3. เข้าใจองค์ประกอบ ลักษณะ กระบวนการเกดิ และวิวฒั นาการของเอกภพ กาแลก็ ซดี าวฤกษแ์ ละ
ระบบสรุ ิยะ ความสัมพนั ธข์ องดาราศาสตร์กบั มนุษย์จากการศกึ ษาตาแหน่ง ดาวบนทรงกลมฟ้ าและ
ปฏสิ ัมพนั ธภ์ ายในระบบสรุ ิยะ รวมท้งั การประยุกตใ์ ช้เทคโนโลยีอวกาศ ในการดารงชีวติ
แหล่งท่มี า:กล่มุ สาระการเรยี นร้วู ทิ ยาศาสตร์ (ฉบบั ปรับปรงุ พ.ศ. 2560)
ตามหลักสตู รแกนกลางการศึกษาข้นั พ้นื ฐาน พุทธศกั ราช 2551
22.ตวั ช้ ีวดั และสำระกำรเรียนรูแ้ กนกลำง
สำระที่ 1 วิทยำศำสตรช์ ีวภำพ
มำตรฐำน ว 1.1 เข้าใจความหลากหลายของระบบนิเวศ ความสมั พันธร์ ะหว่างส่งิ ไม่มีชวี ิตกบั ส่งิ มชี ีวิต
และความสมั พันธร์ ะหว่างส่งิ มชี วี ติ กบั ส่งิ มชี ีวิตต่างๆ ในระบบนเิ วศการถ่ายทอดพลังงาน การเปล่ยี นแปลง
แทนท่ใี นระบบนิเวศ ความหมายของประชากรปัญหาและผลกระทบท่มี ีต่อทรัพยากรธรรมชาติ และ
สง่ิ แวดล้อมแนวทางในการอนุรักษท์ รัพยากรธรรมชาติและการแก้ไขปัญหาส่งิ แวดล้อมรวมท้งั นาความรู้ไป
ใช้ประโยชน์ (2551)
ตวั ช้ ีวดั สำระกำรเรียนรูแ้ กนกลำง
1. ทดลองและอธบิ ายหน้าทข่ี อง -ภายในลาต้นของพืชมที ่อลาเลียง เพ่อื ลาเลยี ง
ท่อลาเลยี งและ ปากใบของพืช นา้ และอาหาร และในใบมีปากใบทาหน้าท่คี าย
นา้
2. อธบิ าย นา้ แกส๊ - ปัจจัยทส่ี าคญั ต่อการเจรญิ เตบิ โตและการ
คาร์บอนไดออกไซด์ แสงและ สงั เคราะห์ด้วยแสงของพืช ได้แก่นา้ แกส๊
คลอโรฟิ ลล์ เป็นปัจจัยทจ่ี าเป็นบาง คาร์บอนไดออกไซด์ แสง และคลอโรฟิ ลล์
ประการต่อ การเจริญเตบิ โตและการ
สงั เคราะห์ด้วยแสงของพชื - พชื มีการตอบสนองต่อแสง เสยี ง และการ
3. ทดลองและอธบิ ายการตอบสนอง สมั ผสั ซ่งึ เป็นสภาพแวดล้อมภายนอก
ของพชื ต่อแสง เสยี ง และการสมั ผัส - พฤตกิ รรมของสตั ว์เป็นการแสดงออกของ
4. อธบิ ายพฤตกิ รรมของสตั วท์ ่ี สตั ว์ในลกั ษณะต่างๆ เพ่อื ตอบสนองต่อส่งิ เร้า
ตอบสนองต่อแสง อณุ หภมู ิ เช่น แสง อณุ หภมู ิ การสมั ผัส
การสมั ผัส และนาความรู้ไปใช้ - นาความรู้เก่ยี วกบั พฤตกิ รรมของสตั ว์ไปใช้
ประโยชน์ ประโยชน์ในการจัดสภาพแวดล้อมให้เหมาะสม
กบั การดารงชวี ติ ของสตั วแ์ ละเพ่ือพฒั นา
อุตสาหกรรมเกษตร
47
มำตรฐำน ว 1.2 เข้าใจสมบตั ิของส่งิ มชี ีวติ หน่วยพ้นื ฐานของส่งิ มีชวี ิต การลาเลียงสารเข้าและออกจาก
เซลล์ ความสมั พนั ธข์ องโครงสร้างและหน้าท่ขี องระบบต่าง ๆของสตั ว์และมนุษย์ท่ที างานสมั พนั ธก์ นั
ความสมั พันธข์ องโครงสร้างและหน้าท่ขี องอวัยวะต่างๆ ของพชื ท่ที างานสมั พันธก์ นั รวมท้งั นาความรู้ไปใช้
ประโยชน์
ตวั ช้ ีวดั สำระกำรเรียนรูแ้ กนกลำง
1. บรรยายหน้าท่ขี องราก ลาต้น ใบ • ส่วนต่างๆของพชื ดอกทาหน้าท่ี
และดอกของพชื ดอก โดยใช้ข้อมูลท่ี แตกต่างกนั
รวบรวมได้ - รากทาหน้าท่ดี ูดนา้ และธาตุอาหาร
ข้นึ ไปยงั ลาต้น
- ลาต้นทาหน้าท่ลี าเลยี งนา้ ต่อไปยัง
สว่ นต่างๆของพืช
- ใบทาหน้าท่สี ร้างอาหาร อาหารท่ี
พืชสร้างข้นึ คือ นา้ ตาลซ่งึ จะ
เปล่ยี นเป็นแป้ ง
- ดอกทาหน้าท่สี บื พันธุ์
ประกอบด้วยสว่ นประกอบต่างๆ
ได้แกก่ ลบี เล้ียง กลบี ดอกเกสรเพศ
ผ้แู ละเกสรเพศเมีย ซ่งึ ส่วนประกอบ
แต่ละส่วนของดอกทาหน้าท่ี
แตกต่างกนั
48
มำตรฐำน ว 1.3 เข้าใจกระบวนการและความสาคัญของการถ่ายทอดลกั ษณะทางพันธุกรรมสาร
พันธุกรรม การเปล่ยี นแปลงทางพันธกุ รรมท่มี ีผลต่อส่งิ มีชวี ติ ความหลากหลายทางชีวภาพและววิ ัฒนาการ
ของส่งิ มีชวี ติ รวมท้งั นาความรู้ไปใช้ประโยชน์
ตวั ช้ ีวดั สำระกำรเรียนรูแ้ กนกลำง
1.จาแนกสง่ิ มีชวี ติ โดยใช้ความ • ส่งิ มชี วี ิตมหี ลายชนิด สามารถจัดกล่มุ ได้
เหมือน และความแตกต่างของ โดยใช้ความเหมอื นและความแตกต่างของ
ลักษณะของส่งิ มชี วี ิตออกเป็นกล่มุ ลกั ษณะต่างๆ เช่น กลุ่มพืชสร้างอาหารเอง
พืช กลุ่มสตั วแ์ ละกลุ่มท่ไี ม่ใช่พชื ได้และเคล่อื นท่ดี ้วยตนเองไม่ได้กลุ่มสตั ว์
และสตั ว์ กนิ สง่ิ มีชวี ิตอ่นื เป็นอาหารและเคล่อื นท่ไี ด้
กล่มุ ท่ไี ม่ใช่พชื และสตั ว์เช่นเหด็ รา
จุลนิ ทรีย์
2.จาแนกพชื ออกเป็นพชื ดอกและ • การจาแนกพชื สามารถใช้การมดี อกเป็น
พชื ไม่มีดอกโดยใช้การมดี อกเป็น เกณฑใ์ นการจาแนก ได้เป็นพืชดอกและพชื
เกณฑโ์ ดยใช้ข้อมูลท่รี วบรวมได้ ไม่มีดอก
3.จาแนกสตั วอ์ อกเป็นสตั ว์มีกระดูก • การจาแนกสตั ว์สามารถใช้การมีกระดกู
สนั หลังและสตั วไ์ ม่มีกระดกู สนั หลัง สนั หลังเป็นเกณฑใ์ นการจาแนกได้เป็นสตั ว์
โดยใช้การมีกระดูกสนั หลังเป็น มีกระดูกสนั หลงั และสตั ว์ไม่มีกระดูกสนั หลงั
เกณฑโ์ ดยใช้ข้อมูลท่รี วบรวมได้
4.บรรยายลักษณะเฉพาะท่สี ังเกตได้ • สตั ว์มกี ระดกู สนั หลังมีหลายกล่มุ ได้แก่
ของสตั ว์มีกระดูกสนั หลังในกล่มุ กล่มุ ปลา กลุ่มสตั ว์สะเทนิ นา้ สะเทนิ บกกลุ่ม
ปลา กลุ่มสตั ว์สะเทนิ นา้ สะเทนิ บก สตั ว์เล้อื ยคลาน กลุ่มนกและกล่มุ สตั ว์เล้ียง
กล่มุ สตั วเ์ ล้ือยคลาน กลุ่มนก และ ลูกด้วยนา้ นม ซ่ึงแต่ละกล่มุ จะมลี ักษณะ
กล่มุ สตั วเ์ ล้ียงลูกด้วยนา้ นม และ เฉพาะท่สี ังเกตได้
ยกตัวอย่างส่งิ มชี ีวติ ในแต่ละกล่มุ
49
สำระที่ 2 วิทยำศำสตรก์ ำยภำพ
มำตรฐำน ว 2.1 เข้าใจสมบตั ขิ องสสาร องคป์ ระกอบของสสาร ความสมั พันธร์ ะหว่างสมบตั ิของสสารกบั
โครงสร้างและแรงยึดเหน่ียวระหว่างอนุภาค หลักและธรรมชาตขิ องการเปล่ียนแปลงสถานะของสสาร การ
เกดิ สารละลาย และการเกดิ ปฏกิ ริ ิยาเคมี
ตวั ช้ ีวดั สำระกำรเรียนรูแ้ กนกลำง
1.เปรยี บเทยี บสมบตั ิทางกายภาพด้าน • วัสดุแต่ละชนิดมีสมบตั ิทางกายภาพแตกต่างกนั
ความแขง็ สภาพยดื หยุ่น การนาความร้อน วสั ดทุ ่มี ีความแขง็ จะทนต่อแรงขดู ขดี วสั ดุทม่ี ี
และการนาไฟฟ้ าของวัสดุโดยใช้หลกั ฐาน สภาพยืดหยุ่นจะเปล่ยี นแปลงรปู ร่างเม่อื มีแรงมา
เชิงประจกั ษจ์ าก กระทาและกลบั สภาพเดิมได้วัสดทุ ่นี าความร้อนจะ
การทดลองและระบุการนาสมบัตเิ ร่อื ง ร้อนได้เรว็ เม่อื ได้รบั ความร้อนและวัสดทุ น่ี าไฟฟ้ า
ความแขง็ สภาพยืดหยนุ่ การนาความร้อน ได้จะให้กระแสไฟฟ้ าผ่านได้
และการนาไฟฟ้ าของวัสดไุ ปใช้ใน ดังน้นั จึงอาจนาสมบตั ิต่าง ๆ มาพจิ ารณาเพ่ือใช้ใน
ชวี ิตประจาวนั ผ่านกระบวนการออกแบบ กระบวนการออกแบบช้นิ งานเพ่อื ใช้ประโยชนใ์ น
ช้นิ งาน ชวี ิตประจาวัน
2.แลกเปล่ยี นความคดิ กบั ผ้อู ่นื โดยการ
อภปิ รายเก่ยี วกบั สมบัติทางกายภาพของ
วสั ดอุ ย่างมีเหตุผลจากการทดลอง
3.เปรยี บเทยี บสมบัติของสสารท้งั 3 • วสั ดุเป็นสสารเพราะมีมวลและต้องการท่อี ยู่
สถานะ จากข้อมลู ท่ไี ด้จากการสงั เกตมวล สสารมสี ถานะเป็นของแขง็ ของเหลว หรือแกส๊
การต้องการทอ่ี ยู่รปู ร่างและปรมิ าตรของ ของแขง็ มปี รมิ าตรและรปู ร่างคงทข่ี องเหลวมี
สสาร ปรมิ าตรคงท่แี ต่มีรปู ร่างเปล่ยี นไปตามภาชนะ
4.ใช้เคร่อื งมอื เพ่อื วดั มวล และปรมิ าตร เฉพาะสว่ นท่บี รรจุของเหลว สว่ นแกส๊ มปี ริมาตร
ของสสารท้งั 3 สถานะ และรูปร่างเปล่ียนไปตามภาชนะทบ่ี รรจุ
50
มำตรฐำน ว 2.2 เข้าใจธรรมชาตขิ องแรงในชีวติ ประจาวัน ผลของแรงท่กี ระทาต่อวัตถุลักษณะการ
เคล่อื นท่แี บบต่างๆ ของวัตถุ รวมท้งั นาความร้ไู ปใช้ประโยชน์
ตวั ช้ ีวดั สำระกำรเรียนรูแ้ กนกลำง
1.ระบผุ ลของแรงโน้มถ่วงท่มี ีต่อ • แรงโน้มถ่วงของโลกเป็นแรงดงึ ดดู ท่โี ลก
วัตถจุ ากหลักฐาน เชิงประจักษ์ กระทาต่อวตั ถุมีทศิ ทางเข้าส่ศู นู ย์กลางโลก
2.ใช้เคร่ืองช่ังสปริงในการวัด และเป็นแรงไม่สมั ผัส แรงดึงดูดท่โี ลก
นา้ หนกั ของวัตถุ กระทากบั วตั ถุหน่ึงๆทาให้วัตถุตกลงสพู่ ้นื
โลกและทาให้วัตถุมนี า้ หนักวัดนา้ หนกั ของ
3.บรรยายมวลของวัตถทุ ่มี ีผลต่อ วัตถไุ ด้จากเคร่ืองช่ังสปริง นา้ หนกั ของวัตถุ
การเปล่ียนแปลงการเคล่อื นท่ขี อง ข้นึ กบั มวลของวตั ถุโดยวัตถุท่มี ีมวลมากจะมี
วัตถจุ ากหลักฐานเชิงประจักษ์ นา้ หนักมากวัตถทุ ่มี ีมวลน้อยจะมนี า้ หนกั
น้อย
• มวล คือ ปริมาณเน้อื ของสสารท้งั หมดท่ี
ประกอบกนั เป็นวัตถุซ่งึ มีผลต่อความยาก
ง่ายในการเปล่ียนแปลงการเคล่อื นท่ขี อง
วตั ถวุ ตั ถุท่มี มี วลมากจะเปล่ียนแปลงการ
เคล่อื นท่ไี ด้ยากกว่าวัตถุท่มี ีมวลน้อย ดงั น้ัน
มวลของวัตถุนอกจากจะหมายถงึ เน้อื
ท้งั หมดของวตั ถนุ ้นั แล้วยังหมายถงึ การต้าน
การเปล่ยี นแปลงการเคล่อื นท่ขี องวัตถนุ ้นั
ด้วย
มำตรฐำน ว 2.3 เข้าใจความหมายของพลังงาน การเปล่ยี นแปลงและการถ่ายโอนพลงั งานปฏสิ มั พนั ธ์
ระหว่างสสารและพลงั งาน พลังงานในชีวิตประจาวนั ธรรมชาติของคล่นื ปรากฏการณ์ท่เี ก่ยี วข้องกบั เสียง
แสง และคล่นื แม่เหลก็ ไฟฟ้ ารวมท้งั นาความรู้ไปใช้ประโยชน์
ตวั ช้ ีวดั สำระกำรเรียนรูแ้ กนกลำง
1.จาแนกวตั ถเุ ป็นตัวกลางโปร่งใส • เม่อื มองส่งิ ต่างๆโดยมวี ัตถุต่างชนิดกนั มา
ตวั กลางโปร่งแสง และวตั ถทุ บึ แสง ก้นั แสงจะทาให้ลักษณะการมองเหน็ ส่งิ น้ันๆ
จากลักษณะการมองเหน็ สง่ิ ต่างๆ ชดั เจนต่างกนั จงึ จาแนกวตั ถุท่มี าก้นั
ผ่านวตั ถนุ ้นั เป็นเกณฑโ์ ดยใช้ ออกเป็นตัวกลางโปร่งใสซ่งึ ทาให้มองเหน็ ส่งิ
หลักฐานเชิงประจกั ษ์ ต่างๆได้ชดั เจนตวั กลางโปร่งแสงทาให้
มองเหน็ ส่งิ ต่างๆ ได้ไม่ชัดเจน และวัตถทุ บึ
แสงทาให้มองไม่เหน็ ส่งิ ต่างๆ น้ัน
51
สำระที่ 3 วิทยำศำสตรโ์ ลก และอวกำศ
มำตรฐำน ว 3.1 เข้าใจองค์ประกอบ ลักษณะ กระบวนการเกดิ และววิ ฒั นาการของเอกภพกาแลก็ ซี
ดาวฤกษ์ และระบบสรุ ิยะ รวมท้งั ปฏิสมั พนั ธ์ภายในระบบสรุ ิยะท่สี ง่ ผลต่อส่งิ มชี วี ิต และการประยุกต์ใช้
เทคโนโลยีอวกาศ
ตวั ช้ ีวดั สำระกำรเรียนรูแ้ กนกลำง
1.อธบิ ายแบบรปู เส้นทางการข้นึ และตก • ดวงจนั ทร์เป็นบรวิ ารของโลก โดยดวงจนั ทร์
ของดวงจนั ทรโ์ ดยใช้หลกั ฐานเชงิ หมนุ รอบตัวเองขณะโคจรรอบโลก ขณะท่โี ลกก็
ประจกั ษ์ หมุนรอบตวั เองด้วยเช่นกนั การหมนุ รอบตวั เอง
ของโลกจากทศิ ตะวนั ตกไปทศิ ตะวนั ออกใน
ทศิ ทางทวนเขม็ นาฬิกาเม่ือมองจากข้ัวโลกเหนือทา
ให้มองเหน็ ดวงจนั ทร์ปรากฏข้นึ ทางด้านทศิ
ตะวนั ออกและตกทางด้านทศิ ตะวนั ตกหมนุ เวียน
เป็นแบบรปู ซา้ ๆ
2.สร้างแบบจาลองทอ่ี ธบิ ายแบบรูปการ • ดวงจนั ทรเ์ ป็นวัตถทุ ่เี ป็นทรงกลม แต่รปู ร่างของ
เปล่ยี นแปลงรปู ร่างปรากฏของดวงจนั ทร์ ดวงจนั ทร์ทม่ี องเหน็ หรอื รปู ร่างปรากฏของดวง
และพยากรณ์รูปร่างปรากฏของดวงจนั ทร์ จนั ทร์บนท้องฟ้ าแตกต่างกนั ไปในแต่ละวนั โดยใน
แต่ละวนั ดวงจันทร์จะมีรปู ร่างปรากฏเป็นเส้ยี วทม่ี ี
ขนาดเพ่มิ ข้นึ อย่างต่อเน่อื งจนเตม็ ดวงจากน้นั
รูปร่างปรากฏของดวงจนั ทรจ์ ะแหว่งและมีขนาด
ลดลงอย่างต่อเน่อื งจนมองไม่เหน็ ดวงจันทร์
จากน้ันรปู ร่างปรากฏของดวงจนั ทรจ์ ะเป็นเส้ยี ว
ใหญ่ข้นึ จนเตม็ ดวงอกี คร้งั การเปล่ยี นแปลงเช่นน้ี
เป็นแบบรูปซา้ กนั ทุกเดือน
52
ตวั ช้ ีวดั สำระกำรเรียนรูแ้ กนกลำง
3.สร้างแบบจาลองแสดง • ระบบสรุ ิยะเป็นระบบท่มี ีดวงอาทติ ยเ์ ป็น
องคป์ ระกอบของระบบสรุ ิยะ และ ศนู ยก์ ลางและมบี ริวารประกอบด้วย ดาว
อธบิ ายเปรียบเทยี บคาบการโคจร เคราะห์แปดดวงและบริวาร ซ่งึ ดาวเคราะห์
ของดาวเคราะห์ต่างๆ จาก แต่ละดวงมีขนาดและระยะห่างจากดวง
แบบจาลอง อาทติ ย์แตกต่างกนั และยงั ประกอบด้วย
ดาวเคราะห์แคระ ดาวเคราะห์
นอย ดาวหาง และวัตถขุ นาดเลก็ อ่นื ๆ โคจร
อยู่รอบดวงอาทติ ย์วัตถุขนาดเลก็ อ่นื ๆ เม่อื
เข้ามาในช้นั บรรยากาศเน่ืองจากแรงโน้ม
ถ่วงของโลกทาให้เกดิ เป็นดาวตกหรือผีพ่งุ
ไต้และอุกกาบาต
มำตรฐำน ว 3.2 เข้าใจองคป์ ระกอบและความสมั พนั ธข์ องระบบโลก กระบวนการเปล่ยี นแปลงภายใน
โลกและบนผวิ โลก ธรณีพิบัตภิ ัย กระบวนการเปล่ยี นแปลงลมฟ้ าอากาศและภมู ิอากาศโลก รวมท้งั ผลต่อ
สง่ิ มีชีวิตและส่งิ แวดล้อม (2551)
ตวั ช้ ีวดั สำระกำรเรียนรูแ้ กนกลำง
1. สารวจและอธบิ ายการเกดิ ดิน - ดินเกดิ จากหินท่ผี ุพังผสมกบั ซากพชื ซาก
สตั ว์
2. ระบุชนิดและสมบตั ิของดินท่ี - ดินมีส่วนประกอบของเศษหิน
ใช้ปลกู พืชในท้องถ่นิ อนิ ทรียวตั ถุ นา้ และอากาศในสดั ส่วนท่ี
แตกต่างกนั ทาให้เกดิ ดนิ หลายชนิด พืชแต่
ละชนิดเจริญเตบิ โตได้ในดนิ ท่แี ตกต่าง
กนั ดังน้ันการปลูกพืชจึงควรเลือกใช้ดนิ
ให้เหมาะสม
53
สำระที่ 4 เทคโนโลยี
มำตรฐำน ว 4.1 เข้าใจแนวคิดหลักของเทคโนโลยีเพ่ือการดารงชีวติ ในสงั คมท่มี ีการเปล่ยี นแปลงอย่าง
รวดเรว็ ใช้ความรู้และทกั ษะทางด้านวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และศาสตร์อ่นื ๆ เพ่อื แก้ปัญหาหรือพฒั นา
งานอย่างมีความคดิ สร้างสรรค์ด้วยกระบวนการออกแบบเชงิ วศิ วกรรม เลอื กใช้เทคโนโลยอี ย่างเหมาะสม
โดยคานึงถงึ ผลกระทบต่อชวี ิต สังคม และส่งิ แวดล้อม (กล่มุ การเรียนร้วู ิชาการงาน)
ตวั ช้ ีวดั สำระกำรเรียนรูแ้ กนกลำง
1. อธบิ ายเหตผุ ลในการทางานให้ • งานให้บนนลุเป้ าหมายเป็นการทางาน
บรรลุเป้ าหมาย ตามลาดับอย่างเป็ นข้ันตอนตาม
2. ทางานบรรลุเป้ าหมายท่วี างไว้ กระบวนการทางาน เช่น
อย่างเป็นข้ันตอน ด้วยความขยนั - การดูแลรักษาของใช้ส่วนตวั
อดทนรับผิดชอบ และซ่อื สตั ย์ - การจัดต้เู ส้อื ผ้า โตะ๊ เขยี นหนงั สอื และ
3. ปฏบิ ัตติ นอย่างมีมารยาทในการ กระเป๋ านกั เรียน
ทางาน - การปลกู ไม้ดอก หรือ ไม้ประดบั
4.ใช้พลังงานและทรัพยากรในการ - การซ่อมแซมวัสดุ อุปกรณ์ และ
ทางานอย่างประหยดั และคุ้มค่า เคร่ืองมอื
- การประดษิ ฐ์ของใช้ ของตกแต่งจาก
ใบตอง และกระดาษ
- การจัดเกบ็ เอกสารส่วนตัว
• ความขยัน อดทน รับผดิ ชอบและซ่อื สตั ย์
เป็ นคุณธรรมในการทางาน
• มารยาทในการปฏบิ ตั ติ น เช่น
- การต้อนรับบิดามารดาหรือผ้ปู กครอง
ในโอกาสต่างๆ
- การรับประทานอาหาร
- การใช้ห้องเรียน ห้องนา้ และห้องส้วม
• การใช้พลงั งานและทรัพยากรอย่าง
ประหยดั และค้มุ ค่า เป็นคุณธรรมในการ
ทางาน
54
มำตรฐำน ว 4.2 เข้าใจและใช้แนวคิดเชิงคานวณในการแก้ปัญหาท่พี บในชวี ิตจริงอย่างเป็นข้ันตอนและ
เป็นระบบ ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการส่อื สารในการเรียนร้กู ารทางาน และการแก้ปัญหาได้อย่างมี
ประสทิ ธภิ าพ รู้เทา่ ทนั และมจี ริยธรรม
ตวั ช้ ีวดั สำระกำรเรียนรูแ้ กนกลำง
1. ใช้เหตุผลเชิงตรรกะในการ • การใช้เหตผุ ลเชิงตรรกะเป็นการนา
แก้ปัญหา การอธบิ าย การทางาน กฎเกณฑห์ รือเง่ือนไขท่คี รอบคลมุ ทุกกรณี
การคาดการณ์ผลลพั ธจ์ ากปัญหา มาใช้พิจารณาในการแก้ปัญหา การอธบิ าย
อย่างง่าย การทางาน หรือการคาดการณ์ผลลัพธ์
• สถานะเร่ิมต้นของการทางานท่แี ตกต่าง
2. ออกแบบ และเขียนโปรแกรม กนั จะให้ผลลพั ธท์ ่แี ตกต่างกัน
อย่างง่าย โดยใช้ซอฟตแ์ วร์หรือส่อื • ตัวอย่างปัญหา เช่น เกม OX โปรแกรมท่ี
และตรวจหาข้อผดิ พลาดและแก้ไข มีการคานวณ โปรแกรมท่มี ีตัวละครหลาย
ตวั และมกี ารส่งั งานท่แี ตกต่างหรือมกี าร
ส่อื สารระหว่างกนั การเดินทางไปโรงเรียน
โดยวธิ กี ารต่างๆ
• การออกแบบโปรแกรมอย่างง่ายเช่น การ
ออกแบบโดยใช้storyboard หรือการ
ออกแบบอลั กอริทมึ
• การเขียนโปรแกรมเป็นการสร้างลาดบั
ของคาส่งั ให้คอมพิวเตอร์ทางาน เพ่อื ให้ได้
ผลลพั ธต์ ามความต้องการ หากมี
ข้อผิดพลาดให้ตรวจสอบการทางานทลี ะ
คาส่งั เม่อื พบจุดท่ที าให้ผลลัพธไ์ ม่ถกู ต้อง
ให้ทาการแก้ไขจนกว่าจะได้ผลลพั ธ์
ท่ถี กู ต้อง
• ตวั อย่างโปรแกรมท่มี ีเร่ืองราว เช่น นิทาน
ท่มี ีการโต้ตอบกบั ผ้ใู ช้การ์ตูนส้นั เล่ากจิ วตั ร
ประจาวนั
ภาพเคล่อื นไหว
• การฝึกตรวจหาข้อผิดพลาดจากโปรแกรม
ของผ้อู ่นื จะช่วยพัฒนาทกั ษะการหาสาเหตุ
ของปัญหาได้ดีย่ิงข้นึ
• ซอฟต์แวร์ท่ใี ช้ในการเขียนโปรแกรม เช่น
Scratch, logo
55
ตวั ช้ ีวดั สำระกำรเรียนรูแ้ กนกลำง
3. ใช้อนิ เทอร์เนต็ ค้นหาความรู้และ การใช้คาค้นท่ตี รงประเดน็ กระชบั จะทาให้
ประเมนิ ความน่าเช่ือถือของข้อมูล ได้ผลลัพธท์ ่รี วดเรว็ และตรงตามความต้องการ
• การประเมินความน่าเช่ือถือของข้อมูล เช่น
พิจารณาประเภทของเวบ็ ไซต์(หน่วยงาน
ราชการสานักข่าว องคก์ ร) ผู้เขยี น วันท่ี
เผยแพร่ข้อมูลการอ้างองิ
• เม่อื ได้ข้อมูลท่ตี ้องการจากเวบ็ ไซต์ต่าง ๆ
จะต้องนาเน้อื หามาพจิ ารณา เปรียบเทยี บ แล้ว
เลือกข้อมูลท่มี ีความสอดคล้องและสัมพนั ธก์ นั
• การทารายงานหรือการนาเสนอข้อมูลจะต้อง
นาข้อมูลมาเรียบเรียง สรปุ เป็นภาษาของ
ตนเองท่เี หมาะสมกบั กลุ่มเป้ าหมายและวธิ กี าร
นาเสนอ
(บรู ณาการกบั วิชาภาษาไทย)
4. รวบรวม ประเมิน นาเสนอข้อมูล • การรวบรวมข้อมูล ทาได้โดยกาหนดหัวข้อท่ี
และสารสนเทศโดยใช้ซอฟต์แวร์ท่ี ต้องการ เตรียมอุปกรณ์ในการจดบนั ทกึ
หลากหลาย เพ่อื แก้ปัญหาใน • การประมวลผลอย่างง่าย เช่น เปรียบเทยี บ
ชวี ติ ประจาวัน จดั กล่มุ เรียงลาดับ การหาผลรวม
• วเิ คราะห์ผลและสร้างทางเลอื กท่เี ป็นไปได้
ประเมินทางเลอื ก (เปรียบเทยี บ ตัดสนิ )
• การนาเสนอข้อมลู ทาได้หลายลกั ษณะตาม
ความเหมาะสม เช่น การบอกเล่า
เอกสารรายงานโปสเตอร์โปรแกรมนาเสนอ
• การใช้ซอฟต์แวร์เพ่ือแก้ปัญหาใน
ชวี ิตประจาวัน เช่น การสารวจเมนูอาหาร
กลางวันโดยใช้ซอฟต์แวร์สร้างแบบสอบถาม
และเกบ็ ข้อมูล ใช้ซอฟต์แวร์ตารางทางานเพ่ือ
ประมวลผลข้อมูลรวบรวมข้อมูลเก่ยี วกบั
คุณค่าทางโภชนาการและสร้างรายการอาหาร
สาหรับ ๕ วนั ใช้ซอฟต์แวร์
นาเสนอผลการสารวจรายการอาหารท่เี ป็น
ทางเลอื กและข้อมลู ด้านโภชนาการ
56
ตวั ช้ ีวดั สำระกำรเรียนรูแ้ กนกลำง
5. ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศอย่าง การใช้เทคโนโลยีสารสนเทศอย่างปลอดภยั
ปลอดภยั เข้าใจสทิ ธแิ ละหน้าท่ขี อง เข้าใจสทิ ธแิ ละหน้าท่ขี องตน เคารพในสทิ ธิ
ตน เคารพในสทิ ธขิ องผ้อู ่นื แจ้ง ของผ้อู ่นื เช่น ไม่สร้างข้อความเทจ็ และส่งให้
ผ้เู ก่ยี วข้องเม่อื พบข้อมูลหรือบุคคล ผ้อู ่นื ไม่สร้างความเดือดร้อนต่อผ้อู ่นื โดยการ
ท่ไี ม่เหมาะสม สง่ สแปมข้อความลกู โซ่สง่ ต่อโพสต์ท่มี ขี ้อมลู
ส่วนตวั ของผ้อู ่นื ส่งคาเชญิ เล่นเกม ไม่เข้าถึง
ข้อมูลสว่ นตวั หรือการบ้านของบุคคลอ่นื โดย
ไม่ได้รับอนุญาต ไม่ใช้เคร่ืองคอมพวิ เตอร์/ช่ือ
บัญชีของผ้อู ่นื
• การส่อื สารอย่างมมี ารยาทและร้กู าลเทศะ
• การปกป้ องข้อมลู ส่วนตัว เช่น การออกจาก
ระบบเม่อื เลิกใช้งาน ไม่บอกรหัสผ่าน ไม่บอก
เลขประจาตวั ประชาชน
แหล่งทม่ี า:กล่มุ สาระการเรียนร้วู ทิ ยาศาสตร์ (ฉบับปรับปรงุ พ.ศ. 2560)
ตามหลกั สตู รแกนกลางการศกึ ษาข้นั พ้นื ฐาน พทุ ธศักราช 2551
57
23.คำอธิบำยรำยวิชำพ้ นื ฐำนและโครงสรำ้ งรำยวิชำพ้ นื ฐำน
คำอธิบำยรำยวิชำพ้ นื ฐำน รายวิชาพ้ืนฐาน
กล่มุ สาระการเรียนร้วู ทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี ช้ันประถมศกึ ษาปี ท่4ี
ว 14101 วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี จานวน 3.0 หน่วยกติ
เวลาเรียน 120 ช่วั โมง (3 ช่ัวโมง/สปั ดาห์)
ศึกษาวิเคราะห์การจาแนกส่งิ มีชีวติ เป็นกลุ่มพชื กล่มุ สตั วแ์ ละกล่มุ ท่ี ไม่ใช่พชื และสตั วก์ ารจาแนก
พชื ออกเป็นพืชดอกและพชื ไม่มดี อก การจาแนกสตั ว์ออกเป็นสตั วม์ กี ระดกู สนั หลังและสตั วไ์ ม่มีกระดูกสนั
หลังลกั ษณะเฉพาะของสตั ว์มกี ระดกู สนั หลงั ในกล่มุ ปลา กล่มุ สตั วส์ ะเทนิ นา้ สะเทนิ บก กล่มุ สตั ว์เล้อื ยคลาน
กล่มุ นก และกลุ่มสตั วเ์ ล้ียงลูกด้วยนา้ นม หน้าท่ขี อง ราก ลาต้น ใบและดอกของพชื ดอก สมบตั ิทาง
กายภาพ ด้านความแขง็ สภาพยืดหยุ่น การนาความร้อน และการนาไฟฟ้ าของวสั ดุการนาสมบตั ทิ าง
กายภาพของวัสดุไปใช้ในชีวิตประจาวัน สมบัติของสสารท้งั 3 สถานะ ผลของแรงโน้มถ่วงท่มี ตี ่อวัตถุการ
วดั นา้ หนกั ของวตั ถุ มวลของวตั ถุท่มี ีผลต่อการ เปล่ยี นแปลงการเคล่อื นท่ขี องวัตถุและตวั กลางของแสง
การข้นึ และตกและรูปร่างดวงจนั ทร์และ องคป์ ระกอบของระบบสรุ ิยะ การใช้เหตุผลเชิงตรรกะในการ
แก้ปัญหา การออกแบบและเขยี นโปรแกรมอย่างง่าย การตรวจหาข้อผิดพลาดในโปรแกรม การค้นหา
ข้อมูลในอนิ เทอร์เนต็ และการใช้คาค้นการประเมินความน่าเช่ือถือของข้อมูล การรวบรวม นาเสนอข้อมูล
และสารสนเทศโดยใช้การสบื เสาะหาความร้กู ารสารวจตรวจสอบ ทกั ษะกระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์และ
ทกั ษะการเรียนร้ใู นศตวรรษท่ี 21 การสบื ค้นข้อมูลและการอภปิ ราย เพ่อื ให้เกดิ ความร้คู วามคิด ความ
เข้าใจ สามารถส่อื สารส่งิ ท่เี รียนร้มู ีความสามารถในการตัดสนิ ใจ การแก้ปัญหา การนาความรู้ไปใช้ใน
ชีวติ ประจาวนั มจี ติ วิทยาศาสตร์จริยธรรม คณุ ธรรม และค่านยิ มท่เี หมาะสม
มำตรฐำน/ตวั ช้ ีวดั
ว 1.2 ป.4/1 ว 1.3 ป.4/1, ป.4/2, ป.4/3, ป.4/4 ว 2.1 ป.4/1,ป.4/2, ป.4/3, ป.4/4
ว 2.2 ป.4/1, ป.4/2, ป.4/3 ว 2.3 ป.4/1 ว 3.1 ป.4/1, ป.4/2, ป.4/3ว 4.2 ป.4/1, ป.4/2,
ป.4/3, ป.4/4, ป.4/5
รวม 21 ตวั ช้ ีวดั
แหล่งท่มี า:หลักสตู รโรงเรยี นพิบลู อปุ ถมั ภ์
58
โครงสรำ้ งรำยวิชำ
รำยวิชำ วิทยำศำสตรแ์ ละเทคโนโลยี ๔ ช้นั ประถมศึกษำปี ที่ ๔
รหสั วิชำ ว๑๔๑๐๑ เวลำ ๑๒๐ ชวั่ โมง / ปี
แหล่งทม่ี าหลกั สตู รแกนกลางการศึกษาข้นั พ้นื ฐาน พุทธศักราช 2551 และมาตรฐานการเรยี นร้แู ละตัวช้วี ัดฯ (ฉบบั ปรับปรงุ พ.ศ. 2560)
ชือ่ หน่วยกำรเรียนรู้ รหสั ตวั ช้ ีวดั น้ำหนกั
เวลำ คะแนน
หน่วยท่ี 1การเรียนร้สู ่งิ ต่างๆรอบตัว บูรณาการ (ชวั่ โมง) (100)
- การสบื เสาะหาความรู้ทางวิทยาศาสตร์ และทกั ษะทาง 10 10
- การวัดและการใช้จานวนของนกั วทิ ยาศาสตร์ วิทยาศาสตร์
- การทดลองของนักวทิ ยาศาสตร์
หน่วยท่ี 2 สง่ิ มีชีวิต ว1.2 ป.5/1 16 10
- ส่งิ มีชีวิตรอบตัว และการจัดกล่มุ ส่งิ มีชวี ติ
- ส่วนต่างๆของพืชดอก ว1.3 ป.4/1,
หน่วยท่ี 3 แรงและพลังงาน ป.4/2,
- มวลและแรงโน้มถ่วงของโลก
- ตัวกลางของแสง ป.4/3, ป.4/4
สอบปลายภาคเรียนท่ี 1 ว2.2 ป.4/1, 13 10
หน่วยท่ี 4 วัสดุและสสาร
- ความแขง็ ของวัสดุ ป.4/2,
- สภาพยืดหยุ่นของวสั ดุ
- การนาความร้อนของวสั ดุ ป.4/3
- การนาไฟฟ้ าของวสั ดุ
- สถานะของสาร 1 10
หน่วยท่ี 5 โลกและอวกาศ
- ดวงจนั ทร์ของเรา ว2.1 ป.4/1, 25 15
- ระบบสรุ ิยะของเรา
ป.4/2,ป.4/3,
สอบปลายภาคเรียนท่ี 2
ป.4/4
รวม
ว 3.1 ป4/1, ป 14 15
4/2, ป4/3, 1
ป.4/4 10
80
16 80
59
24.ตวั อยำ่ งหนว่ ยกำรเรียนรู้
หนว่ ยกำรเรียนรูว้ ิทยำศำสตรแ์ ละเทคโนโลยี ช้นั ประถมศกึ ษำปี ที่ 4
หน่วยกำรเรียนรูเ้ รื่อง ส่งิ มีชีวติ รอบตวั เรา กลุ่มสำระวิทยำศำสตรแ์ ละเทคโนโลยี
รำยวิชำ วิทยศาสตร์และเทคโนโลยี รหสั วิชำ ว14101 ช้นั ประถมศึกษำปี ที่ 4
เวลำเรียน 10 ชวั่ โมง ภาคเรียนท่ี 1
1. มำตรฐำนกำรเรียนรู้ / ตวั ช้ ีวดั
มำตรฐำนกำรเรียนรู้
มำตรฐำน ว 1.2 เข้าใจสมบตั ขิ องส่งิ มีชวี ติ หน่วยพ้นื ฐานของส่งิ มชี ีวติ การลาเลียงสารเข้าและออก
จากเซลล์ ความสมั พนั ธ์ของโครงสร้างและหน้าท่ขี องระบบต่าง ๆของสตั วแ์ ละมนุษย์ท่ที างานสมั พนั ธก์ นั
ความสมั พนั ธข์ องโครงสร้างและหน้าท่ขี องอวัยวะต่าง ๆ ของพืชท่ที างานสัมพันธก์ นั รวมท้งั นาความร้ไู ป
ใช้ประโยชน์
มำตรฐำน ว 1.3 เข้าใจกระบวนการและความสาคญั ของการถ่ายทอดลักษณะทางพนั ธุกรรมสาร
พันธกุ รรม การเปล่ยี นแปลงทางพันธุกรรมท่มี ีผลต่อสง่ิ มีชวี ติ ความหลากหลายทางชีวภาพและววิ ฒั นาการ
ของส่งิ มีชวี ิต รวมท้งั นาความรู้ไปใช้ประโยชน์
ตวั ช้ ีวดั
มำตรฐำน ว 1.2 ป.4/1 บรรยายหน้าท่ขี องราก ลาต้น ใบ และดอกของพชื ดอก โดยใช้ข้อมูลท่ี
รวบรวมได้
มำตรฐำน ว 1.3 ป.4/1 จาแนกส่งิ มีชวี ติ โดยใช้ความเหมือน และความแตกต่างของลกั ษณะของ
สง่ิ มชี วี ติ ออกเป็นกลุ่มพชื กล่มุ สตั วแ์ ละกล่มุ ท่ไี ม่ใช่พชื และสตั ว์
มาตรฐาน ว 1.3 ป.4/2 จาแนกพชื ออกเป็นพชื ดอกและพชื ไม่มีดอกโดยใช้การมดี อกเป็นเกณฑโ์ ดยใช้
ข้อมลู ท่รี วบรวมได้
มำตรฐำน ว 1.3 ป.4/3 จาแนกสตั วอ์ อกเป็นสตั ว์มีกระดูกสนั หลงั และสตั ว์ไม่มกี ระดูกสนั หลงั โดยใช้
การมีกระดกู สนั หลังเป็นเกณฑโ์ ดยใช้ข้อมูลท่รี วบรวมได้
60
มำตรฐำน ว 1.3 ป.4/4 บรรยายลักษณะเฉพาะท่สี งั เกตได้ของสตั ว์มีกระดกู สันหลงั ในกลุ่มปลา
กล่มุ สตั วส์ ะเทนิ นา้ สะเทนิ บก กล่มุ สตั วเ์ ล้อื ยคลาน กล่มุ นก และกลุ่มสตั ว์เล้ียงลูกด้วยนา้ นม และ
ยกตัวอย่างส่งิ มชี วี ิตในแต่ละกล่มุ
2. สำระสำคญั / ควำมคิดรวบยอด
ส่งิ มีชีวิตรอบตวั เรามีหลายชนิด เราสามารถใช้ความเหมือนและความแตกต่างของลกั ษณะต่างๆ
ของส่งิ มีชีวติ มาจดั กล่มุ ส่งิ มีชีวิตออกจากกนั ได้ ซ่ึงส่งิ มชี ีวิตต่างๆ ในโลกถูกจาแนกออกเป็นหมวดหมู่ เพ่อื
ง่ายต่อการศกึ ษา โดยส่งิ มีชีวิตท่มี ีลกั ษณะสาคญั ร่วมกนั จะถกู จาแนกเอาไว้ในกล่มุ เดยี วกนั
3. สำระกำรเรียนรู้
3.1 ควำมรู้
แผนกำรเรียนรูท้ ี่ 1 เร่ือง การจัดกล่มุ ส่ิงมีชวี ิต เวลา จานวน 2 ช่วั โมง
แผนกำรเรียนรูท้ ี่ 2 เร่ือง การจดั กล่มุ พืช เวลา จานวน 2 ช่วั โมง
แผนกำรเรียนรูท้ ี่ 3 เร่ือง การจดั กล่มุ สตั ว์ท่มี กี ระดูกสนั หลังและไม่มีกระดกู สนั กลัง
เวลา จานวน 1 ช่วั โมง
แผนกำรเรียนรูท้ ี่ 4 เร่ือง พืชและสตั ว์ในโรงเรียน เวลา จานวน 1 ช่วั โมง
แผนกำรเรียนรูท้ ี่ 5 เร่ือง หน้าท่ขี องพชื และสตั ว์ เวลา จานวน 2 ช่วั โมง
แผนกำรเรียนรูท้ ี่ 6 เร่ือง การเจริญเตบิ โตของพืช เวลา จานวน 1 ช่วั โมง
แผนกำรเรียนรูท้ ี่ 7 เร่ือง การเจริญเติบโตของสตั ว์ เวลา จานวน 1 ช่วั โมง
61
3.2 รูปแแบบกำรสอนดว้ ยชดุ สรำ้ งควำมรูต้ ำมทฤษฎีคอนสตรคั ติวิสตต์ ำมข้นั ตอน ดงั น้ ี
ข้นั นำ : กำรเชื่อมโยงควำมรูเ้ ดมิ สู่ควำมรูใ้ หม่
ข้นั สรำ้ งควำมรู้ :1) ข้นั เผชิญสถานการณป์ ัญหา: ร่วมกนั ศึกษาสถานการณป์ ัญหา (Problem Base) และ
ภารกจิ การเรียนรู้
ข้นั ส่งเสริมและช่วยเหลือในกำรสรำ้ งควำมรู้ :2) ค้นคว้าหาข้อมูลจากฐานข้อมูลแหล่งการเรียนรู้
(Databank) และศกึ ษาฐานการช่วยเหลอื (Scaffolding) เพ่อื ท่จี ะนามาแก้ไขสถานการณป์ ัญหาตาม
ภารกจิ
ข้นั แลกเปลยี่ นมุมมองทีห่ ลำกหลำย :3) แต่ละกล่มุ นาเสนอผลงานตามภารกจิ และแลกเปล่ียนเรียนรู้
ร่วมกนั อภปิ รายและเสนอแนะเพ่ิมเตมิ ในแต่ละภารกจิ
ข้นั สรปุ :
ข้นั ร่วมสรุปแนวคิด : ครูและนักเรียนร่วมกนั สรุปภารกจิ และองค์ความรู้ในภาพรวม
3.3 ทกั ษะทำงวิทยำศำสตร์
1.ทกั ษะ การสงั เกต (Observing)
2.ทกั ษะ การจาแนกประเภท (Classifying)
3.ทกั ษะ การจดั กระทา และส่อื ความหมายข้อมูล (Communication)
4.ทกั ษะท่ี การพยากรณ(์ Predicting)
5.ทกั ษะท่ี การต้งั สมมติฐาน (Formulating hypotheses)
3.4ทกั ษะตำมศตวรรษที่21
3.4.1 มีทกั ษะการอา่ น การเขยี น และการคานวณ
3.4.2. มีทกั ษะในการคดิ วิเคราะห์และแก้ไขปัญหาได้
3.4.3 มีความคิดอย่างสร้างสรรคค์ ดิ เชิงนวตั กรรม
3.4.4 มที กั ษะในการส่อื สาร และรู้เทา่ ทนั ส่อื
3.4.5 มีทกั ษะการใช้คอมพิวเตอร์และร้เู ท่าทนั เทคโนโลยี
3.4.6 มีทกั ษะทางอาชพี และกระบวนการเรียนร้ตู ่างๆ
3.4.7 มีทกั ษะการสบื ค้นข้อมูลและการนาเสนอข้อมูล
62
3.4.8 มคี ณุ ธรรม มีเมตตากรณุ าและ มรี ะเบยี บวนิ ยั
4.4.9 มคี วามเข้าใจความแตกต่างทางวัฒนธรรม
3.4.10 ให้ความร่วมมือในการทางานเป็นทมี มภี าวะผ้นู า
3.5 สมรรถนะสำคญั ของผูเ้ รียนตำมศตวรรษที่ 21
3.5.1 ควำมสำมำรถในกำรสือ่ สำร
1) เลอื กรับหรือไม่รับข้อมลู ข่าวสาร
2) ใช้คาพดู เพ่อื แสดงออกถึงความรู้สกึ นกึ คกิ ของตนเองอย่างเหมาะสมกบั วัฒนธรรมและสถานการณ์
3) ใช้ท่าทางเพ่ือแสดงออกถึงความรู้สกึ นึกคิดของตนเองอย่างเหมาะสมกบั วฒั นธรรมและสถานการณ์
4) มคี วามสามารถในการเจรจาต่อรองเพ่อื ขจดั ปัญหาและลดความขัดแย้ง
5) เลือกใช้วิธสี ่อื สารท่คี านงึ ถงึ ผลกระทบต่อตนเองและสงั คม
3.5.2 ควำมสำมำรถในกำรคิด
1) คดิ วิเคราะห์
2) คดิ สงั เคราะห์
3) คดิ อย่างสร้างสรรค์
4) คดิ อย่างมวี จิ ารณญาณ
5) คดิ เป็นระบบ
3.5.3 ควำมสำมำรถในกำรแกป้ ัญหำ
1) แสวงหาความรู้
2) เข้าใจความสัมพันธแ์ ละการเปล่ยี นแปลงของเหตกุ ารณ์
3) แก้ไขอุปสรรคขณะเผชิญหน้า
4) มีการตดั สนิ ใจโดยคานงึ ถงึ ผลกระทบท่เี กดิ ข้นึ ต่อตนเองและส่งิ แวดล้อม
5) ประยุกตค์ วามรู้มาใช้ในการป้ องกนั แก้ไขปัญหา
3.5.4 ควำมสำมำรถในกำรใชท้ กั ษะชีวิต
1) ร้จู ักและเข้าใจตนเองโดยสามารถเผชญิ กบั ความเครียดหรือสถานการณ์ต่าง ๆ ได้อย่างเหมาะสม
63
2) ร้จู ักผ่อนคลายความเครียดและควบคุมระดบั ความเครียดเพ่อื หลกี เล่ยี งหลีกพฤตกิ รรมไม่พงึ ประสงค์
3) รับร้อู ารมณข์ องตนเองและผู้อ่นื ร้วู ธิ จี ัดการอารมณโ์ กรธ, เศร้าได้เป็นอย่างดี
4) ยอมรับบุคคลอ่นื ท่ตี ่างจากตนเองจนเกดิ การช่วยเหลือบคุ คลอ่นื ท่ดี ้อยกว่า
5) สร้างสมั พนั ธภาพอนั ดรี ะหว่างบคุ คลในการทางานและการอยู่ร่วมกนั ในสงั คม
3.5.4 ควำมสำมำรถในกำรใชเ้ ทคโนโลยี
1) ใช้เทคโนโลยนี าเสนองานในรปู แบบท่เี หมาะสมตรงตามวัตถปุ ระสงคข์ องงาน
2) นาความร้แู ละทกั ษะการสร้างช้นิ งานไปประยุกตใ์ นการสร้างส่งิ ของเคร่ืองใช้
3) มีความคดิ สร้างสรรคใ์ นการสร้างช้นิ งาน / ส่งิ ของเคร่ืองใช้
4) เลอื กใช้เทคโนโลยี
3.6 คณุ ลกั ษณะอนั พึงประสงคแ์ ละคุณลกั ษณะตำมศตวรรษที่21
3.6 .1. รกั ชำติ ศำสน์ กษตั ริย:์ มีความภาคภมู ิใจในความเป็นไทยนิยมไทยปฏบิ ตั ิตามคาส่งั สอนของ
ศาสนาเคารพเทดิ ทนู ศาสนาแสดงความจงรักภกั ดเี ทดิ ทูนพระเกยี รติและพระราชกรณยี กจิ ของ
พระมหากษัตริย์
3.6.2. ซื่อสตั ยส์ ุจริต การประพฤตปิ ฏบิ ตั ิอย่างเหมาะสมและตรงต่อความเป็นจริงประพฤตปิ ฏบิ ตั ิอย่าง
ตรงไปตรงมาท้งั กายวาจาใจต่อตนเองและผ้อู ่นื รวมตลอดท้งั ต่อหน้าท่กี ารงาน
3.6 .3. มีวินยั การควบคุมความประพฤติให้ถูกต้องและเหมาะสมกบั จรรยามารยาทข้อบังคับข้อตกลง
กฎหมายและศีลธรรมการร้จู กั ควบคมุ ตนเองให้ประพฤตปิ ฏบิ ัติตามข้อตกลงข้อบังคับระเบยี บแบบแผน
และขนบธรรมเนยี มประเพณอี นั ดีงาม
3.6 .4. ใฝ่ เรียนรู้ การค้นคว้าหาความรู้หรือสง่ิ ท่เี ป็นประโยชน์เพ่อื พัฒนาตนเองอยู่เสมอ
3.6.5. อยูอ่ ยำ่ งพอเพยี ง การมีความพอดใี นการบริโภคใช้ทรัพยากรและเวลาว่างให้เป็นประโยชน์
คานงึ ถึงฐานะและเศรษฐกจิ คิดกอ่ นใช้จ่ายตามความเหมาะสมร้จู กั การเพ่ิมพนู ทรัพย์ด้วยการเกบ็ และนาไป
ใช้ให้เกิดประโยชน์ดูแลรักษาบรู ณทรัพย์ของตนเองมีการเกบ็ ออมเงนิ ไว้ตามสมควร
3.6.6. มุง่ มนั่ ในกำรทำงำน การศึกษาเรียนร้เู พ่อื หาข้อเทจ็ จริงซ่ึงอาจพัฒนาไปสคู่ วามจริงในส่งิ ท่ตี ้องการ
เรียนร้หู รือต้องการหาคาตอบเพ่อื นาคาตอบท่ไี ด้น้ันมาใช้ประโยชน์ในด้านต่าง ๆ
64
3.6.7. รกั ควำมเป็ นไทย เข้าใจหวงแหนความเป็นไทยซ่งึ ถือเป็นนทนุ ทางสงั คมทาให้ทุกศาสนาสามารถ
อยู่ร่วมกนั ได้อย่างสนั ตโิ ดยต้องมกี ารดาเนินชวี ติ โดยกายสจุ ริตวจีสจุ ริตและมโนสจุ ริตเป็นคณุ ลักษณะท่ี
เก่ยี วข้องกบั การเข้าสงั คมและการมปี ฏสิ มั พันธก์ บั ผ้อู ่นื
3.6.8 มีจิตสำธำรณะ คุณลักษณะทางจิตใจของบุคคลเก่ยี วกบั การมองเหน็ คณุ ค่าหรือการให้คณุ ค่าแก่
การมีปฏสิ ัมพันธท์ างสังคมและส่งิ ต่าง ๆ ท่เี ป็นส่งิ สาธารท่เี ป็นสง่ิ สาธารณะท่ไี ม่มผี ู้ใดผ้ผู ้หู น่ึงเป็นเจ้าของ
3.6.9. มคี ุณลกั ษณะดำ้ นกำรทำงำน ร้จู ักสบื ค้นข้อมูลอ่านคดิ วเิ คราะห์ใช้ข้อมูลข่าวสารส่อื สารแก้ปัญหา
สร้างสรรคแ์ ละเรียนร้ดู ้วยตนเอง
3.6.10. มีพ้ นื ฐำนควำมรูท้ ำงเศรษฐกิจ ตระหนกั รับร้กู ารปรับเปล่ยี นและเป็นพลเมืองท่ที รงคณุ ค่า
4. สมรรถระสำคญั ของผูเ้ รียน
1.ความสามารถในการส่อื สาร
2.ความสามารถในการคดิ
3.ความสามารถในการแก้ปัญหา
5. คณุ ลกั ษณะอนั พงึ ประสงค์
1. มีวินยั
2. ใฝ่ เรียนรู้
3. ม่งุ ม่นั ในการทางาน
6. ช้ ินงำน / ภำระงำน
1.ศึกษากลุ่มส่ิงมีชวี ิตท้งั กลุ่มพืชกลุ่มสตั ว์
2.จาแนกส่งิ มีชวี ติ กล่มุ พชื กล่มุ สตั ว์
3.จาแนกกล่มุ สตั วท์ ่มี กี ระดูกสนั หลังและไม่มกี ระดูกสนั หลัง
65
7. กำรวดั และประเมนิ ผล
ควำมรู้ (K) ทกั ษะ / กระบวนกำร (P) คุณลกั ษณะ (A)
1. ซกั ถามความรู้เร่ือง ส่ิงมีชีวิต 1. ประเมินทกั ษะโดยสังเกตการ 1. ประเมนิ เจตคติทาง
รอบตัวเรา ทางานกลุ่ม วทิ ยาศาสตร์เป็นรายบุคคลโดย
2. ตรวจสอบช้ินงานหรือภาระ 2. ประเมนิ พฤตกิ รรมในการ การสงั เกต
งานของกจิ กรรมระหว่างเรียน ปฏบิ ัตกิ จิ กรรมเป็นรายบคุ คล
หรือรายกล่มุ
8.กิจกรรมกำรเรียนรู้
กระบวนกำรจัดกำรเรียนรู้ (รูปแบบกำรจดั กำรเรียนรูท้ ี่ใชน้ วตั กรรมดว้ ยชดุ สรำ้ งควำมรูต้ ำมทฤษฎี
คอนสตรคั ติวิสต)์
8.1 รูปแแบบกำรสอนดว้ ยชุดสรำ้ งควำมรูต้ ำมทฤษฎีคอนสตรคั ติวิสตต์ ำมข้นั ตอน ดงั น้ ี
ข้นั นำ : กำรเชือ่ มโยงควำมรูเ้ ดมิ สู่ควำมรูใ้ หม่
ข้นั สรำ้ งควำมรู้ :1) ข้นั เผชิญสถานการณป์ ัญหา: ร่วมกนั ศึกษาสถานการณป์ ัญหา (Problem Base) และ
ภารกจิ การเรียนรู้
2) ข้นั ส่งเสริมและช่วยเหลือในกำรสรำ้ งควำมรู้ : ค้นคว้าหาข้อมูลจากฐานข้อมูลแหล่งการเรียนรู้
(Databank) และศกึ ษาฐานการช่วยเหลือ (Scaffolding) เพ่ือท่จี ะนามาแก้ไขสถานการณ์ปัญหาตาม
ภารกจิ
3) ข้นั แลกเปลยี่ นมุมมองที่หลำกหลำย : แต่ละกลุ่มนาเสนอผลงานตามภารกจิ และแลกเปล่ยี นเรียนรู้
ร่วมกนั อภปิ รายและเสนอแนะเพ่ิมเติมในแต่ละภารกจิ
ข้นั สรุป :
ข้นั ร่วมสรปุ แนวคิด : ครูและนักเรียนร่วมกนั สรปุ ภารกจิ และองค์ความรู้ในภาพรวม9.ส่อื และแหล่ง
เรียนรู้
1.ห้องสมดุ
2.ห้องเรียน
3.โรงเรียน
4.ใบความรู้
5.ใบงาน
66
25.ตวั อย่ำงแผนกำรจัดกำรเรียนรูท้ ี่เนน้ ผูเ้ รียนเป็ นสำคญั ทีใ่ ชน้ วตั กรรม
แผนกำรจดั กำรเรียนรู้
แผนกำรจัดกำรเรียนรูท้ ีพ่ ฒั นำโดยใชน้ วตั กรรม ชุดสร้างความร้ตู ามแนวคิดทฤษฎคี อนสตรัควสิ ต์
กล่มุ สำระกำรเรียนรู้ วิทยำศำสตรแ์ ละเทคโนโลยี ช้นั ประถมศึกษำปี ที่ 4
หน่วยที่ 1 เรื่อง ส่งิ มชี วี ิตรอบตัว จำนวน 15 ชวั่ โมง
แผนกำรเรียนรูท้ ี่ 1 เรื่อง การจัดกล่มุ สง่ิ มชี วี ิต เวลำ 2 ชวั่ โมง
1.มำตรฐำนกำรเรียนรูแ้ ละตวั ช้ ีวดั
มำตรฐำน
มำตรฐำน ว 1.3 เข้าใจกระบวนการและความสาคญั ของการถ่ายทอด
ลกั ษณะทางพันธุกรรมสารพันธุกรรม การเปล่ียนแปลงทางพันธกุ รรมท่มี ผี ลต่อส่งิ มีชีวิต
ความหลากหลายทางชวี ภาพและวิวฒั นาการของสง่ิ มชี วี ติ รวมท้งั นาความร้ไู ปใช้ประโยชน์
ตวั ช้ ีวดั
มำตรฐำน ว 1.3 ป.4/1 จาแนกสง่ิ มีชวี ติ โดยใช้ความเหมือน และความ
แตกต่างของลกั ษณะของส่งิ มชี วี ิตออกเป็นกลุ่มพืช กลุ่มสตั วแ์ ละกล่มุ ท่ไี ม่ใช่พืชและสตั ว์
มำตรฐำน ว 1.3 ป.4/3 จาแนกสตั วอ์ อกเป็นสตั วม์ ีกระดกู สนั หลงั และสตั ว์
ไม่มีกระดูกสนั หลงั โดยใช้การมีกระดกู สนั หลงั เป็นเกณฑโ์ ดยใช้ข้อมูลท่รี วบรวมได้
มำตรฐำน ว 1.3 ป.4/4 บรรยายลักษณะเฉพาะท่สี งั เกตได้ของสตั วม์ ี
กระดกู สนั หลงั ในกล่มุ ปลา กล่มุ สตั วส์ ะเทนิ นา้ สะเทนิ บก กล่มุ สตั ว์เล้ือยคลาน กล่มุ นก
และกล่มุ สตั วเ์ ล้ียงลูกด้วยนา้ นม และยกตวั อย่างสง่ิ มีชวี ติ ในแต่ละกล่มุ
2.สำระสำคญั
ส่งิ มชี ีวติ รอบตวั เรามีหลายชนดิ โดยมีลกั ษณะท่สี าคญั แตกต่างกนั และมี
ลกั ษณะสาคญั ท่เี หมอื นกนั โดยเราสามารถใช้ความเหมอื นและแตกต่างกนั ของส่งิ มีชีวติ มา
จดั กล่มุ สง่ิ มชี ีวติ ออกจากกนั ได้ 3 กล่มุ คอื กล่มุ พืช กล่มุ สตั ว์ และกล่มุ ไม่ใช่พืชและสัตว์
67
3.จุดประสงคก์ ำรเรียนรู(้ K/P/Aคณุ ลกั ษณะตำมศตวรรษที่21)
1.นักเรียนสามารถสงั เกตและจาแนกสง่ิ มีชวี ิตกล่มุ พืชและกลุ่มสตั ว์ได้ (K)
2. นกั เรียนอธบิ ายลกั ษณะของส่งิ มชี วี ติ กล่มุ พืชกลุ่มสตั วไ์ ด้ (K)
3.นกั เรียนใช้ทกั ษะการสงั เกตในการจดั กล่มุ ส่งิ มชี วี ิตโดยสงั เกตลักษณะต่างๆของสง่ิ มีชวี ติ
(P)
4.จาแนกสง่ิ มชี วี ิตออกเป็นกล่มุ โดยใช้ความเหมือนและความแตกต่างของลักษณะสง่ิ มีชวี ิต
เป็นเกณฑไ์ ด้(P)
5. มีความสนใจใฝ่ เรียนร้แู ละม่งุ ม่ันในการทางาน (A)
4.สำระกำรเรียนรู(้ K/P/Aคณุ ลกั ษณะตำมศตวรรษที่21)
1.นกั เรียนจัดกลุ่มส่งิ มีชวี ิตได้ (K)
2.นักร้วู ่าสง่ิ มชี ีวิตชนดิ ใดจดั อยู่ในกล่มุ ใด (K)
3. นักเรียนมีทกั ษะใช้ความเหมอื นและความแตกต่างของพืช(P)
4.นกั เรียนมเี จตคตทิ างวทิ ยาศาสตร์โดยการสงั เกต(A)
5.กระบวนกำรจัดกำรเรียนรู้ (ตำมแนวคิดทฤษฎีคอนสตรคั วิสต)์
5.1 ข้นั นำ
1.ครเู ปิ ดคลิปวดี โี อส้นั ๆให้นกั เรียนดู
68
2. เม่ือนกั เรียนดคู ลิปวีดโี อจบแล้วครูกระต้นุ ด้วยการถามคาถาม
5.2 ข้นั สรำ้ งควำมรู้
5.2.1) ข้นั เผชิญสถำนกำรณ์
1.ให้นกั เรียนแบ่งกล่มุ กล่มุ ละ 4 คน เพ่ือกจิ กรรม
2.เม่อื แบ่งกล่มุ ได้แล้วครแู จกใบงานเร่ืองการจัดกล่มุ สง่ิ มีชวี ติ
3.ครพู านกั เรียนออกมาสารวจสง่ิ มชี วี ติ ท่อี ยู่ภายในบริเวณโรงเรียน
4.ครูให้นักเรียนช่วยกนั คิดวิเคราะห์ สบื ค้นข้อมูล โจทยป์ ัญหาในใบงานท่แี จกให้ โดยครู
กาหนดเวลาในการทางาน 20 นาที
5.2.2) ข้นั ส่งเสริมและช่วยเหลอื ในกำรสรำ้ งควำมรู้
1.ใหนกั เรียนค้นคว้าข้อมูลจากหนงั สอื วิทยาศาสตรร์ ะดับช้นั ประถมศึกษาปี ท่ี 4 เร่ืองการ
จดั กล่มุ ส่งิ มชี ีวติ และใบความรู้ เร่ืองการจัดกล่มุ ส่งิ มีชีวติ ท่คี รแู จกให้
2.นกั เรียนช่วยกนั วเิ คราะห์โจทย์จากใบงานท่คี รูแจกให้แล้วทางานในเวลาทก่ี าหนด
3.ครคู อยสงั เกตระหว่างท่นี กั เรียนทากจิ กรรม
5.2.3) ข้นั แลกเปลยี่ นมุมมองที่หลำกหลำย
1.นกั เรียนแต่กลุ่มออกมานาเสนอข้อมลู ท่ไี ด้จากการทางานในใบงาน
2.เม่อื นาเสนอเสรจ็ ครแู ละนกั เรียนอภปิ รายร่วมกนั
69
5.3 ข้นั สรุป
5.3.1 ข้นั สรปุ แนวคิด
1.ครเู ปิ ดคลปิ วีดี เร่ืองการจดั กล่มุ สง่ิ มชี ีวิตให้นักเรียนดู
2.จากน้นั ครสู รปุ ความร้อู งค์รวมจากการทากจิ กรรม
6.สอื่ /อปุ กรณ/์ แหล่งกำรเรียนรู้
6.1 สอื่
1.หนงั สอื เรียนวทิ ยาศาสตร์ป.4
2.ใบงาน/ใบความรู้
3.คอมพิวเตอร์/PPT
6.2 แหล่งเรียนรู้
1.ห้องเรียน
2.โรงเรียน
2.ห้องสมุด
3.อนิ เทอร์เนต็
70
7.กำรวดั และประเมนิ ผล
7.1ครูประเมนิ นกั เรียนโดย
สิง่ ทีต่ อ้ งวดั วิธีกำรวดั เครือ่ งมอื วดั เกณฑก์ ำร
ประเมนิ
ความร้(ู K) การจดั กล่มุ แบบประเมนิ การ ประเมินตาม
สภาพจริง
ส่งิ มีชีวิตหรือ นาเสนอผลงาน
นักเรียนได้
กจิ กรรมนาสกู่ าร คะแนนระดบั
คุณภาพดีข้นึ ไป
เรียน
นกั เรียนได้
ทกั ษะ/ สงั เกตการใช้ แบบประเมินการ คะแนนระดับ
คุณภาพดขี ้นึ ไป
กระบวนการ ทกั ษะกระบวนการ ส่อื สารเช่อื มโยง
(P)/ทกั ษะ ทางวทิ ยาศาสตร์ ความร้ทู าง
ศตวรรษท่2ี 1 วิทยาศาสตร์
สมรรถนะและ สงั เกตพฤตกิ รรม แบบประเมิน
คณุ ลกั ษณะ ด้าน คณุ ลักษณะท่ี พฤตกิ รรมขณะ
(A)/ศตวรรษท่2ี 1 พึงประสงค์ ทางานร่วมกบั
กลุ่ม
7.2 ครูประเมนิ ตนเองโดย
-------------------------------------------------------------------
-------------------------------------------------------------------
-------------------------------------------------------------------
-------------------------------------------------------------------
-------------------------------------------------------------------
----------------------------------------
71
8.ประเมินหลงั กำรสอน
8.1 ประเมนิ นกั เรียน
-------------------------------------------------------------------
-------------------------------------------------------------------
-------------------------------------------------------------------
-------------------------------------------------------------------
-------------------------------------------------------------------
----------------------------------------
8.2 ประเมนิ ครู
-------------------------------------------------------------------
-------------------------------------------------------------------
-------------------------------------------------------------------
-------------------------------------------------------------------
-------------------------------------------------------------------
----------------------------------------
72
ใบงานที่ 1
เรื่อง จาแนกสิ่งมชี ีวติ
วชิ าวทิ ยาศาสตร์ ช้ันประถมศึกษาปี ที่ 4
1. ให้นักเรียนช่วยกนั สำรวจส่ิงมีชีวิตรอบโรงเรียนและให้ช่วยกนั เขียนสิ่งมีชีวิตท่ีนักเรียนรู้จกั โดยจำแนก
สิ่งมีชีวติ เป็นกล่มุ พืช กลุม่ สัตว์ กลมุ่ ที่ไม่ใช่พชื และสตั ว์ (นำเสนอหนำ้ ช้นั เรียน)
กล่มุ พืช กลุ่มสัตว์ กล่มุ ทไี่ ม่ใช่พืชและสัตว์
73
26.กระบวนกำรจดั กำรเรยี นรู้
รูปแบบกำรสอนและทกั ษะทำงวิทยำศำสตร์
การจัดการเรียนร้เู ป็นกระบวนการสาคัญในการนาหลักสตู รสกู่ ารปฏบิ ตั ิ หลักสูตรแกนกลาง
การศึกษาข้ันพ้นื ฐาน เป็นหลักสตู รท่มี ีมาตรฐานการเรียนร้สู มรรถนะสาคญั และคุณลักษณะอนั พงึ ประสงค์
ของผ้เู รียน เป็นเป้ าหมายสาคัญสาหรับพฒั นาเดก็ และเยาวชนในการพัฒนาผู้เรียนให้มี คณุ สมบัติตาม
เป้ าหมายหลกั สตู ร ผู้สอนพยายามคัดสรรกระบวนการเรยี นรู้ จดั การเรียนร้โู ดยช่วยให้ผ้เู รียนเรียนร้ผู ่าน
สาระท่กี าหนดไว้ในหลกั สตู ร 8 กลุ่มสาระการเรียนรู้ รวมท้งั ปลูกฝงั เสริมสร้างคุณลกั ษณะอนั พงึ ประสงค์
พัฒนาทกั ษะด้าน ต่างๆอนั เป็น สมรรถนะสาคญั ให้ผ้เู รียนบรรลตุ ามเป้ าหมาย
1.หลกั กำรจัดกำรเรียนรู้
การจัดการเรียนร้เู พ่ือให้ผ้เู รียนนาความร้คู วามสามารถตามมาตรฐานการเรียนร้สู มรรถนะสาคัญ
และคณุ ลกั ษณะอนั พึงประสงคต์ ามท่กี าหนดไว้ในหลักสตู รแกนกลางการศกึ ษาข้ันพ้นื ฐานโดยยดึ หลักว่า
ผ้เู รียนมคี วามสาคัญท่สี ดุ เช่ือว่าทุกคนมคี วามสามารถเรียนร้แู ละพฒั นาตนเองได้ ยดึ ประโยชนท์ ่เี กดิ กบั
ผ้เู รียน กระบวนการจดั การเรียนร้ตู ้องส่งเสริมให้ผ้เู รียนสามารถพัฒนาตนเองตามธรรมชาติและเตม็ ตาม
ศักยภาพ คานึงถึงความแตกต่างระหว่างบุคคลและพัฒนาการทางสมอง
2.กระบวนกำรเรียนรู้
การจัดการเรียนร้ทู ่เี น้นผู้เรียนเป็นสาคัญ ผ้เู รียนจะต้องอาศยั กระบวนการเรียนร้ทู ่หี ลากหลาย
เป็นเคร่ืองมือท่จี ะนาพาตนเองไปส่เู ป้ าหมายของหลักสตู ร กระบวนการจดั การเรียนร้ทู ่จี าเป็น สาหรับ
ผ้เู รียน อาทิ กระบวนการจดั การเรียนร้แู บบบูรณาการ กระบวนการสร้างความรู้ กระบวนการคิด
กระบวนการทางสงั คม กระบวนการเผชญิ สถานการณแ์ ละแก้ไขปัญหา กระบวนการเรียนร้จู าก
ประสบการณจ์ ริง กระบวนการการปฏบิ ตั ิลงมอื ทาจริง กระบวนการจดั การ กระบวนการวิจัย กระบวนการ
เรียนร้กู ารเรียนร้ขู องตนเองกระบวนการพัฒนาลักษณะนสิ ยั
กระบวนการเหล่าน้เี ป็นแนวทางในการจดั การเรียนร้ทู ่ผี ้เู รียนควรได้รับการฝึกฝนพฒั นา เพราะจะ
สามารถช่วยให้ผ้เู รียนเกดิ การเรียนร้ไู ด้ดบี รรลุเป้ าหมายของหลกั สตู รดังน้ันผู้สอนจึงจาเป็นต้องศกึ ษาทา
ความเข้าใจในกระบวนการต่างๆเพ่ือให้สามารถเลอื กใช้ในกระบวนการเรียนร้ไู ด้อย่างมปี ระสิทธิภาพ
3.กำรออกแบบกำรจัดกำรเรียนรู้
ผ้สู อนต้องศึกษาหลักสตู รสถานศกึ ษาให้เข้าใจถึงมาตรฐานการเรียนรู้ ตวั ช้วี ดั สมรรถนะสาคญั
ของผ้เู รียนคุณลักษณะอนั พึงประสงคแ์ ละสาระการเรียนร้ทู ่เี หมาะสมกบั ผู้เรียนแล้วจึงพจิ ารณาออกแบบ
74
การจัดการเรียนร้โู ดยเลือกใช้วิธกี ารสอนและเทคนิคการสอน ส่อื และแหล่งเรียนรู้ การวัดและการ
ประเมนิ ผลเพ่อื ให้ผ้เู รียนได้พัฒนาเตม็ ตามศกั ยภาพและบรรลเุ ป้ าหมายท่กี าหนด
4.บทบำทของผูส้ อนและผูเ้ รียน
การจัดการเรียนร้เู พ่อื ให้ผ้เู รียนมคี ุณภาพตามเป้ าหมายของหลักสูตร ท้งั ผู้สอนและผ้เู รียนควรมี
บทบาท ดงั น้ี
4.1 บทบำทของผูส้ อน
1.ศึกษาวเิ คราะห์ผ้เู รียนเป็นรายบคุ คล แล้วนาข้อมูลมาใช้ในการวางแผนการจัดการเรียนรู้ ท่ที ้าทาย
ความสามารถของผ้เู รียน
2.กาหนดเป้ าหมายท่ตี ้องการให้เกดิ ข้นึ กบั ผ้เู รียนด้านความร้แู ละทกั ษะกระบวนการท่เี ป็นความคิดรวบ
ยอดหลกั การและความสมั พันธร์ วมท้งั คุณลักษณะอนั พึงประสงค์
3.ออกแบบการเรียนร้แู ละจดั การเรียนร้ทู ่ตี อบสนองความ แตกต่างระหว่างบคุ คลและพัฒนาการทางสมอง
เพ่ือนาผู้เรียนไปส่เู ป้ าหมาย
4.อากาศท่เี อ้อื ต่อการเรียนรู้ และดูแลช่วยเหลอื ผ้เู รียนให้เกดิ การเรียนรู้
5.จดั เตรียมและเลือกใช้ส่อื ให้เหมาะสมกบั กจิ กรรม นาภมู ิปัญญาท้องถ่นิ เทคโนโลยีท่เี หมาะสมมา
ประยุกต์ใช้ในการจดั การเรียนการสอน
6. ประเมินความก้าวหน้าของผ้เู รียนด้วยวิธกี ารหลากหลายเหมาะสมกบั ธรรมชาตขิ องวิชาและระดบั
พัฒนาของผ้เู รียน
7. วิเคราะห์ผลการประเมินมาใช้ในการซ่อมเสริมและพัฒนาผ้เู รียนรวมท้งั ปรับปรุงและการจดั การเรียน
การสอนของตนเอง
4.2 บทบำทของผูเ้ รียน
1.กาหนดเป้ าหมายวางแผนและรับผิดชอบการเรียนร้ขู องตนเอง
2.แสวงหาความรู้ เข้าถงึ แหล่งเรียนร้วู เิ คราะห์สงั เคราะห์ข้อความรู้ ต้ังคาถาม คดิ หาคาตอบหรือหา
แนวทางแก้ปัญหาด้วยวิธตี ่างๆ
3.ลงมือปฏบิ ัตจิ ริง สรปุ ส่งิ ท่ไี ด้เรียนร้ดู ้วยตนเองและนาความรู้ไปประยุกต์ใช้ในสถานการณต์ ่างๆ
4.มปี ฏสิ ัมพันธท์ างาน ทากจิ กรรมร่วมกบั กล่มุ และครู
5.ประเมนิ การพัฒนากระบวนการเรียนร้ขู องตนเองอย่างต่อเน่อื ง
แหล่งทม่ี าหลกั สตู รแกนกลางการศึกษาข้นั พ้นื ฐาน พทุ ธศักราช 2551 และมาตรฐานการเรยี นร้แู ละตัวช้วี ดั ฯ
(ฉบบั ปรบั ปรงุ พ.ศ. 2560)
75
วิธีสอนแบบโครงงำน (Project Method)
แนวคิด (แหล่งทม่ี า:อาจารย์ ผ้ชู ่วยศาสตราจารย์สมหวงั นลิ พนั ธ์
เป็นวธิ กี ารจดั การเรียนร้ทู ่ใี ห้ผ้เู รียนได้ศกึ ษาค้นคว้า หรือปฏบิ ตั ิงานตามหัวข้อท่ผี ้เู รียนสนใจ ซ่ึง
ผ้เู รียนจะต้องฝึกกระบวนการทางานอย่างมขี ้นั ตอน มกี ารวางแผนในการทางานหรือการแก้ปัญหาอย่าง
เป็นระบบ จนการดาเนนิ งานสาเรจ็ ลลุ ่วงตามวัตถปุ ระสงค์สง่ ผลให้ผ้เู รียนมที กั ษะการเรียนร้อู ย่าง
หลากหลาย อนั เป็นประสบการณต์ รงท่มี ีคณุ ค่า สามารถนาไปประยุกต์ใช้ในการดาเนนิ งานต่างๆ ได้วกี าร
สอนโครงงานสามารถสอนต่อเน่อื งกบั วิธสี อนแบบบูรณาการได้ ท้งั ในรูปแบบบรู ณาการภายในกล่มุ สาระ
การเรียนรู้ และบรู ณาการระหว่างกล่มุ สาระการเรียนรู้ เพ่อื ให้ผ้เู รียนได้นาองค์ความร้แู ละประสบการณท์ ่ี
ได้มาบูรณาการเพ่อื ทาโครงงาน
กำรจัดกจิ กรรมกำรเรยี นรู้
1. ข้นั กำหนดปัญหำ หรือสารวจความสนใจ ผู้สอนเสนอสถานการณห์ รือตัวอย่างท่เี ป็นปัญหาและกระต้นุ
ให้ผ้เู รียนหาวธิ กี ารแก้ปัญหาหรือย่วั ยุให้ผ้เู รียนมีความต้องการใคร่เรียนใคร่รู้ ในเร่ืองใดเร่ืองหน่ึง
2. ข้นั กำหนดจุดมุ่งหมำยในกำรเรียน ผู้สอนแนะนาให้ผ้เู รียนกาหนดจุดมุ่งหมายให้ชัดเจนว่าเรียนเพ่อื
อะไร จะทาโครงงานน้ันเพ่อื แก้ปัญหาอะไร ซ่งึ ทาให้ผ้เู รียนกาหนดโครงงานแนวทางในการดาเนนิ งานได้
ตรงตามจุดม่งุ หมาย
3. ข้นั วำงแผนและวิเครำะหโ์ ครงงำน ให้ผ้เู รียนวางแผนแก้ปัญหา ซ่งึ เป็นโครงงานเด่ยี วหรือกล่มุ กไ็ ด้
แล้วเสนอแผนการดาเนินงานให้ผู้สอนพิจารณาให้คาแนะนาช่วยเหลือแลพข้อเสนอแนะการวางแผน
โครงงานของผ้เู รียน ผ้เู รียนเขียนโครงงานตามหัวข้อซ่ึงมีหัวข้อสาคัญ (ช่อื โครงงานหลักการและเหตผุ ล
วตั ถปุ ระสงค์หรือจุดมุ่งหมาย เจ้าของโครงการ ท่ปี รึกษาโครงการ แหล่งความรู้ สถานท่ดี าเนนิ การ
ระยะเวลาดาเนินการ งบประมาณ วิธดี าเนินการ เคร่ืองมือท่ใี ช้ ผลท่คี าดว่าจะได้รับ)
4. ข้นั ลงมือปฏิบตั ิหรือแกป้ ัญหำ ให้ผ้เู รียนลงมือปฏบิ ตั หิ รือแก้ปัญหาตามแผนการท่กี าหนดไว้โดยมี
ผ้สู อนเป็นท่ปี รึกษา คอยสงั เกต ติดตาม แนะน าให้ผ้เู รียนร้จู ักสงั เกต เกบ็ รวบรวมข้อมลู บันทกึ ผล
ดาเนนิ การด้วยความมานะอดทน มีการประชุมอภิปราย ปรึกษาหารือกนั เป็นระยะๆ ผ้สู อนจะเข้าไป
เก่ยี วข้องเทา่ ท่จี าเป็น ผู้เรียนเป็นผู้ใช้ความคิด ความรู้ ในการวางแผนและตัดสนิ ใจทาด้วยตนเอง
5. ข้นั ประเมินผลระหว่ำงปฏิบตั ิงำน ผู้สอนแนะนาให้ผ้เู รียนร้จู ักประเมินผลก่อนดาเนินการระหว่าง
ดาเนินการและหลงั ดาเนนิ การ คือร้จู กั พจิ ารณาว่าก่อนท่จี ะดาเนินการมสี ภาพเป็นอย่างไร มีปัญหาอย่างไร
ระหว่างท่ดี าเนนิ งานตามโครงงานน้ัน ยังมีส่งิ ใดท่ผี ดิ พลาดหรือเป็นข้อบกพร่องอยู่ต้องแก้ไขอะไรอกี บ้าง
มีวิธแี ก้ไขอย่างไร เม่อื ดาเนินการไปแล้วผ้เู รียนมแี นวคดิ อย่างไร มีความพึงพอใจหรือไม่ ผลของการด
าเนินการตามโครงงาน ผ้เู รียนได้ความรู้อะไร ได้ประโยชนอ์ ย่างไร และสามารถนาความรู้น้ันไปพัฒนา
76
ปรับปรงุ งานได้อย่างดีย่งิ ข้นึ หรือเอาความรู้น้ันไปใช้ในชวี ิตได้อย่างไร โดยผ้เู รียนประเมนิ โครงงานของ
ตนเองหรือเพ่ือนร่วมประเมิน จากน้นั ผู้สอนจงึ ประเมินผลโครงงานตามแบบประเมิน ซ่งึ ผ้ปู กครองอาจจะ
มสี ว่ นร่วมในการประเมินด้วยกไ็ ด้
6. ข้นั สรุป รำยงำนผล และเสนอผลงำน เม่อื ผ้เู รียนทางานตามแผนและเกบ็ ข้อมูลแล้วต้องทาการ
วิเคราะห์ข้อมูล สรปุ และเขยี นรายงานเพ่ือนาเสนอผลงาน ซ่งึ นอกเหนอื จากรายงานเอกสารแล้วอาจมี
แผนภมู ิ แผนภาพ กราฟ แบบจาลอง หรือของจริงประกอบการนาเสนอ อาจจัดได้หลายรูปแบบ เช่น จดั
นทิ รรศการ การแสดงละคร ฯลฯ
ประโยชน์
1. เป็นการสอนท่มี ่งุ ให้ผ้เู รียนมีบทบาท มีส่วนร่วมในการจดั กระบวนการเรียนร้ไู ด้ปฏบิ ัตจิ ริงคดิ เองทาเอง
อย่างละเอยี ดรอบคอบ อย่างเป็นระบบ
2. ผ้เู รียนร้จู ักวธิ แี สวงหาข้อมูล สร้างองค์ความร้แู ละสรุปความร้ไู ด้ด้วยตนเอง
3. ผ้เู รียนมีทกั ษะในการแก้ปัญหา มที กั ษะกระบวนการในการทางาน มีทกั ษะการเคล่ือนไหวทางกาย
4. ผ้เู รียนได้ฝึกกระบวนการกล่มุ สมั พนั ธ์ ทางานร่วมกนั กบั ผ้อู ่นื ได้
5. ฝึกความเป็นประชาธปิ ไตย คือการรับฟังความคิดเหน็ ซ่งึ กนั และกนั มีเหตผุ ล มีการยอมรับในความรู้
ความสามารถซ่ึงกนั และกนั
6. ผ้เู รียนได้ฝึกลักษณะนิสยั ท่ดี ใี นการทางาน เช่น การจดบนั ทกึ ข้อมูล การเกบ็ ข้อมูลอย่างเป็น
ระบบ ความรับผดิ ชอบ ความซ่อื ตรง ความเอาใจใส่ ความขยนั หม่นั เพียรในการทางาน รู้จัก
ทางานอย่างเป็นระบบ ทางานอย่างมแี ผน ใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์
7. ผ้เู รียนเกดิ ความคดิ ริเร่ิมสร้างสรรค์ และสามารถนาความรู้ ความคิด หรือแนวทางท่ไี ด้ไปใช้ในการ
แก้ปัญหาในชีวติ หรือในสถานการณ์อ่นื ๆ ได้
กำรจดั กำรเรียนรูแ้ บบใชโ้ ครงงำนเป็ นฐำน (PROJECT-BASED LEARNING)
การจัดการเรียนร้แู บบใช้โครงงานเป็นฐาน หมายถงึ การจดั การเรียนร้ทู ่มี ีครเู ป็นผู้กระต้นุ เพ่อื
นาความสนใจท่เี กิดจากตัวนักเรียนมาใช้ในการทากจิ กรรมค้นคว้าหาความรู้ด้วยตัวนักเรียนเอง นาไปสู่
การเพ่ิมความรู้ท่ไี ด้จากการลงมอื ปฏบิ ัติ การฟังและการสงั เกตจากผู้เช่ยี วชาญ โดยนักเรียนมีการเรียนรู้
ผ่านกระบวนการทางานเป็นกล่มุ ท่จี ะนามาสกู่ ารสรุปความร้ใู หม่ มกี ารเขยี นกระบวนการจัดทาโครงงาน
และได้ผลการจดั กจิ กรรมเป็นผลงานแบบรูปธรรม (ดุษฎี โยเหลาและคณะ, 2557: 19-20)
77
แนวคิดสำคญั
การเรียนร้แู บบโครงงานน้ัน มีแนวคิดสอดคล้องกบั John Dewey เร่ือง “learning by doing” ซ่ึง
ได้กล่าวว่า “Education is a process of living and not a preparation for future living.” (Dewey John,
1897: 79 cite in Douladeli Efstratia, 2014) ซ่ึงเป็นการเน้นการจัดการเรียนร้ทู ่ใี ห้นักเรียนได้รับ
ประสบการณ์ชวี ติ ขณะท่เี รียน เพ่ือให้นกั เรียนได้พัฒนาทกั ษะต่างๆ ซ่ึงสอดคล้องกับหลกั พัฒนาการคดิ
ของ Bloom ท้งั 6 ข้นั คือ ความร้คู วามจา (Remembering) ความเข้าใจ (understanding) การประยุกตใ์ ช้
(Applying) การวเิ คราะห์ (Analyzing) การประเมนิ ค่า (Evaluating) และ การคิดสร้างสรรค์ (Creating)
ซ่งึ การจัดการเรียนร้แู บบใช้โครงงานเป็นฐาน น้นั จึงเป็นเป็นอกี รูปแบบหน่งึ ท่ถี ือได้ว่าเป็น การจดั การ
เรียนร้ทู ่เี น้นผู้เรียนเป็นสาคัญ เน่อื งจากผู้เรียนได้ลงมือปฏบิ ัตเิ พ่ือฝึกทกั ษะต่างๆด้วยตนเองทุกข้นั ตอน
โดยมีครูเป็นผู้จดั ประสบการณ์การเรียนรู้
ข้นั ตอนกำรจดั กำรเรียนรูแ้ บบใชโ้ ครงงำนเป็ นฐำน
การจดั การเรียนร้แู บบใช้โครงงานเป็นฐานน้นั มีกระบวนการและข้นั ตอนแตกต่างกนั ไปตามแต่ละ
ทฤษฎี ซ่ึงในคู่มือการจัดการเรียนร้แู บบใช้โครงงานเป็นฐานฉบับน้ี ขอนาเสนอ 3 แนวคิดท่ถี ูกพิจารณา
แล้วเหมาะสมกบั บริบทของเมอื งไทย คอื 1. การจัดการเรียร้แู บบใช้โครงงาน ของ สานักงานเลขาธกิ าร
สภาการศึกษาและกระทรวงศกึ ษาธกิ าร (2550) 2. ข้นั การจัดการเรียนรู้ ตาม โมเดล จกั รยานแห่งการ
เรียนร้แู บบ PBL ของ วิจารณ์ พาณิช(2555) และ 3. การจดั การเรียนร้แู บบใช้โครงงานเป็นฐาน ท่ไี ด้จาก
โครงการสร้างชุดความรู้เพ่ือสร้างเสริมทกั ษะแห่งศตวรรษท่ี 21 ของเดก็ และเยาวชน: จากประสบการณ์
ความสาเรจ็ ของโรงเรียนไทย ของ ดุษฎี โยเหลาและคณะ (2557) ดังน้ี
•แนวคิดที่ 1 ข้นั ตอนการจัดการเรียนร้แู บบโครงงาน ของ สานกั งานเลขาธกิ ารสภาการศกึ ษาและ
กระทรวงศึกษาธกิ าร ซ่งึ ได้นาเสนอข้นั ตอนการจดั การเรียนร้แู บบโครงงาน ไว้ 4 ข้นั ตอน ดังน้ี
1.ข้นั นำเสนอ หมายถึง ข้นั ท่ผี ้สู อนให้ผ้เู รียนศึกษาใบความรู้ กาหนดสถานการณ์ ศึกษาสถานการณ์ เล่น
เกม ดูรปู ภาพ หรือผ้สู อนใช้เทคนิคการต้งั คาถามเก่ยี วกับสาระการเรียนร้ทู ่กี าหนดในแผนการจัดการ
เรียนร้แู ต่ละแผน เช่น สาระการเรียนร้ตู ามหลกั สตู รและสาระการเรียนร้ทู ่เี ป็นข้ันตอนของโครงงานเพ่อื ใช้
เป็ นแนวทางในการวางแผนการเรียนร้ ู
2.ข้นั วำงแผน หมายถงึ ข้นั ท่ผี ้เู รียนร่วมกนั วางแผน โดยการระดมความคดิ อภิปรายหารือข้อสรุปของ
กล่มุ เพ่ือใช้เป็นแนวทางในการปฏบิ ตั ิ
3.ข้นั ปฏิบตั ิ หมายถึง ข้ันท่ผี ้เู รียนปฏบิ ัตกิ จิ กรรม เขียนสรปุ รายงานผลท่เี กดิ ข้นึ จากการวางแผนร่วมกนั
4.ข้นั ประเมินผล หมายถึง ข้นั การวดั และประเมินผลตามสภาพจริง โดยให้บรรลุจุดประสงค์การเรียนร้ทู ่ี
กาหนดไว้ในแผนการจัดการเรียนรู้ โดยมีผู้สอน ผ้เู รียนและเพ่อื นร่วมกนั ประเมิน
78
รูปแบบกำรสอนแบบสืบเสำะหำควำมรู้ 5E
รูปแบบการสอนแบบสบื เสาะหาความร้ขู องสถาบนั สง่ เสริมการสอนวทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี
(สสวท., 2546) ประกอบด้วยข้นั ตอนท่สี าคัญดังน้ี
1) ข้นั สรำ้ งควำมสนใจ (Engagement) เป็นการนาเข้าสบู่ ทเรียนหรือเร่ืองท่สี นใจซ่ึงเกดิ ข้นึ จากความ
สงสยั หรืออาจเร่ิมจากความสนใจของตัวนกั เรียนเองหรือเกดิ จากการอภปิ รายภายในกล่มุ เร่ืองท่นี ่าสนใจ
อาจมาจากเหตกุ ารณ์ท่เี กดิ ข้ึนอยู่ในช่วงเวลาน้นั หรือเป็นเร่ืองท่เี ช่อื มโยงกบั ความรู้เดมิ ท่เี พ่ิงเรียนร้มู าแล้ว
เป็นตัวกระต้นุ ให้นกั เรียนสร้างคาถาม กาหนดประเดน็ ท่ศี กึ ษา ในกรณีท่ไี ม่มีประเดน็ ใดท่นี ่าสนใจ ครูอาจ
ให้ศึกษาจากส่อื ต่างๆหรือเป็นผู้กระตุ้นด้วยการเสนอด้วยประเดน็ ข้ึนมาก่อน แต่ไม่ควรบังคบั ให้นักเรียน
ยอมรับประเดน็ หรือคาถามท่คี รูกาลังสนใจเป็นเร่ืองท่จี ะใช้ศึกษา เม่อื มคี าถามท่นี ่าสนใจและนักเรียนส่วน
ใหญ่ยอมรับให้เป็นประเดน็ ท่ตี ้องการศกึ ษา จงึ ร่วมกนั กาหนดขอบเขตและแจกแจงรายละเอยี ดของเร่ืองท่ี
จะศกึ ษาให้มคี วามชดั เจนมากข้นึ อาจรวมท้งั การรับร้ปู ระสบการณเ์ ดิม หรือความรู้จากแหล่งต่างๆท่จี ะ
ช่วยให้นาไปส่คู วามเข้าใจเร่ืองหรือประเดน็ ท่จี ะศึกษามากข้นึ และมีแนวทางท่ใี ช้ในการสารวจตรวจสอบ
อย่างหลากหลาย
2)ข้นั สำรวจและคน้ หำ (Exploration) เม่อื ทาความเข้าใจในประเดน็ หรือคาถามท่สี นใจจะศึกษาอย่าง
ถ่องแท้แล้วกม็ กี ารวางแผนกาหนดแนวทางสาหรับการตรวจสอบต้ังสมมตฐิ าน กาหนดทางเลือกท่เี ป็นไป
ได้ ลงมือปฏบิ ัตเิ พ่อื เกบ็ รวบรวมข้อมูล ข้อสนเทศ หรือปรากฏการณต์ ่างๆ วธิ กี ารตรวจสอบอาจทาได้
หลายวิธี เช่นทาการทดลอง ทากจิ กรรมภาคสนาม การใช้คอมพวิ เตอร์เพ่ือช่วยสร้างสถานการณจ์ าลอง
(Simulation) การศึกษาหาข้อมูลจากเอกสารอ้างองิ หรือจากแหล่งข้อมูลต่างๆ เพ่อื ให้ได้มาซ่ึงข้อมูลอย่าง
เพียงพอท่จี ะใช้ในข้นั ต่อไป
3)ข้นั อธิบำยและลงขอ้ สรุป (Explanation) เม่อื ได้ข้อมลู อย่างเพียงพอจากการสารวจตรวจสอบแล้ว จึง
นาข้อมูลข้อสนเทศท่ไี ด้มิเคราะห์ แปลผล สรปุ ผลและนาเสนอผลท่ไี ด้ในรูปต่างๆ เช่น บรรยายสรปุ สร้าง
แบบจาลองทางคณิตศาสตร์ หรือรปู วาด สร้างตาราง ฯลฯ การค้นพบในข้ันน้ีอาจเป็นไปได้หลายทาง
เช่น สนับสนุนสมติฐานท่ตี ้ังไว้ โต้แย้งกบั สมมตฐิ านท่ตี ้ังไว้ หรือไม่เก่ยี วข้องกบั ประเดน็ ท่ไี ด้กาหนดไว้ แต่
ผลท่ไี ด้จะอยู่ในรูปใดกส็ ามารถสร้างความรู้และช่วยให้เกดิ การเรียนร้ไู ด้
4) ข้นั ขยำยควำมรู้ (Elaboration) เป็นการนาความร้ทู ่สี ร้างข้ึนไปเช่อื มโยงกบั ความร้เู ดมิ หรือความคดิ ท่ี
ได้ค้นคว้าเพ่มิ เติมหรือนาแบบจาลองหรือข้อสรุปท่ไี ด้ไปใช้อธบิ ายสถานการณ์หรือเหตกุ ารณอ์ ่นื ๆ ถ้าใช้
อธบิ ายเร่ืองต่างๆ ได้มากกแ็ สดงว่าข้อจากดั น้อย ซ่ึงจะช่วยให้เช่อื มโยงกบั เร่ืองต่างๆ และทาให้เกดิ ความรู้
กว้างขวางข้นึ
5)ข้นั ประเมนิ (Evaluation) เป็นการประเมนิ การเรียนร้ดู ้วยกระบวนการต่างๆ ว่านกั เรียนมคี วามรู้
อะไรบ้าง อย่างไร และมากน้อยเพียงใด จากข้นั น้จี ะนาไปส่กู ารนาความร้ไู ปประยุกตใ์ ช้ในเร่ืองอ่นื ๆการนา
79
ความรู้หรือแบบจาลองไปใช้อธบิ ายหรือประยุกตใ์ ช้กบั เหตุการณ์หรือเร่ืองอ่นื ๆจะนาไปสู่ข้อโต้แย้งหรือ
ข้อจากดั ซ่งึ จะก่อให้เกดิ ประเดน็ หรือคาถาม หรือปัญหาท่จี ะต้องสารวจตรวจสอบต่อไป ทาให้เกดิ เป็น
กระบวนการท่ตี ่อเน่อื งกนั ไปเร่ือยๆ จงึ เรียกว่า Inquiry cycle กระบวนการสบื เสาะหาความร้จู ึงช่วยให้
นักเรียนเกดิ การเรียนร้ทู ้งั เน้ือหาหลกั และหลักการทฤษฎี ตลอดจนลงมือปฏบิ ตั ิ เพ่ือให้ได้ความร้ซู ่งึ จะเป็น
พ้นื ฐานในการเรียนต่อไป
กำรสอนตำมแบบวฏั จักรกำรเรียนรู้ 7 ข้นั (7E)
การสอนตามแบบวัฏจักรการเรียนรู้ 7 ข้นั เป็นการสอนท่เี น้นการถ่ายโอนการเรียนร้แู ละ ให้
ความสาคัญเก่ยี วกบั การตรวจสอบความร้เู ดิมของเดก็ ซ่ึงเป็นสง่ิ ท่คี รูละเลยไม่ได้และการตรวจ สอบ
ความรู้พ้ืนฐานเดมิ ของเดก็ จะทาให้ครคู ้นพบว่านกั เรียนต้องเรียนร้อู ะไรกอ่ นกอ่ นท่จี ะเรียนร้ใู น เน้ือหา
บทเรียนน้นั ๆ ซ่งึ จะช่วยให้เดก็ เกดิ การเรียนร้อู ย่างมีประสทิ ธิภาพ
ข้นั ของกำรเรียนรูต้ ำมแนว คิดของ Eisenkraft (2003 : 58) มเี น้ อื หำสำระ ดงั น้ ี
1.ข้นั ตรวจสอบควำมรูเ้ ดมิ (Elicitation Phase) ในข้นั น้จี ะเป็นข้ันท่คี รูจะต้ังคาถามเพ่ือกระตุ้นให้ผ้เู รียน
ได้แสดงความรู้เดิมออกมา เพ่ือครจู ะได้ร้วู ่า เดก็ แต่ละคนมีพ้นื ความร้เู ดิมเทา่ ไร จะได้วางแผนการสอนได้
ถูกต้อง และครไู ด้ร้วู ่านักเรียนควรจะเรียนเน้อื หาใดก่อนท่จี ะเรียนในเน้ือหาน้นั ๆ
2.ข้นั เรำ้ ควำมสนใจ(Engagement Phase) เป็นการนาเข้าส่บู ทเรียนหรือเร่ืองท่สี นใจจากความสงสยั หรือ
อาจเร่ิมจากความสนใจของตัวนักเรียนเองหรือเกดิ จากการอภิปรายภายในกล่มุ เร่ืองท่นี ่าสนใจอาจมาจาก
เหตุการณ์ท่กี าลังเกดิ ข้นึ อยู่ในช่วงเวลาน้ัน หรือเป็นเร่ืองท่เี ช่อื มโยงกบั ความรู้เดิมท่เี ดก็ เพ่ิงเรียนร้มู าแล้ว
ครูเป็นคนกระต้นุ ให้นักเรียนสร้างคาถามกาหนดประเดน็ ท่ที ่จี ะกระตุ้นโดยการเสนอประเดน็ ข้ึนก่อน แต่ไม่
ควรบังคบั ให้นักเรียนยอมรับประเดน็ หรือคาถามท่คี รูกาลังสนใจเป็นเร่ืองท่จี ะใช้ศกึ ษา
3.ข้นั สำรวจและคน้ หำ(Exploration Phase) ในข้ันน้จี ะต่อเน่อื งจากข้ันเร้าความสนใจ ซ่งึ เม่อื นักเรียนทา
ความเข้าใจในประเดน็ หรือคาถามท่สี นใจจะศึกษาอย่างถ่องแท้แล้วกม็ ีการวางแผนกาหนดแนวทางควร
สารวจตรวจสอบ ต้งั สมมุตฐิ าน กาหนดทางเลอื กท่เี ป็นไปได้ ลงมือปฏบิ ัติเพ่ือเกบ็ รวบรวมข้อมูล
ข้อสนเทศ หรือปรากฏการณ์ต่างๆ วธิ กี ารตรวจสอบอาจทาได้หลายวธิ ี
เช่น ทาการทดลอง ทากจิ กรรมภาคสนาม การใช้คอมพวิ เตอร์เพ่ือช่วยสร้างสถานการณ์จาลอง
(Simulation) การศกึ ษาหาข้อมูลจากเอกสารอ้างอิงจากแหล่งข้อมูลต่างๆ เพ่ือให้ได้มาซ่ึงข้อมูลอย่างเพียง
พอท่จี ะใช้ในข้นั ต่อไป
4.ข้นั อธิบำย(Explanation Phase) ในข้นั น้เี ม่อื นกั เรียนได้ข้อมูลมาอย่างเพียงพอจากการสารวจ
ตรวจสอบแล้ว จึงนาข้อมูล ข้อสนเทศท่ไี ด้มาวเิ คราะห์ แปลผล สรปุ ผล และนาเสนอผลท่ไี ด้ในรปู ต่างๆ
เช่น บรรยายสรุป สร้างแบบจาลองทางคณติ ศาสตร์ หรือรูปวาด สร้างตารางฯลฯการค้นพบในด้านน้ีอาจ
80
เป็นไปได้หลายทาง เช่น สนับสนุนสมมุติฐานท่ตี ้ังไว้ โต้แย้งกบั สมมตุ ฐิ านท่ตี ้ังไว้ หรือไม่เก่ยี วข้องกบั
ประเดน็ ท่ไี ด้กาหนดไว้ แต้ผลท่ไี ด้จะอยู่ในรปู ใดกส็ ามารถสร้างความรู้และช่วยให้เกดิ การเรียนร้ไู ด้
5.ข้นั ขยำยควำมคิด(Expansion Phase/Elaboration Phase) เป็นการนาความรู้ท่สี ร้างข้นึ ไปเช่อื มโยงกบั
ความรู้เดิมหรือแนวคดิ ท่ไี ด้ค้นคว้าเพ่มิ เติม หรือนาแบบจาลองหรือข้อสรปุ ท่ไี ปใช้อธบิ ายสถานการณ์หรือ
เหตกุ ารณ์อ่นื ๆ ถ้าใช้อธบิ ายเร่ืองต่างๆ ได้มากกแ็ สดงว่าข้อกากดั น้อย ซ่ึงกจ็ ะช่วยให้เช่อื มโยงกบั เร่ืองราว
ต่างๆ และทาให้เกิดความรู้สึกกว้างขวางข้นึ
6.ข้นั ประเมินผล(Evaluation Phase) ในข้ันน้เี ป็นการประเมนิ การเรียนร้ดู ้วยกระบวนการต่างๆ ว่า
นักเรียนมีความรู้อะไรบ้าง อย่างไร และมากน้อยเพียงใด จากข้นั น้จี ะนาไปสกู่ ารนาความร้ไู ปประยุกต์ใช้ใน
ด้านอ่นื ๆ
7.ข้นั นำควำมรูไ้ ปใช(้ Extension Phase) ในข้นั น้เี ป็นท่คี รูจะต้องมีการจัดเตรียมโอกาสให้นักเรียนได้นา
ส่งิ ท่ไี ด้เรียนมาไปประยุกตใ์ ช้ให้เกดิ ประโยชนใ์ นชวี ติ ประจาวนั ครจู ะเป็นผู้กระตุ้นให้นักเรียนสามารถนา
ความรู้ท่ไี ด้รับไปสร้างเป็นความรู้ท่เี รียกว่า “การถ่ายโอนการเรียนร้”ู
จากข้นั ตอนต่าง ๆ ในรปู แบบการสอนโดยวฏั จกั รการเรียนรู้ 7 ข้นั จะเหน็ ได้ว่ารปู แบบการสอน
โดยใช้วฏั จกั รการเรียนร้7ู ข้ัน จะเน้นการถ่ายโอนการเรียนร้แู ละให้ความสาคญั กบั กาตรวจสอบความรู้เดิม
ของเดก็ ซ่ึงเป็นส่งิ ท่คี รไู ม่ควรละเลย หรือละท้งิ เน่อื งจาก การตรวจสอบพ้นื ความร้เู ดิมของเดก็ จะทาให้ครู
ได้ค้นพบว่านักเรียนจะต้องเรียนร้อู ะไรกอ่ นท่จี ะเรียนในเน้ือหาน้นั ๆ นกั เรียนจะสร้างความรู้จากพ้ืนความรู้
เดิมท่เี ดก็ มี ทาให้เดก็ เกดิ การเรียนร้อู ย่างมคี วามหมายและไม่คิดแนวความคิดท่ผี ิดพลาด การละเลยหรือ
เพกิ เฉยในข้ันน้จี ะทาให้ยากแกก่ ารพฒั นาแนวความคดิ ของเดก็ ซ่ึงจะไม่เป็นไปตามจุดม่งุ หมายท่คี รูวางไว้
นอกจากน้ยี งั เน้นให้นักเรียนสามารถนาความร้ทู ่ไี ด้รับไประยุกตใ์ ช้ให้เกดิ ประโยชนใ์ นชีวติ ประจาวนั ได้
แผนกำรจัดกำรเรียนรูแ้ บบวฎั จักรกำรเรียนรู้ 7 ข้นั หมายถงึ การกาหนดแนวทาง
หรือรปู แบบการเรียนการสอน แบบสบื เสาะหาความร้อู ย่างต่อเน่อื งซ่ึงมขี ้นั ตอนการสอน ดงั น้ี
1.1ข้นั ตรวจสอบควำมรูเ้ ดิม (Elictation Phase) เป็นข้ันท่คี รตู ้ังคาถามเพ่ือกระตุ้นให้ผ้เู รียนได้แสดง
ความรู้เดิมออกมา เพ่อื ครจู ะได้ร้วู ่าเดก็ แต่ละคนมีพ้นื ฐานความรู้เดิมเท่าไร จะได้วางแผนการสอนได้
ถกู ต้อง และครไู ด้ร้วู ่านักเรียนควรจะเรียนเน้อื หาใดกอ่ นท่จี ะเรียนเน้อื หาน้นั ๆ
1.2 ข้นั สรำ้ งควำมสนใจ(Engagement Phase) เป็นการนาเข้าสบู่ ทเรียนท่สี นใจซ่ึงอาจเกดิ ข้นึ เองจาก
ความสงสยั หรืออาจเร่ิมจากความสนใจของตวั นกั เรียนเองหรือเกดิ จากการอภิปราย ซกั ถาม หรือเร่ืองท่ี
เช่อื มโยงกบั ความร้เู ดมิ ท่เี พ่ิงเรียนร้มู าแล้ว เป็นตัวกระต้นุ ให้นักเรียนสร้างคาถาม กาหนดประเดน็ ท่จี ะ
ศกึ ษา
81
1.3 ข้นั สำรวจและคน้ หำ(Exploration Phase) การวางแผนกาหนดแนวทางการสารวจ ตรวจสอบ ต้งั
สมมุตฐิ าน กาหนดทางเลอื กท่เี ป็นไปได้ ลงมือปฏบิ ตั เิ พ่ือเกบ็ รวบรวมข้อมลู ข้อสนเทศ ศกึ ษาข้อมูลจาก
แหล่งต่างๆ เพ่ือให้ได้ข้อมลู อย่างเพียงพอท่จี ะใช้ในข้นั ต่อไป
1.4 ข้นั อธิบำยและลงขอ้ สรปุ (Explanation Phase) นาข้อมูลท่ไี ด้มาวิเคราะห์อภิปราย แปลผล สรุปผล
และนาเสนอผล
1.5 ข้นั ขยำยควำมรู(้ Expansion Phase) เป็นการนาความร้ทู ่สี ร้างข้นึ ไปเช่อื มโยงกบั ความรู้เดิม หรือ
แนวคดิ ท่คี ้นคว้าเพ่ิมเตมิ นาข้อสรปุ ท่ไี ด้ไปใช้อธบิ ายสถานการณอ์ ่นื ๆ และทาให้เกดิ ความรู้กว้างขวางข้นึ
1.6 ข้นั ประเมินผล(Evaluation Phase) เป็นการประเมินการเรียนร้ดู ้วยกระบวนการต่างๆ ว่านักเรียนมี
ความรู้อะไรบ้าง และมากน้อยเพียงใด จากข้นั น้จี ะนาไปสกู่ ารนาความร้ไู ปประยุกตใ์ ช้ในเร่ืองอ่นื ๆ
1.7 ข้นั นำควำมรูไ้ ปใช(้ Extension Phase) เป็นข้ันท่นี ักเรียนได้นาสง่ิ ท่ไี ด้จากการเรียนร้ไู ปประยุกตใ์ ช้ให้
เกดิ ประโยชน์ในชวี ติ ประจาวัน เพ่ือสร้างความร้ใู หม่ท่เี รียกว่า “การถ่ายโอนการเรียนร้”ู
วิธีกำรทำงวิทยำศำสตร์ ( Scientific Method )
ในชวี ิตประจาวันของทกุ คน จะต้องมคี วามเก่ยี วข้องกบั วทิ ยาศาสตร์เสมอ ไม่ว่าจะเป็นเหตกุ ารณ์
ทางธรรมชาติ หรือการใช้เทคโนโลยีต่างๆ กต็ าม ซ่ึงเป็นผลลัพธม์ าจากวิธกี ารทางวิทยาศาสตร์ท้งั ส้นิ
นกั วทิ ยาศาสตร์ได้หาคาตอบของปัญหาต่างๆ โดยต้ังสมมติฐาน กาหนดตวั แปรต้น ตัวแปรตาม และตัว
แปรควบคุม แล้วทาการทดลองซา้ แล้วซา้ เล่าจนกว่าจะได้ข้อสรุปสดุ ท้าย
วธิ กี ารทางวทิ ยาศาสตร์ คือ วธิ กี ารและข้นั ตอนในการค้นหาความรู้ทางวิทยาศาสตร์ ซ่งึ เป็นกระบวนการ
ท่ที าให้นักวทิ ยาศาสตร์สามารถค้นหาความร้จู ากธรรมชาตโิ ดยมกี ารวางแผนการทางานอย่างเป็นระบบ มี
ข้นั ตอน และมปี ระสทิ ธภิ าพ วิธกี ารทางวทิ ยาศาสตร์ประกอบด้วยข้นั ตอนต่างๆ ดงั น้ี
1. กำรสงั เกต
การสงั เกตเป็นจุดเร่ิมต้นและเป็นส่งิ สาคัญท่สี ดุ อย่างหน่ึงของกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ การ
สงั เกตเป็นจุดเร่ิมต้นของปัญหาหรือข้อสงสยั ซ่งึ จะนาไปสกู่ ารหาคาตอบหรือความร้ตู ่าง ๆ การฝึกการ
สงั เกตบ่อย ๆ จะทาให้สังเกตได้เรว็ สงั เกตได้ถูกต้อง มีความชานาญในการสงั เกตทาให้ได้ข้อมลู ท่ใี ช้หา
คาตอบได้
2. กำรระบุปัญหำ
การระบุปัญหาหลงั การสงั เกต และพยายามหาคาตอบของปัญหาน้นั ทาให้ได้ความรู้วิทยาศาสตร์
ใหม่ๆ ข้นึ
82
3. กำรต้งั สมมติฐำน
สมมตฐิ าน หมายถึงสง่ิ ท่คี าดคดิ หรือคาดเดาไว้ล่วงหน้าว่าจะเป็นคาตอบของปัญหา ซ่งึ คาตอบหรือ
สมมติฐานน้ันอาจผดิ หรือถูกกไ็ ด้ การต้งั สมมตฐิ านจึงเป็นแนวทางในการทดสอบหรือหาข้อมูลต่อไป
ดงั น้ันจึงควรฝึกคาดคดิ หรือฝึกต้งั สมมตฐิ านหลาย ๆ สมมติฐาน และไม่ด่วนสรปุ เอาเองว่าสมมตฐิ านท่ตี ้งั
ไว้ถูกต้อง จนกว่าจะได้ทดสอบสมมติฐานด้วยการทดลองหรือการเกบ็ ข้อมลู
4. กำรทดลอง
เป็นการทดสอบหรือพสิ จู นส์ มมติฐานว่าเป็นจริงหรือไม่ ในการทดลองต้องมีการควบคมุ ตวั แปร
บางชนิดให้คงท่ี ตัวแปรพวกน้ีเรียกว่า ตัวแปรควบคุม ตัวแปรบางชนดิ ต้องเปล่ียนแปลงไป ตวั แปรพวกน้ี
เรียกว่า ตวั แปรต้น ผลท่เี กดิ ข้นึ และเปล่ยี นแปลงไปตามตัวแปรต้นเรียกว่า ตัวแปรตาม นอกจากน้ีในการ
ทดลองต้องมีการบนั ทกึ ข้อมูลในรูปของตารางบันทกึ ข้อมูลเพราะทาให้บนั ทกึ ได้สะดวกเป็นระเบยี บ แปล
ความได้ง่าย เม่อื ได้ข้อมูลแล้วต้องมกี ารนาเสนอข้อมูล ทาให้แปลความหมายข้อมูลและส่อื สารข้อมลู ให้
ผ้อู ่นื เข้าใจง่าย กรณีท่มี ีข้อมูลมากและซบั ซ้อน ควรเสนอข้อมลู โดยใช้ตารางข้อมูล ภาพ กราฟ หรือ
แผนภมู ิ
5. กำรสรุปขอ้ มูล
จากการทดลองเพ่ือตรวจสอบสมมติฐานท่ตี ้ังไว้น้ันต้องมกี ารทดลองซา้ หลาย ๆ คร้ัง หากได้ผลการ
ทดลองออกมาเหมอื นกนั ทกุ คร้ัง แสดงว่าสมมตฐิ านน้ันถูกต้องหรือเป็นจริง และสามารถสรุปเป็นความรู้
ใหม่ได้ สว่ นสมมตฐิ านท่ตี รวจสอบแล้วพบว่า ไม่เป็นความจริงกจ็ ะถูกปฏเิ สธ ซ่งึ จะต้องมกี ารต้งั สมมตฐิ าน
ใหม่และทาการทดลองใหม่เพ่ือตรวจสอบสมมตฐิ านอกี จนกว่าจะได้ผลการทดลองท่เี ป็นจริงและถกู ต้อง
(แหล่งทม่ี า:อาจารย์ ผ้ชู ่วยศาสตราจารยส์ มหวงั นิลพันธ์
83
27.กำรวดั และประเมินผลกำรเรียนรู้
การวัดและการประเมินผลการเรียนร้ขู องผ้เู รียนต้องอยู่บนหลักพ้ืนฐาน ๒ ประการคอื การ
ประเมนิ เพ่ือพฒั นาผู้เรียนและเพ่อื ตัดสนิ ผลการเรียน ในการพัฒนาคณุ ภาพการเรียนร้ขู องผ้เู รียนให้
ประสบความสาเรจ็ น้นั ผู้เรียนจะต้องได้รับการพัฒนาและการประเมนิ ตามตวั ช้ีวัดเพ่อื ให้บรรลตุ าม
มาตรฐานการเรียนร้สู ะท้อนสมรรถนะสาคญั และลักษณะอนั พงึ ประสงค์ ของผ้เู รียนซ่ึงเป็นเป้ าหมายหลกั
ในการวัดและการประเมนิ ผลการเรียนร้ใู นทกุ ระดับไม่ว่าจะเป็นระดบั ช้นั เรียนระดบั สถานศึกษาระดับเขต
พ้ืนท่กี ารศกึ ษาและระดบั ชาติการวดั และประเมนิ ผลการเรียนร้แู ละกระบวนการพัฒนาคณุ ภาพผ้เู รียน โดย
ใช้ผลการประเมินเป็นข้อมูลและสารสนเทศท่แี สดงพัฒนาการความก้าวหน้าและความสาเรจ็ ทางการเรียน
ของผ้เู รียนตลอดจนข้อมลู ท่เี ป็นประโยชนต์ ่อการสง่ เสริมให้ผ้เู รียนเกดิ การพัฒนาและเรียนร้อู ย่างเตม็ ตาม
ศกั ยภาพการวดั และการประเมินการเรียนร้แู บ่งออกเป็น ๔ ระดบั ได้แก่ระดบั ช้นั เรียน ระดับสถานศึกษา
ระดับเขตพ้นื ท่กี ารศึกษา และระดบั ชาติ มีรายละเอยี ด ดังน้ี
1.กำรประเมินระดบั ช้นั เรียน
เป็นการวดั และประเมินผลท่อี ยู่ในกระบวนการจดั การเรียนร้ผู ้สู อนดาเนินการเป็นปกตแิ ละ
สม่าเสมอในการจดั การเรียนการสอนใช้เทคนคิ การประเมนิ อย่างหลากหลายเช่นการซักถาม การสงั เกต
การตรวจการบ้าน การประเมินโครงงาน การประเมินช้ินงาน/ภาระงาน แฟ้ มสะสมผลงาน การใช้
แบบทดสอบ โดยผู้สอนเป็นผู้ประเมินเองหรือเปิ ดโอกาสให้ผ้เู รียนประเมนิ ตนเองเพ่ือประเมนิ เพ่ือน
ผ้ปู กครองร่วมประเมินในกรณีท่ไี ม่ผ่านตัวช้วี ดั ให้มกี ารสอน ซ่อมเสริม การประเมนิ ระดบั ช้นั เรียนเป็น
การตรวจสอบว่าผู้เรียนมพี ฒั นาการความก้าวหน้าในการเรียนร้อู นั เป็นผลมาจากการจัดกจิ กรรมการเรียน
การสอนหรือไม่และมากน้อยเพียงใด มีส่งิ ท่จี ะต้องรับการพฒั นาปรับปรุงและส่งเสริมในด้านใดนอกจากน้ี
ยังเป็นข้อมลู ให้ผู้สอนใช้ปรับปรุงการเรียนการสอนของตนด้วยท้งั น้ีโดยสอดคล้องกับมาตรฐานการเรียนรู้
และตัวช้ีวัด
2.กำรประเมนิ ระดบั สถำนศึกษำ
เป็นการประเมินท่สี ถานศกึ ษาดาเนนิ การเพ่ือตัดสนิ ผลการเรียนร้ขู องผ้เู รียนเป็นรายปี หรือราย
ภาค ผลการประเมินการอ่านคิดวเิ คราะห์และการเขียนคุณลักษณะอนั พงึ ประสงค์และกจิ กรรมพัฒนา
ผ้เู รียน นอกจากน้ีเพ่อื ให้ได้ข้อมูลเก่ยี วกบั การจัดการศึกษาของสถานศึกษาว่าส่งผลต่อการเรียนร้ขู อง
ผ้เู รียนตามเป้ าหมายหรือไม่ผ้เู รียนมจี ุดพฒั นาในด้านใดรวมท้งั สามารถนาผลการเรียนร้ขู องผ้เู รียนใน
สถานศึกษาเปรียบเทยี บกบั เกมระดบั ชาติ ผลการประเมินระดบั สถานศึกษาจะเป็นข้อมลู และสารสนเทศ
เพ่ือปรับปรุงนโยบายหลกั สตู รโครงการ หรือวิธกี ารจดั การเรียนการสอนตลอดจนเพ่ือการจัดทา
84
แผนพัฒนาคณุ ภาพการศกึ ษาของสถานศกึ ษาตามแนวทางประกนั คุณภาพการศึกษาและการรายงานผล
การจดั การศึกษาต่อคณะกรรมการสถานศึกษา สานักงานเขตพ้ืนท่กี ารศึกษาสานักงานคณะกรรมการ
การศึกษาข้ันพ้นื ฐานผู้ปกครองและชุมชน
3.กำรประเมนิ ระดบั เขตพ้ ืนทีก่ ำรศึกษำ
เป็นการประเมินคุณภาพผ้เู รียนในระดบั เขตพ้นื ท่กี ารศกึ ษาตามมาตรฐานการเรียนรู้ ตามหลักสตู ร
แกนกลางการศกึ ษาข้ันพ้นื ฐานเพ่อื ใช้เป็นข้อมูลพ้นื ฐานในการพฒั นาคณุ ภาพการศึกษาของเขตพ้นื ท่ี
การศกึ ษาตามภาระความรับผิดชอบสามารถดาเนินการโดยประเมนิ คุณภาพสมั ฤทธ์ขิ องผู้เรียนด้วย
ข้อสอบมาตรฐานท่จี ัดทาและดาเนนิ การโดยเขตพ้นื ท่กี ารศึกษาหรือด้วยความร่วมมือกบั หน่วยงานต้น
สงั กดั ในการดาเนนิ การจัดสอบ นอกจากน้ยี ังได้การตรวจทบทวนข้อมูลการประเมนิ ระดบั สถานศึกษาใน
เขตพ้นื ท่กี ารศกึ ษา
4.กำรประเมนิ ระดบั ชำติ
เป็นการประเมนิ คุณภาพผ้เู รียนในระดับชาติตามมาตรฐานการเรียนร้ตู ามหลักสตู รแกนกลาง
การศึกษาข้ันพ้นื ฐานสถานศกึ ษาต้องจดั ให้ผ้เู รียนทุกคนท่เี รียนในระดับช้นั ประถมศกึ ษาปี ท่ี 3 ช้นั
ประถมศึกษาปี ท่ี 6 ช้นั มัธยมศึกษาปี ท่ี 3 และช้นั มัธยมศึกษาปี ท่ี 6 เข้ารับการประเมนิ ผลจาดการ
ประเมินใช้เป็นข้อมลู ในการเทยี บเคียงคณุ ภาพการศกึ ษาในระดับต่างๆเพ่ือนาไปใช้ในการวางแผน
ยกระดับ คุณภาพการจัดการศกึ ษาตลอดจนเป็นข้อมูลสนับสนุนการตัดสนิ ใจในระดบั นโยบายของประเทศ
แหล่งทม่ี าหลักสตู รแกนกลางการศกึ ษาข้นั พ้นื ฐาน พุทธศักราช 2551 และมาตรฐานการเรียนร้แู ละตัวช้วี ดั ฯ
(ฉบบั ปรบั ปรงุ พ.ศ. 2560)
85
28.สือ่ /แหล่งเรียนรู้
กล่มุ สาระการเรียนร้วู ิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยีได้จดั ทาส่อื และจัดให้มแี หล่งเรียนรู้ ตามหลักการและ
นโยบายของการจดั การศึกษาข้ันพ้นื ฐาน ดงั น้ี
ส่อื การเรยี นร้เู ป็นเคร่อื งมือส่งเสรมิ สนับสนุนการจัดการกระบวนการเรียนร้ใู ห้ผู้เรียนเข้าถงึ ความรู้ทกั ษะ
กระบวนการ และคณุ ลกั ษณะตามมาตรฐานของหลักสตู รได้อย่างมีประสทิ ธภิ าพ ส่อื การเรียนร้มู ีหลากหลาย
ประเภท ท้งั ส่อื ธรรมชาตสิ ่อื สง่ิ พิมพส์ ่อื เทคโนโลยแี ละเครือข่ายการเรียนรู้ต่างๆ ท่มี ใี นท้องถ่นิ การเลือกใช้ส่อื ควร
เลอื กให้มคี วามเหมาะสมกบั ระดับพฒั นาการ และลีลาการเรียนร้ทู ่หี ลากหลายของผ้เู รยี น การจดั หาส่อื การเรยี นรู้
ผู้เรยี นและผ้สู อนสามารถจดั ทาและพฒั นาข้นึ เอง หรือปรับปรงุ เลือกใช้อย่างมีคณุ ภาพจากส่อื ต่างๆ ท่มี อี ยู่
รอบตวั เพ่อื นามาใช้ประกอบในการจดั การเรียนร้ทู ส่ี ามารถสง่ เสรมิ และส่อื สารให้ผู้เรยี นเกดิ การเรียนรู้โดย
สถานศึกษาควรจัดให้มีอย่างพอเพียง เพ่อื พัฒนาให้ผู้เรยี น เกดิ การเรียนรู้อย่างแท้จริง สถานศึกษา เขตพ้นื ท่ี
การศกึ ษา หน่วยงานท่เี ก่ยี วข้องและผ้มู หี น้าท่จี ดั การศึกษาข้นั พ้นื ฐาน ควรดาเนนิ การ ดงั น้ี
1. จัดให้มแี หล่งการเรยี นร้ศู นู ยส์ ่อื การเรียนรู้ระบบสารสนเทศการเรยี นร้แู ละเครอื ข่ายการเรียนรู้ท่มี ีประสทิ ธภิ าพ
ท้งั ในสถานศกึ ษาและในชุมชน เพ่อื การศึกษาค้นคว้าและการแลกเปล่ยี นประสบการณก์ ารเรยี นร้รู ะหว่าง
สถานศกึ ษา ท้องถ่นิ ชุมชน สงั คมโลก
2. จดั ทาและจดั หาส่อื การเรียนร้สู าหรบั การศกึ ษาค้นคว้าของผู้เรยี น เสรมิ ความรู้ให้ผู้สอน รวมท้งั จัดหาส่ิงทม่ี อี ยู่
ในท้องถ่นิ มาประยุกต์ใช้เป็นส่อื การเรียนรู้
3. เลือกและใช้ส่อื การเรยี นรู้ทม่ี ีคณุ ภาพ มีความเหมาะสม มีความหลากหลาย สอดคล้องกบั วิธกี ารเรียนรู้
ธรรมชาติของสาระการเรยี นรู้และความแตกต่างระหว่างบุคคลของผ้เู รียน
4. ประเมินคณุ ภาพของส่อื การเรียนร้ทู ่เี ลอื กใช้อย่างเป็นระบบ
5. ศึกษาค้นคว้า วิจยั เพ่อื พฒั นาส่อื การเรยี นร้ใู ห้สอดคล้องกบั กระบวนการเรยี นร้ขู องผ้เู รยี น
6. จัดให้มกี ารกากบั ตดิ ตาม ประเมินคณุ ภาพและประสทิ ธภิ าพเก่ยี วกบั ส่อื และการใช้ส่อื การเรยี นร้เู ป็นระยะๆ
และสม่าเสมอ
ในการจดั ทา การเลอื กใช้และการประเมินคุณภาพส่อื การเรยี นรู้ทใ่ี ช้ในสถานศกึ ษาควรคานงึ ถึงหลกั การ
สาคญั ของส่อื การเรียนรู้เช่น ความสอดคล้องกบั หลกั สตู ร วตั ถุประสงคก์ ารเรียนรู้การออกแบบกจิ กรรมการ
เรียนร้กู ารจัดประสบการณ์ให้ผู้เรียน เน้อื หามีความถูกต้องและทนั สมยั ไม่กระทบความม่นั คงของชาตไิ ม่ขัดตอ่
ศลี ธรรม มีการใช้ภาษาท่ถี ูกต้อง รูปแบบการนาเสนอทเ่ี ข้าใจง่าย และน่าสนใจ
แหล่งทม่ี าหลักสตู รแกนกลางการศึกษาข้นั พ้นื ฐาน พุทธศกั ราช 2551 และมาตรฐานการเรยี นร้แู ละตวั ช้วี ัดฯ
(ฉบบั ปรับปรงุ พ.ศ. 2560)
87
ภำคผนวก
ตวั อย่ำงคำอธิบำยรำยวิชำโรงเรียนพบิ ูลอุปถมั ภ์
คำอธิบำยรำยวิชำพ้ นื ฐำน
กล่มุ สำระกำรเรียนรูว้ ิทยำศำสตรแ์ ละเทคโนโลยี รำยวิชำพ้ ืนฐำน
ว 14101 วิทยำศำสตรแ์ ละเทคโนโลยี ช้นั ประถมศึกษำปี ที่4
เวลำเรียน 120 ชวั่ โมง (3 ชวั่ โมง/สปั ดำห)์ จำนวน 3.0 หน่วยกิต
ศึกษาวิเคราะห์การจาแนกส่งิ มีชีวติ เป็นกลุ่มพชื กล่มุ สตั ว์และกล่มุ ท่ี ไม่ใช่พืชและสตั ว์การจาแนก
พชื ออกเป็นพชื ดอกและพืชไม่มดี อก การจาแนกสตั วอ์ อกเป็นสตั ว์มีกระดกู สนั หลังและสตั วไ์ ม่มกี ระดกู สนั
หลังลักษณะเฉพาะของสตั ว์มกี ระดูกสนั หลังในกล่มุ ปลา กล่มุ สตั วส์ ะเทินนา้ สะเทนิ บก กล่มุ สตั วเ์ ล้อื ยคลาน
กล่มุ นก และกลุ่มสตั ว์เล้ียงลูกด้วยนา้ นม หน้าท่ขี อง ราก ลาต้น ใบและดอกของพชื ดอก สมบตั ิทาง
กายภาพ ด้านความแขง็ สภาพยดื หยุ่น การนาความร้อน และการนาไฟฟ้ าของวัสดกุ ารนาสมบัติทาง
กายภาพของวัสดไุ ปใช้ในชีวิตประจาวนั สมบตั ขิ องสสารท้งั 3 สถานะ ผลของแรงโน้มถ่วงท่มี ีต่อวัตถุการ
วัดนา้ หนกั ของวัตถุ มวลของวัตถุท่มี ีผลต่อการ เปล่ยี นแปลงการเคล่อื นท่ขี องวัตถแุ ละตัวกลางของแสง
การข้นึ และตกและรปู ร่างดวงจนั ทร์และ องคป์ ระกอบของระบบสรุ ิยะ การใช้เหตุผลเชงิ ตรรกะในการ
แก้ปัญหา การออกแบบและเขียนโปรแกรมอย่างง่าย การตรวจหาข้อผิดพลาดในโปรแกรม การค้นหา
ข้อมลู ในอนิ เทอร์เนต็ และการใช้คาค้นการประเมินความน่าเช่ือถอื ของข้อมูล การรวบรวม นาเสนอข้อมูล
และสารสนเทศ
โดยใช้การสบื เสาะหาความรู้การสารวจตรวจสอบ ทกั ษะกระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์และทกั ษะการ
เรียนร้ใู นศตวรรษท่ี 21 การสบื ค้นข้อมูลและการอภปิ ราย เพ่อื ให้เกดิ ความร้คู วามคิด ความเข้าใจ
สามารถส่อื สารส่งิ ท่เี รียนร้มู ีความสามารถในการตัดสนิ ใจ การแก้ปัญหา การนาความรู้ไปใช้ใน
ชวี ติ ประจาวัน มีจติ วทิ ยาศาสตร์จริยธรรม คณุ ธรรม และค่านิยมท่เี หมาะสม
มาตรฐาน/ตัวช้วี ดั
ว 1.2 ป.4/1 ว 1.3 ป.4/1, ป.4/2, ป.4/3, ป.4/4 ว 2.1 ป.4/1, ป.4/2, ป.4/3, ป.4/4
ว 2.2 ป.4/1, ป.4/2, ป.4/3 ว 2.3 ป.4/1 ว 3.1 ป.4/1, ป.4/2, ป.4/3
ว 4.2 ป.4/1, ป.4/2, ป.4/3, ป.4/4, ป.4/5
รวม 21 ตัวช้วี ดั
88
ตวั อย่ำงโครงสรำ้ งรำยวิชำโรงเรียนพบิ ูลอปุ ถมั ภ์
รหสั วชิ ำ ว 14101 รำยวิชำวิทยำศำสตรแ์ ละเทคโนโลยี กลมุ่ สำระกำรเรียนรูว้ ิทยำศำสตรแ์ ละเทคโนโลยี
ระดบั ช้นั ประถมศึกษำปี ที่ 4 เวลำ 120 ชวั่ โมง จำนวน 3.0 หนว่ ยกติ
สดั สว่ นคะแนน ระหวำ่ งปี กำรศึกษำ : ปลำยปี = 70 : 30
น้ำหนกั
ที่ ชื่อหนว่ ยกำรเรียนรู้ มำตรฐำนกำรเรียนรู/้ สำระสำคญั เวลำ คะแนน
ตวั ช้ ีวดั (ชวั่ โมง) (100)
1 เทอม 1 - วทิ ยาศาสตร์ เป็น 6 10
การเรียนร้สู ง่ิ ต่างๆ การศึกษาเก่ยี วกบั สง่ิ
รอบตวั ต่างๆ ท่อี ยู่รอบตวั เรา
วธิ กี ารและข้นั ตอน ท่ใี ช้
เพ่อื ตอบปัญหาท่เี รา
สงสยั เรียกว่าวิธกี าร
วทิ ยาศาสตร์ ซ่งึ มี
ท้งั เป็นทกั ษะข้นั พ้นื ฐาน
เช่น การสงั เกต การวดั
การใช้จานวน และทกั ษะ
ข้นั ผสม เช่น การต้ัง
สมมตุ ฐิ าน การกาหนด
นิยามเชิงปฏบิ ตั ิการ การ
กาหนดและควบคุมตวั
แปร การทดลองการ
ตีความหมายและการลง
ข้อสรปุ
เม่อื เราทาการศกึ ษาโดย
ใช้กระบวนกา
วิทยาศาสตร์ จะเกดิ จติ
วทิ ยาศาสตร์ ทาให้เรา
เป็นคนมีความสนใจใฝ่ รู้
89
ส่งิ มชี ีวิต -ว 1.2 มคี วามรับผดิ ชอบ มเี หตุ 24 20
2 ป.4/1 มผี ล และมีความซ่อื สตั ย์ 9 10
-ว 1.3 ส่งิ มีชวี ิตโดยใช้ความ 9 5
ป.4/1 เหมอื น และความ
-ว 1.3 • แตกต่างของลักษณะ
ป.4/2 ของส่งิ มีชวี ิตออกเป็น
-ว 1.3 กล่มุ
ป.4/3 • พชื กลุ่มสัตว์ และกล่มุ
-ว 1.3 ท่ไี ม่ใช่พชื และสตั ว์
ป.4/4 • พชื ดอกและพชื ไม่มี
ดอก สตั วอ์ อกเป็นสตั ว์มี
3 แรงและพลังงาน -ว 2.2 กระดูกสนั หลังและสตั ว์
ป.4/1 ไม่มีกระดูกสนั หลัง แบ่ง
-ว 2.2 ลกั ษณะเฉพาะท่สี งั เกต
ป.4/2 ได้ของสตั ว์มีกระดูกสนั
-ว 2.2 หลังในกลุ่มปลา กล่มุ
ป.4/3 สตั ว์สะเทนิ นา้ สะเทนิ บก
-ว 2.3 กล่มุ สตั วเ์ ล้ือยคลาน
ป.4/4 กล่มุ นก และกลุ่มสตั ว์
เล้ยี งลูกด้วยนา้ นม
4 การแก้ปัญหา -ว 4.1 แรงโน้ มถ่วงของโลกเป็ น
(วิทยาการคานวณ) ป4/1 แรงดงึ ดูดท่โี ลกกระทา
ต่อวัตถุซ่งึ มีทศิ ทางเข้าสา่
จุดศนู ย์กลางของโลก จึง
ทาให้วัตถุตกลงสพู่ ้ืน
เสมอ เม่อื มองส่งิ ต่างๆ
ผ่านวตั ถตุ ่างชนดิ กนั
เป็นตัวกลาง จะทาให้เรา
มองเหน็ ส่งิ ต่างๆ
แตกต่างกนั ออกไป ซ่ึง
จาแนกออกเป็นตวั กลาง
โปร่งใส โปร่งแสง และ
ทบึ แสง
การออกแบบโปรแกรม
การแก้ปัญหา เป็นการ
90
-ว 4.2 ออกแบบข้นั ตอนการ
ป.4/1 แก้ปัญหาท่คี วออกแบบ
ให้ครอบคลุมทกุ กรณี
5 เครือข่าย -ว 4.2 ตามเง่อื นไขท่โี จทย์ 11 5
กาหนด และอาจนา
คอมพวิ เตอร์ ป.4/2 ข้นั ตอนน้ไี ปใช้ได้หลายๆ
คร้ังตามต้องการการ
(วทิ ยาการคานวณ) -ว 4.2 เขียนโปรแกรมเป็ นการ
สร้างลาดับของคาส่งั ให้
ป.4/3 คอมพวิ เตอร์ทางาน
เพ่อื ให้ได้ผลลพั ธต์ าม
-ว 4.2 ความต้องการ หากมี
ข้อผิดพลาดให้ตรวจสอบ
ป.4/4 การทางาน
ทลี ะคาส่งั เม่อื พบจุดท่ที า
ให้ผลลพั ธไ์ ม่ถูกต้องให้
ทาการแก้ไขจนกว่าจะได้
ผลลัพธท์ ่ถี กู ต้อง
การนาคอมพวิ เตอร์
หลาย ๆ เคร่ืองและ
อุปกรณเ์ ทคโนโลยมี า
เช่อื มต่อกนั มากกว่า 1
เคร่ืองเป็ นเครือข่าย
คอมพวิ เตอร์ ทาให้
สามารถแลกเปล่ียน
ข้อมลู สารองข้อมูล
รวมถงึ กาตดิ ต่อส่อื สาร
ได้และเพ่ือค้นหาข้อมูล
ท้งั ข้อมลู ท่เี ป็นตวั อกั ษร
และภาพ
เปรียบเทยี บเลือกข้อมูล
ท่มี ีความสอดคล้องและ
สมั พนั ธก์ นั ประเมินความ
น่าเช่ือถอื ของข้อมูล การ
ใช้ไปรษณีย์
91
6 เทอม 2 สอบกลางภาคเรียน อเิ ลก็ ทรอนกิ ส์ยูทูบ 1 10
วัสดแุ ละสสาร -ว 2.1 บริการเครือข่ายสงั คม 25 15
ป.4/1 ออนไลนข์ ้อปฏบิ ตั ใิ นการ
-ว 2.1 ใช้อนิ เทอร์เนต็ และการ 15 5
ป.4/2 ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ
อย่างปลอดภยั ถกู ต้อง 10 5
-ว 2.1 และ
ป.4/3 เหมาะสม
-ว 2.1
ป.4/4 สมบัติทางกายภาพด้าน
ความแขง็ สภาพยืดหยุ่น
7 โลกและอวกาศ -ว 3.1 การนาความร้อน และ
ป.4/1 การนาไฟฟ้ าของวสั ดุโดย
-ว 3.1 ใช้หลกั ฐานเชงิ ประจกั ษ์
ป.4/2 จากการทดลองและระบุ
-ว 3.1 การนาสมบัตเิ ร่ืองความ
ป.4/3 แขง็ สภาพยืดหยุ่น การ
นาความร้อน และการนา
8 การรวบรวมข้อมลู -ว 4.2 ไฟฟ้ าของวัสดุไปใช้ใน
และซอฟต์แวร์ ป.4/4 ชีวติ ประจาวนั
ระบบสรุ ิยะ มดี วงอาทติ ย์
เป็นศนู ย์กลาง และมี
ดวงดาวบริวารโคจรอยู่
โดยรอบ อกี ท้งั ยะมีวตั ถุ
ท้องฟ้ าอ่นื ๆ ดวงจนั ทร์
ปรากฏข้นึ ทางทศิ
ตะวนั ออกและตกทางทศิ
ตะวันตก และในแต่ละ
คืนเราจมองเหน็ ดวง
จนั ทร์ ท่มี ีรปู ร่าง
เปล่ยี นไป หรือในบางคนื
เราอาจจะมองไม่เหน็ ดวง
จนั ทร์
การรวบรวมข้อมูล
กาหนดอาจใช้วิธกี ารจด
92
ประยุกต์ บันทกึ ถ่ายภายหรือ
(วิทยาการคานวณ) บนั ทกึ เป็นไฟล์ใน
คอมพวิ เตอร์ถ้ามี
9 การเขยี นโปรแกรม -ว 4.2 ข้อมลู หลายประเภทอาจ 8 5
นาข้อมูลประเภท
เบ้อื งต้น ป.4/2 เดียวกนั จัดไว้กล่มุ
เดยี วกนั ถ้ามีข้อมูลใน
(วทิ ยาการคานวณ) ลักษณะตัวเลขอาจใช้
ตวั เลขเรียงลาดบั ของ
ข้อมูลและมกี ารนาเสนอ
ข้อมูลท่หี ลากหลาย โดย
ใช้โปรแกรไมโครซอฟต์
ออฟฟิ ศเวริ ์ดในการ
แก้ปัญหา ซอฟต์แวร์
ตารางทางานเป็ น
โปรแกรมท่ชี ่วยในการ
คดิ คานวณ ใช้สร้าง
ตาราง สร้างกราฟ และ
แผนภมู ใิ นรปู แบบต่างๆ
โดยใช้โปรแกร
ไมโครซอฟต์ออฟฟิ ศ
เอกซ์เซล
คอมพวิ เตอร์มีการ
ทางานตามข้นั ตอน โดย
การสร้างหรือเขยี นลาดับ
คาสง่ั ให้คอมพวิ เตอร์
ทางานตามท่ผี ้เู ขียน
โปรแกรมออกแบบไว้
เม่อื พบจุดท่ที าให้
ผลลพั ธไ์ ม่ถูกต้องให้ทา
การแก้ไขจนกว่าจะได้
ผลลพั ธท์ ่ถี ูกต้อง การ
เขียนโปรแกรมด้วย
Scratchเป็ น
93
เคร่ืองมอื หน่งึ ท่นี ามาใช้ 118 70
ฝึกเขยี นโปรแกรม 2 30
สามารถเรียนร้ไู ด้ง่าย 120 100
โดยการออกแบบ
อลั กอริทมึ เขยี น
โปรแกรมในการนา
บลอ็ กคาส่งั ต่างๆ มาวาง
ให้ตัวละครเคล่อื นท่ตี าม
คาสง่ั ทาให้มีความเข้าใจ
การทางานของ
คอมพวิ เตอร์มากข้นึ
เวลาเรียนกลางปี – เวลาเรียนปลายปี
สอบปลายปี
รวมท้งั ส้นิ ตลอดปี
94
ตวั อย่ำงกำรวดั และประเมินผลกำรเรียนรูโ้ รงเรียนพิบูลอุปถมั ภ์ คะแนน
(70)
กลุ่มสำระกำรเรียนรูว้ ิทยำศำสตรแ์ ละเทคโนโลยี 60
อตั รำสว่ นคะแนน (ระดบั ประถมศึกษำ) 10
(30)
คะแนนระหว่ำงปี กำรศึกษำ : สอบปลำยปี กำรศึกษำ = 70 : 30 100
รายการวัด
➢ ระหวา่ งภาค
มีการวดั และประเมนิ ผล ดงั น้ี
1. คะแนนระหว่างปี การศึกษา
1.1วดั โดยใช้แบบทดสอบ
1.2วัดทกั ษะ/กระบวนการ/สมรรถนะ (เลือกวัดตามแผนการจดั การเรียนร้)ู
1.2.1 ภาระงานทม่ี อบหมาย
- การทาใบงาน/แบบฝึกหัด/แบบฝึกทกั ษะ
- การแก้ปัญหาวทิ ยาศาสตร์
- การศึกษาค้นคว้าทางวทิ ยาศาสตร์
- การร่วมกจิ กรรมการเรียนรู้
1.2.2 แฟ้ มสะสมงานวทิ ยาศาสตร์
1.2.3 โครงงานวิทยาศาสตร์
1.2.4 ทกั ษะกระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์และสมรรถนะสาคัญของผ้เู รยี น
1.3 วัดคุณลักษณะอนั พงึ ประสงค์ และเจตคติท่ดี ตี ่อวชิ าวทิ ยาศาสตร์
- มีวินัย รบั ผดิ ชอบ
- ใฝ่เรยี นรู้
- ม่งุ ม่นั ในการทางาน
- มีจติ สาธารณะ
2. คะแนนสอบกลางปี การศกึ ษา
มกี ารวัดและประเมนิ ผลโดยใช้แบบทดสอบ
➢ คะแนนสอบปลายปี การศกึ ษา
มีการวัดและประเมนิ ผลโดยใช้แบบทดสอบ
รวมท้งั ภาคเรียน
95
อภิธำนศพั ท์
ศพั ทท์ ีเ่ กยี่ วขอ้ งกบั ตวั ช้ ีวดั กล่มุ สำระกำรเรียนรูว้ ิทยำศำสตร์
ที่ ภำษำไทย ภำษำองั กฤษ ควำมหมำย
1 กาหนดปัญหา define problem ระบคุ าถาม ประเดน็ หรือ
สถานการณท์ ่เี ป็นข้อสงสยั เพ่ือ
นาไปส่กู ารแก้ปัญหาหรือ
อภิปรายร่วมกนั
2 แก้ปัญหา solve problem หาคาตอบของปัญหาท่ยี ังไม่รู้
วธิ กี ารมากอ่ น ท้งั ปัญหาท่ี
เก่ยี วข้องกบั วทิ ยาศาสตร์
โดยตรงและปัญหาในชีวติ
ประจาวันโดยใช้เทคนคิ และ
วธิ กี ารต่างๆ
3 เขยี นแผนผัง/ construct diagram/ นาเสนอข้อมูลหรือผลการสารวจ
วาดภาพ illustrate ตรวจสอบด้วยแผนผัง กราฟ
หรือภาพวาด
4 คาดคะเน predict คาดการณ์ผลท่จี ะเกดิ ข้นึ ใน
อนาคตโดยอาศัยข้อมูลท่สี งั เกต
ได้และประสบการณท์ ่มี ี
5 คานวณ calculate หลกั การ ทฤษฎีหรือวิธกี ารทาง
คณติ ศาสตร์
6 จาแนก classify จัดกล่มุ ของสง่ิ ต่าง ๆ โดยอาศยั
ลกั ษณะท่เี หมอื นกนั เป็นเกณฑ์
7 ต้งั คาถาม ask question พดู หรือเขยี นประโยค หรือวลี
เพ่อื ให้ได้มาซ่ึงการค้นหาคาตอบ
ท่ตี ้องการ
8 ทดลอง conduct/experiment ปฏบิ ตั ิการเพ่ือหาคาตอบ
ของคาถาม หรือปัญหาในการ
ทดลอง โดยต้ังสมมติฐานเพ่ือ
เป็ นแนวทางในการกาหนด
ตัวแปรและวางแผนดาเนินการ
เพ่อื ตรวจสอบสมมตฐิ าน
96