คานา
กฎหมายเป็นเรื่องที่ทุกคนควรจะทําการศึกษา แต่การจะศึกษากฎหมาย
ให้ถ่องแท้ ประการแรกจะต้องทําการศึกษาถึงท่ีมาของระบบกฎหมายแต่ละระบบ เช่นระบบ
กฎหมายไม่เป็นลายลักษณ์อักษร หรือระบบกฎหมายจารีตประเพณี (Common Law) ระบบ
กฎหมายลายลักษณ์อักษร (Civil Law) เป็นต้น จากนั้นจึงศึกษาถึงวิวัฒนาการของระบบ
กฎหมายเหล่าน้ัน ซ่งึ คูม่ อื ฉบับนี้จะเน้นความรู้เบื้องต้นในเรื่องของระบบกฎหมายในโลก
วิวัฒนาการการเลือกใช้ระบบกฎหมายและระบบศาลในประเทศไทย และรวมถึงหลักการ
ปฏบิ ตั ิตนเพ่ือใหก้ ารปฏบิ ตั งิ านในหนา้ ทีเ่ ปน็ ไปดว้ ยความถูกต้องและชอบธรรม
คณะผ้จู ดั ทาํ หวังเป็นอยา่ งย่ิงว่าคู่มือ “ชวนรู้ระบบกฎหมาย ระบบศาลและ
หลกั ปฏิบัติตนเบือ้ งต้นสําหรับนักกฎหมาย” ฉบับนี้ จะเป็นประโยชน์ต่อผู้ปฏิบัติหน้าท่ี
ในกระบวนการยตุ ธิ รรม ตลอดจนเป็นประโยชน์ในการศกึ ษาคน้ ควา้ ตอ่ ไป
คณะผจู้ ดั ทา
๒๕๖๒
สารบญั
บทท่ี ๑ บททวั่ ไป หนา้
๑.๑ ระบบกฎหมายในโลก ๑
๑.๒ การจําแนกกระบวนการยตุ ิธรรม ๔
๑.๓ ระบบการพจิ ารณาคดี ๕
๑.๔ องคก์ รศาลในประเทศไทย ๘
๑.๕ วิวฒั นาการของคาํ ว่าตลุ าการ ๑๑
๑.๖ ความหมายของจริยธรรม ๑๒
บทท่ี ๒ วิวัฒนาการระบบกฎหมายและระบบศาลของประเทศไทย
๒.๑ ระบบกฎหมายไทยสมยั สุโขทยั ๑๓
๒.๒ ระบบกฎหมายไทยสมยั กรงุ ศรีอยุธยา ๑๘
๒.๓ ระบบกฎหมายไทยสมยั กรงุ รัตนโกสนิ ทร์ตอนต้น ๒๓
๒.๔ ระบบกฎหมายและระบบศาลไทยกอ่ นการปฏริ ูป ๒๖
กฎหมายในสมยั รชั กาลท่ี ๕
๒.๕ ระบบกฎหมายและระบบศาลไทยในสมยั รัชกาลท่ี ๕ ๕๑
บทที่ ๓ ววิ ฒั นาการของการเลือกระบบศาลในประเทศไทย ๖๓
๗๐
๓.๑ ววิ ฒั นาการของการเลอื กระบบศาลในประเทศไทย ๗๖
๓.๒ ศาลรัฐธรรมนญู : ตลุ าการรัฐธรรมนูญ ๘๕
๓.๓ ศาลยุตธิ รรม : ผู้พพิ ากษา ๙๔
๓.๔ ศาลปกครอง : ตุลาการศาลปกครอง
๓.๕ ศาลทหาร : ตุลาการศาลทหาร
สารบญั (ต่อ) หน้า
บทท่ี ๔ หลกั ความเป็นอิสระและความเปน็ กลางของ ๙๙
ตลุ าการและผพู้ พิ ากษา ๑๑๗
๔.๑ หลกั ความเปน็ อิสระ
๔.๒ หลกั ความเป็นกลางและไม่มสี ว่ นไดเ้ สยี
**************************************
บทท่ี ๑
บทท่ัวไป
----------------------------------
กฎหมาย๑ เป็นกฎเกณฑ์ คําส่ัง หรือข้อบังคับที่บัญญัติถึงสิทธิและหน้าท่ี
ความสัมพันธ์ระหว่างกัน เพ่ือควบคุมความประพฤติของมนุษย์ในสังคมน้ันๆ ซึ่งผู้มี
อํานาจสงู สดุ หรอื รัฏฐาธปิ ัตย์เปน็ ผบู้ ัญญตั ขิ น้ึ ผใู้ ดฝา่ ฝนื มสี ภาพบังคบั
ระบบกฎหมายแต่ละระบบในโลกย่อมมีความแตกต่างกัน มีอํานาจหน้าที่
กระบวนการพิจารณา รูปแบบองค์กร รวมถึงผู้ใช้กฎหมายในการพิจารณาอรรถคดี
ท่ีแตกตา่ งกนั ไป ในบทนจ้ี ะเปน็ การกล่าวถึงระบบกฎหมายในโลก การจําแนกกระบวนการ
ยตุ ธิ รรม ระบบการพจิ ารณาคดี องค์กรศาลในประเทศไทย วิวัฒนาการของคําว่าตุลาการ
และความหมายของจริยธรรม ซึ่งเป็นส่ิงสําคัญสําหรับผู้ใช้กฎหมาย โดยมีรายละเอียด
พอสงั เขปตามลาํ ดบั ดงั น้ี
๑.๑ ระบบกฎหมายในโลก๒
ปัจจุบันระบบกฎหมายในโลกทีส่ าํ คญั มอี ยู่ ๓ ระบบ คอื
๑) ระบบกฎหมายไมเ่ ป็นลายลกั ษณ์อักษร (Common Law) หรอื ระบบ
กฎหมายจารีตประเพณี คือ ระบบกฎหมายที่ถือกําเนิดขึ้นในประเทศอังกฤษ
เป็นระบบกฎหมายที่ให้ความสําคัญกับจารีตประเพณี โดยใช้เป็นหลักในการพิจารณา
ตดั สนิ คดีความต่างๆ ทเ่ี กิดขน้ึ เม่ือตดั สนิ ชี้ขาดคดใี ดแลว้ คําตดั สินคดีน้ันจะกลายเป็น
หลักกฎหมาย เมื่อมีคดีความท่ีมีลักษณะคล้ายกันเกิดขึ้นก็จะต้องใช้คําตัดสินของ
คดีแรกเป็นบรรทัดฐานในการตัดสินชี้ขาดต่อไป ปัจจุบันประเทศท่ีใช้ระบบกฎหมาย
ไม่เป็นลายลกั ษณ์อกั ษรได้แก่ อังกฤษ สหรัฐอเมริกา และประเทศในเครอื จกั รภพอังกฤษ
(Commonwealth)
๑ แหล่งที่มา : https://www.th.wikibooks.org/wiki/๑๖ พฤศจกิ ายน ๒๕๖๑
๒ แหล่งท่ีมา : https://www.satit.up.ac.th/๑๖ พฤศจกิ ายน ๒๕๖๑
-๒-
๒) ระบบกฎหมายลายลักษณ์อักษร (Civil Law) หรือระบบประมวล
กฎหมาย (Code Law) หรือกฎหมายสกุลโรมาโนเยอรมานิค (Romano Germanic)
คือ ระบบกฎหมายท่ีถือกําเนิดข้ึนในทวีปยุโรป โดยมีต้นแบบมาจากกฎหมาย
ของชาวโรมัน ระบบกฎหมายนี้จะให้ความสําคัญกับกฎหมายท่ีมีการบัญญัติไว้
เปน็ ลายลกั ษณ์อกั ษร การศกึ ษากฎหมายต้องเรม่ิ จากตวั บทกฎหมายเป็นสําคัญ
คําพิพากษาของศาลไม่ใช่กฎหมาย แต่เป็นเพียงบรรทัดฐานหรือแบบอย่างใช้
ในการตีความกฎหมาย ปัจจุบันประเทศท่ีใช้ระบบกฎหมายลายลักษณ์อักษร
ได้แก่ อิตาลี เยอรมัน สวติ เซอร์แลนด์ สเปน ฝรั่งเศส ญปี่ นุ่ และไทย เป็นตน้
๓) ระบบกฎหมายศาสนา (Religon Law) คือ ระบบกฎหมายท่ีเกิดข้ึน
ในกลุ่มประเทศท่ีใช้หลกั ทางศาสนาเป็นแม่บทในการปกครอง เชน่ กฎหมายศาสนาอิสลาม
ซ่ึงใช้อยู่ในกลุ่มประเทศตะวันออกกลาง กฎหมายระบบน้ีให้ความสําคัญกับกฎเกณฑ์
ข้อบญั ญัติศาสนา การพิจารณาตัดสินคดีความจะใชก้ ฎแห่งศาสนาเปน็ หลกั
นอกจากระบบกฎหมายท้ังสามระบบท่ีกล่าวมาแล้วข้างต้นยังมีระบบ
กฎหมายอีกระบบหนึ่งท่ีควรทราบไว้เป็นความรู้ คือ ระบบกฎหมายสังคมนิยม
(Socialist Law) ระบบกฎหมายนี้เกดิ ขนึ้ และใชอ้ ยู่ในสหภาพโซเวียตและกลุ่มประเทศ
บริวารระบบกฎหมายนี้เกิดจากความต้องการของนักกฎหมายในประเทศสังคมนิยม
ตามปรัชญาของลทั ธิมาร์กซสิ มีวัตถปุ ระสงค์เพื่อต้องการสร้างความเท่าเทียมกัน
ให้เกิดขึ้นในสังคม โดยให้ความสําคัญกับเร่ืองกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สิน ซ่ึงรัฐจะเข้าไปมี
บทบาทและมีอาํ นาจจัดการ
ประเทศทีใ่ ชร้ ะบบกฎหมาย Common Law และประเทศทใี่ ช้ระบบ
กฎหมาย Civil Law จะมีการจัดระบบองค์กรทใี่ ชอ้ าํ นาจของตุลาการท่ีแตกต่างกัน
กลา่ วคือ๓
๓ โภคิน พลกลุ . ท่านปรดี กี บั ศาลปกครอง. วารสารวชิ าการศาลปกครอง.ฉบับท่ี ๒.
ปีท่ี ๑. น. ๑๐๕. (พฤษภาคม-สงิ หาคม ๒๕๔๔).
-๓-
๑) ประเทศทใี่ ชร้ ะบบกฎหมาย Common Law จะใช้ระบบ “ศาลเดยี่ ว”
คือ ระบบท่ีให้ศาลยุติธรรม (Court of Justice) มีอํานาจหน้าที่พิจารณาพิพากษาคดี
ทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็นคดีแพ่ง คดีอาญา หรือคดีปกครอง โดยให้ผู้พิพากษาซึ่งมี
คุณสมบัติและความรู้ทางกฎหมายเป็นการทั่วไป (Generalist) ทาํ หนา้ ท่ีเป็นผู้พิจารณา
วินิจฉัยคดี เหตุผลของระบบศาลเด่ียวอยู่ที่ว่า บุคคลมีความเสมอภาคกันตามกฎหมาย
และต้องตกอยู่ภายใต้บังคับของหลักกฎหมายเดียวกันและขึ้นศาลเดียวกัน
ระบบนี้จึงไม่มีความแตกต่างระหว่างเอกชนกับฝ่ายปกครอง (ซ่ึงหมายถึงเจ้าหน้าท่ีรัฐ
หรือหน่วยงานของรัฐ) โดยถือว่าท้ังเอกชนและฝ่ายปกครองอยู่ภายใต้ กฎเกณฑ์
อันเดียวกัน จึงต้องถูกพิจารณาพิพากษาโดยศาลยุติธรรมซึ่งเป็นศาลหลักเพียง
ศาลเดียวที่มถี ึงช้ันศาลฎกี าและมไิ ดแ้ ยกศาลปกครองออกเป็นเอกเทศ โดยศาลปกครอง
อยใู่ นระบบศาลยุติธรรมและเป็นเพียงแค่สว่ นหน่ึงหรือแผนกหนึ่งของศาลยุติธรรม
ในระบบศาลเด่ียวถือว่าศาลปกครองช้ันต้นเป็นศาลชํานัญพิเศษมีอํานาจพิจารณา
คดีปกครองเป็นการเฉพาะแยกต่างหากจากศาลช้ันต้นอ่ืนแต่มีศาลยุติธรรมสูงสุด
หรือศาลฎีกาทําหน้าที่ควบคุมคําพิพากษาของศาลปกครองช้ันต้นและศาลล่างทุกศาล
และในระบบศาลเดี่ยวน้ีถ้าคู่ความฝ่ายใดท่ีไม่พอใจคําพิพากษาของศาลปกครองช้ันต้น
อาจอทุ ธรณห์ รือฎกี าต่อศาลสงู เหมอื นกับคู่ความในคดีอ่ืนๆ
๒) ประเทศทใี่ ชร้ ะบบกฎหมาย Civil Law โดยส่วนใหญ่จะใช้ระบบ
“ศาลคู่” คอื ระบบท่ใี หศ้ าลยุตธิ รรม (Court of Justice) มีอํานาจหน้าที่พิจารณา
พิพากษาคดีแพ่งและคดีอาญาเป็นหลักเท่านั้น ส่วนการพิจารณาพิพากษาคดีปกครอง
ให้อยู่ในอํานาจหน้าท่ีของศาลปกครอง (Administrative Court) ซ่ึงมีระบบศาล
ชนั้ ตน้ และศาลสูงสุดของตนเอง มีผู้พิพากษาและองค์กรสําหรับบริหารงานบุคคล
เป็นเอกเทศแยกต่างหากจากศาลยุติธรรม โดยผู้พิพากษาศาลปกครองจะต้องมี
คุณสมบัติเฉพาะและมีความเช่ียวชาญทางกฎหมายปกครองเป็นพิเศษ ซ่ึงระบบนี้
มีใช้อยู่ในประเทศฝรั่งเศส เบลเยียม อิตาลี เยอรมัน ฯลฯ ประเทศที่ใช้ระบบศาลคู่
แบง่ ออกเป็น ๓ กลมุ่ คือ
-๔-
๒.๑) ประเทศท่ีจัดตั้งศาลปกครองเป็นเอกเทศจากศาลยุติธรรม
โดยศาลปกครองมีหน้าที่พิจารณาคดีปกครองเพียงอย่างเดียว แต่ไม่มีอํานาจหน้าที่
ใหค้ าํ ปรกึ ษาแกร่ ัฐบาล เชน่ ประเทศสหพนั ธส์ าธารณรฐั เยอรมัน และประเทศออสเตรีย
๒.๒) ประเทศที่จัดตั้งศาลปกครองเป็นเอกเทศจากศาลยุติธรรม
โดยมอบอํานาจในการวินิจฉัยช้ีขาดคดีปกครองแก่องค์กรตุลาการ ท่ีเรียกว่า
“สภาแห่งรัฐ” หรือ “สภาท่ีปรึกษาแห่งรัฐ” (Council of State หรือ Conseil d’
Etat) ซ่ึงมีองค์กรประเภทนี้จะอํานาจหน้าท่ีสองอย่าง คือ ทําหน้าท่ีเป็นท่ีปรึกษา
กฎหมายของรัฐบาลและทําหน้าที่เป็นศาลปกครอง เช่น ประเทศฝร่ังเศส
ประเทศเบลเยียม ประเทศเนเธอร์แลนด์ ประเทศลักเซมเบิร์ก ประเทศอิตาลี
ประเทศกรซี ประเทศอยี ิปต์
๒.๓) ประเทศท่ีจัดต้ังศาลปกครองเป็นเอกเทศออกต่างหากจาก
ศาลยุติธรรม โดยกําหนดให้ศาลปกครองมีอํานาจหน้าท่ีสามอย่าง คือ ทําหน้าท่ีให้
คําปรึกษารัฐบาลในการร่างกฎหมาย ในปัญหาข้อกฎหมาย และทําหน้าท่ีเป็น
ศาลปกครอง เชน่ ประเทศสวเี ดน และประเทศฟนิ แลนด์
๑.๒ การจาแนกกระบวนการยตุ ธิ รรม
กระบวนการยุติธรรม๔ หมายถึง วิธีดําเนินการให้ความคุ้มครอง
สิทธิเสรีภาพ และให้ความเป็นธรรมในทางกฎหมายแก่บุคคล โดยบุคลากรและ
องค์กร หรือสถาบันต่างๆ ซ่ึงมีหน้าที่บริหารงานยุติธรรม ได้แก่ พนักงานฝ่ายปกครอง
หรือตํารวจ พนักงานสอบสวน พนักงานอัยการ ทนายความ ศาล กระทรวงยุติธรรมและ
กรมราชทณั ฑ์
กระบวนการยุติธรรมสามารถจําแนกออกได้ ๓ รูปแบบหลัก คือ
กระบวนการยุติธรรมทางแพ่ง กระบวนการยุติธรรมทางอาญา และกระบวนการยุติธรรม
ทางปกครอง
๔ แหล่งท่ีมา : https://www.dictionary.sanook.com/๑๖ พฤศจกิ ายน ๒๕๖๑
-๕-
๑) กระบวนการยุติธรรมทางแพ่ง เป็นกระบวนการหรือวิธีการ
ดําเนินคดีแพ่งต่อผู้ที่ต้องการให้กฎหมายรับรองคุ้มครองสิทธิของตน หรือต้องการ
ให้กฎหมายบังคับตามสิทธิของตนต่อผู้มีหน้าที่ ซึ่งประพฤติฝ่าฝืนกฎหมาย
หรอื ขอ้ ตกลงตามท่ีกฎหมายไดก้ ําหนดสทิ ธิหรือหน้าท่ี กฎหมายแพง่ และพาณิชย์
ที่ อาจบั ญญั ติ อยู่ ในรู ปแบบของประมวลก ฎหมายหรื อพระราชบั ญญั ติ ต่ างๆ
หรอื กฎหมายประเภทอื่นๆ ซงึ่ กาํ หนดให้บคุ คลตอ้ งรบั ผิดทางแพง่
๒) กระบวนการยุติธรรมทางอาญา เป็นกระบวนการตามประมวล
กฎหมายวธิ พี ิจารณาความอาญาอนั เปน็ กฎหมายประเภทวิธีสบัญญัติ ซ่ึงกําหนดขึ้น
เป็นเคร่อื งมือ หรือวิธีการในการอํานวยความยุติธรรมอย่างเสมอภาคแก่ประชาชน
ในกรณีเกิดการกระทําความผิดทางอาญาข้ึน โดยมีวัตถุประสงค์เพ่ือให้เกิดความเป็น
ระเบียบ ความสงบเรียบรอ้ ย หรือศลี ธรรมอันดีของประชาชน ควบคู่ไปกับการให้
ความคมุ้ ครองแก่สทิ ธิเสรภี าพของปัจเจกบคุ คล
๓) กระบวนการยุติธรรมทางปกครอง เป็นกระบวนการหรือ
วิธีการดําเนินคดีปกครองเพ่ือตรวจสอบความชอบด้วยกฎหมายของการกระทํา
ทางปกครองของหน่วยงานทางปกครอง หรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ โดยมีพระราชบัญญัติ
จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ เป็นกฎหมายที่กําหนด
กระบวนวิธีพิจารณาคดีปกครองเป็นการเฉพาะต่างหากจากประมวลกฎห มาย
วิธีพิจารณาความแพ่ง และประมวลกฎหมายวิธพี ิจารณาความอาญา
๑.๓ ระบบการพจิ ารณาคดี๕
ระบบการพจิ ารณาคดีของศาลจะมอี ยู่ ๒ ระบบ คือ
๑) ระบบกล่าวหา (Accusatiorial System) มีทม่ี าจากประเทศอังกฤษและ
กลุ่มประเทศที่ใช้กฎหมายระบบคอมมอนลอว์ (Common Law) เช่น สหรัฐอเมริกา
นิวซีแลนด์ แคนาดา รวมทั้งกลุ่มประเทศอาณานิคมของอังกฤษซ่ึงหลักการของระบบ
๕ ศาสตราจารย์ ดร.หยุด แสงอุทัย. หนังสอื บทบัณฑติ . เล่มที่ ๑๒
-๖-
กล่าวหามีวิวัฒนาการจากการแก้แค้นกันระหว่างผู้กระทําผิดกับผู้เสียหายโดยผู้เสียหาย
ฟ้องคดีอาญาเพ่ือลงโทษผู้กระทําผิดด้วยตนเอง แล้วรวบรวมพยานหลักฐานมานําสืบ
ความผิดของจําเลยในศาล ส่วนศาลหรือผู้พิพากษาจะวางตัวเป็นกลางโดยเคร่งครัด
เหตุผลที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะมีแนวความคิดมาจากการพิจารณาคดีในสมัยโบราณ
ซ่ึงใช้วิธีทรมาน (Trial by ordeal) และทําให้ทั้งสองฝ่ายต่อสู้คดีกันเอง (Trial by battle)
ส่วนศาลจะทําหน้าท่ีเป็นคนกลางหรือกรรมการ ต่อมาได้วิวัฒนาการเป็นการเอาพยาน
มาพิสูจน์ความผิดของจําเลย โดยฝ่ายโจทก์จะนําพยานที่เป็นพรรคพวกของตนมา
เบิกความกล่าวหาจาํ เลย ส่วนจําเลยก็นําพรรคพวกของตนมาเบิกความรับรอง
ความบริสุทธิ์ของตนให้ศาลฟัง แล้วตัดสินคดีไปตามน้ําหนักพยานของแต่ละฝ่าย
จากการท่ีใช้วิธีการต่อสู้คดีกันนั้นเอง ระบบกล่าวหาจึงให้ความสําคัญอย่างสูงต่อ
หลกั เกณฑ์ตอ่ ไปน้ี คือ
๑.๑) หลักการสันนิษฐานว่าจําเลยเป็นผู้บริสุทธิ์จนกว่าจะพิสูจน์
ให้ศาลเชื่อโดยปราศจากข้อสงสัยว่าจาํ เลยกระทําความผิดจรงิ
๑.๒) ถอื หลักสําคัญว่าโจทก์และจาํ เลยมีฐานะในศาลเทา่ เทยี มกนั
๑.๓) ศาลจะวางตนเป็นกลางโดยเคร่งครัด ทําหน้าที่เหมือน
กรรมการตัดสินกีฬาคอยควบคุมให้ทั้งสองฝ่ายปฏิบัติตามกฎหมายลักษณะ
พยานโดยเครง่ ครัด การปฏบิ ัตผิ ิดหลักเกณฑ์อาจถูกศาลพพิ ากษายกฟอ้ งได้
๑.๔) ศาลจะมีบทบาทค้นหาความจริงน้อยมาก เพราะถือว่า
เป็นหน้าท่ีของค่กู รณหี รอื คู่ความจะตอ้ งแสวงหาพยานมาแสดงตอ่ ศาลด้วยตนเอง
๒) ระบบไต่สวน (Inquisitorial System) ในทางทฤษฎียอมรับกันว่า
ระบบไต่สวนมีที่มาจากศาลทางศาสนาของคริสต์ศาสนานิกายคาทอลิคในสมัยกลาง
ซึ่งทางศาสนจักรโดยเฉพาะอย่างยิ่งสันตะปาปาแห่งกรุงโรมซึ่งมีอิทธิพลเหนือ
ฝ่ายอาณาจักร คือ กษัตริย์หรือเจ้าผู้ครองนครต่างๆ ในสมัยกลางศาลศาสนาของ
ยุโรปมีวิธีการพิจารณาคดีผู้กระทําผิดเกี่ยวกับกฎหมายของทางศาสนาด้วยวิธีการ
ซักฟอกพยานในรูปของคณะกรรมการท่เี กีย่ วขอ้ งกบั คดีโดยตรง คือ พระผู้ทําการไต่สวน
-๗-
กบั ผกู้ ระทําผิดที่เป็นผ้ถู ูกไตส่ วนโดยไม่ต้องมีผู้พิพากษาเป็นคนกลางดังน้ันในศาลศาสนา
ผู้ไต่สวนจึงต้องทําหน้าที่แสวงหาพยานหลักฐาน ซักถามพยานและชําระความโดย
ไต่สวนคดีด้วยตนเอง และเพราะเหตุว่าศาสนจักรมีอิทธิพลเหนือฝ่ายอาณาจักร
ระบบศาลของฝา่ ยอาณาจักรจึงได้รบั อทิ ธพิ ลและไดว้ วิ ัฒนาการมาเป็นระบบไต่สวน
ในปัจจุบัน ตามระบบไต่สวนศาลไม่ได้ทําหน้าท่ีวางตัวเป็นกลางอย่างเคร่งครัดเหมือน
ระบบกล่าวหา แต่จะทําหน้าท่ีในการค้นหาความจริงด้วยตนเอง ศาลจะมีอํานาจแสวงหา
ข้อเท็จจริงและควบคุมกระบวนพิจารณาอย่างสูง โดยท่ีระบบไต่สวนประสงค์ที่จะ
ช่วยเหลือคู่กรณีในการดําเนินคดี เนื่องจากอีกฝ่ายหนึ่งมีอํานาจเหนือกว่า ดังน้ัน
กฎเกณฑใ์ นการดําเนินคดี เช่น การสืบพยาน การดําเนินการต่างๆ ในศาล จึงยืดหยุ่น
กว่าระบบกลา่ วหา ศาลจะเป็นผู้ใช้ดลุ พินิจว่าพยานหลกั ฐานใดนา่ เช่ือถือ
จากท่ีมาของ “ระบบกล่าวหา” กับ “ระบบไต่สวน” ท่ีได้กล่าวไว้
ขา้ งต้นจะทําให้เราเห็นหลกั การสาํ คญั ท่ีว่า
๑) เม่ือใดที่คู่ความหรือคู่กรณีมีสถานะเท่าเทียมกันแล้ว การใช้
ระบบกล่าวหาจะเกิดความเป็นธรรมแก่ทั้งสองฝ่าย เพราะเป็นเร่ืองที่ต่างฝ่าย
ตา่ งต้องปกป้องรักษาสทิ ธขิ องตนเอง
๒) เม่ือใดท่ีคู่กรณีหรือคู่ความมีสถานะไม่เท่าเทียมกันแล้ว การใช้
ระบบไต่สวน ย่อมจะเหมาะสมและเป็นธรรมแก่คู่กรณีฝ่ายหนึ่งอยู่ในสถานะ
เสียเปรียบ เช่น กรณีพิพาทระหว่างราษฎรหรือเอกชนกับรัฐ เป็นต้น เพราะพยานหลักฐาน
ต่างๆ จะอยู่ในการครอบครองของฝ่ายรัฐเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งเป็นการยากท่ีฝ่ายราษฎร
หรือเอกชนจะนําสืบหรืออ้างพยานหลักฐานตามระบบกล่าวหาท่ีมีหลักว่า “ผู้ใดกล่าวอ้าง
ผ้นู น้ั นาสบื ” โอกาสท่จี ะชนะคดสี าํ หรับราษฎรหรือเอกชน จึงเป็นไปไดย้ าก
ทั้งน้ี ประเทศไทยได้มีการใช้ระบบกล่าวหาในศาลยุติธรรมสําหรับคดี
แพ่งและคดีอาญา และใช้ระบบไต่สวนในคดีท่ีใช้อํานาจตามกฎหมายมหาชนใน
ศาลรัฐธรรมนูญและศาลปกครอง และปัจจุบันได้มีการนําระบบไต่สวนมาใช้ในการ
-๘-
พิจารณาวินิจฉัยคดีในศาลยุติธรรม คือ ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาสําหรับผู้ดํารง
ตาํ แหน่งทางการเมืองและศาลฎีกาแผนกคดผี บู้ รโิ ภค
๑.๔ องค์กรศาลในประเทศไทย๖
ศาลไทยเป็นองค์กรที่ใช้อํานาจตุลาการตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ
แห่งราชอาณาจักรไทย โดยอํานาจตุลาการเป็นหน่ึงในสามของอํานาจอธิปไตย
(อํานาจบริหาร อํานาจนิติบัญญัติ และอํานาจตุลาการ) ซึ่งเป็นอํานาจสูงสุดของรัฐ
พระมหากษัตริย์ไทยในฐานะประมุขแห่งรัฐทรงใช้อํานาจตุลาการผ่านทางศาล
ศาลจึงปฏิบัติหน้าท่ีในพระปรมาภิไธย (In the Name of the King) ตามรัฐธรรมนูญ
แหง่ ราชอาณาจกั รไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ กําหนดให้ศาลไทยมี ๔ ประเภท ดังน้ี
๑. ศาลรฐั ธรรมนูญ (Constitution Court) มอี ํานาจหน้าท่ีที่สําคัญ
คือ การพิจารณาวินจิ ฉัยวา่ ร่างพระราชบญั ญัติ หรือร่างพระราชบัญญัติประกอบ
รัฐธรรมนูญ หรือร่างข้อบังคับการประชุมของสภาผู้แทนราษฎร วุฒิสภา หรือ
รฐั สภา ที่สภาผแู้ ทนราษฎร วฒุ สิ ภา หรอื รัฐสภา แล้วแต่กรณี ให้ความเห็นชอบแล้ว
แต่ยังมิได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษามีข้อความขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ
หรือตราขึ้นโดยไม่ถูกต้องตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญหรือไม่ หรือพิจารณา
วินิจฉัยว่าบทบัญญัติแห่งกฎหมายที่ศาลจะใช้บังคับแก่คดีใดขัดหรือแย้ง
ต่อรัฐธรรมนูญโดยท่ีศาลเห็นเอง หรือคู่ความโต้แย้ง และยังไม่มีคําวินิจฉัยของ
ศาลรัฐธรรมนูญในส่วนที่เก่ียวกับบทบัญญัติน้ัน ตลอดจนพิจารณาวินิจฉัยปัญหา
เกย่ี วกบั อํานาจหน้าที่ขององค์กรต่างๆ ตามรัฐธรรมนูญ ซ่ึงคําวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ
ถือเป็นเด็ดขาดและมีผลผูกพันรัฐสภา คณะรัฐมนตรี ศาล และองค์กรอื่นของรัฐ
การพิจารณาคดีของศาลรัฐธรรมนูญเป็นระบบไต่สวน โดยศาลมีอํานาจไต่สวน
แสวงหาขอ้ เทจ็ จรงิ และพยานหลกั ฐานเพิม่ เติม
๖ รฐั ธรรมนญู แหง่ ราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐
-๙-
๒. ศาลยุติธรรม(Court of Justice) มีอาํ นาจพจิ ารณาพิพากษาคดีทั้งปวง
เว้นแต่คดีท่ีรัฐธรรมนูญหรือกฎหมายบัญญัติให้อยู่ในอํานาจของศาลอ่ืน ศาลยุติธรรม
มี ๓ ช้ัน คือ ศาลช้ันต้น ศาลอุทธรณ์ และศาลฎีกา เว้นแต่ท่ีมีบัญญัติไว้เป็นอย่างอื่น
ในรัฐธรรมนูญหรอื ตามกฎหมายอ่ืน
๑) ศาลชั้นต้น ได้แก่ ศาลแพ่ง ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ ศาลแพ่งธนบุรี
ศาลอาญา ศาลอาญากรงุ เทพใต้ ศาลอาญาธนบุรี ศาลจังหวัด ศาลแขวง และศาลยุติธรรม
อน่ื ทพี่ ระราชบญั ญตั จิ ดั ตั้งศาลน้นั กําหนดให้เปน็ ศาลชั้นตน้ เช่น ศาลเยาวชนและ
ครอบครวั ศาลแรงงาน ศาลภาษอี ากร ศาลทรพั ย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ
ศาลลม้ ละลาย
๒) ศาลอทุ ธรณ์ ได้แก่
๒.๑) ศาลอุทธรณ์
๒.๒) ศาลอุทธรณภ์ าค
๓) ศาลฎีกา ซึ่งเปน็ ศาลยตุ ิธรรมสงู สุดทม่ี ีอยู่เพยี งศาลเดียว
๓. ศาลปกครอง (Administrative Court) เป็นศาลท่ีมีอํานาจพิจารณา
คดีปกครองระหว่างรัฐกับราษฎร หรือระหว่างองค์กรของรัฐด้วยกันเอง ท้ังนี้ เป็นศาล
ที่จัดตั้งขึ้นโดยเฉพาะแยกต่างหากจากศาลยุติธรรม ศาลปกครองเป็นศาลที่ใช้
ระบบไต่สวน โดยแบ่งออกเปน็ ๒ ชัน้ คอื
๑) ศาลปกครองสงู สุด
๒) ศาลปกครองชน้ั ตน้ ไดแ้ ก่
๒.๑) ศาลปกครองกลาง
๒.๒) ศาลปกครองในภูมภิ าค
๔. ศาลทหาร (Military Court) มีอํานาจพิจารณาพิพากษาลงโทษ
ผู้กระทําความผิดอาญาซ่ึงเป็นบุคคลท่ีอยู่ในอํานาจศาลทหารในขณะกระทําผิด
สงั่ ลงโทษบคุ คลใดๆ ทีก่ ระทาํ ผดิ ฐานละเมิดอาํ นาจศาล นอกจากน้ี ยงั กําหนดให้
- ๑๐ -
ศาลทหารมีอํานาจในการพิจารณาคดีอย่างอื่นได้อีกตามที่จะมีกฎหมายบัญญัติ
เพิ่มเติมที่เคยมีมาแล้ว เช่น ความผิดฐานกระทําการอันเป็นคอมมิวนิสต์ เป็นต้น
ศาลทหารสามารถแบ่งได้ ๓ ประเภท
๑) ศาลทหารในเวลาปกติ ได้แก่
๑.๑) ศาลจังหวัดทหาร จะรับฟ้องคดีท่ีจําเลยมีช้ันยศเป็น
นายทหารประทวน
๑.๒) ศาลมณฑลทหาร จะรบั ฟ้องคดีที่จําเลยมีชั้นยศต้ังแต่
ชั้นประทวนจนถึงชน้ั ยศสัญญาบตั รแต่ไมเ่ กินพันเอก
๑.๓) ศาลทหารกรุงเทพ จะรับฟ้องไดห้ มดทุกชั้นยศ
๑.๔) ศาลประจําหน่วยทหาร ตามพระราชบัญญัติธรรมนูญ
ศาลทหาร พ.ศ. ๒๔๙๘ มาตรา ๙ กําหนดว่า เมื่อหน่วยทหารปฏิบัติหน้าท่ี
อยู่นอกราชอาณาจักร หรือกําลังเดินทางเพ่ือไปปฏิบัติหน้าท่ีนอกราชอาณาจักร
และมีกําลังทหารไม่น้อยกว่าหนึ่งกองพันจะให้จัดตั้งศาลประจําหน่วยทหารน้ันก็ได้
โดยมีอาํ นาจเหนือบุคคลทสี่ ังกัดอยู่หน่วยทหารนน้ั โดยไมจ่ าํ กดั พื้นที่
๑.๕) ศาลทหารกลาง มีศาลเดียวต้ังอยู่ในกรมพระธรรมนูญ
มีอํานาจในการพิจารณาพิพากษาบรรดาคดีท่ีอุทธรณ์คําพิพากษา หรือคําสั่งของ
ศาลทหารชน้ั ตน้
๑.๖) ศาลทหารสงู สุด มีศาลเดียวต้ังท่ีกรุงเทพมหานคร (ปัจจุบัน
อยู่ท่ีอาคารสํานักงานปลัดกระทรวงกลาโหม ถนนแจ้งวัฒนะ) มีอํานาจพิจารณา
พิพากษาบรรดาคดีที่อุทธรณ์คําพิพากษา หรือคําส่ังของศาลทหารกลาง หรือคดีท่ี
ศาลทหารสงู สุดได้พิจารณาพิพากษาหรือมคี ําส่ังแลว้ ใหเ้ ปน็ อนั ถงึ ท่ีสดุ
๒) ศาลทหารในเวลาไม่ปกติ
๓) ศาลอาญาศึก
- ๑๑ -
๑.๕ ววิ ฒั นาการของคาวา่ ตุลาการ๗
ตุลาการ หมายถึง ผู้มีอํานาจและหน้าท่ีในการพิจารณาอรรถคดี
คําว่าตุลาการมีท่ีมาจากคําว่า “ตุลา” ซึ่งแปลว่า ตราชู หรือ คันช่ัง รวมกับคําว่า
“การ” แปลว่า กระทํา หรือผู้กระทํา เป็นการอุปมาว่าผู้ตัดสินคดีความพึงตั้งอยู่ใน
ความเที่ยงตรง ไม่เอนเอียง เปรียบประดุจตราชู และด้วยเหตุนี้รูปตราชู จึงเป็น
สญั ลักษณส์ ากลของวงการตลุ าการและวงการกฎหมาย
(ท่ีมาของภาพ : https://www.kaidee.com)
ในสมัยโบราณการพิจารณาพิพากษาอรรถคดีจะมีเจ้าพนักงาน
สองฝ่าย คือ “ฝ่ายตระลาการ” หรือ “ฝ่ายตุลาการ” มีหน้าท่ีพิจารณาไต่สวนแสวงหา
ขอ้ เทจ็ จรงิ และ “ฝ่ายผู้พพิ ากษา” มีหนา้ ท่พี พิ ากษา เม่อื ได้ข้อเทจ็ จรงิ จากฝ่ายตุลาการ
ตอ่ มาเม่อื มกี ารเลิกใชก้ ฎหมายตราสามดวง ตําแหน่งตลุ าการกส็ ิน้ ไปโดยปริยาย
ผู้พิพากษาจงึ ต้องปฏิบัตหิ นา้ ท่ีของตลุ าการอกี หน้าที่หนึง่ แตต่ อ่ มาภายหลังได้มี
การนําคําว่า “ตุลาการ” ขึ้นมาใช้อีก โดยให้หมายความถึงผู้พิจารณาพิพากษา
อรรถคดีเหมือนอย่างผู้พิพากษา จนกระทั่งมีกฎหมายว่าด้วยข้าราชการฝ่ายตุลาการ
เกิดข้ึน ทําให้เกิดความชัดเจนว่า “ผู้พิพากษา” กับ “ตุลาการ” เป็นอย่างเดียวกัน
๗ แหลง่ ท่ีมา : https://www.wikipedia.org/๑๖ พฤศจิกายน ๒๕๖๑
- ๑๒ -
ประกอบกับมีการจัดตั้งศาลรัฐธรรมนูญและศาลปกครองข้ึนตามรัฐธรรมนูญแห่ง
ราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ ซ่ึงมีการเรียกช่ือตําแหน่งข้าราชการฝ่าย
ตุลาการของศาลรัฐธรรมนูญและศาลปกครองว่า “ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญและ
ตุลาการศาลปกครอง” ส่วนคําว่า “ผู้พิพากษา” จะใช้เรียกชื่อตําแหน่งข้าราชการ
ฝา่ ยตุลาการของศาลยตุ ธิ รรม
๑.๖ ความหมายของจริยธรรม๘
จริยธรรม มาจากคําสองคํา คือ จริย + ธรรม ซ่ึงคําว่า “จริย”
หมายถึง ความประพฤติหรือกิริยาที่ควรประพฤติ ส่วนคําว่า “ธรรม” มีความหมาย
หลายประการ เช่น คุณความดี หลักคําสอนของศาสนา หลักปฏิบัติในทางศาสนา
เม่ือนําคําทั้งสองมารวมกันเป็น “จริยธรรม” จึงมีความหมายตามตัวอักษรว่า
“หลกั แหง่ ความประพฤติ” หรอื “แนวทางของการประพฤติ”
สําหรบั ตุลาการหรือผพู้ พิ ากษาน้นั เรอ่ื งของจรยิ ธรรมในการปฏิบัติ
หน้าที่เป็นเร่ืองที่สําคัญมาก เพราะหากตุลาการหรือผู้พิพากษาไร้จริยธรรม
เม่ือใด การพิจารณาอรรถคดีจะไม่สามารถเกิดข้ึนความยุติธรรมได้ และขัดต่อ
หลักวิชาชีพ จิตวิญญาณของนักกฎหมาย และขัดต่อคําถวายสัตย์ปฏิญาณ
ดังน้ัน ศาลยุติธรรม ศาลรัฐธรรมนูญ และศาลปกครอง จึงมีการกําหนด
จ ริ ย ธ ร ร ม ข อ ง ข้ าราชการฝ่ ายตุ ลาการไว้ เป็ นข้ อประพฤติ และปฏิ บั ติ ประกาศ
ไว้ในราชกิจจานุเบกษาให้รับรู้โดยทั่วกัน หากตุลาการหรือผู้พิพากษาคนใด
ประพฤติหรือปฏิบัติขัดต่อจริยธรรมดังกล่าวอาจเป็นเหตุให้ถูกคัดค้านหรือ
ถอดถอนออกจากตําแหน่งได้
**************************************
๘ แหลง่ ที่มา : https://www.sirinthip๑๘๑๘๑๘.blogspot.com/๑๖ พฤศจกิ ายน ๒๕๖๑
บทที่ ๒
ววิ ัฒนาการระบบกฎหมายและระบบศาล
ของประเทศไทย
----------------------------------
กฎหมายเป็นเคร่ืองควบคุมประพฤติการณ์ในสังคม พัฒนาข้ึนมา
จากศีลธรรม ขนบธรรมเนียม จารีตประเพณี ศาสนา และกฎเกณฑ์ข้อบังคับ
ตามลาํ ดบั โดยมีวตั ถปุ ระสงคเ์ พอ่ื ธาํ รงความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของ
สมาชิกในสังคม รวมท้ังเพ่ือให้การอยู่ร่วมกันในสังคมน้ันเป็นไปโดยราบร่ืน
สนองตอบความต้องการของภาคส่วนต่างๆ อย่างเหมาะสม ดังภาษิตละตินท่ีว่า
“ท่ใี ดมมี นุษย์ ที่นัน้ มสี ังคม ท่ีใดมีสังคม ท่ีนั้นมีกฎหมาย ด้วยเหตุนั้น ท่ีใด
มีมนุษย์ ท่ีนั้นจึงมีกฎหมาย” (Ubi homo, ibi societas. Ubi societas, ibi ius.
Ergo ubi homo, ibi ius) ด้วยเหตุน้ีกฎหมายจึงได้ชื่อว่าเป็น “ปทัสถานทางสังคม”
(Social norms) ซ่ึงบางทีก็เรียก “บรรทัดฐานของสังคม” ในบทนี้จะขอกล่าวถึง
วิวัฒนาการระบบกฎหมายและระบบศาลของประเทศไทย โดยมีรายละเอียดพอสังเขป
ตามลาํ ดบั ดงั น้ี
๒.๑ ระบบกฎหมายไทยสมัยกรงุ สโุ ขทยั ๙
กรุงสุโขทัย ในหนังสือปาฐกถาของสมเด็จกรมพระยาดํารงราชานุภาพ
เรื่อง ลักษณะการปกครองประเทศสยามแต่โบราณ ได้อธิบายไว้ว่าวิธีการปกครอง
ในสมัยสุโขทัยนั้น ได้นําลักษณะของการปกครองสกุลมาเป็นคติ ประชาชนท้ังปวง
นับถือพระเจ้าแผ่นดินอย่างบิดา บิดาปกครองครัวเรือน หลายครัวเรือนรวมกัน
เป็นบา้ นอยู่ในปกครองของพ่อบา้ น ผู้อยูใ่ นปกครองเรียกว่าลูกบ้าน หลายบ้านรวมกัน
๙ สมเด็จกรมพระยาดํารงราชานุภาพ. ลักษณะการปกครองประเทศสยามแต่โบราณ.
พระนคร. โรงพมิ พโ์ สภณพพิ รรฒธนากร. ๒๔๗๑
- ๑๔ -
เป็นเมือง ถา้ เป็นเมอื งขนึ้ ก็อยู่ในความปกครองของพ่อเมือง ถ้าเป็นประเทศราช
ก็อยู่ในความปกครองของเจ้าเมืองเป็นขุน หลายเมืองรวมกันเป็นประเทศอยู่ใน
ความปกครองของพ่อขุน ถึงแม้ว่าระบอบการปกครองสมัยกรุงสุโขทัยจะเป็น
แบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์เพราะอํานาจสูงสุดเด็ดขาดไม่ว่าจะในด้านบริหาร
นิติบัญญัติและตุลาการรวมอยู่ท่ีพ่อขุนเพียงพระองค์เดียวและพ่อขุนไม่จําเป็น
ต้องรับผิดชอบต่อประชาชน แต่ด้วยการจําลองลักษณะครองครัวมาใช้ในการ
ปกครอง ทําให้ลักษณะการใช้อํานาจของพ่อขุนเกือบทุกพระองค์เป็นไปในทาง
ลักษณะให้ความเมตตาแลเสรีภาพแก่ราษฎรตามสมควร พ่อขุนแห่งกรุงสุโขทัย
ทรงปกครองประชาชนในลักษณะบิดาปกครองบุตร คือ ถือพระองค์เป็นพ่อของ
ราษฎรมหี น้าทใี่ หค้ วามคุม้ ครองปอ้ งกันภัยและส่งเสริมความสุขให้ราษฎร ราษฎรอยู่ใน
ฐานะบุตรก็มีหน้าที่ให้ความเคารพเชื่อฟังพ่อขุน ซ่ึงปรากฏให้เห็นว่าพ่อขุนกับ
ประชาชนมีความใกล้ชิดกันอย่างพอสมควรจะเห็นได้จากการที่ราษฎรในสมัย
สุโขทัยมีสิทธิถวายฎีกาหรือร้องทุกข์โดยตรงต่อพ่อขุน เช่น ในสมัยพ่อขุนรามคําแหง
มหาราชได้มีกระดิ่งแขวนไว้ท่ีประตูวัง ถ้าใครต้องการถวายฎีกาก็ไปส่ันกระดิ่ง
พระองค์ก็จะทรงชําระความให้ ส่วนการจัดการปกครองอาณาจักรสุโขทัยมีกรุง
สโุ ขทัยเป็นราชธานี เป็นทป่ี ระทับของพระมหากษัตริย์ อํานาจการวินิจฉัยส่ังการ
อยู่ที่เมืองหลวง การปกครองหัวเมืองหรือการปกครองส่วนภูมิภาคในสมัยสุโขทัย
แบง่ หวั เมอื งออกเป็น ๓ ประเภท คอื
๑) หัวเมืองชน้ั ใน ไดแ้ ก่ เมืองหน้าดา่ น หรือเมอื งลูกหลวง จัดเป็น
เมืองในวงเขตราชธานีล้อมรอบราชธานีทั้ง ๔ ด้าน มีศรีสัชนาลัย (สวรรคโลก)
สองแคว (พิษณุโลก) สระหลวง (พิจิตร) และกําแพงเพชร การปกครองหัวเมือง
ชั้นในข้นึ กับกรงุ สโุ ขทยั โดยตรง
๒) หัวเมืองช้ันนอก ได้แก่ เมืองท้าวพระยามหานครท่ีมีผู้ปกครองดูแล
โดยตรง แต่ข้ึนอยู่กับกรุงสุโขทัยในรูปลักษณะการสวามิภักด์ิในฐานะเป็นเมืองขึ้น
- ๑๕ -
หวั เมอื งชน้ั นอกมี แพรก (สรรคบุรี) อู่ทอง (สพุ รรณบุรี) ราชบุรี ตะนาวศรี แพร่ หล่มสัก
เพชรบูรณ์ และศรเี ทพ
๓) เมืองประเทศราช ได้แก่ เมืองที่เป็นชาวต่างภาษา มีกษัตริย์
ปกครองแตข่ ึ้นกบั สุโขทัย ในฐานะประเทศราช มีนครศรีธรรมราช ยะโฮร์ ทวาย
เมาะตะมะ หงสาวดี นา่ น เซา่ เวยี งจันทน์ และเวียงกา
สมัยสุโขทัยเป็นการปกครองระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ที่มีลักษณะ
การปกครองแบบบิดาปกครองบุตรมีพระมหากษัตริย์ (พ่อขุน) เป็นองค์พระประมุข
โดยให้สิทธิเสรีภาพแก่ประชาชน และมีความใกล้ชิดกับประชาชนก่อให้เกิด
ความสัมพันธ์อันดีในชาติ เพราะความสัมพันธ์ระหว่างผู้ปกครองกับประชาชน
ตง้ั อยู่บนพืน้ ฐานของความเทา่ เทียมกัน แต่มหี นา้ ทีต่ า่ งกันเทา่ นั้น ในสมัยพ่อขุน
รามคําแหง เมื่อปี พ.ศ. ๑๘๒๖ ได้ทรงประดิษฐ์อักษรไทยขึ้นโดยใช้อักษรมอญ
หลักศลิ าจารึก หลักที่ ๑
(ทีม่ าของภาพ : https://www.digitalschool.club)
และอักษรขอมเป็นตัวอย่าง รวมท้ังอักษรไทยเก่าแก่บางอย่าง ทําให้มีอักษรไทย
ใชเ้ ป็นวฒั นธรรมของตนเอง จากศลิ าจารึกของพ่อขุนรามคําแหงทําให้ทราบว่าไทยเรา
มีระบบกฎหมายมาต้ังแต่สมัยสุโขทัยท้ังกฎหมายมรดก กฎหมายภาษี กฎหมาย
ค้าขาย กฎหมายเก่ยี วกับทรพั ย์สิน เป็นต้น
- ๑๖ -
กฎหมายในสมยั สโุ ขทัยเทา่ ท่ีปรากฏในหลักศลิ าจารึกต่างๆมี ดังน๑ี้ ๐
๑) ห้ามเก็บภาษีผ่านด่านภายในประเทศ จากข้อความในศิลาจารึก
ท่วี า่ “เจา้ เมืองบเ่ อาจกอบ ในไพร่ลทู่ าง” คือ ไมเ่ ก็บภาษรี ะหวา่ งทางหรอื ภาษีผา่ นด่าน
๒) กฎหมายว่าด้วยเสรีภาพในการค้าขาย ในศิลาจารึกมีข้อความ
ปรากฏอยู่ว่า “เพ่ือนจูงวัวไปค้า ข่ีม้าไปขาย ใครจักใคร่ค้าช้าง ค้า ใครจักใคร่ค้าม้า ค้า
ใครจักใคร่ค้าเงือนค้าทอง ค้า” ซึ่งสมัยนั้นให้เสรีภาพในการค้าขายกันอย่างเต็มท่ี
ไม่มีข้อผูกมดั สนิ คา้
๓) กฎหมายมรดก สมยั กอ่ นมีข้อบัญญัติว่า ผู้ท่ีใดก็ตาม หาสมบัติ
ทรัพย์มาได้ สมบัตินั้นต้องเป็นของส่วนรวมไม่สามารถยกให้ลูกหลานได้ แต่บัญญัติน้ี
ทําให้เกิดผลเสียแก่ประชาชนทั่วไป จึงต้องยกเลิกข้อบัญญัตินี้ไป ส่วนรายได้ของรัฐ
จะใชก้ ารเก็บภาษแี ทน
๔) กฎหมายว่าด้วยลักษณะตุลาการ ตุลาการในสมัยสุโขทัยต้องมี
คุณสมบตั ิ ดงั นี้
๔.๑) ตลุ าการจะตอ้ งตัดสนิ ความด้วยความยุตธิ รรม
๔.๒) ตลุ าการจะต้องไมเ่ หน็ แก่ลาภสักการะหรอื อยากไดย้ ินดขี องผู้อ่นื
๕) กฎหมายระหว่างประเทศ ข้อความในศิลาจารึกที่เก่ียวกับกฎหมาย
ระหว่างประเทศมอี ยู่ดว้ ยกัน ๓ ตอน ซง่ึ หมายความวา่
๕.๑) ถ้าผู้ใดมาอ่อนน้อมยอมเป็นเมืองขึ้น ก็จะให้ความเอื้อเฟ้ือ
ชว่ ยเหลือ
๕.๒) ผทู้ ี่มาออ่ นนอ้ มน้ันไม่มีช้าง ม้า ผู้คนชายหญิง เงินทอง ก็ให้
ช่วยเหลือไปต้งั บ้านเมอื ง
๕.๓) สมัยของพ่อขุนรามคําแหงเมื่อมีชัยแก่ข้าศึกและจับเชลยได้
พระองค์ก็จะทรงพระกรุณาไมใ่ ห้ฆ่าหรอื ลงโทษใดๆ
๑๐ แหลง่ ทีม่ า : https://www.thaigoodview.com/๑๖ พฤศจิกายน ๒๕๖๑
- ๑๗ -
๖) กฎหมายว่าด้วยสิทธิในที่ดิน ในสมัยสุโขทัยมีกฎหมายที่ให้ความ
คมุ้ ครองและรับรองในทรัพย์ กล่าวคือ แต่เดิมมีท่ีดินรกร้างว่างเปล่าอยู่ทั่วไป ถ้าผู้ใด
บุกเบิกหักล้างถางพงจนเปน็ สวนหมาก สวนผลไม้ ผ้นู ัน้ กย็ อ่ มมีสทิ ธิในทีด่ นิ น้ัน
๗) กฎหมายเกย่ี วกับการลักพา
๗.๑) เมอ่ื ผคู้ นหนีเขา้ มาอาศยั อยู่ในบ้านเรือน หรือวัดวาอาราม
ให้นาํ ตวั สง่ คืน มบี ทลงโทษปรับไหมวันละหม่นื พนั ไปจนถงึ ๕ วัน ถ้าพ้น ๘ วัน
ไมน่ ําส่งให้ลงโทษประดจุ ทรัพย์สนิ ของทา่ น
๗.๒) บา้ นผ้ใู ดมีขโมยไปอาศัยหรือไปหา ให้เจ้าของบ้านพิจารณาว่า
เป็นขโมยหรือไม่ ถ้าทราบว่าขโมยของมาใหจ้ ับตวั หรอื ยดึ ทรัพยส์ ินนัน้ ไว้
๗.๓) เจ้าของทรัพย์ไล่ขโมยไปถึงบ้านตน เจ้าของทรัพย์ร้อง
ขอให้ช่วยจับกุม ถา้ เจา้ ของบ้านไมช่ ่วยจะมีความผดิ ใหท้ าํ โทษโดยท่านใหช้ ดใช้
หน้สี นิ ทขี่ โมยเอามาจากเจ้าทรพั ยใ์ หห้ มด
กฎหมายสุโขทัย ท่ีปรากฏในศิลาจารึกพ่อขุนรามคําแหงได้รับ
อิทธิพลจากศาสนาพราหมณ์ ซึ่งแพร่ขยายมาเจริญรุ่งเรืองอยู่ในอาณาบริเวณ
และยงั ไดร้ บั อิทธิพลจากขนบธรรมเนยี มประเพณีและวัฒนธรรมของไทยนา่ นเจ้า
อีกด้วย ซึ่งอาจกล่าวโดยสรุปได้ว่า ระบบกฎหมายในสมัยสุโขทัยได้มีการบัญญัติ
เป็นลายลักษณ์อักษรในศิลาจารึก โดยบัญญัติปะปนกับเรื่องอ่ืนๆ บ้าง บัญญัติ
เป็นเรื่องต่างหากบ้าง แต่ยังไม่มีลักษณะเป็นประมวลกฎหมาย โดยหลักกฎหมาย
ในศิลาจารึกเป็นหลักกฎหมายท่ีบัญญัติขึ้นเองหรือได้รับอิทธิพลจากขนบธรรมเนียม
หรือจารีตประเพณีของชนเผ่าท่ีอาศัยอยู่ในอาณาบริเวณผสมผสานกันเกิดเป็น
ระบบกฎหมายที่เหมาะสมกับระบบการเมือง ระบบการปกครอง และระบบเศรษฐกิจ
ในสมยั น้ัน นอกจากน้พี อ่ ขุนรามคาํ แหงทรงศรัทธาในหลักปฏิบัติที่เคร่งครัดของ
พระภิกษุในพระศาสนานิกายหินยานท่ีมีความเจริญรุ่งเรืองอยู่ในประเทศลังกา
พระองค์จึงทรงอญั เชญิ พระภิกษสุ งฆ์ลัทธิลงั กาวงศ์มาประจําท่ีกรุงสุโขทัยทําหน้าที่
- ๑๘ -
เผยแพร่พระศาสนาลัทธิใหม่ พระพุทธศาสนาลัทธิลังกาวงศ์ก็มีความเจริญใน
สุโขทัย ประชาชนพากันยอมรับนับถือ ศาสนาจึงกลายเป็นเคร่ืองยึดเหน่ียวจิตใจ
ก่อให้เกิดศีลธรรม จรรยาและระเบียบวินัยแก่ประชาชน ทําให้มีความสามัคคีปรองดอง
เป็นอันหน่ึงอันเดียวกัน เกิดความสงบเรียบร้อยในบ้านเมือง เพราะทั้งพ่อขุนและ
ประชาชนมีหลักยึดและปฏิบัติในทางธรรม พระมหาธรรมราชาลิไทยพ่อขุนของ
สมัยสุโขทัยในสมัยต่อๆ มา ได้ทรงนิพนธ์หนังสือไทยเรื่องเกี่ยวกับศาสนาช่ือ “ไตรภูมิ
พระร่วง” และในหนังสือเรื่องน้ีเองได้แถลงถึง “ทศพิธราชธรรม” อันเป็นหลักปฏิบัติ
ของพระมหากษัตริย์ไทยตั้งแต่นน้ั เปน็ ตน้ มา
๒.๒ ระบบกฎหมายไทยสมัยกรงุ ศรีอยุธยา๑๑
กรุงศรีอยุธยา นับว่าเป็นราชธานีแห่งท่ีสองของประเทศไทย
ได้ก่อตั้งขึ้นเมื่อพุทธศักราช ๑๘๙๓ - ๒๓๑๐ พระมหากษัตริย์ไทยในยุคสมัย
กรุงศรีอยุธยาได้ตรากฎหมายขึ้น ซึ่งเรียกกันว่า “พระราชศาสตร์” โดยพระราชศาสตร์
เหล่าน้ีเมื่อเร่ิมต้นได้อ้างถึง “พระธรรมศาสตร์ฉบับของพระมนู” เป็นแม่บท
คมั ภรี ์พระธรรมศาสตร์
(ทม่ี าของภาพ : https://www.ThaiGoodView.com)
(ชอ่ื เตม็ คือ พระมนูสาราจารย์) พระธรรมศาสตร์ฉบับของพระมนูสาราจารย์น้ี
เปน็ กฎหมายที่มีต้นกําเนิดในประเทศอินเดียมาจากคัมภีร์ท่ีเรียกว่า “คัมภีร์พระธรรม
ศาสตร์”
๑๑ แหล่งทม่ี า : https://kasmos๕๒.wordpress.com/๑๖ พฤศจกิ ายน ๒๕๖๑
- ๑๙ -
คัมภีร์พระธรรมศาสตร์๑๒ เป็นคัมภีร์แห่งความยุติธรรม เป็นตัว
บทกฎหมายที่มาจากประเทศอินเดียที่กําหนดหลักเกณฑ์ ความประพฤติ
ปฏิบัติสาํ หรับประชาชนท่ัวไป รวมท้ังพระเจ้าแผ่นดินด้วย คือ พระเจ้าแผ่นดิน
ก็อยู่ภายใต้บังคับของคัมภีร์พระธรรมศาสตร์ ซ่ึงแต่เดิมเป็นคัมภีร์ในศาสนาพราหมณ์
เมื่อเข้ามาในประเทศไทยก็ถูกดัดแปลงให้เป็นคัมภีร์ในศาสนาพุทธ โดยเหตุนี้
คัมภีร์พระธรรมศาสตร์จึงมีลักษณะเทียบได้กับกฎหมายรัฐธรรมนูญน้ันเอง
พระเจ้าแผ่นดินอาศัยหลักเกณฑ์ในคัมภีร์พระธรรมศาสตร์ตราเป็น กฎหมาย
ขึ้นมาเรยี กวา่ “พระราชศาสตร์”
ข้อสาคัญ ประเทศไทยได้นําเอาคัมภีร์พระธรรมศาสตร์มาใช้เป็น
หลักต้ังแต่เมื่อใด ในเร่ืองนี้สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมพระยาดํารงราชานุภาพ
ได้กล่าวไว้ในหนังสือชื่อ “ตํานานกฎหมายเมืองไทยและประมวลคําอธิบายทาง
นิติศาสตร์” ว่า ประเทศไทยน่าจะนําเอาคัมภีร์พระธรรมศาสตร์เข้ามาใช้เป็น
หลักในการบัญญัติกฎหมายตั้งแต่เม่ือคร้ังแผ่นดินสมเด็จพระมหาธรรมาธิราช
(พ.ศ. ๒๑๑๒ - ๒๑๓๓) เมื่อกรุงศรีอยุธยาเกี่ยวข้องกับกรุงหงสาวดีในลักษณะ
ที่เป็นภาษารามัญ และมีผู้แปลพระธรรมศาสตร์จากภาษารามัญออกเป็นภาษาไทย
ในแผ่นดินเดียวกันนี้เอง หรือมิฉะน้ันก็ในแผ่นดินของสมเด็จพระเอกาทศรถ
อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยกับชาวมอญได้มีการติดต่อสัมพันธ์กันก่อนสมัย
กรุงศรีอยุธยา กล่าวคือ ประเทศไทยมีความสัมพันธ์กับชาวมอญตั้งแต่สมัยพ่อขุน
รามคําแหง ประกอบกับสมเด็จมหาสมณเจ้ากรมพระยาวชิรญาณวโรรส ทรงมี
ความเห็นว่า คาถาที่ปรากฏในกฎหมายไทยตั้งแต่คํานมัสการจนถึงพระธรรมศาสตร์
มีลักษณะคล้ายกับคาถานมัสการในหนังสือไตรภูมิพระร่วงจนเกือบจะสันนิษฐาน
ไว้ว่าผู้แต่งเป็นคนเดียวกัน กฎหมายไทยจึงน่าจะจัดหมวดหมู่ตามพระธรรมศาสตร์
มาแต่คร้ังสมัยสโุ ขทยั ประกอบกบั ศิลาจารึก หลักท่ี ๓๘ มขี อ้ ความจารกึ ว่า การกระทํา
๑๒ แหลง่ ที่มา : http://www.smartlaw-pp.blogspot.com/๑๖ พฤศจกิ ายน ๒๕๖๑
- ๒๐ -
ความผิดฐานได้เข้า (คนรับใช้) หรือภรรยาของผู้อ่ืนไว้ไม่ส่งคืนจะต้องถูกลงโทษ
ปรบั ไหมตามขนาดในพระราชศาสตร์
พระราชศาสตร์๑๓ คือ กฎหมายท่ีพระมหากษัตริย์ทรงตราข้ึน
โดยใช้พระธรรมศาสตร์เป็นหลัก พระมหากษัตริย์ทรงมีพระราชอํานาจในการ
ตราพระราชศาสตร์เพื่อให้เหมาะสมกับประเพณีปฏิบัติและสถานการณ์ที่แตกต่างกัน
ในแตล่ ะสมัย ดงั นี้
๑. พระมหากษัตริย์ทรงเป็นผู้นําในการปกครองและรักษากฎหมาย
กล่าวคือ แรกเริ่มเดิมทีเม่ือมนุษย์ได้เร่ิมรวมตัวกันเป็นกลุ่ม เป็นชุมชน มนุษย์มีความ
ต้องการผู้นําเพ่ือให้เป็นผู้ใช้อํานาจในการดูแลรักษาความสงบเรียบร้อยแก้ปัญหา
การวิวาททะเลาะโต้เถียงกัน ลงโทษผู้ท่ีข่มเหงรังแกคนอ่ืน และออกกฎกติกาขึ้นควบคุม
การกระทําผิดในชุมชน ครั้นเมื่อชุมชนเจริญขยายตัวเป็นแคว้นหรืออาณาจักร
ความต้องการของประชาชนในลักษณะเช่นน้ียังมีอยู่ต่อมา ด้วยเหตุนี้หน้าท่ีหลัก
ของพระมหากษัตริย์ในยามสงบ คือ ทรงเป็นผู้นําในการปกครอง ดูแลความสงบเรียบร้อย
ในพระราชอาณาจักร ปราบปรามโจรผู้ร้าย ป้องกันประชาชน มิให้ถูกข่มเหงรังแกจาก
เจ้านายและขุนนางทม่ี อี าํ นาจและดแู ลให้เกดิ ความยุตธิ รรมตามแนวทางของกฎหมาย
โดยพระธรรมศาสตร์เป็นกฎหมายหลักและสําคัญที่สุดของสมัยกรุงศรีอยุธยา
และเชื่อกันว่าเป็นกฎหมายอันศักดิ์สิทธ์ิ สําหรับสมัยกรุงศรีอยุธยาน้ันพระมหากษัตริย์
ทรงมีหน้าท่ีดูแลให้การปกครองและตัดสินคดีไปตามพระธรรมศาสตร์ ด้วยเหตุน้ี
นักวิชาการกฎหมายจึงให้ความเห็นว่าหน้าท่ีหลักของพระมหากษัตริย์แต่แรกน่ัน
คือ ทรงเป็นผู้รักษากฎหมายอันศักดิส์ ิทธ์ิ แตม่ ิไดเ้ ป็นผูอ้ อกกฎหมาย
๒. พระมหากษัตริย์ทรงเป็นผู้ตรากฎหมาย กล่าวคือ เนื่องจาก
สถานการณ์ ในสมัยกรุงศรีอยุธยาย่อมแตกต่างไปจากความเป็นไปของอาณาจักรอ่ืนๆ
เช่น อินเดียโบราณ หรือมอญโบราณ หากมีกรณีที่มิได้เคยมีข้อตัดสินระบุไว้ใน
๑๓ แหลง่ ท่ีเดียวกัน, หน้า ๑๙
- ๒๑ -
พระธรรมศาสตร์ ต้องอาศัยพระราชวินิจฉัยของพระมหากษัตริย์เป็นทางตัดสิน
และพระราชวินิจฉัยน้ี คือ กฎหมาย พระราชวินิจฉัยหรือคําตัดสินของพระมหากษัตริย์
ปรากฏในช่ือว่าพระราชกําหนดและพระราชบัญญัติโดยเรียกรวมกันว่า พระราชศาสตร์
เพือ่ มิให้บทบาทของพระมหากษตั รยิ ์ทรงขัดแย้งกบั แนวทางแต่โบราณ คือ เป็นผู้รักษา
กฎหมายมิใช่เป็นผู้ออกกฎหมายและเพื่อให้พระราชศาสตร์มีอํานาจและความ
ศักดสิ์ ทิ ธิ์ พระมหากษัตรยิ ์จึงทรงออกพระราชศาสตรโ์ ดยอ้างองิ ตัวบทในพระธรรมศาสตร์
๓. พระมหากษัตริย์ทรงเป็นผู้พิพากษาสูงสุดและทรงรับฎีกา
จากประชาชน กล่าวคือ พระมหากษัตริย์ทรงมีหน้าท่ีวินิจฉัยคดีท่ีผู้พิพากษา
ไม่สามารถตัดสินได้ และหน้าท่ีสําคัญอีกประการหน่ึงของพระมหากษัตริย์
คือ พระองค์ทรงเป็นผู้พิพากษาสูงสุดของอาณาจักร หลักฐานในประวัติศาสตร์
ระบุว่า พระมหากษัตริย์ทรงทําหน้าท่ีผู้พิพากษาสูงสุดเมื่อบรรดาลูกขุนไม่สามารถ
ตัดสินคดีนั้นได้ หรือเม่ือมีปัญหาทําให้ตัดสินคดีล่าช้า หรือประชาชนไม่พอใจ
คําพิพากษา เพราะเห็นว่าไม่ยุติธรรม บรรดาลูกขุน ขุนนาง หรือประชาชนสามารถ
นําเร่ืองข้ึนกราบบังคมทูลให้พระมหากษัตริย์ทรงตัดสิน หากเป็นเรื่องที่ประชาชน
นําขึน้ รอ้ งเรยี นจะเรยี กวา่ “ฎีกา”
วิธีการพิจารณาและพิพากษาคดี๑๔ ในสมัยกรุงศรีอยุธยาจะ
ถือประเพณีโบราณว่า พระมหากษัตริย์เป็นผู้พิพากษาสูงสุด แต่ใช้วิธีท่ีตามแบบอย่าง
ของประเทศอินเดียผสมกับแบบของประเทศไทย ซึ่งแตกต่างไปจากประเทศอื่น
โดยแยกหน้าท่ีออกเป็น ๒ ฝ่าย และใช้บุคคล ๒ ประเภท ประเภทแรก คือ
พราหมณ์ท่มี ีความเช่ียวชาญด้านนติ ศิ าสตร์ เรยี กวา่ ลกู ขนุ ณ ศาลหลวง มี ๑๒ คน
หัวหน้า คือ พระมหาราชครูปุโรหิต และพระมหาราชครูมหิธร โดยถือศักดินา
เทียบเจ้าพระยา หน้าที่ของลูกขุน ณ ศาลหลวง คือ ตรวจสํานวนชี้ตัวบท
กฎหมายแล้วตัดสินว่าฝ่ายใดผิดหรือชอบ แต่มิได้มีอํานาจในการบังคับบัญชา
๑๔ แหล่งท่เี ดยี วกนั , หน้า ๑๙
- ๒๒ -
คดใี นโรงศาล ประเภทท่สี อง คอื เจา้ พนักงานที่เรียกวา่ ตลุ าการ เป็นผู้บังคับคดี
ใหเ้ ป็นไปตามกฎหมายทลี่ กู ขุน ณ ศาลหลวง ไดก้ าํ หนดไว้ ในกรณีท่ีคู่ความคนใด
ไมพ่ อใจในคาํ พิพากษาอาจถวายฎกี าตอ่ พระมหากษัตริย์ แต่การถวายฎีกาก็ทําได้
ไม่งา่ ยนกั ท้งั น้ี เพ่อื ป้องกนั มิให้มีการถวายฎีกาพราํ่ เพรอ่ื จนเกินไป
กระบวนการยุติธรรม๑๕ เดิมทีน้ันสังคมไทยใช้จารีตประเพณี
เป็นส่วนใหญ่เป็นกฎเกณฑ์ข้อบังคับในชุมชนสืบต่อกันมา แต่สมัยกรุงศรีอยุธยา
ได้เพ่ิมกฎหมายท่ีเป็นลายลักษณ์อักษรใช้อย่างเป็นหลักฐาน โดยหลักกฎหมายและ
กฎหมายในสมัยกรงุ ศรีอยธุ ยามีทีม่ าและจําแนกได้ ดังน้ี
๑. คมั ภรี ์พระธรรมศาสตร์ เปน็ หลกั กฎหมายแม่บทท่ใี ช้ในการ
บัญญัติกฎหมายย่อยข้ึนบังคับใช้ ประเทศไทยได้แบบอย่างกฎหมายน้ีมาจากคัมภีร์
ธรรมสัตถัมของชาวมอญ โดยชาวมอญได้ดัดแปลงคัมภีร์ดังกล่าวน้ีมาจากคัมภีร์
มนูธรรมศาสตร์ของอินเดียอีกต่อหนึ่ง โดยตัดตอนเอาส่วนท่ีเป็นศาสนาพราหมณ์
และฮินดูออกคงเหลือไว้เฉพาะส่วนที่เป็นกฎหมายแท้ๆ คัมภีร์พระธรรมศาสตร์
แบ่งเป็น ๒ ลักษณะ คือ ลักษณะแรก กล่าวถึง วินัยของผู้พิพากษา อํานาจศาล และ
ระเบยี บวิธีพิจารณาความ ซึ่งเปน็ กฎหมายท่ีผู้พิพากษาต้องใช้เรียกว่า มูลคดีแห่ง
การพิพากษาตระลาการ ลักษณะที่สอง เป็นกฎหมายท่ีบัญญัติข้ึน เพื่อใช้ระงับข้อ
พิพาทระหว่างราษฎรและเป็นกฎหมายที่พระมหากษัตริย์ทรงใช้เป็นหัวข้อใน
การกาํ หนดกฎหมายขึน้ ใช้บงั คับภายหลงั เรียกวา่ มูลคดแี ห่งบุคคลทว่ี ิวาทกัน
๒. พระราชศาสตร์ เป็นกฎหมายท่ีพระมหากษัตริย์ทรงตราข้ึน
ตามประเพณีนิยมและความเจริญของบ้านเมือง เนื้อหาของพระราชศาสตร์เป็น
เร่ืองกฎเกณฑ์แห่งการปฏิบัติราชการ กฎมณเฑียรบาล กฎเกณฑ์เร่ืองที่ดิน
และสถานภาพของบคุ คลในสงั คม โดยมีหลักการสําคัญว่าต้องไม่ขัดหรือแย้งกับ
คมั ภรี พ์ ระธรรมศาสตร์ดว้ ย
๑๕ แหลง่ ทเ่ี ดยี วกนั , หน้า ๑๙
- ๒๓ -
๓. พระราชกาหนดบทพระอัยการหรือพระราชกาหนดกฎหมาย
เป็นกฎหมายอ่ืนๆ ท่ีพระมหากษัตริย์ทรงตราขึ้นเพ่ือใช้บังคับซึ่งมีอยู่มาก
เชน่ กฎหมายลักษณะเบ็ดเสร็จ กฎหมายลักษณะอาญาหลวง กฎหมายลักษณะ
พยาน กฎหมายลักษณะผัวเมีย กฎหมายลักษณะมรดก และกฎหมายลักษณะโจร
เป็นตน้
๒.๓ ระบบกฎหมายไทยสมัยกรงุ รัตนโกสนิ ทร์ตอนต้น
กฎหมายสมัยกรุงธนบุรี๑๖ ก่อนจะกล่าวถึงระบบกฎหมายสมัย
กรงุ รัตนโกสนิ ทร์ตอนตน้ จะขอกลา่ วถงึ กฎหมายสมยั กรุงธนบุรีแบบสรุปเพอ่ื มิให้
ความเป็นมาของระบบกฎหมายขาดช่วงไป โดยในสมัยกรุงธนบุรีเป็นช่วงระยะเวลาที่
ตอ้ งกอบกู้บ้านเมอื ง หรือก่อบา้ นสรา้ งเมอื ง ประกอบกับในเวลาน้ันสมเด็จพระเจ้า
ตากสินมหาราชได้มีพระราชหฤทัยในการคิดป้องกันบ้านเมือง เพ่ือมิให้ข้าศึก
สมเดจ็ พระเจ้าตากสนิ มหาราช
(ทีม่ าของภาพ : https://www.ThaiGoodView.com)
มารุกรานอีกและเน้นการรวบรวมกลุ่มคนไทยที่ต้องอยู่กันอย่างกระจัดกระจาย
ซง่ึ บางส่วนล้มหายตายจาก หรือถูกข้าศึกพาตัวกลับไปยังประเทศพม่า ดังน้ัน กฎหมาย
สมัยกรงุ ธนบรุ ี จึงอา้ งอิงมาจากกฎหมายสมัยกรงุ ศรีอยธุ ยาเสียเปน็ ส่วนใหญ่
๑๖ แหล่งทีม่ า : http://www.sites.google.com/๑๖ พฤศจกิ ายน ๒๕๖๑
- ๒๔ -
กฎหมายสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้น๑๗ เม่ือคร้ังเสียกรุงศรีอยุธยา
แก่ประเทศพม่าในปี พ.ศ. ๒๓๑๐ บรรดาพระราชกําหนดกฎหมายต่างๆ ได้สูญหายไป
เป็นจํานวนมาก เมื่อคร้ังสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชได้กอบกู้เอกราชคืนมา
และต้ังกรุงธนบุรีเป็นเมืองหลวงนั้น กฎหมายที่ไม่ได้ถูกทําลายคงมีเหลืออยู่
ประมาณ ๑ ใน ๑๐ เท่านั้น และในสมัยกรุงธนบุรียังมีศึกสงครามอยู่โดยตลอด
มิได้สงบ จึงทําให้กฎหมายของประเทศไทยไม่ได้มีการเคลื่อนไหวเปล่ียนแปลง
ต่อมาในสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช รัชกาลท่ี ๑
ปฐมกษัตริย์แหง่ ราชวงศ์จักรีทรงเห็นว่า กฎหมายทใี่ ชก้ ันแต่ก่อนมาน้นั ขาดความชดั เจน
และไมไ่ ดร้ บั การจดั เรยี งไว้เป็นหมวดหม่ทู ีจ่ ะทําให้ง่ายต่อการศึกษาและนํามาใช้
จึงโปรดเกล้าให้มีการชําระกฎหมายขึ้นมาใหม่เมื่อปี พ.ศ. ๒๓๔๗ ในคัมภีร์
พระธรรมศาสตร์โดยนํากฎหมายเดิมมารวบรวมเข้าเป็นลักษณะหมวดหมู่
ท่ีจะทําให้ง่ายต่อการค้นคว้าและสําเร็จเมื่อปี พ.ศ. ๒๓๔๘ กฎหมายที่ได้ตรวจ
ชําระใหม่นี้เรียกกันว่า “กฎหมายตราสามดวง” อาลักษณ์ได้เขียนด้วยหมึกลงบน
กฎหมายตราสามดวง
(ทม่ี าของภาพ : https://www.ThaiGoodView.com)
๑๗ แหลง่ ท่ีมา : http://www.th.wikipedia.org/๑๖ พฤศจิกายน ๒๕๖๑
- ๒๕ -
สมดุ ข่อย ๖ ชุด ชุดละ ๔๑ เล่ม โดย ๓ ชุดแรกเป็นต้นฉบับแท้เรียกว่า ฉบับหลวง
ซึ่งได้แยกเก็บไว้ที่ห้องเคร่ืองชุดหนึ่ง หอหลวงชุดหน่ึง และที่ศาลหลวงอีกชุดหน่ึง
โดยทป่ี กสมดุ ขอ่ ยแตล่ ะเล่มจะประทับตรา ๓ ดวง คอื
ตราพระราชสหี ์ ซงึ่ เป็นตราประจําตาํ แหนง่ สมหุ นายก
ตราคชสหี ์ ซึ่งเป็นตราประจําตาํ แหน่งสมหุ กลาโหม
ตราบวั แก้ว ซึ่งเปน็ ตราประจาํ ตาํ แหนง่ โกษาธิบดี
ส่วนอีก ๓ ชุด มิได้มีการประทับตราและเป็นฉบับที่นําออกใช้เม่ือตุลาการชี้ขาด
ตดั สนิ คดี เพ่ือเปน็ การถนอมรักษาต้นฉบบั แทไ้ ว้
กฎหมายตราสามดวง ถือเป็นประมวลกฎหมายของแผ่นดิน
ทีไ่ ดร้ บั การปรับปรุงให้มีความรัดกุมยุติธรรมท้ังทางแพ่งและอาญา นอกจากจะได้
บรรจุพระธรรมศาสตร์ตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาแล้วยังคงมีกฎหมายสําคัญๆ
อีกหลายเรื่อง เช่น กฎหมายลักษณะพยาน ลักษณะทาส ลักษณะโจร เป็นต้น
กฎหมายตราสามดวงจะประกอบด้วย ๓ ส่วน ได้แก่ พระราชนิติศาสตร์ (ราชนิติคดี)
พระธรรมศาสตร์ (มูลคดี) และพระราชศาสตร์ (สาขาคดี) ซ่ึงต่อมาได้มีการตรากฎหมาย
ขึ้นอีกหลายฉบับ ส่วนการปรับปรุงด้านระบบศาลในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้น
ระบบศาลมีลักษณะเช่นเดียวกันกับสมัยกรุงศรีอยุธยา คือ กระจายอยู่ตามกรม
ต่างๆ จํานวนมากทั้งในเมืองหลวงและหัวเมือง เช่น ศาลหลวง ศาลอาญา
ศาลนครบาล ศาลกรมวัง ศาลกรมนา ฯลฯ เมอ่ื เกิดคดฟี ้องรอ้ งในเรื่องท่เี กย่ี วกับ
กรมใดก็ให้ศาลกรมนั้นพิจารณาตัดสินคดี ส่วนการลงโทษคงใช้ระบบจารีต
นครบาล ได้แก่ การเฆี่ยน การตอกเล็บ บีบขมับ เป็นต้น การพิสูจน์คดียังคงใช้
วิธกี ารดาํ นาํ้ พสิ ูจน์ ลยุ ไฟพิสูจน์ และถ้าไม่พอใจในคําตัดสินสามารถฎีกาได้โดย
ไปตี “กลองวินจิ ฉัยเภร”ี ซ่งึ ผู้ร้องทกุ ข์ตอ้ งถูกเฆย่ี นตี ๓๐ ที เพ่ือพิสูจน์ว่าเรื่องที่
ฎีกาน้ีเป็นจริง ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ ๔ จึงทรงโปรดฯ ให้เลิกประเพณีเฆี่ยนแล้ว
เปลยี่ นเปน็ ให้ร้องทุกขโ์ ดยตรงต่อพระองคเ์ อง และในสมยั รชั กาลที่ ๔ ประเทศไทย
- ๒๖ -
ได้มีการตดิ ตอ่ กบั ประเทศตะวันตกมากขึน้ โดยเฉพาะการติดต่อสัมพันธ์กันทาง
การค้า ซึ่งในระยะแรกชาวต่างประเทศยินยอมปฏิบัติตามระเบียบ ข้อบังคับ
ประเพณี และตัวบทกฎหมายของประเทศไทย แต่เม่ือถึงยุคประเทศทางตะวันตก
ล่าเมืองข้ึน จึงเป็นเหตุให้ชาวต่างชาติไม่ยอมรับกฎหมายของประเทศไทย
โดยอ้างว่ามีบทบัญญัติท่ีป่าเถ่ือนรุนแรงล้าสมัยไม่ทัดเทียมอารยประเทศ และ
ยกข้ึนมาเป็นข้ออ้างในการขอทําสนธิสัญญากับประเทศไทยเรียกร้อง “สิทธิ
สภาพนอกอาณาเขต” คือ ขอสิทธิพิเศษท่ีจะไม่ให้คนต่างชาติต้องขึ้นศาลไทย
ซึ่งประเทศไทยจําต้องยินยอมทําให้ต้องเสียเอกราชทางการศาลไปโดยเสียเอกราช
ทางการศาลใหแ้ ก่ประเทศองั กฤษเป็นชาติแรก ในปี พ.ศ. ๒๓๙๘ - ๒๓๙๙ และ
ต่อมาได้ทําสัญญาทํานองเดียวกันนี้กับประเทศอื่นๆ คือ สหรัฐอเมริกา ฝรั่งเศส
เดนมาร์ก โปรตุเกส เนเธอร์แลนด์ เยอรมัน สวีเดน นอร์เวย์ เบลเย่ียม อิตาลี
ออสเตรเลีย ฮังการี และสเปน เรื่องการเสียเอกราชทางการศาลไทยถือเป็น
วิกฤตทางการศาลประการหน่ึงที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
รชั กาลที่ ๕ ทรงเตรยี มการและดําเนินการปฏริ ูปกฎหมายและระบบศาลของไทย
อยา่ งจริงจงั
๒.๔ ระบบกฎหมายและระบบศาลไทยก่อนการปฏิรูปกฎหมาย
ในสมยั รัชกาลที่ ๕๑๘
ก่ อนจะมี การปฏิ รู ประบบกฎหมายและระบบการศาลในรั ชสมั ย
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวน้ัน กฎหมายไทยอยู่ภายใต้ระบบ
กฎหมายจารตี ประเพณีมาชา้ นาน และได้รับการสังคายนารวบรวมเปน็ กฎหมาย
ตราสามดวงในสมัยรัตนโกสินทร์ กฎหมายตราสามดวงจึงเป็นท่ียอมรับท่ัวไป
เน่ืองจากถือไดว้ ่าเปน็ กฎหมายที่มีความตอ่ เน่ืองมาต้ังแตค่ ร้งั สมัยกรงุ ศรอี ยธุ ยา
๑๘ อักขราทร จุฬารัตน. กว่าจะเป็นศาลปกครอง. พิมพ์คร้ังท่ี ๒. กรุงเทพฯ : บริษัท ดิน
ดีไซน์ จาํ กัด, ๒๕๕๒
- ๒๗ -
ซึ่งพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกได้โปรดเกล้าฯ ให้ชําระจากกฎหมาย
ท่ีตกทอดมาต้ังแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยา โดยได้รวบรวมกฎหมายที่อยู่กระจัดกระจาย
อยู่ในเวลาน้นั และชาํ ระกฎหมายใหถ้ ูกตอ้ งยง่ิ ขนึ้ ภายในปี พ.ศ. ๒๓๔๗
อิทธิพลสําคัญท่ีส่งผลกระทบต่อระบบกฎหมายไทยโบราณมีอยู่
๒ ประการ คือ
๑. อทิ ธิพลของพระคมั ภีรพ์ ระธรรมศาสตร์ในกฎหมายไทย และ
๒. อิทธพิ ลของการปกครองในระบบศักดนิ า
อทิ ธพิ ลของคมั ภรี พ์ ระธรรมศาสตร์ในกฎหมายไทย
มีหลักฐานปรากฏชัดเจนว่าไทยได้รับคัมภีร์พระธรรมศาสตร์มา
เป็นหลักกฎหมายตั้งแต่สมัยสุโขทัย ดังจะเห็นได้จากศิลาจารึกหลักท่ี ๓๘ หรือ
กฎหมายลกั ษณะโจรที่กลา่ วว่า
“อน่ึงไซร้แม้นผู้ใด…ใหญ่ สูวาวจะข ส่งคืนข้าท่าน และไว้…เลย
ว่าท่านจัก…ด้วยในขนาน ในราชศาสตร์ ธรรมศาสตร์ และท่านจัดสอด
สินไหม ดุจดงั ขโมยอนั ลักคบท่าน แลไป่ทันเอาออกจากเมืองนั้นแล”
ในระบบกฎหมายดงั กล่าวได้มกี ารพัฒนาตอ่ เนอ่ื งตลอดสมัยอยุธยา
และจนถึงสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้นที่มีการสังคายนากฎหมายตราสามดวง
ซึ่งเป็นกฎหมายท่ีทําการชําระกฎหมายที่เคยใช้อยู่แต่เดิมในสมัยอยุธยามาเข้า
ไว้ด้วยกันและใช้สืบต่อกันมาจนถึงสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
กฎหมายตราสามดวง มีองค์ประกอบสําคัญ ๓ ส่วน ได้แก่
สว่ นแรก คือ พระธรรมศาสตร์ ส่วนที่สอง คือ บทบัญญัติกําหนดสิทธิและหน้าที่
ของบุคคลทั้งทางแพ่งและทางอาญา และส่วนท่ีสาม คือ พระราชศาสตร์ท่ีเป็น
ส่วนต่อท้ายอันหมายถึงพระบรมราชวินิจฉัยในอรรถคดีของบุรพกษัตริย์
ท่ีรวบรวมเก็บไว้ โดยมีโบราณราชนิติว่า พระบรมราชวินิจฉัยท่ีบรมกษัตริย์ใน
ยุคหลังจะทรงยอมรับเป็นกฎหมายน้ัน ต้องปรากฏว่ามีคุณลักษณะสอดคล้อง
ดว้ ยพระธรรมศาสตรแ์ ละหลักธรรมวินิจฉยั ในคร้ังนน้ั ด้วย
- ๒๘ -
ด้วยอิทธิพลของพระธรรมศาสตร์น้ีเองทําให้ระบบกฎหมายของไทย
แตกต่างจากระบบกฎหมายของตะวันตกที่มีลักษณะเน้นการแบ่งแยกประเภท
กฎหมายตามลักษณะของความผิดหรือสิทธิหน้าท่ีของบุคคลในสังคมเป็น
ตราสามดวง
(ทีม่ าของภาพ : https://www.wikipedia.org/)
กฎหมายแพ่ง หรือกฎหมายอาญา หรือกฎหมายครอบครัว เป็นต้น เนื่องจาก
ระบบกฎหมายของไทยในสมัยโบราณน้ันเน้นในการพิพากษาคดีเช่นเดียวกับ
ระบบกฎหมายฮินดู ลักษณะของการกําหนดความผิดหรือแนวทางของ
กฎหมายจึงเน้นไปที่การควบคุมผู้พิพากษาหรือตุลาการผู้ใช้กฎหมายบังคับ
แก่บุคคลในสังคมมากกว่า ดังท่ี ร. แลงกาต์ (โรแบร์ แลงกาต์ Robert Lingat)
ศาสตราจารย์ทางกฎหมายชาวฝรัง่ เศส ได้ใหข้ ้อสงั เกตในเรอื่ งน้ไี ว้วา่
“การแบ่งแยก (กฎหมายเก่า) ออกเป็นลักษณะต่างๆ นี้ มีมูลเค้าเดิม
อยู่ในธรรมสัตถัมซึ่งนักนิติศาสตร์มอญเรียบเรียงข้ึน โดยนักนิติศาสตร์มอญนั้น
ได้รับเอาการแบ่งน้ีมาจากคัมภีร์พระธรรมศาสตร์ของฮินดูอีกทอดหนึ่งก่อนแล้ว
นักนิติศาสตร์ฮินดูมิได้จัดวางลาดับในกฎหมายทานองเดียวกับศาสตราจารย์
กฎหมายปจั จุบนั แต่นกั นติ ศิ าสตร์ฮนิ ดไู ดม้ ีความเพ่งเล็งไปในอีกแง่หนงึ่ ตา่ งจาก
ศาสตราจารย์กฎหมายสมัยนี้เพ่งเล็งคือ เพ่งเล็งไปในแง่ของการเป็นผู้พิพากษา
อรรถคด”ี
- ๒๙ -
อทิ ธพิ ลของการปกครองในระบบศักดินา
การปกครองชุมชนในอาณาจักรไทยสมัยโบราณเมื่อมีจํานวน
ราษฎรมากขึ้นและโครงสร้างของชุมชนซับซ้อน และมีการนําลัทธิเทวราชา
มาปรับใช้ในการปกครองของไทยในสมัยอยุธยา จึงเร่ิมมีการแบ่งสรรจํานวน
ราษฎรเพ่อื ความสะดวกในการปกครองในระบบศักดินา สภาพการปกครองของ
คนไทยในสมัยโบราณว่ามีการอยู่รวมกันเป็นกลุ่มย่อยและต่างมีชนช้ันปกครอง
และชนช้ันล่างอยู่ในสังคม และมชี นชน้ั ปกครองสูงควบคมุ ดแู ลลดหลนั่ กันข้ึนไป
การร้องเรียนเรื่องความเดือดร้อนของพลเมืองต่อผู้ปกครองในสมัยโบราณ
ของไทย จึงอยู่ในรูปแบบของการร้องทุกข์ ดังเช่นท่ีเราทราบกันถึงระบบการร้องทุกข์
ในสมัยพ่อขุนรามคําแหง ตามหลักฐานในศิลาจารึกหลักท่ี ๑ ต่อมา
การพิจารณาคดีในสมัยอยุธยาเกยี่ วกับการร้องเรียนของประชาชนต่อผู้ปกครอง
ราษฎรจําต้องร้องเรียนความเดือดร้อนดังกล่าวต่อเจ้าขุนมูลนายที่ตนสังกัดอยู่
เป็นลําดับช้ันไป เพราะราษฎรท่ัวไปจะมีหน้าท่ีต้องเป็น “ไพร่สักเลก” มีสังกัด
เจ้าขุนมูลนายกันส่วนใหญ่ เวลามีเร่ืองร้องเรียนจึงใช้วิธีร้องเรียนต่อเจ้าขุนมูลนาย
ที่ตนสังกัดเพ่ือขอให้ทําการชําระคดีความ และหากมีความเดือดเน้ือร้อนใจ
ตอ้ งการจะร้องเรียนตอ่ ผ้ปู กครองสูงสุด คือ พระมหากษัตริย์ก็สามารถกระทําได้
โดยผ่านเจ้าขุนมูลนายที่ตนสังกัดทั้งน้ีปรากฏตามพระราชกําหนดเก่า
มาตรา ๑๕ ความว่า
“…..ราษฎรทั้งปวงมีความแค้นเคืองเดือดร้อนด้วย ประการใดๆ
แลจะทาฎีกาให้มุนนายอนาประชาบาลทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวาย แลให้นายนา
เอาใบฎีกาซึ่งจทูลเกล้าฯ ถวายน้ัน ให้เอาเจรจาด้วยสมุหนายกข้างฝ่ายพลเรือน
ถา้ ฝ่ายทหารไซร้ใหเ้ จรจาด้วยสมหุ กลาโหมว่าชอบให้เอากราบทูลพระกรณุ าฯ…..”
ทั้งนี้ ยังมีกฎหมายตราสามดวงที่เพิ่มเติมเกี่ยวกับการทําหน้าที่
โดยมิชอบของเจ้าขุนมูลนายที่มีหน้าที่ดูแลความเป็นอยู่ทุกข์สุขของบ่าวไพร่
ที่อยู่ในสังกัดถ้าปล่อยปละละเลยย่อมมีโทษ และสามารถทูลเกล้าฯ ถวายฎีกา
- ๓๐ -
ต่อพระมหากษัตริย์เพื่อขอพิจารณาเร่ืองดังกล่าวได้ทันที ตามมาตรา ๑๘ ของ
พระราชกําหนดเก่า ความว่า
“ด้วยทรงพระกรุณาตรัสเหนือเกล้าฯ ส่ังว่าถ้าอนาประชาราษฎร
มีคดีส่ิงใดให้ร้องฟ้องแก่มูลนายประชาบานๆ มิเอาธุระจึ่งให้ฟ้องแก่ลูกขุน
ณ ศาลาๆ มิเอาธุระจ่ึงให้ฟ้องแก่หัวหมื่นมหาดเลกๆ มิเอาธุระจึ่งให้ทาฎีกา
ทลู เกลา้ ฯ ถวาย
ถ้าผู้ใดมิได้กระทาตามพระราชกาหนด ให้เอาตัวลงพระราชอาญา
เฆี่ยนสามยกแลว้ ใหค้ นื ใบฎีกาแลสง่ ตัวให้แก่มูลนายมัน”
ดงั นน้ั การฟอ้ งรอ้ งคดีความของไทยในสมัยก่อนจึงข้ึนอยู่กับระบบ
ศักดนิ าที่ตนมีสงั กดั เป็นผ้พู จิ ารณาคดที เ่ี กิดขน้ึ
แต่กระน้ันในระบบกฎหมายไทยโบราณหลังจากมีการรวบรวม
กฎหมายลกั ษณะต่างๆ เข้าด้วยกนั แลว้ ก็ไดม้ ีการวางมลู บทความผิดใหแ้ ตกต่างกัน
ระหวา่ ง “หลวง” กับ “ราษฎร”์ กลา่ วคือ เรื่องทเ่ี ป็นเรอ่ื ง “หลวง” เป็นเรื่องเกี่ยวกบั พระราช
อํานาจในการปกครองแผ่นดิน และเร่ืองท่ีเป็น “ราษฎร์” คือ เร่ืองระหว่าง
ราษฎร์ด้วยกัน ดังจะเห็นได้จากเริ่มมีแนวความคิดในการแยกประเภทความผิด
ระหว่างอาญาหลวงกับอาญาราษฎร์ คือ อาญาหลวงเป็นเรื่องการกระทํา
ความผิดต่อหลวง ดังคําปรารภบางตอนว่า “...อันว่าบุคคลทรยศต่อ
พระมหากษัตริย์เจ้า....และประทุศร้ายเบียดบังลอบลักส่วนสัตภัทยา.... ”
และกฎหมายบางมาตรากําหนดบทบัญญัติความผิดของเจ้าพนักงา นทุจริต
ท่กี ระทําการให้ประชาชนไดร้ บั ความเดือดรอ้ นเสียหาย ดงั มีความวา่
“มาตราหนึ่ง มีพระราชโองการ พระราชบัญญัติ พระราชกาหนด
กฎหมาย ตั้งแงไว้ประการใดให้กระทาตาม ถ้าผู้ใดมิได้กระทาตาม ทานอก
ทาเหนอื พระราชโองการ พระราชบญั ญตั ิ พระราชกาหนดกฎหมายก็ดี แลทะนงศักด์ิ
ว่าตนมยี ศถาศกั ดิค์ ุมพวกพอ้ งบา่ วไพร่ไปฉุดคร่าอาขา้ คนบ่าวไพรล่ กู เมียทา่ นมา
โบยตจี องจาโดยพลการเองกด็ ี ท่านว่าผ้นู ัน้ ลเมดิ ใหล้ งโทษ...”
- ๓๑ -
ดังนั้น จะเห็นได้ว่าแนวความคิดเก่ียวกับการควบคุมให้เจ้าหน้าท่ี
ของรัฐกระทําการภายใต้ขอบเขตของกฎหมายและสามารถได้รับการตรวจสอบ
การกระทําโดยให้ประชาชนร้องเรียนการกระทําดังกล่าวต่อผู้มีอํานาจพิจารณา
พิพากษา แนวความคิดดังกล่าวมีวิวัฒนาการและรูปแบบฝังรากอยู่ในระบบ
กฎหมายไทยมาตัง้ แตส่ มัยโบราณ
ระบบการศาลไทยโบราณ
ระบบของศาลไทยตามระบบกฎหมายโบราณมีความแตกต่างจาก
ระบบศาลในปัจจุบันเป็นอย่างมาก ประการแรก ในส่วนของความหมายคําว่า
“ศาล” ในกฎหมายไทยโบราณหรือกฎหมายตราสามดวงต่างจากความหมาย
ของ “ศาล” ที่ทําหน้าที่พิพากษาคดีอย่างเช่นในปัจจุบัน แต่ “ศาล” หรือ
“ตระลาการ” ในกฎหมายไทยสมัยโบราณหมายถึง หน่วยงานทีท่ าํ หนา้ ที่ในการ
ชําระคดีความอย่างเดียว กล่าวคือ เป็นผู้ทําหน้าที่รวบรวมพยานหลักฐาน
สบื สวนไตถ่ ามจนเสรจ็ ส้ินเพยี งอย่างเดียว โดยไมม่ ีหนา้ ที่เกีย่ วกบั การชขี้ าดโทษ
ถูกผิดหรือมีอํานาจในการปรับบทลงโทษผู้กระทําความผิดในคดีแต่อย่างใด
กระบวนการพิจารณาคดใี นสมยั โบราณน้นั เม่อื “ศาล” หรือ ”ตระลาการ” ได้ทําการ
พิจารณาคดีสืบสวนพยานหลักฐานต่างๆ เสร็จส้ินแล้ว จะส่งสํานวนไปให้
“ลูกขุน” ตัดสินคดวี ่าฝ่ายไหนแพ้ชนะ โดยจะต้องมีเจ้าหน้าที่อีกผู้หน่ึงเป็นผู้ทํา
หน้าท่ีวางบทลงโทษท่ีเรียกว่า “ผู้ปรับ” อันหมายถึง บุคคลผู้ทําหน้าท่ี
นํากฎหมายตราสามดวงมาปรับแก่คดี ซ่ึงบุคคลที่จะเป็นผู้ปรับได้นั้น มี ๒ คน
จะดาํ รงตําแหน่ง “พระเกษม” และ “พระไกรสี” ดังท่ีปรากฏอยู่ในท้ายพระราชปรารภ
ของกฎหมายตราสามดวงที่ว่า “...ถ้าพระเกษม พระไกรสีเชิญพระสมุดพระราช
กาหนดบทพระอัยการออกมาพิพากษากิจคดีใดๆ ลูกขุนทั้งปวงมิเห็นปิดตรา
พระราชสีห์ พระคชสีห์ บัวแก้ว ทั้งสามดวงน้ีไซร้ อย่าได้เชื่อฟังเอาเป็นอันขาด
ทเี ดยี ว”
- ๓๒ -
“ศาล” ในระบบกฎหมายไทยโบราณเป็นหน่วยงานท่ีขึ้นอยู่กับ
กรมต่างๆ และพิจารณาเฉพาะคดีที่เก่ียวข้องกับผู้คนท่ีอยู่ในสังกัดกรมน้ันๆ
ดังน้ัน จึงมีศาลอยู่ตามสังกัดหน่วยงานต่างๆ หลายหน่วยงานด้วยกัน คดีที่จะ
ขึ้นศาลตา่ งๆ จะพจิ ารณาตามสงั กดั ของผู้คนที่มีคดีความ คดีท่ีจะขึ้นศาลกรมวัง
ส่วนมากเป็นคดีท่ีประชาชนฟ้องร้องกันเอง ส่วนคดีอุกฉกรรจ์น้ันก็จะฟ้องร้อง
ท่ีศาลกรมเมือง หรือที่เรียกว่า ศาลกรมพระนครบาล นอกจากน้ันคดีท่ีเกิดข้ึน
ในหนา้ ท่ีราชการกรมใดจะมีศาลกรมน้ันพิจารณา เช่น ศาลกรมนา พิจารณาความ
เกี่ยวข้องท่ีนา โค กระบือ และศาลกรมคลัง บังคับคดีพระราชทรัพย์หลวงคร้ัน
เม่ือมีการค้าขายกับชาวต่างประเทศพนักงานเจ้าท่าในกรมคลังได้รับหน้าที่
ติดต่อรับรองชาวต่างประเทศก็ได้มีศาลกรมท่าขึ้นมาดําเนินคดีเกี่ยวกับ
คนต่างชาติอีก ในส่วนของการพิจารณาพิพากษาคดีต่างๆ ของศาลน้ัน
เม่ือมีการฟ้องร้องจะต้องไปยื่นต่อกรมรับฟ้องไม่ว่าจะเป็นคดีแบบใดก็ตาม
เมื่อกรมรับฟ้องรับแล้วจะเสนอไปยังลูกขุน ณ กรมลูกขุน ซ่ึงเป็นอีกกรมหน่ึง
ต่างหาก เม่ือลูกขุนตรวจฟ้องแล้วเห็นว่าเป็นฟ้องก็จะพิเคราะห์ว่าฟ้องน้ัน
เป็นเรื่องที่จะต้องให้ศาลไหนชําระก็จ่ายฟ้องไปที่ศาลน้ั นแล้วมีลูกขุน
ณ ศาลหลวง เป็นผู้พิพากษาคดีท่ีสืบพยานเสร็จสํานวนแล้วเพ่ือชี้ขาดว่าฝ่ายใด
ผิดอีกช้ันหนึ่ง ในช่วงระยะเวลาก่อนที่จะมีการแก้ไขกฎหมายในสมัยจัดตั้ง
กระทรวงยตุ ธิ รรมมีศาลมากถงึ จาํ นวน ๑๖ ศาล
แต่การพิจารณาคดีในช่วงระยะเวลาดังกล่าวแม้จะมีถ้อยคําว่า
“อุทธรณ์” อันหมายถึง การร้องขอให้พิจารณาทบทวนต่อศาลใหม่ก็มิได้
หมายความถึงการดําเนินกระบวนการพิจารณาคดีให้มีการพิจารณาพิพากษา
ทบทวนคดีใหม่ดั่งเช่นในปัจจุบัน เพราะหลักการพิจารณาพิพากษาอรรถคดี
ของไทยตามกฎหมายตราสามดวงนั้น ถือความศักด์ิสิทธ์ิของพระธรรมศาสตร์
ท่ีบัญญัติไว้ในตอนต้นของกฎหมายที่ได้นํามาใช้ในการพิจารณาพิพากษาคดี
- ๓๓ -
การ “อุทธรณ์” ตามระบบกฎหมายเดิมนั้น จึงหมายความเฉพาะกระบวนการ
ร้องเรียนกล่าวโทษผู้พิพากษา โดยกล่าวหาว่า “ผู้พิพากษากระทาผิดหน้าที่
พิพากษาคดีโดยไม่เป็นธรรม” เทา่ นั้น
ระบบอุทธรณ์ของกฎหมายไทยโบราณจึงมิใช่เป็นลักษณะอุทธรณ์
แบบสองช้ันศาล แต่ในความหมายของตะวันตกจะมีลักษณะเป็นระบบศาล
ช้ันเดียว เน่ืองจากการอุทธรณ์ในความหมายของระบบกฎหมายไทยโบราณ
คือ การอุทธรณ์การกระทําของตัว “ตระลาการ” ท่ีพิจารณาคดีน่ันเอง
ซง่ึ ศาสตราจารย์ ร.แลงกาต์ เคยกล่าวถึงเรอ่ื งนไ้ี วว้ ่า
“...กฎหมายเก่าของไทยมีลักษณะอันปรากฏมีอยู่เหมือนกับ
ในกฎหมายเก่าประเทศอื่นอีกข้อหน่ึง คือ ไม่มีการฟ้องช้ันอุทธรณ์ตามท่ีเรา
เข้าใจ คาว่าอุทธรณ์ในสมัยปัจจุบันเป็นการฟ้องร้องต่อศาลสูงให้ผู้พิพากษา
คณะใหม่วินิจฉัยตัดสินคดีอีกคร้ังหนึ่ง แต่ตามกฎหมายเก่า คาช้ีขาดของลูกขุน
เปน็ คาพพิ ากษาเด็ดขาด การฟ้องร้องท่ีเรียกว่าอุทธรณ์ในกฎหมายเก่า หาเป็น
การอุทธรณ์ตามท่ีเข้าใจกันในเวลานี้ไม่ แต่เป็นการฟ้องกล่าวโทษผู้พิพากษา
ความโดยกล่าวหาว่า ผู้พิพากษาความกระทาผิดหน้าท่ี เป็นการฟ้องอาญา
ผู้พิพากษาเท่านั้น ส่วนการฟ้องอุทธรณ์ตามกฎหมายปัจจุบันมาจากการ
ถวายฎีกา ซ่งึ มีลักษณะคล้ายกนั กบั การฟอ้ งอทุ ธรณ์”
ห น่ ว ย ง า น ที่ จ ะ ทํ า ห น้ า ท่ี พิ จ า ร ณ า อุ ท ธ ร ณ์ คํ า พิ พ า ก ษ า จ า ก
กรมและกระทรวงต่างๆ ที่ได้พิจารณาพิพากษาไปแล้วก็จะต้องย่ืนอุทธรณ์
อันหมายถึง กระบวนการร้องเรียนการกระทําของตระลาการ หรือลูกขุน
ต่อหน่วยงานท่ีอํานาจบังคับบัญชาสูงข้ึนไปตามลําดับขั้น ตามระบบการ
ปกครองแบบโบราณ หน่วยงานท่ีจะพิจารณาอุทธรณ์ประเภทน้ี คือ กรม
มหาดไทยและกรมกลาโหมอันจะเห็นได้จากพระราชดํารัสในพระบาทสมเด็จ
พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงแถลงพระบรมราชาธิบายแก้ไขการปกครอง
แผ่นดิน ความว่า
- ๓๔ -
“....ในเร่ืองบังคับบัญชาศาลชาระความน้ันแล้ว เม่ือพิเคราะห์ดู
ศาลอทุ ธรณ์ซง่ึ มีอยแู่ ต่ในกรมมหาดไทยนั้น ก็น่าสงสัยวา่ หรือบางทแี ต่กอ่ นหัวเมอื ง
จะมีข้ึนแต่กรมมหาดไทยกรมเดียวแต่จะหาเหตุอันใดเป็นพยานอ่ืนอีกก็ไม่ได้
แตค่ วามจริงนั้นศาลอุทธรณ์ความหัวเมืองก็เห็นมีทั้ง ๒ กรม ที่มีเมืองขึ้นในกรม
ท้ัง ๒ คือ มหาดไทย กลาโหม....”
จงึ เหน็ ไดว้ ่าการพิจารณาอทุ ธรณ์ตามระบบกฎหมายไทยโบราณจะ
อยู่ที่ศาลอุทธรณ์ในสังกัดกรมมหาดไทยและกลาโหม เน่ืองจากเป็นสองกรมท่ีมี
อาํ นาจบญั ชาปกครองหวั เมอื งในสังกดั ของสมหุ นายกและสมุหกลาโหม เม่ือกรม
ต่างๆ ในสังกัดกรมมหาดไทยและกลาโหมพิจารณาแล้วจะอุทธรณ์ก็จะเข้ามา
ย่ืนอุทธรณ์มหาดไทยหรือกลาโหมตามลาํ ดบั
รปู แบบการพจิ ารณาคดเี กยี่ วกับการกระทาของเจ้าหน้าท่ขี อง
ไทยสมยั กอ่ น
ตามท่ีได้กล่าวมาแล้วว่า ในสมัยโบราณระบบการพิจารณาคดีพิพาทของ
ไทยมีรูปแบบการพิจารณาคดีเป็นแบบฉบับเฉพาะ การฟ้องร้องคดีอุทธรณ์
ในช้ัน “ศาล” จะเป็นไปในลักษณะของการอุทธรณ์การกระทําของตระลาการ
หรือลูกขุนที่ทําหน้าท่ีพิจารณาพิพากษาคดี แต่การอุทธรณ์เพ่ือพิจารณา
ทบทวนคดเี พอ่ื พิจารณาพพิ ากษาใหม่คงมอิ าจกระทําได้โดยการร้ือฟื้นคดีข้ึนมา
พิจารณาใหม่ เนื่องจากถือกันว่าการพิจารณาพิพากษาคดีนั้นเป็นไปตาม
บทบญั ญัติของพระธรรมศาสตรท์ มี่ อิ าจกา้ วล่วงได้ จึงจําเปน็ ต้องขอพระราชทาน
พระบรมเดชานุภาพจากองค์พระมหากษัตริย์เป็นผู้พิจารณาพิพากษาทบทวน
ช้ีขาดไต่สวนความคดีนั้นเอง โดยใช้กระบวนการทูลเกล้าฯ ถวายฎีกาต่อองค์
พ ร ะ ม ห า ก ษั ต ริ ย์ เ พื่ อ ข อ พ ร ะ บ ร ม เ ด ช า นุ ภ า พ จ า ก อ ง ค์ พ ร ะ ม ห า ก ษั ต ริ ย์
มาพิจารณาคดดี งั กล่าวได้ แตใ่ นขณะเดียวกันกับคดพี พิ าทท่ีประชาชนสามารถ
ร้องเรียนการกระทําของเจ้าหน้าท่ีต่อผู้มีอํานาจหน้าท่ีในการเยียวยาทุกข์ใน
ระบบกฎหมายไทยสามารถกระทาํ ได้อย่างชัดเจนนั่น คือ การทูลเกล้าฯ ถวาย
- ๓๕ -
ฎีการ้องทุกข์ต่อองค์พระมหากษัตริย์ ซ่ึงประชาชนสามารถทูลเกล้าฯ
ถวายฎีกาต่อองค์พระมหากษัตริย์ได้โดยตรง โดยไม่จําเป็นต้องเป็นกรณีพิพาท
เก่ียวกับความไม่เป็นธรรมจากการพิจารณาคดีความของผู้พิพากษาตระลาการ
แต่เรื่องที่ไม่ได้รับความเป็นธรรมจากเจ้าหน้าที่ของบ้านเมืองประชาชน
ก็สามารถร้องทุกข์ต่อองค์พระมหากษัตริย์ได้เช่นกัน ศาสตราจารย์ ร.แลงกาต์
ได้กลา่ วถงึ เร่อื งนไี้ ว้วา่
“...การถวายฎีกาเป็นการร้องทุกข์ต่อพระมหากษัตริย์
ท่ีราษฎรได้ใช้ในบรรดาที่ถูกพนักงานกดข่ีเบียดเบียนไม่เฉพาะแต่การ
พิจารณาคดี...”
จึงเห็นได้ถึงความเข้มแข็งของระบบการทูลเกล้าฯ ถวายฎีกา
ร้องทุกข์ต่อองค์พระมหากษัตริย์ไทยว่า เป็นระบบที่ได้รับการยอมรับถึง
กระบวนการที่เข้ามารองรับสิทธิของประชาชนที่จะสามารถ “ใช้สิทธิ” ร้องเรียน
การกระทําของเจ้าหน้าที่ มีขั้นตอนและกระบวนการตรวจสอบโดยพระบรม
เดชานุภาพของพระมหากษัตริย์ภายใต้ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์
ท่ีเจ้าหน้าท่ี หรือขุนนางใดๆ ก็ไม่อาจกระทําการตรวจสอบได้ การร้องเรียน
เรื่องราวความเดือดร้อนต่อผู้มีอํานาจปกครองสูงสุดตามกฎหมายไทย
จงึ มมี าต้งั แตส่ มยั โบราณ ปรากฏอยู่ใน พระราชกําหนดเก่า กฎหมายตราสามดวง
มาตรา ๑๕ ความวา่
“...ถ้าแลพระหลวงหัวเมือง แลเจ้าราชนิกุล ขุนหม่ืนพันทนายฝ่าย
ทหารพลเรือนซ้ายขวา แลสมสังกัดพันแลราษฎรท้ังปวงมีความแค้นเคือง
เดือดร้อนด้วยประการใดๆ แลจะทาฎีกาให้มุนนายอนาประชาบาลทูลเกล้า
ทลู กระหม่อมถวาย แลใหน้ าเอาใบฎีกาน้ันไปเจรจาด้วยสมุหนายก สมุหกลาโหม
พิจารณาดูใบฎีกาน้ันแลเน้ือความในฎีกาซึ่งจะทูลเกล้าฯ ถวายน้ัน ผู้คิด
มิชอบแลจะกระทาร้ายแก่แผ่นดินให้จลาจลก็ดี แลลักเอาพระราชทรัพย์ของ
หลวงก็ดี แลบงั ช้างม้าผู้คนไร่นาอากรซึ่งเป็นหลวงนั้นไว้เป็นอนาประโยชน์ของ
- ๓๖ -
อาตมาก็ดี เบียดบังสารบาญไพร่หลวงแลสังกัดพันไว้ก็ดี แลอนึ่งไปครองเมือง
แลรั้งเมืองแลทาข่มเหงกรรโชกราษฎรไพร่เมือง ให้แตกซ่านหนีไปก็ดี อนึ่ง
ลูกขุนพิพากษาอรรถคดี แลมิเต็มใจในความพิพากษา อนึ่งไปราชการก็ดีไป
ด้วยกิจตนเองก็ดีทารุกขราชบาทกรรโชกราษฎรท้ังปวงก็ดี แลมีเน้ือความซ่ึง
กลา่ วมาน้ใี นฎีกา จึงเอาใบฎีกานั้นทูลเกล้าฯ ถวายใหท้ ราบละอองธุลีพระบาท”
ประชาชนจึงสามารถร้องเรียนเร่ืองราวดังกล่าวต่อพระมหากษัตริย์
เพื่อทําการพิจารณาได้เฉพาะเรื่องร้องเรียนที่เก่ียวข้องเจ้าหน้าที่ ข้าราชการที่
กระทําการไม่ชอบต่างๆ ตามกฎหมาย ในการทูลเกล้าฯ ถวายฎีกานั้นจะเป็น
การยน่ื ทูลเกล้าฯ ถวายฎกี า ภายใต้ระบบศกั ดินา คือ รอ้ งเรยี นผ่านเจา้ นายที่ตน
มีสังกัดอยู่และไล่เรียงส่งข้ึนไปตามลําดับช้ันตามมาตรา ๑๕ ของพระราช
กําหนดเกา่ สรุปประเด็นทสี่ ามารถทลู เกล้าฯ ถวายฎีกาไดม้ ดี งั ต่อไปนี้
๑. คดีท่ีมผี ู้คิดรา้ ยต่อแผน่ ดินหรือจะก่อเหตุจลาจล
๒. คดีที่มีผู้ลักพระราชทรัพย์ หรือยักยอก ช้าง ม้า ผู้คน (หมายถึง
ไพร่ ทาส) ไร่ นา อากร ทีเ่ ป็นของหลวงให้ตกเป็นของส่วนตวั
๓. คดีท่มี ีผู้เบียดบงั ไพรห่ ลวงใหไ้ ปสังกัดตนเอง
๔. คดีทขี่ ้าราชการผู้รับมอบหมายให้ปกครองเมืองต่างๆ กลับทําการ
ขม่ เหงประชาชนในเมอื งไดร้ บั ความเดอื ดร้อน
๕. คดีที่ผู้ทําหน้าที่ลูกขุนพิพากษาคดีชี้ขาดคดีต่างๆ ไม่เต็มใจ
กระทาํ การท่ีจะช้ขี าดคดี
๖. คดีที่ผู้ได้รับมอบหมายให้ไปดูแลราชการต่างๆ แต่กลับไปข่มเหง
กรรโชกประชาชน
ทั้ง ๖ ประการนี้ ถือเป็นความผิดที่หากประชาชนเห็นก็สามารถ
ร้องเรียนเร่ืองราวดังกล่าวต่อพระมหากษัตริย์ โดยทําเป็นหนังสือไปมอบแก่
สมหุ นายก หรอื สมหุ กลาโหม ตามท่ีตนสังกัดเพ่ือท่ีสมุหนายกหรือสมุหกลาโหม
จะได้พิจารณาทําการทูลเกล้าฯ ถวายฎีกานั้น ต่อองค์พระมหากษัตริย์เพื่อ
- ๓๗ -
พิจารณาต่อไป แต่ขั้นตอนของการทูลเกล้าฯ ถวายฎีกานี้ก็มิได้ถือเป็นบทบัญญัติ
เด็ดขาดเพราะในยามท่ีพระมหากษัตริย์เสด็จออกนอกพระราชวัง ประชาชน
ก็สามารถเขา้ มาทลู เกลา้ ฯ ถวายฎกี า ต่อพระมหากษัตรยิ ์ไดเ้ ชน่ กนั ดงั จะเห็นได้
จากพระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์ รัชกาลที่ ๒ เจ้าพระยาทิพากรวงศ์
ไดก้ ล่าวถงึ กิจวตั รของพระบาทสมเดจ็ พระพุทธเลศิ หลา้ นภาลยั ความวา่
“...เวลาเช้าเสวยเครื่องว่างแล้วเสด็จออกปรนนิบัติพระสงฆ์แล้ว
ทรงฟังรายงานคลังมหาสมบัตแิ ล้วเสด็จขึ้นพระแทน่ ออกว่าราชการ พระวงศานุวงศ์
เข้าเฝ้าพร้อมกันด้วยตารวจ ทรงไถ่ถามด้วยเนื้อความฎีกา ครั้งนั้นเม่ือต้นแผ่นดิน
ราษฎรกร็ อ้ งถวายฎกี าได้ต่อเมอื่ เวลาเสดจ็ ออกนอกพระราชวงั ”
ในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว เจ้าพระยา
พระคลงั (ดิศ บุนนาค) ไดท้ ูลเกลา้ ฯ ถวาย กลองไม้รักขัดมัน มีเส้นผ่าศูนย์กลาง
๖๒ เซนตเิ มตร สูง ๑๓๖ เซนติเมตร ขึงด้วยหนังควายเผือก จึงทรงพระราชทาน
นามว่า “กลองวินิจฉัยเภรี” และโปรดให้ต้ังกลองไว้ที่หน้าทิมดาบ เพื่อให้
ราษฎรทีต่ อ้ งการรอ้ งทกุ ขส์ ามารถมาตกี ลองรอ้ งทุกข์ได้หนา้ พระบรมมหาราชวัง
ตามแนวคิดการสั่นกระด่ิงเรื่องราวร้องทุกข์ในสมัยสุโขทัย ต่อมา ในรัชสมัยของ
พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชดําริว่าผู้ท่ีจะเข้ามาตีกลอง
ถวายฎีกาส่วนมากได้รับความลําบาก นอกจากจะเสียเงินค่าไขกุญแจให้แก่พนักงาน
เจ้าหน้าที่แล้ว บางคร้ังก็ถูกพนักงานเจ้าหน้าที่แกล้งโบยเสียก่อนท่ีจะให้ตีกลอง
จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เลิกตีกลองเสีย แล้วมีพระบรมราชานุญาตให้ประชาชน
สามารถทูลเกล้าฯ ถวายฎีกาต่อพระมหากษัตริย์ได้ด้วยตนเอง โดยจะเสด็จออกรับ
ฎีกาจากประชาชนทุกเดือน เดือนละสี่วัน ณ พระท่ีนั่งสุทไธสวรรย์ปราสาท พระบรม
มหาราชวัง นอกจากนี้พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงตระหนักถึง
ช่องว่างระหว่างประชาชนและระดับเช้ือพระวงศ์ในระบอบของการปกครองระบบ
สมบูรณาญาสิทธิราชย์ท่ีข้าราชการจะไม่ยอมรับเรื่องร้องเรียนพระบรมวงศานุวงศ์
- ๓๘ -
ไว้พิจารณากลับกลายเป็นว่า พระบรมวงศานุวงศ์สามารถกระทําผิดโดยไม่ผิดกฎหมาย
อันเป็นการทําลายความยุติธรรมไปดังความที่กล่าวถึงการใช้อํานาจไม่เหมาะสมของ
พระบรมวงศานุวงศใ์ นรัชสมยั ของพระบาทสมเดจ็ พระน่งั เกลา้ เจ้าอยู่หวั ทวี่ ่า
พระท่ีนัง่ สุทไธสวรรย์ปราสาท (อดตี )
พระที่น่งั สทุ ไธสวรรย์ปราสาท (ปจั จุบัน)
(ทีม่ าของภาพ : https://www.thapra.lib.su.ac.th/)
“.....ในแผ่นดินนี้ พระเจ้าลูกเธอและตารวจมีอานาจเท่ียวเกาะกุม
ราษฎรชาวบ้านมาชาระความตามอาเภอใจ แลว้ ฉดุ บตุ รหลานหญงิ สาวชาวบา้ น
ไปเป็นห้าม ทาดังนี้เนืองๆ ราษฎรก็ไม่เป็นสุข ได้รับความทุกข์แต่ไม่อาจเข้า
ร้องถวายฎีกาได้.....”
- ๓๙ -
พระบาทสมเดจ็ พระจอมเกล้าเจ้าอยู่หวั
(ที่มาของภาพ : https://www.chaoprayanews.com/)
พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงตระหนักในเรื่องน้ีว่า ขุนนางจะไม่ยอมรับ
เร่ืองราวของพระบรมวงศานุวงศ์กระทําการส่ิงใดแล้ว ขุนนางตระลาการไม่อาจ
สอบสวนเอาความผิดได้ ดังมีพระราชหัตถเลขาเรื่องดังกล่าวกับเจ้าพระยาศรี
สรุ ิยวงศ์ (ช่วง บนุ นาค) ความวา่
“ ..ความพระบรมวงศานุวงศ์ชาระไม่ได้คาน้ี พิเคราะห์เหมือนไป
เป็นการทาลายลา้ งยศศกั ดแ์ิ ผน่ ดนิ นัก ดูเหมือนเมืองไทยไม่มีเจ้านายท่ีเป็นเช้ือ
ตระกลู ครอบครวั อาณาจกั รโดยยุตธิ รรมโดยแท้...”
พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงทรงใช้ระบบทูลเกล้าฯ
ถวายฎีกา มาแก้ไขช่องว่างปัญหาเรื่องการไม่อาจเอาความผิดกับบรรดาพระบรม
วงศานุวงศ์ที่กระทาํ ผดิ เพื่อดาํ รงความยตุ ธิ รรมให้มีความศักด์ิสิทธิ์และเสมอภาค
- ๔๐ -
เปิดโอกาสให้ประชาชนสามารถนําความเดือดร้อนเสียหายที่เกิดจากพระบรม
วงศานุวงศ์มาร้องทุกข์ฎีกาต่อพระมหากษัตริย์ได้โดยตรง หลักเกณฑ์ดังกล่าวเป็น
การวางบรรทัดฐานว่า ทุกคนในสังคมต้องอยู่ภายใต้การตรวจสอบได้ภายใต้ระบบ
กฎหมาย หากกระทําผิดก็ย่อมได้รับการตรวจสอบได้ หลักเกณฑ์นี้จึงเทียบได้
กับหลักเกณฑ์เดียวกับหลักนิติรัฐ Rule of law ไม่ว่าจะเป็นเช้ือพระวงศ์ หรือ
แมแ้ ตอ่ งค์พระมหากษตั รยิ ์ก็ย่อมถูกตรวจสอบได้เช่นกัน ถ้าประชาชนต้องการจะ
ฎีกากล่าวหาในหลวงก็สามารถทําได้ โดยไปฟ้องร้องต่อพระบวรราชวัง คือ
พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัวให้พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว
เป็นผู้ทําการตรวจสอบตัดสินความฎีการ้องเรียนพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้า
เจา้ อยหู่ วั ดังกลา่ วได้เช่นกนั
เม่ื อทรงพิ จารณาเห็ นฎี การ้ องทุ กข์ ใดเป็ นเรื่ องสํ าคั ญจะทรง
พระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งผู้ใดขึ้นมาเป็นผู้ชําระคดีเป็นคราวๆ ไป ดังจะเห็นข้ันตอน
การนําความเข้าทูลเกล้าฯ ถวายฎีกา จากพระราชดํารัสในพระบาทสมเด็จ
พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงแถลงพระบรมราชาธิบายแก้ไขการปกครอง
แผ่นดินความว่า
“...ฎีกาเดือนหนึ่งก็ถึง ๑๒๐ หรือ ๑๓๐ ฉบับ พระเจ้าแผ่นดิน
แจกพระราชทานให้ตารวจชาระเป็นศาลรับสั่งก็ชาระเร่ือยไปทั้ งความอุทธรณ์
และความเดิมบ้าง ชาระแต่ช้ันอุทธรณ์บ้าง แจกให้เสนาบดีตามกรมไปกล่าว
ชาระบ้าง เมือ่ มรี าชการน้อยก็ได้ทรงตัดสินข้อความเหล่านั้นไปได้ เม่ือราชการ
อื่นๆ มากข้ึน ก็ไม่มีเวลาทรงตัดสินความซึ่งมีปีละพันเศษสองพันได้ ต้องตั้ง
ศาลฎีกาเลือกเอาพระบรมวงศานุวงศ์ข้าราชการเป็นท่ีไว้วางพระราช หฤทัย
ขึ้นเป็นแม่กองตรวจตัดสิน แม่กองน้ันก็ต้องเรียกสานวนและคาปรึกษาน้ันมา
ตรวจเหมือนกับแม่กองช้ันลูกขุนอีกเท่ียวหน่ึง คร้ันตัดสินไปบางเรื่อง คู่ความก็
ไม่ยอมตามคาตัดสินนั้น กลับเข้ามาถวายฎีกากล่าวโทษตระลาการศาลฎีกา
จนตอ้ งทรงตรวจตดั สินเอง....”
- ๔๑ -
เห็นได้ว่าคดีท่ีจะนําขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายฎีกาน้ัน มีหลากหลายประเภทตลอดจน
คดีความเพ่ือให้พระมหากษัตริย์ทรงใช้พระบรมเดชานุภาพ ในการพิจารณา
ชี้ขาดคดนี ั้น ไม่ว่าจะทรงพจิ ารณาเองหรือจัดตั้ง “ศาลรับสั่ง” ท่ีมาจากเชื้อพระวงศ์
หรือขุนนางที่ทรงไว้วางพระราชหฤทัยเพื่อมาทําหน้าท่ีศาลรับส่ังท่ีทรงเรียกว่า
“ศาลฎีกา” แต่การพิจารณาพิพากษาของศาลฎีกาก็ยังไม่เป็นที่สุดหากประชาชนไม่
พอใจในคาํ ตัดสนิ ของศาลฎีกาก็ยังสามารถนาํ คดมี าร้องไดใ้ นรปู แบบ “รอ้ งเรยี น
ตัวตระลาการศาลฎีกา” ซ่ึงท้ายสุดพระมหากษัตริย์จะต้องทรงเป็นผู้พิจารณา
และใช้พระบรมเดชานุภาพในการพิจารณาฎีกานั้นเองเรื่องจึงจะยุติลงได้
และประชาชนไม่สามารถนําเรื่องมากราบทูลข้อพิพาทได้อีก จากปริมาณคดีตาม
ฎีกาท่ีแจ้งในพระราชดํารัสน้ีจํานวนปีละพันถึงสองพันเร่ือง ผนวกกับพระราชภารกิจ
ด้านอ่ืนๆ จะเห็นได้ว่าปัญหาเร่ืองกระบวนการพิจารณาคดีความหรือพระราช
อํานาจในทางตุลาการเพ่ือชี้ขาดคดีหรือความผิดของการกระทําเจ้าหน้าท่ีขุนนาง
ตามฎีกาที่ประชาชนทูลเกล้าฯ ถวาย จึงเป็นพระราชภารกิจอันหนักหน่วงย่ิง
สําหรับพระมหากษตั รยิ ์ไทย
ตัวอย่างกรณีการทูลเกล้าฯ ถวายฎีการ้องทุกข์จนนําไปสู่กรณี
พิจารณาคดีของเจ้าหน้าท่ีในทางปกครองในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้า
เจ้าอยู่หัว ดังเห็นได้จากคดีกล่าวโทษผู้สําเร็จราชการเมืองระยองตามประกาศ
เร่อื ง ราษฎรเมืองระยองถวายฎีกากล่าวโทษผู้สําเร็จราชการเมือง ความว่า มีกลุ่มราษฎร
เมืองระยองไม่พอใจผู้สําเร็จราชการเมืองและกรมการว่า ทําข่มเหงราษฎรเก็บ
ภาษีไม่เป็นธรรม เนื่องจากทรงเห็นว่าหากนําตัวผู้ต้องกล่าวโทษมาชําระความ
ในกรุงเทพมหานครก็จะเสียเวลา จึงมีพระบรมราชโองการให้เจ้าพระยารวิวงศ์มหา
โกษาธิบดีออกไปชําระความแทน เจ้าพระยารวิวงศ์มหาโกษาธิบดีเห็นว่า เร่ืองดังกล่าว
เป็นกรณีผู้รับทําแทนเจ้าภาษีนายอากรท่ีจังหวัดนั้น เรียกภาษีอากรต่างจากราษฎร
เกินความเป็นจริงเจ้าพระยารวิวงศ์มหาโกษาธิบดี จึงขอพระราชทานชําระความเพ่ือ
- ๔๒ -
เห็นแก่แผ่นดินและราษฎร และจะให้เป็นเกียรติยศแด่พระบาทสมเด็จพระจอม
เกล้าเจ้าอยู่หัว จึงได้ตัดสินเรียกภาษีอากรคืนเงินให้แก่ผู้ที่เสียเงินเดิมน้ัน
ในช่วงท้ายรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวจนถึง
ต้นรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวประเทศไทยได้รับ
แรงกดดันจากต่างประเทศและการเมืองภายในประเทศด้วยกันหลายประการ
ทําให้เกิดมีการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการบริหารภายในประเทศ ในเวลาต่อมา
ต้นรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงเป็นช่วงเวลาสําคัญ
ที่มีการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองการปกครองหลายคร้ัง และมีวิกฤติการณ์
ที่ส่งผลกระทบต่อการปกครองประเทศมากมาย อิทธิพลสําคัญท่ีก่อให้เกิดการ
เปล่ียนแปลงในประเทศพอจะสรุปได้เป็นสองประการด้วยกัน คือ อิทธิพล
การเมืองการปกครองและลัทธิอาณานิคมของต่างประเทศ และบทบาท
ขุนนางในสมัยน้ันที่มีผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงการเมืองการปกครอง
ประเทศครง้ั สาํ คัญ
อิทธพิ ลตา่ งประเทศต่อการเปลยี่ นแปลงระบบกฎหมายไทย
เน่ืองจากนับแต่สมัยอยุธยาเป็นต้นมาประเทศไทยได้ติดต่อกับ
ต่างประเทศมาช้านาน และในสมัยน้ันชาวต่างชาติมีความรังเกียจกฎหมายและ
การศาลของประเทศไทย และพยายามที่จะได้สิทธิพิเศษทางการศาล จนกระทั่ง
ในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ประเทศอังกฤษได้ส่ง ร.อ.เฮนรี
เบอรน์ ี่ เขา้ มาเพ่ือขอทําสัญญากับไทย ในปี พ.ศ. ๒๓๖๙ ซ่ึงในขณะนั้นอังกฤษ
กําลังมีชัยในการรบกับพม่า โดยอังกฤษยึดพม่าตอนล่างได้หมดแล้ว ฝ่ายไทย
จึงต้องยินยอมตกลงทําสนธิสัญญาพระราชไมตรีและการค้ากับอังกฤษ แต่สนธิสัญญา
ดังกล่าวก็ยังไม่มีข้อผูกมัดที่ทําให้ไทยเสียเปรียบมากนัก โดยยังคงใช้ระบบ
กฎหมายและการศาลของไทยแต่เดิม ซึ่งสหรัฐอเมริกาได้เข้ามาทําสัญญา
ในแบบเดียวกันเช่นกัน ในปี พ.ศ. ๒๓๘๕ อังกฤษได้ทําสนธิสัญญานานกิง
- ๔๓ -
กับจีนหลังสิ้นสงครามฝิ่น ต่อมา อังกฤษและสหรัฐอเมริกาได้มาเรียกร้องขอ
ทําสัญญาดังกล่าวกับประเทศไทย คือ ให้มีการค้าแบบเสรีและมีสิทธิเสรีภาพนอก
อาณาเขตแต่ไม่สําเร็จ อังกฤษจึงตกลงใจท่ีจะใช้นโยบายรุนแรงเพ่ือบังคับคนไทย
แต่มีการเปลี่ยนรัชกาลเสียก่อน อังกฤษจึงยับย้ังการกระทํารุนแรงกับไทยไว้รอดูท่าที
ของกษัตริย์พระองค์ใหม่ท่ีเห็นว่า ทรงเป็นกษัตริย์ท่ีมีความคิดทันสมัยและนิยม
ชาวต่างประเทศดังจะเห็นได้จากโทรเลขของ นายแพทย์ ยอห์น เทเลอโยนส์
มิชชันนารี ท่ีเข้าพบ เจ้าฟ้ามงกุฎขณะบวชเป็นภิกษุช่วงปลายรัชกาลท่ี ๓
มถี ้อยความวา่
“...วันท่ี ๒๔ มีนาคม เจ้าฟ้ามงกุฎโปรดให้ข้าพเจ้าไปเฝ้า
ในระหว่างสนทนาได้ทรงแสดงความพระวิตกว่า ทรงเห็นสมควรให้
ชาวต่างประเทศทราบความเป็นไปเวลานี้ให้ถูกต้อง ด้วยพระเจ้าแผ่นดินผู้ทรง
ปกครองประเทศมาตั้งแต่ ค.ศ. ๑๒๘๖ กาลังทรงประชวรหนักไม่หวังกันว่าจะ
ทรงพระชนม์ไปได้อีกหลายวัน....ยังมีบุคคล ๒ ท่านผู้เป็นพระราชโอรสของ
พระเจ้าแผ่นดินพระองค์ก่อนและพระมเหสีในเวลานี้มีพระชนม์อยู่ และมีฐานะ
ควรแก่ตาแหน่งด้วย ท่านทั้ง ๒ นี้ คือ เจ้าฟ้ามงกุฎ กับ กรมขุนอิศเรศร์
พวกข้าราชการจึงประชุมพร้อมกันเลือกต้งั เจา้ ฟ้าพระองค์ที่กล่าวก่อนข้ึนเป็นรัช
ทายาทสืบจากพระเจ้าแผ่นดิน ปัจจุบันเจ้าฟ้าพระองค์นั้นทรงยอม
รับเลือก เพราะเหตุว่าถ้าไม่ทรงยอมรับก็อาจเกิดการวุ่นวายถึงเลือดตกใน
แผ่นดิน.....เจ้าฟ้ามงกุฎได้ตรัสอย่างชัดเจนว่า ทางการที่ปฏิบัติต่อคณะทูต
เมื่อปีก่อนน้ัน ท้ังหมดเป็นไปด้วยความเห็นผิดเป็นชอบของคนๆ เดียว และถ้า
คณะทตู จะกลบั มาอกี กค็ งจะไดร้ ับความตอ้ นรบั โดยเมตตา”
ต่ อ ม า เ มื่ อ พ ร ะ บ า ท ส ม เ ด็ จ พ ร ะ จ อ ม เ ก ล้ า เ จ้ า อ ยู่ หั ว เ ส ด็ จ ขึ้ น
ครองราชย์ ทรงดําเนนิ พระราโชบายเปิดการตดิ ต่อกบั ชาวตะวันตกอย่างกว้างขวาง
ดว้ ยทรงเลง็ เหน็ อนั ตรายในการปฏิเสธความสัมพันธ์กับประเทศตะวันตก ดังน้ัน
เม่ือ เซอร์ จอห์น เบาวร่ิง เข้ามาเจรจาทําสนธิสัญญาพระราชไมตรีกับไทย
- ๔๔ -
ในปี พ.ศ. ๒๓๘๙ พระองค์จึงทรงทําสนธิสัญญากับอังกฤษด้วยเป็นอย่างดี
เพราะการเดินทางเข้ามาเจรจาทําสนธิสัญญาครั้งนี้อังกฤษได้เตรียมเรือปืนไว้
พร้อมแล้ว ผลของสนธิสัญญาเบาวร่ิงทําให้กฎหมายและศาลไทยไม่สามารถใช้
บังคับกับคนในบังคับอังกฤษได้ เพราะในกรณีที่คนในบังคับอังกฤษวิวาท
กับคนไทย เจ้าหน้าท่ีฝ่ายไทยไม่มีสิทธิลงโทษคนในบังคับอังกฤษได้ ฝ่ายไทย
เซอร์ จอห์น เบาวร่ิง
(ท่มี าของภาพ : https://www.museumthailand.com/)
เห็นว่าเป็นการตัดความรับผิดชอบและความยุ่งยากท่ีเจ้าหน้าที่ฝ่ายไทยต้อ ง
ศึกษากฎหมายนิติประเพณีของยุโรป เพราะเจ้าหน้าท่ีฝ่ายไทยขณะน้ันยังไม่รู้
กฎหมายตะวันตกเลย ดังน้ัน ไทยจึงเห็นความจําเป็นในการให้ชนชาติเดียวกัน
ปกครองกันเอง อันทําให้เกิดศาลกงสุลเกิดขึ้น นอกจากน้ีพระบาทสมเด็จ
พระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงทรงตกลงทําสัญญาดังกล่าวกับอีก ๑๐ ประเทศ
คือ ประเทศฝร่ังเศส ประเทศสหรัฐอเมริกา ประเทศเดนมาร์ก ประเทศโปรตุเกส
ประเทศฮอลันดา ประเทศปรัสเซีย ประเทศสวีเดน ประเทศนอร์เวย์ และ
ประเทศเบลเย่ียม ทั้งน้ี เพ่ือใช้อํานาจของนานาประเทศถ่วงดุลกันไว้ ดังจะเห็น
ได้จากพระราชดํารัสท่ีได้ทรงพระราชทานถึงเหตุผลในการทําสนธิสัญญากับ
ประเทศอื่นๆ ว่า ถ้าทําสนธิสัญญาเช่นน้ันกับประเทศใดประเทศหน่ึงแล้วฐานะ
ของประเทศไทยก็จะเหมือนอยู่ในการจับจองของชาตินั้น แต่ถ้าทําสนธิสัญญา
กันกับทุกประเทศแล้ว แม้เสียเปรียบในข้อสัญญาก็ได้เปรียบที่เป็นอิสรภาพม่ันคง