The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

ศึกษาวิเคราะห์ลักษณะทางการเมือง เศรษฐกิจ สังคมไทยในปัจจุบันและหลักการใช้ชีวิตแบบเศรษฐกิจพอเพียงในกระแสโลกาภิวตน์ ประวัติความเป็นมาของอาเซียน ความรู้พื้นฐานชองประเทศสมาชิกและบทบาทตำรวจไทยตามยุทธศาสตร์ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search

Book05 สังคม เศรษฐกิจ การเมืองไทย ในสภาวการณ์ปัจจุบัน

ศึกษาวิเคราะห์ลักษณะทางการเมือง เศรษฐกิจ สังคมไทยในปัจจุบันและหลักการใช้ชีวิตแบบเศรษฐกิจพอเพียงในกระแสโลกาภิวตน์ ประวัติความเป็นมาของอาเซียน ความรู้พื้นฐานชองประเทศสมาชิกและบทบาทตำรวจไทยตามยุทธศาสตร์ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ

Keywords: สังคม

๔๐

ò. ÁÒàÅà«ÂÕ (Malaysia)

ทต่ี ง้ั ตั้งอยใู นเขตเสนศนู ยส ตู ร ประกอบดวยดนิ แดนสองสว น คอื
- มาเลเซียตะวันตก ตั้งอยูบนคาบสมุทรมลายู ทิศเหนือติดกับประเทศไทย
และทิศใตต ดิ กบั สงิ คโปร
- มาเลเซยี ตะวนั ออก ตงั้ อยบู นเกาะบอรเ นยี ว (กาลมิ นั ตนั ) ทศิ ใตต ดิ ประเทศอนิ โดนเี ซยี
และมดี นิ แดนลอ มรอบประเทศบรไู น

พ้นื ที่ ๓๓๐,๘๐๓ ตารางกโิ ลเมตร เปน อันดบั ที่ ๖๖ ของโลก
เมอื งหลวง กรงุ กวั ลาลัมเปอร (Kuala Lumpur)
ประชากร ประมาณ ๓๐.๑ ลา นคน
ภาษา ภาษามาเลย เปน ภาษาราชการ
ศาสนา อิสลามรอ ยละ ๖๐ พทุ ธรอยละ ๑๙ และคริสตรอ ยละ ๑๒
การปกครอง ระบอบประชาธปิ ไตยในระบบรัฐสภา
ประมขุ สมเด็จพระราชาธบิ ดี เจาผูป กครองรฐั ผลัดเปลย่ี นกันขึ้นดํารงตําแหนง วาระละ ๕ ป

ปจจุบันคือ สมเด็จพระราชาธิบดีอัลวาทิก ตวนกู มิซาน ไซนัล อิบนี อัลมารฮุม
สลุ ตา นมะหม ดู อลั มกุ ดาฟ บลิ ลาห ซาห จากรฐั ตรงั กานู ทรงเปน สมเดจ็ พระราชาธบิ ดี
องคที่ ๑๓ ของมาเลเซีย
ผนู าํ รัฐบาล นายกรฐั มนตรี ปจจุบนั (พ.ศ.๒๕๕๙) คือ นาจบิ ราซะก
หนว ยเงินตรา ริงกิต

๔๑

¢ŒÍ¤Çû¯ÔºÑμÔ/¢ŒÍ¤ÇÃÃÙŒ

ขอปฏิบตั ิ (DO) ขอ ควรรู (Don’t)

• สงั คมชาวมาเลยเ นน ความสภุ าพและความเกรงใจ • หามแตะศีรษะชาวมาเลยโดยเด็ดขาด
เพราะถือเปนการหยาบคาย

• ควรทักทายบุคคลตางเพศท่ีมิใชญาติ ดวย • ไมควรใชมือซา ยในการรับ-สงของ
คํากลา วพรอมการคอ มศรี ษะเลก็ นอย

• “สวัสดี” ดวยการกลา วคําวา “เซอลามดั ดาตงั ” • ในการรับของ สงของและการรับประทาน
อาหาร จะใชมอื ขวาเพียงขางเดียวเทา นน้ั

• “ขอโทษ” ดว ยการกลา วคําวา “มา อฟั กนั ซา ยา” • เครอื่ งด่มื แอลกอฮอลถือเปนเรอ่ื งตอ งหา ม

• “ขอบคณุ ” ดว ยการกลาวคาํ วา “เตอรีมา กาซิฮ” • เคร่ืองดมื่ แอลกอฮอลถ อื เปนเรือ่ งตองหา ม

• “ลากอ น” ดว ยการกลา วคาํ วา “ซาลามตั ตงิ กลั ป” • ไมค วรสัง่ กาแฟ ๑ แกว แลวนัง่ นานเกนิ ไป
หรือประมาณ ๑ ช่ัวโมง

• ควรลองรับประทานอาหารประจําชาติของ • ไมค วรสงเสียงระหวา งรบั ประทานอาหาร
ชาวมาเลย

• ควรเรียนรกู ารรบั ประทานอาหารดวยมอื • ไมโตเ ถยี งเรอื่ งความเช่อื ทางศาสนา

• ควรระวังการมอบของขวัญแกผูท่ีมิไดมีความ • ไมควรสวมหมวก ใสแวน กนั แดด หรอื สวม
สนทิ สนมหรือคนุ เคยกนั มากอ น อาจถกู มองวา รองเทา ขณะเขาไปในศาสนสถาน
เปน การกระทําเพือ่ ตดิ สินบน

• ควรใชกระดาษหอของขวัญสีเขียวและสีแดง • ไมควรนําอาหารและเครื่องด่ืมเขามัสยิด
เนือ่ งจากชาวมาเลยนยิ มใชก ระดาษหอของขวญั โดยเดด็ ขาด

• ไมควรใชเทาชี้ หรือเข่ียสิ่งของใดๆ
ชาวมาเลยถ ือวาเทา เปนซึ่งที่ไมส ะอาด

• ไมค วรยนื เทา เอว เพราะชาวมาเลยถ อื วา เทา
เปน ส่งิ ที่ไมสะอาด

• ไมควรยืนลวงกระเปาระหวางการสนทนา
เพราะถอื วา เปน การกระทาํ ทไ่ี มส ภุ าพอยา งยง่ิ

๔๒

ó. ÊÒ¸ÒóÃѰÍԹⴹàÕ «ÂÕ (Republic of Indonesia)

ทีต่ งั้ ต้ังอยูบนเสนทางเชื่อมตอระหวางมหาสมุทรแปซิฟกกับมหาสมุทรอินเดีย ทิศเหนือ
ติดทะเลจีนใตและมหาสมุทรแปซิฟก ทิศตะวันตกเฉียงใตติดมหาสมุทรอินเดีย
ทศิ ตะวนั ออกตดิ ตมิ อร-เลสเต และปาปว นิวกินี และทศิ ใตต ดิ ทะเลตมิ อร เปน สะพาน
เชื่อมระหวางทวีปเอเชียกับออสเตรเลีย จึงควบคุมเสนทางติดตอระหวางมหาสมุทร
ทง้ั สองผา นชอ งแคบทส่ี าํ คญั เชน ชอ งแคบมะละกา ชอ งแคบซนุ ดา และชอ งแคบลอ็ มบอก

พน้ื ที่ เปนประเทศหมูเกาะที่ใหญท่ีสุดในโลก ประกอบดวยเกาะมากกวา ๑๗,๕๐๘ เกาะ
รวมพืน้ ท่ปี ระมาณ ๑,๙๑๐,๙๓๑ ตารางกิโลเมตร เปนอันดบั ที่ ๑๖ ของโลก

เมอื งหลวง กรงุ จาการตา (Jakarta)
ประชากร ประมาณ ๒๕๓.๖ ลา นคน
ภาษา อินโดนเี ซีย หรอื Bahasa Indonesia เปนภาษาราชการ
ศาสนา ชาวอนิ โดนเี ซยี รอ ยละ ๘๕.๒ นบั ถอื ศาสนาอสิ ลาม นอกนนั้ เปน ครสิ ตน กิ ายโปรแตสแตนต

ครสิ ตน ิกายโรมันคาทอลกิ ฮนิ ดู พุทธ และศาสนาอนื่ ๆ
การปกครอง ระบอบสาธารณรฐั แบบประชาธิปไตย
ประมขุ ประธานาธบิ ดี ปจจบุ นั (พ.ศ.๒๕๕๙) คอื โจโก วโิ ดโด
ผูน ํารฐั บาล ประธานาธิบดี ปจจบุ ัน (พ.ศ.๒๕๕๙) คือ โจโก วโิ ดโด
หนว ยเงินตรา รเู ปยห

๔๓

¢ÍŒ ¤Çû¯ÔºμÑ Ô/¢ÍŒ ¤ÇÃÃÙŒ

ขอ ปฏิบตั ิ (DO) ขอ ควรรู (Don’t)

• เมอื่ เจา ภาพชาวอนิ โดนเี ซยี เสริ ฟ กาแฟหรอื ชาให • กริ ยิ าทถี่ อื วา หยาบคาย ไดแ ก การยกมอื ชน้ี วิ้
ควรรอใหเ จา ภาพดมื่ กอ น และเปน มารยาททค่ี วรดม่ื การแตะศีรษะผูอื่น การวางมือที่สะโพก
หรือทานอาหารทเ่ี จา ภาพหยบิ ย่ืนให หรือยกมือกอดอก บงบอกอาการโกรธ
หรอื ไมพ อใจ

• ควรเตรยี มของทร่ี ะลกึ สาํ หรบั มอบใหก บั คเู จรจา • เวลานงั่ ใหร ะวงั ไมห นั ฝา เทา ไปทางคสู นทนา
เพราะถอื วา เปน การไมส ภุ าพ

• ควรใชส รรพนามเรยี ก “คณุ ” ดว ยการกลา วคาํ วา • ไมควรใชมอื ซา ยในการรบั -สงของ
“อันดา” ซ่งึ เปน คาํ สุภาพใชไดท ่ัวไป

• “สวัสด”ี ดว ยการกลาวคาํ วา “เซอลามัด ดาตงั ” • ไมน ยิ มใชม อื กนิ ขา ว

• ควรจับมือกนั ท้ังสองฝายเมื่อเพศชายพบกนั • ไมค วรใชนว้ิ ดว ยน้ิวชี้ แตใ ชน ิว้ โปง แทน

• ควรจับมือกันท้ังสองฝาย เมื่อเพศหญิงพบกัน • ไมจ บั ศรี ษะคนอนิ โดนเี ซยี รวมทง้ั การลบู ศรี ษะเดก็
พรอมกับแนบแกม ชนกัน

• ควรลองรับประทานอาหารประจําชาติของ • การครอบครองยาเสพติด อาวุธ หนังสือ
อนิ โดนีเซีย รูปภาพอนาจาร มีบทลงโทษหนัก มโี ทษถงึ
ประหารชีวติ

• ควรใชช อ นและสอ มในการรว มรบั ประทานอาหาร • เคร่ืองดื่มแอลกอฮอลและเน้ือหมูเปนของ
กับชาวอนิ โดนีเซีย ตองหามตามหลักศาสนา แตโดยท่ัวไป
ชาวอนิ โดนเี ซยี ไมค อ ยเครง ครดั เรอ่ื งการดม่ื
แอลกอฮอลมากนกั

• ควรตอบรบั การรบั ประทานอาหารทเ่ี จา ภาพหยบิ ยน่ื ให • หามสูบบุหร่ีในที่สาธารณะถือวาเปนเรื่องท่ี
ในขณะท่ีรวมรับประทานอาหาร หรือเม่ือได ไมสมควร
รบั เชิญ

• ควรทราบวา ศาสนาฮนิ ดขู องชาวบาหลเี มอื นกบั ฮนิ ดู • ไมควรสวมหมวก ใสแวนกันแดด หรือ
ในประเทศอนิ เดียและเนปาลนบั ถอื เทวรูปของ สวมรองเทา ขณะเขา ไปในศาสนสถาน
พระเจาท้ังสาม คือ พระศิวะ พระพรหม และ
พระวษิ ณุ

๔๔

ขอปฏบิ ัติ (DO) ขอ ควรรู (Don’t)

• ควรทราบวาฝายชายและหญิงตองเปนมุสลิม • ไมควรนําอาหารและเครื่องด่ืมเขามัสยิด
เทา นน้ั จงึ สามารถแตงงานกนั ได โดยเด็ดขาด

• ควรทราบวาการละหมาดในประเทศที่นับถือ • ไมควรถายภาพในมัสยิด ขณะท่ีชาวมุสลิม
อิสลาม ชวงบา ยของทุกวนั ศุกร จะหยดุ การทํา กําลังทําพิธีละหมาดหรือกําลังสวดมนต
ธรุ กจิ และการคา ขาย เพื่อใหชาวมสุ ลิมไปทําพธิ ี ชําระลาง
ละหมาด

• ในมัสยิด ชาย-หญิง ควรนั่งแยกออกจากกัน • ไมควรวางมือที่สะโพกหรือยกมือกอดอก
แมจะเปนสามีหรือภรรยากต็ าม เน่ืองจากสอไปในทางทาทายหรือแสดง
ความโอหัง

• สตรมี สุ ลมิ ในอนิ โดนเี ซยี ไมต อ งแตง กายหรอื คลมุ
รางกายทกุ สว นเหมือนสตรีอาหรับ

• ควรผายมือขวาเมื่อแนะนําบุคคลอื่นๆ ท่ีไมใช
ตนเอง

• เนอื่ งจากอนิ โดนเี ซยี เปน สมาชกิ ของอาเซยี น ดงั นนั้
คนไทยสามารถเดนิ ทางเขา อนิ โดนเี ซยี โดยไมต อ ง
ขอตอวีซา แตอยไู ดคร้งั ละ ๓๐ วนั

• มอเตอรไ ซครบั จา งตองมมี ิเตอร

๔๕

ô. ÊÒ¸ÒóÃÑ°Ê§Ô ¤â»Ã (Republic of Singapore)

ทีต่ งั้ เปนเกาะต้ังอยูทางตอนใตของคาบสมุทรมาเลย หางจากคาบสมุทรประมาณ
๑๓๗ กิโลเมตร ทิศเหนอื ติดกับรัฐยะโฮรของประเทศมาเลเซีย ทิศตะวนั ออกติดทะเล
จีนใต ทิศตะวันตกติดมาเลเซียและชองแคบมะละกา ทิศใตติดชองแคบมะละกา
อยูทางเหนือของเกาะเรียล (Riau) ของอนิ โดนีเซยี

พ้ืนท่ี ประกอบดว ยเกาะสงิ คโปร และเกาะใหญน อ ยบรเิ วณใกลเ คยี ง มพี น้ื ทรี่ วม ๗๑๐.๒ ตารางกโิ ลเมตร
(ประมาณเทา เกาะภเู ก็ต) เปนอันดับที่ ๑๘๘ ของโลก

เมืองหลวง สิงคโปร (Singapore)
ประชากร ประมาณ ๕.๕๗ ลา นคน
ภาษา ภาษาราชการคือ ภาษามาเลย จีนกลาง และอังกฤษ สิงคโปรสนับสนุนใหประชาชน

พูด ๒ ภาษา โดยเฉพาะจีนกลาง ในขณะท่ีใชภาษาอังกฤษในการติดตองาน
และชีวิตประจําวนั
ศาสนา พทุ ธรอ ยละ ๔๒.๕ อิสลามรอ ยละ ๑๔.๙ ฮินดูรอยละ ๔ ไมน บั ถอื ศาสนารอยละ ๒๕
ประมขุ ประธานาธิบดี (วาระ ๖ ป) ปจจบุ ัน (พ.ศ. ๒๕๕๔) คอื นายเอส อาร นาธาน
ผนู ํารัฐบาล นายกรัฐมนตรีเปนผูน ํารฐั บาล (วาระ ๕ ป) ปจจุบนั (พ.ศ. ๒๕๕๙) คือ นายลเี ซยี นลงุ
การปกครอง สาธารณรัฐ (ประชาธปิ ไตยแบบรฐั สภา มสี ภาเดียว)
สกลุ เงิน ดอลลารสิงคโปร (Singapore Dollar : SGD)

๔๖

¢ÍŒ ¤Çû¯ÔºÑμ/Ô ¢ŒÍ¤ÇÃÃŒÙ

ขอปฏิบตั ิ (DO) ขอควรรู (Don’t)

• ชาวสงิ คโปรส ว นใหญพ ดู ไดส องภาษา คอื ภาษา • การหลบหนีเขาสิงคโปรและประกอบอาชีพ
องั กฤษและภาษาจนี กลาง เรขายบริการผิดกฎหมายจะถูกลงโทษ
อยา งรนุ แรง

• การเชิญทานอาหารเปนวิธีที่ไดผลในการสราง • การลกั ลอบนาํ ยาเสพตดิ อาวธุ ปน และสง่ิ ผดิ
ความสัมพนั ธใหเกดิ ขึน้ กฎหมายอ่ืนๆ จะไดรับโทษอยางรุนแรงถึง
ขั้นประหารชวี ติ

• ควรพยักหนาหรือผงกศีรษะ และยิ้มทักทาย • ขึน้ บนั ไดเล่ือนใหช ดิ ซา ย
เพ่ือแสดงการทักทายท่ีสุภาพของคนตางเพศ
เทานน้ั

• ควรเรียนรูอาหารประจําชาติของสิงคโปร ซึ่งมี • หามทิ้งขยะเรี่ยราด หามเก็บผลไมในท่ี
หลากหลายเชอื้ ชาติ สาธารณะ

• ไมควรประหลาดใจหากเห็นการเมมริมฝปาก • หามสูบบุหร่ีในที่สาธารณะ และท่ีมีปาย
และเรอในระหวา งหรอื หลงั มอื้ อาหาร การเรอแบบ หามสูบ
สภุ าพนน้ั เปนการแสดงใหเ หน็ วา อาหารมือ้ นนั้
อรอยมาก

• นา้ํ ประปาในประเทศสงิ คโปรด ม่ื ไดจ ากกอ กโดยตรง • หา มมหี มากฝรงั่ ไวใ นครอบครอง โดยถอื วา
เปนส่ิงของตองหาม

• ควรถามราคาอาหารกอ นสงั่ ทุกคร้งั • หามถมนา้ํ ลายในทสี่ าธารณะ

• การไปเยอื นบานชาวมาเลยสิงคโปร อยาลืมนาํ • หากเปนคนตางเพศกัน ไมควรทักทาย
ของขวญั ไปฝากเจา บา นเพอ่ื แสดงไมตรที ด่ี ตี อ กนั ชาวมาเลยส งิ คโปรดวยการจบั มอื

• ชาวสิงคโปรใหความสําคัญในเรื่องความตรง • ไมควรใหดอกไม เพราะประเพณีด้ังเดิม
ตอ เวลา มีความหมายถึงการเจ็บปว ยหรืองานศพ

• ไมค วรใหข องทที่ าํ จากหนงั สตั วก บั ผทู นี่ บั ถอื
ศาสนาฮนิ ดู

• ชาวสงิ คโปรถือวาเทาเปน สง่ิ สกปรก ไมค วร
ใชเ ทา ชเ้ี ตะสิ่งของตางๆ

• หามเดด็ ดอกไม หักกง่ิ ไมในสวนสาธารณะ

๔๗

õ. ÃѰºÃÙä¹´ÒÃØÊ«ÒÅÒÁ (State of Brunei Darussalam)

ท่ตี ้งั ต้ังอยูทางตะวันตกเฉียงเหนือของเกาะบอรเนียว (ละติจูดที่ ๕ เหนือเสนศูนยสูตร)
ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต ชายฝงทางดานเหนือจรดทะเลจีนใต พรมแดน
ทางบกทเี่ หลอื จากนน้ั ถกู ลอมรอบดวย รฐั ซาราวัก ประเทศมาเลเซยี

พื้นที่ ๕,๗๖๕ ตารางกโิ ลเมตร เปน อนั ดบั ที่ ๑๗๑ ของโลก
เมืองหลวง บนั ดารเสรเี บกาวัน (Bandar Seri Begawan)
ประชากร ประมาณ ๔.๒ แสนคน
ภาษา ภาษาราชการคือ ภาษามาเลย รองลงมาเปน ภาษาองั กฤษและจนี
ศาสนา สว นใหญน บั ถอื ศาสนาอสิ ลามนกิ ายสหุ นี่ ๖๗% รองลงมาเปน ศาสนาพทุ ธนกิ ายมหายาน

๑๓% ศาสนาครสิ ต ๑๐% ศาสนาฮินดู ความเชอื่ พน้ื เมอื งและอนื่ ๆ
การปกครอง ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย รัฐธรรมนูญปจจุบันซึ่งแกไขลาสุดเมื่อ ๑ มกราคม

พ.ศ.๒๕๒๗ กําหนดใหสุลตานทรงเปนอธิปตย คือเปนทั้งประมุข นายกรัฐมนตรี
และรัฐมนตรีวาการกระทรวงกลาโหม นายกรัฐมนตรีจะตองเปนชาวบรูไนเช้ือสาย
มาเลยโดยกาํ เนิด และจะตองเปนมุสลมิ นิกายสหุ น่ี
ประมุข สุลตาน องคป จ จุบนั คือ สมเดจ็ พระราชาธบิ ดีฮัจญี ฮัสซานัล โบลเกียห มูอิซซดั ดนิ
วัดเดาเลาะห ทรงเปน ทงั้ ประมุขและนายกรัฐมนตรี ผนู ํารัฐบาล
สกุลเงนิ ดอลลารบรูไน (Brunei Dollar : BND) (ใชอัตราแลกเปลี่ยนเดียวกับสิงคโปร
และสามารถใชเ งินสิงคโปรใ นบรูไนไดโดยทวั่ ไป)

๔๘

¢ŒÍ¤Çû¯ºÔ Ñμ/Ô ¢ÍŒ ¤ÇÃÃÙŒ

ขอ ปฏบิ ัติ (DO) ขอ ควรรู (Don’t)

• ควรหลีกเลี่ยงการเดินทางไปบรูไนในชวง • ควรหลกี เลย่ี งเสอื้ ผา สเี หลอื ง เพราะถอื วา เปน
Hari Raya ซึ่งเปนชวงปลายเดือนของการ สีของพระมหากษัตริย
ถือศีลอดของชาวมุสลิมหรือชวงตรุษจีนเพราะ
เปน ชว งท่ีธรุ กจิ ตางๆ ปด กิจการ

• เวลาเชญิ ชาวบรไู นไปทานขา ว ควรขอใหแ ขกเชญิ • การทักทายจะจับมือกันเบาๆ และสตรี
เปน ผเู ลอื กรา นอาหารเพอื่ หลกี เลยี่ งปญ หาอาหาร จะไมยนื่ มอื ใหบ รุ ษุ จับ
ทเี่ ปนขอ หามของชาวมุสลิม

• เมอื่ ไปบา นของชาวบรไู นเชอื้ สายมาเลยห รอื จนี • การใชน วิ้ ชไ้ี ปทคี่ นหรอื สง่ิ ของถอื วา ไมส ภุ าพ
ควรถอดรองเทา กอ นเขาไปในรา น แตจะใชห วั แมม ือชแ้ี ทน

• ควรเรียกชาวบรูไนที่เคยไปพิธีฮัจญ ดวยคํา • จะไมใ ชมือซายในการสง ของใหผอู ืน่
นําหนาวา “ฮัจญ” สําหรับผูชาย หรอื “ฮจั ญะฮ”
สาํ หรบั ผหู ญิง

• บุคคลท่ีทําคุณงามความดี สรา งประโยชนใ หแก • สตรีเวลานั่งจะไมใหเทาช้ีไปทางผูชาย
สงั คม หรอื ทาํ หนา ทส่ี าํ คญั ๆ จะมชี อ่ื บรรดาศกั ดิ์ และไมสง เสยี งหรอื หวั เราะดงั
นาํ หนา ดว ยคาํ วา “เปอนิ ” หรอื “ดาโตะ ” สาํ หรบั
ผูช าย และ “ดาติน” สาํ หรับผหู ญิง ซงึ่ ไดรับการ
แตงตง้ั โดยสุลตา น

• “สวัสด”ี ภาษาบรไู นพดู วา “ซาลามัต ดาตัง” • วันหยุด คือ วันศุกรและวันอาทิตย สวน
วันศุกร เวลา ๑๒.๐๐ – ๑๔.๐๐ น.

• ควรทักทายชาวบรูไนดวยการสัมผัสมือขวา • จดั งานเย็นตอ งจัดหลัง ๒ ทมุ
สวนมือซายไขวหลัง โคงตัวเล็กนอย หลังจาก
ปลอยมือแลวใหหนามือมาแตะบริเวณหัวใจ
เพ่อื เปน การใหเกยี รติ

• ควรฝกการรับประทานอาหารดวยมือเมื่อตอง • คนบรูไนสวนใหญนับถือศาสนาอิสลาม
รบั ประทานอาหารรวมกบั ครอบครวั ชาวบรไู น เพราะฉะน้ันประเทศบรูไนจึงไมมีเคร่ืองดื่ม
ผสมแอลกอฮอลว างขาย

• ควรถอดรองเทา กอ นเขา ไปในศาสนสถาน (มสั ยดิ ) • ไมควรนําชือ่ สัตวมาเรียกชือ่ คน
และหากไมใชชาวมุสลิมควรเดินในบริเวณ
ทจ่ี ัดใหเ ทาน้นั

๔๙

ขอปฏิบตั ิ (DO) ขอ ควรรู (Don’t)

• ควรติดตอหนวยงานราชการในบรูไน เวลาเปด • หามสตรียื่นมือใหบุรุษจับ หรือถูกแตะตอง
ทาํ การ คอื วนั จนั ทร – วนั พฤหสั บดี และวนั เสาร โดยบรุ ษุ ท่ไี มใชพน่ี อง สามแี ละบุตร
เวลา ๐๗.๔๕ – ๑๖.๓๐ น.

• เวลารับหรือมอบนามบัตรควรใชท้ังสองมือ • หามดม่ื แอลกกฮอลในท่สี าธารณะ หากด่มื
ในการรับหรอื มอบให ตอ งนํามาด่ืมในที่พกั สว นตัวเทา นนั้

• การชําระเงินเพ่ือใชจายควรชําระดวยเงิน • การแตง กายในทสี่ าธารณะ สภุ าพสตรไี มค วร
สกลุ ดอลลารบรูไนและดอลลารสิงคโปร ใสช ดุ ทพี่ อดตี วั จนเกนิ ไป ไมค วรนงุ กระโปรงสน้ั
และใสเสื้อไมมีแขน

• ไมควรบีบแตรหากไมจําเปน ถือวาเปนการ • ชาวบรไู นถอื วา ศรี ษะเปน ของสงู ควรหลกี เลย่ี ง
ไมส ภุ าพ การจบั ศรี ษะผูอ ืน่ เลนในทกุ กรณี

• ไมควรถายรูปเม่ือเขาไปภายในศาสนสถาน
เชน มสั ยดิ แตส ามารถถา ยภาพดา นนอกได

๕๐

ö. ÊÒ¸ÒÃ³Ã°Ñ ¿ÅÔ»»¹Ê (Republic of Philippines)

ท่ตี ้งั เปนประเทศหมูเกาะ ประกอบดวยเกาะจํานวน ๗,๑๐๗ เกาะ ต้ังอยูในมหาสมุทร
แปซฟิ ก หางจากเอเชยี แผน ดินใหญท างตะวนั ออกเฉียงใต ประมาณ ๑๐๐ กม. และ
เปน ประเทศทมี่ พี รมแดนทางทะเลทต่ี ดิ ตอ ระหวา งกนั ยาวมากทส่ี ดุ ในโลก ทศิ ตะวนั ตก
และทศิ เหนือติดกบั ทะเลจีนใต ทิศตะวนั ออกและทศิ ใตต ิดกับมหาสมทุ รแปซฟิ ก

พน้ื ท่ี ประมาณ ๓๐๐,๐๐๐ ตารางกโิ ลเมตร เปนอันดบั ท่ี ๗๒ ของโลก
เมอื งหลวง กรุงมะนิลา (Manila)
ประชากร ประมาณ ๑๐๗.๖ ลา นคน
ภาษา ภาษาราชการ คือ ภาษาตากาล็อกและองั กฤษ
ศาสนา สวนใหญนับถือศาสนาคริสต นิกายโรมันคาทอลิก รอยละ ๘๓ นิกายโปรแตสเตนต

รอยละ ๙ อสิ ลามรอ ยละ ๕ ศาสนาพทุ ธและอนื่ ๆ รอยละ ๓
การปกครอง ระบอบสาธารณรฐั มปี ระธานาธิบดีเปนประมุขและหวั หนา ฝายบรหิ าร

(ดาํ รงตําแหนงวาระละ ๖ ป
ผนู ํารัฐบาล ประธานาธบิ ดี
สกลุ เงนิ ฟล ปิ ปน สเ ปโซ (Philipino Peso : PHP)

๕๑

¢ŒÍ¤Çû¯ÔºμÑ /Ô ¢ŒÍ¤ÇÃÃÙŒ

ขอปฏิบตั ิ (DO) ขอ ควรรู (Don’t)

• ภาษาอังกฤษเปนภาษาท่ีสองในฟลิปปนส • ไมควรเทาเอว เพราะเปนความไมสุภาพ
และเปน ภาษาทใี่ ชใ นธรุ กจิ ชาวฟล ปิ ปน สส ว นใหญ สาํ หรบั ชาวฟล ปิ ปน สเ ปน การสอื่ ถงึ กาลเทศะ
อา นและเขยี นภาษาองั กฤษได

• ควรทกั ทายชาวฟล ปิ ปน สท เ่ี พง่ิ รจู กั ดว ยการเรยี กวา • ชาวฟลิปปนสมักใชริมฝปากชี้ไปที่สิ่งตางๆ
“เซอร” สาํ หรบั การเรยี กผชู าย และ “มสิ ” สาํ หรบั มากกวา ชีด้ ว ยนิ้ว
ผูหญงิ

• ทกั ทายดว ยการจบั มอื แลว กลา วคาํ วา “กมุ สุ ตา” • หากตองการเรียกรองความสนใจจากคุณ
หมายถึง “สวสั ด”ี ชาวฟลิปปนสมักจะสงเสียงดังคลายการขู
ในการเรยี กชื่อ

• กลาวขออภัยเพ่ือทําผิดเพียงเล็กนอย ดวยการ • ไมค วรสง เสยี งดงั ในขณะทก่ี าํ ลงั รบั ประทาน
กลา วคาํ วา “โซร”ี และ “ปา เซ็น เซีย นะ” อาหาร

• กลา วขอบคุณดว ยการกลา วคําวา “ซา ลา มัต” • สอื่ ลามกอนาจาร ยาเสพติด และการพนนั
ขอบคณุ มากใหก ลา วคําวา “มา รา มงิ ซา ลา มัต” ทกุ ชนิด หากฝา ฝน จะไดร บั บทลงโทษอยา งหนกั

• กลา วลาดว ยการกลา วคาํ วา “ปา อา ลมั ” หมายถงึ • ไมค วรพกพาสง่ิ ของมคี า เปน จาํ นวนมากในสงั คม
ลากอน ฟล ปิ ปน สย งั มกี ารกอ อาชญากรรมเปน ระยะ

• ควรลองรับประทานอาหารประจําชาติของ • ไมค วรจอ งตาฟล ปิ ปน ส เพราะถอื วา ไมส ภุ าพ
ชาวฟล ิปปนส

• ชาวฟลิปปนสในเมืองสว นใหญ จะใชเพยี งชอน • ไมค วรดมื่ แอลกอฮอลม ากเกนิ ไปจนเมา เพราะ
และสอ มในการรบั ประทานอาหาร ครอบครวั เพอ่ื นชาวฟลปิ ปนสจ ะรูสกึ ไมดี

• ควรด่ืมนํ้าจากขวดที่วางขายตามรานคาตางๆ • ไมค วรใหท านกบั ขอทาน เพราะเปน ไปไดว า
เพอ่ื ความปลอดภัย อาจเปน ขบวนการมจิ ฉาชพี และพาไปสอู นั ตราย

• เม่ือรับประทานอาหารรวมกับชาวฟลิปปนส
ควรรอใหเ จา บานเชญิ น่ังกอนจึงคอ ยน่งั

• การเขา โบสถค วรงดการสนทนาและปด เครอ่ื งมอื
สอ่ื สารหรอื สงิ่ ทท่ี าํ ใหเ กดิ เสยี งทุกชนิด

• มะขามหวานจากเมอื งไทยเปน ของฝากอยา งหนงึ่
ทช่ี าวฟล ปิ ปนสช นื่ ชอบ

๕๒

÷. ÊÒ¸ÒÃ³Ã°Ñ Êѧ¤Á¹ÔÂÁàÇÂÕ ´¹ÒÁ (Socialist Republic of Vietnam)

ทีต่ ั้ง เปนประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต ตั้งอยูทางดานตะวันออกสุดของคาบสมุทร
อินโดจีน มีพรมแดนตดิ กับประเทศจนี ทางทศิ เหนือ ประเทศลาว และประเทศกัมพูชา
ทางทศิ ตะวันตก และอาวตงั เก๋ยี ทะเลจีนใต ทางทิศตะวนั ออก หรอื ในภาษาเวยี ดนาม
เรียกวา ทะเลตะวันออก

พ้นื ท่ี ๓๓๑,๒๑๒ ตารางกิโลเมตร เปนอนั ดับที่ ๖๕ ของโลก
เมอื งหลวง ฮานอย (Hanoi)
ประชากร ประมาณ ๙๓.๔ ลานคน
ภาษา ภาษาราชการ คอื ภาษาเวียดนาม
ศาสนา ไมม ศี าสนาประจาํ ชาติ เนอื่ งจากปกครองโดยระบอบสงั คมนยิ ม (มผี แู สดงตนวา นบั ถอื

ศาสนาตางๆ ๑๕.๖๕ ลานคน โดยศาสนาพทุ ธ (มหายาน) มีจํานวนผนู ับถอื มากท่สี ดุ
(รอยละ ๙.๓)
การปกครอง ระบอบสงั คมนยิ ม โดยมพี รรคคอมมวิ นสิ ตเ วยี ดนาม (Communist Party of Vietnam)
เปนพรรคการเมอื งเดียวและมีอํานาจสูงสุด
ผนู ํารัฐบาล ประธานาธิบดี คนปจจุบนั (พ.ศ. ๒๕๕๙) คือ เจ่ิน ด่ยั กวาง
สกลุ เงิน เงินดอง (Vietnam Dong : DNG) ๑ บาท ประมาณ ๖๒๕ ดอง

๕๓

¢ÍŒ ¤Çû¯ÔºμÑ /Ô ¢ŒÍ¤ÇÃÃÙŒ

ขอปฏบิ ตั ิ (DO) ขอควรรู (Don’t)

• การทักทายของชาวเวียดนามบางคนจะใชการ • เวียดนามไมอนุญาตใหถายภาพอาคาร
สัมผัสมือแบบสองมือ โดยวางมือซายไวบน ทที่ าํ การตา งๆ ของรัฐ
ขอมือขวา

• ควรกลาวคําวา “ขอโทษ” ดวยการกลาวคําวา • คดียาเสพติด การฉอโกงหนวยงานของรัฐ
“ซนิ โหลย” มีโทษประหารชีวติ

• ควรลองรบั ประทานอาหารหลกั ของชาวเวยี ดนาม • คนภาคเหนือไมท านนา้ํ แขง็

• ควรเรยี นรกู ารรว มรบั ประทานอาหารกบั ชาวเวยี ดนาม • หา มมอบผา เชด็ หนา เปน ของขวญั ใหแ กช าว
ซ่ึงมักจะใชตะเกียบในการรับประทานอาหาร เวยี ดนามเดด็ ขาดเพราะถอื วา เปน สญั ลกั ษณ
พรอมถอื ชามขา วไวใ นมอื อกี ขา งหน่ึง ของความโศกเศรา

• ควรชาํ ระเงนิ ดว ยการจา ยเปน เงนิ ดอลลารส หรฐั • หามถายภาพวิดีโอของชาวทองถิ่นที่เปน
และเงินดองของเวยี ดนาม ชนกลุมนอย เพราะถือวาเปนการกระทํา
ท่ีทาํ ใหเกดิ ความแตกแยก

• ควรตอ รองราคาสนิ คา เพราะโดยปกตชิ าวเวยี ดนาม • ไมค วรเรยี กเฉพาะชอ่ื ของชาวเวยี ดนามเทา นนั้
จะต้ังราคาบอกผานคอนขางสูงโดยเฉพาะ เพราะถอื วา แสดงความไมส ภุ าพตอ ผถู กู เรยี ก
ชาวตา งชาติ

• ตีกลองแทนการกดออดเขาเรยี น • ไมควรสวมหมวก ใสแวนกันแดด หรือ
สวมรองเทา ขณะเขาไปในศาสนสถาน

• ชดุ นักเรียนหญิงเปน ชุดอาวหญา ย • ไมค วรใชก ารไหวเ ปน การแสดงการทกั ทายกนั
เนื่องจากการไหวของชาวเวียดนามจะใช
สําหรบั กจิ กรรมทางศาสนา

• ไมค วรใชส อ มจมิ้ อาหาร เพราะชาวเวยี ดนาม
ใชตะเกยี บในการรบั ประทานอาหาร

• ไมควรรับประทานเนอื้ สุนขั

• ไมค วรสวมหมวกเขา สถานท่ีสาํ คัญ

• ไมค วรสนบั สนนุ สนิ คา ทท่ี าํ จากอวยั วะตา งๆ
ของสัตวปา

๕๔

ø. ÊÒ¸ÒÃ³Ã°Ñ »ÃЪҸ»Ô äμ»ÃЪҪ¹ÅÒÇ (Lao People’s Democratic Republic)

ทต่ี ง้ั ประเทศลาวต้ังอยูทางเหนือของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต และอยูบนใจกลาง
ของคาบสมทุ รอนิ โดจนี ลอ มรอบดว ยประเทศเพอื่ นบา น ๕ ประเทศ เปน ประเทศเดยี ว
ในภูมิภาคท่ีไมมีทางออกสูทะเล ทิศเหนือติดกับประเทศจีน ทิศตะวันตกติดกับพมา
และไทย ทิศตะวันออกติดกบั เวยี ดนาม และทิศใตติดกับกัมพูชา

พื้นที่ ๒๓๖,๘๐๐ ตารางกิโลเมตร เปนอนั ดับที่ ๘๓ ของโลก
เมอื งหลวง นครเวยี งจันทน (Vientiane)
ประชากร ประมาณ ๖.๘ ลานคน (ป ๒๕๕๙)
ภาษา ภาษาราชการ คือ ภาษาลาว
ศาสนา ศาสนาพทุ ธ (เถรวาท) รอยละ ๗๕ และนับถอื ความเช่อื ทอ งถน่ิ รอยละ ๑๖-๑๗
การปกครอง ระบอบสังคมนยิ มคอมมิวนสิ ต (ทางการลาวใชคาํ วา ระบอบประชาธปิ ไตยประชาชน)

โดยมพี รรคประชาชนปฏิวัติลาวเปน องคกรช้นี าํ ประเทศ
ประมุข ประธานประเทศ (ประธานาธบิ ด)ี ซง่ึ มวี าระการดาํ รงตาํ แหนง ๕ ป ปจ จบุ นั (พ.ศ.๒๕๕๙)

คือ บนุ ยัง วอละจิด
ผูนาํ รัฐบาล นายกรฐั มนตรี ปจจบุ นั (พ.ศ. ๒๕๕๙) คือ นายทองลุน สสี ุจัด
สกุลเงนิ กีบ (Lao Kip : LAK)

๕๕

¢ÍŒ ¤Çû¯ÔºÑμÔ/¢ŒÍ¤ÇÃÃÙŒ

ขอ ปฏบิ ัติ (DO) ขอควรรู (Don’t)

• ขนบธรรมเนยี มประเพณขี องลาวคลา ยคลงึ กบั ไทย • ภกิ ษแุ ละสามเณร ถอื วา เปน บคุ คลทค่ี นลาว
เชน การยกมอื ไหวท กั ทาย ศรี ษะถอื เปน ของสงู ใหความเคารพนับถือมากท่ีสุด หามผูหญิง
หามแตะตองเลน เทาถือเปนของต่ํา เวลาน่ัง แตะเน้ือตองตวั พระสงฆโ ดยเด็ดขาด
สนทนาจึงตองเก็บปลายเทาใหเรียบรอย
การรักษา “หนา” การแตงกายสุภาพเรียบรอย
การใหเกียรติผูอาวุโส ความสุภาพ ออนนอม
การมอบของดว ยมอื ขวา

• การตอ รองราคาถอื เปน เรอ่ื งปกติ • หา มแจกขนมหรอื สงิ่ ของตางๆ ใหก ับเดก็ ๆ
ในสถานท่ีที่ไดไปเที่ยวเพราะจะเปนการ
สนบั สนุนใหมีขอทานเกิดขึน้ ได

• การมอบของทร่ี ะลกึ เปน การแสดงนา้ํ ใจและชว ย • คนลาวเปนคนท่ีรักความสงบสุขควรเลี่ยง
สรา งมติ รภาพ การพดู จาแบบกาวราวและสงเสยี งดัง

• ควรเรียกช่ือจริงหรือช่ือเลนของบุคคลมากกวา • ไมควรกินเน้ือสัตวสดๆ โดยเฉพาะเน้ือหมู
เรยี กนามสกลุ หรือเน้อื ไกดบิ หรอื ปรงุ ไมส กุ

• ควรกลาวคาํ วา “สะบายดี” ซึง่ เปนคําทักทาย • ไมควรดื่มน้ําประปาควรด่ืมน้ําจากขวดที่
วางขายตามรา นสะดวกซอื้ เพอ่ื ความปลอดภยั

• ควรกลา วคาํ วา “ขอโทด” เพ่ือแสดงความเสยี ใจ • การเที่ยวชมวัดวาอารามตา งๆ ไมควรสวม
หรอื “ขอโทษ” กางเกงขาส้ัน ใสรองเทาแตะหรอื เสือ้ ที่เปด
โชวแ ขนหรือไหล

• ควรกลา วคาํ วา “ขอบใจ” เพอ่ื แสดงคาํ วา “ขอบคณุ ” • หามซื้อวัตถุโบราณ เนื่องจากเปนเร่ือง
ตองหา มและผิดกฎหมาย

• ควรกลาวคําอําลาดวยการกลาววา “ลากอน” • ไมค วรถอดเสอื้ ในทส่ี าธารณะ
เชนเดยี วกบั คนไทย

• ควรรับประทานอาหารโดยใหความสําคัญกับ • ไมควรถอดหรือผลักคนอ่ืนจากดานหลัง
ลาํ ดบั อาวโุ ส เพราะถือเปนการกระทําท่ีนา อึดอัดใจ

• ควรแตงกายอยางสุภาพเรียบรอยในการติดตอ
สถานทีร่ าชการและวัด

๕๖ ขอ ควรรู (Don’t)

ขอ ปฏบิ ตั ิ (DO)
• ควรรินนาํ้ ใหผ ูอ ่นื กอนรินใหตนเอง
• ควรใหทิปสําหรับพนักงานที่ใหบริการทาน เชน

พนักงานขับรถ หรือไกดทองถ่ินท่ีคอยอํานวย
ความสะดวก
• การเดินผานผูท่ีนั่งอยู ควรที่จะคอมตัวลง
โดยเฉพาะอยางยิ่งกลมุ คนท่ีอาวุโสกวา
• ชาว สปป.ลาว มกั ตอ นรบั แขกทมี่ าเยย่ี มบา นดว ย
การเสิรฟน้ํา ควรตอบรับน้ําใจไมตรีน้ันอยาง
สุภาพ ถึงแมว าคุณจะไมอยากดมื่ น้ํากต็ าม
• ลาวขบั รถทางขวา
• ติดตอ ราชการตอ งมุงม่นั
• อยา ซ้ือนํ้าหอมใหก นั

๕๗

ù. ÊÒ¸ÒóÃѰáË‹§ÊËÀÒ¾àÁÕ¹ÁÒ (Republic of the Union of Myanmar)

ที่ต้ัง ทิศเหนือและตะวันออกเฉยี งเหนอื ตดิ กบั ประเทศจนี ทิศตะวนั ออกเฉียงใตตดิ กับลาว
และไทย ทิศตะวันตกติดกับอินเดียและบังกลาเทศ ทิศใตติดกับทะเลอันดามัน
และอาวเบงกอล

พื้นที่ ๖๗๖,๕๗๘ ตารางกโิ ลเมตร เปน อันดับที่ ๔๐ ของโลก
เมอื งหลวง เนปยดี อ (Naypyidaw)
ประชากร ประมาณ ๕๕.๗ ลานคน
ภาษา ภาษาราชการ คอื ภาษาพมา
ศาสนา ศาสนาพทุ ธรอ ยละ ๙๒.๓ ศาสนาครสิ ตร อ ยละ ๔ ศาสนาอสิ ลามรอ ยละ ๓ ศาสนาฮนิ ดู

รอยละ ๐.๗
การปกครอง รฐั บาลทหารภายใตส ภาสนั ตภิ าพและการพฒั นาแหง รฐั (State Peace and Development

Council – SPDC)
ผนู ํารฐั บาล ประธานสภาสันติภาพและการพฒั นาแหงรัฐ ปจจบุ ัน (พ.ศ. ๒๕๕๙) คอื ทีนจอ
สกลุ เงนิ จ๊ตั (Myanmar Kyat : MMK)

๕๘

¢ŒÍ¤Çû¯ÔºÑμ/Ô ¢ÍŒ ¤ÇÃÃŒÙ

ขอปฏบิ ตั ิ (DO) ขอควรรู (Don’t)

• การเดนิ ทางเขา ไปในสหภาพเมยี นมา เครอ่ื งประดบั • หา มเหยยี บเงาพระสงฆ
หรือสิ่งของมีคาควรติดตัวไปใหนอยที่สุด
เพราะตอ งแจง บญั ชที รพั ยส นิ ตอ เจา หนา ทศี่ ลุ กากร
เวลาเขาเมือง และตองแสดงวาอยูครบเวลา
เดินทางกลับ หากไมครบตองเสียภาษี
เพราะศุลกากรจะถือวานําทรัพยส ินนนั้ ไปขาย

• การเดนิ ทางไปยงั เมยี นมาตอ งเตรยี มเงนิ ดอลลาร • การจับมือเปนการทักทายตามปกติท่ีไดรับ
สหรฐั เพอ่ื มาแลกเปลย่ี นเปน เงนิ จา ด โดยมขี อ พงึ การยอมรับทั่วประเทศ
ระวังวาเงินดอลลารสหรัฐที่นํามาแลกตองมี
ความสมบรู ณ ไมม รี อยพบั เพราะมกั จะถกู ปฏเิ สธ
ไมรับเงินดอลลารสหรัฐที่มีรอยพับหรือ
รอยยับยูยี่

• ชาวเมียนมาไมนิยมนัดหมายหรือสื่อสาร • พยายามหลีกเล่ียงท่ีจะเปดเผยฝาเทาในที่
ผา นทางอเี มล ควรตดิ ตอทางโทรศัพท โทรสาร สาธารณะ ซึ่งชาวเมียนมาถือวาหยาบคาย
หรอื พบปะหารอื มากๆ

• ส่ิงของที่นิยมมอบเปนของท่ีระลึกใหกับชาว • ไมควรทักทายกันดวยการสงเสียงดัง หรือ
เมยี นมา คอื นติ ยสาร หนงั สอื ทเ่ี ปน ภาษาองั กฤษ แสดงอารมณร นุ แรงโดยเฉพาะในทส่ี าธารณะ
และเครอื่ งสาํ อางแบรนดเนม

• เขาวดั ตอ งถอดรองเทา ถุงเทา • ไมค วรดม่ื นาํ้ ประปาควรดมื่ นา้ํ จากขวดทวี่ างขาย
ตามรา นสะดวกซื้อเพ่อื ความปลอดภยั

• ควรเรยี กเดก็ ชายเมียนมา ดว ยคาํ นําหนาช่ือวา • หากทา นแพผ งชรู สควรระวงั การทานอาหาร
“หมอ ง” ของชาวเมียรมา

• ควรเรยี กเดก็ หญงิ เมยี นมา ดว ยคาํ นาํ หนา ชอื่ วา • ไมค วรสนทนาเรอ่ื งประวตั ศิ าสตรใ นเมยี นมา
“โก”

• ควรเติมช่ือชายเมียนมาวัยกลางคนหรือเปน • หา มถา ยภาพทอี่ าจทาํ ใหผ ูอ น่ื อับอาย
ผูอาวุโสเพื่อเปนการใหเกียรติ โดยควรเติม
คาํ นาํ หนา วา “อู”

• ควรกลา วทกั ทายดว ยการกลา ววา “มงิ กะละบา” • หา มเรยี กใครโดยหงายนวิ้ กวกั ถอื วา เปน การ
หมายถงึ “สวสั ดี” ทาทายและอยากมีเรือ่ งกบั ชาวเมยี นมา

๕๙

ขอปฏบิ ัติ (DO) ขอควรรู (Don’t)

• ควรกลา วลาดว ยการกลา วคาํ วา “ตา ตา ” หมายถงึ • ไมควรถายภาพรูปในบริเวณสนามบิน
ลากอน สถานีรถไฟ และสถานท่ีราชการกอน
ไดร บั อนุญาต

• ควรลองรับประทานอาหารประจําชาติของ
ชาวเมียนมา

• การรับประทานอาหารในรานอาหารของ
ชาวเมียนมาควรสนทนากนั อยา งเงยี บๆ

• เมอื่ พบกบั ชาวเมยี นมาตอ งหมนั่ ยมิ้ เพอ่ื แสดงถงึ
ความเปนมิตร

• ควรเติมคํานําหนาชื่อหญิงเมียนมาตองใชคําวา • หามแสดงความรัก เชน การกอด จูบกัน
“มะ” ในท่สี าธารณะ

๖๐

ñð. ÃÒªÍÒ³Ò¨¡Ñ áÁÑ ¾ªÙ Ò (Kingdom of Cambodia)

ท่ตี ั้ง ทศิ ใตจ รดกบั อา วไทย ทางทศิ ตะวนั ตกตดิ กบั ประเทศไทย ทางทศิ เหนอื ตดิ กบั ประเทศไทย
และลาว ทางทศิ ตะวนั ออกติดกบั เวยี ดนาม

พ้นื ที่ ๑๘๑,๐๓๕ ตารางกิโลเมตร เปน อันดบั ท่ี ๘๙ ของโลก
เมืองหลวง พนมเปญ (Phnom Penh)
ประชากร ประมาณ ๑๔.๔ ลา นคน (ป ๒๕๕๒)
ภาษา ภาษาราชการ คอื ภาษาเขมร
ศาสนา ศาสนาพุทธรอยละ ๙๕ ศาสนาอิสลามรอยละ ๓ ศาสนาคริสตรอยละ ๑.๗

ศาสนาพราหมณ-ฮินดรู อ ยละ ๐.๓
การปกครอง ระบอบประชาธปิ ไตยแบบรฐั สภา โดยมพี ระมหากษตั รยิ เ ปน ประมขุ ภายใตร ฐั ธรรมนญู
ประมุข พระมหากษตั ริย ปจ จุบนั คือ พระบาทสมเด็จพระบรมนาถนโรดม สีหมนุ ี
ผนู าํ รัฐบาล นายกรฐั มนตรี ปจ จุบนั (พ.ศ. ๒๕๕๙) คือ สมเด็จอัครมหาเสนาบดีเดโช ฮุนเซน
สกุลเงิน เรียล (Riel : KHR)

๖๑

¢ŒÍ¤Çû¯ºÔ μÑ Ô/¢ÍŒ ¤ÇÃÃŒÙ

ขอปฏบิ ัติ (DO) ขอ ควรรู (Don’t)

• แตงกายดวยความสุภาพหากไปเที่ยวชมวัด • อยาช้ีน้ิวใสชาวกัมพูชา เพราะชาวกัมพูชา
หรอื ศาสนสถานท่ีสาํ คญั เช่ือวา จะถกู สาปแชงหรอื ปลอ ยของทําราย

• แสดงความออ นนอมตอ ผอู าวโุ สกวา • ผหู ญงิ หา มแตง ตวั เซก็ ซี่ ผชู ายไวผ มยาวจะมี
ภาพลักษณนกั เลง

• เวลาสงั่ สง่ิ ของใหผ อู นื่ ควรยนื สง ดว ย ๒ มอื เทา นน้ั • สบตามากเกินไป ถอื วาไมใหเ กยี รติ
หรืออาจจะยื่นสิ่งของนั้นๆ ดวยมือขวาก็ได
เชนกนั

• ควรเรยี กชาวกมั พชู าวา “ชะแมร” ซง่ึ เปน บรรพบรุ ษุ • ควรใหค วามเคารพตอผสู งู อายุ
ของอาณาจกั ร

• ควรกลาวคําวา “ชัวชเด” เพ่ือทักทายกันท่ัวไป • ไมควรเดนิ ขา มเทาผูอ น่ื
พรอมท้ังยกมือไหวพนมใตคางแลวจึงยกข้ึน
เหนือหัว

• ชายควรทักทายดวยการจับมือ สวนหญิงควร • ไมค วรเรอหรอื แคะฟน ขณะรบั ประทานอาหาร
ทกั ทายดว ยการไหวห รือ ซันเปรยี ะห เทาน้ัน

• กลา วคาํ ขอโทษวา “ซอมตอก” • กมั พชู าผชู ายสามารถจบั มอื กนั ไดเ พอ่ื แสดง
มติ รภาพทด่ี ี

• กลา วขอบคุณ หรือ “ออกนุ ” • เมอ่ื ขบั ขจ่ี กั รยานหรอื จกั รยานยนตค วรชะลอ
ความเรว็ เมอ่ื ผา นวดั หรอื ถอดหมวกกนั นอ็ ก
ทุกครัง้ เมื่อเขา เขตวัด

• ควรลองรบั ประทานอาหารประจาํ ชาตขิ องกมั พชู า • เมอ่ื เจอพระภกิ ษสุ งฆต อ งถอดหมวกทกุ ครงั้

• ควรเรยี นรูก ารรบั ประทานอาหารดวยมอื • หา มถา ยภาพสญั ลกั ษณท างทหาร

• ชาวกมั พชู าชอบออกนอกบา น ไปปก นกิ ตามสถานท่ี • หา มถูหรอื สัมผสั ศีรษะของคนอืน่
ทอ งเทย่ี วทางธรรมชาติ หรอื ตามสวนสาธารณะ

• ผทู เี่ ดนิ ทางเขา กมั พชู าและประสงคจ ะอยทู าํ ธรุ กจิ • เม่ือเขาเขตวัดควรปดมือถือและเครื่องเลน
เปน ระยะเวลาเกิน ๓ เดอื น ควรฉดี ยาปอ งกัน MP๓
โรคไทฟอยดและไวรสั เอและบี

๖๒

ขอ ปฏบิ ัติ (DO) ขอควรรู (Don’t)

• เมื่อไดรับของขวัญแลวยังไมควรเปดออก
ทนั ที

• ชาวกัมพูชาไมชอบใหใครยกผูอ่ืนขึ้นมา
เปรยี บเทียบกบั ตนเอง

• ไมควรเตนราํ กับคูเตนตางเพศ ไมวา จะเปน
การเตนรําในงานประเพณีหรืองานสังคม
รนื่ เริง

»ÃÐà´ç¹»˜ÞËÒสํา¤Ñޢͧ»ÃЪҤÁÍÒà«Õ¹

๑. แนวโนม สถานการณ IS ในไทยและภมู ภิ าคเอเชยี ตะวนั ออกเฉยี งใตห ลงั จากสมรภมู ิ
IRAQ และ SYRIA

นักวิชาการดานการกอ การรายชน้ั นาํ เชน Berger & Stern (๒๐๑๕, p.๑๓๓) ใหคํา
อธบิ ายเก่ยี วกับการกอ การรา ย หรือ Terrorism วาในอดตี เปน การดาํ เนินการทม่ี ีลกั ษณะปฏบิ ัติการ
เฉพาะพน้ื ท่ี รวมไปถงึ การใชค วามรนุ แรง (Hard Power) เปน หลกั โดยมงุ กอ เหตแุ บบมขี อบเขตเฉพาะ
พนื้ ทแี่ ละคกู รณโี ดยตรงเปน หลกั แตว วิ ฒั นาการของโลกยคุ Digital นอกจากจะไมม แี นวโนม ในการลด
ความรุนแรงหรือจํากดั พื้นที่ปฏิบัตกิ ารลง ในศตวรรษที่ ๒๑ นีก้ ารกอการรายยังทวีความรนุ แรงเพ่มิ ขึน้
โดยมุงทาํ ลายท้งั กลุม ผูขดั แยง ทางตรง (Direct enemy) และกลุมท่ีมีความออนแอจนสามารถขยาย
พนื้ ที่ (Export terrorism) ไปอยา งรวดเรว็ อกี ทง้ั ยงั อาศยั รปู แบบปฏบิ ตั กิ ารแบบใหมท เ่ี รยี กวา Hybrid
Operations ซ่งึ ประเทศไทยและอาเซยี น ยังไมสามารถหลีกเลี่ยงปญ หาเชน เดยี วกนั กบั ประเทศอน่ื ๆ
ทั่วโลก

การกอ การรา ยมกี ารพฒั นาเปา หมายและววิ ฒั นาการของการปฏบิ ตั ิ โดยเรม่ิ จากกลมุ
ฮซิ บอลเลาะห ตาลบี นั อลั -เคดา จนถงึ กลมุ รฐั อสิ ลามหรอื IS ซง่ึ ในปจ จบุ นั และอนาคต การกอ การรา ย
จะกลายเปน ปญ หาระดบั สากลในรปู แบบ Hybrid Operations โดย IS ไดแ สดงใหเ หน็ แลว วา ไดม กี าร
“เปล่ียนกระบวนทัศน” (Paradigm Shift) ท้ังยงั มขี ีดความสามารถในการผสมผสานระหวา งกลยทุ ธ
(Hybrid Operations) การทาํ สงครามตามแบบ (Conventional Warfare), สงครามกองโจร (Guerilla
Warfare), และสงครามจิตวทิ ยา (Psychological Warfare) นอกจากนนั้ ยังมีความทันสมยั ในการ
โฆษณาชวนเชอื่ (Propaganda) ผา นโซเชยี ลมเี ดยี สง ผลใหป ระสบความสาํ เรจ็ ในการชกั ชวนกลมุ ผฝู ก ใฝ
เขา รว มและขยายอทิ ธพิ ลในระดบั โลก ซง่ึ ความอนั ตรายเหลา นที้ าํ ใหป ระเทศไทยยากทจ่ี ะหลกี เลย่ี งได

๖๓

การซื้ออาวุธยุทโธปกรณของกองทัพไทยในยุคของรัฐบาลพลเอกประยุทธ จันทรโอชา
มีสาเหตุท่ีสําคัญและมเี หตผุ ล ๒ ประการ ประการแรก มีสาเหตุมาจากอาวธุ ยุทโธปกรณจํานวนมาก
ที่ประจําการอยูน้ันไมสามารถใชในการสงครามตามแบบยุคศตวรรษที่ ๒๑ ได และดวยเหตุผลดาน
ความรวดเรว็ ของ Technology ทาํ ใหอ าวธุ ยทุ โธปกรณม กี ารพฒั นาไปอยา งรวดเรว็ เพอ่ื นบา นของไทยเอง
ตางเรงพัฒนาแสนยานุภาพอยางตอเน่ือง ดวยเหตุผลนี้เมื่อเปรียบเทียบกําลังรบของไทยกับประเทศ
เพอ่ื นบา นจะเหน็ ไดว า กองทพั ไทยจาํ เปน ตอ งเรง พฒั นาเพอ่ื ใหม ศี กั ยภาพทท่ี ดั เทยี มกบั การพฒั นาของ
ประเทศเพอ่ื นบา น (Catch up) หากประเทศเพอ่ื นบา นพฒั นาขดี ความสามารถอยา งรวดเรว็ สงิ่ เหลา นี้
จะกลายเปนภัยคุกคามตอความมั่นคงของประเทศไทย ประการตอมา ประเทศไทยอยูในฐานะการ
เปนผูนําในภูมิภาคทําใหเรามีสถานะที่เปนอยูในลักษณะกลุมประเทศที่มีความกาวหนาในภูมิภาค
แตคําถามท่ีสําคัญมีอยูสองประการ คือ ประเทศไทยน้ันเปนสวนหน่ึงของประเทศผูนําของภูมิภาค
อาเซยี นจรงิ หรอื ไม และการพฒั นาอาวธุ ทจี่ าํ เปน ในสงครามยคุ ศตวรรษที่ ๒๑ จะเปน เพยี งสงครามตาม
แบบอยางเดียวหรือไม คําตอบท่ีไดจากการศึกษาคนควาวิจัย พบวาการพัฒนาอาวุธยุทโธปกรณนั้น
ยงั คงมีความสาํ คัญอยางยิ่งทัง้ เพ่ือการรกั ษา Status Quo และ Leading Position เพราะหากเรามี
ความพรอม ภัยคุกคามตางๆ ตามแบบระหวางรัฐตอรัฐจะเกิดข้ึนไดยากเพราะตางฝายตางประเมิน
ความสญู เสียไดจากการใช “การเปรียบเทยี บอาํ นาจกาํ ลงั รบ” และ “ขดี ความสามารถของภัยคุกคาม”
เม่อื ทัง้ สองฝา ยเห็นวา การใชพลังอํานาจแบบแขง็ เปน สงิ่ ที่เกดิ ขึ้นไดย าก ภยั คกุ คามตางๆ มักสิน้ สดุ ลง
ดว ยการใชก ารเจรจา (diplomatic approach)

สวนในเร่ืองสงครามรูปแบบใหมในยุคศตวรรษท่ี ๒๑ น้ันสมควรท่ีจะตองขีดเสนใต
เพื่อเนนใหเห็นวาสงครามน้ันไดเปล่ียนรูปแบบไปจากเดิม อาจกลาวไดวาสงครามในยุคปจจุบัน
กลายเปนสงครามทเ่ี กดิ ข้ึนในเมือง โดยมเี ปา หมายสวนใหญเปน Soft Target ตวั อยางเชน การจับ
ประชาชนเปน ตวั ประกนั ภายในรา นกาแฟในกรงุ ธากา ประเทศบงั กลาเทศ สง ผลใหม ผี เู สยี ชวี ติ รวมทงั้ สนิ้
๒๖ คน หรอื มกี ารเขา มาแฝงตวั ของ Terrorist Agencies ในพนื้ ทขี่ องรฐั ตา ง ๆ ทวั่ โลกทขี่ าดการเอาใสใ จ
ดแู ลหรอื มกี ารควบคมุ นอ ย ทาํ ใหม ี Terrorist Agencies เขา ไปชกั นาํ ใหต อ สกู บั สงิ่ ทตี่ นเองและกลมุ คดิ
วา ไมย ตุ ธิ รรม ตวั อยา ง เชน การเคลอื่ นไหวในยคุ ศตวรรษที่ ๒๑ อนั เปน ปจ จบุ นั ทสี่ ดุ คอื การเขา มาของ
กลุมรัฐอสิ ลามหรือ IS ในภูมภิ าคเอเชยี ตะวันออกเฉยี งใต (ASEAN) ในชว งเดอื นมถิ นุ ายน ๒๐๑๗
ทผ่ี า นมา กลมุ มสุ ลมิ ทนี่ ยิ มความรนุ แรงและมแี นวคดิ ทสี่ ดุ โตง เชน กลมุ อาบู ซายาฟ ทไ่ี ดม กี ารตรวจพบวา
ดอ็ กเตอรม าหม ดุ อาหห มดั (Dr.Mahmud Ahmad) ชาวมาเลเซยี ประกาศทาํ การสาบานตน (Bayah)
ตอ กลมุ IS และเขา มาเคลอ่ื นไหวเพอ่ื ใหเ ขา รว มการตอ สแู ละเผยแพรแ นวคดิ แบบรฐั อสิ ลามในการเขา
ยึดครองพื้นที่ภายในหมูเกาะมินดาเนา ประเทศฟลิปปนส โดยเหตุผลที่ทําใหกลุมรัฐอิสลามสามารถ
เขามาควบคุมพน้ื ทีด่ งั กลาวไดน นั้ มีสาเหตมุ าจากการท่ีหมูเ กาะมนิ ดาเนาหา งไกล จากการดูแลอยา ง
ทั่วถึงโดยรัฐบาลฟลิปปนสมาเปนเวลานาน รวมท้ังประชาชนมีรายไดไมเพียงพอตอการดําเนินชีวิต
เกดิ ความเหลอื่ มลา้ํ ทางสงั คมและเศรษฐกจิ สงู อกี ทง้ั ยงั มคี วามเคลอื่ นไหวของกลมุ หวั รนุ แรงเปน ระยะ

๖๔

ซง่ึ พ้ืนทีด่ ังกลาวถูกเรียกวา Grey-Zone Conflict หรอื พ้นื ที่ทป่ี ระสบปญหาความยากไร ขาดความ
มนั่ คงทางเศรษฐกจิ ประชาชนจาํ นวนมากอยใู นภาวะวา งงาน ซงึ่ กลายเปน เหตผุ ลทส่ี าํ คญั ทท่ี าํ ใหก ลมุ
IS สามารถเขาแทรกแซงการปกครองของรัฐบาลได หากศึกษาจากสภาพภมู ริ ัฐศาสตร (Geopolitics)
จะพบวา Grey-Zone Conflict นน้ั กระจดั กระจายไปทวั่ ทั้งภมู ภิ าคเอเชียตะวันออกเฉยี งใต ฉะนน้ั
เหตุการณฟลิปปนสอาจไมใชเหตุการณสุดทายหากแตจะเปนเพียงจุดเริ่มตนของ IS ในอาเซียน
หากพนื้ ทีอ่ ิทธพิ ลของ IS ใน Iraq และ Syria ถูกทําลาย จะสงผลใหความรนุ แรงมแี นวโนม ทจี่ ะแพร
ขยายไปในวงกวางและเปน ส่ิงทีป่ ระเทศไทยเองไมส ามารถหลกี เหลี่ยงความเสยี่ งเหลา นไ้ี ด

ประเดน็ แรก : การวเิ คราะหก ลมุ รฐั อสิ ลาม (IS) ผา นแนวคดิ ความสมั พนั ธร ะหวา งประเทศ
ในการวิเคราะหแนวโนมการเผยแพรอิทธิพลของกลุมกอการรายในศตวรรษท่ี ๒๑ ที่มี
ผลกระทบอยางรนุ แรงตออาเซียน จะใชล าํ ดับขั้นการวิเคราะหเ ปนแบบระดับระหวางประเทศ (Level
of Analysis: International level) การวิเคราะหในระดับน้ีถึงแมจะเปนการวิเคราะหท่ีกวางที่สุด
แตม ลี กั ษณะทร่ี วบรดั ทส่ี ดุ ในการสรา งคาํ อธบิ ายถงึ ลกั ษณะตา ง ๆ เพราะการกอ การรา ยในปจ จบุ นั นน้ั
มหี ลายวธิ ีและสามารถทําไดใ นหลายพนื้ ที่ โดยท้ังหมดนส้ี ามารถกลา วไดวาการกระทําเหลานี้ เปนส่ิง
ท่ีอยูเหนือตัวแสดง (Actor) อื่น ๆ ถึงแมการศึกษาความสัมพันธระหวางประเทศจะมี ๓ ระดับ
คือ ระหวางประเทศ (International) รัฐ (State) และ ปจเจกชน (Individual) โดยมีนักวิชาการ
จํานวนมากระบุวา การศึกษาเรื่องการกอการรายสมควรที่จะใชหลักการของระดับปจเจกชนเขามาใช
ในการศกึ ษาประเดน็ ดงั กลา ว เพราะจะทาํ ใหเ ขา ใจในวตั ถปุ ระสงคข ององคก รในภาพรวมได แตใ นกรณี
ของกลมุ กอ การรา ยรฐั อสิ ลามหรอื IS นน้ั ไมม ผี นู าํ หรอื การเจาะจงหรอื จาํ กดั พนื้ ทท่ี ชี่ ดั เจน สง ผลใหย าก
ตอการใชระดบั ปจเจกชนมาวิเคราะหต วั แสดง
อาํ นาจ (Power)
หากจะหาวิธีการจัดการกับความรุนแรงหรือผูกอเหตุรุนแรงเราควรทราบกอนวา
กลุมผูกอเหตนุ ั้นใชอ าํ นาจ (Power) อะไรในการตอ สเู ปนหลักเพอื่ นาํ ไปสูก ารหาแนวทางในการรบั มอื
ทเี่ หมาะสมและไมผ ดิ ตอ หลักสากลในเรือ่ งของกฎการปะทะ (Rule of Engagement) ตามหลักของ
ความสัมพนั ธร ะหวา งประเทศ (IR) แบง อํานาจออกเปน ๓ ประเภทคือ Soft Power, Hard Power
และ Smart Power โดยสามารถอธบิ ายอํานาจแตละประเภทไดดังนี้
- Hard Power คอื อาํ นาจทใ่ี ชค วามรนุ แรง แขง็ กรา ว เชน การใชอ าํ นาจทางการทหาร
อาวธุ ยุทโธปกรณ เพ่อื บีบบงั คับหรอื ทําใหฝ ายตรงขามยอมทาํ ตามแบบไมเ ต็มใจ (รร.สธ.ทบ.)
- Soft Power มีผูคดิ คน คอื นกั วชิ าการที่มชี อื่ เสียง โจเซฟ นาย (Joseph Nye) โดย
ระบวุ าอาํ นาจนมี้ ีลักษณะตรงกนั ขา มกับ Hard Power เพราะอาศัยความละมุนละมอมทาํ ใหทุกฝา ย
รวมถึงฝา ยศัตรู และฝายทีเ่ ปน กลางยอมทาํ ตามอยางเต็มใจโดยปราศจากการบงั คบั (รร.สธ.ทบ.)
- Smart Power คอื อาํ นาจทถ่ี กู สรา งขนึ้ มาใหม เปน การนาํ อาํ นาจทง้ั สองอยา งทก่ี ลา ว
ไปแลวขางตนมาผนวกรวมกัน ซ่ึงอํานาจน้ีเปนวิธีคูขนานท่ีรัฐหรือตัวแสดงอื่น ๆ ใช เรียกวาวิธีการ
“Carrot and Stick” เพื่อใหไดมาซ่งึ ความยนิ ยอมของผทู ่ีถูกกระทาํ ใหโอนทําออนตาม

๖๕

IS ¡ºÑ ¡ÒÃ㪌 Hard/Soft/Smart Power
หากกลาวโดยสรุป กลุม IS ใชอํานาจท้ังสามแบบที่กลาวมาแลวในขางตนประกาศ
Worldwide Caliphate เพราะเหน็ ไดจ ากกรณีการสูร บทอ่ี ิรกั และซเี รีย โดยกลมุ IS ไดรับอดีตสมาชกิ
พรรคบาธ (Ba’ath party) ท่เี คยทํางานรว มกบั อดีตประธานาธบิ ดีซัดดัม ฮสุ เซน (Saddam Hussein)
ซงึ่ สมาชกิ เหลา นมี้ ตี งั้ แตข า ราชการมคี วามชาํ นาญสงู ไปจนถงึ อดตี ทหารกองทพั อริ กั ทเี่ ชย่ี วชาญการรบ
ตามแบบ (Conventional Warfare) โดยอาศยั ความเชย่ี วชาญของกลมุ คนเหลา นน้ั เพอื่ ให IS สามารถ
ทาํ การรบดวยอาวุธทีท่ นั สมัย ซ่งึ จะเหน็ ไดวาในทันทีท่ีกลมุ พนั ธมติ รเขา โจมตีภาคพ้ืนดิน ทางดาน IS
ก็ไดสามารถตอบโตดวยการใชอาวุธหนักอยางรถถัง ปนใหญ และปนตอสูอากาศยานในการโจมตี
อยา งมปี ระสทิ ธภิ าพ หรอื แมแ ตก ารบกุ เขา เมอื งโมซลุ และเมอื งรกั กานน้ั IS ยงั แสดงใหเ หน็ แลว วา การ
โจมตดี ว ยความรวดเรว็ ทาํ ใหท หาร Iraq เสยี ขวญั และหลบหนไี ปอยา งไรก ารตอ ตา น ในดา นของการใช
Soft Power เปนที่ประจักษแ ลววา การใช Soft Power เปนอาวธุ หลกั ของ IS เพราะไดม กี ารจัดต้งั
กองพลนอยอเิ ล็กทรอนิกส (Electronic brigade) นนั้ ทําให IS สามารถเผยแพรภาพประชาชนทีม่ ี
ความเปนอยสู ขุ สบายภายใตกฎหมายชารอี ะฮ (Sharia Law) และเปนรัฐอิสลามตามอดุ มคตทิ ม่ี ีวถิ ี
การดาํ เนนิ ชวี ติ ไปตามแนวทางของอสิ ลาม สง่ิ ทกี่ ลา วมานจ้ี งึ เปน เหตผุ ลวา ทาํ ไมชาวมสุ ลมิ จาํ นวนมาก
เดนิ ทางเขา มารว มกบั IS และในทางกลบั กนั กไ็ ดม กี ารเผยแพรภ าพทนี่ า สะพรงึ กลวั เชน การตดั หวั หรอื
เผาบุคคลท่ไี มป ฎบิ ัตติ ามวิถขี อง Salafi หรือ Sunni-Wahhabi นอกจากนก้ี องพลนอยอเิ ล็กทรอนิกส
ยงั ใชโ ซเชยี ลมเี ดยี ในรปู แบบของ Smart Power เพอื่ สนบั สนนุ การปฏบิ ตั กิ ารของ IS และสามารถสรา ง
แนวรวมดวยวธิ ีทหี่ ลากหลายและมีชนั้ เชิงมากขึ้น จากการกระจายแนวคาํ สอนทีร่ นุ แรงรวมทง้ั สอนถึง
วิธีการกอ เหตุใหก ับบรรดา Lone Wolf และ Sleeper Cell ผานเทคโนโลยี เชน ทวติ เตอร และยทู บู
เพอ่ื กอเหตุรนุ แรงในวงกวางทั่วโลก (Berger & Stern ๒๐๑๕, p.๒๘๘-๒๘๙)
Islamic State in South East Asia’s Grey-Conflict Zones
หลงั จาก IS ไดป ระกาศเพอ่ื เปน ผนู าํ (Caliph) ของชาวมสุ ลมิ ทงั้ มวลเมอ่ื ป ๒๐๑๔ รฐั บาล
ทั่วโลกเลง็ เหน็ แลววาการประกาศใหเปน Caliphate มแี นวโนม ทจ่ี ะเกดิ ขึ้นจรงิ แมจ ะไมใ ชท ่วั ทุกพนื้ ที่
ของโลกอยา งทก่ี ลา วอา งคอื รฐั อสิ ลาม แตไ ดม กี ารจดั ใหอ ยใู นรปู แบบของจงั หวดั อสิ ลาม (vilaya) แทน
ซ่ึงมีโอกาสเกิดข้ึนไดสูงและเกิดขึ้นไดจริง ทางกลุมไดใชอํานาจกําลังรบท่ีอาศัยอาวุธที่ทันสมัยและ
สงครามจติ วิทยาหรือจะเรยี กไดว า IS นัน้ ใชว ธิ กี าร “Hybrid Adversary” ซึง่ ไมเคยปรากฏมากอ น
ในการกอการรายอะไรคือ Hybrid Adversary โดย Ong (๒๐๑๖) อธิบายวาการรบแบบ Hybrid
Adversary ของ IS คือ การผสมผสานการรบทงั้ สงครามตามแบบ (Conventional Warfare) และ
สงครามไมต ามแบบ (Irregular Warfare) รวมไปถงึ การปลน สะดมตามแบบของอลั -เคดาในโซมาเลยี
(Al Qaeda of Somalia) และอาบู ซายาฟ เพอื่ บรรลุวตั ถปุ ระสงคทางการเมือง ซึ่งการตอสูแบบ
Hybrid Adversary จะใชไดอยางมีประสิทธิภาพในพ้ืนที่ Grey-Zone Conflict และพ้ืนที่หาง
ไกลจากการดูแลของฝายรัฐ ดังเชนตัวอยางเหตุการณที่มินดาเนาในฟลิปปนส ที่ไดถูกกลุมฝกใฝ IS

๖๖

ยดึ ครองตง้ั แต เมษายน ๒๐๑๗ แมวา ในชว งป ๒๐๑๖ ทางการจะสง กําลังกวา ๕,๐๐๐ นายเขาพ้นื ที่
แตก ไ็ มส ามารถเอาชนะอดุ มการณน ไ้ี ด ในขณะเดยี วกนั IS ยงั คงเขา แทรกแซงในพนื้ ที่ Grey Conflict
Territory เพอื่ แกป ญ หาตา งๆ แตก ลมุ IS เองยงั เปน กลมุ กอ การรา ยแบบใหมท ม่ี กี ารตอ สใู นลกั ษณะ
การรบเพ่อื ประวิงเวลา (Trading space for time) อาจกลาวใหเขาใจงา ยขึน้ คอื การรบเพอ่ื ซอื้ เวลา
ซ่ึงการรบในลักษณะน้ีจะทําใหคูตอสู (ฝายรัฐบาล) หมดความพยายามในการรบและเร่ิมหาทางออก
ดวยการเจรจา เพราะการรบอยางยืดเย้ือนั้นถือเปนอุปสรรคทัง้ ดานชีวิตและทรัพยส นิ จากการศกึ ษา
วจิ ยั ของ Ong (๒๐๑๖) และ Berger (๒๐๑๕) พบวาในเขตเอเชยี -แปซฟิ ก นั้น มีพ้ืนท่ที เี่ สยี่ งตอการเขา
มาของกลุมหัวรุนแรง คือ ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต โดยในภูมิภาคนี้มีเหตุการณความรุนแรง
เกิดข้ึนบอยครั้งและยาวนานตั้งแตอดีตถึงปจจุบัน จึงจัดวาเปน Grey-Conflict Zones โดยเฉพาะ
อยา งยง่ิ พน้ื ทห่ี า งไกลของ อนิ โดนเี ซยี มาเลเซยี และฟล ปิ ปน ส โดยเฉพาะฟล ปิ ปน สถ อื เปน เขตอทิ ธพิ ล
ของกลมุ หัวรนุ แรงในพื้นทอ่ี ยางกลมุ อาบู ซายาฟ และกลมุ แบงแยกดนิ แดน MILF ที่เขาครอบครอง
เขตทะเลซลู ูและทะเลเซเลบีส ซึง่ อาบู ซายาฟ มีความชาํ นาญในพนื้ ท่ีทําใหส ะดวกตอ การเคลอ่ื นท่ีเขา
โจมตีและถอนตัว ในขณะท่ีรัฐบาลไมสามารถปฏิบัติงานใน Grey-Conflict Zones เหลาน้ีไดอยาง
เตม็ รูปแบบ กลุมตอ มา คือ กลมุ เจมาห อิสลามียาห (Jehmahh Islamiyah-JI) ซึง่ เปนกลมุ เกา แก
ท่ีมีความเชื่อมโยงตอกลุมกอการรายใน อินโดนีเซีย มาเลเซีย รวมถึงไทย ท่ียังคงแฝงตัวอยูในพื้นท่ี
เพราะโอกาสท่ีรัฐบาลใดจะสามารถชนะสงครามอุดมการณ (Ideological War) น้ันเปนไปไดยาก
นอกจากนี้ Grey-Conflict Zones ในพน้ื ทด่ี งั กลา วไดก ลายเปน แหลง ซอ งสมุ ของผกู ระทาํ ผดิ กฎหมาย
ตา ง ๆ เปนระยะเวลานานเพราะขาดการดูแลเอาใจใสจ ากรัฐบาลสงผลใหมเี หตุการณค วามรนุ แรงมา
โดยตลอด

¹¡Ñ úμÒ‹ §ªÒμÔ (Foreign Fighters) / Jihadist Returnee Threat
การกลบั มาของนักรบตา งชาติ (Foreign Fighters) ซึ่งจะกลายเปน Jihadist Returnee
น้ันจะสงผลกระทบข้ันรุนแรงตอการปองกันและปราบปรามการกอการรายในภูมิภาค หากพื้นท่ี
ปฏบิ ัตกิ ารของ IS ใน Iraq และ Syria ถกู โจมตีอยา งหนกั จน IS สูญเสยี การควบคุมพนื้ ท่อี ทิ ธิพล จะ
สงผลใหนักรบตางชาติท่เี ดินทางมาจากประเทศตาง ๆ ทว่ั โลกกวา ๓๐,๐๐๐ คน ซึ่งในจํานวนนม้ี ีชาว
อนิ โดนเี ซยี ราว ๑๐๐ คน และมาเลเซยี อกี กวา ๓๐๐ คน ตอ งเดนิ ทางกลบั ประเทศและผนั ตนเองมาเปน
Jihadist Returnee ทอี่ นั ตรายเพราะการไดร บั การฝก และมปี ระสบการณก ารสรู บจากตะวนั ออกกลาง
สามารถนาํ มาประยกุ ตใ ชเ พอ่ื ฝก สอนผทู ฝี่ ก ใฝค วามรนุ แรงนน้ั ไมส ามารถหลกี เลยี่ งได โดยสง่ิ ทนี่ า กงั วล
ทีส่ ดุ คอื การปลุกบรรดา Sleeper cells และ Lone wolf ใหอ อกมาปฏบิ ตั ิการรุนแรงในประเทศทีต่ น
อาศัยอยู และในปจจบุ นั ไดม รี ายงานวา เหลา Sleeper cells กวา ๑๐,๐๐๐ คน ทถี่ กู ปลกู ฝงแนวคดิ
ตงั้ แตส มยั โอซามะ บิน ลาเดน นั้นอาศัยอยูในอินโดนเี ซีย สิ่งท่ีสําคัญไมนอ ยไปกวา ประสบการณการ
ดา นรบคอื การบริหาร-จดั การองคก รการกอการรายที่มคี วามสลบั ซบั ซอ นอยา งมาก ตวั อยางทชี่ ัดเจน
คือในการจัดทําทาํ เนียบกาํ ลังรบลาสุดในป ๒๐๑๖ IS มีจํานวนกาํ ลังพลกวา ๑๐ กองพนั ทีส่ ามารถ

๖๗

ทาํ การรบไดต ามแบบและนอกแบบ รวมทง้ั ยงั มี Electronics Brigade ทท่ี าํ การสงั่ การ ผา น C๔I เพอื่
ควบคมุ พน้ื ทกี่ ารรบทว่ั โลก สอนการประกอบอาวธุ และวตั ถรุ ะเบดิ และควบคมุ กลมุ (Faction) ตา ง ๆ
ทวั่ โลกที่ Bayah เขารว มกับกลุม IS ตอ มาในสวนของการจดั การฝก น้ันกลมุ Foreign Fighters นน้ั
ลว นผา น Basic Training ของ IS จนกระทงั่ ถกู สง ไปทาํ งานตามความชาํ นาญ จะเหน็ ไดว า การควบคมุ
องคก รขนาดใหญเ ชน นจ้ี ะตอ งอาศยั ผทู มี่ คี วามเชย่ี วชาญอยา งมาก ฉะนนั้ หากสงิ่ เหลา นนี้ าํ มาประยกุ ต
ใชใน อาเซยี น จะสง ผลใหก ลมุ กอ การรายทเ่ี คยเคล่ือนไหวในพื้นท่ีพฒั นาเปนองคกรอาชญกรรมขาม
ชาต(ิ Transnational Organize Crime)

IS ¤×ͼÙÊŒ §‹ ÍÍ¡¡Òá‹Í¡ÒÃÃŒÒÂÃдѺâÅ¡ (Exporting Terrorism)
“A revolution that does not export itself is doomed to collapse from the inside”

Leon Trotsky
หลักการดังกลาวของทร็อทสกีนั้นสามารถพอจะสรุปไดแบบยอวา “การกอเหตุสราง
เปล่ียนแปลงในลักษณะของการปฏิรูปนั้นนอกเหนือจากการใชความรุนแรงในพ้ืนท่ีอิทธิพลแลวกลุม
ผูกอการจะตองสามารถสงออกความรุนแรงหรือเผยแพรอุดมคติของกลุมไปสูภายนอกเพราะหากไม
แลวจะเกิดการลมสลายจากภายใน” จะเห็นไดวา IS น้ันเปนองคกรกอการรายที่สามารถใช Smart
Power เพ่อื “การสงออกแนวคิดแบบสดุ โตง ” (Export Radical Ideology) เพ่อื เผยแพรส งผานและ
กระตนุ ใหเหลาบรรดาสาวกจําพวก Lone Wolf หรือ Sleeper cells ลกุ ข้นึ มาเพ่ือรวมปฏิบตั กิ ารกอ
เหตรุ นุ แรงอยา งตอ เนอื่ งทวั่ โลกโดยมสี ว นรว มในการกาํ จดั ทงั้ Near Enemy และ Far Enemy (Berger
& Stern ๒๐๑๕, p.๒๗๔) ซงึ่ กลุม Near Enemy คอื ชาวมุสลิมทีไ่ มสาบานตนสวามภิ กั ดิ์ (Bayah)
ตอ IS รวมทั้งชาวมุสลิมที่ไมเ ครง ครัดตอ กฎหมายชารอี ะฮ (Sharia Law) ซง่ึ ถือวา เปน Takfir ซงึ่ IS
ไดป ระกาศวา “บคุ คลเหลานี้ไมใ ชชาวมุสลิมอีกตอ ไปและสมควรถกู กําจัด” และในสวน Far Enemy
ตามความเชื่อคือ ประเทศตะวันตกและพันธมิตรที่เขามาสูดินแดนของชาวมุสลิมเพ่ือแสวงหา
ผลประโยชนแ ละเอารัดเอาเปรยี บ
นอกเหนือจากการสงออกแนวคิด IS ไดเดินตามแบบของกลุมกอการรายชั้นนํา
ของโลก เชน กลุมฮิซบอลเลาะห (Hezbollah) เร่ือง “การสงออกผูกอการราย” (Exporting the
Global Jihadists) โดยความคิดนไี้ ดม ีการริเรมิ่ มาจาก Ayatollah Khomeini ซงึ่ เปนผูน ําทางศาสนา
ทเี่ ปน ทย่ี อมรบั ของชาวมสุ ลมิ จาํ นวนมากและเปน ผรู เิ รม่ิ สถาปนาสาธารณรฐั อสิ ลามอหิ รา น และเครอื
ขา ยองคก รกอการรา ย
ขามชาติฮิซบอลเลาะห โดยการปฏิบัติการของฮิซบอลเลาะหเรียกวา “ยุทธศาสตรดาว
กระจาย” (vilayat-e-faqib) เพ่ือเขารวมใหความชวยเหลือกลุมมุสลิมหัวรุนแรงท่ัวโลกในลักษณะ
ของ Hard Power เพอ่ื ตอสกู บั ศตั รูของอสิ ลาม (Sekulow ๒๐๑๖, p. ๑๑๔) จะเหน็ ไดวา IS น้นั กไ็ ด
มีการสงออกนกั รบไปรวมรบในพื้นท่ีตาง ๆ ท่วั โลก ตัวอยางเชน เหตกุ ารณป ระกาศ Islamic State
(faction) of Lanao ๒๐๑๗ ไดพ บวาจํานวนกลมุ ผูกอ การรายมีการรวมตัวของหลายเชือ้ ชาติ อาทิ

๖๘

อินโดนีเซีย, มาเลเซีย, บอสเนีย เชเชน และเยเมน ซึ่งบุคคลเหลาน้ีบางสวนไดเดินทางมาจากซีเรีย
สุดทายผูสงออกอยาง IS ไดศึกษาเหตุการณจากอดีตและมีพัฒนาการจนประสบความสําเร็จในการ
“เปดตลาด” ทั่วโลกไดกวางกวาองคกรกอการรายในอดีตซ่ึงไดเปนท่ีประจักษแลววา “การสงออก
แนวคดิ แบบสดุ โตง ” (Export Radical Ideology) และ “การสง ออกผูก อ การรา ย” (Exporting the
Global Jihadists) เปน ”สนิ คา ” ท่ีสง ไปแลวไมสามารถยกเลิกไดรวมท้งั ยังสง ผลกระทบไปท่วั ภูมิภาค
ของโลกอยางที่ยากตอการควบคุม เชน เหตกุ ารณโ จมตหี ลายจดุ ในกรงุ ปารีสในป ๒๐๑๕ ท่มี ผี ปู ฏิบัติ
การเปน Lone Wolf จาํ นวน ๑๑ คน โดยท้งั หมดลวนแตถ ือหนังสอื เดนิ ทางและไดร ับสญั ชาติฝรงั่ เศส
และเบลเยียม หลงั เกติ เหตพุ บวามีผูเสยี ชวี ติ ๑๓๐ คน และไดร บั บาดเจบ็ หลายรอยคน (Berger &
Stern ๒๐๑๕), p.๒๘๗) จากนนั้ Exporter ชาว IS ไดส งออกความรุนแรงมายงั อาเซียนอยา งกลมุ รฐั
อิสลามแหง ลาเนา (Islamic State of Lanao/ Islamic State faction of ASEAN) ทม่ี ผี ปู ฏิบตั กิ าร
เปนพ่ีนองครอบครัวมาอุเตซึ่งเปนชาวฟลิปปนสเปนแกนนําโดยรายงานลาสุดพบวาในการรบกวา ๓
เดือน มบี คุ ลากรฝาย IS เสยี ชวี ติ จาํ นวนประมาณ ๕๒๘ นาย เจาหนา ที่ความมนั่ คงของฟลปิ ปนสอกี
๑๕๐ นาย ประชาชนกวา ๒๐๐,๐๐๐ คน ตอ งไรท อี่ ยอู าศยั (Neely ๒๐๑๗) ซง่ึ เหตกุ ารณก ลมุ รฐั อสิ ลาม
ในอาเซยี นนนั้ เปน สัญญาณเตอื นภัยใหกบั ประเทศไทยและภมู ภิ าคอยางมีนัย

¡ÅØ‹ÁÃ°Ñ ÍÊÔ ÅÒÁã¹ÍÒà«Õ¹»ÃÐà·Èã´·ÍèÕ ÂãÙ‹ ¹¡ÅØ‹ÁàÊÕÂè §μ‹Íº·ºÒ·¢Í§ IS
กอนอ่ืนตองกลับมาทําความเขาใจอีกคร้ังวาใครคือศัตรูของ IS ในอาเซียน และทําไม
ประเทศเหลาน้ี ถึงตกเปนเปาหมายทั้ง เปาหมายหลัก (Primary Target) และเปาหมายรอง
(Secondary Target) ซงึ่ สามารถใชก ารแยกกลุมออกมาใหเปนตามลกั ษณะของ Near Enemy และ
Far Enemy ซ่ึงจะทําใหท ราบวาใคร คือเปา หมายการโจมตโี ดยจะพบวาประเทศทน่ี ํามาวิจยั ลว นแต
มคี วามเสยี่ งท่แี ตกตา งกันออกไป ตอมาจะตอ งทราบวา กลมุ ผปู ฏบิ ตั กิ ารมใี ครบา งโดยสามารถจาํ แนก
ออกมาได ๒ กลุม ที่อธิบายแบบยอคือ “Inside-Out” ไดแก กลุมท่ีมีการสงออกการกอการราย
ไปรว มรบตาม Grey-Zone Conflict อยา งตอ เนอ่ื งและบคุ คลเหลา นจี้ ะกลบั มาสรา งปญ หาในประเทศ
บานเกิดของตน ในสว นของ “Outside-In” ไดแ ก กลุมท่แี มว า จะไมม ปี ระชาชนไปรว มรบตามพืน้ ที่
ขัดแยงนอกประเทศ แตก็ไดรับบุคคลจากภายนอกประเทศเพื่อเขามากอเหตุในประเทศตน
(เชน ประเทศไทย) อนิ โดนีเซีย
ระหวางถูกคุมขังในขอหาการสมคบการกอเหตุที่บาหลีป ๒๐๐๒ จนสงใหมีผูเสียชีวิต
๒๐๒ คน ซงึ่ สวนใหญเ ปนนักทองเที่ยวชาวออสเตรเลยี เมื่อป ๒๐๑๔ นายอาบู บาคาร บาเชยี ร (Abu
Bakar Bashir) ผูนาํ ทางจติ วิญญาณ/ศาสนาและแกนนํา JI ชาวอินโดนีเซีย ท่ีไดเคยชักนําใหส มาชิก
JI เขารวมรบกับอัล-เคดา หลายคร้ัง นายบาเชียรน้ันยังเปนผูรวมกอตั้ง โรงเรียนประจําอิสลามิก
อัล มุคมิน (Al-Mukmin Islamic boarding school) ท่ชี วาตอนกลาง โดยโรงเรียนดังกลาวไดร ับ

๖๙

การยืนยนั วาเกีย่ วของกับการฝกกลุมอาเจห (The Aceh group) ทม่ี ีการเคล่อื นไหวของการกอเหตุ
รุนแรงบริเวณพ้ืนที่ อาเจะหตะวันตก และมีความเก่ียวของกับการรบรวมกับ JI ไดประกาศออกสื่อ
วาตนเองและพรรคพวกได Bayah เขาเปน IS แลว (Berger & Stern ๒๐๑๕, p.๑๘๑) และน่ถี อื วา
เปนการประกาศไปโดยปริยายวาบัดน้ี IS ไดเขามาสูพ้ืนท่ีของอินโดนีเซียแลว อินโดนีเซียกําลังจะ
ประสบปญหาอยางรุนแรงในเร่ืองของ “Inside-Out” และ “Outside-In” พบวา กลุมหัวรุนแรง
เชน JI ไดมกี าร Export Jihadist ไปรวมรบในตะวนั ออกกลางและเหตุการณลา สุดไดม ีการตรวจพบ
แนวรว ม JI ชาวอนิ โดนเี ซยี เปน จาํ นวนมาก ไดเ ดนิ ทางไปรว มกบั Islamic State of Lanao ทฟี่ ล ปิ ปน ส
(Jawaid ๒๐๑๗) ในขณะที่มีรายงานการศกึ ษาจาก CSIS และ the Soufan Group พบวามีจาํ นวน
Foreign Fighters จาก Asia ทเี่ ดนิ ทางไปรวมรบที่ Iraq และ Syria จาํ นวนกวา ๓,๐๐๐ คน โดยเปน
ชาวอาเซียน ประมาณ ๑,๒๐๐ คน และในนน้ั เปนชาวอนิ โดนีเซีย กวา ๙๐๐ คน สง่ิ ท่นี ากลวั อยา งย่งิ
คือ หากสงครามที่ตะวันออกกลางสิ้นสุดลงจะทํามีการกลับสูมาตุภูมิของเหลา Foreign Fighters
ทจ่ี ะกลายเปน Jihadist Returnee Threat อยางเล่ียงไมไดและในรายงานพบวา อินโดนีเซยี น้นั เปน
ประเทศทมี่ ี “Sleeper Cells” ท่ีรอเรยี กใหเปน Lone Wolf จาํ นวนกวา ๑๐,๐๐๐ คน จะเห็นไดว า
อนิ โดนเี ซยี มคี วามเสย่ี งตอ การกอ การรา ยอยา งมากเพราะลกั ษณะภมู ปิ ระเทศเปน หมเู กาะกระจดั กระจาย
และมีการเคลื่อนไหวของ JI อยางตอเนื่อง ซ่ึงในขณะที่พ้ืนที่หางไกลที่มีความเสี่ยงโดยมีกลุมมุสลิม
หวั รนุ แรงปกครอง เชน กลมุ มจู าฮดี ีนอินโดนเี ซยี ตะวนั ออก (MIT : Mujahidin Indonesia Timor)
ในบรเิ วณกนุ งุ บริ ู (Gunung Biru-Blue Mountain”) ซงึ่ เปน เขตปา เขาของ เกาะซลู าเวซี (Sulawesi)
โดยมีแกนนําไดแก นายอาบู วารดาห (Abu Wardah) ซ่ึงเปนผูกอการรายท่ีคาหัวสูงท่ีสุดคนหน่ึง
ของโลกไดป ระกาศตนเขา รวมกบั IS แมวา ทางการอินโดนีเซียจะมคี วามเขมงวดในการปราบปรามแต
กไ็ มส ามารถเลีย่ งจากการถูกโจมตีโดยเฉพาะในพนื้ ทเ่ี มือง (soft Target) ซ่งึ ถูกโจมตอี ยางตอเนือ่ งดัง
เชน เหตกุ ารณร ะเบดิ หลายครงั้ ทใ่ี นกรงุ จาการต าเมอื่ มกราคม ๒๐๑๖ โดยพน้ื ทเี่ ปา หมายคอื แหลง ผล
ประโยชนของชาวตะวันตก ไดแก หางซารินาห (Sarinah shopping mall) ศนู ยข อ มูลสหประชาชาติ

สรปุ เหตกุ ารณท ผ่ี า นมา เชน Bali ๒๐๐๒ และเหตกุ ารณล า สดุ ทง้ั ๒ เหตกุ ารณน ส้ี ามารถ
วิเคราะหไดวากลุมกอการรายมุงการโจมตีไปท่ี Secondary Target ท่ีเปนแหลงที่มีชาวตะวันตก
หนาแนน หรอื ไดร บั ผลประโยชน ซง่ึ หากนาํ มาเทยี บเคยี งเพอื่ วเิ คราะหอ นาคตของประเทศไทยจะพบวา
กลมุ IS หรือกลุมหัวรุนแรงอ่ืนมแี นวโนมทีจ่ ะใช Soft Target เพ่ือเปนการแสดงสัญลกั ษณแมอาจจะ
ไมไดมุงเปาโจมตีประชาชนในทองถิ่นแตเหตุการณเหลาน้ีนั้นไดเกิดข้ึนในดินแดนอธิปไตยจึงจําเปนท่ี
จะตองพจิ ารณาวา สง่ิ น้ีคือภยั คกุ คามของชาติของตน

ÁÒàÅà«ÕÂ
แมมาเลเซียจะเปนประเทศท่ีมีประชากรสวนใหญเปนชาวมุสลิมสายกลางท่ีไมนิยม
ความรนุ แรงและรวมทั้งทางการมคี วามเขมงวดตอ การปราบปราม IS จึงสง ผลให มาเลเซีย ไดก ลาย
เปน “Near Enemy” ไปโดยปรยิ าย และไดมกี ลมุ หัวรุนแรงและฝกใฝ IS ทาํ การ Bayah ผนวกกบั มี

๗๐

การเขา มาของ Foreign Fighters เพม่ิ ขนึ้ อยา งตอ เนอ่ื งเปน จาํ นวนมากจงึ สามารถกลา วไดว า มาเลเซยี
น้นั จดั วา เปนประเทศกลมุ เส่ียงลาํ ดบั ตน

ในป ๒๐๑๔ แมรัฐบาลจะประกาศวาปลอดภัยจากภัยคุกคามจาก IS แตในปเดียวกัน
Dr.Mahmud Ahmad อดีตอาจารยมหาวิทยาลัยมาลายาซึ่งเคยไดรับการศึกษาท่ี มหาวิยาลัย
อสิ ลาม อสิ ลามาบัด ณ กรงุ อิสลามาบดั , Pakistan และไดรับการฝกกับอัล เคดา ในป ๑๙๙๐ ก็ได
ประกาศสวนทางกบั รัฐบาลวาตนเองนน้ั คอื กลุม IS และพรอมจะรว มมอื กับนายอสิ นลิ อน ฮาปล อน
(Isnilon Hapilon) แกนนําอาบู ซายาฟ เพื่อกอ ต้ังกลุม รฐั อิสลามในอาเซียน (The Star ๒๐๑๗)
กอนการประกาศตนดังกลาวไดมีการตั้งคําถามหลายคร้ังวาในอาเซียนนั้นมีความเคลื่อนไหวของ
IS หรือไม หากการเดินทางเขา-ออกของชายแดนของ อินโดนีเซีย มาเลเซีย ฟลิปปนส และไทย
การตรวจพบความถข่ี องการเดนิ ทางระหวา งรฐั ซาบาหใ นมาเลเซยี และมนิ ดาเนา กอ นจะเกดิ เหตกุ ลมุ IS
ในมินดาเนา จึงเปนท่ีประจักษวามีการเคลื่อนไหวของกลุม IS ในภูมิภาค อีกท้ังกลุม IS ยังมีการ
ประกาศจะปลดปลอย มาเลเซีย และชาติอื่น ๆในอาเซียนจากกับดักของโลกตะวันตกซ่ึงจะเร่ิมจาก
การโคนลมรัฐบาลท่ีไมปฏิบัติตามกฎหมายชารีอะฮ ใหสิ้นซาก โดยขอความดังกลาวไดเผยแพรผาน
โซเชียลมีเดยี อยางแพรหลาย กรณีดงั กลา วถือไดว าเปน ภัยตอความม่ันคงทีน่ ากังวลเปนอยา งย่ิงและ
ไมส ามารถจะกลาววาไมมี IS เขามาเคลื่อนไหวทีม่ แี นวโนม จะสง ผลกระทบตอความม่ันคงทั้งภูมิภาค

ลา สดุ ในหว งระหวา ง ๑๙-๓๐ ส.ค. ๒๐๑๗ ทจี่ ะมกี ารจัดการแขง ขันซีเกมส คร้ังที่ ๒๙
กไ็ ดม กี ารตรวจพบการเคลือ่ นไหวของ IS อยา งตอเน่อื ง เชน เมื่อ ๑ ก.พ. ๒๐๑๗ ทางการมาเลเซยี ได
จบั กมุ ผตู อ งสงสยั ๓ คน ทมี่ คี วามคดิ สดุ โตง ไปในแนวทางของกลมุ IS โดยหนงึ่ ในผตู อ งหาเปน พนกั งาน
สายการบินมาเลเซียแอรไลน โดยตํารวจมาเลเซีย ไดใหขอมูลเพิ่มเติมเก่ียวกับการจับกุมวาผูตองหา
เปน ชายชาวอินโดนเี ซีย อายุ ๓๗ ป ซ่งึ เปน พนกั งานรกั ษาความปลอดภัยใหก ับสายการบนิ ดังกลา ว
และมีความเชือ่ มโยงกบั กลมุ IS เพราะเมื่อตรวจสอบประวตั ิแลวพบวา ชายคนดงั กลาวไดเ ดินทางจาก
มาเลเซยี ไปทฝ่ี ก ทซี่ เี รยี ในชว งป ๒๐๑๓ เหตกุ ารณต อ มาเมอ่ื ๘ ส.ค. ๒๐๑๗ ทางการตรุ กไี ดส ง ตวั ผตู อ ง
สงสยั ที่มสี วนเก่ียวขอ งกับ IS กลบั ประเทศตน ทางโดยไมไดป รึกษากับฝา ยความมัน่ คงของมาเลเซีย

สรปุ วา สง่ิ บอกเหตเุ หลา นส้ี ามารถเปน เครอื่ งยนื ยนั วา การกอ การรา ยนน้ั ไดเ ขา มาสมู าเลเซยี
เรียบรอ ยแลว

¿Å Ô»»¹Ê
เหตุการณความรุนแรงท่ีเมืองมาราวี ประเทศฟลิปปนส เริ่มเกิดข้ึนเมื่อชวงเมษายน
๒๐๑๗ ไดมีกลุมผูกอการรายเขาปลนเรือนจําทําใหมีนักโทษหลบหนีเปนจํานวนกวา ๑๐๐ คน
และจากนั้นเพียง ๑ เดือน (๒๓ พฤษภาคม ๒๐๑๗) กลุมผูฝกใฝ IS หัวรุนแรงโดยมีแกนนําคือ
นายอสิ นลิ อน ฮาปล อน และพนี่ อ งครอบครวั มาอเุ ต อบั ดลุ ลาห (Maute, Abdullah) และโอมารค ยาม
โรแมโต (Omarkhayam Romato) ไดประกาศวา “ธงดาํ ของ IS ไดถ กู ปก ลงบนอาเซยี นแลว ” โดยส่งิ ท่ี
นา กลวั อยา งยงิ่ นนั้ คอื การทกี่ ลมุ กอ การรา ยสามารถยดึ เขตเมอื ง (Soft Target) อยา งทไ่ี มเ คยเกดิ ขนึ้

๗๑

มากอนในอาเซียน การเขามายึดหัวหาดของอาเซียนท่ีฟลิปปนสของ IS แสดงใหเห็นถึงอะไร IS
จะสามารถขยายพน้ื ทไี่ ปไดอ กี หรอื ไม ทาํ ไม IS ถงึ ยดึ มาราวไี ด ทง้ั ๓ คาํ ถามนม้ี กั จะถกู นาํ มาวเิ คราะห
อยา งกวา งขวางหลงั จากเหตกุ ารณเ กดิ ขนึ้ ซงึ่ หากจะหาคาํ ตอบสามารถทาํ ไดโ ดยใชห ลกั การการวเิ คราะห
ตามแบบหลักการของความสมั พันธระหวางประเทศ (IR) ในลักษณะ Comparative Politics โดยจะ
ตองถอดบทเรียน (Model) ใหทราบวาปรากฏการณการยึดพ้ืนที่เมืองมาราวี น้ันเองก็มีพัฒนาการ
เชน ไรเพอ่ื นาํ มาเทียบเคียงกับและวเิ คราะหอ นาคตของ IS ในพืน้ ทอี่ ื่นทวั่ โลกรวมถงึ อาเซยี น แรกเร่มิ
กอนเกดิ เหตุจะมกี ารปรากฏความเคลือ่ นไหวของแกนนาํ หรอื ตวั แทน (Agencies) ของ IS ซ่ึงไดแก
ดร.มาหมดุ อดตี อาจารยมหาวทิ ยาลยั มาลายา สัญชาติมาเลเซีย ทปี่ ระกาศสาบานตน (Bayah) กับ
IS เมื่อ ๒๐๑๔ และหลบหนีเขาไปในบริเวณพ้ืนท่ีอิทธิพลของ อาบู ซายาฟ ที่ฟลิปปนส จากน้ัน
ยงั พบวา ดร.มาหม ดุ ไดอ อกมาเคลอ่ื นไหวในหลายประเทศในอาเซยี น ในเวลาตอ มาเมอ่ื ป ๒๐๑๖ ผนู าํ
ทางศาสนาและแกนนาํ นกั รบจฮิ ดั ชอ่ื นายอสิ นลิ อน ฮาปล อน ไดร บั การแตง ตงั้ เปน อหิ มา มแหง อาเซยี น
(Emir of ASEAN) (Weiss ๒๐๑๗) ลาํ ดับตอ มา คอื การเลือกพืน้ ทีล่ อ แหลมหรอื มคี วามขดั แยง มา
เปนเวลานาน (Grey Conflict Territory) พ้ืนท่ีเมืองมาราวีน้ันตั้งอยูหางไกลจากการดูแลของ
ฝา ยปกครองและมปี ญ หาทางเศรษฐกจิ และสงั คมซง่ึ ทาํ ใหพ น้ื ทมี่ ปี รากฏความเคลอ่ื นไหวของกลมุ แบง
แยกดินแดนมาเปน เวลานานโดยเฉพาะกลุม แบง แยกดินแดน อาบู ซายาฟ เพราะทางกลมุ นไ้ี ดท ําการ
หยิบยื่นความชวยเหลือใหแกชุมชนมาอยางตอเน่ือง แตเหตุการณที่เปน Turning point คือ กอน
เกิดเหตุยึดเมืองมาราวี ไดม ีกลุมแกนนาํ หลกั ของการแบง แยกดนิ แดนคือ Moro Islamic Liberation
Front (MILF) เปดการเจรจาสันติภาพกับทางการและมีการรวมรางกฎหมายเฉพาะเร่ืองเขตการ
ปกครองตนเองซึ่งทาํ ใหม กี ลมุ หวั รนุ แรง เชน นายฮาปล อน ไมพ อใจเพราะจะใหเ กดิ การสูญเสียพน้ื ที่
และขอแยกตัวจากกระแสหลกั และไดไ ปหาแนวรว มอ่ืนเพ่อื กลับมาขยายอํานาจใหม

ในขน้ั ที่ ๓ กลมุ จะเรม่ิ Instill เพอ่ื รวบรวมหาแนวรว มทมี่ กี าร Sharing Radical Ideology
หรือภายใตอุดมการณแบบเดียวกันภายใตการประกาศ Caliphate ซึ่งทําใหกลุมท่ีมีการ Bayah
สวามภิ กั ด์กิ บั IS ซงึ่ ไดแ ก กลุมอาบู ซายาฟ (บางสว น), Jemahh Islamiah (JI) (นาย Hambali
แกนนําถูกจบั กมุ ท่ปี ระเทศไทย), MILF (บางสว น), Sleeper cells, Lone Wolf ในข้นั ตอนสุดทาย
เมอื่ Ideology ไดถ กู สง ผา น, Foreign fighters และกลมุ ปฏบิ ตั กิ าร IS ในพนื้ ทสี่ ามารถทาํ การควบรวม
สําเร็จจึงไดย กระดับความรนุ แรงไปสูการยดึ เมอื งมาราวี

สรุปเหตกุ ารณ เกดิ ขน้ึ นีม้ เี หตุผลหลกั (motivation) อยู ๒ ประการมาจาก สว นแรก คอื
การขาดความชว ยเหลอื ทางดา นสงั คมและเศรษฐกจิ ของรฐั บาลทาํ ใหป ระชาชนรสู กึ ถงึ ความเหลอื่ มลาํ้
อีกทั้งกลุมหัวรุนแรงตางมีอิทธิพลมาเปนเวลานานทําใหประชาชนในพื้นที่ตองหาทางออกเพื่อความ
อยูรอดโดยจําเปน ตอ งเขา รว ม สว นสุดทาย คือ การปลอยใหมีความเคลอื่ นไหวโดยเสรขี องหนวยงาน
ตาง ๆ ที่สังกัดกับ IS บริเวณพ้ืนท่ีเส่ียงตอความมั่นคงจนในท่ีสุดบุคคลเหลาน้ีสามารถมาเผยแพร
ความเช่อื ท่ผี ดิ เชน การอางหลักทางศาสนา เชน ความขดั แยง ระหวางนิกายซุนหน่ี และ ชีอะห หรือ
การชาํ ระลา งโลกดว ยการใชกฎหมายชารีอะหและ Caliphate

๗๒

ÊÔ§¤â»Ã
จากการศกึ ษาในชว งกอ นยคุ ศตวรรษท่ี ๒๑ พบวา ผกู อ การรา ยมงุ โจมตตี อ พนื้ ทที่ ขี่ าดการ
ดูแลจากรัฐอยางใกลชิด (Grey Conflict Territory) แตในหวงตั้งแตเหตุการณ ๙/๑๑ จะพบวา
การกอ เหตจุ ะเกดิ ขึ้นในเขตเมืองและ Soft Target แมวา Singapore จะจัดอยใู นกลมุ ประเทศพฒั นา
แลว (Developed Nation) รายไดสูงและมีการศึกษาอันดับตนๆ ของโลก แตสิ่งเหลานี้ไมไดเปน
เครอ่ื งปอ งกนั จากการกอ การรา ยในยคุ ศตวรรษที่ ๒๑ อกี ตอ ไป เพราะรฐั ทมี่ คี วามเจรญิ ทางดา นสงั คม
และเศรษฐกิจท่ีพัฒนามาแลวบนเกาะไดดึงดูดกลุมผูกอการรายใหเขากอเหตุความรุนแรงมาตอเนื่อง
ยาวนานเร่มิ ต้ังแต ๓๑ ม.ค. ๑๙๗๔ เม่ือกลุมผกู อการราย Popular Front for the Liberation of
Palestine และ Japanese Red Army เขาจเี้ รือเฟอรร ี่ “ลาจู” และใน มี.ค. ๑๙๙๑ เมอ่ื ผกู อ การรา ย
ชาวปากีสถานทําการจ้ีสายการบินสิงคโปร แอรไลน ตอมาก็ไดมีผูกอการรายชาวสิงคโปรถูกจับกุม
ในขอหาวางแผนใชเคร่ืองบินพุงเขาชนสนามบินชางยี เหตุผลท่ีกลุมกอการรายพุงเปาสิงคโปรเปน
เปา หมายในการกอเหตนุ ้ันมเี หตผุ ลหลายประการดว ยกัน เชน
๑. มีชาวมาเลเซียบางสวนมองวาสิงคโปรน้ันเปนรัฐที่เกิดขึ้นมาอยางผิดกฎหมาย
และไมยุติธรรม (คลายกับกรณี อิสราเอล-ปาเลสไตน) โดยการจัดตั้งรัฐของชาวจีนมาเลย (Kafik)
อาศยั หลักการ Colonization
๒. ชาวสงิ คโปรเ ปน Infidels ชาวจนี ทเ่ี กลยี ดชาวมสุ ลมิ มาเลยและมีหลายครัง้ ทร่ี ฐั บาล
สงิ คโปรใชกฎหมายขม เหงชาวมุสลมิ
๓. เหตุผลสุดทายสิงคโปรเปนตัวแทนของโลกตะวันตกในภูมิภาคเอเชียตะวันออก
เฉียงใต โดยเฉพาะการที่สิงคโปรไปฝกใฝกับสหรัฐในการเขารวมสงครามตอตานการกอการราย
ในยคุ ของ ปธน.บุช และไดประกาศแถลงการณท ี่จะกดดัน IS ในชว งปจ จุบนั
หากมองจากภายนอกจะพบวาสิงคโปรเปนประเทศท่ีดูสงบและปลอดภัยแตแทจริงแลว
Singapore กลับเปนประเทศท่ีเส่ียงจากภัยคุกคามของศตวรรษท่ี ๒๑ สงู มาก ทง้ั นเี้ พราะการเขาเปน
พนั ธมติ รกับสหรฐั เมือ่ ปธน.จอรจ ดับเบลิ้ ยู บชุ ประกาศสงครามตอ ตานการกอการรา ย (War On
Terrorism) ในป ๒๐๐๑ ซง่ึ มผี ลตอเนือ่ งมาถงึ ปจจบุ นั ซึง่ โดยทางการสิงคโปรเ องก็ประกาศเขา รว ม
กับสงครามตอตานการกอการรายของสหรัฐดวย ซ่ึงหากวเิ คราะหอ ยา งละเอยี ดพบวานจี่ ะเปน เหตุผล
ทําให IS มองวาสิงคโปรทเี่ ปน พนั ธมิตรกับสหรฐั เสมอื นฝรง่ั เศส เบลเยยี ม อังกฤษกลายเปนศตั รไู ป
โดยปริยาย เพราะวาไปเขาขายศัตรูแบบ “Far Enemy” ก็เทากับสิงคโปรประกาศเปนศัตรูกับ IS
จงึ ทาํ ใหตกเปนเปาของการกอการรายอยางหลีกเล่ยี งไมได
การวเิ คราะหค วามเสย่ี งนน้ั พบวา ถงึ แมจ ะเปน รฐั ขนาดเลก็ (City-State) แตก ม็ พี ฒั นาการ
สงู ระดบั โลกทาํ ใหป ระชาชนสว นใหญต อ งทาํ งานดว ยการแขง ขนั ทางความรแู ละเทคโนโลยี จงึ กอ ใหเ กดิ
ปญหาการขาดแคลนแรงงานจําพวก Blue Collar สงผลทําใหตองพ่ึงพาการนําเขาแรงงานตางชาติ
ซ่ึงสวนมากจะรวมตัวกันอาศัยในเขตลิตเติ้ล อินเดีย (Little India) และตามท่ีพักอาศัยคนงานท่ี

๗๓

ผปู ระกอบการจัดไวให เหตุการณล า สุดทน่ี า สนใจเพราะมผี ลตอความมั่นคงในระดับภูมิภาคคือ การที่
สงิ คโปรป ระกาศบงั คบั ใชก ฎหมายเฉพาะทเี่ รยี กวา “Internal Security Act” ซง่ึ ในชว ง ๑๖ พฤศจกิ ายน -
๑ ธันวาคม ๒๐๑๖ สามารถสงผลใหมีอํานาจเขาจับกุมผูตองสงสัยชาวบังกลาเทศและชาวโรฮีนจา
จาํ นวน ๒๗ คน (CNA, ๒๐๑๖) โดยสว นใหญท าํ งานตามเขตกอ สรางในสงิ คโปร มามากกวา ๒ ป
ซ่ึงไดเขารวมในการปฏิบัติการตาง ๆ ของอัล-เคดา มาหลายครั้งท่ัวโลกโดยทางการสิงคโปรไดพบ
หลกั ฐานตาง ๆ ทนี่ าจะเชอ่ื ไดว า เตรยี มไวก อเหตุในประเทศอ่นื ๆ ในภูมภิ าคนอกดินแดนสงิ คโปร

สรุปไดวา สิงคโปรน้ันเปน พนั ธมิตรท่ีเหนยี วแนนกบั “Far Enemy” อกี ท้ังยังมีนโยบาย
แข็งกราวตอการปราบปรามผูกอการรายจึงนาจะเปน “Iconic target” ที่ดีสําหรับผูกอการรายที่จะ
มาขยายอิทธิพลในอาเซียน เพราะสิงคโปรเปรียบเสมือนตัวแทนของชาติตะวันตกที่มีความทันสมัย
มีสถาบันการเงินและการศึกษาระดับโลก มีบริษัทรวมทุนขนาดใหญของโลกมาสรางฐานการลงทุน
ในภูมิภาค หากสิงคโปรถูกโจมตีจะเปนชัยชนะทางสงครามจิตวิทยา (Psychological warfare)
ทีจ่ ะเปน Shock Wave ซึ่งจะสง ผลไปทว่ั โลก

ประเทศไทยกบั ปญ หาการกอการรายในศตวรรษที่ ๒๑ จาก IS และกลมุ มุสลิมหัวรนุ แรง
อะไรคือความเส่ยี งของไทยจากการปฏบิ ัตกิ ารของผกู อการราย
แมวาประเทศไทยจะไมมีสว นรวมกบั ประกาศ “War On terrorism” หรือเขารว มปฏิบตั ิ
การปราบปรามผกู อ การรา ยอยา งเปด เผยจงึ ไมต กเปน “Near Enemy” หรอื “Far Enemy”แตก ไ็ มไ ดร บั
ประกนั วา ไทยจะไมถ กู โจมตี หรอื จะไมม ผี กู อ การเขา มาในไทย เพราะในอดตี ทผี่ า นมาแมว า ประเทศไทย
หรอื คนไทยไมใ ชเ ปา หมายโดยตรง (Direct Target) ของกลมุ หวั รนุ แรงตา ง ๆ อยา งไรกต็ าม ชาตติ ะวนั ตก
และกลุมธุรกิจท่ีขัดแยงกับกลุมผูกอการรายนั้นไดเขามาพํานักหรือเขามาขยายธุรกิจมีเปนจํานวน
มากและบอ ยครงั้ ท่ีถูกโจมตเี น่ืองจากเปน Soft Target ของกลมุ กอ การราย อยา งเชน ความพยายาม
ในการโจมตีสถานทูตอิสราเอลประจําประเทศไทยโดยกลุมฮิซบอลเลาะห ดวยรถบรรทุกระเบิดที่ถูก
ขโมยมาในป ๑๙๙๔ ซง่ึ ลม เหลวแตก น็ บั เปน ความพยายามการกอ การรา ย ตวั อยา งตอ มาคอื การจบั กมุ
นายริดวน อิซะมุดดีน (Riduan Issamuddin) หรือ ฮัมบาลี (Hambali) ที่ จ.พระนครศรีอยุธยา
ในเดือนสงิ หาคม ๒๐๐๓ โดยนายฮัมบาลเี ปนผตู อ งหาตามหมายจบั จากการวางระเบดิ ท่ีเกาะบาหลี
รฐั บาลของหลายประเทศคาดการณว า นายฮมั บาลี มแี ผนจะกอ เหตรุ นุ แรงในการประชมุ สดุ ยอดผนู าํ เอเปค
ในชวงเดอื นตลุ าคม ป ๒๐๐๓ อกี เหตุการณท ี่นา จับตามอง คอื กรณรี ะเบดิ ที่ศาลพระพรหมเอราวณั
ทแ่ี ยกราชประสงคใ นเดอื นสงิ หาคม ๒๐๑๕ ทที่ าํ ใหม ผี เู สยี ชวี ติ ๒๒ คน บาดเจบ็ อกี ๑๒ คน แมท างการ
ไทยจะไมเปดเผยอยางเปนทางการวาใครหรือกลุมใดเปนผูกอเหตุ แตเหตุการณนี้ถือไดวาเปนการ
กอการรายในเมือง (Soft Target) หากมองภาพรวมก็จะพบวาไทยนน้ั กไ็ มไดปราศจากหรือปลอดภยั
จากการกอ การรายอยางสิน้ เชิง เพียงแตก ารกระทาํ ตา ง ๆ นนั้ พงุ เปา มาทคี่ นตางชาตทิ ี่มาพาํ นักหรอื
ทอ งเทีย่ วในไทย

๗๔

ประเทศไทยกบั ปญ หาการกอ การรายจากกลมุ IS
อะไรจะเปนสาเหตุให IS สามารถเขามาเผยแพรอิทธิพล หรือกลุมผูกอเหตุรุนแรงใน
จชต. นน้ั ถือวา เปน Grey-Conflict Zones เพราะมกี ารกอ ความไมสงบอยางตอ เนื่อง แตการที่ IS
จะเขามาปฏิบัติไดยากน้ันมีสาเหตุมาจากการที่ทางการไทยใหความใสใจและเขาถึงชุมชนชาวมุสลิม
ซงึ่ นบั วา ประสบความสาํ เรจ็ ในระดบั ทน่ี า พอใจ แตน นั่ กไ็ มไ ดท าํ ให IS จะลดความพยายามในการเขา มา
ในพน้ื ที่ เพราะเทคโนโลยีสารสนเทศจะทาํ ใหการตดิ ตามเฝา ระวังยากข้นึ นอกจากน้กี ารท่ีกลมุ ผกร.
มกี ารตดิ ตอ กบั กลมุ เจมาห อสิ ลามยี าห โดยทก่ี ลมุ ดงั กลา วไดส ง นกั รบตา งชาตชิ าวอนิ โดนเี ซยี กวา ๓๐๐ คน
และมาเลเซีย กวา ๖๐ คน ไปทําการรบในซีเรียและอิรัก หากการตอสูในพื้นท่ีดังกลาวสิ้นสุดลง
คนกลุมน้ีจะกลับสูภูมิลําเนาและอาจทําการปลุกเราบรรดา Lone Wolf หรือ Sleeper Cells
ซ่ึงเรียกไดวาปญหาท่ีเราจะพบคือ Outside-In หรือการที่มีบุคคลเขามาจากภายนอกแลวจะสราง
ปญหาภายใน อีกกลุมที่ควรจับตามองคือนักศึกษาไทยท่ีไปศึกษาใน Egypt, Libya, Pakistan
ถึงแมไมมีการพบวานักศึกษาเหลาน้ีฝกใฝความรุนแรง แตมักพบวามีการรวมกระจายขอมูลที่เรียกวา
Keyboard Warriors มีการแปลภาษาขอมูลของ IS เปนภาษาไทยซ่ึงสามารถใชเปนแหลงขอมูล
ในการรว มกบั IS ในอนาคต
วิเคราะหสรุปปญ หาประเทศไทยและอาเซียน มโี อกาสถกู คกุ คามโดย IS หรอื ไม
เหตุการณเขายึดพื้นท่ีในอิรัก ซีเรีย และลาสุดในฟลิปปนสน้ัน ลวนแตมีความหมาย
ท่สี ําคัญตอไทยและอาเซยี น แตมเี หตผุ ลของความสําเรจ็ ในการยดึ ครองพ้ืนที่ทีต่ า งกนั ออกไป โดยจะ
เหน็ ไดจากการท่ี IS เขามามบี ทบาทในการควบรวมกลุม หวั รนุ แรงในตะวนั ออกกลางมาเปนเวลานาน
โดยการใช Hard Power สรา งความหวาดกลัวจนทําใหม อี ิทธพิ ลอยา งกวางขวาง สวนในการควบคุม
และหาความชอบธรรมจากประชาชน IS ใชเ หตผุ ลทางดา นอดุ มการณว า บรเิ วณพน้ื ทปี่ ฏบิ ตั กิ ารของ IS
นน้ั ถอื ไดวา เปน “ดินแดนศกั ดิส์ ทิ ธ์ิของชาวมสุ ลมิ ” และการรกุ รานของชาติตะวันตกน้นั ยังเปน เหมือน
การละเมดิ ความเปน ชมุ ชนของชาวมสุ ลมิ ทงั้ มวล รวมถงึ การทส่ี หรฐั และชาตพิ นั ธมติ รใหก ารสนบั สนนุ
มุสลิมนิกายชีอะหในอิรักแทนที่กลุมพรรคบาธ ซ่ึงเปนซุนหน่ี ชนช้ันปกครองมาเปนเวลานานและ
มีความรูความสามารถ มีฐานอํานาจมายาวนานทําใหชาวซุนหน่ี เชน อดีตสมาชิกพรรคบาธโกรธ
แคนเน่ืองจากถูกชาติตะวันตกปลดจากอํานาจจึงมองหาวิธีในการตอบโต ตอมาในการบริหารเงินทุน
พบวา ในพนื้ ทปี่ ฏบิ ตั กิ ารนนั้ เปน พน้ื ทอี่ ดุ มสมบรู ณไ ปดว ยแหลง นา้ํ มนั ซง่ึ ทาํ ใหก ลมุ IS มรี ายไดม ากกวา
๓,๐๐๐,๐๐๐ เหรยี ญสหรฐั ตอ วนั ทาํ ใหม เี งนิ มาใชใ นการสนบั สนนุ การดาํ เนนิ การรบแบบยาวนานหรอื
สนบั สนนุ กลมุ ตา งๆ ทวั่ โลก ในกรณขี องมนิ ดาเนา มเี หตผุ ลทแี่ ตกตา งเพราะเดมิ เปน พนื้ ทที่ ถี่ กู ควบคมุ
ดว ยอทิ ธพิ ลของกลมุ แบง แยกดนิ แดนจาํ นวนหลายกลมุ มาอยา งยาวนาน แตเ นอื่ งจากรฐั บาลดเู ตอรเ ต
ของฟลิปปนสเริ่มเขามาเจรจาหาทางออกรวมจึงสงผลใหมีกลุมอิทธิพลบออกมาหยุดความรวมมือ
โดยแกนนาํ ทเี่ ปน หนว ยงานสงั กดั IS ไดใ ชก ารรวบรวมกลมุ หวั รนุ แรง Sharing Ideology เปน ตวั ประสาน

๗๕

ในการควบคมุ ประชาชนชาวมุสลิมกวา ๒๐๐,๐๐๐ คนนน้ั ดวยพ้ืนทด่ี งั กลาวอยหู างไกลและทรุ กันดาร
ทาํ ใหค วามชว ยเหลอื ของรฐั บาลเขา ไมถ งึ จงึ งา ยตอ การถกู กลมุ หวั รนุ แรงโดยเฉพาะอยา งยง่ิ อาบู ซายาฟ
เขา ไปปฏิบัติการตาง ๆ ไดจ นเกอื บจะเสรี ซึง่ หากมองในดานของการเงินนั้น อาบู ซายาฟกม็ ีความ
ชํานาญในการจับคนเพ่ือเรียกคาไถและนําเงินมาชวยเหลือประชาชน (Soft Power) จึงพอจะสรุป
ไดวาพื้นท่ีควบคุมของ IS ลวนแตเปนพื้นที่ท่ีมีปญหาภายในสะสมมาเปนเวลานานโดยประชาชน
จํานวนมากไดมีการรวมมือกับกลุมทั้งจากอิทธิพลของ Hard Power และ Soft Power รวมกัน
จน IS สามารถสถาปนาตนเองเปน Vilayat of Asia (Islamic Faction in Asia)

การกอ เหตยุ ดึ พนื้ ทแี่ บบทเี่ กดิ ขนึ้ ในมาราวจี ะเกดิ ขน้ึ ในไทยนนั้ มคี วามเปน ไปไดน อ ยเพราะ
การท่ีจะยึดพื้นท่ีลักษณะดังกลาวไดจําเปนจะตองใชเงินทุนและความรวมมือจากประชาชนผูฝกใฝใน
พนื้ ท่ี (local resistance) เปนจํานวนมาก และจะตองเปนเขตอิทธพิ ลของผกู อการรา ยเปน เวลานาน
มีความเหลื่อมลาํ้ ทางเศรษฐกิจ สังคมสงู จะเหน็ ไดชัดไดจากการขาดการดแู ลเอาใจใสจ ากฝา ยรัฐบาล
แตใ นกรณขี องประเทศไทยนน้ั จะเหน็ ไดว า รฐั บาลไดม กี ารทมุ เททรพั ยากรจาํ นวนมากเพอ่ื พฒั นาพนื้ ท่ี
รวมทั้งใหความสําคัญตอชาวไทยมุสลิมทุกกลุมในทุกพ้ืนท่ีอันกอใหเกิดการยอมรับในรัฐบาลโดยกลุม
ประชาชนในพ้ืนที่โดยใหความรวมมือในการพัฒนาทองถ่ินอยางตอเนื่อง ตอมาพบวาการตอสูใน
Grey-conflict zone ใน จชต. น้ันไมไดเรมิ่ มาจากปญหาความไมเทาเทยี มในสังคมหรือการใชความ
รุนแรงของรัฐ เวนแตเปนเพียงการเคล่ือนไหวทางการเมืองของกลุมบุคคลท่ีตองการแบงแยกดินแดน
ดังนนั้ พอจะสรุปไดสามประการ

๑. การที่ IS จะเขามาต้ังฐานในไทยไมสามารถทําไดโดยงายเพราะประชาชนในพ้ืนท่ี
ไมน า จะใหค วามรว มมือ อนั จะทําให IS ขาดแนวรวมที่เปน คนในทอ งถิ่น

๒. กรณอี ริ กั และซเี รยี มผี ลมาจากการทเี่ กดิ ภาวะรฐั ลม เหลว (Failed State) ซง่ึ ทาํ ให IS
มีโอกาสสถาปนาเขตอาํ นาจของตนขนึ้ มาได แตรฐั บาลไทย อินโดนีเซีย และมาเลเซยี ตา งเปน รัฐบาล
ทม่ี ่นั คงและเขม แขง็

๓. หาก IS พยายามท่ีจะใช Hard Power ผานการใชกาํ ลังกจ็ ะทําใหประชาชนในพน้ื ที่
ทไี่ มไดม องวา รฐั บาลเปน ศตั รทู ําการตอ ตานกบั ฝาย IS และใหความรว มมอื กับฝา ยรัฐบาล

ทั้งหมดนี้สามารถสรุปไดวาปฏิบัติการท่ีดูมีความเปนไปไดมากท่ีสุดของ IS ในอาเซียน
ที่เปนกลุมเสี่ยงคือการใชกลยุทธดาวกระจาย (Vilayat) เปนการใชความรุนแรงแบบหลายพื้นท่ี
โดยอาจใช Lone Wolf และ Sleeper Cells ใหอ อกมาโจมตเี ปา หมายทเี่ ปน สญั ลกั ษณ (Iconic Target)
และเปา หมายประเภท Soft Target เพื่อแสดงความสามารถวาตนสรา งความรุนแรงไดโดยฝา ยรฐั จะ
ตอ งเพม่ิ ความระมดั ระวงั พน้ื ทคี่ วามเสย่ี งสงู โดยเฉพาะสถานทตู หรอื แมก ระทง่ั แหลง ผลประโยชนข อง
ศัตรูทางตรง แมว า ไทยไมไ ดเ ปน ผูขัดแยงทางตรงหรือเขารวมแผนยุทธศาสตร War on terrorism แต
วา สงครามสมยั ใหมน น้ั กลมุ กอ การรา ยไมจ าํ เปน ตอ งมงุ โจมตเี จา ของประเทศโดยตรง แตก ไ็ มต า งอะไร
กับการกอการรายโดยตรงกับประชาชนชาวไทยอยูดีเพราะการกอเหตุที่เกิดข้ึนในดินแดนของไทย
เทา กับวา ประเทศไทยถกู รุกรานจากภัยคกุ คามของศตวรรษท่ี ๒๑ แลว น่ันเอง

๗๖

๒. ปญหาที่ชนกลมุ นอยของประชาคมอาเซยี น(ASEAN) กาํ ลงั ประสบในปจจบุ ัน
ความเปนชาติพันธุเปนอีกประเด็นหนึ่งที่ไดรับความสนใจจากเวทีการเมืองระดับ

นานาชาติ ความเปนชาติพันธุถูกนําไปโยงกับสิทธิมนุษยชน และการใชความรุนแรงทางการเมืองใน
หลายซอกมุมของโลก เมื่อเกิดปญหาน้ีขึ้นกับประเทศใด ขอหาละเมิดสิทธิมนุษยชน และเกียรติภูมิ
ของประเทศชาติ มกั ไดร ับการต้ังคาํ ถามจากประชาคมโลกอยเู นืองๆ

ประชาคมอาเซยี นเปน ประชาคมทป่ี ระกอบไปดว ยประเทศสมาชกิ ทม่ี คี วามแตกตา ง
ดา นชาตพิ นั ธหุ ลากหลาย จากการขอ มลู ของประชาคมอาเซยี นนนั้ ประชาคมอาเซยี นมถี งึ ๕๔ ชาตพิ นั ธุ
ที่ไดรับการรับรองอยางเปนทางการ และท่ีผานมาประชาคมอาเซียนมีความพยายามท่ีจะจัดการกับ
ปญ หาความแตกตา งทางชาตพิ นั ธหุ ลายครง้ั แตผ ลกไ็ มไ ดเ ปน ทนี่ า พงึ่ พอใจมากนกั เพราะไมไ ดร บั ความ
รว มมอื จากสมาชกิ เทา ทคี่ วร เนอื่ งจากประเทศสมาชกิ เหลา นม้ี องปญ หาชาตพิ นั ธเุ ปน ปญ หาทกี่ ระทบ
ความม่ันคงของประเทศตัวเอง เพราะชนกลุมนอยจะนํามาซึ่งปญหายาเสพติด ปญหาอาชญากรรม
ปญ หาการบกุ รุกพนื้ ที่ปาไม ทท่ี าํ กิน ปญ หาความขัดแยง ระหวา งชาติพันธุก ันเอง ดังนนั้ ถึงแมจ ะมกี าร
หยบิ ยกประเด็นชนกลุมนอยข้ึนมาบอยคร้ังในเวทีการประชุมอาเซียนทีผ่ านๆ มา ก็ทําไดเพียงแคก าร
พดู คยุ ถึงมาตรการในการจัดการ แตไมส ามารถท่จี ะมกี ารบงั คบั ใชม าตรการดานสทิ ธิมนษุ ยชนและคน
กลุมนอยไดอยางจริงจังเพราะไมไดรับความรวมมืออยางเต็มที่จากประเทศสมาชิกเน่ืองจากประเทศ
สมาชิกก็ไมไดมองชนกลุมนอยเหลาน้ีเปนชนชาติของประเทศตัวเอง ซ่ึงตรงกันขามกับคําขวัญของ
ประชาคมอาเซยี น One Vision, One Identiy, One Community

ปญ หาทกี่ ลมุ ชาตพิ นั ธกุ าํ ลงั เผชญิ อนั หนกั หนว งในปจ จบุ นั ทกี่ ลายมาเปน ปญ หาการละเมดิ
สทิ ธมิ นษุ ยชนนัน้ คือ

๑. ปญหาการคามนุษย ที่เปนปญหาใหญที่ทั้งโลกกําลังประสบอยู ที่ลามเปนปญหา
อืน่ ๆ ตอเนอ่ื งกันไป เพราะชนกลมุ นอ ยเหลาน้จี ะถกู สงตอโดยวธิ ีตางๆ ที่ไมช อบธรรม เชน วธิ ีการ
ขูเขญ็ หรอื ดว ยการใชก าํ ลัง หรือดวยการบีบบงั คบั ในรูปแบบอ่นื ใด ดว ยการลกั พาตัว ดว ยการฉอ โกง
ดว ยการหลอกลวง ดว ยการใชอาํ นาจโดยมชิ อบเพือ่ ความมงุ ประสงคใ นการแสวงประโยชนใ นรปู แบบ
ตา งๆ

๒. ปญ หาการกดข่ี ถกู เอารดั เอาเปรยี บอยา งไมเ ปน ธรรมโดยนายจา ง เพราะชนกลมุ นอ ย
เหลา นไี้ มไ ดร บั ความใสใ จเหมอื นกบั ชนกลมุ ใหญใ นประเทศ เมอื่ เกดิ ปญ หากไ็ มไ ดร บั ความยตุ ธิ รรมจาก
หนวยงานทเี่ ก่ยี วของ

๓. ปญ หาการถกู ทาํ รา ยรา งกายและทารณุ กรรมทางเพศ โดยเฉพาะเดก็ และสตรี เนอื่ งจาก
ทัศนคติของสังคมที่มีตอชนกลุมนอยในเร่ืองความเทาเทียมกัน หรือคุณคาในความเปนมนุษยของ
ชนกลุม นอยเหลานี้

๗๗

๔. ปญ หาการใชแ รงงานทไ่ี มย ตุ ธิ รรม การใชแ รงงานเกนิ เวลา และไมต รงตามหลกั มนษุ ยชน
ขององคกรระหวางประเทศ ทําใหช นกลุมนอ ยประสบปญ หาท่ีกระทบตอ สขุ ภาพกายและสุขภาพจิต

๕. ปญ หาภาวะสขุ ภาพ โดยเฉพาะเดก็ แรกเกดิ หญงิ มคี รรภ และผสู งู อายุ ทไี่ มไ ดร บั การ
ดแู ลแบบถกู ตอ ง เนอ่ื งจากไมไ ดร บั สวสั ดกิ ารเหมอื นชนกลมุ ใหญใ นประเทศนน้ั ๆ บคุ คลกลมุ นเี้ ปน กลมุ
ทมี่ ปี ญหามากที่สุดในปจจุบันนี้

๖. การถูกลิดรอนสิทธ์ิตาง ๆ ที่ควรจะไดรับในฐานะประชาชนในประเทศ เนื่องจาก
ชนกลมุ นอ ยเหลา นถ้ี กู มองเปน คนทไี่ มถ กู กฎหมาย ดงั นน้ั สวสั ดกิ าร การรกั ษาพยาบาล การศกึ ษา และ
อนื่ ๆ จะเปนส่งิ ทช่ี นกลมุ นอยไมสามารถเขาถึงได สง ผลตอ คณุ ภาพชีวิตของพวกเขาอยา งตอเน่อื ง

สรปุ แนวโนม ในอนาคตอนั ใกลน ี้ กย็ งั คงมกี ารยกประเดน็ ปญ หาชนกลมุ นอ ยในกลมุ ประเทศ
สมาชิกอาเซียนเหมอื นทกุ ครั้ง แตผลลพั ธทีจ่ ะนาํ สกู ารดําเนินการอยา งจริงจังนัน้ คงจะมอี ปุ สรรคอยูด ี
นอกจากจะใชงบประมาณที่สูงแลวยังตองแกตัวบทกฎหมายตางๆ และไปเก่ียวพันกับเร่ืองอธิปไตย
ของแตละประเทศ เพราะหลายประเทศยงั มคี วามเขา ใจและนิยามชนกลมุ นอยแตกตา งกันไป และไม
พรอ มทจี่ ะแกไ ขอยา งจรงิ จงั ทาํ ใหป ญ หานคี้ งเปน ปญ หาคาราคาซงั ทร่ี อความพรอ ม และความรว มมอื
จากทุกประเทศในการหาทางออกในเรอ่ื งนี้

ªÒμ¾Ô ¹Ñ ¸¡Ø ºÑ ¡ÒÃàÁ×ͧàÃ×Íè §ª¹¡ÅØ‹Á¹ÍŒ Âã¹Ê§Ñ ¤Áä·Â

นักมานุษยวิทยาในเอเชียอาคเนย แบงกลุมชาติพันธุเปนสามกลุม ไดแก กลุมเรรอน
กลุมตั้งถิ่นฐานก่ึงถาวร (ไดแก ชาวเขาตางๆ) และกลุมรัฐประเทศ ท้ังนี้มิติหนึ่งในการพิจารณาก็คือ
ลักษณะทางเศรษฐกิจ การเพาะปลูกตามลักษณะของการต้ังถิ่นฐาน กลุมเรรอนจะลาสัตวหาของปา

กลุมชาวเขาจะเลี้ยงสัตว คาขาย และทําไรเล่ือนลอย ยกเวนพวกฉานและคะฉ่ิน
ซ่ึงมีลักษณะท่ีกาวหนากวา โดยพิจารณาจาก รูปแบบการเกษตร ความซับซอนทางการปกครอง
และการรบั พุทธศาสนา

ในทฤษฎีการแพรกระจายทางวัฒนธรรมน้ี เห็นวาคนจีนและอินเดียเปนผูอพยพเขามา
ทีหลังการแพรกระจายตัวของวัฒนธรรมหลัก (ในท่ีน้ีหมายถึงไทยกับพมา) โดยคนเหลาน้ีเขามา
ประกอบอาชีพบางประการในสังคม อาทิ คนจีนมาคาขาย ตอมาพัฒนามาเปนนายอากรบอนเบี้ย
คนอินเดียมาคา ขาย และมาเปน พราหมณ ในประเดน็ เรอ่ื งสังคมไทยน้นั นักมานุษยวิทยากระแสหลัก
ใหค วามเหน็ ถึงประเดน็ ความสอดคลอ งกันของมติ ทิ างชาติพันธุในสามมิติไดแ ก

๑. กลุมชาติพันธุ (ethnic group) คือ กลุมคนท่ีมีวัฒนธรรมเดียวกัน รวมถึงการสืบ
เชือ้ สายเดียวกนั

๒. กลุมเชื้อชาติ (racial group) คือ กลุมคนที่มีลักษณะทางกายภาพคลายกัน อาทิ
นีกรอยด มองโกลอยด คอเคซอยด

๓. กลมุ สญั ชาติ (national group) คอื กลุมคนท่ีเปนสมาชกิ ของประเทศนน้ั ๆ

๗๘

นกั มานษุ ยวทิ ยากระแสหลกั ไดใ หท ศั นะวา ตวั แปรทางศาสนามกั เปน ตวั แปรทส่ี าํ คญั ทกี่ อ
ใหเ กิดความขัดแยงทางชาตพิ ันธุ แนวคดิ ในเร่ืองการเขากันไดระหวา งชนกลุมนอยกบั ชนกลมุ ใหญนนั้
อาจรวมเรยี กวา การผสมกลมกลนื ทางวฒั นธรรม (assimilation) การปรบั รบั วฒั นธรรม (acculturation)
บูรณาการทางวฒั นธรรม (integration) หรือ การรวมกนั เปน พหุสังคม (pluralism) ขณะท่หี ากเกิด
การเขากันไมไ ด ชนกลุมนอยกอ็ าจแยกออกไปเปน กลมุ แบงแยกดนิ แดน (separatist group) หรอื
กลมุ ผกู อ การรา ย (militant group) เพื่อแยกดนิ แดนเพ่ือตั้งประเทศใหม เม่อื พิจารณาในรายละเอยี ด
ของสังคมไทย เราจะพบวาประเด็นเร่ืองของชนกลุมนอยที่ผานมานั้นถูกพิจารณาวาเก่ียวของกับ
“ความม่ันคงของชาต”ิ

เลขาธิการสภาความม่ันคงในป ๒๕๒๙ ใหความเห็นวาสังคมไทยมีความผสมกลมกลืน
เปน อยา งสงู เปน คนไทยดว ยกนั หมด นบั จากชาตพิ นั ธตุ า งๆ ทเี่ คยอพยพเขา มาพง่ึ พระบรมโพธสิ มภาร
ปญ หาชนกลมุ นอ ยเพงิ่ จะมาเปน ปญ หาจรงิ จงั หลงั สงครามโลกครง้ั ทส่ี อง เรมิ่ ตน ดว ยการอพยพเขา มา
ของชาวเวียดนาม หรือญวนอพยพ และปจจัยสําคัญท่ีทําใหปญหาชนกลุมนอยทวีความรุนแรง
มากขนึ้ กค็ อื ความไมส งบทเี่ กดิ ขนึ้ ในประเทศเพอ่ื นบา น ทาํ ใหเ กดิ ชนกลมุ นอ ยทเี่ ปน ผอู พยพลภ้ี ยั ตา งๆ
ขน้ึ หลายกลมุ อาทิ จนี ฮอ ผพู ลัดถนิ่ สัญชาตพิ มา ขณะที่ผูล้ีภัยชาวอินโดจีนจากการเปลี่ยนแปลงไปสู
คอมมิวนิสตในอินโดจีนเมื่อป ๒๕๑๘ และผูล้ีภัยจากกัมพูชาเมื่อป ๒๕๒๒ สภาความมั่นคงถือวา
เปนเพียงผูที่พักพิงอยูในประเทศไทยชั่วคราวเพื่อรอสงตัวกลับภูมิลําเนา หรือสงไปประเทศที่สาม
ไมใชชนกลุมนอย (ซ่ึงทางราชการมีนโยบายปฏิบัติตอกลุมชนเหลานี้ตางไปจากชนกลุมนอย)
และขณะเดียวกันชนกลุมนอยยังหมายถึงชาวเขาทางภาคเหนือ และชาวไทยมุสลิมทางภาคใตดวย
อันเนื่องมาจากมีความเปนมาทางชาติพันธุแตกตางไปจากชาวไทยสวนใหญ ในมุมมองของสภา
ความมั่นคง พบวาชนกลุมนอยในประเทศไทยน้ันแบงออกเปน ๑) ชาวจีน ๒) ญวนอพยพ
๓) ชาวเขา ๔) จีนฮอ ๕) ผพู ลดั ถ่ินสัญชาตพิ มา ๖) ชาวไทยมสุ ลิม

ปญหาท่ีเกิดจากชนกลุมนอย ในมุมมองของเลขาธิการสภาความมั่นคงแหงชาติ
พบวาปญหาชนกลุมนอยน้ันมีผลตอการสรางประชาคมการเมืองท่ีมีความเปนอันหนึ่งอันเดียวกัน
(nation-building) ซึ่งเปนพ้ืนฐานตอ การพฒั นาประเทศไปสคู วามเจรญิ ในดานตา งๆ

ปญหาชนกลมุ นอ ยในแงความม่ันคงของชาตสิ ามารถสรุปไดด ังนี้
๑. การเพมิ่ ประชากรในหมูชนกลุมนอย โดยเฉพาะชาวเขาและไทยมุสลิม เน่อื งมาจาก
คตินิยม ความเช่อื ทางศาสนา ความตองการแรงงานในการผลิต การขยายกาํ ลังรบเพือ่ สงครามกชู าติ
๒. การแทรกซึมบอนทําลายความม่นั คงแหงชาติ โดยเฉพาะชาวญวนอพยพ
๓. การเขา มามีอิทธพิ ลทางดานเศรษฐกจิ การคา คอื ชาวจนี และชาวญวนอพยพ
๔. ความผูกพันกบั ชาตพิ นั ธุเดิม โดยเฉพาะกลุมทเ่ี พงิ่ เขามาต้งั รกราก ท้ังจากชาวญวน
อพยพและไทยมสุ ลมิ

๗๙

๕. การบุกรุกทําลายปาและปลูกฝน โดยเฉพาะกรณีชาวเขา ซ่ึงทําไรเล่ือนลอยทําให
ปาไมและแหลงตนนํ้าลําธารถูกทําลายลงอยางรวดเร็ว นอกจากนี้ยาเสพติดยังบอนทําลายประเทศ
ทัง้ ทางเศรษฐกิจ สังคม และการเมอื งระหวา งประเทศ (เปรยี บเทียบกับประเด็นปจ จุบัน)

๖. ปญหาดานยาเสพติด ไดแก กลุมจีนฮอ และผูพลัดถิ่นสัญชาติพมากลุมตางๆ
เพ่อื แสวงหารายไดเพอ่ื เลยี้ งดูกองกําลังและจดั ซ้อื อาวุธ

๗. ผลกระทบท่ีตามมากับความสัมพันธกับประเทศเพื่อนบาน โดยเฉพาะกรณีจีนฮอ
ซงึ่ อาจสรา งความเคลอื บแคลงแกร ฐั บาลพมา วา รฐั บาลไทยใหก ารสนบั สนนุ ชนกลมุ นอ ย (??? แสดงวา
รฐั บาลไทยปฏเิ สธมาโดยตลอดวา ไมเคยสนบั สนนุ ชนกลุมนอ ย และไมมกี ารพดู ถึงกะเหรย่ี ง)

๘. ความสงบเรยี บรอยทางการปกครอง อาทิ จีนฮอเกบ็ ภาษีเถอื่ นและเรียกคา คมุ ครอง
ในหมชู าวเขา การสรู บกับพมา นําไปสูค วามเสยี หายบริเวณชายแดน รวมไปถึงกรณชี าวญวนอพยพ

๙. ปญหาการแบงแยกดินแดน โดยเฉพาะชาวไทยมุสลิมบางสวน ที่ทําการปลุกระดม
ใหเ กิดความรสู กึ เปนปฏิปกษกับรฐั บาล

¹âºÒÂáÅÐÁÒμáÒÃ㹡ÒÃá¡äŒ ¢»Þ˜ ËÒª¹¡ÅØ‹Á¹ŒÍ¡ºÑ ¤ÇÒÁÁ¹èÑ ¤§¢Í§ªÒμÔ

รัฐบาลไทยเนนการแกปญหาแบบผสมกลมกลืน โดยใหชนกลุมนอยผสมกลมกลืน
กับชนกลุมใหญผานกระบวนการกลอมเกลาทางสังคม โดยทําใหชนกลุมนอยคอยๆ เปล่ียนวิถีชีวิต
ความรูสึกนึกคิด ขนบธรรมเนียมประเพณีของตนใหกลมกลืนและสอดคลองกับวัฒนธรรมของ
ชนกลมุ ใหญจนในท่สี ุดชนกลุมนอยจะไมมีเอกลกั ษณเ ปน ของตนเอง

นอกจากนี้แลว เราจะเห็นถึงความซับซอนในเร่ืองของการเคลื่อนตัวของนโยบาย
การจัดการเรื่องชาติพันธุที่ซับซอนข้ึน จากเรื่องของชนกลุมนอย มาสูเรื่องของผูล้ีภัย มาถึงเรื่อง
ของแรงงานตางดาว ซ่ึงในความเปนจริงเราอาจจะพบวาการทํางานของวิธีคิดและการปฏิบัติตอ
กลุมชาติพันธุน้ันมีการผสมผสานเร่ืองเหลานี้เขาดวยกันมากกวาการแบงยุคสมัยท่ีชัดเจนก็เปนได

อคตทิ างชาตพิ นั ธุ (ethnocentric) หมายถงึ การประเมนิ คณุ คา ของสงั คม วฒั นธรรมอน่ื ๆ
โดยใชตัวเราเองหรือสังคมวัฒนธรรมของเราเองเปนมาตรฐาน เชน มองวัฒนธรรมอ่ืนวาตํ่ากวา
นา รงั เกยี จ

อคตทิ างชาตพิ นั ธยุ งั เกยี่ วพนั กบั เรอื่ งของความสมั พนั ธร ะหวา งเชอ้ื ชาติ (race relations)
ทเี่ ปน เรอ่ื งเกยี่ วกบั ขอ แตกตา งของลกั ษณะทางชวี ภาพ และเกดิ จากการกดี กนั ความลาํ เอยี ง และเลอื ก
ปฏิบัติ ประเด็นสําคัญก็คอื กลมุ ท่ีถกู เลอื กปฏิบัติ (เชน ผิวดํา) กลายเปนผูดอ ยโอกาส และไมส ามารถ
ปรบั ปรงุ ตวั เองใหด ขี ้ึนได กลุม ดอ ยโอกาสจงึ เปน กลุม ดอยโอกาสตลอดไป

แนวคิดเรื่องชาติพันธุยังมีผูอธิบายเพ่ิมเติมอีกวา มีประโยชนกวาแนวคิดเร่ืองเชื้อชาติ
และส่ิงสําคัญนั้นมิไดอยูที่เรื่องของการคนหาความเปนจริงเบื้องหลังวาลักษณะเฉพาะของแตละกลุม
ชาติพันธุน้ันอยูท่ีไหน หากแตสิ่งท่ีควรสนใจก็คือกลุมชาติพันธุน้ันไมเคยดํารงอยูโดยไมสัมพันธกับ

๘๐

กลุมชาติพันธุอ่ืนๆ ดังน้ันสิ่งท่ีสําคัญจึงอาจมิไดอยูท่ีการจดบันทึกชาติพันธุวรรณา หากแตอยูท่ีเรื่อง
ของความสัมพันธระหวางกลุม ซึ่งแตละกลุมน้ันจะรูสึกวากลุมตนน้ันมีลักษณะเฉพาะ ขณะเดียวกัน
กลุมแตละกลุมนั้นก็อาจมีสถานภาพทางสังคมที่ไมไดอยูในระนาบเดียวกันก็อาจเปนได (สวนสําคัญ
ที่มักจะมีในปจจัยรวมทางวัฒนธรรม ไดแก ความเช่ือวากลุมของตนมีท่ีมาและบรรพบุรุษรวมกัน)
และขณะเดียวกัน การเปล่ียนแปลงการอางอิงตัวเองกับกลุมชาติพันธุนั้นก็เกิดขึ้นได และทําใหเรื่อง
ของชาติพันธุน้ันเก่ียวของกับการเมืองเรื่องอัตลักษณ (identity politics) ซึ่งเปนฐานไปสูการเมือง
เรอื่ งของความแตกตา ง ทมี่ ไิ ดเ นน เรอื่ งการผสมกลมกลนื แตเ นน เรอ่ื งการรบั รองความแตกตา งในสงั คม

ในโลกปจจุบัน ความขัดแยงเชิงชาติพันธุในระดับโลกและในระดับประเทศน้ันมีขึ้น
ในหลายพ้นื ท่ี รวมไปถงึ พืน้ ท่ีทเ่ี ปลี่ยนผานจากคอมมิวนิสตมาสโู ลกเสรี หรือพื้นทีใ่ นโลกกําลังพัฒนา
นกั คดิ บางคนเชอ่ื วา การเขา สปู ระชาธปิ ไตยโดยไมม รี ะบบการจดั การความสมั พนั ธท างชาตพิ นั ธทุ ดี่ นี น้ั
อาจนําไปสูปญ หาความขดั แยง และความรนุ แรงทางชาตพิ นั ธไุ ด

ความเขา ใจในเรอื่ งของการรวมกลมุ ทางชาตพิ นั ธอุ าจจะไมใ ชค าํ ตอบโดยตรงกบั ความเขา ใจ
ในเรื่องของความขัดแยง ทางชาตพิ นั ธุ (ethnic conflict) ซึง่ มผี ูอธบิ ายวามอี ยดู ว ยกนั ๓ รปู ลกั ษณะ

๑. คาํ อธบิ ายเชงิ ระบบ (systemic): มองวา ความขดั แยง ทางชาตพิ นั ธเุ ปน ผลจากลกั ษณะ
ธรรมชาติของระบบความมั่นคงปลอดภัยที่กลุมชาติพันธุเหลาน้ันมีชีวิตอยู ซึ่งในแงนี้ ความขัดแยง
จะไมเกิดขึ้นถาอํานาจรัฐสามารถควบคุมกลุมตอตานได และนอกจากนี้ยังรวมไปถึงความเชื่อที่วา
ความรุนแรงน้ันอาจเกิดขึ้นไดถากลุมบางกลุมเช่ือวาจะมีความมั่นคงมากกวาถาโจมตีกลุมอ่ืนกอน
นอกจากนี้แลว การลมสลายของระบบรัฐเดิม อาทิ โซเวียตก็เปนอีกเหตุผลหนึ่งท่ีทําใหแตละกลุม
ชาติพันธุเร่ิมสะสมอาวุธทางทหารเพิ่มมากขึ้นและมีผลตอความขัดแยงและทัศนคติ-ความคาดหวัง
ท่ีมกี บั ระบบการเมอื ง

๒. คําอธิบายเชิงระบบภายในประเทศ (domestic) : ซึ่งใหความสําคัญกับเรื่องของ
ประสิทธิภาพของรัฐในการเขาใจปญหาของประชาชนของตนเอง ผลกระทบจากชาตินิยมท่ีมีตอ
ความสัมพันธระหวางกลุมชาติพันธุภายในประเทศ และผลกระทบจากกระบวนการสรางความเปน
ประชาธิปไตยท่ีมีตอความสัมพันธระหวางกลุมชาติพันธุ ส่ิงที่ตามมาจากคําอธิบายน้ีก็คือบางครั้ง
ความรูสึกชาตินิยม และการเกิดประชาธิปไตย ก็นําไปสูความตื่นตัวของผูคนที่รูสึกวาตนขาดรัฐ
ทเ่ี ขม แข็งทจ่ี ะมาปกปองดแู ลตนเอง

๓. คําอธิบายในเชิงการกอตัวของความขัดแยงที่มีข้ึนอยางตอเน่ือง (perpetual) :
ซ่ึงเกี่ยวพันกับเรื่องของการรับรูและเขาใจซ่ึงกันระหวางกลุมชาติพันธุ ซ่ึงความไมเปนมิตรกันอาจเกิด
มาจากความเขา ใจผดิ หรือการรบั รูป ระวตั ศิ าสตรที่ผดิ พลาด

แนวคิดเรอ่ื งชาติพันธนุ นั้ ใหคุณประโยชนใ นการอธบิ ายความสัมพันธระหวา งกลุมคน
โดยไมยึดติดกับความแตกตางทางรางกาย-กายภาพเชนเดียวกับแนวคิดเร่ืองเช้ือชาติ และขณะ
เดียวกันก็ไมเช่ือวาความสงบทางสังคมจะเกิดขึ้นทามกลางแนวคิดในแบบการผสมกลมกลืน

๘๑

ทชี่ นกลุมนอ ยนั้นจะตอ งผสานตวั เองเขา สูวัฒนธรรมของชนกลมุ ใหญ แนวคดิ เรือ่ งของความละเอียด
ออ นในประเดน็ ชาตพิ นั ธนุ เี้ องทน่ี าํ ไปสคู วามเขา ใจในเรอ่ื งการเมอื งแหง ความหลากหลายทางวฒั นธรรม
(multiculturalism) ที่เริ่มเขาใจชนกลุมนอยมากข้ึนวาเขามีชีวิตอยางไร มากกวามองวาคนเหลานี้
เปนเพยี งเหย่อื ของระบบแหง ความเกลียดชัง แตท ั้งนแ้ี นวคดิ เรอ่ื งกลมุ ชาติพนั ธุนัน้ มักถูกวิจารณว าให
ความสาํ คญั กบั มติ ทิ างวฒั นธรรมของชนกลมุ นอ ยมาก จนละเลยพลงั อนั มหาศาลทก่ี าํ กบั ชนกลมุ นอ ย
เหลานเี้ อาไว ซึ่งเมอ่ื เราศกึ ษาถงึ แนวคดิ เร่ืองอคติ และการเลือกปฏิบตั ทิ างสีผวิ (racism) และทฤษฎี
ทีว่ าดว ยความขดั แยง เราจะเขา ใจประเด็นดังกลาวน้ีไดชัดเจนข้นึ

เรื่องของอคติทางสีผวิ (racism) ซึ่งจะทาํ ใหเ รามองมติ ใิ นเรอื่ งความสมั พันธระหวา งผูคน
ท้ังทางวัฒนธรรมและการเมืองเศรษฐกิจ ในสวนของความขัดแยงไดอีกมุมหนึ่ง เพราะการพิจารณา
เร่ืองอคติสผี วิ นัน้ ใหค วามสําคญั กบั การพจิ ารณาวา สังคมใหญน้ันมที าทแี ละปฏบิ ัตติ อกลุมชาติพนั ธุ
อยา งไร ซง่ึ ในประเดน็ นแี้ ตกตา งไปจากการศกึ ษากลมุ ชาตพิ นั ธใุ นแบบกระแสหลกั ทสี่ นใจอธบิ ายลกั ษณะ
เฉพาะของแตละกลุมชาตพิ ันธุ และความสมั พนั ธระหวางกนั และสนใจวา กลมุ เหลา น้นั จะอยรู ว มหรือ
ผสมกลมกลืนกบั ชนกลมุ ใหญไดอยางไร

ª´Ø ¤ÇÒÁ¤Ô´·èÊÕ íÒ¤ÑÞ·Õèà¡ÕÂè Ç⧡ѺͤμÔ·Ò§ÊÕ¼ÇÔ ¡ç¤Í× ¤íÒÇÒ‹ “ͤμ”Ô (prejudice) ซึง่ เนน
เรอื่ งของความเชอ่ื และความคดิ ทม่ี กี ารเรยี นรถู า ยทอดกนั มาของกลมุ คนหรอื บคุ คล ทมี่ ตี อ สมาชกิ ของ
กลมุ หน่งึ ๆ ขณะที่ “การเลอื กปฏบิ ตั ”ิ (discrimination) เปนเร่อื งของการกระทาํ ทั้งนี้ทง้ั อคตแิ ละการ
เลือกปฏิบัตินั้นวางอยูบนฐานของ stereotypes หรือความเขาใจแบบเหมารวมที่มีตอกลุมคน (อาทิ
ในตําราฝร่ัง คนตัวส้ันจะเปนคนท่ีชอบใชความรนุ แรง หรือผูหญิงเปน เพศทีอ่ อนแอ) และเมือ่ ความคิด
เหมารวมนน้ั สง ผลทางลบความคดิ เหมารวมนน้ั จะกลายเปน อคติ และจะสง ผลตอ การเลอื กปฏบิ ตั ิ และ
บุคคลท่ีมีอคตแิ ละเลือกปฏิบตั ิก็ถูกเรยี กวา racist

เม่ือเรามองเร่ืองของชาติพันธุและสีผิว เราจะพบวาเรื่องของชาติพันธุน้ันใหความสนใจ
ในเร่ืองของวัฒนธรรมมากกวาเร่ืองของอคติและการเลือกปฏิบัติในเรื่องสีผิวซ่ึงสนใจกระบวนการของ
ความสัมพันธท างอํานาจท่กี ระทาํ ตอตัวคนมากกวา

ในยุคแรกการใหคํานิยามในเร่ืองของอคติ และการเลือกปฏิบัติในเร่ืองสีผิวน้ันเปนการ
ทาทายตอแนวคิดในเร่ืองของความเช่ือทางวิทยาศาสตร (เช้ือชาติ) ที่เชื่อวามนุษยนั้นมีความตางกัน
ดงั จะเหน็ ในคาํ นยิ ามของ UNESCO หลงั สงครามโลกครงั้ ทส่ี อง ขณะทใี่ นยคุ ตอ มานกั สงั คมวทิ ยา อาทิ
นกั สงั คมวิทยาจากองั กฤษ Rex เหน็ วาความสาํ คัญนั้นอยทู ่รี ะบบความคิดแบบยดึ ม่ันท่ีเกี่ยวเนอ่ื งกบั
ความแตกตา งระหวา งกลุมชาติพันธุ ซงึ่ เหน็ วา มีปจจัยทอ่ี ยเู หนอื การควบคมุ ของคนหรือกลุมเหลา นั้น
และไมส ามารถเปลีย่ นแปลง (อาทิ สีผิว หรือ ลักษณะทางกายภาพอ่นื ๆ)

อคตแิ ละการเลอื กปฏบิ ตั ทิ างสผี วิ นน้ั อาจเกดิ ขนึ้ ทง้ั ในระดบั ของความคดิ ความเชอ่ื และใน
ระดับของการกระทําที่สืบทอดตอกันมา ซ่ึงรวมไปถึงรูปแบบของระบบกฎหมายและระบบเศรษฐกิจ
บางลักษณะท่ีเกิดขึ้นรองรับอคติและการเลือกปฏิบัติทางสีผิวเหลาน้ัน (institutional racism)

๘๒

ซงึ่ ไดแ ก อคตแิ ละการเลือกปฏบิ ตั ิในเรือ่ งสผี ิวในสหรฐั อเมรกิ า ซ่ึงการอธบิ ายในประเด็นของอคติและ
การเลือกปฏิบัติทางสีผิวในขั้นสถาบันนี้ทําใหเราเขาใจไดวา racism นั้นอาจจะไมไดปฏิบัติการใน
ระดับของจิตสํานึกของ racist ในความหมายที่วา racism นั้นอาจเกิดขึ้นในระดับของสิ่งท่ีไมไดคิด
อยางมีจิตสํานึกก็ได (อาทิในระดับของความเชื่อที่วาสิ่งที่ตนคิดและเขาใจนั้นเปนเรื่องปรกติอยูแลว)
อาทิ กฎระเบียบในการขอเชาบา นในองั กฤษที่จะใหสิทธิกับผูท ่อี ยูใ นพ้ืนที่นัน้ นานที่สุด ขณะท่บี รรดา
ผอู พยพน้นั มักจะเปนผูท่เี ขา ใหม

ตวั อยา งอนื่ ๆ ทนี่ า สนใจเหน็ จะเปน เรอ่ื งของอคตแิ ละการเลอื กปฏบิ ตั ทิ างสผี วิ ทม่ี าพรอ ม
กับสื่อตา งๆ อาทิ เรอ่ื งของการนําเสนอความเปนองั กฤษผา นภาพหมูบา นองั กฤษและคนผวิ ขาว ทั้งท่ี
ความเปน องั กฤษอาจจะสามารถสอ่ื ไดถ งึ เรอื่ งอนื่ ๆ เชน เดยี วกบั การพดู ถงึ ความเปน ไทยทมี่ กั พดู ถงึ ความ
เปน ไทยภาคกลาง หรอื ศาสนาพุทธ ท้งั น้ีรวมไปถึงส่อื มวลชนท่นี ําเสนอขา วการเพมิ่ ข้ึนของประชากร
ในหลายพน้ื ทที่ ม่ี ลี กั ษณะสผี วิ และลกั ษณะทางชาตพิ นั ธ(ุ ทสี่ งั เกตไดด ว ยตา หรอื ดว ยภาษาทใี่ ช) เปน ตน

ตัวอยางท่ีพอจะยกข้ึนมาพูดไดก็คือ วิธีคิดในเรื่องของการเมืองเชิงชาติพันธุในพมา
ทพี่ ยายามสรา งภาพของประเทศแหง ความหลากหลายทางวฒั นธรรมในกิจกรรม และพธิ ีกรรมของรฐั
หลายอยา ง อาทิ การราํ ฟอ น แตใ นขณะเดยี วกนั นน้ั ในความเปน จรงิ กย็ งั มกี ารกดขขี่ ม เหงทางชาตพิ นั ธุ
อยูเปนจํานวนมากดังท่ีไดเห็นในรายงานหลายฉบับ ตัวอยางท่ีนาสนใจของไทยก็คือการมีทัศนคติ
กบั ชาวเขาในแบบทน่ี าํ เสนอวา ชาวเขาไดพ ฒั นาแลว โดยเหน็ วา ชาวเขานน้ั พฒั นาขน้ึ มาดว ยเทคโนโลยี
ตะวนั ตก เปน ตน

เคร่ืองมือในการทําความเขาใจกลุมชาติพันธุ (โดยเฉพาะการกอรูปและความขัดแยง
ระหวา งกนั ) กบั เรอ่ื งของอคตแิ ละการเลอื กปฏบิ ตั ทิ างสผี วิ ทาํ ใหเ รามคี วามเขา ใจในเรอ่ื งของความละเอยี ด
และซับซอนของความสัมพันธทางอํานาจท่ีเกิดขึ้นจากความคิดความเช่ือรูปแบบของเทคโนโลยีทาง
อาํ นาจนานปั การทก่ี ระทาํ ตอ บคุ คลและกลมุ คนในสงั คมทแี่ ตกตา งกนั ไป โดยเฉพาะเมอื่ ความคดิ ความ
เชอ่ื เหลาน้นั ถูกผูกติดกบั การมองดวยตา

ทฤษฎเี รอื่ งอคตแิ ละการเลอื กปฏบิ ตั ทิ างสผี วิ นน้ั ในยคุ ใหมไ ดร บั การอธบิ ายในเบอ้ื งตน วา
เปน ปรากฏการณใ หมใ นสงั คม เกดิ ขน้ึ ในสงั คมทนุ นยิ มและอาณานคิ ม racism จงึ เปน เครอ่ื งมอื ในการ
สรา งความชอบธรรมในการขูดรดี ในยุคอาณานคิ ม โดยเฉพาะกบั คนงานอพยพ ราวกบั เปนโครงสราง
สวนบนในวิธีคิดแบบมารกซิสม อยางไรก็ดีแนวคิดมารกซิสมรุนใหม อาทิ สํานักวัฒนธรรมศึกษา
แหงเมืองเบอรมิงแฮมนั้นเห็นวา แนวคิดเรื่องของ racism น้ันไมใชเร่ืองท่ีถูกกําหนดอยางตายตัวมา
จากระบบทุนนิยมและอาณานิคม หากแตมีพัฒนาการท่ีมาจากการตอสูและตอรองจากกลุมผูท่ีถูก
กระทําใน racism ดวย แมวาอิทธิพลทางเศรษฐกิจน้ันจะเปนปจจัยอันทรงพลังเบื้องหลังอคติและ
การเลือกปฏิบัติทางสีผิวก็ตาม และก็พูดถึง new racism ที่อาจจะไมไดเนนเรื่องของลักษณะทาง
วทิ ยาศาสตร-ชวี ภาพ หากแตเปน เรอื่ งของลักษณะของวฒั นธรรมท่แี ตกตา งกัน แตก ็พว งมาดว ยความ
เขาใจเศรษฐกิจการเมืองของปรากฏการณ racism ดงั กลา ว ดังจะเห็นในชวงทศวรรษที่ ๘๐ ในองั กฤษ

๘๓

ทมี่ กี ารนาํ เสนอภาพของอคตแิ ละการเลอื กปฏบิ ตั ใิ หมท ดี่ งึ เอาคนผวิ ขาวในชนชนั้ กรรมาชพี ไปเปน พวก
ในนามของความเปนชาติ (ลองพิจารณาประเด็นน้ีรวมกับโฆษณาคาราบาวแดงท่ีพูดถึงนักสูผูยิ่งใหญ
เปน ตน ) และในแงน ี้ new racism จะเกยี่ วขอ งกบั เรอ่ื งของการอพยพยา ยถนิ่ มากกวา เรอ่ื งของอาณานคิ ม
และแนวคดิ ความแตกตา งทางชวี ภาพ และในขณะเดยี วกนั อคตแิ ละการเลอื กปฏบิ ตั ใิ นปจ จบุ นั นน้ั กจ็ ะ
เนนเร่ืองความแตกตางมากกวาเร่ืองของความตํ่าตอย โดยเปนเร่ืองของความแตกตางระหวางกลุม
วัฒนธรรม อาทิ พวกคนอพยพผิวดําจากแคริเบียนก็ถูกมองโดยคนอังกฤษวาเปนพวกท่ีครอบครัว
แตกแยกไมส ามารถสรา งครอบครวั ได ขณะทพ่ี วกทมี่ าจากเอเชยี กจ็ ะเปน พวกครอบครวั ขยายซงึ่ ทาํ ให
เกดิ การเพ่ิมข้นึ ของประชากร ดังนนั้ การมีสัญชาตอิ ังกฤษจึงไมพ อ และสงิ่ ท่ีจะตองมีก็คือวิธีคดิ ในแบบ
องั กฤษ (จะเห็นวา new racism นน้ั เกีย่ วพนั กบั แนวคดิ เรือ่ งชาติพันธแุ ละอคตทิ างชาติพนั ธุ แตเปน
เรื่องทีเ่ กดิ ข้นึ ในสังคมเมือง-สังคมสมัยใหม)

ในทัศนะของพวกมารกซิสมใหม new racism น้ันเกิดมาจากการตอบสนองตอวิกฤติ
ในสังคมองั กฤษทเ่ี กี่ยวขอ งกับเร่อื งของการวา งงาน จํานวนอาชญากรท่ีเพ่ิมขน้ึ และการลมสลายของ
ครอบครัว ซ่ึงชนกลุมนอยที่เขามาอยูในสังคมนั้นมักจะเปนแพะ-เหย่ือท่ีงายที่สุดสําหรับการอางถึง
แตอ ยา งไรกต็ ามการเกดิ ขนึ้ ของ new racism นน้ั มไิ ดเ กดิ ขน้ึ อยา งทนั ท-ี อตั โนมตั จิ ากการเปลยี่ นแปลง
ทางเศรษฐกจิ หากแตเ กดิ ขน้ึ ไดจ ากการใชอ งคป ระกอบบางประการของ racism ในแบบเกา โดยเฉพาะ
อยา งย่ิงตอ งทาํ หนา ที่ผนกึ ประสานชนชนั้ กรรมาชพี ผวิ ขาวไวใหไ ด นอกจากนแี้ ลว new racism ยังให
ความสาํ คญั การอธบิ ายวา ใครควรจะเปน สมาชกิ อนั ชอบธรรมของสงั คมบา ง โดยประเดน็ ทส่ี าํ คญั กค็ อื
ความแตกตางไมเ ปน เนือ้ เดยี วน้ัน

แนวโนมในสังคมปจจุบันมีการกอตัวของการตอตานชาวอิสลามอยางบาคลั่ง
(lslamophobia) โดยมองวา อสิ ลามนนั้ เปน ศาสนาทเี่ ปน หนงึ่ เดยี ว ไมม กี ารเปลย่ี นแปลง ไมม กี ารปรบั ตวั
และแยกขาดจากศาสนาอื่นๆ ตํ่าตอย ไมมีอารยธรรม เต็มไปดวยความรุนแรงและกดข่ีทางเพศ
รวมทงั้ เชอ่ื วา การมอี คตกิ ับอิสลามนัน้ เปน เรอื่ งธรรมชาติ

ในบางคร้งั เราอาจจะตอ งพจิ ารณาใหมว า คนที่ถูกกระทาํ โดย racism น้นั ไมใ ชเหย่ือของ
ระบบ หากแตเ ขาอาจจะตอ งคดิ คน และสวมอตั ลกั ษณบ างอยา งในการตอ สู อาทิ ในกรณขี องเพลงแรป
และการแตงตัว หรือในกรณีของไทยเราจะพบความเปล่ียนแปลงในการตอสูของบรรดากะเหรี่ยงท่ี
เรียกตนเองวา ปกาญอ หรอื แมว เปนมง เปน ตน โดยในประเดน็ ดงั กลา วน้ีกอ รปู ของอคติและการเลือก
ปฏิบัตทิ างสีผวิ น้ันไมใชเรื่องของชวี ภาพ (เชือ้ ชาติ) และวัฒนธรรมที่แตกตางจากกลมุ อื่น (ชาติพันธ)ุ
แตเปนเร่ืองกระบวนการท่ีตอเนื่องและไมไดมีการกําหนดไวลวงหนาอยางตายตัว ซึ่งแตกตางกันไป
ตามกาลเทศะ ทง้ั นแี้ ตล ะกลมุ จะรวมตวั เองและใหค าํ นยิ ามตวั เองผา นส-ี กลมุ และการตอ สขู องบรรดา
คนผิวสีท่ีจะมีที่ยืนและไดรับการยอมรับนั้นก็ไมควรถูกลดทอนลงเปนเรื่องของชนชั้น และทั้งน้ี
ควรพจิ ารณาในเรอ่ื งของการคลมุ ผา ญฮิ าบของผูหญิงมสุ ลิมในปจ จบุ นั ดว ย

๘๔

เรื่องที่นาสนใจประการตอมาคือแนวคิดที่เรียกวา Orientalism หรือการประกอบสราง
ความเปนตะวันออก ซ่ึง Said เสนอวา เปนเร่ืองของกระบวนการสรางความเปนอ่ืนเพื่อใหเกิดตัว
ของเราขึ้น และเขาใจตัวเรา (อาทิ เร่ืองของการบอกวาประเทศเรา หรือชาวไทยดีกวาคนอื่น หรือ
“ไมทํา”) อยางท่ีคนอ่ืนทํา ผานการเขียนถึง เลาเรื่องของคนอื่น ส่ิงนี้สะทอนใหเห็นถึงความสัมพันธ
ทางอํานาจ ซึ่งทําใหโ ลกตะวันตกสามารถสถาปนาอาํ นาจตอโลกสวนอื่นๆ ไดตอไป โดยเฉพาะความ
เช่ือท่ีวาชาวตะวันตกน้ันเขาใจโลกตะวันออกไดดีกวา และทําใหเขาใจวาสามารถปกครองและเขาใจ
ความตองการของโลกตะวันออกไดดีกวา และตองการคนท่ีเหนือกวามาปกครอง นอกจากน้ียังมี
ความเชอื่ วา โลกตะวนั ออกนนั้ มแี กน แท- สาระ (essentialism) ทางวฒั นธรรมของตวั เอง ทแ่ี ตกตา งไป
จากตะวันตก และในปจจุบันวิธีคิดเชนน้ีไดนําไปสูอคติท่ีมีตออิสลาม โดยเฉพาะอยางยิ่งจากอคติ
และการเลือกปฏิบัติของอเมริกาผานสอ่ื ภาพยนตร อาทิ “ผรู า ย” ในภาพยนตรจากคอมมวิ นิสต สพู วก
ผูกอการรา ยจากตะวันออกกลาง

º·ÊÃØ»

การรวมตัวกันของประเทศสมาชิกในกลุมอาเซียน ทั้งในดานการเมือง เศรษฐกิจ
และสังคมวัฒนธรรม ซึ่งแนนอนวาผลกระทบที่ประเทศสมาชิกไดรับ ยอมเปนประโยชนของอาเซียน
ไทยตอการพัฒนาประเทศ ซึ่งประเทศไทยเองก็ไดรับประโยชนอยางมากจากการรวมกลุมอาเซียน
ความสําเรจ็ ของอาเซียนและประโยชนตอประเทศไทย

กวา ๔๑ ปท่ีผานมานับตั้งแตการกอต้ังองคกร ผลงานของอาเซียน ถือไดวาประสบ
ความสําเร็จจนเปนท่ียอมรับจากหลายฝายในหลายดาน ไมวาจะเปนดานการเมืองและความม่ันคง
ดานเศรษฐกจิ และการพฒั นา และดา นสงั คมและวัฒนธรรม ซ่ึงในภาพรวม สามารถสรุปไดด ังน้ี

(๑) ดา นการเมอื งและความมน่ั คง : ความรว มมอื ดา นการเมอื งและความมนั่ คงของอาเซยี น
ที่เกิดขน้ึ อาทิ สนธสิ ัญญาไมตรีและความรว มมอื ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉยี งใต สนธสิ ญั ญาเขต
ปลอดอาวุธนิวเคลียรในเอเชียตะวันออกเฉียงใต และความตกลงเพ่ือสรางอาเซียนใหเปนเขตแหง
สนั ตภิ าพ อสิ รภาพและความเปน กลาง มสี ว นสาํ คญั ในการเสรมิ สรา งความไวเ นอื้ เชอื่ ใจ เสถยี รภาพและ
สนั ติภาพของภมู ภิ าค รวมถึงสรา งกลไกในการแกไขปญหาโดยสนั ติวธิ ี สรางบรรทัดฐานทางการเมอื ง
และความม่ันคงรวมกัน (เชน การไมสะสมอาวุธนิวเคลียร และการไมใชกําลังในการแกไขปญหา)
และชว ยปอ งกนั ความขดั แยง ไมใ หเ กดิ ขนึ้ ในภมู ภิ าค นอกจากนี้ อาเซยี นยงั ประสบความสาํ เรจ็ ในการดงึ ดดู
ประเทศมหาอาํ นาจหลายประเทศใหเ ขารว มหารือ และมีความรว มมอื ดานการเมอื ง และความมน่ั คง
รวมกับอาเซียน โดยเฉพาะการจัดต้ังกลไก การประชุมอาเซียนวาดวยความรวมมือดานการเมือง
และความมนั่ คงในเอเชยี และแปซฟิ ก ซึ่งถือเปนดา นการเมอื งและความม่นั คงเพียงทเี่ ชื่อมประเทศทัง้
สองภูมิภาคเขาดวยกนั ซึ่งมที งั้ สหรฐั ฯ จีน รสั เซียและสหภาพยโุ รป เขา รวมอยดู ว ย

๘๕

(๒) ความสาํ เรจ็ ดานเศรษฐกิจ : อาเซยี นไดวางรากฐานของการรวมตัวกันทางเศรษฐกิจ
ในภมู ภิ าคโดยการจดั ตง้ั เขตการคา เสรอี าเซยี น (ASEAN Free Trade Area) และการมคี วามตกลงกนั
ทางเศรษฐกิจในดานอื่นๆ เชน การคมนาคม การทองเที่ยว การเงิน และการลงทุน ท้ังน้ี ก็เพ่ือ
เพื่อสงเสริมใหอาเซียนเปนตลาดและฐานการผลิตเดียว มีการเคลื่อนยายเงินทุน สินคา บริการ
การลงทนุ แรงงานฝม อื ระหวา งประเทศสมาชกิ โดยเสรี สง เสรมิ ขดี ความสามารถในการแขง ขนั ของอาเซยี น
ลดชอ งวา งของระดบั การพฒั นาของประเทศสมาชกิ อาเซยี น และสง เสรมิ ใหอ าเซยี นสามารถรวมตวั เขา
กบั ประชาคมโลกไดอ ยา งไมอ ยใู นภาวะทเ่ี สยี เปรยี บ ซง่ึ ความรว มมอื เหลา นกี้ ม็ คี วามคบื หนา เปน ลาํ ดบั
ดังจะเห็นไดจากราคาสินคาในหลายรายการที่ผลิตและคาขายภายในประเทศสมาชิกอาเซียนมีราคา
ลดลงถูกลง ในขณะที่มีคุณภาพดีขึ้น หรือการที่พลเมืองของหลายประเทศสมาชิกอาเซียนสามารถ
ไปทองเที่ยวในประเทศสมาชิกอาเซียนอื่นอีกหลายประเทศโดยไมตองใชวีซา เปนตน นอกจากน้ี
อาเซียนยังประสบความสําเร็จในการมีความรวมมือทางเศรษฐกิจกับประเทศภายนอกภูมิภาค
โดยเฉพาะประเทศหรอื กลมุ ประเทศที่เปนคูเจรจาของอาเซยี น อกี ดวย

(๓) ดา นสงั คมและวฒั นธรรม : อาเซยี นมคี วามรว มมอื กนั เปน จาํ นวนมากในเรอ่ื งทเ่ี กย่ี วกบั
สังคมและวัฒนธรรม เชน เร่ืองการศึกษา การพัฒนาทรัพยากรมนุษย สาธารณสุข ส่ิงแวดลอม
การปองกันและแกไขปญหาท่ีเกิดจากยาเสพติดและโรคเอดส การปองกันภัยพิบัติทางธรรมชาติ
และโรคตดิ ตอ รา ยแรง ซงึ่ ความรว มมอื เหลา นตี้ า งกม็ คี วามคบื หนา เปน ลาํ ดบั อาทิ การมคี วามตกลงวา ดว ย
การแกไขปญหาหมอกควันขามชาติที่เกิดจากไฟปา การมีมาตรการรวมกันเพื่อแกไขปญหาโรคซารส
และไขหวัดนก และการดําเนินการเพ่ือทําใหอาเซียนเปนภูมิภาคที่ปลอดยาเสพติดภายในป ๒๕๕๘
เปนตน

ในภาพรวม ไทยไดร บั ประโยชนเปนอยา งมากจากความรวมมอื ดา นตางๆ ของอาเซยี น
ไมวาจะเปนประโยชนจากการที่ภูมิภาคมีเสถียรภาพและสันติภาพอันเปนผลจากกรอบความรวมมือ
ดา นการเมอื งและความมนั่ คงของอาเซยี น ซง่ึ เปน ปจ จยั สาํ คญั ทท่ี าํ ใหน กั ลงทนุ ตา งชาตเิ ดนิ ทางเขา มา
ลงทนุ และทอ งเทยี่ วในประเทศไทย การทไ่ี ทยสามารถสง ออกไปยงั ประเทศสมาชกิ อาเซยี นไดม ากขนึ้ และ
มตี น ทนุ การผลติ ทต่ี า่ํ ลง รวมถงึ การมนี กั ทอ งเทย่ี วจากประเทศสมาชกิ อาเซยี นเดนิ ทางยงั ประเทศไทย
เพม่ิ มากขนึ้ อนั เปน ผลมาจากการมกี รอบความรว มมอื ดา นเศรษฐกจิ ของอาเซยี น และการทไ่ี ทยสามารถ
แกไขปญ หาทม่ี ีผลกระทบตอ สงั คมไดอยา งมปี ระสทิ ธิภาพมากยงิ่ ขนึ้ เชน โรคระบาด เอดส ยาเสพติด
สิ่งแวดลอม ภัยพิบัติ และอาชญากรรมขามชาติ อันเปนผลมาจากการมีความรวมมือทางดานสังคม
และวฒั นธรรมของอาเซียน ซง่ึ หากไมม แี ลว กค็ งเปน การยากท่ไี ทยจะแกไ ขปญหาเหลา นีไ้ ดโ ดยลาํ พัง

เม่อื เราเขา ใจแนวคดิ เร่อื งของชาติพันธุ อคติและการเลือกปฏิบตั ทิ างสผี ิว และชาตนิ ยิ ม
เราจะเขาใจวาฐานคิดเหลานี้มักอางอิงถึงความรวมกันทางวัฒนธรรมที่มีรากเหงาทางวัฒนธรรมและ
ประวัติศาสตร และในขณะเดียวกันเราจะเขาใจความซับซอน ละเอียดออนในเรื่องความสัมพันธทาง
อํานาจที่กระทําตอกลุมคนและปจเจก และตั้งคําถามกับความเชื่อและความรูสึกของเราท่ีมีตอการ

๘๖

รว มชวี ติ กบั ผอู นื่ ซง่ึ ไมจ าํ เปน จะตอ งเปน ไปในระดบั ของอดุ มการณท างการเมอื งและเศรษฐกจิ ในแบบท่ี
เราเขา ใจผา นมา อาทิ เสรนี ยิ ม และ คอมมวิ นสิ ต เปน ตน และนาํ ไปสคู วามเขา ใจการเมอื งเชงิ วฒั นธรรม
(cultural politics) เพอ่ื แสวงหาและตอ รองในการมีทท่ี างของตนเอง

๘๗

º··Õè ô

ตาํ ÃǨä·Â¡ºÑ ÍÒà«ÂÕ ¹

ÇμÑ ¶Ø»ÃÐʧ¤

๑. เพอ่ื ใหผ เู รยี นรแู นวทางในการเตรยี มความพรอ มของตาํ รวจในทกุ ภาคสว นสกู ารเปน
ประชาคมอาเซียน

º·นาํ

งานดา นตา งประเทศของสาํ นกั งานตาํ รวจแหง ชาติ เปน หนง่ึ ในยทุ ธศาสตรส าํ คญั ทมี่ กี าร
ดําเนินการมาอยา งตอเน่ือง โดยเฉพาะการเตรยี มพรอมการเปนประชาคมอาเซยี น สํานักงานตํารวจ
แหง ชาติ ไดจ ดั ต้งั ศูนยอาเซียนอยางเปน ทางการ สาํ นกั งานตาํ รวจแหง ชาติ ไดปรบั ปรุงงานดา นตา งๆ
เพ่ือแสวงหาความรวมมือแบบทวิภาคีกับประเทศชายแดนไทยดานตาง ๆ เพื่อสกัดกั้นการคามนุษย
การขนแรงงานผดิ กฎหมาย ยาเสพตดิ และอาชญากรรมขา มชาติ ซึ่งทีผ่ านมา ไดท าํ ขอ ตกลงทวิภาคี
กับประเทศกัมพูชา สปป.ลาว มาเลเซีย ลาสุดไดทําขอตกลงทวิภาคีกับประเทศเมียนมา เพ่ิมเติม
นอกจากศนู ยอ าเซยี นแลว สาํ นกั งานตาํ รวจแหง ชาติ ยงั มศี นู ยป อ งกนั ปราบปรามอาชญากรรมขา มชาติ
กล่ันกรองอาชญากรรมในระดับที่ใหญขึ้น โดยประสานกับหนวยงานดานความม่ันคงในประเทศ
จากการแลกเปล่ียนขอ มลู ระหวา งกัน ทาํ ใหตาํ รวจไทย สามารถตามจบั กมุ ผูตอ งหาตา งชาตทิ หี่ ลบหนี
เขาไทยไดจํานวนมาก สํานักงานตรวจคนเขาเมือง เปนชาติแรกในอาเซียน ท่ีเช่ือมโยงฐานขอมูล
อาชญากรรมขามชาติ และขอมูลหมายจับกับตํารวจสากล ทําใหตํารวจตรวจคนเขาเมืองของไทย
สามารถตรวจสอบหนังสือเดินทางบุคคลตองสงสัยและสกัดจับไดทันที นอกจากเปาหมายดาน
ตางประเทศแลว สํานักงานตํารวจแหงชาติ ยังสนบั สนนุ นโยบายรฐั บาล ดูแลนกั ทอ งเท่ยี ว นกั ลงทนุ
ไมใ หไ ดร บั ความเดอื ดรอ นจากเหตอุ าชญากรรม เพอ่ื ไมใ หส ง ผลกระทบภาพลกั ษณก ารทอ งเทย่ี วของไทย

¡ÒÃàμÃÂÕ Á¤ÇÒÁ¾ÃÍŒ Á¢Í§ä·Âʡً ÒÃ໹š »ÃЪҤÁÍÒà«ÂÕ ¹

ñ. ໇ÒËÁÒ¡ÒÃÊÃÒŒ §»ÃЪҤÁÍÒà«ÂÕ ¹ÀÒÂã¹»‚ òõõø
๑.๑ อาเซยี นมเี ปา หมายจะกา วไปสกู ารเปน ประชาคมอาเซยี นในวนั ท่ี ๓๑ ธนั วาคม

๒๕๕๘ โดยวสิ ยั ทศั นร ว มของผนู าํ อาเซยี น คอื การสรา งประชาคมอาเซยี นทมี่ ขี ดี ความสามารถในการ
แขง ขนั สงู มกี ฎกตกิ าทช่ี ดั เจนและมปี ระชาชนเปน ศนู ยก ลางและเมอ่ื ป ๒๕๕๑ อาเซยี นไดจ ดั ทาํ กฎบตั ร
อาเซยี นซง่ึ เปรียบเสมือนธรรมนญู อาเซียนเพือ่ วางกรอบทางกฎหมายและโครงสรางองคกร

๑.๒ ประชาคมอาเซียนประกอบดวยสามเสาหลัก ไดแก ประชาคมการเมืองและ
ความมน่ั คงอาเซยี น (กระทรวงการตา งประเทศเปน หนว ยประสานงานหลกั ) ประชาคมเศรษฐกจิ อาเซยี น

๘๘

(กระทรวงพาณชิ ยเ ปน หนว ยประสานงานหลกั ) และประชาคมสงั คมและวฒั นธรรมอาเซยี น (กระทรวง
การพฒั นาสงั คมและความมน่ั คงของมนษุ ยเ ปน หนว ยประสานงานหลกั ) โดยอาเซยี นไดจ ดั ทาํ แผนงาน
(Blueprint) สาํ หรบั การจดั ตงั้ ประชาคมอาเซยี นในแตล ะเสาซง่ึ ผนู าํ อาเซยี นไดร บั รองเมอ่ื วนั ที่ ๑ มนี าคม
๒๕๕๒ ระหวางการประชุมสดุ ยอดอาเซียนครัง้ ท่ี ๑๔ ในชว งท่ีไทยดาํ รงตําแหนงประธานอาเซียน

๑.๓ ในป ๒๕๕๒ ไทยไดเสนอแนวคิดเกี่ยวกับความเชื่อมโยงในภูมิภาคอาเซียน
(ASEAN Connectivity) เพ่ือเสริมสรางความเปนปกแผนของประชาคมอาเซียนและนําไปสูการ
เปนประชาคมอาเซียนในป ๒๕๕๘ อีกทั้งเพื่อสงเสริมความสามารถในการแขงขันของอาเซียนใน
เวทีโลกและผูนําอาเซียนไดรับรองแผนแมบทวาดวยความเช่ือมโยงในอาเซียนในการประชุมสุดยอด
ครงั้ ท่ี ๑๗ ณ กรุงฮานอย ในป ๒๕๕๓ ซ่ึงระบคุ วามเช่อื มโยงใน ๓ รปู แบบ ไดแก ความเช่อื มโยงดาน
กายภาพอาทกิ ารพฒั นาเครอื ขา ยดา นคมนาคม ความเชอื่ มโยงดา นสถาบนั อาทิ การทาํ ใหก ฎระเบยี บ
ดานการขามแดนตางๆ มีความสอดคลองกันและความเชื่อมโยงระหวางประชาชนเพื่อใหประชาชน
ในอาเซยี นรูจกั กันและเขา ใจกนั มากขน้ึ

ò. ¹âºÒÂÃѰºÒÅ
๒.๑ รัฐบาลมีนโยบายท่ีชัดเจนตามท่ีไดประกาศตอรัฐสภาเมื่อวันท่ี ๒๓ ตุลาคม

๒๕๕๔ ที่จะนําประเทศไทยไปสูการเปนประชาคมอาเซียนในป ๒๕๕๘ อยางสมบูรณโดยสราง
ความพรอ มและความเขม แขง็ ทง้ั ทางดา นเศรษฐกจิ สงั คมและวฒั นธรรม และการเมอื งและความมนั่ คง
โดยรวมถึงการเรงดาํ เนนิ การตามขอตกลงในการรวมตัวเปน ประชาคมอาเซยี นในป ๒๕๕๘ ท้งั ในมิติ
เศรษฐกจิ สงั คมและความมน่ั คง ตลอดจนการเชอื่ มโยงเสน ทางคมนาคมขนสง ภายในและภายนอกภมู ภิ าค
นอกจากนย้ี งั มนี โยบายดา นเศรษฐกจิ และสงั คมอกี หลายประการเพอื่ รองรบั การเขา สปู ระชาคมอาเซยี น

๒.๒ การเตรียมความพรอมสูประชาคมอาเซียนเปนวาระแหงชาติ นายกรัฐมนตรี
จึงไดส่ังการใหมีการบูรณาการยุทธศาสตรการทํางานและแผนงานการเตรียมความพรอมของไทย
สูป ระชาคมอาเซยี น และไดเปนประธานการประชุมในเรื่องนีด้ ว ยตนเอง

ó. ¡ÒÃàμÃÂÕ Á¤ÇÒÁ¾ÃŒÍÁ¢Í§ä·Â
๓.๑ ไทยตองสรางความพรอมและความเขมแข็งทั้งทางดานเศรษฐกิจ สังคม

และวัฒนธรรม และการเมืองและความม่ันคง รวมทั้งเรงดําเนินการตามขอผูกพันในการรวมตัวเปน
ประชาคมอาเซยี นป ๒๕๕๘ ท้งั ในมิตเิ ศรษฐกจิ สงั คมและความมัน่ คงตลอดจนการเชื่อมโยงเสน ทาง
คมนาคมขนสง ภายในและภายนอกภมู ภิ าคซงึ่ เปน สงิ่ ทที่ กุ ประเทศในอาเซยี นตกลงกนั ไวแ ลว เพอื่ รกั ษา
ความนาเชอื่ ถือและสง เสรมิ บทบาทของไทยในอาเซียนตอ ไป

๓.๒ ไทยยังอยูระหวางดําเนินนโยบายดานเศรษฐกิจและสังคมอีกหลายประการ
เพ่ือรองรับการเขาสูการเปนประชาคมอาเซียนเพ่ือรักษาและเพิ่มพูนความสามารถในการแขงขัน
ของไทย ดังนั้น การเตรียมความพรอมสูประชาคมอาเซียนเปนเร่ืองท่ีเก่ียวของกับทุกสวนราชการ
และทกุ ภาคสวนรวมทง้ั ภาคประชาชน

๘๙

๓.๓ กลไกท่ีเกีย่ วกบั การเตรียมความพรอ มสูประชาคมอาเซียน
๓.๓.๑ การประชุมเชิงปฏิบัติการการเตรียมความพรอมสูประชาคมอาเซียน

ป ๒๕๕๘ (ASEAN Workshop) ซึ่งนายกรัฐมนตรเี ปนประธานโดยมีคณะรัฐมนตรแี ละหวั หนา สว น
ราชการระดับปลัดกระทรวงท้ังหมดเขารวมโดยมีสํานักงานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม
แหงชาตเิ ปน ฝายเลขานกุ ารและไดจ ัดประชมุ ฯแลว ๓ คร้ัง เมื่อวันท่ี ๒๖ กรกฎาคม ๒๕๕๕ วันที่ ๒๕
ตลุ าคม ๒๕๕๕ และวนั ท่ี ๗ มกราคม ๒๕๕๖ และนาํ ไปสกู ารจดั ทาํ ยทุ ธศาสตรป ระเทศซงึ่ ครอบคลมุ ถงึ
แผนงานดา นการเตรยี มความพรอ มของไทยสปู ระชาคมอาเซยี นในดา นตา งๆ ของทกุ สว นราชการดว ย
กลไก ASEAN Workshop เนนการบูรณาการการทํางานระหวา งสว นราชการหนวยงานทเ่ี ก่ียวของ
ทกุ ภาคสวนเพอ่ื ใหม ีการปรบั โครงสรา งตางๆ ภายในประเทศเพ่ือสง เสรมิ ความสามารถในการแขง ขนั
ของไทยและรองรบั การเปน ประชาคมอาเซียนไดอยา งมีประสทิ ธิภาพมากย่งิ ขนึ้

๓.๓.๒ กลไกในระดับชาติเพ่ือรองรับการดําเนินการในการกาวสูประชาคม
อาเซียน ไดแก

- คณะกรรมการอาเซียนแหงชาติซึ่งมีรัฐมนตรีวาการกระทรวง
การตางประเทศเปนประธาน เปนกลไกประสานงานระดับนโยบายเพื่อบูรณาการการดําเนินการของ
หนว ยงานไทยและเตรยี มความพรอ มเพอื่ กา วสกู ารเปน ประชาคมอาเซยี นป ๒๕๕๘ อยา งเปน เอกภาพ
และมีประสิทธิภาพและกระทรวงการตางประเทศไดรวบรวมแผนงานสําหรับการเตรียมความพรอม
สปู ระชาคมอาเซยี นป ๒๕๕๘ ของสว นราชการตา งๆ เพอื่ ใหร ฐั บาลเหน็ ภาพรวมของสงิ่ ทตี่ อ งดาํ เนนิ การ
เพอ่ื รองรบั การเปน ประชาคมอาเซยี นในป ๒๕๕๘ ซง่ึ ครอบคลมุ ถงึ การดาํ เนนิ การตามพนั ธกรณขี องไทย
ตามแผนการจดั ตง้ั ประชาคมของแตล ะเสา (Blueprint) การสรา งความตระหนกั รแู กภ าคสว นตา งๆ ฯลฯ

- คณะอนุกรรมการวาดวยความเชื่อมโยงระหวางกันในอาเซียน
จัดต้ังขึ้นภายใตคณะกรรมการอาเซียนแหงชาติโดยมีรองปลัดกระทรวงการตางประเทศเปนประธาน
เพื่อประสานงานและติดตามใหมีการดําเนินการตามแผนแมบทวาดวยความเชื่อมโยงระหวางกันใน
อาเซียนทสี่ อดคลอ งกบั ผลประโยชนข องไทย

- คณะอนุกรรมดานการประชาสัมพันธประชาคมอาเซียนจัดต้ังขึ้น
ภายใตคณะกรรมการอาเซียนแหงชาติโดยมีอธิบดีกรมประชาสัมพันธเปนประธานเพื่อบูรณาการ
งานการเผยแพรค วามรู ความเขา ใจและการสรา งความตระหนกั รเู รอ่ื งอาเซยี นแกท กุ ภาคสว นของสงั คม
เพ่ือใหประชาชนไทยมีสวนรวมกับการสรางประชาคมอาเซียนและสามารถใชโอกาสจากประชาคม
อาเซยี นไดอยา งเตม็ ท่ี

- คณะกรรมการ/อนุกรรมการสําหรับการดําเนินการตามแผนงาน
การจดั ตงั้ ประชาคมอาเซยี นในแตล ะเสาโดยหนว ยงานทเ่ี ปน ผปู ระสานงานหลกั ของแตล ะเสาเปน ประธาน
เสาการเมอื งและความมน่ั คง ไดแ ก คณะกรรมการดาํ เนินการเพื่อจดั ตง้ั ประชาคมการเมอื งและความ
มน่ั คงโดยมปี ลดั กระทรวงการตา งประเทศเปน ประธาน เสาเศรษฐกจิ ไดแ ก คณะอนกุ รรมการดาํ เนนิ การ


Click to View FlipBook Version