50
3. มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย แห่ง ซานตา บาร์บารา มีเคร่ือง IMB 360/75 ทางานภายใต้
ระบบปฏิบตั ิการ OS/MVT
4. มหาวทิ ยาลยั แคลิฟอร์เนีย แห่ง แอนเจลิส ใชเ้ คร่ือง SDS Sigma 7 ภายใตร้ ะบบปฏิบตั ิการ SEX
(Sigma Executive)
เมื่อมีการเชื่อมต่อจากท้งั 4 มหาวทิ ยาลยั ขา้ งตน้ น้ีจะเห็นไดว้ า่ แต่ละมหาวทิ ยาลยั มีระบบปฏิบตั ิการและ
โฮสตท์ ี่แตกต่างกนั ดงั น้นั จึงตอ้ งมีการใชซ้ อฟตแ์ วร์เพ่ือเชื่อมโยงระบบปฏิบตั ิการและโฮสตใ์ หต้ ิดต่อส่ือสารกนั
ได้ ซ่ึงทาใหเ้ กิดการพฒั นาเทคโนโลยสี าหรับใชใ้ นการติดต่อสื่อสารในคร้ังน้ี เรียกวา่ “Packet Switching” จาก
การทดลองใหง้ านเครือข่าย ARPANET จนเป็นที่พอใจแลว้ ในปี พ.ศ. 2515 กระทรวงกลาโหมสหรัฐอเมริกา
ไดท้ าการเชื่อมต่อคอมพิวเตอร์ของมหาวิทยาลยั และสถาบนั วิจยั ต่าง ๆ เขา้ ดว้ ยกนั ถึง 50 แห่ง โดยเครือข่าย
ARPANET จะใชเ้ พ่ือการคน้ หาและวิจยั ทางดา้ นการทหารเป็นส่วนใหญ่ ในการเชื่อมต่อคอมพิวเตอร์ท้งั หมดน้ี
ARPANET ไดม้ ีการกาหนดมาตรฐานในการรับส่งขอ้ มูลท่ีเรียกวา่ Network Control Protocol หรือ NCP เพือ่
เป็นการควบคุมการรับส่งขอ้ มูล การตรวจสอบ และการเป็นตวั กลางในการเช่ือมตอ่ เครื่องคอมพิวเตอร์ทกุ เคร่ือง
ท่ีต่อเขา้ ดว้ ยกนั แต่มาตรฐาน NCP ยงั มีขอ้ จากดั และขอ้ ผิดพลาดในดา้ นของจานวนเครื่องที่ต่อเขา้ กนั อนั เป็น
ผลทาให้ ARPANET ไม่สามารถท่ีจะขยายจานวนเครื่องเพ่ือรองรับการสื่อสารออกไปไดม้ ากนกั จนกระทงั่ ปี
พ.ศ. 2525 ARPANET ไดม้ ีการพฒั นาระบบการรับส่งขอ้ มูลแบบใหม่ โดยใชช้ ื่อมาตรฐานใหม่น้ีว่า TCP/IP
(Transmission Control Protocol/Internet/Protocol) ซ่ึงมาตรฐานการส่ือสารน้ีไดร้ องรับเครื่องคอมพิวเตอร์ที่
ต่างชนิดกนั ใหส้ ามารถรับส่งขอ้ มูลหรือส่ือสารระหวา่ งกนั ได้ ซ่ึงถือว่าเป็นสิ่งสาคญั สาหรับอินเทอร์เน็ต ในปี
พ.ศ. 2526 โพรโทคอล TCP/IP ไดม้ ีการยอมรับกนั อย่างแพร่หลายจนกระทง่ั ปัจจุบนั ในปี พ.ศ. 2526 อาร์
พาเนต็ ถูกแบ่งแยกเป็น 2 เครือข่าย คอื เครือขา่ ยดา้ นการวจิ ยั และเครือข่ายของกองทพั เครือข่ายดา้ นงานวิจยั
โดยใชช้ ื่อวา่ ARPANET ส่วนทางดา้ นเครือข่ายของกองทพั มีช่ือมีชื่อเรียกใหม่วา่ “มิลเน็ต” (MILNET)
ARPANET ใหบ้ ริการจนกระทงั่ ถึงจุดที่สมรรถนะของเครือข่ายไม่พอเพยี งท่ีจะรับภาระการสื่อสารหลกั
ของอินเทอร์เน็ตอีกต่อไป จนกระทง่ั ในปี พ.ศ. 2529 มลู นิธิวิทยาศาสตร์แห่งชาติ หรือ NSF (National Science
Foundation) ไดร้ ับเป็นเส้นทางหลกั ของการส่ือสารแทน การเติบโตของอินเทอร์เน็ต ในช่วงหน่ึงปี ใหห้ ลงั ของ
การเปลี่ยนแปลงมาใช้ TCP/IP มีจานวนโฮสตใ์ นอินเทอร์เน็ต รวมกนั 213 IP โฮสต์ ในเดือนสิงหาคม พ.ศ.
2529 จานวนโฮสตใ์ นอินเทอร์เน็ตเพิ่มข้ึนเป็ น 1,024 โฮสต์ และในเดือนมกราคมปี พ.ศ. 2536 จานวนโฮสต์ใน
อินเทอร์เน็ตเพ่ิมข้ึนไปมากกว่า 1,000,000 โฮสต์ แต่ละวนั จะมีโฮสตเ์ พ่ิมเขา้ สู่ระบบและมีผูใ้ ช้รายใหม่เกิดข้ึน
อยา่ งตอ่ เนื่อง จานวนโฮสตโ์ ดยประมาณภายในอินเทอร์เน็ตนบั จากปี พ.ศ. 2524 ถึง 2537 มีการขยายตวั เพ่ิมข้ึน
แบบเอก็ โปรเนนเซียล นบั ต้งั แตป่ ี พ.ศ. 2529 จานวนโฮสตไ์ ดเ้ พ่ิมข้ึนมากกวา่ 2 เท่าตวั ในทกุ ๆ ปี และยงั คง
เพิ่มข้ึนอย่างไม่หยุดย้งั จานวนโฮสต์โดยประมาณใน พ.ศ. 2538 คาดว่ามีราวหกลา้ นเคร่ือง หากประเมินว่า
โฮสตห์ น่ึงมีผใู้ ชเ้ ฉลี่ย 5-8 ราย จะประมาณวา่ มีผใู้ ชอ้ ินเทอร์เน็ตทว่ั โลกอยู่กว่า 30 ลา้ นคน การขยายตวั ของ
อินเทอร์เน็ตในปัจจุบันอยู่ในอตั รา 10-15 % ต่อเดือน ปัจจุบนั น้ีได้เป็ นผูว้ างมาตรฐานการเชื่อมต่อระหว่าง
เครือขา่ ยทาหนา้ ที่คน้ ควา้ วิจยั สิ่งใหม่ เพอ่ื รองรับอินเทอร์เน็ตในอนาคต
ความเป็ นมาของอนิ เทอร์เน็ตในประเทศไทย
51
นับต้ังแต่ปี พ.ศ. 2530 ประเทศไทยได้ติดต่อกับอินเทอร์เน็ตในลักษณะการใช้บริการจดหมาย
อิเล็กทรอนิกส์แบบแลกเปลี่ยนถุงเมล์ สถาบันที่ติดต่อกับเครือข่ายอินเทอร์เน็ตในลักษณะดังกล่าวคือ
มหาวิทยาลยั สงขลานครินทร์ วิทยาเขตหาดใหญ่ (PSU) และสถาบนั เทคโนโลยีแห่งเอเชียหรือสถาบัน เอไอที
(AIT) การติดต่ออินเทอร์เน็ตของท้งั สองสถาบนั เป็นการใช้บริการจดหมายอิเล็กทรอนิกส์โดยความร่วมมือกบั
ประเทศออสเตรเลียตามโครงการ IDP ซ่ึงเป็นการติดต่อเช่ือมโยงเครือข่ายดว้ ยสายโทรศพั ท์ จนกระทง่ั ปี พ.ศ.
2531 มหาวิทยาลยั สงขลานครินทร์ วิทยาเขตหาดใหญ่น้นั ไดย้ ่นื ขอที่อย่อู ินเทอร์เน็ตแห่งแรกในประเทศไทย
โดยไดร้ ับท่ีอยู่อินเทอร์เน็ต sritrang.psu.th ซ่ึงนับว่าเป็ นที่อยู่อินเทอร์เน็ตแห่งแรกของประเทศไทย ต่อมาปี
พ.ศ. 2534 บริษทั DEC (Thailand) จากดั ไดข้ อท่ีอยู่อินเทอร์เน็ตเพื่อใช้ในกิจการของบริษทั โดยไดร้ ับท่ีอยู่
อินเทอร์เน็ตเป็ น dect.co.th โดยที่คา “th” เป็ นส่วนที่เรียกว่า โดเมน (Domain) ซ่ึงเป็ นส่วนแสดงโซนของ
เครือขา่ ยอินเทอร์เน็ตในประเทศไทยโดยคาวา่ “th” เป็นรหสั ที่ยอ่ มาจากคาวา่ Thailand
ปี พ.ศ. 2535 นบั วา่ เป็นปี ท่ีอินเทอร์เน็ตเขา้ มาในประเทศไทยอยา่ งเตม็ ตวั โดยจุฬาลงกรณ์มหาวทิ ยาลยั
ไดจ้ ดั ต้งั เครือข่ายและไดเ้ ช่าสาย “ลีสไลน์” (Leased Line) ซ่ึงเป็นสายความเร็วสูงเพื่อเช่ือมต่อกบั อินเทอร์เน็ต
โดยเช่ือมตอ่ เขา้ กบั เครือข่าย “ยยู เู นต็ ” (UUNET) ของบริษทั ยยู เู นต็ เทคโนโลยี จากดั (UUNET Technologies
Co.,Ltd.) ซ่ึงต้งั อยูท่ ี่รัฐเวอร์จีเนีย ประเทศสหรัฐอเมริการ การเชื่อมต่อในระยะแรกโดยลีสไลน์ความเร็ว 9600
bps (bps : bit per second) ปัจจุบนั จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลยั ไดข้ ยายเครือขา่ ยโดยต้งั ชื่อวา่ “จุฬาเน็ต” (ChulaNet)
และไดป้ รับปรุงความเร็วของลีสไลน์จาก 9600 bps ไปเป็นความเร็ว 64 Kbps และ 128 Kbps ตามลาดบั ใน
ปี เดียวกนั ไดม้ ีสถาบนั การศึกษาหลายแห่งขอเชื่อมต่อเครือข่ายอินเทอร์เน็ตโดยผ่านจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลยั
สถาบนั การศึกษาเหล่าน้ีคือ สถาบนั เอไอที (AIT) มหาวิทยาลยั มหิดล (MU) มหาวิทยาลยั เชียงใหม่ (CMU)
สถาบนั เทคโนโลยีพระจอมเกลา้ วิทยาเขตเจ้าคุณทหารลาดกระบงั (KMITL) และมหาวิทยาลยั อสั สัมชัญ
บริหารธุรกิจ (AU) โดยเรียกเครือข่ายน้ีว่า เครือข่าย “ไทยเน็ต” (THATNET) ในปัจจุบนั เครือข่ายไทยเน็ต
ประกอบดว้ ยสถาบนั การศึกษาเพียง 4 แห่งเท่าน้นั ส่วนใหญ่ยา้ ยการเชื่อมโยงอินเทอร์เน็ตโดยผ่านเนตเทค
(NECTEC) หรือศูนยเ์ ทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ ดงั น้ัน เครือข่ายไทยเน็ตจึงมีขนาด
เลก็ จึงนบั วา่ เครือขา่ ยไทยเน็ตเป็นเครือขา่ ยที่มี “เกตเวย”์ (Gateway) หรือประตูสู่เครือขา่ ยอินเทอร์เน็ตเป็นแห่ง
แรกของประเทศไทย
ปี พ.ศ. 2535 เป็นปี เริ่มตน้ ของการจดั ต้งั กลมุ่ จดหมายอิเล็กทรอนิกส์ เพ่ือการศึกษาและวิจยั โดยมีชื่อ
ว่า “เอ็นดับเบิลยูจี” (NWG : NECTEC E-mail Working Group) โดยหน่วยงานของรัฐท่ีมีช่ือว่า “ศูนย์
เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ” หรือ “เนคเทค” (NECTEC : National Electronic and
Computer Technology Centre) สังกดั กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในสมยั กลุ่มเอ็นดบั เบิลยูจี ได้
จดั ต้งั เครือข่ายช่ือวา่ “ไทยสาร” (ThaiSarn : Thai Social scientific and Research Network)
สาหรับเครือข่ายไทยสารไดร้ ับการพฒั นามาต้งั แต่ปี พ.ศ. 2531 โดยสถาบนั เทคโนโลยีพระจอมเกลา้
วิทยาเขตเจา้ คุณทหารลาดกระบงั (KMITL) ซ่ึงไดร้ ับการสนบั สนุนทุนวิจยั เก่ียวกบั ระบบเครือข่ายจากเนคเทค
โดยมีจุดประสงคใ์ นการเชื่อมโยงคอมพิวเตอร์ระหว่างมหาวิทยาลยั และองค์กรสาคญั ๆ ในประเทศไทยเข้า
ด้วยกนั โดยจะมีเนคเทคเป็ นศูนยก์ ลางการดาเนินงาน การเช่ือมโยงคอมพิวเตอร์ระหว่างกันเช่นน้ีเพื่อการ
52
ติดต่อสื่อสารและแลกเปลี่ยนขอ้ มูลข่าวสารระหว่างกนั ซ่ึงเนคเทคได้สนับสนุนการจดั ต้งั กลุ่ม NEWgroup
(NECTEC E-mail Group) ในปี พ.ศ. 2534 โดยมีวตั ถุประสงคใ์ นการส่ือสารบนเครือข่ายคอมพิวเตอร์โดยวิธี
“จดหมายอิเลก็ ทรอนิกส์” (Electronic mail หรือ E-mail) ในตอนแรกกลุ่ม NEWgroup ประกอบดว้ ยสมาชิก
สถาบันการศึกษา จานวน 8 แห่ง ได้แก่ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (CU) สถาบันเอไอที (AIT)
มหาวิทยาลยั ธรรมศาสตร์ (TU) สถาบนั พฒั นาบริหารศาสตร์ (NIDA) มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (KU)
มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (CMU) มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตหาดใหญ่ (PSU) และสถาบัน
เทคโนโลยีพระจอมเกลา้ วิทยาเขตเจา้ คุณทหารลาดกระบงั (KMITL) เป็นตน้ ซ่ึงต่อมากลุ่ม Newsgroup ได้
เปลี่ยนชื่อย่อเป็ น “เอ็นดบั เบิลยูจี” ดงั ที่ไดก้ ล่าวมาแลว้ ขา้ งตน้ ในตอนเร่ิมแรกของการพฒั นาระบบเครือข่าย
ของไทยสารเป็ นการติดต่อเช่ือมโยงโดยอุปกรณ์เช่ือมต่อชนิดที่เรียกวา่ “โมเด็ม” (Modem) โดยเช่ือมต่อดว้ ย
ระบบ “ยูยูชีพี” (UUCP : Unix to Unix Copy) ซ่ึงต่อมาได้เชื่อมต่อเครือข่ายอินเทอร์เน็ตผ่านเกตเวย์ของ
จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลยั เมื่อปี พ.ศ. 2536 และปัจจุบนั เครือข่ายไทยสารไดเ้ ช่ือมต่อเขา้ กบั เครือข่ายอินเทอร์
โดยเช่ือมโยงกบั เครือข่าย “ยยู ูเน็ต” ของบริษทั ยูยเู น็ตเทคโนโลยี จากดั ปัจจุบนั เครือข่ายไทยสารเชื่อมโยง
กบั สถาบนั ต่าง ๆ มากวา่ 30 แห่ง โดยมีสถาบนั การศึกษาและองคก์ รของรัฐเป็ นสมาชิกเครือข่ายไทยเน็ตกบั
ไทยสาร ซ่ึงเป็นผลดีต่อการส่ือสารระหว่างสมาชิกในเครือขา่ ยไทยเน็ตและไทยสาร โดยมีผลทาใหก้ ารส่ือสาร
ระหว่างเครือข่ายเป็ นไปอย่างรวดเร็วมากข้ึน มาเช่นน้ันแลว้ การสื่อสารระหว่างเครือข่ายท้งั สองตอ้ งผ่าน
อินเทอร์เนต็ ไปท่ีประเทศสหรัฐอเมริกาแลว้ วกกลบั มาประเทศไทย ซ่ึงเป็นการเสียเวลาโดยใช่เหตุ
ความหมายของระบบเครือข่าย
ระบบเครือข่ายคอมพวิ เตอร์ (Computer Network) หมายถึง การเช่ือมต่อคอมพวิ เตอร์ต้งั แต่ 2 เคร่ืองข้ึน
ไปเขา้ ดว้ ยกนั ดว้ ยสายเคเบิล หรือสื่ออื่นๆ ทาใหค้ อมพิวเตอร์สามารถรับส่งขอ้ มูลแก่กนั และกนั ได้
ในกรณีที่เป็นการเชื่อมต่อระหว่างเคร่ืองคอมพิวเตอร์หลายๆ เครื่องเขา้ กบั เคร่ืองคอมพวิ เตอร์ขนาดใหญ่
ที่เป็ นศูนยก์ ลาง เรียกคอมพิวเตอร์ท่ีเป็ นศูนยก์ ลางน้ีว่า โฮสต์ (Host) และเรียกคอมพิวเตอร์ขนาดเล็กท่ีเขา้ มา
เช่ือมต่อวา่ ไคลเอนต์ (Client)
ลกั ษณะการเชื่อมต่อของระบบเครือข่ายคอมพวิ เตอร์
จุดปลายทางของการรับ-ส่งขอ้ มูล เรียกว่าโหนด (Node) ซ่ึงการที่จะทาให้แต่ละโหนดติดต่อรับ-ส่ง
ขอ้ มูลถึงกนั ไดน้ ้นั ตอ้ งมีการเชื่อมต่อที่เป็นระบบ ในระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์น้ี สามารถแบ่งลกั ษณะของการ
เชื่อมโยงออกเป็น 4 ลกั ษณะ คอื
1.เครือข่ายแบบดาว (Star Network) จะมีคอมพิวเตอร์หลักที่เป็ นโฮสต์ (Host) ต่อสายสื่อสารกับ
คอมพิวเตอร์ย่อยที่เป็ นไคลเอนต์ (Client) คอมพิวเตอร์ที่เป็ นไคลเอนต์แต่ละเคร่ืองไม่สามารถติดต่อกันได้
โดยตรง การติดตอ่ จะตอ้ งผา่ นคอมพิวเตอร์โฮสตท์ ี่เป็นศูนยก์ ลาง
ข้อดขี องเครือข่ายแบบดาว
1) มีความคงทนสูง คือหากสายเคเบิลของบางโหนดเกิดขาดกจ็ ะไมส่ ่งผลกระทบต่อระบบโดยรวม
โดยโหนดอื่นๆ กย็ งั สามารถใชง้ านไดต้ ามปกติ
2) เน่ืองจากมีจุดศูนยก์ ลางอยทู่ ่ีฮบั (Hub) ดงั น้นั การจดั การและการบริการจะงา่ ยและสะดวก
53
ข้อเสียของเครือข่ายแบบดาว
1) ใชส้ ายเคเบิลมากเท่ากบั จานวนเคร่ืองที่เช่ือมต่อ ซ่ึงหมายถึงคา่ ใชจ้ ่ายที่สูงข้นึ ดว้ ย แตก่ ใ็ ชส้ ายเคเบิล
มากกวา่ แบบ BUS กบั แบบ RING
2) การเพ่ิมโหนดใดๆ จะตอ้ งมีพอร์ตเพยี งพอต่อการเชื่อมโหนดใหม่ และจะตอ้ งโยงสายจากพอร์ตของ
ฮบั (Hub) มายงั สถานที่ที่ต้งั เคร่ือง
3) เน่ืองจากมีจุดศูนยก์ ลางอยทู่ ี่ฮบั (Hub) หากฮบั เกิดขอ้ ขดั ขอ้ งหรือเสียหายใชง้ านไม่ไดค้ อมพิวเตอร์
ตา่ งๆ ที่เช่ือมตอ่ เขา้ กบั ฮบั (Hub) ดงั กล่าวก็จะใชง้ านไมไ่ ดท้ ้งั หมด
2. เครือข่ายแบบวงแหวน (Ring Network) เป็ นเครือข่ายที่เชื่อมต่อคอมพิวเตอร์ดว้ ยสายเคเบิลเดียวใน
ลกั ษณะวงแหวนไม่มีเคร่ืองคอมพิวเตอร์เป็นศนู ยก์ ลาง ขอ้ มูลจะตอ้ งผา่ นไปยงั คอมพิวเตอร์รอบๆ วงแหวน และ
ผา่ นเคร่ืองคอมพิวเตอร์ทุกเคร่ืองเพื่อไปยงั สถานีที่ตอ้ งการ ซ่ึงขอ้ มูลท่ีส่งไปจะไปในทิศทางเดียวกนั การวิ่งของ
ขอ้ มูลในเครือข่ายวงแหวนจะใชท้ ิศทางเดียวเท่าน้นั เมื่อคอมพิวเตอร์เคร่ืองหน่ึงส่งขอ้ มูล มนั จะส่งไปยงั เคร่ือง
คอมพิวเตอร์ตวั ถดั ไป ถา้ ขอ้ มูลท่ีรับมาไม่ตรงตามท่ีคอมพิวเตอร์ตน้ ทางระบุมนั ก็จะส่งผ่านไปให้คอมพิวเตอร์
เคร่ืองถดั ไป ซ่ึงจะเป็นข้นั ตอนแบบน้ีไปเรื่อยๆ จนกวา่ จะถึงคอมพิวเตอร์ปลายทาง ท่ีถูกระบุตามที่อย่จู ากเครื่อง
ตน้ ทาง
ข้อดขี องเครือข่ายแบบวงแหวน
1) แต่ละโหนดในวงแหวนมีโอกาสที่จะส่งขอ้ มลู ไดเ้ ท่าเทียมกนั
2) ประหยดั สายสัญญาณ โดยจะใชส้ ายสญั ญาณเท่ากบั จานวนโหนดท่ีเช่ือมต่อ
3) ง่ายต่อการติดต้งั และการเพ่ิม/ลบจานวนโหนด
ข้อเสียของเครือข่ายแบบวงแหวน
1) หากวงแหวนเกิดขาดหรือเสียหาย จะส่งผลตอ่ ระบบท้งั หมด
2) ยากตอ่ การตรวจสอบ ในกรณีท่ีมีโหนดใดโหนดหน่ึงเกิดขดั ขอ้ ง เน่ืองจากตอ้ งตรวจสอบทีละจุดวา่
เกิดขอ้ ขดั ขอ้ งอยา่ งไร
3. เครือข่ายแบบบัส (Bus Network) จะมีการเชื่อมต่อคอมพิวเตอร์บนสายเคเบิล ซ่ึงเรียกว่าบัส
คอมพิวเตอร์เคร่ืองหน่ึงๆ สามารถส่งถ่ายขอ้ มูลไดเ้ ป็ นอิสระ ในการส่งขอ้ มูลน้นั จะมีเพียงคอมพิวเตอร์ตวั เดียว
เท่าน้ันท่ีสามารถส่งขอ้ มูลได้ในช่วงเวลาหน่ึงๆ จากน้ันข้อมูลจะวิ่งไปตลอดความยาวของสายเคเบิล แลว้
คอมพวิ เตอร์ปลายทางจะรับขอ้ มูลท่ีวง่ิ ผา่ นมา
ข้อดีของเครือข่ายแบบบสั
1) เป็นโครงสร้างท่ีไมซ่ บั ซอ้ น และติดต้งั งา่ ย
2) ง่ายต่อการเพิ่มจานวนโหนด โดยสามารถเชื่อมต่อเขา้ กบั สายแกนหลกั ไดท้ นั ที
3) ประหยดั สายส่งขอ้ มลู เน่ืองจากใชส้ ายแกนหลกั เพยี งเส้นเดียว
ข้อเสียของเครือข่ายแบบบัส
1) หากสายเคเบิลที่เป็นสายแกนหลกั ขาดจะส่งผลใหเ้ ครือข่ายตอ้ งหยดุ ชะงกั ในทนั ที
2) กรณีระบบเกิดขอ้ ผิดพลาดใดๆ จะหาขอ้ ผิดพลาดไดย้ าก
54
3) ระหวา่ งโหนดแตล่ ะโหนดจะตอ้ งมีระยะห่างตามขอ้ กาหนด
4. เครือข่ายแบบผสม (Hybrid Network) เป็นเครือข่ายคอมพิวเตอร์ที่ผสมผสานระหว่างรูปแบบต่างๆ
หลายๆ แบบเขา้ ดว้ ยกนั คือจะมีเครือข่ายคอมพิวเตอร์ยอ่ ยหลายๆ เครือข่ายเพ่อื ใหเ้ กิด ประสิทธิภาพสูงสุดในการ
ทางานเครือข่ายบริเวณกวา้ ง ซ่ึงเครือข่ายท่ีถูกเช่ือมต่ออาจจะอยู่ห่างกันคนละจงั หวดั หรือ อาจจะอยู่คนละ
ประเทศกเ็ ป็นได้
ประเภทของระบบเครือข่าย
ระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ แบ่งตามลกั ษณะการเชื่อมต่อทางภูมิศาสตร์ หรือระยะทางการเชื่อมต่อ
สามารถแบง่ ไดเ้ ป็น 3 ประเภท คอื
1.1 เครือข่ายเฉพาะบริเวณหรือแลน LAN (Local Area Network)
คือ การเชื่อมโยงคอมพวิ เตอร์เป็น Network โดยท่ีคอมพิวเตอร์แต่ละเคร่ืองอยใู่ นอาณาเขตเดียวกนั
หรือไมไ่ กลกนั นกั เช่น ภายในอาคารเดียวกนั หรืออาคารที่อยตู่ ิดกนั โดยใชส้ ายเคเบิล้ เป็นตวั กลางในการเชื่อมโยง
ซ่ึงจะเป็นสายเคเบิ้ลท่ีใชต้ ่อ LAN โดยเฉพาะ เช่น อาจจะเป็นสายโคแอกเชียวหรือสาย UTP เป็นตน้ ระบบ LAN
น้ีจะเป็นการเชื่อมโยงคอมพิวเตอร์ของแต่ละแผนกในบริษทั เพื่อใหแ้ ต่ละแผนกสามารถทางานร่วมกนั ไดอ้ ย่าง
สะดวก การทางานทว่ั ไปของเครือข่ายเฉพาะบริเวณ 3 อยา่ งคือ การใชฮ้ าร์ดแวร์ร่วมกนั การใชแ้ หล่งสารสนเทศ
ร่วมกนั และการใชโ้ ปรแกรมร่วมกนั
การใช้ฮาร์ดแวร์ร่วมกนั
ช่วยใหค้ อมพวิ เตอร์ส่วนบคุ คลแตล่ ะเครื่องที่อยใู่ นเครือข่ายสามารถเขา้ ถึงและใชอ้ ุปกรณ์ซ่ึงมีราคา
แพงเกินกวา่ จะสามารถจดั ซ้ือหรือไม่คุม้ คา่ ที่จะจดั ซ้ือใหก้ บั ผใู้ ชค้ อมพิวเตอร์แตล่ ะคน เน่ืองจากมีการใชง้ านเพียง
บางโอกาสเทา่ น้นั เช่น เมื่อผใู้ ชค้ อมพิวเตอร์ส่วนบุคคลท่ีอยู่ร่วมในเครือข่ายแตล่ ะคนตอ้ งการใชเ้ คร่ืองพมิ พช์ นิด
เลเซอร์หากใช้เครือข่ายเฉพาะบริเวณ จะใช้วิธีจดั ซ้ือเคร่ืองพิมพ์เลเซอร์มาเป็ นส่วนหน่ึงของระบบเครือข่าย
เมื่อใดท่ีผใู้ ชค้ อมพิวเตอร์ส่วนบุคคลท่ีอยใู่ นระบบเครือข่ายตอ้ งการใชเ้ ครื่องพิมพเ์ ลเซอร์สามารถขอเขา้ ไปใชใ้ น
เครือข่ายได้ แสดงเครือข่ายเฉพาะบริเวณอยา่ งงา่ ยๆ ท่ีประกอบคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล 4 ชุดเชื่อมต่อกนั ดว้ ยสาย
ตวั นา มีคอมพิวเตอร์ 3 ชุด ( ชุดที่ 1 ต้งั อยู่ท่ีฝ่ ายขายและตลาด ชุดที่ 2 อยูท่ ่ีฝ่ ายบญั ชี และชุดท่ี 3 อยทู่ ่ีฝ่ ายบุคคล )
ไวพ้ ร้อมใหใ้ ชต้ ลอดเวลา ส่วนคอมพิวเตอร์ชุดท่ี 4 เรียกวา่ ผใู้ ห้บริการหรือเซิร์ฟเวอร์ (Server) หรือเรียกวา่ หน่วย
ควบคุมเครือข่าย (network control unit) เป็ นชุดที่เตรียมไวเ้ พื่อให้บริการและทาหน้าที่ควบคุมดูแลและสนอง
ความตอ้ งการในการติดต่อส่ือสารของคอมพิวเตอร์ชุดต่างๆ ที่มีอยู่ในระบบเครือข่าย คอมพิวเตอร์ท่ีเป็ นชุด
สาหรับให้บริการในระบบเครือข่ายเฉพาะบริเวณดังตัวอย่าง มีการเช่ือมต่อกับเคร่ืองพิมพ์เลเซอร์ ทาให้
คอมพวิ เตอร์ทุกชุดในระบบเครือข่ายน้ีสามารถใชเ้ ครื่องพมิ พเ์ ลเซอร์ได้
การใช้ข้อมูลสารสนเทศร่วมกนั
ช่วยให้ผูใ้ ช้คอมพิวเตอร์ที่เชื่อมต่ออยู่ในระบบเครือข่ายทุกคนสามารถเข้าถึงข้อมูลที่เก็บอยู่ใน
คอมพิวเตอร์เครื่องใดๆ ก็ไดท้ ี่อยู่ในระบบเครือข่ายเดียวกนั ในทางปฏิบตั ิมกั จะมีการใช้ร่วมกนั ท้งั อุปกรณ์และ
ขอ้ มูลสารสนเทศ ตวั อย่างในรูปแสดงให้เห็นวา่ มีการเก็บบนั ทึกเก่ียวกบั ยอดขายประจาวนั ไวใ้ นฮาร์ดดิสก์ของ
คอมพิวเตอร์ที่ทาหน้าท่ีเป็ นไฟล์เซิร์ฟเวอร์ ถา้ ผูใ้ ดท่ีอยู่ในระบบเครือข่ายต้องการขอเขา้ ถึงข้อมูลชุดน้ีได้
55
ความสามารถในการบนั ทึกและเขา้ ถึงขอ้ มูลชุดน้ีได้ ความสามารถในการบนั ทึกและเขา้ ถึงขอ้ มูลร่วมกันได้น้ี
เป็นลกั ษณะสาคญั ของระบบเครือข่ายเฉพาะบริเวณ การใชข้ อ้ มูลสารสนเทศร่วมกนั ส่วนใหญจ่ ะใชว้ ิธีใหบ้ ริการ
ไฟล์ หรือวธิ ีบริการลูกคา้ วธิ ีให้บริการไฟล์ (file-server) จะมีการส่งไฟลใ์ หแ้ ก่ผขู้ อท่ีอยใู่ นเครือข่ายทีละไฟล์โดย
คอมพิวเตอร์ผขู้ อจะไปประมวลผลขอ้ มูล ส่วนวิธีบริการลูกคา้ (client-server) น้นั คอมพิวเตอร์ท่ีเป็นผูใ้ หบ้ ริการ
จะประมวลผลขอ้ มลู ใหม้ ากท่ีสุดเทา่ ที่จะทาไดก้ ่อนที่จะส่งตอ่ ไป วิธีการบริการลกู คา้ น้ี จะช่วยลดจานวนขอ้ มูลท่ี
ตอ้ งส่งตอ่ ไปตามเครือขา่ ยไดม้ าก แต่ตอ้ งใชค้ อมพิวเตอร์ท่ีมีประสิทธิภาพสูงเป็นผใู้ หบ้ ริการ
การใช้โปรแกรมร่วมกนั
ผทู้ ี่เป็นสมาชิกของเครือข่ายเฉพาะบริเวณ สามารถใชโ้ ปรแกรมท่ีตอ้ งการใชบ้ อ่ ย ๆ ร่วมกนั ได้ เช่น
ถา้ ผใู้ ชต้ อ้ งการใชโ้ ปรแกรมประมวลคาเสมอ ๆ กส็ ามารถนาโปรแกรมดงั กล่าวไปติดต้งั เขา้ ในเคร่ืองที่ให้บริการ
ผูใ้ ชท้ ุกคนก็จะสามารถเขา้ ไปทางานในโปรแกรมประมวลคาไดต้ ามตอ้ งการ ซ่ึงนบั ว่าเป็ นวิธีท่ีสะดวกรวดเร็ว
กว่าการท่ีจะบันทึกโปรแกรมไวใ้ นดิสก์และเตรี ยมแผ่นสารองไวท้ ี่คอมพิวเตอร์ทุกเครื่อง เนื่องจากการใช้
โปรแกรมร่วมกนั เป็นสิ่งท่ีทากนั อยูเ่ สมอ ท้งั โปรแกรมท่ีจดั ทาไวใ้ ชเ้ องภายในและโปรแกรมท่ีผลิตข้ึนเพื่อการคา้
ในปัจจุบนั ผผู้ ลิตโปรแกรมหลายแห่งไดข้ ายโปรแกรมสาหรับใชใ้ นระบบเครือข่าย เม่ือมีผใู้ ชโ้ ปรแกรมท่ีผลิ ต
ข้ึนมาเป็นจานวนมาก ผผู้ ลิตจึงตอ้ งกาหนดเงื่อนไขเรื่องลิขสิทธ์ิในสถานท่ีปฏิบตั ิงาน (Site License) ข้ึน การคิด
ค่าลิขสิทธ์ิปกติจะนบั ตามจานวนเคร่ืองคอมพิวเตอร์ท่ีมีอย่ใู นระบบเครือข่าย ซ่ึงจะถูกกว่าการซ้ือโปรแกรมตาม
จานวนคอมพิวเตอร์ท่ีใชแ้ ตล่ ะเครื่อง
1.2 เครือข่ายระดบั เมือง (Metropolitan Area Network : MAN)
การเชื่อมต่อ เครือข่ายคอมพิวเตอร์ เป็ นเครือข่ายขนาดกลาง ที่มีระยะทางการเช่ือมต่อไกลกว่า
ระบบเครือขา่ ยทอ้ งถ่ิน (LAN) แตร่ ะยะทางยงั คงใกลก้ วา่ ระบบ WAN (Wide Area Network)
1.3 เครือข่ายบริเวณกว้างหรือแวน WAN (Wide Area Network)
มีขอบเขตเชิงภูมิศาสตร์กวา้ งขวาง สามารถผสมผสานช่องทางการส่ือสารต่าง ๆ เช่น การใช้
สายโทรศพั ทไ์ มโครเวฟดาวเทียมเขา้ ดว้ ยกนั ได้ บริษทั ท่ีมีเครือข่ายบริเวณกวา้ งจะรวมถึง บริษทั ที่ใหบ้ ริการทาง
โทรศพั ทด์ ว้ ย การยกเลิกกฎระเบียบดา้ นโทรศพั ทช์ ่วยสนบั สนุนใหห้ ลายบริษทั สนใจสร้างระบบเครือขา่ ยบริเวณ
กวา้ งของตนเองมากข้ึน หน่วยงานที่ทางานดา้ นการส่ือสาร เช่น เอม็ ซีไอ (MCI) ไดส้ ร้างเครือข่ายบริเวณกวา้ งข้ึน
เพื่อแข่งขนั กบั บริษทั ท่ีทางานดา้ นการส่ือสารอ่ืน ๆ บริษทั รับส่งข่าวสารบางแห่งมีบริการให้เช่าช่องทางการ
สื่อสารท่ีเพิ่มการทางานพิเศษข้ึนกว่าปกติที่เรียกว่า เครือข่ายเพ่ิมคุณค่า (Value-Added Network) เช่นบริษทั ทิม
เนต และบริษทั เทเลเนต มีบริการการสวิทชก์ ลมุ่ ขอ้ มูล ซ่ึงจะมีการรวมขอ้ มูลจากผใู้ ชห้ ลาย ๆ คนเขา้ ดว้ ยกนั และ
ส่งไปตามช่องทางการส่ือสารท่ีมีความเร็วสูง ขอ้ มูลดงั กลา่ วจะถกู แยกและแจกจ่ายไปตามช่องทางการส่ือสารที่มี
ความเร็วต่ากว่าที่อยู่ทางดา้ นของผูร้ ับขอ้ มูล การใช้ช่องทางการสื่อสารความเร็วสูงร่วมกันในลกั ษณะน้ีเป็ น
วิธีการท่ีประหยดั ค่าใชจ้ ่ายมากกว่าการที่ผูใ้ ช้แต่ละคนจะมีช่องทางการสื่อสารความเร็วสูงไวเ้ ป็ นของตนเอง
ปัจจุบนั มีการใหบ้ ริการส่งขอ้ มลู ในระบบเครือข่ายส่งขอ้ มูลดิจิตอลแบบรวมหรือไอเอสดีเอ็น (Integrated Service
Digital Network หรือ ISDN) ไอเอสดีเอ็น เป็ นมาตรฐานสากลสาหรับการส่งสัญญาณในระบบดิจิตอลของท้งั
เสียงและขอ้ มูลโดยการส่งคนละช่องทางและใชผ้ สู้ ่งคนละกลมุ่
56
การเชื่อมโยงระหว่างเครือข่าย
ในกรณีที่ตอ้ งการเชื่อมโยงเครือข่ายต่างชุดเขา้ ดว้ ยกนั สามารถทาไดโ้ ดยการใชป้ ระตูทางออกและ
สะพาน ประตูทางออก (gateway) เป็นการประสมประสานอุปกรณ์และโปรแกรมเขา้ ดว้ ยกนั ซ่ึงช่วยใหผ้ ใู้ ชท้ ่ีอยู่
ในเครือข่ายชุดหน่ึงสามารถเขา้ ไปยงั เครือขายชุดอื่นที่แตกต่างกันได้ ตวั อย่างเช่น ใช้ประตูทางออกในการ
เช่ือมต่อเครือข่ายเฉพาะบริเวณของคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลไปยงั เครือข่ายของเมนเฟรมคอมพิวเตอร์ได้ สะพาน
(bridge) เป็ นการประสมประสานอุปกรณ์และโปรแกรมที่ใช้ในการเชื่อมต่อเครือข่ายที่มีลกั ษณะคล้ายกัน
ตวั อยา่ งเช่น บริษทั หน่ึงมีเครือข่ายเฉพาะบริเวณ (LAN) ของฝ่ายการเงินชุดหน่ึงและของฝ่ายการตลาดอีกชุดหน่ึง
เครือข่ายท้งั สองชุดมีลกั ษณะคลา้ ยกัน ในกรณีน้ีอาจใช้สะพานเช่ือมโยงเครือข่ายสองชุดเขา้ ด้วยกันมีความ
เหมาะสมกวา่ การเชื่อมต่อคอมพิวเตอร์ท้งั หมดเขา้ เป็นเครือข่ายชุดใหญ่ชุดเดียว เพราะแต่ละฝ่ ายตอ้ งการเขา้ ถึง
ขอ้ มูลที่อยใู่ นหน่วยความจาของอีกฝ่ายหน่ึงเพียงบางโอกาสเทา่ น้นั
ประโยชน์ทไี่ ด้รับจากระบบเครือข่ายอนิ เทอร์เน็ต
ระบบเครือขา่ ยอินเทอร์เนต็ เป็นระบบเครือข่ายท่ีโยงใยกนั ทวั่ โลก ซ่ึงมีบริการในดา้ นตา่ ง ๆ มากมายไว้
บริการสาหรับผทู้ ี่ตอ้ งการในระบบเครือขา่ ยอินเทอร์เน็ต ซ่ึงก่อใหเ้ กิดประโยชน์แก่ผใู้ ช้ ระบบเครือขา่ ยรูปแบบ
ต่าง ๆ ซ่ึงมีอยา่ งหลากหลายดงั น้ี
ประโยชน์ด้านการอ่าน บนอินเทอร์เน็ตน้นั มีบริการท่ีทาให้สามารถทาการอ่านหนงั สือ วารสารและ
นิตยสาร ผา่ นระบบเครือขา่ ยอินเทอร์เน็ตไดม้ ีบริการท้งั ภาษาไทย ภาษาองั กฤษ ฯลฯ เช่น ComSaving เป็นตน้
ประโยชน์ด้านการค้นคว้าข้อมูล บนเครือข่ายอินเทอร์เน็ต มีบริการสามารถท่ีจะเขา้ ไปใชบ้ ริการ
คน้ หาขอ้ มูล ผา่ นระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ตได้ สามารถที่จะเขา้ ไปคน้ หาขอ้ มูลที่สนใจใน World Wide Web
หรือ WWW เช่น เขา้ ไปคน้ หาขอ้ มลู อาจเป็นขอ้ มูลภาพและเสียง และอื่น ๆ อีกมากมาย
ประโยชน์ด้านการประชาสัมพันธ์ บนเครื อข่ายอินเทอร์เน็ตน้ัน มีบริ การติดต่อโฆษณา
ประชาสัมพนั ธ์ผ่านระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ตได้ องคก์ ารหรือหน่วยงานต่าง ๆ นิยมสร้างเวบ็ ไซต์ (Web Site)
บนอินเตอร์เน็ต เพ่ือใหบ้ ริการขอ้ มูลเก่ียวกบั องคก์ ารและบริการต่าง ๆ เพื่อใชใ้ นการประชาสัมพนั ธ์ขอ้ มูลของ
บริษทั
ประโยชน์ด้านการส่งคาอวยพร ในเทศกาลต่าง ๆ บนเครือข่ายอินเทอร์เน็ตน้ันมีบริการส่งการ์ด
อวยพรและขอ้ มูลใหผ้ ใู้ ชโ้ ทรศพั ทม์ ือถือ มีบริการส่งการ์ดอวยพรอิเลก็ ทรอนิกส์ผา่ นระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ต
ซ่ึงไมม่ ีค่าใชจ้ ่าย หรือ บริการฝากขอ้ ความบริการส่งเพลงท่ีตอ้ งการส่งใหค้ นที่ไดร้ ับขอ้ มลู
ประโยชน์ด้านข้อมูลข่าวสาร บนเครือข่ายอินเทอร์เน็ตน้นั มีบริการอ่านขอ้ มูลข่าวสารต่าง ๆ ผา่ น
ระบบเครือข่ายอินเทอร์เนต็ จากมมุ ต่าง ๆ ไดท้ ว่ั โลกโดยผา่ นเวบ็ ไซตต์ า่ ง ๆ ที่ใหบ้ ริการขอ้ มลู ขา่ วสาร เช่น CNN
ตลอดจนหนงั สือพมิ พต์ า่ ง ๆ ท้งั ในประเทศไทยและต่างประเทศท่ีมีบริการขอ้ มูลข่าวสารที่รวดเร็ว
ประโยชน์ด้านการสารองข้อมูลจากอินเทอร์เน็ต บนเครือข่ายอินเทอร์เน็ตน้ันมีการดาวน์โหลด
ซอฟต์แวร์ต่าง ๆ (Software Download) ผ่านระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ต ซ่ึงบริษทั ผูผ้ ลิตมีไวบ้ ริการ เช่น
Microsoft ฯลฯ ซ่ึงในระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ตมีไวบ้ ริการ ผทู้ ่ีตอ้ งการดาวน์โหลดโปรแกรมเพ่ือไปใชง้ าน
สามารถเขา้ ไปดาวน์โหลดเพอื่ ทาการศึกษาหาความรู้ที่ทนั สมยั อยเู่ สมอ
57
ประโยชน์ด้านการค้นคว้าข้อมูลจากห้องสมุด บนเครือข่ายอินเทอร์เน็ตมีบริการคน้ หาขอ้ มูลจาก
หอ้ งสมุด (Explorer Libraries) ผา่ นระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ตซ่ึงในบริการเครือขา่ ยมีหอ้ งสมดุ ออนไลน์ต่าง ๆ
ไวบ้ ริการเพ่อื ใหผ้ ทู้ ่ีตอ้ งการคน้ หาขอ้ มลู และบริการอ่านหนงั สือใหม่ ๆ ท่ีมีในหอ้ งสมุดต่าง ๆ
ประโยชน์ด้านการผ่อนคลาย บนเครือข่ายอินเทอร์เน็ตน้นั มีบริการเล่นเกม (Play Games) ผ่าน
ระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ต ทาให้สามารถใชบ้ ริการเกมออนไลน์ เพื่อให้ความบนั เทิง และการฝึ กทกั ษะทาง
สมอง ซ่ึงเกมออนไลน์มีออยหู่ ลายประเภทดว้ ยกนั เช่น เกมเพอ่ื การศึกษา ฯลฯ เกมเหลา่ น้ีจะมีส่วนช่วยกระตุน้
การพฒั นาสมองของเดก็ ใหเ้ ร็วข้นึ และช่วยเสริมทกั ษะความคิดในเรื่องของการแกไ้ ขปัญหาเฉพาะหนา้ ไดด้ ว้ ย
ประโยชน์ด้านการซื้อสินค้า บนเครือข่ายอินเทอร์เน็ตน้ันมีบริการซ้ือสินค้าและบริการต่าง ๆ
(Shopping) ผ่านระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ตซ่ึงจะมีระบบการซ้ือขายสินค้าผ่านเคร่ืองคอมพิวเตอร์ โดยผูท้ ี่
ตอ้ งการเขา้ ไปซ้ือสินคา้ ในระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ตน้นั ทาการเลือกรายการสินคา้ ที่มีไวบ้ ริการแลว้ ทาการสั่ง
จ่ายโดยใชบ้ ตั รเครดิตไดท้ นั ที ซ่ึงจะทาใหก้ ารซ้ือขายสินคา้ ไดต้ ลอด 24 ชวั่ โมง
ประโยชน์ด้านความบันเทิง บนเครือข่ายอินเทอร์เน็ตน้ันมีบริการดูโทรทศั น์และฟังเพลง (Watch
TV And Listen Music) ผา่ นระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ต ซ่ึงบนระบบเครือขา่ ยอินเทอร์เน็ตสามารถดูโทรทศั น์
ฟังวิทยุ หรือดูรายการถา่ ยทอดสดของสถานีโทรทศั นต์ ่าง ๆ
ประโยชน์ด้านการแลกเปลี่ยนข้อมูล มีบริการแลกเปล่ียนขอ้ มูลข่าวสาร (Exchange Message)
ผา่ นระบบเครือขา่ ยอินเทอร์เน็ต สามารถรับส่งจดหมายอิเลก็ ทรอนิกส์ หรือ E-Mail กบั ผใู้ ชบ้ ริการอินเทอร์เน็ต
คนอื่น ๆ ไดท้ ว่ั โลกในเวลาอนั รวดเร็ว
ประโยชน์ด้านการสนทนา บนเครือข่ายอินเทอร์เน็ตน้ันมีบริการสนทนาออนไลน์ (Chat) ผ่าน
ระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ตรวมท้งั บริการส่งจดหมายอิเล็กทรอนิกส์หรือ E-Mail จะไดร้ ับความนิยมมากใน
ขณะน้ี จะทาใหผ้ ทู้ ี่ใชบ้ ริการ Chat สามารถท่ีจะพดู คยุ กนั ไดโ้ ดยตรง เหมาะสาหรับการติดตอ่ ส่ือสารท่ีรวดเร็ว
ประโยชน์ด้านการเรียนทางไกล บนเครือข่ายอินเทอร์เน็ตน้ัน มีบริการเรียนทางไกลบน
อินเทอร์เน็ต (Distance Learning) ผา่ นระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ต ซ่ึงปัจจุบนั มหาวิทยาลยั ต่าง ๆ ในประเทศ
และต่างประเทศมีการใช้หลักสูตรการเรี ยนการสอนทางไกลผ่านเครื อข่ายอินเทอร์ เน็ต ท้ังในระดับ
ประกาศนียบตั ร ปริญญาตรี ปริญญาโท และปริญญาเอก โดยท่ีผูเ้ รียนไม่จาเป็ นตอ้ งเรียนที่มหาวิทยาลยั แต่
สามารถทาการเรียนผ่านระบบการเรียนการสอนทางไกลผา่ นระบบออนไลน์เขา้ สู่อินเทอร์เน็ตโดยเขา้ เรียนตาม
วนั และเวลาที่กาหนดการเรียนการสอน
ประโยชน์ด้านค้นหาที่อยู่และเบอร์โทรศัพท์ บนเครือข่ายอินเทอร์เน็ต มีบริการคน้ หาที่อยู่และ
เบอร์โทรศพั ท์ ผา่ นระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ต ซ่ึงบนอินเทอร์เน็ตมีเวบ็ ไซตจ์ านวนมากท่ีใหบ้ ริการคน้ หาท่ีอยู่
และเบอร์โทรศพั ทข์ องบคุ คล องคก์ าร บริษทั ตา่ ง ๆ เพียงแคป่ ้อนขอ้ มูลของบคุ คลท่ีตอ้ งการคน้ หา เช่น ช่ือและ
นามสกุล ชื่อเมือง ชื่อรัฐ และประเทศ ลงในช่องที่กรอกขอ้ มูลก็สามารถท่ีจะทาการคน้ หาได้
การประยกุ ต์ใช้ระบบเครือข่ายในหน่วยงานของรัฐ
ผูใ้ ช้อีกกลุ่มหน่ึงที่ใช้ระบบเครือข่ายอย่างมาก คือ หน่วยงานของรัฐ ตวั อย่างเช่นกรมสรรพากรเป็ นอีก
หน่วยงานหน่ึงท่ีใชร้ ะบบเครือข่ายในการเก็บรวบรวมขอ้ มูลเกี่ยวกบั ผเู้ สียภาษี ระบบการเสียภาษีแบบใหม่ไดร้ ับ
58
การพฒั นาข้ึนมาเพื่ออานวยความสะดวกให้แก่ผูเ้ สียภาษีโดยเฉพาะบริษทั ขนาดใหญ่ เรียกว่าระบบการกรอก
ขอ้ มูลอิเล็กทรอนิกส์ (Electronic filling) ซ่ึงจะช่วยให้ผูเ้ สียภาษีสามารถป้อนขอ้ มูลการเสียภาษีของตนเองผา่ น
ระบบกรอกขอ้ มูลอิเล็กทรอนิกส์โดยผูเ้ สียภาษีอาจน่งั อยู่ที่บา้ นหรือที่ทางาน ซ่ึงขอ้ มูลท่ีป้อนจะส่งผ่านระบบ
เครือข่ายไปประมวลผลที่เคร่ืองคอมพิวเตอร์ของกรมสรรพากร การทางานในระบบน้ีช่วยประหยดั เวลาในการ
ทางานของเจา้ หน้าที่กรมสรรพากรได้อย่างมาก เนื่องจากขอ้ มูลน้ันถูกป้อนเขา้ มาโดยผูเ้ สียภาษีเอง จึงอยู่ใน
รูปแบบอิเลก็ ทรอนิกส์ท่ีพร้อมสาหรับประมวลผลไดท้ นั ที และยงั มีความถูกตอ้ งสูงมากดว้ ย นอกจากน้ีผเู้ สียภาษี
และกรมสรรพากรเองก็สามารถนาระบบการโอนเงินอิเลก็ ทรอนิกส์ มาใชร้ ่วมกบั ระบบทาให้การชาระภาษแี ละ
การคืนเงินภาษีส่วนเกินทาไดอ้ ยา่ งสมบูรณ์แบบ
อปุ กรณ์ท่ีใชใ้ นระบบเครือข่าย
1.โมเดม็ (Modem)
โมเด็มเป็นฮาร์ดแวร์ท่ีทาหนา้ ที่แปลงสัญญาณแอนะลอ็ กให้เป็นสัญญาณดิจิ ตล เม่ือขอ้ มูลถูกส่งมายงั ผรู้ ับละ
แปลงสัญญาณดิจิตลั ให้เป็ นแอนะล็อก เมื่อตอ้ งการส่งขอ้ มูลไปบนช่องสื่อสาร กระบวนการท่ีโมเด็มแปลง
สัญญาณดิจิตัลให้เป็ นสัญญาณแอนะล็อก เรียกว่า มอดูเลชัน (Modulation) โมเด็มทาหน้าท่ี มอดูเลเตอร์
(Modulator) กระบวนการท่ีโมเด็มแปลงสัญญาณแอนะล็อก ให้เป็ นสัญญาณแอนะล็อก ให้เป็ นสัญญาณดิจิตลั
เรียกวา่ ดีมอดูเลชนั (Demodulation) โมเดม็ หนา้ ท่ี ดีมอดูเลเตอร์ (Demodulator)โมเดม็ ที่ใชก้ นั อยา่ งแพร่หลายใน
ปัจจุบนั มี 2 ประเภทโมเด็กในปัจจุบนั ทางานเป็นท้งั โมเด็มและ เคร่ืองโทรสาร เราเรียกวา่ Faxmodem
2. การ์ดเครือขา่ ย (Network Adapter) หรือ การ์ด LAN
เป็นอปุ กรณ์ทาหนา้ ท่ีส่ือสารระหวา่ งเคร่ืองต่างกนั ไดไ้ ม่จาเป็นตอ้ งเป็นรุ่น หรือยหี่ ้อเดียวกนั แตห่ ากซ้ือ
พร้อมๆกนั กแ็ นะนาใหซ้ ้ือรุ่นและยหี อ้ เดียวกนั จะดีกวา่ และควรเป็น การ์ดแบบ PCI เพราะสามารถส่งขอ้ มลู ได้
เร็วกวา่ แบบ ISAและเมนบอร์ดรุ่นใหมๆ่ มกั จะไมม่ ี Slot ISA ควรเป็นการ์ดที่มีความเร็วเป็น 100 Mbpsซ่ึงจะมี
ราคามากกวา่ การ์ดแบบ 10 Mbps ไมม่ ากนกั แตส่ ่งขอมูลไดเ้ ร็วกวา่ นอกจากน้ีคุณควรคาหนึงถึงข้วั ตอ่ หรือคอน
เนก็ เตอร์ของการ์ดดว้ ยโดยทว่ั ไปคอน เน็กเตอร์ ของการ์ด LAN จะมีหลายแบบ เช่น BNC , RJ-45 เป็นตน้ ซ่ึง
คอนเน็กเตอร์แต่ละแบบกจ็ ะใชส้ ายที่แตกตา่ งกนั
3. เกตเวย์ (Gateway)
เกตเวย์ เป็นอปุ กรณ์อิเลก็ ทรอนิกส์อีกอยา่ งหน่ึงท่ีช่วยในการสื่อสารขอ้ มูล คอมพิวเตอร์หนา้ ท่ีหลกั คือช่วยให้
เครือขา่ ยคอมพิวเตอร์ 2 เครือข่ายหรือมากกวา่ ซ่ึงมีลกั ษณะไมเ่ หมือนกนั สามารถติดต่อส่ือสารกนั ไดเ้ หมือนเป็น
เครือขา่ ย เดียวกนั
4. เราท์เตอร์ (Router)
เราทเ์ ตอร์เป็นอุปกรณ์ในระบบเครือขา่ ยที่ทาหนา้ ท่ีเป็นตวั เชื่อมโยงใหเ้ ครือ ขา่ ยที่มีขนาดหรือมาตรฐานใน
การส่งขอ้ มลู ตา่ งกนั สามารถติดต่อแลกเปลี่ยนขอ้ มูลระหวา่ งกนั ได้ เราทเ์ ตอร์จะทางานอยชู่ ้นั Network หนา้ ที่
ของเราเตอร์กค็ อื ปรับโปรโตคอล (Protocol) (โปรโตคอลเป็นมาตรฐานในการส่ือสารขอ้ มูล บนเครือข่าย
คอมพวิ เตอร์) ท่ีตา่ งกนั ใหส้ ามารถส่ือสารกนั ได้
5. บริดจ์ (Bridge)
59
บริดจม์ ีลกั ษณะคลา้ ยเคร่ืองขยายสัญญาณ บริดจ์จะทางานอยใู่ นช้นั Data Link บริดจ์ทางานคลา้ ยเครื่องตรวจ
ตาแหน่งของขอ้ มูล โดยบริดจจ์ ะรับขอ้ มูล จากตน้ ทางและส่งใหก้ บั ปลายทาง โดยที่บริดจ์จะไม่มีการแกไ้ ขหรือ
เปล่ียนแปลงใดๆแก่ขอ้ มูล บริดจ์ทาใหก้ ารเช่ือมต่อระหว่างเครือข่ายมีประสิทธิภาพลดการชนกนั ของขอ้ มูลลง
บริดจจ์ ึงเป็นสะพานสาหรับขอ้ มลู สองเครือข่าย
6. รีพตี เตอร์ (Repeater)
รีพีตเตอร์ เป็นเคร่ืองทบทวนสญั ญาณขอ้ มลู ในการส่งสัญญาณขอ้ มลู ในระยะทางไกลๆสาหรับ สญั ญาณ
แอนะล็อกจะตอ้ งมีการขยายสัญญาณขอ้ มูลท่ีเริ่มเบาบางลงเนื่องจากระยะทาง และสาหรับสัญญาณดิจิตัลก็
จะตอ้ งมีการทบทวนสัญญาณเพ่ือป้องกนั การขาดหายของ สัญญาณเน่ืองจากการส่งระยะทางไกลๆเช่นกนั รีพีต
เตอร์จะทางานอยใู่ นช้นั Physical
7. สายสัญญาณ
เป็นสายสาหรับเช่ือมต่อเครื่องคอมพิวเตอร์ต่างๆในระบบเขา้ ดว้ ยกนั หากเป็นระบบที่มีจานวนเครื่อง
มากกว่า 2 เคร่ืองก็จะตอ้ งต่อผา่ นฮบั อีกทีหน่ึง โดยสายสัญญาณสาหรับเชื่อมต่อเคร่ืองในระบบเครือข่าย จะมีอยู่
2 ประเภท คอื
- สาย Coax มีลกั ษณะเป็ นสายกลม คลา้ ยสายโทรทศั น์ ส่วนมากจะเป็ นสีดาสายชนิดน้ีจะใช้กับ
การ์ด LAN ที่ใชค้ อนเน็กเตอร์แบบ BNC สามารถส่งสัญญาณไดไ้ กลประมาณ 200 เมตร สายประเภทน้ีจะตอ้ ง
ใชต้ วั T Connector สาหรับเช่ือมต่อสายสัญญาณกบั การ์ด LAN ต่างๆในระบบ และตอ้ งใชต้ วั Terminator ขนาด
50 โอห์ม สาหรับปิ ดหวั และทา้ ยของสาย
- สาย UTP (Unshied Twisted Pair) เป็ นสายสาหรับการ์ด LAN ที่ใช้คอนเน็กเตอร์แบบ RJ-
45 สามารถส่งสัญญาณได้ไกลประมาณ 100 เมตร หากคุณใข้สายแบบน้ีจะต้องเลือกประเภทของสายอีก
โดยทว่ั ไปนิยมใชก้ นั 2 รุ่น คือ CAT 3 กบั CAT5 ซ่ึงแบบ CAT3 จะมีความเร็วในการส่งสัญญาณ10 Mbps และ
แบบ CAT 5 จะมีความเร็วในการส่งขอ้ มูลที่ 100 Mbps แนะนาว่าควรเลือกแบบ CAT 5 เพ่ือการอัพเกรดใน
ภายหลงั จะได้ไม่ตอ้ งเดินสายใหม่ ในการใช้งานสายน้ี สาย 1 เส้นจะตอ้ งใช้ตวั RJ - 45 Connector จานวน 2
ตวั เพื่อเป็นตวั เชื่อมตอ่ ระหวา่ งสายสัญญาณจากการ์ด LAN ไปยงั ฮบั หรือเคร่ืองอ่ืน เช่นเดียวกบั สายโทรศพั ท์ ใน
กรณีเป็นการเชื่อมต่อเครื่อง 2 เคร่ืองสามารถใชต้ ่อผา่ นสายเพียงเส้นเดียไดแ้ ตถ่ า้ มากกว่า 2 เคร่ือง กจ็ าเป็นตอ้ งต่อ
ผา่ น
8. ฮบั (HUB)
เป็นอุปกรณ์ช่วยกระจ่ายสัญญาณไปยงั เครื่องต่างๆท่ีอยใู่ นระบบ หากเป็นระบบเครือข่ายที่มี 2 เครื่องก็
ไม่จาเป็ นตอ้ งใช้ฮบั สามารถใชส้ ายสัญญาณเช่ือมต่อ ถึงกนั ไดโ้ ดยตรง แต่หากเป็ นระบบท่ีมีมากกว่า 2 เครื่อง
จาเป็นตอ้ งมีฮบั เพ่ือทาหนา้ ท่ีเป็นตวั กลาง ในการเลือกซ้ือฮบั ควรเลือกฮบั ท่ีมีความเร็วเท่ากบั ความเร็ว ของการ์ด
เช่น การ์ดมีความเร็ว 100 Mbps ก็ควรเลือกใชฮ้ บั ที่มีความเร็วเป็ น 100 Mbps ดว้ ย ควรเป็นฮบั ที่มีจานวนพอร์ต
สาหรับตอ่ สายท่ีเพียงพอกบั เครื่องใชใ้ นระบบ หากจานวนพอร์ตต่อสายไมเ่ พยี งพอกส็ ามารถต่อพ่วงได้ แนะนา
วา่ ควรเลือกซ้ือฮบั ท่ีสามารถตอ่ พ่วงได้ เพ่อื รองรับการขยายตวั ในอนาคต
เทคโนโลยีสารสนเทศ
60
ความหมายของเทคโนโลยสี ารสนเทศ
เทคโนโลยี (Technology) หมายถึง วิธีการปฏิบตั ิที่มีการจดั ลาดบั อยา่ งมีรูปแบบและข้นั ตอน เพ่ือท่ีจะทา
ใหเ้ กิดประสิทธิภาพในเรื่องของความรวดเร็ว ความน่าเช่ือถือ ความถูกตอ้ งเป็นตน้
สารสนเทศ (Information) หมายถึง ขอ้ มูลดิบที่เป็นตวั เลข ตวั อกั ษร ภาพน่ิง ภาพเคล่ือนไหวหรือเสียง
ต่าง ๆ โดยผ่านการประมวลผลจากคอมพิวเตอร์ คือ ไดผ้ ่านการคานวณ การจดั เรียง การเทคโนโลยีสารสนเทศ
เป็ นเทคโนโลยีเดียวที่มีบทบาทสาคัญในทุกวงการ ดงั น้ัน จึงมีผลต่อลองนึกดูว่าขณะน้ีนักเรียนสามารถรับ
ข่าวสารผา่ นดาวเทียมของประเทศต่าง ๆไดท้ ว่ั โลก รับรู้ข่าวสารไดท้ นั ที และใชอ้ ินเทอร์เน็ตติดต่อส่ือสารไดท้ ว่ั
โลกการเปล่ียนแปลงทางสังคม วฒั นธรรม ศีลธรรม การศึกษาและการเมืองเป็ นอย่างมากเปรียบเทียบ เป็ นตน้
ผลลพั ธ์ที่ไดส้ ามารถนาไปใชป้ ระโยชน์ตอ่ ผทู้ ี่เกี่ยวขอ้ งได้
เทคโนโลยีสารสนเทศ (Information Technology)
หมายถึง วิธีการปฏิบตั ิที่มีการจดั ลาดบั อย่างมีรูปแบบและข้นั ตอน เพื่อท่ีจะทาให้เกิดประสิทธิภาพใน
เรื่องของความรวดเร็ว ความน่าเชื่อถือ ความถูกต้อง ซ่ึงเป็ นเทคโนโลยีที่มีการนาคอมพิวเตอร์ การส่ือสาร
โทรคมนาคม และเทคโนโลยสี าหรับการผลิตในโรงงานอุตสาหกรรมมาทางานร่วมกนั เพ่ือใหเ้ กิดการแลกเปลี่ยน
สารสนเทศ โดยนาขอ้ มูลป้อนเขา้ สู่เคร่ืองคอมพวิ เตอร์แลว้ ทาการประมวลผลเพ่ือใหไ้ ดผ้ ลลพั ธ์ตามตอ้ งการ
บทบาทของระบบสารสนเทศ
ระบบสารสนเทศ (Information System: IS) คือระบบเฉพาะเจาะจงชนิดหน่ึง กล่าวไดว้ ่าเป็นกลุ่มของ
ส่วนประกอบพ้ืนฐานต่าง ๆ ท่ีทางานเกี่ยวขอ้ งกนั ในการจดั เก็บจดั การประมวลผล และเผยแพร่แสดงผลขอ้ มูล
สารสนเทศและสนบั สนุนกลไกของผลสะทอ้ นกลับ เพ่ือให้บรรลุตามวตั ถุประสงค์ โดยทวั่ ไประบบสารสนเทศ
ประกอบดว้ ยส่วนประกอบหลกั ๆ 3 ส่วนดว้ ยกนั คือ
1) ส่วนนาเข้า (Input) คือ การรวบรวมและจดั เตรียมขอ้ มลู ดิบ เช่น การเกบ็ ขอ้ มูลจากแบบสอบถาม การ
ขอขอ้ มูลในระบบสอบถามเบอร์โทรศพั ท์ ข้นึ อยกู่ บั ส่วนแสดงผลที่ตอ้ งการส่วนท่ีนาเขา้ น้ีอาจเป็นขบวนการท่ีทา
ดว้ ยตวั เองหรือเป็นแบบอตั โนมตั ิ
2) การประมวลผล (Processing) เกี่ยวขอ้ งกบั การเปลี่ยนแปลงขอ้ มูลให้อย่ใู นรูปแบบของส่วนแสดงผล
ที่มีประโยชน์ เช่น ระบบคดิ เกรดเฉล่ียสะสมของนกั เรียน โดยนาเกรดเฉล่ียของนกั เรียนในแต่ละเทอมมาบวกกนั
แลว้ หารดว้ ยจานวนเทอม จะไดม้ าเป็นเกรดเฉล่ียสะสมล่าสุดในปี การศึกษาน้นั ๆ
3) ส่วนแสดงผล (Output) เกี่ยวขอ้ งกบั การผลิตสารสนเทศท่ีมีประโยชน์มกั จะอยใู่ นรูปของเอกสารหรือ
รายงาน เช่น งานทะเบียนเก็บผลการเรียนของนักเรียนแลว้ นามาผ่านการประมวลผลเพื่อสรุปออกมาเป็ น
ใบรับรองผลการศึกษาของนกั เรียนท่ีเรียกวา่ “ใบ รบ.”
ระบบสารสนเทศท่ีใช้คอมพิวเตอร์
ระบบสารสนเทศที่ใชค้ อมพิวเตอร์ประกอบดว้ ยฮาร์ดแวร์ (Hardware) ซอฟตแ์ วร์ (Software) ขอ้ มูล
(Data) บคุ คล (People) ขบวนการ (Procedure) และการส่ือสารขอ้ มลู (Telecommunication) ซ่ึงถูกกาหนดข้ึนเพอ่ื
ทาการรวบรวม จดั เกบ็ และประมวลผลขอ้ มลู ใหเ้ ป็นสารสนเทศ
61
1) ฮาร์ดแวร์ (Hardware) คือ อุปกรณ์คอมพิวเตอร์ท่ีใชใ้ นการรวบรวม นาเขา้ การจดั เก็บการ
ประมวลผลขอ้ มูลใหเ้ ป็นสารสนเทศ และแสดงสารสนเทศท่ีเป็นผลลพั ธอ์ อกมา
2) ซอฟต์แวร์ (Software) คือ โปรแกรมหรือชุดคาสัง่ ท่ีใชใ้ นการปฏิบตั ิงานร่วมกบั ฮาร์ดแวร์และใชใ้ น
การประมวลผลขอ้ มลู เป็นสารสนเทศตามท่ีตอ้ งการ
3) ข้อมูล (Data) คือ ขอ้ มูลและสารสนเทศที่ถูกเกบ็ อยใู่ นฐานขอ้ มูล โดยฐานขอ้ มลู คือ กลมุ่ ของค่าความ
จริงและสารสนเทศที่มีความเก่ียวขอ้ งกนั
4) บุคคล (People) คือ ผทู้ ่ีมีส่วนเก่ียวขอ้ งกบั การทางานและปฏิบตั ิงานร่วมกบั สารสนเทศ
5) ขบวนการ (Procedure) คือ กล่มุ ของคาสัง่ หรือกฎที่แนะนาวิธีการปฏิบตั ิงานกบั คอมพิวเตอร์ใน
ระบบสารสนเทศ อาจไดแ้ ก่ การแนะนาการควบคุมการเขา้ ใชง้ านคอมพวิ เตอร์ วธิ ีการสารองขอ้ มลู สารสนเทศ
ในระบบ และวิธีจดั การกบั ปัญหาท่ีอาจเกิดข้ึนได้ เป็นตน้
6) การส่ือสารข้อมูล (Telecommunication) การส่งสญั ญาณอิเลก็ ทรอนิกส์เพือ่ ติดต่อสื่อสาร และ
สามารถเชื่อมระบบคอมพิวเตอร์เขา้ กบั ระบบเครือขา่ ย (Network) ท่ีมีประสิทธิภาพได้
การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ
ในปัจจุบนั มีการนาเทคโนโลยีสารสนเทศมาประยุกตใ์ ช้เกือบทุกองคก์ รเพื่ออานวยความสะดวกให้กบั
ผบู้ ริโภคและตวั ผผู้ ลิตเอง การนาเทคโนโลยสี ารสนเทศมาประยกุ ตใ์ ชใ้ นแต่ละสาขาวิชาชีพน้นั จะทาประโยชน์
ไดม้ ากหรือนอ้ ยข้นึ อยกู่ บั ความสามารถในการใชง้ านของแตล่ ะองคก์ รเช่น
1) งานด้านการศึกษา เทคโนโลยสี ารสนเทศท่ีนามาใชส้ าหรับการเรียนการสอนเป็นการใชเ้ ทคโนโลยสี มยั
ใหม่ สอนดว้ ยอุปกรณ์ท่ีทนั สมยั รูปแบบของสื่อที่นามาใชใ้ นดา้ นการเรียนการสอนมีความหลากหลายข้ึนอยกู่ บั
ความเหมาะสมในการนามาใช้ ดงั ตวั อยา่ งต่อไปน้ี
1.1) คอมพิวเตอร์ช่วยสอน (ComputerAssisted Instruction : CAI) การจดั โปรแกรมการสอนโดยใช้
คอมพิวเตอร์ท่ีอย่ใู นรูปแบบของส่ือประสม หมายถึงนาเสนอไดท้ ้งั ภาพ เสียง ภาพเคลื่อนไหว เป็นตน้ เหมาะกบั
การศึกษาดว้ ยตนเอง และเปิ ดโอกาสใหผ้ เู้ รียนสามารถโตต้ อบกบั บทเรียนไดต้ ลอด
1.2) การเรียนการสอนผ่านเว็บ (Web-based Instruction) เป็ นการจดั การเรียนที่เป็ นการนาเอาสื่อการ
เรียนการสอนท่ีเป็ นเทคโนโลยีมาช่วยสนับสนุนการเรียนการสอนให้เกิดการเรียนรู้สืบคน้ ขอ้ มูลและเช่ือมโยง
เครือขา่ ยทาใหผ้ เู้ รียนสามารถเรียนไดท้ ุกสถานท่ีและทกุ เวลา
1.3) อิเล็กทรอนิกส์ บุ๊ก (E-book) หนังสือหรือเอกสารอิเล็กทรอนิกส์ ผูอ้ ่านสามารถอ่านผ่านทาง
อินเทอร์เน็ต หรืออุปกรณ์อิเลก็ ทรอนิกส์พกพาอื่น ๆ ไดห้ นงั สือหรือเอกสารอิเล็กทรอนิกส์มีความหมายรวมถึง
เน้ือหาท่ีถูกดดั แปลง อยใู่ นรูปแบบท่ีสามารถแสดงผลออกมาไดโ้ ดยเครื่องมืออิเลก็ ทรอนิกส์
1.4) วิดีโอเทเลคอนเฟอเรนซ์ หมายถึง การประชุมทางจอภาพระหว่างบุคคลหรือคณะบุคคลที่อยู่ต่าง
สถานท่ีและห่างไกลกนั โดยใชส้ ่ือทางดา้ นมลั ติมีเดีย ที่ใหท้ ้งั ภาพเคลื่อนไหวภาพนิ่ง เสียง และขอ้ มูลตวั อกั ษรใน
การประชุมเวลาเดียวกนั ในดา้ นการเรียนการสอนทาให้ผเู้ รียนและผูส้ อนสามารถติดต่อสื่อสารกนั ไดผ้ ่านทาง
จอภาพ โทรทศั นแ์ ละเสียง ผเู้ รียนท่ีอยหู่ ่างไกลสามารถเห็นภาพและเสียงของผสู้ อน สามารถเห็นอากปั กิริยาของ
ผสู้ อน
62
1.5) ระบบวิดีโอออนดีมานด์ (Video on Demand) สื่อประเภทน้ีอาศยั เครือข่ายคอมพิวเตอร์ความเร็วสูง
เป็ นระบบที่มีศูนยก์ ลางการเก็บขอ้ มูลวีดิทศั น์ไวจ้ านวนมาก โดยจดั เก็บในรูปแหล่งขอ้ มูลขนาดใหญ่ (Video
Server) เมื่อผใู้ ชต้ อ้ งการเลือกชมรายการใดก็เลือกไดจ้ ากฐานขอ้ มูลที่ตอ้ งการ ระบบวิดีโอออนดีมานดเ์ ป็นระบบ
ที่นามาใชใ้ นเร่ืองการเรียนการสอนทางไกลไดโ้ ดยไมม่ ีขอ้ จากดั ดา้ นเวลา ผเู้ รียนสามารถเลือกเรียนในสิ่งท่ีตนเอง
ตอ้ งการเรียนหรือสนใจได้
1.6) การสืบค้นข้อมูล (SearchEngine) การคน้ หาขอ้ มูลผ่าน เวิลด์ ไวด์ เว็บ(World Wide Web : www)
ซ่ึงมีการเกบ็ รวบรวมไวเ้ ป็นฐานขอ้ มูล ในอินเทอร์เน็ต เวิลด์ ไวด์ เวบ็ มีลกั ษณะเป็นแบบมลั ติมีเดียสามารถสร้าง
เป็ นฐานข้อมูลขนาดใหญ่ท่ีเก็บได้ท้งั ภาพ เสียง และตวั อกั ษร มีระบบการเรียกค้นที่มีประสิทธิภาพโดยใช้
โครงสร้างดชั นีแบบลาดบั ช้นั ภูมิ และบนั ทึกร่องรอยของการสืบคน้ ไว้ ปัจจุบนั มกั ใชว้ ิธีการสืบคน้ ขอ้ มูล เพื่อนา
ขอ้ มูลที่ไดไ้ ปใชป้ ระกอบในการทาเอกสารรายงานต่าง ๆ ไดอ้ ยา่ งสะดวกรวดเร็ว
1.7) อินเทอร์เน็ต(Internet) คือ เครือข่ายคอมพิวเตอร์ซ่ึงประกอบดว้ ยเครือข่าย่อยและเครือข่ายใหญ่
สลบั ซับซ้อนมากมายเชื่อมต่อกนั โดยใชใ้ นการติดต่อสื่อสาร ขอ้ ความ รูปภาพเสียงและอื่น ๆ โดยผ่านระบบ
เครือข่ายคอมพิวเตอร์ท่ีมีผูใ้ ช้งานกระจายกันอยู่ท่วั โลก ปัจจุบันได้มีการนาระบบอินเทอร์เน็ตเข้ามาใช้วง
การศึกษากนั ทว่ั โลก ซ่ึงมีประโยชนใ์ นดา้ นการเรียนการสอนเป็นอยา่ งมาก
2) งานทะเบียนของสถานศึกษา
2.1) งานรับมอบตัว ทาหนา้ ท่ีตรวจสอบหลกั ฐานท่ีนกั เรียนมารายงานตวั จากน้นั ก็จดั เกบ็ ประวตั ินกั เรียน
เช่น ภูมิลาเนา บิดามารดา ประวตั ิการศึกษาไวใ้ นแฟ้มเอกสารขอ้ มูลประวตั ินกั เรียน
2.2) งานทะเบียนเรียนรายวชิ า ทาหนา้ ที่จดั รายวิชาที่ตอ้ งเรียนใหก้ บั นกั เรียน ในแต่ละภาคเรียนทุกช้นั ปี
ตามแผนการเรียนของแต่ละแผนก แลว้ จดั เก็บไวใ้ นแฟ้มขอ้ มูลผลการเรียน
2.3) งานประมวลผลการเรียน ทาหน้าท่ีนาผลการเรียนจากครูผูส้ อนมาประมวลในแต่ละภาคเรียน
จากน้นั กจ็ ดั เกบ็ ไวใ้ นแฟ้มเอกสารขอ้ มลู ผลการเรียน และแจง้ ผลการเรียนใหผ้ ทู้ ี่เกี่ยวขอ้ งทราบ
2.4) งานตรวจสอบผู้จบการศึกษาทาหน้าท่ีตรวจสอบรายวิชา และผลการเรียนท่ีนักเรียนเรียนต้งั แต่
เร่ิมตน้ จนกระทง่ั จบหลกั สูตรจากแฟ้มเอกสารขอ้ มูลผลการเรียนวา่ ผา่ นเกณฑก์ ารจบหรือไม่
3) ห้างสรรพสินค้า
เนื่องจากหา้ งสรรพสินคา้ เป็นศูนยก์ ารคา้ ขนาดใหญ่ มีหลายสาขาท่ีจดั จาหน่ายอยู่ทวั่ ประเทศ มีตวั แทน
จาหน่ายและพนกั งานอยหู่ ลายพนั คน ดงั น้นั ขอ้ มูลท่ีเกี่ยวขอ้ งและการตดั สินใจตอ้ งทาอย่างรวดเร็วเพื่อใหท้ นั ต่อ
เหตกุ ารณ์ การใชเ้ ทคโนโลยจี ึงเป็นสิ่งท่ีหลีกเล่ียงไมไ่ ด้ เช่น การใชค้ อมพวิ เตอร์
จดั เก็บฐานขอ้ มูลเกี่ยวกบั สินคา้ ต่าง ๆ การใชเ้ คร่ืองอ่านบาร์โคด้ การเชื่อมต่อเครือข่ายห้างสรรพสินคา้ โดยผ่าน
การเชื่อมตอ่ แบบออนไลน์และผา่ นดาวเทียม
4) งานสาธารณสุขและการแพทย์
4.1) ด้านการลงทะเบียนผู้ป่ วย ต้งั แต่เริ่มทาบตั ร จ่ายยา เป็นตน้
4.2) การสนับสนุนการรักษาพยาบาล โดยการเช่ือมโยงระบบคอมพิวเตอร์ของโรงพยาบาลต่าง ๆ เขา้
ดว้ ยกนั สามารถสร้างเครือขา่ ยขอ้ มูลทางการแพทย์ แลกเปลี่ยนขอ้ มูลผปู้ ่ วย
63
4.3) สามารถให้คาปรึกษาทางไกลโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ เทคโนโลยสี ารสนเทศจะช่วยให้แพทยส์ ามารถ
เห็นหนา้ หรือทา่ ทางของผปู้ ่ วยได้ ช่วยใหส้ ่งขอ้ มลู ที่เป็นเอกสาร หรือภาพเพ่ือประกอบการพิจารณาของแพทยไ์ ด้
4.4) ให้ความรู้หรือการเรียนการสอนทางไกล เทคโนโลยีสารสนเทศโดยเฉพาะดาวเทียมจะช่วยให้การ
เรียนการสอนทางไกลดา้ นการแพทยแ์ ละสาธารณสุขเป็นไปไดม้ ากข้ึนประชาชนสามารถเรียนรู้พร้อมกนั ไดท้ วั่
ประเทศและยงั สามารถโตต้ อบหรือซักถามไดด้ ว้ ย
4.5) การกาหนดนโยบายในการบริหารงาน อาจใชค้ อมพิวเตอร์เป็นตวั เกบ็ ขอ้ มลู ต่าง ๆ ทาใหก้ ารบริหาร
เป็นไปไดด้ ว้ ยความรวดเร็ว ถูกตอ้ งมากยงิ่ ข้นึ
5) งานด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ศึกษาการกระจายถ่ินท่ีอยู่ของนก การกระจายของแบคทีเรีย การสร้าง
อาณาจกั รของมด ผ้ึง ชีวิตความเป็นอยขู่ องสัตวป์ ่ า การพ่ึงพาอาศยั กนั และกนั ตลอดจนระบบนิเวศวิทยา โดยใช้
เครื่องจกั รทางานโดยอตั โนมตั ิภายใตโ้ ปรแกรม
6) งานด้านการสื่อสารและโทรคมนาคมการพฒั นาโทรศพั ทม์ ือถือท่ีปัจจุบนั ไมไ่ ดม้ ีไวส้ ื่อสารเพียงอย่างเดียว การ
ติดต่อส่ือสารผา่ นดาวเทียมท้งั ภาพและเสียง
7) งานด้านการออกแบบผลิตภัณฑ์ ได้มีการนาคอมพิวเตอร์มาช่วยออกแบบผลิตภณั ฑ์ออกแบบสินคา้ และ
สามารถใช้คอมพิวเตอร์ช่วยควบคุมกระบวนการผลิต เช่น ควบคุมอุณหภูมิควบคุมคุณภาพของผลิตภณั ฑ์ ลด
แรงงาน โดยใชค้ อมพวิ เตอร์ควบคมุ หุ่นยนตท์ างาน
8) ใช้ในสานักงานภาครัฐและเอกชน การทาบตั รประจาตวั ประชาชน การเกิด การตาย การเสียภาษีอากร การทา
ใบอนุญาตขบั รถยนต์ การจ่ายคา่ สาธารณูปโภคต่าง ๆ การประมวลผลคะแนนเลือกต้งั เป็นตน้ งานเหล่าน้ีไดม้ ีการ
นาระบบสานกั งานอตั โนมตั ิเขา้ มาใช้ เพือ่ ทาใหไ้ ดข้ อ้ มูลข่าวสารท่ีรวดเร็ว
ผลกระทบของเทคโนโลยีสารสนเทศ
การพฒั นาเทคโนโลยสี ารสนเทศจนสามารถนามาใชป้ ระโยชน์ไดอ้ ย่างมากมาย ซ่ึงก่อให้เกิดประโยชน์
ต่อมวลมนุษยอ์ ย่างมหาศาลและเป็ นผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลง การเปลี่ยนแปลงย่อมมีผลกระทบต่อบุคคล
องคก์ ร หรือสงั คม โดยสามารถจาแนกผลกระทบของเทคโนโลยสี ารสนเทศออกเป็น 2 ดา้ น คือ
1) ผลกระทบด้านบวก
1.1) การสร้างเสริมคุณภาพชีวิต เทคโนโลยีสารสนเทศช่วยใหค้ วามเป็นอยู่ของมนุษยด์ ีข้ึนช่วยส่งเสริม
ใหม้ ีประสิทธิภาพในการทางานมีเคร่ืองมือและอุปกรณ์ช่วยอานวยความสะดวกที่ควบคุมดว้ ยคอมพิวเตอร์ เช่น
ลิฟต์ เคร่ืองซักผา้ เคร่ืองปรับอากาศ วิทยุ โทรทศั น์ มีรายการให้เลือกชมไดม้ ากมาย มีการแพร่กระจายสัญญาณ
โทรทศั น์ผา่ นดาวเทียม ทาใหผ้ ชู้ มสามารถรับรู้ขา่ วสารต่าง ๆ จากทวั่ ทกุ มมุ โลกไดอ้ ยา่ งรวดเร็ว
1.2) การเสริมสร้างความเสมอภาคในสังคมและการกระจายโอกาส เทคโนโลยีช่วยให้การกระจาย
ข่าวสารไปไดท้ วั่ ทุกแห่ง แมแ้ ต่ในถิ่นทุรกนั ดาร มีการใชร้ ะบบการเรียนการสอนทางไกล ทาให้เป็นการกระจาย
โอกาสการเรียนรู้ไปยงั ถิ่นห่างไกล มีการพฒั นาระบบการรักษาพยาบาลผา่ นเครือขา่ ยสื่อสารทาใหผ้ ปู้ ่ วยมีโอกาส
ไดร้ ับการรักษาอยา่ งเท่าเทียมกนั
1.3) การเรียนการสอนและส่งเสริมการค้นคว้าวิจัย ในสถานศึกษามีการนาคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์
คอมพิวเตอร์มาสร้างส่ืออิเล็กทรอนิกส์ประกอบการเรียนการสอน นอกจากน้ียงั มีการพัฒนาโปรแกรม
64
คอมพิวเตอร์ คอมพิวเตอร์ช่วยจดั การศึกษา เช่น การจดั ตารางสอน จดั ช้นั เรียน เทคโนโลยชี ่วยใหง้ านคน้ ควา้ วิจยั
ในห้องปฏิบตั ิการวิจยั ต่าง ๆ มีความก้าวหน้ายิ่งข้ึนคอมพิวเตอร์ช่วยงานคานวณที่ซับซ้อน เช่น งานสารวจ
ทางดา้ นอวกาศ งานพฒั นาคิดคน้ ผลิตภณั ฑแ์ ละสารเคมีตา่ ง ๆ ทาใหไ้ ดส้ ูตรยารักษาโรคใหม่ ๆ เกิดข้ึนมากมาย
1.4) การรักษาส่ิงแวดล้อม ไดม้ ีการใชเ้ ทคโนโลยีสารสนเทศในการจดั การทรัพยากรธรรมชาติ เช่น การ
อนุรักษป์ ่ าไม้ มีการใชภ้ าพถ่ายดาวเทียม การติดตามขอ้ มูลสภาพอากาศ การพยากรณ์อากาศ การจาลองรูปแบบ
สภาวะสิ่งแวดลอ้ มเพื่อปรับปรุงแกไ้ ข การเก็บรวบรวมขอ้ มลู คุณภาพน้าในแหลง่ น้า การตรวจวดั
มลภาวะ ตลอดจนการใชร้ ะบบการตรวจวดั ระยะไกลมาช่วย
1.5) การรักษาความปลอดภัย มีการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศเพ่ือการรักษาความม่นั คง และความ
ปลอดภยั ในการดาเนินชีวิตประจาวนั เช่น การตรวจสอบสัมภาระในการเดินทาง การตรวจสอบอาวุธและวตั ถุ
ระเบิด
1.6) การผลิตในอุตสาหกรรมและการพาณิชยกรรม ในปัจจุบันใช้เคร่ืองจกั รทางานอย่างอตั โนมัติ
สามารถทางานไดต้ ลอด 24ชวั่ โมง สินคา้ ท่ีมีคุณภาพและปริมาณพอเพียงกบั ความตอ้ งการของผบู้ ริโภคมีความ
สะดวกและรวดเร็วข้ึน
1.7) การสร้างสรรค์ผลงานและพัฒนาความคิด เทคโนโลยสี ารสนเทศมีแนวโนม้ ที่จะมีบทบาทมากข้ึน
ต่อชีวิตประจาวนั งานบางอย่างถา้ ให้มนุษยท์ าอาจตอ้ งเสียเวลาคิดคานวณตลอดชีวิต แต่คอมพิวเตอร์สามารถ
ทางานเสร็จภายในเวลาไมก่ ี่วินาที ดงั น้นั จึงมีการนาคอมพิวเตอร์ มาจาลองเหตุการณ์ตา่ ง ๆ เพ่อื ใหม้ นุษยห์ าทาง
ศึกษาหรือแกไ้ ขปัญหา เช่น การควบคุมระบบการจราจรการจาลองการเดินเรือ เป็นตน้
1.8) การส่งเสริมประชาธิปไตย มีการใชเ้ ทคโนโลยสี ารสนเทศเพ่ือกระจายข่าวสารใหป้ ระชาชนไดเ้ ห็น
ความสาคญั ของระบอบประชาธิปไตย แมแ้ ต่การเลือกต้งั ก็มีการใชค้ อมพิวเตอร์รวมผลคะแนน ใชส้ ่ือโทรทศั น์
วทิ ยุ และอินเทอร์เนต็ รายงานผลการนบั คะแนนท่ีทาใหท้ ราบผลไดอ้ ยา่ งรวดเร็ว
2) ผลกระทบด้านลบ
2.1) ทาให้เกิดอาชญากรรม เทคโนโลยีสารสนเทศเป็นหนทางในการก่ออาชญากรรมได้ อาชญากรอาจ
ใชเ้ ทคโนโลยีสารสนเทศในการวางแผนโจรกรรม มีการลกั ลอบใชข้ อ้ มูลข่าวสารหรือเขา้ ไปแกไ้ ขขอ้ มูล เช่น
การแก้ไขระดับคะแนนของนักศึกษา แก้ไขจานวนเงินในบัตรเติมเงินโทรศัพท์เคลื่อนที่ รวมไปถึงการใช้
คอมพิวเตอร์และอินเทอร์เนต็ เพื่อลอ่ ลวงผอู้ ื่นไปในทางท่ีไมด่ ี
2.2) ทาให้ความสัมพนั ธ์ระหว่างบุคคลเสื่อมถอย การใชค้ อมพิวเตอร์และอุปกรณ์ส่ือสาร ทาใหส้ ามารถ
ติดต่อสื่อสารกนั ไดโ้ ดยไม่ตอ้ งพบหน้ากนั การใชง้ านคอมพิวเตอร์หรือแมแ้ ต่การเล่นเกมมีลกั ษณะการใชง้ าน
เพียงคนเดียว ทาให้ความสัมพนั ธ์กบั ผูอ้ ื่นลดลง ทาให้มีความเชื่อว่ามนุษยสัมพนั ธ์ของบุคคลจะนอ้ ยลง สังคม
ใหม่จะเป็นสังคมที่ไม่ตอ้ งพ่ึงพาอาศยั กนั มาก
2.3) ทาให้เกดิ ความวติ กกงั วล เป็นผลกระทบทางดา้ นจิตใจของกลุม่ บคุ คลบางกลุ่มท่ีมีความวติ กกงั วลวา่
คอมพิวเตอร์อาจทาให้เกิดการจา้ งงานนอ้ ยลงมีการนาเอาหุ่นยนตม์ าใชใ้ นงานมากข้ึน มีระบบการผลิตที่อตั โนมตั ิ
มากข้ึน ทาให้ผูใ้ ชแ้ รงงานอาจว่างงานมากข้ึนซ่ึงความคิดเหล่าน้ีจะเกิดกบั บุคคลบางกลุ่มเท่าน้ัน แต่ถา้ บุคคล
65
เหล่าน้นั สามารถปรับตวั เขา้ กบั เทคโนโลยี หรือมีการพฒั นาให้มีความรู้ความสามารถสูงข้ึนแลว้ ปัญหาน้ีจะไม่
เกิดข้นึ
2.4) ทาให้เกดิ ความเสี่ยงภยั ในการดาเนินงาน การดาเนินงานในปัจจุบนั จาเป็นตอ้ งพ่ึงพาอาศยั เทคโนโลยี
มากข้ึน ขอ้ มูลข่าวสารท้งั หมดของธุรกิจฝากไวใ้ นศูนยข์ อ้ มูล หากเกิดการสูญหายของขอ้ มูลอนั เนื่องมากจาก
อุบตั ิภยั เช่น ไฟไหม้ น้าท่วม หรือถูกทาลายจากไวรัสคอมพิวเตอร์ จะทาให้ไม่สามารถนาขอ้ มูลน้ันมาใช้ได้
นอกจากน้ีอาจมีผปู้ ระสงคร์ ้ายเขา้ ไปขโมยขอ้ มลู มาใชใ้ นทางที่ไมด่ ีไดง้ า่ ยข้นึ
2.5) ทาให้เกิดการพฒั นาอาวุธไปใช้ในทางที่ผิด ประเทศที่มีการนาเทคโนโลยมี าช่วยในการพฒั นาอาวธุ
ที่มีอานุภาพการทาลายสูงทาใหส้ ่งผลตอ่ การเกิดลงครามและมีการสูญเสียมากข้นึ
2.6) ทาให้เกิดการแพร่กระจายข่าวสารท่ีไม่เหมาะสม คอมพิวเตอร์เป็ นอุปกรณ์ท่ีทางานตามคาส่ัง การ
นามาใชใ้ นทางใดจึงข้นึ อยกู่ บั ผใู้ ช้ จริยธรรมการใชค้ อมพิวเตอร์จึงเป็นเรื่องสาคญั เช่น ในการใชง้ านอินเทอร์เน็ต
อาจมีผสู้ ร้างโฮมเพจ หรือสร้างขอ้ มูลข่าวสารที่มีเน้ือหาหรือภาพท่ีไม่เหมาะสม ภาพลามกอนาจาร มีการปลอม
แปลงอีเมลถึงผอู้ ื่น โดยมีเจตนากระจายขา่ วที่เป็นเทจ็ จริยธรรมการใชง้ านเครือขา่ ยคอมพิวเตอร์เป็นเรื่องสาคญั ที่
ทกุ คนตอ้ งใส่ใจและคานึงถึงการใชง้ านท่ีมีผลกระทบต่อผอู้ ื่น
2.7) ทาให้เกดิ ปัญหาด้านสุขภาพการใชค้ อมพวิ เตอร์ติดต่อกนั เป็นเวลานาน อาจทาใหม้ ีปัญหาต่อสุขภาพ
เช่น การเพ่งท่ีจอคอมพิวเตอร์เป็นเวลานาน อาจทาใหป้ วดตา การนงั่ ในท่าเดิมนาน ๆ ทาให้เกิดอาการปวดหลงั
ปวดคอ การเกร็งขอ้ มือขณะพมิ พง์ าน หรือใชเ้ มาส์จะทาใหเ้ กิดการปวดขอ้ มือและนิ้วได้
2.8) ทาให้ติดคอมพวิ เตอร์และอนิ เทอร์เน็ต การติดคอมพวิ เตอร์และอินเทอร์เน็ตมีหลายลกั ษณะ เช่น ติด
การเล่นเกม ติดการแชท ติดการพนันหรือประมูลสินคา้ ผูท้ ี่ติดสิ่งเหล่าน้ีจะตอ้ งการเวลาในการทากิจกรรมน้ัน
มากข้ึนเร่ือย ๆ จนไม่สามารถเลิกได้ ทาใหม้ ีปัญหาท้งั ทางร่างกายและจิตใจ เช่น ซึมเศร้า ไม่อยากนอน เช่ืองช้า
กา้ วร้าว ขาดวินัย ไม่มีความรับผิดชอบ เพราะฉะน้นั ครอบครัวมีส่วนสาคญั ในการดูแลเอาใจใส่ควรฝึ กให้บุตร
หลาน ตระหนกั ถึงสิ่งท่ีใหป้ ระโยชน์หรือโทษ ควรปลูกฝังจิตสานึก ความรับผิดชอบที่มีตอ่ ครอบครัวและสังคม
66
กจิ กรรมการเรียนการสอนหรือการเรียนรู้
ข้นั ตอนการสอนหรือกจิ กรรมของครู ข้ันตอนการเรียนรู้หรือกจิ กรรมของนกั เรียน
1. ข้ันนาเข้าสู่บทเรียน (20 นาที ) 1. ข้ันนาเข้าสู่บทเรียน (20 นาที )
4. ผสู้ อนช้ีแจงเร่ืองท่ีจะศึกษาและจุดประสงค์ 4. ผู้เรี ยนฟังผู้สอนช้ีแจงเร่ืองที่จะศึกษาและ
เชิงพฤติกรรมประจาหน่วยที่ 2 เร่ืองระบบเครือข่าย จุดประสงค์เชิงพฤติกรรมประจาหน่วยที่ 2 เร่ืองระบบ
และสารสนเทศ เครือขา่ ยและสารสนเทศ
5. ผูส้ อนให้ผูเ้ รียนทาแบบทดสอบก่อนเรียน 5. ผเู้ รียนทาแบบทดสอบก่อนเรียนหน่วยท่ี 2
หน่วยท่ี 2
2. ข้นั ให้ความรู้ (460 นาที) 2. ข้นั ให้ความรู้ (460 นาที )
3. ผู้สอนเปิ ด PowerPoint หน่วยท่ี 2 เรื่ อง 3. ผู้เรี ยนศึกษา PowerPoint หน่วยที่ 2 เร่ื อง
ระบบเครือขา่ ยและสารสนเทศ ระบบเครือข่ายและสารสนเทศ
4. ผู้สอนอธิบายเน้ือหาในหน่วยเรี ยนท่ี 2 4. ผเู้ รียนฟังผสู้ อนอธิบายเน้ือหาในหน่วยเรียน
เรื่อง ระบบเครือข่ายและสารสนเทศ ท่ี 2 เรื่อง ระบบเครือข่ายและสารสนเทศ
67
กจิ กรรมการเรียนการสอนหรือการเรียนรู้
ข้นั ตอนการสอนหรือกจิ กรรมของครู ข้นั ตอนการเรียนรู้หรือกจิ กรรมของนักเรียน
3. ข้นั ประยกุ ต์ใช้ ( 450 นาที ) 3. ข้นั ประยกุ ต์ใช้ ( 450 นาที )
5. ผสู้ อนใหผ้ เู้ รียนทาแบบฝึกหดั หน่วยท่ี 2 5. ผเู้ รียนทาแบบฝึกหดั หน่วยท่ี 2
6. ผูส้ อนให้ผู้เรียนทากิจกรรมนาสู่อาเซียน 6. ผเู้ รียนทากิจกรรมนาสู่อาเซียน หน่วยที่ 2
หน่วยท่ี 2
7. ผู้สอนให้ผู้เรี ยนทากิจกรรมบูรณาการ 7. ผเู้ รียนทากิจกรรมบรู ณาการเศรษฐกิจพอเพียง
เศรษฐกิจพอเพียง
8. ผูส้ อนให้ผูเ้ รียนทากิจกรรมบูรณาการจิต 8. ผูเ้ รียนทากิจกรรมบูรณาการจิตอาสา หน่วยท่ี
อาสา หน่วยที่ 2 2
4. ข้ันสรุปและประเมินผล ( 30 นาที ) 4. ข้นั สรุปและประเมินผล ( 30 นาที )
3. ผูส้ อนและผูเ้ รียนร่วมกนั สรุปเน้ือในหน่วย 3. ผู้เรี ยนและผู้สอนร่ วมกันสรุ ปเน้ือหาใน
เรียนที่ 2 เรื่อง ระบบเครือขา่ ยและสารสนเทศ หน่วยเรียนท่ี 2 เร่ือง ระบบเครือขา่ ยและสารสนเทศ
4. ผูส้ อนให้ผูเ้ รียนทาแบบทดสอบหลังเรียน 4. ผเู้ รียนทาแบบทดสอบหลงั เรียน หน่วยท่ี 2
หน่วยท่ี 2
(บรรลจุ ุดประสงค์เชิงพฤติกรรมข้อท่ี 1-9) (บรรลจุ ุดประสงค์เชิงพฤติกรรมข้อที่ 1-9)
(รวม 960 นาที หรือ 16 คาบเรียน)
68
งานที่มอบหมายหรือกจิ กรรมการวดั ผลและประเมนิ ผล
ก่อนเรียน
3. เอกสารหน่วยที่ 2 ระบบเครือขา่ ยและสารสนเทศ
4. แบบทดสอบก่อนเรียน หน่วยที่ 2
ขณะเรียน
5. แบบฝึกหดั หน่วยท่ี 2
6. กิจกรรมนาสู่อาเซียน หน่วยที่ 2
7. กิจกรรมบรู ณาการเศรษฐกิจพอเพยี ง
8. กิจกรรมบูรณาการจิตอาสา หน่วยที่ 2
หลงั เรียน
2. แบบทดสอบหลงั เรียน หน่วยท่ี 2
ผลงาน/ชิ้นงาน/ความสาเร็จของผู้เรียน
7. แบบทดสอบก่อนเรียน หน่วยที่ 2
8. แบบฝึกหดั หน่วยที่ 2
9. กิจกรรมนาสู่อาเซียน หน่วยที่ 2
10. กิจกรรมบูรณาการเศรษฐกิจพอเพียง
11. กิจกรรมบูรณาการจิตอาสา หน่วยที่ 2
12. แบบทดสอบหลงั เรียน หน่วยที่ 2
69
ส่ือการเรียนการสอน/การเรียนรู้
สื่อส่ิงพมิ พ์
8. เอกสารประกอบการสอนวชิ า เทคโนโลยสี ารสนเทศเพ่ือการจดั การอาชีพ (ใชป้ ระกอบการเรียน
การสอนจุดประสงคเ์ ชิงพฤติกรรมขอ้ ที่ 1-9)
9. แบบทดสอบก่อนเรียน หน่วยที่ 2 ใชข้ ้นั นาเขา้ สู่บทเรียนขอ้ 2
10. แบบฝึกหดั หน่วยท่ี 2 ใชข้ ้นั ประยกุ ตใ์ ชข้ อ้ 1
11. กิจกรรมนาสู่อาเซียน หน่วยท่ี 2 ใชข้ ้นั ประยกุ ตใ์ ชข้ อ้ 2
12. กิจกรรมบูรณาการเศรษฐกิจพอเพยี ง ใชข้ ้นั ประยกุ ตใ์ ชข้ อ้ 3
13. กิจกรรมบูรณาการจิตอาสา หน่วยท่ี 2ใชข้ ้นั ประยกุ ตใ์ ชข้ อ้ 4
14. แบบทดสอบหลงั เรียน หน่วยท่ี 2 ใชข้ ้นั สรุปผลและประเมินผลขอ้ 2
สื่อโสตทศั น์ (ถ้ามี)
1. เคร่ืองไมโครคอมพิวเตอร์
2. งานนาเสนอ
สื่อของจริง
70
แหล่งการเรียนรู้
ในสถานศึกษา
3. หอ้ งสมุด
4. หอ้ งปฏิบตั ิการคอมพิวเตอร์
นอกสถานศึกษา
ผปู้ ระกอบการ สถานประกอบการ ในทอ้ งถ่ิน
การบูรณาการ/ความสัมพนั ธ์กบั วชิ าอ่ืน
4. บรู ณาการกบั วชิ าภาษาไทย เร่ือง การอธิบายระบบเครือข่ายและระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ต การ
บอกความเป็นมาของอินเทอร์เน็ต การบอกบทบาทของระบบสารสนเทศ
5. บรู ณาการกบั วชิ าวทิ ยาศาสตร์ เรื่อง การจาแนกประเภทของระบบเครือข่าย การวิเคราะห์
ผลกระทบของเทคโนโลยสี ารสนเทศ
6. บูรณาการกบั วชิ าความรู้เกี่ยวกบั งานอาชีพ เร่ือง การเชื่อมต่อระบบเครือข่าย การใชง้ านระบบ
สารสนเทศที่ใชค้ อมพิวเตอร์
71
การประเมินผลการเรียนรู้
• หลกั การประเมินผลการเรียนรู้
ก่อนเรียน
3. เอกสารหน่วยที่ 2 ระบบเครือขา่ ยและสารสนเทศ
4. แบบทดสอบก่อนเรียน หน่วยท่ี 2
ขณะเรียน
5. แบบฝึกหดั หน่วยท่ี 2
6. กิจกรรมนาสู่อาเซียน หน่วยที่ 2
7. กิจกรรมบูรณาการเศรษฐกิจพอเพียง
8. กิจกรรมบูรณาการจิตอาสา หน่วยที่ 2
หลงั เรียน
1. แบบทดสอบหลงั เรียน หน่วยที่ 2
ผลงาน/ชิ้นงาน/ผลสาเร็จของผู้เรียน
7. แบบทดสอบก่อนเรียน หน่วยที่ 2
8. แบบฝึกหดั หน่วยที่ 2
9. กิจกรรมนาสู่อาเซียน หน่วยท่ี 2
10. กิจกรรมบูรณาการเศรษฐกิจพอเพียง
11. กิจกรรมบูรณาการจิตอาสา หน่วยที่ 2
12. แบบทดสอบหลงั เรียน หน่วยที่ 2
72
สมรรถนะที่พงึ ประสงค์
ผเู้ รียนสร้างความเขา้ ใจเกี่ยวกบั ระบบเครือขา่ ยและสารสนเทศ
5. วเิ คราะห์และตีความหมาย
6. สาธิตพร้อมแสดงท่าทางประกอบ
7. อภิปรายแสดงความคดิ เห็น
8. ประยกุ ตค์ วามรู้สู่งานอาชีพ
สมรรถนะการปฏบิ ตั ิงานอาชีพ
เช่ือมต่อระบบเครือขา่ ยและใชง้ านระบบสารสนเทศที่ใชค้ อมพิวเตอร์
สมรรถนะการขยายผล
ความสอดคล้อง
จากการเรียนสัปดาห์ท่ี 5-8 เรื่อง ระบบเครือข่ายและสารสนเทศ ทาให้ผูเ้ รียนมีความรู้เก่ียวกบั ระบบ
เครือขา่ ยอินเทอร์เน็ต ความเป็นมาของอินเทอร์เนต็ ความหมายของระบบเครือข่าย ลกั ษณะของการเช่ือมต่อ
ของระบบเครือขา่ ย ประเภทของระบบเครือข่าย การประยกุ ตใ์ ชร้ ะบบเครือข่ายในหน่วยงานรัฐ ความหมาย
ของเทคโนโลยสี ารสนเทศ บทบาทของระบบสารสนเทศ ระบบสารสนเทศท่ีใชค้ อมพิวเตอร์ การประยกุ ตใ์ ช้
เทคโนโลยสี ารสนเทศ ผลกระทบของเทคโนโลยสี ารสนเทศ ทาให้ผู้เรี ยนสามารถนาความรู้เร่ื อง
ระบบเครือข่ายไปประยุกตใ์ ช้ในการทางานได้ สามารถเชื่อมต่อระบบเครือข่ายไดท้ ุกรูปแบบ ใชง้ านระบบ
สารสนเทศท่ีใชค้ อมพวิ เตอร์ได้
73
รายละเอียดการประเมินผลการเรียนรู้
• จุดประสงคเ์ ชิงพฤติกรรม ขอ้ ที่ 1 อธิบายระบบเครือข่ายและระบบเครือข่ายอินเทอร์เนต็ ได้
4. วิธีการประเมิน : ทดสอบ
5. เคร่ืองมือ : แบบทดสอบ
6. เกณฑ์การให้คะแนน : อธิบายระบบเครือข่ายและระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ตได้ จะได้ 1
คะแนน
• จุดประสงคเ์ ชิงพฤติกรรม ขอ้ ท่ี 2 บอกความเป็นมาของอินเทอร์เน็ตได้
4. วิธีการประเมิน : ทดสอบ
5. เคร่ืองมือ : แบบทดสอบ
6. เกณฑก์ ารใหค้ ะแนน : บอกความเป็นมาของอินเทอร์เนต็ ได้ จะได้ 1 คะแนน
• จุดประสงคเ์ ชิงพฤติกรรม ขอ้ ท่ี 3 บอกบทบาทของระบบสารสนเทศได้
4. วธิ ีการประเมิน : ทดสอบ
5. เคร่ืองมือ : แบบทดสอบ
6. เกณฑก์ ารใหค้ ะแนน : บอกบทบาทของระบบสารสนเทศได้ จะได้ 1 คะแนน
• จุดประสงคเ์ ชิงพฤติกรรม ขอ้ ท่ี 4 จาแนกประเภทของระบบเครือข่ายได้
4. วิธีการประเมิน : ทดสอบ
5. เครื่องมือ : แบบทดสอบ
6. เกณฑก์ ารใหค้ ะแนน : จาแนกประเภทของระบบเครือขา่ ยได้ จะได้ 1 คะแนน
• จุดประสงคเ์ ชิงพฤติกรรม ขอ้ ท่ี 5 วเิ คราะหผ์ ลกระทบของเทคโนโลยสี ารสนเทศได้
4. วธิ ีการประเมิน : ทดสอบ
5. เคร่ืองมือ : แบบทดสอบ
6. เกณฑก์ ารใหค้ ะแนน : วิเคราะห์ผลกระทบของเทคโนโลยสี ารสนเทศได้ จะได้ 1 คะแนน
• จุดประสงคเ์ ชิงพฤติกรรม ขอ้ ท่ี 6 เชื่อมต่อระบบเครือขา่ ยไดท้ ุกรูปแบบ
4. วิธีการประเมิน : ทดสอบ
5. เคร่ืองมือ : แบบทดสอบ
6. เกณฑก์ ารใหค้ ะแนน : เชื่อมต่อระบบเครือข่ายไดท้ ุกรูปแบบ จะได้ 2 คะแนน
74
• จุดประสงคเ์ ชิงพฤติกรรม ขอ้ ที่ 7 ใชง้ านระบบสารสนเทศท่ีใชค้ อมพิวเตอร์ได้
4. วิธีการประเมิน : ทดสอบ
5. เครื่องมือ : แบบทดสอบ
6. เกณฑก์ ารใหค้ ะแนน : ใชง้ านระบบสารสนเทศที่ใชค้ อมพวิ เตอร์ได้ จะได้ 1 คะแนน
• จุดประสงคเ์ ชิงพฤติกรรม ขอ้ ที่ 8 ประยกุ ตใ์ ชเ้ ทคโนโลยสี ารสนเทศได้
4. วิธีการประเมิน : ทดสอบ
5. เครื่องมือ : แบบทดสอบ
6. เกณฑก์ ารใหค้ ะแนน : ประยกุ ตใ์ ชเ้ ทคโนโลยสี ารสนเทศได้ จะได้ 1 คะแนน
• จุดประสงคเ์ ชิงพฤติกรรม ขอ้ ท่ี 9 ประยกุ ตใ์ ชร้ ะบบเครือข่ายในหน่วยงานรัฐได้
1. วิธีการประเมิน : ทดสอบ
2. เคร่ืองมือ : แบบทดสอบ
3. เกณฑก์ ารใหค้ ะแนน : ประยกุ ตใ์ ชร้ ะบบเครือขา่ ยในหน่วยงานรัฐได้ จะได้ 1 คะแนน
75
แบบทดสอบก่อนเรียน หน่วยที่ 2
คาสั่ง จงเลือกคาตอบที่ถูกตอ้ งเพียงขอ้ เดียว
1. ระบบเครือข่ายคอมพวิ เตอร์ หมายถึงขอ้ ใด
ก. คอมพิวเตอร์ท่ีทาหนา้ ที่เป็นผใู้ หบ้ ริการทรัพยากรต่าง ๆ
ข. การนาเครื่องคอมพวิ เตอร์ มาเช่ือมต่อเขา้ ดว้ ยกนั เพ่ือแลกเปลี่ยนขอ้ มลู
ค. ระบบเฉพาะเจาะจงชนิดหน่ึง ที่ทางานเกี่ยวขอ้ งในการจดั เกบ็
ง. องคป์ ระกอบหลกั ที่จะทาใหเ้ ครื่องคอมพิวเตอร์สามารถทางานไดส้ มบูรณ์
จ. การลดตน้ ทุนดา้ นการส่ือสาร
2. ขอ้ ใดบอกความหมายของคอมพวิ เตอร์แม่ขา่ ยไดถ้ กู ตอ้ ง
ก. เป็นเครือข่ายระบบแม่
ข. เป็นระบบท่ีมีความสามารถสูงในการบริหารอินเทอร์เน็ต
ค. เป็นระบบปฏิบตั ิการท่ีช่วยใหเ้ ราสร้างสรรคง์ าน
ง. คอมพวิ เตอร์ท่ีทาหนา้ ที่เป็นผใู้ หบ้ ริการทรัพยากรต่าง ๆ
จ. เป็นตวั กระจายสญั ญาณ
3. หนา้ ท่ีของการ์ดเชื่อมต่อเครือขา่ ยคือขอ้ ใด
ก. แปลงสญั ญาณจากคอมพิวเตอร์ส่งผา่ นไปตามสายสัญญาณ
ข. แปลงสัญญาณดิจิตอลส่งสายสัญญาณขอ้ มูลแบบอนาลอ็ ก
ค. ทาหนา้ ที่เป็นสถานีปลายทางหรือสถานีงาน
ง. แปลงสญั ญาณเพื่อแลกเปลี่ยนขอ้ มูลข่าวสาร
จ. ทาหนา้ ที่ใหบ้ ริการอินเทอร์เน็ต
4. ฮบั (Hub) คอื อะไร
ก. อุปกรณ์เช่ือมต่อท่ีใชเ้ ป็นจุดรวม และแยกสายสญั ญาณ
ข. อุปกรณ์เชื่อมตอ่ ในจุดศูนยก์ ลาง
ค. การอพั เดทขอ้ มูลจากอินเทอร์เน็ต
ง. อปุ กรณ์เชื่อมตอ่ ท่ีกระจายออกไปใหท้ วั่ ถึง
จ. อปุ กรณ์ทวนสญั ญาณ
5. อุปกรณ์สาหรับการแปลงสญั ญาณอนาลอ็ กเป็นสญั ญาณดิจิตอลคอื ขอ้ ใด
ก. การ์ดเชื่อมต่อเครือข่าย
ข. โมเดม็
ค. ฮบั
ง. ซีพียู
จ. Router
76
6. ความหมายของเทคโนโลยสี ารสนเทศที่ถกู ตอ้ งท่ีสุดคือขอ้ ใด
ก. วธิ ีการปฏิบตั ิที่มีการจดั ลาดบั อยา่ งมีรูปแบบและข้นั ตอน
ข. วิธีการปฏิบตั ิที่มีการจดั ลาดบั อยา่ งมีรูปแบบและข้นั ตอนเพอื่ ท่ีจะทาให้เกิดประสิทธิภาพในเรื่องของความ
รวดเร็ว ความน่าเช่ือถือ และความถกู ตอ้ ง
ค. ขอ้ มูลดิบที่ไดผ้ า่ นการประมวลผลจากคอมพวิ เตอร์
ง. เทคโนโลยที ี่มีการนาคอมพิวเตอร์ การส่ือสาร โทรคมนาคม มาทางานร่วมกนั
จ. การรวบรวมและการจดั เรียงขอ้ มลู ดิบ
7. ขอ้ ใดเก่ียวขอ้ งกบั ระบบสารสนเทศ
ก. การนาเครื่องทุนแรงมาใชใ้ นดา้ นการเกษตร
ข. การนาเครื่องจกั รมาใชใ้ นโรงงานอุตสาหกรรม
ค. การหาความรู้ในการใชเ้ ครื่องจกั รกลทางอุตสาหกรรมเกษตร
ง. การเพมิ่ ผลผลิตในโลกกสิกรรม
จ. การทาใหธ้ ุรกิจดาเนินงานไดส้ ะดวกข้นึ
8. นกั ศึกษาคดิ วา่ ขอ้ ใดคือสารสนเทศ
ก. คะแนนสอบของนกั เรียน
ข. เกรดของนกั เรียน
ค. คะแนนสอบรวม
ง. คะแนนเวลาเรียน
จ. คะแนนจิตพสิ ัย
9. ผลกระทบของเทคโนโลยสี ารสนเทศดา้ นบวกคือขอ้ ใด
ก. เพิม่ ความสะดวกสบายในการส่ือสาร
ข. ทาใหเ้ กิดการเปลี่ยนแปลงวฒั นธรรม
ค. การมีส่วนร่วมของคนในสงั คมนอ้ ยลง
ง. มีคนใชค้ อมพิวเตอร์เพ่ิมมากข้นึ
จ. ไม่มีขอ้ ใดถกู
10. แนวโนม้ ของเทคโนโลยีสารสนเทศในอนาคตจะเป็นอยา่ งไร
ก. เทคโนโลยสี ารสนเทศจะไมม่ ีอิทธิพลต่อทุก ๆคนในครอบครัว และหน่วยงานตา่ ง ๆ
ข. คอมพิวเตอร์จะกลายเป็นเคร่ืองมือเครื่องใชใ้ นชีวิตประจาวนั เช่นเดียวกบั รถยนต์ ตเู้ ยน็ เครื่องรับโทรทศั น์
ค. ระบบสื่อสารแบบมีสายจะกลบั มาแทนระบบไร้สาย
ง. พนกั งานจะทางานมากข้นึ
จ. คอมพวิ เตอร์มีราคาถูกลง
77
แบบฝึ กหัด หน่วยท่ี 2
คาชี้แจง ใหน้ กั เรียนตอบคาถามดงั ต่อไปน้ี
1. จงอธิบายความหมายของระบบเครือขา่ ยมาพอสงั เขป
……………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………..……………
2. ประเภทของระบบเครือขา่ ยมีก่ีประเภท อะไรบา้ ง
……………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………
3. เทคโนโลยสี ารสนเทศ มีความหมายอยา่ งไรจงอธิบาย
……………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………
4. ผลกระทบดา้ นบวกของเทคโนโลยสี ารสนเทศมีอะไรบา้ ง จงยกตวั อยา่ ง
……………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………
78
ตอนท่ี 2 ใหน้ กั ศึกษาเติมคาท่ีหายไปจากประโยคดงั ต่อไปน้ีใหส้ มบูรณ์และถูกตอ้ ง
1) ฮาร์ดแวร์ (..................................) คือ อปุ กรณ์คอมพิวเตอร์ที่ใชใ้ นการรวบรวม .......................... การ
จดั เก็บการประมวลผลขอ้ มูลใหเ้ ป็น.................... และแสดง.....................................ท่ีเป็นผลลพั ธอ์ อกมา
2) ซอฟตแ์ วร์ (.........................) คือ ................................ที่ใชใ้ นการปฏิบตั ิงานร่วมกบั ฮาร์ดแวร์และใช้
ใน.....................................................................................................เป็นสารสนเทศตามที่ตอ้ งการ
3) ข้อมูล (.........................) คือ ..........................................ที่ถูกเก็บอยู่ในฐานข้อมูล โดย
..................................................... คือ กลมุ่ ของคา่ ความจริงและสารสนเทศที่มี......................................
4) บุคคล (..............................) คือ ผูท้ ี่มีส่วนเกี่ยวขอ้ งกบั ...............................และปฏิบตั ิงานร่วมกบั
.................................................
5) ขบวนการ (..........................) คือ กลุ่มของ....................................ท่ีแนะนาวิธีการปฏิบตั ิงานกบั
คอมพิวเตอร์ใน.............................................. อาจไดแ้ ก่ การแนะนาการควบคุมการเขา้ ใชง้ านคอมพิวเตอร์
............................................................................................ และวธิ ีจดั การกบั ปัญหาที่อาจเกิดข้นึ ได้ เป็นตน้
6) การสื่อสารขอ้ มลู (................................) การส่งสญั ญาณอิเลก็ ทรอนิกส์..................................... และ
สามารถเชื่อมระบบคอมพิวเตอร์เขา้ กบั ....................................... (...............................) ที่มีประสิทธิภาพได้
79
กจิ กรรมนาสู่อาเซียน หน่วยที่ 2
คาสั่ง : ใหน้ กั เรียนนาขอ้ ความไปใส่ลงในแผนผงั แสดงส่วนประกอบของระบบสารสนเทศท่ีใช้
คอมพิวเตอร์แลว้ วาดภาพประกอบใหส้ อดคลอ้ งกบั ขอ้ ความที่ใส่ดว้ ย
ฮาร์ดแวร์ ซอฟต์แวร์ ข้อมูล บุคคล ขบวนการ
(Hardware) (Software) (Data) (People) (Procedure)
80
กจิ กรรม บูรณาเศรษฐกจิ พอเพยี ง
กจิ กรรม : คดิ คน้ ควา้ อนาคตไกล
จดุ ประสงค์ : เพอื่ ใหน้ กั เรียนรู้ระบบเครือขา่ ยและสารสนเทศ
ภาระงาน
1. ใหน้ กั เรียนจบั คู่ ใหแ้ ต่ละกลุม่ รวบรวมขอ้ มูลเกี่ยวกบั สิ่งต่าง ๆ ที่ช่วยเกิดความรู้คอมพิวเตอร์และ
อุปกรณ์โทรคมนาคม
2. จดั ทาป้ายนิเทศ แผน่ พบั เพ่ือเผยแพร่ความรู้ และเพือ่ เป็นการประหยดั ค่าใชจ้ ่าย
3. สรุปการดาเนินงานเพอ่ื รายงานครูผสู้ อน
กจิ กรรมบูรณาการจติ อาสา หน่วยท่ี 2
เรื่อง ระบบเครือขา่ ยและสารสนเทศ
กจิ กรรม ดา้ นบวกเพมิ่ ข้นึ ดา้ นลบลดลง
จุดประสงค์ เพ่อื ใหน้ กั เรียนนาความรู้ที่ไดไ้ ปส่งเสริมการเกิดผลกระทบจากเทคโนโลยสี ารสนเทศ
ในดา้ นบวก และแกไ้ ขปัญหาผลกระทบดา้ นลบใหล้ ดนอ้ ยลง
ภาระงาน 1. ใหน้ กั เรียนจบั คู่กนั ติดต่อกบั สถานศึกษา เพอ่ื สารวจการเกิดผลกระทบจากเทคโนโลยี
สารสนเทศท้งั ในดา้ นบวกและดา้ นลบ
2. นาขอ้ มูลท่ีไดจ้ ากการสารวจเพ่ือหาขอ้ มูลหรือปรึกษาครูผสู้ อนในการส่งเสริมการ
เกิดผลกระทบจากเทคโนโลยสี ารสนเทศดา้ นบวก และแกป้ ัญหาผลกระทบดา้ นลบ
3. นาขอ้ มลู และความรู้ท่ีไดม้ าบรรยายเพื่อใหค้ วามรู้กบั สถานศึกษาที่สารวจ
4. เก็บภาพและขอ้ มูลในการใหค้ วามรู้สรุปส่งครูผสู้ อนในรูปแบบรายงาน
81
แบบทดสอบหลงั เรียน หน่วยที่ 2
คาสั่ง จงเลือกคาตอบท่ีถูกตอ้ งเพียงขอ้ เดียว
1. เครือขา่ ยคอมพวิ เตอร์คืออะไร
ก. เครือยขา่ ยคอมพวิ เตอร์ที่ต้งั แต่ 2 เคร่ืองข้ึนไป
ข. เครือยขา่ ยคอมพิวเตอร์ที่ต้งั แต่ 6 เคร่ืองข้ึนไป
ค. เครือยขา่ ยคอมพิวเตอร์ที่ต้งั แต่ 10 เคร่ืองข้ึนไป
ง. เครือยข่ายคอมพวิ เตอร์ท่ีต้งั แต่ 15 เคร่ืองข้ึนไป
จ. เครือยขา่ ยคอมพิวเตอร์ท่ีต้งั แต่ 20 เคร่ืองข้ึนไป
2. เครือข่ายระดบั ตอ่ ไปน้ี สามารถติดตอ่ ส่งขอ้ มูลระหวา่ งเคร่ืองไดไ้ กลท่ีสุด
ก. เครือข่าย MAN ข. เครือข่าย WAN
ค. เครือขา่ ย LAN ง. เครือขา่ ย PAN
จ. ทุก ๆ เครือขา่ ยสามารถส่งขอ้ มูลไดไ้ กลเหมือน ๆ กนั ซ่ึงอยทู่ ่ีสายสญั ญาณ
3. ขอ้ ใดเป็นลกั ษณะของสาย UTP
ก. เหมือนสายสัญญาณโทรศพั ทม์ ีทองแดงอยตู่ รงแนวกลางหุม้ ดว้ ยฉนวนและสายดิน
ข. เหมือนสายโทรศพั ทต์ ามบา้ นภายในประกอบดว้ ยสายทองแดง 4 เส้น และหุม้ ดว้ ยฉนวนภายนอก
ค. คลา้ ยสายโทรศพั ทต์ ามบา้ นภายในประกอบดว้ ยสายทองแดง 8 เส้น
ง. คลา้ ยสายโทรศพั ทต์ ามบา้ นภายในประกอบดว้ ยสายทองแดง 8 เสน้ ดา้ นนอกมีฉนวนหุม้
จ. คลา้ ยสายโทรศพั ทต์ ามบา้ นภายในประกอบดว้ ยสายทองแดง 10 เสน้ ดา้ นนอกมีฉนวนหุม้
4. สายสญั ญาณประเภทใดท่ีมีราคาแพงที่สุด
ก. สายโคแอ๊กเชียล ข. สายไฟเบอร์ออฟติก
ค. สายยทู ีพี ง. สายเอสทีพี
จ. สายโคแอก๊ ออฟติก
5. Wirless LAN หมายถึงขอ้ ใด
ก. เครือข่าย LAN ท่ีใชส้ าย UTP ในการเช่ือมตอ่
ข. เครือขา่ ย LAN ที่ใชส้ าย Coxcial ในการเช่ือมต่อ
ค. เครือข่าย LAN ท่ีใชส้ าย Fiber Optic ในการเชื่อมต่อ
ง. เครือขา่ ยที่ไม่ใชส้ ายในการเช่ือมต่อแต่ใชค้ ลื่นวิทยแุ ทน
จ.ถูกทุกขอ้ ท่ีกล่าวมา
82
6. ขอ้ ใดกลา่ วถึงขอ้ มูลและสารสนเทศไดถ้ กู ตอ้ ง
ก. ขอ้ มลู คือขอ้ มลู ดิบที่ไดผ้ า่ นการประมวลผลมาแลว้
ข. สารสนเทศคอื ขอ้ เทจ็ จริงที่เกี่ยวขอ้ งกบั บคุ คล
ค. สารสนเทศคือ ขอ้ เท็จจริงท่ีเกี่ยวขอ้ งกบั สถานที่
ง. สารสนเทศคอื ขอ้ มูลดิบท่ีผา่ นการประมวลผลในหน่วยประมวลผลกลางมาแลว้
จ. ขอ้ มลู คือ ผลลพั ธ์ที่นามาใชใ้ นการตดั สินใจ
7. ขอ้ ใดเป็นผลกระทบของเทคโนโลยสี ารสนเทศดา้ นคุณภาพชีวิต
ก. ออกแบบส่ิงของเคร่ืองใชไ้ ดง้ า่ ยดว้ ยโปรแกรมคอมพิวเตอร์
ข. ผลิตอาหารกระป๋ องเสร็จไดร้ วดเร็วในเวลาจากดั
ค. หนีภยั ธรรมชาติไดท้ นั เวลาเพราะดูข่าวโทรทศั น์
ง. เดินทางสะดวกดว้ ยรถไฟฟ้า
จ. ไม่มีขอ้ ใดถกู ตอ้ ง
8. ข้อใดกล่าวไม่ถูกต้อง
ก.เทคโนโลยสี ารสนเทศเข้ามามบี ทบาทต่อชีวติ ประจาวัน
ข.เทคโนโลยสี ารสนเทศมีบทบาทสาคัญต่อการแข่งขันด้านธุรกจิ
ค.เทคโนโลยสี ารสนเทศมกี ารพฒั นาอย่างช้า ๆ
ง.คอมพวิ เตอร์เป็ นปัจจัยสาคญั ในการพฒั นาสิ่งแวดล้อมด้านสารสนเทศ
จ.คอมพวิ เตอร์เป็ นปัจจยั สาคญั ในการพฒั นาเทคโนโลยีสารสนเทศ
9. เทคโนโลยสี ารสนเทศช่วยเพิม่ ประสิทธิภาพในการทางานอยา่ งไร
ก. ช่วยลดจานวนพนกั งานลง
ข. ช่วยเพ่ิมเวลาในการทางานใหม้ ากข้ึน
ค. ช่วยใหท้ างานไดเ้ ร็วและถูกตอ้ งมากข้นึ
ง. ช่วยใหป้ ระหยดั ทรัพยากรและรักษาสิ่งแวดลอ้ ม
จ. ช่วยใหค้ ่าใชจ้ ่ายเร่ืองบุคลากร
10.เทคโนโลยสี ารสนเทศส่งผลใหเ้ กิดความเสมอภาคในสงั คม
ก. ช่วยกระจายโอกาส
ข. ช่วยเสริมสร้างรายได้
ค. ช่วยลดปัญหาอาชญากรรม
ง. ช่วยลดความเสี่ยงในการตกงาน
จ. ช่วยเพ่ิมศกั ยภาพในการทางาน
83
แบบประเมินผลการนาเสนอผลงาน
ช่ือกลุ่ม……………………………………………ช้นั ………………………หอ้ ง...........................
รายชื่อสมาชิก
1……………………………………เลขท่ี……. 2……………………………………เลขท่ี…….
3……………………………………เลขท่ี……. 4……………………………………เลขท่ี…….
ท่ี รายการประเมิน คะแนน ขอ้ คดิ เหน็
32 1
1 เน้ือหาสาระครอบคลมุ ชดั เจน (ความรู้เกี่ยวกบั เน้ือหา ความถูกตอ้ ง
ปฏิภาณในการตอบ และการแกไ้ ขปัญหาเฉพาะหนา้ )
2 รูปแบบการนาเสนอ
3 การมีส่วนร่วมของสมาชิกในกลุ่ม
4 บุคลิกลกั ษณะ กิริยา ท่าทางในการพดู น้าเสียง ซ่ึงทาใหผ้ ฟู้ ังมีความ
สนใจ
รวม
ผปู้ ระเมิน…………………………………………………
เกณฑ์การให้ คะแนน
1. เน้ือหาสาระครอบคลุมชดั เจนถกู ตอ้ ง
3 คะแนน = มีสาระสาคญั ครบถว้ นถูกตอ้ ง ตรงตามจุดประสงค์
2 คะแนน = สาระสาคญั ไมค่ รบถว้ น แต่ตรงตามจดุ ประสงค์
1 คะแนน = สาระสาคญั ไมถ่ ูกตอ้ ง ไม่ตรงตามจุดประสงค์
2. รูปแบบการนาเสนอ
3 คะแนน = มีรูปแบบการนาเสนอที่เหมาะสม มีการใชเ้ ทคนิคท่ีแปลกใหม่ ใชส้ ื่อและเทคโนโลยี
ประกอบการ นาเสนอที่น่าสนใจ นาวสั ดุในทอ้ งถ่ินมาประยกุ ตใ์ ชอ้ ยา่ งคุม้ ค่าและประหยดั
2 คะแนน = มีเทคนิคการนาเสนอท่ีแปลกใหม่ ใชส้ ื่อและเทคโนโลยปี ระกอบการนาเสนอท่ีน่าสน ใจ
แตข่ าดการประยกุ ตใ์ ช้ วสั ดุในทอ้ งถิ่น
1 คะแนน = เทคนิคการนาเสนอไม่เหมาะสม และไมน่ ่าสนใจ
3. การมีส่วนร่วมของสมาชิกในกลมุ่
3 คะแนน = สมาชิกทุกคนมีบทบาทและมีส่วนร่วมกิจกรรมกลมุ่
2 คะแนน = สมาชิกส่วนใหญม่ ีบทบาทและมีส่วนร่วมกิจกรรมกลุ่ม
1 คะแนน = สมาชิกส่วนนอ้ ยมีบทบาทและมีส่วนร่วมกิจกรรมกลุ่ม
4. ความสนใจของผฟู้ ัง
3 คะแนน = ผฟู้ ังมากกว่าร้อยละ 90 สนใจ และให้ความร่วมมือ
2 คะแนน = ผฟู้ ังร้อยละ 70-90 สนใจ และให้ความร่วมมือ
1 คะแนน = ผฟู้ ังนอ้ ยกว่าร้อยละ 70 สนใจ และให้ความร่วมมือ
84
แบบประเมนิ กระบวนการทางานกล่มุ
ชื่อกลุ่ม……………………………………………ช้นั ………………………หอ้ ง...........................
รายช่ือสมาชิก
1……………………………………เลขที่……. 2……………………………………เลขท่ี…….
3……………………………………เลขท่ี……. 4……………………………………เลขท่ี…….
ท่ี รายการประเมิน คะแนน ขอ้ คดิ เหน็
1 การกาหนดเป้าหมายร่วมกนั
321
2 การแบง่ หนา้ ท่ีรับผดิ ชอบและการเตรียมความพร้อม
3 การปฏิบตั หิ นา้ ทที่ ่ีไดร้ บั มอบหมาย
4 การประเมินผลและปรบั ปรุงงาน
รวม
ผปู้ ระเมิน…………………………………………………
วนั ท่ี…………เดือน……………………..พ.ศ…………..
เกณฑ์ การให้ คะแนน
1. การกาหนดเป้าหมายร่วมกนั
3 คะแนน = สมาชิกทกุ คนมสี ่วนร่วมในการกาหนดเป้าหมายการทางานอยา่ งชดั เจน
2 คะแนน = สมาชิกส่วนใหญ่มสี ่วนร่วมในการกาหนดเป้าหมายในการทางาน
1 คะแนน = สมาชิกส่วนนอ้ ยมีส่วนร่วมในการกาหนดเป้าหมายในการทางาน
2. การมอบหมายหนา้ ที่รับผิดชอบและการเตรียมความพร้อม
3 คะแนน = กระจายงานไดท้ ว่ั ถงึ และตรงตามความสามารถของสมาชิกทกุ คน มกี ารจดั เตรียมสถานท่ี สื่อ /
อุปกรณ์ไวอ้ ยา่ งพร้อมเพรียง
2 คะแนน = กระจายงานไดท้ ว่ั ถึง แตไ่ มต่ รงตามความสามารถ และมสี ่ือ / อุปกรณไ์ วอ้ ย่างพร้อมเพรียง แต่ขาด
การจดั เตรียมสถานท่ี
1 คะแนน = กระจายงานไมท่ วั่ ถึงและมีสื่อ / อุปกรณไ์ ม่เพียงพอ
3. การปฏิบตั ิหนา้ ท่ีที่ไดร้ ับมอบหมาย
3 คะแนน = ทางานไดส้ าเร็จตามเป้าหมาย และตามเวลาท่ีกาหนด
2 คะแนน = ทางานไดส้ าเร็จตามเป้าหมาย แต่ชา้ กว่าเวลาที่กาหนด
1 คะแนน = ทางานไมส่ าเร็จตามเป้าหมาย
4. การประเมนิ ผลและปรับปรุงงาน
3 คะแนน = สมาชิกทุกคนร่วมปรึกษาหารือ ติดตาม ตรวจสอบ และปรับปรุงงานเป็นระยะ
2 คะแนน = สมาชิกบางส่วนมีส่วนร่วมปรึกษาหารือ แต่ไมป่ รับปรุงงาน
1 คะแนน = สมาชิกบางส่วนมสี ่วนร่วมไม่มสี ่วนร่วมปรึกษาหารือ และปรับปรุงงาน
3 คะแนน = สมาชิกทุกคนร่วมปรึกษาหารือ ติดตาม ตรวจสอบ และปรับปรุงงานเป็นระยะ
2 คะแนน = สมาชิกบางส่วนมสี ่วนร่วมปรึกษาหารือ แตไ่ มป่ รับปรุงงาน
1 คะแนน = สมาชิกบางส่วนมีส่วนร่วมไมม่ สี ่วนร่วมปรึกษาหารือ และปรับปรุงงาน
85
บนั ทกึ หลงั การสอน
หน่วยท่ี 2 เรื่อง ระบบเครือข่ายและสารสนเทศ
ผลการใช้แผนการเรียนรู้
...................................................................................................................................................
...................................................................................................................................................
..................................................................................................................................................
ผลการเรียนของนักเรียน
....................................................................................................................................................
.....................................................................................................................................................
ผลการสอนของครู
.......................................................................................................................................................
.......................................................................................................................................................
.......................................................................................................................................................
86
แผนการสอน/แผนการเรียนรู้ภาคทฤษฎี
แผนการสอน/การเรียนรู้ภาคทฤษฎี หน่วยท่ี 3
ชื่อวชิ า เทคโนโลยสี ารสนเทศเพื่อการจดั การอาชีพ สอนสัปดาหท์ ่ี 9-12
ช่ือหน่วย การสืบคน้ ขอ้ มลู สารสนเทศ คาบรวม 48
ช่ือเรื่อง การสืบคน้ ขอ้ มูลสารสนเทศ จานวนคาบ 16
สมรรถนะอาชีพประจาหน่วย
สืบคน้ ขอ้ มูลสารสนเทศ
สาระสาคญั
ปัจจุบนั มีขอ้ มูลจานวนมากเผยแพร่อยู่ในอินเทอร์เน็ต มีจานวนเพ่ิมมากข้ึนตลอดเวลา การรับขอ้ มูล
ข่าวสารกลายเป็นการดาเนินชีวิตประจาวนั วิชาชีพทางดา้ นวิทยาศาสตร์สุขภาพ มีความจาเป็ นตอ้ งอาศยั ความรู้
ที่ทนั สมยั ในการทางาน ดงั น้นั ผใู้ ชง้ านอินเทอร์เน็ตจึงควรมีความรู้เกี่ยวกบั เทคนิคการคน้ หาขอ้ มลู บนอิน เทอร์
เน็ต โดยใช้บริการจากเว็บไซต์ที่ให้บริการเคร่ืองมือช่วยค้นหาข้อมูลบนอิน เทอร์เน็ตแหล่งข้อมูลบน
อินเทอร์เน็ตมีการขยายตวั อยา่ งรวดเร็วต่อเนื่องมาโดยตลอด ทาใหม้ ีขอ้ มลู จานวนมากมายมหาศาล ปัจจุบนั เป็น
ยคุ ของ web 2.0 และ semantic web ที่เวบ็ ไดก้ ลายเป็น platform สาหรับใหบ้ ริการ (service) และเน้ือหาสาระได้
ถูกสร้างข้ึน โดยผูใ้ ช้อินเทอร์เน็ตอย่างมากมาย (user-generated content)มีกลุ่มผูใ้ ชแ้ ละชุมชนเครือข่ายสังคม
(social network) เป็นจานวนมาก เช่น FaceBook, MySpace, Hi5,Wikipedia, web blog ต่างๆ เป็นตน้
เร่ืองทจี่ ะศึกษา
24.การสืบคน้ ขอ้ มลู สารสนเทศ
25.เครื่องมือในการสืบคน้ ขอ้ มูลสารสนเทศ
26.ส่วนประกอบของเคร่ืองมือในการสืบคน้ ขอ้ มูลสารสนเทศ
27.การสืบคน้ ขอ้ มูลสารสนเทศจากอินเทอร์เน็ต
28.ความหมายของการจดั เกบ็ และคน้ คนื สารสนเทศ
29.ความสาคญั ของการจดั เก็บและคน้ คืนสารสนเทศ
30.ทฤษฎีพ้นื ฐานและการประเมินระบบจดั เก็บและการคน้ คืนสารสนเทศ
31.เทคโนโลยแี ละมาตรฐานในการจดั เก็บและคน้ คืนสารสนเทศ
จุดประสงค์ท่ัวไป
7. เพ่ือใหม้ ีความรู้และความเขา้ ใจเก่ียวกบั การสืบคน้ ขอ้ มลู สารสนเทศ (ดา้ นพทุ ธิพสิ ยั )
8. เพื่อใหม้ ีทกั ษะในการสืบคน้ ขอ้ มลู สารสนเทศ (ดา้ นทกั ษะพิสยั )
9. เพ่ือใหม้ ีตระหนกั ถึงประโยชน์ของอินเทอร์เน็ตและนาไปปรับใชใ้ นชีวติ ประจาวนั (ดา้ นจิตพิสัย)
87
จุดประสงค์เชิงพฤตกิ รรม
10.อธิบายความหมายของการจดั เก็บและคน้ คนื สารสนเทศได้ (ดา้ นความเขา้ ใจ)
11.ใหค้ าจากดั ความสาคญั ของการจดั เก็บและคน้ คืนสารสนเทศได้ (ดา้ นความเขา้ ใจ)
12.แยกส่วนประกอบของเครื่องมือในการสืบคน้ ขอ้ มูลสารสนเทศได้ (ดา้ นการวิเคราะห)์
13.วิเคราะห์เทคโนโลยสี ารสนเทศและมาตรฐานในการจดั เก็บและคน้ คน้ สารสนเทศได้ (ดา้ นการ
วเิ คราะห์)
14.เลือกทฤษฎีพ้ืนฐานและการประเมินระบบจดั เก็บและการคน้ คนื สารสนเทศได้ (ดา้ นการนาไปใช)้
15.สืบคน้ ขอ้ มลู สารสนเทศได้ (ดา้ นทกั ษะ)
16.สืบคน้ ขอ้ มลู สารสนเทศจากอินเทอร์เน็ตได้ (ดา้ นทกั ษะ)
17.ประยกุ ตใ์ ชเ้ ครื่องมือการสืบคน้ ขอ้ มูลสารสนเทศได้ (ดา้ นจิตพสิ ัย)
18.ตระหนกั ถึงประโยชนข์ องอินเทอร์เน็ตและนาไปปรับใชใ้ นการทางานได้ (ดา้ นจิตพสิ ยั )
88
เนื้อหาสาระการสอน/การเรียนรู้
การสืบค้นข้อมูลสารสนเทศ
การสืบคน้ สารสนเทศจากระบบอิเล็กทรอนิกส์ทุกระบบในปัจจุบนั ควรมีความรู้พ้ืนฐานเกี่ยวกบั การ
สืบค้นข้อมูลและฐานข้อมูลก่อน รวมท้ังการสืบค้นข้อมูลจากคอมพิวเตอร์ในรูปแบบอื่นๆ ได้อย่างมี
ประสิทธิภาพ
การสืบค้นสารสนเทศ หมายถึง กระบวนการในการค้นหาสารสนเทศท่ีตอ้ งการ โดยใช้เคร่ืองมือ
สืบคน้ รูปแบบต่างๆ การสืบคน้ สารสนเทศ แบง่ ออกเป็น 2 วธิ ี คือ
1. การสืบคน้ สารสนเทศดว้ ยระบบมือ (Manual System) เช่น บตั รรายการ บตั รดรรชนีวารสาร
2. การสืบค้นสารสนเทศด้วยระบบคอมพิวเตอร์ (Computer System) เป็ นการสืบคน้ ท่ีสามารถ
กระทาไดโ้ ดยผา่ นอปุ กรณ์คอมพวิ เตอร์ ไดแ้ ก่ ฐานขอ้ มูล หนงั สืออิเลก็ ทรอนิกส์ วารสารอิเลก็ ทรอนิกส์ และการ
สืบคน้ สารสนเทศบนอินเทอร์เนต็ เป็นตน้
เครื่องมือการสืบค้นข้อมูลสารสนเทศ
เครื่องมือ คือ อุปกรณ์ที่ใช้ในการค้นหาหนังสือที่มีอยู่ในห้องสมุด เพ่ือนามาใช้ประกอบการเรียนรู้
ไดแ้ ก่ คอมพิวเตอร์
การสืบค้น คือ การคน้ หาขอ้ มูลเกี่ยวกบั หนงั สือในหอ้ งสมุดโรงเรียนว่ามีหนงั สือที่ผเู้ รียนตอ้ งการหรือไม่
หากมีจะปรากฏอยใู่ นหมวดหมูใ่ ด
ข้อมูล คือ สญั ญาณท่ีมนุษยร์ ับรู้และนามาบนั ทึกในรูปสัญลกั ษณ์ เม่ือขอ้ มลู มีการจดั ความหมายหรือเน้ือหา
จึงเปล่ียนเป็นระดบั สารสนเทศ
ส า ร ส น เ ท ศ คื อ ข้อ เ ท็ จ จ ริ ง เ ห ตุ ก า ร ณ์ ท่ี ถ่ า ย ท อ ด แ ล ะ บัน ทึ ก ไ ว้ใ น รู ป แ บ บ ต่ า ง ๆ
เช่น หนังสือ วารสาร หนังสือพิมพ์ โสตทศั นวสั ดุ คอมพิวเตอร์ และคาพูด เป็ นตน้ เพื่อนาไปใช้ ในการ
ตดั สินใจหรือตอบปัญหาตา่ ง ๆ ได้ (ประภาวดี สืบสนธ์, 2543, หนา้ 6)
ส่วนประกอบของเคร่ืองมือในการสืบค้นข้อมูลสารสนเทศ ประกอบดว้ ย
1. หน้าจอ คือ อุปกรณ์ส่งออกข้อมูล (Output devices) หรื อหน่วยแสดงผลประเภทหน่ึง ของ
คอมพวิ เตอร์โดยขอ้ มลู ที่จอภาพแสดงผลน้นั มกั จะประกอบดว้ ยขอ้ มลู ท้งั ท่ีเป็นตวั หนงั สือ และภาพกราฟิ ก
2. แป้นพิมพ์ คือ อุปกรณ์นาเขา้ ขอ้ มูล (Input devices) เป็ นอุปกรณ์หลกั ท่ีใช้ในการนาข้อมูลลงใน
เครื่องคอมพิวเตอร์ โดยปกติมกั จะมีลกั ษณะเป็นส่ีเหล่ียมผืนผา้ หรือใกลเ้ คียง มีแป้นต่าง ๆ ประมาณร้อยแป้นอยู่
บนคียบ์ อร์ด (ข้ึนอยกู่ บั ผงั แป้นพิมพ)์ ซ่ึงถอดแบบมาจากเคร่ืองพิมพด์ ีด เพ่ือใหก้ ารป้อนขอ้ มูลท่ีเป็นอกั ขระและ
ตวั เลขทาไดง้ ่ายและสะดวกข้ึน แป้นพิมพจ์ ึงแยกแผงที่เป็นแป้นอกั ขระกบั แป้นตวั เลขแยกไวต้ า่ งหาก
3.เมาส์ คือ อุปกรณ์นาเขา้ ขอ้ มูล (Input devices) ท่ีใช้ในการควบคุมการใช้งานใน คอมพิวเตอร์ ซ่ึง
ออกแบบ เพื่อให้พอดีกบั การใชง้ านโดยส่วนโคง้ และส่วนเวา้ จะโคง้ เขา้ ตามอุง้ มือของผู้ ใช้ โดยดา้ นใตข้ องเมาส์
จะมีอุปกรณ์ ซ่ึงตรวจจบั การเคลื่อนไหวของเมาส์ โดยส่งสญั ญาณ ไปที่คอมพิวเตอร์
4. เคส คือ กลอ่ งสาหรับบรรจุอปุ กรณ์ที่ใชป้ ระมวลผลและหน่วยความจาของคอมพวิ เตอร์ เอาไวข้ า้ งใน
เพ่ือประโยชน์ในการยึดอุปกรณ์ต่าง ๆ ให้มีความมั่นคง กะทดั รัด เคล่ือนยา้ ยได้ ขณะเดียวกัน ก็เพื่อความ
89
ปลอดภยั เช่น ป้องกนั ไฟดูด ป้องกันอุปกรณ์สูญหาย และการป้องกัน การส่งคล่ืนรบกวน การทางานของ
อุปกรณ์อิเลก็ ทรอนิกส์อื่น ๆ
5. ซอฟต์แวร์ (Software) เก่ียว กับงานของห้องสมุด คือ โปรแกรมสืบค้นสารสนเทศ คู่มือเตรียม
สอบ ลงฐานขอ้ มูล CDS/ISIS เพื่อนาขอ้ มูลส่ิงพิมพเ์ หล่าน้นั ออกบริการ และ อานวยความสะดวก ในการคน้ หา
หนงั สือใหก้ บั ผใู้ ช้ ซ่ึงผใู้ ชส้ ามารถส่งประมวลผลผา่ นทางเลือกตา่ ง ๆ ไดต้ ามตอ้ งการ จากระบบเมนู
การสืบค้นข้อมูลสารสนเทศจากอนิ เทอร์เนต็
ความหมายของอินเทอร์เนต็
อินเทอร์เน็ต คอื ระบบเครือขา่ ยนานาชาติ เกิดจากเครือข่ายยอ่ ย ๆ มีบริการมากมายสาหรับทกุ คนที่ติดต่อ
อินเทอร์เน็ต สามารถใชอ้ ินเทอร์เนต็ ส่งจดหมายคุยกบั เพ่ือน ๆ คดั ลอกแฟ้มขอ้ มลู และโปรแกรมจาก
คอมพวิ เตอร์เครื่องอื่น รวมท้งั คน้ หาขอ้ มลู สารสนเทศจากแหล่งขอ้ มลู ทว่ั โลก (เครเบรินส์, แอนนา, 2540, หนา้
42)
ประโยชน์ของอนิ เทอร์เนต็
1. ทาใหส้ ามารถบริการคน้ หาและเขา้ ถึงขอ้ มูลโดยผา่ น World Wide Web (WWW) หรือ ที่เรียกกนั ยอ่ ๆ
วา่ เวบ็ (Web)
2. สามารถบริการแลกเปลี่ยนขา่ วสารขอ้ มลู เช่น จดหมายอิเลก็ ทรอนิกส์ (E-mail / Electronic mail) การ
สนทนาทางเครือขา่ ย (Chat rooms) หรือ ฟอร่ัม (Forum)
3. สามารถใชบ้ ริการการใชค้ อมพวิ เตอร์ทางไกล เช่น Telnet (สานกั งานคณะกรรมการการศึกษา
แห่งชาติ, 2544, หนา้ 5)
คณุ ธรรมและจริยธรรมในการใช้อนิ เทอร์เน็ต
1. ไมใ่ ชอ้ ินเทอร์เนต็ ทางลามกอนาจาร เช่น ดูเวบ็ ไซตล์ ามก ส่ง E-mail ลามก
2. ไมใ่ ชอ้ ินเทอร์เนต็ ในการละเมิดสิทธ์ิของผอู้ ื่น เช่น พยายามเขา้ ถึงขอ้ มูลของผอู้ ่ืนโดย ไม่ไดร้ ับอนุญาต
3. ไมใ่ ชอ้ ินเทอร์เนต็ ทาลายผอู้ ่ืน เช่น ปลอ่ ยไวรัส
4. ไมใ่ ชอ้ ินเทอร์เน็ตหลอกลวงผูอ้ ื่น เช่น การสนทนาผา่ นเครือข่ายเพ่ือการหลอกลวงผอู้ ่ืน
5. ไมใ่ ชอ้ ินเทอร์เน็ตในการกระทาการทจุ ริต เช่น ขโมยขอ้ มูลเรื่องการเงินของธนาคาร ขายของที่ผิด
กฎหมาย
ระเบียบและมารยาทในการใช้ห้องสมดุ ดจิ ิตอล
1. ระเบยี บการใช้ห้องสมดุ ดจิ ติ อล
1.1 ใชเ้ พ่อื การสืบคน้ ขอ้ มลู ประกอบการเรียนเทา่ น้นั
1.2 ลงทะเบียนจองการใชเ้ ครื่องก่อนทุกคร้ัง
1.3 หากไม่มาใชบ้ ริการตามท่ีจองจะใหผ้ จู้ องลาดบั ตอ่ ไปใชส้ ืบคน้ ทนั ที
1.4 ไมน่ าแผน่ ซีดี มาใชใ้ นหอ้ งสมดุ ดิจิตอล
1.5 ผทู้ ี่สืบคน้ ไม่เป็นใหแ้ จง้ เจา้ หนา้ ท่ีเพ่ือรับคาแนะนาก่อนสืบคน้
1.6 ลา้ งมือใหส้ ะอาดและเช็ดใหแ้ หง้ ก่อนสืบคน้ ทุกคร้ัง
90
1.7 ตอ้ งเสียค่าบริการในการสงั่ พิมพข์ อ้ มลู ทกุ คร้ังตามที่หอ้ งสมุดกาหนด
1.8 ไมน่ าอาหาร เคร่ืองด่ืมมารับประทานในขณะสืบคน้ ขอ้ มลู สารสนเทศ
2. มารยาทการใช้ห้องสมดุ ดิจิตอล
2.1 ไมส่ ่งเสียงดงั คยุ กนั ในขณะสืบคน้ ขอ้ มลู
2.2 ไมส่ ืบคน้ ขอ้ มลู สารสนเทศนานเกินไปทาใหผ้ อู้ ่ืนไม่มีโอกาสสืบคน้
2.3 เก็บเมาส์และแป้นพมิ พใ์ หเ้ รียบร้อยตามเดิม
2.4 เกบ็ เกา้ อ้ีให้เรียบร้อยทุกคร้ังท่ีเลิกสืบคน้ ขอ้ มูลสารสนเทศแลว้
2.5 ไม่ขดี เขียนขอ้ ความใด ๆ ลงบนโต๊ะหรือเกา้ อ้ีตลอดจนอุปกรณ์ตา่ ง ๆ ใน หอ้ งสมดุ ดิจิตอล
วธิ กี ารเข้าถงึ และสืบค้นข้อมูลสารสนเทศจากเครือข่ายอินเทอร์เนต็
การเข้าถึง การสืบคน้ ข้อมูลสารสนเทศท่ีมีประสิทธิภาพ สนองตอบความต้องการของ ผูส้ ืบค้นหรือ
ผเู้ รียน แหล่งขอ้ มูลสารสนเทศบนอินเทอร์เน็ตเป็นแหล่งขอ้ มูลทางอิเล็กทรอนิกส์ที่สาคญั และใหญ่ท่ีสุดมีการ
เปลี่ยนแปลงอยตู่ ลอดเวลาแทบทุกวินาที ดงั น้นั ในการสืบคน้ ขอ้ มูลสารสนเทศบนอินเทอร์เน็ตควร
ดาเนินการดงั น้ี
1. กาหนดวตั ถุประสงค์การสืบค้น
ผสู้ ืบคน้ หรือผวู้ ิจยั ที่จะนาขอ้ มลู สารสนเทศไปใช้ ควรต้งั วตั ถปุ ระสงคก์ ารสืบคน้ ท่ีชดั เจน ทาใหส้ ามารถ
กาหนดขอบเขตของแหล่งขอ้ มูลสารสนเทศท่ีจะสืบคน้ ให้แคบลง กาหนดประเภทของเคร่ืองมือหรือโปรแกรม
สาหรับการสืบคน้ ทางอินเทอร์เน็ต ที่เรียกวา่ Search Engine ใหเ้ หมาะสม กาหนดช่วงเวลาที่
ขอ้ มูลสารสนเทศถูกสร้างข้ึน เช่น ช่วงปี ท่ีตีพิมพข์ องวารสารอิเลก็ ทรอนิกส์ ท้งั น้ีเพ่ือใหผ้ ลการสืบคน้ มีปริมาณ
ไม่มากเกินไป มีความตรง (Validity) ตามวตั ถุประสงค์ และมีความน่าเช่ือถือ (Reliability) มากท่ีสุด
อีกท้งั ยงั สามารถสืบคน้ ไดผ้ ลในเวลาอนั รวดเร็ว
2. ประเภทของข้อมูลสารสนเทศทสี่ ามารถสืบค้นได้
ขอ้ มูลสารสนเทศท่ีอยู่บนอินเทอร์เน็ตมีมากมายหลายประเภท มีลกั ษณะเป็ นมลั ติมีเดีย คือมีท้งั ที่เป็ น
ขอ้ ความ(Text) ภาพวาด (Painting) ภาพเขียนหรือภาพลายเส้น (Drawing) ภาพไดอะแกรม(Diagram) ภาพถ่าย
(Photograph) เสียง(Sound) เสียงสงั เคราะห์ เช่น เสียงดนตรี (Midi) ภาพยนตร์(Movie) ภาพเคล่ือนไหวอะนิเมชนั
(Animation) จากเทคโนโลยกี ารสืบคน้ ที่มีอยใู่ นปัจจุบนั การสืบคน้ ท่ีเร็วท่ีสุด มีประสิทธิภาพที่สุด และแพร่หลาย
ท่ีสุด คือ การสืบคน้ ขอ้ มลู สารสนเทศประเภทขอ้ ความ สาหรับการสืบคน้ ขอ้ มูลท่ีเป็นภาพ (Pattern Recognition)
และเสียง ยงั มีขอ้ จากดั อยู่มาก ใชเ้ วลานาน และยงั ไม่มีประสิทธิภาพ จึงยงั ไม่มีการสืบคน้ ขอ้ มูลประเภทอื่นๆ
นอกจากประเภทขอ้ ความในการใหบ้ ริการการสืบคน้ บนอินเทอร์เน็ต
3. การสืบค้นต้องอาศัยอปุ กรณ์และความรู้
ก่อนที่ผูส้ ืบค้นจะสามารถสืบคน้ ขอ้ มูลสารสนเทศทางอินเทอร์เน็ตได้ ตอ้ งมีการจดั เตรียมอุปกรณ์
ดงั ต่อไปน้ี คือ เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์ต่อเขา้ อินเทอร์เน็ตซ่ึงอาจเป็น Modem ในกรณีที่ใชค้ ู่กบั สายโทรศพั ท์
หรือแผน่ LAN Card ในกรณีที่ใชค้ กู่ บั ระบบเครือขา่ ยท่ีไดร้ ับการติดต้งั ไวแ้ ลว้ ซอฟตแ์ วร์
91
การสื่อสาร (Communication Software) เช่น Dial-up Networking ในกรณีใช้ Modem หรือมีการติดต้งั Network
Protocol ที่เหมาะสมกบั ระบบเครือข่ายท่ีเคร่ืองคอมพิวเตอร์น้นั ติดต้งั อยแู่ ละติดต้งั Network Adapter ที่เหมาะสม
สาหรับ LAN Card น้นั ๆ ตอ้ งสมคั รเป็นสมาชิกขององคก์ ารหรือบริษทั ผใู้ ห้บริการอินเทอร์เน็ต (Internet Service
Provider หรือ ISP) เพ่ือเป็ นช่องทางออกสู่อินเทอร์เน็ต นอกจากอุปกรณ์ต่างๆ ดังกล่าวขา้ งตน้ แลว้ ยงั ตอ้ งมี
ความรู้และทกั ษะพ้ืนฐานในการใช้งานคอมพิวเตอร์(ComputerLiteracy) ความรู้ภาษาองั กฤษเน่ืองจากขอ้ มูล
สารสนเทศส่วนใหญ่ในอินเทอร์เน็ตเป็นภาษาองั กฤษ และยงั ตอ้ งมีการจดั สรรเวลาใหเ้ หมาะสมอีกดว้ ย
4. บริการบนอนิ เทอร์เนต็
บริการบนอินเทอร์เน็ตที่สามารถใช้ช่วยในการสืบคน้ ขอ้ มูลสารสนเทศมีมากมายหลายบริการเช่น
บริการเครื อข่ายใยแมงมุมโลก หรือ Word-Wide-Web(WWW) บริการค้นหาข้อมูล Gopher บริการค้นหา
โปรแกรมใช้งาน Archie นอกจากน้ี อาจใช้บริการสอบถามผ่านทาง E-mail หรือ Chat กบั ผูใ้ ช้งานอินเทอร์เน็ต
อ่ืนๆ หรื อสอบถามผ่าน News Group หรื อ Group/Thread Discussion ก็ได้ เมื่อค้นได้แหล่งข้อมูลแล้วอาจ
download หรือถ่ายโอนขอ้ มลู ท่ีสืบคน้ ไดโ้ ดยใชบ้ ริการถ่ายโอนไฟลข์ อ้ มูลและโปรแกรม (File Transfer Protocol
หรือ FTP)
โดยทวั่ ไปในปัจจุบนั การสืบคน้ ขอ้ มูลสารสนเทศทางอินเทอร์เน็ต นิยมใชโ้ ปรแกรม Web Browsers
เช่น Internet Explorer หรื อ Netscape แล้วเรี ยกใช้บริ การ www ประกอบกับการใช้ Search Engine ซ่ึงมีอยู่
มากมายบนอินเทอร์เน็ตในการสืบคน้ เม่ือสืบคน้ ไดแ้ ลว้ โปรแกรม Web Browsers มกั จะมีบริการ Download ได้
ทนั ทีโดยไมต่ อ้ งอาศยั โปรแกรมอ่ืนๆเขา้ ช่วย
5. เคร่ืองมือหรือโปรแกรมสาหรับการสืบค้น
เคร่ืองมือหรือโปรแกรมสาหรับการสืบคน้ (Search Engine) มีอยมู่ ากมายและมีใหบ้ ริการอยตู่ ามเวบ็ ไซต์
ต่างๆ ท่ีใช้บริการการสืบคน้ ขอ้ มูลโดยเฉพาะ การเลือกใช้น้ันข้ึนกบั ประเภทของขอ้ มูลสารสนเทศท่ีตอ้ งการ
สืบคน้ Search Engine ต่างๆ จะใหข้ อ้ มูลที่มีความลึกในแงม่ ุมหรือศาสตร์ตา่ งๆ ไม่เทา่ กนั ตวั อยา่ ง Search Engine
ท่ีนิยมใชม้ ีท้งั เวบ็ ไซตท์ ่ีเป็นของตา่ งประเทศ และของไทยเอง ตวั อยา่ งเวบ็ ไซตข์ องตา่ งประเทศ ไดแ้ ก่
http://www.yahoo.com http://www.google.com http://www.infoseek.com
http://www.ultraseek.com http://www.lycos.com http://www.excite.com
http://www.altavista.digital.com http://www.opentext.com http://www.hotbot.com
http://www.webcrawler.com http://www.dejanews.com http://www.elnet.net
เป็นตน้ สาหรับเวบ็ ไซตข์ องไทย ไดแ้ ก่ http://www.sanook.com http://www.siamguru.com เป็นตน้
เทคนิคการสืบค้นข้อมูล
เพ่ือประหยดั เวลาในการสืบคน้ ไดข้ อ้ มลู ในปริมาณไมม่ ากเกินไป และไดผ้ ลการสืบคน้ ท่ีตรงตาม
ประสงคข์ องผสู้ ืบคน้ สามารถใชเ้ ทคนิคเหลา่ น้ี ไดแ้ ก่
1. เลือก Search Engine ท่ีเหมาะสม
2. เลือกเวบ็ ไซตท์ ่ีอยใู่ กลแ้ ละอยใู่ นช่วงเวลาท่ีเหมาะสม
3. การเลือกใชค้ าสาคญั (Keyword) หรือหวั เร่ือง(Subject) ที่ตรงกบั เรื่องที่ตอ้ งการ
92
4. กาหนดขอบเขตของคาคน้ โดยใชต้ วั เช่ือมบลู ีน(Boolean Operators) เช่น AND OR NOT
NEAR BEFORE เป็นตน้ หรือการคน้ วลี(Phrase Searching) การตดั คา หรือการใชค้ าเหมือน ดงั ต่อไปน้ี
4.1 Boolean Operators
- AND หรือ เคร่ืองหมาย + ใช้เม่ือต้องการให้ค้นเอกสารที่มีคาท้ังสองคาปรากฏ เช่นค้นหาคาว่า
Research AND Thailand ขอ้ มลู ท่ีไดจ้ ะมีเฉพาะคาวา่ Research และ Thailand อยใู่ นเอกสาร
- OR ใชเ้ ม่ือตอ้ งการคน้ หนา้ เอกสารท่ีมีคาใดคาหน่ึงปรากฏ เช่น Research ORThailand ขอ้ มูลที่ไดจ้ ะมี
คาใดคาหน่ึงหรือมีท้งั สองคาปรากฏอยใู่ นเอกสาร
- NOT หรือ เคร่ืองหมาย – ใชเ้ ม่ือตอ้ งการตดั คาท่ีไม่ตอ้ งการให้คน้ ออก (คาหลงั NOTหรือ เคร่ืองหมาย
-) เช่น Research NOT Thailand ขอ้ มลู ท่ีไดจ้ ะมีคาวา่ Research แต่จะไม่มีคาวา่ Thailand อยใู่ นเอกสาร
- NEAR ใชเ้ ม่ือตอ้ งการให้คาท่ีกาหนดอยหู่ ่างจากกนั ไม่เกิน 10 คา ในประโยคเดียวกนั หรือใกลเ้ คยี งกนั
(อยดู่ า้ นหนา้ หรือหลงั กไ็ ด)้ เช่น Research NEAR Thailand ขอ้ มูลท่ีไดจ้ ะมีคาวา่ Research และ Thailand ท่ีห่างกนั
ไม่เกิน 10 คา ตวั อยา่ งเช่น Research on the Cost ofTransportation in Thailand
- BEFORE ใช้เมื่อตอ้ งการกาหนดให้คาแรกปรากฏอยู่ขา้ งหน้าคาหลงั ในระยะห่างไม่เกิน8 คา เช่น
Research BEFORE Thailand
- AFTER ใช้เม่ือต้องการกาหนดให้คาแรกปรากฏอยู่ข้างหลังคาหลังในระยะห่างไม่เกิน8 คา เช่น
Research AFTER Thailand
- (parentheses) ใชเ้ มื่อตอ้ งการกาหนดให้ทาตามคาส่ังภายในวงเลบ็ ก่อนคาส่ังภายนอกเช่น (Research
OR Quantitative) and Thailand
4.2 การค้นวลี (Phrase searching ) เป็นการใชเ้ คร่ืองหมายอญั ประกาศ (“ ”) เม่ือตอ้ งการกาหนดใหค้ น้
เฉพาะหนา้ เอกสารที่มีการเรียงลาดบั คาตามที่กาหนดเทา่ น้นั เช่น “Methodology Research”
4.3 การตัดคา (Word stemming / Truncation) เป็นการใชเ้ ครื่องหมาย asterisk (*) ตามทา้ ยคา 3 คาข้ึน
ไป เพ่ือคน้ หาคาท่ีข้นึ ตน้ ดว้ ยตวั อกั ษรท่ีกาหนด เช่น Research*
4.4 คาพ้องความหมาย (Synonym )เป็ นการใช้คาเหมือนที่มีความหมายเดียวกนั หรือใกลเ้ คียงกันเพื่อ
ช่วยใหค้ น้ เรื่องที่ครอบคลุม เช่น Ocean Sea Marine
4.5 เขตข้อมูลเพื่อการค้น (Field Searching) เป็นการกาหนดเขตขอ้ มูลเพื่อการคน้ เช่น ชนิดของขอ้ มูล
หรือที่อยขู่ องขอ้ มูล เป็นตน้ เช่น text: “green tea” url: NASA
4.6 ตัวเล็กตัวใหญ่ถือว่าต่างกัน (Case sensitive) เป็ นการใช้ตวั อกั ษรใหญ่กับตัวเล็กในความหมายที่
แตกตา่ งกนั เช่นใชต้ วั อกั ษรใหญ่ข้นึ ตน้ ช่ือเฉพาะ เช่น George W. Bush
4.7 ภาษาธรรมชาติ (Natural Language) เป็นการสืบคน้ จากคาถามที่เป็นภาษาธรรมชาติ เช่น ใชค้ าถาม
ภาษาองั กฤษงา่ ยๆท่ีตอ้ งการให้ Search Engine หาคาตอบให้ เช่น What is Research?
ข้อดีของการสืบค้นข้อมูลสารสนเทศทางอนิ เทอร์เนต็
การสืบคน้ ขอ้ มลู สารสนเทศทางอิเลก็ ทรอนิกส์ผา่ นทางอินเทอร์เนต็ มีขอ้ ดีหลกั ๆ ดงั ต่อไปน้ี
1. ขอบเขตของขอ้ มลู สารสนเทศกวา้ งขวางมาก มีความหลากหลาย ไร้พรมแดน
93
2. ขอ้ มูลสารสนเทศที่สืบคน้ ไดม้ ีความทนั สมยั มาก เน่ืองจากผสู้ ร้างขอ้ มลู สามารถแกไ้ ขปรับปรุงไดง้ า่ ย
และทาไดต้ ลอดเวลา
3. สะดวกมาก ไมม่ ีขอ้ จากดั ในแง่ของเวลาและสถานที่ สามารถสืบคน้ เวลาใดกไ็ ดท้ ่ีใดก็ได้
4. สามารถสืบคน้ ไดง้ า่ ยและรวดเร็วโดยอาศยั Search Engine
5. การไดม้ าซ่ึงขอ้ มูลผา่ นอินเทอร์เนต็ ใชเ้ วลาส้ันมาก เม่ือเทียบกบั การส่งเอกสารวิธีอ่ืนๆ
6. การไดม้ าซ่ึงขอ้ มลู น้นั ประหยดั ท้งั เวลาและทรัพยากร
7. จดั เป็นหอ้ งสมดุ ที่ใหญท่ ่ีสุดในโลก
8. ขอ้ มูลสารสนเทศที่สืบคน้ มามีประโยชน์มาก สามารถนาไปจดั หมวดหมู่ ทาฐานขอ้ มูลบรรณาธิการ
และจดั การตอ่ ไดโ้ ดยง่าย
9. ส่งเสริมการเรียนรู้ดว้ ยตนเอง (Self Directed Learning ) และส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต(Life Long
Learning)
ข้อจากดั ของการสืบค้นข้อมูลสารสนเทศทางอนิ เทอร์เน็ต
ถึงแมว้ า่ การสืบคน้ ขอ้ มูลสารสนเทศทางอินเทอร์เน็ตจะมีขอ้ ดีอย่างเห็นไดช้ ดั การสืบคน้ ขอ้ มูลสารสนเทศทาง
อินเทอร์เนต็ กม็ ีขอ้ จากดั หรือขอ้ เสียอยบู่ า้ ง ดงั น้ี
1. ขอ้ มูลสารสนเทศที่มีอยใู่ นอินเทอร์เนต็ มีความครอบคลมุ กวา้ งขวางมาก มีความ
หลากหลาย ไร้พรมแดน จึงทาให้ผูใ้ ชท้ ่ีไม่มีทกั ษะการสืบคน้ อาจเกิดปัญหาเนืองจากไดข้ อ้ มูลสารสนเทศท่ีไม่
ตรงตามความตอ้ งการเป็นจานวนมากทาใหเ้ สียเวลา
2. ขอ้ มูลสารสนเทศบนอินเทอร์เน็ตถูกปรับปรุงแกไ้ ขได้อย่างรวดเร็ว ทาให้การอา้ งอิงเอกสารทาได้
ลาบาก เพราะการเขา้ ไปสืบคน้ เอกสารอีกคร้ังหน่ึงในวนั ขา้ งหนา้ เอกสารดงั กล่าวอาจจะไมอ่ ยแู่ ลว้ หรือ
เน้ือหาขอ้ ความอาจถกู ปรับเปลี่ยนไปแลว้ กไ็ ด้
3. ขอ้ มลู สารสนเทศบนอินเทอร์เน็ตที่ไดม้ าจะตอ้ งตรวจสอบความน่าเช่ือถือของแหล่งขอ้ มลู ที่
ไดม้ าดว้ ยวา่ มีความน่าเช่ือถือมากแคไ่ หน
การประเมินความน่าเชื่อถือของแหล่งงข้อมูล
เพื่อเป็ นการตรวจสอบความน่าเชื่อของแหล่งขอ้ มูลสารสนเทศที่สืบคน้ มาไดผ้ ูส้ ืบคน้ สามารถประเมิน
ความน่าเช่ือถือของแหล่งขอ้ มลู ไดจ้ าก 12 องคป์ ระกอบ (สุกญั ญา ประจุศิลปะและคณะ, 2547) ดงั น้ี
1. บอกวตั ถุประสงคใ์ นการสร้างหรือเผยแพร่ขอ้ มูลไวใ้ นเวบ็ ไซต์
2. การเสนอเน้ือหาตรงตามวตั ถปุ ระสงคใ์ นการสร้างหรือเผยแพร่ขอ้ มลู ของเวบ็ ไซต์
3. เน้ือหาเวบ็ ไซตไ์ มข่ ดั ตอ่ กฎหมาย ศีลธรรม และจริยธรรม
4. มีการระบุชื่อผเู้ ขียนบทความหรือผใู้ หข้ อ้ มลู บนเวบ็ ไซต์
5. มีการใหท้ ่ีอยู่ (e-mail address) ท่ีผอู้ า่ นสามารถติดตอ่ ผดู้ ูแลเวบ็ ไซตไ์ ด้
6. มีการอา้ งอิงหรือระบุแหลง่ ที่มาของขอ้ มูลของเน้ือหาท่ีปรากฏบนเวบ็ ไซต์
7. สามารถเช่ือมโยง (link)ไปเวบ็ ไซตอ์ ่ืนที่อา้ งถึงได้
8. มีการระบวุ นั เวลาในการเผยแพร่ขอ้ มูลบนเวบ็ ไซต์
94
9. มีการระบุวนั เวลาในการปรับปรุงขอ้ มูลคร้ังล่าสุด
10.มีช่องทางใหผ้ อู้ ่านแสดงความคดิ เห็น
11.มีขอ้ ความเตือนผอู้ า่ นใหใ้ ชว้ ิจารณญาณในการตดั สินใจใชข้ อ้ มลู ท่ีปรากฏบนเวบ็ ไซต์
12.มีการระบุวา่ เป็นเวบ็ ไซตส์ ่วนตวั หรือระบแุ หล่งท่ีใหก้ ารสนบั สนุนในการสร้างเวบ็ ไซต์
ข้ันตอนการสืบค้นข้อมูล
ข้นั ตอนการสืบคน้ ขอ้ มลู ดว้ ยโปรแกรม Search Engine โดยใชง้ านผา่ นเวบ็ ไซต์ Google.com สามารถใช้
งานไดด้ งั น้ี
1. เปิ ดโปรแกรม Web Browser ตวั อยา่ งเช่น Internet Explorer หรือ Mozilla Firefox
2. ป้อนคาหรือวลีท่ีตอ้ งการคน้ ขอ้ มลู ลงในช่องสาหรับกรอกคาคน้ ขอ้ มูลหลงั จากน้นั กดป่ ุม Enter
จะไดข้ อ้ มูลท่ีตอ้ งการคน้ หาดงั ภาพดา้ นล่าง
3. เมื่อตอ้ งการคน้ ขอ้ มลู ท่ีเป็นรูปภาพสามารถกดลิงค์ “คน้ รูป” จะไดร้ ูปภาพดงั ภาพดา้ นลา่ ง
4. การคน้ หาขอ้ มูลระดบั สูงหรือการคน้ หาแบบพิเศษสามารถกดเลือกที่ลิงคด์ า้ นลา่ งของหนา้ จอดงั ภาพดา้ นลา่ ง
5. การคน้ หาข้นั สูงของ google search engine สามารถกาหนดขอบเขตของการสืบคน้ ขอ้ มูลไดด้ งั ภาพดา้ นล่าง
6. ตวั อยา่ งการป้อนคาเพ่อื สืบคน้ ขอ้ มลู ซ่ึงมีการกาหนดเง่ือนไขในการสืบคน้ เช่น “ทกุ คาเหลา่ น้ี” “คาหรือวลีท่ี
ตรงตามน้ี” “และไม่มีคาเหล่าน้ี” จากตวั อยา่ งสามารถอธิบายเง่ือนไขในการสืบคน้ ไดด้ งั น้ี ใหค้ น้ ขอ้ มลู ท้งั หมดท่ี
มีอยใู่ นระบบโดยมีคาวา่ “เทคโนโลย”ี และมีคาหรือวลีท่ีตรงกบั คาวา่ “คอมพิวเตอร์” และไม่ขอ้ มลู ที่มีคาวา่
“สารสนเทศ” มาแสดงที่หนา้ จอ
จากการกรอกขอ้ มลู ตามเง่ือนไขในขอ้ ท่ี 6 จะไดผ้ ลดงั ภาพดา้ นลา่ ง
ความหมายของการจัดเกบ็ และการค้นคืนสารสนเทศ
การจดั เก็บและการคน้ คนื สารสนเทศ (Information Storage and Retrieval – ISR) มีการ
กาหนดความหมายไวห้ ลากหลาย โดยแบ่งออกเป็ นสองส่วน คือ การจดั เก็บสารสนเทศ (Information storage)
และการคน้ คืนสารสนเทศ (information retrieval)
การจัดเก็บสารสนเทศเป็ นคาท่ีเกิดข้ึนควบคู่กับสถาบันบริการสารสนเทศในอดีต มีความหมาย
ครอบคลุมการจดั ทาโครงสร้างและควบคุมบรรณานุกรม เป็นการจดั ระบบโดยวิเคราะห์ทรัพยากรสารสนเทศ
จดั หมวดหมู่และทาบตั รรายการ บรรณานุกรม ดรรชนี สาระสังเขป ควบคุมบรรณานุกรม การคน้ คืนสารสนเทศ
ในอดีตเป็นงานบริการช่วยผใู้ ชค้ น้ หาทรัพยากรสารสนเทศ (information search) หรือ บอกให้ผใู้ ชร้ ู้แหล่งจดั เก็บ
สารสนเทศ งานคน้ คืนสารสนเทศจึงเป็นงานคน้ หาและช่วยผูใ้ ชค้ น้ แนะนาและสอนผูใ้ ช้ อานวยความสะดวก
ตา่ งๆ ใหผ้ ใู้ ชไ้ ดร้ ับทรัพยากรสารสนเทศตามความตอ้ งการ
การใชเ้ ทคโนโลยสี ารสนเทศในงานบริการสารสนเทศเมื่อปริมาณสารสนเทศเพิ่มมากข้ึนอยา่ งมากมาย
มหาศาล ทาใหล้ กั ษณะงานของสถาบนั บริการสารสนเทศปรับเปล่ียนไป สถาบนั บริการสารสนเทศไม่มุง่ จดั เก็บ
ทรัพยากรสารสนเทศมารวบรวมไวแ้ ต่เนน้ การคดั เลือกและหาแหล่งเพื่อการเขา้ ถึง ใชค้ อมพิวเตอร์จดั ทาเครื่องมือ
ช่วยคน้ ควา้ ในลกั ษณะฐานะขอ้ มูลต่างๆ และใชค้ น้ คืนให้บริการ รวมท้งั เชื่อมโยงการคน้ ไปยงั แหล่งต่างๆ ได้
95
การจดั เก็บและการคน้ คนื สารสนเทศ จึงมีความหมายถึง การจดั เก็บและการคน้ คืนสารสนเทศในขอบเขตที่กวา้ ง
คอื ท้งั ก่อนและหลงั การประดิษฐค์ อมพิวเตอร์ข้นึ
ความหมายของการจดั เก็บและการคน้ คนื สารสนเทศในทางทฤษฎีและปฏิบตั ิดงั น้ี การจัดเกบ็ สารสนเทศ
หมายถึง การจดั โครงสร้างและควบคุมทางบรรณานุกรมโดยใชค้ อมพิวเตอร์ ดว้ ยวิธีการทารายการและขอ้ มูล
บรรณานุกรมในลกั ษณะเก็บขอ้ มูลเขา้ แฟ้มขอ้ มูล จดั เตรียมแฟ้ม รวมไปถึงการจดั ทาสื่อจดั เก็บขอ้ มูลลกั ษณะ
ตา่ งๆ และฐานขอ้ มูลเพ่อื การคน้ หาและคน้ คืนสารสนเทศ
การจดั เก็บซ่ึงรวมท้งั การจดั หา/ไดร้ ับสารสนเทศหรือสามารถระบุทรัพยากรสารสนเทศท่ี อยู่ในแหล่ง
จดั เก็บ โดยใชป้ ้ายระบุขอ้ มูลหรือช่ือเขตขอ้ มูลหรือแทก็ (tag) คาแทนสาระเพื่อการคน้ คืนทรัพยากรสารสนเทศ
การจดั เก็บทรัพยากรสารสนเทศและการทาป้ายระบุขอ้ มูลในวิธีการท่ีจะใชป้ ระโยชน์เพ่ือการคน้ คืนสารสนเทศ
ท้งั เพอ่ื สามารถระบไุ ดว้ า่ มีทรัพยากรอะไร จดั เกบ็ ไวใ้ นแหล่งใดของสถาบนั ทรัพยากรใดเกบ็ ไวใ้ นแหลง่ เดียวกนั
หรือตา่ งแหลง่
การค้นคืนในระบบค้นคืนสารสนเทศ เป็ นท้งั การดึงหรือคน้ เอกสารยอ้ มหลงั ท่ีจดั เก็บไวต้ ามหัวขอ้ ท่ี
ต้องการ (retrospective searching) การค้นตามหัวข้อความสนใจและความต้องการของผูใ้ ช้จากทรัพยากร
สารสนเทศท่ีเขา้ มาใหม่ทุกคร้ัง (routing) หรือการคน้ ให้ผูใ้ ช้เพ่ือบริการสารสนเทศทนั สมยั (current awareness
service) การค้นเอกสารผู้ค้นทาการค้นจากเครื่ องคอมพิวเตอร์โดยตรงหรื อเคร่ื องที่เช่ือมโยงเข้าระบบ
คอมพิวเตอร์ท่ีใชโ้ ปรแกรมจดั เก็บและคน้ คืนสารสนเทศ รวมท้งั เช่ือมสู่อินเทอร์เน็ต ท้งั น้ีเพ่ือการใชป้ ระโยชน์
ตา่ งๆ ของผใู้ ช้
การเข้าถึง (access) เป็ นวิธีการท่ีผูใ้ ช้สามารถค้น ค้นหา ค้นคืน และได้รับสารสนเทศที่ต้องการ
สารสนเทศท่ีเขา้ ถึงเป็นทรัพยากรสารสนเทศที่สถาบนั บริการสารสนเทศและแหล่งตา่ งๆ จดั ไวบ้ ริการผใู้ ช้
การค้นหา (searching) เป็ นการป้อนคาสั่งโดยผูค้ น้ เตรียมประโยคคาคน้ ไวแ้ ล้ว และปฏิสัมพนั ธ์กับ
ระบบคน้ คืนและพจิ ารณาผลท่ีไดร้ ับ ซ่ึงเป็นข้นั ตอนในกระบวนการคน้ หา (searching process)
การสารวจเลือกดู (browsing) เป็นการปฏิสัมพนั ธ์ในลกั ษณะตรวจสอบดูเอกสารและทาการเลือกเพื่อหา
รายการสารสนเทศท่ีตนสนใจ หรือเป็ นการดูสารสนเทศทั่วไป หรือภาพรวมของรายการตามหัวข้อท่ีเป็ น
จุดมุง่ หมาย
สรุปการจัดเกบ็ และการค้นคืนสารสนเทศ เป็นกระบวนการท้งั การคดั เลือกควบคมุ โครงสร้างสารสนเทศ
การจดั หา การจดั เกบ็ สารสนเทศเพอื่ การเขา้ ถึงและกระบวนการสาคญั ใดๆ ในการแสวงหาทรัพยากรสารสนเทศ
ซ่ึงครอบคลมุ การคน้ หา การดึงสารสนเทศท่ีเขา้ เร่ือง เรื่องใดเรื่องหน่ึงโดยเฉพาะจากแหล่งต่างๆ ท้งั แหล่งจดั เก็บ
ภายในและแหล่งภายนอก เพื่อให้ผูใ้ ช้ไดร้ ับสารสนเทศหรือรายการทรัพยากรสารสนเทศ ซ่ึงบรรจุเน้ือหาตรง
ตามตอ้ งการ และในการบริการจะนาส่งให้ผใู้ ชอ้ ย่างรวดเร็วทนั การณ์ ท้งั น้ีการจดั เก็บและคน้ คืนสารสนเทศเป็น
ระบบท่ีจดั ทาท้งั ดว้ ยแรงงานคนและดว้ ยคอมพิวเตอร์
ความสาคัญของการจดั เกบ็ และการค้นคืนสารสนเทศ
สังคมสารสนเทศ (information age) เก่ียวขอ้ งโดยตรงกบั พฒั นาการของเทคโนโลยคี อมพิวเตอร์และการ
สื่อสารในการจดั บริการสารสนเทศที่มีประสิทธิภาพ จากภาวะการเพ่ิมปริมาณสารสนเทศอย่างรวดเร็วท่วมทน้
96
(information explosion) ซ่ึงเป็ นผลของการทุ่มเทวิจัยและพฒั นาความก้าวหน้าและขยายตัวทางการศึกษาใน
ระดับสูง มีสารสนเทศผลิตออกมาหลายสาขาวิชาท้ังสาขาวิชาใหญ่และสาขาวิชาย่อย วิชาการความรู้ทาง
วิทยาศาสตร์มีปริมาณเพิ่มข้ึนอยา่ งมากมายหลายรูปแบบ อาทิ ไมโครฟิ ลม์ ภาพยนตร์ เทปบนั ทึกเสียง วีดิทศั น์
และสื่อคอมพิวเตอร์ ซ่ึงตอ้ งใช้เครื่องมือในการเขา้ ถึง อ่านและใชส้ ารสนเทศสารสนเทศท่ีผลิตจากแหล่งต่างๆ
กนั ประเทศในยุโรป อเมริกา เอเชียใช้ภาษาต่างๆ กนั เป็ นอุปสรรคแก่ผูใ้ ช้ สารสนเทศเร่ืองเดียวกนั มีการผลิต
ซ้าซอ้ นหลายรูปแบบ เป็นมลพษิ ทางสารสนเทศ เหลา่ น้ีเป็นปัญหาในการเขา้ ถึงและเขา้ ใชส้ ารสนเทศ การเขา้ ถึง
สารสนเทศท่ีดีมีคุณภาพจาเป็นตอ้ งมีการคดั เลือกดาเนินการ มีการลงทุนเสียค่าใชจ้ ่าย ซ่ึงเป็นหนา้ ท่ีของสถาบนั
บริการสารสนเทศ
1. ความสาคญั ของการจดั เกบ็ และการค้นคืนสารสนเทศต่อสถาบันบริการสรสนเทศ การจดั เก็บและการ
คน้ คนื สารสนเทศมีความสาคญั ต่อสถาบนั บริการสารสนเทศในดา้ นต่างๆ ดงั น้ี
1) เป็นตวั กลางเชื่อมโยงระหวา่ งผผู้ ลิตสารสนเทศและแหลง่ ทรัพยากรสารสนเทศกบั
ผตู้ อ้ งการใชส้ ารสนเทศ
2) ก่อใหเ้ กิดการส่งเสริมในการถ่ายโอนและไหลของสารสนเทศเป็นไปอยา่ งมีประ
สิทธิภาพระหว่างผตู้ อ้ งการใชส้ ารสนเทศกบั แหล่งทรัพยากรสารสนเทศ และมีบทบาทสาคญั ในการตอบสนอง
ความตอ้ งการใชส้ ารสนเทศ
3) เป็นการกลนั่ กรองสารสนเทศในช่องทางถา่ ยโอนสารสนเทศท่ีเป็นทางการ ซ่ึง
ช่วยคดั เลือกตรวจสอบทรัพยากรสารสนเทศเพ่อื ใหผ้ ใู้ ชไ้ ดร้ ับและใชส้ ารสนเทศที่มีคณุ ภาพ
4) เป็นงานหลกั ท่ีเช่ือมโยงระบบบริการต่างๆ และระบบงานของสถาบนั บริการสาร
สนเทศ เช่น ระบบยืมคืนสารสนเทศ ระบบจดั ทาสาเนาเอกสารเพื่อส่งเสริมให้เกิดการใช้สารสนเทศให้เกิด
ประสิทธิภาพสูงสุด
5) ช่วยใหผ้ ใู้ ชไ้ ดร้ ับสารสนเทศท่ีถกู ตอ้ ง โดยการคน้ คนื ตรงตามความตอ้ งการและ
ทนั ตอ่ เวลา เพื่อการใชป้ ระโยชน์ตา่ งๆ ตามนโยบายและวตั ถปุ ระสงคข์ องสถาบนั บริการสารสนเทศ
2. ความสาคัญของการจัดเกบ็ และการค้นคืนสารสนเทศต่อผู้ใช้ การจดั เก็บและการคน้ คืนสารสนเทศมี
ความสาคญั ต่อผูใ้ ชใ้ นการขจดั ปัญหาต่างๆ ในการเขา้ ถึงสารสนเทศ ระบบท่ีจดั ทาข้ึนมุ่งช่วยสร้างความคิดแก่
ผูใ้ ช้ในการเข้าถึงงานของผูเ้ ขียน เป็ นการสร้างความคิดให้ตรงกบั แนวคิดท่ีผูเ้ ขียนได้เสนอไวใ้ นทรัพยากร
สารสนเทศเพ่ือประโยชน์ของผใู้ ช้ ดงั น้ี
1) เปิ ดโอกาสใหผ้ ใู้ ชเ้ ขา้ ถึงทรัพยากรสารสนเทศทุกประเภท ท้งั ภายในสถาบนั
บริการสารสนเทศและแหลง่ ทรัพยากรทว่ั โลกไดอ้ ยา่ งเสรี ภายใตข้ อ้ กาหนดของกฎหมายในเร่ืองสิทธิของการใช้
สารสนเทศ
2) ใหค้ วามสาคญั แก่ผใู้ ชป้ ระเภทตา่ งๆ โดยจดั ใหม้ ีวธิ ีการและเครื่องมืออานวยความ
สะดวก เคร่ืองมือการคน้ คืนที่เหมาะสม เพ่ือให้ผูใ้ ช้คน้ คืนไดด้ ้วยตนเองหรือโดยผ่ายผูใ้ ห้บริการ ซ่ึงมีหน้าที่
ช่วยเหลือแนะนาและคน้ คืนสารสนเทศใหแ้ ก่ผใู้ ช้
3) มีการพฒั นารูปแบบการดาเนินงานจดั เกบ็ และการคน้ คืนสารสนเทศ โดยเฉพาะ
97
ในยคุ ท่ีมีความเปล่ียนแปลงดา้ นเทคโนโลยีต่างๆ เพื่อให้เกิดความรวดเร็วท้งั วิธีการจดั หา จดั เก็บ และการคน้ คืน
สารสนเทศ ท้งั น้ีเพ่อื เกิดประโยชนต์ อ่ ผใู้ ช้
4) ช่วยใหผ้ ใู้ ชไ้ ดร้ ับสารสนเทศที่ถูกตอ้ ง ตรงตามความตอ้ งการเพื่อนาไปใช้
ประโยชนต์ า่ งๆ ท้งั ในชีวติ ประจาวนั ในการศึกษาคน้ ควา้ วจิ ยั ในการปฏิบตั ิงาน บริหารงาน หรือตอบสนองความ
สนใจต่างๆ
5) สนบั สนุนผใู้ ชใ้ ห้ สามารถประเมิน แยกแยะ ทาความเขา้ ใจ เชื่อมโยงความคิด
ของสารสนเทศเพื่อการเลือกสรร ศึกษา แสวงหา ติดตามสารสนเทศไดด้ ว้ ยตนเองเป็ นผูเ้ รียนแบบพ่ึงตนเอง
ตลอดไป
ทฤษฎพี ืน้ ฐานและการประเมนิ ระบบจดั เกบ็ และการค้นคืนสารสนเทศ
ทฤษฎีพ้ืนฐานในการจดั เก็บและคน้ คืนสารสนเทศให้ความรู้เกี่ยวกบั แนวคิดพ้ืนฐานเก่ียวกับระบบ
จดั เก็บและคน้ คืนสารสนเทศและตวั แบบพฤติกรรมสารสนเทศ แนวคิดพ้ืนฐานพิจารณาการจดั เก็บและการคน้
คนื สารสนเทศในเชิงระบบ กลา่ วถึงองคป์ ระกอบสาคญั ของระบบจดั เกบ็ และคน้ คืนสารสนเทศ ไดแ้ ก่ ทรัพยากร
สารสนเทศ ฐานขอ้ มูล และผใู้ ช้ ตวั แบบพ้ืนฐานในการจดั เก็บและคน้ คืนสารสนเทศ การจดั เก็บและการคน้ คืน
เป็ นระบบในเชิงจุลภาคคือระบบคน้ คืนสารสนเทศ ประกอบดว้ ย ขอ้ มูลนาเขา้ การประมวลผล ผลลพั ธ์ และ
ขอ้ มูลป้อนกลบั ทาหนา้ ท่ีสาคญั คอื วิเคราะห์เน้ือหาเอกสาร วิเคราะห์ความตอ้ งการของผใู้ ช้ และจบั คโู่ ดยมีระบบ
ย่อย 6 ระบบร่วมกนั ทางานต่างๆ ตวั แบบพฤติกรรมสารสนเทศเป็นตวั แบบท่ีอธิบายพฤติกรรมสารสนเทศท้งั ใน
เชิงที่มา ไดแ้ ก่ ความตอ้ งการสารสนเทศ และในเชิงพฤติกรรมคือกิจกรรมต่างๆ คือการคน้ หา การถ่ายโอน และ
การใชส้ ารสนเทศ
การประเมินระบบจดั เก็บและคน้ คืนสารสนเทศ เป็นเรื่องของแนวคิดเกี่ยวกบั การประเมินระบบจดั เก็บ
และคน้ คืนสารสนเทศ ข้นั ตอนต่างๆ ในการประเมินระบบต้งั แต่การกาหนดขอบเขตการประเมินจนถึงการ
ปรับปรุงแกไ้ ขระบบและการวจิ ยั ท่ีสาคญั ในระยะเวลาต่างๆ
เทคโนโลยี และมาตรฐานในการจัดเกบ็ และการค้นคืนสารสนเทศ
เทคโนโลยีที่ใช้ในการจดั เก็บและการคน้ คืนสารสนเทศ คือ ฮาร์ดแวร์ ซอฟต์แวร์ ฐานขอ้ มูลและการ
สื่อสาร จาแนกเป็ นเทคโนโลยีที่ใช้ในการบนั ทึก จดั เก็บ และแสดงผล เทคโนโลยีในการคน้ คืนสารสนเทศ
เก่ียวกบั ดรรชนีคาคน้ เทคนิคการคน้ คนื และการเลือกฐานขอ้ มูล เครือข่ายอินเทอร์เน็ต และการคน้ คืนสารสนเทศ
การประยกุ ตเ์ ทคโนโลยไี ฮเปอร์มีเดียในการคน้ คืนสารสนเทศ
มาตรฐานสาคญั ในการจดั เก็บและการคน้ คืนสารสนเทศ เป็ นเรื่องเก่ียวกบั ประเภท ความสาคญั และ
องคก์ ารที่เกี่ยวกบั มาตรฐานในการจดั เก็บและการคน้ คืนสารสนเทศ ประเภทของมาตรฐานมุ่งเนน้ มาตรฐานท่ี
นามาใชใ้ นการทางานดา้ นต่างๆ ท้งั ในการสื่อสารขอ้ มูล การจดั เก็บและการคน้ คืนรูปแบบต่างๆ และมาตรฐาน
เฉพาะแตล่ ะงาน
98
การค้นหาและค้นคืนสารสนเทศ
การคน้ หาและค้นคืนสารสนเทศมีพฒั นาการการค้นหาด้วยระบบมือมาเป็ นค้นคืนสารสนเทศด้วย
คอมพิวเตอร์ กระบวนการคน้ หาสารสนเทศมีข้นั ตอนต่างๆ ต้งั แต่ทาความเขา้ ใจความตอ้ งการของผูใ้ ช้จนถึง
คน้ หาและพิมพผ์ ลลพั ธ์ กลยุทธ์ในการคน้ คืนสารสนเทศที่สาคญั คือการสัมภาษณ์ การวิเคราะห์ คาถาม และใช้
การเทคนิคการคน้ คืน ใชศ้ พั ทบ์ งั คบั ศพั ทไ์ ม่ควบคมุ หรือภาษาธรรมชาติ และคาส่ังท่ีจาเป็นต่างๆ ตวั แบบการคน้
คนื สารนเทศ เช่น ตวั แบบบูเลียน ตวั แบบความเป็นไปได้ และตวั แบบอ่ืนๆ
การคน้ คืนสารสนเทศออนไลน์และการคน้ คืนสารสนเทศจากมลั ติมีเดีย เป็ นการคน้ คืนจากฐานขอ้ มูล
ดิจิทลั โดยใช้เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์และเทคโนโลยีโทรคมนาคมเป็ นอุปกรณ์ช่วยการคน้ มีพฒั นาการ และ
องคป์ ระกอบของการคน้ คืนจากฐานขอ้ มูลออนไลน์ ฐานขอ้ มูลออนไลน์นอกจากให้ขอ้ มูลบรรณานุกรม ยงั ให้
บริ การข้อมูลเน้ือหาเต็ม ตลอดจนภาพกราฟิ ก ส่วนฐานข้อมูลมัลติมีเดีย สารสนเทศท่ีเป็ น ภาพ เสียง
ภาพเคลื่อนไหว และเป็นการคน้ คืนสารสนเทศไฮเปอร์เทก็ ซท์
การคน้ คืนสารสนเทศในยุคดิจิทลั มีการศึกษาวิจยั เพื่อพฒั นาระบบคน้ คืนสารสนเทศ โดยประยุกต์
ศาสตร์ดา้ นปัญญาประดิษฐ์ การรวบรวม ถ่ายทอดความรู้และประสบการณ์ การแทนความรู้และประสบการณ์
เพื่อนาไปประมวลเพ่ือทางานลกั ษณะใชป้ ัญญาเพ่ือแกป้ ัญหาไดใ้ กลเ้ คียงกบั มนุษยม์ ากที่สุด ขอบเขตงานวิจยั
เกี่ยวกบั ระบบผเู้ ช่ียวชาญ ระบบประมวลภาษาธรรมชาติ โปรแกรมตวั แทนอจั ฉริยะ โดยเฉพาะท่ีใชใ้ นงานคน้ คืน
สารนเทศ งานวิจยั ระบบการคน้ คืนสารสนเทศหลายภาษา ระบบคน้ คืนสารสนเทศจากการอา้ งอิง การคน้ คืน
สารสนเทศท่ีผนวกผลป้อนกลบั ด้านความสัมพนั ธ์กบั เน้ือหาและส่วนต่อประสานผูใ้ ช้แบบวิชวลไลเซชนั ใน
ระบบคน้ คืนสารสนเทศ
99
กจิ กรรมการเรียนการสอนหรือการเรียนรู้
ข้ันตอนการสอนหรือกจิ กรรมของครู ข้นั ตอนการเรียนรู้หรือกจิ กรรมของนกั เรียน
1. ข้นั นาเข้าสู่บทเรียน (20 นาที ) 1. ข้นั นาเข้าสู่บทเรียน (20 นาที )
6. ผสู้ อนช้ีแจงเร่ืองท่ีจะศึกษาและจุดประสงค์ 6. ผูเ้ รี ยนฟังผู้สอนช้ีแจงเรื่องที่จะศึกษาและ
เชิงพฤติกรรมประจาหน่วยท่ี 3 เรื่องการสืบคน้ ขอ้ มลู จุดประสงค์เชิงพฤติกรรมประจาหน่วยท่ี 3 เร่ืองการ
สารสนเทศ สืบคน้ ขอ้ มูลสารสนเทศ
7. ผูส้ อนให้ผูเ้ รียนทาแบบทดสอบก่อนเรียน 7. ผเู้ รียนทาแบบทดสอบก่อนเรียนหน่วยท่ี 3
หน่วยที่ 3
2. ข้นั ให้ความรู้ (460 นาที) 2. ข้ันให้ความรู้ (460 นาที )
5. ผสู้ อนเปิ ด PowerPoint หน่วยที่ 3 เร่ืองการ 5. ผเู้ รียนศึกษา PowerPoint หน่วยที่ 3 เรื่อง การ
สืบคน้ ขอ้ มูลสารสนเทศ สืบคน้ ขอ้ มูลสารสนเทศ
6. ผู้สอนอธิบายเน้ือหาในหน่วยเรี ยนที่ 3 6. ผเู้ รียนฟังผสู้ อนอธิบายเน้ือหาในหน่วยเรียน
เร่ือง การสืบคน้ ขอ้ มลู สารสนเทศ ที่ 3 เรื่อง การสืบคน้ ขอ้ มลู สารสนเทศ