินดินดานเน้ือฟลไลต และหินดินดานเน้ือไมกา
(รูปที่ 3.10-3.12) กระจายตัวอยูในอำเภอบานไร จังหวัดอุทัยธานี แสดงลักษณะภูมิประเทศเปนเทอื กเขา
และเนนิ เขากลุมวิทยาหินนส้ี ามารถเช่อื มโยงไดก ับหนิ ยุคไซลเู รยี นถึงดโี วเนยี น (SD)
- 40 -
ก
ข
รูปที่ 3.8 (ก) หินทรายเนื้อแข็งแทรกสลับกับหินดินดานเน้ือแข็ง ชั้นหินแสดงลักษณะรอยคดโคงจากการ
ถูกแรงบีบอดั บริเวณตำบลบานไร อำเภอบานไร จงั หวัดอุทัยธานี พิกัด 47P 552236E 1657602N สูงจาก
ระดับนำ้ ทะเล 296 เมตร (ข) ลักษณะเนื้อหนิ ดินดานเนือ้ แขง็ สเี ทาถึงเทาเขม
- 41 -
รูปที่ 3.9 หินทรายเนื้อแข็งสีเทา แสดงลักษณะเนื้อมันวาวคลายหินฟลไลต บริเวณวัดวังหิน ตำบลวังหิน
อำเภอบานไร จงั หวัดอทุ ยั ธานี พิกดั 47P 572546E 1687115N สงู จากระดับน้ำทะเล 93 เมตร
รูปที่ 3.10 หินดินดานสีเทาเขมถึงดำ บริเวณตำบลทัพหลวง อำเภอบานไร จังหวัดอุทัยธานี พิกัด 47P
562723E 1668599N สงู จากระดับน้ำทะเล 296 เมตร
- 42 -
รูปที่ 3.11 หินดินดานแทรกสลับหินทรายแปง บริเวณอางเก็บน้ำหลังวัดเขาพะแวง ตำบลเนินแจง อำเภอ
เมอื งอทุ ยั ธานี จังหวัดอทุ ัยธานี พิกัด 47P 609908E 1712239N สงู จากระดบั นำ้ ทะเล 36 เมตร
รูปที่ 3.12 หินชนวนสีเทาเขมถึงดำ บริเวณตำบลบานไร อำเภอบานไร จังหวัดอุทัยธานี พิกัด 47P
544195E 1665715N สงู จากระดบั น้ำทะเล 268 เมตร
- 43 -
3.7.6 กลุมวทิ ยาหิน FS3
กลุมวิทยาหินที่มีลักษณะเปนหินตะกอนเนื้อละเอียด เม็ดตะกอนขนาดดินเหนียวถึงทราย
แปงเน้ือปนปูนเปนสวนใหญ (Calcareous fine-grained sedimentary rocks) ประกอบดวย หินดินดาน
เน้ือปนปูน หนิ โคลนเนื้อปนปูน และหินทรายแปงเนื้อปนปูน สีเทา สเี ทาดำ และสีเทาจาง แทรกสลบั กับ
หินทรายเนื้อปนปูน สีเทาปานกลาง ถึงสีเทาแกมนำ้ ตาล หินปูนสเี ทา และหินปูนกรวดมน กระจายตัวอยู
บริเวณรอยตอ ระหวา งจังหวัดในอำเภอสังขละบุรี อำเภอทองผาภูมิ และอำเภอศรีสวัสดิ์ จังหวดั กาญจนบรุ ี
และอำเภออุมผาง จังหวัดตาก แสดงลักษณะภูมิประเทศเปนเทือกเขาและเนินเขา กลุมวิทยาหินน้ีสามารถ
เช่ือมโยงไดกับหินยุคออรโ ดวเิ ชียน (O2) หินยุคคารบอนิเฟอรัสถึงไซลูเรียน (SDC) หมวดหินกลอทอ (Jkt)
กลุมหินอุมผาง และหินยุคเพอรเ มยี น (P1)
3.7.7 กลมุ วิทยาหนิ FS4
กลุมวิทยาหินน้ีมีลักษณะเปนหินตะกอนเน้ือละเอียด เม็ดตะกอนขนาดดินเหนียวถึงทราย
แปงแทรกสลับกับหินมารล หินน้ำมัน และถานหิน เปนสวนใหญ (Fine-grained sedimentary rocks,
interbedded with marlstone oil shale and lignite) ประกอบดวย หินดินดานสีเทา แสดงชั้นหิน
ชัดเจน หินทรายแปงสีเทาออน เนื้อละเอียดถึงปานกลาง ชั้นหนา และหินทราย สีเทาออนถึงสีเทาแกม
เขียว แทรกสลับดวยหินมารลสีเทาเขียว หินน้ำมันสีเทาดำ และถานหินชั้นบาง ๆ มักพบซากดึกดำบรรพ
จำพวกสัตวมีกระดูกสันหลัง เชน ปลา งู และแมลง เปน ตน บางบริเวณถูกปดทับดว ยหินปนู กรวดมน และ
ช้ันกรวด กระจายตัวอยูบริเวณรอยตอระหวางจังหวัดในอำเภอทองผาภูมิ และอำเภอศรีสวัสด์ิ จังหวัด
กาญจนบุรี และอำเภออุมผาง จังหวัดตาก แสดงลักษณะภมู ิประเทศเปน เนินเขา กลุมวิทยาหินน้ีสามารถ
เช่ือมโยงไดก บั หนิ ตะกอนยคุ เทอรเชยี รี (T)
3.7.8 กลมุ วทิ ยาหิน CB1
กลุมวิทยาหินนี้มลี ักษณะเปนหินปูนเนื้อโดโลไมตเปนสวนใหญ มักแทรกสลับกับหินตะกอน
และหินเชิรตเปนกระเปาะ (Dolomitic limestone mainly interbedded with sedimentary rock
and chert nodule) ประกอบดว ย หินปูนเนอ้ื โดโลไมต และหินโดโลไมต สีเทาถึงเทาเขม ชนั้ หนามากถึง
ไมแ สดงชั้น บรเิ วณทเี่ ปนชั้นหนาถึงมวลหนาไมแสดงชนั้ แสดงลักษณะธรณีสณั ฐานแบบคาสต และมักพบ
มีการแทรกสลับกับหินทราย หินดินดาน และหินโคลน มีหินเชิรตแทรกเปนกระเปราะในชั้นหิน
พบซากดึกดำบรรพจำพวกฟูซูลินิด หอยตะเกียง ปะการัง แอมโมไนต และไครนอยดสเต็ม (รูปท่ี 3.13)
กระจายตัวอยูในอำเภอสวางอารมณ อำเภอลานสัก อำเภอบานไร อำเภอหนองฉาง และอำเภอหวยคต
จังหวดั อุทยั ธานี แสดงลักษณะภูมิประเทศเปนเทือกเขา และเขาโดด (รูปท่ี 3.14) กลุมวทิ ยาหินน้สี ามารถ
เชื่อมโยงไดก ับหินยุคเพอรเ มยี นในกลุมหินราชบุรี (P2)
- 44 -
ก
ข
รูปที่ 3.13 (ก) หินปูนเน้ือโดโลไมตช้ันหนามากถึงไมแสดงช้ัน ในสวนท่ีเปนชั้นหนาถึงมวลหนาไมแสดงช้ัน
จะแสดงลักษณะธรณีสัณฐานแบบคาสต บริเวณวัดเทพเมืองทอง ตำบลปาออ อำเภอลานสัก จังหวัด
อุทัยธานี พิกัด 47P 563670E 1704511N สูงจากระดับน้ำทะเล 110 เมตร (ข) ลกั ษณะหินปนู เนื้อโดโลไมต
สีเทาอมเขียว เน้ือละเอียด
- 45 -
รูปที่ 3.14 ลักษณะธรณีสัณฐานแบบคาสตของหินปูนเนื้อโดโลไมต ปรากฏเปนเขาลูกโดด บริเวณตำบล
ทงุ นางงาม อำเภอลานสกั จังหวดั อทุ ยั ธานี พิกดั 47P 568687E 1 1696610N สงู จากระดบั นำ้ ทะเล 82 เมตร
- 46 -
3.7.9 กลุมวิทยาหิน CB2
กลุมวิทยาหินน้ีมีลักษณะเปนหินปูนเน้ือดินเปนสวนใหญ แทรกสลับดวยช้ันดินบาง ๆ
(Argillaceous limestone mainly interbedded with thin argillaceous bands) ประกอบดวย หินปูน
เนื้อดิน หินปูนเนื้อทราย และเนื้อทรายแปง สีเทาถึงเทาเขม ชั้นหินหนาถึงไมแสดงช้ัน แทรกสลับดวย
ช้ันดินบาง ๆ และหินดินดานสีเทา และหินตะกอนแปร ไดแก หินดินดานกึ่งชนวน หินชนวน และ
หินฟลไลต บางสวนหินปูนเน้ือดินถูกแปรสภาพกลายเปนหินออน และหินแคลกซิลิเกต สีขาวอมน้ำตาล
และสีเทาอมเขียว บางบริเวณพบหินปูนเนื้อดินกรวดเหลี่ยมท่ีมีสารเช่ือมประสานเปนแรแคลไซต
พบซากดึกดำบรรพจำพวกแอมโมไนต และไครนอยตสเต็ม (รูปที่ 3.15-3.17) กระจายตัวของกลุม
วิทยาหินน้ีพบอยูในอำเภอบานไร และอำเภอลานสัก จังหวัดอุทัยธานี แสดงลักษณะภูมิประเทศเปน
เทือกเขา และเนินเขา กลุมวิทยาหินน้สี ามารถเช่อื มโยงไดก บั หินยุคออรโ ดวีเชียน (O)
3.7.10 กลุมวทิ ยาหิน CH
กลุมวิทยาหินนี้มีลักษณะเปนหินตะกอนเนื้อผลึกซิลิกาเปนสวนใหญ (silica crystalline
sedimentary rock mainly) ประกอบดวย หินเชิรต และหินดินดานแทรกสลับดว ยหินปูนเลนส หนิ ทราย
เนื้อเกรยแวก หินทฟั ฟ และหินกรวดเหลี่ยมภูเขาไฟ พบซากดึกดำบรรพจำพวกเรดิโอลาเรีย (รูปท่ี 3.18)
กระจายตวั อยใู นอำเภอเมืองอทุ ัยธานี จังหวดั อุทยั ธานี แสดงลักษณะภมู ิประเทศเปนเทือกเขา และเนินเขา
กลุมวทิ ยาหนิ นสี้ ามารถเช่ือมโยงไดกบั หมวดหินซบั บอน (Ps) กลมุ หนิ สระบุรี
3.7.11 กลุมวิทยาหนิ CT
กลุมวิทยาหินนี้มีลักษณะเปนหินแปรที่มากดวยแรควอตซ (Quartz rich metamorphic rock)
ประกอบดวย หินควอรตไซต สีเทาอมเขียว เนื้อหินคอนขางละเอียด มักพบแทรกสลับอยูกับหินทราย
หินดินดาน หินดินดานก่ึงชนวน หินชนวน และหินตะกอนเน้ือแข็ง บางแหงพบเปนหินควอตซไมกาชีสต
หินชีสต และหินฟลไลต (รูปที่ 3.19-3.20) กระจายตัวอยูในอำเภอบานไร อำเภอลานสัก และอำเภอ
หวยคต จังหวัดอุทัยธานี แสดงลักษณะภูมิประเทศเปนเทือกเขา และเนินเขา กลุมวิทยาหินน้ีสามารถ
เชื่อมโยงไดก ับหนิ ยคุ แคมเบรียน (E) และหนิ ยคุ ไซลเู รียนถึงดโี วเนยี น (SD)
3.7.12 กลมุ วิทยาหิน F-MET1
กลมุ วิทยาหินน้มี ลี กั ษณะเปนหนิ แปรทมี่ ีริ้วขนาน (Foliated metamorphic rock) ประกอบดวย
หินชนวน หินฟลไลต หนิ ควอตซชสี ต หินควอตซ-ไมกาชีสต หินไมกาชีสต หินควอตซโซ-เฟลดสปาติกไนส
หินออรโทไนส และหินพาราไนส โดยในหินไนสมีการเรียงตัวและแยกช้ันของแรสีเขมกับแรสีออนชัดเจน
บางบริเวณพบหินไนสท่ีแปรสภาพมาจากหินแกรนิตรวมดวย (รูปท่ี 3.21-3.22) กระจายตัวอยูในอำเภอ
บานไร อำเภอลานสัก และอำเภอหวยคต จังหวัดอุทัยธานี แสดงลักษณะภูมิประเทศเปนเทือกเขา
กลมุ วิทยาหนิ นส้ี ามารถเชอ่ื มโยงไดก ับหินยุคพรีแคมเบรยี น (PE) และหนิ ยุคไซลูเรียนถึงดีโวเนยี น (SD)
- 47 -
ก
ข
รูปที่ 3.15 (ก) หินปูนเนื้อดินชั้นหนาแทรกสลับดวยหินดินดานชั้นบาง บริเวณตำบลบานไร อำเภอบานไร
จังหวัดอทุ ัยธานี พิกดั 47P 543807E 1668010N สูงจากระดับน้ำทะเล 455 เมตร (ข) ลักษณะเนื้อหินปูน
เนอ้ื ดนิ สีเทาดำ แสดงลกั ษณะของช้นั ดนิ บางๆ ในเนอื้ หิน
- 48 -
รูปที่ 3.16 หินแคลกซิลิเกตสีขาวอมน้ำตาลช้ันหนา บริเวณรองน้ำเกาในเขตรักษาพันธสัตวปาหวยแขง
ตำบลระบำ อำเภอลานสัก จงั หวัดอุทัยธานี พิกดั 47P 532474E 1720997N สงู จากระดับนำ้ ทะเล 221 เมตร
รปู ที่ 3.17 หินออนสีเทาอมเขียว บรเิ วณทางเขาบริษัทไทยศิริเหมืองแร ตำบลบานไร อำเภอบานไร จังหวัด
อุทยั ธานี พิกดั 47P 553718E 1656966N สงู จากระดับนำ้ ทะเล 272 เมตร
- 49 -
รูปท่ี 3.18 หินเชิรตสีเทาอมน้ำตาล แทรกสลับหินดินดาน และหินทราย บริเวณทางข้ึนเขาสะแกกรัง
ตำบลอุทัยใหม อำเภอเมืองอุทัยธานี จังหวัดอุทัยธานี พิกัด 47P 608883E 1700860N สูงจาก
ระดับน้ำทะเล 99 เมตร
รูปที่ 3.19 หินควอรตไซต สีน้ำตาลอมมวง เน้ือหินละเอยี ด บริเวณบา นกุดจะเลิศ ตำบลทองหลาง อำเภอ
หวยคต จงั หวดั อทุ ยั ธานี พิกดั 47P 553801E 1697043N สูงจากระดบั น้ำทะเล 145 เมตร
- 50 -
รูปท่ี 3.20 หินควอรตไซต สีเทาอมน้ำตาล เนื้อหินละเอียด บริเวณตำบลคอกควาย อำเภอบานไร จังหวัด
อทุ ัยธานี พกิ ดั 47P 552367E 1679701N สูงจากระดับน้ำทะเล 200 เมตร
รูปท่ี 3.21 หินควอตซ-ไมกาชีสต เน้ือหินหยาบ ตำบลระบำ อำเภอลานสัก จังหวัดอุทัยธานี พิกัด 47P
551929E 1717169N สูงจากระดับนำ้ ทะเล 160 เมตร
- 51 -
3.7.13 กลุม วิทยาหิน GR
กลุมวิทยาหินนี้มีลักษณะเปนหินอัคนีแทรกซอนจำพวกหินแกรนิต (Intrusive igneous
rock are granitic rock) ประกอบดวย หินไบโอไทตแกรนิต หินมัสโคไวต-ไบโอไทตแกรนิต สีชมพู สีขาว และ
สีเทาจาง เน้ือหยาบถึงเนื้อดอก บริเวณรอยแตกพบสายเพกมาไทต และสายแรควอตซ และหินลูโคแกรนิต
เน้ือหินสม่ำเสมอ สีขาวถึงสีเทาจาง เน้ือละเอียดถึงเนื้อหยาบ บางแหงพบหินไนสิกแกรนิตเปนหินแกรนิต
ท่ีแสดงลักษณะการเรียงตัวของแรค ลายหินไนส (รูปที่ 3.22-3.25) กระจายตัวอยูในอำเภอบานไร อำเภอ
ลานสัก อำเภอหวยคต และอำเภอสวางอารมณ จังหวัดอุทัยธานี แสดงลักษณะภูมิประเทศเปนเทือกเขา
กลมุ วทิ ยาหินนสี้ ามารถเช่อื มโยงไดกบั หนิ อคั นยี ุคไทรแอสซกิ (Trgr)
3.7.14 กลุมวทิ ยาหนิ VOL1
กลุมวิทยาหินนี้มีลักษณะเปนหินอัคนีภูเขาไฟสีจางถึงปานกลางเปนสวนใหญ (Felsic-
Intermediate volcanic igneous rock) ประกอบดวย หินแอนดีไซต สีเขียวแกมแดง เน้ือละเอียดถึง
เน้ือดอก หินไรโอไลต สขี าวถึงเทาจางหินไรโอลติ ิก-ทัฟฟ หินทัฟท หินกรวดเหล่ียมภูเขาไฟ สีเขียวแกมแดง
เปนกรวดของหินแอนดีไซต หินไรโอไลต หินแกรนิต และแรควอตซ มีเนื้อเปนหินภูเขาไฟ และหินตะกอน
เนื้อทัฟฟ (รูปที่ 3.26-3.28) กระจายตัวอยูในอำเภอบานไร อำเภอหนองฉาง และอำเภอสวางอารมณ
จังหวัดอุทัยธานี แสดงลักษณะภูมิประเทศเปนเทือกเขา กลุมวิทยาหินน้ีสามารถเชื่อมโยงไดกับหินอัคนี
ยุคไทรแอสซิกถึงเพอรเมียน (PTrv)
3.7.15 กลมุ วิทยาหิน COL
กลุมวิทยาหินน้ีมีลักษณะเปนตะกอนเศษหินเชิงเขาและตะกอนผุพังอยูกับที่ (Colluvial
and residual deposits) เศษหินประกอบดวย หินควอรตไซต หินทราย หินทรายแปง หินแกรนิต
ตะกอนทรายและทรายแปง ดินลูกรัง และดินเทอราโรซา (รูปท่ี 3.29) กระจายตัวอยูในอำเภอบานไร
อำเภอลานสัก อำเภอสวางอารมณ และอำเภอหวยคต จังหวัดอุทัยธานี แสดงลักษณะภูมิประเทศเปน
ทรี่ าบลอนลาด และเนินเขา กลุมวิทยาหินน้สี ามารถเชอื่ มโยงไดกบั กลุมตะกอนเศษหินเชิงเขาและตะกอน
ผพุ งั อยูกบั ท่ี (Qc)
3.7.16 กลุมวิทยาหิน AL
กลุมวิทยาหินนี้มีลักษณะเปนตะกอนน้ำพา ตะกอนรองน้ำ และตะกอนท่ีราบลุมแมน้ำ
(Sediment of alluvial deposits, channel deposits and fluvial deposits) ประกอบดวย ตะกอน
กรวด ทราย ทรายแปง และดินเหนียว ทรายรองน้ำ สันดอนทราย และคันดินธรรมชาติ (รูปท่ี 3.30)
กระจายตัวอยูในอำเภอเมืองอุทัยธานี อำเภอทัพทัน อำเภอหนองฉาง อำเภอหนองขาหยาง อำเภอ
สวางอารมณ อำเภอลานสัก อำเภอบานไร และอำเภอหวยคต จงั หวัดอุทยั ธานี แสดงลักษณะภมู ิประเทศ
- 52 -
เปนท่ีราบ และเนินเขา กลุมวทิ ยาหินน้ีสามารถเชื่อมโยงไดกับกลุมตะกอนน้ำพา (Qa) ตะกอนที่ราบลุม
แมน ำ้ (Qff) และตะกอนรองน้ำ (Qfc)
3.7.17 กลุมวทิ ยาหิน TER
กลุมวิทยาหินนี้มีลักษณะเปนตะกอนตะพักลำน้ำ (Terrace deposits) ประกอบดวย
ช้ันตะกอนกรวด และทราย บางแหงพบมีดินเหนียวและชั้นดินแทรกสลับ กระจายตัวอยูบริเวณรอยตอ
ระหวางจังหวัดในอำเภอลาดยาว จังหวัดนครสวรรค และอำเภอสังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี แสดง
ลักษณะภูมิประเทศเปนที่ราบ และเนินเขา กลุมวิทยาหินน้ีสามารถเช่ือมโยงไดกับกลุมตะกอนตะพัก
ลำนำ้ (Qt)
รูปท่ี 3.22 หินแกรนิตเนื้อดอก บริเวณรองน้ำ ตำบลเจาวัด อำเภอบานไร จังหวัดอุทัยธานี พิกัด 47P
544480E 1673896N สูงจากระดับนำ้ ทะเล 267 เมตร
- 53 -
รูปที่ 3.23 หินแกรนิตเนอ้ื ละเอียด บริเวณตำบลน้ำรอบ อำเภอลานสัก จงั หวดั อทุ ัยธานี พิกดั 47P 561729E
1716625N สูงจากระดับนำ้ ทะเล 148 เมตร
รูปท่ี 3.24 หินลูโคแกรนิต เนื้อละเอียดสม่ำเสมอ สีขาวถึงสีเทาจาง บริเวณเขตรักษาพันธสัตวปาหวยแขง
ตำบลระบำ อำเภอลานสัก จังหวดั อทุ ยั ธานี พิกดั 47P 531669E 1719567N สงู จากระดบั นำ้ ทะเล 256 เมตร
- 54 -
รูปที่ 3.25 หินไนสกิ แกรนติ แสดงลกั ษณะการเรียงตวั ของแรคลา ยหินไนส บริเวณสำนกั สงฆพ ชิ ติ ธรรมโสภณ
ตำบลปาออ อำเภอลานสัก จังหวัดอุทัยธานี พิกัด 47P 554427E 1708398N สูงจากระดับน้ำทะเล
167 เมตร
รูปที่ 3.26 หินทัฟฟ บริเวณบานดอนใหญ เขาปารวก ตำบลไผเ ขียว อำเภอสวางอารมณ จังหวัดอุทัยธานี
พกิ ัด 47P 579225E 1728286N สงู จากระดบั นำ้ ทะเล 80 เมตร
- 55 -
รูปที่ 3.27 หินทรายเน้ือทัฟฟ หินทรายแปงเน้ือทัฟฟ และหินดินดานเนื้อทัฟฟ บริเวณบานดอนใหญ
เขาปารวก ตำบลไผเขียว อำเภอสวางอารมณ จังหวัดอุทัยธานี พิกัด 47P 579225E 1728286N สูงจาก
ระดับน้ำทะเล 80 เมตร
รูปท่ี 3.28 หินไรโอไลต สีขาวถึงเทาจาง บริเวณบานเขารัง ตำบลบอยาง อำเภอสวางอารมณ จังหวัดอุทัยธานี
พกิ ัด 47P 579443E 1723405N สงู จากระดับน้ำทะเล 81 เมตร
- 56 -
รูปที่ 3.29 ตะกอนเศษหินเชิงเขาและตะกอนผุพังอยูกับที่ เศษหินประกอบดวยหินควอรตไซต หินทราย
หินทรายแปง และตะกอนทราย ทรายแปง ดินลูกรัง และดินเทอราโรซา บริเวณวัดพุมบำเพ็ญธรรม ตำบล
เจาวัด อำเภอบา นไร จังหวดั อทุ ัยธานี พิกัด 47P 552580E 1677131N สูงจากระดับน้ำทะเล 209 เมตร
รูปท่ี 3.30 ตะกอนน้ำพา ประกอบดวย ตะกอนกรวด ทราย ทรายแปง ดินเหนียว ทรายปนกรวด และ
ดินเหนียวปนทราย บริเวณโรงงานหัสดินทรปาลม ตำบลบานไร อำเภอบานไร จังหวัดอทุ ัยธานี พิกดั 47P
554303E 1669352N สูงจากระดบั น้ำทะเล 204 เมตร
บทที่ 4
วธิ กี ารศกึ ษา
4.1 ขนั้ รวบรวมขอมลู
การศกึ ษาและรวบรวมงานวิจยั ที่เก่ียวขอ งกับการทำแบบจำลองตาง ๆ เพอื่ นำมาประยุกตใ ช
ในการศึกษาพ้ืนที่ออนไหวตอการเกิดดินถลมใหมีความยืดหยุน สามารถปรับเปลี่ยนขอมูลไดงาย และ
ทันสมยั โดยทำการเกบ็ รวบรวมขอ มูล 3 ลกั ษณะ ดงั นี้
1) รวบรวมขอมูลพื้นฐานและปจจัยที่เกี่ยวของกับการดินถลม เพ่ือจัดทำฐานขอมูล
สารสนเทศภูมิศาสตร ประกอบดวย ขอมูลดานธรณีวิทยา ธรณีโครงสราง ขอมูลแบบจำลองภูมิประเทศ
เชงิ เลข (DEM) ปรมิ าณน้ำฝน และขอ มูลตำแหนง รองรอยดินถลม ในอดตี
2) การเก็บรวบรวมขอมูลเอกสารที่เกี่ยวของ จากแหลงเอกสารตาง ๆ เชน หองสมุด
ฐานขอ มลู ของกรมทรัพยากรธรณี และเวบ็ ไซตตาง ๆ
3) การรวบรวมผลงานที่เคยทำมากอนในพ้ืนที่ศึกษา โดยการคนหาจากฐานขอมูลของ
กรมทรัพยากรธรณี และเวบ็ ไซตต า ง ๆ
4.2 การสำรวจลักษณะทางธรณีวทิ ยา
การสำรวจธรณีวิทยาในพ้ืนที่ศกึ ษา มีจุดประสงคหลักเพ่ือรวบรวมขอมูลธรณีวิทยาในสนาม
ทั้งหมด ไดแก ขอมูลชนิดหิน โครงสรางทางธรณีวิทยา การแผกระจายตัวของหิน การลำดับชั้นหิน
ความตอเนือ่ งของชั้นหิน และขอมูลเกี่ยวกับธรณีพิบัตภิ ัยดินถลมในพื้นท่ีศึกษา โดยการสำรวจธรณีวิทยา
มีขน้ั ตอนการสำรวจดงั ตอ ไปนี้
1) การเตรียมขอ มูลพื้นฐานกอนการเก็บขอมูลภาคสนาม ไดแก การเตรยี มแผนที่ภมู ปิ ระเทศ
ขอมูลพ้ืนฐาน และการรวบรวมขอมูลดานธรณีวิทยาของพ้ืนที่จากรายงานการสำรวจธรณีวิทยาในพ้ืนท่ี
เชน แผนท่ีธรณีวิทยามาตราสวน 1:50,000 และแผนท่ีธรณีวิทยามาตราสวน 1:250,000 และรายงาน
จำแนกเขตเพื่อการจัดการดานธรณีวิทยาและทรพั ยากรธรณี จังหวัดนาน ป พ.ศ. 2549 จงั หวัดอุตรดิตถ
ป พ.ศ. 2551 จังหวัดประจวบคีรีขันธ ป พ.ศ. 2551 จังหวัดอุทัยธานี ป พ.ศ. 2551 และจังหวัดกระบ่ี
ป พ.ศ. 2556
2) การวางแผนการสำรวจโดยการกำหนดเสนทางการสำรวจใหครอบคลุมพ้ืนท่ีเส่ียงภัย
ดินถลม และตรวจสอบความถูกตอ งของขอ มูลเดิม
- 57 -
- 58 -
3) การเตรียมอุปกรณสำรวจภาคสนาม เชน คอนธรณีวิทยา (Geological hammer)
เขม็ ทิศ (Compass) แฮนดเ ลนส (hand lens) สมุดบันทึก (Field notebook) อุปกรณบ อกพกิ ัดตำแหนง
ดวยดาวเทียม (Global Positioning System, GPS) กลอ งถายรูป และอุปกรณเ ก็บตัวอยาง
4) สำรวจเก็บขอมูลข้ันรายละเอียด รวบรวม และบันทึกขอมูลทางธรณีวิทยา เพื่อจัดกลมุ หิน
ในพื้นท่ีศึกษาตามลักษณะทางวิทยาของหิน เชน ขอมูลชนิดหิน การลำดับช้ันหิน การกระจายตัวของหิน
ธรณีวทิ ยาโครงสราง และถา ยภาพเพ่อื ใชป ระกอบการเขยี นรายงาน
4.2.1 หลกั การจำแนกกลุมวิทยาหนิ สำหรบั การศึกษาดนิ ถลม
วิทยาหิน (lithology) เปนหน่ึงในปจจัยที่เกี่ยวของกับการเกิดดินถลม อีกท้ังเปน
หินตนกำเนิดของดินชนิดตาง ๆ ที่มีคุณสมบัติทางวิศวกรรมท่ีอาจเก่ียวของกับประเภทการเกิดดินถลม
ชนิดตาง ๆ ท้ังน้ีขึ้นอยูกับชนิดของดินที่เปนผลมาจากการผุพังของช้ันหินตนกำเนิด ซึ่งในการศึกษาครั้งน้ี
ไดทำการจำแนกลักษณะวิทยาหินแบบตาง ๆ ท่ีพบกระจายตัวในพื้นที่ศึกษาใหเปนหนวยหินที่มีลักษณะ
วิทยาหินแบบตาง ๆ ที่มีความคลายคลึงกันใหอยูรวมกันเปนกลุม เรียกวา กลุมวิทยาหิน (lithological
group) เพ่ือบงช้ีความสัมพันธระหวางกลุมวิทยาหินกับรองรอยดินถลมท่ีเกิดข้ึนท้ังในอดีตและปจจุบัน
และความสัมพันธระหวางกลุมวิทยาหินที่เปนหินตนกำเนิดดินกับกลุมดินชนิดตาง ๆ ที่กระจายตัว
ในพนื้ ที่ศึกษาทม่ี ีคณุ สมบัตทิ างวิศวกรรมท่ีแตกตางกนั ใหมคี วามชดั เจนมากขึ้น
4.2.2 ปจ จัยที่เปน เกณฑในการจำแนกหนวยหนิ
หนวยหิน (rock unit) หมายถึง เน้ือหินมีลักษณะปรากฏท่ีสม่ำเสมอและสามารถทำแผนท่ีได
ซง่ึ หนว ยหินถือเปนหนวยขนั้ พื้นฐานสำหรับการทำแผนท่ีในระบบการจำแนกประเภทของวัสดุหินในสนาม
(Rock Material Field Classification system; RMFC) (Natural Resources Conservation Service,
2012) ซ่ึงในการศึกษาคร้ังน้ีใชการทำแผนที่เพื่อระบุการกระจายตัว (distribution) ของกลุมวิทยาหิน
แบบตาง ๆ ท่ีปรากฏบนพ้ืนผิวภูมิประเทศ โดยไดกำหนดกลุมวิทยาหินขึ้นมาเปนหนวยหินเทาน้ัน ไมไดมี
การลำดับชั้นหินหรือพิจารณาอายุและการวางตัวของชั้นหินแตอยางใด พิจารณาจากลักษณะเดนของ
วทิ ยาหินแบบตา ง ๆ ท่มี ีความคลายคลงึ กัน เพ่อื กำหนดเปนหนว ยหนิ ของกลมุ วทิ ยาหินน้นั ๆ โดยใชเกณฑ
การจำแนกวิทยาหินของ Dearman (1991) ซึ่งเปนการจำแนกลักษณะวิทยาหินสำหรับงานใน
ทางวิศวกรรมและการทำแผนท่ีวศิ วกรรมธรณี โดยประกอบดวยเกณฑห ลกั ๆ 4 ประการ ไดแก
1) ชนดิ หนิ โดยทว่ั ไป (genetic type)
ชนดิ หินโดยทว่ั ไปประกอบดว ยหนิ หลัก ๆ 3 ชนดิ โดยแตละชนดิ มรี ายละเอียดดังน้ี
- 59 -
(1) หนิ อคั นี (igneous rock): เปน หินท่ีเกิดจากการเย็นตวั ของแมกมา (magma) ทั้งท่เี ย็น
ตัวบนผิวโลกเรียกวา หินอัคนีพุ (extrusive igneous rock) และเย็นตัวใตเปลือกโลกเรียกวา หินอัคนี
แทรกซอน (intrusive igneous rock) ดงั ตารางที่ 4.1
(2) หินตะกอน (sedimentary rock): เปนหินที่มีการเกิดหลากหลายรูปแบบ ไดแก
เกิดจากอนุภาคที่แตกหักมาจากท่ีอ่ืน (detritus or terrigenous sediment) เกิดจากการตกผลึกของ
สารละลายเคมี หรือชีวเคมี (chemical or biochemical precipitation) และเกิดจากการทับถมของ
ซากอินทรียวัตถุ (organic material) ดังตารางท่ี 4.2
(3) หินแปร (metamorphic rock): เปนหินท่ีเกิดจากการแปรสภาพ อันเน่ืองมาจาก
ความรอน (heat) ความดัน (pressure) และสารละลายเคมี (chemical fluid) ซึ่งสามารถแปรสภาพ
มาจากหนิ ตนกำเนิดท่เี ปน ไดทัง้ หนิ อคั นี หนิ ตะกอน และหินแปร ดังตารางท่ี 4.3
ตารางที่ 4.1 ตารางการจำแนกหินอคั นี (Dearman, 1991)
PYROCLASTIC IGNEOUS GENETIC GROUP
At least 50% of Massive Usual structure
grains are of
igneous rock Quartz, felspars, micas, Feldspar, Dark
Rounded grains: dark minerals dark minerals minerals
Agglomerate Composition
Angular grains: Acid Intermediate Basic Ultrabasic
Volcanic breccia
Tuff Very
Pegmatite coarse-
Fine-grained tuff grained
Very fine- Gabbro Coarse- 60 Predominant grain size (mm)
grained tuff Dolerite
Granite Diorite Pyroxenite grained 2
Peridotite Medium-
grained
Fine- 0.006
grained
Rhyolite Andesite Basalt
Very fine- 0.002
grained
Volcanic Glassy
Glasses Amorphous
* A tuff containing both pyroclastic and detrital material, but predominantly pyroclastic, is called tuff.
- 60 -
ตารางที่ 4.2 ตารางการจำแนกหินตะกอน (Dearman, 1991)
DETRITAL SEDIMENTARY CHEMICAL/ GENETIC GROUP
ORGANIC Usual structure
Bedded
Grains of rock, quartz, At least 50% of grains Salts, Composition
feldspar and clay minerals are of carbonate Carbonates,
Silica
Carboneceous
Rudaceous Grains are of Calcirudite Saline rock: Very 60
rock fragment Halite coarse- 2
Rounded grains: Anhydrite grained 0.006
conglomerate Gypsum Coarse- 0.002
grained
Angular grains: breccia Medium-
grained
Arenaceous Grains are mainly Marlstone Predominant grain size (mm)
mineral fragments Limestone (undifferntiated) Fine-
Calarenite grained
Sandstone: grain are Calcisiltite
mainly mineral fragments
Calcreous rocks:
Siltstone: Limestone
50% fine Dolomite
Agilliceous or Lutaceous
Mudstone grained Chalk Siliceous rocks: Very fine-
Shale: particles Calcilutite Chert grained
Fissile Claystone: Flint
mudstone 50% very Carbonaceous
fine-fine rock:
grained Lignite
particles Coal
Glassy
Amorphous
- 61 -
ตารางที่ 4.3 ตารางการจำแนกหนิ แปร (Dearman, 1991)
METAMORPHIC GENETIC GROUP
Usual structure
Foliated Massive
Quartz, felspar, micas, Quartz, felspar, micas, Composition
dark minerals dark minerals, carbonates
Tectonic
breccia Very
coarse-
Migmatite Hornfels grained 60
Marble Coarse-
Gneiss Granulite grained Predominant grain size (mm)
Schist Quartzite
2
Amphiolite Medium-
grained
Phyllite
Fine- 0.006
grained
Slate
Very fine- 0.002
grained
Mylonite
Glassy
Amorphous
2) ลกั ษณะโครงสรางทางกายภาพของมวลหิน (physical structure of rock mass)
(1) เปนช้ัน (bedded): มักพบในหินตะกอน และชั้นตะกอนที่มีการสะสมตัวเปนช้ัน
บางครั้งอาจพบในหนิ อัคนีพุหรอื หนิ อัคนภี เู ขาไฟที่มีการปะทหุ ลาก
(2) เปนริ้วขนาน (foliation): มักพบในหินแปร ท่ีเกิดจากกระบวนการแปรแบบไพศาล
(regional metamorphism) และกระบวนการแปรในบริเวณเขตรอยเล่ือนและเขตรอยเฉือน ซึ่งเปน
การแปรแบบพลวตั ร (dynamic metamorphism)
- 62 -
(3) เปนมวลหนาท่ีไมแสดงชั้น (massive): พบไดท่ัวไปในหินทุกชนิด โดยมักพบใน
หินอัคนีแทรกซอนจำพวกหินแกรนิต หินตะกอนท่ีเกิดจากการสะสมตัวของสารละลายเคมีเปนช้ันหนา
จำพวกหินปูน และหินแปรจำพวกหินออน (marble) หินควอรตไซต (quartzite) และหินฮอรนเฟลส
(hornfels) เปนตน
3) ขนาดของอนภุ าคที่เปน องคประกอบของหินท่ีปรากฏเดนชัด (predominant grain size)
ซึง่ ประกอบกันเปน เนอ้ื หิน (texture)
(1) เมด็ หยาบมาก (very coarse-grained): ขนาดเสนผา นศนู ยกลางใหญกวา 60 มิลลเิ มตร
(2) เม็ดหยาบ (coarse-grained): ขนาดเสนผานศูนยกลาง 2-60 มิลลเิ มตร
(3) เม็ดปานกลาง (medium-grained): ขนาดเสน ผา นศนู ยกลาง 0.06-2 มลิ ลิเมตร
(4) เมด็ ละเอียด (fine-grained): ขนาดเสนผา นศนู ยกลาง 0.002-0.06 มลิ ลิเมตร
(5) เมด็ ละเอยี ดมาก (very fine-grained): ขนาดเสนผานศนู ยกลางเล็กกวา 0.002 มิลลิเมตร
(6) เนือ้ แกว (glassy) หรือ อสณั ฐาน (amorphous): เปนเน้ือท่ีประสานกนั เปนเนือ้ เดยี ว
4) แรอ งคประกอบ (mineralogical composition)
แรองคประกอบ เปนหน่ึงในปจจัยทีท่ ำใหมวลหินมีคณุ สมบตั ิเฉพาะตา ง ๆ ทางวศิ วกรรม ไดแ ก
ความแข็งแรง ความถวงจำเพาะ และความคงทนตอการผุพัง การจำแนกลักษณะของแรองคประกอบ
สามารถแบงออกเปน 8 ลักษณะ ดังนี้
(1) เศ ษหิน (rock grains or lithic fragment): เปนเศษแตกหั กของหินด้ังเดิม
(pre-existing rock) ท่ีถูกพัดพาจากตวั กลางมาสะสมตัวเปนหินใหม มักพบในหินทราย หินกรวดมน และ
บางครัง้ อาจพบในหนิ อัคนแี ทรกซอนชนดิ หนิ ภเู ขาไฟทีเ่ กดิ จากการประทุหลาก เชน หนิ ทฟั ฟ (tuff)
(2) ควอตซ (quartz): เปนแรจำพวกแรสีจาง (felsic mineral) ในชุดปฏิกิริยาของโบเวน
(Bowen’s reaction series) พบไดในหินทุกชนิด มีความแข็งระดับ 7 ตามมาตรวัดความแข็งของโมห
(Moh’s scale)
(3) เฟลดสปาร (feldspars): พบอยูในหินอัคนีทุกชนิด หินตะกอน และหินแปร
โดยแรเ ฟลดสปารประกอบดวย โพแทสเซยี มเฟลดสปาร และแพลจโิ อเคลสเฟลดส ปาร
(4) แรชนิดเมฟก (mafic) แรสีเขม (dark-coloured) และแรอื่นที่เกี่ยวของกัน: แรชนิดเมฟก
หรือแรสีเขมในชุดปฏิกิริยาของโบเวนประกอบดวย แรจำพวกโอลิวีน (olivine) ไพร็อกซีน (pyroxene)
และแอมฟโบล (amphibole) โดยมักพบในหินอัคนีชนิดอัลตราเมฟก (ultramafic igneous rock) ไดแก
หินดันไนท (dunite) หินเพอริโดไทต (peridotite) และหินอัคนชี นิดเมฟก (mafic igneous rock) ไดแก
หนิ บะซอลต (basalt) และหนิ แกบโบร (gabbro)
- 63 -
(5) แรดินเหนียว (clay minerals): แรดินเหนียวจัดเปนแรที่มีการเกิดแบบทุติยภูมิ
(secondary mineral) กลาวคือ เกิดจากการเปล่ียนสภาพ (alteration) ของแรเดิมในหินจากการผุพัง
ทางเคมีของหิน (chemical weathering) ใหเกิดเปนแรใหม ตัวอยางเชน แรเฟลดสปารที่มีการผุพัง
ทางเคมีแลวเปลี่ยนสภาพเปนแรดินขาว (kaolinite) โดยการผุพังน้ีสามารถพบไดในหินทุกชนิด
ที่อยใู นลกั ษณะภูมิอากาศแบบรอ นช้ืน และแรด ินเหนียวโดยสวนใหญพบเปนแรประกอบหินในหินตะกอน
ที่มเี นื้อคอ นขา งละเอียด ซง่ึ มกั พบมากในหนิ โคลน และหินดนิ ดาน
(6) คารบอเนต (carbonates): ประกอบดวย แรท่ีมีองคประกอบเปนคารบอเนต (CO3)
เปนหลัก เชน แคลไซต (calcite) อะราโกไนต (aragonite) และโดโลไมต (dolomite) มักพบมากใน
หนิ ตะกอนท่ตี กผลึกจากสารละลายเคมแี ละชีวเคมี ไดแก หนิ ปนู หนิ โดโลไมต รวมถึงหนิ แปรอยางหินออน
(7) วตั ถจุ ำพวกเกลือกินระเหย (salt, evaporite) วัตถุจำพวกเนอ้ื ปนซลิ ิกา (siliceous
materials) และวัตถุจำพวกเนื้อปนคารบอเนต (carbonaceous materials): วัตถุจำพวกเกลือหิน
ระเหยซ่ึงเกิดจากสารละลายเกลือ โดยท่ัวไปจะไมพบโผลปรากฏบนผิวดิน วัตถุจำพวกเน้ือปนซิลิกา
โดยทั่วไปมักพบเปนลักษณะหินท่ีถูกแทนที่ดวยซิลิกา (silicification) เชน หินปูนที่ถูกแทนที่ดวยซิลิกา
(silicified limestone) สวนวตั ถุจำพวกคารบอเนต โดยทั่วไปมักพบในหินท่ีเกิดในสภาพแวดลอมรวมกับ
หินคารบอเนต เชน หินดินดานเน้ือคารบอเนต (carbonaceous shale) และหินโคลนเน้ือคารบอเนต
(carbonaceous mudstone) เปน ตน
(8) แกว (glass): เปนเน้ือหินที่มีลักษณะเปนแกว มีแกวเปนองคประกอบ โดยทั่วไปมักพบ
เห็นไดไมมากนัก สว นใหญพ บในหนิ อัคนีพทุ ี่เย็นตัวบนผิวโลกอยางรวดเรว็ เชน หินออบซเิ ดียน (obsidian)
4.3 การจัดการขอมูล
ขอมูลพื้นฐานเบื้องตนจะถูกทำใหอยูในระบบขอมูลสารสนเทศภูมิศาสตร ประกอบดวย
ขอมูลดานธรณีวิทยา ขอมูลธรณีโครงสราง ขอมูลลักษณะภูมิประเทศ ขอมูลแบบจำลองระดับสูงเชิงเลข
ปริมาณน้ำฝน การใชประโยชนท่ีดิน และตำแหนงรองรอยดินถลมในอดีต ซ่ึงขอมูลเหลาน้ีจะถูกจัดเก็บ
อยูในลักษณะเปนกรดิ (raster data) คือ ขอมลู ท่มี ีโครงสรางเปน ชองเหล่ียม เรยี กวา จุดภาพ หรือ grid cell
ท่ีมีการเรียงตอเน่ืองกันในแนวราบและแนวด่ิง ซ่ึงมีความละเอียด 10x10 เมตร และในรูปแบบขอมูล
เชิงเสนสำหรบั ขอมูลรองรอยดินถลม ทั้งนี้การวิเคราะห การประมวลผล และการแสดงผลขอมูลเชิงพ้ืนท่ี
จะอยใู นรปู แบบระบบสารสนเทศภูมศิ าสตร ดังตารางที่ 4.4
- 64 -
ตารางที่ 4.4 สรุปชนดิ และแหลง ท่ีมาของขอ มูล
ชนดิ ขอมูล ป รูปแบบขอ มลู ความละเอยี ด คา พกิ ดั แหลง ทม่ี า
อา งองิ ทาง
ภูมิศาสตร https://vertex.daac.
asf.alaska.edu/#
ALOS PALSAR 2009 ขอมูลแสดงลักษณะ 12.5 เมตร (m) WGS84 Google earth pro
DEM เปน กรดิ (raster data)
Google images 1989- ขอ มลู แสดงลักษณะ 10 เมตร (m) WGS84
2021 เปน กริด (raster data)
การใชป ระโยชน 2020 ขอมูลแสดงลกั ษณะ 10 เมตร (m) WGS84 https://www.arcgis.
ทด่ี ิน (Landuse) com/apps/instant/m
เปนกรดิ (raster data) edia/index.html?appi
d=fc92d38533d4400
แผนทีธ่ รณวี ทิ ยา 2559 ขอ มลู แสดงทิศทาง 1:50,000 และ WGS84 78f17678ebc20e8e2
(vector Data) 1:250,000 WGS84 กรมทรัพยากรธรณี
1:50,000
แผนท่ี 2527 ขอมลู แสดงทศิ ทาง กรมแผนทีท่ หาร
ภมู ิประเทศ (vector Data)
ปริมาณนำ้ ฝน 2561 ขอ มูลแสดงทิศทาง รายวนั WGS84 กรมอุตนุ ยิ มวทิ ยา
(vector Data)
4.4 การทำแผนทีร่ องรอยดินถลม
แผนท่ีรอ งรอยดินถลมเปนแผนท่ีแสดงตำแหนง ความหนาแนน การกระจายตัวของดินถลม
ชนิดของดินถลม รวมถึงวันที่เกิดเหตุการณดินถลมแตละพ้ืนที่ ซ่ึงมีความสัมพันธกับปจจัยท่ีควบคุม
การเกิดดินถลม เชน ลักษณะทางธรณีวิทยา ธรณีวิทยาโครงสรา ง ลักษณะภูมิประเทศ และสภาพอากาศ
ดวยเหตุน้ีการทำแผนท่ีรองรอยดินถลม จึงมคี วามสำคัญที่ใชสำหรับเปนขอมูลต้ังตนในการทำนายการเกิด
ดินถลมในอนาคตได
ในการศึกษาคร้ังนี้จัดทำขอมูลตำแหนงรองรอยดินถลม โดยอาศัยเทคนิคการรับรูระยะไกล
ดว ยการแปลดวยสายตา (visual interpretation) จากภาพถายดาวเทียมภายใตแ อปพลเิ คชัน Google Earth
Pro โดยมีหลักการจำแนกลักษณะของดินถลมตามชนิดและลักษณะท่ีเห็นบนภาพถาย ดังตารางที่ 4.5
เปนการหาความแตกตางของพื้นที่ระหวางลักษณะรอยดินถลม ซึ่งมักแสดงสีของดินอาจเปน สีน้ำตาลแดง
หรอื ขาว (รูปที่ 4.1) ซึ่งเกิดจากการเปดหนา ดนิ /หินในบริเวณน้นั กับลักษณะพ้ืนที่รอบขาง ซงึ่ มักเปน พื้นท่ี
- 65 -
ปาสีเขียว หรือพ้ืนที่รางโลงเตียน (bare land) โดยสามารถตรวจจับรองรอยดินถลม และสามารถกำหนด
ตำแหนงจากภาพดาวเทียมโดยอาศยั ความเขาใจเกี่ยวกับชนดิ ของดนิ ถลมกับลกั ษณะภูมิประเทศโดยรอบ
รวมถึงความเขาใจเก่ียวกับลักษณะของดินถลมท่ีแสดงออกมาบนภาพดาวเทียมหรือภาพถายทางอากาศ
โดยท่ัวไปแลวมีเกณฑการแปลตามปจจัยตอ ไปนี้
1) ลกั ษณะธรณีสัณฐาน
2) ลกั ษณะทางนำ้ การผพุ ัง และระบบอทุ กวทิ ยา
3) ลกั ษณะของสีของดนิ /หนิ
4) ลกั ษณะพืชพรรณทป่ี กคลมุ
5) กจิ กรรมของมนุษย และการใชป ระโยชนท ด่ี นิ
อยางไรก็ตามการเขาพื้นท่ีเพื่อตรวจสอบความถูกตองของการแปลขอมูลจากภาพถาย
จะทำใหแผนทร่ี องรอยดินถลมมีความละเอียด แมน ยำ และถกู ตองมากย่งิ ขึ้น (รปู ท่ี 4.2)
- 66 -
ตารางที่ 4.5 หลักการจำแนกลักษณะของดินถลมจากการแปลความหมายภาพถายทางอากาศและ
ภาพดาวเทยี ม (ดดั แปลงจาก Miller, 2007 และ Soeters and Westen, 1996)
Type of Characteristic based on morphology, vegetation, and drainage visible on stereo images
Movement
Fall and Morphology Distinct wall or free face in association with scree slopes (20 to 30 degrees)
topple and dejection cones; jointed rock wall (>50 degrees) with fall chutes.
Vegetation Linear scars in vegetation along frequent rock fall paths; vegetation density
low on active scree slopes.
Drainage No specific characteristics.
Rotational Morphology Abrupt changes in slope morphology characterised by concave (niche) and
slide convex (runout lobe) forms; often steplike slopes; semilunar crown and
lobate frontal part; back-tilting slope facets, scarps, hummocky morphology
on depositional part; D/L = ratio 0.3 to 0.1 slope 20 to 40 degrees.
Vegetation Clear vegetational contrast with surrounding, absence of land use indicative
for activity; differential vegetation according to drainage conditions.
Drainage Contrast with nonfailed slopes; bad surface drainage or ponding in niches or
back-tilting areas; seepage in frontal part of runout lobe.
Compound Morphology Concave and convex slope morphology; concavity often associated with
slide linear grabenlike depression; no clear runout but gentle convex or bulging
frontal part; back-tilting facet associated with (small) antithetic faults; D/L
ratio 0.3 to 0.1, relatively broad in size.
Vegetation As with rotational slides, although slide mass will less disturbed.
Drainage Imperfect or disturbed surface drainage, ponding in depressions and in rear part
of slide.
Translational Morphology Joint controlled crown in rock slides, smooth planar slip surface, relatively
slide shallow, certainly in surface material over bedrock; D/L < 0.1 and large width;
runout hummocky, rather chaotic relief, with block size decreasing with larger
distance.
Vegetation Source area and transportational path denuded, often with lineation in
transportation directions; differential vegetation on body in rock slides;
no landuse on body.
Drainage Absence of ponding below crown, disordered or absent surface drainage
on body; streams deflected or blocked by frontal lobe.
- 67 -
ตารางท่ี 4.5 หลักการจำแนกลักษณะของดินถลมจากการแปลความหมายภาพถายทางอากาศและ
ภาพดาวเทยี ม (ดดั แปลงจากจาก Miller, 2007 และ Soeters and Westen, 1996) (ตอ)
Type of Characteristic based on morphology, vegetation, and drainage visible on stereo images
Movement
Morphology Irregular arrangement of large blocks tilting in various directions; block size
Lateral decreases with distance and morphology becomes more chaotic; large cracks
spread Vegetation and linear depressions separating blocks; movement can originate on very
Drainage gentile slopes (<10 degrees).
Earth flows Morphology
Differential vegetation enhancing separation of blocks; considerable contrast
Debris flow Vegetation with unaffected areas.
Drainage
Mudslide Morphology Disrupted surface drainage; frontal part of movement is closing off valley,
causing obstruction and asymmetric valley profile.
Vegetation
Drainage One large or several smaller concavities, with hummocky relief in source area;
Morphology main scars and several small scars resemble slide type of failure; path
following stream channel and body is infilling valley, contrasting with V-
Vegetation shaped valleys; lobate convex frontal part; irregular micromorphology with
Drainage pattern related to flow structures; slope > 25 degrees; D/L ratio very small.
Vegetation on scar and body strongly contrasting with surrounding, land use
absent if active; linear pattern in direction of flow.
Ponding frequent in concave upper path of flow; parallel drainage channels on
both sides of body in valley; deflected or blocked drainage by frontal lobe.
Large amount of small concavities (associated with drainage system) or one
major scar characterising source area; almost complete destruction along
path, sometimes marked by depositional levees; flattish desolate plain,
exhibiting vague flows structures in body of debris flow.
Absence of vegetation everywhere; recovery will take many years.
Disturbed by main body; original streams blocked or deflected by body.
Shallow concave niche with flat lobate accumulative part, clearly wider than
transportation path; irregular morphology contrasting with surrounding areas;
D/L ration0.05 to 0.01; slope 15 to 25 degrees.
Clear vegetational contrast when fresh; otherwise differential vegetation
enhances morphological features.
No major drainage anomalies beside local problems with surface drainage.
- 68 -
รูปที่ 4.1 ตัวอยางรองรอยดินถลมแสดงสีขาว (บน) และสีแดง (ลาง) จากภาพ Google earth จังหวัด
นครศรธี รรมราชและพ้นื ทใ่ี กลเคยี ง ถายภาพเมอ่ื วนั ท่ี 18 มีนาคม 2556
- 69 -
รูปท่ี 4.2 (บน) ดินถลมชนิดการไหลของเศษหินและดิน น้ำตกคลองนารายณ ตำบลคลองนารายณ
อำเภอเมือง จังหวัดจันทบุรี ตำแหนง 48P 0193269 E 1392548 N (ลาง) รอยดินถลมชนิดการเล่ือนไถล
ระนาบโคง บานโขดทราย ตำบลหาดเล็ก อำเภอคลองใหญ จังหวัดตราด ตำแหนง 48P 02771880 E
1296422 N
- 70 -
4.5 การวิเคราะหแบบจำลองดนิ ถลม ทางคณิตศาสตร
ปจจัยที่นำมาวิเคราะหความออนไหวตอการเกิดดินถลมทั้ง 7 ปจจัย ไดแก ขอมูลวิทยาหิน
หนารับน้ำฝน ทิศทางการไหลของน้ำ ระดับความสูง ความลาดชัน การใชประโยชนท่ีดิน และระยะหาง
จากโครงสรางทางธรณีวิทยา โดยจะถูกแบงเปนกลุมยอย (reclassify) เพื่อเปนการจัดกลุมขอมูลกอน
การประมวลผล และทำช้ันระยะกันชน (multi-buffer) สำหรับขอมูลธรณีวิทยาโครงสรางและทางน้ำ
รายละเอียด ดังตารางที่ 4.6 การจัดเก็บฐานขอมูลจะอยูในรปู แบบกริด (raster data) ท่ีมีขนาดความละเอียด
10x10 เมตร เพื่อนำไปใชประมวลผลในแบบจำลองทางคณิตศาสตร โดยแบงออกเปน 5 ขั้นตอนหลัก
ดงั รูปที่ 4.3 โดยแตล ะขนั้ ตอนมรี ายละเอียดดงั ตอไปนี้
10x10 เมตร
รูปที่ 4.3 แผนภูมิการวเิ คราะหแบบจำลองดินถลม
- 71 -
ตารางที่ 4.6 ปจ จัยท่นี ำมาใชใ นแบบจำลองดินถลม
ปจ จยั ลำดับ กลุม
1. วิทยาหิน 1 CG1 หนิ กรวดมน ท่มี เี มด็ กรวดเปน แรควอตซแ ละเศษหนิ
(Lithology) 2 CG2 หนิ กรวดมน ที่มเี มด็ กรวดเปน หนิ ปูน
3 CG3 หนิ กรวดมนเชอ่ื มประสานดว ยเหลก็ ออกไซด
4 SS1 หนิ ทรายเนอ้ื เกรยแวก
5 SS2 หนิ ทรายอารโคส หนิ ทรายเนือ้ ควอตซ
6 SS3 หนิ ทรายแทรกสลบั กับหินตะกอนเนอ้ื ละเอียดกง่ึ แปรสภาพ
7 SS4 หนิ ทรายสนี ้ำตาลแกมมวง ช้นั หนา
8 FS1 หินตะกอนเนือ้ ละเอียด บางสวนกึ่งแปรสภาพ
9 FS2 หินตะกอนเน้ือละเอยี ดเช่ือมประสานดว ยเหลก็ ออกไซด
10 FS3 หนิ ตะกอนเน้ือละเอยี ด เน้อื ปนปูน
11 FS4 หินตะกอนเนอ้ื ละเอยี ด หนิ โคลน หนิ โคลนปนซากพืช
12 CB1 หนิ คารบ อเนต
13 CB2 หินคารบอเนตเนอื้ ดนิ
14 CH หนิ ตะกอนเน้ือผลกึ ซลิ กิ า
15 CT หนิ แปรสมั ผสั ทม่ี ากดวยแรควอตซ
16 F-MET1 หินแปรทีม่ ีรวิ้ ขนานเกรดตำ่
17 F-MET2 หินตะกอนกึ่งแปรสภาพ
18 MU1 หนิ อคั นชี นดิ เมฟก และอัลตราเมฟก
19 MU2 หินเซอรเ พนทไี นทพบรวมกบั หินอัคนชี นิดอลั ตราเมฟก
20 GR หินแกรนิต
21 VOL1 หินอคั นีภเู ขาไฟประกอบดว ยแรส ีจางถึงปานกลาง
22 VOL2 หนิ อคั นีภเู ขาไฟประกอบดว ยแรส ีจาง
23 GY หนิ กเี ซอไรต
24 COL ตะกอนเชงิ เขา
25 AL ตะกอนน้ำพา
26 TER ตะกอนตะพักลำน้ำ
27 BEA ตะกอนชายหาด และตะกอนสนั ทรายเกา
28 MC ตะกอนปาชายเลน และตะกอนที่ราบน้ำทะเลขนึ้ ถึง
- 72 -
ตารางท่ี 4.6 ปจจัยทน่ี ำมาใชในแบบจำลองดินถลม (ตอ )
ปจ จยั ลำดับ กลมุ
2. หนา รบั นำ้ ฝน 1 Flat (-1)
(Aspect)
3.ทิศทางการไหลของนำ้ 2 North (0-22.5)
(Flow Direction) 3 Northeast (22.5-67.5)
4.ระดบั ความสูง (เมตร)
(Elevation) 4 East (67.5-112.5)
5 Southeast (112.5-157.5)
6 South (157.5-202.5)
7 Southwest (202.5-247.5)
8 West (247.5-292.5)
9 Northwest (292.5-337.5)
10 North (337.5-360)
1 1 (90 deg)
2 2 (135 deg)
3 4 (180 deg)
4 8 (225 deg)
5 16 (270 deg)
6 32 (315 deg)
7 64 (0 deg)
8 128 (45 deg)
1 0-200
2 200-400
3 400-600
4 600-800
5 800-1000
6 1000-1200
7 1200-1400
8 1400-1600
9 1600-1800
10 1800-2000
11 2000-2200
12 > 2200
- 73 -
ตารางที่ 4.6 ปจจัยทน่ี ำมาใชใ นแบบจำลองดนิ ถลม (ตอ)
ปจ จัย ลำดับ กลุม
5.ความลาดชัน (องศา) 1 0-10
(Slope) 2 10-20
3 20-30
6.การใชประโยชนท่ดี ิน 4 30-40
(Landuse) 5 40-50
6 50-60
7. ระยะหา งจาก 7 60-70
โครงสรางทางธรณวี ทิ ยา 8 70-80
(เมตร) 9 80-90
(The distance to แหลงน้ำ (Water)
structure) 1
พน้ื ทป่ี ามีตน ไมใ หญ (Trees)
2
ทุงหญา (Grass)
3
พืชพรรณในพ้ืนทีล่ ุมน้ำทว มถงึ (Flooded Vegetation)
4
พน้ื ท่ีเกษตรกรรม (Crops)
5
พมุ ไม (Scrub/Shrub)
6
ส่ิงปลกู สรา ง (Built Area)
7
พน้ื ทโ่ี ลงไมมพี ชื พรรณใบเขียว (Bare Ground)
8
0-200
1 200-400
2 400-600
3 600-800
4 800-1000
5 1000-1200
6 1200-1400
7 1400-1600
8 1600-1800
9 1800-2000
10 2000-2200
11 2200-2400
12 2400-2600
13 2600-2800
14 2800-3000
15 >3000
16
- 74 -
4.5.1 Area cross tabulation
การนำขอมูลปจจัยที่เกี่ยวของกับดินถลมมาหาความสัมพันธกับขอมูลดินถลมที่เกิดข้ึน
ในอดีต หรือแผนท่ีรองรอยดินถลม (ลักษณะจุด) โดยจุดประสงคของวิธีน้ี คือ การเปรียบเทียบลักษณะ
พ้ืนที่เดียวกันบนขอมูลสองตัว การรวมขอมูลที่มีพื้นท่ีทับซอนกันของแตละปจจัยกับจุดรองรอยดินถลม
ในอดีต และนำออกมาในรูปแบบตาราง โดยคำนวณพื้นท่ีของปจจัยแตละกลุมที่ทับซอนกับจุดดินถลม
การสรางตารางนำเอาตวั แปรมาไขวกันตามแนวนอนและแนวต้ัง ตารางท่ีไดจะแสดงรายละเอียดของตัวแปร
หนึง่ ในแตละอกี คา ตัวแปรหน่งึ ทใ่ี ชอ ธิบายความสมั พันธระหวางตัวแปรทง้ั สอง
4.5.2 Frequency ratio (Fr)
การประเมินผลของความนาจะเปนของการเกิดดินถลมดวยแบบจำลองทางสถิติ Bivariate
statistical model (ตัวอยางดูไดจ าก Teerarungsigul (2006) และ Nawawitphisit (2010) ดวยการหา
ความสมั พันธท ่ีเก่ยี วของระหวา งดนิ ถลม และปจจัยท่ีควบคมุ ดินถลม โดยแตล ะปจจัยสามารถคำนวณหาได
จากสมการท่ี 1
สมการท่ี 1
เม่ือไดค วามสัมพันธของดินถลมและปจจัยแตล ะกลุมแลว คา Frequency ratio ของแตละ
กลุมของปจจัย จะถูกนำมาคำนวณเพื่อหาความออนไหวของพื้นที่ดินถลม (Landslide susceptibility
index, LSI) ตามสมการที่ 2
สมการที่ 2
4.5.3 การใหนำ้ หนกั (weighting)
เน่ืองจากคาความสำคัญของปจจัยที่นำมาวิเคราะหการเกิดดินถลมน้ันไมเทากัน การนำ
วิธีการใหน้ำหนักกับแตละปจจัยมาใชเพื่อเพ่ิมความถูกตองและแมนยำมากยิ่งข้ึน (ตัวอยางดูไดจาก
Pantanahiran (1994) และ Teerarungsigul (2006)) ในรายงานนี้นำ 2 วธิ ีการใหน้ำหนักมาหาคาเฉล่ีย
โดยแตละวธิ ีการมกี ารคำนวณคอื
1. Reliability probability method (RP) = the value of factor corresponding to
landslide
สมการที่ 3
- 75 -
2. Accountability probability method (AP) = the value of landslide accounted
for by factor
สมการท่ี 4
3. คาเฉล่ยี ทัง้ สองวิธีดา นบน (RP และ AP)
สมการท่ี 5
เม่ือไดคาน้ำหนักเฉลี่ยของแตละปจจัยจะถูกนำมาคูณกับ คา Frequency ratio ของแตละ
กลุม ของปจ จัย และจะถูกนำมาคำนวณเพื่อหาความออ นไหวของพืน้ ทดี่ นิ ถลม
4.6 การตรวจสอบแบบจำลองดนิ ถลม (validation)
ใน ก า ร ท ำแ ผ น ที่ พื้ น ที่ อ อ น ไห ว ต อ ก า ร เกิ ด ดิ น ถ ล ม สิ่ ง ที่ ส ำ คั ญ แ ล ะ มี ค ว า ม จ ำ เ ป น ม า ก
คือ การตรวจสอบโมเดล (Chung and Fabbri, 2003) การตรวจสอบที่ไดผลจริง คือ การท่ีมีเหตุการณ
ดินถลมเกิดขึ้นจริงในบริเวณที่โมเดลไดทำนายไว หรือ ท่ีเรียกวา “Wait and See” (Neuhauser and
Terhorst, 2007) แตปญหาก็คือตองรอเปนเวลานานกวาเหตุการณดินถลมจะเกิดขึ้นหรืออาจจะ
ไมเกิดเลย (Van Den Eeckhaut and others, 2006) การทำนายหรือโมเดลก็กลายเปนสิ่งที่ไรป ระโยชน
ไปเลย ดังน้ันแทนท่ีจะรอใหธรรมชาติเปนส่ิงพิสูจนวาโมเดลท่ีทำถูกตองหรือไม การทดสอบทาง
คณิตศาสตรจึงถูกนำมาชวยในการบงช้คี วามถูกตอ งของโมเดล (Carrara & Pike, 2008) ซ่ึงโมเดลท่ีดีตอง
มีความนา เชอ่ื ถือทางสถติ ดิ ว ย
4.6.1 สมมุติฐาน
สมมุติฐานหลักในการตรวจสอบแบบจำลองดินถลมสามารถแบงออกเปน 2 สมมุติฐาน คือ
(1) เหตุการณด ินถลมที่เกิดข้ึนสัมพนั ธก ับตัวแปรตาง ๆ ไดแ ก ธรณวี ิทยา ภูมิประเทศ การใชประโยชนท ี่ดิน
และปาไม และ (2) เหตกุ ารณดินถลมท่ีจะเกดิ ในอนาคตถูกกระตนุ โดยตัวแปรเฉพาะ ไดแ ก ปรมิ าณน้ำฝน
และแผนดินไหว
4.6.2 เทคนคิ ท่ีใชใ นการตรวจสอบ
วิธีการสำหรับตรวจสอบแบบจำลองดินถลมมีอยูหลากหลายวิธี โดยวิธีท่ีนิยมใชกันมาก
ไดแก วิธีการตรวจสอบเชิงคุณภาพ (qualitative method) จะใชวิธีการซอนทับขอมูลดินถลมบน
แบบจำลองการเกิดดินถลมและวิเคราะหดวยตาเปลา และวิธีการตรวจสอบเชิงปริมาณ (quantitative)
จะใชความเก่ียวของของดินถลม และโซนของพิบัติภัยดนิ ถลม โดยใชการคำนวณทางคณิตศาสตรเ ขามาชว ย
ตวั อยางเทคนิคที่ใช ไดแ ก
- 76 -
(1) การตรวจสอบภาคสนามและการซอนทับแบบงาย (ground-truthing and simple overlay)
ในการประเมินพ้ืนที่ออนไหวตอการเกิดดินถลม การตรวจสอบแบบจำลองสามารถทำไดโดยการ
ไปตรวจสอบภาคสนาม หรอื ใชก ารแปลภาพถา ยทางอากาศ
(2) กราฟบอกความถูกตองของโมเดล (success rate curve) กับกราฟความถูกตองของ
การทำนาย (prediction rate curve) สามารถเปนตัวทดสอบความถูกตองของโมเดลได ซึ่งทั้งสองวิธีนี้
มีลกั ษณะคลา ยคลึงกนั จะตางกันตรงทขี่ อมลู ดินถลมที่ใชในการตรวจสอบโมเดล โดยแบบกราฟบอกความ
ถกู ตองของโมเดลจะใชข อมลู ดนิ ถลม ชุดเดียวกับขอมูลดินถลม ทใ่ี ชในการสรางโมเดล ซงึ่ สามารถบอกไดวา
โมเดลที่ทำออกมามีคาความถูกตองหรือมีผลลัพธดีขนาดไหน แตการตรวจสอบโมเดลแบบกราฟ
ความถูกตองของการทำนายจะใชขอมูลดินถลมคนละชุดกับดินถลมที่ใชในการสรางโมเดล ซึ่งผลของ
การตรวจสอบสามารถบอกไดวาโมเดลที่สรางขึ้นมีความถูกตองมากนอยเพียงใดและใชในการทำนายการ
เกิดดินถลมในอนาคตไดหรือไม สามารถทำไดโดยการเปรยี บเทยี บรองรอยดนิ ถลม กับระดับความออ นไหว
(susceptibility classes) ที่ไดจากโมเดล โดยมีวิธีการงาย ๆ โดยใชโปรแกรมทาง GIS ในการรวม
(ซอนทับ) ขอมูลดินถลมและขอมูลความออนไหว (susceptibility) จะไดตำแหนงพิกเซล (pixel) ที่มี
คาดินถลมและไมมีดินถลม แลวนำผลรวมของตำแหนงที่มีคาดนิ ถลมไปสรางกราฟ โดยคาความออนไหว
จะอยูใ นแนวนอน (X-axis) คา ผลรวมตำแหนง ทม่ี ีดนิ ถลม อยใู นแนวตง้ั (Y-axis)
(3) การตรวจสอบแบบจำลองโดยใชวิธีกราฟแสดงความถูกตอง การตรวจสอบแบบจำลอง
ในรายงานฉบับน้ีเลือกใชวิธีกราฟแสดงความถูกตอง โดยใชรองรอยดินถลมชุดเดียวกับที่ใชในการทำ
แบบจำลอง เปน การนำคาตำแหนง ของความออ นไหวมาสรา งกราฟรว มกับคา การสะสมตัวของตำแหนงดนิ
ถลม ท่ตี กอยบู นพ้นื ทอ่ี อนไหวนน้ั ๆ ดงั รูปที่ 4.4
(4) การแปลความหมายกราฟ กราฟท่ีไดเ รียกวา Success rate curve ซึ่งสามารถคำนวณ
พ้ืนที่ใตกราฟได เรียกวา AUC-Area under curve ดังตารางท่ี 4.7 ถาหากเสนกราฟอยูบนเสนทแยงมุม
ของคา 0 ถึง 1 (หรือ 0 ถึง 100%) แสดงวากราฟมีความเหมาะสม ย่งิ เสนกราฟอยูเหนือเสนทแยงมมุ ขึ้น
ไปมากเทาไหรแสดงวาแบบจำลองมีความเหมาะสมมากเทานั้น (Remondo et al., 2003) และถาหาก
คา AUC ใกล 1 มากเทาใด แสดงวา แบบจำลองนั้นมีคาความถูกตองและสามารถนำไปใชประโยชน
ในการทำนายพนื้ ท่อี อ นไหวตอ การเกิดดนิ ถลม ได
- 77 -
รปู ท่ี 4.4 ตวั อยา งกราฟแสดงความถูกตอง (success rate curve) ของแบบจำลอง
ตารางที่ 4.7 ตารางแสดงชว งคา AUC ที่ใชอางองิ ความถกู ตองของโมเดล (Hasanat and others, 2010)
AUC Performance
0.90-1.00 Excellent (A)
0.80-0.90 Good (B)
0.70-0.80 Fair (C)
0.60-0.70 Poor (D)
0.50-0.60 Fail (F)
บทที่ 5
การวิเคราะหพนื้ ทอ่ี อ นไหวตอการเกดิ ดนิ ถลม
การวิเคราะหพื้นที่ออ นไหวตอ การเกิดดินถลมเปนการวิเคราะหพื้นที่ที่มีโอกาสเกิดดินถลม
ในอนาคตดวยระบบสารสนเทศภูมิศาสตรและเทคนิคการรับรูร ะยะไกล โดยใชแบบจําลองทางสถิติ
Bivariate probability และการใหคาน้ำหนัก (Weighting) ในพื้นที่จังหวัดอุทัยธานี ผลการวิเคราะห
อธิบายคาความสัมพันธระหวางรองรอยดินถลมและปจจัยที่ควบคุมดินถลมท้ัง 7 ปจจัย ไดแก วิทยาหิน
หนารบั น้ำฝน ทศิ ทางการไหลของน้ำ ระยะหางจากโครงสรางทางธรณีวิทยา ระดับความสูง ความลาดชัน
และการใชป ระโยชนท่ดี ิน และการใหค า นำ้ หนกั กับปจจัยทีเ่ กย่ี วขอ งกบั ดินถลม
5.1 แผนท่ีรองรอยดินถลม (Landslide Inventory Map)
แผนที่แสดงตำแหนงของดินถลมท่ีเกิดในอดีตจนถึงปจจุบันในพื้นที่จังหวัดอุทัยธานี ไดจาก
การแปลภาพถายดาวเทียมในชวง 36 ป ท่ีผานมา ระหวางป พ.ศ. 2527–2563 และจากการสำรวจ
รองรอยดนิ ถลมในพื้นที่ พบรองรอยดินถลมท้ังหมด 210 รอย (รูปท่ี 5.1) จากแผนที่รองรอยดนิ ถลมพบ
การกระจายตัวของรองรอยดินถลมอยูในหินฐานจำพวกหินแกรนิต หินแปรที่มีร้ิวขนาน หินทราย
หนิ ดินดาน และหินปูนเนื้อดนิ บริเวณท่ีมลี ักษณะภูมิประเทศเปนภเู ขาสูง และท่ีลาดเชิงเขาในพ้ืนท่ีตำบล
แกนมะกรูด ตำบลคอกควาย ตำบลเจาวัด และตำบลบานไร อำเภอบานไร ตำบลระบำ อำเภอลานสัก
ตำบลทองหลาง อำเภอหว ยคต ตำบลเขาข้ีฝอย อำเภอทัพทัน และตำบลหนองหลวง อำเภอสวา งอารมณ
รองรอยดินถลมที่พบเปนสวนใหญเปนดินถลมชนิดเลื่อนไถล (Slides) ดินถลมชนิดไหล (Flow) และ
ดินถลม ชนิดรวงหลน (Falls) ตามลำดับ เชน ดินถลมชนิดเล่อื นไถลของเศษหินและดิน ท่ีพบบริเวณที่มี
การตัดไหลเ ขาทำถนนในพนื้ ทตี่ ำบลแกน มะกรูด และตำบลบา นไร อำเภอบานไร และดินถลม ชนดิ การไหล
ของเศษหินและดินท่ีถูกน้ำพัดพามาจากภูเขาสูงไหลมาตามรองน้ำในพื้นท่ีตำบลทองหลาง อำเภอหวยคต
และตำบลระบำ อำเภอลานสกั (รายละเอียดเพ่ิมเตมิ ในบทท่ี 6) เปนตน
แผนท่ีรองรอยดินถลมสามารถเห็นถึงการกระจายตัวของดินถลมในพื้นท่ีตาง ๆ และ
การเคลื่อนยา ยตำแหนงดินถลม ในอดีตจนถงึ ปจจุบนั อยางไรกต็ ามแผนท่ีรองรอยดินถลมน้ันยงั ไมสามารถ
บอกถึงกลไกลการเกิดดินถลม และปจจัยท่ีเปนตัวกระตุนหรือเรงใหเกิดดินถลม แตหากนำไปหา
ความสัมพันธกับปจจัยหลักท่ีเกี่ยวของกับดินถลม อาจจะเปนแนวทางในการทำนายตำแหนงดินถลม
ในอนาคตได ดังน้ันการทำแผนท่ีพ้ืนท่ีรองรอยดินถลม จึงมีความสำคัญมากในการวิเคราะหพ้ืนท่ีมีโอกาส
เกิดดินถลมในอนาคต นอกจากนี้ขอมูลรองรอยดินถลมที่มีรายละเอียดถึงขนาด ชนิด และความสดใหมของ
การเกิดดนิ ถลมยงั มีประโยชนต อ งานสำรวจวิศวกรรม และงานฟนฟูพ้นื ท่ี
- 79 -
- 80 -
รปู ท่ี 5.1 แผนทร่ี อ งรอยดนิ ถลมในพืน้ ทจ่ี งั หวดั อุทยั ธานี ในชว ง 36 ปท ี่ผา นมา (พ.ศ. 2527–2563)
- 81 -
5.2 ปจ จัยท่เี กยี่ วขอ งกับการเกดิ ดนิ ถลม
การวิเคราะหพื้นท่ีที่มีโอกาสเกิดดินถลมดวยวิธี Bivariate approach (Frequency ratio)
อาศัย 7 ปจจัยท่ีเก่ียวของกับดินถลม (Landslide controlling factors) มาหาคาความสัมพันธระหวาง
รอ งรอยดินถลมในอดีตในรูปแบบอัตราสวนความนาจะเปน (b/a) หรือความหนาแนนของการกระจายตวั
ของดินถลม ในแตละกลมุ ยอยในปจจัยทีเ่ ก่ียวของกบั ดนิ ถลม รายละเอยี ดแสดงในตารางที่ 5.1
5.2.1 กลุมวิทยาหิน (Lithology)
หินแตละชนิดมีความแตกตางท้ังทางกายภาพ และคุณสมบัติทางเคมี ทำใหพื้นที่มีความเส่ียง
ตอการเกิดดินถลมมากนอยแตกตางกันออกไป ดังนั้นเพ่ือใหการวิเคราะหคาความออนไหวตอดินถลมมี
ความถูกตอ ง ในพ้ืนที่จงั หวัดอุทัยธานีจำแนกกลุมวิทยาหินออกเปน 17 กลุม (รปู ท่ี 5.2) คือ 1) หนิ กรวดมนท่ี
มีเม็ดกรวดเปนแรควอตซและเศษหิน (CG1) 2) หินทรายเน้ือเกรยแวก (SS1) 3) หินทรายอารโคส หินทราย
เนื้อควอตซ (SS2) 4) หินทรายแทรกสลับกับหินตะกอนเนื้อละเอียดก่ึงแปรสภาพ (SS3) 5) หินตะกอนเน้ือ
ละเอยี ด บางสวนก่ึงแปรสภาพ (FS1) 6) หินตะกอนเนื้อละเอียดเน้ือปนปูน (FS3) 7) หินตะกอนเน้ือละเอียด
หินโคลน หินโคลนปนซากพืช (FS4) 8) หินคารบอเนต (CB1) 9) หินคารบอเนตเนื้อดิน (CB2) 10) หินตะกอน
เน้ือผลึกซิลิกา (CH) 11) หินแปรสัมผัสท่ีมากดวยแรควอตซ (CT) 12) หินแปรท่ีมีร้ิวขนานเกรดต่ำ (F-MET1)
13) หินแกรนิต (GR) 14) หินอัคนีภูเขาไฟประกอบดวยแรสีจางถึงปานกลาง (VOL1) 15) ตะกอนเชิงเขา
(COL) 16) ตะกอนน้ำพา (AL) และ17) ตะกอนตะพักลำน้ำ (TER) พบการกระจายตัวของรองรองดินถลม
หนาแนนมากในหินแกรนิต (48.28% ของรองรอยดินถลมทั้งหมด) นอกจากนี้ยังพบการกระจายตัวของ
รองรอยดินถลม (% of Landslide scar) ในหินทรายเน้ือเกรยแวก (31.62) หินตะกอนเนื้อละเอียดบางสวน
ก่งึ แปรสภาพ (6.06) และหินตะกอนเนอ้ื ละเอยี ดเน้ือปนปูน (5.38)
5.2.2 หนารับน้ำฝน (Aspect)
หนารับน้ำฝนมีความเกี่ยวของกับบริเวณดานรับแสงแดด ลม และน้ำฝน ซ่ึงสงผลตอ
การเกิดดินถลม หนารับน้ำฝนสามารถแบงออกเปน 10 กลุม คือ 1) พ้ืนท่ีราบ Flat 2) ทิศเหนือ North
(0-22.5 องศา) 3) ทิศตะวันออกเฉียงเหนือ Northeast (22.5-67.5 องศา) 4) ทิศตะวันออก East
(67.5-112.5 องศา) 5) ทิศตะวันออกเฉียงใต Southeast (112.5-157.5 องศา) 6) ทิศใต South
(157.5-202.5 องศา) 7) ทิศตะวันตกเฉียงใต Southwest (202.5-247.5 องศา) 8) ทิศตะวันตก West
(247.5-292.5 องศา) 9) ทิศตะวันตกเฉียงเหนือ Northwest (292.5-337.5 องศา) และ 10) ทิศเหนือ
North (337.5-360 องศา) (รูปที่ 5.3) จากการเปรียบเทียบกับรองรอยดินถลม พบวาหนารับน้ำฝนที่มี
ความสัมพันธตอการเกิดดินถลม (Fr ≥ 1) คือ ทิศตะวันออกเฉียงใต (Fr = 2.25) ทิศใต (Fr = 2.04)
ทิศตะวันตกเฉียงใต (Fr = 1.45) และทิศตะวันออก (Fr = 1.10) ซงึ่ นา จะมีสัมพันธกับ 3 มรสมุ คือ มรสุม
ตะวันออกเฉยี งเหนือ พายหุ มนุ เขตรอน และมรสมุ ตะวนั ตกเฉียงใต (รายละเอียดเพ่ิมเติมในรูปท่ี 3.1 บทที3่ )
- 82 -
ตารางที่ 5.1 ความสมั พันธระหวางรองรอยดินถลมกบั ปจ จยั ที่ควบคมุ การเกดิ ดนิ ถลม
ปจ จยั ลำดบั กลมุ % of % of Frequency
total area Landslide ratio (b/a)
1. วทิ ยาหิน 1 CG1: หินกรวดมนท่มี ีเม็ดกรวดเปนแรค วอตซแ ละเศษหิน 0.49
(Lithology) 2 SS1: หินทรายเน้ือเกรยแวก 8.76 0.13 0.26
3 SS2: หนิ ทรายอารโคส หินทรายเน้อื ควอตซ 0.26 31.62 3.61
2. หนารบั 4 SS3: หินทรายแทรกสลับกับหนิ ตะกอนเน้ือละเอยี ดก่ึงแปรสภาพ 4.88 0.08 0.33
นำ้ ฝน 5 FS1: หนิ ตะกอนเน้ือละเอียด บางสว นกึ่งแปรสภาพ 2.48 0.85 0.17
(Aspect) 6 6.06 2.45
7 FS3: หินตะกอนเน้ือละเอียดเน้ือปนปูน 4.88 5.38 1.10
3. ทศิ ทาง 8 0.47 0.34 0.73
การไหลของนาํ้ 9 FS4: หนิ ตะกอนเนื้อละเอียด หนิ โคลน หินโคลนปนซากพืช 10.00 3.35 0.33
(Flow 10 CB1: หนิ คารบอเนต 0.42 0.05
direction) 11 CB2: หนิ คารบอเนตเน้ือดนิ 8.22 0.00 0.00
4. ระยะหาง 12 CH: หินตะกอนเนอ้ื ผลกึ ซลิ กิ า 0.01 0.08 0.14
จากโครงสราง 13 CT: หินแปรสัมผัสที่มากดวยแรควอตซ 0.60 3.39 0.49
ทาธรณีวิทยา 14 F-MET1: หินแปรทมี่ ีรวิ้ ขนานเกรดตำ่ 6.98 48.28 3.66
(เมตร) 15 GR: หินแกรนิต 13.18 0.00 0.00
16 0.14 0.00 0.00
17 VOL1: หินอัคนภี เู ขาไฟประกอบดว ยแรสีจางถึงปานกลาง 0.00 0.00
1 COL: ตะกอนเชิงเขา 13.17 0.00 0.00
2 AL: ตะกอนน้ำพา 21.80 0.00 0.00
3 TER: ตะกอนตะพกั ลำน้ำ 2.46 1.06 0.17
4 4.16 0.35
5 Flat (-1) 1.84 15.66 1.10
6 North (0-22.5) 6.24 26.18 2.25
7 Northeast (22.5-67.5) 11.93 25.54 2.04
8 East (67.5-112.5) 14.18 17.31 1.45
9 Southeast (112.5-157.5) 11.64 7.59 0.58
10 South (157.5-202.5) 12.50 1.70 0.16
1 Southwest (202.5-247.5) 11.96 0.81 0.14
2 West (247.5-292.5) 13.20 20.75 1.05
3 Northwest (292.5-337.5) 10.61 19.56 3.03
4 North (337.5-360) 5.90 28.68 1.49
5 12.47 1.84
6 1 (90 deg) 19.76 11.03 0.61
7 2 (135 deg) 6.46 1.23 0.22
8 4 (180 deg) 19.20 3.73 0.22
1 8 (225 deg) 6.80 2.55 0.38
2 16 (270 deg) 18.08 21.37 1.13
3 32 (315 deg) 5.73 24.50 1.44
4 64 (0 deg) 17.25 16.36 1.20
128 (45 deg) 6.72 11.15 1.09
0-200 18.88
200-400 17.00
400-600 13.64
600-800 10.20