The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

ศึกษาวิเคราะห์ลักษณะทางการเมือง เศรษฐกิจ สังคมไทยในปัจจุบันและหลักการใช้ชีวิตแบบเศรษฐกิจพอเพียงในกระแสโลกาภิวตน์ ประวัติความเป็นมาของอาเซียน ความรู้พื้นฐานชองประเทศสมาชิกและบทบาทตำรวจไทยตามยุทธศาสตร์ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search

Book05 สังคม เศรษฐกิจ การเมืองไทย ในสภาวการณ์ปัจจุบัน

ศึกษาวิเคราะห์ลักษณะทางการเมือง เศรษฐกิจ สังคมไทยในปัจจุบันและหลักการใช้ชีวิตแบบเศรษฐกิจพอเพียงในกระแสโลกาภิวตน์ ประวัติความเป็นมาของอาเซียน ความรู้พื้นฐานชองประเทศสมาชิกและบทบาทตำรวจไทยตามยุทธศาสตร์ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ

Keywords: สังคม

๙๐

ตามแผนงานไปสูการเปนประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนโดยมีปลัดกระทรวงพาณิชยเปนประธาน
และสําหรบั เสาสังคมและวัฒนธรรม ไดแ ก คณะกรรมการแหง ชาตดิ านประชาคมสังคมและวัฒนธรรม
อาเซยี นโดยมรี ฐั มนตรีวา การกระทรวงการพฒั นาสงั คมและความมน่ั คงของมนษุ ยเปนประธาน

ô. º·ºÒ·¢Í§¡ÃзÃǧ¡ÒÃμ‹Ò§»ÃÐà·È
๔.๑ กระทรวงการตา งประเทศมบี ทบาทหลักใน ๒ เร่อื งคอื
๑) ทําหนาท่ีเปนหนวยงานประสานหลัก (focal point) ดูแลภาพรวมเรื่อง

อาเซียนในฐานะสาํ นกั เลขาธิการอาเซียนแหงชาติตามกฎบัตรอาเซียน และ
๒) ทาํ หนา ทเ่ี ปน focal point ในการประสานงานของเสาการเมอื งและความ

มนั่ คงอาเซียน
๔.๒ ในฐานะหนวยงานประสานหลักดูแลภาพรวมของการดําเนินการในกรอบ

อาเซยี นของไทย กระทรวงการตางประเทศใชกลไกของ¤³Ð¡ÃÃÁ¡ÒÃÍÒà«ÂÕ ¹áË‹§ªÒμÔ ซ่ึงมรี ัฐมนตรี
วาการกระทรวงการตางประเทศเปนประธานในการประสานงานระดับนโยบาย เพ่ือบูรณาการการ
ดาํ เนนิ การของหนว ยงานไทยและเตรยี มความพรอ มเพอื่ กา วสกู ารเปน ประชาคมอาเซยี นในป ๒๕๕๘
อยางเปนเอกภาพและมีประสิทธิภาพโดยจะมีการประชุมคณะกรรมการอาเซียนแหงชาติเปนระยะ
เพ่ือติดตามความคืบหนาการดําเนินการของหนวยราชการตางๆ รวมทั้งประสานการดําเนินงาน
ในประเด็นทีค่ าบเกี่ยวระหวา งทง้ั สามเสา

๔.๓ ในฐานะ focal point ในการประสานงานของเสาการเมืองและความมั่นคง
อาเซยี น กระทรวงการตา งประเทศเปน ประธานคณะกรรมการดาํ เนนิ การเพอ่ื จดั ตง้ั ประชาคมการเมอื ง
และความมน่ั คง เพอื่ ทบทวนความคบื หนา ลา สดุ ในสว นของไทยในการดาํ เนนิ การเพอ่ื เปน ไปตามแผนงาน
จดั ตง้ั ประชาคมการเมอื งและความมน่ั คงอาเซยี น รวมทง้ั พจิ ารณาสาขาความรว มมอื ทไี่ ทยควรผลกั ดนั
ในการปฏิบัติตามแผนงานจัดต้ังประชาคมการเมืองและความม่ันคงอาเซียน อาทิ การแกไขปญหา
ยาเสพติด การจดั การเรือ่ งภยั พบิ ัตแิ ละการตอ ตา นการคา มนุษย

õ. ¡ÒÃดาํ à¹Ô¹§Ò¹·¼èÕ Ò‹ ¹ÁÒà¡ÕÂè ǡѺ¡ÒÃàμÃÂÕ Á¤ÇÒÁ¾ÃŒÍÁÊ‹»Ù ÃЪҤÁÍÒà«Õ¹
õ.ñ ¡ÒÃàμÃÕÂÁ¤ÇÒÁ¾ÃŒÍÁÀÒ¤ÃѰ กระทรวงการตางประเทศใหความสําคัญกับ

การดําเนินการในหลายมิติท้ังในการใหแนวคิดแกสวนราชการเพ่ือรองรับการเปนประชาคมอาเซียน
การพัฒนาบุคลากรและการสรางศักยภาพแกขาราชการและการสงเสริมการปฏิบัติตามแผนงาน
การจดั ตงั้ ประชาคมอาเซยี นในทงั้ สามเสาโดยทผ่ี า นมาไดม กี ารผลกั ดนั ดาํ เนนิ การในประเดน็ ตา งๆ อาทิ

• ผลักดันใหมีการจัดต้ังกลุมงานหรือสวนงานที่รับผิดชอบประเด็นเกี่ยวกับ
อาเซยี นโดยตรง (ASEAN Unit) ในแตล ะหนว ยงานเพอ่ื ใหส ามารถดาํ เนนิ การและเตรยี มความพรอ ม
สกู ารเปนประชาคมอาเซยี นไดอยา งมปี ระสทิ ธภิ าพมากยง่ิ ขึ้น

๙๑

• ประสานกับสํานักงานคณะกรรมการพัฒนาขาราชการพลเรือนเพื่อจัด
โครงการเสรมิ สรา งความรคู วามเขา ใจเกยี่ วกบั อาเซยี นแกข า ราชการ พฒั นาทกั ษะการทาํ งานและเจรจา
ระหวา งประเทศรวมทั้งทกั ษะภาษาอังกฤษและภาษาเพือ่ นบานใหแ กข าราชการ

• จดั ทาํ หลกั สตู รอาเซยี นเพอื่ ฝก อบรม และใหค วามรเู กยี่ วกบั ประชาคมอาเซยี น
ใหแ กข า ราชการหรอื พนกั งานหนว ยงานของรฐั (ระดบั ไมต า่ํ กวา ชาํ นาญการ) หรอื หนว ยงานภาคเอกชน
(ระดบั ไมต่าํ กวาผจู ัดการ) ซึง่ ปฏิบตั งิ านทีเ่ กย่ี วขอ งกับอาเซยี นและประเทศเพ่อื นบา นโดยจดั ฝกอบรม
รนุ แรกระหวา งวนั ที่ ๑๓-๒๖ สงิ หาคม ๒๕๕๕ ทงั้ นกี้ ารฝก อบรมประกอบดว ยการบรรยายความรเู กยี่ วกบั
อาเซยี นจากผทู รงคณุ วฒุ จิ ากหนว ยงานตา งๆ รวมถงึ การศกึ ษาดงู านภายในประเทศโดยเฉพาะจงั หวดั
ทเ่ี ปน จดุ เชอื่ มโยงหรอื เปน จดุ ยทุ ธศาสตรข องไทยตอ อาเซยี นในดา นตา งๆ และการดงู านในตา งประเทศ
ไดแ ก สาํ นักเลขาธิการอาเซยี น ณ กรุงจาการต า

• ประสานงานกับสวนราชการท่ีเกี่ยวของในเร่ืองการผลักดันใหมีการแกไข
และปรับปรุงกฎหมายใหสอดคลองกับพันธกรณีของไทยภายใตประชาคมอาเซียนในท้ังสามเสา
เพอ่ื ใหก ฎหมายทนั สมยั และเออ้ื ใหไ ทยสามารถแขง ขนั และใชโ อกาสจากประชาคมอาเซยี นไดอ ยา งเตม็ ที่

õ.ò ¡ÒÃàμÃÂÕ Á¤ÇÒÁ¾ÃÍŒ ÁÀÒ¤àÍ¡ª¹ กระทรวงพาณชิ ยต ระหนกั ถงึ บทบาทสาํ คญั
ของภาคเอกชนรวมทงั้ SMEs ในการสรางความกา วหนาทางเศรษฐกิจ และสรางรายไดใหแกป ระเทศ
และไดส รางเครือขาย และการปฏสิ ัมพันธอ ยางใกลชิดกับภาคเอกชนในสาขาตางๆ โดยท่ีผา นมาไดม ี
การดําเนินการในประเด็นตา งๆ อาทิ

• เรงดําเนินการเสริมสรางความรูความเขาใจเก่ียวกับประชาคมอาเซียน
มาอยา งตอ เนอื่ งโดยเฉพาะเรอื่ งประชาคมเศรษฐกจิ อาเซยี นโดยไดม กี ารทาํ งานรว มกนั ระหวา งภาครฐั
ภาคเอกชนและผูมีสวนไดสวนเสียตางๆ ตลอดจนการเสริมสรางความแข็งแกรงใหกับภาค SMEs
ของไทยโดยที่ผา นมาไดมกี ารดําเนนิ การตางๆ อาทิ

• จัดต้ังศูนยบริการขอมูลประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนเพ่ือใหขอมูล
และคาํ ปรึกษากับผูป ระกอบการและผทู สี่ นใจในการนําขอ มลู ไปใชป ระโยชนใ นทางธุรกิจ

• สรางเครือขายการใหความรูของศูนยบริการขอมูลประชาคมเศรษฐกิจ
อาเซียนในจังหวดั ตางๆ ท่ัวประเทศโดยจะทยอยเปดใหบรกิ ารไดใ นชวงตนป ๒๕๕๕ ตลอดจนสรา ง
เครอื ขา ยพันธมติ รกับหนว ยงานที่เกีย่ วขอ งระดบั ทอ งถ่นิ อาทิ หอการคา จงั หวดั อบจ./อบต. รวมทั้ง
สถาบันการศึกษาเพื่อเผยแพรขอมูลและเตรียมความพรอมเพื่อรองรับประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนใน
ระดับชุมชนและเยาวชน

• เผยแพรแ ละประชาสมั พนั ธเ กย่ี วกบั การเตรยี มการรองรบั การเปน ประชาคม
อาเซยี นผา นสอ่ื ตา งๆ และนทิ รรศการเคลอื่ นที่ อาทิ วดี ทิ ศั น สงิ่ พมิ พแ ละเวบ็ ไซต โดยเนน การใชภ าษา
ที่เขา ใจงาย

• จัดประชุมเวทีการมีสวนรวมและการบรรยาย/เสวนาระหวางหนวยงาน
ภาครัฐและภาคเอกชน รวมทั้งสมาคมธุรกิจสาขาท่ีเกี่ยวของเพ่ือสรางเครือขายความรวมมือระหวาง
ภาครฐั และภาคธุรกจิ ตลอดจนรบั ฟง ความคิดเหน็ ปญ หาและอุปสรรคจากภาคเอกชน

๙๒

õ.ó ¡ÒÃàμÃÕÂÁ¤ÇÒÁ¾ÃŒÍÁÀÒ¤»ÃЪҪ¹ กระทรวงการตางประเทศใหความ
สาํ คญั กบั การสรา งความตระหนกั รู และใหป ระชาชนมสี ว นรว มในกระบวนการสรา งประชาคมอาเซยี น
และไดรวมมืออยา งใกลช ดิ กบั หนวยราชการท้ังจากสวนกลางและสวนภมู ภิ าคในการจดั กิจกรรมตางๆ
เพ่ือประชาสัมพันธและเสริมสรางความรูความเขาใจเกี่ยวกับอาเซียนในประชาชนทุกภาคสวนและ
ในทกุ ระดบั โดยท่ีผานมาไดมกี ารดําเนินการทีส่ าํ คัญหลายประการ อาทิ

• การจัดกิจกรรมอาเซียนสัญจรไปยังจังหวัดตางๆ ใน ๑๕ จังหวัด ไดแก
นครราชสมี า ภูเกต็ ฉะเชงิ เทรา ปราจนี บรุ ี นครนายก จันทบรุ ี กาญจนบุรี สมุทรสาคร ลพบุรี ชลบุรี
ระยอง ตาก เชียงราย สุราษฎรธ านี และอุดรธานี

• การจัดกิจกรรมวันอาเซียนในวันท่ี ๘ สิงหาคมของทุกปโดยในป ๒๕๕๖
มผี ูเ ขา รวมกิจกรรมที่ กต. จัดขึ้นประมาณ ๑,๐๐๐ คนและ มีนกั เรียนจากโรงเรียนตางๆ กวา ๗๐ แหง
ทัว่ ประเทศเขารว ม

• การจดั ทําส่อื เผยแพร (สงิ่ พมิ พ เวบ็ ไซต รายการโทรทศั น วิทยุ)
• การจัดสัมมนาและสงวิทยากรบรรยายแกครู นักเรียน สถาบันภาครัฐ
และสถาบนั การศกึ ษา
• การจดั คายเยาวชนภาษาองั กฤษ
ö. ¡ÒÃดําà¹¹Ô §Ò¹¢ŒÒ§Ë¹ÒŒ
• สงเสริมความสัมพันธและความรวมมือระหวางไทยกับประเทศเพ่ือนบาน
อยางใกลช ดิ ทั้งในกรอบทวิภาคี อนภุ ูมภิ าคและอาเซยี น รวมทั้งการใหความชว ยเหลอื เพอ่ื ลดชอ งวาง
ดานการพัฒนาซึ่งจะชว ยสง เสริมการรวมตัวเปน ประชาคมอาเซยี นตอ ไป
• เรงรัดการดําเนินการดานความเช่ือมโยงในภูมิภาคโดยเฉพาะการสรางระเบียง
เศรษฐกจิ ตา งๆ เพอ่ื สง เสรมิ ทต่ี งั้ ทางยทุ ธศาสตรข องไทยในภมู ภิ าค และขยายความเจรญิ รงุ เรอื งไปยงั
พ้นื ท่ีตา งๆ
• ภาครฐั ยงั คงตอ งเรง ดาํ เนนิ การภายในใหส อดคลอ งกบั ขอ ตกลงในการเปน ประชาคม
อาเซยี นเพอ่ื รกั ษาความนา เชอื่ ถอื และสง เสรมิ บทบาทของไทยในอาเซยี นตอ ไป รวมทง้ั ปรบั โครงสรา ง
และปรับปรุงกฎหมายและกฎระเบียบตางๆ เพื่อสงเสริมบรรยากาศการคาและการลงทุนในไทย
และสง เสริมความสามารถในการแขง ขันของไทย
• พัฒนาศักยภาพของภาคอุตสาหกรรม และธุรกจิ ของไทยใหไ ดมาตรฐาน และมีขดี
ความสามารถในการแขง ขนั ในตลาดอาเซียนและตลาดโลก
• ผลักดันการสรางเครือขายนักธุรกิจ และผูประกอบการของอาเซียนเพื่อสราง
ความรวมมอื และลดการแขง ขนั ระหวา งกนั
• สงเสริมใหทุกภาคสวนสามารถเขาถึงขอมูลอาเซียนไดอยางกวางขวางย่ิงข้ึน
โดยเฉพาะในสวนทีอ่ าจไดรบั ผลกระทบ เชน ภาคการเกษตรและประชาชนทอี่ าศยั อยใู นพน้ื ท่หี างไกล
โดยจัดทาํ ขอมูลที่จําเปนในภาษาท่เี ขาใจงา ยในการเผยแพร และใชชองทางภูมภิ าคและทอ งถ่ินในการ

๙๓

เผยแพรข อ มลู มากยงิ่ ขน้ึ เชน การใหผ วู า ราชการจงั หวดั ปลดั จงั หวดั นายอาํ เภอ ปลดั อาํ เภอและองคก ร
บรหิ ารสว นทอ งถนิ่ เปน สอื่ กลางในการถา ยทอดขอ มลู ไปยงั ประชาชนในทอ งทข่ี องตน ซงึ่ จะชว ยใหก าร
สอ่ื สารมปี ระสทิ ธภิ าพ และตรงตามความตองการของทอ งถ่ินแตล ะแหง โดยกระทรวงการตา งประเทศ
จะดําเนินงานรว มกับกระทรวงมหาดไทยอยา งใกลช ิด

¤ÇÒÁÊÍ´¤ÅŒÍ§¢Í§ÂØ·¸ÈÒÊμÏ¡ÒÃࢌÒÊÙ‹»ÃЪҤÁÍÒà«Õ¹¢Í§»ÃÐà·Èä·Â
¡ºÑ ÀÒá¨Ô ¢Í§ตําÃǨ

ÂØ·¸ÈÒÊμÏ»ÃÐà·È : ÂØ·¸ÈÒÊμÏ·èÕ ñ ¡ÒÃà¾èÔÁ¢Õ´¤ÇÒÁÊÒÁÒö㹡ÒÃᢋ§¢Ñ¹¢Í§»ÃÐà·È
à¾Í×è ËÅ´Ø ¾Œ¹¨Ò¡»ÃÐà·ÈÃÒÂä´»Œ Ò¹¡ÅÒ§ (Growth& Competitiveness)

à¾èÁÔ ¢´Õ ÊÌҧ¤ÇÒÁàªÍ×è Áâ§ ¾²Ñ ¹ÒÈÑ¡ÂÀÒ¾
¤ÇÒÁÊÒÁÒö㹠´ŒÒ¹¡Ò÷‹Í§à·ÕÂè Ç ¡ÒÃμÃǨ¤¹à¢ÒŒ àÁÍ× §
¡ÒÃᢧ‹ ¢Ñ¹¢Í§ Ã¡Ñ ÉÒ¤ÇÒÁ»ÅÍ´ÀÂÑ
¡ÒÃºÃ¡Ô Òà Ãкºâ¤Ã§¢Ò‹ ¤Á¹Ò¤Á
»ÃÐà·È áÅСÒÃŧ·¹Ø ã˺Œ ÃÔ¡ÒÃáÅÐอํา¹Ç¤ÇÒÁ
Êдǡ´ŒÒ¹¡Ò÷͋ §à·ÂèÕ Ç

ÂØ·¸ÈÒÊμ÷ èÕ ñ มเี ปา หมายยทุ ธศาสตร คอื ทาํ ใหป ระเทศไทยมอี ตั ราเศรษฐกจิ ทเ่ี ตบิ โตและแขง ขนั ได
เพอ่ื หลดุ พน จากประเทศรายไดป านกลาง สาํ นกั งานตาํ รวจแหง ชาตวิ างยทุ ธศาสตรส รา งความเชอ่ื มโยง
ดา นการทอ งเทยี่ ว การบรกิ ารและการลงทนุ โดยมภี ารกจิ ในการพฒั นาศกั ยภาพการตรวจคนเขา เมอื ง
เพ่ือรองรับความเชื่อมโยงระบบการคมนาคมขนสง การเปดเสรีทางการคา และการทองเที่ยว มีการ
รักษาความปลอดภัยระบบโครงขายคมนาคมขนสง พนื้ ทช่ี ้ันใน และการใหบรกิ าร อํานวยความสะดวก
ดานการทองเทย่ี ว

๙๔

ÂØ·¸ÈÒÊμÏ»ÃÐà·È : ÂØ·¸ÈÒÊμ÷ èÕ ò ¡ÒÃÅ´àËÅÍ×è Áลาํ้ (Inclusive Growth)

¡ÒÃÅ´ ºÃÔËÒè´Ñ ¡Òà »ÃºÑ »Ãا¡®ËÁÒÂ
¤ÇÒÁàËÅÍ×è Áลํ้า áÅоѲ¹Òͧ¤¡ à áÅÐÃÐàºÕºμ‹Ò§æ
»‡Í§¡Ñ¹»ÃÒº»ÃÒÁ

ÍÒªÞÒ¡ÃÃÁ
áÅÐอาํ ¹Ç¤ÇÒÁÂØμ¸Ô ÃÃÁ

ÂØ·¸ÈÒÊμÏ·èÕ ò มีเปาหมายยุทธศาสตร คือ ยกระดับฐานะของคนทุกกลุมใหสูงขึ้นตามมาตรฐาน
การดํารงชีวิตอยางมีคุณภาพ และขยายโอกาสการเขาถึงบริการสังคมท่ีมีคุณภาพใหท่ัวถึง
และเปน ธรรมมากขน้ึ ปรับปรุงชอ งทางเพอื่ สรางโอกาสการเขาถงึ กระบวนการยุติธรรมของประชาชน
ทุกกลุม ตอตานการคอรรัปชัน และสรางองคความรูเร่ืองอาเซียนใหแกภาคประชาชน สํานักงาน
ตํารวจแหงชาติวางยุทธศาสตรในการจัดการและพัฒนาองคกร โดยมีภารกิจในการปรับปรุงกฎหมาย
และระเบียบตางๆ ประกอบดวย ราง พ.ร.บ.หมายเลขโทรศัพทฉุกเฉิน สํานักงานตํารวจแหงชาติ
พ.ร.บ.คนเขา เมอื ง พ.ร.บ.การมสี ว นรว มในองคก รอาชญากรรม และระเบยี บ กฎหมายอนื่ ๆ ทหี่ นว ยงาน
เสนอขอปรับปรุง อีกทั้งยังมีภารกิจในการปองกันปราบปรามอาชญากรรมขามชาติ และการอํานวย
ความยตุ ธิ รรมและการคุมครองสทิ ธเิ สรภี าพใหไดต ามมาตรฐานสากล

๙๕

Â·Ø ¸ÈÒÊμû ÃÐà·È : Â·Ø ¸ÈÒÊμ÷ èÕ ô ¡ÒÃÊÃÒŒ §¤ÇÒÁÊÁ´ÅØ áÅСÒÃ»ÃºÑ ÃкººÃËÔ Òè´Ñ ¡ÒÃÀҤðÑ
(Internal Process)

ºÃÔËÒèѴ¡Òà ¾²Ñ ¹ÒÈÑ¡ÂÀÒ¾
ªÒÂá´¹ ¡ÒÃμÃǨ¤¹à¢ŒÒàÁ×ͧ
áÅÐᡌä¢
ÀѤ¡Ø ¤ÒÁ

ÊÃÒŒ §¤ÇÒÁÊÁ´ØÅ ÊÃÒŒ §¤ÇÒÁËÇÁÁÍ× Ã¡Ñ ÉÒ¤ÇÒÁ»ÅÍ´ÀÂÑ
áÅлÃѺÃкº ´ÒŒ ¹¡Òû͇ §¡¹Ñ Ãкºâ¤Ã§¢‹Ò¤Á¹Ò¤Á
ºÃÔËÒèѴ¡Òà ¾²Ñ ¹Òâ¤Ã§ÊÌҧ¾é¹× °Ò¹
»ÃÒº»ÃÒÁ à·¤â¹âÅÂÕÊÒÃʹà·È
ÀÒ¤ÃѰ ÍÒªÞÒ¡ÃÃÁ
ºÃËÔ Òè´Ñ ¡Òà áÅСÒÃÊ×Íè ÊÒÃ
¡ÒÃÈ¡Ö ÉÒàÃÕ¹ÃàŒÙ ¡èÂÕ Ç¡Ñº
áÅÐ ÍÒà«ÂÕ ¹áÅСÒþ²Ñ ¹Ò
¾²Ñ ¹Òͧ¤¡ Ã
·Ñ¡ÉТҌ ÃÒª¡ÒÃ

Â·Ø ¸ÈÒÊμ÷ èÕ ô มเี ปาหมายยทุ ธศาสตร คอื สรา งสมดุลและปรบั ระบบบริหารจัดการภายในภาครฐั
ใหเกิดประสิทธิภาพ คุมคาและเกิดผลสัมฤทธ์ิตอภารกิจของรัฐ ปรับโครงสรางระบบราชการ พัฒนา
และบริหารกําลังคน เพ่ิมประสิทธิภาพระบบราชการ และสรางความม่ันคง เพื่อรักษาความสงบและ
เพิ่มความสัมพันธท่ีดีกับประเทศเพ่ือนบาน สํานักงานตํารวจแหงชาติวางยุทธศาสตรในการบริหาร
จัดการชายแดนและแกไขปญ หาภัยคุกคาม รวมท้ังสรางความรว มมอื ดานการปองกนั และปราบปราม
อาชญากรรม และบริหารจัดการและพัฒนาองคกร โดยมีภารกิจในการเฝาระวังตามแนวชายแดน
และคนตางดา วหลบหนเี ขา เมือง พฒั นากลไกความรว มมือหนวยงานตํารวจในอาเซยี นและหนว ยงาน
ความมนั่ คงอนื่ ๆ พฒั นาโครงสรา งพนื้ ฐานเทคโนโลยสี ารสนเทศและการสอื่ สาร และศกึ ษาเรยี นรเู กย่ี วกบั
อาเซียนและพฒั นาทกั ษะขาราชการตาํ รวจ
ËÁÒÂàËμØ : ã¹·Õè¹é¡Õ ÅÒ‹ Ƕ֧੾ÒÐÂØ·¸ÈÒÊμÏ»ÃÐà·È·èÊÕ Í´¤ÅÍŒ §¡ºÑ ÀÒáԨ¢Í§ตาํ ÃǨà·Ò‹ ¹é¹Ñ

๙๖

º·ÊûØ

สํานักงานตํารวจแหงชาติซ่ึงมีหนาท่ีเกี่ยวของโดยตรงทั้งความปลอดภัยและความมั่นคง
ไดมีการแตงต้ังคณะกรรมการอํานวยการเตรียมเขาสูประชาคมอาเซียนและคณะกรรมการขับเคล่ือน
การปฏิบัติเพื่อเขาสูประชาคมอาเซียน จัดทําแผนแมบท จัดทําโครงการสําคัญเรงดวน ซ่ึงไดทําเปน
โรดแมป็ ๓ ระยะดว ยกนั นอกจากนี้ สาํ นกั งานตาํ รวจแหง ชาตยิ งั ใหค วามสาํ คญั และปฏบิ ตั ติ ามขอ ตกลง
ของตํารวจ ASEANAPOL ๙ เร่อื ง ไดแก การลกั ลอบคา ยาเสพตดิ การกอ การราย การลักลอบขน
อาวธุ การลกั ลอบคา มนษุ ย การฉอ โกงทางทะเล อาชญากรรมทางเศรษฐกจิ ความผดิ เกยี่ วกบั ธนาคาร
และการปลอมแปลงบัตรเครดิต อาชญากรรมทางคอมพิวเตอร การปลอมแปลงเอกสารเดินทาง
การฉอ โกงระหวา งประเทศ ในสว นของการทอ งเทย่ี วและการลงทนุ ไดก าํ หนดการรกั ษาความปลอดภยั
การอาํ นวยความสะดวกใหก บั ผเู ดนิ ทางเขา ประเทศ รวมทง้ั ในเรอ่ื งของการรองรบั นโยบายของรฐั บาล
ทจี่ ะจดั ตง้ั เขตเศรษฐกจิ พเิ ศษ สาํ หรบั ศนู ยอ าํ นวยการเตรยี มการเขา สปู ระชาคมอาเซยี นของสาํ นกั งาน
ตํารวจแหงชาติเพื่อทําหนาท่ีขับเคล่ือนการปฏิบัติการเตรียมความพรอมเขาสูประชาคมอาเซียน
จะสามารถประสานงานกบั ตาํ รวจประเทศสมาชกิ ในอาเซยี นใหก บั รฐั บาล หนว ยงานภาครฐั และเอกชน
ท้ังดานความมั่นคง อาชญากรรมขามชาติและการทองเที่ยว เพิ่มประสิทธิภาพในการรวมอาเซียน
ใหเปน หน่ึงเดียว

๙๗

º··Õè õ

¡ÒÃàμÃÕÂÁ¤ÇÒÁ¾ÃŒÍÁ¢Í§»ÃÐà·Èä·ÂࢌÒʋٻÃЪҤÁÍÒà«ÂÕ ¹
´ŒÇ»ÃѪÞÒàÈÃɰ¡Ô¨¾Íà¾Õ§

ÇÑμ¶Ø»ÃÐʧ¤

๑. เพื่อใหผูเรียนรูศักยภาพของอาเซียนซึ่งจะมีผลทําใหประเทศไทยไดรับผลกระทบ
ในดา นตา งๆ

๒. เพอื่ ใหผ เู รยี นรหู ลกั ในการเตรยี มความพรอ มกบั การเขา สปู ระชาคมอาเซยี นดว ยหลกั
ปรชั ญาเศรษฐกจิ พอเพียง

º·นํา

ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง หมายถึง แนวทางการดําเนินชีวิต และการปฏิบัติตนของ
ประชาชนในทุกระดับ ตง้ั แตร ะดับครอบครัว ระดับชมุ ชนจนถึงระดับรฐั ทั้งในการพัฒนาและบริหาร
ประเทศใหด าํ เนนิ ไปในทางสายกลาง ประกอบดว ย ความพอประมาณ ความมเี หตผุ ล และมภี มู คิ มุ กนั
ทด่ี ี โดยมีเงื่อนไขพนื้ ฐาน คือ ความรู และคุณธรรม ซง่ึ นําไปสูก ารดาํ เนนิ ชีวติ ทสี่ มดลุ ยัง่ ยนื สามารถ
รับการเปล่ียนแปลงทั้งภายนอกและภายในไดเ ปน อยางดี ไมว าเปนดานเศรษฐกจิ สังคม สิ่งแวดลอ ม
และวัฒนธรรม

»ÃѪÞҢͧàÈÃɰ¡Ô¨¾Íà¾Õ§

หลกั ปรัชญาของเศรษฐกจิ พอเพียง มีหลักพจิ ารณาอยู ๕ สว น ดงั น้ี
๑. กรอบแนวคิด เปนปรัชญาท่ีช้ีแนะแนวทางการดํารงอยูและปฏิบัติตนในทางที่ควร
จะเปน โดยมีพนื้ ฐานมาจากวถิ ีชวี ิตดั้งเดิมของสงั คมไทย สามารถนํามาประยุกตใ ชไ ดต ลอดเวลา และ
เปนการมองโลกเชิงระบบท่ีมีการเปล่ียนแปลงอยูตลอดเวลา มุงเนนการรอดพนจากภัย และวิกฤต
เพือ่ ความม่นั คง และความยง่ั ยนื ของการพฒั นา
๒. คณุ ลกั ษณะ เศรษฐกจิ พอเพยี งสามารถนาํ มาประยกุ ตใ ชก บั การปฏบิ ตั ติ นไดท กุ ระดบั
โดยเนนการปฏิบัตบิ นทางสายกลาง และการพัฒนาอยางเปนขั้นตอน
๓. คาํ นยิ าม ความพอเพียงจะตองประกอบดว ย ๓ คุณลกั ษณะ พรอม ๆ กัน ดงั น้ี

(๑) ความพอประมาณ (Moderation) มีสองนัย คือ ความพอดี ไมส ุดโตง และการ
ยนื ไดบ นขาของตนเอง (self-reliant) เปน การดาํ เนนิ ชวี ติ อยา งทางสายกลาง โดยมกี ารกระทาํ ไมม าก
เกนิ ไป ไมน อ ยเกนิ ไปในมติ ิตางๆ เชน การบรโิ ภค การผลติ อยใู นระดับสมดุล การใชจา ย การออมอยู

๙๘

ในระดับท่ีไมส รา งความเดอื ดรอนใหตนเอง เปน ส่งิ ทท่ี ําใหเราทาํ อะไรเต็มตามศักยภาพไมเ บียดเบียน
ตนเองและผูอื่น เพื่อเปนการยืนไดโดยลาํ แขง ของตนเอง

(๒) ความมีเหตุผล (Reasonableness) หมายความวา การตัดสินใจเกี่ยวกับ
พฤตกิ รรมตางๆ ท่มี ีความพอประมาณในมิติตา ง ๆ จะตองมสี ตริ อบรคู ดิ ถึงระยะยาว ตองมเี ปา หมาย
และวธิ ีการทเ่ี หมาะสม มีความรใู นการดาํ เนนิ การ มีการพิจารณาจากเหตุ ปจ จัยและขอ มูลท่เี ก่ยี วของ
ตอ งเปน การมองระยะยาว ตลอดจนคาํ นงึ ถงึ ผลกระทบของการกระทาํ และความเสยี่ ง จะทาํ ใหม คี วาม
พอประมาณ ท้ังในปจจุบันและอนาคต ความมีเหตุผลในทางปรัชญานี้ความหมายและนัยยะตางกับ
ความมเี หตผุ ลทางเศรษฐศาสตร เพราะความมเี หตผุ ลทางเศรษฐศาสตร เปน มโนทศั นเ พอ่ื การวเิ คราะห
ทสี่ มมตวิ า ผบู รโิ ภครคู วามพอใจของตนเองและมพี ฤตกิ รรมการบรโิ ภคทม่ี คี วามคงเสน คงวา เชน ถา ชอบ
สม มากกวา เงาะ และชอบเงาะมากกวา มังคุด กจ็ ะชอบสมมากกวา มงั คดุ ดว ย นอกจากนย้ี ังสมมติวา
ผบู รโิ ภครวู ตั ถปุ ระสงคข องตนเองและจะดาํ เนนิ การใหบ รรลวุ ตั ถปุ ระสงคต ามขอ จาํ กดั ของงบประมาณ
มีความเขาใจวา เศรษฐศาสตรทําใหคนมีความโลภ เพราะบอกวาผูบริโภคมีความตองการไมจํากัด
และความพอใจไดจากการบริโภคสินคาเทานั้น การสรุปเชนน้ีไมถูกตองนัก เพราะความตองการที่ไม
จํากัดนั้นเปนการเปรียบเทียบกับทรัพยากรท่ีมีอยูอยางจํากัด เปนขอสมมติแสดงถึงความขาดแคลน
(Scarcity) ของทรัพยากร ทําใหตองมีการจัดสรรทรัพยากรที่มีประสิทธิภาพ สวนการวิเคราะหที่
สมมตใิ หผ บู รโิ ภคทมี่ เี หตผุ ลตอ งการความพอใจสงู สดุ จากการบรโิ ภคสนิ คา และบรกิ ารตามงบประมาณ
ที่จํากัดน้ัน เปนขอสมมติเบื้องตนเพ่ือหาอุปสงคของการบริโภคสินคาน้ัน จึงตองกําหนดความพอใจ
มากจากการบริโภคสินคา การวิเคราะหนี้สามารถขยายไปถึงความพอใจของผูบริโภคไมไดอยูกับการ
บรโิ ภคสนิ คา และบรกิ าร แตข น้ึ อยกู บั อยา งอนื่ ดว ย เชน ความเทา เทยี มกนั ในสงั คม สภาพแวดลอ มทดี่ ี
การเปนที่ยอมรับในสังคม น้ันคือวัตถุประสงคของผูบริโภคจะเปนการสรางความพอใจที่ครอบคลุม
มากกวาการวเิ คราะหเ บือ้ งตน

(๓) การมีภูมิคุมกันที่ดีในตัว (Self-immunity) พลวัตในมิติตาง ๆ ทําใหมีการ
เปลย่ี นแปลงในสภาวะตาง ๆ อยางรวดเร็วขึ้น จงึ ตอ งมกี ารเตรียมตัวพรอ มรบั ผลกระทบทคี่ าดวาจะ
เกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงดานตาง ๆ การกระทําท่ีเรียกไดวาพอเพียงไมคํานึงถึงเหตุการณและผล
ในปจจบุ ัน แตจ าํ เปนตองคาํ นึงถึงความเปน ไปไดของสถานการณต า ง ๆ ทเี่ กดิ ข้ึนในอนาคต ภายใต
ขอจํากัดของขอมูลที่มีอยู และสามารถสรางภูมิคุมกันพรอมรับการเปลี่ยนแปลง และการมีภูมิคุมกัน
จะทําใหมคี วามพอเพียงแมเม่อื มีการเปลี่ยนแปลง หรอื มเี หตุการณที่แยที่สดุ ก็จะรับมอื ได

๔. เงอ่ื นไข การตดั สนิ ใจและดาํ เนนิ กจิ กรรมตา ง ๆ ใหอ ยใู นระดบั พอเพยี งนน้ั ตอ งอาศยั
ความรูแ ละคณุ ธรรมเปน พนื้ ฐาน กลาวคือ

(๑) เงื่อนไขความรู ไดแก มีความรอบรู รอบคอบ ระมัดระวัง ความรอบรู คือ
มคี วามรเู กยี่ วกบั วชิ าการตา ง ๆ อยา งรอบดา น ในเรอ่ื งตา ง ๆ ทเี่ กยี่ วขอ งเพอื่ การใชเ ปน ประโยชนพ น้ื ฐาน
เพื่อนําไปใชในการปฏิบัติอยางพอเพียง การมีความรอบรูยอมทําใหมีการตัดสินใจท่ีถูกตอง ทั้งน้ี

๙๙

รวมถึง ความรอบคอบ ความระมดั ระวัง คอื มีการวางแผน โดยสามารถท่จี ะนําความรแู ละหลกั วิชา
ตาง ๆ มาพิจารณาเช่ือมโยงสัมพันธกันและความมีสติ ตระหนักถึงการเปล่ียนแปลงท่ีจะเกิดขึ้นได
ในการนาํ แผนปฏิบัตทิ ต่ี ั้งอยูบนหลกั วิชาตาง ๆ เหลา น้นั ไปใช ในทางปฏิบัตโิ ดยมกี ารปรบั ใชใหเหมาะ
กับสภาพแวดลอมทงั้ กายภาพและทางสังคมดวย

(๒) เง่ือนไขคุณธรรม ท่ีจะตองเสริมสรางประกอบดวยมีความตระหนักในคุณธรรม
ความซื่อสัตยสุจริต ซ่ึงครอบคลุมคนทั้งชาติ รวมท้ังเจาหนาที่ นักวิชาการ นักธุรกิจ มีสองดานคือ
ดา นจติ ใจ/ปญ ญา และดา นการกระทาํ ในดา นแรกเปน การเนน ความรคู คู ณุ ธรรม ตระหนกั ในคณุ ธรรม
มีความซ่ือสัตยสุจริต และมีความรอบรูที่เหมาะสม สวนดานการกระทําหรือแนวทางดําเนินชีวิต
เนน ความอดทน ความเพียร สติปญ ญา และความรอบคอบ เงือ่ นไขน้จี ะทําใหก ารปฏบิ ตั ิตามเนอื้ หา
ของความพอเพียงเปนไปได ทําใหตนเองไมมีความโลภ ไมเบียดเบียนผูอื่นหรือสังคม เพราะการมี
ความโลภจะทาํ ใหท าํ อะไรสุดโตง ไมน กึ ถงึ ความเสยี่ ง ไมร จู ักพอ มโี อกาสทจี่ ะกระทาํ การทุจริต

ÈÑ¡ÂÀÒ¾¢Í§ÍÒà«ÂÕ ¹

• เปนการรวมกลุมทางเศรษฐกิจท่ีมีขนาดใหญกลุมหนึ่งของโลกดวยขนาดประชากร
รวมกันกวา ๕๙๐ ลานคน (รอ ยละ ๘.๘ ของประชากรโลก)

• มมี ูลคาผลติ ภณั ฑมวลรวมประชาชาตปิ  ๒๐๑๐ รวมกนั ถงึ ๑.๘๕ ลา นลานเหรยี ญ
สหรัฐฯ (รอยละ ๓.๐ ของ GDP โลก) และมีอัตราการขยายตวั รอยละ ๗.๔

• ในป ๒๐๑๐ อาเซียนมกี ารคาระหวางประเทศรวมกัน ๒.๐๔ ลา นลานเหรียญสหรฐั ฯ
(รอ ยละ ๖.๘ ของการคา โลก) ขยายตวั เพม่ิ ขน้ึ จากปก อ นรอ ยละ ๓๒.๙ ประกอบดว ยการคา ระหวา งกนั
ในอาเซียนรอยละ ๒๕.๔ และการคากับภายนอกรอยละ ๗๔.๖ ประเทศคูคาสาคัญ ไดแก จีน
(รอ ยละ ๑๑) ญีป่ นุ (รอ ยละ ๑๐) สหภาพยโุ รป (รอ ยละ ๑๐) สหรฐั อเมรกิ า (รอ ยละ ๙) เกาหลใี ต
(รอยละ ๕) อนิ เดยี (รอ ยละ ๓) และออสเตรเลียและนวิ ซแี ลนด (รอยละ ๓)

• เปน ฐานการลงทนุ ทส่ี ามารถดงึ ดดู ใหน กั ลงทนุ ตา งชาตเิ ขา มาลงทนุ จากความไดเ ปรยี บ
ทางดานทรัพยากรธรรมชาติและแรงงานท่ีมีราคาถูกโดยในป ๒๐๑๐ อาเซียนมีการลงทุนโดยตรง
จากตางประเทศรวม ๗๔,๐๘๑ ลานเหรียญสหรัฐฯ ขยายตัวเพ่ิมข้ึนจากปกอนรอยละ ๙๕.๖
ประกอบดว ยการลงทนุ ระหวา งกนั ในอาเซยี นรอ ยละ ๒๐ และการลงทนุ จากภายนอก ไดแ ก สหภาพยโุ รป
(รอยละ ๒๖.๖) สหรัฐอเมริกา (รอยละ ๑๕.๓) ญ่ีปุน (รอยละ ๑๕.๓) เกาหลีใต (รอยละ ๖.๘)
จนี (รอยละ ๔.๘) อนิ เดีย (รอยละ ๔.๖) ออสเตรเลีย (รอยละ ๓.๒) และแคนาดา (รอ ยละ ๓.๐)

• เปนแหลงทองเท่ยี วทม่ี คี วามหลากหลายและมคี วามไดเ ปรียบดานราคาในป ๒๐๑๐
มจี าํ นวนนกั ทอ งเทยี่ วในอาเซยี นรวม ๗๒.๒ ลา นคน ขยายตวั เพม่ิ ขน้ึ จากปก อ นรอ ยละ ๑๐.๑ ประกอบ
ดวยนกั ทองเท่ยี วจากประเทศในอาเซียนรอยละ ๔๗.๔ และนกั ทอ งเที่ยวจากภายนอก ไดแก ประเทศ
+๓ (จนี ญปี่ ุน เกาหลีใต) (รอยละ ๑๖.๔) สหภาพยุโรป (รอยละ ๙.๕) และสหรฐั อเมรกิ า (รอ ยละ ๓.๗)

๑๐๐

• หากในอนาคตมีการขยายการรวมกลุมทางเศรษฐกิจในเอเชียตะวันออกในกรอบ
อาเซียน+๓ (จีน ญปี่ นุ เกาหลี) จะทาํ ใหมีประชากรรวมกนั กวา ๒,๑๐๐ ลา นคน (รอยละ ๓๑ ของ
ประชากรโลก) และมี GDP รวมกนั กวา ๑๓,๙๐๐ พันลานเหรยี ญสหรฐั ฯ (รอยละ ๒๒ ของ GDP
โลก) หรอื ในกรอบÍÒà«ÂÕ ¹+ö ทม่ี สี มาชกิ เพม่ิ จากกรอบ+๓ อกี ๓ ประเทศ คอื ออสเตรเลยี นวิ ซแี ลนด
และอินเดีย จะมจี ํานวนประชากรเกอื บครึ่งหนง่ึ ของประชากรโลก (กวา ๓,๓๐๐ ลา นคน) และมี GDP
รวมกนั มากกวา ๑ ใน ๔ ของ GDP ของโลก

¤ÇÒÁสํา¤ÑޢͧÍÒà«ÂÕ ¹μ‹Íä·Â

• รฐั บาลไทยไดใ หค วามสาํ คญั กบั อาเซยี นในฐานะมติ รประเทศทม่ี คี วามใกลช ดิ กบั ไทย
มากทส่ี ดุ ไมว า ในดา นภมู ศิ าสตรค วามใกลเ คยี งกนั ดา นสงั คมและวฒั นธรรม รวมไปถงึ การเปน หนุ สว น
ทางเศรษฐกิจที่สาคัญ โดยรัฐบาลไทยไดดําเนินนโยบายความสัมพันธทางเศรษฐกิจระหวางประเทศ
ตาม ASEAN First Policy

• ในชวง ๔ ปที่ผานมาจนถึงปจจุบัน อาเซียนเปนตลาดสงออกสําคัญอันดับหน่ึง
ของไทยคดิ เปน สดั สว นรอ ยละ ๒๒.๗ ของการสง ออกรวมของไทยนาํ หนา ตลาดเดมิ อยา งเชน สหรฐั อเมรกิ า
และญีป่ ุน และยงั มีแนวโนม ขยายตวั อยา งตอเน่อื งในป ๒๕๕๓ ไทยสงออกไปอาเซยี นเปน มลู คากวา
๔๔,๐๐๐ ลานเหรยี ญสหรัฐฯ ขณะท่ีนําเขาประมาณ ๓๐,๐๐๐ ลา นเหรียญสหรฐั ฯ ทําใหไทยเปน ฝา ย
เกินดลุ การคา กับอาเซยี นกวา ๑๔,๐๐๐ ลา นเหรยี ญสหรัฐฯ

• อาเซียนเปนการรวมกลุมทางเศรษฐกิจที่ยาวนานและเหนียวแนนท่ีสุดของไทย
โดยไทยเปนสมาชกิ กอ ตงั้ อาเซียนตั้งแตป  ๒๕๑๐

• ทางดานระดับการเปดเสรี ไทยมีการเปดเสรีในอาเซียนในระดับสูงสุดเม่ือเทียบกับ
ประเทศหรือกลุมประเทศอื่นท่ีไทยมีความตกลงเขตการคาเสรีดวย และดวยเปาหมายในการเปน
ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนซ่ึงมากกวาเขตการคาเสรีจะสงผลใหอาเซียนเปนตลาดและฐาน
การผลิตเดยี วทแี่ ข็งแกรง และดึงดูดการลงทุนจากตา งประเทศเขา มาในภูมิภาครวมท้งั ไทย

ÇÔÇ²Ñ ¹Ò¡ÒäÇÒÁÃÇ‹ ÁÁ×Í´ÒŒ ¹àÈÃɰ¡Ô¨¢Í§ÍÒà«ÂÕ ¹

ภายหลังการกอตั้งอาเซียนเม่ือป ๒๕๑๐ ความรวมมือทางเศรษฐกิจของอาเซียน
ในระยะแรกที่มีการจัดต้ังเปนไปอยางไมคอยราบรื่นนักเนื่องจากวัตถุประสงคของการจัดตั้งอาเซียน
ในระยะแรกไดม งุ เนน ทจ่ี ะเสรมิ สรา งความแขง็ แกรง ของภมู ภิ าคทางดา นการเมอื งและความมน่ั คง อยา งไร
กด็ เี มอ่ื อาเซยี นไดจ ดั ใหม กี ารประชมุ สดุ ยอดอาเซยี นครง้ั แรกเมอื่ ป ๒๕๑๙ ซงึ่ ผนู าํ อาเซยี นไดล งนามใน
ปฏญิ ญาความสมานฉนั ทแ หง อาเซยี น (Declaration of ASEAN Concord) เมอื่ วนั ที่ ๒๔ กมุ ภาพนั ธ
๒๕๑๙ นับแตน ้นั เปน ตนมาอาเซยี นไดใหความสาํ คัญในดา นความรว มมือทางเศรษฐกจิ มากขึน้

๑๐๑

ความรว มมอื ดา นเศรษฐกจิ ของอาเซยี นเรมิ่ มคี วามชดั เจนขนึ้ นบั ตงั้ แตก ารจดั ตง้ั เขตการคา
เสรอี าเซยี น (ASEAN Free Trade Area : AFTA) ในป ๒๕๓๕ การจัดทําความตกลงการคา บริการ
อาเซยี น (ASEAN Framework Agreement on Services : AFAS) ในป ๒๕๓๘ และการจดั ตั้ง
เขตการลงทนุ อาเซยี น (ASEAN Investment Area : AIA) ในป ๒๕๔๑ อยางไรก็ตามทามกลาง
กระแสการรวมกลุมทางเศรษฐกิจในภูมิภาคตางๆ รวมท้ังบทบาทและศักยภาพท่ีเพ่ิมข้ึนของจีนและ
อินเดีย ทําใหอาเซียนเองจําเปนตองเรงรัดการรวมกลุมใหเขมแข็งข้ึนโดยในป ๒๕๔๖ ผูนําอาเซียน
ไดป ระกาศเจตนารมณท จ่ี ะรวมตวั กนั เปน ประชาคมอาเซยี น (ASEAN Community) ภายในป ๒๕๖๓
(ค.ศ.๒๐๒๐) ซง่ึ ตอมาไดเรง รัดใหเรว็ ขึ้นเปน ป ๒๕๕๘ (ค.ศ.๒๐๑๕)

ÀÒ¾ÃÇÁ·èÕ¨Ðà¡Ô´¢Ö¹é ¨Ò¡¡ÒÃ໹š »ÃЪҤÁÍÒà«ÂÕ ¹

ประชาคมอาเซยี น (ASEAN Community) จงึ เปนอีกกาวหน่ึงทสี่ ําคญั ในการรวมกลมุ
ของอาเซียนท่ีลึกซ้งึ ย่ิงขน้ึ ประกอบดวย ๓ ดานหลัก คอื การเมืองและความมน่ั คงอาเซยี น เศรษฐกจิ
รวมถึงสังคมและวัฒนธรรมโดยมกี ฎบัตรอาเซยี น (ASEAN Charter) เปน ธรรมนญู ท่ีเปลย่ี นสถานะ
ของอาเซยี นจากการรวมตัวในลกั ษณะสมาคมเปนองคกรระหวา งประเทศทมี่ ฐี านะทางกฎหมาย

ประชาคมอาเซยี นจงึ เปน เสมอื นการรวมตวั เปน ประเทศเดยี วกนั โดยในสว นของเศรษฐกจิ
มุงเนนใหเกิดการเคล่ือนยายธุรกรรมทางเศรษฐกิจไดอยางเสรีท้ังการคาสินคาบริการการลงทุนและ
แรงงานฝมือรวมถึงการเคลื่อนยายเงินทุนที่เสรีข้ึนภายใตกรอบกติกาที่ตกลงรวมกันทําใหเกิดการ
รวมตัวกันเปนตลาดและฐานการผลิตเดียวสนับสนุนใหเกิดการแบงงานกันทําตามความไดเปรียบ
ในการแขง ขนั ของแตล ะประเทศและเสรมิ สรา งขดี ความสามารถในการแขง ขนั ของอาเซยี นในตลาดโลก

นอกจากน้ีเปาหมายของการเปนประชาคมอาเซียนในดานเศรษฐกิจยังใหความสําคัญ
กบั การลดชองวา งการพัฒนาระหวางประเทศสมาชกิ และการพัฒนา SME ซึง่ เปน กลมุ ท่ีมีสัดสวนสงู
ในอาเซยี นและมบี ทบาทสาํ คญั ตอ การขยายตวั ทางเศรษฐกจิ ในภมู ภิ าค ขณะเดยี วกนั อาเซยี นยงั จาํ เปน
ตองสรางความเชื่อมโยงกับประชาคมโลกเพ่ือใหสามารถเขาไปมีสวนรวมในหวงโซอุปทานของโลก
ที่สําคัญคือ การจัดทําเขตการคาเสรีกับประเทศนอกภูมิภาคซ่ึงจะชวยลดอุปสรรคทางการคาและการ
ลงทุนของอาเซยี นนอกภูมิภาคและสงเสรมิ การสรา งเครือขายการผลติ และการคา ในตลาดโลก

»ÃÐ⪹/¼Å¡Ãзº·äÕè ·Â¨Ðä´ŒÃºÑ ¨Ò¡ AEC

เก่ยี วขอ งกับทุกภาคสวนในระบบเศรษฐกจิ ดังนี้
¹¡Ñ ¸ØÃ¡¨Ô ÃÇÁ¶§Ö SME : ไดร บั ประโยชนจ ากการเขาถงึ ตลาดอาเซยี นท่ีมขี นาดใหญข ึน้
ดวยประชากรกวา ๕๙๐ ลานคน ท้ังในดานการสงออกสินคาไปขายและการนําเขาวัตถุดิบสินคากึ่ง
สําเรจ็ รูปเพอื่ นามาใชในการผลติ ดวยตนทุนทีล่ ดลงจากการลด/ยกเลิกอปุ สรรคทางการคาทง้ั ดา นภาษี
และทม่ี ใิ ชภ าษใี นอาเซยี น รวมถงึ การลด/ยกเลกิ อปุ สรรคดา นการคา บรกิ ารและการลงทนุ และการอาํ นวย

๑๐๒

ความสะดวกทางการคา การลงทนุ ซง่ึ จะชว ยสนบั สนนุ การยา ยฐานการผลติ ไปยงั ประเทศสมาชกิ ทมี่ คี วาม
ไดเ ปรยี บในการแขง ขนั และสามารถใชประโยชนจากจุดแขง็ ของแตล ะประเทศไดอยา งเตม็ ท่ี

¹Ñ¡Å§·Ø¹ : ไดร ับประโยชนจากสิทธิในการลงทนุ ในประเทศสมาชกิ อาเซยี น โดยจะไดรบั
การปฏบิ ตั เิ ยย่ี งคนชาตเิ สมอื นนกั ลงทนุ ในประเทศรวมถงึ การไดร บั ความคมุ ครองการลงทนุ นอกจากนี้
ยังไดรับประโยชนจากการรวมตัวของตลาดทุนและการเปดเสรีบริการดานการเงินในอาเซียนซ่ึงจะ
ชวยใหมีการเคลื่อนยายเงินทุนท่ีเสรีมากข้ึน สนับสนุนการจัดทําธุรกิจรวมทุนกับนักลงทุนในประเทศ
อาเซยี นอน่ื และชว ยความเสย่ี งจากการกระจายการลงทนุ ไปยงั ตางประเทศ

¼ÙŒ»ÃСͺÇÔªÒªÕ¾ÍÔÊÃÐ : ไดรับประโยชนจากการเคล่อื นยา ยเสรแี รงงานฝม อื ในอาเซียน
ทําใหมีโอกาสในการเขาไปทํางานในประเทศอาเซียนอ่ืนไดงายข้ึนและชวยแกไขปญหาการขาดแคลน
แรงงานฝมอื ภายในประเทศ

¼ÙŒºÃÔâÀ¤ : ไดรับประโยชนจากโอกาสในการเลือกซ้ือสินคาและบริการที่หลากหลาย
และมคี ณุ ภาพในราคาทีเ่ หมาะสม รวมถงึ การไดร บั ความคมุ ครองการบรโิ ภคเพิ่มขึ้นโดยเฉพาะในการ
บรโิ ภคสินคา บริการขามพรมแดนจากความรว มมอื ของหนว ยงานที่รบั ผิดชอบในอาเซียน

»ÃÐà·Èä·Âã¹ÀÒ¾ÃÇÁ : จะไดรับประโยชนจาก
• การขยายตัวทางเศรษฐกิจเพมิ่ ข้นึ
• อัตราการจา งงานภายในประเทศเพ่ิมขึน้
• การดงึ ดดู การลงทนุ จากตา งประเทศโดยเฉพาะการลงทนุ ทใี่ ชเ ทคโนโลยขี น้ั สงู ซง่ึ ชว ย
ใหม กี ารถา ยทอดเทคโนโลยีและกจิ กรรมการคนควา และวจิ ัยในประเทศเพ่มิ ข้ึน
• ประสิทธิภาพการผลิตและความสามารถในการแขงขันของอุตสาหกรรมในประเทศ
สูงข้นึ จากการปรบั ปรงุ ดานการจดั สรรทรัพยากรและการประหยดั จากขนาดการผลิตท่เี พม่ิ ข้นึ
• การมีสวนรว มในเครือขา ยการผลิตและหวงโซอปุ ทานของโลก
• การเพ่ิมอาํ นาจการตอ รองของไทยในเวทีระหวา งประเทศ
• การปฏิรูปโครงสรางและกฎระเบียบภายในประเทศใหสอดคลองกับพันธกรณีของ
AEC ซง่ึ จะสนับสนนุ การเปด เสรกี ารคา และการลงทุนในภมู ิภาค

âÍ¡ÒÊáÅФÇÒÁ·ÒŒ ·Ò¢ͧä·Â¨Ò¡¡ÒÃແ´μÅÒ´ã¹ AEC

âÍ¡ÒÊ
• สามารถขยายการคาการลงทุนในตลาดที่กวางข้ึนโดยเฉพาะสินคาและบริการท่ีมี
ศักยภาพสําหรับสินคาอุตสาหกรรม เชน รถยนต อุปกรณและสวนประกอบ สิ่งทอและเครื่องนุงหม
เครือ่ งใชไ ฟฟาและอิเล็กทรอนิกส สนิ คาเกษตร เชน ขา ว ยางพารา ผักและผลไมส ด รวมไปถึงสินคา
เกษตรแปรรปู เชน อาหารสาํ เรจ็ รปู ธรุ กจิ บรกิ าร เชน การทอ งเทย่ี วและบรกิ ารทเี่ กยี่ วเนอื่ ง (เชน โรงแรม
รานอาหารภตั ตาคาร) บรกิ ารสุขภาพ (สปา นวดแผนโบราณ)

๑๐๓

• มโี อกาสขยายการลงทนุ /รว มทนุ ในสาขาทปี่ ระเทศสมาชกิ อาเซยี นทม่ี คี วามไดเ ปรยี บ
ในการแขง ขนั ทง้ั ในดา นแหลง ทรพั ยากรธรรมชาติ แรงงานราคาถกู เครอื ขา ยการผลติ และการจดั จาํ หนา ย
เปน การเพม่ิ ชองการเขาถึงปจจัยการผลิตทีจ่ าํ เปนตอ ธุรกจิ

- สามารถนําเขาวัตถุดิบ/สินคากึ่งสําเร็จรูปจากประเทศสมาชิกอาเซียนโดยไมมี
กาํ แพงภาษแี ละยงั สามารถใชป ระโยชนจ ากระบบการขนสง และโลจสิ ตกิ สใ นอาเซยี น รวมทงั้ การดาํ เนนิ
มาตรการดา นการอาํ นวยความสะดวกในการขนสง สนิ คา ขา มพรมแดนระหวา งประเทศทม่ี ปี ระสทิ ธภิ าพ
มากขน้ึ ชวยลดตนทนุ ในการดาํ เนินธุรกจิ

• สามารถเพม่ิ ขดี ความสามารถในการแขง ขนั ในตลาดโลกจากการผลติ สนิ คา และการให
บรกิ ารในจาํ นวนมากเพอื่ ตอบสนองความตอ งการของตลาดทใี่ หญข นึ้ ทาํ ใหเ กดิ การประหยดั จากขนาด
การผลิต (economy of scale) รวมท้งั การใชป ระโยชนจ ากทรพั ยากรการผลิตรวมกนั / เปน พันธมติ ร
ทางธุรกิจกับประเทศอาเซียนอ่ืนซ่ึงจะเปดโอกาสใหมีการเรียนรูและแลกเปล่ียนประสบการณการทํา
ธรุ กิจเทคนคิ ในการบริหารจัดการและเทคโนโลยีทท่ี ันสมยั

¤ÇÒÁ·ÒŒ ·ÒÂ
• สินคาของประเทศอาเซียนอื่นอาจเขามาในตลาดในประเทศไทยมากข้ึนในราคา
ท่ีตํ่ากวาและ/หรือคุณภาพดีกวาสําหรับสินคาอุตสาหกรรม เชน ปโตรเลียม (จากมาเลเซียและพมา)
เคมีภัณฑย างและพลาสตกิ (จากมาเลเซยี ) สว นสินคาเกษตร เชน ขาว (จากเวยี ดนาม) นํา้ มันปาลม
(จากมาเลเซยี ) กาแฟ (จากเวยี ดนามและอนิ โดนเี ซยี ) ชา (จากอนิ โดนเี ซยี ) และมะพรา ว (จากฟล ปิ ปน ส)
เปนตน
• ธุรกิจบริการของประเทศอาเซียนอ่ืนท่ีมีความไดเปรียบในการแขงขันในดานตางๆ
เชน เทคโนโลยีการบริหารจัดการและเงินลงทุนอาจเขามาต้ังธุรกิจแขงขันในไทยเพิ่มข้ึน เชน ธุรกิจ
โรงพยาบาล โทรคมนาคมและโลจสิ ติกส (จากสิงคโปรและมาเลเซีย) เปนตน
อยางไรก็ตามความทาทายดังกลาวจะเปนแรงกระตุนใหผูประกอบการไทยตองเรง
ปรับตัวและเพ่ิมขีดความสามารถในการแขงขัน ไมวาจะเปนการลดตนทุนการผลิตสินคา/ใหบริการ
หรือการสรา งมูลคาเพม่ิ /ความแตกตางใหกับสนิ คาและบริการ

¡ÒÃàμÃÕÂÁ¾ÃŒÍÁ¢Í§ä·ÂࢌÒʻً ÃЪҤÁÍÒà«Õ¹´ÇŒ Â»ÃªÑ ÞÒàÈÃɰ¡¨Ô ¾Íà¾Õ§

»ÃªÑ ÞÒá¹Ç¤´Ô àÈÃɰ¡¨Ô ¾Íà¾ÂÕ §
เปนปรัชญาชี้ถึงแนวการดํารงอยูและปฏิบัติตนของประชาชนในทุกระดับต้ังแตระดับ
ครอบครวั ระดบั ชมุ ชนจนถงึ ระดบั รฐั ทงั้ ในการพฒั นาและบรหิ ารประเทศใหด าํ เนนิ ไปในทางสายกลาง
โดยเฉพาะการพฒั นาเศรษฐกจิ เพือ่ ใหกา วทนั ตอ โลกยคุ โลกาภวิ ตั น
¤ÇÒÁ¾Íà¾ÂÕ § หมายถงึ ความพอประมาณ คอื ความพอดี กลา วอยา งงา ยๆ วา เปน การ
ยนื ไดโ ดยลําแขง ของตนเองโดยมีการกระทาํ ไมมากเกินไป ไมน อ ยเกนิ ไปในมติ ติ า งๆ เชน การบริโภค
การผลติ อยใู นระดบั สมดลุ การใชจ า ย การออมอยใู นระดบั ทไี่ มส รา งความเดอื ดรอ นใหก บั ตนเองพรอ ม
รบั การเปลยี่ นแปลง

๑๐๔

¤ÇÒÁÁÕàËμØ¼Å หมายความวา การตัดสินใจเกย่ี วกบั ระดบั ความพอประมาณในมิตติ า งๆ
จะตองเปนไปอยางมีเหตุมีผล ตองเปนการมองระยะยาวคํานึงถึงความเสี่ยง มีการพิจารณาจากเหตุ
ปจจยั และขอมลู ท่ีเก่ยี วของตลอดจนคาํ นึงถึงผลทค่ี าดวา จะเกดิ

¡ÒÃÁÕÃкºÀÙÁԤ،Á¡Ñ¹ã¹μÑÇ·èÕ´Õ¾ÍÊÁ¤ÇÃตอการมีผลกระทบใดๆ อันเกิดจากการ
เปลยี่ นแปลงทงั้ ภายนอกและภายในเนอ่ื งจากพลวตั ในมติ ติ า งๆ ทาํ ใหม กี ารเปลย่ี นแปลงอยา งรวดเรว็ ขนึ้
จงึ ตอ งมกี ารเตรยี มตวั พรอ มรบั ผลกระทบทคี่ าดวา จะเกดิ ขนึ้ จากการเปลยี่ นแปลงดา นตา งๆ การกระทาํ
ทเ่ี รยี กไดว า พอเพยี ง ไมค าํ นงึ ถงึ เหตกุ ารณแ ละผลในปจ จบุ นั แตจ าํ เปน ตอ งคาํ นงึ ถงึ ความเปน ไปไดข อง
สถานการณตางๆ ที่จะเกิดข้ึนในอนาคตภายใตขอจํากัดของขอมูลท่ีมีอยูและสามารถสรางภูมิคุมกัน
พรอ มรบั การเปลยี่ นแปลง ทงั้ นเ้ี งอ่ื นไขการปฏบิ ตั ติ ามปรชั ญาเศรษฐกจิ พอเพยี ง คอื การมคี วามรอบรู
รอบคอบระมดั ระวงั ในการวางแผนและการดาํ เนนิ การทกุ ขน้ั ตอน รวมทงั้ ตอ งมคี ณุ ธรรม ความซอื่ สตั ย
สจุ รติ

¤ÇÒÁÃͺÌ٠คอื มคี วามรเู ก่ียวกับวิชาการตางๆ อยา งรอบดา นในเร่อื งตางๆ ทเี่ กย่ี วของ
เพอ่ื ใชเ ปน ประโยชนพ น้ื ฐานเพอ่ื นาํ ไปใชใ นการปฏบิ ตั อิ ยา งพอเพยี ง การมคี วามรอบรยู อ มทาํ ใหม กี าร
ตดั สนิ ใจท่ถี ูกตอ ง

¤ÇÒÁÃͺ¤Íº คือ มีการวางแผนโดยสามารถท่ีจะนําความรูและหลักวิชาตางๆ มา
พจิ ารณาเชอื่ มโยงสมั พันธกัน

¤ÇÒÁÃÐÁÑ´ÃÐÇѧ คือ ความมีสติในการนําแผนงานไปปฏิบัติโดยรูเทาทันเหตุการณ
ทเี่ ปล่ยี นแปลงไป

¤³Ø ¸ÃÃÁ ความซอ่ื สตั ยส จุ รติ ครอบคลมุ คนทงั้ ชาตริ วมทง้ั เจา หนา ท่ี นกั วชิ าการ นกั ธรุ กจิ
มีสองดานคือ ดานจิตใจ/ปญญาและดานกระทํา ในดานแรกเปนการเนนความรูคูคุณธรรมมีความ
ซอ่ื สตั ยส จุ รติ และมคี วามรอบรทู เี่ หมาะสม สว นดา นการกระทาํ หรอื แนวทางดาํ เนนิ ชวี ติ เนน ความอดทน
ความเพียร สติปญญาและความรอบคอบเพ่ือใหเกิดความสมดุลพรอมรองรับการเปลี่ยนแปลงอยาง
รวดเรว็ และกวา งขวางจากโลกภายนอกไดเปน อยางดี

¡ÒûÃÐÂ¡Ø μãª»Œ ÃªÑ ÞÒàÈÃɰ¡Ô¨¾Íà¾ÂÕ §

การเปนประชาคมอาเซียนเปนบริบทของการเปล่ียนแปลงที่ประเทศไทยจําเปนตอง
เตรียมพรอมและปรับตัวรองรับโดยเฉพาะในสวนของเศรษฐกิจซึ่งเปนมากกวาการเปดเสรี แตรวมถึง
การปรับประสานกฎระเบียบภายในของแตละประเทศใหสอดคลองกันโดยจะสงผลใหอาเซียน
๑๐ ประเทศเปนเหมือนประเทศเดียวกัน ไมมีกําแพงภาษี ไมมีการกีดกันทางการคา สินคาบริการ
การลงทุน แรงงานมฝี ม อื เคลือ่ นยา ยไดอยางเสรี

สาํ หรบั ไทยการนาํ แนวคดิ ปรชั ญาเศรษฐกจิ พอเพยี งมาประยกุ ตใ ชเ ปน การใหค วามสาํ คญั
ของการพฒั นาท่สี มดลุ มีการพฒั นาเปน ลาํ ดบั ขน้ั ไมเนนเพียงการขยายตัวทางเศรษฐกจิ อยา งรวดเรว็
ตามพระบรมราโชวาทเมอ่ื วันที่ ๑๙ กรกฎาคม ๒๕๑๗ ทีว่ า

๑๐๕

“ในการพัฒนาประเทศนั้นจําเปนตองทําตามลําดับขั้นเร่ิมดวยการสรางพ้ืนฐาน คือ
ความมกี นิ มใี ชข องประชาชนกอ นดว ยวธิ กี ารทป่ี ระหยดั ระมดั ระวงั แตถ กู ตอ งตามหลกั วชิ า เมอื่ พน้ื ฐาน
เกิดข้ึนมั่นคงพอควรแลว การชวยเหลือสนับสนุนประชาชนในการประกอบอาชีพและตั้งตัวใหมี
ความพอกินพอใชกอนอื่นเปนพ้ืนฐานน้ันเปนส่ิงสําคัญอยางยิ่งยวดเพราะผูท่ีมีอาชีพและฐานะเพียง
พอทจ่ี ะพงึ่ ตนเองยอ มสามารถสรา งความเจรญิ กา วหนา ระดบั ทสี่ งู ขน้ึ ตอ ไปไดโ ดยแนน อน สว นการถอื
หลกั ทจ่ี ะสง เสรมิ ความเจรญิ ใหค อ ยเปน คอ ยไปตามลาํ ดบั ดว ยความรอบคอบระมดั ระวงั และประหยดั
นั้นกเ็ พ่ือปอ งกันการผดิ พลาดลม เหลว”
และพระราชดํารสั เมอื่ วนั ท่ี ๔ ธันวาคม ๒๕๑๗

“...ใหเ มอื งไทยอยแู บบพออยพู อกนิ ไมใ ชว า จะรงุ เรอื งอยา งยอด แตว า มคี วามพออยพู อกนิ
มีความสงบเปรียบเทียบกบั ประเทศอนื่ ๆ ถา เรารกั ความพออยูพอกินนี้ไดเราก็จะยอดยิง่ ยวด......”

ในแงก ารบริหารเศรษฐกจิ (ระดับประเทศ) เปนการมองโลกในลักษณะทีเ่ ปน พลวัตมกี าร
เปลี่ยนแปลงมีความไมแนนอน และมีความเชื่อมโยงกับกระแสโลกคือไมใชปดประเทศแตในขณะ
เดยี วกนั กไ็ มเ ปน เสรเี ตม็ ทอี่ ยา งไมม กี ารควบคมุ ดแู ลไมใ ชอ ยอู ยา งโดดเดย่ี วหรอื อยโู ดยพงึ่ พงิ ภายนอก
ทั้งหมดเนนการกระทําที่พอประมาณบนพนื้ ฐานของความมีเหตุมผี ลและการสรา งภมู คิ ุม กัน

การเปน ประชาคมอาเซยี นมสี ว นเกย่ี วขอ งกบั ทกุ ภาคสว นในสงั คมไมว า จะในดา นการเมอื ง
ความมน่ั คง เศรษฐกิจสังคมและวฒั นธรรม ดังน้นั จงึ ความเตรยี มพรอมรองรบั การเปล่ียนแปลงดงั น้ี

ÀÒ¤Ã°Ñ ในฐานะหนว ยงานกาํ กบั ดแู ลกฎหมายและกฎระเบยี บภายในประเทศจาํ เปน ตอ ง
เรงปรับโครงสรางการบริหารจัดการรวมถึงกฎหมายและกฎระเบียบภายในประเทศใหสอดคลองกับ
พนั ธกรณตี ามกรอบความตกลงตา งๆ โดยคาํ นงึ ถงึ ประโยชนโ ดยรวมของประเทศบนพนื้ ฐานของความ
สมดุลและความมีเหตุมีผลและเรงรัดการพัฒนาบุคคลากรในสาขาตางๆ ใหมีความรูความเช่ียวชาญ
เพือ่ ใหกาวทนั กระแสการเปลี่ยนแปลงภายนอก และสรางระบบภูมคิ ุม กนั ทดี่ ี

ÀÒ¤àÍ¡ª¹ ในฐานะผูใชประโยชนจากประชาคมอาเซียนจําเปนตองเรียนรูถึงโอกาส
และความทาทายที่กําลังจะเกิดขึ้นท้ังในดานการเปดเสรี การอํานวยความสะดวกทางการคาและการ
ลงทนุ การเชอื่ มโยงระหวา งกนั ในอาเซยี น ซง่ึ จะชว ยเพม่ิ ขดี ความสามารถของภาคเอกชนไทยในตลาดโลก
หากรูจ กั ใชประโยชนจ ากการเปน ประชาคมอาเซยี นไมวา ในฐานะตลาดภูมิภาค ฐานการผลติ ฐานการ
ลงทนุ และพนั ธมติ รทางการคา ของไทย

ÀÒ¤»ÃЪҪ¹ ในฐานะผูบริโภคจะเกี่ยวของกับประชาคมอาเซียนดวยการมีโอกาส
ในการเลือกซ้ือสินคาและบริการจากประเทศอาเซียนอ่ืนที่มีคุณภาพและราคาท่ีเหมาะสมมากขึ้น
ขณะเดยี วกนั ประชาชนกต็ อ งมคี วามรคู วามเขา ใจในมาตรฐานสนิ คา เพอื่ ใหม น่ั ใจวา จะไมถ กู เอาเปรยี บ/
หลอกลวงจากสนิ คา ทนี่ ําเขาจากตา งประเทศ

๑๐๖

ÀÒ¤»ÃЪҪ¹ ในฐานะลูกจางไมวาจะอยูในภาคราชการหรือภาคเอกชนจะมีโอกาส
และความทาทายท่ีเกิดจากการเคล่ือนยายแรงงานฝมือในภูมิภาคท่ีงายขึ้นเปนการเพิ่มโอกาสในการ
เขาไปทํางานในประเทศสมาชิกอาเซียนและเพ่ิมรายไดจากการทํางานในตางประเทศในทางกลับกันก็
จะตอ งเผชิญการแขง ขนั ทส่ี ูงข้ึนในตลาดแรงงานภายในประเทศจากแรงงานมีฝมือของประเทศสมาชกิ
อาเซียนอ่ืนจึงจําเปนตองเรงปรับตัวโดยการใฝหาความรูและพัฒนาทักษะความเชี่ยวชาญใหสามารถ
แขง ขนั ไดใ นตลาดแรงงานระหวา งประเทศ ขณะเดยี วกนั ควรเปด รบั การเรยี นรภู าษาและวฒั นธรรมของ
ประเทศสมาชกิ อาเซยี นเพ่ือสรางความเปน หน่งึ เดียวกนั ในประชาคมอาเซยี น

º·ÊÃØ»

เพื่อใหประเทศไทยใชโอกาสจากประชาคมอาเซียนในการพัฒนาประเทศ และลดผล
กระทบจากการเขา สปู ระชาคมอาเซยี นอยา งรเู ทา ทนั ตอ การเปลย่ี นแปลง โดยนอ มนาํ หลกั ปรชั ญาของ
เศรษฐกจิ พอเพยี งซง่ึ พระบาทสมเดจ็ พระเจา อยหู วั ไดพ ระราชทานไวม าประยกุ ตใ ชใ นการเขา สปู ระชาคม
อาเซยี น กลา วคอื การใชป ระโยชนจ ากประชาคมอาเซยี นอยา ง “¾Í»ÃÐÁÒ³” ไมเ อารดั เอาเปรยี บชาติ
สมาชกิ อาเซยี นอน่ื แตต อ งรว มมอื ชว ยเหลอื ซง่ึ กนั และกนั เพอ่ื กา วเดนิ ไปในนามของอาเซยี น การเตรยี ม
ความพรอ มอยา ง “ÁàÕ Ëμ¼Ø Å” เพอื่ ให “ÁÀÕ ÁÙ ¤Ô ÁŒØ ¡¹Ñ ã¹μÇÑ ·´Õè ”Õ ภายใตเ งอื่ นไข ¤ÇÒÁÌ٠¤¤‹Ù ³Ø ¸ÃÃÁ ซง่ึ จะ
นําไปสคู ณุ ภาพชีวิต เศรษฐกิจ และสงั คมทม่ี ีความกาวหนา อยา งสมดุล มนั่ คง และย่งั ยืน ตามคําขวัญ
ของประชาคมอาเซียนทวี่ า “˹Öè§ÇÊÔ Ñ·ÈÑ ¹ ˹èÖ§àÍ¡Åѡɳ ˹èÖ§»ÃЪҤÁ” หรอื “One Vision,
One Identity, One Community”

๑๐๗

º··Õè ö

»ÃÐà·Èä·Â ô.ð

ÇμÑ ¶Ø»ÃÐʧ¤

๑. เพ่ือใหผูเรียนรูค วามเปนมาของการเปน ประเทศไทย ๔.๐
๒. เพ่ือใหผูเรียนรูเตรียมรับมือกับภาวะของการเปลี่ยนแปลงของประเทศไทย ๔.๐
ไดอยา งถูกตอง

º·นาํ

Thailand ๔.๐ เปนวิสัยทัศนเชิงนโยบายที่ตองการปรับเปล่ียนโครงสรางเศรษฐกิจไปสู
“Value – Based Economy” หรือ “เศรษฐกิจทข่ี บั เคลื่อนดว ยนวัตกรรรม” คือ การเปลยี่ นเศรษฐกิจ
แบบเดิมไปสูเศรษฐกิจท่ีขับเคล่ือนดวยนวัตกรรม โมเดลน้ีเปนการพัฒนาประเทศภายใตการนําของ
นายกรฐั มนตรีคนที่ ๒๙ ของประเทศไทยคอื พลเอก ประยทุ ธ จันทรโอชา ท่บี รหิ ารประเทศภายใต
วิสยั ทัศนท ีว่ า ม่ันคง ม่ังคั่ง และย่ังยนื ซ่งึ โมเดลการพัฒนาประเทศ ๔.๐ มาจากโมเดลที่ ๑-๓ ทร่ี ฐั บาล
แตละสมัยนํามาเพ่ือใชพัฒนาประเทศใหกาวหนาหรือกลาวแบบส้ันๆ วาเปล่ียนจากการผลิตสินคา
“โภคภัณฑ” ไปสูสินคาเชิง “นวัตกรรม” และเปลี่ยนจากการขับเคลื่อนประเทศดวยภาคอุตสาหกรรม
ไปสกู ารขับเคลื่อนดว ยเทคโนโลยคี วามคิด

Thailand ô.ð ËÃÍ× »ÃÐà·Èä·Â ô.ð

เมื่อโลกกาวเขาสูศตวรรษที่ ๒๑ เกิดการเปล่ียนแปลงอยางรวดเร็วในทุกๆ ดาน
ทง้ั ดา นการเมอื ง เศรษฐกจิ สงั คม และการดาํ เนนิ ชวี ติ เพราะความกา วหนา ของเทคโนโลยี สง ผลใหก บั
หลายดา น ไมว า จะเปน ดานบวกและดานลบ ความเจรญิ มักจะนําพาปญหาใหมๆ ตามมา โดยเฉพาะ
ปญ หาสงั คมและเศรษฐกจิ เนอ่ื งจากรปู แบบเศรษฐกจิ เปน พลงั หลกั ในการขบั เคลอ่ื นความเจรญิ ทมี่ น่ั คง
ดงั นน้ั หลายๆ ประเทศโดยเฉพาะอยา งยง่ิ ประเทศทพ่ี ฒั นาแลว เรมิ่ มกี ารปรบั เปลยี่ นโมเดลเศรษฐกจิ
ใหส อดรบั กบั พลวตั ของโลกในศตวรรษท่ี ๒๑ เพอ่ื ตอบรบั กบั การเปลยี่ นแปลงดา นเทคโนโลยแี ละปญ หา
หลายๆ ดานท่ีจะตามมา ยกตวั อยา งเชน

• A Nation of Maker ของสหรฐั อเมรกิ า
• Design in Innovation ของสหราชอาณาจักร
• Made in China ๒๐๒๕ ของสาธารณรัฐประชาชนจนี
• Make in India ของอนิ เดีย
• Smart Nation ของสงิ คโปร
• Creative Economy ของเกาหลีใต

๑๐๘

สาํ หรบั ประเทศไทยเอง ณ ขณะนี้ยังตดิ อยใู น “กบั ดักประเทศรายไดป านกลาง” จะเห็น
ไดจากในชวง ๕๐ ปทผี่ า นมา ในชว งระยะแรก (พ.ศ.๒๕๐๐-๒๕๓๖) เศรษฐกิจไทยมกี ารเตบิ โตอยาง
ตอเนื่องอยูที่ ๗-๘% ตอป อยางไรก็ตาม ในชวงระยะถัดมา (พ.ศ.๒๕๓๗-ปจจุบัน) เศรษฐกิจไทย
เริ่มมกี ารเตบิ โตในระดับเพยี ง ๓-๔% ตอปเทา น้นั ประเทศไทยจงึ มอี ยูแ ค ๒ ทางเลอื ก หากเราปฏริ ปู
โครงสรางเศรษฐกิจไดสําเร็จ ประเทศไทยจะกลายเปน “ประเทศที่มีรายไดท่ีสูง” แตหากทําไมสําเร็จ
กาวขามกับดักน้ีไปไมได ประเทศไทยก็จะตกอยูในภาวะท่ีเรียกกันวา “ทศวรรษแหงความวางเปลา”
ไปอกี ยาวนาน

ดวยสาเหตุน้ีประเทศไทยจึงจําเปนจะตองปรับตัวตามกระแสหลักของโลกเนื่องจากเปน
ประเทศท่ีมีความเช่ือมโยงกับนานาประเทศในหลากหลายดาน และประเทศไทยก็มีความมุงหวังท่ี
จะพัฒนาตนไปอยูในกลุมประเทศโลกที่ ๑ ไปสูความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน ในบริบทของโลกยุค
The Fourth Industrial Revolution อยา งเปนรูปธรรม ตามแนวทางท่แี ผนยทุ ธศาสตรชาติ ๒๐ ป
ไดว างไว ดว ยการสรา งความเขม แขง็ จากภายใน ควบคไู ปกบั การเชอ่ื มโยงกบั ประชาคมโลก ตามแนวคดิ
“ปรชั ญาเศรษฐกจิ พอเพียง” โดยขบั เคลือ่ นผา นกลไก “ประชารฐั ”

ä·ÂᏴ ô.ð ¤Í× ÍÐäÃ?
“ไทยแลนด ๔.๐” เปน วสิ ัยทศั นเ ชงิ นโยบายการพฒั นาเศรษฐกจิ ของประเทศไทย หรอื
โมเดลพัฒนาเศรษฐกิจของรัฐบาล ภายใตการนําของพลเอก ประยุทธ จันทรโอชา นายกรัฐมนตรี
และหัวหนาคณะรักษาความสงบแหงชาติ (คสช.) ท่ีเขามาบริหารประเทศบนวิสัยทัศนที่ วา “ม่ันคง
มั่งค่งั และยง่ั ยนื ” ทีม่ ภี ารกิจสําคญั ในการขับเคลื่อนปฏริ ปู ประเทศดา นตา ง ๆ เพ่อื ปรบั แก จัดระบบ
ปรบั ทศิ ทาง และสรา งหนทางพฒั นาประเทศใหเ จรญิ สามารถรบั มอื กบั โอกาสและภยั คกุ คามแบบใหม ๆ
ท่ีเปลี่ยนแปลงอยางเร็ว รุนแรงในศตวรรษท่ี ๒๑ ได กอนที่จะมาเปน Thailand ๔.๐ ประเทศไทย
ในอดีตที่ผานมามกี ารพัฒนาดานเศรษฐกจิ เปนไปอยางตอเนอ่ื งต้งั แตยุคแรก
Thailand ๑.๐ ก็คอื ยุคของเกษตรกรรม คนไทยปลูกขาว พชื สวน พืชไร เลย้ี งหมู เปด ไก
นาํ ผลผลิตไปขาย สรางรายไดแ ละยังชีพ
Thailand ๒.๐ ซ่ึงก็คือยุคอุตสาหกรรมเบา ในยุคน้ีเรามีเคร่ืองมือเขามาชวย เราผลิต
เส้อื ผา กระเปา เครอื่ งด่ืม เคร่อื งเขียน เครือ่ งประดับ เปน ตน ประเทศเรมิ่ มีศักยภาพมากขนึ้
Thailand ๓.๐ (ซ่ึงเปนยุคปจจุบัน) เปนยุคอุตสาหกรรมหนัก เราผลิตและขายสงออก
เหลก็ กลา รถยนต กาซธรรมชาติ ปนู ซีเมนต เปน ตน โดยใชเทคโนโลยีจากตา งประเทศ เพ่ือเนน การ
สง ออก

๑๐๙

ä·ÂᏴ ô.ð ÁÅÕ ¡Ñ ɳÐÍ‹ҧäÃ?
“ประเทศไทย ๔.๐” เปน ความมุงมน่ั ของนายกรฐั มนตรี ทตี่ องการปรับเปลย่ี นโครงสราง
เศรษฐกจิ ไปสู “Value–Based Economy” หรอื “เศรษฐกจิ ทข่ี บั เคล่อื นดว ยนวตั กรรม” โดยมฐี าน
คดิ หลกั คอื เปลย่ี นจากการผลติ สนิ คา “โภคภณั ฑ” ไปสสู นิ คา เชงิ “นวตั กรรม” .เปลยี่ นจากการขบั เคลอ่ื น
ประเทศดวยภาคอุตสาหกรรมไปสูการขับเคล่ือนดวยเทคโนโลยี ความคิดสรางสรรค และนวัตกรรม
และเปลย่ี นจากการเนนภาคการผลิตสนิ คา ไปสกู ารเนนภาคบริการมากข้นึ
“»ÃÐà·Èä·Â ô.𔠨֧໹š ¡ÒÃà»ÅÕÂè ¹¼‹Ò¹·Ñé§Ãкºã¹ ô ͧ¤» ÃСͺสาํ ¤ÑÞ ¤Í×
๑. เปลย่ี นจากการเกษตรแบบดงั้ เดมิ (Traditional Farming) ในปจ จบุ นั ไปสกู ารเกษตร
สมัยใหม ท่ีเนนการบริหารจัดการและเทคโนโลยี (Smart Farming) โดยเกษตรกรตองรํ่ารวยขึ้น
และเปน เกษตรกรแบบเปน ผูป ระกอบการ (Entrepreneur)
๒. เปลีย่ นจาก Traditional SMEs หรือ SMEs ท่ีมอี ยูท่รี ัฐตองใหค วามชว ยเหลืออยู
ตลอดเวลา ไปสูการเปน Smart Enterprises และ Startups ที่มศี กั ยภาพสงู
๓. เปลยี่ นจาก Traditional Services ซงึ่ มกี ารสรา งมลู คา คอ นขา งตาํ่ ไปสู High Value
Services
๔. เปลย่ี นจากแรงงานทักษะตํ่าไปสูแรงงานทมี่ คี วามรู ความเชีย่ วชาญ และทกั ษะสูง
ä·ÂᏴ ô.ð ¨Ð¾²Ñ ¹ÒàÃÍ×è §ã´ºŒÒ§?
เพอ่ื ใหเ กดิ ผลจรงิ ตอ งมกี ารพฒั นาวทิ ยาการ ความคดิ สรา งสรรค นวตั กรรม วทิ ยาศาสตร
เทคโนโลยี และการวิจยั และพฒั นา แลวตอ ยอดในกลมุ เทคโนโลยีและอุตสาหกรรมเปา หมาย ดังนี้
๑. กลุมอาหาร เกษตร และเทคโนโลยีชีวภาพ เชน สรางเสนทางธุรกิจใหม (New
Startups) ดานเทคโนโลยกี ารเกษตร เทคโนโลยีอาหาร เปนตน
๒. กลมุ สาธารณสขุ สขุ ภาพ และเทคโนโลยที างการแพทย เชน พฒั นาเทคโนโลยสี ขุ ภาพ
เทคโนโลยีการแพทย สปา เปน ตน
๓. กลมุ เครอ่ื งมอื อปุ กรณอ จั ฉรยิ ะ หนุ ยนต และระบบเครอื่ งกลทใ่ี ชร ะบบอเิ ลก็ ทรอนกิ ส
ควบคุม เชน เทคโนโลยีหนุ ยนต เปน ตน
๔. กลมุ ดจิ ทิ ลั เทคโนโลยอี นิ เทอรเ นต็ ทเ่ี ชอื่ มตอ และบงั คบั อปุ กรณต า งๆ ปญ ญาประดษิ ฐ
และเทคโนโลยสี มองกลฝง ตัว เชน เทคโนโลยีดา นการเงนิ อุปกรณเ ชื่อมตอ ออนไลนโ ดยไมตอ งใชคน
เทคโนโลยีการศกึ ษา อ–ี มารเกต็ เพลส อี–คอมเมริ ซ เปนตน
๕. กลุมอุตสาหกรรมสรางสรรค วัฒนธรรม และบริการท่ีมีมูลคาสูง เชน เทคโนโลยี
การออกแบบ ธุรกจิ ไลฟส ไตล เทคโนโลยีการทองเท่ยี ว การเพิ่มประสทิ ธภิ าพการบริการ เปน ตน

๑๑๐

ʧèÔ ·Õ褹ä·Â¤Ò´Ç‹Ò¨Ðä´ŒÃѺ¨Ò¡ Thailand ô.ð ¤Í×
๑. อยูใน “สังคมไทย ๔.๐” ท่ีเปนสังคมท่ีมีความหวัง (Hope) เปนสังคมที่เปยมสุข
(Happiness) และเปนสังคมท่ีมีความสมานฉันท (Harmony) เปนสังคมท่ีมีความพอเพียง โดยมี
คนชนชนั้ กลาง เปน คนสว นใหญข องประเทศ เกดิ ความเทา เทยี มในสงั คม ความเหลอื่ มลา้ํ อยใู นระดบั ตา่ํ
มีส่งิ แวดลอ มและสุขภาพท่ีดี
๒. เปน คนไทย ๔.๐ ทีไ่ ดรบั โอกาสทางการศึกษาทม่ี คี ุณภาพดีและไดรับสวัสดิการทาง
สังคมที่เหมาะสมตลอดทุกชวงชีวิต เปนคนทันโลก ทันเทคโนโลยี สามารถอยูบนเวทีโลกไดอยาง
ภาคภูมิใจ และสามารถมสี ว นรว มกับนานาชาติเพ่อื ทาํ ใหโลกดขี ึน้ นาอยขู ึน้
๓. เปน เกษตรกร ๔.๐ ทห่ี ลดุ พนจากกับดักความยากจน โดยผนั ตวั เองจากเกษตรกร
ผูผลิตมาเปน ผูประกอบการทางการเกษตรสมัยใหม (Smart Farmers) มีการบริหารจัดการที่ดี
มีตนทุนการผลติ ตํ่า สามารถเพม่ิ มลู คา สนิ คา ทางการเกษตรจากการแปรรปู
๔. เปน SME ๔.๐ ท่ีสามารถสรางหรือใชนวัตกรรม เทคโนโลยี ความคิดสรางสรรค
ในการสรา งมลู คา ในสนิ คา และบรกิ าร มคี วามสามารถทางการคา ขาย สามารถเขา ถงึ ตลาดในประเทศ
ตลาดอาเซยี น และตลาดโลก ทําใหมรี ายไดสูงข้ึน มีชีวิตความเปน อยดู ขี ึน้ และมอี นาคตที่สดใส
๕. เกดิ จงั หวัด ๔.๐ ทมี่ ีการกระจายความเจริญทว่ั ประเทศ เศรษฐกิจขยายตัว สามารถ
ทาํ งานในถนิ่ ฐานบา นเกดิ ไดโ ดยไมจ าํ เปน ตอ งเขา มาทาํ งานในกรงุ เทพฯหรอื เมอื งใหญ เนอ่ื งจากมลี ทู าง
โอกาส และงานที่ดีกระจายอยูในทุกจงั หวัดทั่วประเทศ
การสรางความเขมแข็งจากภายใน และการเชื่อมโยงกับประชาคมโลก Thailand ๔.๐
เปนโมเดลท่ีไดนอมนําหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาเปนแนวคิดหลักในการพัฒนาประเทศ ดังท่ี
พระบาทสมเด็จพระเจาอยูหัวพระราชทานพระราชดํารัสหลักปรัชญา “เศรษฐกิจพอเพียง” คร้ังแรก
ในงานพระราชทานปรญิ ญาบตั ร ณ มหาวทิ ยาลยั เกษตรศาสตร เมอ่ื วนั พธุ ที่ ๑๘ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๑๗
ไว ความตอนหนง่ึ วา “การพฒั นาประเทศจาํ เปน ตอ งทาํ ตามลาํ ดบั ขน้ั ตอ งสรา งพนื้ ฐาน คอื ความพอมี
พอกนิ พอใช ของประชาชนเปน เบอื้ งตน กอ น โดยใชว ธิ กี ารและอปุ กรณท ปี่ ระหยดั แตถ กู ตอ งตามหลกั
วชิ า เมื่อไดพ้นื ฐานมัน่ คงพรอมพอควรและปฏบิ ตั ไิ ดแ ลว จึงคอยสรางคอยเสริมความเจริญและฐานะ
ทางเศรษฐกจิ ขน้ั ทส่ี งู ขนึ้ โดยลาํ ดบั ตอ ไป หากมงุ แตจ ะทมุ เทสรา งความเจรญิ ยกฐานะทางเศรษฐกจิ ขนึ้
ไดร วดเร็วแตป ระการเดียว โดยไมใหแผนปฏิบตั กิ ารสัมพันธก บั สภาวะของประเทศ และของประชาชน
โดยสอดคลองดวย จะเกิดความไมสมดุลในเรื่องตางๆ ได ซ่ึงอาจกลายเปนความยุงยากลมเหลว
ในทสี่ ุด” Thailand ๔.๐ นอ มนําพระราชดํารสั ขา งตน ของพระบาทสมเด็จพระเจา อยูหวั และถอดรหัส
ออกมา เปน ๒ ยุทธศาสตรส ําคัญคือ
๑. การสรา งความเขม แข็งจากภายใน (Strength from Within)
๒. การเชอ่ื มโยงกบั ประชาคมโลก (Connect to the World) หากการสรา งความเขม แขง็
จากภายในคือ การเช่ือมโยงกับโลกภายนอกก็คือ Connectivity ซ่ึงทั้ง Competitiveness และ

๑๑๑

Connectivity เปน ๒ ปจ จยั ท่ีจะตองดําเนนิ ควบคูกันในการสรางความมัง่ คั่ง มั่นคง และยง่ั ยืนใหกบั
ประเทศ การสรา งความเขมแขง็ จากภายใน Thailand ๔.๐ เนนการปรับเปลีย่ นใน ๔ ทิศทางคอื

๑) จากการพงึ่ พาเศรษฐกจิ โลก สู การสรา งความเขม แขง็ ของเศรษฐกจิ ภายในประเทศ
๒) จากการเนนการผลิตสินคาโภคภณั ฑ สู การผลิตสินคาเชิงนวัตกรรม
๓) จากการเนนเงนิ ทนุ และทุนทางกายภาพ สู การเนน ทนุ มนุษยและเทคโนโลยี
๔) จากการกระจุกของความม่ังค่ังและโอกาส สู การกระจายของความม่ังคั่งและ
โอกาส การปรับเปลยี่ นใน ๔ ทศิ ทางดงั กลาว จะเกิดข้ึนได จําเปนอยา งยิง่ ทจ่ี ะตองเนน “การพัฒนาที่
สมดลุ ” ใน ๔ มิติ อนั ประกอบดวย

๑. ความม่งั ค่ังทางเศรษฐกิจ (Economic Wealth)
๒. ความอยดู ีมสี ขุ ของผคู นในสงั คม (Social Well-beings)
๓. การรักษส ่ิงแวดลอม (Environmental Wellness)
๔. การยกระดบั ศักยภาพและคณุ คาของมนุษย (Human Wisdom)
การเช่ือมโยงกับประชาคมโลก เม่ือโครงสรางเศรษฐกิจและสังคมภายในประเทศ
เกิดความเขมแข็งก็จะเกิดการพัฒนาขีดความสามารถและมีภูมิคุมกันที่เพียงพอเม่ือเผชิญกับโอกาส
และภยั คกุ คามจากโลกภายนอก ในการเช่อื มโยงกับโลกภายในมี ๓ ระดับ คอื การเชื่อมโยงเศรษฐกจิ
ภายในประเทศ (จากชมุ ชนสจู งั หวดั และกลมุ จงั หวดั ) การเชอื่ มโยงกบั เศรษฐกจิ ภมู ภิ าค (อาเซยี น) และ
การเชือ่ มโยงกบั เศรษฐกิจโลก
เพอื่ ใหอ ยกู บั ประชาคมโลกอยา งเปน ปกตสิ ขุ ในการขบั เคลอ่ื น Thailand ๔.๐ รฐั บาล
จงึ ไดน อ มนาํ เอาปรชั ญาเศรษฐกจิ พอเพยี งมาใชใ นการเชอ่ื มโยงประเทศไทยกบั ประชาคมโลก โดยเนน
๑.การอนุรกั ษโ ลก (Saved the Planet) ๒.การสรางสนั ตภิ าพทีม่ ัน่ คง (Secured Peace) ๓.การเติบโต
ทีย่ ่ังยนื (Sustainable Growth) ๔.การสรางความเจรญิ รุง เรืองรวมกัน (Shared Prosperity) ตอดวย
ของเกา
¡ÅÒ‹ Çâ´ÂÊÃ»Ø ¡Ãкǹ·ÈÑ ¹ã ¹¡Òþ²Ñ ¹Ò»ÃÐà·È ÀÒÂãμŒ Thailand ô.ð ÁÕ ó »ÃÐà´¹ç
·èÊÕ íÒ¤ÑÞ
๑. เปนจุดเร่ิมตนของยุทธศาสตรชาติ ๒๐ ป ในการขับเคลื่อนไปสูการเปนประเทศท่ี
ม่นั คง มง่ั คง่ั และยงั่ ยนื อยา งเปนรปู ธรรม
๒. เปน Reform in Action ท่ีมีการผลกั ดนั การปฏิรูปโครงสรา งเศรษฐกจิ การปฏิรูป
การวิจยั และการพฒั นา และการปฏริ ูปการศกึ ษาไปพรอ มๆ กนั
๓. เปนการผนึกกําลังของทุกภาคสวนภายใตแนวคิด “ประชารัฐ” โดยเปนประชารัฐท่ี
ผนึกกําลงั กบั เครือขา ยพนั ธมิตรทางธรุ กิจ การวิจัยพฒั นา และบุคลากรระดับโลก ภายใตหลกั ปรัชญา
เศรษฐกิจพอเพยี งของการ “รจู กั เติม รูจักพอ และรูจกั ปน ”

๑๑๒

º·ÊÃØ»

ในปจ จบุ นั ประเทศไทยยงั ตดิ อยใู นโมเดลเศรษฐกจิ แบบ “ทาํ มาก ไดน อ ย” จงึ ตอ งการปรบั
เปลย่ี นเปน “ทาํ นอ ย ไดม าก” กจ็ ะตอ งเปลย่ี นจากการผลติ สนิ คา “โภคภณั ฑ” ไปสสู นิ คา เชงิ “นวตั กรรม”
และเปลี่ยนจากการขับเคล่ือนประเทศดวยภาคอุตสาหกรรม ไปสูการขับเคล่ือนดวยเทคโนโลยี
ความคิดสรางสรรค และนวัตกรรม อยางการเกษตรก็ตองเปล่ียนจากการเกษตรแบบด้ังเดิม
ไปสกู ารเกษตรสมยั ใหม ทเี่ นน การบรหิ ารจดั การและใชเ ทคโนโลยหี รอื Smart Farming โดยเกษตรกร
ตอ งราํ่ รวยขน้ึ และเปน เกษตรกรแบบเปน ผปู ระกอบการ เปลยี่ นจาก SMEs แบบเดมิ ไปสกู ารเปน Smart
Enterprises และ Startups ท่ีมีศักยภาพสูงเปล่ียนจากรูปแบบบริการแบบเดิมซ่ึงมีการสรางมูลคา
คอนขา งตาํ่ ไปสบู ริการที่มมี ูลคาสงู เปลีย่ นจากแรงงานทกั ษะตํ่าไปสแู รงงานทีม่ คี วามรูและทกั ษะสงู

๑๑๓

º··Õè ÷

¡ÒÃàμÃÕÂÁ¤ÇÒÁ¾ÃŒÍÁ¢Í§ตาํ ÃǨä·Âã¹ÈμÇÃÃÉ·èÕ òñ

ÇμÑ ¶»Ø ÃÐʧ¤

๑. เพื่อใหผ เู รียนรแู นวโนมของการเกดิ ขน้ึ ของศตวรรษที่ ๒๑
๒. เพอ่ื ใหผเู รยี นรแู นวทางในการเตรยี มความพรอ มของตาํ รวจไทยในศตวรรษที่ ๒๑

º·นาํ

เอเชยี แปซฟิ ก เปน ภมู ภิ าคหนงึ่ ของโลกทม่ี กี ารกอ อาชญากรรมทางไซเบอรเ ปน จาํ นวนมาก
แตความแตกตางระหวางประเทศตาง ๆ ก็อาจเปนส่ิงสําคัญมาก เม่ือประชากรเขาถึงอินเทอรเน็ต
ไดมากข้ึนเร่ือย ๆ อาชญากรรมทางไซเบอรในภูมิภาคเอเชียแปซิฟกก็ยังคงมีแนวโนมวาจะเพิ่มข้ึน
เชน กนั ควรตอ งมกี ารประเมนิ ขดี ความสามารถในการจดั การกบั อาชญากรรมทางไซเบอร โดยพจิ ารณา
จากสถานการณข องอาชญากรรม บางประเทศเริ่มไดร บั ความเดอื ดรอนจากอาชญากรรมทางไซเบอร
บางประเภทโดยเฉพาะ ขณะทป่ี ระเทศอ่นื ๆ อาจจะยังไมเ คยประสบ เนื่องจากอาชญากรรมไซเบอร
เปน ปญ หาระดบั โลกซง่ึ ทกุ ภมู ภิ าคและทกุ ประเทศลว นมคี วามเสยี่ ง ประเทศตา ง ๆ จงึ ควรมคี วามพรอ ม
ในการจดั การกบั ภยั คกุ คามทางไซเบอรแ ละการพฒั นาขดี ความสามารถทางไซเบอร การพง่ึ พาซงึ่ กนั และกนั
คือ ลักษณะเฉพาะของโลกดจิ ทิ ัล ดงั น้ัน การจัดการกับภัยคกุ คามทางไซเบอรตองอาศยั ความพรอม
และความแขง็ แกรง ของทกุ สว นทเ่ี กย่ี วขอ ง เพราะจดุ ออ นเพยี งจดุ เดยี วกอ็ าจทาํ ใหท กุ อยา งลม เหลวได
เพราะเหตใุ ดความรว มมอื ระหวา งประเทศจงึ เปน สงิ่ สาํ คญั ในการแกไ ขปญ หาอาชญากรรมทางไซเบอร
ความรวมมือระหวางประเทศนาจะเปนปจจัยที่สําคัญที่สุดเพียงอยางเดียวในการพัฒนาความมั่นคง
ทางไซเบอร เพราะอาชญากรรมในพ้ืนท่ีทางกายภาพไดพัฒนาไปเปนอาชญากรรมในพ้ืนที่ไซเบอร
ในกรณขี องอาชญากรรมไซเบอร ประชาคมและรฐั บาลตา ง ๆ ตอ งเผชญิ กบั ความทา ทายทย่ี ากลาํ บาก
หลายประการ วธิ กี ารแบบดง้ั เดมิ นน้ั ยงั ไมเ พยี งพอสาํ หรบั การตอ สกู บั อาชญากรรมทางไซเบอรข า มชาติ
การรบั มอื กบั ความทา ทายในปจ จบุ นั ตอ งอาศยั ความรว มมอื ระหวา งประเทศทแี่ ขง็ แกรง มอี าชญากรรม
นอยมากท่ีไมตองพึ่งพากิจกรรมอยางใดอยางหนึ่งทางอินเทอรเน็ต ตัวอยางเชน การโอนเงิน
การสอื่ สารในหมอู าชญากรหรอื การเขา ถงึ เหยอ่ื ตาํ รวจทว่ั โลกตอ งทาํ งานรว มกนั เพอื่ จะสามารถตอ ตา น
ภยั คกุ คามจากอาชญากรรมทางไซเบอรไ ดอ ยา งมปี ระสทิ ธภิ าพ และยงั ตอ งทาํ งานรว มกบั ผปู ฏบิ ตั งิ าน
อื่น ๆ จากภาคเอกชนเพื่อแลกเปล่ียนความรูและความเชี่ยวชาญ หนวยงานบังคับใชกฎหมายจะ
ไดประโยชนมากมายจากความรวมมือระดับโลก และจากการทํางานกับผูมีสวนไดสวนเสียรวมกัน
ตลอดจนภาคเอกชนและภาควชิ าการ

๑๑๔

ÈμÇÃÃÉ·èÕ òñ

อนิ เทอรเ นต็ ทาํ ใหเ กดิ สงั คมไรพ รมแดน ทาํ ใหม โี อกาสในการสรา งความมง่ั คงั่ และการกระตนุ
เศรษฐกิจอยางท่ีไมเคยมีมากอน การพึ่งพาอินเทอรเน็ตมากขึ้นยังทําใหเกิดความเสี่ยงที่คาดไมถึง
เน่ืองจากองคกรอาชญากรรมท่ีกอเหตุขามโลกสามารถประสานการโจมตีดวยวิธีท่ีซับซอนไดในเวลา
ไมกี่นาทีและเพียงแคกดปุมเพียงปุมเดียว อินเทอรเน็ตไดกลายเปนปจจัยท่ีสําคัญในชีวิตประจําวัน
ของประชาชนท่วั โลก ไมว าจะเปน อเี มล เครือขายทางสงั คม การทําธรุ กรรมทางการเงนิ การยน่ื แบบ
แสดงรายการภาษีและอื่น ๆ ปจเจกบุคคลและบริษัทตาง ๆ มีการแบงปนขอมูลมากขึ้นเรื่อย ๆ
โดยใชอุปกรณที่เชื่อมตอกับอินเทอรเน็ต ขอมูลเหลาน้ีสามารถนําไปวิเคราะห ใช และจําหนายได
ในเวลาอนั รวดเรว็ การเคลอ่ื นยา ยของขอ มลู เหลา นที้ าํ ใหเ กดิ ความเสยี่ งเพราะอาชญากรรมมองวา มนั
คือชองทางในการแสวงประโยชน ท่ีสําคัญยิ่งกวานั้น หากรัฐบาลตกเปนเปาหมายของอาชญากรรม
ทางไซเบอร ขอบเขตผลกระทบจะขยายออกไปมากกวาแคความสูญเสียทางการเงิน การโจมตีทาง
อนิ เทอรเ น็ตทีร่ ุนแรงอาจทําใหโครงขา ยไฟฟา ระบบธนาคาร ระบบทอ สง พลงั งานและระบบท่ีสาํ คัญ
อน่ื ๆ มีความเสีย่ ง นอกจากนี้ อินเทอรเน็ตยงั ทําใหผูกอ การรา ยรูเทาทนั สถานการณอยางท่ไี มเ คย
เกิดขึ้นมากอน และมีขอไดเปรียบมากกวาท้ังทางตํารวจและรัฐบาล ขอบเขตทางไซเบอรมีศักยภาพ
ในการทําลายลางมหาศาลท่ีทําใหเรามีความเส่ียงมากข้ึนอยางที่ไมเคยมีมากอน แตละประเทศ
ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟกมีขีดความสามารถในการตอสูกับอาชญากรรมทางไซเบอรท่ีตางกันมาก
หรือไม แตละประเทศมีขีดความสามารถในการจัดการกับภัยคุกคามทางไซเบอรในระดับตาง ๆ กัน
อยางท่ีเราเห็นไดในทุกภูมิภาค ความแตกตางภายในภูมิภาคอยางท่ีเปนอยูนี้ไมไดเกิดขึ้นเฉพาะแค
ในเอเชียแปซิฟกเทาน้ัน ดวยเหตุน้ี ประเทศตาง ๆ ท่ัวโลกจึงตองยกระดับขีดความสามารถพ้ืนฐาน
ในการจดั การกบั อาชญากรรมทางไซเบอร เนน ใหเ หน็ ถงึ ความสาํ คญั ของความรว มมอื ระหวา งประเทศ
ในการแกไ ขปญ หาอาชญากรรมทางไซเบอร โดยเฉพาะอยางยงิ่ เม่ือมีการเปล่ยี นแปลงทางเทคโนโลยี
อยา งรวดเรว็ อยา งทเี่ ปน อยใู นปจ จบุ นั ศนู ยน วตั กรรมระดบั โลกแหง องคก ารตาํ รวจอาชญากรรมระหวา ง
ประเทศมีบทบาทอยางไรในการจัดการกับอาชญากรรมทางไซเบอร องคการตํารวจอาชญากรรม
ระหวางประเทศมีวิสัยทัศนในการประสานงานเจาหนาที่ตํารวจเพื่อเพิ่มระดับความปลอดภัยของโลก
ศนู ยน วตั กรรมระดบั โลกแหง องคก ารตาํ รวจอาชญากรรมระหวา งประเทศในสงิ คโปร จงึ ไดร บั การจดั ตง้ั ขน้ึ
เพอื่ จดั การกบั ความทา ทายทไี่ มเ คยปรากฏมากอ นทห่ี นว ยบงั คบั ใชก ฎหมายกาํ ลงั เผชญิ อยใู นยคุ ดจิ ทิ ลั
องคก ารตาํ รวจอาชญากรรมระหวา งประเทศมงุ มนั่ ทจ่ี ะใหค วามชว ยเหลอื ประเทศสมาชกิ ในการตอ สกู บั
อาชญากรรมทางไซเบอรภ ายใตก รอบการทาํ งานของศนู ยน วตั กรรมนี้ โดยมงุ เนน ความรว มมอื ระหวา ง
ผมู สี ว นไดส ว นเสยี รว มกนั ในการน้ี ศนู ยน วตั กรรมดงั กลา วจะมขี ดี ความสามารถเฉพาะทางขององคก าร
ตาํ รวจอาชญากรรมระหวา งประเทศ และจะเปน พนื้ ทช่ี มุ นมุ ระดบั โลกทม่ี คี วามเปน กลางและปลอดภยั
เพื่อใหหนวยบังคับใชกฎหมายระหวางประเทศ ภาคเอกชนและภาควิชาการไดมีการแลกเปล่ียน
ขอมูลและทํางานรวมกันเพื่อตอตานอาชญากรรมทางไซเบอรในสภาพแวดลอมของการรวมมือ

๑๑๕

ศนู ยน วตั กรรมระดบั โลกแหง องคก ารตาํ รวจอาชญากรรมระหวา งประเทศจะเปน ประโยชนต อ ประเทศสมาชกิ
ในสามดา น โดยเราเปน พน้ื ทร่ี ะดบั โลกสาํ หรบั หนว ยงานบงั คบั ใชก ฎหมายทว่ั โลกเพอ่ื สนบั สนนุ การปฏบิ ตั ิ
การ ศนู ยว เิ คราะหร ะดบั โลกดา นนวตั กรรมทไี่ ดจ ากการวจิ ยั และศนู ยค วามเปน เลศิ สาํ หรบั การสรา งขดี ความ
สามารถและการฝก อบรมองคก ารตาํ รวจอาชญากรรมระหวา งประเทศพรอ มทจี่ ะใหก ารสนบั สนนุ ประเทศ
สมาชกิ เพอื่ ใหเ จา หนา ทตี่ าํ รวจมคี วามพรอ มในการจดั การกบั ภยั คกุ คามจากอาชญากรรมในศตวรรษที่
๒๑ เมอ่ื การเชอื่ มตอ ของอปุ กรณม ากขนึ้ หมายความวา สงิ่ ตา งๆ และผคู นกาํ ลงั เชอื่ มตอ กนั มากขน้ึ เชน
กนั และในศตวรรษที่ ๒๑ แนวโนม กม็ มี ากขนึ้ เรอ่ื ยๆ ดว ยนวตั กรรมเหลา นที้ าํ ใหโ ลกนด้ี ฉู ลาดขน้ึ เกง ขน้ึ
และนาสนใจย่ิงข้ึน ดวยเทคโนโลยีที่สรางโอกาสนับไมถวน ในแสงสวางยอมมีเงามืด เบื้องหลัง
ความเจริญรุงเรืองมีอีกโลกหน่ึง โลกที่อาชญากรไซเบอรกําลังเติบโต และมีเทคโนโลยีท่ีทันสมัย
ไมแ พก นั ดว ยโลกออนไลนท กี่ วา งใหญ และไรซ ง่ึ เสน กน้ั เขตแดน ยงิ่ เทคโนโลยที ส่ี รา งการเชอ่ื มตอ แบบ
ท่ีไมเ คยมีมากอ น ยง่ิ งา ยตอ การโจมตี อยา งในกรณขี องรถยนตทท่ี างเราเคยนาํ เสนอ การแฮครถยนต
ขณะวงิ่ ? ทถี่ กู คนพบโดยนกั วิจยั ดานความปลอดภัยจากสหรฐั อเมริกา เพราะฉะนนั้ ในศตวรรษที่ ๒๑
พวกเรากําลังจะเผชิญหนากับภัยคุกคามไซเบอรท่ีมีรูปแบบมากมายจนนับไมถูก และเพ่ิมจํานวนข้ึน
ทกุ วนั รวมทงั้ ภยั คกุ คามทมี่ ลี กั ษณะเปน ตวั เปน ตนมากทส่ี ดุ Ransomware เราจงึ คดิ วา มนั ถงึ เวลาแลว
ทจี่ ะใหความสาํ คัญกับความปลอดภยั ไซเบอร อยา งทคี่ วรจะเปน

á¹Ç¤Ô´áÅФÇÒÁÃÇ‹ ÁÁÍ×

ขั้นตอนแรกกค็ ือ เราตองเปลี่ยนมุมมองท่เี รามีกบั อาชญากรไซเบอรเสียกอน วาพวกเขา
ทํางานกันอยางไร และเปาหมายของพวกเขาเปนใคร เปนที่ชัดเจนวาตอนนี้อาชญากรรมไซเบอร
มรี ปู รา งทเี่ ปน ตวั เปน ตนมากกวา แตก อ น และอาศยั ประโยชนจ ากการเตบิ โตของอาชญากรรมออนไลน
“ธุรกจิ การแฮกก็เหมือนธุรกจิ ของเราน่ันแหละ” คาํ พดู ของ Hewlett Packard ป ๒๐๑๖ “ถา หากเรา
บอกมนั เปน เหมอื นธรุ กจิ เหมอื นคแู ขง เราจะพยายามทาํ ลายมนั ” “เทคโนโลยี การจดั การ และความร”ู
ESET อธิบาย “คือกุญแจสูความปลอดภัย” เมื่อทํางานรวมกับ “ความรวมมือ” เพราะเร่ืองนี้เปน
เร่ืองที่ทุกคนตองชวยกัน ท้ังธุรกิจจนถึงผูรักษากฎหมาย และรัฐบาล ผลก็คือผูท่ีมีสวนไดสวนเสีย
และคนที่เก่ียวของจะไดเห็นในส่ิงที่แตกตาง ดวยมุมมอง และประสบการณจะทําใหเราเห็นเร่ืองราว
เหลาน้ีไดชัดเจนยิ่งข้ึน ยิ่งถาไดแบงปนความรูและประสบการณเหลาน้ีจะทําใหเราสามารถตรวจพบ
และตอบสนองตอ ภัยคกุ คามไดเร็วย่งิ ข้ึน

ทายที่สุดกอนจะรับมือกับภัยคุกคามในศตวรรษท่ี ๒๑ จะบอกวาการเขียนช่ือ ที่อยู
และเบอรโ ทรบนเวบ็ ไซตเ ปน สง่ิ ทไี่ มป ลอดภยั และทส่ี าํ คญั กค็ อื ถา หากเราไมล งทนุ รกั ษาความปลอดภยั
ไมเ พมิ่ พนู ทกั ษะเรา และไมท าํ งานรว มกนั ขอบเขตของภยั คกุ คามกจ็ ะลกุ ลามไปเรอ่ื ยๆ แตถ า เราชว ยกนั
สง่ิ เดียวท่ีจะลดปญหานี้ไดดว ยความพยายามหยิบมอื เดียวเทา นั้น

๑๑๖

สาํ หรบั กระบวนการมสี ว นรว มและเครอื ขา ยทางสงั คมนน้ั จะใชฐ านความรใู นการอธบิ าย
จากแนวคิดเรื่องการเสริมสรางทุนทางสังคม (Social Capital) เพื่อการพัฒนาท่ีย่ังยืน ดังปรากฏ
ความหมายและองคประกอบในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแหงชาติ ฉบับที่ ๑๐ ที่สํานักงาน
คณะกรรมการพฒั นาการเศรษฐกจิ และสงั คมแหง ชาติ (๒๕๔๙) ระบวุ า ทนุ ทางสงั คมเกดิ จากการรวมตวั
รวมคิดรวมทําบนฐานของความไวเนื้อเช่ือใจสายใยความผูกพัน และวัฒนธรรมที่ดีงามของสังคมไทย
ผานระบบความสัมพนั ธในองคป ระกอบหลัก ไดแก คน สถาบัน วฒั นธรรมและองคความรู ซง่ึ ทุนทาง
สังคมสามารถกอใหเกิดพลัง เพื่อใชขับเคลื่อนชุมชน สังคม ใหพัฒนาไปสูความเขมแข็งได ดังน้ีแลว
การรวมตวั รว มคดิ รวมตดั สินใจ รว มแกไ ขปญหา รวมรบั ผิดชอบ และรว มตรวจสอบ ของตํารวจกบั
ประชาชนบนฐานของความไวเน้ือเชื่อใจก็คือทุนทางสังคม ท่ีสามารถกอใหเกิดพลังขับเคลื่อนกลไก
ในการปองกันอาชญากรรม ใหเกิดความเขมแข็งขึ้นมาได ซึ่งสอดคลองกับแผนพัฒนาเศรษฐกิจและ
สงั คมแหง ชาติดังทเ่ี หน็ ประจักษอ ยา งเดนชัด แนวคิดเกยี่ วกับกระบวนการมสี วนรว ม (Participation)
และเครอื ขายทางสงั คม (Social Network) จึงไดนาํ มาศกึ ษาสรางฐานใหเ ขาใจถงึ เรอ่ื งทนุ ทางสงั คม
ท่ีมีอยูทั่วไปและเม่ือใดก็ตามท่ีตํารวจไทยไดปรับกระบวนทัศนใหความสําคัญกับการประสานนําทุน
ทางสังคมท่ีมีอยูน้ี มาใชผนึกกําลังขยายศักยภาพสรางเครือขายโยงใยใหไดอยางทั่วถึงทุกพ้ืนท่ีแลว
เชื่อมั่นวา จะบังเกิดผลตอการปอ งกนั อาชญากรรมทก่ี อใหเกิดพลังขับเคล่อื นคนชุมชน สงั คม ใหรวม
แรงรว มใจพฒั นาความมน่ั คงปลอดภยั ไปสคู วามเขม แขง็ ไดอ ยา งยง่ั ยนื นน่ั คอื ประชาชนสามารถพงึ่ พา
ตนเองได และสามารถพงึ่ พากนั เองไดโ ดยมตี าํ รวจเปน ผใู หก ารสนบั สนนุ แนะนาํ ชแ้ี นะกลยทุ ธ ในการ
ปอ งกนั คนและสงั คม พรอ มๆ กบั การปฏบิ ตั หิ นา ทใ่ี นบทบาทของผบู งั คบั ใชก ฎหมายใหเ ปน ไปตามกรอบ
และบรรทดั ฐานของสงั คม ปราศจากผูฝาฝน หรอื คิดละเมิดผูอืน่ อยา งเครงครดั สาํ หรบั ขอ มลู เบอ้ื งตน
เพอ่ื ทบทวนทมี่ าของการสง เสรมิ กระบวนการมสี ว นรว ม พบวา เรม่ิ ปรากฏความชดั เจนในหลกั การตาม
วิถที างรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจกั รไทย พ.ศ.๒๕๔๐ ซ่งึ รูจ กั กนั ในนาม “รัฐธรรมนูญฉบบั ประชาชน”
ท่ีถือเปนรัฐธรรมนูญฉบับแรกในประวัติศาสตรการพัฒนาการเมืองไทย ท่ีไดวางรากฐานสําคัญของ
ระบบประชาธิปไตยแบบมีสวนรวม (Participatory Democracy) โดยเปดโอกาสใหประชาชนเขา
มีสวนรวมในทางการเมืองและการบริหารของรัฐ ทั้งในระดับชาติและทองถ่ิน หลักการดังกลาวไดมี
การขยายความในรายละเอียดเพมิ่ เติมมาสูรฐั ธรรมนญู แหงราชอาณาจกั รไทย พ.ศ.๒๕๕๐ ตามความ
ที่ปรากฏในมาตรา ๘๗ วา รัฐตองดําเนินการตามแนวนโยบายดานการมีสวนรวมของประชาชน
ดงั ตอไปน้ี

๑) สงเสริมใหประชาชนมีสวนรวมในการกําหนดนโยบายและวางแผนพัฒนาเศรษฐกิจ
และสงั คม ทง้ั ในระดับชาติและระดับทองถิ่น

๒) สงเสริมและสนับสนุนการมีสวนรวมของประชาชนในการตัดสินใจทางการเมือง
การวางแผนพฒั นาทางเศรษฐกจิ และสังคมรวมทงั้ การจัดทาํ บรกิ ารสาธารณะ

๓) สง เสรมิ และสนบั สนนุ การมสี ว นรว มของประชาชน ในการตรวจสอบการใชอ าํ นาจรฐั
ทกุ ระดบั ในรูปแบบองคกรทางวชิ าชพี หรือสาขาอาชพี ที่หลากหลายหรอื รูปแบบอนื่ ๆ

๑๑๗

คําวา การมีสวนรวมของประชาชน (Public Participation) จึงถือกําเนิดข้ึนและนํา
มาใชอ ยา งกวา งขวาง โดย คนงึ นิจ ศรบี วั เอีย่ ม และคณะ (๒๕๔๕, น. ๙-๑๐) ไดใ หนยิ ามศพั ทวา เปน
กระบวนการซง่ึ ประชาชน หรอื ผมู สี ว นไดส วนเสยี ไดมีโอกาสแสดงทัศนะและความเหน็ และมีการนาํ
ความคิดเห็นดังกลาว ไปประกอบในการกําหนดนโยบายและการตัดสินใจของรัฐ การมีสวนรวมของ
ประชาชนเปนกระบวนการส่ือสารในระบบเปดเปนการสื่อสารสองทางทั้งที่มีรูปแบบเปนทางการ
และไมเ ปน ทางการ ซง่ึ ประกอบไปดว ยการแบง สรรขอ มลู รว มกนั ระหวา งผมู สี ว นไดส ว นเสยี นอกจากน้ี
ยงั ไดใ หค วามหมายของ “การมสี ว นรว ม” ในมติ คิ วามลกึ วา หมายถงึ การพจิ ารณาถงึ การมสี ว นชว ยเหลอื
โดยสมคั รใจ โดยประชาชนตอ โครงการใดโครงการหนงึ่ ของโครงการสาธารณะตา งๆ ทค่ี าดวา จะสง ผล
ตอ การพฒั นาชาติ ประการสาํ คญั การมสี ว นรว ม คอื การทไ่ี ดม กี ารจดั การทจี่ ะใชค วามพยายามทจี่ ะเพมิ่
ความสามารถทจ่ี ะควบคมุ ทรพั ยากรและระเบยี บในสถาบันตางๆ ในสภาพสงั คมนนั้ ๆ การมีสวนรว ม
เปนกระบวนการท่ีสามารถกอใหเกิดการกระทําใดๆ รวมกัน แมในทางความคิด แตตองเปนไป
โดยเสรีภาพ หรือความสมัครใจ หรือลักษณะอาสาสมัครแบบจิตอาสา ดังนั้น ตํารวจกับประชาชน
จึงสามารถทํางานรว มกันได รวมถงึ การปองกันอาชญากรรมทีเ่ ปนการควบคุมกฎ ระเบยี บของสังคม
และสามารถสงผลตอการพัฒนาชาติ โดยไมใชลักษณะบังคับ แตตองคอยๆ ปรับเปล่ียนความคิด
หรือกระบวนทัศน จนเห็นถึงความสําคัญ และตัดสินใจเขารวมงานหรือมีสวนชวยเหลือโดยสมัครใจ
หรอื มจี ติ อาสาเขา เปน อาสาสมคั รในกจิ กรรมทเี่ กย่ี วขอ งกบั การปอ งกนั อาชญากรรมในสว นของเครอื ขา ย
ทางสงั คม พบวา มคี วามสมั พนั ธก บั กระบวนการมสี ว นรว มอยา งไมส ามารถแยกออกจากกนั ได โดยเกดิ
ขึน้ พรอ มๆ กัน และเปนลักษณะองคป ระกอบของการทาํ งานเชิงกลยทุ ธรว มกนั ทง้ั ระหวา งองคก รกับ
องคก ร หรอื องคก รกบั บคุ คลหรอื ชมุ ชน หรอื กลมุ บคุ คลกบั กลมุ บคุ คล ทงั้ นี้ ปารชิ าติ วลยั เสถยี ร (๒๕๔๗,
น. ๒๖-๒๘) ไดก ลา วถงึ ความสมั พนั ธข องกระบวนการมสี ว นรว ม เครอื ขา ยทางสงั คม และกระบวนการ
เรยี นรู ที่สามารถนําคาํ อธิบายมาใชเ ปนองคป ระกอบทเี่ ปนประโยชนต อ การปรบั กระบวนทัศนตาํ รวจ
วาการขับเคลื่อนทางสังคมสมัยใหมน้ันมีแนวโนมที่จะใชฐานความรูและปญญาในการขับเคล่ือนทาง
สงั คมซงึ่ กระบวนการเรยี นรมู คี วามสาํ คัญตอการขยายแนวคดิ และกระบวนการทาํ งาน ความสมั พนั ธ
ท่ีเกดิ จากการแลกเปล่ยี นเรยี นรมู ีความสําคญั อยา งย่ิง เพราะนาํ ไปสูก ารสรางความรูใหม วธิ กี ารใหม
และปญ ญาในการจดั การความสมั พนั ธท างสงั คม โดยเฉพาะความเปน มติ รภาพ ความเปน หนุ สว นแหง
ความสาํ เร็จ และการพงึ่ พาอาศัย การแลกเปลย่ี นเรียนรขู องผคู นในสังคม คอื กระบวนการเสรมิ สรา ง
ความรใู หม และกระบวนการใหมท ต่ี อ เนอื่ งถา เมอื่ ใดขาดการเรยี นรู กระบวนการของสง่ิ ตา งๆ เหลา นน้ั
ยอ มขาดความตอ เนอ่ื ง

ดงั นน้ั กระบวนการแลกเปลย่ี นความรู (Knowledge Exchange Process) จงึ มคี วามหมาย
และความสําคัญอยางย่ิงตอการสรางแรงจูงใหประชาชนตัดสินใจเขามารวมงานกับตํารวจ หรืออาจ
กลาวไดวา เปนความสัมพันธทางสังคมระหวางตํารวจกับประชาชนจากหลายๆ ภาคสวน ท่ีจะกอ
ใหเกิดกระบวนการและวิธีการสรางความหมายรวมกันระหวางตํารวจ ประชาชน และเครือขาย

๑๑๘

โดยกระบวนการน้ี สามารถนาํ ไปสกู ารจดั การทางสงั คมในรปู แบบตา งๆ รวมถงึ การปอ งกนั อาชญากรรม
ซง่ึ เปน วธิ กี ารทาํ งานทเ่ี ปน สมยั ใหม และจะปรบั วธิ คี ดิ ใหท กุ ฝา ยหนั กลบั มาผนกึ กาํ ลงั รว มมอื กนั ทาํ งาน
เพือ่ ใหงานบรรลไุ ปสูผลสําเรจ็ นนั่ คือ ความปลอดภัยของสงั คมสวนรวม เครือขา ยท่เี กิดข้ึนจากความ
สัมพันธและกระบวนการเรียนรูเปนเครือขายความปลอดภัยของสังคมจากการปองกันอาชญากรรม
จงึ เปน ฐานความคิดสําคัญในการสรา งเครือขา ยภาคประชาชนของตาํ รวจไทยในศตวรรษที่ ๒๑

วิวัฒนาการของคําวา “เครือขา ย” จงึ เรมิ่ ตนจากการอธบิ ายความสมั พนั ธความเชอ่ื มโยง
ระหวา งกลมุ ชมุ ชนเพอื่ แลกเปลย่ี นเรยี นรแู ละถา ยทอดบทเรยี นระหวา งกนั และกนั ชว ยเหลอื เกอื้ กลู กนั
และพัฒนาเปน ชมุ ชนใหญทมี่ โี ครงสรา งการดําเนินกิจกรรม และมี “พลัง” แหง การ “ขบั เคลอื่ น” และ
พฒั นาการเชอ่ื มโยงขา มชมุ ชนขยายความสมั พนั ธท โี่ ยงใยกวา งขวางและลมุ ลกึ มากขนึ้ สว นมติ ปิ ระชา
สังคมจะเปนการพัฒนาตอยอดของความเปนเครือขายท่ีมีความหลากหลายแตกตาง แตมีเอกภาพ
ในเปาหมายเดียวกันและตองการพลังผลักดันเพ่ือการเปล่ียนแปลงเร่ืองใดเร่ืองหนึ่งท่ีมีความซับซอน
และมจี ดุ หมายเพอ่ื พฒั นาไปสคู วามเปน ประเดน็ สาธารณะทเ่ี กยี่ วขอ งและเชอ่ื มโยงกบั กลมุ คนทม่ี คี วาม
หลากหลายมากข้นึ เครือขายภายใตกระแสแนวคิดประชาสังคม จงึ เปน ชมุ ชนแหงสํานึก (Conscious
Community) ทสี่ มาชกิ ตา งเปน สว นหนงึ่ ของระบบโดยรวมทม่ี คี วามสมั พนั ธก นั อยา งแนบแนน อาจจะ
ดวยพน้ื ฐานของระบบคณุ คา เกา หรอื เปาประสงคใหมของการเขา มาทํางานรวมกัน ซงึ่ มีลกั ษณะเปน
พลวตั ทบ่ี คุ คลและกลมุ ตา งมสี ว นรว มในการทาํ กจิ กรรมทสี่ นใจรว มกนั มคี วามสมั พนั ธแ ละการตดั สนิ ใจ
รวมกัน และมีการติดตอส่ือสารดวยการแลกเปลี่ยนเรียนรูเพ่ือใหกลุมหรือเครือขายมีความย่ังยืน
(Commuication and Network) ประเดน็ วเิ คราะหน ้ี ผเู ขยี นเหน็ วา หากตาํ รวจสามารถสรา งเครอื ขา ย
รวมกับภาคประชาชนไดดวยสัมพันธภาพท่ีดีระหวางกัน และมีการตัดสินใจรวมกันท่ีจะแกไขปญหา
ความไมปลอดภัยในชีวิตและทรัพยสิน ดวยวิธีการปองกันอาชญากรรม โดยเล็งเห็นตรงกันวาเปน
วธิ กี ารทดี่ ที สี่ ดุ มกี ารแลกเปลย่ี นเรยี นรใู นหลกั การ แนวคดิ และวธิ กี าร เหลา นจ้ี ะกอ กาํ เนดิ ใหเ กดิ เปน
ภาคประชาสังคมที่ติดยึดกันอยางเขมแข็ง และกลายเปนพลังขับเคลื่อนสําคัญในการตอสูกับปญหา
อาชญากรรมในสังคมไทยไดอ ยา งยัง่ ยนื การเปลีย่ นกระบวนทศั นบทบาทตํารวจไทยในศตวรรษท่ี ๒๑
การประมวลความรเู พอ่ื ทบทวนความหมายของคาํ สาํ คญั คอื กระบวนการมสี ว นรว ม (Participation)
เครอื ขา ยทางสงั คม (Social Network) และประชาสงั คม (Civil Society) ซง่ึ เปน ทนุ ทางสงั คม (Social
Capital) ทม่ี อี ยเู ปนพน้ื ฐาน ทาํ ใหคนพบวา ปจจุบนั ยงั ขาดแรงกระตุนสง เสรมิ ใหเกดิ แรงกระเพอ่ื มท่ี
สามารถสงผลใหเกิดการเปล่ียนแปลงอยางมีแผน (Planned Change) ทั้งน้ี เม่ือใดก็ตามท่ีตํารวจ
สามารถปรบั กลยทุ ธจ ากการตงั้ รบั รอใหอ าชญากรรมเกดิ ขน้ึ กอ น มาเปน การรกุ รบปอ งกนั อาชญากรรม
ไมใ หเ กดิ ขน้ึ ได โดยอาศยั การเชอื่ มโยงสรา งสมั พนั ธเ ปน แนวรว มกบั ภาคประชาชนไวใ หไ ดอ ยา งเหนยี ว
แนนแลว เชื่อวากลยุทธน้ีจะกอใหเกิดพลังขับเคล่ือนทางสังคมจนเกิดเปนกระแสการควบคุมและตอ
ตา นอาชญากรรม ทจี่ ะทาํ ใหท กุ ภาคสว นลกุ ขน้ึ มาตอ สกู บั ปญ หาอาชญากรรม โดยเฉพาะอาชญากรรม
พ้นื ฐาน ไดแก ลกั ทรพั ย วิง่ ราวทรพั ย ชิงทรัพย และปลน ทรพั ยใ นชุมชน เกดิ การตน่ื ตัว พรอ มรวมมือ

๑๑๙

รว มใจระวงั ภัยใหแ กก ัน และเขารว มทาํ กจิ กรรมกบั เจา หนา ท่ีตาํ รวจเพ่ือประสานการทํางานและแสดง
ใหเห็นในเชิงสัญลักษณถึงการผนึกกําลังท่ีตองการทําใหสังคมปลอดภัย สุดทายจะสงผลตอผูคิดกอ
อาชญากรรมใหหมดชองโอกาส จากสภาพแวดลอ มทป่ี ดกน้ั และถูกลอมกรอบไปดวยผูคนท่เี ฝาระวัง
สอดสองดูแลไปทุกพ้ืนท่ี ภาพท่ีเกิดขึ้นแสดงใหเห็นถึงปจจัยกอใหเกิดอาชญากรรมไมมีมูลเหตุจูงใจ
ของผูกระทาํ ผิดจึงหมดตามลงไป เพราะเกรงกลวั ตอ ผลของการกระทําที่สอดคลอ งเปนไปตามแนวคดิ
เกย่ี วกบั การบงั คบั ใชก ฎหมาย (Law Enforcement) อนั เนอื่ งมาจากการเปด โอกาสใหป ระชาชนชมุ ชน
เขา มามสี ว นรว ม และประชาชนตา งทาํ หนา ทเ่ี ปน เสมอื นตาํ รวจรว มกนั ปอ งกนั อาชญากรรมดว ยความ
เสยี สละ เตม็ ใจ สมัครใจ และเหน็ แกป ระโยชนสวนรวม

กลยทุ ธท ต่ี าํ รวจไทยในศตวรรษท่ี ๒๑ ควรเรมิ่ ดาํ เนนิ การใหเ ปน นวตั กรรมภายใตก ระบวน
ทัศนใหม จึงตองสงเสริมและเนนใหเกิดการดําเนินงานเชิงรุกในลักษณะมุงสูการปองกันนําหนา
การปราบปราม ดว ยวิธีการแสวงหาแนวรวมจากประชาชน ซึ่งแตเดมิ ตาํ รวจมกั จะไดร ับการตอบรับ
ในการมีสวนรวมจากประชาชน (Participation) กลับมาเม่ือขอความชวยเหลือจากประชาชนแตใน
อนาคตตาํ รวจจะตอ งดาํ เนนิ กลวธิ ใี หแ ปรเปลยี่ นจากความรว มมอื ในระดบั การมสี ว นรว มมาสกู ารรว มคดิ
รว มทํา รว มรับผิดชอบ รวมตรวจสอบ เปน ความรว มมอื ในระดับที่กา วหนากวา (Collaboration) มา
เปน การสง เสรมิ บทบาทใหป ระชาชนเขา มามสี ว นรว มแบบทม่ี สี ว นรว มของการเปน เจา ของพนื้ ที่ เจา ของ
ชุมชน (Partnership) และพัฒนามาสูรปู แบบของเครือขา ยทางสงั คม (Social Network) ทเี่ กดิ จาก
ความรสู กึ ตระหนกั รว มจากภยั ปญ หาอาชญากรรมรว มกนั ความรสู กึ ตระหนกั รว ม หรอื ความรสู กึ ผกู พนั
รว ม (Shared Commitment) จงึ เปน ประเดน็ ทต่ี อ งนํามาพจิ ารณาต้งั เปนคาํ ถามตอไปวา ตํารวจควร
จะตองทาํ อยา งไรบา ง ประชาชนจงึ จะรบั รูถ ึงความรสู กึ ดงั กลา ว และเขา ใจไดด วยตนเองวา ปญหาใด
ตองไดรับการแกไขและขจัดปจจัยเสี่ยงในการเกิดอาชญากรรมอยางเรงดวนโดยความรวมมือกันของ
ประชาชนหรือชุมชนที่เปนเครือขายทางสังคมอันดีตอกัน ยอมเกิดข้ึนไดงายและบรรลุผลดีมากกวา
การทเ่ี จา หนา ทตี่ าํ รวจจะเขา ไปจดั การกบั ปญ หาทเี่ กดิ ขน้ึ แตเ พยี งฝา ยเดยี ว เพราะอาชญากรรมไมอ าจ
หมดลงไปได หากปจ จยั เสย่ี งในพนื้ ทหี่ รอื ในชมุ ชนยงั ดาํ รงอยู และไมไ ดร บั ความสนใจจากเจา ของพน้ื ที่
หรอื ชมุ ชน (กองวจิ ยั และพฒั นา สาํ นกั งานตาํ รวจแหง ชาต,ิ ๒๕๕๐, น. ๖) ดงั นน้ั การสรา งความรว มมอื
ระหวางตํารวจกับชุมชน เพื่อรวมรับผิดชอบตอการปองกันอาชญากรรม หรือปญหาความไมเปน
ระเบยี บในชมุ ชน โดยไมป ลอ ยใหเ ปน ภาระหนา ทห่ี รอื ปญ หาของตาํ รวจแตเ พยี งลาํ พงั ฝา ยเดยี ว จงึ เปน
ประเด็นคําตอบท่ีนํามาตอบคําถามขางตน ซึ่งเม่ือตํารวจสามารถกําหนดกลยุทธเพื่อคลี่คลายปญหา
และอุปสรรคในการทํางานรวมกันกับชุมชนไดแลว จะไดผลลัพธสุดทายคือ ประชาชนในชุมชน
กลบั กลายเปน หนุ สว นการทาํ งานรว มกนั ของตาํ รวจ (Partnership) หลกั การสําคญั ของการมสี ว นรว ม
ตามทไี่ ดก ลา วมา ทาํ ใหค น พบสาระสาํ คญั ในรายละเอยี ดเกย่ี วกบั การปอ งกนั อาชญากรรมทตี่ อ งเรง สรา ง
คือ เจาหนาที่ตํารวจเปนหุนสวนกับประชาชน (Partnership) และมุงเนนการแกไขปญหาท่ีตนเหตุ
ดงั นน้ั ตาํ รวจจะตอ งมงุ แสวงหากลยทุ ธส รา งกรอบปฏบิ ตั ิ เพอื่ กระตนุ สรา งจติ สาํ นกึ ใหป ระชาชนเกดิ ความ

๑๒๐

รสู กึ ผกู พนั รว มในการเปน เจา ของปญ หาอาชญากรรมรว มกนั รวมทงั้ ปรบั เปลย่ี นมมุ มองและทศั นคตใิ หม
และมีความคิดใหมวาการแกไขปญหาอาชญากรรมมิไดเปนหนาที่และบทบาทของเจาหนาที่ตํารวจ
เพยี งฝา ยเดยี ว แตเ กดิ การมองภาพทก่ี วา งไกลวา เปน หนา ทข่ี องประชาชนทกุ คนทตี่ อ งเขา มามสี ว นรว ม
รับผิดชอบตอปญหา ซึ่งสุดทายแลวผลท่ีไดจะสะทอนกลับไปเปนความม่ันคง ปลอดภัย ในชีวิตและ
ทรพั ยส นิ ของประชาชนทุกคนเอง ตัวอยา งที่ชดั เจนจากกรณภี ยั พิบัตอิ ทุ กภัยทีเ่ กิดขน้ึ ใน พ.ศ.๒๕๕๔
ซ่ึงเปนภัยพิบัติทางธรรมชาติที่มีลักษณะพิเศษ คือ ตองอาศัยความรู ความชํานาญเฉพาะ ในการ
เตรยี มพรอ มปอ งกนั แกไ ข เพอ่ื ใหภ าวะทไี่ มพ งึ ประสงคก ลบั คนื สสู ภาพปกตโิ ดยเรว็ และเพอ่ื ปอ งกนั ภยั
ดา นอนื่ ๆ ทจี่ ะตามมา เชน จากเชอ้ื โรค ดนิ โคลนถลม อาคารบา นเรอื นเสยี หาย และเกดิ ความออ นไหว
ในการเผชญิ ภยั ทต่ี า งกนั ของชมุ ชน ซงึ่ หากตาํ รวจชมุ ชนอยใู นพนื้ ทก่ี จ็ ะสามารถแบง เบาสภาวะทร่ี ะบบ
การทํางานของชุมชนที่ไดรับผลกระทบจากภัยพิบัติใหมีกําลังใจ กําลังความสามารถโดยใชทรัพยากร
ของชุมชนที่มีอยู และยังชวยลดความโกลาหลอันเกิดจากความหวาดกลัวภัย โดยเขาไปมีบทบาท
รวมกับชุมชนในการฟนฟูกิจกรรมตางๆ ของชุมชนใหกลับคืนสภาวะปกติโดยเร็ว นอกจากนี้ ตํารวจ
ชุมชนยังสามารถสรางความรู ความเขาใจ เก่ียวกับภัยพิบัติ ชวยเตรียมความพรอมในดานตางๆ
รว มประเมนิ และรว มวเิ คราะห ซง่ึ ถอื เปน การสง เสรมิ ใหป ระชาชนในพนื้ ทไี่ ดร สู กึ ถงึ ความเปน เจา ของใน
การแกไขปญ หารว มกันกบั ตํารวจตลอดจนบคุ คลตา งๆ ท่ีเขามามีสว นรวมในพน้ื ที่ชุมชน การแสวงหา
กลยุทธเพื่อสงเสริมใหประชาชนรูสึกเปนเจาของปญหาที่จะนําไปสูวิธีการแกไขปญหารวมกับตํารวจ
ดังกลาว จึงสอดคลอ งกบั หลกั การและแนวคิด “การตาํ รวจชมุ ชน” (Community Policing) ทีต่ ํารวจ
ทกุ คนตอ งเรยี นรู เพอ่ื นาํ ไปจดั การกบั ปญ หาในเชงิ รกุ โดยการปรบั วธิ คี ดิ ทง้ั ของตาํ รวจ และประชาชน
บนจดุ ยนื ทสี่ มดลุ สามารถดาํ เนนิ งานคขู นานดว ยกนั ได ภายใตค วามเหน็ ทส่ี อดคลอ งจากการตระหนกั
ถึงภัยปญหาอาชญากรรมรวมกัน และพรอมที่จะรวมมือรวมใจกัน ซึ่งเปนมิติใหมของนวัตกรรม
กระบวนทศั นก ารปองกนั อาชญากรรมของตํารวจไทยในศตวรรษท่ี ๒๑.

๑๒๑

ºÃóҹ¡Ø ÃÁ

หนังสอื พระราชดํารัสในโอกาสตา ง ๆ, บรษิ ทั อมรนิ ทรพรนิ ต้งิ ฯ ส.ค. ๒๕๔๐
http://www.lampangvc.ac.th/lvcasean/page_asean.htm

๑๒๒

ÀÒ¤¼¹Ç¡

ÃÒªè×͹Ò¡ÃѰÁ¹μÃ¢Õ Í§»ÃÐà·Èä·Â
๑. พระยามโนปกรณน ิตธิ าดา
๒. พระยาพหลพลพยุหเสนา
๓. จอมพลแปลก พิบูลสงคราม
๔. พันตรี ควง อภยั วงศ
๕. นายทวี บุณยเกตุ
๖. หมอ มราชวงศ เสนีย ปราโมช
๗. นายปรีดี พนมยงค
๘. พลเรอื ตรี ถวลั ย ธาํ รงนาวาสวัสด์ิ
๙. นายพจน สารสนิ
๑๐. จอมพลถนอม กิตติขจร
๑๑. จอมพลสฤษด์ิ ธนะรัชต
๑๒. นายสญั ญา ธรรมศักดิ์
๑๓. หมอ มราชวงศ คกึ ฤทธิ์ ปราโมช
๑๔. นายธานนิ ทร กรัยวเิ ชยี ร
๑๕. พลเอกเกรียงศักด์ิ ชมะนนั ทน
๑๖. พลเอกเปรม ติณสูลานนท
๑๗. พลเอกชาติชาย ชุณหะวัณ
๑๘. นายอานันท ปน ยารชนุ
๑๙. พลเอกสจุ นิ ดา คราประยูร
๒๐. นายชวน หลกี ภยั
๒๑. นายบรรหาร ศลิ ปอาชา
๒๒. พลเอกชวลิต ยงใจยทุ ธ
๒๓. พันตํารวจโททักษิณ ชนิ วตั ร
๒๔. พลเอกสรุ ยุทธ จลุ านนท
๒๕. นายสมคั ร สุนทรเวช
๒๖. นายสมชาย วงศสวัสดิ์
๒๗. นายอภสิ ทิ ธิ์ เวชชาชีวะ
๒๘. นางสาวยงิ่ ลักษณ ชนิ วตั ร
๒๙. พล.อ.ประยทุ ธ จันทรโอชา

๑๒๓

๑๒๔

๑๒๕

๑๒๖

จัดพมิ พโ ดย
โรงพิมพตํารวจ ถ.เศรษฐศิริ ดุสิต กรงุ เทพฯ ๑๐๓๐๐ โทรศัพท ๐-๒๖๖๘-๒๘๑๑-๓ โทรสาร ๐-๒๒๔๑-๔๖๕๘



“เปนหลักประกันความยุติธรรมและความปลอดภัยในชีวิต
และทรัพยสินของประชาชนที่มีมาตรฐานสากล”

พลตํารวจเอก จักรทิพย ชัยจินดา
ผูบัญชาการตํารวจแหงชาติ


Click to View FlipBook Version