The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

หลักการตำรวจสายตรวจ ความสำคัญของตำรวจสายตรวจ วัตถุประสงค์ของตำรวจสายตรวจ หลักการตรวจท้องที่ นิด ประเภท และรูปแบบสายตรวจ อำนาจหน้าที่ของสายตรวจ หลักและขั้นตอนการบริหารงานสายตรวจ นาฬิกาอาชญากรรม การวางแผนการตรวจ การตั้งจุดตรวจค้น จุดตรวจตู้แดง ขั้นตอนการเผชิญเหตุ การถวายความปลอดภัย หลักการสื่อสารทั่วไป ความหมายของการสื่อสาร ประมวลลับ(รหัส ว.) การบำรุงรักษาเครื่อมื่อ ระเบียบในการพูดติดต่อสื่อสารทางวิทยุของ ตร.ทฤษฎีว่าด้วยการป้องกันอาชญากรรม

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search

Book22 การป้องกันและปราบปรามอาชญากรรม

หลักการตำรวจสายตรวจ ความสำคัญของตำรวจสายตรวจ วัตถุประสงค์ของตำรวจสายตรวจ หลักการตรวจท้องที่ นิด ประเภท และรูปแบบสายตรวจ อำนาจหน้าที่ของสายตรวจ หลักและขั้นตอนการบริหารงานสายตรวจ นาฬิกาอาชญากรรม การวางแผนการตรวจ การตั้งจุดตรวจค้น จุดตรวจตู้แดง ขั้นตอนการเผชิญเหตุ การถวายความปลอดภัย หลักการสื่อสารทั่วไป ความหมายของการสื่อสาร ประมวลลับ(รหัส ว.) การบำรุงรักษาเครื่อมื่อ ระเบียบในการพูดติดต่อสื่อสารทางวิทยุของ ตร.ทฤษฎีว่าด้วยการป้องกันอาชญากรรม

วิชา ปป. (CP) ๒๒๔๐๒

การป้ องกันและปราบปรามอาชญากรรม

ตาํ ÃÒàÃÂÕ ¹

หลักสตู ร นกั เรยี นนายสบิ ตํารวจ

ÇªÔ Ò »». (CP) òòôðò ¡Òû͇ §¡Ñ¹áÅлÃÒº»ÃÒÁÍÒªÞÒ¡ÃÃÁ

เอกสารน้ี “໚¹¤ÇÒÁÅѺ¢Í§·Ò§ÃÒª¡ÒÔ หามมิใหผูหนึ่งผูใดเผยแพร คัดลอก ถอดความ
หรอื แปลสว นหนง่ึ สว นใด หรอื ทง้ั หมดของเอกสารนเ้ี พอ่ื การอยา งอน่ื นอกจาก “à¾Íè× ¡ÒÃÈ¡Ö ÉÒͺÃÁ”
ของขาราชการตํารวจเทาน้ัน การเปดเผยขอความแกบุคคลอ่ืนที่ไมมีอํานาจหนาท่ีจะมีความผิดตาม
ประมวลกฎหมายอาญา

กองบญั ชาการศึกษา สํานกั งานตาํ รวจแหงชาติ

พ.ศ.๒๕๖๑

1

คํานาํ

หลักสูตรนักเรียนนายสิบตํารวจ (นสต.) เปนหลักสูตรการศึกษาอบรมท่ีมีเปาหมาย
เพ่ือเสริมสรางใหบุคคลภายนอกผูมีวุฒิประกาศนียบัตรประโยคมัธยมศึกษาตอนปลาย (ม.๖) หรือ
ประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) หรือเทียบเทา ท่ีเขารับการฝกอบรมมีความรู ความสามารถ และ
ทักษะวิชาชีพตํารวจ รวมถึงพัฒนาบุคลิกภาพรางกายใหเหมาะสมสําหรับการปฏิบัติงานตํารวจ
ในกลุมสายงานปองกันปราบปราม ตลอดจนเตรียมความพรอมทางดานจิตใจและวุฒิภาวะใหมี
จติ สาํ นึกในการใหบ รกิ ารเพ่อื บาํ บดั ทุกขบาํ รงุ สขุ ของประชาชนเปนสําคัญ

กองบัญชาการศึกษา ไดรวมกับครู อาจารย และครูฝก ในสังกัดกองบังคับการ
ฝก อบรมตาํ รวจกลาง และกลมุ งานอาจารย กองบญั ชาการศกึ ษา ศนู ยฝ ก อบรมตาํ รวจภธู รภาค ๑ - ๙
และกองบัญชาการตํารวจตระเวนชายแดน ตลอดจนผูทรงคุณวุฒิจากภายนอก จัดทําตําราเรียน
หลกั สตู รนกั เรยี นนายสบิ ตาํ รวจชดุ นี้ ซง่ึ ประกอบดว ยองคค วามรตู า งๆ ทจี่ าํ เปน ตอ การพฒั นาศกั ยภาพ
ของนกั เรยี นนายสบิ ตาํ รวจใหเ ปน ขา ราชการตาํ รวจทพ่ี งึ ประสงคข องประชาชน เพอ่ื ใชส าํ หรบั ประกอบ
การเรียนการสอนนักเรียนนายสิบตํารวจใหมีความพรอมทั้งดานความรู ความสามารถ กําลังกาย
และจติ ใจ จนสามารถเปน ขา ราชการตาํ รวจทป่ี ฏบิ ตั งิ านใหบ รกิ ารสงั คมและประชาชนไดอ ยา งตรงตาม
ความตอ งการอยา งแทจ รงิ และมีความพรอ มในการเขา สูประชาคมอาเซียน

ขอขอบคุณครู อาจารย ครูฝก และผูทรงคุณวุฒิทุกทาน ท่ีไดรวมกันระดมความคิด
ใหคําปรึกษา คําแนะนํา ประสบการณท่ีเปนประโยชน รวมถึงการถายทอดองคความรู
ที่เปนประโยชน จนทําใหการจัดทําตําราเรียนหลักสูตรนักเรียนนายสิบตํารวจสําเร็จลุลวงไดดวยดี
ซ่ึงกองบัญชาการศึกษาหวังเปนอยางยิ่งวาตําราเรียนชุดนี้คงเปนประโยชนตอการจัดการเรียน
การสอนและการจัดการฝกอบรมของครู อาจารย และครูฝก รวมตลอดถึงใชเ ปนคมู อื การปฏบิ ัตงิ าน
ของขาราชการตํารวจ อันจะสงผลทําใหสํานักงานตํารวจแหงชาติสามารถสรางความเชื่อม่ันศรัทธา
และความผาสุกใหแ กประชาชนไดอยา งแทจรงิ

พลตํารวจโท ( รอย อิงคไพโรจน )
ผูบ ญั ชาการศึกษา

1

ÊÒúÑÞ Ë¹ŒÒ

ÇÔªÒ ¡Òû‡Í§¡Ñ¹áÅлÃÒº»ÃÒÁÍÒªÞÒ¡ÃÃÁ ñ

º··Õè ñ อาํ ¹Ò¨áÅÐ˹ŒÒ·¢èÕ Í§ÊÒÂμÃǨ ññ
- ภารกจิ อํานาจหนา ทข่ี องสายตรวจ ๑๒
๑๒
º··èÕ ò ·ÄÉ®ÇÕ ‹Ò´ŒÇ¡Òû͇ §¡Ñ¹ÍÒªÞÒ¡ÃÃÁ ๑๒
- ทฤษฎกี ารบงั คบั ใชกฎหมาย ๑๓
- ทฤษฎตี าํ รวจชุมชนสมั พันธ ๑๓
- ทฤษฎคี วบคมุ อาชญากรรมจากสภาพแวดลอ ม ๒๓
- ทฤษฎตี ํารวจผรู บั ใชช มุ ชน ๒๔
- ทฤษฎหี นา ตา งแตก ๒๗
๓๐
º··Õè ó »ÃÐàÀ·áÅСÒèѴÊÒÂμÃǨ ๓๕
- การจดั สายตรวจประเภทตา งๆ ๔๘
- แนวทางปฏบิ ัตใิ นงานสายตรวจ õ÷
- การบริหารงานสายตรวจ ๕๘
- การวางแผนการตรวจ ๕๘
- การตงั้ จดุ ตรวจคน ๕๙
๖๒
º··Õè ô ÁÒμáÒÃàªÔ§Ã¡Ø 㹡Òû‡Í§¡¹Ñ »ÃÒº»ÃÒÁÍÒªÞÒ¡ÃÃÁ ๖๔
- การตีวงสรุ า ๖๕
- การปดลอ มตรวจคน ๖๖
- มาตรการยึดรถตองสงสัย
- การสํารวจจดุ ลอ แหลม
- การซักซอ มแผนเผชิญเหตตุ า งๆ และการสกัดจับ
- การตรวจเยย่ี มชุมชน
- การตั้งดานตรวจ จุดตรวจ หรือจดุ สกดั

˹ŒÒ

º··Õè õ ÃдѺ¡ÒÃ㪡Œ Òí Åѧ¢Í§à¨ŒÒ˹Ҍ ·μÕè íÒÃǨà¾è×Íá¡äŒ ¢Ê¶Ò¹¡Òó (Use of Force) øñ
- ทมี่ าและความสําคญั ของระดบั การใชก าํ ลังของเจาหนาทต่ี าํ รวจ ๘๒
- การศึกษาแบบระดับการใชกาํ ลังของเจา หนา ทต่ี าํ รวจ ๘๓
- คําอธิบายทั่วไปเกยี่ วกบั การกระทําของผูตอ งสงสัย/ผกู ระทําความผดิ ๘๗
- คําอธบิ ายทั่วไปเกี่ยวกับการปฏิบัติของเจา หนาทต่ี าํ รวจ ๙๑

º··èÕ ö ¡ÒÃ༪ÔÞàËμØμÒ‹ §æ áÅÐÃдºÑ ¡ÒÃãªกŒ ําÅѧ¢Í§à¨ŒÒ˹ŒÒ·Õตè าํ ÃǨ ùõ
- ข้นั ตอนการปฏิบัตมิ าตรฐานสาํ หรบั เจาหนา ที่ตํารวจผูเผชิญเหตุคนแรก ๙๖
- ตวั อยางอาวุธและอุปกรณสาํ หรบั เจา หนา ทีต่ ํารวจผูเผชิญเหตคุ นแรก ๙๘

º··Õè ÷ ¡ÒöÇÒ¤ÇÒÁ»ÅÍ´ÀÂÑ ñðó
- การแตงเคร่อื งแบบ ๑๐๔
- การเขา ประจําจุด ๑๐๕

º··èÕ ø ¡ÒÃÊÍè× ÊÒÃã¹Ë¹ÒŒ ·ตี่ ําÃǨ ñðù
- หลกั การสื่อสารท่วั ไป ๑๑๐
- ความหมายของคําวาสอื่ สาร ๑๑๐
- ระเบียบ ตร.วาดวยเครอ่ื งรับ-สงวทิ ยุของกรมตํารวจ พ.ศ.๒๕๒๗ ๑๑๑
- ประมวลลับ ๑๑๔
- การใชและการบาํ รงุ รักษาเครือ่ งมอื สอื่ สาร ๑๑๘

ÀÒ¤¼¹Ç¡ ñòõ

ÇÔªÒ »». (CP) òòôðò
¡Òû͇ §¡Ñ¹áÅлÃÒº»ÃÒÁÍÒªÞÒ¡ÃÃÁ

¤³Ð¼ŒÙ¨´Ñ ·Òí

ñ. ¾Å.μ.·.ÃÍ ÍÔ§¤ä¾â蹏 ¼ºª.È. ·»èÕ ÃÖ¡ÉÒ
ò. ¾Å.μ.μ.ÈáÄɳ ᡌǼÅÖ¡ Ãͧ ¼ºª.È. ·»èÕ ÃÖ¡ÉÒ
ó. ¾.μ.Í.ÇÊÔ ·Ø ¸ìÔ ¤ÅÒŒ Âáʧ ¼¡¡.ÊÀ.Ç§Ñ »ÃШº À.¨Ç.μÒ¡
ô. ¾.μ.·.ÍÃó¾ ¡ÒÇ¡Ô ØÅ ÍÒ¨ÒÏ (ʺ ó) ¡Í¨.ºª.È.
õ. ¾.μ.·.ªÅҾѹ¸Ø ·Í§á¼‹¹ ÍÒ¨ÒÏ (ʺ ó) ¡Í¨.ȽÃ.À.ô
ö. ¾.μ.·.ªÒí ¹Ô ¤¹äÇ ÍÒ¨ÒÏ (ʺ ó) ¡Í¨.ȽÃ.À.ô

1



º··Õè ñ

อํา¹Ò¨áÅÐ˹ŒÒ·Õè¢Í§ÊÒÂμÃǨ

ÇμÑ ¶»Ø ÃÐʧ¤¡ ÒÃàÃÂÕ ¹ÃŒÙ»ÃÐจาํ º·

๑. เพอื่ ใหน กั เรยี นนายสบิ ตาํ รวจมคี วามรเู กย่ี วกบั อาํ นาจและหนา ทขี่ องตาํ รวจสายตรวจ
๒. เพ่ือใหนักเรียนนายสิบตํารวจมีความเขาใจเก่ียวกับอํานาจและหนาท่ีของตํารวจ
สายตรวจ
๓. เพื่อใหนักเรียนนายสิบตํารวจนําความรูไปปฏิบัติใชไดถูกตอง บรรลุวัตถุประสงค
ของทางราชการ

ÊÇ‹ ¹นํา

การปฏบิ ตั งิ านในหนาทีข่ องตาํ รวจสายตรวจ จะปฏบิ ตั หิ นา ท่ีไดถกู ตอ งตามกฎหมายน้นั
ในเบอื้ งตน จะตอ งมคี วามรู ความเขา ใจ เกย่ี วกบั ความหมายของคาํ วา อาํ นาจและหนา ทข่ี องตาํ รวจกอ น
วาตนเองเปนตํารวจมีอํานาจและหนาท่ีตามกฎหมายมากนอยเพียงใด ตามกฎหมายท่ีกําหนด
การทาํ งานจงึ จะถกู ตอ ง ไมเ ปน การละเมดิ หรอื ละเวน การปฏบิ ตั ติ อ บคุ คลอน่ื การปฏบิ ตั จิ งึ จะชอบธรรม
และเกิดผลดีตอทางราชการ



ตําÃǨ คือ “เจาหนาท่ีซึ่งกฎหมายใหมีอํานาจและหนาท่ีรักษาความสงบเรียบรอย
ของประชาชน”

อํา¹Ò¨ คือ ความชอบท่ีจะกระทําได ที่มาของอํานาจ ไดแก บทบัญญัติของกฎหมาย
จารีตประเพณี เปนตน

˹Ҍ ·èÕ คอื ภาระทจ่ี ะตอ งกระทาํ หนา ทมี่ าจากบทบญั ญตั ขิ องกฎหมายและจารตี ประเพณี
กิจกรรมในการรักษาความสงบเรียบรอย ไดแก การสบื สวน การสอบสวน การปอ งกัน
การปราบปรามและการใหบริการแกประชาชน ระดับของความสงบเรียบรอยน้ันก็คือ การไมละเมิด
ตอ บทบัญญัตขิ องกฎหมาย
ประชาชนมเี สรีภาพในการกระทําไดทกุ อยา ง เวนแตมกี ฎหมายบญั ญตั ิไวหา มกระทํา
สําหรับตํารวจน้ัน ในการปฏิบัติหนาที่ในการรักษาความสงบเรียบรอยหรือการบังคับใช
กฎหมาย โดยหลักการตาํ รวจจะกระทําการใดอนั เปน การละเมดิ ตอสทิ ธิของประชาชนไมไ ด เวน แตวา
จะมกี ฎหมายบัญญตั ไิ วแ ละตํารวจจะตองกระทําการไปตามเงือ่ นไขของกฎหมายทกี่ าํ หนดไว
หลักฐานของการกระทําจะตองเก็บบันทึกไวเปนขอเท็จจริงและพัฒนาไปสูการเปน
พยานหลักฐานตอไป
ÊÒÂμÃǨ¡Ñº¡ÒÃÊ׺Êǹ ตํารวจสายตรวจมีอํานาจในการสืบสวนท่ัวราชอาณาจักร
สายตรวจของสถานตี าํ รวจแหง หนงึ่ จะไมไ ปทาํ การสบื สวนคดอี าญาในอกี ทอ งทหี่ นง่ึ กไ็ ด โดยทจี่ ะไมเ ปน
ความผดิ ฐานเจา พนกั งานปฏบิ ตั หิ นา ทม่ี ชิ อบ เพราะเปน เรอ่ื งของการมอี าํ นาจแตไ มม หี นา ที่ แตส ายตรวจ
ท่ีกําลังตรวจอยูในทองที่สถานีตํารวจของตนกําลังปฏิบัติหนาที่ในการรักษาความสงบเรียบรอย
จงึ มีหนาที่ในการสืบสวนคดีอาญาในทองท่ขี องตนดวย
วธิ กี ารในการสบื สวนแบงได ๒ กรณี คอื การสบื สวนที่เปน การละเมิดสทิ ธิของประชาชน
ซึ่งจะตอ งพจิ ารณาวา มีกฎหมายบญั ญัติใหก ระทาํ ไดห รอื ไม หากไมม กี ฎหมายบญั ญตั ิไวก ก็ ระทาํ ไมได
การสืบสวนอีกประเภทหนึ่ง คือ การสืบสวนท่ีไมไดไปละเมิดสิทธิเสรีภาพของผูใด กรณีเชนน้ี
สายตรวจสามารถกระทําได เชน การจอดรถสังเกตการณ การเขาไปพูดคยุ กับบคุ คลตางๆ
การสบื สวน คือ การแสวงหาขอเท็จจริงและหลักฐาน ซงึ่ ตํารวจไดป ฏิบัตไิ ปตามอาํ นาจ
และหนาที่เพ่ือรักษาความสงบเรียบรอยของประชาชน ในสวนน้ีเรียกวาการสืบสวนกอนเกิดเหตุ
และเพือ่ ทราบรายละเอียดแหงความผดิ ในสวนนเ้ี ปนการสืบสวนหลังเกิดเหตุ
ขอ เทจ็ จรงิ และหลกั ฐานทไี่ ดจ ากการสบื สวนกอ นเกดิ เหตนุ าํ ไปใชเ ปน ขอ มลู ในการปอ งกนั
ปราบปรามและการใหบ รกิ ารประชาชนตอไป
สวนขอเท็จจริงและหลักฐานที่ไดจากการสืบสวนหลังเกิดเหตุใหนําสงพนักงานสอบสวน
ทําการสอบสวนขอเท็จจริงและหลักฐานเหลาน้ีจะเปนพยานหลักฐานในสํานวนการสอบสวน
ของพนักงานสอบสวนตอไป ตํารวจสายตรวจในขณะทําหนาที่สืบสวนจะตองมีการทําบันทึกไวเปน
หลกั ฐานดวย



ºÑ¹·Ö¡ หมายถึง หนังสือที่ตํารวจจดไวเปนหลักฐานในการสืบสวน การจัดทําบันทึก
อาจจะกระทาํ โดยการจดบันทกึ ในกระดาษ สมดุ พก หรือบันทกึ ดวยกลองถา ยรูปก็ได

ÊÒÂμÃǨ¡ºÑ ¡ÒÃÊͺÊǹ การสอบสวน คอื การรวบรวมพยานหลกั ฐานและการดาํ เนนิ การ
ของพนักงานสอบสวน ซ่ึงทําไปเกี่ยวกับความผิดท่ีกลาวหา เพ่ือที่จะทราบขอเท็จจริงหรือพิสูจน
ความผิดและเพ่ือจะเอาตัวผูกระทําผิดมาฟองลงโทษ ดังน้ันสายตรวจจึงไมใชพนักงานสอบสวน
แตเ ปนเจา หนา ท่ีผทู ําการสืบสวนและอยูใ นฐานะผูชวยเหลือพนกั งานสอบสวน

ÊÒÂμÃǨ¡ºÑ ¡Òû‡Í§¡¹Ñ ÍÒªÞÒ¡ÃÃÁ หลักการของการปองกัน คือ
๑. ปอ งกนั มใิ หม อี าชญากรรมเกดิ ข้ึนในทองทท่ี ร่ี บั ผดิ ชอบ
๒. หากมเี หตเุ กดิ ขนึ้ จะตอ งไมก อ ใหเ กดิ ความรนุ แรง ความรนุ แรงวดั ไดจ ากการสญู เสยี
ชวี ติ บาดเจ็บ ความเสยี หายตอทรัพยสิน กระทบกระเทอื นตอ จติ ใจของประชาชน กลา วคือ จะตอ ง
ยบั ยงั้ ไมใ หเ กิดความรุนแรง อันไดแ กมาถงึ จุดทีเ่ กดิ เหตุในเวลาอนั สนั้ มีความรู มียุทธวิธีในการยบั ย้งั
ไมใ หเ กิดความรนุ แรง
๓. กระทําการมใิ หเกิดการลุกลามขยายวงของความเสียหายออกไป
๔. สามารถแกไ ขสถานการณได ควบคมุ สถานการณใ หสคู วามปกติได
๕. สามารถเยียวยาแกไ ขใหก ลับมาสูส ภาพเดมิ หรอื ใกลเ คยี งกบั สภาพเดิม
หลักการและเทคนิคของการปองกันอาชญากรรม ไดแก การแสดงตัว ปรากฏตัว
การตรวจคน การแสวงหาความรวมมือจากประชาชน การสรางแหลงขอมูล การนําขอมูลมาใช
การวางแผน เปนตน
ÊÒÂμÃǨ¡ºÑ ¡ÒûÃÒº»ÃÒÁ ในความหมายน้ี หมายถงึ มอี าชญากรรมหรอื มเี หตเุ กดิ ขนึ้
สายตรวจจะตอ งเปน ผใู ชอ าํ นาจและหนา ทใ่ี นการรกั ษาความสงบเรยี บรอ ย อนั ไดแ ก การถามชอื่ (ป.อาญา
ม.๓๖๗) การออกคําส่ัง (ป.อาญา ม.๓๖๘) ตอสูหรือขัดขวางเจาพนักงานเปนความผิด (ป.อาญา
ม.๑๓๘) ขม ขนื ใจเจา พนกั งานเปน ความผดิ (ป.อาญา ม.๑๓๙) นอกจากนยี้ งั มอี าํ นาจตรวจคน ตวั บคุ คล
ยานพาหนะ จับกุม การควบคุม การควบคุมตัวสงไปยังที่ทําการของพนักงานสอบสวน การยึดไว
เพอื่ ตรวจสอบซงึ่ ทรพั ยท มี่ ไี ว ไดม า ไดใ ช เพอ่ื ใชใ นการกระทาํ ผดิ การรบั แจง เหตแุ ละการรบั คาํ รอ งทกุ ข
ÊÒÂμÃǨ¡Ñº¡ÒÃãËŒºÃÔ¡Òà การใหบริการกับประชาชนเปนสวนหน่ึงของการรักษา
ความสงบเรียบรอ ย สายตรวจจะตองคํานงึ เสมอวาการใหบ ริการแกประชาชนนน้ั จะตองไมกระทบตอ
ภารกิจหลกั คอื ปฏิบตั หิ นา ทส่ี ายตรวจเพ่อื การรักษาความสงบเรยี บรอยแกประชาชน

ÀÒá¨Ô อาํ ¹Ò¨Ë¹ŒÒ·Õ¢è ͧÊÒÂμÃǨ

ñ. ¡Òû¯ÔºÑμÔμÒÁคําÊèѧ¢Í§¼ºŒÙ ѧ¤ÑººÞÑ ªÒ การปฏิบตั ิตามแผนการตรวจ
ò. ¡ÒÃÃѺᨌ§àËμØ จากปากคําของประชาชนโดยตรง หรือจากโทรศัพทมือถือ
เคร่ืองมือสื่อสาร วิทยุกระจายเสยี ง โทรทัศน โดยจะตองไปยงั ท่ีเกดิ เหตุโดยเร็ว



ó. ¡Òè´Ñ ¡ÒáºÑ คาํ Ìͧ·Ø¡¢
ผูเสียหายจะรองทุกขกับตํารวจสายตรวจก็ได หากผูรองทุกขมีหนังสือรองทุกข

สายตรวจจะตองจัดการนําสงพนักงานสอบสวน หากผูเสียหายรองทุกขดวยปากคําใหสายตรวจ
รบี จดั การใหผ เู สยี หายไปพบพนกั งานสอบสวนหรอื สายตรวจจะจดบนั ทกึ แลว รบี สง ใหพ นกั งานสอบสวน

ô. อํา¹Ò¨ã¹¡ÒèѺ
ô.ñ ÊÒÂμÃǨÁÕอาํ ¹Ò¨¨Ñºä´Œ ´Ñ§¹Õé
๔.๑.๑ จับบุคคลตามหมายจับ นอกจากหมายจับตนฉบับแลว เอกสาร

หรือหลักฐานดังตอ ไปน้กี ็สามารถดําเนินการจับได
- สาํ เนาหมายจับทไี่ ดรบั รองวา ถูกตองแลว
- สําเนาหมายจับที่สงทางโทรสาร สื่ออิเล็กทรอนิกส หรือ

สอื่ เทคโนโลยีสารสนเทศประเภทอนื่
๔.๑.๒ จับบุคคลทไ่ี ดก ระทาํ ผดิ ซึ่งหนาสายตรวจ (เห็นกําลงั กระทาํ หรอื พบ

ในอาการใด ซ่งึ แทบจะไมมคี วามสงสยั เลยวา เขาไดก ระทําผดิ มาแลว สดๆ)
๔.๑.๓ จับบุคคลเม่ือสายตรวจพบบุคคลนั้นมีพฤติการณอันควรสงสัยวา

นาจะกอเหตุรายใหเกิดภยันตรายแกบุคคลหรือทรัพยสินของผูอ่ืน โดยมีเครื่องมือ อาวุธ หรือวัตถุ
อยา งอนื่ อันสามารถใชใ นการกระทาํ ผดิ

๔.๑.๔ จบั บคุ คลทมี่ พี ยานหลกั ฐานตามสมควรวา บคุ คลนน้ั นา จะไดก ระทาํ ผดิ
อาญาและมีเหตุอันเชื่อไดวาจะหลบหนีหรือจะไปยุงเหยิงกับพยานหลักฐานหรือกอเหตุอันตราย
ประการอ่ืนอันเปนเหตุท่ีจะออกหมายจับบุคคลน้ันได แตมีความจําเปนเรงดวนที่ไมอาจขอศาล
ออกหมายจบั บุคคลนน้ั ได

๔.๑.๕ จับผูตองหา (บุคคลผูถูกหาวาไดกระทําผิด แตยังมิไดฟองตอศาล)
หรือจําเลย (บุคคลซ่ึงถูกฟองตอศาลแลว โดยขอหาวาไดกระทําผิด) ท่ีสายตรวจพบวาผูตองหา
หรอื จําเลยน้นั หนีหรอื จะหลบหนีในระหวา งถกู ปลอ ยตวั ชัว่ คราว

๔.๑.๖ จับผูตองหา (บุคคลผูถูกหาวาไดกระทําผิด แตยังมิไดฟองตอศาล)
หรือจําเลย (บุคคลซึ่งถูกฟองตอศาลแลว โดยขอหาวาไดกระทําผิด) ท่ีบุคคลซ่ึงทําสัญญาประกัน
หรือหลักประกันในการปลอยตัวช่ัวคราวพบวาผูตองหาหรือจําเลยนั้น หนีหรือจะหลบหนีในระหวาง
ถกู ปลอ ยตวั ชวั่ คราว ขอใหสายตรวจจบั ผูต อ งหาหรอื จําเลยนัน้

๔.๑.๗ จับบุคคล เม่ือสายตรวจเห็นหรือพบบุคคลน้ันถูกไลจับดังผูกระทํา
โดยมีเสยี งรองเอะอะ (ตองเปน ความผดิ อาญาตามทรี่ ะบุไวใ นบัญชที า ยประมวลกฎหมายวิธพี ิจารณา
ความอาญา เชน ลกั ทรพั ย วง่ิ ราวทรพั ย ชงิ ทรพั ย ปลน ทรพั ย กรรโชกทรพั ย ประทษุ รา ยแกช วี ติ รา งกาย
ขม ขืนกระทําชาํ เรา)

๔.๑.๘ จับบุคคล เมื่อสายตรวจพบบุคคลนั้นแทบจะทันทีทันใดหลังจาก
การกระทาํ ผดิ ในถนิ่ แถวใกลเ คยี งกบั ทเ่ี กดิ เหตนุ น้ั และมสี งิ่ ของทไ่ี ดม าจากการกระทาํ ผดิ หรอื มเี ครอื่ งมอื



อาวุธ หรือวัตถุอยางอ่ืน อันสันนิษฐานไดวาไดใชในการกระทําผิดหรือมีรองรอยพิรุธเห็นประจักษท่ี
เส้ือผาหรือเน้อื ตัวของผนู ้ัน

๔.๑.๙ การจบั ตามขอ ๔.๑.๑-๔.๑.๘ นน้ั หากจบั ในทรี่ โหฐานจะตอ งปฏบิ ตั ิ
ตามในเร่ืองการคน ในที่รโหฐานดวย

ô.ò ÇÔ¸Õ¡ÒèѺ สายตรวจตอ งดาํ เนินการดงั น้ี
๔.๒.๑ แจงผูที่จะถูกจับวาเขาตองถูกจับ ถาเปนการจับตามหมายจับ

ผจู บั จะขอความชว ยเหลอื จากบคุ คลใกลเคยี งเพื่อทําการจบั กไ็ ด แตจ ะบังคบั ใหบ ุคคลนั้นชวยโดยอาจ
เกิดอนั ตรายแกเขาไมไ ด

๔.๒.๒ แจงขอกลา วหาใหผ ถู ูกจับทราบ หากมีหมายจับใหแ สดงตอ ผถู กู จบั
๔.๒.๓ แจง สิทธิใหผถู ูกจบั ทราบวา

๑) ผูถูกจับมีสิทธิท่ีจะไมใหการหรือใหการก็ไดและถอยคําของ
ผูถูกจับนน้ั อาจใชเ ปนพยานหลักฐานในการพจิ ารณาคดไี ด

๒) ผูถูกจับมีสิทธิท่ีจะพบและปรึกษาทนายความหรือผูซ่ึงจะเปน
ทนายความ

๓) ถาผูถูกจับประสงคจะแจงใหญาติหรือผูซ่ึงตนไววางใจทราบถึง
การจับกุมหากสามารถดําเนินการไดโดยสะดวกและไมเปนการขัดขวางการจับหรือการควบคุม หรือ
ทําใหเกิดความไมปลอดภัยแกบุคคลหน่ึงบุคคลใด สายตรวจผูจับสามารถอนุญาตใหผูถูกจับ
ดาํ เนนิ การไดตามสมควร

๔.๒.๔ บนั ทกึ การจบั ไว (ตน ฉบบั ๑ ฉบบั สาํ เนาอยา งนอ ย ๒ ฉบบั ) สาํ หรบั
ถอ ยคาํ ทผี่ ถู กู จบั ใหก บั ผจู บั นนั้ หากเปน ถอ ยคาํ รบั สารภาพวา เปน ผกู ระทาํ ผดิ กฎหมายหา มมใิ หร บั ฟง
เปนพยานหลักฐาน แตถาเปนถอยคําอ่ืน จะรับฟงเปนพยานหลักฐานในการพิสูจนความผิด
ของผูถ ูกจับไดเมอื่ ไดมีการแจง สิทธิ ตามขอ ๔.๒.๓ แกผูถกู จบั แลว

๔.๒.๕ สั่งใหผูถูกจับไปยังท่ีทําการของพนักงานสอบสวนพรอมดวยผูจับ
ดงั นี้

๑) ไปยงั ทที่ าํ การของพนกั งานสอบสวนผรู ับผิดชอบ
๒) หากไมสามารถนําไปยังที่ทําการของพนักงานสอบสวน
ผรู ับผดิ ชอบไดใ นขณะทจี่ บั นน้ั ใหไปยงั ที่ทาํ การของพนักงานสอบสวนแหง ทองทที่ ีถ่ กู จับ
๔.๒.๖ ถา จําเปนใหจ บั ตัวผูถกู จบั ไป
๔.๒.๗ ถาบุคคลซึ่งจะถูกจับขัดขวางหรือจะขัดขวางการจับ หรือหลบหนี
หรอื พยายามจะหลบหนี สายตรวจผจู บั มอี าํ นาจใชว ธิ หี รอื การปอ งกนั เทา ทเี่ หมาะแกพ ฤตกิ ารณแ หง เรอ่ื ง
ในการจบั ผูถกู จบั นน้ั
๔.๒.๘ สายตรวจผจู บั มอี าํ นาจคน ตวั ผตู อ งหาและยดึ สง่ิ ของตา งๆ ทอ่ี าจใช
เปนพยานหลักฐานได การคน ตองทําโดยสภุ าพ คนผหู ญิงตองใหผ หู ญงิ คนอ่นื เปน ผูคน



๔.๒.๙ สายตรวจผูจับมีอํานาจในการใชวิธีควบคุมผูถูกจับเทาที่จําเปน
เพ่ือปองกันมใิ หเขาหลบหนเี ทา นัน้

๔.๒.๑๐ สายตรวจผูจับตองนําตัวผูถูกจับไปยังที่ทําการพนักงานสอบสวน
ตามขอ ๔.๒.๕ โดยทันที และสงตัวผูถูกจับใหกับตํารวจของที่ทําการดังกลาว (พรอมบันทึกการจับ
ตน ฉบบั และสงิ่ ของทย่ี ดึ ไว) ในกรณจี าํ เปน ผจู บั จะจดั การพยาบาลผถู กู จบั เสยี กอ นทจ่ี ะนาํ ตวั ไปสง กไ็ ด

๔.๒.๑๑ ณ ที่ทําการของพนักงานสอบสวนท่ีนําผูถูกจับไปสง ใหสายตรวจ
รีบแจง ขอกลาวหาและรายละเอยี ดเกยี่ วกบั เหตุแหงการถูกจับใหผ ถู กู จบั ทราบ ถามหี มายจับใหแ จง ให
ผูถูกจบั ทราบและอานใหผูถ กู จับฟง และมอบสาํ เนาบันทึกการจบั แกผูถูกจับ

õ. อาํ ¹Ò¨ã¹¡Ò乌 ºØ¤¤Åã¹·èÊÕ Ò¸ÒóÐ
๕.๑ กฎหมายกําหนดเปนหลกั วา หามมิใหท าํ การคนบคุ คลใดในท่สี าธารณสถาน

แตกําหนดเปนขอยกเวนไววา เวนแตพนักงานฝายปกครองหรือตํารวจเปนผูคนในเม่ือมีเหตุอันควร
สงสัยวาบุคคลท่ีจะถูกคนนั้นมีสิ่งของในความครอบครองเพื่อจะใชในการกระทําความผิด หรือซ่ึงได
มาโดยการกระทําความผิดหรือซ่ึงมีไวเปนความผิด ดังน้ันสายตรวจจึงมีอํานาจที่จะคนตัวบุคคล
ในท่ีสาธารณะไดโดยบุคคลท่ีจะถูกคนนั้นตองมีเหตุอันควรตองสงสัยวามีส่ิงของในความครอบครอง
๑) เพอ่ื จะใชใ นการกระทาํ ความผดิ หรอื ๒) ซงึ่ ไดม าโดยการกระทาํ ความผดิ หรอื ๓) ซง่ึ มไี วเ ปน ความผดิ
(สายตรวจผูคนตองสามารถตอบไดวาที่คนตัวบุคคลน้ันเพื่ออะไร มิใชคนบุคคลใดก็ไดโดยไมมีเหตุผล
อันเปนการไมป ฏบิ ตั ิตามกฎหมาย)

๕.๒ กอ นลงมอื คน สายตรวจตองแสดงตัวและความบริสุทธติ์ อ ผถู ูกคน เสียกอน
๕.๓ การคนตองทาํ โดยสุภาพ การคน ผหู ญงิ ตองใหหญิงอื่นเปนผูคน และถา เปน
ไปไดควรมีประจกั ษพยานในการคน ดว ย
๕.๔ หากมีสิ่งของที่ยึดจากการคาใหบรรจุหีบหอตีตราไวหรือทําเครื่องหมายไว
เปนสําคัญ
๕.๕ เมื่อเสร็จสิ้นการคน หากตองยึดสิ่งของท่ีไดจากการคนตองทําบันทึกการคน
และบัญชีส่ิงของไว อานใหผูถูกคน ฟง และใหผ ถู ูกคน ลงลายมือช่อื รับรองไว (รวมทง้ั พยาน ถาม)ี และ
รีบนําบันทึกบัญชีและส่ิงของ สงพนักงานสอบสวน หากตองจับผูถูกคนใหดําเนินการตามวิธีการจับ
ในขอ ๔
๕.๖ ถาเปนไปไดควรทําบันทึกการคนไวทุกครั้งและใหผูถูกคนลงลายมือไวดวย
แมวาคนแลวไมพบสิ่งของตามท่ีสงสัยก็ตาม เพ่ือเปนหลักฐานในการปฏิบัติหนาที่ของสายตรวจ
หากมีการรอ งเรยี นหรือกลาวหา
ö. อํา¹Ò¨ã¹¡Ò乌 ÂÒ¹¾Ò˹Ð
๖.๑ ยานพาหนะที่ผคู รอบครองมีเจตนาใชเ ปน ที่พกั อาศยั เปนทรี่ โหฐาน หากจะ
คน ตอ งดาํ เนินการตามหลักการคน ในท่ีรโหฐาน
๖.๒ ยานพาหนะท่ีผูครอบครองใชตามปกติและใชในท่ีสาธารณะ หากสายตรวจ
จะคนตองมีเหตุที่สามารถคนบุคคลที่ครอบครองในขณะน้ันไดตามที่กฎหมายกําหนดในเรื่องการคน



บุคคลในท่ีสาธารณะและสามารถคนภายในยานพาหนะไดเสมือนวาเปนสิ่งของติดตัวของผูถูกคนน้ัน
และปฏบิ ตั เิ ชนเดยี วกับการคน บคุ คลในท่ีสาธารณะโดยอนโุ ลม

÷. อาํ ¹Ò¨ã¹¡Ò䌹·ÃÕè â˰ҹ
๗.๑ เหตุ ขอบเขต และเวลาในการคน
๗.๑.๑ โดยปกติการคนที่รโหฐานตองมีหมายคนหรือคําสั่งศาลและตองมี

เจา พนกั งานผมู ชี อ่ื ในหมายคน หรอื ผรู กั ษาการแทนซงึ่ หากเปน ตาํ รวจตอ งมยี ศตงั้ แตร อ ยตาํ รวจตรขี นึ้ ไป
เปนหัวหนา ในการจดั การตามหมาย สายตรวจจงึ จะเขารว มการคน ไดโ ดยชอบ

๗.๑.๒ สายตรวจสามารถคน ทร่ี โหฐานไดโ ดยไมม หี มายคน หรอื คาํ สงั่ ศาลได
ในกรณดี ังตอ ไปนี้

๑) เม่ือมีเสียงรองใหชวยมาจากขางในท่ีรโหฐานหรือมีเสียง
หรือพฤตกิ ารณอ น่ื ใดอนั แสดงไดว ามเี หตรุ ายเกดิ ข้ึนในที่รโหฐานน้นั

๒) เมื่อปรากฏความผดิ ซง่ึ หนากําลังกระทาํ ในทรี่ โหฐาน
๓) เมอ่ื บคุ คลทไี่ ดก ระทาํ ความผดิ ซงึ่ หนา ขณะทถ่ี กู ไลจ บั หนเี ขา ไป
หรือมีเหตอุ นั แนนแฟน ควรสงสัยวาไดเขาไปซกุ ซอ นตัวอยูในทีร่ โหฐานนน้ั
๔) เมื่อมีพยานหลักฐานตามสมควรวาสิ่งของท่ีมีไวเปนความผิด
หรอื ไดม าโดยการกระทาํ ความผดิ หรอื ไดใ ชห รอื มไี วเ พอื่ จะใชใ นการกระทาํ ความผดิ หรอื อาจเปน พยาน
หลกั ฐานพสิ จู นก ารกระทาํ ความผดิ ไดซ อ นหรอื อยใู นนนั้ ประกอบทงั้ ตอ งมเี หตอุ นั ควรเชอื่ วา เนอ่ื งจาก
การเนิน่ ชากวา จะเอาหมายคนมาไดส ิ่งของนนั้ จะถูกโยกยา ยหรอื ทาํ ลายเสยี กอ น

ในกรณีนี้สายตรวจผูคนจะตองทําบันทึกการตรวจคน บัญชี
ทรัพยทไี่ ดจ ากการตรวจคน และบันทึกแสดงเหตผุ ลทีท่ าํ ใหสามารถเขาคนได และสง มอบสาํ เนาใหไว
แกผ ูค รอบครองสถานที่ทีถ่ ูกตรวจคน แตถ าไมมผี ูครอบครองอยู ณ ท่นี ้ัน ใหสง มอบหนังสอื ดงั กลา ว
แกบุคคลเชนวานั้นในทันทีท่ีกระทําไดและรีบรายงานเหตุผลและผลการตรวจคนเปนหนังสือตอ
ผบู ังคับบญั ชาเหนือขึ้นไป

๕) เม่ือที่รโหฐานน้ันผูจะตองถูกจับเปนเจาบาน และการจับนั้น
มหี มายจับหรอื เปนการจบั ไดในกรณีท่ไี มตอ งมหี มายจบั

๗.๑.๓ โดยปกติการคนในที่รโหฐานน้ันจะคนไดแตเฉพาะเพ่ือหาตัวคน
หรือสงิ่ ของทีต่ องการคน เทา น้ัน ยกเวนกรณตี อ ไปนี้

๑) ในกรณที คี่ น หาสงิ่ ของโดยไมจ าํ กดั สง่ิ ผคู น มอี าํ นาจยดึ สงิ่ ของใด
ซ่งึ นาจะใชเปนพยานหลักฐานเพอ่ื เปน ประโยชนห รอื ยนั ผตู อ งหาหรอื จําเลย

๒) เมื่อมีหมายจับบุคคลอ่ืนท่ีอยูในท่ีคนน้ัน หรือมีการกระทําผิด
ซึง่ หนา ในท่ีคน น้ัน ผคู น มีอาํ นาจจบั บุคคลนน้ั ได

๗.๑.๔ การคนที่รโหฐานตองกระทําระหวางพระอาทิตยขึ้นและตก
(เวลากลางวัน) เวนแตเมื่อลงมือคนแตในเวลากลางวัน ถายังไมเสร็จจะคนตอไปในเวลากลางคืนก็ได



หรือในกรณีฉุกเฉินอยางยิ่ง หรือซ่ึงมีกฎหมายอ่ืนบัญญัติใหคนไดเปนพิเศษ จะทําการคนในเวลา
กลางคืนก็ได หรือการคนเพ่ือจับผูมีพฤติการณโหดรายหรือผูรายสําคัญจะทําในเวลากลางคืนก็ได
แตต อ งไดร บั อนญุ าตพเิ ศษจากศาลตามหลกั เกณฑแ ละวธิ กี ารทก่ี าํ หนดในขอ บงั คบั ของประธานศาลฎกี า

๗.๒ วิธีการคน ในทีร่ โหฐาน
๗.๒.๑ กรณีมีหมายคนหรือคําส่ังศาลใหแสดงหมายหรือคําส่ังนั้น

ตอ เจา ของหรอื คนอยใู นนน้ั หรอื ผรู กั ษาสถานทซ่ี งึ่ จะคน กรณเี ปน การคน ไดโ ดยไมม หี มายใหแ สดงนาม
และตําแหนงของผูคน ตอเจา ของหรือคนอยใู นน้ันหรอื ผรู กั ษาสถานที่ซ่ึงจะคน

๗.๒.๒ ตํารวจผูคนมีอํานาจส่ังเจาของหรือคนอยูในน้ันหรือผูรักษาสถานท่ี
ซึ่งจะคน ใหยอมใหเขาไปโดยมิหวงหาม อีกท้ังใหความสะดวกตามสมควรทุกประการ ในการคน
หากมิยอมใหเขาไป ตํารวจผูคนมีอํานาจใชกําลังเพ่ือเขาไปในท่ีจะคนได ในกรณีจะเปดหรือ
ทําลายประตูบาน ประตูเรือน หนาตาง รั้วหรือสิ่งกีดขวางอยางอ่ืนทํานองเดียวกันน้ันก็ได
(เปดหรือทําลายไดเ ฉพาะเทา ทจี่ าํ เปนเพือ่ ใหสามารถเขาไปในสถานท่นี ั้นไดเทาน้ัน)

๗.๒.๓ ในกรณคี น หาสง่ิ ของทหี่ าย ถา พอทาํ ไดจ ะใหเ จา ของหรอื ผคู รอบครอง
สง่ิ ของนั้นหรอื ผแู ทนของเขาไปกับเจาพนักงานในการคนนนั้ ดวยกไ็ ด

๗.๒.๔ ถามีเหตุอันควรสงสัยวาบุคคลซ่ึงอยูในท่ีซึ่งคนหรือจะถูกคน
จะขัดขวางถึงกับทําใหการคนไรผล ตํารวจผูคนมีอํานาจเอาตัวผูน้ันควบคุมไวหรือใหอยูในความดูแล
ในขณะที่ทําการคนเทา ท่จี าํ เปนเพ่ือมใิ หข ดั ขวางถงึ กบั ทาํ ใหก ารคน นั้นไรผ ล

๗.๒.๕ ถามีเหตุอันควรสงสัยวาบุคคลซึ่งอยูในที่ซ่ึงคนหาหรือจะถูกคน
ไดเอาส่ิงของท่ีตองการพบซุกซอนในรางกายตํารวจผูคนมีอํานาจคนตัวผูนั้นได โดยการคนตองทํา
โดยสภุ าพ การคนผหู ญิงตองใหผหู ญิงอืน่ เปนผูค น

๗.๒.๖ กอนลงมือคนใหตํารวจผูคนแสดงความบริสุทธิ์เสียกอน และเทาท่ี
สามารถจะทําไดใหคนตอหนาผูครอบครองสถานที่หรือบุคคลในครอบครัวของผูน้ันหรือถาหาบุคคล
เชน กลาวนัน้ ไมไดก ใ็ หคนตอหนาบุคคลอื่นอยางนอ ยสองคนซึง่ ผูคน ไดขอรองมาเปนพยาน

๗.๒.๗ ในการคนน้ัน ตํารวจผูคนตองพยายามมิใหมีการเสียหาย
และกระจัดกระจายเทาทีจ่ ะทาํ ได

๗.๒.๘ สิ่งของซึ่งยึดไดในการคน ใหหอหรือบรรจุหีบหอตีตราไวหรือใหทํา
เคร่อื งหมายไวเปนสําคญั และตองใหผ คู รอบครองสถานท่ี บคุ คลในครอบครวั ผูตองหา จาํ เลย ผูแ ทน
หรือพยานดูเพื่อใหร บั รองวา ถกู ตอ ง ถา บุคคลเชน กลา วน้ันรับรองหรือไมยอมรับรองก็ใหบ ันทึกไว

๗.๒.๙ เมอ่ื เสรจ็ สน้ิ การคน ใหท าํ บนั ทกึ การคน และบญั ชสี งิ่ ของทค่ี น ได และ
ใหอา นใหผ ูค รอบครองสถานท่ี บคุ คลในครอบครัว ผูตองหา จาํ เลย ผูแทนหรอื พยานฟง แลวแตก รณี
แลวใหผ ูน นั้ ลงลายมือช่ือรบั รองไว



๗.๒.๑๐ กรณคี น โดยมหี มาย ใหรบี สงบนั ทึกการคน และบัญชีสง่ิ ของทคี่ นได
พรอ มทง้ั สง่ิ ของทยี่ ดึ มา ไปยงั ผอู อกหมายหรอื เจา พนกั งานตามทกี่ าํ หนดในหมายนน้ั กรณเี ปน การคน
โดยไมม หี มายใหส ง บนั ทกึ การคน และบญั ชขี องทคี่ น ไดพ รอ มทงั้ สง่ิ ของทยี่ ดึ มาไปยงั พนกั งานสอบสวน

ø. อํา¹Ò¨Í¹×è æ
ในขณะปฏิบัติหนาที่ สายตรวจมีสถานะเปนเจาพนักงานตามกฎหมาย ซึ่งในเร่ือง

การจับและการคน กฎหมายไดใหอํานาจไวในการปฏิบัติสวนหน่ึงแลว นอกจากนั้นกฎหมายอาญา
ยังใหอํานาจเพื่อการปฏิบัติงานแกสายตรวจอีก คือ ถามชื่อที่อยูของบุคคล เพ่ือปฏิบัติการ
ตามกฎหมายได โดยหากบุคคลนั้นไมยอมบอกหรือแกลงบอกชื่อที่อยูอันเปนเท็จมีโทษปรับ
ไมเกินหน่งึ พนั บาท

๑๐

๑๑

º··èÕ ò

·ÄÉ®ÇÕ Ò‹ ´ÇŒ ¡Òû‡Í§¡Ñ¹ÍÒªÞÒ¡ÃÃÁ

ÇÑμ¶»Ø ÃÐʧ¤¡ ÒÃàÃÂÕ ¹ÃÙ»Œ ÃÐจําº·

๑. เพอื่ ใหน กั เรยี นนายสบิ ตาํ รวจมคี วามรเู กย่ี วกบั ทฤษฎวี า ดว ยการปอ งกนั อาชญากรรม
๒. เพื่อใหนักเรียนนายสิบตํารวจมีความเขาใจเกี่ยวกับทฤษฎีวาดวยการปองกัน
อาชญากรรม
๓. เพอื่ ใหน กั เรยี นนายสบิ ตาํ รวจนาํ ความรเู กย่ี วกบั ทฤษฎวี า ดว ยการปอ งกนั อาชญากรรม
ไปปฏิบตั ใิ ชใ นหนา ที่ราชการไดถ กู ตอง และบรรลวุ ตั ถุประสงคของทางราชการ

ʋǹนาํ

แนวคิดทฤษฎเี กยี่ วกับการปอ งกันอาชญากรรม เพอ่ื นํามาประยกุ ตป ฏิบัติใชกับงานของ
ตาํ รวจมหี ลายทฤษฎี แตล ะทฤษฎลี ว นมปี ระโยชนต อ งานปอ งกนั อาชญากรรมงานของตาํ รวจ ในบทน้ี
ขอยกเอาทฤษฎี ๕ ทฤษฎี มาเพอ่ื ศกึ ษาเปนแนวทางปฏิบตั ิ เพอื่ จะไดน ําไปปฏบิ ัตงิ านหรอื ปรบั ใชใ ห
ถูกตอ งตามสภาพพืน้ ท่ี เพ่ือใหบ รรลุวัตถุประสงคใ นการปองกันปราบปรามอาชญากรรม

๑๒

·ÄɮաÒú§Ñ ¤Ñºãª¡Œ ®ËÁÒ (Law Enforcement Theory)

ตามประมวลกฎหมายวธิ พี จิ ารณาความอาญา ขา ราชการตาํ รวจมอี าํ นาจสบื สวนตรวจคน
จับกุมผกู ระทําผิดตามประมวลกฎหมายอาญา และกฎหมายอนื่ ๆ และโดยเฉพาะอยางยง่ิ ตํารวจฝาย
ปฏิบัติการระดับผูบังคับหมูซึ่งจะตองปฏิบัติงานในสังคมชุมชนมีโอกาสใกลชิดพบปะกับสถานการณ
เหตุการณอันเกี่ยวของเก่ียวเนื่องกับการกระทําผิดกฎหมาย เชนน้ี ตํารวจจราจร ตํารวจประจํา
จดุ ตรวจ จุดสกดั ตํารวจสายตรวจตางๆ เปนตน ตามแนวทฤษฎีนีถ้ อื วา ขา ราชการตาํ รวจเปนผบู งั คับ
ใชกฎหมาย ซึ่งในการปฏิบัติหนาที่น้ันจะตองมีความรูความเขาใจในหลักกฎหมายที่ตนจะตองปฏิบัติ
เปนอยางดี และตองรับทราบและปฏิบัติตามหลักสิทธิมนุษยชน หลักการคุมครองสิทธิของบุคคล
มุงเนนการจับกุมผูกระทําความผิดใหไดรับโทษ เมื่อมีการกระทําผิดเกิดขึ้นตองรีบสืบสวนจับกุมใหได
อยา งรวดเรว็ เพอ่ื ไมใ หเ ปน เยยี่ งอยา งและคนรา ยไมก ลา กระทาํ ผดิ ซงึ่ แนวทางนถี้ อื เปน การดาํ เนนิ การ
ลดปญ หาอาชญากรรม โดยเจา หนา ท่ีตํารวจ บุคคลหรอื หนว ยงานอน่ื ๆ หรือคนในชุมชน เปนผูช ว ย
ใหข อ มูลหรอื มีสวนรวมตามท่ีเจา หนาทตี่ ํารวจตองการ

·ÄÉ®Õตาํ ÃǨªØÁª¹ÊÑÁ¾¹Ñ ¸ (Police Community Relation Theory)

ในการปองกันแกไขปญหาอาชญากรรมของสังคมชุมชน หากตํารวจกระทําเอง
โดยลาํ พงั อาจประสบปญ หาในหลายๆ ดา น จงึ พยายามแสวงหาแนวรว มเพอื่ ใหง านมปี ระสทิ ธภิ าพมาก
ยงิ่ ขน้ึ หลกั การทฤษฎตี าํ รวจชมุ ชนสมั พนั ธ คอื การเสรมิ สรา งความสมั พนั ธแ ละความรว มมอื กนั ระหวา ง
ประชาชนกบั ตาํ รวจ ในการแกไ ขปญ หาอาชญากรรมและปญ หาตา งๆ อนั เกยี่ วกบั ความเรยี บรอ ยของ
สังคมชมุ ชน เพอ่ื ใหตาํ รวจมีปฏิสมั พันธอันดกี ับชมุ ชน มคี วามเขา ใจในปญ หาซ่งึ กันและกัน ตลอดจน
รว มมือกนั ในการแกไขปญ หาดังน้ี ตาํ รวจฝา ยปฏิบัตกิ ารระดบั ผูบงั คบั หมู จึงตองมคี วามรคู วามเขา ใจ
และมีทกั ษะในการสรางความสมั พนั ธท ่ดี ีตอชมุ ชนเพื่อใหงานของตํารวจบรรลุผล

·ÄÉ®¤Õ Ǻ¤ÁØ ÍÒªÞÒ¡ÃÃÁ¨Ò¡ÊÀÒ¾áÇ´ÅÍŒ Á (Crime Control Through Environmental
Design)

หลักการน้ีเปนแนวทางการปองกันอาชญากรรมที่เช่ือวาสภาพแวดลอมทางกายภาพ
และทางสงั คมถอื ไดว า เปน ปจ จยั สาํ คญั ประการหนงึ่ ทมี่ ผี ลตอ ปญ หาอาชญากรรมในชมุ ชน โดยหลกั การแลว
เราสามารถวางแผนเปลย่ี นแปลง แกไ ข หรอื ออกแบบสภาพแวดลอ มตา งๆ ทง้ั สภาพแวดลอ มรปู ธรรม
และนามธรรม เพอื่ ปอ งกนั และแกไ ขปญ หาอาชญากรรมได โดยทาํ ใหไ มส ามารถเขา ถงึ บคุ คลหรอื ทรพั ย
โดยงา ย อันเปนการปดกนั้ หรอื ลดชองโอกาสในการกอ เหตขุ องคนราย เชน การตดิ ตงั้ กลองวงจรปด
โครงการเพ่ือนบานเตือนภัย โครงการสายตรวจประชาชนตามแหลงที่พักอาศัย เปนตน แนวทางนี้
ตาํ รวจฝา ยปฏบิ ตั กิ ารระดบั ผบู งั คบั หมมู คี วามจาํ เปน ทจี่ ะตอ งทาํ ความเขา ใจและมกี ารสงั เกตการณท ดี่ ี

๑๓

·ÄÉ®ตÕ ําÃǨ¼ÃÙŒ ºÑ 㪪Œ ÁØ ª¹ (Community Policing)

ตํารวจฝายปฏิบัติการระดับผูบังคับหมูยุคปจจุบัน ควรนําแนวคิดทฤษฎีการปองกัน
อาชญากรรมแนวนไ้ี ปประยกุ ตใ ชใ นการทาํ งานอยา งยงิ่ กลา วคอื เปน การทตี่ าํ รวจกบั ประชาชนทาํ งาน
รวมกันโดยใชความริเริ่มสรางสรรค ยอมสามารถแกไขปญหาตางๆ ท่ีเกี่ยวของกับอาชญากรรม
ความรูสึกหวาดกลัวภัยอาชญากรรม ตลอดจนสภาพการไรระเบียบและความเส่ือมโทรมทางสังคม
และทางกายภาพในชุมชนตางๆ ได การที่จะบรรลวุ ตั ถุประสงคดังกลา วไดน ้ันหนวยงานตํารวจจะตอ ง
เสริมสรางความสัมพันธอันดีกับสุจริตชนท่ีอาศัยอยูในชุมชนน้ันๆ โดยเปดโอกาสใหเขามามีสวนรวม
แสดงความคดิ เหน็ เสนอแนะในการจัดลาํ ดับความสําคัญเรงดว นของปญ หา และรว มพฒั นาศักยภาพ
ความเปน อยโู ดยรวมของชมุ ชน หรืออีกนัยหนงึ่ หลักการตาํ รวจผูรับใชชมุ ชน เปนหลกั การการทาํ งาน
ของตํารวจซงึ่ สง เสริม สนับสนุน แกต น เหตุ เพอื่ ลดปญ หาอาชญากรรม ปญ หาความไมเปน ระเบยี บ
ของชมุ ชน โดยใชเทคนิคการแกท่ีตนเหตขุ องปญ หา ดว ยความรวมมือระหวา งตํารวจและชมุ ชน

·ÄÉ®ËÕ ¹ÒŒ μÒ‹ §áμ¡ (Broken Windows Theory)

ทฤษฎีน้ีเปนแนวคิดพื้นฐานวาหากปลอยใหหนาตางบานหรือรถยนตแตกเสียหาย
โดยไมม กี ารซอ มแซม คนทวั่ ไปกจ็ ะคดิ วา เจา ของไมส นใจ ตอ มากจ็ ะมคี นขวา งหรอื ทาํ ลายกระจกบานอนื่
ไปเรื่อยๆ จนกระท่ังบานเรือนหรือรถยนตเสียหายชํารุดทรุดโทรมมาก ยากตอการซอมแซมใหกลับ
ไปสูสภาพเดิม ดังนั้นเมื่อหนาตางแตกแมเพียงเล็กนอยก็ตองรีบซอมแซม เมื่อนํามาเทียบเคียงกับ
ปญหาอาชญากรรมในชุมชน เชน หากเกิดปญ หาความไมเปนระเบยี บเรียบรอ ย (Disorder) ปญหา
ความสกปรกหรอื ปญ หาเกย่ี วกบั คณุ ภาพชวี ติ ในชมุ ชน (Quality Of Life Problems) แลว ปลอ ยทง้ิ ไว
โดยไมมีใครสนใจ ชุมชนน้ันจะยิ่งเส่ือมโทรมลงไปเร่ือยๆ แลวจะกอใหเกิดปญหาอาชญากรรมหรือ
ยาเสพตดิ ตามมาภายหลงั ดงั นนั้ การแกไ ขปญ หาอาชญากรรมตอ งสนใจจดั การปญ หาความเดอื ดรอ น
ของชุมชน ปญหาความไรระเบียบและปญหาคุณภาพชีวิตของคนในชุมชนดวย ถาชุมชนใด
มีความสะอาดเปนระเบียบเรียบรอย ก็จะทําใหปญหาอาชญากรรมและยาเสพติดลดลงไปดวย ดังนี้
ในการทาํ หนา ทต่ี าํ รวจสายตรวจควรเฝา ระวงั สงั เกตการณส ภาวะเชนน้อี ยา งละเอยี ดถ่ถี วน

á¹Ç·Ò§¡Òû͇ §¡Ñ¹ÍÒªÞÒ¡ÃÃÁ

อาชญากรรม = มลู เหตจุ ูงใจ + ชองโอกาสในการกระทําผดิ
การปอ งกันอาชญากรรมจึงประกอบดวย การตดั มูลเหตุจงู ใจของผูกระทาํ ผิดซึ่งเปนการ
ปอ งกนั อาชญากรรมไมใ หเ กดิ ผกู ระทาํ ผดิ ขน้ึ และในขณะเดยี วกนั กค็ วรมกี ารปอ งกนั ไมใ หต กเปน เหยอื่
อาชญากรรมโดยการตดั ชอ งโอกาสในการกระทําผดิ ของอาชญากร

๑๔

สําหรับวิธีในการปอ งกนั อาชญากรรมประกอบดวย ๔ วิธี ไดแ ก
ñ. ¡Òú§Ñ ¤ºÑ 㪌¡®ËÁÒÂ

แนวทางการปองกันอาชญากรรมโดยการบังคับใชกฎหมายเกิดขึ้นตามความเชื่อ
ของสาํ นกั ดงั้ เดมิ (Classical School) ทม่ี คี วามเชอ่ื วา อาชญากรรมเกดิ ขน้ึ เนอ่ื งจากมนษุ ยม เี จตจาํ นง
อสิ ระ (Free Will) ตดิ ตัวมาต้ังแตก ําเนดิ มนุษยมักจะทําในส่ิงทีเ่ กิดประโยชนก ับตัวเองมากกวาโทษ
ทไ่ี ดร บั หากเหน็ วา การกระทาํ ใดมโี ทษมากกวา ประโยชนท ไ่ี ดร บั มนษุ ยก จ็ ะเลยี่ งไมก ระทาํ ในสง่ิ ดงั กลา ว
และการทเี่ กดิ อาชญากรรมขน้ึ เนอื่ งจากมนษุ ยพ จิ ารณาแลว วา การประกอบอาชญากรรมเกดิ ประโยชน
มากกวาโทษท่ีจะไดรับตอไป ไมเกรงกลัวตอกฎหมายหรือบทลงโทษ รวมท้ังบทลงโทษท่ีไดรับไมมี
ความรนุ แรงจึงไมม ีความเกรงกลวั

ดังนั้นแนวทางการปองกันอาชญากรรมวิธีน้ี จึงมุงเนนการบังคับใชกฎหมายใหมี
ประสิทธิภาพสูงสุดเพื่อเปนการปองกันอาชญากรรมทําใหคนในสังคมมีความเกรงกลัวตอกฎหมาย
และบทลงโทษเปน สําคญั ทําใหตัวมลู เหตจุ ูงใจในการกระทาํ ผดิ

สําหรับการบังคับใชกฎหมายท่ีมปี ระสิทธิภาพควรประกอบดวยแนวทาง ดังนี้
๑. ความแนน อน กฎหมายทใี่ ชบ งั คบั คนในสงั คมจะตอ งมบี ทลงโทษทมี่ คี วามแนน อน
หากกระทําผิดในลกั ษณะคดีประเภทเดยี วกนั จะตองไดร บั การลงโทษอยางแนนอน
๒. ความเสมอภาค กฎหมายท่ีใชบังคับจะตองใชบังคับกับทุกคนในสังคม
อยา งเทา เทยี มกนั ไมม กี ารเลอื กปฏบิ ตั ริ ะหวา งคนรวยกบั คนจน หรอื คนทม่ี อี าํ นาจกบั คนทด่ี อ ยโอกาส
ทางสงั คม
๓. ความรวดเรว็ กฎหมายทใี่ ชบ งั คบั จะตอ งมบี ทลงโทษคนกระทาํ ผดิ ทม่ี คี วามรวดเรว็
เพื่อเปนการปองกันและขมขวัญยับยั้งคนในสังคมท่ีคิดจะกระทําความผิดใหเกิดความเกรงกลัว
ไมต องการประกอบอาชญากรรม
๔. บทลงโทษที่เหมาะสม กฎหมายท่ีใชบังคับในการลงโทษผูกระทําผิดจะตองมี
บทลงโทษที่เหมาะสมกับความผิดไมนอยเกินไปเพราะจะทําใหคนในสังคมที่คิดจะกระทําผิดไมเกิด
ความเกรงกลวั ตอ โทษ ในขณะเดยี วกนั โทษทไี่ ดร บั จะตอ งไมม คี วามรนุ แรงมากเกนิ ไป เพราะอาจทาํ ให
ผกู ระทาํ ความผดิ บางรายอาจตอ งการเสย่ี งในการกระทาํ ผดิ เพราะอาจไดร บั ประโยชนท คี่ มุ คา จากการ
ประกอบอาชญากรรม นอกจากนี้บทลงโทษผูกระทําผิดที่มีความรุนแรงมากเกินไป อาจเปนชองทาง
ในการกลนั่ แกลง บุคคลผูบริสุทธิใ์ หตองตกเปน อาชญากรทงั้ ที่ไมไดท าํ ผิด
สาํ หรบั การปอ งกนั อาชญากรรมดว ยวธิ กี ารบงั คบั ใชก ฎหมาย จะเหน็ ไดใ นกระบวนการ
ยตุ ิธรรมท่มี ลี กั ษณะเนนการปองกันปราบปรามอาชญากรรม (Crime Control) หากประเทศใดทน่ี ํา
แนวทางการปอ งกนั อาชญากรรมวธิ นี มี้ าใช จะมกี ารกาํ หนดบทลงโทษทางกฎหมายตอ ผกู ระทาํ ผดิ ทมี่ ี
ความรนุ แรง สาํ หรบั กรณขี องประเทศไทย ดงั จะเหน็ ไดจ ากนโยบายของรฐั บาลในการประกาศสงคราม
กบั ยาเสพตดิ ในป พ.ศ.๒๕๔๕ รฐั บาลไดน าํ วธิ กี ารปอ งกนั การกระทาํ ผดิ ในคดยี าเสพตดิ ดว ยการกาํ หนด
บทลงโทษท่ีมคี วามรุนแรง มีการจาํ คุกตลอดชวี ติ และการประหารชวี ติ ผูคา ยาเสพตดิ รายใหญ เพ่อื ให
คนในสังคมเกดิ ความเกรงกลัวไมตองการกระทาํ ความผดิ ทเี่ กยี่ วขอ งกบั ยาเสพติด เปนตน

๑๕

¢ŒÍ´Õ เห็นผลทนั ตาในการปอ งกันอาชญากรรม
¢ŒÍàÊÂÕ เปนการแกปญหาท่ีปลายเหตุอาจไมใชเปนการปองกันอาชญากรรม
ใหหมดไปอยางแทจริง
ò. ¡ÒûÃѺÊÀÒ¾áÇ´ÅŒÍÁáÅШμÔ ã¨
แนวทางการปองกันอาชญากรรมโดยการปรับสภาพแวดลอมและจิตใจเกิดข้ึนตาม
ความเชอ่ื ของสาํ นกั ปฏิฐานนิยม (Positive School) ที่มีความเชือ่ วา ผูท ่ีประกอบอาชญากรรม คอื
ผูท่ีถูกสภาพแวดลอมและปจจัยตางๆ บีบบังคับ (Determinism) และหลอหลอมใหตองประกอบ
อาชญากรรม “อาชญากร เปรียบเสมอื น ผูป วย จําเปน ตอ งไดร ับการบาํ บัดรักษา” โดยการแกไขผูมี
บคุ ลิกภาพท่เี สยี ใหก ลบั สสู งั คม เปนบคุ คลท่มี ีบคุ ลกิ ภาพท่ที นทานตอ สิ่งยว่ั ยใุ หป ระกอบอาชญากรรม
แนวทางการปองกันอาชญากรรมดวยการปรับสภาพแวดลอมและจิตใจ จึงมีวิธีใน
การปองกันอาชญากรรม ๒ รูปแบบ คือ การปองกันไมใหผูที่อยูในสังคมตองกลายเปนอาชญากร
ดวยการปรับสภาพแวดลอ มทงั้ ในระดบั มหภาคและระดับจลุ ภาคใหมีความเหมาะสม และการปอ งกนั
ผูที่มีบุคลิกภาพที่เสียไปหรือเปนอาชญากรไมใหมีการถลําลึก หรือการประกอบอาชญากรรมซ้ํา
ดวยการใชม าตรการการปรับสภาพแวดลอ มในสถานท่ีควบคมุ แกไ ขใหม คี วามเหมาะสม
สําหรับแนวทางการปองกันอาชญากรรมดวยการปรับสภาพแวดลอมและจิตใจ
สามารถทําไดด งั น้ี
»Í‡ §¡¹Ñ ÍÒªÞÒ¡ÃÃÁ คอื การปรบั สภาพแวดลอ มในระดบั มหภาคและระดบั จลุ ภาค
ใหม คี วามเหมาะสมตอ คนในสงั คม ไมใ หส งิ่ แวดลอ มเหลา นกี้ ลายเปน สงิ่ ทบี่ บี บงั คบั หรอื กระตนุ ใหค นใน
สงั คมตองประกอบอาชญากรรม ไดแ ก

Positive

เศรษฐกิจ *ครอบครัว กายภาพ/ชวี ภาพ บุคลิกท่ี พฤตกิ รรม
สังคม *โรงเรียน ออ นแอ เบยี่ งเบน
การเมอื ง *การคบเพอ่ื น + หรือ
*ที่อยูอ าศยั ปว ย หรอื
*อาชพี จติ ใจ อาชญากรรม
*อบายมขุ
*ส่อื
*ศาสนา

๑๖

ÊÔè§áÇ´ÅÍŒ Áã¹ÃдºÑ ÁËÀÒ¤

àÈÃɰ¡¨Ô การทาํ ใหป ระเทศมสี ภาวะเศรษฐกจิ ทดี่ ี คนในสงั คมมงี านทาํ และมรี ายไดด ี
ปญ หาการประกอบอาชญากรรมจะลดลง

Êѧ¤Á การปรับสภาพสังคมใหมีความนาอยู ดังเชนสังคมไทยในอดีตที่มี
ความโอบออมอารี มีน้ําใจเอ้ือเฟอเผ่ือแผ ใหความเคารพนบนอบผูอาวุโสและคนดีมากกวาคนรวย
เพ่ือสรางความรักความผูกพันตอชุมชนหรอื สังคมท่อี ยู ปญ หาอาชญากรรมก็จะลดนอ ยลง

¡ÒÃàÁÍ× § การทาํ ใหก ารเมอื งเปน ตวั แทนของประชาชนในสงั คมอยา งแทจ รงิ ในการชว ยเหลอื
ผูดอยโอกาส ตลอดจนการทําใหกฎหมายและกระบวนการยุติธรรมสามารถอํานวยความยุติธรรม
อยางแทจริง ไมเลือกปฏิบัติและเปนเคร่ืองมือของกลุมผูแสวงหาผลประโยชนโดยการเลนการเมือง
เพอ่ื เปน การบงั หนา จะทาํ ใหก ารเมอื งมปี ระสทิ ธภิ าพและสามารถปอ งกนั แกไ ขปญ หาอาชญากรรมได

ʧÔè áÇ´ÅŒÍÁã¹ÃдѺ¨ØÅÀÒ¤

¤Ãͺ¤ÃÇÑ การสรา งครอบครวั จากความรกั เพอื่ เปน การสรา งภมู คิ มุ กนั และลอ มรวั้ สมาชกิ
ในสงั คมใหห า งไกลจากการประมวลอาชญากรรม โดยครอบครวั จะตอ งทาํ หนา ทใี่ นกระบวนการขดั เกลา
ทางสังคม การถายทอดคานิยม แบบแผนการดําเนินชีวิตที่มีความถูกตองใหแกสมาชิกในครอบครัว
จะทําใหสังคมหางไกลจากปญหายาเสพติด

ʶҺѹ¡ÒÃÈÖ¡ÉÒ การทําหนาที่ในการถายทอดความรูคูคุณธรรมใหแกสมาชิกในสังคม
ใหม คี วามรใู นการดาํ เนนิ ชวี ติ ทถี่ กู ตอ ง มคี วามยบั ยงั้ ชง่ั ใจในการประกอบอาชญากรรม จะทาํ ใหป อ งกนั
ปญ หาอาชญากรรมได

¡Òäºà¾è×Íน ครอบครัวและโรงเรียนจะตองปลูกจิตสํานึกในเร่ืองการคบเพ่ือนที่ดีใหแก
สมาชกิ ในสงั คมเพอื่ ใหส มาชกิ ในสงั คมมกี ารประพฤตติ นทถี่ กู ตอ งตามแบบอยา งของกลมุ ทเ่ี ลอื กคบหา
สมาคม เชน โครงการเขาคายในระหวางปดเทอม เพื่อปลูกฝงใหเด็กและเยาวชนมีการรวมกลุมกัน
ในการทาํ ประโยชนเ พอื่ สงั คม โครงการ YMCA ซงึ่ หากมกี ารคบเพอื่ นทดี่ ปี ญ หาการประกอบอาชญากรรม
จะลดจาํ นวนลงอยา งแนนอน

·ÍèÕ Â͋٠ÒÈÂÑ มคี วามจาํ เปน ตอ ผทู อ่ี ยอู าศยั เนอ่ื งจากอาจมกี ารเรยี นรพู ฤตกิ รรมอาชญากร
จากในถน่ิ ทอี่ ยอู าศยั ดงั นนั้ การจดั ระเบยี บทอ่ี ยอู าศยั จงึ มคี วามจาํ เปน ตามแนวคดิ ของทฤษฎนี เิ วศวทิ ยา
สํานักชิคาโกสคูล โดยการจัดใหโซนของที่อยูอาศัยหรือสถานศึกษาอยูหางจากสถานบันเทิงหรือ
แหลงเสื่อมโทรมอ่ืนๆ เพ่ือไมใหมีการถายทอดและเรียนรูพฤติกรรมอาชญากรจากแหลงดังกลาว
จะสามารถปองกนั อาชญากรใหลดจาํ นวนลงอยา งแนน อน

ÍÒªÕ¾ การสรางอาชีพใหแกคนในทองถิ่นเพ่ือใหสามารถเล้ียงดูตัวเองได ไมอพยพเขา
มาทาํ งานในเมอื งอนั จะนาํ มาซงึ่ ปญ หาตา งๆ เปน สงิ่ ทมี่ คี วามจาํ เปน รวมทง้ั หากประชาชนในประเทศ
มีอาชีพ ปญหาอาชญากรรมโดยเฉพาะอาชญากรรมเก่ียวกับทรัพยสินจะลดจํานวนลง ตัวอยางเชน
การฝกวิชาชีพใหแกคนในชุมชน การสรางโครงการหนึ่งตําบลหน่ึงผลิตภัณฑ เพื่อทําใหคนในทองถิ่น
มีงานทาํ เปน ตน

๑๗

Êè×Í การสรางจิตสํานึกในการรับผิดชอบการนําเสนอของส่ือ ไมมุงผลประโยชนในทาง
พาณิชยแตเพียงประการเดียว โดยการนําเสนอส่ิงท่ีเปนประโยชนในการดําเนินชีวิตตอคนในสังคม
การนําเสนอแนวคิดคานิยมที่ดีงามของสังคมจากส่ือ จะเปนแนวทางที่สําคัญในการปองกันปญหา
อาชญากรรม

ͺÒÂÁØ¢ เปนหนทางแหงความเสื่อม ซ่ึงอบายมุขจึงเปนส่ิงท่ีสมาชิกในสังคม
ไมควรเกี่ยวของเพราะจะนํามาซ่ึงการประพฤติปฏิบัติตนท่ีไมดีงาม รวมท้ังการประกอบอาชญากรรม
สําหรับตัวอยางของอบายมุข ไดแ ก อบายมุข ๖ ประการ ซึง่ ประกอบดวย ดื่มนํา้ เมา เท่ียวกลางคืน
ดูการละเลนเปนนิจ เลนการพนัน คบคนช่ัวเปนมิตร เกียจครานในการทํางาน ซึ่งการเกี่ยวของกับ
อบายมขุ ดงั กลา วยอ มนาํ มาซง่ึ ปญ หาอาชญากรรม ดงั นน้ั หากรฐั บาลมกี ารปราบปรามไมใ หม อี บายมขุ
ในประเทศ จะเปน อีกแนวทางหน่ึงในการปอ งกนั ปญหาอาชญากรรม

ÈÒÊ¹Ò ทกุ ศาสนาสอนใหคนมกี ารประพฤตปิ ฏบิ ตั ิตนเปน คนดี หากศาสนาสามารถทํา
หนาที่ในการถายทอด ส่ังสอนคานิยมในการดําเนินชีวิตท่ีถูกตอง ปญหาอาชญากรรมจะไมเกิดข้ึน
อยา งแนนอน

¡ÒÂÀÒ¾/ªÕÇÀÒ¾ หากทราบวาบุคคลใดมีความผิดปกติของรางกายหรือปจจัยทางดาน
ชวี ภาพในรา งกาย และไดร บั การบาํ บดั รกั ษาตลอดจนการเลย้ี งดใู นสภาพแวดลอ มทด่ี มี คี วามเหมาะสม
จะเปนการปองกันปญหาอาชญากรรมของผูท่ีมีความผิดปกติของรางกายท่ีทําใหเปนอาชญากร
โดยกาํ เนดิ อนั จะทําใหป ญ หาอาชญากรรมลดนอ ยลงอยางแนนอน

¨μÔ ã¨ หากคนในสงั คมไดร บั การขดั เกลาสภาพจติ ใจใหส ามารถทนทานตอ สงิ่ ยว่ั ยไุ ด ไมใ ห
กเิ ลสตณั หาและสญั ชาตญาณดบิ มอี าํ นาจเหนอื การกระทาํ ทกุ อยา ง โดยการใชก ระบวนการขดั เกลาทาง
สังคมใหมสี ภาพจติ ใจท่ดี ี มีความแขง็ แกรงตอ การเอาชนะกเิ ลสทัง้ หลาย จะทาํ ใหป ญ หาอาชญากรรม
ลดจาํ นวนลงอยางแนน อน

อยา งไรกต็ าม เมอ่ื มคี นกระทาํ ผดิ เกดิ ขนึ้ ในสงั คม มคี วามจาํ เปน ตอ งปรบั สภาพแวดลอ ม
และจติ ใจผทู ก่ี ระทาํ ผดิ ซงึ่ เปรยี บเสมอื นผปู ว ยใหม คี วามประพฤตทิ ถ่ี กู ตอ งไมก ระทาํ ผดิ ซาํ้ เปน อาชญากร
ที่ยากตอ การแกไ ข

¡ÒÃá¡äŒ ¢¼¡ŒÙ ÃÐทาํ ¼´Ô หมายถงึ การทาํ ใหผ ทู ก่ี ระทาํ ผดิ ไปแลว ไมก ระทาํ ผดิ ซาํ้ อกี จนกระทงั่
ยากตอ การแกไขฟน ฟู สาํ หรบั มาตรการในการแกไขผูกระทําผดิ สามารถกระทาํ ไดโ ดยการใหก ารศึกษา
การฝก วชิ าชพี การอบรมทางศาสนา ตลอดจนการใชโ ปรแกรมการแกไ ขฟน ฟทู เ่ี หมาะสมกบั ผกู ระทาํ ผดิ
แตละประเภท ตลอดจนการใหโ อกาสทางสังคม โดยการไมตีตราผกู ระทาํ ผิดใหต องถลาํ ลกึ ในเสน ทาง
ของอาชญากรรมยากจะกลับคืนสสู ังคม

สําหรับแนวทางในการปองกันอาชญากรรมดวยวิธีการปรับสภาพแวดลอมและจิตใจ
หากประเทศใดมีการปองกันอาชญากรรมทเ่ี นนวธิ ี กระบวนการยตุ ธิ รรมของประเทศนัน้ จะเนน การใช
หลกั นติ ริ ฐั (Due Process) โดยการใหโ อกาสผกู ระทาํ ผดิ ไดม โี อกาสในการแกต วั มองผถู กู กลา วหาเปน
ผูบริสทุ ธิแ์ ละอาชญากรทกุ คนคอื ผปู ว ยทจ่ี ําเปนตอ งไดรับการบาํ บดั แกไข

๑๘

¢ŒÍ´Õ เปน การปอ งกนั ปญ หาอาชญากรรมทต่ี น เหตุ ซงึ่ เปน การแกไ ขปญ หาอาชญากรรม
อยา งแทจ ริง

¢ŒÍàÊÕ ใชร ะยะเวลานานในการปรบั สภาพแวดลอ มและจิตใจ และเห็นผลชา
ó. ¡ÒÃÅ´ª‹Í§âÍ¡ÒÊ¡ÒáÃÐทํา¤ÇÒÁ¼Ô´

¡ÒÃμ´Ñ ªÍ‹ §âÍ¡ÒÊâ´ÂãªàŒ ·¤â¹âÅÂÕ สาํ หรบั แนวทางปอ งกนั อาชญากรรมแนวทางน้ี
คอื การปอ งกนั สมาชกิ ในสงั คมไมใ หต กเปน เหยอื่ อาชญากรรมโดยการใชเ ทคโนโลยี เนอ่ื งจากอาชญากรรม
นอกจากจะปอ งกนั ทต่ี วั อาชญากรโดยการตดั มลู เหตจุ งู ใจแลว มคี วามจาํ เปน ในการปอ งกนั ไมใ หต กเปน
เหยอีื่ อาชญากรรมซ่ึงสามารถกระทาํ ไดง า ยกวา การแกไ ขทีต่ วั อาชญากร

สาํ หรับแนวทางในการปอ งกนั อาชญากรรมนี้มีหลายระดับ โดยแบงเปน
¡Òû‡Í§¡Ñ¹ÍÒªÞÒ¡ÃÃÁã¹ÃдѺàÁ×ͧ ซ่ึงสามารถกระทําไดโดยการเริ่มต้ังแตการ
วางผังเมอื งเพ่ือไมใ หม ีแหลง ทเ่ี สีย่ งตอ การประกอบอาชญากรรม การตดิ โทรทัศนวงจรปด ในบรเิ วณท่ี
เสี่ยงตอการประกอบอาชญากรรม เปนตน
¡Òû͇ §¡¹Ñ ÍÒªÞÒ¡ÃÃÁã¹ÃдºÑ ÍÒ¤Òà ºÒŒ ¹àÃÍ× ¹ ซง่ึ สามารถกระทาํ ไดโ ดยการใช
เทคโนโลยีในอาคารบานเรือน เพื่อเปนการปองกันอาชญากรรม เชน การใชเหล็กดัดติดอาคาร
บา นเรือน การตดิ โทรทัศนว งจรปด และเทคโนโลยอี ่ืนๆ ในการปองกนั อาชญากรรม เปนตน
¡Òû‡Í§¡Ñ¹ÍÒªÞÒ¡ÃÃÁã¹ÃдѺºØ¤¤Å ซ่ึงสามารถกระทําไดโดยสมาชิกในสังคม
มกี ารใชอ ปุ กรณใ นการปอ งกนั อาชญากรรม อาทิ กางเกงในปอ งกนั การขม ขนื อปุ กรณเ ตอื นภยั อปุ กรณ
ปอ งกันภัยรถยนต อปุ กรณเ ครอ่ื งชอ็ ตไฟฟา การพกพาปน เปนตน
¢ÍŒ ´Õ
๑. สามารถปอ งกันอาชญากรรมไดงาย
๒. สะดวกในการปองกันอาชญากรรม
¢ÍŒ àÊÕÂ
๑. เสียคา ใชจ า ย
๒. เกดิ การเคล่ือนยายอาชญากรรม
๓. เกิดความแยกตัวจากสังคมเน่ืองจากตางคนตางอยู ขาดความรวมมือในการ
ปอ งกนั อาชญากรรม
๔. สะทอนใหเหน็ ถงึ ความกลัวอาชญากรรมในสงั คม
ô. ¡Òû‡Í§¡Ñ¹ÍÒªÞÒ¡ÃÃÁ´ÇŒ ¡Òè´Ñ ÊÀÒ¾áÇ´ÅÍŒ Á·Ò§Êѧ¤Á
เปนการสรางความสัมพันธและความรวมมือท่ีดีของสมาชิกในชุมชน ใหสมาชิก
แตล ะคนมีสวนในการรับผิดชอบสงั คมและการปองกันอาชญากรรมอยางแทจรงิ
ตัวอยา งเชน
- โครงการเพอ่ื นบา นเตอื นภยั

๑๙

- โครงการสายตรวจประชาชน
- โครงการตํารวจชุมชมสัมพนั ธ
- โครงการวิทยอุ าสาสมคั รเตอื นภัยอาชญากรรม
- โครงการแทก็ ซอี่ าสาสมคั รเตือนภัยอาชญากรรม
- โครงการเตอื นภัยเว็บไซตลามก
- โครงการอาสาสมคั รสายตรวจประชาชนบนสะพานลอยเพอ่ื ปอ งกนั อาชญากรรม
- โครงการปองกนั ยาเสพตดิ ท่ีมีประสทิ ธภิ าพ
- โครงการ บ.ว.ร.ส. ในจงั หวดั นาน
● เปนการสภู ัยยาเสพตดิ โดยการรวมพลังของชาวหมูบาน โดย

* บ = บา น ชาวบา นเปน หูเปน ตา ดูวาบา นใดยุงเกยี่ วกับยาเสพตดิ จะมกี าร
ประชุมรวมกันแลวมีการวากลาวตักเตือนใหเลิกยุงเกี่ยวกับยาเสพติด ถาไมเลิกยุงจะไมมีการคบคา
สมาคมดวย

* ว = วดั วดั จะไมท าํ หนา ทท่ี างศาสนาใหแ กค รอบครวั ของผทู ย่ี งุ เกยี่ วกบั ยาเสพตดิ
จะไมบวช ไมเผาศพให

* ร = โรงเรยี น โรงเรยี นจะทําหนา ท่ใี นการสอนหนงั สอื แตจะทําหนาทีใ่ นการ
สอดสองดูแลพฤติกรรมของเด็กวาเก่ียวของกับยาเสพติดหรือไม โดยการใหเด็กเขียนเรียงความ
เกีย่ วกบั เร่อื งของตนเอง ท่ีอาจมีสว นเกย่ี วขอ งกบั ยาเสพตดิ

* ส = สถานอี นามยั สถานอี นามยั จะไมร บั รกั ษาครอบครวั ทย่ี งุ เกย่ี วกบั ยาเสพตดิ
จากโครงการ บ.ว.ร.ส. ดงั กลา วขา งตน ทาํ ใหห มบู า นดงั กลา วประสบความสาํ เรจ็
โดยสมาชิกในหมูบ านไมย งุ เก่ยี วกบั ยาเสพติด
กรณีการตอ สยู าเสพติดของอาํ เภอแมสอด จงั หวัดตาก
● โดยนายอําเภอ สามารถ ลอยฟา ไดมีขอกําหนดตกลงรวมกันกับประชาชน
ในอําเภอ มีขอตกลงรวมกันวาจะไมยุงเกี่ยวกับยาเสพติด หลังจากน้ันมีการทําประชาคมรวมกันของ
ชาวบาน ถา ใครยงุ เกย่ี วกับยาเสพติด จะมีการตักเตอื น ถายังไมเ ลิกจะมีการลงโทษทางสงั คม โดยการ
ตดั นาํ้ ตดั ไฟ และถายงั ไมเลกิ เกี่ยวขอ งกบั ยาเสพติดอีก จะมีการขบั ไลอ อกจากอาํ เภอ
¢ŒÍ´Õ
๑. เปนการสรา งความรว มมอื ของสมาชกิ ในชุมชน
๒. สรา งจติ สํานกึ รับผดิ ชอบของสมาชิกในชมุ ชน
๓. ประหยดั คาใชจาย
¢ŒÍàÊÂÕ
๑. อาจตอ งใชระยะเวลา
๒. หากชมุ ชนใดขาดความสามคั คหี รอื มคี วามเปน อยแู บบตวั ใครตวั มนั เปน อปุ สรรค
สาํ คญั ตอ การปองกันอาชญากรรม

๒๐

¡ÒÃà»ÃÂÕ ºà·Õºá¹Ç·Ò§¡Òû͇ §¡Ñ¹ÍÒªÞÒ¡ÃÃÁ

วธิ ี ๑ และ ๒ = การตดั มลู เหตจุ งู ใจ
(การปอ งกันทีต่ วั ผูก ระทาํ ผิด)

วธิ ี ๓ และ ๔ = การตดั ชอ งโอกาสในการกระทาํ ผิด
(การปองกันไมใหตกเปน เหยือ่ อาชญากรรม)

ñ. ¡Òú§Ñ ¤ºÑ 㪡Œ ®ËÁÒ ò. ¡ÒûÃѺÊÀÒ¾áÇ´ÅŒÍÁáÅШÔμã¨
Classical School Positive School

เจตจํานงเสรี พฤตกิ รรมถกู กาํ หนดจากสภาพแวดลอ มทบี่ บี คนั้

(Free Will) (Determinism)

กฎหมายออ นแอ คนไมก ลัว ถูกกดดันจากสภาพแวดลอ ม

ทาํ ใหก ฎหมายมีประสิทธภิ าพ แกไขสภาพแวดลอ มและตัวผูกระทําผิด
เพอื่ ขมขวญั ยบั ยงั้

ลงโทษเดด็ ขาดและรุนแรง แกไ ขฟน ฟู

ทาํ ใหก ฎหมายมปี ระสิทธภิ าพ ปจจยั สภาพแวดลอม
ข้ึนอยกู บั เศรษฐกจิ สงั คม เปนนามธรรมและแกไ ขยาก
การเมือง Ex. เศรษฐกจิ สังคม การเมือง
เห็นผลทันตา เห็นผลชา

๒๑

ความเช่ือ á¹Ç·Ò§¡ÒÃμÑ´ª‹Í§âÍ¡ÒÊ
: คนทุกคนทาํ ผดิ ไดถ า มโี อกาส

สาเหตุอาชญากรรม : มีชองโอกาสเปดกวา งให

การปอ งกนั : ตดั ชอ งโอกาสโดยอาศยั
สภาพแวดลอมรูปธรรม โดยใชเทคโนโลยี
สภาพแวดลอมนามธรรม โดยใชส ภาพแวดลอ ม
ความสมั พนั ธในชุมชน

การปฏบิ ตั ิ : ไมเนน เพราะเนน ทเ่ี หย่อื
ตอ ผกู ระทาํ ผิด (ปอ งกันมใิ หเปน เหย่อื )
ทําไดง า ย
แตเ สียคาใชจา ย
เกิดการแยกตวั
เกดิ การเคลอ่ื นยา ยอาชญากรรม
สะทอนความกลัวอาชญากรรม

๒๒

๒๓

º··èÕ ó

»ÃÐàÀ·áÅСÒèѴÊÒÂμÃǨ

ÇμÑ ¶Ø»ÃÐʧ¤¡ÒÃàÃÂÕ ¹ÃÙŒ»ÃÐจําº·

๑. เพือ่ ใหน ักเรยี นนายสบิ ตาํ รวจมีความรเู ก่ยี วกบั ประเภทและการจดั สายตรวจ
๒. เพ่อื ใหน ักเรียนนายสบิ ตาํ รวจมคี วามเขา ใจเก่ียวกบั ประเภทและการจัดสายตรวจ
๓. เพื่อใหนักเรียนนายสิบตํารวจนําความรูเกี่ยวกับประเภทและการจัดสายตรวจ
ไปปฏิบตั ิใชง านไดถกู ตอ ง และบรรลุวัตถุประสงคข องทางราชการ

ʋǹนํา

การปฏบิ ตั งิ านของตาํ รวจสายตรวจในการปอ งกนั อาชญากรรม มกี ลยทุ ธห รอื แนวทางการ
ปฏิบัติหลายวิธีหรือหลายรูปแบบขึ้นอยูกับกําลังพล สภาพพ้ืนท่ี สถิติคดีอาชญากรรม วัสดุอุปกรณ
ในการปฏบิ ตั หิ นา ท่ี ซงึ่ มวี ตั ถปุ ระสงคเ พอื่ การปอ งกนั อาชญากรรม ดงั นนั้ การปฏบิ ตั หิ นา ทข่ี องสายตรวจ
จึงจัดเปนประเภทของสายตรวจรถยนต จักรยานยนต หรือตูยาม เปนตน เพื่อใหครอบคลุมพ้ืนที่
และบงั คับใชกฎหมายไดอ ยา งมปี ระสทิ ธภิ าพ

๒๔

ñ. ¡Òè´Ñ ÊÒÂμÃǨ»ÃÐàÀ·μÒ‹ §æ

ñ.ñ ÊÒÂμÃǨö¹μ
สายตรวจรถยนตเ ปน สายตรวจทม่ี คี วามสาํ คญั มาก มหี นา ทรี่ ะงบั เหตแุ ละแกป ญ หา

ตา งๆ ทเ่ี กดิ ขึน้ ในเบอื้ งตน และควบคุมการปฏิบัตขิ องสายตรวจตา งๆ ใหปฏบิ ัตติ ามแผนการตรวจ
๑.๑.๑ คณุ ลกั ษณะของสายตรวจรถยนต
๑) สายตรวจรถยนตมี รอง สวป. เปนผูควบคุม เรียกวา “หัวหนา

สายตรวจ หรือ รอยเวร ๒๐”
๒) ผูปฏิบัติหนาที่สายตรวจรถยนตจะตองแตงเคร่ืองแบบกากีติดสาย

นกหวดี (สายแดง)
๓) สายตรวจรถยนตจะตองมีวทิ ยุ สามารถติดตอไดต ลอดเวลา
๔) ใหม สี มดุ บนั ทกึ ของ รอง สวป. ทที่ าํ หนา ทห่ี วั หนา สายตรวจประจาํ รถ

สายตรวจทกุ คนั เพอื่ บนั ทกึ เหตกุ ารณต า งๆ ทเี่ กดิ ขน้ึ ในระหวา งปฏบิ ตั หิ นา ทแ่ี ละควรบนั ทกึ เหตกุ ารณ
สาํ คัญท่เี กดิ ข้ึนในทองท่ขี างเคียงดวย

๕) เมอื่ มเี หตุเกดิ ข้นึ สายตรวจรถยนตท เ่ี ขาเวรจะตอ งสามารถไประงบั
เหตุไดท นั และควรไปถึงทีเ่ กดิ เหตุโดยเร็วท่สี ุด

๑.๑.๒ การจัดสายตรวจและการปฏบิ ัติ
๑) ในกรณีท่ีสถานีตํารวจใดมี สวป. หลายนาย ใหมอบหมายหนาท่ี

การปฏบิ ัตใิ หกบั สวป. แตละนายใหช ัดเจน เชน จราจร ชุมชนสัมพนั ธ หรอื ยาเสพติด เปน ตน
๒) ในกรณที ส่ี ถานตี าํ รวจใดมี รอง สวป. ๔ นาย ใหจ ดั รอง สวป. ๓ นาย

เปนหัวหนาสายตรวจในเขตชุมชน และ รอง สวป. อีก ๑ นาย ตองเปนหัวหนาสายตรวจตําบล
โดยควรพิจารณาผลดั เปลีย่ นหมนุ เวยี นกันไป

๓) ในกรณีที่สถานีตํารวจใดมี รอง สวป. ๓ นาย ใหผูบังคับบัญชา
พิจารณาจัดกําลังจากที่อ่ืนมาสนับสนุนใหครบ ๔ นาย หากไมสามารถจัด รอง สวป. มาสนับสนุน
ใหครบ ๔ นายไดก ใ็ หจ ดั สวป. เปน หัวหนาสายตรวจในเขตชมุ ชนดวย

๔) ในกรณที ีส่ ถานีตาํ รวจใดมี รอง สวป.ไมเพยี งพอท่ีจะจัดเปน หวั หนา
สายตรวจ หรอื รอง สวป. ทที่ าํ หนา ทหี่ วั หนา สายตรวจให สวป. พจิ ารณาคดั เลอื ก ด.ต. หรอื จ.ส.ต.อาวโุ ส
ท่ีมีความเหมาะสมเขาเวรเปนหัวหนาสายตรวจ หรอื รองสารวตั รที่ทําหนาท่หี วั หนา สายตรวจดวยกไ็ ด

๕) การจัดสายตรวจรถยนตใ น ๑ ผลัด (๘ ชั่วโมง) ใหตรวจตูแดง ตยู าม
และสายตรวจตางๆ ในเขตชุมชน รวมทั้งยามจุดอยา งนอ ย ๑ รอบ

๑.๑.๓ การควบคมุ การปฏิบตั ิ
๑) หัวหนาสายตรวจหรือ รอง สวป. ที่ทําหนาที่หัวหนาสายตรวจ

จะตอ งเปน ผเู รยี กแถวประชมุ สายตรวจตา งๆ รวมทง้ั ตรวจ ตยู าม ตรู บั แจง เหตุ เพอ่ื ตรวจความเรยี บรอ ย
สรุปสถานการณที่เกิดขึ้นในแตละเขตตรวจ และมอบหมายภารกิจใหปฏิบัติกอนเวลาออกตรวจ
อยา งนอ ย ๓๐ นาที เพอ่ื ไมใหเกิดชอ งวา งระหวา งเปลย่ี นผลดั

๒๕

๒) เมอื่ เสรจ็ สนิ้ ภารกิจใหหวั หนา สายตรวจหรอื รอง สวป. ทีท่ าํ หนาท่ี
หัวหนาสายตรวจรวบรวมและสรุปผลการปฏิบัติของสายตรวจทุกชนิดในผลัดน้ันๆ รายงานเสนอ
ผูบ ังคับบัญชาตามลาํ ดับชัน้ ทราบทุกคร้งั ในทันที

๓) หัวหนาสายตรวจหรือ รอง สวป. ท่ีทําหนาที่หัวหนาสายตรวจ
ซง่ึ ควบคมุ รถยนตท เ่ี ขาเวรผลัด ๐๐.๐๑-๐๘.๐๐ น. ใหตรวจสมดุ ตแู ดงทเ่ี กบ็ มาแลวเสนอ สวป. ภายใน
๐๙.๐๐ น. เปน ประจําทกุ วนั

๑.๑.๔ การจัดสายตรวจและการปฏิบัติ ตามขอ ๑.๑.๒ ในกรณีท่ีมีกําลังพล
ไมเพียงพอตอการจัดดังกลาว ใหหัวหนาสถานีตํารวจพิจารณาจัดสายตรวจตามความเหมาะสม
และจําเปน

ñ.ò ÊÒÂμÃǨö¨¡Ñ ÃÂҹ¹μ
๑.๒.๑ คณุ ลกั ษณะของสายตรวจรถจักรยานยนต
๑) สายตรวจรถจกั รยานยนตต อ งแตง เครอ่ื งแบบชดุ กากี ตดิ สายนกหวดี

(สายแดง) และสวมหมวกนริ ภยั ทกุ นาย
๒) สายตรวจจะตอ งมอี ปุ กรณใ นการออกตรวจ เชน อาวธุ ปน กระสนุ ปน

สํารอง กญุ แจมือ ไฟฉาย กระบอง เสอ้ื กันฝน สมดุ พก แบบการรายงาน แผนการตรวจ ฯลฯ ทกุ นาย
สาํ หรบั ซองใสอ ปุ กรณด ังกลาวใหใ ชสีดํา

๓) สายตรวจจักรยานยนตท่ีออกตรวจทุกคัน ตองมีวิทยุและสามารถ
ติดตอไดตลอดเวลา

๔) เม่ือทราบเหตุ สายตรวจรถจักรยานยนตท่ีปฏิบัติหนาที่อยูเขตท่ี
รับผิดชอบ หรือสายตรวจรถจักรยานยนตท่ีปฏิบัติหนาที่อยูใกลจุดเกิดเหตุจะไปยังท่ีเกิดเหตุ
เพอ่ื ดาํ เนินการในเบ้ืองตน กอ นไดโดยเรว็

๕) สายตรวจทรี่ บั ผดิ ชอบเขตจะตอ งปฏบิ ตั ติ ามคาํ สงั่ ในการตดิ ตามพยาน
หรือภารกจิ อ่นื ๆ ทเี่ กย่ี วขอ งกับตาํ รวจในเขตทร่ี ับผดิ ชอบ

๖) รถจกั รยานยนตข องสายตรวจ ซงึ่ เปน ของทางราชการจะตอ งมกี ะบงั ลม
หนา ตดิ สติก๊ เกอรเ ขยี นวา “สายตรวจ สน. หรือ สภ. ........”

๑.๒.๒ การจัดสายตรวจและการปฏิบัติ
๑) การจดั สายตรวจรถจกั รยานยนตใ น ๑ วนั จดั ๓ ผลดั ๆ ละ ๘ ชวั่ โมง

(๐๐.๐๑-๐๘.๐๐ น., ๐๘.๐๐-๑๖.๐๐ น. และ ๑๖.๐๐-๒๔.๐๐ น.)
๒) การจัดสายตรวจรถจักรยานยนต ควรจัดใหเหมาะสมกับขนาด

ของพื้นที่แตละสถานีตํารวจ โดยจัดแบงพื้นที่เปนเขตตรวจใหเหมาะสม ทั้งน้ีตองพิจารณาจาก
ความหนาแนน ของประชากร ความกวา งของพน้ื ที่ และความรวดเรว็ ในการไปถงึ ทเี่ กดิ เหตภุ ายใน ๕ นาที
แตทงั้ นต้ี องพิจารณาดจู ากจํานวนรถจักรยานยนตและกาํ ลงั ตํารวจวา มีพอหรอื ไมดว ย

๓) ในการตรวจสายตรวจรถจักรยานยนตทุก ๑ ชั่วโมง ใหใชเวลาใน
การตรวจประมาณ ๓๐ นาที หยุดพักรถ สังเกตการณตามตูแดงและจุดตางๆ และพบปะพูดคุยกับ

๒๖

ประชาชน (STOP WALK AND TALK) ๓๐ นาที ซงึ่ เวลาทใ่ี ชใ นการสงั เกตการณแ ละพบปะพดู คยุ กบั
ประชาชนนน้ั ใหค าํ นงึ ถงึ สภาพแวดลอ ม เหตกุ ารณ สถานที่ และเวลาในขณะทตี่ รวจตามความเหมาะสม
และในระหวา งการตรวจใหร ายงานเหตกุ ารณแ ละสถานทต่ี รวจใหห วั หนา สายตรวจหรอื รอง สวป. ทที่ าํ
หนา ทห่ี วั หนา สายตรวจ และศนู ยว ทิ ยทุ ราบตามหว งเวลาทก่ี าํ หนดไวใ นแผนการตรวจของสถานตี าํ รวจ

๔) ในทุก ๔ ชั่วโมง สายตรวจรถจักรยานยนตจะตองตรวจตูแดงทุกตู
ในเขตตรวจท่รี บั ผดิ ชอบ จากนนั้ ใหสลับเขตตรวจไปจนกวาจะครบ ๘ ชั่วโมง

ñ.ó ÊÒÂμÃÇ¨à´¹Ô à·ŒÒ
สายตรวจเดินเทาเปนพื้นฐานของงานสายตรวจ ดังน้ันจึงจําเปนจะตองจัด

สายตรวจเดนิ เทา ไปในเขตชมุ ชน เชน แหลง ทอ งเทยี่ ว ศนู ยก ารคา ฯลฯ โดยมงุ เนน ใหม กี ารพบปะพดู คยุ
ใหคําแนะนําแกประชาชนในเร่ืองตางๆ รับทราบขอมูลขาวสาร แนวความคิดหรือขอเสนอแนะ
ทจ่ี ะเปน ประโยชนต อการปฏบิ ัตงิ านของตาํ รวจ ดงั นี้

๑.๓.๑ สายตรวจเดินเทา ๑ สาย ประกอบดวย เจาหนาท่ีสายตรวจ ๒ นาย
โดยพจิ ารณาจัดในชว งเวลาเหมาะสม

๑.๓.๒ ใหก าํ หนดเขตตรวจในบริเวณยานชุมชนหนาแนน บริเวณท่ียานพาหนะ
เขาไปไมถ ึง หรือพน้ื ทีท่ ม่ี กี ารจราจรคับคงั่ เปนตน

๑.๓.๓ หัวหนาสถานีตํารวจหรือหัวหนางานปองกันปราบปรามเปนผูกําหนด
แผนการตรวจโดยกําหนดบริเวณพื้นที่ใหเดินตรวจ กําหนดจุดตรวจ และระยะทางหรือพ้ืนที่ตาม
ความเหมาะสมของสถานภาพอาชญากรรม

๑.๓.๔ หวงระยะเวลาของแตละผลัดใหสถานีตํารวจพิจารณาจัดตาม
ความเหมาะสม

ñ.ô ÊÒÂμÃǨ·Ò§àÃ×Í
สําหรับสถานีตํารวจที่มีพื้นท่ีท่ีมีแมน้ําลําคลอง และพื้นท่ีท่ีติดกับชายทะเล

ที่รถเขาไมถึง และไมสามารถใชสายตรวจเดินเทาหรือสายตรวจชนิดอ่ืนได ใหหัวหนาสถานีตํารวจ
หรอื หวั หนา งานปอ งกนั ปราบปรามกาํ หนดแผนการตรวจและเขตตรวจบรเิ วณพนื้ ทที่ มี่ กี ารคมนาคมทางนา้ํ
เพ่ือตรวจตราปองกันปราบปรามอาชญากรรม โดยใหเปนไปตามสภาพพื้นที่และความเหมาะสม
ของสถานภาพอาชญากรรม ไดดงั นี้

๑.๔.๑ ใหส ถานตี าํ รวจพจิ ารณาจดั ไดต ามความจาํ เปน ของพนื้ ทแี่ ละความรบั ผดิ ชอบ
๑.๔.๒ จาํ นวนสายตรวจของสายตรวจทางเรอื ขนึ้ อยกู บั หวั หนา สถานหี รอื หวั หนา
งานปองกันปราบปรามเปนผูพ ิจารณาตามสภาพแวดลอ มและความจําเปน ทีต่ องปฏิบัติ
๑.๔.๓ สายตรวจทางเรอื แตล ะสายใหพ ิจารณาจดั ตามความเหมาะสม
๑.๔.๔ เจา หนา ที่ตํารวจสายตรวจทางเรือทีท่ ําหนา ทีผ่ ูข บั ข่ีจะตอ งไดร บั อนุญาต
ใบถือทาย

๒๗

ñ.õ ÊÒÂμÃǨ¨¡Ñ ÃÂÒ¹ÊͧÅÍŒ
สายตรวจจักรยานเปนสายตรวจที่ควรกําหนดใหปฏิบัติหนาท่ีในพ้ืนที่ที่ไมเหมาะ

แกก ารใชสายตรวจรถยนตแ ละรถจักรยานยนต แตมพี ื้นทที่ ีต่ องออกตรวจมากกวา ทสี่ ายตรวจเดินเทา
จะกระทําได ดงั นี้

๑) สถานตี าํ รวจจะจดั สายตรวจจกั รยานสองลอ กใ็ หจ ดั ไดโ ดยอยใู นดลุ ยพนิ จิ ของ
หัวหนาสถานี หรือหัวหนางานปองกันปราบปราม โดยคํานึงถึงความเหมาะสมและความจําเปนของ
พนื้ ท่ี

๒) เจาหนา ทสี่ ายตรวจ ๑ นาย ตอ รถจกั รยานสองลอ ๑ คนั
๓) สายตรวจจักรยานสองลอ ๑ สาย ใหจ ัดอตั รากําลงั ต้ังแต ๒ นาย / ๒ คัน
ขนึ้ ไป และใหอ ยภู ายใตก ารควบคมุ กาํ กบั ดแู ลของหวั หนา สายตรวจ หรอื รอง สวป. ทท่ี าํ หนา ทหี่ วั หนา
สายตรวจ
ñ.ö ÊÒÂμÃǨ»ÃÐàÀ·Í¹è× æ
การจัดสายตรวจประเภทอ่ืนๆ เชน สายตรวจมา สายตรวจสุนัข สายตรวจ
ทางอากาศ เปนตน ใหพิจารณาถึงความเหมาะสมและความจําเปน โดยคํานึงถึงความปลอดภัย
ของผูปฏิบัติดว ย

ò. á¹Ç·Ò§¡Òû¯ºÔ ÑμÔã¹§Ò¹ÊÒÂμÃǨ

๒.๑ การปฏิบตั ิงานสายตรวจมีหลกั การสาํ คัญ ดังนี้
๒.๑.๑ การบังคบั ใชก ฎหมาย
๒.๑.๒ เนน การปองกัน
๒.๑.๓ ตาํ รวจ ประชาชน เปนคนๆ เดยี วกัน ตองเขา หาประชาชน
๒.๑.๔ การใชกําลังและหรืออาวุธ
๒.๑.๕ ช่อื เสียงและภาพพจนของเจา หนาที่ตํารวจและหนว ยงาน

๒.๒ ขอคํานึงในการปฏิบัติ หัวหนาสายตรวจและสายตรวจถือเปนตัวแทนของสถานี
ตาํ รวจในการทาํ หนา ทรี่ กั ษาความปลอดภยั ในชวี ติ และทรพั ยส นิ ของประชาชน และทรพั ยส นิ สาธารณะ
เปนความตองการอันดับแรกของสํานักงานตํารวจแหงชาติท่ีตองการใหเกิดขึ้นในทันทีและเห็นเดนชัด
ดังน้ันในการปฏิบัติหนาทใ่ี หคํานึง ดงั น้ี

๒.๒.๑ การประพฤตปิ ฏิบัตติ อตนเอง
๑) กอนเขา เวรตองเตรียมตวั ใหพ รอ มทงั้ รางกาย จิตใจ
๒) ไมงวงเหงาหาวนอน มีกลิ่นสุรา ตาเย้ิม เวลาพูดจากับประชาชน

ขณะไประงบั เหตุ ประชาชนจะหมดศรทั ธา ขาดความเชอ่ื ถือ

๒๘

๓) ไมท ําผดิ ฝาฝนกฎหมายเสยี เอง เชน ขับรถฝาฝน สญั ญาณไฟแดง
ขับรถยอนศรโดยไมจาํ เปน ขบั ขีร่ ถจกั รยานยนตโ ดยไมส วมหมวกกันนอ็ ก เปน ตน
๔) ตองประพฤตติ นเปนแบบอยา งแกเ จาหนาที่สายตรวจในเรอ่ื ง
การแตง กาย การตรงตอเวลา ความประพฤตสิ ว นตวั
รวมถึงครอบครัว ความขยันหม่ันเพียร ความเปน ผูน ํา
เปนผูมีคณุ ธรรม มีความซ่อื สตั ยส จุ ริต รูจ ักหนา ที่
มีความรบั ผดิ ชอบ มสี ติปญญา จะทาํ อะไรตอ งไตรต รอง
มคี วามสขุ มุ รอบคอบ มีเหตุมีผล
และรูจ ักเปน ผูให อยาเปน แตผ รู บั อยา ใหค นเขาพดู ไดว า
มีนสิ ยั ตาํ รวจ (รบั อยา งเดยี ว) และเปนผเู สียสละ
๒.๒.๒ การประพฤติปฏบิ ัตติ อประชาชน
๑) ตองปฏิบัติหนาท่ีดวยความกระตือรือรนไปถึงที่เกิดเหตุโดยเร็ว
ตามพนั ธสัญญาท่ีสถานตี าํ รวจไดประกาศไว
๒) ตอ งใชกิริยา วาจา สภุ าพ มีมนุษยสัมพันธท ่ีดกี ับประชาชน มคี วาม
ออนนอ มถอมตน
๓) ใหระลึกอยูเสมอวา ประชาชนทุกคนก็เหมือนญาติพี่นองของเรา
สิง่ ไหนชว ยเขาไดก ต็ อ งชวยดวยความเต็มใจ
๔) ตองเปนมิตรกับประชาชน โดยไมเลือกปฏิบัติ แสดงความเห็นอก
เหน็ ใจเมอ่ื ประชาชนไดรับความเดอื ดรอน
๕) ใหหางไกล ไมไปคบหากับผูมีอิทธิพล ผูมีพฤติการณเก่ียวของกับ
ยาเสพติด รวมท้ังเงินนอกระบบ และอบายมุขทุกประเภท ตองหลีกเล่ียงไมเก่ียวของอยางเด็ดขาด
และชว ยกําจดั ใหหมดส้ินไป
๖) ตาํ รวจกบั ประชาชนเปรยี บเหมอื นคนๆ เดยี วกนั แตต าํ รวจตอ งเปน
ฝายเขาหาประชาชน เขาหาหนวยราชการ เพ่ือรับฟงความคิดเห็น ความตองการ ตรวจสอบปญหา
ความเดือดรอนอยา งตอเน่อื ง เพือ่ จะไดแกป ญหาไดอยา งถูกตอง
๒.๒.๓ การปฏิบตั ิตอหนา ท่ีการงาน
๑) ถือวาเปนการใหบ ริการนอกสถานตี ํารวจ
๒) ตอ งทาํ หนา ที่ตํารวจ ไมใ ชหนาที่สายตรวจเพียงอยา งเดียว
๓) อยา ถอื วา ธรุ ะไมใ ช เชน รถชน รถเสยี รถตกถนน กต็ อ งรบี เขา ชว ยเหลอื
ดําเนินการเบ้อื งตน ดวยความเต็มใจ ไมบา ยเบีย่ ง หรือแสดงความไมใสใจ
๔) ตองทําหนาที่ใหครบถวน พบคนวิกลจริต คนขอทาน คนเรรอน
นอนตามปายรถประจําทาง สวนสาธารณะ ตอ งดาํ เนินการ ปลอ ยไวจ ะเกิดปญหาในภายหลงั พบส่ิง

๒๙

ผดิ สงั เกตตอ งตรวจสอบ พบปา ยรถประจาํ ทาง สะพานลอยไมม แี สงสวา งกต็ อ งรายงานใหผ บู งั คบั บญั ชา
ทราบ พบสุภาพสตรเี ดินคนเดียวเวลากลางคืนในที่เปลย่ี วตอ งสอบถาม ใหค ําแนะนํา พบการแตงกาย
วาบหวามเครื่องประดบั หรหู ราตองใหค าํ แนะนําและตักเตอื น เปนตน

๕) ตองคํานึงถึงภาพพจนและชื่อเสียงของสํานักงานตํารวจแหงชาติ
เพราะเปน ท้ังผบู ังคับใชก ฎหมายและผูใ หบ รกิ าร

๖) ตองไมเปนหน่ึงในสวนนอยที่ทําใหองคกรตํารวจเสียหาย ทั้งเร่ือง
ใหญห รือเร่อื งเล็กนอย

๗) การใชก าํ ลงั และอาวธุ ตอ งสมเหตสุ มผล เพราะอยใู นสายตาของสอ่ื
ผดิ พลาดจะเสยี หาย แกไ ขยาก โดยเฉพาะนอกเวลาปฏบิ ตั หิ นา ท่ี หากใชอ าวธุ ปน อาจเกดิ ความเสยี หาย
ได

๘) รอง ผกก.ป. สวป. ตองทําหนา ทีเ่ ปน พ่ีเลี้ยง และควบคุมตรวจสอบ
การทํางานของ รอง สว. และสายตรวจ โดยใกลชดิ

๙) ชวยแกป ญ หาเฉพาะหนา ทอ่ี าจจะเกิดขนึ้ จากการระงับเหตุ การใช
อาวุธปนหรอื เหตุวิกฤต เชน การจบั ตัวประกัน

๑๐) การแสวงหาความรวมมือ เพ่ือใหประชาชนและหนวยราชการ
ทเ่ี กี่ยวของใหความรว มมอื สนบั สนนุ การปฏบิ ัตภิ ารกจิ ตางๆ ตามโครงการ ๓ ประสาน ๔ ประสาน
จะตอ งเรมิ่ จากการสรา งศรทั ธา ความเชอื่ มนั่ ใหก บั ประชาชนและสงั คมยอมรบั กอ น จงึ จะเปน ทมี่ าของ
ความรว มมอื รวมใจของประชาชน และหนว ยราชการทีเ่ ราตองการได

๒.๓ งานสายตรวจตามโครงการพัฒนาสถานตี าํ รวจเพ่อื ประชาชน มดี งั น้ี
๒.๓.๑ พิจารณาปรบั แผนการตรวจทกุ ๑๐ หรอื ๑๕ วนั ตามความเหมาะสม
๒.๓.๒ รายงานผลการปฏิบตั ิของสายตรวจ สวป. รอง สวป. ทท่ี ําหนา ทห่ี วั หนา

สายตรวจทกุ ผลดั
๒.๓.๓ สวป. รอง สวป. ทําหนาที่หัวหนาสายตรวจ ตองรวบรวมขอมูล และ

บันทึกลงในสมดุ ขอ มูลอาชญากรรมทุกผลดั
๒.๓.๔ สายตรวจตองเย่ียมเยียนประชาชน ๒ บาน / สาย / ผลัด
๒.๓.๕ หวั หนา สายตรวจตอ งตรวจหอ งควบคมุ ทกุ ผลดั สวป. และ/หรอื รองผกก.

ตองตรวจทุกวัน
๒.๓.๖ สมดุ รบั แจง เหตปุ ระจาํ ตยู าม จดุ รบั แจง เหตุ มี ๒ เลม เปลย่ี นทกุ วนั จนั ทร
๒.๓.๗ การจัดทาํ แผนและการรวบรวมผลของ ตชส. ตองชดั เจน ตรวจสอบงาย

ตรงตามความเปนจริง
๒.๓.๘ จุดสกดั จับ ตองกําหนดไวในแตละเขตตรวจ
๒.๓.๙ โครงการตามที่ ตร.กาํ หนด ตอ งชัดเจนตอ เนื่อง ไมใชเปนการช่ัวคราว

๓๐

ó. ¡ÒúÃËÔ ÒçҹÊÒÂμÃǨ

๓.๑ ข้นั เตรียมการ (Input)
๓.๑.๑ การจัดทําขอ มูลทองถนิ่ ตองประกอบดว ย
๑) ตองคํานึงถึงขอมูลทองถ่ินท่ีเกี่ยวของกับงานปองกันปราบปราม

อาชญากรรม
๒) มีแบบฟอรมการเก็บขอมูลทช่ี ดั เจน ครอบคลมุ เนือ้ หา
๓) ตองทําขอมูลใหเปนปจจุบันอยูเสมอ (ตรวจสอบ-ปรับเพิ่ม-ลด

ทกุ เดอื น)
๓.๑.๒ การแบงเขตตรวจ ตองประกอบดวย
๑) คาํ นึงถึงขอมูลทอ งถ่ิน
๒) ระยะเวลาถงึ ทเ่ี กดิ เหตุ
๓.๑.๓ การจัดทาํ แผนการตรวจ
๑) ตอ งทาํ แผนการตรวจทกุ ๑๐ หรือ ๑๕ วัน
๒) ตองพิจารณาจากขอมลู อาชญากรรมทีเ่ กดิ ข้นึ จริง
๓.๑.๔ ฐานขอ มลู อาชญากรรม มคี วามสาํ คญั ตอ การปฏบิ ตั งิ านปอ งกนั ปราบปราม

อาชญากรรม การรักษาความสงบเรียบรอย การใหบริการประชาชนและการแกไขปญหา
ความเดือดรอนของประชาชนไดอยางมีประสิทธิภาพ สถิติอาชญากรรมปจจุบันมีเพียงประชาชน
มารองทุกขและพนักงานสอบสวนรับคดีไวเทานั้น สวนท่ีประชาชนไมมารองทุกขหรือตกลงกันได
และอื่นๆ มีอีกจํานวนมาก ฉะน้ันทําอยางไรจึงจะไดขอมูลท่ีถูกตองตรงกับความเปนจริงมากที่สุด
ซงึ่ จะนาํ ไปสกู ารปอ งกนั แกไ ขปญ หาอาชญากรรมไดอ ยา งตรงจดุ ทง้ั นตี้ อ งทาํ การวเิ คราะหส ถานภาพ
อาชญากรรมเชิงรุก หรือพยากรณสถานภาพอาชญากรรมลวงหนาได คดีเกิดขึ้นท่ีใดแลว จะตองไม
เกิดในท่นี ั้นๆ อกี หรอื ไมเกดิ ในทํานองเดยี วกันอกี ในทีอ่ ่ืนๆ เชน ชิงทรพั ยปม นา้ํ มัน บนสะพานลอย
ในรา นสะดวกซ้ือ เปนตน

๓.๑.๕ การคดั เลอื กคน ตอ งคาํ นงึ ถงึ ความเหมาะสมของคตู รวจและความสามารถ
ในการปฏบิ ตั งิ าน

๓.๑.๖ การจัดรูปแบบของสายตรวจ อาจดาํ เนินการได ดงั นี้
๑) จัดผลดั ละ ๒-๓ วัน หรือ ๔ วนั ตามความเหมาะสม
๒) จัดวงรอบการเปลี่ยนเขตตรวจ ๑ รอบ เปลี่ยนเขต (ดึก-เชา-

ค่ํา-พกั เปล่ียนเขต)
๓) กรณีมีเหตุพิเศษ ใหจ ัดสายตรวจเสริม
๔) กาํ หนดจุด ว.๑๐ กอนออกเวร กอ น ๕ นาที หลงั ๑๐ นาที
๕) กาํ หนดจุด ว.๑๐ เมอื่ ฝนตก

๓๑

๓.๑.๗ การสง กาํ ลงั บาํ รงุ ตอ งมกี ารจดั เตรยี มอปุ กรณ เครอ่ื งมอื เครอ่ื งใชท จี่ าํ เปน
ดงั ตอ ไปนี้

๑) อาวุธปน กระบอง กญุ แจมอื วทิ ยุมือถือ-หูฟง ไฟฉาย เสือ้ กนั ฝน
๒) เชอื กก้ันท่ีเกดิ เหตุ (Police Line)
๓) ยางรถยนต
๔) ยานพาหนะ
๕) สมุดพก
๖) เอกสารแบบฟอรม ตา งๆ
๗) นา้ํ มนั เชื้อเพลงิ
๓.๑.๘ หองปฏบิ ัติการสายตรวจ ใหด ําเนินการ ดังน้ี
๑) จัดทาํ สถิติเปรยี บเทยี บคดอี าญา ๔ กลุม (อยางนอย ปป จจบุ นั -ปที่
ผา นมา)
๒) จัดทาํ นาฬกาอาชญากรรม ๒ เรอื น (เดือนปจ จุบัน-เดอื นท่ีผา นมา)
โดยมขี อ มูล ดังตอไปนี้

ก. ลักทรพั ยใ นเวลากลางคืน (ตีนแมว)
ข. ลกั ทรัพยในเวลากลางวัน (กญุ แจเฝา บาน)
ค. ลกั ทรัพยรถยนต รถจักรยานยนต
ง. ประทุษรา ยตอ ทรพั ยโดยใชร ถยนต รถจักรยานยนต
จ. ลักทรพั ยอน่ื ๆ
๓) จดั ทาํ ผลการปฏบิ ตั ขิ องแตล ะชดุ ปฏบิ ตั กิ าร (แปลงผลงานเปน ตวั เลข
ทั้งบวกและลบ)
๔) จดั ทาํ แผนท่แี บง เขตตรวจ
๕) จดั ทาํ แบบฟอรม วเิ คราะหส ถานภาพอาชญากรรม (เหตุ ๑๑๑, ๑๒๑-
๑๓๑-๑๔๑, ๒๐๐)
๖) จดั ทําสมดุ ควบคุมการปฏบิ ัตหิ นาท่ีของสายตรวจ
๗) จัดทําแบบฟอรมรายงานผลการปฏิบัติหนาท่ีของสายตรวจ สวป.,
รอง สวป. ทีท่ ําหนา ทหี่ ัวหนา สายตรวจ
๘) จัดทําสมุดยึดรถตอ งสงสยั
๙) จัดทําสมุดขอ มูลอาชญากรรม
๑๐) จดั ทําสมุดตูแ ดง วนั คู-วนั ค่ี (๑๒-๒๐ ตู)
๑๑) จัดทําแฟมรวบรวมรายละเอียดขอมูลอาชญากรรมประเภทตางๆ
เปน รายเดอื น (ลกั ทรัพย ชิงทรพั ย วง่ิ ราวทรพั ย ปลนทรัพย รถยนต รถจกั รยานยนต)
๑๒) อ่ืนๆ ตามท่ีเห็นวา เหมาะสม

๓๒

๓.๒ กระบวนการ (Process)
๓.๒.๑ การปลอยแถวสายตรวจ ตอ งดําเนนิ การ ดงั น้ี
๑) ตรวจจาํ นวน ความพรอ ม การแตง กาย ซกั ซอ มยทุ ธวธิ ี อปุ กรณต า งๆ
๒) ตรวจยานพาหนะ
๓) สง่ิ ทต่ี อ งนาํ ตดิ ตวั สายตรวจ เชน แผนการตรวจ สมดุ พก แบบรายงาน

ผลการตรวจ
๔) มอบภารกิจ เชน เสน ทางเสด็จฯ เหตพุ ิเศษ
๕) ขอ มลู อาชญากรรม
๖) ตรวจสอบการลงลายมอื ชอ่ื เขา เวร ผลัดใหม
๗) ตรวจสอบการลงลายมือชอื่ ออกเวร ผลดั เกา
๘) ตรวจสอบรายงานผลการปฏิบตั หิ นาทข่ี องสายตรวจ (ผลดั เกา)
๙) ตรวจสอบสมดุ ขอมูลอาชญากรรม
๑๐) ตรวจหองควบคมุ
๑๑) บันทกึ ในสมุดอบรมปลอยแถว ตามคําส่ัง ตร. ท่ี ๐๖๐๑(ปป)/๓๘๑

ลง ๙ ก.ค.๒๕๔๐
๑๒) สวป. ที่เขา เวร ใชรหสั อะไร

๓.๒.๒ การออกตรวจ
๑) ตามแผนการตรวจ
๒) หลกั การของสายตรวจ (stop-walk-talk-report)
๓) ต้งั จดุ ว.๔๓ ว.๔๓ เคลอ่ื นท่ี
๔) ตรวจสอบสถานบริการ
๕) แจง สถานการณส มมติ เพอ่ื ทดสอบระยะเวลาการไปยงั สถานทเ่ี กดิ เหตุ

ของสายตรวจ ๒๐
๖) ปดลอ มตรวจคน แหลงม่ัวสมุ
๗) ว.๔ ว.๑๐ จุดลอแหลม สถานที่เคยเกิดเหตุ
๘) เย่ยี มเยียนประชาชน
๙) ใหทําการบันทึกภาพทั้งบุคคลและรถที่ตองสงสัย เพ่ือเปนขอมูล

ในการปอ งกนั ปราบปรามตอไป
๑๐) อ่ืนๆ ตามทผี่ บู งั คบั บญั ชาสง่ั การ

๓.๒.๓ การควบคุมและตรวจสอบสายตรวจ
๑) อบรมกอนปลอ ยแถว
๒) ตรวจสอบจุด ว.๑๐ ตามแผนการตรวจ
๓) เรยี กพบ
๔) ตรวจสอบทางวิทยุส่อื สาร (สอบถาม ว.๑)

๓๓

๕) แจงสถานการณส มมติ เพอื่ ทดสอบระยะเวลาไปยงั สถานท่เี กิดเหตุ
ของสายตรวจ ๒๐

๖) สุมตรวจสอบการตรวจตแู ดงทัง้ ในพ้ืนทแ่ี ละในหอ งปฏิบัตกิ าร
๗) ตรวจสอบจาก CCTV
๘) เรยี กแถวตรวจจาํ นวน หลงั ว.๑๔
๙) รายงานผลการปฏบิ ตั หิ นา ที่
๑๐) เยย่ี มเยียนสอบถามประชาชน
๑๑) สาํ รวจความคดิ เห็น
๑๒) การตรวจสมั พนั ธ
๓.๒.๔ ระบบการสกัดจบั
๑) กาํ หนดจดุ สกดั จบั ในแตล ะเขตตรวจ ซงึ่ เปน เสน ทางทค่ี าดวา คนรา ย
จะใชเ ปนเสน ทางหลบหนี
๒) สายตรวจเขตตองรีบเดินทางไปยังสถานท่ีเกิดเหตุโดยเร็วที่สุด
เพื่อหาขอมูลรายละเอียดเกี่ยวกับตําหนิรูปพรรณคนราย ยานพาหนะ ทรัพยสินท่ีคนรายไดไป
เสน ทางหลบหนี อาวธุ ทคี่ นรา ยใช แลว แจง สกดั จบั รวมทงั้ รายงานใหผ บู งั คบั บญั ชาทราบ เพอื่ พจิ ารณา
สง่ั การ
๓) หวั หนา สายตรวจตอ งรบี เดนิ ทางไปยงั ทเ่ี กดิ เหตุ เพอื่ หาขอ มลู เพม่ิ เตมิ
แลวแจงศูนยวิทยุใหสายตรวจทเ่ี ขาสกดั จบั ทราบ
๔) ใหสายตรวจ ว.๑๐ ประจําจุดกาวสกัดจับประมาณ ๒๐-๓๐ นาที
จึงคอ ยสงั่ ใหเลิก ว.๑๐
๓.๒.๕ ระบบการติดตอ สอื่ สาร
๑) ทางวิทยุส่ือสาร
๒) โทรศพั ทเ คล่ือนที่
๓) ศนู ยว ทิ ยตุ อ งจดบนั ทกึ การแจง ว.๔ ของสายตรวจและหวั หนา สายตรวจ
และผูบงั คบั บัญชาทุกระดับทุกกรณี
๔) สวป. และหรือหัวหนาสายตรวจตองแจงวิทยุอยางนอยชั่วโมงละ
๑ คร้งั
๕) สายตรวจตอ งแจงวทิ ยทุ ุกๆ ๓๐ นาที
๖) หากศนู ยว ทิ ยเุ รยี กสายตรวจไมร บั ว. ให สวป. หรอื หวั หนา สายตรวจ
รบั วิทยแุ ทน
๗) ศรข. บันทกึ /รวบรวมสถิตกิ ารเกิดคดี ตามทไ่ี ดรับแจง รายงานทุกวัน
กอน ๐๘.๓๐ น.
๘) ศรข. บนั ทึกรวบรวมผลการตรวจทอ งท่ี (แจง ว.๑๐) ของนายตํารวจ
ตงั้ แต สว. ถงึ รอง ผบก. รายงานผลการตรวจทองท่ี ชวงเวลา ๐๖.๐๐ น. ถึง ๐๖.๐๐ น. ของวนั รุงขน้ึ
แลวรายงานทุกวันกอ น ๐๘.๓๐ น. เชนเดียวกัน

๓๔

๓.๒.๖ ระบบการรักษาสถานท่เี กดิ เหตุ
๑) ใชเชือกกั้นสถานท่ีเกิดเหตุ (Police Line) ที่อยูในรถ สวป. หรือ

หวั หนา สายตรวจ ซึ่งเตรียมพรอ มตลอดเวลา
๒) ประชาสมั พนั ธห า มไมใ หบ คุ คลทไ่ี มเ กย่ี วขอ งเขา ไปในบรเิ วณทเี่ กดิ เหตุ

(ภายในเชอื กก้ัน) โดยเด็ดขาด เวนแต พงส. ผูบ งั คบั บญั ชา อยั การ จนท.พฐ.
๓) ผูบงั คับบญั ชาตอ งชวยประชาสัมพันธดว ย
๔) ระบบการรายงานเหตตุ อผูบังคบั บญั ชา
๕) เม่ือไปถึงท่ีเกิดเหตุ ใหรีบหาขอมูลและพยานหลักฐานในท่ีเกิดเหตุ

เพอื่ ใหทราบในเบ้ืองตนวา ใคร ทําอะไร อยางไร ทไ่ี หน เมอื่ ใด ผลเบือ้ งตนเปน ประการใด
๖) รายงานให สวป. หรือหัวหนาสายตรวจทราบ

๓.๓ การปฏบิ ัตหิ ลงั เสรจ็ สนิ้ การตรวจ (Output)
๓.๓.๑ ระบบการรายงานผลการตรวจ
๑) รายงานตามแบบฟอรม รายงานผลการปฏิบัตขิ องสายตรวจ
๒) สายตรวจ รายงาน ๑ แผน/สาย หวั หนา สายตรวจ (๒๐) รายงาน

๑ แผน และ สวป. ท่ที าํ หนาทคี่ วบคมุ หัวหนาสายตรวจ (๒) รายงาน ๑ แผน
๓) วิธีเกบ็ รวบรวมรายงานผลการปฏบิ ตั ขิ องสายตรวจ
ก. ตรวจสอบความถูกตอง ครบถวน ในการรายงานและการ

ลงลายมือช่ือ
ข. สายตรวจเย่ยี มเยียนประชาชน ครบ ๒ บา น/สาย/ผลัด (เยยี่ ม

ทีบ่ าน) ถา ไมครบ ใหไปเยย่ี มใหค รบแลวจึงคอ ยออกเวร
ค. รวบรวมใหครบตามจาํ นวนสายตรวจ รวมกับสรปุ รายงานของ

หัวหนาสายตรวจ (๒๐) และ สวป. ทที่ ําหนาทคี่ วบคุมสายตรวจแลวเย็บรวมเปน ๑ ชดุ
ง. เกบ็ ใสแ ฟม เรยี งลําดับ ดกึ เชา คํ่า (บนสดุ คอื ผลัดคาํ่ ของวัน

สุดทายของเดือน)
จ. เก็บรายผลดั / รายวนั
ฉ. แยกเปน รายเดือน / ครบถวน / ตรวจสอบไดงาย
ช. แตล ะผลดั ไมค รบถว น เยยี่ มเยยี นประชาชนไมค รบทกุ สาย สวป.

หรือหวั หนา สายตรวจในผลดั ตอ งรับผิดชอบ
ซ. รายงานเทจ็ (ภายหลงั ) เยย่ี มเยยี นเทจ็ รอง ผกก.ป. ตอ งรบั ผดิ ชอบ

๔) สมดุ ขอ มูลอาชญากรรม
ก. สวป. หรือหัวหนาสายตรวจแตละผลัดเปนผูรับผิดชอบในการ

เกบ็ รวบรวมขอมูลตามแบบฟอรม

๓๕

ข. หลงั ออกเวร (ว.๑๔) สวป. หรอื หวั หนาสายตรวจตอ งรวบรวม
ขอ มลู อาชญากรรมจากสายตรวจทุกสาย บนั ทึกในสมดุ ขอ มูลอาชญากรรมใหครบถว นทุกเหตุ

ค. เพื่อให สวป. หรือหัวหนาสายตรวจผลัดใหมทราบขอมูลแลว
แจงใหส ายตรวจทราบ และดําเนินการตามอาํ นาจหนา ท่ี

ง. ใชเ ปนขอ มลู (สวนหนึง่ ) เพื่อวเิ คราะหสถานภาพอาชญากรรม/
รายเดอื น/รายป

จ. รอง ผบก.ป. ตองควบคุม ตรวจสอบ ใหมีการรวบรวมอยาง
ครบถว น ถูกตอง และนําไปใชใ นการวิเคราะห ปรับแผน หามาตรการปองกนั และแกไ ขปญ หาใหไ ดผล

๓.๓.๒ ระบบการตรวจสอบส่ิงของหลวง
๑) กอนออกเวร ตรวจรถยนต รถจักรยานยนต เก็บไวบริเวณท่ีจอด

ซ่ึงจดั ไว
๒) กวดขันใหส ง คนื อาวธุ ปน ตามระเบียบ
๓) จัดทํารายงานการใชร ถ
๔) ของหลวงอ่นื ๆ ที่ผลัดตอไปตอ งใชส งมอบใหค รบถว น

การวางแผนการตรวจ

เพื่อใหการปฏิบัติงานสายตรวจบรรลุวัตถุประสงคที่กําหนดไวโดยสมบูรณ การวางแผน
การตรวจน้ันถือเปนหนาท่ีหลักขั้นมูลฐานที่สําคัญท่ีสุดชั้นหนึ่งในกระบวนการบริหารและเปรียบดัง
เขม็ ทิศทีจ่ ะชวยชที้ างในการดาํ เนนิ งานสายตรวจใหสาํ เรจ็ ลุลวงไปไดดวยดี

สําหรับแผนการตรวจประจําวันท่ีจะสามารถทําใหการปฏิบัติงานของสายตรวจบรรลุผล
ตามวัตถปุ ระสงคน ้ัน ควรมีลักษณะดงั นี้

๑. มคี วามออ นตัว สามารถปรับเปล่ยี นได หากมสี ถานการณฉกุ เฉิน
๒. ระยะเวลาในการใชแ ผนการตรวจทกี่ าํ หนดขน้ึ นจี้ ะตอ งสอดคลอ งตอ งกนั กบั สถานภาพ
อาชญากรรม และสถานการณท เ่ี กดิ ขน้ึ ในปจ จุบัน และคาดวาจะเกดิ ในอนาคต
๓. การจดั รปู แบบการตรวจ การแบงเขตตรวจ จะตองมสี วนสมั พนั ธกบั ขอมูลเพอ่ื การ
วางแผนของแผนปฏบิ ัตงิ านสายตรวจทกุ ๆ ๑๕ วนั ดว ย
๔. มีการกําหนดการปฏิบัติพิเศษ ในสถานการณฉุกเฉินเฉพาะหนา เชน การประจํา
จุดสกดั จบั คนรา ย เม่อื เกิดเหตุหรือการประจําจุดทกี่ าํ หนด เมือ่ ไมส ามารถออกตรวจไดต ามปกติ เชน
เมอ่ื กรณีมฝี นตก เปน ตน
แผนปฏบิ ัติการสายตรวจ
สํานักงานตํารวจแหงชาติไดจัดทําคูมือการปฏิบัติในการจัดและควบคุมสายตรวจเพ่ือให
สถานีตํารวจใชเปนแนวทางในการจัดสายตรวจแตป ๒๕๔๐ จนกระทั่งปจจุบันนี้ใชคูมือการปฏิบัติ

๓๖

และควบคุมสายตรวจ (ฉบับปรับปรุงป ๒๕๔๓) โดยกําหนดหนาที่ของผูบริหารงานสถานีตํารวจ
ซง่ึ ไดแ ก หวั หนา สถานตี าํ รวจ หวั หนา ปอ งกันปราบปราม สารวัตรปอ งกันปราบปราม หัวหนา สถานี
ตาํ รวจ ระดบั สารวตั รและรองสารวตั ร การจดั ประเภทสายตรวจตา งๆ การจดั สถานตี าํ รวจ การพจิ ารณา
ติดต้ังตูแดง และการตรวจตูแดง การปฏิบัติของงานสายตรวจในแตละครั้ง พรอมทั้งตัวอยาง
แผนการตรวจและการปฏิบัติของหวั หนา สายตรวจ และสายตรวจประชาชนตาง ๆ

ÀÒá¨Ô ¾àÔ ÈÉã¹´ŒÒ¹¡Òû͇ §¡¹Ñ »ÃÒº»ÃÒÁÍÒªÞÒ¡ÃÃÁ
การปฏิบตั งิ านของตาํ รวจสายตรวจนน้ั นอกจากจะมภี ารกจิ หลักดา นการตรวจตราดแู ล
ความสงบเรยี บรอยตามปกตแิ ลว งานดา นการปองกนั ปราบปรามอาชญากรรมทงั้ ในเชิงรกุ และเชิงรบั
อันไดแก การต้ังจุดตรวจคน การปดลอมตรวจคน การจูโจมตรวจคน การระดมในรูปแบบอ่ืนๆ
ทหี่ นว ยเหนอื กําหนดกถ็ อื เปนภารกจิ พิเศษประเภทหนึง่ ซึง่ ผบู รหิ ารงานสายตรวจจะตอ งกําหนดแผน
ภารกจิ เหลานี้
ภารกจิ พเิ ศษในดา นการปอ งกนั ปราบปรามอาชญากรรมน้ี อาจมกี ารปรบั เปลยี่ นชว งเวลา
เปาหมายคดี และวธิ กี ารปฏบิ ตั ไิ ดต ามความเหมาะสม เพ่ือปอ งกันมิใหเ หลา คนรายหรืออาชญากรรม
รตู วั หลบหนีไปกอ น เชน แผนการตงั้ จุดตรวจคน อาจมีการปรบั เปล่ียนสถานท่ี ๑๐ วัน ตอ ๑ สถานที่
เปน ตน
á¼¹¡ÒÃμÃǨ»ÃÐจําÇѹ¢Í§ÊÒÂμÃǨ ʹ........................................
ผลัดตรวจท่.ี ...................................เวลา.......................................ระหวางวันท.่ี .................

ประเภทการตรวจ การประกอบกาํ ลงั ชวงเวลา เสน ทางหรือที่ต้งั จุดตรวจ หมายเหตุ

(ลงชือ่ )....................................
สวป.สน./สภ.....................

ÊÔè§·Õ¤è Çû¯ÔºÑμãÔ ¹¡ÒáíÒ˹´á¼¹¡ÒÃμÃǨ
๑. เปลยี่ นแผนการตรวจทกุ ๑๐ วนั ใหต รงกบั สภาพของอาชญากรรมทเี่ กดิ ขน้ึ ในทอ งท่ี
๒. ตอ งกาํ หนดใหสายตรวจทกุ คนั ปฏบิ ัตดิ ังนี้

๒.๑ ใน ๑ ผลดั ตอ งกาํ หนดใหส ายตรวจแตล ะคนั ว.๑๐ ในจดุ ทกี่ าํ หนดไมน อ ยกวา

๓๗

๓ คร้ังๆ ละ ๒๐ – ๓๐ นาที โดยมีวัตถุประสงคเพื่อแสดงตัวใหปรากฏแกสายตาประชาชน
เปน จุดตรวจคน และเพอื่ การตรวจสอบของผูบ งั คับบัญชา

๒.๒ ใหก าํ หนดจดุ กา วสกัดไวใ นแผนการตรวจสอบสายตรวจแตละคันดวย เพือ่ ให
สายตรวจทราบวา เมือ่ มีคาํ สัง่ ใหกาวสกัดจับตอ งประจําอยทู ่ใี ด

๒.๓ ใหกําหนดถนนท่ีใหสายตรวจแตละคันหาขาวดวย เพื่อใหทราบวาในผลัดท่ี
ออกตรวจนั้นมีหนาท่ีตองหาขาวอาชญากรรมและเยี่ยมเยียนประชาชนในถนนไดบาง เพ่ือนําผลไป
ลงไวใ นรายงานการตรวจหลงั จากเสรจ็ สน้ิ การตรวจในผลดั นนั้ แลว (ควรกาํ หนดถนนทห่ี าขา วเยยี่ มเยยี น
เรยี งตามลาํ ดบั ความสาํ คญั แลว กาํ หนดใหส ายตรวจปฏบิ ตั เิ รยี งกนั ไปจนครบทกุ ถนนจะทาํ ใหไ ดข อ มลู
ท่วั ทอ งทอ่ี ยา งตอ เนือ่ ง)

๒.๔ ใหกาํ หนดจุดที่จะใหสายตรวจแตละสาย ว.๑๐ ในกรณฝี นตกหรือเหตุอนื่ ที่ไม
อาจตรวจตราตามปกติได ไวใ นแผนการตรวจดวย

๒.๕ แผนการตรวจใหจัดทําเปน ๔ ชุด ชุดที่ ๑ เขาแฟมวางไวกับแฟมภารกิจ
หัวหนาสายตรวจ ชุดท่ี ๒ มอบใหหัวหนา สายตรวจเพื่อนําติดตัวไวเ ปนเครอ่ื งมอื ตรวจสอบ ชดุ ที่ ๓
มอบใหสายตรวจถือไวเพื่อใหทราบภารกิจของตน ชุดท่ี ๔ เก็บไวที่สมุดตรวจนายตํารวจช้ันผูใหญ
ที่สถานีเพือ่ ใชต รวจสอบ

Ẻ¿ÍÃÁ ÊÁ´Ø àÂÕÂè ÁàÂÕ¹»ÃЪҪ¹

ลาํ ดับ วัน เดอื น ป ชือ่ – ทอี่ ยขู องผรู ับการ ผลการตรวจเย่ียม ผูตรวจ
เวลาท่ีเย่ยี ม ตรวจเย่ียม

(ลงชือ่ )............................................
(........................................)

สวป.สน./สภ...................................

¡ÒÃẋ§à¢μμÃǨ
ดังท่ีไดกลาวมาแลวขางตนวา สายตรวจถือเปนระบบปองกันอาชญากรรมอันดับแรก
ดงั นี้ การปรากฏตวั ของสายตรวจมมี ากเทา ใด กจ็ ะเปน ผลใหก ารปอ งกนั อาชญากรรมดขี น้ึ เทา นน้ั และ
เพอ่ื ใหก ารจดั ระบบสายตรวจดาํ เนนิ การไปอยา งครอบคลมุ พนื้ ที่ จงึ จาํ ตอ งมกี ารจดั แบง พน้ื ทก่ี ารตรวจ
ใหกับสายตรวจเปนลักษณะเขตตรวจบอย ซึ่งการแบงเขตสายตรวจน้ีเปนไปตามแนวคิดท่ีวาทําพ้ืนท่ี

๓๘

ใหม ขี นาดเหมาะสม ใหสายตรวจรถจักรยานยนต ๑ คนั สามารถเดนิ ทางไปปฏบิ ัตหิ นาทท่ี ้งั ดา นการ
บริหารและปองกนั เหตุไดอยา งมีประสิทธภิ าพ โดยกาํ หนดเปนองคประกอบ ๒ สว น คือ
- เปาหมายในการปฏิบัติหนาที่ของตํารวจสายตรวจ เรียกวาระดับการใหบริการ
ซ่ึงนบั เปนเวลาในการเดนิ ทางของตาํ รวจสายตรวจรถจักรยานยนต (เชน โครงการสายตรวจ ๓ นาที
ถึงท่เี กิดเหต)ุ
- องคป ระกอบตา ง ๆ ในลกั ษณะของขอ มลู ทอ งถนิ่ สภาพอาชญากรรม เสน ทางคมนาคม
เปนตน
การกําหนดองคประกอบในกําหนดเขตตรวจหรือพิจารณาแบงสายตรวจ ไดมีการศึกษา
และวิวัฒนาการเพ่ือใหสะทอนความเปนจริงในสังคมปจจุบันท่ีเปล่ียนแปลงรวดเร็วตลอดมา จนได
ขอ สรปุ ดังน้ี
๑. ระดบั การใหบ รกิ าร โดยวดั เปน ระยะเวลาซงึ่ ถอื เปน เสมอื นเปา หมายในการปฏบิ ตั ขิ อง
สายตรวจ กลาวคือ กาํ หนดระดบั การใหบ ริการกับประชาชน โดยวัดเปน ระยะเวลาทเี่ จา หนา ทต่ี าํ รวจ
จะสามารถเดินทางไปถึงท่ีเกิดเหตุหรือจุดใดก็ตามท่ีจะตองไปปฏิบัติหนาท่ี ณ จุดที่ไกลสุดของ
เขตตรวจ เชน ตองการใหสายตรวจเดินทางไปถึงท่ีเกิดเหตุภายในเวลา ๕ นาที สําหรับผานชุมชน
หนาแนน และในเวลา ๑๐ นาที สําหรับพื้นท่ีหางไกล หรือนอกชุมชน ระดับการใหบริการเชนนี้
จะสงผลใหขนาดของเขตตรวจตองอยูในความเปนไปไดในการเดินทาง เพื่อสนองตอบความตองการ
ในระดบั การบรกิ ารดว ย และหากตวั เลขนนั้ เปลยี่ นแปลงขนาดและจาํ นวนเขตตรวจจะเปลย่ี นแปลงตาม
รวมทงั้ กาํ ลงั วสั ดอุ ุปกรณ เคร่อื งมือ เครื่องใช ยานพาหนะ ก็จะเปล่ียนแปลงตามไปดว ย
ระดับใหบ รกิ ารน้ี เปนเร่ืองสาํ คญั ทฝ่ี ายกาํ หนดนโยบายจะตอ งตัดสนิ ใจเพ่อื เปน แนวทาง
ในการใหบริการกับประชาชนในดานความปลอดภัยในชีวิตและทรัพยสิน อันเปนภาระหนาท่ีของ
เจา หนาท่ีตาํ รวจอยูแ ลว แนวคิดในการใหบ รกิ ารควรพจิ ารณาตามแนวทาง ดงั นี้
- ยา นธรุ กิจ ระดบั การใหบ รกิ าร ๓ – ๕ นาที
- ยานพักอาศยั ” ๕ – ๗ นาที
- ยานเกษตรกรรม ” ๗ – ๑๐ นาที
- ยา นอุตสาหกรรม ” ๑๐ – ๑๕ นาที
- ยา นชมุ ชนไมห นาแนน เชน ตา งจงั หวดั พน้ื ทหี่ า งไกล อาจจะกาํ หนดเวลาไวไ มเ กนิ กวา
๒๐ นาที เชน น้ี เปนตน
ในกรณเี ชน น้ี อาจเปน ปญ หาอยบู า งสาํ หรบั ความรวดเรว็ ในการใหบ รกิ ารทแ่ี ตกตา งกนั ออกไป
ในแตละชุมชนก็ได อยางไรก็ตามนาจะมีคําอธิบายสําหรับกรณีเชนนี้ได กลาวคือ ระดับการบริการ
ท่ีรวดเร็วเพียง ๓ นาทีก็จริง แตเปนระดับที่มีผูใชบริการจํานวนมาก อาจจะเปนประชาชนมากกวา
๑๐,๐๐๐ คน สว นในเวลา ๒๐ นาที นน้ั อาจจะสาํ หรบั ประชาชนในพนื้ ทห่ี า งไกลเพยี ง ๒๐๐ คน เทา นน้ั
เปนตน

๓๙

๒. องคประกอบท่ีตองพิจารณาอ่ืน ๆ ที่จะสงผลตอขนาด ลักษณะพ้ืนที่เขตตรวจ
ตลอดจนรูปทรงเขตตรวจ เพือ่ ใหเหมาะสม คอื

๒.๑ ความหนาแนนของประชากร เชน ในบางพื้นทีม่ อี าณาบรเิ วณกวา งไกล แตม ี
จาํ นวนประชากรเพยี งเลก็ นอ ย ซง่ึ สามารถพบไดใ นเขตพน้ื ทช่ี านเมอื ง แตใ นบางพน้ื ทม่ี อี าณาบรเิ วณเพยี ง
ไมถงึ ๑ ตารางกโิ ลเมตร แตกลบั มจี าํ นวนประชากรพักอาศัย และประกอบกจิ การจาํ นวนเปนแสนคน
เปน ตน

๒.๒ สภาพของชุมชน เชน ในบางพ้ืนที่อาจเปนยานท่ีพักอาศัย จํานวนหมูบาน
จัดสรรเปนจํานวนมาก จะมีประชาชนซึ่งเปนชุมชน กลุมผูพักอาศัยอยูในเขตพื้นที่เทาน้ัน แตใน
บางพื้นที่อาจเปนยานธุรกิจการคา ยานสถานเริงรมย ก็จะมีจํานวนประชากรท้ังเปนชุมชน
กลุม ผูพกั อาศยั ผูป ระกอบการงาน ผูติดตอ การคา ผูเทยี่ วเตร ฯลฯ เปนจาํ นวนมาก ซึ่งลกั ษณะหลังน้ี
เปนชุมชนทีม่ คี วามวุนวายซับซอนกวาชมุ ชนกลมุ แรกอยา งเห็นไดช ดั เปน ตน

๒.๓ สภาพพ้ืนท่ีรับผิดชอบ เชน ในบางพ้ืนท่ี อาจมีสภาพเปนยานธุรกิจการคา
เปนสวนใหญ แตในบางพ้ืนท่ียังมีสภาพเปนสวนเกษตรกรรม หรือพื้นที่ซึ่งกําลังพัฒนาเปนสวนใหญ
เปน ตน รวมถึงจะตอ งพจิ ารณาพ้ืนท่ีทางด่งิ เชน อาคารสูง ๆ กรณีตกึ หรอื คอนโดมเิ นียม ซงึ่ มชี ัน้ ทพ่ี กั
หลายช้นั เปนตน กต็ อ งเพมิ่ อตั รากาํ ลังในการตรวจตราดูแล

๒.๔ เสนทางคมนาคม เชน ในบางพื้นที่ อาจมีเสนทางคมนาคมสะดวก มีถนน
ทางสญั จรทส่ี ามารถเดนิ ทางไปยงั สถานทต่ี า ง ๆ ไดอ ยา งรวดเรว็ แตใ นบางพนื้ ทย่ี งั ไมม ถี นนหรอื เสน ทาง
ตัดผานโดยสะดวก บางคร้ังอาจตองใชเสนทางน้าํ ลําคลอง เปนเสน ทางหลกั ในการคมนาคม เปน ตน

๒.๕ สถานภาพอาชญากรรม ในแตล ะพน้ื ทย่ี อ มมลี กั ษณะของอาชญากรรมทเ่ี กดิ ขน้ึ
แตกตางกันไป เชน ในพ้ืนท่ีท่ีเปนยานธุรกิจการคา ก็มักจะมีคดีประเภทลักทรัพยในศูนยการคา
ชิงทรัพย วิ่งราวทรัพย โดยใชรถจักรยานยนตเปนพาหนะ แตในพ้ืนท่ีท่ีเปนยานหมูบานจัดสรรก็มัก
จะมคี ดปี ระเภทลักทรพั ยในเคหสถาน จาํ พวกตีนแมว ยองเบา เกิดข้ึนเปน ประจาํ เปนตน

๓. ความสมั พนั ธร ะหวา งกาํ ลงั พลและการแบง เขตตรวจทกุ สถานจี ะตอ งสาํ รวจตรวจสอบ
กําลังพลเจาหนาที่ตํารวจในปกครองวา จะสามารถนํากําลังพลผูใดมาเปนเจาหนาท่ีตํารวจสายตรวจ
และกําลังพลท่ีไดรับการคัดเลือกหรือบรรจุแตงตั้งมาแลวน้ัน จะมีจํานวนเพียงพอหรือไมในการที่จะ
จดั ระบบการตรวจใหค รอบคลมุ พนื้ ท่ี และสามารถปฏบิ ตั งิ านดา นการปอ งกนั ปราบปรามอาชญากรรม
ในเขตรับผิดชอบของตนใหไดผล อยางไรก็ตาม ในการพิจารณาประเด็นความสัมพันธกับกําลังพลนี้
จะใชไ ดอยางเหมาะสมในชว งเวลาส้ัน ๆ หรือกรณีทีม่ กี ําลงั พลมากพอเทานนั้ จะใชพิจารณาในการท่ี
ตองใชเขตตรวจที่ถูกแบงโดยขอพิจารณาตามจํานวนกําลังพลน้ีไปเปนงานประจําไมได เพราะจะเปน
ขอจํากัดในการพิจารณาเพิ่มอัตรากําลัง เพราะไมอาจตอบคําถามเกี่ยวกับความคิดเพียงพอของ
กาํ ลงั พลสายตรวจไดอ ยา งชดั เจน และยง่ิ กวา นนั้ ยงั เปน การไมพ จิ ารณาตามความเหมาะสมในประเดน็
อน่ื ๆ ทีก่ ลาวมาแลว ซึง่ เปน การมองขา มสาระสาํ คญั ของการแบง เขตตรวจ

๔๐

ÃٻẺ㹡Òè´Ñ ầ‹ à¢μμÃǨ
๑. การใชกําลังพลเปนหลักในการแบงเขตตรวจ หมายถึง การสํารวจจํานวนกําลังพล
สายตรวจที่มีอยูในแตละสถานี แลวนํามาจัดสรรแบงเปนชุด ๆ โดยแตละชุดจะปฏิบัติหนาท่ี
ในแตล ะผลดั ใหค รอบคลมุ พืน้ ทท่ี ั้งหมด ตวั อยา งการแบง ตรวจเฉพาะสายตรวจ จยย. ก็จะเปน ดงั นี้

สถานีตํารวจ ก. มีกําลังสายตรวจท้ังสิ้น ๒๔ คน ตองการจัดเปนชุดตรวจ ๓ ชุด
จะได ชดุ ตรวจละ ๘ คน และสายตรวจจํานวน ๘ คน ในแตละชดุ น้ี กจ็ ะนาํ มาจัดเปน สายตรวจ จยย.
ได ๔ คนั ฉะน้ัน จะแบง เขตตรวจใหม ี จยย. รับผดิ ชอบเขตละ ๑ คัน ได ๔ เขตตรวจ

การจัดแบงเขตตรวจแบบนจ้ี ะมขี อ เสยี ดงั นี้
๑) จํานวนเขตตรวจจะขน้ึ กบั จํานวนสายตรวจที่มีอยูในแตละสถานนี ้นั
๒) ไมส ามารถกาํ หนดไดอ ยา งชดั เจนวา จาํ นวนสายตรวจทป่ี ฏบิ ตั หิ นา ทอ่ี ยนู นั้ เพยี งพอ
หรือไม และไมส ามารถกาํ หนดจาํ นวนสายตรวจท่เี หมาะสมตามสภาพความเปนจริงไดในแตละสถานี
๓) การแบง เขตตรวจไมไ ดส มั พนั ธก บั ขอ มลู ทเ่ี กยี่ วขอ งอน่ื ๆ (ตามขอ ๑ – ๒ ขา งตน )
ในขอเสียทั้ง ๓ ทไี่ ดก ลา วน้ี ไดอ ธบิ ายถึงเหตผุ ล และโอกาสที่จะนําไปใชอ กี สวนหน่งึ แลวในทายขอ
เกยี่ วกบั ความสมั พนั ธร ะหวา งกาํ ลงั พลและการแบง เขตตรวจ ซง่ึ ในประเดน็ นถี้ อื เปน
ขอ เนน ยาํ้ ทจี่ ะตอ งหลกี เลยี่ ง เพราะการปฏบิ ตั เิ ชน นี้ เปน วธิ กี ารทถี่ อื ปฏบิ ตั กิ นั มาในอดตี และกลายเปน
การปดก้ันการพัฒนาดานกําลังพลสายตรวจโดยตลอด เพราะนอกจากจะไมเหมาะสมในตัวของ
มนั เองในการปฏบิ ตั ทิ ถี่ กู ตอ ง ปฏบิ ตั อิ ยา งตอ เนอ่ื งเปน เวลานานแลว การกาํ หนดจาํ นวนชดุ ปฏบิ ตั กิ าร
สายตรวจเปน ๓ ชดุ กย็ งั เปน ขอ ขัดของอนั เปน การผิดพลาดทไ่ี ดปฏบิ ตั ิกันอยูในปจจุบันเปนอยา งย่ิง
ซงึ่ จะไดกลาวถึงตอไปในหัวขอ เกี่ยวกับประสทิ ธิภาพของสายตรวจ และระบบการจดั สายตรวจ
๒. การใชขอมูลท่ีเกี่ยวของอ่ืน ๆ เปนหลักในการแบงเขตตรวจหมายถึงการใชขอมูล
ท้ังหมดมากําหนดเขตตรวจข้ึนกอนวาควรจะมีก่ีเขตตรวจ โดยไมคํานึงถึงจํานวนกําลังพลสายตรวจ
ที่มอี ยใู นสถานีนนั้ ตวั อยางการแบงเขตตรวจเฉพาะสายตรวจ จยย. เปน ดังนี้

๔๑

สถานี ข. เมื่อใชขอมูลขางตนสามารถแบงเขตตรวจที่เหมาะสมได ๑๐ เขต (สถานี ข.
มีกําลังพลสายตรวจจํานวน ๒๔ คน เชนเดียวกับ สถานี ก.) ซึ่งควรจะมี จยย. ตรวจทั้งสิ้น
๑๐ คน (เขตละ ๑ คนั ) ในแตล ะผลัด ดงั นัน้ จํานวนสายตรวจท่ีควรจะปฏบิ ตั หิ นา ท่ีจรงิ จะเปน ๒๐ คน
ใน ๑ ผลัด และหากมี ๓ ผลัด จะตองใชกาํ ลงั พลสายตรวจ จยย. ทงั้ สิ้น ๖๐ คน เพ่ือทีจ่ ะใหการจดั
สายตรวจ จยย. มีจํานวน ๑ คัน ครบทุกเขตทุกผลัดและโดยหลักการแลวสายตรวจจําเปนอยางยิ่ง
ท่จี ะตอ งมถี งึ ๔ จดุ ท้งั นเี้ นื่องจากใน ๑ วนั ใชจ าํ นวน ๓ ชดุ (๓ ผลดั ๆ ละชดุ ตรวจ) ซ่งึ จะตองใช
ชุดตรวจอกี ชุดหน่งึ ทีเ่ หลอื หยดุ พกั

การจัดแบง เขตตรวจแบบนี้จะมขี อ ดดี งั นี้
๑) การแบงเขตตรวจจะถกู ตอ งสมบรู ณตามหลกั การ
๒) สามารถกาํ หนดไดแนชัดวาตอ งการกาํ ลงั พลสายตรวจเพิ่มเติมอกี จาํ นวนเทา ใด
๓) สายตรวจครอบคลุมพ้นื ท่ไี ดอ ยางมีประสทิ ธิภาพ (หากจดั กาํ ลังไดครบทุกเขตตรวจ)
๔) สามารถวางแผนการตรวจและการจัดกาํ ลังสายตรวจไดอ ยางมรี ะบบ
»ÃÐÊ·Ô ¸ÔÀÒ¾¢Í§ÊÒÂμÃǨ áÅÐÃкº¡ÒèѴÊÒÂμÃǨ
ในประเด็นน้ีจะเปน การกลาวถึง ความสัมพันธข องสาระสาํ คญั ในระบบสายตรวจ คือ
- ชดุ ปฏบิ ัติการสายตรวจ
- ระยะเวลาในการตรวจ
- การจัดสายตรวจประจาํ เขตตรวจ
- การพัฒนางานสายตรวจ
แตจะเปนการกลาวถงึ แตเ พยี งโดยยอ เฉพาะความสมั พนั ธของชดุ ปฏบิ ัติการ ระยะเวลา
และการจดั สายตรวจเทานน้ั กลา วคอื
จากการท่ีสายตรวจจําเปนจะตอ งออกปฏบิ ตั ิการตลอดเวลา ๒๔ ชว่ั โมง ดงั นั้น จึงจาํ เปน
ตอ งแบง เวลาใน ๑ วนั ออกเปนชวงเวลาทเ่ี รยี กวา ผลดั ซ่ึงสว นใหญจะแบง เปน ๓ ผลดั ใน ๑ วันคอื
ผลดั ที่ ๑ (ผลัดดกึ ) ออกปฏบิ ตั ใิ นชวงเวลา ๐๐.๐๑ น. – ๐๘.๐๐ น.
ผลัดที่ ๒ (ผลดั เชา) ออกปฏิบัตใิ นชว งเวลา ๐๘.๐๐ น. – ๑๖.๐๐ น.
ผลัดที่ ๓ (ผลัดเยน็ ) ออกปฏิบัติในชวงเวลา ๑๖.๐๐ น. – ๒๔.๐๐ น.
ในสว นของชดุ ปฏบิ ตั กิ ารในทนี่ หี้ มายถงึ การจดั แบง กาํ ลงั เจา หนา ทฝ่ี า ยปอ งกนั ปราบปราม
ออกเปน ชดุ ปฏบิ ตั กิ าร ซงึ่ ในปจ จบุ นั มกี ารจดั ตงั้ ในระบบ ๓ ชดุ ปฏบิ ตั กิ าร และ ๔ ชดุ ปฏบิ ตั กิ าร ซง่ึ เมอ่ื
พจิ ารณาในความสมั พนั ธก บั ระยะเวลาในการตรวจจะพบวา มคี วามแตกตา งกนั สามารถเปรยี บเทยี บได
อยางชดั เจน ดังตวั อยา งตารางการจดั เจา หนาทส่ี ายตรวจตอ ไปนี้ (ทงั้ นตี้ ามความเหมาะสมของแตล ะ
สถานีตาํ รวจ)


Click to View FlipBook Version