The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

วิจัยในชั้นเรียน 5 บท

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by จิราพร นิยมไร่, 2024-01-18 10:14:57

วิจัยในชั้นเรียน

วิจัยในชั้นเรียน 5 บท

40 2.4.3 ลักษณะแผนการจัดการเรียนรู้ที่ดี ลักษณะของแผนการจัดการเรียนรู้ที ่ดีควรมีลักษณะ ดังนี้ (วัฒนาพร ระงับทุกข์, 2562 : 2) 1) เป็นแผนการจัดการเรียนรู้ที่มีกิจกรรมให้นักเรียนเป็นผู้ลงมือปฏิบัติมาก ที่สุดโดยครูเป็นเพียงผู้คอยชี้น า ส่งเสริมหรือกระตุ้นกิจกรรมด าเนินไปตามความมุ่งหมาย 2) เป็นแผนการจัดการเรียนรู้ที่เปิดโอกาสให้นักเรียนเป็นผู้ค้นพบค าตอบ หรือท าส าเร็จด้วยตนเอง โดยครูพยายามลดบาบาทการบอกค าตอบ มาเป็นผู้คอยกระตุ้นด้วยค าถาม หรือปัญหาไห้นักเรียนคิดหรือหาแนวทางไปสู่ความส าเร็จในการท ากิจกรรม 3) เป็นแผนการจัดการเรียนรู้ที ่เน้นทักษะกระบวนการ มุ ่งให้นักเรียนรับรู้ และน ากระบวนการไปใช้จริง 4) เป็นแผนการจัดการเรียนรู้ที ่สามารถจัดหาสื ่อการเรียนการสอนได้ใน ท้องถิ่น หลีกเลี่ยงการใช้อุปกรณ์ส าเร็จรูปราคาแพง ลักษณะของแผนการจัดการเรียนรู้ที ่ดีควรมีลักษณะ ดังนี้ สุวิทย์ มูลค า และคณะ, 2562 : 59) 1) ก าหนดจุดประสงค์การเรียนรู้ไว้ชัดเจน (ในการสอนเรื่องนั้น ๆ ต้องการ ให้ผู้เรียนเกิดคุณสมบัติอะไร หรือด้านใด) 2) ก าหนดกิจกรรมการเรียนการสอนไว้ชัดเจนและน าไปสู ่ผลการเรียนรู้ ตามจุดประสงค์ได้จริง (ระบุบทบาทของครูผู้สอนและผู้เรียนไว้อย่างชัดเจนว่าจะต้องท าอะไร จึงจะท า ให้การเรียนการสอนบรรลุผล) 3) ก าหนดสื่ออุปกรณ์หรือแหล่งเรียนรู้ไว้ชัดเจน (จะใช้สื ่อ อุปกรณ์หรือ แหล่งเรียนรู้อะไรช่วยบ้าง และจะใช้อย่างไร) 4) ก าหนดวิธีการวัดและประเมินผลไว้ชัดเจน (จะใช้วิธีการและเครื่องมือใน การวัดและประเมินผลใด เพื่อให้บรรลุจุดประสงค์การเรียนรู้นั้น) 5) ยืดหยุ ่นและปรับเปลี ่ยนได้ (ในกรณีมีปัญหาเมื่อมีการน าไปใช้หรือไม่ สามารถก าหนดการจัดการเรียนรู้ตามแผนนั้นได้ก็สามารถปรับเปลี ่ยนได้เป็นอย ่างอื ่นได้ โดยไม่ กระทบต่อการเรียนการสอนและผลการเรียนรู้ 6) มีความทันสมัย ทันต่อเหตุการณ์ ความเคลื่อนไหวต่าง ๆ และสอดคล้อง กับสภาพที่เป็นจริงที่ผู้เรียนด าเนินชีวิตอยู่


41 7) แปลความได้ตรงกัน แผนการจัดการเรียนรู้ที ่เขียนขึ้นจะต้องสื ่อ ความหมายได้ตรงกัน เขียนให้อ ่านเข้าใจง่าย กรณีมีการสอนแทนหรือเผยแพร่ ผู้น าไปใช้สามารถ เข้าใจและใช้ได้ตามจุดประสงค์ของผู้เขียนแผนการจัดการเรียนรู้ 8) มีการบูรณาการ แผนการจัดการเรียนรู้ที ่ดีจะสะท้อนให้เห็นการบูรณา การแบบองค์รวมของเนื้อหาสาระความรู้และวิธีการจัดการเรียนรู้เข้าด้วยกัน 9) มีการเชื ่อมโยงความรู้ไปใช้อย ่างต ่อเนื ่อง เปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้น า ความรู้และประสบการณ์เดิมมาเชื ่อมโยงกับความรู้และประสบการณ์ใหม่และน าไปใช้ในชีวิตจริงกับ การเรียนในเรื่องต่อไป ลักษณะที่ดีของแผนต้องมีขั้นตอน ดังนี้ (สมนึก ทรงคุณ, 2562 : 5) 1) เนื้อหาต้องเขียนเป็นรายคาบ หรือรายชั่วโมงตารางสอน โดยเขียนให้ สอดคล้องกับชื่อเรื ่องให้อยู ่ในโครงการสอน และเขียนเฉพาะเนื้อหาสาระส าคัญพอสังเขป (ไม่ควร บันทึกแผนการสอนอย่างละเอียดมาก ๆ เพราะจะท าให้เกิดความเบื่อหน่าย) 2) ความคิดรวบยอด (Concept) หรือหลักการส าคัญต้องเขียนให้ตรงกับ เนื้อหาที ่จะสอนส่วนนี้ถือว่าเป็นหัวใจของเรื่องครูต้องท าความเข้าใจในเนื้อหาที ่จะสอนจนสามารถ เขียนความคิดรวบยอดได้อย่างมีคุณภาพ 3) จุดประสงค์เชิงพฤติกรรม ต้องเขียนให้สอดคล้องกลมกลืนกับความคิด รวบยอด มิใช่เขียนตามอ าเภอใจไม่ใช่เขียนสอดคล้องเฉพาะเนื้อหาที่จะสอนเท่านั้นเพราะจะได้เฉพาะ พฤติกรรมที่เกี่ยวกับความรู้ความจ าสมองหรือการพัฒนาของนักเรียนจะไม่ได้รับการพัฒนาเท่าที่ควร 4) กิจกรรมการเรียนการสอน โดยยึดเทคนิคการสอนต ่าง ๆ ที ่จะช่วยให้ นักเรียนเกิดการเรียนรู้ 5) สื่อที่ใช้ควรเลือกให้สอดคล้องกับเนื้อหา สื่อดังกล่าวต้องช่วยให้นักเรียน เกิดความเข้าใจในหลักการได้ง่าย 6) วัดผลโดยค านึงถึงเนื้อหาความคิดรวบยอดจุดประสงค์เชิงพฤติกรรมแล ช่วงที ่ท าการวัด (ก่อนเรียน ระหว ่างเรียน หลังเรียน) เพื ่อตรวจสอบว ่าการสอนของครูบรรลุ จุดมุ่งหมายที่ตั้งไว้หรือไม่ จากที ่กล่าวมาข้างต้น สรุปได้ว ่า ลักษณะของแผนการจัดการเรียนรู้ที ่ดี คือ เป็น แผนการจัดการเรียนรู้ที ่เน้นผู้เรียนเป็นส าคัญ โดยให้ผู้เรียนได้ลงมือปฏิบัติ ทักษะกระบวนการ และ สร้างองค์ความรู้ด้วยตนเอง จนเกิดเป็นองค์ความรู้ใหม่


42 2.4.4 รูปแบบของแผนการจัดการเรียนรู้ รูปแบบแผนการจัดการเรียนรู้ที ่นิยมใช้กันทั ่วไป ดังนี้ (สุวิทย์ มูลค า และคณะ, 2562 : 60) 1) แผนการจัดการเรียนรู้แบบบรรยาย เขียนโดยใช้ประเด็นทั้ง 10 ประเด็น มาก ากับแต่การล าดับกิจกรรมการเรียนการสอนจะเขียนเป็นเชิงบรรยาย กิจกรรมที ่ครูจัดเตรียมไว้ โดยมีระบุว่านักเรียนท าอะไร 2) แผนการจัดการเรียนรู้แบบตาราง เขียนโดยใช้ประเด็นส าคัญที ่เป็น องค์ประกอบของแผนการจัดการเรียนรู้มาก ากับและบรรจุองค์ประกอบส าคัญเหล่านั้นไปตามตาราง เกือบทั้งหมด 3) แผนการจัดการเรียนรู้แบบพิสดาร เป็นแผนการจัดการเรียนรู้ที ่มี รายละเอียดมากขึ้น การล าดับกิจกรรมการเรียนการสอนแยกเป็นกิจกรรมที ่ครูปฏิบัติและสิ ่งที่ นักเรียนปฏิบัติซึ่งสอดคล้องกัน รูปแบบของแผนจัดการเรียนรู้ไม่มีรูปแบบตายตัวขึ้นอยู่กับหน่วยงานหรือสถานศึกษา แต่ละแห่งจะก าหนดอย่างไรก็ตามลักษณะส่วนใหญ่ของแผนการจัดการเรียนรู้ สรุปได้ 3 รูปแบบดังนี้ (อาภรณ์ ใจเที่ยง, 2560 : 204) 1) แบบเรียงหัวข้อ รูปแบบนี้จะเขียนเรียงล าดับก่อนหลังโดยไม่ต้องตีตาราง แต่มีส่วนเสียคือยากต่อการดูให้สัมพันธ์ในแต่ละหัวข้อ 2) แบบกึ ่งตาราง รูปแบบนี้เป็นการเขียนเป็นช่องๆตามหัวข้อที ่ก าหนด แม้ว่าต้องใช้เวลาในการตีตารางแต่ก็สะดวกต่อการอ่าน ท าให้เห็นความสัมพันธ์แต่ละข้ออย่างชัดเจน 3) แบบตาราง รูปแบบนี้เป็นการเขียนเป็นช ่องๆคล้ายกึ ่งตารางโดยน า หัวข้อสาระส าคัญไว้ในตารางด้วย รูปแบบของแผนการจัดการเรียนรู้ดังนี้ (ดวงกมล สินเพ็ง, 2563 : 79) 1) แผนการจัดการเรียนรู้รายปี หรือรายภาค 2) แผนการจัดการเรียนรู้รายหน่วย 3) แผนการจัดการเรียนรู้รายคาบ จากที่กล่าวมาข้างต้น สรุปได้ว่า รูปแบบของแผนการจัดการเรียนรู้ คือ แบบแผนของ การเขียนแผนการจัดการเรียนรู้ ซึ ่งครูผู้สอนสามารถเลือกพิจารณาใช้ได้ตามความเหมาะสมของ รายวิชาที่สอน


43 2.4.5 รายละเอียดของส่วนปะกอบในแผนการจัดการเรียนรู้ แผนการเรียนรู้ (Lesson Plan) ประกอบด้วย 9 หัวข้อ โดยการบูรณาการของหน่วย ศึกษานิเทศก์ (ส าลี รักสุทธี และคณะ, 2561 : 136 ) 1) สาระส าคัญ (Concept) เป็นความคิดรวบยอดหรือหลักการของเรื ่อง หนึ่งที่ต้องการให้เกิดกับนักเรียนเมื่อเรียนตามแผนการสอนแล้ว 2) จ ุดประสงค์การเรียนรู้ (Learning Objective) เป็นการก าหนด จุดประสงค์ที่ต้องการให้เกิดกับผู้เรียนเมื่อเรียนจบตามแผนการสอนแล้ว 3) เนื้อหา (Content) เป็นเนื้อหาที ่จัดกิจกรรมและต้องการให้นักเรียน เกิดการเรียนรู้ 4) กิจกรรมการเรียนการสอน (Instructional Activities) เป็นการสอน ขั้นตอนหรือกระบวนการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนซึ่งน าไปสู่จุดประสงค์ที่ก าหนด 5) สื ่อและอ ุปกรณ์ (Instructional Media) เป็นสื ่อและอ ุปกรณ์ที ่ใช้ใน กิจกรรมการเรียนการสอนที่ก าหนดไว้ในแผนการสอน 6) การวัดผลและประเมินผล (Measurement and Evaluation) เป็นการ ก าหนดขั้นตอนหรือวิธีการวัดและประเมินผลว่านักเรียนบรรลุจุดประสงค์ตามที่ระบุไว้ในกิจกรรมการ เรียนการสอน แยกเป็นก่อนสอน ระหว่างสอน และหลังสอน 7) กิจกรรมเสนอแนะ เป็นกิจกรรมที่บันทึกการตรวจแผนการสอน 8) ข้อเสนอแนะของผู้บังคับบัญชา เป็นการบันทึกตรวจแผนการสอนเพื ่อ เสนอแนะหลังจากได้ตรวจสอบความถูกต้อง การก าหนดรายละเอียดในหัวข้อต่าง ๆ ในแผนการสอน 9) บันทึกการสอน เป็นการบันทึกของผู้สอน หลังจากน าแผนการสอนไปใช้ เพื่อเป็นการปรับปรุงและใช้ในคราวต่อไป มี 3 หัวข้อ คือ - ผลการเรียน เป็นการบันทึกผลการเรียนด้านสุขภาพและปริมาณ ทั้ง 3 ด้านคือ ด้านพุทธิพิสัย จิตพิสัย และทักษะพิสัย ซึ ่งก าหนดในขั้นกิจกรรมการเรียนการสอน และการประเมิน - ปัญหาและอุปสรรค เป็นการบันทึกปัญหาและอุปสรรคที่เกิดขึ้น ในขณะสอน ก่อนสอน และหลังท าการสอน - ข้อเสนอแนะ/แนวทางแก้ไข เป็นการบันทึกข้อเสนอแนะ เพื่อแก้ไขปรับปรุงการเรียนการสอนให้เกิดการเรียนรู้บรรลุจุดประสงค์ของบทเรียนที่หลักสูตรก าหนด


44 สุวิทย์ มูลค า และคณะ (2562 : 63) ได้กล ่าวว ่า แผนการจัดการเรียนรู้ควร ประกอบด้วยส่วนประกอบส าคัญ 3 ส่วนไว้ ดังนี้ 1) ส่วนที่ 1 ส่วนน าหรือหัวแผนการจัดการเรียนรู้ เป็นส่วนประกอบที่แสดง ให้เห็นภาพรวมของแผนการจัดการเรียนรู้ ว่าเป็นแผนจัดการเรียนรู้ในกลุ่มสาระการเรียนรู้ใด ใช้กับ ผู้เรียนระดับใด เรื่องอะไร ใช้เวลาในการจัดกิจกรรมนานเท่าใด 2) ส ่วนที ่ 2 ตัวแผนการจัดการเรียนรู้ (องค์ประกอบที ่ส าคัญ ) ซึ่งประกอบด้วย 2.1) สาระ 2.2) มาตรฐานการเรียนรู้ 2.3) มาตรฐานการเรียนรู้ช่วงชั้น 2.4) ผลการเรียนรู้ที่คาดหวัง 2.5) สาระส าคัญ 2.6) จุดประสงค์การเรียนรู้ 2.7) สาระการเรียนรู้/เนื้อหา 2.8) กิจกรรม/กระบวนการเรียนรู้ 2.9) สื่อ/นวัตกรรม/แหล่งเรียนรู้ 2.10) การวัดและประเมินผล 2.11) เอกสารประกอบการจัดการเรียนรู้ 2.12) บันทึกผลหลังการจัดการเรียนรู้ 3) ส่วนที่ 3 ท้ายแผนการจัดการเรียนรู้ ซึ ่งประกอบด้วย บันทึกผลการใช้ แผนการจัดการเรียนรู้ เป็นส่วนที ่ผู้สอนบันทึกผลการสังเกตที ่พบจากการน าแผนไปใช้ เช่น ปัญหา และแนวทางแก้ไข กิจกรรมเสนอแนะ และข้อมูลอื่น ๆ เพื่อประโยชน์ในการปรับปรุงแผนการจัดการ เรียนรู้ในการน าไปใช้ต ่อไป และเอกสารประกอบการสอน ได้แก ่ ใบงาน แบบทดสอบที ่ใช้ในการ จัดการเรียนรู้ตามแผนนั้น ๆ เป็นต้น การจัดท าแผนการจัดการเรียนรู้ วิเคราะห์จากค าอธิบายรายวิชา หน ่วยการเรียนรู้ แล้วครูผู้สอนน าผลการวิเคราะห์มาจัดเตรียมท าแผนการจัดการเรียนรู้ล่วงหน้า เพื่อครูจะได้มีความ พร้อมที ่สุดในการจัดการเรียนการสอนให้ผู้เรียน เกิดการเรียนรู้อย ่างมีประสิทธิภาพทุกขั้นตอน แผนการจัดการเรียนรู้มีองค์ประกอบที่ส าคัญ ดังนี้ (ดวงกมล สินเพ็ง, 2563 : 79)


45 1) ส่วนน า ได้แก่ ชื่อกลุ่มสาระการเรียนรู้ ระดับชั้น ห้องเรียน ภาคเรียนที ่ ปีการศึกษา ชื ่อหน่วยการเรียนรู้ หัวข้อเรื ่อง สาระและมาตรฐานการเรียนรู้ ตัวชี้วัด (ถ้าเป็นรายวิชา พื้นฐาน) เวลาที่จัดการเรียนการสอน 2) มโนทัศน์ (Concept) หรือสาระส าคัญ 3) ผลการเรียนรู้หรือจุดประสงค์การเรียนรู้ ซึ่งต้องเขียนเป็นพฤติกรรม (Behavioral Objectives) ที ่เน้นให้ผู้เรียนได้พัฒนาครบทั้ง 3 ด้าน คือ 1.) ความรู้ (Knowledge) ได้แก่ เนื้อหาสาระที่จัดการเรียนรู้ 2.) ทักษะกระบวนการ (Process) ได้แก่ ทักษะกระบวนการคิด โดยเฉพาะการคิดวิเคราะห์ การได้ลงมือปฏิบัติ3.) เจตคติ (Attitude) ได้แก่ ความตั้งใจ ความสนใจ การเห็นคุณค่า 3) เนื้อหาสาระ (Content) 4) กระบวนการจัดการเรียนรู้ (Learning process) 5) การประเมินผลการเรียนรู้ (Evaluation) 6) สื ่อการเรียนรู้และแหล่งการเรียนรู้ (Learning materials/Learning resources) 7) บันทึกหลังการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน ส่วนนี้ครูสามารถน าไป พัฒนาเป็นวิจัยในชั้นเรียนได้เป็นอย่างดี 2.4.6 แนวทางการตรวจสอบคุณภาพของแผนการจัดการเรียนรู้ แผนการเรียนรู้ที ่เขียนเสร็จแล้ว ผู้เขียนควรตรวจสอบย้อนกลับไปดูอีกครั้งว่าแผนที่ เขียนขึ้นนั้นยังมีข้อใดที่ยังบกพร่องควรปรับปรุง โดยมีหลักการดังนี้ (สุวิทย์ มูลค า, 2563 : 108) 2.4.6.1 จุดประสงค์การเรียนการสอน จ ุดประสงค์ที ่ดีนั้นจะต้องมีคุณสมบัติ 3 ประการความครอบคลุม หมายถึง ความครอบคลุมมวลพฤติกรรม 3 ด้าน คือ ด้านความรู้ความ เข้าใจ ทักษะ เจตคติ เพราะทั้ง 3 ด้านเป็นองค์ประกอบเพื ่อการเปลี ่ยนแปลงพฤติกรรมอันเป็น จุดหมายสูงสุดของการศึกษา อย่างไรก็ตามในแผนการเรียนรู้หรือบันทึกการสอนหนึ่งๆ อาจไม่จ าเป็น ครบองค์ประกอบ 3 ด้านนี้เสมอไป ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับเวลาเนื้อหาและวัยของผู้เรียนความชัดเจน หมายถึง จุดประสงค์นั้นมีความเป็นพฤติกรรมมากพอที ่จะตรวจสอบว่ามีการบรรลุแล้วหรือไม่ เช่น ถ้าเขียน เพื่อให้“รู้” กับเพื่อให้“ตอบได้” ค าว่า“รู้”เป็นความคิดรวบยอดมากกว่าพฤติกรรมถือว่าไม่ชัดเจน แต่ค าว่า “ตอบ” มีลักษณะเป็นพฤติกรรมมากขึ้นโดยผู้เรียนอาจจะพูดตอบหรือเขียนตอบก็ได้ความ เหมาะสม หมายถึง จุดประสงค์นั้นไม่สูงหรือต ่าเกินไปทั้งนี้เมื่อค านึงถึงเวลาเนื้อหาและวัยของผู้เรียน


46 2.4.6.2 เนื้อหาสาระ เนื้อหาในแผนการเรียนรู้ หรือบันทึกการสอนที ่ดีนั้นจะต้องมี คุณสมบัติ 3 ประการคือ ความถูกต้อง ความครอบคลุม และความชัดเจน ดังนี้ 1) ความถูกต้อง หมายถึง เนื้อหาสาระตรงกับหลักวิชา 2) ความครอบคลุม หมายถึง ปริมาณเนื้อหาตามหัวข้อนั้นมีมากพอที ่จะ ก่อให้เกิดความคิดรวบยอดได้หรือไม่ 3) ความชัดเจน หมายถึง การที ่เนื้อหามีแบบแผนของการน าเสนอสาระ ที่ไม่สับสนเข้าใจง่าย 2.4.6.3 กิจกรรมการเรียนการสอน (เน้นผู้เรียน) กิจกรรมการเรียนการสอนที ่ดี จะต้องมีคุณสมบัติน่าสนใจความเหมาะสมและเกิด ความคิดริเริ่ม ดังนี้ 1) ความน่าสนใจ หมายถึง กิจกรรมที่น ามาใช้ชวนให้น่าติดตามเกิดความไม่ เบื่อหน่าย 2) ความเหมาะสม หมายถึง กิจกรรมที่น ามาใช้จะต้องท าให้เกิดการเรียนรู้ ตามจุดประสงค์ได้จริง 3) ความคิดริเริ ่ม หมายถึง การที ่น าเอากิจกรรมใหม ่ๆ ที ่ท้าทายมา สอดแทรกช่วยให้เกิดการเรียนรู้ 2.4.6.4 สื่อการเรียนการสอน สื่อการเรียนการสอนที่ดีจะต้องมีคุณสมบัติของความ น่าสนใจ ความประหยัดและการช่วยให้เกิดการเรียนรู้ได้เร็ว ดังนี้ 1) ความน่าสนใจ หมายถึง สื ่อนั้นช่วยให้น่าติดตามไม่น่าเบื่อ ช่วยให้เกิด การเรียนรู้ได้เร็ว หมายถึง สื ่อนั้นจะต้องใช้ได้ผลในการท าให้ผู้เรียนรู้ได้จริงและตรงกับเนื้อหา ที่ใช้เรียน 2) ความประหยัด หมายถึง สื ่อที ่ใช้นั้นราคาแพงอยู ่ในระดับสถานศึกษา มีความรับผิดชอบได้ 2.4.6.5 การวัดและประเมินผล การวัดและประเมินผลที่ระบุไว้ในแผนการเรียนรู้ที่ดี ควรมีคุณสมบัติของความเที่ยงตรง ความเชื่อถือได้ และความสามารถประยุกต์ได้ ดังนี้ 1) ความเที่ยงตรงหมายถึง เครื่องมือ วิธีการที่ใช้ในการวัดผลของแต่ละแผน นั้น ๆต้องสอดคล้องและตรงตามจุดประสงค์ที ่ระบุไว้ในแผนการเรียนรู้นั้น ๆ และรวมทั้งตรงตาม เนื้อหาที่ใช้ประกอบการสอน


47 2) ความเชื ่อถือได้ หมายถึง เครื ่องมือ วิธีการที่ใช้ในการวัดผลของแต่ละ แผนนั้น ๆ ต้องสอดคล้อง และตรงตามจุดประสงค์ที่ระบุไว้ในแผนการเรียนรู้นั้น ๆ และรวมทั้งตรง ตามเนื้อหาที่ใช้ประกอบการสอน 3) ความสามารถประยุกต์ได้ หมายถึง การที ่ประเมินที ่ระบุไว้สามารถ ประเมินได้จริงมิใช่แต่ระบุไว้เฉย ๆ 2.4.6.6 ความสอดคล้องขององค์ประกอบต่าง ๆ ของแผนการเรียนรู้ความสอดคล้อง ของแผนการเรียนรู้ ให้พิจารณาความสอดคล้องของเรื่องจุดประสงค์การเรียนการสอน เนื้อหาสาระ กิจกรรมการเรียนการสอน สื่อการเรียนการสอน ประเมินผลตลอดทั้งแผนนั้น ๆ 2.4.7 ประโยชน์ของแผนการจัดการเรียนรู้ ประโยชน์ของแผนการจัดการเรียนรู้ มีดังนี้ (อาภรณ์ ใจเที่ยง, 2540 : 30) 4.7.1 ท าให้เกิดการวางแผนวิธีสอนวิธีเรียนที ่มีความหมายยิ่งขึ้นเพราะเป็นการจัดท า อย่างมีหลักการที่ถูกต้อง 4.7.2 ช่วยให้ครูมีคู ่มือการสอนที ่ท าด้วยตนเอง ท าให้เกิดความสะดวกในการจัดการ เรียนการสอน ท าให้สอนได้ครบถ้วนตรงตามหลักสูตรและสอนได้ทันเวลา 4.7.3 เป็นผลงานวิชาการที่สามารถเผยแพร่เป็นตัวอย่างได้ 4.7.4 ช่วยให้ความสะดวกแก่ครูผู้มาสอนแทนในกรณีที่ผู้สอนไม่สามารถเข้าสอนได้ 2.5 ประสิทธิภาพของแผนการจัดการเรียนรู้ 2.5.1 ความหมายของประสิทธิภาพของแผนการจัดการเรียนรู้ ประสิทธิภาพของแผนการจัดการเรียนรู้ หมายถึง ผลรวมของการหาคุณภาพ (Quality) ทั้งเชิงปริมาณที ่แสดงเป็นตัวเลข (Quantitative) และเชิงคุณภาพ (Qualitative) ที่แสดง เป็นภาษาที่เข้าใจได้เป็นผลที ่แสดงถึงผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ตามจุดประสงค์ที ่ถูกต้องถึงระดับเกณฑ์ ที่คาดหวัง (เผชิญ กิจระการ, 2564:51) 2.5.2 เกณฑ์ประสิทธิภาพของแผนการจัดการเรียนรู้ เกณฑ์ประสิทธิภาพของแผนการจัดการเรียนรู้จะช่วยให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ เป็น ระดับผู้ผลิตแผนการจัดการเรียนรู้ จึงพอใจว่าหากแผนการจัดการเรียนรู้มีประสิทธิภาพถึงระดับนั้น แล้ว แผนการจัดการเรียนรู้นั้นก็มีคุณค่าที่จะน าไปสอนผู้เรียน และคุ้มค่าแก่การลงทุนผลิตออกมาเป็น จ านวนมาก การก าหนดเกณฑ์ประสิทธิภาพกระท าได้โดยการประเมินพฤติกรรมของผู้เรียน


48 2 ประเภทคือ พฤติกรรมต่อเนื่อง (กระบวนการ) และพฤติกรรมขั้นสุดท้าย (ผลลัพธ์) โดยก าหนดค่า ประสิทธิภาพเป็น E1 (ประสิทธิภาพกระบวนการ) และ E2 (ประสิทธิภาพผลลัพธ์) (ชัยยงค์ พรหมวงศ์, 2560 : 50-51 อ้างอิงใน สุวิทย์ เขาแก้ว, 2561:45-46) 1) การประเมินพฤติกรรมต ่อเนื ่อง (Transitional Behavior) คือ การประเมินผล ต ่อเนื ่องซึ ่งประกอบด้วยพฤติกรรมย ่อยหลาย ๆ พฤติกรรม เรียกว ่า กระบวนการ (Process) ของผู้เรียนที ่สังเกตจากการประกอบกิจกรรมกลุ ่ม (รายงานกลุ ่ม และรายงานบุคคล ได้แก ่ งานที่มอบหมายและกิจกรรมอื่นใดที่ผู้สอนก าหนดไว้ 2) การประเมินพฤติกรรมขั้นสุดท้าย (Terminal Behavior) คือ ประเมินผลลัพธ์ (Product) ของผู้เรียนโดยการพิจารณาจากการสอบหลังเรียนและการสอบไล ่ ประสิทธิภาพของ แผนการจัดการเรียนรู้จะก าหนดเป็นเกณฑ์ที่สอน คาดหมายว่าผู้เรียนจะเปลี่ยนพฤติกรรมให้เป็นที่พึง พอใจโดยก าหนดเป็นเปอร์เซ็นต์ของผลเฉลี ่ยนของผลคะแนนการท างานและการประกอบกิจกรรม ของผู้เรียนทั้งหมดต ่อเปอร์เซ็นต์ของผลการสอบหลังเรียนของผู้เรียนทั้งหมดนั้น คือ E1/E2 คือ ประสิทธิภาพของกระบวนการ/ประสิทธิภาพของผลลัพธ์ 80/80 หมายความว ่า เมื ่อเรียนจาก แผนการจัดการเรียนรู้แล้วผู้เรียนสามารถท าแบบฝึกหัดหรืองานที่ผลเฉลี่ย 80% และท าแบบทดสอบ หลังเรียนได้ผลเฉลี่ย 80% การที่จะก าหนดเกณฑ์ E1/E2 ให้มีค่าเท่าใดนั้น ให้ผู้สอนเป็นผู้พิจารณาตาม ความพอใจ โดยปกติเนื้อหาที่เป็นความรู้ ความจ ามักจะตั้งไว้ 80/80 หรือ 85/85 หรือ 90/90 ส่วน เนื้อหาที่เป็นทักษะหรือเจตคติศึกษาอาจตั้งไว้ต ่ากว่านี้ เช่น 75/75 เป็นต้น เมื่อผลิตแผนการจัดการเรียนรู้ขึ้นเป็นต้นแบบแล้ว ต้องน าแผนการจัดการเรียนรู้ไปหา ประสิทธิภาพตามขั้นตอนต่อไปนี้ 1) แบบเดี่ยว (1:1) คือ ทดลองกับผู้เรียน 3 คนโดยใช้เด็กอ่อน ปานกลาง และเด็ก เก่ง ค านวณหาประสิทธิภาพ เสร็จแล้วปรับปรุงให้ดีขึ้น โดยปกติคะแนนที่ได้จากการทดลองแบบเดี่ยว นี้จะได้คะแนนต ่ากว่าเกณฑ์มาก แต่ไม่ต้องวิตก เมื่อปรับปรุงแล้วจะสูงขึ้นมาก 2) แบบกลุ ่ม (1:10) คือ ทดลองกับผู้เรียน 6-10 คน คละผู้เรียนที ่เก่งกับอ ่อน ค านวณหาประสิทธิภาพแล้วปรับปรุง ในคราวนี้คะแนนของผู้เรียนจะเพิ ่มขึ้นอีกเกือบเท่าเกณฑ์ โดยเฉลี่ยจะหาจากเกณฑ์ประมาณ 10% คือ E1/E2 3) ภาคสนาม 1/100 ทดลองกับผู้เรียนทั้งชั้น 25 คน ค านวณหาประสิทธิภาพแล้ว ท าการปรับปรุงผลลัพธ์ที่ได้ใกล้เคียงกับเกณฑ์ที่ตั้งไว้


49 การวิจัยทางหลักสูตรและการสอนนักวิจัยจะใช้การจัดการเรียนรู้เป็นนวัตกรรมเป็น เครื ่องมือในการวิจัย ซึ่งต้องหาคุณภาพของนวัตกรรมที่ใช้ นิยมหาค่าประสิทธิภาพของสื ่อ (ซึ ่งไม่ใช่ ค่าสถิติ) เป็นขั้นตอนท าการทดลองจริงกับกลุ่มตัวอย่างที่ก าหนดไว้แล้ว สามารถหาประสิทธิภาพของ สื ่อ (E1/E2 ) ในขั้นตอนการตรวจสอบคุณภาพของเครื ่องมือที ่ใช้กับนักเรียนที ่ไม ่ใช่กลุ ่มตัวอย ่าง รายละเอียดดังนี้ (ชวลิต ชูด าแพง, 2563:131-132) 1) ประสิทธิภาพของกระบวนการ (E1 ) เป็นค ่าที ่บ่งบอกว ่าการจัดการเรียนรู้นั้น สามารถพัฒนาผู้เรียนให้เกิดการเรียนรู้อย่างต่อเนื่องหรือไม่ภายในกิจกรรมที่ก าหนดให้ โดยมีการเก็บ ข้อมูลของผลการเรียนรู้ซึ ่งสามารถสะท้อนให้เห็นถึงพัฒนาการและความงอกงามของผู้เรียนได้ โดยทั่วไปมักจะค านวณจากคะแนนที ่ได้จากการท าแบบทดสอบย่อย หรือคะแนนจากพฤติกรรมการ เรียนหรือคะแนนจากกิจกรรมการเข้ากลุ่ม (ไม่ใช่คะแนนจากการท าแบบฝึกหัดหรือแบบฝึกทักษะ) 2) ประสิทธิภาพของผลลัพธ์ (E2 ) ค่าที่บ่งบอกว่าการจัดการเรียนรู้นั้นส่งผลให้ผู้เรียน เกิดสัมฤทธิ์ผลได้หรือไม่ บรรลุวัตถุประสงค์หรือเป็นไปตามที่ก าหนดไว้ในการจัดการเรียนรู้มากน้อย เพียงใดซึ่งค านวณจากคะแนนที ่ได้จากการท าแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน (ทดสอบหลัง เรียน) ของผู้เรียนทุกคน การหาค่าประสิทธิภาพจะต้องมีการก าหนดเกณฑ์เพื ่อใช้ในการพิจารณา โดยเกณฑ์ ดังกล่าวนิยมใช้หลักการเรียนแบบรอบรู้ คือ ตั้งเกณฑ์ไว้ที ่ร้อยละ 80 และยอมรับความผิดพลาดได้ ไม่เกินร้อยละ 2.5 ดังนั้นต้องมีประสิทธิภาพไม่ต ่ากว่า 80 – 2.5 = 77.5 ส่วนการก าหนดเกณฑ์ความ ผิดพลาดที่ยอมรับได้คือไม่ควรเกินร้อยละ 5 นอกจากนั้นยังพิจารณาจากหลายปัจจัย เช่น ประเภท ของสื่อนวัตกรรมสติปัญญาของกลุ่มผู้เรียนและวุฒิภาวะของกลุ่มผู้เรียน เป็นต้น โดยทั่วไปนวัตกรรม การสอนที่มุ่งเน้นการพัฒนาทักษะมักจะก าหนดเกณฑ์ประสิทธิภาพต ่ากว่าการพัฒนาการเรียนรู้ทั้งนี้ เนื่องจากการพัฒนาทักษะต้องใช้เวลามากกว่า ยกตัวอย่างเช่น นวัตกรรมที่เน้นการพัฒนาความรู้ อาจ ก าหนดเท ่ากับ 80/80 ส ่วนนวัตกรรมที ่เน้นการพัฒนาทักษะต ่าง ๆ อาจก าหนด E1/E2 ที ่ 75/75 เป็นต้น


50 จากที ่กล่าวมาข้างต้น สรุปได้ว ่า เกณฑ์ในการหาประสิทธิภาพของแผนการจัดการ เรียนรู้ คือ เกณฑ์ 80/80ตัวแรกคือ (E1 ) ร้อยละของคะแนนเฉลี ่ยของนักเรียนทุกคนที่ได้คะแนน ประเมินพฤติกรรม ผลงานระหว ่างเรียนและแบบทดสอบย ่อย ซึ่งต้องได้ค ่าเฉลี ่ยตั้งแต ่ร้อยละ 80 ขึ้นไป ถือเป็นประสิทธิภาพของกระบวนการ 80ตัวหลัง (E2 ) คือนักเรียนทั้งหมดที ่ท าแบบทดสอบ วัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียน ได้คะแนนเฉลี่ยร้อยละ 80 ขึ้นไป ถือว่าเป็นประสิทธิภาพของ ผลลัพธ์ 2.6 แนวคิดและทฤษฎีเกี่ยวกับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 2.6.1 ความหมายของผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หมายถึง คุณลักษณะรวมถึงความรู้ความสามารถของบุคคล อันเป็นผลจากการเรียน การสอนหรือมวลประสบการณ์ทั้งปวงที ่บุคคลได้รับจากการเรียนการสอน ท าให้บุคคลเกิดการเปลี ่ยนแปลงพฤติกรรมในด้านต ่าง ของสมรรถภาพสมองหรือผลสัมฤทธิ์ด้าน เนื้อหาความรู้ทางวิทยาศาสตร์และกระบวนการแสวงหาความรู้ทางวิทยาศาสตร์หรือผลสัมฤทธิ์ (Achievement) หรือผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน (Academic achievement) หมายถึง คุณลักษณะ และความสามารถของบุคคลอันเกิดจาการเรียนการสอนเป็นการเปลี ่ยนแปลงพฤติกรรมและ ประสบการณ์การเรียนรู้ที ่เกิดจากการฝึกฝนอบรมหรือจากการสอน การวัดผลสัมฤทธิ์จึงเป็นการ ตรวจสอบระดับความสามารถหรือความสัมฤทธิ์ผล (Level of accomplishment) ของบุคคลว ่า เรียนแล้วรู้เท่าไร มีความสามารถชนิดใด (ไพศาล หวังพานิช, 2564 : 13) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หมายถึง พฤติกรรมที ่แสดงออกถึงความสามารถในการ กระท าสิ่งหนึ่งสิ่งใดได้จากที่ไม่เคยกระท าหรือท าได้น้อยก่อนที่จะมีการเรียนการสอนซึ่งเป็นพฤติกรรม ที่มีการวัดได้ (ภพ เลาหไพบูลย์, 2560 : 329) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน คือ ผลที ่เกิดจากการสอนหรือกระบวนการเปลี ่ยนแปลง พฤติกรรมที ่แสดงออกมา 3 ด้าน ได้แก่ ด้านพุทธิพิสัย ด้านจิตพิสัย และด้านทักษะพิสัย (สมหวัง พิธิยานุวัฒน์, 2560 : 71) จากความหมายดังกล่าวข้างต้นสรุปได้ว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หมายถึง ผลที่เกิด จากการอบรมสั่งสอนค้นคว้าประสบการณ์ต่าง ๆ หรือ การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมที่แสดงออกทั้งด้าน พุทธิพิสัย จิตพิสัย และทักษะพิสัย


51 2.6.2 องค์ประกอบในการวัดผลสัมฤทธิ์ องค์ประกอบในการวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเป็นสิ่งที่ใช้ในการวัดผลสัมฤทธิ์ทางการ เรียนซึ่งมีนักวิชาการกล่าวไว้ดังนี้ ขั้นความรู้ของ “บลูม” มีอยู่ 6 ขั้นซึ่งได้ถูกน าไปใช้อย่างกว้างขวาง และปัจจุบันนี้ให้ยังเป็นที่ยอมรับกันทั่วไป ได้แก่ (สุเทพ อุตสาหะ, 2562 : 27-37) 1) ความรู้ความจ า หมายถึง การระลึกหรือท่องจ าความรู้ต่าง ๆ ที ่ได้เรียน มาแล้วโดยตรงในขั้นนี้รวมตั้งแต่การระลึกถึงข้อมูล ข้อเท็จจริงต่าง ๆ ไปจนถึงกฎเกณฑ์ ทฤษฎีจาก ต ารา ดังนั้นขั้นความรู้ความจ าจึงจัดว่าเป็นขั้นต ่าสุด 2) ความเข้าใจ หมายถึง ความสามารถที่จะจับใจความส าคัญของเนื้อหา ที ่นักเรียนได้เรียนไปแล้ว หรืออาจจะเป็นการแปลความจากตัวเลข การสรุป การย ่อความต ่าง ๆ การเรียนรู้ในขั้นนี้ถือว่าเป็นขั้นที่สูงกว่าการท่องจ าตามปกติอีกขั้นหนึ่ง 3) การน าไปใช้ หมายถึง ความสามารถที่จะน าความรู้ที่นักเรียนได้เรียน มาแล้วไปใช้ในสถานการณ์ใหม ่ ดังนั้นในขั้นนี้จึงรวมถึงความสามารถการน าเอา กฎ มโนทัศน์ หลักส าคัญ วิธีการไปใช้ การเรียนรู้ในขั้นนี้ถือว่านักเรียนจะต้องมีความเข้าใจในเนื้อหาอย่างดีเสียก่อน จึงจะน าความรู้ไปใช้ได้ ดังนั้นจึงจัดอันดับให้สูงกว่าความเข้าใจ 4) การวิเคราะห์ หมายถึง ความสามารถที ่จะแยกแยะส่วนย ่อย ๆ ของ เหตุการณ์ เรื ่องราว หรือเนื้อหาต่าง ๆ ว ่าประกอบด้วยอะไรบ้าง มีจุดมุ ่งหมายหรือประสงค์สิ ่งใด นอกจากนั้น ยังมองถึงว ่าส ่วนย ่อย ๆ ที ่ส าคัญนั้น ซึ ่งแต ่ละเหตุการณ์เกี ่ยวพันกันอย ่างไรบ้าง และเกี่ยวพันกัน โดยอาศัยหลักการใด ซึ่งจะเห็นได้ว่าความสามารถด้านการวิเคราะห์จะเต็มไปด้วย การหาเหตุผลมาเกี ่ยวข้องกันอยู ่เสมอและพยายามมองให้ลึกลงไปถึงแก ่นแท้ของเนื้อหา และเหตุการณ์นั้น ๆ การวิเคราะห์ จึงต้องอาศัยพฤติกรรมด้านการจ า ความเข้าใจ และการน าไปใช้มา ประกอบการพิจารณา 5) การสังเคราะห์ หมายถึง ความสามารถที ่จะน าเอ าส ่วนย ่อย ๆ มาประกอบกันเป็นสิ ่งใหม่ ซึ ่งเป็นการวัดว่านักเรียนจะสามารถน าเอาความรู้แต ่ละหน่วยมารวมกัน จัดเป็นหน่วยใหม่ขึ้นหรือโครงสร้างใหม่ที่ต่างเป็นจากเดิมได้หรือไม่ ลักษณะของค าถามประเภทนี้จะ ถามเกี่ยวกับการสังเคราะห์ข้อความ การวางแผน และสังเคราะห์ความสัมพันธ์เป็นค าถามที่จะล้วงลึก ดูว่าใครมีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์มากเพียงใด 6) การประเมินค่า หมายถึง ความสามารถที่จะตัดสินใจเกี่ยวกับคุณค่าต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นค าพูด นวนิยาย บทกวี หรือรายงานการวิจัย การตัดสินใจดังกล่าว จะต้องอาศัยเกณฑ์


52 และมาตรฐานไปประกอบการวินิจฉัยชี้ขาดเสมอว่าสิ่งนั้นดี เลว อย ่างไร และเพราะเหตุใด จึงว่าดี หรือเลว เป็นต้น จุดมุ ่งหมายและลักษณะสาระที ่จัดการเรียนรู้ ซึ ่งสามารถวัดได้ 2 แบบ มีดังนี้ (ไพศาล หวังพานิช, 2562 : 89) 1) การวัดผลด้านปฏิบัติ เป็นการตรวจสอบความสามารถในการปฏิบัติหรือ ทักษะของผู้เรียนโดยมุ ่งเน้นให้ผู้เรียนได้แสดงความสามารถในรูปแบบของการกระท าจริงเป็นผลงาน เช่น วิชาศิลปศึกษา พลศึกษา การงาน เป็นต้น การวัดผลแบบนี้ จึงต้องใช้ข้อสอบภาคปฏิบัติ (Performance Test) 2) การวัดผลด้านเนื้อหา เป็นการตรวจสอบเกี ่ยวกับเนื้อหา อันเป็น ประสบการณ์ของการเรียนรู้ของผู้เรียน อันรวมถึงพฤติกรรมความสามารถด้านต่าง ๆ ที่สามารถวัดผล ได้โดยใช้ข้อสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน (Achievement Test) สรุปได้ว่า การวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนนั้น สามารถวัดได้ทั้งด้านทักษะปฏิบัติ โดย การใช้แบบทดสอบภาคปฏิบัติและการวัดทางด้านเนื้อหาโดยใช้แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการ เรียนให้สอดคล้องกับวัตถุประสงค์เชิงพฤติกรรม 3 ด้าน ดังนี้ 1) ด้านความรู้ความคิด (Cognitive Domain) โดยวัดพฤติกรรมด้านความรู้ ความจ า ความเข้าใจ การน าไปใช้ การวิเคราะห์ และการประเมินค่า 2) ด้านความรู้สึก (Affective Domain) พฤติกรรมด้านนี้ เกี ่ยวข้องกับ การเจริญเติบโตและพัฒนาการในด้านความสนใจ คุณค่า ความซาบซึ้งและเจตคติต่าง ๆ ของนักเรียน 3) ด้านการปฏิบัติการ (Psycho – motor Domain) พฤติกรรมด้านนี้ เกี่ยวข้องกับการพัฒนาทักษะในการปฏิบัติและการด าเนินการ จากที่กล่าวมาข้างต้น สรุปได้ว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หมายถึง ผลงาน คุณลักษณะ และความสามารถ ของบุคคลที่พัฒนาขึ้น ซึ่งเป็นผลมาจากการได้รับการเรียนรู้ โดยอาศัยเครื่องมือใน การวัดผลการศึกษาเพื่อให้ทราบว่าได้ผลอย่างไรและมีส่วนไหนต้องปรับปรุงและพัฒนาผู้เรียนต่อไป ซึ่งผู้วิจัยสร้างขึ้นโดยครอบคลุมเนื้อหาตามที่ก าหนดไว้


53 2.7 งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง เมธาวลัย จันทะหงส์และคณะ (2564 : บทคัดย ่อ) ได้ท าการวิจัยเรื ่อง การพัฒนากิจกรรม การเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน เรื่อง กลไกราคาในระบบเศรษฐกิจ วิชาเศรษฐศาสตร์ ชั้นมัธยมศึกษา ปีที่ 3 การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนากิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน เรื่อง กลไก ราคาในระบบเศรษฐกิจ ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 2) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ก่อนและหลังเรียน วิชา เศรษฐศาสตร์ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ที่ได้รับการจัดการเรียนรู้โดยใช้ ปัญหาเป็นฐาน 3) เปรียบเทียบทักษะการคิดวิจารณญาณก ่อนและหลังเรียน ของนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ที่ได้รับการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน วิชาเศรษฐศาสตร์ 4) ศึกษาความ พึงพอใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที ่ 3 ที ่มีต ่อการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน วิชา เศรษฐศาสตร์กลุ่มตัวอย่างได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนบรบือ 30 เครื่องมือที่ใช้ ในการวิจัย 1) แผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน จ านวน 10 แผน 2) แบบทดสอบวัด ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เป็นแบบเลือกตอบ 4 ตัวเลือก จ านวน 30 ข้อ 3) แบบวัดทักษะการคิดอย่าง มีวิจารณญาณ เป็นแบบเลือกตอบ 4 ตัวเลือก จ านวน 20 ข้อ 4) แบบสอบถามความพึงพอใจ ของนักเรียนสถิติที ่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลได้แก่ ค ่าร้อนยละ ค ่าเฉลี่ย ส่วนเบี ่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติทดสอบที (t-test dependent) ผลการวิจัยพบว่า 1) ผลการพัฒนากิจกรรมการเรียนรู้โดย ใช้ปัญหาเป็นฐาน เรื ่อง กลไกราคาใรระบบเศรษฐกิจ ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 ได้แผน กิจกรรมการเรียนรู้ จ านวน 10 แผน แต่ละแผนประกอบด้วย สาระส าคัญ มาตรฐาน/ตัวชี้วัด/ผลการ เรียนรู้ จุดประสงค์การเรียน สาระการเรียนรู้กิจกรรมการเรียนรู้สื ่อ/แหล่งการเรียน และการวัด และประเมินผล ผลการประเมินความเหมาะสมมีค่าเฉลี ่ยตั้งแต่ 4.14 –4.48 และผลการวิเคราะห์หา ประสิทธิภาพของการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยโดยใช้ปัญหาเป็นฐาน เรื ่อง กลไกราคาใรระบบ เศรษฐกิจ ให้มีประสิทธิภาพ (E1/E2)= 88.33/82.22 ซึ ่งเป็นไปตามเกณฑ์ที ่ก าหนด 2) นักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที ่ 3 ที ่เรียนด้วยการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน มีคะแนนค่าเฉลี ่ย ก ่อนเรียนเท ่ากับ 14.56 คะแนน และมีคะแนนค ่าเฉลี ่ยหลังเรียนเท ่ากับ 24.66 คะแนน โดยมีผลสัมฤทธิ์หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยส าคัญที ่ระดับ .05 3) นักเรียนชั้นมัธยมศึกษา ปีที ่ 3 ที ่เรียนด้วยการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้การคิดอย ่างมีวิจารณญาณ มีคะแนนค ่าเฉลี ่ย ก ่อนเรียนเท ่ากับ 35.63 คะแนน และมีคะแนนค ่าเฉลี ่ยหลังเรียนเท ่ากับ 41.63 คะแนน โดยมีความสามารถในการคิดอย่างมีวิจารณญาณหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยส าคัญที ่ระดับ .05 4) ความพึงพอใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ที่มีต่อวิชาสังคมศึกษา (สาระหน้าที่พลเมือง


54 วัฒนธรรม และการด าเนินชีวิต) หลังการการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน มีระดับความพึงพอใจมากที่สุด (̅ = 4.54, SD = 0.61) จิตติ์โศภิณ บุญเชิด และคณะ (2563 : บทคัดย่อ) ได้ท าการวิจัยเรื ่อง การศึกษาผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนสังคมศึกษาและความสามารถในการรู้เท่าทันสื ่อของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที ่ 4 จากการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื ่อ 1) เปรียบเทียบ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสังคมศึกษาของนักเรียนก่อนและหลังการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน 2) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสังคมศึกษาของนักเรียนหลังการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหา เป็นฐานกับเกณฑ์ร้อยละ 70 และ 3) เปรียบเทียบความสามารถในการรู้เท่าทันสื่อของนักเรียนก่อน และหลังการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน กลุ ่มตัวอย ่างที ่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ นักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 4 จ านวน 26 คน ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2562 โรงเรียนซ านิพิทยาคม ส านักงาน เขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 32 ซึ่งได้มาจากการสุ่มแบบกลุ่ม เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน มีค ่าความเหมาะสมเท ่ากับ 4.64 แบบทดสอบวัด ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน มีค่า IOC เท่ากับ 0.67-1.00 และค่าความเชื่อมั่น 0.88 แบบวัดความสามารถ ในการรู้เท่าทันสื่อ มีค่า IOC เท่ากับ 0.67-1.00 และค่าความเชื่อมั ่น 0.83 สถิติที ่ใช้ในการวิเคราะห์ ข้อมูล ได้แก ่ ร้อยละ ค ่าเฉลี ่ย ส ่วนเบี ่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค ่าที ผลการวิจัยพบว ่า 1) นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสังคมศึกษาหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยส าคัญทางสถิติที่ ระดับ 0.05 2) นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสังคมศึกษาหลังเรียนสูงกว ่าเกณฑ์ร้อยละ 70 3) นักเรียนมีความสามารถในการรู้เท่าทันสื ่อหลังเรียนสูงกว ่าก่อนเรียนอย่างมีนัยส าคัญทางสถิติที่ ระดับ 0.05 ธีรภัทร์ นิตยกุลเศรษฐ์ (2563 : บทคัดย่อ) ได้ท าการวิจัยเรื่อง การพัฒนากิจกรรมการเรียนรู้ แบบปัญหาเป็นฐาน เรื ่อง ประเด็นส าคัญทางประวัติศาสตร์ไทย กลุ่มสาระสังคมศึกษา ศาสนาและ วัฒนธรรม ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อพัฒนากิจกรรมการเรียนรู้แบบปัญหาเป็นฐาน เรื ่อง เรื ่อง ประเด็นส าคัญทางประวัติศาสตร์ไทย กลุ ่มสาระสังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม ชั้นมัธยมศึกษาปีที ่ 6 ให้มีประสิทธิภาพ 80/80 2) เพื ่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ระหว ่ างก ่อนและหลังเรียนของชั้นมัธยมศึกษ าปีที ่ 6 โดยการจัดกิจกรรมกา รเรียนรู้ แบบปัญหาเป็นฐาน เรื่อง ประเด็นส าคัญทางประวัติศาสตร์ไทย 3) เพื่อเปรียบเทียบความสามารถใน การคิดแก้ปัญหา ระหว่างก่อนและหลังเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 โดยการจัดกิจกรรมการ เรียนรู้แบบปัญหาเป็นฐาน เรื ่อง ประเด็นส าคัญทางประวัติศาสตร์ไทย 4) เพื่อศึกษาความพึงพอใจ


55 ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ที่มีต่อการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบปัญหาเป็นฐาน เรื่อง ประเด็น ส าคัญทางประวัติศาสตร์ไทย กลุ ่มตัวอย ่าง ได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที ่ 6 โรงเรียนเตรียม อุดมศึกษาพัฒนาการ ร้อยเอ็ด จ านวน 28 คน ซึ่งได้มาจากการสุ่มแบบกลุ่ม เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย 1) แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบปัญหาเป็นฐาน จ านวน 8 แผน 2) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียน ชนิดเลือกตอบ 4 ตัวเลือก จ านวน 30 ข้อ 3) แบบทดสอบวัดความสามารถในการคิด แก้ปัญหา มีลักษณะเป็นแบบอัตนัย จ านวน 20 ข้อ 4) แบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนต ่อ การจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบปัญหาเป็นฐาน จ านวน 15 ข้อ สถิติที ่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ ค ่าเฉลี ่ย ส่วนเบี ่ยงเบนมาตรฐาน และทดสอบสมมติฐานด้วยสถิติทดสอบที ผลการวิจัยพบว ่า 1) ประสิทธิภาพของกิจกรรมการเรียนรู้แบบใช้ปัญหาเป็นฐาน เรื่อง ประเด็นส าคัญทางประวัติศาสตร์ ไทย กลุ ่มสาระสังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม ชั้นมัธยมศึกษาปีที ่ 6 มีประสิทธิภาพเท่ากับ 81.56/81.78 2) ผลสัมฤทธิ์ทางก า รเ รียนโด ยใช้กา รจัดก ารเรียนรู้แบบปัญห าเป็นฐ าน เรื ่อง ประเด็นส าคัญทางประวัติศาสตร์ไทย ชั้นมัธยมศึกษาปีที ่ 6 หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมี นัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ .05 3) ความสามารถในการคิดแก้ปัญหา ที่เรียนโดยการจัดการเรียนรู้แบบ ปัญหาเป็นฐาน เรื่องประเด็นส าคัญทางประวัติศาสตร์ไทย ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 หลังเรียนสูงกว่าก่อน เรียนอย่างมีนัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ .05 4) ความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดการเรียนรู้แบบ ปัญหาเป็นฐาน เรื่อง ประเด็นส าคัญทางประวัติศาสตร์ไทย ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 โดยรวมอยู่ในระดับ มากที่สุด จิณห์จุฑาศิริเวชบุรีและคณะ (2562 : บทคัดย่อ) ได้ท าการวิจัยเรื่อง การพัฒนาชุดกิจกรรม การเรียนโดยประยุกต์ใช้กระบวนการเรียนรู้ปัญหาเป็นฐานเพื่อพัฒนาทักษะการแก้ปัญหา กลุ่มสาระ การเรียนรู้สังคมศึกษาศาสนา และวัฒนธรรมชั้นประถมศึกษาปีที ่ 5 การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์ เพื ่อ 1) พัฒนาชุดกิจกรรมการเรียนโดยประยุกต์ใช้กระบวนการเรียนรู้ปัญหาเป็นฐาน เพื ่อพัฒนา ทักษะการแก้ปัญหา กลุ ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม ให้มีประสิทธิภาพตาม เกณฑ์80/80 2) ศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 3) ศึกษาทักษะการแก้ปัญหา 4) ศึกษาเจตคติต่อการ เรียนกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนบ้านหินวง สังกัด ส านักงานเขตพื้นที ่การศึกษาประถมศึกษาชลบุรีเขต 3 ภาคเรียนที ่ 1ปีการศึกษา2559 จ านวน นักเรียน 30 คน ซึ่งได้มาโดยการสุ่มกลุ่มตัวอย่างแบบกลุ่ม (Cluster Random Sampling) เครื่องมือ ที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย ชุดกิจกรรมการเรียนโดยประยุกต์ใช้กระบวนการเรียนรู้ปัญหาเป็นฐาน เพื่อพัฒนาทักษะการแก้ปัญหา แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน แบบทดสอบวัดทักษะการ


56 แก้ปัญหา แบบวัดเจตคติ สถิติที ่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ ค ่าร้อยละ ค ่าเฉลี ่ยส่วนเบี ่ยงเบน มาตรฐาน และการทดสอบค่าที(t-test) ผลการวิจัยพบว ่า 1. ชุดกิจกรรมการเรียนโดยประยุกต์ใช้ กระบวนการเรียนรู้ปัญหาเป็นฐาน เพื่อพัฒนาทักษะการแก้ปัญหา กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม ชั้นประถมศึกษาปีที ่ 5 มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ที่ก าหนดไว้ (E1/E2) คือ 82.33/82.89 2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนด้วยชุดกิจกรรมการเรียนโดยประยุกต์ใช้กระบวนการเรียนรู้ ปัญหาเป็นฐาน เพื่อพัฒนาทักษะการแก้ปัญหา หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยส าคัญทางสถิติที่ ระดับ .05 3. ทักษะการแก้ปัญหาด้วยชุดกิจกรรมการเรียนโดยประยุกต์ใช้กระบวนการเรียนรู้ปัญหา เป็นฐานหลังเรียนสูงกว ่าก่อนเรียนร้อยละ 70 4. เจตคติต ่อการเรียนโดยประยุกต์ใช้กระบวนการ เรียนรู้ปัญหาเป็นฐาน เพื่อพัฒนาทักษะการแก้ปัญหา ภาพรวมเห็นด้วยอย่างยิ ่ง (= 4.72,S.D. = 0.48) ศิริเนตร นิลนามะและคณะ (2560 : บทคัดย่อ) ได้ท าการวิจัยเรื่อง การพัฒนาความสามารถ ในการคิดวิเคราะห์และทักษะกระบวนการกลุ่มและผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน รายวิชาประวัติศาสตร์ ส21104 ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที ่ 1 ด้วยการจัดการเรียนรู้แบบใช้ปัญหาเป็นฐานร ่วมกับ เทคนิคกลุ ่มสืบสวนสอบสวน มีวัตถุประสงค์เพื ่อ 1) พัฒนาความสามารถในการคิดวิเคราะห์ของ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที ่ 1 ให้นักเรียนไม ่น้อยกว ่าร้อยละ 70 ผ่านเกณฑ์ร้อยละ 70 ขึ้นไป 2) พัฒนาทักษะกระบวนการกลุ่มของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ให้นักเรียนไม่น้อยกว่าร้อยละ 70 มี ทักษะกระบวนการกลุ่มระดับดีขึ้นไป 3) พัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปี ที ่ 1 ให้นักเรียนไม ่น้อยกว ่าร้อยละ 70 ผ่านเกณฑ์ร้อยละ 70 ขึ้นไป กลุ ่มเป้าหมายคือ นักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 1 ห้องเรียนที่ 1 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2559 โรงเรียนศรีเสมาวิทยาเสริม จ านวน 27 คน ด าเนินการวิจัยรูปแบบการวิจัยเชิงปฏิบัติการ เครื ่องมือในการวิจัยแบ่งเป็น 3 ประเภท 1) เครื ่องมือที่ใช้ในการปฏิบัติการ ได้แก่ แผนการจัดการเรียนรู้ด้วยการจัดการเรียนรู้แบบใช้ปัญหาเป็น ฐานร่วมกับเทคนิคกลุ ่มสืบสวนสอบสวน จ านวน 9 แผน ใช้เวลา 9 ชั ่วโมง 2) เครื ่องมือสะท้อน ผลการวิจัย ได้แก่ แบบบันทึกผลการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ของครู แบบสังเกตพฤติกรรมการเรียนการ สอนในชั้นเรียน แบบสังเกตทักษะกระบวนการกลุ ่มของนักเรียน แบบสัมภาษณ์ความคิดเห็นของ นักเรียน และแบบทดสอบย ่อยท้ายวงจร 3) เครื ่องมือที ่ใช้ประเมินผลการปฏิบัติการ ได้แก ่ แบบทดสอบวัดความสามารถในการคิดวิเคราะห์ แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน วิเคราะห์ โดยใช้ค ่าเฉลี ่ย ค ่าร้อยละ ผลการวิจัยพบว ่า 1) นักเรียนร้อยละ 77.78 มีความสามารถในการคิด วิเคราะห์คิดเป็นร้อยละ 75.06 สูงกว่าเกณฑ์ที่ก าหนด 2) นักเรียนร้อยละ 100 มีทักษะกระบวนการ


57 กลุ่มในระดับดี สูงกว่าเกณฑ์ที่ก าหนด 3) นักเรียนร้อยละ 81.48 มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคิดเป็นร้อย ละ 77.53 สูงกว่าเกณฑ์ที่ก าหนด ฤดีรัตน์ แป้งหอม และคณะ (2559 : บทคัดย่อ) ได้ท าวิจัยเรื ่อง การสร้างชุดกิจกรรมการ เรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน เรื ่อง ปรากฏการณ์ทางภูมิศาสตร์ส าหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 การศึกษาวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื ่อ 1) สร้างชุดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน เรื ่องปรากฏการณ์ทางภูมิศาสตร์ส าหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ที่ ก าหนดไว้คือ 80/80 2) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียนของนักเรียน 3) เพื ่อเปรียบเทียบความสามารถในการคิดวิเคราะห์ ก ่อนเรียนและหลังเรียนของนักเรียน 4) เพื ่อศึกษาเจตคติต่อวิชาสังคมศึกษาของนักเรียน กลุ่มตัวอย่างที ่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ คือนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที ่ 4 โรงเรียนดาราสมุทรภาคเรียนที ่ 2 ปีการศึกษา 2557 จ านวน 1 ห้องเรียน จ านวน 50 คน เลือกมาโดยใช้เทคนิคการสุ่มแบบกลุ่ม (Cluster Random Sampling) เครื่องมือที่ใช้ ในการวิจัยคือชุดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน เรื ่องปรากฏการณ์ทางภูมิศาสตร์แผนการ จัดการเรียนรู้ด้วยชุดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์การเรียนวิชา สังคมศึกษา แบบวัดความสามารถในการคิดวิเคราะห์ และแบบวัดเจตคติต ่อวิชาสังคมศึกษา ศึกษาวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่าที (t-test Dependent) ผลการวิจัย พบว่า 1) ชุดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน เรื ่องปรากฏการณ์ ทางภูมิศาสตร์ส าหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์มาตรฐาน (E1/E2) เท่ากับ83.20/81.27 2) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนในวิชาสังคมศึกษา ก่อนเรียนและหลังเรียนด้วยชุด กิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน หลังเรียนมีค่าสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยส าคัญทางสถิติที่ ระดับ .05 3) ความสามารถในการคิดวิเคราะห์ของนักเรียน ก่อนเรียนและหลังเรียนด้วยชุดกิจกรรม การเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน หลังเรียนมีค่าสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ .05 4) เจตคติต่อวิชาสังคมศึกษาหลังเรียนด้วยชุดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้ปัญหา มีเจตคติในภาพรวมอยู่ ในระดับเห็นด้วยอย่างยิ่ง รัชนี เกษศิริและคณะ (2558 : บทคัดย ่อ) ได้ท าการวิจัยเรื ่อง ผลการจัดการเรียนรู้แบบ ปัญหาเป็นฐาน วิชาสังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรมที ่ส่งผลต ่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและ คุณลักษณะอันพึงประสงค์ ด้านใฝ่เรียนรู้ของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที ่ 5 โรงเรียนศึกษานารี วิทยา วิจัยฉบับนี้เป็นวิจัยกึ่งทดลองโดยมีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนใน รายวิชาสังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม ของนักเรียนที่ได้รับการจัดการเรียนรู้แบบปัญหาเป็นฐาน


58 และการจัดการเรียนรู้แบบปกติ 2) เพื ่อเปรียบเทียบคุณลักษณะอันพึงประสงค์ ด้านใฝ ่เรียนรู้ ของ นักเรียนที ่เรียนรู้ด้วยการจัดการเรียนรู้แบบปัญหาเป็นฐาน และการจัดการเรียนรู้แบบปกติกลุ ่ม ตัวอย่างที ่ใช้ในงานวิจัยครั้งนี้เป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที ่ 5 โรงเรียนศึกษานารีวิทยา ที ่เรียนใน ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2558 จ านวน 2 ห้องเรียน ห้องเรียนละ 33 คน รวม 66 คน โดยใช้วิธีสุ่ม แบบกลุ ่ม ในการสุ ่มกลุ ่มตัวอย่างจากห้องเรียนทั้งหมด 9 ห้องเรียน มา 2 ห้องเรียน แล้วน ากลุ ่ม ตัวอย่างที่ได้มาจับฉลากแยกเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มทดลอง ได้แก่ นักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5/3 โรงเรียนศึกษานารีวิทยา ที่เรียนในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2558 จ านวน 33 คน ได้รับการจัดการ เรียนรู้แบบปัญหาเป็นฐาน และกลุ่มควบคุม ได้แก่ นักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที ่ 5/4 โรงเรียน ศึกษานารีวิทยา ที ่เรียนในภาคเรียนที ่ 1 ปีการศึกษา 2558 จ านวน 33 คน ได้รับการจัดการเรียนรู้ แบบปกติ เครื่องมือในการวิจัยแผนการจัดการเรียนรู้แบบปัญหาเป็นฐานตามแนวคิดของเมโลและลิน แผนการจัดการเรียนรู้แบบปกติ แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาสังคมศึกษา ศาสนา และ วัฒนธรรม และแบบประเมินคุณลักษณะอันพึงประสงค์ ด้านใฝ่เรียนรู้ผลการวิจัยพบว่า 1) นักเรียนที่ ได้รับการจัดการเรียนรู้แบบปัญหาเป็นฐาน มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาสังคมศึกษา ศาสนา และ วัฒนธรรม สูงกว่านักเรียนที ่ได้รับการจัดการเรียนรู้แบบปกติ อย ่างมีนัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ .01 2) นักเรียนที่ได้รับการจัดการเรียนรู้แบบปัญหาเป็นฐานมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาสังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรมหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยส าคัญทางสถิติที่ ระดับ .01 3) นักเรียนที่ ได้รับการจัดการเรียนรู้แบบปัญหาเป็นฐานมีคุณลักษณะอันพึงประสงค์ ด้านใฝ ่เรียนรู้ สูงกว ่าการ จัดการเรียนรู้แบบปกติ อย่างมีนัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 ศิริวรรณ หล้าคอม (2557 : บทคัดย่อ) ได้ท าการวิจัยเรื ่อง การพัฒนาความสามารถในการ แก้ปัญหาและผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเรื ่อง การอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ และสิ ่งแวดล้อมของ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โดยการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบใช้ปัญหาเป็นฐาน มีวัตถุประสงค์เพื่อ พัฒนาความสามารถในการแก้ปัญหาของนักเรียนและพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเรื่องการอนุรักษ์ ทรัพยากรธรรมชาติและสิ ่งแวดล้อม ด้วยการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบใช้ปัญหาเป็นฐาน กลุ่มเป้าหมายที่ใช้ในการวิจัยเป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนพังทุยพัฒนศึกษา ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2556 จ านวน 24 คน เครื ่องมือที ่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย 1) เครื ่องมือที ่ใช้ในการ ทดลองได้แก่แผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน จ านวน 9 แผน 2) เครื ่องมือที ่ใช้ในการ สะท้อนผลการปฏิบัติ ได้แก่ แบบบันทึกการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน แบบสัมภาษณ์นักเรียน แบบสังเกตพฤติกรรมการสอนของครู แบบทดสอบวัดความสามารถในการแก้ปัญหาท้ายวงจร และ


59 แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสาระภูมิศาสตร์ท้ายวงจร และ 3) เครื ่องมื ่อที ่ใช้ประเมิน ผลการวิจัย ได้แก่แบบทดสอบวัดความสามารถในการแก้ปัญหาเมื่อสิ้นสุดวงจรและแบบทดสอบวัดผล สัมฤทธิ์ทางการเรียนสาระภูมิศาสตร์เมื่อสิ้นสุดวงจรและเมื่อสิ้นสุดทุกวงจรวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพ ด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา และวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณ ด้วยค่าสถิติพื้นฐาน ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และค่า ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัยพบว่ามีผู้เรียนผ่านเกณฑ์ ร้อยละ 79.16 ของผู้เรียนทั้งหมด และมี คะแนนเฉลี่ยร้อยละ 80.90 โดยผู้เรียนมีการพัฒนาทางด้านความสามารถในการแก้ปัญหาดีขึ้นและสูง กว่าเกณฑ์ที ่ก าหนดไว้ และมีผู้เรียนผ ่านเกณฑ์ร้อยละ 87.50 ของผู้เรียนทั้งหมดและมีคะแนนเฉลี ่ย ร้อยละ 87.92 โดยผู้เรียนมีการพัฒนาด้านการเรียนดีขึ้นได้ฝึกกระบวนการแก้ปัญหาและได้ แลกเปลี่ยนความคิดเห็นซึ่งกันและกัน สรุปประเด็นส าคัญหาแนวทางแก้ไขปัญหา กนก จันทรา (2556 : บทคัดย่อ) ได้ท าการวิจัย เรื่อง ผลของการจัดกิจกรรมการเรียนรู้สังคม ศึกษาโดย ใช้ปัญหาเป็นฐานที ่มีต่อความสามารถในการแก้ปัญหาและความรับผิดชอบต่อสังคมของ นักเรียนมัธยมศึกษาปีที ่ 5 การวิจัยครั้งนี้เพื ่อศึกษาความสามารถในการแก้ปัญหา และความ รับผิดชอบต่อสังคมของนักเรียนมัธยมศึกษาปีที ่ 5 ที ่เรียนจากกิจกรรมการเรียนรู้สังคมศึกษาตาม แนวคิดการใช้ปัญหาเป็นฐาน กลุ่มตัวอย ่างที ่ใช้ในการวิจัยเป็นนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที ่ 5 ภาคเรียนที ่ 2 ปีการศึกษา 2556 โรงเรียนสาธิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ฝ่ายมัธยม จ านวน 2 ห้องเรียน รวมทั้งหมด 49 คน แบ่งเป็น 2 กลุ ่ม คือ กลุ ่มทดลองจ านวน 25 คน และกลุ ่มควบคุม จ านวน 24 คน เครื ่องมือที ่ใช้ในการทดลอง คือ แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้สังคมศึกษาโดยใช้ ปัญหาเป็นฐาน และแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้สังคมศึกษาแบบปกติ ใช้เวลาในการทดลอง 17 สัปดาห์ สัปดาห์ละ 1 คาบ คาบละ 50 นาที เครื ่องมือที ่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล คือ แบบวัด ความสามารถในการแก้ปัญหาซึ่งมีค่าความเที่ยงเท่ากับ 0.818 และแบบวัดพฤติกรรมความรับผิดชอบ ต ่อสังคม เปรียบเทียบผลการวิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติทดสอบค ่าที (t-test) ผลการวิจัย พบว ่า 1) นักเรียนที่ได้รับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้สังคมศึกษาโดยใช้ปัญหาเป็นฐาน มีความสามารถในการ แก้ปัญหา หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 2) นักเรียนที่ได้รับการจัด กิจกรรมการเรียนรู้สังคมศึกษาโดยใช้ปัญหาเป็นฐานมีความสามารถในการแก้ปัญหา สูงกว่านักเรียนที่ ได้รับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้สังคมศึกษาแบบปกติอย ่างมีนัยส าคัญทางสถิติที ่ระดับ 0.05 3) นักเรียนที่ได้รับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้สังคมศึกษาโดยใช้ปัญหาเป็นฐานมีความสามารถในการ แก้ปัญหาและความรับผิดชอบต่อสังคมหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยส าคัญทางสถิติที ่ระดับ 0.05 4. นักเรียนที่ได้รับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้สังคมศึกษาโดยใช้ปัญหาเป็นฐานมีความสามารถใน


60 การแก้ปัญหาและความรับผิดชอบต ่อสังคมสูงกว่านักเรียนที่ได้รับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้สังคม ศึกษาแบบปกติอย่างมีนัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 อภิชัย เหล่าพิเดชและคณะ (2565 : บทคัดย ่อ) ได้ท าการวิจัยเรื ่อง การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนและความสามารถในการคิดแก้ปัญหาอย ่างสร้างสรรค์ เรื ่อง ปัญหาทางสังคมของไทย ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ด้วยการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อ เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่องปัญหาทางสังคมของไทย ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ด้วยการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐานก่อนเรียนและหลังเรียน 2) เพื่อศึกษาความสามารถในการ คิดแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ เรื่องปัญหาทางสังคมของไทย ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ด้วย การจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน 3) เพื ่อศึกษาความคิดเห็นของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ที ่มีต ่อการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน กลุ ่มตัวอย่างที ่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ เป็นนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 6/1 จ านวน 52 คนที่ก าลังศึกษาในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2555 ของโรงเรียนสาร สิทธิ์พิทยาลัย อ าเภอบ้านโป่ง จังหวัดราชบุรี ซึ ่งได้มาจากการสุ ่มอย ่างง่าย (Simple Random Sampling) โดยใช้ห้องเรียนเป็นหน่วยสุ่ม เครื ่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย 1) แผนการจัดการ เรียนรู้เรื่องปัญหาทางสังคมของไทยโดยใช้ปัญหาเป็นฐาน 2) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 3) แบบทดสอบความสามารถในการคิดแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ และ 4) แบบสอบถามความคิดเห็น ของนักเรียนที ่มีต ่อการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค ่าร้อยละ (%) ค ่าเฉลี ่ย (X) ส่วนเบี ่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) การทดสอบค ่าที (t-test) แบบไม ่เป็นอิสระต ่อกัน (Dependent) และการวิเคราะห์เนื้อหา (Content Analysis) ผลการวิจัยพบว ่า 1) ผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนเรื่องปัญหาทางสังคมของไทยด้วยการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน ของนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที ่ 6 หลังเรียนสูงกว ่าก ่อนเรียนอย ่างมีนัยส าคัญทางสถิติที ่ระดับ .05 2) ความสามารถในการคิดแก้ปัญหาอย ่างสร้างสรรค์เรื ่อง ปัญหาทางสังคมของไทยของนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 6 ที ่จัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐานในภาพรวมอยู ่ในระดับปานกลาง 3) ความ คิดเห็นของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที ่ 6 ที ่มีต ่อการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน พบว ่า นักเรียนมีความคิดเห็นโดยภาพรวมอยู่ในระดับเห็นด้วยมาก


61 2.8 กรอบแนวคิดของการวิจัย จากการศึกษา หลักการ แนวคิด ทฤษฎี และประโยชน์ของแผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้ ปัญหาเป็นฐาน และงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ของนักการศึกษาหลายๆท่าน ผู้วิจัย จึงก าหนดกรอบแนวคิด การวิจัยไว้ดังนี้ ภาพที่ 1 กรอบแนวคิดในการวิจัย ตัวแปรต้น รูปแบบการเรียนรู้โดยใช้ ปัญหาเป็นฐาน (Problem– based Learning) ตัวแปรตาม - ประสิทธิภาพของแผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้ ปัญหาเป็นฐาน (Problem - Based Learning) - ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนการสอนโดยใช้ปัญหา เป็นฐาน (Problem–based Learning)


บทที่ 3 วิธีการด าเนินงาน ผู้วิจัย ได้ท าวิจัย เรื ่อง การศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรายวิชาพระพุทธศาสนา เรื่อง หน้าที่ชาวพุทธและมารยาทชาวพุทธ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โดยรูปแบบการจัดการ เรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน (Problem–based Learning) ผู้วิจัยจึงได้ด าเนินการศึกษาค้นคว้า ตามหัวข้อดังต่อไปนี้ 1. ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง 2. แบบแผนการทดลองที่ใช้ในการวิจัย 3. เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย 4. การสร้างและการพัฒนานวัตกรรม 5. การเก็บรวบรวมข้อมูล 6. การวิเคราะห์ข้อมูล 7. สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล 3.1 ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง 1.1 ประชากรที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนอุดรพิทยานุกูล อ าเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี ที่ก าลังศึกษาในปีการศึกษา 2566 จ านวนทั้งหมด 684 คน 1.2 กลุ่มตัวอย ่าง คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาที ่ 1/12 จ านวน 1 ห้อง มีจ านวนนักเรียน ทั้งหมด 50 คน ซึ่งได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) 3.2 แบบแผนการทดลองที่ใช้ในการวิจัย การศึกษาครั้งนี้มีแบบแผนการทดลอง (Experimental Research) ซึ่งผู้วิจัยด าเนินการทดลอง ตามแบบแผนการทดลองกลุ ่มเดียวทดสอบก ่อนและหลังการทดลอง ( One Group Pretest – Posttest Design) ตารางที่ 2 แบบแผนการทดลอง One Group Pretest – Posttest Design กลุ่ม สอบก่อน ทดลอง สอบหลัง E T1 X T2


63 สัญลักษณ์ที่ใช้ในแผนการทดลอง E แทน กลุ่มทดลอง (Experimental Group) T1 แทน การทดสอบก่อนเรียนของกลุ่มทดลอง (Pretest) X แทน การจัดกระท าหรือการให้ตัวแปรทดลอง (Treatment) ด้วยการสอนโดยใช้ปัญหาเป็นฐาน T2 แทนการทดสอบหลังเรียนของกลุ่มทดลอง (Posttest) 3.3 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ประกอบด้วย 3.3.1 เครื ่องมือที ่ใช้ในการทดลอง คือ แผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน (Problem–based Learning) เรื ่อง หน้าที ่ชาวพุทธและมารยาทชาวพุทธ ชั้นมัธยมศึกษาปีที ่ 1 จ านวน 5 แผน รวม 7 ชั่วโมง ได้แก่ 1. แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 1 เรื่อง การบ าเพ็ญประโยชน์และการบ ารุงรักษาวัด 2. แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 2 เรื่อง การเรียนรู้วิถีชีวิตของพระภิกษุสงฆ์ 3. แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 3 เรื่อง มารยาทชาวพุทธ : การแสดงความเคารพ 4. แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 4 เรื่อง มารยาทชาวพุทธ : การฟังสวดและฟังธรรม 5. แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 5 เรื่อง การปฏิบัติตนอย่างเหมาะสมต่อเพื่อนตามหลัก พระพุทธศาสนา 3.3.2 เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน วิชาพระพุทธศาสนา โดยใช้รูปแบบการจัดกิจกรรม ทางการเรียนการสอนโดยใช้ปัญหาเป็นฐาน (Problem–based Learning) เรื่อง หน้าที่ชาวพุทธและ มารยาทชาวพุทธ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 เป็นแบบปรนัยชนิดเลือกตอบ 4 ตัวเลือก จ านวน 30 ข้อ 3.4 การสร้างและการหาคุณภาพของเครื่องมือ ผู้วิจัยใช้แผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้วิธีการเรียนการสอนโดยใช้ปัญหาเป็นฐาน (Problem– based Learning) และแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง หน้าที่ชาวพุทธและมารยาทชาว พุทธ เป็นเครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูล โดยวิธีและขั้นตอนการสร้างแผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้ วิธีการเรียนการสอนโดยใช้ปัญหาเป็นฐาน (Problem-based Learning) และแบบทดสอบวัดผล สัมฤทธิ์ ดังนี้


64 3.4.1 แผนการจัดการเรียนรู้แผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบการจัดกิจกรรมทางการ เรียนการสอนโดยใช้ปัญหาเป็นฐาน (Problem – based Learning) เรื ่อง หน้าที ่ชาวพ ุทธ และมารยาทชาวพุทธ กลุ ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม ส าหรับนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 1 ผู้วิจัยได้ด าเนินการสร้างตามขั้นตอนต่อไปนี้ 3.4.1.1 ศึกษาและวิเคราะห์แนวคิด ทฤษฎี และการจัดการเรียนการสอนโดยใช้ แผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน (Problem–based Learning) 3.4.1.2 ศึกษาหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 กลุ่มสาระ การเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม คู่มือครู หนังสือเรียนวิชาพระพุทธศาสนา ช่วงชั้นที่ 3 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 3.4.1.3 สร้างตารางวิเคราะห์จุดประสงค์การเรียนรู้และเนื้อหาบทที่ 5 เรื ่อง หน้าที่ ชาวพุทธและมารยาทชาวพุทธ 3.4.1.4 เขียนแผนการจัดการเรียนรู้ โดยใช้การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ด้วยโดยใช้ ปัญหาเป็นฐาน (Problem–based Learning) จ านวน 5 แผน รวม 7 ชั่วโมง 3.4.1.5 น าแผนการจัดการเรียนรู้ที่สร้างขั้นเสนอต่อผู้เชี ่ยวชาญจ านวน 3 ท่านเป็น ผู้เชี่ยวชาญด้านการสอนวิชาพระพุทธศาสนา ด้านหลักสูตรและการสอน การวิจัย และการวัดผลการ ประเมินผล ตรวจสอบความถูกต้องเหมาะสม ความสอดคล้อง และความเป็นไปได้ระหว่างจุดประสงค์ การเรียนรู้ เนื้อหาสาระ กิจกรรมการเรียนรู้และการวัดผลประเมินผล โดยให้ผู้เชี ่ยวชาญพิจารณา ตรวจสอบ ให้คะแนน ดังนี้ - ให้คะแนนเป็น +1 เมื่อแน่ใจว่าองค์ประกอบนั้นเหมาะสมและสอดคล้อง - ให้คะแนนเป็น 0 เมื่อไม่แน่ใจว่าองค์ประกอบนั้นเหมาะสมและสอดคล้อง - ให้คะแนนเป็น -1 เมื่อแน่ใจว่าองค์ประกอบนั้นไม่เหมาะสมและสอดคล้อง 3.4.1.6 น าผลการประเมินผู้เชี ่ยวชาญ วิเคราะห์หาค ่าดัชนีความสอดคล้องของ แผนการจัดการเรียนรู้ ได้ค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC) เท่ากับ 1.00 ทุกแผน 3.4.1.7 ปรับปรุงและแก้ไขแผนการจัดการเรียนรู้ตามข้อเสนอแนะของผู้เชี่ยวชาญ 3.4.1.8 น าแผนการจัดการเรียนรู้ที ่ปรับปรุงแก้ไขแล้วไปทดลองใช้กับนักเรียนที่ ก าลังเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที ่ 2 โรงเรียนแห่งหนึ่งในจังหวัดอุดรธานีปีการศึกษา 2566 ที ่ไม่ใช่กลุ ่ม ตัวอย่างของการวิจัย เพื่อตรวจสอบข้อบกพร่องและปรับปรุงแก้ไขเกี่ยวกับการใช้ส านวนภาษา


65 3.4.1.9 น าแผนการจัดการเรียนรู้ที ่ปรับปรุงแก้ไขแล้วไปทดลองใช้กับนักเรียน ที ่ก าลังเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที ่ 3 โรงเรียนอ ุดรพิทยานุกูล อ าเภอเมือง จังหวัดอ ุดรธานี ปีการศึกษา 2566 ที ่ไม ่ใช่กลุ ่มตัวอย่างของการวิจัย เพื่อหาข้อบกพร่องเกี ่ยวกับเวลา สื่อการสอน ปริมาณเนื้อหาและกิจกรรมในแต่ละแผนการจัดการเรียนรู้ แล้วปรับปรุงแก้ไขสมบูรณ์ 3.4.1.10 น าแผนการจัดการเรียนรู้ที่ปรับปรุงแก้ไขแล้วเสนอผู้เชี่ยวชาญอีกครั้งหนึ ่ง เพื่อตรวจสอบและปรับปรุงแก้ไขเป็นฉบับสมบูรณ์ที่ใช้ในการทดลองภาคสนาม จากขั้นตอนการสร้างและหาประสิทธิภาพของแผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้รูปแบ บการ จัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน (Problem–based Learning) สรุปได้ดังนี้ 1. ศึกษาและวิเคราะห์แนวคิด ทฤษฎี และการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบการจัดกิจกรรม การเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน (Problem – based Learning) 2. วิเคราะห์มาตรฐานการเรียนรู้ ตัวชี้วัดและสาระการเรียนรู้ หน่วยการเรียนรู้ที่ 5 เรื่อง หน้าที่ชาวพุทธ และมารยาทชาวพุทธ 3. ศึกษาหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 กลุ่มสาระสังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม คู่มือครู หนังสือเรียนวิชาสังคมศึกษา ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 4. จัดท าแผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน (Problem – based Learning) จ านวน 5 แผน รวม ชั่วโมง 5. น าแผนการจัดการเรียนรู้ให้ผู้เชี่ยวชาญ จ านวน 3 ท่าน คือ...ตรวจสอบความถูกต้อง หาค่าดัชนีความ สอดคล้องอยู่ในช่วง 1.00 น าแผนการจัดการเรียนรู้ที่ปรับปรุงแล้ว ไปทดลองใช้กับนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 3 ที่ไม่ใช่กลุ่มตัวอย่าง เพื่อหาข้อบกพร่องและปรับปรุงแก้ไข 6. น าแผนการจัดการเรียนรู้ที่ปรับปรุงแก้ไขแล้ว เป็นฉบับสมบูรณ์ไปใช้กับกลุ่มตัวอย่าง 7. ปรับปรุงแก้ไขแผนการจัดการเรียนรู้ตามค าแนะน าและข้อเสนอแนะของผู้เชี่ยวชาญ ภาพที่ 2 สรุปขั้นตอนการสร้างแผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้ปัญหา เป็นฐาน (Problem–based Learning)


66 3.4.2 แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภูมิศาสตร์ แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาพระพุทธศาสนา เรื ่อง หน้าที ่ชาวพุทธและ มารยาทชาวพุทธ ส าหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น เป็นแบบทดสอบปรนัยชนิด เลือกตอบ 4 ตัวเลือก ให้ครอบคลุมเนื้อหาและตัวชี้วัดในแต่ละแผนการจัดการเรียนรู้ ตอบถูกได้ข้อละ 1 คะแนน และตอบผิดได้ 0 คะแนน จ านวน 30 ข้อผู้วิจัยได้ด าเนินการสร้างตามขั้นตอนและหา ประสิทธิภาพ ดังนี้ 3.4.2.1 ศึกษาหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐานพุทธศักราช 2551 และ หนังสือประกอบการเรียนการสอนในวิชาที่สอน เพื ่อให้ทราบว ่ามีมาตรฐานการเรียนรู้และตัวชี้วัด ใดบ้างที่นักเรียนต้องเรียนรู้ 3.4.2.2 วิเคราะห์หลักสูตรและสร้างผังแบบทดสอบ 3.4.2.3 สร้างแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ตามผังที ่วางไว้ให้ครอบคลุมตามที่ก าหนด ในจ านวนที ่มากกว ่าที ่ต้องการใช้ประมาณ 1.5 เท่า เช่น ต้องการใช้แบบทดสอบ 10 ข้อ ให้สร้าง แบบทดสอบ 15 ข้อ เป็นต้น 3.4.2.4 แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ที่สร้างขึ้นไปหาความเที่ยงตรง โดยให้ผู้เชี่ยวชาญ จ านวน 3 ท่าน พิจารณาว ่าแบบทดสอบที ่สร้างขึ้นในแต ่ละข้อสามารถวัดได้ในสิ ่งที ่ต้องการจะวัด หรือไม่ (ล้วน สายยศ และอังคณา สายยศ, 2553 : 249) โดยมีการให้เกณฑ์คะแนน ดังนี้ ให้คะแนนเป็น +1 เมื่อแน่ใจว่า ข้อสอบนั้นมีความสอดคล้องและเหมาะสม กับจุดประสงค์การเรียนรู้และเนื้อหา ให้คะแนนเป็น 0 เมื ่อไม่แน่ใจว่า ข้อสอบนั้นมีสอดคล้องและเหมาะสมกับ จุดประสงค์การเรียนรู้และเนื้อหา ให้คะแนนเป็น -1 เมื ่อแน ่ใจว ่า ข้อสอบนั้นไม ่มีความสอดคล้องและ เหมาะสมกับจุดประสงค์การเรียนรู้และเนื้อหา น าคะแนนมาหาค่าดัชนีความสอดคล้องของข้อค าถามกับวัตถุประสงค์ (Index of Item-Objective Congruence: IOC) อยู่ระหว่าง 0.67 – 1.00 3.4.2.5 แล้วท าการคัดเลือกข้อสอบที่ต้องการจ านวน 20 ข้อ น าแบบทดสอบวัดผล สัมฤทธิ์ที่มีความเที่ยงตรงไปทดลองใช้กับนักเรียนที ่เคยเรียนเนื้อหานั้นมาแล้ว อย่างน้อยจ านวน 30 คน การหาคุณภาพแบบทดสอบครูควรท าไว้ล่วงหน้า และการคุมสอบต้องเป็นไปตามหลักการบริหาร การสอบอย่างเคร่งครัด เพื่อให้ผลการสอบที่มีความยุติธรรมและสามารถน ามาใช้ได้


67 3.4.2.6 วิเคราะห์แบบทดสอบเป็นรายข้อ โดยค านวณหาค ่าความยาก ( p) อยู่ระหว่าง 0.33 – 0.90 และอ านาจจ าแนก (r) อยู่ระหว่าง 0.20 – 0.87 และค่าความเชื่อมั่น 0.93 3.4.2.7 น าแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ที่สร้างขึ้นไปใช้กับนักเรียนกลุ่มตัวอย่าง 3.4.2.8 น าคะแนนที่ได้มาแปลความหมายและประเมินผลตามจุดประสงค์ที่ต้องการ


68 จากขั้นตอนการสร้างและหาประสิทธิภาพของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสรุปได้ดังนี้ ภาพที่ 3 ขั้นตอนการสร้างและหาประสิทธิภาพของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ศึกษาหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐานพุทธศักราช 2551 และหนังสือประกอบการเรียนการสอน ในวิชาที่สอน วิเคราะห์หลักสูตรและสร้างผังแบบทดสอบ สร้างแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ตามผังที่วางไว้ให้ครอบคลุมโดยมีค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC) อยู่ระหว่าง 0.33 – 1.00 ตามที่ก าหนด ในจ านวนที่มากกว่าความต้องการใช้ประมาณ 1.5 เท่า น าแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ที่สร้างขึ้นไปหาความเที่ยงตรง น าแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ที่มีความเที่ยงตรงไปทดลองใช้กับนักเรียนที่เคยเรียนเนื้อหานั้นมาแล้ว อย่างน้อย 30 คน วิเคราะห์แบบทดสอบเป็นรายข้อ โดยค านวณหาความยาก (p) อยู่ระหว่าง 0.33 – 0.90 และอ านาจจ าแนก (r) อยู่ระหว่าง 0.20 – 0.87 น าแบบทดสอบไปหาความเชื่อมั่นรายฉบับ เท่ากับ 0.93 น าแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ที่สร้างขึ้นไปใช้กับนักเรียนกลุ่มตัวอย่าง น าคะแนนที่ได้มาแปลความหมายแลประเมินผลตามจุดประสงค์ที่ต้องการ


69 3.5 การเก็บรวบรวมข้อมูล ในการวิจัยครั้งนี้ ผู้วิจัยได้ด าเนินการท าวิจัยในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2566 ตามขั้นตอน ดังนี้ 3.5.1 ก่อนการทดลองให้นักเรียนท าแบบทดสอบก่อนเรียนโดยใช้รูปแบบการจัดกิจกรรมการ เรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน (Problem–based Learning) กับกลุ ่มตัวอย ่างด้วยแบบทดสอบวัด ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียน จ านวน 20 ข้อ 3.5.2 ด าเนินการสอนนักเรียนด้วยตนเองโดยใช้รูปแบบการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้ ปัญหาเป็นฐาน (Problem–based Learning) โดยแบ่ง แผนการจัดการเรียนรู้ทั้งหมดเป็น 5 แผนการ จัดการเรียนรู้ รวมเวลาเรียนทั้งสิ้น 7 ชั่วโมง 3.5.3 หลังการสอนในแต่ละแผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบการจัดกิจกรรมการสอนโดย ใช้ปัญหาเป็นฐาน (Problem–based Learning) ทดสอบหลังการเรียนด้วยแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนจ านวน 20 ข้อ 3.5.4 น าคะแนนจากแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนไปวิเคราะห์โดยใช้วิธีทางสถิติ เพื่อทดสอบสมมติฐานและสรุปผลการวิจัย 3.6 การวิเคราะห์ข้อมูล ในการวิเคราะห์ข้อมูลการจัดการเรียนรู้วิชาสังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม ผลการใช้ แผนการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน (Problem–based Learning) รายวิชาพระพุทธศาสนา ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนแห่งหนึ่งในจังหวัดอุดรธานี ผู้วิจัยด าเนินการ ดังนี้ 3.6.1 หาค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าร้อยละที่ได้จากการทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนของนักเรียน โดยใช้กิจกรรมการเรียนการสอนโดยใช้ปัญหาเป็นฐาน (Problem-based Learning) เรื ่อง หน้าที่ชาวพุทธและมารยาทชาวพุทธ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ก่อนเรียน และหลังเรียน


70 3.7 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ในการวิเคราะห์ข้อมูล ผู้วิจัยเลือกใช้สถิติ ดังนี้ 3.7.1 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์หาคุณภาพเครื่องมือ 3.7.1.1 ค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC) ของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการ เรียนและแบบทดสอบวัดความสามารถในการคิดอย่างมีวิจารณญาณโดยใช้สูตร IOC(สมนึก ภัทธิยธนี, 2551: 79) สูตร IOC = ∑ N เมื่อ IOC แทน ดัชนีค่าความสอดคล้องระหว่างข้อสอบกับจุดประสงค์ R แทน ผลรวมคะแนนความคิดเห็นของผู้เชี่ยวชาญทั้งหมด N แทน จ านวนผู้เชี่ยวชาญ 3.7.1.2 ค่าความยากง่าย เป็นการวิเคราะห์ข้อสอบเป็นรายข้อ สูตร P = เมื่อ P คือ ดัชนีความยากของข้อสอบ R คือ จ านวนนักเรียนที่ตอบข้อสอบนั้นได้ถูกต้อง N คือ จ านวนนักเรียนที่ตอบข้อสอบทั้งหมด เกณฑ์ความยากง่ายที่ยอมรับได้มีค่าอยู่ระหว่าง 0.20 – 0.80 ถ้าค่า P มีค่า นอกเกณฑ์ที่ก าหนด จะต้องปรับปรุงข้อสอบนั้น หรือตัดทิ้งไป (กรมวิชาการ, 2551 : 66) 3.7.1.3 ค่าอ านาจจ าแนกของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน (R) เป็น การวิเคราะห์ค่าอ านาจจ าแนก เป็นการดูความเหมาะสมของรายข้อว่า ข้อค าถามสามารถจ าแนกกลุ่ม เก่งและกลุ่มอ่อนได้จริง หรือจ าแนกผู้ที่มีคุณลักษณะสูงจากผู้มีคุณลักษณะต ่าได้ (สมนึก ภัททิยธนีม, 2551 : 221) โดยใช้สูตรดังนี้ R = หรือ เมื่อ R คือ ค่าอ านาจจ าแนก Ru คือ จ านวนผู้เรียนที่ตอบในกลุ่มเก่ง Rl คือ จ านวนผู้เรียนที่ตอบถูกในกลุ่มอ่อน


71 N คือ จ านวนผู้เรียนทั้งหมด Nu คือ จ านวนผู้เรียนในกลุ่มเก่ง Nl คือ จ านวนผู้เรียนในกลุ่มอ่อน 3.7.1.4 ค่าความเชื่อมั่น (K-R20) เป็นการหาค่าความเชื่อมั่นส าหรับแบบทดสอบ สูตรที่ใช้ในการหามีรูปแบบดังนี้ (บุญชม ศรีสะอาด, 2551) สูตร K-R20 = [ k k −1 ][1 − ∑ pi qi s 2 ] เมื่อ K-R20 คือ สัมประสิทธิ์ของความเชื่อมั่นของแบบทดสอบทั้งฉบับ n คือ จ านวนข้อของแบบทดสอบ p คือ สัดส่วนของผู้เรียนที่ท าข้อสอบข้อนั้นถูกกับผู้เรียนทั้งหมด q คือ สัดส่วนของผู้เรียนที่ท าข้อสอบข้อนั้นผิดกับผู้เรียนทั้งหมด St 2 คือ ความแปรปรวนของคะแนนสอบทั้งฉบับ N คือจ านวนผู้เรียน 3.7.2 สถิติพื้นฐาน โดยใช้โปรแกรมส าเร็จรูปทางสถิติส าหรับข้อมูลทางสังคมศาสตร์ (SPSS for windows) ได้แก่ ค่าร้อยละ (Percentage) ค่าเฉลี่ย (Mean) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation) 3.7.2.1 ร้อยละ (Percentage) (บุญชม ศรีสะอาด, 2552 : 104) สูตร P= × 100 เมื่อ P แทน ร้อยละ F แทน ความถี่ที่ต้องการแปลงให้เป็นร้อยละ n แทน จ านวนความถี่ทั้งหมด 3.7.2.2 ค่าเฉลี่ย (Mean) (บุญชม ศรีสะอาด, 2552 : 105) สูตร = ∑ เมื่อ X แทน ค่าเฉลี่ย ∑ แทน ผลรวมของคะแนนทั้งหมดในกลุ่ม n แทน จ านวนคะแนนในกลุ่ม 3.7.2.3 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation) (บุญชม ศรีสะอาด, 2552 : 106)


72 สูตร .. = √ ∑ 2 −(∑ 2) (−1) เมื่อ S.D. แทน ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน X แทน คะแนนแต่ละตัว n แทน จ านวนคะแนนในกลุ่ม ∑ แทน ผลรวม 3.7.3 สถิติที่ใช้ในการทดสอบสมมติฐาน ทดสอบด้วยสถิติ t-test โดยใช้โปรแกรมส าเร็จรูป ทางสถิติส าหรับข้อมูลทางสังคมศาสตร์ (SPSS for windows) เปรียบเทียบความแตกต่างของค่าเฉลี่ย คะแนนความสามรถในการคิดแก้ปัญหาและผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ก่อนเรียนและหลังเรียน โดยการ ทดสอบทีแบบไม่อิสระ (t-test for Dependent Sample) (ประณีต วงษ์เกษกรณ์, 2558 : 75) เมื่อ t แทน การแจกแจงแบบที D แทน ความแตกต่างของคะแนนหลังเรียน N แทน จ านวนนักเรียน


บทที่ 4 ผลการวิเคราะห์ข้อมูล การวิจัย การศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรายวิชาพระพุทธศาสนา เรื ่อง หน้าที ่ชาวพุทธ และมารยาทชาวพุทธ โดยรูปแบบการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน (Problem–based Learning) ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนอุดรพิทยานุกูล จังหวัดอุดรธานี วัตถุประสงค์ เพื ่อพัฒนาแผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน (Problembased Learning) เรื่อง หน้าที่ชาวพุทธและมารยาทชาวพุทธ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ให้มี ประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 และเพื ่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง หน้าที ่ชาวพุทธ และมารยาทชาวพุทธ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โดยใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหา เป็นฐาน (Problem-based Learning) ก ่อนเรียนและหลังเรียน ซึ ่งผลการวิเคราะห์ข้อมูล มีดังรายละเอียดดังต่อไปนี้ ตอนที ่ 1 ผลการวิเคราะห์หาประสิทธิภาพของแผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบการ จัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน (Problem-based Learning) เรื่อง หน้าที่ชาวพุทธและมารยาท ชาวพุทธ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนอุดรพิทยานุกูล อ าเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี ให้มี ประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 ตอนที ่ 2 ผลการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื ่อง หน้าที ่ชาวพุทธและมารยาท ชาวพุทธ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที ่ 1 โรงเรียนอุดรพิทยานุกูล อ าเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี ที่เรียนโดยใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน (Problem-based Learning) ก่อนเรียน และหลังเรียน ตอนที่ 1 ผลการวิเคราะห์หาประสิทธิภาพของแผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบการจัดการ เรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน (Problem-based Learning) เรื่อง หน้าที่ชาวพุทธและมารยาทชาวพุทธ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนอุดรพิทยานุกูลอ าเภอเมืองจังหวัดอุดรธานี ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 ผู้วิจัยได้น าแผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน (Problembased Learning) เรื ่อง หน้าที ่ชาวพุทธและมารยาทชาวพุทธ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที ่ 1 โรงเรียนอุดรพิทยานุกูล อ าเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี ตามเกณฑ์ 80/80 ท าการทดลองกับนักเรียน


74 กลุ่มตัวอย่าง โดยน าแผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน (Problembased Learning) เรื ่อง หน้าที ่ชาวพุทธและมารยาทชาวพุทธ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที ่ 1 ประกอบด้วยเนื้อหาสาระจ านวน 5 เรื ่อง คือ 1) การบ าเพ็ญประโยชน์และการบ ารุงรักษาวัด 2) การเรียนรู้วิถีชีวิตของพระภิกษ ุสงฆ์ 3) มารยาทชาวพ ุทธ : การแสดงความเคารพ 4) มารยาทชาวพุทธ : การฟังสวดและฟังธรรม 5) การปฏิบัติตนอย ่างเหมาะสมต่อเพื่อนตามหลัก พระพุทธศาสนา มาใช้สอนจนครบทุกแผนและท าการประเมินผู้เรียนโดยใช้ชิ้นงานที ่ท าในกิจกรรม การเรียนการสอนและให้ท าแบบทดสอบหลังเรียน จ านวน 20 ข้อ จากนั้นผู้วิจัยได้น าผลการทดสอบ ของนักเรียนรายบุคคลมาวิเคราะห์หาประสิทธิภาพของแผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบการ เรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน (Problem-based Learning) แสดงผลการวิเคราะห์ข้อมูล ดังตารางที่ สูตร 1 ประสิทธิภาพของกระบวนการ 1 = ( ∑ ) × 100 เมื่อ E1 แทน ประสิทธิภาพของกระบวนการเรียนการสอนที่จัดไว้ในแผนการจัดการเรียนรู้ โดยใช้รูปแบบการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน (Problem-based Learning : PBL) คิดเป็นร้อยละ ของคะแนนเฉลี่ยที่ได้จากการท าชิ้นงานและกิจกรรมระหว่างเรียนของนักเรียน ∑ แทน คะแนนรวมจากการท าชิ้นงานและกิจกรรมระหว่างเรียนของนักเรียน A แทน คะแนนเต็มของชิ้นงานและกิจกรรมระหว่างเรียนของนักเรียน N แทน จ านวนนักเรียน สูตร 2 ประสิทธิภาพของผลลัพธ์ X 2 = ( ∑ ) × 100 เมื่อ E2 แทน ประสิทธิภาพของผลลัพธ์ คิดเป็นร้อยละของคะแนนเฉลี ่ยที ่ได้จากการท า แบบทดสอบหลังเรียน ∑ แทน คะแนนรวมจากการท าแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์หลังเรียน B แทน คะแนนเต็มของแบบทดสอบหลังเรียน N แทน จ านวนนักเรียนทั้งหมด


75 ตารางที่ 3 ผลการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน รายวิชาพระพุทธศาสนา เรื่อง หน้าที่ - ชาวพุทธและมารยาทชาวพุทธ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนอุดรพิทยานุกูล อ าเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี ที่เรียนโดยใช้รูปแบบการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน (Problembased Learning) เลขที่ ผลการวัด ก่อนเรียน (20) ผลการวัดระหว่างเรียน ผลการวัด หลังเรียน (20) เรื่องที่ 1(10) เรื่องที่ 2(10) เรื่องที่ 3(10) เรื่องที่ 4(10) เรื่องที่ 5(10) รวม (50) 1 7 8 10 10 10 10 48 16 2 6 9 9 10 10 9 47 17 3 12 10 10 9 10 10 49 16 4 13 10 10 9 9 10 48 17 5 9 10 9 9 10 10 48 13 6 8 10 9 10 9 10 48 17 7 9 10 10 10 9 9 48 16 8 8 10 9 10 10 9 48 14 9 9 9 10 10 10 9 48 15 10 14 10 10 10 9 10 49 18 11 13 10 8 10 10 10 48 17 12 11 10 10 9 9 10 48 18 13 10 10 10 8 10 10 48 18 14 11 10 10 10 8 10 48 16 15 10 10 10 10 9 9 48 16 16 15 9 9 10 10 10 48 16 17 11 10 10 10 9 10 49 17 18 12 9 9 10 10 10 48 16 19 8 10 10 10 8 10 48 14 20 9 10 8 10 10 9 47 15 21 8 10 10 10 9 10 49 16


76 ตารางที่3 ผลการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน รายวิชาพระพุทธศาสนา เรื่อง หน้าที่ - ชาวพุทธและมารยาทชาวพุทธ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนอุดรพิทยานุกูล อ าเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี ที่เรียนโดยใช้รูปแบบการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน (Problembased Learning) (ต่อ) เลขที่ ผลการวัด ก่อนเรียน (20) ผลการวัดระหว่างเรียน ผลการวัด หลังเรียน (20) เรื ่อ งท ี ่ 1(10) เรื่องที่ 2(10) เรื่องที่ 3(10) เรื่องที่ 4(10) เรื่องที่ 5(10) รวม (50) 22 13 10 10 10 9 10 49 18 23 11 10 8 10 10 9 47 17 24 12 10 10 10 9 9 48 19 25 7 9 10 9 10 10 48 16 26 9 10 10 10 8 10 48 15 27 11 10 10 9 10 10 49 16 28 10 8 10 10 10 10 48 17 29 11 10 8 10 9 10 47 17 30 10 10 10 9 10 9 48 15 31 11 10 10 9 10 10 49 16 32 12 10 10 10 9 9 48 14 33 8 10 8 10 10 10 48 16 34 13 10 10 9 8 10 47 15 35 14 10 9 10 10 9 48 16 36 10 10 10 9 8 10 47 16 37 11 10 10 10 9 10 49 16 38 15 10 10 9 10 10 49 16 39 14 10 10 9 10 8 47 18 40 13 10 10 9 10 9 48 17 41 12 10 9 10 8 9 46 16 42 9 10 10 9 9 10 48 16


77 ตารางที่ 3 ผลการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน รายวิชาพระพุทธศาสนา เรื่อง หน้าที่ - ชาวพุทธและมารยาทชาวพุทธ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนอุดรพิทยานุกูล อ าเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี ที่เรียนโดยใช้รูปแบบการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน (Problembased Learning) (ต่อ) เลขที่ ผลการวัด ก่อนเรียน (20) ผลการวัดระหว่างเรียน ผลการวัด หลังเรียน (20) เรื่องที่ 1(10) เรื่องที่ 2(10) เรื่องที่ 3(10) เรื่องที่ 4(10) เรื่องที่ 5(10) รวม (50) 43 9 10 9 10 10 10 49 15 44 12 10 10 9 9 10 48 14 45 11 10 10 10 9 9 48 16 46 11 10 9 10 10 9 48 17 47 11 10 9 10 9 10 48 15 48 9 10 10 10 9 9 48 17 49 7 10 10 10 9 9 48 19 50 8 10 9 10 10 10 49 15 492 451 440 443 432 443 2209 742 10.70 9.80 9.57 9.63 9.39 9.63 48.02 16.13 S.D. 2.19 0.50 0.69 0.53 0.71 0.53 0.68 1.24 % 53.48 98.04 95.65 96.30 93.91 96.30 80.04 80.65 ประสิทธิภาพ (E1 ) = 80.04 (E2 ) = 80.65 จากตารางที่ 3 พบว่านักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ได้คะแนนเฉลี่ยจากการท าชิ้นงาน เท่ากับ 48.02 คิดเป็นร้อยละ 80.04 และคะแนนเฉลี่ยจากการท าแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลัง เรียนเท่ากับ 16.13 คิดเป็นร้อยละ 80.65 ดังนั้น แผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบการเรียนรู้โดย ใช้ปัญหาเป็นฐาน (Problem– Based Learning) เรื ่อง หน้าที ่ชาวพุทธและมารยาทชาวพุทธ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที ่ 1 โรงเรียนอุดรพิทยานุกูล อ าเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี ที่ผู้วิจัย พัฒนาขึ้นมีประสิทธิภาพสูงกว่าเกณฑ์ 80/80 ∑ ̅


78 ตารางที่ 4 ประสิทธิภาพของแผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน (Problem– Based Learning) เรื ่อง หน้าที ่ชาวพุทธและมารยาทชาวพุทธ ของนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนอุดรพิทยานุกูล อ าเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี จ านวน นักเรียน (N) คะแนนระหว่างเรียน (E1 ) คะแนนวัดผลสัมฤทธิ์หลังเรียน (E2 ) คะแนน เต็ม คะแนน เฉลี่ย (X) ค่า เบี่ยงเบน มาตรฐาน (S.D.) ร้อย ละ (%) คะแนน เต็ม คะแนน เฉลี่ย (X) ค่า เบี่ยงเบน มาตรฐาน (S.D.) ร้อย ละ (%) 50 50 48.02 0.68 80.04 20 16.13 1.24 80.65 จากตารางที ่ 4 แผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน (Problem– Based Learning) เรื ่อง หน้าที ่ชาวพุทธและมารยาทชาวพุทธ ก่อนเรียนและหลังเรียน ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที ่ 1 โรงเรียนอ ุดรพิทยานุกูล อ าเภอเมือง จังหวัดอ ุดรธานี มีประสิทธิภาพเท่ากับ 80.04/80.65 แสดงว่า แผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบการเรียนรู้โดยใช้ ปัญหาเป็นฐาน (Problem–Based Learning) เรื ่อง หน้าที ่ชาวพ ุทธและมารยาทชาวพ ุทธ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที ่ 1 โรงเรียนอุดรพิทยานุกูล อ าเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี ที่ผู้วิจัย พัฒนาขึ้นมีประสิทธิภาพสูงกว่าเกณฑ์ 80/80 ที่ตั้งไว้ ตอนที่ 2 ผลการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง หน้าที่ชาวพุทธและมารยาทชาวพุทธ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนอุดรพิทยานุกูล อ าเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี ที่เรียนโดยใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน (Problem-based Learning) ก่อนเรียนและหลังเรียน ผู้วิจัยได้น าคะแนนผลสัมฤทธิ์ก่อนเรียนและผลสัมฤทธิ์หลังเรียน เรื ่อง หน้าที ่ชาวพุทธ และมารยาทชาวพุทธ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที ่ 1 โรงเรียนอ ุดรพิทยานุกูล อ าเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี ที่เรียนโดยใช้รูปแบบการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน (Problem–Based Learning) ของนักเรียน จ านวน 50คน คะแนนเต็ม 20 คะแนน มาวิเคราะห์หาค ่าเฉลี ่ยและส่วนเบี ่ยงเบน มาตรฐาน ดังแสดงในตารางที่ 5


79 สูตร t-test Dependent = ∑ √∑2 − (∑)2 −1 = − 1 เมื่อ D แทน ความแตกต่างระหว่างคะแนนแต่ละคู่ N แทน จ านวนนักเรียน ตารางที่ 5 คะแนนเฉลี่ย ส ่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานของผลสัมฤทธิ์ก ่อนเรียนและหลังเรียน เรื ่อง หน้าที่ชาวพ ุทธและมารยาทชาวพุทธ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียน อุดรพิทยานุกูล อ าเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี นักเรียนคนที่ คะแนนก่อนเรียน Pre – test คะแนนหลังเรียน Post – test D D 2 1 7 16 9 81 2 6 17 11 121 3 12 16 4 16 4 13 17 4 16 5 9 13 4 16 6 8 17 9 81 7 9 16 7 49 8 8 14 6 36 9 9 15 6 36 10 14 18 4 16 11 13 17 4 16 12 11 18 7 49 13 10 18 8 64 14 11 16 5 25 15 10 16 6 36 16 15 16 1 1


80 ตารางที่ 5 คะแนนเฉลี่ย ส ่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานของผลสัมฤทธิ์ก ่อนเรียนและหลังเรียน เรื ่อง หน้าที่ชาวพ ุทธและมารยาทชาวพุทธ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียน อุดรพิทยานุกูล อ าเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี (ต่อ) นักเรียนคนที่ คะแนนก่อนเรียน Pre – test คะแนนหลังเรียน Post – test D D 2 17 11 17 6 36 18 12 16 4 16 19 8 14 6 36 20 9 15 6 36 21 8 16 8 64 22 13 18 5 25 23 11 17 6 36 24 12 19 7 49 25 7 16 9 81 26 9 15 6 36 27 11 16 5 25 28 10 17 7 49 29 11 17 6 36 30 10 15 5 25 31 11 16 5 25 32 12 14 2 4 33 8 16 8 64 34 13 15 2 4 35 14 16 2 4 36 10 16 6 36 37 11 16 5 25 38 15 16 1 1 39 14 18 4 16


81 ตารางที่ 5 คะแนนเฉลี่ย ส ่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานของผลสัมฤทธิ์ก ่อนเรียนและหลังเรียน เรื ่อง หน้าที่ชาวพ ุทธและมารยาทชาวพุทธ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียน อุดรพิทยานุกูล อ าเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี (ต่อ) นักเรียนคนที่ คะแนนก่อนเรียน Pre – test คะแนนหลังเรียน Post – test D D 2 40 13 17 4 16 41 12 16 4 16 42 9 16 7 49 43 9 15 6 36 44 12 14 2 4 45 11 16 5 25 46 11 17 6 36 47 12 15 5 32 48 13 16 6 35 49 9 17 7 33 50 12 15 8 35 492 742 - - 10.70 16.13 - - S.D. 2.19 1.24 - - ∑ = 250 ∑ 2 = 1,570 จากตารางที่ 5 พบว่า นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง หน้าที่ - ชาวพุทธและมารยาทชาวพุทธมีคะแนนเฉลี ่ยก่อนเรียน เท่ากับ 10.70 และคะแนนเฉลี ่ยหลังเรียน เท่ากับ 16.13 คะแนน เฉลี่ยหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน ∑ ̅


82 ตารางที่ 6 คะแนนเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และทดสอบทีแบบไม่อิสระของผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียน เรื่อง หน้าที่ชาวพุทธและมารยาทชาวพุทธ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1ก่อน เรียนและหลังเรียน การทดสอบ N ̅ S.D. df t Sig.(2-tailed) ก่อนเรียน 50 10.70 2.19 45 17.01 0.0000 หลังเรียน 50 16.13 1.24 จากตารางที่ 6 พบว่า คะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที ่เรียนรู้โดยใช้รูปแบบการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน (Problem–Based Learning) นักเรียนมี คะแนนเฉลี ่ยก่อนเรียน เท่ากับ 10.70 นักเรียนมีคะแนนเฉลี ่ยหลังเรียน เท่ากับ 16.13 ตามล าดับ และเมื ่อเปรียบเทียบระหว ่างคะแนนก ่อนเรียนและหลังเรียน พบว ่า คะแนนสอบหลังเรียนของ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนอุดรพิทยานุกูล สูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยส าคัญทางสถิติที่ ระดับ .05


บทที่ 5 สรุป อภิปราย และข้อเสนอแนะ การวิจัยเรื ่อง การศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรายวิชาพระพุทธศาสนา เรื่อง หน้าที ่ชาว พุทธและมารยาทชาวพุทธ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที ่ 1 โดยรูปแบบการจัดการเรียนรู้โดยใช้ ปัญหาเป็นฐาน (Problem–based Learning) มีวัตถุประสงค์เพื่อจัดท าแผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้ รูปแบบการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน (Problem-based Learning) เรื่อง หน้าที ่ชาวพุทธ และมารยาทชาวพุทธ ส าหรับพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 และเพื่อเปรียบเทียบและวิเคราะห์ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน รายวิชาพระพุทธศาสนา เรื่อง หน้าที่ชาว พุทธและมารยาทชาวพุทธ ที่เรียนโดยใช้แผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้โดยใช้ ปัญหาเป็นฐาน (Problem-based Learning) กลุ ่มตัวอย ่าง คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที ่ 1/12 จ านวน 50คน ในปีการศึกษา 2566 โรงเรียนอุดรพิทยานุกูล อ าเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี โดยการ เลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้ โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน (Problem-based Learning) มีค่าดัชนีความสอดคล้อง เท่ากับ 1.00 ทุกแผน และแบบทด สอบวัด ผลสัมฤทธิ ์ทางก า รเ รียน จ านวน 20 ข้อ ค ่ าค ว ามเชื ่อ มั ่น 0.93 มีค่าความเชื่อมั่นสูง วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าเฉลี่ย ร้อยละ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบ ค่า t-dependent 5.1 สรุปผลการวิจัย 5.1.1 การพัฒนาแผนการจัดการเรียนรู้ โดยใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน (Problem-based Learning) เรื่อง หน้าที่ชาวพุทธและมารยาทชาวพุทธ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษา ปีที่ 1 มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80.04/80.65 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่ก าหนดไว้ 5.1.2 ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรายวิชาพระพุทธศาสนา เรื ่อง หน้าที ่ชาวพุทธและมารยาท ชาวพุทธ ที ่เรียนโดยใช้แผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน (Problem-based Learning) ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 นักเรียนได้คะแนนเฉลี ่ยก่อนเรียน เท่ากับ 10.70 คะแนน คิดเป็นร้อยละ 53.48 คะแนนเฉลี ่ยหลังเรียนเท่ากับ 16.13 คะแนน คิดเป็น ร้อยละ 80.65 ซึ่งพบว่าผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยส าคัญทางสถิติที่ ระดับ .05


84 5.2 อภิปรายผล จากผลการใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน (Problem-based Learning) ต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื ่อง หน้าที ่ชาวพุทธและมารยาทชาวพุทธ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษา ปีที่ 1 โรงเรียนอุดรพิทยานุกูล อ าเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี อภิปรายผลได้ดังต่อไปนี้ 5.2.1 การพัฒนาแผนการจัดการเรียนรู้ โดยใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน (Problem-based Learning) ต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง หน้าที่ชาวพุทธและมารยาทชาวพุทธ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที ่ 1 โรงเรียนอ ุดรพิทยานุกูล อ าเภอเมือง จังหวัดอ ุดรธานี มีประสิทธิภาพเท่ากับ 80.04/80.65 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่ก าหนดไว้ 80/80 ทั้งนี้อาจเป็นเพราะแผนการ จัดการเรียนรู้ที ่ผู้วิจัยได้จัดท าขึ้นได้ผ่านกระบวนการสร้างอย ่างมีระบบและมีวิธีการที ่เหมาะสม โดยเริ ่มตั้งแต ่การเลือกและเรียบเรียงเนื้อหาสาระ การศึกษาเอกสาร หลักสูตร คู ่มือครู และเอกสารต ่าง ๆ ที ่เกี ่ยวข้องกับการเรียนการสอน กลุ ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม การวิเคราะห์เนื้อหา การก าหนดหน ่วยการเรียนย ่อย ก าหนดความคิดรวบยอด จุดประสงค์การเรียนรู้ การจัดกิจกรรมการเรียนการสอน และการวัดผลการเรียนรู้ และแผนการ จัดการเรียนรู้ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นได้ผ่านการทดลองกับกลุ ่มตัวอย่างนักเรียนหลายคน ผ่านกระบวนการ กลั ่นกรอง ตรวจสอบและปรับปรุงแก้ไขจากผู้เชี ่ยวชาญที ่มีประสบการณ์ในการสอนกลุ ่มสาระ การเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม ที่ได้ท าการตรวจประเมินแผนการจัดการเรียนรู้จ านวน 3 ท่าน ก่อนที ่จะน าไปทดลองจริง นอกจากนี้กระบวนการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนยังมีการ พัฒนาด้วยกระบวนการวิจัยเชิงปฏิบัติการ และประเมินผลด้วยแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนและเครื ่องมือวัดกระบวนการทักษะการท างานกลุ ่มและการสร้างชิ้นงาน ส่งผลให้ นักเรียนเกิดความรู้ แสวงหาค าตอบได้ด้วยตนเอง และความเข้าใจในเนื้อหาสาระได้ดีมากยิ ่งขึ้น ซึ่งจากเหตุผลดังกล่าว ท าให้การพัฒนาแผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้โดยใช้ ปัญหาเป็นฐาน (Problem-based Learning) เรียน เรื ่อง หน้าที ่ชาวพุทธและมารยาทชาวพุทธ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที ่ 1 มีประสิทธิภาพเท่ากับ 80.04/80.65 ซึ ่งสูงกว ่าเกณฑ์ 80/80 ที่ก าหนดไว้


85 ซึ ่งสอดคล้องกับงานวิจัยของ ธีรภัทร์ นิตยกุลเศรษฐ์ (2563 : บทคัดย ่อ) ได้ท าการวิจัยเรื ่อง การพัฒนากิจกรรมการเรียนรู้แบบปัญหาเป็นฐาน เรื่อง ประเด็นส าคัญทางประวัติศาสตร์ไทย กลุ ่ม สาระสังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนากิจกรรมการ เรียนรู้แบบปัญหาเป็นฐาน เรื ่อง เรื ่อง ประเด็นส าคัญทางประวัติศาสตร์ไทย กลุ่มสาระสังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ให้มีประสิทธิภาพ 80/80 ผลการวิจัยพบว่า ประสิทธิภาพ ของกิจกรรมการเรียนรู้แบบใช้ปัญหาเป็นฐาน เรื ่อง ประเด็นส าคัญทางประวัติศาสตร์ไทย กลุ่มสาระ สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม ชั้นมัธยมศึกษาปีที ่ 6 มีประสิทธิภาพเท่ากับ 81.56/81.78 และ สอดคล้องกับงานวิจัยของ จิณห์จุฑา ศิริเวชบุรีและคณะ (2562 : บทคัดย่อ) ได้ท าการวิจัยเรื ่อง การพัฒนาชุดกิจกรรมการเรียนโดยประยุกต์ใช้กระบวนการเรียนรู้ปัญหาเป็นฐานเพื ่อพัฒนาทักษะ การแก้ปัญหา กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษาศาสนา และวัฒนธรรม ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 การวิจัย ครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์ เพื ่อพัฒนาชุดกิจกรรมการเรียนโดยประยุกต์ใช้กระบวนการเรียนรู้ปัญหา เป็นฐาน เพื ่อพัฒนาทักษะการแก้ปัญหา กลุ ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์80/80 ผลการวิจัยพบว ่า ชุดกิจกรรมการเรียนโดยประยุกต์ใช้ กระบวนการเรียนรู้ปัญหาเป็นฐาน เพื่อพัฒนาทักษะการแก้ปัญหา กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 มีประสิทธิภาพ ตามเกณฑ์ที่ก าหนดไว้ (E1/E2) คือ 82.33/82.89 และสอดคล้องกับงานวิจัยของ ฤดีรัตน์ แป้งหอม และคณะ (2559 : บทคัดย่อ) ได้ท า การวิจัยเรื่อง การสร้างชุดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน เรื่อง ปรากฏการณ์ทางภูมิศาสตร์ ส าหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที ่ 4 การศึกษาวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื ่อสร้างชุดกิจกรรมการ เรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน เรื ่องปรากฏการณ์ทางภูมิศาสตร์ส าหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที ่ 4 มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ที ่ก าหนดไว้คือ 80/80 ผลการวิจัย พบว ่า ชุดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้ ปัญหาเป็นฐาน เรื่องปรากฏการณ์ทางภูมิศาสตร์ ส าหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 มีประสิทธิภาพ ตามเกณฑ์มาตรฐาน (E1/E2) เท่ากับ 83.20/81.27 5.2.2 ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรายวิชาพระพุทธศาสนา เรื ่อง หน้าที ่ชาวพุทธและมารยาท ชาวพุทธ ที ่เรียนโดยใช้แผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน (Problem-based Learning) ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนอุดรพิทยานุกูล อ าเภอเมือง จังหวัดอ ุดรธานี นักเรียนได้คะแนนเฉลี ่ยก่อนเรียนเท่ากับ 10.70 คะแนน คิดเป็นร้อยละ 53.48 คะแนนเฉลี ่ยหลังเรียนเท่ากับ 16.13 คะแนน คิดเป็นร้อยละ 80.65 พบว ่าผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ซึ่งเป็นไปตามสมมติฐานการศึกษา


86 ที่ตั้งไว้ ทั้งนี้อาจเป็นเพราะการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน มีลักษณะการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียน เป็นส าคัญ นักเรียนได้เผชิญกับสถานการณ์จริง หรือสภาพการณ์ให้ผู้เรียนเผชิญปัญหา วิธีการเรียนรู้ ที่เริ ่มต้นด้วยการใช้ปัญหาเป็นตัวกระตุ้นให้ผู้เรียนไปศึกษาค้นคว้า แสวงหาความรู้ด้วยวิธีการต่าง ๆ จากแหล ่งเรียนรู้ที ่หลากหลาย เพื ่อน ามาใช้ในวิเคราะห์ แก้ปัญหา และนักเรียนยังสามารถ สร้างองค์ความรู้ใหม ่จากการใช้ปัญหาที ่เกิดขึ้นในโลกแห่งความเป็นจริง เป็นบริบทของการเรียนรู้ เพื่อให้ผู้เรียนเกิดทักษะในการคิด วิเคราะห์ และการแก้ปัญหา ยังเป็นการกระตุ้นให้นักเรียนเกิดความ สนใจในการเรียนมากขึ้น ซึ ่งสอดคล้องกับงานวิจัยของ จิตติ์โศภิณ บุญเชิดและคณะ (2563 : บทคัดย่อ) ได้ท าการวิจัยเรื่อง การศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสังคมศึกษาและความสามารถในการ รู้เท่าทันสื่อของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 จากการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน การวิจัยครั้ง นี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสังคมศึกษาของนักเรียนก่อนและหลังการ จัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน ผลการวิจัยพบว่า นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสังคมศึกษา หลังเรียนสูงกว ่าก่อนเรียนอย ่างมีนัยส าคัญทางสถิติที ่ระดับ 0.05 และสอดคล้องกับงานวิจัยของ กนก จันทรา (2556 : บทคัดย่อ) ได้ท าการวิจัย เรื ่อง ผลของการจัดกิจกรรมการเรียนรู้สังคมศึกษา โดย ใช้ปัญหาเป็นฐานที่มีต่อความสามารถในการแก้ปัญหาและความรับผิดชอบต่อสังคมของนักเรียน มัธยมศึกษาปีที ่ 5 การวิจัยครั้งนี้เพื ่อศึกษาความสามารถในการแก้ปัญหา และความรับผิดชอบต ่อ สังคมของนักเรียนมัธยมศึกษาปีที ่ 5 ที ่เรียนจากกิจกรรมการเรียนรู้สังคมศึกษาตามแนวคิดการใช้ ปัญหาเป็นฐาน ผลการวิจัยพบว่า นักเรียนที่ได้รับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้สังคมศึกษาโดยใช้ปัญหา เป็นฐาน มีความสามารถในการแก้ปัญหา หลังเรียนสูงกว ่าก่อนเรียนอย ่างมีนัยส าคัญทางสถิติที ่ ระดับ 0.05 และนักเรียนที ่ได้รับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้สังคมศึกษาโดยใช้ปัญหาเป็นฐานมีความ สามารถในการแก้ปัญหาและความรับผิดชอบต ่อสังคมสูงกว ่านักเรียนที ่ได้รับการจัดกิจกรรมการ เรียนรู้สังคมศึกษาแบบปกติอย ่างมีนัยส าคัญทางสถิติที ่ระดับ 0.05 และสอดคล้องกับงานวิจัยของ อภิชัย เหล่าพิเดชและคณะ (2556 : บทคัดย่อ) ได้ท าการวิจัยเรื่อง การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และความสามารถในการคิดแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ เรื่อง ปัญหาทางสังคมของไทย ของนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที ่ 6 ด้วยการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน มีวัตถุประสงค์ เพื ่อเปรียบเทียบ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื ่องปัญหาทางสังคมของไทย ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที ่ 6 ด้วยการ จัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐานก่อนเรียนและหลังเรียน ผลการวิจัยพบว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่องปัญหาทางสังคมของไทยด้วยการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษา ปีที่ 6 หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ .05


87 5.3 ข้อเสนอแนะ 5.3.1 ข้อเสนอแนะในการน าผลการวิจัยไปใช้ 5.3.1.1 ในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหา เป็นฐาน (Problem-based Learning) ควรจัดเวลาเรียนให้มีชั ่วโมงเรียนที ่ต ่อเนื ่องกันเพื ่อให้ การเรียนรู้ของผู้เรียนเป็นไปอย่างต ่อเนื ่อง และไม่ควรก าหนดเวลาในการท างานให้เสร็จในชั ่วโมง ต้องให้นักเรียนได้ไปศึกษาค้นคว้านอกเวลาและระยะเวลาที ่นักเรียนเก็บรวบรวมข้อมูล ควรมีการตรวจสอบความก้าวหน้าของผลการศึกษาค้นคว้า และแนะน าหรือเตรียมแหล่งเรียนรู้ไว้ 5.3.2 ในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหา เป็นฐาน (Problem-based Learning) นั้น กระบวนการกลุ่มถือว่ามีความส าคัญอย่างยิ่งที่ท าให้งาน นั้นประสบผลส าเร็จ และเกิด ก ารเรียน รู้ของตัวผู้เรียนเองที ่เกิด จากคว าม ร ่วมมือ ความรับผิดชอบร่วมกันท างานในกลุ่มให้ส าเร็จ ครูควรเน้นย ้าให้นักเรียนได้รู้และเข้าใจบทบาทหน้าที่ ของตนเองให้มากที่สุด 5.3.3 การแจ้งผลการปฏิบัติกิจกรรมควรแจ้งผลทันทีหลังจากเสร็จสิ้นการปฏิบัติ กิจกรรม แผนการเรียนรู้และแบบทดสอบหลังเรียนจะเป็นเครื ่องมือในการสะท้อนผลในการวิจัย ที่ส าคัญเพื่อประเมินว่านักเรียนมีความสามารถและเข้าใจมากน้อยเพียงใด เพื่อให้สามารถน าข้อมูลไป ใช้พัฒนาตนเองต่อไป 5.3.2 ข้อเสนอแนะในการท าวิจัยครั้งต่อไป 5.3.2.1 ควรมีการศึกษาค้นคว้าเกี ่ยวกับการพัฒนาแผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้ ปัญหาเป็นฐานกับหน ่วยการเรียนรู้อื่น รวมทั้งการศึกษาผลการเรียนรู้ด้านความสามารถในการคิด พื้นฐานตลอดจนการคิดขั้นสูง เช ่น ความสามารถในการคิดวิเคราะห์ คิดแก้ปัญหา คิดอย ่างมี วิจารณญาณ เป็นต้น 5.3.2.2 ควรศึกษาเปรียบเทียบผลการเรียนรู้ของนักเรียนโดยใช้ปัญหาเป็นฐาน ร่วมกับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบอื ่น เช ่น การจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะ, พหุปัญญา, หมวก 6 ใบ เป็นต้น


88 เอกสารอ้างอิง กนก จันทรา. (2556). ผลของการจัดกิจกรรมการเรียนรู้สังคมศึกษาโดยใช้ปัญหาเป็นฐานที่มีต่อ ความสามารถในการแก้ปัญหาและความรับผิดชอบต่อสังคมของนักเรียนมัธยมศึกษาปีที่ 5. ปริญญาครุศาสตรมหาบัณฑิต, สาขาวิชาการสอนสังคมศึกษา ภาควิชาหลักสูตรและการ สอน, คณะครุศาสตร์, จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. กนกวรรณ ทองฉวี. (2545). ความสัมพันธ์ระหว่างความรู้สึกมีคุณค่าในตนเอง บทบาทอาจารย์ใน การอ านวยความสะดวกในการเรียนรู้ สภาพแวดล้อมในสถาบัน กับความพร้อมในการ เรียนรู้ด้วยตนเองของนักศึกษาพยาบาล สถาบันการศึกษาพยาบาลของรัฐ สังกัด ทบวงมหาว ิทยาล ัย. (วิทยานิพนธ์ปริญญ ามหาบัณฑิต), สาขาวิชาการพยาบาล คณะพยาบาลศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, กรุงเทพฯ. กรมวิชาการ. (2550). การจัดการเรียนรู้แบบใช้ปัญหาเป็นฐาน. กรุงเทพฯ: ส านักงานเลขาธิการ สภาการศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ. กระทรวงศึกษาธิการ. (2551). หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551. กรุงเทพฯ: ชุมนุมสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทย. จิณห์จุฑาศิริเวชบุรีและคณะ. (2562). การพัฒนาชุดกิจกรรมการเรียนโดยประยุกต์ใช้กระบวนการ เรียนรู้ปัญหาเป็นฐานเพื่อพัฒนาทักษะการแก้ปัญหา กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรมชั้นประถมศึกษาปีที่ 5. วารสารบัณฑิตศึกษา มหาราชภัฏสกลนคร. จิตติ์โศภิณ บุญเชิด และคณะ. (2563). การศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสังคมศึกษาและ ความสามารถในการรู้เท่าทันสื่อของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 จากการจัดการเรียนรู้ โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน. ปริญญาครุศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาหลักสูตรและการสอน มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา. ณัฐกร สงคราม. (2553). การพัฒนารูปแบบการเรียนที่ใช้ปัญหาเป็นหลักด้วยเครื่องมือทางปัญญา แบบไฮเพอร์มีเดียเพื่อเสริมสร้างความสามารถในการแก้ปัญหาของนิสิตนักศึกษาสาขา เกษตรศาสตร์ ระดับปริญญาบัณฑิต. (ปริญญาครุศาสตร์ดุษฎีบัณฑิต), จุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัยล กรุงเทพฯ.


89 เอกสารอ้างอิง (ต่อ) ดวงกมล สินเพ็ง. (2553). การพัฒนาผู้เรียนสู่สังคมแห่งการเรียนรู้: การจัดการเรียนการสอนที่เน้น ผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง : กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม. พิมพ์ครั้งที่ 2 (ฉบับปรับปรุง). กรุงเทพฯ: บริษัท วี. พริ้นท์ (1991) จ ากัด. ทิศนา แขมมณี. (2549). ศาสตร์การสอน. พิมพ์ครั้งที่ 5. กรุงเทพฯ: ด่านสุทธาการพิมพ์จ ากัด. ทองจันทร์ หงส์ลดารมณ์. (2537). ทักษะในการแก้ปัญหากับการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นหลัก. กรุงเทพฯ: โอเดียนสโตร์. ธีรภัทร์ นิตยกุลเศรษฐ์. (2563). การพัฒนากิจกรรมการเรียนรู้แบบปัญหาเป็นฐาน เรื่อง ประเด็น ส าค ัญท างป ระว ัติศาสตร์ไทย กล ุ ่มสาระสังคมศึกษา ศาสนาและว ัฒนธรรม ชั้นม ัธยมศ ึกษ าป ีท ี ่ 6. ปริญญ าคร ุศาสต รมห าบัณฑิต สาข าวิชาสังคมศ ึกษ า มหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคาม. บุปผชาติ ทัพหิกรณ์. (2551). การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศในการเรียนการสอน. กรุงเทพฯ: โครงการเทคโนโลยีสารสนเทศตามพระราชด าริ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรม ราชกุมารี ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ. เผชิญ กิจระการ. (2544). การวิเคราะห์ประสิทธิภาพสื ่อและเทคโนโลยีเพื ่อการศึกษา. วารสารการวัดผลการศึกษามหาวิทยาลัยมหาสารคาม. 7 : 44 – 51 ; กรกฎาคม. พระจิรายุ อุตฺตโม (มูลมาก). (2561). การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ วิชาพระพุทธศาสนา ของนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2โรงเรียนบ้านปางสวรรค์ ต าบลปางสวรรค์ อ าเภอชุมตาบง จังหวัดนครสวรรค์ (สาขาวิชาการสอนสังคมศึกษา). ปริญญาพุทธศาสตรมหาบัณฑิต (พระพุทธศาสนา). สาขาวิชาการการสอนสังคมศึกษา มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณ ราชวิทยาลัย. ไพศาล หวังพานิช. (2526). การจัดการผลการศึกษา. กรุงเทพฯ: ไทยวัฒนาพานิช. ภพ เลาหไพบูลย์. (2542). แนวการสอนวิทยาศาสตร์. กรุงเทพฯ: ไทยพัฒนาพาณิชย์ มัณฑรา ธรรมบุศย์. (2549). การส่งเสริมกระบวนการคิดโดยใช้ยุทศาสตร์ PBL. วารสารวิชาการ. 105(3), 42 - 45. มนสภรณ์ วิทูรเมธา. (2544). การเรียนการสอนแบบใช้ปัญหาเป็นหลัก. รังสิตสารสนเทศ, 7(1), 49 - 61.


Click to View FlipBook Version