The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

พุทธปฏิภาณ อ.วศิน อินทสระ

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by chissanapong.so, 2020-12-14 03:18:41

พุทธปฏิภาณ

พุทธปฏิภาณ อ.วศิน อินทสระ

พุ ท ธ ป ฏิ ภ า ณ

เรอ่ื ง สจั จกนคิ รนถ์

ทรงสนทนากับสัจจกนิครนถ์  เร่ืองอัตตา  อนัตตา  ด้วยหลัก
ตรรกวิทยา  คือการหาเหตผุ ลท่พี อมองเหน็ ได้  มีเร่ืองย่อดงั น้ี
สัจจกนิครนถ์อาศัยอยู่ท่ีเมืองเวสาลี  เป็นนักโต้วาทะ  มีความ
ทะนงตนรุนแรง  เคยกล่าวในที่ประชุมเมืองเวสาลีว่า  “ไม่เห็นสมณ-
พราหมณเ์ จา้ ลทั ธใิ ดๆ  เลย  ทจี่ ะไมป่ ระหมา่   เมอื่ จะโตว้ าทะกบั ตน  แม้
ถา้ เราจะพึงโตว้ าทะกับเสา  เสากย็ งั หวั่นไหว  ไม่ต้องกล่าวถงึ มนุษย”์
เช้าวันหน่ึง  เขาพบพระอัสสชิเถระซ่ึงกำ�ลังเดินบิณฑบาตอยู่ท่ี
เมอื งเวสาล ี เขาเขา้ มาถามวา่   พระสมณโคดมแนะนำ�พระสาวกทงั้ หลาย
อย่างไร  พระอัสสชิตอบว่า  พระผ้มู ีพระภาคทรงแนะนำ�สาวกโดยมาก
50 ว่า  รูป  เวทนา  สัญญา  สังขาร  วิญญาณ  ไม่เท่ียง  ไม่มีตัวตน  หรือ

ไม่ใช่ตวั ตน
สจั จกนคิ รนถบ์ อกว่า  ถา้ อย่างไร  จะขอพบพระสมณโคดม  เพื่อ
จะได้สนทนาเรื่องน้ีกันให้แจ่มแจ้ง  และจะช่วยปลดเปลื้องพระสมณ-
โคดมจากความเหน็ ผดิ นนั้ เสีย
สัจจกนิครนถ์เข้าไปหาพวกเจ้าลิจฉวี  ซึ่งกำ�ลังประชุมกันอยู่ท่ี
สัณฐาคาร  (ห้องประชุม)  กล่าวขึ้นว่า  เขาจะไปสนทนากับพระสมณ-
โคดม  จะยาํ่ ยคี ำ�ของพระสมณโคดม  ขอใหเ้ จา้ ลจิ ฉวที ง้ั หลายไปฟงั ดว้ ย
เจ้าลิจฉวีฟังแล้ว  แบ่งเป็น  ๒  พวก  พวกหน่ึงเห็นว่า  สัจจกนิครนถ์จะ
ยา่ํ ยวี าทะของพระสมณโคดม  อกี พวกหนง่ึ เหน็ วา่   พระสมณโคดมจะยา่ํ ยี
วาทะของสจั จกนิครนถ ์ พวกเขาได้เดนิ ทางไปพร้อมกบั สัจจกนิครนถ์
นิครนถ์  ช่ือ  สัจจกะ  ได้พบภิกษุมากรูปด้วยกัน  เดินจงกรมอยู่
ท่ีแจ้ง  จึงถามหาพระผู้มีพระภาคเจ้าว่าจะพบพระองค์ได้ท่ีใด  ภิกษุ

ว ศิ น อิ น ท ส ร ะ

ทงั้ หลายบอกวา่   พระพทุ ธองคป์ ระทบั อยทู่ โ่ี คนไมต้ น้ หนง่ึ ในปา่ มหาวนั
สัจจกนิครนถ์พร้อมด้วยเจ้าลิจฉวีเข้าไปเฝ้า  ทูลขอโอกาสเพ่ือถาม
ปัญหา  เม่ือพระพุทธองค์ทรงอนุญาตแล้ว  จึงทูลถามว่า  พระโคดม
แนะนำ�สั่งสอนสาวกอย่างไร  พระผู้มีพระภาคตรัสตอบ  เช่นเดียวกับ
ทีพ่ ระอัสสชกิ ลา่ วแล้ว
สจั จกนคิ รนถท์ ลู แยง้ วา่   ธรรมดาพชื พนั ธต์ุ า่ งๆ  ยอ่ มเจรญิ งอกงาม
บนแผน่ ดนิ   แมก้ ารงานทบี่ คุ คลทำ�กอ็ าศยั แผน่ ดนิ จงึ ทำ�ได ้ ฉนั ใด  บคุ คล
ทง้ั หลายยอ่ มม ี รปู   เวทนา  สญั ญา  สงั ขาร  และวญิ ญาณ  เปน็ ตน้   ตอ้ ง
ต้ังอยู่ในรูป  เวทนา  เป็นต้น  ฉันนั้น  จึงได้ประสบผลบุญบาป  ผลบุญ
ผลบาปย่อมปรากฏขน้ึ ในรูป  เวทนา  เปน็ ต้น
พระพทุ ธเจา้ ตรสั ถามวา่   “ทา่ นเหน็ วา่   รปู   เวทนา  สญั ญา  สงั ขาร
วิญญาณเปน็ ตัวตนของเราอย่างน้ันหรือ” 51

“ขา้ พเจา้ กลา่ วอยา่ งนน้ั ”  สจั จกนคิ รนถย์ นื ยนั   และมหาชนหรอื
ชุมชนเปน็ อันมากก็กลา่ วอย่างนั้น
“ชุมชนจะเห็นอย่างไรก็ช่างเถิด  เราต้องการแต่คำ�ยืนยันของ
ทา่ น”  พระศาสดาตรัส
เม่ือสัจจกนิครนถ์ยืนยันแล้ว  พระศาสดาจึงตรัสว่า  “ดูก่อน
อคั คเิ วสสนะ  (ทรงเรยี กสจั จกนคิ รนถโ์ ดยชอื่ สกลุ ของเขา  แบบเดยี วกบั
ท่ีเขาเรียกพระพุทธองค์ว่า  พระโคดม)  พระราชาเช่นพระเจ้าปเสน-
ทโิ กศล  หรอื พระเจา้ อชาตศตั รมู อี ำ�นาจในแผน่ ดนิ   ยอ่ มสามารถฆา่ คน
ที่ควรฆ่า  ริบทรัพย์  หรือเนรเทศคนที่ควรริบทรัพย์และควรเนรเทศ
ได้  อยา่ งนัน้ มิใชห่ รอื  ?
สัจจกนคิ รนถท์ ลู ว่า  ใช่

พุ ท ธ ป ฏิ ภ า ณ

พระศาสดาตรัสถามว่า  ท่านสามารถบังคับบัญชา  รูป  เวทนา
เปน็ ตน้   วา่ จงเปน็ อยา่ งนเ้ี ถดิ   อยา่ เปน็ อยา่ งนนั้ เลย  ไดห้ รอื ไม ่ ?  สจั จก-
นิครนถท์ ลู ตอบว่า  ไม่ได้
พระศาสดาตรสั วา่   เมอื่ ไมไ่ ด ้ จะถอื ไดอ้ ยา่ งไรวา่ รปู   เปน็ ตน้   เปน็
ตวั ตน  เปน็ เรา  เปน็ ของเรา  สจั จกนคิ รนถ ์ ยอมรบั วา่ ถอื ไมไ่ ด ้ ไมค่ วรถอื
ตรสั ถามต่อไปวา่   ขนั ธ ์ ๕  เท่ียงหรือไมเ่ ทย่ี ง  ทลู ตอบว่า  ไม่เท่ียง
พ. เมอ่ื ไม่เท่ียง  มันเป็นทกุ ข์หรือเปน็ สขุ เล่า
ส. เปน็ ทกุ ข ์ พระโคดม
พ. เม่ือไม่เที่ยง  เป็นทุกข์  ควรหรือท่ีเราจะเข้าไปยึดสิ่งนั้นว่า
เปน็ เรา  เป็นของเรา  เปน็ ตัวตนของเรา
ส. ไม่ควรเลย  พระโคดม
52 พ. อัคคิเวสสนะ  ผู้ใดติดอยู่ในทุกข์  เข้าถึงทุกข์แล้ว  มิหนำ�ซ้ํา

ยังยินดีในทุกข์เสียอีก  เห็นทุกข์  (คือขันธ์  ๕)  ว่าเป็นของเรา  ผู้น้ันจะ
พงึ กำ�หนดรู้ทุกข์ได้เอง  หรอื จะทำ�ทุกข์ใหส้ ิ้นไป  จะมีได้เปน็ ได้หรอื  ?
ส. ไม่ได้เลย  พระโคดม
พ. เมอื่ เปน็ เชน่ น ้ี ตวั ทา่ นเองนน่ั แหละ  เปน็ ผตู้ ดิ อยใู่ นทกุ ขแ์ ลว้
แต่กลับยนิ ดใี นทุกข ์ และเห็นทุกข์เป็นของตน  ใช่หรอื ไม่ ?
ส. เปน็ อย่างน้นั   พระโคดม
แปลว่า  พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงต้อนด้วยการซักถามหาเหตุผล
จนสัจจกนิครนถ์จนมุม  แล้วทรงสำ�ทับว่า  เหมือนผู้ต้องการแก่นไม้
ถือขวานหรือผ่ึงเข้าไปในป่า  เห็นต้นกล้วยใหญ่ต้นหนึ่ง  มีลำ�ต้นตรง
กำ�ลงั รนุ่   ยงั ไมท่ นั ตกเครอื   เขาตดั ตน้ กลว้ ยนนั้ ทโ่ี คน  ตดั ยอดลดิ ใบออก
ไมไ่ ดพ้ บแมแ้ ตก่ ระพ ี้ จะพบแกน่ แตท่ ไ่ี หน  ฉนั ใด  คำ�ของสจั จกนคิ รนถ์
กฉ็ นั นน้ั   ซักไปซักไป  กห็ าสาระไมไ่ ด้

ว ศิ น อิ น ท ส ร ะ

เม่ือสัจจกนิครนถ์ยอมแพ้แล้ว  ได้ทูลถามว่า  ด้วยเหตุผลเพียง
เท่าใด  จึงชื่อว่าทำ�ตามคำ�สอนของพระศาสดา  ข้ามความสงสัยเสียได้
ด้วยเหตุเพียงเท่าใด  ภิกษุชื่อว่าเป็นอรหันต์ส้ินกิเลส  พระศาสดาตรัส
ตอบว่า  “สาวกของเรา  พิจารณาเห็นเบญจขันธ์ว่าไม่เท่ียง  เป็นทุกข์
เป็นอนัตตาอยู่เสมอ  ชื่อว่าทำ�ตามคำ�สอนของเรา  ภิกษุผู้พิจารณา
ขันธ์  ๕  นั่นแหละ  โดยความไม่เท่ียง  เป็นต้น  แล้วไม่ยึดมั่นถือม่ันซึ่ง
ขันธ์  ๕  น้ัน  ช่ือว่า  เป็นอรหันต์ส้ินกิเลส  เธอย่อมประกอบด้วยคุณ
อนั เลศิ   ๓  ประการ  คอื   ทสั สนานตุ ตรยิ ะ  ปฏปิ ทานตุ ตรยิ ะ  และวมิ ตุ ตา-
นตุ ตรยิ ะ  การเหน็   การปฏบิ ตั  ิ และความหลดุ พน้   อนั ยอดเยย่ี ม  เธอยอ่ ม
สกั การะบชู าตถาคต  ในฐานะทเี่ ปน็ ผรู้  ู้ ผฝู้ กึ ตน  ผสู้ งบ  ผขู้ า้ มฝง่ั ไดแ้ ลว้
ดบั สนิทแล้ว  และแสดงธรรม  เพอ่ื ความเปน็ อย่างน้ันด้วย 
53

มีปลาน้อยตัวนักท่ีฉลาดกินแต่เหย่ือ  โดยไม่กลืนเบ็ดเข้าไป 
ดว้ ยฉนั ใด คนในโลกนก้ี ฉ็ นั นน้ั  มนี อ้ ยคนนัก ที่เกี่ยวข้องกับกามคุณ 
โดยไม่ให้เป็นทุกข์  หรือเก่ียวข้องโดยท่ีมีทุกข์น้อยท่ีสุด  ในการนี้จะ 
ต้องใช้คุณธรรม  คือ  ปัญญาเป็นหลัก  ใช้สติ  และโยนิโสมนสิการ
เป็นเครอ่ื งมือพิจารณา ใชค้ วามไมป่ ระมาทเป็นทางดำ�เนนิ

พุ ท ธ ป ฏิ ภ า ณ



ทรงโต้ตอบกบั พราหมณ์
เร่อื ง คนกลัวตาย และไมก่ ลวั ตาย

(อภัยสูตร)

คร้ังน้ัน  พราหมณ์ชาณุสโสณี  เข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า
ถงึ ที่ประทับ  ไดป้ ราศรยั กับพระผูม้ พี ระภาคเจ้า  ครั้นผา่ นการปราศรัย
54 พอให้ระลึกถึงกันแล้ว  นั่ง  ณ  ท่ีควรข้างหน่ึง  ครั้นแล้ว  ได้กราบทูล

พระผมู้ พี ระภาคเจา้ วา่
ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ  ข้าพเจ้ามีวาทะอย่างนี้  มีทิฏฐิอย่างน้ีว่า
สตั วผ์ มู้ คี วามตายเปน็ ธรรมดายอ่ มไมก่ ลวั   ไมถ่ งึ ความสะดงุ้ ตอ่ ความตาย
ไมม่ ี
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า  ดูก่อนพราหมณ์  สัตว์ผู้มีความตาย
เปน็ ธรรมดา  ยอ่ มกลวั   ถงึ ความสะดงุ้ ตอ่ ความตายมอี ย ู่ สตั วผ์ มู้ คี วามตาย
เปน็ ธรรมดา  ไมก่ ลวั   ไมถ่ งึ ความสะดงุ้ ตอ่ ความตายมอี ย ู่ ดกู อ่ นพราหมณ์
กส็ ตั วผ์ มู้ คี วามตายเปน็ ไฉน  ทว่ี า่ สตั วผ์ มู้ คี วามตายเปน็ ธรรมดา  ยอ่ มกลวั
คอื เปน็ บคุ คลทไี่ มไ่ ดท้ ำ�ความด ี ไมไ่ ดท้ ำ�กศุ ลไว ้ คอื ทำ�แตก่ รรมชวั่ หยาบ
ไว ้ สรา้ งแตอ่ กศุ ลกรรมทง้ั หลาย  โดยไมค่ ำ�นงึ ถงึ ผลกรรมด ี หรอื กรรมชว่ั
ซึ่งจะมีผลท้ังในภพนี้และภพหน้า  ย่อมกลัวต่อความตาย  ย่อมสะดุ้ง
ต่อความตาย  ท่ีว่าสะดุ้งต่อความตายนั้น  คือบุคคลบางคนในโลกนี้

ว ศิ น อิ น ท ส ร ะ

เป็นผู้ยังไม่ปราศจากความกำ�หนัด  คือยังมีความพอใจ  ความอยากมี
อยากเปน็ ในสง่ิ ทต่ี นตอ้ งการ  ยงั ไมป่ ราศจากความพอใจ  ยงั ไมป่ ราศจาก
ความรัก  ยังไม่ปราศจากความกระหาย  ยังไม่ปราศจากความเร่าร้อน
ยังไม่ปราศจากความทะยานอยากในกามทั้งหลาย  เม่ือเขามีโรคหนัก
อย่างใดอย่างหน่ึงถูกต้อง  หรือมีภัยต่างๆ  มากระทบชีวิต  เขาย่อมมี
ความปริวิตกอย่างนี้ว่า  ส่ิงท่ีตัวเองรักจะละไปเสีย  เม่ือเป็นอย่างนั้น
แล้ว  เขาย่อมเศร้าโศก  ย่อมลำ�บากใจ  ย่อมร่ําไร  ย่อมคร่ําครวญถึง
ความหลงใหลตอ่ สง่ิ นน้ั ๆ  จนเปน็ เหตใุ หต้ นเองมคี วามกลวั ตอ่ ความตาย
สะดุ้งต่อความตาย  เพราะสง่ิ เหลา่ น้เี ป็นเหตุ
ส่วนบุคคลท่ีไม่กลัวตายน้ัน  เพราะว่าเขาเป็นผู้มีความพร้อมใน
ส่ิงต่างๆ  คือหมายความว่าเป็นบุคคลที่ได้ทำ�กุศล  ทำ�ความดีไว้แล้ว
ไม่ทำ�ความช่ัวหยาบแต่อย่างใด  ทั้งยังเป็นผู้ที่ปราศจากความกำ�หนัด 55

อันเป็นเหตุให้ตัวเองหลงผิด๙  จากความช่ัวโดยไม่รู้ตัว  เป็นบุคคลท่ี
ประมาท  เป็นบุคคลที่ไม่เช่ือในผลของกรรมดี  กรรมช่ัว  เช่ือในพระ
สัทธรรม  เป็นผ้ทู ่มี ีความสงสัยเคลือบแคลง  ท้งั ในผลของกรรม  ในผล
ของความดวี า่   สง่ิ ทต่ี นเองทำ�นน้ั   มจี รงิ หรอื   สว่ นบคุ คลทไ่ี มม่ คี วามสงสยั
ไม่มีความเคลือบแคลง  ในสิ่งเหล่านั้น  คือผลของกรรม  เขาย่อมปักใจ
ในพระสทั ธรรมนน้ั   เขายอ่ มไมส่ ะทกสะทา้ นตอ่ ความตาย  หรอื ความ
สะดุ้งต่อความตาย  เพราะเขาได้ทำ�ความดีแล้ว  ความช่ัวได้ละแล้ว
ปราศจากความกำ�หนัดแล้ว  เขาย่อมไม่พิไรรำ�พัน  ย่อมไม่ครํ่าครวญ
ว่าส่ิงน้ันสิ่งน้ีจะละเขาไป  เพราะว่าเข้าใจสภาวะของส่ิงเหล่าน้ัน

๙ ในท่ีน้ี  หมายความว่า  ความก�ำหนัดเป็นเหตุให้หลงผิด  ให้ประมาท  ให้ไม่เชื่อกรรม
- วศ.

พุ ท ธ ป ฏิ ภ า ณ

พจิ ารณาเหน็ ตามความเปน็ จรงิ ของธรรมนน้ั ๆ  มีเกดิ ขน้ึ   ตงั้ อย ู่ ดบั ไป
ในที่สุด  ทั้งยังเป็นผู้ไม่ประมาทในวัยของตนเอง  ตรงกันข้ามกับ
คนท่ีไม่ได้พิจารณา  ให้เห็นตามความเป็นจริงของหลักธรรม  เขาย่อม
พิไรรำ�พัน  ย่อมคร่ําครวญ  เพราะกลัวส่ิงเหล่านั้นจะละทิ้งเขาไปเสีย
ทง้ั ยงั ไมท่ ำ�ความด ี ไมท่ ำ�กศุ ลไว ้ ทำ�แตอ่ กศุ ล  ทำ�แตค่ วามชว่ั หยาบตา่ งๆ
ไว้  เขายอ่ มสะดงุ้ กลัวตอ่ ความตาย
เร่ืองนี้สอนให้คนไม่ประมาทในความตาย  สอนให้ทำ�แต่ความดี
สรา้ งกศุ ล  ละความชวั่   ละอกศุ ลตา่ งๆ  เพราะวา่ ความตายนนั้   ไมม่ ใี คร
ที่จะรู้ล่วงหน้าได้  พระพุทธองค์จึงทรงสอนไม่ให้ประมาท  ดังเช่นท่ี
บุคคลท่ีไม่กลัวตายเพราะได้สร้างความดี  สร้างกุศลไว้  ได้ละความชั่ว
แล้ว  มีใจปราศจากความกำ�หนัดแล้ว  เข้าใจในพระสัทธรรมแล้ว  ไม่มี
56 ความสงสยั เคลอื บแคลงในผลของกรรม  เชอื่ ในผลของกรรมวา่ ทำ�ดไี ดด้ ี

ทำ�ชว่ั ไดช้ วั่   เหลา่ น ้ี เปน็ ตน้   สว่ นคนทก่ี ลวั ตายเพราะวา่   เปน็ คนทไี่ มไ่ ด้
ทำ�ความดไี วแ้ ลว้   ทำ�แต่ความช่ัว  มีใจที่หลงอยู่ในกาม  ยังไมป่ ราศจาก
ความกำ�หนัด  มีความสงสัยเคลือบแคลงในผลของกรรม  มีใจไม่เช่ือใน
พระสทั ธรรม  จงึ ตอ้ งมคี วามกลวั ตอ่ ความตาย  สะดงุ้ ตอ่ ความตาย  ทง้ั ยงั
เป็นผ้ปู ระมาทอีกดว้ ย  ดังภาษติ น้วี ่า
โจทิตา  เทวทูเตหิ  เย  ปมชฺชนตฺ  ิ มาณวา
เต  ทีฆรตตฺ  ํ โสจนตฺ  ิ หีนกายปู คา  นรา.
(ม. อปุ . ๑๔/๓๔๖)

นรชนทง้ั หลายเหลา่ ใด  เมอื่ ยงั หนมุ่   ถกู เทวทตู ตกั เตอื นแลว้   กย็ งั
ประมาทอยู่  นรชนเหล่านั้น  เข้าถึงกายอันเลว  ย่อมเศร้าโศกเสียใจ
สน้ิ กาลนาน 

ว ศิ น อิ น ท ส ร ะ

สัจจะและมายา

กลว้ ยทยี่ งั ดบิ อย ู่ เปลอื กกบั เนอ้ื ตดิ กนั  ปอกยาก แตก่ ลว้ ย 
ที่สุกแล้ว  แม้เปลือกจะยังหุ้มเนื้ออยู่  แต่ปอกง่าย  มันล่อน  แยก 
เปลอื กออกจากเนอื้ ไดง้ า่ ย ฉนั ใด สมมตสิ จั จะ กบั  ปรมตั ถสจั จะ 
ก็ฉันนั้น  คนที่ยังดิบอยู่  คือยังมิได้อบรมจิต  ย่อมแยกความจริง 
สมมต ิ กบั  ความจรงิ ปรมตั ถไ์ มอ่ อก สว่ นผทู้ อ่ี บรมจติ แลว้  ยอ่ ม 
แยกออก เหมอื นแยกเนอ้ื กลว้ ยออกจากเปลอื กกลว้ ยไดง้ า่ ย ฉะนน้ั  
คนทย่ี งั มไิ ดอ้ บรมจติ  ยอ่ มตดิ สมมต ิ เหน็ สมมตเิ ปน็ ของจรงิ  แลว้   57
หลงใหลยดึ ถอื  สว่ นคนทอ่ี บรมจติ แลว้  ยอ่ มไมต่ ดิ สมมต ิ เหน็ สมมต ิ
เปน็ สมมต ิ เหน็ ความจรงิ เปน็ ความจรงิ  แมจ้ ะยงั อาศยั สมมตอิ ยู่ 
แตก่ อ็ าศยั อยา่ งไมต่ ดิ  จติ ใจปลอดโปรง่  สขุ สงบ เปน็ กลาง และ 
เป็นตวั ของตัวเอง

ทา่ นยอ่ มสามารถแยกความจรงิ ออกจากมายาได ้ แมม้ นั จะ 
ห่อหุ้มกันอยู่  เหมือนมะขามล่อน  แม้เปลือกจะหุ้มเน้ืออยู่  แต่หา 
ติดกนั ไม่

การอบรมจติ ใหเ้ หน็ สจั ธรรมเปน็ สงิ่ สำ�คญั ในชวี ติ คน จะชว่ ย 
สางความยงุ่ นงุ นงั ของชวี ติ ไดม้ าก ชาวพทุ ธควรสนใจในจติ ตสกิ ขา 
ให้มากข้นึ  เพ่ือไมห่ ลงไปตามมายาของโลก

พุ ท ธ ป ฏิ ภ า ณ



ทรงโตต้ อบกับพระสารีบุตร
เร่อื ง พระเทวทัต

ภายหลังจากท่ีเจ้าศากยะทรงผนวชพร้อมกับพระเทวทัตและ
พระอบุ าล ี ตอ่ มาไมน่ านนกั   ทา่ นพระภทั ทยิ ะ  ไดท้ ำ�ใหแ้ จง้ ซง่ึ วชิ ชา  ๓
ท่านพระอนุรุทธะได้ยังทิพพจักษุให้เกิด  ท่านพระอานนท์ได้ทำ�ให้แจ้ง
ซงึ่ โสดาปตั ตผิ ล  สว่ นพระเทวทตั ได้สำ�เรจ็ ฤทธิช์ ้ันปุถุชน
58 อยู่มาวันหน่ึง  พระเทวทัตได้หลีกเร้นอยู่ในท่ีสงัด  ก็เกิดความ

ปริวิตกข้ึนมาในใจว่า  ตนเองจะทำ�ให้ใครเล่ือมใสในตน  คิดไปคิดมา
มองไม่เห็นใคร  นอกจากอชาตศัตรูราชกุมารเท่าน้ัน  เพราะอชาตศัตรู
ราชกุมาร  ยังทรงพระเยาว์  ไม่รู้จักแยกแยะความถูกความผิด  จึงคิด
หาอุบาย  เพ่ือทำ�ให้ท้าวเธอเล่ือมใสในตน  เพื่อท่ีจะยังลาภสักการะ
ใหเ้ กดิ ขน้ึ   เหมอื นเกดิ กบั พระรปู อน่ื ๆ  เชน่   พระอนรุ ทุ ธะ  พระภทั ทยิ ะ
เป็นต้น  และในท่ีสุด  ก็ทำ�ให้ท้าวเธอมาเล่ือมใสตนได้สำ�เร็จ  โดยการ
แปลงเพศเป็นกุมารน้อย  มีสร้อยสังวาลเป็นงู  เหาะมาทางอากาศ
มาปรากฏตรงหน้าของท้าวเธอ  จนทำ�ให้ท้าวเธอกลัว  แล้วเกิดความ
เล่อื มใสในท่สี ดุ   โดยท้าวเธอคดิ วา่   พระเทวทัตเป็นผวู้ ิเศษนั่นเอง
จากน้ันมา  อชาตศัตรูราชกุมาร  ได้นำ�ภัตตาหารหวานคาวมา
ถวายมากมายเป็นประจำ�ทุกวัน  ด้วยอาการเช่นน้ ี จึงทำ�ให้พระเทวทัต
เกดิ ความโลภครอบงำ�จติ   มจี ติ ถกู ลาภสกั การะและคำ�สรรเสรญิ ครอบงำ�

ว ศิ น อิ น ท ส ร ะ

รัดรึงจิตใจ  จนทำ�ให้เกิดความทะเยอทะยานอยากท่ีจะเป็นใหญ่แทน
พระศาสดา  ทนั ใดนน้ั   พระเทวทตั กเ็ สอ่ื มจากฤทธ ์ิ พรอ้ มกบั จติ ตปุ บาท๑๐
น้ัน  กลายเปน็ พระธรรมดา  ไม่สามารถจะเหาะไดเ้ ชน่ แตก่ ่อนอีก
วันหนึ่ง  เม่ือพระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ท่ีเมืองโกสัมพีตาม
พทุ ธาภริ มยแ์ ลว้   เสดจ็ จารกิ ไปทางกรงุ ราชคฤห ์ เสดจ็ จารกิ ไปโดยลำ�ดบั
ถงึ กรงุ ราชคฤหแ์ ลว้  ประทบั อยทู่ เ่ี วฬวุ นั วหิ าร อนั เปน็ สถานทพ่ี ระราชทาน
เหย่อื แกก่ ระแต  ณ  กรุงราชคฤห์นั้น
โดยสมัยน้ัน  พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ท่ามกลางบริษัททั้ง  ๔
กำ�ลังแสดงธรรมอยู่  พระเทวทัตได้ลุกจากอาสนะ  ห่มผ้าเฉวียงบ่า
นง่ั กระโหยง่   ประคองอญั ชลไี ปทางพระผมู้ พี ระภาคเจา้   แลว้ กราบทลู วา่
บัดน้ีพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระชราภาพมากแล้ว  ควรท่ีจะหยุด
ทรงงานไดแ้ ลว้   ขอใหพ้ ระองคป์ ระทานตำ�แหนง่ อนั สงู สดุ นแ้ี กข่ า้ พระองค์ 59

เพอื่ ทีจ่ ะปกครองหม่สู งฆเ์ อง
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสห้ามถึง  ๓  คร้ังว่า  “อย่าเลย  เทวทัต
เธอจงอย่าทำ�ความพอใจในการปกครองหมู่สงฆ์เลย”  พระเทวทัตก็
ไมฟ่ งั เสยี งทพ่ี ระผมู้ พี ระภาคเจา้ ตรสั หา้ ม  ยงั คงยนื กรานในจดุ มงุ่ หมาย
เดมิ ของตนอกี   พระผมู้ พี ระภาคเจา้ ตรสั วา่   “ดกู อ่ นเทวทตั   แมแ้ ตส่ ารบี ตุ ร
และโมคคัลลานะ  เรายังไม่มอบภิกษุสงฆ์ให้  ไฉนจะพึงมอบให้เธอ 
ผู้เป็นเช่นซากศพ  ผู้บริโภคปัจจัย  ดังเช่น  ก้อนเขฬะ  (น้ําลาย)  เล่า”
พอพระเทวทตั ได้ฟังก็โกรธในพระผู้มีพระภาคเจา้   แล้วทลู ลากลับไป
หลงั จากทพ่ี ระเทวทตั กลบั ไปแลว้   พระผมู้ พี ระภาคเจา้ ทรงรบั สงั่
กับภิกษุท้ังหลายว่า  “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  เพราะเหตุนี้  สงฆ์จงลง

๑๐   จิตตปุ บาท  =  การเกิดขนึ้ ของจิต - วศ.

พุ ท ธ ป ฏิ ภ า ณ

ปกาสนียกรรมในกรุงราชคฤห์แก่พระเทวทัต  ว่าตามปกติแล้ว  พระ 
เทวทตั เปน็ ภกิ ษทุ ป่ี ฏบิ ตั ดิ ปี ฏบิ ตั ชิ อบ  แตม่ าบดั นถ้ี กู ความโลภครอบงำ� 
จติ ใจ  มคี วามปรารถนาจะเปน็ ใหญ ่ นบั แตบ่ ดั นเ้ี ปน็ ตน้ ไป  พระเทวทตั  
จะทำ�กจิ อนั ใด  กไ็ มถ่ อื วา่ เปน็ งานของสงฆ ์ แตจ่ ะเปน็ งานทพี่ ระเทวทตั  
จดั การเอง  และจะไมไ่ ดร้ บั ความรว่ มมอื จากสงฆ ์ อกี ประการหนง่ึ   เธอ 
จะไม่ได้ร่วมทำ�สังฆกรรมพรอ้ มกับภิกษุเหล่าอื่น”
เม่ือพระผู้มีพระภาคเจ้ารับส่ังเช่นนั้น  ภิกษุผู้ฉลาดผู้สามารถ
จึงได้ประกาศให้สงฆ์ทราบด้วยญัตติทุติยกรรมวาจา๑๑  เม่ือประกาศ
เสรจ็   กเ็ ปน็ อนั วา่   ปกาสนยี กรรมในกรงุ ราชคฤหอ์ นั สงฆก์ ระทำ�แลว้ แก่
พระเทวทัต
เมอ่ื สงฆป์ ระกาศเปน็ ทเี่ รยี บรอ้ ยแลว้   พระผมู้ พี ระภาคจงึ ไดร้ บั สงั่
60 กบั พระสารบี ตุ รวา่   ดกู อ่ น  สารบี ตุ ร  เธอจงเขา้ ไปในเมอื งราชคฤห ์ แลว้

จงประกาศโทษของพระเทวทตั   พระสารบี ตุ รกราบทลู วา่   ขา้ แตพ่ ระองค์
ผู้เจริญ  ข้าพระองค์ทำ�อย่างนั้นไม่ได้  เพราะว่า  เม่ือก่อนพระเทวทัต
เป็นผู้ปฏิบตั ิดปี ฏิบัตชิ อบ  และขา้ พระองค์  กไ็ ดก้ ลา่ วชมพระเทวทตั ให้
ประชาชนท่ัวไปรับรู้ว่า  พระเทวทัตเป็นผู้มีฤทธิ์มาก  มีอานุภาพมาก
แตพ่ อมาบดั น้ ี จะให้ขา้ พระองค์พดู ในทางตรงกันขา้ มไดอ้ ย่างไร
พระผมู้ พี ระภาคเจา้ ตรสั วา่   ดกู อ่ นสารบี ตุ ร  เมอื่ กอ่ นเธอไดก้ ลา่ ว
ชมพระเทวทัตไปตามความเป็นจริงว่า  พระเทวทัตนี้เป็นผู้มีฤทธิ์มาก
มีอานุภาพมากก็จริง  แต่มาบัดน้ี  พระเทวทัตหาได้เป็นเช่นนั้นไม่
เม่ือก่อนเธอได้กล่าวชมพระเทวทัตไปตามความเป็นจริงอย่างไร  บัดน้ี

๑๑ เป็นสังฆกรรมอยา่ งหน่งึ   แปลว่า  สวดประกาศ  ๒  คร้งั   รวมท้งั ญัตตดิ ้วย
ญตั ติ  =  การประกาศให้สงฆ์ทราบเพื่อทำ� กจิ ร่วมกนั   โดยทว่ั ไปเรียกว่า
การเผดยี งสงฆ ์ - วศ.

ว ศิ น อิ น ท ส ร ะ

เธอก็จงประกาศพระเทวทัตในกรุงราชคฤห์  ไปตามความเป็นจริง
อยา่ งนนั้ เถิด
พระสารีบุตร  ได้สนองพระประสงค์ของพระบรมศาสดาแล้ว
พระผู้มีพระภาคเจ้ารับสั่งกับภิกษุทั้งหลายว่า  ขอให้พระสงฆ์จงสมมติ
พระสารีบุตร  เพ่ือเป็นผู้ประกาศช้ีแจงความผิดของพระเทวทัตแก่
ประชาชน  ให้ประชาชนรบั ทราบถงึ ความผดิ ของพระเทวทัตนน้ั
เมื่อพระสารีบุตรได้รับสมมติจากสงฆ์แล้ว  ก็ได้เข้าไปในเมือง
ราชคฤหพ์ รอ้ มกบั หมภู่ กิ ษเุ ปน็ จำ�นวนมาก  และไดป้ ระกาศความผดิ ของ
พระเทวทัตไปตามความเปน็ จรงิ ทุกประการ
เมอ่ื พวกชาวบา้ นไดฟ้ งั กเ็ กดิ ความแตกแยกเปน็ สองฝา่ ย  ฝา่ ยหนง่ึ
คิดว่าพระภิกษุพวกน้ีมารังแกพระเทวทัต  อีกพวกหนึ่งกลับเห็นว่า
น่าจะเป็นจริง  ไม่เช่นน้ันแล้ว  พระผู้มีพระภาคเจ้าคงไม่รับส่ังให้ 61

พระสารบี ตุ รมาเท่ยี วประกาศเช่นนี้ ๑๒ 

๑๒ เรอ่ื งน ้ี แสดงใหเ้ หน็ วา่   พระพทุ ธเจา้ ทรงตอ้ งการใหพ้ ดู หรอื แสดงความเคารพนบั ถอื
หรือเลิกเคารพนบั ถอื ตามความเปน็ จรงิ  - วศ.

พุ ท ธ ป ฏิ ภ า ณ



ทรงโต้ตอบกับสภุ มาณพ
เร่ือง การปฏิบตั ิชอบของ
คฤหัสถแ์ ละบรรพชติ (สุภสูตร) ๑๓

62 เมอื่ พระผมู้ พี ระภาคเจา้ ประทบั อย ู่ ณ  พระวหิ ารเชตวนั   คฤหบดี
ผู้หนึ่งได้แนะนำ�สุภมาณพ  โตเทยยบุตร  เพ่ือเข้าเฝ้าพระศาสดาถึงที่
ประทับ  หลังจากพระผู้มีพระภาคเจ้าได้สนทนากับสุภมาณพแล้ว
สุภมาณพได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า  พวกพราหมณ์กล่าวกันว่า
คฤหัสถ์จำ�พวกเดียวเท่านั้น  ท่ีเป็นผู้ยินดีในกุศลธรรมเคร่ืองนำ�ออก
จากทุกข์  ส่วนบรรพชิตเป็นพวกท่ีไม่ยินดีในกุศลธรรมนั้น  เกี่ยวกับ
เร่อื งน ้ี พระสมณโคดมตรัสอย่างไร ?
พระพุทธเจ้าตรัสว่า  ในเรื่องนี้  พระองค์ทรงแยกกล่าว  ระหว่าง
การปฏิบัติผิดของคฤหัสถ์และบรรพชิต  หมายความว่า  บรรพชิตหรือ
คฤหสั ถก์ ต็ าม  ถา้ ปฏบิ ตั ผิ ดิ   ยอ่ มถกู เรยี กวา่   เปน็ ผไู้ มย่ นิ ดใี นกศุ ลธรรม
เคร่ืองนำ�ออกจากทุกข์ท้ังส้ิน  และคฤหัสถ์หรือบรรพชิตก็ตาม  เมื่อ
ปฏบิ ตั ถิ กู ตอ้ งแลว้   กย็ อ่ มถกู เรยี กวา่   เปน็ ผยู้ นิ ดใี นกศุ ลธรรมนนั้   เรอ่ื งน้ี

๑๓ ม.ม.  ๑๓/๖๕๑  ขอ้   ๗๐๙

ว ศิ น อิ น ท ส ร ะ

ถือเอาการปฏิบัติถูก  ผิด  เป็นเกณฑ์ตัดสินว่า  ยินดีหรือไม่ยินดีในกุศล
ธรรม  เครอื่ งนำ�ออกจากทกุ ข์
สภุ มาณพทลู วา่   พวกพราหมณก์ ลา่ วกนั อยา่ งนวี้ า่   ฐานะการงาน
ของฆราวาสน้ัน  มีความต้องการ  มีกิจ  มีเร่ือง  และมีการริเริ่มมาก  มี
องค์ประกอบและการลงทุนมาก  ย่อมมีผลมาก  ฐานะการงานของ
บรรพชิตซ่ึงมีความต้องการ  มีกิจ  มีเรื่อง  และมีการริเร่ิมน้อย  ย่อมมี
ผลนอ้ ยไปด้วย  พระสมณโคดมตรัสเก่ยี วกับเรอ่ื งนไ้ี วอ้ ย่างไร ?
พระพทุ ธเจา้  :  เรอ่ื งนต้ี อ้ งกลา่ วแยกออกเปน็ ประเดน็ ๆ  ไป  เพราะ
มีรายละเอียดหลายแง่หลายมุมเก่ียวข้องอยู่  คือว่าฐานะแห่งการงาน
ท่ีมีความต้องการมาก  มีกิจ  มีเร่ืองและมีการริเร่ิมมากน้ัน  ถ้าเกิด
ลม้ เหลวขน้ึ มากม็ ผี ลนอ้ ย  แตถ่ า้ สำ�เรจ็ กม็ ผี ลมาก  เปรยี บเหมอื นกบั การ
ไถนา  (กสกิ รรม)  สว่ นฐานะการงานทมี่ คี วามตอ้ งการ  มกี จิ   มเี รอื่ งและ 63

มกี ารรเิ รม่ิ นอ้ ยนนั้   ถา้ เกดิ ลม้ เหลวขน้ึ มากย็ อ่ มมผี ลนอ้ ย  และถา้ สำ�เรจ็
ข้ึนมาก็ย่อมมีผลมากได้  พระผู้มีพระภาคทรงเปรียบการไถนาเช่นกับ
ฐานะการงานของฆราวาส  และการคา้ ขายกบั ฐานะการงานของบรรพชติ
สภุ มาณพ  :  พวกพราหมณย์ อ่ มบญั ญตั ธิ รรม  ๕  ขอ้   คอื   สจั จะ
ตบะ  พรหมจรรย ์ การเรยี นมนต์ และการบรจิ าค  เพอ่ื ทำ�บญุ   เพอ่ื ยนิ ดี
ในทางทเ่ี ป็นกุศล  ในเร่อื งนพ้ี ระสมณโคดมตรสั อย่างไร ?
พระพทุ ธเจา้  :  แมบ้ รรดาฤาษผี เู้ ปน็ บรู พาจารยข์ องพวกพราหมณ์
คือ  ฤาษีอัฏฐกะ  วามกะ  วามเทพ  เวสสามิตร  ยมตัคคิ  อังคีรส
ภารทวาชะ  วาเสฏฐะ  กัสสปะ  และฤาษีภคะ  ผ้แู ต่งมนต์  ผ้บู อกมนต์
แกพ่ วกพราหมณใ์ นปัจจุบัน  ฤาษีท้ัง  ๘  ตน  เหล่าน้ัน  ตนใดเคยกล่าว
ว่า  เราทำ�ให้แจ้งชัดเจน  ซ่ึงบัญญัติธรรม  ๕  ประการด้วยปัญญา
อนั ยอดเยยี่ มของตนเอง  แลว้ ประกาศผลแหง่ ธรรม  ๕  ประการ

พุ ท ธ ป ฏิ ภ า ณ

สภุ มาณพ  :  ไมม่ ีเลย
พระพทุ ธเจา้   : เมอื่ เปน็ เชน่ น ้ี ภาษติ ของพวกพราหมณก์ เ็ หมอื น
กับแถวคนตาบอดซงึ่ เกาะกนั ตอ่ ๆ  ไป  คือไมม่ ีใครเหน็ ใครเลย
สุภมาณพไม่พอใจคำ�ที่พระผู้มีพระภาคเปรียบตนเองเช่นกับ
แถวคนตาบอด  จึงกราบทูลพระผู้มีพระภาคด้วยประสงค์จะด่าติเตียน
วา่   พระสมณโคดม  ถา้ อยา่ งนน้ั   คำ�ทโ่ี ปกขรสาตพิ ราหมณ ์ โอมญั ญโคตร
ผเู้ ปน็ ใหญใ่ นสภุ ควนั กลา่ ววา่   ภาษติ ของสมณพราหมณบ์ างพวกทป่ี ฏญิ าณ
ญาณทศั นะ  อนั วเิ ศษของพระอรยิ ะ  ผมู้ คี วามสามารถกวา่ มนษุ ย ์ กไ็ มม่ ี
ความหมายอันใด  หรือถ้าหากเป็นเช่นน้ี  มนุษย์จักกระทำ�ให้แจ้งชัด
ซึ่งญาณทศั นะนั้นไดอ้ ยา่ งไรกนั  ?
พระพุทธเจ้า  :  พราหมณ์นั้นย่อมสามารถกำ�หนดใจของสมณ-
64 พราหมณ์ท้ังสิ้นด้วยใจของตนหรอื  ?

สุภมาณพ  :  พราหมณ์น้ันเพียงสามารถกำ�หนดใจของนางทาสี
ของตน  ด้วยใจของตนเท่านั้นเอง
พระพทุ ธเจา้   :  พราหมณน์ น้ั เปน็ เชน่ กบั คนทต่ี าบอดมาแตก่ ำ�เนดิ
ซึ่งไม่สามารถเห็นอะไรๆ  ได้แล้วก็บอกผู้อื่นว่า  ส่ิงที่ตนไม่เห็นน้ันไม่มี
พวกพราหมณเ์ หลา่ นน้ั   ถกู นวิ รณ ์ ๕  ครอบงำ�เสยี แลว้   ยอ่ มไมส่ ามารถ
กระทำ�ให้แจ้งซึ่งญาณทัศนะอันวิเศษอันเป็นของพระอริยะได้  อนึ่ง
ในบัญญัติธรรม  ๕  ประการน้ัน  ข้อไหน  พวกพราหมณ์กล่าวว่ามีผล
มากท่ีสดุ
สุภมาณพ  :  จาคะ
พระพทุ ธเจา้   :  ถา้ ในการบรจิ าคน ี้ พราหมณผ์ เู้ ดยี วยอ่ มสามารถ
เสวยมหายญั   แตพ่ ราหมณ ์ ๒  คนมาดว้ ยประสงคจ์ ะเสวยมหายญั ของ
พราหมณ์คนใดคนหน่ึง  ต่างก็คิดว่า  เราเท่าน้ันพึงได้เสวยมหายัญ

ว ศิ น อิ น ท ส ร ะ

ขอพราหมณอ์ นื่ จงอยา่ ไดเ้ ลย  แตท่ วา่ พราหมณอ์ น่ื   กลบั ไดเ้ สวยมหายญั
พราหมณผ์ ทู้ ไี่ มไ่ ด ้ โกรธพราหมณผ์ ไู้ ดเ้ สวยมหายญั   พวกพราหมณย์ อ่ ม
บญั ญตั วิ ิบากชื่ออะไร  ในกรรมนี ้ ?
สภุ มาณพ :  พวกพราหมณย์ อ่ มใหท้ าน  เพอ่ื อนเุ คราะหก์ นั และกนั
เทา่ นน้ั   และการใหท้ าน  เพอ่ื อนเุ คราะหซ์ ง่ึ กนั และกนั จดั เปน็ บญุ กริ ยิ า-
วตั ถ ุ ข้อท่ี  ๖  ของพวกพราหมณ์
พระพุทธเจ้า  :  ธรรม  ๕  ประการท่ีพวกพราหมณ์บัญญัติเพ่ือ
ทำ�บุญ  เพ่ือยินดีทางที่เป็นกุศล  มาณพท่านพิจารณาเห็นว่า  มีมากใน
พวกไหน ?
สภุ มาณพ : มมี ากในพวกบรรพชติ  เพราะบรรพชติ มคี วามตอ้ งการ
มกี จิ   มเี รอ่ื งและมกี ารรเิ รมิ่ นอ้ ย  จงึ เปน็ ผพู้ ดู จรงิ   มคี วามเพยี รประพฤติ
พรหมจรรย ์ มากดว้ ยการสาธยาย  และมากดว้ ยการบรจิ าคเสมอตลอด 65

ไปได้  สว่ นคฤหสั ถย์ ่อมมเี รื่องเหลา่ นีน้ อ้ ย
พระพุทธเจ้า  :  ธรรม  ๕  ประการ  ที่พวกพราหมณ์บัญญัติเพื่อ
ทำ�บุญ  เพื่อยินดีทางท่ีเป็นกุศลนี้  เรากล่าวว่าเป็นบริขารของจิต  เพ่ือ
อบรมจติ ไมใ่ ห้มีเวร  ไมใ่ หม้ ีการเบียดเบียน
เม่ือพระผู้มีพระภาคตรัสอย่างนี้แล้ว  สุภมาณพโตเทยยบุตร  ได้
ทลู ถามถงึ หนทางเพอ่ื ความเปน็ สหายของพรหม  พระผมู้ พี ระภาคตรสั วา่
พระองค์ทรงทราบพรหมโลกปฏิปทา  เคร่ืองทำ�ให้ถึงพรหมโลกและ
วธิ ปี ฏบิ ตั วิ า่ ทำ�อยา่ งไร  จงึ จะเขา้ ถงึ พรหมโลก  กลา่ วคอื   ภกิ ษใุ นธรรมวนิ ยั
น ้ี มจี ติ ประกอบดว้ ยเมตตา  กรณุ า  มทุ ติ า  อเุ บกขา  แผไ่ ปตลอด  ๔  ทศิ
ท้ังเบื้องบน  เบื้องล่าง  และเบ้ืองขวาง  แผ่ตลอดไปเพ่ือประโยชน์แก่
สตั วท์ ว่ั หนา้   ในทท่ี กุ สถาน  ดว้ ยใจทป่ี ระกอบดว้ ยเมตตา  กรณุ า  มทุ ติ า
อเุ บกขา  อนั ไพบลู ย ์ ไมม่ ปี ระมาณ  ไมม่ เี วร  ไมม่ กี ารเบยี ดเบยี น  กรรม

พุ ท ธ ป ฏิ ภ า ณ

ท่ีเป็นกามาวจรท่ีภิกษุทำ�แล้ว  จักไม่เหลือ ให้ผลไม่ได้  เช่น  กับบุรุษ
ผู้เป่าสังข์ด้วยเสียงอันดัง  ผู้คนย่อมรู้ได้ตลอดทิศทั้ง  ๔  โดยไม่ยาก  ท่ี
กล่าวมาน้ี  เรยี กวา่   เป็นทางเพอ่ื ความเปน็ สหายของพรหม

หลงั จากนน้ั สภุ มาณพชนื่ ชมภาษติ   ขอถงึ พระรตั นตรยั เปน็ สรณะ
แลว้ กเ็ ดนิ ทางกลบั   ในระหวา่ งทาง  พบชาณสุ โสณพิ ราหมณ ์ ถกู ถามวา่
ท่านภารทวาชะเห็นจะรู้ซ้ึงถึงปัญญาอันเฉียบแหลมของพระสมณ-
โคดมละสิ

สุภมาณพ  :  ผู้ท่ีรู้เท่าพระปัญญาของพระสมณโคดม  ก็คงเป็น
เช่นกับพระสมณโคดมเท่านั้น  แต่ข้าพเจ้าเป็นใคร  และเป็นอะไรล่ะ ?
ทา่ นผเู้ จริญ 
66

ว ศิ น อิ น ท ส ร ะ

ก�ำ ลังใจ

หมอปัจจุบันบอกว่า  กำ�ลังใจของคนไข้มีความสำ�คัญกว่า  67
ยาในการรักษา เพราะฉะน้ันผูพ้ ยาบาลทรี่ จู้ กั ปลอบใจทำ�ใหค้ นไข ้
สบายใจ  ย่อมสามารถทำ�ให้คนไข้หายได้เร็ว  ถ้ากำ�ลังใจเสีย  ถึง 
ยาจะดี  ก็ทำ�ให้คนไข้หายได้ยาก  พฤติกรรมของจิตย่อมกระทบ 
กระเทือนถงึ ร่างกายเสมอ มากหรือน้อยเท่าน้ัน

พุ ท ธ ป ฏิ ภ า ณ



ตรัสโตต้ อบกับทีฆตปสั สีและอุบาลีคหบดี
เรอ่ื ง กายกรรม วจีกรรม และมโนกรรม๑๔

68 คราวหนง่ึ   พระพทุ ธเจา้ ประทบั อย ู่ ณ  ปาวารกิ มั พวนั   (สวนมะมว่ ง
ของเศรษฐพี อ่ คา้ ผา้ )  ใกลเ้ มอื งนาลนั ทา  เวลาเชา้   สาวกนคิ รนถน์ าฏบตุ ร
คนหนง่ึ ชอื่   ทฆี ตปสั ส ี เขา้ ไปบณิ ฑบาตในเมอื งนาลนั ทา  บรโิ ภคอาหาร
แลว้ เขา้ ไปเฝ้าพระผ้มู ีพระภาคเจา้   ณ  ปาวาริกัมพวัน  สนทนากนั เรือ่ ง
กรรมทางกาย  วาจา  ใจ  วา่   อย่างไหนมโี ทษ  เป็นบาปมากกว่า
ทฆี ตปสั ส ี :  นคิ รนถน์ าฏบตุ รกลา่ ววา่   ทณั ฑท์ างกายมโี ทษมากกวา่
ในการทำ�บาปกรรม
พระพทุ ธเจ้า  :  เราเรียกว่า  กายกรรม  วจีกรรม  และมโนกรรม
ไมเ่ รียกวา่   ทณั ฑ์  และเรากลา่ ววา่   มโนกรรมมโี ทษมากในการทำ�บาป
ทีฆตปัสสี  กลับไปหานิครนถ์นาฏบุตร  ซ่ึงเวลาน้ันพักอยู่ท่ีเมือง
นาลนั ทาเหมอื นกนั   เลา่ เรอ่ื งทสี่ นทนากบั พระสมณโคดมใหอ้ าจารยฟ์ งั
ซึ่งเวลาน้ันอุบาลีคหบดี  สาวกคฤหัสถ์ของนิครนถ์นาฏบุตรน่ังอยู่ด้วย
เห็นว่า  ทฆี ตปสั สีกลา่ วถกู ต้องแลว้   คำ�ของพระสมณโคดมไมถ่ กู ต้อง

ว ศิ น อิ น ท ส ร ะ

อุบาลีคหบดีต้องการไปโต้วาทะกับพระพุทธเจ้าเก่ียวกับเรื่องน้ี
นคิ รนถน์ าฏบตุ รกส็ นบั สนนุ   แตท่ ฆี ตปสั สไี มเ่ หน็ ดว้ ย  บอกวา่ พระสมณ-
โคดมมีมายาสำ�หรบั กลบั ใจคน  (อาวฏั ฏนีมายา)๑๔

เม่ือพบกัน  พระพุทธองค์ทรงเล่าเร่ืองท่ีสนทนากับทีฆตปัสสีให้
อบุ าลคี หบดตี ามทเ่ี ขาทลู ถาม  ทรงเลา่ ตรงกบั ทท่ี ฆี ตปสั สเี ลา่ ทกุ ประการ
อุบาลียนื ยันว่า  ทณั ฑท์ างกายมโี ทษมากกวา่ ทณั ฑท์ างใจ

นี่คือตอนทีห่ น่งึ แหง่ การสนทนา  :  --
พระพุทธเจ้า  :  ในการก้าวไปถอยกลับของนิครนถ์ย่อมเหยียบ
สตั วเ์ ล็กสัตวน์ ้อยเป็นอนั มาก  (โดยไม่ต้งั ใจ)  ในเร่อื งนี้นคิ รนถน์ าฏบตุ ร
บัญญัติวบิ าก  (คอื ผลกรรม)  อยา่ งไร
อบุ าลี  :  กรรมทที่ ำ�โดยไมจ่ งใจ  ไม่มโี ทษมาก 69

พระพุทธเจ้า  :  ถ้าจงใจเล่า
อุบาลี  :  เป็นกรรมท่ีมโี ทษมาก
พระพทุ ธเจา้   :  นคิ รนถน์ าฏบตุ รบญั ญตั เิ จตนาไวใ้ นสว่ นไหนของ
ทัณฑ์ท้ัง  ๓
อุบาลี  :  บญั ญัติไว้ในมโนทัณฑ์
นป้ี ระเดน็ หนง่ึ ทช่ี ใ้ี หด้ วู า่   มโนกรรมมโี ทษมาก  แตอ่ บุ าลกี ย็ งั ยนื ยนั
เหมอื นเดิม  จึงตรสั ซกั ไซไ้ ลเ่ ลียงต่อ
พระพุทธเจ้า  :  ในเมืองนาลันทานี้มีคนมาก  ถ้าจะมีใครสักคน
หนึ่งกล่าวว่า  เขาจะฆ่าคนในเมืองนาลันทาน้ี  ให้ตายพร้อมกันเพียง
ครเู่ ดยี ว  จะทำ�ไดห้ รอื ไม่

๑๔ อปุ าลิวาทสูตร  พระไตรปฎิ กเล่ม  ๑๓  ข้อ  ๖๒ - ๘๓

พุ ท ธ ป ฏิ ภ า ณ

อบุ าล ี :  อยา่ วา่ แตค่ นเดยี วเลย  แม ้ ๑๐  คน  ๒๐ - ๕๐  กไ็ มอ่ าจ
ประหารคนในเมืองนาลนั ทานใ้ี ห้ตายพรอ้ มกนั ได้
พระพทุ ธเจ้า  :  ถ้าสมณะหรอื พราหมณผ์ ูม้ ีฤทธ์ิ  มคี วามชำ�นาญ
ทางจติ   มาในหมบู่ า้ นนาลนั ทาน ี้ กลา่ ววา่ จะทำ�บา้ นนาลนั ทาน ้ี ใหเ้ ปน็
เถ้าถ่าน  ด้วยการคิดประทษุ ร้ายเพียงครงั้ เดียว  จะทำ�ได้หรอื ไม่
อบุ าล ี :  ทำ�ไดอ้ ยา่ งแนน่ อน  แม ้ ๕๐  หมบู่ า้ นกท็ ำ�ได ้ อยา่ วา่ แต่
หมู่บา้ นเดยี วเลย
พระพทุ ธเจา้  :  นก่ี แ็ สดงใหเ้ หน็ วา่   มโนกรรมมคี วามสำ�คญั เพยี งไร
อุบาลี  :  พระพุทธเจ้าข้า  ข้าพระองค์ช่ืนชมต่อภาษิตของพระ
ผมู้ พี ระภาค  ตง้ั แตอ่ ปุ มาขอ้ แรกแลว้   แตท่ ท่ี ำ�เปน็ ยดึ มน่ั ในความเหน็ เดมิ
อย ู่ กเ็ พอ่ื จะไดฟ้ งั พระปฏภิ าณ  (ไหวพรบิ )  ในการตอบปญั หาของพระ
70 ผู้มีพระภาค

ตอ่ จากนนั้   อบุ าลคี หบดกี ส็ รรเสรญิ พระธรรมเทศนาวา่   แจม่ แจง้
เหมือนหงายของที่ควํ่า  เป็นต้น  ขอถึงพระรัตนตรัยเป็นสรณะตลอด
ชีวิต  พระพุทธเจ้าทรงเตือนให้ใคร่ครวญเสียก่อน  เพราะอุบาลีเป็น
คนมีช่ือเสียงอยู่  การจะเปลี่ยนความเคารพเลื่อมใสจากลัทธิหนึ่งไปยัง
ลทั ธหิ นง่ึ   จำ�ตอ้ งไตร่ตรองใหด้ ี

อบุ าลยี ง่ิ แสดงความเลอื่ มใสยงิ่ ขน้ึ   และยนื ยนั การถงึ พระรตั นตรยั
ของตน  พระพุทธองค์ตรัสว่า  ตระกูลของอุบาลีน้ัน  เป็นเหมือนบ่อน้ํา
สำ�หรับพวกนิครนถ ์ ควรใหบ้ ณิ ฑบาตแก่พวกนคิ รนถอ์ ยา่ งเดิม

อุบาลีคหบดีชื่นชมต่อพระพุทธจริยาย่ิงขึ้น  และทูลว่าเคยได้ยิน
มาวา่   พระสมณโคดมสอนวา่   จงใหท้ านแกพ่ วกเรา  ไมค่ วรใหแ้ กพ่ วกอน่ื
พึงให้ทานแก่สาวกของเรา  ไม่ควรให้แก่สาวกของพวกอื่น  ทานท่ีให้

ว ศิ น อิ น ท ส ร ะ

แก่เราและสาวกของเรามีผลมาก  ท่ีให้แก่ผู้อ่ืนหามีผลมากอย่างน้ันไม่
แต่ความจริงท่ีประสบด้วยตนเองในบัดน้ีก็คือ  พระผู้มีพระภาคช้ีชวน
ขา้ พระองคใ์ หใ้ หท้ านแม้ในพวกนิครนถ์
พระพุทธองค์ทรงแสดงธรรมมีอนุปุพพิกถาเป็นต้น  จนอุบาลี
คหบดีได้บรรลุธรรมคือโสดาปัตติผล  เม่ือกลับไปยังบ้านของตน  ได้สั่ง
คนเฝา้ ประตวู า่   ตงั้ แตว่ นั นเ้ี ปน็ ตน้ ไป  ปดิ ประต ู ไมต่ อ้ นรบั พวกนคิ รนถ์
ตอ้ นรบั แตพ่ ระผ้มู พี ระภาคและภิกษุสงฆ ์ รวมทัง้ อบุ าสก  อบุ าสกิ า
ทีฆตปัสสีนิครนถ์ได้ยินข่าวนี้  จึงบอกแก่นิครนถ์นาฏบุตร
นคิ รนถน์ าฏบตุ รไมเ่ ชอ่ื   ในทสี่ ดุ ไดไ้ ปพสิ จู นด์ ว้ ยตนเอง  โดยการไปทบ่ี า้ น
ของอุบาลี  แต่ไม่ได้การตอ้ นรบั อยา่ งเคย  เพยี งแตใ่ หป้ อู าสนะไวท้ ศ่ี าลา
ประตูกลาง  เม่อื ออกมาต้อนรับอย่างขัดไม่ได้  ก็น่ังบนอาสนะท่ีดีกว่า
เมื่อสนทนากันไปเป็นเวลานาน  เห็นว่านิครนถ์นาฏบุตรยังสงสัยใน 71

การเปลี่ยนศาสนาของตน  อุบาลีจึงประคองอัญชลีไปทางทิศที่
พระผู้มีพระภาคประทับอยู่  แล้วเปล่งวาจาหลายคร้ังว่า  ตนเป็นสาวก
ของพระผู้มพี ระภาคเจ้า
นคิ รนถน์ าฏบตุ รเสยี ใจจนอาเจยี นเปน็ เลอื ด  ทพี่ วกเดยี รถยี  ์ หรอื
นกั บวชลทั ธอิ นื่ พดู กนั วา่   พระสมณโคดมมอี าวฏั ฏนมี ายา  คอื   เวทมนต์
สำ�หรบั กลบั ใจคนนนั้   จรงิ ๆ  แลว้ สง่ิ นน้ั มใิ ชอ่ น่ื ไกล  สง่ิ นนั้ คอื   พระวาจา
ที่ประกอบด้วยเหตุผล  ซ่ึงผู้ฟังตรองตามแล้วเห็นจริงได้  และตรัส
พระวาจานนั้ ดว้ ยพระเมตตา  มงุ่ ประโยชนแ์ ละความสขุ แกผ่ ทู้ มี่ าสนทนา
ด้วย  เม่ือเขาได้มองเห็นเหตุผลอย่างชัดเจน  และนำ�ไปปฏิบัติตาม
แล้วได้ประโยชน์  เขาก็เล่ือมใส  กลับใจจากลัทธิอ่ืนมานับถือพระพุทธ
ศาสนา

พุ ท ธ ป ฏิ ภ า ณ



ตรัสตอบนายเสนิยะและนายปุณณะ
เรือ่ ง ผปู้ ระพฤติอย่างสุนขั และอย่างโค๑๕

คราวหนง่ึ   พระพทุ ธเจา้ ประทบั อย ู่ ณ  แควน้ โกลยิ ะ  มคี น  ๒  คน
เข้าไปเฝ้า  คนหน่ึงชื่อ  เสนิยะ  ผู้ประพฤติตนอย่างสุนัข  คือลงเดิน
72 ๔  ขา  กินอาหารที่วางไว้กับพ้ืนดินอย่างสุนัข  อีกคนหน่ึงช่ือ  ปุณณะ

ประพฤตอิ ยา่ งโค
ปุณณะ  ได้ทูลถามพระศาสดาว่า  เสนิยะผู้ประพฤติอย่างสุนัข
ตายแล้วจะเป็นอย่างไร  พระศาสดาตรัสห้ามถึง  ๓  คร้ังว่า  อย่าถาม
เรอื่ งน ้ี แตป่ ณุ ณะกค็ งถามตอ่ ไป  จงึ ตรสั ตอบวา่   เมอื่ ตายแลว้   เขาจะไป
เกิดในหมสู่ ุนขั   เม่ือฟังคำ�พยากรณ์น้แี ลว้   เสนิยะร้องไห ้ เขาจงึ ถามคติ
ของปณุ ณะบา้ งวา่   ตายแลว้ จะเปน็ อยา่ งไร  ตรสั หา้ มถงึ   ๓  ครง้ั   เหมอื น
กัน  เมื่อไมฟ่ งั   พระพุทธองคจ์ งึ ตรสั ว่า  เขาจะต้องไปเกิดในหมู่โค
ปุณณะได้ฟังดังน้ันก็ร้องไห้เช่นกัน  และทูลพระศาสดา  ขอให้
แสดงธรรมเพ่ือเขาท้ัง  ๒  จะได้ละความประพฤติอย่างสุนัขและอย่าง
โคเสยี

๑๕ กุกกุโรวาทสตู ร  เลม่ ๑๓  ขอ้   ๘๘ - ๙๐

ว ศิ น อิ น ท ส ร ะ

พระศาสดาตรสั เร่ืองกรรมใหฟ้ งั วา่   มีกรรมอย ู่ ๔  ประการคือ
๑.  กรรมดำ�มผี ลดำ�  คอื   กรรมชวั่ มผี ลเปน็ ทกุ ข ์ เชน่   ความทกุ ข์
ในนรก  เป็นต้น
๒.  กรรมขาวมีผลขาว  คือ  กรรมดีมีผลเป็นสุข  เช่น  ความสุข
ของเทพสภุ กิณหา
๓.  กรรมทงั้ ดำ�ทง้ั ขาว  มผี ลทงั้ ดำ�ทงั้ ขาว  คอื   กรรมดบี า้ งชวั่ บา้ ง
ซงึ่ มผี ลเปน็ สขุ บา้ งเป็นทกุ ข์บา้ ง  เชน่   สขุ ทุกขข์ องพวกมนษุ ย ์ เป็นต้น
๔.  กรรมไมด่ ำ�ไมข่ าว  มผี ลไมด่ ำ�ไมข่ าว  เปน็ ไปเพอ่ื ความสน้ิ กรรม
คือเจตนาจงใจเพื่อละท้ังกรรมดำ�  กรรมขาว  และกรรมท้ังดำ�ท้ังขาว
(หมายถงึ การกระทำ�ทเ่ี ปน็ เพยี งสกั วา่   กริ ยิ า  ไมย่ ดึ มนั่ ถอื มน่ั ดว้ ยตณั หา
อุปาทาน  คือไม่เอาท้ังดีและช่ัวอันเป็นเหตุให้เกิดอีก  ซึ่งเป็นทุกข์อยู่
ราํ่ ไป)  73

ทั้งเสนิยะและปุณณะเลื่อมใสพระพุทธองค์  ปุณณะถึงพระ
รตั นตรยั ตลอดชวี ติ   เสนยิ ะ  เมอื่ บวชแลว้   ไดบ้ รรลเุ ปน็ พระอรหนั ต ์

โลกตุ ตรธรรมนน้ั เปน็ สง่ิ ทค่ี วรตอ้ งการ ทง้ั ในชวี ติ อยา่ งบรรพชติ  
และชวี ติ อยา่ งฆราวาส พระพทุ ธเจา้ ทรงมพี ระประสงคเ์ ชน่ นนั้  เพอื่ ให ้
พทุ ธบรษิ ทั  ทง้ั บรรพชติ และคฤหสั ถ ์ มชี วี ติ ทเ่ี บาสบายขนึ้  ไมต่ กเปน็  
ทาสของกิเลสเกนิ ไปหรอื ตลอดเวลา

พุ ท ธ ป ฏิ ภ า ณ



ทรงโต้ตอบกับมาคัณฑิยปริพพาชก
เร่ือง ความไมม่ โี รคเป็นลาภอย่างยงิ่ ๑๖

ที่โรงบูชาไฟของพราหมณ์ภารทวาชะ  พระศาสดาประทับ
บนกองหญ้า  ในโรงบูชาไฟนั้น  ซ่ึงอยู่ท่ีนิคม  ช่ือ  กัมมาสธัมมะ  ใน
74 แคว้นกุรุ  ตอนเช้า  เสด็จออกบิณฑบาต  ฉันเสร็จแล้ว  เสด็จเข้าไปยัง

แนวปา่   ประทบั   ณ  โคนไมต้ น้ หนึ่ง
ครั้งน้ัน  มาคัณฑิยปริพพาชกเดินเท่ียวเล่นไปในโรงบูชาไฟของ
พราหมณภ์ ารทวาชะ  เหน็ ทน่ี งั่ ซงึ่ ทำ�ดว้ ยกองหญา้   แลว้ ทกั วา่ คงจะเปน็
ท่ีน่ังของสมณะ  พราหมณ์ภารทวาชะตอบว่า  เป็นของพระสมณโคดม
ผูเ้ ป็นอรหนั ต์
ปริพพาชกกล่าวว่า  เราได้เห็นที่น่ังของพระสมณโคดมผู้ทำ�ลาย
ความเจริญ  ช่ือว่า  ได้เห็นไม่ดีเสียแล้ว  พราหมณ์ภารทวาชะกล่าวว่า
อนั ทจี่ รงิ พวกกษตั รยิ  ์ พราหมณ ์ คหบด ี และสมณะทเ่ี ปน็ บณั ฑติ   ตา่ งก็
พากันเลื่อมใสในพระสมณโคดมกันทั้งนั้น  พระสมณโคดมทรงแนะนำ�
ธรรมอนั บริสทุ ธิ์  ไม่มีโทษ

๑๖ มาคณั ฑิยสตู ร  เล่ม  ๑๓  ขอ้   ๒๗๖ - ๒๙๒

ว ศิ น อิ น ท ส ร ะ

ปริพพาชกกล่าวว่า  ถ้าได้พบพระสมณโคดมก็จะกล่าวต่อหน้า
เลยทเี ดยี ววา่   พระสมณโคดมเปน็ ผกู้ ำ�จดั ทำ�ลายความเจรญิ   พราหมณ์
กล่าวว่า  จะทูลความข้อนี้แก่พระผู้มีพระภาค  ปริพพาชกกล่าวว่า
ไม่เป็นไรหรอก
พระศาสดาทรงสดับการสนทนาของปริพพาชกและพราหมณ์
ด้วยพระทิพพโสต  จึงเสด็จเข้าไปยังโรงบูชาไฟ  ตรัสถามปริพพาชกว่า
สนทนาโตต้ อบกับพราหมณ์อยา่ งไรบา้ ง  ปริพพาชกตกใจท่ไี ดฟ้ ังดงั นั้น
กราบทูลว่า  ต้ังใจไว้ว่าจะทูลให้ทรงทราบ  ตรัสถามว่า  ที่ปริพพาชก
กล่าวว่า  พระองค์เป็นผู้กำ�จัดความเจริญนั้น  หมายถึงท่ีทรงสอนให้
สำ�รวม  ตา  หู  จมกู   ลิ้น  กาย  ใจ  ใช่หรอื ไม ่ ปรพิ พาชกทูลรับวา่   ใช่
พระศาสดาตรัสว่า  บางคนเคยบำ�รุงตนด้วยกามคุณ  ๕  ต่อมา
รู้ถึงคุณและโทษของกาม  แล้วละจากกามและตัณหาในรูปเสียได้ 75

เป็นต้น  มีจิตสงบอยู่ภายใน  เมื่อเป็นเช่นน้ี  ท่านจะว่าอะไรกับบุคคล
ผู้น้นั เล่า  ปริพพาชกทลู วา่   กไ็ มว่ า่ อะไรเขา
ต่อจากน้ัน  พระศาสดาทรงเล่าให้ปริพพาชกฟัง  ถึงประวัติของ
พระองคเ์ องวา่   ไดส้ มบรู ณด์ ว้ ยกามคณุ อยา่ งไร  ตอ่ มาทรงเหน็ โทษในกาม
แล้วละตัณหาในกามเสีย  ไม่ยินดีในกามน้ันอีกเลย  เปรียบเหมือน
เทพบุตรเสวยกามสุขอันเป็นทิพย์  เห็นคหบดีหรือบุตรคหบดี  เอิบอ่ิม
อยดู่ ว้ ยกามสขุ   อนั เปน็ อยา่ งมนษุ ย ์ เทพบตุ รยอ่ มไมพ่ อใจ  ไมก่ ระหยม่ิ
ตอ่ กามสขุ เชน่ นนั้   ฉนั ใด  พระองคก์ ฉ็ นั นน้ั   ไดค้ วามสขุ อนั ยงิ่ กวา่   เหนอื
กวา่ กามสขุ   อันเป็นของมนษุ ยแ์ ละของทิพยแ์ ล้ว
อกี อปุ มาหนง่ึ   เหมอื นคนเคยเปน็ โรคเรอ้ื น  ตอ่ มาไดร้ กั ษาโรคเรอ้ื น
จนหายแล้ว  มีความสุขดี  มีเสรีภาพ  มีอำ�นาจในตัวเอง  จะไปไหนก็ได้
ตามความพอใจ  เขาไดเ้ หน็ คนหนง่ึ เปน็ โรคเรอ้ื น  มแี ผลทง้ั ตวั   ยา่ งแผลท่ี

พุ ท ธ ป ฏิ ภ า ณ

หลมุ ถา่ นเพลงิ   เกาปากแผลแลว้ รสู้ กึ พอใจ  ทา่ นเหน็ อยา่ งไร  ชายผนู้ น้ั
ยงั จะพอใจในความสขุ ของคนเปน็ โรคเรอ้ื นอยหู่ รอื   พระองคเ์ องกเ็ หมอื น
คนท่ีหายจากโรคเร้ือนแล้ว  ไม่ยินดีในความสุขอย่างคนเป็นโรคเร้ือน
พระองค์ได้ความสุขอนั เว้นจากกาม  เว้นจากอกศุ ลแลว้
เปรียบอีกอย่างหนึ่ง  เหมือนคนเป็นโรคเร้ือน  เคยพอใจใน
ความสุขจากการย่างตัวด้วยถ่านเพลิง  ต่อมาหายจากโรคเร้ือนอย่าง
เด็ดขาดแล้ว  มีคนดึงตัวเข้าไปใกล้หลุมถ่านเพลิงเพ่ือให้ย่างอีก  เขาไม่
ปรารถนา  เพราะไฟนน้ั เปน็ ของร้อน  ทง้ั ในอดีต  ปัจจบุ นั   และอนาคต
ฉันใด  กามท้ังหลายก็ฉันนั้น  เป็นของที่สัมผัสแล้วเป็นทุกข์  มีความ
เรา่ ร้อนใหญ่
ความสขุ ทปี่ ราศจากความเรา่ รอ้ นในกาม  เปน็ ความสขุ ทสี่ งบเยน็
76 ประณีต  ดกี ว่าความสขุ ของพระราชาผู้เพยี บพรอ้ มดว้ ยกามคุณ  ๕

พระศาสดาทรงเปลง่ อทุ านในเวลานน้ั วา่   “ความไมม่ โี รคเปน็ ลาภ
อย่างยิ่ง  พระนิพพานเป็นสุขอย่างย่ิง  บรรดาทางทั้งหลาย  อันนำ�ไปสู่
อมตธรรม  ทางมีองค์  ๘  เป็นทางทเ่ี กษม”
เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเช่นนี้  ปริพพาชกทูลว่า  คำ�ว่า
ความไม่มีโรคเป็นลาภอย่างย่ิง  เป็นต้นน้ี  เขาเคยได้ยินได้ฟังมาจาก
ปรพิ พาชก  ชน้ั อาจารยแ์ ละปาจารย ์ (ปาจารย ์ = อาจารยข์ องอาจารย)์
มาแล้วเหมือนกัน  พระศาสดาตรัสถามว่า  ข้อความน้ัน  ท่านเข้าใจว่า
มคี วามหมายอยา่ งไร ?
ปรพิ พาชก  เอามอื ลบู ตวั แลว้ ทลู วา่   ความไมม่ โี รคคอื อยา่ งน ้ี บดั น้ี
เขาเปน็ ผ้ไู มม่ โี รค  มีความสุขดีอยู่
พระศาสดาจึงตรัสว่า  เปรียบไปก็เหมือนคนตาบอดแต่กำ�เนิด
ไม่เคยเห็นรูปสีใดๆ  เลย  ไม่เคยเห็นอะไรเลย  ต่อมาได้ยินคนพูดถึงผ้า

ว ศิ น อิ น ท ส ร ะ

สขี าว  เขากเ็ ทย่ี วแสวงหาผา้ สขี าว  มคี นหนง่ึ เอาผา้ ขาวเทยี ม  เปอ้ื นเขมา่
มาลวงเขา  บอกวา่ เปน็ ผา้ ขาวสะอาดบรสิ ทุ ธ ์ิ ไรม้ ลทนิ   เขารบั เอาผา้ นน้ั
ไว้ห่ม  แล้วดีใจว่าเขาได้ห่มผ้าขาวงามบริสุทธิ์  เขาเห็นเอง  หรือเชื่อ
คนตาดที มี่ าหลอกลวง
ปรพิ พาชกทลู วา่   เขาเชอ่ื คนตาดที ม่ี าหลอกลวง  พวกปรพิ พาชก
ท้ังหลายก็เหมือนกัน  ไม่รู้จักความไม่มีโรค  ไม่รู้จักพระนิพพาน  แต่ก็
ยงั กลา่ ววา่   ความไมม่ โี รคเปน็ ลาภอยา่ งยงิ่   พระนพิ พานเปน็ สขุ อยา่ งยงิ่
ซ่ึงเป็นพระดำ�รัสของพระอรหันตสัมมาสมั พุทธเจ้าในอดตี
พระคาถานั้นได้กลายมาเป็นคำ�พูดของปุถุชนมาเรื่อยๆ  คือ  แม้
ปถุ ชุ นผไู้ มร่ คู้ วามหมายอยา่ งแทจ้ รงิ   กพ็ ดู ตอ่ ๆ  กนั มาวา่   ความไมม่ โี รค
เป็นลาภอย่างย่ิง  อันท่ีจริง  กายน่ีแหละเป็นโรค  เป็นหัวฝี  เป็นลูกศร
เปน็ ความลำ�บาก 77

มาคณั ฑยิ ปรพิ พาชก  ประกาศความเลอ่ื มใสของตนตอ่ พระศาสดา
และขอให้ทรงแสดงธรรมให้ฟังเพื่อให้รู้จักความไม่มีโรคและนิพพาน
พระศาสดาตรสั วา่   ถา้ แสดงแลว้   เขาไมร่ ไู้ มเ่ ขา้ ใจ  กจ็ ะเปน็ ความเหนอ่ื ย
เปลา่   เมอื่ ปรพิ พาชกประกาศความเลอื่ มใสยงิ่ ขนึ้   ขอใหท้ รงแสดงธรรม
จึงตรสั วา่
บุรุษผู้ตาบอดแต่กำ�เนิดนั้น  ต่อมาพยายามรักษาตาจนหายโรค
แล้ว  เห็นว่าผ้าที่ตนห่มอยู่  ซึ่งสำ�คัญว่าเป็นผ้าขาวบริสุทธิ์ไร้มลทินนั้น
ทแี่ ทเ้ ปน็ ผา้ สกปรก  นา่ รงั เกยี จ  เขายอ่ มเคยี ดแคน้ ชงิ ชงั คนทห่ี ลอกลวง
เขา ถงึ กบั ตอ้ งการจะฆา่ เสยี   ดกู อ่ นมาคณั ฑยิ ะ  เมอ่ื เราแสดงธรรมอยวู่ า่
ความไมม่ โี รคเปน็ อยา่ งน ้ี นพิ พานเปน็ อยา่ งน ้ี ถา้ ทา่ นรจู้ กั ความไมม่ โี รค
และเห็นนิพพานได้  ท่านก็จะสามารถละความกำ�หนัดพอใจในขันธ์  ๕
ซง่ึ ทา่ นยดึ มนั่ อย ู่ ทา่ นจะมคี วามรสู้ กึ วา่   เราถกู จติ นหี้ ลอกลวงใหห้ ลงผดิ

พุ ท ธ ป ฏิ ภ า ณ

มานานแล้วหนอ  จึงหลงยึดม่ันในรูป  เวทนา  สัญญา  สังขาร  และ
วิญญาณ  เพราะมีความยึดม่ัน  (อุปาทาน)  จึงมีภพ  เพราะมีภพจึงมี
การเกิด  แก่  เจบ็   ตาย
ปริพพาชกประกาศความเลื่อมใสยิ่งขึ้น  ขอให้ทรงแสดงธรรม
เพ่ือเขาจะได้หายตาบอด  พระศาสดาตรัสสอนให้คบสัตบุรุษ  (คนดี)
ฟงั ธรรมของคนด ี นำ�ธรรมไปปฏบิ ตั  ิ กจ็ ะรเู้ หน็ เองวา่   โรค  ฝ ี ลกู ศร  เปน็
อยา่ งนๆ้ี   และมนั จะดบั ลงได ้ ในทน่ี  ้ี เพราะการดบั อปุ าทาน  (ในกายเสยี )
เมอ่ื อปุ าทานดบั   ภพกด็ บั ...เกดิ   แก ่ เจบ็   ตาย  กด็ บั ตามกนั ไป  กองทกุ ข์
ทงั้ มวลก็ดับลงอย่างน้ี
ปริพพาชกทูลสรรเสริญพระธรรมเทศนา  ขอบวช  เมื่อบวชแล้ว
หลีกออกบำ�เพ็ญเพยี ร  ไมน่ านนักก็ได้สำ�เรจ็ เป็นพระอรหนั ต์
78 เร่ืองความไม่มีโรคเป็นลาภอย่างย่ิงนั้น  พูดกันอยู่เสมอในวง

พทุ ธบรษิ ทั   แตค่ งจะมนี อ้ ยคนนกั ทจี่ ะทราบพระพทุ ธาธบิ ายอนั ลกึ ซง้ึ น้ี
เข้าใจกันเพียงว่าการท่ีมีร่างกาย  ซ่ึงไม่มีโรคเป็นลาภอย่างยิ่งแล้ว  แต่
ในความหมายลกึ ๆ  ของพระองคก์ ค็ อื   รา่ งกายนนั่ เองเปน็ ตวั โรคอยแู่ ลว้
การละความกำ�หนัดพอใจในขันธ์  ๕  มีรูปเป็นต้น  น้ันต่างหากเล่า
ท่ีเป็นลาภอยา่ งยิง่  

ว ศิ น อิ น ท ส ร ะ

ผู้อบรมดีแลว้
ผทู้ ไี่ ดอ้ บรมกาย อบรมจติ ดแี ลว้  ดไู ดท้ ไ่ี หน ? ดทู  ี่ เมอ่ื สขุ เวทนา 
(ความรู้สึกสุข)  หรือทุกขเวทนา  (ความรู้สึกทุกข์)  ไม่ว่าทางกาย 
หรอื ทางจติ เกดิ ขน้ึ  มนั สามารถครอบงำ�จติ ไดห้ รอื ไม ่ ถา้ ครอบงำ�ได ้ 79
ทำ�ให้เขาต้องเศร้าโศกเสียใจ  พิไรรำ�พันต่างๆ  หรือเพลิดเพลิน 
หลงใหล  แสดงว่า  เขายังมิได้อบรมกาย  อบรมจิตด้วยดี  แต่ถ้า 
สขุ ทกุ ขน์ น้ั ครอบงำ�จติ ไมไ่ ด ้ แสดงวา่  เขาไดอ้ บรมกาย อบรมจติ  
ดีแล้ว

(นยั พระพทุ ธพจน์ จากมหาสจั จกสูตร
ม.ม.ู  พระไตรปิฎกเล่ม ๑๒ ข้อ ๔๐๘ - ๙)

พุ ท ธ ป ฏิ ภ า ณ

๑๐

ตรัสสอนพระเจา้ ปเสนทโิ กศล
เรอ่ื ง อะไรพงึ รดู้ ้วยอะไร

และไม่ควรไว้ใจคนแปลกหนา้

พระพุทธองคต์ รสั ไวด้ ังนี้
“คนดีไม่ควรไว้วางใจคน  เพราะเห็นหรือคบกันเพียงครู่เดียว 
ไมค่ วรไวว้ างใจคน  เพราะผวิ พรรณรปู รา่ ง  เพราะคนผไู้ มส่ ำ�รวม  เทยี่ ว
80 ไปในโลกน ้ี โดยอาการแหง่ ผสู้ ำ�รวมกม็ อี ย ู่ เหมอื นกณุ ฑลดนิ   (หมอ้ ดนิ )
และมาสก  (เงนิ ตรา)  ทท่ี ำ�ดว้ ยโลหะ  เปน็ ของปลอม  แตห่ มุ้ ไวด้ ว้ ยทองคำ�
คนเป็นอันมาก  ภายในไม่บริสุทธิ์  ดูงามแต่ภายนอก  บริวารแวดล้อม
แลว้ สญั จรอยู่ในโลกน ี้ (มากมาย)” ๑๗
ความเป็นมาแหง่ พระพุทธพจนน์ ี ้ มดี งั นี้
สมัยหน่ึง  พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ท่ีบุพพาราม  อันเป็น
ปราสาทที่นางวิสาขาสร้างถวาย  ใกล้เมืองสาวัตถี  เวลาเย็นเสด็จออก
จากท่ีทรงพักผ่อน  แล้วประทับน่ังภายนอกซุ้มประตู  (นอกซุ้มประตู
แหง่ ปราสาท,  ไมใ่ ชน่ อกซุม้ ประตูวดั )๑๘

๑๗ พระไตรปฎิ กเลม่   ๑๕  ขอ้   ๓๕๘  ชฎิลสูตร
๑๘ อรรถกถากลา่ ววา่   ปราสาทนนั้   มกี ำ� แพงลอ้ มรอบ  ทำ� ซมุ้ ประตไู ว ้ ๔  ซมุ้ ทงั้   ๔  ดา้ น
วันนนั้   พระศาสดาประทบั   ณ  ซุ้มประตดู า้ นตะวนั ออก

ว ศิ น อิ น ท ส ร ะ

ครงั้ นน้ั   พระเจา้ ปเสนทโิ กศลเขา้ ไปเฝา้ พระผมู้ พี ระภาค  ประทบั
นั่ง  ณ  ทค่ี วรแก่พระองค์  อยู่ในที่ไมใ่ กล้  ไม่ไกลนกั
ขณะนน้ั เอง  มนี กั บวชประเภทตา่ งๆ  เดนิ ผา่ นมา  กลา่ วคอื   ชฎลิ
๗  คน,  นคิ รนถ,์   อเจลกะ,  เอกสาฎก,  ปรพิ พาชก  ประเภทละ  ๗  คน
รวม  ๓๕  คน  ทง้ั หมดนน้ั   เปน็ ผมู้ ขี นรกั แร ้ เลบ็ ยาว  (ปรฬุ หฺ กจฉฺ นขโลมา)
ถือบริขารชนดิ ตา่ งๆ  เดนิ ผา่ นมา  ในทีไ่ ม่ไกลจากพระผ้มู ีพระภาค
ทนั ใดนน้ั   พระเจา้ ปเสนทโิ กศลทอดพระเนตรเหน็ นกั บวชเหลา่ นน้ั
แล้ว  เสดจ็ ลุกจากอาสนะ  ทำ�พระภูษาเฉวียงพระอังสา  (บา่ )  ขา้ งหนง่ึ
ทรงคุกพระชาณุเบื้องขวาลง  ประคองอัญชลีไปทางนักบวชเหล่านั้น
แล้วประกาศพระนามของพระองค์  ๓  คร้ังว่า  ข้าพเจ้าคือพระเจ้า
ปเสนทิโกศล  (เป็นทำ�นองแสดงความเคารพ)  เมื่อนักบวชเหล่าน้ัน
เดินผ่านไปแล้ว  พระเจ้าปเสนทิโกศลได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคว่า 81

“นักบวชเหล่านั้นคงเป็นพระอรหันต์  หรือผู้ดำ�เนินอยู่ในทางของ
พระอรหันต์  พวกใดพวกหน่ึงเป็นแนแ่ ท”้
พระผมู้ พี ระภาคเจา้ ตรสั วา่   “มหาบพติ ร  พระองคย์ งั เปน็ คฤหสั ถ์
บริโภคกาม  ครองเรือนอย ู่ ยังยินดดี ว้ ยของหอม  เครื่องลบู ไล้  ยังยนิ ดี
เงินและทอง  ยากท่ีจะทรงรู้ว่า  คนพวกน้ีเป็นพระอรหันต์  หรือดำ�เนิน
อยู่ในทางของพระอรหนั ต์หรือไม”่
“มหาบพิตร”  พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสต่อไป  “ศีลพึงรู้ได้ด้วย
การอยรู่ ว่ มกนั   (สวํ าเสน  สลี  ํ เวทติ พพฺ )ํ   ความสะอาดพงึ รไู้ ดด้ ว้ ยการงาน
(สโํ วหาเรน  โสเจยยฺ  ํ เวทติ พพฺ )ํ   กำ�ลงั ใจ  ความกลา้ หาญ  พงึ รไู้ ดเ้ มอื่ มี
อนั ตราย  (อาปทาส ุ ถาโม  เวทติ พโฺ พ)  ปญั ญา  พงึ รไู้ ดด้ ว้ ยการสนทนา
(สากจฉฺ าย  ปญฺ า  เวทติ พพฺ า)  ทงั้   ๔  อยา่ งน ้ี จะรไู้ ดก้ ต็ อ้ งอาศยั กาล
เวลานาน  ต้องมีโยนิโสมนสิการและมีปัญญา  ถ้าปราศจากเงื่อนไข

พุ ท ธ ป ฏิ ภ า ณ

เหลา่ นี้แล้ว  ก็รูไ้ ม่ได”้
พระเจา้ ปเสนทโิ กศลเหน็ เปน็ อศั จรรย ์ ทพ่ี ระผมู้ พี ระภาคเจา้ ตรสั
เชน่ นน้ั   และกราบทลู ความจรงิ วา่   ทแ่ี ทแ้ ลว้   นกั บวชเหลา่ นน้ั เปน็ จารชน
ของพระองคเ์ อง  ทรงสง่ ไปสอดแนมสบื ความลบั ในแควน้ ตา่ งๆ  เดนิ ทาง
กลับมา  พวกเขาปลอมเป็นนักบวชไป  เมื่อกลับถึงบ้านแล้ว  พวกเขาก็
จะชำ�ระล้างธุลี  อาบนํ้าประเทืองผิว  ลูบไล้ด้วยของหอม  ตัดผมและ
โกนหนวด  พร่ังพรอ้ มดว้ ยกามคุณต่อไป
เมื่อทรงสดับเช่นนั้น  พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสพระพุทธพจน์
ดงั ไดอ้ ัญเชญิ ไวแ้ ล้ว  ณ  เบอื้ งต้น
สภุ าษติ ไทยแตโ่ บราณ  ทา่ นสอน  ไมใ่ หไ้ วใ้ จทาง  วางใจคน  เพราะ
จะจนใจเอง  คนสว่ นมากเหน็ แกป่ ระโยชนส์ ว่ นตวั   จงึ เปน็ คนไมส่ ะอาด
82 ไวใ้ จยาก  ตอ่ หนา้ อยา่ ง  ลบั หลงั อยา่ ง  จะทำ�ดกี เ็ ฉพาะตอ่ หนา้   จะพดู ดี

ดว้ ยกต็ อ่ หนา้   พอลบั หลงั กค็ อ่ นขอดนนิ ทา  ตนิ น่ั   ตนิ  ่ี เสยี เรอ่ื ยไป  อนงึ่
เมื่อรํ่ารวย  มีทรัพย์สิน  เงิน  ทอง  มียศ  มีศักด์ิ  คนก็พากันนอบน้อม
สรรเสริญ  พอตกต่ําลง  ก็มักจะถูกเหยียบย่ํา  ถูกดูหม่ิน  ไม่มีใครอยาก
พบ  เมอ่ื มยี ศ  มตี ำ�แหนง่   เขากเ็ อาดอกไมไ้ ปให ้ ขอความกรณุ าใหร้ บั ไว้
(เพื่อประโยชน์ของเขาด้วย)  พอตกต่ําลง  ไปขอดอกไม้เขาสักดอกเพื่อ
บูชาพระ  เขาก็ไม่ให้  ถ้าจะให้เพราะขัดไม่ได้  ก็มีกิริยาให้สะเทือนใจ
คนเราจงึ ไวใ้ จกนั ไมค่ อ่ ยได ้ ตอ้ งคบกนั ไปนานๆ  จนรนู้ สิ ยั ใจคออนั แทจ้ รงิ
ของกนั และกนั   กอ็ กี นนั่ แหละ  คนเราเปลย่ี นแปลงได ้ แมค้ บกนั มานาน
เมอื่ ถ้อยทถี อ้ ยอาศัยกนั อยู่  มีผลประโยชนป์ ระสานกนั อย ู่ ก็ดเู ป็นมติ ร
รักเพ่ือนใคร่กัน  แต่ถ้าเราต้องอาศัยเขาข้างเดียวซิ  เขาจะยังรักใคร่
ชอบพอเราอยอู่ ยา่ งเดมิ หรอื   ไดเ้ หน็ มามากแลว้   ความรกั ใครน่ ยิ มนบั ถอื
มักจะเปล่ียนข้ึนลงตามส่ิงอ่ืน  เช่น  ทรัพย์  ยศ  ชื่อเสียง  ตำ�แหน่ง 

ว ศิ น อิ น ท ส ร ะ

เป็นต้น
คนมีคุณธรรมสูง  ต้องการเกื้อกูลผู้อ่ืนจริงๆ  โดยไม่หวังอะไร
ตอบแทนนั้น  มีอยู่น้อย  แม้แต่พ่อแม่ซ่ึงหวังดีกับลูกอย่างที่สุด  เม่ือลูก
ไม่ทำ�อย่างท่ีหวัง  ก็คลายความรักลง  หรือรักน้อยกว่าลูกคนท่ีทำ�ให้
ได้อย่างที่หวัง  ในโลกนี้หาคนดีจริงๆ  ได้ยาก  เหมือนในป่าใหญ ่ แม้
จะมพี นั ธ์ไุ ม้หลายหลาก  แต่จะหาไม้เนอื้ หอมสักต้นหนงึ่ นั้นแสนยาก 
นักหนา
เราอยู่ในสังคมมนุษย์  ต้องศึกษามนุษย์และเข้าใจมนุษย์ให้ดี
มฉิ ะนน้ั   เราจะเสยี ใจกบั เรอ่ื งมนษุ ยอ์ ยบู่ อ่ ยๆ  ลองนกึ ดวู า่   ในโลกน ้ี อะไร
ทำ�ให้เราเสียใจและผิดหวังเท่ากับมนุษย์บ้าง  เราได้รับความรื่นรมย์
จากธรรมชาต ิ แตม่ นษุ ยส์ ว่ นใหญพ่ ยายามทำ�ลายธรรมชาต ิ โดยตรงบา้ ง
โดยอ้อมบ้าง  เพราะความอยากได้เกินขอบเขต  เกินส่วน  จึงทำ�ลาย 83

ธรรมชาตลิ งเสยี มากตอ่ มาก  เรยี กวา่   เปน็ ผปู้ ระทษุ รา้ ยมติ รผใู้ หแ้ ตค่ ณุ
ผลทไ่ี ดร้ บั กค็ อื   มนษุ ยต์ อ้ งลำ�บากเปน็ นกั หนา  เหน็ ๆ  กนั อย ู่ อยา่ ใหต้ อ้ ง
แจงรายละเอยี ดเลย
ผิวพรรณ  รูปร่าง  หน้าตา  ของมนุษย์  ก็ถือเอาเป็นเกณฑ์ไม่ได้
ว่า  คนรูปร่างหน้าตาดีจะเป็นคนดี  คนรูปร่างหน้าตาดีบางคน  หมก
ความชว่ั ไวภ้ ายในเปน็ อนั มาก  เหมอื นโลงศพทปี่ ระดบั ตกแตง่ ภายนอก
ใหด้ สู วยงาม  ประดับดว้ ยดอกไมน้ านาพรรณ
คนหน้าตาไม่สวยงามบางคน  เป่ียมล้นด้วยคุณงามความดีอยู่
ภายใน  น่ารื่นรมย์พอใจเม่ือเข้าใกล้  เหมือนไม้เน้ือหอมแต่สัณฐาน
ไม่งาม  การคบคน  จึงอย่าดูแต่เพียงหน้า  หรือกิริยาท่าทางอันเสแสร้ง
เปน็ แบบกริ ยิ าที่ปรงุ แตง่ เพอ่ื หลอกลวง
ขอกล่าวถึงพระพทุ ธพจน์  ๔  ประการตอนหลัง  ทว่ี ่า

พุ ท ธ ป ฏิ ภ า ณ

๑.  ศีล  พึงรู้ได้ด้วยการอยู่ร่วมกัน  หมายความว่า  ปกติของ
คนเรา  เปน็ อย่างไร  จะรู้ไดก้ ด็ ว้ ยการอยู่ร่วมกนั   และตอ้ งอยกู่ ันนานๆ
ถ้าอยู่เพียงวันสองวัน  เขาอาจปกปิดนิสัยอันแท้จริงของเขาไว้ก็ได้
แมค้ นทร่ี กั กนั อยตู่ ง้ั หลายป ี กอ็ าจยงั ไมร่ จู้ กั กนั จรงิ   เมอ่ื แตง่ งานแลว้ ตอ้ ง
ศกึ ษากนั ใหม ่ ต้ังตน้ เรยี นรู้กนั ใหม่
๒.  ความสะอาด  พึงรู้ได้ด้วยการงาน  คนสะอาดการงานย่อม
สะอาด  คือทำ�ส่ิงใดก็สะอาดเรียบร้อย  น่าดู  น่าชม  ตัวเขาเองสะอาด
เครือ่ งไมเ้ ครือ่ งมือสะอาด  อะไรทเี่ ขาทำ�  ดสู ะอาดเรยี บร้อยไปหมด
อีกอย่างหน่งึ   คนมีอาชีพสุจริต  เรียกว่าคนสะอาด  ผ้เู ว้นทุจริต
ทาง  กาย  วาจา  ใจ  เรยี กวา่ เปน็ คนสะอาด  อาชพี ของเขาสะอาดบรสิ ทุ ธ์ิ
ไมว่ า่ เขาจะประกอบอาชพี ใด  อาชพี นนั้ ไมเ่ ศรา้ หมองดว้ ยทจุ รติ   เรยี กวา่
84 เปน็ ผมู้ กี ารงานสะอาด  สมยั นี้เขาเรียกวา่   “คนมือสะอาด”  แมเ้ ขาจะ

จับของสกปรกอยู่  เช่น  เครื่องยนต์  หรือกวาดถนน  เทขยะเทศบาล
แต่เมอ่ื เขาทำ�อยา่ งสุจริต  เรียกวา่   เขามีการงานท่สี ะอาด  เขานัง่ อยู่ใน
ห้องแอร์ที่สะอาดประณีต  มีกล่ินหอม  แต่ถ้าการงานของเขาทุจริต  ก็
เรียกวา่ การงานไมส่ ะอาด  เขาเปน็ คนไมส่ ะอาด
๓. ความกลา้ หาญ กำ�ลงั เรย่ี วแรง รไู้ ดเ้ มอ่ื มอี นั ตราย  อนั ตราย
นั้นมีหลายอย่าง  และมีอยู่รอบด้าน  อันตรายสูงสุดก็คือ  อันตรายแห่ง
ชีวิต  ในเวลาปกติ  เราไม่อาจรู้ได้ว่า  ใครกล้าหาญหรือขี้ขลาด  มีกำ�ลัง
เร่ียวแรงมากหรือน้อย  แต่พอมีอันตรายเกิดขึ้น  มีเหตุการณ์อันต้อง
แสดงความกล้าหาญเกิดขึ้น  ก็จะพิสูจน์ได้ว่า  ใครขลาด  ใครกล้าหาญ
แตค่ วามกลา้ หาญกม็  ี ๒ อยา่ งคอื  ความกลา้ แท ้ และความกลา้ เทยี ม
ผกู้ ลา้ หาญแทจ้ รงิ ยอ่ มประกอบดว้ ยคณุ สมบตั ขิ องผกู้ ลา้   แตผ่ กู้ ลา้ เทยี ม
ยอ่ มปราศจากคณุ สมบตั ขิ องผกู้ ลา้   เชน่   ชายทม่ี กี ำ�ลงั   กลา้ รงั แกผหู้ ญงิ

ว ศิ น อิ น ท ส ร ะ

ผู้ด้อยกำ�ลังกว่า  รังแกเด็กหรือคนพิการ  เป็นต้น  แม้คนพิการเอง
สว่ นมากกแ็ สดงความกลา้ โดยขาดคณุ สมบตั ขิ องผกู้ ลา้   เชน่   ชอบรงั แก
เด็กเล็กๆ  เพ่ือชดเชยปมด้อยของตนที่ไม่เหมือนผู้ใหญ่อ่ืนๆ  พวกเด็ก
จงึ มกั กลวั คนพกิ าร  นอกจากกลวั หนา้ ตาทา่ ทางอนั นา่ กลวั ของเขาแลว้
ยังกลัวความโหดร้ายของเขาด้วย  (สำ�หรับคนพิการบางคน)  อย่างไร
กต็ าม  คนพกิ ารจะเปน็ อยา่ งนน้ั ไปทกุ คนกห็ าไม ่ ทม่ี เี มตตา  กรณุ า  ถอื
เอาความพกิ ารของตน  เปน็ เครอื่ งสงั เวชสลดใจ  แลว้ ประกอบแตก่ รรมดี
ก็มอี ย่ไู มน่ ้อย
สำ�หรับผู้กล้าหาญแท้จริงนั้น  จะแสดงความกล้าหาญให้ปรากฏ
เมื่อถึงคราวจำ�เป็น  หรือเมื่อมีอันตรายเกิดขึ้นแก่ตน  แก่พวกพ้อง
แกผ่ ทู้ ต่ี นรบั ผดิ ชอบ  แกส่ งั คม  หรอื แกป่ ระเทศชาต ิ ธรรมดากจ็ ะอยเู่ ฉยๆ
เร่ือยๆ  บางคนในบางคราวมีอาการเหมือนหน่ึงว่า  เป็นผู้ขลาดด้วยซํ้า 85

ไป  แต่เม่ือมีเหตุการณ์อันจำ�เป็นท่ีจะต้องแสดงความกล้าหาญ  เขาจึง
แสดงออกมา  ทางกายบ้าง  ทางวาจาบ้าง  ไม่กลัว  แม้แต่การสูญเสีย
ชวี ติ   ทรพั ย ์ ยศ  และสงิ่ พงึ หวงแหนทง้ั หลาย  ในการตอ่ ส ู้ ผกู้ ลา้ แทจ้ รงิ
ย่อมไม่เอาเปรียบคู่ต่อสู้  ให้โอกาสคตู่ ่อส้เู ท่าๆ  กบั ตน  หรอื เหนอื ตน
เลา่ กนั วา่   ในการลา่ เสอื นน้ั   พระราชาบางพระองค ์ หรอื โดยทว่ั ไป
จะใหข้ า้ ราชบรพิ ารไปทำ�ใหเ้ สอื ออ่ นกำ�ลงั เสยี กอ่ น  โดยการลอ้ มตาขา่ ย
ไว้โดยรอบ  แล้วให้กวางกินฝิ่นเข้าไป  เอากวางนั้นไปล่อให้เสือกิน
เสือกินฝ่ินเข้าไปมาก  ก็เมาฝิ่นและอ่อนกำ�ลังลง  ไม่ว่องไวเท่าที่ควร
พระราชาเองก็เตรียมทีหนีทีไล่ไว้เรียบร้อยแล้ว  จึงไปยิงเสือ  เอาหนัง
มาแขวนไว้  อวดผลงาน  อวดความกล้าหาญวา่ ตนล่าเสอื ได้
แต่อักบาร์มหาราช  กษัตริย์อินเดียพระองค์หน่ึงในราชวงศ์
โมกุล  ไม่ทรงทำ�เช่นน้ัน  เมื่อจะเสด็จไปล่าเสือ  ก็เสด็จเข้าไปในป่าลึก

พุ ท ธ ป ฏิ ภ า ณ

แต่พระองค์เดียว  ทรงยิงสู้กับเสือตัวต่อตัว  และทรงประสบชัยชนะ
เสมอ  อยา่ งนเ้ี รยี กวา่ เปน็ ผกู้ ลา้ แทจ้ รงิ ในการลา่ เสอื   ใหโ้ อกาสแกค่ ตู่ อ่ สู้
เทา่ ๆ  กัน  ไม่รงั แกคนทไ่ี ม่มีทางตอ่ สู้
“ปอมเปย ์ คนสำ�คญั คนหนง่ึ ของโรมนั   เมอ่ื จะเขา้ ไปกรงุ โรม  มคี น
หา้ มวา่   ถา้ เขา้ ไปจะไดร้ บั อนั ตราย  แตป่ อมเปยม์ หี นา้ ทจี่ ะตอ้ งเขา้ ไปทำ�
จึงไม่สะทกสะท้านต่อความตาย  เมื่อเพ่ือนฝูงห้าม  ปอมเปย์ก็ตอบว่า
“เปน็ การจำ�เปน็   ทฉี่ นั จะตอ้ งเขา้ ไป  แตไ่ มจ่ ำ�เปน็ ทจี่ ะตอ้ งมชี วี ติ อย”ู่ ๑๙
จะเห็นว่าคนกล้าหาญ  เขามีลักษณะอย่างไร  พิสูจน์ได้ในเวลา
มีอนั ตรายอยา่ งไร
การตัดสินใจทำ�อย่างกล้าหาญในช่วงจังหวะต่างๆ  ของชีวิต  ซึ่ง
ต้องอาศัยกำ�ลังใจหนุนเป็นอันมากน้ัน  คนไม่มีกำ�ลังใจและคนขลาด
86 ยอ่ มทำ�ไม่ได้

ชีวิตคนเรามีปัญหามาก  มีอันตรายมาก  และมีหัวเล้ียวหัวต่อ
ของชีวิตอยู่เสมอ  ผู้กล้าหาญต้องกล้าตัดสินใจเลือกทางดำ�เนินชีวิต
ของตนเอง  ทเี่ หน็ วา่ เหมาะสมแกต่ น  ไมใ่ ชต่ ามทค่ี นทง้ั หลายนกึ   เพราะ
ร้อยคนก็นึกไปร้อยอย่าง  เราจะต้องทำ�ทั้งร้อยอย่าง  ที่คนอื่นเขานึก
อยากให้เราทำ�อย่างน้ันหรือ  ทำ�ไมเราไม่เป็นตัวของตัวเอง  กล้าหาญ
พอทจี่ ะตดั สนิ ใจดำ�เนนิ ชวี ติ ตามทเ่ี ราเหน็ สมควร  และกลา้ รบั ผดิ ชอบตอ่
ความผิดพลาดท้ังปวง  ถ้าจะเกิดขึ้นเพราะการตัดสินใจของเราอย่าง
น้อย  ความผิดพลาดล้มเหลวน้ัน  ก็เป็นบทเรียนให้เราได้เรียนรู้
โดยตรง  เป็นช่องทางให้เราค้นหาหนทางใหม่  เร่ิมดำ�เนินการใหม่  มัน
จะต้องพบช่องทางที่ดีเข้าสักวันหน่ึง  น่ันแหละ  ทางของเราทางแห่ง

๑๙ ลักษณะของคน,  (รวมปาฐกถา)  หลวงวิจติ รวาทการ  หน้า  ๑๘๒

ว ศิ น อิ น ท ส ร ะ

ความสำ�เร็จในชีวิต  คนกล้าหาญในทางแห่งชีวิต  จะต้องกล้าตัดสินใจ
กลา้ ไดก้ ลา้ เสีย
สง่ิ สำ�คญั อกี ประการหนงึ่ ในเรอื่ งนก้ี ค็ อื   ขอใหเ้ รามนั่ คงในอดุ มคติ
ของเราพอควร  จบั ทำ�อะไรเขา้ แลว้   อยา่ เลกิ งา่ ย  เมอ่ื เหน็ วา่ ทางนแี้ หละ
เป็นทางของเรา  ถูกใจเรา  ถูกอัธยาศัยของเราแล้ว  แม้จะล้มเหลวบ้าง
ในเบ้ืองต้น  ก็จงพยายามต่อไปเถิด  ความสำ�เร็จย่อมจะรอคอยเราอยู่
เบ้อื งหน้า
ถ้าเราสังเกตจะพบว่า  คนในอดีตที่ประสบผลสำ�เร็จในชีวิตมา
แลว้   ลว้ นเปน็ ผกู้ ลา้ ตดั สนิ ใจทงั้ สน้ิ   บางคนถงึ กบั กลา้ ออกนอกแนวทาง
ทค่ี นทง้ั หลายเคยเดนิ กนั มา  คนขลาดไมก่ ลา้ ทำ�อะไร  ยอ่ มเดนิ ตามกนั ไป
เปน็ ฝงู ๆ  เหมอื นสตั วเ์ ลยี้ ง  เปน็ ตน้ วา่   แพะ  แกะ  ววั   ควาย  หรอื แมแ้ ต่
ช้าง  เฮไหนเฮน่ัน  ใครว่าอะไรดีก็ทำ�กันไปเป็นพักๆ  ใครๆ  ก็ทำ�แต่ 87

อย่างน้ัน  ไม่กล้าคิด  ไม่กล้าทำ�อะไรอันออกนอกแนวไป  จริงอยู่
การกระทำ�อยา่ งนน้ั อาจปลอดภยั   แตไ่ มม่ ที างจะประสบผลสำ�เรจ็ ยง่ิ ใหญ่
ได ้ และทว่ี า่ ปลอดภัยนนั้ ก็ไมแ่ น่อีก  อาจย่อยยับไปทั้งฝูงก็ได้
ท่าน  น.ม.ส.  ได้เขียนไว้ใน  “จดหมายจางวางหรํ่า”  ตอนหนึ่ง
แสดงโทษของการทำ�อะไรตามอยา่ งกนั ไปหมดว่า
“ถ้าคนเราต้องทำ�ตามอย่างกันไปหมดอย่างเจ้าว่า  (หมายถึง
เจ้าสนธ์ิผู้บุตร)  ป่านน้ีคงไม่มีใครนุ่งผ้า  ด้วยตาอาดัมกับยายอีฟ  แก
ไมไ่ ดน้ งุ่ ผา้   ลกู หลานของแกเกดิ มา  กค็ งจะเอาอยา่ งเปลอื ยกายตอ่ ๆ  กนั
มาจนป่านนี้  เพราะไม่มีใครกล้าทำ�แปลกกว่าคนอื่น  เจ้าควรยินดีท่ีสุด
ท่ีมนุษย์เมื่อ  ๒ - ๓  พันปีมาแล้ว  เขามีความคิดอาจหาญดีกว่าเจ้า  ใน
ข้อที่กล้าทำ�ผิดกว่าผู้อ่ืน  โดยเป็นผู้ลงมือประดับกาย  ด้วยใบไม้หรือ
หนังสัตว์  ถา้ เขาขลาดเหมือนเจ้าตลอดมา  ปา่ นนเ้ี จา้ จะหนาวนกั หนา

พุ ท ธ ป ฏิ ภ า ณ

“ผู้ชายท่ีไม่กล้าทำ�อะไรผิดกว่าผู้อ่ืนน้ี  เป็นคนใจเหมือนผู้หญิง
ผู้ท่ีฝักใฝ่ในแฟช่ัน  จะกระดิกตัวหน่อยก็กลัวผิดแฟชั่น  ซ่ึงกลัวย่ิงกว่า
อบุ าสกิ ากลวั ศลี ขาด  แฟชน่ั สอนสง่ั อยา่ งไรกต็ อ้ งปฏบิ ตั ติ าม  ประหนง่ึ วา่
ตัวเป็นทาส  ซ่ึงแฟชั่นได้ออกเงินทำ�สารกรมธรรม์มาไว้  ทาสแฟช่ัน
เหลา่ น้ ี พระราชบญั ญัติเลกิ ทาสก็เลิกไม่ได้
“การทำ�อะไรทำ�ตามกัน  พวกน้ีก็เหมือนกับช้างโขลง  ซ่ึงถ้า
ตา่ งตวั ตา่ งแตกกระจายเพน่ พา่ น  อาละวาดไปตามลำ�พงั ทกุ ๆ  ตวั   กไ็ มม่ ี
เจ้าฝร่ังมาขอดูการคล้องช้างเมืองไทย  เพราะการคล้องช้างจะมีไม่ได้
ถ้าช้าง  ๓๐๐  เชือกแตกกระจายกันไป  ๓๐๐  ทิศ  ก็จะต้องมีช้างต่อ
หลายร้อยเชือก  ซ่ึงจะมีไม่ได้  หรือถ้ามีได้  ก็ไม่เป็นประโยชน์พอที่จะ
มีไว ้ เพราะฉะน้นั   การคลอ้ งช้างจะตอ้ งเลกิ ทเี ดียว”
88 “เหตทุ บ่ี รษิ ทั ยายดว้ นยายแตร  ตอ้ งพากนั มาเขา้ เพนยี ดไดค้ วาม

ลำ�บากน ้ี กเ็ พราะทำ�อะไรทำ�ตามกนั   ไปไหนกเ็ ฮตามกนั ไปหมด  ตวั ไหน
มนี าํ้ ใจกลา้ หาญกวา่ นายสนธ ิ์ บตุ รจางวางหราํ่   ซงึ่ ไมร่ งั เกยี จทจี่ ะทำ�ผดิ
กับตัวอืน่   ตัวนน้ั ก็แตกโขลงกลับไปป่าไดก้ อ่ น”
“อนงึ่   ในการคลอ้ งชา้ งน ้ี เจา้ จงจำ�ไวว้ า่   ถา้ จะใหโ้ ขลงไปทางไหน
ตอ้ งมีช้างนำ�ออกหนา้ ไปกอ่ น  ช้างตัวนำ�น้ตี า่ งว่าช่ือพลายศรี  เวลาไม่มี
อะไรจะทำ�  กย็ นื เคย้ี วใบไผ ่ ทำ�ตาปรอื   ประหนง่ึ วา่ ไมม่ อี นิ เตอเรสตอ์ ะไร
ในโลก  ต่อเมอื่ โขลงจะเข้าเพนียด  พลายศรตี วั เอกจงึ ออกหน้า  เดนิ รๆี
รอๆ  ท่าทางเหมือนพยักเรียกโขลงว่า  ให้เข้ามาทางปีกกาเถิด  ข้างใน
มีอะไรน่าดูนัก  ชาวป่าชาวดงอย่างพวกเอ็ง  เข้ามาในกรุงจะต้องเห็น
เปน็ ขวญั ตา  ถา้ ไมอ่ ยา่ งนน้ั กม็ าเสยี เทย่ี ว  ฝา่ ยชา้ งโขลงเมอ่ื ไดย้ นิ พลายศรี
กล่าวชักชวนดังนั้น  ออกไม่ใคร่ไว้ใจ  แต่บางตัวเช่ือง่ายก็ออกเดินตาม
อา้ ยตวั อนื่ ๆ  มนั เหมอื นนายสนธ ์ิ บตุ รจางวางหราํ่   มนั กอ็ อกเดนิ ตามกนั

ว ศิ น อิ น ท ส ร ะ

ไปหมด  คร้ันเข้าเพนียดกันแล้ว  ถึงเวลาจะลำ�บาก  พวกในโขลงจะ
ต่อว่าเจ้าศรีซิ  เจา้ ศรีเล่ียงหายไปเสยี แลว้ ”
“ในหมู่เด็กหนุ่มๆ  ถ้ามาด้วยกัน  คงมีพลายศรีอยู่ด้วยทุกฝูง
เจ้าจะต้องสังเกตเสียแต่แรกว่า  ในหมู่ท่ีเรียกว่าเป็นเพ่ือนฝูงคบค้า
สมาคมกันนั้น  คนไหนเป็นพลายศรี  จะต้องทราบไว้  ถ้าเห็นออกหน้า
นำ�โขลงเมื่อใด  เจ้าจงเล่ียงแตกโขลงไว้ก่อนดีกว่า  อยู่คนเดียวมันจะ
เหงาสักหน่อย  ก็ดกี ว่าไปเบียดกันให้เขาตอ้ งจ่วั ไปจั่วมาในเพนียด”๒๐
ถา้ สงั เกตจะเหน็ วา่   เดก็ หนมุ่ ของเรา  แมใ้ นปจั จบุ นั น ้ี (พ.ศ. ๒๕๔๒)
ก็ยังทำ�อะไรทำ�ตามกันเป็นฝูงๆ  อยู่เหมือนกัน  ไว้ผมทรงเดียวกันหมด
นอกจากพวกทโี่ รงเรยี นบงั คบั ใหต้ ดั ผมสนั้   นอกนน้ั จะไวผ้ มยาวประคอ
อาจมีหางไก่แหลมออกมาอีกนิดหน่อย  เส้ือผ้าก็รูปลักษณะอย่างเดียว
กัน  ต่างแต่เพียงสีเท่าน้ัน  เดินตามแฟช่ันเหมือนช้างโขลงพากันเข้า 89

เพนยี ดหมด  เพนยี ดคอื แฟชนั่ ทข่ี งั คนเอาไว ้ ยดั เยยี ดกนั อยใู่ นนน้ั   และ
อยา่ งนนั้   ไมม่ คี นใดใจกลา้ พอทจี่ ะตดั สนิ ใจ  ทำ�อะไรตามความเหมาะสม
แกต่ นโดยไมต่ อ้ งเดนิ ตามแฟชน่ั   พวกเขากลวั อนั ตราย  คอื การไมย่ อมรบั
ของเพอ่ื นฝงู   แตอ่ นั ตรายคอื ความเกยี จครา้ น  ความโงเ่ ขลา  และความ
ไมเ่ ปน็ ตวั ของตวั เอง  พวกเขากลบั ไมก่ ลวั   อนั ทจ่ี รงิ บคุ ลกิ และคณุ ลกั ษณะ
ของคนเราน้ันไม่เหมือนกัน  การทำ�อะไรตามกันไปหมด  จึงเป็นเรื่อง
ไมเ่ หมาะสมกบั บคุ ลกิ หรอื คณุ ลกั ษณะของตน  ควรเลอื กทำ�และดำ�เนนิ
ชีวิตตามความเหมาะสมแก่ตน  จึงจะเรียกว่าเป็นผู้กล้าหาญในการ
ตดั สินใจ

๒๐ จดหมายจางวางหร�่ำ  ฉบับท ี่ ๒  หนา้   ๓๗

พุ ท ธ ป ฏิ ภ า ณ

๔.  ปญั ญารไู้ ดด้ ว้ ยการสนทนา  และตอ้ งสนทนากนั นานๆ  ตอ้ ง
มโี ยนโิ สมนสกิ าร  และมปี ญั ญาจึงจะรู้ได้  ปัญญาของคนเปรยี บเหมอื น
เปลวไฟ  ยอ่ มมแี สง  แมจ้ ะใชอ้ ะไรครอบไว ้ (ทไ่ี มท่ บึ แสงเกนิ ไป)  เอาผา้
คลุมไว้  แสงย่อมลอดออกมา  หรือว่าไฟธรรมดาย่อมมีควัน  ปัญญา
ของคนกเ็ ชน่ เดยี วกนั   ยอ่ มแสดงออกใหร้ ไู้ ดด้ ว้ ยการสนทนา  การพดู จา
ปราศรัยและการตัดสินใจกระทำ�ส่ิงต่างๆ  บางคนพยายามถ่อมตน
ปกปดิ ปญั ญาไว ้ แตก่ ป็ ดิ ไวไ้ ดไ้ มน่ าน  ความโงก่ ป็ กปดิ ไดย้ ากเชน่ เดยี วกนั
ลกั ษณะอันถาวรของบคุ คลน้ันปกปดิ ไวไ้ ด้ไม่นาน
ในการประชมุ สมั มนาแสดงความคดิ เหน็   ยงิ่ ทำ�ใหม้ องเหน็ ปญั ญา 
อปุ นสิ ยั   และคณุ ธรรม  ของคนทเี่ ขา้ รว่ มประชมุ ไดไ้ มน่ อ้ ยทเี ดยี ว  คำ�พดู
ของผู้มีปัญญา  แม้เพียงเล็กน้อยก็มีประโยชน์มาก  คำ�พูดของคนถ่อย
90 แม้มากยืดยาวก็หาประโยชน์อันใดมิได้  ทำ�ให้เสียเวลาและก่อความ

รำ�คาญ  โออ้ วด  ยกตนขม่ ผ้อู ่นื เสียเรื่อยไป
มคี ำ�สภุ าษติ  คำ�คมเปน็ อนั มาก อนั ออกมาจากความคดิ และประสบ-
การณข์ องผมู้ ปี ญั ญา  คำ�สภุ าษติ และคำ�คมเหลา่ นนั้   ดำ�รงเปน็ ประโยชน์
ยงั่ ยนื แกม่ วลมนษุ ยชาต ิ ตง้ั แตอ่ ดตี กาลนานไกล  จวบจนปจั จบุ นั   ไดร้ บั
การแปลเปน็ ภาษาตา่ งๆ  มากมาย  ตวั อยา่ ง  เชน่   พระพทุ ธดำ�รสั   คำ�พดู
ของนกั ปราชญต์ า่ งๆ  ทว่ั โลก  นทิ านอสิ ป  ซง่ึ แสดงถงึ สตปิ ญั ญาของผแู้ ตง่
คำ�พูดย่อมออกมาจากความคิด  คนมีปัญญา  มีความคิดดี  คำ�พูดจึงดี
ย่ิงมีกิเลสเบาบางหรือปราศจากกิเลสด้วยแล้ว  คำ�พูดของท่านย่อม
สะท้อนให้เห็นสัจธรรมมากขึ้น  คำ�สุภาษิตอันออกมาจากปัญญาของ
ท่านผู้รู้นั้น  เป็นเสมือนประภาคาร  (กระโจมไฟ)  ส่องให้ผู้เดินทางไป
สู่ทิศทางอันถูกต้อง  แต่สำ�หรับคนตาดีเท่าน้ัน  ถ้าเขาตาบอดเสียแล้ว
แม้ไฟจะสวา่ งสักเท่าใด  กห็ ามีประโยชน์แก่เขาไม่

ว ศิ น อิ น ท ส ร ะ

อนง่ึ   ผมู้ ปี ญั ญา  เราอาจสงั เกตไดจ้ ากการทเ่ี ขาตดั สนิ ใจกระทำ�การ
อันถูกต้องเหมาะสมเป็นเรื่องๆ  ไป  เป็นผู้ที่เรียกว่าเป็น  การณวสิโก
แปลตามตัวว่าผู้อยู่ในอำ�นาจแห่งเหตุ  คือไม่ด้ือร้ันดันทุรังในส่ิงอันไม่
สมควร  มคี วามเขา้ ใจในสงิ่ ตา่ งๆ  ถกู ตอ้ งตามความเปน็ จรงิ   แลว้ ปฏบิ ตั ิ
ตอ่ สง่ิ นน้ั ๆ  อยา่ งถกู ตอ้ งเหมาะสม  คณุ สมบตั อิ นั น ้ี ทา่ นเรยี กวา่   “การณ-
วสิกตา”  ชีวิตของผู้มีคุณสมบัติเช่นนี้  เน่ืองจากไม่ยึดม่ันถือมั่นอะไร
ไวเ้ หนยี วแนน่ เกนิ ไป  ปฏบิ ตั ติ นไปตามเหตอุ นั สมควร  จงึ เปน็ ชวี ติ ทโ่ี ปรง่
เบา  เปน็ ภาวะทป่ี ลอดทกุ ขไ์ รป้ ญั หา  ไมค่ อ่ ยสนใจกบั ลาภ  ยศ  สรรเสรญิ
และความขึ้นลงของชีวิต  เพราะรู้จริงเสียแล้วด้วยอำ�นาจแห่งปัญญา
สว่ นคนเขลาไรป้ ญั ญา  มกั จะมชี วี ติ อยดู่ ว้ ยความทกุ ข ์ เตม็ ไปดว้ ยปญั หา
เมอ่ื มปี ญั หาแลว้ กแ็ กไ้ มเ่ ปน็   ในสมองรกไปดว้ ยความคดิ อนั สบั สนวนุ่ วาย
ไม่กล้าตดั สนิ ใจทำ�อะไรอนั เหมาะสมแก่ตน  จึงหมกอยู่ในกองทกุ ข์ 91

“สำ�หรับสาวกของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าน้ัน  ย่อมรุ่งเรืองย่ิง
ด้วยปัญญา  ในท่ามกลางปุถุชนผู้มืดบอด  อันมีอยู่มากมาย  เหมือน
กองหยากเยอ่ื ”

(พ. เลม่   ๒๕  ข้อ  ๑๔  ปุปผวรรค  ธรรมบท)

“สตั บรุ ษุ   (คนด)ี   ทงั้ หลายสรรเสรญิ ปญั ญาโดยแท ้ สริ  ิ (มง่ิ ขวญั
มงคล)  เปน็ ทพี่ อใจ  (ของมนษุ ย)์   มนษุ ยท์ ง้ั หลายยนิ ดใี นโภคทรพั ย ์ แต่
ญาณของท่านผู้รู้ทั้งหลายชั่งไม่ได้  ในกาลไหนๆ  สิริจะล่วง  (คือเกิน)
ปัญญาไปไมไ่ ด้เลย”

(มโหสถโพธิสตั ว ์ ในสริ มิ นั ทชาดก  วิสตนิ ิบาต
ขุททกนิกาย.  พ. ๒๗  ข้อ  ๒๑๐๒)

พุ ท ธ ป ฏิ ภ า ณ

ความสวยงามของร่างกาย  ใครๆ  ก็ถือว่าเป็นสิริ  โดยเฉพาะ
อยา่ งยง่ิ เพศหญงิ   แตถ่ า้ โงเ่ ขลา  ขาดปญั ญาแลว้   ความสวยงามนนั้ กจ็ ะ
นำ�ภัยพิบัติมาสู่ตัว  มากกว่านำ�ความดีมาให้  แม้รูปร่างจะไม่งาม  แต่
มปี ญั ญามากกไ็ ดร้ บั ยกยอ่ งทว่ั ไป  เพราะฉะนนั้   สริ จิ ะลว่ งปญั ญาไปไมไ่ ด้
ตวั อยา่ งท่านโสกราตสี ๒๑  ซงึ่ เป็นผู้มีรูปรา่ งไม่งาม  ติดไปขา้ งขี้ร้วิ ข้ีเหร่
แต่มีปัญญาเป็นเลิศ  ท่านได้รับยกย่องในฐานะผู้เลิศด้วยปัญญา
พระสัมมาสัมพุทธเจ้าของเรา  ทรงมีพระรูปโฉมงาม  และทรงมี
พระปญั ญาเปน็ เลศิ   แตใ่ นพระพทุ ธคณุ นนั้   ไมว่ า่ จะเปน็ พระพทุ ธคณุ   ๙
หรือพระพุทธคุณ  ๓  ไม่ได้ระบุความเป็นผู้มีรูปงามไว้ในฐานะพระ
พุทธคุณด้วยเลย  มีแต่พระปัญญาคุณ  พระบริสุทธิคุณ  และพระมหา-
กรุณาธคิ ุณ  ใครสนทนาดว้ ย  กร็ ้วู ่าทรงเลศิ ด้วยพระปญั ญาอยา่ งยงิ่
92 โภคทรัพย์ก็เป็นสิริอย่างหน่ึงของมนุษย์  ผู้ยังยินดีพอใจด้วย

ทรัพย์สินเงินทอง  แต่ทรัพย์น้ันก็นำ�ภัยพิบัติมาให้ได้เหมือนกัน  ต้อง
เสียชีวิตเพราะทรัพย์ก็มี  เมื่อสิ้นชีวิตไปแล้วก็เอาไปไม่ได้สักอย่างเดียว
อาศยั ใชเ้ พยี งในโลกนเ้ี ทา่ นน้ั   แตป่ ญั ญา  นอกจากจะปลอดภยั ใหค้ วามสขุ
ความรงุ่ เรอื งในโลกนแี้ ลว้   ยงั สามารถตดิ ตามไปชาตหิ นา้   และชาตติ อ่ ๆ
ไปได้ด้วย  จนสิ้นภพส้ินชาติ  การส้ินภพส้ินชาติ  ส้ินทุกข์  ก็ต้องอาศัย
ปญั ญาเป็นสำ�คัญอีก  ปญั ญาจงึ ประเสรฐิ โดยแท้ 

๒๑ นกั ปราชญ์กรีกสมยั โบราณ

ว ศิ น อิ น ท ส ร ะ

อีกประการหนง่ึ เลา่
“บรรดาความอิ่มทั้งหลาย  ความอิ่มด้วยปัญญาประเสริฐนัก
ผอู้ มิ่ ดว้ ยปญั ญายอ่ มไมเ่ ดอื ดรอ้ นเพราะกาม  บคุ คลผอู้ ม่ิ ดว้ ยปญั ญาแลว้  
ตัณหาย่อมทำ�เขาไว้ในอำ�นาจไมไ่ ด้”

(โพธิสัตวภ์ าษติ   ในกามชาดก  ขทุ ทกนิกายชาดก
ทวาทสนิบาต  พ.๒๗  ข้อ  ๑๖๔๓)

ผกู้ ลา่ วคำ�เหลา่ น ้ี รไู้ ดว้ า่ ตอ้ งเปน็ ผมู้ ปี ญั ญา  และอม่ิ อยดู่ ว้ ยปญั ญา
อานิสงส์สำ�คัญของการอ่ิมด้วยปัญญา  ก็คือ  (๑)  ไม่ต้องเดือดร้อน
เพราะกาม  (๒)  ตณั หาทำ�เขาไว้ในอำ�นาจไมไ่ ด้
เพียงเท่าน้ีก็คุ้มค่าแล้วที่จะขวนขวายเพ่ือความอิ่มด้วยปัญญา
หรอื เพอ่ื ความเปน็ ผมู้ ีปญั ญาบรบิ ูรณ์  (ปญฺ าปริปรู ี) 93

คนสว่ นมาก  เดอื ดรอ้ นอยเู่ พราะกาม  และอยใู่ ตอ้ ำ�นาจของตณั หา
คนสว่ นนอ้ ยนดิ เดยี วทไ่ี มต่ อ้ งเดอื ดรอ้ นเพราะกาม  และไมอ่ ยใู่ ตอ้ ำ�นาจ
ของตัณหา  จึงเป็นเสรีชนที่แท้จริง  ย่อมหาความสุขได้แม้ในเรื่อง
อนั น่าจะทุกข์  (ปญฺ าสหิโต  นโร  อธิ   อป ิ ทุกฺเขส ุ สขุ าน ิ วินทฺ ต)ิ ๒๒
ดว้ ยเหตดุ งั กล่าว  มหาบรุ ษุ ยอ่ มมีอดุ มคตวิ า่
“แมจ้ ะส้ินทรัพย ์ ก็ขอมชี วี ิตอย่อู ยา่ งผมู้ ปี ัญญา 
เมื่อไม่ไดป้ ญั ญา  แม้จะมีทรัพย์  กไ็ ม่ขอมชี ีวิตอยู”่ ๒๓ 

๒๒ มหากัปปินเถรคาถา,  ขุททกนิกาย  เถรคาถา  พ. ๒๖  ข้อ  ๓๗๒
๒๓ มหากัปปนิ เถรคาถา  ข้อเดียวกัน

พุ ท ธ ป ฏิ ภ า ณ

๑๑

ตรัสสอนภกิ ษเุ พ่ือตอบปรพิ พาชก
เร่ือง คณุ และโทษของ กาม รูป และเวทนา๒๔

คราวนั้น  พระศาสดาประทับอยู่  ณ  เชตวนาราม  เมืองสาวัตถี
พวกภกิ ษเุ ขา้ ไปบณิ ฑบาตในเมอื งสาวตั ถแี ตเ่ ชา้   เหน็ วา่ ยงั เชา้ อย ู่ จงึ แวะ
เขา้ ไปในอารามของปรพิ พาชก  เพอื่ สนทนาหรอื เพอื่ รอเวลาอนั สมควร
94 ในการไปบิณฑบาต  เมื่อสนทนาปราศรัยถามทุกข์สุข  พอสมควรแล้ว

พวกปริพพาชก  ได้กล่าวว่าพระสมณโคดม  (หมายถึง  พระพุทธเจ้า)
กลา่ วการกำ�หนดรรู้ ปู   กำ�หนดรกู้ าม  และกำ�หนดรเู้ วทนา  พวกเรากก็ ลา่ ว
เชน่ นนั้ เหมอื นกนั   อะไรคอื ขอ้ แตกตา่ ง  ระหวา่ งคำ�กลา่ วของเรากบั ของ
พระสมณโคดม  คำ�วา่ กำ�หนดร ู้ ในทน่ี ห้ี มายถงึ   การทำ�ความเขา้ ใจอยา่ ง
ถกู ตอ้ ง  เชน่   ทำ�ความเขา้ ใจในเรอ่ื งโทษของกาม  เปน็ ตน้   ภกิ ษเุ หลา่ นนั้
ไมต่ อบดว้ ย  คดิ วา่ จะกลบั ไปถามพระศาสดาดกี วา่   ดงั นนั้ เมอื่ กลบั จาก
บณิ ฑบาตแลว้   จงึ ทลู ถามพระศาสดาในเรอ่ื งน ี้ พระผมู้ พี ระภาคตรสั วา่
พวกเธอควรจะถามปรพิ พาชกเหลา่ นนั้ วา่   อะไรเปน็ คณุ   อะไรเปน็ โทษ
ของกาม  รปู   และเวทนานน้ั   อนง่ึ เลา่   จะถา่ ยถอนตนออกจากสง่ิ เหลา่ นน้ั
ได้อยา่ งไร  (คอื ทำ�อยา่ งไร  จงึ จะไมต่ ดิ ไมย่ ดึ มัน่ ส่งิ เหล่านัน้ )

๒๔ มหาทุกขกั ขันธสูตร  พ. เล่ม  ๑๒  ข้อ  ๑๙๔

ว ศิ น อิ น ท ส ร ะ

ตรัสว่า  เม่ือถามอย่างน้ี  พวกปริพพาชกจะต้องอึดอัดคับแค้น
แน่นอน  ตอบไม่ได้  เพราะไม่ใช่วิสัยของพวกเขาที่จะตอบได้  แม้ใครๆ
ในโลกก็ตอบไม่ได้  นอกจากตถาคต  (คือองค์พระพุทธเจ้า)  หรือสาวก
ของพระตถาคต  หรอื ผู้ทไ่ี ดย้ นิ ไดฟ้ งั ไปจากทง้ั สองแหล่งน้ีเทา่ นนั้
ตอ่ จากนน้ั   ทรงแสดงคณุ และโทษของกาม  รปู   และเวทนา  พรอ้ ม
ทงั้ การถา่ ยตนออก  หรอื อบุ ายวธิ ใี นการสลดั ออก  มใี จความสำ�คญั ดงั น้ี
กามคุณ  คือกลุ่มกาม  ได้แก่  รูป  เสียง  กลิ่น  รส  โผฏฐัพพะ
(ส่ิงสัมผัส)  อันน่าใคร่  น่าปรารถนา  น่าพอใจ  เป็นที่ตั้งแห่งความ
กำ�หนัด  สุขโสมนัสอันใดเกิดข้ึนเพราะอาศัยกามคุณ  ๕  สุขโสมนัส
อนั นนั้ แหละ  เปน็ คุณของกาม  (กามอสั สาทะ๒๕)
สว่ นโทษของกาม  (กามาทนี พ)  นนั้ ทรงแสดงไวม้ าก  แตเ่ มอ่ื กลา่ ว
โดยสรุปก็คือ  ทุกข์โทมนัสอันใดเกิดเพราะกามเป็นเหตุ  อันน้ันถือว่า 95

เป็นโทษของกาม  เชน่
๑.  ตอ้ งตรากตรำ�ทำ�งานหนกั   ทนตอ่ เหลอื บ  ยงุ   ลม  แดด  สตั ว์
เลอื้ ยคลาน  เปน็ กองทกุ ขท์ เี่ หน็ อยอู่ ยา่ งชดั แจง้   นก่ี เ็ พราะกามเปน็ เหตุ
อนงึ่   ถา้ งานทที่ ำ�นนั้ ไมไ่ ดผ้ ล  ไมส่ ำ�เรจ็ ตามทหี่ วงั ไว ้ บคุ คลยอ่ มเศรา้ โศก
ลำ�บาก  ครํ่าครวญรำ�พนั ว่า  ความเพยี รของเขาสญู เปลา่
๒.  เมอ่ื ตรากตรำ�ทำ�งานอยา่ งหนกั   ไดท้ รพั ยม์ าแลว้ กต็ อ้ งเปน็ ทกุ ข์
ดว้ ยการรกั ษามใิ หพ้ นิ าศไปดว้ ยเหตตุ า่ งๆ  เชน่   โจรปลน้   ไฟไหม ้ นา้ํ ทว่ ม
หรอื   ทายาทอันไมน่ ่ารกั ฉกฉวยไป
๓.  เพราะกามเปน็ เหต ุ พระราชากท็ ะเลาะกบั พระราชา  มารดา
บิดากับบุตร  พ่ีชาย  น้องชาย  พี่หญิงน้องหญิง  แก่งแย่งทะเลาะวิวาท

๒๕ คำ� ว่าคุณของกาม  หาใชค้ �ำว่าคณุ ตรงตวั ไม ่ แตใ่ ชค้ ำ� ว่า อสั สาทะ  แปลวา่   พอใจ
หรอื ให้เกดิ ความพอใจ  แตก่ ล่มุ กาม  ใช้คำ� วา่   กามคณุ   โดยตรง

พุ ท ธ ป ฏิ ภ า ณ

กนั   ประหตั ประหารกัน  (เชน่   กรณแี ย่งทรัพย์  เปน็ ตน้ )
๔.  เพราะกามเป็นเหตุ  มีการเข้าสู่สงคราม  ทำ�ลายล้างกันด้วย
อาวธุ ตา่ งๆ  ตายบา้ ง  บาดเจบ็ สาหัสบ้าง
๕.  เพราะกามเปน็ เหต ุ มนษุ ยจ์ ำ�นวนมาก  ประพฤตทิ จุ รติ ดว้ ยกาย
วาจา  ใจ  เมื่อสิน้ ชีพแลว้ ย่อมเขา้ ถงึ นรก
ทรงแสดงว่า  การถ่ายถอนกาม  ก็คือการกำ�จัดและการละความ
พอใจและความกำ�หนัด  (ฉันทราคะ)  ในกามทั้งหลาย  สมณพราหมณ์
เหล่าใด  ไม่รู้คุณและโทษของกาม  ไม่รู้การถ่ายถอนตนออกจากกาม
พวกนั้นน่ะหรือ  จักกำ�หนดรู้ด้วยตนเอง  หรือว่าจักสามารถชักจูงผู้อ่ืน
เพอื่ กำ�หนดรกู้ ามทงั้ หลายได ้ ยอ่ มเปน็ ไปไมไ่ ดเ้ ลย  สว่ นสมณพราหมณ์
เหลา่ ใด  รคู้ ณุ และโทษของกาม  รกู้ ารถา่ ยถอนตนออกจากกาม  พวกเขา
96 จกั สามารถกำ�หนดรกู้ ามดว้ ยตนเอง  และสามารถชกั จงู ผอู้ น่ื ใหร้ เู้ ชน่ นน้ั ดว้ ย

ตอ่ จากนน้ั   ทรงแสดงถงึ คณุ และโทษของรปู   โดยใจความสำ�คญั วา่
เมอื่ อยใู่ นวยั หนมุ่ สาว  บคุ คลยอ่ มมรี ปู งามเปลง่ ปลง่ั   ความงามเปลง่ ปลง่ั
น่ันเองเป็นคุณของรูป  แต่ต่อมาเม่ือความแก่ชราเข้าครอบงำ�  อายุ
๘๐ - ๙๐  หรอื   ๑๐๐  ป ี เปน็ คนแกม่ าก  มซี โ่ี ครงคด  รา่ งขดงอ  ถอื ไมเ้ ทา้
กระงกกระเงน่ิ   เดนิ ไป  กระสบั กระสา่ ย  ฟนั หลดุ   ผมหงอก  ศรี ษะลา้ น
เน้ือเหี่ยว  ตัวตกกระ  นี่คือโทษของรูป  อนึ่งบางคราว  เม่ือเจ็บป่วย
อย่างหนัก  นอนจมอุจจาระ  ปัสสาวะของตน  ต้องให้คนอื่นพยุงลุก
พยุงนงั่   ตอ้ งคอยประคองกนั   นก่ี ็คือโทษของรปู
อะไรเล่าเป็นคุณของเวทนา  เม่ือใดจิตใจสงบ  ปราศจากความ
ตรกึ เรอ่ื งกาม  เรอ่ื งอกศุ ลตา่ งๆ  เมอ่ื นนั้ ยอ่ มไมค่ ดิ ทำ�ลายผอู้ น่ื   เวลานน้ั
บุคคลย่อมเสวยเวทนา  อันไม่มีความเบียดเบียนเลยทีเดียว  น่ีคือ
คุณของเวทนา  คุณของเวทนามีความไม่เบียดเบียนเป็นอย่างยิ่ง

ว ศิ น อิ น ท ส ร ะ

(หมายความว่า  ความไม่เบียดเบียนเป็นความสุขอย่างย่ิง  -  เทียบ
พระพทุ ธพจน ์ อพฺยาปชฌฺ ํ  สขุ  ํ โลเก)
ในทนี่ ตี้ รสั ถงึ ความสขุ ในฌาน  ๔  วา่ เปน็ คณุ ของเวทนา  สว่ นโทษ
ของเวทนานนั้ ตรสั วา่   เนอื่ งจากเวทนาเปน็ สง่ิ ไมเ่ ทย่ี ง  เปน็ ทกุ ข ์ มคี วาม
แปรปรวนเปน็ ธรรมดา  น่คี ือโทษของเวทนา
ส่วนการถ่ายถอนรูปและเวทนาน้ัน  ทรงแสดงไว้เป็นวิธีเดียวกัน
กบั การถา่ ยถอนกาม  คอื การกำ�จดั   และการละฉนั ทะในรปู   และเวทนา
นนั้ เสีย
พิจารณาดูแล้ว  เรื่องกาม  รูป  และเวทนา  เป็นเรื่องใหญ่ของ
มนษุ ย ์ มนั ทำ�ใหม้ นษุ ยต์ อ้ งดน้ิ รน  เรา่ รอ้ น  รำ�พนั   เหนด็ เหนอ่ื ย  ทกุ ขย์ าก
ยุ่งเหยิง  นานาประการ  วัยหนุ่มสาวเป็นวัยที่มีกำ�หนัดในกามรุนแรง
กามนน้ั มรี ปู   เสยี ง  กลน่ิ   รส  โผฏฐพั พะ  เปน็ เหยอ่ื ลอ่   กอ่ ใหเ้ กดิ สขุ เวทนา 97

เพียงเล็กน้อย  แต่ก่อทุกข์ให้มากมายยืดเยื้อ  โดยเฉพาะอย่างยิ่งแก่ผู้ที่
ไมไ่ ดก้ ำ�หนดรโู้ ทษของมนั   มองเหน็ แตค่ ณุ ของมนั เพยี งเลก็ นอ้ ยเหมอื น
ปลาท่ีติดเบ็ด  เพราะเห็นแก่เหย่ือเล็กน้อยที่ติดอยู่กับเบ็ด  เมื่อติดเบ็ด
แลว้   กม็ คี วามทกุ ขม์ ากมายอาจถงึ เสยี ชวี ติ   มปี ลานอ้ ยตวั นกั ทฉ่ี ลาดกนิ
แตเ่ หยอ่ื   โดยไมก่ ลนื เบด็ เขา้ ไปดว้ ยฉนั ใด  คนในโลกนก้ี ฉ็ นั นน้ั   มนี อ้ ยคน
นักท่ีเก่ียวขอ้ งกับกามคณุ   โดยไมใ่ หเ้ ปน็ ทกุ ขห์ รอื เกี่ยวขอ้ งโดยทม่ี ที ุกข์
นอ้ ยทสี่ ดุ   ในการนจ้ี ะตอ้ งใชค้ ณุ ธรรม  คอื   ปญั ญาเปน็ หลกั   ใชส้ ตแิ ละ
โยนิโสมนสิการเป็นเครื่องมือพิจารณา  ใช้ความไม่ประมาทเป็นทาง
ดำ�เนิน  เม่ือยังเกี่ยวข้องอยู่ด้วยกามคุณ  ก็เกี่ยวข้องโดยประการท่ีจะ
มที ุกข์น้อยทส่ี ุด 

พุ ท ธ ป ฏิ ภ า ณ

๑๒

ตรัสตอบทา้ วมหานาม
เรื่อง กิเลสที่ครอบงำ� จติ ๒๖

พระศาสดาประทบั อย ู่ ณ  นโิ ครธาราม  เมอื งกบลิ พสั ด ์ุ เจา้ ศากยะ
พระองค์หน่ึง  คือ  ท้าวมหานามเสด็จไปเฝ้า  ทูลว่า  ทรงเข้าพระทัยใน
98 พระธรรมที่พระศาสดาทรงแสดงมานานแล้วว่า  โลภะ  โทสะ  โมหะ

เป็นส่ิงท่ีทำ�ให้จิตเศร้าหมอง  แต่มันก็ยังครอบงำ�พระทัยของพระองค์
อยเู่ ปน็ ครง้ั คราว  ทรงสงสยั วา่ มอี ะไรอยภู่ ายในพระทยั   มอี ะไรทยี่ งั ทรง
ละไม่ได้ขาด  จึงทำ�ให้  โลภ  โกรธ  หลง  ครอบงำ�พระทัยได้เป็น
ครั้งคราว
พระศาสดาตรสั ตอบวา่  ทเ่ี ปน็ อยา่ งนน้ั  เพราะยงั ทรงละกามไมไ่ ด้
ถ้าทรงละกามราคะได้แล้ว  ก็จะไม่ทรงอยู่ครองเรือน  ตรัสต่อไปว่า
อรยิ สาวก  (สาวกของพระอรยิ ะ  หรอื สาวกทเ่ี ปน็ อรยิ ะ)  ทราบอยา่ งดวี า่
กามทั้งหลายให้สุขน้อย  ให้ทุกข์มาก  ถึงกระน้ัน  ถ้าเขาไม่ได้ปีติสุข
อันอยู่เหนือกามสุขแล้ว  เขาย่อมเวียนมาหากามสุขอีก  แต่เมื่อใดเขา
ไดป้ ีตสิ ขุ อันอยูเ่ หนอื กามสุขแลว้   เขาย่อมไม่เวยี นมาหากามสุข

๒๖ จฬู ทกุ ขักขันธสูตร  พ. เล่ม  ๑๒  ขอ้   ๒๐๙

ว ศิ น อิ น ท ส ร ะ

ตรัสเล่าเรื่องของพระองค์เอง  สมัยที่ยังมิได้ตรัสรู้  ทรงรู้เห็น
เหมอื นกนั วา่   กามทงั้ หลายใหส้ ขุ นอ้ ย  ใหท้ กุ ขม์ าก  แตเ่ มอ่ื มไิ ดส้ ขุ อนื่ ที่
เหนือกว่ากามสุข  ก็ยังไม่สามารถปฏิญาณพระองค์ว่าจะไม่เวียนมาสู่
กามสุขอีก  เมื่อทรงได้สุขอ่ืนท่ีเหนือกว่าแล้ว  จึงทรงปฏิญาณได้ว่าจะ
ไมเ่ วียนมาหากามสขุ อกี  
ต่อจากน้ัน  ตรัสถึงคุณและโทษของกาม  พร้อมทั้งอุบายวิธีท่ี
จะถอนตนจากกาม  เหมือนทีก่ ลา่ วแล้วในมหาทกุ ขักขนั ธสูตร
ตรสั เลา่ เรอ่ื งทป่ี ระทบั อย ู่ ณ  ภเู ขาคชิ ฌกฏู   นครราชคฤห ์ คราวนน้ั
ท่ีตำ�บลกาฬศิลา  ข้างภูเขาอิสิคิลิ  พวกนิครนถ์จำ�นวนมากถือการยืน
เปน็ วตั ร  คอื ยนื อยา่ งเดยี ว  ไมน่ ง่ั   ไดร้ บั ทกุ ขเวทนาแสนสาหสั   ซง่ึ เกดิ จาก
ความพยายามน้ัน  (มิจฉาวายามะ  ความเพียรในทางท่ีผิด)  พระองค์
เสดจ็ ออกจากทห่ี ลกี เรน้ ในเวลาเยน็   เสดจ็ เขา้ ไปหาพวกนคิ รนถเ์ หลา่ นนั้ 99

ไดถ้ ามพวกเขาถงึ การถอื การยนื เปน็ วตั รนน้ั   วา่ ดว้ ยเหตผุ ลอะไร ?  พวก
นคิ รนถต์ อบวา่   นคิ รนถน์ าฏบตุ รผเู้ ปน็ ศาสดาของเขา  เปน็ ผรู้ ธู้ รรมทง้ั ปวง
เห็นธรรมทั้งปวง  ยืนยันญาณทัสสนะ  (ความรู้ความเห็น)  ของท่านว่า
บริสุทธิ์หมดจดโดยประการท้ังปวง  สอนให้สาวกทำ�ความเพียรอัน
เข้มงวดเช่นนี ้ เพ่อื สลัดบาปกรรมอันเคยทำ�มาแตก่ าลก่อน 
อนึ่ง  การที่พวกท่านสำ�รวมกาย  วาจา  ใจ  ในบัดนี้  เป็นการ
ไมก่ ระทำ�บาปกรรมตอ่ ไป  เพราะกรรมเกา่ สนิ้ ไปดว้ ยตบะน ี้ และเพราะ
ไม่ทำ�กรรมใหม่  ความถูกบังคับจึงไม่มี  เพราะไม่ถูกบังคับจึงส้ินกรรม
เพราะสน้ิ กรรมจงึ สนิ้ ทกุ ข ์ เพราะสน้ิ ทกุ ขจ์ งึ สนิ้ เวทนา  เพราะสน้ิ เวทนา
(ความรู้สึกว่าเป็นสุขหรือทุกข์)  จึงเป็นอันพวกท่านสลัดทุกข์ได้หมด
พวกเราพอใจ  คำ�กล่าวน้ีของท่านนิครนถ์นาฏบุตร  (ศาสดาของ
ศาสนาเชน)  จึงยินดบี ำ�เพญ็ ตบะนี้


Click to View FlipBook Version