The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

ศึกษาวิเคราะห์ลักษณะทางการเมือง เศรษฐกิจ สังคมไทยในปัจจุบันและหลักการใช้ชีวิตแบบเศรษฐกิจพอเพียงในกระแสโลกาภิวตน์ ประวัติความเป็นมาของอาเซียน ความรู้พื้นฐานชองประเทศสมาชิกและบทบาทตำรวจไทยตามยุทธศาสตร์ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search

Book05 สังคม เศรษฐกิจ การเมืองไทย ในสภาวการณ์ปัจจุบัน

ศึกษาวิเคราะห์ลักษณะทางการเมือง เศรษฐกิจ สังคมไทยในปัจจุบันและหลักการใช้ชีวิตแบบเศรษฐกิจพอเพียงในกระแสโลกาภิวตน์ ประวัติความเป็นมาของอาเซียน ความรู้พื้นฐานชองประเทศสมาชิกและบทบาทตำรวจไทยตามยุทธศาสตร์ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ

Keywords: สังคม

วชิ า ศท. (GE) ๒๒๑๐๕

สังคม เศรษฐกิจ การเมอื งไทย
ใขนอสงภตาําวรกวาจรไณทย์ปัจจบุ ันกบั บทบาท

ตาํ ราเรยี น

หลักสูตร นกั เรียนนายสบิ ตาํ รวจ

ÇªÔ Ò È·. (GE) òòñðõ 椄 ¤Á àÈÃɰ¡¨Ô ¡ÒÃàÁÍ× §ä·Â ã¹ÊÀÒÇ¡Òó
»¨˜ ¨ºØ ѹ¡ºÑ º·ºÒ·¢Í§ตาํ ÃǨä·Â

เอกสารนี้ “໚¹¤ÇÒÁÅѺ¢Í§·Ò§ÃÒª¡ÒÔ หามมิใหผูหน่ึงผูใดเผยแพร คัดลอก ถอดความ
หรอื แปลสว นหนงึ่ สว นใด หรอื ทง้ั หมดของเอกสารนเี้ พอ่ื การอยา งอน่ื นอกจาก “à¾Íè× ¡ÒÃÈ¡Ö ÉÒͺÃÁ”
ของขาราชการตํารวจเทานั้น การเปดเผยขอความแกบุคคลอ่ืนที่ไมมีอํานาจหนาท่ีจะมีความผิดตาม
ประมวลกฎหมายอาญา

กองบัญชาการศึกษา สํานักงานตาํ รวจแหงชาติ

พ.ศ.๒๕๖๑

1

คํานาํ

หลักสูตรนักเรียนนายสิบตํารวจ (นสต.) เปนหลักสูตรการศึกษาอบรมท่ีมีเปาหมาย
เพ่ือเสริมสรางใหบุคคลภายนอกผูมีวุฒิประกาศนียบัตรประโยคมัธยมศึกษาตอนปลาย (ม.๖) หรือ
ประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) หรือเทียบเทา ท่ีเขารับการฝกอบรมมีความรู ความสามารถ และ
ทักษะวิชาชีพตํารวจ รวมถึงพัฒนาบุคลิกภาพรางกายใหเหมาะสมสําหรับการปฏิบัติงานตํารวจ
ในกลุมสายงานปองกันปราบปราม ตลอดจนเตรียมความพรอมทางดานจิตใจและวุฒิภาวะใหมี
จติ สาํ นึกในการใหบ รกิ ารเพ่อื บาํ บดั ทุกขบาํ รงุ สขุ ของประชาชนเปนสําคัญ

กองบัญชาการศึกษา ไดรวมกับครู อาจารย และครูฝก ในสังกัดกองบังคับการ
ฝก อบรมตาํ รวจกลาง และกลมุ งานอาจารย กองบญั ชาการศกึ ษา ศนู ยฝ ก อบรมตาํ รวจภธู รภาค ๑ - ๙
และกองบัญชาการตํารวจตระเวนชายแดน ตลอดจนผูทรงคุณวุฒิจากภายนอก จัดทําตําราเรียน
หลกั สตู รนกั เรยี นนายสบิ ตาํ รวจชดุ นี้ ซง่ึ ประกอบดว ยองคค วามรตู า งๆ ทจี่ าํ เปน ตอ การพฒั นาศกั ยภาพ
ของนกั เรยี นนายสบิ ตาํ รวจใหเ ปน ขา ราชการตาํ รวจทพ่ี งึ ประสงคข องประชาชน เพอ่ื ใชส าํ หรบั ประกอบ
การเรียนการสอนนักเรียนนายสิบตํารวจใหมีความพรอมทั้งดานความรู ความสามารถ กําลังกาย
และจติ ใจ จนสามารถเปน ขา ราชการตาํ รวจทป่ี ฏบิ ตั งิ านใหบ รกิ ารสงั คมและประชาชนไดอ ยา งตรงตาม
ความตอ งการอยา งแทจ รงิ และมีความพรอ มในการเขา สูประชาคมอาเซียน

ขอขอบคุณครู อาจารย ครูฝก และผูทรงคุณวุฒิทุกทาน ท่ีไดรวมกันระดมความคิด
ใหคําปรึกษา คําแนะนํา ประสบการณท่ีเปนประโยชน รวมถึงการถายทอดองคความรู
ที่เปนประโยชน จนทําใหการจัดทําตําราเรียนหลักสูตรนักเรียนนายสิบตํารวจสําเร็จลุลวงไดดวยดี
ซ่ึงกองบัญชาการศึกษาหวังเปนอยางยิ่งวาตําราเรียนชุดนี้คงเปนประโยชนตอการจัดการเรียน
การสอนและการจัดการฝกอบรมของครู อาจารย และครูฝก รวมตลอดถึงใชเ ปนคมู อื การปฏบิ ัตงิ าน
ของขาราชการตํารวจ อันจะสงผลทําใหสํานักงานตํารวจแหงชาติสามารถสรางความเชื่อม่ันศรัทธา
และความผาสุกใหแ กประชาชนไดอยา งแทจรงิ

พลตํารวจโท ( รอย อิงคไพโรจน )
ผูบ ญั ชาการศึกษา

1

ÊÒúÑÞ Ë¹ŒÒ

ÇªÔ Ò Ê§Ñ ¤Á àÈÃɰ¡¨Ô ¡ÒÃàÁÍ× §ä·Â ã¹ÊÀÒÇ¡Òó» ¨˜ ¨ºØ ¹Ñ ¡ºÑ º·ºÒ·¢Í§ตาํ ÃǨä·Â

º··Õè ñ ¡ÒÃàÁ×ͧ àÈÃɰ¡¨Ô áÅÐÊѧ¤Áä·Â ñ
- วัตถุประสงค ๑
- สว นนาํ ๑
- วิวฒั นาการการเมอื งไทยหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง ๑
- การปฏวิ ัติ ๒๔ มิถนุ ายน ๒๔๗๕ ๒
- ผลการเปล่ียนแปลงการปกครอง มสี าระสําคัญ ๔
- รฐั ประหาร ๑๖ กนั ยายน พ.ศ. ๒๕๐๐ ๕
- วันมหาวปิ โยค หรือ เหตุการณ ๑๔ ตลุ าคม ๒๕๑๖ ๖
- เหตุการณพฤษภาทมฬิ ๗
- รัฐประหาร ๒๕๔๙ ๙
- ความขดั แยงสนธ-ิ ทกั ษิณ และกรณเี มอื งไทยรายสัปดาห ๑๐
- รัฐประหาร ๒๕๕๗ ๑๑
- วิวัฒนาการระบบเศรษฐกิจไทย ๑๒
- วิวัฒนาการสงั คมไทย ๑๔
- สงั คมไทยสมัยใหม ๑๗
- สังคมไทยในยคุ โลกาภวิ ัตน ๑๘
- สงั คมเมอื งและสงั คมชนบทของไทย ๑๙
- สังคมของเมืองไทย ๑๙
- สังคมชนบทของไทย ๒๐
- ความสมั พนั ธร ะหวา งสังคมเมืองกบั สังคมชนบท ๒๑
- ปญหาสังคมไทย ๒๑
- วิธีปองกันและแกไขปญหาสังคมไทย ๒๒
- บทสรปุ ๒๓

º··Õè ò ¤ÇÒÁ໚¹ÁÒ ¤ÇÒÁÊíÒ¤ÞÑ áÅС®ºμÑ Ã¢Í§»ÃЪҤÁÍÒà«Õ¹ òõ
- วตั ถุประสงค ๒๕
- บทนํา ๒๕
- ความเปน มาและความสําคญั ของประชาคมอาเซยี น ๒๕

˹ŒÒ

- คาํ ขวญั อาเซยี น ๒๗
- ธงประจาํ ประเทศสมาชิก ๒๘
- ธงอาเซยี น ๒๘
- เพลงอาเซยี น ๒๙
- บทบาทของไทยกบั การจัดทาํ เพลงประจําอาเซยี น ๒๙
- ความสําคัญของเพลงประจาํ อาเซียน ๓๐
- กฎบตั รอาเซยี น ๓๐
- การประกาศใช ๓๑
- โครงสรา งของกฎบัตรอาเซียน ๓๑
- วตั ถปุ ระสงคของกฎบัตรอาเซยี น ๓๒
- ความสาํ คญั ของกฎบตั รอาเซยี นตอประเทศไทย ๓๓
- บทสรุป ๓๕

º··èÕ ó »ÃÐà·ÈÊÁÒªÔ¡»ÃЪҤÁÍÒà«ÂÕ ¹ ó÷
- วัตถปุ ระสงค ๓๗
- บทนาํ ๓๗
- ราชอาณาจักรไทย (Kingdom of Thailand) ๓๘
- มาเลเซีย (Malaysia) ๔๐
- สาธารณรัฐอินโดนเี ซยี (Republic of Indonesia) ๔๒
- สาธารณรฐั สงิ คโปร (Republic of Singapore) ๔๕
- รัฐบรไู นดารสุ ซาลาม (State of Brunei Darussalam) ๔๗
- สาธารณรัฐฟลิปปน ส (Republic of Philippines) ๕๐
- สาธารณรฐั สังคมนยิ มเวียดนาม (Socialist Republic of Vietnam) ๕๒
- สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (Lao People’s Democratic Republic) ๕๔
- สาธารณรฐั แหง สหภาพเมยี นมา (Republic of the Union of Myanmar) ๕๗
- ราชอาณาจกั รกมั พูชา (Kingdom of Cambodia) ๖๐
- ประเดน็ ปญ หาสาํ คญั ของประชาคมอาเซยี น ๖๒
- ชาตพิ นั ธกุ บั การเมอื งเรือ่ งชนกลุมนอยในสงั คมไทย ๗๗
- นโยบายและมาตรการในการแกไขปญหาชนกลมุ นอ ยกบั ความมั่นคงของชาติ ๗๙
- บทสรปุ ๘๔

˹Ҍ

º··èÕ ô ตาํ ÃǨä·Â¡ÑºÍÒà«Õ¹ ø÷
- วัตถุประสงค ๘๗
- บทนาํ ๘๗
- การเตรียมความพรอ มของไทยสกู ารเปน ประชาคมอาเซียน ๘๗
- ความสอดคลอ งของยุทธศาสตรก ารเขา สูประชาคมอาเซยี นของประเทศไทย ๙๓
๙๖
กับภารกิจของตาํ รวจ
- บทสรปุ

º··Õè õ ¡ÒÃàμÃÂÕ Á¤ÇÒÁ¾ÃÍŒ Á¢Í§»ÃÐà·Èä·Âà¢ÒŒ ÊÙ»‹ ÃЪҤÁÍÒà«ÂÕ ¹ ù÷
´ŒÇ»ÃѪÞÒàÈÃɰ¡Ô¨¾Íà¾ÂÕ § ๙๗
- วัตถุประสงค ๙๗
- บทนํา ๙๗
- ปรชั ญาของเศรษฐกจิ พอเพียง ๙๙
- ศักยภาพของอาเซยี น ๑๐๐
- ความสาํ คัญของอาเซยี นตอ ไทย ๑๐๐
- วิวฒั นาการความรวมมือดานเศรษฐกิจของอาเซยี น ๑๐๑
- ภาพรวมท่ีจะเกิดขึ้นจากการเปน ประชาคมอาเซยี น ๑๐๑
- ประโยชน/ ผลกระทบทไี่ ทยจะไดรับจาก AEC ๑๐๒
- โอกาสและความทาทายของไทยจากการเปดตลาดใน AEC ๑๐๓
- การเตรียมพรอ มของไทยเขาสปู ระชาคมอาเซียนดวยปรชั ญาเศรษฐกิจพอเพยี ง ๑๐๔
- การประยุกตใ ชป รชั ญาเศรษฐกจิ พอเพียง ๑๐๖
- บทสรุป

º··èÕ ö »ÃÐà·Èä·Â ô.ð ñð÷
- วตั ถุประสงค ๑๐๗
- บทนาํ ๑๐๗
- Thailand ๔.๐ หรือประเทศไทย ๔.๐ ๑๐๗
- บทสรุป ๑๑๒

º··Õè ÷ ¡ÒÃàμÃÂÕ Á¤ÇÒÁ¾ÃÍŒ Á¢Í§ตําÃǨä·Âã¹ÈμÇÃÃÉ·èÕ òñ ˹ŒÒ
- วตั ถปุ ระสงค ññó
- บทนาํ ๑๑๓
- ศตวรรษที่ ๒๑ ๑๑๓
- แนวคิดและความรว มมือ ๑๑๔
๑๑๕
ºÃóҹ¡Ø ÃÁ ñòñ
ÀÒ¤¼¹Ç¡ ñòò

ÇªÔ Ò È·. (GE) òòñðõ
Êѧ¤Á àÈÃɰ¡¨Ô ¡ÒÃàÁ×ͧä·Â

ã¹ÊÀÒÇ¡Òó» ¨˜ ¨ØºÑ¹
¡ºÑ º·ºÒ·¢Í§ตําÃǨä·Â

¤³Ð¼¨ŒÙ ´Ñ ทาํ

ñ. ¾Å.μ.·.ÃÍ ÍÔ§¤ä¾â蹏 ¼ºª.È. ·è»Õ Ã¡Ö ÉÒ
ò. ¾Å.μ.μ.ÈáÄɳ á¡ŒÇ¼Å¡Ö Ãͧ ¼ºª.È. ·Õ»è ÃÖ¡ÉÒ
ó. ¾.μ.·.ËÞ§Ô ÍªÔμÒ μÒ¤ÃÙ ÍÒ¨ÒÏ (ʺ ò) ÀÒ¤ÇªÔ Ò·ÇÑè ä» ¡Í¨.ºª.È.
ô. ¾.μ.·.ËÞÔ§ Ê¡Ø ÄμÒ ÀÀҪŷ¾Ô  ÍÒ¨ÒÏ(ʺò)ÀÒ¤ÇªÔ Ò·ÇÑè 仡ͨ.ȽÃ.À.ñ

1



º··Õè ñ

¡ÒÃàÁ×ͧ àÈÃɰ¡¨Ô áÅÐÊѧ¤Áä·Â

ÇμÑ ¶»Ø ÃÐʧ¤

๑. เพื่อใหผูเรียนรูและเขาใจประวัติ วิวัฒนาการการเมืองไทยหลังการเปลี่ยนแปลง
การปกครอง

๒. เพอ่ื ใหผ ูเรยี นรวู วิ ัฒนาการระบบเศรษฐกจิ ไทย วิวัฒนาการสงั คมไทย
๓. เพอ่ื ใหผ ูเรียนรูถ ึงสังคมไทยสมยั ใหมก บั สงั คมไทยในยคุ โลกาภิวตั น

ʋǹนาํ

ภายหลงั การปฏริ ปู การปกครองและการปฏริ ปู การศกึ ษาในรชั กาลที่ ๕ พระองคไ ดม กี ระแส
ความคดิ ทจ่ี ะใหป ระเทศไทยมกี ารเปลย่ี นแปลงการปกครองจากระบอบสมบรู ณาญาสทิ ธริ าชย มาเปน
ระบอบการปกครองทม่ี รี ฐั ธรรมนญู เปน กฎหมายสงู สดุ ในการปกครองประเทศ โดยมรี ฐั สภาเปน สถาบนั หลกั
ท่ีจะใหประชาชนมีสวนรวมในการปกครองมากข้ึนเปนลําดับ จนกระท่ังไดมีคณะนายทหารชุดกบฏ
ร.ศ.๑๓๐ ซึ่งมคี วามคดิ ทีจ่ ะปฏบิ ัติการใหบรรลคุ วามมุง หมายดังกลา ว แตไมทนั ลงมอื กระทําการกถ็ กู
จบั ไดเสียกอนเมอ่ื พ.ศ. ๒๔๕๔ ในตนรัชกาลท่ี ๖

อยา งไรกต็ าม เสยี งเรยี กรอ งใหม กี ารเปลย่ี นแปลงการปกครองกย็ งั คงมอี อกมาเปน ระยะๆ
นอกจากการปรับตัวของรัฐบาลทางดานการเมืองการปกครองใหทันสมัยยิ่งกวาเดิมแตเพียงเทานั้น
แตก็ยังไมไดมีการประกาศใชรัฐธรรมนูญเปนกฎหมายสูงสุดในการปกครองประเทศแตประการใด
จนกระทัง่ ในสมัยรชั กาลท่ี ๗ ไดมคี ณะผกู อการรายภายใตก ารนําของ พ.อ.พระยาพหลพลพยุหเสนา
ซง่ึ ไดก อ การเปลยี่ นแปลงการปกครองเปน ผลสาํ เรจ็ ใน พ.ศ.๒๔๗๕ ดงั นน้ั การเปลยี่ นแปลงการปกครอง
ใน พ.ศ. ๒๔๗๕ จึงเปน การเปลีย่ นแปลงทางการเมืองทสี่ ําคญั ของประวตั ศิ าสตรชาตไิ ทย

ÇÇÔ ²Ñ ¹Ò¡ÒáÒÃàÁÍ× §ä·ÂËÅ§Ñ ¡ÒÃà»ÅÕè¹á»Å§¡Òû¡¤Ãͧ

การศึกษาการเมืองการปกครองไทยหากจะแบงยุคสมัยใหเหมาะสมแกการศึกษาแลว
จะแบง ออกไดเปน ๓ ยคุ สมยั ดวยกัน คอื สมยั สุโขทัย ระหวาง พ.ศ. ๑๗๘๑ – ๑๙๒๑ สมยั อยุธยา
พ.ศ. ๑๘๙๓ – ๒๓๑๐ และสมยั รตั นโกสนิ ทร พ.ศ. ๒๓๒๕ – ๒๔๗๕ สว นหลงั จาก พ.ศ. ๒๔๗๕ จนถงึ
ปจจุบัน ซ่ึงจะพูดถึงตอไปในบทเรียนจะถือไดวาเปนการเมืองสมัยใหมของไทยเพราะไดมีการลมลาง
ระบบการปกครองเดมิ ทไ่ี ดม มี านาน เรยี กวา สมบรู ณาญาสทิ ธริ าชย เปน ระบอบการปกครองทมี่ กี ษตั รยิ 
เปนผูปกครองและมีสิทธ์ิขาดในการบริหารประเทศ ในระบอบการปกครองน้ี กษัตริยก็คือกฎหมาย
กลา วคอื ทม่ี าของกฎหมายทง้ั ปวงอยทู ก่ี ษตั รยิ  คาํ สง่ั ความตอ งการตา ง ๆ ลว นมผี ลเปน กฎหมาย กษตั รยิ 
มอี าํ นาจในการปกครองแผน ดนิ และพลเมอื งโดยอสิ ระ โดยไมม กี ฎหมายหรอื องคก รตามกฎหมายใด ๆ



จะหา มปรามได แมอ งคก รทางศาสนาอาจทดั ทานอาํ นาจกษตั รยิ ไ ด ในระบอบสมบรู ณาญาสทิ ธริ าชยน นั้
ไมมีรัฐธรรมนูญหรือกฎหมายใด ๆ ที่จะอยูเหนือกวาคําชี้ขาดของกษัตริย ตามทฤษฎีพลเมืองนั้น
ระบอบสมบรู ณาญาสิทธริ าชยม อบความไวว างใจทงั้ หมดใหกบั พระเจา แผนดิน

โดยบทเรียนน้ีจะใหบรรยายถึงวิกฤตการณการเมืองคร้ังสําคัญเทานั้น มิไดจะลง
รายละเอียดครอบคลุมถึงการเมืองต้ังแตอดีตจนถึงปจจุบนั

¡Òû¯ÇÔ μÑ Ô òô Á¶Ô عÒ¹ òô÷õ

พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูหัวทรงปฏิรูปประเทศใหทันสมัยในหลายดาน
แตการปฏิรูปรัฐธรรมนูญกลับเปนไปอยางเช่ืองชาซ่ึงสรางความไมพอใจในหมูพวกหัวกาวหนา
และพวกหัวรนุ แรง

ในป พ.ศ. ๒๔๕๔ ไดเ กดิ กบฏ ร.ศ. ๑๓๐ ซง่ึ ดาํ เนนิ การโดยคณะนายทหารหนมุ เปา หมาย
ของคณะคอื เปล่ียนแปลงรูปแบบการปกครองและลม ลา งระบอบเกา และแทนที่ดว ยระบบรัฐธรรมนญู
ตะวนั ตกทท่ี นั สมัย และอาจตอ งการยกพระบรมวงศานุวงศพระองคอ่นื เปน พระมหากษัตรยิ แ ทนดวย
อาจกลาวไดวากบฏ ร.ศ. ๑๓๐ เปนแรงขับดันใหคณะราษฎรปฏิวัติ โดยภายหลังยึดอํานาจแลว
พระยาพหลพลพยุหเสนาไดเชิญผูนําการกบฏ ร.ศ. ๑๓๐ ไปพบและกลาวกับขุนทวยหาญพิทักษ
(เหล็ง ศรีจันทร) วา “ถาไมมีคณะคุณ ก็เห็นจะไมมีคณะผม” และหลวงประดิษฐมนูธรรมก็ไดกลาว
ในโอกาสเดียวกันวา “พวกผมถือวาการปฏิวัติครั้งนี้เปนการกระทําตอเน่ืองจากการกระทํา
เมอื่ ร.ศ. ๑๓๐” การปฏวิ ตั ดิ งั กลา วลม เหลวและผกู อ การถกู จาํ คกุ นบั แตน น้ั พระบาทสมเดจ็ พระมงกฎุ เกลา
เจาอยูหัวทรงเลิกความพยายามสวนใหญในการปฏิรูปรัฐธรรมนูญ และทรงปกครองประเทศตอไป
ภายใตระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย โดยมีขอยกเวนบางที่โปรดฯ แตงตั้งสามัญชนบางคนสู
สภาองคมนตรีและรัฐบาล

ตอมา สมเด็จพระเจานองยาเธอเจาฟา ฯ กรมหลวงสุโขทยั ธรรมราชา ทรงสบื ราชสมบตั ิ
สบื ตอจากพระเชษฐา เปน พระบาทสมเด็จพระปกเกลาเจาอยูหวั หลังพระบาทสมเดจ็ พระมงกฎุ เกลา
เจาอยูหัวเสด็จสวรรคต พระองคทรงสืบชวงปกครองประเทศในวิกฤตการณ พระเชษฐาของพระองค
ทรงไดทําใหสถานะของประเทศเกือบจะลมละลาย เพราะทรงมักจะใชเงินจากกองคลังมาปกปด
การขาดดลุ ของทอ งพระคลงั ขา งที่ และขอ เทจ็ จรงิ ยงั มวี า รฐั และประชาชนถกู บงั คบั ใหจ า ยเงนิ แกพ ระบรม
วงศานวุ งศห ลายพระองค ซงึ่ มวี ถิ ชี วี ติ อนั หรหู ราฟมุ เฟอ ย พระองคท รงรบี จดั ตงั้ อภริ ฐั มนตรสี ภาขน้ึ เปน
องคก รหลกั ในการปกครองรฐั เพอื่ พยายามแกไ ขปญ หาทป่ี ระเทศกาํ ลงั เผชญิ อยู สภานนั้ ประกอบดว ย
เจานายอาวุโสมีประสบการณซึ่งเคยดํารงตําแหนงรัฐมนตรีในรัฐบาลกอนมาแลว เจานายเหลานั้น
เรง เปลย่ี นตวั สามญั ชนทพี่ ระบาทสมเดจ็ พระมงกฎุ เกลา เจา อยหู วั ในขา ราชการพลเรอื นและทหารแลว
แทนท่ีดวยคนของพวกตน สภาถูกครอบงําโดย สมเด็จพระเจาบรมวงศเธอ เจาฟาบริพัตรสุขุมพันธุ
กรมพระนครสวรรคว รพนิ ิต เสนาบดกี ระทรวงมหาดไทย ผูท รงไดร ับการศึกษาจากเยอรมนี และเปน



พระเชษฐารวมสมเด็จพระบรมชนกนาถของพระบาทสมเด็จพระปกเกลาเจาอยูหัว พระองคยังเปน
รชั ทายาทดว ย ตามกฎหมายการสบื ราชสนั ตติวงศอ ันซบั ซอ นของราชวงศจักรี กลายเปน วาพระบาท
สมเดจ็ พระปกเกลา เจา อยหู วั เปน พระมหากษตั รยิ ผ เู หน็ อกเหน็ ใจ ทรงตดั รายจา ยในพระราชวงั และเสดจ็
พระราชดาํ เนินทัว่ ประเทศอยางกวา งขวาง และเม่อื เสด็จกลับมายงั พระนคร พระองคท รงทําใหเปน ที่
ยอมรับ และโดดเดนแกหมูชนช้ันสูง และชนช้ันกลางในกรุงเทพมหานคร ซึ่งเติบโตขึ้นกวาแตกอน
โดยทรงประกอบพระราชกรณยี กจิ สาธารณะหลายอยา ง จนถงึ เวลานี้ นกั เรยี นหลายคนทถี่ กู สง ไปศกึ ษา
ตางประเทศเม่ือหลายทศวรรษกอนเริ่มเดินทางกลับประเทศแลว แตนักเรียนเหลาน้ีกลับขาดโอกาส
การยดึ มั่นของเจา นายและความลา หลังเปรียบเทยี บของประเทศ สวนมากจงึ หูตาสวา งกับสถานะเดมิ

เมื่อถึง พ.ศ. ๒๔๗๓ สถานการณโลกหนักหนาเกินกวาประเทศจะรับได เมื่อตลาดหุน
วอลลส ตรถี ลม และความลม สลายทางเศรษฐกจิ มาถงึ สยามในทส่ี ดุ พระบาทสมเดจ็ พระปกเกลา เจา อยหู วั
ทรงเสนอใหจัดเก็บภาษีรายไดทั่วไป และภาษีอสังหาริมทรัพย เพื่อชวยบรรเทาความเดือดรอนของ
คนยากจน แตน โยบายดงั กลา ว ถกู สภาปฏเิ สธอยา งรนุ แรง ซงึ่ สภาเกรงวา ทรพั ยส นิ ของพวกตนจะลดลง
สภาหันไปลดคาตอบแทนของขาราชการพลเรือน และลดงบประมาณทางทหารแทน ทําใหอภิชน
ผูไดรับการศึกษาในประเทศสวนใหญโกรธ โดยเฉพาะอยางย่ิงเหลานายทหาร และในป ๒๔๗๔
พระวรวงศเ ธอ พระองคเ จา บวรเดช เสนาบดกี ระทรวงกลาโหม ลาออก พระองคเ จา บวรเดชมใิ ชส มาชกิ
อภิรัฐมนตรีสภา และสงสัยวาความไมลงรอยกับสภาเร่ืองการตัดงบประมาณนําไปสูการลาออกน้ี
พระบาทสมเด็จพระปกเกลาเจาอยูหัว ผูทรงยอมรับวาพระองคทรงขาดความรูการคลังอยางเปดเผย
พยายามตอสูกับเจา นายที่อาวุโสกวา ในเรอื่ งนี้ แตก็สาํ เรจ็ เพยี งเล็กนอย

ขณะเดียวกัน พระองคทรงทุมความพยายามรางรัฐธรรมนูญ อันจะนําประชาธิปไตยสู
สยามเปน ครง้ั แรก ดว ยความชว ยเหลอื จากเจา นายอกี สองพระองค และทป่ี รกึ ษานโยบายตา งประเทศ
ชาวอเมริกัน เรยมอนด บารทเล็ตต สตีเฟนส แมจะไดรับการกราบทูลทัดทานวาประชาชนสยาม
ยงั ไมพ รอ ม แตพ ระองคย งั ทรงมงุ มนั่ ทจี่ ะมอบรฐั ธรรมนญู แกป วงชนกอ นงานเฉลมิ ฉลองครบรอบ ๑๕๐ ป
ราชวงศจักรีในป ๒๔๗๕ ทวา เอกสารดังกลาวไดถูกเจานายในอภิรัฐมนตรีสภาปฏิเสธอยางส้ินเชิง
แตม มี ุมมองอีกฝา ยหนงึ่ วา พระองคท รงมพี ระราชกระแสรับสงั่ ทส่ี ่ือวา พระองคไ มโ ปรดประชาธิปไตย
คือ “ประเทศน้ีพรอมแลวหรือยังที่จะมีการปกครองแบบมีผูแทน... ตามความเห็นสวนตัวของ
ขาพเจา แลว ขาพเจาขอย้ําวาไม”

เมอื่ สนิ้ เดือนเมษายน พ.ศ. ๒๔๗๕ พระบาทสมเดจ็ พระปกเกลา เจาอยหู วั เสด็จออกจาก
กรงุ เทพมหานครในชว งเสดจ็ แปรพระราชฐานฤดรู อ น โดยทรงมอบหมายใหส มเดจ็ พระเจา บรมวงศเ ธอ
เจา ฟา บรพิ ตั รสขุ มุ พนั ธุ กรมพระนครสวรรคว รพนิ ติ เปน ผสู าํ เรจ็ ราชการแทนพระองค โดยพระองคเ สดจ็
ไปประทับยงั วงั ไกลกังวล ท่หี วั หนิ จังหวดั ประจวบคีรีขันธ



¼Å¡ÒÃà»ÅèÕ¹á»Å§¡Òû¡¤Ãͧ ÁÊÕ ÒÃÐสํา¤ÞÑ ´§Ñ ¹Õé

๑. ยกเลิกการปกครองแบบสมบูรณาญาสิทธิราชย เปลี่ยนมาเปนการปกครองแบบ
ประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตรยิ เ ปน ประมขุ

๒. มีกฎหมายรฐั ธรรมนูญเปน กฎหมายสงู สดุ และเปน หลกั ในการปกครองประเทศ
๓. พระมหากษตั รยิ ท รงมพี ระราชฐานะและพระราชอาํ นาจตามทรี่ ฐั ธรรมนญู บญั ญตั ไิ ว
โดยพระองคท รงเปนผูใ ชอ ํานาจอธปิ ไตยโดยทางออม ๓ ทาง คือ

๑) อํานาจนิตบิ ญั ญตั ิ ผา นทางรัฐสภา
๒) อาํ นาจบรหิ าร ผานทางคณะรฐั มนตรี
๓) อํานาจตุลาการ ผา นทางศาลยตุ ธิ รรม
๔. มกี ารจดั ระเบยี บบริหารราชการแผน ดนิ ออกเปน ๓ สวน คือ
๑) สวนกลาง ไดแก กระทรวง ทบวง กรม
๒) สว นภูมิภาค ไดแ ก จงั หวัด อําเภอ ตาํ บล หมูบา น
๓) สว นทอ งถน่ิ ไดแ ก เทศบาล องคก ารบรหิ ารสว นตาํ บล องคก ารบรหิ ารสว นจงั หวดั
เมอื งพัทยา และกรุงเทพมหานคร
เปน ทส่ี งั เกตไดว า การเปลยี่ นแปลงการปกครองของไทยเปน ไปอยา งสงบไมร นุ แรงเหมอื น
หลายๆ ประเทศ เน่ืองจากพระบาทสมเดจ็ พระปกเกลาเจาอยูหัว ยอมเหน็ ตามคณะราษฎรแตโดยดี
เพื่อหลีกเล่ียงความรุนแรง แตอยางไรก็ตามลักษณะการเมืองการปกครอง มิไดเปนประชาธิปไตย
โดยสมบรู ณ อาํ นาจบางสว นตกอยกู บั ผนู าํ ทางการเมอื ง หรอื ผบู รหิ ารประเทศ มกี ารขดั แยง กนั ในดา น
นโยบาย มกี ารแยง ชงิ ผลประโยชน เปน เหตใุ หเ กดิ การปฏวิ ตั ริ ฐั ประหารขน้ึ หลายครงั้ ระบบการปกครอง
ของไทยจงึ มลี กั ษณะกลบั ไปกลบั มาระหวา งประชาธปิ ไตยกบั คณาธปิ ไตย (การปกครองโดยคณะปฏวิ ตั )ิ
ในระยะหา ปแ รกของการปกครองระบอบรฐั ธรรมนญู ปรากฏวา มเี หตกุ ารณเ กดิ ขนึ้ หลาย
เหตุการณ อันมีผลนําไปสูความคลอนแคลนของรัฐบาล เหตุการณสําคัญประการหน่ึง ไดแก กรณี
การนําเสนอเคาโครงเศรษฐกิจของนายปรีดี พนมยงค เมื่อ พ.ศ.๒๔๗๖ กลาวคือ ในขณะท่ีมีการ
ยึดอํานาจเปลี่ยนแปลงการปกครองนั้น ไดมีประกาศของคณะราษฎรซึ่งระบุถึงนโยบาย ๖ ประการ
นายปรดี ี ไดย กรา งเคา โครงการเศรษฐกจิ แหง ชาตขิ น้ึ จากนโยบายขอ สาม เคา โครงเศรษฐกจิ นไี้ ดร บั การ
วพิ ากษว จิ ารณม าก วา มลี กั ษณะแนวทางแบบสงั คมนยิ ม ทาํ ใหเ กดิ การแตกแยกกนั ในรฐั บาล จนถงึ กบั
ตองมีการปดการประชุมสภาผูแทนราษฎร และงดใชรัฐธรรมนูญบางมาตรา สวนนายปรีดี ตองเดิน
ทางออกจากประเทศไทย อยา งไรกต็ าม คณะทหารภายใตก ารนาํ ของนายพนั เอกพระยาพหลพลพยหุ เสนา
ไดทําการยึดอํานาจรัฐบาลของพระยามโนปกรณนิติธาดา เมื่อวันที่ ๒๐ มิถุนายน พ.ศ.๒๔๗๖
แลว ตัง้ ตัวเองเปนรฐั บาล
วันที่ ๑ ตุลาคม พ.ศ.๒๔๗๖ ไดเกิดการกบฏของกลุมนายทหาร และขาราชการ
ในตา งจงั หวดั ภายใตก ารนาํ ของพระองคเ จา บวรเดช อดตี รฐั มนตรวี า การกระทรวงกลาโหม โดยประกาศวา
ตองการใหประเทศชาติมีการปกครองระบอบประชาธิปไตยอยางแทจริง อยางไรก็ตาม การกบฏ



ครงั้ นกี้ ถ็ กู ปราบปรามลง เจา นายหลายพระองคต อ งเสดจ็ นริ าศไปประทบั ยงั ตา งประเทศ มหี ลายคนใน
คณะกบฏตองรับโทษจําคุก หลงั จากน้ันไมถึงสองป พระบาทสมเด็จพระปกเกลาเจา อยหู ัวไดเสดจ็ ไป
ประทับอยูในประเทศอังกฤษ และทรงสละราชสมบัติ คณะราษฎรจึงไดถวายราชบัลลังกแดพระบาท
สมเด็จพระเจา อยูหวั อานนั ทมหิดล ในเวลาตอมา

ในเดอื นธนั วาคม พ.ศ.๒๔๘๑ พระยาพหลพลพยหุ เสนากไ็ ดล าออกจากตาํ แหนง เนอื่ งจาก
สขุ ภาพไมด ีจึงทาํ ใหจอมพล ป. พิบูลสงคราม ไดด ํารงตาํ แหนงตอมา หลังจากนั้นทหารเริม่ มีอาํ นาจ
มากขน้ึ เรื่อย ๆ ตง้ั แตเดือนธันวาคม พ.ศ.๒๔๘๑ ถงึ เดือนกรกฎาคม พ.ศ.๒๔๘๗ จอมพล ป. ไดเ ปน
นายกรฐั มนตรเี ปน เวลาหา ปค รง่ึ ซงึ่ มบี ทบาทอยา งมากในการสรา งประวตั ศิ าสตรข องเมอื งไทย นโยบาย
ท่ีสาํ คัญที่สุดคือ รฐั นยิ ม ซง่ึ เปน นโยบายรกั ชาติ แสดงออกโดยการรณรงคตอตานคนจนี และนโยบาย
สงครามท่ีเปนมติ รกบั ญ่ีปุน พรอ มกับประกาศสงครามกับประเทศองั กฤษ และสหรัฐอเมรกิ า นโยบาย
ดังกลาวมีต้ังแตโครงการรวมชาติ การสรางเอกลักษณของชาติ การสรางความเปนชาตินิยมท้ังทาง
เศรษฐกิจและสังคม และความสนใจตอผลประโยชนของสาธารณะ

ขอ ผดิ พลาดอยา งใหญห ลวง และทาํ ใหต อ งเสยี ฐานอาํ นาจไปอยา งมาก กค็ อื นโยบายของ
จอมพล ป. ทตี่ ัดสินใจรว มเปนพนั ธมิตรกบั ญป่ี นุ สมยั สงครามโลกครง้ั ท่ีสอง และประกาศสงครามกบั
สหรฐั อเมรกิ า และองั กฤษนน้ั เกดิ จากเหตผุ ลหลายประการ ทส่ี าํ คญั ทส่ี ดุ คอื ความกดดนั จากสถานการณ
และอาจจะมาจากการคาดการณผ ดิ คดิ วา ญปี่ นุ จะชนะสงคราม ดงั นนั้ การเขา รว มกบั ญป่ี นุ กเ็ หมอื นกบั
การเขา รว มกบั ผชู นะ ซง่ึ ประเทศไทยอาจไดผ ลประโยชนร ว มกบั ผชู นะ แตว า การตดั สนิ ใจของจอมพล ป.
กลายเปนส่ิงทผี่ ดิ ทนี่ าํ พาจอมพล ป. ไปสูการสนิ้ สุดอาํ นาจหลงั จากสงครามโลกสิน้ สุดลง

ปจ จยั สองขอ ทที่ าํ ใหผ นู าํ ไทยสามารถจดั การกบั สถานการณเ พอื่ หลดุ พน จากวกิ ฤตการณ
ครง้ั นี้ ปจ จัยสองประการนคี้ อื

(๑) ม.ร.ว.เสนีย ปราโมช ซ่ึงเปนเอกอัครราชทูตไทยประจํากรุงวอชิงตันปฏิเสธท่ีจะสง
สาสนประกาศสงครามใหก บั รัฐบาลสหรัฐอเมรกิ า

(๒) ไดมีการจัดตั้งขบวนการเสรีไทยซ่ึงประกอบดวยคนไทยท่ีอยูท้ังในประเทศ
และตางประเทศ โดยมีเปา หมายเพอื่ การกเู อกราชของชาติ

ÃѰ»ÃÐËÒà ñö ¡Ñ¹ÂÒ¹ ¾.È. òõðð

ชว งปลายของยุคจอมพล ป. พิบูลสงคราม คอื ชว งหลงั ๒๔๙๐-๒๕๐๐ เปน เวลา ๑๐ ป
มีการเปลย่ี นแปลงคอ นขา งมาก การเมอื งไทยกแ็ ตกเปน ๓ กลมุ สาํ คัญๆ ท่ีเรยี กวา การเมอื งสามเสา
คอื กลมุ ของจอมพล ป. พล.ต.อ.เผา ศรยี านนท และจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต ซง่ึ การตอสูทางการเมอื ง
ในชว ง ๒-๓ ปหลังคอ นขา งเขมขน มาก

เน่ืองจากมีกระแสตอตานอํานาจของจอมพล ป. จากหลายฝาย รัฐบาลจอมพล ป.
คอนขางมีปญหาในการบริหารกับวุฒิสภา ซ่ึงเปนวุฒิสภาท่ีมาจากการแตงต้ังโดยอํานาจของสถาบัน



พระมหากษัตริย ซ่ึงบรรดาวุฒิสภาสวนใหญจะเปนขุนนางเกา เจานาย คุณพระ พระยา ที่หัวเกา
ดังน้ัน จึงมีความคิดในการบริหารที่ไมคอยจะตรงกัน ประกอบกับความไมโปรงใสในการบริหาร
บานเมือง จึงนําไปสูรัฐประหารในวันที่ ๑๖ กันยายน ๒๕๐๐ จอมพลสฤษด์ิ ธนะรัชต เปนหัวหนา
คณะนายทหารนํากําลังเขายึดอํานาจของรัฐบาลซึ่งมีจอมพล ป. พิบูลสงคราม เปนนายกรัฐมนตรี
ภายหลงั จากเกดิ การเลอื กตงั้ สกปรก และรฐั บาลไดร บั การคดั คา นจากประชาชนอยา งหนกั จอมพล ป.
พิบลู สงคราม และพลตํารวจเอกเผา ศรยี านนท ตองหลบหนอี อกไปนอกประเทศ จงึ ถอื วา รัฐประหาร
คร้ังน้ีเปนการโคนลมรัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงคราม ท่ีมาจากการเลือกตั้งลงน้ี ถือเปนการสิ้นสุด
นายกรัฐมนตรีเปนเชอื้ สายคณะราษฎรอยางเดด็ ขาด

หลังจากรัฐประหาร ๑๖ กันยายน ๒๕๐๐ เพยี งแค ๑ ปก ม็ รี ฐั ประหารเกดิ ขนึ้ อกี ครัง้ หน่ึง
ในวันท่ี ๒๐ เดือนตุลาคม พ.ศ. ๒๕๐๑ สงผลใหรฐั ธรรมนูญของป ๒๔๙๕ จึงถูกยกเลิก เปนการยุติ
รัฐบาลแบบประชาธิปไตย หลังจากน้ันประเทศไทยไดถูกปกครองโดยเผด็จการแบบพอขุนภายใต
จอมพลสฤษดแ์ิ ละผสู บื ทอดคอื จอมพลถนอม กติ ตขิ จร และจอมพลประภาส จารเุ สถยี ร ระบบเผดจ็ การ
แบบพอขุนอยูไดเปนเวลา ๑๕ ป โดยมีประชาธิปไตยครึ่งใบแทรกเขามาเล็กนอย กอนท่ีจะถูกลม
โดยการลุกฮือซ่ึงนําโดยนักศึกษาเม่ือวันที่ ๑๔ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๑๖ และเหตุการณนั้นเรียกวา
“การปฏวิ ัติเดือนตลุ าคม”

ÇѹÁËÒÇ»Ô â¤ ËÃ×Í àËμØ¡Òó ñô μÅØ Ò¤Á òõñö

เหตุการณเริ่มมาจากการที่จอมพล ถนอม กิตติขจร รัฐประหารตัวเอง ในวันที่ ๑๗
พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๑๔ ซ่ึงนักศึกษาและประชาชนมองวา เปนการสืบทอดอํานาจตนเองจาก
จอมพลสฤษดิ์ ธนะรชั ต นอกจากน้ี จอมพลถนอม จะตอ งเกษยี ณอายรุ าชการเนอื่ งจากอายคุ รบ ๖๐ ป
แตกลับตออายุราชการตนเองในตําแหนงผูบัญชาการทหารสูงสุดออกไป ทั้งพลเอก ประภาส
จารเุ สถียร บุคคลสําคญั ในรัฐบาล ทีม่ ไิ ดร บั การยอมรบั เหมอื นจอมพลถนอม กลบั จะไดรับยศจอมพล
และตาํ แหนง ผูบ ัญชาการทหารบก ประกอบกบั ขา วคราวเรื่องทุจรติ ในวงราชการ สรางความไมพ อใจ
ในหมูประชาชนอยางมาก

เหตุการณ ๑๔ ตลุ า หรือ วนั มหาวปิ โยค เปนเหตุการณการกอการกําเรบิ โดยประชาชน
ครงั้ สาํ คญั ในประวตั ศิ าสตรก ารเมอื งไทย เปน เหตกุ ารณท ม่ี นี กั ศกึ ษาและประชาชนมากกวา ๕ แสนคน
ชุมนมุ เพอ่ื เรยี กรอ งรัฐธรรมนญู จากรัฐบาลเผด็จการจอมพลถนอม กติ ตขิ จร นาํ ไปสูค ําส่ังของรัฐบาล
ใหใชกาํ ลงั ทหารเขา ปราบปราม ระหวา งวันท่ี ๑๔ ถึง ๑๕ ตลุ าคม พ.ศ. ๒๕๑๖ จนมีผูเสียชีวิตกวา
๗๗ ราย บาดเจบ็ ๘๕๗ ราย และสูญหายอีกจํานวนมาก

เหตุการณคร้ังน้ีไดเกิดข้ึนดวยสาเหตุท่ีสะสมกอนหนาน้ีหลายประการท้ัง ขาวการทุจริต
ในรัฐบาล การพบซากสตั วปาจากอทุ ยานในเฮลคิ อปเตอรท หาร แสดงใหเหน็ ถึงการทจุ ริตของจอมพล
ถนอม กติ ตขิ จร ตอจาก จอมพลสฤษด์ิ ธนะรัชต ซ่ึงเปน ชวงเวลาที่รัฐบาลทหารเขา ปกครองประเทศ



นานเกอื บ ๑๕ ป และรวมถึงการรฐั ประหารตวั เอง พ.ศ. ๒๕๑๔ ซ่ึงเปน ชนวนเหตทุ ที่ าํ ใหป ระชาชน
เบอ่ื หนา ยการปกครองในระบอบเผดจ็ การทหาร และตอ งการเรยี กรอ งรฐั ธรรมนญู ทเ่ี ปน ประชาธปิ ไตยขน้ึ

การประทวงเร่ิมขึ้นอยางเดนชัดเม่ือมีการตีพิมพ “บันทึกลับจากทุงใหญ” ออกเผยแพร
ทําใหเกิดความสนใจในหมูประชาชน สูการเดินแจกใบปลิวเรียกรองรัฐธรรมนูญของนิสิตนักศึกษาใน
สถานทตี่ า งๆ ในกรงุ เทพฯ จนถกู ทหารควบคมุ ตวั ภายหลงั เปน ทรี่ จู กั กนั ในฐานะ “๑๓ ขบถรฐั ธรรมนญู ”
ทาํ ใหเ กดิ ความไมพ อใจครง้ั ใหญแ กม วลนกั ศกึ ษา และประชาชนเปน อยา งมาก เกดิ การประทว งเรม่ิ ตน
ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร สูการเดินประทวงในถนนราชดําเนิน โดยมีประชาชนทยอยเขารวม
จาํ นวนมาก ทาํ ใหร ฐั บาลไดท าํ การสลายการชมุ นมุ จนมผี เู สยี ชวี ติ และบาดเจบ็ เปน จาํ นวนมาก จนเมอื่
พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช และสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ไดมี
พระราชดาํ รสั ทางโทรทศั นร วมการเฉพาะกจิ แหง ประเทศไทยตอ เหตกุ ารณค รงั้ นี้ ในเวลาตอ มาจอมพล
ถนอม กิตติขจร ก็ไดประกาศลาออก และไดเดินทางออกตางประเทศรวมถึง พ.อ.ณรงค กิตติขจร
และจอมพลประภาส จารุเสถียร กลุมบคุ คลท่ีประชาชนในสมัยนัน้ เรยี กวา “๓ ทรราช”

เหตุการณ ๑๔ ตุลา เปนการลุกฮือของประชาชนคร้ังแรกท่ีเรียกรองประชาธิปไตยไทย
สําเร็จและยังถือเปนการรวมตัวของประชาชนมากที่สุดครั้งหน่ึงในประวัติศาสตรไทย จนกลายเปน
แรงบนั ดาลใจใหแ กภาคประชาชนในประเทศอน่ื ๆ ทาํ ตามในเวลาตอ มา เชน ท่ีเกาหลีใตใ นเหตุการณ
จลาจลทเ่ี มอื งกวางจู เปน ตน

àËμØ¡Òó¾ ÄÉÀÒ·ÁÔÌ

เหตุการณคร้ังน้ี เรม่ิ ตนมาจากเหตุการณรัฐประหาร ๒๓ กุมภาพนั ธ พ.ศ. ๒๕๓๔ หรอื
๑ ปก อ นหนา การประทว ง ซง่ึ รสช. ไดย ดึ อาํ นาจจากรฐั บาล ซงึ่ มพี ลเอกชาตชิ าย ชณุ หะวณั เปน นายก
รฐั มนตรี โดยใหเ หตผุ ลหลกั วา มกี ารฉอ ราษฎรบ งั หลวงอยา งหนกั ในรฐั บาล และรฐั บาลพยายามทาํ ลาย
สถาบันทหาร โดยหลงั จากยดึ อาํ นาจ คณะ รสช. ไดเลอื ก นายอานนั ท ปนยารชนุ เปนนายกรฐั มนตรี
รกั ษาการ มกี ารแตง ตง้ั สภานติ บิ ญั ญตั แิ หง ชาตขิ นึ้ รวมทงั้ การแตง ตงั้ คณะกรรมการรา งรฐั ธรรมนญู ๒๐ คน
เพอ่ื รา งรฐั ธรรมนญู ใหม

หลังจากรางรัฐธรรมนูญสําเร็จ ก็ไดมีการจัดการเลือกต้ังทั่วไปเม่ือวันที่ ๒๒ มีนาคม
พ.ศ. ๒๕๓๕ โดยพรรคทไ่ี ดจ าํ นวนผแู ทนมากทส่ี ดุ คอื พรรคสามคั คธี รรม (๗๙ คน) ไดเ ปน แกนนาํ จดั ตงั้
รัฐบาล โดยมีการรวมตัวกับพรรครวมรัฐบาลอื่น ๆ คือ พรรคชาติไทย พรรคกิจสังคม และพรรค
ราษฎร และมกี ารเตรยี มเสนอนายณรงค วงศว รรณ หวั หนา พรรคสามคั คธี รรมในฐานะหวั หนา พรรคทมี่ ี
ผแู ทนมากทส่ี ดุ ขนึ้ เปน นายกรฐั มนตรี แตป รากฏวา ทางโฆษกกระทรวงการตา งประเทศสหรฐั อเมรกิ า
นางมารกาเร็ต แท็ตไวเลอร ไดออกมาประกาศวา นายณรงค น้ันเปนผูหน่ึงที่ไมสามารถขอวีซา
เดินทางเขาสหรฐั ฯ ได เนื่องจากมคี วามใกลชดิ กบั นักคา ยาเสพตดิ



ในท่ีสดุ จงึ มีการเสนอช่ือ พลเอกสุจินดา คราประยูร ขนึ้ เปน นายกรัฐมนตรแี ทน ซ่งึ เมื่อ
ไดร บั พระราชทานแตง ตงั้ อยา งเปน ทางการแลว กเ็ กดิ ความไมพ อใจของประชาชนในวงกวา ง เนอ่ื งจาก
กอนหนาน้ี ในระหวางท่ีมีการทักทวงโตแยงเกี่ยวกับรัฐธรรมนูญที่รางข้ึนมาใหมวา ไมมีความเปน
ประชาธิปไตย ซ่ึงรัฐธรรมนูญฉบับนี้ก็ไดถูกประกาศใช พลเอกสุจินดา คราประยูร ไดใหสัมภาษณ
หลายครงั้ วา ตนและสมาชกิ ในคณะรกั ษาความสงบเรยี บรอ ยแหง ชาตจิ ะไมร บั ตาํ แหนง ทางการเมอื งใด ๆ
แตภ ายหลงั ไดม ารบั ตาํ แหนง รฐั มนตรี ซง่ึ ไมต รงกบั ทเ่ี คยพดู ไว เหตกุ ารณน จ้ี งึ ไดเ ปน ทมี่ าของประโยคทว่ี า
“เสยี สตั ยเ พอ่ื ชาต”ิ และเปน หนงึ่ ในชนวนใหฝ า ยทค่ี ดั คา นรฐั ธรรมนญู ฉบบั นที้ าํ การเคลอื่ นไหวอกี ดว ย

เหตุการณคร้ังน้ีนําไปสูการตอตานของประชาชนอีกครั้ง นําไปสูการเคล่ือนไหวคัดคาน
ตา ง ๆ ของประชาชน รวมถงึ การอดอาหารของ ร.ต.ฉลาด วรฉตั ร และ พล.ต.จาํ ลอง ศรเี มอื ง (หวั หนา
พรรคพลงั ธรรมในขณะนนั้ ) สหพนั ธน สิ ติ นกั ศกึ ษาแหง ประเทศไทย ทมี่ นี ายปรญิ ญา เทวานฤมติ รกลุ เปน
เลขาธกิ าร ตามมาดว ยการสนบั สนนุ ของพรรคฝา ยคา นประกอบดว ยพรรคประชาธปิ ต ย พรรคเอกภาพ
พรรคความหวงั ใหม และพรรคพลงั ธรรม โดยมขี อ เรยี กรอ งใหน ายกรฐั มนตรลี าออกจากตาํ แหนง และ
เสนอวา ผดู าํ รงตาํ แหนง นายกรฐั มนตรตี อ งมาจากการเลอื กตงั้ หลงั การชมุ นมุ ยดื เยอ้ื ตงั้ แตเ ดอื นเมษายน
เมอื่ เขา เดอื นพฤษภาคมรฐั บาลเรม่ิ ระดมทหารเขา มารกั ษาการในกรงุ เทพมหานคร และเรมิ่ มกี ารเผชญิ
หนากันระหวางผูชุมนุมกับเจาหนาท่ีตํารวจและทหารในบริเวณราชดําเนินกลาง ทําใหสถานการณ
ตึงเครียดมากข้ึนเร่ือย ๆ มีการเคล่ือนขบวนประชาชนจากสนามหลวงไปยังถนนราชดําเนินกลาง
เพ่ือไปยังหนาทําเนียบรัฐบาล ตํารวจและทหารไดสกัดการเคล่ือนขบวนของประชาชน เร่ิมเกิดการ
ปะทะกนั ระหวา งประชาชนกบั เจา หนา ทตี่ าํ รวจในบางจดุ และมกี ารบกุ เผาสถานตี าํ รวจนครบาลนางเลง้ิ
จากนนั้ รฐั บาลไดป ระกาศสถานการณฉ กุ เฉนิ ในกรงุ เทพมหานคร และใหท หารทาํ หนา ทร่ี กั ษาความสงบ
แตไดนําไปสูการปะทะกันกับประชาชน มีการใชกระสุนจริงยิงใสผูชุมนุมในบริเวณถนนราชดําเนิน
จากนั้นจึงเขาสลายการชมุ นมุ ในเชา มืดวันเดียวกันนั้น ตามหลักฐานทปี่ รากฏมผี เู สยี ชีวติ หลายสิบคน

กอ นเที่ยงวนั ที่ ๑๘ พฤษภาคม ทหารไดควบคุมตัว พล.ต.จําลอง ศรีเมือง จากบริเวณที่
ชมุ นมุ กลางถนนราชดาํ เนนิ กลาง และรฐั บาลไดอ อกแถลงการณห ลายฉบบั และรายงานขา วทางโทรทศั น
ของรัฐบาลทุกชอ ง ยืนยนั วาไมม กี ารเสียชีวติ ของประชาชน แตการชุมนมุ ตอตา นของประชาชนยงั ไม
สน้ิ สดุ เรม่ิ มปี ระชาชนออกมาชมุ นมุ อยา งตอ เนอ่ื งในหลายพนื้ ทท่ี วั่ กรงุ เทพฯ โดยเฉพาะทมี่ หาวทิ ยาลยั
รามคาํ แหง พรอ มมกี ารตงั้ แนวปอ งกนั การปราบปรามตามถนนสายตา ง ๆ และยงั ปรากฏขา วรายงาน
การปะทะกันระหวางเจาหนาท่ีกับประชาชนในหลายจุด และเร่ิมเกิดการปะทะกันรุนแรงมากข้ึน
เจาหนาท่ีเริ่มเขาควบคุมพ้ืนที่บริเวณถนนราชดําเนินกลางได และควบคุมตัวประชาชนจํานวนมาก
ขนึ้ รถบรรทกุ ทหารไปควบคมุ ไว พล.อ.สจุ นิ ดา คราประยรู นายกรฐั มนตรี แถลงการณย าํ้ วา สถานการณ
เริ่มกลับสคู วามสงบ และไมใ หประชาชนเขารวมชุมนมุ อกี แตย งั ปรากฏการรวมตัวของประชาชนใหม
ที่มหาวิทยาลัยรามคาํ แหงในคืนวันเดียวกนั และมกี ารเรมิ่ กอ ความไมสงบเพอื่ ตอ ตา นรฐั บาลโดยกลมุ
จักรยานยนตหลายพื้นท่ีในกรุงเทพมหานคร เชน การทุบทําลายปอมจราจรและสัญญาณไฟจราจร



วนั เดยี วกนั นนั้ เรมิ่ มกี ารออกแถลงการณเ รยี กรอ งใหน ายกรฐั มนตรลี าออกจากตาํ แหนง เพอ่ื รบั ผดิ ชอบ
ตอ การเสยี ชวี ติ ของประชาชน ขณะทสี่ อ่ื ของรฐั บาลยงั คงรายงานวา ไมม กี ารสญู เสยี ชวี ติ ของประชาชน
แตส าํ นกั ขา วตา งประเทศไดร ายงานภาพของการสลายการชมุ นมุ และการทาํ รา ยผชู มุ นมุ หนงั สอื พมิ พ
ในประเทศไทยบางฉบับเร่ิมตีพิมพภาพการสลายการชุมนุม ขณะท่ีรัฐบาลไดประกาศใหมีการตรวจ
และควบคุมการเผยแพรขาวสารทางส่ือมวลชนเอกชนในประเทศซ่ึงการชุมนุมในคร้ังน้ี ดวยผูชุมนุม
สวนใหญเปนชนชั้นกลางในเขตตัวเมือง เปนนักธุรกิจหรือบุคคลวัยทํางาน ซ่ึงแตกตางจากเหตุการณ
๑๔ ตุลา ในอดีต ซ่ึงผูชุมนุมสวนใหญเปนนิสิต นักศึกษา ประกอบกับเทคโนโลยีโทรศัพทมือถือ
ทเ่ี พิ่งเขามาในประเทศไทย และใชเปน เคร่ืองมือสาํ คัญในการติดตอสอื่ สารในคร้ังนี้

เหตกุ ารณพฤษภาทมฬิ น้ีจึงไดช อื่ เรียกอกี ชื่อหน่งึ วา “มอ็ บมือถือ” เหตกุ ารณค รัง้ นีส้ น้ิ สดุ
ลงไดดวยพระราชดํารัสของพระเจาอยูหัวภูมิพลอดุลยเดชฯ ซึ่งหลังจากน้ันประมาณ ๑ สัปดาห
พลเอก สุจนิ ดา คราประยรู จึงกราบถวายบังคมลาออกจากตาํ แหนงนายกรฐั มนตรี
พระราชดํารัสมขี อ ความวา
“... ฉะน้ัน กข็ อใหท าน โดยเฉพาะสองทา น พลเอก สุจนิ ดา และพลตรี จําลอง ชวยกันคดิ คอื หนั หนา
เขาหากัน ไมใชเผชิญหนากัน เพราะวาเปนประเทศของเรา ไมใชประเทศของหนึ่งคน สองคน เปน
ประเทศของทุกคน ตองเขา หากนั ไมเผชิญหนากนั แกป ญ หา เพราะวา อันตรายมอี ยูเ วลาคนเราเกดิ
ความบา เลือด ปฏิบัติการรุนแรงตอกัน มันลืมตวั ลงทายกไ็ มร วู า ตกี นั เพราะอะไร แลว ก็จะแกป ญ หา
อะไร เพียงแตว า จะตอ งเอาชนะ แลว ก็ใครจะชนะ ไมม ีทางชนะ อันตรายท้ังนน้ั มีแตแพ คอื ตางคน
ตางแพ ผทู ี่เผชิญหนาก็แพ แลว ก็ที่แพท ีส่ ุดกค็ อื ประเทศชาติ ประชาชน จะเปน ประชาชนท้ังประเทศ
ไมใ ชป ระชาชนเฉพาะในกรงุ เทพมหานคร ถา สมมตวิ า กรงุ เทพมหานครเสยี หาย ประเทศกเ็ สยี หายไป
ทง้ั หมด แลว ก็จะมปี ระโยชนอะไร ที่จะทะนงตัววา ชนะเวลาอยบู นกองสิ่งปรกั หกั พงั ...”

Ã°Ñ »ÃÐËÒà òõôù

วกิ ฤตการณการเมืองไทย พ.ศ. ๒๕๔๘-๒๕๕๓ เปนความขดั แยงระหวา งกลุมการเมือง
ซงึ่ ตอ ตา น และสนบั สนนุ ทกั ษณิ ชนิ วตั ร อดตี นายกรฐั มนตรี โดยวกิ ฤตการณด งั กลา วทาํ ใหเ กดิ ขอ สงสยั
เกี่ยวกับเสรีภาพสอื่ เสถยี รภาพทางการเมืองในไทย ทั้งยังสะทอ นภาพความไมเสมอภาค และความ
แตกแยกระหวางชาวเมืองและชาวชนบท การละเมิดพระราชอํานาจ การหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ
และผลประโยชนท บั ซอน ซึง่ วิกฤตการณดังกลา วไดบ นั่ ทอนเสถยี รภาพทางการเมืองตั้งแตป ๒๕๔๘

ในการดํารงตําแหนงนายกรัฐมนตรีสมัยท่ีสองของ พ.ต.ท.ทักษิณ ไดถูกนักวิชาการ
บางกลมุ ออกมาวพิ ากษว จิ ารณว า อยภู ายใต “ระบอบทกั ษณิ ” คอื ไมใ สใ จตอ เจตนารมณป ระชาธปิ ไตย
ของเก่ียวกับผลประโยชนทางเศรษฐกิจ และการฉอราษฎรบังหลวง นอกจากนี้ยังไมสามารถควบคุม
ความรนุ แรงทเี่ กดิ ขนึ้ จนกลายเปน การละเมดิ สทิ ธมิ นษุ ยชน โดยเฉพาะอยา งยง่ิ จากการกวาดลา งขบวนการ
คายาเสพติด ซ่งึ มีผูเสยี ชีวิตมากกวา ๑,๐๐๐ คน ทง้ั น้ี ประชาชนบางกลุมไดใ ชค าํ วา “ระบอบทักษณิ ”

๑๐

ในป ๒๕๔๘ เรม่ิ มกี ารขบั ไลท กั ษณิ ชนิ วตั ร จากตาํ แหนง นายกรฐั มนตรี เนอ่ื งจากขอ กลา วหา
การบริหารประเทศของรัฐบาลที่อาจมีผลประโยชนทับซอนในเรื่องตาง ๆ รวมทั้งปญหาฉอราษฎร
บงั หลวง และไดขยายตัวเปน วงกวา งยิง่ ขน้ึ โดยกลุมพันธมิตรประชาชนเพอื่ ประชาธปิ ไตย (พธม.) ท่ีมี
สนธิ ลิม้ ทองกลุ เปนผนู ํา

¤ÇÒÁ¢Ñ´á§Œ ʹ¸Ô-·¡Ñ É³Ô áÅСóàÕ Á×ͧä·ÂÃÒÂÊÑ»´Òˏ

สนธิ ล้มิ ทองกุล เคยสนบั สนุนทกั ษิณในการดํารงตําแหนง นายกรัฐมนตรีสมัยแรกกอนที่
นายสนธิเปลี่ยนมาเปนโจมตีทักษิณ หลังจากท่ีตนเสียผลประโยชนทางธุรกิจ ความขัดแยงดังกลาว
ไดขยายตวั ข้ึนเมือ่ ชอ งโทรทัศน ๑๑/๑ ของนายสนธถิ ูกสัง่ ยุติการออกอากาศชวั่ คราว จากการพพิ าท
ในหนังสือสญั ญากับผูว างระเบยี บของรฐั บาล

กลางเดือนกนั ยายน พ.ศ. ๒๕๔๘ ฝายบรหิ ารของ อสมท. มีมตใิ หร ะงับการออกอากาศ
รายการเมืองไทยรายสัปดาห ทางสถานีโทรทัศนโมเดิรนไนนทีวีอยางไมมีกําหนด เน่ืองจาก สนธิ
ลิ้มทองกุล ผูดําเนินรายการ ไดอานบทความเรื่อง “ลูกแกะหลงทาง“ ซ่ึงมีเนื้อหาโดยออมกลาวหา
รฐั บาลทกั ษณิ และเชอื่ มโยงไปถงึ สถาบนั เบอื้ งสงู นายสนธจิ งึ เปลย่ี นเปน การจดั รายการนอกสถานทแ่ี ทน
แตห ลงั จากนนั้ กม็ กี ลมุ คนทสี่ นบั สนนุ นายกรฐั มนตรอี อกมาเคลอื่ นไหวเชน เดยี วกนั ทาํ ใหเ กดิ ความเหน็ ตา ง
ทางการเมือง ตอมาเกิดรัฐประหาร สงผลใหฝายทหารในนามคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบ
ประชาธปิ ไตยอนั มพี ระมหากษตั รยิ ท รงเปน ประมขุ (ภายหลงั เปลยี่ นเปน คณะมนตรคี วามมนั่ คงแหง ชาติ
(คมช.) นาํ โดย พลเอกสนธิ บญุ ยรัตกลนิ เถลงิ อาํ นาจ และเขามามีบทบาททางการเมอื ง

ตอ มาคณะรฐั ประหารไดแ ตง ตง้ั รัฐบาลชัว่ คราว ซ่ึงมีพลเอก สรุ ยุทธ จุลานนท เปน นายก
รัฐมนตรี ระหวางป ๒๕๔๙-๒๕๕๐ ซ่ึงในชวงดังกลาว มีกลุมออกมาเคล่ือนไหวตอตานรัฐประหาร
หลายกลุม กลุมที่มีชื่อเสียง คือ กลุมแนวรวมประชาธิปไตยขับไลเผด็จการ (นปก.) โดยกลาวหาวา
พลเอก เปรม ติณสูลานนท ประธานองคมนตรี อยูเบ้ืองหลังรัฐประหาร และตองการขับไล คมช.
และรัฐบาล ตอมา พรรคพลังประชาชน ซึ่งถูกมองวาเกี่ยวของทางการเมืองกับทักษิณ ชินวัตร
ชนะการเลอื กตงั้ ทว่ั ไป พ.ศ. ๒๕๕๐ และจดั ตงั้ รฐั บาลผสม ทาํ ใหพ นั ธมติ รประชาชนเพอื่ ประชาธปิ ไตย
กลับมาชุมนุมอีกคร้ัง ในเดือนธันวาคม ๒๕๕๑ ไดบุกยึดทาอากาศยานดอนเมืองและสุวรรณภูมิ
เพื่อกดดันใหนายกรัฐมนตรีสมัคร สุนทรเวช และสมชาย วงศสวัสดิ์ ออกจากตําแหนง กอนยุติการ
ชมุ นุมเมอื่ ศาลรฐั ธรรมนูญยบุ พรรคพลงั ประชาชน

ผลการลงมตเิ ลอื กนายกรฐั มนตรเี มอ่ื เดอื นธนั วาคม ๒๕๕๑ ปรากฏวา อภสิ ทิ ธิ์ เวชชาชวี ะ
หัวหนาพรรคประชาธิปตย และผูนําฝายคานในสภาผูแทนราษฎร ไดรับเลือก ทําใหกลุมแนวรวม
ประชาธิปไตยตอตานเผด็จการแหงชาติ (นปช., เดิมคือ นปก.) กลับมาชุมนุมอีกคร้ังในป ๒๕๕๒
และ ๒๕๕๓ เพื่อกดดันใหอ ภิสทิ ธิ์ เวชชาชีวะ ออกจากตาํ แหนงนายกรฐั มนตรแี ตไมป ระสบผลสําเรจ็
ในเดอื นพฤษภาคม ๒๕๕๓ มกี ารสลายการชมุ นมุ ทแ่ี ยกราชประสงค หลงั จากนนั้ ยงั ไมม กี ารชมุ นมุ จาก
กลุม การเมอื งตา ง ๆ พกั หน่ึง จนในป ๒๕๕๖ ไดเ กดิ วกิ ฤตการณก ารเมืองรอบใหม

๑๑

Ã°Ñ »ÃÐËÒà òõõ÷

ในการเลอื กตงั้ สมาชกิ สภาผแู ทนราษฎรไทยเปน การทว่ั ไป พ.ศ. ๒๕๕๔ ยงิ่ ลกั ษณ ชนิ วตั ร
และพรรคเพื่อไทยชนะเลือกต้ัง และต้ังรัฐบาลใหมโดยมีย่ิงลักษณเปนนายกรัฐมนตรี มีการประทวง
ตอ ตา นการเสนอกฎหมายรา งพระราชบญั ญตั นิ ริ โทษกรรมฯ นาํ โดย สเุ ทพ เทอื กสบุ รรณ อดตี เลขาธกิ าร
พรรคประชาธิปตย เร่ิมต้ังแตเดือนพฤศจิกายน ๒๕๕๖ ภายหลังสุเทพตั้งคณะกรรมการประชาชน
เพอ่ื การเปลยี่ นแปลงประเทศไทยใหเ ปน ประชาธปิ ไตยทส่ี มบรู ณ อนั มพี ระมหากษตั รยิ ท รงเปน ประมขุ
(กปปส.) โดยมีวัตถุประสงคเพื่อตั้ง “สภาประชาชน” ที่ไมไดมาจากการเลือกตั้งเพ่ือดูแลการปฏิรูป
การเมอื ง กลุมนยิ มรฐั บาล รวมท้งั แนวรว มประชาธิปไตยตอ ตา นเผดจ็ การแหง ชาติ (นปช.) จัดชุมนมุ
เชนกัน มีความรุนแรงเกิดข้ึนเปนคร้งั คราว เปน เหตใุ หม ีผเู สยี ชวี ติ และบาดเจ็บจํานวนมาก

ในเดือนธันวาคม ๒๕๕๖ ยิ่งลกั ษณย บุ สภาผแู ทนราษฎรและกาํ หนดการเลือกตงั้ สมาชิก
สภาผูแทนราษฎรไทย เปนการท่ัวไปในวันท่ี ๒ กุมภาพันธ ๒๕๕๗ การเลือกตั้งไมเสร็จสมบูรณ
ในวันน้ันเพราะถูกผปู ระทวงตอ ตา นรัฐบาล ขัดขวางศาลรฐั ธรรมนญู เพิกถอนการเลอื กตงั้ ในวันที่ ๒๑
มีนาคม พ.ศ. ๒๕๕๗ ในวันที่ ๗ พฤษภาคม ๒๕๕๗ ศาลรัฐธรรมนญู พจิ ารณาคํารอ งของ ไพบลู ย
นติ ติ ะวนั สมาชกิ วฒุ สิ ภา และมคี าํ วนิ จิ ฉยั เปน เอกฉนั ทใ หย ง่ิ ลกั ษณแ ละรฐั มนตรที ม่ี มี ตยิ า ยขา ราชการ
ระดบั สงู ซึ่งเปนทโ่ี ตเ ถียงในป ๒๕๕๔ รฐั มนตรีท่ีเหลืออยเู ลอื ก นวิ ัฒนธ ํารง บญุ ทรงไพศาล รองนายก
รัฐมนตรีและรัฐมนตรีวาการกระทรวงพาณิชย เปนผูปฏิบัติราชการนายกรัฐมนตรีแทนยิ่งลักษณ
แตก ารประทว งยังดําเนนิ ตอ

สเุ ทพ เทอื กสบุ รรณ เลขาธกิ าร กปปส. เปด เผยวา ตนพดู คยุ กบั พลเอกประยทุ ธ จนั ทรโ อชา
ใหถอนรากถอนโคนอิทธิพลของทักษิณ และพันธมิตร นับแตการชุมนุมทางการเมืองในป ๒๕๕๓
เขากลา ววา ไดต ดิ ตอ เปน ประจาํ ผา นแอพไลน กอ นรฐั ประหาร พลเอกประยทุ ธต ดิ ตอ เขาวา “คณุ สเุ ทพ
คณุ กบั มวลมหาประชาชน กปปส.เหนอ่ื ยเกินไปแลว ตอไป ขอเปนหนา ท่กี องทพั บกทีจ่ ะทาํ ภารกจิ นี้
แทน” และกองทพั ไดร บั ขอ เสนอของ กปปส. หลายอยา ง เชน มาตรการชว ยเหลอื เกษตรกร ดา นโฆษก
คสช. ออกมาปฏเิ สธขา วดงั กลาว แหลง ขา ววา พลเอกประยทุ ธ “อารมณเ สยี มาก”

วนั ที่ ๒๗ กมุ ภาพันธ ๒๕๕๙ ผจู ดั การรายวนั เขยี นวา รฐั ประหารรอบนี้จะตองไมเ พียง
หยุดความขัดแยงทางการเมืองชั่วคราว ตองถอนรากถอนโคน “ระบอบทักษิณ” และตองประคอง
อยใู น “ชว งเปลีย่ นผา น” โดยมี คสช. หรอื องคการสบื ทอดอยูในอาํ นาจอีกอยางนอ ย ๕ ป รัฐประหาร
ในประเทศไทย พ.ศ. ๒๕๕๗ เกิดข้ึนเมือ่ วันที่ ๒๒ พฤษภาคม ๒๕๕๗ เวลา ๑๖.๓๐ น. โดยคณะรกั ษา
ความสงบแหง ชาติ (คสช.) อันมพี ลเอก ประยุทธ จนั ทรโ อชา เปน หัวหนา คณะ โคนรฐั บาลรกั ษาการ
นวิ ฒั นธ าํ รง บญุ ทรงไพศาล นบั เปน รฐั ประหารครงั้ ท่ี ๑๓ ในประวตั ศิ าสตรไ ทย รฐั ประหารดงั กลา วเกดิ ขน้ึ
หลงั วกิ ฤตการณก ารเมอื งซง่ึ เรม่ิ เมอ่ื เดอื นตลุ าคม ๒๕๕๖ เพอ่ื คดั คา นรา งพระราชบญั ญตั นิ ริ โทษกรรมฯ
และอทิ ธพิ ลของดร.ทกั ษณิ ชนิ วตั ร ในการเมืองไทย

๑๒

กอนหนาน้ันสองวัน คือ วันที่ ๒๐ พฤษภาคม ๒๕๕๗ พลเอก ประยุทธ จันทรโอชา
ผูบัญชาการทหารบก ประกาศใชกฎอัยการศึกทั่วราชอาณาจักรต้ังแตเวลา ๓.๐๐ น. กองทัพบก
ต้ังกองอํานวยการรักษาความสงบเรียบรอย (กอ.รส.) และใหยกเลิกศูนยอํานวยการรักษาความสงบ
เรยี บรอ ย (ศอ.รส.) ทรี่ ฐั บาลยง่ิ ลกั ษณตงั้ ขึน้ กอ.รส. ใชว ิธีการปด ควบคมุ ส่อื ตรวจพจิ ารณาเน้อื หาบน
อนิ เทอรเ นต็ และจดั ประชมุ เพอ่ื หาทางออกวกิ ฤตการณก ารเมอื งของประเทศ แตก ารประชมุ ไมเ ปน ผล
จึงเปนขอ อา งรัฐประหารครั้งนี้

หลังรัฐประหาร มีประกาศใหรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐
สิ้นสุดลงยกเวนหมวด ๒ คณะรัฐมนตรีรักษาการหมดอํานาจ ตลอดจนใหยุบวุฒิสภา จนเม่ือวันท่ี
๒๒ กรกฎาคม ๒๕๕๗ มกี ารประกาศใชร ฐั ธรรมนญู แหง ราชอาณาจกั รไทย (ฉบบั ชว่ั คราว) พทุ ธศกั ราช
๒๕๕๗ ซ่ึงใหมีสภานิติบัญญัติแหงชาติทําหนาที่แทนสภาผูแทนราษฎร วุฒิสภา และรัฐสภา
วันท่ี ๒๑ สิงหาคม ๒๕๕๗ สภาฯ มมี ติเลอื กพลเอก ประยทุ ธ จันทรโ อชา เปน นายกรฐั มนตรี

หลายประเทศประณามรฐั ประหารครง้ั น้ี รวมทงั้ มีการกดดันตาง ๆ เชน ลดกิจกรรมทาง
ทหาร และลดความสัมพันธระหวางประเทศ แตคนไทยจํานวนหน่ึงแสดงความยินดี โดยมองวาเปน
ทางออกของวกิ ฤตการณก ารเมอื ง แตก ม็ ีคนไทยอีกจาํ นวนหนงึ่ ท่ีไมเ ห็นดว ย เน่อื งจากไมเ ปนไปตาม
วิถีประชาธิปไตย (ดรู ายช่อื นายกรฐั มนตรีของประเทศไทยในภาคผนวก)

ÇÇÔ ²Ñ ¹Ò¡ÒÃÃкºàÈÃɰ¡Ô¨ä·Â

ประเทศไทยมีวิวัฒนาการทางดานเศรษฐกิจจากการเร่ิมตนจากโครงสรางเกษตรกรรม
มาเปนโครงสรางอุตสาหกรรมในระยะ ๒๐๐ ปท่ีผานมา การเปดประเทศของประเทศไทย และลัทธิ
ลาอาณานิคมของประเทศตะวันตก ไดเขามามีบทบาทในการเปล่ียนแปลง สงผลกระทบโดยตรงตอ
ระบบเศรษฐกจิ ของประเทศอยางใหญหลวง ถือวา เปน จุดเปลยี่ นของระบบเศรษฐกิจของไทยในระดบั
มหภาค เพราะระบบเศรษฐกจิ ของไทยถกู ผกู ไวก บั ทนุ นยิ มโลก ซงึ่ บทเรยี นนจี้ ะทาํ การแบง หว งเวลาของ
ระบบเศรษฐกจิ ไทยออกเปน ๓ ชว งดว ยกัน ไดแ ก ชว งกอนสนธสิ ัญญาเบาริง ชวงสนธสิ ญั ญาเบาริง
ถึงยุคสงครามโลกครง้ั ที่ ๒ และชวงหลังสงครามโลกครั้งท่ี ๒ ถึงปจ จบุ ัน

๑. ชว งกอนสนธิสัญญาเบารงิ ป พ.ศ. ๒๓๙๘
ระบบเศรษฐกจิ ของไทยจะมลี กั ษณะทเี่ รยี กวา เศรษฐกจิ ระบบธรรมชาติ วตั ถปุ ระสงค

ของการผลติ นน้ั เพอื่ การเลย้ี งชพี ของตวั เอง รากฐานของเศรษฐกจิ โดยรวมเปน เกษตรกรรมและหตั ถกรรม
เชน การทาํ ไรทํานา ทอผา ทาํ เครื่องมอื เกษตรกรรม ผลติ เครอ่ื งปน ดินเผา การประมง จะเห็นไดว า
การผลิตตางๆ เหลาน้ี ทําเพ่ือการยังชีพตนเอง ผลิตเพื่อใชสอยกันเองภายในชุมชนของตน อาจจะ
มสี ว นเกนิ ไวจ า ยเปน สว ยอากรบา ง หรอื ผลติ ไวเ พอื่ แลกเปลย่ี นหรอื ขายกนั ในขอบเขตทจ่ี าํ กดั บทบาท
ในการกาํ หนดใชท รัพยากรอยทู ีร่ ัฐบาล ซง่ึ โดยมากดําเนนิ ไปตามพนั ธะทางศาสนา การผูกขาดการคา
พวกสินคา สาํ คัญๆ ไวใ ตก ารควบคมุ ของพระคลังสินคา รฐั บาลจะทาํ หนา ทกี่ ําหนดราคาสินคา

๑๓

ท่ีดินท้ังหลายท่ีมีอยูภายในเขตราชอาณาจักรน้ันเปนของพระเจาแผนดิน ดังน้ัน ระบบ
กรรมสิทธิ์ในทรัพยสินเอกชนยังไมเกิดข้ึน รัฐบาล และชนชั้นนํา ไดรับสวนแบงผลผลิตจากระบบ
เศรษฐกิจแบบน้ีโดยระบบสวยและอากร การเกณฑแรงงานและบริการจากขาทาสบริวาร ไพรทุกคน
ตองข้ึนทะเบียนสังกัดมูลนาย ไพรจะตองถูกเกณฑไปทํางานท่ัวไป เชน ทํางานโยธา สรางวัดสราง
โบสถ กาํ แพงเมอื ง สถานทรี่ าชการตา งๆ นอกจากนไี้ พรก ไ็ มม สี ทิ ธใิ นการรบั จา งงานอนื่ ๆ นอกจากจะ
ไดร บั การอนญุ าตจากมลู นาย ในสว นของแรงงานทาสทม่ี มี ากมายนน้ั ไมม อี สิ ระเสรใี นการทาํ มาหากนิ
เทาทค่ี วร

ระบบเศรษฐกิจแบบธรรมชาติเชนน้ี ทําใหการคาภายในประเทศอยูในลักษณะท่ีแคบ
สวนใหญเปนการแลกของกับของ เงินไมมีการใชอยางแพรหลาย การเคล่ือนยายผลผลิตเปนไป
ในรูปของการสงสวย เปนสวยส่ิงของที่ชนชั้นปกครองเกณฑจากไพรทาส ในกรณีท่ีมีความตองการ
สนิ คา ฟมุ เฟอ ยจากตา งประเทศ จะมกี ารนาํ สว นทเี่ หลอื ไปใชแ ลก ดงั นน้ั การคา ตา งประเทศสมยั นน้ั คอื
การแลกเปลยี่ นสนิ คา ฟมุ เฟอ ยเพอื่ การบรโิ ภคของชนชนั้ นาํ นนั่ เอง ในเมอื่ การคา อยภู ายใตก ารผกู ขาด
ของรฐั อตั ราการขยายตวั ของการผลติ จงึ แทบไมมกี ารขยายตัวเลย

๒. ชว งสนธิสัญญาเบาริงถึงสงครามโลกครงั้ ที่ ๒
การเขารวมในการคา ระหวา งประเทศใน พ.ศ. ๒๙๓๘ ไดเกดิ การเปล่ียนโครงสราง

สินคาออกและสินคาเขา เกิดมีการผลิตเฉพาะอยางขึ้น สินคานําเขา เกิดมีการผลิตเฉพาะอยางข้ึน
สินคานําเขาแตเดิมประกอบดวยสินคาฟุมเฟอยเพ่ือการบริโภคของชนช้ันนําก็เปล่ียนมาเปนสินคา
หลายชนดิ เพอ่ื การบรโิ ภคของคนทวั่ ไป สว นสนิ คา สง ออกทผ่ี า นมาจะมปี รมิ าณนอ ยแตห ลากหลายชนดิ
กเ็ ปลย่ี นมาเปน สนิ คา สาํ คญั ไมก ชี่ นดิ แตผ ลติ ในปรมิ าณทมี่ าก ยคุ นจ้ี งึ สามารถเรยี กไดอ กี อยา งวา เปน การ
ผลติ แบบแบงงานกนั ทําระหวา งประเทศ สงผลใหก ารผลติ แบบอสิ ระเลือนรางหายไป ลกั ษณะทั่วไปท่ี
สําคัญของเศรษฐกิจไทยในชวงนี้ก็คือ ประเทศไทยเราถูกหลอมรวมเขาไปในระบบเศรษฐกิจทุนนิยม
ระดบั โลกมากขนึ้ ประเทศไทยทาํ หนา ทผ่ี ลติ สนิ คา เฉพาะอยา ง แตเ ปน สนิ คา ปฐมภมู หิ รอื สง ออกวตั ถดุ บิ
สนิ คา เพอื่ การสงออกหลักๆ จะมี ขาว ไมส กั ดีบุก การแลกเปลย่ี นสินคา กเ็ ปนไปในลกั ษณะของสินคา
สาํ เรจ็ รปู เพอื่ นาํ เขา มาเพอ่ื การบรโิ ภคภายในประเทศ จะเหน็ ไดว า การกา วเขา สเู ศรษฐกจิ แบบทนุ นยิ ม
แบบน้ี สง ผลใหห ตั ถกรรมพนื้ บา นพงั ทลายลง

๓. ระบบเศรษฐกิจชวง ป พ.ศ. ๒๕๐๓ เปน ตน มา
ชว งสงครามโลกครงั้ ท่ี ๒ ไดม กี ารเปลยี่ นแปลงทางดา นโครงสรา งทางเศรษฐกจิ มากขน้ึ

ทง้ั ในดา นการผลติ สนิ คา ปฐมภมู ิ การขยายตวั ของอตุ สาหกรรมมขี นาดใหญข นึ้ ตามกนั ไป ประกอบกบั
การดาํ เนนิ นโยบายเศรษฐกจิ เสรที เ่ี ปด ใหน ายทนุ ตา งชาติ เชน สหรฐั อเมรกิ า ญปี่ นุ และยโุ รปตะวนั ตก
เขา มาลงทนุ โดยตรง ขณะเดยี วกนั ธนาคารโลก กองทนุ การเงนิ ระหวา งประเทศกเ็ ขา มามบี ทบาทเสนอ
ใหป ระเทศไทยปรบั ปรงุ โครงสรา งทางเศรษฐกจิ ใหใ หญข น้ึ เพอ่ื ตอบสนองการขยายตวั ของทนุ นยิ มโลก
ซงึ่ เปนภายใตการนําของบรรษทั ขา มชาติ

๑๔

ชวงน้ีประเทศไทยถูกจัดอยูในโลกท่ีสามมีความสําคัญในฐานะการเปนแหลงที่ต้ัง
ของการผลิตสินคาอุตสาหกรรมเพ่ือตลาดโลกเหมือนประเทศโลกที่สามอ่ืนๆ เหตุผลนี้เองเปนแรง
ผลกั ดนั ใหเ กดิ การพฒั นาอตุ สาหกรรมของประเทศ มกี ารนาํ เขา เครอื่ งจกั รกลและสนิ คา ขนั้ กลาง ไดแ ก
ชน้ิ สว นอปุ กรณแ ละวตั ถดุ บิ ในการผลติ มาถงึ ยคุ นพี้ วกการยงั ชพี แบบเดมิ ๆ จะแทบไมเ หน็ นอกจากแถบ
ชนบทที่หางไกลความเจริญและชวงปลายของ พ.ศ. ๒๕๑๓ ไดมีการสงออกสินคาท่ีผลิตจากโรงงาน
อตุ สาหกรรมมากขน้ึ โดยเฉพาะสนิ คา ประเภทสงิ่ ทอ อาหารกระปอ ง ผลไมก ระปอ ง วงจรทรานซสิ เตอร
เพชรพลอย เคร่อื งประดบั และอาหารสตั ว เปน ตน

จะเหน็ ไดว า ในชว งนป้ี ระเทศไทยไดผ นั ตวั เขา ไปผกู มดั กบั ระบบทนุ นยิ มโลกอยา งมาก
ทาํ ใหสูญเสียความเปนอสิ ระไปอยางส้นิ เชงิ ผลกระทบจากการขยายฐานอยางรวดเร็วนี้ คือ ปญหา
ส่ิงแวดลอมเปนพิษ เพราะการขยายฐานการผลิตแบบเรงดวนเพื่อตอบสนองระบบทุนนิยมโลกน้ัน
จาํ เปน ตอ งเปลย่ี นโครงสรา งการผลติ ใหเ ปน อตุ สาหกรรมนน้ั สรา งผลกระทบโดยตรงใหก บั สง่ิ แวดลอ ม
และธรรมชาติ

ÇÔÇ²Ñ ¹Ò¡ÒÃ椄 ¤Áä·Â

ÊÁÑÂ¡Ã§Ø ÃÑμ¹â¡Ê¹Ô ·Ã
สภาพบา นเมอื งหลงั จากทพี่ ระเจา ตากสนิ ทาํ ศกึ สงครามเพอ่ื กอบกเู อกราชนนั้ เตม็ ไปดว ย
ความเสยี หาย จงึ ตอ งยายมาสรางเมอื งใหมท่กี รุงธนบุรี เปน ชวงเวลาสนั้ ๆ จนในป พ.ศ. ๒๓๒๕ จึงมี
การยา ยมาสถาปนากรงุ รตั นโกสนิ ทร ชว งนจี้ งึ เปน ชว งทบี่ า นเมอื งยงั คงวนุ วายกบั การพฒั นาเมอื งหลวง
สรา งสาธารณปู โภคตา งๆ เชน การขดุ คลองรอบกรงุ การจดั ระเบยี บชมุ ชน สรา งปอ มและกาํ แพงเมอื ง
สภาพสังคมในสมัยกรุงรัตนโกสินทร มีการแตงต้ังบุคคลใหดํารงตําแหนงขุนนางเปนจํานวนมาก
เพราะขนุ นางเสยี ชวี ติ ในคราวสงครามกบั พมา ปลายสมยั กรงุ ศรอี ยธุ ยาและสมยั กรงุ ธนบรุ ี ตลอดจนการ
จลาจลปลายสมยั กรงุ ธนบรุ เี ปน จาํ นวนมาก ไดม กี ารแกไ ขปญ หาขาดแคลนขา ราชการโดยยกเลกิ กฎเกณฑ
คณุ สมบัตขิ องผูเขาเปน ขนุ นาง เปดโอกาสใหส ามญั ชนซ่งึ มคี วามรู ความประพฤตดิ เี ขาเปน ขุนนางได
พระมหากษตั รยิ ใ นสมยั นม้ี คี วามใกลช ดิ กบั ขนุ นางดว ยการสรา งความสมั พนั ธท างเครอื ญาติ
กับบรรดาขนุ นางตระกลู สาํ คัญ ๆ เพือ่ เพ่มิ ความจงรักภกั ดีในหมูขุนนางใหแนนแฟน มากขึ้น เปน การ
สรา งเสถยี รภาพ และความมนั่ คงของราชบลั ลงั ก นอกจากนนี้ โยบายเศรษฐกจิ ของรฐั บาลในการคา ขาย
ตา งประเทศใหพ ระบรมวงศานวุ งศแ ละขนุ นาง มคี วามสมั พนั ธท างเครอื ญาตแิ ละอปุ ถมั ภอ ยา งใกลช ดิ
ทําใหสามารถแสวงหารายไดผลประโยชนจากตําแหนงหนาที่เปนผูท่ีมีฐานะมั่งคั่งทางเศรษฐกิจ
มีอํานาจทางเศรษฐกิจ มีอํานาจทางการเมือง มีการประสานประโยชนระหวางพระมหากษัตริย
เจานาย และขนุ นาง
การเลื่อนฐานะของพวกเจานายในสมัยกรุงรัตนโกสินทรโดยเฉพาะสมัยพระบาทสมเด็จ
พระพุทธยอดฟาจุฬาโลก มีลักษณะเปนกาวกระโดด เพราะเปนชวงตั้งเมืองหลวงและราชวงศใหม

๑๕

การเลอ่ื นชน้ั ทางสงั คมจงึ เลอ่ื นจากสามญั ชน ในสกลุ ขนุ นางซง่ึ สนบั สนนุ พระองคใ นการปราบดาภเิ ษก
และสถาปนาราชวงศใ หมข นึ้ เปน ชนชนั้ เจา การแตง ตง้ั เจา ใหท รงกรมขน้ึ อยกู บั ความเปน เครอื ญาตใิ กล
ชดิ กบั พระมหากษตั รยิ  และมคี วามสามารถชว ยเหลอื ในการบรหิ ารบา นเมอื ง อาํ นาจของเจา นายแตล ะ
พระองคไ มเ ทา เทยี มกนั ทง้ั นขี้ น้ึ อยกู บั ตาํ แหนง ทางราชการกาํ ลงั ไพรใ นสงั กดั และตามพระราชอธั ยาศยั
ของพระมหากษัตริย อนึ่งสมัยกรุงรัตนโกสินทรตอนตนมีการเปล่ียนแปลงเกี่ยวกับขอบเขตอํานาจ
เจานายในเร่ืองไพรสมในสังกัด ซึ่งเปนปญหาในสมัยกรุงศรีอยุธยา เพราะเจาทรงมีอํานาจและเปน
ผูคุกคามท่ีสําคัญของพระมหากษัตริย กลาวคือมีการสงขาราชการชั้นสูงจากเมืองหลวงไปทําการสัก
ไพรท ว่ั ราชอาณาจกั รทกุ ตน รชั กาลใหม โดยสกั ชอ่ื มลู นายและชอ่ื เมอื งทสี่ งั กดั ทขี่ อ มอื ไพรเ ปน มาตรการ
จํากัดกําลังเจานายอีกประการหน่ึง คือ ไพรสมจะโอนเปนไพรหลวงเม่ือเจานายหรือขุนนางผูใหญ
ถึงแกอนิจกรรม เจานายมีสิทธิพิเศษตามกฎหมาย คือ จะพิจารณาคดีเจานายในศาลกรมวังเทานั้น
และจะนําเจา นายไปขายเปนทาสมไิ ด

พระมหาอปุ ราชเปน เจา วงั หนา ตาํ แหนง กรมพระราชวงั บวรสถานมงคล และมกั จะสถาปนา
พระอนุชาใหดาํ รงตําแหนง นอกจากนน้ั ยงั มีอัครเสนาบดี และเสนาบดจี ตสุ ดมภ คือ กรมเวยี ง กรมวัง
กรมคลงั กรมนา ตาํ แหนง เหลา นี้ถา เกดิ เหตสุ งครามก็ตองไปเปนแมท พั

ไพรในสมัยกรุงรัตนโกสินทรตอนตน ไดรับการผอนปรนเรื่องการเกณฑแรงงานจากปละ
๖ เดือน (เขาเดือนออกเดือน) ในสมัยกรุงศรีอยุธยา เหลือปละ ๔ เดือน (เขาเดือนออก ๒ เดือน)
ในรชั สมยั พระบาทสมเดจ็ พระพทุ ธยอดฟา จฬุ าโลกมหาราช (กฎหมายตราสามดวง. ๒๕๐๖ : ๒๐๕-๒๐๗)
ในรชั สมยั พระบาทสมเดจ็ พระพทุ ธเลศิ หลา นภาลยั ลดเหลอื ปล ะ ๓ เดอื น (เขา เดอื นออก ๓ เดอื น) อตั รา
การเกณฑแ รงงาน ปล ะ ๓ เดอื นนใ้ี ชไ ปจนถงึ รชั สมยั พระบาทสมเดจ็ พระจลุ จอมเกลา เจา อยหู วั กอ นการ
ประกาศใชพ ระราชบญั ญัติการเกณฑทหาร อยา งไรกด็ ีระบบไพรทาํ ใหขัดขวางความชํานาญในการทาํ
อาชพี ของคนไทย จงึ ทาํ ใหช าวตา งชาตโิ ดยเฉพาะชาวจนี เขา ควบคมุ กจิ การดา นเศรษฐกจิ เกอื บทง้ั หมด

ทาสในสมัยกรุงรัตนโกสินทรตอนตน ยังคงมีสภาพเชนเดียวกับทาสสมัยกรุงศรีอยุธยา
ทาสในสมัยกรุงรัตนโกสินทรตอนตน มักจะเปนทาสสินไถ ซ่ึงสามารถไถตัวใหพนจากการเปนทาสได
ทาสเชลยไมมีคา ตวั ตอ งเปนเชลยไปตลอดชีวติ จนกระท่งั พ.ศ. ๒๓๔๘ จึงมกี ฎหมายระบุใหท าสเชลย
มีคาตัว และไถตัวเองได สวนทาสในเรือนเบ้ียหรือลูกทาสตองเปนทาสตลอดชีวิต ไมมีสิทธิไถตัว
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกลาเจาอยูหัวทรงออกพระราชบัญญัติ เกษียณอายุลูกทาสลูกไท
พ.ศ. ๒๔๑๗ ประกาศใหลูกทาสที่เกิดตั้งแตปท่ีพระองคขึ้นครองราชย (พ.ศ. ๒๔๑๑) เปนอิสระ
เม่อื มอี ายุบรรลนุ ติ ิภาวะ และขายตวั เปนทาสอกี ไมไ ด

ชาวตางชาติ ชาวจนี เปน ผมู บี ทบาทและความสาํ คญั ตอ สังคมไทยดานเศรษฐกิจมาตงั้ แต
สมัยอาณาจักรอยุธยา ชาวจีนอพยพเขามาอยูในดินแดนไทยมากขึ้นเร่ือย ๆ โดยเฉพาะสมัยกรุง
รัตนโกสินทรตอนตน ซึ่งอาจแบงออกเปน ๒ ประเภท คือ ประเภทแรก เปนพวกท่ีมีความสัมพันธ
ใกลชิดกับชนช้ันสูงในสังคมไทย และมีการอุปถัมภซ่ึงกันและกัน เพื่อเปนหนทางในการเลื่อนฐานะ

๑๖

ทางสังคมและกาวข้ึนสูชนชั้นขุนนางดวยการใหผลประโยชนแกเจานายและขุนนางไทยออกไปคาขาย
ยงั ประเทศจนี ดงั จะเหน็ ไดจ ากการทหี่ วั หนา ชาวจนี ไดเ ขา สชู นชนั้ ขนุ นางโดยการเปน เจา ภาษนี ายอากร
มยี ศหรอื บรรดาศักดิ์ เปนพระ ขุน หมืน่ มีศกั ดนิ า ๔๐๐ ข้ึนไป พอคาหรือเจาภาษี ชาวจนี ในหัวเมือง
หลายคนไดรับแตงต้ังใหเปนเจาเมือง คนเหลาน้ีมีฐานะมั่งคั่ง บางครอบครัวมีความสัมพันธ
โดยการแตงงานกับชนช้ันเจานาย ขุนนาง หรือถวายตัวตอพระมหากษัตริย ชาวจีนประเภทท่ีสอง
คือ พวกท่ีรับจางเปนกรรมกรเพื่อทํางานสาธารณูปโภคตาง ๆ แทนแรงงานไพร ทํางานในเหมือง
แรด บี กุ ชา งปนู ชา งตอ เรอื กรรมการในโรงงานนาํ้ ตาลทราย ทาํ ไรอ อ ย พรกิ ไทย ยาสบู และคา ขายแถบ
ลุม แมน ํ้าแมกลอง หรอื หวั เมืองชายทะเลตะวนั ออกและภาคใตข องไทย

พอ คา ชาวจนี ไดร บั อภสิ ทิ ธหิ์ ลายประการ เชน เดนิ ทางและตงั้ ถนิ่ ฐานไดท วั่ ราชอาณาจกั ร
ไมตอ งเกณฑแรงงานแตเสยี เงินคา ผกู ปข อ มือเปน เงิน ๑.๕๐ บาทตอทกุ สามป ตอมาในสมัยพระบาท
สมเด็จพระจุลจอมเกลาเจาอยูหัว รัฐบาลประกาศเลิกวิธีผูกปขอมือชาวจีนมาเปนการเก็บเงินคา
ราชการปละ ๖ บาท การที่การคาของไทยท้ังการคาตางประเทศและการคาภายในประเทศชวงสมัย
กรุงรัตนโกสินทรตอนตน ดําเนินการโดยพระมหากษัตริย เจานาย ขุนนาง และพอคาจีน พอคา
เจา ภาษนี ายอากรชาวจนี มฐี านะมง่ั คง่ั เหลา นไี้ ดเ ขา มาอยใู นสงั คมชนั้ เดยี วกบั ชนชน้ั สงู ของไทยไดอ าศยั
ระบบศกั ดนิ าและการอปุ ถมั ภข องชนชน้ั สงู เหลา นด้ี าํ เนนิ ธรุ กจิ จนกลายเปน ผมู ฐี านะราํ่ รวย กลายเปน
คา นยิ มทเ่ี หน็ ความสาํ คญั ของทรพั ยส มบตั หิ รอื ฐานะทางเศรษฐกจิ ควบคไู ปกบั คา นยิ มการสะสมไพรบ รวิ าร

สภาพเศรษฐกิจของประเทศไทยในชวงตนจึงเปนลักษณะแบบเลี้ยงตัวเอง พลเมืองมี
อาชพี เกษตรเปนหลัก ผลผลิตสําคัญคอื ขา ว ฝา ย ออย ยาสูบ เปน ตน รฐั บาลมีรายไดหลายทาง เชน
จงั กอบ อากร ฤชา สว ย และรายไดจ ากการคา ตา งประเทศ การคา สําเภา และการคาแบบผูกขาด ภาษี
สว นใหญร ฐั บาลมอบใหพ อ คา จนี ผกู ขาดเกบ็ ภาษแี ทนรฐั บาล และจะมกี ารเดนิ สวนใหมท กุ ครงั้ ทม่ี กี าร
เปลยี่ นรชั กาลเพอื่ วดั ทดี่ นิ แลว เกบ็ เงนิ ตามโฉนดนนั้ ความสมั พนั ธก บั ตา งชาตอิ นั ดบั แรกนน้ั คอื ชาตจิ นี
โดยมกี ารตดิ ตอ คา ขายมาตงั้ แตค รง้ั สมยั สโุ ขทยั แลว โดยทางเรอื สาํ เภา พอมาในสมยั รตั นโกสนิ ทรช าวจนี
กไ็ ดอ พยพมาต้งั ถ่ินฐานทีป่ ระเทศไทยมากขน้ึ เรื่อยๆ และสว นใหญก ารคาขายมกั จะเปน ไปในลักษณะ
เกื้อกูลกัน สวนชาติตะวันตกที่เขามามีบทบาทคือ โปรตุเกส เพราะไดมีการสงสาสนในการขอใหเรือ
ของตนเขา มาคา ขายไดอ ยางสะดวก และทางไทยกําลังตอ งการซ้ือปนมาใชร ักษาพระนคร อยา งไรก็ดี
การตดิ ตอ กับโปรตุเกสทําใหไทยไดเ รียนรวู ิทยาการตาง ๆ มากมาย เชน การทาํ ปน ไฟ ขนม ตาํ รายา
เปนตน ซึ่งผิดกับการเขามาของชาวอังกฤษท่ีเร่ิมในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหลานภาลัย
โดยมีวัตถปุ ระสงคหลกั คือ การเมอื งและการคา โดยมีครอวเ ฟรด เปนผูท่เี ขา เจรจาทางการคา กบั ไทย
คนแรกๆ โดยไทยยงั คงไดผลประโยชนอยบู าง แตตอมาเฮนรี เบอรน ี ซง่ึ เปน ทตู คนท่สี องไดเ ขามาได
ตกลงทําสัญญาคาขายใหอังกฤษเขามาทําการคาไดโดยเสรี สวนอเมริกาน้ันก็เขามาในประเทศไทย
ดวยเชนกันและก็ไดใหความรูเก่ียวกับการศึกษาไวมาก แตอยางไรก็ดีจุดประสงคหลักคือการไดเขามา
คาขายในประเทศไทยไดอยา งเสรี

๑๗

椄 ¤Áä·ÂÊÁÑÂãËÁ‹
ความเจริญทางดานการคา การเห็นคุณคาของการศึกษาหาความรู และความสนใจรับ
วทิ ยาการจากตะวนั ตกของชนชน้ั นาํ และสามญั ชนในกรงุ เทพฯ และตามหวั เมอื งใหญ ๆ ทเ่ี ปน ศนู ยก ลาง
การคา มีอิทธิพลตอการเปลย่ี นแปลงสังคมไทย ไดม ีการพฒั นาดา นสังคมและประเพณี เพ่ือความทัน
สมัยการปฏิรูปการบริหารราชการแผนดิน และปฏิรูปสังคมในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกลา
เจาอยูหัว ดวยการเลิกระบบไพรและการยกเลิกระบบทาส การเลิกระบบไพร ไพรมีความสําคัญ
ทางสังคม เศรษฐกิจและการเมืองการปกครองของไทยดังท่ีไดกลาวมาแลวขางตน พระบาทสมเด็จ
พระจลุ จอมเกลา เจา อยหู วั ทรงดาํ เนนิ การอยา งคอ ยเปน คอ ยไป ดว ยการดงึ การควบคมุ กาํ ลงั จากขนุ นาง
เจานายมาสูพระมหากษตั ริยโ ดยใหม ีการจัดทําสํามะโนครัวแทนการสกั ขอ มอื พระราชบญั ญตั ิเปลย่ี น
วธิ เี ก็บเงนิ คา ราชการ ร.ศ.๑๑๖ (พ.ศ. ๒๔๔๑) ซง่ึ ลดเงนิ คา ราชการท่เี กบ็ จากไพรจากปล ะ ๑๘ บาท
ใหเปนปล ะ ๖ บาท และเปลีย่ นการควบคมุ ไพรจากมลู นายมาใหทองทท่ี ไ่ี พรอ าศัยอยเู ปนผูดแู ลแทน
พระราชบญั ญตั ิเกณฑจาง ร.ศ.๑๑๙ (พ.ศ. ๒๔๔๔) เปนการทําลายลกั ษณะของระบบไพร คอื ใหเลกิ
การเกณฑแ รงงาน ไพรเ ปน อสิ ระในการประกอบอาชพี และเลอื กทอ่ี ยอู าศยั ซงึ่ นบั วา เปน การคลค่ี ลายวธิ ี
การเกณฑแ รงงานตามระบบไพร และสอดคลอ งกบั ระบบเศรษฐกจิ แบบเงนิ ตราซง่ึ กาํ ลงั ขยายเขา มาใน
ประเทศไทย และพระราชบญั ญัตเิ กบ็ คา ราชการ ร.ศ.๑๒๐ (พ.ศ. ๒๔๔๕) กําหนดใหช ายฉกรรจทุกคน
ตอ งเสยี เงนิ คา ราชการคนละ ๖ บาท เปน อยา งสงู ทวั่ ราชอาณาจกั ร นบั วา เปน การทาํ ลายระบบมลู นาย
ใน พ.ศ. ๒๔๔๘ ไดมกี ารประกาศใชพ ระราชบัญญัตเิ กณฑทหาร ร.ศ.๑๒๔ โดยกาํ หนด
ใหชายฉกรรจท ่ไี ดรับเลือกและมีอายุ ๑๘-๒๐ ป เปน ทหารประจาํ การอยู ๒ ป แลว ปลดเปน กองหนนุ
มภี าระหนาท่ีฝกซอ มทุกปเ ปนเวลา ๑๕ ป แลว ปลดพนจากการเสยี เงนิ คาราชการตลอดชีวติ สวนผูท่ี
ไมไดรบั การคัดเลอื กตองเสยี เงนิ คา ราชการตามอตั ราทีก่ าํ หนดของทอ งถิน่ ตน พระราชบญั ญัตฉิ บบั นี้
ไดท ยอยประกาศใชท มี่ ณฑลจนครบทวั่ ราชอาณาจกั รในสมยั พระบาทสมเดจ็ พระมงกฎุ เกลา เจา อยหู วั
ซ่ึงเปนการยุติพันธะสังคมตามระบบไพรในสังคมไทยโดยปริยาย และเปนการนําประเทศไทยเขาสู
สมยั ใหม สามญั ชนซงึ่ เคยอยใู นฐานะไพรแ ละทาสหนั ไปประกอบอาชพี ชาวนา ชาวไร กรรมการ ชา งฝม อื
ลกู จาง เสมยี น เปน ตน
การเลกิ ระบบทาสไดร บั อทิ ธพิ ลวฒั นธรรมตะวนั ตกเรอื่ งสทิ ธเิ สรภี าพของมนษุ ย พระบาท
สมเดจ็ พระจลุ จอมเกลา เจา อยหู วั ทรงทาํ เปน ขนั้ ตอนอยา งละมนุ ละมอ ม ตง้ั แตท รงออกพระราชบญั ญตั ิ
พกิ ดั เกษยี ณอายลุ กู ทาสลกู ไท พ.ศ. ๒๔๑๗ กาํ หนดใหล กู ทาสทเ่ี กดิ ใน พ.ศ. ๒๔๑๑ ซง่ึ เปน ปท พี่ ระองค
ขน้ึ ครองราชย เกษยี ณอายุเปน ไท เม่ืออายุ ๒๑ ป หามขายตวั เปนทาสอกี ทรงปลกู ฝง คานยิ มในการ
บรจิ าคเงนิ ไถท าสใหเ ปน อสิ ระ ขยายการศกึ ษาและอาชพี โดยตง้ั โรงเรยี นใหล กู ทาสทย่ี งั ไมบ รรลนุ ติ ภิ าวะ
สมคั รใจเขา เรยี น และจะปลอ ยใหเ ปน ไท ประกาศพระราชบญั ญตั เิ ลกิ ทาสในมณฑลพายพั พ.ศ. ๒๔๔๓
พระราชบญั ญตั เิ ลกิ ทาสในมณฑลบรู พา พ.ศ. ๒๔๔๗ และในวนั ที่ ๑ เมษายน พ.ศ.๒๔๔๘ ไดป ระกาศ
พระราชบญั ญตั เิ ลกิ ทาสทว่ั ราชอาณาจกั ร พวกทซี่ อ้ื ขายทาสจะถกู ลงโทษตามประมวลกฎหมายลกั ษณะ
อาญา พ.ศ. ๒๔๕๑ การเลกิ ทาสและไพร อาจกลา วไดว า เปน การปลดปลอ ยใหพ นั จากพนั ธะทางสงั คม
ในรปู แบบศักดนิ า เพือ่ เปน การพฒั นารองรับการปรับปรงุ บานเมอื งใหทันสมยั แบบตะวนั ตก

๑๘

ในดานการศึกษา การท่ีวัฒนธรรมและวิทยาการตะวันตกไดหลั่งไหลเขาสูสังคมไทย
พรอมกับการเขา มาของชาวตะวนั ตกไดถ า ยทอดความรดู านตาง ๆ สงผลใหเกิดการเปลย่ี นแปลงทาง
สังคมตั้งแตสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกลาเจาอยูหัว ความสนใจในการเรียนภาษาอังกฤษและ
วิทยาการเทคโนโลยีตะวันตกเปนการเปล่ียนรูปแบบการศึกษาแบบเดิมซึ่งอิงอยูกับวัด วัง และบาน
ขุนนางเจานายมาเปนการศึกษาในระบบโรงเรียนตามแบบแผนตะวันตก ในสมัยพระบาทสมเด็จ
พระจลุ จอมเกลา เจา อยหู วั มกี ารตง้ั โรงเรยี นสาํ หรบั ราษฎรทว่ั ไป และขยายไปทง้ั กรงุ เทพฯ และตา งจงั หวดั
มกี ารตงั้ โรงเรยี นขา ราชการพลเรอื นเพอื่ ฝก หดั ขา ราชการ ซงึ่ ตอ สถาปนาเปน จฬุ าลงกรณม หาวทิ ยาลยั
โรงเรียนราชแพทยาลัย ซึ่งตอมาเปนมหาวิทยาลัยแพทยศาสตรและมหาวิทยาลัยมหิดล โรงเรียน
นายรอ ยพระจลุ จอมเกลา ฯ โรงเรียนกฎหมาย ฯลฯ ลว นเปน การพัฒนาคณุ ภาพของคนทง้ั สิ้น

椄 ¤Áä·Âã¹Â¤Ø âÅ¡ÒÀÔÇμÑ ¹

สงั คมโลกยุคโลกาภวิ ตั น มลี กั ษณะสําคัญหลายประการ สรปุ ไดด งั น้ี
๑. การใชคอมพิวเตอรเปนกลไกสําคัญ ในสังคมโลกาภิวัตน คอมพิวเตอรมีบทบาท
สาํ คญั มากเพราะเปน เครอื่ งมอื ทจี่ ะรบั และแปลงขอ มลู ไดอ ยา งรวดเรว็ และไมค อ ยมขี อ จาํ กดั คอมพวิ เตอร
ไดถูกนํามาใชในการจัดเก็บ บันทึกขอมูล จัดระบบขอมูลและนํามาใชส่ือสารถึงกันในเวลาอันรวดเร็ว
ทกุ มมุ โลก ในระยะไมก ป่ี ม านไ้ี ดม กี ารพฒั นาระบบคอมพวิ เตอรไ ปอยา งมาก จากเครอื่ งทม่ี ขี นาดใหญ
ราคาแพง เปนระบบคอมพิวเตอรสวนบุคคลที่มีขนาดเล็กแตมีคุณภาพ ศักยภาพสูงมากและ
ราคาถกู ลง เครื่องคอมพิวเตอรจึงเปนเครอ่ื งมือสําคญั ในการแพรขอมลู ขาวสารในยคุ โลกาภวิ ตั น
๒. การไหลบาของขอมูลขาวสาร วิทยาศาสตร และเทคโนโลยีมีสวนชวยใหเศรษฐกิจ
และสงั คม เจรญิ กา วหนา เศรษฐกจิ ทเี่ จรญิ กา วหนา ทาํ ใหโ ลกตะวนั ตกมงั่ คง่ั รา่ํ รวย ซง่ึ จะมผี ลทาํ ใหเ กดิ
เปนแรงกระตุนใหมีการวิจัยและพัฒนา เพ่ือศึกษาคนควาหาขาวสารที่เปนประโยชนอยางไมหยุดย้ัง
สถาบนั การศกึ ษาตาง ๆ กท็ าํ หนา ทีค่ นควา วิจัยเพอ่ื ใหไ ดม าซึง่ ความรูใหม ๆ เพม่ิ มากขนึ้ เทคโนโลยี
ส่ือสารอันทันสมัยก็มีสวนชวยใหเกิดการเปลี่ยนถายทอดขอมูลใหม ๆ หมุนเวียนอยูตลอดเวลา
อยา งไมมีทีส่ ิน้ สุด กอ ใหเ กดิ ปรากฏการณท เ่ี รียกวา “การไหลบา ของขาวสาร”
๓. การเพิ่มขึ้นของแรงงานดานขาวสาร จํานวนแรงงานที่ทํางานเก่ียวกับขาวสารขอมูล
มจี าํ นวนเพ่มิ มากขึ้น แรงงานเหลา น้ไี ดแกผทู ่ีอยูในวงการศึกษา การคมนาคม การพมิ พ การโฆษณา
ประชาสมั พนั ธ ส่อื สารมวลชนทุกประเภท การเงิน การบญั ชี รวมทง้ั อุตสาหกรรมผลติ คอมพิวเตอร
หรือช้ินสวนคอมพิวเตอรและงานที่เกี่ยวกับการนําเทคโนโลยีมาจัดการกับขาวสารทุกชนิด กลาวกัน
วา ปจจุบันในอเมริกามีแรงงานท่ีทํางานดานขาวสารมากกวา รอยละ ๕๐ ในขณะที่แรงงานเกษตร
และอตุ สาหกรรมลดลงมากกวา รอยละ ๒๕
สังคมไทยในยุคโลกาภิวัตนจะมี ๒ ลักษณะดวยกัน สังคมเมืองจะเปนสังคมของความ
วุนวายมีชีวิตเรงรีบ แขงขันอยูตลอดเพราะการใชชีวิตประจําวันน้ันเปนการพึ่งพาขอมูลขาวสาร
และเทคโนโลยี เพื่อเพ่ิมขีดความสามารถในการทํากําไร เน่ืองจากโลกมีความเชื่อมตอกันหมด

๑๙

ผลกระทบจะเกิดขึ้นเร็ว คนจะรับรูขาวสารไว ชีวิตคนเมืองจะเปนรูปแบบอุตสาหกรรมอยางชัดเจน
และเนื่องจากระบบส่ือสารไรพรมแดนทําใหเกิดการครอบโลกทางวัฒนธรรม อิทธิพลของวัฒนธรรม
และอาํ นาจของเศรษฐกจิ จากประเทศทพี่ ฒั นาแลว ไดไ หลบา เขา สปู ระเทศอนื่ อยา งรนุ แรง กอ ใหเ กดิ กระแส
วฒั นธรรมโลก (Neo-Westernization) ครอบงาํ ทางดา นความคดิ การมองโลก การแตง กาย การบรโิ ภคนยิ ม
แพรห ลายเขา ครอบคลุมเหนือวัฒนธรรมชาติของประชาคมทวั่ โลก ผลทต่ี ามมาคอื เกดิ ระบบผูกขาด
ไรพ รมแดน สว นสงั คมชนบทนนั้ จะมคี วามเคลอ่ื นไหวอยา งเชอื่ งชา แตก ไ็ มไ ดถ กู ตดั ขาดจากสงั คมเมอื ง
มากเหมือนเชนเม่ือกอนเนื่องจากการพัฒนาในดานสาธารณูปโภคและการพัฒนาดานการสงตอเรื่อง
ขอมูลขาวสารทําใหการติดตอน้ันเร็วข้ึนกวาเดิม ประกอบกับคนในยุคนี้เขามาทํางานในกรุงเทพฯ
หรอื ตามหวั เมอื งตางๆ เทาไรนกั

Êѧ¤ÁàÁ×ͧáÅÐ椄 ¤Áª¹º·¢Í§ä·Â

ลักษณะสังคมไทย
๑. เปน สงั คมทม่ี โี ครงสรา งแบบหลวมๆ คอื ผคู นไมเ ครง ครดั ตอ ระเบยี บ วนิ ยั กฎเกณฑ
ชอบความสะดวกสบาย สนกุ สนาน การไมเ ครง ครดั ตอ ระเบยี บวนิ ยั เปน ผลใหเ กดิ ความยอ หยอ นในการ
รกั ษากฎเกณฑ ขอ บงั คับ และกติกาของสงั คม
๒. เปนสังคมเกษตร ประชาชนสวนใหญร อยละ ๗๕ ประกอบอาชีพทางเกษตร
๓. เปนสังคมที่มีการแบงชนช้ัน ยึดถือฐานะทางเศรษฐกิจและสังคมเปนสําคัญ เชน
ทรพั ยสมบัติ ความราํ่ รวย ตาํ แหนง หนา ที่การงาน อํานาจ ช่ือเสยี ง ฯลฯ
๔. เปน สงั คมทม่ี กี ารอพยพเคลอื่ นยา ยไปสถู นิ่ อนื่ สงู เนอ่ื งจากประชาชนสว นใหญม กี าร
ศกึ ษาต่ํา ยากจน อตั ราการเกดิ ของประชาชนเพิม่ มากขึน้ อตั ราการตายลดลง ทาํ ใหช าวชนบทอพยพ
เขา เมอื งหรอื อพยพไปชนบทอนื่ ๆ สงู สว นใหญเ ปน การอพยพยา ยถน่ิ แบบชว่ั คราว เชน ชาวอสี านไป
รับจางในเมอื ง หรือเดนิ ทางไปขายแรงงานในตางประเทศ ฯลฯ
๕. เปนสังคมเปด สังคมไทยยอมรับวัฒนธรรมตางชาติ โดยเฉพาะอยางยิ่งวัฒนธรรม
ตะวนั ตกเขามาทาํ ใหเ กิดการเปลยี่ นแปลง ความคิด วถิ ดี าํ เนินชีวติ ไปจากเดิมเปน อันมาก การพัฒนา
ประเทศจะใหค วามสําคญั การพัฒนาวัตถุมากกวาการพัฒนาจติ ใจ สภาพวถิ ีชีวิตของบคุ คลโดยเฉพาะ
สังคมเมืองเปลยี่ นแปลงไปโดยรวดเรว็

椄 ¤Á¢Í§àÁ×ͧä·Â

สังคมเมืองมีประชาชนอาศัยอยูหนาแนน มีการปกครองแบบเทศบาล บางแหง
มีการปกครองโดยเฉพาะ เชน กรุงเทพมหานคร เมืองพัทยา สังคมเมืองมีความเจริญทางดานวัตถุ
เปน ศนู ยก ลางความเจรญิ ทางดา นเศรษฐกิจ การศึกษา สาธารณสขุ ฯลฯ

๒๐

Å¡Ñ É³ÐáÅÐâ¤Ã§ÊÃÒŒ §¢Í§Ê§Ñ ¤ÁàÁ×ͧä·Â
๑. พ่ึงพาอาศัยกัน สังคมเมืองจําเปนตองพึ่งพาอาศัยกันทางดานเศรษฐกิจ สังคม
ทุกส่ิงทุกอยางดําเนินไปดวยกันเหมือนเครื่องจักร หากส่ิงใดหยุดชะงักสังคมเมืองจะประสบ
ความยงุ ยากทันที
๒. มีการรวมตวั กันอยางหลวม ๆ สมาชกิ ของสงั คมเมืองมีแบบแผน วถิ ีดําเนินชีวิตใน
แตละกลุมแตกตางกัน ท้ังดานความคิด ความเชื่อ ศาสนา และประสบการณ เพราะสมาชิกมาจาก
แหลง ตาง ๆ กนั
๓. มลี ักษณะความแตกตา งทางเศรษฐกิจสงู คือ สังคมเมอื ง มที ง้ั นายจา ง ลกู จาง มคี น
ทปี่ ระกอบอาชีพที่หลากหลาย เชน พอ คา ขาราชการ นกั การเมอื ง นักธุรกิจ และอ่นื ๆ อกี มากมาย
ทําใหม ีระดับความแตกตางของสมาชกิ ทางเศรษฐกจิ สงู
๔. การติดตอ สมั พันธก ันมีลักษณะแบบทุติยภมู ิ ทงั้ นเ้ี น่ืองจากผูค นในสังคมเมืองมมี าก
จึงมกี ารติดตอ กันตามสถานภาพ มากกวา การตดิ ตอ กนั เปนสว นตวั หรือแบบปฐมภมู ิ
๕. การรวมกลุมเปนองคกรเปน ไปในรปู แบบทางการ คอื เปนการคํานึงถึงผลประโยชน
ของตนเองหรอื ของกลมุ ตนเองมากทส่ี ุด
๖. มีการแขงขันกันสูง คือ สังคมเมือง ผูคนจะมีการแขงขันกันสูง เปนการแขงขัน
เพื่อชัยชนะคูแขง หรือเพ่ือความอยูรอดในสังคม คนในสังคมเมืองจึงเปนโรคประสาทมาก
เมื่อเปรยี บเทยี บกบั ชาวชนบท

椄 ¤Áª¹º·¢Í§ä·Â

มกี ารรวมตวั กนั อยเู ปน ชมุ ชนเลก็ ๆ เปน การรวมตวั กนั เปน หมบู า น ตาํ บล กระจดั กระจาย
ไปทว่ั ประเทศ ประชาชนสว นใหญของสงั คมไทยอาศัยอยใู นชนบท

Å¡Ñ É³ÐáÅÐâ¤Ã§ÊÃÒŒ §¢Í§Êѧ¤Áª¹º·¢Í§ä·Â
๑. มีการรวมตัวกันอยางเหนียวแนน ทั้งน้ีเพราะสังคมชนบทไทยมีความคลายคลึงกัน
ของแบบแผนสังคมและแบบแผนของวัฒนธรรมขั้นพ้ืนฐาน สภาพความเปนอยูมีความคลายคลึงกัน
เปน อนั มาก การรวมตวั ของสังคมชนบทจึงเปน การรวมตัวอยา งเหนยี วแนน
๒. มีพื้นฐานทางเศรษฐกิจและสังคมไมแตกตางกันมาก ชาวชนบทสวนใหญประกอบ
อาชีพทางเกษตรกรรม แบบแผนของสังคมเปน แบบแผนสังคมเกษตร พน้ื ฐานทางเศรษฐกิจและสังคม
จึงไมแ ตกตา งกนั มาก
๓. พง่ึ ธรรมชาตสิ งิ่ แวดลอ มเปน ใหญ ชวี ติ ของชาวชนบทผกู พนั อยกู บั ธรรมชาติ ทงั้ อาชพี
และความเปนอยู ความทุกข มีผลจากภัยธรรมชาติ คือ ความแหงแลงน้ําทวม และความหนาวเย็น
หากปใ ดไมมีภยั ธรรมชาตปิ ระกอบอาชพี ไดผลดี จะมคี วามสุข
๔. การรวมกลุม ของคนชนบทอยูใ นวงจาํ กัด และมีลักษณะไมเปนทางการ สงั คมชนบท
จะรูจักคุนเคยกันดี มีการติดตอสัมพันธกันเปนสวนตัวในลักษณะกลุมปฐมภูมิมากกวาสัมพันธกันใน
ลักษณะกลมุ ทตุ ิยภมู ิ

๒๑

๕. มกี ารแขง ขนั กนั นอย ผคู นในสังคมชนบท มีการชวยเหลือซึ่งกนั และกันมาโดยตลอด
ประกอบอาชีพคลายคลึงกันรวมสุขรวมทุกขเผชิญภัยธรรมชาติมาดวยกัน มีความเห็นอกเห็นใจกัน
มคี วามเคารพนบั ถือกันมาโดยตลอด ระบบการแขงขันจงึ มีนอย

¤ÇÒÁÊÁÑ ¾Ñ¹¸Ã ÐËÇÒ‹ §Êѧ¤ÁàÁ×ͧ¡ÑºÊ§Ñ ¤Áª¹º·

สังคมเมืองกับสังคมชนบท มีความสัมพันธกันอยางใกลชิด ตองพ่ึงพาอาศัยกัน สังคม
ชนบทผลิตและสงอาหาร ตลอดทั้งผลิตผลทางการเกษตรใหแกสังคมเมือง รวมท้ังขายแรงงานใหแก
สังคมเมือง ในขณะเดียวกัน สังคมเมืองก็เปนตลาดขายผลิตผลทางการเกษตร เปนแหลงผลิตทาง
อุตสาหกรรม สงผลิตผลทางอุตสาหกรรมขายใหแ กสังคมชนบท เปนแหลงความรทู างเทคโนโลยีใหแ ก
สังคมชนบท เปนตน

»˜ÞËÒ椄 ¤Áä·Â

ñ. »Þ˜ ËÒ¤ÇÒÁÂÒ¡¨¹ ความยากจน คอื สภาพการดาํ รงชวี ติ ของบคุ คลทม่ี รี ายไดไ มพ อ
กบั รายจาย ไมสามารถจะหาสิง่ จาํ เปน มาสนองความตอ งการทางรางกาย และจติ ใจไดอ ยา งเพียงพอ
จนทาํ ใหบ คุ คลน้นั มสี ภาพความเปน อยทู ต่ี าํ่ กวา

ผลเสียของความยากจน
๑. ผลเสยี ตอ บคุ คลและครอบครวั ทาํ ใหบ คุ คลสญู เสยี บคุ ลกิ ภาพทดี่ ี ครอบครวั ขาด
เคร่ืองอปุ โภคบรโิ ภคที่จําเปน แกการดํารงชพี ไมส ามารถจะสง บตุ รหลานเลาเรยี นไดเทาที่ควร
๒. เปน ภาระแกส งั คม สงั คมตอ งอมุ ชู ดแู ลคนยากจน ทาํ ใหป ระเทศชาตไิ มส ามารถ
จะทมุ เทการพฒั นาได
๓. ทําใหเศรษฐกิจ สังคม และการเมืองไมม่ันคง ประเทศท่ีมีคนยากจนมากก็ไม
สามารถจะพัฒนาเศรษฐกิจ สังคมและการเมืองได ทําใหเศรษฐกิจ สังคมและการเมืองของประเทศ
ไมม ั่นคง
ò. »˜ÞËÒÂÒàʾμÔ´ ยาเสพติด หมายถึง ยาเสพติดใหโทษ องคการอนามัยโลกไดให
คาํ นยิ ามยาเสพตดิ ใหโ ทษวา “เมอ่ื เสพแลว ผเู สพจะเกดิ ความตอ งการทงั้ ทางรา งกายและจติ ใจในการที่
จะไดเ สพตอไป โดยไมสามารถหยดุ เสพได จํานวนการเสพกจ็ ะเพม่ิ ข้นึ เรือ่ ย ๆ จนทําใหเ กิดอนั ตราย
ตอ รางกายและจติ ใจในภายหลงั ยาเสพติดในปจ จบุ นั มีมากมายท่ีปรากฏแพรหลาย เชน ฝน เฮโรอีน
กัญชา กระทอ ม แอมเฟตามนี บารบ ทิ ูเรต สารระเหย ยาบา
ผลเสยี ของผตู ิดยาเสพติดใหโ ทษ
๑. ผลเสยี ทางรา งกายและจติ ใจ รา งกายออ นเพลยี เบอ่ื อาหาร นอนไมห ลบั อารมณ
หงดุ หงิด โกรธงาย ฟงุ ซาน
๒. ผลเสยี ทางสงั คม ผตู ดิ ยาเสพตดิ ไมค าํ นงึ ถงึ กฎระเบยี บของสงั คม ชอบละเมดิ กฎ
ระเบียบ ผูติดยาเสพติดเปน ท่ีรงั เกียจของสงั คม เปนผทู าํ ลายชอื่ เสยี งวงศตระกูล

๒๒

๓. ผลเสยี ทางเศรษฐกจิ ผตู ดิ ยาเสพตดิ สว นใหญอ ยใู นวยั แรงงาน ตดิ ยาเสพตดิ แลว
ไมชอบทํางาน ออนแอ ทําใหสูญเสียแรงงาน การผลิตของประเทศลดลง รายไดของประเทศลดลง
นอกจากน้นั รฐั ยงั ตอ งสูญเสยี งบประมาณจํานวนมากในการรักษาพยาบาลผูตดิ ยาเสพติด

ó. »˜ÞËÒ¤ÍÃÃ»Ñ ª¹Ñ คอรรัปชนั คือ การทจุ ริตโดยใชหรืออาศยั ตําแหนง หนาที่ อํานาจ
และอทิ ธิพลทีต่ นมีอยู เพ่ือประโยชนแ กต นเองและหรอื ผอู ่นื รวมถงึ การเลือกที่รกั มกั ทช่ี งั การเห็นแก
ญาตพิ นี่ อ ง กนิ สนิ บน ฉอ ราษฎรบ งั หลวง การใชร ะบบอปุ ถมั ภแ ละความไมเ ปน ธรรมอน่ื ๆ ทข่ี า ราชการ
หรอื บคุ คลใดใชเปน เครื่องมอื ในการลิดรอนความเปน ธรรมและความถูกตองตามกฎหมายของสงั คม

ผลเสยี ของการคอรรปั ชนั
๑. ดานรัฐ ทําใหเกิดการผูกขาด ขาราชการจะติดตอซื้อขายกับพรรคพวกของตน
หรือผูท่ีใหผลประโยชนตอตนเองเทานั้น ทําใหสินคาแพงกวาความเปนจริง วัสดุส่ิงของคุณภาพต่ํา
ทาํ ใหเกดิ กลุมผลประโยชนในวงราชการ ใชสถานทร่ี าชการหากนิ ในทางไมส ุจริต
๒. ดานขาราชการ ทําใหขาราชการที่ซื่อสัตยสุจริตหมดกําลังใจในการทํางาน
ถาผูบังคับบัญชารวมกับลูกนองใกลชิดกระทําการคอรรัปชันดวยแลว ขาราชการที่สุจริตยอมอยูใน
วงราชการยากเพราะจะโดนกล่ันแกลง ตลอดเวลา
๓. ดา นประชาชน ประชาชนเส่อื มศรัทธาขาราชการ เพราะขา ราชการท่ีคอรร ปั ชัน
จะทําใหขา ราชการทีซ่ ือ่ สัตย พลอยเสยี ชือ่ เสียง เกยี รตยิ ศ ไปดว ย
ô. »˜ÞËÒÊÔè§áÇ´ÅÍŒ Á໚¹¾ÔÉ สง่ิ แวดลอมเปน พิษ หมายถงึ สงิ่ ตา ง ๆ ทอี่ ยูรอบตวั เรา
เชน อากาศ นาํ้ เสียง เปนตน เปนพิษจะโดยมนุษยทําใหเปนพษิ หรอื เปน พษิ ดวยตัวของมันเองก็ตาม
ถอื วาสงิ่ แวดลอ มเปนพษิ ประเทศไทยส่ิงแวดลอมเปนพษิ ไดทวีความรนุ แรงขน้ึ เปน ลาํ ดบั อากาศเสีย
เต็มไปดวยควันไอเสียจากรถยนต ฝุนละอองจากโรงงาน คนสูดอากาศเปนพิษทําใหเกิดอันตรายตอ
สขุ ภาพ นาํ้ ในลาํ คลองเนา เหมน็ ใชอ ปุ โภคบรโิ ภคไมไ ด เพราะโรงงานตา ง ๆ ปลอ ยนา้ํ เสยี ลงไปในแมน าํ้
ลาํ คลอง ประชาชนทงิ้ เศษขยะเนาเหมน็ ลงแมน าํ้ ฯลฯ
õ. »˜ÞËÒâäàʹʏ โรคเอดส (AIDS : Aequired Deficency Syndrome) แพรม าสู
ประเทศไทยจากประเทศตะวนั ตก ประเทศไทยไดร บั อนั ตรายจากโรคเอดสร นุ แรงขน้ึ โรคเอดสเ กดิ จาก
สาเหตทุ สี่ าํ คญั เชน การสาํ สอ นทางเพศ การใชเ ขม็ ฉดี ยารว มกนั การถา ยเทเลอื ดทขี่ าดความระมดั ระวงั
ปจจุบันยังไมมียารักษาโรคเอดส ผูปวยจะตองเสียชีวิตทุกราย ประเทศไทยตองสูญเสียงบประมาณ
จาํ นวนมากในการรกั ษาผปู วยโรคเอดส ซ่งึ เปน บคุ คลทส่ี ังคมรงั เกียจ

Ç¸Ô »Õ ‡Í§¡Ñ¹áÅÐá¡äŒ ¢»˜ÞËÒÊѧ¤Áä·Â

๑. ใหก ารศกึ ษาแกป ระชาชนใหท ว่ั ถงึ และสงู ขนึ้ การศกึ ษาเปน การยกระดบั คณุ ภาพชวี ติ
ของมนุษยใหสูงข้ึน รัฐจึงควรทมุ เทงบประมาณในการใหก ารศึกษาแกประชาชน

๒. รัฐตองจัดสวัสดิการที่ดีใหแกประชาชน ตองจัดใหประชาชนมีการศึกษาท่ีดี
และมีงานทาํ ทุกคนเพ่ือเปนหลกั ประกนั ของชวี ิต ควรจดั ใหม ีการประกนั สังคมโดยทว่ั ถึง

๒๓

๓. พฒั นาเศรษฐกจิ อยา งเหมาะสมกบั ประเทศ โดยพฒั นาเศรษฐกจิ เพอื่ สว นรวม กระจาย
รายไดส ชู นบทมากขนึ้ พยายามลดชอ งวา งระหวางคนจนกบั คนรวยใหอยูในระดับเดียวกนั

๔. มีการพัฒนาสังคมใหเหมาะสม โดยเฉพาะระดับครอบครัว ซ่ึงเปนสถาบันท่ีสําคัญ
ตอ งพฒั นากอนสถาบันอื่น ๆ ควรสรา งคา นิยมทด่ี ีใหกบั เด็ก เชน ใหมีความซือ่ สตั ย ขยัน ใฝศ ึกษา
ไมเห็นแกเงิน ชอบศึกษาคนควา ฯลฯ รัฐตองพัฒนาบุคคลใหมีคุณธรรม จริยธรรม ดําเนินชีวิตใน
ครรลองแหง จรยิ ธรรม คุณธรรม หรอื ตามหลกั พระศาสนาทต่ี นเองยอมรบั นบั ถอื

º·ÊÃØ»

จากวิวัฒนาการตามรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ ซึ่งถูกเลิก
ไปแลว ประเทศไทยปกครองระบอบราชาธิปไตยภายใตรัฐธรรมนูญ และประชาธิปไตยระบบรัฐสภา
ซ่ึงมีพระมหากษัตริยซ่ึงทรงอยูภายใตรัฐธรรมนูญเปนประมุขแหงรัฐ และนายกรัฐมนตรีเปนหัวหนา
รัฐบาล ฝายนิติบัญญัติ และฝายบริหารถวงดุลอํานาจซ่ึงกันและกัน สวนฝายตุลาการเปนอิสระจาก
การถวงดุลอํานาจ ฝายบริหารมีนายกรัฐมนตรีเปนประมุขแหงอํานาจ ฝายนิติบัญญัติของไทยอยูใน
ระบบสภาคู แบง ออกเปน วฒุ ิสภาและสภาผูแทนราษฎร ฝา ยตุลาการ มศี าลเปนองคกรบรหิ ารอาํ นาจ

สวนใหญประเทศไทยมีระบบพรรคการเมืองเปนระบบหลายพรรค กลาวคือ ไมมี
พรรคการเมืองใดสามารถจัดตั้งรัฐบาลพรรคเดียวไดอยางเด็ดขาด จึงตองจัดตั้งรัฐบาลผสมปกครอง
ประเทศ

ต้ังแตโบราณกาล ราชอาณาจักรไทยอยูภายใตระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย อยางไร
กต็ าม หลงั จากการปฏวิ ตั สิ ยาม พ.ศ. ๒๔๗๕ ประเทศไทยจงึ อยภู ายใตก ารปกครองระบอบราชาธปิ ไตย
ภายใตรัฐธรรมนูญ รัฐธรรมนูญเขียนฉบับแรกถูกรางข้ึน อยางไรก็ตาม การเมืองไทยยังมีการตอสู
ระหวา งกลมุ การเมอื งระหวางอภชิ นหัวสมยั เกาและหัวสมยั ใหม ขาราชการ และนายพล ประเทศไทย
เกดิ รฐั ประหารหลายครงั้ ซงึ่ มกั เปลยี่ นแปลงใหป ระเทศไทยอยภู ายใตอ าํ นาจของคณะรฐั ประหารชดุ แลว
ชดุ เลา จนถึงปจ จุบนั ประเทศไทยมีรัฐธรรมนญู และกฎบัตรรวมแลว ๑๙ ฉบบั (นบั รวมฉบับปจจบุ ัน)
ซง่ึ สะทอ นใหเ หน็ ถงึ ความไรเสถียรภาพทางการเมอื งอยางสงู หลงั รฐั ประหารแตล ะครัง้ รัฐบาลทหาร
มักยกเลกิ รฐั ธรรมนญู ที่มีอยเู ดิมและประกาศใชร ฐั ธรรมนญู ชว่ั คราว

สงั คมเกดิ ขนึ้ มาพรอ มกบั มนษุ ย และไดว วิ ฒั นาการมาตามลาํ ดบั สงั คมเปน ผลของสญั ญา
ท่มี นุษยตกลงจดั ทําขึ้นดวยความสมคั รใจของมนษุ ยเอง เพ่อื ความสุขสมบรู ณ และความเปนระเบยี บ
วตั ถุประสงคข องการจัดตั้งสังคมข้ึน เพื่อขจดั ความซึ่งโหดราย ความยงุ ยากซับซอ น และความสับสน
ตางๆ ตามสภาพธรรมชาติของมนุษย แนวความคิดของนักปราชญ กลุมน้ีเรียกกลุม “ทฤษฎีสัญญา
สังคม” “ทฤษฎีเนนถึงธรรมชาติ” กลาวคือ ทฤษฎีนี้เช่ือวามนุษยด้ังเดิมน้ันอยูรวมกันเปนสังคมเชน
ปจจุบัน คือมนุษยไดอาศัยอยูตามธรรมชาติ แตเนื่องจากความชั่วราย ความยุงยากสับสน การเพ่ิม
จาํ นวนมนษุ ย ตลอดจนอารยธรรม เปนเหตใุ หม นุษยต องละทง้ิ ธรรมชาติ และสญั ญาดว ยความสมคั ร
ใจทจ่ี ะรวมกนั ในสงั คม ทัง้ น้ีโดยมงุ หวังทจ่ี ะไดร บั ความคุม ครอง และประโยชนสขุ เปน การตอบแทน

๒๔

๒๕

º··Õè ò

¤ÇÒÁ໹š ÁÒ ¤ÇÒÁÊÒí ¤ÑÞáÅС®ºÑμâͧ»ÃЪҤÁÍÒà«Õ¹

ÇμÑ ¶»Ø ÃÐʧ¤

๑. เพื่อใหผูเรียนรคู วามเปนมาและความสําคญั ของประชาคมอาเซียน
๒. เพื่อใหผูเรียนรวู ัตถุประสงคห ลกั ของการกอตงั้ ประชาคมอาเซยี น
๓. เพื่อใหผูเรียนรูวัตถุประสงคหลักของกฎบัตรอาเซียน และรูความสําคัญของกฎบัตร
อาเซียนตอประเทศไทย

º·นาํ

ประชาคมอาเซยี นกอ ตงั้ ขน้ึ โดยมวี ตั ถปุ ระสงคจ ากความตอ งการสภาพแวดลอ มภายนอก
ท่ีมั่นคง (เพ่ือท่ีผูปกครองของประเทศสมาชิกจะสามารถมุงความสนใจไปที่การสรางประเทศ)
ความกลวั ตอ การแพรข ยายของลทั ธคิ อมมวิ นสิ ต ความศรทั ธาหรอื ความเชอ่ื ถอื ตอ มหาอาํ นาจภายนอก
เส่ือมถอยลงในชว งพทุ ธทศวรรษ ๒๕๐๐ รวมไปถึงความตองการในการพฒั นาเศรษฐกิจของประเทศ
การจดั ตง้ั กลุมอาเซียนมีวตั ถุประสงคต างกับการจดั ตง้ั สหภาพยุโรป เนอ่ื งจากกลุมอาเซียนถกู สรางข้นึ
เพื่อสนับสนนุ ความเปนชาตนิ ิยมและเพอื่ สรางสันติภาพในภมู ิภาคเอเชยี ตะวนั ออกเฉียงใต อนั นาํ มา
ซ่ึงเสถียรภาพทางการเมือง และความเจริญกาวหนาทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม และเม่ือ
การคาระหวางประเทศในโลกมีแนวโนมกีดกันการคารุนแรงขึ้น ทําใหอาเซียนไดหันมามุงเนนกระชับ
และขยายความรว มมือดานเศรษฐกิจการคาระหวา งกันมากขึน้

¤ÇÒÁ໚¹ÁÒáÅФÇÒÁสาํ ¤ÞÑ ¢Í§»ÃЪҤÁÍÒà«Õ¹
อาเซยี นหรอื สมาคมประชาชาตแิ หง เอเชยี ตะวนั ออกเฉยี งใต (Association of Southeast
Asian Nations หรอื ASEAN) กอ ตงั้ ขนึ้ โดยพธิ ลี งนาม “ปฏญิ ญากรงุ เทพฯ” (Bangkok Declaration)
เพ่ือตั้งสมาคมความรวมมือกันในการเพ่ิมอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ การพัฒนาสังคม
การพัฒนาวัฒนธรรมในกลุมประเทศสมาชิก และการธํารงรักษาสันติภาพและความมั่นคงในพื้นท่ี
และเปน การเปด โอกาสใหค ลายขอ พพิ าทระหวา งประเทศสมาชกิ อยา งสนั ตขิ องระดบั ภมู ภิ าคของประเทศ
ตางๆ ในเอเชีย เม่อื วันที่ ๘ สิงหาคม ๒๕๑๐ โดยมผี รู วมกอ ต้งั ๕ ประเทศ ดังตอ ไปนี้
๑. ไทย โดย พนั เอก (พิเศษ) ถนัด คอมันตร (รัฐมนตรตี างประเทศ)
๒. สิงคโปร โดย นายเอส ราชารัตนมั (รฐั มนตรีตางประเทศ)
๓. มาเลเซีย โดย ตุน อับดุล ราชัก บิน ฮุสเซน (รองนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี
กลาโหมและรฐั มนตรกี ระทรวงพฒั นาการแหงชาติ)

๒๖

๔. ฟล ิปปนส โดย นายนาซโิ ซ รามอส (รัฐมนตรตี างประเทศ)
๕. อินโดนีเซยี โดย นายอาดมั มาลิก (รฐั มนตรีตา งประเทศ)
ในเวลาตอมาประเทศตา งๆ เขา รว มเปน สมาชิกเพมิ่ เติม คือ บรูไนดารุสซาลาม (๘ ม.ค.
๒๕๒๗), สาธารณรัฐสงั คมนยิ มเวยี ดนาม (๒๘ ก.ค. ๒๕๓๘), สาธารณรัฐประชาธปิ ไตยประชาชนลาว
และสหภาพมา (๒๓ ก.ค. ๒๕๔๐), ราชอาณาจกั รกมั พูชา (๓ เม.ย. ๒๕๔๒) ตามลาํ ดบั ทําใหปจ จุบนั
มีสมาชกิ อาเซยี นทง้ั หมด ๑๐ ประเทศ

ÀÒ¾¨Ò¡ http://www.wangitok.com/khwam-ru-xaseiyn

ÇμÑ ¶»Ø ÃÐʧ¤ËÅ¡Ñ
ปฏญิ ญากรงุ เทพฯ ไดร ะบวุ ตั ถปุ ระสงคส ําคัญ ๗ ประการ ของการจัดต้งั อาเซียน ไดแก
๑. สง เสรมิ ความรว มมอื และความชว ยเหลอื ซง่ึ กนั และกนั ในทางเศรษฐกจิ สงั คม วฒั นธรรม
เทคโนโลยี วทิ ยาศาสตร และการบริการ
๒. สง เสริมสันตภิ าพและความมน่ั คงสว นภมู ิภาค
๓. เสริมสรางความเจริญรุง เรอื งทางเศรษฐกจิ พัฒนาการทางวฒั นธรรมในภมู ิภาค
๔. สง เสรมิ ใหประชาชนในอาเซียนมคี วามเปน อยูแ ละคุณภาพชวี ิตที่ดี
๕. ใหความชวยเหลือซึ่งกันและกันในรูปของการฝกอบรมและการวิจัยและสงเสริม
การศึกษาดา นเอเชยี ตะวนั ออกเฉยี งใต
๖. เพ่ิมประสิทธิภาพของการเกษตรและอุตสาหกรรม การขยายการคา ตลอดจน
การปรับปรุงการขนสงและการคมนาคม

๒๗

๗. เสรมิ สรา งความรว มมอื อาเซยี นกบั ประเทศภายนอก องคก ารความรว มมอื แหง ภมู ภิ าค
อื่นๆ และองคก ารระหวางประเทศ

ÊÞÑ Åѡɳ͏ Òà«Õ¹

รปู รวงขา วสเี หลอื งบนสญั ลกั ษณส แี ดงลอ มรอบดว ย
วงกลมสขี าวและสนี า้ํ เงนิ รวมขา ว ๑๐ ตน มดั รวม
กนั ไว หมายถงึ ประเทศสมาชกิ รวมกนั เพอื่ มติ รภาพ
และความเปน นาํ้ หนง่ึ ใจเดยี วกนั พนื้ วงกลมสแี ดง
สีขาว และสีนํา้ เงิน ซ่งึ แสดงถึงความเปน เอกภาพ
มีตวั อักษรคําวา “ASEAN” สนี ํา้ เงิน อยใู ตภ าพ
รวงขา ว อนั แสดงถงึ ความมงุ มน่ั ทจี่ ะทาํ งานรว มกนั
เพื่อความม่นั คง สนั ตภิ าพ เสรภี าพและเอกภาพ
ของประเทศและความกา วหนา ของสมาชกิ อาเซยี น

ภาพที่ ๒ แสดงสัญลักษณอ าเซยี น

คาํ ¢ÇÑÞÍÒà«ÂÕ ¹

ภาพท่ี ๓ แสดงคาํ ขวัญอาเซียน

๒๘

¸§»ÃÐจาํ »ÃÐà·ÈÊÁÒªÔ¡

ภาพท่ี ๔ แสดงธงประจําประเทศสมาชิกอาเซียน

¸§ÍÒà«Õ¹

ภาพท่ี ๕ แสดงธงอาเซียน

“¸§ÍÒà«Õ¹” พื้นธงเปนสีน้ําเงินมีตราสัญลักษณอาเซียนอยูตรงกลาง แสดงถึงความมี
เสถยี รภาพ สนั ตภิ าพ ความสามคั คแี ละพลวตั ของอาเซยี น ซงึ่ สที ใ่ี ชอ นั ประกอบไปดว ย สนี า้ํ เงนิ สแี ดง
สขี าวและสีเหลือง ซึง่ เปน สีหลักในธงชาตขิ องแตล ะประเทศสมาชิกอาเซียน

๒๙

à¾Å§ÍÒà«Õ¹

¤ÇÒÁ໹š ÁÒ
๑. จดุ เรม่ิ ตน ของความคดิ ในการมเี พลงประจาํ อาเซยี นเกดิ ขน้ึ เปน ครง้ั แรกจากการหารอื
ในที่ประชุมอาเซียนทางดานวัฒนธรรมและสนเทศ (ช่ือทางการคือคณะกรรมการอาเซียนวาดวย
วฒั นธรรมและสนเทศ) คร้ังที่ ๒๙ ในเดอื นมิถนุ ายนป ๒๕๓๗ ซ่ึงในครั้งนน้ั ทปี่ ระชมุ มีความเห็นตรง
กนั วา อาเซยี นควรจะมเี พลงประจาํ อาเซยี นโดยกาํ หนดจะใหเ ปด เพลงประจาํ อาเซยี นในชว งของการจดั
กจิ กรรมตา งๆ ทางดา นวฒั นธรรมและสนเทศ ทง้ั นี้ ในเรอ่ื งการสนบั สนนุ ดา นการเงนิ ทป่ี ระชมุ ตกลงให
ใชเ งนิ จากกองทนุ วฒั นธรรมอาเซยี นเพอ่ื สนบั สนนุ การจดั ทาํ โครงการเพอื่ คดั เลอื กเพลงประจาํ อาเซยี น
๒. ตอมาในการประชุมคร้ังท่ี ๓๒ ของคณะกรรมการอาเซียนวาดวยวัฒนธรรม
และสนเทศในเดือนพฤษภาคม ป ๒๕๔๐ ที่ประเทศมาเลเซียไดพิจารณาแตงตั้งคณะกรรมการ
เพอ่ื คดั เลอื กเพลงในรอบสดุ ทา ยโดยเพลงทเี่ ขา รอบในครง้ั นน้ั เปน เพลงจากไทยมาเลเซยี และฟล ปิ ปน ส
และเพลง ASEAN Song of Unity หรอื ASEAN Oh ASEAN จากฟลิปปนสไดรับรางวัลชนะเลิศ
อยางไรก็ดี เพลงดังกลาวไมเปนท่ีรูจักแพรหลายในประเทศสมาชิกอาเซียนเน่ืองจากใชเปดเฉพาะ
ในการประชุมคณะกรรมการอาเซยี นวาดวยวัฒนธรรมและสนเทศและกจิ กรรมทเี่ กย่ี วขอ ง
๓. ดว ยเหตนุ ท้ี าํ ใหใ นการประชมุ สดุ ยอดอาเซยี นทมี่ าเลเซยี และทสี่ งิ คโปรป ระเทศทเี่ ปน
เจา ภาพการประชมุ จงึ ไดแ ตง เพลงเพอื่ ใชเ ปด ในทปี่ ระชมุ โดยมาเลเซยี แตง เพลง “ASEAN Our Way”
และสงิ คโปรแ ตงเพลง “Rise”

º·ºÒ·¢Í§ä·Â¡Ñº¡Òè´Ñ ทําà¾Å§»ÃÐจาํ ÍÒà«ÂÕ ¹

๑. การจดั ทําเพลงประจาํ อาเซยี นเปนการดําเนินการตามกฎบัตรอาเซยี น โดยบทท่ี ๔๐
ระบใุ หอาเซียน มเี พลงประจาํ อาเซยี นโดยหากเปนไปไดใหเสร็จเรียบรอยกอ นการใหส ัตยาบนั กฎบตั ร
อาเซยี น และการประชุมสุดยอดอาเซียนครงั้ ท่ี ๑๔

๒. ประเทศไทยไดรับความไววางใจจากประเทศสมาชิกอาเซียนใหเปนเจาภาพจัดการ
แขงขันเพลงประจําอาเซียนโดยท่ีประชุมประเทศสมาชิกอาเซียนไดเห็นชอบใหกําหนดรูปแบบ
การแขง ขนั เปน open competition โดยใหส าํ นกั เลขานกุ ารอาเซยี นในแตล ะประเทศกลนั่ กรองคณุ สมบตั ิ
เบอ้ื งตน และจัดสง ใหประเทศไทยภายในเดือนกนั ยายน ๒๕๕๑ โดยเนือ้ รอ งตองมีเกณฑด งั นี้

๒.๑ เปน ภาษาองั กฤษ
๒.๒ มลี กั ษณะเปนเพลงชาตปิ ระเทศสมาชกิ อาเซียน
๒.๓ มีความยาวไมเ กนิ ๑ นาที
๒.๔ เน้ือรองสะทอนความเปนหน่ึงเดียวของอาเซียน และความหลากหลาย
ทางดา นวัฒนธรรม และเชอ้ื ชาติ
๒.๕ เปน เพลงทแี่ ตง ขนึ้ ใหม ทง้ั นผี้ ชู นะเลศิ จะไดร บั เงนิ รางวลั ๒ หมนื่ ดอลลารส หรฐั

๓๐

ทปี่ ระชมุ มีมตเิ ปน เอกฉนั ทเ ลือกเพลง “ASEAN Way” ของไทยทแี่ ตงโดยนายกติ ตคิ ุณ
สดประเสริฐ (ทํานองและเรียบเรียง) นายสําเภา ไตรอุดม (ทํานอง) และนางพะยอม วลัยพัชรา
(เนอ้ื รอ ง) ใหเปน เพลงประจาํ อาเซียน

¤ÇÒÁสาํ ¤ÞÑ ¢Í§à¾Å§»ÃÐจําÍÒà«Õ¹

การมีเพลงอาเซียนถือวามีความสําคัญตออาเซียนเปนอยางย่ิงเนื่องจากนับจากนี้ไป
อาเซยี นจะมเี พลงประจาํ อาเซยี นซงึ่ จะชว ยสนบั สนนุ การเสรมิ สรา งอตั ลกั ษณข องอาเซยี นในการเชอื่ มโยง
อาเซียนเขาไวดวยกัน นอกจากนี้การไดรับความไววางใจจากประเทศสมาชิกอาเซียนใหเปนเจาภาพ
จัดการประกวดแขงขันครั้งน้ี รวมทั้งการท่ีเพลงจากไทยไดรับคัดเลือกใหเปนเพลงประจําอาเซียนถือ
เปนเกยี รตภิ ูมิของประเทศและแสดงถึงความสามารถของคนไทยดว ย

THE ASEAN WAY

ภาษาอังกฤษ คาํ แปล
Raise our flag high, sky high. ชธู งเราใหสูงสุดฟา
Embrace the pride in our heart. โอบเอาความภาคภมู ไิ วใ นใจเรา
ASEAN we are bonded as one. อาเซยี นเราผูกพนั เปน หนงึ่
มองมุงไปยังโลกกวาง
Look’in out to the world. สนั ติภาพ คอื เปา หมายแรกเรมิ่
For peace our goal from the very start ความเจรญิ คือปลายทางสดุ ทา ย

And prosperity to last. เรากลาฝน
We dare to dream, และใสใ จตอการแบงปน
We care to share.
รวมกันเพ่ืออาเซียน
Together for ASEAN. เรากลา ฝน
We dare to dream,
We care to share และใสใ จตอ การแบง ปน
น่ีคือวิถีอาเซยี น
For it’s the way of ASEAN.

¡®ºÑμÃÍÒà«Õ¹

เปนรางสนธิสัญญาท่ีทํารวมกันระหวางประเทศสมาชิกในสมาคมประชาชาติแหงเอเชีย
ตะวนั ออกเฉียงใต เพ่ือเปน เคร่อื งมือในการวางกรอบทางกฎหมาย และโครงสรางองคก รของสมาคม
ท้งั น้ี เพื่อเพ่ิมประสิทธิภาพของอาเซยี นในการดําเนนิ การตามวตั ถปุ ระสงคและเปา หมาย โดยเฉพาะ
อยางยิ่งการขับเคล่ือนการรวมตัวเปนประชาคมอาเซียน ภายในป พ.ศ.๒๕๕๘ ตามท่ีผูนําอาเซียน
ไดตกลงกันไว

๓๑

¡ÒûÃСÒÈ㪌

เมอื่ วนั ท่ี ๒๕ ธนั วาคม พ.ศ.๒๕๕๑ ทปี่ ระชมุ รฐั มนตรตี า งประเทศของสมาคมประชาชาติ
แหง เอเชยี ตะวนั ออกเฉยี งใต จดั ขน้ึ ทส่ี าํ นกั งานเลขาธกิ ารอาเซยี น ในกรงุ จาการต า ประเทศอนิ โดนเี ซยี
ไดประกาศใช “กฎบัตรอาเซยี น” อยา งเปน ทางการ สงผลใหการดาํ เนินงานของอาเซียนเปนไปภายใต
กฎหมายเดียวกัน และปทู างไปสูการสรางตลาดเดยี วในภมู ภิ าคภายใน ๗ ป

â¤Ã§ÊÃÒŒ §¢Í§¡®ºÑμÃÍÒà«ÂÕ ¹

โครงสรางของกฎบตั รอาเซียน ประกอบดว ย ๕๕ ขอ ใน ๑๓ หมวด

หมวด รายละเอียด

หมวด ๑ วตั ถุประสงคและหลักการ (กลา วถงึ วัตถปุ ระสงคแ ละหลกั การ)

หมวด ๒ ภาพบคุ คลตามกฎหมาย (ระบฐุ านะทางกฎหมาย)

หมวด ๓ สมาชิกภาพ (สมาชกิ การรับสมาชกิ ใหม)

หมวด ๔ องคกร (กลาวถึงองคกรและคณะทํางาน ประกอบดวย ที่ประชุมสุดยอดอาเซียน
คณะมนตรปี ระสาน คณะมนตรปี ระชาคมอาเซยี นตา งๆ องคก รรฐั มนตรเี ฉพาะสาขา
คณะกรรมการถาวรประจําอาเซียน เลขาธิการและสํานักเลขาธิการ องคกรสิทธิ
มนษุ ยชนอาเซยี น

หมวด ๕ องคกรทมี่ ีความสมั พันธกบั อาเซยี น (รายชื่อตามภาคผนวก ๒)

หมวด ๖ ความคุมกันและเอกสทิ ธิ์ (เอกสทิ ธท์ิ างการทูตของอาเซยี น)

หมวด ๗ การตดั สนิ ใจ (กลาวถึงเกณฑการตดั สินท่อี ยูบ นหลักการปรึกษาและฉนั ทามติ)

หมวด ๘ การระงับขอพิพาท (กลาวถึงวิธีระงับขอพิพาทและคนกลางโดยที่ประชุมสุดยอด
อาเซียนเปนชองทางสดุ ทา ย)

หมวด ๙ งบประมาณการเงิน (กลาวถึงการจัดทํางบประมาณของสํานักงบประมาณ สํานัก
เลขาธิการ)

หมวด ๑๐ การบรหิ ารและขน้ั ตอนการดาํ เนนิ งาน (กลา วถงึ ประธานอาเซยี น พธิ กี ารทางการทตู

หมวด ๑๑ อัตลกั ษณและสญั ลกั ษณ (กลาวถงึ คําขวัญ ธง ดวงตรา วัน และเพลงอาเซียน)

หมวด ๑๒ ความสมั พนั ธภ ายนอก (กลา วถงึ แนวทาง ขน้ั ตอนการเจรจาของอาเซยี นกบั คเู จรจา)

๓๒

หมวด รายละเอียด
หมวด ๑๓ บทบญั ญัติทวั่ ไปและบทบัญญัติสดุ ทา ย (กลาวถงึ การบงั คบั ใช)
ภาคผนวก ๑ – กลา วถึงองคกรระดบั รฐั มนตรอี าเซยี นเฉพาะสาขา
ภาคผนวก ๒ – กลา วถงึ องคก รทีม่ คี วามสมั พันธกบั อาเซียน คอื รัฐสภา องคกร
ภาคธรุ กิจ สถาบนั วิชาการ และองคกรภาคประชาสังคม
ภาคผนวก ๓ – อธิบายรายละเอียดธงอาเซยี น
ภาคผนวก ๔ – อธิบายรายละเอียดตราอาเซยี น

ÇμÑ ¶Ø»ÃÐʧ¤¢ ͧ¡®ºμÑ ÃÍÒà«ÂÕ ¹

ÀÒ¾ÃÇÁ¢Í§»ÃЪҤÁÍÒà«ÂÕ ¹ การรกั ษาและเพมิ่ พนู สนั ตภิ าพ ความมนั่ คง เสถยี รภาพ
การเพิม่ ความรวมมือดา นการเมือง ความม่นั คง เศรษฐกิจและสังคม วฒั นธรรม เปน เขตปลอดอาวธุ
นิวเคลียรแ ละอาวธุ ที่มีอานุภาพทําลายลา งสงู

´ŒÒ¹àÈÃɰ¡Ô¨ สรางตลาดและฐานการผลิตเดียวและความสามารถในการแขงขันสูง
การรวมตวั ทางเศรษฐกจิ ทมี่ คี วามเคลอ่ื นยา ยเสรขี องสนิ คา /บรกิ าร การลงทนุ และแรงงาน การเคลอ่ื นยา ย
ทนุ เสรียิง่ ข้นึ

´ŒÒ¹¤ÇÒÁÁèѹ¤§¢Í§Á¹ØÉ บรรเทาความยากจน และลดชองวางการพัฒนา สงเสริม
พัฒนาทรัพยากรมนุษยผา นความรว มมือดานการศกึ ษา และการเรยี นรูตลอดชพี

´ŒÒ¹Êѧ¤Á สงเสริมอาเซียนที่มีประชาชนเปนศูนยกลาง สรางสังคมท่ีปลอดภัย มั่นคง
จากยาเสพติด เพ่ิมพูนความกินดีอยูดีของประชาชนอาเซียน ผานโอกาสท่ีทัดเทียมกันในการเขาถึง
การพัฒนามนษุ ย สวสั ดกิ าร และความยตุ ธิ รรม

´ŒÒ¹ÊèÔ§áÇ´ÅÍŒ Á สนับสนนุ การพัฒนาอยางยั่งยนื ทคี่ มุ ครองสภาพแวดลอ ม ความยั่งยืน
ของทรัพยากรธรรมชาติ

´ÒŒ ¹Ç²Ñ ¹¸ÃÃÁ สง เสรมิ อัตลกั ษณข องอาเซียนโดยเคารพความหลากหลาย และอนุรกั ษ
มรดกทางวัฒนธรรม

´ŒÒ¹¡ÒÃàÁ×ͧ¤ÇÒÁÁèѹ¤§ คุมครองสิทธิมนุษยชน และเสรีภาพข้ันพ้ืนฐาน เสริมสราง
ประชาธิปไตย เพ่ิมพูนธรรมาภิบาล และหลักนิติธรรม ตอบสนองตอส่ิงทาทายความมั่นคง เชน
การกอการราย

๓๓

¤ÇÒÁสํา¤ÞÑ ¢Í§¡®ºÑμÃÍÒà«ÂÕ ¹μÍ‹ »ÃÐà·Èä·Â

กฎบัตรอาเซียนใหความสําคัญกับการปฏิบัติตามพันธกรณีตางๆ ของประเทศสมาชิก
ซ่ึงจะชวยสรางเสริมหลักประกันใหกับไทยวา จะสามารถไดรับผลประโยชนตามที่ตกลงกันไวอยาง
เต็มเม็ดเต็มหนวย นอกจากน้ี การปรับปรุงการดําเนินงานและโครงสรางองคกรของอาเซียน
ใหมีประสิทธิภาพมากขึ้น และการเสริมสรางความรวมมือในท้ัง ๓ เสาหลักของประชาคมอาเซียน
จะเปนฐานสําคัญท่ีจะทําใหอาเซียนสามารถตอบสนองตอความตองการและผลประโยชน
ของรัฐสมาชิก รวมท้ังยกสถานะและอํานาจตอรอง และภาพลักษณของประเทศสมาชิกในเวที
ระหวางประเทศไดดียิ่งข้ึน ซ่ึงจะเอื้อใหไทยสามารถผลักดันและไดรับผลประโยชนดานตางๆ
เพม่ิ มากขน้ึ ดว ย ตวั อยา งเชน

- อาเซยี นขยายตลาดใหก ับสนิ คา ไทยจากประชาชนไทย ๖๐ ลา นคน เปน ประชาชน
อาเซียนกวา ๕๕๐ ลานคน ประกอบกับการขยายความรวมมือเพื่อเชื่อมโยงโครงสรางพื้นฐาน เชน
เสน ทางคมนาคม ระบบไฟฟา โครงขา ยอนิ เทอรเ นต็ ฯลฯ จะชว ยเพม่ิ โอกาสทางการคา และการลงทนุ
ใหกบั ไทย

นอกจากนี้ อาเซียนยังเปนทั้งแหลงเงินทุนและเปาหมายการลงทุนของไทย และไทยได
เปรียบประเทศสมาชกิ อ่นื ๆ ท่ีมีท่ีตั้งอยูใจกลางอาเซียน สามารถเปน ศนู ยกลางทางการคมนาคมและ
ขนสง ของประชาคม ซง่ึ มกี ารเคลอ่ื นยา ยสนิ คา บรกิ าร และบคุ คล ระหวา งประเทศสมาชกิ ทสี่ ะดวกขน้ึ

- อาเซียนชวยสงเสริมความรวมมือในภูมิภาคเพื่อเผชิญกับภัยคุกคามที่สงผลกระทบ
ตอประชาชนโดยตรง เชน SARs ไขหวัดนก การคามนุษย ภัยพิบัติทางธรรมชาติ หมอกควัน
ยาเสพติด ปญหาโลกรอ น และปญหาความยากจน เปน ตน

- อาเซยี นจะชว ยเพมิ่ อาํ นาจตอ รองของไทยในเวทโี ลก และเปน เวทที ไ่ี ทยสามารถใชใ น
การผลกั ดนั ใหม กี ารแกไ ขปญ หาของเพอ่ื นบา นทก่ี ระทบมาถงึ ไทยดว ย เชน ปญ หาพมา ในขณะเดยี วกนั
ความสมั พันธพหภุ าคี ในกรอบอาเซียนจะเกือ้ หนุนความสมั พนั ธของไทยในกรอบทวิภาคี เชน ความ
รวมมอื กับมาเลเซยี ในการแกไขปญ หา ๓ จงั หวดั ชายแดนใตดวย

๓๔

ó àÊÒËÅÑ¡»ÃЪҤÁÍÒà«Õ¹¡ºÑ ¤ÇÒÁàª×èÍÁâ§ÃÐËÇÒ‹ §¡Ñ¹ã¹ÍÒà«Õ¹

¡ÒÃà¢ÒŒ ÊÙ‹»ÃЪҤÁÍÒà«ÂÕ ¹ »‚ òõõø »ÃСͺ´ÇŒ  ó àÊÒËÅÑ¡

ñ. »ÃЪҤÁ¡ÒÃàÁ×ͧ ò. »ÃЪҤÁàÈÃɰ¡¨Ô ó. »ÃЪҤÁÊѧ¤ÁáÅÐ
áÅФÇÒÁÁ¹Ñè ¤§ÍÒà«ÂÕ ¹ ÍÒà«Õ¹ (AEC) ÇѲ¹¸ÃÃÁÍÒà«ÂÕ ¹
(ASCC)
(APSC)

à»Ò‡ ËÁÒ : ໹š 椄 ¤Á·ÕÊè ÁÒª¡Ô➡ ➡➡ à»Ò‡ ËÁÒ : ¾²Ñ ¹Ò¢´Õ ¤ÇÒÁÊÒÁÒö à»Ò‡ ËÁÒ : ໹š 椄 ¤Á·ÁÕè àÕ Í¡ÀÒ¾
Á¤Õ ÇÒÁäÇàŒ ¹Í×é àªÍ×è 㨫§èÖ ¡¹Ñ áÅС¹Ñ➡ ➡➡㹡ÒÃᢧ‹ ¢Ñ¹¡ºÑ âÅ¡ÀÒ¹͡ àÍ×éÍÍÒ·Ã ÁÕ¡ÒþѲ¹Ò¤Ø³ÀÒ¾
ÁàÕ Ê¶ÂÕ ÃÀÒ¾ Ê¹Ñ μÀÔ Ò¾ áÅФÇÒÁ➡ ➡➡ ªÇÕ μÔ ¤ÇÒÁ໹š Í·‹Ù ´èÕ Õ áÅÐÁ¤Õ ÇÒÁ
»ÅÍ´ÀÑÂ㹪ÇÕ μÔ áÅÐ·Ã¾Ñ ÂÊ¹Ô Á¹Ñè ¤§·Ò§Ê§Ñ ¤ÁáÅÐÇ²Ñ ¹¸ÃÃÁ

á¼¹¡Òè´Ñ μ§éÑ »ÃЪҤÁ¡ÒÃàÁÍ× § á¼¹¡ÒèѴμÑé§»ÃЪҤÁÊѧ¤Á á¼¹¡ÒèѴμéѧ»ÃЪҤÁÊѧ¤Á
áÅФÇÒÁÁ¹Ñè ¤§ÍÒà«ÂÕ ¹ (APSC àÈÃɰ¡Ô¨ÍÒà«Õ¹ (AEC) áÅÐÇ²Ñ ¹¸ÃÃÁÍÒà«ÂÕ ¹ (ASCC
Blueprint) Blueprint)

á¼¹áÁº‹ ·Ç‹Ò´ÇŒ ¤ÇÒÁàªÍè× Áâ§ÃÐËNjҧ¡Ñ¹ã¹ÍÒà«Õ¹
(ASEAN Connectivity)

ñ. ¤ÇÒÁàªèÍ× Áâ§¢¹éÑ ¾¹é× °Ò¹ ò. ¤ÇÒÁàªèÍ× Áâ§ ó. ¤ÇÒÁàª×èÍÁâ§
´ÒŒ ¹¡®ÃÐàºÂÕ º ´ŒÒ¹»ÃЪҪ¹

- ¾²Ñ ¹ÒÃкºμ‹Ò§æ ·èÁÕ ¤Õ ÇÒÁ - àª×èÍÁâ§¡®ÃÐàºÕºμ‹Ò§æ - ¡Ãкǹ¡ÒÃÊÃÒŒ §¤ÇÒÁà¢ÁŒ ᢧç
ËÅÒ¡ËÅÒÂã¹ÀÙÁÔÀÒ¤ãËŒÁÕ ¼Ò‹ ¹¡Òè´Ñ ·Òí ¢ÍŒ μ¡Å§ÃÐËÇÒ‹ § ·Ò§ÍÑμÅѡɳáÅФÇÒÁ
¤ÇÒÁàª×Íè Á⧡ѹ »ÃÐà·È ¤ÇÒÁμ¡Å§ÃдѺ ໹š Í¹Ñ Ë¹§èÖ Í¹Ñ à´ÂÕ Ç¢Í§ÍÒà«ÂÕ ¹
ÀÁÙ ÔÀÒ¤ ¾¸Ô ÊÕ ÒÃμ‹Ò§æ
- ºÃÙ ³Ò¡ÒÃ㪻Œ ÃÐ⪹Ï Ç‹ Á¡¹Ñ ä´Œ - ª‹Ç»ÃÐÊÒ¹·Ò§Êѧ¤ÁáÅÐ
Í‹ҧÁ»Õ ÃÐÊÔ·¸ÀÔ Ò¾ Ç²Ñ ¹¸ÃÃÁ

- ʧ‹ àÊÃÁÔ »ÃÐÊ·Ô ¸ÀÔ Ò¾¢Í§¤ÇÒÁ
àªÍ×è Áâ§´ÒŒ ¹â¤Ã§ÊÃÒŒ §¾¹×é °Ò¹
áÅдŒÒ¹¡®ÃÐàºÂÕ º

๓๕

(ASEAN Connectivity)

º·ÊÃØ»

ไทยไดร ับประโยชนเปนอยา งมากจากความรว มมือดานตา งๆ ของอาเซยี น ไมว าจะเปน
ประโยชนจ ากการทภี่ มู ภิ าคมเี สถยี รภาพและสนั ตภิ าพอนั เปน ผลจากกรอบความรว มมอื ดา นการเมอื งและ
ความมนั่ คงของอาเซยี น ซง่ึ เปน ปจ จยั สาํ คญั ทท่ี าํ ใหน กั ลงทนุ ตา งชาตเิ ดนิ ทางเขา มาลงทนุ และทอ งเทยี่ ว
ในประเทศไทย การท่ีไทยสามารถสงออกไปยังประเทศสมาชิกอาเซียนไดมากข้ึน และมีตนทุนการ
ผลิตที่ตาํ่ ลง รวมถงึ การมนี กั ทอ งเท่ียวจากประเทศสมาชิกอาเซยี นเดนิ ทางยังประเทศไทยเพมิ่ มากข้ึน
อันเปนผลมาจากการมีกรอบความรวมมือดานเศรษฐกิจของอาเซียน และการท่ีไทยสามารถแกไข
ปญหาที่มีผลกระทบตอสังคมไดอยางมีประสิทธิภาพมากย่ิงข้ึน เชน โรคระบาด เอดส ยาเสพติด
สิ่งแวดลอม ภัยพิบัติ และอาชญากรรมขามชาติ อันเปนผลมาจากการมีความรวมมือทางดานสังคม
และวัฒนธรรมของอาเซียน ซงึ่ หากไมม แี ลว ก็คงเปน การยากทไ่ี ทยจะแกไขปญ หาเหลานไ้ี ดโดยลําพงั

การทําสนธิสัญญาหรือกฎบัตรอาเซียนนั้นก็เพ่ือประโยชนรวมกันในภูมิภาคและอาศัย
อาเซียนเปนเครื่องมือในการดําเนินความรวมมือ และพันธกรณีหรือหนาท่ีตามสนธิสัญญาน้ัน
ยอ มสง ผลกระทบตอ การดาํ เนนิ ความรว มมอื ภายใตก รอบอาเซยี นโดยปรยิ าย นอกจากนอี้ าเซยี นยงั ได
เปน เวทที ท่ี าํ ใหเ กดิ สนธสิ ญั ญาในเรอ่ื งอนื่ ๆ เชน การทาํ ใหภ มู ภิ าคปลอดจากอาวธุ นวิ เคลยี ร หรอื ลา สดุ
ในดานการตอตานการกอการราย ตลอดจนความตกลงเร่ืองเศรษฐกิจ และความรวมมือเฉพาะดาน
เชน ดานการสงเสริมสวัสดิการสังคม การศึกษา การปองกันและปราบปรามอาชญากรรมขามชาติ
สิง่ แวดลอ ม การจดั การภยั พิบัติ ฯลฯ ซ่ึงลวนอาศัยอาเซยี นเปน กลไกสาํ คญั ท้งั สน้ิ ดงั นนั้ แมใ นทาง
รูปแบบแลวจะไมถือวาอาเซียนไดตั้งอยูบนฐานกฎหมายระหวางประเทศ แตในทางเน้ือหากฎหมาย
ระหวา งประเทศและความตกลงเหลา นก้ี จ็ ะไดม อี ทิ ธพิ ลตอ การดาํ เนนิ การของอาเซยี นในชว งเวลาทผ่ี า นมา

๓๖

๓๗

º··èÕ ó

»ÃÐà·ÈÊÁÒª¡Ô »ÃЪҤÁÍÒà«Õ¹

ÇÑμ¶Ø»ÃÐʧ¤

๑. เพื่อใหผ เู รียนรูท่ตี ้งั เมอื งหลวง ภาษาทใ่ี ช การปกครอง หนว ยเงนิ ตรา ของประเทศ
สมาชิกประชาคมอาเซยี น

๒. เพอ่ื ใหผ เู รยี นรสู งิ่ ทค่ี วรปฏบิ ตั หิ รอื ไมค วรปฏบิ ตั ใิ นประเทศสมาชกิ ประชาคมอาเซยี น

º·นํา

“ÃŒÙà¢Ò ÃàŒÙ ÃÒ ÃºÃÍŒ ¤ÃÑ§é ª¹ÐÃÍŒ ¤Ãéѧ” เปน ประโยคทีค่ ุนหูกนั ดี ซึ่งเปนขอ คดิ เชงิ ปรชั ญา
จากซุนวู ผูเขียนตําราพิชัยสงครามของซุนวู “¡Òê¹Ð·éѧÌÍÂÁÔ㪋ÇÔ¸Õ¡ÒÃÍѹ»ÃÐàÊÃÔ°á·Œ á싪¹Ð
â´ÂäÁ‹μÍŒ §ÃºàÅ ¨Öè§¶×ÍÇÒ‹ ໚¹ÇÔ¸¡Õ ÒÃÍѹÇàÔ ÈÉÂèÔ§” áÅÐ “ËÒ¡ÃÙàŒ ¢Ò ÃàŒÙ ÃÒ áÁŒ¹Ãº¡Ñ¹μÑé§ÃŒÍ¤çéÑ ¡ç
äÁ‹ÁÍÕ Ñ¹μÃÒÂÍѹ㴠¶ÒŒ äÁ‹ÃàÙŒ ¢Òáμ‹ÃŒÙà¾ÂÕ §àÃÒ á¾Œª¹Ð‹ÍÁกํ้า¡èÖ§Í‹٠ËÒ¡äÁ‹ÃÙŒã¹μÑÇà¢ÒμÇÑ àÃÒàÊÕÂàÅÂ
¡μç ŒÍ§»ÃÒªÂÑ ·Ø¡¤Ã§éÑ ·ÕèÁ¡Õ ÒÃÂ·Ø ¸¹ ¹éÑ áÅ” เชนเดยี วกนั กบั ในยุคปจ จุบนั ท่เี รากาํ ลังจะกา วเขาสูศตวรรษ
ที่ ๒๑ ซ่ึงเปนศตวรรษแหงความกาวหนาในหลายๆ ดานท้ังดานเทคโนโลยี ดานการคมนาคมขนสง
ดานการติดตอสื่อสาร ดานเศรษฐกิจ ดานการเมือง ดานการศึกษา ฯลฯ ฉะน้ัน นอกจากเราตองรู
ขีดความสามารถของเราหรือประเทศของเราแลว เราจึงจําเปนตองรูภาพรวมของโลกเพ่ือใหสามารถ
แขงขันกับประเทศอ่ืนได โดยเฉพาะอยางย่ิงในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต หรือประเทศสมาชิก
อาเซียน เพ่ือใหสามารถเขาใจ รับรู รวมมือ และอาจจะตองแขงขันในเวทีทางการคาและเศรษฐกิจ
ในอกี หลายๆ มิติ

๓๘

ñ. ÃÒªÍҳҨѡÃä·Â (Kingdom of Thailand)

ที่ต้ัง ตั้งอยูบนคาบสมุทรอินโดจีน ภูมิภาคตะวันออกเฉียงใต ทิศตะวันออกติดกับ
ประเทศลาวและกัมพูชา ทิศใตติดกับอาวไทยและประเทศมาเลเซีย ทิศตะวันตก
ตดิ กบั ทะเลอันดามนั และประเทศพมา ทิศเหนือตดิ กบั ประเทศพมา และลาว

พ้นื ที่ ๕๑๓,๑๒๐ ตารางกิโลเมตร เปน อนั ดับที่ ๕๐ ของโลก
เมืองหลวง กรงุ เทพมหานคร (Bangkok)
ประชากร ประมาณ ๖๗.๗ ลานคน
ภาษา ภาษาไทย เปนภาษาราชการ
ศาสนา ประมาณรอยละ ๙๕ นับถือศาสนาพุทธ ศาสนาอิสลามประมาณรอยละ ๔

ศาสนาครสิ ตแ ละศาสนาอ่ืนประมาณรอ ยละ ๑
การปกครอง ระบอบประชาธิปไตยผา นระบบรัฐสภา โดยมพี ระมหากษตั ริยทรงเปน ประมุข
ประมขุ พระมหากษตั รยิ อ งคป จ จบุ นั คอื สมเดจ็ พระเจา อยหู วั มหาวชริ าลงกรณ บดนิ ทรเทพยวรางกรู

รัชกาลที่ ๑๐ แหง ราชวงศจ กั รี
ผูนาํ รัฐบาล นายกรฐั มนตรี ดํารงตาํ เเหนง วาระละ ๔ ป

นายกรฐั มนตรี ปจ จุบัน (พ.ศ. ๒๕๕๙) พล.อ.ประยุทธ จันทรโ อชา
หนว ยเงินตรา บาท (Baht )

๓๙

¢ÍŒ ¤Çû¯ÔºÑμ/Ô ¢ŒÍ¤ÇÃÃÙŒ

ขอ ปฏิบัติ (DO) ขอ ควรรู (Don’t)

● สถาบันกษตั ริยเ ปนที่เคารพสักการะ การละเมดิ ● ภิกษุ สามเณร ถือวาเปนบุคคลที่คนไทย
ไมวาตอหนาหรือลับหลังถือเปนความผิด ใหความเคารพนับถือมากที่สุด หามผูหญิง
ตามรัฐธรรมนูญ แตะเนือ้ ตองตัวพระสงฆโดยเดด็ ขาด

● การแสดงความเคารพตอสถาบันกษัตริยเปนส่ิง ● ชาวไทยถือวาศีรษะเปนของสูงจึงไมควร
พึงปฏิบัติ แตะตอ งศรี ษะของผใู ด หากบงั เอญิ พลาดไป
แตะศีรษะของผูใด ควรกลาวคําขอโทษ
โดยเร็ว

● การยนื ถวายความเคารพระหวา งเพลงสรรเสรญิ ● ชาวไทยถอื วา เทา เปน ของตา่ํ จงึ ไมค วรยกเทา
พระบารมเี ปน ส่งิ พึงปฏิบตั ิ พาดบนโตะ เกาอี้ หรือใชเทาชี้คนอื่น
หรอื สิ่งของใดๆ

● เมอื่ ใดไปวดั ในพระพทุ ธศาสนาควรแตง กายสภุ าพ ● การแสดงความรูสึกทางเพศอยางเปดเผย
เรยี บรอ ย อนญุ าตใหส วมรองเทา เดนิ รอบอโุ บสถ ในทสี่ าธารณะ ถอื เปน สง่ิ ทไ่ี มไ ดร บั การยอมรบั
(โบสถ) แตต อ งถอดรองเทา กอ นเขา อโุ บสถ (โบสถ) ในวัฒนธรรมไทย
และบริเวณทมี่ ีปายบอกแสดงไว

● ในกรณีของศาสนาอื่นใหปฏิบัติตามประเพณี ● ธงชาตถิ อื เปน ของสงู ไมค วรนาํ มากระทาํ การ
ปฏิบตั ิของศาสนานั้นๆ ใดๆ ท่เี ปนการเหยยี ดหยาม

● ควรแตงกายอยางสุภาพเรียบรอยในการติดตอ ● ในระหวางรับประทานอาหารไมควรให
สถานที่ราชการและวดั ชอนสอมกระทบกัน

● การเดินผานผูท่ีนั่งอยู ควรที่จะคอมตัวลง ● พระสงฆเ ปน บคุ คลทชี่ าวไทยใหค วามเคารพ
โดยเฉพาะอยา งยงิ่ กลุมคนทอ่ี าวุโสกวา อยางสงู

● ไมต ะโกนหรอื พดู คยุ เสยี งดงั ขณะอยใู นเขตวดั
รวมถึงศาสนสถานอน่ื ๆ


Click to View FlipBook Version