The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by phimpanit.th, 2022-11-14 09:34:05

คู่มือICรามา

รามา

49

รปู ท่ี 6.1 Checklist การปอ้ งกนั การติดเช้อื ที่ตำ� แหน่งผา่ ตดั แผน่ ท่ี 1

50

รปู ท่ี 6.2 Checklist การปอ้ งกนั การติดเช้อื ที่ตำ� แหน่งผา่ ตดั แผน่ ท่ี 2

บทที่ 7
การดูแลผู้ปว่ ยตดิ เช้ือในหอ้ งผ่าตัดและหอ้ งพักพืน้

รศ. ประสาทนีย์ จนั ทร

ผู้ป่วยที่เข้ารับการผ่าตัด อาจมีโรคติดเช้ือที่แพร่กระจายสู่ผู้อื่นได้ เช่น วัณโรค เช้ือดื้อยาชนิดต่างๆ
ส�ำหรับการดูแลผู้ป่วยวัณโรค รายละเอียดอยู่ในบทท่ี 3 และ 16 โดยในท่ีนี้จะกล่าวถึงผู้ป่วยท่ีมีการติดเชื้อ
อื่นๆ ไดแ้ ก่

1. ผปู้ ว่ ยทเ่ี ป็นโรคติดเชื้อท่แี พร่กระจายเช้ือไดท้ างเลือดและ body fluid (HIV, hepatitis B and C,
primary and secondary syphilis, leptosprirosis)

1.1 ผปู้ ว่ ยหลงั ผา่ ตดั ทม่ี เี ลอื ดและ body fluid ตา่ งๆ ไหลซมึ ทแ่ี ผล ซงึ่ มโี อกาสเสย่ี งตอ่ การปนเปอ้ื น
เช้ือในส่ิงแวดล้อมรอบตัวผู้ป่วยได้ ควรปิดแผลผู้ป่วยให้เรียบร้อย และการระบายสิ่งคัดหล่ังจากตัวผู้ป่วย
ให้เป็นระบบปิด (closed system drainage) และใหพ้ ักฟ้นื ในหอ้ งพกั ฟ้ืนตามปกติ

1.2 ผปู้ ว่ ยหลงั ผา่ ตดั ทม่ี แี ผลทป่ี ดิ สนทิ หรอื มี closed system drainage ไมม่ โี อกาสปนเปอ้ื นเลอื ด
และ body fluid ในส่ิงแวดล้อม ให้พกั ฟน้ื ในหอ้ งพกั ฟืน้ ตามปกตเิ ช่นเดียวกับผู้ปว่ ยทว่ั ไป

2. ผปู้ ่วยติดเช้ือและมีหนองหรอื สงิ่ คัดหลง่ั ทแ่ี ผล และเชื้อกอ่ โรคไมด่ ือ้ ยาตา้ นจลุ ชีพ
2.1 ผปู้ ว่ ยทม่ี แี ผลเปดิ มโี อกาสทจ่ี ะแพรก่ ระจายเชอื้ ไปสผู่ ปู้ ว่ ยอนื่ และสงิ่ แวดลอ้ มได้ ใหป้ ดิ แผล
ให้เรียบร้อยและจัดให้ระบบระบายสิ่งคัดหล่ังจากตัวผู้ป่วยเป็นระบบปิด และให้พักฟื้นจากยาสลบใน
ห้องพักฟ้นื ตามปกติ
2.2 ผู้ป่วยมีแผลปิด หรือมี closed- system drainage มักจะไม่ท�ำให้มีการปนเปื้อนไปสู่
ส่งิ แวดล้อมรอบตวั ผปู้ ่วย ให้ปฏบิ ัตใิ นระยะฟ้ืนยาสลบ เช่นเดียวกบั ผ้ปู ่วยท่วั ไป
2.3 ผู้ปว่ ยพบเช้ือในระบบปสั สาวะ (UTI) ท่ไี มพ่ บเช้ือด้อื ยาและมี closed- system drainage
ให้ปฏิบัติในระยะฟ้ืนยาสลบ เช่นเดียวกับผ้ปู ว่ ยทั่วไป
3. ส�ำหรับผู้ป่วยที่มีเชื้อดื้อยาต้านจุลชีพ (MDR, XDR, และ PDR) ให้จัดการปิดแผล และจัดการให้
สายระบาย สายสวนทุกชนิดเป็นระบบปิดตามข้อแนะน�ำข้างต้น และมีข้อปฏิบัติเพ่ิมเติมตามหลัก contact
precautions (บทที่ 4) และการป้องกันการแพร่กระจายของเชือ้ ด้อื ยา (บทท่ี 3)

51

หมายเหต:ุ
บคุ ลากรในหอ้ งพกั ฟน้ื ให้ปฏบิ ัติตามหลัก Standard precautions กล่าวคอื
- สวมเส้ือคลุมและสวมถุงมือเมื่อต้องเข้าไปให้การพยาบาลผู้ป่วยหรือเมื่อต้องสัมผัสเลือด และส่ิง
คัดหลัง่ จากร่างกายของผปู้ ว่ ย
- ลา้ งมือทนั ทหี ลงั จากสมั ผสั เลอื ดและสิง่ คดั หลง่ั ของผปู้ ว่ ยและหลงั ถอดถงุ มอื ทุกครั้ง
- เครอื่ งมอื อปุ กรณท์ ปี่ นเปอ้ื นสงิ่ คดั หลง่ั ใหเ้ กบ็ ใสภ่ าชนะปดิ ใหม้ ดิ ชดิ ปดิ ปา้ ยเตอื น และสง่ ไปทำ� ลาย
เชอ้ื และท�ำให้ปราศจากเชือ้ อยา่ งถกู วิธี
- ถอดเสอื้ คลุม ถงุ มือทิ้งในขยะตดิ เชื้อและล้างมือทันทที ่เี สร็จภาระกิจ

52

บทที่ 8
การป้องกนั การตดิ เชอื้ ในกระแสเลือดทีเ่ ก่ียวขอ้ งกับการใชส้ ายสวนหลอดเลอื ดด�ำ

ผศ.ศิริลักษณ์ อภิวาณชิ ย์

การตดิ เชอ้ื ในกระแสเลอื ดทเี่ กยี่ วขอ้ งกบั การใชส้ ายสวนหลอดเลอื ดดำ� หมายถงึ การตดิ เชอื้ ในกระแสเลอื ด
ทีเ่ กดิ ขึ้นมากกว่า 48 ช่ัวโมง หลงั จากทผ่ี ปู้ ว่ ยได้รับการใส่สายสวนหลอดเลือดดำ� ส่วนกลางหรอื ส่วนปลาย ซึง่
เป็นปัญหาทสี่ ำ� คัญ ปัจจัยเส่ียง ไดแ้ ก่ โรคของผู้ป่วย การใสส่ ายสวนหลายคร้งั ชนดิ ของสายสวน การใส่อย่าง
รีบเรง่ การใชอ้ ุปกรณ์ปอ้ งกันการตดิ เชื้อไม่เพียงพอและไมล่ ้างมือ เป็นตน้ ดังนนั้ เพือ่ ลดการตดิ เชื้อในกระแส
เลือดในผู้ป่วยท่ีได้รับการใส่สายสวนหลอดเลือดด�ำ ต้องมีแนวทางปฏิบัติส�ำหรับบุคลากรได้ปฏบิ ัติให้ถูกต้อง
และเป็นมาตรฐานเดยี วกนั
หลอดเลือดดำ�และสายสวนตามลกั ษณะของการใช้งาน คอื

1. หลอดเลอื ดดำ� ส่วนปลาย (peripheral vein) ได้แก่ หลอดเลือดด�ำทอ่ี ยู่ใกลผ้ วิ หนัง ส่วนทีใ่ ชบ้ ่อย
คอื หลอดเลือดด�ำทอ่ี ยทู่ ม่ี อื และแขน ซึง่ สามารถทนต่อความเขม้ ข้นของสารเคมไี ด้จำ� กัด สายสวนท่ีใช้ ไดแ้ ก่
เข็ม scalp vein หรอื เข็มพลาสติกทำ� ด้วยเทฟล่อน (Teflon) เป็นตน้

2. หลอดเลือดดำ� สว่ นกลาง (central vein) เปน็ หลอดเลือดด�ำใหญ่ คือ subclavian vein, Internal
jugular vein และ femoral vein แพทย์เป็นผู้ใสส่ ายสวน ปลายสายสวนจะเปดิ อยทู่ ี่ superior หรอื infe-
rior vena cava (SVC หรอื IVC) สายสวนหลอดเลอื ดด�ำสว่ นกลางมีหลายชนิด เชน่ peripherally-insert-
ed central venous catheter (PICC ), pulmonary artery catheter (เช่น Swan Ganz), nontunneled
central venous catheters ซึ่งอาจจะมีปลายสาย 1-3 เส้น (single, double , และ triple lumen),
tunneled central venous catheters, totally implantable device (Port), และ umbilical catheters
เปน็ ต้น สายสวนท่มี หี ลายทาง (multiple lumens) พบวา่ เสยี่ งต่อการติดเช้ือมากกวา่ สายสวนทีม่ ที างเดยี ว
(single lumen)1

สายสวนหลอดเลือดด�ำสว่ นกลางแบง่ เป็น 2 ประเภท คอื
1. Short- term catheter เช่น Arrow®, Cavafix®
2. Long- term catheter
- Cuffed or tunneled line (Hickman, Broviac)
- Implanted port or subcutaneous port
การเตรยี มอุปกรณ์สำ�หรับใส่สายสวนหลอดเลอื ดดำ�ส่วนกลาง
1. น้�ำยาทำ� ลายเชือ้ chlorhexidine scrub หรือ povidone iodine scrub และ 2% chlorhexidine
in 70% alcohol

53

2. หมวก ผ้าปิดปากและจมกู เสื้อคลุมและถงุ มือ ชนิดปราศจากเชื้อ อย่างน้อย 2 ชดุ ส�ำหรับผูใ้ สส่ าย
สวนหลอดเลือดดำ� สว่ นกลางและผูช้ ่วย

3. Andural sheet (ผา้ หรอื กระดาษใยสงั เคราะห์ปราศจากเชื้อใช้คลมุ ศีรษะจรดปลายเท้า) 1 ชุด
4. เขม็ sterile No. 18 , 23 อยา่ งละ 1 อัน
5. ยาชา (1% xylocaine without adrenaline) และน�ำ้ เกลอื (0.9% NSS 50 ml) ขวดใหม่
6. Introducer sheet และ vascular catheter ที่ต้องการใช้

การเลอื กตำ�แหนง่ ทเ่ี ลือกใส่สายสวน
ก่อนท่ีจะใส่สายสวนหลอดเลือดด�ำส่วนกลาง ควรพิจารณาถึงความจ�ำเป็นในการใช้สายสวน ถ้ามีข้อ

บง่ ชช้ี ดั เจนให้เลอื กต�ำแหนง่ ที่จะใสส่ ายสวนตามเกณฑ์ดังน้ี
1. ตำ� แหนง่ ทเ่ี สย่ี งตอ่ การตดิ เชอ้ื นอ้ ยทส่ี ดุ คอื subclavian vein รองลงมา คอื internal jugular vein

ไม่ควรใช้ femoral vein เพราะเส่ียงต่อการติดเช้ือมากที่สุด ในกรณีที่มีข้อบ่งช้ีในการใส่สายสวน เพื่อท�ำ
hemodialysis ให้พิจารณาใช้ internal jugular vein เป็นอันดับแรก ถ้าท�ำได้ผู้ใส่สายสวนมีความช�ำนาญ
และลักษณะทางกายวิภาคและอ่ืนๆ ของผู้ป่วยมีความเส่ียงต่อการเกิด mechanical complications เช่น
bleeding หรือ pneumothorax นอ้ ยใหเ้ ลอื กใสส่ ายสวนที่ subclavian vein เปน็ อันดบั แรก

2. ควรหลีกเลยี่ งตำ� แหนง่ ที่มพี ยาธิสภาพท่ีผิวหนัง เช่น ผวิ หนังอักเสบ ไฟไหม้ เปน็ ต้น
3. ใส่สายสวนหลอดเลือดด�ำส่วนกลางในห้องผ่าตัด หรือหอผู้ป่วยที่มีพ้ืนท่ีระหว่างเตียงมากพอที่จะ
ปฏิบัติงานได้สะดวก และอากาศไม่ร้อนจนเป็นอุปสรรคต่อการใส่เส้ือคลุมปราศจากเช้ือ (ไม่ควรเปิดพัดลม
ขณะทำ� หตั ถการ)

ข้ันตอนการใสส่ ายสวนหลอดเลือดดำ�สว่ นกลาง
ผู้ท�ำหัตถการควรมีความช�ำนาญในการท�ำหัตถการนี้ หรือหากไม่ช�ำนาญมากพอให้ท�ำหัตถการน้ีภาย

ใต้การดูแลของผูท้ ่ีมีความช�ำนาญอย่างใกล้ชิด
1. ผใู้ สส่ ายสวน ต้องลา้ งมอื ดว้ ยสบู่ผสมน�้ำยาทำ� ลายเชอื้ แบบ surgical hand antisepsis อยา่ งน้อย

2 - 5 นาที
2. ปฏิบัติตามหลัก maximal sterile barrier คือ แพทย์ผู้ท�ำหัตถการและผู้ช่วยแพทย์ใส่เส้ือคลุม

แขนยาว หมวก ผ้าปิดปากและจมูกและถุงมือปราศจากเช้ือ และคลุมตัวผู้ป่วยด้วยผ้าปราศจากเชื้อผืนใหญ่
(Andural sheet)

3. จัดท่าผู้ป่วยนอนหงาย โดยถ้าใส่ที่ Jugular vein หรือ Subclavian vein ต้องยกขาสูงศีรษะต่�ำ
ถ้าเป็นบริเวณแขน จัดให้ผู้ป่วยกางแขนข้างท่ีแทง ถ้าเป็นบริเวณ femoral และมีสายสวนปัสสาวะ ให้ย้าย
สายสวนปสั สาวะตดิ กบั ขาฝั่งตรงข้ามกบั บรเิ วณทจ่ี ะใส่สาย

54

4. ฟอกผิวหนังบริเวณที่จะใส่สายสวนด้วยน�้ำยาท�ำลายเชื้อ 4% chlorhexidine หรือ 7.5%
povidone iodine scrub แลว้ เชด็ ดว้ ยผา้ ปราศจากเชอื้ หลังจากนั้นให้ทาด้วย 2%chlorhexidine in 70%
alcohol อกี ครั้ง และรอให้แห้งกอ่ นใสส่ ายสวนหลอดเลือด 1,2 ผปู้ ว่ ยเดก็ เลก็ อายนุ อ้ ยกวา่ 2 เดอื น หรอื ผปู้ ว่ ย
ทแี่ พ้ chlorhexidine ใหท้ าดว้ ย 10% providone iodine

5. พยาบาลหรือผู้ช่วยแพทย์เปิด set cut down ตามหลัก aseptic technique เติมน�้ำยา 2%
chlorhexidine in 70% alcohol เข็ม No.18 และ No.23 ลงใน set และเตรียมยาชา 1% xylocaine
without adrenaline และ 0.9% NSS

6. ปผู า้ ส่ีเหล่ียมเจาะกลางจาก set cut down แล้วจึงปูผ้า Andural sheet ลงบนตัวผปู้ ว่ ย โดยคลุม
ตั้งแต่ศีรษะจรดเท้า เพ่ือป้องกันการปนเปื้อนและเปิดเฉพาะบริเวณต�ำแหน่งท่ีจะใส่สายสวนหลอดเลือดด�ำ
สว่ นกลางเท่านน้ั

7. แพทย์เตรียมยา 1% xylocaine without adrenaline และ 0.9% NSS โดยพยาบาลผชู้ ่วยเปน็
ผถู้ อื ขวดไวเ้ พอื่ ใหแ้ พทยด์ ดู ยาเอง เพือ่ ปอ้ งกนั การปนเป้อื น

8. แพทย์ใส่สายสวนหลอดเลือดส่วนกลางตามหลักที่ก�ำหนดไว้ ควรใส่สายสวนให้ลึกพอจนม่ันใจว่า
ปลายสายสวนอยู่ที่ต�ำแหน่งท่ีเหมาะสม และสามารถดูดเลือดออกได้ทุก lumen พยาบาลผู้ช่วยเปิดชุดให้
สารละลาย (IV set) ด้วยหลัก aseptic technique ลงใน set cut down แล้วใหแ้ พทย์เปน็ ผตู้ อ่ เขา้ กบั ขวด
สารละลายขวดใหม่ แลว้ เปดิ สารละลายใหเ้ ตม็ สายกอ่ นตอ่ ปลายสายกบั สายสวนหลอดเลอื ดด�ำส่วนกลาง

9. เย็บสายสวนหลอดเลือดด�ำส่วนกลางกับ ผิวหนังไม่ให้เล่ือนหรือหลุดได้ง่าย รวมท้ังตรวจสอบข้อ
ตอ่ ทุกตำ� แหน่งให้ยดึ แนน่

10. ท�ำความสะอาดบริเวณต�ำแหน่งท่ีใส่สายสวนหลอดเลือดด�ำส่วนกลางด้วย 2% chlorhexidine
in 70% alcohol อกี ครัง้ แลว้ ปิดดว้ ย transparent plastic dressing หรอื ผ้ากอ๊ ซปราศจากเช้อื 1, 2

11. หลงั ใสส่ ายสวนหลอดเลอื ดดำ� สว่ นกลาง ตอ้ ง X- ray เพอ่ื ดวู า่ ปลายสายสวนอยตู่ ำ� แหนง่ ทถ่ี กู ตอ้ ง
(SVC หรอื IVC) และตรวจสอบภาวะแทรกซอ้ นหลงั ทำ� หตั ถการ หากสายสวนอยตู่ น้ื กวา่ ทต่ี อ้ งการ หา้ มขยบั
สายสวนเขา้ ไปเพราะจะท�ำให้เกิดการปนเปื้อนและตดิ เชือ้ ได้

12. บันทึกรายละเอียดต่างๆ ได้แก่ ชนิด ต�ำแหน่งและวันที่ท่ีใส่สายสวนหลอดเลือดด�ำส่วนกลาง
ก�ำหนดการท�ำแผล และแผนการประเมินล่วงหน้าในแฟ้มประวัติผู้ป่วย เพ่ือให้มีการดูแลผู้ป่วยท่ีคาสายสวน
หลอดเลอื ดดำ� สว่ นกลางอยา่ งตอ่ เนอ่ื ง

13. ประเมนิ ความจำ� เปน็ ในการคาสายสวนทุกวนั ถา้ ไม่มคี วามจ�ำเป็นแลว้ ให้เอาสายสวนออกเพ่อื ลด
ภาวะเส่ยี งตอ่ การติดเชอ้ื 2

ขอ้ ปฏิบัตเิ กย่ี วกบั การดูแลสายสวนและตำ�แหนง่ ที่ใสส่ ายสวนหลอดเลือดดำ�ส่วนกลาง 1,2
สายสวนหลอดเลือดด�ำส่วนกลาง ชนิด short- term catheter, PICC และ cuffed or tunneled

catheter

55

1. การทำ� ความสะอาดแผล (Dressing)
1.1 ล้างมอื ก่อนและหลงั ท�ำความสะอาดแผลทุกครั้ง
1.2 สวมถงุ มอื สะอาด หรอื ถงุ มอื ปราศจากเชอ้ื สวม mask และปฏบิ ตั ติ ามหลกั aseptic technique
1.3 ใน 24 ช่ัวโมงแรก หลังใส่สายสวนให้ตรวจต�ำแหน่งที่ใส่สายสวนหลอดเลือดว่ามีเลือดออก
หรือไม่ ถา้ มีเลือดออก ใหท้ �ำความสะอาดแผล โดยใชน้ ำ�้ ยาทำ� ลายเช้อื 2% chlorhexidine in 70% alcohol
โดยทำ� ความสะอาดแผลท้ัง exit site หรือ insertion site
1.4 การเปล่ยี น dressing ครง้ั ต่อไป ถา้ ปดิ แผลด้วย transparent plastic dressing ให้เปลย่ี น
ทุก 7 วัน ปิดด้วยผ้าก๊อซใหเ้ ปล่ียนทุก 2 วนั และเปลี่ยนทันทีเม่ือเปียกชน้ื สกปรก หรอื หลดุ
1.5 ในกรณที ี่คาดว่าผูป้ ว่ ยตอ้ งคาสายสวนเปน็ เวลานาน เมอ่ื ทำ� ความสะอาดแผล 24 ชว่ั โมงแรก
แลว้ และไมม่ ปี ญั หาเรอ่ื งเลอื ดหรอื มสี งิ่ คดั หลง่ั ออก ใหป้ ดิ แผลดว้ ย transparent dressing with chlorhexidine
gel และใหเ้ ปลยี่ นทกุ 7 วนั ทำ� เครอื่ งหมายหรอื ระบวุ นั ทใ่ี หช้ ดั เจนวา่ มกี ารเปลยี่ น dressing ครง้ั ตอ่ ไปเมอ่ื ใด
1.6 การปิดแผลควรปิดในลกั ษณะทส่ี งั เกตบริเวณแผลหรอื ต�ำแหนง่ ทีใ่ สส่ ายสวนได้ชัดเจน
สำ� หรบั ผปู้ ว่ ยเดก็ เดก็ เลก็ อายตุ ำ่� กวา่ 2 เดอื น ใหใ้ ชน้ ำ�้ ยาทำ� ลายเชอ้ื 70% alcohol เชด็ ทำ� ความสะอาด
ผิวหนงั และตามดว้ ย 10% povidone iodine และทง้ิ ไว้ให้แหง้ ซง่ึ ใช้เวลาประมาณ 2 นาที
ข้อพึงระวงั
1. ควรตรวจตำ� แหน่งใสส่ ายสวนหลอดเลือด เมอ่ื พบว่าเร่ิมมกี ารอักเสบของหลอดเลือดดำ� ปวด เจ็บ
บวม แดง รอ้ น สายสวนหลอดเลอื ดตนั หรอื มกี ารรว่ั ซมึ ของสารละลายออกนอกเสน้ เลอื ด ใหร้ บี รายงานแพทย์
ท่ดี แู ลรกั ษาผปู้ ่วย
2. ไม่ควรดูดเลือดผ่านสายสวนหลอดเลือด เพื่อส่งตรวจทางห้องปฏิบัติการ ยกเว้นในกรณีท่ีจ�ำเป็น
โดยยึดหลัก aseptic technique และต้องไล่เลือดเข้าไปในสายสวนหลอดเลือดให้หมดทุกคร้ัง เพ่ือไม่ให้มี
เลือดคา้ งในสายหรือขอ้ ต่อ
2. การเปล่ยี นอุปกรณ์ หรือชดุ ใหส้ ารน้�ำ 1,2
1. ชดุ ใหส้ ารนำ้� ชนดิ ตา่ งๆ ควรเปลยี่ นทกุ 72- 96 ชว่ั โมง (3-4 วนั ) รวมทงั้ Volutrol set (ยงั ไมพ่ บ
รายงานการศึกษาที่เกี่ยวข้องกับ Volutrol set โดยเฉพาะ) เมื่อสงสัยว่ามีการปนเปื้อนของเช้ือ หรือมีการ
ตกตะกอนของสารน้�ำใหเ้ ปลี่ยนทนั ที
2. ชุดให้สารละลายไขมนั เปลีย่ นภายใน 24 ช่ัวโมง
3. กรณที ี่มเี ลอื ดไหลย้อนกลับและค้างในสายชุดให้สารน�้ำจ�ำนวนมากควรเปลยี่ นชดุ ใหม่
4. ชุดให้เลือดควรเปล่ยี นทกุ ครง้ั ท่เี ปลี่ยนถงุ เลอื ดถุงใหม่
5. ชุดให้สารละลายท่ีแขวนไว้ส�ำหรับให้ยา (ในกรณีท่ีไม่ได้ให้ติดต่อกันหรือให้เป็นคร้ังคราวเพ่ือ
ใหย้ า) ควรเชด็ ถูข้อตอ่ ด้วย 70% alcohol ทุกคร้ังทงั้ ก่อนและหลังปลดขอ้ ต่อ ให้เปล่ียนชุดใหส้ ารนำ�้ ทกุ 24
ช่วั โมง 4 แตร่ ะหว่างนกี้ ารจดั เกบ็ ตอ้ งระมดั ระวังการปนเป้ือนโดยเฉพาะส่วนปลายของชดุ ใหส้ ารน�้ำ 1,4

56

6. ข้อตอ่ ต่างๆ (three way) การไมไ่ ดใ้ ชต้ อ้ งปดิ ให้แน่นด้วยวสั ดทุ ี่เป็นจกุ เกลยี ว เพ่อื ป้องกนั การ
เลื่อนหลดุ แลว้ ทำ� ใหป้ นเปือ้ นเชอ้ื ได้

ข้อปฏบิ ัติเกยี่ วกับการดูแลสายสวนและตำ�แหนง่ ท่ใี สส่ ายสวนหลอดเลือดดำ�สว่ นปลาย
(Peripheral catheter) 1, 2

1. ต�ำแหน่งท่ีดีที่สุดส�ำหรับการคาสายสวนหลอดเลือดด�ำส่วนปลายคือ หลังมือ ไม่ควรคาสายสวน
หลอดเลือดด�ำส่วนปลายท่ีขา โดยเฉพาะผู้ป่วยท่ีมีโรคของหลอดเลือดเช่น ผู้สูงอายุ ผู้ป่วยเบาหวาน เป็นต้น
ในกรณที ค่ี าดวา่ ตอ้ งใชส้ ายสวนหลอดเลอื ดเปน็ เวลานาน หรอื ไมส่ ามารถหาตำ� แหนง่ หลอดเลอื ดดำ� สว่ นปลาย
ที่เหมาะสมได้ ให้พิจารณาใช้สายสวนหลอดเลือดด�ำส่วนกลาง เช่น PICC หรือสายสวนแบบอื่นท่ีมีลักษณะ
แทนกันได้

2. การท�ำความสะอาดแผล ในกรณีท่ีไม่สามารถเปลี่ยนต�ำแหน่งตามที่ก�ำหนด หรือมีเลือดออกหรือ
ท่ปี ดิ แผลหลดุ เปน็ ตน้

2.1 ล้างมือก่อนและหลังท�ำความสะอาดแผล หรือทุกครั้งที่ต้องสัมผัสสายสวน และชุดให้
สารน้ำ� ของผูป้ ่วย เชน่ การปรับหยดให้สารนำ้� เป็นต้น

2.2 สวมถงุ มือสะอาด และปฏบิ ตั ิตามหลกั aseptic technique
2.3 ท�ำความสะอาดแผลด้วย 70% alcohol หรือ 2 % chlorhexidine in 70% alcohol
ที่บริเวณหลอดเลือดด�ำส่วนปลาย และปิดบริเวณแผลด้วยวัสดุที่ปราศจากเชื้อเท่าน้ัน เช่น ผ้าก็อซ หรือ
transparent plastic dressing (ในกรณที ไ่ี มส่ ามารถเปล่ยี นตำ� แหนง่ ทีแ่ ทงเขม็ ได้ตามทก่ี �ำหนด)
2.4 ปิดแผลหรอื ตำ� แหน่งท่แี ทงเข็มใหอ้ ยใู่ นลกั ษณะท่สี งั เกตง่าย
2.5 ก่อนและหลังปลดข้อต่อ เชด็ บริเวณส่วนตา่ งๆของขอ้ ต่อด้วย 70% alcohol ทุกครั้ง4
3. การเปล่ียนตำ� แหน่งที่ใส่สายสวนหลอดเลอื ดด�ำสว่ นปลาย
3.1 ส�ำหรับผู้ใหญ่ ควรเปล่ียนต�ำแหน่งที่ใส่สายสวนหลอดเลือด ทุก 3-4 วัน ยกเว้น ถ้ามีการ
อักเสบหรือตดิ เช้อื หรอื มกี ารร่วั ซึมของสารนำ�้ ออกนอกหลอดเลอื ด เป็นต้น
3.2 ส�ำหรับผู้ป่วยเด็ก ไม่จ�ำเป็นต้องก�ำหนดระยะเวลาที่ต้องเปลี่ยนต�ำแหน่งที่ใส่สายสวน
หลอดเลอื ด ใหส้ งั เกตตำ� แหนง่ ทใี่ สส่ ายสวนหลอดเลอื ด เมอื่ พบวา่ เรม่ิ มกี ารรว่ั ซมึ ของสารนำ้� ออกนอกหลอดเลอื ด
หรือมีการอักเสบของหลอดเลอื ดด�ำ เปน็ ต้น ให้รีบเปลี่ยนต�ำแหนง่ ใหมท่ นั ที
3.3 ตำ� แหนง่ ทคี่ วรคาสายสวนหลอดเลอื ดดำ� สว่ นปลาย ในผใู้ หญค่ วรใชห้ ลอดเลอื ดบรเิ วณแขน
ทั้งสองข้างมากกว่าทข่ี า ส่วนในเด็กสามารถใช้หลอดเลือดบรเิ วณแขนและขาหรือศรี ษะในกรณีทไ่ี ม่มีข้อหา้ ม
4. การเปล่ียนอปุ กรณ์หรอื ชดุ ให้สารนำ้� วธิ ปี ฏิบตั เิ หมือนสายสวนหลอดเลอื ดด�ำส่วนกลาง
5. ประเมนิ ความจำ� เปน็ ในการคาสายสวนทกุ วนั ถา้ ไมม่ คี วามจำ� เปน็ ใหเ้ อาสายสวนออกเพอื่ ลดภาวะ
เสย่ี งตอ่ การตดิ เชือ้

57

ข้อพึงระวัง สายสวนหลอดเลือดด�ำส่วนปลายที่ใส่ในภาวะฉุกเฉิน ให้เปลี่ยนต�ำแหน่งใหม่ทันที เม่ือ
ภาวะฉกุ เฉินน้นั ผ่านไปแล้ว 1,2 ถ้าจำ� เป็นไมค่ วรเกนิ 48 ช่วั โมง

การสง่ ปลายสายสวนสง่ เพาะเชอื้ ควรสง่ เฉพาะกรณที สี่ งสยั วา่ มกี ารตดิ เชอื้ ทเี่ กดิ จากการใสส่ ายสวน
หลอดด�ำส่วนกลาง โดยต้องท�ำความสะอาดบริเวณต�ำแหน่งที่ใส่สายสวนก่อนด้วยน้�ำยาท�ำลายเช้ือ 2%
chlorhexidine in 70% alcohol ขณะท่ีดึงสายสวนออกเพื่อส่งตรวจ ควรระมัดระวังไม่ให้ปลายสายสวน
สมั ผัสกบั พน้ื ผวิ อืน่ ๆ แลว้ ตดั ส่วนปลายสายสวนยาวประมาณ 2 นว้ิ ดว้ ยกรรไกรปราศจากเช้ือใน transport
media และส่งไปห้องปฏิบัตกิ ารเพื่อเพาะเชอ้ื
แนวทางปฏบิ ัตสิ ำ�หรับการเตรียมให้สารนํา้ หรือยา

1. ผู้เตรยี ม ต้องท�ำความสะอาดมอื ด้วย alcohol- based hand rub solution และสวมผา้ ปดิ ปาก
และจมกู กอ่ นทกุ ครง้ั กอ่ นทจี่ ะผสมยาหรอื เตรยี มสารนำ�้ ทจี่ ะใหท้ างหลอดเลอื ดดำ� โดยยดึ aseptic technique

2. สถานที่ ควรเป็นบริเวณที่แห้ง อยู่ห่างจากอ่างล้างมืออย่างน้อย 1 เมตร หรือมีที่ก้ันระหว่างอ่าง
ล้างมือกับที่เตรียมยา เพื่อลดการปนเปื้อนจากการกระเด็นของน้�ำล้างมือ และท�ำความสะอาดพ้ืนผิวท่ีจัดยา
กอ่ นเตรยี มยาทกุ คร้งั เช่น ทำ� ความสะอาดถาดสำ� หรับจดั ยาดว้ ยนำ้� ยาท�ำลายเชอ้ื 70% alcohol ทุกครง้ั ก่อน
เตรียมยาฉดี

3. ภาชนะ ท่ีบรรจสุ ารน้�ำควรตรวจสอบวา่ มกี ารรว่ั ซมึ รอยแตก มสี งิ่ แปลกปลอมภายในหรือไมก่ ่อน
น�ำไปใชก้ ับผู้ปว่ ย

4. ควรใช้ยาหรือสารน�้ำ ซ่ึงบรรจุในขวดหรือหลอดท่ีใช้เพียงคร้ังเดียว (single dose) หากสามารถ
ทำ� ได้

5. ยาท่จี ำ� เป็นตอ้ งใช้หลายครัง้ (multi- dose) ควรปฏบิ ตั ิ ดังนี้
- ระบุวนั เดอื น ปี ทเ่ี ปดิ ใช้
- ควรแชข่ วดบรรจยุ าในตเู้ ยน็ หลงั จากเปดิ ใชแ้ ลว้ ทงั้ นใ้ี หพ้ จิ ารณาตามคำ� แนะนำ� ของบรษิ ทั ผผู้ ลติ
- ท�ำความสะอาดบรเิ วณจกุ ขวดยาดว้ ย 70% alcohol กอ่ นเตรียมยาหรอื สารน�้ำทุกคร้งั
- ตรวจสอบเข็มหรือกระบอกฉีดยาให้อยู่ในลักษณะท่ีปราศจากเชื้อทุกคร้ังก่อนเตรียมยาและยึด
หลัก aseptic technique 3
6. การฉดี ยาเขา้ ทางหลอดเลอื ดดำ� ทางสายชดุ ใหส้ ารนำ้� ควรฉดี เขา้ ทางจกุ ยางซง่ึ เปน็ สว่ นหนงึ่ ของชดุ
ใหส้ ารน�ำ้ ไม่ควรฉีดเข้าทาง 3- way เพราะท�ำใหม้ โี อกาสเสย่ี งต่อการปนเป้ือนเชือ้ ได้ง่าย

58

เอกสารอา้ งองิ
1. Marschall J, Mermel LA, Fakih M, Hadway L, Kallen A, O’Grady NP, et al. Strategies to

prevent Central Line- Associated Bloodstream Infections in Acute Care Hospitals: 2014
Update. Infect Control Hosp Epidemiol 2014;35(7):753-771.
2. O’Grady NP, Alexander M, Burn LA, Patchen Dellinger E, Garland J, Heard SO, et al.
Guidelines for the Prevention of Intravascular Catheter- related Infection, 2011. Center
for Disease Control and Preventions. 2011. Available from http:www.cdc.gov/hicpac/
pdf/guidelines/bsi-guidelines-2011.pdf. Accessed April 18, 2011.
3. Siegel JD., Rhinehart E, Jackson M, Chiarello L. (2007). Guideline for isolation precautions:
Preventing transmission of infectious agents in healthcare settings 2007. Retrieved
December 10, 2008, from Website:http://www.cdc.gov/ncidod/dhqp/pdf/isolation 2007
4. Strootman V. Intravenous and Vascular Access Therapy. In: Perry AG, Potter PA, Ostendorf
WR, editors. Clinical Nursing Skill & Technique. 8th ed. St. Louis,MO: Elsevier; 2014. P.
693-724.

59

บทที่ 9 พว.สมพร สมสกลุ
การปอ้ งกันการติดเช้อื ในระบบทางเดนิ ปสั สาวะ พว.สนุ ทรยี า ศิรโิ ชติ

การติดเช้ือท่ีระบบทางเดินปัสสาวะ (Urinary Tract Infection, UTI) เป็นการติดเชื้อในโรงพยาบาล
ทพ่ี บมากทสี่ ดุ ประมาณร้อยละ 40 ของการตดิ เชื้อในโรงพยาบาลทง้ั หมด ร้อยละ 80-90 ของการตดิ เชื้อใน
ระบบนี้ เก่ียวข้องกับการคาสายสวนปัสสาวะ (Catheter-Associated Urinary Tract Infection, CAUTI)
รอ้ ยละ 1 - 4 ของผปู้ ว่ ยทตี่ ดิ เชอ้ื ระบบทางเดนิ ปสั สาวะ มโี อกาสเกดิ การตดิ เชอ้ื ในกระแสเลอื ดและเปน็ สาเหตุ
ให้ผปู้ ่วยเสียชีวิตประมาณรอ้ ยละ 13-30

ขอ้ บ่งชี้ของการคาสายสวนปัสสาวะ

1. มีการอุดตันของระบบทางเดินปสั สาวะ
2. ตอ้ งการบันทกึ จ�ำนวนของปัสสาวะ
3. มแี ผลบริเวณกระดกู กน้ กบหรอื บริเวณอวัยวะสืบพนั ธุ์
4. ไมส่ ามารถเคลอ่ื นไหวไดด้ ้วยตัวเองเป็นเวลานาน
5. ผู้ปว่ ยไดร้ บั การผ่าตัดทีใ่ ช้ระยะเวลานาน
6. ผู้ปว่ ยไดร้ ับการผา่ ตัดในระบบทางเดินปัสสาวะ
7. ผปู้ ว่ ยไดร้ บั สารนำ้� ทางหลอดเลอื ดดำ� ในขณะผา่ ตดั ปรมิ าณมาก หรอื ตอ้ งการทราบจำ� นวนปสั สาวะ
ในขณะผ่าตัด
8. ผู้ปว่ ยอยูใ่ นระยะสดุ ท้ายของชวี ติ

หลักการปอ้ งกันการติดเช้อื ในระบบทางเดนิ ปัสสาวะ

1. หลกี เลยี่ งการสวนปัสสาวะหรอื คาสายสวนปัสสาวะโดยไม่จ�ำเป็น
2. ถา้ ต้องการเก็บปสั สาวะ ตอ้ งการทราบปรมิ าณปัสสาวะ หรือผู้ป่วยทไี่ มส่ ามารถลุกจากเตยี งได้ ให้
เลือกใช้วธิ ปี ฏบิ ตั อิ ื่นแทนการสวนปสั สาวะเพอื่ วัตถปุ ระสงค์ดังกล่าว (ถา้ เป็นไปได)้ เชน่ ใช้ condom (ส�ำหรบั
ผชู้ าย) urine bag (สำ� หรบั เดก็ ) หรอื พจิ ารณาใช้ intermittent catheterization แทนการคาสายสวนปสั สาวะ
3. การใส่สายสวนปัสสาวะ ต้องทำ� อย่างถูกตอ้ งตามหลัก aseptic technique โดยผ้ทู ม่ี คี วามรคู้ วาม
ชำ� นาญหรอื ผ่านการฝกึ อบรมมาแลว้
4. ถอดสายสวนปัสสาวะออกโดยเร็วท่ีสดุ เมอื่ หมดความจำ� เปน็
5. ดแู ลสายสวนและการระบายของนำ้� ปสั สาวะใหเ้ ปน็ ระบบปดิ (closed urinary drainage system)
ตลอดเวลา และดแู ลไม่ใหส้ ายระบายปสั สาวะเกดิ การอดุ ตนั

60

ตารางท่ี 9.1 แนวทางปฏบิ ัติในการดแู ลผปู้ ว่ ยท่ตี ้องคาสายสวนปัสสาวะ

กระบวนการ วธิ ปี ฏบิ ัติ

1. บคุ ลากร (Healthcare worker) มีความรู้และมีการปฏิบัติท่ถี กู ตอ้ งตาม aseptic technique ในการสวน
2. การลา้ งมือ (Hand washing) ปสั สาวะ การดแู ลผ้ปู ว่ ยขณะคาสายสวนปสั สาวะ และควรมีการทบทวน
3.การใชส้ ายสวนปสั สาวะ ความรู้อยา่ งสม่ำ� เสมอ
(Catheter use) ล้างมือดว้ ยสบผู่ สมน�ำ้ ยาท�ำลายเชอ้ื หรอื น้�ำยาล้างมอื ที่มีส่วนผสมของ
แอลกอฮอล์ (alcohol-based hand rub) กอ่ นใส่สายสวน กอ่ นและ
4. ขัน้ ตอนการใสส่ ายสวนปสั สาวะ หลังสัมผสั สายสวนปัสสาวะ ถงุ รองรบั ปัสสาวะและระหวา่ งการดูแลผปู้ ่วย
5. การดูแลขณะทผ่ี ้ปู ว่ ยคาสายสวน แต่ละราย
ปัสสาวะ (catheter care) 1. ใช้สายสวนทมี่ ขี นาดเล็กเท่าทจ่ี �ำเป็น และเหมาะสมเพื่อลดการบาดเจบ็
ขณะใส่สายสวนปัสสาวะ
2. สวนปสั สาวะเม่อื มีความจำ� เป็นและถอดสายสวนออกโดยเร็ว เมื่อหมด
ความจำ� เป็น
3. เลือกใช้สายสวนท่ีท�ำจากวัสดทุ ่ีเหมาะสม เช่น สายสวนชนิดยางลาเท็กซ์
ในผู้ปว่ ยทีต่ ้องคาสายสวนระยะสัน้ และสายสวนชนิดซิลิโคนในผูป้ ่วยทตี่ อ้ ง
คาสายสวนเป็นระยะเวลานาน
4. การใสส่ ายสวนในผปู้ ว่ ยใหพ้ ิจารณาตามขอ้ บ่งชีท้ กี่ �ำหนดไว้
1. ยดึ หลกั aseptic technique และอปุ กรณ์ปราศจากเชอ้ื
2. ฟอกบรเิ วณ perineum ดว้ ยน�ำ้ และสบู่
3. ใชน้ ้�ำปราศจากเช้ือ (Sterile water หรือ 0.9 % NSS) ทำ� ความสะอาด
(flushing) อกี ครงั้ ก่อนการใส/่ คาสายสวนใหผ้ ปู้ ่วย
4. ใช้ sterile jelly ชนิด single use หล่อลน่ื ปลายสายสวน
1. ทำ� ความสะอาดดว้ ยน้�ำและสบวู่ นั ละ 2 คร้งั และหลงั ผู้ป่วยถา่ ยอุจจาระ
ทกุ ครั้ง โดยไม่จ�ำเป็นตอ้ งใช้นำ้� ยาท�ำลายเช้ือ
2. ดูแลสายสวนและการระบายนำ้� ปัสสาวะให้เปน็ ระบบปดิ เสมอ
3. เปล่ยี นสายสวนและถุงรองรับปสั สาวะใหม่ท้งั ชุด เมอื่ มีการอดุ ตนั ร่วั หรอื
ข้อตอ่ ตา่ งๆ เลอื่ นหลุดหรอื มกี ารทำ� ลาย closed system โดยไม่ตอ้ ง
กำ� หนดวันเปล่ยี นท่แี นน่ อนไวล้ ่วงหน้า
4. หลีกเลีย่ งการ clamp สายสวนปัสสาวะไว้โดยไมจ่ �ำเปน็
5. ควรตวงปสั สาวะอย่างน้อยเวรละ 1 คร้งั หรือตามความเหมาะสมใน
ผ้ปู ว่ ยแตล่ ะรายโดยหลีกเลีย่ งการใชภ้ าชนะรองรบั ปสั สาวะร่วมกันกบั ผปู้ ่วย
อน่ื และระมัดระวังการสมั ผัสของสว่ นท่ีปล่อยนำ�้ ปสั สาวะออกจากถงุ กบั
ภาชนะรองรบั ปสั สาวะ
6. ถุงรองรับปัสสาวะตอ้ งอยู่ต�่ำกว่ากระเพาะปัสสาวะของผ้ปู ่วยเสมอ และ
โดยเฉพาะส่วนทีเ่ ป็นรเู ปิดของถงุ รองรับปสั สาวะตอ้ งไม่สมั ผัสพ้นื
7. ตรวจดูให้ปัสสาวะไหลได้สะดวก ไม่มีการพับงอหรืออุดตันของสาย

61

ตารางที่ 9.1 แนวทางปฏบิ ตั ิในการดูแลผปู้ ว่ ยท่ีตอ้ งคาสายสวนปสั สาวะ (ตอ่ )

กระบวนการ วธิ ีปฏบิ ัติ

5. การสวนลา้ ง (Catheter Irrigation) 8. ยึดหลกั Standard precautions ในการดูแลผู้ป่วยทีค่ าสายสวน
6. การเกบ็ ตัวอย่างปสั สาวะสง่ ตรวจหรือ ปสั สาวะ
เพาะเช้ือ (Specimen collection) 9. ตรึงสายสวนปัสสาวะให้แนน่ และอยู่ในตำ� แหนง่ ที่เหมาะสม คอื พาดสาย
ขึ้นมาทางดา้ นหนา้ ท้อง แต่ไม่ใหต้ ึงเกินไปจนเกดิ การดงี รั้ง และไมห่ ย่อนไป
ทางดา้ นทวารหนัก เพ่อื ปอ้ งกนั การเป้อื นเมอื่ ผปู้ ว่ ยถา่ ยอุจจาระ
10. ถา้ มีการเคลือ่ นย้ายผู้ปว่ ยต้อง clamp สายถงุ ปัสสาวะไว้ชวั่ คราว เพื่อ
ป้องกันปสั สาวะไหลย้อนกลับของปสั สาวะ และปล่อย clamp ทนั ทีเมอื่
เคลือ่ นย้ายผู้ปว่ ยเสรจ็ แลว้
1. หลีกเลย่ี งการสวนลา้ งกระเพาะปัสสาวะโดยไม่จ�ำเปน็ ถ้าจำ� เป็นต้อง
ท�ำให้ท�ำเป็นระบบปิด (closed continuous irrigation)
2. การสวนล้างตอ้ งยดึ หลกั aseptic technique และโดยผูม้ คี วามรคู้ วาม
ชำ� นาญ
3. ถ้าเกิดการอดุ ตันหรือหลุด ควรเปล่ยื นสายสวนปัสสาวะและถงุ รองรับ
ปสั สาวะใหมท่ ัง้ ชุด
1. ใช้ตวั หนีบ (clamp) หนีบที่สายถงุ รองรับปสั สาวะส่วนปลายดา้ นทีใ่ กล้
กับสายสวนให้ clamp ไว้ประมาณ 5- 15 นาที
2. เชด็ ทำ� ความสะอาดสว่ นของสายสวนทเ่ี ปน็ ยางสีเหลอื งหรือ sampling
port ดว้ ย 70% alcohol หรอื povidone iodine ทิ้งใหแ้ หง้ กอ่ นเกบ็
ปัสสาวะ
3. ใช้ sterile syringe และเขม็ เบอร์ 23 ดูดปสั สาวะที่ต�ำแหนง่ สายสวน
ปัสสาวะเหนอื ตวั หนีบ ถ้าเปน็ สายสวนปัสสาวะชนิดท่ีมีชอ่ งเกบ็ ปสั สาวะ
(sampling port) ใหเ้ ก็บปสั สาวะที่ตำ� แหนง่ นีแ้ ลว้ ปล่อยตัว clamp ทนั ที
4. เก็บตัวอย่างปสั สาวะใส่ในกระปอ๋ งปราศจากเช้ือท่ีเตรยี มไว้ เขียนวนั และ
เวลาเก็บใหช้ ัดเจนแล้ว น�ำสง่ ห้องปฏบิ ัตกิ ารทันที

62

บทท่ี 10
การป้องกนั ภาวะปอดอักเสบตดิ เช้อื ในผปู้ ว่ ยทใ่ี ชเ้ คร่ืองช่วยหายใจ
Prevention of ventilator-associated pneumonia, VAP

ผศ. กำ� ธร มาลาธรรม

ผปู้ ว่ ยทเ่ี ขา้ รบั การรกั ษาตวั ในโรงพยาบาล อาจเกดิ ภาวะปอดอกั เสบตดิ เชอ้ื (pneumonia) ได้ เรยี กวา่
hospital- acquired pneumonia ซ่ึงส่วนใหญ่มักเกิดในผู้ป่วยท่ีใช้เคร่ืองช่วยหายใจ (mechanical
ventilator) คอื เป็น ventilator-associated pneumonia (VAP)
แนวทางปฏิบัติ

1. นโยบายทวั่ ไป
1.1 จัดให้มีระบบการเฝ้าระวังการติดเช้ือในระบบน้ีอย่างต่อเนื่อง ในคณะแพทยศาสตร์
โรงพยาบาลรามาธบิ ดี การเฝา้ ระวัง VAP เปน็ สว่ นหนง่ึ ทส่ี ำ� คัญของการเฝา้ ระวัง ซ่งึ ทำ� ต่อเน่ืองในหออภิบาล
ผูป้ ว่ ยหนกั ทุกแหง่ โดยพยาบาลปอ้ งกันโรคติดเช้อื (Infection Control Nurse, ICN) เปน็ ผู้ดำ� เนินการ
1.2 ใหก้ ารศกึ ษาแกบ่ คุ ลากรอยา่ งตอ่ เนอื่ ง เพอ่ื ใหบ้ คุ ลากรมคี วามรคู้ วามเขา้ ใจในวธิ กี ารปอ้ งกนั
จนถงึ ขั้นปฏิบัติได้ถกู ต้องเปน็ นิสยั
1.3 บุคลากรต้องปฏิบัติตามแนวทางเร่ืองการท�ำความสะอาดมือ (hand hygiene) รวมทั้ง
standard precautions อยา่ งเคร่งครดั
1.4 ใช้ noninvasive ventilation เม่ือสามารถท�ำได้
1.5 ใชเ้ ครอ่ื งช่วยหายใจในระยะเวลาท่ีสน้ั ทสี่ ุด
1.6 ประเมนิ ความพรอ้ มในการหยา่ เครอื่ งชว่ ยหายใจทกุ วนั และอาจจะใช้ weaning protocols
เขา้ ชว่ ย
2. การปอ้ งกนั การสำ� ลัก
2.1 ถ้าไม่มีข้อห้าม ให้จัดให้ผู้ป่วยนอนในท่า semirecumbent ยกศีรษะสูงกว่าแนวระดับ
ประมาณ 30o-45o ถ้ายกศรี ษะนอ้ ยกวา่ นี้ จะไมม่ ีผลในการลดการตดิ เชือ้
2.2 เลย่ี งภาวะ gastric over distension
2.3 หลีกเลี่ยงการใช้ยาคลายกล้ามเนื้อและยากล่อมประสาท ยานอนหลับ หากจ�ำเป็น ให้ใช้
นอ้ ยที่สดุ เทา่ ทท่ี ำ� ได้ ถ้ามีการใชย้ าเหล่านี้ ในแต่ละวนั ควรให้ผปู้ ่วยมชี ว่ งระยะเวลาท่ตี ่ืน หายใจเอง หากไมม่ ี
ข้อห้ามหรอื ข้อจ�ำกดั อ่ืนใด

63

2.4 ระวังมิให้ท่อหลอดลมคอหลุดออกมาและต้องใส่ใหม่ (Avoid unplanned extubation
and reintubation)

2.5 ตรวจสอบความดัน cuff ของ endotracheal tube (ET) อย่างน้อยวันละครั้ง ให้อยู่ที่
ระดบั อยา่ งนอ้ ย 20 เซนตเิ มตรนำ้� หากพบวา่ สง่ิ คดั หล่งั ท่ีดดู จากทอ่ หลอดลมคอ (tracheal aspirate) มเี ซลล์
เยอ่ื บชุ นดิ squamous cell อยบู่ อ่ ยๆ แสดงวา่ cuff pressure นอ้ ยเกนิ ไปหรอื cuff รวั่ ใหท้ ำ� การแกไ้ ขตามสาเหตุ

2.6 ถ้ามอี ปุ กรณใ์ ห้ใช้ ควรใช้ ET ชนิดที่มี continuous subglottic suctioning channel
3. การลด colonization ใน aerodigestive tract
3.1 ใส่ ET ทางปาก (Orotracheal intubation)
3.2 การให้ยาเพื่อลดความเส่ียงของการเกิด stress ulcer ในผู้ป่วยท่ีใช้เคร่ืองช่วยหายใจให้
ปฏิบัติตามแนวทางเวชปฏิบัติ ที่แนะน�ำโดยสาขาวิชาโรคทางเดินอาหารหรือแพทย์ผู้ดูแลได้ประเมินผู้ป่วย
แลว้ ว่า เป็นประโยชนต์ ่อผปู้ ว่ ยมากกวา่ เสย่ี งตอ่ การเกิดปอดอักเสบ(5) โดยใหใ้ ช้เท่าทจ่ี �ำเปน็
3.3 ท�ำความสะอาดช่องปาก ตามรายละเอียดในตาราง

ตารางท่ี 10.1 วธิ กี ารทำ� ความสะอาดช่องปากผู้ป่วยท่ใี สเ่ คร่ืองช่วยหายใจ
1. ล้างมอื ด้วย Alcohol hand rub หรอื สบู่ผสมน�ำ้ ยาทำ� ลายเชอื้ กอ่ นและหลังการทำ� ความสะอาด

ชอ่ งปาก
2. สวมถุงมอื สะอาดและผา้ ปดิ ปาก-จมูก
3. ประเมนิ ความผิดปกติในช่องปากของผปู้ ่วย
4. จัดให้ผู้ป่วยในท่านอนราบถ้าผู้ป่วยไม่รู้สึกตัว ตะแคงหน้าไปด้านใดด้านหนึ่งขณะท�ำความสะอาด

ในช่องปากเพอ่ื ปอ้ งกนั การส�ำลัก (ให้นอนศีรษะสูงในกรณีทีผ่ ปู้ ว่ ยรสู้ กึ ตวั ดี)
5. ทำ� ความสะอาดภายในชอ่ งปากของผู้ปว่ ยอย่างน้อยวันละ 4 ครง้ั โดย
5.1. แปรงฟนั ดว้ ยยาสีฟนั และลา้ งช่องปากดว้ ย 0.9%NSS อยา่ งนอ้ ยวนั ละ 2 ครง้ั หรอื หา่ งกนั

12 ชวั่ โมง ตวั อยา่ งเชน่ เวลา 06.00 น. และ 18.00 น.
5.2. ใชผ้ า้ กอ๊ ซชบุ 0.9% NSS เชด็ ภายในชอ่ งปาก (ฟนั ลน้ิ เหงอื ก เพดานปาก และกระพงุ้ แกม้ )

วนั ละ 2 ครงั้ หรอื หา่ งกนั 12 ชวั่ โมง แลว้ เคลอื บตามดว้ ย 0.12% Chlorhexidine gluconate mouthwash
โดยการใชผ้ า้ กอ๊ ซหรอื สำ� ลพี นั ปลายไมช้ บุ นำ้� ยาเชด็ ภายในชอ่ งปาก (ฟนั ลน้ิ เหงอื ก เพดานปาก และกระพงุ้ แกม้ )
สลับเวลากับข้อ 5.1 ตัวอย่างเช่น เวลา 12.00 น.และ 24.00 น. (สามารถปรับเปลี่ยนเวลาได้ตามความ
เหมาะสม)

6. ภายหลังการดูดเสมหะควรประเมินภายในช่องปากและล้างช่องปากด้วย 0.9%NSS ทุกครง้ั

64

ตารางที่ 10.1 วธิ ีการท�ำความสะอาดช่องปากผปู้ ว่ ยทใ่ี สเ่ ครือ่ งชว่ ยหายใจ (ตอ่ )
หมายเหตุ :
ก. มขี ้อยกเว้น การใช้ 0.12% Chlorhexidine gluconate mouthwash ในผปู้ ่วยดงั ตอ่ ไปน้ี
- มแี ผลในชอ่ งปาก
- Mucositis
- แพ้ Chlorhexidine gluconate
- ผปู้ ่วยเด็ก อายุ< 2 เดือน
ข. วิธกี ารสงั่ 0.12% Chlorhexidine gluconate mouthwash ในโรงพยาบาลรามาธบิ ดี มีดงั น้ี
- 0.12% Chlorhexidine gluconate mouthwash 240 ml รหสั CHG#2X- หรือ
- 0.12% Mybacin® mouthwash 250 ml รหัส CMYB-X-
ค. ผู้ป่วยที่อยู่ระหว่างการได้รับรังสีรักษาให้ใช้ 0.12% Chlorhexidine gluconate mouthwash

เท่านั้น
4. การป้องกันการแพร่กระจายเช้ือ
4.1 การทำ� ให้อปุ กรณท์ ีใ่ ช้ปราศจากเชอ้ื (Sterilization or disinfection and maintenance

of equipment and devices)
โดยทั่วไปถือว่าอุปกรณ์ท่ีผ่านเข้าสัมผัสกับเยื่อบุทางเดินหายใจส่วยล่าง เป็นอุปกรณ์ประเภท

semicritical items ทีจ่ ะต้องท�ำใหป้ ราศจากเชอ้ื อย่างนอ้ ยถึงขัน้ high-level disinfection หรอื อาจจะต้อง
ถึง sterilization ตัวอย่างของอุปกรณ์ดังกล่าว ได้แก่ breathing circuits of mechanical ventilators,
bronchoscopes, endotracheal tube, laryngoscope blade, mouth piece, nebulizer และ reservoir,
oral และ nasal airway, resuscitation bag, stylets เปน็ ตน้

4.2 กระเปาะพน่ ยา (medication nebulizers): in-line และ hand-held nebulizers
4.2.1 ให้ท�ำความสะอาด (clean) ท�ำการก�ำจัดเช้ือ (disinfect) และล้างน้�ำยาท�ำลายเช้ือ
ออกดว้ ยน�ำ้ ปราศจากเชือ้ ทำ� ใหแ้ ห้ง ในระหวา่ งการใช้แตล่ ะครง้ั ส�ำหรับผปู้ ่วยแต่ละคน
4.2.2 ใชน้ ้ำ� ปราศจากเชอ้ื เท่านัน้ ในการผสมยาเพ่ือพ่นเปน็ ฝอยละอองเข้าไปในหลอดลม
4.2.3 ยาที่นำ� มาพน่ ควรเป็นแบบ single-dose vials ถา้ เปน็ แบบ multidose vials จะ
ต้องปฏบิ ตั ติ ามค�ำแนะนำ� ของผผู้ ลิตอยา่ งเครง่ ครดั เพอ่ื ลดโอกาสของการปนเปื้อนเชื้อโรค
4.3 Respirometer ใหท้ �ำการกำ� จดั เชอื้ ระดบั high-level disinfection ก่อนน�ำไปใช้กับผู้ป่วย
รายตอ่ ไป
4.4 Resuscitation bags ให้ทำ� การก�ำจดั เชอื้ ระดบั sterilization หรอื อยา่ งน้อย high-level
disinfection ก่อนนำ� ไปใชก้ บั ผู้ปว่ ยรายตอ่ ไป

65

4.5 การดดู เสมหะ ไมจ่ ำ� เปน็ ตอ้ งดดู เสมหะทกุ สองชวั่ โมง แตค่ วรประเมนิ ความจำ� เปน็ เปน็ รายๆ
ไป ผปู้ ว่ ยบางรายมเี สมหะมากกอ็ าจจะตอ้ งดดู เสมหะถก่ี วา่ นน้ั นอกจากน้ี ควรจะดดู เสมหะกอ่ นพลกิ ตวั ผปู้ ว่ ย
หรอื จดั ท่าผ้ปู ว่ ยใหม่ กอ่ นใหอ้ าหารทางสายยางเขา้ สู่กระเพาะอาหาร และกอ่ นดูดลมออกจาก cuff ของ ET

ขนั้ ตอนการดดู เสมหะ ใหด้ ดู สง่ิ คดั หลง่ั ในชอ่ งปากกอ่ น หลงั จากนนั้ เปลยี่ นสายดดู เสมหะเพอ่ื ดดู ใน
ET ใชแ้ รงดนั ในการดดู ประมาณ 80 – 120 มิลลเิ มตรปรอท และใชเ้ วลาดูดแตล่ ะครั้งไม่เกิน 10 – 15 วินาที
ในขณะทใี่ สส่ ายดดู เสมหะผา่ น ET เขา้ ไปในหลอดลม เมอื่ ผปู้ ว่ ยไอ ตอ้ งหยดุ ขยบั สายเขา้ ทนั ทแี ละเรมิ่ ดดู เสมหะ
ไม่ควรดูดเสมหะด้วยความรุนแรงเพราะอาจจะท�ำให้หลอดลมเป็นแผลและเป็นแหล่งของการติดเชื้อได้
สายดดู เสมหะใหท้ ง้ิ ในถงั ขยะตดิ เชอ้ื การปลด การตอ่ ขอ้ ตอ่ ทกุ สว่ น กอ่ นและหลงั การดดู เสมหะ ใหเ้ ชด็ ขอ้ ตอ่
ต่างๆ ด้วย 70% alcohol เสมอหากผู้ป่วยมีการติดเชื้อที่ระบบทางเดินหายใจ ผู้ท�ำการดูดเสมหะ ต้องสวม
ผ้าปดิ ปาก- จมูก (surgical mask, medical mask หรือ N95 แลว้ แตก่ รณ)ี

5. ผู้ป่วยหลังผ่าตัดที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะปอดอักเสบจากการติดเชื้อ คือ ผู้ป่วยที่ได้รับ
การผ่าตัดชอ่ งทอ้ ง การผ่าตัดทีต่ ้องดมยาสลบ ผปู้ ่วยสงู อายุ ผ้ปู ว่ ยท่ีมีโรคระบบทางเดินหายใจเร้อื รัง ผปู้ ว่ ยใช้
ยากดภมู ติ า้ นทาน ผปู้ ว่ ยเหลา่ นค้ี วรจะไดร้ บั การสอนใหห้ ายใจกอ่ นผา่ ตดั เพอื่ ใหส้ ามารถปฏบิ ตั เิ องไดใ้ นระยะ
หลังการผา่ ตดั นอกจากนี้ ควรให้ผปู้ ่วยใช้ incentive spirometry และพยายามกระตุน้ ให้ผปู้ ว่ ยลุกจากเตยี ง
เร็วทส่ี ดุ เทา่ ที่จะทำ� ได้

66

เอกสารอ้างองิ
1. Centers for Disease Control and Prevention. Guidelines for preventing health-care–

associated pneumonia, 2003: recommendations of CDC and the Healthcare Infection
Control Practices Advisory Committee. MMWR 2004;53(No. RR-3)
2. Coffin SE, Klompas M, Classen D, Arias KM, Podgorny K, Anderson DJ, et al. Strategies
to Prevent Ventilator-Associated Pneumonia in Acute Care Hospitals. Infect Control
Hosp Epidemiol 2008; 29:S31–S40
3. Klompas M, Branson R, Eichenwald EC., et al. Strategies to prevent ventilator-associat-
ed pneumonia in acute care hospitals: 2014 Update. Infect Control Hosp Epidemiol
2014;35(8):915-936
4. ก�ำธร มาลาธรรม และ สุสัณห์อาศนะเสน (บก.) คู่มือปฏิบัติ การป้องกันและควบคุมการติดเชื้อใน
โรงพยาบาล สถาบันบ�ำราศนราดูร กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข โรงพิมพ์ชุมนุมสหกรณ์
การเกษตรแหง่ ประเทศไทย กรุงเทพมหานคร 2556
5. Institute for Healthcare Improvement. How-to Guide: Prevent Ventilator-Associated
Pneumonia [Internet]. February 2012 [cited 2014 Sep 26]. Available from:http://www.
ihi.org.

67

บทที่ 11
การดแู ลผปู้ ว่ ยทใ่ี ชอ้ ุปกรณช์ ่วยหายใจและการท�ำความสะอาดอปุ กรณ์ช่วยหายใจ

รศ. ประสาทนยี ์ จนั ทร

ข้อปฏบิ ตั ิการดูแลผู้ป่วยท่ใี ช้อปุ กรณช์ ่วยหายใจ
1. ล้างมอื ก่อนท�ำหตั ถการใหผ้ ปู้ ว่ ย
2. การดูแลผูป้ ว่ ยทมี่ ี Tracheostomy tube
2.1 ท�ำความสะอาดโดยใช้หลัก aseptic technique
2.2 ผู้ป่วยหลังท�ำ tracheostomy ช่วงแรกแผลยังไม่หายดี การสัมผัสบริเวณท่ีใส่ท่อให้ใช้วิธี

“no-touch” โดยใช้ forceps ใน set dressing หรอื สวมถุงมอื ปราศจากเช้อื
2.3 การทำ� ความสะอาดแผล tracheostomy ใหใ้ ช้ alcohol 70% และ 0.9% normal saline

โดยใชห้ ลกั aseptic technique
2.4 ผูกยึด tracheostomy tube ให้อยู่กับท่ีโดยถูกเย็บตรึงกับผิวหนังและผูกเชือกรอบคอ

ผ้ปู ว่ ยใหพ้ อดี การทท่ี ่อเคลือ่ นไปมาได้ทำ� ให้ถูกับผวิ หลอดลมทำ� ใหเ้ กดิ แผลและติดเชื้อได้ง่าย
2.5 การเปล่ยี น tracheostomy tube ตอ้ งใชห้ ลัก aseptic technique
2.6 ถ้าเป็นท่อโลหะ ให้ถอดท่อชั้นใน (inner tube) ออกล้างทุก 8 ชั่วโมง ถ้ามีเสมหะมาก

อาจจะต้องถอดออกล้างเร็วกว่านั้น ล้างท่อชั้นในให้สะอาดด้วยน้�ำและสบู่ แล้วแช่ในน้�ำยาท�ำลายเช้ือระดับ
high level เช่น 6% hydrogen peroxide หรอื 2% glutaraldehyde ประมาณ 20- 30 นาที แลว้ ล้างดว้ ย
นำ้� ทีป่ ราศจากเชอื้ กอ่ นน�ำมาใสใ่ ห้ผู้ปว่ ย ถ้าผูป้ ่วยอยู่บา้ นล้างใหส้ ะอาดดว้ ยนำ�้ และสบู่แล้วใหต้ ม้ ในนำ้� เดือดนาน
อย่างน้อย 15 นาที การถอดใสท่ อ่ ช้นั ในให้ผู้ปว่ ย ควรท�ำภายหลังดดู เสมหะให้ผู้ป่วยเรยี บรอ้ ยแล้ว

3. การดูดเสมหะ
3.1 ดดู เสมหะ ควรทำ� เมอื่ ผปู้ ว่ ยมเี สมหะเทา่ นนั้ และทำ� ดว้ ยความนมุ่ นวล มฉิ ะนน้ั จะทำ� ใหเ้ กดิ
บาดแผลและติดเช้อื ไดง้ ่าย เลือกขนาดของสายยางดูดเสมหะใหเ้ หมาะสมกับผปู้ ่วย สว่ นแรงดูดใหป้ รับระดบั
ท่สี ามารถดูดเสมหะได้อย่างมีประสทิ ธภิ าพ ในผ้ใู หญ่ควรอยใู่ นช่วง 80- 120 มม.ปรอท
3.2 การละลายเสมหะในท่อหายใจ โดยใช้น้�ำเกลือ (0.9% NSS) ท�ำในกรณีที่พบว่า เสมหะ
เหนยี วเทา่ นน้ั โดยเตรยี มในขนาดท่ใี ช้คร้งั เดยี ว
3.3 ปฏบิ ตั โิ ดยใชห้ ลกั aseptic technique มอื ทใ่ี ชจ้ บั สายดดู เสมหะตอ้ งสวมถงุ มอื ทป่ี ราศจาก
เช้อื สวมผ้าปดิ ปากและจมกู แว่นตาหรอื ผา้ ปดิ ปากและจมกู เพอ่ื ป้องกนั ส่ิงคดั หลง่ั กระเด็นเขา้ ตาหรอื ใบหน้า

68

3.4 เมอื่ ดดู เสมหะในทอ่ หายใจเรยี บรอ้ ยแลว้ ถา้ จำ� เปน็ อาจใชส้ ายเดมิ ดดู นำ้� ลายในปากตอ่ ไปได้
ซงึ่ สายนน้ั ควรผา่ นการลา้ งดว้ ยนำ�้ สะอาดแลว้ โดยปกตคิ วรดดู เสมหะในปากกอ่ น (ถา้ ม)ี เพอื่ ปอ้ งกนั การสำ� ลกั
น�ำ้ ลาย เมือ่ จะดดู ในท่อช่วยหายใจต้องเปล่ียนสายใหม่

3.5 ถา้ น�ำเครอื่ ง suction ไปใช้ดดู เสมหะผูป้ ่วยคนอนื่ ต่อตอ้ งเปลี่ยนทัง้ ขวดรองรบั เสมหะและ
สายยางทตี่ อ่ กบั ขวด ในกรณที จี่ ำ� เปน็ ตอ้ งใชข้ วดรองรบั เสมหะขวดเดมิ ทผี่ า่ นการใชแ้ ลว้ แตม่ ปี รมิ าณเสมหะใน
ขวดรองรบั นอ้ ยมากหรอื ไมม่ ี จะตอ้ งเปลย่ี นสายยางทต่ี อ่ กบั ขวดเกบ็ เสมหะใหมก่ อ่ นนำ� ไปใช้ เพราะอาจทำ� ให้
แพรก่ ระจายเชอื้ โรคได้

3.6 เปล่ียนขวดรองรับเสมหะและสายยางที่ต่อลงขวดทุก 24 ชั่วโมง หรือเปล่ียนทุกครั้งท่ีมี
เสมหะประมาณ ¾ ของขวด เพราะปริมาณของเสมหะที่มากเกินไปจะท�ำให้แรงดูดน้อยลงไม่เป็นไปตามที่
กำ� หนดไว้

4. อุปกรณใ์ นห้องออกซเิ จน
4.1 นำ้� ทีใ่ ช้ใน nebulizer หรอื humidifier jar ต้องเปน็ นำ้� ท่ี sterile เท่าน้นั
4.2 การเตรยี มนำ้� ในเครอ่ื ง ควรใส่นำ้� ก่อนใชเ้ ครื่อง ไม่ควรใสเ่ ตรียมไวก้ อ่ นเป็นเวลานานเพราะ
อาจปนเปือ้ นเชอื้ โรคได้
4.3 เปล่ียน nebulizer และ reservoir, humidifier และ reservoir ทุก 24 ชั่วโมง โดยใช้
อปุ กรณ์ชุดใหมท่ ท่ี �ำใหป้ ราศจากเชอื้ แลว้
4.4 ถ้าระดับน�้ำใน reservoir ต�่ำกว่าระดับมาตรฐานท่ีก�ำหนดไว้ คือ 24 ชั่วโมง ให้เปล่ียนไป
ใชอ้ ปุ กรณป์ ราศจากเชอื้ ชดุ ใหมถ่ า้ มี ถา้ ไมส่ ามารถทำ� ไดอ้ าจทำ� โดยเทนำ�้ ทเี่ หลอื ทง้ิ แลว้ เตมิ ใหมใ่ หเ้ ทา่ กบั ระดบั ที่
ก�ำหนดทง้ั นี้ขึน้ อย่กู บั สภาพรา่ งกายของผปู้ ่วยแต่ละคน เพราะการปลด reservoir ทำ� ให้ผู้ปว่ ยพร่อง oxygen ได้
4.5 ระมัดระวังไม่ให้มีน�้ำค้างในท่อของเคร่ืองช่วยหายใจที่ต่อให้ผู้ป่วย เพราะน้�ำท่ีค้างอยู่อาจ
ไหลยอ้ นกลับไปยังภาชนะใสน่ ำ้� หรอื ไปยงั ผู้ป่วยได้
4.6 การเปลยี่ น breathing circuits ของเคร่อื งชว่ ยหายใจ (รวมถึง tubing และ exhalation
valve) ด้วยชดุ ใหม่ที่ปราศจากเชอื้ ทำ� เมือ่ หมดความจ�ำเป็น ชำ� รุด หรือไมส่ ามารถใชง้ านได้ตามปกติ
5. การท�ำความสะอาด Laryngoscope
Laryngoscope ทั้ง flexible และ rigid laryngoscopes ส่วนท่ีเป็น blades และ handles เป็น
อปุ กรณจ์ ดั อย่ใู นกลมุ่ ทตี่ อ้ งสมั ผสั กบั mucous membrane ของผ้ปู ว่ ยจงึ เป็นอปุ กรณป์ ระเภท semicritical
devices ดังนั้น ต้องทำ� การทำ� ลายเชอื้ ในระดับ high level disinfection เปน็ อย่างนอ้ ย ถ้าท�ำได้ควรท�ำถึง
ระดบั sterilization กอ่ นนำ� ไปใชก้ บั ผปู้ ว่ ยคนตอ่ ไป โดยปฏบิ ตั ติ ามหลกั การทำ� ลายเชอื้ (บทท่ี 5) ขนั้ ตอนดงั น้ี
5.1 แยกช้ินส่วนของอุปกรณ์ภายหลังการใช้ทุกครั้ง การถอดแยกชิ้นส่วน ให้ท�ำด้วยความ
ระมดั ระวงั ตามค�ำแนะน�ำของผผู้ ลิต laryngoscope ชนดิ น้นั ๆ

69

5.2 นำ� อปุ กรณไ์ ปทที่ ท่ี ำ� ความสะอาดอปุ กรณท์ อี่ ยภู่ ายในหอผปู้ ว่ ย แลว้ ทำ� ความสะอาด (cleaning)
ด้วยน้�ำและสบู่หรือผงซักฟอก หรือที่มีส่วนผสมของน้�ำยาขจัดคราบเพื่อก�ำจัดสิ่งคัดหลั่ง อาจใช้แปรงท่ีมีขน
อ่อนชว่ ยขดั ได้โดยเฉพาะ blade และ handle แลว้ เชด็ ให้แห้งกอ่ นนำ� ไปแชน่ �ำ้ ยาท�ำลายเช้อื

5.3 (Initial) disinfection หลังจากท�ำความสะอาดก�ำจัดส่ิงสกปรกออกแล้ว ให้เช็ด blade
และ handle ดว้ ยนำ้� ยาทำ� ลายเชอ้ื กลมุ่ quaternary ammonium compound ซง่ึ อาจอยใู่ นรปู ผา้ ชบุ นำ้� ยา
ส�ำเร็จรปู หรอื จะใช้นำ�้ ยาทำ� ลายเชื้อดงั กลา่ วทม่ี ีในโรงพยาบาลก็ได้ เช่น Bactyl®

5.4 ขั้นตอนต่อไป ต้องท�ำลายเช้ือบน blade และ handle แบบ high level disinfection
หรือ sterilization การก�ำจัดเชื้อแบบ high level disinfection สามารถท�ำได้ด้วยการแช่ในน�้ำยา 2%
glutaraldehyde หรอื OPA นานประมาณ 20-30 นาที สว่ นการทำ� sterilization อาจเลอื กใชว้ ธิ ี autoclave
หรือใช้ low-temperature sterilization

ถ้าท�ำลายเช้ือโดยใช้น�้ำยาท�ำลายเช้ือ high-level ต้องล้างออกด้วยน�้ำท่ีปราศจากเช้ือให้สะอาด
เพราะสิ่งท่ีเหลือค้างจะระคายเคืองต่อระบบทางเดินหายใจได้ แล้วเช็ดด้วยผ้าปราศจากเช้ือหรือถ้าเช็ดด้วย
แอลกอฮอล์ 70% จะท�ำอุปกรณแ์ ห้งเรว็ ข้นึ

ไมค่ วรใช้เพยี งนำ้� ยาทำ� ลายเช้ือในกลมุ่ quaternary ammonium compound (or low-level) รวม
ท้ัง alcohol 70% เพ่ือท�ำลายเชื้อในอุปกรณ์นี้เพราะเป็นน�้ำยาท�ำลายเชื้อท่ีจัดอยู่ในระดับ low และ
intermediate ซงึ่ ไมป่ ลอดภยั เพยี งพอ ตอ้ งทำ� การกำ� จดั เชอื้ ระดบั high level disinfection หรอื sterilization
เท่าน้ัน

5.5 ภายหลงั เชด็ แหง้ ดว้ ยผา้ ปราศจากเชอ้ื หรอื ผา้ gauze พรอ้ มทงั้ ตรวจสอบการทำ� งานทกุ ครงั้
แล้วต้องเก็บไว้ในท่ีท่ีแห้งและสะอาด เพ่ือป้องกันการปนเปื้อนเช้ือโรคและพร้อมใช้ในครั้งต่อไป การเก็บ
Laryngoscope ให้ปฏบิ ัตติ ามคำ� แนะนำ� ของผู้ผลิต โดยทวั่ ไปควรเก็บในกล่องทม่ี ีฝาปดิ

ข้อพึงตระหนัก ภายหลังการใช้ทุกครั้งควรท�ำความสะอาด laryngoscope ทันที เพื่อป้องกัน
สง่ิ คดั หลงั่ ตดิ แหง้ ซงึ่ ทำ� ใหย้ ากตอ่ การทำ� ความสะอาด และกอ่ นทำ� ความสะอาดใหศ้ กึ ษาคำ� แนะนำ� ของบรษิ ทั
ผผู้ ลิต คมู่ อื ท่มี ากบั อุปกรณ์ หา้ มท�ำลายท้ิง ใหเ้ ก็บไว้เป็นเอกสารอ้างอิงเพ่อื ให้การดแู ลรกั ษาเป็นไปอยา่ งถกู ต้อง

6. การท�ำความสะอาดชดุ อุปกรณ์พน่ ฝอยละออง
ชดุ อปุ กรณพ์ น่ ฝอยละอองสว่ นใหญเ่ ปน็ ยาขยายหลอดลม หรอื ตอ้ งการใหค้ วามชมุ่ ชน้ื ในทางระบบทาง
เดินหายใจ อุปกรณ์นี้ควรท�ำความสะอาดภายหลังการใช้ทุกคร้ังด้วย 70% alcohol แล้วเก็บไว้ในภาชนะที่
สะอาดเพอื่ ใชต้ อ่ ในหน่งึ วนั และส่งท�ำใหป้ ราศจากเช้ือด้วยวิธอี บแกส๊ ที่หนว่ ยเวชภัณฑ์ปลอดเชอ้ื ทุกวนั
7. การท�ำความสะอาดอุปกรณ์ชว่ ยหายใจ
7.1. บริเวณที่ท�ำความสะอาด จะต้องแบ่งบริเวณสะอาด และสกปรกออกจากกันโดยน�ำของท่ี
จะท�ำความสะอาดเข้าทางบรเิ วณสกปรก เมื่อทำ� ความสะอาดแลว้ น�ำของออกจากบรเิ วณนนั้ เก็บไว้ในบรเิ วณ
สะอาด เพอื่ นำ� ไปใช้กับผปู้ ว่ ยต่อไป

70

7.2. ตวั box หรอื console ของเครอื่ งช่วยหายใจ อุปกรณ์ เช่น flow อmีกeคtรe้ังr,หOน2ึ่งtaนn�ำkเคใชร่ือผ้ า้ง
ชุบน้�ำน้�ำสบู่ท�ำความสะอาด แล้วเช็ดออกด้วยผ้าชุบน้�ำ หรือแอลกอฮอล์ 70%
ช่วยหายใจที่สะอาดแล้ว เก็บไว้ในบริเวณสะอาด ทดสอบการใช้งานและและความเท่ียงตรงตามมาตรฐานที่
ก�ำหนด แล้วคลุมดว้ ยถุงพลาสติกหรือผ้ากนั ฝุ่นละอองรอการใชง้ านต่อไป

7.3. ถอดชิ้นส่วนของอุปกรณ์ช่วยหายใจและให้ออกซิเจนเป็นชิ้นย่อยๆ ให้มากท่ีสุด ถอดส่วน
ทเ่ี ปน็ ยางออกจากพลาสตกิ แขง็ ทำ� ความสะอาดดว้ ยแปรงขนาดตา่ งๆ ทเ่ี หมาะสมทง้ั ภายนอกและภายในดว้ ย
น้�ำสบู่เหลว (ไม่จ�ำเป็นต้องมีคุณสมบัติท�ำลายเช้ือ) เพ่ือล้างคราบที่ติดค้างออกให้หมด โดยขณะล้างน้ีให้เปิด
น�้ำกอ๊ กไหลผา่ นตลอดเวลา

7.4. เม่ือล้างสะอาดแล้วใส่ในตะกร้า เพ่ือไม่ให้น�้ำขังในอุปกรณ์แต่ละช้ิน (ป้องกันการเจือจาง
ของน้ำ� ยาทำ� ลายเชอื้ ) พยายามให้มนี ้ำ� ขงั ใหน้ ้อยทส่ี ดุ หรือผ่ึงให้แห้ง

7.5. น�ำไปแช่ activated glutaraldehyde 2% นาน 30 นาที โดยใหม้ นี ำ้� ยาสมั ผสั ทกุ สว่ นของ
อปุ กรณท์ จ่ี ะทำ� ความสะอาด การไลอ่ ากาศออกใหห้ มดโดยใหน้ ำ�้ ยาสมั ผสั ทกุ สว่ นของอปุ กรณ์ ถา้ เปน็ พลาสตกิ
ทเ่ี บาอาจตอ้ งเอาวตั ถทุ ส่ี ะอาดทห่ี นกั ๆ กดทบั การไลอ่ ากาศในสาย corrugated ทเ่ี ปน็ ยางทำ� ไดโ้ ดยกดปลาย
ดา้ นหนง่ึ ของสายยางลงในถงั นำ�้ ยา ปลายอกี ดา้ นหนงึ่ ชขู นึ้ แลว้ คอ่ ยๆ กดปลายทอี่ ยใู่ ตน้ ำ้� ยาใหล้ กึ ลงไปเรอ่ื ยๆ
ฟองอากาศจะถกู ดนั ออกทางดา้ นบนจนหมดเสน้

7.6. เมื่อแช่ครบก�ำหนดเวลาประมาณ 30- 45 นาที น�ำอุปกรณ์ขึ้นจากถังน�้ำยามาผ่านน�้ำท่ี
ปราศจากเชื้อ ซึ่งเปิดให้ไหลตลอดเวลา ถ้ายังไม่หมดกล่ินน�้ำยาต้องแช่น้�ำไว้อีกระยะหนึ่ง (อ่างหรือภาชนะที่ใช้
แช่ในขั้นตอนนี้ต้องสะอาด เป็นคนละอ่างกับการล้างในข้ันตอนแรก เน่ืองจากขณะนี้อุปกรณ์ต่างๆ ผ่านการ
ทำ� ลายเชื้อแลว้ )

7.7. เทน้�ำออกจากอุปกรณ์ออกให้หมด แล้วน�ำไปแขวนในตู้เป่าแห้ง (หรือวางไว้บนโต๊ะปูผ้า
สะอาด ปล่อยให้แห้งเอง ถ้าไม่มีตู้เป่าแห้ง) โดยแขวนสายยางในแนวด่ิง ชิ้นส่วนเล็กๆ รวมกันไว้ในตะแกรง
ใช้อุณหภมู ิ 70°C นาน 2-3 ชัว่ โมง (การหยบิ จบั อุปกรณ์ในขั้นตอนต้งั แต่การแช่ 2% glutaraldehyde แล้ว
จะตอ้ งใช้ถงุ มือปราศจากเชอื้ เสมอ)

7.8. ปูผ้า Sterile บนโต๊ะทส่ี ะอาดและแห้ง หยบิ อุปกรณต์ า่ งๆ ออกจากตูเ้ ปา่ แหง้ ด้วยเทคนิค
ปราศจากเช้ือ น�ำมาประกอบเข้าด้วยกันเป็นชุดตามเดิม แล้วใส่ถุงท่ีผ่านการท�ำลายเชื้อแล้วปิดปากถุงด้วย
อปุ กรณท์ เี่ หมาะสม เขยี นชนดิ ของเครอ่ื งมอื และวนั ทที่ ำ� ความสะอาดไวภ้ ายนอก นำ� ไปเกบ็ ไวใ้ นทสี่ ะอาด เพอื่
รอการใช้ต่อไป

หมายเหตุ : อาจทดสอบการทำ� งานของอปุ กรณว์ า่ มชี ำ� รดุ หรอื ใชก้ ารไดด้ กี อ่ นนำ� ไปแชน่ ำ้� ยาทำ� ลายเชอ้ื
ตามขัน้ ตอนที่ 5

71

บทที่ 12.1
แนวทางการปอ้ งกันการตดิ เชอื้ ส�ำหรบั ผปู้ ่วยและบุคลากรในศูนย์วนิ ิจฉยั เตา้ นม

ภาควชิ ารงั สวี ิทยา

วตั ถุประสงค์ เพอ่ื
1. เป็นแนวทางปฏิบัตสิ �ำหรบั ผู้ปฏิบัติงาน ผูป้ ฏิบตั ิงานแทน ให้ปฏบิ ตั เิ ปน็ ไปในแนวทางเดยี วกัน
2. ป้องกันการติดเชอื้ จากการทำ� หัตถการ

แนวทางการปฏิบัติของบุคลากรทางการแพทย์
1. บุคลากรควรมีการป้องกันการสัมผัสเลือด สิ่งคัดหล่ังและเคร่ืองมือที่มีการปนเปื้อนเช้ือโรคโดยไม่

สัมผสั กับเครื่องมอื ในผู้ปว่ ยทกุ ราย
2. ล้างมือด้วย alcohol-based handrub หรือสบู่ผสมน�้ำยาท�ำลายเช้ือ 4% Chlorhexidine

gluconate (Hibiscrub) ในกรณีที่ท�ำ major surgery ก่อนและหลังทำ� หตั ถการทกุ ครง้ั (บทท่ี 2)
3. เครื่องมืออุปกรณ์ท่ีมีการปนเปื้อนเลือด ส่ิงคัดหลั่งและเชื้อโรคหลังท�ำหัตถการต้องมีการทำ� ความ

สะอาดดว้ ยนำ้� และสบแู่ ลว้ ใสถ่ งุ พลาสตกิ สง่ ทำ� ใหป้ ราศจากเชอื้ ทห่ี นว่ ยเวชภณั ฑป์ ลอดเชอ้ื สว่ นอปุ กรณท์ ตี่ อ้ ง
ทำ� ลายเชื้อดว้ ยน�ำ้ ยาทำ� ลายเช้อื ใหป้ ฏบิ ัตติ ามทร่ี ะบไุ ว้ในบทที่ 5

4. การทง้ิ ขยะ เครอื่ งมอื ทางการแพทยท์ ม่ี กี ารปนเปอ้ื นเลอื ด สง่ิ คดั หลงั่ และเชอ้ื โรค ใหท้ งิ้ ลงถงั ขยะตดิ
เชอื้ ส่วนของมีคมทงิ้ ในกล่องของมีคม ปริมาณของมีคมที่ท้ิงในภาชนะไมเ่ กนิ 3/4 ของภาชนะ

5. กรณที บ่ี คุ ลากรทมี สขุ ภาพถกู ของมคี มบาด หรอื ถกู สงิ่ คดั หลงั่ กระเดน็ เขา้ ตาใหป้ ฏบิ ตั ติ ามขอ้ แนะนำ�
ในบทที่ 15

6. พืน้ ห้องทป่ี นเปอื้ นเลอื ด หรือส่ิงคัดหล่ังของผูป้ ่วย ใหใ้ ชก้ ระดาษหรือผา้ ซบั ก่อนแลว้ ราดด้วยน�้ำยา
ท�ำลายเชื้อ 0.5% Sodium hypochlorite ไว้อย่างน้อย 30 นาที ก่อนเช็ดท�ำความสะอาดตามปกติ
ส่วนอุปกรณใ์ ห้ลา้ งด้วยน้�ำและสบแู่ ล้วสง่ ทำ� ลายเชือ้ ตามที่ก�ำหนด

7. กรณีท่ีมีการท�ำหัตถการผู้ป่วยติดเช้ือ เช่น HIV, HBV และ HCV ให้ปฏิบัติตามหลัก standard
precautions โดยเฉพาะการสวมใส่อุปกรณ์ป้องกันร่างกาย การท�ำความสะอาดเคร่ืองมือที่ปนเปื้อนส่ิงคัด
หล่ังตามท่ีระบุไวใ้ นบทท่ี 2 และ 5

72

แนวทางปฏิบตั ิการใชแ้ ละดูแลวสั ดอุ ุปกรณ์ทางการแพทย์

รายการ วธิ ีปฏิบตั ิ
1. หลกั การ Re-sterile 1. ล้างทำ� ความสะอาดเครอ่ื งมอื ด้วยน้ำ� และสบู่
2. บรรจลุ งซองอบแก๊ส หรอื หอผ้าเพ่ือส่งทำ� ใหป้ ราศจากเช้ือพร้อมท้ังใส่
2.การเก็บและการหยบิ ใชว้ สั ดุ
Chemical Indicator
3.การใชอ้ ปุ กรณใ์ นกรณีผปู้ ว่ ยทม่ี ี 1. ใช้หลกั First In-First Out
การตดิ เชื้อ 2. ตรวจสอบวนั หมดอายุ และ Chemical Indicator ที่บ่งบอกวา่ ได้ผ่านการท�ำให้

- HIV ปราศจากเชอื้ ทั้งภายนอกและภายในบรรจุภัณฑ์

1. ใช้เครอื่ งมอื ทางการแพทยช์ นิด Disposable
2. บคุ ลากรใส่อุปกรณป์ อ้ งกันร่างกายตามบทท่ี 2

- TB 1. ให้ผปู้ ่วยใส่ Surgical Mask ระหว่างการท�ำหัตถการ
2. บคุ ลากรทางการแพทย์ใส่ N95 Mask ระหว่างการทำ� หตั ถการหรอื ปฏบิ ัตติ าม
4. Set Lumbar puncture
บทท่ี 2
5. เตยี งผูป้ ่วย โคมไฟ เคร่อื ง 3. การล้างและการใชเ้ คร่อื งมอื ปฏิบัตติ ามที่โรงพยาบาลกำ� หนด
X-Ray 1. ทำ� ความสะอาดลา้ งด้วยนำ้� และสบูแ่ ละล้างออกดว้ ยนำ้� สะอาด
6. พ้นื ห้อง 2. ผึง่ ใหแ้ หง้
3. ส่งทำ� ใหป้ ราศจากเช้อื ทห่ี นว่ ยเวชภณั ฑ์ปลอดเชือ้
- กรณีท่ัวไป 4. บคุ ลากรใส่อปุ กรณ์ปอ้ งกันรา่ งกาย เช่น ถงุ มอื ผ้าปดิ ปากและจมกู ผ้าพลาสตกิ
7. ผนงั ห้อง
กนั การกระเดน็ ตามบทที่ 2
1. เช็ดทำ� ความสะอาดดว้ ย 70% Alcohol ก่อนเร่ิมหตั ถการและหลงั เสรจ็

หัตถการทกุ วัน

1. เชด็ ทำ� ความสะอาดพน้ื ห้องดว้ ยน้ำ� ยาท�ำลายเช้ือตามท่โี รงพยาบาลกำ� หนด (บทที่
5) ทุกวนั เช้า - เยน็ ไมค่ วรใชไ้ ม้กวาด เพราะทำ� ให้ฝนุ่ ละอองฟุง้ กระจาย

1. ถา้ มเี ลอื ดหรอื สิ่งคดั หลงั่ เปือ้ นผนงั ห้อง ใชก้ ระดาษหรือผา้ แหง้ ซับสงิ่ คัดหลง่ั ออก
ให้มากทีส่ ุดก่อนแลว้ ทิง้ ลงในถังขยะติดเชื้อ เช็ดด้วยน�ำ้ ยาทำ� ลายเชอื้ 0.5%
Sodium hypochlorite กอ่ นเช็ดท�ำความสะอาดตามปกติ

73

แนวทางปฏบิ ัติการใช้และดแู ลวัสดุอุปกรณ์ทางการแพทย์ (ต่อ)

รายการ วิธีปฏบิ ัติ

8. ผ้าปเู ตยี ง ปลอกหมอน เสือ้ ผ้า
ผูป้ ่วย
- ผ้าเปอื้ นธรรมดา 1. ผ้าปูเตียงเปล่ียนเมื่อใช้กับผปู้ ว่ ยแตล่ ะราย
2. ท้งิ ลงถงั ผ้าเป้ือน เพ่อื ส่งหนว่ ยบรกิ ารผา้
3. ก่อนทง้ิ ผา้ ต้องตรวจสอบไม่ใหม้ ีวัสดอุ ปุ กรณ์อื่นๆทีใ่ ชก้ ับผูป้ ่วยติดไปกับผ้าทุกครง้ั
- กรณีผ้าเปอ้ื นเลือด สิง่ คัดหลง่ั 1. นำ� ผ้าทเ่ี ปือ้ นสง่ิ คัดหลง่ั แยกใส่ลงถงุ พลาสติกสแี ดง ผูกปากถุง และส่งหน่วย
ตา่ งๆ และผา้ ที่ใชใ้ นผู้ปว่ ย บรกิ ารผา้
ตดิ เช้อื HIV

74

บทท่ี 12.2
การป้องกันการติดเชอื้ ในงาน Radiology Intervention

วตั ถปุ ระสงค์ เพอ่ื
1. เป็นแนวทางปฏิบัติส�ำหรับผู้ปฏิบัติหน้าท่ี หรือผู้แทนและส�ำหรับปฐมนิเทศบุคลากรใหม่ในส่วน

งาน radiology Intervention
2. ปอ้ งกันการตดิ เช้ือของผู้ป่วยภายหลังทำ� radiology Intervention

การแบง่ เขตในห้องผ่าตดั
ท่ัวไปนิยมใชค้ �ำวา่ เขตปลอดเชื้อ เขตกึ่งปลอดเชอื้ แตใ่ นความเป็นจรงิ ไมม่ พี นื้ ท่ีปฏิบัติงานใดจะเป็น

พื้นท่ีที่ปลอดเช้ือโรคโดยส้ินเชิง ในที่นี้จึงจะใช้ค�ำท่ีสะท้อนถึงความสะอาดของสถานที่ให้ใกล้เคียงความเป็น
จรงิ มากที่สดุ

เพอ่ื ให้ปลอดภัยและสะดวกในการปฏิบัตงิ าน บคุ ลากรสามารถปฏบิ ัติไดถ้ กู ตอ้ งในเขตที่กำ� หนด ดังน้ี
1. เขตสะอาดมาก (Clean Area) หมายถงึ เขตเฉพาะภายในหอ้ งหตั ถการทกุ หอ้ ง บคุ ลากรตอ้ งเปลยี่ น
รองเทา้ เสอ้ื ผา้ สวมหมวก ผูกผา้ ปิดปากและจมูก
2. เขตสะอาดปานกลาง (Semi–clean Area) หมายถึง ภายในห้อง Control และทางเดินภายใน
แผนก ระหวา่ งห้องผา่ ตดั หอ้ งลา้ งมือ บุคลากรตอ้ งเปลย่ี นรองเท้า เสอื้ ผ้า กอ่ นผา่ นเขา้ ไป
3. เขตปกติ (Regular Area) เปน็ เขตรอยตอ่ ระหวา่ งภายในกบั ภายนอกหอ้ งหตั ถการเปน็ เขตทบ่ี คุ คล
ภายนอกทยี่ ังไม่ได้เปล่ียนเสื้อผา้ เป็นชุดหอ้ งผ่าตัด
แนวทางการปฏิบตั ิของบคุ ลากรทีมสขุ ภาพ
1. บุคลากรควรมีการป้องกันการสัมผัสเลือด สิ่งคัดหลั่งและเครื่องมือที่มีการปนเปื้อนเช้ือโรค โดย
ก่อนการสัมผัสผู้ป่วยทุกรายให้ล้างมือ เปล่ียนเสื้อผ้า รองเท้า สวมหมวก ผ้าปิดปากและจมูก ใส่แว่นตาและ
ระมัดระวงั การสมั ผัสเครื่องมือที่ปนเปอ้ื นเช้ือ
ในกรณีผู้ป่วยติดเช้ือ HIV ให้จ�ำกัดจ�ำนวนแพทย์หรือบุคลากรผู้ท�ำการรักษาเท่าที่จ�ำเป็นต่อการท�ำ
หัตถการดว้ ยความปลอดภัย
2. ลา้ งมอื ดว้ ย alcohol-based handrub สบทู่ ผี่ สมนำ�้ ยาทำ� ลายเชอื้ 4% Chlorhexidine gluconate
(Hibiscrub) ในกรณีที่ทำ� majer surgery กอ่ นและหลังทำ� หตั ถการทุกคร้งั หรอื ปฏบิ ัตติ ามบทที่ 2
3. เครอื่ งมอื หรอื อปุ กรณท์ มี่ กี ารปนเปอ้ื นเลอื ดและสง่ิ คดั หลง่ั หลงั หตั ถการตอ้ งมกี ารทำ� ความสะอาด
ดว้ ยน้ำ� ยาทำ� ลายเชือ้ ตามทก่ี �ำหนด ตามท่ีระบไุ ว้ในบทท่ี 5

75

4. การทิ้งขยะ เคร่ืองมือทางการแพทย์ และวัสดุอุปกรณ์ท่ีสามารถทิ้งได้ เช่น สายสวนหลอดเลือด
ถุงมือ เป็นต้น ที่มีการปนเปื้อนเลือด ส่ิงคัดหลั่งและเชื้อโรค ภายหลังการใช้ให้ทิ้งในถังขยะติดเช้ือ ส่วนของ
มคี มทิ้งลงกล่องของมคี ม

5. พื้นห้องควรท�ำความสะอาดทันทีหลังเสร็จผ่าตัดด้วยน�้ำยาท�ำลายเชื้อตามที่โรงพยาบาลก�ำหนด
โดยกรณที ี่เลอื ดหรอื สงิ่ คัดหลั่งของผู้ปว่ ยหกทพี่ ื้น ให้ใช้กระดาษหรอื ผ้าซบั ก่อนแลว้ ราดดว้ ยน�ำ้ ยาท�ำลายเช้ือ
0.5% Sodium hypochlorite ไวอ้ ย่างนอ้ ย 30 นาที ก่อนเช็ดทำ� ความสะอาดตามปกติ

6. กรณที บี่ คุ ลากรทมี สขุ ภาพถกู ของมคี มบาด หรอื ถกู สงิ่ คดั หลง่ั กระเดน็ เขา้ ตา ใหป้ ฏบิ ตั ติ ามบทที่ 15
7. กรณีท่ีมีการท�ำหัตถการผู้ป่วยติดเช้ือ เช่น HIV, HBV และ HCV ให้ปฏิบัติตามหลัก standard
precautions โดยเฉพาะการสวมใส่อุปกรณ์ป้องกันร่างกาย การท�ำความสะอาดเครื่องมือท่ีปนเปื้อนส่ิงคัด
หล่ังตามทีร่ ะบุไวใ้ นบทท่ี 2 และ 5

แนวทางการปฏิบตั ิในการใช้และดแู ลวสั ดอุ ุปกรณท์ างการแพทย์

รายการ วธิ ีปฏิบัติ
1. หลักการ Re-sterile 1. ล้างท�ำความสะอาดดว้ ยน�้ำและสบู่
2. บรรจซุ องอบแกส๊ หรอื หอ่ ผา้ พร้อมทง้ั ใส่ Chemical Indicator เพอื่
2. การเก็บและการหยบิ ใชว้ สั ดุ
สง่ ทำ� ใหป้ ราศจากเชือ้ ที่หนว่ ยเวชภณั ฑป์ ลอดเชอื้
3.การใช้อปุ กรณ์ในกรณีผู้ป่วยทีม่ ีการ 1. ใช้หลัก First In-First Out
ติดเช้อื 2. ตรวจสอบวนั หมดอายุ และ Chemical Indicator ทบ่ี ่งบอกวา่ ได้

- HIV ผา่ นการทำ� ใหป้ ราศจากเชอ้ื แลว้ ทั้งภายนอกและภายในบรรจภุ ัณฑ์

1. ใช้เคร่อื งมือทางการแพทย์ชนดิ Disposable
2. หลงั ใช้แลว้ ทง้ิ ลงถังขยะตดิ เชอ้ื ส่วนของมคี มทงิ้ ลงกล่องของมีคม
3. บุคลากรใสอ่ ุปกรณป์ อ้ งกนั ร่างการตามบทที่ 2

- TB 1. ใหผ้ ปู้ ว่ ยใส่ Surgical Mask ระหว่างการทำ� หัตถการ
2. บคุ ลากรทางการแพทยใ์ ส่ N95 Mask ระหวา่ งการทำ� หัตถการหรอื
ปฏบิ ตั ิตามบทที่ 2
3. การลา้ งและการใชเ้ ครื่องมอื ปฏบิ ตั ติ ามท่ีระบุไวใ้ นบทที่ 5

76

การทำ� ความสะอาด การใชน้ ำ�้ ยาทำ� ลายเชอ้ื และการทำ� ใหป้ ราศจากเชอ้ื ของอปุ กรณท์ างการแพทย์
และการท�ำความสะอาดห้อง

วัสดแุ ละอุปกรณ์ วธิ ปี ฏบิ ัติ

1. Catheter และ Introducer sheet
(สายสวนหลอดเลือด)
- กรณที ั่วไป 1. Catheter หลงั แลว้ ใชน้ ำ้� ฉดี ลา้ งทำ� ความสะอาดสงิ่ ตกคา้ งภายในสาย
2. ใช้ gauze ชบุ น�้ำเชด็ ภายนอกสาย และล้างผา่ นน�้ำให้สะอาด
3. ผ่ึงใหแ้ หง้ และไลน่ ้�ำออกจากสายด้วยเคร่ืองเปา่ ลม
4. ห่อสง่ อบแกส๊ ท่หี นว่ ยเวชภณั ฑ์ปลอดเชอ้ื

- กรณใี ชใ้ นผ้ปู ว่ ยมกี ารตดิ เช้อื 1. ท้งิ ใสถ่ งุ ขยะตดิ เชื้อ ผูกปากถุง และสง่ หน่วยก�ำจัดขยะ ถา้ มีอปุ กรณ์
HIV มีคมตอ้ งทิ้งในภาชนะทไี่ ม่มกี ารแทงทะลไุ ด้งา่ ยแลว้ ใส่ถงุ ขยะตดิ เช้ือ
2. Guide Wire อกี หนึ่งชน้ั
(ลวดนำ� สายสวนหลอดเลือด)
- กรณที วั่ ไป 1. แยก Guide wire ออกจากปลอกและใชน้ ำ�้ ฉีดลา้ งส่ิงตกคา้ งภายใน
ปลอกใหส้ ะอาด เชด็ ด้วยผ้า Gauze และเปา่ ลมให้แหง้

2. ใสเ่ ข้าปลอกตามเดมิ
3. ห่อส่งอบแก๊สหนว่ ยเวชภัณฑ์ปลอดเชือ้

- กรณใี ชใ้ นผู้ป่วยมีการตดิ เชือ้ 1. ทง้ิ ใส่ลงถงุ ขยะติดเชอื้ ผูกปากถงุ และส่งหน่วยก�ำจดั ขยะ ถ้ามี
HIV อุปกรณม์ คี มตอ้ งท้งิ ในภาชนะทไี่ มม่ ีการแทงทะลไุ ดง้ ่ายแล้วใส่ถงุ ขยะติด
3. เขม็ Chiba, Dilator และเครอ่ื ง เชือ้ อกี หนึ่งชน้ั
มอื ท่เี ป้ือนส่ิงคดั หลัง่ ต่างๆ 1. หลังใชแ้ ล้ว ลา้ งส่ิงคัดหลั่งออกด้วยนำ้� ยาท�ำลายเชอ้ื 4% Chlorhexi-
- กรณที ั่วไป
dine gluconate
2. ลา้ งออกดว้ ยน้ำ� สะอาดและผึง่ ให้แหง้
3. หอ่ สง่ อบแก๊สหน่วยเวชภัณฑป์ ลอดเช้อื

- กรณใี ช้ในผปู้ ่วยมีการติดเชื้อ 1. ทิ้งใส่ลงถงุ ขยะติดเชอ้ื ผกู ปากถงุ และสง่ หน่วยกำ� จัดขยะ ถ้ามี
HIV อุปกรณ์มคี มตอ้ งทิ้งในภาชนะที่ไมม่ กี ารแทงทะลุได้ง่ายแลว้ ใส่ถุงขยะติด
เชื้ออกี หน่งึ ชั้น

77

การทำ� ความสะอาด การใชน้ ำ้� ยาทำ� ลายเชอ้ื และการทำ� ใหป้ ราศจากเชอื้ ของอปุ กรณท์ างการแพทย์
และการทำ� ความสะอาดห้อง (ต่อ)

วัสดุและอปุ กรณ์ วิธีปฏบิ ตั ิ

4. Set INR, Set VIR, Set suture, 1. ทำ� ความสะอาดล้างด้วยนำ�้ ยา 4% Chlorhexidine gluconate
Set Lumbar puncture และลา้ งออกดว้ ยน�ำ้ สะอาด

2. ผึง่ ให้แห้ง
3. สง่ ท�ำให้ปราศจากเชือ้ ทีห่ นว่ ยเวชภัณฑป์ ลอดเชอื้

5. วสั ดอุ ุปกรณท์ างการแพทย์ เชน่ 1. ท้ิงใส่ลงถงุ ขยะตดิ เชือ้ ผูกปากถุง และส่งหนว่ ยก�ำจัดขยะ
Catheter, Guide wire ทใ่ี ช้ในผู้ป่วย
มกี ารติดเช้อื HIV

6. ของมคี มเช่นเขม็ มีดหรอื วสั ดทุ ีใ่ ช้ 1. เมอ่ื ใชแ้ ล้ว ทงิ้ ในกลอ่ งของมคี ม
แล้วทิ้ง 2. ปรมิ าณเของมคี มที่ทิ้งในภาชนะไม่เกิน 3/4 ของภาชนะ

7. โตะ๊ ผา่ ตดั เตยี งผ้ปู ว่ ย โคมไฟ 1. เช็ดทำ� ความสะอาดดว้ ย 70% Alcohol กอ่ นเร่มิ หัตถการและหลงั
เครอ่ื ง X-Ray เสร็จหตั ถการเปน็ ประจำ� ทุกวัน

- กรณีท่ัวไป

- กรณีทม่ี ีสงิ่ ปนเปอื้ น เชน่ เลือด 1. ใช้ผ้าแห้งหรอื กระดาษซับส่ิงสกปรกปนเปือ้ นต่างๆ ออกกอ่ นให้มาก
และสง่ิ คดั หล่ัง ทสี่ ุด ทง้ิ ลงในถังขยะติดเช้ือ
8. พน้ื ห้องและทางเดนิ ระหว่างห้อง
ผ่าตัด 2. ให้เช็ดทำ� ความสะอาดด้วยน้�ำและผงซักฟอกและเช็ดออกดว้ ยนำ้� ตาม
- กรณีทวั่ ไป ปกติ

3. เชด็ ทำ� ความสะอาดอีกคร้งั ดว้ ย 0.5% Sodium hypochlorite ถา้
สิง่ คัดหล่ังมีปริมาณมากหลังท�ำข้อ 1 แลว้ ใหเ้ ทราด 0.5% Sodium
hypochlorite ไวอ้ ย่างนอ้ ย 30 นาที กอ่ นเช็ดท�ำความสะอาดตาม
ปกติ

1. เชด็ ทำ� ความสะอาดพนื้ หอ้ งดว้ ยนำ้� ยา Clear plus 15 cc นำ�้ 1 ลติ ร
ทกุ วนั เชา้ -เย็น ไมค่ วรใชไ้ ม้กวาด เพราะทำ� ใหฝ้ ุน่ ละอองฟุ้งกระจาย

- กรณที มี่ ีสิง่ ปนเปื้อน เชน่ เลอื ด 1. ปฏบิ ัติตามข้อ 7
และส่ิงคดั หลัง่

78

การทำ� ความสะอาด การใชน้ ำ�้ ยาทำ� ลายเชอ้ื และการทำ� ใหป้ ราศจากเชอื้ ของอปุ กรณท์ างการแพทย์
และการท�ำความสะอาดห้อง (ต่อ)

วัสดุและอุปกรณ์ วิธีปฏบิ ตั ิ
9. ผนงั ห้อง 1. เชด็ ท�ำความสะอาดด้วยน้ำ� ยาทำ� ลายเชิ้อื ตามที่โรงพยาบาลกำ� หนด

10. ขวด suction สายยางเหลอื ง ระบุไว้ในบทที่ 5
- bed pan และ urinal 1. ใหป้ ฏบิ ัตติ ามบทที่ 11
1. ลา้ งด้วยนำ�้ และผงซกั ฟอกท้ิงใหแ้ ห้งก่อนนำ� มาใชใ้ หม่
11.ผา้ ปเู ตียง,ปลอกหมอน,เส้อื ผ้า
ผ้ปู ว่ ย 1. ผ้าปเู ตียงและปลอกหมอนเปลีย่ นเม่อื ใช้กบั ผูป้ ว่ ยแตล่ ะราย
2. ทงิ้ ลงถังผ้าธรรมดาและส่งหน่วยบริการผา้
- ผา้ เป้อื นธรรมดา

- กรณีผา้ เปื้อนเลอื ด สงิ่ คดั หลั่ง 1. ท้ิงชดุ ผ่าตัดท่ีเปน็ กระดาษใส่ลงถุงขยะติดเช้อื ผกู ปากถงุ และส่ง
หน่วยก�ำจดั ขยะเพอ่ื ท�ำลายตอ่ ไป

2. น�ำผา้ ทเี่ ปื้อนส่งิ คัดหล่งั แยกใสล่ งถงุ ผา้ พลาสติกตดิ เชื้อ ผูกปากถุง
และส่งหนว่ ยบรกิ ารผา้

* หมายเหตุ: บุคลากรท่ีท�ำความสะอาดอุปกรณ์หรือสิ่งแวดล้อมให้สวมอุปกรณ์ป้องกันร่างกายตามท่ีงาน
ปอ้ งกนั และควบคมุ การติดเช้ือกำ� หนดไว้

79

บทที่ 12.3
การป้องกันการตดิ เชอ้ื ส�ำหรบั ผูป้ ว่ ยมะเรง็ ระบบอวยั วะสบื พันธส์ุ ตรี

ทีไ่ ด้รบั การรักษาโดยการใสแ่ ร่

ภาควชิ ารงั สีวทิ ยา

บทนำ�
การรักษาด้วยรังสีในผู้ป่วยมะเร็งอวัยวะสืบพันธุ์สตรีน้ัน นอกจากการใช้เทคนิคการฉายรังสีซึ่งมี

แหล่งก�ำเนิดรังสีอยู่นอกร่างกาย (External irradiation หรือ Teletherapy) แล้วยังมีการสอดใส่แร่ หรือ
สารกัมมนั ตรงั สี (Brachytherapy ชนิด Intracavity therapy) ซ่ึงใหร้ ังสีแกมมา (Gramma rays) ในขน้ั ตอน
มีการใส่อุปกรณ์เข้าไปในโพรงมดลูก ปากมดลูก และ/หรือช่องคลอด การรักษาท่ีได้ผลช่วยลดขนาดของ
ก้อนมะเร็งอาจมีการให้ยาเคมีบ�ำบัดควบคู่ไปด้วย ท�ำให้ผู้ป่วยมีโอกาสปนเปื้อนเช้ือโรคจากภายนอกเข้าสู่
รา่ งกาย ประกอบกบั อาจมีภาวะเม็ดเลือดขาวตำ่� จากยาเคมีบำ� บดั

การท�ำให้อุปกรณ์ และเครื่องมือสะอาดปราศจากเชื้อโรคจึงเป็นเร่ืองท่ีต้องเข้มงวด และมีแนวทาง
การปฏิบัติท่ีเป็นมาตรฐาน เพื่อประโยชน์สูงสุดคือช่วยให้ผู้ป่วยหายขาดจากโรคและไม่เกิดภาวะแทรกซ้อน
จากการใส่แร่
วัตถปุ ระสงค์ เพอื่

1. เปน็ แนวปฏิบตั กิ ารทำ� หตั ถการทีถ่ ูกต้องตามมาตรฐาน
2. ป้องกันและควบคมุ การแพร่กระจายของเช้ือโรค
3. ลดโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อนจากการตดิ เชอื้
เครื่องมอื ท่ใี ช้ทางการแพทย์ มดี ังน้ี
1. ถุงมือ (Glove)
2. Set sterile ใส่แร่
3. เครือ่ งมือสอดใส่แร่
4. Savlon 1 : 100
5. สายสวนปสั สาวะ No.14
6. K-Y jelly
7. ฟองนำ�้ ท�ำเปน็ Rectal plug สำ� หรบั ใส่ใน Rectum
8. หอ่ ผ้าปูผปู้ ่วย Sterile
9. แป้ง Barium ผสมน้�ำ sterile
10. Vaseline gauze packing

80

ขน้ั ตอนการปฏิบัติ

1. เตรยี มผปู้ ว่ ยกอ่ นวนั ใสแ่ ร่ โดยแนะนำ� ใหท้ ำ� ความสะอาดบรเิ วณอวยั วะสบื พนั ธก์ุ อ่ นมาโรงพยาบาล
2. แนะนำ� การรับประทานอาหารอ่อน ย่อยง่าย ไมท่ ำ� ให้เกิดท้องเสีย ปอ้ งกนั การตดิ เชอ้ื ขณะใส่แร่
3. จดั ท่าผปู้ ่วยนอนบนเตียง ทา่ Lithotomy
4. ทำ� ความสะอาดบรเิ วณอวยั วะสบื พนั ธุ์ด้วย Savlon 1 : 100 กอ่ นปูผา้ sterile
5. ใสส่ ายสวนปสั สาวะโดยยดึ หลกั aseptic technique ใสน่ ำ้� barium ทผ่ี สมไวใ้ นกระเปาะสายสวน
ปสั สาวะ เพือ่ เปน็ Marker ตำ� แหน่งของ Bladder
6. Clamp สายสวนปสั สาวะไวต้ ลอดการท�ำหตั ถการ เพอ่ื ตอ้ งการการ Full Bladder
7. ใสเ่ คร่อื งมอื ใสแ่ ร่เขา้ ทางช่องคลอด fix เครื่องมอื โดยใช้ sterile vaseline gauze
8. Fix เครอื่ งมอื กบั เตยี งใสแ่ ร่ ถา่ ย film ตรวจสอบตำ� แหนง่ ของเครอ่ื งมอื ใหอ้ ยใู่ นตำ� แหนง่ ทต่ี อ้ งการ
9. Load แรต่ ามแผนการที่นักฟสิ กิ ส์คำ� นวณไว้ ใชเ้ วลาไม่เกิน 10 นาที
10. ถอดเครื่องมือทุกชนิดออกจากตัวผู้ป่วยหลังจบกระบวนการใส่แร่ และท�ำความสะอาดอวัยวะ
สบื พนั ธดุ์ ้วย Savlon 1 : 100

การดูแลผ้ปู ว่ ยหลงั ใส่แร่

1. แนะนำ� เร่ืองการรับประทานอาหาร ระมดั ระวงั ไม่ทานอาหารรสจดั ไมส่ ุก หรือย่อยยาก เพราะจะ
ท�ำใหท้ อ้ งเสียง่าย

2. ในระหว่างการรักษา แนะนำ� ไมใ่ หผ้ ้ปู ่วยมีเพศสัมพันธ์ เพราะจะตดิ เชือ้ และมีเลอื ดออกไดง้ ่าย
3. ไมแ่ นะน�ำใหผ้ ปู้ ่วย douch ชอ่ งคลอด เพราะอาจท�ำใหต้ ิดเช้อื และเกิดเลือดออกไดง้ า่ ย
4. แนะน�ำให้ด่ืมน�้ำมาก ๆ เพ่ือป้องกันการเกิดกระเพาะปัสสาวะอักเสบแบบเฉียบพลัน ถ้ามีการติด
เช้อื ตอ้ งให้ยาปฏชิ ีวนะตามแผนการรักษา
5. สงั เกตการขบั ถา่ ยอจุ จาระ เนอื่ งจากผปู้ ว่ ยมกั มอี าการทอ้ งเสยี รว่ มดว้ ยเสมอ เพราะมกี ารเกดิ ภาวะ
การอักเสบเยอื่ บลุ �ำไส้ ซง่ึ มคี วามไวต่อรงั สีสูงมาก

การกำ�จดั ขยะ

ขยะเปียกทเ่ี ปอื้ นเลือดหรอื ส่ิงคดั หลงั่ ให้ท้งิ ลงในถุงขยะสแี ดง มัดปากถงุ ให้แนน่ กอ่ นส่งใหเ้ จา้ หนา้ ที่
สง่ ไปหนว่ ยกำ� จดั ขยะ

เส้ือผ้าท่ีเปื้อนเลือดหรือสิ่งคัดหลั่ง ให้ท้ิงลงในถุงพลาสติกสีแดง หรือถุงสีแดงที่ไม่ซึมน้�ำส�ำหรับใส่ผ้า
เปอื้ น มดั ปากถุงใหแ้ นน่ กอ่ นสง่ ใหเ้ จ้าหน้าท่ีสง่ ไปหนว่ ยบริการผ้า

อปุ กรณท์ ใ่ี ชก้ บั ผปู้ ว่ ย ภายหลงั นำ� ออกจากผปู้ ว่ ย เนอ่ื งจากมเี ลอื ดหรอื สง่ิ คดั หลงั่ ใหล้ า้ งทำ� ความสะอาด
ดว้ ยน้ำ� และสบแู่ ละสง่ ไปทำ� ใหป้ ราศจากเชื้อที่หน่วยเวชภณั ฑ์ปลอดเช้อื กอ่ นนำ� ไปใช้กบั ผู้ป่วยรายต่อไป

เตยี งทใี่ ชท้ ำ� หตั ถการภายหลงั เสรจ็ สิ้นการทำ� หัตถการ เชด็ เตียงด้วย Bactyl 1: 100

81

เอกสารอ้างองิ
1. ก�ำธร มาลาธรรม, บรรจง วรรณย่ิง, ศิริลักษณ์ อภิวาณิชย์. คู่มือปฏิบัติงานการควบคุมโรคติดเชื้อใน

โรงพยาบาล. พิมพ์ครงั้ ที่ 1. กรุงเทพฯ: จุดทอง ; 2546
2. พวงทอง ไกรพิบูลย์. แนวทางการรักษาของรังสีรักษาในมะเร็งอวัยวะสืบพันธุ์สตรี. ใน สมเกียรติ

ศรีสุพรรณดิฐ, บรรณาธิการ มะเร็งวิทยานรีเวช รามาธบิ ดี. กรุงเทพฯ: อาร์ดพี ี; 2531. หน้า 338 – 342
3. พวงทอง ไกรพบิ ลู ย.์ การรกั ษาพยาบาลผปู้ ว่ ยรงั สรี กั ษาในมะเรง็ ระบบอวยั วะสบื พนั ธส์ุ ตร.ี ใน พวงทอง

ไกรพบิ ลู ย์ และคณะ, บรรณาธกิ าร ฟสิ กิ ส์ ชวี รงั สี การรกั ษาพยาบาลผปู้ ว่ ย. กรงุ เทพฯ: ไทยวฒั นาพานชิ ;
2534. หน้า 139 – 141.
4. พทิ ยภมู ิ ภัทรนุธาพร. พนื้ ฐานทางรังสรี กั ษา. กรุงเทพฯ: ฮว่ั น�้ำพรน้ิ ตงิ้ ; 2545.

82

บทท่ี 13
การบริหารจัดการเกย่ี วกับขยะในโรงพยาบาล

พว.ปราณี เคหะจินดาวฒั น์
นส.สวุ ิมล ปญั ญาใส

หนว่ ยเวชศาสตรน์ ิวเคลยี ร์ ภาควชิ ารงั สีวทิ ยา

ขยะในโรงพยาบาล มีความแตกต่างจากขยะตามบ้าน เน่ืองจากขยะบางประเภท เป็นขยะท่ีมี
ความเส่ียงต่อการแพร่กระจายเชื้อหรือเป็นอันตรายต่อมนุษย์และส่ิงแวดล้อม โดยเฉพาะขยะติดเชื้อและ
ขยะอันตราย โรงพยาบาลทุกแห่งจ�ำเป็นต้องก�ำหนดนโยบายบริหารจัดการเกี่ยวกับขยะเหล่านี้อย่างถูกวิธี
ต้งั แตก่ ารแยกขยะ การขนย้ายขยะ การรวบรวมขยะ และการทำ� ลายขยะ เพือ่ ให้บคุ ลากรในโรงพยาบาลและ
ชุมชนปลอดภัยจากขยะเหล่านี้ นอกจากนี้หากทิ้งขยะผิดประเภทยังส่งผลกระทบต่อค่าใช้จ่ายในการท�ำลาย
ขยะ เน่ืองจากค่าใชจ้ ่ายในการท�ำลายขยะแตล่ ะประเภทแตกตา่ งกันมาก ดงั นี้

ขยะท่วั ไป ------------> ฝงั กลบ ------------> 2,000 บาท/ลกู บาศกเ์ มตร
ขยะตดิ เชื้อ ------------> เผา ------------> 4,840 บาท/ตัน
ขยะอันตราย ------------> วธิ กี ารพิเศษ ------------> 29,000 บาท/ตัน
ขยะเคมีบำ� บดั ------------> เผา ------------> 50,000 บาท/ตนั

ดังน้ันคณะฯ ได้มอบหมายให้คณะกรรมการป้องกันและควบคุมการติดเชื้อในโรงพยาบาล พิจารณา
แนวทางปฏิบัติเกี่ยวกับการท้ิงขยะทุกประเภทในโรงพยาบาล ทางคณะกรรมการฯ ได้ร่วมกันวางแนวทาง
ปฏบิ ตั เิ พอ่ื ใหบ้ คุ ลากรแยกประเภทของขยะไดถ้ กู ตอ้ ง ลดความเสย่ี งตอ่ การแพรก่ ระจายเชอื้ ทอ่ี าจเกดิ ขนึ้ จาก
ขยะ ฉะน้ัน บุคลากรทุกท่านควรตระหนักถึงความส�ำคัญและปฏิบัติตามแนวทางปฏิบัติอย่างเคร่งครัด
เพ่อื ประโยชนส์ ูงสุดของคณะฯ

นยิ ามศัพท์

1. ขยะทว่ั ไป หมายถงึ ขยะอนื่ ๆ ทไี่ มเ่ กยี่ วขอ้ งกบั การใหก้ ารดแู ลรกั ษาผปู้ ว่ ย และไมก่ อ่ ใหเ้ กดิ อนั ตราย
ซ่งึ ไมส่ ามารถน�ำกลบั มาใชใ้ หมไ่ ดอ้ ีก

1.1 สำ� นกั งาน หอพกั บรเิ วณสาธารณะ เชน่ ถุงพลาสติก เปลือกผลไม้ กลอ่ งโฟม ฯลฯ
1.2 ขยะจากโรงอาหาร เชน่ เศษอาหาร ถงุ พลาสตกิ
2. ขยะติดเช้ือ หมายถึง ขยะที่มีเชื้อโรค และเป็นสาเหตุของโรคติดเชื้อได้ ซึ่งเกิดจากการให้การดูแล
รักษาผู้ปว่ ย ดงั นี้ คือ

83

2.1 วัตถุที่ได้จากร่างกายมนุษย์ ได้แก่ เลือด ชิ้นเนื้อ อวัยวะต่างๆและสารคัดหล่ังจากมนุษย์
เชน่ เสมหะ หรือหนอง เปน็ ตน้

2.2 วัสดุทางการแพทย์ที่ใช้กับผู้ป่วยท่ีปนเปื้อนเลือด และสิ่งคัดหล่ังจากมนุษย์ เช่น ส�ำลี
ผา้ พันแผล ทอ่ ระบายต่างๆ ทใ่ี ช้กับผปู้ ว่ ย เขม็ และของมีคมท่ใี ชก้ ับผูป้ ว่ ย เป็นตน้

2.3 ขยะจากห้องปฏิบัติการ ได้แก่ อาหารเล้ียงเช้ือจากการเล้ียงเช้ือ จานเล้ียงเชื้อที่ใช้แล้ว
เครื่องมือตา่ งๆ ที่ใชใ้ นการทดลองส่งิ ส่งตรวจของผปู้ ว่ ย เป็นตน้

2.4 ขวดวัคซนี ชนิดตา่ งๆ ที่ทำ� จากเชื้อโรคทีม่ ชี วี ิต ไดแ้ ก่
- ชนิดฉดี เชน่ วคั ซีนปอ้ งกันวณั โรค หดั หัดเยอรมนั คางทูม
- ชนดิ รับประทาน เช่น โปลโิ อ ไทฟอยด์
2.5 ซาก หรอื ช้นิ ส่วนของสัตวท์ ดลอง ส่ิงขับถ่ายของสตั วท์ ดลอง เกย่ี วกบั โรคติดเชือ้
3. ขยะอันตราย หมายถึง ขยะท่ีมีส่วนประกอบหรือปนเปื้อนสารอันตรายท่ีมีลักษณะเป็นสารพิษ
สารไวไฟ สารเคมีที่กัดกร่อนได้ สารกัมมันตรังสี และสารท่ีท�ำให้เกิดโรค ก่อให้เกิดอันตรายกับมนุษย์ และ
สภาพแวดล้อม ไดแ้ ก่
- ยาหมดอาย ุ - สารเคมจี ากหอ้ งปฏบิ ัติการ
- ขวดและอปุ กรณ์เคมีบำ� บดั - ขยะปนเปอ้ื นรังสี
- ขวดกระป๋องเคมีภณั ฑ์ - ปรอท
- แบตเตอร่ี - หลอดไฟฟลอู อเรสเซนต์
- ถ่านไฟฉาย
4. ขยะรีไซเคิล หมายถึง ขยะท่ัวไปท่สี ามารถน�ำกลบั มาใช้ประโยชน์ใหมไ่ ด้ และจำ� หนา่ ยได้ เชน่ ขวด
พลาสติก กระป๋อง กระดาษ เศษเหลก็ เศษไม้ ขวดนำ�้ เกลือ หรือ อ่นื ๆ ท่จี �ำหน่ายได้

แนวทางปฏิบตั ิ
1. หลกั การบรหิ ารจัดการกับขยะในโรงพยาบาล
เพื่อปอ้ งกนั การแพรก่ ระจายของเชือ้ กอ่ นออกไปสภู่ ายนอกโรงพยาบาล มีหลักส�ำคญั ดังน้ี
- การแยกขยะ ต้ังแต่บนหอผู้ปว่ ย หรอื จุดทีเ่ ร่ิมผลติ ขยะ
- การรวบรวมขยะ ใหม้ ที ่ีเกบ็ ขยะเฉพาะแตล่ ะชนิด
- การขนยา้ ยขยะ เปน็ ไปอย่างรวดเร็วและมิดชิด
- การบำ� บัด/ท�ำลาย ทำ� ลายเชื้อ โดยไม่ท�ำลายส่ิงแวดลอ้ ม

84

2. อุปกรณใ์ ส่ขยะ

2.1 ถุงพลาสตกิ ใสข่ ยะ ได้แก่

ถงุ พลาสติกสดี ำ� ขยะทั่วไป

ถุงพลาสติกสีแดง ส�ำหรับขยะติดเชือ้ มีขอ้ ความ “ขยะติดเชื้อโรงพยาบาล
รามาธิบด”ี

ถงุ พลาสตกิ สีเทา ส�ำหรับขยะอันตราย

ถงุ พลาสติกสีฟา้ สำ� หรับขยะรีไซเคลิ

ถงุ สมี ่วง ขยะเคมบี �ำบดั

2.2 ภาชนะรองรับขยะ

2.2.1 ภาชนะรองรับขยะ ชนดิ ไมม่ ฝี าปดิ

- ส�ำหรบั รองรับขยะแหง้ ประเภทกระดาษ

2.2.2 ภาชนะรองรับขยะ ชนิดมีฝาปดิ มดิ ชดิ แบบใช้เท้าเหยยี บ ปิด-เปดิ ขนาดตา่ งๆ

- สำ� หรบั รองรับขยะทวั่ ไป ขยะตดิ เช้ือ ขยะอนั ตราย และขยะรีไซเคลิ

2.2.3 ภาชนะรองรับขยะ ชนดิ มฝี าปิดมิดชิด แบบมฝี าดนั ปดิ -เปดิ

- สำ� หรับรองรบั ขยะทว่ั ไป และขยะรไี ซเคิล

2.2.4 ภาชนะรองรบั ขยะ ชนิดมีฝาปดิ มดิ ชิด และมีล้อเลอื่ น

- ส�ำหรับรองรบั ขยะทวั่ ไป ขยะติดเชือ้

2.2.5 รถเกบ็ ขยะ ลักษณะเปน็ ถงั สี่เหลยี่ ม ไม่ขึ้นสนิม มฝี าปิดมดิ ชดิ สามารถขัดล้างท�ำความ
สะอาดได้

2.2.6 ภาชนะใส่ของมคี มและมคี มตดิ เชอ้ื ทำ� จากวัสดุแขง็ ท่ปี อ้ งกันของมีคมแทง ทะลอุ อกมาได้
มีฝาปดิ มิดชิด เผาไหม้ง่าย

3. ขั้นตอนการดำ� เนินการ และวิธีปฏบิ ัติ

3.1 การแยกขยะ

ประเภทขยะ วิธกี ารแยกขยะและอปุ กรณท์ ี่ใช้

1. ขยะทว่ั ไป
1.1 ของมคี ม
- เศษแก้วแตกขนาดเลก็ เช่น แกว้ นำ�้ - หอ่ กระดาษใสก่ ลอ่ งแข็งท้ิงในถังขยะท่รี องรบั ด้วย

ถุงพลาสติกสดี �ำ
- เศษแกว้ แตกขนาดใหญ่ จากวสั ดกุ ่อสร้าง - น�ำไปทิง้ ในจดุ ทิง้ ขยะทวั่ ไป ทีก่ �ำหนดให้
(ไมส่ ามารถหอ่ กระดาษหรอื ใสก่ ลอ่ งแข็งได)้

85

ประเภทขยะ วิธกี ารแยกขยะและอปุ กรณท์ ใี่ ช้

1.2 ของไม่มคี ม เชน่ เศษอาหาร เปลอื กผลไม้ - ทง้ิ ในถงั ขยะทร่ี องรับดว้ ยถงุ พลาสตกิ สดี ำ� มีฝาปิด
กล่องโฟม ขยะจากห้องน�้ำ ผู้ป่วยทีไ่ มม่ ี มดิ ชิด
เช้อื ด้อื ยา ถุงมือท่ีใชก้ ับผปู้ ว่ ยท่วั ไปท่ไี มม่ ี
เชื้อดือ้ ยาและไมเ่ ปื้อนเลือดหรือสงิ่
คดั หลั่งใดๆ (ตัวอย่าง ถุงมือทใ่ี ส่ขณะเช็
เช็ดตัวผูป้ ่วย) ขยะจากห้องน�้ำบุคลากร
เปน็ ต้น

2. ขยะติดเชื้อ
2.1 ของมคี มขนาดเลก็ เชน่ เขม็ ทกุ ชนดิ ใบมดี - ท้ิงในกลอ่ งของมีคมติดเชอื้
scalp vein เป็นตน้
2.2 ของมคี มขนาดใหญ่ (ไม่สามารถใสก่ ลอ่ ง - ห่อกระดาษใส่กลอ่ งแขง็ บรรจุในถงุ พลาสตกิ สแี ดง
ของมีคมติดเชอ้ื ได้)
2.3 ของไมม่ คี ม
- ชิน้ เนอ้ื จากการผ่าตดั สำ� ลี ผ้ากอ๊ ซ จาก - ทง้ิ ในถงั ขยะทรี่ องรบั ดว้ ยถงุ พลาสติกสแี ดง
การท�ำแผล
- ถุงใส่เลือด disposable syringe ที่เป้อื น - ทิ้งในถังขยะทรี่ องรับด้วยถงุ พลาสติกสแี ดง
เลอื ดผปู้ ่วย
- ชิ้นส่วนร่างกายมนุษย์ จากการผา่ ตดั - รวบรวมแชแ่ ขง็ ส่งวัดเผา
- รกของเด็กเกดิ ใหม่ - ทง้ิ ในถุงพลาสตกิ สีแดงมัดด้วยเชอื ก และใส่
กล่องแข็งใสถ่ งุ พลาสตกิ สีแดง มัดด้วยเชอื กอกี ครง้ั
- ขยะติดเช้อื ท่เี ป็นของเหลว เช่น เลือด - ทิ้งในทอ่ น�้ำท้ิงหลงั หอผปู้ ว่ ยเพื่อลงบอ่ บ�ำบัดน้ำ� เสยี
หนอง

3. ขยะอนั ตราย - ส่งฝา่ ยเภสัชกรรม เพื่อด�ำเนินการต่อ
3.1 ยาหมดอายุ - อยใู่ นความรบั ผดิ ชอบของภาควชิ าพยาธวิ ิทยา
3.2 ขยะพษิ จากหอ้ งปฏบิ ตั ิการ ภาควชิ าอายุรศาสตร์ ภาควิชากุมารเวชศาสตร์
3.3 ขยะปนเปื้อนเคมีบ�ำบัด* สำ� นกั งานวิจัย ใหป้ ฏิบตั ิตามข้อกำ� หนดเฉพาะ
- ทง้ิ ใส่ถงุ ซิปพลาสตกิ หรอื กล่องท้ิงของมีคมหรอื

กลอ่ งแขง็ ถา้ เป็นขวดและระบุวา่ ขยะปนเปอ้ื นสารเคมี
ก่อนแล้วทง้ิ ใส่ถุงพลาสตกิ สมี ่วง

3.4 ขยะปนเปื้อนรังสี เชน่ สาร - อยใู่ นความรบั ผดิ ชอบของภาควชิ ารงั สวี ทิ ยา
กัมมนั ตภาพรงั สี ให้ปฏบิ ตั ิตามขอ้ กำ� หนดเฉพาะ

86

ประเภทขยะ วิธกี ารแยกขยะและอปุ กรณท์ ี่ใช้

3.5 ขยะอนั ตรายอนื่ ๆ
- มคี ม หรอื มคี วามเสี่ยงท่ีจะแตกง่าย เช่น - ห่อกระดาษใสก่ ลอ่ งแข็งบรรจใุ นถุงพลาสตกิ สเี ทา
ปรอท เป็นตน้ มดั ใหแ้ นน่
- ไมม่ ีคม เช่น แบตเตอร่ี กระปอ๋ ง - รวบรวมใสถ่ งุ สีเทามดั ให้แนน่
เคมภี ณั ฑ์ ถ่านไฟฉาย เปน็ ตน้

4. ขยะทส่ี ามารถหมนุ เวยี นมาใชใ้ หม่ (Recycle) - พับ และมัดด้วยเชอื ก
- กล่องกระดาษ
- ขวดแก้ว / ขวดพลาสติก ไม่มหี ู - รวบรวมใส่ถุงพลาสตกิ สฟี ้า
- ขวดพลาสตกิ มหี ู - รอ้ ยเชือกผูกไวเ้ ป็นพวง
- ขวดฉดี ยาท่ใี ช้แลว้ - รวบรวมใสก่ ล่องแขง็ มัดดว้ ยเชือก
- กระดาษ / กระป๋องเครื่องด่มื - รวบรวมใสถ่ ุงสฟี า้
- กระดาษเช็ดมอื ท่ใี ชแ้ ลว้ - รวบรวมใส่ถงุ พลาสตกิ สีฟา้
- อื่นๆ - มดั หรอื รวบรวมใส่ถุงสฟี ้าตามความเหมาะสม

หมายเหตุ การนำ� ขยะใส่ถุง ใสไ่ ม่เกนิ 2/3 ของถงุ ไม่ใหม้ ลี มในถงุ มัดถงุ ใหแ้ น่น
3.2 การรวบรวม การขนยา้ ย และการท�ำลายขยะ

งานอาคารสถานท่ีฯของโรงพยาบาลมีตารางก�ำหนดการขนย้ายและรวบรวมขยะทุกชนิดและ
รวมถุงขยะเคมีบ�ำบดั เกบ็ ไว้หอ้ งเดียวกับขยะอนั ตราย ซง่ึ ทางส�ำนกั รกั ษาความสะอาด กรุงเทพมหานครและ
บริษทั กรุงเทพธนาคมรบั ขยะประเภทต่างๆเพ่อื ส่งทำ� ลายตามมาตรฐานที่กำ� หนดตอ่ ไป

แนวทางปฎิบตั ิเร่ืองการท้งิ ขยะปนเปือ้ นรงั สีในโรงพยาบาลรามาธบิ ดี

ขยะปนเปอ้ื นรงั สี เปน็ ขยะอนั ตรายตามขอ้ กำ� หนดของโรงพยาบาล โดยการกำ� จดั ขยะปนเปอ้ื นรงั สนี นั้
จะถูกจัดเก็บภายใต้ความรับผิดชอบของหน่วยเวชศาสตร์นิวเคลียร์ ภาควิชารังสีวิทยา (โดยปฏิบัติตาม
Standard Operating Procedure, SOP ในเร่อื งเก่ียวกับขยะปนเปอ้ื นรังส)ี

การท้ิงขยะปนเปื้อนรังสี จะท�ำโดยการแยกตามชนิดของสารกัมมันตรังสีที่ใช้ จากน้ันแบ่งขยะเป็น
ประเภทขยะติดเชื้อและไม่ติดเช้ือ โดยแยกระหว่างของมีคมและไม่มีคมลงในภาชนะบรรจุของมีคมของ
โรงพยาบาลรามาธิบดี น�ำป้ายสัญลักษณ์ทางรังสีมาติดท่ีขยะปนเปื้อนรังสีและจดบันทึก ขยะปนเปื้อนรังสีที่
ตดิ ปา้ ยแลว้ จะถกู นำ� ไปเกบ็ ไวใ้ นตเู้ กบ็ ขยะรงั สเี พอื่ รอการสลายตวั หลงั จากนนั้ เจา้ หนา้ ทท่ี รี่ บั ผดิ ชอบของหนว่ ย
เวชศาสตร์นิวเคลียร์เป็นจะผู้ท�ำการวัดอัตราการแผ่รังสีของขยะปนเปื้อนรังสีตามเวลาท่ีก�ำหนด จนกระท่ังมี
อตั ราการแผร่ งั สเี ทา่ กบั สง่ิ แวดลอ้ ม (ซงึ่ ถอื วา่ มคี วามปลอดภยั แลว้ ) จงึ ทำ� การจดบนั ทกึ และนำ� ปา้ ยสญั ลกั ษณ์
รงั สอี อกก่อนด�ำเนินการทงิ้ ขยะไปตามประเภทของขยะในรพ.รามาธิบดตี ่อไป

หมายเหตุ
หากต้องการรายละเอียดวิธีการจัดการและจัดเก็บขยะปนเปื้อนรังสีเพ่ิมเติม สามารถติดต่อที่หน่วย
เวชศาสตร์นวิ เคลียร์ ภาควิชารงั สีวิทยา

87

บทที่ 14
การป้องกันการตดิ เช้ือในบุคลากรทมี สุขภาพ

ผศ. ศริ ิลักษณ์ อภวิ าณิชย์
พว.ถนอมวงศ์ มณั ฑจิตร์
การดแู ลสขุ ภาพของบคุ ลากรในทมี สขุ ภาพเปน็ กจิ กรรมหนงึ่ ทสี่ ำ� คญั เพอื่ ปอ้ งกนั ไมใ่ หบ้ คุ ลากรตดิ เชอ้ื
ขณะปฏบิ ตั งิ านทงั้ สมั ผสั กบั ผปู้ ว่ ยโดยตรงหรอื ทางออ้ ม บคุ ลากรในทมี สขุ ภาพ คอื บคุ ลากรทที่ ำ� งานเกยี่ วขอ้ ง
กับผู้ป่วย หรือส่ิงคัดหลั่งของผู้ป่วย มีโอกาสสัมผัสเลือด หรือสิ่งคัดหล่ังของผู้ป่วยได้ เช่น แพทย์ พยาบาล
หรอื เจา้ หนา้ ทห่ี อ้ งปฏบิ ตั กิ ารตา่ งๆ เปน็ ตน้ บคุ ลากรมโี อกาสไดร้ บั เชอ้ื ทแี่ พรก่ ระจายจากการสมั ผสั เลอื ดหรอื
สงิ่ คดั หลงั่ ของผปู้ ว่ ย รวมทง้ั อปุ กรณ์ สง่ิ แวดลอ้ มและอากาศทปี่ นเปอ้ื นเชอ้ื ดงั นนั้ เพอื่ ปอ้ งกนั การแพรก่ ระจาย
เช้อื ไปส่ผู ูป้ ่วย บุคลากรและญาติ ทกุ โรงพยาบาลตอ้ งมแี นวทางปฏบิ ัติเกย่ี วกบั การตรวจดแู ลสุขภาพและการ
เสรมิ สรา้ งภูมคิ ุม้ กันให้แก่บคุ ลากร ดงั นี้
1. บคุ ลากรทมี สขุ ภาพทกุ คนควรมบี นั ทกึ ประวตั กิ ารเจบ็ ปว่ ย การไดร้ บั ภมู คิ มุ้ กนั และไดร้ บั การตรวจ
สุขภาพกอ่ นเขา้ ปฏบิ ตั ิงานท่เี กย่ี วข้องกับผปู้ ่วย ดังน้ี
ก. ประวตั เิ กย่ี วกบั การเจบ็ ปว่ ยดว้ ยโรคตดิ เชอื้ ชนดิ ตา่ งๆโดยเฉพาะโรคทปี่ อ้ งกนั ไดด้ ว้ ยวคั ซนี เชน่
ตบั อักเสบ B, โรคคางทมู หัดเยอรมนั อสี กุ อใี ส และประวตั ิการติดเชื้อชนิดอนื่ ๆ ทส่ี �ำคญั คือ วณั โรค
ข. ประวตั กิ ารไดร้ บั ภมู คิ มุ้ กนั ชนดิ ตา่ งๆ คอื ตบั อกั เสบชนดิ A, B คอตบี ไอกรน บาดทะยกั โปลโิ อ
อีสุกอใี ส หัด หดั เยอรมัน และคางทมู เปน็ ต้น
ค. การตรวจทางหอ้ งปฏิบัตกิ ารเพ่ือคัดกรองโรคตา่ งๆ เชน่
1. HBsAg, HBsAb, HBcAb
2. การทดสอบทเู บอร์คลู นิ ท่ีผวิ หนงั (Purified Protein derivative, PPD skin test)
3. ถ่ายภาพรงั สที รวงอก (Chest x-ray)
4. ตรวจหาระดับภูมิคุ้มกันของหัด หัดเยอรมันและอีสุกอีใส ในกรณีท่ีบุคลากรไม่เคยได้รับ
ภูมิคุ้มกันหรือไม่มีหลักฐานเพียงพอท่ีแสดงว่ามีภูมิคุ้มกัน เช่น ตรวจพบ meales และ varicella IgG เป็น
บวก หรือเคยมีประวตั ิประวัตเิ ป็นโรคดงั กล่าวแลว้
เนอ่ื งจากคณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธบิ ดี มกี ารผลติ ทง้ั นกั ศกึ ษาแพทยแ์ ละพยาบาล เปน็ ตน้
จึงมีการตรวจคัดกรองโรคติดเช้ือชนิดต่างๆท่ีสามารถป้องกันได้ด้วยวัคซีนและวัณโรค ก่อนที่นักศึกษาจะ
ขึ้นฝึกปฏิบัติงานบนหอผู้ป่วย งานกิจการนักศึกษาของคณะแพทยศาสตร์และโรงเรียนพยาบาลรามาธิบดี
รบั ผดิ ชอบเกยี่ วกบั ตรวจเลอื ดเพอ่ื หาระดบั ภมู คิ มุ้ กนั ตอ่ โรคทปี่ อ้ งกนั ไดด้ ว้ ยวคั ซนี ดงั กลา่ ว พรอ้ มทง้ั ดำ� เนนิ การ
ประสานงานเพื่อให้นักศึกษาได้รับการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันตามที่ก�ำหนด ยกเว้นเร่ืองการทดสอบวัณโรคท่ี
ผวิ หนัง ซ่ึงคณะกรรมการปอ้ งกันและควบคุมการติดเช้ือในโรงพยาบาลรบั ผิดชอบด�ำเนินการรวมถงึ บุคลากร
ทีมสขุ ภาพอ่ืนๆ ทง้ั โรงพยาบาล

88

2. การเสรมิ สรา้ งภมู คิ มุ้ กนั แกบ่ คุ ลากร เพอื่ ปอ้ งกนั โรคทสี่ ามารถปอ้ งกนั ไดด้ ว้ ยวคั ซนี เพอ่ื ปอ้ งกนั การ
ติดเชื้อในบุคลากร ผู้ป่วยและลดการแพร่กระจายเชื้อในโรงพยาบาล หากไม่มีภูมิคุ้มกันต่อโรคตามท่ีคณะ
แพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดีก�ำหนด อาจท�ำให้มีข้อจ�ำกัดเรื่องการฝึกปฏิบัติบนหอผู้ป่วย ภูมิคุ้มกัน
ของโรคตามตารางท่ี 14.1

3. บคุ ลากรสมั ผสั หรอื ปว่ ยเปน็ โรคตดิ เชอื้ ขณะปฏบิ ตั งิ านในโรงพยาบาล เพอ่ื ปอ้ งกนั การแพรก่ ระจาย
เชอ้ื ไปสผู่ ปู้ ว่ ยหรอื บคุ ลากร อาจตอ้ งหยดุ งานจนกวา่ จะไมอ่ ยใู่ นระยะแพรก่ ระจายเชอ้ื ตามระยะเวลาทกี่ ำ� หนด
ไว้ ซ่งึ แต่ละโรคจะมรี ะยะเวลาไมเ่ ทา่ กนั ตามตารางท่ี 14.2 หรอื ตามการวินิจฉยั และรกั ษาของแพทย์

คณะกรรมการป้องกันและควบคุมการติดเชื้อในโรงพยาบาล รับผิดชอบด�ำเนินการประสานงานด้าน
การตรวจตดิ ตามรกั ษาตา่ งๆ พรอ้ มทงั้ สอบสวนการระบาดเมอ่ื พบวา่ มกี ารระบาดของโรคตดิ เชอื้ เกดิ ขนึ้ ทงั้ นี้
เพอ่ื ลดการติดเช้ือและแพรก่ ระจายเชือ้ ในโรงพยาบาล

4. การเฝา้ ระวงั วณั โรคในบคุ ลากรทมี สขุ ภาพในโรงพยาบาลรามาธบิ ดโี ดยการทดสอบวณั โรคทผี่ วิ หนงั
โดยใชน้ ้ำ� ยา PPD skin test มี 2 แบบ ดงั น้ี

4.1 การคดั กรองวณั โรค โดยจะทำ� ในกลมุ่ บคุ ลากรใหมท่ ตี่ อ้ งทำ� งานเกย่ี วขอ้ งกบั ผปู้ ว่ ย นกั ศกึ ษา
พยาบาลและแพทย์ ก่อนขึ้นฝึกปฏิบัติงานบนหอผู้ป่วยในโรงพยาบาลรามาธิบดี มีข้ันตอนการด�ำเนินการคัด
กรองตามข้นั ตอน (บทที่ 16)

4.2 การติดตามการสัมผัสวัณโรค ภายหลังการสัมผัสวัณโรคของบุคลากรขณะปฏิบัติงาน
มขี ัน้ ตอนการด�ำเนนิ งานตามขัน้ ตอนในบทท่ี 16

4.3 การดำ� เนนิ การตดิ ตามบคุ ลากรภายหลังสัมผสั วัณโรคในโรงพยาบาล พยาบาลควบคุมการ
ติดเช้ือโรงพยาบาลรามาธิบดีจะประสานงานด้านการตรวจติดตามรักษาต่างๆ เพ่ือให้ได้รับการตรวจรักษาที่
รวดเร็วถูกตอ้ งปลอดภัยและลดการแพร่กระจายเช้ือในโรงพยาบาล



89

ตารางที่ 14.1 ข้อกำ� หนดการไดร้ บั ภมู คิ ุม้ กนั ส�ำหรบั บุคลากรทีมสขุ ภาพ

ชนิดของวคั ซนี การใหว้ คั ซนี และการ ข้อบ่งช้ขี องการได้รบั ขอ้ หา้ ม ข้อควรระวงั
ตับอักเสบบี ฉีดกระตุน้ ด้วยวัคซีน วัคซีน

ไขห้ วัดใหญ่ ให้ฉดี เข้า IM* ให้ 3 Preexposure: ขณะนีย้ งั ไม่พบว่า วคั ซนี จะไมม่ ีผลในการ
ครั้ง ครง้ั ท่ี 1 และ 2 บุคลากรท่เี สย่ี งต่อการ วัคซีนมผี ลตอ่ การเจริญ รกั ษาผู้ทตี่ ิดเชื้อตบั
หา่ งกัน 4 สปั ดาหค์ รั้ง สัมผสั เลือดและสงิ่ คดั เตบิ โตของทารกใน อกั เสบ บี
ที่ 3 ให้หลงั จากไดเ้ ข็ม หลง่ั ครรภ์จึงไมม่ ีข้อห้ามใน
ท่ี 2 แลว้ 5 เดือน Postexposure: ดู หญงิ ตัง้ ครรภ์ บคุ ลากรที่ท�ำงานเส่ยี ง
เม่ือฉดี ครบ ใหต้ รวจ บทที่ 15 ตอ่ การตดิ เชอื้ นี้ ควรได้
เลือดเพือ่ ประเมนิ การ ห้ามบุคคลที่มีประวัติ รับวัคซีนเมอ่ื ผลตรวจ
ตอบสนองต่อวัคซนี ไม่ แพ้ยสี ต์ทีท่ �ำขนมได้รับ พบว่าไม่มภี มู คิ ุม้ กนั
จำ� เปน็ ตอ้ งฉดี กระตุน้ วัคซนี และควรตรวจหาระดับ
เม่ือตรวจพบวา่ มี ภูมิคุ้มกนั ภายหลงั ฉีด
ภมู คิ มุ้ กนั แลว้ วคั ซีนครบ 1-2 เดอื น

ควรไดร้ ับวคั ซนี ตาม บุคลากรทุกคน บุคลากรท่ีมีประวัติการ ในหญงิ ตง้ั ครรภ์ทไ่ี ดร้ บั
ฤดกู าลทกุ ปี ถา้ เปน็ แพไ้ ข่อย่างรนุ แรง วคั ซนี ขณะนไี้ ม่มหี ลกั
ชนดิ Trivalent (anaphylactic) เช่น ฐานทพี่ บวา่ มารดาและ
inactivated vaccine เคยมีอาการแพห้ ลังได้ ทารกในครรภ์มี
(TIV) ให้ฉีดเข้าทาง รับวคั ซนี ไข้หวัดใหญ่ อนั ตรายจากวคั ซนี
IM*หรอื ID **
แนะน�ำใหว้ ัคซนี ในหญงิ
ที่ต้ังครรภห์ รอื วางแผน
ว่า จะตง้ั ครรภใ์ นช่วง
ฤดูกาลระบาดของไข้
หวดั เพราะเม่ือเป็นโรค
อาจเสย่ี งต่อการเสีย
ชีวติ หรือต้องอยู่
โรงพยาบาล

90

ตารางที่ 14.1 ข้อก�ำหนดการไดร้ บั ภมู คิ ้มุ กนั ส�ำหรบั บคุ ลากรทมี สขุ ภาพ (ตอ่ )

ชนิดของวัคซนี การให้วคั ซีนและการ ขอ้ บ่งชขี้ องการได้รับ ข้อห้าม ขอ้ ควรระวงั
หดั (Measles ฉดี กระต้นุ ด้วยวคั ซีน วัคซีน บุคลากรทุกคนท่ีไม่มี
live-virus ให้ MMR+ 1 คร้ังทาง หลกั ฐานวา่ มภี ูมคิ ุม้ กนั
vaccine ) Sc*** บุคลากรทุกคนทไ่ี มม่ ี ในหญงิ ตั้งครรภ์ ผ้ปู ว่ ย หรอื เคยเป็นโรคแล้ว
หลักฐานวา่ มภี ูมคิ มุ้ กนั ภมู คิ มุ้ กันต่ำ� รวมถงึ ท่ี ควรได้รับวัคซีน MMR
คางทมู (Mump ใหว้ ัคซีน MMR 1 ครง้ั ทุกคน
live-virus ทาง Sc ตดิ เช้ือ HIV ที่มีระดบั
vaccine) ภมู ิค้มุ กันตำ่� ผู้ท่แี พ้ บคุ ลากรทกุ คนที่ไม่มี
ใหว้ ัคซนี MMR 1 ครัง้ gelatin หรอื ส่วน หลักฐานว่ามภี มู คิ มุ้ กัน
หัดเยอรมนั ทาง Sc ประกอบของ gelatin หรอื เคยเปน็ โรคแล้ว
(Rubella และ neomycin และ ควรได้รับวัคซีน MMR
live-virus ผทู้ เ่ี พิง่ ได้รับ ทกุ คน
vaccine) immunoglobulin
ในหญิงทไ่ี ดร้ บั วคั ซนี
บคุ ลากรทกุ คนทไ่ี ม่มี ในหญิงต้ังครรภ์ ควรระมัดระวังเร่ืองการ
หลกั ฐานว่ามีภมู ิคุ้มกนั ผู้ป่วยภูมคิ ุ้มกันต�ำ่ รวม ต้ังครรภ์

ถงึ ทต่ี ดิ เชื้อ HIV ท่มี ี
ระดบั ภมู คิ มุ้ กันต่ำ� ผู้ท่ี
แพ้ gelatin หรือสว่ น
ประกอบของ gelatin
และ neomycin และ
ผทู้ ี่เพ่งิ ได้รบั immu-
noglobulin

บุคลากรทุกคนท่ีไม่มี ในหญิงตั้งครรภ์ ผปู้ ว่ ย
หลกั ฐานวา่ มีภมู คิ ุม้ กัน ภมู ิคมุ้ กันต่�ำรวมถงึ ที่

ติดเชอ้ื HIV ทม่ี รี ะดบั
ภมู ิคุ้มกนั ต�่ำ ผู้ที่แพ้
gelatin หรือสว่ น
ประกอบของ gelatin
และ neomycin และ
ผ้ทู เี่ พงิ่ ไดร้ บั immu-
noglobulin

91

ตารางที่ 14.1 ขอ้ ก�ำหนดการไดร้ บั ภูมิคมุ้ กนั ส�ำหรับบคุ ลากรทีมสุขภาพ (ต่อ)

ชนิดของวคั ซนี การใหว้ ัคซนี และการ ข้อบ่งช้ขี องการได้รับ ขอ้ หา้ ม ข้อควรระวัง
ฉีดกระตุ้นดว้ ยวัคซนี วัคซีน

อีสุกอีใส ให้ 2 คร้ังทาง Sc ให้ บคุ ลากรทกุ คนท่ีไม่มี ในหญิงตั้งครรภ์ ผู้ปว่ ย ในผใู้ หญ่พบวา่
(Varicella- หา่ งกนั 4- 8 สปั ดาห์ หลักฐานว่ามภี ูมิค้มุ กนั ภมู คิ มุ้ กนั ตำ�่ มี ประมาณ 71-93% ไมม่ ี
zoster เช่น ประวัติการไดร้ ับ ประวัตกิ ารแพ้gelatin ภมู ิคุ้มกนั โรค ดังนั้น
live- virus วัคซนี 2 คร้ัง หรอื neomycin ควรตรวจหาระดบั
vaccine) ผลตรวจทางหอ้ ง วัคซีนน้ีอาจพิจารณา ภูมิคุ้มกนั ก่อนวา่ มีหรอื
ปฏิบตั กิ ารพบวา่ มี ใหใ้ นผู้ตดิ เชื้อ HIV ใน ไม่ ก่อนได้รับวัคซนี
ภูมคิ ุม้ กนั หรอื เคยเปน็ เด็กวัยรุ่น หรือผูใ้ หญท่ ่ี เพราะวัคซีนมีราคาแพง
โรคแล้ว หรอื มีประวัติ 2ม0จี 0�ำนcวeนll/CuDl4หตล้ังกี แเตล่ย่ี ง
เปน็ งูสวัดซึง่ มีหลกั
ฐานการวินจิ ฉยั โรค การได้รบั salicylate
จากแพทย์ ประมาณ 6 สปั ดาห์
หลงั ไดร้ บั วคั ซีน

บาดทะยกั คอตบี ให้ Tdap อยา่ งน้อย 1 บุคลากรทุกคน บคุ ลากรทมี่ ีประวตั ิการ ให้วคั ซนี ป้องกัน
และไอกรน คร้งั ทาง IM และควร แพ้วคั ซีน Tdap อยา่ ง บาดทะยกั ในกรณีท่ไี ม่
(Tetanus and ไดร้ ับวัคซีน Td รุนแรง เคยไดร้ ับ Tdap
diphtheria กระตุ้นทกุ 10 ปี
toxoids and
acellular
pertussis,
Tdap)

ปรับจาก Centers for Disease Control and Prevention. Immunization of Health-Care Personnel
Recommendations of the Advisory Committee on Immunization Practices (ACIP). Available from:
http://www.cdc.gov/mmwr/pdf/rr/rr6007.pdf

* IM = Intramuscular
** ID = Intradermal
*** Sc = subcutaneous

+ MMR = measles, mumps, rubella vaccine

92

ตารางที่ 14.2 ขอ้ ปฏิบัติของบุคลากรหลังสมั ผัสโรคหรือปว่ ยเป็นโรคตดิ เชื้อในโรงพยาบาล
โดยทว่ั ไป เมอื่ บคุ ลากรปว่ ย ควรไปรบั การตรวจรกั ษาทคี่ ลนิ กิ บคุ ลากรกอ่ นเปน็ ลำ� ดบั แรก ยกเวน้ กรณี

ฉกุ เฉนิ หากมปี ญั หาทซี่ บั ซอ้ นยากในการรกั ษา ทางคลนิ กิ ฯ จะสง่ ตวั มาปรกึ ษาผเู้ ชยี่ วชาญตามความเหมาะสม

โรคตดิ เช้ือ การหยดุ งานหรอื แยกโรค ระยะเวลา
ตบั อกั เสบ บี
1. บคุ ลากรมีผล HBsAg เปน็ ไมต่ อ้ งหยดุ งาน ควรงด ใชห้ ลกั standard precautions ตลอดไป
บวก การทำ� หตั ถการทเ่ี สีย่ ง
ต่อการแพร่กระจายเชื้อ

โรคติดเช้อื ระบบทางเดิน
หายใจสว่ นบน
1. บคุ ลากรทีต่ ้องทำ� งานใกล้ หยดุ งาน - ไม่มีไขม้ ากกวา่ 24 ชั่วโมงโดยไม่ได้รบั ประทานยาลดไข้
ชดิ ผู้ปว่ ยท่เี สยี่ งต่อการเกดิ - ถ้ายงั มอี าการอย่างตอ่ เนื่อง ควรใหแ้ พทยป์ ระเมินก่อนปฏบิ ัติ
ภาวะแทรกซ้อน เมื่อติดเชอ้ื งาน โดยเฉพาะถา้ ต้องกลบั มาดแู ลผู้ปว่ ยภมู ิตา้ นทานต�ำ่ (เปลย่ี น
ไข้หวดั ใหญ่ ถ่ายไขกระดกู ) ควรให้หยุดงาน 7 วันหลังจากมีอาการ หรอื
จนกว่าจะไมม่ อี าการแล้ว
- ถา้ มอี าการแต่ไม่มไี ข้ เช่น มอี าการไอหรอื จาม ตอ้ งสวมผ้า
ปิดปากและจมกู ตลอดระยะเวลาที่ใหก้ ารดแู ลผู้ป่วย พรอ้ มทั้ง
ล้างมอื กอ่ นและหลงั การสมั ผสั ผ้ปู ว่ ย

วัณโรคระบบทางเดินหายใจ หยุดงาน ประมาณ 2 สัปดาห์ โดยบคุ ลากรท่ปี ่วย ต้องได้รับการรกั ษา
อยา่ งถูกต้อง หยดุ ไอแลว้ และถา้ สามารถเก็บเสมหะได้ ควรเกบ็
เสมหะตรวจยอ้ มสี AFB ถ้าไดผ้ ลเป็นลบติดกันสามวนั หรอื ไม่มี
อาการในระบบทางเดินหายใจ เชน่ ไอ เป็นตน้ จงึ สามารถกลับ
เขา้ ทำ� งานได้ตามปกติ
การรกั ษา บุคลากรสามารถขอรับการรักษาได้ทคี่ ลินกิ บุคลากร
หากมีความจำ� เป็น ทางคลินิกบุคลากรจะส่งมาปรึกษาแพทย์ผู้
เชย่ี วชาญสาขาวิชาโรคติดเชื้อ หรอื สาขาวิชาโรคระบบทางเดิน
หายใจฯ ภาควิชาอายรุ ศาสตร์

หดั 4 วันภายหลังผน่ื ขนึ้
1. บุคลากรเป็นโรคทอ่ี ยใู่ น หยุดงาน
ระยะแพรเ่ ช้ือ
2. บุคลากรทีส่ มั ผัสโรคไม่มี หยุดงาน เรม่ิ หยดุ ต้งั แต่วนั ที่ 5 ของการสัมผัสโรค จนถงึ วันท่ี 21 ของการ
ภมู ิค้มุ กนั โรค สมั ผัสโรคคร้ังสดุ ท้าย

93

ตารางท่ี 14.2 ขอ้ ปฏิบตั ขิ องบุคลากรภายหลังสมั ผสั โรคหรือปว่ ยเปน็ โรคตดิ เช้อื ในโรงพยาบาล (ตอ่ )

คางทมู โรคติดเช้อื การหยดุ งานหรอื แยกโรค ระยะเวลา

1. บคุ ลากรเปน็ โรคทอ่ี ยใู่ น หยุดงาน 5 วันภายหลังจากต่อมน�้ำลายโต
ระยะแพร่เช้อื
2. บุคลากรทีส่ ัมผัสโรคไมม่ ี หยดุ งาน เริ่มหยุดตั้งแต่วนั ที่ 5 ของการสัมผัสโรค จนถงึ วนั ท่ี 21 ของการ
ภมู ิคุ้มกนั โรค สัมผสั โรคคร้ังสุดทา้ ย ถงึ 25 วันหลังสัมผัสโรค

ไอกรน เร่มิ มีอาการการอักเสบของจมูกและคอคือจะมนี ้�ำมูก คลา้ ยไข้
1.บุคลากรเป็นโรคท่ีอยู่ หยุดงาน
ในระยะแพร่เชือ้ หวดั จนถงึ 3 สปั ดาห์ หรอื 5 วนั ภายหลงั ไดร้ ับการรกั ษาด้วยยา
ปฏชิ ีวนะ

2. บุคลากรท่ีสัมผัสโรค หยดุ งาน 5 วันภายหลังไดร้ บั การรักษาด้วยยาปฏชิ ีวนะ
และมอี าการ
3. บุคลากรไม่มอี าการแต่ ไม่ตอ้ งหยดุ งานและ
สมั ผสั โรคไอกรนระยะรุนแรง ให้การรกั ษาดว้ ยยา
ปฏชิ วี นะ
4. บคุ ลากรทส่ี มั ผสั โรคและ ไม่ต้องหยุดงานและให้
ไมม่ ีอาการ การรักษาด้วยยา
ปฏิชวี นะ
หรอื ให้เฝา้ ระวงั 21 วัน
หลังสัมผัสโรคและ
ให้การรกั ษาเม่อื เร่ิมมี
อาการและอาการแสดง

หดั เยอรมนั 7 วนั ภายหลงั มีผน่ื ขึ้น
1. บคุ ลากรเป็นโรคที่อยู่ใน หยดุ งาน
ระยะแพร่กระจายเชื้อ
2. บุคลากรที่สมั ผสั โรคและ หยดุ งาน เร่มิ หยุดต้งั แตว่ นั ที่ 7 ของการสัมผัสโรค จนถงึ วันที่ 23 ของการ
ยังไม่มหี ลักฐานว่ามภี มู คิ ุม้ กนั สัมผัสโรคครั้งสุดทา้ ย และ/หรอื 7 วันหลงั มผี นื่ ขึ้น
โรค

อีสุกอใี ส
1. บุคลากรเป็นโรคที่อยู่ใน หยุดงาน จนกวา่ แผลแหง้ และตกสะเก็ด ถา้ แผลยงั ไมต่ กสะเก็ดตอ้ งไม่มี
ระยะแพร่กระจายเชอ้ื ตุ่มใหม่ข้ึนมาภายใน 24 ช่วั โมง
2. บคุ ลากรทีส่ มั ผัสโรคและ หยุดงาน เรม่ิ หยุดต้ังแต่วนั ที่ 8 ของการสัมผสั โรค ถงึ 21 วันหลงั สมั ผัส
ยังไมม่ ีหลกั ฐานวา่ มภี ูมิคุ้มกนั แตถ่ ้าไดร้ ับวัคซีน 2 โรคครงั้ สุดท้าย (28 วนั หลังสมั ผสั โรคถา้ บคุ ลากรได้รับ
โรค doses ภายใน 3-5 วัน immunoglobulin) ถา้ บคุ ลากรเปน็ อสี ุกอใี สต้องหยุดจนกวา่
หลังสัมผสั โรคแล้ว ไม่ แผลแห้งและตกสะเก็ด ถ้าแผลยงั ไม่ตกสะเกด็ ต้องไมม่ ีตมุ่ ใหม่
ตอ้ งหยุดงาน ขนึ้ มาภายใน 24 ชัว่ โมง

94

ตารางที่ 14.2 ข้อปฏิบัตขิ องบุคลากรภายหลงั สัมผสั โรคหรอื ป่วยเปน็ โรคตดิ เช้ือในโรงพยาบาล (ตอ่ )

งสู วัด โรคติดเชอื้ การหยดุ งานหรอื แยกโรค ระยะเวลา

1. บคุ ลากรมภี ูมคิ ุ้มกนั ตำ่� เป็น ให้ปดิ บริเวณ lesion ให้ จนกวา่ แผลแห้งและตกสะเกด็
งสู วดั แบบเฉพาะท่ี มดิ ชิดและไม่ควรใหก้ าร
ดูแลผูป้ ว่ ยทเ่ี สย่ี งตอ่ การ
ตดิ เชือ้
2. บุคลากรมีภูมิคมุ้ กนั ต่�ำเปน็ หยุดงาน จนกว่าแผลแห้งและตกสะเก็ด
งูสวัดแบบเฉพาะทีแ่ ละแพร่
กระจาย
3. บุคลากรทไี่ ม่มีหลักฐานท่ี
แสดงว่ามีภมู คิ ้มุ กนั ตอ่ โรค
3.1 สัมผัสโรคแบบเฉพาะท่ี หยดุ งาน ถา้ ไมไ่ ดร้ ับ ตงั้ แตว่ นั ที่ 8- 21 วัน หลังการสมั ผสั โรค (28 วนั ถ้าได้รบั
และแพร่กระจายทั้งท่ผี ู้ป่วย วัคซีนปอ้ งกนั โรค varicella zorter immunoglobulin) ถา้ มีอาการของโรคให้
ได้ปิดหรอื ไม่ไดป้ ดิ บริเวณ อีสุกอใี ส คร้งั ที่ 2 หยุดงานทันทีและจนกว่าแผลแหง้ และตกสะเกด็ และไมม่ ีตุ่มผื่น
lesion ภายใน 3-5 วนั ใหม่เพ่มิ ขน้ึ มาภายใน 24 ชว่ั โมง
หลงั สัมผสั โรค
3.2 สัมผสั โรคแบบเฉพาะที่ บคุ ลากรทไี่ ด้รบั วคั ซีน ต้ังแตว่ นั ท่ี 8- 21 วัน หลังการสัมผัสโรค (28 วันถา้ ได้รับ
และปิดบรเิ วณ lesion ป้องกันโรคอสี ุกอีใส 1 varicella zorter immunoglobulin) ถ้ามอี าการของโรคให้
ครั้งแล้วไมต่ ้องหยดุ งาน หยุดงานทันทีและจนกวา่ แผลแห้งและตกสะเกด็ และไมม่ ีตุม่ ผ่ืน
สว่ นบุคลากรที่ไมเ่ คยได้ ใหม่เพมิ่ ข้นึ มาภายใน 24 ช่ัวโมง
รบั วคั ซีนไมค่ วรเขา้ ไป
ดูแลผปู้ ่วย

ปรับจาก Centers for Disease Control and Prevention. Immunization of Health-Care Personnel Rec-
ommendations of the Advisory Committee on Immunization Practices (ACIP). Available from: http://
www.cdc.gov/mmwr/pdf/rr/rr6007.pdf

95

เอกสารอ้างองิ
1. Centers for Disease Control and Prevention. Immunization of Health-Care

PersonnelRecommendations of the Advisory Committee on Immunization Practices
(ACIP) [internet]. 2011 [cited 2014 Sep 20]. Available from: http://www.cdc.gov/mmwr/
pdf/rr/rr6007.pdf
2. World Health Oraganization.WHO recommendations for routine immunization - summary
tables[internet]. 2014 [cited 2014 Nov 27]. Available from: http://www.who.int/
immunization/policy/immunization_schedules/en/
3. Centers for Disease Control and Prevention. Guidelines for preventing the transmission
of Mycobacterium tuberculosis in Health-care settings, 2005. [internet]. 2005 [cited
2014 Nov 26]. Available from: ttp://www.cdc.gov/mmwr/PDF/rr/rr5417.pdf

96

บทท่ี 15
แนวทางปฏิบัตสิ �ำหรับผ้ไู ดร้ ับอบุ ตั ิเหตทุ ี่มีความเส่ยี งที่อาจจะติดเชอื้ เอชไอวี

ไวรสั ตบั อกั เสบบีหรือไวรัสตบั อกั เสบซีระหวา่ งการปฏิบัตงิ าน

รศ.ศศโิ สภิณ เกยี รตบิ ูรณกลุ

บุคลากรทางการแพทย์มีความเส่ียงท่ีจะเกิดอุบัติเหตุในขณะปฏิบัติงานซ่ึงหมายถึง การถูกเข็มต�ำ
ของมคี มบาด การสมั ผัสเลอื ดหรอื ส่ิงคัดหลั่งของผตู้ ิดเชอ้ื เอชไอวี ไวรสั ตับอักเสบบีหรอื ไวรสั ตบั อักเสบซี หรอื
แหลง่ อน่ื ๆ ผา่ นผวิ หนงั ทมี่ แี ผลหรอื เยอ่ื บุ (mucous membrane) บคุ ลากรทปี่ ฏบิ ตั งิ านดว้ ยความไมร่ ะมดั ระวงั
และไมป่ ฏบิ ัตติ ามหลักปฏิบตั มิ าตรฐานของการป้องกนั การตดิ เช้อื หรอื standard precautions จะมโี อกาส
เสยี่ งสงู ทจี่ ะเกดิ อบุ ตั เิ หตแุ ละอาจเกดิ การตดิ เชอื้ ดงั กลา่ วได้ อยา่ งไรกต็ ามในกรณที เี่ กดิ อบุ ตั เิ หตแุ ลว้ มแี นวทาง
ปฏิบตั เิ พื่อปอ้ งกันไม่ใหเ้ กิดการตดิ เชอ้ื ดังตอ่ ไปนี้ (รูปที่ 15.1)

1. การทำ� ความสะอาดผิวหนงั แผลหรือเยอ่ื บุ
1.1. ถา้ โดนเขม็ ตำ� หรอื ของมคี มบาด ใหล้ า้ งแผลดว้ ยนำ้� สะอาดและ/หรอื นำ�้ สบู่ ไมค่ วรบบี เคน้ แผลหรอื
ถูอย่างรุนแรงแม้ว่ายังไม่มีข้อมูลว่าการใช้น้�ำยาท�ำลายเชื้อชนิดใดดีท่ีสุดในกรณีนี้ น้�ำยาท�ำลายเชื้อท่ีแนะน�ำ
เช่น 70% alcohol หรือ 2% chlorhexidinegluconate ที่ผสมแอลกอฮอล์ (น้�ำยาที่เช็ดท�ำความสะอาด
ผวิ หนงั กอ่ นเจาะเลอื ด) ไมค่ วรใชน้ ำ้� ยาทกี่ ดั หรอื ทำ� ลายผวิ หนงั และเยอ่ื บใุ นกรณที ไี่ มม่ นี ำ�้ ลา้ งทนั ที ใหท้ ำ� ความ
สะอาดบรเิ วณที่สัมผัสดว้ ยเจล หรือสารละลายท่ีใช้ทำ� ความสะอาดมือ
1.2. ถา้ เลือดหรอื สิ่งคัดหลงั่ กระเด็นเข้าตา ให้ลา้ งดว้ ยนำ้� สะอาดหรอื น้ำ� เกลอื (0.9% normal saline)
มากๆ โดยวธิ ใี ห้น�ำ้ ไหลผา่ น ไมค่ วรใช้สบู่หรือน้�ำยาทำ� ลายเชื้ออืน่ ในกรณที ีใ่ ส่เลนส์สัมผัส (contact lens) ให้
ใสไ่ วเ้ หมือนเดิมขณะท่ลี า้ งตาช่วงแรก หลังจากนน้ั จึงถอดออก และล้างตาอกี คร้ังส่วนเลนส์สมั ผัสใหท้ ำ� ความ
สะอาดตามปกติและสามารถใส่กลับไปใหมไ่ ด้
1.3. ถา้ เลอื ดหรอื สง่ิ คดั หลง่ั กระเดน็ เขา้ ปาก ใหบ้ ว้ นนำ�้ ลายทง้ิ ทนั ที หลงั จากนนั้ บว้ นปากและ/หรอื กลว้ั
ปากและคอดว้ ยน้ำ� สะอาดหรือน�้ำเกลือ ท�ำซ�้ำหลายๆ คร้งั ไมค่ วรใชส้ บหู่ รอื น�้ำยาทำ� ลายเชือ้ ชนดิ อ่นื
1.4. กรณีเลือดหรือสิ่งคัดหลั่งกระเด็นถูกผิวหนังที่ไม่ปกติ ให้ล้างบริเวณท่ีสัมผัสด้วยน�้ำสะอาดและ/
หรือน�้ำสบู่ ในกรณีท่ีไม่มีน้�ำล้างทันที ให้ท�ำความสะอาดบริเวณที่สัมผัสด้วยเจลหรือสารละลายท่ีใช้ท�ำความ
สะอาดมือ การพจิ ารณาใชน้ ำ้� ยาท�ำลายเชื้อเชน่ เดยี วกบั กรณีถกู เขม็ ต�ำ

97

ถกู เข็มหรือของมคี ม เลอื ดหรือส่ิงคดั หล่ัง เลอื ดหรือส่งิ คัดหล่ังกระเดน็
ที่เป้ือนเลอื ดหรอื สงิ่ คดั หล่ัง กระเดน็ เขา้ ตา เขา้ ปาก
เลอื ดหรอื ส่งิ คดั หลงั่ กระเดน็
ลา้ งด้วยน้ำ� สะอาด บว้ นปากและกลั้วคอด้วยน�ำ้
ถูกผวิ หนงั ทไ่ี มป่ กติ หรือนำ�้ เกลอื มากๆ สะอาดหรอื น�ำ้ เกลอื มากๆ

ลา้ งดว้ ยน้�ำสะอาดหรอื น�้ำสบู่ แจ้งผูบ้ งั คบั บญั ชา หนว่ ยงาน
เช็ดด้วย 70% แอลกอฮอล์หรอื หรอื ผู้รบั ผิดชอบ
2% chlorhexidinegluconate

ท่ีผสมแอลกอฮอล์

ซกั ประวัติรายละเอียดของอบุ ตั เิ หตุและบนั ทกึ หลักฐาน

เจาะเลอื ดบคุ ลากรตรวจ ปรึกษาแพทย์ผดู้ แู ลผปู้ ่วยเพื่อขอ ประเมินความเสย่ี ง
anti-HIV, HBsAg, anti-HBc, ทราบประวัตผิ ้ปู ่วย ใหค้ ำ� แนะนำ� และสง่ พบแพทย์
anti-HBs และ anti-HCV
แลว้ แต่กรณี (ตารางท่ี 1)* ในกรณีท่ไี มท่ ราบ ให้เจาะเลอื ด ผเู้ ชีย่ วชาญ
ผปู้ ว่ ยตรวจ anti-HIV, HBsAg

และ anti-HCV

มีความเส่ยี งตอ่ การตดิ เช้อื มคี วามเสยี่ งต่อการติดเชอ้ื ไวรัส มีความเสย่ี งตอ่ การติดเชอื้ ไวรัส
เอชไอวี ตับอักเสบบหี รอื บคุ ลากรยังไม่เคย ตบั อกั เสบซี
ฉีดวัคซีนหรอื ไม่มีภมู ิตา้ นทาน

พิจารณาใหย้ าตา้ นเอชไอวี พิจารณาให้วคั ซนี และ/หรือ ไมม่ กี ารรกั ษาหรือการป้องกนั ที่
(ตารางที่ 2) immunoglobulin (ตารางท่4ี ) จำ� เพาะ

ติดตามบคุ ลากร
(หัวข้อ 12)

รูปที่ 15.1 แนวทางปฏิบตั ิเมือ่ บคุ ลากรสมั ผสั เลอื ดหรือสิ่งคดั หลั่งของผู้ปว่ ยขณะทำ� งาน

98


Click to View FlipBook Version