The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Shadow, 2020-07-11 05:36:03

ชวนรู้ระบบกฎหมาย ระบบศาลและหลักปฏิบัติต้นสำหรับนักกฎหมาย

- ๙๕ -

ในกลางสงครามน้ัน ถ้าแลฟ่ันเฟือนลงมาถึงช้างม้านายกองให้ลงโทษจงหนัก
เรง่ ต้อนเข้าให้รบถา้ แลถอยหลังลงมาจากนายทับนายกองให้ลงโทษถึงส้ินชีวติ ”

ในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ตั้งแต่รัชกาลที่ ๑ ถึง รัชกาลที่ ๕ มีศาล
ชื่อต่างๆ เป็นจํานวนมาก สังกัดอยู่ตามกระทรวง ทบวง กรมต่างๆ ศาลใด
สังกัดกระทรวง ทบวง กรมใด เขตอํานาจของศาลก็เป็นไปตามอํานาจหน้าท่ีของ
กระทรวง ทบวง กรมนั้น สําหรับศาลท่ีเรียกว่า "ศาลกลาโหม" น้ัน นอกจากจะ
ชําระความท่ีเกี่ยวกับทหารแล้วยังชําระความพลเรือนด้วย ทั้งน้ี เนื่องจากสมุหพระ
กลาโหมนั้น มิได้มีอํานาจหน้าท่ีเฉพาะการบังคับบัญชาทหารบก ทหารเรือเท่านั้น
แต่ยังมีหน้าที่จัดการปกครองหัวเมืองฝ่ายใต้ด้วย ศาลท่ีขึ้นอยู่ในกระทรวงกลาโหม
จึงมีทั้งศาลท่ีตั้งอยู่ในกรุงเทพมหานคร และศาลในหัวเมืองฝ่ายใต้ด้วย ศาลกลาโหม
จึงมีลักษณะเป็ น ท้ังศ า ลท หา รแล ะศา ล พ ลเรือน ศาลท่ี ขึ้นอยู่ในกระทรวงกลาโหม
มที ัง้ ศาลที่ต้งั อยู่ในกรุงเทพมหานคร และศาลในหวั เมอื งฝา่ ยใต้ดว้ ย๒๗

ต่อมาในปี พ.ศ. ๒๔๒๐ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้จัดทหารมหาดเล็กต้ังขึ้นเป็นกองร้อย และต่อมา
ขยายข้ึนเป็นกรมทหารมหาดเล็ก มีวิธีการปกครองบังคับบัญชาตามข้อบังคับ
ทหาร จ.ศ. ๑๒๓๙ ข้อบังคับนี้มีบทบัญญัติในเรื่องการตัดสินความของทหาร
มหาดเล็กว่า ถ้าทหารมหาดเล็กต่อทหารมหาดเล็กมีถ้อยความต่อกันประการใด
ให้ว่ากันในกรม ถ้ามีผู้อื่นมาย่ืนเร่ืองราวกล่าวโทษทหารมหาดเล็กประการใด
ให้ยื่นเร่ืองราวต่อแอนยุแตนต์ และให้แอนยุแตนต์นําเรื่องเสนอในที่ประชุม
ออฟฟิช (ซ่ึงอาจเรียกได้ว่าเป็น “ศาลทหารมหาดเล็ก”) แล้วแต่ผู้รับพระบรมราช
โองการจะบั งคั บให้ ผู้ ใดตั ดสิ นเปรี ยบเที ยบเป็ นความเถ้ าแก่ ตามแต่ จะตกลงกั น
ถ้าฝ่ายโจทก์ไม่ยอมความเปรียบเทียบก็ให้ไปฟ้องร้องโรงศาลตามธรรมเนียม
ถ้าทหารจะเป็นความกับผู้อ่ืนให้ไปฟ้องร้องยังโรงศาลตามระเบียบประเพณีบ้านเมือง

๒๗ แหล่งทม่ี า : http://www.voicefromthais.wordpress.com/๒๐ พฤศจกิ ายน ๒๕๖๑

- ๙๖ -

ต่อมาในปี พ.ศ. ๒๔๓๔ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตั้งกระทรวงยุติธรรมขึ้นโดยรวบรวมศาล
ซึ่งกระจัดกระจายสังกัดอยู่ในกระทรวงทบวงกรมต่างๆ เข้ามาสังกัดกระทรวง
ยุติธรรมจนหมดส้ินทุกศาลใน พ.ศ.๒๔๓๙ คงยกเว้นแต่เพียงศาลทหารซ่ึงยังคง
สังกัดกระทรวงกลาโหมอยู่ตามเดิม ศาลในประเทศไทยจึงแบ่งได้เป็น
ศาลกระทรวงยตุ ธิ รรมกบั ศาลทหาร นบั แตน่ ้นั มา

ต่อมาในปี พ.ศ.๒๔๕๐ ได้มีการตรา “พระธรรมนูญศาลทหารบก
ร.ศ. ๑๒๖” และตรา “พระธรรมนูญศาลทหารเรือ ร.ศ. ๑๒๗” มาบังคับใช้ในปีถัดมา
ซ่ึงในยุคนั้นได้แยกวิธีพิจารณาความอาญาคดีของทหารบกและ ท หา ร เรือออ ก
จากกัน ศาลทหารบกตั้งขึ้นเป็นครั้งแรกเมื่อมีการประกาศใช้พระธรรมนูญศาล
ทหาร ร.ศ. ๑๒๖ (พ.ศ. ๒๔๕๐) ส่วนศาลทหารเรือตั้งข้ึนเป็นครั้งแรก
เมื่อมีการประกาศใช้พระธรรมนูญศาลทหารเรือ ร.ศ. ๑๒๗ (พ.ศ.๒๔๕๑) เฉพาะ
พระธรรมนูญศาลทหารบกไดม้ กี ารแกไ้ ขเพมิ่ เติมและบญั ญตั ขิ ้ึนใหม่หลายคร้งั

ต่อมาในปี พ.ศ. ๒๔๕๕ พระบาทสมเดจ็ พระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวได้
ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตราพระราชบัญญัติเพิ่มเติมพระธรรมนูญศาลทหารบก
ว่าด้วยตํารวจภูธร รัตนโกสินทรศก ๑๓๑ ตามพระราชบัญญัตินี้ ตํารวจภูธรเป็น
บุคคลท่ีอยู่ใต้อํานาจศาลทหารบกด้วย ในปี พ.ศ. ๒๔๕๙ ได้ทรงพระกรุณา
โปรดเกล้า ฯ ให้ออกประกาศกําหนดอํานาจ “ศาลทหารรักษาวัง” ซ่ึงกําหนดให้
ศาลทหารรักษาวังมีอํานาจพิจารณาคดีท่ีทหารรักษาวังกระทําความผิดเป็น
คดีอาญาวัง มีกฎมณเฑียรบาล เป็นต้น ต่อมาพระธรรมนูญศาลทหารบก ร.ศ. ๑๒๖
ไดถ้ ูกยกเลิกไป และใช้พระราชบัญญัติธรรมนูญศาลทหารบก พ.ศ. ๒๔๖๕ แทน
ในปี พ.ศ. ๒๔๖๙ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระบรมราชโองการ
โปรดเกล้าฯ ใหย้ กเลิกอาํ นาจศาลทหารรกั ษาวังไปรวมกบั ศาลทหารบก

- ๙๗ -
ต่อมาในปี พ.ศ. ๒๔๗๗ ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตราพระราช
บัญญัติธรรมนูญศาลทหาร พุทธศักราช ๒๔๗๗ พระราชบัญญัติน้ีได้รวมพระธรรมนูญ
ศาลทหารบกกับพระธรรมนูญศาลทหารเรือเข้าเป็นฉบับเดียวกัน จนกระทั่งในปี
พ.ศ. ๒๔๗๗ หลังจากมีการเปล่ียนแปลงการปกครองแผ่นดินแล้วได้ยกเลิกพระธรรมนูญ
ศาลทหารบกและพระธรรมนูญศาลทหารเรือแล้วตรา“พระราชบัญญัติธรรมนูญ
ศาลทหารพ.ศ.๒๔๗๗” ซ่ึงใช้บังคับได้กับท้ังทหารบกและทหารเรือ ต่อมาพระราชบัญญัติ
ธรรมนูญศาลทหาร พุทธศักราช ๒๔๗๗ ได้ถูกยกเลิกไป และใช้ “พระราชบัญญัติ

ธรรมนูญศาลทหาร พ.ศ.๒๔๙๘” แทน คือ ฉบับท่ีใช้อยู่ในปัจจุบันนี้ โดยได้มีการ
แก้ไขเพ่ิมเติม จนถึงฉบับที่ ๗ พ.ศ. ๒๕๒๖ และแก้ไขโดยประกาศของคณะปฏิวัติ
ฉบับท่ี ๓๐๒ ลงวันที่ ๑๓ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๑๕ และฉบับท่ี ๒๕ ลงวันท่ี ๘ พฤศจิกายน
พ.ศ. ๒๕๒๐ ท้ังน้ี บทบัญญัติตามพระราชบัญญัติฉบับนี้เป็นกฎหมายท่ีบัญญัติ
เกี่ยวกับกระบวนยุติธรรมของทหารไว้โดยเฉพาะ ซ่ึงกล่าวถึงเขตอํานาจและอํานาจ

- ๙๘ -

ในการพจิ ารณาพพิ ากษาคดีของศาล การควบคุมผู้ต้องหาซงึ่ เปน็ บคุ คลท่อี ยู่ในอาํ นาจศาล
ทหาร และการสอบสวนคดีอาญาท้ังปวงที่อยู่ในอํานาจศาลทหาร การฟ้องคดีและการ
พิจารณาคดี ตลอดจนถึงการอุทธรณ์และฎีกา การบังคับคดีตามคําพิพากษา
ท้ังนี้ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ ได้มีบทบัญญัติ
รองรับเกย่ี วกบั เร่อื งศาลทหาร และเร่อื งอนื่ ๆ ทีเ่ กี่ยวขอ้ งไวด้ ว้ ย

**************************************

บทที่ ๔

หลักความเป็นอสิ ระและความเปน็ กลาง
ของตุลาการและผพู้ ิพากษา

----------------------------------

หลักประกันในการทําหน้าที่ของตุลาการและผู้พิพากษาในการ
พิจารณาคดีประกอบด้วยหลักการที่สําคัญสองประการ คือ “หลักความเป็น
อิสระของผูพ้ พิ ากษาและตลุ าการ” และ “หลักความเป็นกลางและไม่มีส่วน
ได้เสีย” ซ่ึงหลักท้ังสองประการดังกล่าวน้ัน มีความเกี่ยวข้องเช่ือมโยงกัน
กล่าวคือ ความเป็นอิสระของตุลาการและผู้พิพากษา หมายถึง การพิจารณา
พิพากษาคดีต้องเป็นอิสระ การวินิจฉัยหรือมีคําส่ังต่างๆ ต้องเป็นไปตาม
ข้อเท็จจริงแห่งคดีและหลักกฎหมาย ซึ่งความเป็นอิสระนั้นถือเป็นจุดเริ่มต้น
ของความเป็นกลางและไม่มีส่วนได้เสีย นอกจากศาลจะต้องเป็นอิสระแล้ว
หลักความเป็นกลางและไม่มีส่วนได้เสียของผู้พิพากษาและตุลาการนั้น
ก็เป็นหลักประกันอีกข้อหน่ึงอันจะส่งผลให้การดําเนินกระบวนพิจารณาทาง
ศาลมีความชอบธรรม กล่าวคือ ผู้พิพากษาและตุลาการท่ีทําหน้าท่ีพิจารณาคดี
จะต้องอยู่ในฐานะท่ีเป็นกลาง ไม่มีอคติต่อคู่ความฝ่ายใดฝ่ายหน่ึง และจะต้อง
ไม่มีผลประโยชน์หรือส่วนได้เสียเกี่ยวกับคดีที่ตนพิจารณา รวมท้ังไม่มีความสัมพันธ์
ท่ีใกล้ชิดกับคู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง อันเป็นเหตุให้คู่ความเกิดความสงสัย
ในความเปน็ กลางของผพู้ พิ ากษาและตุลาการท่ีทําการพิจารณาคดนี ้ัน

๔.๑ หลักความเปน็ อิสระ

ห ลั ก ค ว า ม เ ป็ น อิ ส ร ะ ข อ ง ผู้ พิ พ า ก ษ า แ ล ะ ตุ ลาการเป็ นเร่ื องที่ มี
ความสาํ คญั อยา่ งยิง่ ตอ่ การปกครองในระบอบประชาธิปไตย เนื่องจากการปกครอง
ในระบอบประชาธิปไตย รัฐมีหน้าท่ีในการอํานวยความยุติธรรมแก่ประชาชน

- ๑๐๐ -

โดยมีศาลซึ่งเป็นองค์หนึ่งของรัฐทําหน้าที่ในการชี้ขาด ข้อพิพาทและตัดสิน
อรรถคดใี หเ้ ป็นไปตามกฎหมาย การทําหน้าที่พิจารณาพิพากษาคดีของศาลน้ัน
จะต้องปราศจากการใช้อํานาจหรืออิทธิพลใดๆ อันจะทําให้ความเป็นอิสระของ
ผู้พิพากษาและตุลาการต้องถูกกระทบกระเทือนได้ ซึ่งหากความเป็นอิสระของ
ผู้พิพากษาและตุลาการถูกกระทบกระเทือนก็จะทําให้ประชาชนได้รับความ
เดือดร้อนและส่งผลให้สทิ ธิเสรีภาพของประชาชนตอ้ งถูกลดิ รอนลงไปด้วย

หลักความเป็นอิสระของผู้พิพากษาเป็นหลักประกันแก่ผู้พิพากษา
ในการพจิ ารณาพพิ ากษาคดีตลอดจนการปฏิบัติหน้าท่ี มิให้อิทธิพลหรืออํานาจใดๆ
มาแทรกแซงการปฏิบัติหน้าที่ของผู้พิพากษาและตุลาการได้ ท้ังน้ี เพ่ือให้การ
วินิจฉัยตัดสินคดีของผู้พิพากษาหรือศาลยุติธรรมเป็นไปด้วยความเท่ียงธรรม
เพ่ือคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของประชาชน อีกทั้งเสริมความเช่ือมั่นมิให้
ผู้พิพากษาต้องหว่ันเกรงต่ออิทธิพลใดๆ เมื่อได้ปฏิบัติหน้าท่ีโดยสุจริต ดังนั้น
กฎหมายจึงได้บัญญัติหลักประกนั ความเปน็ อิสระของผพู้ พิ ากษาขึ้น

สํา หรั บ คว าม คิ ดเ รื่อ ง หลั กค ว าม เ ป็ น อิส ร ะข อง ผู้ พิ พ าก ษ าแ ล ะ
ตุลาการของไทยนั้น ปรากฏเป็นรูปธรรม เมื่อ ร.ศ. ๑๒๙ เสด็จในกรมหลวง
ราชบุรีดิเรกฤทธ์ิ ทูลเกล้าฯ ถวายความเห็นแก่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้า
เจ้าอยู่หัวว่า เห็นสมควรแยกการปกครองผู้พิพากษาให้เป็นอิสระจากรัฐบาล
แต่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงเห็นว่ายังไม่ถึงเวลาและได้
ทรงปรารภในที่ประชุมเสนาบดีว่า กรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์ ทรงมีความคิดและ
ความประสงคท์ จ่ี ะใหผ้ ูพ้ ิพากษาเป็นอิสระ ตอ่ มาในวนั ที่ ๒๐ เมษายน ร.ศ. ๑๒๙
เสด็จกรมหลวงราชบุรีดเิ รกฤทธ์ิ ไดท้ ําหนงั สอื กราบบงั คมทูลลาออกจากตาํ แหน่ง
เสนาบดี แต่ไม่ได้รับพระบรมราชานุญาต ต่อมาในปี ร.ศ. ๑๓๑พระบาทสมเด็จ
พระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงตราประกาศจัดระเบียบราชการกระทรวงยุติธรรม
โดยแยกอํานาจตุลาการออกจากเสนาบดีกระทรวงยุติธรรมนับว่าอํานาจศาล

- ๑๐๑ -

เป็นอิสระจากฝ่ายรัฐบาลเป็นคร้ังแรก ต่อมาในปี พ.ศ. ๒๔๗๑ ได้มีการเปล่ียนแปลง
โดยอํานาจตุลาการกลับไปอยู่ในมือของเสนาบดีอีกคร้ังหนึ่ง และเมื่อหลัง
เปล่ียนแปลงการปกครอง พ.ศ. ๒๔๗๕ อํานาจตุลาการก็เป็นอิสระจากฝ่ายรัฐบาลอีกครั้ง
แตก่ ็ยังคงให้ศาลยุติธรรมอยู่ภายใต้การกํากับดูแลของรัฐมนตรีว่าการกระทรวง
ยุติธรรมเฉพาะงานธุรการ โดยในพระธรรมนูญศาลยุติธรรม พ.ศ. ๒๔๗๗ ซ่ึง
ปัจจุบันถูกยกเลิกไปแล้ว ได้บัญญัติไว้ในมาตรา ๑ ว่า “ศาลยุติธรรมทั้งหลาย
ตามพระธรรมนญู นี้ให้สังกดั อยู่ในกระทรวงยุตธิ รรม” และได้รับการยอมรับ
อย่างกว้างขวางในรัฐธรรมนูญ พุทธศักราช ๒๔๗๕ และต่อจากนั้นมาก็ได้มี
ก า ร บัญ ญัติรับ ร อ ง ห ลัก ค ว า ม เ ป็น อิส ร ะ ข อ ง ตุล า ก า ร แ ล ะ ผู้พิพ า ก ษ า ไ ว้ใ น
รัฐธรรมนูญทุกฉบับ และต่อมาเม่ือรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช
๒๕๔๐ ประกาศใช้บังคับ ศาลยุติธรรมจึงแยกออกจากกระทรวงยุติธรรมและมี
หน่วยงานอิสระของตนเอง คือ สํานักงานศาลยุติธรรม และตามรัฐธรรมนูญแห่ง
ราชอาณาจกั รไทย พุทธศกั ราช ๒๕๔๐ ไดบ้ ญั ญตั ิให้มีการจัดตง้ั ศาลรฐั ธรรมนูญ
และศาลปกครองข้ึนเปน็ ครัง้ แรก โดยมีหนว่ ยงานธรุ การเปน็ ของตนเองเชน่ กัน

เม่ือได้พิเคราะห์ดูกระบวนการเป็นมาของความคิดทางกฎหมาย
ของไทยแล้ว อาจกล่าวได้ว่าในระยะหลังมานี้ได้เกิดกระแสความคิดอย่างใหม่
ขึ้นในสังคมไทยเรียกร้องให้ถือธรรมะและเหตุผลเป็นใหญ่ เน้นหลักรัฐมีอํานาจ
จํากัด คัดค้านการใช้อํานาจตามอําเภอใจ ในแง่การยอมรับแนวคิดใหม่น้ีในหมู่
ตลุ าการน้ัน มีตัวอย่างคําพพิ ากษาศาลฎกี า ที่ ๙๑๓/๒๕๓๖ วินิจฉัยว่า ประกาศ
ของคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ ฉบับท่ี ๒๖ ซึ่งส่ังให้ยึดทรัพย์สินของ
นักการเมืองที่ถูกยึดอํานาจนั้นใช้บังคับไม่ได้ อํานาจตุลาการมีหน้าที่ในการ
รักษากฎหมาย ผู้พิพากษาจึงต้องเป็นกลาง ต้องตัดสินอย่างคนที่ไม่มีส่วน
เก่ียวขอ้ งและอยู่ภายใตบ้ ังคบั ของกฎหมายเทา่ น้ัน

- ๑๐๒ -

เม่ือกล่าวถึงหลักความเป็นอิสระของตุลาการและผู้พิพากษานั้น
นักนิติศาสตร์ไทยได้ให้ความหมายของหลักการดังกล่าวแตกต่างกันไปหลายนัย
ดังตัวอยา่ ง เช่น

หลวงจักรปาณีศรีศีลวิสุทธิ์๒๘ ได้แสดงความเห็นในเร่ืองความ
เป็นอิสระของผู้พิพากษาว่า อํานาจวินิจฉัยอรรถคดีเป็นอํานาจของศาลโดยเฉพาะ
ผู้ใช้อํานาจบริหารจะแย่งเอาอํานาจน้ีไปจากศาลยุติธรรมไม่ได้ และผู้พิพากษาต้องมี
อิสระในการพิจารณาพิพากษาอรรคดีให้เป็นไปตามกฎหมาย โดยในการปฏิบัติหน้าที่นั้น
ผพู้ พิ ากษามสี ทิ ธิท่จี ะออกความคดิ เหน็ ได้โดยไมถ่ กู รบกวนจากอาํ นาจอ่ืน อีกทงั้ ยังได้รับ
ความคุ้มกันไม่ต้องมีความรับผิดเป็นการส่วนตัว ถ้าผู้พิพากษาไม่มีความเป็นอิสระ

หลวงจักรปาณศี รศี ีลวสิ ุทธ์ิ
(ท่ีมาของภาพ : https://www.Lawsaim.com/)

ในการปฏิบัติหน้าที่ ราษฎรก็จะไม่มีโอกาสได้รับความยุติธรรมอย่างเต็มท่ีและ
อาจถูกเจ้าหนา้ ท่ีฝ่ายบริหารกดขข่ี ม่ เหงโดยไม่มที างแก้ไข

พระยานิติศาสตร์ไพศาลย์๒๙ ได้แสดงความเห็นว่า ความเป็นอิสระ
ของผู้พิพากษามีบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ ซ่ึงได้บัญญัติถึงความเป็นอิสระใน

๒๘ หลวงจกั รปาณศี รศี ีลวิสทุ ธ์ิ. (๒๕๔๙,ธันวาคม). “หลักประกนั อันสดุ ท้ายของ
ประชาชน”. นติ ยสารกระทรวงยตุ ธิ รรม. ปีที่ ๒. เลม่ ๓. หนา้ ๓๗

๒๙ พระยานิติศาสตร์ไพศาลย์. (๒๕๑๓). “ความเป็นอิสระของผู้พิพากษา”. บท
บัณฑิตย์. เล่มที่ ๒๗. ตอนท่ี ๑. หน้า ๑๘-๑๙

- ๑๐๓ -

การพิจารณาพพิ ากษาอรรถคดีอนั เป็นความประสงค์ของรัฐธรรมนูญที่จะให้เป็น
หลักประกันเสรีภาพของบุคคล และเป็นหลักประกันท่ีแน่นอนว่า พระมหากษัตริย์หรือ
รฐั บาลจะตงั้ ศาลเตยี้ ชาํ ระความไม่ได้ ศาลใดๆ จะต้ังข้ึนก็แต่โดยพระราชบัญญัติ
และเม่อื คดีมาสศู่ าลแลว้ ผพู้ พิ ากษายอ่ มมีความเปน็ อสิ ระในการวนิ ิจฉัยน้ันๆ ได้
นอกจากนี้ ท่านยังได้แสดงความเห็นต่อไปอีกว่ารัฐธรรมนูญบัญญัติให้การแต่งต้ัง
โยกย้ายและถอดถอนผู้พิพากษาจะต้องได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการ

พระยานิตศิ าสตรไ์ พศาลย์
(ทม่ี าของภาพ : https://www.Lawsaim.com/)

ตุลาการก่อนนั้น เป็นหลักประกันอย่างดีของผู้พิพากษาที่จะพิจารณาคดีให้เป็น
อิสระเต็มที่ ไม่ต้องเกรงกลัวอิทธิพลใดๆ จากฝ่ายบริหาร เพราะการแต่งตั้ง
โยกยา้ ยและถอดถอนผพู้ ิพากษารวมทัง้ การเลอื่ นตาํ แหนง่ กบั การเลื่อนเงินเดือน
ถ้าอยู่ในมือฝ่ายบริหารเด็ดขาดแล้วฝ่ายบริหารย่อมใช้อิทธิพลเหนือผู้พิพากษาได้
และความเป็นอิสระของผู้พิพากษาจะดํารงอยู่ได้ก็ต้องแบ่งแยกหน้าที่ตุลาการ
ให้เสร็จเด็ดขาดไปจากฝ่ายบริหารมิให้ฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติเข้ามาก้าวก่าย
ใช้อํานาจเหนอื ฝา่ ยตุลาการโดยตรงหรือโดยปริยาย

- ๑๐๔ -

ศาสตราจารย์ จิตติ ติงศภัทิย์๓๐ ได้แสดงความเห็นในเร่ืองความ
เป็นอิสระของผู้พิพากษานั้น หมายความว่าไม่มีความลําเอียงเพราะการแทรกแซง
โดยเฉพาะอยา่ งยงิ่ ทางการเมือง ซง่ึ เปน็ หลักทร่ี ฐั ธรรมนูญทุกฉบับบัญญัติว่าผู้พิพากษา
มอี สิ ระในการพิจารณาพิพากษาอรรถคดีให้เปน็ ไปตามกฎหมาย ซึ่งมีความสําคัญ
สองประการ คอื ผู้พิพากษามใิ ชม่ คี วามอิสระในการอ่ืน นอกจากการพิจารณาพิพากษาคดี
และมิใช่มีความเป็นอิสระในการพิจารณาพิพากษาคดีตามใจชอบไม่มีขอบเขตจํากัด
แตต่ ้องพิจารณาพิพากษาให้เปน็ ไปตามกฎหมายซ่ึงในเร่อื งน้ี ศาสตราจารย์ จิตติ ติงศภัทิย์
ได้อธิบายว่า การท่ีกล่าวว่าผู้พิพากษามีความเป็นอิสระน้ันมิใช่ว่าผู้พิพากษาจะมี

ศาสตราจารย์ จติ ติ ติงศภัทิย์
(ทีม่ าของภาพ : https://www. senate.go.th/)

ความเป็นเป็นอิสระไปหมดทุกเรื่องแต่มีความเป็นอิสระโดยจํากัดเฉพาะในการ
พิจารณาพิพากษาคดีเท่านั้น ซึ่งถ้ามิใช่เป็นการพิจารณาพิพากษาคดีก็ไม่อยู่ใน
ความหมายนี้ประการหน่ึง และอีกประการหน่ึง คือ แม้ผู้พิพากษาจะมีความเป็นอิสระใน
การพิจารณาพิพากษาคดีก็ตาม แต่จะต้องพิจารณาพิพากษาคดีตามตัวบทกฎหมาย
จะพิจารณาคดีตามใจชอบไม่ได้ ยกตัวอย่าง เช่น ศาลจะพิจารณาพิพากษาคดี
โดยรับพงั พยานหลักฐานนอกสาํ นวนไมไ่ ด้ เปน็ ตน้

๓๐ จติ ติ ติงศภทั ิย์. (๒๕๒๓). หลักวิชาชีพนักกฎหมาย. หนา้ ๑๒๙

- ๑๐๕ -

ศาสตราจารย์ ดร. คณิต ณ นคร๓๑ ได้ให้ความเห็นว่าความเป็น
อิสระของผูพ้ ิพากษาแบง่ ออกได้เป็น ๒ ประการ คือ

๑. ความเป็นอิสระในเน้ือหา กล่าวคือ ในการทําหน้าที่ในทางอรรถคดี
ของผู้พิพากษาและตุลาการนั้น ผู้พิพากษาและตุลาการไม่อยู่ในอาณัติของ
บคุ คลหรือองค์กรใด คําสั่งและคาํ แนะนําตา่ งๆ เปน็ สง่ิ ทีต่ ้องหา้ มโดยสนิ้ เชิง

๒. ความเป็นอิสระในทางส่วนตัว กล่าวคือ ในการทําหน้าท่ีผู้พิพากษา
และตุลาการนั้น ผู้พิพากษาและตุลาการจะต้องกระทําได้โดยปราศจากความ
กลัววา่ จะได้รับผลรา้ ย หรือถูกกลน่ั แกลง้ ภายหลงั และความอิสระในทางส่วนตัว
ย่อมเป็นข้อเสริมความสมบูรณ์ของความเป็นอิสระในเน้ือหาของผู้พิพากษาและ
ตลุ าการ ซง่ึ หลกั ประกันความเป็นอิสระในทางส่วนตวั ไดบ้ ัญญัติไว้ในกฎหมาย

เมื่อพิจารณาถึงความเห็นต่างๆ ของนักนิติศาสตร์ที่ได้กล่าวมา
แล้วข้างต้น จึงอาจสรุปได้ว่า ความเป็นอิสระของผู้พิพากษาและตุลาการ
โดยแท้จริงแล้วมี ๒ ประการ คือ ความเป็นอิสระในทางเนื้อหาและในทางส่วนตัว
ดังนั้น จึงอาจกล่าวได้ว่าความเป็นอิสระของผู้พิพากษาและตุลาการแบ่งได้
เป็น ๒ ประการ คือ

ประการที่ ๑ ความเป็นอสิ ระในเนอ้ื หา หมายถงึ ผพู้ ิพากษาและ
ตุลาการย่อมมีความเป็นอิสระในการปฏิบัติหน้าท่ีทางอรรถคดีโดยในการ
พิจารณาพิพากษาคดีนั้น ผู้พิพากษาและตุลาการมีอิสระในการแสดงความ
คิดเห็นได้เต็มที่ ไม่ตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของบุคคลหรือองค์กรใด กล่าวคือ
บุคคลหรือองค์กรใดจะออกคําส่ังและคําแนะนําตักเตือนต่างๆ ท่ีมีผลต่อเนื้อหา
การพจิ ารณาพพิ ากษาคดีแกผ่ ูพ้ ิพากษาและตลุ าการ เพ่อื ให้การวินิจฉัยอรรถคดี
ของผู้พิพากษาพิจารณาคดีไปตามคําสั่ง ย่อมเป็นส่ิงท่ีต้องการห้ามโดยสิ้นเชิง
นอกจากนี้ ยังหมายรวมถึง กรณีที่มีคําสั่งที่จะให้มีผลเป็นการให้ผู้พิพากษา
และตุลาการไมม่ คี วามเป็นอสิ ระในการพจิ ารณาพพิ ากษาคดีโดยทางออ้ มดว้ ย

๓๑ คณิต ณ นคร ข (๒๕๔๙). กฎหมายวธิ พี ิจารณาความอาญา. หน้า ๖๓.

- ๑๐๖ -

เชน่ ในเรอ่ื งการจ่ายสาํ นวนแก่ผู้พิพากษาและตุลาการ การกําหนดระยะเวลาให้
ผู้พิพากษาและตุลาการพิจารณาพิพากษาคดีให้เสร็จทันภายในระยะเวลาที่
จํากัด ตลอดจนการกําหนดให้ผู้พิพากษาและตุลาการปฏิบัติหน้าที่อย่างอื่น
จนไม่มีเวลาเพียงพอสําหรับพิจารณาคดี เพราะคําส่ังดังกล่าวเท่ากับเป็นการ
ถอดถอนอาํ นาจในการพจิ ารณาพิพากษาคดีน้ัน การท่ีกระทรวงยุติธรรมซ่ึงเป็น
ฝ่ายบริหารทําให้ความเป็นอิสระในทางส่วนตัวของผู้พิพากษาและตุลาการต้องเสียไป
จงึ มีผลต่อความเป็นอสิ ระในเนื้อหาดว้ ยเพราะความเปน็ อิสระในทางส่วนตัวย่อม
เป็นสิ่งที่ช่วยเสริมความเป็นอิสระในเนื้อหาให้สมบูรณ์ ดังนั้น การกระทําดังกล่าว
จึงมผี ลกระทบต่อความเปน็ อิสระของผ้พู ิพากษาและตลุ าการในเนือ้ หาโดยนัยน้ี

ประการท่ี ๒ ความเป็นอิสระในทางส่วนตัว หมายถึง ในการปฏิบัติ
หน้าที่ของผู้พิพากษาและตุลาการน้ัน ผู้พิพากษาและตุลาการจะต้องกระทําได้
โดยปราศจากความกลัวว่าจะได้รับผลร้ายหรือการกลั่นแกล้งภายหลัง กล่าวคือ
ผู้พิพากษาและตุลาการจะต้องไม่มีความเกรงกลัวหรือหวั่นไหวต่อผลร้ายใดๆ
ทีจ่ ะบังเกิดข้ึนแก่ตน เม่ือตนได้พิจารณาพิพากษาคดีใดไปแล้ว ทั้งน้ี เพราะการ
เลื่อนตําแหน่ง การแต่งตั้งโยกย้าย การขึ้นเงินเดือน และการลงโทษผู้พิพากษา
ในศาลยุติธรรมจะต้องได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการตุลาการตาม
กฎหมายวา่ ด้วยระเบียบข้าราชการฝ่ายตุลาการก่อน อันเป็นหลักประกันความเป็นอิสระ
ของผู้พิพากษาซ่ึงเป็นข้าราชการตุลาการความเป็นอิสระของผู้พิพากษาจําต้อง
พจิ ารณาจากปจั จยั ใดบ้างน้นั ดร.บรรเจิดสงิ คะเนต๓ิ ๒ ได้สรปุ สาระสําคญั ไว้ ดังนี้

(๑) ความอิสระของการทําหน้าท่ี เป็นการคุ้มครองการปฏิบัติภารกิจของ
ผู้พิพากษาจากอิทธิพลภายนอก ทั้งการแทรกแซงจากองค์กรผู้ใช้อํานาจรัฐองค์กรอ่ืน
และการคุ้มครองจากการแทรกแซงทางอ้อมเพ่ือให้ผู้พพิ ากษาพจิ ารณาพพิ ากษา
คดภี ายใต้บทบัญญตั ขิ องกฎหมายเท่านั้น

๓๒ บรรเจิด สิงคะเนติ. (๒๕๒๕). นติ ริ ฐั นติ ธิ รรม. หน้า ๒๔๓.

- ๑๐๗ -

(๒) ความเป็นอิสระในทางองค์กร มีผลมาจากการแบ่งแยกอํานาจ
หมายความว่า อํานาจตุลาการต้องไม่อยู่ในลักษณะความสัมพันธ์ท่ีอยู่ใต้องค์กรอ่ืน
ไมว่ า่ จะโดยทางขอ้ เทจ็ จริงหรือขอ้ กฎหมายกต็ าม

(๓) ความอิสระในทางส่วนบุคคล หมายความว่า โดยหลักแล้วการ
ถอดถอน และการโยกย้ายไม่อาจกระทําได้ หากเป็นการขัดกับความประสงค์ของ
ผ้พู พิ ากษา เว้นแตก่ ระทําโดยคําพิพากษาของศาล

อย่างไรก็ตาม หลักความเป็นอิสระของผู้พิพากษาและตุลาการในประเทศ
ต่างๆ ยังมีความแตกต่างกนั จงึ ได้มคี วามพยายามสรา้ งมาตรฐานกลางขึน้ โดยในการ
ประชุม ครั้งที่ ๗ ขององค์การสหประชาชาติ เรื่อง การป้องกันอาชญากรรม
และการปฏบิ ัตติ อ่ ผู้กระทาํ ผดิ ณ เมืองมิลาน สาธารณรัฐอิตาลี ระหว่างวันที่ ๒๖
สิงหาคม ถึงวันที่ ๖ กันยายน ๒๕๒๘ ได้กําหนดมาตรฐานความเป็นอิสระของ
ผู้พิพากษาและตุลาการเอาไว้เพ่อื ให้ประเทศภาคีสมาชิกปฏิบัติ ซ่ึงเมื่อพิจารณา
หลักพื้นฐานความเป็นอิสระของผู้พิพากษาและตุลาการขององค์กรสหประชาชาติ
เปรียบเทียบกับหลักกฎหมายท่ีเกี่ยวด้วยความเป็นอิสระของผู้พิพากษาของ
ประเทศไทยเราท่ีมีบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญและพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการ
ฝา่ ยตลุ าการจะเห็นได้ว่า

ประการท่ี ๑ ความเป็นอิสระของผู้พิพากษาจะต้องได้รับการประกัน
จากรัฐท่ีกําหนดให้ผู้พิพากษามีอํานาจในการพิจารณาช้ีขาดตัดส้ินคดี โดยปราศจาก
การแทรกแซงจากฝ่ายใดๆ ซึ่งในประเทศไทยเราได้บัญญัติหลักการดังกล่าว
ไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยอันเป็นกฎหมายสูงสุดในการปกครอง
ประเทศ เพื่อบัญญัติรับรองความเป็นอิสระของผู้พิพากษาและตุลาการ และอํานาจใน
การพิจารณาพิพากษาคดีเป็นอํานาจของศาลโดยเฉพาะ บุคคลหรือองค์กรใด
จะเข้ามาก้าวกา่ ยแทรกแซงมิได้ โดยทกุ ฝ่ายจะตอ้ งให้การยอมรับ และเคารพต่อ
หลักความเป็นอิสระของผู้พิพากษาและตุลาการด้วยการปฏิบัติตามบทบัญญัติ
แห่งกฎหมายรัฐธรรมนูญอย่างเคร่งครัด นอกจากน้ียังได้บัญญั ติหลั กการดังกล่ าว

- ๑๐๘ -

ไว้ในพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการฝ่ายตุลาการ พ.ศ. ๒๕๔๓ เพ่ือมุ่งคุ้มครองความ
เป็นอิสระของผู้พิพากษาไว้โดยเฉพาะอีกด้วย ดังน้ี จึงเห็นได้ว่าในประเทศไทย
ได้มีบทบัญญัติที่มีมาตรฐานเดียวกับหลักพื้นฐานความเป็นอิสระของผู้พิพากษา
ขององค์การสหประชาชาติ ในส่วนของการกําหนดให้เป็นหน้าที่ของรัฐท่ีจะต้องให้การ
รับรองคมุ้ ครองความเปน็ อิสระของผพู้ ิพากษาและตลุ าการเชน่ กัน

ประการท่ี ๒ ความเป็นอิสระของผู้พิพากษาและตุลาการที่ได้รับ
การรับรองจากรัฐในการกําหนดให้ผู้พิพากษาหรือศาลซ่ึงต้ังข้ึนโดยกฎหมาย
เป็นอาํ นาจในการพิจารณาคดีแต่เพียงผู้เดียว และจะไม่มีการเข้าแทรกแซงใดๆ
เช่นการบัญญัติกฎหมายเพื่อให้เปล่ียนแปลงแก้ไขเพ่ิมเติมกฎหมายเพ่ือใช้
บังคบั แก่คดีใดคดหี น่ึงโดยเฉพาะจะกระทํามิได้ ซ่ึงในประเทศไทยเราได้บัญญัติ
หลักการดังกล่าวไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยท่ีได้บัญญัติให้การ
พิ จ า ร ณ า พิ พ า ก ษ า อ ร รค ดีเ ป็ น อํ า น า จ ขอ ง ศ า ล ซ่ึง ก่อ ต้ั งโ ด ยบ ท บัญ ญั ติแ ห่ ง
กฎหมายเท่านั้ น จะก่อต้ั งศาลข้ึนใหม่ เพ่ื อพิ พากษาคดีใดคดีหนึ่งโดยเฉพาะไม่ได้
นอกจากนี้การบัญญัติกฎหมายให้มีผลเป็นการเปลี่ยนแปลงหรือแก้ไขเพิ่มเติม
กฎหมายว่าด้วยธรรมนูญศาล หรือวิธีพิจารณาเพื่อใช้แก่คดีหนึ่งโดยเฉพาะไม่ได้
ทั้งนี้เพื่อเป็นหลักประกันความเป็นอิสระแก่ผู้พิพากษาและ ตุลาการในการ
พิจารณาพิพากษาคดีมิให้ฝ่ายนิติบัญญัติ หรือฝ่ายบริหารทําการออกกฎหมาย
หรอื บทบญั ญัตใิ ดๆ มาลดิ รอนอํานาจการพิจารณาและพิพากษาคดี อันเป็นการ
ก้าวก่ายแทรกแซงฝา่ ยตลุ าการ ดังนี้ จงึ เห็นไดว้ ่าในประเทศไทยได้มีการบญั ญัติ
หลักการดังกล่าวไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ซึ่งอาจกล่าวได้ว่าใน
ส่วนน้ีก็ได้มีมาตรฐานเดียวกับหลักพื้นฐานความเป็นอิสระของผู้พิพากษาและ
ตุลาการที่องคก์ ารสหประชาชาติไดว้ างไว้เชน่ กนั

ประการที่ ๓ ความเป็นอิสระของผู้พิพากษาที่จะต้องได้รับการ
กําหนดหลักการในเร่ืองหลักของความเป็นอิสระของผู้พิพากษา (The principle
of the independence of the judiciary) ข้ึนเพ่ือให้เป็นหลักประกันความเป็น

- ๑๐๙ -

อิสระแก่ผู้พิพากษาว่า หลักการดังกล่าวจะได้รับการยอมรับโดยรัฐ และคู่ความ
อย่างแท้จริง และมีการปฏิบัติให้ได้ผลอย่างจริงจัง ซึ่งในประเทศไทยเราได้
บัญญัติหลักการดังกล่าวไว้ในรัฐธรรมนูญเพียงว่า ผู้พิพากษาและตุลาการมี
อสิ ระในการพิจารณาพิพากษาอรรถคดใี หเ้ ปน็ ไปตามกฎหมาย มไิ ด้มีบทบัญญัติ
วางหลักของความเป็นอิสระของผู้พิพากษาและตุลาการไว้ในกฎหมายใด จะมีก็
แต่เพียงในประมวลจริยธรรมข้าราชการตุลาการ ในหมวดที่ว่าด้วยอุดมการณ์
ของผู้พิพากษาในข้อที่ว่า “ผู้พิพากษาจักต้องยึดมั่นในความเป็นอิสระของตน”
ซึ่งประมวลจริยธรรมข้าราชการตุลาการ (The Code of Judical Conduct) มิได้
เป็นกฎหมาย จึงไม่มีสภาพบังคับเช่นกฎหมาย หากแต่เป็นแนวทางในการ
ปฏิบัติตนของผู้พิพากษาเท่านั้น ดังจะเห็นได้จากข้อความว่า “ผู้พิพากษา
จักต้อง ....” อันเป็นเครื่องชี้แนะผู้พิพากษาให้ควรปฏิบัติตนให้สอดคล้องกับ
ประมวลจริยธรรมดังกล่าวซ่ึงประมวลจริยธรรมข้าราชการตุลาการ มิใช่การบัญญัติ
หลักของความเป็นอิสระของผู้พิพากษาตามนัยขององค์การสหประชาชาติ
ที่มีวัตถุประสงค์เพ่ือมุ่งคุ้มครองความเป็นอิสระของผู้พิพากษาและตุลาการ
จากองค์กรหรือบุคคลใดๆ ที่จะเข้ามาก้าวก่ายแทรกแซงกิจการของผู้พิพากษา
ซึ่งรัฐมีหน้าที่ให้การประกันแก่ผู้พิพากษาในเร่ืองดังกล่าว ดังน้ัน จึงเห็นได้ว่า
ในประเทศไทยยังมิได้มีการบัญญัติหลักความเป็นอิสระของ ผู้พิพากษาและ
ตุลาการข้ึนเพื่อให้สอดคล้องกับมาตรฐานในเร่ืองหลักพ้ืนฐานความเป็นอิสระ
ของผ้พู พิ ากษาทอี่ งค์การสหประชาชาติไดก้ าํ หนดไว้

ประการท่ี ๔ ความเป็นอิสระของผู้พิพากษาและตุลาการที่จะต้อง
ได้รับรองในเรื่องอิสระของการแสดงความคิดและการเข้ามีส่วนร่วมในการ
ประชุมตามกฎหมายโดยต้องรักษาไว้ซึ่งเกียรติยศศักดิ์ศรีของตุลาการ ซึ่งใน
หลักการนจ้ี ะกาํ หนดให้ผู้พพิ ากษามสี ทิ ธใิ นการเข้าร่วมชุมนมุ แสดงความคิดเห็น
ได้เช่นเดียวกับประชาชนทั่วไป แต่ต้องปฏิ บัติตนตามธรรมเนียมประเพณี ทางศาล

- ๑๑๐ -

นอกจากน้ี ยังมีสิทธิเข้าร่วมในการประชุมขององค์กรอื่นๆ เพื่อส่งเสริมความ
เป็นอิสระของผู้พิพากษาและตุลาการ ซึ่งในประเทศไทยเราได้มีบทบัญญัติแห่ง
กฎหมาย กําหนดวางกรอบไว้ โดยห้ามมิให้ผู้พิพากษากระทําการซึ่งอาจทําให้
เสียเกยี รติศักด์แิ หง่ ตําแหนง่ หน้าท่ีราชการไว้เชน่ กนั

ประการที่ ๕ ความเป็นอิสระของผู้พิพากษาและตุลาการจะต้อง
ได้รับการรับรองในเรื่องคุณสมบัติ และการคัดเลือกบุคคลเข้าดํารงตําแหน่ง
ผู้พิพากษาและตุลาการ ซึ่งมีหลักการว่าการคัดเลือกบุคคลเข้าดํารงตําแหน่ง
ผู้พิพากษานั้น อาจส่งผลกระทบต่อความเป็นอิสระของผู้พิพากษาและตุลาการ
ในทางส่วนตัวได้ หากปล่อยให้การเข้าสู่ตําแหน่งของผู้พิพากษาและตุลาการ
มีการใช้อิทธิพลหรือํานาจจากฝ่ายต่างๆ ไม่ว่าในทางการเมืองหรือในทางใดๆ
ก็ตาม เพราะตําแหน่งตุลาการเป็นตําแหน่งที่มีความสําคัญเกี่ยวข้องกับ
ผลประโยชน์ได้เสียของประเทศ ดังน้ัน จึงควรท่ีรัฐจะกําหนดมาตรการในการ
คัดเลือกบุคคลเข้าดํารงตําแหน่งผู้พิพากษาและตุลาการ เพื่อให้ผู้พิพากษาและ
ตุลาการมีความเป็นอิสระอย่างแท้จริง ไม่ตกอยู่ภายใต้อาณัติของผู้ใด ซึ่งใน
ประเทศไทยเราได้มีบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญ และพระราชบัญญัติระเบียบ
ขา้ ราชการฝา่ ยตลุ าการ พ.ศ. ๒๕๔๓ บัญญัติถึงเร่ืองคุณสมบัติและการคัดเลือก
บุคคลเข้าดํารงตําแหน่งผู้พิพากษา ซึ่งบัญญัติให้คณะกรรมการตุลาการหรือ
ก.ต. กําหนดถงึ คุณสมบัติ ตลอดจนวิธีการสอบคัดเลือกบุคคลเข้าดํารงตําแหน่ง
และการแต่งตัง้ ผู้พิพากษาจะต้องได้รับความเห็นชอบจาก ก.ต. ก่อน ดังน้ัน จะเห็นได้ว่า
ในประเทศไทยได้มีบทบัญญัติในเร่ืองการคัดเลือกบุคคลเข้าดํารงตําแหน่ง
ผู้พิพากษาดังเช่นมาตรฐานที่องค์การสหประชาชาติกําหนดไว้ในหลักพ้ืนฐาน
ความเป็นอสิ ระของผู้พพิ ากษาเช่นกนั

ประการที่ ๖ ความเป็นอิสระของผู้พิพากษาและตุลาการจะต้อง
ได้รับการรับรองในเรื่องค่าตอบแทนหรือเงินเดือนตลอดจนระยะเวลาในการ

- ๑๑๑ -

ดํารงตาํ แหนง่ ของผ้พู พิ ากษา ซึง่ มหี ลักการว่าเงินค่าตอบแทนหรือเงินเดือนและ
ระยะเวลาในการดํารงตําแหน่งของผู้พิพากษาย่อมมีผลต่อความเป็นอิสระของ
ผู้พิพากษาในทางส่วนตัว เนื่องจากในการปฏิบัติหน้าท่ีของผู้พิพากษาและ
ตุลาการนั้น ผู้พิพากษาและตุลาการจะต้องไม่วิตกกังวลเกี่ยวกับเงินเดือน
หรือระยะเวลาในการดํารงตําแหน่งว่า เงินเดือนจะถูกบ่ันทอน หรือลดลงเพราะ
การปฏิบัติหน้าท่ีหรือมีความวิตกกังวลว่าตนเองจะถูกปลด หรือถอดถอนออก
จากตําแหน่ง หรือถูกโยกย้ายเม่ือได้พิจารณาพิพากษาคดีใดลงไปโดยสุจริต
อันอาจกล่าวได้ว่าเป็นอิสระในทางส่วนตัวของผู้พิพากษาและตุลาการต้องถูก
กระทบกระเทือนเพราะการปฏิบัติหน้าที่ ดังนั้น รัฐจึงมีหน้าที่ในการกําหนด
ค่าตอบแทนและระยะเวลาในการดํารงตําแหน่งเพื่อเป็นหลักประกันความเป็น
อิสระแ ก่ ผู้พิพ า กษ า ใ นท า งส่ว น ตัว ซึ่ งใ น ป ระเทศ ไท ยเรา ได้มี บัญ ญั ติไว้ ใ น
รัฐธรรมนูญ และพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการฝ่ายตุลาการ พ.ศ. ๒๕๔๓
ไว้อย่างละเอียด อีกท้ังยังมี ก.ต. ทําหน้าท่ีเป็นองค์กรในการควบคุมและคุ้มครอง
ความเป็นอิสระของผู้พิพากษาในทางส่วนตัวนี้ด้วย ดังนั้น จึงเห็นได้ว่าใน
ป ร ะ เ ท ศ ไ ท ย ไ ด้ มี ม า ต ร ฐ า น ใ น ก า ร คุ้ ม ค ร อ ง ค ว า ม เ ป็ น อิ ส ร ะ ข อ ง ผู้ พิ พ า ก ษ า
เช่นเดียวกับท่ีองค์การสหประชาชาติกําหนดไว้ในหลักพื้นฐานความเป็นอิสระ
ของผู้พิพากษาเช่นกัน

ประการที่ ๗ ความเป็นอิสระของผู้พิพากษาที่จะได้รับการรับรอง
จากรัฐในเรื่องอํานาจหน้าที่ที่จะได้รับมอบหมายในการตัดสินคดีในศาล โดยการจ่าย
สํานวนของเจ้าหน้าท่ีบริหารศาล ซ่ึงมีหลักการว่าในการจ่ายสํานวนแก่ผู้พิพากษานั้น
จะต้องจ่ายสํานวนด้วยด้วยความเป็นธรรม จะเลือกจ่ายสํานวนแก่ผู้พิพากษา
บางคนไม่ได้เพราะเท่ากับเป็นการถอดถอนอํานาจในการพิจารณาพิพากษาคดี
เพราะหลักของความเป็นอิสระของผู้พิพากษาน้ันจะต้องมีหลักประกันว่า
ผู้พิพากษาต้องอํานาจใช้อํานาจตุลาการ คือ ทําหน้าท่ีของตนได้ด้วยจะมีบทบัญญัติ
แห่งกฎหมายมาจาํ กัดการใช้อาํ นาจตุลาการไม่ได้ ดังน้ัน ในบางประเทศ เช่น

- ๑๑๒ -

สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมันได้มีการจ่ายสํานวนแก่ผู้พิพากษาโดยวิธีจับสลาก
ซ่ึงในประเทศไทยมไิ ด้มีบทบญั ญตั วิ างหลักในเรอ่ื งการจา่ ยสาํ นวนแกผ่ ู้พพิ ากษา
ไว้ในกฎหมาย แต่มีระเบียบปฏิบัติของศาลในเร่ืองการจ่ายสํานวนเป็นอํานาจ
ของผบู้ งั คับบญั ชาทจ่ี ะมอบสาํ นวนใดแก่ผู้พพิ ากษาในศาลของตน ดังน้นั จึงเห็น
ได้ว่าในเร่ืองการจ่ายสํานวนนั้น ในประเทศไทยยังมิได้มีการบัญญัติหลักความ
เป็นอิสระของผู้พิพากษาในส่วนน้ีขึ้น ดังเช่นมาตรฐานที่ได้กําหนดโดยองค์การ
สหประชาชาติในเรอ่ื งหลักพน้ื ฐานความเปน็ อิสระของผูพ้ ิพากษา

ประการที่ ๘ ความเปน็ อิสระของผู้พิพากษาและตุลาการที่จะได้รับ
การรับรองจากรัฐในเรื่องการได้รับความคุ้มครองในการพิจารณาในเรื่องความ
ปลอดภยั และความลับในวิชาชีพ ซง่ึ มีหลกั การว่า ผู้พพิ ากษาและตลุ าการจะตอ้ ง
รักษาความลับของทางราชการเพื่อมิให้บุคคลภายนอกล่วงรู้ ซ่ึงอาจก่อให้เกิด
ความเสียหายแก่ทางราชการศาลได้ เพราะอาจก่อให้เกิดมติมหาชนสร้างความ
กดดันให้แก่ผู้พิพากษาและตุลาการในการพิจารณาพิพากษาคดี นอกจากนี้
เม่ือผู้พิพากษาได้พิจารณาคดีโดยสุจริต หากก่อให้เกิดความเสียหายแก่บุคคล
หน่ึงบุคคลใดในทางแพง่ ผู้พพิ ากษาผูน้ ั้นก็จะไดร้ บั การยกเว้นจากการถกู ฟ้องรอ้ ง
ให้ชดใช้ค่าเสียหาย ซ่ึงในข้อน้ีรัฐมีหน้าท่ีต้องให้การรับรองแก่ผู้พิพากษา
เพื่อให้มีความเป็นอิสระในการปฏิบัติหน้าที่ ซึ่งในประเทศไทยได้มีบัญญัติ
หลกั การดงั กล่าวไว้ในพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการฝ่ายตุลาการ ที่บัญญัติ
ให้ข้าราชการตุลาการต้องยอมรักษาความลับของทางราชการ ดังน้ัน จึงเห็นได้
ว่าประเทศไทยเราได้วางหลักคุ้มครองความเป็นอิสระของผู้พิพากษาในข้อนี้ไว้
เช่นเดียวกับมาตรฐานท่ีองค์การสหประชาชาติได้กําหนดไว้ในหลักพ้ืนฐาน
ความเป็นอิสระของผูพ้ พิ ากษาเช่นกนั

ประการที่ ๙ ความเปน็ อสิ ระของผ้พู พิ ากษาและตุลาการที่จะได้รับ
การรับรองจากรัฐในเร่ืองระเบียบวินัยและการลงโทษผู้พิพากษาและตุลาการ
ซึ่งมีหลักการว่า ในการปฏิบัติหน้าที่ของผู้พิพากษาและตุลาการจะต้องกระทําโดย

- ๑๑๓ -

โดยปราศจากความหวั่นเกรงว่าจะได้รับผลร้ายในภายหลัง อันอาจกล่าวได้ว่า
เป็นเรอื่ งความอสิ ระในทางสว่ นตวั ของผ้พู ิพากษาและตุลาการ เพราะการลงโทษ
ผู้พิพากษา หรือการกล่าวหาว่าผู้พิพากษาน้ันประพฤติผิดระเบียบวินัยย่อมมี
ผลกระทบตอ่ ความเป็นอสิ ระของผพู้ พิ ากษาและตลุ าการได้ เนือ่ งจากผูพ้ ิพากษา
อาจเกิดความหว่ันไหวในการพิจารณาพิพากษาคดี ดังน้ัน จึงเป็นหน้าท่ีของรัฐ
ที่จะกําหนดมาตรการในการรับรองคุ้มครองแก่ผู้พิพากษาและตุลาการในประการนี้
ซึ่งในประเทศไทยได้มีบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญและพระราชบัญญัติระเบียบ
ข้าราชการฝ่ายตุลาการโดยละเอียด สรุปแล้วจะเห็นได้ว่า หลักเกณฑ์พื้นฐานที่
ทางองค์การสหประชาชาติได้กําหนดวางมาตรฐานในเร่ืองความเป็นอิสระของ
ผู้พิพากษาน้ันส่วนใหญ่ ประเทศไทยได้บัญญัติไว้แล้วแทบท้ังส้ิน ยกเว้นเพียง
บางประการที่ประเทศไทยยังมิได้นํามาบัญญัติไว้ในกฎหมาย ซ่ึงจากหลักการต่างๆ
จะเห็นได้ว่ารัฐได้ให้ความสําคัญแก่ความเป็นอิสระของผู้พิพากษาและตุลาการ
อย่างเต็มที่เพอ่ื ทําให้ผู้พิพากษาและตลุ าการของไทยมคี วามเป็นอสิ ระอยา่ งแท้จรงิ

หลักประกันความเป็นอิสระของผู้พิพากษาและตุลาการเป็นสิ่งท่ีทํา
ให้ความเป็นกลางและการอยู่ภายใต้บังคับกฎหมายเท่านั้นของผู้พิพากษาและ
ตุลาการเป็นจริงข้ึนมาได้ หลักความเป็นอิสระดังกล่าวจึงเป็นเง่ือนไขสําคัญ
เพื่อใหเ้ กดิ ความเปน็ ธรรมข้นึ และไมใ่ ชเ่ รอื่ งท่จี ะให้สทิ ธิพเิ ศษอะไรแก่ผู้พิพากษา
หากแต่เป็นหน้าที่ของผู้พิพากษาท่ีจะต้องรักษาไว้ซ่ึงหลักแห่งความเป็นอิสระ
ดงั กล่าวโดยวางตนระหวา่ งการปฏิบตั ิหนา้ ท่ีไม่ใหเ้ กิดข้อครหาต่อความไว้วางใจ
ในความเปน็ อิสระแห่งตน ถ้อยคําที่ว่า “ผู้พิพากษาเป็นอิสระ” มีความหมายว่า
เป็นอิสระจาก “ใบส่ัง” ต่างๆ ในการตัดสินคดีน้ัน ผู้พิพากษาและตุลาการจึงไม่
อาจรับคําส่ังใดๆ และในกรณีท่ีมีคําสั่งดังกล่าว ผู้พิพากษาไม่ต้องปฏิบัติตาม

ศาสตราจารย์ สัญญาธรรมศกั ด์ิ กลา่ วว่า “ผ้พู ิพากษาเราอยู่เพ่ือ
อํานวยความยุติธรรมแก่ประชาชน ไม่เลือกชาติ ชั้น วรรณะ เราจะอํานวยความยุติธรรม

- ๑๑๔ -

ไม่ว่าแก่ผู้ใด บริสุทธิ์ เข้มแข็ง กล้าต่อสู้ต่ออํานาจท่ีมาบีบบังคับอํานาจท่ีจะมา
จากสถานใดก็ตาม อํานาจที่เป็นกําลังอาวุธ กําลังอิทธิพล อีกท้ังอํานาจความยั่วเย้า
ย่ัวยวนของวัตถุนิยม เราต้องต่อสู้อํานาจเหล่าน้ัน จงรักษาความยุติธรรมเหมือนชีวิต
เหมือนสุภาษิตลาตินบทหนึ่งว่า “fiat ju stitia, ruat coelum” แปลว่า “จงให้ความ
ยุติธรรมแม้ฟ้าจะถล่มก็ตาม” วัฒนธรรมประชาธิปไตยประการหน่ึง คือ การปกครอง
ประเทศจะต้องเป็นไปตามหลักนิติธรรม (The Rule of Law) หมายความถึง การใช้
หลักกฎหมายเปน็ ฐานในการปกครองไม่ใช่ใชอ้ ํานาจตามอําเภอใจ

ตามประมวลจริยธรรมตุลาการ ข้อ ๑ กําหนดว่า “หน้าท่ีสําคัญ
ของผู้พิพากษา คือ การประสาทความยุติธรรมแก่ผู้มีอรรถคดี ซึ่งจักต้องปฏิบัติ
ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต เท่ียงธรรม ถูกต้องตามกฎหมายและนิติประเพณี
ทง้ั จักตอ้ งแสดงให้เป็นท่ีประจักษ์แก่สาธารณชนด้วยว่าตนปฏิบัติอย่างนั้นอย่าง
เคร่งครัดครบถ้วน เพื่อการน้ีผู้พิพากษาจักต้องยึดม่ันในความเป็นอิสระของตน
และเทอดทูนไว้ ซ่ึงเกียรติศักด์ิแห่งสถาบันตุลาการ” เมื่อผู้พิพากษามีความเป็น
กลางและมีอิสระปราศจากการแทรกแซงจากอํานาจใดๆ ผู้พิพากษาย่อมมี
หลกั ประกนั ในการพิจารณาพิพากษาอรรถคดี และผลท่ีตามมา คือ ประชาชนมีความ
เช่ือมั่นในระบบและกระบวนการยุตธิ รรม ประชาชนทกุ ฐานะ อาชีพ กลุ่มชนต้อง
ได้รับการปฏิบัติท่ีเท่าเทียมกันภายใต้กฎหมาย (Equality before the law) ใน
ขณะเดียวกันฝ่ายบริหารก็ไม่จําเป็นต้องมองศาลในแง่ที่เป็นองค์กรที่ขัดขวาง
การบรหิ ารงานของรฐั บาล ตรงกันข้ามรฐั บาลควรมีทศั นคตติ อ่ ศาลวา่ เปน็ องคก์ ร
ท่ีรบั รองความมีมาตรฐานของธรรมาภบิ าล ในการปกครองประเทศเพราะรัฐบาล
ยนิ ดีท่จี ะใหศ้ าลตรวจสอบการทาํ งานของตนอย่างเปดิ เผยเชน่ กนั

ตัวอย่าง เรื่องหลักความเป็นอิสระของผู้พิพากษาในประเทศไทย
ในสมัยที่นายประภาศน์ อวยชัย เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ได้ทําเร่ืองเสนอ
โอนนายประมาณ ซันซ่ือ ปลัดกระทรวงยุติธรรม เป็นข้าราชการตุลาการ ช้ัน ๘

- ๑๑๕ -

ต่อคณะกรรมการตลุ าการ หรอื ก.ต. โดยตอ่ มารฐั มนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม
ไดม้ ีหนังสือ ลงวนั ที่ ๑๖ สงิ หาคม ๒๕๓๔ ขอถอนเรือ่ งการขอโอนปลดั กระทรวง
ยุติธรรม แต่ ก.ต. มีมติให้พิจารณาต่อไป และมีมติให้ความเห็นชอบในการโอน
นายประมาณ ซันซ่อื ให้ดํารงตําแหน่งข้าราชการตุลาการ ชั้น ๘ ต่อมาเม่ือวันที่
๒๖ สิงหาคม ๒๕๓๔ ซ่ึงมีการประชุม ก.ต. ในเร่ืองการแต่งตั้งตุลาการระดับสูง
ให้ดํารงตําแหน่งแทนข้าราชการตุลาการในตําแหน่งประธานศาลฎีกาและ
รองประธานศาลฎีกาตามท่ีนัดไว้ แต่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมมิได้เสนอ
เร่อื งดังกลา่ วให้ ก.ต.พิจารณาโดยให้เหตุผลว่า กระทรวงยุติธรรมยังมิได้ทําตามข้ันตอน
และยังไม่มีรายละเอียดเสนอมาพร้อมกับบัญชีราชช่ือทําให้ไม่สามารถพิจารณาได้
ในท่ีสุด ก.ต. ไดม้ ีมตใิ ห้เลอื นไปเพือ่ ใหโ้ อกาสรัฐมนตรวี า่ การกระทรวงยตุ ิธรรมอกี คร้งั หนึง่

ต่อมาในวันท่ี ๒ กันยายน ๒๕๓๔ มีการประชุม ก.ต. ตามท่ีนัดกันไว้อีก
แต่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมยังมิได้เสนอบัญชีราชช่ือเพ่ือพิจารณา
แต่งตั้งโดยให้เหตุผลว่า บัญชีรายชื่อท่ีกระทรวงยุติธรรมส่งมาให้พิจารณาน้ันยืดยาว
พิจารณาไม่ทัน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมต้องตรวจสอบประวัติก่อน ซ่ึง ก.ต.
ได้พิจารณาแล้วมีมติให้ดําเนินการพิจารณาไปโดยไม่รอการเสนอของรัฐมนตรีว่าการ
กระทรวงยุติธรรมด้วยคะแนนเสียง ๗ ต่อ ๕ และได้มีมติตั้งนายประวิทย์ ขัมภรัตน์
เป็นประธานศาลฎีกา นายประมาณ ซันซ่ือ เป็นรองประธานศาลฎีกา คนที่ ๑
นายชศู ักด์ิ บัณฑิตกลุ เปน็ รองประธานศาลฎีกา คนที่ ๒ และนายเคียง บุญเพ่ิม
เป็นรองประธานศาลฎีกา คนที่ ๓ ตามลาํ ดบั

ต่อมาในวันที่ ๑๓ กันยายน ๒๕๓๔รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม
ก็ยังมิได้เสนอชื่อต่อ ก.ต. เพ่ือให้แต่งต้ังประธานศาลฎีกาและรองประธานศาลฎีกา
อีกจนกระทั่งในวันท่ี ๑๖ กันยายน ๒๕๓๔ ก.ต. จึงได้มีมติด้วยคะแนนเสียง
๗ ต่อ ๐ ว่าการประชุมแต่งต้ังประธานศาลฎีกาและรองประธานศาลฎีกาในครั้งก่อน

- ๑๑๖ -

เป็นการชอบแล้ว ดังน้ัน ในวันท่ี ๒๐ กันยายน ๒๕๓๔ ประธานศาลฎีกา และ
ประธาน ก.ต. ได้มีหนังสือถึงนายกรัฐมนตรีแจ้งมติของ ก.ต. เมื่อวันที่ ๒
กันยายน ๒๔๓๔ ทีแ่ ตง่ ตั้งประธานศาลฎีกาและรองประธานศาลฎีกา เพื่อขอให้
นายกรัฐมนตรีดําเนินการตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการฝ่าตุลาการ
และกฎหมายว่าด้วยระเบียบบริหารราชการแผ่นดินให้บุคคลดังกล่าวได้ดํารง
ตําแหน่งตามมติ ก.ต. ต่อไป และในวันเดียวกันน้ันเองรัฐมนตรีว่าการกระทรวง
ยุติธรรมได้มีคําสั่ง ท่ี ๖๔๒/๒๕๓๔ โอนนายประมาณ ซันซ่ือ ปลัดกระทรวงยุติธรรม
มาเป็นข้าราชการตุลาการ ชั้น ๘ โดยมิได้ระบุตําแหน่ง ต่อมาในวันท่ี ๓๐ กันยายน
๒๕๓๔ ซึ่งเป็นวันครบกําหนดเกษียณอายุราชการของนายโสภณ รัตนากร
ประธานศาลฎีกา ซึ่งเป็นประธาน ก.ต. และรองประธานศาลฎีกา ซ่ึงเป็น ก.ต.
โดยตําแหนง่ รวม ๓ ท่าน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมจึงมีคําส่ังโดยอาศัย
อํานาจตามกฎหมายแต่งตั้งให้นายเวียง ตรีวิมล เป็นผู้ทําการแทนประธาน
ศาลฎีกา นายถาวร ตันตราภรณ์ นายประมาณ ซันซื่อ นายชูศักด์ิ บัณฑิตกุล
ช่วยทํางานในตําแหน่งรองประธานศาลฎีกา จากกรณีดังกล่าวนักกฎหมาย
บางท่านได้ให้ความเห็นว่า เป็นการให้อํานาจบริหารเข้ามาก้าวก่ายอํานาจ
ตุลาการทําให้ฝ่ายตุลาการไม่มีความเป็นอิสระเพราะฝ่ายบริหาร คือ รัฐมนตรีมีหน้าท่ี
ให้บริการทางธุรการและเสนอความเห็นแต่งตั้งโยกย้ายเท่านั้น อํานาจเด็ดขาด
ในทางกฎหมายจริงๆ อยู่ที่คณะกรรมการตุลาการที่จะให้คุณโทษอันเป็นการให้
ผู้พิพากษาควบคุมกันเอง รัฐมนตรีซ่ึงเป็นฝ่ายบริหารไม่มีอํานาจให้คุณให้โทษ
แก่ผู้พิพากษาได้

จากกรณีดังกล่าวเม่ือพิจารณาถึงหลักความเป็นอิสระของผู้พิพากษา
และตุลาการแล้วจะเห็นได้ว่าเป็นปัญหาท่ีเก่ียวข้องกับความเป็นอิสระของ
ผู้พิพากษาและตุลาการในทางส่วนตัวซึ่งมีหลักว่าการปฏิบัติหน้าที่ของผู้พิพากษาน้ัน

- ๑๑๗ -

จะต้องไม่มีความหว่ันเกรงจากการใช้อิทธิพลหรืออํานาจใดๆ ในการเลื่อนตําแหน่ง
หรือแต่งต้ังโยกย้าย ตลอดจนการข้ึนเงินเดือนและการลงโทษผู้พิพากษาศาล
ยุติธรรมจะต้องได้รับความเห็นชอบจาก ก.ต. ซ่ึงเป็นหลักประกันความเป็นอิสระ
ในทางส่วนตัวอันส่งผลให้มีความพยายามแยกอํานาจตุลาการให้ออกจากฝ่ายบริหาร
เพื่อให้ศาลยุติธรรมมีหน่วยธุรการท่ีเป็นอิสระ โดยมีเลขาธิการสํานักงานศาลยุติธรรม
เป็นผู้บังคับบัญชาข้ึนตรงต่อประธานศาลฎีกา จนในที่สุดจึงได้มีการตราพระราชบัญญัติ
ระเบียบข้าราชการตุลาการ พ.ศ. ๒๕๔๓ ข้ึนใช้บังคับ เพ่ือให้เป็นไปตามเจตนารมณ์
ของรัฐธรรมนูญ พ.ศ. ๒๕๔๐ มาตรา ๒๗๕ ซึ่งบัญญัติให้ศาลยุติธรรมมีหน่วยธุรการที่
เป็นอสิ ระท้ังในการบรหิ ารงานบุคคลและการงบประมาณ

๔.๒ หลกั ความเป็นกลางและไมม่ สี ่วนได้เสยี

เนื่องจากการดําเนินคดีไม่ว่าจะเป็นการดําเนินคดีแพ่ง คดีอาญา
หรือคดีปกครองน้ัน บุคคลที่ทําหน้าท่ีในการพิจารณาวินิจฉัยช้ีขาดข้อเท็จจริง
และพิพากษาคดี คือ ผู้พิพากษาและตุลาการ ดังน้ัน ผู้พิพากษาและตุลาการ
จึงต้องไม่มีส่วนได้เสียในคดีท่ีพิจารณาไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม เพราะการมี
ส่วนได้เสียในคดีท่ีผู้พิพากษาและตุลาการทําหน้าท่ีอยู่น้ัน ย่อมก่อให้เกิดความ
เคลอื บแคลงสงสยั ในความยุติธรรมและความเปน็ กลางในการพิจารณาพิพากษา
คดีโดยผู้พิพากษาและตุลาการผู้นั้นได้ นอกจากน้ัน สิทธิของคู่ความในอันที่จะ
ได้รบั การพจิ ารณาที่เปน็ ธรรมโดยผพู้ พิ ากษาและตุลาการที่มคี วามเป็นกลางและ
ไม่มีส่วนได้เสียน้ัน ได้มีการรับรองไว้ในมาตรา ๑๐ แห่งปฏิญญาสากลว่าด้วย
สิทธิมนุษยชน ปี ค.ศ. ๑๙๔๘ (Universal Declaration of Human Right 1984)
และมาตรา ๖ แห่งอนุสัญญายุโรปว่าด้วยสิทธิมนุษยชน (European Convention
on Human Right) เพื่อเป็นหลักประกันและสร้างความเชื่อม่ันให้กับคู่ความและสังคม
ว่าการทําหนา้ ท่พี ิจารณาคดขี องผ้พู ิพากษาและตุลาการจะเป็นไปด้วยความยุติธรรม

- ๑๑๘ -

สําหรับหลักความเป็นกลางและไม่มีส่วนได้เสียของผู้พิพากษาและ
ตุลาการน้ัน มีหลักการสืบเนื่องมาจากหลักความยุติธรรมตามธรรมชาติข้อหน่ึง
ที่ว่า ผู้พิพากษาและตุลาการจะไม่พิจารณาคดีใดๆ ซึ่งตนมีส่วนได้เสียหรือมี
ผลประโยชน์เก่ยี วขอ้ ง (No man can be judge in his own cause) ซงึ่ หมายถึง
สิทธิในการได้รับการพิจารณาพิพากษาโดยบุคคลท่ีไม่มีอคติ ไม่ว่าจะเป็นอคติ
ตามความเป็นจริงหรืออคติโดยนัยก็ตาม กล่าวคือ ผู้พิพากษาและตุลาการจะมี
ผลประโยชนห์ รอื สว่ นได้เสยี อย่างใดๆ ในคดมี ิได้ ไม่วา่ จะเป็นประโยชนท์ างด้าน
การเงนิ หรอื ประโยชน์อื่นใด และไม่ได้มีความสัมพันธ์ท่ีใกล้ชิดกับคู่ความฝ่ายใด
ฝ่ายหน่ึง นอกจากน้ัน ผู้พิพากษาและตุลาการยังต้องไม่มีพฤติกรรมใดๆ ที่อาจ
ทําให้คู่ความฝ่ายใดสงสัยในความเป็นกลางของผู้พิพากษาและตุลาการผู้นั้น
ซงึ่ สามารถสรปุ สาเหตทุ สี่ ่งผลกระทบต่อหลักความเป็นกลางและไม่มีส่วนได้เสีย
ของผู้พิพากษาและตุลาการได้๓๓ ดังน้ี

(๑) ผู้พิพากษาและตุลาการมีส่วนได้เสียหรือประโยชน์ทางการเงิน
การมีส่วนได้เสียหรือผลประโยชน์ทางการเงินที่ทําให้ผู้พิพากษาและตุลาการ
ขาดความเป็นกลางและไม่มีส่วนได้เสียนั้น คือ คําวินิจฉัยอย่างใดๆ ของผู้พิพากษา
และตุลาการผู้น้ันจะทําให้ผู้พิพากษาได้รับหรือเสียผลประโยชน์ใน ทางส่วนตัว
โดยผลประโยชนด์ ังกลา่ วนั้นจะตอ้ งคาดหมายได้และไมไ่ กลเกินกวา่ เหตุ

(๒) การมคี วามสัมพันธ์ส่วนบุคคล การมคี วามสัมพนั ธ์ส่วนบุคคลน้ี
อาจเป็นกรณีของความสัมพันธ์ทางเครือญาติไม่ว่าจะเป็นญาติทางสายโลหิต
หรือญาติทางการแต่งงาน และยังหมายความรวมถึงความสัมพันธ์ส่วนบุคคลใน
ลกั ษณะอ่ืนทอ่ี าจก่อใหผ้ พู้ ิพากษาและตลุ าการเกดิ อคติได้

๓๓ แหลง่ ท่มี า : https://www.digi.library.tu.ac.th/๒๑ พฤศจกิ ายน ๒๕๖๑

- ๑๑๙ -

(๓) การตัดสินคดีล่วงหน้า สําหรับความเกี่ยวข้องของผู้พิพากษา
และตลุ าการในกรณนี ี้ อาจเกดิ ข้ึนได้สองกรณี คือ การแสดงความความเห็นไว้ก่อนหน้า
และการเคยมีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีนั้น เน่ืองจากเมื่อผู้พิพากษาและตุลาการได้
เคยเก่ียวข้องกับข้อเท็จจริงใดมาก่อนแล้ว ย่อมมีแนวโน้มที่จะนําเอาความเช่ือ
หรือข้อเท็จจริงท่ีตนเองเคยรับรู้ดังกล่าวมาเป็นส่วนหน่ึงในการพิจารณาและ
พพิ ากษาคดี ซง่ึ สง่ ผลให้คําพิพากษาหรอื คาํ วินิจฉัยท่ีอยู่บนความเชื่อหรือข้อมูล
เชน่ น้นั ไมต่ ง้ั อย่บู นเหตุผลทีป่ รากฏโดยชอบในกระบวนพิจารณา

ดังน้ัน เพ่ือเป็นหลักประกันว่าผู้พิพากษาและตุลาการจะไม่พิจารณา
พิพากษาคดีใดๆ ซ่ึงตนมีส่วนได้เสียหรือมีผลประโยชน์เก่ียวข้อง กฎหมายจึงต้อง
บัญญตั ถิ งึ เหตบุ างประการทีม่ ลี ักษณะแห่งความมีอคติและความไม่เป็นกลางของ
ผพู้ พิ ากษาและตุลาการ ซ่ึงจะทาํ ให้ผูพ้ ิพากษาและตุลาการผู้นั้นถูกห้ามมิให้ทําหน้าที่
ตามกฎหมาย หรืออาจให้สิทธิแก่คู่ความในคดีใช้สิทธิร้องคัดค้านผู้พิพากษา
และตลุ าการผูน้ ัน้ ได้

**************************************






Click to View FlipBook Version