The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by phimpanit.th, 2022-11-14 09:34:05

คู่มือICรามา

รามา

สารบญั หนา้

บทท่ี 1 โรคติดเชอ้ื ในโรงพยาบาล 1
บทท่ี 2. การล้างมือ การใชอ้ ปุ กรณป์ ้องกันการตดิ เช้ือและแพรก่ ระจายเชอื้ 4
บทท่ี 3. การป้องกันการแพร่กระจายเช้ือดอ้ื ยา 17
บทที่ 4. การแยกผู้ปว่ ยโรคตดิ เชือ้ 23
บทท่ี 5. หลักการใช้น�้ำยาท�ำลายเชอ้ื และการท�ำความสะอาดหอผู้ปว่ ย 34
บทท่ี 6. การป้องกันการติดเชอื้ ทีแ่ ผลผา่ ตัด 43
บทที่ 7. การดแู ลผู้ปว่ ยตดิ เชอ้ื ในห้องผ่าตัดและหอ้ งพกั พ้นื 51
บทที่ 8. การปอ้ งกนั การตดิ เชื้อในกระแสเลอื ดทีเ่ กย่ี วขอ้ งกบั การใชส้ ายสวนหลอดเลอื ดดำ� 53
บทที่ 9. การป้องกนั การติดเชอ้ื ในระบบทางเดนิ ปสั สาวะ 60
บทที่ 10. การปอ้ งกนั ภาวะปอดอักเสบตดิ เชอ้ื ในผปู้ ่วยทใ่ี ชเ้ ครอ่ื งช่วยหายใจ 63
บทท่ี 11. การดแู ลผูป้ ่วยท่ใี ช้อุปกรณช์ ว่ ยหายใจและการท�ำความสะอาดอุปกรณช์ ่วยหายใจ 68
บทท่ี 12. การปอ้ งกนั การติดเชื้อในงาน
- แนวทางการป้องกนั การติดเช้ือสำ� หรบั ผูป้ ว่ ยและบคุ ลากรในศูนยว์ นิ ิจฉยั เต้านม 72
- การปอ้ งกนั การตดิ เชอ้ื ในงาน Radiology Intervention 75
- การป้องกนั การตดิ เชอ้ื สำ� หรับผูป้ ่วยมะเร็งระบบอวยั วะสบื พันธ์ุสตรี 80
ทไี่ ด้รับรักษาโดยการใสแ่ ร่
บทที่ 13. การบรหิ ารจดั การเกี่ยวกบั ขยะในโรงพยาบาล 83
บทที่ 14. การป้องกนั การติดเชอ้ื ในบุคลากรทีมสขุ ภาพ 88
บทท่ี 15. แนวทางปฏิบัติสำ� หรบั ผู้ไดร้ ับอุบตั ิเหตทุ ่ีมคี วามเสย่ี งท่อี าจจะติดเชื้อเอชไอว ี 97
ไวรสั ตับอักเสบบีหรอื ไวรัสตับอกั เสบซรี ะหว่างการปฏิบัติงาน
บทท่ี 16. การปอ้ งกนั การแพรก่ ระจายของเชอื้ วณั โรคในโรงพยาบาล 109
บทที่ 17. การปอ้ งกันการตดิ เช้ือในศูนยเ์ ด็กเล็ก 116

1

2

บทท่ี 1
โรคติดเช้ือในโรงพยาบาล

ผศ.ก�ำธร มาลาธรรม
ผศ.ศริ ลิ กั ษณ์ อภวิ าณชิ ย์

การตดิ เชอ้ื ในโรงพยาบาล (Healthcare- associated infection) คอื การตดิ เชอื้ ซงึ่ เปน็ ผลมาจากการ
ทผ่ี ู้ปว่ ยได้รบั เชอ้ื หรือ พษิ ของเช้ือ (toxin) ขณะรบั การรกั ษาในโรงพยาบาลโดยทผ่ี ู้ป่วยไม่มีการติดเชื้อนนั้ มา
กอ่ น หรอื การตดิ เชอื้ นนั้ ไมอ่ ยใู่ นระยะฟกั ตวั ของโรค และผปู้ ว่ ยสว่ นใหญร่ บั การรกั ษาในโรงพยาบาลตง้ั แต่ 48
ชั่วโมงขึ้นไป นอกจากน้ัน ถ้าผู้ป่วยมีการติดเช้ือชนิดเดิมที่ต�ำแหน่งใหม่ขณะรกั ษาในโรงพยาบาล 1 หรอื มกี าร
ติดเชื้อที่ต�ำแหน่งเดิมและมีสาเหตุจากเชื้อตัวใหม่ โดยอาการ อาการแสดง และผลการตรวจทางห้องปฏิบัติการ
ชว้ี า่ การติดเชื้อคร้ังก่อนหน้าน้ันหายแลว้ ถอื วา่ เปน็ การติดเช้อื ที่เกิดข้นึ ในโรงพยาบาลคร้ังใหม่

วตั ถปุ ระสงค์ของการป้องกนั และควบคุมการตดิ เช้ือ เพ่อื ความปลอดภัยของผู้ปว่ ย บคุ ลากรและญาติ
ผ้ปู ว่ ย รวมท้ังการลดการปนเปื้อนของสง่ิ แวดลอ้ ม บุคลากรในทมี สุขภาพทกุ คนมีสว่ นเกีย่ วขอ้ งในการลดการ
ติดเชื้อ โดยต้องพัฒนาคุณภาพการดูแลผู้ป่วยอย่างต่อเนื่องและเพ่ิมความปลอดภัยให้กับผู้ป่วย การป้องกัน
และควบคุมการติดเช้ือในโรงพยาบาลจึงเป็นสิ่งที่สะท้อนให้เห็นถึงมาตรฐานหรือคุณภาพของการดูแลรักษา
ผ้ปู ่วยและยงั เปน็ เคร่ืองช้ีวัดอยา่ งหนึง่ ของคณุ ภาพการบริการของโรงพยาบาล 2

องคป์ ระกอบที่สำ� คญั ของงานป้องกันและควบคุมการตดิ เช้ือตอ้ งมี 8 ประการดงั ต่อไปน้ี 2, 3
1. การเฝ้าระวังการติดเชื้อในโรงพยาบาล (surveillance of nosocomial infections) หมายถึง
การติดตามสังเกตการณ์การติดเชื้อในโรงพยาบาลอย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง โดยต้องมีการบริหารจัดการ
ขอ้ มูลอย่างถกู ต้องเหมาะสมและเช่ือถือได้
2. การก�ำหนดนโยบาย และแนวทางปฏิบัติ (setting and recommending policies and
procedures) คณะกรรมการป้องกันและควบคุมการติดเชื้อต้องก�ำหนดนโยบาย และแนวทางปฏิบัติต่างๆ
ในการป้องกนั และควบคุมการตดิ เชื้อพรอ้ มทงั้ ปรบั พัฒนาใหเ้ ป็นปจั จบุ ันและผปู้ ฏิบตั ิสามารถปฏบิ ตั ไิ ด้
3. การก�ำกับดูแลให้บุคลากรปฏิบัติตามมาตราฐานหรือแนวทางปฏิบัติที่เป็นสากล (compliance
with regulation and guidelines) บุคลากรที่ท�ำงานเก่ียวกับการป้องกัน และควบคุมการติดเช้ือสามารถ
เขา้ ถงึ ขอ้ มลู ตา่ งๆ ทง้ั ทางดา้ นบคุ ลากรและนโยบาย รวมทงั้ การประสานงาน หรอื ใหค้ วามรว่ มมอื กบั กระทรวง
สาธารณสขุ เกย่ี วกบั การรายงานขอ้ มลู โรคตดิ เชอื้ ในชมุ ชน และการควบคมุ การแพรก่ ระจายโรคตดิ เชอื้ ชนดิ ตา่ งๆ
4. การดูแลสุขภาพของบุคลากร (employee health) คณะกรรรมการป้องกันและควบคุมการติด
เชอ้ื ควรจะมสี ว่ นรว่ มในการดแู ลสขุ ภาพของบคุ ลากรในโรงพยาบาล บางสว่ นตอ้ งประสานกบั บคุ ลากรทป่ี ฏบิ ตั ิ
งานด้านนี้โดยตรง (the facility’s employee health) เช่น การให้วัคซีนตับอักเสบ บี การตรวจหาการ
ตดิ เชอื้ วณั โรคแบบแฝง (latent TB) ดว้ ยการทดสอบทางผวิ หนงั โดยใช้ Purified Protein derivative (PPD)
ในบุคลากร การดูแลสุขภาพบุคลากรเมื่อได้รับอุบัติเหตุสัมผัสเลือดและส่ิงคัดหล่ังของผู้ป่วย และโรคติดเช้ือ
ตา่ งๆ ท่ีเกิดขึ้นในบุคลากร เป็นต้น

1

5. การปอ้ งกนั การตดิ เชอื้ และการแพรก่ ระจายเชอื้ (direct intervention to prevent transmission
of infectious diseases) คณะกรรรมการป้องกันและควบคุมการติดเชื้อของทุกโรงพยาบาลควรมีความ
สามารถจำ� แนกหรอื สบื คน้ การระบาดของโรคตดิ เชอื้ ในโรงพยาบาล และสอบสวนการระบาดของโรค ตดิ ตาม
และวางมาตรการในการควบคมุ การตดิ เชอ้ื ไดอ้ ยา่ งเหมาะสม ทง้ั ในสถานการณท์ ม่ี กี ารระบาด และสถานการณ์
ปกติ

6. การใหค้ วามรูแ้ ก่บคุ ลากร (education and training of healthcare workers) ควรมีการพฒั นา
ความรู้และทักษะเกี่ยวกับการป้องกันและควบคุมการติดเชื้อให้แก่บุคลากรในโรงพยาบาลอย่างต่อเนื่อง
ส่วนพยาบาลควบคุมการติดเชื้อควรมีความรู้พื้นฐานทางด้านระบาดวิทยาและโรคติดเชื้อต่างๆ และมีการ
แสวงหาความรูอ้ ย่างสม่ำ� เสมอ

7. การพฒั นาคุณภาพการป้องกนั และควบคมุ การตดิ เชอื้ (Performance improvement) เพ่ือเพิ่ม
ความปลอดภัยของผ้ปู ว่ ยและพฒั นาการปฏบิ ตั งิ านของบุคลากร 3

8. การจัดการทรัพยากรบุคคลเก่ียวกับการควบคุมการติดเช้ือ (infection control resources)
เพ่ือให้การด�ำเนินงานการควบคุมการติดเชื้อในโรงพยาบาลมีประสิทธิภาพ ทุกโรงพยาบาลต้องมีพยาบาล
ควบคมุ การตดิ เชอ้ื (infection control nurse) ทผ่ี า่ นการอบรมหลกั สตู รการพยาบาลควบคมุ การตดิ เชอื้ เปน็
ผ้รู ับผิดชอบ และมีจำ� นวนทเี่ พยี งพอกบั ขนาดของโรงพยาบาล การดำ� เนินงานปอ้ งกนั และควบคมุ การตดิ เช้อื
ในโรงพยาบาลเกยี่ วขอ้ งกบั บคุ ลากรในทมี สขุ ภาพทกุ สว่ น จงึ ตอ้ งอาศยั การประสานงานซง่ึ โดยสว่ นใหญจ่ ะอยู่
ในรปู ของคณะกรรมการปอ้ งกนั และควบคมุ การตดิ เชอื้ ในโรงพยาบาลนนั้ ประกอบดว้ ยบคุ ลากรหลายฝา่ ย เชน่
แพทย์ พยาบาลควบคมุ การตดิ เชอื้ หวั หนา้ หรอื ผทู้ ำ� หนา้ ทแ่ี ทนจากฝา่ ยการพยาบาล หวั หนา้ หนว่ ยจลุ ชวี วทิ ยา
หรือผู้แทน หัวหน้าหน่วยเภสัชกรรมหรือผู้แทน และกลุ่มงานอ่ืนๆ ที่เก่ียวข้อง เช่น หัวหน้าหน่วยบริการผ้า
หนว่ ยเวชภณั ฑป์ ลอดเชื้อ และหน่วยท�ำความสะอาด

การควบคุมการติดเช้ือด�ำเนินการโดยคณะกรรมการป้องกันและควบคุมการติดเช้ือ ซ่ึงมีพยาบาล
ควบคุมการติดเชื้อ เป็นผู้รับผิดชอบโดยตรงในการส�ำรวจข้อมูลการติดเช้ือของผู้ป่วยและบุคลากร ตลอดจน
ก�ำหนดนโยบายการป้องกันและควบคุมการติดเช้ือ นอกจากนี้ บทบาทของบุคลากรในทีมสุขภาพเป็น
องคป์ ระกอบสำ� คญั ทท่ี ำ� ใหก้ ารปอ้ งกนั และควบคมุ การตดิ เชอื้ ประสบผลสำ� เรจ็ โดยเฉพาะพยาบาลเปน็ ผปู้ ฏบิ ตั ิ
การพยาบาลที่ต้องสัมผัสกับผู้ป่วยอย่างใกล้ชิดอยู่เสมอ หากบุคลากรในทีมสุขภาพไม่ให้ความส�ำคัญ และ
ไม่ปฏิบัติตามมาตรการป้องกันการติดเช้ือ เช่น การล้างมือ และเทคนิคปราศจากเช้ือต่างๆ ท่ีเกี่ยวข้องกับ
การดูแลผู้ป่วย รวมถึงการขาดการดูแลความสะอาดของส่ิงแวดล้อม ผู้ป่วยและตัวบุคลากรเองย่อมมีโอกาส
เสีย่ งตอ่ การตดิ เช้อื ท่ีเกยี่ วข้องกับการรักษาพยาบาลได้

2

เอกสารอา้ งอิง
1. Centers for Disease Control and Prevention.CDC/NHSN Surveillance Definitions for

Specific Types of Infections [internet].January 2014[cited 2014 Jun 15]. Available
from:http://www.cdc.gov/nhsn/PDFs/pscManual/17pscNosInfDef_current.pdf
2. ศริ ิลักษณ์ อภิวาณชิ ย,์ ถนอมวงศ์ มณั ฑจติ ร,์ กำ� ธร มาลาธรรม. การปอ้ งกันและควบคมุ การติดเชอ้ื ใน
โรงพยาบาล. รามาธิบดพี ยาบาลสาร 2552; 15(1):98-110.
3. Fried C, Curchoe R, Foster M, Hirji Z, Krytofiak S, Lark RL,et al. APIC/CHICA-Candada
Infection Prevention, Control, and Epidemiology: Professional and Practice Standards.
AJIC2008;36(6):385-389

3

บทท่ี 2
การลา้ งมอื การใช้อปุ กรณ์ปอ้ งกันการตดิ เชอ้ื และแพรก่ ระจายเชอ้ื

ผศ.ก�ำธร มาลาธรรม
ผศ.ศิริลักษณ์ อภวิ าณิชย์

การล้างมือ คือ มาตรการพ้ืนฐานในการป้องกันการแพร่กระเชื้อในโรงพยาบาลท่ีส�ำคัญที่สุด
การล้างมือท่ีถูกต้องท�ำให้อัตราการติดเชื้อในโรงพยาบาลลดลงได้ นอกจากน้ีการใช้อุปกรณ์ป้องกันร่างกาย
ส่วนบุคคล (Personal Protective- Equipment, PPE) เพ่ือป้องกันบุคลากรมิให้ติดเช้ือและแพร่กระจาย
เชื้อโรคต่างๆ ไปสู่บุคคลอื่น เช่น ผู้ป่วย ญาติและบุคลากรทีมสุขภาพ อุปกรณ์ป้องกันร่างกายมีหลายชนิด
บคุ ลากรทกุ คนควรรู้วธิ กี ารใช้และปฏบิ ตั ิให้ถกู ตอ้ งเหมาะสม

1. การลา้ งมือ

วตั ถปุ ระสงค์ เพอ่ื
1. ลดจำ� นวนเชอ้ื ท่ีปนเปือ้ นบรเิ วณมอื ของบคุ ลากร
2. ปอ้ งกนั บุคลากรติดเชือ้ จากการสัมผัสเชอ้ื โรคจากผูป้ ่วยและสงิ่ แวดล้อม
3. ปอ้ งกนั และควบคุมการแพรก่ ระจายเชือ้ โรคจากการสมั ผัสดว้ ยมือ
การล้างมือแบ่งออกเป็น 3 ประเภท คอื
1. การลา้ งมอื ดว้ ยนำ้� และสบู่ เปน็ การลา้ งมอื ใหส้ ะอาดดว้ ยนำ้� และสบู่ ไมม่ สี ว่ นผสมของนำ้� ยาทำ� ลาย
เชือ้ เพ่อื ขจดั ความสกปรกท่ีปนเปอื้ นมือออก แลว้ เช็ดให้แห้งด้วยกระดาษเช็ดมอื หรอื ผา้ สะอาดท่ีใชค้ รัง้ เดียว
2. การล้างมือในกระบวนการดูแลผู้ป่วยประจ�ำวัน หรือ hygienic hand washing หรือ hygienic
hand antisepsis เป็นการล้างและท�ำความสะอาดมือด้วยน้�ำยาล้างมือท่ีมีส่วนผสมของแอลกอฮอล์
(alcohol-based hand rub) หรอื นำ�้ และสบผู่ สมนำ้� ยาทำ� ลายเชอื้ เพอ่ื ขจดั เชอื้ โรคบนมอื บคุ ลากร กอ่ นปฏบิ ตั ิ
การรักษาพยาบาลท่ีใช้เทคนิคปราศจากเช้ือ (Aseptic technique) น�้ำยาท�ำลายเชื้อที่ใช้ เช่น คลอเฮกซีดีน
กลโู คเนต 4% (4% chlorhexidine gluconate) หรอื โพวโิ ดนไอโอดีนสครับ 7.5% (7.5% iodophor) 1, 2
ในกรณที ม่ี อื ไมเ่ ปอ้ื นเลอื ด สารนำ้� หรอื สงิ่ คดั หลงั่ ของผปู้ ว่ ยทเี่ หน็ ดว้ ยตา หรอื สถานทไ่ี มเ่ ออ้ื อำ� นวยในการลา้ งมอื
ดว้ ยนำ้� และสบผู่ สมนำ�้ ยาทำ� ลายเชอ้ื ใหล้ า้ งมอื โดยใชน้ ำ�้ ยาลา้ งมอื ทมี่ สี ว่ นผสมของแอลกอฮอล์ (alcohol-based
hand rub) ถูมอื ตามขั้นตอนของการลา้ งมอื
3. การล้างมือก่อนผ่าตัด (surgical hand antisepsis) คือ การล้างและท�ำความสะอาดมือด้วยน�้ำ
และสบู่ผสมน�้ำยาท�ำลายเช้ือ เพ่ือท�ำหัตถการ เช่น การผ่าตัด เป็นต้น โดยใช้น้�ำยาท�ำลายเชื้อ คลอเฮกซีดีน
กลโู คเนต 4% หรือโพวโิ ดนไอโอดีน สครบั 7.5% เป็นต้น 3

4

ข้อบง่ ชี้ของการลา้ งมอื มี 5 ขอ้ (five moments)
1. ก่อนสมั ผสั ผปู้ ว่ ย คอื การลา้ งมอื ก่อนจบั ตัวผู้ปว่ ย เชน่ ก่อนการเคลือ่ นย้ายผ้ปู ่วย เป็นตน้
2. ก่อนท�ำหัตถการ คือ ก่อนท�ำกิจกรรมที่ต้องใช้หลัก Aseptic technique เช่น การเจาะเลือด
ใสส่ ายสวนปสั สาวะ ทำ� แผล เป็นตน้
3. หลงั สมั ผสั ผปู้ ว่ ย คอื ภายหลงั การสมั ผสั ตวั ผปู้ ว่ ยแลว้ ใหล้ า้ งมอื ทนั ทกี อ่ นทจี่ ะไปสมั ผสั สง่ิ อนื่ ๆ เชน่
หลังการเคลอื่ นย้ายผปู้ ่วย เปน็ ต้น
4. หลงั สมั ผสั สง่ิ คดั หลงั่ คอื เมอื่ มอื สมั ผสั ถกู เลอื ดหรอื สงิ่ คดั หลง่ั ใหล้ า้ งมอื ทนั ที (หรอื ลา้ งมอื หลงั ถอด
ถุงมือ) เชน่ หลังเจาะเลอื ด หลงั เก็บปสั สาวะ เปน็ ตน้
5. หลังสัมผัสสิ่งแวดล้อม คือ หลังจากสัมผัสอุปกรณ์ที่ใช้กับผู้ป่วย เช่น หลังสัมผัสราวกั้นเตียง
โตะ๊ ครอ่ มเตยี ง หรืออุปกรณ์ตา่ งๆทีอ่ ยใู่ กล้ตวั หรือที่ใชก้ บั ผูป้ ่วย เป็นตน้ 3
ขอ้ พึงตระหนกั
บคุ ลากรตอ้ งทำ� ความสะอาดมอื ตามขอ้ บง่ ชขี้ า้ งตน้ ไมว่ า่ จะสวมถงุ มอื หรอื ไมก่ ต็ าม กลา่ วคอื ใหท้ ำ� ความ
สะอาดมือก่อนใส่ถุงมือ เม่ือมือแห้งแล้วจึงใส่ถุงมือเพ่ือปฏิบัติงาน เสร็จแล้วถอดถุงมือ และท�ำความสะอาด
มอื อกี ครัง้
การท�ำความสะอาดมือดังกล่าวนี้ ให้ปฏิบัติแบบคนต่อคน หมายความว่า เมื่อเสร็จสิ้นกระบวนการ
รักษาพยาบาลผู้ป่วยรายที่หน่ึง ต้องท�ำความสะอาดมืออีกคร้ังหนึ่งเมื่อจะไปท�ำการตรวจหรือรักษาพยาบาล
ผู้ป่วยรายต่อไป โดยถือว่า ถ้าท�ำความสะอาดมือตามข้อบ่งช้ี 3 - 5 แล้วยังไม่มีการสัมผัสส่ิงใดท้ังสิ้นก่อนไป
สัมผสั ผปู้ ว่ ยรายท่ีสองกถ็ ือว่าไดท้ �ำความสะอาดมอื ตามขอ้ บ่งชี้ 1 - 2 ส�ำหรบั ผู้ป่วยรายต่อไปแล้ว แตถ่ า้ มกี าร
สมั ผสั สง่ิ ใดๆหลงั การทำ� ความสะอาดมอื กอ่ นไปสมั ผสั ผปู้ ว่ ยรายใหม่ ตอ้ งทำ� ความสะอาดมอื อกี ครงั้ หนง่ึ เสมอ
นอกจากนี้ หากปฏิบัติงานกับบางส่วนของร่างกายที่สกปรก เช่น แผลติดเชื้อ หรือดูดเสมหะ
กอ่ นปฏบิ ตั ิงานกับสว่ นอนื่ ท่สี ะอาดกว่า ต้องท�ำความสะอาดมืออีกครง้ั
โดยทั่วไป บุคลากรควรท�ำความสะอาดมือด้วยน้�ำยาล้างมือท่ีมีส่วนผสมของแอลกอฮอล์
(alcohol-based hand rub) ตามข้อบ่งช้ดี งั กลา่ ว ยกเว้นกรณีตอ่ ไปน้ใี หฟ้ อกมือด้วยน�้ำและสบู่
1. มือสกปรกหรือปนเปอื้ นสง่ิ คดั หล่ัง รวมทงั้ การได้รับอุบตั ิเหตุสมั ผัสเลอื ดและสงิ่ คัดหล่ัง
2. ภายหลังการตรวจรักษาหรือให้การพยาบาลผู้ป่วยท้องร่วงจากการติดเชื้อ Clostridium difficile
(หรอื โรค Pseudomembranous colitis) หรือเชอื้ Rotavirus เพราะ แอลกอฮอล์ คลอเฮกซดี นี โพวิโดน
ไอโอดีนและนำ้� ยาท�ำลายเชื้อชนิดอื่นๆ ไม่สามารถทำ� ลายสปอร์ของเช้ือ C. difficile และไวรัสชนิดนี้ได้หมด
ต้องอาศัยการถูและฟอกมือเท่าน้นั จงึ จะก�ำจัดเชื้อออกไปได้ 1
นอกจากนน้ั ภาชนะทใี่ สน่ ำ้� สบู่ สบผู่ สมนำ�้ ยาทำ� ลายเชอ้ื หรอื นำ้� ยาลา้ งมอื ทมี่ สี ว่ นผสมของแอลกอฮอล์
(alcohol hand rub solution หรือ gel) ใหบ้ รรจุพอใชป้ ระมาณ 1 สปั ดาห์ เมือ่ หมดแลว้ ใหล้ า้ งขวดดว้ ยนำ้�
สบู่และหัวปั๊มจ่ายให้สะอาด ปล่อยให้แห้งก่อนเติมน้�ำยาใหม่ ห้ามเติมน้�ำยาเพ่ิมโดยที่น�้ำยาในขวดยังไม่หมด
หรอื ไมไ่ ดล้ า้ งขวด 4 ในกรณีภาชนะบรรจุเปน็ ชนดิ สำ� เร็จรูปจากโรงงานทผี่ ลิต ใหเ้ ปิดใชจ้ นกวา่ น�ำ้ ยาหมด

5

ขอ้ บ่งช้สี ำ� หรับการล้างมอื ด้วยนำ้� และสบู่ผสมน้�ำยาทำ� ลายเชื้อ (Medicated soap)
บคุ ลากรตอ้ งล้างมือดว้ ยนำ้� และสบผู่ สมน�ำ้ ยาทำ� ลายเช้ือทุกครั้งกอ่ นทำ� หตั ถการ
การล้างมอื มี 7 ข้ันตอนดงั นี้
1. ฟอกฝา่ มอื ถูกัน
2. ฟอกง่ามนว้ิ ดา้ นหนา้
3. ฟอกงา่ มนิว้ ด้านหลงั
4. ฟอกนิว้ มอื และขอ้ มือด้านหลัง
5. ฟอกปลายนวิ้ มอื ที่บริเวณฝ่ามอื
6. ฟอกหวั แมม่ ือ
7. ฟอกบริเวณรอบข้อมอื
วธิ ฟี อกมือทง้ั 7 ข้นั ตอนใหท้ �ำสลับกนั ทั้ง 2 ขา้ ง (ภาพที่ 2.1) แลว้ ลา้ งออกดว้ ยน�ำ้ และเช็ดใหแ้ ห้งดว้ ย
กระดาษ หรือผ้าสะอาดชนดิ ใชค้ ร้ังเดียว แลว้ ใชก้ ระดาษหรือผา้ นัน้ ปิดก๊อกนำ้�
ถา้ ทำ� ความสะอาดมอื ดว้ ยนำ�้ ยาทำ� ลายเชอ้ื ทม่ี สี ว่ นผสมของแอลกอฮอล์ ใหใ้ สน่ ำ้� ยาทฝี่ า่ มอื อกี ขา้ งหนงึ่
ปรมิ าณ 3 ซซี ี (หรอื ปรมิ าณเพยี งพอทจ่ี ะชโลมใหท้ วั่ มอื ทงั้ สองขา้ ง ซง่ึ ถา้ ปรมิ าณ alcohol hand rub solution
มีเพียงพอ มือจะแห้งในเวลาประมาณ 10-15 วินาที) แล้วถูกับฝ่ามืออีกข้างหน่ึงตามข้ันตอนของการล้างมือ
จนกระทง่ั มอื แหง้ 1, 2

1. ฟอกฝ่ามอื ถูกนั 2. ฟอกงา่ มนว้ิ ดา้ นหนา้ 3. ฟอกง่ามน้วิ ด้านหลงั

4. ฟอกนวิ้ มอื และขอ้ มือดา้ นหลงั 5. ฟอกปลายนิ้วมือและลายเส้นบนฝ่ามือ 6. ฟอกหวั แม่มอื

7. ฟอกบริเวณรอบข้อมอื
ภาพที่ 2.1 การล้างมอื 7 ขน้ั ตอน

6

การลา้ งมือเตรียมผ่าตดั
ห้องผ่าตัดเป็นสถานท่ีรักษาพยาบาลผู้ป่วยด้วยวิธีผ่าตัดและตรวจพิเศษ เพิ่ือให้ผู้ป่วยท่ีมารับบริการ
ปลอดภัย สิ่งที่ส�ำคัญประการหน่ึงคือ การล้างมือของบุคลากร ควรล้างมือก่อนเข้าเขตห้องผ่าตัดด้วยน�้ำและ
สบู่ ตามขั้นตอน โดยเฉพาะเม่อื พบวา่ มอื สกปรก 3
การลา้ งมือกอ่ นเขา้ หอ้ งผ่าตัดดว้ ยน�ำ้ และสบู่ผสมน้ำ� ยาทำ� ลายเชอ้ื มีข้ันตอนดังนี้
1. ลา้ งมือใหเ้ ปียกท้งั 2 ขา้ งจนถงึ บริเวณขอ้ ศอก
2. ใช้แปรงปราศจากเชื้อขัดใต้เล็บด้วยสบู่ผสมน้�ำยาท�ำลายเช้ือเพื่อก�ำจัดส่ิงสกปรกท่ีอยู่ใต้เล็บมือ
โดยท�ำเฉพาะก่อนผ่าตัดผู้ป่วยรายแรกของวันน้ัน หลังจากน้ันให้ปฏิบัติตามขั้นตอนการล้างมือ 7 ขั้นตอน
ใช้เวลาประมาณ 2 นาที ยกเว้นขน้ั ตอนการฟอกบรเิ วณรอบข้อมือ (ข้นั ตอนที่ 7) ใหฟ้ อกตัง้ แต่ข้อมอื ไปจนถงึ
ข้อศอกให้สะอาดท�ำทีละขา้ ง ข้างละประมาณ 1 นาที
3. การลา้ งมอื ออกดว้ ยนำ�้ โดยใหน้ ำ้� ไหลผา่ นตงั้ แตป่ ลายเลบ็ จนถงึ ขอ้ ศอก ดว้ ยวธิ ตี ง้ั แขนขน้ึ แลว้ ปลอ่ ย
ให้น้�ำผ่านจากมือจนถึงข้อศอกและเช็ดให้แห้งด้วยผ้าที่ปราศจากเช้ือ การล้างมือก่อนผ่าตัดใช้เวลาท้ังหมด
ประมาณ 5-10 นาที 2, 3
4. ระหว่างการล้างมอื ใหร้ ะมัดระวังการกระเด็นของนำ้� ถกู เสื้อผ้าของบคุ ลากร 3
ขอ้ พึงตระหนัก
1. ระวังอย่าให้มอื แขน สัมผสั บริเวณอา่ งลา้ งมอื หรอื กอ๊ กน�้ำ
2. กอ่ นท่ีจะล้างมอื ใหถ้ อดแหวน นาฬิกาและกำ� ไลมอื ออกใหห้ มด
3. ควรใชน้ ำ้� ยาลา้ งมอื ชนดิ ทผี่ สมนำ�้ ยาทำ� ลายเชอื้ ทม่ี คี วามคงทนของการทำ� ลายเชอ้ื อยไู่ ดน้ านกอ่ นที่
จะสวมถงุ มอื ท่ปี ราศจากเชอ้ื ตามที่โรงพยาบาลกำ� หนด 2
การลา้ งมือกอ่ นผา่ ตัดด้วยน�ำ้ ยาล้างมือทม่ี สี ว่ นผสมของแอลกอฮอล์
การท�ำความสะอาดมือด้วยน�้ำยาล้างมือที่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์ เพื่อเตรียมหรือเข้าห้องผ่าตัด
บุคลากรควรล้างมือดว้ ยนำ้� และสบ่เู มอ่ื มาถึงห้องผ่าตัด ภายหลังเปลี่ยนเส้ือ ใส่หมวกและผา้ ปิดปากและจมูก
เรียบร้อยแล้วให้ล้างมืออีกครั้งด้วยน�้ำและสบู่ และก่อนเข้าผ่าตัดให้ล้างมือด้วยน้�ำยาล้างมือท่ีมีส่วนผสมของ
แอลกอฮอล์ตามข้นั ตอนดงั น้ี

7

ขั้นตอนท่ี 1 กดน้ํายาลา งมือใสท ฝี่ ามือขา งซาย ขน้ั ตอนท่ี 2 จมุ นวิ้ ท้ัง 5 นว้ิ ขา งขวาท่ีฝามือขา ง ขน้ั ตอนที่ 3-7 ถูนํายา (ท่อี ยใู นฝา มือซา ย)
ปรมิ าณตามท่ีแนะนําโดยผผู ลติ ซาย เพ่ือทําลายเชื้อทอ่ี ยูใ ตเลบ็ มือ (5 วนิ าท)ี บน แขนขวาตัง้ แตขอมอื ถงึ ขอ ศอกโดยถูเปน
วงกลมใหท ่ัวจนกวา น้ํายาจะแหง ดงั แสดงใน
ภาพขัน้ ตอนที่ 4-7 (ควรจะใชเวลาประมาณ
10-15 วนิ าท)ี

ขัน้ ตอนที่ 4 ถูรอบแขนในลกั ษณะเปน วงรอบแขน ขั้นตอนที่ 5 ขน้ั ตอนท่ี 6
ไลไ ปตามลําดบั จนสิ้นสดุ กระบวนการในข้ันตอนท่ี
7

ขั้นตอนท่ี 7 ขัน้ ตอนท่ี 8 กดนาํ ยาลา งมอื ใสท ผี่ า มอื ขางขวา ขน้ั ตอนท่ี 9 จมุ นว้ิ ทั้ง 5 นวิ้ ขา งซา ยทผี่ า มอื
ปรมิ าณตามทแ่ี นะนําของผผู ลิต ขา งขวาเพอื่ ทําลายเชอ้ื ท่อี ยูใ ตเล็บมอื
(5 วนิ าท)ี

ขน้ั ตอนท่ี 10 ถนู ้ํายาตั้งแตขอ มือถึงขอศอกโดยวิธี ข้ันตอนท่ี 11 กดนาํ ยาลางมอื ใสท ี่ผามอื ขางซาย ขน้ั ตอนท่ี 12 ใชฝ า มือสองขางถูกนั ใหทวั่ ฝา
ถเู ปนวงกลมใหท ่ัวจนกวานํ้ายาจะแหง ตาม ปรมิ าณตามท่ีแนะนาํ ของผูผลติ แลว ถมู ือตามขัน้ มอื จนถงึ ขอมือ
ข้ันตอนที่ 3- 7 (10-15 วนิ าที) ตอนในภาพถดั ไปจนเสรจ็ (ภาพท่ี 12 - 17)
ใชเ วลาประมาณ 20-30 วนิ าที

ขนั้ ตอนท่ี 13 ใชฝ ามือขวา ถูหลงั มือซา ย โดยสอด ขัน้ ตอนที่ 14 ถูดานฝา มือของมอื ทัง้ สอง โดยสอด ขน้ั ตอนท่ี 15 ถูดานหลงั ของขอนวิ้ มอื ดวย
นว้ิ แทรกไปถรู ะหวางน้ิวตามภาพ การถูมอื ใน นว้ิ เขา ไปถซู อกระหวา งนว้ิ มือ ฝา มอื ทาํ 2 ขา งสลับกัน
ข้นั ตอนน้ี ใหค รอบคลมุ ดา นหลังของมอื ทํา 2
ขา งสลบั กัน

ขั้นตอนที่ 16 ถรู อบนิ้วหวั แมมอื เมื่อมือแหง แลว พรอมทสี่ วมชุดปราศจากเชอื้
ทํา 2 ขา งสลับกนั เข้าทาํ การผา ตดั

รปู ที่ 2.2 ปรบั จาก World Health Organization. WHO guidelines on hand hygiene in health care. Available from: http://
whqlibdoรcูป.wทhี่ 2o.Aindt/apputebdlicfarotimonWs/o20rl0d9H/9e7a8lt9h24O1r5ga9n7i9z0a6ti_oenn. gW.pHdOf guidelines on hand hygiene in

health care. Available from:

http://whqlibdoc.who.int/publications8/2009/9789241597906_eng.pdf

เมื่อตองผาตดั ผูป ว ยหลายคนในหน่ึงวนั หลงั ผา ตดั ผปู วยคนแรกแลวกอนผา ตดั รายตอๆไปไม
ตองลางมือดวยน้าํ และสบู สามารถลา งโดยใชน ้าํ ยาลา งมือที่มีสวนผสมของแอลกอฮอลไ ดเลย

เมอื่ ตอ้ งผา่ ตดั ผปู้ ว่ ยหลายคนในหนงึ่ วนั หลงั ผา่ ตดั ผปู้ ว่ ยรายแรกแลว้ กอ่ นผา่ ตดั รายตอ่ ๆ ไปไมต่ อ้ งลา้ ง
มือดว้ ยน�ำ้ และสบู่ สามารถลา้ งโดยใช้น้ำ� ยาล้างมอื ที่มสี ่วนผสมของแอลกอฮอล์ได้เลย

2. การใช้อปุ กรณป์ อ้ งกันการติดเช้อื และแพรก่ ระจายเชอ้ื
การใหร้ กั ษาและการพยาบาลผปู้ ว่ ยนน้ั โดยสว่ นใหญท่ ำ� ใหบ้ คุ ลากรตอ้ งสมั ผสั เลอื ดและสงิ่ คดั หลง่ั ของ

ผปู้ ว่ ยนอกจากการลา้ งมอื แลว้ บคุ ลากรตอ้ งใสอ่ ปุ กรณป์ อ้ งกนั รา่ งกาย (personal protective equipment,
PPE) ให้ถกู ตอ้ ง เหมาะสมและพอดกี ับผสู้ วมใส่ เพ่ือปอ้ งกนั การตดิ เช้อื และแพรก่ ระจายเชือ้ 2

อปุ กรณ์ปอ้ งกนั ร่างกาย มีดังน้ี
1. ถุงมอื (glove)
2. ผา้ ปิดปากและจมูก (surgical mask)
3. แว่นตากันกระเดน็ และการใชห้ น้ากากป้องกันหนา้ (goggle and face shield)
4. เส้อื คลมุ และผ้ากันเปือ้ น (gown and apron)

ถงุ มือ
การใส่ถุงมอื มวี ัตถปุ ระสงค์ เพอื่
1. ปอ้ งกนั มอื ของบคุ ลากรไมใ่ หป้ นเปอ้ื นเชอ้ื จากการสมั ผสั เลอื ดและสง่ิ คดั หลง่ั ตา่ งๆ ของผปู้ ว่ ย หรอื

ผิวหนงั ที่มีแผลหรอื เยอ่ื บุผวิ ต่างๆ ของผ้ปู ว่ ย
2. ปอ้ งกันการแพรก่ ระจายเชือ้ จากมือบุคลากรสูผ่ ู้ปว่ ยขณะทำ� หตั ถการ
3. ลดการแพร่กระจายเช้ือจากมือบุคลากรท่ีปนเปื้อนเช้ือจาก ผู้ป่วยแล้วแพร่กระจายไปสู่ผู้ป่วยอ่ืน

และสงิ่ แวดลอ้ ม
ชนดิ ของถงุ มือและขอ้ บ่งชี้ของการใชถ้ งุ มือ
1. ถุงมือสะอาด (non sterile glove) คือ ถุงมือชนิดที่ใช้คร้ังเดียวทิ้ง บุคลากรใส่เพ่ือป้องกันมือไม่

ใหป้ นเปอ้ื นเชอื้ ของผปู้ ว่ ยจากการสมั ผสั เลอื ดและสงิ่ คดั หลง่ั ตา่ งๆ หรอื ตอ้ งสมั ผสั ผวิ หนงั ทม่ี แี ผลหรอื เยอื่ บผุ วิ
ต่างๆของผู้ปว่ ย

2. ถุงมอื ปราศจากเชือ้ (Sterile gloves or surgical gloves) มี 2 ชนิดคือ
2.1 ถุงมือปราศจากเชื้อขนาดส้ัน ใช้ส�ำหรับการท�ำหัตถการต่างๆ ท่ีปราศจากเช้ือ ได้แก่ การ
ผ่าตดั การทำ� คลอด การใสส่ ายสวนหลอดเลอื ดด�ำสว่ นกลาง เปน็ ตน้
2.2 ถุงมือปราศจากเช้ือขนาดยาว ใช้สำ� หรบั ล้วงรก หรือผ่าตดั อวยั วะทอี่ ยลู่ ึก
3. ถงุ มอื ยางหนาหรอื ถงุ มอื แมบ่ า้ น (Heavy duty gloves) คอื ถงุ มอื ยางชนดิ หนา ใชเ้ มอื่ ลา้ งอปุ กรณ์
ทางการแพทย์ ท�ำความสะอาดพื้น หรือทำ� ความสะอาดสิง่ แวดล้อมรอบตวั ผูป้ ่วย เปน็ ต้น 1, 2

9

วิธปี ฏบิ ตั ิการใสถ่ งุ มือปราศจากเชอื้ 1
1. ล้างมอื และเช็ดใหแ้ ห้ง หรอื ปลอ่ ยให้แห้งเองในกรณีทีใ่ ช้ alcohol hand rub solution
*2. เปิดซองถุงมือแล้วใช้มือซา้ ยจับถงุ มือข้างขวาตรงบรเิ วณถุงมอื ทพ่ี บั ตลบออกมา
*3. สอดมอื ขา้ งขวาใสใ่ นถงุ มือโดยไม่สมั ผัสผิวนอกของถุงมอื
*4. ใชม้ อื ขา้ งขวาท่ีใส่ถงุ มอื แลว้ จบั ถุงมือขา้ งซา้ ยโดยสอดมือเข้าตรงบริเวณซอกที่พับตลบไว้
*5. สอดมือข้างซา้ ยใสใ่ นถงุ มอื แลว้ จดั แต่งถงุ มือใหก้ ระชับแน่น
6. ขณะใสถ่ งุ มือต้องไม่ใหผ้ ิวนอกของถงุ มอื สัมผัสสิง่ แวดล้อมตา่ งๆ ก่อนทำ� หตั ถการ
* ส�ำหรับผูท้ ีถ่ นดั มือขวา
ข้อพึงตระหนัก
หลกั การใช้ถงุ มือสะอาดและถุงมอื ปราศจากเชื้อ
1. ถอดถงุ มอื ทนั ทหี ลงั ทำ� การพยาบาลหรอื หตั ถการผปู้ ว่ ย (หา้ มสมั ผสั สงิ่ แวดลอ้ มรอบตวั ผปู้ ว่ ย) และ
ท้ิงเป็นขยะติดเชอื้
2. หลงั การใชถ้ งุ มอื กบั ผปู้ ว่ ยแลว้ ระมดั ระวงั ไมใ่ หใ้ ชถ้ งุ มอื นน้ั สมั ผสั ตวั เอง สง่ิ แวดลอ้ ม บคุ คลอนื่ และ
รอบตวั ผู้ป่วย เช่น ผา้ ม่าน ราวก้นั เตยี ง ลูกปิดประตู เปน็ ตน้
3. ห้ามใช้ถุงมือคู่เดียวในการให้การพยาบาลผู้ป่วยหลายคนหรือหลายกิจกรรม ให้ใช้ถุงมือคู่ใหม่
ในการดแู ลผู้ป่วยรายใหม่
4. ไม่ควรล้างมือขณะสวมถุงมอื เพื่อใชก้ บั ผูป้ ว่ ยรายใหม่
5. การถอดถงุ มือตอ้ งระวังไมใ่ ห้มอื สัมผสั กบั สง่ิ ที่ปนเปอ้ื นบนถุงมือ
6. ลา้ งมอื ทนั ทที ถี่ อดถุงมอื เพราะการใช้ถุงมือไม่ไดแ้ ทนการล้างมือ1
หลกั การใช้ถงุ มอื ยางหนาหรอื ถงุ มอื แมบ่ ้าน
1. ถอดถงุ มือทุกคร้งั ก่อนท่ีจะจบั ผา้ มา่ น ราวกนั้ เตยี ง ลกู บิดเปิดหรอื ปิดประตูหอ้ งผู้ปว่ ย หรอื สัมผสั
ส่งิ แวดล้อมอื่นๆทนี่ อกเหนือจากกจิ กรรมทำ� ความสะอาด
2. เมื่อเสร็จกิจกรรมแล้วล้างถุงมือด้วยน้�ำและสบู่หรือผงซักฟอก แล้วน�ำถุงมือไปตากให้แห้งทั้งด้าน
นอกและด้านในกอ่ นน�ำมาใช้ใหม่
3. ลา้ งมอื ทันทีทีถ่ อดถงุ มือเพราะการใชถ้ งุ มอื ไม่ได้แทนการลา้ งมือ
ขอ้ พึงตระหนัก
1. การถอดถุงมือต้องระวังไม่ให้มือสัมผสั กบั สิ่งท่ปี นเป้อื นบนถงุ มอื
2. ล้างมือทันทที ีถ่ อดถงุ มือเพราะการใชถ้ งุ มอื ไม่ไดแ้ ทนการล้างมอื 1

10

ผ้าปิดปากและจมกู
วตั ถปุ ระสงค์ของการสวมผา้ ปดิ ปากและจมูก เพื่อ
1. ปอ้ งกนั การตดิ เชอ้ื โรคทแี่ พรก่ ระจายทางระบบทางเดนิ หายใจจากจมกู และปากของผสู้ วมใสส่ ผู่ ปู้ ว่ ย

หรอื คนท่ีอยู่ใกลเ้ คยี ง
2. ป้องกันการติดเช้ือโรคท่ีแพร่กระจายทางระบบทางเดินหายใจจากผู้ป่วยสู่บุคลากร ผู้ป่วยอ่ืนและ

ญาติ
3. ปอ้ งกันเลอื ดหรือสง่ิ คดั หลง่ั ในร่างกายผู้ปว่ ยกระเด็นเขา้ ปากและจมกู ของบคุ ลากร
ผ้าปิดปากและจมูก มี 2 ชนิด คือ ผ้าปิดปากและจมูกชนิดสะอาด (surgical or medical mask)

และผ้าปิดปากและจมูกชนิดกรองพิเศษ
1) ผ้าปิดปากและจมกู ชนิดสะอาด มี 2 ลักษณะได้แก่ แบบผา้ และเส้นใยสังเคราะหใ์ ช้สำ� หรับปอ้ งกัน

ละอองฝอยขนาดใหญ่ (droplet) และละอองที่ฟุ้งกระจายในอากาศในระยะใกล้ ซึ่งจะใชใ้ นกรณตี ่อไปน้ี
1.1 ให้การพยาบาลผปู้ ว่ ยตดิ เชื้อทแี่ พรก่ ระจายทางละอองฝอยขนาดใหญ่
1.2 ให้การพยาบาลผ้ปู ่วยทอี่ าจมีการกระเด็นของเลือดและส่งิ คัดหล่งั ของผู้ป่วย
1.3 ทำ� หัตถการต่างๆ เช่น ผา่ ตัด ใสส่ ายสวนหลอดเลอื ดด�ำส่วนกลาง หรือใส่สายสวนปัสสาวะ

และเจาะไขกระดูก เป็นตน้ กรณีทใ่ี ช้ในหอ้ งผ่าตดั ผา้ ปดิ ปากและจมูกต้องปราศจากเชอื้
1.4 สำ� หรบั ผปู้ ว่ ยทมี่ ภี มู ติ า้ นทานตำ�่ หรอื อยใู่ นสภาวะทสี่ ามารถแพรก่ ระจายเชอ้ื ทางละอองฝอย

ของน้ำ� มกู นำ้� ลาย
ผา้ ปดิ ปากและจมกู ชนดิ ใชค้ รงั้ เดยี ว ทำ� ดว้ ยวสั ดเุ สน้ ใยสงั เคราะห์ มี 3 ชน้ั ชนั้ นอกสดุ สเี ขม้ ปอ้ งกนั การ

ซมึ ทะลขุ องนำ้� ไดด้ ี ชนั้ กลางเปน็ สว่ นทใ่ี ชก้ รองเชอื้ โรค ชนั้ ในสดุ สอี อ่ นเปน็ สว่ นทสี่ มั ผสั กบั ผวิ หนา้ ของผสู้ วมใส่
วสั ดุจะมคี วามนุ่มนวลและไมก่ ่อให้เกดิ การแพ้ขณะสวมใส่

วธิ ีปฏบิ ัติ การใชผ้ า้ ปดิ ปากและจมูกชนิดสะอาด
1. ลา้ งมือก่อนใส่ผ้าปดิ ปากและจมูก
2. การใสผ่ า้ ปดิ ปากและจมกู ชนดิ ใชค้ รงั้ เดยี ว ใหเ้ ลอื กดา้ นทม่ี วี สั ดกุ นั ความชน้ื ไวด้ า้ นหนา้ โดยใหส้ ว่ น
ที่มีขอบแข็งไว้ตรงสันจมูก แล้วกดให้แนบสนิทกับสันจมูก ดึงสายรัดเส้นบนไปด้านหลังศีรษะสายรัดเส้นล่าง
ดงึ ไปรดั บรเิ วณต้นคอ
3. ใหเ้ ปลี่ยนใหม่เม่ือ เปือ้ น สกปรก หรือช้ืนแฉะ
4. ต้องลา้ งมอื ภายหลงั ถอดผ้าปิดปากและจมูกทุกครั้ง 1, 5
2) ผ้าปิดปากและจมูกชนิดกรองพิเศษ (respiratory protective mask หรือ particulate mask
หรือ N95) มลี ักษณะพิเศษ คอื สามารถกรองเช้ือโรคทมี่ ีอนภุ าคขนาดเล็กกวา่ 3 ไมครอนไดอ้ ย่างนอ้ ยร้อยละ
95

11

วตั ถปุ ระสงค์ เพอ่ื ปอ้ งกนั เชอื้ โรคซง่ึ ปนมากบั ละอองเสมหะขนาดเลก็ ทแี่ พรก่ ระจายทางอากาศไดน้ าน
และไกล เชน่ วณั โรค หดั เป็นตน้

ขอ้ บ่งชกี้ ารใช้ ผ้าปดิ ปากและจมูกชนิดกรองพิเศษ
1. บุคลากรที่ต้องดูแลผู้ป่วยที่เป็นโรคหรือสงสัยว่าเป็นโรคท่ีสามารถแพร่กระจายเช้ือทางอากาศ ใน
หอ้ งแยก หรอื หอ้ งแยกท่ีติดเคร่อื งปรับอากาศ
2. ถ้าผู้ป่วยสงสัยว่าเป็น pulmonary TB และต้องตรวจวินิจฉัย ซึ่งมีโอกาสท�ำให้แพร่กระจายเช้ือ
ไปสูบ่ ุคลากรได้ เชน่ การทำ� Bronchoscope การใส่ทอ่ ช่วยหายใจ การดูดเสมหะ เป็นต้น
การเลิกใช้ ผ้าปดิ ปากและจมกู ชนดิ กรองพเิ ศษ
1 ใสผ่ า้ ปดิ ปากและจมกู ชนดิ กรองพเิ ศษ เมอื่ ใหก้ ารดแู ลผปู้ ว่ ย pulmonary TB จนกวา่ ผลการตรวจ
เสมหะด้วยการย้อม AFB เป็นผลลบติดต่อกัน 3 วัน หรือผู้ป่วยได้รับการรักษาด้วยยาต้านวัณโรค ครบ 2
สปั ดาห์ และไม่พบว่ามอี าการของระบบทางเดนิ หายใจ เชน่ ไอ เปน็ ต้น
2 ถ้าสงสยั ว่าผู้ป่วยเปน็ pulmonary TB ให้บุคลากรใส่ผ้าปิดปากและจมกู ชนิดกรองพเิ ศษ จนกวา่
ผล AFB เปน็ ผลลบติดต่อกนั 3 วนั
3 ในกรณที เ่ี ปน็ โรคอนื่ ทต่ี อ้ งใสผ่ า้ ปดิ ปากและจมกู ชนดิ กรองพเิ ศษ ใหใ้ สจ่ นกวา่ ผปู้ ว่ ยไมส่ ามารถแพร่
กระจายเช้ือทางอากาศได้ 5, 6
วธิ ปี ฏบิ ัติ การใส่ผ้าปิดปากและจมูกชนดิ กรองพเิ ศษ
1. ลา้ งมอื กอ่ นใสผ่ า้ ปิดปากและจมกู
2. การสวมผ้าปิดปากและจมูกชนิดกรองพิเศษ โดยประกบผ้าปิดปากและจมูกเข้าใบหน้า ให้แถบ
อลูมิเนียมอยู่บนสันจมูกและส่วนล่างคลุมคาง ดึงสายรัดเส้นบนไปด้านหลังศีรษะ โดยพาดเฉียงเหนือใบหู
สายรัดเส้นล่างไปรัดบริเวณต้นคอ จัดสายรัดให้เรียบร้อย ใช้นิ้วมือทั้งสองข้างรีดแถบอลูมิเนียมให้แนบกับ
สันจมกู และตรวจสอบความพอดหี รือความกระชับกับใบหนา้ (fit check) 5, 6
3. เปล่ยี นใหม่ทันที เมอ่ื เปอื้ น ชืน้ แฉะ หรือส้นิ สุดการดแู ลผปู้ ว่ ยตลอดในหนง่ึ วัน
4. ภายหลังการใชใ้ ห้ทงิ้ เปน็ ขยะตดิ เชอ้ื และถา้ ตอ้ งการเกบ็ ไวใ้ ช้ใหม่ ตอ้ งระมัดระวงั การปนเปือ้ นเชื้อ
โดยเฉพาะส่วนทสี่ มั ผัสกับอากาศภายนอก เพราะเป็นส่วนท่อี าจสมั ผัสเช้อื โรค
5. ล้างมือหลังถอดผา้ ปิดปากและจมกู ทกุ ครง้ั และทงิ้ เป็นขยะติดเชือ้ 1
หา้ มให้ผ้ปู ่วยใส่ mask N95 เพราะอาจเป็นอันตรายจากการหายใจลำ� บาก โดยเฉพาะผปู้ ว่ ยโรคปอด
เรอื้ รงั หรือ โรคหัวใจ เปน็ ต้น

12

ก. ข. ค.

ง. จ. ฉ.

ช. ซ.
รูปที่ 2.3 ข้นั ตอนการใส่ผา้ ปดิ ปากและจมูกชนิดกรองพิเศษและการทดสอบความกระชับกับใบหนา้

ขอ้ พงึ ตระหนกั
การเลอื กใชผ้ า้ ปดิ ปากและจมกู ชนดิ กรองพเิ ศษ ตอ้ งเลอื กขนาดใหพ้ อดกี บั ใบหนา้ โดยตอ้ งมกี ารตรวจ
สอบความกระชับกับใบหนา้ (fit check) มี 2 วธิ ีคอื
1. วิธีหายใจออก หลังจากใส่เรียบร้อยแล้วให้ใช้ 2 มือประคองรอบผ้าปิดปากและจมูก แล้วหายใจ
ออก ถา้ มลี มรว่ั ออกรอบๆผา้ ปดิ ปากและจมกู แสดงวา่ ไมพ่ อดตี อ้ งปรบั ตำ� แหนง่ ใหม่ รดี แถบอลมู เิ นยี มอกี ครง้ั
หรือดึงสายรัดไปด้านหลังมากขึ้น และทดสอบอีก จนกว่าจะไม่มีลมร่ัวออกมา หรือต้องเปล่ียนขนาดของ
ผ้าปิดปากและจมูก
2. การหายใจเข้า หลังจากใส่เรียบร้อยแล้วให้ใช้ 2 มือประคองรอบผ้าปิดปากและจมูก แล้วหายใจ
เข้า ถ้าพอดีจะพบว่า ผ้าปิดปากและจมูกจะยุบตัวลง ถ้าไม่พอดี (ไม่มีการยุบตัวของผ้าปิดปากและจมูก)
ตอ้ งปรบั เชน่ เดยี วกับข้อ 1 6

13

แว่นป้องกนั ตาและการใชห้ น้ากากป้องกันหนา้
วัตถุประสงค์ เพ่ือป้องกันเลือดหรือสิ่งคัดหล่ังของผู้ป่วยหรือละอองฝอยกระเด็นเข้าตาและหน้า

บคุ ลากร
วธิ ปี ฏิบตั ิ การใสแ่ ว่นปอ้ งกันตาและการใชห้ นา้ กากป้องกนั หน้า
1. ลา้ งมือก่อนสวมแว่นป้องกันตา หรอื หน้ากากปอ้ งกนั หน้า
2. สวมแว่นป้องกันตาหรือหน้ากากป้องกันหน้า เม่ือคาดว่าการพยาบาลหรือหัตถการนั้นอาจมีการ

กระเดน็ ของส่งิ คดั หลง่ั ต่างๆ
3. ล้างมอื หลงั ถอดแวน่ ป้องกันตาหรอื หน้ากากปอ้ งกนั หนา้
4. หลังจากใช้แว่นป้องกันตาแล้วให้ท�ำความสะอาดโดยการล้างด้วยน�้ำสบู่ เช็ดให้แห้งแล้วเก็บในที่

สะอาด หา้ มเช็ดท�ำความสะอาดดว้ ยแอลกอฮอล์ 70% เพราะจะท�ำให้แว่นขุน่ มวั ส่วนหนา้ กากป้องกันหนา้ ที่
เป็นชนิดที่ใช้คร้ังเดียว (single use) เม่ือเลิกใช้แล้วให้ท้ิง (หรือสิ้นสุดการดูแลผู้ป่วยตลอดในหน่ึงวัน) ใน
ถงั ขยะติดเช้อื 1-3
การใช้เส้อื คลุมและผ้ากันเปือ้ น

วตั ถปุ ระสงค์ เพอื่ ปกปอ้ งผวิ หนงั และปอ้ งกนั ไมใ่ หส้ ง่ิ สกปรกเปอ้ื นเสอื้ ผา้ ระหวา่ งการทำ� หตั ถการหรอื
กจิ กรรมพยาบาลทอ่ี าจมีการฟงุ้ กระจาย หรอื กระเด็นของเลือดและสิ่งคดั หลั่งต่างๆ ของรา่ งกาย

เสอ้ื คลมุ มี 2 ชนดิ
1) ใชค้ รง้ั เดียวท้งิ (disposable)
2) ใชแ้ ลว้ น�ำกลบั มาใชซ้ �ำ้ (reusable gown) คือ ชนิดผา้ และชนิดใยสงั เคราะห์กนั น�้ำได้
วธิ ปี ฏิบตั ิ การใส่เสอื้ คลมุ ท่ปี ราศจากเชื้อ
1. ลา้ งมอื กอ่ นสวมเส้อื คลมุ
2. หยบิ เสื้อคลุมทีบ่ รเิ วณคอเสือ้ ยกขึ้นโดยปลอ่ ยใหช้ ายเสอ้ื คลหี่ า่ งจากตัว
3. สอดมือและแขนทง้ั 2 ขา้ งเข้าไปในเสอื้ คลุมพรอ้ มกันยกชายเส้อื ให้สงู จากพืน้
4. ใช้มือขา้ งหน่ึงท่อี ย่ใู นแขนเส้อื ดงึ แขนเสอื้ อีกด้านหนง่ึ เพื่อใหม้ อื โผลอ่ อกมา
5. ใช้มอื ข้างที่โผล่ออกมาแล้วดึงด้านในของเสอื้ ตรงบริเวณไหลเ่ พ่ือให้มือขา้ งท่เี หลือพ้นแขนเสอ้ื
6. จับส่วนในของคอเสอื้ ด้านหลังดึงเสอ้ื ใหเ้ ขา้ ที่
7. ผกู เชอื กท่คี อดา้ นหลังผูกเป็นเงอ่ื นกระตุก
8. หยบิ ปลายสายคาดเอวเสื้อท้ัง 2 เสน้ ผกู เปน็ เงอื่ นกระตุกด้านข้าง1
กรณที เี่ ปน็ เสอ้ื คลมุ ชนดิ สะอาด ปจั จบุ นั นยิ มใชเ้ ปน็ พลาสตกิ บางทกี่ นั นำ�้ หรอื สงิ่ คดั หลง่ั ซมึ ผา่ นได้ และ
เปน็ แบบหรือชนดิ ทใี่ ชค้ รง้ั เดยี วท้งิ

14

ข้อพึงตระหนัก
1. การถอดเสอื้ คลมุ ตอ้ งถอดอยา่ งระมดั ระวงั โดยจบั มว้ นกลบั ใหด้ า้ นในอยดู่ า้ นนอกกอ่ นนำ� เสอื้ คลมุ
ไปใส่ในถงั ผา้ เปือ้ นเพื่อลดการปนเปอ้ื นมือขณะถอด
2. ถอดเส้อื คลมุ ทุกครั้งหลังการพยาบาลผปู้ ว่ ย หรอื ออกจากห้องแยก
3. ลา้ งมอื ให้สะอาดหลงั ถอดเสอ้ื คลุมทุกครั้ง
ผา้ กนั เป้อื น ควรเป็นแบบพลาสตกิ ท่กี นั น้�ำได้ หรอื แบบใช้ครง้ั เดียวทงิ้
วิธปี ฏบิ ัติ การใช้ผ้ากนั เปื้อน
1. ล้างมือกอ่ นสวมผ้ากนั เปื้อน
2. สวมใสผ่ ้ากันเป้ือนและผกู เชอื กไว้ด้านหลงั
3. หลงั ทำ� การพยาบาลผปู้ ว่ ยแลว้ ใหถ้ อดผา้ กนั เปอ้ื น โดยไมใ่ หม้ อื สมั ผสั กบั ผวิ ดา้ นหนา้ ของผา้ กนั เปอ้ื น
4. ล้างมอื ให้สะอาดหลังถอดผา้ กันเปอื้ นทุกครง้ั 1
ข้อพงึ ตระหนัก
1. ถ้าใช้ชนิดนำ� กลบั มาใชซ้ �้ำได้ ตอ้ งทำ� ความสะอาดดว้ ยน�้ำและผงซกั ฟอกแลว้ ผึ่งให้แห้งกอ่ นท่ีจะนำ�
ไปใช้ครัง้ ต่อไป
2. ถอดผา้ กันเปื้อนทุกครั้งเมื่อไมไ่ ด้ทำ� การพยาบาลผูป้ ว่ ย 1
ลำ� ดบั การใส่อุปกรณ์ปอ้ งกันร่างกาย ควรใสต่ ามล�ำดบั ดังน้ี
1. เสือ้ คลุม
2. ผา้ ปิดปากและจมกู ชนดิ สะอาดหรือ ผา้ ปดิ ปากและจมูกชนดิ กรองพิเศษ
3. แว่นป้องกนั ตาและการใชห้ นา้ กากป้องกันหนา้
4. ถุงมือ
ลำ� ดับการถอดอุปกรณ์ป้องกนั รา่ งกาย ควรถอดตามลำ� ดบั ดงั น้ี
1. ถงุ มือ
2. แว่นป้องกนั ตาและการใช้หนา้ กากปอ้ งกนั หนา้
3. เสื้อคลุม
4. ผา้ ปดิ ปากและจมกู ชนิดสะอาดหรอื ผา้ ปดิ ปากและจมูกชนิดกรองพิเศษ 5

15

เอกสารอ้างองิ
1. ศิริลักษณ์ อภิวาณิชย์. การพยาบาลเพื่อป้องกันและควบคุมการติดเชื้อ. ใน สุปาณี เสนาดิสัย มณี

อาภานันทกิ ุล. (บรรณาธิการ) คมู่ ือปฏบิ ัตกิ ารพยาบาล พมิ พ์คร้งั ที1่ .กรุงเทพฯ: จดุ ทอง; 2552. หนา้
78-87. 6.
2. Center for Disease Control and Prevention. (2002). Guideline for Hand Hygiene in
Health-care setting. Retrieved November 3, 2005, from Morbidity and Mortality Weekly
Report, vol. 51, No. RR-16 Website: http:// www.cdc.gov/mmwr/preview/mmwrhtml/
3. World Health Organization. WHO guidelines on hand hygiene in health care [internet].
2009 [cited 2014 Sep 30]. Available from: http://whqlibdoc.who.int/publications/2009/
9789241597906_eng.pdf
4. ศริ ลิ กั ษณ์ อภวิ าณชิ ย์, ถนอมวงศ์ มณั ฑจิตร์, ก�ำธร มาลาธรรม. การป้องกันและควบคมุ การติดเช้อื ใน
โรงพยาบาล. รามาธิบดพี ยาบาลสาร. 2552; 15(1):98-110.
5. iegel JD, Rhinehart E, Jackson M, Chiarello L; the Healthcare Infection Control Practices
Advisory Committee. 2007 Guideline for Isolation Precautions: Preventing Transmission
of Infectious Agents in Healthcare Settings. [Internet]. 2007 [cited 2014 Oct 27]. Available
from: http://www.cdc.gov/hicpac/pdf/isolation/Isolation2007.pdf
6. Centers for Disease Control and Prevention. Respirator Trusted-Source Information.
Section 3: Ancillary Respirator Information [internet]. 2014[cite 2014 Oct 20]. Available
from: http://www.cdc.gov/niosh/npptl/topics/respirators/disp_part/respsource3health-
care.html#e

16

บทท่ี 3 ผศ.กำ� ธร มาลาธรรม
การปอ้ งกันการแพร่กระจายเชอ้ื ด้ือยา พว.สนุ ทรยี า ศิริโชติ

นิยาม

เชอ้ื แบคทเี รยี ดอ้ื ยาหลายขนาน (multidrug-resistant bacteria, MDR bacteria) หมายถงึ แบคทเี รยี
ทผ่ี ลการตรวจทางหอ้ งปฏบิ ตั กิ าร พบวา่ ดอื้ ตอ่ ยาปฏชิ วี นะอยา่ งนอ้ ยสามกลมุ่ โดยเชอ้ื จะตอ้ งดอ้ื ตอ่ ยาทกุ ชนดิ
ทท่ี �ำการทดสอบในกลุ่มนัน้

Extensively drug-resistant (XDR) bacteria หมายถึง แบคทีเรียท่ดี อ้ื ตอ่ ยาปฏิชีวนะเกือบทกุ ชนิด
ท่มี ีใช้ในโรงพยาบาล แตย่ ังไวต่อยาไม่เกนิ สองชนดิ

Pan-drug resistant (PDR) bacteria หมายถึงแบคทีเรียที่ด้ือต่อยาปฏิชีวนะทุกชนิดที่มีใช้ใน
โรงพยาบาล

Carbapenem-resistant Enterobacteriaceae (CRE) หมายถึง เช้ือแบคทีเรียในกลุ่ม
Enterobacteriaceae (คอื เชอ้ื กรมั ลบทรงแทง่ ทพ่ี บในลำ� ไส)้ ทดี่ อ้ื ตอ่ ยาในกลมุ่ carbapenem (imipenem,
meropenem, และ doripenem) อย่างน้อย 1 ชนิด (ไม่รวมเชื้อที่ด้ือเฉพาะยา ertapenem ซึ่งเป็นยาใน
กล่มุ นีเ้ ช่นเดยี วกนั ) และสำ� หรบั Proteus spp. เชอื้ จะตอ้ งดอ้ื ตอ่ ยาอ่นื ในกลุ่ม carbapenem ดว้ ยนอกเหนอื
จาก imipenem ลักษณะประการที่สองของเช้ือเหล่านี้ คือจะต้องด้ือต่อยาในกลุ่ม 3rd generation
cephalosporins ท่ีทำ� การทดสอบทั้งหมดดว้ ย

เชอื้ ดอื้ ยาทพี่ บบอ่ ย ไดแ้ ก่ MRSA, ESBL-producing Gram-negative bacilli, carbapenem-resistant
Acinetobacter baumannii และ Pseudomonas aeruginosa และยังมีเชื้อดื้อยาท่ีเร่ิมมีการระบาดใน
โรงพยาบาลในประเทศไทยคือ vancomycin-resistant enterococci ทางคณะกรรมการฯ ได้จัดแบ่งกลุ่ม
สำ� หรบั กำ� หนดแนวทางการแพรก่ ระจายของเชอ้ื ดอ้ื ยาเหลา่ นี้ ตามลำ� ดบั ความรนุ แรงและความชกุ ของเชอื้ ดงั น้ี

1. เชอื้ ดอื้ ยาหลายขนาน ทพี่ บมานานแลว้ ผปู้ ว่ ยบางรายอาจไดร้ บั เชอ้ื จากชมุ ชน เชน่ เชอ้ื ทด่ี อ้ื ยาโดยการ
สรา้ งเอน็ ซยั ม์ extended beta-lactamase (ESBL) และ methicillin-resistant Staphylococcus aureus
(MRSA)

2. เชอ้ื ท่เี ฝ้าระวังพิเศษ (high-alert MDR) คอื XDR และ PDR A. baumannii หรอื XDR และ PDR
P. aeruginosa, carbapenem-resistant Enterobacteriaceae (CRE), colistin-resistant Gram-negative
bacteria ที่ดื้อต่อยาอ่ืนๆด้วยตามเกณฑ์ของ MDR) XDR-Elizabethkingia meningosepticum,
trimethoprim/sulfamethoxazole-resistant Stenotrophomonas maltophilia, vancomycin
-resistant Staphylococcus aureus, และ vancomycin-resistant enterococci

17

แนวทางการปอ้ งกนั การแพรก่ ระจายของเช้ือดอื้ ยา
1. แนวนโยบายทัว่ ไปและการบริหารจัดการ
1.1 การป้องกันและควบคุมการแพร่กระจายเช้ือดื้อยา เป็นนโยบายหลักของคณะฯ ในการ

ดำ� เนนิ งานปอ้ งกนั และควบคมุ การตดิ เชื้อในโรงพยาบาล
1.2 หอผู้ป่วยแตล่ ะแห่ง และแต่ละภาควิชา อาจพจิ ารณาให้คะแนนความร่วมมอื ของบุคลากร

ในหนว่ ยงาน รวมท้งั แพทย์ เปน็ ส่วนหนง่ึ ของการประเมินสมรรถนะในการปฏิบตั ิงาน ตามความเหมาะสม
1.3 บุคลากรที่ให้การดูแลผู้ป่วย ควรได้รับการฝึกอบรมให้มีความรู้เร่ืองเช้ือดื้อยา และมีการ

ทบทวนความร้สู มำ�่ เสมอ
1.4 คณะทำ� งานควบคมุ และปอ้ งกนั การแพรก่ ระจายของเชอื้ ดอื้ ยา เปน็ ผรู้ บั ผดิ ชอบระบบการ

เฝ้าระวัง และการก�ำหนดนโยบาย และแนวทางการปฏิบตั ิทเี่ หมาะสม
1.5 คณะกรรมการควบคมุ และปอ้ งกนั การตดิ เชอ้ื ในโรงพยาบาล ปฏบิ ตั กิ ารรณรงคก์ ารทำ� ความ

สะอาดมอื อย่างถกู ต้อง ใหอ้ ัตราการลา้ งมืออยา่ งน้อยร้อยละ 70
1.6 คณะทำ� งานดา้ นยาปฏชิ วี นะ กำ� หนดนโยบาย แนวทางปฏบิ ตั ิ การควบคมุ และการสง่ เสรมิ

ใหก้ ารใช้ยาปฏิชีวนะในโรงพยาบาล เปน็ ไปดว้ ยความเหมาะสม
2. การเฝ้าระวัง
2.1 ห้องปฏิบัติการจุลชีววิทยา รายงานผลในแบบรายงานผลการทดสอบความไวของเช้ือต่อ

ยาปฏิชีวนะ โดยรายงานช่ือเช้ือ พร้อมทั้งลักษณะของเชื้อว่าเป็น XDR, PDR, VRE, หรือ VRSA และวงเล็บ
ต่อท้ายวา่ high-alert MDR ตามเกณฑ์ข้างตน้

2.2 การรับผู้ป่วยจากโรงพยาบาลอ่ืน แพทย์ผู้รับผู้ป่วย และศูนย์รับส่ง ต้องขอข้อมูลการพบ
เชอื้ ดอื้ ยาในผปู้ ว่ ย ในระยะเวลาสามเดอื นกอ่ นหนา้ โดยเฉพาะกลมุ่ high alert จากโรงพยาบาลทส่ี ง่ ผปู้ ว่ ยมา
กอ่ นทจ่ี ะรบั และสง่ ผปู้ ว่ ยเขา้ หอผปู้ ว่ ย เพอ่ื ปฏบิ ตั ติ ามแนวทางการปอ้ งกนั การแพรก่ ระจายเชอื้ ทางการสมั ผสั
(contact precautions) อยา่ งเคร่งครัด

2.3 ผู้ป่วยท่ีมีประวัติการพบเชื้อในกลุ่ม high alert MDR เมื่อกลับเข้ามารับการรักษาใหม่ใน
โรงพยาบาล ในระยะเวลาไม่เกินสามเดือนนับจากวันจ�ำหน่ายครั้งสุดท้าย ต้องได้รับการแยกไว้ก่อน จนกว่า
จะตรวจยืนยนั ได้แลว้ วา่ ไม่มเี ช้อื ดงั กล่าว

2.4 ผู้ปว่ ยท่ีมปี ระวัตกิ ารพบเชือ้ ด้ือยาใดก็ตาม เมอื่ มาตรวจทีแ่ ผนกผู้ปว่ ยนอก ให้รับการตรวจ
ตามปกติ แตจ่ ะต้องเขา้ สู่กระบวนการการตรวจรกั ษา ภายใต้ข้อปฏิบตั ิเรื่องหลกั การปอ้ งกันการแพรก่ ระจาย
เชอื้ ทางการสมั ผัส (contact precautions) อยา่ งเคร่งครัด เม่อื มีการท�ำหัตถการ และหากผปู้ ่วยมแี ผลหรือ
สายระบาย จะตอ้ งปิดบริเวณเหลา่ น้ใี ห้มิดชิดเสมอ

18

3. การปฏบิ ตั เิ มอื่ ไดร้ บั รายงานจากหอ้ งปฏบิ ตั กิ ารจลุ ชวี วทิ ยา หรอื จากศนู ยร์ บั สง่ ผปู้ ว่ ยวา่ ผปู้ ว่ ย
มเี ชอื้ ดื้อยาแบบ high alert MDR ไมว่ ่าผ้ปู ว่ ยจะมอี าการของการตดิ เชอ้ื หรือไม่ก็ตาม

3.1 จัดใหผ้ ู้ปว่ ยอยู่ในห้องแยกเด่ยี ว มหี ้องน�ำ้ ในตัว
3.2 ถ้าห้องเดี่ยวไม่พอ ให้จัดให้ผู้ป่วยอยู่ในบริเวณเดียวกัน (cohort) ผู้ป่วยท่ีอยู่ในบริเวณ
เดยี วกัน ควรมเี ช้อื ชนิดเดยี วกนั (CRE อย่กู บั CRE เปน็ ต้น)
3.3 ห้ามจดั ให้ผปู้ ว่ ยอยใู่ กลช้ ดิ กับผปู้ ว่ ยอื่นท่มี ีความเสี่ยงสงู ตอ่ การตดิ เช้อื
3.4 บคุ ลากรทกุ คน ทเี่ ขา้ ไปใหบ้ รกิ ารผปู้ ว่ ย ไมว่ า่ จะเปน็ กจิ กรรมใด จะตอ้ งทำ� ความสะอาดมอื
สวมเสื้อกาวน์กันน�้ำ สวมถุงมือ ตามล�ำดับทุกคร้ัง และเม่ือเสร็จภารกิจแล้ว ให้ถอดถุงมือ ถอดเสื้อกาวน์
(เสอ้ื คลมุ ) และทำ� ความสะอาดมืออีกครั้ง ตามล�ำดบั (ตามแผนภมู ิ)
3.5 ผมู้ าเยยี่ มผปู้ ว่ ย ตอ้ งปฏบิ ตั เิ ชน่ เดยี วกนั โดยพยาบาลประจำ� หอผปู้ ว่ ย จะเปน็ ผชู้ แ้ี จงเหตผุ ล
และอธิบายข้นั ตอนการปฏบิ ตั ใิ ห้แกญ่ าติ และควรจำ� กัดไม่ให้เขา้ เยยี่ มครง้ั ละหลายๆคนพร้อมกนั
3.6 การราวดข์ า้ งเตียงควรจำ� กัดจ�ำนวนคนท่ีจะเข้าร่วมตรวจผู้ป่วยใหเ้ หลอื นอ้ ยเท่าท่จี �ำเป็น
3.7 ให้ใช้อุปกรณ์ทางการแพทย์ หรือของใช้ส่วนตัวของผู้ป่วยท่ีจัดไว้ให้ประจ�ำเตียงเท่าน้ัน
หา้ มน�ำไปใช้กบั คนอนื่ ยกเว้นอปุ กรณช์ นิดนัน้ ไดผ้ ่านการท�ำลายเช้อื อยา่ งเหมาะสมแล้ว
3.8 อุปกรณ์การแพทย์ที่จ�ำเป็นต้องใช้ร่วมกัน ให้ท�ำลายเชื้อที่อาจปนเปื้อนไปกับอุปกรณ์นั้น
ตามวธิ ที ่ีเหมาะสมกับอปุ กรณแ์ ตล่ ะชนิดกอ่ นนำ� ไปใชใ้ หม่
3.9 หา้ มนำ� แฟ้มประวตั ิผูป้ ว่ ยเขา้ ไปในห้องแยกหรือบริเวณเตียงผ้ปู ว่ ยท่ีมเี ช้อื ด้อื ยา
3.10 การเคลอื่ นย้ายผปู้ ่วย
ผปู้ ว่ ย
3.10.1 ติดป้าย และเขียนสัญญลักษณ์ชนิดของเชื้อด้ือยา หน้าแฟ้มของผู้ป่วย เพ่ือให้
เขา้ ใจและรับทราบตรงกนั
3.10.2 ถา้ ผปู้ ว่ ยมแี ผลหรอื สายระบายตา่ งๆทเ่ี ปน็ แหลง่ เกบ็ เชอ้ื ใหป้ ดิ สว่ นนน้ั ๆใหม้ ดิ ชดิ
และแนน่ หนา ไมเ่ ลือ่ นหลุดระหว่างการเคล่ือนย้าย
3.10.3 ปกคลุมรา่ งกาย แขน ขา ของผ้ปู ว่ ยดว้ ยผา้ หรอื ผ้าห่ม ให้มิดชดิ
บคุ ลากรหอผู้ปว่ ย
3.10.4 แจ้งหน่วยงานปลายทางทุกคร้ังว่าผู้ป่วยมีเช้ือด้ือยาท่ีต้องปฏิบัติตามหลักการ
ป้องกันการแพร่กระจายเช้ือโดยการสัมผัสเพื่อเตรียมความพร้อมในการรับผู้ป่วย การแจ้งขอเปล ในการรับ
ผู้ป่วย ในระบบคอมพิวเตอร์ ให้ระบุค�ำว่าผู้ป่วยมีเช้ือดื้อยา หรือผู้ป่วยมีเช้ือด้ือยาท่ีต้องเฝ้าระวังพิเศษ โดย
ระบุ C1 หรอื ช่ือเช้ือในเกณฑ์ high alert MDR (แนะน�ำใหใ้ ช้ C1 จะสะดวกในการสื่อสารมากกวา่ )
3.10.5 จัดเตรียมอปุ กรณ์ปอ้ งกันรา่ งกาย (PPE: Personnel Protective Equipment)
ส�ำหรับบุคลากรอื่นๆ ที่ร่วมในการเคลื่อนยา้ ยผูป้ ว่ ย เช่น แพทย์ พนักงานเวรเปล เป็นตน้

19

3.10.6 กรณีผู้ป่วยมีเชื้อด้ือยาที่ต้องเฝ้าระวังพิเศษ ประสานงาน งานอาคารสถานท่ี
เรื่อง การปิดล๊อคลิฟท์ เพ่ือความพร้อมและสะดวกรวดเร็วในการเคลื่อนย้ายผู้ป่วย และการเตรียม
ทำ� ความสะอาดลฟิ ทภ์ ายหลงั การใชท้ ันที

หน่วยงานปลายทาง เช่น หอผู้ป่วยอ่ืน แผนกรังสีวินิจฉัย (เอกซเรย์) เวชศาสตร์ฟื้นฟู หน่วยงาน
หตั ถการตา่ งๆ เชน่ ห้องสอ่ งกล้องระบบทางเดนิ อาหาร เป็นตน้

3.10.7 รับแจง้ และสอบถาม กรณผี ู้ป่วยพบเชอ้ื ดื้อยา
3.10.8 เตรยี มอุปกรณ์ เคร่อื งปอ้ งกัน ส�ำหรบั พรอ้ มรับผู้ป่วย
3.10.9 ปฏบิ ตั ิตามหลักการป้องกันการแพร่กระจายเชอ้ื ทางการสมั ผัส
พนักงานเวรเปล
3.10.10 เตรียมน้�ำยาล้างมือท่ีมีส่วนผสมของแอลกอฮอล์ส�ำหรับท�ำความสะอาดมือ
(alcohol hand rub solution) น�้ำยาท�ำลายเชอ้ื และอปุ กรณ์สำ� หรับทำ� ความสะอาดรถเขน็ ผู้ปว่ ย ใหพ้ รอ้ มใช้
3.10.11 พนักงานเวรเปล สวมถุงมือตลอดเวลา เมื่อเสร็จภารกิจจึงถอดถุงมือและ
ท�ำความสะอาดมอื ด้วยน�้ำยาล้างมอื ท่มี สี ่วนผสมแอลกอฮอลท์ �ำความสะอาดมอื
3.10.12 บุคลากรที่ร่วมดูแลผู้ป่วยระหว่างการเคล่ือนย้าย ให้สวมเสื้อกาวน์และถุงมือ
ตลอดเวลา เมอ่ื เสรจ็ ภารกจิ จงึ ถอดเสอ้ื กาวน์ ถอดถงุ มอื และทำ� ความสะอาดมอื ดว้ ยนำ�้ ยาแอลกอฮอลท์ ำ� ความ
สะอาดมือ
3.10.13 ให้มีคนช่วยกดลิฟท์แยกต่างหาก 1 คน หากไม่มี ให้พนักงานเวรเปลถอดถุงมือ
ทำ� ความสะอาดมอื ดว้ ยลา้ งมอื ท่ีมีสว่ นผสมแอลกอฮอลก์ ่อนกดปมุ่ ลิฟทท์ กุ ครั้ง
3.10.14 บุคลากรท่ีท�ำหน้าที่ย้ายผู้ป่วยจากรถเคล่ือนย้ายผู้ป่วยขึ้นหรือลงเตียง ต้องสวม
เสื้อกาวนแ์ ละถุงมอื รวมทัง้ ทำ� ความสะอาดมือ ตามวธิ ีท่ีกำ� หนดในเรอ่ื ง หลักการป้องกันการแพรก่ ระจายเชอ้ื
โดยการสัมผัส
3.10.15 เม่ือเสร็จสิ้นภารกิจการเคล่ือนย้ายผู้ป่วย ให้ท�ำความสะอาดรถเข็นผู้ป่วย ด้วย
น้ำ� ยาทำ� ลายเช้ือ ตามวธิ ที ก่ี �ำหนดอยา่ งเคร่งครัดทันที
3.11 เส้ือผ้าและผ้าปูเตียงของผปู้ ่วย ให้ทิ้งในถงุ กันน้�ำ ผูกปากใหม้ ิดชิดก่อนน�ำสง่ หอ้ งผ้า
3.12 อุปกรณ์รับประทานอาหาร เม่ือใช้เสร็จแล้วให้เก็บใส่ถุงพลาสติก ผูกปากถุงให้มิดชิด
น�ำสง่ ฝ่ายโภชนาการเพ่อื ทำ� ความสะอาดดว้ ยวธิ ีการปกติ
3.13 รถสง่ อาหารทกุ คนั ตอ้ งมนี ำ้� ยาลา้ งมอื ทม่ี สี ว่ นผสมของแอลกอฮอลส์ ำ� หรบั ทำ� ความสะอาด
มือไวพ้ ร้อมสำ� หรบั พนกั งานสง่ อาหารได้ใชต้ ลอดเวลา

20

4. การท�ำความสะอาดส่งิ แวดลอ้ ม
4.1 จดั ให้มีพนกั งานท�ำความสะอาดเตียงและพนื้ ท่โี ดยรอบ เวรละ 1 ครง้ั
4.2 ใช้น�้ำยาท�ำลายเชื้อในการเช็ดท�ำความสะอาดพื้นที่ดังกล่าว โดยใช้ผ้าชุบน�้ำยาจนชุ่ม
เช็ดไปในทิศทางเดียว 3 รอบ ให้เปลี่ยนผ้าทุกรอบการเช็ด ผ้าที่ใช้แล้ว ให้ทิ้งลงภาชนะแยกไว้เพ่ือส่งไปซัก
ไมน่ ำ� ไปใชก้ ับเตียงอน่ื ระยะเวลาในการเช็ด 3 รอบ นานประมาณ 15 นาที
4.3 พนกั งานทำ� ความสะอาด ตอ้ งสวมเสอื้ กาวน์ ถงุ มอื และทำ� ความสะอาดมอื ตามวธิ ที ก่ี ำ� หนด
ในเร่ือง หลักการปอ้ งกนั การแพร่กระจายเชอ้ื โดยการสัมผัส
4.4 พยาบาลประจ�ำหอผู้ป่วย มีหน้าที่จัดการสภาพแวดล้อมของหอผู้ป่วย ให้ง่ายต่อการ
ท�ำความสะอาด
5. การปลดสถานะผู้ปว่ ย MDR
เมอื่ ผปู้ ว่ ยไมม่ แี ผล ไมม่ สี ายระบายชนดิ ตา่ งๆ และไมไ่ ดร้ บั ยาปฏชิ วี นะแลว้ อาจพจิ ารณาเพาะเชอ้ื และ
ยกเลิก contact precautions ส�ำหรบั ผปู้ ว่ ยรายนั้น ดงั น้ี
5.1 VRE เม่ือเพาะเชอ้ื จากตำ� แหนง่ ที่มีการติดเชอ้ื และจากทวารหนัก (rectal swab) ไมพ่ บเชอ้ื
3 ครัง้ โดยการเพาะเชอื้ แต่ละคร้งั ห่างกัน 1 สัปดาห์
5.2 Gram-negative (เช่น CRE, XDR A. baumannii, ฯลฯ) เม่ือเพาะเช้ือจากต�ำแหน่งที่มี
การตดิ เชอ้ื และจากทวารหนกั (rectal swab) ไม่พบเชอ้ื 3 ครั้ง โดยการเพาะเช้อื แต่ละคร้งั ห่างกนั 3 วัน
อยา่ งไรกต็ าม ข้อแนะน�ำน้ี เพื่อความสะดวกในการปฏิบตั ิและการจดั การทรัพยากรเท่านั้น ผปู้ ว่ ยบาง
รายอาจจะกลบั มีเช้อื ได้ใหม่ ดงั น้ัน บคุ ลากร จึงตอ้ งปฏิบัตติ ามหลกั standard precautions อย่างเคร่งครัด

21

22

บทท่ี 4
การแยกผู้ป่วยโรคตดิ เชื้อ

ผศ.ก�ำธร มาลาธรรม
ผศ.ศิรลิ กั ษณ์ อภิวาณิชย์

มาตรการป้องกันการแพรก่ ระจายเชอ้ื ระหวา่ งผู้ปว่ ย บุคลากรและผปู้ ว่ ย มกี ารพฒั นามาตง้ั แต่ การใช้
Universal precautions และ body substance isolation จนกระทั่งในปี ค.ศ. 1996 ศูนย์ป้องกันและ
ควบคุมโรคของประเทศสหรฐั อเมรกิ าไดส้ งั เคราะหแ์ นวปฏบิ ตั ิ จากหลกั การเดมิ และกำ� หนดใหเ้ ปน็ มาตรฐาน
เดียวกัน ท่ีเรียกว่า Standard precautions ซ่ึงใช้กับผู้ป่วยทุกราย และวิธีการป้องกันตามกลไกการแพร่
กระจายเชือ้ เรียกวา่ Transmission-based precautions ซึง่ มแี นวทางปฏิบัติดังนี้ 1

1. การแยกผ้ปู ่วย (Isolation precautions)
การแยกผู้ป่วยเป็นแนวทางปฏิบัติท่ีส�ำคัญในการป้องกันการติดเชื้อ และควบคุมการแพร่กระจายเชื้อ
ซงึ่ แบง่ ออกเปน็ 3 ชนดิ คอื การปอ้ งกนั แบบมาตรฐานสำ� หรบั การดแู ลผปู้ ว่ ยทกุ ราย (standard precautions)
มาตรการปอ้ งกนั การแพรก่ ระจายของเชอื้ ตามกลไกการแพรเ่ ชอ้ื (transmission-based precautions) และ
การแยกผูป้ ่วยทม่ี ีภมู ิต้านทานต�ำ่ (protective environment) 1
การปอ้ งกนั แบบมาตรฐานสำ� หรับการดแู ลผู้ปว่ ยทุกราย (standard precautions) คอื มาตรการ
ที่บุคลากรการแพทย์ปฏิบัติในในการดูแลผู้ป่วยทุกราย โดยถือว่าผู้ป่วยทุกรายอาจเป็นพาหะของโรคโดย
ไม่ค�ำนึงถึงการวินิจฉัยของโรคหรือภาวะติดเชื้อของผู้ป่วย มาตรการน้ีใช้เม่ือบุคลากรต้องสัมผัสกับส่ิงต่างๆ
ดังนี้
1. เลอื ด
2. ส่ิงคดั หลงั่ ของร่างกายทุกชนดิ ยกเวน้ เหง่ือ และไม่วา่ สิ่งคดั หลัง่ นนั้ จะปนเป้ือนเลือดหรอื ไม่
3. การสัมผัสผิวหนังทเ่ี ป็นแผล
4. เย่อื บุผิวตา่ งๆ (mucous membrane)
วัตถปุ ระสงค์ เพือ่ ป้องกนั บุคลากรใหป้ ลอดภยั จากการตดิ เชอ้ื โรคจากผ้ปู ว่ ย
วธิ ีปฏบิ ตั ิ
ใชก้ ารป้องกนั แบบมาตรฐานส�ำหรับการดแู ลผูป้ ว่ ยทุกราย ดังนี้
1. การล้างมือ ให้ล้างมือหลังจากสัมผัสเลือดและสิ่งคัดหล่ังต่างๆ ของร่างกาย (secretions,
excretions) และส่ิงท่ปี นเปอ้ื นทกุ ชนดิ ไมว่ ่าจะสวมถุงมอื หรอื ไมก่ ็ตาม
2. การใชถ้ งุ มอื ใหใ้ ชถ้ งุ มอื ชนดิ สะอาด (non-sterile) เมอ่ื ตอ้ งสมั ผสั กบั เลอื ดและสง่ิ คดั หลงั่ ตา่ งๆของ
ร่างกาย สง่ิ ท่ีปนเปื้อนทกุ ชนดิ รวมท้งั เมือ่ ต้องสัมผสั ผิวหนังที่เปน็ แผลหรอื เย่ือบุผิวต่างๆ และเม่ือตอ้ งเปล่ยี น
กจิ กรรมหรือหตั ถการกับผู้ป่วย ใหถ้ อดถงุ มือทนั ทที เ่ี ลิกใช้

23

3. ผา้ ปิดปากและจมกู (mask) แวน่ ตา (eye protection) และหน้ากาก ( face shield) การสวม
อปุ กรณเ์ หลา่ นเี้ พอื่ ปกปอ้ งบรเิ วณเยื่อบุ ตา จมกู และปากระหวา่ งการทำ� หตั ถการและกจิ กรรมการพยาบาลที่
อาจมกี ารฟุ้งกระจายหรอื กระเดน็ ของเลอื ดและสง่ิ คัดหลง่ั ตา่ งๆ ของรา่ งกาย

4. สวมเส้ือคลุม (gown) เพ่ือปกป้องผิวหนังและป้องกันไม่ให้ส่ิงสกปรกเปื้อนเสื้อผ้าระหว่างการท�ำ
หัตถการหรือกิจกรรมพยาบาลท่ีอาจมกี ารฟงุ้ กระจายหรอื กระเด็นของเลอื ดและสิ่งคัดหลงั่ ต่างๆของรา่ งกาย
ควรถอดเสอ้ื คลุมทนั ทีทเ่ี ลิกใช้ เสอ้ื คลุมทีใ่ ช้ควรเปน็ เสือ้ คลุมทีส่ ะอาด (non-sterile gown)

5. การปอ้ งกนั บคุ ลากรจากการรับเชือ้ ที่แพร่กระจายทางเลือด
5.1 ป้องกันการเกิดอุบัติเหตุจากของมีคมทิ่มต�ำ โดยไม่สวมปลอกเข็มกลับให้ปลดเข็มทิ้งใน
ภาชนะทเ่ี ตรียมไว้สำ� หรับทิ้งของมคี มโดยเฉพาะ ภาพที่ 4.1 ไมค่ วรสวมปลอกเขม็ กลับโดยใชเ้ ทคนิคปลดเขม็
ด้วย 2 มือ (two-handed technique) ภาพท่ี 4.2 ถ้าจ�ำเป็นต้องสวมกลับให้สวมกลับโดยใช้มือเดียว
(one-handed technique) ภาพท่ี 4.3

ภาพท่ี 4.1 การปลดเขม็ ลง ภาพท่ี 4.2 การสวมปลอกเขม็ โดยใชส้ องมอื ไมค่ วรท�ำ
กลอ่ งทิ้งของมีคมเข็ม

ภาพที่ 4.3 การสวมปลอกเข็มโดยใชม้ อื เดยี ว
5.2 การปฏิบัติการกู้ชีพ ให้ใช้อุปกรณ์ช่วยหายใจและอุปกรณ์บ�ำบัดรักษาทางระบบหายใจ
ชนิดต่างๆ ทใ่ี ชใ้ นการปฏิบัติการกู้ชพี ผปู้ ่วยเท่านัน้ 1, 2

24

ข้อปฏบิ ตั ิเพ่ิมเตมิ เพ่อื ป้องกันการติดเช้ือในสถานการณ์พิเศษ 1
1. Respiratory hygiene/cough etiquette ทัง้ บคุ ลากรและผู้ป่วย ญาติ และบุคคลอื่นท่ีเข้ามาใน
โรงพยาบาลตอ้ งปฏิบตั ิในกรณที ม่ี อี าการของการตดิ เชือ้ ที่ระบบทางเดนิ หายใจ เช่น ไอ จาม มีน้ำ� มกู หลักการ
ป้องกันการแพร่เช้อื ในกรณีนี้ ไดแ้ ก่
1.1 ควบคุมการแพร่กระจายเช้ือจากแหล่งเชื้อ (Source control measures) คือการใช้ผ้า
หรอื กระดาษ หรอื ผา้ ปดิ ปากและจมกู เม่อื มอี าการไอหรอื จาม
1.2 การท�ำความสะอาดมอื หากสัมผัสส่งิ คดั หลง่ั จากทางเดนิ หายใจ
1.3 การไมอ่ ยู่ใกลช้ ดิ กบั ผู้ท่มี อี าการดังกลา่ วในระยะใกลก้ วา่ 3 ฟุต
2. ความปลอดภัยในการปฏิบัติการฉดี ยา (Safe injection practice) ได้แก่
2.1 การปฏบิ ตั ิตามหลกั ปราศจากเช้ือ (Aseptic technique) เพ่ือหลีกเลี่ยงการปนเปอื้ นของ
อปุ กรณท์ ี่ใชฉ้ ดี ยาที่ปราศจากเช้ือ
2.2 กระบอกฉดี ยา (Syringe) หรอื เข็ม ไม่ใช้ร่วมกันในการเตรยี มยาส�ำหรับผู้ปว่ ยหลายคน
2.3 ชดุ ใหส้ ารนำ้� และชดุ อปุ กรณฉ์ ดี ยาใชเ้ ฉพาะราย และทำ� ลายทงิ้ เมอื่ ใชเ้ สรจ็ ดว้ ยวธิ ที เ่ี หมาะสม
2.4 ยาฉีดใหใ้ ช้ชนดิ หนง่ึ ขวดหนึ่งครงั้ (Single-dose vials) ทุกคร้งั ยกเว้นมคี วามจ�ำเปน็
2.5 ไม่นำ� ยาทีเ่ หลอื จากหลายขวดหรือหลอดยามารวมกันเพ่ือใช้ต่อ
2.6 ถา้ จำ� เปน็ ตอ้ งใชย้ าหลายครง้ั ตอ่ หนงึ่ ขวด (Multidose vials) ตอ้ งใชเ้ ขม็ และกระบอกฉดี ยา
ท่ปี ราศจากเชอ้ื ใหม่ทกุ คร้งั ในการดดู ยาออกมาจากขวดยาดังกล่าว
2.7 ห้ามเก็บยาท่ีใช้หลายคร้ังต่อหน่ึงขวดไว้ในบริเวณที่ให้การรักษาผู้ป่วย (Immediate
patient treatment area) ตอ้ งเกบ็ ยาให้ถกู ตอ้ งตามค�ำแนะนำ� ของผูผ้ ลติ
2.8 หา้ มใชส้ ารละลายยาจากถงุ หรอื ขวดเดยี วกนั สำ� หรบั ละลายยาทจี่ ะบรหิ ารยาทางหลอดเลอื ด
ใหก้ ับผู้ป่วยหลายราย
2.9 การเตรียมยาฉีด ควรเตรียมในถาดซ่ึงท�ำความสะอาดด้วย 70% alcohol ก่อนเตรียมยา
และใสผ่ า้ ปิดปากและจมูกขณะเตรียมยาทุกครัง้
3. แนวทางปฏิบัติการป้องกันการแพร่กระจายเชื้อส�ำหรับเจาะน้�ำไขสันหลัง (Infection control
practices for special lumbar puncture procedures) กล่าวคอื ตอ้ งสวมผ้าปิดปากและจมูกและถงุ มือ
เม่ือท�ำการเจาะตรวจน�้ำไขสันหลัง เพื่อความปลอดภัยของผู้ท�ำการเจาะ หรือเมื่อต้องการใส่สายคาไว้ท่ี
epidural space เพื่อให้ยาระงับความรู้สึกทางไขสันหลัง (Spinal or epidural anesthesia) เพ่ือป้องกัน
การตดิ เชือ้ ทีเ่ ยอ่ื หมุ้ สมองในผปู้ ่วยรายนน้ั ทั้งสองกรณี ไมต่ อ้ งสวมเส้อื คลมุ
มาตรการป้องกันการแพร่กระจายของเช้ือ ตามกลไกการแพร่เชื้อ เป็นแนวทางปฏิบัติที่ใช้ส�ำหรับ
ผู้ป่วยติดเช้ือ ผู้ป่วยที่สงสัยว่าติดเชื้อหรือมีเชื้อท่ีสามารถแพร่กระจายได้ตามกลไกการแพร่กระจายของเชื้อ

25

ดว้ ยวธิ ตี า่ งๆ คอื การแพรก่ ระจายเชอ้ื ทางอากาศ การแพรก่ ระจายเชอื้ ทางละอองนำ�้ มกู นำ้� ลาย และการแพร่
กระจายเชอ้ื ทางการสมั ผสั มาตรการน้ใี ช้ร่วมกบั การปอ้ งกนั แบบมาตรฐานส�ำหรับการดูแลผปู้ ่วยทุกราย

วตั ถุประสงค์ เพ่ือตดั หนทางการแพร่กระจายเช้ือโรคท่ีจะไปสู่บุคลากร ผปู้ ่วยและญาติ
มาตรการป้องกนั การแพรก่ ระจายของเช้อื ตามกลไกการแพร่เช้อื แบ่งออกเป็น 3 ประเภท คอื
1. มาตรการส�ำหรับการดูแลผู้ป่วยท่ีสงสัยหรือได้รับการวินิจฉัยเป็นโรคติดเชื้อที่แพร่กระจายทาง
อากาศ (Airborne precautions หรอื airborne infection isolation room) ใช้ในกรณีทผี่ ูป้ ่วยไดร้ ับการ
วนิ จิ ฉยั วา่ ตดิ เชอ้ื หรอื สงสยั วา่ ตดิ เชอื้ ทส่ี ามารถแพรก่ ระจายเชอ้ื ไดท้ างละอองฝอยของนำ้� มกู นำ�้ ลายในอากาศ
ซงึ่ มอี นภุ าคขนาดเล็กเท่ากับหรอื น้อยกวา่ 5 ไมครอน เนื่องจากอนุภาคมีขนาดเล็กมากจึงสามารถลอยอยใู่ น
อากาศไดน้ านและแพร่กระจายเชือ้ ในอากาศได้ในระยะทางไกล
วธิ ีปฏิบตั ิ
1 ผู้ป่วย: ให้ผู้ป่วยอยู่ในห้องแยกท่ีมีความดันอากาศเป็นลบ (Negative air pressure) ถ้าไม่มีห้อง
ใหจ้ ดั ใหผ้ ปู้ ว่ ยอยใู่ นบรเิ วณทอ่ี ากาศถา่ ยเทสะดวก ใหผ้ ปู้ ว่ ยอยใู่ ตล้ มตลอดเวลา ผปู้ ว่ ยควรสวมผา้ ปดิ ปากและ
จมูกชนิดสะอาดตลอดเวลา การพิจารณาให้ผู้ป่วยออกจากห้องแยก ให้อยู่ในดุลยพินิจของทีมควบคุมโรค
ตดิ เชอ้ื โดย ประสานกบั แพทยผ์ ดู้ แู ลผปู้ ว่ ย ใหพ้ จิ ารณาตามโอกาสการแพรก่ ระจายของเชอื้ ตามแนวทางปฏบิ ตั ิ
มาตรฐานท่เี ก่ยี วขอ้ งกบั โรคนนั้ ๆ
2 บุคลากรสวมผ้าปิดปากและจมูกชนิดกรองพิเศษ (N95) ทุกคร้ังเมื่อเข้าห้องท่ีมีความดันอากาศ
เป็นลบ ถา้ ผ้ปู ่วยไมไ่ ดอ้ ยูใ่ นหอ้ งแยก ใหบ้ คุ ลากรใชผ้ า้ ปิดปากและจมกู ชนดิ สะอาด
3 การเคล่ือนย้ายผู้ป่วย: ไม่ควรเคลื่อนย้ายผู้ป่วยโดยไม่จ�ำเป็น แต่ถ้าต้องเคล่ือนย้าย ให้ผู้ป่วยสวม
ผ้าปิดปากและจมูกชนิดสะอาดและแจ้งหน่วยงานที่รับย้ายผู้ป่วยให้ทราบหลักป้องกันการแพร่กระจายเช้ือ
แบบ Airborne precautions
ตัวอย่างโรคท่ีต้องแยกผู้ป่วยเพื่อป้องกันการแพร่กระจายเชื้อทางอากาศ เช่น วัณโรคปอดและกล่อง
เสียง หัด และอีสกุ อใี ส เปน็ ตน้
2. มาตรการสำ� หรบั การดแู ลผปู้ ว่ ยทสี่ งสยั หรอื ไดร้ บั การวนิ จิ ฉยั เปน็ โรคตดิ เชอื้ ทแ่ี พรก่ ระจายทางนำ�้ มกู
น้�ำลาย (Droplet precautions) ใช้ในกรณีท่ีผู้ป่วยติดเชื้อหรือสงสัยว่าติดเช้ือที่สามารถแพร่กระจายเช้ือได้
ทางละอองน�้ำมูกหรือน้�ำลาย ซึ่งมีขนาดใหญ่กว่า 5 ไมครอน โดยแพร่กระจายเช้ือจากการไอ จาม พูด หรือ
ระหว่างการทำ� หตั ถการตา่ ง ๆ เช่น การตรวจหลอดลมด้วยกลอ้ ง (Bronchoscopy) เปน็ ต้น 3
วธิ ีปฏบิ ัติ
1. ผู้ป่วย: ใหผ้ ปู้ ว่ ยอยหู่ อ้ งแยกหรอื จัดให้ผปู้ ่วยทม่ี เี ชื้อชนดิ เดียวกันอยใู่ นบริเวณเดยี วกนั
2. ลา้ งมอื : ให้บุคลากรล้างมอื ก่อนและหลงั ใหก้ ารพยาบาลผปู้ ่วยทกุ ครั้งและทันทที ถ่ี อดถุงมอื
3. ผ้าปิดปากและจมกู : ใหส้ วมผา้ ปิดปากและจมกู ชนิดสะอาดก่อนเข้าไปพยาบาลผู้ปว่ ยทุกครงั้
4. การเคลอื่ นยา้ ยผปู้ ว่ ย: ใหผ้ ปู้ ว่ ยสวมผา้ ปดิ ปากและจมกู ชนดิ สะอาดทกุ ครงั้ เมอ่ื จะเคลอ่ื นยา้ ยผปู้ ว่ ย
ออกนอกห้องหรือนอกหอผู้ป่วย และแจ้งหน่วยงานที่รับย้ายผู้ป่วยให้ทราบว่ามีผู้ป่วยโรคติดเช้ือที่ต้องแยก
แบบ Droplet precautions

26

ตวั อยา่ งโรคตดิ เชอื้ ทต่ี อ้ งแยกผปู้ ว่ ยเพอ่ื ปอ้ งกนั การแพรก่ ระจายทางนำ้� มกู และนำ้� ลาย ไดแ้ ก่ โรคตดิ เชอ้ื
ทรี่ ะบบทางเดนิ หายใจจากเชอ้ื ฮโี มฟลิ สุ อนิ ฟลเู อนซา ชนิดบี (Haemophilus influenzae type B) ไข้กาฬ
หลังแอ่น ปอดอักเสบจากเช้ือไมโคพลาสม่า คอตีบ ไอกรน คออักเสบจากเช้ือสเตรปโตค็อกคัสกลุ่มเอ
(Streptococcal pharyngitis) ไข้หวัดใหญ่ หัดเยอรมัน คางทูม และการติดเช้ือไวรัสอะดีโน (Adenovirus
infection) เป็นต้น 1, 2

3. มาตรการสำ� หรบั การดแู ลผปู้ ว่ ยทสี่ งสยั หรอื ไดร้ บั การวนิ จิ ฉยั เปน็ โรคตดิ เชอ้ื ทแ่ี พรก่ ระจายทางการ
สัมผัส (Contact precautions) ใช้ในกรณีผู้ป่วยที่ติดเช้ือหรือสงสัยว่าติดเช้ือที่สามารถแพร่กระจายเช้ือได้
ทางสัมผัสทงั้ ทางตรงและทางอ้อม

วิธปี ฏบิ ัติ
1. ผู้ป่วย: ให้ผปู้ ว่ ยอยูใ่ นห้องแยก หรือจดั ให้ผู้ป่วยทีม่ เี ช้ือชนดิ เดยี วกนั อย่ใู นบริเวณเดียวกนั
2. ลา้ งมอื : ก่อนและหลงั ให้การพยาบาลผปู้ ว่ ยทกุ ครัง้ และทันทีทีถ่ อดถงุ มือ
3. ถงุ มอื : ใหส้ วมถงุ มือเม่ือดูแลผู้ปว่ ยและ ถอดถุงมือกอ่ นออกจากห้องแยกโรค
4. เสอ้ื คลมุ : ใหใ้ สเ่ สอ้ื คลมุ เมอื่ เขา้ ไปในหอ้ งแยกหรอื บรเิ วณทแ่ี ยกไว้ เพอ่ื ปอ้ งกนั ไมใ่ หส้ มั ผสั กบั ผปู้ ว่ ย
ของใช้ของผู้ปว่ ย หรอื สง่ิ แวดล้อมรอบตวั ผปู้ ่วย และถอดเสอื้ คลมุ ท้งิ ในถงั ผ้าติดเชอ้ื ก่อนออกจากห้องผู้ป่วย
5. ถา้ เปน็ ไปได้ ไมค่ วรใชอ้ ปุ กรณต์ า่ งๆ รว่ มกบั ผปู้ ว่ ยอน่ื ถา้ จำ� เปน็ ตอ้ งใชร้ ว่ มกนั ผอู้ นื่ ใหท้ ำ� ความสะอาด
และทำ� ลายเชื้อกอ่ นทกุ ครงั้
6. การเคล่ือนย้ายผู้ป่วย: แจ้งหน่วยงานท่ีรับย้ายผู้ป่วยให้ทราบวิธีการป้องกันการแพร่กระจายเชื้อ
แบบ Contact precautions และให้คลุมบรเิ วณบาดแผลหรอื สว่ นท่พี บเชอื้ ใหม้ ดิ ชดิ
ตวั อยา่ งโรคทตี่ ้องแยกผ้ปู ่วยเพ่ือปอ้ งกนั การแพรก่ ระจายทางการสมั ผัส
- เชื้อด้ือยาชนิดต่างๆ เช่น Methicillin-resistant Staphylococcus aureus (MRSA) เชื้อ
แบคทเี รยี กรัมลบทดี่ ือ้ ยาปฏิชีวนะหลายขนาน (Multiple drug-resistant Gram-negative bacilli, MDR-
GNB) และเช้ือเอนเทอโรค็อกคัสท่ีด้ือต่อยาแวนโคมัยซิน (Vancomycin-resistant enterococcus, VRE)
เปน็ ตน้
- โรคตดิ เชอ้ื ทางเดนิ อาหาร เช่น เชอ้ื คลอสตริเดยี ม ดฟิ ิซลิ (Clostridium difficile) และไวรสั โรตา
- โรคตดิ เชอื้ ทเ่ี กดิ จากเชอื้ ไวรสั เชน่ อารเ์ อสวี (Respiratory syncytial virus, RSV) พาราอนิ ฟเู อนซา
(Parainfluenza virus) หรือ ไวรัสเอนเทอโรในเดก็ (Enterovirus) เป็นต้น
- เช้ือโรคหรือโรคติดเช้ือที่ผิวหนัง เช่น เชื้อคอตีบ (Cutaneous diphtheria) ไวรัสเฮอร์ปีส์ ชนิด
แพร่กระจายหรือท่ีเป็นคร้ังแรก (disseminated หรือ primary Herpes simplex) ไวรัสเฮอร์ปีส์ซอสเตอร์
ชนดิ ไมแ่ พรก่ ระจายในผปู้ ว่ ยทไ่ี มม่ ภี าวะภมู คิ มุ้ กนั ตำ�่ (Herpes zoster) โรคผวิ หนงั ตมุ่ พพุ อง (Impetigo) และ
เยอื่ บตุ าอกั เสบจากเชอ้ื ไวรสั (Viral hemorrhagic conjunctivitis) ชนดิ แพรก่ ระจาย หรอื ในผปู้ ว่ ยภมู ติ า้ นทาน
ต่�ำเป็นตน้ 1-3

27

การแยกผปู้ ว่ ยทมี่ ภี มู ติ า้ นทานตำ่� ใชใ้ นผปู้ ว่ ยทม่ี เี มด็ โลหติ ขาวชนดิ นวิ โทรฟลิ ล์ (Neutrophil) ตำ่� กวา่
1,000 เซลล์/ไมโครลิตร โดยเฉพาะหากต�่ำกว่า 500 เซลล์/ไมโครลิตร จะย่ิงมีความเสี่ยงต่อการติดเช้ือมาก
ผปู้ ว่ ยหลงั การปลกู ถา่ ยไขกระดกู ซง่ึ จะไดร้ บั ยากดภมู คิ มุ้ กนั แหลง่ ของเชอื้ อาจมาจากบคุ ลากร ผปู้ ว่ ยอนื่ ญาติ
และอปุ กรณ์ สงิ่ แวดลอ้ มต่างๆ ท่ปี นเปอื้ นเชอื้ การป้องกนั การติดเช้ือส�ำหรบั ผ้ปู ว่ ยเหลา่ น้ี มขี อ้ ควรพิจารณา
ตามกลไกการตดิ เช้ือ 3

วัตถุประสงค์ เพื่อป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อจากผู้ป่วยอ่ืน จากบุคลากรและสิ่งแวดล้อมต่างๆ
ไปสูผ่ ูป้ ่วย

วธิ ปี ฏิบัติ 3
1. ถ้ามีห้องแยกที่เหมาะสม ให้ผู้ป่วยอยู่ในห้องแยก คือห้องที่มีความดันอากาศเป็นบวกเทียบกับ
ภายนอก (Pressure 12.5 Pa) และอากาศท่ีไหลเวียนเข้าไปภายในห้อง ต้องผ่านการกรองด้วยแผงกรอง
อากาศทมี่ ปี ระสทิ ธภิ าพการกรองสงู (High Efficiency Particulate Air (HEPA) filter) ทสี่ ามารถกรองอนภุ าค
ขนาดต้ังแต่ 0.3 ไมครอน ขึ้นไปได้อย่างน้อยร้อยละ 99.97 เพ่ือป้องกันเชื้อรา โดยเฉพาะเชื้อแอสเปอร์จิลัส
(Aspergillus) พื้นผิวของห้องต้องเป็นผิวเรียบไม่เก็บฝุ่น ถ้าไม่มีห้องแยก ต้องจัดผู้ป่วยให้อยู่ห่างจากผู้ป่วย
โรคติดเช้ือ
2. ลา้ งมือให้สะอาดทุกครงั้ กอ่ นใหก้ ารรักษาพยาบาลผู้ปว่ ย
3. การเจาะเลือด ให้เช็ดผิวหนังด้วยน้�ำยาท�ำลายเชื้อที่เหมาะสม เช่น คลอเฮ็กซีดีน 2% รวมกับ
แอลกอฮอล์ 70% หรือ โพวิโดนไอโอดีน 10% (Betadine®) หลักการท�ำลายเช้ือจะต้องรอให้น้�ำยาแห้ง
ก่อนท�ำหัตถการ การใช้โพวิโดนไอโอดีน 10% ก่อนเจาะเลือด หลังจากน้�ำยาแห้งแล้วจึงจะเช็ดออกด้วย
แอลกอฮอล์ 70% เพ่อื จะไดเ้ ห็นผิวหนงั ชัดเจน ควรให้ผู้ท่มี ีความชำ� นาญเท่าน้นั เป็นผ้ทู �ำการเจาะเลือด
4. อาหารทุกชนิดต้องสุก งดผักสด ผลไม้ ไข่ลวก ภาชนะที่ใส่อาหาร ต้องผ่านการท�ำความสะอาด
ท�ำลายเชอ้ื ดว้ ยความรอ้ น
5. หา้ มนำ� ดอกไมท้ ั้งสดและแห้งเขา้ เยย่ี มผปู้ ่วย 3

28

ตารางท่ี 4.1 วิธีการแยกและระยะเวลาในการแยกโรคตดิ เช้อื ชนิดตา่ งๆ ทีส่ ำ� คญั และพบบ่อย1

โรคตดิ เชอ้ื การเฝ้าระวงั

วธิ กี ารแยกโรค* ระยะเวลาในการแยกโรค ข้อเสนอแนะ/ข้อคิดเห็น

แผลอักเสบตดิ เชือ้ Contact ขนึ้ อยกู่ บั อาการแสดงของ จนกระทัง่ แผลแห้งและควรปิดแผลไว้เสมอ
(Abscess) โรค

โรคเอดส์ (Acquired human Standard เม่ือสัมผัสเลือดและสิ่งคัดหลั่งต้องได้รับยา
immunodeficiency เพอ่ื ปอ้ งกันการติดเช้ือ
syndrome , HIV)

โรคติดเช้ือสัตว์แอนแทรกซ์
(anthrax)

- ท่ีผิวหนงั standard เชอ้ื แพรก่ ระจายเขา้ ทางผวิ หนงั ทม่ี แี ผล และ
หลังสัมผัสส่ิงคัดหล่ังให้ล้างมือด้วยน�้ำและ
สบู่แทนการล้างมอื ดว้ ยแอลกอฮอล์ เพราะ
แอลกอฮอล์ ไม่สามารถก�ำจัดเชื้อได้หมด
เพราะเช้ือมีสปอร์ (Spore)

แผลรมิ อ่อน และริมแขง็ Standard

เย้ือบุตาอักเสบ จากการติด
เช้ือแบคทเี รยี
- คลาไมเดยี (Chlamydia) Standard
- โกโนคอ็ กคาล Standard
(Gonococal)
จากการตดิ เชือ้ ไวรสั ขน้ึ อยกู่ บั อาการแสดงของ เช้ือท่ีพบว่ามีการระบาดประจ�ำ คือ เชื้อ
- Acute viral hemorrhagic Contact โรค ไวรัสอะดีโน (adenovirus) และ ไวรัส

เอนเทอโร 70 (Enteroviral 70) และไวรสั
คอ็ กซากี (Coxsackie A24)

เช้อื ไวรสั Epstein- Barr Standard

โรคอาหารเป็นพิษท่ีเกิดจาก
เชือ้
- คลอสตรเิ ดยี ม เพอรฟ์ ริง Standard ไมแ่ พร่กระจายจากคนสู่คน
เจนส์
(Clostridium perfringens) ไมแ่ พรก่ ระจายจากคนสูค่ น
หรือ คลอสตริเดยี ม เวลชิอาย Standard ไมแ่ พร่กระจายจากคนสู่คน
(Clostridium welchii)
- สเเตฟิโลคอ็ กคัส Standard
(Staphylococcus)

29

ตารางที่ 4.1 วธิ กี ารแยกและระยะเวลาในการแยกโรคติดเชือ้ ชนดิ ตา่ งๆ ทีส่ �ำคัญและพบบ่อย 1 (ตอ่ )

โรคติดเช้ือ การเฝ้าระวัง

วธิ กี ารแยกโรค* ระยะเวลาในการแยกโรค ขอ้ เสนอแนะ/ขอ้ คิดเหน็

โ ร ค ร ะ บ บ ท า ง เ ดิ น อ า ห า ร
อกั เสบ (gastroenteritis) จาก
- เช้อื อะดโี นไวรสั Standard ขึน้ อยู่กบั อาการ - ใช้การแยกโรคที่แพร่กระจายทางการ
- เชื้ออหวิ าตกโรค Standard แสดงของโรค สัมผัส เมอื่ ตอ้ งสัมผสั กับ อจุ จาระผ้ปู ่วยทม่ี ี
- แคมไพโลแบคเตอร์ สปรชี สี ์ Standard อาการอุจจาระร่วง หรือ เม่ือมีการระบาด
(Campylobacter ของเชื้อเหลา่ นี้
species) - ต้องหยุดการให้ยาปฏิชีวนะ ห้ามใช้
- คลอสตรเิ ดียม ดฟิ ิซลิ Contact อปุ กรณร์ ว่ มกบั ผปู้ ว่ ยรายอนื่ และใหล้ า้ งมอื
ด้วยน้�ำและสบู่หรือนำ�้ ยาทำ� ลายเช้อื เทา่ น้นั
ห้ามล้างด้วยน�้ำยาล้างมือท่ีมีส่วนผสมของ
แอลกอฮอล์ (Alcohol- based hand rub)
และท�ำความสะอาดส่ิงแวดล้อมด้วยน�้ำยา
ท�ำลายเชื้อท่ีมีส่วนผสมของไฮโปคลอไรท์
(Hypochlorite)

- ไวรัสโรตา (Rotavirus) Contact ขนึ้ อยกู่ บั อาการแสดงของ - ใช้การแยกโรคที่แพร่กระจายทางการ
โรค สัมผัสเม่ือต้องสัมผัสกับ อุจจาระผู้ป่วยท่ีมี

อาการอุจจาระร่วง หรือเม่ือมีการระบาด
ของเชอื้ เหลา่ นแ้ี ละทำ� ความสะอาดสงิ่ แวดลอ้ ม
ด้วยน�้ำยาท�ำลายเช้ือท่ีมีส่วนผสมของ
ไฮโปคลอไรท์

- ซาลโมเนลลา่ สปชี ีส์ Standard - ใช้การแยกโรคที่แพร่กระจายทางการ
(Salmonella species) สมั ผัสเพ่มิ เมอ่ื ตอ้ งสัมผัสกบั อจุ จาระผปู้ ่วย
รวมทง้ั เช้ือไทฟอยล์ ที่มีอาการอุจจาระร่วง หรือ เมื่อมีการ
(Salmonella typhi) ระบาดของเช้อื เหลา่ น้ี
- เช้อื บิดชิเกลลา่ Standard
(Shigella species)
- เชอ้ื อหวิ าตกโรค ชนดิ พารา Standard
ฮีโมไลตกิ ัส
(Vibrio parahaemolyticus)

30

ตารางที่ 4.1 วธิ ีการแยกและระยะเวลาในการแยกโรคติดเชอ้ื ชนดิ ต่างๆ ทส่ี ำ� คญั และพบบ่อย 1 (ตอ่ )

โรคตดิ เชอื้ การเฝา้ ระวงั

วธิ กี ารแยกโรค* ระยะเวลาในการแยกโรค ข้อเสนอแนะ/ขอ้ คดิ เห็น

โรคติดเชื้อ ไวรัสเอนเทอโร Standard ใชก้ ารแยกโรคทแ่ี พรก่ ระจายทางการสมั ผสั
เชน่ เพม่ิ เมอื่ ตอ้ งสมั ผสั กบั อจุ จาระผปู้ ว่ ยทม่ี อี าการ
โรคมือ เท้า ปาก (Hand foot อุจจาระร่วง หรือเมื่อมีการระบาดของเชอ้ื
and mouth) เหลา่ นี้ เพมิ่ เตมิ จากการแยกโรคแบบมาตรฐาน

โรคไขห้ วัดใหญ่ Droplet 5 วัน ยกเว้นผู้ป่วย ผปู้ ว่ ยทมี่ ภี มู คิ มุ้ กนั ตำ่� จะมเี ชอื้ อยใู่ นรา่ งกาย
ภมู คิ มุ้ กนั ตำ่� ใหแ้ ยกจนกวา่ นานหลายสัปดาห์
จะไม่มีอาการ

โรคหัด (Measles, rubeola) Airborne 4 วันหลังจากผ่ืนข้ึน ให้บุคลากรท่ีมีภูมิคุ้มกันดูแลผู้ป่วยเท่านั้น
ยกเว้นในผู้ป่วยภูมิคุ้มกัน สว่ นบคุ ลากรท่ี ไมม่ ภี มู คิ นุ้ กนั และสมั ผสั โรค
ต�่ำให้แยกจนกว่าจะไม่มี แลว้ ให้ฉีดวัคซีน ภายใน 72 ชัว่ โมง ให้แยก
อาการ บุคลากรที่ไม่ได้รับวัคซีนต้ังแต่หลังสัมผัส

โรค 5 วนั จนถึง 21 วนั

โรคไขก้ าฬหลังแอ่น Droplet หลังไดร้ บั การรักษา บคุ คลทส่ี มั ผสั โรคตอ้ งไดร้ บั ยาปฏชิ วี นะตาม
(Meningococcemia) 24 ชว่ั โมง ค�ำแนะนำ� ของแพทย์

วณั โรค Airborne เลกิ แยกเมอ่ื ผปู้ ว่ ยตอบสนองตอ่ การรกั ษามี
- ปอด และคอหอย อาการดขี น้ึ มผี ลตรวจแอซลิ ฟาสต์ แบซลิ ไล
(Laryngeal) (Acid- fast bacilli, AFB) ไม่พบเช้ือ 3 ครั้ง
ตดิ ตอ่ กนั

- นอกปอดและมที อ่ ระบาย Airborne, ทอ่ี ยใู่ นระยะแพรเ่ ชอ้ื ทงั้ ปอดและแผล ใหใ้ ช้
สงิ่ คัดหลัง่ Contact หลักการแยกโรคที่แพร่กระจายทางการ
สัมผสั และอากาศ

โรคคางทมู (mump) Droplet 9 วัน บุคลากรที่ยังไม่มีภูมิคุ้มกันไม่ควรให้การ
ดแู ลผ้ปู ว่ ย

เหา (lice) Contact หลังใหก้ ารรกั ษา
24 ช่ัวโมง

โรคไอโกรน Droplet หลังให้การรกั ษา 5 วนั

โรคตดิ เชอ้ื group A Droplet หลังใหก้ ารรักษา ให้ใช้การแยกโรคที่แพร่กระจายทางสัมผัส
Streptococcus 24 ชั่วโมง เม่อื มีแผลที่ผวิ หนงั

31

ตารางที่ 4.1 วธิ กี ารแยกและระยะเวลาในการแยกโรคติดเชอ้ื ชนิดต่างๆ ทสี่ ำ� คัญและพบบอ่ ย 1 (ต่อ)

โรคตดิ เช้ือ การเฝา้ ระวัง

วธิ กี ารแยกโรค* ระยะเวลาในการแยกโรค ข้อเสนอแนะ/ขอ้ คดิ เห็น

โรคหดั เยอรมัน (rubella) Droplet หลังมผี น่ื 7 วนั บุคลากรที่ยังไม่มีภูมิคุ้มกันไม่ควรให้การ
ดแู ลผปู้ ว่ ยสว่ นบคุ ลากรทสี่ มั ผสั โรค แนะนำ�
ใหว้ คั ซนี ภายใน 3 วัน
หรือเฝา้ ระวังบคุ ลากร 5- 21 วันหลังสัมผัส
โรค

โรคสกุ ใส (Varicella Zoster) Airborne, แผลแหง้ หรอื ตกสะเกด็ บุคลากรที่ยังไม่มีภูมิคุ้มกันไม่ควรให้การ
Contact ดูแลผู้ป่วย บุคลากรที่สัมผัสโรคควรได้รับ
วัคซนี ภายใน 72 ช่วั โมง
เฝา้ ระวงั บคุ ลากร ตง้ั แต่ 8- 21 วนั หลงั สมั ผสั
โรค
แต่ถ้าไดร้ บั อิมมิวโนโกลบลู ิน
(Immunoglobulin) ใหเ้ ฝา้ ระวงั ถงึ 28 วนั

โรคตดิ เชอ้ื ทดี่ อ้ื ตอ่ ยาปฏชิ วี นะ Contact ผลเพาะเชอื้ ไมพ่ บเชอ้ื ทด่ี อ้ื ผลเพาะเชื้อไม่พบเชื้อท่ีดื้อต่อยาปฏิชีวนะ
ต่อยาปฏิชวี นะ อย่างนอ้ ย 3 ครง้ั หา่ งกนั ทกุ 3 วัน
(ดรู ายละเอยี ดในบทที่ 3)

ปรบั จาก Siegel JD, Rhinehart E, Jackson M, et al. Guideline for isolate precautions: Preventing
transmission of infectious agents in healtcare setting 2007. Available at www.cdc.gov/
ncidoddhqp/pdf/guidelines/isolation2007.pdf, accessed October 27, 2014.

วิธีการแยกโรค
* Standard คอื การป้องกนั แบบมาตรฐานส�ำหรบั การดแู ลผ้ปู ่วยทกุ ราย
Contact คือ มาตรการสำ� หรับการดูแลผู้ปว่ ยทีส่ งสัยหรือไดร้ บั การวินจิ ฉัยเป็นโรคติดเช้อื ที่แพรก่ ระจายทางการสมั ผัส
Airborne คอื มาตรการส�ำหรบั การดแู ลผู้ปว่ ยท่สี งสยั หรอื ไดร้ ับการวินจิ ฉยั เปน็ โรคตดิ เชอ้ื ท่แี พร่กระจายทางอากาศ
Droplet คอื มาตรการสำ� หรบั การดแู ลผปู้ ว่ ยทสี่ งสยั หรอื ไดร้ บั การวนิ จิ ฉยั เปน็ โรคตดิ เชอ้ื ทแี่ พรก่ ระจายทางละอองนำ้� มกู นำ�้ ลาย

32

เอกสารอา้ งอิง
1. Siegel JD, Rhinehart E, Jackson M, Chiarello L; the Healthcare Infection Control

Practices Advisory Committee. 2007 Guideline for Isolation Precautions: Preventing
Transmission of Infectious Agents in Healthcare Settings. [Internet]. 2007 [cited 2014
Oct 27]. Available from: http://www.cdc.gov/hicpac/pdf/isolation/Isolation2007.pdf
2. ศิริลักษณ์ อภิวาณิชย์. การพยาบาลเพ่ือป้องกันและควบคุมการติดเช้ือ. ใน : สุปาณี เสนาดิสัย,
มณี อาภานนั ทกิ ลุ , บรรณาธกิ าร. คมู่ อื ปฎบิ ตั กิ ารพยาบาล. พมิ พค์ รง้ั ท่ี 1. กรงุ เทพฯ: จดุ ทอง; 2557.
หนา้ 78-87.
3. ก�ำธร มาลาธรรม. การแยกผู้ป่วยโรคติดเชื้อ. ใน: บรรจง วรรณย่ิง, ก�ำธร มาลาธรรม และศิริลักษณ์
อภิวาณิชย์, บรรณาธิการ. คู่มือปฏิบัติงานการควบคุมโรคติดเช้ือในโรงพยาบาล: กรุงเทพฯ: จุดทอง;
2546.หน้า 6-10.

33

บทที่ 5
หลักการใช้น�ำ้ ยาทำ� ลายเชื้อและการท�ำความสะอาดหอผูป้ ว่ ย

ผศ.ศิริลกั ษณ์ อภิวาณิชย์
พว.ถนอมวงศ์ มณั ฑจิตร์

การป้องกันการติดเชื้อและแพร่กระจายเชื้อในโรงพยาบาลอีกวิธีหนึ่งคือ การใช้น้�ำยาท�ำลายเชื้อใน
อุปกรณ์ต่างๆ ท่ีใช้กับผู้ป่วย รวมถึงการท�ำความสะอาดหอผู้ป่วยหรือสิ่งแวดล้อมรอบๆ ตัวผู้ป่วย ซึ่งน�้ำยา
ท�ำลายเช้ือท่ีใช้ในโรงพยาบาลมีหลายชนิด แต่ละชนิดมีขอบเขตการท�ำลายเช้ือและวิธีการใช้ท่ีแตกต่างกัน
ดงั นน้ั เพอื่ ความปลอดภยั ของบคุ ลากร ผปู้ ว่ ยและลดการปนเปอ้ื นในสงิ่ แวดลอ้ ม บคุ ลากรควรมคี วามรใู้ นการ
เลือกใช้นำ้� ยาทำ� ลายเชือ้ ท่ถี กู ตอ้ ง

คำ�นิยาม
Cleaning หมายถึง การก�ำจัดสารอินทรีย์ เชื้อโรคและส่ิงสกปรกต่างๆ เช่น เลือด โดยการล้าง ขัดถู

ด้วยนำ�้ และสบู่หรอื ผงซกั ฟอก
Disinfection หมายถงึ กระบวนการทำ� ลายจลุ ชพี ตา่ งๆ ยกเวน้ สปอร์ เมอื่ สนิ้ สดุ กระบวนการนสี้ ามารถ

น�ำอุปกรณ์ไปใช้กบั ผูป้ ว่ ยได้
Disinfectant หมายถึง สารเคมีหรือน�้ำยาท�ำลายเช้ือท่ีใช้ในการะบวนการท�ำลายเช้ือต่างๆ ยกเว้น

สปอร์ โดยใชก้ ับสิ่งไมม่ ีชีวติ เชน่ ปรอทวัดไข้ หรือ อุปกรณก์ ารแพทยต์ า่ งๆ
Antiseptic หมายถึง สารเคมีหรือน้�ำยาท�ำลายเช้ือที่ใช้ในกระบวนการท�ำลายเชื้อต่างๆ โดยสามารถ

ใช้กับคน หรอื เน้อื เย่ือต่างๆได้ เช่น 70% alcohol เป็นต้น
Sterilization หมายถึง กระบวนการท�ำลายจลุ ชพี ทุกชนดิ รวมทง้ั สปอร์ โดยการอบดว้ ยไอร้อนภายใต้

ความดันสูง หรืออบแก๊ส เช่น ethylene oxide เป็นต้น sterilization เป็นกระบวนการที่ท�ำให้อุปกรณ์
ปลอดภยั สูงสุดก่อนนำ� ไปใช้กับผปู้ ว่ ย เชน่ อปุ กรณท์ ่ใี ชใ้ นการผ่าตัด สายสวนปัสสาวะ เป็นตน้ 1,2,3

ประสทิ ธิภาพของนำ�้ ยาท�ำลายเช้อื แบง่ เป็น 3 ระดับ คือ
1. High level หมายถึง สารเคมีที่ทำ� ลายเชือ้ แบคทีเรยี และจุลชพี อื่นๆ ได้ทกุ ชนดิ รวมถงึ เชอ้ื รา ไวรัส

สปอรข์ องแบคทีเรีย เชน่ 2% glutaraldehyle เป็นตน้
2. Intermediate level หมายถึง สารเคมีท่ีท�ำลายเชื้อแบคทีเรีย เชื้อวัณโรค ไวรัสและราเกือบ

ทุกชนิดแต่ไม่ท�ำลายสปอร์ของแบคทีเรีย เช่น Phenolic compound (เช่น cresol), Iodophor, 70%,
alcohol, sodium hypochlorite เป็นต้น

3. Low level หมายถึง สารเคมีทที่ �ำลายเชอ้ื แบคทเี รียท่ีเปน็ vegetative form เชื้อรา และไวรัสท่ี
มีขนาดกลาง ดังในตารางที่ 5.1 สารเคมกี ลุ่มน้ี เช่น chlorhexidine gluconate, benzalkonium chloride
เป็นตน้ 1,3

34

ผู้ใช้ต้องเข้าใจคุณสมบัติขององค์ประกอบของสารเคมี จึงสามารถเลือกใช้น้�ำยาท�ำลายเชื้อได้อย่าง
ถูกต้องเหมาะสมและมีประสทิ ธิภาพ

ตารางท่ี 5.1 ประสทิ ธภิ าพในการท�ำลายเชอื้ ของสารเคมีระดับต่างๆ1

แบคทเี รยี รา ไวรสั

Vegetative Mycobacteria Spores *Lipid and me- **Non-lipid and
bacteria dium size small size

Sterilization + + ++ + +

Disinfection

High + + +/- + + +

Intermediate + + -+ + +

Low + - - +/- + -

Cleaning สามารถกำ�จดั คราบสกปรกรวมทง้ั จลุ ชพี บางสว่ น

หมายเหตุ: + หมายถึง มีประสทิ ธิภาพการท�ำลายเช้ือน้ัน
- หมายถงึ ไม่มีประสิทธิภาพการท�ำลายเชื้อน้ัน
* Lipid-containing viruses: Herpes, Influenza, mumps, Vaccinia, Hepatitis B virus, Human immuno-
deficiency virus (HIV)

** Non-lipid viruses: Poliomyelitis, Coxsackie, ECHO, Adenovirus, Rhinovirus

ตารางท่ี 5.2 ระดับของนำ้� ยาท�ำลายเชื้อตามประสทิ ธิภาพของการท�ำลายเช้อื 2

ชนดิ ของนำ้� ยาทำ� ลายเช้ือ ระดบั ความเขม้ ขน้ ประสิทธภิ าพของ ตัวอยา่ งชื่อทางการคา้
ของนำ�้ ยาทำ� ลายเชือ้ น้�ำยาทำ� ลายเช้ือ Alcohol
Alcohol
Alcohol+ Chlorhexidine 70 - 90% Intermediate Hibitane, Hibiscrub
Chlorhexidine 2% Intermediate Cidex, Pose- dex
Formaldehyde
Glutaraldehyde 2%, 4% Low
3 - 8% Intermediate to High
Intermediate to High
2%

Halogens 0.5% Intermediate Chlorox, Virkon, Steri tab
- Hypochlorite
- Iodine 0.2% Intermediate Tincture iodine
- Tincture iodine

- Iodophor 7.5- 10% Intermediate Povidine, Betadine
Hydrogen peroxide 3- 6% Low to High

35

ตารางที่ 5.2 ระดบั ของน�้ำยาท�ำลายเชือ้ ตามประสทิ ธิภาพของการท�ำลายเช้อื (ตอ่ )

ชนดิ ของน�้ำยาทำ� ลายเชอื้ ระดับความเขม้ ขน้ ประสทิ ธภิ าพของ ตวั อยา่ งช่ือทางการคา้
ของนำ้� ยาท�ำลายเชื้อ นำ�้ ยาทำ� ลายเชือ้ Perasafe
Peracetic acid based Lysol
Phenol High Dettol
- Cresol
- Chloroxylenol 10%- 50% Low to Intermediate Zephiran, Bactyl,
Quaternary Ammonium Low Pose-bac
Low
Compound (QACs) Savlon
- Benzalkonium 1: 100, 1:200 Low
chloride 1.4%+ 3.2% Low Forward
QACs- Diguanide
- Cetrimide+
Chlorhexidine
QACs + lysol

หลักการในการทำ�ลายเชื้อโรคในอุปกรณ์การแพทย์ 3,4

1. ตอ้ งท�ำความสะอาดกำ� จัดส่ิงปนเปื้อน (cleaning) ทอ่ี ปุ กรณ์ เชน่ คราบสกปรก เลอื ด ดว้ ยนำ้� และ
สบหู่ รอื ผงซกั ฟอก หรอื สารขจดั คราบ (enzyme) กอ่ นจะนำ� อปุ กรณไ์ ปทำ� การทำ� ลายเชอ้ื หรอื ทำ� ใหป้ ราศจาก
เชอื้ เพราะสงิ่ สกปรกทแ่ี หง้ ตดิ อยกู่ บั อปุ กรณจ์ ะทำ� ใหน้ ำ�้ ยาไมส่ ามารถสมั ผสั กบั พนื้ ผวิ บางสว่ นของอปุ กรณไ์ ด้
และท�ำให้ประสิทธิภาพในการท�ำลายเช้ือลดลง กระบวนการล้างเป็นกระบวนการแรกของการท�ำลายเช้ือใน
อปุ กรณ์การแพทยต์ ่างๆ

2. ข้อพิจารณาในการที่จะท�ำลายเชื้อด้วยวิธีการ disinfection หรือ sterilization พิจารณาให้
เหมาะสมตามความเสยี่ งตอ่ การตดิ เชอื้ ของผูป้ ่วย จึงแบ่งชนดิ ของเคร่ืองมือออกเปน็ 3 กลุ่มดังนี้

2.1 Critical items คือ อุปกรณ์ท่ีเข้าสู่ส่วนของร่างกายในส่วนท่ีปราศจากเชื้อ เช่น ผ่านเข้าไปใน
เนอ้ื เยอ่ื หรอื เขา้ หลอดเลอื ดตา่ งๆ อปุ กรณเ์ หลา่ นี้ ไดแ้ ก่ surgical instruments and devices, angiography
catheters, central venous pressure catheters, bladder catheters, intravenous systems เป็นตน้
การทำ� ลายเชือ้ ตอ้ งท�ำโดยวิธี sterilization

2.2 Semicritical items คอื อปุ กรณ์ท่สี ัมผัสกับเยอื่ บผุ ิว หรือผิวหนงั ท่ีเป็นแผล (non-intact skin)
แต่ไม่ผ่านทะลุผิวหนัง หรือเยื่อบุ ได้แก่ anesthesia equipment, respiratory therapy, endoscopes,
cystoscopes เป็นต้น ซึ่งอุปกรณ์เหล่าน้ีไม่ควรมีเช้ือโรค นอกจากสปอร์ของแบคทีเรียเพียงเล็กน้อย
Semicritical items ควรถกู ทำ� ลายเชอื้ โดยใช้ disinfection ระดบั intermediate ถงึ high หรอื sterilization

36

2.3 Non-critical items คือ อุปกรณ์ที่สัมผัสเฉพาะผิวหนังปกติ (intact skin) ของผู้ป่วย ได้แก่
กระโถน ที่ใส่ปัสสาวะ อ่างอาบน้�ำผู้ป่วย อ่างล้างเคร่ืองมือ เป็นต้น อุปกรณ์ non-critical items ควรถูก
ท�ำลายเช้ือโดยใช้น�้ำยาท�ำลายเชื้อระดับ intermediate หรือ low-level disinfectionโดย พิจารณาตาม
ความเหมาะสมของระดบั การปนเปื้อนของเชื้อ

3. การท�ำ Sterilization คือ การท�ำลายเชื้อในอุปกรณ์การแพทย์ ที่ส่วนใหญ่เป็นโลหะซ่ึงทนต่อ
ความร้อนสูง มักใช้วิธีอบความด้วยความร้อนภายใต้ความดันสูง (steam sterilization, autoclave) ส่วน
อปุ กรณ์ทีไ่ ม่ทนความร้อนให้ อบ โดยใช้ ethylene oxide หรอื hydrogen peroxide gas plasma ซึ่งแต่ละ
ชนดิ มขี ้อจำ� จัดในการใช้แตกต่างกัน ต้องพจิ ารณาใหเ้ หมาะสมเพ่ือใหม้ ีประสทิ ธิภาพสูงสดุ

4. การใช้นำ�้ ยาทำ� ลายเช้อื แช่อุปกรณ์ ควรปฏิบัตดิ ังน้ี
4.1 เครอื่ งมือท่ีแช่น�้ำยาทำ� ลายเชือ้ จะตอ้ งสะอาดและแห้ง
4.2 ใช้ภาชนะท่ีมีฝาปิดแช่เครื่องมือ และปิดฝาเสมอ มิฉะน้ันน�้ำยาท�ำลายเช้ือบางชนิดจะ
เสื่อมคุณภาพไดจ้ ากการระเหยและอาจเปน็ อนั ตรายต่อผูใ้ ชไ้ ด้
4.3 ถ้าเป็นน�้ำยาที่กัดกรอ่ นโลหะ ภาชนะท่ีใสน่ ำ�้ ยาท�ำลายเชือ้ ควรเป็นชนดิ พลาสตกิ
4.4 การแชเ่ ครอ่ื งมอื ในนำ�้ ยาทำ� ลายเชอ้ื ตอ้ งมอี ตั ราสว่ นหรอื ความเขม้ ขน้ ถกู ตอ้ งตามมาตราฐาน
และในระยะเวลาทกี่ ำ� หนด
4.5 การแช่ น้�ำยาท�ำลายเชื้อต้องท่วมเครื่องมือ และให้น�้ำยาเข้าไปทุกส่วนของเครื่องมือไม่ให้
มฟี องอากาศ
4.6 ภาชนะท่ีใส่เครื่องมือและน้�ำยาท�ำลายเช้ือ เมื่อใช้หมดหรือหมดอายุการใช้งานให้ล้าง
ทำ� ความสะอาดและทำ� ใหแ้ ห้งกอ่ นทน่ี �ำมาใชใ้ หม่ทุกคร้งั
5. การเก็บอุปกรณท์ ่ผี า่ นทำ� ลายเช้อื แล้ว ให้เกบ็ ไว้ในตู้ท่ีมฝี าปิดทีส่ ะอาด 3,4
อุปกรณ์ หรือเครือ่ งมอื ชนิดต่างๆท่ใี ช้ในหอผ้ปู ่วย หรือหน่วยบริการตา่ งๆ เมอ่ื ปนเป้อื นสิง่ คัดหลง่ั
ใหล้ ้างด้วยนำ้� และสบู่ หรือสารขจดั คราบก่อนสง่ ไปท�ำใหป้ ราศจากเชอ้ื ทหี น่วยเวชภัณฑป์ ลอดเชอื้ โดยการใส่
ในถุงพลาสติกพร้อมทั้งปิดปากถุง เพ่ือลดการปนเปื้อนของบุคลากรและสิ่งแวดล้อมขณะน�ำส่ง บุคลากรที่
ทำ� ความสะอาดเครอื่ งมอื ให้สวมอปุ กรณ์ป้องกนั รา่ งกายตามทกี่ �ำหนดไว้

37

ตารางที่ 5.3 การใช้น้�ำยาท�ำลายเชอื้ ในอปุ กรณต์ ่างๆ

กจิ กรรม การท�ำลายเชอื้ เวลาทใ่ี ช้ อายนุ ำ้� ยา
30 นาที หลังผสม
1. ปรอท ทำ� ความสะอาดด้วยน�้ำสบู่ เชด็ ใหแ้ ห้ง 14 วัน
2. ช้นิ สว่ นของ แลว้ เช็ดตามดว้ ย 70% alcohol
2% Glutaraldehyde

non-rebreathing valve 2% Glutaraldehyde 30 นาที 14 วัน
3. non-rebreathing valve Steritab 1 เม็ดผสมนำ้� 6 ลิตร (0.03%) 30 นาที 1 วนั
4. Syringe feedingของผู้ปว่ ยเด็ก 2% Glutaraldehyde 30 นาที 14 วนั
5. Endoscope, Peracetic acid 15 นาที
bronchoscope Automated endoscope ตามวงรอบการ -
reprocessors ทำ� งานของเคร่อื ง -
6. ขวดพลาสตกิ ส�ำหรับใสน่ ำ�้ สบู่ ผงซกั ฟอกหรือนำ�้ สบู่ ลา้ งและท�ำให้แหง้ -
ก่อนนำ� ไปใช้
7. ถาดสำ� หรับวางจดั ยาและเจาะ 70% alcohol เช็ดและรอให้แหง้
เลอื ดผู้ปว่ ย กอ่ นน�ำไปใช้
8. หูฟงั (stethoscope) 70% alcohol ก่อนและหลังใช้กับ
ผู้ป่วยทุกคร้งั

การทำ�ความสะอาดอุปกรณ์ที่ใชก้ ับผู้ป่วยและสง่ิ แวดลอ้ มรอบตัวผูป้ ว่ ย 3,4

วตั ถปุ ระสงคเ์ พือ่
1. ป้องกนั การแพรก่ ระจายเชอื้ ในโรงพยาบาล
2. ลดการปนเปื้อนในสง่ิ แวดลอ้ มและอุปกรณท์ ีใ่ ช้กับผปู้ ว่ ย
อุปกรณ์ทีใ่ ชก้ ับผู้ปว่ ยมีหลายชนดิ บางชนดิ ต้องใชร้ ่วมกันในผปู้ ่วยหลายคน เช่น เครอื่ งปรบั อตั ราการ
ไหลของสารนำ้� เครอื่ งวดั ความดนั โลหติ เปน็ ตน้ สว่ นสง่ิ แวดลอ้ มรอบตวั ผปู้ ว่ ย เชน่ ราวกน้ั เตยี ง โตะ๊ ขา้ งเตยี ง
เป็นต้น สิ่งเหล่าน้ีมีโอกาสปนเปื้อนเชื้อของผู้ป่วย มีโอกาสแพร่กระจายเช้ือไปสู่ผู้ป่วยอ่ืนได้ ดังนั้นต้อง
ทำ� ความสะอาดอปุ กรณห์ ลงั จากใชใ้ นผปู้ ว่ ยแตล่ ะรายอยา่ งถกู ตอ้ ง หอ้ งแยกผปู้ ว่ ยทต่ี ดิ เชอ้ื ชนดิ ตา่ งๆ มโี อกาส
ปนเปื้อนเชื้อจากผู้ป่วยตามพ้ืนผิวภายในห้องน้ัน การท�ำความสะอาดห้องและส่ิงของท้ังหมดในห้อง ต้องท�ำ
อย่างถูกต้องเหมาะสมเชน่ เดยี วกัน

38

ตารางที่ 5.4 แนวทางการทำ� ความสะอาดวัสดอุ ุปกรณ์ และเครื่องมอื ที่ใช้กบั ผู้ปว่ ย

อปุ กรณ์ น�ำ้ ยาทำ� ลายเชื้อ ความถใ่ี นการทำ� ความสะอาด
โต๊ะครอ่ มเตยี ง (over-bed table) 0.1% Benzalkonium Chloride ท�ำทกุ วันอยา่ งน้อยวันละ 2 ครง้ั และ
ราวกัน้ เตียง (side rails) 0.1% Benzalkonium Chloride หลงั ย้ายผู้ปว่ ยหรอื จำ� หนา่ ย
โตะ๊ ข้างเตยี ง 0.1% Benzalkonium Chloride
ตวั ปรับความดัน (vacuum regulator) disinfectant wipes
ตัวปรับระดับออกซเิ จน (flow meter) disinfectant wipes
ปมุ่ สมั ผัสเครอื่ ง EKG Monitor disinfectant wipes
ปมุ่ สัมผัสเครือ่ งช่วยหายใจ disinfectant wipes
ปุ่มสมั ผสั เครอ่ื ง Infusion pumps disinfectant wipes
เสาน้�ำเกลอื 0.1% Benzalkonium Chloride

เตยี ง หมอน ท่ีนอน 0.1% Benzalkonium Chloride หลังยา้ ยผปู้ ่วยหรือจ�ำหน่าย

Blood pressure cuff ซักด้วยน้�ำและสบู่เช็ดแห้งก่อนน�ำมา หลงั ยา้ ยผปู้ ่วยหรือจ�ำหน่าย
ใช้ใหม่

แฟม้ ใส่ประวตั ิผปู้ ว่ ย (chart เหลก็ ) ผงซักฟอก ขัดลา้ งท�ำความสะอาดดว้ ยผงซักฟอก
เดือนละคร้งั หรือเมอ่ื สกปรก

แฟม้ ใส่ประวัตผิ ปู้ ่วย (พลาสตกิ ) 0.1% Benzalkonium Chloride เดอื นละครง้ั หรือเมอ่ื สกปรก
หรือ disinfectant wipes

เคานเ์ ตอรพ์ ยาบาล 0.1% Benzalkonium Chloride วันละคร้งั

แป้นพิมพค์ อมพวิ เตอร์ 0.1% Benzalkonium Chloride วันละครงั้
หรือ disinfectant wipes

แผ่นกระดานเคลือ่ นย้ายผู้ปว่ ย (patient 0.1% Benzalkonium Chloride หลังใช้ทุกครง้ั
slide boards) หรอื disinfectant wipes

เครือ่ งกระตุ้นหวั ใจ (defibrillator) 0.1% Benzalkonium Chloride หลังใชท้ ุกคร้ัง
หรอื disinfectant wipes

แผ่นรองหลงั กชู้ พี ผูป้ ่วย 0.1% Benzalkonium Chloride หลงั ใช้ทุกครั้ง
เคร่อื งตรวจคลนื่ หวั ใจ หรอื disinfectant wipes หลงั ใช้ทกุ คร้ัง
(EKG machines) 0.1% Benzalkonium Chloride
หรอื disinfectant wipes

พืน้ ผิวดา้ นนอกเครอื่ งอ่านนำ้� ตาล disinfectant wipes หลังใชท้ กุ คร้งั

พน้ื ผวิ ดา้ นนอกเคร่อื งทำ� 0.05% sodium hypochlorite หลังใชท้ ุกครั้ง
hemodialysis หรอื disinfectant wipes

ตัววัด NIF (negative inspiratory ล้างดว้ ยน�ำ้ สบู่ เชด็ ให้แห้ง และ เช็ด หลังใชท้ ุกครัง้
forcemonitoring kit) ดว้ ยตามด้วย 70 % alcohol

Spirometer 70% alcohol หลงั ใช้ทกุ ครั้ง

39

ตารางที่ 5.4 แนวทางการทำ� ความสะอาดวสั ดอุ ปุ กรณ์ และเครอ่ื งมือทใ่ี ชก้ ับผ้ปู ว่ ย (ต่อ)

อุปกรณ์ น�้ำยาท�ำลายเชือ้ ความถี่ในการทำ� ความสะอาด

สายวดั disinfectant wipes หลงั ใช้ทุกครงั้

แผน่ รองเอ็กซเ์ รย์ผู้ป่วย disinfectant wipes หลังใช้ทกุ ครั้ง

รถเคล่อื นย้ายผปู้ ่วย 0.1% benzalkonium chloride หลงั ใชท้ ุกคร้งั
(wheelchairs/stretcher) หรือ disinfectant wipes

หมายเหต ุ 1. เคร่ืองชั่งน�้ำหนัก ให้ช่ังน�้ำหนักผู้ป่วยไม่ติดเชื้อก่อนและใช้แล้วทุกครั้งเช็ดท�ำความสะอาดด้วย0.1%
Benzalkonium chloride (เช่น Bactyl®)
2. ผ้ามา่ น สง่ ซักท�ำความสะอาด เดือนละ 1 คร้งั และเม่อื สกปรก
3. ของที่ใช้รว่ มกนั ในผ้ปู ่วยหลายคน ใหท้ ำ� ความสะอาดโดยใช้น�ำ้ ยาทำ� ลายเช้อื ก่อนและหลงั ใชท้ กุ คร้งั

ตารางที่ 5.5 ขั้นตอนการทำ� ความสะอาดหอผู้ปว่ ย

พน้ื ผิวสิ่งแวดล้อม ความถ่ขี อง นำ�้ ยาทำ� ลายเช้ือ ขั้นตอนการทำ� ความสะอาด
การทำ� ความสะอาด
โต๊ะข้างเตียง อยา่ งนอ้ ย 0.1% 1.ลา้ งมือและสวมถงุ มอื สะอาด
โต๊ะคร่อมเตยี ง วนั ละ 2 คร้ัง Benzalkonium 2. ผสมนำ้� ยา benzalkonium chloride ตามอัตราส่วน
ราวข้างเตียง chloride ทกี่ �ำหนด (หรอื ท่เี ตรียมจากบรษิ ทั )
เสานำ�้ เกลือ 3. ผา้ สะอาดผนื ท่ี 1 เทน้ำ� ยาท�ำลายเชอื้ ท่ผี ้าให้ชุม่ เช็ด
โต๊ะขา้ งเตียง และโตะ๊ ครอ่ มเตียง
4.ผ้าสะอาดผนื ที่ 2 เทนำ�้ ยาทำ� ลายเชอ้ื ท่ผี า้ ให้ชุ่ม เชด็
ราวข้างเตียง
5. ผ้าสะอาดผืนที่ 3 เทน�้ำยาท�ำลายเช้ือทผี า้ ให้ช่มุ เชด็
เสานำ�้ เกลือ
6. ผา้ สะอาดผืนที่ 4 เช็ดบรเิ วณทพ่ี บวา่ เปน็ คราบจาก
น้ำ� ยาทำ� ลายเชื้อ
6. ถอดถุงมอื และล้างมือ
หมายเหตุ
- ผ้าทุกผนื เมอื่ ใชแ้ ล้วทงิ้ ในถุงท่ีกำ� หนดไวเ้ พ่ือสง่ ซักต่อไป
- ถุงมือ 1 คู่ ตอ่ 1 เตียงผ้ปู ว่ ย
ม่าน เดือนละ 1 ครงั้ ผงซักฟอก สง่ งานบรกิ ารผา้
ผ้าระหว่างเตยี ง
มา่ นพลาสตกิ วันละ 1 คร้งั 0.1%
ระหวา่ งเตยี ง Benzalkonium
chloride
พน้ื หอผปู้ ว่ ย วนั ละ 2 ครงั้ Forward ขัน้ ตอนการทำ� ความสะอาดพ้นื หอผ้ปู ว่ ย
หรอื เม่ือสกปรก (ฟอร์เวริ ด 10 1. ลา้ งมือและสวมถงุ มือแบบหนา
มลิ ลิลิตรผสมนำ�้ 2. เตรยี มถังนำ้� ทใ่ี ชถ้ พู ื้น 2 ถงั ถังแรกใสน่ ้�ำสะอาด
ให้ครบ 15 ลิตร) ถงั ท่ี 2 ใสน่ ำ้� ยาฟอรเ์ วิด

40

ตารางท่ี 5.5 ข้นั ตอนการทำ� ความสะอาดหอผ้ปู ว่ ย (ต่อ)

พ้ืนผิวสงิ่ แวดล้อม ความถีข่ อง น้�ำยาท�ำลายเชือ้ ข้นั ตอนการทำ� ความสะอาด
การทำ� ความสะอาด
3.กำ� จัดผงฝนุ่ และขยะโดยใชไ้ มด้ นั ฝุ่นหรือเคร่อื งดดู ฝุ่น
ห้ามใชไ้ ม้กวาด
4.ใช้ผ้าชุบน�้ำยาฟอรเ์ วิรดถพู ้นื จนท่ัว
5. เม่ือถู 1 ลอ็ กเรียบร้อยแล้วให้ ซักผ้าทถ่ี พู ื้นแลว้ ในถัง
แรก กอ่ นจุม่ ลงในถังน้ำ� ยาฟอรเ์ วิรดเพอ่ื ถพู นื้ ท่ีอน่ื ตอ่ ไป
6 .เปล่ยี นน้�ำและนำ�้ ยาฟอรเ์ วิรดเม่ือสกปรก
7. เมอื่ ถเู สรจ็ แล้วซกั ผา้ ถูพืน้ ด้วยผงซกั ฟอกและตากให้
แหง้ ก่อนน�ำมาใช้ใหม่
8. ถอดถุงมือและล้างมือ
อา่ งล้างมือ วนั ละ 2 คร้ัง ผงซักฟอก

หมายเหตุ: 1. ในกรณีท่ีผู้ป่วยติดเชื้อ Clostridium difficileในอุจจาระให้ท�ำความสะอาดหรือเช็ดอุปกรณ์ต่างๆ และ
ส่งิ แวดล้อมรอบตวั ดว้ ย ดว้ ยน้�ำยาท�ำลายเชือ้ 0.5% sodium hypochlorite

หอ้ งผา่ ตัด การท�ำความสะอาดพืน้ ผวิ หอ้ งผ่าตัด เช่น ผนงั หรือ เตยี งผา่ ตัด รวมท้ังพนื้ ให้เช็ดท�ำความ
สะอาดด้วย 0.1% benzalkonium chloride ยกเวน้ กรณที พ่ี นื้ ผิวเป้อื นเลอื ดหรอื สง่ิ คดั หลัง่ ใชก้ ระดาษหรือ
ผ้าแห้งซับส่ิงคัดหล่ังออกให้มากท่ีสุดก่อนแล้วท้ิงในถังขยะหรือผ้าติดเชื้อ เช็ดบริเวณนั้นอีกครั้งด้วยน้�ำยา
ทำ� ลายเชือ้ 0.5% Sodium hypochlorite กอ่ นเชด็ ท�ำความสะอาดตามปกติ

ในกรณีท่ีผู้ป่วยติดเช้ือด้ือยาปฏิชีวนะหรือ Clostridium difficile ให้ปฏิบัติตามขั้นตอนการท�ำความ
สะอาดในหอผู้ป่วยท่ัวไป แต่บุคลากรที่ท�ำความสะอาดต้องใส่อุปกรณ์ป้องกันร่างกาย ดังน้ี ถุงมือและ
เสื้อคลุมพลาสติกกันน้�ำ โดยเปล่ียนทุกครั้งเม่ือเปลี่ยนห้องผู้ป่วย ในกรณีท่ีมีผู้ป่วยติดเช้ือดังกล่าวใน
หอผูป้ ่วยสามญั ให้ทำ� ความสะอาดเป็นเตียงสดุ ท้าย

การท�ำความสะอาดสิ่งแวดล้อมเป็นส่ิงหน่ึงที่ส�ำคัญในการลดการแพร่กระจายเช้ือในโรงพยาบาล
ปัจจุบันโรงพยาบาลส่วนใหญ่จ้างบริษัทรับทำ� ความสะอาดมาปฏิบัติหน้าท่ีตามส่วนต่างๆ ของโรงพยาบาล
แตป่ ญั หาทพ่ี บ คอื ความถขี่ องการเปลย่ี นบรษิ ทั เนอ่ื งจากการประเมนิ ผลการปฏบิ ตั งิ านไมผ่ า่ นหรอื การลาออก
ของบคุ ลากรในแตล่ ะบรษิ ทั บอ่ ยๆ ทางโรงพยาบาลจงึ ขาดบคุ ลากรทมี่ คี วามชำ� นาญประจำ� ตามหนว่ ยงานตา่ งๆ
เกือบตลอด ท�ำให้มีข้อผิดพลาด หรือบกพร่องในการท�ำความสะอาด ดังน้ัน เพื่อลดปัญหาต่างๆ ดังกล่าว
ผปู้ ฏบิ ตั งิ านดา้ นการปอ้ งกนั และควบคมุ การตดิ เชอื้ ควรมสี ว่ นรว่ มในการคดั เลอื กบรษิ ทั ทำ� ความสะอาด รวมทง้ั
การจัดอบรมบุคลากรท่ีปฏิบัติงานด้านน้ี เพ่ือให้สามารถปฏิบัติตามข้ันตอนท่ีก�ำหนดและเป็นมาตราฐาน
เดียวกันทง้ั ระบบ

41

เอกสารอ้างอิง
1. บรรจง วรรณยงิ่ และยพุ า จรรยงคว์ รกลุ .การกำ� จดั เชอื้ และการใชน้ ำ�้ ยาทำ� ลายเชอ้ื . ใน: บรรจง วรรณยงิ่ ,

ก�ำธร มาลาธรรม, ศิริลักษณ์ อภิวาณิชย์, บรรณาธิการ.คู่มือปฏิบัติงานการควบคุมโรคติดเช้ือใน
โรงพยาบาล พมิ พค์ รง้ั ท1่ี . กรุงเทพฯ: จุดทอง; 2546.หน้า 18-21.
2. นิตยาจาร กติ ตเิ ดชา, ส่งศรี กติ ติรกั ษต์ ระกูล, ดารณี จามจรุ .ี บรรณาธิการ.การปอ้ งกันการตดิ เชอ้ื และ
ควบคมุ การตดิ เชอ้ื ในสถานบรกิ ารสาธารณสขุ สำ� หรบั พยาบาล พมิ พค์ รงั้ ท1ี่ . กรงุ เทพฯ: องคก์ ารรบั สง่
สินค้าและพัสดภุ ณั ฑ์; 2546.
3. Rutala WA, editor. Disinfection, Sterilezation, and Antiseptic: Principles, Practices, Current
Issues, New Research, and New Technologies. Florida:Ft Lauderdale; 2009.
4. Rutala WA, Weber DJ, the Healthcare Infection Control Practices Advisory Committee.
Guideline for Disinfection and Sterilization in Healthcare Facilities, 2008. Available
online at http://www.cdc.gov/hicpac/pdf/guidelines/Disinfection_Nov_2008.pdf
5. Dumigan DG, Boyce JM, Havill NL, Golebiewski M, Balogun O, Rizvani R. Who is really
caring for your environment of care? Developing standardized cleaning procedures
and effective monitoring techniques. Am J Infect Control. 2010; 38(5):387-92.
6. Hota B, Blom DW, Lyle EA, Weinstein RA, Hayden MK. Interventional evaluation of
environmental contamination by vancomycin-resistant enterococci: failure of personnel,
product, or procedure? J Hosp Infect. 2009; 71(2):123-31.

42

บทที่ 6
การป้องกันการติดเชื้อที่แผลผ่าตัด

รศ.ภาณวุ ัฒน์ เลิศสิทธชิ ัย
และคณะกรรมการป้องกนั การติดเชือ้ ตำ� แหนง่ ผ่าตัด ภาควิชาศลั ยศาสตร์ฯ

การป้องกันการติดเช้ือที่ต�ำแหน่งผ่าตัดควรปฏิบัติตามแนวทาง (guidelines) ที่มีหลักฐานทางการ
แพทยส์ นับสนุน หรอื เปน็ ข้อตกลง (consensus) ทีย่ อมรับได้โดยทั่วไป ในบทนจ้ี ะกล่าวถึงวธิ กี ารปอ้ งกนั การ
ตดิ เชอ้ื ทต่ี ำ� แหนง่ ผา่ ตดั โดยใช้ checklist ชว่ ยในการกำ� กบั และตดิ ตามการปฏบิ ตั ิ ทพ่ี ฒั นาขน้ึ โดยคณะกรรมการ
ป้องกันการตดิ เช้ือต�ำแหนง่ ผ่าตดั ภาควชิ าศัลยศสาตร์ checklist นี้ จัดทำ� โดยอาศยั แนวทางปฏิบตั ิมาตรฐาน
เป็นต้นแบบ 1, 2
1. วตั ถปุ ระสงค์ของ Checklist3 เพอ่ื

1. ยาํ้ เตอื นผู้ปฏิบตั ทิ ม่ี สี ่วนเกย่ี วขอ้ งกับการดูแลผู้ป่วยศัลยกรรม ในมาตรฐานการป้องกันการติดเชอื้
ท่ีต�ำแหน่งผ่าตัด (surgical site infection, SSI)

2. ลดการเกิด SSI
3. เกบ็ ขอ้ มลู มาตรการป้องกนั SSI ท่ปี ฏบิ ัติได้จริง ในแต่ละหนว่ ยงานทเี่ กย่ี วข้อง
4. หาความสมั พันธร์ ะหว่างมาตรการการปอ้ งกนั SSI ที่ได้ปฏิบัติ หรอื มิไดป้ ฏบิ ัติ กับการเกิด SSI โดย
นำ� ข้อมลู จากการใช้ checklist เชื่อมโยงกบั ขอ้ มลู SSI ที่คณะกรรมการปอ้ งกันและ ควบคมุ การตดิ เชอ้ื ในโรง
พยาบาล ของโรงพยาบาลรามาธิบดี เปน็ ผูบ้ นั ทึก
5. Check list น้ี ใช้กับผู้ป่วยที่รับการผ่าตัด open major surgery และ laparoscopic surgery
เทา่ นัน้
2. นิยามศพั ท์
1. การติดเช้ือท่ีต�ำแหน่งผ่าตัด (surgical site infection, SSI) แบ่งเป็น SSI type I (superficial
incisional), type II (deep incisional: fascia & muscles) และ type III (organ/space: organ or
intracavitary abscesses) ดูนิยามจากเอกสารอา้ งองิ 1, 2, 4
2. ประเภทของแผล (wound classification) แบ่งเป็น 4 กลุ่ม: clean, clean-contaminated,
contaminated และ dirty/infected wounds ดูนยิ ามจากเอกสารอา้ งอิง 1, 2, 4
3. ดัชนีความเสี่ยงต่อการติดเช้ือ ตามนิยามของ National Nosocomial Infection Surveillance
System (NNIS)* เป็นขอ้ มลู มาตรฐานท่ตี อ้ งรายงานควบคกู่ ับอตั ราการเกดิ SSI แบง่ เป็นความเส่ยี ง 4 ระดับ
ได้แก่ 0, 1, 2 และ 3 โดยอาศยั การใหค้ ะแนนปจั จยั เสี่ยง 3 ปจั จยั คือ ASA class, wound class และ ระยะ

43

เวลาผา่ ตดั (duration of operation) แลว้ นำ� คะแนนทั้งหมดมารวมกนั จงึ ตอ้ งมกี ารบนั ทกึ ปจั จัยเหล่านใี้ น
checklist (ดรู ายละเอียดการคำ� นวณ NNIS risk index ในเอกสารอ้างองิ ) 4
* ปจั จบุ นั มฐี านะเปน็ เครอื ขา่ ยภายใตก้ ารบรหิ ารของศนู ยค์ วบคมุ โรคแหง่ สหรฐั อเมรกิ า (centers for disease
control and prevention) คือ National Healthcare Safety Network (NHSN)

3. การปอ้ งกนั การตดิ เช้อื ในช่วงก่อนการผา่ ตดั (ดู checklist ประกอบ, รปู ที่ 1 และ 2)
1. ควรอาบนํ้าฟอกสบู่ antiseptic กอ่ นผ่าตดั ไดแ้ ก่ การใช้ 4% chlorhexidine scrub ฟอกร่างกาย

หรอื บริเวณผา่ ตดั ในคนื กอ่ นผ่าตดั โดยใชฟ้ อกผใู้ หญ่และเดก็ อายุเกนิ 4 ปี ขึ้นไป เปน็ ต้น
2. ก�ำจัดขนหรือผม ท�ำเท่าที่จ�ำเป็น และควรใช้วิธีคลิป (clip) แทนการโกน ควรก�ำจัดขนหรือผมใน

ห้องผา่ ตัดก่อนหรือระหวา่ งการใหย้ าระงบั ความรสู้ ึกท่วั ตัว (general anesthesia) หากไมส่ ามารถก�ำจดั ขน
ในห้องผ่าตดั ได้ ใหก้ �ำจัดขนในหอผู้ปว่ ยแต่ไม่เกนิ 1 ชัว่ โมง ก่อนนำ� ผปู้ ่วยเข้าหอ้ งผ่าตัด

3. ควรควบคุมน้ําตาลในเลือด ในผู้ป่วยท่ีตรวจพบว่าเป็นโรคเบาหวาน ต้องควบคุมระดับน้ําตาลใน
เลอื ดใหอ้ ยใู่ นระดบั ทเ่ี หมาะสม (ไมเ่ กนิ 180 mg/dL) โดยตอ้ งมกี ารเขยี นคำ� สง่ั การรกั ษา (treatment order)
ท่เี หมาะสม ไมว่ า่ จะสัง่ โดยศัลยแพทย์ หรอื โดยอายรุ แพทย์ที่มาให้คำ� ปรึกษาก็ตาม

4. ควรแก้ภาวะทุพโภชนการ (malnutrition) เมอ่ื ตรวจพบวา่ ผปู้ ่วยมภี าวะดงั กล่าว และมีข้อบง่ ชี้ที่
ตอ้ งแกไ้ ข จะใหก้ ารเสรมิ อาหารทางปากหรอื ทางลำ� ไสโ้ ดยตรง (enteral nutrition) หรอื เสรมิ ทางหลอดเลอื ด
ด�ำด้วยวธิ ี partial หรือ total parenteral nutrition กใ็ ด้ โดยระยะเวลาทแ่ี กไ้ ขไมค่ วรนอ้ ยกวา่ 1 สปั ดาห์

5. ควรงดยา steriods ก่อนการผ่าตัดแบบ elective ทั้งนี้ต้องมี การบันทึกในเวชระเบียนว่า ได้งด
ยาดงั กลา่ วใหแ้ ก่ผปู้ ่วยดว้ ยวธิ ีการท่เี หมาะสม

6. ระยะเวลาอยู่โรงพยาบาลก่อนผ่าตัดควรส้ันที่สุด โดยเฉพาะในกรณีผู้ป่วยเข้ารับการผ่าตัดแบบ
elective ตอ้ งใหผ้ ู้ประเมนิ พิจารณาว่าได้รับผปู้ ว่ ยเข้าพกั ในโรงพยาบาลก่อนผ่าตัด นานเกนิ ความจำ� เป็นหรอื
ไม่ ซึง่ ระยะเวลาสั้นทส่ี ดุ มักจะไมเ่ กิน 1 วนั ทง้ั นี้ ในบางกรณีผปู้ ว่ ยท่ีมโี รคร่วม (comorbidity) อืน่ ๆ อาจต้อง
อยโู่ รงพยาบาลนานกวา่ ปกติ เพอ่ื ควบคมุ ดแู ลโรคเหลา่ นน้ั ใหส้ งบลงกอ่ นการผา่ ตดั โดยศลั ยแพทยไ์ ดว้ างแผน
ไวล้ ว่ งหนา้ กถ็ อื วา่ เหมาะสม แตห่ ากผ้ปู ว่ ยตอ้ งอยโู่ รงพยาบาลนานเพราะเหตผุ ลทางการบริหารจัดการ หรอื
มี comorbidity ที่ควบคุมได้โดยไม่ต้องพักในโรงพยาบาล แต่ศัลยแพทย์ตรวจพบช้าเกินไป (เช่นโรค
hypertension) และมไิ ด้วางแผนไว้ล่วงหน้า ก็ตอ้ งถือว่าผ้ปู ว่ ยอยูโ่ รงพยาบาลนานเกนิ ความจ�ำเปน็

7. ควรลดการให้เลอื ดและองค์ประกอบของเลือด (blood components) กอ่ นผ่าตดั เน่ืองจากการ
ให้ blood components ในปรมิ าณมาก อาจเพม่ิ ความเสย่ี งตอ่ การเกดิ SSI ได้ การให้ blood component
แก่ผูป้ ว่ ย จึงควรให้น้อยท่ีสดุ และให้ตามขอ้ บง่ ช้ีท่ีชดั เจน ควรระบุขอ้ บง่ ชเ้ี หล่าน้ีในเวชระเบียน

8. ควรงดการสูบบุหรอ่ี ยา่ งนอ้ ย 30 วนั ก่อนผ่าตดั
9. ในการผา่ ตัดแบบ elective หากพบวา่ ผู้ป่วยเปน็ โรคติดเชอ้ื ท่รี ักษาใหห้ ายไดห้ รอื ทำ� ให้ทเุ ลาลงได้
ในเวลาอันสมควร กค็ วรรักษาโรคติดเช้อื เหลา่ นน้ั ก่อนผ่าตดั

44

10. หลกั ฐานในปจั จบุ นั ชใี้ หเ้ หน็ วา่ การเตรยี มลำ� ใสใ้ หญก่ อ่ นการผา่ ตดั แบบ elective ไมว่ า่ จะเปน็ การ
ทำ� ให้ถ่ายอุจจาระโดยให้กิน laxatives หรือการกนิ oral antibiotics เช่น neomycin อาจไม่จำ� เป็นในทกุ กรณี

11. การใชย้ าปฏชิ วี นะเพอ่ื การปอ้ งกนั การตดิ เชอ้ื (prophylactic antibiotics) จะใหต้ ามขอ้ บง่ ชี้ และ
เลอื กใช้ antibiotics ตามแนวทางปฏบิ ตั มิ าตรฐาน หรอื ตามขอ้ แนะนำ� ของคณะกรรมการปอ้ งกนั และควบคมุ
การติดเช้ือในโรงพยาบาล ต้องระบุว่าเป็นการให้ antibiotic แบบ prophylaxis และสั่งเพียงวันเดียว
การเตรียม prophylactic antibiotics ในกรณีทั่วๆ ไป หมายถึงการนำ� antibiotics ไปยงั ห้องผ่าตัดเพอ่ื ให้
วสิ ญั ญแี พทยเ์ ปน็ ผบู้ รหิ ารยาในเวลาอนั เหมาะสม ซง่ึ ไมค่ วรเกนิ 1 ชวั่ โมงกอ่ นการลงมดี แตใ่ นกรณที ตี่ อ้ ง drip
ยาเขา้ หลอดเลอื ดดำ� เปน็ เวลาเกนิ 1 ชว่ั โมงกอ่ นผา่ ตดั เชน่ ยา vancomycin กต็ อ้ งใหย้ าแกผ่ ปู้ ว่ ยกอ่ นเขา้ หอ้ ง
ผ่าตัด หากเกิดการปนเปื้อนเพิ่มเติมที่บริเวณผ่าตัด เช่น เกิดล�ำไส้ใหญ่ทะลุระหว่างการผ่าตัดถุงน้ําดี โดยไม่
คาดคดิ มากอ่ น กอ็ าจให้ prophylactic antibiotics เสรมิ ทค่ี รอบคลมุ เชอื้ โรคสำ� คญั กลมุ่ อนื่ ๆ ท่ี prophylactic
antibiotics เดิมคลุมไม่ได้ หรือหากการผ่าตัดใช้เวลานานเกินเวลา half-life ของ antibiotics ก็ควรให้ยา
ตอ่ เปน็ dose ๆ ไป ในกรณที ่แี ผลผ่าตดั เป็นประเภท dirty หรือ infected wound ตอ้ งทำ� swab pus หรอื
tissue culture เพอ่ื ชน้ี ำ� การให้ antibiotics ในเชิงการรกั ษา (therapeutic antibiotics) ทีเ่ หมาะกับเชือ้ ท่ี
เพาะได้

4. การปอ้ งกนั การตดิ เชื้อ ในชว่ งระหวา่ งการผ่าตดั
1. บุคลากรในห้องผา่ ตดั ต้องสวมชดุ ผ่าตดั ทค่ี ลุมผม และปดิ ปากและจมูก ใหม้ ิดชดิ
2. บคุ ลากรตอ้ งเปลีย่ นชุดผ่าตัดใหม่ ทกุ ครงั้ ท่ีกลบั เข้าบรเิ วณห้องผา่ ตัด
3. บุคลากรในห้องผ่าตัดต้องมีเล็บส้ัน ไม่ใส่เล็บปลอมหรือขนตาปลอม ไม่ทาเล็บ และไม่ใส่เครื่อง

ประดบั เกินจำ� เป็น
4. บุคลากรใช้แปรงฟอกเลบ็ และใตเ้ ล็บ เปน็ เวลา 2 ถึง 5 นาที หน่งึ แปรง ส�ำหรบั การผา่ ตดั รายแรก

ของวัน ส่วนในการผ่าตัดคร้ังต่อไป อาจใช้น้ํายาท�ำลายเชื้อท่ีเหมาะสมฟอกมือและต้นแขนแบบ ไม่ใช่แปรง
หรืออาจใช้ alcoholic hand rub แทนได้แต่ต้องฟอกมืออย่างถูกต้องตามวิธีการท่ีก�ำหนดไว้ และหลังฟอก
ต้องงอศอกรวมท้ังมิใหม้ ือและต้นแขนชดิ ล�ำตัว

5. บุคลากรใช้เทคนิคการสวม gown และถุงมือ (gowning and gloving) ที่เหมาะสม การสวมใส่
ถุงมือด้วยวิธที ่เี หมาะสม หมายถึงทง้ั open หรอื closed technique กไ็ ด้

6. มีการทาน้ํายาฆ่าเช้ือ chlorhexidine หรือ povidone-iodine ท่ีผิวหนังผู้ป่วย เริ่มท่ีบริเวณจะ
ลงมีด แล้วทาออกเปน็ วงจากในไปนอก

7. เมอ่ื เกิดการปนเป้อื นอุจจาระหรอื หนอง หรอื มนี ้าํ หรอื เลือดซึมผ้า (soaked in blood or liquid)
จะตอ้ งเปลย่ี น gown, ถงุ มือ ผ้าคลุม (drapes) ท่ีปนเปอ้ื นโดยทันที

8. มีมาตรการปอ้ งกนั มิใหอ้ ณู หภมู ิรา่ งกายผปู้ ว่ ยตํา่ ผิดปกติ (hypothermia)

45

9. มีการดูแล tissue oxygenation / perfusion ให้เป็นปกติ และเฝา้ ระวงั ไมใ่ ห้ oxygen tension
ตํา่ กวา่ 95% ระหวา่ งการผ่าตัด

10. การใสท่ อ่ ระบายสง่ิ คัดหลงั่ ท่ตี ำ� แหนง่ ผ่าตดั ควรเป็นระบบปดิ (closed drainage system)
11. มรี ะบบหอ้ งผา่ ตดั เปน็ มาตรฐาน อันหมายถึง1
11.1 มีการระบายอากาศในห้องผ่าตดั ด้วยระบบ positive pressure ventilation
11.2 มกี ารหมนุ เวียนอากาศ 15 รอบต่อ ชวั่ โมง โดยอยา่ งนอ้ ย 3 รอบเป็น fresh air
11.3 มีการกรองอากาศโดยใชเ้ ครือ่ งกรองอากาศท่เี หมาะสม
11.4 ใหอ้ ากาศเขา้ ทางดา้ นบน แตอ่ อกดา้ นลา่ ง (air introduced at ceiling; exhaust at the floor)
11.5 ไมเ่ ปิดประตหู ้องผา่ ตัดโดยไม่จ�ำเป็น
11.6 จ�ำกัดจ�ำนวนบุคลากรในห้องผ่าตดั
11.7 การทำ� ความสะอาดห้องผ่าตดั ด้วยนาํ้ ยาทำ� ลายเช้ือท่ีเหมาะสมกอ่ นการผา่ ตดั รายต่อไป
11.8 การทำ� ความสะอาดพื้นห้องหลังผู้ป่วยรายสุดท้ายด้วยวิธี wet vacuum หรือ mopping
โดยใช้นํ้ายาทำ� ลายเชื้อท่ีเหมาะสมการท�ำใหอ้ ปุ กรณผ์ ่าตัดปราศจากเชื้อตามแนวทางปฏบิ ตั ิมาตรฐาน
12 การใช้ flash sterilization หรอื การท�ำใหป้ ราศจากเช้อื อย่างเร่งด่วนท�ำเมือ่ จำ� เปน็ เท่าน้ัน

5. การป้องกันการติดเชอ้ื ในช่วงหลังการผา่ ตดั

1. ไม่ควรเปิดส�ำรวจแผลผ่าตัดท่ีปิดแผลแบบปลอดเช้ือ (sterile dressing) เป็นเวลาอย่างน้อย 24
ชั่วโมงหลงั ผา่ ตัด

2. ผ้สู �ำรวจแผล หรือทำ� แผล ต้องทำ� ความสะอาดมือก่อนและหลังการสำ� รวจ หรอื ท�ำแผล
3. ผู้ท�ำแผลใช้วธิ ที �ำแผลแบบ sterile technique หรือ เทคนคิ ท่ีเหมาะสม
4. มกี ารอบรมผู้ป่วยและญาติ เกีย่ วกบั การดูแล และการท�ำแผลท่ีถูกตอ้ ง
5. เม่ือพบการตดิ เช้อื ท่ีต�ำแหน่งผ่าตดั หรือมหี นองท่ีแผล ควรท�ำ swab หรือ tissue culture

6. ขั้นตอนการใช้ checklist

1. ทแี่ ผนกผปู้ ว่ ยนอก (OPD) มี checklist แนบกบั เอกสารรบั ผปู้ ว่ ยเขา้ พกั ในโรงพยาบาล (มี checklist
เกบ็ ใวท้ ี่ OPD และหอผูป้ ่วย)

2. ทหี่ อผ้ปู ว่ ย วันกอ่ นผา่ ตดั
2.1 ให้ศลั ยแพทยก์ รอกขอ้ มลู checklist ในหัวขอ้ “การเตรยี มผู้ป่วยกอ่ นผ่าตดั ” และ “การ
ใหย้ าปฏิชีวนะแบบป้องกนั ” (เว้นขอ้ 2) ในส่วน “Checklist รับผิดชอบโดยศลั ยแพทย์”
2.2 ให้พยาบาลประจ�ำหอผู้ป่วยกรอกข้อมูล checklist ในหัวข้อ “Checklist ก่อนผ่าตัด”
ในสว่ น “Checklist รบั ผดิ ชอบโดยเจ้าหนา้ ท่หี อผูป้ ว่ ย”

46

3. ทีห่ ้องผ่าตดั
3.1 ให้พยาบาลในห้องผ่าตัดกรอกข้อมูล checklist ในส่วน “Checklist รับผิดชอบโดย
เจา้ หนา้ ทีห่ ้องผ่าตดั ”
3.2 ใหศ้ ลั ยแพทยก์ รอกขอ้ มลู checklist ในหวั ขอ้ “เทคนคิ การผา่ ตดั ” “การใหย้ าปฏชิ วี นะแบบ
ปอ้ งกนั ” เฉพาะข้อ 2 และ “การเกบ็ ข้อมลู การติดเชอื้ ” ในส่วน “Checklist รับผดิ ชอบโดยศัลยแพทย์”
3.3 ให้วิสัญญีแพทย์หรือวิสัญญีพยาบาล กรอกข้อมูล checklist ในส่วน “Checklist
รับผดิ ชอบโดยวสิ ญั ญีแพทยแ์ ละวิสัญญพี ยาบาล”
4. ที่หอผปู้ ว่ ย หลงั ผ่าตัด ก่อนวันจ�ำหนา่ ยผปู้ ่วย
4.1 ให้พยาบาลประจ�ำหอผู้ป่วยกรอกข้อมูล checklist ในหัวข้อ “Checklist หลังผ่าตัด”
ในส่วน “Checklist รบั ผิดชอบโดยเจา้ หน้าทีห่ อผูป้ ่วย”
4.2 ให้พยาบาลประจ�ำหอผู้ป่วยเก็บ checklist จากเวชระเบียนเมื่อถึงวันจ�ำหน่ายผู้ป่วย
และน�ำสง่ ภาควชิ าศลั ยศาสตรฯ์ เพือ่ การวเิ คราะหข์ อ้ มลู
5. การประเมนิ การทำ� ความสะอาดมือและการทำ� แผล
5.1 เปน็ การประเมนิ ขนั้ ตอนการดแู ลรักษาผู้ปว่ ยคนหนึ่งๆ มิใชก่ ารประเมนิ ผู้ดูแลหรือผรู้ กั ษา
5.2 ใช้วิธีสุ่มประเมิน นั่นคือผู้ประเมินจะส�ำรวจหรือสังเกตการท�ำความสะอาดมือและการท�ำ
แผล เปน็ บางครัง้ เทา่ นน้ั ควรใช้วิธกี ารประเมินท่ีเป็นระบบและเปน็ ธรรม
7. สรปุ
มีหลกั ฐานวา่ การใช้ checklist นา่ จะทำ� ใหก้ ารเกดิ ภาวะแทรกซอ้ นทเ่ี กยี่ วขอ้ งกบั การผา่ ตดั ลดลงได้ 3
ซ่ึงนา่ จะรวมถงึ การเกิด SSI ด้วย ในบทน้ี ได้แนะนำ� checklist ส�ำหรับป้องกันการเกดิ SSI ท่พี ัฒนาข้นึ โดย
คณะกรรมการป้องกันการติดเชื้อที่ต�ำแหน่งผ่าตัด ภาควิชาศัลยศาสตร์ฯ และวิธีใช้ ส�ำหรับผลกระทบของ
checklist ดังกลา่ วโดยเฉพาะตอ่ การเกิด SSI จะต้องมีการประเมนิ ต่อเน่อื งไป ในอนาคต

47

เอกสารอา้ งอิงและแนวปฏิบัติ
1. Mangram AJ, Horan TC, Pearson ML, Silver LC, Jarvis WR and The Hospital Infection

Control Practices Advisory Committee. Guideline for prevention of surgical site infection,
1999. Infect Control Hosp Epidemiol 1999;20:247-278.
2. National Collaborating Centre for Women’s and Children’s Health. Surgical site infection:
prevention and treatment of SSI. NICE Clinical Guideline, October 2008. London: RCOG
Press, 2008.
3. Haynes AB, Weiser TG, Berry WR, Lipsitz SR, Breizat AH, Dellinger EP, et al. for the Safe
Surgery Saves Lives Study Group. A surgical safety checklist to reduce morbidity and
mortality in a global population. N Engl J Med 2009;360:491-9.
4. Roy MC, Perl TM. Basics of surgical site infection surveillance. Infect Control Hosp
Epidemiol 1997;18:659-68.

48


Click to View FlipBook Version