พทุ ธปฏภิ าณ
วศนิ อินทสระ
พุทธปฏิภาณ
วศนิ อนิ ทสระ
น้อมบูชาอาจรยิ คณุ
อายวุ ัฒนมงคล
ครบรอบ ๘๔ ปี
ทา่ นอาจารย์วศนิ อินทสระ
๑๗ กนั ยายน ๒๕๖๑
พทุ ธปฏิภาณ
วศิน อนิ ทสระ
Facebook : อาจารยว์ ศนิ อินทสระ
Facebook : Wasin Indasara
ชมรมกัลยาณธรรม
หนงั สือดลี ำ� ดับท่ี ๓๗๗
พิมพ์ครั้งที่ ๓ : สิงหาคม ๒๕๖๑ จำ� นวนพมิ พ์ ๓,๐๐๐ เลม่
พมิ พค์ ร้ังที่ ๑ : พ.ศ. ๒๕๔๒ (เพ่ือเป็นอนุสรณ)์
พิมพ์ครัง้ ท ี่ ๒ : พ.ศ. ๒๕๔๓ (เพื่อจำ�หน่าย)
โดย สำ�นักพมิ พบ์ รรณกิจ ๑๙๙๑ จำ�กัด
จดั พิมพโ์ ดย ชมรมกลั ยาณธรรม ๑๐๐ ถนนประโคนชัย ตำ� บลปากน้ำ� อ�ำเภอเมือง
จังหวดั สมทุ รปราการ ๑๐๒๗๐ โทรศพั ท์ ๐-๒๗๐๒-๗๓๕๓ และ ๐-๒๗๐๒-๙๖๒๔
ภาพปกและลายเส้น ศิลปิน กิตติ ปรเิ มธาชยั
ออกแบบ คนข้างหลัง พิสจู นอ์ กั ษร ทีมงานกัลยาณธรรม
พมิ พ ์ บริษัทสำ� นกั พิมพส์ ภุ า จำ� กัด ๑๑๘ ซอย ๖๘ ถนนจรญั สนิทวงศ ์
เขตบางพลดั กรุงเทพฯ ๑๐๗๐๐ โทร. ๐-๒๔๓๕-๘๕๓๐
สัพพทานัง ธมั มทานัง ชนิ าติ
การใหธ้ รรมะเปน็ ทาน ย่อมชนะการใหท้ ั้งปวง
www.kanlayanatam.com kanlayanatam
ว ศิ น อิ น ท ส ร ะ
ค�ำอนุโมทนา
ชมรมกลั ยาณธรรม โดย ทนั ตแพทยห์ ญงิ อจั ฉรา กลน่ิ สวุ รรณ ์ ขอ
อนุญาตจัดพิมพ์หนังสือเรื่อง “พุทธปฏิภาณ” เน่ืองในโอกาสคล้าย
วนั เกดิ ของขา้ พเจา้ ครบ ๘๔ ปบี รบิ รู ณ ์ ในวนั ท ่ี ๑๗ กนั ยายน ๒๕๖๑ น้ี
ข้าพเจ้าอนุญาตดว้ ยความยนิ ดีย่ิง
ปฏิภาณ เป็นหนึ่งในปฏิสัมภิทา ๔ คือ ๑. อัตถปฏิสัมภิทา
แตกฉานในความหมายของธรรม สามารถอธบิ ายธรรมได ้ โดยยอ่ หรอื
โดยลึกซึ้งพิสดาร ๒. ธัมมปฏิสัมภิทา แตกฉานในหัวข้อธรรม เช่น
อรยิ สจั ๔ มอี ะไรบา้ ง เปน็ ตน้ ๓. นริ ตุ ตปิ ฏสิ มั ภทิ า แตกฉานในภาษา
หรือใช้ภาษาสวยงาม น่าฟัง และ ๔. ปฏิภาณปฏิสัมภิทา ปฏิภาณ 5
หรอื ไหวพรบิ สามารถแกป้ ัญหาเฉพาะหนา้ ไดด้ ี
“พุทธปฏิภาณ” เป็นพระปัญญาขององค์สมเด็จพระสัมมา-
สมั พทุ ธเจา้ ทส่ี ามารถโตต้ อบปญั หาตา่ งๆ โดยฉบั พลนั ทนั ท ี โดยไมต่ อ้ ง
ทรงคดิ ไวก้ อ่ น
ขา้ พเจา้ ขออนโุ มทนาตอ่ กศุ ลเจตนาของชมรมกลั ยาณธรรม ขอให้
ชมรมฯ จงตั้งม่ันสถาพร และขอให้สมาชิกชมรมฯ และผู้สนับสนุน
กิจกรรมอันเป็นกุศลของชมรมฯ ทุกท่าน มีความสุข ความเจริญ
ยง่ิ ๆ ขนึ้ ไป ขอใหท้ า่ นผอู้ า่ นไดป้ ระโยชนแ์ ละความสขุ จากหนงั สอื เลม่ น้ี
เพราะได้ปัญญา ไดป้ ฏิภาณ ทว่ั กนั
ด้วยความปรารถนาดีอยา่ งยงิ่
๑๒ สงิ หาคม ๒๕๖๑
พุ ท ธ ป ฏิ ภ า ณ
ค�ำน�ำของชมรมกัลยาณธรรม
การไดเ้ กดิ มาเปน็ มนษุ ย ์ ไดพ้ บพระพทุ ธศาสนา ไดพ้ บกลั ยาณมติ ร
และมีโอกาสได้ฟังธรรมของพระพุทธเจ้า เป็นบุญวาสนายิ่งส�ำหรับ
ชีวิตหนึ่ง พระพุทธศาสนาประดิษฐานข้ึนในโลกน้ี โดยเริ่มต้นจาก
6 การประสตู ขิ องเจา้ ชายสทิ ธตั ถะ ถอื เปน็ การประกาศอสิ รภาพของมนษุ ย์
ถอื เปน็ ปรากฏการณท์ ย่ี ง่ิ ใหญใ่ นประวตั ศิ าสตรแ์ หง่ มนษุ ยชาต ิ โฉมหนา้
ของอารยธรรมมนษุ ยเ์ ปลยี่ นไป สรรพสตั วท์ ง้ั ๓๑ ภพภมู พิ บทางรอด
จากการเปน็ ทาสของตณั หาและอวชิ ชา
องค์การสหประชาชาติได้ก�ำหนดให้วันวิสาขบูชาเป็นวันส�ำคัญ
สากลของโลก เมื่อวันที่ ๑๕ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๔๒ โดยสมัชชา
สหประชาชาต ิ ระบวุ า่ พระพทุ ธศาสนาเปน็ ศาสนาทเ่ี กา่ แกท่ ส่ี ดุ ศาสนา
หนง่ึ ของโลก ท่ไี ด้หล่อหลอมจติ วญิ ญาณของมนษุ ยชาติมานาน ควรที่
จะยกยอ่ งกนั ทว่ั โลก จงึ ประกาศใหว้ นั วสิ าขบชู า ซงึ่ ตรงกบั วนั เพญ็ เดอื น
พฤษภาคม เปน็ วันส�ำคัญสากลนานาชาต ิ (International Day)
นอกจากน้ี มีหลักฐานใน Encyclopedia Britannica ของ
อังกฤษ บันทึกไว้ว่า “พุทธศาสนาเป็น Movement of Pacifism
หรอื เปน็ สันตนิ ิยมกระบวนการแรก เท่าที่มนษุ ย์ร้จู กั ”
ว ศิ น อิ น ท ส ร ะ
ข้อมูลต่างๆ เหล่านี้ เป็นเพียงตัวอย่างเล็กน้อย ท่ีเตือนใจเรา
ชาวพทุ ธใหต้ ระหนกั ในคณุ คา่ ของพระพทุ ธศาสนา และควรไดป้ ระโยชน์
จากพระธรรมคำ� สอน อนั เปน็ มรดกลำ้� คา่ ทพ่ี ระบรมศาสดาทรงประทาน
ไว้ให้
การเผยแผ่พระพุทธศาสนา ในยุคพุทธกาลนั้น ไม่มีอุปกรณ์
เทคโนโลยีใดๆ เป็นตัวช่วย แต่ด้วยพระพุทธปฏิภาณท่ีมีอยู่ประจ�ำ
พระองค์ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ท�ำให้การประดิษฐานและเผยแผ่
พระพุทธศาสนาเป็นไปอย่างประสิทธิภาพ กว้างไกล อีกท้ังในยุคนั้น
ผู้มีบุญบารมีถึงพร้อมท่ีจะบรรลุธรรมมีมาก รอแต่เพียงได้ฟังธรรม
จากพระพุทธองค์เท่านั้น จึงมีผู้บรรลุธรรมมากมาย ซ่ึงได้มาเป็น
กำ� ลังสำ� คัญแหง่ กองทพั ธรรมของพระสัพพญั ญู ผรู้ ู้แจ้งโลก
หลายเหตุการณ์ในพุทธประวัติ หรือในพระสูตรต่างๆ ล้วนมี 7
ตัวอย่างเรื่องราวที่ส�ำคัญมากมาย ท่ีแสดงไว้ถึงพระพุทธปฏิภาณ
ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ท่ีไม่มีใครเปรียบเทียบได้ ซ่ึงท่านอาจารย์
วศิน อินทสระ ได้หยิบยกมาน�ำเสนอในเล่มนี้ ยิ่งได้ศึกษา ย่ิงเพิ่มพูน
ศรทั ธา ยงิ่ ซาบซงึ้ ในพระปญั ญาคณุ พระวสิ ทุ ธคิ ณุ และพระมหากรณุ า
คุณของพระโลกนาถ ย่ิงเกิดความเชื่อม่ัน เกิดก�ำลังใจ ให้ด�ำเนินตาม
รอยพระบาท เทิดทูนพระธรรม น้อมน�ำมาปฏิบัติบูชา เพื่อจะได้พบ
แสงสวา่ งทางพ้นทกุ ข์ไปตามล�ำดับ
ในมงคลวาระ ครบรอบวนั คลา้ ยวนั เกดิ ๘๔ ป ี ของทา่ นอาจารย์
วศิน อินทสระ ที่จะมาถึงในวันที่ ๑๗ กันยายน ศกนี้ คณะศิษย์
โดยมีชมรมกัลยาณธรรม เป็นต้น ได้กราบขออนุญาตน�ำหนังสือ
“พทุ ธปฏภิ าณ” ผลงานอนั ทรงคณุ คา่ ของทา่ นอาจารยม์ าจดั พมิ พใ์ หม่
อกี ครง้ั เพอื่ นอ้ มถวายเปน็ พทุ ธบชู า และบชู าพระคณุ ของครทู เี่ คารพรกั
พุ ท ธ ป ฏิ ภ า ณ
ยิ่ง ท่านเปรียบประดุจพระธรรมเจดีย์ ผู้เปี่ยมด้วยปัญญาและเมตตา
มีชีวิตท่ีเรียบง่าย เป็นแบบอย่าง เป็นแนวทางของ “ฆราวาสมุนี” ที่
หาได้ยากย่ิง
ชมรมกัลยาณธรรมขอขอบคุณทีมงานจิตอาสาทุกท่าน ท่ีร่วม
เป็นส่วนหน่ึงของผลงานธรรมอันทรงคุณค่า ให้ส�ำเร็จลุล่วงในคร้ังนี้
ขอกราบนมัสการร�ำลึกพระคุณท่านพระอาจารย์มหากีรติ ธีรปัญโญ
ที่ช่วยตรวจทานพิสูจน์อักษรและให้ค�ำแนะน�ำท่ีเป็นประโยชน์
ขอขอบคุณ ศิลปิน กิตติ ปริเมธาชัย จากกลุ่มจิตรกรไทย ที่บรรจง
รงั สรรคภ์ าพพทุ ธศลิ ปอ์ นั งดงามและออกแบบภาพปกให ้ และยงั มนี ำ�้ ใจ
เขียนภาพลายเส้นประกอบในเล่มอีกมากมาย ขอขอบคุณทีมงาน
จิตอาสาของชมรมกัลยาณธรรมอีกหลายท่าน ท่ีร่วมกันสร้างสรรค์
8 คณุ คา่ ธรรม ใหง้ ามสมรองรบั เนอื้ หาแหง่ พระพทุ ธปฏภิ าณแหง่ องคส์ มเดจ็
พระสมั มาสมั พทุ ธเจา้ ในวาระอันเปน็ มงคลยิ่งน้ี
ทางด�ำเนินของชีวิตท่ีสืบต่อมา ยาวนานในวัฏสงสาร เราต่างมี
บุญวาสนายิ่ง ท่ีได้พบครูบาอาจารย์ผู้เป็นกัลยาณมิตร ผู้จุดประทีป
แห่งธรรมสืบต่อจากองค์พระบรมศาสดามาตามล�ำดับกาล และฉาย
แสงประทีปนั้นเข้ามาถึงจิตใจของพวกเรา ให้ทุกคนมีโอกาสได้รับ
แสงสวา่ งแหง่ ธรรม สอ่ งน�ำทางชวี ติ นบั เปน็ ความเมตตา เปน็ พระคณุ
ทยี่ ากจะตอบแทนครบู าอาจารย์และพระอริยเจ้าทั้งหลายได้หมดสิ้น
เมอ่ื แสงธรรมฉายสอ่ งดวงจติ เราจะเหน็ เพอ่ื นมนษุ ยแ์ ละสรรพชวี ติ
ทั้งหลาย เป็นเพ่ือนร่วมทุกข์ เพื่อนร่วมเกิดแก่เจ็บตาย ความเมตตา
การให้อภัย และความเข้าใจคนอื่น จะบังเกิดข้ึนอย่างเปี่ยมล้น และ
เราจะไมห่ วน่ั ไหวตอ่ โลกธรรมงา่ ยเกนิ ไป ชวี ติ ทส่ี งบเยน็ เปน็ ประโยชน์
สุขง่าย ทุกข์ยาก ที่เคยอยู่ในอุดมคติ จะเป็นสิ่งที่เราสามารถเข้าถึง
ว ศิ น อิ น ท ส ร ะ
และสัมผัสได้จริง ตามก�ำลังบุญบารมีที่เพียรสร้างสมมา พร้อมกันนั้น
เราจะยิ่งซาบซึ้งในพระมหากรุณาคุณ ขององค์พระบรมศาสดา และ
สำ� นกึ แหง่ ความกตญั ญรู คู้ ณุ ในพระเมตตาอนั ไมม่ ปี ระมาณ จะถกู สง่ ตอ่
มาทุกยุคทกุ สมัย
ในมงคลวาระแห่งอายุวัฒนมงคล ๘๔ ปี ของท่านอาจารย์วศิน
อินทสระ ท่ีจะถึงนี้ ในนามของคณะศิษย์และพุทธศาสนิกชนท้ังหลาย
ขอนอบนอ้ มบชู าพระคณุ ครผู ปู้ ระเสรฐิ ดว้ ยธรรมทาน และการเผยแผ่
ธรรม อันเป็นปณิธานแห่งชีวิตของครูตลอดมา ตราบจนถึงทุกวันน้ี
ขอพระพทุ ธานภุ าพและพระพทุ ธปฏภิ าณขององคพ์ ระสมั มาสมั พทุ ธเจา้
ทุกพระองค์ พระธัมมานุภาพ พระสังฆานุภาพของพระอริยสงฆ์
และสรรพมงคลทั้งหลายในสากลโลก จงหลอมรวมเป็นพลังศักด์ิสิทธ์ิ
ปกป้องคุ้มครอง อภิบาล รักษา ชีวิตแห่งคุณค่าของครู ให้ปราศจาก 9
ทุกข์ โศก โรค ภัย แคล้วคลาดจากภยันตรายทั้งหลายทั้งปวง และ
ขอความปรารถนาอันชอบธรรมของท่าน จงพลันส�ำเร็จดั่งใจหวัง
ทกุ ประการ มีนิพพานเปน็ ที่สดุ เทอญ
ขอนอบนอ้ มบูชาคณุ พระรตั นตรัยด้วยเศียรเกลา้
ทพญ. อัจฉรา กล่นิ สวุ รรณ์
ประธานชมรมกลั ยาณธรรม
๑๒ สิงหาคม ๒๕๖๑
พุ ท ธ ป ฏิ ภ า ณ
ค�ำน�ำในการพิมพ์คร้ังแรก
ขา้ พเจา้ ไดร้ บั หนา้ ทเ่ี ปน็ ผบู้ รรยายวชิ าพทุ ธปฏภิ าณ แกน่ กั ศกึ ษา
ป ี ๓ เอกพทุ ธศาสตรม์ าหลายเทอมแลว้ แตย่ งั ไมม่ โี อกาสพมิ พเ์ ปน็ เลม่
เม่อื ถึงเวลาเปิดเทอมก็แจกชที ไป
มาปีนี้ (๒๕๔๒) นักศึกษาปี ๔ (รุ่นที่ ๕๐) เอกพุทธศาสตร์
และปรชั ญา ขออนญุ าตพมิ พเ์ ปน็ เลม่ เพอื่ เปน็ อนสุ รณใ์ นโอกาสตอ้ นรบั
นกั ศกึ ษาใหมป่ ี ๓ เอกปรชั ญาและพทุ ธศาสตร ์ จงึ ไดอ้ อกมาเปน็ รปู เลม่
ดงั ทีท่ า่ นเหน็ อยนู่ ้ี
ขา้ พเจา้ มเี วลานอ้ ยเขา้ ทกุ ท ี แมค้ ำ�นำ�นกี้ เ็ ขยี นในขณะทเี่ จา้ หนา้ ท่ี
10 ฝา่ ยศลิ ปข์ องโรงพมิ พม์ านง่ั คอยรบั ตน้ ฉบบั อย ู่ จงึ เขยี นไดเ้ ทา่ ทปี่ รากฏน้ี
พุทธปฏิภาณที่มีอยู่ประจำ�พระองค์พระผู้มีพระภาค ได้มีส่วน
ทำ�ให้การเผยแผ่พระพุทธศาสนาเป็นไปอย่างกว้างขวางและรวดเร็ว
เป็นคุณประโยชน์แก่โลก และเป็นแบบอย่างท่ีดีของพุทธสาวกรุ่นหลัง
มาจนกระทงั่ บัดน้ ี
ถ้าท่านอ่านหนังสือเล่มน้ีอย่างพินิจพิเคราะห์ และด้วยโยนิโส-
มนสิการแลว้ ขา้ พเจา้ เชือ่ วา่ ท่านคงไดร้ บั ประโยชน์ไมน่ อ้ ยทเี ดียว
พร้อมหนังสือนี้ ข้าพเจ้าขอส่งความปรารถนาดีมายังท่านผู้อ่าน
ทกุ ทา่ น ขอใหท้ า่ นมคี วามสขุ เจรญิ ดว้ ยปฏภิ าณ และคณุ ธรรมอนั ดงี าม
ทุกประการ
ด้วยความปรารถนาดีอย่างย่ิง
๓ กรกฎาคม ๒๕๔๒
ว ศิ น อิ น ท ส ร ะ
ค�ำน�ำในการพิมพ์คร้ังที่ ๒
สำ�นกั พมิ พบ์ รรณกจิ โดยคณุ สมศกั ด ์ิ เตชะเกษม ขออนญุ าตพมิ พ์
หนงั สอื ๓ เรื่องคือ
๑. คุณพระรตั นตรัยและการเข้าถึง
๒. ศีล สมาธ ิ ปัญญา
๓. พุทธปฏิภาณ (พระปัญญาในการเทศนาและการโต้ตอบ
ของพระพทุ ธเจา้ )
ข้าพเจ้าอนุญาตด้วยความยินดี คิดว่าด้วยความปรารถนาดีและ
ความเพยี ร ความมงุ่ มน่ั ของคณุ สมศกั ด ิ์ เตชะเกษม หนงั สอื ทงั้ ๓ เลม่
จักได้แพร่หลายสู่ท่านผู้อ่านมากขึ้น เป็นการช่วยกันเผยแผ่พระพุทธ 11
ศาสนา อนั เปน็ วถิ แี หง่ การครองชวี ติ ทปี่ ระเสรฐิ และเปน็ ศลิ ปะในการ
ลดทุกข์อย่างยอดเย่ียม ผู้ร่วมมือกันทำ�ย่อมประสบบุญเป็นอันมาก
ประมาณมไิ ด ้ เพราะธรรมนน้ั แลประเสรฐิ ทส่ี ดุ ...ในหมชู่ น ทง้ั ในปจั จบุ นั
และภายหนา้ (พระพุทธพจนใ์ นอัคคญั ญสตู ร)
ขา้ พเจา้ หวงั วา่ หนงั สอื ดงั กลา่ ว จะใหค้ วามรคู้ วามเขา้ ใจเกยี่ วกบั
หลักธรรมทางพระพุทธศาสนาเพ่ิมขึ้นตามสมควร พร้อมกันน้ีขอส่ง
ความปรารถนาดมี ายงั ทา่ นผอู้ า่ นทกุ ทา่ น ขอใหท้ า่ นมคี วามสขุ ปราศจาก
ทกุ ข์ภยั ท้งั ปวงตลอดกาล
๒๙ มกราคม ๒๕๔๓
สารบัญ ๑๔
๑๘
๑. ความหมายของปฏิภาณ ๒๔
๒. เหตเุ กิดของปฏิภาณ ๒๘
๓. พุทธะคอื ใคร ๓๐
๔. พทุ ธปฏภิ าณคอื อะไร ๓๖
๕. ประโยชนข์ องปฏิภาณ ๓๗
๖. สมั มาสมั พทุ ธปฏิภาณ ๔๔
( ๑) ตรัสกับพระสารบี ตุ ร ๔๖
เรอ่ื ง พระปัญญาไมล่ ดถอย แมท้ รงชราแล้ว ๔๘
(๒) ทรงโต้ตอบกับอภัยราชกุมาร ๔๙
เร่ือง พระวาจาที่ตรัสและไม่ตรสั ๕๐
(๓) ทรงโตต้ อบเร่ืองทฏิ ฐ ิ กบั ฑฆี นขปริพพาชก ๕๔
และเร่อื ง อตั ตา - อนตั ตา กบั สัจจกนคิ รนถ์ ๕๘
• เร่อื ง นางกีสาโคตมี
• เร่ือง นางวสิ าขา
• เร่อื ง สัจจกนคิ รนถ์
(๔) ทรงโต้ตอบกบั พราหมณ ์ เรื่อง คนกลัวตาย
และไม่กลัวตาย (อภัยสตู ร)
( ๕) ทรงโต้ตอบกับพระสารีบตุ ร เรอื่ ง พระเทวทตั
(๖ ) ทรงโต้ตอบกบั สภุ มาณพ
เรอ่ื ง การปฏิบตั ิชอบของคฤหัสถ์ และบรรพชิต (สุภสตู ร) ๖๒
(๗ ) ตรัสโต้ตอบกบั ทีฆตปสั สีและอุบาลีคหบดี
เรื่อง กายกรรม วจีกรรม และมโนกรรม ๖๘
(๘ ) ตรัสตอบนายเสนยิ ะและนายปุณณะ
เรอื่ ง ผู้ประพฤตอิ ย่างสนุ ัขและอยา่ งโค ๗๒
(๙ ) ทรงโต้ตอบกับมาคัณฑิยปรพิ พาชก
เร่ือง ความไมม่ โี รคเปน็ ลาภอย่างยิ่ง ๗๔
(๑๐ ) ตรสั สอนพระเจา้ ปเสนทิโกศล
เร่ือง อะไรพงึ รดู้ ว้ ยอะไร และไม่ควรไว้ใจคนแปลกหนา้ ๘๐
(๑๑ ) ตรัสสอนภกิ ษุเพ่อื ตอบปรพิ พาชก
เร่อื ง คุณและโทษของกาม รปู และเวทนา ๙๔
(๑๒ ) ตรสั ตอบท้าวมหานาม เรอ่ื ง กิเลสท่ีครอบงำ� จติ ๙๘
(๑๓ ) ทรงโต้ตอบเวรญั ชพราหมณ์ ๘ ขอ้ หา
(วินัยปิฎก มหาวิภงั ค ์ ภาค ๑ ข้อ ๑) ๑๐๒
(๑๔ ) ทรงโตต้ อบเทวดา เรอ่ื ง ฆ่าอะไรได ้ จงึ อยู่เป็นสขุ ๑๐๖
ประวตั ทิ ่านอาจารย์วศนิ อินทสระ ๑๑๗
๑
ความหมายของค�ำว่าปฏิภาณ
ว ศิ น อิ น ท ส ร ะ
ปฏิภาณ พจนานุกรมไทยฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๒๕ 15
ให้คำ�อธิบายไว้ว่า เชาวน์ไวในการกล่าวแก้ หรือโต้ตอบเป็นต้น ได้
ฉบั พลันทนั ที และแยบคาย ยกตัวอยา่ งให ้ ๓ ตวั อย่างคือ
ปฏภิ าณกวี (กวที ีแ่ ต่งกลอนสด)
ปฏิภาณปฏิสัมภิทา (ความเข้าใจทำ�ให้สบเหมาะทันที เมื่อเกิด
เหตฉุ กุ เฉิน หรือกล่าวโต้ตอบไดท้ ันท่วงท)ี
ปฏภิ าณโวหาร (การกลา่ วเหมาะด้วยเหตผุ ลในทันท)ี
พจนานุกรมพุทธศาสตร์ ฉบับประมวลธรรมของ พระเทพเวที *
(ป.อ. ปยตุ โฺ ต) ไดใ้ หค้ วามหมายคำ�วา่ ปฏภิ าณปฏสิ มั ภทิ า ไวว้ า่ “ปญั ญา
แตกฉานในปฏิภาณ ปรีชาแจ้งในความคิดทันการ มีไหวพริบซึมซาบ
ในความรู้ท่มี ีอย่ ู เอามาเช่อื มโยงเข้า สร้างความคิดและเหตุผลข้นึ ใหม่
* ปัจจุบนั เป็นสมเดจ็ พระพทุ ธโฆษาจารย์
พุ ท ธ ป ฏิ ภ า ณ
ใชป้ ระโยชนไ์ ดส้ บเหมาะ เขา้ กบั กรณเี ขา้ กบั เหตกุ ารณ”์ (discrimination
of sagacity; analytical insight of ready wit; initiative and
applicative insight)
มีคำ�อังกฤษอีกคำ�หนึ่ง ซึ่งน่าจะตรงกับคำ�ว่าปฏิภาณ คือคำ�ว่า
tact ซึ่งพจนานุกรมอังกฤษให้ความหมายไว้ แปลเป็นไทยว่า “ความ
เข้าใจถึงความรู้สึกของผู้อ่ืนได้เร็ว ความสามารถที่จะทำ�หรือพูดได้
ฉับพลันทันที พูดและทำ�ได้อย่างฉลาด เมื่อเผชิญหน้ากับอันตราย
เช่น เม่ือใครคนหนึ่ง โกรธ หรือรู้สึกไม่พอใจ เม่ือเกี่ยวข้องกับคนอื่น
ก็มีความสามารถในการรักษาความรู้สึกที่ดี และความเป็นมิตรไว้ได้”
(quick understanding of other people’s feelings: ability to
act or speak promptly and wisely when there is a danger
16 of someone becoming angry or having his feelings hurt;
ability when dealing with others to maintain a feeling
a goodwill and friendliness)
ตามคำ�จำ�กัดความนี้ พระพุทธเจ้าทรงมีปฏิภาณเป็นอย่างเย่ียม
มีตัวอยา่ งมากมาย ซ่ึงจะไดน้ ำ�มากล่าวไว้บา้ งข้างหน้าตามสมควร
พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงอธิบายไว้ใน
พระราชนิพนธ์เรื่องหลักราชการว่า “รู้สึกสังเกตเห็น โดยไม่ต้องมีใคร
เตอื นวา่ เมอ่ื มเี หตเุ ชน่ นนั้ ๆ เพอ่ื ใหบ้ งั เกดิ ผลทดี่ ที ส่ี ดุ แกก่ จิ การทว่ั ไป
และรับทำ�การอันเห็นควรนั้น โดยฉับพลันทันท่วงที ความมีไหวพริบ
เป็นสิ่งซึ่งเกิดขึ้นในนิสัยแห่งบุคคลเอง จะหาตำ�รับตำ�ราใดสำ�หรับ
เรียนรู้ก็หามิได้ และยากที่จะสอนกันได้ จะได้ก็เพียงแนะนำ�หนทาง
ให้ฝกึ ฝนตนเองขึ้นเท่านนั้ แต่ถา้ ไม่มพี นื้ เดมิ อยู่แลว้ ถึงจะแนะนำ�ก็หา
เปน็ ผลดไี ม”่
ว ศิ น อิ น ท ส ร ะ
ปฏิภาณ หมายถึง ปัญญาอันดีเลิศ ที่แลทะลุปรุโปร่ง เห็น
ความจริงที่ซ่อนเร้นอยู่ รู้เท่าถึงการณ์ นับว่าเป็นคุณธรรมที่ประเสริฐ
อยา่ งหนงึ่
ปฏิภาณ แบ่งเป็น ๒ ชนิด คือ ปฏิภาณทางประสาท (sense
intuition) และปฏภิ าณทางปัญญา (Intellectual intuition)
ปฏิภาณ ทางประสาทน้ัน เป็นความรู้สึกท่ีเกิดขึ้นเฉยๆ ว่า
สิ่งใดควรทำ� ส่ิงใดไม่ควรทำ� ไม่สามารถอธิบายเหตุผลได้แต่แน่ใจ
ส่วนปฏิภาณทางปัญญานั้น เกิดจากมีวิชาความรู้แล้ว เกิดความคิด
รวดเรว็ ขึน้
นกั ปรชั ญาชาวตะวนั ตก เชน่ สปโิ นซา (Spinoza) ชาวฮอลนั ดา
(พ.ศ. ๒๑๗๕ - พ.ศ. ๒๒๒๐) และแบร์คซอง (Bergson) ชาวฝรั่งเศส
(พ.ศ. ๒๔๐๒ - ๒๔๘๔) มคี วามเหน็ ตรงกนั วา่ ความร ู้ ปฏภิ าณ (intuitive 17
knowledge) น้ัน สูงกว่าความรู้ทางประสาทสัมผัส (empirical)
และความรูท้ างเหตผุ ล (scientific or rational)
ในพทุ ธปรชั ญา จดั ปฏภิ าณปฏสิ มั ภทิ า ความแตกฉานในปฏภิ าณ
ไว ้ เป็นอันดับสุดท้าย ในบรรดาปฏิสมั ภิทาท้งั ๔ (ปฏสิ ัมภทิ า ๔ คือ
อัตถปฏิสัมภิทา (แตกฉานในความหมาย), ธัมมปฏิสัมภิทา (แตกฉาน
ในหัวข้อธรรม), นิรุตติปฏิสัมภิทา (แตกฉานในภาษา) และ ปฏิภาณ
ปฏสิ มั ภทิ า (แตกฉานในปฏภิ าณ) (อัง.จตุก. ๒๑/๒๑๖/๑๗๒)
๒
เหตุเกิดของปฏิภาณ
ว ศิ น อิ น ท ส ร ะ
๑. ดุลยพินิจ หรือ Discretion หาทางเลือกที่ดีที่สุด (ทรง 19
เลือกเอาทางเป็นพระพุทธเจ้า แทนเป็นจักรพรรดิ) ฯลฯ ทรงเลือก
เสด็จเมอื งราชคฤห ์ แทนกบลิ พสั ด ุ์ (เพราะเหตุไร)
๒. หัดคิดให้ลึก หรือ penetrative insight นิพเพธิกปัญญา
ไม่คิดเผินๆ แต่เจาะลึกลงไปถึงเบื้องหลัง พระพุทธเจ้าทรงคิดลึกกว่า
คนสามัญในสมัยของพระองค์ เช่น เรื่อง เกิด แก่ เจ็บ ตาย ทุกคน
ยอมแพ ้ แตท่ รงคดิ วา่ นา่ จะมที างแก ้ เหมอื นรอ้ นมเี ยน็ แก ้ มดื มสี วา่ งแก้
เด็กบางคนมีสติปัญญาคิดลึกมาแต่กำ�เนิด หัดมองคนหรือสิ่งที่ได้พบ
เหน็ ใหล้ กึ กวา่ สง่ิ ทป่ี รากฏ (apparent = easily seen or understood)
เชน่ เมอ่ื พบคน ไมเ่ พยี งแตส่ งั เกตกริ ยิ าวาจาทา่ ทางของเขา แตส่ งั เกต
ให้ลึกลงไปถึงนิสัยของเขาด้วย ดูให้ลึกกว่าธรรมดา ตัวอย่างเช่น
เดก็ คนหน่งึ สอบตก ดเู ผินๆ เหมือนว่าเกียจครา้ น แต่ทีแ่ ทจ้ รงิ คอื ขาด
ความร ู้ เพราะเดก็ เกยี จครา้ นบางคนสอบได ้ ถา้ เขามคี วามรใู้ นเรอื่ งนน้ั
พุ ท ธ ป ฏิ ภ า ณ
๓. พยายามคดิ คน้ หาหลกั ทวั่ ไป หรอื general principle วา่
มีอยู่อย่างไร ในส่ิงท่ีเกิดข้ึนทุกอย่างท่ีเราได้พบเห็น หรือได้ยินได้ฟัง
พอวางเป็นหลักท่ัวไปได้ไหมว่า เม่ือมีส่ิงน้ี ส่ิงน้ีจึงมีขึ้น... เม่ือสิ่งน้ีดับ
ส่ิงน้ีจึงดับ อิมสฺมึ สติ อิทํ โหติ...อิมสฺส นิโรธา อิทํ นิรุชฺฌติ
เป็นแนวคิดแบบตรรกวิทยานิรนัย (deductive) ซึ่งตรงกันข้ามกับ
แบบอุปนัย (inductive) อันแสวงหาความจริงจากหลักย่อย ไปสู่
หลักใหญ่ การพยายามค้นให้พบหลักทั่วไปน้ี เป็นวัตถุประสงค์สำ�คัญ
ประการหนงึ่ ของปรัชญา
ดังคำ�ท่วี า่
“The objective of philosophy is to discover that
which being known all is known.”
20 ซึ่งพอจะถอดความเปน็ ภาษาไทยได้ว่า
“วัตถุประสงค์ของปรัชญาคือ ค้นให้พบสิ่งหน่ึง ซ่ึงเม่ือรู้แล้ว ก็
สามารถรสู้ ง่ิ ทง้ั ปวงไดด้ ว้ ย” พระพทุ ธเจา้ ของเราไดพ้ ระนามวา่ สพั พญั ญู
รู้สิ่งท้ังปวง เพราะทรงค้นพบหลักใหญ่หรือหลักสำ�คัญทั่วไปของสิ่ง
ทง้ั หลาย แลว้ สง่ิ ยอ่ ยๆ กท็ รงรไู้ ดห้ มด เหมอื นดวงอาทติ ยข์ น้ึ แสงสวา่ ง
กระจายไปท่ัว ความมืดก็หายไป ถ้าใช้ดวงเทียนหรือตะเกียงหรือแม้
ไฟฟ้าย่อมสว่างได้ในขอบเขตจำ�กัด
๔. ความสงสยั ความสงสยั เปน็ บอ่ เกดิ อกี อยา่ งหนงึ่ ของปฏภิ าณ
คือหัดเป็นคนสงสัยไว้บ้าง หรือเสมอๆ แม้ในสิ่งหรือบุคคลท่ีใครๆ
เชื่อสนิท ไม่เคยต้ังข้อสงสัยเลย เราหัดตั้งข้อสงสัยไว้บ้างว่า เป็นเช่น
ทค่ี นอ่นื ๆ เขาเชอ่ื กนั อย่หู รอื เปล่า
มองไปทางปรชั ญาตะวนั ตก ความสงสยั เปน็ เบอื้ งตน้ ของปรชั ญา
การแสวงหาความรูเ้ ปน็ ทา่ มกลาง ความรูใ้ นเรอ่ื งนนั้ เป็นทีส่ ุด
ว ศิ น อิ น ท ส ร ะ
พระพทุ ธเจา้ ของเรา ทรงอนญุ าตใหส้ งสยั ในพระองค ์ และคำ�สอน
ของพระองค ์ ใหท้ ดสอบ ทล่ี องปฏบิ ตั ดิ ู เหน็ จรงิ ดว้ ยตนเองแลว้ จงึ คอ่ ย
เชอ่ื กไ็ ด ้ พระธรรมคณุ ขอ้ ทว่ี า่ เอหปิ สั สโิ ก เรยี กใหม้ าดนู น้ั ทา่ นใหม้ าดู
ไดโ้ ดยยงั ไม่ต้องเชอ่ื ก็ได้ (come to see, not come to believe)
การสงสัย ทำ�ให้เราค้นหาความจริง การแสวงหาความจริงต้องอ้าง
เหตผุ ล เหตผุ ลคอื หลกั ฐานหรอื พยาน หรอื ขอ้ มลู ทจี่ ะใหเ้ รารคู้ วามจรงิ
อะไรสกั อยา่ งหนงึ่ โดยนยั น ี้ ทำ�ใหเ้ ราเปน็ คนมเี หตผุ ล รกั เหตผุ ลไปดว้ ย
ไมเ่ ชอ่ื อะไรตามประเพณ ี หรอื เชือ่ ตามๆ กันมา หรือเชอ่ื เพราะคนอืน่
เขาเชอ่ื เพราะคนอน่ื เขาเชอ่ื กนั มาก ซง่ึ ไมท่ ำ�ใหเ้ กดิ ปญั ญา หรอื ปฏภิ าณ
แต่ประการใดเลย ในใจของเรา ต้องไม่มีสิ่งที่เรียกในภาษาอังกฤษว่า
แอ็กเซ่ียม (axiom) คือยอมรับว่าจริงโดยไม่ต้องพิสูจน์ หรือไม่ต้อง
ค้นหาเหตุผลใดๆ เราต้องทดสอบพิสูจน์ ค้นหาเหตุผลในเร่ืองน้ันๆ 21
จนเปน็ ทพี่ อใจ แลว้ จงึ สรปุ ผล ยอมรบั วา่ จรงิ หรอื เทจ็ ทำ�นองเดยี วกบั
ทา่ นเปาบนุ้ จนิ้ สอบสวนคด ี แมจ้ ำ�เลยยอมรบั สารภาพหมดแลว้ ทา่ นก็
ยงั ไมเ่ ชอื่ จนกวา่ จะพสิ จู นไ์ ดว้ า่ คำ�รบั สารภาพนนั้ เปน็ จรงิ อยา่ งแทจ้ รงิ
จงึ ตัดสินด้วยความยุตธิ รรมและเมตตากรุณา
มีบ่อย ที่จำ�เลยยอมรับสารภาพ เพ่ือปกป้องคนอื่น ในสังคม
มนุษย์เรา ในโลกของเรา มีเร่ืองสลับซับซ้อนอยู่มาก เฉลียวใจไว้บ้าง
อย่ามองแต่มุมเดียว มองทุกมุม มองให้รอบย่งิ ดี การมองทุกมุมมอง
รอบดา้ นน ้ี เปน็ จกั ษหุ นง่ึ ของพระพทุ ธเจา้ เรยี กวา่ สมนั ตจกั ษ ุ (The eye
of all-round knowledge; All-seeing eye: Omniscience)
คือพระสัพพัญญุตญาณน่ันเอง แม้เราจะไม่มีสัพพัญญุตญาณอย่าง
พระพุทธเจ้า แต่เม่ือเป็นศิษย์ของพระองค์ ก็ควรหัดมองอะไรอย่าง
พระองค ์ เรยี กวา่ เดนิ ตามรอยพระองค ์ ยอ่ มไดร้ เู้ หน็ เขา้ ใจสง่ิ ทพ่ี ระองค์
พุ ท ธ ป ฏิ ภ า ณ
ทรงรูเ้ หน็ และเขา้ พระทยั มาแลว้ ตามสมควรแกป่ ญั ญาของแต่ละคน
๕. จำ�คำ�สุภาษิตไว้ให้มาก คำ�สุภาษิตเป็นสิ่งท่ีได้กล่ันกรอง
แลว้ จากความคดิ และประสบการณข์ องคนรนุ่ กอ่ น ทำ�ใหเ้ ราประหยดั
เวลาไปได้เป็นอันมาก และเป็นข้อมูล ทำ�ให้เราเกิดความคิดใหม่ๆ
เพิ่มข้ึนจากสุภาษิตเหล่านั้น คำ�ของคนสามัญธรรมดาที่เป็นสุภาษิต
เตือนใจเราได้มากมาย ถ้าเป็นของท่านผู้ท่ีฝึกฝนอบรมตนมาอย่าง
ดแี ล้ว เชน่ ของพระพุทธเจา้ พระปจั เจกพุทธเจา้ และพระอรยิ สาวก
อ่ืนๆ จะเป็นประโยชนท์ างเพ่มิ พนู ปัญญาแกเ่ ราสักเพียงใด
เป็นโชคดีของพระภิกษุ สามเณร ท่ีในหลักสูตรนักธรรมตรี โท
เอก ท่านมีหนังสอื พทุ ธศาสนสภุ าษิตให้เรยี น ใหท้ ่องไว้ เพื่อประกอบ
วิชาเรยี งความ ผู้เรียนธรรมศกึ ษากต็ อ้ งทอ่ งเหมือนกัน
22 พุทธศาสนสุภาษิตเล่ม ๑ สำ�หรับนักธรรมและธรรมศึกษาตรี
มีสุภาษิตถึง ๕๐๐ ข้อ เป็นข้อส้ันๆ ประโยคเดียว เช่น ได้ยินว่า
ตนนั่นแลฝึกได้ยาก (อตฺตา ห ิ กิร ทุททฺ โม) เป็นขอ้ หนึ่ง
พุทธศาสนสุภาษิตเล่ม ๒ สำ�หรับนักธรรมและธรรมศึกษาโท
มีพุทธศาสนสุภาษิตถึง ๒๐๑ ข้อ เล่ม ๓ สำ�หรับนักธรรมช้ันเอก
มี ๒๑๘ ข้อ ท่ีมีน้อยกว่าชั้นตรี ก็เพราะว่า แต่ละข้อมีเนื้อความยาว
เทา่ กบั ๔ ขอ้ ของนกั ธรรมชน้ั ตร ี ถา้ ตดั เปน็ เนอื้ ความสนั้ เทา่ กนั กจ็ ะ
ไดถ้ งึ ๘๐๐ ข้อ
คำ�สภุ าษติ เหลา่ น ้ี เปน็ ของพระพทุ ธเจา้ บา้ ง ของพระอรหนั ตอ์ น่ื
บา้ ง ลองคดิ ดเู ถดิ วา่ ถา้ เราคดิ คำ�ของทา่ นใหแ้ ตก จะเปน็ อาหารสมอง
ประเทอื งปัญญาและปฏภิ าณสกั ปานใด
ว ศิ น อิ น ท ส ร ะ
อปุ าทาน
การปล่อยอุปาทาน เหมือนการปลงภาระอันหนักลงเสียได้
ย่อมมีความสุข ความโปร่งใจ เบาใจเหมือนคนแบกภาระหนัก
มานาน เมอ่ื ปลงเสยี ได ้ ไมย่ ดึ ภาระอน่ื ไว ้ กย็ อ่ มเบาสบายปลอดโปรง่
ฉนั ใด ฉนั นน้ั
บคุ คลอมุ้ สง่ิ ใดไวย้ อ่ มหนกั เพราะสง่ิ นนั้ กายทอ่ี มุ้ ภาระใดไว ้ 23
เชน่ แมอ่ มุ้ เดก็ ยอ่ มหนกั เพราะภาระนน้ั ยง่ิ อมุ้ นานและเดนิ ทางไกล
กย็ งิ่ หนกั และเหนด็ เหนอ่ื ยมากขน้ึ ฉนั ใด ใจทอี่ มุ้ กเิ ลสไว ้ อมุ้ เอา
อุปาทานไว้ก็ย่อมหนักฉันน้ัน แม้ปากจะบ่นว่าไม่ไหวแล้วแต่ก็ยัง
อุ้มไว้ ส่ิงท่ีอุ้มไว้นั้นยังเป็นสังขารมีปัจจัยปรุง มีความทรุดโทรม
คร่ําคร่าเป็นธรรมดาเข้าอีก ผู้อุ้มเอาไว้จึงต้องแก้ไขปรับปรุง
ยุ่งเหยิงอยู่เนืองนิตย์ เพียงขันธ์ ๕ หรือ กายใจของตนเพียง
คนเดยี วกห็ นกั แสนหนกั อยแู่ ลว้ ยงั อมุ้ เอาสงิ่ อน่ื ภายนอกตนไวอ้ กี
ดว้ ยอปุ าทานอนั มนั่ คงวา่ “เรา” และ “ของเรา” ลองคดิ ดเู ถดิ วา่
จะตอ้ งหนกั สกั เพยี งใด
๓
พุทธะคือใคร
ว ศิ น อิ น ท ส ร ะ
กอ่ นอนื่ ควรทราบ พุทธะ ๔ จำ�พวกกอ่ น คือ 25
๑. สตุ พทุ ธะ หมายถงึ กลั ยาณชน ผเู้ ปน็ พหสู ตู คอื ไดเ้ ลา่ เรยี น
สดับตรับฟังพระพุทธพจน์และอรรถกถา เป็นต้น มากแล้ว บอกเล่า
แก่ผูอ้ ่นื ตามสติปญั ญาของตน
๒. จตสุ จั จพทุ ธะ (หรอื อนพุ ทุ ธะ) คอื พระอรยิ ะ มพี ระโสดาบนั
เป็นต้น มีพระอรหันต์เป็นสูงสุด ผู้รู้อริยสัจ ๔ เพราะได้ฟังธรรมของ
พระพทุ ธเจา้
๓. ปจั เจกพทุ ธะ ทา่ นผไู้ ดต้ รสั รดู้ ว้ ยตนเอง แตไ่ มไ่ ดส้ ง่ั สอนผอู้ น่ื
ไมต่ ง้ั ศาสนา
๔. สัมมาสัมพุทธะ หมายถึง ท่านผู้ได้ตรัสรู้เองโดยชอบ และ
สง่ั สอนผอู้ ื่นให้ร้ตู าม ต้งั ศาสนา ตง้ั คณะสงฆ์สบื ศาสนาตอ่ มา
ตามนัยที่กล่าวมานี้จะเห็นว่า “พุทธะ” มิใช่ตำ�แหน่งที่ผูกขาด
ใครๆ ก็สามารถเป็นได้ เพียงแต่ต่างประเภทกันเท่าน้ัน ใครต้องการ
เป็นอยา่ งใด กพ็ ยายามดำ�เนนิ ตามปฏปิ ทาของพุทธะประเภทนัน้ ๆ
พุ ท ธ ป ฏิ ภ า ณ
อน่งึ คำ�ว่า “พุทธะ” แปลว่า “ผู้ร ู้ ผ้ตู ืน่ และผเู้ บกิ บาน”
รู้ คือ รู้อริยสัจ ๔ เป็นต้น และรู้ส่ิงอ่ืนๆ อีกเท่าท่ีจำ�เป็นต้องรู้
พระสมั มาสมั พทุ ธเจา้ ตรสั ไวว้ า่ ทรงปฏญิ าณพระองคว์ า่ ทรงเปน็ สมั มา-
สมั พทุ ธะ เพราะทรงรอู้ รยิ สจั ๔ อนั ประกอบดว้ ยรอบ ๓ หรอื ญาณ ๓
อาการ ๑๒ (ไตรปริวัฏทวาทสาการ) จัดเป็น พระปญั ญาคณุ
ต่ืน (ไม่ใช่ต่ืนตระหนกตกใจหรือต่ืนเต้น) แต่หมายถึงตื่นท่ีตรง
กันข้ามกับหลับ ในที่น้ี หมายถึง ต่ืนจากความหลับ คือกิเลส (กิเลส
นทิ รา) ความหลบั ม ี ๒ อยา่ งคอื ปกตนิ ทิ รา หลบั ตามปกต ิ เพอ่ื รา่ งกาย
ไดพ้ กั ผอ่ น และ กเิ ลสนทิ รา หลบั เพราะกเิ ลส จดั เปน็ พระบรสิ ทุ ธคิ ณุ
เบกิ บาน หมายถงึ มใี จเบกิ บานดว้ ยกรณุ า ใบหนา้ สดชน่ื เพราะ
ความกรุณาต่อสรรพสัตว์ ไม่คิดเบียดเบียนใคร มีแต่เอื้ออาทร คิด
26 อนุเคราะห์ ดังท่ีพระศาสดาตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย เมื่อคราวทรงส่ง
ท่านเหล่าน้ันไปประกาศพระศาสนาว่า “ภิกษุท้ังหลาย บัดน้ีเราและ
เธอท้ังหลายพ้นแล้วจากบ่วงทั้งปวง ท้ังที่เป็นของทิพย์และเป็นของ
มนุษย์ เธอทั้งหลายจงจาริกไป เพ่ือประโยชน์และความสุขของคน
หมู่มาก เพื่ออนุเคราะห์ชาวโลก อย่าไปทางเดียวกัน ๒ รูป จงแสดง
ธรรมอันงาม ทั้งเบ้ืองต้น ท่ามกลาง และที่สุด พร้อมทั้งอรรถะและ
พยัญชนะ (เน้ือความและเนื้อธรรมให้ชัดเจน) จงประกาศพรหมจรรย์
(ระบอบการครองชวี ติ อนั ประเสรฐิ งดงาม) ใหบ้ รสิ ทุ ธ ิ์ บรบิ รู ณส์ น้ิ เชงิ
สัตว์ผู้มีธุลีในจักษุน้อย (คือมีกิเลสน้อย) ก็พอมีอยู่ สัตว์เหล่านั้นจะ
เสยี โอกาส เสอื่ มจากธรรมเพราะไมไ่ ดฟ้ งั ธรรม ผรู้ ธู้ รรมจกั มเี ปน็ แนแ่ ท้
แมเ้ ราเองกจ็ ะไปยังตำ�บลอุรเุ วลาเสนานคิ มเพอ่ื แสดงธรรมเหมอื นกนั
“ส่ิงใดท่ีศาสดาผู้หวังอนุเคราะห์ มีความเอ็นดู หวังประโยชน์
เกอ้ื กูล พงึ กระทำ� สง่ิ น้นั เราได้ทำ�แล้วแก่เธอทงั้ หลาย”
ว ศิ น อิ น ท ส ร ะ
ลักษณะดังกล่าวน้ี เปน็ พระมหากรณุ าคณุ
ชาวพทุ ธผเู้ คารพเลอ่ื มใสในพระผมู้ พี ระภาคเจา้ ตอ้ งการบชู า
พระองค์ด้วยการบูชาอย่างสูง ควรทำ�โดยการถ่ายแบบ คือดำ�เนิน
ตามรอยพระองค์ อบรมตน ให้มีคุณทั้ง ๓ ประการ คือ ความรู้
ความบรสิ ทุ ธิ์ และความกรณุ า
27
กอ่ นอน่ื เราตอ้ งรบกบั ตวั เองกอ่ น
เอาชนะตวั เองไดแ้ ลว้
การชนะผอู้ น่ื นน้ั ไมย่ าก
ถา้ เราคดิ แตจ่ ะเอาชนะผอู้ น่ื
แตแ่ พต้ วั เองอยเู่ รอ่ื ย
จะไปชนะใครได้
๔
พุทธปฏิภาณคืออะไร
ว ศิ น อิ น ท ส ร ะ
เมื่อได้ทราบถึงพุทธะ ๔ จำ�พวก และได้ทราบถึงความหมาย
ของคำ�ว่า “ปฏิภาณ” แล้วก็น่าจะทำ�ให้เข้าใจความหมายของคำ�ว่า
“พุทธปฏิภาณ” ง่ายขึ้น โดยนำ�เอาความหมายของคำ�ท้ัง ๒ น้ัน 29
มารวมกัน กล่าวคือ “ความรู้ ความเฉียบคม ความเข้าพระทัย และ
เข้าใจอย่างลึกซ้ึงในสิ่งนั้นๆ ในเหตุการณ์นั้นๆ ของชาวพุทธท้ังหลาย
มีพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เป็นต้น และสามารถแก้ปัญหาได้ฉับพลัน
ทนั ท่วงท ี ทนั เหตุการณ์”
๕
ประโยชน์ของปฏิภาณ
ว ศิ น อิ น ท ส ร ะ
พอนึกถึงความเฉียบแหลมและความว่องไวไหวพริบ เราก็จะ 31
เห็นประโยชน์ของปฏิภาณทันที เรามองเห็นตรงกันข้ามกับความโง่
ความเขลา ความทึบ ความไม่ปรับเปลี่ยนให้ทันเหตุการณ์ ปฏิภาณ
ตรงกนั ขา้ มกบั ความเขลา ความทบึ เหมอื นสวา่ งกบั มดื คนทม่ี ปี ฏภิ าณ
โดยธรรมชาติ (กำ�เนิด) ก็ตาม โดยการฝึกฝนก็ตาม โดยท่ัวไป ย่อม
ผ่านหลักอันเป็นเหตุให้เกิดปฏิภาณมาบ้างแล้ว ตามที่กล่าวไว้ข้างต้น
คอื ดลุ ยพนิ จิ คดิ ลกึ จบั หลกั ทว่ั ไป สงสยั และจำ�คำ�สภุ าษติ เราอาจ
ทอ่ งใหง้ ่ายขึ้นว่า ดลุ ยพนิ ิจ คิดลกึ หลกั ทัว่ ไป สงสัย สุภาษิต ดงั นี้
คนท่ีมีความรู้มาก เรียกว่ารํ่ารวยด้วยศาสตร์ แต่ศาสตร์น้ัน ถ้า
ขาดศิลป์ คือการใช้ศาสตร์ให้เกิดประโยชน์ ก็ไม่ได้รับผลจากศาสตร์
เท่าที่ควรจะได้รับ ศาสตร์เกิดได้จากการศึกษาเล่าเรียน แต่ศิลป์จะ
เกิดได้ก็โดยวิธีฝึกฝน คนท่ีมีศาสตร์มาก อาจจะไม่มีศิลป์ก็ได้ หรือ
คนที่มีศาสตร์น้อย อาจจะมีศิลป์มากกว่าก็ได้ รวมความว่า ศิลป์นั้น
พุ ท ธ ป ฏิ ภ า ณ
คือ กลวิธีการใช้ศาสตร์นั่นเอง เราจะเห็นได้จากคน ๒ คน เรียนจบ
มาจากสถาบันเดียวกนั ชน้ั เทา่ กนั แต่การนำ�วิชาท่เี รียนมาใช้ อาจจะ
สำ�เรจ็ ประโยชนไ์ มเ่ ทา่ กนั ศลิ ปน์ น้ั มรี ากฐานมาจากไหวพรบิ หรอื ภาษา
องั กฤษ เรยี กวา่ tact
มีนิทานอยู่เร่ืองหน่ึง ซึ่งแสดงถึง tact นี้ว่า ทำ�ให้คนต่างกัน
อยา่ งไร คอื เรอ่ื งมวี า่ ชายหนมุ่ สองคนไปเรยี นวชิ ากบั อาจารย ์ เมอื่ เรยี น
จบหลักสูตรด้วยกันแล้ว ก็ลาอาจารย์กลับ ในระหว่างทางพบรอยเท้า
สตั วช์ นดิ หนงึ่ ขอสมมตชิ อ่ื ชายหนมุ่ สองคนนวี้ า่ นายบญุ มกี บั บญุ มาก
นายบุญมีเมื่อเห็นรอยเท้าก็พูดข้ึนว่า เป็นรอยเท้าช้าง นายบุญมาก
รับว่าใช่ และช้างตัวนี้งาหักไปเสียข้างหน่ึง มีแต่งาข้างเดียวเท่านั้น
เดินเรื่อยๆ ไป เขาทั้งสองไปพบช้างมีงาข้างเดียวจริงๆ นายบุญมี
32 ประหลาดใจว่า ไฉนนายบุญมากจึงมีความรู้พิเศษย่ิงกว่าตัว คิดว่า
อาจารย์คงอคติแน่ๆ บอกวิชาให้ไมเ่ หมอื นกัน
ทง้ั สองหนมุ่ เดนิ ตอ่ ไป ไปพบหลมุ ๆ หนง่ึ เลก็ ๆ มนี า้ํ ขงั นายบญุ มี
พูดว่า หลุมน้ีเป็นหลุมปัสสาวะของผู้หญิง นายบุญมากรับว่าใช่ เป็น
หลุมปัสสาวะของผู้หญิง และหญิงคนนี้มีครรภ์ด้วย นายบุญมียิ่ง
ประหลาดใจมากขึ้น และย่ิงคิดลงโทษอาจารยม์ ากข้นึ
“นบี่ ญุ มาก” พูดอย่างฉนุ ๆ
“แกไปทำ�อะไรมา อาจารยจ์ ึงรกั และบอกวิชาใหม้ ากกวา่ ข้า”
“เปล่าเลย บุญมี” นายบุญมากพูดอย่างจริงใจ “ท่านอาจารย์
ยตุ ธิ รรมทสี่ ุด เรอ่ื งน้ีทา่ นมไิ ด้มีอคตเิ ลย แกคิดมากไปเอง”
“ไม่มากละ ยงั คิดน้อยไปด้วยซํา้ ไป”
“งั้นเรากลับไปหาอาจารย์กันใหม่ก็ได้ เพ่ือแกจะได้ไม่ลงโทษ
อาจารย์”
ว ศิ น อิ น ท ส ร ะ
ตกลง ทงั้ สองคนเดินกลับไปหาอาจารย ์ และเลา่ เร่อื งให้ทา่ นฟงั
ท่านอาจารยย์ ิ้มนอ้ ยย้มิ ใหญ่ พลางกล่าววา่
“เอาเถอะ พ่อหนุ่มทั้งสอง เอาเงินนี้ไปนะ น้ีเงินจำ�นวนเท่ากัน
แบ่งให้เท่ากันแล้วนะ เธอท้ังสองน้ีเอาเงินไปตลาด ซ้ือหม้อคนละใบ
แลว้ พรุ่งนใี้ ส่นา้ํ มันงาแลว้ มาหาเราแตเ่ ชา้ ”
สองคนไปตลาด นายบญุ มรี บี ไปซอื้ หมอ้ ตามราคาทที่ า่ นอาจารย์
บอก แล้วคิดว่าเพื่อไม่ให้เสียเวลา ซ้ือนํ้ามันงาไปเสียเลย ส่วนนาย
บุญมากซื้อหม้อเสร็จแล้ว กลับท่ีพัก รุ่งข้ึนไปซื้อนํ้ามันงา ถึงเวลาเช้า
ทง้ั สองคนอุ้มหมอ้ ไปหาอาจารย ์ เม่ือเปดิ หมอ้ ด ู อาจารย์กท็ ักวา่
“อา้ ว ทำ�ไมนาํ้ มนั ในหมอ้ ของบญุ ม ี จงึ นอ้ ยกวา่ ของบญุ มากละ่ ”
“อา้ ว เจ้าบุญมาก แกไปซ้ือนา้ํ มันเม่อื ไร” อาจารยถ์ าม
“เม่ือเช้านีเ้ องครับ” 33
“แลว้ หม้อล่ะ”
“ซือ้ เมือ่ วานครบั ”
“ทำ�ไมถงึ ซอ้ื เมื่อวาน”
“กระผมคิดว่า หม้อใหม่มันดูดน้ํา กระผมจึงเอามาแช่น้ําเสีย
คนื หนง่ึ กอ่ น ตอนเชา้ นเ้ี อง ผมเทนา้ํ ทแ่ี ชไ่ วเ้ มอ่ื คนื แลว้ ไปซอ้ื นา้ํ มนั มา”
“เออ้ ” อาจารยห์ นั มาทางบญุ ม ี “บญุ มไี มไ่ ดค้ ดิ หรอื วา่ หมอ้ ใหม่
มันดดู นํา้ ”
“ไมไ่ ด้คดิ ครับ”
“แลว้ ตอนทไ่ี ปพบรอยเทา้ ชา้ ง ทำ�ไมบญุ มากจงึ รวู้ า่ ชา้ งตวั นน้ั งาหกั
ไปเสียขา้ งหนึง่ ” อาจารยห์ นั มาถามบญุ มาก
“เพราะกระผมสงั เกตเหน็ ตน้ ไมข้ า้ งทางเตยี นไปดา้ นหนงึ่ อกี ดา้ น
หน่งึ ยังเรยี บร้อย ไมม่ รี อยกระทบกระแทกเลย” บุญมากตอบ
พุ ท ธ ป ฏิ ภ า ณ
“แลว้ ตอนทเ่ี หน็ หลมุ ปสั สาวะละ่ ทำ�ไมจงึ รวู้ า่ หญงิ คนนน้ั มคี รรภ ์?”
“กระผมสงั เกตเหน็ มรี อยฝา่ มอื ทพ่ี น้ื ทรายใกลๆ้ หลมุ นน้ั ธรรมดา
หญงิ มคี รรภแ์ ก ่ เมอ่ื นงั่ ถา่ ยปสั สาวะ จะพยายามเอามอื ขา้ งใดขา้ งหนง่ึ
ยนั ไว ้ เป็นการช่วยไมใ่ หล้ ้ม เพราะทรงนํ้าหนกั ตัวไม่ไหว”
“เร่ืองเหลา่ น ้ี บญุ มสี ังเกตหรือเปลา่ ”
“ไม่ได้สังเกตครบั ”
อาจารย์ไม่ต้องพูดอะไรอีก บุญมีรู้สึกตัวได้เองว่า ที่มีความรู้
ความสามารถไม่เท่าบุญมากน้ัน เพราะตนขาดความสังเกตน่ันเอง
ที่เคยรู้สึกโกรธเคืองอาจารย์ก็หายไปส้ิน เขาก้มลงกราบอาจารย์ และ
ขอโทษที่เคยนึกล่วงเกินตำ�หนทิ า่ น
อีกเรื่องหน่ึงท่ีเล่าขานกันบ่อยๆ คือเร่ืองท่ีนายกับบ่าวน่ังเรือ
34 ไปดว้ ยกนั ไปถงึ ทแี่ หง่ หนง่ึ ไดย้ นิ เสยี งลกู หมารอ้ ง นายใหบ้ า่ วคนหนงึ่
ขึ้นไปดูท่ีริมฝั่ง เม่ือเห็นแล้ว ว่ิงกลับมาบอกนายว่าเป็นลูกหมา นาย
ถามว่ามีกี่ตัว เขาต้องวิ่งกลับไปใหม่ แล้วกลับมาบอกจำ�นวนที่นับได้
วง่ิ อยู่หลายเทีย่ ว กว่าจะร้รู ายละเอยี ดท่ตี ้องการ นายพยายามพูดเป็น
เรอ่ื งลบั ไมใ่ หบ้ า่ วอกี คนหนง่ึ ไดย้ นิ เมอ่ื ถามจนเปน็ ทพ่ี อใจแลว้ จงึ เรยี ก
บา่ วอกี คนหนง่ึ ขน้ึ จากเรอื ใหไ้ ปดวู า่ เปน็ อะไร บา่ วคนท ่ี ๒ ไปหนเดยี ว
กลับมารายงานนายได้หมด ละเอียดละออเท่ากับที่บ่าวคนแรกต้อง
วิ่งหลายเที่ยว จึงได้รู้ว่าเป็นลูกหมามีกี่ตัว ตัวผู้มีก่ีตัว ตัวเมียมีกี่ตัว
สีอะไรบ้าง เป็นต้น นายจึงได้ช้ีแจง ให้บ่าวคนท่ี ๑ ทราบว่า ทำ�ไม
อกี คนหน่งึ จงึ มเี งนิ เดอื นและความรับผิดชอบสูงกว่าเขา
จะเหน็ วา่ ดลุ ยพนิ จิ และ ความสขุ มุ รอบคอบ นน้ั มคี วามสำ�คญั
เพยี งไร ทา่ นจงึ จดั เปน็ มลู เหตหุ นง่ึ ของปฏภิ าณ และปฏภิ าณซง่ึ เกดิ ขนึ้
แลว้ ทำ�ใหบ้ คุ คลผนู้ น้ั ทำ�งานสำ�เรจ็ ไดเ้ รว็ มคี วามคดิ ตดั สนิ ใจทนั การณ์
ว ศิ น อิ น ท ส ร ะ
ทันเวลา ปฏิภาณของคนธรรมดาสามัญ ยังให้ผลดีแก่ชีวิตถึงเพียงน้ี
ถา้ เปน็ ปฏภิ าณของทา่ นผฝู้ กึ ฝนอบรมตนมาดแี ลว้ ขดั เกลาจติ ใจ พฒั นา
ตนใหส้ งู สง่ ดว้ ยคณุ ธรรมมากแลว้ ปราศจากกเิ ลส หรอื มกี เิ ลสนอ้ ยแลว้
จะมีคุณค่าสักเพียงใด เช่น ปฏิภาณของพุทธะท้ังหลาย มีพระสัมมา-
สัมพุทธะ เป็นต้น ซึ่งจะไดก้ ล่าวต่อไปขา้ งหน้า
35
วาจาทไ่ี มจ่ รงิ ไมม่ ปี ระโยชน ์
จะเปน็ ทพ่ี อใจของผฟู้ งั หรอื ไมก่ ต็ าม
กจ็ ะไมต่ รสั วาจาเชน่ นน้ั
สว่ นวาจาทจ่ี รงิ แท ้ และมปี ระโยชน ์
จะเปน็ ทพี่ อใจของผฟู้ งั หรือไม่ก็ตาม
ทรงเลอื กกาลเวลาอันเหมาะ
ตรัสวาจาเช่นน้ัน
๖
สัมมาสัมพุทธปฏิภาณ
ว ศิ น อิ น ท ส ร ะ
๑ 37
ตรสั กบั พระสารีบุตร
เรอ่ื ง พระปญั ญาไมล่ ดถอย
แม้ทรงชราแล้ว
สัมมาสัมพุทธปฏิภาณ คือ พระปัญญาอันเฉียบแหลมคมคาย
และรอบรขู้ องพระผมู้ พี ระภาคเจา้ ซง่ึ ดำ�รงอยตู่ ลอดพระชนมชพี ตงั้ แต่
ตรสั รแู้ ลว้ จนถงึ ปรนิ พิ พาน แมพ้ ระชนมายจุ ะมากแลว้ ถงึ ๘๐ พรรษา
แต่พระปัญญาในการโต้ตอบแก้ปัญหา ก็หาลดน้อยลงไม่ ท้ังนี้เพราะ
ทรงมีพระญาณอนั เปน็ กำ�ลังถึง ๑๐ ประการ (ทศพลญาณ)
ข้อความในมหาสีหนาทสูตร๑ ยืนยันความจริงเรื่องนี้ได้ ความ
สังเขปของพระสูตรดงั กล่าวมดี ังน้ี
๑ ม.ม.ู พ. เลม่ ๑๒ ขอ้ ๑๕๙ - ๑๙๓
พุ ท ธ ป ฏิ ภ า ณ
พระศาสดาประทบั ณ ราวปา่ ดา้ นตะวนั ออก นอกพระนครเวสาลี
ครั้งนั้น สุนักขัตตลิจฉวีซ่ึงได้ออกจากธรรมวินัยของพระผู้มีพระภาค
ไปแล้ว คือเลิกนับถือพระศาสดาแล้วไม่นานนัก ได้กล่าวท่ามกลาง
บริษัท (ชุมชน) ในเมืองเวสาลีว่า “ธรรมวิเศษท่ีพระสมณโคดมตรัสรู้
ที่จะทำ�ให้เป็นพระอริยะได้นั้นไม่มี (คือกล่าวว่าพระพุทธองค์มิได้
บรรลุธรรมอะไรจริง โดยผ่านทางการปฏิบัติจนรู้เห็นตามเป็นจริง)
ธรรมที่ทรงแสดงนั้นล้วนแต่นึกเดาเอา หรือใช้การอนุมานแบบตรรก
(ตกฺกปริยาหต)ํ ใช้วิธีพิจารณาจนแจ่มแจ้งข้ึน แต่น่าแปลกท่ีว่าธรรมท่ี
พระสมณโคดมแสดงแล้วนั้น เปน็ ไปเพอ่ื ความสนิ้ ทกุ ขโ์ ดยชอบสำ�หรบั
ผทู้ ำ�ตาม”
พระสารบี ตุ รออกไปบณิ ฑบาตในเมอื งเวสาล ี ไดท้ ราบขอ้ ความท่ี
38 สุนักขัตตลิจฉวีกล่าว กลับจากบิณฑบาตแล้ว เข้าเฝ้าพระศาสดา
ทลู ใหท้ รงทราบเรอ่ื งน ี้ พระพทุ ธองคต์ รสั กบั พระสารบี ตุ รวา่ สนุ กั ขตั ตะ
กลา่ วดว้ ยความโกรธ มงุ่ รา้ ย ตอ้ งการจะตเิ ตยี นพระองค ์ แตก่ ลบั กลา่ ว
สรรเสริญพระองค์ เพราะข้อที่ว่าธรรมที่แสดงล้วนเป็นไปเพ่ือความ
สน้ิ ทกุ ขโ์ ดยชอบนน้ั เปน็ คณุ ของพระองค ์ และตรสั วา่ สนุ กั ขตั ตลจิ ฉวี
ไม่มีความรทู้ ถ่ี กู ตอ้ งเกีย่ วกบั พระคุณเปน็ อนั มากของพระองค์
ต่อจากน้ัน ทรงแสดงพระคุณสมบัติที่พระองค์มีอยู่ เช่น ทรง
แสดงฤทธ์ิต่างๆ ได้เป็นอันมาก ทรงได้ทิพพโสต (หูทิพย์) ทรงได้
เจโตปริยญาณ (กำ�หนดรู้ใจของผู้อื่นได้ว่าเป็นอย่างไร) ทรงมีกำ�ลัง
สำ�คัญถึง ๑๐ ประการดงั นี้
๑. ฐานาฐานญาณ (ปรีชาหย่ังรู้ฐานะและอฐานะ คือรู้กฎ
ธรรมชาติเก่ียวกับขอบเขต และขีดขั้นของสิ่งท้ังหลาย ว่าอะไรเป็นไป
ได ้ อะไรเปน็ ไปไมไ่ ด ้ และแคไ่ หน เพยี งไร โดยเฉพาะในแงค่ วามสมั พนั ธ์
ว ศิ น อิ น ท ส ร ะ
ระหว่างเหตุกับผล และกฎเกณฑ์ทางจริยธรรม เกี่ยวกับสมรรถวิสัย
ของบคุ คล ซง่ึ จะไดร้ บั ผลกรรมทด่ี แี ละชวั่ ตา่ งๆ กนั - knowledge of
instance and no instance; knowledge of possibilities
and impossibilities)
๒. กรรมวิปากญาณ (ปรีชาหย่ังรู้ผลของกรรม คือสามารถ
กำ�หนดแยกการให้ผลอย่างสลับซับซ้อนระหว่างกรรมดีกับกรรมช่ัว
ทส่ี มั พนั ธก์ บั ปจั จยั แวดลอ้ มตา่ งๆ มองเหน็ รายละเอยี ดและความสมั พนั ธ์
ภายในกระบวนการก่อผลของกรรมอย่างชัดเจน - knowledge of
the ripening of action; knowledge of the results of karma)
๓. สัพพัตถคามินีปฏิปทาญาณ (ปรีชาหยั่งรู้ข้อปฏิบัติท่ีจะนำ�
ไปสคู่ ตทิ ง้ั ปวง คอื สคุ ต ิ ทคุ ต ิ หรอื พน้ จากคต ิ หรอื ปรชี าหยง่ั รขู้ อ้ ปฏบิ ตั ิ
ที่จะนำ�ไปสู่อรรถประโยชน์ท้ังปวง กล่าวคือ ทิฏฐิธัมมิกัตถะ สัมปรา- 39
ยกิ ตั ถะ หรอื ปรมตั ถะ คอื รวู้ า่ เมอื่ ปรารถนาจะเขา้ ถงึ คตหิ รอื ประโยชน์
ใด จะตอ้ งทำ�อะไรบา้ ง มรี ายละเอยี ดวธิ ปี ฏบิ ตั อิ ยา่ งไร - knowledge
of the way that leads anywhere; knowledge of the
practices, leading to all destinies and all goals)
๔. นานาธาตุญาณ (ปรีชาหย่ังรู้สภาวะของโลกอันประกอบ
ด้วยธาตุต่างๆ เป็นอเนก คือรู้สภาวะของธรรมชาติ ทั้งฝ่ายอุปาทิน-
นกสังขาร และฝ่ายอนุปาทินนกสังขาร เช่น รู้จักส่วนประกอบต่างๆ
ของชีวิต สภาวะของส่วนประกอบเหล่านั้น พร้อมทั้งหน้าที่ของมัน
แต่ละอย่าง อาทิ การปฏิบัติหน้าท่ีของขันธ์ อายตนะ และธาตุต่างๆ
ในกระบวนการรบั ร ู้ เปน็ ตน้ และรเู้ หตแุ หง่ ความแตกตา่ งของสง่ิ ทง้ั หลาย
เหล่านั้น - knowledge of the world with its many and
different elements)
พุ ท ธ ป ฏิ ภ า ณ
๕. นานาธมิ ตุ ตกิ ญาณ (ปรชี าหยงั่ รอู้ ธมิ ตุ ต ิ คอื รอู้ ธั ยาศยั ความ
โน้มเอียง ความเช่ือถือ แนวความสนใจ เป็นต้น ของสัตว์ทั้งหลาย
ทเ่ี ปน็ ไปต่างๆ กนั - knowledge of the different dispositions
of beings)
๖. อินทริยปโรปริยัตตญาณ (ปรีชาหย่ังรู้ความย่ิงหย่อนแห่ง
อนิ ทรยี ข์ องสตั วท์ งั้ หลายคอื รวู้ า่ สตั วน์ นั้ ๆ มศี รทั ธา วริ ยิ ะ สต ิ สมาธิ
ปญั ญา แคไ่ หน เพยี งใด มกี เิ ลสมาก กเิ ลสนอ้ ย มอี นิ ทรยี อ์ อ่ นหรอื แกก่ ลา้
สอนง่ายหรือสอนยาก มีความพร้อมท่ีจะตรัสรู้หรือไม่ - knowledge
of the state of faculties of beings; knowledge of the
inferiority and superiority of the controlling faculties of
various beings; knowledge as regards to maturity of persons)
40 ๗. ฌานาทิสังกิเลสาทิญาณ (ปรีชาหย่ังรู้ความเศร้าหมอง
ความผอ่ งแผว้ การออกแหง่ ฌาน วโิ มกข ์ สมาธ ิ และสมาบตั ิ ทง้ั หลาย
- knowledge of defilement, cleansing and emergence in
the cases of the meditations, liberations, concentrations
and attainments)
๘. ปุพเพนิวาสานุสติญาณ (ปรีชาหยั่งรู้อันทำ�ให้ระลึกภพที่
เคยอยู่ในหนหลังได้ - knowledge of the remembrance of
former existences)
๙. จุตูปปาตญาณ (ปรีชาหย่ังรู้จุติและอุบัติของสัตว์ท้ังหลาย
อนั เปน็ ไปตามกรรม - knowledge of the decease and rebirth
of beings)
๑๐. อาสวกั ขยญาณ (ปรชี าหยง่ั รคู้ วามสน้ิ ไปแหง่ อาสวะทง้ั หลาย
- knowledge of the exhaustion of mental intoxicants)๒
๒ พจนานกุ รมพทุ ธศาสตร์ ฉบับประมวลธรรม ของ สมเดจ็ พระพทุ ธโฆษาจารย ์
(ป.อ. ปยตุ โฺ ต)
ว ศิ น อิ น ท ส ร ะ
ตอ่ จากนน้ั ทรงแสดงเวสารชั ชญาณ ๔ ประการซงึ่ พระองคม์ อี ยู่
ทำ�ใหท้ รงแกลว้ กลา้ บรรลอื สหี นาททา่ มกลางบรษิ ทั ไมท่ รงสะทกสะทา้ น
ไม่ว่าในชุมชนใด เพราะไม่ทรงเห็นใครจะทักท้วงพระองค์ได้โดย
ชอบธรรมในฐานะเหลา่ น ี้ คือ
๑. ทรงปฏิญาณว่า เป็นพระสัมมาสัมพุทธะ แต่ไม่ทรงรู้ธรรม
หรอื ไม่ไดต้ รสั รู้จริง
๒. ทรงปฏิญาณว่า เป็นขีณาสพ สิ้นกิเลสแล้ว แต่ยังละกิเลส
ไม่ไดจ้ ริง
๓. ตรัสว่า สงิ่ ใดเปน็ อันตราย ส่ิงนั้นไม่เปน็ อันตรายจริง
๔. ทรงแสดงธรรมอันใดว่า เป็นไปเพื่อความสิ้นทุกข์ ธรรมนั้น
ไม่เปน็ ไปเพ่ือความสน้ิ ทกุ ขจ์ ริงแกผ่ ู้ปฏิบัติตาม
เมอ่ื ไมท่ รงเหน็ วา่ ใครๆ จะทกั ทว้ งไดโ้ ดยชอบธรรมในฐานะเหลา่ น้ี 41
พระองคจ์ ึงทรงรสู้ ึกเกษมสำ�ราญ ปลอดภัย ไมค่ ร่นั คร้ามในทีใ่ ดๆ
ตรสั วา่ ทรงทราบกำ�เนดิ ๔ เปน็ อยา่ งด ี หมายถงึ สตั วท์ ง้ั หลาย
เกดิ ขนึ้ ได้อยา่ งไรบ้าง ทรงทราบว่าสตั ว์เกดิ ได้โดย ๔ ประการคือ
๑) อัณฑชะ เกิดในฟองไข่ เชน่ เป็ด ไก ่ เป็นตน้
๒) ชลาพชุ ะ เกดิ ในครรภ ์ เชน่ มนษุ ย ์ สตั วด์ ริ จั ฉาน บางพวก
๓) สังเสทชะ เกิดในของสกปรก เช่น ในปลาเน่า ในซากศพ
เน่า ในขนมบดู ในน้ําครำ� เป็นตน้ เชน่ หนอน เปน็ ตน้
๔) โอปปาติกะ เกิดผุดขึ้น คือเจริญเติบโตทันที (ไม่ต้องผ่าน
ความเป็นตัวอ่อน) เช่น เทวดา พวกสัตว์นรก มนุษย์
บางจำ�พวก (มนษุ ยต์ ้นกปั ทม่ี าจากเทวดา) เปน็ ต้น
พุ ท ธ ป ฏิ ภ า ณ
ทรงทราบคติ ๕ คติ คือท่ีไปหรือทางไปของสัตว์ผู้ทำ�กรรม
ต่างๆ กัน มีปฏิปทาต่างกัน ย่อมมีคติหรือท่ีไปในภพหน้าต่างกัน
คติ ๕ นั้นคือ
๑. นรก
๒. ดิรัจฉาน
๓. เปรต
๔. มนษุ ย์
๕. เทวดา
ทรงทราบอย่างแน่ชัดว่า ทำ�อย่างใดเป็นเหตุให้ไปเกิดเป็นอย่าง
นน้ั ๆ นอกจากน ้ี ยงั ทรงทราบพระนพิ พานอนั พน้ จากคตทิ งั้ ๕ นน้ั ดว้ ย
ตรสั ว่า ทรงทราบพรหมจรรย ์ อันประกอบดว้ ยองค์ ๔ คือ
42 ๑) ทรงบำ�เพ็ญตบะยง่ิ กวา่ ผูบ้ ำ�เพ็ญตบะทัง้ หลาย
๒) ทรงประพฤติเศร้าหมอง คือทรงอยู่อย่างปอนๆ ย่ิงกว่า
ผ้ปู ระพฤตปิ อนทงั้ หลาย
๓) ทรงรังเกียจบาป ยงิ่ กวา่ ผรู้ ังเกยี จบาปทั้งหลาย
๔) ทรงเปน็ ผสู้ งัด ยอดเยีย่ มกว่าผู้สงัดทง้ั หลาย
สิ่งเหล่านี้ทรงทดลอง เมื่อทรงทำ�ทุกรกิริยาก่อนตรัสรู้ ทรงเห็น
วา่ ไมไ่ ดผ้ ล จงึ ทรงเลกิ เสยี แตเ่ ปน็ ประโยชน ์ เมอื่ ตรสั รแู้ ลว้ ทรงกลา่ ว
ได้ว่า ได้ทดลองบำ�เพ็ญมาหมดแล้ว นอกจากน้ี ยังทรงทดลองเรื่อง
อน่ื ๆ ตามทเ่ี ชอ่ื ถอื กนั ในสมยั นน้ั วา่ จะทำ�ใหบ้ รสิ ทุ ธ ์ิ แตก่ ห็ าทำ�ใหบ้ รสิ ทุ ธ์ิ
แต่ประการใดไม่
อน่ึง มีคนบางพวกกล่าวว่า คนหนุ่มเท่าน้ัน จึงจะมีปัญญา
เฉลียวฉลาด เมื่อแก่เฒ่าแล้วหาเป็นเช่นนั้นไม่ คือพออายุ ๘๐ - ๙๐
หรอื ๑๐๐ ป ี ปญั ญายอ่ มเสอ่ื ม ตรสั กบั พระสารบี ตุ รวา่ ขอ้ นไ้ี มค่ วรเหน็
ว ศิ น อิ น ท ส ร ะ
อยา่ งนนั้ เพราะบดั น ี้ พระองคเ์ องมพี ระชนม ์ ๘๐ ปแี ลว้ สาวกบางคน
มีอายุถึง ๑๐๐ ปี แล้วก็ยังมีสติปัญญาอย่างยอดเย่ียม มิได้เส่ือมถอย
เลย ทรงสามารถตอบปญั หาของสาวกไดอ้ ยา่ งยอดเยย่ี ม แมว้ า่ (จะทรง
ลุกไม่ไหว) ต้องหามไปด้วยเตียงน้อย ปัญญาความเฉลียวฉลาดของ
พระองค์ก็มิไดเ้ สอื่ มถอย ทรงสามารถตอบปญั หาได้อย่างคลอ่ งแคลว่
พระนาคสมาละ เป็นพระอุปัฏฐากเวลานั้น ถวายงานพัดอยู่
กราบทูลพระศาสดาว่า ฟังธรรมปริยายน้ีแล้ว ขนลุกด้วยปีติปลื้มใจ
และเหน็ เปน็ อศั จรรย ์ ควรจะเรยี กธรรมปรยิ ายนว้ี า่ อยา่ งไร พระศาสดา
ตรสั วา่ จะเรยี กวา่ โลมหงั สนปรยิ าย กไ็ ด ้ (ธรรมปรยิ ายทที่ ำ�ใหข้ นลกุ
ขนพอง)
43
ไมค่ วรพยายามไปหมดทุกอย่าง
ควรเปน็ ตัวของตัวเอง
ไมค่ วรอาศยั ผ้อู ่นื เลี้ยงชีพ
ไมค่ วรเป็นผมู้ แี ผลประพฤตธิ รรม
(อุทาน ๒๕/๑๗๙/๑๓๔)
พุ ท ธ ป ฏิ ภ า ณ
๒
ทรงโตต้ อบกบั อภยั ราชกุมาร
เร่ือง พระวาจาทต่ี รสั และไม่ตรสั ๓
ครั้งนั้น พระศาสดาประทับอยู่ ณ เวฬุวันวิหาร เมืองราชคฤห์
อภัยราชกุมารเสด็จไปสนทนากับนิครนถ์นาฏบุตร นิครนถ์ขอให้
44 อภัยราชกุมารไปโต้วาทะกับพระพุทธเจ้า เตรียมปัญหาไปอย่างดี
ให้ทูลถามว่า พระพุทธเจ้าตรัสพระวาจาอันไม่เป็นท่ีพอใจของผู้อื่น
หรือไม่ ถ้าตรัสตอบว่า “ตรัส” ก็ให้แย้งว่า เมื่อเป็นเช่นนั้น พระองค์
จะต่างอะไรกับปุถุชนเล่า ถ้าตอบว่า “ไม่ตรัส” ก็ให้แย้งว่า ท่ีตรัสว่า
พระเทวทัตจะต้องตกนรกน้ัน ย่อมไม่เป็นท่ีพอใจของพระเทวทัต
อย่างแน่นอน เม่ือแย้งไว้อย่างนี้ ดักไว้อย่างนี้ พระสมณโคดมย่อม
ไม่มีทางไปอย่างแนน่ อน
อภัยราชกุมารเข้าไปเฝ้าพระพุทธองค์ ทูลถามอย่างท่ีเตรียมมา
พระศาสดาตรสั ตอบวา่ ปญั หานจ้ี ะตอบอยา่ งเดยี วไมไ่ ด ้ ตอ้ งแยกตอบ
พอพระองค์ตรัสเช่นน้ี อภัยราชกุมารก็ทรงอุทานว่า “พวกนิครนถ์
ฉบิ หายแล้ว” ทลู เลา่ เรอื่ งท่ไี ปสนทนากับนิครนถ์มาโดยตลอด
๓ อภัยราชกุมารสูตร พ. เลม่ ๑๓ ข้อ ๙๑
ว ศิ น อิ น ท ส ร ะ
พระศาสดาตรัสถามอภัยราชกุมารว่า ถ้าเด็กอ่อน กินไม้หรือ
ก้อนอิฐเข้าไปค้างอยู่ในคอ พระราชกุมารจะทรงทำ�อย่างไร พระราช
กุมารทูลตอบว่า จะต้องประคองศีรษะแล้วล้วงออกมาจนได้ แม้ว่าจะ
ต้องทำ�ให้เด็กน้ันเจ็บปวด ถึงกับเลือดออกก็ตาม เพราะมุ่งอนุเคราะห์
เขาให้พ้นอันตราย พระศาสดาตรัสว่า ทำ�นองเดียวกัน พระองค์ทรง
มงุ่ อนเุ คราะหผ์ อู้ นื่ ดว้ ยความเอน็ ด ู จงึ ตรสั พระวาจา ทเี่ ปน็ ทพี่ อใจของ
ผู้ฟังบ้าง ไม่เป็นท่ีพอใจของผู้ฟังบ้าง ทรงมุ่งประโยชน์เป็นท่ีตั้ง และ
วาจานัน้ เปน็ วาจาจรงิ ดว้ ย แตถ่ งึ กระนนั้ ก็ทรงเลือกกาลเวลาตรัส
รวมความวา่ วาจาทไ่ี มจ่ รงิ ไมม่ ปี ระโยชน ์ จะเปน็ ทพ่ี อใจของผฟู้ งั
หรอื ไมก่ ต็ าม กจ็ ะไมต่ รสั วาจาเชน่ นน้ั สว่ นวาจาทจ่ี รงิ แทแ้ ละมปี ระโยชน์
จะเป็นที่พอใจของผู้ฟังหรือไม่ก็ตาม ทรงเลือกกาลเวลาอันเหมาะ
ตรัสวาจาเช่นน้ัน 45
อภัยราชกุมารทูลถามว่า มีคนเป็นจำ�นวนมาก ทุกหมู่เหล่า มา
ทูลถามปัญหาพระพุทธองค์ ทรงคิดไว้ก่อน หรือว่า ทรงตอบได้ทันที
โดยไมไ่ ดท้ รงคิดไว้ก่อน
พระศาสดาตรัสตอบว่า ทรงตอบได้ทันทีโดยไม่ได้คิดล่วงหน้า
ไวก้ อ่ น ทำ�นองเดยี วกบั อภยั ราชกมุ าร ผชู้ ำ�นาญเรอื่ งรถทกุ สว่ น เมอื่ มี
ผมู้ าทูลถามเร่ืองรถ ก็ทรงตอบไดท้ นั ที โดยไม่ต้องคดิ ลว่ งหน้าไวก้ ่อน
อภยั ราชกมุ ารทรงพอพระทยั พระพทุ ธดำ�รสั ตอบ สรรเสรญิ พระ
ธรรมเทศนาว่า เหมือนหงายของท่ีคว่ํา เป็นต้น แสดงตนเป็นอุบาสก
นับถอื พระรตั นตรยั ตลอดชีวติ
พุ ท ธ ป ฏิ ภ า ณ
๓
ทรงโต้ตอบเรือ่ ง ทฏิ ฐิกับฑีฆนขปรพิ พาชก
และเรือ่ ง อตั ตา - อนัตตากบั สัจจนิครนถ์๔
เรอ่ื งทฆี นขปรพิ พาชก
คราวหน่งึ พระผ้มู ีพระภาคประทับอย่ทู ่ถี ้าํ สุกรขาตา บนภูเขา
คิชฌกูฎ (ถ้ําอยู่บนเขา) เมืองราชคฤห์ พระสารีบุตร น่ังถวายงานพัด
อยู่เบื้องหลัง ครั้งน้ันทีฆนขปริพพาชก ผู้เป็นหลานพระสารีบุตร
เท่ียวเดินตามหาพระสารีบุตรผู้เป็นลุงของตนอยู่ มาเจอเข้าท่ีถ้ํา
46 สุกรขาตา จึงทูลพระพุทธเจ้าเป็นเชิงลองวาทะ หรือเชิงยั่วยวนว่า
“พระโคดม ขา้ พเจา้ มคี วามเหน็ วา่ สงิ่ ทงั้ ปวง ไมค่ วรแกข่ า้ พเจา้ ขา้ พเจา้
ไม่พอใจหมด”
ทีฆนขปริพพาชกกล่าวเช่นน้ี เพราะไม่พอใจที่ลุงของตนมาบวช
ในสำ�นักของพระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อพิจารณาในเชิงตรรกศาสตร์
ก็หมายความว่า เขาไม่พอใจพระพุทธเจ้าด้วย เพราะพระพุทธเจ้าก็
รวมอยใู่ นสิง่ ท้งั ปวงด้วย พระพทุ ธองคต์ รสั ตอบวา่
“ถ้าอย่างน้ัน ท่านควรไม่พอใจ ความเห็นอย่างนั้นของท่าน
เสยี ดว้ ย”
พระดำ�รสั ของพระศาสดา เปน็ การโตต้ อบแบบใชห้ ลกั ตรรกวทิ ยา
มผี ลใหท้ ฆี นขปรพิ พาชกนง่ิ อง้ึ ไป ตอ่ จากนน้ั พระพทุ ธองคท์ รงแสดงถงึ
๔ - ทฆี นขสตู ร พ.เลม่ ๑๓ ข้อ ๖๒๙
- จฬู สจั จกสตู ร พ.เล่ม ๑๒ ข้อ ๓๙๒
ว ศิ น อิ น ท ส ร ะ
ทฏิ ฐ ิ หรอื ทรรศนะของบคุ คล ๓ จำ�พวก คอื บางพวกกเ็ หน็ วา่ สง่ิ ทง้ั ปวง
ควรแกต่ น, ตนพอใจหมด (สพพฺ ํ เม ขมต)ิ บางพวกเหน็ วา่ สงิ่ ทง้ั ปวง
ไม่ควรแก่ตน ตนไม่พอใจหมด บางพวกเห็นว่าบางสิ่งควรแก่ตน ตน
พอใจ บางสง่ิ ไมค่ วรแก่ตน ตนไมพ่ อใจ
พระพุทธองค์ตรัสต่อไปว่า บรรดาสมณพราหมณ์เหล่านั้น พวก
แรก เอยี งไปในทางกำ�หนดั ยนิ ดสี งิ่ ทงั้ หลาย หมกมนุ่ พวั พนั พวกทสี่ อง
เอียงไปทางเกลียดชังส่ิงทั้งหลาย ส่วนพวกท่ี ๓ เอียงไปทางกำ�หนัด
พอใจในบางส่ิง และเกลียดชังบางส่ิง ผู้รู้พิจารณาเห็นว่า ถ้าถือม่ัน
ในทฏิ ฐอิ ยา่ งใดอยา่ งหนง่ึ อยา่ งแนว่ แน ่ (สจั จาภนิ เิ วส) วา่ นเี้ ทา่ นน้ั จรงิ
อย่างอ่ืนเป็นโมฆะ ย่อมโต้เถียงขัดแย้งกับอีก ๒ พวก ที่ถือผิดกับตน
ยอ่ มววิ าทกนั พฆิ าตหมายมนั่ หาํ้ หนั่ กนั ความเบยี ดเบยี นกนั กย็ อ่ มมขี นึ้
ผรู้ เู้ ห็นอยา่ งน้ี ย่อมละทิฏฐนิ นั้ ๆ เสีย 47
ตอ่ จากนนั้ ทรงแสดงเวทนา ๓ คอื สขุ เวทนา ทกุ ขเวทนา และ
อทุกขมสุขเวทนา หรืออุเบกขาเวทนา ว่าไม่เท่ียง เกิดขึ้นเพราะเหตุ
ปจั จยั มคี วามสน้ิ ไปดบั ไปเปน็ ธรรมดา เมอื่ เหน็ อยา่ งน ้ี ยอ่ มเบอื่ หนา่ ย
ทง้ั สขุ ทกุ ข ์ และอเุ บกขา เมอ่ื เบอ่ื หนา่ ย ยอ่ มคลายกำ�หนดั จติ ยอ่ มพน้
จากความถอื มน่ั ผพู้ น้ แลว้ อยา่ งน ี้ ยอ่ มไมว่ วิ าทโตเ้ ถยี งกบั ผใู้ ดดว้ ยทฏิ ฐิ
ของตน โวหารใดเขาพดู กนั อยใู่ นโลก กพ็ ดู ตามโวหารนน้ั แตไ่ มย่ ดึ มน่ั
ถือมัน่ ด้วยทิฏฐิ
พระสารบี ตุ รนง่ั ถวายงานพดั อย ู่ ฟงั แลว้ ไดส้ ำ�เรจ็ อรหตั ตผล สว่ น
ฑีฆนขปริพพาชกได้ดวงตาเห็นธรรม๕ส้ินความสงสัยในพุทธศาสนา
แสดงตนเปน็ อุบาสก
๕ ค�ำว่า ดวงตาเห็นธรรม หมายถึง ส�ำเร็จโสดาปัตติผล เป็นพระโสดาบนั
พุ ท ธ ป ฏิ ภ า ณ
เรอ่ื ง นางกสี าโคตมี
เร่ืองท่ีพระพุทธองค์ทรงสอนนางกีสาโคตมีนี้ ทรงให้ใช้หลักคิด
แบบตรรกวิทยานิรนัย (deductive logic) คือการสรุปข้อย่อยจาก
หลกั สากล คอื เอาหลักสากลมาพิจารณาข้อย่อย
เร่ืองโดยย่อมีว่า๖ กีสาโคตมี ลูกตาย จึงเที่ยวอุ้มลูกไปให้หมอ
รักษาให้ฟื้น ทุกคนปฏิเสธ มีคนหน่ึงแนะนำ�ให้ไปเฝ้าพระพุทธเจ้า
นางเชื่อ นำ�บตุ รไปเฝา้ พระพุทธองคข์ อใหช้ ่วยรกั ษา พระพุทธเจา้ ตรสั
บอกว่ารักษาได้ แต่ต้องได้เมล็ดผักกาดในหมู่บ้านที่ไม่มีใครเคยตาย
นางดีใจ อุ้มบุตรไว้กับอกเที่ยวเสาะหาเมล็ดผักกาด เมล็ดผักกาดนั้น
นางหาได้หลายหมู่บ้าน แต่ไปติดขัดอยู่ที่ในหมู่บ้านเหล่าน้ันล้วนมี
48 คนเคยตายทง้ั สน้ิ นางไดม้ ปี ระสบการณก์ วา้ งออกไปวา่ คนทงั้ หลายได้
มคี วามทกุ ข์ เพราะปุตตวิปโยคมาแลว้ แทบทง้ั สิ้น มใิ ช่นางคนเดยี ว
ในทสี่ ดุ นางกไ็ ดข้ อ้ สรปุ ขอ้ ยอ่ ยจากหลกั สากลวา่ ความตายเปน็
ธรรมดาของคนทง้ั หลาย ความตายแหง่ บตุ รของนางนน้ั กเ็ รอ่ื งธรรมดา
เชน่ กนั จงึ ทงิ้ บตุ รผหู้ าชวี ติ ไมแ่ ลว้ เสยี ในปา่ แลว้ ไปเฝา้ พระศาสดา ทลู
ขอบวช พระศาสดาใหน้ างบวชในสำ�นกั ภกิ ษณุ ี ตอ่ มาสำ�เรจ็ อรหตั ตผล
ด้วยการได้เห็นดวงประทีปในโรงอุโบสถซ่ึงเปลวไฟเกิดดับอยู่ นาง
พิจารณาสิ่งนั้นแล้วได้ข้อคิดว่า สัตว์ท้ังหลาย ก็เกิดตายอยู่ เหมือน
ดวงประทีปน่ีแหละ พระพุทธเจ้าทรงทราบดังนั้น ทรงแผ่พระรัศมีมา
เสมือนปรากฏเฉพาะหน้าของนาง แล้วตรัสว่า “สัตว์ท้ังหลาย เกิด
ตายอยู่เหมือนดวงประทีป แต่พอถึงนิพพานแล้ว อาการอย่างน้ันก ็
๖ อรรถกถาธรรมบท ภาค ๔ หนา้ ๑๕๐
ว ศิ น อิ น ท ส ร ะ
ไม่ปรากฏอกี เลย” ตรสั ดังนแ้ี ล้ว ตรสั ตอ่ ไปวา่
“ผู้ใดแมม้ ีชีวิตอยู่ตง้ั รอ้ ยป ี แต่ไม่เห็นอมตบท
ชีวติ ของผ้อู ย่เู พยี งวันเดยี ว แต่เห็นอมตบทประเสรฐิ กว่า”
กสี าโคตมฟี งั แลว้ ไดส้ ำ�เรจ็ อรหตั ตผลพรอ้ มดว้ ยปฏสิ มั ภทิ า ๔ ๗
เรอ่ื ง นางวสิ าขา
วันหนึ่ง นางวิสาขาไปเฝ้าพระพุทธเจ้าแต่ยังวัน เธอมีผ้าเปียก
ผมเปียก พระพุทธองค์ตรัสถามว่า มีเรื่องอะไรจึงเศร้าโศกอย่างนั้น 49
นางทลู วา่ หลานสาวคนหนง่ึ ดเี หลอื เกนิ ตายลง นางจงึ เศรา้ โศก เพราะ
รกั มาก พระพทุ ธองค์ตรสั ถามวา่ ถา้ หญงิ ในเมืองสาวตั ถดี ีอย่างน ี้ เธอ
จะรักเขาหรือไม ่ ? ทูลตอบว่า “รัก” ตรัสถามว่า ในเมืองนี้ มีคนตาย
ทกุ วนั หรอื ไม ่ ทลู วา่ ตายทกุ วนั พระพทุ ธองคจ์ งึ ทรงสรปุ จากเรอื่ งยอ่ ย
ไปหาเร่ืองใหญ่ แบบตรรกวิทยาอุปนัย (inductive logic) ว่า ถ้า
อยา่ งนน้ั เธอกต็ อ้ งมผี า้ เปยี กผมเปยี ก ตอ้ งรอ้ งไห ้ เศรา้ โศกทกุ วนั ละส ิ ๘
ในทสี่ ดุ ตรสั วา่ คนมรี กั ๑ ทกุ ข ์ ๑ มรี กั ๑๐๐ ทกุ ข ์ ๑๐๐ นางวสิ าขา
ไดส้ ต ิ คลายความโศก กด็ ว้ ยพุทธวธิ ีในการสอนโดยหลกั ตรรกศาสตร์
๗ ความแตกฉาน ๔ อยา่ ง คอื (๑) อตั ถปฏสิ มั ภทิ า แตกฉานในความหมายแหง่ ธรรม
(๒) ธมั มปฏสิ มั ภทิ า แตกฉานในหวั ขอ้ ธรรม (๓) นริ ตุ ตปิ ฏสิ มั ภทิ า แตกฉานในภาษา,
ใช้ภาษาดี, ถกู ตอ้ ง (๔) ปฏภิ าณปฏสิ มั ภทิ า แตกฉานในไหวพริบ ทันเหตุการณ์
๘ วิสาขามคิ ารมารดา ๒๕/๒๒๓/๑๗๖