The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

วิจัยในชั้นเรียน 5 บท

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by จิราพร นิยมไร่, 2024-01-18 10:14:57

วิจัยในชั้นเรียน

วิจัยในชั้นเรียน 5 บท

การศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรายวิชาพระพุทธศาสนา เรื่อง หน้าที่ชาวพุทธและมารยาทชาวพุทธ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โดยรูปแบบการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน (Problem–based Learning) จิราพร นิยมไร่ รายงานการวิจัยในชั้นเรียนนี้เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาตามหลักสูตร ครุศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาพุทธศาสนศึกษา คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี 2566


ข การศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรายวิชาพระพุทธศาสนา เรื่อง หน้าที่ชาวพุทธและมารยาทชาวพุทธ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โดยรูปแบบการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน (Problem–based Learning) จิราพร นิยมไร่ รายงานการวิจัยในชั้นเรียนนี้เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาตามหลักสูตร ครุศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาพุทธศาสนศึกษา คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี 2566


ค ชื่อเรื่อง การศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรายวิชาพระพุทธศาสนา เรื ่อง หน้าที ่ ชาวพุทธและมารยาทชาวพุทธ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที ่ 1 โดยรูปแบบการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน (Problem–based Learning) ผู้วิจัย นางสาวจิราพร นิยมไร่ อาจารย์ที่ปรึกษาหลัก ผู้ช่วยศาสตราจารย์ สอนประจันทร์ เสียงเย็น อาจารย์ที่ปรึกษาร่วม ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ไกรฤกษ์ ศิลาคม คุณครูพี่เลี้ยง คุณครูวริศรา ขันติประกอบ ปริญญา ครุศาสตรบัณฑิต ปีการศึกษา 2566 อาจารย์ควบคุมการวิจัยในชั้นเรียน คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏอ ุดรธานี อนุมัติให้นับงานวิจัยฉบับนี้เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาตามหลักสูตรครุศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาพุทธศาสนศึกษา ..............................................อาจารย์ที่ปรึกษาหลัก (ผู้ช่วยศาสตราจารย์ สอนประจันทร์ เสียงเย็น) ..............................................อาจารย์ที่ปรึกษาร่วม (ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ไกรฤกษ์ ศิลาคม) .................................................................ครูพี่เลี้ยง (คุณครูวริศรา ขันติประกอบ)


ง ชื่อเรื่อง การศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรายวิชาพระพุทธศาสนา เรื ่อง หน้าที ่ ชาวพุทธและมารยาทชาวพุทธ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที ่ 1 โดยรูปแบบการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน (Problem–based Learning) ผู้วิจัย นางสาวจิราพร นิยมไร่ อาจารย์ที่ปรึกษาหลัก ผู้ช่วยศาสตราจารย์ สอนประจันทร์ เสียงเย็น อาจารย์ที่ปรึกษาร่วม ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ไกรฤกษ์ ศิลาคม คุณครูพี่เลี้ยง คุณครูวริศรา ขันติประกอบ ปริญญา ครุศาสตรบัณฑิต ปีการศึกษา 2566 บทคัดย่อ การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื ่อ 1) เพื ่อพัฒนาแผนการจัดการเรียนรู้รายวิชา พระพุทธศาสนา เรื ่อง หน้าที ่ชาวพุทธและมารยาทชาวพุทธ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที ่ 1 โดยใช้รูปแบบการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน (Problem-based Learning) โรงเรียนอุดรพิทยานุกูล อ าเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 2) เพื ่อเปรียบเทียบและวิเคราะห์ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรายวิชาพระพุทธศาสนา เรื่อง หน้าที ่ชาวพุทธและมารยาทชาวพุทธ ที่เรียน ด้วยแผนการจัดการเรียนรู้โดยรูปแบบการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน (Problem-based Learning) ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ระหว ่างก่อนเรียนกับหลังเรียน กลุ ่มตัวอย ่างที ่ใช้ในการวิจัย คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที ่ 1/12 ปีการศึกษา 2566 โรงเรียนอ ุดรพิทยานุกูล อ าเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี จ านวน 50คน ซึ่งได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) นวัตกรรม ที่ใช้ในวิจัย คือ รูปแบบการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน (Problem-based Learning) เครื่องมือที่ใช้ ในการวิจัยประกอบด้วย 1) แผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน (Problem-based Learning) มีค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC) เท่ากับ 1.00 ทุกแผน 2) แบบทดสอบ วัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน มีค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC) ระหว่าง 0.5 – 1.00 โดยมีค่าความยาก (p) อยู ่ระหว ่าง 0.33 – 0.90ค ่าอ านาจจ าแนก (r) อยู ่ระหว ่าง 0.20 – 0.87 และค ่าความเชื ่อมั ่น ทั้งฉบับเท ่ากับ 0.93 สถิติที ่ใช้ในการวิจัย ได้แก ่ ร้อยละ ค ่าเฉลี ่ย ส ่วนเบี ่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบทีแบบไม่อิสระ (t-test for Dependent Sample)


จ ผลการวิจัยพบว่า 1) การพัฒนาแผนการจัดการเรียนรู้ โดยใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน (Problem-based Learning) เรื่อง หน้าที่ชาวพุทธและมารยาทชาวพุทธ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษา ปีที่ 1 โรงเรียนอุดรพิทยานุกูล อ าเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80.04/80.65 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่ก าหนดไว้ 2) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรายวิชาพระพุทธศาสนา เรื ่อง หน้าที ่ชาวพุทธและมารยาท - ชาวพุทธ ที ่เรียนโดยใช้แผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน (Problem-based Learning) ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนอุดรพิทยานุกูล อ าเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี นักเรียนได้คะแนนเฉลี ่ยก่อนเรียนเท่ากับ 10.70 คะแนน คิดเป็นร้อยละ 53.48 คะแนนเฉลี่ยหลังเรียนเท่ากับ 16.13 คะแนน คิดเป็นร้อยละ 80.65 ซึ่งพบว่าผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ .05


ฉ กิตติกรรมประกาศ รายงานวิจัยฉบับนี้ได้ศึกษาการพัฒนาแผนการจัดการเรียนรู้รายวิชาพระพุทธศาสนา เรื ่อง หน้าที ่ชาวพุทธและมารยาทชาวพุทธ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที ่ 1/12 โดยรูปแบบการ จัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน (Problem-based Learning) รายงานวิจัยนี้ส าเร็จลงได้ด้วยด้วย ความกรุณาและความช่วยเหลือจากผู้ช่วยศาสตราจารย์ สอนประจันทร์ เสียงเย็น อาจารย์ที่ปรึกษา หลัก ผู้ช ่วยศาสตราจารย์ ดร.ไกรฤกษ์ ศิลาคม อาจารย์ประจ าสาขาวิชาพุทธศาสนศึกษา คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี โดยท่านได้ให้ค าแนะน าและค าปรึกษาพร้อมทั้งได้ ตรวจสอบความถูกต้องของรูปแบบเนื้อหาตลอดจนการเก็บรวบรวมข้อมูลและการสรุปผลการวิจัย จนส าเร็จออกมาเป็นรูปเล่มมาในขณะนี้ ผู้จัดท ารายงานการวิจัยจึงขอขอบคุณพระคุณท่านไว้ ณ ที่นี้ เป็นอย่างสูง ขอขอบพระคุณผู้เชี ่ยวชาญนางสมพร โยวะบุตร หัวหน้ากลุ ่มสาระสังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม นางวริศรา ขันติประกอบ ครูพี ่เลี้ยง ประจ าการกลุ่มสาระสังคมศึกษา ศาสนา และ วัฒนธรรม และนางสาวมณฑิณี ถาวรพงษ์ครูประจ าการกลุ ่มสาระสังคมศึกษา ศาสนา และ วัฒนธรรม โรงเรียนอุดรพิทยานุกูล อ าเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี ที ่กรุณาตรวจสอบคุณภาพของ เครื ่องมือในการวิจัยของข้าพเจ้า และขอขอบคุณกลุ ่มตัวอย ่าง คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที ่ 1 ทุก ๆ คนที่ให้ความร่วมมือในการท าวิจัยในครั้งนี้ สุดท้ายนี้ ผู้วิจัยขอขอบพระคุณครอบครัว และทุก ๆ ท่านที่มีส่วนเกี่ยวข้องให้งานวิจัยฉบับนี้ ส าเร็จไปได้ด้วยดี จิราพร นิยมไร่


ช สารบัญ หน้า บทคัดย่อ……………………………………………………………………………………………………………….. ค กิตติกรรมประกาศ............................................................................................................... จ สารบัญ…………………………………………………………………………………………………………………. ฉ สารบัญตาราง...................................................................................................................... ซ สารบัญภาพ......................................................................................................................... ญ บทที่ 1 บทน า.………………………………………………………………………………………………….... 1 ความเป็นมาและความส าคัญของปัญหา……………………………………………………… 1 วัตถุประสงค์ของการวิจัย..................................................................................... 5 สมมติฐานของการวิจัย......................................................................................... 5 ขอบเขตของการวิจัย............................................................................................ 5 นิยามศัพท์เฉพาะ................................................................................................. 6 ประโยชน์ที่จะได้รับ………………………………………………………………………………….. 8 2 เอกสารที่เกี่ยวข้อง............................................................................................... 9 หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551................................ 9 หลักสูตรกลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม........................ 14 แนวคิดเกี่ยวกับรูปแบบการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน (Problem– based Learning)…………………………………………………………………………………… 20 แนวคิดเกี่ยวกับแผนการจัดการเรียนรู้................................................................. 36 ประสิทธิภาพของแผนการจัดการเรียนรู้................................................................. 47 แนวคิดและทฤษฎีเกี่ยวกับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน............................................. 50 งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง.............................................................................................. 52 กรอบแนวคิดในงานวิจัย...................................................................................... 60 3 วิธีการด าเนินงาน................................................................................................. 61 ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง.................................................................................. 61 แบบแผนการทดลองที่ใช้ในการวิจัย.................................................................... 61


ซ สารบัญ (ต่อ) บทที่ หน้า เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย....................................................................................... 62 การสร้างและการพัฒนานวัตกรรม....................................................................... 62 การเก็บรวบรวมข้อมูล.......................................................................................... 68 การวิเคราะห์ข้อมูล............................................................................................... 68 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล............................................................................. 68 4 ผลการวิเคราะห์ข้อมูล........................................................................................... 72 ตอนที่ 1 ผลการวิเคราะห์หาประสิทธิภาพของแผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้ รูปแบบการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน (Problem-based Learning) เรื่อง หน้าที่ชาวพุทธและมารยาทชาวพุทธ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนอุดรพิทยานุกูล อ าเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี ให้มีประสิทธิภาพตาม เกณฑ์ 80/80........................................................................................................ 72 ตอนที่ 2 ผลการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง หน้าที่ชาวพุทธและ มารยาทชาวพุทธ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนอุดรพิทยานุกูล อ าเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี ที่เรียนโดยใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้โดยใช้ ปัญหาเป็นฐาน (Problem-based Learning) ก่อนเรียนและหลังเรียน............. 77 5 สรุปผล อภิปรายผล และข้อเสนอแนะ.................................................................. 82 สรุปผลการวิจัย...................................................................................................... 82 อภิปรายผล............................................................................................................ 83 ข้อเสนอแนะ.......................................................................................................... 86 เอกสารอ้างอิง..................................................................................................................... 87 ภาคผนวก........................................................................................................................... 92 ภาคผนวก ก รายชื่อผู้เชี่ยวชาญที่ตรวจสอบคุณภาพของเครื่องมือ......................... 93 ภาคผนวก ข เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย..................................................................... 95 ภาคผนวก ค ข้อมูลการหาคุณภาพเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย................................... 111 ประวัติผู้วิจัย...................................................................................................................... 141


ฌ สารบัญตาราง ตารางที่ หน้า 1 แสดงการสรุปบทบาทของผู้สอนและผู้เรียน……………………………………………… 35 2 แบบแผนการทดลอง One Group Pretest – Posttest Design………………. 61 3 ผลการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน รายวิชาพระพุทธศาสนา เรื่อง หน้าที่ชาวพุทธและมารยาทชาวพุทธ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนอุดรพิทยานุกูล อ าเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี ที่เรียนโดยใช้รูปแบบ การเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน (Problem-based Learning)………………….. 76 4 ประสิทธิภาพของแผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบการเรียนรู้โดยใช้ปัญหา เป็นฐาน (Problem– Based Learning) เรื่อง หน้าที่ชาวพุทธและมารยาท ชาวพุทธ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนอุดรพิทยานุกูล อ าเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี............................................................................. 77 5 คะแนนเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานของผลสัมฤทธิ์ก่อนเรียนและหลังเรียน เรื่อง หน้าที่ชาวพุทธและมารยาทชาวพุทธ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนอุดรพิทยานุกูล อ าเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี...................................... 78 6 คะแนนเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และทดสอบทีแบบไม่อิสระของ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง หน้าที่ชาวพุทธและมารยาทชาวพุทธ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ก่อนเรียนและหลังเรียน............................... 81 7 แสดงการค านวณค่า IOC ของแผนการจัดการเรียนรู้จากผู้เชี่ยวชาญทั้งหมด.... 111 8 แสดงการค านวณค่าค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC) ของข้อสอบวัดผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนจากผู้เชี่ยวชาญทั้งหมด………………………………………………………… 114 9 ผลคะแนนสอบของนักเรียนกลุ่มทดลอง นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1/12 โรงเรียนอุดรพิทยานุกูล อ าเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี จ านวน 50 คน.............. 126 10 แสดงล าดับผลคะแนนจากสูงไปต ่า จากการท าแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนรู้ วิชาพระพุทธศาสนา เรื่อง หน้าที่ชาวพุทธและมารยาทชาว - พุทธ.................................................................................................................. 128 11 แสดงรายชื่อจ าแนกกลุ่มสูง - กลุ่มต ่า โดยใช้เทคนิค 33%............................... 132 12 แสดงการค านวณค่าความยาก (p) ค่าอ านาจจ าแนก (r) โดยใช้เทคนิค 33%... 135


ญ สารบัญตาราง (ต่อ) ตารางที่ หน้า 13 ตารางการค านวณหาค่าความเชื่อมั่นของแบบทดสอบแบบปรนัยด้วยสูตร KR-20................................................................................................................ 138


ฎ สารบัญภาพ ภาพที่ หน้า 1 กรอบแนวคิดในการวิจัย.................................................................................... 60 2 สรุปขั้นตอนการสร้างแผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบการจัดกิจกรรมการ เรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน (Problem–based Learning)……………………….. 64 3 ขั้นตอนการสร้างและหาประสิทธิภาพของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการ เรียน.................................................................................................................. 67 4 ภาพแสดงการจ าแนกกลุ่มสูงและกลุ่มต ่าโดยใช้เทคนิค 33 %.......................... 131 5 ภาพแสดงเกณฑ์การพิจารณาระดับค่าความเชื่อมั่นของแบบทดสอบ KR-20.... 140


บทที่ 1 บทน า 1.1 ความเป็นมาและความส าคัญของปัญหา หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 ได้ก าหนดวิสัยทัศน์มุ่งพัฒนา ผู้เรียนทุกคนซึ่งเป็นก าลังของชาติให้เป็นมนุษย์ที่มีความสมดุลทั้งร่างกาย ความรู้ คุณธรรม มีจิตส านึก ในความเป็นพลเมืองไทยและเป็นพลเมืองโลก ยึดมั ่นในการปกครองตามระบอบประชาธิปไตยอันมี พระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข มีความรู้และทักษะพื้นฐานรวมทั้งเจตคติที ่จ าเป็นต ่อการศึกษา ต่อการประกอบอาชีพและการศึกษาตลอดชีวิต โดยมุ่งเน้นผู้เรียนเป็นส าคัญบนพื้นฐานความเชื่อว่าทุก คนสามารถเรียนรู้และพัฒนาตนเองได้เต็มศักยภาพ (กระทรวงศึกษาธิการ, 2551 : 3) สภาพสังคมในปัจจุบันมีความเจริญก้าวหน้าในทุกด้าน ทั้งด้านสิ่งแวดล้อม สังคม วัฒนธรรม เศรษฐกิจ เทคโนโลยีและนวัตกรรม ซึ ่งถือว่าเป็นสังคมในยุคโลกาภิวัตน์ที่ส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลง ทางสังคมและเศรษฐกิจของประเทศ จึงมีความจ าเป็นในการพัฒนาคุณภาพการศึกษาของประเทศ เพื่อพัฒนาบุคคลให้เป็นคนเก่ง คนดี มีความสุข มีศักยภาพในการสร้างสรรค์ชาติให้มีความมั่นคงยั่งยืน โดยการพัฒนาชาติย ่อมพัฒนาคนให้มีความรู้ ความสามารถพื้นฐานในการด ารงชีวิตที ่ดี มีความสามารถในการคิดอย่างมีวิจารณญาณ สามารถตัดสินแก้ไขปัญหาและมีแนวทางในการด าเนิน ชีวิต และก้าวทันกับการเปลี่ยนแปลงของโลก ซึ่งบุคคลต้องได้รับการศึกษาเพื่อพัฒนาตนให้ รู้จักการ คิดเชิงวิเคราะห์ การคิดอย่างมีวิจารณญาณ คิดไตร่ตรอง และมีวิสัยทัศน์ตามจุดมุ ่งหมายในด้าน มาตรฐานผู้เรียนของมาตรฐานการศึกษาเพื ่อประเมินภายนอก (ส านักงานรับรองมาตรฐานและ ประเมินคุณภาพการศึกษา, 2547) การที่มนุษย์มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ผลงาน รู้จักแสวงหาความรู้ จากแหล่งการเรียนรู้ที ่หลากหลาย สามารถเรียนรู้และสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเอง สามารถปรับตัว ให้ทันกับการเปลี ่ยนแปลงที ่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว มีคุณธรรมจริยธรรม รู้จักพึ ่งตนเอง และสามารถ ด ารงชีวิตอยู ่ในสังคมได้อย่างมีความสุข ซึ ่งสอดคล้องกับหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 ที่มุ่งพัฒนาผู้เรียนที่ถือว่าเป็นก าลังส าคัญของชาติให้เป็นมนุษย์ที่มีความสมดุลทั้ง ทางด้านร่างกาย ความรู้ คุณธรรม มีจิตส านึกในความเป็นพลเมืองไทยและพลเมืองโลก ยึดมั่นในการ ปกครองตามระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข มีทักษะในการด ารงชีวิต รวมทั้งเจตคติที่จ าเป็นต่อการศึกษาต่อการประกอบอาชีพและการศึกษาตลอดชีวิต โดยมุ่งเน้นผู้เรียน เป็นส าคัญบนพื้นฐานความเชื ่อว ่า ทุกคนสามารถเรียนรู้และพัฒนาตนเองได้อย ่างเต็มศักยภาพ หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐานที ่สถานศึกษาน าไปใช้ในการจัดการเรียนรู้นั้นต้องพัฒนา


2 ผู้เรียนให้มีคุณภาพตามมาตรฐานที ่ก าหนด ช ่วยให้ผู้เรียนเกิดสมรรถนะและคุณลักษณะอันพึง ประสงค์ ทั้งนี้สถานศึกษาต้องจัดรายวิชาในแต่ละกลุ ่มสาระการเรียนรู้ให้ครบถ้วนตามมาตรฐาน ก าหนด (กระทรวงศึกษาธิการ, 2552 : 4) การพัฒนาผู้เรียนตามธรรมชาติและเต็มศักยภาพนั้นเป็นหน้าที ่และความรับผิดชอบของ ผู้จัดการศึกษา ผู้จัดกิจกรรมหรือผู้สอนที่จะเป็นผู้คิดค้น คัดสรรกิจกรรมให้เหมาะกับความต้องการ ของผู้เรียน ตรงตามวัตถุประสงค์ของการจัดการเรียนรู้รวมทั้งกิจกรรมและการเรียนรู้นั้นต้องสามารถ พัฒนาผู้เรียน ที ่มีการเรียนรู้ในหลากหลายรูปแบบตามอัตลักษณ์ของตนเองให้ได้คุณภาพและเกิด ประโยชน์สูงสุด การจัดการเรียนรู้ในชั้นเรียนจึงต้องถูกออกแบบและวางแผนการเรียนการสอน การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ให้มีการบูรณาการความรู้ในแต่ละเนื้อหาวิชา บูรณาการกระบวนการในการ เรียนการสอนเพื่อให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ได้มากที่สุด เช่นเดียวกับพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2545 และ (ฉบับที ่ 3) พ.ศ. 2553 มาตรา 23 ได้กล่าวว่า การจัดการศึกษาทั้งการศึกษาในระบบ การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย ต้องเน้นความส าคัญทั้งความรู้ คุณธรรม กระบวนการเรียนรู้ และบูรณาการตามความเหมาะสมของ แต่ละระดับการศึกษาในเรื่องต่อไปนี้ 1) ความรู้เรื่องเกี่ยวกับตนเอง และความสัมพันธ์ของตนเองกับสังคม ได้แก่ ครอบครัว ชุมชน ชาติและสังคมโลก รวมถึงความรู้เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ความเป็นมาของสังคมไทยและระบบการเมือง การปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข 2) ความรู้และทักษะด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี รวมทั้งความรู้ความเข้าใจและ ประสบการณ์เรื ่องการจัดการ การบ ารุงรักษาและการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติและ สิ่งแวดล้อมอย่างสมดุลยั่งยืน 3) ความรู้เกี่ยวกับศาสนา ศิลปะ วัฒนธรรม การกีฬา ภูมิปัญญาไทย และการประยุกต์ใช้ภูมิ ปัญญา 4) ความรู้และทักษาด้านคณิตศาสตร์ และด้านภาษา เน้นการใช้ภาษาไทยอย่างถูกต้อง 5) ความรู้และทักษาในการประกอบอาชีพและการด ารงชีวิตอย่างมีความสุข การจัดการเรียนการสอนกลุ ่มสาระการเรียนรู้ สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม การอยู ่ร่วมกัน ในสังคมไทยและ สังคมโลกอย ่างสันติสุข การเป็นพลเมืองดี ศรัทธาใน หลักธรรมของศาสนา การเห็นคุณค่าของทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม ความรักชาติ และภูมิใจในความ เป็นไทยสภาพปัญหาการจัดการ เรียนการสอนของกลุ ่มสาระสังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม


3 พบว ่าครูผู้สอนเป็นผู้มีบทบาทส าคัญ อย ่างยิ ่ง จึงต้องรู้จักน าวิธีการสอน หรือเทคนิคการสอนที่ หลากหลายมาใช้ในการเรียนการสอน ในการจัดกระบวนการเรียนรู้ต้องจัดเนื้อหาสาระและกิจกรรม ให้สอดคล้องกับความสนใจและความถนัดของผู้เรียน ค านึงถึงความแตกต ่างระหว ่างบุคคล และ จะต้องรู้วิธีการฝึกผู้เรียนให้มีทักษะการคิด การจัดการ การเผชิญ สถานการณ์ และการประยุกต์ ความรู้มาใช้จากผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ผลของคะแนนสอบในรายวิชาต่าง ๆ (พระจิรายุ อุตฺตโม, 2561 : 16) การสอนที ่มีประสิทธิภาพในยุคศตวรรษที ่ 21 จึงมุ ่งเน้นไปที่การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่ สามารถกระตุ้นหรือส่งเสริมให้ผู้เรียนเกิดกระบวนการคิดมากที่สุด กระบวนการคิดที่กล่าวถึงนี้จะต้อง ไม่เกิดการสอนที่มุ่งเน้นแต่เนื้อหาเป็นหลัก แต่เกิดจากการสอนที่มุ่งเน้นให้ผู้เรียนเข้าใจเนื้อหาสาระใน เชิงลึกและให้เข้าใจความคิดของผู้สอนได้อย่างทะลุปุโปร่ง ต้องไม่ปล่อยให้ผู้เรียนคิดอย่างไม่เป็นระบบ แบบแผนหรือคิดสิ่งใดก็เก็บความรู้ไว้เพียงคนเดียว แต่จะต้องพยายามฝึกให้ผู้เรียนเกิดการคิดที่ท าให้ ตนเองเข้าใจเนื้อหามากขึ้น รวมทั้งสามารถถ่ายทอดความรู้ที่เกิดจากการคิดไปยังผู้สอนและเพื่อนร่วม ชั้นได้รับรู้ (มัณฑรา ธรรมบุศย์, 2549 : 42) สภาพการจัดการเรียนการสอนกลุ่มสาระการเรียนรู้สังคม ศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม พบว ่า ผู้เรียนจ านวนหนึ ่งยังขาดวินัยในตนเอง เช่น ขาดความ รับผิดชอบ ไม่ค่อยใฝ่รู้ใฝ่เรียน ขาดการแสวงหาความรู้ด้วยตนเอง ชอบฟังการถ่ายทอดความรู้จากครู เป็นหลัก ขาดความสามารถในการคิด วิเคราะห์ และการคิดอย ่างมีเหตุมีผล ส่งผลต ่อผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนของนักเรียน การจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน (Problem–based Learning) คือ กระบวนการเรียนรู้ที่ให้นักเรียนเป็นศูนย์กลาง โดยใช้สถานการณ์ปัญหาเป็นตัวกระตุ้นให้นักเรียนเกิด การเรียนรู้ในการแก้ปัญหาโดยน าความรู้เดิมหรือความรู้เบื้องต้นมาประกอบการตัดสินใจแก้ปัญหา และสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเอง โดยครูผู้สอนมีส่วนส าคัญในการกระตุ้นให้ผู้เรียนแสวงหาค าตอบ โดยเริ่มจากขั้นการก าหนดปัญหาเป็นขั้นตอนที่ผู้สอนจัดสถานการณ์ต่าง ๆ ให้ผู้เรียนเกิดความสนใจ กระตุ้นให้อยากแสวงหาความรู้และหาค าตอบ และมองเห็นปัญหาร่วมกัน จากนั้นเป็นขั้นการท าความ เข้าใจกับปัญหา เป็นขั้นตอนที ่ผู้เรียนท าความเข้าใจปัญหาที ่ต้องการเรียนรู้ จนสามารถอธิบาย สิ่งต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับปัญหาได้ ถัดมาเป็นขั้นการด าเนินการศึกษาค้นคว้า ผู้เรียนด าเนินการศึกษา ค้นคว้าข้อมูลด้วยวิธีการที ่หลากหลาย ขั้นสังเคราะห์ความรู้ เป็นขั้นตอนที ่ผู้เรียนจะน าความรู้ที่ได้ ศึกษามาแลกเปลี ่ยนเรียนรู้ อภิปรายผลและสุดท้ายเป็นขั้นสรุปและประเมินค ่าค าตอบ ผู้เรียน ประเมินว่าข้อมูลที่หามาได้นั้นมีความเหมาะสมหรือไม่ และสรุปองค์ความรู้ในภาพรวมของปัญหา


4 การจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน จึงเป็นการเรียนที่ใช้ปัญหาในชีวิตจริงเป็น บริบทส าหรับผู้เรียนได้เรียนรู้และสร้างองค์ความรู้ใหม่ เป็นการเรียนที่เกิดจากการท างานที่ผู้เรียนมี ความเข้าใจในกระบวนการการแก้ปัญหาเพื ่อให้เกิดการคิดวิเคราะห์ การแก้ปัญหา การคิดอย่างมี วิจารณญาณ ดังที่ Barrow & Tamblyn (1980) และกรมวิชาการ (2550) ได้อธิบายสอดคล้องกันว่า เป็นการสอนที่ใช้ปัญหาเป็นจุดรวมหรือเป็นสิ่งกระตุ้นเพื่อประยุกต์ใช้การแก้ปัญหาหรือทักษะการใช้ เหตุผล เป็นการพัฒนาผู้เรียนในความสามารถด้านการแก้ปัญหา การเผชิญกับปัญหา เป็นโอกาสให้ นักเรียนฝึกทักษะการแก้ปัญหา การใช้เหตุผลในการวิเคราะห์และการตัดสินใจ นอกจากนี้ยัง สอดคล้องกับ Walton and Matthews (1989) ที่อธิบายเพิ่มเติมว่า วิธีการสอนที่ใช้ปัญหาเป็นฐาน เป็นการเรียนรู้ที่ชาวยให้เกิดการตัดสินใจแก้ปัญหาแบบองค์รวม นอกจากนี้การจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐานยังสามารถปลูกฝังด้านความ รับผิดชอบได้ ดังที ่กรมวิชาการ (2542) ได้เสนอแนวทางในการปลูกฝังคุณธรรมไว้ว่า การสอนกรณี ตัวอย ่างและปัญหา เป็นการฝึกให้ผู้เรียนได้ฝึกฝนเผชิญเรื่องราว ปัญหาที ่เกิดขึ้นของบุคคลหลาย เหตุการณ์ในรูปแบบกิจกรรมการเรียนการสอนที ่น ากระบวนการกลุ่มมาใช้ ผู้เรียนจะได้ฝึกฝนกับการ วิเคราะห์ แยกแยะประเด็นปัญหา มีความคิดเห็นของตนเองเกิดขึ้น รู้จักประเมินค ่าสิ ่งต ่าง ๆ และตัดสินใจได้อย ่างมีหลักเกณฑ์และเหตุผล ซึ ่งสอดคล้องกับทองจันทร์ หงส์ลดารมณ์ (2537) และสุปรียา วงษ์ตระหง ่าน (2546) ที ่ให้ความคิดเห็นในทิศทางเดียวกันว ่าผู้เรียนจะประสบ ความส าเร็จในการเรียนที ่ใช้ปัญหาเป็นฐานได้นั้น ผู้เรียนต้องมีความตระหนักถึงความส าคัญในการ รับผิดชอบต่องานที่ได้รับมอบหมาย และด าเนินงานให้บรรลุเป้าหมาย ดังนั้น ผู้วิจัยซึ่งปฏิบัติหน้าที่ครูผู้สอนกลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม จึงมีความสนใจที่จะน ากิจกรรมรูปแบบการสอนโดยใช้ปัญหาเป็นฐาน มาใช้ในการพัฒนาผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนของนักเรียน จึงได้จัดกิจกรรมการเรียนการสอนโดยใช้ปัญหาเป็นฐาน (Problem– based Learning) เรื่อง หน้าที ่ชาวพุทธและมารยาทชาวพุทธ ชั้นมัธยมศึกษาปีที ่ 1 เพื ่อน าผลที ่ได้ จากการศึกษามาประยุกต์ใช้เป็นแนวทางในการพัฒนาการสอนในรายวิชาในเนื้อหาอื่น ๆ และส่งเสริม การเรียนการสอนให้เป็นไปอย ่างมีประสิทธิภาพ อันจะท าให้เกิดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาสังคม ศึกษาของนักเรียนสูงขึ้น


5 1.2 วัตถุประสงค์ของการวิจัย 1.2.1 เพื่อพัฒนาแผนการจัดการเรียนรู้รายวิชาพระพุทธศาสนา เรื ่อง หน้าที่ชาวพุทธและ มารยาทชาวพุทธ โดยใช้รูปแบบการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน (Problem–based Learning) ของ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที ่ 1/12 โรงเรียนอ ุดรพิทยาน ุกูล อ าเภอเมือง จังหวัดอ ุดรธานี ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 1.2.2 เพื ่อเปรียบเทียบและวิเคราะห์ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรายวิชาพระพุทธศาสนา เรื ่อง หน้าที ่ชาวพุทธและมารยาทชาวพุทธ ที่เรียนด้วยแผนการจัดการเรียนรู้โดยรูปแบบการเรียนรู้ โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน (Problem–based Learning) ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1/12 ระหว่าง ก่อนเรียนกับหลังเรียน 1.3 สมมติฐานของการวิจัย ในการวิจัยในครั้งนี้ผู้วิจัยมีวัตถุประสงค์ของการวิจัยดังนี้ 1.3.1 ประสิทธิภาพของแผนการจัดการเรียนรู้รายวิชาพระพุทธศาสนา เรื่อง หน้าที่ชาวพุทธ และมารยาทชาวพุทธ ที่เรียนด้วยแผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน (Problem–based Learning) ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 1.3.2 ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรายวิชาพระพุทธศาสนา เรื ่อง หน้าที ่ชาวพุทธและมารยาท ชาวพุทธ ที่เรียนด้วยแผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน (Problem– based Learning) ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน 1.4 ขอบเขตของการวิจัย 1.4.1 ประชากร ประชากรที ่ใช้ในการวิจัยในครั้งนี้ ได้แก ่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที ่ 1 โรงเรียนอุดรพิทยานุกูล อ าเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี ที ่ก าลังศึกษาในปีการศึกษา 2564 จ านวน ทั้งหมด 665 คน 1.4.2 กลุ่มตัวอย่าง กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยในครั้งนี้ ได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1/12 จ านวน 50คน ที่ก าลังศึกษาในปีการศึกษา 2566 โรงเรียนอุดรพิทยานุกูล อ าเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี ซึ่งได้มาโดย การเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling)


6 1.4.3 ตัวแปรในการวิจัย 3.1 ตัวแปรต้น ได้แก่ แผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบการเรียนรู้โดยใช้ปัญหา เป็นฐาน (Problem–based Learning) 3.2 ตัวแปรตาม ได้แก ่ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนการสอนโดยใช้ปัญหาเป็นฐาน (Problem–based Learning) เรื่อง หน้าที่ชาวพุทธและมารยาทชาวพุทธ 1.4.4 เนื้อหาสาระที่ใช้ในการวิจัย ในการสอนเนื้อหาที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ผู้วิจัยใช้วิธีรูปแบบการเรียนรู้โดยใช้ปัญหา เป็นฐาน (Problem–based Learning) ส าหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 รายวิชาพระพุทธศาสนา (ส21103) ชั้นมัธยมศึกษาปีที ่ 1 โรงเรียนอ ุดรพิทยานุกูลจังหวัดอ ุดรธานีจ านวน 5 แผน รวม 7 ชั่วโมง ได้แก่ 1.4.4.1 การบ าเพ็ญประโยชน์และการบ ารุงรักษาวัด 1.4.4.2 การเรียนรู้วิถีชีวิตของพระภิกษุสงฆ์ 1.4.4.3 มารยาทชาวพุทธ : การแสดงความเคารพ 1.4.4.4 มารยาทชาวพุทธ : การฟังสวดและฟังธรรม 1.4.4.5 การปฏิบัติตนอย่างเหมาะสมต่อเพื่อนตามหลักพระพุทธศาสนา 1.4.5 ระยะเวลาที่ใช้ด าเนินการวิจัย ผู้วิจัยด าเนินการวิจัยในปีการศึกษา 2566 วิชา พระพุทธศาสนา เรื่อง หน้าที ่ชาว - พุทธและมารยาทชาวพุทธ ตามแผนการจัดการเรียนรู้ 1 ชั ่วโมงต ่อสัปดาห์จ านวน 5 แผน ใช้เวลา 7 ชั่วโมง 1.5 นิยามศัพท์เฉพาะ 1.5.1 แผนการจัดการเรียนรู้โดยปัญหาเป็นฐาน (Problem–based Learning) หมายถึง แผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน (Problem–based Learning) เป็นการพัฒนาทักษะแก้ปัญหาและการสืบค้นหาข้อมูลเพื ่อเข้าใจกลไกของปัญหา รวมทั้งวิธีการแก้ปัญหาการเรียนรู้แบบนี้มุ ่งเน้นพัฒนาทั้งด้านทักษะและกระบวนการเรียนรู้ และพัฒนาผู้เรียนให้สามารถเรียนรู้โดยชี้น าตนเองซึ ่งผู้เรียนจะได้ฝึกการสร้างองค์ความรู้อย ่างมี ความหมายต่อผู้เรียน ซึ่งขั้นตอนของการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน มีดังนี้


7 1) ผู้เรียนท าความเข้าใจกับปัญหาที่ได้รับโดยอาศัยความรู้เดิม หรือเอกสารต ารา 2) ระบุประเด็นปัญหา 3) วิเคราะห์ปัญหาและตั้งสมมุติฐาน 4) จัดล าดับความส าคัญของสมมุติฐาน นักเรียนจะต้องคัดสมมุตติฐานที่ปฏิเสธทิ้งไป และเก็บสมมุติฐานที่ต้องแสวงหาข้อมูลต่อไป 5) ก าหนดวัตถุประสงค์การเรียนรู้ เมื ่อแต่ละกลุ่มอภิปรายและตัดสินใจว่าข้อมูลใด ที ่จ าเป็นและยังขาดอยู ่ ซึ ่งท าให้ไม ่สามารถตอบค าถามหรือสมมุติฐานที ่ตั้งขึ้นได้ กลุ ่มจะช่วยกัน ก าหนดวัตถุประสงค์การเรียนรู้เพื่อศึกษาเพิ่มเติม 6) ศึกษาข้อมูลจากภายนอกเพิ ่มเติม ซึ ่งอาจหาจากแหล่งข้อมูลต ่าง ๆ ทั้งต ารา เอกสารวิชาการ แลผู้เชี่ยวชาญด้านต่าง ๆ ซึ่งจะท าเป็นรายกลุ่มหรือรายบุคคลก็ได้ 7) สังเคราะห์และทดสอบข้อมูลที ่ได้ศึกษาค้นคว้า โดยสมาชิกน าความรู้ที ่ได้จาก การศึกษาค้นคว้ามาเสนอต่อสมาชิกในกลุ่ม 8) สรุปการเรียนรู้ หลักการและแนวคิดในการแก้ปัญหา กระบวนการนี้จะสิ้นสุดเมื่อ หาข้อมูลครบถ้วนต่อการพิสูจน์สมมุติฐานทั้งหมดได้ และสามารถสรุปได้ถึงหลักการต่าง ๆ ที่ได้ศึกษา ปัญหานี้รวมทั้งเห็นแนวทางการน าความรู้และหลักการไปใช้ในการแก้ปัญหา 1.5.2 ประสิทธิภาพของแผนการจัดการเรียนรู้ หมายถึง คุณภาพด้านกระบวนการและ ผลลัพธ์ของแผนการจัดการเรียนรู้รายวิชาพระพุทธศาสนา โดยใช้รูปแบบการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็น ฐาน (Problem–based Learning) เรื่อง หน้าที่ชาวพุทธและมารยาทชาวพุทธ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนอุดรพิทยานุกูล อ าเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี ตามเกณฑ์ประสิทธิภาพ 80/80 ดังนี้ 80 ตัวแรก หมายถึง ร้อยละของคะแนนเฉลี ่ยของนักเรียนที่ท าได้จากคะแนน จาก การประเมินพฤติกรรมการเรียน การท าแบบทดสอบระหว่างเรียน และผลงานนักเรียนที ่มีค ่าตั้งแต่ ร้อยละ 80 ขึ้นไป 80 ตัวหลัง หมายถึง ร้อยละของคะแนนเฉลี ่ยของนักเรียนที ่ได้จากการท า แบบทดสอบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ที่มีค่าตั้งแต่ร้อยละ 80 ขึ้นไป 1.5.3 ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หมายถึง คะแนนจากการท าแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนรายวิชาพระพุทธศาสนา ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที ่ 1 ซึ ่งวัดได้จากการท า แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนที่ผู้วิจัยได้สร้างขึ้นตามมาตรฐานการเรียนรู้และตัวชี้วัด ซึ่งเป็น ข้อสอบแบบปรนัย ชนิดเลือกตอบ 4 ตัวเลือก จ านวน 20 ข้อ


8 1.5.4 นักเรียน หมายถึง นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนอุดรพิทยานุกูล อ าเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี 1.5.5 โรงเรียน หมายถึง โรงเรียนอุดรพิทยานุกูล อ าเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี 1.6 ประโยชน์ที่จะได้รับ 1.6.1 ได้รับองค์ความรู้เกี่ยวกับการพัฒนากิจกรรมการจัดการเรียนรู้ เรื ่อง หน้าที ่ชาวพุทธ และมารยาทชาวพุทธ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่เรียนโดยใช้รูปแบบการเรียนรู้โดยใช้ปัญหา เป็นฐาน (Problem–based Learning) 1.6.2 ได้รับแนวทางการพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาพระพุทธศาสนา จากผลการ เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื ่อง หน้าที ่ชาวพุทธและมารยาทชาวพุทธ ด้วยการจัดการ เรียนรู้โดยใช้รูปแบบการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน (Problem–based Learning) ของนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนแห่งหนึ่งในจังหวัดอุดรธานี ระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียน


บทที่ 2 เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ผู้วิจัยได้ท าวิจัย เรื่อง การศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรายวิชาพระพุทธศาสนา เรื่อง หน้าที่ ชาวพุทธและมารยาทชาวพุทธ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โดยรูปแบบการจัดการเรียนรู้โดยใช้ ปัญหาเป็นฐาน (Problem–based Learning) และได้ศึกษาเอกสารทางวิชาการและงานวิจัย ที่เกี่ยวข้อง ดังนี้ 2.1 หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 (ฉบับปรับปรุง 2560) 2.2 หลักสูตรกลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม 2.3 แนวคิดเกี ่ยวกับรูปแบบการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน (Problem–based Learning) 2.4 แนวคิดเกี่ยวกับแผนการจัดการเรียนรู้ 2.5 ประสิทธิภาพของแผนการจัดการเรียนรู้ 2.6 แนวคิดและทฤษฎีเกี่ยวกับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 2.7 งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 2.8 กรอบแนวคิดในงานวิจัย 2.1 หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551(ฉบับปรับปรุง 2560) คณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานได้ก าหนดวิสัยทัศน์ หลักการ จุดมุ ่งหมาย สมรรถนะ ที่ส าคัญของผู้เรียน คุณลักษณะอันพึงประสงค์และการจัดการเรียนรู้ของหลักสูตรแกนกลางการศึกษา ขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551(ฉบับปรับปรุง 2560) ไว้ดังนี้ (กระทรวงศึกษาธิการ, 2551 : 3 – 5) 2.1.1 วิสัยทัศน์ หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน มุ่งพัฒนาผู้เรียนทุกคนซึ่งเป็นก าลังของชาติให้เป็น มนุษย์ที ่มีความสมดุลทั้งด้านร่างกาย ความรู้ คุณธรรม มีจิตส านึกในความเป็นพลเมืองไทยและเป็น พลโลก ยึดมั่นในการปกครองตามระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข มีความรู้ และทักษะพื้นฐาน รวมทั้ง เจตคติ ที ่จ าเป็นต่อการศึกษาต่อการประกอบอาชีพและการศึกษาตลอด ชีวิตโดยมุ ่งเน้นผู้เรียนเป็นส าคัญและทักษะพื้นฐาน รวมทั้งเจตคติ ที ่จ าเป็นต ่อการศึกษาต ่อการ ประกอบอาชีพและการศึกษาตลอดชีวิตโดยมุ่งเน้นผู้เรียนเป็นส าคัญ


10 2.1.2 หลักการ หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน มีหลักการที่ส าคัญ ดังนี้ 2.1.2.1 เป็นหลักสูตรการศึกษาเพื ่อความเป็นเอกภาพของชาติมีจุดมุ่งหมายและ เป็นมาตรฐานการเรียนรู้เป็นเป้าหมายส าหรับพัฒนาเด็กและเยาวชนให้มีความรู้ ทักษะ เจตคติและ คุณธรรมบนพื้นฐานของความเป็นไทยควบคู่กับความเป็นสากล 2.1.2.2 เป็นหลักสูตรการศึกษาเพื ่อปวงชน ที ่ประชาชนทุกคนมีโอกาสได้รับ การศึกษาอย่างเสมอภาค และมีคุณภาพ 2.1.2.3 เป็นหลักสูตรการศึกษาที ่สนองการกระจายอ านาจ ให้สังคมมีส่วนร่วมใน การจัดการศึกษาให้สอดคล้องกับสภาพและความต้องการของท้องถิ่น 2.1.2.4 เป็นหลักสูตรการศึกษาที ่มีโครงสร้างยืดหยุ ่นทั้งด้านสาระการเรียนรู้ เวลา และการจัดการเรียนรู้ 2.1.2.5 เป็นหลักสูตรการศึกษาที่เน้นผู้เรียนเป็นส าคัญ 2.1.2.6 เป็นหลักสูตรการศึกษาส าหรับการศึกษาในระบบ นอกระบบ และตาม อัธยาศัยครอบคลุมทุกกลุ่มเป้าหมาย สามารถเทียบโอนผลการเรียนรู้และประสบการณ์ 2.1.3 จุดหมาย หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน มุ ่งพัฒนาผู้เรียนให้เป็นคนดี มีปัญญา มีความสุข มีศักยภาพในการศึกษาต่อและประกอบอาชีพ จึงก าหนดเป็นจุดหมายเพื ่อให้เกิดกับผู้เรียนเมื่อจบ การศึกษาขั้นพื้นฐาน ดังนี้ 2.1.3.1 มีคุณธรรม จริยธรรมและค่านิยมที่พึงประสงค์ เห็นคุณค่าของตนเอง มีวินัย และปฏิบัติตนตามหลักธรรมของพระพุทธศาสนา หรือศาสนาที ่ตนนับถือ ยึดหลักปรัชญาของ เศรษฐกิจพอเพียง 2.1.3.2 มีความรู้ ความสามารถในการสื ่อสาร การคิด การแก้ปัญหา การใช้ เทคโนโลยีและมีทักษะชีวิต 2.1.3.3 มีสุขภาพกายและสุขภาพจิตที่ดี มีสุขนิสัยและรักการออกก าลังกาย 2.1.3.4 มีความรักชาติ มีจิตส านึกในความเป็นพลเมืองไทยและพลโลก ยึดมั ่นใน วิถีชีวิตและการปกครองตามระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข


11 1.3.5 มีจิตส านึกในการอนุรักษ์วัฒนธรรมและภูมิปัญญาไทย การอนุรักษ์และพัฒนา สิ่งแวดล้อม มีจิตสาธารณะที่มุ่งท าประโยชน์และสร้างสิ่งที่ดีงามในสังคมและอยู่ร่วมกันในสังคมอย่าง มีความสุข 2.1.4 สมรรถนะส าคัญของผู้เรียนและคุณลักษณะอันพึงประสงค์ ในการพัฒนาผู้เรียนตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน มุ่งเน้นพัฒนาผู้เรียนให้มี คุณภาพตามมาตรฐานที ่ก าหนด ซึ ่งจะช่วยให้ผู้เรียนเกิดสมรรถนะส าคัญและคุณลักษณะอันพึง ประสงค์ ดังนี้ 2.1.4.1 สมรรถนะส าคัญของผู้เรียน หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐานมุ ่งให้ผู้เรียนเกิดสมรรถนะส าคัญ 5 ประการ ดังนี้ 1) ความสามารถในการสื่อสาร เป็นความสามารถในการรับและส่งสารมี วัฒนธรรมในการใช้ภาษาถ่ายทอดความคิด ความรู้ความเข้าใจ ความรู้สึก และทัศนะของตนเองเพื ่อ แลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารและประสบการณ์อันจะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาตนเองและสังคมรวมทั้ง การเจรจาต่อรองเพื่อขจัดและลดปัญหาความขัดแย้งต่าง ๆ การเลือกรับหรือไม่รับข้อมูลข่าวสารด้วย หลักเหตุผลและความถูกต้อง ตลอดจนการเลือกใช้วิธีการสื ่อสารที ่มีประสิทธิภาพโดยค านึงถึง ผลกระทบที่มีต่อตนเองและสังคม 2) ความสามารถในการคิด เป็นความสามารถในการคิดวิเคราะห์ การคิด สังเคราะห์ การคิดสร้างสรรค์ การคิดอย่างมีวิจารณญาณและการคิดเป็นระบบ เพื่อน าไปสู ่การสร้าง องค์ความรู้หรือสารสนเทศเพื่อการตัดสินใจเกี่ยวกับตนเองและสังคมได้อย่างเหมาะสม 3) ความสามารถในการแก้ปัญหา เป็นความสามารถในการแก้ปัญหาและ อุปสรรคต ่าง ๆ ที ่เผชิญได้อย่างถูกต้องเหมาะสมบนพื้นฐานของหลักเหตุผล คุณธรรมและข้อมูล สารสนเทศ เข้าใจความสัมพันธ์และการเปลี ่ยนแปลงของเหตุการณ์ต่าง ๆ ในสังคม แสวงหาความรู้ ประยุกต์ความรู้มาใช้ในการป้องกันและแก้ไขปัญหา และมีการตัดสินใจที ่มีประสิทธิภาพโดยค านึงถึง ผลกระทบที่เกิดขึ้นต่อตนเอง สังคมและสิ่งแวดล้อม 4) ความสามารถในการใช้ทักษะชีวิต เป็นความสามารถในการน า กระบวนการต่าง ๆ ไปใช้ในการด ารงชีวิตประจ าวัน การเรียนรู้ด้วยตนเอง การเรียนรู้อย่างต่อเนื ่อง การท างานและการอยู ่ร ่วมกันในสังคมด้วยการสร้างเสริมความสัมพันธ์อันดีระหว ่างบุคคล การจัดการปัญหาและความขัดแย้งต ่าง ๆ อย ่างเหมาะสม การปรับตัวให้ทันกับการเปลี ่ยนแปลง


12 ของสังคมและสภาพแวดล้อม และการรู้จักหลักเลี่ยงพฤติกรรมไม่พึงประสงค์ที่ส่งผลกระทบต่อตนเอง และผู้อื่น 5) ความสามารถในการใช้เทคโนโลยีเป็นความสามารถในการเลือกและ ใช้เทคโนโลยีด้านต่าง ๆ และมีทักษะกระบวนการทางเทคโนโลยี เพื่อการพัฒนาตนเองและสังคมใน ด้านการเรียนรู้ การสื ่อสาร การท างาน การแก้ปัญหาอย ่างสร้างสรรค์ ถูกต้องเหมาะสม และมีคุณธรรม 2.1.4.2 คุณลักษณะอันพึงประสงค์ หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน มุ ่งพัฒนาผู้เรียนให้มีคุณลักษณะ อันพึงประสงค์ เพื่อให้สามารถอยู่ร่วมกับผู้อื่นในสังคมได้อย่างมีความสุข ในฐานะเป็นพลเมืองไทยและ พลโลก ดังนี้ 1) รักชาติ ศาสน์ กษัตริย์ 2) ซื่อสัตย์ สุจริต 3) มีวินัย รับผิดชอบ 4) ใฝ่เรียนรู้ 5) อยู่อย่างพอเพียง 6) มุ่งมั่นในการท างาน 7) รักความเป็นไทย 8) มีจิตสาธารณะ นอกจากนี้ สถานศึกษาสามารถก าหนดคุณลักษณะอันพึงประสงค์เพิ่มเติม ให้สอดคล้องตามบริบทและจุดเน้นของตนเอง 2.1.5 มาตรฐานการเรียนรู้และตัวชี้วัด 2.1.5.1 มาตรฐานการเรียนรู้ การพัฒนาผู้เรียนให้เกิดความสมดุล ต้องค านึงถึงหลักพัฒนาการทางสมอง และพหุปัญญา หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน จึงก าหนดให้ผู้เรียนเรียนรู้ 8 กลุ่มสาระการ เรียนรู้ ดังนี้ 1) ภาษาไทย 2) คณิตศาสตร์ 3) วิทยาศาสตร์


13 4) สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม 5) สุขศึกษาและพลศึกษา 6) ศิลปะ 7) การงานอาชีพและเทคโนโลยี 8) ภาษาต่างประเทศ 2.1.5.2 ตัวชี้วัด ตัวชี้วัดระบุสิ่งที่นักเรียนพึงรู้และปฏิบัติได้ รวมทั้งคุณลักษณะของผู้เรียนใน แต ่ละระดับชั้นซึ ่งสะท้อนถึงมาตรฐานการเรียนรู้ มีความเฉพาะเจาะจงและมีความเป็นรูปธรรม น าไปใช้ในการก าหนดเนื้อหา จัดท าหน ่วยการเรียนรู้ จัดการเรียนการสอน และเป็นเกณฑ์ส าคัญ ส าหรับการวัดประเมินผลเพื่อตรวจสอบคุณภาพผู้เรียน 1) ตัวชี้วัดชั้นปี เป็นเป้าหมายในการพัฒนาผู้เรียนแต่ละชั้นปีใน ระดับการศึกษาภาคบังคับ (ประถมศึกษาปีที่ 1– มัธยมศึกษาปีที่ 3) 2) ตัวชี้วัดช่วงชั้น เป็นเป้าหมายในการพัฒนาผู้เรียนในระดับ มัธยมศึกษาตอนปลาย (มัธยมศึกษาปีที่ 4- 6) หลักสูตรได้มีการก าหนดรหัสก ากับมาตรฐานการเรียนรู้และตัวชี้วัด เพื่อความเข้าใจและให้สื่อสารตรงกัน ดังนี้ ว 1.1 ป.1/2 ป.1/2 ตัวชี้วัดชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ข้อที่ 2 1.1 สาระที่ 1 มาตรฐานข้อที่ 1 ว กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ต 2.2 ม.4 - 6/3 ม.4 - 6/3 ตัวชี้วัดชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย ข้อที่ 3 2.2 สาระที่ 2 มาตรฐานข้อที่ 2 ต กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ


14 2.2 หลักสูตรกลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม การจัดการเรียนรู้เป็นกระบวนการส าคัญในการน าหลักสูตรสู ่การปฏิบัติและหลักสูตร แกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐานเป็นหลักสูตรที ่มีมาตรฐานการเรียนรู้ สมรรถนะส าคัญของผู้เรียน และคุณลักษณะอันพึงประสงค์เป็นเป้าหมายส าคัญส าหรับพัฒนาเด็กและเยาวชน ผู้สอนต้องพยายาม คัดสรรกระบวนการเรียนรู้และการจัดการเรียนรู้เพื ่อพัฒนาผู้เรียนให้มีคุณภาพตามมาตรฐานการ เรียนรู้ รวมทั้งปลูกฝังเสริมสร้างคุณลักษณะอันพึงประสงค์เพื่อพัฒนาทักษะต่าง ๆ อันเป็นสมรรถนะ ส าคัญที่ต้องการให้เกิดแก่ผู้เรียน ดังนี้ (ส านักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน, 2560 : 25–26) 2.2.1 หลักการการจัดการเรียนรู้ การจัดการเรียนรู้เพื ่อให้ผู้เรียนมีความรู้ความสามารถตามมาตรฐานการเรียนรู้ สมรรถนะส าคัญและคุณลักษณะอันพึงประสงค์ตามที ่ก าหนดไว้ในหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้น พื้นฐานโดยยึดหลักว่าผู้เรียนมีความส าคัญที่สุดที่เชื่อว่าทุกคนมีความสามารถเรียนรู้และพัฒนาตนเอง ได้โดยยึดประโยชน์ที่เกิดกับผู้เรียน ซึ่งกระบวนการจัดการเรียนรู้ต้องส่งเสริมให้ผู้เรียน สามารถพัฒนา ตามธรรมชาติและเต็มศักยภาพโดยค านึงถึงความแตกต ่างระหว ่างบุคคลและพัฒนาการทางสมองที่ เน้นให้ความส าคัญทั้งความรู้และคุณธรรม 2.2.2 กระบวนการเรียนรู้ การจัดการเรียนรู้ที ่เน้นผู้เรียนเป็นส าคัญ ผู้เรียนจะต้องอาศัยกระบวนการเรียนรู้ที่ หลากหลายเป็นเครื ่องมือที่น าพาตนเองไปสู ่เป้าหมายของหลักสูตรและ กระบวนการเรียนรู้ที่จ าเป็น ส าหรับผู้เรียน อาทิ กระบวนการเรียนรู้แบบบูรณาการ กระบวนการสร้างความรู้ กระบวนการคิด กระบวนการทางสังคม กระบวนการเผชิญสถานการณ์และแก้ปัญหา กระบวนการเรียนรู้จาก ประสบการณ์จริง กระบวนการปฏิบัติหรือลงมือท าจริง กระบวนการจัดการ กระบวนการวิจัยและ กระบวนการพัฒนาลักษณะนิสัย ซึ่งกระบวนการเหล่านี้เป็นแนวทางในการจัดการเรียนรู้ที่ผู้เรียนควร ได้รับการฝึกฝนและพัฒนา ทั้งนี้เพราะจะสามารถช่วยท าให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ได้ดี บรรลุเป้าหมาย ของหลักสูตร ดังนั้นผู้สอนจึงจ าเป็นต้องศึกษาและท าความเข้าใจในกระบวนการเรียนรู้ต่าง ๆ เพื่อให้ สามารถเลือกใช้ในการจัดกระบวนการเรียนรู้ให้มีประสิทธิภาพ


15 2.2.3 การออกแบบการจัดการเรียนรู้ ผู้สอนต้องศึกษาหลักสูตรสถานศึกษาให้เข้าใจถึงมาตรฐานการเรียนรู้ ตัวชี้วัด สมรรถนะส าคัญของผู้เรียนและคุณลักษณะอันพึงประสงค์แล้วจึงพิจารณาออกแบบการจัดการเรียนรู้ โดยเลือกใช้วิธีสอนและเทคนิคการสอน สื ่อ/แหล่งเรียนรู้ การวัดและประเมินผลเพื ่อให้ผู้เรียนได้ พัฒนาเต็มศักยภาพและบรรลุตามมาตรฐานการเรียนรู้ซึ่งเป็นเป้าหมายที่ส าคัญ 2.2.4 สาระและมาตรฐานการเรียนรู้ 2.2.4.1 สาระการเรียนรู้ สาระที ่เป็นองค์ความรู้ของกลุ ่มสาระการเรียนรู้สังค มศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม ประกอบด้วยดังนี้ สาระที่ 1 ศาสนา ศีลธรรม จริยธรรม สาระที่ 2 หน้าที่พลเมือง วัฒนธรรม และการด าเนินชีวิตในสังคม สาระที่ 3 เศรษฐศาสตร์ สาระที่ 4 ประวัติศาสตร์ สาระที่ 5 ภูมิศาสตร์ 2.2.4.2 มาตรฐานการเรียนรู้ มาตรฐานการเรียนรู้การศึกษาขั้นพื้นฐานประกอบด้วยสาระที ่ 1 ศาสนา ศีลธรรม จริยธรรม สาระที ่ 2 หน้าที ่พลเมือง วัฒนธรรม และการด าเนินชีวิตในสังคม สาระที ่ 3 เศรษฐศาสตร์ สาระที่ 4 ประวัติศาสตร์ และสาระที่ 5 ภูมิศาสตร์ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้ สาระที่ 1 ศาสนา ศีลธรรม จริยธรรม มาตรฐาน ส 1.1 รู้ และเข้าใจประวัติ ความส าคัญ ศาสดา หลักธรรมของ พระพุทธศาสนาหรือศาสนาที ่ตนนับถือและศาสนาอื ่น มีศรัทธายึดมั่นและปฏิบัติตามหลักธรรมเพื ่อ อยู่ร่วมกันอย่างสันติสุข มาตรฐาน ส 1.2 เข้าใจ ตระหนักและปฏิบัติตนเป็นศาสนิกชนที ่ดีและธ ารง รักษาพระพุทธศาสนาหรือศาสนาที่ตนนับถือ สาระที่ 2 หน้าที่พลเมือง วัฒนธรรม และการด าเนินชีวิตในสังคม มาตรฐาน ส 2.1 เข้าใจและปฏิบัติตนตามหน้าที ่ของการเป็นพลเมืองดีมี ค่านิยมที่ดีงามและธ ารงรักษาประเพณีและวัฒนธรรมไทย ด ารงชีวิตอยู่ร่วมกันในสังคมไทยและสังคม โลกอย่างสันติสุข


16 มาตรฐาน ส 2.2 เข้าใจระบบการเมืองการปกครองในสังคมปัจจุบัน ยึดมั ่น ศรัทธาและธ ารงรักษาไว้ซึ่งการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข สาระที่ 3 เศรษฐศาสตร์ มาตรฐาน ส 3.1 เข้าใจและสามารถบริหารจัดการทรัพยากรในการผลิตและ การบริโภค การใช้ทรัพยากรที่มีอยู่จ ากัดได้อย่างมีประสิทธิภาพและคุ้มค่า รวมทั้งเข้าใจหลักการของ เศรษฐกิจพอเพียงเพื่อการด ารงชีวิตอย่างมีดุลยภาพ มาตรฐาน ส 3.2 เข้าใจระบบและสถาบันทางเศรษฐกิจต่าง ๆ ความสัมพันธ์ ทางเศรษฐกิจและความจ าเป็นของการร่วมมือกันทางเศรษฐกิจในสังคมโลก สาระที่ 4 ประวัติศาสตร์ มาตรฐาน ส 4.1 เข้าใจความหมาย ความส าคัญของเวลาและยุคสมัยทาง ประวัติศาสตร์ สามารถใช้วิธีการทางประวัติศาสตร์มาวิเคราะห์เหตุการณ์ต่าง ๆ อย่างเป็นระบบ มาตรฐาน ส 4.2 เข้าใจพัฒนาการของมนุษยชาติจากอดีตจนถึงปัจจุบันใน ด้านความสัมพันธ์และการเปลี ่ยนแปลงของเหตุการณ์อย ่างต ่อเนื ่อง ตระหนักถึงความส าคัญและ สามารถวิเคราะห์ผลกระทบที่เกิดขึ้น สาระที่ 5 ภูมิศาสตร์ มาตรฐาน ส 5.1 เข้าใจลักษณะทางกายภาพของโลกและความสัมพันธ์ของ สรรพสิ ่งซึ่งมีผลต่อกัน ใช้แผนที ่และเครื ่องมือทางภูมิศาสตร์ในการค้นหา วิเคราะห์ และสรุปข้อมูล ตามกระบวนการทางภูมิศาสตร์ ตลอดจนใช้ภูมิสารสนเทศอย่างมีประสิทธิภาพ มาตรฐาน ส 5.2 เข้าใจปฏิสัมพันธ์ระหว ่างมนุษย์กับสภาพแวดล้อมทาง กายภาพที ่ก ่อให้เกิดการสร้างสรรค์วิถีการด าเนินชีวิต มีจิตส านึกและมีส ่วนร่วมในการจัดการ ทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน 2.2.5 บทบาทของผู้สอนและผู้เรียน การจัดการเรียนรู้เพื่อให้ผู้เรียนมีคุณภาพตามเป้าหมายของหลักสูตร ทั้งผู้สอนและ ผู้เรียนควรมีบทบาท ดังนี้ 2.2.5.1 บทบาทของผู้สอน 1) ศึกษาวิเคราะห์ผู้เรียนเป็นรายบุคคล แล้วน าข้อมูลมาใช้ในการวาง แผนการจัดการเรียนรู้ที่ท้าทายความสามารถของผู้เรียน


17 2) ก าหนดเป้าหมายที ่ต้องการให้เกิดขึ้นกับผู้เรียน ด้านความรู้และทักษะ กระบวนการที่เป็นความคิดรวบยอด หลักการและความสัมพันธ์ รวมทั้งคุณลักษณะอันพึงประสงค์ 3) ออกแบบการเรียนรู้และจัดการเรียนรู้ที่ตอบสนองความแตกต่างระหว่าง บุคคลและพัฒนาการทางสมอง เพื่อน าผู้เรียนไปสู่เป้าหมาย 4) จัดบรรยายที ่เอื้อต ่อการเรียนรู้ และดูแลช่วยเหลือผู้เรียนให้เกิดการ เรียนรู้ 5) จัดเตรียมและเลือกใช้สื่อให้เหมาะสมกับกิจกรรม น าภูมิปัญญาท้องถิ ่น เทคโนโลยีที่เหมาะสมมาประยุกต์ใช้ในการจัดการเรียนการสอน 6) ประเมินความก้าวหน้าของผู้เรียนด้วยวิธีการที่หลากหลาย เหมาะสมกับ ธรรมชาติของวิชาและระดับพัฒนาการของผู้เรียน 7) วิเคราะห์ผลการประเมินมาใช้ในการซ่อมเสริมและพัฒนาผู้เรียนรวมทั้ง ปรับปรุงการจัดการเรียนการสอนของตนเอง 2.2.5.2 บทบาทของผู้เรียน 1) ก าหนดเป้าหมาย วางแผน และรับผิดชอบการเรียนรู้ของตนเอง 2) เสาะแสวงหาความรู้เข้าถึงแหล่งเรียนรู้ วิเคราะห์ สังเคราะห์ข้อความรู้ ตั้งค าถาม คิดหาค าตอบหรือหาแนวทางแก้ปัญหาด้วยวิธีการต่าง ๆ 3) ลงมือปฏิบัติจริง สรุปสิ ่งที ่ได้เรียนรู้ด้วยตนเอง และน าความรู้ไป ประยุกต์ใช้ในสถานการณ์ต่าง ๆ 4) มีปฏิสัมพันธ์ ท างาน ท ากิจกรรมร่วมกับกลุ่มและครู 5) ประเมินและพัฒนากระบวนการเรียนรู้ของตนเองอย่างต่อเนื่อง 2.2.6 การวัดและประเมินผลการเรียนรู้กลุ ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม มาตรฐานการเรียนรู้กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม นอกจาก จะใช้เป็นทิศทางในการจัดท าหลักสูตรและการจัดการเรียนการสอนของสถานศึกษาเพื่อพัฒนาผู้เรียน ให้มีคุณสมบัติตามมาตรฐานแล้วยังใช้เป็นกรอบในการวัดและประเมินผลเพื่อตรวจสอบว่า ผู้เรียนมี พัฒนาการ มีความสามารถและมีความส าเร็จทางการเรียนระดับใดเพื่อน าผลมาใช้ในการส่งเสริมให้ ผู้เรียนเกิดการพัฒนาและเรียนรู้อย่างเต็มศักยภาพ ซึ ่งสถานศึกษาจะต้องมีผลการเรียนรู้ของผู้เรียน ทั้งในระดับชั้น ระดับเขตพื้นที่การศึกษา ระดับชาติ รวมทั้งรับการประเมินจากภายนอกด้วย เนื่องจาก


18 การเรียนรู้ในกลุ ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรมที ่มุ ่งพัฒนาผู้เรียนให้มีความรู้ ทักษะกระบวนการ คุณธรรมและค่านิยมที ่ดีงาม โดยมุ ่งให้ผู้เรียนเป็นผู้ลงมือปฏิบัติแสวงหาความรู้ มีการท าโครงการ โครงงาน เป็นผู้ผลิตงาน รวมทั้งมีการท างานเป็นกลุ ่มและการจัดท าแฟ้มสะสม ผลงาน (Portfolio) ด้วย ดังนั้น การวัดและประเมินผลการเรียนรู้ดังกล่าวจะเน้นการประเมินผล จาก สภาพจริง (Authentic Assessment) อันเป็นผลการเรียนรู้ที่เอื้อต่อการค้นหาความสามารถที่แท้จริง ของผู้เรียน รวมทั้งสามารถประเมินคุณลักษณะพึงประสงค์ที ่เกิดขึ้นแก่ผู้เรียน อันเป็นแนวทางที่ พัฒนาผู้เรียนได้เต็มศักยภาพเพื่อบรรลุมาตรฐานการเรียนรู้ที ่ก าหนดการวัดและประเมินจึงต้องใช้ วิธีการที ่หลากหลายที ่สอดคล้องและเหมาะสมกับสาระการเรียนรู้ ซึ ่งกระบวนการเรียนรู้โดย การ ประเมินจากสภาพจริงและจะต้องด าเนินการอย่างต่อเนื่องควบคู่ ผสมผสานไปกับกิจกรรม การเรียนรู้ ของผู้เรียนโดยการประเมินจะครอบคลุมทั้งความรู้ ทักษะกระบวนการ ความประพฤติ หรือพฤติกรรม การเรียนการร่วมกิจกรรมและผลงานจากโครงงานหรือแฟ้มสะสมงานที่สะท้อน การสั่งสมการเรียนรู้ ของผู้เรียนมาอย่างต่อเนื่อง การวัดและประเมินผลจะต้องกระท าในหลายบริบท อันได้แก่ ครูผู้สอน เป็นผู้ประเมิน ผู้เรียนประเมินตนเอง เพื ่อนประเมินเพื ่อน รวมทั้งผู้ปกครองจะมีส่วนร่วมในการ ประเมินและแสดงความคิดเห็นและมีวิธีการวัดที่ท าได้หลายวิธี เช่น 2.2.6.1 การทดสอบ เป็นการประเมินเพื ่อตรวจสอบความรู้ ความคิดหรือ ความก้าวหน้าในสาระการเรียนรู้และมีเครื่องมือการวัดหลายรูปแบบ เช่น แบบเลือกตอบ แบบเขียน ตอบบรรยายความ แบบเติมค าสั้นๆ แบบถูกผิดและ แบบจับคู่ เป็นต้น 2.2.6.2 การสังเกต เป็นการประเมินพฤติกรรม อารมณ์ การมีปฏิสัมพันธ์ของ นักเรียน ความสัมพันธ์ระหว่างการท างานกลุ่ม ความร่วมมือในการท างาน การวางแผน ความอดทน วิธีการแก้ปัญหา ความคล่องแคล่วในการท างาน การใช้เครื่องมืออุปกรณ์ต่าง ๆ ในระหว่างเรียนและ การท ากิจกรรมต่าง ๆ ครูผู้สอนสามารถใช้การสังเกตได้ตลอดเวลา ซึ ่งอาจจะมีการสังเกตอย่างเป็น ทางการโดยก าหนดเวลาและบุคคลที ่สังเกตหรือการสังเกตอย่างไม ่เป็นทางการ ซึ ่งเป็นการสังเกต ทั่วไป โดยการวิเคราะห์องค์ประกอบของสิ่งที่สังเกต ก าหนดเกณฑ์และร่องรอยที่จะใช้เป็นแนวทางใน การสังเกตด้วย และจัดท าเป็นแบบตรวจสอบรายการ ( Checklist) แบบมาตราส ่วนประมาณค ่า (Rating Scale) เป็นต้น 2.2.6.3 การสัมภาษณ์เป็นการสนทนาซักถามพูดคุยเพื ่อค้นหาข้อมูลที ่ไม่อาจพบ เห็นอย่างชัดเจนในสิ ่งที่นักเรียนประพฤติปฏิบัติในการท าโครงการ โครงงาน การท างานกลุ่ม กิจวัตร ประจ าวันหรือผู้ให้ข้อมูลในการสัมภาษณ์อาจเป็นตัวนักเรียนเอง เพื ่อนร่วมงาน รวมทั้งผู้ปกครอง


19 นักเรียนด้วย การสัมภาษณ์อาจท าอย่างเป็นทางการโดยก าหนดวัน เวลาและเรื ่องที ่สัมภาษณ์อย่าง แน่นอนและการสัมภาษณ์อย่างไม่เป็นทางการ เป็นการพูดคุยไม่เฉพาะเจาะจง ซึ่งจะท าให้เกิดความ สัมพันธภาพที่ดีและได้ข้อมูลที่ชัดเจนและสอดคล้องกับสภาพความเป็นจริงโดยผู้สอนตั้งข้อค าถามไว้ ล่วงหน้าเพื่อจะได้คุยได้ตรงประเด็น เป็นต้น 2.2.6.4 การประเมินภาคปฏิบัติที ่เป็นการประเมินการกระท าการปฏิบัติงานเพื ่อ ประเมินการสร้างผลงานชิ้นงานให้ส าเร็จ การสาธิตหรือ การแสดงออกถึงทักษะและความสามารถ ของนักเรียนได้ปรากฏในงานที ่ตนสร้างขึ้นและการประเมินภาคปฏิบัติจะต้องท าเครื ่องมือ ประกอบการประเมินด้วย เช่น Rating Scale, Checklist, Scoring Rubric เป็นต้น 2.2.6.5 Scoring Rubric เป็นการวิเคราะห์องค์ประกอบและประเด็นที ่จะประเมิน เพื ่ออธิบายลักษณะของคุณภาพงานหรือการกระท าเป็นระดับคุณภาพหรือประมาณหรือระดับ ความสามารถ เพื่อเป็นแนวทางในการประเมินและเป็นข้อมูลส าคัญแก่ครูผู้สอน ผู้ปกครองหรือผู้สนใจ อื ่น ๆ ได้ทราบว่านักเรียนรู้อะไร ท าได้มากเพียงใด มีคุณภาพผลงานเป็นอย ่างไรโดยผู้ประเมินให้ คะแนนภาพรวมหรืออาจจ าแนกองค์ประกอบก็ได้ 2.2.6.6 การประเมินแฟ้มสะสมผลงาน (Portfolio Assessment) เป็นการประเมิน ความสามารถในการผลิตผลงาน การบูรณาการความรู้ รวบรวมผลงาน การคัดเลือกผลงานการ สะท้อนความคิดเห็นต ่อผลงานทั้งการประเมินผลและการประเมินแฟ้มสะสมผลงาน ซึ ่งเป็น การ ประเมินการจัดการและความคิดสร้างสรรค์จากหลักฐานแสดงความรู้ความสามารถในผลงานอันแสดง ถึงสัมฤทธิ์ผลและศักยภาพของนักเรียนในสาระการเรียนรู้นั้น สรุปได้ว่า กระบวนการจัดการเรียนรู้กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม ที่ได้มุ่งเน้นนักเรียนเป็นส าคัญโดยให้นักเรียนสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเอง รู้จักการเรียนรู้ การค้นคว้า จากแหล่งเรียนรู้ต่าง ๆ และเกิดการเรียนรู้ตลอดชีวิตท าให้นักเรียนรู้จักคิดวิเคราะห์ ซึ่งต้องอาศัยวิธี สอนที่แตกต่างกันไปและที่ส าคัญมีเป้าหมายในการส่งเสริมศักยภาพการเป็นพลเมืองดีโดยหลอมรวม วิทยาการแขนงต่าง ๆ มาบูรณาการเพื่อมุ่งพัฒนาคนให้มีชีวิตที่สมบูรณ์ที่สามารถพึ่งตนเองในด้านการ คิด การปฏิบัติและการตัดสินใจด้วยตนเองและท างานเป็นกลุ ่มร่วมมือกับผู้อื ่นอย ่างสร้างสรรค์ที่ สามารถพัฒนาสังคมและสิ่งแวดล้อมได้และใช้ความรู้มาสร้างประโยชน์แก่ส่วนรวมและประเทศชาติ


20 2.3 แนวคิดเกี่ยวกับรูปแบบการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน (Problem-Based Learning) 2.3.1 ความหมายของรูปแบบการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน นักวิชาการและนักการศึกษาทั้งชาวไทยและชาวต ่างประเทศ ได้ให้ความหมายของ รูปแบบการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐานไว้มากมาย ดังนี้ รูปแบบการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน คือ การเรียนที ่ใช้ปัญหาเป็นหลักใน การเรียนที่เป็นผลมาจากกระบวนการท างานที่มุ่งเข้าใจปัญหาและการแก้ปัญหา ใช้ปัญหาเป็นจุดรวม หรือเป็นสิ่งกระตุ้นเพื่อประยุกต์ใช้การแก้ปัญหาหรือทักษะการใช้เหตุผล และเพื่อค้นหาความรู้ต่าง ๆ ที่ต้องท าความเข้าใจกลไกการท างานที่รับผิดชอบต่อปัญหาและวิธีการแก้ปัญหา วิธีการเรียนการสอน ที ่ใช้ปัญหาเป็นฐานเกิดขึ้นตามแนวคิดทฤษฎีการเรียนรู้แบบ Constructivism เป็นการเรียนที ่ใช้ ปัญหาในชีวิตจริงเป็นบริบทส าหรับผู้เรียนได้เรียนรู้และสร้างองค์ความรู้ใหม่ เป็นการเรียนที่เกิดจาก การท างานที ่ผู้เรียนมีความเข้าใจในกระบวนการการแก้ปัญหาเพื ่อให้เกิดการคิดวิเคราะห์ การ แก้ปัญหา การคิดอย่างมีวิจารณญาณ (Barrow & Tamblyn, 1980 (อ้างถึงใน กนก จันทรา, 2561 : 39) รูปแบบการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน เป็นกระบวนการเรียนรู้ความเข้าใจ ทักษะและเจตคติ จากสถานการณ์หรือปัญหาที่ไม่คุ้นเคยมาก่อน โดยใช้ปัญหาในการแสวงหาความรู้ ด้วยกลวิธีในการแสวงหาข้อมูลเพื ่อพิสูจน์สมมุติฐานอันเป็นการแก้ปัญหานั้น โดยผู้เรียนจะต้อง เชื่อมโยงปัญหากับความรู้เดิมที่มีมาก่อนความคิดที่มีเหตุผล และการแสวงหาความรู้ใหม่ ขนาดของ ปัญหาที่ใช้ต้องมีขอบเขตที่กว้างเพื่อเอื้อต่อการศึกษาค้นคว้าเพิ ่มเติมอย่างกว้างขวางและหลายด้าน ผู้สอนควรให้โอกาสผู้เรียนในการฝึกหัดประยุกต์ใช้สิ่งที่เรียนมาและได้ผลป้อนกลับ ควรท าให้เกิดการ วิเคราะห์ใช้เหตุผลอย่างต่อเนื่องและสร้างโครงความคิดของผู้เรียนอย่างมีแบบแผน (สุปรียา วงษ์ ตระหง่าน, 2559) รูปแบบการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐานไม ่ใช ่การสอนแบบแก้ปัญหา มีครูจ านวนไม่น้อยที่น าวิธีการสอนแบบแก้ปัญหาไปปะปนการเรียนที่ใช้ปัญหาเป็นฐาน เช่น การสอน เนื้อหาไปก่อนบางส่วน จากนั้นทดลองให้นักเรียนแก้ปัญหาเป็นกลุ่มย่อย แล้วบอกว่าได้จัดการเรียน การสอนที ่ใช้ปัญหาเป็นฐาน ซึ ่งเป็นการเข้าใจผิดเพราะการสอนที ่เน้นปัญหาเป็นฐาน ปัญหาที่ เกี่ยวข้องกับศาสตร์ของผู้เรียนโดยตรง โดยปัญหาเป็นตัวกระตุ้นหรือน าทางให้ผู้เรียนต้องไปแสวงหา ความรู้ด้วยตนเองเพื่อจะได้พบบค าตอบของปัญหานั้น (มนสภรณ์ วิทูรเมธา, 2560)


21 รูปแบบการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน เป็นกระบวนการจัดการเรียนรู้ที่ เริ ่มต้นจากปัญหาที ่เกิดขึ้นโดยสร้างองค์ความรู้จากกระบวนการท างานกลุ ่ม เพื ่อแก้ปัญหาหรือ สถานการณ์ที่เกี่ยวกับชีวิตประจ าวันและมีความส าคัญต่อผู้เรียน (กรมวิชาการ, 2560) รูปแบบการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน (Problem-Based Learning) หมายถึง เป็นสภาพการจัดการเรียนการสอนที่ใช้ปัญหาเป็น เครื ่องมือในการช่วยให้ผู้เรียนเกิดการ เรียนรู้ตามเป้าหมาย เน้นการให้ผู้เรียนเผชิญสถานการณ์ปัญหา จริง หรือสภาพการณ์ให้ผู้เรียนเผชิญ ปัญหา วิธีการเรียนรู้ที ่เริ ่มต้นด้วยการใช้ปัญหาเป็นตัวกระตุ้นให้ผู้เรียนไปศึกษาค้นคว้า แสวงหา ความรู้ ด้วยวิธีการต่าง ๆ จากแหล่งวิทยาการที่หลากหลาย เพื่อน ามา ใช้ในการแก้ปัญหา โดยที่มิได้มี การศึกษา หรือเตรียมตัวล่วงหน้าเกี่ยวกับปัญหาดังกล่าวมาก่อน (สมทรง สิทธิ, ม.ป.ป. : 30) รูปแบบการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน เป็นรูปแบบการเรียนรู้ ที ่เกิดจาก แนวคิดตามทฤษฎีการเรียนรู้แบบสร้างสรรค์นิยม โดยให้ผู้เรียนสร้างความรู้จากการใช้ ปัญหาที่ เกิดขึ้นในโลกแห่งความเป็นจริงเป็นริบทของการเรียนรู้ (ชวลิต ชูก าแพง, 2561 : 135) รูปแบบการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน (Problem based Learning หรือ PBL) เป็นรูปแบบการเรียนรู้ที ่เกิดขึ้นตามแนวคิดตามทฤษฎีการ เรียนรู้แบบสร้างสรรค์นิยม (Constructivism) โดยให้ผู้เรียนสร้างความรู้ใหม่จากการใช้ปัญหาที่เกิด ขึ้นในโลกแห่งความเป็นจริง เป็นบริบท (Context) ของการเรียนรู้เพื่อให้ผู้เรียนเกิดทักษะในการคิด วิเคราะห์และการแก้ปัญหา รวมทั้งได้ความรู้ตามศาสตร์ในสาขากลุ่มสาระที่ตนศึกษาด้วยการเรียนรู้ โดยใช้ปัญหาเป็นฐานจึงเป็น ผลมาจากกระบวนการท างานที ่ต้องอาศัยความเข้าใจและการแก้ไขปัญหาเป็นหลัก (มัณฑรา ธรรม บุศย์, 2562 : 11 - 17) รูปแบบการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน หรือ PBL คือ วิธีการเรียนรู้ที ่เริ ่มต้น ด้วยการใช้ปัญหาเป็นตัวกระตุ้นให้ผู้เรียนไปศึกษาค้นคว้าศึกษาความรู้ด้วยวิธีการต่าง ๆ จากแหล่ง วิทยาการที่หลากหลาย เพื่อน ามาใช้ในการแก้ปัญหาโดยมีการศึกษาหรือเตรียมตัว ล่วงหน้าเกี่ยวกับ ปัญหาดังกล่าวมาก่อน การเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน คือ วิธีการที่นักเรียนเป็นกลุ่มย่อยเรียนรู้โดย ใช้ประเด็นส าคัญในกรณีปัญหาที่เป็นจริงหรือก าหนดขึ้น เป็นตัวกระตุ้นให้นักเรียนศึกษาด้วยตนเอง โดยการสืบค้นข้อมูลหาความรู้หรือทักษะต่าง ๆ แล้วน าความรู้ที่ค้นหามาเล่าสู่กันฟังพร้อมทั้งร่วมกัน อภิปรายร่วมกันเรียนรู้แล้วลงสรุปความรู้ใหม่ (วัลลี สัตยาศัย, 2562 : 16) จากที่กล่าวมาข้างต้น รูปแบบการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน คือ กระบวนการ เรียนรู้ที ่ให้นักเรียนเป็นศูนย์กลาง โดยใช้สถานการณ์ปัญหาเป็นตัวกระตุ้นให้นักเรียนเกิดการเรียนรู้


22 ในการแก้ปัญหาโดยน าความรู้เดิมหรือความรู้เบื้องต้นมาประกอบการตัดสินใจแก้ปัญหาและสร้างองค์ ความรู้ด้วยตนเอง แล้วน ามาอภิปรายร่วมกันในห้องเรียนจนเกิดเป็นองค์ความรู้ใหม่ โดยครูผู้สอนมี ส่วนส าคัญในการกระตุ้นให้ผู้เรียนแสวงหาค าตอบ 2.3.2 ลักษณะปัญหาที่ใช้ในรูปแบบการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน นักวิชาการและนักการศึกษาทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศ ได้อธิบายลักษณะของ ปัญหาที่ใช้ในรูปแบบการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐานไว้มากมาย ดังนี้ ลักษณะของสถานการณ์ปัญหาส าหรับน าเสนอรูปแบบการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหา เป็นฐาน มีดังนี้ (Duch, 1996) 1) ปัญหาที่ดีต้องกระตุ้นความสนใจของผู้เรียนในครั้งแรกและกระตุ้นให้ พวกเขาในการสืบเสาะ ไต่ถามเพื ่อความเข้าใจที ่ลึกซึ้งของความคิดที่ถูกน าเสนอ ซึ ่งปัญหาจะต้อง สัมพันธ์กับเนื้อหาโลกความเป็นจริง ดังนั้นผู้เรียนจึงได้ประโยชน์จากการแก้ปัญหา 2) ปัญหาที ่ดีต้องให้ผู้เรียนตัดสินบนพื้นฐานของข้อเท็จจริง ข้อมูล ตรรกศาสตร์ ความมีเหตุผล ผู้เรียนจะอ้างเหตุผลสนับสนุนในการตัดสินใจทั้งหมดและให้เหตุผลใน หลักการที ่ได้เรียนรู้ ปัญหาควรจะท าให้ผู้เรียนระบุถึงสมมุติฐาน ข้อมูลที ่มีหรือขั้นตอนในการ แก้ปัญหาควรเป็นอย่างไร 3) ปัญหาที่ดีต้องมีความยาวและความซับซ้อนของปัญหาที่จะต้องแก้ปัญหา โดยอาศัยการเรียนรู้ร่วมกันภายในกลุ่ม การท างานร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพ 4) ปัญหาต้องมีความสัมพันธ์กับวัตถุประสงค์ของเนื้อหาวิชา มีการเชื่อมโยง ระหว่างความรู้เก่ากับความรู้ใหม่และเชื่อมต่อความรู้ใหม่กับความคิดในบทเรียนอื่น ๆ ลักษณะของปัญหาที่ดีควรมีองค์ประกอบ 5 ประการดังนี้ (Arends, อ้างอิงใน ณัฐกร สงคราม, 2563) 1) ปัญหาควรมีลักษณะความเป็นจริง สามารถน านักเรียนไปสู่ประสบการณ์ ในโลกความจริงมากกว่าเนื้อหาในหลักสูตร 2) ปัญหาควรมีความไม ่แน่นอน สร้างความสับสน ไม ่ต้องการค าตอบถูก เพียงค าตอบเดียว มีทางเลือกในการแก้ปัญหาหลายทาง แต ่ละวิธีมีข้อดีและข้อด้อยในตัวเอง ซึ่งต้องการอภิปรายภายในกลุ่ม 3) ปัญหาควรมีความหมายกับผู้เรียนและเหมาะกับพัฒนาการเรียนรู้ ของผู้เรียน


23 4) ปัญหาความมีความครอบคลุมจ ุดมุ ่งหมายการเรียนรู้และแหล ่ง ทรัพยากรที่เหมาะสม 5) ปัญหาที่ดีควรก่อประโยชน์ส าหรับความพยายามของกลุ่ม ลักษณะสถานการณ์ปัญหาที่ใช้ควรมีลักษณะ ดังนี้ (บุปผชาติ ทัฬหิกรณ์, 2551) 1) ปัญหาที่ให้ควรมีความซับซ้อนพอที่ผู้เรียนจะไม่ควรมองเห็นค าตอบทันที 2) ไม่ควรมีตัวแปรที่ส าคัญหลายตัวแปรซึ่งต้องใช้หรือมีสารสนเทศมากมาย 3) ปัญหาที ่ให้ควรมีโครงสร้างหลวม ๆ หรือไม ่ก าหนดเป็นปัญหาชัดเจน ควรเป็นปัญหาที่ยังไม่มีวิธีการชัดเจนว่าวิธีใดเป็นวิธีการที่เหมาะสม และไม่มีวิธีปฏิบัติใดที่ดีที่สุดใน การแก้ปัญหา 4) ควรเป็นปัญหาที ่เกิดอยู ่ในชีวิตจริง ท าให้เป็นปัญหาที ่น ่าสนใจ และเป็นแรงจูงใจผู้เรียน 5) เป็นปัญหาที่เกี่ยวข้องกับสหวิทยาการ สามารถศึกษากว้างขวางมากกว่า สาระวิชาเดียว วัตถุประสงค์ในการน าปัญหามาใช้ในการเรียนการสอน ดังนี้ (บุปผชาติ ทัฬหิกรณ์, 2562) 1) ใช้ปัญหาเพื่อเป็นตัวอย่างในการเรียน 2) ใช้ปัญหาเพื่อเป็นเครื่องมือหรือแบบทดสอบในการเรียน 3) ใช้ปัญหาเพื่อเป็นการแนะน า 4) ใช้ปัญหาเพื่อเป็นแนวทางไปสู่กระบวนการการเรียนรู้ 5) ใช้ปัญหาเพื่อกระตุ้นให้เกิดกิจกรรมการเรียนรู้ในสภาพความเป็นจริง และการจะน าปัญหามาใช้ต้องค านึงถึง 1) ต้องแนะน าผู้เรียนถึงวิธีการแก้ปัญหาและให้อิสระในการส ารวจ และสืบค้นข้อมูลแก่ผู้เรียน 2) ต้องแนะน าวิธีการแก้ปัญหาหลาย ๆ ทาง 3) ไม่ต้องด่วนสรุปถึงพฤติกรรมที่เหมาะสมในการแก้ปัญหา 4) รับรู้การแก้ปัญหาของผู้เรียนในการแก้ปัญหาด้วยตนเอง 5) ควรประเมินผลการแก้ปัญหามุมมองที่หลากหลาย


24 จากที ่กล่าวมาข้างต้น จะเห็นว่าสิ ่งส าคัญที่สุดของรูปแบบการจัดการเรียนรู้โดยใช้ ปัญหาเป็นฐาน คือ ปัญหาและสถานการณ์ที่น ามาใช้ ซึ ่งสอดคล้องกับกรมวิชาการ (2560) ที่อธิบาย ว่าปัญหาเป็นจุดตั้งต้นของกระบวนการเรียนรู้ และเป็นตัวกระตุ้นการพัฒนาทักษะการแก้ปัญหาด้วย เหตุผลและการสืบค้นหาข้อมูลเพื่อเข้าใจกลไกของตัวปัญหา รวมทั้งวิธีแก้ปัญหา ดังนั้นการคัดเลือก ปัญหาจึงเป็นสิ่งส าคัญ ซึ่งควรมีลักษะส าคัญพอสรุปได้ดังนี้ 1) เกิดขึ้นในชีวิตจริงและเกิดจากประสบการณ์ของผู้เรียน หรือผู้เรียนมี โอกาสเผชิญกับปัญหาดังกล่าว 2) เป็นปัญหาที่พบบ่อย มีความส าคัญ มีข้อมูลประกอบเพียงพอส าหรับ การค้นคว้า 3) เป็นปัญหาที ่ไม ่มีค าตอบชัดเจนตายตัว เป็นปัญหาที ่มีความซับซ้อน คลุมเครือหรือผู้เรียนเกิดความสงสัย 4) เป็นปัญหาที่เป็นประเด็นขัดแย้ง ข้อถกเถียงในสังคม 5) เป็นปัญหาที่อยู่ในความสนใจ เป็นสิ่งที่ยากรู้ 6) เป็นปัญหาที ่สร้างความเดือดร้อนเสียหาย หากใช้ข้อมูลโดยล าพังคน เดียวอาจท าให้ตอบปัญหาผิดพลาดได้ 7) เป็นปัญหาที่ไม่สามารหาค าตอบได้ทันที ต้องอาศัยการหาข้อมูลเพิ่มเติม 2.3.3 ลักษณะส าคัญของรูปแบบการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน ลักษณะส าคัญของรูปแบบการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน สรุปได้ดังนี้ (กรม วิชาการ, 2560) 1) ต้องมีสถานการณ์ที ่เป็นปัญหา และเริ ่มการจัดกระบวนการเรียนรู้ด้วย การใช้ปัญหาเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดกระบวนการเรียนรู้ 2) ปัญหาที ่น ามาใช้ในการจัดกระบวนการเรียนรู้ ควรเป็นปัญหาที ่เกิดขึ้น พบเห็นได้ใช้ชีวิตจริงของผู้เรียนหรือมีโอกาสที่เกิดขึ้นจริง 3) ผู้เรียนเรียนรู้โดยการน าตนเอง ค้นหาแสวงหาค าตอบด้วยตนเอง ดังนั้น ผู้เรียนจึงด้องวางแผนการเรียนรู้ด้วยตนเอง บริหารเวลา คัดเลือกวิธีการเรียนรู้และประสบการณ์ เรียนรู้ รวมทั้งประเมินผลการเรียนรู้ด้วยตนเอง 4) ผู้เรียนเรียนรู้เป็นกลุ ่มย ่อย เพื ่อประโยชน์ในการค้นหาความรู้ ข้อมูล ร่วมกัน เพื ่อพัฒนาทักษะการแก้ปัญหาด้วยเหตุและผล ฝึกให้ผู้เรียนรับส่งข้อมูล เรียนรู้เกี ่ยวกับ


25 ความแตกต ่างระหว ่างบุคคล และฝึกการจัดระบบตนเองเพื่อพัฒนาความสามารถในการท างานเป็น ทีม ความรู้ ค าตอบที่ได้มีความหลากหลายองค์ความรู้จะผ่านการวิเคราะห์โดยผู้เรียน มีการสังเคราะห์ และตัดสินใจร่วมกัน การจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐานนอกจากจัดการเรียนรู้เป็นกลุ ่มแล้ว ยังสามารถจัดการเรียนรู้เป็นรายบุคคลได้ แต่อาจท าให้ผู้เรียนขาดทักษะในการท างานเป็นทีม 5) การเรียนรู้มีลักษณะการบูรณาการความรู้และบูรณาการทักษะ กระบวนการต่าง ๆ เพื่อให้ผู้เรียนได้รับความรู้และค าตอบที่กระจ่างชัด 6) การประเมินผลเป้นการประเมินผลจากสภาพจริง โดยพิจารณาจากการ ปฏิบัติความก้าวหน้าของผู้เรียน การจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน สรุปได้ดังนี้ (Barrows and Tamblyn, ) 1) นักเรียนต้องเผชิญกับปัญหาเป็นล าดับแรกก่อนที ่จะมีการเตรียมการ เรียนจะเกิดขึ้น 2) สถานการณ์ปัญหาจะถูกน าเสนอแก ่นักเรียนในแนวทางที ่เหมือน สถานการณ์จริง 3) นักเรียนท ากิจกรรมเกี่ยวกับปัญหาโดยใช้เหตุผลและการประยุกต์ความรู้ เพื่อหาค าตอบของปัญหา 4) ขอบเขตการเรียนรู้จะขึ้นอยู ่กับกระบวนการท างานของปัญหาและ แนวทางในการเรียนรู้ด้วยตนเอง 5) ทักษะความรู้ที ่ได้ คือ การน าความรู้ที ่มีประยุกต์ใช้กับปัญหาเพื ่อ ประเมินผลการเรียนรู้และเสริมแรงในการเรียนรู้ 6) การเรียนรู้เกิดขึ้นในการท ากิจกรรมเกี ่ยวกับปัญหาและการศึกษาด้วย ตนเอง ซึ่งเป็นการรวบรวม สรุป และบูรณาการความรู้และทักษะที่นักเรียนมีพื้นฐานเดิมมาก่อน นอกจากนี้ Barrow ได้กล่าวเพิ่มเติมว ่า การจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็น ฐานนั้น จะต้องมีองค์ประกอบหลัก 4 ประการ คือ 1) การระดมความคิดหรือการตั้งสมมุติฐาน ซึ ่งเป็นการช่วยให้คิดได้กว้าง ขวาง ทุกความคิดละแนวทางที่เป็นไปได้ ทุกคนในกลุ่มต้องแสดงความคิดเห็น และยอมรับฟังความคิด ที่แตกต่าง


26 2) ข้อมูล ต้องศึกษาทุกประเด็นที่รู้และวาดบริบทของสมมุติฐาน เพื่อขยาย ความคิดโดยผ่านกระบวนการใช้เหตุผล 3) ประเด็นการเรียนรู้ ผู้เรียนต้องหาว่าสิ่งที่เขาไม่รู้คืออะไร และต้องรู้อะไร เพิ่มเพื่อจัดการกับประเด็นปัญหาดังกล่าว 4) การวางแผนการท างาน หลังจากได้ประเด็นปัญหาแล้ว ควรมีการแบ่ง หน้าที่ระบุความรับผิดชอบภายในกลุ่ม ในลักษณะการเรียนรู้เป็นทีม จากที ่กล ่าวมาข้างต้น สรุปได้ว ่ารูปแบบการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน เป็นการพัฒนาทักษะแก้ปัญหาและการสืบค้นหาข้อมูลเพื ่อเข้าใจกลไกของปัญหา รวมทั้งวิธีการ แก้ปัญหาการเรียนรู้แบบนี้มุ ่งเน้นพัฒนาทั้งด้านทักษะและกระบวนการเรียนรู้ และพัฒนาผู้เรียนให้ สามารถเรียนรู้โดยชี้น าตนเองซึ่งผู้เรียนจะได้ฝึกการสร้างองค์ความรู้อย่างมีความหมายต่อผู้เรียน 2.3.4 ขั้นตอนการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน มีนักวิชาการทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศ เสนอขั้นตอนการจัดการเรียนรู้โดยใช้ ปัญหาเป็นฐานไว้มากมาย ดังนี้ การจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน มี 6 ขั้นตอน ดังนี้ 1) การเชื่อมโยงปัญหา (Connecting with the problem) เป็นขั้นตอนที่ ครูผู้สอนจะต้องเชื่อมโยงความรู้เดิมกับประสบการณ์ของผู้เรียนหรือกิจกรรมในชีวิตประจ าวันที่ต้อง เผชิญกับปัญหาต ่าง ๆ เพื ่อให้ผู้เรียนเห็นความส าคัญและคุณค ่าของปัญหานั้นต ่อการด าเนิน ชีวิตประจ าวัน ครูต้องพยายามกระตุ้นให้นักเรียนเกิดความคิดที่หลาหลาย แล้วน าเสนอสถานการณ์ที่ ตนเตรียมไว้ 2) การก าหนดกรอบการศึกษา (Setting up the structure) ผู้เรียน วิเคราะห์สถานการณ์ปัญหาแล้วร่วมกันวางแนวทางในการศึกษาค้นคว้าข้อมูลเพิ่มเติม เพื่อน ามาใช้ใน การแก้ปัญหา โดยผู้เรียนจะต้องอภิปรายแสดงความคิดเห็นให้ได้กรอบการศึกษา 4 กรอบดังนี้ 2.1 แนวทางหรือแนวคิดในการแก้ปัญหา (Idea) วิธีการหรือแนวทาง ในการหาค าตอบที่น่าจะเป็นไปได้ ซึ่งเปรียบเสมือนสมมุติฐานไว้ก่อนการทดลอง 2.2 ข้อเท็จจริง (Fact) ข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับปัญหานั้น ซึ่งอาจเป็นข้อมูล ที่ปรากฏอยู่ในสถานการณ์ปัญหา หรือข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นจากการอภิปรายร่วมกัน หรือเป็นข้อมูลเดิม ที่ได้เรียนรู้มาแล้ว


27 2.3 ประเด็นที ่ต้องศึกษา (Learning Issue) ข้อมูลเกี ่ยวกับปัญหา แต่ผู้เรียนยังไม่รู้ จ าเป็นต้องศึกษาเพิ่มเติมเพื่อน ามาใช้ในการแก้ปัญหา 2.4 วิธีในการศึกษา (Action plan) วิธีการที่จะด าเนินการเพื ่อให้ได้มา ซึ่งข้อมูลที่ต้องการ โดยระบุว่าผู้เรียนสามารถศึกษาข้อมูลได้อย่างไร จากใคร แหล่งใด 3) การด าเนินการศึกษา ค้นคว้า (Visiting the problem) แต ่ละกลุ ่ม วางแผนเพื่อศึกษาค้นคว้า และหาข้อมูลเพิ่มเติมตามประเด็นที่ตนต้องการศึกษาค้นคว้า 4) รวบรวมความรู้และตัดสินเลือกแนวทางในการแก้ปัญหา (Revisiting the problem) หลังจากที่แต่ละกลุ่มได้ข้อมูลที่ครบถ้วน ได้กลับเข้าชั้นเรียนและรายงานผลการศึกษา ต่อชั้นเรียน หลังจากนั้นผู้เรียนร่วมกันพิจารณาว ่าข้อมูลเหล่านั้นเพียงพอต ่อการแก้ปัญหาหรือไม ่ ประเด็นแปลกใหม่น่าสนใจหรือมีประโยชน์ต่อการแก้ปัญหาหรือไม่ ประเด็นที่ไม่ประโยชน์ก็ควรตัดทิ้ง แล้วแต่ละกลุ่มตัดสินใจเลือกแนวทางหรือวิธีการที่เหมาะสมที่สุดในการแก้ปัญหา ในขั้นนี้ผู้เรียนจะได้ พัฒนาทักษะการคิด การตัดสินใจ และผู้เรียนจะต้นพบแนวทางในการแก้ปัญหาใหม ่ ๆ จากการ แลกเปลี่ยนความคิดเห็นซึ่งกันและกัน 5) สร้างผลงานหรือปฏิบัติตามทางเลือก (Producing & Product or Performance) เพื ่อตัดสินใจเลือกแนวทางหรือวิธีการแก้ปัญหาแล้ว แต ่ละกลุ ่มสร้างผลงานหรือ ปฏิบัติตามแนวทางที ่เลือกไว้ แต่ละกลุ ่มสร้างผลงานหรือปฏิบัติตามแนวทางที ่เลือกไว้ ซึ ่งมีความ แตกต่างไปตามแต่ละกลุ่ม 6) ประเมินผลการเรียนรู้และปัญหา (Evaluation Performance and Problem) เมื่อขั้นตอนการสร้างผลงานสิ้นสุด ผู้เรียนประเมินผลการปฏิบัติของตนเอง ของกลุ่มและ คุณภาพของปัญหาและครูประเมินผลการท างานของนักเรียน ขั้นตอนของการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน มีดังนี้ 1) ผู้เรียนท าความเข้าใจกับปัญหาที่ได้รับโดยอาศัยความรู้เดิม หรือเอกสาร ต ารา 2) ระบุประเด็นปัญหา 3) วิเคราะห์ปัญหาและตั้งสมมุติฐาน 4) จัดล าดับความส าคัญของสมมุติฐาน นักเรียนจะต้องคัดสมมุตติฐาน ที่ปฏิเสธทิ้งไป และเก็บสมมุติฐานที่ต้องแสวงหาข้อมูลต่อไป


28 5) ก าหนดวัตถุประสงค์การเรียนรู้ เมื่อแต่ละกลุ่มอภิปรายและตัดสินใจว่า ข้อมูลใดที ่จ าเป็นและยังขาดอยู ่ ซึ ่งท าให้ไม่สามารถตอบค าถามหรือสมมุติฐานที ่ตั้งขึ้นได้ กลุ ่มจะ ช่วยกันก าหนดวัตถุประสงค์การเรียนรู้เพื่อศึกษาเพิ่มเติม 6) ศึกษาข้อมูลจากภายนอกเพิ ่มเติม ซึ ่งอาจหาจากแหล่งข้อมูลต ่าง ๆ ทั้งต ารา เอกสารวิชาการ แลผู้เชี่ยวชาญด้านต่าง ๆ ซึ่งจะท าเป็นรายกลุ่มหรือรายบุคคลก็ได้ 7) สังเคราะห์และทดสอบข้อมูลที่ได้ศึกษาค้นคว้า โดยสมาชิกน าความรู้ที่ ได้จากการศึกษาค้นคว้ามาเสนอต่อสมาชิกในกลุ่ม 8) สรุปการเรียนรู้ หลักการและแนวคิดในการแก้ปัญหา กระบวนการนี้จะ สิ้นสุดเมื่อหาข้อมูลครบถ้วนต่อการพิสูจน์สมมุติฐานทั้งหมดได้ และสามารถสรุปได้ถึงหลักการต่าง ๆ ที่ได้ศึกษาปัญหานี้รวมทั้งเห็นแนวทางการน าความรู้และหลักการไปใช้ในการแก้ปัญหา ขั้นตอนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน ดังนี้ (วิมล ชอบชื ่นชม , 2560) 1) การตีความหมายค าต่าง ๆ ที่ปรากฏใน Scenario โดยจะถูกหรือผิด 2) การหาประเด็นปัญหาหรือข้อเท็จจริง 3) การระดมสมองเพื่ออภิปรายประเด็นของ Scenario นั้น ๆ 4) ตั้งสมมุติฐานที่สามารถอธิบายเหตุการณ์ใน Scenario โดยจะถูกหรือผิด ก็ไม่เป็นไร 5) ก าหนดประเด็นการเรียนรู้ว่าต้องเรียนรู้เกี่ยวกับสิ่งใดบ้าง เพื่อมาพิสูจน์ สมมุติฐานที่ตั้งขึ้น 6) แต ่ละคนท าการรวบรวมข้อมูลตามประเด็นการเรียนรู้ที ่กลุ ่มร่วมกัน ก าหนดขึ้น 7) น าข้อมูลที่ศึกษาได้มาอภิปราย สังเคราะห์ และสรุปเป็นความรู้ที่ได้รับ โดยมีอาจารย์เป็นผู้ให้การช่วยเหลือ แนวทางการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐานในการเรียนการสอน ซึ่งมี ประเด็นส าคัญที่ควรพิจารณา ดังนี้ (กรมวิชาการ, 2560) 1) พิจารณาหลักสูตรสถานศึกษา โดยดูจากผลการเรียนรู้ที ่คาดหวังให้ เหมาะสมกับวิธีการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน ทั้งทางด้านทักษะและกระบวนการเรียนรู้ จากนั้นจึง เลือกเพื่อหาสาระมาก าหนดการสอน


29 2) ก าหนดแหล่งข้อมูล ผู้สอนต้องก าหนดแหล่งข้อมูลต่าง ๆ ให้เพียงพอ เพื่อให้นักเรียนน ามาแก้ปัญหาหรือค้นหาค าตอบได้ ได้แก่ ตัวผู้สอน ห้องสมุด อินเทอร์เน็ต วีดิทัศน์ บุคลากรต่าง ๆ และแหล่งเรียนรู้ทั้งในและนอกโรงเรียน 3) ก าหนดและเขียนขอบข่ายของปัญหาที่เป็นตัวกระตุ้นให้ผู้เรียนต้องการ ศึกษา หาค าตอบ 4) ก าหนดกิจกรรมการเรียนรู้ ต้องท าให้ผู้เรียนเห็นแนวทางในการค้นพบ ความรู้และค าตอบด้วยตนเอง 5) สร้างค าถาม เพื ่อช่วยให้ผู้เรียนสามารถด าเนินกิจกรรมได้ ควรสร้าง ค าถามที่มีลักษณะกระตุ้นให้ผู้เรียนสนใจงานที่ก าลังท าอยู่และมองเห็นทิศทางในการท างานต่อไป 6) ก าหนดวิธีการประเมินผล ควรประเมินผลตามสภาพจริงโดยประเมิน ทั้งด้านเนื้อหา ทักษะกระบวนการและการท างานกลุ่ม จากที ่กล่าวมาข้างต้น สามารถสรุปขั้นตอนของการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้ ปัญหาเป็นฐานได้ 6 ขั้นตอนดังนี้ 1) ก าหนดปัญหา เป็นขั้นตอนที่ผู้สอนจัดสถานการณ์ต่าง ๆ ให้นักเรียนเกิด ความสนใจ กระตุ้นให้อยากแสวงหาความรู้และหาค าคอบ และมองเห็นปัญหาร่วมกัน 2) การท าความเข้าใจกับปัญหา เป็นขั้นตอนที่ผู้เรียนท าความเข้าใจปัญหาที่ ต้องเรียนรู้ จนสามารถอธิบายสิ่งต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับปัญหาได้ 3) ด าเนินการศึกษาค้นคว้า ผู้เรียนด าเนินการศึกษาค้นคว้าข้อมูลด้วย วิธีการที่หลากหลาย 4) สังเคราะห์ความรู้ เป็นขั้นตอนที ่ผู้เรียนจะน าความรู้ที ่ศึกษามา แลกเปลี่ยน เรียนรู้และอภิปรายผลกัน 5) สรุปและประเมินค ่าค าตอบ ผู้เรียนประเมินว ่าข้อมูลที ่หามาได้นั้นมี ความเหมาะสมหรือไม่ และสรุปองค์ความรู้ในภาพรวมของปัญหา 6) น าเสนอและประเมินผลงาน ผู้เรียนน าข้อมูลที่ได้มาจัดระบบองค์ความรู้ และน าเสนอเป็นผลงานในรูปแบบที ่หลากหลาย ผู้เรียนทุกกลุ ่มรวมทั้งผู้เกี่ยวข้องกับปัญหาร่วมกัน ประเมินผลงาน


30 2.3.5 การประเมินผลการเรียนรู้ในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน นักวิชาการและนักการศึกษาทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศ ได้เสนอแนวทางในการ ประเมินผลการเรียนรู้ในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน ไว้ดังนี้ การประเมินผลการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐานมีวิธีที ่หลากหลาย ได้แก ่ (EduTechWiki, 2020) 1) การทดสอบข้อเขียน เป็นการวัดการถ่ายโอนความรู้ไปยังสถานการณ์ที่ คล้ายกันหรือในบริบทอื่น ๆ 2) การทดสอบปฏิบัติ เพื่อวัดความช านาญของผู้เรียน 3) การใชผังความคิด (Concept map) เพื ่อให้ผู้เรียนอธิบายความรู้ที ่ได้ ผ่านแผนผังความคิดเพื่อแสดงพัฒนาการทางความคิดของผู้เรียน 4) การประเมินโดยเพื่อนร่วมชั้น เนื ่องจากต้องท างานร่วมกันกับเพื ่อใน ห้องเรียน การประเมินโดยเพื่อนจะช่วยวัดความก้าวหน้าของผู้เรียน โดยตั้งเกณฑ์ Rubric เพื่อให้ง่าย ในการประเมิน 5) การประเมินตนเอง จะช่วยให้ผู้เรียนเห็นจุดบกพร้องของตนเอง ผู้เรียน ต้องวิเคราะห์ตัวเองว่ารู้อะไร ไม่รู้อะไรบ้าง และอะไรที่พวกเขาจ าเป็นต้องรู้เพื่อให้งานมีความสมบูรณ์ มนสภรณ์ วิทูรเมธา (2560) และอรพรรณ ลือบุญชัย (2563) ได้อธิบายสอดคล้องกันว่าการเรียนที่ ผู้เรียนประเมินผลสัมฤทธิ์ด้วยตนเอง ผู้เรียนต้องรับรู้ตนเองว่าตนเองเกิดการเรียนรู้หรือยัง จากการที่ สามารถแก้ปัญหาได้หรือไม่ 6) การประเมินโดยผู้สอน ผลป้อนกลับจากครูผู้สอนจะกระตุ้นให้นักเรียนมี มุมมองที่แตกต่างออกไป เป็นการชี้แนะให้เกิดการเรียนรู้และส ารวจ ไม่ใช่ชี้น าให้ท าตาม 7) รายงาน เป็นการฝึกทักษะการเขียนซึ ่งทักษะการสื ่อสารอย ่างหนึ ่ง ที่ส าคัญ 8) การน าเสนอ เป็นการเปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้สื ่อสาร โดยน าเสนอข้อ ค้นพบในรูปแบบโครงงาน นิทรรศการ แสดงผลงาน ซึ ่งการน าเสนอจะมีส่วนสนับสนุนให้ผู้เรียน เชื่อมโยงและแสดงสิ่งที่ผู้เรียนได้เรียนรู้ ได้ความรู้มาอย่างไร และท าไมความรู้นั้นถึงส าคัญ การประเมินผลการเรียนรู้จะต้องประเมินในทุกด้านตามวัตถุประสงค์ของการจัด กิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน มิใช่การประเมินเฉพาะเนื้อหาความรู้เท่านั้น เนื ่องจาก วัตถุประสงค์หลักเน้นที่กระบวนการกลุ่มและการศึกษาความรู้ด้วยตนเอง ดังนั้นผู้สอนควรจะประเมิน


31 ความสามารถของผู้เรียนทั้งในด้านเนื้อหาวิชา การจัดการภายในกลุ่ม ความสามารถในการแสวงหา ความรู้ การอ่าน การสรุปประเด็น และการน าเสนอรวมทั้งทักษะด้านต่าง ๆ ซึ ่งอาจท าได้ทั้งรูปแบบ การประเมินความก้าวหน้าและการประเมินสรุปผล (ณัฐกร สงคราม, 2563) 1) การประเมินความก้าวหน้า (Formative Assessment) เป็นการประเมิน ขณะที ่ผู้เรียนก าลังอยู ่ในขั้นตอนการเรียนรู้ ประเมินดูว่าผู้เรียนได้เกิดการเรียนรู้แบบใด มากน้อย เพียงใด โดยอาจดูความสอดคล้องของความรู้ที่หามากับปัญหา และการประยุกต์ความรู้ที่หามาในการ แก้ปัญหาที่เกี่ยวข้อง 2) การประเมินผลสรุป (Summative Assessment) เป็นการประเมินผล สรุปการเรียนรู้ของผู้เรียนเมื ่อเสร็จสิ้นการเรียนรู้ในชุดการเรียนนั้น โดยประเมินด้านเนื้อหา กระบวนการเรียนรู้ เจตคติและทักษะ ซึ่งวิธีการประเมินจะแตกต่างกัน 2.1 การประเมินด้านความรู้ เป็นการประเมินว่าผู้เรียนได้รับความรู้มาก น้อยเพียงใด ครบถ้วนหรือไม่ เช่น ข้อสอบถูกผิด ข้อสอบปรนัย การท ารายงาน การปฏิบัติ ข้อสอบ อัตนัยแบบตอบสั้น 2.2 การประเมินกระบวนการเรียนรู้ เป็นการประเมินว่าผู้เรียนสามารถ บรรลุขั้นตอนการเรียนรู้ด้วยตนเองและกระบวนการกลุ่มหรือไม่ เช่น การประเมินด้วยการสังเกตโดย เพื่อน โดยครู การประเมินตนเอง โดยเลือกให้เหมาะสมกับสถานการณ์ 2.3.6 ประโยชน์ของรูปแบบการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน ประโยชน์ของรูปแบบการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน สามารถสรุปได้ดังนี้ (Barrow And Tamblyn, 2020) 1) ได้รับความรู้ที ่เป็นบูรณาการ และสามารถน าความรู้ไปประยุกต์ใช้ใน ชีวิตจริงได้ 2) เป็นการพัฒนาผู้เรียนในความสามารถด้านการแก้ปัญหา การเผชิญกับ ปัญหาเป็นโอกาสให้กับนักเรียนฝึกทักษะการแก้ปัญหา การใช้เหตุผลในการวิเคราะห์และการตัดสินใจ 3) เป็นการพัฒนาทักษะการเรียนรู้ด้วยตนเอง ผู้เรียนได้เรียนรู้วิธีการเรียน โดยก าหนดจุดมุ ่งหมายในการเรียน รู้วิธีการแสวงหาความรู้ การรวบรวมความรู้และสรุปองค์ความรู้ ซึ่งเป็นทักษะการเรียนรู้ตลอดชีวิต ผู้เรียนมีส่วนร่วมในการอภิปรายและเป็นการเรียนรู้ด้วยตนเอง


32 4) เป็นการพัฒนาทักษะการท างานเป็นทีม ผู้เรียนมีโอกาสในการแสดง ความคิดเห็น การแลกเปลี ่ยนแนวคิดกับผู้อื ่นท าให้มีความรู้กว้างขวางขึ้น และเป็นการพัฒนาทักษะ ทางสังคม 5) เพิ ่มแรงจูงใจในการเรียน เพราะผู้เรียนมีส ่วนร ่วมในการเรียนรู้ นอกจากนี้ Walton and Matthews (1989) ได้เสนอข้อดีเพิ่มเติมว่า เป็นการเรียนรู้ที่ช่วย ให้เกิดการตัดสินใจแบบองค์รวม 2.3.7 บทบาทผู้สอนและผู้เรียน 2.3.7.1 บทบาทผู้สอน นักวิชาการและนักการศึกษาทั้งชาวไทยและชาวต ่างประเทศ ได้อธิบาย บทบาทของผู้สอน ไว้ดังนี้ Norman and Schmidt (2000) กล่าวว่า มีปัจจัย 3 ประการที่จะท าให้การ จัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐานประสบความส าเร็จคือ 1. ความรู้ก่อนเรียนของผู้เรียน 2. คุณภาพ ของปัญหาที่ใช้ และ 3. การเตรียมผู้สอนเพื่อท าหน้าที่กระบวนการกลุ่ม ตามที ่ Norman and Schmidt (2000) ได้กล ่าวมาข้างต้น ปัจจัยสุดท้าย นับเป็นปัจจัยที่สามารถควบคุมให้เหมาะสมได้ คือ การเตรียมครูผู้สอนท าหน้าที ่เป็นผู้อ านวยความ สะดวกซึ่งเป็นบทบาทที่เหมาะสมของครูที่ใช้ปัญหาเป็นฐาน ซึ่งลักษณะของครูผู้สอนที่มีลักษณะเป็นผู้ อ านวยความสะดวกมีดังนี้ 1) ช่วยให้ผู้เรียนยอมรับตนเองและภูมิใจในตนเอง 2) ช่วยให้ผู้เรียนมีวุฒิภาวะ สามารถที่จะทราบข้อดีและข้อเสียของตนเอง 3) ช่วยให้ผู้เรียนตั้งจุดมุ่งหมายของชีวิตตามสภาพที่เป็นจริง 4) ช่วยให้ผู้เรียนกล้าที่จะเผชิญกับปัญหา 5) ช่วยให้ผู้เรียนมีโอกาสใช้จินตนาการและความคิดสร้างสรรค์ 6) ช ่วยให้ผู้เรียนมีโอกาสแสดงออกทั้งด้านความคิด ความรู้สึก อารมณ์ อย่างเปิดเผย 7) ช่วยให้ผู้เรียนเข้าใจกระบวนการเรียนรู้ รู้ว่าจะเรียนอย่างไร เพื่อจะเป็นผู้ ใฝ่รู้อยู่เสมอ 8) ช ่วยให้ผู้เรียนประเมินผลการเรียนรู้ด้วยตนเอง รู้จักตั้งเกณฑ์ การประเมินผล


33 9) ช่วยให้ผู้เรียนเป็นผู้ตระหนักรู้ และไวต่อความรู้สึกของผู้อื่น และยอมรับว่า บุคคลแต่ละคนเป็นปัจเจกบุคคล และมีอิสระที่จะมีความคิดเห็นของตนเอง บทบาทของอาจารย์ผู้สอนในฐานะผู้อ านวยความสะดวกในการเรียนรู้ มีดังนี้ (กนกวรรณ ทองฉวี, 2564) 1) อ านวยความสะดวกในการสร้างบรรยากาศการเรียนรู้ที ่เป็นมิตร เอื้อต ่อ การแสดงออกทางความคิด การแลกเปลี่ยนประสบการณ์ 2) อ านวยความสะดวกในการช่วยก าหนดจุดมุ ่งหมายในการเรียน ตามความ ต้องการของผู้เรียน 3) อ านวยความสะดวกในการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ 4) อ านวยความสะดวกในการเป็นผู้ชี้แนะและแสวงหาทรัพยากร 5) อ านวยคว ามสะด วกในกา รส ่งเสริมทักษะกา รคิดขั้นสูง เช ่น จัดประสบการณ์เรียนแบบสัมมนา การศึกษาดูงาน การท าโครงงาน รวมทั้งการกระตุ้นให้มี ความสามารถในการคิดวิเคราะห์ และคิดอย่างมีวิจารณญาณ 6) อ านวยความสะดวกในการส่งเสริมทักษะในการศึกษาหาความรู้ ทักษะการ คิดตัดสินใจและการพัฒนาตนเอง ตลอดจนเสริมแรงและให้โอกาสในการปรับปรุงตนเอง 7) อ านวยความสะดวกในการช่วยประเมินผลการเรียนรู้ จากที่กล่าวมาข้างต้นจะเห็นว่า ครูผู้สอนมีบทบาทโดยตรงในการจัดกิจกรรม การเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน ซึ ่งสอดคล้องกับกรมวิชาการ (2560) ที ่ได้เสนอลักษณะส าคัญของ ครูผู้สอนที่เอื้อต่อการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ สามารถสรุปได้ดังนี้ 1) ผู้สอนต้องมุ่งมั่น ตั้งใจสูง รู้จักแสวงหาเพื่อพัฒนาตนเองอยู่เสมอ 2) ผู้สอนต้องรู้จักผู้เรียนเป็นรายบุคคล เข้าใจศักยภาพของผู้เรียน เพื่อสามารถให้ค าแนะน า ช่วยเหลือผู้เรียนได้ทุกเมื่อทุกเวลา 3) ผู้สอนต้องเข้าใจขั้นตอนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้อย่างถ่องแท้ 4) ผู้สอนต้องมีทักษะและศักยภาพสูงในการจัดกระบวนการเรียนรู้ 5) ผู้สอนต้องเป็นผู้อ านวยความสะดวกด้วยการจัดหา สนับสนุนสื ่ออุปกรณ์ ให้เหมาะสม พอเพียง จัดเตรียมแหล่งเรียนรู้ 6) ผู้สอนต้องมีจิตวิทยาสร้างแรงจูงใจให้แก่ผู้เรียน เพื ่อกระตุ้นให้ผู้เรียน เกิดการตื่นตัวในการเรียนรู้ตลอดเวลา


34 7) ผู้สอนต้องชี้แจงและปรับทัศนคติของผู้เรียนให้เข้าใจและเห็นคุณค ่า ของการเรียนรู้แบบนี้ 8) ผู้สอนต้องมีความรู้ ความสามารถ ด้านการวัดและประเมินผลผู้เรียน ตามสภาพจริง ให้ครอบคลุมทั้งด้านความรู้ ทักษะกระบวนการและเจตคติให้ครบทุกขั้นตอน ของการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ 2.3.7.2 บทบาทผู้เรียน ส าหรับด้านบทบาทของผู้เรียนนั้น ทองจันทร์ หงส์ลดารมณ์ (2560) และสุ ปรียา วงษ์ตระหง่าน (2566) มีความคิดเห็นที่สอดคล้องกันเกี่ยวกับการที่ผู้เรียนจะประสบความส าเร็จ ในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐานได้นั้น ผู้เรียนต้องมีลักษณะ 5C ดังนี้ 1) มีความรู้ความสามารถ (Competence) ความรู้ความสามารถเดิม ที่เหมาะสมกับปัญหาที่จะเรียน เป็นสิ่งที่อาจารย์ต้องตระหนัก เพราะถ้าผู้สอนเตรียมปัญหาที่ยุ่งยาก ซับซ้อนไม่สัมพันธ์กับความรู้เดิมของผู้เรียนแล้ว จะท าให้เกิดความล าบากและเสียเวลาในการก าหนด ทิศทางในการหาความรู้เพิ่มเติม 2) มีความสามารถในการติดต่อผู้อื ่น (Communication) ความสามารถใน การติดต ่อสื ่อสาร เนื ่องจากการเรียนการสอนจะเป็นกระบวนการกลุ ่มเป็นส าคัญ ที ่จะมีผลต ่อ ปฏิสัมพันธ์กับสมาชิกในกลุ่ม 3) ความตระหนักในความส าคัญ (Concern) ผู้เรียนตระหนักถึงความส าคัญ ในการรับผิดชอบต่องานที่ได้รับมอบหมายและด าเนินงานให้บรรลุเป้าหมาย 4) ความกล้าในการตัดสินใจ (Courage) ผู้เรียนจะต้องมีความกล้าในการ เสนอทางออกและตัดสินใจเลือกแนวทางที่เหมาะสม เช่น การตัดสินใจในการตั้งสมมุติฐานเพื่อน ามา แก้ปัญหา 5) ความคิดริเริ ่มสร้างสรรค์ (Creativity) เป็นลักษณะส าคัญที ่ต้องท าให้ เกิดขึ้นและใช้เวลานานในการพัฒนา อย ่างไรก็ดีการเรียนการสอนแบบนี้จะช่วยพัฒนาให้เกิดขึ้น ก็ต่อเมื่อผู้เรียนมีประสบการณ์มากขึ้น บทบาทของผู้เรียน มีดังนี้ (กรมวิชาการ, 2560) 1) ผู้เรียนต้องปรับทัศนคติในบทบาทและหน้าที่ของตนเอง 2) ผู้เรียนต้องมีคุณลักษณะด้านการใฝ่รู้ ใฝ ่เรียน มีความรับผิดชอบสูง รู้จักการท างานอย่างเป็นระบบ


35 3) ผู้เรียนต้องได้รับการวางพื้นฐาน และฝึกทักษะที่จ าเป็นในการเรียนรู้ตาม รูปแบบการเรียนรู้ที ่เน้นผู้เรียนเป็นส าคัญ เช ่น กระบวนการคิด การสืบค้น การท างานกลุ ่ม การอภิปราย การสรุป การน าเสนอและการประเมินผล 4) ผู้เรียนต้องมีทักษะสื่อสารที่ดีพอ จากที่กล่าวมาข้างต้น สามารถสรุปบทบาทของผู้สอนและผู้เรียนให้สอดคล้อง กับขั้นตอนของการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน ดังตารางต่อไปนี้ ตารางที่ 1 แสดงการสรุปบทบาทของผู้สอนและผู้เรียน ขั้นตอน บทบาทผู้สอน บทบาทผู้เรียน ก าหนดปัญหา ยกตัวอย่างปัญหา/สถานการณ์ เสนอปัญหาและเลือกปัญหาที่สนใจ ท าความเข้าใจปัญหา ถามค าถามให้ผู้เรียนคิดและเห็นภาพ ปัญหามากขึ้น กระตุ้นให้ผู้เรียนอยากหา ค าตอบและเรียนรู้ ตั้งค าถามในประเด็นที่อยากรู้ ระดม สมองและอธิบายสถานการณ์หรือ ปัญหา ด าเนินการศึกษาค้นคว้า อ าน วยค ว ามสะด วก จัดห าแหล ่ง ทรัพยากรการเรียนรู้เพิ ่มเติมให้ผู้เรียน แนะน า ให้ก าลังใจ ศึกษาค้นคว้า สังเคราะห์ความรู้ แลกเปลี ่ยนข้อมูลและความคิดเห็น ตั้ง ค าถามเพื่อสร้างความคิดรวบยอด การน าเสนอและตรวจสอบข้อมูลใน ด้านความถูกต้อง ความเหมาะสม และเพียงพอ สรุปและประเมินค ่าขอ ง ค าตอบ ช่วยตรวจสอบความรู้หรือสิ่งค้นพบ เพื ่อ น ามาสู่การสร้างองค์ความรู้โดยตัวผู้เรียน สร้างองค์ความรู้จากการศึกษา น าเสนอและประเมินผลงาน ให้ค าแนะนพในก ารเรียบเรียงและ น าเสนอ ข้อ มูล ตลอดจนให้ข้อมูล ย้อนกลับเพื่อปรับปรุงผลงานให้ดีที่สุด วางแผนการน าเสนอองค์ความรู้ ปรับปร ุงแก้ไขงานให้เกิดความ สมบูรณ์


36 2.4 แนวคิดเกี่ยวกับแผนการจัดการเรียนรู้ 2.4.1 ความหมายของแผนการจัดการเรียนรู้ นักวิชาการและนักการศึกษาทั้งชาวไทยและชาวต ่างประเทศ ได้ให้ความหมายของ รูปแบบการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐานไว้มากมาย ดังนี้ แผนการสอน หมายถึง แผนการหรือโครงการที่จัดท าเป็นลายลักษณ์อักษร เพื่อใช้ใน การปฏิบัติการสอนในรายวิชาใดวิชาหนึ่ง เป็นการเตรียมการสอนอย่างมีระบบและเป็นเครื่องมือช่วย ให้ครูพัฒนาการจัดการเรียนการสอนไปสู ่จ ุดประสงค์และจ ุดมุ ่งหมายของหลักสูตรได้อย ่างมี ประสิทธิภาพ (นิคม อมรเดช, 2560:180) แผนการจัดการเรียนรู้ คือ แผนหรือแนวทางการจัดการเรียนการสอนเพื ่อให้ผู้เรียน เกิดการเรียนรู้และได้พัฒนาคุณภาพตามผลการเรียนรู้ที ่คาดหวังที ่ครูผู้สอนได้ก าหนดไว้ (ดวงกมล สินเพ็ง, 2563: 79) แผนการสอน หมายถึงล าดับขั้นตอนและกิจกรรมทั้งหมดของผู้สอนและผู้เรียน ที ่ผู้สอนก าหนดไว้เป็นแนวทางในการจัดสถานการณ์ให้ผู้เรียนเปลี ่ยนพฤติกรรมไปตาม วัตถุประสงค์ (สุชาติ ใจสุข, 2560:357) แผนการสอน หมายถึง แผนการหรือโครงการที่จัดท าเป็นลายลักษณ์อักษร เพื่อใช้ใน การปฏิบัติการสอนในรายวิชาใดวิชาหนึ ่ง เป็นการเตรียมการสอนอย่างมีระบบและเป็นเครื ่องมือที่ ช่วยให้ครูพัฒนาการจัดการเรียนการสอนไปสู ่จุดประสงค์การเรียนรู้ และจุดหมายของหลักสูตรได้ อย่างมีประสิทธิภาพ (วัฒนาพร อักษรสวย, 2562:1) แผนการสอน หมายถึง การวางแผนจัดกิจกรรมการเรียนการสอนเพื ่อเป็นแนว ด าเนินการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนแต ่ละครั้งโดยก าหนดสาระส าคัญ จุดประสงค์ เนื้อหา กิจกรรมการเรียนการสอนสื่อ ตลอดจนการวัดผลและการประเมินผล (อังคณา มีผล, 2563:133) แผนการจัดการเรียนรู้ เป็นแผนงานหรือโครงการที่ครูผู้สอนได้เตรียมการจัดการเรียนรู้ไว้ล่วงหน้าเป็น ลายลักษณ์อักษร เพื ่อใช้ปฏิบัติการเรียนรู้ในรายวิชาใดวิชาหนึ่งอย่างเป็นระบบระเบียบ โดยใช้เป็น เครื่องมือส าหรับจัดการเรียนรู้เพื่อน าผู้เรียนไปสู่จุดประสงค์การเรียนรู้และจุดหมายของหลักสูตรอย่าง มีประสิทธิภาพ (สุนารี มีประเสริฐ, 2562:69) แผนการจัดการเรียนรู้ คือผลของการเตรียมการวางแผนการจัดการเรียนการสอน อย ่างเป็นระบบโดยน าสาระและมาตรฐานการเรียนรู้ค าอธิบายรายวิชาและกระบวนการเรียนรู้ โดยเขียนเป็นแผนการจัดการเรียนรู้ให้เป็นไปตามศักยภาพของผู้เรียน (ชัชชัย สุขุม, 2561 :73)


37 แผนการจัดการเรียนรู้ คือ การเตรียมการสอนหรือการก าหนดกิจกรรมการเรียนรู้ไว้ ล่วงหน้าอย ่างเป็นระบบและจัดไว้เป็นลายลักษณ์อักษรโดยมีการรวบรวมข้อมูลต่าง ๆ มาก าหนด กิจกรรมการเรียนการสอนเพื่อให้บรรลุจุดมุ่งหมายที่ก าหนดไว้โดยเริ่มจาการก าหนดจุดประสงค์จะท า ให้ผู้เรียนเกิดการเปลี่ยนแปลงด้านใด(สติปัญญา/เจตคติ/ทักษะ) จะจัดกิจกรรมการเรียนการสอนด้วย วิธีใด ใช้สื่อการสอนหรือแหล่งเรียนรู้ใด จะประเมินผลอย่างไร (สุวิทย์ มูลค า และคณะ, 2560: 58) จากที ่กล่าวข้างต้น แผนการจัดการเรียนรู้ หมายถึง การเตรียมการวางแผนการจัด กิจกรรมการเรียนการสอนไว้ล่วงหน้าอย ่างเป็นระบบเพื ่อช่วยให้ทราบทิศทางการสอนของตนจะ ด าเนินการไปในทิศทางใดทิศทางหนึ่ง การเตรียมความพร้อมของการใช้สื่อ อุปกรณ์ แหล่งการเรียนรู้ กระบวนการวัดและประเมินผลให้มีความสอดคล้องกับเนื้อหา และจุดประสงค์การเรียนรู้ที่ก าหนดไว้ ช่วยให้ผู้สอนจัดกิจกรรมการเรียนการสอนได้อย่างมีประสิทธิภาพ เกิดประโยชน์สูงสุดต่อนักเรียนและ แสดงตอบเจตนารมณ์ของหลักสูตร 2.4.2 ความส าคัญของแผนการจัดการเรียนรู้ การวางแผนการจัดการเรียนรู้ เป็นงานส าคัญของครูผู้สอน การสอนจะประสบ ผลส าเร็จด้วยดีหรือไม่มากน้อยเพียงใดขึ้นอยู่กับการวางแผนการจัดการเรียนรู้เป็นส าคัญประการหนึ่ง ถ้าผู้สอนมีการวางแผนการการจัดการเรียนรู้ที่ดีก็เท่ากับบรรลุจุดหมายปลายทางไปแล้วครึ่งหนึ่ง การ วางแผนการจัดการเรียนรู้จึงมีความส าคัญหลายประการดังนี้ (เขียน วันทนียตระกูล, 2562 : 15) 1) ท าให้ผู้สอนสอนด้วยความมั ่นใจเมื ่อเกิดความมั่นใจในการสอนย่อมจะ สอนด้วยความแคล่วคล่อง เป็นไปตามล าดับขั้นตอนอย่างราบรื่น ไม ่ติดขัดเพราะได้เตรียมการทุก อย่างไว้พร้อมแล้ว การสอนก็จะด าเนินไปสู่จุดมุ่งหมายปลายทางอย่างสมบูรณ์ 2) ท าให้เป็นการสอนที ่มีคุณค ่าคุ้มกับเวลาที ่ผ ่านไป เพราะผู้สอนสอน อย ่างมีแผนมีเป้าหมายและมีทิศทางในการสอนมิใช่สอนอย่างเลื ่อนลอย ผู้เรียนก็จะได้รับความรู้ ความคิดเกิดเจตคติ เกิดทักษะและเกิดประสบการณ์ใหม่ตามที่ผู้สอนวางแผนไว้ ท าให้เป็นการเรียน การสอนที่มีคุณค่า 3) ท าให้เป็นการสอนที ่ตรงตามหลักสูตร ทั้งนี้เพราะในการวางแผนการ สอน ผู้สอนต้องศึกษาหลักสูตรทั้งด้านจุดประสงค์การสอนเนื้อหาสาระที ่จะสอนการจัดกิจกรรมการ เรียนการสอน การใช้สื ่อการสอน และการวัดผลประเมินผล แล้วจัดท าออกมาเป็นแผนการจัดการ เรียนรู้ เมื ่อผู้สอนสอนตามแผนการจัดการเรียนรู้ก็ย ่อมท าให้เป็นการสอนที ่ตรงตามจุดหมายและ ทิศทางของหลักสูตร


38 4) ท าให้การสอนบรรลุผลอย ่างมีประสิทธิภาพดีกว ่าการสอนที ่ไม ่มีการ วางแผนเนื ่องจากในการวางแผนการจัดการเรียนรู้ผู้สอนต้องวางแผนอย ่างรอบคอบในทุก องค์ประกอบของการสอน รวมทั้งการจัดเวลา สถานที ่ และสิ ่งอ านวยความสะดวกต ่าง ๆ ซึ ่งจะ เอื้ออ านวยให้เกิดการเรียนรู้ได้โดยสะดวกและง่ายดายขึ้น ดังนั้นเมื ่อมีการวางแผนการเรียนรู้ที่ รอบคอบและปฏิบัติตามแผนการจัดการเรียนรู้ที่วางไว้ผลของการสอนย่อมส าเร็จได้ดีกว่าการไม่ได้วาง แผนการจัดการเรียนรู้ 5) ท าให้ผู้สอนมีเอกสารเตือนความจ า สามารถน ามาใช้เป็นแนวทางในการ สอนต่อไป ท าให้ไม่เกิดความซ ้าซ้อนและเป็นแนวทางในการทบทวนหรือการออกข้อทดสอบเพื่อวัดผล ประเมินผู้เรียนได้ นอกจากนี้ท าให้ผู้สอนมีเอกสารไว้ให้แนวทางแก่ผู้ที่เข้าสอนแทนในกรณีจ าเป็นเมื่อ ผู้สอนไม่สามารถเข้าสอนเองได้ผู้เรียนจะได้รับความรู้และประสบการณ์ที่ต่อเนื่องกัน 6) ท าให้ผู้เรียนเกิดเจตคติที่ดีต่อผู้สอนและต่อวิชาที่เรียน ทั้งนี้เพราะผู้สอน สอนด้วยความพร้อมเป็นความพร้อมทั้งทางด้านจิตใจและความพร้อมทางด้านวัตถุ ความพร้อม ทางด้านจิตใจคือความมั่นใจในการสอนเพราะผู้สอนได้เตรียมการสอนมาอย่างรอบคอบ ส่วนความ พร้อมทางด้านวัตถุคือการที่ผู้สอนได้เตรียมเอกสารหรือสื่อการสอนไว้อย่างพร้อมเพียง เมื่อผู้สอนเกิด ความพร้อมในการสอนย่อมสอนด้วยความกระจ่างแจ้ง ท าให้ผู้เรียนเกิดความเข้าใจอย่างชัดเจนใน บทเรียนอันส่งผลให้ผู้เรียนเกิดเจตคติที่ดีต่อผู้สอนและต่อวิชาที่เรียน ความส าคัญของแผนการจัดการเรียนรู้ มีดังนี้ (วัฒนาพร ระงับทุกข์, 2563 : 2) 1) ก่อให้เกิดการวางแผนและการเตรียมการล่วงหน้า เป็นการน าเทคนิค วิธีการสอน การเรียนรู้สื่อเทคโนโลยี และจิตวิทยาการสอนมาผสมผสานประยุกต์ใช้ให้เหมาะสมกับ สภาพแวดล้อมด้านต่าง ๆ 2) ส่งเสริมให้ครูผู้สอนค้นคว้าหาความรู้เกี่ยวกับหลักสูตร เทคนิคการเรียน การสอน การเลือกใช้สื่อการวัดและประเมินผลตลอดจนประเด็นต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องจ าเป็น 3) เป็นคู ่มือการสอนส าหรับตัวครูผู้สอนและครูที ่สอนแทนน าไปใช้ ปฏิบัติการสอนอย่างมั่นใจ 4) เป็นหลักฐานแสดงข้อมูลด้านการเรียนการสอนและการวัดประเมินผล ที่จะเป็นประโยชน์ต่อการจัดการเรียนการสอนต่อไป 5) เป็นหลักฐานแสดงความเชี ่ยวชาญของครูผู้สอน ซึ ่งสามารถน าไปเสนอ เป็นผลงานทางวิชาการได้


39 แผนการจัดการเรียนรู้เป็นกุญแจดอกส าคัญที่ท าให้การเรียนการสอนมีประสิทธิภาพ มากขึ้นซึ่งสรุปความไว้ ดังนี้ (สุพล วังสินธ์, 2536 : 5) 1) ท าให้เกิดการวางแผนวิธีเรียนที่ดี ผสมผสานความรู้และจิตวิทยาการศึกษา 2) ช่วยให้ครูมีคู่มือการสอนที่ท าด้วยตนเองล่วงหน้ามีความมั่นใจในการสอน 3) ส่งเสริมให้ครูมีความรู้ความเข้าใจในด้านของหลักสูตร วิธีสอนการวัดผลและ ประเมินผล 4) เป็นคู่มือส าหรับผู้มาสอนแทน 5) เป็นหลักฐานแสดงข้อมูลที่ถูกต้องเที่ยงตรง เป็นประโยชน์ต่อวงการศึกษา 6) เป็นผลงานทางวิชาการแสดงความช านาญความเชี่ยวชาญของผู้ท า ความส าคัญของแผนการจัดการเรียนรู้ ดังนี้ (สุวิทย์ มูลค า และคณะ, 2562 : 58) 1) ท าให้เกิดการวางแผนวิธีสอนที่ดี วิธีเรียนที่ดี ที่เกิดจากการผสมผสานความรู้และ จิตวิทยาการศึกษา 2) ช่วยให้ครูผู้สอนมีคู่มือการจัดการเรียนรู้ที่ท าไว้ล่วงหน้าด้วยตนเองและท าให้ครูมี ความมั่นใจในการจัดการเรียนรู้ได้ตามเป้าหมาย 3) ช่วยให้ครูผู้สอนทราบว่าการสอนของตนเองได้เดินไปในทิศทางใดหรือทราบว่าจะ สอนอะไร ด้วยวิธีใด สอนท าไม สอนอย่างไร จะใช้สื ่อและแหล่งเรียนรู้อะไร จะวัดและประเมินผล อย่างไร 4) ส่งเสริมให้ครูผู้สอนใฝ่ศึกษาหาความรู้ ทั้งเรื่องหลักสูตร วิธีการจัดการเรียนรู้จะ จัดหาและใช้สื่อ แหล่งเรียนรู้ ตลอดจนการวัดผลและประเมินผล 5) ใช้เป็นคู่มือส าหรับครูที่มาสอน (จัดการเรียนรู้) แทนได้ 6) แผนการจัดการเรียนรู้ที่น าไปใช้และพัฒนาแล้วจะเกิดประโยชน์ต่อวงการศึกษา 7) เป็นผลงานทางวิชาการที่แสดงถึงความช านาญและความเชี่ยวชาญของครูผู้สอน ส าหรับประกอบการประเมินเพื่อขอเลื่อนต าแหน่งและวิทยฐานะครูให้สูงขึ้น จากที่กล่าวมาข้างต้น สรุปได้ว่า แผนการจัดการเรียนรู้มีความส าคัญ คือ เป็นคู่มือส าคัญใน การจัดการเรียนรู้ของครู ท าให้ครูสามารถจัดเตรียมกิจกรรมการเรียนรู้ที่สอดคล้องกับสภาพความเป็น จริงของผู้เรียนและเป็นเครื่องมือที่ใช้ในการเรียนการสอนที่มีคุณภาพ


Click to View FlipBook Version