วิชา ปป. (CP) ๒๒๔๐๒
การป้ องกันและปราบปรามอาชญากรรม
ตาํ ÃÒàÃÂÕ ¹
หลักสตู ร นกั เรยี นนายสบิ ตํารวจ
ÇªÔ Ò »». (CP) òòôðò ¡Òû͇ §¡Ñ¹áÅлÃÒº»ÃÒÁÍÒªÞÒ¡ÃÃÁ
เอกสารน้ี “໚¹¤ÇÒÁÅѺ¢Í§·Ò§ÃÒª¡ÒÔ หามมิใหผูหนึ่งผูใดเผยแพร คัดลอก ถอดความ
หรอื แปลสว นหนง่ึ สว นใด หรอื ทง้ั หมดของเอกสารนเ้ี พอ่ื การอยา งอน่ื นอกจาก “à¾Íè× ¡ÒÃÈ¡Ö ÉÒͺÃÁ”
ของขาราชการตํารวจเทาน้ัน การเปดเผยขอความแกบุคคลอ่ืนที่ไมมีอํานาจหนาท่ีจะมีความผิดตาม
ประมวลกฎหมายอาญา
กองบญั ชาการศึกษา สํานกั งานตาํ รวจแหงชาติ
พ.ศ.๒๕๖๑
1
คํานาํ
หลักสูตรนักเรียนนายสิบตํารวจ (นสต.) เปนหลักสูตรการศึกษาอบรมท่ีมีเปาหมาย
เพ่ือเสริมสรางใหบุคคลภายนอกผูมีวุฒิประกาศนียบัตรประโยคมัธยมศึกษาตอนปลาย (ม.๖) หรือ
ประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) หรือเทียบเทา ท่ีเขารับการฝกอบรมมีความรู ความสามารถ และ
ทักษะวิชาชีพตํารวจ รวมถึงพัฒนาบุคลิกภาพรางกายใหเหมาะสมสําหรับการปฏิบัติงานตํารวจ
ในกลุมสายงานปองกันปราบปราม ตลอดจนเตรียมความพรอมทางดานจิตใจและวุฒิภาวะใหมี
จติ สาํ นึกในการใหบ รกิ ารเพ่อื บาํ บดั ทุกขบาํ รงุ สขุ ของประชาชนเปนสําคัญ
กองบัญชาการศึกษา ไดรวมกับครู อาจารย และครูฝก ในสังกัดกองบังคับการ
ฝก อบรมตาํ รวจกลาง และกลมุ งานอาจารย กองบญั ชาการศกึ ษา ศนู ยฝ ก อบรมตาํ รวจภธู รภาค ๑ - ๙
และกองบัญชาการตํารวจตระเวนชายแดน ตลอดจนผูทรงคุณวุฒิจากภายนอก จัดทําตําราเรียน
หลกั สตู รนกั เรยี นนายสบิ ตาํ รวจชดุ นี้ ซง่ึ ประกอบดว ยองคค วามรตู า งๆ ทจี่ าํ เปน ตอ การพฒั นาศกั ยภาพ
ของนกั เรยี นนายสบิ ตาํ รวจใหเ ปน ขา ราชการตาํ รวจทพ่ี งึ ประสงคข องประชาชน เพอ่ื ใชส าํ หรบั ประกอบ
การเรียนการสอนนักเรียนนายสิบตํารวจใหมีความพรอมทั้งดานความรู ความสามารถ กําลังกาย
และจติ ใจ จนสามารถเปน ขา ราชการตาํ รวจทป่ี ฏบิ ตั งิ านใหบ รกิ ารสงั คมและประชาชนไดอ ยา งตรงตาม
ความตอ งการอยา งแทจ รงิ และมีความพรอ มในการเขา สูประชาคมอาเซียน
ขอขอบคุณครู อาจารย ครูฝก และผูทรงคุณวุฒิทุกทาน ท่ีไดรวมกันระดมความคิด
ใหคําปรึกษา คําแนะนํา ประสบการณท่ีเปนประโยชน รวมถึงการถายทอดองคความรู
ที่เปนประโยชน จนทําใหการจัดทําตําราเรียนหลักสูตรนักเรียนนายสิบตํารวจสําเร็จลุลวงไดดวยดี
ซ่ึงกองบัญชาการศึกษาหวังเปนอยางยิ่งวาตําราเรียนชุดนี้คงเปนประโยชนตอการจัดการเรียน
การสอนและการจัดการฝกอบรมของครู อาจารย และครูฝก รวมตลอดถึงใชเ ปนคมู อื การปฏบิ ัตงิ าน
ของขาราชการตํารวจ อันจะสงผลทําใหสํานักงานตํารวจแหงชาติสามารถสรางความเชื่อม่ันศรัทธา
และความผาสุกใหแ กประชาชนไดอยา งแทจรงิ
พลตํารวจโท ( รอย อิงคไพโรจน )
ผูบ ญั ชาการศึกษา
1
ÊÒúÑÞ Ë¹ŒÒ
ÇÔªÒ ¡Òû‡Í§¡Ñ¹áÅлÃÒº»ÃÒÁÍÒªÞÒ¡ÃÃÁ ñ
๓
º··Õè ñ อาํ ¹Ò¨áÅÐ˹ŒÒ·¢èÕ Í§ÊÒÂμÃǨ ññ
- ภารกจิ อํานาจหนา ทข่ี องสายตรวจ ๑๒
๑๒
º··èÕ ò ·ÄÉ®ÇÕ ‹Ò´ŒÇ¡Òû͇ §¡Ñ¹ÍÒªÞÒ¡ÃÃÁ ๑๒
- ทฤษฎกี ารบงั คบั ใชกฎหมาย ๑๓
- ทฤษฎตี าํ รวจชุมชนสมั พันธ ๑๓
- ทฤษฎคี วบคมุ อาชญากรรมจากสภาพแวดลอ ม ๒๓
- ทฤษฎตี ํารวจผรู บั ใชช มุ ชน ๒๔
- ทฤษฎหี นา ตา งแตก ๒๗
๓๐
º··Õè ó »ÃÐàÀ·áÅСÒèѴÊÒÂμÃǨ ๓๕
- การจดั สายตรวจประเภทตา งๆ ๔๘
- แนวทางปฏบิ ัตใิ นงานสายตรวจ õ÷
- การบริหารงานสายตรวจ ๕๘
- การวางแผนการตรวจ ๕๘
- การตงั้ จดุ ตรวจคน ๕๙
๖๒
º··Õè ô ÁÒμáÒÃàªÔ§Ã¡Ø 㹡Òû‡Í§¡¹Ñ »ÃÒº»ÃÒÁÍÒªÞÒ¡ÃÃÁ ๖๔
- การตีวงสรุ า ๖๕
- การปดลอ มตรวจคน ๖๖
- มาตรการยึดรถตองสงสัย
- การสํารวจจดุ ลอ แหลม
- การซักซอ มแผนเผชิญเหตตุ า งๆ และการสกัดจับ
- การตรวจเยย่ี มชุมชน
- การตั้งดานตรวจ จุดตรวจ หรือจดุ สกดั
˹ŒÒ
º··Õè õ ÃдѺ¡ÒÃ㪡Œ Òí Åѧ¢Í§à¨ŒÒ˹Ҍ ·μÕè íÒÃǨà¾è×Íá¡äŒ ¢Ê¶Ò¹¡Òó (Use of Force) øñ
- ทมี่ าและความสําคญั ของระดบั การใชก าํ ลังของเจาหนาทต่ี าํ รวจ ๘๒
- การศึกษาแบบระดับการใชกาํ ลังของเจา หนา ทต่ี าํ รวจ ๘๓
- คําอธิบายทั่วไปเกยี่ วกบั การกระทําของผูตอ งสงสัย/ผกู ระทําความผดิ ๘๗
- คําอธบิ ายทั่วไปเกี่ยวกับการปฏิบัติของเจา หนาทต่ี าํ รวจ ๙๑
º··èÕ ö ¡ÒÃ༪ÔÞàËμØμÒ‹ §æ áÅÐÃдºÑ ¡ÒÃãªกŒ ําÅѧ¢Í§à¨ŒÒ˹ŒÒ·Õตè าํ ÃǨ ùõ
- ข้นั ตอนการปฏิบัตมิ าตรฐานสาํ หรบั เจาหนา ที่ตํารวจผูเผชิญเหตุคนแรก ๙๖
- ตวั อยางอาวุธและอุปกรณสาํ หรบั เจา หนา ทีต่ ํารวจผูเผชิญเหตคุ นแรก ๙๘
º··Õè ÷ ¡ÒöÇÒ¤ÇÒÁ»ÅÍ´ÀÂÑ ñðó
- การแตงเคร่อื งแบบ ๑๐๔
- การเขา ประจําจุด ๑๐๕
º··èÕ ø ¡ÒÃÊÍè× ÊÒÃã¹Ë¹ÒŒ ·ตี่ ําÃǨ ñðù
- หลกั การสื่อสารท่วั ไป ๑๑๐
- ความหมายของคําวาสอื่ สาร ๑๑๐
- ระเบียบ ตร.วาดวยเครอ่ื งรับ-สงวทิ ยุของกรมตํารวจ พ.ศ.๒๕๒๗ ๑๑๑
- ประมวลลับ ๑๑๔
- การใชและการบาํ รงุ รักษาเครือ่ งมอื สอื่ สาร ๑๑๘
ÀÒ¤¼¹Ç¡ ñòõ
ÇÔªÒ »». (CP) òòôðò
¡Òû͇ §¡Ñ¹áÅлÃÒº»ÃÒÁÍÒªÞÒ¡ÃÃÁ
¤³Ð¼ŒÙ¨´Ñ ·Òí
ñ. ¾Å.μ.·.ÃÍ ÍÔ§¤ä¾âè¹ ¼ºª.È. ·»èÕ ÃÖ¡ÉÒ
ò. ¾Å.μ.μ.ÈáÄɳ ᡌǼÅÖ¡ Ãͧ ¼ºª.È. ·»èÕ ÃÖ¡ÉÒ
ó. ¾.μ.Í.ÇÊÔ ·Ø ¸ìÔ ¤ÅÒŒ Âáʧ ¼¡¡.ÊÀ.Ç§Ñ »ÃШº À.¨Ç.μÒ¡
ô. ¾.μ.·.ÍÃó¾ ¡ÒÇ¡Ô ØÅ ÍÒ¨Òà(ʺ ó) ¡Í¨.ºª.È.
õ. ¾.μ.·.ªÅҾѹ¸Ø ·Í§á¼‹¹ ÍÒ¨Òà(ʺ ó) ¡Í¨.ȽÃ.À.ô
ö. ¾.μ.·.ªÒí ¹Ô ¤¹äÇ ÍÒ¨Òà(ʺ ó) ¡Í¨.ȽÃ.À.ô
1
๑
º··Õè ñ
อํา¹Ò¨áÅÐ˹ŒÒ·Õè¢Í§ÊÒÂμÃǨ
ÇμÑ ¶»Ø ÃÐʧ¤¡ ÒÃàÃÂÕ ¹ÃŒÙ»ÃÐจาํ º·
๑. เพอื่ ใหน กั เรยี นนายสบิ ตาํ รวจมคี วามรเู กย่ี วกบั อาํ นาจและหนา ทขี่ องตาํ รวจสายตรวจ
๒. เพ่ือใหนักเรียนนายสิบตํารวจมีความเขาใจเก่ียวกับอํานาจและหนาท่ีของตํารวจ
สายตรวจ
๓. เพื่อใหนักเรียนนายสิบตํารวจนําความรูไปปฏิบัติใชไดถูกตอง บรรลุวัตถุประสงค
ของทางราชการ
ÊÇ‹ ¹นํา
การปฏบิ ตั งิ านในหนาทีข่ องตาํ รวจสายตรวจ จะปฏบิ ตั หิ นา ท่ีไดถกู ตอ งตามกฎหมายน้นั
ในเบอื้ งตน จะตอ งมคี วามรู ความเขา ใจ เกย่ี วกบั ความหมายของคาํ วา อาํ นาจและหนา ทข่ี องตาํ รวจกอ น
วาตนเองเปนตํารวจมีอํานาจและหนาท่ีตามกฎหมายมากนอยเพียงใด ตามกฎหมายท่ีกําหนด
การทาํ งานจงึ จะถกู ตอ ง ไมเ ปน การละเมดิ หรอื ละเวน การปฏบิ ตั ติ อ บคุ คลอน่ื การปฏบิ ตั จิ งึ จะชอบธรรม
และเกิดผลดีตอทางราชการ
๒
ตําÃǨ คือ “เจาหนาท่ีซึ่งกฎหมายใหมีอํานาจและหนาท่ีรักษาความสงบเรียบรอย
ของประชาชน”
อํา¹Ò¨ คือ ความชอบท่ีจะกระทําได ที่มาของอํานาจ ไดแก บทบัญญัติของกฎหมาย
จารีตประเพณี เปนตน
˹Ҍ ·èÕ คอื ภาระทจ่ี ะตอ งกระทาํ หนา ทมี่ าจากบทบญั ญตั ขิ องกฎหมายและจารตี ประเพณี
กิจกรรมในการรักษาความสงบเรียบรอย ไดแก การสบื สวน การสอบสวน การปอ งกัน
การปราบปรามและการใหบริการแกประชาชน ระดับของความสงบเรียบรอยน้ันก็คือ การไมละเมิด
ตอ บทบัญญัตขิ องกฎหมาย
ประชาชนมเี สรีภาพในการกระทําไดทกุ อยา ง เวนแตมกี ฎหมายบญั ญตั ิไวหา มกระทํา
สําหรับตํารวจน้ัน ในการปฏิบัติหนาที่ในการรักษาความสงบเรียบรอยหรือการบังคับใช
กฎหมาย โดยหลักการตาํ รวจจะกระทําการใดอนั เปน การละเมดิ ตอสทิ ธิของประชาชนไมไ ด เวน แตวา
จะมกี ฎหมายบัญญตั ไิ วแ ละตํารวจจะตองกระทําการไปตามเงือ่ นไขของกฎหมายทกี่ าํ หนดไว
หลักฐานของการกระทําจะตองเก็บบันทึกไวเปนขอเท็จจริงและพัฒนาไปสูการเปน
พยานหลักฐานตอไป
ÊÒÂμÃǨ¡Ñº¡ÒÃÊ׺Êǹ ตํารวจสายตรวจมีอํานาจในการสืบสวนท่ัวราชอาณาจักร
สายตรวจของสถานตี าํ รวจแหง หนงึ่ จะไมไ ปทาํ การสบื สวนคดอี าญาในอกี ทอ งทหี่ นง่ึ กไ็ ด โดยทจี่ ะไมเ ปน
ความผดิ ฐานเจา พนกั งานปฏบิ ตั หิ นา ทม่ี ชิ อบ เพราะเปน เรอ่ื งของการมอี าํ นาจแตไ มม หี นา ที่ แตส ายตรวจ
ท่ีกําลังตรวจอยูในทองที่สถานีตํารวจของตนกําลังปฏิบัติหนาที่ในการรักษาความสงบเรียบรอย
จงึ มีหนาที่ในการสืบสวนคดีอาญาในทองท่ขี องตนดวย
วธิ กี ารในการสบื สวนแบงได ๒ กรณี คอื การสบื สวนที่เปน การละเมิดสทิ ธิของประชาชน
ซึ่งจะตอ งพจิ ารณาวา มีกฎหมายบญั ญัติใหก ระทาํ ไดห รอื ไม หากไมม กี ฎหมายบญั ญตั ิไวก ก็ ระทาํ ไมได
การสืบสวนอีกประเภทหนึ่ง คือ การสืบสวนท่ีไมไดไปละเมิดสิทธิเสรีภาพของผูใด กรณีเชนน้ี
สายตรวจสามารถกระทําได เชน การจอดรถสังเกตการณ การเขาไปพูดคยุ กับบคุ คลตางๆ
การสบื สวน คือ การแสวงหาขอเท็จจริงและหลักฐาน ซงึ่ ตํารวจไดป ฏิบัตไิ ปตามอาํ นาจ
และหนาที่เพ่ือรักษาความสงบเรียบรอยของประชาชน ในสวนน้ีเรียกวาการสืบสวนกอนเกิดเหตุ
และเพือ่ ทราบรายละเอียดแหงความผดิ ในสวนนเ้ี ปนการสืบสวนหลังเกิดเหตุ
ขอ เทจ็ จรงิ และหลกั ฐานทไี่ ดจ ากการสบื สวนกอ นเกดิ เหตนุ าํ ไปใชเ ปน ขอ มลู ในการปอ งกนั
ปราบปรามและการใหบ รกิ ารประชาชนตอไป
สวนขอเท็จจริงและหลักฐานที่ไดจากการสืบสวนหลังเกิดเหตุใหนําสงพนักงานสอบสวน
ทําการสอบสวนขอเท็จจริงและหลักฐานเหลาน้ีจะเปนพยานหลักฐานในสํานวนการสอบสวน
ของพนักงานสอบสวนตอไป ตํารวจสายตรวจในขณะทําหนาที่สืบสวนจะตองมีการทําบันทึกไวเปน
หลกั ฐานดวย
๓
ºÑ¹·Ö¡ หมายถึง หนังสือที่ตํารวจจดไวเปนหลักฐานในการสืบสวน การจัดทําบันทึก
อาจจะกระทาํ โดยการจดบันทกึ ในกระดาษ สมดุ พก หรือบันทกึ ดวยกลองถา ยรูปก็ได
ÊÒÂμÃǨ¡ºÑ ¡ÒÃÊͺÊǹ การสอบสวน คอื การรวบรวมพยานหลกั ฐานและการดาํ เนนิ การ
ของพนักงานสอบสวน ซ่ึงทําไปเกี่ยวกับความผิดท่ีกลาวหา เพ่ือที่จะทราบขอเท็จจริงหรือพิสูจน
ความผิดและเพ่ือจะเอาตัวผูกระทําผิดมาฟองลงโทษ ดังน้ันสายตรวจจึงไมใชพนักงานสอบสวน
แตเ ปนเจา หนา ท่ีผทู ําการสืบสวนและอยูใ นฐานะผูชวยเหลือพนกั งานสอบสวน
ÊÒÂμÃǨ¡ºÑ ¡Òû‡Í§¡¹Ñ ÍÒªÞÒ¡ÃÃÁ หลักการของการปองกัน คือ
๑. ปอ งกนั มใิ หม อี าชญากรรมเกดิ ข้ึนในทองทท่ี ร่ี บั ผดิ ชอบ
๒. หากมเี หตเุ กดิ ขนึ้ จะตอ งไมก อ ใหเ กดิ ความรนุ แรง ความรนุ แรงวดั ไดจ ากการสญู เสยี
ชวี ติ บาดเจ็บ ความเสยี หายตอทรัพยสิน กระทบกระเทอื นตอ จติ ใจของประชาชน กลา วคือ จะตอ ง
ยบั ยงั้ ไมใ หเ กิดความรุนแรง อันไดแ กมาถงึ จุดทีเ่ กดิ เหตุในเวลาอนั สนั้ มีความรู มียุทธวิธีในการยบั ย้งั
ไมใ หเ กิดความรนุ แรง
๓. กระทําการมใิ หเกิดการลุกลามขยายวงของความเสียหายออกไป
๔. สามารถแกไ ขสถานการณได ควบคมุ สถานการณใ หสคู วามปกติได
๕. สามารถเยียวยาแกไ ขใหก ลับมาสูส ภาพเดมิ หรอื ใกลเ คยี งกบั สภาพเดิม
หลักการและเทคนิคของการปองกันอาชญากรรม ไดแก การแสดงตัว ปรากฏตัว
การตรวจคน การแสวงหาความรวมมือจากประชาชน การสรางแหลงขอมูล การนําขอมูลมาใช
การวางแผน เปนตน
ÊÒÂμÃǨ¡ºÑ ¡ÒûÃÒº»ÃÒÁ ในความหมายน้ี หมายถงึ มอี าชญากรรมหรอื มเี หตเุ กดิ ขนึ้
สายตรวจจะตอ งเปน ผใู ชอ าํ นาจและหนา ทใ่ี นการรกั ษาความสงบเรยี บรอ ย อนั ไดแ ก การถามชอื่ (ป.อาญา
ม.๓๖๗) การออกคําส่ัง (ป.อาญา ม.๓๖๘) ตอสูหรือขัดขวางเจาพนักงานเปนความผิด (ป.อาญา
ม.๑๓๘) ขม ขนื ใจเจา พนกั งานเปน ความผดิ (ป.อาญา ม.๑๓๙) นอกจากนยี้ งั มอี าํ นาจตรวจคน ตวั บคุ คล
ยานพาหนะ จับกุม การควบคุม การควบคุมตัวสงไปยังที่ทําการของพนักงานสอบสวน การยึดไว
เพอื่ ตรวจสอบซงึ่ ทรพั ยท มี่ ไี ว ไดม า ไดใ ช เพอ่ื ใชใ นการกระทาํ ผดิ การรบั แจง เหตแุ ละการรบั คาํ รอ งทกุ ข
ÊÒÂμÃǨ¡Ñº¡ÒÃãËŒºÃÔ¡Òà การใหบริการกับประชาชนเปนสวนหน่ึงของการรักษา
ความสงบเรียบรอ ย สายตรวจจะตองคํานงึ เสมอวาการใหบ ริการแกประชาชนนน้ั จะตองไมกระทบตอ
ภารกิจหลกั คอื ปฏิบตั หิ นา ทส่ี ายตรวจเพ่อื การรักษาความสงบเรยี บรอยแกประชาชน
ÀÒá¨Ô อาํ ¹Ò¨Ë¹ŒÒ·Õ¢è ͧÊÒÂμÃǨ
ñ. ¡Òû¯ÔºÑμÔμÒÁคําÊèѧ¢Í§¼ºŒÙ ѧ¤ÑººÞÑ ªÒ การปฏิบตั ิตามแผนการตรวจ
ò. ¡ÒÃÃѺᨌ§àËμØ จากปากคําของประชาชนโดยตรง หรือจากโทรศัพทมือถือ
เคร่ืองมือสื่อสาร วิทยุกระจายเสยี ง โทรทัศน โดยจะตองไปยงั ท่ีเกดิ เหตุโดยเร็ว
๔
ó. ¡Òè´Ñ ¡ÒáºÑ คาํ Ìͧ·Ø¡¢
ผูเสียหายจะรองทุกขกับตํารวจสายตรวจก็ได หากผูรองทุกขมีหนังสือรองทุกข
สายตรวจจะตองจัดการนําสงพนักงานสอบสวน หากผูเสียหายรองทุกขดวยปากคําใหสายตรวจ
รบี จดั การใหผ เู สยี หายไปพบพนกั งานสอบสวนหรอื สายตรวจจะจดบนั ทกึ แลว รบี สง ใหพ นกั งานสอบสวน
ô. อํา¹Ò¨ã¹¡ÒèѺ
ô.ñ ÊÒÂμÃǨÁÕอาํ ¹Ò¨¨Ñºä´Œ ´Ñ§¹Õé
๔.๑.๑ จับบุคคลตามหมายจับ นอกจากหมายจับตนฉบับแลว เอกสาร
หรือหลักฐานดังตอ ไปน้กี ็สามารถดําเนินการจับได
- สาํ เนาหมายจับทไี่ ดรบั รองวา ถูกตองแลว
- สําเนาหมายจับที่สงทางโทรสาร สื่ออิเล็กทรอนิกส หรือ
สอื่ เทคโนโลยีสารสนเทศประเภทอนื่
๔.๑.๒ จับบุคคลทไ่ี ดก ระทาํ ผดิ ซึ่งหนาสายตรวจ (เห็นกําลงั กระทาํ หรอื พบ
ในอาการใด ซ่งึ แทบจะไมมคี วามสงสยั เลยวา เขาไดก ระทําผดิ มาแลว สดๆ)
๔.๑.๓ จับบุคคลเม่ือสายตรวจพบบุคคลนั้นมีพฤติการณอันควรสงสัยวา
นาจะกอเหตุรายใหเกิดภยันตรายแกบุคคลหรือทรัพยสินของผูอ่ืน โดยมีเครื่องมือ อาวุธ หรือวัตถุ
อยา งอนื่ อันสามารถใชใ นการกระทาํ ผดิ
๔.๑.๔ จบั บคุ คลทมี่ พี ยานหลกั ฐานตามสมควรวา บคุ คลนน้ั นา จะไดก ระทาํ ผดิ
อาญาและมีเหตุอันเชื่อไดวาจะหลบหนีหรือจะไปยุงเหยิงกับพยานหลักฐานหรือกอเหตุอันตราย
ประการอ่ืนอันเปนเหตุท่ีจะออกหมายจับบุคคลน้ันได แตมีความจําเปนเรงดวนที่ไมอาจขอศาล
ออกหมายจบั บุคคลนน้ั ได
๔.๑.๕ จับผูตองหา (บุคคลผูถูกหาวาไดกระทําผิด แตยังมิไดฟองตอศาล)
หรือจําเลย (บุคคลซ่ึงถูกฟองตอศาลแลว โดยขอหาวาไดกระทําผิด) ท่ีสายตรวจพบวาผูตองหา
หรอื จําเลยน้นั หนีหรอื จะหลบหนีในระหวา งถกู ปลอ ยตวั ชัว่ คราว
๔.๑.๖ จับผูตองหา (บุคคลผูถูกหาวาไดกระทําผิด แตยังมิไดฟองตอศาล)
หรือจําเลย (บุคคลซึ่งถูกฟองตอศาลแลว โดยขอหาวาไดกระทําผิด) ท่ีบุคคลซ่ึงทําสัญญาประกัน
หรือหลักประกันในการปลอยตัวช่ัวคราวพบวาผูตองหาหรือจําเลยนั้น หนีหรือจะหลบหนีในระหวาง
ถกู ปลอ ยตวั ชวั่ คราว ขอใหสายตรวจจบั ผูต อ งหาหรอื จําเลยนัน้
๔.๑.๗ จับบุคคล เม่ือสายตรวจเห็นหรือพบบุคคลน้ันถูกไลจับดังผูกระทํา
โดยมีเสยี งรองเอะอะ (ตองเปน ความผดิ อาญาตามทรี่ ะบุไวใ นบัญชที า ยประมวลกฎหมายวิธพี ิจารณา
ความอาญา เชน ลกั ทรพั ย วง่ิ ราวทรพั ย ชงิ ทรพั ย ปลน ทรพั ย กรรโชกทรพั ย ประทษุ รา ยแกช วี ติ รา งกาย
ขม ขืนกระทําชาํ เรา)
๔.๑.๘ จับบุคคล เมื่อสายตรวจพบบุคคลนั้นแทบจะทันทีทันใดหลังจาก
การกระทาํ ผดิ ในถนิ่ แถวใกลเ คยี งกบั ทเ่ี กดิ เหตนุ น้ั และมสี งิ่ ของทไ่ี ดม าจากการกระทาํ ผดิ หรอื มเี ครอื่ งมอื
๕
อาวุธ หรือวัตถุอยางอ่ืน อันสันนิษฐานไดวาไดใชในการกระทําผิดหรือมีรองรอยพิรุธเห็นประจักษท่ี
เส้ือผาหรือเน้อื ตัวของผนู ้ัน
๔.๑.๙ การจบั ตามขอ ๔.๑.๑-๔.๑.๘ นน้ั หากจบั ในทรี่ โหฐานจะตอ งปฏบิ ตั ิ
ตามในเร่ืองการคน ในที่รโหฐานดวย
ô.ò ÇÔ¸Õ¡ÒèѺ สายตรวจตอ งดาํ เนินการดงั น้ี
๔.๒.๑ แจงผูที่จะถูกจับวาเขาตองถูกจับ ถาเปนการจับตามหมายจับ
ผจู บั จะขอความชว ยเหลอื จากบคุ คลใกลเคยี งเพื่อทําการจบั กไ็ ด แตจ ะบังคบั ใหบ ุคคลนั้นชวยโดยอาจ
เกิดอนั ตรายแกเขาไมไ ด
๔.๒.๒ แจงขอกลา วหาใหผ ถู ูกจับทราบ หากมีหมายจับใหแ สดงตอ ผถู กู จบั
๔.๒.๓ แจง สิทธิใหผถู ูกจบั ทราบวา
๑) ผูถูกจับมีสิทธิท่ีจะไมใหการหรือใหการก็ไดและถอยคําของ
ผูถูกจับนน้ั อาจใชเ ปนพยานหลักฐานในการพจิ ารณาคดไี ด
๒) ผูถูกจับมีสิทธิท่ีจะพบและปรึกษาทนายความหรือผูซ่ึงจะเปน
ทนายความ
๓) ถาผูถูกจับประสงคจะแจงใหญาติหรือผูซ่ึงตนไววางใจทราบถึง
การจับกุมหากสามารถดําเนินการไดโดยสะดวกและไมเปนการขัดขวางการจับหรือการควบคุม หรือ
ทําใหเกิดความไมปลอดภัยแกบุคคลหน่ึงบุคคลใด สายตรวจผูจับสามารถอนุญาตใหผูถูกจับ
ดาํ เนนิ การไดตามสมควร
๔.๒.๔ บนั ทกึ การจบั ไว (ตน ฉบบั ๑ ฉบบั สาํ เนาอยา งนอ ย ๒ ฉบบั ) สาํ หรบั
ถอ ยคาํ ทผี่ ถู กู จบั ใหก บั ผจู บั นนั้ หากเปน ถอ ยคาํ รบั สารภาพวา เปน ผกู ระทาํ ผดิ กฎหมายหา มมใิ หร บั ฟง
เปนพยานหลักฐาน แตถาเปนถอยคําอ่ืน จะรับฟงเปนพยานหลักฐานในการพิสูจนความผิด
ของผูถ ูกจับไดเมอื่ ไดมีการแจง สิทธิ ตามขอ ๔.๒.๓ แกผูถกู จบั แลว
๔.๒.๕ สั่งใหผูถูกจับไปยังท่ีทําการของพนักงานสอบสวนพรอมดวยผูจับ
ดงั นี้
๑) ไปยงั ทที่ าํ การของพนกั งานสอบสวนผรู ับผิดชอบ
๒) หากไมสามารถนําไปยังที่ทําการของพนักงานสอบสวน
ผรู ับผดิ ชอบไดใ นขณะทจี่ บั นน้ั ใหไปยงั ที่ทาํ การของพนักงานสอบสวนแหง ทองทที่ ีถ่ กู จับ
๔.๒.๖ ถา จําเปนใหจ บั ตัวผูถกู จบั ไป
๔.๒.๗ ถาบุคคลซึ่งจะถูกจับขัดขวางหรือจะขัดขวางการจับ หรือหลบหนี
หรอื พยายามจะหลบหนี สายตรวจผจู บั มอี าํ นาจใชว ธิ หี รอื การปอ งกนั เทา ทเี่ หมาะแกพ ฤตกิ ารณแ หง เรอ่ื ง
ในการจบั ผูถกู จบั นน้ั
๔.๒.๘ สายตรวจผจู บั มอี าํ นาจคน ตวั ผตู อ งหาและยดึ สง่ิ ของตา งๆ ทอ่ี าจใช
เปนพยานหลักฐานได การคน ตองทําโดยสภุ าพ คนผหู ญิงตองใหผ หู ญงิ คนอ่นื เปน ผูคน
๖
๔.๒.๙ สายตรวจผูจับมีอํานาจในการใชวิธีควบคุมผูถูกจับเทาที่จําเปน
เพ่ือปองกันมใิ หเขาหลบหนเี ทา นัน้
๔.๒.๑๐ สายตรวจผูจับตองนําตัวผูถูกจับไปยังที่ทําการพนักงานสอบสวน
ตามขอ ๔.๒.๕ โดยทันที และสงตัวผูถูกจับใหกับตํารวจของที่ทําการดังกลาว (พรอมบันทึกการจับ
ตน ฉบบั และสงิ่ ของทย่ี ดึ ไว) ในกรณจี าํ เปน ผจู บั จะจดั การพยาบาลผถู กู จบั เสยี กอ นทจ่ี ะนาํ ตวั ไปสง กไ็ ด
๔.๒.๑๑ ณ ที่ทําการของพนักงานสอบสวนท่ีนําผูถูกจับไปสง ใหสายตรวจ
รีบแจง ขอกลาวหาและรายละเอยี ดเกยี่ วกบั เหตุแหงการถูกจับใหผ ถู กู จบั ทราบ ถามหี มายจับใหแ จง ให
ผูถูกจบั ทราบและอานใหผูถ กู จับฟง และมอบสาํ เนาบันทึกการจบั แกผูถูกจับ
õ. อาํ ¹Ò¨ã¹¡Ò乌 ºØ¤¤Åã¹·èÊÕ Ò¸ÒóÐ
๕.๑ กฎหมายกําหนดเปนหลกั วา หามมิใหท าํ การคนบคุ คลใดในท่สี าธารณสถาน
แตกําหนดเปนขอยกเวนไววา เวนแตพนักงานฝายปกครองหรือตํารวจเปนผูคนในเม่ือมีเหตุอันควร
สงสัยวาบุคคลท่ีจะถูกคนนั้นมีสิ่งของในความครอบครองเพื่อจะใชในการกระทําความผิด หรือซ่ึงได
มาโดยการกระทําความผิดหรือซ่ึงมีไวเปนความผิด ดังน้ันสายตรวจจึงมีอํานาจที่จะคนตัวบุคคล
ในท่ีสาธารณะไดโดยบุคคลท่ีจะถูกคนนั้นตองมีเหตุอันควรตองสงสัยวามีส่ิงของในความครอบครอง
๑) เพอ่ื จะใชใ นการกระทาํ ความผดิ หรอื ๒) ซงึ่ ไดม าโดยการกระทาํ ความผดิ หรอื ๓) ซง่ึ มไี วเ ปน ความผดิ
(สายตรวจผูคนตองสามารถตอบไดวาที่คนตัวบุคคลน้ันเพื่ออะไร มิใชคนบุคคลใดก็ไดโดยไมมีเหตุผล
อันเปนการไมป ฏบิ ตั ิตามกฎหมาย)
๕.๒ กอ นลงมอื คน สายตรวจตองแสดงตัวและความบริสุทธติ์ อ ผถู ูกคน เสียกอน
๕.๓ การคนตองทาํ โดยสุภาพ การคน ผหู ญงิ ตองใหหญิงอื่นเปนผูคน และถา เปน
ไปไดควรมีประจกั ษพยานในการคน ดว ย
๕.๔ หากมีสิ่งของที่ยึดจากการคาใหบรรจุหีบหอตีตราไวหรือทําเครื่องหมายไว
เปนสําคัญ
๕.๕ เมื่อเสร็จสิ้นการคน หากตองยึดสิ่งของท่ีไดจากการคนตองทําบันทึกการคน
และบัญชีส่ิงของไว อานใหผูถูกคน ฟง และใหผ ถู ูกคน ลงลายมือช่อื รับรองไว (รวมทง้ั พยาน ถาม)ี และ
รีบนําบันทึกบัญชีและส่ิงของ สงพนักงานสอบสวน หากตองจับผูถูกคนใหดําเนินการตามวิธีการจับ
ในขอ ๔
๕.๖ ถาเปนไปไดควรทําบันทึกการคนไวทุกครั้งและใหผูถูกคนลงลายมือไวดวย
แมวาคนแลวไมพบสิ่งของตามท่ีสงสัยก็ตาม เพ่ือเปนหลักฐานในการปฏิบัติหนาที่ของสายตรวจ
หากมีการรอ งเรยี นหรือกลาวหา
ö. อํา¹Ò¨ã¹¡Ò乌 ÂÒ¹¾Ò˹Ð
๖.๑ ยานพาหนะที่ผคู รอบครองมีเจตนาใชเ ปน ที่พกั อาศยั เปนทรี่ โหฐาน หากจะ
คน ตอ งดาํ เนินการตามหลักการคน ในท่ีรโหฐาน
๖.๒ ยานพาหนะท่ีผูครอบครองใชตามปกติและใชในท่ีสาธารณะ หากสายตรวจ
จะคนตองมีเหตุที่สามารถคนบุคคลที่ครอบครองในขณะน้ันไดตามที่กฎหมายกําหนดในเรื่องการคน
๗
บุคคลในท่ีสาธารณะและสามารถคนภายในยานพาหนะไดเสมือนวาเปนสิ่งของติดตัวของผูถูกคนน้ัน
และปฏบิ ตั เิ ชนเดยี วกับการคน บคุ คลในท่ีสาธารณะโดยอนโุ ลม
÷. อาํ ¹Ò¨ã¹¡Ò䌹·ÃÕè â˰ҹ
๗.๑ เหตุ ขอบเขต และเวลาในการคน
๗.๑.๑ โดยปกติการคนที่รโหฐานตองมีหมายคนหรือคําสั่งศาลและตองมี
เจา พนกั งานผมู ชี อ่ื ในหมายคน หรอื ผรู กั ษาการแทนซงึ่ หากเปน ตาํ รวจตอ งมยี ศตงั้ แตร อ ยตาํ รวจตรขี นึ้ ไป
เปนหัวหนา ในการจดั การตามหมาย สายตรวจจงึ จะเขารว มการคน ไดโ ดยชอบ
๗.๑.๒ สายตรวจสามารถคน ทร่ี โหฐานไดโ ดยไมม หี มายคน หรอื คาํ สงั่ ศาลได
ในกรณดี ังตอ ไปนี้
๑) เม่ือมีเสียงรองใหชวยมาจากขางในท่ีรโหฐานหรือมีเสียง
หรือพฤตกิ ารณอ น่ื ใดอนั แสดงไดว ามเี หตรุ ายเกดิ ข้ึนในที่รโหฐานน้นั
๒) เมื่อปรากฏความผดิ ซง่ึ หนากําลังกระทาํ ในทรี่ โหฐาน
๓) เมอ่ื บคุ คลทไี่ ดก ระทาํ ความผดิ ซงึ่ หนา ขณะทถ่ี กู ไลจ บั หนเี ขา ไป
หรือมีเหตอุ นั แนนแฟน ควรสงสัยวาไดเขาไปซกุ ซอ นตัวอยูในทีร่ โหฐานนน้ั
๔) เมื่อมีพยานหลักฐานตามสมควรวาสิ่งของท่ีมีไวเปนความผิด
หรอื ไดม าโดยการกระทาํ ความผดิ หรอื ไดใ ชห รอื มไี วเ พอื่ จะใชใ นการกระทาํ ความผดิ หรอื อาจเปน พยาน
หลกั ฐานพสิ จู นก ารกระทาํ ความผดิ ไดซ อ นหรอื อยใู นนนั้ ประกอบทงั้ ตอ งมเี หตอุ นั ควรเชอื่ วา เนอ่ื งจาก
การเนิน่ ชากวา จะเอาหมายคนมาไดส ิ่งของนนั้ จะถูกโยกยา ยหรอื ทาํ ลายเสยี กอ น
ในกรณีนี้สายตรวจผูคนจะตองทําบันทึกการตรวจคน บัญชี
ทรัพยทไี่ ดจ ากการตรวจคน และบันทึกแสดงเหตผุ ลทีท่ าํ ใหสามารถเขาคนได และสง มอบสาํ เนาใหไว
แกผ ูค รอบครองสถานที่ทีถ่ ูกตรวจคน แตถ าไมมผี ูครอบครองอยู ณ ท่นี ้ัน ใหสง มอบหนังสอื ดงั กลา ว
แกบุคคลเชนวานั้นในทันทีท่ีกระทําไดและรีบรายงานเหตุผลและผลการตรวจคนเปนหนังสือตอ
ผบู ังคับบญั ชาเหนือขึ้นไป
๕) เม่ือที่รโหฐานน้ันผูจะตองถูกจับเปนเจาบาน และการจับนั้น
มหี มายจับหรอื เปนการจบั ไดในกรณีท่ไี มตอ งมหี มายจบั
๗.๑.๓ โดยปกติการคนในที่รโหฐานน้ันจะคนไดแตเฉพาะเพ่ือหาตัวคน
หรือสงิ่ ของทีต่ องการคน เทา น้ัน ยกเวนกรณตี อ ไปนี้
๑) ในกรณที คี่ น หาสงิ่ ของโดยไมจ าํ กดั สง่ิ ผคู น มอี าํ นาจยดึ สงิ่ ของใด
ซ่งึ นาจะใชเปนพยานหลักฐานเพอ่ื เปน ประโยชนห รอื ยนั ผตู อ งหาหรอื จําเลย
๒) เมื่อมีหมายจับบุคคลอ่ืนท่ีอยูในท่ีคนน้ัน หรือมีการกระทําผิด
ซึง่ หนา ในท่ีคน น้ัน ผคู น มีอาํ นาจจบั บุคคลนน้ั ได
๗.๑.๔ การคนที่รโหฐานตองกระทําระหวางพระอาทิตยขึ้นและตก
(เวลากลางวัน) เวนแตเมื่อลงมือคนแตในเวลากลางวัน ถายังไมเสร็จจะคนตอไปในเวลากลางคืนก็ได
๘
หรือในกรณีฉุกเฉินอยางยิ่ง หรือซ่ึงมีกฎหมายอ่ืนบัญญัติใหคนไดเปนพิเศษ จะทําการคนในเวลา
กลางคืนก็ได หรือการคนเพ่ือจับผูมีพฤติการณโหดรายหรือผูรายสําคัญจะทําในเวลากลางคืนก็ได
แตต อ งไดร บั อนญุ าตพเิ ศษจากศาลตามหลกั เกณฑแ ละวธิ กี ารทก่ี าํ หนดในขอ บงั คบั ของประธานศาลฎกี า
๗.๒ วิธีการคน ในทีร่ โหฐาน
๗.๒.๑ กรณีมีหมายคนหรือคําส่ังศาลใหแสดงหมายหรือคําส่ังนั้น
ตอ เจา ของหรอื คนอยใู นนน้ั หรอื ผรู กั ษาสถานทซ่ี งึ่ จะคน กรณเี ปน การคน ไดโ ดยไมม หี มายใหแ สดงนาม
และตําแหนงของผูคน ตอเจา ของหรือคนอยใู นน้ันหรอื ผรู กั ษาสถานที่ซ่ึงจะคน
๗.๒.๒ ตํารวจผูคนมีอํานาจส่ังเจาของหรือคนอยูในน้ันหรือผูรักษาสถานท่ี
ซึ่งจะคน ใหยอมใหเขาไปโดยมิหวงหาม อีกท้ังใหความสะดวกตามสมควรทุกประการ ในการคน
หากมิยอมใหเขาไป ตํารวจผูคนมีอํานาจใชกําลังเพ่ือเขาไปในท่ีจะคนได ในกรณีจะเปดหรือ
ทําลายประตูบาน ประตูเรือน หนาตาง รั้วหรือสิ่งกีดขวางอยางอ่ืนทํานองเดียวกันน้ันก็ได
(เปดหรือทําลายไดเ ฉพาะเทา ทจี่ าํ เปนเพือ่ ใหสามารถเขาไปในสถานท่นี ั้นไดเทาน้ัน)
๗.๒.๓ ในกรณคี น หาสง่ิ ของทหี่ าย ถา พอทาํ ไดจ ะใหเ จา ของหรอื ผคู รอบครอง
สง่ิ ของนั้นหรอื ผแู ทนของเขาไปกับเจาพนักงานในการคนนนั้ ดวยกไ็ ด
๗.๒.๔ ถามีเหตุอันควรสงสัยวาบุคคลซ่ึงอยูในท่ีซึ่งคนหรือจะถูกคน
จะขัดขวางถึงกับทําใหการคนไรผล ตํารวจผูคนมีอํานาจเอาตัวผูน้ันควบคุมไวหรือใหอยูในความดูแล
ในขณะที่ทําการคนเทา ท่จี าํ เปนเพ่ือมใิ หข ดั ขวางถงึ กบั ทาํ ใหก ารคน นั้นไรผ ล
๗.๒.๕ ถามีเหตุอันควรสงสัยวาบุคคลซึ่งอยูในที่ซ่ึงคนหาหรือจะถูกคน
ไดเอาส่ิงของท่ีตองการพบซุกซอนในรางกายตํารวจผูคนมีอํานาจคนตัวผูนั้นได โดยการคนตองทํา
โดยสภุ าพ การคนผหู ญิงตองใหผหู ญิงอืน่ เปนผูค น
๗.๒.๖ กอนลงมือคนใหตํารวจผูคนแสดงความบริสุทธิ์เสียกอน และเทาท่ี
สามารถจะทําไดใหคนตอหนาผูครอบครองสถานที่หรือบุคคลในครอบครัวของผูน้ันหรือถาหาบุคคล
เชน กลาวนัน้ ไมไดก ใ็ หคนตอหนาบุคคลอื่นอยางนอ ยสองคนซึง่ ผูคน ไดขอรองมาเปนพยาน
๗.๒.๗ ในการคนน้ัน ตํารวจผูคนตองพยายามมิใหมีการเสียหาย
และกระจัดกระจายเทาทีจ่ ะทาํ ได
๗.๒.๘ สิ่งของซึ่งยึดไดในการคน ใหหอหรือบรรจุหีบหอตีตราไวหรือใหทํา
เคร่อื งหมายไวเปนสําคญั และตองใหผ คู รอบครองสถานท่ี บคุ คลในครอบครวั ผูตองหา จาํ เลย ผูแ ทน
หรือพยานดูเพื่อใหร บั รองวา ถกู ตอ ง ถา บุคคลเชน กลา วน้ันรับรองหรือไมยอมรับรองก็ใหบ ันทึกไว
๗.๒.๙ เมอ่ื เสรจ็ สน้ิ การคน ใหท าํ บนั ทกึ การคน และบญั ชสี งิ่ ของทค่ี น ได และ
ใหอา นใหผ ูค รอบครองสถานท่ี บคุ คลในครอบครัว ผูตองหา จาํ เลย ผูแทนหรอื พยานฟง แลวแตก รณี
แลวใหผ ูน นั้ ลงลายมือช่ือรบั รองไว
๙
๗.๒.๑๐ กรณคี น โดยมหี มาย ใหรบี สงบนั ทึกการคน และบัญชีสง่ิ ของทคี่ นได
พรอ มทง้ั สง่ิ ของทยี่ ดึ มา ไปยงั ผอู อกหมายหรอื เจา พนกั งานตามทกี่ าํ หนดในหมายนน้ั กรณเี ปน การคน
โดยไมม หี มายใหส ง บนั ทกึ การคน และบญั ชขี องทคี่ น ไดพ รอ มทงั้ สง่ิ ของทยี่ ดึ มาไปยงั พนกั งานสอบสวน
ø. อํา¹Ò¨Í¹×è æ
ในขณะปฏิบัติหนาที่ สายตรวจมีสถานะเปนเจาพนักงานตามกฎหมาย ซึ่งในเร่ือง
การจับและการคน กฎหมายไดใหอํานาจไวในการปฏิบัติสวนหน่ึงแลว นอกจากนั้นกฎหมายอาญา
ยังใหอํานาจเพื่อการปฏิบัติงานแกสายตรวจอีก คือ ถามชื่อที่อยูของบุคคล เพ่ือปฏิบัติการ
ตามกฎหมายได โดยหากบุคคลนั้นไมยอมบอกหรือแกลงบอกชื่อที่อยูอันเปนเท็จมีโทษปรับ
ไมเกินหน่งึ พนั บาท
๑๐
๑๑
º··èÕ ò
·ÄÉ®ÇÕ Ò‹ ´ÇŒ ¡Òû‡Í§¡Ñ¹ÍÒªÞÒ¡ÃÃÁ
ÇÑμ¶»Ø ÃÐʧ¤¡ ÒÃàÃÂÕ ¹ÃÙ»Œ ÃÐจําº·
๑. เพอื่ ใหน กั เรยี นนายสบิ ตาํ รวจมคี วามรเู กย่ี วกบั ทฤษฎวี า ดว ยการปอ งกนั อาชญากรรม
๒. เพื่อใหนักเรียนนายสิบตํารวจมีความเขาใจเกี่ยวกับทฤษฎีวาดวยการปองกัน
อาชญากรรม
๓. เพอื่ ใหน กั เรยี นนายสบิ ตาํ รวจนาํ ความรเู กย่ี วกบั ทฤษฎวี า ดว ยการปอ งกนั อาชญากรรม
ไปปฏิบตั ใิ ชใ นหนา ที่ราชการไดถ กู ตอง และบรรลวุ ตั ถุประสงคของทางราชการ
ʋǹนาํ
แนวคิดทฤษฎเี กยี่ วกับการปอ งกันอาชญากรรม เพอ่ื นํามาประยกุ ตป ฏิบัติใชกับงานของ
ตาํ รวจมหี ลายทฤษฎี แตล ะทฤษฎลี ว นมปี ระโยชนต อ งานปอ งกนั อาชญากรรมงานของตาํ รวจ ในบทน้ี
ขอยกเอาทฤษฎี ๕ ทฤษฎี มาเพอ่ื ศกึ ษาเปนแนวทางปฏิบตั ิ เพอื่ จะไดน ําไปปฏบิ ัตงิ านหรอื ปรบั ใชใ ห
ถูกตอ งตามสภาพพืน้ ท่ี เพ่ือใหบ รรลุวัตถุประสงคใ นการปองกันปราบปรามอาชญากรรม
๑๒
·ÄɮաÒú§Ñ ¤Ñºãª¡Œ ®ËÁÒ (Law Enforcement Theory)
ตามประมวลกฎหมายวธิ พี จิ ารณาความอาญา ขา ราชการตาํ รวจมอี าํ นาจสบื สวนตรวจคน
จับกุมผกู ระทําผิดตามประมวลกฎหมายอาญา และกฎหมายอนื่ ๆ และโดยเฉพาะอยางยง่ิ ตํารวจฝาย
ปฏิบัติการระดับผูบังคับหมูซึ่งจะตองปฏิบัติงานในสังคมชุมชนมีโอกาสใกลชิดพบปะกับสถานการณ
เหตุการณอันเกี่ยวของเก่ียวเนื่องกับการกระทําผิดกฎหมาย เชนน้ี ตํารวจจราจร ตํารวจประจํา
จดุ ตรวจ จุดสกดั ตํารวจสายตรวจตางๆ เปนตน ตามแนวทฤษฎีนีถ้ อื วา ขา ราชการตาํ รวจเปนผบู งั คับ
ใชกฎหมาย ซึ่งในการปฏิบัติหนาที่น้ันจะตองมีความรูความเขาใจในหลักกฎหมายที่ตนจะตองปฏิบัติ
เปนอยางดี และตองรับทราบและปฏิบัติตามหลักสิทธิมนุษยชน หลักการคุมครองสิทธิของบุคคล
มุงเนนการจับกุมผูกระทําความผิดใหไดรับโทษ เมื่อมีการกระทําผิดเกิดขึ้นตองรีบสืบสวนจับกุมใหได
อยา งรวดเรว็ เพอ่ื ไมใ หเ ปน เยยี่ งอยา งและคนรา ยไมก ลา กระทาํ ผดิ ซงึ่ แนวทางนถี้ อื เปน การดาํ เนนิ การ
ลดปญ หาอาชญากรรม โดยเจา หนา ท่ีตํารวจ บุคคลหรอื หนว ยงานอน่ื ๆ หรือคนในชุมชน เปนผูช ว ย
ใหข อ มูลหรอื มีสวนรวมตามท่ีเจา หนาทตี่ ํารวจตองการ
·ÄÉ®Õตาํ ÃǨªØÁª¹ÊÑÁ¾¹Ñ ¸ (Police Community Relation Theory)
ในการปองกันแกไขปญหาอาชญากรรมของสังคมชุมชน หากตํารวจกระทําเอง
โดยลาํ พงั อาจประสบปญ หาในหลายๆ ดา น จงึ พยายามแสวงหาแนวรว มเพอื่ ใหง านมปี ระสทิ ธภิ าพมาก
ยงิ่ ขน้ึ หลกั การทฤษฎตี าํ รวจชมุ ชนสมั พนั ธ คอื การเสรมิ สรา งความสมั พนั ธแ ละความรว มมอื กนั ระหวา ง
ประชาชนกบั ตาํ รวจ ในการแกไ ขปญ หาอาชญากรรมและปญ หาตา งๆ อนั เกยี่ วกบั ความเรยี บรอ ยของ
สังคมชมุ ชน เพอ่ื ใหตาํ รวจมีปฏิสมั พันธอันดกี ับชมุ ชน มคี วามเขา ใจในปญ หาซ่งึ กันและกัน ตลอดจน
รว มมือกนั ในการแกไขปญ หาดังน้ี ตาํ รวจฝา ยปฏิบัตกิ ารระดบั ผูบงั คบั หมู จึงตองมคี วามรคู วามเขา ใจ
และมีทกั ษะในการสรางความสมั พนั ธท ่ดี ีตอชมุ ชนเพื่อใหงานของตํารวจบรรลุผล
·ÄÉ®¤Õ Ǻ¤ÁØ ÍÒªÞÒ¡ÃÃÁ¨Ò¡ÊÀÒ¾áÇ´ÅÍŒ Á (Crime Control Through Environmental
Design)
หลักการน้ีเปนแนวทางการปองกันอาชญากรรมที่เช่ือวาสภาพแวดลอมทางกายภาพ
และทางสงั คมถอื ไดว า เปน ปจ จยั สาํ คญั ประการหนงึ่ ทมี่ ผี ลตอ ปญ หาอาชญากรรมในชมุ ชน โดยหลกั การแลว
เราสามารถวางแผนเปลย่ี นแปลง แกไ ข หรอื ออกแบบสภาพแวดลอ มตา งๆ ทง้ั สภาพแวดลอ มรปู ธรรม
และนามธรรม เพอื่ ปอ งกนั และแกไ ขปญ หาอาชญากรรมได โดยทาํ ใหไ มส ามารถเขา ถงึ บคุ คลหรอื ทรพั ย
โดยงา ย อันเปนการปดกนั้ หรอื ลดชองโอกาสในการกอ เหตขุ องคนราย เชน การตดิ ตงั้ กลองวงจรปด
โครงการเพ่ือนบานเตือนภัย โครงการสายตรวจประชาชนตามแหลงที่พักอาศัย เปนตน แนวทางนี้
ตาํ รวจฝา ยปฏบิ ตั กิ ารระดบั ผบู งั คบั หมมู คี วามจาํ เปน ทจี่ ะตอ งทาํ ความเขา ใจและมกี ารสงั เกตการณท ดี่ ี
๑๓
·ÄÉ®ตÕ ําÃǨ¼ÃÙŒ ºÑ 㪪Œ ÁØ ª¹ (Community Policing)
ตํารวจฝายปฏิบัติการระดับผูบังคับหมูยุคปจจุบัน ควรนําแนวคิดทฤษฎีการปองกัน
อาชญากรรมแนวนไ้ี ปประยกุ ตใ ชใ นการทาํ งานอยา งยงิ่ กลา วคอื เปน การทตี่ าํ รวจกบั ประชาชนทาํ งาน
รวมกันโดยใชความริเริ่มสรางสรรค ยอมสามารถแกไขปญหาตางๆ ท่ีเกี่ยวของกับอาชญากรรม
ความรูสึกหวาดกลัวภัยอาชญากรรม ตลอดจนสภาพการไรระเบียบและความเส่ือมโทรมทางสังคม
และทางกายภาพในชุมชนตางๆ ได การที่จะบรรลวุ ตั ถุประสงคดังกลา วไดน ้ันหนวยงานตํารวจจะตอ ง
เสริมสรางความสัมพันธอันดีกับสุจริตชนท่ีอาศัยอยูในชุมชนน้ันๆ โดยเปดโอกาสใหเขามามีสวนรวม
แสดงความคดิ เหน็ เสนอแนะในการจัดลาํ ดับความสําคัญเรงดว นของปญ หา และรว มพฒั นาศักยภาพ
ความเปน อยโู ดยรวมของชมุ ชน หรืออีกนัยหนงึ่ หลักการตาํ รวจผูรับใชชมุ ชน เปนหลกั การการทาํ งาน
ของตํารวจซงึ่ สง เสริม สนับสนุน แกต น เหตุ เพอื่ ลดปญ หาอาชญากรรม ปญ หาความไมเปน ระเบยี บ
ของชมุ ชน โดยใชเทคนิคการแกท่ีตนเหตขุ องปญ หา ดว ยความรวมมือระหวา งตํารวจและชมุ ชน
·ÄÉ®ËÕ ¹ÒŒ μÒ‹ §áμ¡ (Broken Windows Theory)
ทฤษฎีน้ีเปนแนวคิดพื้นฐานวาหากปลอยใหหนาตางบานหรือรถยนตแตกเสียหาย
โดยไมม กี ารซอ มแซม คนทวั่ ไปกจ็ ะคดิ วา เจา ของไมส นใจ ตอ มากจ็ ะมคี นขวา งหรอื ทาํ ลายกระจกบานอนื่
ไปเรื่อยๆ จนกระท่ังบานเรือนหรือรถยนตเสียหายชํารุดทรุดโทรมมาก ยากตอการซอมแซมใหกลับ
ไปสูสภาพเดิม ดังนั้นเมื่อหนาตางแตกแมเพียงเล็กนอยก็ตองรีบซอมแซม เมื่อนํามาเทียบเคียงกับ
ปญหาอาชญากรรมในชุมชน เชน หากเกิดปญ หาความไมเปนระเบยี บเรียบรอ ย (Disorder) ปญหา
ความสกปรกหรอื ปญ หาเกย่ี วกบั คณุ ภาพชวี ติ ในชมุ ชน (Quality Of Life Problems) แลว ปลอ ยทง้ิ ไว
โดยไมมีใครสนใจ ชุมชนน้ันจะยิ่งเส่ือมโทรมลงไปเร่ือยๆ แลวจะกอใหเกิดปญหาอาชญากรรมหรือ
ยาเสพตดิ ตามมาภายหลงั ดงั นนั้ การแกไ ขปญ หาอาชญากรรมตอ งสนใจจดั การปญ หาความเดอื ดรอ น
ของชุมชน ปญหาความไรระเบียบและปญหาคุณภาพชีวิตของคนในชุมชนดวย ถาชุมชนใด
มีความสะอาดเปนระเบียบเรียบรอย ก็จะทําใหปญหาอาชญากรรมและยาเสพติดลดลงไปดวย ดังนี้
ในการทาํ หนา ทต่ี าํ รวจสายตรวจควรเฝา ระวงั สงั เกตการณส ภาวะเชนน้อี ยา งละเอยี ดถ่ถี วน
á¹Ç·Ò§¡Òû͇ §¡Ñ¹ÍÒªÞÒ¡ÃÃÁ
อาชญากรรม = มลู เหตจุ ูงใจ + ชองโอกาสในการกระทําผดิ
การปอ งกันอาชญากรรมจึงประกอบดวย การตดั มูลเหตุจงู ใจของผูกระทาํ ผิดซึ่งเปนการ
ปอ งกนั อาชญากรรมไมใ หเ กดิ ผกู ระทาํ ผดิ ขน้ึ และในขณะเดยี วกนั กค็ วรมกี ารปอ งกนั ไมใ หต กเปน เหยอื่
อาชญากรรมโดยการตดั ชอ งโอกาสในการกระทําผดิ ของอาชญากร
๑๔
สําหรับวิธีในการปอ งกนั อาชญากรรมประกอบดวย ๔ วิธี ไดแ ก
ñ. ¡Òú§Ñ ¤ºÑ 㪌¡®ËÁÒÂ
แนวทางการปองกันอาชญากรรมโดยการบังคับใชกฎหมายเกิดขึ้นตามความเชื่อ
ของสาํ นกั ดงั้ เดมิ (Classical School) ทม่ี คี วามเชอ่ื วา อาชญากรรมเกดิ ขน้ึ เนอ่ื งจากมนษุ ยม เี จตจาํ นง
อสิ ระ (Free Will) ตดิ ตัวมาต้ังแตก ําเนดิ มนุษยมักจะทําในส่ิงทีเ่ กิดประโยชนก ับตัวเองมากกวาโทษ
ทไ่ี ดร บั หากเหน็ วา การกระทาํ ใดมโี ทษมากกวา ประโยชนท ไ่ี ดร บั มนษุ ยก จ็ ะเลยี่ งไมก ระทาํ ในสง่ิ ดงั กลา ว
และการทเี่ กดิ อาชญากรรมขน้ึ เนอื่ งจากมนษุ ยพ จิ ารณาแลว วา การประกอบอาชญากรรมเกดิ ประโยชน
มากกวาโทษท่ีจะไดรับตอไป ไมเกรงกลัวตอกฎหมายหรือบทลงโทษ รวมท้ังบทลงโทษท่ีไดรับไมมี
ความรนุ แรงจึงไมม ีความเกรงกลวั
ดังนั้นแนวทางการปองกันอาชญากรรมวิธีน้ี จึงมุงเนนการบังคับใชกฎหมายใหมี
ประสิทธิภาพสูงสุดเพื่อเปนการปองกันอาชญากรรมทําใหคนในสังคมมีความเกรงกลัวตอกฎหมาย
และบทลงโทษเปน สําคญั ทําใหตัวมลู เหตจุ ูงใจในการกระทาํ ผดิ
สําหรับการบังคับใชกฎหมายท่ีมปี ระสิทธิภาพควรประกอบดวยแนวทาง ดังนี้
๑. ความแนน อน กฎหมายทใี่ ชบ งั คบั คนในสงั คมจะตอ งมบี ทลงโทษทมี่ คี วามแนน อน
หากกระทําผิดในลกั ษณะคดีประเภทเดยี วกนั จะตองไดร บั การลงโทษอยางแนนอน
๒. ความเสมอภาค กฎหมายท่ีใชบังคับจะตองใชบังคับกับทุกคนในสังคม
อยา งเทา เทยี มกนั ไมม กี ารเลอื กปฏบิ ตั ริ ะหวา งคนรวยกบั คนจน หรอื คนทม่ี อี าํ นาจกบั คนทด่ี อ ยโอกาส
ทางสงั คม
๓. ความรวดเรว็ กฎหมายทใี่ ชบ งั คบั จะตอ งมบี ทลงโทษคนกระทาํ ผดิ ทม่ี คี วามรวดเรว็
เพื่อเปนการปองกันและขมขวัญยับยั้งคนในสังคมท่ีคิดจะกระทําความผิดใหเกิดความเกรงกลัว
ไมต องการประกอบอาชญากรรม
๔. บทลงโทษที่เหมาะสม กฎหมายท่ีใชบังคับในการลงโทษผูกระทําผิดจะตองมี
บทลงโทษที่เหมาะสมกับความผิดไมนอยเกินไปเพราะจะทําใหคนในสังคมที่คิดจะกระทําผิดไมเกิด
ความเกรงกลวั ตอ โทษ ในขณะเดยี วกนั โทษทไี่ ดร บั จะตอ งไมม คี วามรนุ แรงมากเกนิ ไป เพราะอาจทาํ ให
ผกู ระทาํ ความผดิ บางรายอาจตอ งการเสย่ี งในการกระทาํ ผดิ เพราะอาจไดร บั ประโยชนท คี่ มุ คา จากการ
ประกอบอาชญากรรม นอกจากนี้บทลงโทษผูกระทําผิดที่มีความรุนแรงมากเกินไป อาจเปนชองทาง
ในการกลนั่ แกลง บุคคลผูบริสุทธิใ์ หตองตกเปน อาชญากรทงั้ ที่ไมไดท าํ ผิด
สาํ หรบั การปอ งกนั อาชญากรรมดว ยวธิ กี ารบงั คบั ใชก ฎหมาย จะเหน็ ไดใ นกระบวนการ
ยตุ ิธรรมท่มี ลี กั ษณะเนนการปองกันปราบปรามอาชญากรรม (Crime Control) หากประเทศใดทน่ี ํา
แนวทางการปอ งกนั อาชญากรรมวธิ นี มี้ าใช จะมกี ารกาํ หนดบทลงโทษทางกฎหมายตอ ผกู ระทาํ ผดิ ทมี่ ี
ความรนุ แรง สาํ หรบั กรณขี องประเทศไทย ดงั จะเหน็ ไดจ ากนโยบายของรฐั บาลในการประกาศสงคราม
กบั ยาเสพตดิ ในป พ.ศ.๒๕๔๕ รฐั บาลไดน าํ วธิ กี ารปอ งกนั การกระทาํ ผดิ ในคดยี าเสพตดิ ดว ยการกาํ หนด
บทลงโทษท่ีมคี วามรุนแรง มีการจาํ คุกตลอดชวี ติ และการประหารชวี ติ ผูคา ยาเสพตดิ รายใหญ เพ่อื ให
คนในสังคมเกดิ ความเกรงกลัวไมตองการกระทาํ ความผดิ ทเี่ กยี่ วขอ งกบั ยาเสพติด เปนตน
๑๕
¢ŒÍ´Õ เห็นผลทนั ตาในการปอ งกันอาชญากรรม
¢ŒÍàÊÂÕ เปนการแกปญหาท่ีปลายเหตุอาจไมใชเปนการปองกันอาชญากรรม
ใหหมดไปอยางแทจริง
ò. ¡ÒûÃѺÊÀÒ¾áÇ´ÅŒÍÁáÅШμÔ ã¨
แนวทางการปองกันอาชญากรรมโดยการปรับสภาพแวดลอมและจิตใจเกิดข้ึนตาม
ความเชอ่ื ของสาํ นกั ปฏิฐานนิยม (Positive School) ที่มีความเชือ่ วา ผูท ่ีประกอบอาชญากรรม คอื
ผูท่ีถูกสภาพแวดลอมและปจจัยตางๆ บีบบังคับ (Determinism) และหลอหลอมใหตองประกอบ
อาชญากรรม “อาชญากร เปรียบเสมอื น ผูป วย จําเปน ตอ งไดร ับการบาํ บัดรักษา” โดยการแกไขผูมี
บคุ ลิกภาพท่เี สยี ใหก ลบั สสู งั คม เปนบคุ คลท่มี ีบคุ ลกิ ภาพท่ที นทานตอ สิ่งยว่ั ยใุ หป ระกอบอาชญากรรม
แนวทางการปองกันอาชญากรรมดวยการปรับสภาพแวดลอมและจิตใจ จึงมีวิธีใน
การปองกันอาชญากรรม ๒ รูปแบบ คือ การปองกันไมใหผูที่อยูในสังคมตองกลายเปนอาชญากร
ดวยการปรับสภาพแวดลอ มทงั้ ในระดบั มหภาคและระดับจลุ ภาคใหมีความเหมาะสม และการปอ งกนั
ผูที่มีบุคลิกภาพที่เสียไปหรือเปนอาชญากรไมใหมีการถลําลึก หรือการประกอบอาชญากรรมซ้ํา
ดวยการใชม าตรการการปรับสภาพแวดลอ มในสถานท่ีควบคมุ แกไ ขใหม คี วามเหมาะสม
สําหรับแนวทางการปองกันอาชญากรรมดวยการปรับสภาพแวดลอมและจิตใจ
สามารถทําไดด งั น้ี
»Í‡ §¡¹Ñ ÍÒªÞÒ¡ÃÃÁ คอื การปรบั สภาพแวดลอ มในระดบั มหภาคและระดบั จลุ ภาค
ใหม คี วามเหมาะสมตอ คนในสงั คม ไมใ หส งิ่ แวดลอ มเหลา นกี้ ลายเปน สงิ่ ทบี่ บี บงั คบั หรอื กระตนุ ใหค นใน
สงั คมตองประกอบอาชญากรรม ไดแ ก
Positive
เศรษฐกิจ *ครอบครัว กายภาพ/ชวี ภาพ บุคลิกท่ี พฤตกิ รรม
สังคม *โรงเรียน ออ นแอ เบยี่ งเบน
การเมอื ง *การคบเพอ่ื น + หรือ
*ที่อยูอ าศยั ปว ย หรอื
*อาชพี จติ ใจ อาชญากรรม
*อบายมขุ
*ส่อื
*ศาสนา
๑๖
ÊÔè§áÇ´ÅÍŒ Áã¹ÃдºÑ ÁËÀÒ¤
àÈÃɰ¡¨Ô การทาํ ใหป ระเทศมสี ภาวะเศรษฐกจิ ทดี่ ี คนในสงั คมมงี านทาํ และมรี ายไดด ี
ปญ หาการประกอบอาชญากรรมจะลดลง
Êѧ¤Á การปรับสภาพสังคมใหมีความนาอยู ดังเชนสังคมไทยในอดีตที่มี
ความโอบออมอารี มีน้ําใจเอ้ือเฟอเผ่ือแผ ใหความเคารพนบนอบผูอาวุโสและคนดีมากกวาคนรวย
เพ่ือสรางความรักความผูกพันตอชุมชนหรอื สังคมท่อี ยู ปญ หาอาชญากรรมก็จะลดนอ ยลง
¡ÒÃàÁÍ× § การทาํ ใหก ารเมอื งเปน ตวั แทนของประชาชนในสงั คมอยา งแทจ รงิ ในการชว ยเหลอื
ผูดอยโอกาส ตลอดจนการทําใหกฎหมายและกระบวนการยุติธรรมสามารถอํานวยความยุติธรรม
อยางแทจริง ไมเลือกปฏิบัติและเปนเคร่ืองมือของกลุมผูแสวงหาผลประโยชนโดยการเลนการเมือง
เพอ่ื เปน การบงั หนา จะทาํ ใหก ารเมอื งมปี ระสทิ ธภิ าพและสามารถปอ งกนั แกไ ขปญ หาอาชญากรรมได
ʧÔè áÇ´ÅŒÍÁã¹ÃдѺ¨ØÅÀÒ¤
¤Ãͺ¤ÃÇÑ การสรา งครอบครวั จากความรกั เพอื่ เปน การสรา งภมู คิ มุ กนั และลอ มรวั้ สมาชกิ
ในสงั คมใหห า งไกลจากการประมวลอาชญากรรม โดยครอบครวั จะตอ งทาํ หนา ทใี่ นกระบวนการขดั เกลา
ทางสังคม การถายทอดคานิยม แบบแผนการดําเนินชีวิตที่มีความถูกตองใหแกสมาชิกในครอบครัว
จะทําใหสังคมหางไกลจากปญหายาเสพติด
ʶҺѹ¡ÒÃÈÖ¡ÉÒ การทําหนาที่ในการถายทอดความรูคูคุณธรรมใหแกสมาชิกในสังคม
ใหม คี วามรใู นการดาํ เนนิ ชวี ติ ทถี่ กู ตอ ง มคี วามยบั ยงั้ ชง่ั ใจในการประกอบอาชญากรรม จะทาํ ใหป อ งกนั
ปญ หาอาชญากรรมได
¡Òäºà¾è×Íน ครอบครัวและโรงเรียนจะตองปลูกจิตสํานึกในเร่ืองการคบเพ่ือนที่ดีใหแก
สมาชกิ ในสงั คมเพอื่ ใหส มาชกิ ในสงั คมมกี ารประพฤตติ นทถี่ กู ตอ งตามแบบอยา งของกลมุ ทเ่ี ลอื กคบหา
สมาคม เชน โครงการเขาคายในระหวางปดเทอม เพื่อปลูกฝงใหเด็กและเยาวชนมีการรวมกลุมกัน
ในการทาํ ประโยชนเ พอื่ สงั คม โครงการ YMCA ซงึ่ หากมกี ารคบเพอื่ นทดี่ ปี ญ หาการประกอบอาชญากรรม
จะลดจาํ นวนลงอยา งแนนอน
·ÍèÕ Â͋٠ÒÈÂÑ มคี วามจาํ เปน ตอ ผทู อ่ี ยอู าศยั เนอ่ื งจากอาจมกี ารเรยี นรพู ฤตกิ รรมอาชญากร
จากในถน่ิ ทอี่ ยอู าศยั ดงั นนั้ การจดั ระเบยี บทอ่ี ยอู าศยั จงึ มคี วามจาํ เปน ตามแนวคดิ ของทฤษฎนี เิ วศวทิ ยา
สํานักชิคาโกสคูล โดยการจัดใหโซนของที่อยูอาศัยหรือสถานศึกษาอยูหางจากสถานบันเทิงหรือ
แหลงเสื่อมโทรมอ่ืนๆ เพ่ือไมใหมีการถายทอดและเรียนรูพฤติกรรมอาชญากรจากแหลงดังกลาว
จะสามารถปองกนั อาชญากรใหลดจาํ นวนลงอยา งแนน อน
ÍÒªÕ¾ การสรางอาชีพใหแกคนในทองถิ่นเพ่ือใหสามารถเล้ียงดูตัวเองได ไมอพยพเขา
มาทาํ งานในเมอื งอนั จะนาํ มาซงึ่ ปญ หาตา งๆ เปน สงิ่ ทมี่ คี วามจาํ เปน รวมทง้ั หากประชาชนในประเทศ
มีอาชีพ ปญหาอาชญากรรมโดยเฉพาะอาชญากรรมเก่ียวกับทรัพยสินจะลดจํานวนลง ตัวอยางเชน
การฝกวิชาชีพใหแกคนในชุมชน การสรางโครงการหนึ่งตําบลหน่ึงผลิตภัณฑ เพื่อทําใหคนในทองถิ่น
มีงานทาํ เปน ตน
๑๗
Êè×Í การสรางจิตสํานึกในการรับผิดชอบการนําเสนอของส่ือ ไมมุงผลประโยชนในทาง
พาณิชยแตเพียงประการเดียว โดยการนําเสนอส่ิงท่ีเปนประโยชนในการดําเนินชีวิตตอคนในสังคม
การนําเสนอแนวคิดคานิยมที่ดีงามของสังคมจากส่ือ จะเปนแนวทางที่สําคัญในการปองกันปญหา
อาชญากรรม
ͺÒÂÁØ¢ เปนหนทางแหงความเสื่อม ซ่ึงอบายมุขจึงเปนส่ิงท่ีสมาชิกในสังคม
ไมควรเกี่ยวของเพราะจะนํามาซ่ึงการประพฤติปฏิบัติตนท่ีไมดีงาม รวมท้ังการประกอบอาชญากรรม
สําหรับตัวอยางของอบายมุข ไดแ ก อบายมุข ๖ ประการ ซึง่ ประกอบดวย ดื่มนํา้ เมา เท่ียวกลางคืน
ดูการละเลนเปนนิจ เลนการพนัน คบคนช่ัวเปนมิตร เกียจครานในการทํางาน ซึ่งการเกี่ยวของกับ
อบายมขุ ดงั กลา วยอ มนาํ มาซง่ึ ปญ หาอาชญากรรม ดงั นน้ั หากรฐั บาลมกี ารปราบปรามไมใ หม อี บายมขุ
ในประเทศ จะเปน อีกแนวทางหน่ึงในการปอ งกนั ปญหาอาชญากรรม
ÈÒÊ¹Ò ทกุ ศาสนาสอนใหคนมกี ารประพฤตปิ ฏบิ ตั ิตนเปน คนดี หากศาสนาสามารถทํา
หนาที่ในการถายทอด ส่ังสอนคานิยมในการดําเนินชีวิตท่ีถูกตอง ปญหาอาชญากรรมจะไมเกิดข้ึน
อยา งแนนอน
¡ÒÂÀÒ¾/ªÕÇÀÒ¾ หากทราบวาบุคคลใดมีความผิดปกติของรางกายหรือปจจัยทางดาน
ชวี ภาพในรา งกาย และไดร บั การบาํ บดั รกั ษาตลอดจนการเลย้ี งดใู นสภาพแวดลอ มทด่ี มี คี วามเหมาะสม
จะเปนการปองกันปญหาอาชญากรรมของผูท่ีมีความผิดปกติของรางกายท่ีทําใหเปนอาชญากร
โดยกาํ เนดิ อนั จะทําใหป ญ หาอาชญากรรมลดนอ ยลงอยางแนนอน
¨μÔ ã¨ หากคนในสงั คมไดร บั การขดั เกลาสภาพจติ ใจใหส ามารถทนทานตอ สงิ่ ยว่ั ยไุ ด ไมใ ห
กเิ ลสตณั หาและสญั ชาตญาณดบิ มอี าํ นาจเหนอื การกระทาํ ทกุ อยา ง โดยการใชก ระบวนการขดั เกลาทาง
สังคมใหมสี ภาพจติ ใจท่ดี ี มีความแขง็ แกรงตอ การเอาชนะกเิ ลสทัง้ หลาย จะทาํ ใหป ญ หาอาชญากรรม
ลดจาํ นวนลงอยางแนน อน
อยา งไรกต็ าม เมอ่ื มคี นกระทาํ ผดิ เกดิ ขนึ้ ในสงั คม มคี วามจาํ เปน ตอ งปรบั สภาพแวดลอ ม
และจติ ใจผทู ก่ี ระทาํ ผดิ ซงึ่ เปรยี บเสมอื นผปู ว ยใหม คี วามประพฤตทิ ถ่ี กู ตอ งไมก ระทาํ ผดิ ซาํ้ เปน อาชญากร
ที่ยากตอ การแกไ ข
¡ÒÃá¡äŒ ¢¼¡ŒÙ ÃÐทาํ ¼´Ô หมายถงึ การทาํ ใหผ ทู ก่ี ระทาํ ผดิ ไปแลว ไมก ระทาํ ผดิ ซาํ้ อกี จนกระทงั่
ยากตอ การแกไขฟน ฟู สาํ หรบั มาตรการในการแกไขผูกระทําผดิ สามารถกระทาํ ไดโ ดยการใหก ารศึกษา
การฝก วชิ าชพี การอบรมทางศาสนา ตลอดจนการใชโ ปรแกรมการแกไ ขฟน ฟทู เ่ี หมาะสมกบั ผกู ระทาํ ผดิ
แตละประเภท ตลอดจนการใหโ อกาสทางสังคม โดยการไมตีตราผกู ระทาํ ผิดใหต องถลาํ ลกึ ในเสน ทาง
ของอาชญากรรมยากจะกลับคืนสสู ังคม
สําหรับแนวทางในการปองกันอาชญากรรมดวยวิธีการปรับสภาพแวดลอมและจิตใจ
หากประเทศใดมีการปองกันอาชญากรรมทเ่ี นนวธิ ี กระบวนการยตุ ธิ รรมของประเทศนัน้ จะเนน การใช
หลกั นติ ริ ฐั (Due Process) โดยการใหโ อกาสผกู ระทาํ ผดิ ไดม โี อกาสในการแกต วั มองผถู กู กลา วหาเปน
ผูบริสทุ ธิแ์ ละอาชญากรทกุ คนคอื ผปู ว ยทจ่ี ําเปนตอ งไดรับการบาํ บดั แกไข
๑๘
¢ŒÍ´Õ เปน การปอ งกนั ปญ หาอาชญากรรมทต่ี น เหตุ ซงึ่ เปน การแกไ ขปญ หาอาชญากรรม
อยา งแทจ ริง
¢ŒÍàÊÕ ใชร ะยะเวลานานในการปรบั สภาพแวดลอ มและจิตใจ และเห็นผลชา
ó. ¡ÒÃÅ´ª‹Í§âÍ¡ÒÊ¡ÒáÃÐทํา¤ÇÒÁ¼Ô´
¡ÒÃμ´Ñ ªÍ‹ §âÍ¡ÒÊâ´ÂãªàŒ ·¤â¹âÅÂÕ สาํ หรบั แนวทางปอ งกนั อาชญากรรมแนวทางน้ี
คอื การปอ งกนั สมาชกิ ในสงั คมไมใ หต กเปน เหยอื่ อาชญากรรมโดยการใชเ ทคโนโลยี เนอ่ื งจากอาชญากรรม
นอกจากจะปอ งกนั ทต่ี วั อาชญากรโดยการตดั มลู เหตจุ งู ใจแลว มคี วามจาํ เปน ในการปอ งกนั ไมใ หต กเปน
เหยอีื่ อาชญากรรมซ่ึงสามารถกระทาํ ไดง า ยกวา การแกไ ขทีต่ วั อาชญากร
สาํ หรับแนวทางในการปอ งกนั อาชญากรรมนี้มีหลายระดับ โดยแบงเปน
¡Òû‡Í§¡Ñ¹ÍÒªÞÒ¡ÃÃÁã¹ÃдѺàÁ×ͧ ซ่ึงสามารถกระทําไดโดยการเริ่มต้ังแตการ
วางผังเมอื งเพ่ือไมใ หม ีแหลง ทเ่ี สีย่ งตอ การประกอบอาชญากรรม การตดิ โทรทัศนวงจรปด ในบรเิ วณท่ี
เสี่ยงตอการประกอบอาชญากรรม เปนตน
¡Òû͇ §¡¹Ñ ÍÒªÞÒ¡ÃÃÁã¹ÃдºÑ ÍÒ¤Òà ºÒŒ ¹àÃÍ× ¹ ซง่ึ สามารถกระทาํ ไดโ ดยการใช
เทคโนโลยีในอาคารบานเรือน เพื่อเปนการปองกันอาชญากรรม เชน การใชเหล็กดัดติดอาคาร
บา นเรือน การตดิ โทรทัศนว งจรปด และเทคโนโลยอี ่ืนๆ ในการปองกนั อาชญากรรม เปนตน
¡Òû‡Í§¡Ñ¹ÍÒªÞÒ¡ÃÃÁã¹ÃдѺºØ¤¤Å ซ่ึงสามารถกระทําไดโดยสมาชิกในสังคม
มกี ารใชอ ปุ กรณใ นการปอ งกนั อาชญากรรม อาทิ กางเกงในปอ งกนั การขม ขนื อปุ กรณเ ตอื นภยั อปุ กรณ
ปอ งกันภัยรถยนต อปุ กรณเ ครอ่ื งชอ็ ตไฟฟา การพกพาปน เปนตน
¢ÍŒ ´Õ
๑. สามารถปอ งกันอาชญากรรมไดงาย
๒. สะดวกในการปองกันอาชญากรรม
¢ÍŒ àÊÕÂ
๑. เสียคา ใชจ า ย
๒. เกดิ การเคล่ือนยายอาชญากรรม
๓. เกิดความแยกตัวจากสังคมเน่ืองจากตางคนตางอยู ขาดความรวมมือในการ
ปอ งกนั อาชญากรรม
๔. สะทอนใหเหน็ ถงึ ความกลัวอาชญากรรมในสงั คม
ô. ¡Òû‡Í§¡Ñ¹ÍÒªÞÒ¡ÃÃÁ´ÇŒ ¡Òè´Ñ ÊÀÒ¾áÇ´ÅÍŒ Á·Ò§Êѧ¤Á
เปนการสรางความสัมพันธและความรวมมือท่ีดีของสมาชิกในชุมชน ใหสมาชิก
แตล ะคนมีสวนในการรับผิดชอบสงั คมและการปองกันอาชญากรรมอยางแทจรงิ
ตัวอยา งเชน
- โครงการเพอ่ื นบา นเตอื นภยั
๑๙
- โครงการสายตรวจประชาชน
- โครงการตํารวจชุมชมสัมพนั ธ
- โครงการวิทยอุ าสาสมคั รเตอื นภัยอาชญากรรม
- โครงการแทก็ ซอี่ าสาสมคั รเตือนภัยอาชญากรรม
- โครงการเตอื นภัยเว็บไซตลามก
- โครงการอาสาสมคั รสายตรวจประชาชนบนสะพานลอยเพอ่ื ปอ งกนั อาชญากรรม
- โครงการปองกนั ยาเสพตดิ ท่ีมีประสทิ ธภิ าพ
- โครงการ บ.ว.ร.ส. ในจงั หวดั นาน
● เปนการสภู ัยยาเสพตดิ โดยการรวมพลังของชาวหมูบาน โดย
* บ = บา น ชาวบา นเปน หูเปน ตา ดูวาบา นใดยุงเกยี่ วกับยาเสพตดิ จะมกี าร
ประชุมรวมกันแลวมีการวากลาวตักเตือนใหเลิกยุงเกี่ยวกับยาเสพติด ถาไมเลิกยุงจะไมมีการคบคา
สมาคมดวย
* ว = วดั วดั จะไมท าํ หนา ทท่ี างศาสนาใหแ กค รอบครวั ของผทู ย่ี งุ เกยี่ วกบั ยาเสพตดิ
จะไมบวช ไมเผาศพให
* ร = โรงเรยี น โรงเรยี นจะทําหนา ท่ใี นการสอนหนงั สอื แตจะทําหนาทีใ่ นการ
สอดสองดูแลพฤติกรรมของเด็กวาเก่ียวของกับยาเสพติดหรือไม โดยการใหเด็กเขียนเรียงความ
เกีย่ วกบั เร่อื งของตนเอง ท่ีอาจมีสว นเกย่ี วขอ งกบั ยาเสพตดิ
* ส = สถานอี นามยั สถานอี นามยั จะไมร บั รกั ษาครอบครวั ทย่ี งุ เกย่ี วกบั ยาเสพตดิ
จากโครงการ บ.ว.ร.ส. ดงั กลา วขา งตน ทาํ ใหห มบู า นดงั กลา วประสบความสาํ เรจ็
โดยสมาชิกในหมูบ านไมย งุ เก่ยี วกบั ยาเสพติด
กรณีการตอ สยู าเสพติดของอาํ เภอแมสอด จงั หวัดตาก
● โดยนายอําเภอ สามารถ ลอยฟา ไดมีขอกําหนดตกลงรวมกันกับประชาชน
ในอําเภอ มีขอตกลงรวมกันวาจะไมยุงเกี่ยวกับยาเสพติด หลังจากน้ันมีการทําประชาคมรวมกันของ
ชาวบาน ถา ใครยงุ เกย่ี วกับยาเสพติด จะมีการตักเตอื น ถายังไมเ ลิกจะมีการลงโทษทางสงั คม โดยการ
ตดั นาํ้ ตดั ไฟ และถายงั ไมเลกิ เกี่ยวขอ งกบั ยาเสพติดอีก จะมีการขบั ไลอ อกจากอาํ เภอ
¢ŒÍ´Õ
๑. เปนการสรา งความรว มมอื ของสมาชกิ ในชุมชน
๒. สรา งจติ สํานกึ รับผดิ ชอบของสมาชิกในชมุ ชน
๓. ประหยดั คาใชจาย
¢ŒÍàÊÂÕ
๑. อาจตอ งใชระยะเวลา
๒. หากชมุ ชนใดขาดความสามคั คหี รอื มคี วามเปน อยแู บบตวั ใครตวั มนั เปน อปุ สรรค
สาํ คญั ตอ การปองกันอาชญากรรม
๒๐
¡ÒÃà»ÃÂÕ ºà·Õºá¹Ç·Ò§¡Òû͇ §¡Ñ¹ÍÒªÞÒ¡ÃÃÁ
วธิ ี ๑ และ ๒ = การตดั มลู เหตจุ งู ใจ
(การปอ งกันทีต่ วั ผูก ระทาํ ผิด)
วธิ ี ๓ และ ๔ = การตดั ชอ งโอกาสในการกระทาํ ผิด
(การปองกันไมใหตกเปน เหยือ่ อาชญากรรม)
ñ. ¡Òú§Ñ ¤ºÑ 㪡Œ ®ËÁÒ ò. ¡ÒûÃѺÊÀÒ¾áÇ´ÅŒÍÁáÅШÔμã¨
Classical School Positive School
เจตจํานงเสรี พฤตกิ รรมถกู กาํ หนดจากสภาพแวดลอ มทบี่ บี คนั้
(Free Will) (Determinism)
กฎหมายออ นแอ คนไมก ลัว ถูกกดดันจากสภาพแวดลอ ม
ทาํ ใหก ฎหมายมีประสิทธภิ าพ แกไขสภาพแวดลอ มและตัวผูกระทําผิด
เพอื่ ขมขวญั ยบั ยงั้
ลงโทษเดด็ ขาดและรุนแรง แกไ ขฟน ฟู
ทาํ ใหก ฎหมายมปี ระสิทธภิ าพ ปจจยั สภาพแวดลอม
ข้ึนอยกู บั เศรษฐกจิ สงั คม เปนนามธรรมและแกไ ขยาก
การเมือง Ex. เศรษฐกจิ สังคม การเมือง
เห็นผลทันตา เห็นผลชา
๒๑
ความเช่ือ á¹Ç·Ò§¡ÒÃμÑ´ª‹Í§âÍ¡ÒÊ
: คนทุกคนทาํ ผดิ ไดถ า มโี อกาส
สาเหตุอาชญากรรม : มีชองโอกาสเปดกวา งให
การปอ งกนั : ตดั ชอ งโอกาสโดยอาศยั
สภาพแวดลอมรูปธรรม โดยใชเทคโนโลยี
สภาพแวดลอมนามธรรม โดยใชส ภาพแวดลอ ม
ความสมั พนั ธในชุมชน
การปฏบิ ตั ิ : ไมเนน เพราะเนน ทเ่ี หย่อื
ตอ ผกู ระทาํ ผิด (ปอ งกันมใิ หเปน เหย่อื )
ทําไดง า ย
แตเ สียคาใชจา ย
เกิดการแยกตวั
เกดิ การเคลอ่ื นยา ยอาชญากรรม
สะทอนความกลัวอาชญากรรม
๒๒
๒๓
º··èÕ ó
»ÃÐàÀ·áÅСÒèѴÊÒÂμÃǨ
ÇμÑ ¶Ø»ÃÐʧ¤¡ÒÃàÃÂÕ ¹ÃÙŒ»ÃÐจําº·
๑. เพือ่ ใหน ักเรยี นนายสบิ ตาํ รวจมีความรเู ก่ยี วกบั ประเภทและการจดั สายตรวจ
๒. เพ่อื ใหน ักเรียนนายสบิ ตาํ รวจมคี วามเขา ใจเก่ียวกบั ประเภทและการจัดสายตรวจ
๓. เพื่อใหนักเรียนนายสิบตํารวจนําความรูเกี่ยวกับประเภทและการจัดสายตรวจ
ไปปฏิบตั ิใชง านไดถกู ตอ ง และบรรลุวัตถุประสงคข องทางราชการ
ʋǹนํา
การปฏบิ ตั งิ านของตาํ รวจสายตรวจในการปอ งกนั อาชญากรรม มกี ลยทุ ธห รอื แนวทางการ
ปฏิบัติหลายวิธีหรือหลายรูปแบบขึ้นอยูกับกําลังพล สภาพพ้ืนท่ี สถิติคดีอาชญากรรม วัสดุอุปกรณ
ในการปฏบิ ตั หิ นา ท่ี ซงึ่ มวี ตั ถปุ ระสงคเ พอื่ การปอ งกนั อาชญากรรม ดงั นนั้ การปฏบิ ตั หิ นา ทข่ี องสายตรวจ
จึงจัดเปนประเภทของสายตรวจรถยนต จักรยานยนต หรือตูยาม เปนตน เพื่อใหครอบคลุมพ้ืนที่
และบงั คับใชกฎหมายไดอ ยา งมปี ระสทิ ธภิ าพ
๒๔
ñ. ¡Òè´Ñ ÊÒÂμÃǨ»ÃÐàÀ·μÒ‹ §æ
ñ.ñ ÊÒÂμÃǨö¹μ
สายตรวจรถยนตเ ปน สายตรวจทม่ี คี วามสาํ คญั มาก มหี นา ทรี่ ะงบั เหตแุ ละแกป ญ หา
ตา งๆ ทเ่ี กดิ ขึน้ ในเบอื้ งตน และควบคุมการปฏิบัตขิ องสายตรวจตา งๆ ใหปฏบิ ัตติ ามแผนการตรวจ
๑.๑.๑ คณุ ลกั ษณะของสายตรวจรถยนต
๑) สายตรวจรถยนตมี รอง สวป. เปนผูควบคุม เรียกวา “หัวหนา
สายตรวจ หรือ รอยเวร ๒๐”
๒) ผูปฏิบัติหนาที่สายตรวจรถยนตจะตองแตงเคร่ืองแบบกากีติดสาย
นกหวดี (สายแดง)
๓) สายตรวจรถยนตจะตองมีวทิ ยุ สามารถติดตอไดต ลอดเวลา
๔) ใหม สี มดุ บนั ทกึ ของ รอง สวป. ทที่ าํ หนา ทห่ี วั หนา สายตรวจประจาํ รถ
สายตรวจทกุ คนั เพอื่ บนั ทกึ เหตกุ ารณต า งๆ ทเี่ กดิ ขน้ึ ในระหวา งปฏบิ ตั หิ นา ทแ่ี ละควรบนั ทกึ เหตกุ ารณ
สาํ คัญท่เี กดิ ข้ึนในทองท่ขี างเคียงดวย
๕) เมอื่ มเี หตุเกดิ ข้นึ สายตรวจรถยนตท เ่ี ขาเวรจะตอ งสามารถไประงบั
เหตุไดท นั และควรไปถึงทีเ่ กดิ เหตุโดยเร็วท่สี ุด
๑.๑.๒ การจัดสายตรวจและการปฏบิ ัติ
๑) ในกรณีท่ีสถานีตํารวจใดมี สวป. หลายนาย ใหมอบหมายหนาท่ี
การปฏบิ ัตใิ หกบั สวป. แตละนายใหช ัดเจน เชน จราจร ชุมชนสัมพนั ธ หรอื ยาเสพติด เปน ตน
๒) ในกรณที ส่ี ถานตี าํ รวจใดมี รอง สวป. ๔ นาย ใหจ ดั รอง สวป. ๓ นาย
เปนหัวหนาสายตรวจในเขตชุมชน และ รอง สวป. อีก ๑ นาย ตองเปนหัวหนาสายตรวจตําบล
โดยควรพิจารณาผลดั เปลีย่ นหมนุ เวยี นกันไป
๓) ในกรณีที่สถานีตํารวจใดมี รอง สวป. ๓ นาย ใหผูบังคับบัญชา
พิจารณาจัดกําลังจากที่อ่ืนมาสนับสนุนใหครบ ๔ นาย หากไมสามารถจัด รอง สวป. มาสนับสนุน
ใหครบ ๔ นายไดก ใ็ หจ ดั สวป. เปน หัวหนาสายตรวจในเขตชมุ ชนดวย
๔) ในกรณที ีส่ ถานีตาํ รวจใดมี รอง สวป.ไมเพยี งพอท่ีจะจัดเปน หวั หนา
สายตรวจ หรอื รอง สวป. ทที่ าํ หนา ทหี่ วั หนา สายตรวจให สวป. พจิ ารณาคดั เลอื ก ด.ต. หรอื จ.ส.ต.อาวโุ ส
ท่ีมีความเหมาะสมเขาเวรเปนหัวหนาสายตรวจ หรอื รองสารวตั รที่ทําหนาท่หี วั หนา สายตรวจดวยกไ็ ด
๕) การจัดสายตรวจรถยนตใ น ๑ ผลัด (๘ ชั่วโมง) ใหตรวจตูแดง ตยู าม
และสายตรวจตางๆ ในเขตชุมชน รวมทั้งยามจุดอยา งนอ ย ๑ รอบ
๑.๑.๓ การควบคมุ การปฏิบตั ิ
๑) หัวหนาสายตรวจหรือ รอง สวป. ที่ทําหนาที่หัวหนาสายตรวจ
จะตอ งเปน ผเู รยี กแถวประชมุ สายตรวจตา งๆ รวมทง้ั ตรวจ ตยู าม ตรู บั แจง เหตุ เพอ่ื ตรวจความเรยี บรอ ย
สรุปสถานการณที่เกิดขึ้นในแตละเขตตรวจ และมอบหมายภารกิจใหปฏิบัติกอนเวลาออกตรวจ
อยา งนอ ย ๓๐ นาที เพอ่ื ไมใหเกิดชอ งวา งระหวา งเปลย่ี นผลดั
๒๕
๒) เมอื่ เสรจ็ สนิ้ ภารกิจใหหวั หนา สายตรวจหรอื รอง สวป. ทีท่ าํ หนาท่ี
หัวหนาสายตรวจรวบรวมและสรุปผลการปฏิบัติของสายตรวจทุกชนิดในผลัดน้ันๆ รายงานเสนอ
ผูบ ังคับบัญชาตามลาํ ดับชัน้ ทราบทุกคร้งั ในทันที
๓) หัวหนาสายตรวจหรือ รอง สวป. ท่ีทําหนาที่หัวหนาสายตรวจ
ซง่ึ ควบคมุ รถยนตท เ่ี ขาเวรผลัด ๐๐.๐๑-๐๘.๐๐ น. ใหตรวจสมดุ ตแู ดงทเ่ี กบ็ มาแลวเสนอ สวป. ภายใน
๐๙.๐๐ น. เปน ประจําทกุ วนั
๑.๑.๔ การจัดสายตรวจและการปฏิบัติ ตามขอ ๑.๑.๒ ในกรณีท่ีมีกําลังพล
ไมเพียงพอตอการจัดดังกลาว ใหหัวหนาสถานีตํารวจพิจารณาจัดสายตรวจตามความเหมาะสม
และจําเปน
ñ.ò ÊÒÂμÃǨö¨¡Ñ ÃÂҹ¹μ
๑.๒.๑ คณุ ลกั ษณะของสายตรวจรถจักรยานยนต
๑) สายตรวจรถจกั รยานยนตต อ งแตง เครอ่ื งแบบชดุ กากี ตดิ สายนกหวดี
(สายแดง) และสวมหมวกนริ ภยั ทกุ นาย
๒) สายตรวจจะตอ งมอี ปุ กรณใ นการออกตรวจ เชน อาวธุ ปน กระสนุ ปน
สํารอง กญุ แจมือ ไฟฉาย กระบอง เสอ้ื กันฝน สมดุ พก แบบการรายงาน แผนการตรวจ ฯลฯ ทกุ นาย
สาํ หรบั ซองใสอ ปุ กรณด ังกลาวใหใ ชสีดํา
๓) สายตรวจจักรยานยนตท่ีออกตรวจทุกคัน ตองมีวิทยุและสามารถ
ติดตอไดตลอดเวลา
๔) เม่ือทราบเหตุ สายตรวจรถจักรยานยนตท่ีปฏิบัติหนาที่อยูเขตท่ี
รับผิดชอบ หรือสายตรวจรถจักรยานยนตท่ีปฏิบัติหนาที่อยูใกลจุดเกิดเหตุจะไปยังท่ีเกิดเหตุ
เพอ่ื ดาํ เนินการในเบ้ืองตน กอ นไดโดยเรว็
๕) สายตรวจทรี่ บั ผดิ ชอบเขตจะตอ งปฏบิ ตั ติ ามคาํ สงั่ ในการตดิ ตามพยาน
หรือภารกจิ อ่นื ๆ ทเี่ กย่ี วขอ งกับตาํ รวจในเขตทร่ี ับผดิ ชอบ
๖) รถจกั รยานยนตข องสายตรวจ ซงึ่ เปน ของทางราชการจะตอ งมกี ะบงั ลม
หนา ตดิ สติก๊ เกอรเ ขยี นวา “สายตรวจ สน. หรือ สภ. ........”
๑.๒.๒ การจัดสายตรวจและการปฏิบัติ
๑) การจดั สายตรวจรถจกั รยานยนตใ น ๑ วนั จดั ๓ ผลดั ๆ ละ ๘ ชวั่ โมง
(๐๐.๐๑-๐๘.๐๐ น., ๐๘.๐๐-๑๖.๐๐ น. และ ๑๖.๐๐-๒๔.๐๐ น.)
๒) การจัดสายตรวจรถจักรยานยนต ควรจัดใหเหมาะสมกับขนาด
ของพื้นที่แตละสถานีตํารวจ โดยจัดแบงพื้นที่เปนเขตตรวจใหเหมาะสม ทั้งน้ีตองพิจารณาจาก
ความหนาแนน ของประชากร ความกวา งของพน้ื ที่ และความรวดเรว็ ในการไปถงึ ทเี่ กดิ เหตภุ ายใน ๕ นาที
แตทงั้ นต้ี องพิจารณาดจู ากจํานวนรถจักรยานยนตและกาํ ลงั ตํารวจวา มีพอหรอื ไมดว ย
๓) ในการตรวจสายตรวจรถจักรยานยนตทุก ๑ ชั่วโมง ใหใชเวลาใน
การตรวจประมาณ ๓๐ นาที หยุดพักรถ สังเกตการณตามตูแดงและจุดตางๆ และพบปะพูดคุยกับ
๒๖
ประชาชน (STOP WALK AND TALK) ๓๐ นาที ซงึ่ เวลาทใ่ี ชใ นการสงั เกตการณแ ละพบปะพดู คยุ กบั
ประชาชนนน้ั ใหค าํ นงึ ถงึ สภาพแวดลอ ม เหตกุ ารณ สถานที่ และเวลาในขณะทตี่ รวจตามความเหมาะสม
และในระหวา งการตรวจใหร ายงานเหตกุ ารณแ ละสถานทต่ี รวจใหห วั หนา สายตรวจหรอื รอง สวป. ทที่ าํ
หนา ทห่ี วั หนา สายตรวจ และศนู ยว ทิ ยทุ ราบตามหว งเวลาทก่ี าํ หนดไวใ นแผนการตรวจของสถานตี าํ รวจ
๔) ในทุก ๔ ชั่วโมง สายตรวจรถจักรยานยนตจะตองตรวจตูแดงทุกตู
ในเขตตรวจท่รี บั ผดิ ชอบ จากนนั้ ใหสลับเขตตรวจไปจนกวาจะครบ ๘ ชั่วโมง
ñ.ó ÊÒÂμÃÇ¨à´¹Ô à·ŒÒ
สายตรวจเดินเทาเปนพื้นฐานของงานสายตรวจ ดังน้ันจึงจําเปนจะตองจัด
สายตรวจเดนิ เทา ไปในเขตชมุ ชน เชน แหลง ทอ งเทยี่ ว ศนู ยก ารคา ฯลฯ โดยมงุ เนน ใหม กี ารพบปะพดู คยุ
ใหคําแนะนําแกประชาชนในเร่ืองตางๆ รับทราบขอมูลขาวสาร แนวความคิดหรือขอเสนอแนะ
ทจ่ี ะเปน ประโยชนต อการปฏบิ ัตงิ านของตาํ รวจ ดงั นี้
๑.๓.๑ สายตรวจเดินเทา ๑ สาย ประกอบดวย เจาหนาท่ีสายตรวจ ๒ นาย
โดยพจิ ารณาจัดในชว งเวลาเหมาะสม
๑.๓.๒ ใหก าํ หนดเขตตรวจในบริเวณยานชุมชนหนาแนน บริเวณท่ียานพาหนะ
เขาไปไมถ ึง หรือพน้ื ทีท่ ม่ี กี ารจราจรคับคงั่ เปนตน
๑.๓.๓ หัวหนาสถานีตํารวจหรือหัวหนางานปองกันปราบปรามเปนผูกําหนด
แผนการตรวจโดยกําหนดบริเวณพื้นที่ใหเดินตรวจ กําหนดจุดตรวจ และระยะทางหรือพ้ืนที่ตาม
ความเหมาะสมของสถานภาพอาชญากรรม
๑.๓.๔ หวงระยะเวลาของแตละผลัดใหสถานีตํารวจพิจารณาจัดตาม
ความเหมาะสม
ñ.ô ÊÒÂμÃǨ·Ò§àÃ×Í
สําหรับสถานีตํารวจที่มีพื้นท่ีท่ีมีแมน้ําลําคลอง และพื้นท่ีท่ีติดกับชายทะเล
ที่รถเขาไมถึง และไมสามารถใชสายตรวจเดินเทาหรือสายตรวจชนิดอ่ืนได ใหหัวหนาสถานีตํารวจ
หรอื หวั หนา งานปอ งกนั ปราบปรามกาํ หนดแผนการตรวจและเขตตรวจบรเิ วณพนื้ ทที่ มี่ กี ารคมนาคมทางนา้ํ
เพ่ือตรวจตราปองกันปราบปรามอาชญากรรม โดยใหเปนไปตามสภาพพื้นที่และความเหมาะสม
ของสถานภาพอาชญากรรม ไดดงั นี้
๑.๔.๑ ใหส ถานตี าํ รวจพจิ ารณาจดั ไดต ามความจาํ เปน ของพนื้ ทแี่ ละความรบั ผดิ ชอบ
๑.๔.๒ จาํ นวนสายตรวจของสายตรวจทางเรอื ขนึ้ อยกู บั หวั หนา สถานหี รอื หวั หนา
งานปองกันปราบปรามเปนผูพ ิจารณาตามสภาพแวดลอ มและความจําเปน ทีต่ องปฏิบัติ
๑.๔.๓ สายตรวจทางเรอื แตล ะสายใหพ ิจารณาจดั ตามความเหมาะสม
๑.๔.๔ เจา หนา ที่ตํารวจสายตรวจทางเรือทีท่ ําหนา ทีผ่ ูข บั ข่ีจะตอ งไดร บั อนุญาต
ใบถือทาย
๒๗
ñ.õ ÊÒÂμÃǨ¨¡Ñ ÃÂÒ¹ÊͧÅÍŒ
สายตรวจจักรยานเปนสายตรวจที่ควรกําหนดใหปฏิบัติหนาท่ีในพ้ืนที่ที่ไมเหมาะ
แกก ารใชสายตรวจรถยนตแ ละรถจักรยานยนต แตมพี ื้นทที่ ีต่ องออกตรวจมากกวา ทสี่ ายตรวจเดินเทา
จะกระทําได ดงั นี้
๑) สถานตี าํ รวจจะจดั สายตรวจจกั รยานสองลอ กใ็ หจ ดั ไดโ ดยอยใู นดลุ ยพนิ จิ ของ
หัวหนาสถานี หรือหัวหนางานปองกันปราบปราม โดยคํานึงถึงความเหมาะสมและความจําเปนของ
พนื้ ท่ี
๒) เจาหนา ทสี่ ายตรวจ ๑ นาย ตอ รถจกั รยานสองลอ ๑ คนั
๓) สายตรวจจักรยานสองลอ ๑ สาย ใหจ ัดอตั รากําลงั ต้ังแต ๒ นาย / ๒ คัน
ขนึ้ ไป และใหอ ยภู ายใตก ารควบคมุ กาํ กบั ดแู ลของหวั หนา สายตรวจ หรอื รอง สวป. ทท่ี าํ หนา ทหี่ วั หนา
สายตรวจ
ñ.ö ÊÒÂμÃǨ»ÃÐàÀ·Í¹è× æ
การจัดสายตรวจประเภทอ่ืนๆ เชน สายตรวจมา สายตรวจสุนัข สายตรวจ
ทางอากาศ เปนตน ใหพิจารณาถึงความเหมาะสมและความจําเปน โดยคํานึงถึงความปลอดภัย
ของผูปฏิบัติดว ย
ò. á¹Ç·Ò§¡Òû¯ºÔ ÑμÔã¹§Ò¹ÊÒÂμÃǨ
๒.๑ การปฏิบตั ิงานสายตรวจมีหลกั การสาํ คัญ ดังนี้
๒.๑.๑ การบังคบั ใชก ฎหมาย
๒.๑.๒ เนน การปองกัน
๒.๑.๓ ตาํ รวจ ประชาชน เปนคนๆ เดยี วกัน ตองเขา หาประชาชน
๒.๑.๔ การใชกําลังและหรืออาวุธ
๒.๑.๕ ช่อื เสียงและภาพพจนของเจา หนาที่ตํารวจและหนว ยงาน
๒.๒ ขอคํานึงในการปฏิบัติ หัวหนาสายตรวจและสายตรวจถือเปนตัวแทนของสถานี
ตาํ รวจในการทาํ หนา ทรี่ กั ษาความปลอดภยั ในชวี ติ และทรพั ยส นิ ของประชาชน และทรพั ยส นิ สาธารณะ
เปนความตองการอันดับแรกของสํานักงานตํารวจแหงชาติท่ีตองการใหเกิดขึ้นในทันทีและเห็นเดนชัด
ดังน้ันในการปฏิบัติหนาทใ่ี หคํานึง ดงั น้ี
๒.๒.๑ การประพฤตปิ ฏิบัตติ อตนเอง
๑) กอนเขา เวรตองเตรียมตวั ใหพ รอ มทงั้ รางกาย จิตใจ
๒) ไมงวงเหงาหาวนอน มีกลิ่นสุรา ตาเย้ิม เวลาพูดจากับประชาชน
ขณะไประงบั เหตุ ประชาชนจะหมดศรทั ธา ขาดความเชอ่ื ถือ
๒๘
๓) ไมท ําผดิ ฝาฝนกฎหมายเสยี เอง เชน ขับรถฝาฝน สญั ญาณไฟแดง
ขับรถยอนศรโดยไมจาํ เปน ขบั ขีร่ ถจกั รยานยนตโ ดยไมส วมหมวกกันนอ็ ก เปน ตน
๔) ตองประพฤตติ นเปนแบบอยา งแกเ จาหนาที่สายตรวจในเรอ่ื ง
การแตง กาย การตรงตอเวลา ความประพฤตสิ ว นตวั
รวมถึงครอบครัว ความขยันหม่ันเพียร ความเปน ผูน ํา
เปนผูมีคณุ ธรรม มีความซ่อื สตั ยส จุ ริต รูจ ักหนา ที่
มีความรบั ผดิ ชอบ มสี ติปญญา จะทาํ อะไรตอ งไตรต รอง
มคี วามสขุ มุ รอบคอบ มีเหตุมีผล
และรูจ ักเปน ผูให อยาเปน แตผ รู บั อยา ใหค นเขาพดู ไดว า
มีนสิ ยั ตาํ รวจ (รบั อยา งเดยี ว) และเปนผเู สียสละ
๒.๒.๒ การประพฤติปฏบิ ัตติ อประชาชน
๑) ตองปฏิบัติหนาท่ีดวยความกระตือรือรนไปถึงที่เกิดเหตุโดยเร็ว
ตามพนั ธสัญญาท่ีสถานตี าํ รวจไดประกาศไว
๒) ตอ งใชกิริยา วาจา สภุ าพ มีมนุษยสัมพันธท ่ีดกี ับประชาชน มคี วาม
ออนนอ มถอมตน
๓) ใหระลึกอยูเสมอวา ประชาชนทุกคนก็เหมือนญาติพี่นองของเรา
สิง่ ไหนชว ยเขาไดก ต็ อ งชวยดวยความเต็มใจ
๔) ตองเปนมิตรกับประชาชน โดยไมเลือกปฏิบัติ แสดงความเห็นอก
เหน็ ใจเมอ่ื ประชาชนไดรับความเดอื ดรอน
๕) ใหหางไกล ไมไปคบหากับผูมีอิทธิพล ผูมีพฤติการณเก่ียวของกับ
ยาเสพติด รวมท้ังเงินนอกระบบ และอบายมุขทุกประเภท ตองหลีกเล่ียงไมเก่ียวของอยางเด็ดขาด
และชว ยกําจดั ใหหมดส้ินไป
๖) ตาํ รวจกบั ประชาชนเปรยี บเหมอื นคนๆ เดยี วกนั แตต าํ รวจตอ งเปน
ฝายเขาหาประชาชน เขาหาหนวยราชการ เพ่ือรับฟงความคิดเห็น ความตองการ ตรวจสอบปญหา
ความเดือดรอนอยา งตอเน่อื ง เพือ่ จะไดแกป ญหาไดอยา งถูกตอง
๒.๒.๓ การปฏิบตั ิตอหนา ท่ีการงาน
๑) ถือวาเปนการใหบ ริการนอกสถานตี ํารวจ
๒) ตอ งทาํ หนา ที่ตํารวจ ไมใ ชหนาที่สายตรวจเพียงอยา งเดียว
๓) อยา ถอื วา ธรุ ะไมใ ช เชน รถชน รถเสยี รถตกถนน กต็ อ งรบี เขา ชว ยเหลอื
ดําเนินการเบ้อื งตน ดวยความเต็มใจ ไมบา ยเบีย่ ง หรือแสดงความไมใสใจ
๔) ตองทําหนาที่ใหครบถวน พบคนวิกลจริต คนขอทาน คนเรรอน
นอนตามปายรถประจําทาง สวนสาธารณะ ตอ งดาํ เนินการ ปลอ ยไวจ ะเกิดปญหาในภายหลงั พบส่ิง
๒๙
ผดิ สงั เกตตอ งตรวจสอบ พบปา ยรถประจาํ ทาง สะพานลอยไมม แี สงสวา งกต็ อ งรายงานใหผ บู งั คบั บญั ชา
ทราบ พบสุภาพสตรเี ดินคนเดียวเวลากลางคืนในที่เปลย่ี วตอ งสอบถาม ใหค ําแนะนํา พบการแตงกาย
วาบหวามเครื่องประดบั หรหู ราตองใหค าํ แนะนําและตักเตอื น เปนตน
๕) ตองคํานึงถึงภาพพจนและชื่อเสียงของสํานักงานตํารวจแหงชาติ
เพราะเปน ท้ังผบู ังคับใชก ฎหมายและผูใ หบ รกิ าร
๖) ตองไมเปนหน่ึงในสวนนอยที่ทําใหองคกรตํารวจเสียหาย ทั้งเร่ือง
ใหญห รือเร่อื งเล็กนอย
๗) การใชก าํ ลงั และอาวธุ ตอ งสมเหตสุ มผล เพราะอยใู นสายตาของสอ่ื
ผดิ พลาดจะเสยี หาย แกไ ขยาก โดยเฉพาะนอกเวลาปฏบิ ตั หิ นา ท่ี หากใชอ าวธุ ปน อาจเกดิ ความเสยี หาย
ได
๘) รอง ผกก.ป. สวป. ตองทําหนา ทีเ่ ปน พ่ีเลี้ยง และควบคุมตรวจสอบ
การทํางานของ รอง สว. และสายตรวจ โดยใกลชดิ
๙) ชวยแกป ญ หาเฉพาะหนา ทอ่ี าจจะเกิดขนึ้ จากการระงับเหตุ การใช
อาวุธปนหรอื เหตุวิกฤต เชน การจบั ตัวประกัน
๑๐) การแสวงหาความรวมมือ เพ่ือใหประชาชนและหนวยราชการ
ทเ่ี กี่ยวของใหความรว มมอื สนบั สนนุ การปฏบิ ัตภิ ารกจิ ตางๆ ตามโครงการ ๓ ประสาน ๔ ประสาน
จะตอ งเรมิ่ จากการสรา งศรทั ธา ความเชอื่ มนั่ ใหก บั ประชาชนและสงั คมยอมรบั กอ น จงึ จะเปน ทมี่ าของ
ความรว มมอื รวมใจของประชาชน และหนว ยราชการทีเ่ ราตองการได
๒.๓ งานสายตรวจตามโครงการพัฒนาสถานตี าํ รวจเพ่อื ประชาชน มดี งั น้ี
๒.๓.๑ พิจารณาปรบั แผนการตรวจทกุ ๑๐ หรอื ๑๕ วนั ตามความเหมาะสม
๒.๓.๒ รายงานผลการปฏิบตั ิของสายตรวจ สวป. รอง สวป. ทท่ี ําหนา ทห่ี วั หนา
สายตรวจทกุ ผลดั
๒.๓.๓ สวป. รอง สวป. ทําหนาที่หัวหนาสายตรวจ ตองรวบรวมขอมูล และ
บันทึกลงในสมดุ ขอ มูลอาชญากรรมทุกผลดั
๒.๓.๔ สายตรวจตองเย่ียมเยียนประชาชน ๒ บาน / สาย / ผลัด
๒.๓.๕ หวั หนา สายตรวจตอ งตรวจหอ งควบคมุ ทกุ ผลดั สวป. และ/หรอื รองผกก.
ตองตรวจทุกวัน
๒.๓.๖ สมดุ รบั แจง เหตปุ ระจาํ ตยู าม จดุ รบั แจง เหตุ มี ๒ เลม เปลย่ี นทกุ วนั จนั ทร
๒.๓.๗ การจัดทาํ แผนและการรวบรวมผลของ ตชส. ตองชดั เจน ตรวจสอบงาย
ตรงตามความเปนจริง
๒.๓.๘ จุดสกดั จับ ตองกําหนดไวในแตละเขตตรวจ
๒.๓.๙ โครงการตามที่ ตร.กาํ หนด ตอ งชัดเจนตอ เนื่อง ไมใชเปนการช่ัวคราว
๓๐
ó. ¡ÒúÃËÔ ÒçҹÊÒÂμÃǨ
๓.๑ ข้นั เตรียมการ (Input)
๓.๑.๑ การจัดทําขอ มูลทองถนิ่ ตองประกอบดว ย
๑) ตองคํานึงถึงขอมูลทองถ่ินท่ีเกี่ยวของกับงานปองกันปราบปราม
อาชญากรรม
๒) มีแบบฟอรมการเก็บขอมูลทช่ี ดั เจน ครอบคลมุ เนือ้ หา
๓) ตองทําขอมูลใหเปนปจจุบันอยูเสมอ (ตรวจสอบ-ปรับเพิ่ม-ลด
ทกุ เดอื น)
๓.๑.๒ การแบงเขตตรวจ ตองประกอบดวย
๑) คาํ นึงถึงขอมูลทอ งถ่ิน
๒) ระยะเวลาถงึ ทเ่ี กดิ เหตุ
๓.๑.๓ การจัดทาํ แผนการตรวจ
๑) ตอ งทาํ แผนการตรวจทกุ ๑๐ หรือ ๑๕ วัน
๒) ตองพิจารณาจากขอมลู อาชญากรรมทีเ่ กดิ ข้นึ จริง
๓.๑.๔ ฐานขอ มลู อาชญากรรม มคี วามสาํ คญั ตอ การปฏบิ ตั งิ านปอ งกนั ปราบปราม
อาชญากรรม การรักษาความสงบเรียบรอย การใหบริการประชาชนและการแกไขปญหา
ความเดือดรอนของประชาชนไดอยางมีประสิทธิภาพ สถิติอาชญากรรมปจจุบันมีเพียงประชาชน
มารองทุกขและพนักงานสอบสวนรับคดีไวเทานั้น สวนท่ีประชาชนไมมารองทุกขหรือตกลงกันได
และอื่นๆ มีอีกจํานวนมาก ฉะน้ันทําอยางไรจึงจะไดขอมูลท่ีถูกตองตรงกับความเปนจริงมากที่สุด
ซงึ่ จะนาํ ไปสกู ารปอ งกนั แกไ ขปญ หาอาชญากรรมไดอ ยา งตรงจดุ ทง้ั นตี้ อ งทาํ การวเิ คราะหส ถานภาพ
อาชญากรรมเชิงรุก หรือพยากรณสถานภาพอาชญากรรมลวงหนาได คดีเกิดขึ้นท่ีใดแลว จะตองไม
เกิดในท่นี ั้นๆ อกี หรอื ไมเกดิ ในทํานองเดยี วกันอกี ในทีอ่ ่ืนๆ เชน ชิงทรพั ยปม นา้ํ มัน บนสะพานลอย
ในรา นสะดวกซ้ือ เปนตน
๓.๑.๕ การคดั เลอื กคน ตอ งคาํ นงึ ถงึ ความเหมาะสมของคตู รวจและความสามารถ
ในการปฏบิ ตั งิ าน
๓.๑.๖ การจัดรูปแบบของสายตรวจ อาจดาํ เนินการได ดงั นี้
๑) จัดผลดั ละ ๒-๓ วัน หรือ ๔ วนั ตามความเหมาะสม
๒) จัดวงรอบการเปลี่ยนเขตตรวจ ๑ รอบ เปลี่ยนเขต (ดึก-เชา-
ค่ํา-พกั เปล่ียนเขต)
๓) กรณีมีเหตุพิเศษ ใหจ ัดสายตรวจเสริม
๔) กาํ หนดจุด ว.๑๐ กอนออกเวร กอ น ๕ นาที หลงั ๑๐ นาที
๕) กาํ หนดจุด ว.๑๐ เมอื่ ฝนตก
๓๑
๓.๑.๗ การสง กาํ ลงั บาํ รงุ ตอ งมกี ารจดั เตรยี มอปุ กรณ เครอ่ื งมอื เครอ่ื งใชท จี่ าํ เปน
ดงั ตอ ไปนี้
๑) อาวุธปน กระบอง กญุ แจมอื วทิ ยุมือถือ-หูฟง ไฟฉาย เสือ้ กนั ฝน
๒) เชอื กก้ันท่ีเกดิ เหตุ (Police Line)
๓) ยางรถยนต
๔) ยานพาหนะ
๕) สมุดพก
๖) เอกสารแบบฟอรม ตา งๆ
๗) นา้ํ มนั เชื้อเพลงิ
๓.๑.๘ หองปฏบิ ัติการสายตรวจ ใหด ําเนินการ ดังน้ี
๑) จัดทาํ สถิติเปรยี บเทยี บคดอี าญา ๔ กลุม (อยางนอย ปป จจบุ นั -ปที่
ผา นมา)
๒) จัดทาํ นาฬกาอาชญากรรม ๒ เรอื น (เดือนปจ จุบัน-เดอื นท่ีผา นมา)
โดยมขี อ มูล ดังตอไปนี้
ก. ลักทรพั ยใ นเวลากลางคืน (ตีนแมว)
ข. ลกั ทรัพยในเวลากลางวัน (กญุ แจเฝา บาน)
ค. ลกั ทรัพยรถยนต รถจักรยานยนต
ง. ประทุษรา ยตอ ทรพั ยโดยใชร ถยนต รถจักรยานยนต
จ. ลักทรพั ยอน่ื ๆ
๓) จดั ทาํ ผลการปฏบิ ตั ขิ องแตล ะชดุ ปฏบิ ตั กิ าร (แปลงผลงานเปน ตวั เลข
ทั้งบวกและลบ)
๔) จดั ทาํ แผนท่แี บง เขตตรวจ
๕) จดั ทาํ แบบฟอรม วเิ คราะหส ถานภาพอาชญากรรม (เหตุ ๑๑๑, ๑๒๑-
๑๓๑-๑๔๑, ๒๐๐)
๖) จดั ทําสมดุ ควบคุมการปฏบิ ัตหิ นาท่ีของสายตรวจ
๗) จัดทําแบบฟอรมรายงานผลการปฏิบัติหนาท่ีของสายตรวจ สวป.,
รอง สวป. ทีท่ ําหนา ทหี่ ัวหนา สายตรวจ
๘) จัดทําสมุดยึดรถตอ งสงสยั
๙) จัดทําสมุดขอ มูลอาชญากรรม
๑๐) จดั ทําสมุดตูแ ดง วนั คู-วนั ค่ี (๑๒-๒๐ ตู)
๑๑) จัดทําแฟมรวบรวมรายละเอียดขอมูลอาชญากรรมประเภทตางๆ
เปน รายเดอื น (ลกั ทรัพย ชิงทรพั ย วง่ิ ราวทรพั ย ปลนทรัพย รถยนต รถจกั รยานยนต)
๑๒) อ่ืนๆ ตามท่ีเห็นวา เหมาะสม
๓๒
๓.๒ กระบวนการ (Process)
๓.๒.๑ การปลอยแถวสายตรวจ ตอ งดําเนนิ การ ดงั น้ี
๑) ตรวจจาํ นวน ความพรอ ม การแตง กาย ซกั ซอ มยทุ ธวธิ ี อปุ กรณต า งๆ
๒) ตรวจยานพาหนะ
๓) สง่ิ ทต่ี อ งนาํ ตดิ ตวั สายตรวจ เชน แผนการตรวจ สมดุ พก แบบรายงาน
ผลการตรวจ
๔) มอบภารกิจ เชน เสน ทางเสด็จฯ เหตพุ ิเศษ
๕) ขอ มลู อาชญากรรม
๖) ตรวจสอบการลงลายมอื ชอ่ื เขา เวร ผลัดใหม
๗) ตรวจสอบการลงลายมือชอื่ ออกเวร ผลดั เกา
๘) ตรวจสอบรายงานผลการปฏิบตั หิ นาทข่ี องสายตรวจ (ผลดั เกา)
๙) ตรวจสอบสมดุ ขอมูลอาชญากรรม
๑๐) ตรวจหองควบคมุ
๑๑) บันทกึ ในสมุดอบรมปลอยแถว ตามคําส่ัง ตร. ท่ี ๐๖๐๑(ปป)/๓๘๑
ลง ๙ ก.ค.๒๕๔๐
๑๒) สวป. ที่เขา เวร ใชรหสั อะไร
๓.๒.๒ การออกตรวจ
๑) ตามแผนการตรวจ
๒) หลกั การของสายตรวจ (stop-walk-talk-report)
๓) ต้งั จดุ ว.๔๓ ว.๔๓ เคลอ่ื นท่ี
๔) ตรวจสอบสถานบริการ
๕) แจง สถานการณส มมติ เพอ่ื ทดสอบระยะเวลาการไปยงั สถานทเ่ี กดิ เหตุ
ของสายตรวจ ๒๐
๖) ปดลอ มตรวจคน แหลงม่ัวสมุ
๗) ว.๔ ว.๑๐ จุดลอแหลม สถานที่เคยเกิดเหตุ
๘) เย่ยี มเยียนประชาชน
๙) ใหทําการบันทึกภาพทั้งบุคคลและรถที่ตองสงสัย เพ่ือเปนขอมูล
ในการปอ งกนั ปราบปรามตอไป
๑๐) อ่ืนๆ ตามทผี่ บู งั คบั บญั ชาสง่ั การ
๓.๒.๓ การควบคุมและตรวจสอบสายตรวจ
๑) อบรมกอนปลอ ยแถว
๒) ตรวจสอบจุด ว.๑๐ ตามแผนการตรวจ
๓) เรยี กพบ
๔) ตรวจสอบทางวิทยุส่อื สาร (สอบถาม ว.๑)
๓๓
๕) แจงสถานการณส มมติ เพอื่ ทดสอบระยะเวลาไปยงั สถานท่เี กิดเหตุ
ของสายตรวจ ๒๐
๖) สุมตรวจสอบการตรวจตแู ดงทัง้ ในพ้ืนทแ่ี ละในหอ งปฏิบัตกิ าร
๗) ตรวจสอบจาก CCTV
๘) เรยี กแถวตรวจจาํ นวน หลงั ว.๑๔
๙) รายงานผลการปฏบิ ตั หิ นา ที่
๑๐) เยย่ี มเยียนสอบถามประชาชน
๑๑) สาํ รวจความคดิ เห็น
๑๒) การตรวจสมั พนั ธ
๓.๒.๔ ระบบการสกัดจบั
๑) กาํ หนดจดุ สกดั จบั ในแตล ะเขตตรวจ ซงึ่ เปน เสน ทางทค่ี าดวา คนรา ย
จะใชเ ปนเสน ทางหลบหนี
๒) สายตรวจเขตตองรีบเดินทางไปยังสถานท่ีเกิดเหตุโดยเร็วที่สุด
เพื่อหาขอมูลรายละเอียดเกี่ยวกับตําหนิรูปพรรณคนราย ยานพาหนะ ทรัพยสินท่ีคนรายไดไป
เสน ทางหลบหนี อาวธุ ทคี่ นรา ยใช แลว แจง สกดั จบั รวมทงั้ รายงานใหผ บู งั คบั บญั ชาทราบ เพอื่ พจิ ารณา
สง่ั การ
๓) หวั หนา สายตรวจตอ งรบี เดนิ ทางไปยงั ทเ่ี กดิ เหตุ เพอื่ หาขอ มลู เพม่ิ เตมิ
แลวแจงศูนยวิทยุใหสายตรวจทเ่ี ขาสกดั จบั ทราบ
๔) ใหสายตรวจ ว.๑๐ ประจําจุดกาวสกัดจับประมาณ ๒๐-๓๐ นาที
จึงคอ ยสงั่ ใหเลิก ว.๑๐
๓.๒.๕ ระบบการติดตอ สอื่ สาร
๑) ทางวิทยุส่ือสาร
๒) โทรศพั ทเ คล่ือนที่
๓) ศนู ยว ทิ ยตุ อ งจดบนั ทกึ การแจง ว.๔ ของสายตรวจและหวั หนา สายตรวจ
และผูบงั คบั บัญชาทุกระดับทุกกรณี
๔) สวป. และหรือหัวหนาสายตรวจตองแจงวิทยุอยางนอยชั่วโมงละ
๑ คร้งั
๕) สายตรวจตอ งแจงวทิ ยทุ ุกๆ ๓๐ นาที
๖) หากศนู ยว ทิ ยเุ รยี กสายตรวจไมร บั ว. ให สวป. หรอื หวั หนา สายตรวจ
รบั วิทยแุ ทน
๗) ศรข. บันทกึ /รวบรวมสถิตกิ ารเกิดคดี ตามทไ่ี ดรับแจง รายงานทุกวัน
กอน ๐๘.๓๐ น.
๘) ศรข. บนั ทึกรวบรวมผลการตรวจทอ งท่ี (แจง ว.๑๐) ของนายตํารวจ
ตงั้ แต สว. ถงึ รอง ผบก. รายงานผลการตรวจทองท่ี ชวงเวลา ๐๖.๐๐ น. ถึง ๐๖.๐๐ น. ของวนั รุงขน้ึ
แลวรายงานทุกวันกอ น ๐๘.๓๐ น. เชนเดียวกัน
๓๔
๓.๒.๖ ระบบการรักษาสถานท่เี กดิ เหตุ
๑) ใชเชือกกั้นสถานท่ีเกิดเหตุ (Police Line) ที่อยูในรถ สวป. หรือ
หวั หนา สายตรวจ ซึ่งเตรียมพรอ มตลอดเวลา
๒) ประชาสมั พนั ธห า มไมใ หบ คุ คลทไ่ี มเ กย่ี วขอ งเขา ไปในบรเิ วณทเี่ กดิ เหตุ
(ภายในเชอื กก้ัน) โดยเด็ดขาด เวนแต พงส. ผูบ งั คบั บญั ชา อยั การ จนท.พฐ.
๓) ผูบงั คับบญั ชาตอ งชวยประชาสัมพันธดว ย
๔) ระบบการรายงานเหตตุ อผูบังคบั บญั ชา
๕) เม่ือไปถึงท่ีเกิดเหตุ ใหรีบหาขอมูลและพยานหลักฐานในท่ีเกิดเหตุ
เพอื่ ใหทราบในเบ้ืองตนวา ใคร ทําอะไร อยางไร ทไ่ี หน เมอื่ ใด ผลเบือ้ งตนเปน ประการใด
๖) รายงานให สวป. หรือหัวหนาสายตรวจทราบ
๓.๓ การปฏบิ ัตหิ ลงั เสรจ็ สนิ้ การตรวจ (Output)
๓.๓.๑ ระบบการรายงานผลการตรวจ
๑) รายงานตามแบบฟอรม รายงานผลการปฏิบัตขิ องสายตรวจ
๒) สายตรวจ รายงาน ๑ แผน/สาย หวั หนา สายตรวจ (๒๐) รายงาน
๑ แผน และ สวป. ท่ที าํ หนาทคี่ วบคมุ หัวหนาสายตรวจ (๒) รายงาน ๑ แผน
๓) วิธีเกบ็ รวบรวมรายงานผลการปฏบิ ตั ขิ องสายตรวจ
ก. ตรวจสอบความถูกตอง ครบถวน ในการรายงานและการ
ลงลายมือช่ือ
ข. สายตรวจเย่ยี มเยียนประชาชน ครบ ๒ บา น/สาย/ผลัด (เยยี่ ม
ทีบ่ าน) ถา ไมครบ ใหไปเยย่ี มใหค รบแลวจึงคอ ยออกเวร
ค. รวบรวมใหครบตามจาํ นวนสายตรวจ รวมกับสรปุ รายงานของ
หัวหนาสายตรวจ (๒๐) และ สวป. ทที่ ําหนาทคี่ วบคุมสายตรวจแลวเย็บรวมเปน ๑ ชดุ
ง. เกบ็ ใสแ ฟม เรยี งลําดับ ดกึ เชา คํ่า (บนสดุ คอื ผลัดคาํ่ ของวัน
สุดทายของเดือน)
จ. เก็บรายผลดั / รายวนั
ฉ. แยกเปน รายเดือน / ครบถวน / ตรวจสอบไดงาย
ช. แตล ะผลดั ไมค รบถว น เยยี่ มเยยี นประชาชนไมค รบทกุ สาย สวป.
หรือหวั หนา สายตรวจในผลดั ตอ งรับผิดชอบ
ซ. รายงานเทจ็ (ภายหลงั ) เยย่ี มเยยี นเทจ็ รอง ผกก.ป. ตอ งรบั ผดิ ชอบ
๔) สมดุ ขอ มูลอาชญากรรม
ก. สวป. หรือหัวหนาสายตรวจแตละผลัดเปนผูรับผิดชอบในการ
เกบ็ รวบรวมขอมูลตามแบบฟอรม
๓๕
ข. หลงั ออกเวร (ว.๑๔) สวป. หรอื หวั หนาสายตรวจตอ งรวบรวม
ขอ มลู อาชญากรรมจากสายตรวจทุกสาย บนั ทึกในสมดุ ขอ มูลอาชญากรรมใหครบถว นทุกเหตุ
ค. เพื่อให สวป. หรือหัวหนาสายตรวจผลัดใหมทราบขอมูลแลว
แจงใหส ายตรวจทราบ และดําเนินการตามอาํ นาจหนา ท่ี
ง. ใชเ ปนขอ มลู (สวนหนึง่ ) เพื่อวเิ คราะหสถานภาพอาชญากรรม/
รายเดอื น/รายป
จ. รอง ผบก.ป. ตองควบคุม ตรวจสอบ ใหมีการรวบรวมอยาง
ครบถว น ถูกตอง และนําไปใชใ นการวิเคราะห ปรับแผน หามาตรการปองกนั และแกไ ขปญ หาใหไ ดผล
๓.๓.๒ ระบบการตรวจสอบส่ิงของหลวง
๑) กอนออกเวร ตรวจรถยนต รถจักรยานยนต เก็บไวบริเวณท่ีจอด
ซ่ึงจดั ไว
๒) กวดขันใหส ง คนื อาวธุ ปน ตามระเบียบ
๓) จัดทํารายงานการใชร ถ
๔) ของหลวงอ่นื ๆ ที่ผลัดตอไปตอ งใชส งมอบใหค รบถว น
การวางแผนการตรวจ
เพื่อใหการปฏิบัติงานสายตรวจบรรลุวัตถุประสงคที่กําหนดไวโดยสมบูรณ การวางแผน
การตรวจน้ันถือเปนหนาท่ีหลักขั้นมูลฐานที่สําคัญท่ีสุดชั้นหนึ่งในกระบวนการบริหารและเปรียบดัง
เขม็ ทิศทีจ่ ะชวยชที้ างในการดาํ เนนิ งานสายตรวจใหสาํ เรจ็ ลุลวงไปไดดวยดี
สําหรับแผนการตรวจประจําวันท่ีจะสามารถทําใหการปฏิบัติงานของสายตรวจบรรลุผล
ตามวัตถปุ ระสงคน ้ัน ควรมีลักษณะดงั นี้
๑. มคี วามออ นตัว สามารถปรับเปล่ยี นได หากมสี ถานการณฉกุ เฉิน
๒. ระยะเวลาในการใชแ ผนการตรวจทกี่ าํ หนดขน้ึ นจี้ ะตอ งสอดคลอ งตอ งกนั กบั สถานภาพ
อาชญากรรม และสถานการณท เ่ี กดิ ขน้ึ ในปจ จุบัน และคาดวาจะเกดิ ในอนาคต
๓. การจดั รปู แบบการตรวจ การแบงเขตตรวจ จะตองมสี วนสมั พนั ธกบั ขอมูลเพอ่ื การ
วางแผนของแผนปฏบิ ัตงิ านสายตรวจทกุ ๆ ๑๕ วนั ดว ย
๔. มีการกําหนดการปฏิบัติพิเศษ ในสถานการณฉุกเฉินเฉพาะหนา เชน การประจํา
จุดสกดั จบั คนรา ย เม่อื เกิดเหตุหรือการประจําจุดทกี่ าํ หนด เมือ่ ไมส ามารถออกตรวจไดต ามปกติ เชน
เมอ่ื กรณีมฝี นตก เปน ตน
แผนปฏบิ ัติการสายตรวจ
สํานักงานตํารวจแหงชาติไดจัดทําคูมือการปฏิบัติในการจัดและควบคุมสายตรวจเพ่ือให
สถานีตํารวจใชเปนแนวทางในการจัดสายตรวจแตป ๒๕๔๐ จนกระทั่งปจจุบันนี้ใชคูมือการปฏิบัติ
๓๖
และควบคุมสายตรวจ (ฉบับปรับปรุงป ๒๕๔๓) โดยกําหนดหนาที่ของผูบริหารงานสถานีตํารวจ
ซง่ึ ไดแ ก หวั หนา สถานตี าํ รวจ หวั หนา ปอ งกันปราบปราม สารวัตรปอ งกันปราบปราม หัวหนา สถานี
ตาํ รวจ ระดบั สารวตั รและรองสารวตั ร การจดั ประเภทสายตรวจตา งๆ การจดั สถานตี าํ รวจ การพจิ ารณา
ติดต้ังตูแดง และการตรวจตูแดง การปฏิบัติของงานสายตรวจในแตละครั้ง พรอมทั้งตัวอยาง
แผนการตรวจและการปฏิบัติของหวั หนา สายตรวจ และสายตรวจประชาชนตาง ๆ
ÀÒá¨Ô ¾àÔ ÈÉã¹´ŒÒ¹¡Òû͇ §¡¹Ñ »ÃÒº»ÃÒÁÍÒªÞÒ¡ÃÃÁ
การปฏิบตั งิ านของตาํ รวจสายตรวจนน้ั นอกจากจะมภี ารกจิ หลักดา นการตรวจตราดแู ล
ความสงบเรยี บรอยตามปกตแิ ลว งานดา นการปองกนั ปราบปรามอาชญากรรมทงั้ ในเชิงรกุ และเชิงรบั
อันไดแก การต้ังจุดตรวจคน การปดลอมตรวจคน การจูโจมตรวจคน การระดมในรูปแบบอ่ืนๆ
ทหี่ นว ยเหนอื กําหนดกถ็ อื เปนภารกจิ พิเศษประเภทหนึง่ ซึง่ ผบู รหิ ารงานสายตรวจจะตอ งกําหนดแผน
ภารกจิ เหลานี้
ภารกจิ พเิ ศษในดา นการปอ งกนั ปราบปรามอาชญากรรมน้ี อาจมกี ารปรบั เปลยี่ นชว งเวลา
เปาหมายคดี และวธิ กี ารปฏบิ ตั ไิ ดต ามความเหมาะสม เพ่ือปอ งกันมิใหเ หลา คนรายหรืออาชญากรรม
รตู วั หลบหนีไปกอ น เชน แผนการตงั้ จุดตรวจคน อาจมีการปรบั เปล่ียนสถานท่ี ๑๐ วัน ตอ ๑ สถานที่
เปน ตน
á¼¹¡ÒÃμÃǨ»ÃÐจําÇѹ¢Í§ÊÒÂμÃǨ ʹ........................................
ผลัดตรวจท่.ี ...................................เวลา.......................................ระหวางวันท.่ี .................
ประเภทการตรวจ การประกอบกาํ ลงั ชวงเวลา เสน ทางหรือที่ต้งั จุดตรวจ หมายเหตุ
(ลงชือ่ )....................................
สวป.สน./สภ.....................
ÊÔè§·Õ¤è Çû¯ÔºÑμãÔ ¹¡ÒáíÒ˹´á¼¹¡ÒÃμÃǨ
๑. เปลยี่ นแผนการตรวจทกุ ๑๐ วนั ใหต รงกบั สภาพของอาชญากรรมทเี่ กดิ ขน้ึ ในทอ งท่ี
๒. ตอ งกาํ หนดใหสายตรวจทกุ คนั ปฏบิ ัตดิ ังนี้
๒.๑ ใน ๑ ผลดั ตอ งกาํ หนดใหส ายตรวจแตล ะคนั ว.๑๐ ในจดุ ทกี่ าํ หนดไมน อ ยกวา
๓๗
๓ คร้ังๆ ละ ๒๐ – ๓๐ นาที โดยมีวัตถุประสงคเพื่อแสดงตัวใหปรากฏแกสายตาประชาชน
เปน จุดตรวจคน และเพอื่ การตรวจสอบของผูบ งั คับบัญชา
๒.๒ ใหก าํ หนดจดุ กา วสกัดไวใ นแผนการตรวจสอบสายตรวจแตละคันดวย เพือ่ ให
สายตรวจทราบวา เมือ่ มีคาํ สัง่ ใหกาวสกัดจับตอ งประจําอยทู ่ใี ด
๒.๓ ใหกําหนดถนนท่ีใหสายตรวจแตละคันหาขาวดวย เพื่อใหทราบวาในผลัดท่ี
ออกตรวจนั้นมีหนาท่ีตองหาขาวอาชญากรรมและเยี่ยมเยียนประชาชนในถนนไดบาง เพ่ือนําผลไป
ลงไวใ นรายงานการตรวจหลงั จากเสรจ็ สน้ิ การตรวจในผลดั นนั้ แลว (ควรกาํ หนดถนนทห่ี าขา วเยยี่ มเยยี น
เรยี งตามลาํ ดบั ความสาํ คญั แลว กาํ หนดใหส ายตรวจปฏบิ ตั เิ รยี งกนั ไปจนครบทกุ ถนนจะทาํ ใหไ ดข อ มลู
ท่วั ทอ งทอ่ี ยา งตอ เนือ่ ง)
๒.๔ ใหกาํ หนดจุดที่จะใหสายตรวจแตละสาย ว.๑๐ ในกรณฝี นตกหรือเหตุอนื่ ที่ไม
อาจตรวจตราตามปกติได ไวใ นแผนการตรวจดวย
๒.๕ แผนการตรวจใหจัดทําเปน ๔ ชุด ชุดที่ ๑ เขาแฟมวางไวกับแฟมภารกิจ
หัวหนาสายตรวจ ชุดท่ี ๒ มอบใหหัวหนา สายตรวจเพื่อนําติดตัวไวเ ปนเครอ่ื งมอื ตรวจสอบ ชดุ ที่ ๓
มอบใหสายตรวจถือไวเพื่อใหทราบภารกิจของตน ชุดท่ี ๔ เก็บไวที่สมุดตรวจนายตํารวจช้ันผูใหญ
ที่สถานีเพือ่ ใชต รวจสอบ
Ẻ¿ÍÃÁ ÊÁ´Ø àÂÕÂè ÁàÂÕ¹»ÃЪҪ¹
ลาํ ดับ วัน เดอื น ป ชือ่ – ทอี่ ยขู องผรู ับการ ผลการตรวจเย่ียม ผูตรวจ
เวลาท่ีเย่ยี ม ตรวจเย่ียม
(ลงชือ่ )............................................
(........................................)
สวป.สน./สภ...................................
¡ÒÃẋ§à¢μμÃǨ
ดังท่ีไดกลาวมาแลวขางตนวา สายตรวจถือเปนระบบปองกันอาชญากรรมอันดับแรก
ดงั นี้ การปรากฏตวั ของสายตรวจมมี ากเทา ใด กจ็ ะเปน ผลใหก ารปอ งกนั อาชญากรรมดขี น้ึ เทา นน้ั และ
เพอ่ื ใหก ารจดั ระบบสายตรวจดาํ เนนิ การไปอยา งครอบคลมุ พนื้ ที่ จงึ จาํ ตอ งมกี ารจดั แบง พน้ื ทก่ี ารตรวจ
ใหกับสายตรวจเปนลักษณะเขตตรวจบอย ซึ่งการแบงเขตสายตรวจน้ีเปนไปตามแนวคิดท่ีวาทําพ้ืนท่ี
๓๘
ใหม ขี นาดเหมาะสม ใหสายตรวจรถจักรยานยนต ๑ คนั สามารถเดนิ ทางไปปฏบิ ัตหิ นาทท่ี ้งั ดา นการ
บริหารและปองกนั เหตุไดอยา งมีประสิทธภิ าพ โดยกาํ หนดเปนองคประกอบ ๒ สว น คือ
- เปาหมายในการปฏิบัติหนาที่ของตํารวจสายตรวจ เรียกวาระดับการใหบริการ
ซ่ึงนบั เปนเวลาในการเดนิ ทางของตาํ รวจสายตรวจรถจักรยานยนต (เชน โครงการสายตรวจ ๓ นาที
ถึงท่เี กิดเหต)ุ
- องคป ระกอบตา ง ๆ ในลกั ษณะของขอ มลู ทอ งถนิ่ สภาพอาชญากรรม เสน ทางคมนาคม
เปนตน
การกําหนดองคประกอบในกําหนดเขตตรวจหรือพิจารณาแบงสายตรวจ ไดมีการศึกษา
และวิวัฒนาการเพ่ือใหสะทอนความเปนจริงในสังคมปจจุบันท่ีเปล่ียนแปลงรวดเร็วตลอดมา จนได
ขอ สรปุ ดังน้ี
๑. ระดบั การใหบ รกิ าร โดยวดั เปน ระยะเวลาซงึ่ ถอื เปน เสมอื นเปา หมายในการปฏบิ ตั ขิ อง
สายตรวจ กลาวคือ กาํ หนดระดบั การใหบ ริการกับประชาชน โดยวัดเปน ระยะเวลาทเี่ จา หนา ทต่ี าํ รวจ
จะสามารถเดินทางไปถึงท่ีเกิดเหตุหรือจุดใดก็ตามท่ีจะตองไปปฏิบัติหนาท่ี ณ จุดที่ไกลสุดของ
เขตตรวจ เชน ตองการใหสายตรวจเดินทางไปถึงท่ีเกิดเหตุภายในเวลา ๕ นาที สําหรับผานชุมชน
หนาแนน และในเวลา ๑๐ นาที สําหรับพื้นท่ีหางไกล หรือนอกชุมชน ระดับการใหบริการเชนนี้
จะสงผลใหขนาดของเขตตรวจตองอยูในความเปนไปไดในการเดินทาง เพื่อสนองตอบความตองการ
ในระดบั การบรกิ ารดว ย และหากตวั เลขนนั้ เปลยี่ นแปลงขนาดและจาํ นวนเขตตรวจจะเปลย่ี นแปลงตาม
รวมทงั้ กาํ ลงั วสั ดอุ ุปกรณ เคร่อื งมือ เครื่องใช ยานพาหนะ ก็จะเปล่ียนแปลงตามไปดว ย
ระดับใหบ รกิ ารน้ี เปนเร่ืองสาํ คญั ทฝ่ี ายกาํ หนดนโยบายจะตอ งตัดสนิ ใจเพ่อื เปน แนวทาง
ในการใหบริการกับประชาชนในดานความปลอดภัยในชีวิตและทรัพยสิน อันเปนภาระหนาท่ีของ
เจา หนาท่ีตาํ รวจอยูแ ลว แนวคิดในการใหบ รกิ ารควรพจิ ารณาตามแนวทาง ดงั นี้
- ยา นธรุ กิจ ระดบั การใหบ รกิ าร ๓ – ๕ นาที
- ยานพักอาศยั ” ๕ – ๗ นาที
- ยานเกษตรกรรม ” ๗ – ๑๐ นาที
- ยา นอุตสาหกรรม ” ๑๐ – ๑๕ นาที
- ยา นชมุ ชนไมห นาแนน เชน ตา งจงั หวดั พน้ื ทหี่ า งไกล อาจจะกาํ หนดเวลาไวไ มเ กนิ กวา
๒๐ นาที เชน น้ี เปนตน
ในกรณเี ชน น้ี อาจเปน ปญ หาอยบู า งสาํ หรบั ความรวดเรว็ ในการใหบ รกิ ารทแ่ี ตกตา งกนั ออกไป
ในแตละชุมชนก็ได อยางไรก็ตามนาจะมีคําอธิบายสําหรับกรณีเชนนี้ได กลาวคือ ระดับการบริการ
ท่ีรวดเร็วเพียง ๓ นาทีก็จริง แตเปนระดับที่มีผูใชบริการจํานวนมาก อาจจะเปนประชาชนมากกวา
๑๐,๐๐๐ คน สว นในเวลา ๒๐ นาที นน้ั อาจจะสาํ หรบั ประชาชนในพนื้ ทห่ี า งไกลเพยี ง ๒๐๐ คน เทา นน้ั
เปนตน
๓๙
๒. องคประกอบท่ีตองพิจารณาอ่ืน ๆ ที่จะสงผลตอขนาด ลักษณะพ้ืนที่เขตตรวจ
ตลอดจนรูปทรงเขตตรวจ เพือ่ ใหเหมาะสม คอื
๒.๑ ความหนาแนนของประชากร เชน ในบางพื้นทีม่ อี าณาบรเิ วณกวา งไกล แตม ี
จาํ นวนประชากรเพยี งเลก็ นอ ย ซง่ึ สามารถพบไดใ นเขตพน้ื ทช่ี านเมอื ง แตใ นบางพน้ื ทม่ี อี าณาบรเิ วณเพยี ง
ไมถงึ ๑ ตารางกโิ ลเมตร แตกลบั มจี าํ นวนประชากรพักอาศัย และประกอบกจิ การจาํ นวนเปนแสนคน
เปน ตน
๒.๒ สภาพของชุมชน เชน ในบางพ้ืนที่อาจเปนยานท่ีพักอาศัย จํานวนหมูบาน
จัดสรรเปนจํานวนมาก จะมีประชาชนซึ่งเปนชุมชน กลุมผูพักอาศัยอยูในเขตพื้นที่เทาน้ัน แตใน
บางพื้นที่อาจเปนยานธุรกิจการคา ยานสถานเริงรมย ก็จะมีจํานวนประชากรท้ังเปนชุมชน
กลุม ผูพกั อาศยั ผูป ระกอบการงาน ผูติดตอ การคา ผูเทยี่ วเตร ฯลฯ เปนจาํ นวนมาก ซึ่งลกั ษณะหลังน้ี
เปนชุมชนทีม่ คี วามวุนวายซับซอนกวาชมุ ชนกลมุ แรกอยา งเห็นไดช ดั เปน ตน
๒.๓ สภาพพ้ืนท่ีรับผิดชอบ เชน ในบางพ้ืนท่ี อาจมีสภาพเปนยานธุรกิจการคา
เปนสวนใหญ แตในบางพ้ืนท่ียังมีสภาพเปนสวนเกษตรกรรม หรือพื้นที่ซึ่งกําลังพัฒนาเปนสวนใหญ
เปน ตน รวมถึงจะตอ งพจิ ารณาพ้ืนท่ีทางด่งิ เชน อาคารสูง ๆ กรณีตกึ หรอื คอนโดมเิ นียม ซงึ่ มชี ัน้ ทพ่ี กั
หลายช้นั เปนตน กต็ อ งเพมิ่ อตั รากาํ ลังในการตรวจตราดูแล
๒.๔ เสนทางคมนาคม เชน ในบางพื้นที่ อาจมีเสนทางคมนาคมสะดวก มีถนน
ทางสญั จรทส่ี ามารถเดนิ ทางไปยงั สถานทต่ี า ง ๆ ไดอ ยา งรวดเรว็ แตใ นบางพนื้ ทย่ี งั ไมม ถี นนหรอื เสน ทาง
ตัดผานโดยสะดวก บางคร้ังอาจตองใชเสนทางน้าํ ลําคลอง เปนเสน ทางหลกั ในการคมนาคม เปน ตน
๒.๕ สถานภาพอาชญากรรม ในแตล ะพน้ื ทย่ี อ มมลี กั ษณะของอาชญากรรมทเ่ี กดิ ขน้ึ
แตกตางกันไป เชน ในพ้ืนท่ีท่ีเปนยานธุรกิจการคา ก็มักจะมีคดีประเภทลักทรัพยในศูนยการคา
ชิงทรัพย วิ่งราวทรัพย โดยใชรถจักรยานยนตเปนพาหนะ แตในพ้ืนท่ีท่ีเปนยานหมูบานจัดสรรก็มัก
จะมคี ดปี ระเภทลักทรพั ยในเคหสถาน จาํ พวกตีนแมว ยองเบา เกิดข้ึนเปน ประจาํ เปนตน
๓. ความสมั พนั ธร ะหวา งกาํ ลงั พลและการแบง เขตตรวจทกุ สถานจี ะตอ งสาํ รวจตรวจสอบ
กําลังพลเจาหนาที่ตํารวจในปกครองวา จะสามารถนํากําลังพลผูใดมาเปนเจาหนาท่ีตํารวจสายตรวจ
และกําลังพลท่ีไดรับการคัดเลือกหรือบรรจุแตงตั้งมาแลวน้ัน จะมีจํานวนเพียงพอหรือไมในการที่จะ
จดั ระบบการตรวจใหค รอบคลมุ พนื้ ท่ี และสามารถปฏบิ ตั งิ านดา นการปอ งกนั ปราบปรามอาชญากรรม
ในเขตรับผิดชอบของตนใหไดผล อยางไรก็ตาม ในการพิจารณาประเด็นความสัมพันธกับกําลังพลนี้
จะใชไ ดอยางเหมาะสมในชว งเวลาส้ัน ๆ หรือกรณีทีม่ กี ําลงั พลมากพอเทานนั้ จะใชพิจารณาในการท่ี
ตองใชเขตตรวจที่ถูกแบงโดยขอพิจารณาตามจํานวนกําลังพลน้ีไปเปนงานประจําไมได เพราะจะเปน
ขอจํากัดในการพิจารณาเพิ่มอัตรากําลัง เพราะไมอาจตอบคําถามเกี่ยวกับความคิดเพียงพอของ
กาํ ลงั พลสายตรวจไดอ ยา งชดั เจน และยง่ิ กวา นนั้ ยงั เปน การไมพ จิ ารณาตามความเหมาะสมในประเดน็
อน่ื ๆ ทีก่ ลาวมาแลว ซึง่ เปน การมองขา มสาระสาํ คญั ของการแบง เขตตรวจ
๔๐
ÃٻẺ㹡Òè´Ñ ầ‹ à¢μμÃǨ
๑. การใชกําลังพลเปนหลักในการแบงเขตตรวจ หมายถึง การสํารวจจํานวนกําลังพล
สายตรวจที่มีอยูในแตละสถานี แลวนํามาจัดสรรแบงเปนชุด ๆ โดยแตละชุดจะปฏิบัติหนาท่ี
ในแตล ะผลดั ใหค รอบคลมุ พืน้ ทท่ี ั้งหมด ตวั อยา งการแบง ตรวจเฉพาะสายตรวจ จยย. ก็จะเปน ดงั นี้
สถานีตํารวจ ก. มีกําลังสายตรวจท้ังสิ้น ๒๔ คน ตองการจัดเปนชุดตรวจ ๓ ชุด
จะได ชดุ ตรวจละ ๘ คน และสายตรวจจํานวน ๘ คน ในแตละชดุ น้ี กจ็ ะนาํ มาจัดเปน สายตรวจ จยย.
ได ๔ คนั ฉะน้ัน จะแบง เขตตรวจใหม ี จยย. รับผดิ ชอบเขตละ ๑ คัน ได ๔ เขตตรวจ
การจัดแบงเขตตรวจแบบนจ้ี ะมขี อ เสยี ดงั นี้
๑) จํานวนเขตตรวจจะขน้ึ กบั จํานวนสายตรวจที่มีอยูในแตละสถานนี ้นั
๒) ไมส ามารถกาํ หนดไดอ ยา งชดั เจนวา จาํ นวนสายตรวจทป่ี ฏบิ ตั หิ นา ทอ่ี ยนู นั้ เพยี งพอ
หรือไม และไมส ามารถกาํ หนดจาํ นวนสายตรวจท่เี หมาะสมตามสภาพความเปนจริงไดในแตละสถานี
๓) การแบง เขตตรวจไมไ ดส มั พนั ธก บั ขอ มลู ทเ่ี กยี่ วขอ งอน่ื ๆ (ตามขอ ๑ – ๒ ขา งตน )
ในขอเสียทั้ง ๓ ทไี่ ดก ลา วน้ี ไดอ ธบิ ายถึงเหตผุ ล และโอกาสที่จะนําไปใชอ กี สวนหน่งึ แลวในทายขอ
เกยี่ วกบั ความสมั พนั ธร ะหวา งกาํ ลงั พลและการแบง เขตตรวจ ซง่ึ ในประเดน็ นถี้ อื เปน
ขอ เนน ยาํ้ ทจี่ ะตอ งหลกี เลยี่ ง เพราะการปฏบิ ตั เิ ชน นี้ เปน วธิ กี ารทถี่ อื ปฏบิ ตั กิ นั มาในอดตี และกลายเปน
การปดก้ันการพัฒนาดานกําลังพลสายตรวจโดยตลอด เพราะนอกจากจะไมเหมาะสมในตัวของ
มนั เองในการปฏบิ ตั ทิ ถี่ กู ตอ ง ปฏบิ ตั อิ ยา งตอ เนอ่ื งเปน เวลานานแลว การกาํ หนดจาํ นวนชดุ ปฏบิ ตั กิ าร
สายตรวจเปน ๓ ชดุ กย็ งั เปน ขอ ขัดของอนั เปน การผิดพลาดทไ่ี ดปฏบิ ตั ิกันอยูในปจจุบันเปนอยา งย่ิง
ซงึ่ จะไดกลาวถึงตอไปในหัวขอ เกี่ยวกับประสทิ ธิภาพของสายตรวจ และระบบการจดั สายตรวจ
๒. การใชขอมูลท่ีเกี่ยวของอ่ืน ๆ เปนหลักในการแบงเขตตรวจหมายถึงการใชขอมูล
ท้ังหมดมากําหนดเขตตรวจข้ึนกอนวาควรจะมีก่ีเขตตรวจ โดยไมคํานึงถึงจํานวนกําลังพลสายตรวจ
ที่มอี ยใู นสถานีนนั้ ตวั อยางการแบงเขตตรวจเฉพาะสายตรวจ จยย. เปน ดังนี้
๔๑
สถานี ข. เมื่อใชขอมูลขางตนสามารถแบงเขตตรวจที่เหมาะสมได ๑๐ เขต (สถานี ข.
มีกําลังพลสายตรวจจํานวน ๒๔ คน เชนเดียวกับ สถานี ก.) ซึ่งควรจะมี จยย. ตรวจทั้งสิ้น
๑๐ คน (เขตละ ๑ คนั ) ในแตล ะผลัด ดงั นัน้ จํานวนสายตรวจท่ีควรจะปฏบิ ตั หิ นา ท่ีจรงิ จะเปน ๒๐ คน
ใน ๑ ผลัด และหากมี ๓ ผลัด จะตองใชกาํ ลงั พลสายตรวจ จยย. ทงั้ สิ้น ๖๐ คน เพ่ือทีจ่ ะใหการจดั
สายตรวจ จยย. มีจํานวน ๑ คัน ครบทุกเขตทุกผลัดและโดยหลักการแลวสายตรวจจําเปนอยางยิ่ง
ท่จี ะตอ งมถี งึ ๔ จดุ ท้งั นเี้ นื่องจากใน ๑ วนั ใชจ าํ นวน ๓ ชดุ (๓ ผลดั ๆ ละชดุ ตรวจ) ซ่งึ จะตองใช
ชุดตรวจอกี ชุดหน่งึ ทีเ่ หลอื หยดุ พกั
การจัดแบง เขตตรวจแบบนี้จะมขี อ ดดี งั นี้
๑) การแบงเขตตรวจจะถกู ตอ งสมบรู ณตามหลกั การ
๒) สามารถกาํ หนดไดแนชัดวาตอ งการกาํ ลงั พลสายตรวจเพิ่มเติมอกี จาํ นวนเทา ใด
๓) สายตรวจครอบคลุมพ้นื ท่ไี ดอ ยางมีประสทิ ธิภาพ (หากจดั กาํ ลังไดครบทุกเขตตรวจ)
๔) สามารถวางแผนการตรวจและการจัดกาํ ลังสายตรวจไดอ ยางมรี ะบบ
»ÃÐÊ·Ô ¸ÔÀÒ¾¢Í§ÊÒÂμÃǨ áÅÐÃкº¡ÒèѴÊÒÂμÃǨ
ในประเด็นน้ีจะเปน การกลาวถึง ความสัมพันธข องสาระสาํ คญั ในระบบสายตรวจ คือ
- ชดุ ปฏบิ ัติการสายตรวจ
- ระยะเวลาในการตรวจ
- การจัดสายตรวจประจาํ เขตตรวจ
- การพัฒนางานสายตรวจ
แตจะเปนการกลาวถงึ แตเ พยี งโดยยอ เฉพาะความสมั พนั ธของชดุ ปฏบิ ัติการ ระยะเวลา
และการจดั สายตรวจเทานน้ั กลา วคอื
จากการท่ีสายตรวจจําเปนจะตอ งออกปฏบิ ตั ิการตลอดเวลา ๒๔ ชว่ั โมง ดงั นั้น จึงจาํ เปน
ตอ งแบง เวลาใน ๑ วนั ออกเปนชวงเวลาทเ่ี รยี กวา ผลดั ซ่ึงสว นใหญจะแบง เปน ๓ ผลดั ใน ๑ วันคอื
ผลดั ที่ ๑ (ผลัดดกึ ) ออกปฏบิ ตั ใิ นชวงเวลา ๐๐.๐๑ น. – ๐๘.๐๐ น.
ผลัดที่ ๒ (ผลดั เชา) ออกปฏิบัตใิ นชว งเวลา ๐๘.๐๐ น. – ๑๖.๐๐ น.
ผลัดที่ ๓ (ผลัดเยน็ ) ออกปฏิบัติในชวงเวลา ๑๖.๐๐ น. – ๒๔.๐๐ น.
ในสว นของชดุ ปฏบิ ตั กิ ารในทนี่ หี้ มายถงึ การจดั แบง กาํ ลงั เจา หนา ทฝ่ี า ยปอ งกนั ปราบปราม
ออกเปน ชดุ ปฏบิ ตั กิ าร ซงึ่ ในปจ จบุ นั มกี ารจดั ตงั้ ในระบบ ๓ ชดุ ปฏบิ ตั กิ าร และ ๔ ชดุ ปฏบิ ตั กิ าร ซง่ึ เมอ่ื
พจิ ารณาในความสมั พนั ธก บั ระยะเวลาในการตรวจจะพบวา มคี วามแตกตา งกนั สามารถเปรยี บเทยี บได
อยางชดั เจน ดังตวั อยา งตารางการจดั เจา หนาทส่ี ายตรวจตอ ไปนี้ (ทงั้ นตี้ ามความเหมาะสมของแตล ะ
สถานีตาํ รวจ)