รายงานการวจิ ยั
การพัฒนาวธิ ีการสอนแบบ 5ES สำหรบั การจดั กิจกรรมการเรียนรวู้ ทิ ยาศาสตร์
โดยอา้ งองิ วธิ ีการและปรชั ญาวทิ ยาศาสตรส์ มยั ใหม่ นักเรียนระดับชนั้
ประถมศึกษาปีท่ี 5 โรงเรียนเทศบาลวดั ท้ายตลาด (กวธี รรมสาร)
โดย
นางสาวเกวลนิ แป้นสวน รหสั นกั ศึกษา 62031050134
นางสาวธัญวรัตน์ เจรญิ กาศ รหัสนกั ศกึ ษา 62031050145
นางสาวแกว้ ฟา้ ทองลบั แลง รหสั นกั ศึกษา 62031050155
นางสาวสุดารตั น์ บญุ รกั ษา รหสั นักศกึ ษา 62031050161
นางสาวภทั ทิยา ศรบี ตุ ตา รหสั นกั ศึกษา 62031050167
วจิ ยั นเ้ี ปน็ ส่วนหนึ่งของวิชาการวจิ ยั เพ่อื พัฒนากระบวนการเรียนรู้ (1043413)
คณะครศุ าสตร์ สาขาวทิ ยาศาสตรท์ ว่ั ไป มหาวิทยาลัยราชภัฏอตุ รดติ ถ์
ภาคเรียนท่ี 2 ปีการศกึ ษา 2564
รายงานการวจิ ยั
การพัฒนาวธิ ีการสอนแบบ 5ES สำหรบั การจดั กิจกรรมการเรียนรวู้ ทิ ยาศาสตร์
โดยอา้ งองิ วธิ ีการและปรชั ญาวทิ ยาศาสตรส์ มยั ใหม่ นักเรียนระดับชนั้
ประถมศึกษาปีท่ี 5 โรงเรียนเทศบาลวดั ท้ายตลาด (กวธี รรมสาร)
โดย
นางสาวเกวลนิ แป้นสวน รหสั นกั ศึกษา 62031050134
นางสาวธัญวรัตน์ เจรญิ กาศ รหัสนกั ศกึ ษา 62031050145
นางสาวแกว้ ฟา้ ทองลบั แลง รหสั นกั ศึกษา 62031050155
นางสาวสุดารตั น์ บญุ รกั ษา รหสั นักศกึ ษา 62031050161
นางสาวภทั ทิยา ศรบี ตุ ตา รหสั นกั ศึกษา 62031050167
วจิ ยั นเ้ี ปน็ ส่วนหนึ่งของวิชาการวจิ ยั เพ่อื พัฒนากระบวนการเรียนรู้ (1043413)
คณะครศุ าสตร์ สาขาวทิ ยาศาสตรท์ ว่ั ไป มหาวิทยาลัยราชภัฏอตุ รดติ ถ์
ภาคเรียนท่ี 2 ปีการศกึ ษา 2564
ก
กิตติกรรมประกาศ
วจิ ยั ฉบบั น้ี สำเรจ็ ลุล่วงไปด้วยดี เพราะไดร้ บั ความกรุณาอย่างยงิ่ จาก อาจารย์อสิ ระ ทบั สสี ด
อาจารยท์ ปี่ รึกษา ท่ีกรณุ าให้คำปรึกษา แนะนำ และข้อเสนอแนะในการวิจยั ทุกข้นั ตอนจนกระท่งั วจิ ยั
ฉบับน้ีเสรจ็ สมบรู ณ์ ผ้วู จิ ยั ขอกราบขอบพระคุณเปน็ อย่างสูงไว้ ณ ทน่ี ้ี
กราบขอบพระคุณ ผศ.ธันยบรู ณ์ ถาวรวรรณ อาจารย์พัทธชัย ป่ินนาค และ ดร.เอมอร วนั เอก
ท่ใี ห้คำปรึกษาการใช้เครื่องมือในการทำวิจยั คร้งั นี้ ทำใหส้ ามารถปรบั ใชใ้ นงานวิจยั ได้อย่างมีคุณภาพ
ขอขอบคุณเพื่อน และขอกราบขอบพระคณุ บิดา มารดา ทีเ่ ปน็ กำลงั ใจ ทำให้วิจยั ฉบบั น้ีประสบ
ความสำเรจ็ ลุลว่ งไปไดด้ ้วยดี
ข
การพฒั นาวิธีการสอนแบบ 5ES สำหรบั การจัดกิจกรรมการเรยี นร้วู ทิ ยาศาสตร์โดยอ้างองิ
วิธกี ารและปรชั ญาวทิ ยาศาสตรส์ มัยใหม่ นกั เรียนระดบั ชั้นประถมศกึ ษาปีท่ี 5
โรงเรียนเทศบาลวัดทา้ ยตลาด (กวธี รรมสาร)
เกวลนิ แป้นสวน*
ธญั วรัตน์ เจรญิ กาศ*
แกว้ ฟ้า ทองลับแลง*
สุดารตั น์ บญุ รักษา*
ภัททยิ า ศรบี ตุ ตา*
บทคัดยอ่
การวิจยั ครงั้ น้ีกระทำกับกลุ่มตัวอย่างเดียวที่ถูกคัดเลือกโดยวธิ ีการสุ่มตามหลักการความน่าจะเป็น
อย่างง่ายจากนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนโรงเรียนเทศบาลวดั ท้ายตลาด (กวีธรรมสาร)
อำเภอเมืองอตุ รดิตถ์ จังหวดั อุตรดิตถ์ วตั ถปุ ระสงค์ของการวิจัยเพื่อ 1) เพอ่ื พัฒนาวิธีการสอนแบบ 5Es
สำหรบั การจดั กิจกรรมการเรียนร้วู ิทยาศาสตร์โดยอา้ งอิงวิธีการและปรัชญาวิทยาศาสตร์สมยั ใหม่ สำหรับ
การพัฒนาการจัดการเรียนรู้เรื่องเสียงและการได้ยิน 2) เพื่อศึกษาผลการทดลองใช้วิธีการสอนแบบ 5Es
สำหรับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้วิทยาศาสตร์โดยอ้างอิงวิธีการและปรัชญาวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ สำหรับ
การพัฒนาการจัดการเรียนรู้เรื่องเสียงและการได้ยิน และ 3) เพื่อศึกษาระดับความพึงพอใจ ที่มีต่อการ
ทดลองใช้วิธีการสอนแบบ 5Es สำหรับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้วิทยาศาสตร์โดยอ้างอิงวิธีการและ
ปรัชญาวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ สำหรับการพัฒนาการจัดการเรียนรู้เรื่องเสียงและการได้ยิน ระเบียบ
วิธีการวิจัยเป็นแบบกึ่งทดลอง เครื่องมือการวิจัยซึ่งผ่านการหาประสิทธิภาพแล้วประกอบด้วย แบบทดสอบ
แบบวัดระดบั ความพงึ พอใจ วเิ คราะหข์ อ้ มูลด้วยคา่ เฉลีย่ สว่ นเบยี่ งเบนมาตรฐาน และ Paired - Sample
t-Test ผลการวิจยั พบว่า
การพฒั นาวธิ ีการสอนแบบ 5Es สำหรบั การจัดกิจกรรมการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตร์โดยอา้ งองิ วิธีการ
และปรัชญาวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ นักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนเทศบาลวัดท้ายตลาด
(กวีธรรมสาร) สร้างขึ้นตามแนวคิด ทฤษฎี หลักการ วิธีการของวิธีการสอนแบบ 5ES สำหรับการจัด
กจิ กรรมการเรยี นรู้วิทยาศาสตร์โดยอ้างอิงวิธกี ารและปรัชญาวิทยาศาสตรส์ มยั ใหม่ นั้น ภายหลังทดลอง
ใช้จดั กจิ กรรมการเรยี นรูเ้ รือ่ งเสยี งและการได้ยนิ เพ่อื การพฒั นาผลสัมฤทธก์ิ ารเรยี นรู้แลว้ นำผลมาเปรียบเทียบ
กับผลสัมฤทธิ์การเรียนรู้ท่ีอยู่เดิมด้วยแบบทดสอบก่อน – หลังการใช้นวัตกรรม ด้วยวิธีการดังกล่าว
___________________________________________________________________________
* นักศึกษาวิชาเอกสาขาวิทยาศาสตร์ทั่วไป คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุตรดิตถ์ เกวลิน แป้นสวน ธัญวรัตน์
เจริญกาศ แก้วฟ้า ทองลับแลง สดุ ารัตน์ บุญรักษา ภทั ทยิ า ศรีบุตตา
ค
ผลสัมฤทธิก์ ารเรยี นรู้ของกลุ่มตวั อยา่ งที่มีอยเู่ ดิมอยู่ท่ีระดับดี เมอ่ื เทยี บกบั เกณฑ์ของ สพฐ. และจากการ
ทดลองใช้การพัฒนาวิธีการสอนแบบ 5Es สำหรับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้วิทยาศาสตร์โดยอ้างอิง
วธิ ีการและปรัชญาวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ นกั เรยี นระดับช้นั ประถมศึกษาปีท่ี 5 โรงเรยี นเทศบาลวัดท้ายตลาด
(กวีธรรมสาร) อยู่ที่ระดับดีมาก เมื่อเทียบกับเกณฑ์เดียวกัน และเมื่อวิเคราะห์เปรียบเทียบด้วย
Paired –Sample t Test ผลสมั ฤทธ์ิการเรียนรู้สูงกวา่ ท่มี ีอยู่เดิมอยา่ งมีนยั สำคัญทางสถติ ิท่ี 0.05 หรือท่ี
ระดับความเชื่อมั่น 95 % มีความพึงพอใจต่อเฉพาะการทดลองใช้การพัฒนาวิธีการสอนแบบ 5Es
สำหรับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้วิทยาศาสตร์โดยอ้างอิงวิธีการและปรัชญาวิทยาศาสตร์สมัยใหม่
นกั เรยี นระดบั ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนเทศบาลวัดท้ายตลาด (กวีธรรมสาร) ทีร่ ะดบั มาก
ง
Abstract
This research was done with a single sample selected by a simple probability
sampling method from Prathomsuksa 5 students in Wat Thai Talat Municipality School
(Kawee Thammasan), Muang Uttaradit District. Uttaradit Province The objectives of this
research were 1) to develop a 5Es teaching method for organizing science learning
activities with reference to modern scientific methods and philosophy. for the
development of sound and auditory learning management; 2) to study the results of an
experimental study of the 5Es teaching method for science learning activities with
reference to modern scientific methods and philosophies; for the development of
auditory and auditory learning management and 3) to study the level of satisfaction
towards experimenting with the 5Es teaching method for organizing science learning
activities with reference to modern scientific methods and philosophies. for the
development of auditory and auditory learning management The research methodology
was quasi-experimental. Efficacy-tested research tools consisted of a test, a satisfaction
scale, Analyze the data with averages. standard deviation and Paired - Sample t-Test.
Developing a 5Es teaching method for organizing science learning activities with
reference to modern scientific methods and philosophies. Grade 5 students at Wat Thai
Talat Municipality School (Kavee Thammasan) Created according to the concepts,
theories, principles and methods of teaching method 5ES for science learning activities
based on modern scientific methods and philosophy, after experimenting with audio and
auditory learning activities to improve achievement. learn and compare the results with
the learning achievement Existing address with a pre-test test - after the implementation
of innovations by means of As mentioned, the learning achievement of the existing
sample was at a good level. Compared with the criteria of OBEC and from the
experimental development of teaching method 5Es for science learning activities with
reference to modern scientific methods and philosophy. Grade 5 compared to the same
criteria and when compared with Paired –Sample t Test, learning achievement was
significantly higher than the original at 0.05 or at 95% confidence level. Teach the 5Es
for organizing science learning activities based on modern scientific methods and
philosophies. Grade 5 students at Wat Thai Talat Municipality School (Kavee
จ
Thammasarn) at a high levelstudents at Wat Thai Talat Municipality School (Kavee
Thammasarn) are at very good levels.
ฉ
สารบญั
บทท่ี หน้า
กติ ติกรรมประกาศ ………………………………………………………………………………………………………. ก
บทคัดย่อภาษาไทย ……………………………………………………………………………………………………… ข
บทคัดย่อภาษาอังกฤษ …………………………………………………………………………………………………. ง
สารบัญ ………………………………………………………………………………………………………………………. ฉ
สารบัญตาราง ……………………………………………………………………………………………………………… ซ
1 บทนำ ……………………………………………………………………………………………………………….. 1
ทีม่ าและความสำคัญของปัญหา …………………………………………………………………. 1
คำถามการวจิ ัย ………………………………………………………………………………………. 6
วตั ถปุ ระสงค์การวิจยั ………………………………………………………………………………………….. 6
ผลและประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ ……………………………………………………………………….. 7
ขอบเขตการวิจัย ………………………………………………………………………………………………… 7
นิยามคำศัพท์เฉพาะ …………………………………………………………………………………………… 9
สมมติฐานการวจิ ยั ……………………………………………………………………………………………… 10
2 การทบทวนเอกสารและงานวจิ ยั ทีเ่ กี่ยวข้อง …………………………………………………………… 12
12
การวิจยั ในชนั้ เรียน …………………………………………………………………………………..
15
นวัตกรรมทางการศึกษา ……………………………………………………………………………………… 19
วิธีการสอนแบบ 5Es ………………………………………………………………………………… 23
26
วิธกี ารสร้างและหาคณุ ภาพของนวัตกรรม ……………………………………………………………..
30
เคร่ืองมือการวจิ ยั ……………………………………………………………………………………. 33
ระดับความพึงพอใจ …………………………………………………………………………………………… 37
ผลสัมฤทธ์ิการเรียนรู้ ………………………………………………………………………………..
งานวจิ ัยท่ีเกยี่ วขอ้ ง …………………………………………………………………………………..
ช
บทท่ี หน้า
3 วธิ ดี ำเนินการวิจยั ……………………………………………………………………………………………… 41
ระเบียบวธิ ีวจิ ยั …………………………………………………………………………………………………… 41
แหลง่ ขอ้ มลู การวิจัย …………………………………………………………………………………………… 41
เครื่องมือการวิจัย ……………………………………………………………………………………………….. 42
การดำเนินการรวบรวมข้อมลู ………………………………………………………………………………. 47
การวเิ คราะห์ข้อมูล …………………………………………………………………………………………….. 48
การนำเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูล ………………………………………………………………………. 49
4 ผลการวเิ คราะหข์ ้อมูล ………………………………………………………………………………………… 50
ผลการพฒั นาวธิ ีการสอนแบบ 5Es สำหรบั การจดั กิจกรรมการเรียนรู้วทิ ยาศาสตร์โดย
อา้ งองิ วธิ ีการและปรชั ญาวิทยาศาสตร์สมยั ใหม่ ……………………………………………………… 50
การพฒั นาผลสมั ฤทธิ์การเรียนรู้ …………………………………………………………………………… 55
ระดบั ความพึงพอใจ …………………………………………………………………………………………… 58
5 สรุป อภิปราย และขอ้ เสนอแนะผลการวิจัย ………………………………………………………….. 61
สรปุ ผลการวิจัย …………………………………………………………………………………………………. 61
อภิปรายผลการวิจยั …………………………………………………………………………………………… 62
ข้อเสนอแนะ ……………………………………………………………………………………………………… 63
บรรณานกุ รม ………………………………………………………………………………………………………………. 64
ภาคผนวก …………………………………………………………………………………………………………………… 68
ภาคผนวก ก เคร่ืองมือท่ีใช้ในการวิจัย …………………………………………………………………. 69
ภาคผนวก ข คา่ ดัชนีความสอดคล้อง และคา่ อำนาจจำแนกของเครื่องมอื ……………….. 133
ภาคผนวก ค หนังสอื ขอความอนุเคราะห์ …………………………………………………………….. 179
ประวตั ิยอ่ ของผวู้ จิ ยั …………………………………………………………………………………………………….. 188
ซ
สารบญั ตาราง หน้า
ตาราง
1 แสดงผลการประเมินความเหมาะสมของแผนการจัดการเรียนรู้ เพื่อพัฒนาวิธีการ 51
สอนแบบ 5Es สำหรบั การจดั กิจกรรมการเรยี นรู้วิทยาศาสตร์โดยอา้ งองิ วิธีการและ 55
ปรัชญาวิทยาศาสตร์สมยั ใหม่ จากผเู้ ชี่ยวชาญจำนวน 3 คน ……………………………
56
2 แสดงคะแนนผลสัมฤทธ์กิ ารเรยี นรูเ้ ร่ือง เสยี งกบั การได้ยนิ จากการจัดกจิ กรรมการ 58
เรียนรโู้ ดยทดลองใชก้ ารออกแบบกิจกรรมการเรยี นรู้เพ่อื พฒั นาวธิ ีการสอนแบบ 5Es
สำหรับการจดั กจิ กรรมการเรยี นรู้วทิ ยาศาสตร์โดยอา้ งอิงวธิ กี ารและปรชั ญาวิทยาศาสตร์
สมัยใหมก่ บั กลมุ่ ตัวอย่าง เมอ่ื คะแนนเตม็ เท่ากบั 30 คะแนน …………………………………
3 แสดงผลการเปรียบเทียบระดับผลสมั ฤทธิก์ ารเรียนรเู้ รื่อง เสยี งกับการได้ยนิ ของกลุ่ม
ตวั อย่าง ซงึ่ ถกู จัดกิจกรรมการเรียนรู้เรื่องโดยทดลองใชก้ ารออกแบบกจิ กรรมการเรยี นรู้
เพอ่ื พัฒนา วธิ กี ารสอนแบบ 5Es สำหรบั การจดั กิจกรรมการเรียนร้วู ทิ ยาศาสตร์โดย
อา้ งองิ วิธีการและ ปรัชญาวิทยาศาสตร์สมัยใหมก่ ับผลการเรยี นรู้ตงั้ แตร่ ะดบั ดี ตาม
เกณฑข์ อง สพฐ. (ค่าคะแนนร้อยละ 70 – 74) เมื่อ α = 0.05 หรือท่รี ะดบั ความ
เชอื่ ม่นั 95%) …………………………………………………………………………………………………….
4 แสดงระดบั ความพึงพอใจของนกั เรียนระดับช้นั ประถมศึกษาปีท่ี 5 ปีการศึกษา 2564
จำนวน 20 คนทีม่ ตี อ่ การทดลองใช้การออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้ เพ่ือพฒั นาวิธีการ
สอนแบบ 5Es สำหรับการจัดกิจกรรมการเรยี นรวู้ ิทยาศาสตร์โดยอ้างอิงวิธกี ารและ
ปรชั ญาวิทยาศาสตรส์ มัยใหมจ่ ัดกจิ กรรมการเรียนรู้เร่ือง เสียงกับการได้ยนิ ………………
1
บทที่ 1
บทนำ
ทมี่ าและความสำคญั ของปญั หา
มาตรา 22 ความบัญญัติว่า การจัดการศกึ ษาต้องยึดหลักว่าผู้เรียนทุกคนมีความสามารถเรยี นรู้
และพัฒนาตนเองได้ และถอื วา่ ผูเ้ รียนมคี วามสำคญั ที่สุด กระบวนการจัดการศกึ ษาต้องสง่ เสริมให้ผู้เรียน
สามารถพัฒนาตามธรรมชาตแิ ละเต็มตามศักยภาพ มาตรา 24 (1) ความบัญญัตวิ า่ การจัดการเรียนรู้ให้
สถานศึกษาและหน่วยงานทีเ่ กยี่ วข้องดำเนินการตาม (1) และ (5) ดงั นี้ (1) จัดเนอื้ หาสาระและกิจกรรม
ให้สอดคลอ้ งกบั ความสนใจและความถนดั ของผู้เรยี นโดคำนึงถึงความแตกตา่ งระหว่างบคุ คล (5) ส่งเสริม
สนับสนุนให้ผู้สอนสามารถจัดบรรยากาศ สภาพแวดล้อม สื่อการเรียน และอำนวยความสะดวกเพื่อให้
ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้และมีความรอบรู้ รวมทั้งสามารถใช้การวิจัยเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการเรียนรู้
ทั้งนี้ ผู้สอนและผู้เรียนอาจเรียนรู้ไปพร้อมกันจากสื่อการเรียนการสอนและแหล่งวิทยาการประเภทต่าง ๆ
มาตรา 30 ให้สถานศึกษาพัฒนากระบวนการเรียนการสอนที่มีประสิทธิภาพ รวมทั้งการส่งเสริมให้
ผู้สอนสามารถวิจัยเพ่อื พฒั นาการเรยี นรูท้ เี่ หมาะสมกับผู้เรียนในแตล่ ะระดับการศึกษา
การเรียนรู้และกระบวนการเรียนรู้ ผู้สอนมีบทบาทสำคัญในการจัดการเรียนรู้ให้กับผูเ้ รียนตาม
เป้าหมายหมายของหลักสูตร จึงใช้วิธีการสอนรูปแบบการสอนแบบ 5E คือ กลยุทธ์การสอนที่ช่วยให้
นกั เรยี นเข้าใจในส่ิงท่ีเรียนรู้ไดด้ ้วยตนเอง สร้างทง้ั ความสนใจ กระตุ้นใหเ้ กดิ การเรียนรู้ และปูทางให้กับ
การพัฒนาทักษะ ซึ่งมีหลักการคือใช้การตั้งคำถาม (inquiry) เป็นพื้นฐานในการให้ผู้เรียนได้นำ
ประสบการณท์ ่ีเรียนร้หู รือฝึกฝนมาทดลองปฏิบตั หิ รือแสวงหาคำตอบเกิดเปน็ การเรยี นรู้จากความเข้าใจ
ทีผ่ ู้เรยี นคอ่ ยๆ สรา้ งสมขน้ึ มา โดยผู้สอนจะเป็นผู้ชว่ ยแนะนำแก้ไขและเสรมิ ต่อในสว่ นที่จำเป็น ต่างจาก
การสอนแบบเดิมที่ใช้การป้อนความรู้จากผู้สอนเป็นหลัก การใช้รูปแบบการสอนแบบ 5Es มีลำดับข้ัน
ดังนี้ 1) สร้างความสนใจในการเรียนรู้ (engagement) 2) การค้นหาความรู้ (exploration)
3) การอธิบายเพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้อง (explanation) 4) การขยายความ (elaboration)
5) การประเมินผล (evaluation)
สุเมธ เนาว์รุ่งโรจน์ (2560) ทำการวิจัยเรื่อง การศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง การ
ถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรม ที่จัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ (5E) และความพึงพอใจในการ
จัดการเรียนรู้ของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนห้วยยอด จังหวัดตรังกับนักเรียนระดับ
ช้นั มัธยมศกึ ษาปีที่ 6 โรงเรียนหว้ ยยอด โดยใช้การจดั การเรียนรูแ้ บบสบื เสาะหาความรู้ (5E) ผลการวิจยั
2
พบว่าการศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิทยาศาสตรข์ องนักเรียนชั้นมัยยมศึกษาปีที่ 6 ด้วยการจัดการ
เรียนรู้โดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ (5E) ได้ผลดังนี้ พบว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน
เรื่อง การถ่ายทอดลกั ษณะทางพนั ธุกรรม ของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีท่ี 6 หลังได้รับการจัดการ
เรียนรู้แบบสบื เสาะหาความรู้ (5E) สูงกวา่ ก่อนเรียนอยา่ งมีนัยสำคัญทางสถิติ ท่ีระดบั 0.5 สว่ นผลศึกษา
ความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้ เรื่อง การถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรมที่จัดการเรียนรู้แบบสืบ
เสาะหาความรู้ (5E) ของนักเรียนระดบั ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนห้วยยอด จังหวัดตรัง พบว่าความ
พึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดการเรียนรู้ เรื่อง การถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรมที่จัดการเรียนรู้
แบบสืบเสาะหาความรู้ (5E) มีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับพึงพอใจมาก อับดุลเลาะ อูมาร์ (2560) ทำการวิจัย
เรื่อง ผลของการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ (5Es) เรื่องสมดุลเคมี ที่มีต่อแบบจำลองทาง
ความคิด ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และความพึงพอใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5
โรงเรียนเดชะปัตตนยานุกูล จังหวัดปัตตานี กับนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5
โรงเรียนเดชะปัตตนยานุกูล โดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ (5Es) ผลการวิจัยพบว่า
แบบจำลองทางความคิดเรื่องสมดุลเคมีครั้งที่ 1 ถึง 5 ของนักเรียนดีขึ้นตามลำตับ และพบว่า คะแนน
เฉล่ียแบบจำลองทางความคิดในแต่ละครง้ั แตกตา่ งกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถติ ทิ ่ีระดับ .01 ยกเวน้ คร้ังท่ี
3 กับ 5 และครั้งที่ 4 กับ 5 ส่วนแบบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเคมี และแบบวัดความพึงพอใจของ
นักเรียน ผู้วิจัยวิเคราะห์ข้อมูลโดยการหาค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัย พบว่า
นักเรยี นที่ได้รบั การจัดการเรียนร้แู บบสบื เสาะหาความรู้ (5Es) มผี ลสมั ฤทธิท์ างการเรียนเคมหี ลงั เรยี นสูง
กว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 และนักเรียนมีความพึงพอใจต่อการจัดการ เรียนรู้
แบบสืบเสาะหาความรู้ (5Es) อยู่ในระดับมาก วันเพ็ญ ทรงพระ (2564) ทำการวิจัยเรื่อง การพัฒนา
ผลสัมฤทธท์ิ างการเรียนวิทยาศาสตร์โดยการจดั การเรยี นรู้ด้วยกระบวนการสืบเสาะหาความรู้แบบ 5E
กับนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์ โดยใช้กระบวนการ
เรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ (5E) ผลการวิจัยพบว่า นักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 6/3 มี
ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิทยาศาสตร์สูงขึ้นมากกว่าร้อยละ 80 หลังการใช้การจัดการเรียนรู้ด้วย
กระบวนการ สืบเสาะหาความรู้แบบ 5E อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ความพึง
พอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6/3 ที่มีต่อการจัด การเรียนรู้วิทยาศาสตร์เรื่อง ไฟฟ้าและ
วงจรไฟฟา้ ด้วยการจัดกิจกรรมการเรยี นรู้โดยการจัดการเรียนรู้ดว้ ยกระบวนการสืบเสาะหาความรู้แบบ
5E อยู่ในระดับมาก ชยานันต์ จันดี (2557) ทำการวิจัยเรื่อง การพัฒนาผลการเรียนรู้ของนักเรียนชั้น
ประถมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนวัดหนองแขม (สหราษฎร์บูรณะ) ที่จัดการเรียนการสอนแบบวัฎจักรการ
เรียนรู้ 5E กับนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนวัดหนองแขม (สหราษฎร์บูรณะ) โดยใช้
3
การสอนแบบวัฎจักรการเรียนรู้ 5E ผลการวิจัยพบว่า 1. ผลการเรียนรู้ เรื่อง ชีวิตพืช ของนักเรียนช้ัน
ประถมศึกษาปีท่ี 1 ท่ีการจัดการเรียนรู้แบบวัฏจักรการเรียนรู้ 5E มีคะแนนผลการเรียนรู้ก่อนเรียน
( X = 6.52 S.D. = 2.29) และหลังเรียน (X = 15.67, S.D. = 1.45) แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทาง
สถติ ทิ รี่ ะดับ .05 2. ทกั ษะกระบวนการทางวิทยาศาสตรข์ นั้ พ้นื ฐานของนักเรยี นชั้นประถมศึกษาปที ่ี 1 ที่
จัดการเรียนรู้แบบวัฏจักรการเรียนรู้ 5E มีคะแนนก่อนเรียน (X =7.39, S.D. - 1.60) และหลังเรียน
(X = 15.06 , S.D.=1.36) แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .O5 3. ความคิดเห็นของ
นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ที่มีต่อการจัดการเรียนรู้แบบวัฎจักรการเรียนรู้ 5E โดยภาพรวมอยู่ใน
ระดับเห็นด้วยปานกลาง และเมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า อยู่ในระดับเห็นด้วยปานกลางทุกด้าน
เรียงตามลำดับคะแนนเฉล่ียจากมากไปหาน้อยคือ ด้านประโยชน์ท่ีได้รบั จากการเรยี นรู้ ด้านบรรยากาศ
ในการเรียนรู้และด้านการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ตามลำดับ จากผลการทบทวนตัวอย่างงานวิจัยที่จัด
กิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ (5Es) เมื่อวิเคราะห์โดยภาพรวม
นักเรียนมีระดับผลการเรียนรู้ทั้ง 3 ด้านรวมกันคือ ด้านความรู้ (K) ด้านผลผลิต/กระบวนการ (P) และ
ด้านคณุ ลกั ษณะอนั พึงประสงค์ (A) ทร่ี ะดบั ดี มคี า่ รอ้ ยละคะแนนเฉลี่ยร้อยละ 70 – 74 หรือระดับ 3.00
(สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาข้ันพื้นฐาน. 2550)
ข้อบกพร่อง สิ่งที่ควรปรับปรุงแก้ไข ข้อเสียของนวัตกรรมของงานวิจัยเรื่อง การศึกษา
ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง การถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรม ที่จัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหา
ความรู้ (5E) และความพึงพอใจในการจัดการเรียนรู้ของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6
โรงเรียนห้วยยอด จังหวดั ตรงั ด้วยการจัดการเรยี นรู้โดยใช้การจดั การเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ (5E)
คือ 1. การจัดการเรียนรู้ในขั้นตอนที่มีการทำกิจกรรมต่างๆ ครูต้องเป็นผู้อธิบายการทำกิจกรรมให้ผู้เรียน
เขา้ ใจก่อนลงมือทำกิจกรรม เพือ่ ชว่ ยลดความผิดพลาดในการทำกจิ กรรม 2. การจดั กจิ กรรมควรมีการใช้
เวลาทีเ่ หมาะสมกับกิจกรรมนน้ั ๆ หากมขี อ้ จำกัดในเร่ืองเวลาท่ีไม่คาดคดิ เกดิ ขน้ึ เชน่ การรน่ เวลาในคาบ
เรียน ครูผู้จัดกิจกรรมจำเป็นต้องคิดวิธีการยืดหยุ่น พร้อมที่จะนำมาใช้ในการจัดกิจกรรม หรือลดทอน
สว่ นทม่ี ีความสำคัญน้อยออกไป เพอ่ื ชว่ ยให้การทำกิจกรรมเป็นไปไดอ้ ยา่ งราบรื่นและครบถ้วน 3. ควรมี
การแจ้งเรื่องการวัดและประเมินผลในการทำกิจกรรมให้ชัดเจน เพื่อช่วยกระตุ้นให้ผู้เรียนเกิดความ
สนใจในการทำกิจกรรมข้อบกพร่อง สิ่งที่ควรปรบั ปรุงแก้ไข ข้อเสียของนวัตกรรมของงานวิจัยเร่ือง ผล
ของการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ (5Es) เรื่องสมดุลเคมี ที่มีต่อแบบจำลองทางความคิด
ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และความพึงพอใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนเดชะปัตตนยานุกูล
จังหวัดปัตตานี คือ 1. การจัดการเรยี นรูแ้ บบสืบเสาะหาความรู้ (5Es) ที่มีการนำใบกิจกรรมแบบจำลอง
4
ทางความคิดมาใช้ในการจัดการเรียนการเรียนรู้ ควรศึกษาความเข้าใจคลาดเคลื่อนของผู้เรียนเรื่อง
สมดุลเคมีในแต่ละหัวข้อย่อย เพื่อให้ผู้สอนสามารถนำข้อมูลที่ได้มาปรับปรุงการจัดการเรียนรู้ให้
เหมาะสมและป้องกันความเข้าใจคลาดเคล่ือนของผเู้ รยี นในครั้งต่อไปได้ 2. การเก็บรวบรวมข้อมูลเพ่ือ
ศึกษาการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ (5Es) ที่มีต่อแบบจำลองทางความคิดเรื่องสมดุลเคมี
ผู้สอนควรเก็บข้อมูลเชิงลึกกว่านี้ เช่น การสัมภาษณ์ผู้เรียนเป็นรายบุคคลหรือใช้แบบ สอบถามชนิด
ปลายเปิด เป็นต้น 3. ควรมีการชี้แจงและฝึกให้ผู้เรียนได้ใช้แบบจำลองทางความคิดก่อนการจัดการ
เรียนรู้ เพื่อลดเวลาในการจัดการเรียนรู้ ข้อบกพร่อง ส่ิงที่ควรปรับปรุงแก้ไข ข้อเสียของนวัตกรรมของ
งานวจิ ยั เรอื่ ง การพฒั นาผลสมั ฤทธ์ิทางการเรียนวิทยาศาสตร์โดยการจัดการเรียนรู้ด้วยกระบวนการสืบ
เสาะหาความรู้แบบ 5E ของนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ด้วยการจัดการเรียนรู้โดยใช้
กระบวนการเรียนรู้สืบเสาะหาความรู้ (5E) คือ 1. ครูผู้สอนรายวิชาวทิ ยาศาสตร์สามารถนำผลการวิจัย
ครั้งนี้ไปใช้เป็นแนวทางในการพฒั นาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวทิ ยาศาสตร์ท่ีต้องการใหเ้ กิดขึ้นแก่ผู้เรียน
ในระดบั ชั้นต่างๆได้ 2. ครูผู้สอนหรือครปู ระจำช้นั สามารถนำผลจากการวิจยั นีไ้ ปประยุกต์ใช้ในการพัฒนา
ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนที่ต้องการให้เกิดขึ้นแก่ผู้เรียนฝึกให้นักเรยี นรู้จักการค้นคว้าหาความรู้ การคิดอย่าง
เป็นระบบเพื่อนำไปใช้ในชีวิตประจำวันซึ่งจะช่วยส่งเสริมให้ผู้เรียนเป็นผู้ใหญ่ที่มีคุณภาพในอนาคต
3. ผู้บริหารสถานศึกษาสามารถนำแนวคิดที่ได้จากงานวิจัยนี้ไปใช้ในการวางแผนการบริหารงาน
สถานศกึ ษาเพ่ือพัฒนาผลสัมฤทธ์ิทางการเรยี นของผู้เรียนในรายวิชาต่างๆ ผลสมั ฤทธิใ์ นการสอบวัดคุณภาพ
การศึกษาระดับชาติ (O-NET) ซึ่งจะช่วยส่งผลให้คะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของโรงเรียนสูงขึ้น
4. ผู้ปกครองหรือผู้ทส่ี นใจสามารถนำผลการวจิ ัยน้ีไปใช้สำหรับพัฒนาของเด็กในความดูแลของตนเองให้
เป็นผู้ที่มีคุณลักษณะตามที่ต้องการได้ ข้อบกพร่อง สิ่งที่ควรปรับปรุงแก้ไข ข้อเสียของนวัตกรรมของ
งานวิจัยเรื่องการพัฒนาผลการเรียนรู้ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนวัดหนองแขม
(สหราษฎรบ์ ูรณะ) ท่จี ดั การเรียนการสอนแบบวัฎจักรการเรยี นรู้ 5E กบั นกั เรียนระดับช้ันประถมศึกษาปีที่ 1
โรงเรียนวัดหนองแขม (สหราษฎร์บูรณะ) โดยใช้การสอนแบบวัฎจักรการเรียนรู้ 5E คือ 1. ก่อนการ
จัดการเรียนรู้ ครูควรวางแผนและเตรียมตัวให้พร้อมก่อนการจัดการเรียนรู้ เช่น การจัดเตรียมกิจกรรม
สภาพแวดล้อม วัสดุ อุปกรณ์ และสื่อการเรียนรู้ให้เหมาะสมเพียงพอกับการเรียนรู้ของผู้เรียน และ
อธิบายการใช้สื่อการเรียนให้ชัดเจนเพื่อจะได้ทันเวลาที่กำหนด 2. การจัดกลุ่มการเรียนรู้ ครูควรทำ
ความเข้าใจกับผู้เรีขนแต่ละคนในการจัดกลุ่มโดยไม่ควรให้นักเรียนจัดกลุ่มเอง เพราะส่วนใหญ่เดก็ เรียน
เก่งจะจับกลุ่มอยู่ร่วมกัน เวลาที่มีการทำงานเป็นกลุ่มจะพบว่านักเรียนที่เรียนอ่อนจะตอบคำถามไม่ได้
จึงเกิดความรู้สึกว่าตัวเองไม่มีคุณค่า เบื่อหน่ายในการเรียน ดังนั้นครูผู้สอนควรจัดกลุ่มผู้เรียนแบบคละ
5
ความสามารถเพื่อให้เกิดการช่วยเหลือกันภายในกลุ่ม และกระตุ้นให้ผู้เรียนยอมรับสมาชิกที่เรียนอ่อน
ด้วยความเต็มใจ เพื่อนักเรียนจะได้เกิดการปฏิสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน ภูมิใจในตนเอง และเห็นความสัมพันธ์
ซง่ึ กันและกัน 3. การจดั การเรยี นร้มู ขี ้อจำกดั ในเรื่องเวลาในการจดั การเรยี นรตู้ ามข้นั ตอนต่างๆดังนั้นครู
อาจยืดหยุ่นเวลาที่ใช้ในการดำเนินกิจกรรมให้มีความไม่เหมาะสม และนักเรียนเก่งมักจะไม่ค่อยให้
คำปรกึ ษาเพ่ือน ครคู อยกระตุ้นให้นักเรียนชว่ ยเหลือและปรึกษาหารือกันในระหว่างทำกิจกรรม จากผล
การทบทวนตัวอย่างงานวิจัยที่จัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้
(5Es) พบวา่ ข้อบกพร่อง สิง่ ที่ควรปรบั ปรุงแก้ไข คอื วิธีการในการจัดการเรยี นการสอนครูจะเป็นผู้เตรียม
อุปกรณ์ และวิธีการให้กับนักเรียน เพื่อไม่ให้ผลเกิดการคาดเคลื่อน ทำให้นักเรียนไม่ได้เกิดการคิด
วิเคราะหด์ ว้ ยตนเอง และการบรหิ ารจัดการเวลาในการจัดการเรียนรู้
จากแนวคิด ทฤษฎี หลักการ หรือวิธีการ และตัวอย่างงานวิจัยดังอ้างอิงผู้วิจัยจึงมีแนวคิดที่จะ
ใช้เป็นแนวทางสร้างหรือพัฒนาต่อยอดจากงานวิจัยเรื่องการศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่องการ
ถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรม ที่จัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ (5E) และความพึงพอใจในการ
จัดการเรียนรู้ของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนห้วยยอด จังหวัดตรัง งานวิจัยเรื่อง ผล
ของการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ (5Es) เรื่องสมดุลเคมี ที่มีต่อแบบจำลองทางความคิด
ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และความพึงพอใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนเดชะปัตตนยานุกูล
จังหวัดปัตตานี และงานวิจัยเรื่อง การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวทิ ยาศาสตร์โดยการจัดการเรยี นรู้
ด้วยกระบวนการสืบเสาะหาความรู้แบบ 5E ของนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีท่ี 6 ด้วยการจัดการ
เรียนรู้ โดยใช้กระบวนการเรียนรู้สืบเสาะหาความรู้ (5E) งานวิจัยเรื่องการพัฒนาผลการเรียนรู้ของ
นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนวัดหนองแขม (สหราษฎร์บูรณะ) ที่จัดการเรียนการสอนแบบ
วัฎจักรการเรียนรู้ 5E จากที่ได้ทำการทบทวนงานวิจัยดังกล่าวจึงนำมาต่อยอดเป็นงานวิจัยเรื่อง การ
พัฒนาวิธีการสอนแบบ 5Es สำหรบั การจดั กิจกรรมการเรียนรวู้ ทิ ยาศาสตรโ์ ดยอา้ งอิงวธิ ีการและปรัชญา
วิทยาศาสตร์สมยั ใหม่ นกั เรียนระดับชนั้ ประถมศึกษาปที ่ี 5 โรงเรยี นเทศบาลวัดท้ายตลาด (กวธี รรมสาร)
ด้วยบทบาทหน้าที่ของผู้สอน ตามพ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 มาตรา ที่ 22 มาตรา
ที่ 24 วงเล็บ 5 มาตราที่ 30 และจากข้อบกพร่องของการศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง การ
ถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรม ที่จัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ (5E) และความพึงพอใจในการ
จัดการเรียนรู้ของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนห้วยยอด จังหวัดตรัง งานวิจัยเรื่อง ผล
ของการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ (5Es) เรื่องสมดุลเคมี ที่มีต่อแบบจำลองทางความคิด
ผลสัมฤทธ์ิทางการเรียน และความพึงพอใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนเดชะปัตตนยานุกูล
จังหวัดปัตตานี งานวิจัยเรื่อง การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิทยาศาสตร์โดยการจัดการเรียนรู้ด้วย
กระบวนการสืบเสาะหาความรแู้ บบ 5E ของนักเรียนระดับชัน้ ประถมศึกษาปีที่ 6 ด้วยการจัดการเรียนรู้
6
โดยใชก้ ระบวนการเรยี นรูส้ ืบเสาะหาความรู้ (5E) และงานวจิ ยั เรอ่ื งการพัฒนาผลการเรยี นรู้ของนักเรียน
ชั้นประถมศกึ ษาปีท่ี 1 โรงเรียนวัดหนองแขม (สหราษฎรบ์ รู ณะ) ที่จัดการเรยี นการสอนแบบ วัฎจกั ร
การเรียนรู้ 5E และความสำคัญของการจัดกิจกรรมการเรียนรู้เรื่องเสียงกับการได้ยิน สาระการเรียนรู้
วิทยาศาสตร์ ผู้วิจยั จงึ มแี นวคดิ ทจี่ ะทำวิจัยการพัฒนาวิธีการสอนแบบ 5Es สำหรับการจัดกิจกรรมการ
เรียนรู้วิทยาศาสตร์โดยอ้างอิงวิธีการและปรัชญาวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ โดยทดลองใช้กับนักเรียน
ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนเทศบาลวัดท้ายตลาด (กวีธรรมสาร) อำเภอเมืองอุตรดิตถ์ จังหวัด
อุตรดิตถ์ ปีการศึกษา 2564 ผลการวิจัยจะทำให้นักเรียนระดับชั้นดังกล่าวมีผลการเรียนรู้เรื่องเสียงกับ
การได้ยิน สาระการเรยี นรู้วิทยาศาสตร์เพ่มิ ขึน้
คำถามการวิจยั
1. พฒั นาวิธีการสอนแบบ 5Es สำหรับการจัดกจิ กรรมการเรียนร้วู ทิ ยาศาสตรโ์ ดยอ้างอิงวิธีการ
และปรัชญาวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ สำหรับการพัฒนาการจัดการเรียนรู้เรื่องเสียงและการได้ยินของ
นกั เรยี นระดบั ชน้ั ประถมศึกษาปีที่ 5 ทำอยา่ งไร
2. ผลการทดลองใช้วิธีการสอนแบบ 5Es สำหรับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้วิทยาศาสตร์โดย
อ้างอิงวิธีการและปรัชญาวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ สำหรับการพัฒนาการจัดการเรียนรู้เรื่องเสียงและการได้ยิน
นกั เรียนช้นั ประถมศกึ ษาปที ่ี 5 เปน็ อย่างไร
3. ระดับความพึงพอใจของนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ที่มีต่อการทดลองใช้วิธีการ
สอนแบบ 5Es สำหรับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้วิทยาศาสตร์โดยอ้างอิงวิธีการและปรัชญา
วิทยาศาสตร์สมยั ใหม่ สำหรบั การพฒั นาการจดั การเรยี นรเู้ รอ่ื งเสยี งและการได้ยินเปน็ อยา่ งไร
วตั ถุประสงคก์ ารวิจยั
1. เพื่อพัฒนาวิธีการสอนแบบ 5Es สำหรับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้วิทยาศาสตร์โดยอ้างอิง
วิธีการและปรัชญาวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ สำหรับการพัฒนาการจัดการเรียนรู้เรื่องเสียงและการได้ยิน
ของนกั เรยี นระดับชน้ั ประถมศึกษาปีท่ี 5
2. เพื่อศึกษาผลการทดลองใช้วิธีการสอนแบบ 5Es สำหรับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้วิทยาศาสตร์
โดยอ้างอิงวิธีการและปรัชญาวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ สำหรับการพัฒนาการจัดการเรียนรู้เรื่องเสียงและ
การได้ยนิ นักเรียนชน้ั ประถมศึกษาปีท่ี 5
3. เพือ่ ศกึ ษาระดบั ความพึงพอใจของนักเรยี นระดับช้นั ประถมศึกษาปีที่ 5 ทม่ี ตี ่อการทดลองใช้
วิธีการสอนแบบ 5Es สำหรับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้วิทยาศาสตร์โดยอ้างอิงวิธีการและปรัชญา
วิทยาศาสตร์สมยั ใหม่ สำหรับการพฒั นาการจดั การเรียนร้เู ร่ืองเสียงและการได้ยิน
7
ผลและประโยชน์ท่คี าดวา่ จะไดร้ ับ
ผลผลิต (output)
1. ได้พัฒนาวิธีการสอนแบบ 5Es สำหรับการจัดกิจกรรมการเรียนรูว้ ิทยาศาสตรโ์ ดยอ้างองิ
วิธีการและปรัชญาวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ สำหรับการพัฒนาการจัดการเรียนรู้เรื่องเสียงและการได้ยิน
ของนกั เรยี นระดับชน้ั ประถมศกึ ษาปที ี่ 5
2. ทดลองใช้วิธีการสอนแบบ 5Es สำหรบั การจดั กิจกรรมการเรยี นรวู้ ิทยาศาสตร์โดยอ้างอิง
วิธีการและปรัชญาวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ สำหรับการพัฒนาการจัดการเรียนรู้เรื่องเสียงและการได้ยิน
นักเรียนชนั้ ประถมศึกษาปีท่ี 5
การนำไปใชป้ ระโยชน์ (outcome)
1. เป็นแนวทางสำหรับครูผู้สอนและผู้ที่สนใจในการจัดการเรียนรู้โดยใช้การพัฒนาวิธีการ
สอนแบบ 5Es สำหรบั การจดั กิจกรรมการเรียนร้วู ทิ ยาศาสตร์โดยอ้างอิงวิธีการและปรชั ญาวิทยาศาสตร์
สมัยใหม่
2. สามารถนำรูปแบบการจัดการเรียนรู้โดยใช้การพัฒนาวิธีการสอนแบบ 5Es สำหรับการจัด
กิจกรรมการเรยี นร้วู ิทยาศาสตรโ์ ดยอา้ งอิงวธิ กี ารและปรชั ญาวทิ ยาศาสตรส์ มัยใหม่ไปประยุกตใ์ ช้ในรายวิชา
อืน่ ๆ หรอื ระดับชั้นอนื่ ๆ ได้
ผลกระทบ(impact)
1. นักเรียนเป็นผู้คิดวิเคราะห์ แก้ปัญหา และลงมือปฏิบัติด้วยตนเอง โดยครูมีหน้าที่ให้
คำแนะนำ
2. นักเรียนมีความอยากรู้อยากเห็นและมีนิสัยใฝ่เรียนรู้ ทำให้ค้นพบความรู้ใหม่ที่แตกต่าง
จากเดิม
ขอบเขตการวจิ ัย
1. ขอบเขตดา้ นแหล่งข้อมูล
ประชากรคือ นกั เรยี นระดับช้ันประถมศึกษาปที ี่ 5 โรงเรียนเทศบาลวัดท้ายตลาด (กวีธรรมสาร)
อำเภอเมืองอุตรดิตถ์ จังหวัดอุตรดิตถ์ ซึ่งเทียบเคียงประชากรที่มีจำนวนไม่จำกัด (Infinite
Population)
กลุ่มเป้าหมายคือ นักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนเทศบาลวัดท้ายตลาด
(กวธี รรมสาร) ภาคเรียนท่ี 2 ปกี ารศกึ ษา 2564 จำนวน 20 คน
2. ขอบเขตดา้ นตวั แปร
การกำหนดขอบเขตของการวิจัยจำแนกเป็น 3 ด้าน นักวิจัยจะใช้ด้านใดขึ้นอยู่กับผลการ
เรียนรู้ที่ต้องการพัฒนา วัตถุประสงค์ของการวิจัย และเงื่อนไขของจำนวนชั้นเรียนของระดับชั้นเรียนท่ี
8
เป็นเป้าหมายการวิจัยเลือกรูปแบบการกำหนดขอบเขตด้านตัวแปรให้สอดคล้องกับงานวิจัยที่ออกแบบ
ดงั น้ี
2.1 ตัวแปรอิสระ
1. เกณฑ์ประเมินผ่านของระดับผลการเรียนรู้ของนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 5
ภายหลังการจัดกิจกรรมการเรียนรู้เรื่องเสียงและการได้ยิน โดยทดลองใช้วิธีการสอนแบบ 5Es สำหรับ
การจัดกิจกรรมการเรียนรู้วิทยาศาสตร์โดยอ้างอิงวิธีการและปรัชญาวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ เกณฑ์ดังกล่าว
อ้างอิงตามเกณฑ์ระดบั ผลการเรยี นร้ขู องสำนกั งานคณะกรรมการการศกึ ษาขน้ั พื้นฐาน (2550)
2. การจดั กจิ กรรมการเรียนรูเ้ ร่ืองเสียงและการได้ยิน กับนกั เรยี นระดบั ชั้นประถมศึกษาปีท่ี 5
โดยทดลองใช้วธิ ีการสอนแบบ 5Es สำหรบั การจัดกิจกรรมการเรียนรู้วทิ ยาศาสตร์โดยอ้างอิงวิธีการและ
ปรัชญาวทิ ยาศาสตรส์ มยั ใหม่
2.2 ตัวแปรตาม
1. ผลการเรียนรู้เรื่องเสียงและการได้ยิน จากการจัดกิจกรรมการเรียนรู้กับนักเรียน
ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โดยใช้วิธีการสอนแบบ 5Es สำหรับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้วิทยาศาสตร์
โดยอ้างองิ วิธกี ารและปรชั ญาวทิ ยาศาสตรส์ มัยใหม่
2. ระดับความพึงพอใจของนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ที่มีต่อการจัดกิจกรรม
การเรียนรู้เรือ่ งเสียงและการไดย้ ิน โดยทดลองใช้การพฒั นาวธิ ีการสอนแบบ 5Es สำหรบั การจัดกิจกรรม
การเรยี นรู้วทิ ยาศาสตรโ์ ดยอ้างอิงวธิ กี ารและปรัชญาวทิ ยาศาสตร์สมัยใหม่
3. ขอบเขตดา้ นเนื้อหา
การจัดกิจกรรมการเรียนรู้เรื่องเสียงและการได้ยิน ตามตัวชี้วัดที่ ว 2.3 ป. 5/1 อธิบายการ
ได้ยินเสียงผ่านตัวกลางจากหลักฐาน เชิงประจักษ์ ว 2.3 ป. 5/2 ระบุตัวแปร ทดลอง และอธิบาย
ลักษณะและ การเกิดเสียงสูง เสียงต่ำ ว 2.3 ป.5/3 ออกแบบการทดลองและอธิบายลักษณะ และการ
เกิดเสียงดังเสียงค่อย มาตรฐานการเรียนรู้ ว 2.3 เข้าใจความหมายของพลังงาน การเปลี่ยนแปลงและ
การถ่ายโอนพลังงาน ปฏิสัมพันธ์ระหว่างสสารและพลังงาน พลังงานในชีวิตประจำวัน ธรรมชาติของ
คลื่น ปรากฏการณ์ที่เกี่ยวข้องกับเสียง แสง และคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า รวมทั้งนำความรู้ไปใช้ประโยชน์
และสาระการเรยี นรู้วทิ ยาศาสตร์
4. ขอบเขตดา้ นระยะเวลาและสถานท่ี
ดำเนินการวจิ ัยระหวา่ งเดือนมกราคม ถึง เดือนเมษายน พ.ศ.2565 ณ โรงเรยี นเทศบาลวัดท้ายตลาด
(กวีธรรมสาร) อำเภอเมืองอตุ รดติ ถ์ จงั หวดั อุตรดติ ถ์
9
นิยามคำศัพทเ์ ฉพาะ
1. นักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 หมายถึง นักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 5
โรงเรียนเทศบาลวัดทา้ ยตลาด(กวธี รรมสาร) อำเภอเมืองอตุ รดิตถ์ จังหวดั อตุ รดติ ถ์
2. นวัตกรรม วิธีการสอนแบบ 5Es หมายถึง นวัตกรรมที่สร้างขึ้นตามแนวคิด ทฤษฎี หลักการ
วิธีการของปรัชญาวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ ประกอบด้วย ขั้นท่ี 1 สร้างความสนใจ ขั้นที่ 2 สำรวจและ
ค้นหา ขั้นท่ี 3 อธิบายและลงขอ้ สรปุ ขัน้ ท่ี 4 ประเมินตนเอง ข้ันท่ี 5 นำเสนอขอ้ คน้ พบ
3. ผลการเรียนรู้ หมายถึง
3.1 ผลการเรยี นรตู้ ามที่ต้องการพัฒนาจากการทดลองใชน้ วัตกรรมผลการเรียนรู้อาจ หมายถงึ
1) ผลสมั ฤทธิ์การเรียนรู้เรื่องเสียงและการได้ยิน ประกอบด้วยด้านความรู้ (K) ด้านทักษะ/
กระบวนการ (P) และคุณลกั ษณะอันพงึ ประสงค์ (A)
2) สมรรถนะการเรียนรู้ด้าน 1. การสื่อสาร 2. การคิด 3. การแก้ปัญหา 4. การใช้ทักษะ
ชีวิต (เด็กจะได้ตอนทำงานร่วมกัน) 5. การใช้เทคโนโลยี ทักษะการเรียนรู้ด้าน 1. การสังเกต 2. การใช้
วัสดุอุปกรณ์ 3. การบันทึกข้อมูล 4. การจัดกระทำและสื่อความหมายข้อมูล 5. การนำเสนอข้อค้นพบ
3.2 เกณฑ์ประเมินผ่านระดับผลการเรียนรู้ที่ต้องการพัฒนาของนักเรียนระดับช้ัน
ประถมศึกษาปที ี่ 5 ภายหลังการจัดกจิ กรรมการเรียนรเู้ รอื่ งเสียงและการได้ยนิ โดยทดลองใช้วิธีการสอน
แบบ 5ES สำหรับการจัดกิจกรรมการเรียนรูว้ ทิ ยาศาสตรโ์ ดยอ้างอิงวธิ ีการและปรัชญาวิทยาศาสตรส์ มัยใหม่
เกณฑ์ดังกล่าวอ้างอิงตามเกณฑ์ระดับผลการเรียนรู้ของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน
(2550)
3.3 ค่าคะแนนเฉลี่ยรวมผลการเรียนรู้จริงของนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ภายหลัง
การจัดกิจกรรมการเรียนรู้เรื่องเสียงและการได้ยิน โดยทดลองใช้วิธีการสอนแบบ 5ES สำหรับการจัด
กิจกรรมการเรยี นรวู้ ิทยาศาสตรโ์ ดยอ้างองิ วิธกี ารและปรัชญาวิทยาศาสตรส์ มยั ใหม่
4. ระดบั ผลการเรียนรู้ หมายถงึ ระดบั ผลการเรียนรทู้ ี่กำหนดตามเกณฑ์วัดและประเมินผลของ
สำนกั งานคณะกรรมการการศึกษาขัน้ พ้ืนฐาน(2550) ดงั น้ี
ดเี ยย่ี ม หรอื ระดบั 4.00 มคี ่าร้อยละของคา่ คะแนนเฉลยี่ 80-100
ดีมาก หรอื ระดบั 3.50 มีคา่ ร้อยละของคา่ คะแนนเฉล่ีย 75-79
ดี หรอื ระดับ 3.00 มีค่ารอ้ ยละของค่าคะแนนเฉลย่ี 70-74
คอ่ นข้างดี หรอื ระดบั 2.50 มีคา่ รอ้ ยละของคา่ คะแนนเฉล่ีย 65-69
ปานกลาง หรอื ระดบั 2.00 มคี ่ารอ้ ยละของค่าคะแนนเฉลย่ี 60-64
พอใช้ หรอื ระดับ 1.50 มคี า่ ร้อยละของคา่ คะแนนเฉลยี่ 55-59
10
ผา่ นเกณฑข์ ั้นตำ่ หรอื ระดับ 1.00 มีคา่ ร้อยละของคา่ คะแนนเฉล่ยี 50-54
ต่ำกว่าเกณฑ์ หรือ ระดบั 0.00 มีค่าร้อยละของคา่ คะแนนเฉล่ยี น้อยกว่า 50
5. การพัฒนาผลการเรียนรู้ หมายถงึ ผลการเปรียบเทียบระดับผลสัมฤทธ์ิการเรียนรู้ของนักเรียน
ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ระหว่างจัดกิจกรรมการเรียนรู้เรื่องเสียงและการได้ยิน โดยทดลองใช้วิธีการ
สอนแบบ 5Es สำหรับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้วิทยาศาสตร์โดยอ้างอิงวิธีการและปรัชญาวิทยาศาสตร์
สมัยใหม่กับผลการเรียนรู้ระดับ ดีมาก ของสพฐ. มีร้อยละของค่าคะแนนเฉลี่ยระหว่าง 75 - 79
เม่อื วิเคราะห์เปรยี บเทียบดว้ ย One – Sample t Test ทรี่ ะดบั นัยสำคัญทางสถิติ 0.05 (α 0.05)
6. ความพึงพอใจ หมายถึง ความพึงพอใจของนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 5
โรงเรียนเทศบาลวัดท้ายตลาด(กวีธรรมสาร) อำเภอเมืองอุตรดิตถ์ จังหวัด อุตรดิตถ์ ที่มีต่อการจัด
กจิ กรรมการเรียนรู้เรื่องเสียงและการได้ยนิ โดยทดลองใช้การพัฒนาวธิ ีการสอนแบบ 5Es สำหรับการจัด
กิจกรรมการเรียนรู้วิทยาศาสตร์โดยอ้างอิงวิธีการและปรัชญาวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ ประกอบด้วยด้าน
บทบาทครู ด้านบทบาทนกั เรยี น ด้านการจดั การเรียนการสอน ด้านการวดั และประเมินผล
7. ระดับความพึงพอใจ หมายถึง ระดับความพึงพอใจแบบประมาณค่า (Likert Scale) โดย
เรียงลำดับจากระดับมากท่ีสุดถึงนอ้ ยที่สุด 5 ระดับคือ มีความพึงพอใจมากที่สุด มีความพึงพอใจมาก มี
ความพงึ พอใจปานกลาง มคี วามพึงพอใจคอ่ นข้างน้อย และมคี วามพึงพอใจน้อยที่สุด แตล่ ะระดบั ดังกล่าว
กำหนดโดยเกณฑ์ชว่ งค่าเฉลี่ยของบุญชม ศรสี ะอาด. (2545 : 193) ดงั น้ี
ระดบั ความพึงพอใจ ระดับคา่ เฉลยี่
ระดบั มากท่สี ดุ 4.50 – 5.00
ระดบั มาก 3.50 – 4.49
ระดับปานกลาง 2.50 – 3.49
ระดับนอ้ ย 1.50 – 2.49
ระดับนอ้ ยทีส่ ดุ 1.00 – 1.49
สมมตฐิ านการวิจยั
จากการศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องพบว่า สุเมธ เนาว์รุ่งโรจน์ (2560) ทำการวิจัย
เรื่อง การศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง การถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรม ที่จัดการเรียนรูแ้ บบ
สืบเสาะหาความรู้ (5E) และความพึงพอใจในการจัดการเรียนรู้ของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6
โรงเรียนห้วยยอด จังหวัดตรัง กับนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนห้วยยอด โดยใช้จัดการ
เรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ (5E) ผลการวิจัยพบว่า นักเรียนมีความพึงพอใจต่อการทดลองจัด
11
กิจกรรมการเรียนรู้ด้วยนวัตกรรมดังกล่าวที่ระดับพึงพอใจมาก อับดุลเลาะ อูมาร์ (2560) ทำการ
วิจัยเรื่อง ผลของการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ (5Es) เรื่องสมดุลเคมี ที่มีต่อแบบจำลอง
ทางความคิด ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และความพึงพอใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียน
เดชะปัตตนยานุกูล จังหวัดปัตตานีกับนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบ
สบื เสาะหาความรู้ (5Es) ผลการวิจยั พบวา่ นกั เรียนมคี วามพึงพอใจต่อการทดลองจัดกิจกรรมการเรียนรู้
ดว้ ยนวตั กรรมดังกลา่ วทร่ี ะดับมากท่ีสดุ วันเพ็ญ ทรงพระ (2564) ทำการวจิ ยั เรือ่ งการพัฒนาผลสัมฤทธิ์
ทางการเรียนวิทยาศาสตร์โดยการจัดการเรียนรู้ด้วยกระบวนการสืบเสาะหาความรู้แบบ 5E ของ
นักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 กับนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนนสาธิต
มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์โดยใช้กระบวนการสืบเสาะหาความรู้แบบ 5E ผลการวิจัยพบว่านักเรียนมี
ความพึงพอใจต่อการทดลองจัดกิจกรรมการเรียนรู้ด้วยนวัตกรรมดังกล่าวที่ระดับมาก ชยานันต์ จันดี
(2557) ทำการวิจัยเรื่อง การพัฒนาผลการเรียนรู้ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนวัดหนองแขม
(สหราษฎร์บูรณะ) ที่จัดการเรียนการสอนแบบวัฎจักรการเรียนรู้ 5E กับนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 1
โรงเรียนวัดหนองแขม (สหราษฎร์บูรณะ) โดยใช้การสอนแบบวัฎจักรการเรียนรู้ 5E ผลการวิจัยพบว่า ความ
คิดเห็นของนักเรียนช้ันประถมศกึ ษาปีท่ี 1 ที่มีต่อการจัดการเรียนรู้แบบวัฎจักรการเรียนรู้ SE โดยภาพรวมอย่ใู น
ระดบั เห็นด้วยปานกลาง
โดยการอ้างองิ เฉพาะงานวิจยั ทเ่ี ก่ยี วข้องดังกล่าวมา จะเหน็ วา่ การจัดกจิ กรรมการเรยี นรโู้ ดยใช้
การจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ (5Es) มีผลต่อระดับความพึงพอใจของนักเรียนระดับ
ชั้นประถมศึกษาและชั้นมัธยมศึกษา ดังนั้น จึงกำหนดสมมติฐานการวิจัยข้อที่ 2 ว่า การจัดกิจกรรมการ
เรียนรู้เรื่องเสียงและการได้ยิน โดยทดลองใช้การพัฒนาวิธีการสอนแบบ 5Es สำหรับการจัดกิจกรรมการ
เรียนรู้วิทยาศาสตร์โดยอ้างอิงวิธีการและปรัชญาวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ มีผลต่อระดับความพึงพอใจของ
นกั เรียนระดบั ชนั้ ประถมศึกษาปีท่ี 5
12
บทท่ี 2
การทบทวนเอกสารและงานวิจยั ทีเ่ กย่ี วข้อง
การทำวิจัยในชั้นเรียนเรื่องการพัฒนาวิธีการสอนแบบ 5Es สำหรับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้
วิทยาศาสตร์โดยอ้างอิงวิธีการและปรัชญาวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ นักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 5
โรงเรียนเทศบาลวัดท้ายตลาด (กวีธรรมสาร) ผู้วิจัยขอเสนอผลการทบทวนเอกสารและงานวิจัยท่ี
เกี่ยวขอ้ งประกอบดว้ ยหัวข้อหลกั ตามลำดบั ดังนี้
1. การวิจยั ในช้นั เรียน
2. ความจำเปน็ ท่ีครูตอ้ งทำวจิ ยั ในชน้ั เรียน
3. นวัตกรรมทางการศึกษา
4. เครื่องมอื การวิจยั
5. ความพงึ พอใจ
6. ผลสัมฤทธ์กิ ารเรียนรู้
7. งานวิจัยท่ีเกย่ี วขอ้ ง
แต่ละหวั ขอ้ หลักดงั กล่าว นำเสนอรายละเอียดตามลำดับขนั้ ดังน้ี
การวจิ ัยในช้ันเรยี น
1. ความหมายของการวิจยั ในช้ันเรยี น
การวิจัย (Research) เป็นคำที่มีความหมายได้หลายรูปแบบขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์ของการ
วิจัยนักวิจัยส่วนใหญ่มักให้ความหมายของการวิจัยไม่ตรงกันแต่มีความสอดคล้องกันในวิธีการหรือ
กระบวนการข้ันตอนการวิจยั การวิจยั ตรงกับคำในภาษาบาลวี ่า วจิ โย (ปัญญา) แปลว่าทำให้เกิดปัญญา
หรือทำให้ปัญญาเกิดการพัฒนาขึ้น และการวิจัยมีความสำคัญตรงคำกล่าวที่ว่า "คเวสนา ปรมา วิชชา
แปลว่า การวิจัยนำมาซึ่งยอดแห่งความรู้ (Research leads to the summit of knowledge)"
รัตนา ศรีเหรัญ (2554) กล่าวสรุปการนิยามความหมายของการวิจัยจากนักการศึกษาบางท่าน
ท่ีกลา่ วไวอ้ ย่างน่าสนใจ เช่น
เครือวัลย์ ลิ้มปียะศรีสกุล ให้ความหมายการวิจัยไว้ว่า การวิจัยหมายถึงกระบวนการแสวงหา
ความจริงหรือพิสจู นค์ วามจริงเพื่อให้ได้มาซ่ึงความรทู้ ่ีถูกต้องและเช่ือถือได้ โดยกระบวนการท่ีใช้เพื่อการ
แสวงหาความจริงจะมีลักษณะดังนี้ (1) ต้องเป็นการแสวงหาหรือพิสูจน์ความจริงที่เป็นข้อเท็จจริง
(2) ต้องเป็นการกระทำที่มีความมุ่งหมายอย่างแน่นอน ดังนั้นการค้นพบความจริงโดยบังเอิญจึงไม่เป็น
การวจิ ัย (3) ต้องดำเนนิ ไปอย่างมรี ะเบียบแบบแผนท่ีแน่นอนตามวิธกี ารทางวิทยาศาสตร์
13
นงลักษณ์ วิรัชชัย ได้ให้ความหมายของการวิจัยไว้ว่า การวิจัยคือกระบวนการศึกษา
ความสัมพันธ์ระหว่างปรากฏการณ์ทางธรรมชาติตามสมมติฐานทน่ี ิรนยั จากทฤษฎีโดยใช้ระเบียบวิธีทาง
วิทยาศาสตร์ที่มีระบบ มีการใช้ข้อมูลเชิงประจักษ์ มีการควบคุมและมีการดำเนินการอย่างเป็นขั้นของ
ผู้เรียนใหด้ ียิ่งขึ้น ทั้งนี้เพื่อให้เกิดประโยชนส์ งู สดุ กับผู้เรียน เป็นการวิจัยทีต่ ้องทำอยา่ งรวดเร็ว นำผลไป
ใช้ทันที และสะท้อนข้อมูลเกี่ยวกับการปฏิบัติงานต่างๆในชีวิตประจำวันของตนเอง ให้ทั้งตนเองและ
กลุ่มเพื่อนร่วมงานในโรงเรียนได้มีโอกาสวิพากษ์วิจารณ์ อภิปราย แลกเปลี่ยนเรียนรู้ใน แนวทางที่ได้
ปฏบิ ตั แิ ละผลท่เี กิดขนึ้ เพือ่ พฒั นาการเรยี นรู้ทง้ั ของผู้สอนและผู้เรียน
สวุ ฒั นา สวุ รรณเขตนิคม (2555) กล่าววา่ การวิจัยในช้นั เรียน คือ กระบวนการแสวงหาความรู้
อันเป็นความจริงที่เชื่อถือได้ในเนื้อหาเกี่ยวกับการพัฒนาการจัดการเรียนการสอน เพื่อการพัฒนา การ
เรียนรู้ของนักเรียนในบริบทของชั้นเรียน การวิจัยในชั้นเรียนมีเป้าหมายสำคัญอยู่ที่การพัฒนางานการ
จัดการเรียนการสอนของครู ลักษณะของการวิจัยเป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการ (Action Research) คือ
เป็นการวิจยั ควบคู่ไปกับการปฏิบัตงิ านจริง โดยมีครเู ป็นท้งั ผผู้ ลติ งานวิจยั และผบู้ ริโภคผลการวิจัย หรือ
กล่าวอีกนัยหนึ่งคือครูเป็นนักวิจัยในชั้นเรียนครูนักวิจัยจะต้ังคำถามท่มี ีความหมายในการพัฒนาการจัดการ
เรยี นการสอน แล้วจะวางแผนการปฏิบัติงานและการวิจัย หลักจากนนั้ ครูจะดำเนนิ การการจัดการเรียน
การสอนไปพร้อมๆ กับทำการจัดเก็บข้อมูลตาม ระบบข้อมูลที่ได้วางแผนการวิจัยไว้ นำข้อมูลที่ได้มา
วิเคราะห์
สรุปผลการวิจัยนำผลการวิจัยไปใช้ในการพัฒนาการจัดการเรียนการสอนแล้วจะพัฒนา
ข้อความรู้ที่ได้นั้นต่อไปให้มีความถูกต้องเป็นสากลและเป็นประโยชน์มากยิ่งขึ้นต่อการพัฒนาการเรียน
การสอนเพ่อื การพัฒนานกั เรยี นของครูใหม้ ี
2. ประเภทของการวจิ ัยในชั้นเรยี น
พมิ พันธ์ เดชะคปุ ต์ (2544) กล่าวว่าการวจิ ยั ในชนั้ เรยี นมกั พบวา่ ใช้การวิจัยเชงิ บรรยายและ
วจิ ยั เชิงทดลอง รายละเอียดเปน็ ดังน้ี
1. การวิจัยเชิงบรรยาย เป็นการศึกษาค้นคว้าในลักษณะต่อไปนี้ 1) ศึกษารวบรวมข้อมูล
ต่างๆ ท่เี กิดข้ึนในปัจจุบัน คน้ หาขอ้ เท็จจรงิ ต่างๆ ในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแล้ว 2) ไมม่ กี ารสรา้ งสถานการณ์
ใดๆ 3) ไม่มีการกำหนดตัวแปรอสิ ระและตัวแปรตามใดๆ
1) ลักษณะของปญั หาหรือเรื่องทเ่ี หมาะสมสำหรับการวิจัยเชิงบรรยาย เปน็ ดงั นี้
(1) ลกั ษณะเป็นความสัมพันธใ์ นปัจจบุ ัน
(2) เป็นส่งิ ที่ปฏิบัติอยเู่ ปน็ ประจำ
(3) ความเช่อื แนวคิด หรือทัศนคติ
(4) กระบวนการทกี่ ำลังดำเนินอยู่
(5) เปน็ การทำนายลักษณะของผลท่จี ะเกดิ ข้นึ
(6) แนวโน้มหรือความเปลีย่ นแปลทีก่ ำลังพัฒนาอยู่
14
2) ประเภทของการวจิ ยั เชงิ บรรยาย
ประเภทของการวิจยั เชงิ บรรยายและตัวอยา่ งของการวิจยั เชงิ บรรยายแต่ละประเภท
สำหรับการวิจัยในชั้นเรียนแบบการสำรวจ เป็นแบบที่ควรใช้อย่างมาก ก่อนที่จะทำการวิจัยเชิงทดลอง
เพราะการวิจัยแบบสำรวจจะทำใหผ้ ูว้ ิจยั ได้รู้จกั เด็ก รู้จักนกั เรยี นอย่างแท้จริง รปู้ ญั หาของการเรียนการ
สอนท่ีแท้จรงิ รู้สาเหตุของปัญหาทแ่ี ทจ้ รงิ ทำใหร้ วู้ ่ามนี กั เรยี นจำนวนเท่าใดทเ่ี ป็นปัญหา มีปัญหาเร่ืองใด
เพื่อครูจะสามารถแก้ไขปัญหาได้ตรงจุดและแก้ปัญหากับกลุ่มนักเรียนที่เป็นปัญหาจริงๆ เมื่อครูวิจัยใน
ชั้นเรยี นร้จู กั เดก็ อย่างดีแล้ว ครูจงึ ตอ้ งคิดต่อไปวา่ จะแก้ไขอย่างไร แล้วจงึ ลงมอื แก้ไข ซึ่งเป็นการวิจัยใน
ชน้ั เรียนเชงิ ทดลอง
2. การวจิ ยั เชงิ ทดลอง เป็นการศกึ ษาโดยจงใจ เปล่ยี นแปลงสว่ นใดส่วนหน่ึงของสถานการณ์ท่ี
ทำอยูส่ รา้ งสถานการณ์ข้ึนเอง เพ่อื ศึกษาผลการเปลย่ี นแปลงการวิจัยในชนั้ เรยี นก็คือทดลองใชน้ วัตกรรม
การศึกษาที่สร้างขึ้น เพื่อแก้ไขปัญหาการเรียนการสอนที่เกิดขึ้นในห้อง ตัวอย่างเช่น "ผลของการสอน
โดยวิธีเกมผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาษาไทยและความพอใจต่อการ เรียนการสอนของนักเรียน
ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6/2 โรงเรียนปิยะวิทยาคม" จากตัวอย่างผู้สอนจงใจเปลี่ยนแปลงวิธีสอนจาก
แบบเดิมมาเป็นสอนด้วยวิธีเกม เพื่อศึกษาว่าจะเกิดอะไรขึ้น คือผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาษาไทย
และความพอใจต่อการเรียนการสอนของนัก เรียนชนั้ ประถมศกึ ษาปที ี่ 6/2 จะเป็นอย่างไร
3. ความจำเป็นท่ีครูต้องทำการวิจยั ในชั้นเรยี น
ครุรักษ์ ภิรมย์รักษ์ (2544) กล่าวว่า การวิจัย (Research) เป็นกระบวนการสากลท่ีนำมาใช้
ในการสืบคันแสวงหาคำตอบอย่างมีเหตุผลที่เชื่อถือได้จากข้อสงสัยหรือปัญหาต่างๆที่เกิดขึ้น ในบริบท
ของชั้นเรียนก็ เช่น เดียวกัน ความเป็นจริงที่เกิดขึ้นคือปัญหาต่างๆ มากมายที่ต้องแก้ไขให้หมดไปหรือ
ทุเลาเบาบางลงไปให้เหลือน้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้ ดังนั้น การวิจัยปฏิบัติการในชั้นเรียน (Classroom
Action Research) จึงมีความจำเป็นหลายประการเพือ่ การแก้ไขปัญหาในชัน้ เรียน สรปุ ได้ดังนี้
1. ผู้เรียนแต่ละคนมีความแตกต่างกันในหลายๆด้าน เป็นเหตุให้พฤติกรรมผู้เรียนแต่ละคนมี
ความแตกต่างกัน ดังนั้นการจัดกิจกรรมการเรียนรู้จึงจำเป็นต้องจัดให้สอดคล้องกับความแตกต่างของ
ผูเ้ รยี นด้วย ซึ่งปัญหาความแตกตา่ งของผู้เรยี นน้จี ึงมีความจำเปน็ อย่างยงิ่ ต่อการทำวจิ ยั ในช้ันเรยี น
2. สภาพแวดลอ้ มท่แี ตกต่างกันของผู้เรียนแต่ละคนทงั้ ในบ้านและชุมชนทีผ่ ูเ้ รียนอาศัยอยู่ ก็เปน็
สาเหตุที่ทำให้ผู้เรียนแต่ละคนมีพฤติกรรมและปัญหาแตกต่างกัน และส่งผลให้ผู้เรียนแต่ละคนมี
พฤติกรรมที่แตกต่างกันด้วย ถ้าครูไม่ทำการวิจัยเพื่อแสวงหานวัตกรรมมาใช้ให้เหมาะกับผู้เรียน ก็เป็น
การยากทท่ี ง้ั ครแู ละผู้เรียนจะประสบความสำเรจ็ ในการจดั กระบวนการเรียนการสอน
3. การพฒั นาหลักสูตรและการเรยี นการสอน เปน็ กระบวนการทต่ี ้องดำเนินการอยา่ งตอ่ เนอ่ื ง
เพอ่ื ให้ผเู้ รียนได้เรยี นรู้และพัฒนาไดอ้ ย่างสมบูรณเ์ ต็มศักยภาพ ดงั น้ันจงึ จำเป็นต้องทำการวจิ ยั ในชัน้
เรยี นอย่างต่อเนอ่ื ง ทัง้ ในดา้ นการจดั กระบวนการเรียนการสอน สื่อการเรยี นการสอนหรือนวตั กรรม
ต่างๆใหเ้ หมาะสมกับศักยภาพของผเู้ รียนจากความจำเป็นของการวิจัยในชัน้ เรยี นนส้ี อดคล้องกับ
15
เจตนารมณ์ของพระราชบญั ญัติการศึกษาแหง่ ชาติ พ.ศ. 2542 โดยเฉพาะหมวด 4 แนวการจัดการศึกษา
ในหลายมาตรา เช่น มาตรา 22 - 30 ท่ีเนน้ กระบวนการจัดการเรยี นรู้ที่ยดึ ผู้เรยี นเปน็ สำคัญ (Learner
Center) ซง่ึ กระบวนการวิจัยปฏบิ ตั ิการในชั้นเรียนจะเปน็ ปัจจัยสำคัญในการพฒั นาการเรียนร้ตู ามแนว
ยุทธศาสตรข์ องการปฏริ ปู การศึกษาดังกล่าว
4. ประโยชน/์ ความสำคญั ของการวจิ ัยในชั้นเรยี น
ครุรกั ษ์ ภิรมยร์ กั ษ์ (2544) กล่าวว่า อยา่ งน้อยทีส่ ดุ การวิจยั ปฏบิ ัติการในชัน้ เรียนจะมี
ประโยชน์ดงั นี้
1. ช่วยให้ครมู พี ลงั อำนาจในการแก้ปญั หาในชน้ั เรยี นเพม่ิ มากขน้ึ สามารถแกป้ ัญหาในช้ันเรียน
ไดท้ ันท่วงทแี ละมปี ระสทิ ธิภาพ
2. ช่วยให้ครูมีความมัน่ ใจในการจัดกจิ กรรมการเรียนการสอนมากขึ้น และจัดกจิ กรรมการเรยี น
การสอนไดอ้ ย่างมปี ระสิทธภิ าพ
3. ชว่ ยให้ครูทำงานได้อยา่ งเป็นระบบมากข้ึน ประสบความสำเรจ็ ในการทำงาน มคี วามรู้สกึ เป็น
เจ้าของและภาคภมู ิใจในวธิ กี ารท่ีนำมาใช้
4. ช่วยใหโ้ รงเรียนสามารถกำหนดนโยบายหรอื มาตรการต่างๆเก่ยี วกับการพัฒนาหลักสูตรและ
การเรียนการสอนได้อย่างเหมาะสมโดยมผี ลการวจิ ัยรองรับ
5. ช่วยให้ผู้เรยี นไดร้ ับการแก้ไขปญั หาและพฒั นาอย่างสมบูรณ์เต็มศักยภาพทง้ั ในด้านความรู้
ความสามารถ ทักษะ และคุณลักษณะท่ีพึงประสงค์
นวัตกรรมทางการศึกษา
1. ความหมาย
อัญชลี โพธิ์ทอง และอัปษรศรี ปลอดเปลี่ยว (2542 : 9), อรนุช ลิมตศิริ (2543 : 3)
นวัตกรรมทางการศึกษา หมายถึง การนำแนวคิด วิธีการปฏิบัติ หรือสิ่งประดิษฐ์ที่ได้รับการพัฒนา
ปรับปรุงหรือดัดแปลงให้มีความเหมาะสมและสอดคล้องกับการนำมาใช้ในการจัดการศึกษา โดยมี
วัตถุประสงค์ เพื่อแก้ไขปัญหา เพิ่มประสิทธิภาพและประสิทธิผล และก่อให้เกิดความสำเรจ็ สูงสุดแก่
ผเู้ รยี น
สมบูรณ์ สงวนญาติ (2534 : 9) ให้ความหมายไว้ว่า นวัตกรรมทางการศึกษา หมายถึง วิธีการ
ปฏิบัติใหม่ๆ ในทางการศึกษา ซึ่งแปลกไปจากเดิมอาจได้มาจากการค้นพบวิธีใหม่ๆ หรือปรับปรุงของ
เก่าให้เหมาะสม โดยได้มีการทดลอง พัฒนา จนเป็นท่ีน่าเชื่อถือได้ว่า มีผลดีในทางปฏิบัติ และสามารถ
ทำให้ระบบการศึกษาดำเนินไปส่เู ปา้ หมายได้อย่างมปี ระสิทธภิ าพ
กิดานนั ท์ มลทิ อง (2540 : 20) ใหค้ วามหมายไว้วา่ นวตั กรรมการศึกษา หมายถึง นวัตกรรม
ทชี่ ว่ ยให้การศกึ ษาและการเรยี นการสอนมปี ระสทิ ธิภาพดยี งิ่ ขนึ้ ผู้เรยี นสามารถเกดิ การเรียนรไู้ ดอ้ ยา่ ง
16
รวดเรว็ มีประสิทธผิ ลสงู กวา่ เดมิ เกิดแรงจงู ใจในการเรยี นดว้ ยนวัตกรรมเหล่าน้ัน และประหยัดเวลาใน
การเรยี นไดอ้ ีกด้วย ในปจั จุบนั มกี ารใชน้ วัตกรรมการศึกษามากมายหลายอย่างซึ่งมีทัง้ นวตั กรรมที่ใช้
กนั แพร่หลายแลว้ และประเภทท่กี ำลงั เผยแพร่ เชน่ การสอนใชค้ อมพวิ เตอร์ชว่ ย การใช้แผ่นวีดิทศั น์
เชงิ โตต้ อบ ส่ือหลายมิติ และอินเทอรเ์ นต็ เหล่านีเ้ ปน็ ตน้
บุญเกอ้ื ควรหาเวช (2543 : 1) ใหค้ วามหมายไวว้ า่ นวตั กรรมทางการ ศึกษาคือความคดิ และ
การระทำใหม่ ๆ ในระบบการศึกษาทไ่ี ดร้ บั การพิสูจน์ว่าดีทส่ี ุดใน สภาพปัจจบุ ันเพ่อื ส่งเสรมิ ใหก้ าร
เรียนการสอนมปี ระสทิ ธภิ าพมากยง่ิ ข้นึ
ทัศนา แขมมณี (2547 : 12) ใหค้ วามหมายไวว้ ่า นวตั กรรมการศึกษา หมายถึง กระบวนการ
แนวคดิ หรือวิธกี ารใหม่ๆ ทางการศึกษาซึ่งอย่ใู นระหว่างการ ทดลองที่จะจัดขึน้ มาอยา่ งมรี ะบบและ
กว้างขวางพอสมควร เพอ่ื พสิ ูจนป์ ระสทิ ธภิ าพ อนั จะนำไปสู่การยอมรับนำไปใช้ในระบบการศกึ ษา
อยา่ งกว้างขวางต่อไป
วรวทิ ย์ นิเทศศลิ ป์ (2551 : 50) ใหค้ วามหมายไว้ว่า นวตั กรรมการศึกษา หมายถงึ การ
นำเอาความคดิ หรอื วิธปี ฏิบัตทิ างการศึกษาใหมๆ่ มาใช้กับการศกึ ษา
คณาจารยภ์ าควิชาเทคโนโลยแี ละนวตั กรรมทางการศึกษา (2539 : 40) ให้ความหมายไวว้ ่า
นวัตกรรมการศึกษา หมายถึง แนวความคดิ หรือวธิ กี ารหรอื เครื่องมอื ซ่ึงเปน็ สงิ่ แปลกใหม่ยังไมเ่ คย
นำมาใช้ในวงการการศึกษามากอ่ น แตไ่ ดถ้ ูกนำมาทดลองใช้เพือ่ ดูผลวา่ ได้ผลดเี พยี งใด ถา้ ไดผ้ ลดีกจ็ ะ
ได้รับการยอมรับและเผยแพรใ่ หร้ จู้ ักและนำมาใช้กันอย่างกว้างขวางตอ่ ไป
สุคนธ์ สนิ ธพานนท์ (2553 : 34) ใหค้ วามหมายไว้ว่า นวัตกรรมทางการศกึ ษา หมายถึง สง่ิ
ใหม่ๆ ทีส่ ร้างขึน้ มาเพ่ือช่วยแกป้ ญั หาเก่ยี วกบั การจดั การเรียนการสอนหรือพัฒนาใหผ้ เู้ รียนเกิดการ
เรยี นร้อู ยา่ งมีประสทิ ธภิ าพ ไดแ้ กแ่ นวคิด รปู แบบ วิธกี าร กระบวนการ ส่ือตา่ งๆ ทเี่ กีย่ วกบั การศกึ ษา
ดงั น้นั นวตั กรรมการศึกษา (Educational Innovation) คอื การนำส่งิ ใหม่ๆ ซง่ึ อาจจะเป็น
ความคิด วิธีการ หรอื การกระทำ หรอื สงิ่ ประดษิ ฐ์ขึ้น ท้งั ในส่วนทไี่ ม่เคยมีมากอ่ น หรือเป็นการพฒั นา
ดัดแปลงจากสงิ่ ทีม่ อี ย่แู ต่เดมิ ใหด้ ขี ึ้น โดยอาศัยหลักการ ทฤษฎี ท่ีไดผ้ ่านการทดลองวิจยั จนเชื่อถอื ได้
นำมาใช้บังเกดิ ผลเพม่ิ พูนประสทิ ธิภาพต่อการเรยี นรู้
2. การจำแนกประเภท
นักการศึกษาได้แบ่งประเภทของนวัตกรรมทางการศึกษาตามจุดเน้นของการพัฒนาการจัด
การศึกษาหลายลักษณะ
วทุ ธิศักด์ิ โภชนกุ ูล (2550 : 8) อธิบายวา่ นวัตกรรมทางการศึกษา แบ่งออกเปน็ 5 ประเภท
คอื
(1) นวัตกรรมทางด้านหลักสูตร เช่น หลักสูตรบูรณาการ หลักสูตรรายบุคคล หลักสูตร
กจิ กรรมและประสบการณ์ หลกั สตู รท้องถิ่น
17
(2) นวัตกรรมการจัดการเรียนรู้ เช่น การสอนแบบศูนย์การเรียน การใช้กระบวนการกลุ่ม
สัมพันธ์ การสอนแบบเรียนรู้ร่วมกัน และการเรียนผ่านเครือข่ายคอมพิวเตอร์และอินเทอร์เน็ต
กระบวนการสร้างความตระหนัก กระบวนการสร้างเจตคติ กระบวนการสร้างความคิดรวบยอด
กระบวนการปฏิบัติ กระบวนการสืบสอบ กระบวนการสร้างทักษะการคิดคำนวณ การสอนแบบศูนย์
การเรียนการสอนแบบใช้ บทบาทสมมติ การสอนโดยใช้สถานการณ์จำลอง การเรียนแบบสัญญา
การเรียน การเรียนเป็นคู่ การเรยี นเพ่อื รอบรู้ การเรียนแบบร่วมมือ เปน็ ตน้
(3) นวัตกรรมสื่อการสอน เช่น Computer Assisted Instruction (CAI), Web-based
Instruction (WBI) Web-based Training (WBT) Virtual Classroom (VC) Web Quest Web
Blog บทเรียนสำเร็จรูป บทเรียนโมดูล บทเรียนออนไลน์ คอมพิวเตอร์ช่วยสอน ชุดการสอน จุลบท
ชุดสื่อประสม วีดิทัศน์ สไลด์ประกอบเสียง แผ่นโปร่งใส บัตรการเรียนรู้ บัตรกิจกรรม แบบฝึกทักษะ
เกม เพลง เป็นต้น
(4) นวตั กรรมการประเมินผล เช่น การพฒั นาคลังข้อสอบ การลงทะเบียนผา่ นทางเครือข่าย
คอมพิวเตอร์และอินเทอร์เน็ต การใช้บัตรสมาร์ทการ์ดเพื่อการใช้บริการของสถาบันศึกษา การใช้
คอมพิวเตอร์ในการตดั เกรด
(5) นวัตกรรมการบริหารจัดการ เช่น ฐานข้อมูล นักเรียน นักศึกษา ฐานข้อมูล คณะอาจารย์
และบคุ ลากร ในสถานศึกษา ด้านการเงิน บญั ชี พสั ดุ และครภุ ัณฑ์
มหาวิทยาลัยรังสิต (2549 : 1) กล่าวว่า นวัตกรรมทางการศึกษาด้านการจัดการเรียนรู้ท่ี
ครูผู้สอนสร้างหรือพัฒนาขึ้นเพื่อพัฒนาหรือปรับปรุงแก้ไขปัญหาการจัดการเรียนรู้ แบ่งได้ 2 ประเภท
คอื
(1) กิจกรรมการพัฒนาการเรียนรู้หรือเทคนิควิธีสอน (Instruction) เช่น บทเรียนสำเร็จรูป
ชดุ การเรียนการสอน ชุดฝกึ แบบฝึก แผนการจัดการเรียนร้ทู เ่ี น้นรูปแบบการสอน กิจกรรมการเรียนรู้
หรอื กระบวนการเรียนรู้ ชดุ พัฒนาคณุ ลกั ษณะ เป็นต้น
(2) สื่อการเรียนรู้หรอื สิ่งประดิษฐ์ (Invention) เช่น สื่อประสม วีดิทัศน์ แบบจำลอง รูปภาพ
แผน่ โปร่งใส แผนภาพ เกมประดษิ ฐห์ รือเกมฝกึ ทกั ษะ เปน็ ตน้
สำหรับนวัตกรรมทางการศึกษาที่เกี่ยวกับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ในระดับชั้นเรียน แบ่งเป็น
2 ประเภทหลัก คือ ประเภทกิจกรรมการพัฒนาการเรียนรู้และเทคนิควิธีสอน (Learning and
Instruction) และประเภทสอ่ื การเรยี นรหู้ รอื สง่ิ ประดษิ ฐ์ (Invention)
3. ความสำคัญ
นวัตกรรมมีความสำคัญต่อการศึกษาหลายประการ ทั้งนี้เนื่องจากในโลกยุคโลกาภิวัฒนโ์ ลกมีการ
เปลี่ยนแปลงในทุกด้านอย่างรวดเรว็ โดยเฉพาะอย่างยิ่งความกา้ วหน้าทง้ั ด้านเทคโนโลยีและสารสนเทศ
การศึกษาจึงจำเป็นต้องมีการพัฒนาเปลี่ยนแปลงจากระบบการศึกษาที่มีอยู่เดิม เพื่อให้ทันสมัยต่อการ
เปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี และสภาพสงั คมทเ่ี ปล่ียนแปลงไป มีรายละเอียดดังนี้
18
ชัชพล ทรงสุนทรวงศ์ (2559 : 20-23) ได้กล่าวถึง นวัตกรรมมีความสำคัญต่อการศึกษาหลาย
ประการ ทั้งนี้เนื่องจากในโลกยุคโลกาภิวัฒน์โลกมีการเปลี่ยนแปลงในทุกด้านอย่างรวดเร็วโดยเฉพาะ
อย่างยิ่งความก้าวหน้าทั้งด้านเทคโนโลยีและสารสนเทศ การศึกษาจึงจำเป็นต้องมีการพัฒนา
เปลี่ยนแปลงจากระบบการศกึ ษาที่มีอยู่เดิม เพ่อื ให้ทนั สมัยตอ่ การเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีและสภาพ
สังคมที่เปลี่ยนแปลงไป อีกทั้งเพื่อแก้ไขปัญหาทางด้านศึกษาบางอย่างที่เกิดขึ้นอย่างมีประสิทธิภาพ
เชน่ เดยี วกัน การเปลี่ยนแปลงทางดา้ นการศึกษาจึงจำเปน็ ต้องมีการศึกษาเก่ียวกบั นวตั กรรมการศึกษาที่
จะนำมาใชเ้ พ่ือแก้ไขปัญหาทางการศึกษาในบางเรื่อง เชน่ ปัญหาท่เี กย่ี วเนื่องกันจำนวนผู้เรียนท่ีมากข้ึน
การพัฒนาหลักสูตรให้ทันสมัย การผลิตและพัฒนาสื่อใหม่ๆ ขึ้นมาเพื่อตอบสนองการเรียนรู้ของมนุษย์
ให้เพิ่มมากขึ้นด้วยระยะเวลาที่สั้นลง การใช้นวัตกรรมมาประยุกต์ในระบบการบริหารจัดการด้าน
การศกึ ษาก็มีสว่ นช่วยให้การใช้ทรัพยากรการเรียนรู้เป็นไปอย่างมีประสทิ ธิภาพ เช่น เกิดการเรียนรู้ด้วย
ตนเอง กลา่ วโดยสรปุ นวตั กรรมการศกึ ษาเกิดขึน้ ตามสาเหตใุ หม่ๆ ดงั ต่อไปนี้
3.1 การเพิ่มปริมาณของผู้เรียนในระดับชั้นประถมศึกษาและมัธยมศึกษาเป็นไปอย่างรวดเร็ว
ทำใหน้ กั เทคโนโลยีการศึกษาตอ้ งหานวัตกรรมใหม่ ๆ มาใช้ เพือ่ ใหส้ ามารถสอนนกั เรยี นได้มากข้ึน
3.2 การเปลย่ี นแปลงของเทคโนโลยเี ป็นไปอยา่ งรวดเรว็ การเรยี นการสอนจึงตอ้ งตอบสนองการ
เรียนการสอนแบบใหม่ ๆ ที่ช่วยให้ผู้เรียนสามารถเรียนรู้ได้เร็วและเรียนรู้ได้มากในเวลาจ ำกัดนัก
เทคโนโลยกี ารศึกษาจึงต้องค้นหานวตั กรรมมาประยกุ ต์ใชเ้ พ่ือวตั ถปุ ระสงค์นี้
3.3 การเรียนรู้ของผู้เรียนมแี นวโน้มในการเรียนรู้ด้วยตนเองมากขึ้น ตามแนวปรัชญสมัยใหม่ที่
ยึดผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง นวัตกรรมการศึกษาสามารถช่วยตอบสนองการเรียนรู้ตามอัตภาพตาม
ความสามารถของแตล่ ะคน เชน่ การใชโ้ ปรแกรมคอมพิวเตอร์ช่วยสอน CAI (Computer Assisted
instruction) การเรียนแบบศนู ยก์ ารเรยี น
3.4 ความก้าวหนา้ ของเทคโนโลยสี ารสนเทศและเทคโนโลยีโทรคมนาคม ทส่ี ว่ นผลกั ดนั ให้มีการ
ใช้นวัตกรรมการศึกษาเพิ่มมากขึ้น เช่น เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ทำให้คอมพิวเตอร์มีขนาดเล็กลง แต่มี
ประสิทธิภาพสูงขึ้นมาก เทคโนโลยีเครือข่ายคอมพิวเตอร์และอินเตอร์เน็ต ทำให้เกิดการสื่อสารไร้
พรมแดน นักเทคโนโลยีการศึกษาจึงคิดค้นหาวิธีการใหม่ ๆ ในการประยุกต์ใช้ระบบเครือข่าย
คอมพิวเตอรเ์ ป็นฐานในการเรยี นรู้ ทีเ่ รียกวา่ “Web-based Learning” ทำใหส้ ามารถเรยี นรู้ในทุกที่ทุก
เวลาสำหรับทุกคน (Sny where, Any time for Everyone) ถ้าหากผู้เรียนสามารถใช้อินเตอร์เน็ตได้
การใช้คอมพวิ เตอร์ในปัจจุบันเป็นไปอย่างกว้างขวาง ในวงการศึกษาคอมพวิ เตอร์มิใชเ่ พียงแต่สิ่งอำนวย
ความสะดวกในสำนักงานเท่านั้น แต่ยังใช้เป็นสื่อหรือเป็นเครื่องมือสร้างสื่อได้อย่างสวยงามเหมือนจรงิ
และรวดเร็วมากกวา่ ก่อน นกั เทคโนโลยกี ารศกึ ษาจึงศึกษาวิจัยบทนวัตกรรมทางด้านการผลติ และการใช้
สื่อใหม่ ๆ ตามศักยภาพของเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ เช่น คอมพิวเตอร์กราฟิก ระบบมัลติมีเดีย วิดีโอ
ออนดมี านด์ การประชมุ ทางไกล
19
ดวงกมล โพธิ์นาค. (2559 : 47) นวัตกรรมการศึกษาทำให้เกิดทักษะด้านสารสนเทศสื่อและ
เทคโนโลยีและทักษะชีวิตและอาชีพเพื่อความสำเร็จทั้งด้านการทำงานและการดำเนินชีวิต ในศตวรรษที่ 21
การจัดกระบวนการเรยี นรู้จงึ พยายามเปลีย่ นบทบาทผูส้ อนจากผู้บรรยายมาเป็นผู้สอนร่วมกนั ออกแบบ
กจิ กรรมในการจดั กระบวนการเรียนรู้ (Pedagogy) ใหผ้ เู้ รียนใช้เปน็ เครื่องมือไปเรียนรู้สร้าง องค์ความรู้
ด้วยตนเองผู้สอนเป็นผู้อำนวยความสะดวก และเสนอแนะเครื่องมือการเข้าถึงองค์ความรู้ ผ่านวิธีการ
ต่างๆโดยเฉพาะผ่านเทคโนโลยใี ห้เข้าถึงความรู้ได้อย่างรวดเร็วและกว้างขวางนำความรู้ที่ได้แลกเปลี่ยน
กับเพื่อนในห้องเรียน เรียกกระบวนการเรียนรู้แบบนี้ว่า การเรียนรู้เชิงลึก (Active Learning) ที่ยึด
นักเรียนเป็นศูนย์กลาง (Student-centered) สำหรับการเรียนรู้ยุคใหม่ประสบความสำเร็จด้วยดี
การเรียนรู้ยุคใหม่ใชข้ ุมความรู้ที่เรียกว่า World knowledge ซึ่งมีแหล่งความรู้ มากมายกระจายอยู่ท่ัว
โลก ผู้เรียนต้องเรียนรู้ได้มาก และรวดเร็ว อีกทั้งสามารถแยกแยะค้นหา ข่าวสารตลอดจนการแสวงหา
สิ่งที่ต้องการได้ตรงความต้องการ เพื่อนำความรู้ที่ได้จากการค้นคว้า ศึกษาข้อมูลนำมาใช้ให้เกิด
ประโยชน์ในการเรียนของผู้เรียน และสามารถนำความรู้มาใช้ในชีวิตประจำวันได้เมื่อพิจารณากิจวัตร
ประจำ วันตั้งแต่ตื่นขึ้นมาจนเข้านอนชีวิตในทุกวันนี้แวดล้อมด้วยสื่อ เช่น หนังสือพิมพ์วิทยุ โทรทัศน์
และคอมพิวเตอร์สื่อเหล่านี้คือภาพรวมเรียกว่า เทคโนโลยี สารสนเทศและการสื่อสาร (Information and
communicationtechnology: ICT) ไม่ว่าจะเรื่อง การรับรู้และการใช้ ICT เป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งในสังคม
แหง่ ความรูท้ ่ีเปล่ยี นแปลงอยา่ งรวดเรว็
วธิ กี ารสอนแบบ 5Es
ซึ่งการพัฒนาวิธีการสอนแบบ 5ES สำหรับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้วิทยาศาสตร์โดยอ้างอิง
วธิ กี ารและปรัชญาวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ นักเรียนระดับช้นั ประถมศึกษาปีท่ี 5 โรงเรยี นเทศบาลวัดท้ายตลาด
(กวีธรรมสาร) กล่าวโดยละเอียด ดังน้ี
1. แนวคดิ /ทฤษฎ/ี หลกั การ/วธิ ีการ
รปู แบบการเรียนการสอน 5E เป็นการจดั การเรียนรู้เพอ่ื ให้นักเรียนสร้างความรู้ดว้ ยตนเองมี
พนื้ ฐานมาจากทฤษฎคี อนสตรคั ติวิสต์ (Constructivism) โดยมรี ากฐานสำคญั มาจากทฤษฎีพัฒนาการ
ทางสติปัญญาของเพียเจต์ (Piaget’s Theory of Cognitive Development) ซึ่งอธิบายว่า พัฒนาการ
ทางเชาว์ปัญญาของบุคคลมีการปรับตัวทางกระบวนการดูดซึม (Assimilation) และกระบวนการปรับ
โครงสร้างทางปัญญา (Accommodation) พัฒนาการเกิดขึ้นเมื่อบุคคลรับและซึมทราบข้อมูลหรือ
ประสบการณ์เข้าไปสัมพันธ์กับความรู๎หรือโครงสร้างทางปัญญาที่มีอยู่เดิมหากไม่สามารถสัมพันธ์กันได้
จะเกิดภาวะไม่สมดุลขึ้น (Disequilibrium) บุคคลจะพยายามปรับสภาพให้อยู่ในสภาวะสมดุล
(Equilibrium) โดยใช้กระบวนการปรับโครงสร้างทางปัญญาเพียเจต์เชื่อว่าคนทุกคนจะมีพัฒนาเชาว์
ปญั ญาเป็นลำดับขั้นจากการมีปฏสิ ัมพันธ์และประสบการณ์กับสิ่งแวดล้อมตามธรรมชาติและประสบการณ์
20
ที่เกี่ยวกับการคิดเชิงตรรกะและคณิตศาสตร์รวมทั้งการถ่ายทอดความรู้ทางสังคมวุฒิภาวะและกระบวนการ
พัฒนาความสมดลุ ของบคุ คลน้นั (ทิศนา แขมณ.ี 2545: 90 – 91)
การจดั การเรยี นการสอนตามแนวคอนสตรคั ติวสิ ตใ์ ห้ผู้เรยี นสร้างความรู้โดยผ่านกระบวนการ
คิดดว้ ยตนเองโดยผู้สอนไม่สามารถปรับเปลี่ยนโครงสร้างทางปัญญาของผู้เรยี นได้ แตผ่ ู้สอนสามารถช่วย
ผู้เรียนปรับเปลี่ยนโครงสร้างทางปัญญาได้โดยจดั สภาพการณ์ให้ผู้เรียนเกิดความขัดแย้งทางปัญญาหรอื
เกดิ ภาวะไม่สมดลุ ซึ่งเปน็ ภาวะที่ประสบการณ์ใหม่ไม่สอดคล้องกบั ประสบการณเ์ ดิมผู้เรียนต้องพยายาม
ข้อมูลใหม่กับประสบการณ์เดิมที่มีอยู่เดิมแล้วสร้างเป็นความรู้ใหม่ (พิมพันธ์เดชะคุปต์;และพเยาว์ยินดีสุข.
2548: 24) ที่กล่าวว่า แนวคิดคอนตรคั ติวิสต์เปน็ กระบวนการพัฒนาสติปญั ญาท่ีผู้เรียนมีบทบาทในการ
เรียนรู้ของตนเองโดยพยายามค้นพบความรู้จากการตรวจสอบข้อมลู ทขี่ ัดแย้งกบั ความรู้เดมิ กระบวนการ
สร้างความรู้เป็นไปอย่างต่อเนื่องทั้งการดูดซึมและการปรับขยายข้อมูลกลายเป็นความรู้ใหม่ที่มีความ
ซับซ้อนขึ้น จากที่กล่าวมาข้างต้นสรุปได้ว่าการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบการเรียนการสอน
5E นั้นมีพื้นฐานมาจากทฤษฎีคอนสตรัคติวิสต์ (Constructivism) ซึ่งมีรากฐานมาจากทฤษฎีพัฒนาการ
ทางสติปัญญาของเพียเจต์โดยมีผู้เรียนได้รับข้อมูลหรือประสบการณ์ใหม่ๆ จะเกิดการซึมซับเข้าสู่
โครงสร้างทางความคิดทม่ี ีอยู่แตถ่ ้าโครงสร้างทางความคิดท่มี ีอยู่ไมส่ อดคล้องกบั ประสบการณ์หรอื ข้อมูล
นั้นๆ จะทำให้เกิดภาวะไม่สมดุลจากนั้นผู้เรียนจะค่อยๆ ปรับเปล่ียนโครงสร้างทางความคิดเข้าสู่สภาวะ
สมดุลอีกครั้ง รูปแบบการเรียนการสอน 5E เป็นรูปแบบการเรียนการสอนที่มีพื้นฐานมาจากทฤษฎี
คอนสตรัคติวิสต์ (Constructivism) ซึ่งมีรากฐานมาจากทฤษฎีพัฒนาการทางสติปัญญาของเพียเจต์จึง
เป็นรูปแบบการเรียนการ สอนที่เน้นการสืบสอบประกอบไปด้วย 5 ขั้นตอนตามลำดับ ซึ่งนักการศึกษา
และองคก์ รทางการศึกษาได้อธบิ าย ขนั้ ตอนการสอนตามรปู แบบการเรียนการสอน 5E ไว้ดงั นี้
ลอรส์ ัน (Bybee. 1999; citing Lawson.1995: 164 – 165) นกั พฒั นาหลกั สูตรจากหน่วยงาน
ที่เกี่ยวข้องกับการศึกษาและการจัดทำหลักสูตรชีววิทยา (Biological Science CurriculumStudy :
BSCS) ของประเทศสหรัฐอเมริกาได้อธิบายขั้นตอนการสอนตามรูปแบบการเรียนการสอน 5E ซึ่งมี
5 ข้นั ตอนไว้ดงั น้ี
1. การสร้างความสนใจ (Engagement) เปน็ ขนั้ ตอนสร้างความสนใจให้นักเรยี นอยากรู้อยาก
เห็นกระตนุ้ ให้นักเรียนต้งั คำถามกำหนดประเด็นปญั หาทจ่ี ะศกึ ษา
2. การสำรวจและค้นหา (Exploration) เป็นขั้นตอนในการตรวจสอบปัญหาดำเนินการสำรวจ
ตรวจสอบสืบค้นและรวบรวมข้อมูลโดยการวางแผนการสำรวจตรวจสอบลงมือปฏิบัติ เช่น การ
สงั เกตการณว์ ดั ทดลองและการรวบรวมข้อมูล
3. การอธิบายและลงข้อสรุป (Explanation) เป็นขั้นตอนในการวิเคราะห์และจัดกระทำข้อมูล
ในรูปตาราง กราฟ แผนภาพ เป็นต้น สรปุ ผลและอภิปรายผลการทดลอง
4. การขยายความรู้ (Elaboration) เปน็ ขน้ั ตอนในการประยกุ ตใ์ ช้สัญลักษณ์ นยิ าม
21
คำอธบิ าย และทักษะไปสู่สถานการณใ์ หม่
5. การประเมนิ ผล (Evaluation) เปน็ ข้ันตอนในการประเมินผลการเรียนร๎ขู องนักเรียนโดย
ครแู ละ นักเรียนมสี ่วนร่วมในการประเมนิ
2. องคป์ ระกอบ/โครงสรา้ ง/ลำดบั ขั้น
อสิ ระ ทับสสี ด (2565) ได่กล่าวไว้ว่า
1. ขนั้ สรา้ งความสนใจ จดั กิจกรรมการเรยี นรู้จำแนกเป็น 3 ข้ันย่อยตามลำดบั คือ
ขนั้ สงั เกต
1.1 ใช้คำถามเพื่อทบทวนความร้เู ดมิ /ประสบการณเ์ ดิม
1.2 ครูนำเสนอเหตุการณใ์ หม่/ประสบการณ์ใหม่
1.3 อภิปรายคำถามรว่ มกบั นักเรยี นเพื่อวเิ คราะห์ อภปิ ราย และลงขอ้ สรุปขอ้ มูลการ
สงั เกต จาก 1.2 เพ่ือสรา้ งประเด็นใหม่ท่ีแตกต่างจากความรู้เดิม/ประสบการณเ์ ดมิ ผลการอภิปราย
ขั้นกำหนดปญั หา
1.4 ครูนำผลการวิเคราะห์ อภิปราย และลงข้อสรปุ ขอ้ มูลการสังเกตดังกล่าวข้อ 1.3
มากำหนดเปน็ ประเด็นของปัญหาทต่ี อ้ งคดิ ค้นหาคำตอบ
1.5 ใชค้ ำถามดังกล่าวข้อ 1.4 กับนกั เรียนเพ่ือนำมาสกู่ ระบวนการคิดค้นหาคำตอบ
2. ขั้นสำรวจและค้นหา-อธิบายและลงข้อสรุป
1. ขนั้ กำหนดสมมติฐาน (อาจมหี รือไม่มี)
2. ข้ันรวบรวมข้อมูล
2.1 รวบขอ้ มลู การสำรวจ ปัญหาท่ีตอ้ งคิดคน้ หาคำตอบเป็นปัญหาการสำรวจ ต้องใชข้ ้อมูล
การวดั นบั หรือข้อมูลการสังเกต
2.2 ข้อมลู การทดลอง ปญั หาที่ต้องคิดค้นหาคำตอบเป็นปัญหาการทดลอง หรอื เป็นปัญหา
ท่ีมีสมมติฐานรองรบั
3. ขน้ั แปลงขอ้ มลู นำข้อมลู การสำรวจหรือข้อมูลการทดลองมาแปลงให้อยใู่ นรูปของกราฟ
ตาราง แผนภมู ิ แผนที่ แผนผงั ความคิด เพือ่ ให้ง่ายต่อกสนแปลความหมายงา่ ยต่อการแปลความหมาย
4. ขั้นวเิ คราะห์ อภิปรายและลงข้อสรุปขอ้ มูล เป็นการลงข้อสรปุ ข้อมูลตามขอบเขตท่ีมีอยู่
3. ขัน้ อธบิ ายและลงข้อสรุป นำข้อมูลจากผลการวเิ คราะห์ และลงขอ้ สรุปมาสร้างคำอธิบาปรากฏการณ์
เกดิ เปน็ ความรู้ใหมท่ ี่แตกต่างจากความรู้เดิม
4. ขน้ั ประเมินตนเอง
ให้นกั เรียนประเมนิ ผลการเรียนร้ขู องตนเองโดยการตอบคำถามของครู
5. ขน้ั นำเสนอข้อค้นพบ
มอบหมายงานใหน้ กั เรยี นจดั ทำนำและเสนอข้อค้นพบ
22
3. ขอ้ ด/ี ข้อเสยี
พันธ์ ทองชมุ นมุ (2544: 57) กล่าวถงึ ขอ้ ดี ขอ้ จำกดั ของวิธจี ดั การเรยี นรู้ด้วยกระบวนการ
สืบเสาะหาความร๎ูแบบ 5E ดงั นี้
ขอ้ ดี
1. นกั เรยี นสามารถพฒั นาความคิดได้อย่างเตม็ ท่ีรู้จักใช้เหตผุ ลมาวิเคราะหบ์ ทเรียน
2. นักเรียนสามารถคดิ เรื่องอย่างเป็นระบบมีข้ันตอนในการคดิ อนั จะส่งผลต่อนักเรยี นในการ
พฒั นาตวั เองเพอื่ นำไปประยุกตใ์ ช้กับอนั จะส่งผลต่อนักเรียนในการพัฒนาตัวเองเพ่ือนำไปประยุกต์ใช้
กบั วชิ าอืน่ ๆ
3. การเรียนการสอนให้ความสำคัญกบั นักเรยี นหรอื ผู้เรียนเป็นศนู ยก์ ลาง
ขอ้ จำกัด
1. ในการสอนแต่ละครัง้ ใช้เวลาค่อนขา้ งจะมาก
2. หากสถานการณ์ทีผ่ ู้สอนสร้างข้ึนไม่เร้าใจผู้เรียนอาจจะทำให้ผู้เรียนให้ความร่วมมือใน
กิจกรรมการเรยี นการสอนน้อยลงมีผลทำให้บรรยากาศการเรียนการสอนไม่เร้าใจเท่าที่ควรดงั นัน้
ผู้สอนตอ้ งเตรียมยกสถานการณ์ท่สี ามารถทำให้ผู้เรียนอยากมสี ่วนร่วมมากท่ีสดุ
3. สำหรับเนอื้ หาวิชาทม่ี ีความซับซ้อนและค่อนขา้ งยากจะทำให้นักเรียนที่สตปิ ญั ญาต่ำอาจมี
ปญั หาในการเรยี นรู้ดว้ ยตนเอง
4. วธิ กี ารใช้
ชาตรี เกิดธรรม. (2545:36) ในการสอนแบบนี้ครูคือผู้แนะแนวทางคอยช่วยเหลือนักเรียน
และสร้างสถานการณ์เพื่อให้เกดิ การเรยี นรู้ ฉะน้นั ครคู วรมีบทบาท 3 ประการ คอื
1. ป้อนคำถามให้นกั เรยี นเพื่อนำไปสู่การค้นคว้าครูจะต้องรู้จักป้อนคำถามจะต้องรู้วา่ ถาม
อย่างไรนกั เรียนจงึ จะเกดิ ความคิด
2. เม่อื ไดป้ ญั หาแล้วให้นกั เรียนท้ังขน้ั อภปิ รายวางแผนแก้ปัญหากำหนดวธิ ีการแก้ปญั หาเอง
3. ถา้ ปัญหาใดยากเกินไปนกั เรียนไม่สามารถวางแผนแก้ปัญหาได้ครูกบั นักเรียนอาจร่วมกัน
หาทางแก้ปัญหาต่อไป
นอกจากนี้กระทรวงศึกษาธกิ ารสำนักงานคณะกรรการประถมศึกษาแห่งชาติ (2545:38) กล่าว
วา่ บทบาทของครูในการสอนแบบสบื เสาะหาความรู้มีดงั น้ี
1. การวางแผนเตรยี มการล่วงหน้าเพอื่ ความสนใจในบทเรยี นและกิจกรรมที่จะปฏบิ ตั ิ
2. ในการจดั กจิ กรรมต้องกระตุ้นให้ผู้เรยี นคิดมสี ่วนร่วมในกิจกรรมมกี ารสร้างแรงจูงใจและ
เสรมิ แรงอย่างตอ่ เนอื่ งสม่ำเสมอ
3. ควรเลอื กใช้คำถามท่มี ีความยากง่ายพอเหมาะกบั ความสามารถของนักเรียนไม่ควรบอก
คำตอบทนั ทคี วรแนะนำให้ผู้เรยี นหาคำตอบไดเ้ อง
23
4. ควรนำวธิ ีการสอนอน่ื ๆ เช่น การสาธิตการใช้คำอธิบายมาใช้เพิ่มเติมในกจิ กรรมสบื เสาะหาความรู้
วธิ ีการสร้างและหาคณุ ภาพของนวัตกรรม
1. วธิ กี ารสร้าง
ทิศนา แขมมณี (2548 : 423) ได้ให้หลักการพัฒนานวัตกรรมทางการศึกษาไว้พอสรุปได้
ดังน้ี
1. การระบุปัญหา (Problem) ความคิดในการพัฒนานวัตกรรมนั้น ส่วนใหญ่จะเร่ิม
จากการมองเห็นปญั หา และต้องการแกไ้ ขปญั หานนั้ ให้ประสบความสำเร็จอย่างมคี ุณภาพ
2. การกำหนดจุดมุ่งหมาย (Objective) เมื่อกำหนดปัญหาแล้วก็กำหนดจดุ มุง่ หมาย
เพอื่ จัดทำหรือพัฒนานวัตกรรมให้มีคุณสมบตั ิ หรือลักษณะตรงตามจดุ มุ่งหมายที่กำหนดไว้
3. การศึกษาข้อจำกัดต่างๆ (Constraints) ผู้พัฒนานวัตกรรมทางด้านการเรียน
การสอนต้องศึกษาข้อมูลของปัญหาและข้อจำกัดที่จะใช้นวัตกรรมนั้น เพื่อประโยชน์ในการนำไปใช้ได้
จริง
4. การประดษิ ฐ์คิดคน้ นวัตกรรม (Innovation) ผจู้ ดั ทำหรือพัฒนานวตั กรรมจะต้องมี
ความรู้ ประสบการณ์ ความริเริ่มสร้างสรรค์ ซึ่งอาจนำของเก่ามาปรับปรุง ดัดแปลง เพื่อใช้ในการ
แก้ปัญหาและทำให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น หรืออาจคิดค้นขึ้นมาใหม่ทั้งหมด นวัตกรรมทางการศึกษามี
รูปแบบแตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับลักษณะปัญหาหรือวัตถุประสงค์ของนวัตกรรมนัน้ เช่นอาจมีลักษณะเปน็
แนวคิด หลักการ แนวทาง ระบบ รปู แบบ วิธีการ กระบวนการ เทคนิค หรือสิ่งประดิษฐ์ และเทคโนโลยี
เป็นต้น
5. การทดลองใช้ (Experimentation) เมื่อคิดค้นหรือประดิษฐ์นวัตกรรมทาง
การศึกษาแลว้ ต้องทดลองนวตั กรรม ซึ่งเป็นสิง่ จำเปน็ เพ่ือเป็นการประเมินผลและปรบั ปรุงแก้ไขผลการ
ทดลองจะทำให้ได้ข้อมูลนำมาใช้ในการปรับปรุงและพัฒนานวัตกรรมต่อไป ถ้าหากมีการทดลองใช้
นวัตกรรมหลายครั้งกย็ อ่ มมคี วามมนั่ ใจในประสิทธิภาพของนวตั กรรมนน้ั
6. การเผยแพร่ (Dissemination) เมื่อมั่นใจนวัตกรรมที่สร้างขึ้นมีประสิทธิภาพแล้วก็
สามารถนำไปเผยแพร่ใหเ้ ป็นท่ีรู้จัก
2. การหาคุณภาพ
2.1 การหาคณุ ภาพเชงิ เหตุผล
2.1.1 ความหมาย
ธนโชค จันทร์สูง (2549) เป็นการหาประสิทธิภาพโดยอาศัยหลักความรู้และเหตุผล โดยอาศัย
ผู้เชยี่ วชาญเปน็ ผพู้ ิจารณาตัดสนิ คณุ ค่า
24
2.1.2 วธิ กี าร
บุญชม ศรสี ะอาด (2546) ได้กล่าวถงึ ว่า กระบวนการนีเ้ ปน็ การหาประสิทธภิ าพโดยใช้หลักของ
ความรู้ และเหตุผลในการตัดสินคุณค่าของสื่อการเรียนการสอน โดยอาศัยผู้เชี่ยวชาญ (Panel of
Expert) เป็นผู้พิจารณา ตดั สินคุณค่า ซ่ึงเปน็ การหาความเท่ียงตรงเชงิ เน้ือหา (Content Validity) และ
ความเหมาะสมในด้านการนําไปใช้ (Usability) ผลการประเมินของผู้ทรงคุณวุฒิแต่ละคนจะนํามาหาค่า
ประสทิ ธิภาพตอ่ ไป
2.2 การหาคุณภาพเชิงประจักษ์
2.2.1 ความหมาย
ธนโชค จันทร์สงู (2549) โดยการนำส่ือไปทดลองกับกล่มุ เป้าหมาย เพ่อื หาประสิทธภิ าพของสอ่ื
2.2.2 วิธีการ
บุญชม ศรีสะอาด (2546) ได้กล่าวถึงว่า วิธีการน้ีจะนําส่ือไปทดลองใช้กับกลุ่มนักเรียน
เป้าหมาย การหาประสิทธิภาพของสื่อ เช่น บทเรียนคอมพิวเตอร์ (CAI) บทเรียนโปรแกรม เอกสาร
ประกอบการเรียน แผนการสอน แบบฝึกทักษะ เป็นต้น ส่วนมากใช้วิธีการหาประสิทธิภาพด้วยวิธีนี้
ประสิทธิภาพที่วัดส่วนใหญ่ จะพิจารณาจากเปอร์เซ็นต์การทำแบบฝึกหัดหรือกระบวนการเรียน หรือ
แบบทดสอบย่อย โดยแสดงเป็นค่าตวั เลข 2 ตัว เช่น E1 / E2 = 80/ 80, E1 / E2 = 85/ 85, E1 / E2
= 90/ 90 เปน็ ต้น
เกณฑ์ประสิทธิภาพ (E1 / E2 ) มีความหมายแตกต่างกันกลายลักษณะในที่น้ีจะยกตัวอย่าง
E1 / E2 = 80/ 80 ดงั น้ี
1. เกณฑ์ 80/ 80 ในความหมายที่ 1 ตัวเลข 80 ตวั แรก (E1) คือ นักเรยี นท้ังหมด ทำแบบฝกึ หดั
หรือแบบทดสอบย่อยได้คะแนนเฉลี่ยร้อยละ 80 ถือเป็นประสิทธิภาพของกระบวนการ ส่วนตัวเลข 80
ตัวหลัง (E2) คือนักเรียนท้ังหมดที่ทำแบบทดสอบหลังเรียน (Post - test) ได้คะแนนเฉลี่ยร้อยละ 80
ส่วนการหาคา่ E1 และ E2 ใช้สตู รดังนี้
∑
1 = × 100
เมื่อ E1 แทน ร้อยละของคะแนนเฉลี่ยที่นักเรียนทั้งหมดทำแบบฝึกหัด หรือแบบทดสอบยอยทุกชุด
รวมกัน
∑x แทน คะแนนของแบบฝึกหดั หรือของแบบทดสอบย่อยทุกชดุ รวมกัน
A แทน คะแนนเต็มของแบบฝึกหดั ทกุ ชุดรวมกนั
n แทน จำนวนนักเรียนทั้งหมด
25
∑
2 = × 100
เมอื่ E2 แทน รอ้ ยละของคะแนนเฉลีย่ ท่นี ักเรยี นท้ังหมดทำแบบทดสอบหลงั เรยี น
∑y แทน คะแนนรวมของแบบทดสอบหลังเรียน
B แทน คะแนนเตม็ ของแบบทดสอบหลงั เรียน
n แทน จำนวนนกั เรยี นท้ังหมด
2. เกณฑ์ 80/ 80 ในความหมายที่ 2 ตวั เลข 80 ตวั แรก (E1) คือ จำนวนนกั เรียนรอ้ ยละ 80 ทำ
แบบทดสอบหลงั เรียน (Post - test) ได้คะแนนรอ้ ยละ 80 ทกุ คน สว่ นตวั เลข 80 หลงั (E2) คอื นักเรียน
ทั้งหมดทำแบบทดสอบหลังเรียนครั้งนั้นได้คะแนนเฉลี่ยร้อยละ 80 เช่น มีนักเรียน 40 คน ร้อยละ 80
ของนักเรียนทั้งหมด คือ 32 แต่ละคนได้คะแนนจากการทดสอบก่อนเรียน ถึงร้อยละ 80 (E1) ส่วน 80
ตวั หลัง (E2 ) คือ ผลการทดสอบหลังเรยี นของนักเรยี นทง้ั หมด (40 คน) ได้คะแนน เฉลย่ี รอ้ ยละ 80
3. เกณฑ์ 80/ 80 ในความหมายที่ 3 ตัวเลขตัวแรก (E1) คือ จำนวนนักเรียนทั้งหมด ทำ
แบบทดสอบหลังเรียน (Post - test) ได้คะแนนเฉลี่ยร้อยละ 80 ส่วน ตัวเลข 80 ตัวหลัง (E2) คือ
คะแนนเฉลี่ยร้อยละ 80 ที่นักเรียนทั้งหมดทำแบบทดสอบหลังเรียน ตัวเลข 80 ตัวหลัง (E2) สามารถ
อธิบายให้ชัดเจนได้ ดังน้ี สมมติว่านักเรียนทั้งหมด ทำแบบทดสอบก่อนเรียน (Pre - test) ได้คะแนน
เฉลี่ยร้อยละ 10 แสดงวา แตกต่างจากคะแนนเต็ม (ร้อยละ 100) เท่ากับ 90 ถ้านักเรียนทั้งหมดทำ
แบบทดสอบหลงั เรยี น (Post - test) ได้คะแนนเฉล่ียร้อยละ 85 แสดงวา่ มีความแตกตา่ งของการสอบ 2
ครั้งน้ี (ก่อนเรียนและหลังเรียน) เท่ากับ 85 - 10 = 75 ดังนั้น ค่าของ = (75/ 90) × 100 = 83.33 %
ถือวาสงู ว่าเกณฑ์ทีก่ ำหนดไว้ (E2 = 80)
4. เกณฑ์ 80/ 80 ในความหมายที่ 4 ตัวเลข 80 ตัวแรก (E1) คือนักเรียนทั้งหมด ทำ
แบบทดสอบทดสอบหลงั เรียนได้คะแนนเฉล่ียร้อยละ 80 ส่วนตวั เลข 80 ตัวหลัง (E2) หมายถึง นักเรียน
ทั้งหมดทำแบบทดสอบหลังเรียนแต่ละข้อถูกมีจำนวนร้อยละ 80 (ถ้านักเรียนทำข้อสอบข้อใดถูกมี
จำนวนนกั เรียนไม่ถึงร้อยละ 80 แสดงว่าส่ือไม่มีประสทิ ธภิ าพและช้ีให้เห็นวาจุดประสงค์ท่ีตรงกบข้อน้ัน
มคี วามบกพรอ่ ง)
กลา่ วโดยสรุปได้วา เกณฑใ์ นการหาประสิทธิภาพของสื่อการเรียนการสอนจะนยิ มตั้งเป็นตัวเลข
3 ลักษณะ คือ 80/ 80, 85/ 85, และ 90/ 90 ทั้งนขี้ ึ้นอยกู่ ับธรรมชาติของวิชาและเนื้อหาที่นํามา สร้าง
สือ่ นั้น ถ้าเป็นวชิ าทค่ี อ่ นข้างยากก็อาจตัง้ เกณฑ์ไว้ 80/ 80 หรือ 85/ 85 สำหรบั วิชาทม่ี เี น้ือหางา่ ย กอ็ าจ
ต้งั เกณฑ์ไว้ 90/ 90 เมื่อคาํ นวณแล้วคา่ ทีถ่ ือวาใช้ได้ คือ 87.50/ 87.50 หรอื 87.50/ 90 เปน็ ตน้
26
เคร่ืองมือการวจิ ัย
1. ความหมาย
เครอื่ งมอื วจิ ัย (ชมรมชีวอนามัยเพอื่ ความปลอดภัย มสธ., ม.ป.ป.) หมายถึง เปน็ อุปกรณ์
หรือเทคนิคท่นี ักวิจัยใชใ้ นการเก็บรวบรวมข้อมลู หรอื วดั ตัวแปรที่ต้องการศึกษา เชน่ แบบสอบถาม
แบบสมั ภาษณ์ (นายศรัณยู หม่ืนเดชและนายชานนั ท์ ประภา)
เครอ่ื งมือทใี่ ชใ้ นการวจิ ยั (มาเรียม นลิ พันธ์ุ, 2553 หนา้ 157) คือสิง่ /อปุ กรณ์ ที่ผู้วจิ ัยสร้าง
ขึ้นมา เพื่อรวบรวมข้อมูล หรือ ใช้เป็นส่ิงวัดตัวแปร เพื่อให้ได้มาซึ่งขึ้นมูล โดยผู้วิจัยควรเลือกใช้
เครอ่ื งมือให้เหมาะสมกับตัวแปรที่ต้องการวดั หรอื ตรงกบั วตั ถุประสงคข์ องการวจิ ยั และตอ้ งเป็น
เครื่องมอื ที่มีคุณภาพ (นางสาววณชิ ชา แม่นยำ)
เครอ่ื งมอื การวจิ ยั (อดุลเดช ไศลบาท. 2555 : ออนไลน)์ หมายถึง เครือ่ งมือ อปุ กรณ์ หรอื สิ่ง
ทีใ่ ชเ้ ป็นสื่อสำหรับนกั วิจัย ใชใ้ นการรวบรวมขอ้ มูลตามตวั แปรในการวจิ ยั ทก่ี ำหนดไว้ ขอ้ มลู ดงั กล่าว
อาจเปน็ ได้ทัง้ ข้อมลู เชิงปริมาณ และข้อมูลเชงิ คุณภาพเครอ่ื งมอื การวิจัย นบั เป็นสว่ นหนึ่งของการวจิ ัย
ทกุ ชนิด ไมว่ ่าจะเป็นการศึกษาเฉพาะกรณี การวิจัยเชงิ สำรวจ การวิจยั เชิงทดลอง (นางสาววลิ าวลั ย์
สมยาโรน)
เครื่องมือวจิ ยั (มหาวทิ ยาลยั รามคำแหง, ม.ป.ป.) หมายถงึ ส่งิ ท่ีใชส้ ำหรบั วัดคา่ ของตวั แปร
การวิจยั หรอื ใช้สำหรบั เกบ็ รวบรวมขอ้ มลู ของตวั แปรการวิจัยทกุ ตัวแปรของปัญหาการวจิ ยั ที่ผ้วู ิจัย
กำลงั ทำการวจิ ัยเพ่ือหาคำตอบ เครอ่ื งมอื วจิ ยั มีหลายประเภท เชน่ แบบทดสอบ แบบสอบถาม แบบ
สมั ภาษณ์ และแบบสังเกต เป็นตน้ (นายศรณั ยู หม่ืนเดช)
กลา่ วโดยสรปุ เคร่ืองมือในการวจิ ัย หมายถงึ สิง่ ท่ีนำมาใช้ในการรวมรวบขอ้ มลู หรอื วดั ตัว
แปรในการวจิ ัย เพ่ือนำไปวเิ คราะห์แล้วสรุปผลการวิจัยต่อไป
2. การจำแนกประเภท
พวงรัตน์ ทวีรตั น์ (2540) กลา่ วว่า ในการเก็บรวบรวมขอ้ มูลเพอื่ การวิจัยนน้ั จะใชเ้ ครอ่ื งมือ
ชนดิ ใด ย่อมข้นึ อยูก่ บั ลกั ษณะของเร่ืองที่จะวจิ ัยว่าเป็นแบบใด ต้องการข้อมูลชนิดใด เพราะข้อมูลทีใ่ ช้
ในการวิจัย มีอยู่หลายลักษณะดังกล่าวแล้ว และเครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ก็แบ่งออกเป็น
หลายชนิด แต่ละชนิดของเครื่องมือก็เหมาะกับข้อมูลแต่ลักษณะสังคมศาสตร์ น้ันมีอยู่หลายชนิด แต่ท่ี
นยิ มใช้มีอยู่ 5 ชนดิ คือ
1. แบบทดสอบ
2. แบบสอบถาม
3. แบบสมั ภาษณ์
4. มาตราวัดทัศนคติ
27
5. แบบสังเกต (นางสาววณชิ ชา แมน่ ยำ)
ประเภทของเครอ่ื งมือในงานวิจยั (มาเรียม นลิ พันธ์ุ, 2553 หนา้ 157) ในการวิจัยทาง
การศึกษาดา้ นหลักสูตรการเรยี นการสอนและการนิเทศ มเี ครอ่ื งมือ สำคัญ ทีน่ ยิ มใช้ในงานวจิ ัย คอื
1. แบบสอบถาม
2. แบบทดสอบ
3. แบบสมั ภาษณ์
4. แบบสงั เกต
5. ประเดน็ สนทนากล่มุ
มาลัยทิพย์ อมตฉายา (ม.ป.ป.) กล่าวว่า การวิจัยในทางสังคมศาสตร์ แบ่งลักษณะของ
เครอื่ งมือท่ใี ชใ้ นการวิจยั เปน็ 4 แบบ ดงั น้ี
1. แบบทดสอบ Test
2. แบบสัมภาษณ์ Interview Form
3. แบบสงั เกต Obsenvation Form
4. แบบสอบถาม Questionnaire (นางสาววิลาวัลย์ สมยาโรน)
3. ข้นั ตอนการหาคณุ ภาพ
3.1 การหาค่าความเท่ยี งตรงเชิงเนอ้ื หา (Content Validity)
3.1.1 ความหมาย
Anastasi (1982) ได้ให้ความหมายว่า คือการตรวจสอบอย่างเป็นระบบในเนื้อหาของ
แบบทดสอบทก่ี ำหนดวา่ ครอบคลมุ ตวั อย่างของขอบเขตพฤติกรรมทต่ี ้องการจะวดั หรือไม่
Popham (1990) ให้ความหมายว่า content-related evidence แสดงถึงระดับของกลุ่ม
ของข้อสอบ งาน หรือคําถามที่บรรจุในแบบทดสอบนั้นถูกสุ่มมาจากบางส่วนของมวลประชากร ของ
ข้อสอบ หรอื ขอบเขตของเนื้อหา
Lyman (1963) ให้ความหมายว่า Content Validity มีชื่อเรียกอีกมากมาย เช่น logical
validity, course validity, curricular validity และ textbook validity ความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหาไม่
มีวิธีการสถติ ิอย่างไรกต็ ามการตรวจสอบเนื้อหาจะต้องมรี ายละเอียด เราอาจจะตรวจสอบแบบ ทดสอบ
วดั ผลสมั ฤทธิ์ทางการเรยี นในแตล่ ะข้อวา่ คลอบคลุมมวลความรหู้ รือทักษะทส่ี ำคัญใน โปรแกรมการเรียน
การสอนทใ่ี หห้ รอื เปลา่ หรอื เราอาจจะเรมิ่ ตน้ กบั ขอบเขตของรายละเอยี ดใน โปรแกรมการเรยี นการสอน
ดูวา่ ข้อสอบนนั้ คลอบคลุมจดุ ทส่ี ำคัญต่าง ๆ หรอื ไม่
กติ ตพิ งษ์ พพิ ธิ กลุ , (2559) ใหค้ วามหมายวา่ วดั ไดใ้ นสิ่งทต่ี อ้ งการวดั สามารถดำเนนิ การโดย
ผูเ้ ช่ยี วชาญในดา้ นนั้นๆ เปน็ ผ้พู จิ ารณาว่าเครือ่ งมอื น้ันมีความสอดคล้องกับโครงสรา้ ง พฤติกรรมประเด็น
ทีต่ ้องการจะประเมนิ หรือไม่ จำนวนผู้เช่ยี วชาญตรวจความตรงตามเน้อื หาน้นั
28
3.1.2 วธิ กี ารหาคา่ ความเทยี่ งตรง
บุญใจ ศีรสถิตย์นรากูล, (2547 : 224-225) วิธีการหาดัชนีความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหาทั้งฉบับ
เปน็ วธิ กี ารท่ีมี ประยกุ ต์จากแฮมเบลตนั และคณะดังนี้
ขั้นที่ 1 นำแบบทดสอบพร้อมเนื้อหาสาระ/โครงสร้างที่ต้องการวัดไปใหผ้ ู้เชี่ยวชาญได้พิจารณา
ความสอดคลอ้ งระหวา่ งขอ้ คำถามกับเนื้อหาสาระ/โครงสรา้ งท่ีกำหนดเกณฑ์เพอ่ื แสดงความคดิ เห็น ดงั น้ี
ให้ 1 เมื่อพิจารณาวา่ ขอ้ คำถามไมส่ อดคลอ้ งกบั เน้ือหาสาระ/โครงสร้าง
2 เมอ่ื พจิ ารณาวา่ ข้อคำถามจะตอ้ งได้รบั การปรับปรุงแก้ไขอย่างมาก
3 เมอ่ื พิจารณาวา่ ขอ้ คำถามจะต้องได้รับแก้ไขปรบั ปรุงเล็กนอ้ ย
4 เมือ่ พิจารณาว่า ข้อคำถามมีความสอดคล้องกบั เนื้อหาสาระ/โครงสร้าง
ขนั้ ที่ 2 รวบรวมความคดิ เห็นของผเู้ ช่ยี วชาญมาการแจกแจงเป็นตาราง
ขน้ั ที่ 3 รวมจำนวนข้อคำถามทผ่ี ้เู ช่ยี วชาญทกุ คนทีใ่ ห้ความคิดเหน็ ในระดับ 3 และ 4
ข้ันท่ี 4 หาดัชนีความเที่ยงตรงเชงิ เนือ้ หาจากสูตรคำนวณ
= ∑ 3,4
เม่ือ CVI เป็นดชั นีความเท่ียงตรงเชงิ เนอ้ื หา
∑ 3,4 เปน็ จำนวนข้อทผี่ ูเ้ ชยี่ วชาญทุกคนให้ระดับ 3 และ 4
N เปน็ จำนวนขอ้ สอบท้งั หมด
บุญใจ ศรีสถิตนรากูร (2555) ให้ความเห็นว่าจำนวนผู้เชี่ยวชาญไม่ควรน้อยกว่า 5 คน ซึ่งส่วน
ใหญ่พบในวิทยานิพนธ์ระดับปริญญาเอก ยกเว้นกรณีมีผู้เชี่ยวชาญเรื่องนั้นน้อยมากที่มีความรอบรู้
เก่ยี วกบั ตวั แปรทีต่ ้องการศกึ ษา จำนวนผเู้ ชีย่ วชาญทยี่ อมรบั ได้ คือ ไมน่ อ้ ยกวา่ 3 คน ซงึ่ สว่ นใหญ่พบใน
งานวิจยั ท่ัวไป หรืองานวทิ ยานพิ นธใ์ นระดบั ปรญิ ญาโท (ผ้เู ขียน) ส่วนการคำนวณความตรงของเน้อื หาได้
โดยใช้สูตรการคำนวณค่าดัชนีของความสอดคล้อง (Index of Item-Objec-tive Congruence : I0C)
เป็นตัวช้ีวดั (สูตรการคำนวณจะไม่กล่าวถึงในบทความนี้ โดยมีเกณฑก์ ารพิจารณาเลอื กคำถามที่มีความ
ตรง คอื ขอ้ คำถามทม่ี ีคา่ IOC ตงั้ แต่ 0.5-1.00 คัดเลอื กไว้ใช้ สว่ นข้อคำถามที่มีคา่ IOC ต่ำกว่า 0.5 ควร
มกี ารปรับปรงุ แก้ไขหรอื ตดั ท้ิง
3.2 การหาค่าความเช่อื มั่น (Reliability)
3.2.1 ความหมาย
กัลยา วานชิ บัญชา (2548) ใหค้ วามหมาย Reliability หรอื เรยี กวา่ ความนา่ เชือ่ ถือของเครื่องมือ
ที่ใช้ในการวิจัย หมายถึง การนำเครื่องมือมาวัดหลายๆ ครั้ง ผลการวัดต้องเหมือนกัน หรือกล่าวได้ว่า
29
ความเช่อื ถือหมายถึง ความคงเส้นคงวา หรอื ความสอดคล้องกันน้นั เอง เชน่ ถามคำถามเดียวกันหลายๆ
ครั้ง กับคนใดคนหนึ่ง คำตอบต้องเหมือนกันหรือใกล้เคียงกัน หรืออาจกล่าวได้ในอีกความหมายหนึง่ ว่า
ในการเกบ็ รวบรวมข้อมูลแบบสอบถาม ซ่ึงถา้ ถามคนๆ เดียวหลายๆ คร้งั ผลทไ่ี ด้จะต้องเหมือนกัน หรือ
คำตอบทีไ่ ด้ต้องไปในทศิ ทางเดียวกัน
สำนักงานมาตรฐานการศึกษา (2545 ให้ความหมายของ Reliability เรียกว่า "ค่าความเที่ยง"
เปน็ ความสามารถของเคร่ืองมือท่สี ามารถวัดซำ้ ๆ กนั หลายๆ คร้ังแล้วได้ผลลัพธ์เหมือนกันหรือคล้ายกัน
มากทส่ี ดุ สามารถหาความเที่ยงของเคร่ืองมือได้ โดยนำไปทดลองกับกลุ่มตัวอยา่ งหลายๆ คร้ัง แล้วนำไป
ตรวจสอบโดยใชส้ ูตรการหาความเทีย่ งที่มีอย่หู ลายวิธี
รัตนะ บัวสนธ์ (2540) เรียกค่า Reliability คือ ค่า "ความเชื่อมั่น" ของเครื่องมือหรือ
แบบทดสอบนนั้ ให้ผลการสอบคงเส้นคงวา (Consistency ในการสอบวัดคนกลุ่มเดิมจะก่ีคร้ังก็ตาม การ
พจิ ารณาวา่ แบบทดสอบใดมคี วามเชอ่ื ม่ันสูงเพยี งใด สามารถพิจารณาจากค่าสัมประสทิ ธส์ิ หสัมพันธ์ของ
ความเชื่อมั่น (Reliability Coeffcient) ซึ่งจะบอกถึงความคงเส้นคงวาของผลการวัดจากการสอบ
หลายๆ คร้งั
ก่งิ พร ทองใบ (2546) ไดส้ รปุ ความเชอ่ื ถือได้ของการวัด คือ สมรรถภาพของเคร่ืองมือ ท่ีจะวัด
ส่งิ ท่ถี ูกวัดไดแ้ นน่ อนและแม่นยำตามความเป็นจริง เม่ือวดั ซำ้ ๆ กัน ผลทีไ่ ด้จะเหมอื นกนั หรอื ใกล้เคียงกัน
ถ้ายง่ิ ใกล้เคยี งกันมาก การวดั น้นั ยิ่งมคี วามเชื่อถือได้มากย่ิงข้ึน แต่ถา้ วดั ไดไ้ มค่ อ่ ยตรงกันค่าที่วัดได้แต่ละ
ครั้งแตกต่างกันมากการวัดนั้นย่อมขาดความเชื่อถือได้หรือไม่น่าเชื่อถือ การวัดทางสังคมศาสตร์ทำได้
ยากโดยเฉพาะจะให้มีความเชื่อมั่นสูงๆ ทั้งนี้ เนื่องจากวัดทางสังคมศาสตร์นั้นไม่สามารถวัดได้โดยตรง
ต้องวัดโดยอ้อมและวัดได้เพียงบางส่วนยิง่ กว่านั้นมาตรซึ่งเปน็ เครือ่ งมือวัดไม่สามารถให้ได้ละเอียดมาก
น้ัน สว่ นมากจะวดั ไดห้ ยาบๆ การวดั ทางสงั คมศาสตร์ แตล่ ะครงั้ จึงมคี วามคลาดเคลื่อนไดเ้ สมอ นอกจากนย้ี งั มี
สาเหตุเนื่องจากวิธีการวัด สถานการณ์ทั้งผู้ถูกวัด และผู้ทำการวัด ดังนั้น เมื่อทำการวัดต้องพยายามลด
สาเหตเุ หลา่ นใ้ี ห้น้อยลง เพ่ือใหก้ ารวดั มีความเชอ่ื ถือไดม้ ากทสี่ ุด
3.2.2 วธิ กี ารหาคา่ ความเชอ่ื ม่นั
สมชาย รัตนทองคํา (2554) เชือ่ มน่ั ของแบบทดสอบสามารถทำไดห้ ลายวิธดี งั ต่อไปนี้
2.1 การสอบช้ำ (test and retest) เป็นการนำแบบทดสอบชุดเดียวกันไปสอบผู้เรียน กลุ่ม
เดียวกัน 2 ครั้ง ในเวลาห่างกันพอสมควร (ป้องกันการจำข้อสอบได้) แล้วนำค่าคะแนนท้ัง 2 ชุดนั้น มา
หาค่าความสัมพันธ์ที่ได้ คือค่าความเชื่อมั่นของแบบทดสอบวิธีการนี้เรียกว่า "measure of stability"
การหาความเชื่อมั่นลักษณะนี้มีข้อจำกัดบางประการ กล่าวคือ 1) ผู้ทำแบบทดสอบอาจเกิดความ
เบื่อหน่าย เพราะธรรมชาติของบุคคลไม่ชอบความช้ำซากจำเจ 2 ) เสียเวลาในการสอบมาก 3) ผู้สอบ
เกิดการเรียนรู้จากการสอบครั้งแรก ทำให้สอบครั้งหลังทำได้คล่องขึ้น เกิดความคลาดเคลื่อนจากความ
เป็นจรงิ ดังน้นั การหาคา่ ความเชือ่ มัน่ ของข้อสอบน้จี งึ ไมเ่ ปน็ ท่ีนิยม
30
2.2 ใช้แบบทดสอบคู่ขนาน ( parallel test หรือ equivalence tests) แบบทดสอบคู่ขนาน
หมายถึง แบบทดสอบ 2 ชดุ ทีม่ ีลักษณะและคุณภาพใกลเ้ คยี งกนั มากที่สดุ ทัง้ ด้านเนอื้ หา ความยากง่าย
อำนาจจำแนก ลักษณะคำถาม และจำนวนข้อคำถาม จนอาจกล่าวได้ว่า เป็นแบบทดสอบฉบบั เดยี วกนั
สามารถใช้แทนกันได้ การใช้แบบทดสอบคู่ขนานนี้ เป็นการแก้ปัญหาข้อจำกัดต่าง ๆ ของการหาค่า
ความเชื่อมั่นของแบบทดสอบโดยการสอบช้ำวิธีการหาความเชื่อมั่นของแบบทดสอบทำได้โดยนำ
แบบทดสอบคขู่ นานไปทดสอบนกั เรียน กลมุ่ เดยี วกันท้งั 2 ฉบับ ในเวลาเดยี วกนั แลว้ นำคะแนนจากการ
ทำแบบทดสอบทั้ง 2 ชุดนี้ มาหาความสัมพันธ์กัน ก็จะได้ค่าความเชื่อมั่นดังกล่าว วิธีการนี้เรียกว่า
"measure of equivalence test" ข้อจำกัดของการทดสอบนี้คือ การสร้างแบบทดสอบที่มีลักษณะที่
ใกลเ้ คยี งกนั ทง้ั เน้ือหา ความยากง่าย และอำนาจการจำแนก ฯลฯ ทำได้ยาก ต้องใช้ประสบการณ์สูง
2.3 วิธีแบง่ ครึ่งข้อสอบ (split-half) เป็นการสร้างขอ้ สอบชดุ เดียวใช้ผูส้ อบชดุ เดียวกัน (แต่แบง่
ครึ่งข้อสอบ และได้ค่าคะแนน 2 ชุด) เป็นการแก้ปัญหาความยากในการสร้างแบบทดสอบแบบคู่ขนาน
แต่ได้ผลเชน่ เดยี วกับการสอบช้ำ หรือการใชข้ ้อสอบแบบค่ขู นาน วิธกี ารอาจแบง่ ตรวจข้อสอบครั้งละคร่ึง
ฉบับ (แบ่งข้อคี่กับข้อคู่ หรือครึ่งแรกและครึ่งหลัง) นิยมใช้ข้อคู่และคี่มากกว่า เนื่องจากการเรียงลำดับ
ข้อสอบนิยมเรียงตามเนื้อหาเป็นตอน ๆ จากง่ายไปยาก ดังนั้นการแบ่งครึ่งลักษณะนี้จึงมีลักษณะ
คล้ายคลงึ พออนโุ ลมให้เปน็ แบบทดสอบคขู่ นานได้ เมื่อตรวจและได้คะแนน 2 ชุดแล้ว นำคะแนนท้ังสอง
มาหาคา่ ความสัมพันธ์กัน เป็นค่าความเชื่อม่นั ของแบบทดสอบครึ่งฉบับ เรียกว่า "interalconsistency"
จากนั้นจึงนำมาคำนวณคา่ ความเชื่อมั่นทั้งฉบับอีกครั้งหนึง่ ซึ่งค่าความเชือ่ มั่นข้อสอบเต็มฉบับนั้นจะสูง
กว่าครึ่งฉบับ เนื่องจากค่าความเชื่อมั่นขึ้นกับความยาวหรือจำนวนข้อของคำถาม ข้อสอบที่มีข้อคำถาม
มากจะมีระดับความเชอื่ มน่ั สูงกวา่ แบบสอบท่ีมีจำนวนข้อสอบน้อย
2.4 วิธี Kuder-Richardson (KR) เป็นการหาค่าความคงที่ภายในของแบบทดสอบ เรียกว่า
ความเชื่อมั่นภายใน (internal consistency) สูตรที่นิยมใช้คือสูตรคำนวณ KR-20 และ KR-21
รายละเอยี ดการคำนวณไม่ขอ้ กลา่ วในที่น้ี
ระดับความพึงพอใจ
1. ความหมาย
ทวพี งษ์ หินคา (2541) ไดใ้ หค้ วามหมายของความพึงพอใจว่าเป็นความชอบของบุคคลท่ี
มตี อ่ ส่ิงหนึ่งสงิ่ ใด ซ่ึงสามารถลดความดึงเครยี ดและตอบสนองความต้องการของบคุ คลได้ทำให้เกิดความ
พึงพอใจต่อสง่ิ น้ัน
ธนียา ปัญญาแก้ว (2541) ได้ให้ความหมายว่า ส่ิงที่ทำให้เกิดความพึงพอใจที่เกี่ยวกับ
ลักษณะของงาน ปัจจัยเหล่านี้นา ไปสู่ความพอใจในงานท่ีทำ ได้แก่ ความสำเร็จ การยกย่อง ลักษณะ
งาน ความรบั ผดิ ชอบ และความก้าวหน้า เม่ือปัจจยั เหล่าน้ีอยูต่ ่ำกว่า จะทำใหเ้ กดิ ความไม่พอใจงานท่ีทำ
31
ถ้าหากงานให้ความก้าวหน้า ความท้าท้าย ความรับผิดชอบ ความสำเร็จและการยกย่องแก่ผู้ปฏิบัติงาน
แลว้ พวกเขาจะพอใจและมีแรงจูงใจในการทำงานเป็นอยา่ งมาก
วิทย์ เที่ยงบรู ณธรรม (2541) ใหค้ วามหมายของความพงึ พอใจวา่ หมายถงึ ความพอใจ
การทำให้พอใจ ความสาแก่ใจ ความหนำใจ ความจใุ จ ความแน่ใจ การชดเชย การไถ่บาปการแก้
แคน้ สิ่งทช่ี ดเชย
วิรฬุ พรรณเทวี (2542 ) ใหค้ วามหมายไวว้ า่ ความพงึ พอใจเป็นความรสู้ ึกภายในจติ ใจ
ของมนษุ ย์ทไี่ มเ่ หมือนกัน ซึ่งเป็นอย่กู บั แต่ละบุคคลว่าจะคาดหมายกบั สิ่งหนึ่ง ส่ิงใดอย่างไร ถา้
คาดหวังหรือมคี วามต้งั ใจมากและไดร้ ับการตอบสนองด้วยดี จะมคี วามพึงพอใจมากแตใ่ นทาง
ตรงกนั ขา้ มอาจผิดหวังหรือไมพ่ งึ พอใจเป็นอย่างย่ิง เมอื่ ไม่ไดร้ ับการตอบสนองตามที่คาดหวงั ไว้
ทงั้ นี้ขน้ึ อยกู่ บั ส่ิงทตี่ นตั้งใจไว้ว่าจะมีมากหรือน้อย
กาญจนา อรุณสุขรุจี( 2546 ) กล่าวว่า ความพึงพอใจของมนุษย์ เป็นการแสดงออกทาง
พฤติกรรมที่เป็นนามธรรม ไม่สามารถมองเห็นเป็นรูปร่างไดก้ ารที่เราจะทราบว่า บุคคลมีความพึงพอใจ
หรือไมส่ ามารถสังเกตโดยการแสดงออกท่ีค่อนข้างสลบั ซับซ้อน และตอ้ งมีสิ่งท่ีตรงต่อความต้องการของ
บุคคล จึงจะทำให้บุคคลเกิดความพึงพอใจ ดังนั้นการสร้างสิ่งเร้าจึงเป็นแรงจูงใจของบุคคลนั้นให้เกิด
ความพึงพอใจในงานนน้ั
สรุปได้ว่า ความพึงพอใจ หมายถึง ความรู้สึกที่ดีหรือทัศนคติที่ดีของบุคคลที่มีอยู่ภายในจิตใจ
ของมนุษย์ซ่ึงมักเกิดจากการได้รับการตอบสนองตามที่ตนต้องการ ก็จะเกิดความรู้สึกที่ดีต่อสิ่งนั้น
ตรงกันขา้ มหากความตอ้ งการของตนไม่ไดร้ บั การตอบสนองความไม่พงึ พอใจกจ็ ะเกิดขนึ้
2. เครือ่ งมอื วัดระดบั ความพงึ พอใจ
แบบวัดความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนเทศบาลวัดท้ายตลาด
(กวีธรรมสาร) อำเภอเมือง จังหวัดอุตรดิตถ์ ที่มีต่อการพัฒนาวิธีการสอนแบบ 5Es สำหรับการจัด
กิจกรรมการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตร์โดยอา้ งอิงวธิ ีการและปรชั ญาวิทยาศาสตรส์ มัยใหม่ ประมาณคา่ เฉลีย่
โดยใช้เกณฑ์ประมาณค่าความคดิ เหน็ ตามแนวคิดของ บญุ ชม ศรสี ะอาด, (2553 : 103) ซ่งึ แบบวดั ความ
พึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการพัฒนาวิธีการสอนแบบ 5Es สำหรับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้
วิทยาศาสตร์โดยอ้างอิงวิธีการและปรัชญาวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ แบ่งออกเป็น 4 ด้าน ได้แก่ ด้านบทบาท
ครู ด้านบทบาทนักเรยี น ดา้ นการจดั การเรียนการสอน ดา้ นการวัดและประเมินผล มีจำนวนท้งั หมด 19 ขอ้
3. วธิ กี ารสร้างเครอื่ งมอื วดั ระดับความพงึ พอใจ
วทิ วัส รุ่งเรอื งผล (2553 : 125) กล่าวว่า ค่าของความพงึ พอใจในสนิ ค้าและบริการนน้ั
สามารถวดั ไดเ้ ป็นหน่วย “ยูทิล” โดยแนวทางในการวดั ความพงึ พอใจออกมาเปน็ หนว่ ยยูทิล มีดังนี้
1. ต้องกำหนดวตั ถุประสงคใ์ หช้ ดั เจนวา่ ต้องการประเมนิ ไปเพื่อประโยชนอ์ ะไร เชน่ หากตอ้ งการ
เพียงเพื่อทราบความพึงพอใจในสถานการณ์ปัจจุบัน เพื่อนำข้อมูลมาใช้ในการตัดสินใจในประเด็นใด
32
ประเด็นหนึ่งโดยเฉพาะในการวัดความพึงพอใจนั้นก็ไม่จำเป็นต้องคำนึงถึงการวางกรอบการวัดอย่าง
ตอ่ เนอ่ื ง โดยสามารถทำเป็นวิจยั เพื่อเกบ็ ข้อมูลไดเ้ ลย
2. ทำการกำหนดปัจจัยที่จะใช้วัดความพึงพอใจ โดยผู้วัดจะต้องทำการกำหนดว่าจะใช้ปัจจัย
ใดบ้างมาเป็นตัวชี้วัดคะแนนความพึงพอใจโดยรวม และควรให้น้ำหนักในแต่ละปัจจัยเทา่ ใดการได้มาซ่ึง
ปัจจัยที่จะใช้เป็นตัวชี้วดั เป็นขั้นตอนท่ีตอ้ งอาศยั ความร่วมมอื จากหลายฝา่ ยและควรทำการทดสอปจั จัย
เหลา่ นก้ี อ่ นที่จะนำมาใชใ้ นการประเมนิ จริงเพ่ือให้แน่ใจว่า ปัจจัยทก่ี ำหนดนัน้ ไมซ่ ้ำซ้อนกนั เกนิ ไปหรือยัง
ขาดปัจจัยสำคัญตวั ใดตัวหนงึ่ ไป เปน็ ต้น
3. กำหนดเกณฑ์ทใ่ี ช้ในการวัด ซ่ึงโดยปกตแิ ลว้ ในการวดั จะใช้ Likert scale ด้วยการให้คะแนน
ความพึงพอใจ แตล่ ะปัจจยั จาก 1 ถงึ 5 โดย 5 คือ พอใจมากท่สี ดุ 4 คือ พอใจมาก 3 คือพอใจปานกลาง
2 คือพอใจน้อย และ 1 คอื พอใจนอ้ ยที่สุด เน่อื งจากช่วงห่างของคะแนน 5 ระดบั กเ็ พยี งพอท่จี ะแสดงค่า
ความพึงพอใจทแ่ี ตกตา่ งกันของลกู ค้าได้ แต่กไ็ มก่ ว้างมากจนความเหน็ ที่ผดิ แปลกในลักษณะท่ีให้คะแนน
สูงหรือตำ่ เกินไป
4. กำหนดวิธีการวัดความพึงพอใจ ในขั้นนี้คือขั้นของการทำวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative
research) ที่ต้องกำหนดวิธีการสุ่มตัวอย่างในเชิงสถิติ เพื่อให้เกิดการกระจายตัวของลูกค้าที่สุ่มมาทำ
การวัดความพึงพอใจ รวมถึงการกำหนดขนาดของตัวอยา่ งที่ใชใ้ นการวดั ว่าควรมีจำนวนเท่าไร โดยอาศยั
เทคนคิ การวิจยั
กล่าวโดยสรปุ วธิ ีการวัดความพึงพอใจนนั้ จะสามารถวัดออกมาได้ในหน่วยของ “ยทู ลิ ” โดยจะมี
หลักในการวัด 4 ขั้นตอน คือ ต้องกำหนดวัตถุประสงค์ที่จะต้องการวัด จากนั้นทำการกำหนดว่าจะวัด
ความพึงพอใจในปัจจัยใดบ้าง เช่น ปัจจัยทางด้านการตลาด เป็นต้น เมื่อได้วัตถุประสงค์และปจั จยั แลว้
ทำการกำหนดเกณฑ์เพื่อแปลผลความพึงพอใจ โดยส่วนใหญ่จะใช้เกณฑ์การแปลผลของ Likert scale
จากนั้นทำการกำหนดวิธีการวัดความพึงพอใจ หรือขั้นของการทำวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative
research) ที่ต้องกำหนดวธิ ีการสุ่มตวั อยา่ งในเชิงสถิติเพ่ือใหเ้ กิดการกระจายตวั ของลกู ค้าท่ีสุ่มมาทำการ
วัดความพึงพอใจ
4. การประเมนิ ระดับความพงึ พอใจดว้ ยค่าเฉล่ยี
บญุ ชม ศรีสะอาด. (2545 : 193) ดังนี้
ระดับความพึงพอใจ ระดบั ค่าเฉลีย่
ระดับมากทีส่ ดุ 4.50 – 5.00
ระดบั มาก 3.50 – 4.49
ระดบั ปานกลาง 2.50 – 3.49
ระดับนอ้ ย 1.50 – 2.49
ระดบั น้อยทส่ี ดุ 1.00 – 1.49
33
ผลสมั ฤทธิ์การเรยี นรู้
1. ความหมาย
ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเป็นความสามารถทางสมองด้านต่าง ๆ ที่นักเรียนได้รับ ประสบการณ์ท้ัง
ทางตรงและทางอ้อมจากการจัดการเรียนรู้ ซึ่งมีนักวัดผลการศึกษาหลายท่านได้ให้ ความหมายของ
ผลสัมฤทธ์ทิ างการเรียนไวด้ งั น้ี
นิภา เมธาวิชัย (2536: 65) กล่าวว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หมายถึง ความรู้ และทักษะที่
ได้รับก่อใหเ้ กดิ การพัฒนา มาจากการเรยี นการสอนการฝกึ ฝนและไดร้ บั การอบรมส่ัง สอนโดยครู อาศัย
เคร่อื งมือวดั ผล ชว่ ยในการศึกษาวา่ นักเรยี นมคี วามร้แู ละทกั ษะมากน้อยเพยี งใด
ภพ เลาหไพบูลย์ (2542: 295) ได้ให้ความหมายผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนว่า คือ พฤติกรรมท่ี
แสดงออกถึงความสามารถในการกระทำสิ่งหนึ่งสิ่งใดได้ จากที่ไม่เคยกระทำได้ หรือ กระทำได้น้อย
กอ่ นทจี่ ะมีการเรยี นรู้ ซึง่ เปน็ พฤตกิ รรมทีส่ ามารถวัดได้
สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (2549: 15) ได้ให้ความหมายของ ผลสัมฤทธ์ิ
ทางการเรียน หมายถึง ผลที่เกิดจากการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่สำคัญที่จะเป็นตัวชี้วัดว่า การจัด
กระบวนการเรียนรู้บรรลุวัตถุประสงค์ที่ไว้หรือไม่ และผลที่ออกมาจะเป็นไปตามสภาพจริงและ ทำให้
เกิดผลกบั ผู้เรยี น
ทิศนา แขมมณี (2550: 10) กล่าวว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หมายถึง การเข้าถึงความรู้ การ
พัฒนาทักษะในการเรียน อาจพิจารณาได้จากคะแนนสอบที่กำหนดให้คะแนนที่ได้จากงานที่ครู
มอบหมายหรอื ทั้งสองอย่าง
ศริ ิชยั กาญจนวาสี (2556: 165) กล่าวว่า ผู้เรียนเกดิ การเปลยี่ นแปลงปริมาณ หรือคณุ ภาพของ
ความรู้ความสามารถ พฤติกรรม หรือลักษณะทางจิตใจ ไปในทิศทางที่พึงประสงค์ ตามจุดมุ่งหมายของ
หลักสูตร อันเป็นผลมาจากประสบการณ์การเรยี นการสอนท่ผี สู้ อนจัดข้นึ
Good (1973: 7) ได้ให้ความหมายของผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน คือ การเข้าถึง ความรู้หรือ
พัฒนาทักษะทางการเรียน ซึ่งโดยปกติพิจารณาจากคะแนนสอบ หรือคะแนนที่ได้จากงาน ที่ครู
มอบหมายใหห้ รอื ท้ังสองอย่าง
Klopfer (1971: 574-580) ได้กล่าวว่าผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิทยาศาสตร์เป็น การวัด
พฤติกรรมที่เกิดจากความสามารถทางสมองหรือด้านสติปัญญาของนักเรียนเมื่อผ่านการเรียน การสอน
แล้ว ซึ่งมี 4 ด้าน ดังน้ี 1. พฤติกรรมด้านความรู้ 2. พฤติกรรมต้านความเข้าใจ 3. พฤติกรรมด้านทักษะ
กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ 4. พฤติกรรมดา้ นการนำความรแู้ ละกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ไปใช้
34
จากความหมายของผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสามารถสรุปได้ว่า หมายถึง ความรู้ ความสามารถ
และทักษะของผเู้ รียนที่เกิดขึน้ หลงั ได้รับการจดั กจิ กรรมการเรียนรู้
2.2 การจำแนกประเภท
เบนจามิน บลูมและคณะ (Bloom et al, 1956) ได้จำแนกจุดมุ่งหมายการเรียนรู้ออกเป็น 3
ดา้ น คือ
2.2.1 ด้านความรู้ (Knowledge: K) พฤติกรรมด้านสมองเป็นพฤติกรรมเกี่ยวกับ
สติปัญญา ความรู้ ความคิด ความเฉลียวฉลาด ความสามารถในการคิดเรื่องราวต่างๆ อย่างมี
ประสิทธิภาพ ซึง่ เป็นความสามารถทางสตปิ ญั ญาพฤตกิ รรมทางพุทธิพสิ ยั 6 ระดบั ดังนี้
1. ความรู้ความจำ ความสามารถในการเก็บรักษามวลประสบการณ์ต่าง ๆ จากการที่ได้รับรู้ไว้
และระลึกสิ่งนั้นได้เมื่อต้องการเปรียบดังเทปบันทึกเสียงหรือวีดิทัศน์ที่สามารถเก็บเสียงและภาพของ
เรือ่ งราวตา่ งๆได้ สามารถเปดิ ฟังหรือ ดภู าพเหลา่ น้ันได้ เมอ่ื ต้องการ
2. ความเข้าใจ เป็นความสามารถในการจับใจความสำคัญของสือ่ และสามารถแสดงออกมาใน
รูปของการแปลความ ตีความ คาดคะเน ขยายความ หรือ การกระทำอืน่ ๆ
3. การนำความรู้ไปใช้ เป็นขั้นที่ผู้เรียนสามารถนำความรู้ ประสบการณ์ไปใช้ในกาแก้ปัญหาใน
สถานการณต์ ่าง ๆ ได้ ซง่ึ จะต้องอาศยั ความร้คู วามเขา้ ใจ จึงจะสามารถนำไปใช้ได้
4. การวิเคราะห์ ผู้เรียนสามารถคิด หรือ แยกแยะเรื่องราวสิ่งต่าง ๆ ออกเป็นส่วนย่อย เป็น
องคป์ ระกอบทสี่ ำคญั ได้ และมองเหน็ ความสมั พันธข์ องสว่ นท่ีเก่ียวข้องกัน ความสามารถในการวเิ คราะห์
จะแตกตา่ งกันไปแลว้ แต่ความคิดของแต่ละคน
5. การสงั เคราะห์ ความสามารถในการที่ผสมผสานส่วนย่อย ๆ เขา้ เปน็ เรือ่ งราวเดียวกันอย่างมี
ระบบ เพื่อให้เกิดสิ่งใหม่ที่สมบูรณ์และดีกว่าเดิม อาจเป็นการถ่ายทอดความคิดออกมาให้ผู้อื่นเข้าใจได้
งา่ ย การกำหนดวางแผนวิธีการดำเนนิ งานข้ึนใหม่ หรือ อาจจะเกดิ ความคดิ ในอนั ท่ีจะสร้างความสัมพันธ์
ของส่ิงทเ่ี ปน็ นามธรรมข้นึ มาในรูปแบบ หรือ แนวคดิ ใหม่
6. การประเมินค่า เป็นความสามารถในการตัดสิน ตีราคา หรือ สรุปเกี่ยวกับคุณค่าของสิ่งต่าง ๆ
ออกมาในรปู ของคุณธรรมอยา่ งมีกฎเกณฑ์ทเ่ี หมาะสม ซง่ึ อาจเป็นไปตามเนื้อหาสาระในเรื่องน้ัน ๆ หรือ
อาจเปน็ กฎเกณฑ์ท่สี งั คมยอมรับก็ได้
2.2.2 ดา้ นทักษะกระบวนการ (Process/Product: P)
พฤติกรรมที่บ่งถึงความสามารถในการปฏิบัติงานได้อย่างคล่องแคล่วชำนาญ ซึ่งแสดงออกมา
ได้โดยตรงโดยมีเวลาและคุณภาพของงานเป็นตัวชี้ระดับของทักษะพฤติกรรมด้านทักษะพิสัย
ประกอบดว้ ย พฤตกิ รรมยอ่ ย ๆ 5 ข้ัน ดังน้ี
1. การรับรู้ เป็นการให้ผู้เรียนได้รับรู้หลักการปฏิบัติที่ถูกต้อง หรือ เป็นการเลือกหาตัวแบบท่ี
สนใจ
35
2. กระทำตามแบบ หรือ เครื่องชี้แนะ เป็นพฤติกรรมที่ผู้เรียนพยายามฝึกตามแบบที่ตนสนใจ
และพยายามทำซ้ำ เพื่อที่จะให้เกิดทักษะตามแบบที่ตนสนใจให้ได้ หรือ สามารถปฏิบัติงานได้ตาม
ข้อแนะนำ
3. การหาความถูกต้อง พฤติกรรมสามารถปฏิบัติได้ด้วยตนเอง โดยไม่ต้องอาศัยเครื่องชี้แนะ
เมื่อไดก้ ระทำซำ้ แลว้ กพ็ ยายามหาความถูกตอ้ งในการปฏบิ ตั ิ
4. การกระทำอย่างต่อเนื่องหลังจากตดั สินใจเลือกรูปแบบท่เี ปน็ ของตัวเองจะกระทำตารูปแบบ
นั้นอย่างต่อเนื่อง จนปฏิบัติงานที่ยุ่งยากซับซ้อนได้อย่างรวดเร็ว ถูกต้อง คล่องแคล่ว การที่ผู้เรียนเกิด
ทักษะได้ ตอ้ งอาศยั การฝึกฝนและกระทำอย่างสมำ่ เสมอ
5. การกระทำได้อย่างเป็นธรรมชาติ พฤติกรรมท่ีได้จากการฝึกอย่างต่อเนื่อง จนสามารถปฏิบัติ
ไดค้ ล่องแคลว่ โดยอัตโิ นมตั ิ เป็นไปอยา่ งธรรมชาติ ซงึ่ ถือเป็นความสามารถของการปฏิบตั ิในระดับสงู
2.2.3 ด้านคณุ ลกั ษณะอันพงึ ประสงค์(Attribute: A)
ค่านิยม ความรสู้ กึ ความซาบซึง้ ทัศนคติ ความเชือ่ ความสนใจและคุณธรรม พฤตกิ รรมดา้ นน้ี
อาจไม่เกิดขึ้นทันที ดังนั้น การจัดกิจกรรมการเรียนการสอนโดยจัดสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม และ
สอดแทรกสิ่งที่ดีงามอยู่ตลอดเวลา จะทำให้พฤติกรรมของผู้เรียนเปลี่ยนไปในแนวทางที่พึงประสงค์ได้
ดา้ นจติ พิสัย จะประกอบดว้ ย พฤติกรรมย่อย ๆ 5 ระดบั ดงั นี้
1. การรับรู้ เป็นความรู้สึกท่ีเกิดขึ้นต่อปรากฏการณ์ หรือสิ่งเร้าอย่างใดอยา่ งหนึง่ ซ่ึงเป็นไปใน
ลักษณะของการแปลความหมายของสิ่งเร้านั้นว่าคืออะไร แล้วจะแสดงออกมาในรูปของความรู้สึกท่ี
เกิดขนึ้
2. การตอบสนอง เป็นการกระทำที่แสดงออกมาในรูปของความเต็มใจ ยินยอม และพอใจต่อ
สิ่งเร้าน้ัน ซ่ึงเป็นการตอบสนองที่เกดิ จากการเลือกสรรแล้ว
3. การเกิดค่านิยม การเลือกปฏิบัติในสิ่งท่เี ปน็ ท่ียอมรับกันในสังคม การยอมรับนับถือในคุณค่า
นั้น ๆ หรือปฏิบตั ิตามในเรอื่ งใดเรื่องหนง่ึ จนกลายเป็นความเชอื่ แลว้ จงึ เกดิ ทศั นคตทิ ีด่ ใี นสิง่ นั้น
4. การจัดระบบ การสร้างแนวคิด จัดระบบของค่านิยมที่เกิดขึ้นโดยอาศัยความสัมพันธ์ถ้าเข้า
กนั ไดก้ ็จะยดึ ถือต่อไปแต่ถ้าขดั กันอาจไม่ยอมรับอาจจะยอมรบั ค่านิยมใหม่โดยยกเลิกค่านิยมเก่า
5. บคุ ลิกภาพ การนำคา่ นิยมท่ยี ึดถือมาแสดงพฤติกรรมท่ีเป็นนสิ ัยประจำตัว ให้ประพฤติปฏิบัติ
แต่สิ่งที่ถูกต้องดีงามพฤติกรรมด้านนี้ จะเกี่ยวกับความรู้สึกและจิตใจ ซึ่งจะเริ่มจากการได้รับรู้จาก
สิ่งแวดล้อม แล้วจึงเกดิ ปฏกิ ิรยิ าโตต้ อบ ขยายกลายเปน็ ความร้สู ึกด้านต่าง ๆ
2.3 วิธ/ี เคร่ืองมอื วัดและประเมนิ ผล
สมชาย รัตนทองคาํ (2554) กลา่ วไว้ดงั นี้
2.3.1 ด้านความรู้ (Knowledge: K)
การวัดพฤติกรรมพุทธิพิสัย เป็นการวัดความสามารถด้านสติปัญญา ประกอบด้วย
ความสามารถด้าน ความรู้ ความจำ ความเข้าใจ การนำไปใช้ การวิเคราะห์ การสังเคราะห์ และการ
36
ประเมินคา่ เคร่อื งมือทีใ่ ช้วัดพฤติกรรมน้ี มกั ใชเ้ ป็นแบบทดสอบ มกั นิยมวดั เนอ้ื หาสาระ ซง่ึ แบบทดสอบ
โดยท่ัวไปแบง่ ออกเป็น 2 ประเภท คอื
1) แบบทดสอบอัตนัย หมายถึงแบบทดสอบที่ถามให้ตอบยาว ๆ สามารถแสดงความคิดเห็น
ได้อย่างกว้างขว้างเหมาะสำหรับการวดั ความสามารถในการใช้ภาษาและแสดงความคดิ เห็นท่ีหลากหลาย
คำตอบทไ่ี ด้มักไมม่ ผี ิดถูกอยา่ งสมบรู ณ์
2) แบบทดสอบปรนัย หมายถึงแบบทดสอบประเภท ถูก-ผิด จับคู่ เติมคำ และเลือกตอบ
เหมาะสำหรับสอบผสู้ อบจำนวนมาก ๆ มีเวลาตรวจขอ้ สอบน้อย
2.3.2 ด้านทักษะกระบวนการ (Process/Product: P)
การวัดพฤติกรรมด้านทักษะพิสัยการวัด เป็นการวัดความสามารถในการทำงานหรือการทำ
กจิ กรรม อาจเรียกว่า การวัดภาคปฏิบัติซึง่ การวดั พฤตกิ รรมดังกลา่ วมักเป็นการประสานสัมพันธ์ระหว่าง
พทุ ธพิ ิสยั จิตพสิ ยั และทกั ษพสิ ยั ลกั ษณะสำคัญของการวดั ทกั ษพสิ ยั คอื
1) สามาวดั ไดท้ ้ังรายบุคคลหรือเป็นกลุ่ม
2) ลักษณะงานที่แตกต่างกันต้องใช้วิธีการวัดหรือกระบวนการที่ต่างกัน ตัวอย่างเช่น วัด
ทกั ษะด้านดนตรี กีฬาต้องใชว้ ิธีการวัดตา่ งกัน
3) สามารถแบ่งวัดเป็นกระบวนงานหรือทักษะย่อย ๆ เช่น การรักษาทางกายภาพบำบัด
สามารถวัด ขน้ั การตรวจร่างกาย การประมวลผลการสรุประเด็นปญั หา และการให้การรกั ษา เปน็ ตน้
4) ลกั ษณะการวดั แยกได้เปน็ 3 ระดบั
(1) ระดบั พฤตกิ รรมโดยการสังเกตพฤตกิ รรมขณะปฏิบัติ
(2) ระดับผลลัพธ์ พิจารณาจากผลจากพฤติกรรมย่อยที่ปรากฎซึ่งพิจารณาได้ทั้งเชิง
ปริมาณและคุณภาพ
(3) ระดับประสิทธิผล เป็นการวัดผลงานเฉพาะที่เกี่ยวของกับวัตถุประสงค์ หรือ
เปา้ หมายการวัดโดยตรง
2.3.3 ด้านคณุ ลักษณะอันพึงประสงค์(Attribute: A)
การวดั พฤตกิ รรมด้านจิตพิสัย จิตพิสัยเป็นความรูส้ ึกนึกคิดทางจติ ใจ อารมณ์ และคุณธรรมของ
บคุ คล ดงั นนั้ คณุ ลักษณะของจิตพสิ ยั ทส่ี ำคญั มีดงั น้ี
1) เป็นคุณลักษณะภายในจิตใจ เป็นความรู้สึกรับรู้ ดังนั้นการวัดด้านจิตพิสัยจึงเป็นการวดั
ทางอ้อม จากพฤติกรรมของผู้ถูกวัดที่แสดงออกมา เพื่อสะท้อนถึงความรู้สึกและอารมณ์ของผู้ถูกวัด
วิธีวัดจะกระทำโดยกระตุ้นหรือเร้าใหผ้ ู้ถูกวดั แสดงความคิดเหน็ ท่ตี อบสนองต่อส่ิงเร้าที่กระตุ้นน้ัน ผู้วัดก็
จะแปลความจากพฤติกรรมดังกล่าว
2) เปน็ นามธรรมไมส่ ามารถสงั เกตได้โดยตรง เช่น ความสนใจ ความรบั ผดิ ชอบ
3) ตอ้ งวัดทางออ้ มทำใหเ้ กิดความคลาดเคลอ่ื นได้ง่ายตอ้ งใชเ้ ครอื่ งมอื ทม่ี ีความเชื่อมัน่ สูง
37
4) การวัดไม่มีผิดไม่มีถูกขึ้นกับประสบการณ์และความคิดเห็น ความรู้สึกนึกคิดของผู้ตอบ
แบบสอบ
5) มักนิยมใช้ข้อมูลจากหลายฝ่าย ได้แก่ บุคคลที่ต้องการวัด บุคคลใกล้ชิด และการสังเกต
ของผู้วัดเอง
6) มักใช้สถานการณ์จำลองเป็นเงื่อนไขให้ผูถ้ ูกวัดตอบ ดังนั้นเครื่องมือจึงควรมีคุณลักษณะ
ด้านความเทยี่ งตรงตามสภาพสงู
7) มีจุดอ่อนที่ผู้ตอบสามารถบิดเบือนหรือหลอกผู้ถามได้ การแสดงออกของคุณลักษณะจิต
พสิ ัย มที ิศทางการแสดงออกได้สองแนวทางตรงกนั ข้าม เชน่ รกั -เกลยี ด ชอบ-ไมช่ อบ
ฯลฯ และมรี ะดับความเขม้ ของระดับความรสู้ ึก เช่น รักมากท่สี ดุ มาก ปานกลาง นอ้ ย นอ้ ยทส่ี ุด เป็นตน้
คณุ ลกั ษณะจติ พิสัย สามารถแบง่ เปน็ 2 ลกั ษณะคอื
1) การประเมนิ ตนเอง โดยผู้ถกู วัดจะเปน็ ผตู้ อบแบบวดั ด้วยตนเองโดยการแสดงความรู้สกึ
2) การประเมนิ โดยผู้อ่ืน ซงึ่ เปน็ การวัดโดยผู้ประเมินเปน็ ผวู้ ดั เองหรืออาจมอบหมายให้เพ่ือน
ผู้ปกครอง หรอื ผทู้ ี่เกีย่ วข้อง เป็นผใู้ ช้เครือ่ งมือ
งานวจิ ัยทเ่ี ก่ยี วขอ้ ง
1. งานวิจัยทที่ ำการทบทวน
การทำวิจัยในชั้นเรียนเรื่องการพัฒนาวิธีการสอนแบบ 5Es สำหรับการจัดกิจกรรมการ
เรียนรู้วทิ ยาศาสตร์โดยอ้างอิงวิธีการและปรชั ญาวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ นกั เรยี นระดับช้ันประถมศึกษาปีท่ี 5
โรงเรียนเทศบาลวัดท้ายตลาด (กวีธรรมสาร) ผู้วิจัยทำการทบทวนงานเฉพาะวิจัยที่เกี่ยวข้องหรือ
สอดคล้องกับการใช้กระบวนการสืบเสาะหาความรู้แบบ 5E พัฒนา/แก้ปัญหาผลสัมฤทธิ์การเรียนรู้
เรื่องเสียงและการได้ยิน ของนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนเทศบาลวัดท้ายตลาด
(กวีธรรมสาร) ผลการทบทวนดงั กล่าวนำเสนอตามลำดบั ดังนี้
1.1 สุเมธ เนาว์รุ่งโรจน์ (2560) ทำการวิจัยเรื่องการศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง
การถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรม ที่จัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ (5E) และความพึงพอใจใน
การจัดการเรยี นรู้ของนกั เรยี นระดบั ชัน้ มธั ยมศึกษาปีท่ี 6 โรงเรยี นห้วยยอด จงั หวัดตรงั กับนกั เรียนระดับ
ช้ันมัธยมศกึ ษาปที ่ี 6 โรงเรยี นห้วยยอด โดยมวี ตั ถุประสงค์การวิจยั เพื่อ 1) ศกึ ษาผลสมั ฤทธ์ทิ างการเรยี น
เรื่อง การถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรม ที่จัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ (5E) ของนักเรียน
ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนห้วยยอด จังหวัดตรัง 2) ศึกษาความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้
เรื่อง การถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรม ที่จัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ (5E) ของนักเรียน
ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ผลการวิจัยพบว่าผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง การถ่ายทอดลักษณะทาง
พันธุกรรม ของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 หลังได้รับการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้
38
(5E) สูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ที่ระดับ 0.5 ส่วนผลศึกษาความพึงพอใจต่อการจัดการ
เรียนร้มู ีคา่ เฉลีย่ อยใู่ นระดบั พงึ พอใจมาก
1.2 อับดุลเลาะ อูมาร์ (2560) ทำการวิจัยเรื่องผลของการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหา
ความรู้ (5Es) เร่ืองสมดลุ เคมี ทีม่ ีต่อแบบจำลองทางความคิด ผลสัมฤทธ์ิทางการเรียน และความพึง
พอใจของนักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปีท่ี 5 โรงเรียนเดชะปัตตนยานุกูล จังหวัดปัตตานี กับนักเรียน
ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียน.เดชะปัตตนยานุกูล โดยมีวัตถุประสงค์การวิจัยเพื่อ 1) เพ่ือ
ศึกษาแบบจำลองทางความคดิ เร่ืองสมดลุ เคมีของนักเรียนชน้ั มธั ยมศกึ ษาปีที่ 5 ท่ีได้รบั การจดั การเรียนรู้
แบบสืบเสาะหาความรู้ (5Es) 2) เพื่อศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเรื่องสมดุลเคมีของนักเรียนชั้น
มัธยมศึกษาปีที่ 5 ก่อนและหลังได้รับการจัดการเรียนรู้โดยการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้
(5Es) 3) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปีที่ 5 หลังได้รบั การจัดการเรยี นรู้แบบสืบ
เสาะหาความรู้ (5Es) ผลการวิจัยพบว่าแบบจำลองทางความคิดเรื่องสมดุลเคมีครั้งที่ 1 ถึง 5 ของ
นักเรียนดีขึ้นตามลำตับ และพบว่าคะแนนเฉลี่ยแบบจำลองทางความคิดในแต่ละครั้งแตกต่างกันอย่างมี
นัยสำคัญทางสถิติท่ีระดับ .01 ยกเว้นครั้งที่ 3 กับ 5 และครั้งที่ 4 กับ 5 ส่วนแบบวัดผลสัมฤทธ์ิทางการ
เรียนเคมี และแบบวัดความพึงพอใจของนักเรียน นักเรียนที่ได้รับการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหา
ความรู้ (5Es) มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเคมีหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ
.01 และนกั เรียนมีความพึงพอใจต่อการจดั การเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ (5Es) อยใู่ นระดับมาก
1.3 วันเพ็ญ ทรงพระ (2564) ทำการวิจัยเรื่องการพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน
วิทยาศาสตร์โดยการจัดการเรียนรู้ด้วยกระบวนการสืบเสาะหาความรู้แบบ 5E กับนักเรียนระดับ
ช้ันประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนสาธติ มหาวทิ ยาลัยราชภฏั บุรีรมั ย์ โดยมวี ัตถุประสงคก์ ารวจิ ยั เพื่อ 1) เพ่ือ
ศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิทยาศาสตร์ของนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 เมื่อใช้การจัดการ
เรียนรู้ด้วยกระบวนการสืบเสาะหาความรู้แบบ 5E ผลการวิจัยพบว่านักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 6/3
มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิทยาศาสตร์สูงขึ้นมากกว่าร้อยละ 80 หลังการใช้การจัดการเรียนรู้ด้วย
กระบวนการสืบเสาะหาความรู้แบบ 5E อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ความพึงพอใจ
ของนักเรียนช้นั ประถมศกึ ษาปีที่ 6/3 ทมี่ ตี อ่ การจดั การเรียนรู้วิทยาศาสตร์เรื่อง ไฟฟา้ และวงจรไฟฟ้า
ด้วยการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยการจัดการเรียนรู้ด้วยกระบวนการสืบเสาะหาความรู้แบบ 5E อยู่ใน
ระดับมาก
1.4 ชยานันต์ จันดี (2557) ทำการวิจัยเรื่อง การพัฒนาผลการเรียนรู้ของนักเรียนชั้น
ประถมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนวัดหนองแขม (สหราษฎร์บูรณะ) ที่จัดการเรียนการสอนแบบวัฎจักรการ
เรียนรู้ 5E กับนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนวัดหนองแขม (สหราษฎร์บูรณะ) โดยใช้
การสอนแบบวัฎจักรการเรียนรู้ 5E โดยมีวัตถุประสงค์การวิจัยเพื่อ 1) เปรียบเทียบผลการเรียนรู้เรื่อง
39
ชวี ติ พชื ก่อนและหลงั การจัดการเรียนร้แู บบวัฎจักรการเรยี นรู้ 5E 2) เปรยี บเทียบทกั ษะกระบวนการทาง
วิทยาศาสตร์ขั้นพื้นฐาน ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ก่อนและหลังการจดั การเรียนรูแ้ บบวัฎจกั ร
การเรยี นรู้5E 3) เพอ่ื ศกึ ยาความคดิ เห็นของนกั เรียนชนั้ ประถมศึกษาปีที่ 1 ทม่ี ตี อ่ การจัดการเรียนรู้
แบบวัฏจักรการเรียนรู้ 5E
2. การสรุปประเดน็
จากงานวิจยั ท่ีผู้วิจยั ทำการทบทวนทง้ั สนิ้ จำนวน 3 เร่อื ง ขอสรุปประเด็นความร้เู กยี่ วกับผล
การทบทวนดังกลา่ วเป็นรายข้อ ดังน้ี
1. งานวิจยั เรื่อง การศกึ ษาผลสมั ฤทธิท์ างการเรยี น เรื่อง การถ่ายทอดลักษณะทางพนั ธุกรรม
ที่จดั การเรยี นรแู้ บบสืบเสาะหาความรู้ (5E) และความพึงพอใจในการจัดการเรยี นรู้ของนักเรยี นระดับชนั้
มธั ยมศึกษาปที ี่ 6 โรงเรยี นห้วยยอด จังหวดั ตรงั พบวา่ หลังไดร้ บั การจดั การเรียนรู้แบบสืบเสาะหา
ความรู้ (5E) สูงกวา่ ก่อนเรยี นอยา่ งมนี ยั สำคัญทางสถติ ิทีร่ ะดับ 0.5 ความพงึ พอใจต่อการจัดการเรยี นรู้ มี
คา่ เฉลยี่ อยู่ในระดบั พึงพอใจมาก
2. งานวจิ ัยเรือ่ ง ผลของการจัดการเรยี นรูแ้ บบสบื เสาะหาความรู้ (5Es) เรอ่ื งสมดุลเคมี ที่มีตอ่
แบบจำลองทางความคิด ผลสมั ฤทธทิ์ างการเรยี น และความพงึ พอใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีท่ี 5
โรงเรยี นเดชะปัตตนยานกุ ูล จังหวดั ปตั ตานี พบว่า เม่ือนักเรียนท่ไี ด้รับการจดั การเรยี นรู้แบบสบื เสาะหา
ความรู้ (5Es) มผี ลสมั ฤทธท์ิ างการเรยี นเคมหี ลงั เรียนสูงกวา่ กอ่ นเรยี นอย่างมนี ยั สำคัญทางสถิติทีร่ ะดับ
.01 และนักเรยี นมีความพงึ พอใจต่อการจดั การเรียนรู้แบบสบื เสาะหาความรู้ (5Es) อยู่ในระดบั มาก
3. งานวจิ ัยเร่อื ง การพฒั นาผลสมั ฤทธท์ิ างการเรียนวิทยาศาสตรโ์ ดยการจดั การเรียนรู้ด้วย
กระบวนการสบื เสาะหาความร้แู บบ 5E กบั นกั เรยี นระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรยี นสาธติ
มหาวทิ ยาลัยราชภัฏบรุ รี มั ย์ พบว่า ผลสมั ฤทธ์ิทางการเรยี นวิทยาศาสตรส์ ูงขน้ึ มากกวา่ ร้อยละ 80 หลงั
การใช้การจดั การเรียนรูด้ ้วยกระบวนการสบื เสาะหาความรู้แบบ 5E อย่างมนี ัยสำคัญทางสถติ ิที่ระดบั
.05 ความพึงพอใจของนักเรียนอยใู่ นระดบั มาก
4. งานวิจัยเร่ือง การพฒั นาผลการเรยี นรู้ของนักเรียนชน้ั ประถมศกึ ษาปีท่ี 1 โรงเรยี นวัด
หนองแขม (สหราษฎร์บูรณะ) ทจ่ี ดั การเรยี นการสอนแบบวฎั จกั รการเรียนรู้ 5E พบว่า ผลการเรียนรู้
เรอ่ื ง ชวี ติ พืช ของนักเรยี นชนั้ ประถมศึกษาปีที่ 1 ทก่ี ารจดั การเรียนรแู้ บบวัฏจกั รการเรียนรู้ 5E มคี ะแนน
ผลการเรียนรู้กอ่ นเรยี น ( X = 6.52 S.D. = 2.29) และหลังเรียน (X = 15.67, S.D. = 1.45) แตกตา่ งกนั
อย่างมีนัยสำคญั ทางสถิติทร่ี ะดับ .05 ความคิดเห็นของนกั เรยี นชน้ั ประถมศึกษาปีที่ 1 ที่มีต่อการจดั การ
เรียนรูแ้ บบวฎั จักรการเรยี นรู้ 5E โดยภาพรวมอยู่ในระดบั เหน็ ด้วยปานกลาง กลางทกุ ด้าน เรยี ง
ตามลำดบั คะแนนเฉลย่ี จากมากไปหาน้อยคือ ดา้ นประโยชน์ท่ีได้รับจากการเรียนรู้ ด้านบรรยากาศใน
การเรียนรู้และดา้ นการจดั กิจกรรมการเรียนร้ตู ามลำดับ
40
3. ประเดน็ ท่ที ำการวจิ ัยต่อยอด
จากการสรุปประเดน็ ความรูเ้ กยี่ วกับผลการทบทวนงานวิจัยท่เี ก่ียวข้องดงั กลา่ วเปน็ รายข้อ
กอ่ นหนา้ แลว้ พบว่า การทำวจิ ัยในช้ันเรยี นเรอ่ื งการพฒั นาวิธีการสอนแบบ 5Es สำหรับการจัดกิจกรรม
การเรียนรู้วิทยาศาสตร์โดยอ้างอิงวิธีการและปรัชญาวิทยาศาสตร์สมยั ใหม่ โดยทดลองใช้กับนักเรียน
ระดบั ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนเทศบาลวัดท้ายตลาด (กวธี รรมสาร) มีประเด็นความรู้ทีแ่ ตกต่างจาก
การสรุปประเดน็ ดังกลา่ วคือ
1. รปู แบบขั้นการจัดประสบการณ์เรยี นรู้มีประเดน็ ท่ีแตกต่างจากการท่ีได้ทบทวนงานวิจยั มีดงั นี้
ขั้นที่ 1 สรา้ งความสนใจ แบ่งออกเปน็ ขน้ั ย่อย 2 ขัน้ ได้แก่ ขัน้ สังเกต และข้ันกำหนดปัญหา ขั้นที่ 2 สำรวจ
และค้นหา แบ่งออกเป็นข้ันย่อย 4 ขั้น ได้แก่ ขน้ั กำหนดสมมติฐาน ขัน้ รวบรวมข้อมูล ข้ันแปลงข้อมลู และ
ข้นั วเิ คราะห์ อภปิ รายและลงข้อสรุปข้อมลู
2. การออกแบบกิจกรรมการเรียนร้เู พ่ือการรวบรวมข้อมูล โดยวธิ ีการสังเกต การวัด และการ
นบั โดยเลอื กรปู แบบที่ 4 นักเรียนออกแบบวธิ ีการการสังเกตจากวัสดอุ ปุ กรณ์ที่ออกแบบให้ สาระสำคัญ
การจดั กจิ กรรม คอื จากวสั ดอุ ุปกรณ์ที่ออกแบบให้ ให้นักเรียนออกแบบวธิ ีการสงั เกตคุณสมบตั ทิ ี่ต้องการ
ของวัตถุหรือปรากฏการณ์ด้วยตนเอง พร้อมทั้งทำการสังเกตตามลำดับขั้นวิธีการและวัสดุอุปกรณ์ที่มี
รวมถงึ บนั ทกึ ขอ้ มูล
3. การออกแบบกิจกรรมการเรียนรเู้ พอื่ การแปลงขอ้ มูลทางวิทยาศาสตร์ โดยเลอื กรูปแบบท่ี 3
นกั เรียนจดั กระทำและสื่อความหมายข้อมูลดว้ ยตนเอง สาระสำคัญการจดั กจิ กรรมคือจากข้อมลู การ
สงั เกต การวัด การนับหรอื การทดลองใหน้ กั เรียนกำหนดวิธีการและออกแบบวธิ กี ารจดั กระทำและสื่อ
ความหมายข้อมลู ด้วยตัวเองพร้อมท้ังจัดกระทำและสือ่ ความหมาย