คำนำ
หนงั สอื อเิ ลก็ ทรอนิกส์ เป็นส่อื ประกอบการเรียนรู้กล่มุ สาระการเรียนรู้
วิทยาศาสตร์ ช้นั ประถมศึกษาปี ท่ี 4 เร่ืองหลกั สตู รแกนกลางการศกึ ษาข้ันพ้นื ฐาน
แกนกลางของกระทรวงศกึ ษาธกิ าร พุทธศักราช2551 (ฉบบั ปรับปรงุ พ.ศ 2560)
ได้รวบรมหลกั สตู รแกนกลางข้นั พ้นื ฐาน และเรียบเรียงข้นึ มีจุดม่งุ หมาย เพ่อื จดั การ
เรียนการสอน เพ่ือพัฒนาเดก็ และเยาวชนไทยทกุ คนในระดบั การศกึ ษาข้นั พ้นื ฐาน
ให้มีคุณภาพด้านความรู้ และทกั ษะท่จี าเป็นสาหรับใช้เป็นเคร่ืองมอื ในการดารงชวี ติ
ในสงั คมท่มี กี ารเปล่ียนแปลง และแสวงหาความร้เู พ่ือพฒั นาตนเองอย่างต่อเน่อื ง
ตลอดชวี ติ หากมีข้อผดิ พลาดประการใด หรือทา่ นผ้ใู ดมีข้อเสนอแนะใดๆ จะแจ้งให้
ผู้จดั ทาทราบเพ่ือจะได้ปรับปรุงแก้ไขทางผู้จดั ทากย็ นิ ดแี ละเตม็ ใจ น้อมรับ
ข้อเสนอแนะดังกล่าวอย่างย่งิ
คณะผูจ้ ัดทำ
สำรบญั หน้า
เร่ือง
ก
คานา ข
สารบัญ 1
บทนา 3
วิสยั ทศั น์ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี 3
วสิ ยั ทศั น์แกนกลางการศกึ ษาข้นั พ้ืนฐาน 3
วิสยั ทศั นก์ ล่มุ สาระวทิ ยาศาสตร์ 5
หลักการ 6
จุดหมาย 7
คุณลกั ษณะอนั พึงประสงค์และคณุ ลักษณะตามศตวรรษท่ี 21 9
สมรรถนะของผ้เู รียน 11
สมรรถนะตามศตวรรษท่ี 21 12
ทกั ษะวิทยาศาสตร์และทกั ษะตามศตวรรษท่ี 21 16
คณุ ลกั ษณะ 3Rและ8C 17
คุณภาพผ้เู รียน 19
รายวิชาท่เี ปิ ดสอน 20
ทาไมต้องเรียนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี 21
เรียนร้อู ะไรในวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี 22
ธรรมชาติของความร้วู ิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี 29
เป้ าหมายสาคญั ของการจดั การเรียนการสอนวิทยาศาสตร์
สำรบญั (ต่อ) หน้า
เร่ือง
30
แนวการสร้างการร้วู ิทยาศาสตร์สาหรับหลกั สตู รนักเรียนระดบั ประถมศึกษา 43
สาระและมาตรฐานการเรียนรู้ 45
รายวชิ าเพ่ิมเติม 47
ตัวช้วี ดั และสาระการเรียนร้แู กนกลาง 58
คาอธบิ ายรายวชิ าพ้ืนฐานและโครงสร้างรายวิชาพ้ืนฐาน 60
ตัวอย่างหน่วยการเรียนรู้ 67
ตัวอย่างแผนการจัดการเรียนร้ทู ่เี น้นผ้เู รียนเป็นสาคัญท่ใี ช้นวัตกรรม 74
กระบวนการจัดการเรียนรู้ รูปแบบการสอนและทกั ษะทางวทิ ยาศาสตร์ 84
การวดั และประเมนิ ผลการเรียนรู้ 87
ส่อื /แหล่งเรียนรู้
88
ภำคผนวก 89
95
ตัวอย่างคาอธบิ ายรายวิชาโรงเรียนพิบลู อปุ ถัมภ์ 96
ตวั อย่างโครงสร้างรายวิชาโรงเรียนพิบลู อุปถัมภ์ 102
ตัวอย่างการวัดและประเมินผลการเรียนร้โู รงเรียนพิบลู อปุ ถมั ภ์
อภธิ านศพั ท์
คณะผ้จู ัดทา
1.บทนำ
ตวั ช้วี ดั และสาระการเรียนร้แู กนกลาง กล่มุ สาระการเรียนร้วู ทิ ยาศาสตร์ (ฉบบั
ปรับปรุงพ.ศ. 2560) ตามหลกั สตู รแกนกลางการศกึ ษาข้นั พ้ืนฐาน พุทธศักราช 2551 น้ไี ด้
กาหนดสาระการเรียนร้อู อกเป็น 4 สาระ ได้แก่ สาระท่ี 1 วทิ ยาศาสตร์ชีวภาพ สาระท่ี 2
วทิ ยาศาสตร์กายภาพ สาระท่ี 3 วิทยาศาสตร์โลก และอวกาศ และสาระท่ี 4 เทคโนโลยีมีสาระ
เพ่ิมเติม 4 สาระ ได้แก่ สาระชีววิทยาสาระเคมีสาระฟิ สกิ สแ์ ละสาระโลกดาราศาสตร์และ
อวกาศซ่ึงองค์ประกอบของหลักสตู รท้งั ในด้านของเน้อื หา การจัดการเรียนการสอน และการวัด
และประเมนิ ผลการเรียนร้นู ้นั มีความสาคญั อย่างย่งิ ในการวางรากฐานการเรียนร้วู ิทยาศาสตร์
ของผ้เู รียนในแต่ละระดบั ช้นั ให้มีความต่อเน่อื งเช่อื มโยงกนั ต้งั แต่ช้นั ประถมศึกษาปี ท่ี 1
จนถึงช้ันมัธยมศึกษาปี ท่ี 6 สาหรับกล่มุ สาระการเรียนร้วู ิทยาศาสตร์ได้กาหนดตัวช้วี ัดและสาระ
การเรียนรู้แกนกลาง ท่ผี ้เู รียนจาเป็นต้องเรียนเป็นพ้ืนฐาน เพ่ือให้สามารถนาความร้นู ้ไี ปใช้ใน
การดารงชวี ติ หรือศกึ ษาต่อในวิชาชีพท่ตี ้องใช้วิทยาศาสตร์ได้โดยจดั เรียงลาดับความยากง่าย
ของเน้ือหาแต่ละสาระในแต่ละระดับช้นั ให้มกี ารเช่ือมโยงความรู้กบั กระบวนการเรียนร้แู ละการ
จดั กจิ กรรมการเรียนร้ทู ่สี ง่ เสริมให้ผู้เรียนพัฒนาความคิดท้งั ความคดิ เป็นเหตุเป็นผล คิด
สร้างสรรค์ คิดวเิ คราะห์วิจารณ์ มที กั ษะท่สี าคญั ท้งั ทกั ษะกระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์และ
ทกั ษะในศตวรรษท่ี 21 ในการค้นคว้าและสร้างองคค์ วามร้ดู ้วยกระบวนการสบื เสาะหาความรู้
สามารถแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบ สามารถตดั สินใจ โดยใช้ข้อมูลหลากหลายและประจกั ษ์
พยานท่ตี รวจสอบได้
สถาบนั ส่งเสริมการสอนวทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี(สสวท.) ตระหนักถงึ ความสาคญั
ของการจดั การเรียนร้วู ิทยาศาสตร์ท่มี ุ่งหวังให้เกดิ ผลสมั ฤทธ์ติ ่อผู้เรียนมากท่สี ดุ จงึ ได้จัดทา
ตวั ช้วี ดั และสาระการเรียนร้แู กนกลาง กลุ่มสาระการเรียนร้วู ิทยาศาสตร์ (ฉบับปรับปรงุ พ.ศ.
2560)ตามหลกั สตู รแกนกลางการศึกษาข้นั พ้ืนฐาน พทุ ธศกั ราช 2551 ข้นึ เพ่ือให้
สถานศกึ ษา ครผู ้สู อนตลอดจนหน่วยงานต่าง ๆ ได้ใช้เป็นแนวทางในการพัฒนาหนังสอื เรียน
ค่มู ือครสู ่อื ประกอบการเรียนการสอน ตลอดจนการวดั และประเมนิ ผล โดยตัวช้วี ัดและสาระ
การเรียนร้แู กนกลาง กล่มุ สาระการเรียนร้วู ิทยาศาสตร์ (ฉบบั ปรับปรงุ พ.ศ. 2560) ตาม
หลกั สตู รแกนกลางการศกึ ษาข้นั พ้ืนฐานพุทธศักราช 2551 ท่จี ดั ทาข้ึนน้ีได้ปรับปรงุ เพ่ือให้มี
1
ความสอดคล้องและเช่อื มโยงกนั ภายในสาระการเรียนร้เู ดียวกนั และระหว่างสาระการเรียนรู้
ในกล่มุ สาระการเรียนร้วู ิทยาศาสตร์ตลอดจนการเช่อื มโยงเน้ือหาความร้ทู างวิทยาศาสตร์กบั
คณติ ศาสตร์ด้วย นอกจากน้ยี ังได้ปรับปรงุ เพ่ือให้มีความทนั สมัยต่อการเปล่ยี นแปลง และ
ความเจริญก้าวหน้าของวทิ ยาการต่างๆและทดั เทยี มกบั นานาชาติกล่มุ สาระการเรียนรู้
วิทยาศาสตร์สรุปเป็ นแผนภาพได้ ดังน้ ี
สำระที่ 2
วิทยำศำสตรก์ ำยภำพ
- มำตรฐำน ว 2.1
- ว 2.3
สำระที่ 1 กลุม่ สาระ สำระที่ 3
วิทยำศำสตรช์ ีวภำพ การเรยี นรู้ วิทยำศำสตรโ์ ลก
- มำตรฐำน ว 1.1 วิทยาศาสตร์
และอวกำศ
- ว 1.3 - มำตรฐำน ว 3.1
- ว 3.2
สำระที่ 4
เทคโนโลยี
- มำตรฐำน ว 4.1
- ว 4.2
วิทยาศาสตร์เพ่ิมเติม •สาระชีววทิ ยา •สาระเคมี •สาระฟิ สกิ ส์
•สาระโลก ดาราศาสตรแ์ ละอวกาศ
แหล่งท่มี า:กล่มุ สาระการเรียนร้วู ทิ ยาศาสตร์ (ฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2560)
ตามหลกั สตู รแกนกลางการศกึ ษาข้นั พ้นื ฐาน พุทธศกั ราช 2551
2
2.วิสยั ทศั นย์ ุทธศำสตรช์ ำติ 20 ปี
ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี (พ.ศ. 2561-2580) เป็นยุทธศาสตร์ชาติ ฉบับแรกของประเทศ
ไทยตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ซ่ึงจะต้องนาไปสู่ การปฏบิ ตั เิ พ่ือให้ประเทศไทย
บรรลวุ สิ ยั ทศั น์ “ประเทศไทยมีควำมมนั่ คง มงั่ คงั่ ยงั่ ยนื เป็ นประเทศพฒั นำแลว้ ดว้ ยกำร
พฒั นำตำมหลกั ปรชั ญำของเศรษฐกิจ พอเพียง” เพ่ือความสขุ ของคนไทยทกุ คน
แหลางทม่ี า:สานักงานเลขานุการของคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ สานักงานคณะกรรมการพฒั นาการเศรษฐกจิ และสงั คมแห่งชาติ
3.วิสยั ทศั นแ์ กนกลำงกำรศึกษำข้นั พ้ นื ฐำน
หลักสตู รแกนกลางการศึกษาข้นั พ้ืนฐานผ้เู รียนทกุ คนซ่งึ เป็นกาลงั ของชาติให้เป็น
มนุษย์ท่มี คี วามสมดลุ ท้งั ร่างกายความรู้คณุ ธรรมมีจติ สานกึ ในความ เป็นพลเมอื งไทยและ
พลเมอื งโลก ยดึ ม่นั ในการปกครองตามระบอบประชาธปิ ไตยอนั มีพระมหากษตั ริยท์ รงเป็น
ประมุข มีความ รู้และทกั ษะพ้ืนฐานรวมท้งั เจตคติท่จี าเป็นต่อการศึกษาต่อการประกอบอาชีพ
และการศกึ ษาตลอดชีวติ โดยม่งุ เน้นผ้เู รียนเป็นสาคัญบนพ้ืนฐานความเช่อื ว่า ‘‘ทุกคนสำมำรถ
เรียนรูแ้ ละพฒั นำตนเองไดเ้ ต็มตำมศกั ยภำพ’’
แหล่งท่มี าหลกั สตู รแกนกลางการศึกษาข้นั พ้นื ฐาน พทุ ธศกั ราช 2551 และมาตรฐานการเรยี นร้แู ละตวั ช้วี ดั ฯ
(ฉบับปรับปรงุ พ.ศ. 2560)
4.วิสยั ทศั นก์ ล่มุ สำระวทิ ยำศำสตร์
กล่มุ สาระการเรียนร้วู ิทยาศาสตร์และเทคโนโลยสี ่งเสริมผ้เู รียนให้มกี ารพัฒนาทกั ษะ
กระบวนการ คดิ ข้ันสงู เพ่ือนาไปสคู่ วามเป็นเลิศทางวิชาการ มเี จตคตทิ ่เี หมาะสมต่อ
วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีร้คู ุณค่าของ ภมู ิปัญญาไทย
แหล่งท่มี า:หลกั สตู รโรงเรียนพิบลู อปุ ถัมภ์
3
วิสยั ทศั นก์ ำรเรียนรูว้ ิทยำศำสตรต์ ำมมำตรฐำนหลกั สูตรแกนกลำงกำรศึกษำข้นั พ้ นื ฐำนกำหนดไวด้ งั น้ ี
(อำจำรย์ ผูช้ ่วยศำสตรำจำรยส์ มหวงั นิลพนั ธ)์
1. ในการเรียนการสอนวทิ ยาศาสตร์ผ้เู รียนควรได้รับการพัฒนาและสร้างความเข้าใจว่าวิทยาศาสตร์
เป็นท้งั ความร้แู ละกระบวนการสืบเสาะหาความรู้ผ้เู รียนทุกคนควรได้รับการกระต้นุ สง่ เสริมให้สนใจและ
กระตอื รือร้นท่จี ะเรียนร้วู ิทยาศาสตร์มีความสงสยั เกดิ คาถามในส่งิ ต่างๆ ท่เี ก่ยี วกบั โลกธรรมชาติรอบตัวมี
ความมุ่งม่นั และมคี วามสขุ ท่จี ะศึกษาค้นคว้าสบื เสาะหาความรู้เพ่ือรวบรวมข้อมลู วเิ คราะห์ผลนาไปสู่
คาตอบของคาถามสามารถตัดสนิ ใจด้วยการใช้ข้อมูลอย่างมเี หตผุ ลสามารถส่อื สารคาถามคาตอบข้อมูล
และส่งิ ท่คี ้นพบจากการเรียนร้ใู ห้ผ้อู ่นื เข้าใจได้
2. การเรียนร้วู ทิ ยาศาสตร์เป็นการเรียนร้ตู ลอดชีวติ เน่อื งจากความรู้วิทยาศาสตร์เป็นเร่ืองราวเก่ยี วกบั
โลกธรรมชาตซิ ่ึงมีการเปล่ยี นแปลงตลอดเวลาทุกคนจงึ ต้องเรียนร้เู พ่อื นาผลการเรียนร้ไู ปใช้ในชวี ิตและ
การประกอบอาชพี เม่อื ผ้เู รียนได้เรียนวิทยาศาสตร์โดยได้รับการกระต้นุ ให้เกดิ ความต่ืนเต้นท้าทายกบั การ
เผชญิ สถานการณ์หรือปัญหามีการร่วมกนั คิดลงมือปฏบิ ัติจริง กจ็ ะเข้าใจและเหน็ ความเช่อื มโยงของ
วทิ ยาศาสตร์กบั กลุ่มสาระการเรียนร้อู ่นื และชีวิตทาให้สามารถอธบิ ายทานายคาดการณ์สง่ิ ต่างๆ ได้อย่างมี
เหตุผลการประสบความสาเรจ็ ในการเรียนวทิ ยาศาสตร์จะเป็นแรงกระตุ้นให้ผ้เู รียนมีความสนใจมุ่งม่นั ท่จี ะ
สงั เกตสารวจตรวจสอบสบื ค้นความร้ทู ่มี ีคณุ ค่าเพ่มิ ข้นึ อย่างไม่หยุดย้ังการจัดกจิ กรรมการเรียนการสอนจึง
ต้องสอดคล้องกบั สภาพจริงในชีวิตโดยใช้แหล่งเรียนร้หู ลากหลายในท้องถ่ินและคานึงถึงผ้เู รียนท่มี ีวธิ กี าร
เรียนร้คู วามสนใจและ ความถนดั แตกต่างกนั
3. การจัดให้ผ้เู รียนได้เรียนร้วู ิทยาศาสตร์พ้ืนฐานเป็นการเรียนร้เู พ่ือเข้าใจซาบซ้งึ และเหน็ ความสาคัญ
ของปรากฏการณ์ทางธรรมชาตขิ องโลกส่งิ แวดล้อมตลอดจนใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ ในการเรียนร้แู ละ
ส่อื สารซ่ึงจะสง่ ผลให้ผ้เู รียนมีความเข้าใจสามารถเช่อื มโยงองค์ประกอบท้งั หมดแบบองค์รวมสร้างความรู้
เป็นของตนเองเพ่ือสร้างความเข้มแขง็ ให้ผ้เู รียนมคี วามสามารถในการคดิ อย่างมีเหตุผลสร้างสรรคส์ ่งิ
ต่างๆ โดยอาศยั ความร้วู ิทยาศาสตร์จินตนาการและศาสตร์อ่นื ๆร่วมด้วยสามารถตัดสินใจอย่างมเี หตุผล
สามารถนาความร้ไู ปใช้ประโยชนใ์ นการพฒั นาคณุ ภาพชวี ิตและร่วมกนั ดแู ลรักษาโลกธรรมชาติอย่างย่งั ยืน
(แหล่งท่มี า:อาจารย์ ผ้ชู ่วยศาสตราจารย์สมหวัง นิลพันธ์
4
5.หลกั กำร
หลกั สตู รแกนกลางการศกึ ษาข้นั พ้ืนฐานมีหลกั การท่สี าคัญ ดงั น้ี
1. พัฒนาความร้คู วามสามารถทางวทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยตี ามศกั ยภาพของผ้เู รียน และ
สามารถนาไปเป็นเคร่ืองมอื ในการเรียนร้สู ง่ิ ต่างๆ และเป็นพ้ืนฐานสาหรับการศกึ ษาต่อ
2. จัดกจิ กรรมกระบวนการเรียนร้อู ย่างหลากหลายต่อเน่อื ง ผ้เู รียนมสี ว่ นร่วมในการจดั
กระบวนการเรียนร้อู ย่างมคี วามสขุ
3. จัดแผนการเรียนการสอนให้แก่ผ้เู รียน เพ่ือให้ผู้เรียนได้มโี อกาสเรียนร้วู ิชาวิทยาศาสตร์และ
เทคโนโลยีตามความถนัดและความสนใจ
4. พัฒนาบคุ ลากรของกล่มุ สาระการเรียนร้วู ิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีให้มีความรู้และทกั ษะ
ตลอดจนนาประสบการณ์มาใช้ในการเรียนการสอนโดยเน้นผ้เู รียนเป็นสาคัญ
5. มีการนเิ ทศและตดิ ตามอย่างเป็นระบบในด้านการเรียนการสอนวทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี
6. จดั การเรียนการสอนโดยการสอดแทรกคุณธรรม จริยธรรม ในทกุ รายวชิ าอย่างเป็นรปู ธรรม
จัดกจิ กรรมวิชาการด้านวทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยีให้นักเรียนกล้าแสดงออก และได้ปฏบิ ัติ
กจิ กรรมต่างๆ ตามความถนัดและความสนใจ
7. จัดกจิ กรรมนาเสนอผลงานนกั เรียน – ครใู นงานนทิ รรศการทางวิชาการภายในโรงเรียน
8. สนับสนุน สง่ เสริมให้ครูผลิตส่อื และนวตั กรรมประกอบการเรียนการสอนตามเน้อื หาการ
เรียนรู้
9. จดั กจิ กรรมสง่ เสริม พัฒนาผ้เู รียนท่มี คี วามสามารถ และช่วยเหลือผู้เรียนท่มี ปี ัญหาด้านการ
เรียนวทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี
10. วดั ผลและประเมนิ ผลตามสภาพจริง ด้วยวธิ กี ารท่หี ลากหลายให้ครอบคลมุ ท้งั ทางด้าน
ความร้ทู กั ษะ/กระบวนการ สมรรถนะสาคัญของผู้เรียน และคณุ ลกั ษณะอนั พึงประสงค์
แหล่งทม่ี าหลกั สตู รแกนกลางการศึกษาข้นั พ้นื ฐาน พทุ ธศกั ราช 2551 และมาตรฐานการเรยี นร้แู ละตัวช้วี ัดฯ
(ฉบบั ปรบั ปรงุ พ.ศ. 2560)
5
6.จุดหมำย
กล่มุ สาระการเรียนร้วู ิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีม่งุ พฒั นาผู้เรียนให้เป็นคนดีมปี ัญญา มี
ความสขุ มศี กั ยภาพในการศึกษาต่อ และประกอบอาชีพ และผ้เู รียนมีคณุ ภาพตามเกณฑข์ อง
คุณภาพผ้เู รียนกลุ่มสาระการเรียนร้วู ทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยีเม่อื จบการศกึ ษาข้ันพ้นื ฐาน ดงั น้ี
1. มีคณุ ภาพตามเกณฑข์ องคุณภาพผ้เู รียนกลุ่มสาระการเรียนร้วู ทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี
2. มคี ุณธรรม จริยธรรม และค่านยิ มท่พี ึงประสงค์ เหน็ คุณค่าของตนเอง มวี นิ ัยและปฏบิ ตั ติ น
ตามหลกั ธรรมของพระพทุ ธศาสนา หรือศาสนาท่ตี นนับถอื ยึดหลักปรัชญาของเศรษฐกจิ พอเพยี ง
3. มคี วามรู้ ความสามารถในการส่อื สาร การคดิ การแก้ปัญหา การใช้เทคโนโลยี และมที กั ษะชวี ิต
4. มสี ขุ ภาพกายและสขุ ภาพจิตท่ดี ี มีสขุ นิสยั และรักการออกกาลังกาย
5. มีความรักชาติ มีจิตสานกึ ในความเป็นพลเมอื งไทยและพลโลก ยึดม่นั ในวถิ ีชีวิต และการ
ปกครองตามระบอบประชาธปิ ไตยอนั มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมขุ
6. มจี ติ สานึกในการอนุรักษ์วัฒนธรรมและภมู ปิ ัญญาไทย การอนุรักษ์และพัฒนาส่งิ แวดล้อม มี
จิตสาธารณะท่มี ุ่งทาประโยชน์และสร้างส่งิ ท่ดี งี ามในสังคม และอยู่ร่วมกนั ในสังคมอย่างมีความสขุ
แหล่งท่มี าหลกั สตู รแกนกลางการศึกษาข้นั พ้นื ฐาน พทุ ธศักราช 2551 และมาตรฐานการเรยี นร้แู ละตัวช้วี ดั ฯ
(ฉบับปรับปรงุ พ.ศ. 2560)
6
7.คุณลกั ษณะอนั พงึ ประสงคค์ ณุ ลกั ษณะตำมศตวรรษที่ 21
กลุ่มสาระการเรียนร้วู ิทยาศาสตร์และเทคโนโลยมี ่งุ พัฒนาผ้เู รียนให้มีคุณลักษณะอนั
พึงประสงคเ์ พ่ือให้สามารถอยู่ร่วมกบั ผ้อู ่นื ในสงั คมได้อย่างมคี วามสขุ ในฐานะเป็นพลเมือง
ไทย และพลโลก ตามหลกั สตู รแกนกลางการศกึ ษาข้นั พ้ืนฐาน ดังน้ี
1. รกั ชำติ ศำสนก์ ษตั ริย์ หมายถงึ มคี วามภาคภมู ใิ จในความเป็นไทย นยิ มไทย ปฏบิ ตั ติ าม
คาสง่ั สอนของศาสนาเคารพเทดิ ทนู ศาสนาแสดงความจงรักภกั ดีเทดิ ทนู พระเกยี รติและพระ
ราชกรณียกจิ ของพระมหากษัตริย์
2. ซื่อสตั ยส์ จุ ริต หมายถงึ การประพฤติปฏบิ ัติอย่างเหมาะสม และตรงต่อความเป็นจริง
ประพฤติปฏบิ ัตอิ ย่างตรงไปตรงมา ท้งั กาย วาจา ใจ ต่อตนเองและผ้อู ่นื รวมตลอดท้งั ต่อหน้าท่ี
การงานและคาม่นั สญั ญา ความประพฤตทิ ่ตี รงไปตรงมาและจริงใจในสง่ิ ท่ถี ูกท่คี วร ถกู ต้อง
ตามทานองคลองธรรมรวมไปถึงการไม่คิดคดทรยศ ไม่คดโกงและไม่หลอกลวงนอกจากน้ีแล้ว
ความซ่ือสตั ย์สจุ ริตยังรวมไปถงึ การรักษาคาพูดหรือคาม่ันสญั ญาและการปฏบิ ัติหน้าท่กี ารงาน
ของตนเองด้วยความรับผดิ ชอบและด้วยความซ่ือสตั ย์ไม่แสวงหาผลประโยชน์ให้แก่ตนเองและ
พวกพ้องด้วยการใช้อานาจหน้าท่โี ดยมชิ อบซ่งึ ความซ่อื สตั ยส์ จุ ริตน้จี ะดาเนนิ ไปด้วยความต้ังใจ
จริงเพ่ือทาหน้าท่ขี องตนเองให้สาเรจ็ ลลุ ่วง ด้วยความระมัดระวัง และเกดิ ผลดตี ่อตนเองและ
สงั คม
3. มีวินยั หมายถงึ การควบคุมความประพฤติให้ถกู ต้องและเหมาะสมกบั จรรยามารยาท
ข้อบังคับข้อตกลง กฎหมายและศีลธรรมการร้จู ักควบคุมตนเองให้ประพฤติปฏบิ ัตติ าม
ข้อตกลงข้อบงั คับระเบียบแบบแผน และขนบธรรมเนียมประเพณอี นั ดงี ามย่อมนามาซ่ึงความ
สงบสขุ ในชีวติ ของตนความเป็นระเบยี บเรียบร้อยของสงั คมและประเทศชาติ
4. ใฝ่ เรียนรู้ หมายถึง การค้นคว้าหาความรู้หรือส่ิงท่เี ป็นประโยชนเ์ พ่ือพัฒนาตนเองอยู่เสมอ
7
5. อยู่อย่ำงพอเพียง หมายถึง การมีความพอดีในการบริโภค ใช้ทรัพยากรและเวลาว่างให้เป็น
ประโยชน์คานงึ ถึงฐานะและเศรษฐกจิ คดิ ก่อนใช้จ่ายตามความเหมาะสมร้จู กั การเพ่ิมพูน
ทรัพยด์ ้วยการเกบ็ และนาไปใช้ให้เกดิ ประโยชน์ดแู ลรักษาบรู ณทรัพยข์ องตนเอง มีการเกบ็
ออมเงินไว้ตามสมควร
6. มุ่งมนั่ ในกำรทำงำน หมายถึง การศกึ ษาเรียนร้เู พ่ือหาข้อเทจ็ จริง ซ่ึงอาจพัฒนาไปสคู่ วาม
จริงในส่งิ ท่ตี ้องการเรียนรู้หรือต้องการหาคาตอบเพ่ือนาคาตอบท่ไี ด้น้ันมาใช้ประโยชนใ์ นด้าน
ต่าง ๆ เช่น การยกระดบั ความร้กู ารนาไปประยุกต์ใช้ในชวี ิตประจาวนั หรือนามาสรุปเป็นความ
จริงได้
7. รกั ควำมเป็ นไทย หมายถงึ เข้าใจ หวงแหนความเป็นไทยซ่งึ ถอื เป็นต้นทนุ ทางสงั คมทาให้
ทุกศาสนาสามารถอยู่ร่วมกนั ได้อย่างสนั ตโิ ดยต้องมีการดาเนนิ ชวี ติ โดยกายสจุ ริต วจีสจุ ริต
และมโนสจุ ริตเป็นคุณลักษณะท่เี ก่ยี วข้องกบั การเข้าสงั คมและการมปี ฏสิ มั พันธก์ บั ผู้อ่นื เช่น
ความมกี ริ ิยามารยาท การปรับตัว ความตรงต่อเวลา ความสภุ าพ การมีสมั มาคารวะ การพดู จา
ไพเราะ และอ่อนน้อมถ่อมตน
8. มจี ิตสำธำรณะ หมายถึง คุณลักษณะทางจติ ใจของบคุ คลเก่ยี วกบั การมองเหน็ คุณค่า หรือ
การให้คุณค่าแกก่ ารมีปฏสิ มั พันธท์ างสงั คมและสง่ิ ต่าง ๆ ท่เี ป็นสง่ิ สาธารณะท่ไี ม่มีผ้ใู ดผ้ผู ้หู น่งึ
เป็นเจ้าของหรือเป็นสง่ิ ท่คี นในสงั คมเป็นเจ้าของร่วมกนั เป็นส่งิ ท่สี ามารถสงั เกตได้จาก
ความร้สู กึ นึกคดิ หรือการกระทาท่แี สดงออกมา ได้แก่ การหลกี เล่ยี งการใช้หรือการกระทาท่จี ะ
ทาให้เกดิ ความชารุดเสยี หายต่อสว่ นรวมท่ใี ช้ประโยชน์ร่วมกนั ของกล่มุ การถอื เป็นหน้าท่ที ่จี ะมี
สว่ นร่วมในการดแู ลรักษาของส่วนรวมในวสิ ยั ท่ตี นสามารถทาได้และการเคารพสทิ ธใิ นการใช้
ของส่วนรวมท่เี ป็นประโยชนร์ ่วมกนั ของกลุ่ม
9 มีคณุ ลกั ษณะดำ้ นกำรทำงำน ร้จู ักสบื ค้นข้อมูลอ่าน คิดวิเคราะห์ ใช้ข้อมลู ข่าวสาร ส่อื สาร
แก้ปัญหา สร้างสรรค์และเรียนรู้ด้วยตนเอง
10.มีพ้ ืนฐำนควำมรูท้ ำงเศรษฐกจิ ตระหนกั รับรู้การปรับเปล่ียนและเป็นพลเมืองท่ที รงคณุ ค่า
(แหล่งทม่ี า:อาจารย์ ผ้ชู ่วยศาสตราจารยส์ มหวัง นิลพันธ์
8
8.สมรรถนะสำคญั ของผูเ้ รียน
กล่มุ สาระการเรียนร้วู ทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยีม่งุ พัฒนาผ้เู รียนตามหลกั สตู รแกนกลาง
การศกึ ษา ข้นั พ้นื ฐานม่งุ เน้นพฒั นาผ้เู รียนให้มคี ุณภาพตามมาตรฐานท่กี าหนด ซ่งึ จะช่วยให้ผ้เู รียนเกดิ
สมรรถนะสาคัญ 5 ประการ ดังน้ี
1.ควำมสำมำรถในกำรสอื่ สำร
1.1)เลือกรับหรือไม่รับข้อมูลข่าวสาร
1.2)ใช้คาพูด เพ่อื แสดงออกถงึ ความรู้สึกนึกคกิ ของตนเองอย่างเหมาะสมกบั วฒั นธรรมและสถานการณ์
1.3)ใช้ทา่ ทาง เพ่อื แสดงออกถึงความรู้สึกนกึ คกิ ของตนเองอย่างเหมาะสมกบั วฒั นธรรมและสถานการณ์
1.4) มีความสามารถในการเจรจาต่อรอง เพ่ือขจดั ปัญหาและลดความขัดแย้ง
1.5)เลือกใช้วธิ สี ่อื สารท่คี านึงถงึ ผลกระทบต่อตนเองและสงั คม
2.ควำมสำมำรถในกำรคิด
2.1) คิดวเิ คราะห์ 2.2) คดิ สงั เคราะห์ 2.3) คดิ อย่างสร้างสรรค์
2.4) คิดอย่างมีวิจารณญาณ2.5) คิดเป็นระบบ
3.ควำมสำมำรถในกำรแกป้ ัญหำ
3.1)แสวงหาความรู้ 3.2)เข้าใจความสัมพนั ธแ์ ละการเปล่ยี นแปลงของเหตกุ ารณ์
3.3)แก้ไขอุปสรรคขณะเผชิญหน้า
3.4)มกี ารตัดสนิ ใจโดยคานึงถงึ ผลกระทบท่เี กดิ ข้นึ ต่อตนเองและส่งิ แวดล้อม
3.5)ประยุกตค์ วามร้มู าใช้ในการป้ องกนั แก้ไขปัญหา
9
4.ควำมสำมำรถในกำรใชท้ กั ษะชีวิต
4.1)ร้จู กั และเข้าใจตนเอง โดยสามารถเผชิญกบั ความเครียดหรือสถานการณต์ ่างๆ ได้อย่างเหมาะสม
4.2)ร้จู กั ผ่อนคลายความเครียดและควบคุมระดบั ความเครียด เพ่อื หลีกเล่ียงหลกี เล่ียงพฤตกิ รรมไม่พึง
ประสงค์
4.3)รับร้อู ารมณ์ของตนเองและผ้อู ่นื ร้วู ธิ จี ัดการอารมณ์โกรธ, เศร้าได้เป็นอย่างดี
4.4)ยอมรับบคุ คลอ่นื ท่ตี ่างจากตนเอง จนเกดิ การช่วยเหลอื บคุ คลอ่นื ท่ดี ้อยกว่า
4.5)สร้างสัมพันธภาพอนั ดีระหว่างบคุ คล ในการทางานและการอยู่ร่วมกนั ในสังคม
5.ควำมสำมำรถในกำรใชเ้ ทคโนโลยี
5.1) ใช้เทคโนโลยี นาเสนองานในรูปแบบท่เี หมาะสม ตรงตามวตั ถุประสงคข์ องงาน
5.2) นาความร้แู ละทกั ษะการสร้างช้นิ งานไปประยุกตใ์ นการสร้างส่งิ ของเคร่ืองใช้
5.3) มคี วามคดิ สร้างสรรค์ในการสร้างช้นิ งาน/ส่งิ ของเคร่ืองใช้
5.4) เลือกใช้เทคโนโลยอี ย่างสร้างสรรคต์ ่อชวี ิต สงั คม และส่งิ แวดล้อม
5.5) มกี ารจดั การเทคโนโลยีด้วยการลดใช้ทรัพยากร
10
9.สมรรถนะของผูเ้ รียนในศตวรรษที่ 21
สมรรถนะสำคญั ของ ทกั ษะจำเป็ นในศตวรรษที่ 21
ผูเ้ รียน ทกั ษะหลกั ทกั ษะยอ่ ย
ทกั ษะด้านข้อมูลข่าวสาร ทกั ษะการส่อื สาร
ความสามารถในการ ส่อื เทคโนโลยีสารสนเทศ (Communication Skills)
ส่อื สาร และการส่อื สาร
(Information, Media, ทกั ษะเก่ยี วกบั ข้อมูลข่าวสาร
ความสามารถในการใช้ Technology and ส่อื และเทคโนโลยีสารสนเทศ
(Information, Media and
เทคโนโลยี Communication Skills) Technology Literacy Skills)
ทกั ษะการคิดอย่างมี
ความสามารถในการคดิ วิจารณญาณ และคดิ อย่างมี
ระบบ (Critical Thinking and
ทกั ษะการคิดและการ Systems Thinking)
แก้ปัญหา (Thinking & ทกั ษะการคิดอย่างสร้างสรรค์
Problem solving Skills) (Creativity and Intellectual
Curiosity)
ความสามารถในการ ทกั ษะการวิเคราะห์ปัญหา
แก้ปัญหา (Problem Identification,
Formulation & Solution)
ความสามารถในการใช้ ทกั ษะระหว่างบคุ คลและ ทกั ษะระหว่างบคุ คลและการ
ทกั ษะชีวติ เข้าใจตนเอง ร่วมมอื ร่วมใจ (Interpersonal
(Interpersonal & Self- and Collaborative Skills)
Directional Skills) ทกั ษะการเข้าใจและร้ทู ศิ ทาง
ของตนเอง (Self-Direction)
ทกั ษะในการปรับตวั
(Accountability and
Adaptability)
ทกั ษะในฐานะสมาชิกของ
สงั คม (Social
Responsibility)
(แหล่งท่มี า: https://sites.google.com/site/mrjisclassroom/smrrthna-khxng-phu-reiyn-ni-stwrrs-thi-21
11
10.ทกั ษะและกระบวนกำรทำงวิทยำศำสตร์
การศกึ ษาทางวิทยาศาสตร์คือ การศึกษาเก่ยี วกบั ทกุ ๆ ส่ิงท่อี ยู่รอบตัวอย่างมีระเบียบแบบแผน
เพ่ือให้ได้ข้อสรปุ และสามารถนาความร้ทู ่ไี ด้มาอธบิ ายปัญหาต่างๆ ซ่ึงการจะตอบหรืออธบิ ายปัญหาท่สี งสยั
ได้น้ันจาเป็นต้องมีทกั ษะกระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์ทกั ษะกระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์ (science
process skill) หมายถึง ความสามารถ และความชานาญในการคิด เพ่ือค้นหาความร้แู ละการแก้ไขปัญหา
โดยใช้กระบวนการทางวิทยาศาสตร์อาทกิ ารสงั เกตการวัด การคานวณ การจาแนก การหาความสัมพนั ธ์
ระหว่างสเปสกบั เวลา การจัดกระทา และส่อื ความหมายข้อมลู การลงความคิดเหน็ การพยากรณ์การ
ต้งั สมมติฐาน การกาหนดนิยาม การกาหนดตัวแปร การทดลอง การวิเคราะห์และแปรผลข้อมลู การ
สรุปผลข้อมูลได้อย่างรวดเรว็ ถกู ต้อง และแม่นยา ทกั ษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ 13 ทกั ษะ แบ่งเป็น
2 ระดับ คือ
1. ระดบั ทกั ษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ข้นั พ้นื ฐาน 8 ทกั ษะ เป็นทกั ษะเพ่อื การแสวงหาความรู้ทว่ั ไป
ประกอบด้วย
ทกั ษะที่ 1 กำรสงั เกต (Observing) หมายถึง การใช้ประสาทสัมผัสของร่างกายอย่างใดอย่างหน่งึ หรือ
หลายอย่าง ได้แก่ หูตา จมูก ล้นิ กายสมั ผัส เข้าสมั ผัสกบั วัตถุหรือเหตกุ ารณ์เพ่อื ให้ทราบ และรับร้ขู ้อมูล
รายละเอยี ดของสง่ิ เหล่าน้นั โดยปราศจากความคดิ เหน็ ส่วนตน ข้อมลู เหล่าน้จี ะประกอบด้วย ข้อมลู เชิง
คุณภาพ เชงิ ปริมาณ และรายละเอียดการเปล่ยี นแปลงท่เี กดิ ข้นึ จากการสงั เกต
ทกั ษะที่ 2 กำรวดั (Measuring) หมายถึง การใช้เคร่ืองมือสาหรับการวดั ข้อมูลในเชิงปริมาณของส่งิ
ต่างๆ เพ่อื ให้ได้ข้อมูลเป็นตวั เลขในหน่วยการวดั ท่ถี กู ต้อง แม่นยาได้ ท้งั น้ี การใช้เคร่ืองมอื จาเป็นต้อง
เลอื กใช้ให้เหมาะสมกบั ส่งิ ท่ตี ้องการวดั รวมถึงเข้าใจวิธกี ารวัด และแสดงข้นั ตอนการวัดได้อย่างถกู ต้อง
ทกั ษะที่ 3 กำรคำนวณ (Using numbers) หมายถึง การนับจานวนของวตั ถุ และการนาตวั เลขท่ไี ด้จาก
นับ และตวั เลขจากการวัดมาคานวณด้วยสตู รคณิตศาสตร์ เช่น การบวก การลบ การคูณ การหาร เป็นต้น
โดยการเกดิ ทกั ษะการคานวณจะแสดงออกจากการนบั ท่ถี กู ต้อง สว่ นการคานวณจะแสดงออกจากการเลือก
สตู รคณิตศาสตร์ การแสดงวิธคี านวณ และการคานวณท่ถี ูกต้อง แม่นยา
ทกั ษะที่ 4 กำรจำแนกประเภท (Classifying) หมายถึง การเรียงลาดบั และการแบ่งกล่มุ วัตถุหรือ
รายละเอยี ดข้อมูลด้วยเกณฑค์ วามแตกต่างหรือความสมั พันธใ์ ด ๆอย่างใดอย่างหน่งึ
12
ทกั ษะที่ 5 กำรหำควำมสมั พนั ธร์ ะหว่ำงสเปสกบั สเปส และสเปสกบั เวลำ (Using
space/Timerelationships) สเปสของวตั ถุ หมายถงึ ท่วี ่างท่วี ตั ถนุ ้นั ครองอยู่ ซ่ึงอาจมีรปู ร่างเหมอื นกนั
หรือแตกต่างกบั วตั ถุน้นั โดยทว่ั ไปแบ่งเป็น 3 มติ ิ คือ ความกว้าง ความยาว และความสูง ความสมั พนั ธ์
ระหว่างสเปสกบั สเปสของวัตถุ ได้แก่ ความสัมพนั ธร์ ะหว่าง 3 มติ ิ กบั 2 มิติ ความสมั พนั ธร์ ะหว่าง
ตาแหน่งท่อี ยู่ของวตั ถุหน่งึ กับวตั ถุหน่งึ ความสมั พันธร์ ะหว่างสเปสของวตั ถุกบั เวลา ได้แก่ ความสมั พนั ธ์
ของการเปล่ยี นแปลงตาแหน่งของวัตถุกบั ช่วงเวลา หรือความสมั พันธข์ องสเปสของวัตถทุ ่เี ปล่ียนไปกบั
ช่วงเวลา
ทกั ษะที่ 6 กำรจดั กระทำ และสอื่ ควำมหมำยขอ้ มูล (Communication) หมายถงึ การนาข้อมลู ท่ไี ด้จาก
การสงั เกต และการวดั มาจัดกระทาให้มีความหมาย โดยการหาความถ่ี การเรียงลาดบั การจัดกล่มุ การ
คานวณค่า เพ่ือให้ผ้อู ่นื เข้าใจความหมายได้ดีข้นึ ผ่านการเสนอในรปู แบบของตาราง แผนภมู ิ วงจร เขียน
หรือบรรยาย เป็นต้น
ทกั ษะที่ 7 กำรลงควำมเห็นจำกขอ้ มูล (Inferring) หมายถึง การเพ่ิมความคิดเหน็ ของตนต่อข้อมูลท่ไี ด้
จากการสงั เกตอย่างมเี หตผุ ลจากพ้ืนฐานความรู้หรือประสบการณ์ท่มี ี
ทกั ษะที่ 8 กำรพยำกรณ(์ Predicting) หมายถงึ การทานายหรือการคาดคะเนคาตอบ โดยอาศัยข้อมูลท่ี
ได้จากการสงั เกตหรือการทาซา้ ผ่านกระบวนการแปรความหายของข้อมูลจากสมั พนั ธภ์ ายใต้ความรู้ทาง
วทิ ยาศาสตร์
2.ระดับทกั ษะกระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์ข้นั บูรณาการ 5 ทกั ษะ เป็นทกั ษะกระบวนการข้นั สงู ท่มี คี วาม
ซบั ซ้อนมากข้นึ เพ่ือแสวงหาความรู้ โดยใช้ทกั ษะกระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์ข้นั พ้นื ฐาน เป็นพ้นื ฐานใน
การพฒั นา ประกอบด้วย
ทกั ษะที่ 9 กำรต้งั สมมติฐำน (Formulating hypotheses) หมายถึง การต้งั คาถามหรือคดิ คาตอบ
ล่วงหน้าก่อนการทดลองเพ่ืออธบิ ายหาความสมั พนั ธร์ ะหว่างตัวแปรต่างๆ ว่ามีความสัมพนั ธอ์ ย่างไรโดย
สมมติฐานสร้างข้นึ จะอาศยั การสงั เกต ความรู้ และประสบการณภ์ ายใต้หลกั การ กฎ หรือทฤษฎที ่สี ามารถ
อธบิ ายคาตอบได้
ทกั ษะที่ 10 กำรกำหนดนิยำมเชิงปฏิบตั ิกำร (Defining operationally) หมายถึง การกาหนด และ
อธบิ ายความหมาย และขอบเขตของคาต่างๆ ท่เี ก่ยี วข้องกบั การศกึ ษาหรือการทดลองเพ่อื ให้เกดิ ความ
เข้าใจตรงกนั ระหว่างบุคคล
13
ทกั ษะที่ 11กำรกำหนด และควบคมุ ตวั แปร (Identifying and controlling variables) หมายถึง การ
บ่งช้ี และกาหนดลักษณะตัวแปรใด ๆให้เป็นเป็นตวั แปรอสิ ระหรือตัวแปรต้น และตัวแปรใดๆให้เป็นตัว
แปรตาม และตวั แปรใดๆให้เป็นตวั แปรควบคมุ
ทกั ษะที่ 12 กำรทดลอง (Experimenting) หมายถึง กระบวนการปฏบิ ัติ และทาซา้ ในข้นั ตอนเพ่อื หา
คาตอบจากสมมติฐาน แบ่งเป็น 3 ข้นั ตอน คอื
1.การออกแบบการทดลอง หมายถึง การวางแผนการทดลองก่อนการทดลองจริงๆ เพ่อื กาหนดวิธกี าร
และข้นั ตอนการทดลองท่สี ามารถดาเนนิ การได้จริง รวมถึงวิธกี ารแก้ไขปัญหาอปุ สรรคท่อี าจเกดิ ข้นึ ขณะทา
การทดลองเพ่อื ให้การทดลองสามารถดาเนนิ การให้สาเรจ็ ลลุ ่วงด้วยดี
2.การปฏบิ ัตกิ ารทดลอง หมายถึง การปฏบิ ัติการทดลองจริง
3.การบนั ทกึ ผลการทดลอง หมายถึง การจดบันทกึ ข้อมูลท่ไี ด้จากการทดลองซ่งึ อาจเป็นผลจากการสงั เกต
การวดั และอ่นื ๆ
ทกั ษะที่ 13 กำรตีควำมหมำยขอ้ มูล และกำรลงขอ้ มูล (Interpreting data and conclusion)หมายถึง
การแปรความหมายหรือการบรรยายลักษณะและสมบตั ิของข้อมูลท่มี ีอยู่ การตคี วามหมายข้อมลู ใน
บางคร้ังอาจต้องใช้ทกั ษะอ่นื ๆ เช่น ทกั ษะการสงั เกต ทกั ษะการคานวณทกั ษะท่ี 12 การทดลอง
(Experimenting) หมายถงึ กระบวนการปฏบิ ัติ และทาซา้ ในข้นั ตอนเพ่อื หาคาตอบจากสมมติฐาน
แบ่งเป็น 3 ข้นั ตอน คอื
1. การออกแบบการทดลอง หมายถึง การวางแผนการทดลองก่อนการทดลองจริงๆ เพ่อื กาหนดวิธกี าร
และข้นั ตอนการทดลองท่สี ามารถดาเนนิ การได้จริง รวมถึงวิธกี ารแก้ไขปัญหาอปุ สรรคท่อี าจเกดิ ข้นึ ขณะทา
การทดลองเพ่อื ให้การทดลองสามารถดาเนนิ การให้สาเรจ็ ลุล่วงด้วยดี
2. การปฏบิ ตั ิการทดลอง หมายถึง การปฏบิ ัตกิ ารทดลองจริง
3. การบนั ทกึ ผลการทดลอง หมายถึง การจดบนั ทกึ ข้อมูลท่ไี ด้จากการทดลองซ่งึ อาจเป็นผลจากการสงั เกต
การวัดและอ่นื ๆ
แหล่งทม่ี า:หลกั สตู รโรงเรียนพบิ ลู อุปถัมภ์
14
11.ทกั ษะตำมศตวรรษที่ 21
1. มที กั ษะ กำรอ่ำน กำร เขียน 2. มีทกั ษะในกำรคิดวิเครำะห์
และกำรคำนวณ และแกไ้ ขปัญหำได้
3 มีควำมคิดอย่ำงสรำ้ งสรรค์ 4. มที กั ษะในกำรสือ่ สำร
คิดเชิงนวตั กรรม และรูเ้ ท่ำทนั สอื่
5.มีทกั ษะกำรใชค้ อมพวิ เตอร์ 6.มีทกั ษะทำงอำชีพ
และรูเ้ ท่ำทนั เทคโนโลยี และกระบวนกำรเรียนรูต้ ่ำงๆ
7.มที กั ษะกำรสืบคน้ ขอ้ มูล 8.มคี ุณธรรม มเี มตตำกรุณำ
และกำรนำเสนอขอ้ มูล และมรี ะเบยี บวินยั
9.มคี วำมเขำ้ ใจควำมแตกต่ำง 10.ใหค้ วำมร่วมมือในกำร
ทำงวฒั นธรรม ทำงำนเป็ นทีมมภี ำวะผูน้ ำ
(แหล่งท่มี า:อาจารย์ ผ้ชู ่วยศาสตราจารย์สมหวัง นลิ พนั ธ์
15
12.คุณลกั ษณะ 3Rและ8C
(แหล่งท่มี า: https://www.brainfit.co.th/th/blog-th/3r-x-8c-
%E0%B8%97%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B8%A9%E
0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%94%E0%B9%87%E0%
1. Reading-อ่ำนออก 3R ไดแ้ ก่B8%81%E0%B8%A2%E0%B8%B8%E0%B8%84%E0%B29. (W)Riting-เขียนได้
%83%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B9%88-
%E0%B8%95%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%87%E
0%B8%A1%E0%B8%B5
3. (A)Rithmatic-มที กั ษะในกำรคำนวณ
8C ไดแ้ ก่
1.Critical Thinking and Problem Solving : มีทกั ษะในการคดิ วิเคราะห์ การคิดอย่างมวี ิจารณญาณ และแก้ไขปัญหาได้
2.Creativity and Innovation : คิดอย่ำงสรำ้ งสรรค์ คิดเชิงนวตั กรรม
3.Collaboration Teamwork and Leadership : ควำมร่วมมือ กำรทำงำนเป็ นทีม
และภำวะผูน้ ำ
4.Communication Information and Media Literacy : ทกั ษะในกำรสือ่ สำร และกำรรูเ้ ท่ำทนั สือ่
และภำวะผูน้ ำ
5.Cross-cultural Understanding : ควำมเขำ้ ใจในควำมแตกต่ำงของ
วฒั นธรรมและกระบวนกำรคิดขำ้ มวฒั นธรรม
6.Computing and ICT Literacy : มีทกั ษะกำรใชค้ อมพวิ เตอรแ์ ละรูเ้ ท่ำทนั เทคโนโลยี
และภำวะผูน้ ำ
7.Career and Learning Skills : ทกั ษะทำงอำชีพ และกำรเรียนรูแ้ ละภำวะผูน้ ำ
8.Compassion : มีควำมเมตตำกรุณำ มีคุณธรรม และมีระเบียบวินยั
16
14.คณุ ภำพผูเ้ รียน
จบช้นั ประถมศึกษำปี ที่ 3
1. เข้าใจลักษณะท่วั ไปของส่งิ มีชีวิตและการดารงชวี ติ ของส่งิ มชี วี ิตรอบตวั
2. เข้าใจลักษณะท่ปี รากฏ ชนิดและสมบตั บิ างประการของวสั ดุท่ใี ช้ทาวัตถแุ ละกาเปล่ยี นแปลงของวัสดุ
รอบตัว
3. เข้าใจการดึง การผลัก แรงแม่เหลก็ และผลของแรงท่มี ตี ่อการเปล่ยี นแปลงการเคล่อื นท่ขี องวัตถุ
พลงั งานไฟฟ้ า และการผลิตไฟฟ้ า การเกดิ เสยี ง แสงและการมองเหน็
4. เข้าใจการปรากฏของดวงอาทติ ย์ดวงจนั ทร์และดาว ปรากฏการณ์การข้นึ และตกของดวงอาทติ ยก์ ารเกดิ
กลางวันกลางคืน การกาหนดทศิ ลกั ษณะของหิน การจาแนกชนิดดินและการใช้ประโยชน์ลกั ษณะและ
ความสาคญั ของอากาศ การเกดิ ลม ประโยชน์และโทษของลม
5. ต้งั คาถามหรือกาหนดปัญหาเก่ยี วกบั ส่งิ ท่จี ะเรียนร้ตู ามท่กี าหนดให้หรือตามความสนใจสงั เกต สารวจ
ตรวจสอบโดยใช้เคร่ืองมอื อย่างง่าย รวบรวมข้อมูล บันทกึ และอธบิ ายผลการสารวจตรวจสอบด้วยการ
เขียนหรือวาดภาพ และส่อื สารสง่ิ ท่เี รียนร้ดู ้วยการเล่าเร่ือง หรือด้วยการแสดงทา่ ทางเพ่ือให้ผ้อู ่นื เข้าใจ
6. แก้ปัญหาอย่างง่ายโดยใช้ข้นั ตอนการแก้ปัญหา มที กั ษะในการใชเทคโนโลยีสารสนเทศและการส่อื สาร
เบ้อื งต้น รักษาข้อมูลส่วนตวั
7. แสดงความกระตอื รือร้น สนใจท่จี ะเรียนร้มู ีความคิดสร้างสรรค์เก่ยี วกบั เร่ืองท่จี ะศกึ ษาตามท่กี าหนดให้
หรือตามความสนใจ มสี ว่ นร่วมในการแสดงความคิดเหน็ และยอมรับฟังความคิดเหน็ ผู้อ่นื
8. แสดงความรับผดิ ชอบด้วยการทางานท่ไี ด้รับมอบหมายอย่างมุ่งม่นั รอบคอบประหยัด ซ่อื สตั ย์จนงาน
ลุล่วงเป็นผลสาเรจ็ และทางานร่วมกบั ผ้อู ่นื อย่างมีความสขุ
9. ตระหนกั ถึงประโยชนข์ องการใช้ความรู้และกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ในการดารงชีวติ ศกึ ษาหา
ความรู้เพ่ิมเติม ทาโครงงานหรือช้นิ งานตามท่กี าหนดให้หรือตามความสนใจ
17
จบช้นั ประถมศึกษำปี ที่ 6
1. เข้าใจโครงสร้าง ลกั ษณะเฉพาะการปรับตวั ของสง่ิ มีชีวิต รวมท้งั ความสมั พันธข์ องส่งิ มชี ีวิตในแหล่งท่อี ยู่
การทาหน้าท่ขี องสว่ นต่างๆ ของพืช และการทางานของระบบย่อยอาหารของมนุษย์
2. เข้าใจสมบตั ิและการจาแนกกล่มุ ของวสั ดุ สถานะและการเปล่ยี นสถานะของสสารการละลาย การ
เปล่ยี นแปลงทางเคมกี ารเปล่ยี นแปลงท่ผี นั กลบั ได้และผันกลบั ไม่ได้และการแยกสารอย่างง่าย
3. เข้าใจลกั ษณะของแรงโน้มถ่วงของโลก แรงลพั ธแ์ รงเสยี ดทาน แรงไฟฟ้ าและผลของแรงต่างๆ ผลท่เี กดิ
จากแรงกระทาต่อวตั ถุความดนั หลกั การท่มี ีต่อวตั ถวุ งจรไฟฟ้ าอย่างง่ายปรากฏการณเ์ บ้อื งต้นของเสยี ง
และแสง
4. เข้าใจปรากฏการณก์ ารข้นึ และตก รวมถึงการเปล่ยี นแปลงรปู ร่างปรากฏของดวงจันทร์องค์ประกอบ
ของระบบสรุ ิยะ คาบการโคจรของดาวเคราะห์ความแตกต่างของดาวเคราะห์และดาวฤกษ์การข้นึ และตก
ของกลุ่มดาวฤกษ์การใช้แผนท่ดี าว การเกดิ อปุ ราคาพัฒนาการและประโยชน์ของเทคโนโลยอี วกาศ
5. เข้าใจลักษณะของแหล่งนา้ วัฏจกั รนา้ กระบวนการเกดิ เมฆ หมอก นา้ ค้าง นา้ ค้างแขง็ หยาดนา้ ฟ้ า
กระบวนการเกดิ หิน วฏั จกั รหิน การใช้ประโยชนห์ ินและแร่ การเกดิ ซากดกึ ดาบรรพก์ ารเกดิ ลมบก ลม
ทะเล มรสุม ลักษณะและผลกระทบของภยั ธรรมชาติธรณีพบิ ัตภิ ัยการเกดิ และผลกระทบของปรากฏการณ์
เรือนกระจก
6. ค้นหาข้อมูลอย่างมีประสทิ ธภิ าพและประเมินความน่าเช่ือถือ ตดั สนิ ใจเลอื กข้อมูลใช้เหตุผลเชิงตรรกะ
ในการแก้ปัญหา ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการส่อื สารในการทางานร่วมกนั เข้าใจสทิ ธแิ ละหน้าท่ขี องตน
เคารพสทิ ธขิ องผ้อู ่นื
7. ต้ังคาถามหรือกาหนดปัญหาเก่ยี วกบั ส่งิ ท่จี ะเรียนร้ตู ามท่กี าหนดให้หรือตามความสนใจ คาดคะเน
คาตอบหลายแนวทาง สร้างสมมตฐิ านท่สี อดคล้องกับคาถามหรือปัญหาท่จี ะสารวจตรวจสอบ วางแผนและ
สารวจตรวจสอบโดยใช้เคร่ืองมือ อุปกรณ์และเทคโนโลยีสารสนเทศท่เี หมาะสม ในการเกบ็ รวบรวมข้อมลู
ท้งั เชิงปริมาณและคุณภาพ
8. วิเคราะห์ข้อมูล ลงความเหน็ และสรปุ ความสมั พนั ธข์ องข้อมูลท่มี าจากการสารวจตรวจสอบในรปู แบบ
ท่เี หมาะสม เพ่อื ส่อื สารความรู้จากผลการสารวจตรวจสอบได้อย่างมีเหตุผลและหลักฐานอ้างองิ
9. แสดงถึงความสนใจ มุ่งม่ัน ในส่งิ ท่จี ะเรียนรู้ มีความคิดสร้างสรรค์เก่ยี วกบั เร่ืองท่จี ะศึกษาตามความ
สนใจของตนเอง แสดงความคิดเหน็ ของตนเอง ยอมรับในข้อมูลท่มี ีหลักฐานอ้างอิง และรับฟังความ
คดิ เหน็ ผู้อ่นื
18
10. แสดงความ รับผดิ ชอบด้วยการทางานท่ไี ด้ รับมอบหมายอย่างมุ่งม่นั รอบคอบ ประหยดั ซ่อื สตั ย์จน
งานลลุ ่วงเป็นผลสาเรจ็ และทางานร่วมกบั ผ้อู ่นื อย่างสร้างสรรค์
11. ตระหนักในคณุ ค่าของความรู้วทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยีใช้ความร้แู ละกระบวนการทางวิทยาศาสตร์
ในการดารงชีวิต แสดงความช่นื ชม ยกย่อง และเคารพสทิ ธใิ นผลงานของผ้คู ิดค้นและศึกษาหาความรู้
เพ่ิมเติม ทาโครงงานหรือช้นิ งานตามท่กี าหนดให้หรือตามความสนใจ
12. แสดงถึงความซาบซ้ึง ห่วงใย แสดงพฤตกิ รรมเก่ยี วกบั การใช้การดแู ลรักษาทรัพยากรธรรมชาตแิ ละ
ส่งิ แวดล้อมอย่างรู้คณุ ค่า
แหล่งทม่ี า:กล่มุ สาระการเรียนร้วู ทิ ยาศาสตร์ (ฉบบั ปรบั ปรงุ พ.ศ. 2560)
ตามหลักสตู รแกนกลางการศกึ ษาข้นั พ้นื ฐาน พทุ ธศกั ราช 2551
15.รำยวิชำทเี่ ปิ ดสอน
รำยวิชำพ้ ืนฐำน ระดบั ช้นั ประถมศึกษำ ป. 1 - ป. 6
ว 11101 วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี จานวน 80 ช่วั โมง
ว 12101 วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี จานวน 80 ช่วั โมง
ว 13101 วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี จานวน 80 ช่วั โมง
ว 14101 วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี จานวน 80 ช่วั โมง
ว 15101 วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี จานวน 80 ช่วั โมง
ว 16101 วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี จานวน 80 ช่วั โมง
แหล่งทม่ี า:หลักสตู รโรงเรียนพบิ ลู อปุ ถมั ภ์
19
16.ทำไมตอ้ งเรียนวิทยำศำสตร์
การเรียนการสอนวทิ ยาศาสตร์มุ่งเน้นให้ผ้เู รียนได้ค้นพบความรู้ด้วยตนเองมากท่สี ดุ เพ่อื ให้ได้ท้งั
กระบวนการและความรู้ จากวธิ กี ารสงั เกต การสารวจตรวจสอบ การทดลอง แล้วนาผลท่ไี ด้มาจัดระบบ
เป็นหลกั การ แนวคดิ และองคค์ วามรู้ การจัดการเรียนการสอนวิทยาศาสตร์จึงมีเป้ าหมายท่ีสาคัญ ดังน้ี
1. เพ่อื ให้เข้าใจหลักการ ทฤษฎี และกฎท่เี ป็นพ้นื ฐานในวิชาวิทยาศาสตร์
2. เพ่อื ให้เข้าใจขอบเขตของธรรมชาตขิ องวิชาวิทยาศาสตร์และข้อจากดั ในการศกึ ษาวิชาวทิ ยาศาสตร์
3. เพ่อื ให้มีทกั ษะท่สี าคญั ในการศกึ ษาค้นคว้าและคิดค้นทางเทคโนโลยี
4. เพ่อื ให้ตระหนกั ถึงความสมั พนั ธร์ ะหว่างวชิ าวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี มวลมนุษย์และสภาพแวดล้อมใน
เชงิ ท่มี อี ทิ ธพิ ลและผลกระทบซ่งึ กนั และกนั
5. เพ่อื นาความรู้ ความเข้าใจ ในวชิ าวทิ ยาศาสตร์ และเทคโนโลยีไปใช้ให้เกดิ ประโยชน์ต่อสงั คมและการ
ดารงชวี ิต
6. เพ่อื พัฒนากระบวนการคดิ และจินตนาการ ความสามารถในการแก้ปัญหา และการจดั การ ทกั ษะในการ
ส่อื สาร และความสามารถในการตดั สนิ ใจ
7. เพ่อื ให้เป็นผู้ท่มี ีจติ วิทยาศาสตร์ มคี ณุ ธรรม จริยธรรม และค่านิยมในการใช้วิทยาศาสตร์และ
เทคโนโลยีอย่างสร้างสรรค์
แหล่งท่มี า:กล่มุ สาระการเรยี นร้วู ทิ ยาศาสตร์ (ฉบบั ปรับปรงุ พ.ศ. 2560)
ตามหลักสตู รแกนกลางการศึกษาข้นั พ้นื ฐาน พุทธศกั ราช 2551
20
17.เรียนรูอ้ ะไรในวิทยำศำสตร์
กล่มุ สาระการเรียนร้วู ิทยาศาสตร์มุ่งหวงั ให้ผ้เู รียนได้เรียนร้วู ิทยาศาสตร์ ท่เี น้นการเช่อื มโยง
ความรู้กบั กระบวนการ มีทกั ษะสาคญั ในการค้นคว้าและสร้างองค์ความรู้ โดยใช้กระบวนการในการสบื
เสาะหาความรู้และแก้ปัญหาท่หี ลากหลาย ให้ผ้เู รียนมีส่วนร่วมในการเรียนร้ทู ุกข้นั ตอน มกี ารทากจิ กรรม
ด้วยการลงมือปฏบิ ตั ิจริงอย่างหลากหลาย เหมาะสมกบั ระดบั ช้นั โดยกาหนดสาระสาคญั ดงั น้ี
1. วิทยำศำสตรช์ ีวภำพ เรียนร้เู ก่ยี วกบั ชีวติ ในส่งิ แวดล้อม องค์ประกอบของส่งิ มีชีวิต การดารงชีวิตของ
มนุษย์และสตั ว์ การดารงชีวิตของพชื พันธุกรรม ความหลากหลายทางชีวภาพและวิวัฒนาการของส่งิ มีชวี ิต
2.วิทยำศำสตรก์ ำยภำพ เรียนร้เู ก่ยี วกบั ธรรมชาตขิ องสาร การเปล่ยี นแปลงของสาร การเคล่อื นท่ี
พลงั งาน และคล่นื
3. วิทยำศำสตรโ์ ลก และอวกำศ เรียนร้เู ก่ยี วกบั องค์ประกอบของเอกภพ ปฏิสมั พันธภ์ ายในระบบสรุ ิยะ
เทคโนโลยอี วกาศ ระบบโลก การเปล่ยี นแปลงทางธรณีวิทยา กระบวนการเปล่ยี นแปลงลมฟ้ าอากาศ และ
ผลต่อส่งิ มชี ีวติ และส่งิ แวดล้อม
4.เทคโนโลยี
4.1 กำรออกแบบและเทคโนโลยี เรียนร้เู ก่ยี วกบั เทคโนโลยเี พ่ือการดารงชีวติ ในสังคมท่มี ีการ
เปล่ยี นแปลงอย่างรวดเรว็ ใช้ความรู้และทกั ษะทางด้านวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์และศาสตร์อ่นื ๆ เพ่อื
แก้ปัญหาหรือพัฒนางานอย่างมคี วามคดิ สร้างสรรค์ด้วยกระบวนการออกแบบเชิงวศิ วกรรม เลือกใช้
เทคโนโลยอี ย่างเหมาะสมโดยคานึงถึงผลกระทบต่อชีวิต สงั คม และส่งิ แวดล้อม
4.2 วิทยำกำรคำนวณ เรียนร้เู ก่ยี วกบั การคดิ เชงิ คานวณ การคิดวเิ คราะห์ แก้ปัญหาเป็นข้ันตอนและเป็น
ระบบ ประยุกตใ์ ช้ความรู้ด้านวิทยาการคอมพิวเตอร์และเทคโนโลยีสารสนเทศและการส่อื สาร ในการ
แก้ปัญหาท่พี บในชวี ติ จริงได้อย่างมปี ระสิทธภิ าพ
วิทยำศำสตรเ์ พมิ่ เติม ผ้เู รียนจะได้เรียนร้สู าระสาคญั ดงั น้ี
1. ชีววิทยำ เรียนร้เู ก่ยี วกบั การศึกษาชีววทิ ยา สารท่เี ป็นองค์ประกอบของส่งิ มชี วี ิต เซลล์ของส่งิ มีชวี ติ
พันธกุ รรมและการถ่ายทอด ววิ ัฒนาการ ความหลากหลายทางชีวภาพ โครงสร้างและการทางานของส่วน
ต่างๆ ในพชื ดอก ระบบและการทางานในอวัยวะต่างๆ ของสตั ว์ และมนุษย์ และส่งิ มีชีวิตและส่งิ แวดล้อม
2. เคมี เรียนร้เู ก่ยี วกบั ปริมาณสาร องคป์ ระกอบและสมบตั ิของสาร การเปล่ียนแปลงของสารทกั ษะและ
การแก้ปัญหาทางเคมี
3. ฟิ สกิ ส์ เรียนร้เู ก่ยี วกบั ธรรมชาตแิ ละการค้นพบทางฟิ สกิ ส์ แรงและการเคล่อื นท่แี ละพลังงาน
4. โลก ดำรำศำสตรแ์ ละอวกำศ เรียนร้เู ก่ยี วกบั โลกและกระบวนการเปล่ยี นแปลงทางธรณวี ิทยาข้อมลู
ทางธรณวี ทิ ยาและการนาไปใช้ประโยชน์การถ่ายโอนพลงั งานความร้อนของโลก การเปล่ยี นแปลงลกั ษณะ
ลมฟ้ าอากาศกบั การดารงชวี ติ ของมนุษย์โลกในเอกภพ และดาราศาสตร์กบั มนุษย์
แหล่งท่มี า:กล่มุ สาระการเรียนร้วู ทิ ยาศาสตร์ (ฉบบั ปรบั ปรุง พ.ศ. 2560)
ตามหลักสตู รแกนกลางการศกึ ษาข้นั พ้นื ฐาน พุทธศกั ราช 2551
21
18.ธรรมชำติของควำมรูว้ ิทยำศำสตรแ์ ละเทคโนโลยี
วทิ ยาศาสตร์ เป็นความรู้ท่ไี ด้จากการศกึ ษาปรากฏการณต์ ่างๆท่เี กดิ ข้นึ ในธรรมชาติ ซ่งึ ความรู้
ต่างๆ เหล่าน้มี ีอยู่อย่างมากมาย ดังน้ัน เพ่ือความเป็นระเบียบจึงต้องมีการจัดความรู้ต่างๆ ออกเป็น
หมวดหมู่ตามแต่ละสาขา เช่น ถ้าเป็นความร้เู ก่ยี วกบั ส่งิ มีชีวิตจาพวกพชื หรือพรรณไม้ต่างๆ จัดอยู่ใน
สาขาพฤกษาศาสตร์ ส่วนเร่ืองท่เี ก่ยี วกบั ส่งิ มชี ีวิตขนาดเลก็ เช่น สตั ว์เซลลเ์ ดียวหรือเช้ือจุลนิ ทรีย์ จัดอยู่ใน
สาขาจุลชีววทิ ยา เป็นต้น อย่างไรกต็ ามความรู้ทางวทิ ยาศาสตร์ได้แบ่งออกอย่างกว้างๆ เป็น 2 ประเภท
ตามจุดประสงคข์ องการแสวงหาความรู้ คอื
1)วิทยำศำสตรบ์ ริสุทธ์ิ (Pure Science) หรือวิทยาศาสตร์ธรรมชาติ คอื ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ท่ี
บรรยายถงึ ความเป็นไปของปรากฏการณ์ต่างๆ ในธรรมชาติ อนั ประกอบไปด้วย ข้อเทจ็ จริง หลกั การ
ทฤษฎี กฎ และสตู รต่างๆ เป็นความรู้พ้ืนฐานของนักวิทยาศาสตร์ ซ่ึงได้มาเพ่อื สนองความต้องการอยากรู้
อยากเหน็ โดยไม่คานึงถึงประโยชนข์ องการค้นหา สามารถแบ่งออกเป็นกล่มุ ย่อยได้อกี 3 แขนง คอื
(1.1)วิทยำศำสตรก์ ำยภำพ (Physical Science) คอื วิทยาศาสตร์ท่วี ่าด้วยเร่ืองราวต่างๆ ของ
ส่งิ ไม่มีชีวิต เช่น เคมี ฟิ สกิ ส์ คณติ ศาสตร์ ดาราศาสตร์ (ราชบณั ฑติ ยสถาน, 2542) รวมถึงอุตนุ ยิ มวิทยา
และธรณีวิทยา เป็นต้น
(1.2)วิทยำศำสตรช์ ีวภำพ (Biological Science) คือ วิทยาศาสตร์ท่วี ่าด้วยเร่ืองราวต่างๆ ของ
ส่งิ มชี ีวิต เช่น สตั ววทิ ยา พฤกษศาสตร์ (ราชบัณฑติ ยสถาน, 2542) จุลชวี วิทยา เป็นต้น
(1.3)วิทยำศำสตรส์ งั คม เป็นวิทยาศาสตร์ท่ศี ึกษาหาความรู้ เพ่อื จัดระบบให้มนุษย์มกี าร
ดารงชวี ิตอยู่ด้วยกนั อย่างมีแบบแผน เพ่อื ความสงบสขุ ของสงั คม ประกอบด้วย วิชาจติ วิทยา วิชา
การศกึ ษา วิชารัฐศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ เป็นต้น
2)วิทยำศำสตรป์ ระยุกต์ (Applied Science) วิทยาศาสตร์ประยุกต์ คือ วิทยาศาสตร์ท่วี ่าด้วยเร่ืองราว
ต่างๆท่มี ่งุ ประโยชน์ในทางปฏบิ ัติย่ิงกว่าทฤษฎี เช่นแพทย์ศาสตร์ วศิ วกรรมศาสตร์ เกษตรศาสตร์
(ราชบัณฑติ ยสถาน, 2542)
วทิ ยาศาสตร์ประยุกต์เป็นวทิ ยาศาสตร์ท่นี าเอาความร้จู ากวิทยาศาสตร์บริสทุ ธ์ิ มาประยุกตเ์ พ่ือให้
เกดิ ประโยชน์ต่อสังคมสนองความต้องการของมนุษย์ในด้านต่างๆ เช่น การแพทย์ การเกษตร การ
อุตสาหกรรม ทาให้เกดิ สาขาวชิ าวทิ ยาศาสตร์สาขาใหม่ เช่น แพทยศ์ าสตร์ สตั วแพทยศ์ าสตร์
เกษตรศาสตร์ วิศวกรรม และโภชนาการ เป็นต้น
22
หากเราพจิ ารณาในสาขาวชิ าแพทยศาสตร์ ซ่งึ เป็นวทิ ยาศาสตร์ประยุกต์สาขาหน่งึ น้ัน จะพบว่า
เป็นการผสมผสานความรู้จากสาขาวิชาวทิ ยาศาสตร์บริสุทธ์หิ ลายสาขาประกอบกนั เพ่ือประโยชน์ในการ
รักษาโรค โดยไม่ได้ใช้ความรู้ในวิทยาศาสตร์บริสทุ ธ์ิสาขาน้นั ท้งั หมด ยกตวั อย่างเช่น ความรู้ทางด้าน
ชีววิทยาใช้เฉพาะท่เี ก่ยี วกบั เร่ืองการทางานของอวัยวะและระบบต่างๆ ของร่างกาย ความรู้ทางด้านฟิ สกิ ส์
ใช้ในส่วนท่เี ป็นเร่ืองเก่ยี วกบั โครงสร้างของร่างกายและการเคล่อื นไหว ใช้ความร้ทู างด้านเคมี เช่น
คณุ สมบตั ขิ องสารเคมตี ่างๆ ท่สี ามารถนามาทายารักษาโรค ทางด้านจุลชีววิทยาได้แก่ ความรู้ท่เี ก่ยี วข้อง
กบั เช้อื จุลินทรีย์ และเช้ือโรคต่างๆ เป็นต้น จะเหน็ ได้ว่าสาขาวิชาแพทย์ศาสตร์น้ันเป็นการดึงเอาความรู้
บางสว่ นท่เี ก่ยี วข้องกบั การทางานของร่างกายมนุษย์ และ การบาบดั รักษาโรคภัยไข้เจบ็ จากสาขาวิชา
วิทยาศาสตร์บริสทุ ธ์หิ ลายๆแขนงมาประยุกตร์ วมกนั เพ่อื ประโยชนท์ างด้านใดด้านหน่งึ เทา่ น้ัน
โดยสรุป คอื วทิ ยาศาสตร์บริสทุ ธ์เิ ป็นความรู้ในเร่ืองต่างๆ ซ่ึงมักเป็นสาขาวิทยาศาสตร์พ้นื ฐาน ท่ี
มีลกั ษณะเป็นทฤษฎี หลักการ กฎ หรือสตู รต่างๆ เช่น ฟิ สกิ ส์ เคมี ชวี วิทยา เป็นต้น สว่ นวทิ ยาศาสตร์
ประยุกต์เป็นการใช้ความรู้เพ่อื ให้เกดิ ประโยชน์ โดยเน้นในทางปฏบิ ตั ิมากกว่าทฤษฎี และมักเป็นสาขาวชิ า
เฉพาะทาง เช่น แพทยศ์ าสตร์ วิศวกรรมศาสตร์ เกษตรศาสตร์ วิทยาศาสตร์สง่ิ แวดล้อม เป็นต้น
แหล่งท่มี า: https://sites.google.com/site/someoneatmyage/sara-thi-8-thrrmchati-khxng-withyasastr-laea-thekhnoloyi
ธรรมชำติของควำมรูว้ ิทยำศำสตรแ์ ละเทคโนโลยี(อำจำรย์ ผูช้ ่วยศำสตรำจำรยส์ มหวงั
นิลพนั ธ)์
ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ได้น้ันจะต้องต้ังอยู่บนเง่ือนไข 3 ประการ คอื ความร้ทู างวิทยาศาสตร์
เป็นความร้จู ากการศกึ ษาธรรมชาตคิ วามรู้ทางวทิ ยาศาสตร์เกดิ จากการใช้ใช้กระบวนการสบื เสาะหาความรู้
ตรวจสอบ ศกึ ษา วจิ ัย ค้นคว้าและค้นหาคาตอบด้วยวิธกี ารทางวิทยาศาสตร์อย่างเป็นระบบและความรู้ทาง
วิทยาศาสตร์เป็นความร้ทู ่ผี ่านการตรวจสอบหรือยนื ยนั แล้วว่าเป็นความจริงตามเง่อื นไขท่กี าหนดสว่ น
สมมติฐานซ่ึงเป็นความรู้ท่ยี ังสงสยั ในความถกู ต้องอยู่และยงั ต้องรอการทดสอบจึงยังไม่จัดเข้าไว้ในความรู้
ทางวทิ ยาศาสตร์ความรู้วิทยาศาสตร์จะต้องสามารถอธบิ ายและตรวจสอบซา้ ได้เพ่อื นามาใช้อ้างองิ ท้งั ใน
การสนบั สนุนหรือโต้แย้งเม่อื มีการค้นพบข้อมลู หรือหลักฐานใหม่หรือแม้แต่ข้อมูลเดิมเดยี วกนั กอ็ าจเกดิ
ความขัดแย้งข้นึ ได้ถ้านักวิทยาศาสตร์แปลความหมายด้วยวธิ กี ารหรือแนวคดิ ท่แี ตกต่างกนั
สมาคมอเมริกนั เพ่อื ความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ (American Association for the Advancement of
Science, AAAS) ได้กาหนดลักษณะต่าง ๆ ของวทิ ยาศาสตร์ออกเป็น 3 ประเดน็ คอื
1.โลกในมุมมองแบบวิทยำศำสตร์ (scientific worldview) ด้วยวิทยาศาสตร์เป็นความร้ทู ่เี กดิ จาก
สตปิ ัญญาและความพยายามของมนุษย์ในการค้นหาคาตอบเก่ยี วกบั สง่ิ ท่เี กดิ ในธรรมชาตทิ ้งั บนโลกและ
23
นอกโลก จึงมีมมุ มองเฉพาะตวั เก่ยี วกบั การได้มาซ่ึงความร้ขู อปรากฏการณ์ต่าง ๆ ในธรรมชาตซิ ่งึ อาจ
แตกต่างจากมุมมองของศาสตร์อ่นื ๆ ดังน้ี
1.1 เรำสำมำรถทำควำมเขำ้ ใจสิง่ ต่ำงๆ บนโลกได้ ปรากฏการณ์ต่างๆ บนโลกหรือในเอกภพ ท่ี
เกดิ ข้นึ อย่างเป็นแบบรปู (pattern) สามารถเข้าใจได้ด้วยสติปัญญา วธิ กี ารศกึ ษาท่เี ป็นระบบ ผนวกกบั การ
ใช้ประสาทสัมผัสและเคร่ืองมอื ต่างๆ ในการเกบ็ รวบรวมข้อมูล นักวิทยาศาสตร์เช่อื ว่าส่งิ ต่างๆ สามารถทา
ความเข้าใจได้และคาถามใหม่ ๆ เกดิ ข้นึ ได้เสมอ ย่ิงข้อมูลมีความถกู ต้องแม่นยามากข้นึ กย็ ่งิ ทาให้มนุษย์
เข้าใจและเข้าใกล้ความจริงของปรากฏการณน์ ้นั ๆ ย่งิ ข้นึ
1.2 แนวคิดทำงวิทยำศำสตรม์ คี วำมไมแ่ น่นอน สามารถเปล่ยี นแปลงได้ แม้ว่าวิทยาศาสตร์จะ
เป็นกระบวนการสร้างองคค์ วามรู้ จากการสงั เกต การทดลอง การสร้างแบบจาลองอย่างละเอยี ดรอบคอบ
และเป็นระบบ เพ่อื ทาความเข้าใจเก่ยี วกบั ปรากฏการณห์ รือสง่ิ ท่สี นใจ แต่ระหว่างการทางานกม็ ักเกดิ
คาถามใหม่ข้นึ ตลอดเวลาไม่มีส้นิ สุด ส่งผลให้มกี ารปรับปรงุ หรือคิดค้นวธิ กี ารใหม่ในการค้นหาคาตอบ
และอาจได้หลักฐาน (Evidence) ใหม่ท่นี าไปสกู่ ารสร้างคาอธบิ ายหรือองคค์ วามรู้ทาง
1.3 วิทยำศำสตรค์ วำมรูท้ ำงวิทยำศำสตรม์ คี วำมคงทน และเช่ือถอื ได้แม้ว่าวทิ ยาศาสตร์จะ
ยอมรับเร่ืองความไม่แน่นอน และความไม่มีท่สี ้นิ สดุ ของความร้หู รือคาอธบิ ายเก่ยี วกบั สง่ิ ต่างๆ ใน
ธรรมชาติ แต่ด้วยความรู้ทางวิทยาศาสตร์พฒั นาข้ึนมาผ่านวิธกี ารต่างๆ อย่างต่อเน่อื ง ซา้ แล้วซา้ เล่าเป็น
ระยะเวลาหน่งึ จนม่นั ใจในคาอธบิ ายน้ัน รวมถงึ มกี ารตรวจสอบอย่างเข้มข้นจากสงั คมนักวทิ ยาศาสตร์ จน
ความรู้ทางวิทยาศาสตร์เช่อื ถือได้ และจนกว่าการค้นพบความรู้ใหม่จะลบล้างความรู้เดิมได้อาจใช้
ระยะเวลายาวนาน
1.4 ทฤษฎีและกฎมคี วำมสมั พนั ธก์ นั แต่แตกต่ำงกนั มักมีแนวความเข้าใจคลาดเคล่ือนว่า กฎ
เป็นทฤษฎีท่พี ัฒนาแล้ว จึงมีความน่าเช่ือถอื และมีคุณค่ามากกว่าทฤษฎี ซ่ึงในความเป็นจริงแล้ว ท้งั กฎและ
ทฤษฎีต่างกเ็ ป็นผลผลิตของวทิ ยาศาสตร์ท่มี ีความสาคญั เท่าเทยี มกนั โดย กฎ (law) คือ แบบรูปท่ปี รากฏ
ในธรรมชาติ สว่ น ทฤษฎี (theory) คอื คาอธบิ ายแบบรปู ท่ปี รากฏในธรรมชาติน้ัน ๆ เช่น การใช้ทฤษฎี
พลงั งานจลนข์ องอนุภาคมาอธบิ ายแบบรูปความสมั พนั ธ์ระหว่างปริมาตรและอุณหภูมติ ามกฎของชาร์ล
1.5 วิทยำศำสตรไ์ ม่สำมำรถตอบไดท้ ุกคำถำม วิทยาศาสตร์เช่อื ถอื ข้อมูลหลักฐานเชงิ ประจักษท์ ่ี
ได้จากการสงั เกต ทดลอง หรือวิธกี ารต่างๆ ทางวิทยาศาสตร์ ในขณะท่สี ่งิ ต่างๆ ในโลกหลายส่งิ ไม่
สามารถหาคาตอบได้ด้วยวธิ กี ารทางวทิ ยาศาสตร์ เช่น ความเช่อื เก่ยี วกบั เร่ืองจิตวญิ ญาณ สง่ิ ล้ลี บั เหนอื
ธรรมชาติ ความเช่อื เร่ืองปาฏหิ าริย์ โชคชะตา หรือโหราศาสตร์ ดงั น้ัน นักวิทยาศาสตร์จงึ ไม่มหี น้าท่ใี ห้
คาตอบหรืออธบิ ายในเร่ืองเหล่าน้ี แม้ว่าบางคร้ังอาจมีแนวคาตอบหรือทางเลือกท่เี ป็นไปได้กต็ าม
24
2. กำรสืบเสำะหำควำมรูท้ ำงวิทยำศำสตร์ (scientific inquiry) การสบื เสาะหาความรู้ทาง
วทิ ยาศาสตร์ประกอบด้วยการให้เหตุผลเชิงตรรกะ (logic) ข้อมูลหลกั ฐานเชิงประจกั ษ์ (empirical
evidence) จนิ ตนาการและการคิดสร้างสรรค์ เป็นการทางานเพ่ือสบื เสาะหาคาอธบิ ายสง่ิ ท่สี นใจท้งั โดย
ส่วนตวั และร่วมกนั ของกลุ่มคนท่มี ีความสนใจเดยี วกนั การสบื เสาะหาความร้ทู างวิทยาศาสตร์เป็นมากกว่า
“วิธกี ารทางวิทยาศาสตร์” หรือ “การทดลองทางวทิ ยาศาสตร์” แต่เป็นการค้นหาคาตอบท่สี นใจผ่านการ
ทางานอย่างเป็นระบบรอบคอบ แต่มีอสิ ระ และไม่เป็นลาดับข้ันท่ตี ายตวั ลกั ษณะสาคัญของการสบื เสาะหา
ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ ประกอบด้วย
2.1 คาถามท่สี ามารถหาคาตอบหรือตรวจสอบได้
2.2 ข้อมูลหลกั ฐานท้งั เชิงประจกั ษ์และจากท่ผี ้อู ่นื ค้นพบ
2.3 การทาความเข้าใจ วเิ คราะห์ข้อมูลต่างๆ แล้วหาความสัมพันธข์ องข้อมูลและสร้างคาอธบิ ายเพ่อื ตอบ
คาถามท่สี งสยั
2.4 การเช่อื มโยง เปรียบเทยี บคาอธบิ ายของตนเองกบั ผู้อ่นื
2.5 การส่อื สารคาอธบิ ายหรือสง่ิ ท่คี ้นพบให้ผู้อ่นื ทราบ
การสบื เสาะหาความรู้ทางวิทยาศาสตร์มีลักษณะเฉพาะท่ที าให้วิทยาศาสตร์แตกต่างจากศาสตร์อ่นื ๆ ดงั น้ี
1. วิทยำศำสตรต์ อ้ งกำรหลกั ฐำน (evidence) การสร้างคาอธบิ ายหรือแนวคดิ ทางวิทยาศาสตร์
จาเป็นต้องมีหลักฐานเชงิ ประจักษ์ (empirical evidence) จากการสงั เกต ทดลอง สร้างแบบจาลอง หรือวิธี
อ่นื ๆ เพ่อื ให้ม่นั ใจว่าสามารถทาซา้ ได้ และมคี วามถูกต้อง แนวคิดทางวิทยาศาสตร์ใดท่ไี ด้รับการยอมรับ
จากกล่มุ นกั วทิ ยาศาสตร์ในสงั คม กจ็ ะได้รับการยอมรับและเผยแพร่ให้คนท่วั ไปในสงั คมได้เรียนรู้ ซ่งึ
กระบวนการท้งั หมดต้ังแต่การค้นพบจนกระทง่ั เป็นท่ยี อมรับของกลุ่มนกั วิทยาศาสตร์ในสงั คมอาจต้องใช้
เวลานาน เช่น แม้ว่าไอสไตน์ ค้นพบทฤษฎีสัมพันธภาพต้ังแต่ปี ค.ศ. 1905 แต่กว่าทฤษฎนี ้ีจะได้รับการ
ยอมรับจากสงั คมนักวิทยาศาสตร์ต้องใช้เวลาถงึ 14 ปี
2.วิทยำศำสตรม์ กี ำรผสมผสำนระหว่ำงตรรกศำสตร์ (logic) จินตนำกำร (imagination) และ
กำรคิดสรำ้ งสรรค์ (creativity) การทาความเข้าใจปรากฏการณ์ต่าง ๆ ท่เี กดิ ข้นึ บนโลกจะต้องใช้ความ
เป็นเหตุเป็นผล (logic) เพ่ือเช่ือมโยงหลกั ฐานเชิงประจกั ษเ์ ข้ากบั ข้อมลู อ่นื ๆ เช่น แนวคิดทาง
วทิ ยาศาสตร์ท่เี ก่ยี วข้อง ข้อมูลหลกั ฐานทุติยภมู ิ (secondary data source) ท่ไี ด้จากการสบื ค้นเพ่อื สร้าง
คาอธบิ าย และลงข้อสรุป หลายคร้ังท่กี ารสบื เสาะหาความรู้ทางวิทยาศาสตร์ยงั ต้องใช้จินตนาการและการ
คดิ สร้างสรรค์
3.วิทยำศำสตรใ์ หค้ ำอธิบำยและกำรพยำกรณ์ นักวทิ ยาศาสตร์พยายามอธบิ ายปรากฏการณ์ท่ี
สงั เกตโดยใช้วิธกี ารทางวิทยาศาสตร์ท่เี ป็นท่ยี อมรับ ความน่าเช่ือถอื ของคาอธบิ ายทางวิทยาศาสตร์มาจาก
25
ความสามารถในการแสดงความสมั พันธร์ ะหว่างหลักฐานและปรากฏการณท์ ่ไี ม่เคยค้นพบมาก่อน
นอกจากวทิ ยาศาสตร์จะให้คาอธบิ ายเก่ยี วกบั ปรากฏการณต์ ่างๆ แล้ววิทยาศาสตร์ยังให้ความสาคญั กบั
การทานายซ่งึ อาจเป็นได้ท้งั การพยากรณ์ปรากฏการณ์ หรือเหตุการณใ์ นอนาคต หรือในอดตี ท่ยี ังไม่มีการ
ค้นพบหรือศกึ ษามากอ่ น
4.นกั วิทยำศำสตรพ์ ยำยำมที่จะระบุและหลีกเลีย่ งควำมลำเอียง ข้อมลู หลกั ฐานมีความสาคญั
อย่างมากในการนาเสนอแนวคิดทางวทิ ยาศาสตร์ นักวิทยาศาสตร์จะถามตวั เองก่อนเสมอว่ามีหลักฐาน
อะไรบ้างท่สี นับสนุนแนวคิดน้ี การรวบรวมหลกั ฐานทางวิทยาศาสตร์จงึ จาเป็นต้องมีความถูกต้องแม่นยา
ปราศจากความลาเอยี งอนั เกดิ จากตวั ผ้สู ังเกต กล่มุ ตวั อย่าง เคร่ืองมอื และวิธกี ารท่ใี ช้การตีความหมาย
หรือการรายงานข้อมูล
5.วิทยำศำสตรไ์ มย่ อมรบั กำรมีอำนำจเหนอื บุคคลอืน่ วิทยำศำสตร์ เช่อื ว่าบคุ คลใดหรือ
นกั วทิ ยาศาสตร์คนใด มีช่อื เสยี งหรือตาแหน่งหน้าท่กี ารงานสงู อย่างไร กไ็ ม่มีอานาจตัดสนิ ว่า อะไรคอื
ความจริง ไม่มีใครมีสทิ ธพิ ิเศษในการเข้าถงึ ความจริงมากกว่าคนอ่นื ๆ เพราะความรู้ทางวทิ ยาศาสตร์ท่ถี ูก
ค้นพบต้องมีหลกั ฐานเชิงประจกั ษ์ สามารถตรวจสอบได้ และหากแนวคดิ ใหม่น้ันถกู ต้องกว่าแนวคดิ เดิม ก็
ย่อมได้รับการยอมรับแม้ว่าจะถกู ค้นพบโดยผ้ไู ม่มีช่ือเสยี ง ซ่ึงต้องมาแทนท่คี วามรู้เดิมท่คี ้นพบโดยคนมี
ช่อื เสยี งกไ็ ด้
3.กิจกำรทำงวิทยำศำสตร์ (scientific enterprise) วิทยาศาสตร์เป็นกจิ กรรมของมนุษยชาติ
(human activity) และเป็นกจิ กรรมทางสังคมท่ซี บั ซ้อนแตกแขนงเป็นสาขาต่างๆ และมีการดาเนินการใน
หลายองคก์ ร นักวิทยาศาสตร์ต้องทางานโดยมีจริยธรรมทางวทิ ยาศาสตร์ และมคี วามสัมพนั ธร์ ะหว่าง
วทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี
การจดั การเรียนร้วู ทิ ยาศาสตร์เพ่ือให้นักเรียนมีความร้แู ละทกั ษะท่สี าคัญตามเป้ าหมายจึงมี
ความสาคญั ย่งิ ซ่ึงเป้ าหมายของการจัดการสอนสาระการเรียนร้กู ล่มุ วิทยาศาสตร์ตามมาตรฐานการศกึ ษา
ช้นั พ้นื ฐาน สถาบันส่งเสริมการสอนวทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยีได้กาหนดไว้ดงั น้ี
1)เพ่ือให้เข้าใจหลักการและทฤษฎีท่เี ป็นพ้นื ฐานของวิชาวทิ ยาศาสตร์
2)เพ่ือให้เกดิ ความเข้าใจในลกั ษณะ ขอบเขต และข้อจากดั ของวิทยาศาสตร์
3)เพ่ือให้เกดิ ทกั ษะท่สี าคญั ในการศึกษาค้นคว้าและคดิ ค้นทางวทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี
4)เพ่ือพฒั นากระบวนการคดิ และจินตนาการ ความสามารถในการแก้ปัญหาและการจัดการทกั ษะในการ
ส่อื สารและความสามารถในการตัดสนิ ใจ
5)เพ่ือให้ตระหนกั ถึงความสัมพนั ธร์ ะหว่างวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี มวลมนุษย์ และ
สภาพแวดล้อม ในเชิงท่มี อี ทิ ธพิ ลและผลกระทบซ่ึงกนั และกนั
26
6) เพ่อื นาความรู้ความเข้าใจเร่ืองวทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี ไปใช้ให้เกดิ ประโยชน์ต่อสงั คมและการ
ดารงชวี ิตอย่างมีคณุ ค่า
7)เพ่ือให้มีจติ วิทยาศาสตร์ มีคณุ ธรรม จริยธรรม และค่านิยมในการใช้ความรู้ทางวิทยาศาสตร์อย่าง
สร้างสรรค์
ประโยชนต์ ่อการเรียนร้วู ิทยาศาสตร์ท่สี ามารถนาไปบรู ณาการกบั การสอนได้ทกุ ระดบั ช้ัน และ
เก่ยี วข้องกบั ชีวติ ประจาวัน (Lederman et al., 2002; McComas, 2005) ได้แก่
1. ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ได้มาจากการศกึ ษาปรากฏการณ์ธรรมชาติ ซ่งึ ต้องอาศัยหลักฐาน ข้อมูล ผ่าน
การคิดวเิ คราะห์อย่างเป็นเหตเุ ป็นผล
2. ความรู้ทางวิทยาศาสตร์สามารถเปล่ยี นแปลงได้ หากมีหลักฐานหรือข้อมูลใหม่มาสนับสนุน
3. กฎและทฤษฎีเป็นความรู้ทางวิทยาศาสตร์ท่แี ตกต่างกันกฎจะบอกถึงปรากฏการณ์ท่เี กดิ ข้นึ อย่างมีแบบ
แผนท่แี น่นอน ณ สภาวะใดๆ แต่ทฤษฎจี ะอธบิ ายท่มี าหรือเหตผุ ลของการเกดิ ปรากฏการณ์ธรรมชาติ
น้ันๆ
4. การศกึ ษาหาความร้ทู างวิทยาศาสตร์มีหลากหลายวิธี เช่น วธิ กี ารทางวิทยาศาสตร์ ความบังเอญิ การ
ทดลองโดยวิธีคดิ (thought experiment)
5. การหาความรู้ทางวิทยาศาสตร์โดยการสังเกตและการลงข้อสรุปจะแตกต่างกนั การสงั เกตจะให้ข้อมูลท่ี
เป็นหลักฐานในการลงข้อสรุป ความรู้ทางวิทยาศาสตร์มากมายอาศัยการลงข้อสรุปจากหลักฐานท่ไี ด้โดย
การสงั เกต เช่น การศึกษาเก่ยี วกบั อะตอม เป็นต้น
6. การทางานทางวทิ ยาศาสตร์ต้องอาศัยความคิดสร้างสรรคแ์ ละจนิ ตนาการควบคู่ไปกบั การคิดวเิ คราะห์
7. วิทยาศาสตร์คือกจิ กรรมอย่างหน่งึ ของมนุษย์ ซ่งึ ได้รับผลกระทบจาก ประสบการณ์ การฝึกฝน ความ
เช่อื ความรู้สกึ นึกคดิ ของคน เช่น ศีลธรรม ความคิดสร้างสรรค์ จนิ ตนาการ การตีความ มุมมอง แนวคิด
อคติและความลาเอยี ง ดงั น้ันในการทางานวิทยาศาสตร์ จึงต้องมกี ระบวนการตรวจสอบและประเมินความ
ถูกต้องของความรู้ทางวทิ ยาศาสตร์ เช่น การตรวจสอบจากผ้ทู รงคุณวฒุ ิ การนาเสนอผลงาน หรือการ
ตีพมิ พ์ในวารสาร
8. วิทยาศาสตร์คือกจิ กรรมการทางานของมนุษย์ซ่ึงทาภายใต้สภาพแวดล้อมทางสังคมและวฒั นธรรม ซ่งึ
จะส่งผลกระทบซ่ึงกนั และกัน
แนวการสร้างการร้วู ิทยาศาสตร์สาหรับหลกั สตู รนักเรียนระดับประถมศกึ ษาและมัธยมศกึ ษาตาม
นยิ ามการร้วู ทิ ยาศาสตร์ท่สี ะท้อนปัจจยั ท่สี อดคล้องกบั มิติแห่งการร้วู ทิ ยาศาสตร์ (dimensions of
scientific literacy) ท่สี าคญั 7 องค์ประกอบ ดังน้ี
27
องค์การเพ่อื ความร่วมมอื ทางเศรษฐกจิ และการพฒั นา (Organization for Economic
Corporation and Development : OECD) ให้ความหมาย การร้วู ิทยาศาสตร์ว่าเป็น“ความสามารถท่จี ะใช้
ความรู้ทางวิทยาศาสตร์เพ่ือท่จี ะตอบคาถามและเพ่ือสรุปข้อมูลโดยอาศัยหลักฐานทาให้เข้าใจและช่วยใน
การตัดสนิ ใจในเร่ืองโลกธรรมชาตแิ ละการเปล่ยี นแปลงท่เี กดิ ข้นึ จากการกระทาของมนุษย์”จะเหน็ ว่าการรู้
วิทยาศาสตร์น้ันจะต้องเน้นท้งั ความรู้ทางวิทยาศาสตร์และการร้กู ระบวนการวิทยาศาสตร์ท่จี าเป็นต่อการ
พัฒนาซ่งึ จะเก่ยี วข้องกบั ความเข้าใจวิทยาศาสตร์อนั ได้แก่ความร้ทู างวิทยาศาสตร์ท่ใี ช้เพ่ือตอบคาถามและ
เพ่ือสรุปข้อมลู จากหลกั ฐานเพ่อื ให้เข้าใจและช่วยในการตัดสนิ ใจ
1.ธรรมชำติของวิทยำศำสตร์ (nature of science) บุคคลผ้รู ้วู ิทยาศาสตร์เข้าใจในธรรมชาติของ
วิทยาศาสตร์และความร้เู ชิงวิทยาศาสตร์ โดยการใช้ประสบการณ์ทางวิทยาศาสตร์จะทาให้ผ้เู รียนได้
สบื เสาะและค้นพบความรู้ทางวทิ ยาศาสตร์ด้วยตวั เอง
2.แนวคิดวิทยำศำสตรท์ ีส่ ำคญั (key science concepts) บุคคลผ้รู ้วู ทิ ยาศาสตร์ เข้าใจและสามารถนาเอา
แนวคดิ หลักการ กฎ และทฤษฎที างวิทยาศาสตร์มาประยุกต์ใช้กบั สงั คมและส่งิ แวดล้อมรอบตัวได้
3.กระบวนกำรทำงวิทยำศำสตร์ (processes of science) บุคคลผ้รู ้วู ทิ ยาศาสตร์สามารถใช้กระบวนการ
ทางวิทยาศาสตร์เพ่ือแก้ปัญหา ตัดสนิ ใจ และทาความเข้าใจในสงั คมและส่งิ แวดล้อมได้ลึกซ้ึงย่งิ ข้นึ
4.ควำมสมั พนั ธก์ นั ระหว่ำงวิทยำศำสตร์ เทคโนโลยี สงั คมและสงิ่ แวดลอ้ ม (science-technology-
society-environment-interrelationships) บคุ คลผ้รู ้วู ทิ ยาศาสตร์เข้าใจและตระหนักถงึ คุณค่าใน
ความสัมพันธข์ องวทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี รวมไปถึงผลกระทบท่มี ตี ่อสงั คมและส่งิ แวดล้อม
5.ทกั ษะทำงวิทยำศำสตรแ์ ละทำงเทคนิค (scientific and technical skills) บคุ คลผ้รู ้วู ทิ ยาศาสตร์ได้
พฒั นาตนเองให้เกดิ ทกั ษะการใช้ร่างกาย สาหรับการปฏบิ ตั กิ ารในสว่ นท่เี ก่ยี วข้องกบั วิทยาศาสตร์และ
เทคโนโลยี
6.คุณค่ำ (values) ท่แี สดงความเป็นวิทยาศาสตร์ บุคคลผ้รู ้วู ทิ ยาศาสตร์มปี ฏสิ มั พนั ธก์ บั สงั คมและ
ส่งิ แวดล้อมในวถิ ีทางท่สี อดคล้องกบคณุ ค่าท่แี สดงความเป็นวทิ ยาศาสตร์
7. ควำมสนใจและทศั นคติทีเ่ กยี่ วขอ้ งกบั วิทยำศำสตร์ (science-related interests and attitudes) บุ
คลลผ้รู ้วู ทิ ยาศาสตร์ได้พัฒนาตนเองให้มีมุมมองในวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี สงั คม และส่งิ แวดล้อมอย่าง
เป็นเอกลกั ษณ์ และสานต่อเพ่ือขยายการศกึ ษาไปตลอดชีวติ
(แหล่งท่มี า:อาจารย์ ผ้ชู ่วยศาสตราจารย์สมหวงั นิลพนั ธ์
28
19.เป้ ำหมำยสำคญั ของกำรจดั กำรเรียนกำรสอนวิทยำศำสตร์
ในการเรียนการสอนวทิ ยาศาสตร์มุ่งเน้นให้ผ้เู รียนได้ค้นพบความรู้ด้วยตนเองมากท่สี ดุ เพ่อื ให้ได้ท้งั
กระบวนการและความรู้จากวธิ กี ารสงั เกต การสารวจตรวจสอบ การทดลอง แล้วนาผลท่ไี ด้มาจดั ระบบเป็น
หลักการ แนวคดิ และองคค์ วามรู้
กำรจัดกำรเรียนกำรสอนวิทยำศำสตรจ์ ึงมีเป้ ำหมำยที่สำคญั ดงั น้ ี
1.เพ่อื ให้เข้าใจหลักการ ทฤษฎีและกฎท่เี ป็นพ้นื ฐานในวิชาวิทยาศาสตร์
2.เพ่ือให้เข้าใจขอบเขตของธรรมชาตขิ องวชิ าวิทยาศาสตร์และข้อจากดั ในการศึกษาวชิ าวทิ ยาศาสตร์
3.เพ่อื ให้มีทกั ษะท่สี าคญั ในการศึกษาค้นคว้าและคดิ ค้นทางเทคโนโลยี
4.เพ่ือให้ตระหนักถงึ ความสัมพนั ธร์ ะหว่างวชิ าวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีมวลมนุษย์และสภาพแวดล้อมใน
เชงิ ท่มี อี ทิ ธพิ ลและผลกระทบซ่งึ กนั และกนั
5.เพ่ือนาความร้คู วามเข้าใจ ในวชิ าวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีไปใช้ให้เกดิ ประโยชนต์ ่อสงั คมและการ
ดารงชวี ิต
6.เพ่อื พัฒนากระบวนการคดิ และจนิ ตนาการ ความสามารถในการแก้ปัญหา และการจดั การ ทกั ษะในการ
ส่อื สาร และความสามารถในการตดั สนิ ใจ
7.เพ่ือให้เป็นผู้ท่มี ีจิตวทิ ยาศาสตร์ มีคุณธรรม จริยธรรม และค่านิยมในการใช้วทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี
อย่างสร้างสรรค์
(แหล่งทม่ี า:ค่มู อื การใช้หลักสตู ร กล่มุ สาระวิทยาศาสตร์สาหรับหลกั สตู รอนาคต ระดบั ปนะถมศกึ ษา (สสวท.)
29
เป้ ำหมำยสำคญั ของกำรจัดกำรเรียนกำรสอนวิทยำศำสตร์ (อำจำรย์ ผูช้ ่วยศำสตรำจำรย์
สมหวงั นลิ พนั ธ)์
กระทรวงศึกษาธกิ าร โดยสถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ได้ดาเนนิ การจัดทา
มาตรฐานการเรียนร้แู ละตวั ช้ีวัด กลุ่มสาระการเรียนร้วู ทิ ยาศาสตร์ (ฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2560) ตาม
หลักสตู รแกนกลางการศกึ ษาข้ันพ้นื ฐาน พทุ ธศักราช 2551 พร้อมท้งั จดั ทาสาระการเรียนร้แู กนกลางของ
กล่มุ สาระการเรียนร้แู ละสาระดงั กล่าวในแต่ละระดับช้นั เพ่ือให้เขตพ้นื ท่กี ารศกึ ษา หน่วยงานระดับท้องถ่นิ
และสถานศกึ ษาทกุ สังกดั ท่จี ัดการศึกษาข้ันพ้นื ฐาน ได้นาไปใช้เป็นกรอบและทศิ ทางในการพฒั นาหลักสตู ร
สถานศึกษา และจัดการเรียนการสอน
ในการเรียนการสอนวทิ ยาศาสตร์มุ่งเน้นให้ผ้เู รียนได้ค้นพบความรู้ด้วยตนเองมากท่สี ดุ เพ่อื ให้
ได้ท้งั กระบวนการและความรู้ จากวิธกี ารสงั เกต การสารวจตรวจสอบ การทดลอง แล้วนาผลท่ไี ด้มา
จดั ระบบเป็นหลกั การ แนวคดิ และองคค์ วามร้กู ารจัดการเรียนการสอนวิทยาศาสตร์จึงมเี ป้ าหมายท่สี าคัญ
ดังน้ี
1. เพ่อื ให้เข้าใจหลกั การ ทฤษฎี และกฎท่เี ป็นพ้นื ฐานในวิชาวิทยาศาสตร์
2. เพ่อื ให้เข้าใจขอบเขตของธรรมชาตขิ องวชิ าวิทยาศาสตร์และข้อจากดั ในการศึกษาวชิ าวทิ ยาศาสตร์
3. เพ่อื ให้มีทกั ษะท่สี าคัญในการศึกษาค้นคว้าและคิดค้นทางเทคโนโลยี
4. เพ่อื ให้ตระหนักถึงความสมั พนั ธร์ ะหว่างวิชาวทิ ยาศาสตร์ เทคโนโลยี มวลมนุษย์ และสภาพแวดล้อมใน
เชงิ ท่มี ีอทิ ธพิ ลและผลกระทบซ่งึ กนั และกนั
5. เพ่อื นาความรู้ ความเข้าใจ ในวิชาวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีไปใช้ให้เกดิ ประโยชนต์ ่อสงั คมและการ
ดารงชวี ติ
6. เพ่อื พัฒนากระบวนการคดิ และจนิ ตนาการ ความสามารถในการแก้ปัญหา และการจัดการ ทกั ษะในการ
ส่อื สาร และความสามารถในการตดั สนิ ใจ
7. เพ่อื ให้เป็นผู้ท่มี จี ิตวิทยาศาสตร์ มีคณุ ธรรม จริยธรรม และค่านิยมในการใช้วิทยาศาสตร์และ
เทคโนโลยีอย่างสร้างสรรค์
(แหล่งทม่ี า:อาจารย์ ผ้ชู ่วยศาสตราจารย์สมหวัง นิลพนั ธ์
30
20.แนวกำรสรำ้ งกำรรูว้ ิทยำศำสตรส์ ำหรบั หลกั สูตร
นกั เรียนระดบั ประถมศึกษำ
การจัดการเรียนร้ตู ามหลกั สตู รแกนกลางการศกึ ษาข้ันพ้นื ฐานพทุ ธศกั ราช 2551 มุ่งหวังให้ผ้เู รียน
เกดิ กระบวนการเรียนร้ทู ่สี าคญั และเป็นเคร่ืองมือพัฒนาผู้เรียนให้บรรลตุ ามเป้ าหมายของหลักสตู ร อกี ท้งั
เป็นกระบวนการเรียนร้ทู ่จี าเป็นสาหรับผ้เู รียนในการดารงชวี ติ ในสงั คมปัจจุบนั และอนาคตดงั น้ันครูผ้สู อน
ต้องรู้ และเข้าใจแนวคิด แนวทางการจัดการเรียนร้แู ละผลท่เี กดิ กบั ผู้เรียนของกระบวนการเรียนร้แู ต่ละวิธี
แล้วนามาจัดการเรียนร้ใู ห้เอ้อื ต่อการพัฒนาผู้เรียนให้เกิดกระบวนการ ดังกล่าวซ่งึ ได้แก่
1.การเรียนร้แู บบบูรณาการ
2.กระบวนการสร้างความรู้
3.กระบวนการคิด
4.กระบวนการทางสงั คม
5.กระบวนการเผชญิ สถานการณ์และแก้ไขปัญหา
6.กระบวนการเรียนร้จู ากประสบการณ์จริง
7.กระบวนการปฏบิ ตั ิลงมือทาจริง
8.กระบวนการจัดการ
9.กระบวนการวิจยั
10.กระบวนการเรียนร้กู ารเรียนร้ขู องตนเอง
11.กระบวนการพฒั นาลักษณะนสิ ยั
กระบวนการเรียนร้ทู ่กี ล่าวมาเป็นแนวทางในการจัดการเรียนร้ทู ่จี ะทาให้ผ้เู รียนได้รับการฝึกฝน
พัฒนาอย่างเตม็ ศักยภาพ ช่วยให้ผ้เู รียนเกดิ การเรียนร้ตู ามเป้ าหมายของหลักสตู รครูผ้สู อนจึงควรคัดสรร
และเลือกนามาใช้ในการจดั การเรียนร้กู ารเลือกว่าวิธใี ดเหมาะสมท่สี ุดต้องพิจารณาจากวตั ถปุ ระสงค์ของ
การจดั กจิ กรรมว่าต้องให้มีผู้เรียนเกดิ การเรียนร้อู ะไรสามารถนาพาให้ผ้เู รียนเกดิ สมรรถนะสาคัญและ
คณุ ลกั ษณะอนั พึงประสงค์ใดกระบวนการเหล่าน้หี ากนามาใช้จะได้ผลเพยี งใด จึงเป็นหน้าท่ขี องครผู ู้สอนท่ี
จะช่วยให้ผ้เู รียนเกดิ การเรียนร้คู รผู ้สู อนจึงจาเป็นต้องมีความรู้เก่ยี วกบั กระบวนการจัดการเรียนร้ทู ่จี ะ
31
นามาใช้พัฒนาผ้เู รียนให้มคี ุณภาพตามมาตรฐานการเรียนร้ตู ัวช้วี ัดของหลักสตู รแกนกลางการศึกษาข้ัน
พ้นื ฐานพทุ ธศกั ราช 2551 ซ่ึงได้กาหนดกระบวนการการจัดการเรียนร้ทู ่สี าคัญเพ่อื พัฒนาผู้เรียนให้
สอดคล้องกบั คณุ ภาพของเดก็ และเยาวชนในอนาคตไว้ดังน้ี
1.กำรเรียนรูแ้ บบบูรณำกำร
1.1 แนวคิด
การเรียนร้แู บบบรู ณาการคือการจดั การเรียนร้โู ดยการนาสาระการเรียนร้ทู ่มี คี วามสมั พันธ์
เช่อื มโยงกนั นามาจดั กจิ กรรมการเรียนร้ใู ห้ผ้เู รียนเกดิ ความร้คู วามเข้าใจในลักษณะท่เี ป็นองค์รวมและ
สามารถนาความรู้ความเข้าใจไปประยุกต์ใช้ในชวี ติ ประจาวันได้การจัดการเรียนร้แู บบบูรณาการมหี ลาย
รูปแบบข้นึ อยู่กบั วตั ถุประสงค์ความเหมาะสมกบั ผ้เู รียนและสาระการเรียนรู้
1.2 แนวทำงกำรจดั กำรเรียนรู้
การจดั การเรียนร้แู บบบูรณาการสามารถทาได้หลายลักษณะในท่นี ้ีจะขอเสนอแนวคิดการจดั การ
เรียนร้แู บบบูรณาการโดยใช้กล่มุ สาระการเรียนร้เู ป็นหลักซ่งึ แบ่งได้เป็น 2 ประเภทคือ
1.การบูรณาการภายในกล่มุ สาระการเรียนร้เู ป็นการจัดการเรียนร้ทู ่เี ช่อื มโยงเน้ือหาด้านความรู้ทกั ษะ
กระบวนการหรือคณุ ลกั ษณะอนั พงึ ประสงค์ในกล่มุ สาระการเรียนร้เู ดยี วกนั เข้าด้วยกนั เพ่ือม่งุ ศึกษา
เก่ยี วกบั เร่ืองราวประเดน็ ปัญหาหัวเร่ืองหรือประสบการณ์เร่ืองใดเร่ืองหน่งึ บรู ณาการภายในกลุ่มสาระการ
เรียนร้เู ดยี วกนั น้นั สามารถจัดการเรียนร้โู ดยผ้สู อนในกลุ่มสาระการเรียนร้นู ้ันไม่เก่ยี วข้องกบั กลุ่มสาระการ
เรียนร้อู ่นื ๆ
2.การบรู ณาการระหว่างกล่มุ สาระการเรียนร้เู ป็นการจดั การเรียนร้ทู ่เี ช่อื มโยงสาระการเรียนร้ทู กั ษะ
กระบวนการหรือคณุ ลกั ษณะอนั พงึ ประสงค์ต้งั แต่ 2 กล่มุ สาระการเรียนร้ขู ้นึ ไปเข้าด้วยกนั เพ่อื มุ่งศกึ ษา
เก่ยี วกบั เร่ืองราวประเดน็ ปัญหาหัวเร่ืองหรือประสบการณเ์ ร่ืองใดเร่ืองหน่งึ ซ่งึ ช่วยให้ผ้เู รียนได้เรียนร้เู ร่ือง
น้ันๆอย่างเข้าใจลกึ ซ้งึ และชัดเจนใกล้เคียงกบั ความเป็นจริงในชวี ิต
การบรู ณาการระหว่างกลุ่มสาระการเรียนร้ใู นระดบั ประถมศกึ ษาโดยท่วั ไปจะเป็นการจดั การเรียนรู้
โดยครูผู้สอนคนเดียว แต่ในระดบั มัธยมศกึ ษาข้นึ ไปจะเป็นการสอนเป็นทมี ต้งั แต่ 2 คนข้ึนไปหรือทาความ
ตกลงกนั แล้วแยกการสอนตามรายวิชาท่รี ับผดิ ชอบ
การจดั การเรียนร้แู บบบรู ณาการท้งั สองประเภทน้ีจะทาให้กระบวนการจดั การเรียนร้มู ี
ประสทิ ธภิ าพกต็ ่อเม่อื ครผู ู้สอนเลือกใช้รปู แบบการจัดการเรียนร้วู ธิ กี ารจัดการเรียนร้หู รือเทคนคิ การ
จัดการเรียนร้ทู ่เี หมาะสมกบั บทเรียนและศักยภาพของผ้เู รียนด้วยเหตุผลน้ีการจัดการเรียนร้แู บบบรู ณา
การจึงต้องคานงึ ถึงส่งิ ต่อไปน้ี
32
1.เน้ นผู้เรียนเป็ นสาคัญ
2.จดั ประสบการณ์ตรงท่สี อดคล้องกบั ผ้เู รียน โดยคานึงถงึ ความแตกต่างระหว่างบุคคล
3.เล่นการปลูกฝงั จิตสานกึ ค่านยิ มและจริยธรรมท่ถี ูกต้องดงี าม
4.จดั บรรยากาศท่สี ่งเสริมให้ผ้เู รียนกล้าคิดกล้าทา
5.ให้ผ้เู รียนได้ร่วมทางานเป็นกล่มุ มีปฏสิ ัมพันธแ์ ละมกี ารแลกเปล่ยี นเรียนร้ซู ่ึงกนั และกนั
1.3 ผลทีเ่ กดิ กบั ผูเ้ รียน
1.เปิ ดโอกาสให้ผ้เู รียนได้เรียนร้แู ก้ปัญหาโดยใช้ความรู้หลายๆด้านประกอบกนั และช่วยให้ผ้เู รียนเกดิ
พัฒนาการท้งั ด้านความรู้ตามมาตรฐานการเรียนร้/ู ตัวช้วี ัดสมรรถนะสาคัญของผ้เู รียนและคณุ ลกั ษณะอนั
พงึ ประสงคไ์ ปพร้อมพร้อมกัน
2.เปิ ดโลกทศั นข์ องครผู ู้สอนและผ้เู รียนให้กว้างข้นึ ไม่จากดั เฉพาะด้านเฉพาะทางช่วยให้การเรียนร้นู ่าสนใจ
น่าต่ืนเต้นผู้เรียนเกดิ แรงจูงใจในการเรียนร้แู ละมีความคิดและมุมมองท่กี ว้างข้นึ
3.เปิ ดโอกาสให้ครผู ู้สอนในทุกกลุ่มสาระการเรียนร้ไู ด้ทางานร่วมกนั ในการบรู ณาการความร้คู วามเข้าใจ
ตามมาตรฐานการเรียนร้/ู ตัวช้วี ัดสมรรถนะสาคัญของผ้เู รียนและคณุ ลักษณะอนั พงึ ประสงค์สตู่ วั ผู้เรียน
ช่วยให้ผ้เู รียนได้ตระหนกั ถงึ คุณค่าในการนาความรู้ท่เี รียนไปประยุกตใ์ ช้ในชวี ิตจริง
4.ผ้เู รียนได้รับความรู้ความเข้าใจในลกั ษณะองค์รวมสามารถเช่อื มโยงความร้แู ละประสบการณเ์ รียนร้ไู ด้
อย่างมจี ุดมุ่งหมายและมีความหมายสามารถแสวงหาความรู้ความเข้าใจในส่งิ ต่างๆท่อี ยู่รอบตวั เปิ ดโอกาส
ให้ผ้เู รียนทางานเป็นกลุ่มแลกเปล่ยี นความรู้ซ่งึ กนั และกนั สามารถพฒั นาศักยภาพของผ้เู รียนได้อย่างไม่
จากดั สง่ เสริมให้ผ้เู รียนได้เรียนร้ตู ลอดชีวติ โดยใช้ภมู ิปัญญาและชุมชนเป็นแหล่งเรียนรู้
2.กระบวนกำรสรำ้ งควำมรู้
2.1 แนวคิด
กระบวนการสร้างความร้เู ป็นการจัดการเรียนร้ทู ่เี ปิ ดโอกาสให้ผ้เู รียนได้สร้างความร้แู ละ
ประสบการณต์ ่างๆท่มี คี วามหมายต่อตนเองจากการปฏสิ ัมพันธก์ บั ส่งิ แวดล้อมโดยใช้กระบวนการคิดและ
การแสวงหาความรู้ควบค่ไู ปกบั การปฏบิ ตั ิจริงให้ผ้เู รียนค้นพบความรู้ประสบการณ์ด้วยตนเองโดยมี
ครผู ้สู อนเป็นผู้จัดโอกาสบรรยากาศส่งิ แวดล้อมและแหล่งเรียนร้ทู ่เี อ้อื ให้ผ้เู รียนเกดิ การเรียนรู้
33
2.2 แนวทำงกำรจัดกำรเรียนรู้
การจัดการเรียนร้ดู ้วยกระบวนการสร้างความร้มู ีข้นั ตอนกระบวนการดังน้ี
1.ข้นั แนะนาเป็นข้ันตอนท่ผี ้เู รียนจะรับร้ถู ึงจุดม่งุ หมายของบทเรียนและเกิดแรงจูงใจในการเรียนร้จู ากการ
สร้างของครูผู้สอน
2.ข้นั ทบทวนความรู้เดมิ เป็นข้ันท่ผี ้เู รียนได้แสดงออกถงึ ความร้คู วามเข้าใจเดิมท่มี ีอยู่ในเร่ืองท่กี าลังจะ
เรียนรู้
3.ข้นั ปรับเปล่ยี นความคิดเป็นข้ันท่สี าคญั ของการจดั การเรียนร้ตู ามกระบวนการสร้างความรู้ท่ี
ประกอบด้วยข้นั ตอนย่อยดังน้ี
3.1 สร้างความกระจ่างและการแลกเปล่ยี นเรียนร้รู ะหว่างกนั และกนั
3.2 สร้างความคดิ ใหม่จากการอภิปรายร่วมกนั และสาธติ แสดงให้เหน็ จนทาให้ผ้เู รียนสามารถกาหนด
ความคดิ หรือความร้ใู หม่ข้นึ ได้
3.3 การประเมนิ ความคิดใหม่โดยการทดลองหรือใช้กระบวนการคิดคดิ อย่างไตร่ตรองลึกซ้งึ ประเมิน
คณุ ค่า
3.4 การนาความคดิ ไปใช้ผ้เู รียนมโี อกาสได้ใช้ความคิดหรือความร้คู วามเข้าใจในการพฒั นาการเรียนรู้
อย่างมีความหมาย
4.ข้นั ทบทวนเป็นคนสดุ ท้ายท่ผี ้เู รียนจะได้ทบทวนความคิดความเข้าใจโดยการเปรียบเทยี บระหว่าง
ความคิดเดิมกบั ความคิดใหม่
2.3 ผลทีเ่ กิดกบั ผูเ้ รียน
กระบวนการสร้างความร้เู ป็นกระบวนการจดั การเรียนร้ทู ่คี านงึ ถงึ ความรู้และประสบการณ์เดิม
ของผ้เู รียนเปิ ดโอกาสให้ผ้เู รียนได้สงั เกตส่งิ ท่ตี นเองสนใจอยากเรียนร้แู ล้วจึงศกึ ษาค้นคว้าแสวงหาความรู้
เพ่ิมเตมิ นาไปเช่อื มโยงต่อยอดกบั ความรู้และประสบการณ์เดิมท่มี อี ยู่เกดิ เป็นความรู้ใหม่ของผ้เู รียนเองอกี
ท้งั ได้พฒั นาทกั ษะกระบวนการคดิ
3.กระบวนกำรคิด
3.1 แนวคิด
กระบวนการคิดเป็นกระบวนการทางสมองในการจดั กระทาข้อมลู หรือส่งิ เร้าท่รี ับเข้ามาเป็น
กระบวนการทางสตปิ ัญญามีลักษณะเป็นกระบวนการหรอื วิธกี ารในการพัฒนาให้เกดิ กระบวนการคดิ จึง
34
ต้องมีบคุ คลมเี น้ือหาหรือข้อมลู ท่ใี ช้ในการคิดคณุ สมบตั ิท่เี อ้อื อานวยต่อการคิดกระบวนการท่ใี ช้ในการคิด
วธิ กี ารพฒั นาการคดิ และการวดั ประเมนิ การคดิ
3.2 แนวทำงกำรจัดกำรเรียนรู้
การจัดการเรียนร้ดู ้วยกระบวนการคดิ มีแนวทางดังน้ี
1.การจดั สภาพแวดล้อมและสร้างบรรยากาศท่เี อ้อื อานวยต่อการคิดโดยส่งเสริมสนบั สนุนให้ผ้คู ดิ ไม่ปิ ดก้นั
ความคดิ ให้กาลังใจเสริมแรงเม่อื ผ้เู รียนคิดได้ด้วยตนเอง
2.ใช้รปู แบบวิธกี ารสอนหรือเทคนิคการสอนต่างๆกระตุ้นให้ผ้เู รียนเกดิ การคิดเช่อื มโยงจากความคดิ เดิม
ในลักษณะใดลักษณะหน่ึงได้แก่การคดิ คล่องการคดิ หลากหลายการคดิ ละเอียดการคดิ ชดั เจนการคิดอย่าง
มเี หตุผลการคิดถูกทางการคิดกว้างการคิดลกึ ซ้งึ การคิดไกล
3.จัดกจิ กรรมให้ผ้เู รียนได้ฝึกทกั ษะการคิดและกระบวนการคดิ ต่างๆตามความเหมาะสมกบั พ้ืนฐานของ
ผ้เู รียนซ่งึ ทกั ษะความคดิ สามารถแบ่งได้ดังน้ี
3.1 ทกั ษะการคิดพ้นื ฐานประกอบด้วย
1.ทกั ษะการส่อื ความหมายหมายถึงทกั ษะการรับสารรับความคดิ ของผ้อู ่นื เข้ามาเพ่อื รับร้ตู ีความแล้วจดจา
เม่อื ต้องการท่จี ะระลึกถึงเพ่ือนามาเรียบเรียงและถ่ายทอดความคิดของตนเองและผ้อู ่นื โดยแปลความคิด
ในรปู ของภาษาต่างๆซ่ึงได้แกท่ กั ษะการฟังทกั ษะการพดู ทกั ษะการอา่ นและทกั ษะการเขยี น
2.ทกั ษะการคดิ ท่เี ป็นแกนหรือทกั ษะการคดิ ทว่ั ไปหมายถึงทกั ษะการคิดท่จี าเป็นต้องใช้อยู่เสมอใน
ชวี ติ ประจาวันเช่นทกั ษะการสงั เกตทกั ษะการสารวจทกั ษะการต้งั คาถามทกั ษะการเกบ็ รวบรวมข้อมูลทกั ษะ
การจาแนกและทกั ษะการเปรียบเทยี บเป็นต้น
3.2 ทกั ษะการคิดข้นั สูงหมายถงึ ทกั ษะการคดิ ท่มี ีข้นั ตอนหลายข้นั และต้องอาศัยทกั ษะความส่อื ความหมาย
และทกั ษะการคดิ ท่วั ไปทกั ษะในแต่ละข้นั เช่นทกั ษะการต้ังสมมติฐานทกั ษะการสรปุ ความคิดเหน็ ทกั ษะการ
วิเคราะห์ทกั ษะการประเมนิ ทกั ษะการสร้างองค์ความร้เู ป็นต้นสบาย
4.ให้เวลาแกผ่ ้เู รียนในการใช้ความคดิ และแสดงความคดิ เหน็ อภิปรายแลกเปล่ียนกระบวนการคดิ ท่เี กดิ ข้นึ
ในกระบวนการเรียนรู้
5.ร่วมกนั สรุปประเดน็ ท่ไี ด้จากกระบวนการคดิ ท่เี กดิ ข้นึ จากการเรียนรู้
6.การวดั และประเมินผลการเรียนท้งั ทางด้านเน้ือหาสาระการเรียนร้แู ละทกั ษะกระบวนการคดิ
3.3 ผลที่เกิดกบั ผูเ้ รียน
1.กระบวนการทางานท่เี ป็นระบบปฏบิ ัตงิ านได้อย่างมีข้นั ตอน
35
2.มคี วามสามารถในการพิจารณาสง่ิ ต่างๆและประเมินค่าโดยใช้หลักเกณฑอ์ ย่างสมเหตสุ มผลรู้จักการ
ประเมินตนเองและผ้อู ่นื ได้อย่างถกู ต้อง
3.สง่ เสริมความสามารถในการใช้ภาษาในการอ่านเขยี นฟังพูดของผ้เู รียนให้มีทกั ษะในการส่อื สารกบั ผ้อู ่นื
ได้ดี
4.ช่วยให้ผ้เู รียนได้พัฒนาความสามารถในการเรียนร้อู ย่างต่อเน่อื งตลอดชีวิตและใช้สภาวะปัจจุบันท่โี ลกมี
การเปล่ยี นแปลงไปอย่างรวดเรว็ กระบวนการคดิ จึงเป็นภมู คิ ุ้มกนั ในการดารงชวี ติ ในสงั คมท่มี คี วามยุ่งยาก
และซับซ้อนได้เป็นอย่างดอี กี ท้งั ใช้เป็นเคร่ืองมอื ในการแก้ปัญหาเลือกตัดสนิ ใจในสถานการณ์ต่างๆของ
สงั คมได้อย่างเข้มแขง็
4.กระบวนกำรทำงสงั คม
4.1 แนวคิด
กระบวนการทางสงั คมเป็นกระบวนการท่มี ่งุ สร้างปฏิสมั พนั ธ์ในการอยู่ร่วมกนั ทางสงั คมการ
ทางานร่วมกนั ความเป็นอนั หน่ึงอนั เดียวกนั ท่กี ่อให้เกิดบรรยากาศในการเรียนร้รู ่วมกนั ท่ดี ี
4.2 แนวทำงกำรจดั กำรเรียนรู้
1.ให้โอกาสผู้เรียนได้ทากจิ กรรมกล่มุ และกระบวนการกล่มุ มกี ารกาหนดบทบาทหน้าท่ใี นการทากจิ กรรม
ร่วมกนั
2.ม่งุ จดั กจิ กรรมเพ่อื สร้างความสมั พนั ธร์ ะหว่างบุคคลความเป็นอนั หน่ึงอนั เดยี วกนั
3.ให้ผ้เู รียนตระหนักถึงความสาคัญของการใฝ่ ร้พู ร้อมท่จี ะเรียนร้ไู ด้ทุกเวลาทกุ สถานท่แี ละทกุ
สภาพแวดล้อมเพ่อื ให้ผ้เู รียนเกดิ การเปล่ยี นแปลงพฤติกรรมด้านอารมณส์ งั คมและสตปิ ัญญา
4.สง่ เสริมให้ผ้เู รียนได้ศกึ ษาสภาพชุมชนผลกระทบของส่งิ แวดล้อมและเทคโนโลยใี หม่ๆท่สี ่งผลกระทบต่อ
การเปล่ยี นแปลงของสงั คม
4.3 ผลที่เกดิ กบั ผูเ้ รียน
กระบวนการทางสงั คมทาให้ผ้เู รียนมองเหน็ คุณค่าของการทางานร่วมกนั การช่วยเหลือซ่ึงกนั และ
กนั การทางานร่วมกนั การช่วยเหลือซ่ึงกนั และกนั ทาให้เกดิ คณุ ลกั ษณะหลายประการเช่นความ
เอ้อื เฟ้ื อเผ่อื แผ่พ่ึงพาอาศัยซ่ึงกนั และกนั ในทางท่ดี กี ารสร้างทมี งานความรับผดิ ชอบความมีวนิ ัยมีทกั ษะ
ทางสังคม
36
5.กระบวนกำรเผชิญสถำนกำรณแ์ ละแกป้ ัญหำ
5.1 แนวคิด
กระบวนการเผชญิ สถานการณแ์ ละแก้ปัญหาเป็นการจัดการเรียนร้ทู ่ฝี ึกให้ผ้เู รียนแก้ปัญหาโดย
ผ่านกระบวนการคดิ และการปฏบิ ตั จิ ริงอย่างเป็นระบบใช้สถานการณห์ รือปัญหาท่นี ่าสนใจและท้าทาย
5.2 แนวทำงกำรจดั กำรเรียนรู้
การจดั การเรียนร้ดู ้วยระบบการเผชิญสถานการณแ์ ละแก้ปัญหามแี นวทางและข้ันตอนดงั น้ี
1.การกาหนดปัญหาและทาความเข้าใจกบั ปัญหาเป็นข้ันเลือกใช้ปัญหาท่อี าจได้มาจากแหล่งต่างๆท่ผี ้เู รียน
จะต้องทาความเข้าใจกบั ปัญหาท่พี บให้ถ่องแท้และวเิ คราะห์ปัญหาตามประเดน็ ดังน้ี
1.1 ปัญหาคอื อะไร
1.2 มขี ้อมูลใดประกอบบ้าง
1.3 มเี ง่อื นไขหรือความต้องการข้อมลู ใดเพ่ิมเติมอกี หรือไม่
2.ข้นั วางแผนการแก้ปัญหาข้ันตอนน้จี ะเป็นการคดิ วิธกี ารวางแผนเพ่ือแก้ปัญหาโดยใช้ข้อมลู จากปัญหาท่ี
ได้วิเคราะห์ไว้แล้วในข้ันตอนท่ี 1 ประกอบด้วยข้อมูลและความรู้เก่ยี วกบั ปัญหาน้นั นามาใช้ประกอบการ
วางแผนและแก้ปัญหาสาหรับการแก้ปัญหาท่ตี ้องตรวจสอบโดยการทดลองข้นั ตอนน้ีจะเป็นการวาง
แผนการทดลองซ่งึ ประกอบด้วยการต้งั สมมตฐิ านการกาหนดวธิ กี ารทดลองหรือการตรวจสอบรวมท้งั แนว
ทางการประเมนิ แก้ปัญหาด้วย
3.ข้นั การดาเนนิ การแก้ปัญหาเป็นข้ันตอนการลงมือแก้ปัญหาและประเมินว่าวธิ กี ารแก้ปัญหาและผลท่ไี ด้
เป็นอย่างไรถ้าเกนิ แก้ปัญหาทาได้ถกู ต้องจะประเมนิ ต่อไปว่าวธิ กี ารน้ันจะนาไปใช้ในการแก้ปัญหาอ่นื ได้
หรือไม่ถ้าพบว่าการแก้ปัญหาน้นั ไม่ประสบความสาเรจ็ จะต้องย้อนกลับไปเลอื กวิธกี ารแก้ปัญหาอ่นื ๆท่ไี ด้
กาหนดไว้ในข้ันท่ี 2 และถ้ายังไม่ประสบความสาเรจ็ อกี ผ้เู รียนจะต้องย้อนกลบั ไปทาความเข้าใจใหม่ว่ามี
ข้อบกพร่องใดเช่นมขี ้อมูลเพยี งพอหรือไม่เพ่อื จะนาไปเร่ิมต้นในการแก้ปัญหาใหม่อกี คร้ัง
4.ข้นั ตรวจสอบการแก้ปัญหาเป็นการประเมินภาพรวมในการแก้ปัญหาทางด้านวธิ กี ารแก้ปัญหาผลการ
แก้ปัญหาและการตัดสนิ ใจรวมท้งั การนาไปประยุกตใ์ ช้ท้งั น้ีการแก้ปัญหาใดๆต้องตรวจสอบถงึ ผลกระทบ
ต่อสงั คมและส่ิงแวดล้อม
37
5.3 ผลที่เกดิ กบั ผูเ้ รียน
ช่วยพัฒนาทกั ษะการคดิ ของผ้เู รียนอย่างเป็นลาดับข้นั ตอนซ่งึ เป็นกระบวนการคิดอย่างเป็นระบบ
ด้วยวธิ กี ารท่หี ลากหลายทา่ ทายและกระต้นุ ให้ผ้เู รียนสนใจและต้ังใจเรียนมากข้นึ พร้อมกบั เหน็ คณุ ค่าของ
การเรียนร้สู ร้างนสิ ยั สนั ดานร้เู หตผุ ลมีความคิดริเร่ิมสร้างสรรค์
6.กระบวนกำรเรียนรูจ้ ำกประสบกำรณจ์ ริง
6.1 แนวคิด
กระบวนการเรียนร้จู ากประสบการณจ์ ริงเป็นการจัดการเรียนร้โู ดยใช้ประสบการณต์ รงท่ที าให้
ผ้เู รียนสามารถพฒั นาเช่ือมโยงความสัมพันธร์ ะหว่างแนวคิดกบั หลกั การต่างๆเข้าด้วยกนั อย่างเป็นองค์
รวม
6.2 แนวทำงกำรจดั กำรเรียนรู้
กระบวนการเรียนร้จู ากประสบการณ์จริงมแี นวทางในการจัดการเรียนร้ดู ังน้ี
1.กระบวนการเรียนร้จู ากประสบการณ์โดยกระต้นุ แนะนาเร่ืองท่จี ะเรียนโดยใช้ประสบการณ์จริงหรือ
กจิ กรรมท่กี ระต้นุ ให้ผ้เู รียนคิดเราให้ผ้เู รียนอยากเหน็ อยากร้อู ยากเรียน
2.การศึกษาแนวคิดทฤษฎีข้อเทจ็ จริงโดยเช่อื มโยงความร้อู ยากเหน็ อยากเรียนของผ้เู รียนจากประสบการณ์
เดิมส่กู ารค้นคว้าแสวงหาความร้หู รือแนวคดิ ทฤษฎีใหม่ตามธรรมชาตขิ องแต่ละกลุ่มสาระการเรียนรู้
3.การฝึกปฏบิ ัติในข้นั ตอนน้เี ป็นการปฏบิ ตั ิด้วยการทากจิ กรรมต่างๆเพ่ือให้เกิดทกั ษะความชานาญมาก
ย่งิ ข้นึ
4.การนาไปใช้หรือขยายผลเป็นข้ันตอนการนาข้อค้นพบในช้ันฝึกปฏบิ ตั ไิ ปใช้ในสายงานอ่นื ๆ
6.3 ผลที่เกดิ กบั ผูเ้ รียน
ช่วยพัฒนาทกั ษะการคดิ บนพ้ืนฐานของการสบื ค้นข้อเทจ็ จริงอย่างมีเหตุผลร้จู กั หาข้อมลู ทฤษฎีหลกั การ
นามาสนับสนุนส่งิ ท่คี ้นพบ
7.ระบวนกำรเรียนรูก้ ำรลงมือทำจริง
7.1 แนวคิด
กระบวนการเรียนร้กู ารปฏบิ ตั ลิ งมือทาจริงเป็นการเรียนร้ทู ่มี ุ่งเน้นให้ผ้เู รียนได้ลงมือทาจริงโดยการ
กาหนดผลงานให้ผู้เรียนได้ฝึกปฏบิ ตั ติ ามโครงสร้างของแต่ละผลงาน
38
7.2 แนวทำงกำรจดั กำรเรียนรู้
ม่งุ เน้นให้ผ้เู รียนได้ลงมือทางานจริงตามแนวทางดงั น้ี
1.การศกึ ษาและวเิ คราะห์ภาระงานและโครงสร้างของงาน
2.การวางแผนปฏบิ ัติงาน
3.การลงมอื ปฏบิ ัตโิ ดยอาจดาเนนิ การดังน้ี
3.1 ครผู ู้สอนให้คาแนะนาและสาธติ ให้ดเู ป็นตวั อย่าง
3.2 ผ้เู รียนฝึกปฏบิ ตั ติ ามลาดบั ข้นั ตอน
3.3 ผ้เู รียนฝึกฝนทกั ษะความชานาญ
4.ข้นั ประเมินผลงานปรับปรงุ ช้นิ งาน
7.3 ผลงำนที่เกิดกบั ผูเ้ รียน
กระบวนการเรียนร้จู ากการปฏบิ ตั ิจริงจะทาให้ผ้เู รียนสามารถปฏบิ ตั กิ ารได้ดงั ตามลาดบั ข้นั ตอน
กระบวนการต่างๆได้แกก่ ระบวนการทางานร่วมกนั ตัดสนิ ใจกระบวนการแก้ปัญหากระบวนการเป็นกล่มุ
เป็นต้นการทาให้ผ้เู รียนเกดิ ทกั ษะในการทางานได้ช้นิ งานภาระงานเชงิ ประจกั ษ์ได้สร้างและพฒั นางานด้วย
วิธกี ารใหม่ๆจนเกดิ ความคิดสร้างสรรค์
8.กระบวนกำรจัดกำร
8.1 แนวคิด
กระบวนการจดั การเป็นกระบวนการจดั ระบบงานเพ่อื ให้ทางานสาเรจ็ ตามเป้ าหมายท่กี าหนด
อย่างมปี ระสทิ ธภิ าพซ่งึ ประกอบด้วยการวางแผนการปฏบิ ตั งิ านการประเมินผลและการสรุปผลงาน
8.2 แนวทำงกำรจัดกำรเรียนรู้
กระบวนการจดั การประกอบด้วยทกั ษะจาเป็นซ่ึงสามารถนามาใช้เป็นแนวทางในการจัดการเรียนรู้
ได้ดงั น้ี
1.การวางแผนได้แก่ วิเคราะห์งาน ใช้ข้อมูลในการตัดสนิ ใจ กาหนดข้นั ตอนการปฏบิ ตั ิงาน
2.การปฏบิ ตั ิงานได้แก่ ประสานงาน ทางานเป็นระบบตามแผน
3.การประเมินผลและส่งผลงาน ตดิ ตามงานอย่างเป็นระบบ ประเมนิ ผลและปรับปรุงงาน สรปุ ผลงาน
39
8.3 ผลทีเ่ กดิ กบั ผูเ้ รียน
กระบวนการจดั การจะช่วยให้ผู้เรียนร้จู ักการวางแผนการทาอย่างเป็นระบบท้งั กบั ตนเองและ
ผ้รู ่วมงานสามารถสร้างบรรยากาศในการทางานโดยชกั จูงโน้มน้าวให้ผ้รู ่วมงานร่วมแรงร่วมใจทางานจน
เสรจ็ สาเรจ็ ลลุ ่วงตามเป้ าหมาย
9.กระบวนกำรวิจัย
9.1 แนวคิด
กระบวนการวจิ ัยเป็นการจดั สถานการณก์ ารเรียนร้ทู ่ใี ห้ผ้เู รียนใช้กระบวนการวจิ ยั หรือผลการวจิ ัย
เป็นเคร่ืองมอื ในการเรียนร้เู น้ือหาสาระต่างๆเช่นการใช้การประมวลผลงานวิจัยมาประกอบการสอนใช้
ผลการวิจยั มาเป็นเน้อื หาสาระในการเรียนร้ใู ช้กระบวนการวจิ ัยในการศึกษาเน้อื หาสาระหรือให้ผ้เู รียนลง
มอื ทาวจิ ัยโดยตรงหรือช่วยฝึกฝนทกั ษะวิชาต่างๆให้แก่ผ้เู รียน
9.2 แนวทำงกำรจัดกำรเรียนรู้
1.เลือกประเดน็ ปัญหาเป็นข้ันตอนท่คี รผู ้สู อนได้จัดกจิ กรรมกระต้นุ ให้ผ้เู รียนเกดิ ความสนใจในประเดน็
ปัญหาต่างๆเพ่ือเป็นจุดเร่ิมต้นของกระบวนการวจิ ัยโดยประเดน็ ปัญหาท่เี กดิ จากความสนใจของผ้เู รียน
ลักษณะปัญหาควรเก่ยี วกบั ผู้เรียนโดยตรงอาจเป็นปัญหาในชุมชนอยู่ในขดี ความสามารถท่ผี ้เู รียนจะแก้ไข
ได้สาหรับกจิ กรรมท่จี ะช่วยให้ผ้เู รียนเลือกประเดน็ ปัญหาได้มหี ลายกจิ กรรมเช่นการระดมความคิดการ
อภปิ ราย
2.การนยิ ามปัญหาเป็นข้ันตอนท่ผี ้เู รียนร่วมกนั พิจารณาประเดน็ ปัญหาท่เี ลอื กไว้แล้วให้ชดั เจนย่งิ ข้นึ
3.การพฒั นาวสิ ยั ทศั น์เป็นข้ันตอนท่ผี ้เู รียนร่วมกนั กาหนดแนวทางและวางแผนแก้ไขปัญหาโดยใช้
วิสยั ทศั นเ์ พ่อื จดั ทาแผนปฏิบตั อิ ย่างชัดเจน
4.ลงมือปฏบิ ตั เิ ป็นข้ันตอนท่ผี ้เู รียนร่วมกนั ดาเนินงานตามแผนท่ีกาหนดไว้ซ่ึงอาจเป็นการดาเนินงานชุมชน
หรือเป็นเพยี งการดาเนนิ งานในโรงเรียนแล้วแต่ปัญหาและแผนท่กี าหนดเช่นผู้เรียนรวบรวมข้อมลู ตาม
แผนท่วี างไว้ด้วยวิธกี ารต่างๆนาข้อมลู มาวเิ คราะห์และสรปุ ผล
5.ตรวจสอบผลการเปล่ยี นแปลงเป็นข้ันตอนท่ผี ้เู รียนร่วมกนั ตรวจสอบว่าผลการดาเนนิ งานเป็นอย่างไร
สามารถแก้ไขปัญหาได้หรือไม่มีปัญหาและอุปสรรคอย่างไร สรปุ ผลและอภปิ รายเป็นข้ันตอนท่คี รผู ู้สอน
และผ้เู รียนร่วมกนั สรุปบทเรียนท้งั หมดและตรวจสอบการจดั การเรียนร้วู ่าบรรลตุ ามวัตถปุ ระสงค์หรือไม่
9.3 ผลที่เกดิ กบั ผูเ้ รียน
การเรียนร้ดู ้วยกระบวนการวิจยั จะช่วยให้ผ้เู รียนได้ร้หู าคาตอบได้อย่างเป็นระบบมีความน่าเช่ือถือ
ได้ฝึกทกั ษะกระบวนการต่างๆเช่นกระบวนการวางแผนการคดิ การแก้ปัญหาการปฏสิ มั พันธก์ บั ผ้อู ่นื ความ
40
ละเอยี ดรอบคอบการสงั เกตการรวบรวมข้อมูลวิเคราะห์ข้อมลู สรปุ ข้อมูลการเช่อื มโยงความรู้และการ
เรียนร้ใู หม่ๆ
10.กระบวนกำรเรียนรูข้ องตนเอง
10.1 แนวคิด
กระบวนการเรียนร้กู ารเรียนร้ดู ้วยตนเองเป็นกระบวนการเรียนร้ทู ่ที าให้ผ้เู รียนร้รู ้จู ักและเข้าใจ
วธิ กี ารเรียนร้ขู องตนเองซ่ึงจะมคี วามแตกต่างกนั ตามวธิ กี ารเรียนรู้
10.2 แนวทำงกำรจัดกำรเรียนรู้
การจดั การเรียนร้ดู ้วยกระบวนการเรียนร้ใู นรปู แบบน้ีมแี นวทางดังน้ี
1.คัดกรองและพฒั นารูปแบบการเรียนร้ขู องผ้เู รียน
2.ผ้เู รียนมีส่วนร่วมในการเลอื กการตัดสนิ ใจเรียนรู้
3.เลือกกระบวนการเรียนร้ใู ห้สอดคล้องระหว่างลกั ษณะของเน้ือหาสาระและรปู แบบการเรียนรู้
4.ส่งเสริมช่วยเหลือผ้เู รียนในการถ่ายรูปแบบวิธกี ารเรียนร้ตู ามความถนัดของตนเองเพ่อื ให้เกดิ การเรียนรู้
ตามศักยภาพ
10.3 ผลที่เกิดกบั ผูเ้ รียน
ผ้เู รียนเกดิ การเรียนร้ใู นสง่ิ ท่ตี นต้องการและมีความสนใจสามารถกระตุ้นสมองทาให้เกดิ ความสขุ
และความสนุกท่จี ะเรียนร้เู กดิ แรงจูงใจภายในให้อยากท่จี ะเรียนร้มู ากข้นึ เพราะมโี อกาสได้แสดงออกซ่ึง
ความสามารถของตนเองทาให้ผ้เู รียนร้สู กึ ว่าตนเองประสบความสาเรจ็ ในการเรียนร้แู ละพัฒนาศกั ยภาพ
ของตนเองอย่างเตม็ ท่ี
11.กระบวนกำรพฒั นำลกั ษณะนสิ ยั
11.1 แนวคิด
กระบวนการพัฒนาลกั ษณะนิสยั เป็นการจัดการเรียนร้ทู ่มี ่งุ พัฒนาให้ผ้เู รียนเป็นคนดที ้งั ด้าน
ร่างกายอารมณส์ งั คมและสติปัญญาเป็นการม่งุ เน้นให้ผ้เู รียนคิดเป็นทาเป็นและแก้ปัญหาเป็นและม่งุ เน้น
ให้ผ้เู รียนได้พฒั นาตนเองทางสังคมและวฒั นธรรมสง่ิ แวดล้อมได้อย่างสมดุล
11.2 แนวทำงกำรจดั กำรเรียนรู้
กระบวนการหาลกั ษณะนิสยั มแี นวทางการจดั การเรียนร้ดู งั น้ี
41
1.กาหนดจุดเน้นการเรียนร้ดู ้านพฤตกิ รรมความรู้สกึ ความคิดจุดเน้นการสร้างพฤตกิ รรมควรสร้างต้งั แต่
ระดบั ประถมศกึ ษาและเพ่มิ ด้วยกรรมท่ซี บั ซ้อนมากข้นึ หลงั จากผ้เู รียนได้รับการฝึกฝนให้บริการแล้วจึงเร่ิม
พฒั นาความสามารถทางด้านความคิดของผ้เู รียนในแต่ละวัยจนความคิดความรู้สกึ และพฤติกรรมพัฒนา
ไปด้วยกนั จนบรรลเุ ป้ าหมาย
2.การจดั ระบบการเรียนร้คู วรมกี จิ กรรมหลากหลายครอบคลุมท้งั การคดิ และกรรมท่คี วรทาและเกดิ
จิตสานกึ หรือความร้สู กึ ท่ดี ีงามใช้ส่อื หรือเทคนคิ วิธกี ารกระต้นุ ให้ผ้เู รียนเกดิ ความสนใจใคร่เรียนร้แู ละ
กระตุ้นให้ผ้เู รียนทกุ คนมีสว่ นร่วมในกจิ กรรมและกล้าแสดงออกเช่นการใช้กจิ กรรมเพลงเกมนทิ านบทบาท
สมมุตกิ ารอธบิ ายการระดมสมองและอ่นื ๆสง่ เสริมให้ผ้เู รียนได้ฝึกคิดวเิ คราะห์สรุปและประเมินผลการ
เรียนร้ดู ้วยตนเอง
3.การจัดบรรยายในการเรียนร้ทู ่อี บอุ่นมีความเอ้อื อาทรและสมานฉนั ทก์ ระต้นุ ให้ผู้เรียนกล้าแสดงความ
คดิ เหน็ และแลกเปล่ียนประสบการณซ์ ่งึ กนั และกนั มีการเสริมแรงให้กาลังใจแก่ผ้เู รียนให้ได้เหน็ แบบอย่าง
ท่ดี แี ละยอมรับความจริงตามหลกั จริยธรรมและหลักศาสนาท่ตี นนบั ถอื ศรัทธาการเหน็ ตัวอย่างฝึกคดิ
พิจารณาฝึกปฏบิ ตั ิและเหน็ ผลตามปฏบิ ัติด้วยตนเอง
4.บคุ ลกิ ภาพของครผู ู้สอนต้องเป็นแบบอย่างท่ดี ีเหมาะสมกบั การสอนคนทาจะได้ทานิสยั แต่กายสมวยั และ
เหมาะกบั กาลเทศะมมี นุษย์สมั พันธท์ ่ดี ี
11.3 ผลที่เกิดกบั ผูเ้ รียน
ผ้เู รียนมคี วามสามารถในการสร้างความรู้คดิ วิเคราะห์และประเมินค่าทาให้มองเหน็ คณุ ค่าของสง่ิ
ต่างๆท่อี ยู่รอบๆตัวได้อย่างแท้จริงตามใจตนเองและเข้าใจผู้อ่นื ได้ลึกซ้งึ สามารถปรับตวั ให้เข้ากบั
สภาพแวดล้อมได้ดี
(แหล่งทม่ี า:ค่มู อื การใช้หลักสตู ร กล่มุ สาระวิทยาศาสตร์ สาหรบั หลกั สตู รอนาคต ระดับปนะถมศกึ ษา (สสวท.)
42
19.สำระและมำตรฐำนกำรเรียนรู้
สำระที่ 1 วิทยำศำสตรช์ ีวภำพ
มำตรฐำน ว 1.1 เข้าใจความหลากหลายของระบบนเิ วศ ความสมั พันธร์ ะหว่างส่งิ ไม่มีชีวิตกบั ส่งิ มชี วี ิต
และความสมั พนั ธร์ ะหว่างส่งิ มีชวี ิตกบั ส่งิ มชี ีวติ ต่าง ๆ ในระบบนเิ วศการถ่ายทอดพลงั งานการเปล่ยี นแปลง
แทนท่ใี นระบบนิเวศ ความหมายของประชากร ปัญหาและผลกระทบท่มี ีต่อทรัพยากรธรรมชาติและ
สง่ิ แวดล้อมแนวทางในการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและการแก้ไขปัญหาส่งิ แวดล้อมรวมท้งั นาความร้ไู ป
ใช้ประโยชน์
มำตรฐำน ว 1.2 เข้าใจสมบตั ขิ องส่งิ มีชีวิต หน่วยพ้นื ฐานของส่งิ มชี ีวิต การลาเลียงสารเข้าและออกจาก
เซลล์ ความสัมพันธข์ องโครงสร้างและหน้าท่ขี องระบบต่าง ๆของสตั วแ์ ละมนุษย์ท่ที างานสมั พันธก์ นั
ความสัมพนั ธข์ องโครงสร้างและหน้าท่ขี องอวัยวะต่าง ๆ ของพืชท่ที างานสมั พันธก์ นั รวมท้งั นาความร้ไู ป
ใช้ประโยชน์
มำตรฐำน ว 1.3 เข้าใจกระบวนการและความสาคัญของการถ่ายทอดลกั ษณะทางพนั ธกุ รรมสาร
พนั ธุกรรม การเปล่ยี นแปลงทางพนั ธกุ รรมท่มี ผี ลต่อส่งิ มีชวี ิต ความหลากหลายทางชีวภาพและววิ ฒั นาการ
ของส่งิ มีชวี ิต รวมท้งั นาความร้ไู ปใช้ประโยชน์
สำระที่ 2 วิทยำศำสตรก์ ำยภำพ
มำตรฐำน ว 2.1 เข้าใจสมบัตขิ องสสาร องค์ประกอบของสสารความสมั พันธร์ ะหว่างสมบัติของสสาร
กบั โครงสร้างและแรงยึดเหน่ียวระหว่างอนุภาค หลกั และธรรมชาตขิ องการเปล่ียนแปลงสถานะของสสาร
การเกดิ สารละลาย และการเกดิ ปฏกิ ริ ิยาเคมี
มำตรฐำน ว 2.2 เข้าใจธรรมชาตขิ องแรงในชวี ิตประจาวนั ผลของแรงท่กี ระทาต่อวตั ถุ ลกั ษณะการ
เคล่อื นท่แี บบต่าง ๆ ของวตั ถุ รวมท้งั นาความรู้ไปใช้ประโยชน์
มำตรฐำน ว 2.3 เข้าใจความหมายของพลังงาน การเปล่ยี นแปลงและการถ่ายโอนพลังงานปฏสิ มั พันธ์
ระหว่างสสารและพลงั งาน พลังงานในชวี ติ ประจาวนั ธรรมชาตขิ องคล่นื ปรากฏการณ์ท่เี ก่ยี วข้องกบั เสียง
แสง และคล่นื แม่เหลก็ ไฟฟ้ า รวมท้งั นาความรู้ไปใช้ประโยชน์
43
สำระที่ 3 วิทยำศำสตรโ์ ลก และอวกำศ
มำตรฐำน ว 3.1 เข้าใจองค์ประกอบ ลักษณะ กระบวนการเกดิ และวิวัฒนาการของเอกภพกาแลก็ ซี
ดาวฤกษ์ และระบบสรุ ิยะ รวมท้งั ปฏิสมั พนั ธภ์ ายในระบบสรุ ิยะท่สี ่งผลต่อส่งิ มชี ีวิต และการประยุกตใ์ ช้
เทคโนโลยีอวกาศ
มำตรฐำน ว 3.2 เข้าใจองคป์ ระกอบและความสมั พันธข์ องระบบโลก กระบวนการเปล่ยี นแปลงภายใน
โลกและบนผิวโลก ธรณพี ิบัติภัย กระบวนการเปล่ยี นแปลงลมฟ้ าอากาศและภมู อิ ากาศโลก รวมท้งั ผลต่อ
สง่ิ มีชวี ิตและส่งิ แวดล้อม
สำระที่ 4 เทคโนโลยี
มำตรฐำน ว 4.1 เข้าใจแนวคดิ หลกั ของเทคโนโลยีเพ่ือการดารงชีวิตในสงั คมท่มี ีการเปล่ยี นแปลงอย่าง
รวดเรว็ ใช้ความรู้และทกั ษะทางด้านวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และศาสตร์อ่นื ๆ เพ่อื แก้ปัญหาหรือ
พฒั นางานอย่างมีความคิดสร้างสรรค์ด้วยกระบวนการออกแบบเชงิ วศิ วกรรม เลอื กใช้เทคโนโลยีอย่าง
เหมาะสมโดยคานงึ ถึงผลกระทบต่อชวี ติ สงั คม และส่งิ แวดล้อม
มำตรฐำน ว 4.2 เข้าใจและใช้แนวคิดเชิงคานวณในการแก้ปัญหาท่พี บในชวี ิตจริงอย่างเป็นข้ันตอนและ
เป็นระบบ ใช้เทคโนโลยสี ารสนเทศและการส่อื สารในการเรียนร้กู ารทางาน และการแก้ปัญหาได้อย่างมี
ประสทิ ธภิ าพ รู้เท่าทนั และมีจริยธรรม
แหล่งทม่ี า:กล่มุ สาระการเรียนร้วู ทิ ยาศาสตร์ (ฉบบั ปรบั ปรงุ พ.ศ. 2560)
ตามหลักสตู รแกนกลางการศกึ ษาข้นั พ้นื ฐาน พุทธศกั ราช 2551
44
21.รำยวิชำเพิม่ เติม
•สำระชีววิทยำ
1. เข้าใจธรรมชาติของสง่ิ มีชวี ิต การศกึ ษาชวี วิทยาและวธิ กี ารทางวิทยาศาสตร์สาร ท่เี ป็น
องคป์ ระกอบของส่งิ มีชีวิต ปฏกิ ริ ิยาเคมใี นเซลลข์ องสง่ิ มีชีวิต กล้องจุลทรรศน์โครงสร้างและ หน้าท่ขี อง
เซลลก์ ารลาเลียงสารเข้าและออกจากเซลลก์ ารแบ่งเซลล์และการหายใจระดับเซลล์
2. เข้าใจการถ่ายทอดลกั ษณะทางพนั ธกุ รรม การถ่ายทอดยีนบนโครโมโซม สมบัติและหน้าท่ขี องสาร
พนั ธุกรรม การเกดิ มวิ เทชนั เทคโนโลยีทางดเี อน็ เอ หลักฐานข้อมูลและแนวคิด เก่ยี วกบั ววิ ฒั นาการของ
สง่ิ มชี ีวิต ภาวะสมดลุ ของฮาร์ดี-ไวน์เบริ ์ก การเกดิ สปี ชสี ์ใหม่ความหลากหลาย ทางชีวภาพ กาเนดิ ของ
ส่งิ มชี ีวติ ความหลากหลายของส่งิ มีชวี ิต และอนุกรมวิธาน รวมท้งั นาความร้ไู ปใช้ประโยชน์
3. เข้าใจส่วนประกอบของพชื การแลกเปล่ยี นแกส๊ และคายนา้ ของพชื การลาเลยี ง ของพืช การ
สงั เคราะห์ด้วยแสง การสบื พันธขุ์ องพชื ดอกและการเจริญเติบโต และการตอบสนอง ของพชื รวมท้งั นา
ความรู้ไปใช้ประโยชน์
4. เข้าใจการย่อยอาหารของสตั ว์และมนุษย์การหายใจและการแลกเปล่ยี นแกส๊ การลาเลียงสารและการ
หมนุ เวียนเลอื ด ภมู ิค้มุ กนั ของร่างกาย การขบั ถ่าย การรับร้แู ละการตอบสนอง การเคล่อื นท่ี การสบื พันธุ์
และการเจริญเติบโต ฮอร์โมนกบั การรักษาดุลยภาพ และพฤติกรรม ของสตั ว์รวมท้งั นาความรู้ไปใช้
ประโยชน์
5. เข้าใจแนวคิดเก่ยี วกบั ระบบนเิ วศ กระบวนการถ่ายทอดพลังงานและการหมุนเวียน สารในระบบ
นิเวศ ความหลากหลายของไบโอม การเปล่ยี นแปลงแทนท่ขี องส่งิ มชี วี ิตในระบบนเิ วศ ประชากรและ
รปู แบบการเพ่ิมของประชากร ทรัพยากรธรรมชาตแิ ละส่งิ แวดล้อม ปัญหาและ ผลกระทบท่เี กดิ จากการใช้
ประโยชน์และแนวทางการแก้ไขปัญหา
•สำระเคมี
1. เข้าใจโครงสร้างอะตอม การจัดเรียงธาตุในตารางธาตุ สมบัตขิ องธาตุ พนั ธะเคมีและสมบัติของสาร
แกส๊ และสมบัติของแกส๊ ประเภทและสมบัตขิ องสารประกอบอนิ ทรียแ์ ละพอลิเมอร์รวมท้งั การนาความรู้ไป
ใช้ประโยชน์
45
2. เข้าใจการเขียนและการดุลสมการเคมปี ริมาณสัมพนั ธใ์ นปฏกิ ริ ิยาเคมอี ตั ราการเกดิ ปฏกิ ริ ิยาเคมี
สมดุลในปฏกิ ริ ิยาเคมีสมบัติและปฏกิ ริ ิยาของกรด-เบส ปฏกิ ริ ิยารีดอกซแ์ ละเซลล์เคมีไฟฟ้ า รวมท้งั การ
นาความร้ไู ปใช้ประโยชน์
3. เข้าใจหลักการทาปฏบิ ตั ิการเคมกี ารวัดปริมาณสาร หน่วยวดั และการเปล่ยี นหน่วย การคานวณ
ปริมาณของสาร ความเข้มข้นของสารละลาย รวมท้งั การบรู ณาการความรู้และทกั ษะ ในการอธบิ าย
ปรากฏการณใ์ นชีวิตประจาวนั และการแก้ปัญหาทางเคมี
•สำระฟิ สกิ ส์
1. เข้าใจธรรมชาติทางฟิ สิกส์ ปริมาณและกระบวนการวัด การเคล่อื นท่แี นวตรง
แรงและกฎการเคล่อื นท่ขี องนวิ ตัน กฎความโน้มถ่วงสากล แรงเสยี ดทานสมดุลกลของวัตถงุ านและกฎการ
อนุรักษ์พลังงานกล โมเมนตัมและกฎการอนุรักษ์โมเมนตมั การเคล่อื นท่แี นวโค้ง รวมท้งั นาความร้ไู ปใช้
ประโยชน์
2. เข้าใจการเคล่อื นท่แี บบฮาร์มอนกิ สอ์ ย่างง่าย ธรรมชาตขิ องคล่นื เสยี งและ การได้ยิน ปรากฏการณท์ ่ี
เก่ยี วข้องกบั เสยี ง แสงและการเหน็ ปรากฏการณ์ท่เี ก่ยี วข้องกบั แสง รวมท้งั นาความรู้ไปใช้ประโยชน์
3. เข้าใจแรงไฟฟ้ าและกฎของคูลอมบ์สนามไฟฟ้ า ศกั ยไ์ ฟฟ้ า ความจุไฟฟ้ า กระแสไฟฟ้ า และกฎของ
โอห์ม วงจรไฟฟ้ ากระแสตรง พลังงานไฟฟ้ าและกาลังไฟฟ้ า การเปล่ยี นพลังงานทดแทน เป็นพลังงาน
ไฟฟ้ าสนามแม่เหลก็ แรงแม่เหลก็ ท่กี ระทากบั ประจุไฟฟ้ าและกระแสไฟฟ้ า การเหน่ยี วนา แม่เหลก็ ไฟฟ้ า
และกฎของฟาราเดยไ์ ฟฟ้ ากระแสสลบั คล่นื แม่เหลก็ ไฟฟ้ าและการส่อื สาร รวมท้งั นาความร้ไู ปใช้
ประโยชน์
4. เข้าใจความสมั พนั ธข์ องความร้อนกบั การเปล่ยี นอุณหภมู แิ ละสถานะของสสาร สภาพยืดหยุ่นของวัสดุ
และมอดุลสั ของยัง ความดันในของไหล แรงพยุง และหลักของอาร์คมิ ดี ีส ความตึงผวิ และแรงหนืดของ
ของเหลว ของไหลอุดมคตแิ ละสมการแบร์นูลลกี ฎของแกส๊ ทฤษฎีจลน์ของแกส๊ อดุ มคติและพลังงานใน
ระบบ ทฤษฎอี ะตอมของโบร์ปรากฏการณโ์ ฟโตอเิ ลก็ ทริก ทวิภาวะ ของคล่นื และอนุภาค กมั มนั ตภาพรังสี
แรงนวิ เคลียร์ปฏกิ ริ ิยานิวเคลยี ร์พลังงานนวิ เคลียร์ฟิ สกิ ส์อนุภาค รวมท้งั นาความรู้ไปใช้ประโยชน์
•สำระโลก ดำรำศำสตรแ์ ละอวกำศ
1. เข้าใจกระบวนการเปล่ยี นแปลงภายในโลก ธรณีพิบตั ิภยั และผลต่อสง่ิ มชี ีวติ และส่งิ แวดล้อมรวมท้งั
การศกึ ษาลาดับช้นั หิน ทรัพยากรธรณแี ผนท่ี และการนาไปใช้ประโยชน์
2. เข้าใจสมดุลพลังงานของโลก การหมนุ เวียนของอากาศบนโลก การหมนุ เวยี นของนา้ ในมหาสมทุ รการ
เกดิ เมฆ การเปล่ียนแปลงภมู ิอากาศโลกและผลต่อสง่ิ มีชีวิตและส่งิ แวดล้อม รวมท้งั การพยากรณอ์ ากาศ
46