วุฒิ ปร.ด. (เพาะเล้ียงสัตว์น้ า)ต าแหน่ง ผู้เช่ียวชาญด้านพันธุกรรมสัตว์น้า หน่วยท่ีเขียน บทท่ี2 ตอนท่ี1-4น า ย วิ ศ ณุ พ ร รั ต น ต รั ย ว ง ศ์วุฒิ วท.บ. (เพาะเล้ียงสัตว์น้ า)ต าแหน่ง ผู้อ านวยการศูนย์วิจัยและพัฒนาพันธุกรรมสัตว์น้ าอุตรดิตถ์หน่วยท่ีเขียน บทท่ี2 ตอนท่ี 1น า ย ส ม นึ ก ค ง ท รั ต น์วุฒิ วท.บ. (เพาะเล้ียงสัตว์น้ า)ต าแหน่ง ผู้เช่ียวชาญด้านการเพาะเล้ียงสัตว์น้ าจืดหน่วยท่ีเขียน บทท่ี2 ตอนท่ี 2-4น า ย ฌั ฐ พ ง ศ์ ว ร ร ณ พั ฒ น์วุฒิ Ph.D. Aquatic Biosciences (Genetics and Biochemistry)ต าแหน่ง อาจารย์คณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์หน่วยท่ีเขียน บทท่ี2 ตอนท่ี5ผ ศ . ด ร . ป ร ะ พัน ธ์ศัก ดิ์ ศ รีษ ะ ภู มิกา ร เพา ะเลี้ยงปลานิล - 38 - T I L A P I A C U L T UR E
ตอนที่1การเพา ะพันธุ์ปลานิล
เร่อืงที่1 รูปแบบการเพาะพันธุ์ 1.1 การเพาะพันธุ์ในบ่อดินเป็นวิธีดั้งเดิมที่ใช้ในการเพาะพันธุ์ปลานิล ขนาดของบ่อดินที่นิยมใช้คือตั้งแต่ขนาด 0.5 - 5 ไ ร ่ ค ว า ม ลึกร ะห ว ่าง 1 - 1 .2 เมต ร (ภาพที่1 1 ) โดยมีอัตราการปล่อยปลาเพศผู้ต่อเพศเมียตั้งแต่ 1 ต่อ 2 จนถึง 1 ต่อ 5 ในก า ร เ พ า ะ พัน ธุ์ไ ม ่ยุ ่ง ย า ก ซ ับ ซ ้อ น น ัก ก ล ่า ว คือ น า พ ่อ แ ม ่พัน ธุ์ป ล ่อ ย ล ง สู ่บ ่อเ พ า ะ พัน ธุ์แ ล ะ ใ ห้ผ สม พัน ธุ์กันเ อ ง โด ยธรรมชาติ ในราว 20 วันจะพบลูกปลาข น า ด เ ล็ก เ ริ่ม ว่า ย น้ า เ ป ็น ก ลุ่ม ๆเกษตรกรจะให้อาหารผงแก่ลูกปลา จนเมื่อครบ 45 วันก็สามารถคัดแยกลูกปลานิลซึ่งมีขนาด 2 - 5 เซนติเมตร น า ไปเลี้ยง ห รือ น า ไปจ า ห น่า ยได้แต่อย่างไรก็ตามการใช้วิธีการเพาะพันธุ์ในบ่อดิน มีข้อด้อยในเรื่องของการใช้พื้นที่แ ล ะ แ ร ง ง า น ใ น ก า ร ร ว บ ร ว ม ลูก ป ล าค่อนข้างมาก รวมทั้งลูกปลาที่ได้จะมีขนาดไม่สม่ า เสมอ จึงไม่เป็นที่นิยมในปัจจุบันบทที่ 2 กา ร เพา ะพันธุ์และกา ร เลี้ยง - 40 - ตอนที่ 1 ก า รเ พ า ะ พั น ธุ์ ป ล า นิ ล การเพาะพันธุ์ปลานิลสามารถด าเนินการได้ทั้งในบ่อดิน กระชังไนล่อนตาถี่และบ่อซีเมนต์พ่อแม่พันธุ์ที่ใช้ในการเพาะพันธุ์ควรเป็นปลาที่สมบูรณ์ ไม่มีบาดแผลปลอดจากโรค และมีขนาดไล่เลี่ยกันคือมีความยาวตั้งแต่ 15 – 25 เซนติเมตร น้ าหนักตั้งแต่150 – 200 กรัม ซึ่งตามปกติปลานิลเพศเมียจะวางไข่ครั้งแรกเมื่อมีอายุประมาณ 22 สัปดาห์ โดยสามารถจ าแนกวิธีการต่าง ๆ ได้ดังนี้ภาพที่11 การเพาะพันธุ์ปลานิลในบ่อดิน
1.2 การเพาะพันธุ์ในกระชังตาถี่นิยมใช้กระชังมุ้งสีฟ ้าขนาดช่องตา 16 - 18 ช่องตาต่อนิ้ว โดยตัดเย็บให้มีขนาดพื้นที่50 - 100 ตารางเมตร ขึง ใ นบ่อ ดินโดย มีร ะดับน้ า ใ นก ร ะ ชังประมาณ 80 เซนติเมตรขึ้นไป (ภาพที่12)อัต ร ากา รปล ่อยปลาเพศผู้ต ่อเพศเมียตั้งแต่ 1 ต่อ 2 จนถึง 1 ต่อ 5 ปล่อยพ่อแม่พันธุ์ด้วยความหนาแน่นไม่เกิน 5 ตัวต่อน้ า 1 ลูกบาศก์เมตร เกษตรกรนิย ม ใ ช้วิธีก า ร ร วบ ร ว ม ไ ข ่แ ล ะตัว อ ่อนจากปากแม่ปลาทุก 7 วัน แล้วน าไปฟักในระบบฟกั ไข่จนได้ตัวอ่อนที่ถุงไข่แดงยุบแ ล้ว เ พื่อน า ไปอนุบา ลต่อ ไป ก า รเพาะพันธุ์โดยวิธีนี้สามารถประหยัดพื้นที่และแรงงานได้ดีกว่าการเพาะพันธุ์ในบ่อดิน แ ต ่ย ัง มีข้อ จ า ก ัด บ า ง ป ร ะ ก า ร คือ สามา รถเก็บไข่ได้ต่อเนื่องไม่นานนักเพราะเมื่อพ่อแม่พันธุ์มีขนาดใหญ่จะเกิดความแออัดแล ะมีอัตราการ ให้ไข ่ลดลงอย่างมากบทที่ 2 กา ร เพา ะพันธุ์และกา ร เลี้ยง - 41 - ตอนที่ 1 ก า รเ พ า ะ พั น ธุ์ ป ล า นิ ล ภาพที่12 การเพาะพันธุ์ในกระชัง1.3 การเพาะพันธุ์ในบ่อซีเมนต์เป็นวิธีกา รที่นิยมใ ช้มากที่สุดในป ัจ จ ุบ ัน ข น า ด ข อ ง บ่อ ที่นิย ม ใ ช้อ ยู่ระหว่าง 50-120 ตารางเมตร ที่ความลึกของน้ า 80 เซนติเมตร ขึ้นไป (ภาพที่13)อัตราการปล่อยปลาเพศผู้ต่อเพศเมียตั้งแต่ 1 ต่อ 2 จนถึง 1 ต่อ 5 เช่นเดียวกันปล ่อยพ่อแม ่พันธุ์ด้วยความหนาแน ่น ไม่เ ก ิน 3 ตัวต่อ น้ า 1 ลูก บ า ศ ก์เ ม ต ร เกษตรกรนิยมใช้วิธีการรวบรวมไข่แล ะตัวอ่อนจากปากแม่ปลาทุก 7 วัน (ภาพที่1 4 ) แ ล ้ว น า ไ ป ฟ ัก ใ น ร ะ บ บ ฟ ัก ไ ข่ เช่นเดียวกับการเพาะพันธุ์ในกระชังภาพที่13 การเพาะพันธุ์ปลานิลในบ่อซิเมนต์ภาพที่14 การรวบรวมไข่ปลานิล
จ ากก า รทดล องเ พ า ะพัน ธุ์ปล านิลจิต รลด า 3 ขอ งศูนย์วิจัย แ ล ะพัฒน าพันธุกรรมสัตว์น้ าอุตรดิตถ์ โดยใช้ปลานิลจิตรลดา 3 ชุดประชากรที่ไม่ผ่านการปรับปรุงพันธุ์ที่มีอายุครบ 180 วัน ในบ ่อซีเมนต์ขนาด 20 ลูกบาศก์เมตร ในอัตราพ่อพันธุ์ต่อแม่พันธุ์ 1 : 3 จ านวน 3 บ่อ (เพศผู้ 14 ตัว : เพศเมีย 42 ตัวต่อบ่อ) เก็บรวบรวมไข่จากปากแม่ปลาทุก 7 วันต่อเนื่องเป็นระยะเวลา 12 เดือน ตั้งแต่เดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2562 ถึงเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2563 พบว่าแม่ปลาให้ไข่เฉลี่ยเดือนละ 85.17 ± 27.68 ตัว คิดเป็นร้อยล ะ 71.25 ± 23.71 ของจ านวนแม่ปลาทั้งหมด มีปริมาณไข่รวม 1,274,357 ฟอง หรือ 106,196.42 ฟองต่อเดือน ปริมาณให้ไข่เฉลี่ยของแม่ปลาต่อตัวเท่ากับ 1,249.37 ฟอง แล ะพบว่าแม ่ปลานิลจิตรลดา 3 สามารถให้ไข่ได้มากกว่าร้อยละ 50 ของจ านวนแม่ปลาทั้งหมดเมื่อแม่ปลามีอายุ11 เดือนขึ้นไป จนเมื่อแม่ปลามีอายุครบ 13 เดือน จะสามารถให้ไข่ได้เกินกว่าร้อยละ 70 ของจ านวนแม่ปลาทั้งหมดและมีปริมาณไข่มากเกินกว่า 1,300 ฟองต่อแม่เร่อืงที่2 ระบบฟักไข่ปลานิลการเพา ะพันธุ์ปลานิลในปัจจุบันนิยมใช้วิธีการรวบรวม ไข ่แล ะตัวอ ่อนเข้าสู่ระบบเพาะฟัก (ภาพที่15) ซึ่งในระบบเพาะฟกัจะประกอบด้วยกรวยฟกัถาดฟกัและระบบบ าบัดน้ า (ภาพที่16) ซึ่งเมื่อเกษตรกรเก็บรวบรวมไข่และตัวอ่อนปลานิลจะต้องน ามาท าความสะอาดและแยกระยะของไข่และตัวอ่อนไปฟักในระบบฟัก โดยในระบบฟกั ไข่จะต้องมีการควบคุมคุณภาพน้ าให้เหมาะสมอยู่ตลอดเวลา โดยเฉพาะอย่างยิ่งปริมาณออกซิเจนที่ละลายในน้ า (DO) และสารเคมีที่อาจเป็นพิษต่อไข่และตัวอ่อนของปลานิล เมื่อตัวอ่อนพัฒนาจนเป็นระยะ Swim-up fry แล้วจึงน าไปอนุบาลด้วยอาหารส าหรับปลาวัยอ่อนให้ได้ขนาดโตพอที่จะน าไปเลี้ยงต่อไปส าหรับพ่อแม่พันธุ์ในบ่อที่ได้รวบรวมไข่และตัวอ่อนแล้ว จะต้องมีการท าความสะอาดกระชังหรือท าความสะอาดบ่อพร้อมทั้งเปลี่ยนถ่ายน้ าเพื่อกระตุ้นให้พ่อแม่ปลาพร้อมที่จะผสมพันธุ์วางไข่ต่อไป โดยให้อาหารวันละ 1 ครั้ง ในอัตรา 1 - 2 เปอร์เซ็นต์ของน้ าหนักตัวปลาต่อวัน ยกเว้นในวันที่เก็บรวบรวมไข่และตัวอ่อน โดยปกติแม่ปลานิลจะสามารถให้ไข่และตัวอ่อนที่สมบูรณ์และมีปริมาณที่คุ้มค่าในช่วงอายุ1 ปีขึ้นไปแต่ไม่เกิน 3 ปีบทที่ 2 กา ร เพา ะพันธุ์และกา ร เลี้ยง - 42 - ตอนที่ 1 ก า รเ พ า ะ พั น ธุ์ ป ล า นิ ล ภาพโดย : ชุมพรซีลอน
บทที่ 2 กา ร เพา ะพันธุ์และกา ร เลี้ยง - 43 - ตอนที่ 1 ก า รเ พ า ะ พั น ธุ์ ป ล า นิ ล ภาพที่15 แผนภาพแสดงระบบเพาะฟักไข่ปลานิล
บทที่ 2 กา ร เพา ะพันธุ์และกา ร เลี้ยง - 44 - ตอนที่ 1 ก า รเ พ า ะ พั น ธุ์ ป ล า นิ ล ภาพที่16 ภาพแสดงกรวยฟักไข่และถาดฟักตัวอ่อนปลานิลกรวยฟักไข่ ถาดฟักตัวอ่อน
เร่อืงที่3 การผลิตปลานิลเพศผู้ล้วนบทที่ 2 กา ร เพา ะพันธุ์และกา ร เลี้ยง - 45 - ตอนที่ 1 ก า รเ พ า ะ พั น ธุ์ ป ล า นิ ล เนื่องจากปลานิลเพศผู้เจริญเติบโตเร็วกว่าปลานิลเพศเมีย การเลี้ยงปลานิลเพศผู้อย่างเดียวท าให้ไม่เกิดการแพร่พันธุ์ของลูกปลานิลในบ่อเลี้ยง ปลาเจริญเติบโตได้ขนาดสม่ าเสมอเมื่อเก็บเกี่ยว และได้ผลผลิตเพิ่มขึ้น เกษตรกรจึงนิยมเลี้ยงปลานิลเพศผู้อย่างเดียวในเชิงการค้า การผลิตลูกปลานิลเพศผู้สามารถด าเนินการได้ 4 วิธี คือวิธีที่ 1 การคัดเลือกปลานิลเพศผู้โดยดูล ัก ษณ ะเ พ ศ ภ า ย น อ ก ป ล า นิล ข น า ดความยาวตั้งแต่ 12 เซนติเมต ร แล ะน้ าหนัก 50 กรัม ขึ้นไป สามารถแยกเพศ ได้โดยดูจากลักษณ ะสีใต้คางของปล า ป ล าเ พ ศ ผู้จ ะมีสีแ ด ง ห รือ สีช ม พู ส ่ว น ป ล า เ พ ศ เ มีย จ ะ มีสีเ ห ลือ ง ห รือสังเกตบริเวณช ่องขับถ ่ายเพศเมียจ ะมี 3 ช่อง ส่วนเพศผู้มี 2 ช่องวิธีที่ 2 การผสมข้ามสายพันธุ์ระหว่างปลานิล (Oreochromis niloticus) กับปลา O. aureus สามารถผลิตปลาลูกผสมเพศผู้ได้ประมาณ 90 เปอร์เซ็นต์ขึ้น ไ ป วิธีนี้นิย ม ใ ช้ใ น รัฐ อิส ร า เ อ ลสาธารณรัฐประชาชนจีน และไต้หวันวิธีที่ 3 กา ร ใช้ฮอร์โมนแปลงเพศลูกปลานิลให้เป็นเพศผู้ โดยการแช่ลูกปลาในสารล ะลายฮอร์โมนแอนโดรเจนหรือฮอร์โมนเพศผู้ แล ะการผสมฮอร์โมนในอาหารให้ลูกปลากิน สามารถเปลี่ยนเ พศปล า ใ ห้เป็นเ พ ศผู้ได้ป ร ะม าณ 9 5เปอร์เซ็นต์ขึ้นไป วิธีนี้นิยมใช้ในประเทศไทย และสาธารณรัฐฟิลิปปินส์วิธีที่ 4 การผลิตลูกปลานิลเพศผู้จากการผสมพันธุ์ระหว่างปลานิลเพศผู้ที่มีโครโมโซมเพศเป็น YY กับปลานิลเพศเมียที่มีโครโมโซมเพศ XX วิธีนี้นิยมใช้ในสห ราชอ าณ าจัก ร แล ะสา ธา รณ รัฐฟิลิปปินส์
ตอนที่2การอนุบาลลูกปลา
บทที่ 2 กา ร เพา ะพันธุ์และกา ร เลี้ยง - 47 - ตอนที่ 2 ก า ร อ นุ บ า ล ลู ก ป ล า นิ ลเร่อืงที่1 รูปแบบการอนุบาล1.1 การอนุบาลปลานิลแปลงเพศ การอนุบาลปลานิลแปลงเพศนิยมอนุบาลในกระชังที่แขวนบ่อดิน (ภาพที่ 17) หรืออนุบาลในบ่อปูนที่มีขนาดไม่ใหญ่มากขนาดพื้นที่ที่นิยมได้แก่กว้าง 2 เมตร ยาว 4 เมตร น้ าลึกประมาณ 1 เมตร โดยกระชังที่นิยมในการอนุบาลลูกปลาเป็นอวนสีฟ ้า 20 ช่องตาต่อนิ้ว อนุบาลลูกปลาในอัตราประมาณ 50 - 100 ตัวต่อลูกบาศก์เมตร หรือ 4,000 – 8,000 ตัวต่อกระชัง การอนุบาลลูกปลานิยมท าในพื้นที่ที่มีขนาดไม่ใหญ่มาก เนื่องจากปลาที่ได้จากการเคาะปากแต่ละครั้งมีจ านวนไม่มากพอส าหรับการอ นุ บ า ล ใ น บ่ อ ห รื อ ก ร ะ ชั ง ข น า ด ใ หญ่ นอกจากนี้เพื่อให้ง่ายต่อการแยกรุ่นตามอายุและขนาดของปลา การให้อาหารและดูแลได้อย่างทั่วถึง ตลอดจนรวบรวมลูกและคัดขนาดได้ง่าย อาหารที่อนุบาลใช้เป็นอาหารสัตว์น้ าวัยอ่อนชนิดผงผสมฮอร์โมนในอัตรา15 เปอร์เซ็นต์ของน้ าหนักปลาต่อวัน ในสัปดาห์แรก โดยแบ่งให้วันละ 5 มื้อจากนั้นเพิ่มปริมาณเป็น 20 เปอร์เซ็นต์ของน้ าหนักปลาในสัปดาห์ที่สอง 25 เปอร์เซ็นต์ของน้ าหนักปลา ในสัปดาห์ที่สามและ 30 เปอร์เซ็นต์ของน้ าหนักปลาในสัปดาห์ที่สี่หรือให้ในปริมาณที่ปลากินหมดในระยะเวลา15 - 30 นาที หรือในบางแห่งอาจแขวนอาหารในภาชนะให้ปลากินตลอดเวลาในปริมาณที่กินหมดในหนึ่งวัน ระยะเวลาอนุบาลโดยให้อาหารผสมฮอร์โมนแปลงเพศ 21 วัน หลังจากนั้นอนุบาลต่อ 10 - 15 วันจะได้ลูกปลานิลแปลงเพศขนาด 2 - 3 เซนติเมตร ซึ่งพร้อมจ าหน่ายหรือเลี้ยงในบ่อดินภาพที่17 การอนุบาลลูกปลานิลแปลงเพศในกระชังที่แขวนลอยในบ่อดิน
บทที่ 2 กา ร เพา ะพันธุ์และกา ร เลี้ยง - 48 - ตอนที่ 2 ก า ร อ นุ บ า ล ลู ก ป ล า นิ ล1.2 การอนุบาลปลานิลไม่แปลงเพศ นิยมอนุบาลในบ่อดินจะมีการอนุบาลเป็น 2 แบบ คือ1.2.1 การอนุบาลต่อเนื่องจากการเพาะพันธุ์ตามธรรมชาติวิธีนี้เป็นการเพาะพันธุ์ตามธรรมชาติในบ่อดินโดยปล่อยเพศผู้เพศเมียในอัตรา เพศเมีย 2 ต่อเพศผู้ 1โดยในบ่อขนาด 1 ไร่ ใช้เพศเมีย 600 - 1,000 ตัว ต่อเพศผู้ 300 - 500 ตัว ให้อาหารพ่อแม่ปลาและลูกปลาวันละ 2 ครั้งในปริมาณที่ปลากินอิ่มโดยใช้อาหารเม็ดส าเร็จรูปร่วมกับปลาปน่ผสมร า หรือร าอย่างเดียวก็ได้ในกรณีที่หาซื้อปลาปน่ ได้ยากหลังจากนั้นประมาณ 1.5 – 2 เดือน ท าการล้างบ่อเก็บผลผลิตลูกปลา จะท าให้ได้ลูกปลามีขนาดใกล้เคียงกัน แล้วน าพ่อแม่ปลาไปเพาะอีกครั้งในบ่อต่อไป ในปัจจุบันมีการประยุกต์การเพาะปลานิลไม่แปลงเพศในบ่อดินเพื่อให้สะดวกขึ้น เช่น การเลี้ยงพ่อแม่ปลานิลในกระชังตาห่าง หรือกั้นคอกส าหรับเลี้ยงพ่อแม่พันธุ์แล้วให้ลูกปลาที่ได้ว่ายน้ าออกหากินนอกกระชังหรือคอก แล้วรวมลูกอีกด้านหนึ่งนอกส่วนที่เลี้ยงพ่อแม่ปลาซึ่งวิธีการเหล่านี้เหมาะสมส าหรับการผลิตลูกปลานิลที่ไม่แปลงเพศ สามารถท าเพื่อจ าหน่ายและส าหรับใช้เองในฟาร์มได้โดยไม่ยาก ลงทุนไม่สูง และหากต้องการเลี้ยงเฉพาะปลาเพศผู้ เกษตรกรสามารถอนุบาลปลาในกระชังให้ปลามีขนาดประมาณ 15 -20 กรัม ขึ้นไป แล้วคัดเลือกปลาเพศผู้โดยใช้ความแตกต่างของลักษณะภายนอกได้โดยไม่ยาก1.2.2 การอนุบาลลูกปลาในบ ่อดิน โดยใช้ลูกปลานิลระยะที่5 ส าหรับอนุบาล ลูกปลานิลระยะนี้เป็นปลาที่อนุบาลง่ายเนื่องจากมีขนาดแรกฟกัที่ใหญ่จึงมีอัตรารอดสูงโดยเตรียมอาหารธรรมชาติก่อนปล่อยปลาอนุบาล โดยในบ่อดินขนาด 1 ไร่ อนุบาลลูกปลาจ านวนประมาณ 100,000 - 200,000 ตัว ให้อาหารโดยใช้ ปลาป ่นผสมกับร าล ะเอียด ในอัตราปลาป ่น 1 ส ่วน ร าล ะเอียด 1 - 3 ส ่วน วันล ะ 2 ครั้งประมาณ 30 วันจะได้ปลาขนาด 2 - 3 เซนติเมตร และ 40 - 50 วันจะได้ปลาขนาด 3 - 5 เซนติเมตร
เร่อืงที่2 การเตร ียมอาหารและการให้อาหารในแต่ละช่วงวัย โดยปกติแล้วอาหารที่ใช้อนุบาลลูกปลานิลตั้งแต่แรกฟกัจนถึงขนาดความยาว2 - 3 เซนติเมตร หรือ 3 - 5 เซนติเมตร ซึ่งเป็นขนาดที่นิยมในการจ าหน่ายทั่วไป แบ่ง 2 ประเภท คือบทที่ 2 กา ร เพา ะพันธุ์และกา ร เลี้ยง - 49 - ตอนที่ 2 ก า ร อ นุ บ า ล ลู ก ป ล า นิ ล2.1 อาหารอนุบาลส าหรับปลานิลแปลงเพศ อาหารส าหรับปลานิลแปลงเพศเป็นอาหารผสมฮอร์โมนสังเคราะห์ชนิด 17 alphamethyltestosterone (17α–MT) (ภาพที่18) เพื่อแปลงเพศปลานิลให้เป็นเพศผู้โดยใช้ฮอร์โมนในอัตราความเข้มข้นประมาณ 60 มก. ต่ออาหาร 1 กิโลกรัม ให้ลูกปลากินเมื่อเริ่มเข้าสู่ระยะที่5 หรือระยะที่ถุงไข่แดงเริ่มยุบ เป็นระยะเวลา 21 วัน เนื่องจากเมื่อลูกปลานิลเริ่มฟกัอวัยวะสืบพันธุ์ยังไม่มีการพัฒนาเป็นเพศผู้หรือเพศเมีย อวัยวะสืบพันธุ์จะมีการพัฒนาเมื่อถุงไข่แดงยุบจนถึงอายุประมาณ 3 – 4 สัปดาห์ โดยอาหารที่ใช้นิยมใช้ส าหรับผสมฮอร์โมนแปลงเพศได้แก่ อาหารส าเร็จรูปชนิดผง ระดับโปรตีนประมาณ 40 เปอร์เซ็นต์ หรืออาหารท าเองจากปลาป ่น 3 ส่วน ต่อร า 1ส่วน หลังจากให้อายุครบ 21 วัน ให้กินอาหารที่มีเปอร์เซ็นต์โปรตีนลดลง จนปลามีขนาดประมาณ 2 –3 เซนติเมตร หรือ 3 -5 เซนติเมตร2.2 อาหารอนุบาลส าหรับปลานิลไม่แปลงเพศ โดยปกติการอนุบาลปลานิลไม่แปลงเพศ มักนิยมอนุบาลในบ่อดินและเตรียมอาหารธรรมชาติก่อนปล่อยลูกปลา อาหารที่ให้มักมีโปรตีนที่ไม่สูงเนื่องจากราคาที่จ าหน่ายถูกกว่าปลานิลแปลงเพศ เช่น ปลาป ่น 1 ส่วน ต่อร า 1-2 ส่วน ภาพที่18 การเตรียมอาหารผสมฮอร์โมน 17 alpha methyltestosterone (17 α – MT)
ตอนที่3การเลี้ยงปลานิล
เร่อืงที่1 การคัดเลือกลูกพันธุ์ การคัดเลือกลูกพันธุ์ควรพิจารณาซื้อลูกพันธุ์จากฟาร์มที่เชื่อถือได้เช่น ฟาร์มเพาะพันธุ์และฟาร์มอนุบาลที่ได้รับการรับรองมาตรฐานการปฏิบัติทางการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ าที่ดีหรือ จีเอพี (Good Aquaculture Practices; GAP) หรือ จากฟาร์มเพาะพันธุ์หรือแหล่งรวบรวมลูกพันธุ์ที่มีระบบการจัดการที่ดี โดยพิจารณาถึงคุณภาพลูกพันธุ์ตามลักษณะที่สังเกตได้เช่น มีอวัยวะครบถ้วนสมบูรณ์ ไม่พิการล าตัวไม่คดงอ ไม่มีสีซีด หรือด าผิดปกติ เกล็ดและครีบครบถ้วน ไม่มีรอยโรค เช่น เป็นรอยด่าง ช้ าเลือด หรือมีแผลบริเวณล าตัว การว่ายน้ าและการทรงตัวปกติเป็นต้นเร่อืงที่2 การล าเลียงและการขนส่งลูกพันธุ์ในการล า เลียงลูกปลา เพื่อน ามา เลี้ยงควรติดต่อฟาร์มเพา ะพันธุ์ล่วงหน้าเพื่อให้ทราบรายละเอียดต่าง ๆ โดยเฉพาะเวลาในการรับพันธุ์ปลา ในบางครั้งเกษตรกรอาจประสบปัญหาต้องรอเป็นระยะเวลานานในการซื้อพันธุ์ปลาซึ่งอาจท าให้ส่งผลถึงเวลาในการขนส่งล าเลียงพันธุ์ปลามายังบ่อเลี้ยง ในกรณีที่ต้องขนส่งระยะไกลอาจเปลี่ยนเป็นการขนส่งในเวลากลางคืน โดยในการล าเลียงควรควบคุมอุณหภูมิน้ าในถุงปลาให้อยู่ในช่วง 23 - 28 องศาเซลเซียส (กรมประมง, ม.ป.ป.) ในกรณีที่มีจ านวนไม่มากนักนิยมน าถุงบรรจุพันธุ์ปลาไว้ในห้องโดยสารปรับอากาศในรถยนต์ ส าหรับวิธีการลดอุณหภูมิในถุงบรรจุพันธุ์ปลา ได้แก่ การล าเลียงโดยใช้รถยนต์มีหลังคา ล าเลียงโดยรถยนต์บรรทุกที่มีการใช้วัสดุเก็บรักษาความเย็น เช่นผ้านวม กระสอบ รองพื้นกระบะและรอบถุงบรรจุพันธุ์ปลา โดยรดน้ าให้ชุ่ม หรือใส่น้ าแข็งให้กระจายให้ทั่วบริเวณวัสดุกันความร้อน นอกจากนี้ควรพิจารณากรณีที่ล าเลียงปลานิลขนาดความยาว 3 - 5 เซนติเมตรซึ่งมีครีบหลังแข็ง อาจแทงถุงรั่วได้จึงต้องใช้ความระมัดระวังเป็นพิเศษ บางฟาร์มใช้วิธีซ้อนถุงเพิ่มจากปกติอีก 1 ชั้นหรือใช้กระดาษหนังสือพิมพ์รองระหว่างถุงบทที่ 2 กา ร เพา ะพันธุ์และกา ร เลี้ยง - 51 - ตอนที่ 3 กา ร เลี้ยงปลานิล
เร่อืงที่3 รูปแบบการเลี้ยงปลานิลเป็นปลาที่เพาะเลี้ยงง่าย และนิยมเลี้ยงในทุกพื้นที่ของประเทศไทย มีรูปแบบในการเลี้ยงที่หลากหลายแตกต่างไปตามความเหมาะสมของพื้นที่ดังนี้3.1 การเล้ียงปลานิลชนิดเดียว (monoculture) ส่วนมากเป็นการเลี้ยงปลานิลแปลงเพศ เช่น3.1.1 การเลี้ยงปลานิลในกระชังในแม่น้ า หรือ แหล่งน้ า เป็นที่นิยมเนื่องจากมีการถ่ายเทของน้ าดี ปลาเจริญเติบโตดีเนื้อมีรสชาติดีปราศจากกลิ่นโคลน ผลผลิตต่อหน่วยสูง ต้นทุนการเลี้ยงค่อนข้างสูง ราคาจ าหน่ายสูงกว่าการเลี้ยงปลาในบ่อดินเลี้ยงโดยใช้อาหารเม็ดส าเร็จรูป ในอัตราความหนาแน่นที่สูง อย่างไรก็ตามการเลี้ยงปลาในกระชังดังกล่าว มีความเสี่ยงในหลายด้าน เช่น ในช่วงฤดูน้ าหลากคุณภาพน้ าเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วท าให้ปลาปรับตัวไม่ทันในบางครั้งมักพบว่ามีการตายของปลายกทั้งกระชัง ความเสี่ยงจากน้ าที่ระบายจากกิจกรรมอื่น ๆ ที่อาจส่งผลกระทบต ่อปลา นอกจากนี้การเลี้ยงปลาในกระชังในแหล่งน้ าสาธารณสมบัติของแผ่นดินจะต้องด าเนินการตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องให้ถูกต้องอีกด้วย (ภาพที่19)บทที่ 2 กา ร เพา ะพันธุ์และกา ร เลี้ยง - 52 - ตอนที่ 3 กา ร เลี้ยงปลานิลภาพที่19 การเลี้ยงปลานิลในกระชังในแม่น้ า
3.1.2 การเลี้ยงปลานิลในกระชังในบ่อดิน การเลี้ยงปลานิลในกระชังในบ่อดิน(ภาพที่20) เกิดจากการปรับเปลี่ยนประยุกต์จากการเลี้ยงกระชังในแหล่งน้ ามาเลี้ยงในบ่อดิน ซึ่งเป็นการลดปัจจัยเสี่ยงด้านต่าง ๆ ของการเลี้ยงในแหล่งน้ าลง เลี้ยงโดยใช้อาหารเม็ดส าเร็จรูป ในอัตราความหนาแน่นที่สูง มีการเพิ่มอากาศด้วยเครื่องตีน้ าหรือระบบลม บางฟาร์มอาจมีการใช้น้ าหมุนเวียนภายในฟาร์มเปลี่ยนถ่ายน้ าในระหว่างการเลี้ยง บางฟาร์มมีการปล่อยกุ้งก้ามกรามเสริมโดยไม่ให้อาหารด้านล่างของกระชัง ต้นทุนในการเลี้ยงและผลผลิตสูงบทที่ 2 กา ร เพา ะพันธุ์และกา ร เลี้ยง - 53 - ตอนที่ 3 กา ร เลี้ยงปลานิลภาพที่20 การเลี้ยงปลานิลในกระชังในบ่อดิน3.1.3 การเลี้ยงปลานิลชนิดเดียวในบ่อดิน มีทั้งการเลี้ยงโดยใช้อาหารเม็ดส าเร็จ รูปเพียงอย ่างเดียว ห รือผสมผสานกันกับการสร้างอาหารธรรมชาติ แล ะอาหารสมทบอื่น ๆ เช่น โครงไก่ โครงหมูบด หญ้าเนเปียร์ เกษตรกรบางรายเลี้ยงในอัตราความหนาแน่นที่สูงมีการเพิ่มอากาศด้วยเครื่องตีน้ าหรือระบบลม (ภาพที่21) ทางฟาร์มอาจมีการใช้น้ าหมุนเวียนภายในฟาร์มเปลี่ยนถ่ายน้ าในระหว่างการเลี้ยงบางฟาร์มใช้ระบบไบโอฟล๊อคเพื่อช่วยจัดการคุณภาพน้ าระหว่างการเลี้ยง (ภาพที่22)
บทที่ 2 กา ร เพา ะพันธุ์และกา ร เลี้ยง - 54 - ตอนที่ 3 กา ร เลี้ยงปลานิลภาพที่22 การเลี้ยงปลานิลในบ่อกลมระบบไบโอฟล๊อคภาพที่21 การเลี้ยงปลานิลในบ่อดิน
บทที่ 2 กา ร เพา ะพันธุ์และกา ร เลี้ยง - 55 - ตอนที่ 3 กา ร เลี้ยงปลานิล3.2 การเลี้ยงปลานิลร่วมกับสัตว์น้ าชนิดอื่น (polyculture) นิยมเลี้ยงปลานิลร่วมกับสัตว์น้ าหลายชนิด เช่น3.2.1 การเลี้ยงปลานิลร่วมกับปลา ซึ่งเลี้ยงได้กับปลาหลายชนิด เช่น การเลี้ยงปลานิลกับปลากินพืช ซึ่งเป็นการใช้ประโยชน์จากพื้นที่ในบ่อให้มากที่สุดตามลักษณะการกินอาหารของปลา เช่น การเลี้ยงปลานิล ร่วมกับปลาตะเพียนขาวกินผิวน้ าและชอบกินพืชผัก กลุ่มปลากินระดับล่างและพื้นท้องน้ าซากเน่าเป่ือย ได้แก่ ปลายี่สกเทศ ปลานวลจันทร์เทศ ปลาไน หรือเลี้ยงปลานิลไม่แปลงเพศร่วมกับปลากินเนื้อเพื่อให้กินลูกปลานิล เช่น การเลี้ยงปลานิลร่วมกับปลาช่อน ปลากราย ปลากดคังหรือปลากะพง เป็นต้น การเลี้ยงลักษณะเช่นนี้จะเลี้ยงในบ่อดินเป็นส่วนใหญ่นอกจากนี้ยังพบการเลี้ยงปลานิลร่วมกับปลาชนิดอื่น ๆ ในนาข้าว และในร่องสวน เป็นต้น3.2.2 การเลี้ยงปลานิลร่วมกับกุ้งขาวแวนนาไม การเลี้ยงแบบนี้จะเลี้ยงปลานิลแปลงเพศเป็นหลัก และกุ้งขาวเป็นผลผลิตเสริม มีการให้อาหารเฉพาะปลานิล กุ้งขาวจะกินอาหารเหลือจากปลานิลและอาหารธรรมชาติที่เกิดขึ้น โดยจะทยอยเก็บผลผลิตกุ้งขาวที่ได้ขนาด ตลอดระยะเวลาการเลี้ยงจนกว่าจะเก็บผลผลิตปลานิลทั้งหมด3.2.3 การเลี้ยงปลานิลร่วมกับกุ้งก้ามกราม ลักษณะเช่นเดียวกันกับการเลี้ยงร่วมกับกุ้งขาว คือ เลี้ยงปลานิลแปลงเพศเป็นหลัก และกุ้งก้ามกรามเป็นผลผลิตเสริม มีการให้อาหารเฉพา ะปลานิล กุ้งก้ามกรามจ ะกินอาหารเหลือจากปลานิลแล ะอาหารธรรมชาติที่เกิดขึ้น ส่วนมากจะเก็บผลผลิตกุ้งก้ามกรามและกุ้งขาวพร้อมกัน3.2.4 การเลี้ยงปลานิลแปลงเพศในกระชังร่วมกับการเลี้ยงกุ้งก้ามกราม และกุ้งขาวแวนนาไมในบ ่อดิน การเลี้ยงในรูปแบบนี้เกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งขาวแวนนาไมในเขตภาคกลางเป็นผู้คิดค้นวิธีการ โดยการเลี้ยงปลานิลแปลงเพศในกระชังขนาด7×15×1.8 ลูกบาศก์เมตร แขวนลอยในบ่อดินจ านวนไร่ละ 1 –2 กระชัง ปล่อยปลานิลขนาดน้ าหนัก 5 – 6 ตัว/กิโลกรัม ในอัตรา 1,000 – 1,200 ตัว/กระชัง ให้อาหารเม็ดส าเร็จรูปในอัตรา 1.5 - 3 เปอร์เซ็นต์/วัน วันละ 3 เวลา ระยะเวลาเลี้ยง 80 -100 วัน จะได้ปลานิลขนาด 1.0 - 1.2 กิโลกรัม/ตัว ผลผลิต 1,000 - 2,000 กิโลกรัม/ไร่ มีอัตรารอดมากกว่า 90 เปอร์เซ็นต์ ในส่วนการเลี้ยงกุ้งก้ามกรามกับกุ้งขาว ปล่อยกุ้งก้ามกรามที่อนุบาลมาแล้วจนได้ขนาด 200 - 300 ตัว/กิโลกรัม ลงในบ่อในอัตรา 5,000 - 7,000 ตัว/ไร่ และปล่อยลูกกุ้งขาวแวนนาไมขนาดP/12 - P/15 อัตรา 30,000 - 50,000 ตัว/ไร่ โดยการให้อาหารกุ้ง และอาหารปลาแยกกัน เมื่อเลี้ยงกุ้งขาวได้ประมาณ 60 วัน จะเริ่มทยอยดักกุ้งขาวออกจ าหน่ายโดยใช้ลอยนอนแบบพับได้ (ไอ้โง่) และดักทุก ๆ 7 - 10 วัน จนกว่าปลานิลที่เลี้ยง-
ในกระชังจะได้ขนาดตลาดจึงจับปลานิลในกระชังออกจ าหน่ายจนหมด แล้วสูบน้ าจับกุ้งก้ามกรามแล ะกุ้งขาวแวนนา ไม มีผลผลิตกุ้งก้ามกราม ขนาด 10 - 30 ตัว/กิโลกรัม 250 - 350 กิโลกรัม/ไร่ แล ะกุ้งขาวแวนนาไม ขนาด 40 - 80 ตัว/กิโลกรัม จ านวน 400 - 600 กิโลกรัม/ไร่ ในระยะเวลาเลี้ยงต่อรอบการผลิต100 - 120 วัน (ภาพที่23)บทที่ 2 กา ร เพา ะพันธุ์และกา ร เลี้ยง - 56 - ตอนที่ 3 กา ร เลี้ยงปลานิลภาพที่23 การเลี้ยงปลานิลแปลงเพศในกระชังร่วมกับกุ้งขาวและกุ้งก้ามกราม ที่ฟาร์มพยุง จังหวัดราชบุรี
ตอนที่4อาหารแล ะการให้อาหาร
เร่อืงที่1 การเลี้ยงโดยใช้อาหารส าเร็จรูปบทที่ 2 กา ร เพา ะพันธุ์และกา ร เลี้ยง - 58 - ตอนที่ 4 อ า ห า ร แ ล ะ ก า ร ใ ห้ อ า ห า รการเลี้ยงแบบหนาแน่นในกระชังในแหล่งน้ า หรือในกระชังในบ่อดิน หรือเลี้ยงแบบหนาแน่นในบ่อดิน นิยมใช้อาหารเม็ดส าเร็จรูปเป็นหลัก โดยปลาอายุ1 -2 เดือน (ขนาด 35 - 100 กรัม) ใช้อาหารร ะดับโปรตีนปร ะมาณ 32 - 35 เปอร์เซ็นต์ ปลานิลขนาดกลางอายุ 2 - 3 เดือน (ขนาด 100 – 300 กรัม) ใช้อาหารร ะดับ โปรตีนปร ะมาณ 30 เปอร์เซ็นต์ ปลานิลขนาด ใหญ ่อายุ 3 - 5 เ ดือ น ( ข น า ด 3 0 0 ก ร ัม - ต ล า ด) ใ ช ้อ า ห า ร ร ะ ด ับ โ ป ร ตีน ป ร ะ ม าณ 2 5 เปอร์เซ็นต์ เวลาในการให้อาหาร ให้ 2 เวลา ช่วงเช้า บ่าย ในปลาขนาดเล็กอาจเพิ่มเป็น 3 ช่วงเวลา โดยให้อาหารปริมาณตามที่ปลากินพอดีอิ่ม วิธีนี้จะใช้การสังเกตอาการกินอาหารของปลา ปกติแล้วปลาจะกินอาหารอิ่มและหมดในเวลาประมาณ 10 - 15 นาทีหลังจากนั้นปลาจะกินน้อยลงและไม่กินในที่สุด นอกจากนี้เกษตรกรบางราย มีการใช้เครื่องให้อาหารอัตโนมัติ (ภาพที่24) หรือมีการปร ะย ุกต์การ ให้อาหารอัต โนมัติแบบง ่าย (ภาพที่25) เพื่อลดต้นทุนในการใช้แรงงาน โดยมีข้อพิจารณาในการใช้อาหารส าเร็จรูป ดังนี้(ก) เลือกใช้อาหารสา เร็จรูป ที่มีเลขทะเบียนปัจจัยการผลิตที่ได้รับอนุญาตให้ขึ้นทะเบียนแล้วจากกรมปร ะมงหรือกรมปศุสัตว์เพื่อให้มั่นใจว่ามีคุณภาพปลอดภัยต่อสัตว์น้ า ไม่มีการปนเป้ือนของยาสัตว์และสารเคมีต้องห้าม(ข) เลือกใช้อาหารที่ยังไม่หมดอายุโดยดูวันที่ผลิตและวันล่วงอายุที่ปรากฏบนฉลาก เนื่องจากอาหารที่หมดอายุอาจมีการเสื่อมคุณค่าทางโภชนาการ รวมถึงอาจมีเชื้อรา หรือเชื้อโรค หรือมีความชื้นและการคงสภาพในน้ าต่ า(ค) ตรวจดูภาชนะบรรจุต้องไม่ให้อยู่ในสภาพช ารุด เป่ือยยุ่ย ฉีกขาด ทะลุหรือดูว่ามีการปิดภาชนะอย่างเหมาะสม และควรตรวจสอบสภาพก่อนที่จะน าไปใช้เลี้ยงสัตว์น้ า โดยอาหารต้อง ไม่มีกลิ่นเหม็นหืน ไม่มีสีผิดปกติไปจากเดิม
บทที่ 2 กา ร เพา ะพันธุ์และกา ร เลี้ยง - 59 - ตอนที่ 4 อ า ห า ร แ ล ะ ก า ร ใ ห้ อ า ห า ร(ง) โรงเรือนหรือสถานที่ส าหรับเก็บอาหาร ควรแยกเป็นสัดส่วนโดยสามารถปอ้งกันความร้อน ความชื้น แสงแดด ฝน ควรมีอากาศถ่ายเทสะดวกเพื่อไม่ให้อับชื้นเพื่อไม่ให้อาหารเสื่อมสภาพ อาหารเม็ดส าเร็จรูป ควรจัดวางถุงบรรจุอาหารบนแผ่นรองพื้นสูงอย่างน้อยประมาณ 10 เซนติเมตร เพื่อไม่ให้ถุงบรรจุอาหารสัมผัสกับพื้น และห่างจากผนัง เพื่อป้องกันการเสื่อมสภาพจากความชื้นและการเกิดเชื้อรา อาหารผสมล่วงหน้า ควรเก็บไว้ในตู้แช่หรือตู้เย็น ตลอดจนมีการป้องกันสัตว์เลี้ยงและสัตว์พาหะน าโรค เข้ามาในบริเวณเก็บอาหารภาพที่24 เครื่องให้อาหารอัตโนมัติในการเลี้ยงปลานิลภาพที่25 การประยุกต์การให้อาหารแบบง่ายของชมรมผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ าบางหักอ าเภอพานทอง จังหวัดชลบุรี
บทที่ 2 กา ร เพา ะพันธุ์และกา ร เลี้ยง - 60 - ตอนที่ 4 อ า ห า ร แ ล ะ ก า ร ใ ห้ อ า ห า รเร่อืงที่2 การสร้างอาหารธรรมชาติอาหารธรรมชาติเป็นอาหารที่เกิดขึ้นเองโดยธรรมชาติในบ่อดินหรือเกิดจากการเติมวัสดุต่าง ๆ ได้แก่แพลงก์ตอนสัตว์แพลงก์ตอนพืช พืชและสัตว์น้ าขนาดเล็ก การที่จะท าให้มีอาหารธรรมชาติอยู่ในบ่ออย่างอุดมสมบูรณ์สามารถสร้างได้โดยทยอยใส่มูลสัตว์แห้ง 100 - 300 กิโลกรัม/ไร่/เดือน หรือการการท าฟางหมักหรือหญ้าแห้งสลับกันเป็นชั้นๆ ลงในคอกโดยใช้ฟางประมาณ 100 กิโลกรัมต ่อมูลสัตว์แห้ง 50 - 100 กิโลกรัม ต่อไร่ต่อเดือน เพื่อให้เน่าเป่ือยสลายเกิดอาหารธรรมชาติทั้งนี้ปริมาณการใช้ขึ้นอยู่กับสภาพของบ่อ โดยน้ าในบ่อสีต้องไม่เข้มเกินไปตรวจสอบโดยการยื่นแขนลงในน้ า ระดับข้อศอก หงายฝา่มือขึ้น ถ้าเห็นฝา่มือลาง ๆ แสดงว่าสีของน้ ามีความเหมาะสม ถ้าน้ าใสเกินไปให้เพิ่มปุ๋ย กรณีที่น้ ามีสีเขียวเข้มเกินไปให้หยุดใส่ปุ๋ย หรือถ้าปลาลอยหัวให้ถ่ายน้ า ข้อควรระวัง มูลสัตว์แห้ง ควรทยอย ใส่แบ่งเป็นทุก 5 วัน หรือทุกสัปดาห์ โดยดูสีน้า ประกอบ (ภาพที่26)ภาพที่26 การท าฟางหมักเพื่อสร้างอาหารธรรมชาติในบ่อปลา
เร่อืงที่3 อาหารสมทบอ่ืน ๆบทที่ 2 กา ร เพา ะพันธุ์และกา ร เลี้ยง - 61 - ตอนที่ 4 อ า ห า ร แ ล ะ ก า ร ใ ห้ อ า ห า รอาหารสมทบเป็นอาหารที่ช่วยเสริมนอกจากอาหารธรรมชาติอาหารเม็ดส าเร็จรูป เพื่อลดต้นทุนในการผลิต เช่น ร าละเอียด ปลายข้าว กากถั่วเหลืองกากถั่วลิสง เศษผัก แหนเป็ด ไข่น้ า (ผ า) หญ้าขน หญ้าเนเปียร์ เป็นต้น (ภาพที่27)ข้อควรระวัง การให้อาหารแต่ละครั้งไม่ควรให้มากเกินไป ควรให้เพียงพอต่อความต้องการของปลาเท่านั้น โดยการสังเกตการกินอาหารของปลา การให้อาหารมากเกินไปจะท าให้สิ้นเปลือง คุณภาพน้ าไม่เหมาะสมจนเกิดอันตรายต่อปลาได้นอกจากนี้ปลาจะกินอาหารน้อยลง เมื่อออกซิเจนต่ า อุณหภูมิต่ าหรือสูงเกินไปโดยต้องหมั่นสังเกตพฤติกรรมการกินอาหาร หากมีปลาปว่ยหรือเครียดจากสภาพแวดล้อมที่มีการเปลี่ยนแปลงควรลดอาหารลง หรืองดให้อาหารจนกว่าปลาอยู่ในสภาพปกติ ภาพที่27 อาหารผสมที่ผลิตเองด้วยเครื่องท าอาหาร
ตอนที่5โรคแล ะการป้องกันรักษา
บทที่ 2 กา ร เพา ะพันธุ์และกา ร เลี้ยง - 63 - ตอนที่ 5 โ ร ค แ ล ะ ก า ร ป้อ ง กั น รั ก ษ าในช่วงเวลากว่า 10 ปีที่ผ่านมา อุตสาหกรรมการเพาะเลี้ยงปลานิลของโลกได้มีการขยายตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง อันเป็นผลมาจากที่ปลานิลเป็นปลาที่มีความต้องการของตลาดทั้งภายในและต่างประเทศและแนวโน้มของความต้องการยังเพิ่มสูงขึ้นตามของจ านวนประชากรโลกที่เพิ่มขึ้น ดังนั้นเกษตรกรทั่วโลกส่วนใหญ่จึงเร่งเพิ่มก าลังการผลิตต่อหน่วยพื้นที่ให้สูงขึ้น โดยการเปลี่ยนแปลงระบบการเลี้ยงเป็นระบบหนาแน่น คือ มีการปล่อยปลาในอัตราที่หนาแน่นสูง ทั้งการเลี้ยงในบ่อดินและการเลี้ยงในกระชัง และมีการให้อาหารที่มากไปทั้งปริมาณและคุณภาพนอกจากนี้ผลของการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศตามธรรมชาติที่เริ่มจะรุนแรงมากขึ้น มีส่วนส่งเสริมท าให้คุณภาพน้ าทั้งเคมีชีวภาพและกายภาพ เปลี่ยนแปลงในช่วงกว้างและบ่อยครั้ง จึงเป็นสาเหตุที่ท าให้สิ่งแวดล้อมในบ่อเลี้ยงและสภาพการเลี้ยงไม่เหมาะสมต่อการอยู่อาศัย ท าให้ปลาเกิดความเครียดและอ่อนแอ จึงส่งผลท าให้เกิดโรคได้ง่ายขึ้นตามไปด้วย โดยโรคที่ส าคัญได้แก่เร่อืงที่1 โรคที่มีสาเหตุมาจากปรสิตภายนอกปรสิตภายนอกที่ท าอันตรายต่อปลานิลมีหลายชนิด โดยปรสิตจะเข้าเกาะในบริเวณเหงือก ผิวหนังและครีบ ท าให้ปลาเกิดความระคายเคืองเกิดบาดแผล ส่วนพวกที่เกาะบริเวณเหงือกจะท าให้มีผลต่อระบบการแลกเปลี่ยนก๊าซ ท าให้ปลาเกิดปัญหาขาดออกซิเจนได้ โดยมีชนิดของปรสิตภายนอก ดังนี้คือ1.1 โปรโตซัว (Protozoa)1 . 1 . 1 ส าเ ห ต ุ ปรสิตในกลุ่มนี้จะสร้างความเสียหาย ในลูกปลามากกว ่าปลาขนาดใหญ่ ชนิดของโปรโตซัวที่พบบ่อย ได้แก่ โปรโตซัวในสกุล Trichodina,Ichthyophthi rius, Episty lis, ... Scyphidia, Apiosoma แล ะ . . . . . Ichtyobodo เป็นต้นแต่ชนิดที่พบบ่อยครั้ง คือ Trichodinaและ Epistylis (ภาพที่28) ที่เป็นสาเหตุข องกา ร เกิดโ ร คในปล านิล มาก ที่สุดโดยจะอาศัยพื้นที่ผิวนอกตัวปลา เป็นแ ห ล ่ง ยึดเก า ะ ในก า รด า รง ชีวิต แ ล ะ ห าอาหาร
บทที่ 2 กา ร เพา ะพันธุ์และกา ร เลี้ยง - 64 - ตอนที่ 5 โ ร ค แ ล ะ ก า ร ป้อ ง กั น รั ก ษ าภาพที่28 ปรสิตภายนอกในกลุ่มโปรโตซัวชนิด Trichodina (เห็บระฆัง) (A1 และ A2) หรือ Epistylis (B1 และ B2) ที่เป็นสาเหตุหลักของการเกิดโรคที่เกิดจากปรสิตภายนอกในปลานิลA1 A2B1 B2
บทที่ 2 กา ร เพา ะพันธุ์และกา ร เลี้ยง - 65 - ตอนที่ 5 โ ร ค แ ล ะ ก า ร ป้อ ง กั น รั ก ษ า1.1.2 อาการ โดยโปรโตซัวกลุ่มนี้สามารถสร้างความร าคาญให้ปลานิลได้ในทุกขนาด เนื่องจากเกิดการกร่อนข อ ง ผิว ห นัง ห รือ เ นื้อ เ ยื่อ ที่ป ก ค ลุมร่างกาย ซึ่งจะพบได้ในบริเวณที่ปรสิตเหล่านี้ยึดเกา ะ ปลา จึงแสดงอ ากา รระคายเคืองว่ายน้ าโดยถูล าตัวกับข้างบ่อหรือวัตถุในน้ า ท าให้ผิวหนังเป็นแผลและถลอก ส่งผลให้เชื้อโรคชนิดอื่น เช่นเ ชื้อ แ บ ค ทีเ รีย เ ข้า สู่ร่า ง ก า ย ไ ด้ง่า ยความเสียหายที่เกิดขึ้นจะพบมากในปลาขนาดเล็ก เนื่องจากเมื่อโปรโตโซเหล่านี้เ ข้า ยึดเก า ะตาม พื้นที่ผิว โดยเ ฉ พ า ะผิวหนังครีบและเหงือกของปลา จะท าให้ปลามีบาดแผลตกเลือดและเกล็ดหลุดร่วง ถ้ามีปริมาณมาก ๆ ที่เหงือกจะท า ให้เนื้อ เยื่อเ หงือกตายและขัดขว างกา รแลกเปลี่ยนแร่ธาตุในน้ าและก๊าซต่าง ๆใน ก ร ะบ ว น ก า ร ห า ย ใ จ มีป ร ะ สิท ธิภ า พลดลง ท า ให้ปลาขนาดเล็กเครียดง ่าย กินอาหารลดลง อัตราการเจริญเติบโตต่ า และเมื่อติดเชื้อเหล่านี้นาน ๆ เข้าปลาจะเริ่มผอม หัวโต ตัวลีบ มีสีด าคล้ าว่ายน้ า เอื่อย ๆ ที่ผิวน้ าและเริ่มทยอยต า ย เ ป็น ร ะ ย ะ ๆ ถ้า มีก า ร ร ะ บ า ด ใ นอัตราที่สูง จะท าให้อัตราการตายขยับเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ถ้า เป็นปลาขนาดใหญ ่ส ่วนใหญ ่จ ะท าให้ปลาร ะคายเคืองว่ายน้ าผิดปกติเอาตัวไปถูกับวัสดุที่แข็ง อัตราการตายจะน้อยมากอย่างไรก็ตามเมื่อมีการแพร่ระบาดของปรสิตกลุ่มนี้มาก ๆ มักจะท าให้ปลาเกิดบาดแผล และท าให้เชื้อโรคชนิดต่าง ๆเช่น แบคทีเรียหรือเชื้อรา เข้า เกา ะตัวปลา และเป็นสาเหตุของการเกิดการติดเชื้อชนิดอื่นตามมาได้ (ภาพที่29)ภาพที่29 อาการของปลานิลวัยอ่อนที่ติดเชื้อปรสิตภายนอก โปรโตซัวชนิด Trichodina (เห็บระฆัง) (A) หรือ Epistylis (B) ที่เป็นสาเหตุหลักของการเกิดโรคที่เกิดจากปรสิตภายนอกในปลานิลAAB
บทที่ 2 กา ร เพา ะพันธุ์และกา ร เลี้ยง - 66 - ตอนที่ 5 โ ร ค แ ล ะ ก า ร ป้อ ง กั น รั ก ษ า1.1.3 สาเหตุโน้มน า สาเหตุโน้มน าที่ส าคัญของการเกิดโรคปรสิตเหล่านี้ในปลา คือ ปริมาณสารอินทรีย์ในน้ าและกา ร เลี้ยงปลา ในอัตร าที่หนา แน่นสูงโดยปริมาณสารอินทรีย์ที่เพิ่มสูงขึ้นจะเ ป็น แ ห ล่ง อ า ห า ร ทั้ง ท า ง ต ร ง แ ล ะท า ง อ้อม ใ ห้โป ร โตซัวเหล่านี้ใช้ในการเจริญเติบโตและเพิ่มจ านวน และยังเพิ่มปริมาณแบคทีเรียในน้ าซึ่งจะเป็นอาหารที่ส าคัญของโปรโตซัวกลุ่มนี้ได้เช่นกันดังนั้น หากมีการเลี้ยงปลา ในอัตราที่หนาแน่นสูงและมีการให้อาหารที่มากไปทั้งปริมาณและคุณภาพ ตลอดจนการจัดการคุณภาพน้ าที่ไม่มีประสิทธิภาพจ ะ ส ่ง ผ ล ท า ใ ห ้อ ัต ร า ก า ร เ กิด โ ร ค แ ล ะความรุนแรงของโรคเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว1.1.4 การป้องกันและรักษากา รป้องกัน ส าห รับการป้องกันโรคที่เกิดจากโปรโตซัวเหล่านี้ที่ดีที่สุดคือ ก า ร ค ว บ คุม คุณ ภ า พ น้ า แ ล ะสารอินทรีย์ภายในบ่อเลี้ยง โดยเฉพาะใ น ป ล า ข น า ด เ ล็ก ที่น า ม า เ ลี้ย ง ใ น บ่อซีเมนต์ก ่อนก า รล าเ ลีย งขนส ่ง ห าก มีความจ า เป็นต้องพักปลา ไว้ในอัตราที่หนาแน่นสูง ต้องควบคุมคุณภาพน้ าและปริมาณสารอินทรีย์ในน้ าให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม และควรแช่ลูกปลาด้วยสารเคมีบางชนิด เช่น ฟอร์มาลิน 25 ส่วนในล้านส่วน (25 ซีซีต่อน้ า 1 ลูกบาศก์เมตร)หรือใช้เกลือแกงในอัตรา 0.01% (0.1 กิโลกรัมต่อน้ า 1 ลูกบาศก์เมตร) แล ะให้อากาศอย่างเต็มที่และต้องระวังอย่าให้มวลน้ าเกิดการเคลื่อนที่อย่างรุนแรงซึ่งจะท าให้ปลามีอัตราการเกิดโรคที่เร็วขึ้นการรักษา ส าหรับการรักษาโรคที่เกิดจากโปรโตซัวเหล่านี้ที่ดีที่สุด เมื่อน าปลาพักในบ่อพักควรให้เกลือแกงในอัตรา 0.01% (0.1 กิโลกรัมต่อน้ า 1 ลูกบาศก์เมตร) เพื่อปอ้งกันการเกิดความเครียดเมื่อสังเกตเห็นปลาที่แสดงอาการของโรคให้พยายามน าปลาที่แสดงอาการออกจากระบบการเลี้ยงมากที่สุด และใช้ฟอร์มาลิน25 ส ่วน ในล้านส ่วน (25 ซีซีต่อน้ า 1 ลูกบาศก์เมตร) ทุก ๆ วัน ร ่วมกับการถ่ายน้ าทุก ๆ วัน วันละ 2 0 - 50% จนกว ่าอัตราการตายจ ะลดลง ระหว ่างการ ให้ฟอร์มาลิน ต้องมีการ ให้อากาศอย่างเต็มที่และหลีกเลี่ยงการให้มวลน้ าเคลื่อนที่รุนแรงมากจนเกินไป จะท าให้ประสิทธิภาพในการรักษาดีขึ้น1.2 ปลิงใส (Monogenea) 1.2.1 สาเหตุ ปลิงใสเป็นปรสิตภายนอก ที่จัดอยู่ในกลุ่มหนอนตัว แบน ชนิดที่ก่อให้เกิดโรคในปลานิลที่พบได้บ่อยครั้งที่สุดได้แก่สกุล Gyrodactylus แ ล ะ Dactylogyrus (ภาพที่30) ปรสิตกลุ่มนี้จะมีตั้งแต่ขนาดเล็กที่มองด้วยตาเปล่าไม่เห็น จนถึงขนาดใหญ่มากกว่า 3 มิลลิเมตร โดยอวัยวะที่พบปรสิตกลุ่มนี้มากที่สุดคือเหงือก เนื่องจากเป็นบริเวณที่เหมาะสม
บทที่ 2 กา ร เพา ะพันธุ์และกา ร เลี้ยง - 67 - ตอนที่ 5 โ ร ค แ ล ะ ก า ร ป้อ ง กั น รั ก ษ าแ ล ะ เ ป็น แ ห ล่ง แ ล ก เ ป ลี่ย น ข อ ง ก๊า ซออกซิเจนของปลา ซึ่งมีความส าคัญในการด ารงชีพของปรสิตเช่นกัน (Lindenstrømet al., 2004) จากนั้นจึงดูดกินเยื่อเมือกและของเหลวจากเซลล์ในตัวปลา ท าให้เกิดอันตรายต่อเนื้อเยื่อบริเวณที่เกา ะส่งผลต่อเนื่องให้จุลินทรีย์อื่น ๆ สามารถเ ข้า ไ ป ใ น ร่า ง ก า ย ท า ง บ ริเ ว ณ ที่เ กิดบาดแผลได้เช่นกัน1.2.2 อาการ โรคที่เกิดจากปลิงใสนั้นสามารถเกิดขึ้นได้กับทั้งปลาขนาดเล็กและปลาขนาดใหญ่อาการที่เกิดขึ้นจะเ ห ม ือ น ก ับ ก า ร เ ก ิด ป ร ส ิต ภ า ย น อ กโดยทั่วไปคือ จะท าให้ปลามีบาดแผล ตกเลือดแล ะเกล็ดหลุดร ่วง ปลามีการขับเมือกออกมาเป็นปริมาณมากบริเวณที่ปลิงใสเข้าเกาะ เนื่องจากปลิงใสจะเกาะและกัดกินเนื้อเยื่อหรือเยื่อเมือกบริเวณผิวหนังของปลา ถ้ามีปริมาณมาก ๆ ที่เหงือกจะขัดขวางการแลกเปลี่ยนแร่ธาตุในน้ าและก๊าซต่าง ๆ ส่งผลท าให้กระบวนการห า ย ใ จ มีป ร ะสิทธิภ า พลดล ง ปล า จ ะมีการหายใจหรือกระดูกปิดเหงือกเปิดปิดเร็วกว่าปกติ ท าให้ปลาขนาดเล็กเครียดง่าย กินอาหารลดลง อัตราการเจริญเติบโตต่ าและเมื่อติดเชื้อเหล่านี้นาน ๆ เข้า ระยะการติดเชื้อช่วงท้าย ๆ ปลาจะเริ่มผอมหัวโต ตัวลีบ มีสีด าคล้ า ว่ายน้ าเอื่อย ๆที่ผิวน้ าและเริ่มทยอยตาย เป็นระยะ ๆถ้ามีการระบาดในอัตราที่สูง จะท า ให้อัต ร า ก า ร ต า ย ข ยับ เ พิ่ม สูง ขึ้น อ ย่า งต่อเนื่อง ถ้า เป็นปลาขนาดใหญ่ส่วนใ หญ่จ ะท า ใ ห้ปลา ร ะคา ยเคืองว่ายน้ าผิดปกติเอาตัวไปถูกับวัสดุที่แข็ง อัตราการตายจะน้อยมาก อย่างไรก็ตามเมื่อมีการแพร่ระบาดของปรสิตกลุ่มนี้มาก ๆมักจ ะท า ให้ปลาเกิดบาดแผล แล ะท า ให้เชื้อโรคชนิดต่าง ๆ เช่น แบคทีเรียหรือเชื้อราเข้าเกาะตัวปลา และเป็นสาเหตุของการเกิดการติดเชื้อชนิดอื่นตามมาได้ABภาพที่30 ปลิงใสในสกุล Gyrodactylus (A) และ Dactylogyrus (B) ที่เป็นสาเหตุหลักของการเกิดโรคที่เกิดจากปรสิตภายนอกในปลานิล
บทที่ 2 กา ร เพา ะพันธุ์และกา ร เลี้ยง - 68 - ตอนที่ 5 โ ร ค แ ล ะ ก า ร ป้อ ง กั น รั ก ษ า1.2.3 สาเหตุโน้มน า สาเหตุโน้มน าที่ส าคัญของการเกิดโรคที่เกิดจากปลิงใสคือ ปริมาณสารอินทรีย์ในน้ าและการเลี้ยงปลา ในอัตราที่หนาแน่นสูง โดยปัจ จัย ทั้ง 2 นั้นจ ะท า ใ ห้ปลิง ใสเ พิ่มจ านวนขึ้นอย่างรวดเร็ว ดังนั้น หากมีการเลี้ยงปลาในอัตราที่หนาแน่นสูงและมีการให้อาหารที่มากไปทั้งปริมาณและคุณภาพ ตลอดจนการจัดการคุณภาพน้ าที่ไม่มีประสิทธิภาพ จะส่งผลท า ให้อัตราการเกิดโรคแล ะความรุนแรงของโรคเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว เช่นเดียวกับการเกิดโรคปรสิตภายนอกชนิดอื่น ๆ1.2.4 การป้องกันและรักษาการป้องกัน การป้องกันการเกิดโ ร ค ที่มีส า เ ห ตุม า จ า ก ป ลิง ใ ส นั้นสามารถท า ได้เช ่นเดียวกับการป้องกันก า ร เ กิด โ ร ค จ า ก โ ป ร โ ต ซ ัว คือ ก า รค ว บ ค ุม ค ว า ม ห น า แ น ่น แ ล ะ ป ร ิม า ณสารอินทรีย์ในน้ า รวมทั้งต้องระวังการน าปล ากลุ ่ม ใ ห ม ่เ ข้าม า ร ว มกันกับปล ากลุ่มเดิม หากจ าเป็นต้องท า ควรมีการกักบริเวณในบ่อที่แยกออกจากปลากลุ่มเดิมเพื่อดูและสังเกตอาการอย่างน้อย7 วัน เมื่อปลากลุ่มใหม่ผ่านการกักกันโรคแล้วจึงสามารถรวมปลาทั้ง 2 กลุ่มเข้าด้วยกันได้ก า ร ร ัก ษ า ก า ร รัก ษ า โ ร ค ที่มีสาเหตุมาจากปลิงใสนั้น ก็สามารถท าได้เช่นเดียวกับการรักษาโรคที่เกิดจากโปรโตซัว แต่จ ะสามารถใช้ยาฆ่าแมลงกลุ ่มออร์แกนโนฟอสเฟสขนิด Dipterex ในอัตรา 0.25 - 0.5 ส่วนในล้านส่วน (0.25 –0.5 กรัม น้ า 1 ลูกบาศก์เมตร) แช่ได้ตลอด ซึ่งการรักษาจะได้ผลในปลาที่เลี้ยงหรือพัก ใ น บ ่อ ซีเ มนต์ข น า ด ไ ม ่ใ หญ ่ม า ก นัก ส่วนปลาที่เลี้ยงในบ่อดินห รือกร ะชังโดยทั่วไปท าได้ค่อนข้างยาก
บทที่ 2 กา ร เพา ะพันธุ์และกา ร เลี้ยง - 69 - ตอนที่ 5 โ ร ค แ ล ะ ก า ร ป้อ ง กั น รั ก ษ าเร่อืงที่2 โรคที่มีสาเหตุมาจากแบคทีเร ียโรคแบคทีเรียจัดเป็น โรคที่สร้างความเสียหายมากที่สุด ส าหรับอุตสาหกรรมการเพาะเลี้ยงปลานิล เนื่องจากสามารถเกิดขึ้นได้ในทุกระยะหรือทุกขนาด และท าให้เกิดการตายและความเสียหายอย่างรุนแรงมากกว่าปรสิตภายนอก โรคชนิดที่ส าคัญที่มีสาเหตุมาจากแบคทีเรียในปลานิล ได้แก่2.1 โรคตัวด่าง (Columnaris)2.1.1 สาเหตุ โรคตัวด่างในปลานิลนั้นเกิดจากแบคทีเรีย Flavobacterium columnare (ชื่อเดิม Flexibactercolumnaris) พบในปลานิลที่เลี้ยงน้ าจืดส่วนปลานิลที่เลี้ยงน้ ากร่อยจะเป็นชนิดF. maritimus โดย F. columnare..นั้น จะสามารถก่อให้เกิดโรคได้ในสัตว์น้ าจืดเกือบทุกชนิด แบคทีเรียในกลุ่มนี้จะมีลักษณะเป็นแบคทีเรียแกรมลบ ท่อนยาว (Long rod) ย้อมติดสีแดงของ Safranin O(ภา พ ที่3 1 ) เ ชื้อ โ รค ในก ลุ่มนี้มัก จ ะก่อให้เกิดการติดเชื้อภายนอกบริเวณผิวหนังส ่วนต ่าง ๆ ของร ่างกายก ่อน แล ะจ ะสามารถพัฒนาท า ให้เกิดการติดเชื้อภายในระบบต่าง ๆ ของร่างกายได้ในภายหลังภาพที่31 ลักษณะสัณฐานของเซลล์แบคทีเรีย Flavobacterium columnareที่เป็นสาเหตุของการเกิดโรคตัวด่างในปลานิล
บทที่ 2 กา ร เพา ะพันธุ์และกา ร เลี้ยง - 70 - ตอนที่ 5 โ ร ค แ ล ะ ก า ร ป้อ ง กั น รั ก ษ า2.1.2 อาการ การเกิดโรคชนิดนี้ส่วนใหญ่จะสามารถเกิดขึ้นได้ทั้งในปลาขนาดเล็กและปลาขนาดใ หญ่ ปลาที่พบว่ามีอาการของโรคตัวด่างมักตายในเวลาอันรวดเร็ว ถ้าไม่รีบท าการรักษาให้ทันท่วงที อัตราการตายอาจสูงถึง 80 - 100 เปอร์เซ็นต์ ภายในเวลา 24 -48 ชั่วโมง โดยเฉพา ะปลาขนาดเล็กตั้งแต่ปลาใบมะขามจนถึงปลานิ้ว ที่มักเกิดขึ้นภายหลังจากการเคลื่อนย้ายหรือการขนส่ง เช่น เดียวกับปลาขนาดใหญ่ ซึ่งจะแสดงอาการภายใน 1 สัปด า ห์หลังจากการขนส่งและยังพบว่าปลาที่เลี้ยงในกระชังที่ได้รับผลกระทบมาจากส ภ า พ น้ า ห ล า ก ก็ส า ม า ร ถ เ กิด ก า รร ะ บ า ด ข อ ง โ ร ค ช นิด นี้อ ย่า ง รุน แ ร งเช่นเดียวกัน โดยปลาที่ที่ปว่ยมักแสดงอาการที่ส าคัญ คืออาการภายนอก ปลาที่ติดเชื้อจะว่ายน้ าเชื่องช้าหรือว่ายลอยเอื่อย ๆ ที่บริเวณผิวน้ า เมื่อสังเกตลักษณะภายนอกจะเห็นรอยด่างเป็นป้ืนขาว บริเวณผิวหนังตามล าตัว ครีบ โดยเฉพาะครีบหาง บางครั้งมีเกล็ดหลุดร่วง หากปลามีความแข็งแรง เชื้อโรคจะพยายามท าลายเนื้อเยื่อบริเวณผิวและพยายามท าลายลึกลงไปถึงกล้ามเนื้อจนท าให้เกิดแผลหลุมลึก (ภาพที่32) เมื่อปลาติดเชื้อกรณีที่รุนแรงจะพบรอยด่างหรือเนื้อเยื่อตายที่บริเวณเหงือกและเนื้อเยื่อบริเวณรอบปาก (ภาพที่33)อัตราการตายจ ะสูงมาก ในปลาขนาดเล็กจะพบการเกิดครีบกร่อน โดยเฉพาะครีบหางขาดลึกเข้าไปถึงล าตัว ปลาที่เกิดโรคตัวด่าง ระยะแรกรอยด่างจะเป็นสีขาวและเมื่อนานเข้าจะเปลี่ยนเป็นสีเหลืองจนถึงน้ าตาลในระยะการติดเชื้อในช่ว งท้าย ๆ ซึ่งห ากปลามีสุขภา พกลับมาแข็งแรงรอยด่างที่เกิดขึ้นจะมีสีน้ าตาลและมีตะกอนดินมาเกาะ (ภาพที่34) แ ล ะ จ ะก ล า ยเป็น ร อ ย แ ผลเป็น ใ นที่สุดอาการภาย ใน เมื่อท าการผ่าช่องท้องของปลาที่ปว่ยด้วยโรคตัวด่างจะพบว่า ตับมีสีซีด ถุงน้ าดีและม้ามบวมโตอย่างชัดเจน (ภาพที่35) ภาพที่32 ลักษณะภายนอกของปลาที่เกิดโรคตัวด่างในปลานิล
บทที่ 2 กา ร เพา ะพันธุ์และกา ร เลี้ยง - 71 - ตอนที่ 5 โ ร ค แ ล ะ ก า ร ป้อ ง กั น รั ก ษ าภาพที่33 ลักษณะภายนอกของปลาที่เกิดโรคตัวด่างที่รุนแรงในปลานิลภาพที่34 ลักษณะภายนอกของปลาที่เกิดโรคตัวด่างในปลานิล ที่เริ่มฟ้นืตัวภายหลังจากการติดเชื้อภาพที่35 ลักษณะภายในของปลาที่เกิดโรคตัวด่างในปลานิล
บทที่ 2 กา ร เพา ะพันธุ์และกา ร เลี้ยง - 72 - ตอนที่ 5 โ ร ค แ ล ะ ก า ร ป้อ ง กั น รั ก ษ า2.1.3 สาเหตุโน้มน า การเกิดโรคตัวด่างนี้มักพบในช่วงที่อากาศมีการเ ปลี่ย นแ ปล งก ะทันหัน เ ช่น ใ นช่ว งอ า ก า ศ เ ย ็น ใ น ช ่ว ง ฝ น ต ก ห น ัก แ ล ะห ล ัง จ า ก ก า ร ข น ย้า ย ป ล า ใ น ช่ว ง ที่มีอากาศร้อนจัด หรือภาวะน้ าหลากในกรณีของฟาร์มอนุบาลที่น าปลามาพักก่อนการขนส่งหรือจ าหน่าย ไม่ว่าจะเป็นปลา ใบมะขามหรือปลานิ้วจะพบความเสียหายมากกว่าปลาขนาดใหญ่ที่เลี้ยงในบ่อเลี้ยงหรือกระชัง โดยเป็นผลมาจากการเกิดภาวะความเครียด หากมีการกักขังปลาในอัตราที่หนาแน่นสูงและมีก า รคว บคุมคุณภา พ น้ า ไ ม่ดีแ ล ะมีสารอินทรีย์ปนเป้ือนในน้ าในปริมาณสูงจ ะส ่งผลให้อัตราการเกิด โรคแล ะความรุนแรงมีสูงมาก 2.1.4 การป้องกันและรักษากา รป้องกัน ส าห รับการป้องกันโรคตัวด่างที่มีสา เหตุมาจาก เชื้อ F. columnare คือ การควบคุมคุณภาพน้ า และสา รอินทรีย์ภายในบ่อ พักปลาโดยเฉพาะในปลาขนาดเล็กที่น ามาเลี้ยงใ น บ ่อ ซีเ ม น ต์ก ่อ น ก า ร ล า เ ลีย ง ข น ส ่ง ห า ก มีค ว า ม จ า เ ป็น ต ้อ ง พัก ป ล า ไ ว ้ใ นอัต ร า ที่ห น า แ น่น สูง ต้อ ง ค ว บ คุมคุณภาพน้ าและปริมาณสารอินทรีย์ในน้ าให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม และควรแช่ลูกปลาด้วย สารเคมีบางชนิด เช่น ฟอร์มาลิน 25 ส่วน ในล้านส่วน (25 ซีซีต่อน้ า 1ลูกบาศก์เมตร)หรือใช้เกลือแกงในอัตรา 0.01% (0.1 กิโลกรัมต่อน้ า 1 ลูกบาศก์เมตร) แล ะให้อากาศอย่างเต็มที่และต้องระวังอย่าให้มวลน้ าเกิดการเคลื่อนที่อย่างรุนแรงซึ่งจะท าให้ปลามีอัตราการเกิดโรคที่เร็วขึ้นใ น ก า ร ล า เ ลี ย ง ข น ส่ ง ป ล า ค ว รหลีกเลี่ยงการขนส่งในช่วงอากาศร้อนจัดระหว่างการขนส่งสามารถใช้เกลือละลายน้ าความเข้มข้นในอัตรา 0.1 - 0.5% (1 - 5 กิโลกรัมต่อน้ า 1 ลูกบาศก์เมตร) ส าหรับปลาขนาดใบมะขามถึงปลานิ้ว หรือในอัตรา0.5 - 1.0% (5 - 10 กิโลกรัมต่อน้ า 1 ลูกบาศก์เมตร) ส าหรับปลาขนาดใหญ่ ตั้งแต่ 100 กรัมเป็นต้นไป หรือก่อนจะลงปลาควรแช่ปลาในฟอร์มาลิน 100 ส่วนในล้านส่วน (100 ซีซีต่อน้ า 1 ลูกบาศก์เมตร) จะสามารถลดอัตราการเกิดโรคตัวด่า ง ห รือ โ ร ค ช นิด อื่น ๆ ไ ด้อ ย่า ง มีประสิทธิภาพ (ประพันธ์ศักดิ์, 2558) ส่วนในปลาขนาดใหญ่ที่เลี้ยงในบ่อดินจะไม่ค่อยได้รับผลกระทบจากการเกิดโรคชนิดนี้ยกเว้นกรณีที่สูบน้ าจากแหล่งน้ าภายนอกเข้าไปในบ่อเลี้ยงโดยตรง โดยไม่มีการพักหรือเตรียมน้ าให้มีคุณภาพดีก่อนส่วนปลาที่เลี้ยงในกระชังนั้น มักจะเกิดโรคในช่วงที่มีน้ าหลากครั้งแรก ๆ ที่ชาวบ้านเรียกว่า “น้ าแดง” จะโน้มน าให้เกิดโรคตัวด่างที่สามารถก่อให้เกิดการตายและความสูญเสียในปริมาณมาก ๆ เช่นกัน
บทที่ 2 กา ร เพา ะพันธุ์และกา ร เลี้ยง - 73 - ตอนที่ 5 โ ร ค แ ล ะ ก า ร ป้อ ง กั น รั ก ษ าดัง นั้น ก่อ น ที่จ ะ เ ก ิด ภ า ว ะ ด ัง ก ล ่า วเกษตรกรควรมีการแขวนเกลือในอัตรา 120 - 160 กิโลกรัมต ่อ ไร ่ หากเป็นบ่อขนาดใหญ่เน้นเฉพาะพื้นที่2 - 3 ไร่บริเวณที่ปลาขึ้นกินอาหาร (ภาพที่36) ส่วนปลาที่เลี้ยงในกระชังตามแหล่งน้ าควรแขวนเกลือในอัตรา 1 - 5 กิโลกรัมต ่อก ร ะชัง (ภาพที่37) ให้ปล า ได้รับอย่างต่อเนื่องภายหลังการเกิดภาวะดังกล่าวนอกจากนี้เพื่อเป็นการปอ้งกันการเกิดโรคตัวด่างอันเป็นผลมาจากการขนส่ง นอกเหนือจากการใช้เกลือแกงแล้ว ก่อนที่จะปล่อยปลาลงเลี้ยง ควรแช่ปลา ในฟอร์มาลิน 100 ส่วนในล้านส่วน (100 ซีซีต่อน้ า 1 ลูกบาศก์เมตร) จะสามารถลดอัตราการเกิดโรคตัวด่างหรือโรคชนิดอื่น ๆได้อย่างมีประสิทธิภาพ (ประพันธ์ศักดิ์, 2558) และควรแขวนเกลือแกงด้วยวิธีต่าง ๆ ข้างต้น จะสามารถลดความเสี่ยงในการเกิดโรคตัวด่างในภาวะการณ์ดังกล่าวได้อย่างมีประสิทธิภาพการรักษา ส าหรับการรักษาโรคตัวด่างที่ดีที่สุด คือ เมื่อน าปลาพักในบ่อพักควรให้เกลือแกงในอัตรา 0.01% (0.1 กิโลกรัมต่อน้ า 1 ลูกบาศก์เมตร) เพื่อปอ้งกันการเกิดความเครียด เมื่อสังเกตเห็นปลาที่แสดงอาการของโรค ให้พยายามน าปลาที่แสดงอาการออกจากระบบการเลี้ยงมากที่สุด และให้ด่างทับทิม 0.5 - 1.0 ส่วนในล้านส่วน (0.5 กรัมต่อน้ า 1 ลูกบาศก์เมตร)ทุก ๆ วัน ร่วมกับการถ่ายน้ าทุก ๆ วันวันล ะ 20-50% จนกว่าอัตราการตายจ ะ ล ด ล ง ร ะ ห ว ่า ง ก า ร ใ ห ้ด ่า ง ท ับ ทิม ต้อ ง มีก า ร ใ ห้อ า ก า ร อ ย่า ง เ ต็ม ที่แ ล ะหลีกเลี่ยงการให้มวลน้ าเคลื่อนที่รุนแรงมากจนเกิน ไป จ ะท า ให้ปร ะสิทธิภาพ ในการรักษาดีขึ้น นอกเหนือจากด่างทับทิมแ ล้ว ยัง ส า ม า ร ถ ใ ช้เ ก ลือ แ ก ง ใ น อัต ร า 0.1 - 0.5% (1 - 5 กิโลกรัมต่อน้ า 1ลูกบาศก์เมตร) ร่วมกับการถ่ายน้ าทุกๆ วัน วันละ 20 - 50% จนกว่าอัตราการตายจะลดลงในปลาขนาดใหญ่ที่เลี้ยงในบ่อหรือกระชัง การรักษาโรคตัวต่างท าได้ค่อนข้างยาก เนื่องจากสภาพการเลี้ยงไม่เหมาะสมต่อการใช้ยาและสารเคมี นอกเหนือจากการให้เกลือและน าปลาที่ปว่ยหรือแสดงอาการออกไปฝังหรือเผาท าลาย เพื่อป้องกันการเกิดโรคติดเชื้อชนิดอื่นแทรกซ้อน เกษตรกรสามารถให้ยาปฏิชีวนะ เอ็นโรฟล็อกซาซิน (Enrofloxacin) ผสมในอาหารในอัตรา 3 - 5กรัมต่ออาหาร 1 กิโลกรัม ติดต่อกันเป็นเวลา 5 - 7 วันแล้วจึงหยุด โดยเมื่อพบอาการป ่วยของปลาให้งดอาหาร 2 - 3 วัน ก่อนก า ร ใ ห้ ย า แ ล ะค ว รมี ร ะย ะ ห ยุด ย า (Withdrawal period) อย่างน้อย 14 - 21 วัน ก่อนจับผลผลิต เพื่อความปลอดภัยของผู้บริโภค นอกจากนี้ควรให้ปลาได้รับอากาศอย่างเพียงพอ โดยการใช้เครื่องให้อากาศแบบต่าง ๆ จะท าให้ประสิทธิภาพในการรักษาโรคมีสูงขึ้น
บทที่ 2 กา ร เพา ะพันธุ์และกา ร เลี้ยง - 74 - ตอนที่ 5 โ ร ค แ ล ะ ก า ร ป้อ ง กั น รั ก ษ าภาพที่36 รูปแบบของการให้เกลือเพื่อการป้องกันโรคในปลานิลในบ่อดินภาพที่37 รูปแบบของการให้เกลือเพื่อการปอ้งกันโรคในปลานิลในการเลี้ยงปลาในกระชัง
บทที่ 2 กา ร เพา ะพันธุ์และกา ร เลี้ยง - 75 - ตอนที่ 5 โ ร ค แ ล ะ ก า ร ป้อ ง กั น รั ก ษ า2 .2 โรคท้องบวมน้ าหรือตกเลือดตามล าตัว2.2.1 สาเหตุ โรคชนิดนี้ส่วนใหญ่เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียในกลุ่มAeromonas spp. ซึ่งได้แก่ Aeromonashydrophila, A. carviae, A. veroniiและ A. sorbia เป็นต้น แบคทีเรียเหล่านี้ก่อให้เกิดโรคที่เรียกว่า “Motile aeromonasdisease หรือ Aeromonad septicemia” เชื้อแบคทีเรียในกลุ่ม Aeromonas นี้เป็นแบคทีเรียแกรมลบ รูปร่างเป็นแท่งสั้นตรงหรือท่อนสั้น (Short rod ) …. เคลื่อนที่ได้โดยใช้ Flagella (ภาพที่38)เจริญได้ทั้งในสภาพมีและไม่มีออกซิเจนโดยทั่วไปด ารงชีวิตอยู่ในน้ าเป็นปกติอยู่แล้ว (Water-borne organisms)ทั้งในน้ าและตัวสัตว์น้ า แต่เมื่อตัวสัตว์น้ า เ กิด ค ว า ม อ่อ น แ อ ห รือ ภูมิคุ้ม กันป ร ะสิทธิภ าพต่ าลง อันเป็นผลม าจ ากการเกิดสภาว ะเครียด จ ะส ่งผล ให้เกิดโรคติดเชื้อแบบฉวยโอกาส (Opportunisticinfection) ตามมา ได้แบคทีเรียนี้จะท าให้การติดเชื้อในระบบภายในร่างกายและแพร่ไปยังส่วนต่าง ๆ ของร่างกายโ ด ย อ า ศ ัย ก ร ะ แ ส เ ล ือ ด ( Systemic infection) โดยที่เชื้อจะเข้าสู่ปลาทางป า ก ท า ง ผิว ห นัง ห รือ เ ห งือ ก ที่เ กิดบาดแผล ในสภาพปกติเชื้อจะไม่ท าให้เกิดโรคโดยเชื้อในกลุ่มนี้สามารถก่อให้เกิดโรคได้ในสัตว์น้ าหลายชนิดและในทุกระยะหรือทุกขนาด แต่จะท าให้เกิดความสียหายมากกับปลาตั้งแต่ 100 กรัม เป็นต้นไปภาพที่38 ลักษณะสัณฐานของเซลล์แบคทีเรียในสกุล Aeromonas ที่เป็นสาเหตุของการเกิดโรคท้องบวมน้ าหรือตกเลือดตามล าตัวในปลานิล2.2.2 อาการ แบคทีเรียในกลุ่มนี้สามารถก่อให้เกิดโรคได้ในสัตว์น้ าจืดแทบทุกชนิด ซึ่งก่อให้เกิดอาการของโรคที่ส าคัญดังนี้คือ ปลาจะมีบาดแผลตามล าตัว ครีบก ร ่อน ตกเลือดห รือมีแผลตามล าตัว ท้องบวม เมื่อผ่าช่องท้องจะพบว่ามีเลือดปนน้ าเหลืองในช่องท้อง ตับ ไตและม้ามโตผิดปกติ เป็นต้น
บทที่ 2 กา ร เพา ะพันธุ์และกา ร เลี้ยง - 76 - ตอนที่ 5 โ ร ค แ ล ะ ก า ร ป้อ ง กั น รั ก ษ า(ภาพที่39) ปลาที่ปว่ยส่วนใหญ่จะว่ายน้ าเอื่อย ๆ ที่บริเวณผิวน้ า ซุกตัวเองบ ริเ วณ ข อบบ ่อ ห รือท ้า ยบ ่อ ห รือ ข อบกระชัง อัตราการตายจะทยอยเพิ่มสูงขึ้นตั้งแต่ 1 - 5% และสามารถเพิ่มสูงขึ้นถึง50 - 60% ได้ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความรุนแรงของการแปรปรวนของสภาพแวดล้อมและคุณภาพน้ าโดยเฉพาะปริมาณออกซิเจนที่ละลายในน้ าและค่าความเป็นกรด-ด่าง (pH) ของน้ ามีการเปลี่ยนแปลงในช่วงกว้าง ความรุน แ ร ง ข อ ง โ ร ค มัก ขึ้น อ ยู่กับ ก า รเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อมเป็นหลักหรือคุณภาพน้ าในบ่อหรือแหล่งน้ าตามธรรมชาติซึ่งเมื่อปลาเกิดความเครียดแ ล ้ว ม ัก จ ะท า ใ ห ้ร ะบ บภูมิคุ ้มก ัน ใน ก า รปอ้งกันตัวจากเชื้อโรคชนิดต่าง ๆ ด้อยประสิทธิภาพลง ส่งผลท าให้เชื้อโรคที่อยู่รายล้อมตัวปลาหรืออยู่ในตัวปลาที่ปกติด ารงชีวิตเป็นเชื้อประจ าถิ่น (Normal flora) ถูกกร ะตุ้นให้มีความสามารถ ในการสร้างสารพิษออกมาท าลายตัวปลาที่เป็นเจ้าบ้าน (Host) ปกติ และท าให้เกิดโรคที่รุนแรงตามมาได้แบบฉวยโอกาส2.2.4 การป้องกันรักษาการป้องกัน การปอ้งกันการเกิดโรคที่เกิดจากเชื้อในกลุ่ม Aeromonas spp. นั้นต้องมีการควบคุมสภาพแวดล้อม โดยเฉพาะคุณภาพน้ าและควบคุมอัตราการกินอาหารให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม โดยเฉพาะช่วงรอยต่อของฤดูกาลที่พบว่าสภาพอากาศจะมีความแปรปรวนสูง ซึ่งจะส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงของคุณภาพน้ าและพฤติกรรมการกินอาหารของปลา ซึ่งจะเป็นส่วนโน้มน าท าให้ปลาเกิดภาวะความเครียด อ่อนแอ ยอมรับเชื้อโรคได้ง่าย จนโน้มน าท าให้เกิดโรคในที่สุด โดยจะพบว่าเมื่อเข้าสู่ช่วงรอยต่อของฤดูกาล ที่พบว่าเป็น “ช่วงวิกฤติของการเกิดโรค” เช่น อากาศร้อนติดต่อกัน ภาพที่39 ลักษณะปลานิลที่เป็นโรคท้องบวมน้ าและตกเลือดตามที่เกิดจากเชื้อในสกุลAeromonas ในปลานิล2.2.3 สาเหต ุโน้มน า การเกิดโรคชนิดนี้มักจะเกิดขึ้นในช่ว งที่ปลา เกิดความเครียด ซึ่งสามารถเกิดขึ้นได้ตลอดทั้งปีโดยเฉพาะช่วงรอยต่อระหว่างฤดูกาล เช ่น ร้อนต ่อกับฝน หรือปลายฤดูฝนต้นฤดูหนาว โดยจะมีคุณภาพน้ าบางชนิด
บทที่ 2 กา ร เพา ะพันธุ์และกา ร เลี้ยง - 77 - ตอนที่ 5 โ ร ค แ ล ะ ก า ร ป้อ ง กั น รั ก ษ าฝนตกหรือฟา้ครึ้มติดต่อกัน ร้อนแล้วมีฝนตกติดต่อกัน สภาพน้ าหลาก อากาศเปลี่ยนแปลงฉับพลันหรืออุณหภูมิของน้ าต่ า ล งน ้อ ย ก ว ่า 2 5 อ ง ศ า เ ซ ล เ ซ ีย ส เกษตรกรควรเพิ่มการจัดการคุณภาพน้ าการให้อาหารและการจัดการสุขภาพปลา ควบคู่กันดังนี้1) ให้อากาศในน้ าให้ปลาได้รับอากาศอย่างพอเพียง ซึ่งโดยทั่วไปควรมีค่ามากกว่า 3 มิลลิกรัมต่อลิตร โดยเฉพาะช่วงปลาขนาดใหญ่ ในช่วงฤดูฝนหรือช่วงฝนตกหรือฟา้ครึ้มติดต่อกัน ที่พบว่ามีอัตราการเกิดโรคบ่อยครั้ง2) แขวนเกลือแกงให้ปลาได้รับอย่างต่อเนื่อง ด้วยวิธีการที่อธิบายมาแล้วข้างต้นซึ่งขึ้นอยู่กับวิธีการเลี้ยง3) ผสมวิตามิน ซี ในอาหารในอัตรา 3 - 5 กรัมต่ออาหาร 1 กิโลกรัม ให้ปลากินติดต่อกัน 3 - 5 วัน ก่อนที่จะเข้าสู่ช่วงวิกฤตของการเกิดโรค4) ในช่วงฤดูฝน กรณีที่เลี้ยงปลาในบ่อดิน ควรมีการ ให้วัสดุปูน ในอัตรา 30 - 50 กิโลกรัมต่อไร่ โดยหากน้ ามีสีเขียวหรือน้ าตาลเข้มอยู่แล้วให้ใช้ปูนมาร์ล(CaCO3) หรือหากน้ ามีสีน้ าอ่อน เช่น เขียวอ่อน น้ าตาลอ่อน ให้ใช้ปูนโดโ ล ไม ท์ [CaMg(CO3)2] โดยผสมน้ าแล้วทิ้งไว้อย่างน้อย 30 นาทีแล้วน าไปสาดให้ทั่วบ่อในช่วงเวลา 20.00 - 21.00 น. โดยท าวันเว้นวันติดต่อกัน 2 - 3 ครั้ง เพื่อรักษาระดับความเป็นด่าง (Alkalinity)ซึ่งจะเป็นคุณภาพน้ าที่ส าคัญในการควบคุมคุณภาพน้ าทางด้านเคมีชีวภาพและกายภาพของน้ า ให้เหมะสมในช่วงที่มีการแปรปรวนของสภาพอากาศ5) เมื่อเกิดภาวะวิกฤติเกิดขึ้น ให้เ ก ษ ต ร ก ร ค ว บ คุ ม ก า ร ใ ห้ อ า ห า ร ใ ห้ ดี โดยเฉพ า ะช่ วงวิกฤติของกา รเกิด โ รค โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงที่มีอุณหภูมิสูงมากกว่า 32 องศาเซลเซียส เกษตรกรควรควบคุมปริมาณอาหารที่ให้โดยการงดหรือลดปริมาณการให้อาหารลงการรักษา1) เมื่อปลาเกิดโรคท้องบวมหรือแผลตกเลือดอันเป็นผลมาจากเชื้อในกลุ่มAeromonas spp. แล้ว เกษตรกรควรงดอาหารทันที หากพบปลาป ่วยเป็นโรคให้พยายามน าปลาที่ปว่ยออกจากระบบการเลี้ยงแล้วน าไปฝงัหรือเผาท าลายให้มากที่สุดเพื่อเป็นการปอ้งกันและหยุดการแพร่ระบาดของโรคในระบบการเลี้ยง2) งดอาหาร 2 - 3 วันแล้ว ผสมยาปฏิชีวนะ เอ็นโรฟล็อกซาซิน (Enrofloxacin)ในอาหารในอัตรา 3 - 5 กรัมต่ออาหาร 1 กิโลกรัม ให้ปลากิน ติดต่อกันเป็นเวลา 5 - 7 วันแล้วจึงหยุด ระหว่างนี้พิจารณามาตรการในการจัดการตามข้อเสนอแนะในการป้องกันโรคข้างต้น และควรมีระยะหยุดยา(Withdrawal period) อย่างน้อย 14-21 วัน ก่อนจับผลผลิต เพื่อความปลอดภัยของผู้บริโภค
บทที่ 2 กา ร เพา ะพันธุ์และกา ร เลี้ยง - 78 - ตอนที่ 5 โ ร ค แ ล ะ ก า ร ป้อ ง กั น รั ก ษ า2 . 3 โ ร ค ส เ ต ร ป โ ต ค อ ค โ ค ซี ส(Streptococcosis) 2.3.1 สาเหตุ โรคชนิดนี้เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย Streptococcus spp. มีการแพร่กระจายอย่างกว้างขวางทั่วโลกใ น ป ล า ห ล า ย ช นิ ด ไ ด้ แ ก่ ป ล า เ ท ร า ท์(Oncorrhynchus mykiss) ปลาคาร์พ (Cyprinus carpio) และปลานิลลูกผสม (O. aureus x O. niloticus) โดยเฉพาะในระบบการเลี้ยงปลาแบบหนาแน่น ซึ่งโรคนี้ท าให้เกิดความสูญเสียต่ออุตสาหกรรมการเพาะเลี้ยงปลาของโลกคิดเป็นมูลค่าไม่ต่ ากว่า 150 ล้านดอลล่าสหรัฐอเมริกาต่อปี เชื้อที่ก่อให้เกิดโรค Streptococcosis ในปลานั้น มีอยู่หลายชนิด นอกเหนือจากแบคทีเรียในสกุล Streptococcus โดยสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 กลุ่มด้วยกัน กลุ่มแรกคือ Cool-water streptococcosisคือเชื้อที่ก่อโรคในสภาวะที่น้ ามีอุณหภูมิต่ ากว่า 15 องศาเซลเซียส ได้แก่เชื้อแบคทีเรียLactococcus piscium, Vagococcussalmoninarum และ Carnobacteriumpiscicola กลุ่มที่สองคือ Warm-water streptococcosis คือเชื้อที่ก่อโรคในสภาวะที่น้ ามีอุณหภูมิสูงกว่า 15 องศาเซลเซียส ซึ่งได้แก่เชื้อแบคทีเรีย Lactococcus garvieae, Streptococcus parauberis,Streptococcus iniae และ Streptococcusagalactiae (วิศณุ และคณะ, 2550)โดยโรคสเตรปโตคอคโคซีสในประเทศไทยนั้น ส่วนใหญ่มีสา เหตุมาจากเชื้อStreptococcus agalactiae การแพร่ระบาดของโรคที่ติดเชื้อสเตรปโตค อ ค โ คซีสในประเทศไทย พบทั้งกา รเลี้ยงปลานิลในบ่อดินและในกระชังทางภาคต ะวันออกเฉียงเหนือ (นิลุบล แล ะคณะ, 2545) และเช่นเดียวกับ Areechonet al. (2005) ได้รายงานการแพร่ระบาดของโรคชนิดนี้ในการเลี้ยงปลานิลแถบภาคกลาง รวมทั้งในเขตพื้นที่ภาคใต้ด้วย(นเรศ และคณะ, 2548)เ ชื้อ แ บ ค ทีเ รีย Streptococcusagalactiae ร วมทั้งเ ชื้อ ในสกุลนี้เป็นแบคทีเรียแกรมบวก รูปร่างกลมขนาดประมาณ 1 - 2 ไมโครเมตร อาจจะอยู่เป็นเซลล์เดี่ยว ๆ อยู่เป็นคู่หรืออยู่เป็นสายยาวย้อมติดสีม่วงน้ าเงินของ Crystal violet(ภาพที่ 40) เชื้อ S. agalactiae ที่ก่อให้เกิดโรคในปลาส่วนใหญ่ มีความสามารถในการท าให้เม็ดเลือดแดงแตก โดยสามารถแบ่งออกเป็น 3 แบบ ได้แก่ การท าให้เม็ดเ ลื อ ด แ ด ง แ ต ก อ ย่ า ง ส ม บู ร ณ์ ( ẞhaemolytic) (ภาพที่ 41) การท าให้เม็ดเลือดแดงแตกได้บางส่วน (a-haemolytic)และชนิดที่ไม่สามารถท าให้เม็ดเลือดแดงแตกได้ (g-haemolytic หรือ Non-haemolytic)ซึ่งสามารถก่อให้เกิดโรคทั้งแบบเรื้อรังและเฉียบพลันโดยท าให้เกิดการอักเสบและเกิดบาดแผลตามอวั ยวะต่ าง ๆ ของร่ างกาย (Inflammatory และ granulomatous lesions)
บทที่ 2 กา ร เพา ะพันธุ์และกา ร เลี้ยง - 79 - ตอนที่ 5 โ ร ค แ ล ะ ก า ร ป้อ ง กั น รั ก ษ าจากปลาที่ปว่ย โดยทั่วไปการเกิดโรคโรคสเตรปโตคอคโคซีส จะมีอยู่ 2 ลักษณะคือก า ร เ กิ ด โ ร ค แ บ บ เ ฉี ย บ พ ลั น ( Acute infection) ซึ่งการเกิดโรคประเภทนี้จะสามารถท าให้เกิดอัตราการตายที่สูงถึง 40-60% ภายใน 1 สัปดาห์ แล ะการเกิดโรคแบบเรื้อรัง (Chronic infection) ซึ่งจะมีอัตราการตายที่ต่ า โดยปลาจะแสดงอาการของโรคและมีอัตราการตายออกมาให้เห็นอย่างช้า ๆ และต่ ากว่า 5% ของจ านวนปลาทั้งหมด ซึ่งลักษณะอาการของโรคจะแตกต่างกันไปตามชนิดของปลา ซึ่งสามารถแบ่งออกเป็น 2 ส่วนคืออ า ก า ร ภ า ย น อ ก ปลาที่ปว่ยจะมีลักษณะร่วมที่เห็นได้ชัดเจนคือจะว่ายน้ าเชื่องช้า สีตัวเข้มขึ้น ตาโปนตกเลือดหรือขาวขุ ่น (ภาพที่42) มีการตกเลือดบนแผ่นปิดเหงือกและที่ฐานครีบ พบบาดแผลตามล าตัว แต่ในปลาบางชนิดที่มีความไวต่อเชื้อมาก โดยเฉพาะเมื่อปลาที่ติดเชื้อแล้วตาย แทบจะไม ่พบอาการภายนอกให้เห็น จะมีเพียงบาดแผลที่เกิดขึ้นเพียงเล็กน้อยเท่านั้น (ภาพที่43) ซึ่งส่วนใหญ่จะกลายเป็นแผลเปิดมีขอบนูนและมีสีเข้มรอบ ๆ มักพบบริเวณส ่วนบนของล าตัว แผ่นปิดเหงือก รอบปากหรือบริเวณช ่องขับถ่ายของเสีย ปลาที่ติดเชื้อแบคทีเรียStreptococcus นี้ในระยะเริ่มแรกจะมีอาการตาโปน และมีเลือดคั่งหรือตกเลือดใ น ต า บ ร ิเ ว ณ Retina ซึ่ง จ ะ ลุก ล า มจนกระทั่งเป็นแผลเปิดที่กระจกตาในที่สุดภาพที่40 ลักษณะสัณฐานของเซลล์แบคทีเรีย Streptococcus agalactiae ที่เป็นสาเหตุของการเกิดโรคสเตรปโตคอคโคซีสในปลานิลภาพที่41 ความสามารถในการท าให้เม็ดเลือดแดงแตกอย่างสมบูรณ์ (ẞ-haemolysis) ของแบคทีเรียStreptococcus agalactiae ที่เป็นสาเหตุของการเกิดโรคสเตรปโตคอคโคซีสในปลานิล2.3.2 อาการ เชื้อ S. agalactiae ...นี้สามารถก่อให้เกิดโรคในปลานิลทุกขนาดโดยเฉพาะปลาขนาดตั้งแต่ 100-300 กรัมเป็นต้นไป จะมีความไวในการรับเชื้อและมีความเสียหายจากการตายที่รุนแรงมากกว่า เมื่อเทียบกับปลาขนาดอื่น ๆ(ประพันธ์ศักดิ์, 2558) การแพร่กระจายของเชื้อเข้าสู่ตัวปลาสามารถเกิดขึ้น โดยการสัมผัสโดยตรงหรือสัมผัสกับของเสีย
บทที่ 2 กา ร เพา ะพันธุ์และกา ร เลี้ยง - 80 - ตอนที่ 5 โ ร ค แ ล ะ ก า ร ป้อ ง กั น รั ก ษ า(ภาพที่44) และอาจพบเลือดคั่งในเส้นเ ล ือ ด บ ร ิเ วณ เ ห ง ือ ก แ ล ะ จ ะ พ บ เ ซ ล ล์ Macrophage รวมตัวกันอยู่ในบริเวณนี้เป็นจ านวนมาก ในกรณีที่เกิดโรคแบบเรื้อรัง ที่บริเวณใต้คางจะมีตุ่มสีแดงหรือบริเวณคอดหางจะมีตุ่มฝีบวม ถ้ากดจะนิ่มเหลว เมื่อใช้มีดกรีดลงไปจะมีหนองสีเหลืองขาวขุ่นทะลักออกมา อาการบวมจะพบได้ทั่วไปตามล าตัว และเมื่อผ่าดูจะพบหนองภายในกล้ามเนื้อ (ภาพที่45) โดยลักษณะอาการดังกล่าวจะพบมากในปลาขนาดตลาดหรือใกล้ระยะที่ก าลังจะจับขายภาพที่42 ลักษณะภายนอกของปลานิลที่เป็นโรคสเตรปโตคอคโคซีส ซึ่งเกิดจากเชื้อS. agalactiae ในปลานิลภาพที่43 ลักษณะภายนอกของปลานิลที่เป็นโรคสเตรปโตคอคโคซีสชนิดรุนแรง (เฉียบพลัน) ซึ่งเกิด จากเชื้อ S. agalactiae ในปลานิลภาพที่44 ลักษณะภายนอกที่เรียกว่า “อาการตาโปน” ของปลานิลที่เป็นโรคสเตรปโตคอคโคซีส ซึ่งเกิดจากเชื้อ S. agalactiae ในปลานิล
บทที่ 2 กา ร เพา ะพันธุ์และกา ร เลี้ยง - 81 - ตอนที่ 5 โ ร ค แ ล ะ ก า ร ป้อ ง กั น รั ก ษ า2.3.3 สาเหต ุโน้มน า การเกิดโรคแบคทีเรียชนิดนี้มักจะเกิดขึ้นในช่วงที่ปลาเกิดความเครียด โดยเฉพา ะอย่างยิ่งในช่วงต้นฤดูร้อนจนถึงฤดูฝน โดยเฉพาะช่วงที่อากาศร้อนติดต่อกันจนส่งผลให้อุณหภูมิสูงขึ้นมากกว่า 30 องศาเซลเซียสโดยเฉพาะระดับ 32 - 33 องศาเซลเซียสและอัตราการเกิดโรคจะรุนแรงมากยิ่งขึ้นถ้าปลาอยู่ในสภาพที่อยู่กันอย่างหนาแน่นและปริมาณออกซิเจนที่ละลายในน้ าอยู่ในระดับที่ต่ า (Sublethal) ตั้งแต่ 1.5 - 2 มิลลิกรัมต่อลิตร ความรุนแรงของโรคมักขึ้นอยู่กับการเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อมเป็นหลักหรือคุณภาพน้ าในบ่อหรือแหล่งน้ าตามธรรมชาติซึ่งในอดีตจะพบการเกิดโรคในช่วงต้นเดือนมีนาคมหรือในปีที่อุณหภูมิอากาศสูงเร็วหรือการเปลี่ยนเข้าสู่ฤดูร้อนเร็วกว่าปกติและอัตราการเกิดโรคจะสูงขึ้นสูงสุดในช่วงกลางเดือนเมษายนอาการภายใน เมื่อท าการผ่าช่องท้องแล้วสังเกตจะพบว่ามีการตายของเซลล์และเนื้อเยื่อในล าไส้และมีเลือดคั่ง เยื่อบุชั้นMucosa หลุดออกมาอยู่ภายในช่องว่าง อวัยวะภายในที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดคือม้ามแล ะตับ รองลงมาคือหัว ใจ แล ะ ไต บริเวณตับของปลาที่ปว่ยอาจพบการตายของเซลล์เกิดขึ้น ม้ามโตและมีสีซีด ส าหรับปลานิลซึ่งเป็นปลาที่มีความไวต่อโรคนี้จะมีอาการภายนอกที่สังเกตเห็นได้ชัดเจนคือตาโปน ท้องบวมน้ า ซึ่งภายในมีของเหลวรอบช่องขับถ่ายของเสียอักเสบและบวมแดง (ภาพที่46) (ประพันธ์ศักดิ์, 2558) ภาพที่46 ลักษณะภายในของปลานิลที่เป็นโรคสเตรปโตคอคโคซีส ซึ่งเกิดจากเชื้อS. agalactiae ในปลานิลภาพที่45 ลักษณะภายนอกของการเกิดตุ่มฝีของปลานิลที่เป็นโรคสเตรปโตคอคโคซีส ชนิดเรื้อรังซึ่งเกิดจากเชื้อ S. agalactiae ในปลานิล
บทที่ 2 กา ร เพา ะพันธุ์และกา ร เลี้ยง - 82 - ตอนที่ 5 โ ร ค แ ล ะ ก า ร ป้อ ง กั น รั ก ษ าอย่างไรก็ตามในปัจจุบันกลับพบว่าช่วงร อ ย ต่ อ ร ะ ห ว่ า ง เ ดื อ น พ ฤ ษ ภ า ค ม แ ล ะมิถุนายน กลับเป็นช่วงที่มีการะบาดของโรคสูงสุด เนื่องจากช่วงดังกล่าวนอกเหนือจากอุณหภูมิน้ าและอากาศจะเพิ่มสูงขึ้นแล้ว ยังพบว่าปลายังพฤติกรรมในการกินอาหารเพิ่มสูงขึ้น เกษตรกรมีการให้อาหารปลามากขึ้นกว่าปกติประกอบกับช่วงดังกล่าวจะมีปรากฏการณ์ฝนตกหรือฝนตกฟา้ครึ้มติดต่อกัน ซึ่งเมื่อปลาอยู่ในสภาวะการเกิดความเครียดดังกล่าวแล้ว มักจะท าให้ระบบภูมิคุ้มกันในการปอ้งกันตัวจากเชื้อโรคชนิดต่าง ๆ ด้อยประสิทธิภาพลง ท าให้ปลาอ่อนแอ ไวต่อการรับเชื้อและสามารถโน้มน าท าให้เกิดการติดเชื้อ S. agalactaie ...แพร่กระจายออกไปติดต่อกับปลาตัวอื่น ๆในระบบการเลี้ยงอย่างรวดเร็ว อีกทั้งยังพบว่าเชื้อ S. agalactaie นั้นจะสามารถเจริญเติบโตหรือเพิ่มจ านวนในสภาพดังกล่าวได้อย่างดีทั้งยังมีความแข็งแรงและสามารถสร้างสารพิษและมีความรุนแรง (Virulence) ในการก่อโรคเพิ่มสูงขึ้นมากท าให้การเกิดโรคในช่วงดังกล่าวทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้นอย่างชัดเจน2.3.4 การป้องกันรักษาก า รป้องกัน การเกิด โรคสเตรปโต ค อ ค โ คซีสนั้นจะมีความสัมพันธ์กันอย่างใกล้ชิดกับการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิข อ ง น้ า แ ล ะ ก า ร เ ป ลี่ย น แ ป ล ง ข อ งสภาพแวดล้อม เกษตรกรควรเพิ่มการจัดการคุณภาพน้ า การให้อาหารและการจัดการสุขภาพปลา ควบคู่กันดังนี้1 ) ใ ห้อากาศในน้ า ใ ห้ปลา ได้รับอากาศอย่างพอเพียง ซึ่งโดยทั่วไปควรม ีค ่า ม า ก ก ว ่า 3 ม ิล ล ิก ร ัม ต ่อ ล ิต ร โดยเฉพาะช่วงปลาขนาดใหญ่ ในช่วงที่อุณหภูมิน้ าและอากาศเพิ่มสูงขึ้นเกินกว่า32 องศาสเซลเซียส หรือช ่วงรอยต ่อระหว่างปลายฤดูร้อนและต้นฤดูฝน ที่พบว่านอกเหนือจากอุณหภูมิของน้ าที่เพิ่มสูงขึ้นแล้ว ยังพบว่ามีภาวะฝนตกหรือฟาครึ้มติดต่อกัน เข้ามาร่วมด้วย ยิ่งท าให้การเกิดโรคมีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น2) แ ข ว นเก ลือ แกง ให้ปล า ได้รับอย่างต่อ เนื่อง ด้วยวิธีกา รที่อ ธิบายมาแล้วข้างต้น ซึ่งขึ้นอยู่กับวิธีการเลี้ยง3) ผสมวิตามินซี ในอาหารในอัตรา 3 - 5 กรัมต่ออาหาร 1 กิโลกรัม ให้ปลากินติดต่อกัน 3 - 5 วัน ก่อนที่จะเข้าสู่ช่วงวิกฤตของการเกิดโรค
บทที่ 2 กา ร เพา ะพันธุ์และกา ร เลี้ยง - 83 - ตอนที่ 5 โ ร ค แ ล ะ ก า ร ป้อ ง กั น รั ก ษ า4) ในช่ วงต้นห รือร ะหว่ างฤดูฝน กรณีที่เลี้ยงปลาในบ่อดิน ควรมีการให้วัสดุปูนในอัตรา 30 - 50 กิโลกรัมต่อไร่ โดยหากน้ ามีสีเขียวหรือน้ าตาลเข้มอยู่แล้วให้ใช้ปูนมาร์ล (CaCO3) หรือหากน้ ามีสีน้ าอ่อนเช่น เขียวอ่อน น้ าตาลอ่อน ให้ใช้ปูนโดโลไมท์ [CaMg(CO3)2] โดยผสมน้ าแล้วทิ้งไว้อย่างน้อย 30 นาที แล้วน าไปสาดให้ทั่วบ่อในช่วงเวลา 20.00 - 21.00 น. โดยท าวันเว้นวันติดต่อกัน 2 - 3 ครั้งเพื่อรักษาระดับความเป็นด่าง (Alkalinity) ซึ่งจะเป็นคุณภาพน้ าที่ส าคัญในการควบคุมคุณภาพน้ าทางด้านเคมีชีวภาพและกายภาพของน้ า ให้เหมะสมในช่วงที่มีการแปรปรวนของสภาพอากาศ5) เมื่อเกิดภาวะวิกฤติเกิดขึ้นในช่วงของการเกิดโรค ให้เกษตรกรควบคุมการให้อาหารให้ดี โดยเฉพาะช่วงวิกฤติของการเกิดโรค โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงที่มีอุณหภูมิสูงมากกว่า 32 องศาเซลเซียส เกษตรกรควรควบคุมปริมาณอาหารที่ให้โดยการงดหรือลดปริมาณการให้อาหารลงการรักษา1) เมื่อปลาเกิดโรคโรคสเตรปโตคอคโคซีสแล้ว เกษตรกรควรงดอาหารท ัน ท ี ห า ก พ บ ป ล า ป ่ว ย เ ป ็น โ ร ค ใ ห้พยายามน าปลาที่ปว่ยออกจากระบบการเลี้ยงแล้วน าไปฝังหรือเผาท าลายให้มากที่สุด เพื่อเป็นการป้องกันและหยุดการแพร่ระบาดของโรคในระบบการเลี้ยง2) งดอาหาร 2 - 3 วัน แล้วผสมยาปฏิชีวนะ อะม็อกซีซิลลิน (Amoxicillin)ในอาหารในอัตรา 3 - 5 กรัมต่ออาหาร1 กิโลก รัม ใ ห้ปล ากิน ติดต ่อกันเป็นเวลา 5 - 7 วันแล้วจึงหยุด ระหว่างนี้พิจ ารณามาต รก าร ในกา รจัดกา รต ามข้อเสนอแน ะ ในการป้องกัน โรคข้างต้น แล ะค ว รมีร ะย ะ ห ย ุด ย า (Withdrawal period) อย่างน้อย 14 - 21 วัน ก่อนจับผลผลิต เพื่อความปลอดภัยของผู้บริโภค
บทที่ 2 กา ร เพา ะพันธุ์และกา ร เลี้ยง - 84 - ตอนที่ 5 โ ร ค แ ล ะ ก า ร ป้อ ง กั น รั ก ษ า2 . 4 โ ร ค ฟ ร า น ซี ส เ ซ ล โ ล ซี ส(Franciscellosis)2.4.1 สาเหตุ โรคฟรานซีสเซลโลซีสเกิดจากเชื้อ Franciscella spp. หลายชนิดสามารถเกิดในปลาทั้งในการเลี้ยงและธรรมชาติ โดยมีทั้งที่เป็นแบบเรื้อรัง(Chronic infection) และเฉียบพลัน (Acute infection) ยังพบว่าสามารถท าให้เกิดโรคได้อย่างกว้างขวางในสัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ านม สัตว์ปีก สัตว์สะเทิ้นน้ าสะเทิ้นบก กุ้ง ปูรวมทั้งแมลงอีกหลายชนิด โดยอาศัยในดินและน้ าเป็นหลัก Muller et al.(2007) ซึ่ง เ มื่อ ไ ม่น า น ม า นี้จ า ก ผ ลการศึกษาของ Soto et al. (2009) ได้รายงานว่า มีการเกิดโรค Franciscellosisในปลานิลที่เลี้ยงเช่นเดียวกัน โดยพบว่าการเกิดโรคมีทั้งที่เป็นแบบเรื้อรังและเฉียบพลัน และน าปลาที่ปว่ยไปตรวจวินิจฉัยด้วยเทคนิคทางจุลชีววิทยาสามารถพบแบคทีเรียที่มีรูปร่างเป็น Cocco-bacilluiกระจายอยู่ทั่วไปและได้รับกา รยืนยันแ ล ะ ต ร ว จ ส อ บ ด้ ว ย เ ท ค นิ ค ท า ง อ ณู ชีววิทยาพบว่ามีความคล้ายคลึงกับเชื้อFranciscella tularensis ที่พบว่าเป็นสาเหตุของการเกิดโรคในคนถึง 97%2.4.2 อ าก า ร ในปร ะเทศ ไทย ในปัจจุบันก็มีการรายงานการร ะบาดของโ ร ค ฟ ร า น ซ ีส เ ซ ล โ ล ซ ีส ใ น ป ล า น ิลเช่นเดียวกัน โดยปลาที่เป็นโรคจะไม่แสดงอาการแน่ชัด บางครั้งจะพบว่าปลามีการว่ายน้ าไร้ทิศทาง ไม่กินอาหารโลหิตจาง มีตาโปน ล าตัวด าคล้ า (ภาพที่47) บางครั้งถ้าเป็นอาการที่รุนแรงปลาจะมีอัตราการตายที่สูงใน 3 - 5 วันเมื่อตรวจดูอวัยวะภายในพบว่า ม้ามและไ ต มีข น า ด ข ย า ย ใ หญ ่ แ ล ะ พ บ จ ุด ข า วกร ะ จ า ย อ ยู่ทั่ว ไป เ มื่อตร ว จ สอบจุลพยาธิพบว่าในอวัยว ะภายในดังกล่าวจ ะพบ Multifocal granulomatousกระจายอยู่เป็นจ านวนมากภาพที่47 ลักษณะภายนอกและภายในในของปลานิลที่เป็นโรคฟรานซีสเซลโลซีส ซึ่งเกิดจากเชื้อFranciscella tularensis ในปลานิล
บทที่ 2 กา ร เพา ะพันธุ์และกา ร เลี้ยง - 85 - ตอนที่ 5 โ ร ค แ ล ะ ก า ร ป้อ ง กั น รั ก ษ า2.4.3 สาเหตุโน้มน า โดยทั่วไปโรค ฟ ร านซีสเซล โล ซีส เป็นโรคที่พบได้ไม่บ่อยครั้งนักในปลานิล และยังพบว่าปลา จะยังไม่แสดงอาการตายออกมาให้เห็นแม้ว่าจะเกิดรอยโรคภายในร่างกายแล้วก็ตาม อาการของปลาที่เกิดโรคและการตายของปลาที่ป่วยจะแสดงให้เห็นออกมาเด่นชัด เ มื่อ ส ภ า พ แ ว ด ล้อ ม ใ น บ่อ เ ลี้ย ง ป ล าโดยเฉพาะคุณภาพน้ ามีการเปลี่ยนแปลงในสภาพที่เลวร้ายลง โดยเฉพาะการเลี้ยงปลาในกระชังในแหล่งน้ าตามธรรมชาติเช่นมีสารอินทรีย์ปนเป้ือนอยู่ในปริมาณมาก มีการหลากของน้ าที่มีสารอินทรีย์สูงเข้ามาใ น แ ห ล่ง เ ลี้ย ง ม ว ล น้ า ไ ม่เ ค ลื่อ น ที่เป็นเวลานาน เหล่านี้จะเป็นสาเหตุโน้มน าให้ปลานิลแสดงอาการของการเกิดโรคชนิดนี้ออกมาได้อย่างรวดเร็วยิ่งขึ้น2.4.4 การป้องกันรักษา เนื่องจากการเกิดโรคฟรานซีสเซลโลซีสนั้น มักเกิดขึ้นกับการเลี้ยงปลานิลในกระชังเป็นส่วนใหญ่และมีความเกี่ยวพันธ์กับสภาพแวดล้อมทั้งทางตรงและทางอ้อม เกษตรกรควรเพิ่มการจัดการคุณภาพน้ า การให้อาหารและการจัดการสุขภาพปลา ควบคู่กันดังนี้1) ให้อากาศในน้ าให้ปลาได้รับอากาศอย่างพอเพียง ซึ่งโดยทั่วไปควรมีค่ามากกว่า 3 มิลลิกรัมต่อลิตร โดยเฉพาะช่วงปลาขนาด ใหญ่ ในช่วงฤดูฝนหรือ ช่ ว ง ฝ น ต ก ห รื อฟ ้าครึ้มติดต่อกันห รือ ช่ว ง ที่มีก า ร ห ล า ก ข อ ง น้ า ที่มีสารอินทรีย์สูงเข้ามาในแหล่งเลี้ยงและช่วงมวลน้ า ไม่เคลื่อนที่เป็นเวลานานที่พบว่ามีอัตราการเกิดโรคบ่อยครั้ง2) แ ข ว นเก ลือ แกง ให้ปล า ได้รับอย่างต่อ เนื่อง ด้วยวิธีกา รที่อ ธิบายมาแล้วข้างต้น ซึ่งขึ้นอยู่กับวิธีการเลี้ยง3) ผสม วิต ามิน ซี ใน อ า ห า ร ในอัตรา 3 - 5 กรัมต่ออาหาร 1 กิโลกรัมให้ปลากินติดต่อกัน 3-5 วัน ก่อนที่จะเข้าสู่ช่วงวิกฤตของการเกิดโรค4) เมื่อเกิดภาวะวิกฤติเกิดขึ้น ให้เ ก ษ ต ร ก ร ค ว บ ค ุม ก า ร ใ ห ้อ า ห า ร ใ ห ้ดี โดยเฉพา ะช ่วงวิกฤติของกา รเกิด โรค โดยเฉพาะช่วงที่มีการเกิดโรคดังกล่าวนี้เกษตรกรควรควบคุมปริมาณอาหารที่ให้ โดยก า ร งดห รือลดป ริม าณก า ร ใ ห้อาหารลงการรักษา1) เมื่อปลาเกิดโรคฟรานซีสเซลโลซีสแล ้ว เกษต รก รค ว รงดอาห า รท ันที หากพบปลาป ่วยเป็นโรคให้พยายามน าปลาที่ปว่ยออกจากระบบการเลี้ยงแล้วน าไปฝงัหรือเผาท าลายให้มากที่สุด เพื่อเป็นการป้องกันและหยุดการแพร่ระบาดของโรคในระบบการเลี้ยง
บทที่ 2 กา ร เพา ะพันธุ์และกา ร เลี้ยง - 86 - ตอนที่ 5 โ ร ค แ ล ะ ก า ร ป้อ ง กั น รั ก ษ า2) งดอาหาร 2 - 3 วันแล้ว ผสมยาปฏิชีวนะ เอ็นโรฟล็อกซาซิน (Enrofloxacin)ในอาหารในอัตรา 3 - 5 กรัมต่ออาหาร 1 กิโลกรัม ให้ปลากิน ติดต่อกันเป็นเวลา 5 – 7 วัน แล้วจึงหยุด ระหว่างนี้พิจารณามาตรการในการจัดการตามข้อเสนอแนะในการป้องกันโรคข้างต้น และควรมีระยะหยุดยา (Withdrawal period) อย่างน้อย 14 - 21 วัน ก่อนจับผลผลิต เพื่อความปลอดภัยของผู้บริโภคเร่อืงที่3 โรคไวรัสที่เกิดจากเชื้อ Tilapia lake virus (TiLV) (Tilapia lake virus disease)การเกิดโรคไวรัสในปลานิลในประเทศไทยหรือในหลาย ๆ พื้นที่ทั่วโลกในช่วงหลายปีที่ผ่านมาถือว่ามีรายงานอย่างจ ากัด อย่างไรก็ตามเมื่อไม่นานมานี้ Bigarreet al. (2009) ได้รายงานการระบาดของโรคที่มีการตายที่รุนแรง โดยเฉพาะปลานิลวัยอ่อนที่เลี้ยงในพื้นที่ทางตะวันตกของทวีปยุโรป ที่พบว่าปลาที่เป็นโรคจะแสดงอาการว่ายน้ าอย่างไร้ทิศทางและเมื่อตรวจสอบทางพยาธิสภาพพบรอยโรคที่มีลักษณ ะคล้ายกับ Betanodavirus ที่เกิดกับปลาหลายชนิด โดยเฉพาะการเกิดVacuolation ในระบบประสาทต่าง ๆ ของปลาโรคดังกล่าวจะเกิดขึ้นและแพร่ระบาดมากในช่วงฤดูหนาวและมีอัตราการตายสูงขึ้นในสภาพที่มีอุณหภูมิสูงใกล้30°C จากการตรวจสอบ โดยการ ใช้เทคนิคทางจุลพยาธิแล ะอณูชีววิทยาพบว ่า เชื้อโรคดังกล่าวมีความคล้ายคลึงกับ กลุ่มของไวรัสที่อยู่ในกลุ่ม Betanodavirusที่เกิดขึ้นในปลา Red-spotted grouperอย ่าง ไรก็ตาม ในปัจจุบันพบว่าอุบัติการณ์ของโรคติดเชื้อไวรัสในปลานิลมีจ านวนเพิ่มมากขึ้น โดยโรคที่มีความส าคัญเป็นอันดับต้น ๆ ได้แก่โรคติดเชื้อ“Tilapia lake virus (TiLV)” ซึ่งจัดเป็นเชื้อไวรัสที่เป็นสาเหตุของโรคอุบัติใหม่ที่ก าลังเป็นปัญหาส าคัญของอุตสาหกรรมการเพาะเลี้ยงปลานิลไม่เฉพาะแค่ในประเทศไทย แต่ยังส่งผลในระดับโลกเช่นกัน ในปัจจุบันมีรายงานของการตรวจพบเชื้อTiLV ในทวีปเอเชีย แอฟริกา และอเมริกาใต้ ในขณะนี้องค์กรนานาชาติหลายแห่งได้แสดงถึงความกังวลต่อผลกระทบของเชื้อ TiLV ที่อาจแพร่กระจายและส่งผลกระทบอย่างมหาศาลต่อหลายอุตสาหกรรมที่มีความเกี่ยวเนื่องกับการผลิตปลานิลดังเช่นองค์การโรคระบาดสัตว์ระหว่างประเทศ (OIE) ได้ตีพิมพ์เอกสารรวบรวม
บทที่ 2 กา ร เพา ะพันธุ์และกา ร เลี้ยง - 87 - ตอนที่ 5 โ ร ค แ ล ะ ก า ร ป้อ ง กั น รั ก ษ าข้อมูลทางชีววิทยาของเชื้อไวรัสชนิดนี้(OIE, 2017) อย่างไรก็ตาม การเกิดโรคไวรัสชนิดนี้ในประเทศไทยนั้น ยังถือว่ามีความเสียหายต่ออุตสาหกรรมในภาพรวมอยู่ในระดับต่ าเมื่อเทียบกับประเทศอื่น ๆ ที่มีการเลี้ยงปลานิลและมีการรายงานการระบาดของโรคไวรัสชนิดนี้นอก จ า ก เ ชื้อ ไ ว รัส TiLV แ ล ้ว ปัจ จ ุบ ัน ย ัง พ บ อ ุบ ัต ิก า รณ์ข อ ง ไ ว ร ัส ใ นครอบครัว Iridoviridae คือ ไวรัส Infectious spleen and kidney necrosisvirus (ISKNV) ซึ่งเป็นดีเอ็นเอไวรัสซึ่งเป็นสาเหตุการตายของปลานิลวัยอ่อนได้ถึง75% โดยปลาปว่ยมักไม่แสดงอาการจ าเพาะแต่จะสามารถตรวจพบการเปลี่ยนแปลงทางพยาธิวิทยาได้ในอวัยวะภายใน เช่น ม้าม ตับ ไต สมองและหัวใจ โดยพบการตายและลักษณะ Enlarged basophilic inclusion body ในเซลล์นอกจากนี้ยังสามารถตรวจพบการติดเชื้อในอวัยวะภายใน รวมทั้งอวัยวะสืบพันธุ์ของปลานิลพ่อแม่พันธุ์ท าให้สามารถสันนิษฐานถึงความเป็นไปได้ของการส่งผ่านเชื้อไวรัสISKNV สู่ลูกปลา ปัจจุบันมีการรายงานการตรวจพบเชื้อไวรัสดังกล่าวจากปลานิลที่ปว่ยในประเทศไทยทั้งปลาที่เลี้ยงในกระชังและปลาพ่อแม่พันธ์ในโรงเพาะฟกั (Dong et al. 2015, Suebsing et al. 2016)3.3.1 สาเหตุ จากข้อมูลในปัจจุบัน จะพบว่าเมื่อน าข้อมูลการเกิดโรคที่มีสาเหตุมาจากไวรัสในปลานิลของประเทศไทยจะพบว่า โ รคไว รัสที่มีสา เหตุมาจ ากเชื้อ“Syncitial hepatits virus หรือ Tilapia lake virus (TiLV)” ไวรัสชนิดนี้จัดเป็นไวรัสที่มีสารพันธุกรรมเป็น RNA อยู่ใน Family Orthomyxoviridae สามารถก่อให้เกิดโรคในปลากลุ่ม Tilapia หลายชนิดโดยเฉพาะปลา Sarotherodon (Tilapia)galilaeus, หรือปลานิล (Oreochromis niloticus) และปลานิลลูกผสม (O. niloticusX O. aureus)3.3.2 อาการ ปลาที่ติดเชื้อจะแสดงอาการได้หลากหลายตั้งแต่อาการภายนอกที่ไม่จ าเพาะเช่น เซื่องซึม ไม่กินอาหารตาขุ่นตาโปน เกล็ดหลุด มีจุดเลือดออก ครีบกร่อน ตัวซีดหรือสีเข้ม ท้องบวม เหงือกซีด (Eyngor et al., 2014; Nicholson et al., 2017; Tattiyapong et al., 2017)อย่างไรก็ตาม ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมายังไมพบ่การระบาดที่รุนแรงในประเทศไทย โดยมักจะเกิดกับปลาที่มีขนาดเล็ก (น้ าหนักน้อยกว่า100 กรัม) ซึ่งเลี้ยงในกระชังเป็นหลัก โดยไม่พบการรายงานในปลาที่เลี้ยงในบ่อดินซึ่งต่างกับต่างประเทศที่มีการรายงานในปลาขนาดใหญ่เป็นหลักและมักเกิดกับปลาที่เลี้ยงในแหล่งน้ าขนาดใหญ่